ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

พด.เปิดบ้านโชวศักยภาพ“หมอดิน”ปลื้มประชาชนตอบรับแห่ร่วมงานครบรอบสถาปนา49ปี

http://www.naewna.com/local/9019

วันจันทร์ ที่ 04 มิถุนายน พ.ศ. 2555, 06.00 น.

tags : พด.กรมพัฒนาที่ดินหมอดิน,

 

นายธวัชชัย สำโรงวัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ตามที่มีการจัดงานวันคล้ายวันสถาปนากรมพัฒนาที่ดิน ครบรอบ 49 ปี ระหว่าง 23-25 พฤษภาคมที่ผ่านมา ภายใต้ชื่องาน “ตามรอยพระบาท จอมปราชญ์แห่งการพัฒนาที่ดิน ครบรอบ 49 ปี” ปรากฏว่าได้รับผลการตอบรับที่ดีมากทั้งจากหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานเอกชนต่างๆ เกษตรกร นักเรียน นักศึกษา ตลอดจนประชาชนทั่วไปเป็นจำนวนมาก ที่ได้เข้ามาร่วมชมกิจกรรมที่กรมฯจัดเตรียมไว้ ซึ่งปีนี้ได้จัดกิจกรรมการพัฒนาที่ดินไว้หลายอย่างโดยเฉพาะไฮไลต์ของงานครั้งนี้อยู่ที่ “นิทรรศการจอมปราชญ์แห่งการพัฒนาที่ดิน” เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เจริญพระชนมายุครบ 85 พรรษา ซึ่งได้จัดแสดงแบบจำลองที่มีชีวิตพื้นที่โครงการในพระราชดำริทั้ง 6 แห่ง ทำให้ประชาชนได้เห็นถึงพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีต่อการแก้ปัญหาทรัพยากรดิน ตั้งแต่ยุคเริ่มแรกของการก่อตั้งกรมพัฒนาที่ดินจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งมีตัวอย่างผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรปลอดสารพิษ และเกษตรอินทรีย์จากโครงการหลวงมาจัดแสดงให้เห็นจริง

นอกจากนี้ยังมีการแสดงผลงานการประกวดการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝก การเสวนา วิชาการกลางแจ้งจากนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ หมอดินอาสาครูผู้รอบรู้เกี่ยวกับการพัฒนาที่ดินที่มากประสบการณ์ ที่มาหมุนเวียนแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบ่งปันประสบการณ์กัน การอบรมการผลิตและใช้น้ำหมักชีวภาพเพื่อช่วย เพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนให้กับเกษตรกร ในส่วนของค่ายยุวหมอดิน ได้จัดค่ายฝึกอบรมความรู้ด้านวิชา การพัฒนาที่ดิน พื้นฐานการเกษตรทั่งยืนให้แก่เด็กนักโรงเรียนต่าง ๆ ที่มาร่วมงานตลอดทั้ง 3 วัน เพื่อนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในการทำเกษตรอินทรีย์ในโรงเรียน บริการฟรีตรวจวิเคราะห์ดิน สารปรับปรุงบำรุงดินชนิดต่าง ๆ รวมทั้งการจำหน่ายสินค้า OTOP สินค้าเกษตรปลอดสารพิษ เกษตรอินทรีย์ ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานอย่างมากมายเช่นกัน “ประชาชนจำนวนมากที่เข้ามาชมงานในครั้งนี้ นอกจากจะได้ความรู้มากมายใน เรื่องการทำเกษตรกรรมแล้ว ยังได้ร่วมกันชื่นชมพระปรีชาสามารถและร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้ทรงพระราชทานแนวพระราชดำริมากมายในการรักษาและฟื้นฟูทรัพยากรดิน จนทำให้ผืนดินมีความอุดมสมบูรณ์ และสามารถนำไปใช้ในการทำการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน อีกด้วย”อธิบดีกรมพัฒนาที่ดินกล่าวทิ้งท้าย

มิถุนายน 4, 2012 Posted by | สิ่งแวดล้อม, เกษตร, เกษตร-สิ่งแวดล้อม, แนวหน้า | , , , , , , , | แสดงความคิดเห็น

หมอดินแนะวิธีจัดระบบดิน-น้ำ แนวทางทำการเกษตรพื้นที่สูง

http://www.naewna.com/local/8527

วันพฤหัสบดี ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.

tags : เกษตรพื้นที่สูงน้ำดินหมอดิน,

นายไพบูลย์ กันธรมณฑล หมอดินอาสาประจำตำบลแม่สลองนอก อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า การทำการเกษตรบนพื้นที่สูงและมีความลาดชันให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน จะต้องมีการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ  ซึ่งแต่เดิมพื้นที่ทำการเกษตรของตนเองมีความลาดชันสูงมากกว่า 35% เสี่ยงต่อการชะล้างพังทลายของหน้าดิน ดินมีความเสื่อมโทรม และในช่วงฤดูแล้งจะมีปัญหาขาดแคลนน้ำ ส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร แต่เมื่อได้สมัครเข้าไปเป็นหมอดินอาสากับสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดเชียงราย จึงได้รับการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีด้านการอนุรักษ์ดินและน้ำ ตลอดจนการพัฒนาที่ดินด้านต่างๆ

หลังจากนั้นได้นำความรู้ที่ได้รับมาปรับใช้กับพื้นที่ด้วยการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ทั้งวิธีกลและวิธีพืช ได้แก่ ปลูกชาในระบบอินทรีย์เป็นแถวขวางทางลาดเท มีคันดิน และปลูกหญ้าแฝกเป็นแถวบนสันคันดิน เพื่อป้องกันไม่ให้ดินบริเวณสันคันดินพัง ส่วนบริเวณร่องน้ำด้านหน้าคันดินปลูกพืชสวนครัว เช่น คะน้ำ ถั่วลันเตา ประโยชน์ที่ได้รับจากหญ้าแฝกนอกจากป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน ยังรักษาความชื้นของดินในช่วงแล้งได้ดี ซึ่งใบหญ้าแฝกยังนำมาคลุมดินแปลงผักช่วยรักษาความชุ่มชื้นในดินได้อีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ ได้สร้างฝายกึ่งถาวรเพื่อชะลอความเร็วในฤดูฝนและกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ทั้งนี้ ได้ผลิตปุ๋ยหมักจากสารเร่ง พด.1 ทำน้ำหมักชีวภาพจากสารเร่ง พด.2 ผลิตสารไร่แมลงจากสารเร่ง พด.7 เพื่อใช้เองในแปลงชาและพืชผัก ช่วยลดต้นทุนการผลิตได้มากและปลอดภัยจากสารเคมี ทำให้ผลผลิตเป็นที่ต้องการของตลาดสามารถจำหน่ายสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญแปลงชาอินทรีย์แห่งนี้ยังเป็นจุดขายของดอยแม่สลองด้วย

มิถุนายน 4, 2012 Posted by | สิ่งแวดล้อม, เกษตร, เกษตร-สิ่งแวดล้อม, แนวหน้า | , , , , , , , | แสดงความคิดเห็น

หมอดินดีเด่น…บนพื้นฐานความพอเพียง – เกษตรทั่วไทย

http://www.dailynews.co.th/agriculture/52436

วันจันทร์ที่ 23 เมษายน 2555 เวลา 00:00 น.

นางจรัสศรี บ่อแก้ว ได้รับการคัดเลือกจากกรมพัฒนาที่ดินให้เป็นหมอดินอาสาดีเด่น ประจำปี 2555 สาขาการปรับปรุงบำรุงดิน เนื่องจากมีการนำความรู้ในการปรับปรุงบำรุงดินด้วยนวัตกรรมของกรมพัฒนาที่ดิน มาประยุกต์ใช้ในพื้นที่เกษตรของตนเอง จนสามารถพลิกฟื้นพื้นที่นามาสู่การทำเกษตรผสมผสาน และยังถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เพื่อนเกษตรกรให้สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น…แต่กว่าจะมาเป็นหมอดินอาสาดีเด่นได้ นางจรัสศรี เล่าว่า เริ่มแรกที่ทำการเกษตรจะทำนาอย่างเดียว ซึ่งดินมีความเสื่อมโทรม อีกทั้งพื้นที่เป็นที่ดอน เสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำทำให้ได้ผลผลิตน้อย เมื่อเป็นอย่างนั้นก็ยิ่งใช้ปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้น เพื่อหวังจะเพิ่มผลผลิต แต่กลับตรงกันข้ามคือผลผลิตไม่ได้เพิ่มขึ้นในขณะที่ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นแทน จึงหวนกลับมาคิดว่าถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปคงเลี้ยงลูกไม่โตแน่ จากนั้นจึงลองเปลี่ยนเป็น การทำนาอินทรีย์ ลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร โดยเข้าไปสมัครรับการอบรมเป็นหมอดินอาสาประจำหมู่บ้าน จากสถานีพัฒนาที่ดินอำนาจเจริญ ตั้งแต่ปี 2546 ซึ่งได้รับความรู้ในการผลิตและใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก น้ำหมักชีวภาพ ปุ๋ยพืชสดและการไถกลบตอซังแทนการเผา รวมถึงเรื่องการปรับปรุงบำรุงดินด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพของกรมพัฒนาที่ดิน รวมถึงการอนุรักษ์ดินและน้ำ ซึ่งได้นำมาปรับใช้ในพื้นที่เกษตรของตนเองตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เริ่มจากการวางแผนการใช้ที่ดินโดยแบ่งพื้นที่จำนวนทั้งหมด 16 ไร่ ตามการใช้ประโยชน์และความเหมาะสมของที่ดิน ได้แก่ นาข้าวอินทรีย์ 6 ไร่ แบ่งเป็นปลูกข้าวเหนียว กข 6 จำนวน 4 ไร่ และข้าวหอมมะลิ 2 ไร่ สวนผสมผสาน 7 ไร่ ปลูกไม้ผลนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นขนุน กล้วยหอม มะม่วง ชมพู่ เป็นต้น นอกจากนั้น จะมีพื้นที่เลี้ยงสัตว์ จำพวก วัว หมู เป็ด ไก่ ทำประมงเลี้ยงปลา กบ ไว้เพื่อบริโภคและจำหน่าย ปลูกพืชผักสวนครัวและพืชสมุนไพร ขุดสระน้ำ ปลูกป่าธรรมชาติ และปลูกที่พักอาศัย

…ตั้งแต่หันมามุ่งเข้าสู่วิถีเกษตรอินทรีย์และทำเกษตรผสมผสาน มีความแตกต่างจากอดีตอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะนาข้าวที่แต่เดิมใช้ปุ๋ยเคมีผลผลิตที่ได้ไร่ละ 100 กิโลกรัม ในขณะที่ต้องใช้ต้นทุนปุ๋ยเคม มี 30 กิโลกรัม/ไร่ แต่เมื่อมาใช้ปุ๋ยคอก น้ำหมักชีวภาพ และพืชปุ๋ยสด กลับได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 500 กิโลกรัม/ไร่ ที่สำคัญผลผลิตจะเพิ่มขึ้นทุกปี คุณภาพข้าวเหนียวหอมนุ่มเก็บไว้ข้ามปียังนุ่ม ไม่แข็งเหมือนข้าวที่ใช้สารเคมี ส่วนข้าวหอมมะลิก็หอมนุ่มหอมนานกว่าเหมือนกัน โดยข้าวเหนียวจะเก็บไว้บริโภคในครัวเรือน ส่วนข้าวเจ้าจะแปรรูปเป็นข้าวกล้องขายสร้างรายได้เฉลี่ย 55,000 บาทต่อปี … อันนี้ฟังแต่หูดูแต่ตาไม่ได้นะ ต้องลองทำดู นอกจากนี้คุณนายจรัสศรีเธอยังมีรายได้จากสวนผสมผสาน ที่ปลูกพืชหลายชนิดในพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ให้ผลผลิตดี เพราะการบริหารจัดการระบบน้ำดี คือ ใช้สารอินทรีย์ป้องกันแมลงศัตรูพืชนอกจากฉีดพ่นแล้วยังปล่อยไปตามระบบน้ำด้วย อีกทั้งหมักปุ๋ยหมักไว้ตามพื้นที่ต่าง ๆ ภายในสวนเปรียบกับมีตู้เย็นไว้ใกล้ ๆ ถ้าพืชต้องการอาหารก็ดูดไปใช้ได้เลย พร้อมกันนี้ได้ใช้เศษพืชฟางข้าวคลุมรอบโคนต้นไม้เพื่อรักษาความชื้นในดินด้วย โดยผลผลิตที่ได้นอกจากเก็บไว้บริโภคเองยังจำหน่ายสร้างรายได้ปีละหลายหมื่นบาท ส่วนพืชผักสวนครัวและพืชสมุนไพร ก็ปลูกไว้เพื่อเป็นตลาดสดและโรงพยาบาลประจำครอบครัว ทำให้เรามีพืชผักที่ปลอดภัยจากสารพิษไว้บริโภค เป็นการลดรายจ่ายและลดค่ายาได้

เช่นเดียวกับปลาและกบที่เลี้ยงไว้ก็ทำให้บ้านเรามีอาหารบริโภคโดยไม่ต้องไปซื้อหาที่อื่น แถมจำหน่ายสร้างรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง ส่วนปศุสัตว์ที่เลี้ยงไว้ทั้งวัว หมู เป็ด ไก่ ก็จะนำมูลหรือ “ขี้” ของมันนั่นแหละ มาหมักร่วมกับเศษพืช และสารเร่ง พด.1 พด.3 เพื่อใช้ปรับปรุงบำรุงดินและป้องกันโรคพืช ช่วยในการลดต้นทุนการผลิตได้เป็นอย่างดี…อยากจะกรี๊ดด้วยความอิจฉากับความสำเร็จของเธอ…เมื่อเปลี่ยนความคิดจากการทำเกษตรแบบเดิม ๆ หันมายึดแนวทางเกษตรอินทรีย์และสวนเกษตรผสมผสาน ส่งผลให้หมอดินจรัสศรี และครอบครัว มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืนบนพื้นฐานความพออยู่พอกินตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ……ทั้งนี้ เมื่อชีวิตดีขึ้นหมอดินก็พร้อม ที่จะถ่ายทอดความรู้เหล่านี้ไปยังเพื่อนเกษตรกรและผู้สนใจ โดยเฉพาะต้องการเผยแพร่ให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้รักและศรัทธาอาชีพเกษตร เพราะเป็นอาชีพที่หล่อเลี้ยงทุกชีวิตบนโลกนี้ทีเดียวเชียว!.

เมษายน 25, 2012 Posted by | เกษตร, เดลินิวส์ออนไลน์ | , , , , , | แสดงความคิดเห็น

พด.เปิดคอร์สฝึกค่ายยุวหมอดินวางฐานพัฒนาสู่เกษตรอินทรีย์

http://www.naewna.com/local/4732

วันพุธ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2555, 06.00 น.

tags : ยุวหมอดินหมอดินพด.

              นายจรูญ ยกถาวร รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินด้านวิชาการ เปิดเผยว่า โรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้เบื้องต้นของเด็ก นักเรียนส่วนใหญ่ของโรงเรียนที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารจะเป็นลูกหลานของเกษตรกร ซึ่งเปรียบเสมือนรากแก้วของแผ่นดิน การถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตร โดยเฉพาะความรู้เรื่องดินและการพัฒนาที่ดิน ซึ่งเป็นรากฐานของการทำเกษตร รวมทั้งความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์จะเป็นการปลูกจิตสำนึกด้านการเกษตร การรักษาทรัพยากรที่ดิน สิ่งแวดล้อม ให้กับเด็ก สำหรับวิธีการในการให้ความรู้กับเด็กๆ

ดังนั้นในปีนี้ กรมพัฒนาที่ดินจึงได้จัดทำโครงการฝึกอบรมค่ายยุวหมอดิน หลักสูตรการพัฒนาที่ดินสู่เกษตรอินทรีย์ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ที่ศูนย์ฝึกอบรมภายใต้ความรับผิดชอบของหน่วยงานในพื้นที่ส่วนภูมิภาค 12 แห่ง ได้แก่ สถานีพัฒนาที่ดินสุพรรณบุรี, ร้อยเอ็ด, เชียงใหม่, น่าน, พะเยา, เพชรบูรณ์, สุโขทัย, สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 3 นครราชสีมา, เขต 5 ขอนแก่น, เขต 10 ราชบุรี, เขต 12 สงขลา และศูนย์ศึกษาการพัฒนาที่ดินเขาหินซ้อนฯ ระหว่างเดือนมีนาคม – มิถุนายน 2555  ให้กับนักเรียนในระดับประถมศึกษาปีที่ 4, 5 และ 6 รวมทั้งสิ้นจำนวน 41 รุ่น เป้าหมาย 3,012 คน ซึ่งอยู่ในพื้นที่ความรับผิดชอบของหน่วยงานในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อให้นักเรียนที่เข้ารับการฝึกอบรมได้รับความรู้ด้านการเกษตร การพัฒนาที่ดิน หลักเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้สามารถนำไปเป็นพื้นฐานในการประกอบอาชีพในอนาคต พร้อมทั้งพัฒนาภาวะผู้นำและเตรียมความพร้อมให้กับนักเรียน ที่จะคัดเลือกเป็นยุวหมอดินให้สามารถขับเคลื่อนงานเกษตรอินทรีย์ของโรงเรียน ให้เป็นไปตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งนี้โรงเรียนที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดทั่วประเทศ หรือ สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1-12 หรือสายด่วนกรมพัฒนาที่ดินโทร. 1760

เมษายน 25, 2012 Posted by | สิ่งแวดล้อม, เกษตร, เกษตร-สิ่งแวดล้อม, แนวหน้า | , , , , , , , , | แสดงความคิดเห็น

รายงานพิเศษ : หมอดินดีเด่น “จรัสศรี บ่อแก้ว” มุ่งวิถีเกษตรอินทรีย์บนพื้นฐานพอเพียง

http://www.naewna.com/local/4528

วันจันทร์ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2555, 08.00 น.

tags : จรัสศรี บ่อแก้วหมอดินดีเด่นรายงานพิเศษเกษตรอินทรีย์,
นางจรัสศรี บ่อแก้ว ได้รับการคัดเลือกจากกรมพัฒนาที่ดินให้เป็นหมอดินอาสาดีเด่น ประจำปี 2555 สาขาการปรับปรุงบำรุงดิน เนื่องจากมีการนำความรู้ในการปรับปรุงบำรุงดินด้วยนวัตกรรมของกรมพัฒนาที่ดิน มาประยุกต์ใช้ในพื้นที่เกษตรของตนเอง จนสามารถพลิกฟื้นพื้นที่นามาสู่การทำเกษตรผสมผสาน และยังถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เพื่อนเกษตรกรให้สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
แต่กว่าจะมาเป็นหมอดินอาสาดีเด่นได้ นางจรัสศรี เล่าว่า เริ่มแรกที่ทำการเกษตรจะทำนาอย่างเดียว ซึ่งดินมีความเสื่อมโทรม อีกทั้งพื้นที่เป็นที่ดอนเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ ทำให้ได้ผลผลิตน้อย เมื่อเป็นอย่างนั้นก็ยิ่งใช้ปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้น เพื่อหวังจะเพิ่มผลผลิต แต่กับตรงกันข้ามคือผลผลิตไม่ได้เพิ่มขึ้นในขณะที่ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นแทน จึงหวนกลับมาคิดว่าถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปคงเลี้ยงลูกไม่โตแน่ จากนั้นจึงลองเปลี่ยนเป็นการทำนาอินทรีย์ ลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร โดยเข้าไปสมัครรับการอบรมเป็นหมอดินอาสาประจำหมู่บ้าน จากสถานีพัฒนาที่ดินอำนาจเจริญ ตั้งแต่ปี 2546 ซึ่งได้รับความรู้ในการผลิตและใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก น้ำหมักชีวภาพ ปุ๋ยพืชสดและการไถกลบตอซังแทนการเผา รวมถึงเรื่องการปรับปรุงบำรุงดินด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพของกรมพัฒนาที่ดิน รวมถึงการอนุรักษ์ดินและน้ำ ซึ่งได้นำมาปรับใช้ในพื้นที่เกษตรของตนเองตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเริ่มจากการวางแผนการใช้ที่ดินโดยแบ่งพื้นที่จำนวนทั้งหมด 16 ไร่ ตามการใช้ประโยชน์และความเหมาะสมของที่ดิน ได้แก่ นาข้าวอินทรีย์ 6 ไร่ แบ่งเป็นปลูกข้าวเหนียว กข 6 จำนวน 4 ไร่ และข้าวหอมมะลิ 2 ไร่ สวนผสมผสาน 7 ไร่ ปลูกไม้ผลนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นขนุน กล้วยหอม มะม่วง ชมพู่ เป็นต้น นอกจากนั้น จะมีพื้นที่เลี้ยงสัตว์ จำพวก วัว หมู เป็ด ไก่ ทำประมงเลี้ยงปลา กบ ไว้เพื่อบริโภคและจำหน่าย ปลูกพืชผักสวนครัวและพืชสมุนไพร ขุดสระน้ำ ปลูกป่าธรรมชาติ และปลูกที่พักอาศัย

หมอดินจรัสศรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่หันมามุ่งเข้าสู่วิถีเกษตรอินทรีย์และทำเกษตรผสมผสาน มีความแตกต่างจากอดีตอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะนาข้าวที่แต่เดิมใช้ปุ๋ยเคมีผลผลิตที่ได้ไร่ละ 100 กิโลกรัม ในขณะที่ต้องใช้ต้นทุนปุ๋ยเคมมี 30 กิโลกรัม/ไร่ แต่เมื่อมาใช้ปุ๋ยคอก น้ำหมักชีวภาพ และพืชปุ๋ยสด กลับได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 500 กิโลกรัม/ไร่ ที่สำคัญผลผลิตจะเพิ่มขึ้นทุกปี คุณภาพข้าวเหนียวหอมนุ่มเก็บไว้ข้ามปียังนุ่ม ไม่แข็งเหมือนข้าวที่ใช้สารเคมี ส่วนข้าวหอมมะลิก็หอมนุ่มหอมนานกว่าเหมือนกัน โดยข้าวเหนียวจะเก็บไว้บริโภคในครัวเรือน ส่วนข้าวเจ้าจะแปรรูปเป็นข้าวกล้องขายสร้างรายได้เฉลี่ย 55,000 บาทต่อปี

นอกจากนี้ ยังมีรายได้จากสวนผสมผสาน ที่ปลูกพืชหลายชนิดในพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ให้ผลผลิตดี เพราะการบริหารจัดการระบบน้ำดี คือ ใช้สารอินทรีย์ป้องกันแมลงศัตรูพืชนอกจากฉีดพ่นแล้วยังปล่อยไปตามระบบน้ำด้วย อีกทั้งหมักปุ๋ยหมักไว้ตามพื้นที่ต่างๆ ภายในสวนเปรียบกับมีตู้เย็นไว้ใกล้ๆ ถ้าพืชต้องการอาหารก็ดูดไปใช้ได้เลย พร้อมกันนี้ได้ใช้เศษพืชฟางข้าวคลุมรอบโคนต้นไม้เพื่อรักษาความชื้นในดินด้วย โดยผลผลิตที่ได้นอกจากเก็บไว้บริโภคเองยังจำหน่ายสร้างรายได้ปีละหลายหมื่นบาท ส่วนพืชผักสวนครัวและพืชสมุนไพร ก็ปลูกไว้เพื่อเป็นตลาดสดและโรงพยาบาลประจำครอบครัว ทำให้เรามีพืชผักที่ปลอดภัยจากสารพิษไว้บริโภค เป็นการลดรายจ่ายและลดค่ายาได้

เช่นเดียวกับปลาและกบที่เลี้ยงไว้ก็ทำให้บ้านเรามีอาหารบริโภคโดยไม่ต้องไปซื้อหาที่อื่น แถมจำหน่ายสร้างรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง ส่วนปศุสัตว์ที่เลี้ยงไว้ทั้งวัว หมู เป็ด ไก่ ก็จะนำมูลมาหมักร่วมกับเศษพืช และสารเร่งพด.1 พด.3 เพื่อใช้ปรับปรุงบำรุงดินและป้องกันโรคพืช ช่วยในการลดต้นทุนการผลิตได้เป็นอย่างดี

เมื่อเปลี่ยนความคิดจากการทำเกษตรแบบเดิมๆ หันมายึดแนวทางเกษตรอินทรีย์และสวนเกษตรผสมผสาน ส่งผลให้หมอดินจรัสศรี และครอบครัว มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืนบนพื้นฐานความพออยู่พอกินตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งนี้ เมื่อชีวิตดีขึ้นหมอดินก็พร้อมที่จะถ่ายทอดความรู้เหล่านี้ไปยังเพื่อนเกษตรกรและผู้สนใจ โดยเฉพาะต้องการเผยแพร่ให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้รักและศรัทธาอาชีพเกษตร เพราะเป็นอาชีพที่หล่อเลี้ยงทุกชีวิตบนโลกนี้

นี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่งเท่านั้นที่ทำให้นางจรัสศรี บ่อแก้ว ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหมอดินอาสาดีเด่น ประจำปีนี้ แต่หากท่านใดต้องการเข้าไปศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เทคนิคดีๆ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงชีวิตอย่างพอเพียงหรือการทำเกษตรแบบยั่งยืน สามารถไปได้ที่ศูนย์เรียนรู้เทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน สวนวิมานดินตามรอยพ่อหลวง หมู่ที่ 3 ต.ปลาค้าว อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ ที่หมอดินจรัสศรี ร่วมกับสถานีพัฒนาที่ดินอำนาจเจริญจัดตั้งขึ้นเป็นศูนย์ถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับศาสตร์การพัฒนาที่ดินทุกแขนง

เมษายน 25, 2012 Posted by | สิ่งแวดล้อม, เกษตร, เกษตร-สิ่งแวดล้อม, แนวหน้า | , , , , , , , , , | แสดงความคิดเห็น

“หมอดิน”แนะปลูกปุ๋ยพืชสด ฟื้นฟูหน้าดินถูกชะล้างพังทลาย

http://www.naewna.com/local/4233

วันศุกร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2555, 06.00 น.

tags : หมอดินกรมหมอดินปุ๋ยพืชสดฟื้นฟูหน้าดิน

              นายอนุสรณ์ จันทนโรจน์ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินด้านบริหาร เปิดเผยว่าจากสถานการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาทำให้สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชน ตลอดจนพื้นที่และผลผลิตทางการเกษตรเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะปัญหาหน้าดินถูกชะล้างพังทลาย ทำให้อินทรียวัตถุในดินหายไป เกษตรกรจึงได้รับความเดือนร้อนจากการปลูกพืชผักไม่ได้ผล  กรมพัฒนาที่ดินได้จึงได้เข้าไปดำเนินการแก้ไขในส่วนของพื้นที่ทำการเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวโดยได้เข้าไปดำเนินการแก้ไขตามสภาพปัญหาของแต่ละพื้นที่ ได้แก่ พื้นที่นาที่น้ำท่วมขังเป็นเวลานาน เมื่อน้ำแห้งระบบนิเวศในดินจะเปลี่ยนไปแร่ธาตุในดินหายไป กรมฯ จะทำการฟื้นฟูปรับสภาพดินโดยใช้น้ำหมักชีวภาพจากสารเร่ง พด.2 ในการช่วยย่อยสลายเศษซากพืช เพื่อปรับปรุงบำรุงดิน ส่วนพื้นที่นาข้าวที่ถูกน้ำพัดพาหน้าดินจะส่งเสริมให้ใช้ปุ๋ยหมัก เพื่อปรับปรุงสภาพดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ และสำหรับพื้นที่สวนที่ประสบปัญหารากเน่าโคนเน่า จะทำการปรับปรุงสภาพดินโดยแนะนำการใช้สารเร่ง พด.3 ขยายเชื้อในปุ๋ยหมัก หว่านรอบโคนต้นเพื่อป้องกันและกำจัดโรคที่อาจเกิดจากเชื้อราต่างๆ

นอกจากนี้ พื้นที่ที่น้ำท่วมนั้น จะมีตะกอนดินและเศษซากพืชหมักหมม ทำให้ดินมีความเป็นกรดสูงก็จะแนะนำให้เกษตรกรใช้ปูนขาวหรือโดโลไมท์ เพื่อปรับสภาพความเป็นกรดของดิน ควบคู่กับการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชปุ๋ยสด อาทิ ปอเทือง ถั่วพร้า  ถั่วพุ่มและถั่วมะแฮะ แล้วไถกลบก่อนเพาะปลูกพืชหลัก โดยวิธีการนี้จะช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดินได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยให้กับเกษตรกรได้อีกด้วย

เมษายน 25, 2012 Posted by | สิ่งแวดล้อม, เกษตร, เกษตร-สิ่งแวดล้อม, แนวหน้า | , , , , , , , , | แสดงความคิดเห็น

โคราชต่อยอดเกษตรอินทรีย์ หมอดินรับหน้าเสื่อให้ความรู้

17 กุมภาพันธ์ 2554, 05:15 น.

ผ่านทางโคราชต่อยอดเกษตรอินทรีย์ หมอดินรับหน้าเสื่อให้ความรู้ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_149443

 

นายทองงาม ทองภู หมอดินอาสาประจำตำบลห้วยแถลง อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา เผยว่า การทำเกษตร ที่พึ่งพาแต่ปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตรมาโดยตลอด ไม่เพียงแต่ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นเป็นเงา ตามตัวแล้วทรัพยากรดินซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญในการ เพาะปลูกก็เสื่อมโทรมลงทุกขณะ เมื่อดินมีปัญหา สิ่งที่ตามมาคือพืชผักก็ให้ผลผลิตไม่ดีเท่าที่ควร ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น รายได้ก็น้อยลง ที่สำคัญสุขภาพก็ย่ำแย่ จากการที่ต้องสัมผัสแต่สารเคมี

กรมพัฒนาที่ดินจึงมาถ่ายทอดความรู้เรื่องการปรับปรุงบำรุงดินควบคู่กับการส่งเสริมการผลิตและ ใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมี ทำให้วิถีชีวิตเปลี่ยน แปลงไปในทางที่ดีขึ้น โดยเริ่มต้นจากการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ น้ำหมักชีวภาพที่ใช้วัตถุดิบที่มีในท้องถิ่นและในครัว เรือน เพื่อใช้ในการปรับปรุงบำรุงดิน ฉีดพ่นพืชผัก สามารถปรับเปลี่ยนสู่แปลงผักแบบอินทรีย์และได้รับการคัดเลือกให้เป็นจุดเรียนรู้การปลูกผักอินทรีย์ เพื่อถ่ายทอดความรู้ต่อยอดสู่เกษตรกรรายอื่น

“ตั้งแต่หันมาพึ่งพาตนเองด้วยการผลิตสารอินทรีย์ไว้ใช้เอง  ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง  ขณะที่รายได้ก็เพิ่มขึ้น ที่สำคัญในฐานะที่ตนเป็นหมอดินอาสา ได้รับองค์ความรู้เกี่ยวกับดินทุกชนิด ผนวกกับประสบการณ์ที่ได้ศึกษาทดลองมา จึงสามารถช่วยเพื่อนเกษตรกรให้มีความรู้เรื่องการปรับปรุงบำรุงดินและอนุรักษ์ดินและน้ำอย่างถูกวิธี รวมทั้งการผลิตและใช้สารอินทรีย์ จากผลิตภัณฑ์ พด. เป็นการลดละเลิกการใช้สารเคมีได้เป็นอย่างดี ทำให้ เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น นำไปสู่อาชีพมั่นคง” หมอดินทองงามกล่าว.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเกษตร
  • 17 กุมภาพันธ์ 2554, 05:15 น.

 

กุมภาพันธ์ 17, 2011 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , , , | แสดงความคิดเห็น

ดันสร้าง”ครอบครัวหมอดิน” พด.สานต่อแนวทางเกษตรอินทรีย์สร้างความยั่งยืนภาคเกษตรไทย

วันที่ 7/9/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายฉลอง เทพวิทักษ์กิจ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ปัจจุบันดินในประเทศไทยเสื่อมสภาพอย่างมาก เพราะการใช้ที่ดินของเกษตรกรอย่างขาดการปรับปรุงบำรุงดินที่ถูกวิธีและการ ใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตรอย่างต่อเนื่องนั่นเอง ดังนั้นภารกิจหลัก คือ การแก้ปัญหาดินในพื้นที่เกษตรให้สามารถกลับคืนความอุดมสมบูรณ์ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ รวมถึงส่งเสริมการทำเกษตรเข้าสู่วิถีเกษตรอินทรีย์ ลดการใช้สารเคมีปรับเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่สามารถผลิตได้เองตามวิถี เศรษฐกิจพอเพียง สร้างความเข้มแข็งให้ระบบเกษตรอินทรีย์ของประเทศ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับนานาชาติ และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ในอนาคต

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้องบูรณาการแผนงานด้านเกษตร อินทรีย์ เพื่อให้การขับเคลื่อนงานไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมอบหมายให้กรมพัฒนาที่ดินเป็นเจ้าภาพในการขับเคลื่อนภารกิจดังกล่าว เนื่องจากกรมพัฒนาที่ดินมีหมอดินอาสากระจายอยู่ทุกหมู่บ้านที่มีความรู้ความ สามารถที่จะถ่ายทอดการทำการเกษตรอินทรีย์ได้อย่างทั่วถึง นอกจากนี้ยังมีเครือข่ายยุวหมอดินที่ส่วนใหญ่เป็นลูกหลานของเกษตรกร นับเป็นผู้ช่วยที่สำคัญในการถ่ายทอดแนวทางเกษตรอินทรีย์ให้กับผู้ปกครองได้ เป็นอย่างดี

“ขณะนี้กรมพัฒนาที่ดินได้ผนึกกำลังเครือข่ายหมอดินอาสา กลุ่มเกษตรกร ยุวหมอดิน และเจ้าหน้าที่ของกรมฯ พัฒนารูปแบบไปสู่ครอบครัวหมอดิน ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและประชาชนในท้องถิ่น ที่จะช่วยกันสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่งในการดำเนินงานด้านการพัฒนาเกษตร อินทรีย์ เผยแพร่ขยายผลไปยังชุมชน สร้างเครือข่ายต่อไปในวงกว้าง เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างยั่งยืนต่อไป โดยมุ่งเน้นการทำเกษตรอินทรีย์ตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง อย่างไรก็ดี ปัจจุบันกรมฯ มีเครือข่ายหมอดินอาสาอยู่กว่า 78,000 ราย ทั่วประเทศ จึงมีความเชื่อมั่นว่าการขับเคลื่อนภารกิจดังกล่าวจะเป็นไปอย่างรวดเร็วและ ครอบคลุมพื้นที่เกษตรในวงกว้าง” นายฉลอง กล่าวย้ำ

กันยายน 8, 2010 Posted by | ความรู้-ศัพท์, เกษตร-สิ่งแวดล้อม, แนวหน้า | , , , , , , , , | แสดงความคิดเห็น

ปลูกฝังยุวหมอดิน ให้รักงานเกษตร…

วันจันทร์ ที่ 07 มิถุนายน 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > เกษตรทั่วไทย > ปลูกฝังยุวหมอดิน ให้รักงานเกษตร….

การเกษตรเป็นอาชีพพื้นฐานของประเทศไทย ที่สามารถหล่อเลี้ยงคนในชาติและสร้างชื่อเสียงในการส่งออกสินค้าเกษตรมากมาย เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก จนมีการตั้งเป้าหมายไว้ว่าไทยจะเป็นผู้นำด้านความมั่นคงทางอาหารของโลกใน อนาคต แต่ด้วยสภาพปัจจุบันที่ประชากรภาคเกษตรกรรมลดปริมาณลงเรื่อย ๆ จนน่าวิตกกังวลว่าอาชีพเกษตรกรจะลดเลือนหายไปในไม่ช้า สาเหตุหลัก ๆ คือความไม่มั่นคงทางราย ได้จากการประกอบอาชีพเกษตรกรรมนี่เองทำ ให้ลูกหลานของเกษตรกรไม่พึงพอใจและหันไปประกอบอาชีพอื่นแทน ส่งผลให้ปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศจึงเป็นผู้สูงอายุ

การสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ที่ดูแลเกษตรกรไทยทั้งประเทศ ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดเร่งสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพออกสู่ สังคม

“ยุวหมอดิน” เป็นหนึ่งโครงการสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ของกรมพัฒนาที่ดิน ที่มุ่งเน้นการสร้างหมอดินรุ่นเยาว์ที่มีความรู้ความสามารถในการบริหาร จัดการทรัพยากรดินและน้ำ สามารถเป็นตัวแทนของกรมพัฒนาที่ดินถ่ายทอดองค์ความรู้ไปสู่ลูกหลานเกษตรกร และเกษตรกร โดยเฉพาะที่เป็นผู้ปกครองและคนในละแวกชุมชน

นายเกษม ทองปาน รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดินได้ดำเนินโครงการเกษตรอินทรีย์ในโรงเรียนและยุวหมอดินควบคู่ ไปด้วยโครงการดังกล่าวมุ่งเน้นถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ และปลูกจิตสำนึกการเรียนรู้ให้แก่เยาวชนให้มีความรู้พื้นฐานด้านการเกษตร อย่างถูกต้อง สามารถขยายผลไปสู่ผู้ปกครองและเกษตรกรทั่วไปได้ ที่สำคัญยังเป็นแหล่งอาหารกลางวันให้กับนักเรียนในถิ่นทุรกันดาร

โครงการเกษตรอินทรีย์ในโรงเรียนและยุวหมอดินเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งจนถึงขณะนี้สามารถดำเนินการได้แล้วกว่า 600 โรงเรียน เป้าหมายอยู่ที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนและโรงเรียนในถิ่นทุรกันดารเป็น หลัก

ด้าน ยุวหมอดินปาล์ม จาก โรงเรียน วัดเกาะวังไทร จ.นครปฐม ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นโรงเรียนเกษตรอินทรีย์ดีเด่นประจำปี 2552 ระดับประเทศของกรมพัฒนาที่ดิน เล่าว่า ที่โรงเรียนของเราพื้นที่บางส่วนเป็นดินเปรี้ยวเพาะปลูกอะไรก็ไม่ค่อยได้ผล แต่เมื่อเราได้เข้ารับการอบรมและเข้าค่ายยุวหมอดินที่กรมพัฒนาที่ดินจัดขึ้น ก็มีความรู้เรื่องดินและวิธีการจัดการทรัพยากรดินมากขึ้น อย่างเรื่องแก้ปัญหาดินเปรี้ยวเพียงแค่นำปูนมาร์ลมาปรับปรุงดินหมักปูนไว้ และใส่ปุ๋ยหมักเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน ก็สามารถปลูกพืชผลได้แล้ว ซึ่งในพื้นที่นี้ทางกลุ่มได้เลือกปลูกกล้วยเพราะเป็นพืชที่ทนกรดได้ดี และยังโตเร็วอีกด้วย นอกจากปลูกกล้วยแล้ว ยังมีแปลงปลูกผักอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งจะแบ่งผลผลิตออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งจะประมูลขายให้พ่อค้าแม่ค้าในโครงการอาหารกลางวัน เพื่อให้มั่นใจว่านักเรียนทุกคนจะได้รับประทานผักที่ปลอดภัยไร้สารพิษ อีกส่วนหนึ่งทางกลุ่มจะนำมาขายให้กับผู้ปกครอง คุณครูและนักเรียนในโรงเรียน เป็นการหารายได้พิเศษช่วยเหลือพ่อแม่ได้ไม่น้อยเลย

“ที่บ้านผมมีอาชีพเสริมคือปลูกผักสวนครัวขายด้วย ผมคิดว่าสารเคมีทางการเกษตรอาจทำร้ายผู้ใช้ได้ เช่น สารอาจเข้าตาโดนผิวหรือเราอาจจะหายใจสูดดมเข้าไป ทำให้เราไม่สบาย สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ และผู้บริโภคก็ได้กินผักอาบสารพิษ ผมก็เลยใช้สารเร่ง พด.7 ผลิตน้ำหมักชีวภาพป้องกันแมลงศัตรูพืช และใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 ทำน้ำหมักชีวภาพเพิ่มคุณภาพผลผลิต เมื่อใช้สารอินทรีย์คนที่บ้านก็ได้รับประทานผักที่ปลอดภัยเพราะเราปลูกเอง กับมือ ส่วนคนที่มาซื้อผักร้านเราก็หายห่วง แถมได้ซื้อผักในราคาย่อมเยาเพราะจากบ้านไปตลาดใกล้นิดเดียว จึงไม่ต้องบวกค่าขนส่งและค่าปุ๋ยเคมี ได้ประโยชน์ถ้วนหน้ากันทุกฝ่าย”

…นี่คือความคิดของยุวหมอดิน แสดงได้อย่างชัดเจนถึงการรักษาสิ่งแวดล้อมมิให้เกิดอันตรายแก่มนุษย์ได้ นั่นหมายถึงว่า มนุษย์ต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมด้วย เพราะทั้งมนุษย์และสิ่งแวดล้อมย่อมพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน.

มิถุนายน 13, 2010 Posted by | เกษตร, เดลินิวส์ออนไลน์ | , , , , , , | แสดงความคิดเห็น

เปิดคอร์สจัดการมวลชีวภาพ กรม”หมอดิน”จัดฝึกอบรมครบวงจรมุ่งใช้ประโยชน์การเกษตร

วันที่ 7/6/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

กรมพัฒนาที่ดิน และ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรสหกรณ์ ร่วมจัดโครงการฝึกอบรม การจัดการมวลชีวภาพอย่างครบวงจร เพื่อใช้ประโยชน์ทางการเกษตร ในวันที่ 24 มิถุนายน ที่ห้องประชุมสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1 ต.ลำผักกูด อ. ธัญบุรี จ. ปทุมธานี โดย นายฉลอง เทพวิทักษ์กิจ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินด้านวิชาการ เปิดเผยว่า สาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน เกิดจากการจัดการมวลชีวภาพอย่างไม่เหมาะสม และจากการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการจัดการมวลชีวภาพอย่างครบวงจรเพื่อใช้ ประโยชน์ทางการเกษตรของกรมพัฒนาที่ดิน ในการดำเนินงานวิจัยด้านจุลินทรีย์ ทำให้สามารถผลิตผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์สารเร่ง พด. เพื่อใช้ในการปรับปรุงบำรุงดิน และเพิ่มธาตุอาหารที่สำคัญให้กับพืช และจากโครงการจัดการขยะภายในกรมพัฒนาที่ดิน โดยการนำขยะเศษวัสดุที่ย่อยสลายได้นำไปผลิตปุ๋ยหมักด้วยสารเร่งซุปเปอร์ พด.1 ขยะสด พวกเศษอาหาร และผักผลไม้นำไปผลิตน้ำหมักชีวภาพ สารบำบัดน้ำเสีย และขจัดกลิ่นเหม็น โดยการใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 และ พด.6 ส่วนพลาสติก และกากที่เหลือจากการผลิตน้ำหมักชีวภาพ ยังสามารถนำมาใช้เป็นพลังงานทดแทน โดยผลิตเป็นน้ำมันชีวภาพ หรือนำไปจัดการด้วยกระบวนการไพโรไลซิส (pyrolysis) ซึ่งเป็นกระบวนการสลายตัวของสารชีวมวลด้วยความร้อนในสภาวะไร้อากาศ หรืออับอากาศในช่วงอุณหภูมิสูง ได้ผลิตภัณฑ์น้ำส้มควันไม้นำไปใช้ในป้องกันโรค แมลง ศัตรูพืช และถ่านชาร์ หรือถ่านชีวภาพ (biochar) ใช้ในการปรับปรุงบำรุงดิน เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ลดต้นทุนการผลิต และช่วยลดสภาวะโลกร้อนอีกทางหนึ่งด้วย

จากการดำเนินงานวิจัย และพัฒนาดังกล่าว สำนักเทคโนโลยีชีวภาพทางดิน กรมพัฒนาที่ดิน และสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้จัดทำโครงการฝึกอบรมการจัดการมวลชีวภาพอย่างครบวงจร เพื่อใช้ประโยชน์ทางการเกษตรขึ้นในวันที่ 24 มิถุนายน 2553 ณ ห้องประชุมสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1 ตำบลลำผักกูด อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี วัตถุประสงค์เพื่อฝึกอบรม แลกเปลี่ยน เรียนรู้ และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการมวลชีวภาพอย่างครบวงจร รวมทั้งสร้างเครือข่ายขยายผลสู่กลุ่มเกษตรกรชุมชน หมอดินอาสา และองค์กรเอกชน เพื่อให้มีการนำการจัดการมวลชีวภาพแบบครบวงจรมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตร ซึ่งเกษตรกรและผู้สนใจสามารถยื่นแสดงความจำนงเข้าร่วมฝึกอบรมได้ที่ ส่วนวิจัยพัฒนา การจัดการดินเค็ม กรมพัฒนาที่ดิน โทร. 0-2579-5546

มิถุนายน 8, 2010 Posted by | ความรู้-ศัพท์, เกษตร-สิ่งแวดล้อม, แนวหน้า | , , , , , , , , , , | แสดงความคิดเห็น

หมอดินกระเป๋าแห้งเงินไม่พอวิจัย ดันเป้า”เกษตรอินทรีย์วาระชาติ”

หมอดินกระเป๋าแห้งเงินไม่พอวิจัย ดันเป้า”เกษตรอินทรีย์วาระชาติ”

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

กุมภาพันธ์ 14, 2010 Posted by | แนวหน้า | , , , , , | แสดงความคิดเห็น

หมอดินสุราษฎร์ธานี ปรับปรุงดินลูกรังเพื่อปลูกพืชผสมผสาน

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 22 ฉบับที่ 466

เทคโนโลยีการเกษตร

ประกิต เพ็งวิชัย

หมอดินสุราษฎร์ธานี ปรับปรุงดินลูกรังเพื่อปลูกพืชผสมผสาน 

กล่าวกันว่า การเรียนรู้ไม่ได้มีอยู่เฉพาะแต่ในห้องเรียนเท่านั้น แต่สามารถที่จะขวนขวายจากแหล่งต่างๆ ได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ ศูนย์เรียนรู้ แม้กระทั่งในตลาดสด ก็สามารถแป็นแหล่งเรียนรู้ได้เช่นกัน

ศูนย์การเรียนรู้การพัฒนาที่ดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงบ้านนาโพธิ์ ก็เป็นแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนแหล่งหนึ่งที่ให้ความรู้กับเกษตรกรและบุคคลทั่วไปที่สนใจ ตั้งบนพื้นที่ 25 ไร่ ของ คุณไพศาล นิจจันทร์พันธ์ศรี หมอดินอาสาประจำตำบลตะกุกใต้ อำเภอวิภาวดี จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาที่ดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงบ้านนาโพธิ์ จัดตั้งเพื่อส่งเสริมการใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมีทางการเกษตร ขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง โดยนำผลิตภัณฑ์กรมพัฒนาที่ดินไปใช้ในการแก้ปัญหาการใช้ที่ดินซึ่งมีสภาพพื้นที่มีเศษหิน หรือก้อนกรวดกระจัดกระจายทั่วไปอยู่บริเวณผิวหน้าดิน ความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ขาดแคลนน้ำ เกิดการชะล้างพังทลายสูญเสียหน้าดินได้ง่าย และให้ปลูกหญ้าแฝกตามแนวระดับเพื่อป้องกันการพังทลายของหน้าดินเนื่องจากมีความลาดชัน และปลูกรอบโคนต้นปาล์มน้ำมันเพื่อรักษาความชุ่มชื้น และนำผลิตภัณฑ์ชีวภาพกรมพัฒนาที่ดิน (พด.1, พด.2, พด.3, พด.6 และ พด.7) มาใช้เพื่อเพิ่มผลผลิตและอยู่ระหว่างการจัดทำแปลงสาธิตการใช้ปุ๋ยชีวภาพ พด.12 ทั้งนี้ เป็นการเผยแพร่นวัตกรรมของกรมพัฒนาที่ดินให้แพร่หลายต่อไป

คุณไพศาล เกษตรกร วัย 54 ปี ซึ่งเป็นผู้นำในการทำการทำการเกษตรแบบพอเพียง โดยลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร บอกว่า “การส่งเสริมให้เกษตรกรพึ่งพาตนเอง โดยใช้หลักพัฒนาที่ดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้เกษตรกรหันมาใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมีทางการเกษตรเพิ่มมากขึ้น มีผลให้ทรัพยากรดินมีความอุดมสมบูรณ์ดินเพิ่มมากขึ้น เกษตรกรสามารถนำแบบอย่างไปใช้ในพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างแพร่หลาย”

ที่ศูนย์เรียนรู้การเกษตรพอเพียงฯ แห่งนี้ ยังมีการสาธิตการปลูกหญ้าแฝกตามแนวระดับ เพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดิน ทำให้เกษตรกรที่มาศึกษาดูงานเห็นคุณค่าของการอนุรักษ์ดินและน้ำ ทำให้ทรัพยากรดินไม่ถูกชะล้างพังทลาย ทรัพยากรดินมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น

โดยเฉพาะสภาพพื้นที่ดินดั้งเดิมของคุณไพศาล ลักษณะดินเป็นดินลูกรัง มีกรวด และหิน หน้าดินตื้น ไม่สามารถปลูกพืชให้เจริญเติบโตงอกงามได้ เนื่องจากลักษณะทางกายภาพ ลักษณะทางชีวภาพ และทางเคมีของดิน ซึ่งเป็นดินที่มีปัญหา และข้อจำกัดในการทำการเกษตร ดังนั้น คุณไพศาล ได้ศึกษาค้นคว้า และทดลองแก้ไขปัญหาดินลูกรัง โดยปรับปรุงดินลูกรัง 1 ไร่ ปลูกพืชต่างๆ คือ มะนาว ข้าวโพด ถั่วฝักยาว มะเขือ บวบ และแตงกวา

และที่น่าสนใจก็คือการปรับปรุงดินลูกรังเพื่อปลูกพืชผสมผสาน คุณไพศาลปลูกมะนาวในบ่อซีเมนต์ ปลูกเป็นแถว และแซมโดยพืชอื่นๆ เช่น ข้าวโพด ถั่วฝักยาว มะเขือ บวบ และแตงกวา ขนาดบ่อซีเมนต์ เส้นผ่านศูนย์กลาง 1.20 เมตร

วิธีการเตรียมดินปลูก ข้าวโพด ถั่วฝักยาว มะเขือ บวบ และแตงกวา เริ่มต้นจากพรวนดินแล้วใส่ปุ๋ยหมักหมูหลุมผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน

เตรียมดินปลูกมะนาวในบ่อซีเมนต์ โดยนำหน้าดินมาผสมกับปุ๋ยหมักหมูหลุมในครัวเรือน แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน นำต้นมะนาวมาปลูก

ในการปลูกมะนาวในบ่อซีเมนต์ สามารถบังคับการออกดอกของมะนาว เนื่องจากกรณีที่ฝนตกก็นำกระสอบมาปิดบริเวณบนบ่อซีเมนต์ได้ แล้วสังเกตให้มะนาวเหี่ยวจนถึงจุดถาวร แล้วให้น้ำ จะสามารถทำให้มะนาวออกดอกนอกฤดูกาลได้

ทั้งนี้ เกษตรกรผู้ปลูกมะนาวมีความต้องการที่จะให้ผลผลิตมะนาวแก่และเก็บเกี่ยวได้ในช่วงฤดูแล้ง ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน จะต้องค้นหาวิธีการบังคับให้ต้นมะนาวออกดอกให้ได้ในช่วงระหว่างเดือนกันยายน-พฤศจิกายน ของทุกปี แต่ในช่วงเวลาดังกล่าว เกษตรกรที่ปลูกมะนาวลงดินโดยตรงหรือปลูกเป็นแปลงจะควบคุมเรื่องน้ำไม่ได้ การบังคับมะนาวให้ออกดอกจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากตามมาด้วย คุณนรินทร์จึงได้ค้นคิดวิธีการปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ขึ้นมา โดยที่เกษตรกรสามารถควบคุมดินที่ปลูกมะนาวให้ขาดน้ำได้ เพียงแต่ผู้ปลูกงดการให้น้ำ แล้วนำผ้าพลาสติคกันฝนมาคลุมปากวงบ่อและปิดบริเวณโคนต้นมะนาว ป้องกันไม่ให้น้ำซึมลงไปในดินที่ปลูกในวงบ่อได้ หลังจากนั้น ให้ใช้เชือกฟางมัดพลาสติคยึดติดกับโคนต้นและมัดพลาสติคกับปากวงบ่อ เป็นเวลานานประมาณ 15-30 วัน ในช่วงเวลานั้นต้นมะนาวที่ปลูกในวงบ่อซีเมนต์จะแสดงอาการขาดน้ำจนใบเริ่มเหี่ยวหรือมีใบร่วง เปิดผ้าพลาสติคที่คลุมปากวงบ่อซีเมนต์ออกและเริ่มให้น้ำเต็มที่ ต้นมะนาวในวงบ่อซีเมนต์จะมีการออกดอกและติดผลจำนวนมาก และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในช่วงฤดูแล้ง คุณนรินทร์ย้ำว่า วิธีการบังคับมะนาวให้ออกฤดูแล้งในวงบ่อซีเมนต์ไม่ต้องมีการใช้สารแพคโคลบิวทราโซลราดหรือฉีดพ่นเพื่อยับยั้งการแตกใบอ่อน หรือไม่จำเป็นจะต้องใช้วิธีการควั่นกิ่ง จากการทดลองการปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์

คุณไพศาล ย้ำว่า มะนาวทุกสายพันธุ์ปลูกและบังคับให้ออกฤดูแล้งได้ และเป็นการประหยัดต้นทุนในเรื่องของสารเคมีได้มากระดับหนึ่ง

ส่วนระบบการให้น้ำ ติดตั้งระบบน้ำแบบสปริงเกลอร์ และผสมปุ๋ยอินทรีย์น้ำซุปเปอร์ พด.2 และสารป้องกันและกำจัดศัตรูพืช พด.7 โดยฉีดพ่นไปตามระบบน้ำสปริงเกลอร์แก่พืชผสมผสาน

การบำรุงรักษา ให้ปุ๋ยหมักขี้หมูหลุม และให้น้ำร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์น้ำ และสารกำจัดและป้องกันศัตรูพืช และพรวนดินให้กับพืชปลูกสม่ำเสมอ

เกษตรกรและผู้สนใจติดต่อขอเข้าดูงานได้โดยตรง ที่ คุณไพศาล นิจจันทร์พันศรี อยู่บ้านเลขที่ 63 หมู่ที่ 10 ตำบลตะกุกใต้ อำเภอวิภาวดี จังหวัดสุราษฎร์ธานี โทรศัพท์ (081) 968-4875 หรือสถานีพัฒนาที่ดินสุราษฎร์ธานี เลขที่ 12 หมู่ที่ 8 ตำบลท่าอุแท อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี 84160 โทร. (077) 288-640 

กุมภาพันธ์ 10, 2010 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , , , , , | แสดงความคิดเห็น