ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

พด.เปิดบ้านโชวศักยภาพ“หมอดิน”ปลื้มประชาชนตอบรับแห่ร่วมงานครบรอบสถาปนา49ปี มิถุนายน 4, 2012

http://www.naewna.com/local/9019

วันจันทร์ ที่ 04 มิถุนายน พ.ศ. 2555, 06.00 น.

 

นายธวัชชัย สำโรงวัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ตามที่มีการจัดงานวันคล้ายวันสถาปนากรมพัฒนาที่ดิน ครบรอบ 49 ปี ระหว่าง 23-25 พฤษภาคมที่ผ่านมา ภายใต้ชื่องาน “ตามรอยพระบาท จอมปราชญ์แห่งการพัฒนาที่ดิน ครบรอบ 49 ปี” ปรากฏว่าได้รับผลการตอบรับที่ดีมากทั้งจากหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานเอกชนต่างๆ เกษตรกร นักเรียน นักศึกษา ตลอดจนประชาชนทั่วไปเป็นจำนวนมาก ที่ได้เข้ามาร่วมชมกิจกรรมที่กรมฯจัดเตรียมไว้ ซึ่งปีนี้ได้จัดกิจกรรมการพัฒนาที่ดินไว้หลายอย่างโดยเฉพาะไฮไลต์ของงานครั้งนี้อยู่ที่ “นิทรรศการจอมปราชญ์แห่งการพัฒนาที่ดิน” เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เจริญพระชนมายุครบ 85 พรรษา ซึ่งได้จัดแสดงแบบจำลองที่มีชีวิตพื้นที่โครงการในพระราชดำริทั้ง 6 แห่ง ทำให้ประชาชนได้เห็นถึงพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีต่อการแก้ปัญหาทรัพยากรดิน ตั้งแต่ยุคเริ่มแรกของการก่อตั้งกรมพัฒนาที่ดินจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งมีตัวอย่างผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรปลอดสารพิษ และเกษตรอินทรีย์จากโครงการหลวงมาจัดแสดงให้เห็นจริง

นอกจากนี้ยังมีการแสดงผลงานการประกวดการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝก การเสวนา วิชาการกลางแจ้งจากนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ หมอดินอาสาครูผู้รอบรู้เกี่ยวกับการพัฒนาที่ดินที่มากประสบการณ์ ที่มาหมุนเวียนแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบ่งปันประสบการณ์กัน การอบรมการผลิตและใช้น้ำหมักชีวภาพเพื่อช่วย เพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนให้กับเกษตรกร ในส่วนของค่ายยุวหมอดิน ได้จัดค่ายฝึกอบรมความรู้ด้านวิชา การพัฒนาที่ดิน พื้นฐานการเกษตรทั่งยืนให้แก่เด็กนักโรงเรียนต่าง ๆ ที่มาร่วมงานตลอดทั้ง 3 วัน เพื่อนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในการทำเกษตรอินทรีย์ในโรงเรียน บริการฟรีตรวจวิเคราะห์ดิน สารปรับปรุงบำรุงดินชนิดต่าง ๆ รวมทั้งการจำหน่ายสินค้า OTOP สินค้าเกษตรปลอดสารพิษ เกษตรอินทรีย์ ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานอย่างมากมายเช่นกัน “ประชาชนจำนวนมากที่เข้ามาชมงานในครั้งนี้ นอกจากจะได้ความรู้มากมายใน เรื่องการทำเกษตรกรรมแล้ว ยังได้ร่วมกันชื่นชมพระปรีชาสามารถและร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้ทรงพระราชทานแนวพระราชดำริมากมายในการรักษาและฟื้นฟูทรัพยากรดิน จนทำให้ผืนดินมีความอุดมสมบูรณ์ และสามารถนำไปใช้ในการทำการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน อีกด้วย”อธิบดีกรมพัฒนาที่ดินกล่าวทิ้งท้าย

 

หมอดินแนะวิธีจัดระบบดิน-น้ำ แนวทางทำการเกษตรพื้นที่สูง

http://www.naewna.com/local/8527

วันพฤหัสบดี ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.

นายไพบูลย์ กันธรมณฑล หมอดินอาสาประจำตำบลแม่สลองนอก อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า การทำการเกษตรบนพื้นที่สูงและมีความลาดชันให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน จะต้องมีการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ  ซึ่งแต่เดิมพื้นที่ทำการเกษตรของตนเองมีความลาดชันสูงมากกว่า 35% เสี่ยงต่อการชะล้างพังทลายของหน้าดิน ดินมีความเสื่อมโทรม และในช่วงฤดูแล้งจะมีปัญหาขาดแคลนน้ำ ส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร แต่เมื่อได้สมัครเข้าไปเป็นหมอดินอาสากับสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดเชียงราย จึงได้รับการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีด้านการอนุรักษ์ดินและน้ำ ตลอดจนการพัฒนาที่ดินด้านต่างๆ

หลังจากนั้นได้นำความรู้ที่ได้รับมาปรับใช้กับพื้นที่ด้วยการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ทั้งวิธีกลและวิธีพืช ได้แก่ ปลูกชาในระบบอินทรีย์เป็นแถวขวางทางลาดเท มีคันดิน และปลูกหญ้าแฝกเป็นแถวบนสันคันดิน เพื่อป้องกันไม่ให้ดินบริเวณสันคันดินพัง ส่วนบริเวณร่องน้ำด้านหน้าคันดินปลูกพืชสวนครัว เช่น คะน้ำ ถั่วลันเตา ประโยชน์ที่ได้รับจากหญ้าแฝกนอกจากป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน ยังรักษาความชื้นของดินในช่วงแล้งได้ดี ซึ่งใบหญ้าแฝกยังนำมาคลุมดินแปลงผักช่วยรักษาความชุ่มชื้นในดินได้อีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ ได้สร้างฝายกึ่งถาวรเพื่อชะลอความเร็วในฤดูฝนและกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ทั้งนี้ ได้ผลิตปุ๋ยหมักจากสารเร่ง พด.1 ทำน้ำหมักชีวภาพจากสารเร่ง พด.2 ผลิตสารไร่แมลงจากสารเร่ง พด.7 เพื่อใช้เองในแปลงชาและพืชผัก ช่วยลดต้นทุนการผลิตได้มากและปลอดภัยจากสารเคมี ทำให้ผลผลิตเป็นที่ต้องการของตลาดสามารถจำหน่ายสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญแปลงชาอินทรีย์แห่งนี้ยังเป็นจุดขายของดอยแม่สลองด้วย

 

หมอดินดีเด่น…บนพื้นฐานความพอเพียง – เกษตรทั่วไทย เมษายน 25, 2012

http://www.dailynews.co.th/agriculture/52436

วันจันทร์ที่ 23 เมษายน 2555 เวลา 00:00 น.

นางจรัสศรี บ่อแก้ว ได้รับการคัดเลือกจากกรมพัฒนาที่ดินให้เป็นหมอดินอาสาดีเด่น ประจำปี 2555 สาขาการปรับปรุงบำรุงดิน เนื่องจากมีการนำความรู้ในการปรับปรุงบำรุงดินด้วยนวัตกรรมของกรมพัฒนาที่ดิน มาประยุกต์ใช้ในพื้นที่เกษตรของตนเอง จนสามารถพลิกฟื้นพื้นที่นามาสู่การทำเกษตรผสมผสาน และยังถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เพื่อนเกษตรกรให้สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น…แต่กว่าจะมาเป็นหมอดินอาสาดีเด่นได้ นางจรัสศรี เล่าว่า เริ่มแรกที่ทำการเกษตรจะทำนาอย่างเดียว ซึ่งดินมีความเสื่อมโทรม อีกทั้งพื้นที่เป็นที่ดอน เสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำทำให้ได้ผลผลิตน้อย เมื่อเป็นอย่างนั้นก็ยิ่งใช้ปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้น เพื่อหวังจะเพิ่มผลผลิต แต่กลับตรงกันข้ามคือผลผลิตไม่ได้เพิ่มขึ้นในขณะที่ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นแทน จึงหวนกลับมาคิดว่าถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปคงเลี้ยงลูกไม่โตแน่ จากนั้นจึงลองเปลี่ยนเป็น การทำนาอินทรีย์ ลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร โดยเข้าไปสมัครรับการอบรมเป็นหมอดินอาสาประจำหมู่บ้าน จากสถานีพัฒนาที่ดินอำนาจเจริญ ตั้งแต่ปี 2546 ซึ่งได้รับความรู้ในการผลิตและใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก น้ำหมักชีวภาพ ปุ๋ยพืชสดและการไถกลบตอซังแทนการเผา รวมถึงเรื่องการปรับปรุงบำรุงดินด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพของกรมพัฒนาที่ดิน รวมถึงการอนุรักษ์ดินและน้ำ ซึ่งได้นำมาปรับใช้ในพื้นที่เกษตรของตนเองตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เริ่มจากการวางแผนการใช้ที่ดินโดยแบ่งพื้นที่จำนวนทั้งหมด 16 ไร่ ตามการใช้ประโยชน์และความเหมาะสมของที่ดิน ได้แก่ นาข้าวอินทรีย์ 6 ไร่ แบ่งเป็นปลูกข้าวเหนียว กข 6 จำนวน 4 ไร่ และข้าวหอมมะลิ 2 ไร่ สวนผสมผสาน 7 ไร่ ปลูกไม้ผลนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นขนุน กล้วยหอม มะม่วง ชมพู่ เป็นต้น นอกจากนั้น จะมีพื้นที่เลี้ยงสัตว์ จำพวก วัว หมู เป็ด ไก่ ทำประมงเลี้ยงปลา กบ ไว้เพื่อบริโภคและจำหน่าย ปลูกพืชผักสวนครัวและพืชสมุนไพร ขุดสระน้ำ ปลูกป่าธรรมชาติ และปลูกที่พักอาศัย

…ตั้งแต่หันมามุ่งเข้าสู่วิถีเกษตรอินทรีย์และทำเกษตรผสมผสาน มีความแตกต่างจากอดีตอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะนาข้าวที่แต่เดิมใช้ปุ๋ยเคมีผลผลิตที่ได้ไร่ละ 100 กิโลกรัม ในขณะที่ต้องใช้ต้นทุนปุ๋ยเคม มี 30 กิโลกรัม/ไร่ แต่เมื่อมาใช้ปุ๋ยคอก น้ำหมักชีวภาพ และพืชปุ๋ยสด กลับได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 500 กิโลกรัม/ไร่ ที่สำคัญผลผลิตจะเพิ่มขึ้นทุกปี คุณภาพข้าวเหนียวหอมนุ่มเก็บไว้ข้ามปียังนุ่ม ไม่แข็งเหมือนข้าวที่ใช้สารเคมี ส่วนข้าวหอมมะลิก็หอมนุ่มหอมนานกว่าเหมือนกัน โดยข้าวเหนียวจะเก็บไว้บริโภคในครัวเรือน ส่วนข้าวเจ้าจะแปรรูปเป็นข้าวกล้องขายสร้างรายได้เฉลี่ย 55,000 บาทต่อปี … อันนี้ฟังแต่หูดูแต่ตาไม่ได้นะ ต้องลองทำดู นอกจากนี้คุณนายจรัสศรีเธอยังมีรายได้จากสวนผสมผสาน ที่ปลูกพืชหลายชนิดในพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ให้ผลผลิตดี เพราะการบริหารจัดการระบบน้ำดี คือ ใช้สารอินทรีย์ป้องกันแมลงศัตรูพืชนอกจากฉีดพ่นแล้วยังปล่อยไปตามระบบน้ำด้วย อีกทั้งหมักปุ๋ยหมักไว้ตามพื้นที่ต่าง ๆ ภายในสวนเปรียบกับมีตู้เย็นไว้ใกล้ ๆ ถ้าพืชต้องการอาหารก็ดูดไปใช้ได้เลย พร้อมกันนี้ได้ใช้เศษพืชฟางข้าวคลุมรอบโคนต้นไม้เพื่อรักษาความชื้นในดินด้วย โดยผลผลิตที่ได้นอกจากเก็บไว้บริโภคเองยังจำหน่ายสร้างรายได้ปีละหลายหมื่นบาท ส่วนพืชผักสวนครัวและพืชสมุนไพร ก็ปลูกไว้เพื่อเป็นตลาดสดและโรงพยาบาลประจำครอบครัว ทำให้เรามีพืชผักที่ปลอดภัยจากสารพิษไว้บริโภค เป็นการลดรายจ่ายและลดค่ายาได้

เช่นเดียวกับปลาและกบที่เลี้ยงไว้ก็ทำให้บ้านเรามีอาหารบริโภคโดยไม่ต้องไปซื้อหาที่อื่น แถมจำหน่ายสร้างรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง ส่วนปศุสัตว์ที่เลี้ยงไว้ทั้งวัว หมู เป็ด ไก่ ก็จะนำมูลหรือ “ขี้” ของมันนั่นแหละ มาหมักร่วมกับเศษพืช และสารเร่ง พด.1 พด.3 เพื่อใช้ปรับปรุงบำรุงดินและป้องกันโรคพืช ช่วยในการลดต้นทุนการผลิตได้เป็นอย่างดี…อยากจะกรี๊ดด้วยความอิจฉากับความสำเร็จของเธอ…เมื่อเปลี่ยนความคิดจากการทำเกษตรแบบเดิม ๆ หันมายึดแนวทางเกษตรอินทรีย์และสวนเกษตรผสมผสาน ส่งผลให้หมอดินจรัสศรี และครอบครัว มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืนบนพื้นฐานความพออยู่พอกินตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ……ทั้งนี้ เมื่อชีวิตดีขึ้นหมอดินก็พร้อม ที่จะถ่ายทอดความรู้เหล่านี้ไปยังเพื่อนเกษตรกรและผู้สนใจ โดยเฉพาะต้องการเผยแพร่ให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้รักและศรัทธาอาชีพเกษตร เพราะเป็นอาชีพที่หล่อเลี้ยงทุกชีวิตบนโลกนี้ทีเดียวเชียว!.

 

พด.เปิดคอร์สฝึกค่ายยุวหมอดินวางฐานพัฒนาสู่เกษตรอินทรีย์

http://www.naewna.com/local/4732

วันพุธ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2555, 06.00 น.

              นายจรูญ ยกถาวร รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินด้านวิชาการ เปิดเผยว่า โรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้เบื้องต้นของเด็ก นักเรียนส่วนใหญ่ของโรงเรียนที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารจะเป็นลูกหลานของเกษตรกร ซึ่งเปรียบเสมือนรากแก้วของแผ่นดิน การถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตร โดยเฉพาะความรู้เรื่องดินและการพัฒนาที่ดิน ซึ่งเป็นรากฐานของการทำเกษตร รวมทั้งความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์จะเป็นการปลูกจิตสำนึกด้านการเกษตร การรักษาทรัพยากรที่ดิน สิ่งแวดล้อม ให้กับเด็ก สำหรับวิธีการในการให้ความรู้กับเด็กๆ

ดังนั้นในปีนี้ กรมพัฒนาที่ดินจึงได้จัดทำโครงการฝึกอบรมค่ายยุวหมอดิน หลักสูตรการพัฒนาที่ดินสู่เกษตรอินทรีย์ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ที่ศูนย์ฝึกอบรมภายใต้ความรับผิดชอบของหน่วยงานในพื้นที่ส่วนภูมิภาค 12 แห่ง ได้แก่ สถานีพัฒนาที่ดินสุพรรณบุรี, ร้อยเอ็ด, เชียงใหม่, น่าน, พะเยา, เพชรบูรณ์, สุโขทัย, สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 3 นครราชสีมา, เขต 5 ขอนแก่น, เขต 10 ราชบุรี, เขต 12 สงขลา และศูนย์ศึกษาการพัฒนาที่ดินเขาหินซ้อนฯ ระหว่างเดือนมีนาคม – มิถุนายน 2555  ให้กับนักเรียนในระดับประถมศึกษาปีที่ 4, 5 และ 6 รวมทั้งสิ้นจำนวน 41 รุ่น เป้าหมาย 3,012 คน ซึ่งอยู่ในพื้นที่ความรับผิดชอบของหน่วยงานในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อให้นักเรียนที่เข้ารับการฝึกอบรมได้รับความรู้ด้านการเกษตร การพัฒนาที่ดิน หลักเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้สามารถนำไปเป็นพื้นฐานในการประกอบอาชีพในอนาคต พร้อมทั้งพัฒนาภาวะผู้นำและเตรียมความพร้อมให้กับนักเรียน ที่จะคัดเลือกเป็นยุวหมอดินให้สามารถขับเคลื่อนงานเกษตรอินทรีย์ของโรงเรียน ให้เป็นไปตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งนี้โรงเรียนที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดทั่วประเทศ หรือ สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1-12 หรือสายด่วนกรมพัฒนาที่ดินโทร. 1760

 

รายงานพิเศษ : หมอดินดีเด่น “จรัสศรี บ่อแก้ว” มุ่งวิถีเกษตรอินทรีย์บนพื้นฐานพอเพียง

http://www.naewna.com/local/4528

วันจันทร์ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2555, 08.00 น.

นางจรัสศรี บ่อแก้ว ได้รับการคัดเลือกจากกรมพัฒนาที่ดินให้เป็นหมอดินอาสาดีเด่น ประจำปี 2555 สาขาการปรับปรุงบำรุงดิน เนื่องจากมีการนำความรู้ในการปรับปรุงบำรุงดินด้วยนวัตกรรมของกรมพัฒนาที่ดิน มาประยุกต์ใช้ในพื้นที่เกษตรของตนเอง จนสามารถพลิกฟื้นพื้นที่นามาสู่การทำเกษตรผสมผสาน และยังถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เพื่อนเกษตรกรให้สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
แต่กว่าจะมาเป็นหมอดินอาสาดีเด่นได้ นางจรัสศรี เล่าว่า เริ่มแรกที่ทำการเกษตรจะทำนาอย่างเดียว ซึ่งดินมีความเสื่อมโทรม อีกทั้งพื้นที่เป็นที่ดอนเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ ทำให้ได้ผลผลิตน้อย เมื่อเป็นอย่างนั้นก็ยิ่งใช้ปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้น เพื่อหวังจะเพิ่มผลผลิต แต่กับตรงกันข้ามคือผลผลิตไม่ได้เพิ่มขึ้นในขณะที่ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นแทน จึงหวนกลับมาคิดว่าถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปคงเลี้ยงลูกไม่โตแน่ จากนั้นจึงลองเปลี่ยนเป็นการทำนาอินทรีย์ ลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร โดยเข้าไปสมัครรับการอบรมเป็นหมอดินอาสาประจำหมู่บ้าน จากสถานีพัฒนาที่ดินอำนาจเจริญ ตั้งแต่ปี 2546 ซึ่งได้รับความรู้ในการผลิตและใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก น้ำหมักชีวภาพ ปุ๋ยพืชสดและการไถกลบตอซังแทนการเผา รวมถึงเรื่องการปรับปรุงบำรุงดินด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพของกรมพัฒนาที่ดิน รวมถึงการอนุรักษ์ดินและน้ำ ซึ่งได้นำมาปรับใช้ในพื้นที่เกษตรของตนเองตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเริ่มจากการวางแผนการใช้ที่ดินโดยแบ่งพื้นที่จำนวนทั้งหมด 16 ไร่ ตามการใช้ประโยชน์และความเหมาะสมของที่ดิน ได้แก่ นาข้าวอินทรีย์ 6 ไร่ แบ่งเป็นปลูกข้าวเหนียว กข 6 จำนวน 4 ไร่ และข้าวหอมมะลิ 2 ไร่ สวนผสมผสาน 7 ไร่ ปลูกไม้ผลนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นขนุน กล้วยหอม มะม่วง ชมพู่ เป็นต้น นอกจากนั้น จะมีพื้นที่เลี้ยงสัตว์ จำพวก วัว หมู เป็ด ไก่ ทำประมงเลี้ยงปลา กบ ไว้เพื่อบริโภคและจำหน่าย ปลูกพืชผักสวนครัวและพืชสมุนไพร ขุดสระน้ำ ปลูกป่าธรรมชาติ และปลูกที่พักอาศัย

หมอดินจรัสศรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่หันมามุ่งเข้าสู่วิถีเกษตรอินทรีย์และทำเกษตรผสมผสาน มีความแตกต่างจากอดีตอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะนาข้าวที่แต่เดิมใช้ปุ๋ยเคมีผลผลิตที่ได้ไร่ละ 100 กิโลกรัม ในขณะที่ต้องใช้ต้นทุนปุ๋ยเคมมี 30 กิโลกรัม/ไร่ แต่เมื่อมาใช้ปุ๋ยคอก น้ำหมักชีวภาพ และพืชปุ๋ยสด กลับได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 500 กิโลกรัม/ไร่ ที่สำคัญผลผลิตจะเพิ่มขึ้นทุกปี คุณภาพข้าวเหนียวหอมนุ่มเก็บไว้ข้ามปียังนุ่ม ไม่แข็งเหมือนข้าวที่ใช้สารเคมี ส่วนข้าวหอมมะลิก็หอมนุ่มหอมนานกว่าเหมือนกัน โดยข้าวเหนียวจะเก็บไว้บริโภคในครัวเรือน ส่วนข้าวเจ้าจะแปรรูปเป็นข้าวกล้องขายสร้างรายได้เฉลี่ย 55,000 บาทต่อปี

นอกจากนี้ ยังมีรายได้จากสวนผสมผสาน ที่ปลูกพืชหลายชนิดในพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ให้ผลผลิตดี เพราะการบริหารจัดการระบบน้ำดี คือ ใช้สารอินทรีย์ป้องกันแมลงศัตรูพืชนอกจากฉีดพ่นแล้วยังปล่อยไปตามระบบน้ำด้วย อีกทั้งหมักปุ๋ยหมักไว้ตามพื้นที่ต่างๆ ภายในสวนเปรียบกับมีตู้เย็นไว้ใกล้ๆ ถ้าพืชต้องการอาหารก็ดูดไปใช้ได้เลย พร้อมกันนี้ได้ใช้เศษพืชฟางข้าวคลุมรอบโคนต้นไม้เพื่อรักษาความชื้นในดินด้วย โดยผลผลิตที่ได้นอกจากเก็บไว้บริโภคเองยังจำหน่ายสร้างรายได้ปีละหลายหมื่นบาท ส่วนพืชผักสวนครัวและพืชสมุนไพร ก็ปลูกไว้เพื่อเป็นตลาดสดและโรงพยาบาลประจำครอบครัว ทำให้เรามีพืชผักที่ปลอดภัยจากสารพิษไว้บริโภค เป็นการลดรายจ่ายและลดค่ายาได้

เช่นเดียวกับปลาและกบที่เลี้ยงไว้ก็ทำให้บ้านเรามีอาหารบริโภคโดยไม่ต้องไปซื้อหาที่อื่น แถมจำหน่ายสร้างรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง ส่วนปศุสัตว์ที่เลี้ยงไว้ทั้งวัว หมู เป็ด ไก่ ก็จะนำมูลมาหมักร่วมกับเศษพืช และสารเร่งพด.1 พด.3 เพื่อใช้ปรับปรุงบำรุงดินและป้องกันโรคพืช ช่วยในการลดต้นทุนการผลิตได้เป็นอย่างดี

เมื่อเปลี่ยนความคิดจากการทำเกษตรแบบเดิมๆ หันมายึดแนวทางเกษตรอินทรีย์และสวนเกษตรผสมผสาน ส่งผลให้หมอดินจรัสศรี และครอบครัว มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืนบนพื้นฐานความพออยู่พอกินตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งนี้ เมื่อชีวิตดีขึ้นหมอดินก็พร้อมที่จะถ่ายทอดความรู้เหล่านี้ไปยังเพื่อนเกษตรกรและผู้สนใจ โดยเฉพาะต้องการเผยแพร่ให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้รักและศรัทธาอาชีพเกษตร เพราะเป็นอาชีพที่หล่อเลี้ยงทุกชีวิตบนโลกนี้

นี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่งเท่านั้นที่ทำให้นางจรัสศรี บ่อแก้ว ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหมอดินอาสาดีเด่น ประจำปีนี้ แต่หากท่านใดต้องการเข้าไปศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เทคนิคดีๆ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงชีวิตอย่างพอเพียงหรือการทำเกษตรแบบยั่งยืน สามารถไปได้ที่ศูนย์เรียนรู้เทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน สวนวิมานดินตามรอยพ่อหลวง หมู่ที่ 3 ต.ปลาค้าว อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ ที่หมอดินจรัสศรี ร่วมกับสถานีพัฒนาที่ดินอำนาจเจริญจัดตั้งขึ้นเป็นศูนย์ถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับศาสตร์การพัฒนาที่ดินทุกแขนง

 

“หมอดิน”แนะปลูกปุ๋ยพืชสด ฟื้นฟูหน้าดินถูกชะล้างพังทลาย

http://www.naewna.com/local/4233

วันศุกร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2555, 06.00 น.

              นายอนุสรณ์ จันทนโรจน์ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินด้านบริหาร เปิดเผยว่าจากสถานการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาทำให้สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชน ตลอดจนพื้นที่และผลผลิตทางการเกษตรเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะปัญหาหน้าดินถูกชะล้างพังทลาย ทำให้อินทรียวัตถุในดินหายไป เกษตรกรจึงได้รับความเดือนร้อนจากการปลูกพืชผักไม่ได้ผล  กรมพัฒนาที่ดินได้จึงได้เข้าไปดำเนินการแก้ไขในส่วนของพื้นที่ทำการเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวโดยได้เข้าไปดำเนินการแก้ไขตามสภาพปัญหาของแต่ละพื้นที่ ได้แก่ พื้นที่นาที่น้ำท่วมขังเป็นเวลานาน เมื่อน้ำแห้งระบบนิเวศในดินจะเปลี่ยนไปแร่ธาตุในดินหายไป กรมฯ จะทำการฟื้นฟูปรับสภาพดินโดยใช้น้ำหมักชีวภาพจากสารเร่ง พด.2 ในการช่วยย่อยสลายเศษซากพืช เพื่อปรับปรุงบำรุงดิน ส่วนพื้นที่นาข้าวที่ถูกน้ำพัดพาหน้าดินจะส่งเสริมให้ใช้ปุ๋ยหมัก เพื่อปรับปรุงสภาพดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ และสำหรับพื้นที่สวนที่ประสบปัญหารากเน่าโคนเน่า จะทำการปรับปรุงสภาพดินโดยแนะนำการใช้สารเร่ง พด.3 ขยายเชื้อในปุ๋ยหมัก หว่านรอบโคนต้นเพื่อป้องกันและกำจัดโรคที่อาจเกิดจากเชื้อราต่างๆ

นอกจากนี้ พื้นที่ที่น้ำท่วมนั้น จะมีตะกอนดินและเศษซากพืชหมักหมม ทำให้ดินมีความเป็นกรดสูงก็จะแนะนำให้เกษตรกรใช้ปูนขาวหรือโดโลไมท์ เพื่อปรับสภาพความเป็นกรดของดิน ควบคู่กับการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชปุ๋ยสด อาทิ ปอเทือง ถั่วพร้า  ถั่วพุ่มและถั่วมะแฮะ แล้วไถกลบก่อนเพาะปลูกพืชหลัก โดยวิธีการนี้จะช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดินได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยให้กับเกษตรกรได้อีกด้วย

 

โคราชต่อยอดเกษตรอินทรีย์ หมอดินรับหน้าเสื่อให้ความรู้ กุมภาพันธ์ 17, 2011

17 กุมภาพันธ์ 2554, 05:15 น.

ผ่านทางโคราชต่อยอดเกษตรอินทรีย์ หมอดินรับหน้าเสื่อให้ความรู้ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_149443

 

นายทองงาม ทองภู หมอดินอาสาประจำตำบลห้วยแถลง อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา เผยว่า การทำเกษตร ที่พึ่งพาแต่ปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตรมาโดยตลอด ไม่เพียงแต่ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นเป็นเงา ตามตัวแล้วทรัพยากรดินซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญในการ เพาะปลูกก็เสื่อมโทรมลงทุกขณะ เมื่อดินมีปัญหา สิ่งที่ตามมาคือพืชผักก็ให้ผลผลิตไม่ดีเท่าที่ควร ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น รายได้ก็น้อยลง ที่สำคัญสุขภาพก็ย่ำแย่ จากการที่ต้องสัมผัสแต่สารเคมี

กรมพัฒนาที่ดินจึงมาถ่ายทอดความรู้เรื่องการปรับปรุงบำรุงดินควบคู่กับการส่งเสริมการผลิตและ ใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมี ทำให้วิถีชีวิตเปลี่ยน แปลงไปในทางที่ดีขึ้น โดยเริ่มต้นจากการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ น้ำหมักชีวภาพที่ใช้วัตถุดิบที่มีในท้องถิ่นและในครัว เรือน เพื่อใช้ในการปรับปรุงบำรุงดิน ฉีดพ่นพืชผัก สามารถปรับเปลี่ยนสู่แปลงผักแบบอินทรีย์และได้รับการคัดเลือกให้เป็นจุดเรียนรู้การปลูกผักอินทรีย์ เพื่อถ่ายทอดความรู้ต่อยอดสู่เกษตรกรรายอื่น

“ตั้งแต่หันมาพึ่งพาตนเองด้วยการผลิตสารอินทรีย์ไว้ใช้เอง  ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง  ขณะที่รายได้ก็เพิ่มขึ้น ที่สำคัญในฐานะที่ตนเป็นหมอดินอาสา ได้รับองค์ความรู้เกี่ยวกับดินทุกชนิด ผนวกกับประสบการณ์ที่ได้ศึกษาทดลองมา จึงสามารถช่วยเพื่อนเกษตรกรให้มีความรู้เรื่องการปรับปรุงบำรุงดินและอนุรักษ์ดินและน้ำอย่างถูกวิธี รวมทั้งการผลิตและใช้สารอินทรีย์ จากผลิตภัณฑ์ พด. เป็นการลดละเลิกการใช้สารเคมีได้เป็นอย่างดี ทำให้ เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น นำไปสู่อาชีพมั่นคง” หมอดินทองงามกล่าว.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเกษตร
  • 17 กุมภาพันธ์ 2554, 05:15 น.