ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

วิจัยไม้มงคล”เทพทาโร” สู่ผลิตภัณฑ์ คุณประโยชน์มากหลาย สิงหาคม 8, 2011

8 สิงหาคม 2554, 05:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/edu/192192.

Pic_192192

นางทรรศนีย์ พัฒนเสรี พร้อมทีมจาก วช.

“เทพทาโร” ไม้มงคลพระราชทานประจำจังหวัดพังงา ในอดีตชาวบ้านจะใช้ภูมิปัญญานำเนื้อไม้ ใบ ผล รวมทั้งรากที่มีกลิ่นมาทำเครื่องหอมประทินผิว เครื่องประดับตกแต่ง เครื่องเรือน ฯลฯ และที่หลายคนรู้จักมักคุ้นกันดีก็คือ งานแกะสลักสินค้า OTOP ประจำจังหวัดตรัง

จากคุณประโยชน์ความมหัศจรรย์ และคุณค่าที่มีอยู่ นางทรรศนีย์ พัฒนเสรี นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ พร้อมด้วยนายสมบูรณ์ บุญยืน และนายคงศักดิ์ มีแก้ว นักวิชาการฯ กรมป่าไม้ จึงได้วิจัย พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการสกัดน้ำมันหอมระเหย เป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้า ควบคู่ กับการอนุรักษ์เพื่อให้เกิดความยั่งยืนอย่าง ครบวงจรขึ้น

นางทรรศนีย์ เปิดเผยว่า…หลังเกิดเหตุการณ์ “สึนามิ” ทาง มูลนิธิชัยพัฒนา ต้องการสร้างหมู่บ้านให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบที่หมู่เกาะฟ้าทอง กรมป่าไม้จึงได้ถวายที่จำนวน 280 ไร่ ซึ่งในบริเวณดังกล่าวมีต้นเทพทาโรเป็นไม้ดั้งเดิมอยู่จำนวนมาก เพื่อให้เกิดประโยชน์จากการตัดเพื่อปรับสภาพพื้นที่ กรมจึงได้ทำวิจัย ซึ่งพบว่าทุกส่วนของเทพทาโรทั้งเปลือก เนื้อ ใบ ดอก ผล ราก มีกลิ่นหอม

ไม้มงคลเทพทาโร.ไม้มงคลเทพทาโร.

โดยขั้นตอนการวิจัยนั้น เริ่มแรกได้มุ่งการใช้ประโยชน์จากน้ำมันหอมระเหย โดยใช้วิธีการสกัด แบบเดียวกับไม้กฤษณา ซึ่งแต่ละส่วนจะให้ปริมาณน้ำมัน หอมแตกต่างกันคือ ผลให้ปริมาณน้ำมันหอมสูงสุดที่ 3.5-10.54 เปอร์เซ็นต์ เนื้อไม้ 3.85 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนักแห้ง โดยหลังผ่านขบวนการสกัด เนื้อไม้ยังสามารถนำมาทำธูปหอมได้ ใบ 0.43-0.72 เปอร์เซ็นต์ ในขณะเดียวกันยังพบว่าน้ำมันที่ได้ยังให้กลิ่น องค์ประกอบทางเคมีแตกต่างกันถึง 4 กลิ่น คือ รูทเบียร์ ที่มีองค์ประกอบของสารแซฟรอล ฤทธิ์ต้านเชื้อรา แบคทีเรีย

…กลิ่นตะไคร้ผสมส้ม (สารซิตรอล) ไล่แมลง กลิ่นเสม็ดขาว (สารซินีออล) และดอกไม้ผสมเครื่องเทศ สารลินาลูล ที่พบว่าในอุตสาหกรรมเครื่อง สำอางกว่า 70 เปอร์เซ็นต์จะมีตัวนี้ผสมอยู่ จากคุณสมบัติดังกล่าวทีมวิจัยจึงได้นำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ตามองค์ประกอบหลักทางเคมี อาทิ ยาหม่อง เจลทำความสะอาดมือ สบู่เหลว น้ำมันเหลืองเทพทาโร-ไพล น้ำมัน นวดสปา โลชั่นกันยุง

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนอย่างครบวงจร โดยไม่ส่งผลกระทบกับไม้ที่ขึ้นตามธรรมชาติ ทีมวิจัยได้ ทำการอนุรักษ์พร้อมศึกษาทำการขยายพันธุ์ในรูปแบบ ต่างๆ มีการ สร้างศูนย์รวมพันธุ์ พื้นที่ 5 ไร่ ในจังหวัดสงขลา ที่ดำเนินการเมื่อเดือนตุลาคม 2551 โดยไม้ดังกล่าวมีอายุ 2 ปี ออกลูก ซึ่งเป็นเรื่องดี เพราะในอนาคตหากวิจัยสำเร็จ คาดว่าจะสามารถส่งเสริมให้ประชาชนปลูกในแถบภาคใต้ ปลูกเป็นไม้เศรษฐกิจได้อีกชนิดหนึ่ง

สำหรับผู้ที่สนใจชมและทดลองทำผลิตภัณฑ์ต่างๆจาก “เทพทาโร ไม้มงคลมหัศจรรย์” รวมทั้ง รับกล้าฟรีได้ที่งาน Thailand Research Expo 2011 ณ เซ็นทรัลเวิลด์ ราชประสงค์ ระหว่างวันที่ 26-31 สิงหาคม ที่จะถึงนี้.

ผลิตภัณฑ์ต่างๆได้จากน้ำมันแล้วนำมาเพิ่มมูลค่า.ผลิตภัณฑ์ต่างๆได้จากน้ำมันแล้วนำมาเพิ่มมูลค่า.

เพ็ญพิชญา เตียว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เพ็ญพิชญา เตียว
  • 8 สิงหาคม 2554, 05:00 น.
 

ญี่ปุ่นวอนรัฐบาลไทย ชะลอขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ กรกฎาคม 27, 2011

26 กรกฎาคม 2554, 21:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/189281.

Pic_189281

เจโทร เผยผลสำรวจสภาพธุรกิจครึ่งปีแรก บริษัทญี่ปุ่นในไทยอ่วมจากพิษสึนามิ ทำผลกำไรลด เงินทุนหาย ต้นทุนเพิ่ม คาดครึ่งปีหลังฟื้น วอนรัฐบาลไทยชะลอขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เหตุซ้ำเติมให้ต้นทุนพุ่ง ขอเวลาปรับตัวก่อนอีกระยะก่อน

เมื่อวันที่ 26 ก.ค. นายเซยะ สุเกกาว่า รองประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) เปิดเผยถึงผลสำรวจแนวโน้มทางเศรษฐกิจของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในประเทศไทย ประจำครึ่งปีแรก 54 ว่า จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน 373 บริษัท พบว่า ผู้ประกอบการเห็นว่า สภาพธุรกิจโดยรวมในช่วงครึ่งปีแรกปี 54 (ม.ค.-มิ.ย.) หดตัวลง โดยมีค่าเท่ากับ 42 % ลดลงถึง 29 หน่วย โดยมีบริษัทที่ตอบว่า สภาพธุรกิจแย่ลงถึง 38 %เพิ่มขึ้น 38 หน่วยเมื่อเทียบกับครึ่งปีหลังปี 53 เพราะผลกระทบจากภัยพิบัติแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในภาคตะวันออกของญี่ปุ่น ทำให้ทุกประเภทอุตสาหกรรมที่มีการร่วมทุนในไทยได้รับผลกระทบในด้านการขยาย การลงทุน หรือการนำเข้าวัตถุดิบจากญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม สภาพธุรกิจโดยรวม คาดว่า จะปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างรวดเร็วอีกครั้งในช่วงครึ่งหลังปี 54( ก.ค.-ธ.ค.) โดยบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่น 69 % ระบุว่า สภาพธุรกิจจะดีขึ้น ซึ่งเพิ่มขึ้น 27 หน่วยเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรก และบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นตอบว่าสภาพธุรกิจจะแย่ลง เท่ากับ 10% ลดลง 28 หน่วย เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก สำหรับคำถามเกี่ยวกับยอดขายโดยรวมในปี 54 นั้น บริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นตอบว่าเพิ่มขึ้น 72% ซึ่งลดลง 10 หน่วยเมื่อเทียบกับปี 53 โดยผลกำไรนั้นผู้ตอบ 32 % ระบุว่าลดลง อีก 41 % ระบุว่าเพิ่มขึ้น และในด้านการลงทุน มีผู้ตอบ 127 บริษัทระบุว่าจะลงทุนเพิ่ม ส่วนใหญ่ซื้อเครื่องจักรใหม่

นายเซยะ กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลใหม่อาจปรับขึ้นค่าแรงเป็น 300 บาทต่อวันนั้น ผู้ประกอบการระบุว่าอยากให้เลื่อนออกไปก่อน เพื่อให้บริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ได้มีเวลาปรับตัว เพราะถ้าขึ้นค่าแรงช่วงนี้ทันที จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนมาก ซึ่งในส่วนของเจโทรคงไม่แสดงท่าทีต่อนโยบายภาครัฐว่าเป็นอย่างไร หรือค่าแรงขั้นนต่ำของประเทศไทยจะต้องอยู่ในระดับใด แต่บริษัทญี่ปุ่นส่วนใหญ่ที่เข้ามาในไทยก็ยังคงต้องการนโยบายที่ชัดเจนของ ภาครัฐไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าแรง การผลักดันการค้าและการพาณิชย์ หรือการส่งเสริมการดำเนินงานที่ทำอย่างไรให้บริษัทญี่ปุ่นในไทยมีความคล่อง ตัวและสามารถแข่งขันได้ในตลาดสากล

“จากการสำรวจ บริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นขอให้รัฐบาลไทย ที่จะมีนโยบายขึ้นค่าแรง ให้ชะลอออกไปก่อน เพราะบริษัทญี่ปุ่นส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติมายังไม่ถึง 1 ปี อาจจะยังไม่สามารถปรับตัวรับผลกระทบที่จะเกิดกับต้นทุนในช่วงนี้ได้ โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอี” นายเซยะ กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 26 กรกฎาคม 2554, 21:00 น.
 

บรรจุภัณฑ์ผวานโยบายบาทแข็ง กรกฎาคม 19, 2011

19 กรกฎาคม 2554, 05:45 น.

บรรจุภัณฑ์ผวานโยบายบาทแข็ง.

Pic_187363

วอนรัฐบาลใหม่อย่าเพิ่งจัดหนัก หวั่นเป้าแสนล้านหายไปกับสึนามิ นโยบายรัฐบาลใหม่ที่ต้องการกำหนดให้ค่าเงินบาทแข็งนั้น ยอมรับว่าจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการส่งออกการพิมพ์และบรรจุกระดาษที่ตั้ง ไว้ 100,000 ล้านบาท ภายในปี 2558

นายพรชัย รัตนชัยกานนท์ นายกสมาคมการพิมพ์ไทย และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า นโยบายรัฐบาลใหม่ที่ต้องการกำหนดให้ค่าเงินบาทแข็งนั้น ยอมรับว่าจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการส่งออกการพิมพ์และบรรจุกระดาษที่ตั้งไว้ 100,000 ล้านบาท ภายในปี 2558 ที่จะเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ซึ่งอาจล่าช้ากว่าที่กำหนดไว้ เพราะอาจส่งผลต่อขีดความสามารถด้านการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยได้

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการส่งออกสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ดำเนินการภายใต้ค่าเงินในระดับ 38-40 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ จนเมื่อมูลค่าส่งออกทะยานไปถึง 50,000 ล้านบาท ค่าเงินบาทก็แข็งค่าขึ้นระดับกว่า 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ โดยไทยมีการส่งออกสินค้าภายในภูมิภาคอาเซียนจำนวนมาก ดังนั้น หากกำหนดค่าเงินบาทแข็งค่าจนเกินไปก็จะแข่งกับเพื่อนบ้านได้ลำบาก แม้ยอมรับว่าจะทำให้ผู้ประกอบการสามารถกำหนดราคาสินค้า และควบคุมต้นทุนการผลิตได้ง่ายขึ้น “การกำหนดนโยบายค่าเงินบาทแข็งในระยะแรก หากค่าเงินในภูมิภาคมีการแกว่งตัวมีปัญหาแน่ แต่ในระยะยาวทำให้ผู้ประกอบการคำนวณต้นทุนได้ แต่การกำหนดค่าเงินตายตัวจะแข็งค่าเกินไปก็ไม่ดีและอ่อนเกินไปก็ไม่ดีเช่นกัน ที่เหมาะสมเห็นว่าอยู่ระดับ 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯถือว่าไม่อ่อนไม่แข็งเกินไป” นายพรชัยกล่าว

นอกจากนี้  ผู้ประกอบการยังเร่งส่งออกในรูปเงินเหรียญสหรัฐฯมากขึ้น เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยภาพรวมการส่งออกในปีนี้คาดจะโตไม่ต่ำกว่า 30-35% มีมูลค่าราว 60,000 ล้านบาท โดยขณะนี้มีปัจจัยบวกจากความต้องการของญี่ปุ่นที่เพิ่มมากขึ้น และไทยเป็นตลาดที่ติด 1 ใน 10 ที่ญี่ปุ่นสั่งซื้อสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์เนื่องจากคุณภาพดี ประกอบกับสถานการณ์ภัยพิบัติในญี่ปุ่นยังส่งผลกระทบต่อการผลิตสินค้าเกษตร และอาหารในประเทศ ทำให้ไทยได้รับอานิสงส์คำสั่งซื้อ (ออเดอร์) อาหารเพิ่มตาม กระตุ้นความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ในอัตราที่สูงตามไปด้วย.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 19 กรกฎาคม 2554, 05:45 น.
 

พิษสึนามิทำเศรษฐกิจ เม.ย.ทรุด ดัชนีเชื่อมั่นต่ำกว่า50 ครั้งแรกในรอบปี มิถุนายน 2, 2011

31 พฤษภาคม 2554, 16:13 น.
พิษสึนามิทำเศรษฐกิจ เม.ย.ทรุด ดัชนีเชื่อมั่นต่ำกว่า50 ครั้งแรกในรอบปี – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_175539

เศรษฐกิจเดือน เม.ย.ถูกพิษสึนามิญี่ปุ่นกระทบหนัก ทั้งภาคการผลิตและการส่งออก ดัชนีความเชื่อมั่นต่ำกว่า 50 อีกครั้งแรกในรอบ 1 ปี ธปท.เริ่มกังวลอัตราเงินเฟ้อพุ่งอีกหลังการเลือกตั้ง เหตุนโยบายประชานิยมที่จะมีการใช้จ่ายสูง ทำให้การคาดการณ์เงินเฟ้อทะยานอีกรอบ …

วันที่ 31 พ.ค. นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจในเดือน เม.ย. ชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้า ทั้งในด้านการผลิต การส่งออก และการท่องเที่ยว รวมทั้งการใช้จ่าย เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการภัยพิบัติในญี่ปุ่น ส่งผลให้การผลิต การส่งออก และยอดขายยานยนต์ ลดลงมาก โดยในเดือนเม.ย. ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลง จากระยะเดียวกันของปีก่อน 7.8% และลดลงจากเดือนก่อนหน้า 3.3% เนื่องจากการผลิตยานยนต์ในเดือนนี้ ลดลงจากระยะเดียวกันมากถึง 27.8% โดยกำลังการผลิตในภาคยานยนต์ ลดลงจาก 91.5% ในเดือนก่อนหน้า เหลือเพียง 46.2% ในเดือน เม.ย. สอดคล้องกับการส่งออกยานยนต์ที่ลดลงมาก ขณะที่ยอดขายรถยนต์นั่งในประเทศ ขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียง 17.3% จากการขยายตัว 53.8% ในเดือนก่อนหน้า ส่วนรถปิกอัพ มียอดขายเพิ่มขึ้น 17.7% จากการขยายตัว 28.5% ในเดือนก่อน เนื่องจากไม่มีรถเพียงพอที่จะจำหน่าย

“ผลกระทบจากญี่ปุ่นนั้น คาดว่าในเดือน พ.ค. การผลิตและการส่งออก รวมทั้งยอดขายยานยนต์ จะได้รับผลกระทบหนักอีกเดือน ขณะที่จะเริ่มปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสที่ 3 ของปี และกลับเข้าสู่ภาวะปกติในไตรมาสที่ 4 ของปี โดยยอมรับว่า ผลกระทบจากญี่ปุ่น ทำให้ความเชื่อมั่นของนักธุรกิจลดลง เพราะส่งผลให้นักลงทุนกังวลต่อภาวะการผลิตที่ลดลงต่ำลง และคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในเดือน เม.ย. ปรับลดลงเหลือ 47.3 ซึ่งต่ำกว่าค่ากลางที่ 50 ซึ่งเป็นจุดที่แสดงถึงความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจครั้งแรกในรอบ 1 ปี สอดคล้องกับดัชนีการลงทุนภาคเอกชนในเดือน เม.ย.นี้ ที่ขยายตัวในอัตรา 12.8% ลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนที่ขยายตัว 14.1%” นายเมธี กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในด้านสินค้าอิเล็กทรอนิกส์นั้น ธปท.มองว่า ได้รับผลกระทบจากรณีญี่ปุ่นน้อยกว่าที่คาด เพราะการผลิตยังขยายตัวได้ 11.2% ถึงแม้ว่าจะลดลงจากการขยายตัว 24.5% ในเดือนก่อน แต่ดีกว่าภาคยานยนต์มาก ขณะที่การผลิตฮาร์ดดิสก์ ไดร์ฟ ที่ลดลง 12.9% นั้น มาจากการคาดการณ์คำสั่งที่สูงกว่าความจริง เพราะในขณะนี้คนนิยมใช้ไอแพด ไอโฟนมาก ทำให้ความต้องการฮาร์ดดิสก์ ไดร์ฟ ลดลง ขณะที่ด้านการท่องเที่ยวนั้น เท่าที่ประเมินได้รับผลกระทบจากญี่ปุ่นไม่มาก เพราะยังมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อน 35.9% สำหรับการส่งออกของไทยในเดือน เม.ย.นี้ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 24.7% ขณะที่การนำเข้าขยายตัวเพิ่มขึ้น 26.3% อย่างไรก็ตาม ดุลการค้าของไทยกลับมาขาดดุลอีกครั้ง ประมาณ 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลเพียง 200 ล้านเหรียญฯ เนื่องจากดุลบริการ บริจาคเกินดุล 300 ล้านเหรียญฯ

นายเมธี กล่าวต่อว่า ในช่วงของการเลือกตั้งนั้น ธปท.คาดว่า จะไม่ทำให้การกำลังซื้อของคนไทยเพิ่มขึ้นมากนัก แต่ในช่วงที่ผ่านมา การบริโภคภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องในอัตราที่สูง เนื่องจากรายได้เกษตรที่ยังขยายตัวสูงมาก โดยในเดือนนี้ขยายตัวมากถึง 62.9% และรายได้จากการจ้างงานเพิ่มขึ้น จากค่าจ้างที่ดีขึ้น รวมถึงชั่วโมงการทำงานของแรงงานเพิ่มมากขึ้นด้วย ทั้งนี้ ธปท.กังวลถึงอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง เพราะในขณะนี้การส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้ายังไม่สิ้นสุด ทำให้โอกาสที่สินค้าจะแพงขึ้นในอีกหลายรายการ ขณะเดียวกัน นโยบายในการหาเสียงของพรรคการเมืองในขณะนี้ ที่เป็นนโยบายประชานิยม จะส่งผลให้ประชาชนคาดหวัง และส่งผลให้การคาดการณ์เงินเฟ้อมากขึ้น และส่งผลต่อเงินเฟ้อในอนาคต รวมทั้งการใช้จ่ายของรัฐบาลได้.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 31 พฤษภาคม 2554, 16:13 น.
 

อุตฯ ยัน วิกฤติขาดแคลนชิ้นส่วนยานยนต์ไทย เริ่มกลับสู่สภาพปกติ พฤษภาคม 26, 2011

25 พฤษภาคม 2554, 21:00 น.
อุตฯ ยัน วิกฤติขาดแคลนชิ้นส่วนยานยนต์ไทย เริ่มกลับสู่สภาพปกติ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_174107

“วิฑูรย์” เผยวิกฤติขาดแคลนชิ้นส่วนยานยนต์ไทย เริ่มกลับสู่สภาพปกติ หลายค่ายรถยนต์เริ่มเดินเครื่องผลิตเต็ม 100 % หลังญี่ปุ่นฝ่ามรสุมสึนามิ เร่งกระจายการผลิตให้โรงงานที่ไม่กระทบ พร้อมป้อนออเดอร์กลับสู่ตลาดอีกครั้ง มั่นใจปี 2554 ไทยยังคงทำตลาดรถยนต์ได้มากกว่าปีที่แล้ว 1.7 ล้านคัน

เมื่อวันที่ 25 พ.ค. นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า สถาบันยานยนต์ได้ติดตามสถานการณ์ปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนยานยนต์ หลังจากที่ต้องเผชิญแผ่นดินไหวและสึนามิในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งขณะนี้เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นจากญี่ปุ่นที่มีการฟื้นตัวเร็ว ทำให้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์หลายค่ายแจ้งกลับมาว่าได้เดินเครื่องเต็มกำลังการ ผลิตแล้ว ซึ่งมาจากบริษัทแม่ในประเทศญี่ปุ่น ได้มีการโอนกำลังการผลิตไปยังโรงงานที่ไม่ได้รับผลกระทบ และอีกส่วนหนึ่งมีการป้อนให้กับเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ จึงทำให้สามารถผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ป้อนสู่ตลาดได้ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้ตามปกติ

“จากเดิมที่คาดการณ์ว่าสถานการณ์การผลิตรถยนต์ในประเทศไทย หลายๆค่ายจะชะลอตัวไปจนถึงเดือนมิ.ย. แต่ปรากฎว่าญี่ปุ่นสามารถฟื้นตัวได้แล้ว โดยมีการแก้ไขสถานการณ์ได้เร็วกว่าที่คาดไว้ จึงส่งผลดีต่อการเดินหน้าผลิตของอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทย โดยเฉพาะในส่วนของโรงงานผลิตรถยนต์ และโรงงานผลิตชิ้นส่วนที่มีขนาดใหญ่และเล็ก ที่สามารถผลิตเพื่อป้อนตลาดทั่วโลกได้” ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าว

นายวิฑูรย์ กล่าวต่อว่า คาดว่าในปีนี้อัตราการขยายตัวของ การผลิตรถยนต์ ของไทย อาจจะสามารถผลิตรวมกันได้ประมาณ1.7ล้านคัน ลดลงจากเป้าหมายเดิมที่กำหนดไว้1.8ล้านคัน โดยพิจารณาได้จากสถานการณ์ในครึ่งปีหลัง ที่ความต้องการตลาดรถยนต์ในประเทศที่ยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ในปีที่ผ่านมา สามารถผลิตได้ 1.6 ล้านคัน และแม้ว่าสถานการณ์การผลิตรถยนต์ของประเทศไทย จะเริ่มฟื้นตัวสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือปัญหาการขาดแคลนแรงงาน โดยกระทรวงอุตสาหกรรมยังคงต้องเร่งพัฒนาบุคลาก รเพื่อป้อนสู่ระบบให้เพียงพอและทันต่อการผลิตที่เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติอีก ครั้งหนึ่ง เพราะก่อนหน้านี้อาจมีโรงงานชิ้นส่วนขนาดเล็ก ที่มีการปรับลดพนักงานบางส่วนเนื่องจากไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนได้

“กระทรวงอุตสาหกรรม จะยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากร ในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างเข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มของโรงงานผลิตชิ้นส่วนขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 1,000 ราย ทั่วประเทศ และจะต้องมุ่งเน้นการเพิ่มผลิตภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์และการสร้างมาตรฐาน ฝีมือแรงงานในขั้นสูงขึ้น จากเดิมที่ไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกรถปิกอัพ แต่ในอนาคตจะต้องหันมาผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานซึ่งมีการใช้เทคโนโลยีที่สูง ขึ้น เพื่อรองรับกับความต้องการในต่างประเทศ โดยเฉพาะบริษัทรถยนต์ในญี่ปุ่น ซึ่งหากเราไม่สามารถพัฒนาทักษะแรงงานในขั้นสูงขึ้นได้ โอกาสที่ญี่ปุ่นจะดึงกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนเอสเอ็มอีเข้ามาทดแทนผู้ผลิตชิ้น ส่วนไทย จะทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยเสียโอกาสทางธุรกิจได้”ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าว

ด้าน นายวัลลภ เตียศิริ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ กล่าวว่า ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยมีการแข่งขันกันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในแต่ละปี เห็นได้จากในปีนี้แม้ว่าจะเผชิญกับปัจจัยลบต่างๆ แต่พบว่าบางบริษัทมียอดขายเพิ่มสูงมากกว่า 300 % จนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หลายๆบริษัท ที่ประสบปัญหาต้องเร่งปรับตัวเพื่อผลิตให้ทันกับความต้องการของตลาด สามารถเดินเครื่องการผลิตกลับมาได้เต็ม 100% จากสถานการณ์ปกติในช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวหลายบริษัทมีกำลังการผลิตสูงถึง 120% สำหรับการทำตลาดรถยนต์ในปี นี้ มีแนวโน้มว่าจะมียอดการส่งออกและการทำตลาดในประเทศในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน โดยตลาดในประเทศเริ่มมีความคึกคักจากการเมืองในประเทศที่จะมีการเลือกตั้ง ใหม่เกิดขึ้น ขณะที่ตลาดส่งออกเริ่มลดลงในบางประเทศ โดยเฉพาะแอฟริกาลดลงเฉลี่ย 40% ตะวันออกกลาง 20% และยุโรป 6% ทำให้สัดส่วนตลาดเปลี่ยนแปลงไป

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 25 พฤษภาคม 2554, 21:00 น.
 

วิกฤติอาหารขาด-ราคาแพง ดันส่งออกสินค้าไทยปี 54 โตกว่า 15% พฤษภาคม 25, 2011

25 พฤษภาคม 2554, 17:35 น.
วิกฤติอาหารขาด-ราคาแพง ดันส่งออกสินค้าไทยปี 54 โตกว่า 15% – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_174089

“พรทิวา” สั่งทูตพาณิชย์ปรับแผนรับยอดส่งออกโต คาดขยายตัวตามเป้าที่ 12-15% ด้านญี่ปุ่นตั้งเป้าโต 10% ไม่หวั่นผลกระทบสึนามิ-แผ่นดินไหว

เมื่อวันที่ 25 พ.ค. นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการมอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลก เพื่อผลักดันให้มูลค่าการส่งออกสินค้าไทยในปีนี้ขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ 12-15% ว่า แนวโน้มการส่งออกสินค้าไทยปีนี้จะขยายตัวได้มากกว่า 15% จากการส่งออกในสินค้ากลุ่มอาหารขยายตัวดีขึ้น เพราะมูลค่าสินค้าอาหารหลายชนิดมีราคาสูงเป็นเท่าตัว หลังหลายประเทศประสบภัยพิบัติธรรมชาติจากภาวะโลกร้อน ทำให้ผลผลิตในประเทศเสียหาย จึงนำเข้าอาหารมากขึ้น คาดว่า การส่งออกอาหารไทยปีนี้จะขยายตัวถึง 11% จากเป้าหมายเดิมที่คาดว่าขยายตัว 8% จากปี 53 ที่มีมูลค่าการส่งออกอาหารไทยประมาณ 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ ในส่วนของการหารือกับผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ทั่วโลก ได้ให้นโยบายในการปรับกิจกรรมเพื่อรุกตลาดส่งออกมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดที่มีศักยภาพ เช่น จีน อินเดีย ลาตินอเมริกา และรัสเซีย ซึ่งตลาดเหล่านี้มีความต้องการสินค้าจำนวนมาก หากสามารถผลักดันให้การส่งออกเพิ่มได้ จะทำให้การส่งออกขยายตัวได้ตามเป้าหมายอย่างแน่นอน สำหรับผลกระทบจากตลาดญี่ปุ่นที่ประสบปัญหาแผ่นดินไหวและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ นั้น แม้ว่าจะทำให้การส่งออกสินค้าอาหารไปญี่ปุ่นขยายตัวได้ดีขึ้น แต่ต้องดูผลกระทบจากการส่งออกสินค้าบางอย่างที่หดตัวด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์

ส่วน นางอัมพวัน พิชาลัย อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า ปีนี้ตั้งเป้าหมายการส่งออกสินค้าไทยไปญี่ปุ่นขยายตัวจากปีก่อน 10% แม้การส่งออกไทยจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว และสึนามิ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์และส่วนประกอบ, เครื่องใช้ไฟฟ้า, อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน คาดว่า ในช่วง 3-6 เดือนจากนี้ การส่งออกสินค้ากลุ่มดังกล่าวของไทยจะได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน แต่ไทยยังมีโอกาสส่งออกสินค้าอื่นๆ ได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผักและผลไม้สด ผักและผลไม้แปรรูปและกระป๋อง เพราะผลผลิตของญี่ปุ่นเสียหายจำนวนมาก รวมถึงอาหารกระป๋อง อาหารกึ่งสำเร็จรูป น้ำดื่ม สินค้าสุขภาพ วัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และของใช้ในครัวเรือน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 25 พฤษภาคม 2554, 17:35 น.
 

“พาณิชย์” โวตลาดโลกปลื้มสินค้าไทย พฤษภาคม 21, 2011

21 พฤษภาคม 2554, 05:15 น.
“พาณิชย์” โวตลาดโลกปลื้มสินค้าไทย.

Pic_172958

“พาณิชย์” โวตลาดโลกปลื้มสินค้าไทย สึนามิ-แผ่นดินไหว​ญี่ปุ่น​ไม่​กระทบ  มูลค่า​ส่ง​ออก เม.ย.​สูง​ลิ่ว​ทะลุ 24% มูลค่า 17,564 ล้าน​เหรียญ​สหรัฐฯ …

นาง​พร​ทิวา นาคา​ศัย รมว.​พาณิชย์ เปิดเผย​ถึง​สถิติ​การ​ค้า​ระหว่าง​ประเทศ​ของ​ไทย​ว่า ใน​เดือน เม.ย.54 การ​ส่ง​ออก​สินค้า​ไทย​มี​มูลค่า 17,564 ล้าน​เหรียญ​สหรัฐฯ ขยาย​ตัว 24.65% เมื่อ​เทียบ​กับ​เดือน​เดียวกัน​ของ​ปี​ก่อน เมื่อ​คิด​เป็น​เงิน​บาท​มี​มูลค่า 527,622.1 ล้าน​บาท ขยาย​ตัว 16.72% แต่​ลด​ลง​เมื่อ​เทียบ​กับ​เดือน มี.ค.54 ที่​มี​ มูลค่า​ส่ง​ออก​สูง​สุด​เป็น​ประวัติการณ์​ที่ 21,259.2 ล้าน​เหรียญฯ ส่วน​การ​นำ​เข้า​มี​มูลค่า 18,360.5 ล้าน​เหรียญฯ ขยาย​ตัว 27.9% หรือ 558,526.3 ล้าน​บาท เพิ่ม​ขึ้น 19.8% ส่ง​ผล​ให้​ดุลการค้า​ขาด​ดุล 796.5 ล้าน​เหรียญฯ โดย​ตลาด​ส่ง​ออก​ใน​ตลาด​หลัก​เพิ่ม​ขึ้น​ทุก​ตลาด ขณะ​ที่​การ​ส่ง​ออก​ไป​ออสเตรเลีย​ลด​ลง 36.9% เนื่องจาก​การ​ส่ง​ออก​ทองคำ​ลด​ลง 89.7%

“การ​ส่ง​ออก​เดือน เม.ย.​ที่​เพิ่ม​ขึ้น​เพราะ​เศรษฐกิจ​ทั่ว​โลก​ขยาย​ตัวดี​และ​เริ่ม​แข็งแกร่ง สินค้า​ไทย​ได้​รับ​การ​ยอม​รับ​จาก​ผู้​ซื้อ​มาก​ขึ้นความ​สามารถ​ทางการ​แข่ง​ขัน​ของ​ผู้​ส่ง​ออก​ไทย​ดี​ขึ้น มี​การ​สร้าง​นวัตกรรม​และ​มูลค่า​เพิ่ม​ใน​สินค้า ขณะ​เดียวกัน ยัง​ได้​รับ​ผล​ดี​จาก​การ​ใช้​ประโยชน์​จาก​ข้อ​ตกลง​การ​ค้า​เสรี​ที่​ไทย​ทำ​กับ​ประเทศ​ต่างๆ ทำให้​เชื่อ​ว่า มูลค่า​การ​ส่ง​ออก​สินค้า​ไทย​ปี​นี้​น่า​จะ​ขยาย​ตัว​ได้ 12-15% และ​อาจ​มี​แนวโน้ม​โต​กว่า 15% ได้”

นาง​นันทวัลย์ ศ​กุน​ต​นาค อธิบดี​กรม​ส่งเสริม​การ​ส่ง​ออก กล่าว​ว่า ความ​เสียหาย​จาก​เหตุการณ์​สึนามิ และ​แผ่นดิน ไหว​ใหญ่​ใน​ญี่ปุ่น แทบ​ไม่​ส่ง​ผล​กระทบ​ต่อ​การ​ส่ง​ออก​สินค้า​ไทย​เลย เพราะ​มูลค่า​การ​ส่ง​ออก​ยัง​ขยาย​ตัว​สูง​ถึง 39.5% จาก​เดือน​เดียวกัน​ของ​ปี​ก่อน หรือ​มี​มูลค่า 1,829 ล้าน​เหรียญฯ แต่​ลด​ลง​เล็กน้อย​เมื่อ​เทียบ​กับ​เดือน มี.ค.54 ที่​มี​ มูลค่า 2,086 ล้าน​เหรียญฯ ส่วน 4 เดือน​เพิ่ม​ขึ้น 32.3% จาก​ช่วง​เดียวกัน​ของ​ปี​ก่อน หรือ​มี​มูลค่า 7,770 ล้าน​เหรียญฯ

“กรม​ยัง​ไม่​วางใจ​เศรษฐกิจ​ญี่ปุ่น เพราะ​การ​ประกาศ​ตัวเลข​ทาง​เศรษฐกิจ​ล่า​สุด ระบุ​ว่าเศรษฐกิจ​ญี่ปุ่น​เข้า​สู่​ภาวะ​ถดถอย​แล้ว ดังนั้น ใน​ช่วง 6 เดือน​หลัง​ของ​ปี กรม​ต้อง​เฝ้า​ระวัง​ภาวะ​เศรษฐกิจ และ​ปัญหา​โรงไฟฟ้า​นิวเคลียร์​ของ​ญี่ปุ่น​อย่าง​ใกล้​ชิด และ​เตรียม​หา​แนวทาง​รับมือ เพื่อ​ไม่​ให้​กระทบ​การ​ส่ง​ออก​ไทย รวม​ถึง​เฝ้า​ระวัง​ปัจจัย​เสี่ยง​อื่นๆด้วย ทั้ง​ค่า​เงิน​บาท​ผันผวน ราคา​น้ำมัน​ที่​แพง​ขึ้น ผล​ผลิต​สินค้า​เกษตร​ที่​ลด​ลงจาก​ปัญหา​ภัย​ธรรมชาติ” นาง​นันทวัลย์​กล่าว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 21 พฤษภาคม 2554, 05:15 น.