วิจัยไม้มงคล”เทพทาโร” สู่ผลิตภัณฑ์ คุณประโยชน์มากหลาย

8 สิงหาคม 2554, 05:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/edu/192192.

Pic_192192

นางทรรศนีย์ พัฒนเสรี พร้อมทีมจาก วช.

“เทพทาโร” ไม้มงคลพระราชทานประจำจังหวัดพังงา ในอดีตชาวบ้านจะใช้ภูมิปัญญานำเนื้อไม้ ใบ ผล รวมทั้งรากที่มีกลิ่นมาทำเครื่องหอมประทินผิว เครื่องประดับตกแต่ง เครื่องเรือน ฯลฯ และที่หลายคนรู้จักมักคุ้นกันดีก็คือ งานแกะสลักสินค้า OTOP ประจำจังหวัดตรัง

จากคุณประโยชน์ความมหัศจรรย์ และคุณค่าที่มีอยู่ นางทรรศนีย์ พัฒนเสรี นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ พร้อมด้วยนายสมบูรณ์ บุญยืน และนายคงศักดิ์ มีแก้ว นักวิชาการฯ กรมป่าไม้ จึงได้วิจัย พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการสกัดน้ำมันหอมระเหย เป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้า ควบคู่ กับการอนุรักษ์เพื่อให้เกิดความยั่งยืนอย่าง ครบวงจรขึ้น

นางทรรศนีย์ เปิดเผยว่า…หลังเกิดเหตุการณ์ “สึนามิ” ทาง มูลนิธิชัยพัฒนา ต้องการสร้างหมู่บ้านให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบที่หมู่เกาะฟ้าทอง กรมป่าไม้จึงได้ถวายที่จำนวน 280 ไร่ ซึ่งในบริเวณดังกล่าวมีต้นเทพทาโรเป็นไม้ดั้งเดิมอยู่จำนวนมาก เพื่อให้เกิดประโยชน์จากการตัดเพื่อปรับสภาพพื้นที่ กรมจึงได้ทำวิจัย ซึ่งพบว่าทุกส่วนของเทพทาโรทั้งเปลือก เนื้อ ใบ ดอก ผล ราก มีกลิ่นหอม

ไม้มงคลเทพทาโร.ไม้มงคลเทพทาโร.

โดยขั้นตอนการวิจัยนั้น เริ่มแรกได้มุ่งการใช้ประโยชน์จากน้ำมันหอมระเหย โดยใช้วิธีการสกัด แบบเดียวกับไม้กฤษณา ซึ่งแต่ละส่วนจะให้ปริมาณน้ำมัน หอมแตกต่างกันคือ ผลให้ปริมาณน้ำมันหอมสูงสุดที่ 3.5-10.54 เปอร์เซ็นต์ เนื้อไม้ 3.85 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนักแห้ง โดยหลังผ่านขบวนการสกัด เนื้อไม้ยังสามารถนำมาทำธูปหอมได้ ใบ 0.43-0.72 เปอร์เซ็นต์ ในขณะเดียวกันยังพบว่าน้ำมันที่ได้ยังให้กลิ่น องค์ประกอบทางเคมีแตกต่างกันถึง 4 กลิ่น คือ รูทเบียร์ ที่มีองค์ประกอบของสารแซฟรอล ฤทธิ์ต้านเชื้อรา แบคทีเรีย

…กลิ่นตะไคร้ผสมส้ม (สารซิตรอล) ไล่แมลง กลิ่นเสม็ดขาว (สารซินีออล) และดอกไม้ผสมเครื่องเทศ สารลินาลูล ที่พบว่าในอุตสาหกรรมเครื่อง สำอางกว่า 70 เปอร์เซ็นต์จะมีตัวนี้ผสมอยู่ จากคุณสมบัติดังกล่าวทีมวิจัยจึงได้นำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ตามองค์ประกอบหลักทางเคมี อาทิ ยาหม่อง เจลทำความสะอาดมือ สบู่เหลว น้ำมันเหลืองเทพทาโร-ไพล น้ำมัน นวดสปา โลชั่นกันยุง

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนอย่างครบวงจร โดยไม่ส่งผลกระทบกับไม้ที่ขึ้นตามธรรมชาติ ทีมวิจัยได้ ทำการอนุรักษ์พร้อมศึกษาทำการขยายพันธุ์ในรูปแบบ ต่างๆ มีการ สร้างศูนย์รวมพันธุ์ พื้นที่ 5 ไร่ ในจังหวัดสงขลา ที่ดำเนินการเมื่อเดือนตุลาคม 2551 โดยไม้ดังกล่าวมีอายุ 2 ปี ออกลูก ซึ่งเป็นเรื่องดี เพราะในอนาคตหากวิจัยสำเร็จ คาดว่าจะสามารถส่งเสริมให้ประชาชนปลูกในแถบภาคใต้ ปลูกเป็นไม้เศรษฐกิจได้อีกชนิดหนึ่ง

สำหรับผู้ที่สนใจชมและทดลองทำผลิตภัณฑ์ต่างๆจาก “เทพทาโร ไม้มงคลมหัศจรรย์” รวมทั้ง รับกล้าฟรีได้ที่งาน Thailand Research Expo 2011 ณ เซ็นทรัลเวิลด์ ราชประสงค์ ระหว่างวันที่ 26-31 สิงหาคม ที่จะถึงนี้.

ผลิตภัณฑ์ต่างๆได้จากน้ำมันแล้วนำมาเพิ่มมูลค่า.ผลิตภัณฑ์ต่างๆได้จากน้ำมันแล้วนำมาเพิ่มมูลค่า.

เพ็ญพิชญา เตียว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เพ็ญพิชญา เตียว
  • 8 สิงหาคม 2554, 05:00 น.

ญี่ปุ่นวอนรัฐบาลไทย ชะลอขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ

26 กรกฎาคม 2554, 21:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/189281.

Pic_189281

เจโทร เผยผลสำรวจสภาพธุรกิจครึ่งปีแรก บริษัทญี่ปุ่นในไทยอ่วมจากพิษสึนามิ ทำผลกำไรลด เงินทุนหาย ต้นทุนเพิ่ม คาดครึ่งปีหลังฟื้น วอนรัฐบาลไทยชะลอขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เหตุซ้ำเติมให้ต้นทุนพุ่ง ขอเวลาปรับตัวก่อนอีกระยะก่อน

เมื่อวันที่ 26 ก.ค. นายเซยะ สุเกกาว่า รองประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) เปิดเผยถึงผลสำรวจแนวโน้มทางเศรษฐกิจของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในประเทศไทย ประจำครึ่งปีแรก 54 ว่า จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน 373 บริษัท พบว่า ผู้ประกอบการเห็นว่า สภาพธุรกิจโดยรวมในช่วงครึ่งปีแรกปี 54 (ม.ค.-มิ.ย.) หดตัวลง โดยมีค่าเท่ากับ 42 % ลดลงถึง 29 หน่วย โดยมีบริษัทที่ตอบว่า สภาพธุรกิจแย่ลงถึง 38 %เพิ่มขึ้น 38 หน่วยเมื่อเทียบกับครึ่งปีหลังปี 53 เพราะผลกระทบจากภัยพิบัติแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในภาคตะวันออกของญี่ปุ่น ทำให้ทุกประเภทอุตสาหกรรมที่มีการร่วมทุนในไทยได้รับผลกระทบในด้านการขยาย การลงทุน หรือการนำเข้าวัตถุดิบจากญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม สภาพธุรกิจโดยรวม คาดว่า จะปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างรวดเร็วอีกครั้งในช่วงครึ่งหลังปี 54( ก.ค.-ธ.ค.) โดยบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่น 69 % ระบุว่า สภาพธุรกิจจะดีขึ้น ซึ่งเพิ่มขึ้น 27 หน่วยเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรก และบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นตอบว่าสภาพธุรกิจจะแย่ลง เท่ากับ 10% ลดลง 28 หน่วย เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก สำหรับคำถามเกี่ยวกับยอดขายโดยรวมในปี 54 นั้น บริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นตอบว่าเพิ่มขึ้น 72% ซึ่งลดลง 10 หน่วยเมื่อเทียบกับปี 53 โดยผลกำไรนั้นผู้ตอบ 32 % ระบุว่าลดลง อีก 41 % ระบุว่าเพิ่มขึ้น และในด้านการลงทุน มีผู้ตอบ 127 บริษัทระบุว่าจะลงทุนเพิ่ม ส่วนใหญ่ซื้อเครื่องจักรใหม่

นายเซยะ กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลใหม่อาจปรับขึ้นค่าแรงเป็น 300 บาทต่อวันนั้น ผู้ประกอบการระบุว่าอยากให้เลื่อนออกไปก่อน เพื่อให้บริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ได้มีเวลาปรับตัว เพราะถ้าขึ้นค่าแรงช่วงนี้ทันที จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนมาก ซึ่งในส่วนของเจโทรคงไม่แสดงท่าทีต่อนโยบายภาครัฐว่าเป็นอย่างไร หรือค่าแรงขั้นนต่ำของประเทศไทยจะต้องอยู่ในระดับใด แต่บริษัทญี่ปุ่นส่วนใหญ่ที่เข้ามาในไทยก็ยังคงต้องการนโยบายที่ชัดเจนของ ภาครัฐไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าแรง การผลักดันการค้าและการพาณิชย์ หรือการส่งเสริมการดำเนินงานที่ทำอย่างไรให้บริษัทญี่ปุ่นในไทยมีความคล่อง ตัวและสามารถแข่งขันได้ในตลาดสากล

“จากการสำรวจ บริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นขอให้รัฐบาลไทย ที่จะมีนโยบายขึ้นค่าแรง ให้ชะลอออกไปก่อน เพราะบริษัทญี่ปุ่นส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติมายังไม่ถึง 1 ปี อาจจะยังไม่สามารถปรับตัวรับผลกระทบที่จะเกิดกับต้นทุนในช่วงนี้ได้ โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอี” นายเซยะ กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 26 กรกฎาคม 2554, 21:00 น.

บรรจุภัณฑ์ผวานโยบายบาทแข็ง

19 กรกฎาคม 2554, 05:45 น.

บรรจุภัณฑ์ผวานโยบายบาทแข็ง.

Pic_187363

วอนรัฐบาลใหม่อย่าเพิ่งจัดหนัก หวั่นเป้าแสนล้านหายไปกับสึนามิ นโยบายรัฐบาลใหม่ที่ต้องการกำหนดให้ค่าเงินบาทแข็งนั้น ยอมรับว่าจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการส่งออกการพิมพ์และบรรจุกระดาษที่ตั้ง ไว้ 100,000 ล้านบาท ภายในปี 2558

นายพรชัย รัตนชัยกานนท์ นายกสมาคมการพิมพ์ไทย และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า นโยบายรัฐบาลใหม่ที่ต้องการกำหนดให้ค่าเงินบาทแข็งนั้น ยอมรับว่าจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการส่งออกการพิมพ์และบรรจุกระดาษที่ตั้งไว้ 100,000 ล้านบาท ภายในปี 2558 ที่จะเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ซึ่งอาจล่าช้ากว่าที่กำหนดไว้ เพราะอาจส่งผลต่อขีดความสามารถด้านการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยได้

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการส่งออกสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ดำเนินการภายใต้ค่าเงินในระดับ 38-40 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ จนเมื่อมูลค่าส่งออกทะยานไปถึง 50,000 ล้านบาท ค่าเงินบาทก็แข็งค่าขึ้นระดับกว่า 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ โดยไทยมีการส่งออกสินค้าภายในภูมิภาคอาเซียนจำนวนมาก ดังนั้น หากกำหนดค่าเงินบาทแข็งค่าจนเกินไปก็จะแข่งกับเพื่อนบ้านได้ลำบาก แม้ยอมรับว่าจะทำให้ผู้ประกอบการสามารถกำหนดราคาสินค้า และควบคุมต้นทุนการผลิตได้ง่ายขึ้น “การกำหนดนโยบายค่าเงินบาทแข็งในระยะแรก หากค่าเงินในภูมิภาคมีการแกว่งตัวมีปัญหาแน่ แต่ในระยะยาวทำให้ผู้ประกอบการคำนวณต้นทุนได้ แต่การกำหนดค่าเงินตายตัวจะแข็งค่าเกินไปก็ไม่ดีและอ่อนเกินไปก็ไม่ดีเช่นกัน ที่เหมาะสมเห็นว่าอยู่ระดับ 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯถือว่าไม่อ่อนไม่แข็งเกินไป” นายพรชัยกล่าว

นอกจากนี้  ผู้ประกอบการยังเร่งส่งออกในรูปเงินเหรียญสหรัฐฯมากขึ้น เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยภาพรวมการส่งออกในปีนี้คาดจะโตไม่ต่ำกว่า 30-35% มีมูลค่าราว 60,000 ล้านบาท โดยขณะนี้มีปัจจัยบวกจากความต้องการของญี่ปุ่นที่เพิ่มมากขึ้น และไทยเป็นตลาดที่ติด 1 ใน 10 ที่ญี่ปุ่นสั่งซื้อสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์เนื่องจากคุณภาพดี ประกอบกับสถานการณ์ภัยพิบัติในญี่ปุ่นยังส่งผลกระทบต่อการผลิตสินค้าเกษตร และอาหารในประเทศ ทำให้ไทยได้รับอานิสงส์คำสั่งซื้อ (ออเดอร์) อาหารเพิ่มตาม กระตุ้นความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ในอัตราที่สูงตามไปด้วย.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 19 กรกฎาคม 2554, 05:45 น.

พิษสึนามิทำเศรษฐกิจ เม.ย.ทรุด ดัชนีเชื่อมั่นต่ำกว่า50 ครั้งแรกในรอบปี

31 พฤษภาคม 2554, 16:13 น.
พิษสึนามิทำเศรษฐกิจ เม.ย.ทรุด ดัชนีเชื่อมั่นต่ำกว่า50 ครั้งแรกในรอบปี – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_175539

เศรษฐกิจเดือน เม.ย.ถูกพิษสึนามิญี่ปุ่นกระทบหนัก ทั้งภาคการผลิตและการส่งออก ดัชนีความเชื่อมั่นต่ำกว่า 50 อีกครั้งแรกในรอบ 1 ปี ธปท.เริ่มกังวลอัตราเงินเฟ้อพุ่งอีกหลังการเลือกตั้ง เหตุนโยบายประชานิยมที่จะมีการใช้จ่ายสูง ทำให้การคาดการณ์เงินเฟ้อทะยานอีกรอบ …

วันที่ 31 พ.ค. นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจในเดือน เม.ย. ชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้า ทั้งในด้านการผลิต การส่งออก และการท่องเที่ยว รวมทั้งการใช้จ่าย เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการภัยพิบัติในญี่ปุ่น ส่งผลให้การผลิต การส่งออก และยอดขายยานยนต์ ลดลงมาก โดยในเดือนเม.ย. ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลง จากระยะเดียวกันของปีก่อน 7.8% และลดลงจากเดือนก่อนหน้า 3.3% เนื่องจากการผลิตยานยนต์ในเดือนนี้ ลดลงจากระยะเดียวกันมากถึง 27.8% โดยกำลังการผลิตในภาคยานยนต์ ลดลงจาก 91.5% ในเดือนก่อนหน้า เหลือเพียง 46.2% ในเดือน เม.ย. สอดคล้องกับการส่งออกยานยนต์ที่ลดลงมาก ขณะที่ยอดขายรถยนต์นั่งในประเทศ ขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียง 17.3% จากการขยายตัว 53.8% ในเดือนก่อนหน้า ส่วนรถปิกอัพ มียอดขายเพิ่มขึ้น 17.7% จากการขยายตัว 28.5% ในเดือนก่อน เนื่องจากไม่มีรถเพียงพอที่จะจำหน่าย

“ผลกระทบจากญี่ปุ่นนั้น คาดว่าในเดือน พ.ค. การผลิตและการส่งออก รวมทั้งยอดขายยานยนต์ จะได้รับผลกระทบหนักอีกเดือน ขณะที่จะเริ่มปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสที่ 3 ของปี และกลับเข้าสู่ภาวะปกติในไตรมาสที่ 4 ของปี โดยยอมรับว่า ผลกระทบจากญี่ปุ่น ทำให้ความเชื่อมั่นของนักธุรกิจลดลง เพราะส่งผลให้นักลงทุนกังวลต่อภาวะการผลิตที่ลดลงต่ำลง และคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในเดือน เม.ย. ปรับลดลงเหลือ 47.3 ซึ่งต่ำกว่าค่ากลางที่ 50 ซึ่งเป็นจุดที่แสดงถึงความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจครั้งแรกในรอบ 1 ปี สอดคล้องกับดัชนีการลงทุนภาคเอกชนในเดือน เม.ย.นี้ ที่ขยายตัวในอัตรา 12.8% ลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนที่ขยายตัว 14.1%” นายเมธี กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในด้านสินค้าอิเล็กทรอนิกส์นั้น ธปท.มองว่า ได้รับผลกระทบจากรณีญี่ปุ่นน้อยกว่าที่คาด เพราะการผลิตยังขยายตัวได้ 11.2% ถึงแม้ว่าจะลดลงจากการขยายตัว 24.5% ในเดือนก่อน แต่ดีกว่าภาคยานยนต์มาก ขณะที่การผลิตฮาร์ดดิสก์ ไดร์ฟ ที่ลดลง 12.9% นั้น มาจากการคาดการณ์คำสั่งที่สูงกว่าความจริง เพราะในขณะนี้คนนิยมใช้ไอแพด ไอโฟนมาก ทำให้ความต้องการฮาร์ดดิสก์ ไดร์ฟ ลดลง ขณะที่ด้านการท่องเที่ยวนั้น เท่าที่ประเมินได้รับผลกระทบจากญี่ปุ่นไม่มาก เพราะยังมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อน 35.9% สำหรับการส่งออกของไทยในเดือน เม.ย.นี้ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 24.7% ขณะที่การนำเข้าขยายตัวเพิ่มขึ้น 26.3% อย่างไรก็ตาม ดุลการค้าของไทยกลับมาขาดดุลอีกครั้ง ประมาณ 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลเพียง 200 ล้านเหรียญฯ เนื่องจากดุลบริการ บริจาคเกินดุล 300 ล้านเหรียญฯ

นายเมธี กล่าวต่อว่า ในช่วงของการเลือกตั้งนั้น ธปท.คาดว่า จะไม่ทำให้การกำลังซื้อของคนไทยเพิ่มขึ้นมากนัก แต่ในช่วงที่ผ่านมา การบริโภคภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องในอัตราที่สูง เนื่องจากรายได้เกษตรที่ยังขยายตัวสูงมาก โดยในเดือนนี้ขยายตัวมากถึง 62.9% และรายได้จากการจ้างงานเพิ่มขึ้น จากค่าจ้างที่ดีขึ้น รวมถึงชั่วโมงการทำงานของแรงงานเพิ่มมากขึ้นด้วย ทั้งนี้ ธปท.กังวลถึงอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง เพราะในขณะนี้การส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้ายังไม่สิ้นสุด ทำให้โอกาสที่สินค้าจะแพงขึ้นในอีกหลายรายการ ขณะเดียวกัน นโยบายในการหาเสียงของพรรคการเมืองในขณะนี้ ที่เป็นนโยบายประชานิยม จะส่งผลให้ประชาชนคาดหวัง และส่งผลให้การคาดการณ์เงินเฟ้อมากขึ้น และส่งผลต่อเงินเฟ้อในอนาคต รวมทั้งการใช้จ่ายของรัฐบาลได้.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 31 พฤษภาคม 2554, 16:13 น.

อุตฯ ยัน วิกฤติขาดแคลนชิ้นส่วนยานยนต์ไทย เริ่มกลับสู่สภาพปกติ

25 พฤษภาคม 2554, 21:00 น.
อุตฯ ยัน วิกฤติขาดแคลนชิ้นส่วนยานยนต์ไทย เริ่มกลับสู่สภาพปกติ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_174107

“วิฑูรย์” เผยวิกฤติขาดแคลนชิ้นส่วนยานยนต์ไทย เริ่มกลับสู่สภาพปกติ หลายค่ายรถยนต์เริ่มเดินเครื่องผลิตเต็ม 100 % หลังญี่ปุ่นฝ่ามรสุมสึนามิ เร่งกระจายการผลิตให้โรงงานที่ไม่กระทบ พร้อมป้อนออเดอร์กลับสู่ตลาดอีกครั้ง มั่นใจปี 2554 ไทยยังคงทำตลาดรถยนต์ได้มากกว่าปีที่แล้ว 1.7 ล้านคัน

เมื่อวันที่ 25 พ.ค. นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า สถาบันยานยนต์ได้ติดตามสถานการณ์ปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนยานยนต์ หลังจากที่ต้องเผชิญแผ่นดินไหวและสึนามิในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งขณะนี้เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นจากญี่ปุ่นที่มีการฟื้นตัวเร็ว ทำให้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์หลายค่ายแจ้งกลับมาว่าได้เดินเครื่องเต็มกำลังการ ผลิตแล้ว ซึ่งมาจากบริษัทแม่ในประเทศญี่ปุ่น ได้มีการโอนกำลังการผลิตไปยังโรงงานที่ไม่ได้รับผลกระทบ และอีกส่วนหนึ่งมีการป้อนให้กับเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ จึงทำให้สามารถผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ป้อนสู่ตลาดได้ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้ตามปกติ

“จากเดิมที่คาดการณ์ว่าสถานการณ์การผลิตรถยนต์ในประเทศไทย หลายๆค่ายจะชะลอตัวไปจนถึงเดือนมิ.ย. แต่ปรากฎว่าญี่ปุ่นสามารถฟื้นตัวได้แล้ว โดยมีการแก้ไขสถานการณ์ได้เร็วกว่าที่คาดไว้ จึงส่งผลดีต่อการเดินหน้าผลิตของอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทย โดยเฉพาะในส่วนของโรงงานผลิตรถยนต์ และโรงงานผลิตชิ้นส่วนที่มีขนาดใหญ่และเล็ก ที่สามารถผลิตเพื่อป้อนตลาดทั่วโลกได้” ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าว

นายวิฑูรย์ กล่าวต่อว่า คาดว่าในปีนี้อัตราการขยายตัวของ การผลิตรถยนต์ ของไทย อาจจะสามารถผลิตรวมกันได้ประมาณ1.7ล้านคัน ลดลงจากเป้าหมายเดิมที่กำหนดไว้1.8ล้านคัน โดยพิจารณาได้จากสถานการณ์ในครึ่งปีหลัง ที่ความต้องการตลาดรถยนต์ในประเทศที่ยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ในปีที่ผ่านมา สามารถผลิตได้ 1.6 ล้านคัน และแม้ว่าสถานการณ์การผลิตรถยนต์ของประเทศไทย จะเริ่มฟื้นตัวสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือปัญหาการขาดแคลนแรงงาน โดยกระทรวงอุตสาหกรรมยังคงต้องเร่งพัฒนาบุคลาก รเพื่อป้อนสู่ระบบให้เพียงพอและทันต่อการผลิตที่เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติอีก ครั้งหนึ่ง เพราะก่อนหน้านี้อาจมีโรงงานชิ้นส่วนขนาดเล็ก ที่มีการปรับลดพนักงานบางส่วนเนื่องจากไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนได้

“กระทรวงอุตสาหกรรม จะยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากร ในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างเข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มของโรงงานผลิตชิ้นส่วนขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 1,000 ราย ทั่วประเทศ และจะต้องมุ่งเน้นการเพิ่มผลิตภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์และการสร้างมาตรฐาน ฝีมือแรงงานในขั้นสูงขึ้น จากเดิมที่ไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกรถปิกอัพ แต่ในอนาคตจะต้องหันมาผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานซึ่งมีการใช้เทคโนโลยีที่สูง ขึ้น เพื่อรองรับกับความต้องการในต่างประเทศ โดยเฉพาะบริษัทรถยนต์ในญี่ปุ่น ซึ่งหากเราไม่สามารถพัฒนาทักษะแรงงานในขั้นสูงขึ้นได้ โอกาสที่ญี่ปุ่นจะดึงกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนเอสเอ็มอีเข้ามาทดแทนผู้ผลิตชิ้น ส่วนไทย จะทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยเสียโอกาสทางธุรกิจได้”ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าว

ด้าน นายวัลลภ เตียศิริ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ กล่าวว่า ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยมีการแข่งขันกันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในแต่ละปี เห็นได้จากในปีนี้แม้ว่าจะเผชิญกับปัจจัยลบต่างๆ แต่พบว่าบางบริษัทมียอดขายเพิ่มสูงมากกว่า 300 % จนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หลายๆบริษัท ที่ประสบปัญหาต้องเร่งปรับตัวเพื่อผลิตให้ทันกับความต้องการของตลาด สามารถเดินเครื่องการผลิตกลับมาได้เต็ม 100% จากสถานการณ์ปกติในช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวหลายบริษัทมีกำลังการผลิตสูงถึง 120% สำหรับการทำตลาดรถยนต์ในปี นี้ มีแนวโน้มว่าจะมียอดการส่งออกและการทำตลาดในประเทศในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน โดยตลาดในประเทศเริ่มมีความคึกคักจากการเมืองในประเทศที่จะมีการเลือกตั้ง ใหม่เกิดขึ้น ขณะที่ตลาดส่งออกเริ่มลดลงในบางประเทศ โดยเฉพาะแอฟริกาลดลงเฉลี่ย 40% ตะวันออกกลาง 20% และยุโรป 6% ทำให้สัดส่วนตลาดเปลี่ยนแปลงไป

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 25 พฤษภาคม 2554, 21:00 น.

วิกฤติอาหารขาด-ราคาแพง ดันส่งออกสินค้าไทยปี 54 โตกว่า 15%

25 พฤษภาคม 2554, 17:35 น.
วิกฤติอาหารขาด-ราคาแพง ดันส่งออกสินค้าไทยปี 54 โตกว่า 15% – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_174089

“พรทิวา” สั่งทูตพาณิชย์ปรับแผนรับยอดส่งออกโต คาดขยายตัวตามเป้าที่ 12-15% ด้านญี่ปุ่นตั้งเป้าโต 10% ไม่หวั่นผลกระทบสึนามิ-แผ่นดินไหว

เมื่อวันที่ 25 พ.ค. นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการมอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลก เพื่อผลักดันให้มูลค่าการส่งออกสินค้าไทยในปีนี้ขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ 12-15% ว่า แนวโน้มการส่งออกสินค้าไทยปีนี้จะขยายตัวได้มากกว่า 15% จากการส่งออกในสินค้ากลุ่มอาหารขยายตัวดีขึ้น เพราะมูลค่าสินค้าอาหารหลายชนิดมีราคาสูงเป็นเท่าตัว หลังหลายประเทศประสบภัยพิบัติธรรมชาติจากภาวะโลกร้อน ทำให้ผลผลิตในประเทศเสียหาย จึงนำเข้าอาหารมากขึ้น คาดว่า การส่งออกอาหารไทยปีนี้จะขยายตัวถึง 11% จากเป้าหมายเดิมที่คาดว่าขยายตัว 8% จากปี 53 ที่มีมูลค่าการส่งออกอาหารไทยประมาณ 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ ในส่วนของการหารือกับผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ทั่วโลก ได้ให้นโยบายในการปรับกิจกรรมเพื่อรุกตลาดส่งออกมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดที่มีศักยภาพ เช่น จีน อินเดีย ลาตินอเมริกา และรัสเซีย ซึ่งตลาดเหล่านี้มีความต้องการสินค้าจำนวนมาก หากสามารถผลักดันให้การส่งออกเพิ่มได้ จะทำให้การส่งออกขยายตัวได้ตามเป้าหมายอย่างแน่นอน สำหรับผลกระทบจากตลาดญี่ปุ่นที่ประสบปัญหาแผ่นดินไหวและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ นั้น แม้ว่าจะทำให้การส่งออกสินค้าอาหารไปญี่ปุ่นขยายตัวได้ดีขึ้น แต่ต้องดูผลกระทบจากการส่งออกสินค้าบางอย่างที่หดตัวด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์

ส่วน นางอัมพวัน พิชาลัย อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า ปีนี้ตั้งเป้าหมายการส่งออกสินค้าไทยไปญี่ปุ่นขยายตัวจากปีก่อน 10% แม้การส่งออกไทยจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว และสึนามิ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์และส่วนประกอบ, เครื่องใช้ไฟฟ้า, อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน คาดว่า ในช่วง 3-6 เดือนจากนี้ การส่งออกสินค้ากลุ่มดังกล่าวของไทยจะได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน แต่ไทยยังมีโอกาสส่งออกสินค้าอื่นๆ ได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผักและผลไม้สด ผักและผลไม้แปรรูปและกระป๋อง เพราะผลผลิตของญี่ปุ่นเสียหายจำนวนมาก รวมถึงอาหารกระป๋อง อาหารกึ่งสำเร็จรูป น้ำดื่ม สินค้าสุขภาพ วัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และของใช้ในครัวเรือน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 25 พฤษภาคม 2554, 17:35 น.

“พาณิชย์” โวตลาดโลกปลื้มสินค้าไทย

21 พฤษภาคม 2554, 05:15 น.
“พาณิชย์” โวตลาดโลกปลื้มสินค้าไทย.

Pic_172958

“พาณิชย์” โวตลาดโลกปลื้มสินค้าไทย สึนามิ-แผ่นดินไหว​ญี่ปุ่น​ไม่​กระทบ  มูลค่า​ส่ง​ออก เม.ย.​สูง​ลิ่ว​ทะลุ 24% มูลค่า 17,564 ล้าน​เหรียญ​สหรัฐฯ …

นาง​พร​ทิวา นาคา​ศัย รมว.​พาณิชย์ เปิดเผย​ถึง​สถิติ​การ​ค้า​ระหว่าง​ประเทศ​ของ​ไทย​ว่า ใน​เดือน เม.ย.54 การ​ส่ง​ออก​สินค้า​ไทย​มี​มูลค่า 17,564 ล้าน​เหรียญ​สหรัฐฯ ขยาย​ตัว 24.65% เมื่อ​เทียบ​กับ​เดือน​เดียวกัน​ของ​ปี​ก่อน เมื่อ​คิด​เป็น​เงิน​บาท​มี​มูลค่า 527,622.1 ล้าน​บาท ขยาย​ตัว 16.72% แต่​ลด​ลง​เมื่อ​เทียบ​กับ​เดือน มี.ค.54 ที่​มี​ มูลค่า​ส่ง​ออก​สูง​สุด​เป็น​ประวัติการณ์​ที่ 21,259.2 ล้าน​เหรียญฯ ส่วน​การ​นำ​เข้า​มี​มูลค่า 18,360.5 ล้าน​เหรียญฯ ขยาย​ตัว 27.9% หรือ 558,526.3 ล้าน​บาท เพิ่ม​ขึ้น 19.8% ส่ง​ผล​ให้​ดุลการค้า​ขาด​ดุล 796.5 ล้าน​เหรียญฯ โดย​ตลาด​ส่ง​ออก​ใน​ตลาด​หลัก​เพิ่ม​ขึ้น​ทุก​ตลาด ขณะ​ที่​การ​ส่ง​ออก​ไป​ออสเตรเลีย​ลด​ลง 36.9% เนื่องจาก​การ​ส่ง​ออก​ทองคำ​ลด​ลง 89.7%

“การ​ส่ง​ออก​เดือน เม.ย.​ที่​เพิ่ม​ขึ้น​เพราะ​เศรษฐกิจ​ทั่ว​โลก​ขยาย​ตัวดี​และ​เริ่ม​แข็งแกร่ง สินค้า​ไทย​ได้​รับ​การ​ยอม​รับ​จาก​ผู้​ซื้อ​มาก​ขึ้นความ​สามารถ​ทางการ​แข่ง​ขัน​ของ​ผู้​ส่ง​ออก​ไทย​ดี​ขึ้น มี​การ​สร้าง​นวัตกรรม​และ​มูลค่า​เพิ่ม​ใน​สินค้า ขณะ​เดียวกัน ยัง​ได้​รับ​ผล​ดี​จาก​การ​ใช้​ประโยชน์​จาก​ข้อ​ตกลง​การ​ค้า​เสรี​ที่​ไทย​ทำ​กับ​ประเทศ​ต่างๆ ทำให้​เชื่อ​ว่า มูลค่า​การ​ส่ง​ออก​สินค้า​ไทย​ปี​นี้​น่า​จะ​ขยาย​ตัว​ได้ 12-15% และ​อาจ​มี​แนวโน้ม​โต​กว่า 15% ได้”

นาง​นันทวัลย์ ศ​กุน​ต​นาค อธิบดี​กรม​ส่งเสริม​การ​ส่ง​ออก กล่าว​ว่า ความ​เสียหาย​จาก​เหตุการณ์​สึนามิ และ​แผ่นดิน ไหว​ใหญ่​ใน​ญี่ปุ่น แทบ​ไม่​ส่ง​ผล​กระทบ​ต่อ​การ​ส่ง​ออก​สินค้า​ไทย​เลย เพราะ​มูลค่า​การ​ส่ง​ออก​ยัง​ขยาย​ตัว​สูง​ถึง 39.5% จาก​เดือน​เดียวกัน​ของ​ปี​ก่อน หรือ​มี​มูลค่า 1,829 ล้าน​เหรียญฯ แต่​ลด​ลง​เล็กน้อย​เมื่อ​เทียบ​กับ​เดือน มี.ค.54 ที่​มี​ มูลค่า 2,086 ล้าน​เหรียญฯ ส่วน 4 เดือน​เพิ่ม​ขึ้น 32.3% จาก​ช่วง​เดียวกัน​ของ​ปี​ก่อน หรือ​มี​มูลค่า 7,770 ล้าน​เหรียญฯ

“กรม​ยัง​ไม่​วางใจ​เศรษฐกิจ​ญี่ปุ่น เพราะ​การ​ประกาศ​ตัวเลข​ทาง​เศรษฐกิจ​ล่า​สุด ระบุ​ว่าเศรษฐกิจ​ญี่ปุ่น​เข้า​สู่​ภาวะ​ถดถอย​แล้ว ดังนั้น ใน​ช่วง 6 เดือน​หลัง​ของ​ปี กรม​ต้อง​เฝ้า​ระวัง​ภาวะ​เศรษฐกิจ และ​ปัญหา​โรงไฟฟ้า​นิวเคลียร์​ของ​ญี่ปุ่น​อย่าง​ใกล้​ชิด และ​เตรียม​หา​แนวทาง​รับมือ เพื่อ​ไม่​ให้​กระทบ​การ​ส่ง​ออก​ไทย รวม​ถึง​เฝ้า​ระวัง​ปัจจัย​เสี่ยง​อื่นๆด้วย ทั้ง​ค่า​เงิน​บาท​ผันผวน ราคา​น้ำมัน​ที่​แพง​ขึ้น ผล​ผลิต​สินค้า​เกษตร​ที่​ลด​ลงจาก​ปัญหา​ภัย​ธรรมชาติ” นาง​นันทวัลย์​กล่าว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 21 พฤษภาคม 2554, 05:15 น.

พาณิชย์หน้าบาน ส่งออกไทยเม.ย.สูงลิ่วทะลุ 24%

20 พฤษภาคม 2554, 16:50 น.
พาณิชย์หน้าบาน ส่งออกไทยเม.ย.สูงลิ่วทะลุ 24% – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_172881

สึนามิ-แผ่นดินไหวยุ่น ไม่สะเทือนส่งออกไทย มูลค่าเดือนเม.ย.ยังสูงลิ่วทะลุ 24% หลังเศรษฐกิจโลกดีขึ้น แม้ขาดดุลกว่า 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เหตุส่งออกทองคำไปออสเตรเลียวูบเฉียด 90% ยันปีนี้โตแน่ 15% พร้อมจับตาใกล้ชิดยุ่นหลังเศรษฐกิจเริ่มถดถอย

เมื่อวันที่ 20 พ.ค. นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงสถิติการค้าระหว่างประเทศของไทยว่า ในเดือน เม.ย. 54 การส่งออกสินค้าไทยมีมูลค่า 17,564 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 24.65% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน เมื่อคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 527,622.1 ล้านบาท ขยายตัว 16.72% แต่ลดลงเมื่อเทียบกับเดือน มี.ค. 54 ที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 21,259.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 18,360.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 27.9% หรือ 558,526.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.8% ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุล 796.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ขณะที่การส่งออกในช่วง 4 เดือน (ม.ค.-เม.ย.) ปีนี้ มีมูลค่า 74,438.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 27.4% หรือ 2.247 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.7% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 72,537.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 27.9% หรือ 2.217 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.3% ส่งผลให้มีดุลการค้าเกินดุล 1,900.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับมูลค่าการส่งออกสินค้าไทยเดือนเม.ย.54 ที่เพิ่มขึ้น 24.65% นั้นเป็นการเพิ่มขึ้นในทุกหมวดสินค้า โดยสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้น 19.8% สินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมการเกษตร และสินค้าอื่นๆ 31.5% ด้านการนำเข้า ขยายตัวทุกหมวด โดยสินค้าวัตถุดิบ/กึ่งสำเร็จรูป เพิ่มขึ้น 22.6% สินค้าทุน 22.4% สินค้าเชื้อเพลิง 49.7% สินค้าอุปโภคบริโภค 26.9% และยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง 10.2%

“การส่งออกเดือน เม.ย.ที่เพิ่มขึ้น เพราะเศรษฐกิจทั่วโลกขยายตัวดี และเริ่มแข็งแกร่ง สินค้าไทยได้รับการยอมรับจากผู้ซื้อมากขึ้น ความสามารถทางการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยดีขึ้น มีการสร้างนวัตกรรมและมูลค่าเพิ่มในสินค้า ขณะเดียว ยังได้รับผลดีจากการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรีที่ไทยทำกับประเทศต่างๆ ทำให้เชื่อว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าไทยปีนี้น่าจะขยายตัวได้ 12-15% และอาจมีแนวโน้มโตกว่า 15% ได้” นางพรทิวา  กล่าว

ด้าน นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า แม้ว่าดุลการค้าในเดือนเม.ย.จะขาดดุล เพราะการส่งออกสินค้าไทยบางตัวลดลง เช่น อุปกรณ์และส่วนประกอบยานยนต์ลดลง 5.4% เป็นผลจากการลดลงของการส่งออกยานยนต์ 16.6% ขณะเดียวกัน ตลาดส่งออกบางแห่งลดลง ได้แก่ ออสเตรเลีย ที่ส่งออกทองคำลดลงเกือบ 90% เพราะราคาผันผวนมาก แต่ภาพรวมดุลการค้า 4 เดือนยังเกินดุลอยู่ จึงไม่น่าห่วง

ส่วน นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กล่าวว่า ความเสียหายจากเหตุการณ์สึนามิ และแผ่นดินไหวใหญ่ในญี่ปุ่น แทบไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไทยเลย เพราะมูลค่าการส่งออกยังขยายตัวสูงถึง 39.5% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน หรือมีมูลค่า 1,829 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเดือนมี.ค.54 ที่มีมูลค่า 2,086 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วน 4 เดือนเพิ่มขึ้น 32.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือมีมูลค่า 7,770 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่กรมก็ยังไม่วางใจ ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดต่อไป เพราะเศรษฐกิจญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะถดถอยอีกครั้ง.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 20 พฤษภาคม 2554, 16:50 น.

พิษ​สึนามิ​รอ​คิว​ถอย​ป้าย​แดง 3 หมื่น​คัน

20 พฤษภาคม 2554, 05:15 น.
พิษ​สึนามิ​รอ​คิว​ถอย​ป้าย​แดง 3 หมื่น​คัน – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_172737

พิษ​สึนามิญี่ปุ่น ทำให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไม่สามารถผลิต​ชิ้น​ส่วน​บาง​ชนิด​ให้​ค่าย​รถทั่วโลกได้ ทำให้ออเดอร์รถมีที่ยอจองค้างอยู่กว่า 3 หมื่น​คัน โดยเฉพาะ​รถยนต์​อี​โค​คาร์​ …

นาย​ศุภ​รัตน์ ศิริ​สุวรรณาง​กู​ร ประธาน​กลุ่ม​อุตสาหกรรม​ยาน​ยนต์ สภา​อุตสาหกรรม​แห่ง​ประเทศไทย (ส.อ.​ท.) เปิดเผย​ว่า ยอด​การ​ผลิต​รถยนต์​เดือน เม.ย. อยู่​ที่ 89,179 คัน ลด​ลง​จาก​เดือน มี.ค. ​ถึง 48% หรือ​ลด​ลง 82,825 คัน เนื่องจาก​ได้​รับ​ผล​กระทบ​จาก​เหตุการณ์​สึนามิ จน​ผู้​ผลิต​ชิ้น​ส่วน​ใน​ประเทศ​ญี่ปุ่นไม่​สามารถ​ผลิต​ชิ้น​ส่วน​บาง​ชนิด​ให้​ค่าย​รถยนต์​ที่​เป็น​บริษัท​ลูก​ทั่ว​โลกและ​ประเทศไทย​ได้​มาก​นัก ส่ง​ผล​ให้​ค่าย​รถยนต์​ต้อง​ลด​กำลัง​การ​ผลิต​ลง ซึ่ง​ผล​การ​ลด​กำลังการ​ผลิต​ทำให้​คำสั่ง​ซื้อ (ออเดอร์) รถยนต์​ของ​ลูกค้า​ที่​สั่ง​จอง​ยัง​ค้าง​อยู่​มี​ไม่​ต่ำ​กว่า 30,000 คัน โดยเฉพาะ​รถยนต์​อี​โค​คาร์​ที่​ต้อง​ใช้​เวลา​ใน​การ​รอ​นาน​กว่า​รถยนต์​รุ่น​อื่นๆ

ทั้งนี้​ ผล​กระทบ​ดัง​กล่าว​ทำให้ ส.อ.​ท. เตรียม​ปรับ​เป้า​การ​ผลิต​รถยนต์​ลง 10% หรือ 180,000 คัน จาก​เดิม​ที่​ตั้ง​เป้า​ไว้ 1.8 ล้าน​คัน ทำให้​อุตสาหกรรม​ยาน​ยนต์​ต้อง​สูญเสีย​ราย​ได้​ใน​กรณี​ที่​ลด​กำลัง​การ​ผลิต​ไม่​ต่ำ​กว่า 90,000 ล้าน​บาท อย่างไรก็ตาม ​มั่นใจ​ว่า​ใน​เดือน มิ.ย.นี้ ผู้​ผลิต​รถยนต์​ก็​จะ​เริ่ม​ให้​พนักงาน​ทำ​งาน​ล่วงเวลา (โอ​ที) ได้​เฉลี่ย​วัน​ละ 3 ชั่วโมง เพราะ​ผู้​ผลิต​ชิ้น​ส่วน​ใน​ญี่ปุ่น​เริ่ม​เดิน​เครื่อง​ผลิต​ได้​ตาม​ปกติ​แล้ว

“ใน​เดือน เม.ย.พบ​ว่า​รถยนต์​นั่งมี​การ​ลด​กำลัง​การ​ผลิต​มาก​ที่สุด​เมื่อ​เทียบ​กับ​เดือน​ก่อน​หน้า โดย​อยู่​ที่ 35,078 คัน ลด​ลง 52% รถ​กระบะ 1 ตัน 52,882 คัน ลด​ลง 49% และ​เมื่อ​รวม​การ​ผลิต 4 เดือน​แรก​ของ​ปี​นี้ (ม.ค.-เม.ย.) อยู่​ที่ 558,160 คัน เพิ่ม​ขึ้น​จาก​ช่วง​เดียวกัน​ของ​ปี​ก่อน​ถึง 14.39% เพราะความ​ต้องการ​รถยนต์​ทั่ว​โลก​มี​เพิ่ม​อย่าง​มาก ซึ่ง​หาก​ไม่​มี​เหตุการณ์​ใน​ญี่ปุ่น​เชื่อ​ว่าย​อด​การ​ผลิต​ไม่ต่ำ​กว่า 1.8 ล้าน​คัน​ใน​ปี​นี้”

นาย​ศุภ​รัตน์ กล่าว​อีก​ว่า สำหรับ​ยอด​ขาย​รถยนต์​ใน​ประเทศ​เดือน เม.ย. อยู่​ที่ 67,283 คัน ลด​ลง​จาก​เดือน​ก่อน 27% แต่​เพิ่ม​ขึ้น​จาก​ช่วง​เดียวกัน​ของ​ปี​ก่อน 17% เนื่องจาก​รถยนต์​ยัง​คง​เติบโต​อย่าง​ต่อ​เนื่อง จาก​ภาวะ​เศรษฐกิจ​โดย​รวม​ของ​ประเทศ​ดี​ขึ้น.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 20 พฤษภาคม 2554, 05:15 น.

ยอดขายรถเม.ย.พุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นเดือนที่ 20 ติดต่อกัน

18 พฤษภาคม 2554, 15:11 น.
ยอดขายรถเม.ย.พุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นเดือนที่ 20 ติดต่อกัน – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_172353

โตโยต้า เผย เม.ย.มียอดขายรถทั้งส้ิน 67,283 คัน เพิ่มขึ้น 17.8% ถือเป็นยอดขายสูงสุดติดต่อกันเป็นเดือนที่ 20 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา คาดพ.ค.54 ตลาดรถมีแนวโน้มลดลงจากการปรับลดการผลิตของค่ายรถญี่ปุ่น…

เมื่อวันที่ 18 พ.ค. นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด รายงานสถิติการขายรถยนต์เดือนเมษายน 2554 ว่า มีปริมาณการขายทั้งสิ้น 67,283 คัน เพิ่มขึ้น 17.8%  ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง 30,953 คัน เพิ่มขึ้น 17.8%  รถเพื่อการพาณิชย์  36,330 คัน เพิ่มขึ้น 17.7% รวมทั้ง รถกระบะขนาด 1 ตัน ในเซกเมนท์นี้ จำนวน 31,272 คัน เพิ่มขึ้น 20.8% ซึ่งยอดขายรถเดือนเมษายนถือยอดขายสถิติใหม่ ด้วยอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้น 17.8% ซึ่งเป็นการเติบโตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 20 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา แม้ว่าในช่วงปลายเดือนค่ายรถจากประเทศญี่ปุ่นซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิและแผ่นดินไหวจำต้องปรับลดกำลังการผลิตลงกว่าครึ่งหนึ่งก็ตาม โดยตลาดรถยนต์นั่งที่มีปริมาณการขาย 30,953 คัน เพิ่มขึ้น 17.8% เป็นผลจากความนิยมอย่างต่อเนื่องของรถยนต์นั่งขนาดเล็กและรถยนต์ประหยัดพลังงาน  ด้านตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์มีปริมาณการขาย 36,330 คัน เพิ่มขึ้น 17.7% เติบโตตามความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น

นายวุฒิกร กล่าวต่อว่า ตลาดรถยนต์สะสม 4 เดือน มีปริมาณการขาย 305,902 คัน สูงสุดเป็นสถิติใหม่ของยอดขายสะสม 4 เดือนแรกด้วยอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้น 36.6% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยตลาดรถยนต์นั่งมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 48.2% ตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 28.4% สะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ดีทั้งจากการขยายตัวในภาคการลงทุน การผลิต และการส่งออก ประกอบกับรูปแบบสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่หลากหลายซึ่งเอื้อต่อการตัดสินใจซื้อ ตลอดจนความนิยมอย่างต่อเนื่องในรถยนต์รุ่นใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดรถยนต์นั่ง

ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทโตโยต้าฯ กล่าวด้วยว่า ตลาดรถยนต์ในเดือนพฤษภาคม มีแนวโน้มลดลง จากการปรับลดกำลังการผลิตตั้งแต่ช่วงปลายเดือนเมษายนของค่ายรถญี่ปุ่น ซึ่งมียอดจำหน่ายรวมกันมากกว่า 85% ของตลาดรถยนต์ในประเทศรวมทั้งสต็อครถยนต์ของผู้แทนจำหน่ายลดลงจากการส่งมอบรถในเดือนเมษายน แต่ทั้งนี้การยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่นั้น จะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระยะสั้น จากงบประมาณที่ใช้จัดการเลือกตั้งและหาเสียง ซึ่งจะส่งผลให้การบริโภคและการใช้จ่ายในประเทศขยายตัวได้ดีขึ้น

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 18 พฤษภาคม 2554, 15:11 น.

โตโยต้า เดินเครื่องผลิตรถยนต์ตามปกติ

12 พฤษภาคม 2554, 13:00 น.
โตโยต้า เดินเครื่องผลิตรถยนต์ตามปกติ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_170883

โตโยต้า ประกาศเดินเครื่องผลิตรถยนต์เต็มรูปแบบตามปกติ ตั้งแต่วันที่ 23 พ.ค.54 หลังได้รับชิ้นส่วนเร็วกว่ากำหนด…

เมื่อวันที่ 12 พ.ค. นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีผลทำให้บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนไม่สามารถจัดส่งชิ้นส่วนมายัง บริษัทฯได้ส่งผลให้บริษัทฯต้องปรับลดกำลังการผลิตลงตั้งแต่วันที่ 25 เม.ย.เป็นต้นมา ขณะนี้ บริษัทฯได้ประเมินสถานการณ์และแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนในการฟื้นฟูกำลังการผลิต ทำให้สามารถจัดส่งชิ้นส่วนมายังบริษัทฯได้เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ และส่งผลดีต่อการผลิตรถยนต์ในโรงงานประกอบรถทั้ง 3 แห่งของโตโยต้า ได้แก่ โรงงานสำโรง โรงงานเกตเวย์ และโรงงานบ้านโพธิ์ ทำให้โตโยต้าเริ่มผลิตรถยนต์ได้ในระดับปกติตั้งแต่วันที่ 23 พ.ค.2554

นายวุฒิกร กล่าวต่อว่า ในช่วงชะลอการผลิต บริษัทฯได้เตรียมพร้อมโดยการจัดกิจกรรมและจัดอบรมต่างๆสำหนับพนักงานให้พร้อมเพื่อรองรับการผลิตที่กลับสู่ภาวะปกติ ซึ่งบริษัทฯต้องขออภัยลูกค้าที่ไม่ได้รับความสะดวกจากการจัดส่งรถยนต์ที่ล่าช้า สำหรับการยืนยันวันที่จะส่งมอบรถนั้น ทางผู้แทนจำหน่ายแต่ละท้องที่ จะเป็นผู้ดูแลและประสานงานอย่างใกล้ชิดกับลูกค้าเพื่อให้สามารถรับรถได้เร็วขึ้น

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 12 พฤษภาคม 2554, 13:00 น.

คาดปี54อุตฯอาหารไทยโต 6.5% อานิสงส์ สึนามิยุ่น

27 เมษายน 2554, 19:08 น.
คาดปี54อุตฯอาหารไทยโต 6.5% อานิสงส์ สึนามิยุ่น – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_167294

สถาบันอาหาร คาดปี 54 อุตสาหกรรมอาหารขยายตัว 6.5% รับอานิสงส์สึนามิญี่ปุ่นและความไม่สงบตะวันออกกลางและแอฟริกา

เมื่อวันที่ 27 เม.ย. นายเพ็ชร ชินบุตร ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร เปิดเผยว่า สถานการณ์การค้าอาหารของไทยในไตรมาสแรกของปี 2554 ขยายตัวเพิ่มขึ้นทั้งการนำเข้าและส่งออก โดยการส่งออกมีมูลค่า 222,528 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.5 เมื่อเทียบกับปีก่อน มีปริมาณ 8.4 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.8 สินค้าหลักคือ ข้าว ไก่ ทูน่ากระป๋อง ผักผลไม้ โดยตลาดส่งออกหลักคือญี่ปุ่น ร้อยละ 15 รองลงมาคือสหรัฐ ร้อยละ11 และจีน ร้อยละ 8 ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 78,665 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 32.2 ขณะที่แนวโน้มการส่งออกอาหารไทยในไตรมาส 2 คาดว่าจะมีมูลค่า 211,734 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.6

ด้านนายอมร งามมงคลรัตน์ รองผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมอาหารไทยในปีนี้ คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.5 ใกล้เคียงกับปี 2553 ที่เติบโตร้อยละ 6.4 โดยการส่งออกอาหารจะมีมูลค่า 855,000 ล้านบาท เนื่องจากเศรษฐกิจโลกที่เติบโตดี ร้อยละ 4.4 ทำให้ความต้องการอาหารเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ประกอบกับภาวะภัยพิบัติในญี่ปุ่น ความไม่สงบในตะวันออกกลางและแอฟริกา รวมทั้งความแปรปรวนของสภาพอากาศ ทำให้ผลผลิตสินค้าเกษตรได้รับความเสียหาย รวมทั้งต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นตามราคาวัตถุดิบ พลังงาน ประกอบกับเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยปรับขึ้นกระทบต่อกำลังซื้อผู้บริโภคได้

สำหรับญี่ปุ่นมีแนวโน้มนำเข้าอาหารจากไทยเพิ่มขึ้น จากปัญหาภัยพิบัติและคาดว่าญี่ปุ่นจะขยายฐานการผลิตอาหารมายังเอเชีย เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย และไทย ในอุตสาหกรรมที่ญี่ปุ่นพึ่งพิงตัวเองได้ไม่มาก เช่น ข้าว ประมง น้ำตาล ปาล์มน้ำมัน และปศุสัตว์

“อย่างไรก็ดี หลายอุตสาหกรรมประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบโดยเฉพาะอุตสาหกรรมแปรรูปกุ้ง หลังเกิดอุทกภัยในภาคใต้ เช่นเดียวกับการขาดแคลนมันสำปะหลัง ส่งทำให้การผลิตผงชูรส และอาหารสัตว์ชะลอตัวรวมทั้งต้นทุนการผลิตสูงขึ้น” นายอมร กล่าว

ขณะที่ นายเสรี เด่นวรลักษณ์ นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย เปิดเผยว่าการส่งออกมันเส้น มันอัดเม็ด ลดลงร้อยละ 29 แป้งมันสำปะหลัง ลดลงร้อยละ 21.2 เนื่องจากหัวมันสำปะหลังมีปริมาณลดลง คาดการส่งออกมันเส้นในปีนี้ลดลงร้อยละ 18 มูลค่าลดลงร้อยละ 17

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 27 เมษายน 2554, 19:08 น.

โตโยต้า ประกาศลดปริมาณการผลิตรถยนต์

25 เมษายน 2554, 18:00 น.
โตโยต้า ประกาศลดปริมาณการผลิตรถยนต์ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_166693

โตโยต้าไทย ประกาศ ลดปริมาณการผลิตรถยนต์ ตั้งแต่วันที่ 25 เม.ย.- 4 มิ.ย. เนื่องจากผลกระทบของสึนามิในประเทศญี่ปุ่น และหลังจากนั้นจะประเมินสถานการณ์อีกครั้ง

นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวอย่างรุนแรงและสึนามิในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ทำให้เกิดข้อจำกัดในการส่งชิ้นส่วนเพื่อทำการประกอบรถยนต์ในประเทศไทย ดังนั้น บริษัทฯ จึงได้พิจารณาปรับลดปริมาณการผลิตเพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณชิ้นส่วนที่มีจำนวนจำกัด ตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน ถึงวันที่ 4 มิถุนายน 2554

นายวุฒิกร กล่าวต่อว่า บริษัทฯ ได้ปรับลดปริมาณการผลิตในโรงงานประกอบรถยนต์โตโยต้าทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ โรงงานสำโรง โรงงานเกตเวย์ และโรงงานบ้านโพธิ์ โดยงดผลิตรถยนต์ในวันจันทร์ และวันศุกร์ ส่วนการผลิตระหว่างวันอังคาร ถึงวันพฤหัสบดี จะเป็นการผลิตในสัดส่วน 50% ของปริมาณการผลิตปกติต่อวัน ทั้งนี้ ในช่วงเวลาที่ไม่มีการผลิต บริษัทฯจะจัดกิจกรรมและการจัดการอบรมต่าง ๆ ให้กับพนักงานเพื่อพัฒนาศักยภาพในการผลิต อันเป็นการเตรียมความพร้อมเมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติอีกครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ต้องขออภัยสำหรับความไม่สะดวกที่อาจเกิดขึ้นกับลูกค้าในครั้งนี้ สำหรับแผนการผลิตหลังวันที่ 4 มิถุนายน 2554 ทางบริษัทฯจะประเมินสถานการณ์และพิจารณาผลกระทบ และพร้อมประกาศให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 25 เมษายน 2554, 18:00 น.

จัดทัพรับนักลงทุนญี่ปุ่น ยานยนต์ไทยพร้อมฝ่าคลื่นยักษ์สึนามิ

28 มีนาคม 2554, 05:01 น.

จัดทัพรับนักลงทุนญี่ปุ่น ยานยนต์ไทยพร้อมฝ่าคลื่นยักษ์สึนามิ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_159187

 

จากกรณีที่ประเทศญี่ปุ่นประสบภัยแผ่นดินไหวครั้งใหญ่สุดในรอบ 140 ปี เมื่อวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา

จนก่อให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิสูงถึง 10-23 เมตร ตามถล่มซ้ำในหลายๆเมืองบริเวณตอนเหนือของเกาะฮอนชู ซึ่งเป็นเกาะใหญ่สุดของญี่ปุ่น ทั้งยังเป็นที่ตั้งของกรุงโตเกียว อันเป็นเมืองหลวง

ทั้งยังได้สร้างความเสียหายแก่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของญี่ปุ่น ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ ขาดแคลนพลังงานครั้งใหญ่ จนเป็นเหตุให้อุตสาหกรรมต่างๆของญี่ปุ่นต้องหยุดการผลิตชั่วคราว

ได้สร้างความวิตกว่าอาจจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่างๆในทั่วโลกตามมา!!

เนื่องจากญี่ปุ่นถือเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตชิ้นส่วนสำคัญป้อนให้แก่โรงงานต่างๆทั้งในญี่ปุ่นและส่งออกไปทั่วโลก โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนเครื่องยนต์

หากบรรดาโรงงานผลิตชิ้นส่วนที่ญี่ปุ่นยังไม่อาจจะผลิตต่อไปได้  ย่อมจะสร้างปัญหาต่อเนื่องลามมาถึงอุตสาหกรรมต่างๆในทั่วโลก ซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมของไทยด้วย

โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ที่กำลังขยายตัวอย่างน่าเร้าใจ อาจจะต้องสะดุดหยุดการผลิตชั่วคราว

เนื่องจากปัจจุบันอุตสาหกรรมรถยนต์ของญี่ปุ่นได้จัดตั้งประเทศไทยเป็นหนึ่งในฐานผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกที่สำคัญของโลก

จึงต้องจับตามองว่าจากวิกฤติที่ญี่ปุ่นประสบครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์มากน้อยเพียงไร

ทั้งยังจะทำให้ทิศทางการลงทุนจากญี่ปุ่นมายังประเทศไทยนับจากนี้เป็นอย่างไร

ญี่ปุ่นกระจายความเสี่ยง

แม้ว่าปัจจุบันอุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยจะมีความแข็งแกร่ง ถูกยกให้เป็นหนึ่งในฐานผลิตเพื่อการส่งออกที่สำคัญของบริษัทรถยนต์ญี่ปุ่น
ทำให้การไหลบ่าของเม็ดเงินจากกลุ่มทุนยานยนต์ญี่ปุ่นเข้ามายังประเทศไทย จึงไม่ ได้จำกัดแค่ในส่วนของการประกอบรถยนต์เท่านั้น แต่บรรดาผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์จากญี่ปุ่นยังได้แห่ย้ายฐานตามบริษัทแม่เข้ามาอีกด้วย

อย่างไรก็ดี ถึงจะมีผู้ผลิตชิ้นส่วนจากญี่ปุ่นแห่เข้ามาลงทุนไทยเป็นจำนวนมากแล้ว แต่ไม่ใช่ว่าชิ้นส่วนที่ใช้ในการประกอบทุกชิ้นจะมีการประกอบเฉพาะที่ประเทศไทยเท่านั้น เพราะยังคงมีชิ้นส่วนสำคัญอีกหลายชิ้นที่อุตสาหกรรมรถยนต์ของญี่ปุ่นยังคงสงวนแหล่งผลิตไว้ที่ญี่ปุ่น โดยเฉพาะชิ้นส่วนไฮเทค ประเภทอิเล็กทรอนิกส์

ขณะเดียวกัน ถึงแม้ว่าในปัจจุบันรถยนต์ที่ประกอบในไทย โดยเฉพาะรถกระบะ 1 ตัน ซึ่งบริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นได้ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกไปยังทั่วโลก (ยกเว้นอเมริกาเหนือ) ได้ใช้ชิ้นส่วนในไทยมากถึง 95% แล้ว โดยมีการนำเข้าชิ้นส่วนจากญี่ปุ่นไม่มากนัก

แต่ปัญหาคือชิ้นส่วนที่ประกอบในไทยจำนวนไม่น้อย ยังต้องพึ่งพาวัตถุดิบที่เป็นชิ้นส่วนนำเข้าจากญี่ปุ่นอยู่ดี

ทำให้ในท้ายที่สุดแล้ว หากโรงงานชิ้นส่วนที่ญี่ปุ่นไม่อาจจะผลิตส่งป้อนตลาดได้ ก็ย่อมจะก่อปัญหาให้โรงงานผลิตชิ้นส่วนในไทยไม่อาจจะทำการประกอบชิ้นส่วนป้อนให้แก่โรงงานประกอบรถยนต์อยู่ดี

ดังนั้น ในขณะนี้บรรดาบริษัทรถยนต์ในไทยจึงเริ่มมีความกังวลว่าจะมีชิ้นส่วนเพียงพอที่จะประกอบรถยนต์ได้ต่อเนื่องต่อไปได้อีกนานเท่าใด

เนื่องจากอุตสาหกรรมรถยนต์ญี่ปุ่นได้ยึดหลักการบริหารการผลิตแบบพอเพียง เพื่อไม่ให้เกิดภาระต่อต้นทุนการผลิต จึงไม่มีสต๊อกชิ้นส่วนกองค้างมากเกินไปให้กลายเป็นภาระต่อต้นทุน

ซึ่งโดยปกติแล้ว โรงประกอบรถยนต์ส่วนใหญ่จะมีสต๊อกชิ้นส่วนเพียง 1-2 เดือนเท่านั้น

ดังนั้น หากโรงงานผลิตชิ้นส่วนที่ญี่ปุ่นยังไม่สามารถเดินเครื่องจักรการผลิตได้ภายใน 1-2 เดือนนี้ ก็อาจจะส่งปัญหาลุกลามมายังอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยได้ในที่สุด

อย่างไรก็ดี จากอานิสงส์ที่ในช่วงระยะหลังค่าเงินเยนได้แข็งค่าอย่างมาก ทำให้อุตสาหกรรมต่างๆของญี่ปุ่น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ แห่ย้ายฐานผลิตมายังประเทศต่างๆเพื่อลดต้นทุนอันเกิดจากค่าเงินเยนแข็งตัว

โดยหนึ่งในประเทศเนื้อหอมที่ญี่ปุ่นแห่ย้ายเข้ามาลงทุน ก็คือ ประเทศไทย

ที่สำคัญ ญี่ปุ่นยังได้ยึดหลักการบริหารต้นทุนในเรื่องการกระจายความเสี่ยงจาก 5 ปัจจัยความเสี่ยง ประกอบด้วย 1. ความผันผวนของค่าเงิน 2. กฎเกณฑ์ข้อบังคับของแต่ละประเทศ 3. ความมั่นคงทางการเมืองและภาวะเศรษฐกิจ 4. อัตราภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิต และ 5. ภัยธรรมชาติ

 

ทำให้ปัจจุบันอุตสาหกรรมรถยนต์ของญี่ปุ่นได้พยายามกระจายฐานผลิตทั้งตัวโรงประกอบรถยนต์และโรงงานผลิตชิ้นส่วนไปยังประเทศต่างๆเพื่อให้ปลอดภัยจากความไม่แน่นอนของปัจจัยต่างๆ

ดังนั้น ถึงที่สุดแล้ว ในระยะยาว ญี่ปุ่นจะยังคงสามารถจัดหาแหล่งป้อนชิ้นส่วนมาให้อุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยได้เดินหน้าในการผลิตรถยนต์ต่อไปได้

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้บริหารบริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นจะพูดตรงกันต่อการแก้ไขปัญหาสต๊อกชิ้นส่วนที่อาจจะไม่พอเพียงในช่วงนี้ว่า

“ขอเวลาสักประมาณ 1-2 เดือน เพื่อตรวจสอบความพร้อมโรงงานผลิตชิ้นส่วน และการจัดหาแหล่งผลิตชิ้นส่วนจากที่อื่นมาทดแทน”

ยานยนต์ไทยไม่น่าห่วง

นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวย้ำด้วยความเชื่อมั่นว่าวิกฤติของญี่ปุ่นในครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ไทยมากนัก ว่า ปัญหาเรื่องการนำเข้าชิ้นส่วนยานยนต์จากญี่ปุ่นคงต้องใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อดูว่าโรงงานในญี่ปุ่นเสียหายมากน้อยเพียงใด และจะสามารถเดินการผลิตได้เมื่อใด ซึ่งผู้ผลิตไทยมีสต๊อกวัตถุดิบอย่างน้อยประมาณ 1-2 เดือน ในช่วงนี้จึงต้องชะลอการผลิตลงบ้าง ให้สอดคล้องกับวัตถุดิบที่มี

แต่ดีที่การประกอบรถยนต์ในไทยส่วนใหญ่ยังใช้ชิ้นส่วนในประเทศ โดยเฉพาะรถกระบะที่ใช้ชิ้นส่วนในประเทศเป็นจำนวนมาก มีชิ้นส่วนที่นำเข้าได้แก่ แผ่นเหล็ก ระบบเซ็นเซอร์ เป็นต้น ส่วนรถยนต์นั่งใช้วัตถุดิบในประเทศประมาณ 60% นำเข้าอีก 40%

“ถ้าในกรณีที่แย่ที่สุด คือญี่ปุ่นส่งชิ้นส่วนให้ไทยไม่ได้ ประกอบกับวัตถุดิบที่มีอยู่หมด ผู้ผลิตก็มีระบบป้องกันความเสี่ยงอยู่ โดยอาจต้องเปลี่ยนแผนการประกอบ และหาชิ้นส่วนจากแหล่งอื่นเข้ามาทดแทน เช่น จีน อินโดนีเซีย”

นายนินนาท ไชยธีรภิญโญ รองประธานคณะกรรมการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของบริษัทรถยนต์ชั้นนำ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ของญี่ปุ่น โดยชิ้นส่วนจำนวนมากได้ผลิตในไทยหรือในประเทศต่างๆในภูมิภาคนี้ ที่สำคัญ ขณะนี้บริษัทรถยนต์ต่างๆของญี่ปุ่นได้กระจายฐานผลิตชิ้นส่วนไปยังหลายแหล่ง เพื่อกระจายความเสี่ยง

 

“จึงเชื่อว่าภัยพิบัติที่ญี่ปุ่นประสบมานั้น ท้ายที่สุดจะไม่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรม รถยนต์ไทยอย่างแน่นอน เพียงแต่ระยะสั้นอาจจะมีปัญหาขลุกขลักบ้าง เพราะญี่ปุ่นต้องตรวจสอบสภาพความเสียหายของผู้ผลิตชิ้นส่วน ความปลอดภัยของพนักงาน ปัญหาการขนส่ง เป็นต้น พร้อมกันนี้ยังต้องใช้เวลาพิจารณาหาแหล่งผลิตชิ้นส่วนที่อื่นมาป้อนทดแทนต่อไป”

นายอาซึชิ ฟูจิโมโตะ ประธานบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวยืนยันว่าสำหรับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิที่ถล่มใส่ญี่ปุ่นนั้น   ยังเร็วเกินไปที่จะ

ระบุได้ ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งหมดนี้ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของพนักงานเป็นสำคัญ ขณะเดียวกัน ยังต้องดูซัพพลายเออร์ว่ามีความพร้อม รวมทั้งการขนส่งและกำลังการผลิตไฟฟ้ามีพอเพียงหรือยัง อย่างไรก็ดี ขณะนี้ที่ญี่ปุ่นยังมีความพยายามที่จะเร่งฟื้นสภาพให้กลับมาโดยเร็ว

“สำหรับผลกระทบกับการประกอบรถยนต์ฮอนด้าในไทยช่วงนี้ยังไม่มีผล เพราะยังมีสต๊อกชิ้นส่วนพอที่จะผลิตได้ถึงช่วงสงกรานต์  โดยขณะนี้กำลังพิจารณาว่าจะหาชิ้นส่วนจากแหล่งอื่นมาทดแทนได้มากน้อยเพียงไร  แต่ยังมีปัญหาที่บางชิ้นส่วนมีเฉพาะที่ญี่ปุ่นเท่านั้น จึงต้องขอเวลาพิจารณาเพื่อความเหมาะสมในการหาแหล่งผลิตจากที่อื่นมาชดเชยได้หรือไม่”

นายโทรุ ฮาเซกาวา ประธานกรรมการ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเช่นเดียวกันว่า เรื่องผลกระทบครั้งนี้ต่อการผลิตรถนิสสันในไทยคงต้องติดตามดูต่อไป ว่าสถานการณ์ที่ญี่ปุ่นสามารถคลี่คลายได้หรือไม่ โดยนิสสันพร้อมปรับแผนได้ตลอด เพราะปกติเรามีแผนสำรองไว้อยู่แล้ว นั่นคือ หากทางซัพพลายเออร์ที่ญี่ปุ่นไม่อาจจะนำเข้าชิ้นส่วนมาป้อนได้ ก็ต้องมีการจัดหาแหล่งชิ้นส่วนจากที่อื่นมาทดแทน

นายวัลลภ เตียศิริ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ กล่าวยืนยันว่า จากการติดตามของคณะกรรมการบริหารของสถาบันยานยนต์ถึงความคืบหน้าผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิที่ญี่ปุ่น พบว่า ขณะนี้ปัญหาการส่งชิ้นส่วนรถยนต์จากญี่ปุ่นมาไทยได้เริ่มคลี่คลายแล้ว ล่าสุดได้รับการยืนยันจากภาคเอกชนว่าในช่วงสัปดาห์หน้าชิ้นส่วนจากญี่ปุ่นจะทยอยเข้ามาในเมืองไทยได้ ทั้งนี้ คาดว่าค่ายรถยนต์ในไทยจะสามารถเร่งกำลังการผลิต

 

“บริษัทรถยนต์ต่างพากันรู้สึกโล่งอกมากที่โรงงานผลิตชิ้นส่วนจากญี่ปุ่นได้เริ่มทำงานได้แล้ว และจะส่งมาให้ไทยได้ในสัปดาห์หน้า ทุกอย่างเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ บริษัทรถยนต์จะยังคงเดินหน้าได้ต่อไป”

แปรวิกฤติเป็นโอกาส

จากการที่ประเทศญี่ปุ่นประสบภัยพิบัติในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าภัยธรรมชาติเป็นเรื่องที่น่ากลัวและคาดการณ์ได้ยากมาก

ขนาดญี่ปุ่นซึ่งได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีระบบป้องกันภัยธรรมชาติได้ดีที่สุด ยังต้องประสบเคราะห์กรรมครั้งเลวร้ายมากที่สุดพอๆกับเมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2

ดังนั้น ในสายตาของกลุ่มทุนญี่ปุ่นนับจากนี้จะให้ความสำคัญกับปัจจัยความเสี่ยงเรื่องภัยธรรมชาติมากสุดในบรรดาปัจจัยความเสี่ยงทั้งหลาย

จึงน่าจะเป็นโอกาสที่ดีของประเทศไทยในการพยายามจูงใจให้กลุ่มทุนญี่ปุ่น โดยเฉพาะบริษัทรถยนต์และผู้ผลิตชิ้นส่วนได้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น

ด้วยเหตุนี้ ในทันทีที่ญี่ปุ่นประสบภัยพิบัติ คณะอนุกรรมการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จึงได้มีการประชุมถึงผลกระทบ

ได้ข้อสรุปว่า โดยภาพรวมแล้ว อุตสาหกรรมของญี่ปุ่นยังไม่เกิดความเสียหายมากนัก ทำให้มั่นใจว่าญี่ปุ่นจะสามารถซ่อมแซมโรงงานที่ได้รับความเสียหาย ให้สามารถเปิดเดินเครื่อง สายการผลิตใหม่ได้ในเวลาไม่นาน

แต่ปัญหาหลักที่ญี่ปุ่นประสบในขณะนี้ ก็คือ โครงสร้างพื้นฐานที่อาจส่งผลต่อการผลิต แม้ว่าจะสามารถเปิดโรงงานได้ก็ตาม เช่น ขาดแคลนไฟฟ้า ขาดแคลนน้ำมัน ถนนได้รับความเสียหาย

เบื้องต้น บีโอไอได้รับรายงานจากญี่ปุ่นว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์  เป็น 2 กลุ่มที่ได้รับความเสียหายค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมประเภทอื่นๆ

ส่วนผลกระทบต่อการผลิตของญี่ปุ่นในประเทศไทย ปัจจุบันบริษัทในไทยมีวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากญี่ปุ่นเพียงพอต่อการผลิตได้อีก 1 เดือน และยังมีวัตถุดิบและชิ้นส่วนที่อยู่ระหว่างการขนส่งทางเรือจากญี่ปุ่นมายังประเทศไทยด้วย

ดังนั้น ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากญี่ปุ่น อาจเริ่มส่งผลกระทบต่อการผลิตในไทย ในช่วงปลายเดือน เม.ย.นี้ แต่หากญี่ปุ่นสามารถเปิดเดินเครื่องผลิตได้ในต้นเดือน เม.ย. ปัญหาดังกล่าวก็คงไม่เกิดขึ้น

ในขณะนี้บีโอไอจึงยังไม่ฟันธงว่า จากวิกฤตินี้จะเป็นโอกาสที่ดีของไทยที่ทัพการลงทุนญี่ปุ่นจะทยอยเข้ามา เพื่อเป็นฐานการผลิตแทนการผลิตในญี่ปุ่น เพราะอุตสาหกรรมหลักๆของญี่ปุ่น ได้ย้ายฐานออกไปนอกประเทศเกือบหมดแล้ว โดยเฉพาะการแห่เข้ามาลงทุนที่ประเทศไทย

 

แต่หากจะมีการย้ายฐานลงทุนใหม่ๆ น่าจะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี)

โดยจากการสอบถามสำนักงานบีโอไอ สาขาญี่ปุ่น ได้ยืนยันว่าหากญี่ปุ่นจะเลือกออกมาลงทุนในต่างประเทศ

กลุ่มเอสเอ็มอีดังกล่าวได้มองที่ประเทศไทยเป็นอันดับหนึ่ง เพราะมีแรงงานที่มีฝีมือ แม้ว่าค่าจ้างแรงงานจะสูงกว่าอีกหลายๆประเทศในอินโดจีนก็ตาม ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมีระบบสาธารณูปโภครองรับที่มีประสิทธิภาพอีกด้วย

จากภัยพิบัติในครั้งนี้ บีโอไอมองว่าจะเป็นโอกาสของการส่งออกสินค้าไทย เพราะญี่ปุ่นต้องฟื้นฟูประเทศจากความเสียหาย ซึ่งจะต้องมีการนำเข้าสินค้าอุปโภค บริโภค เช่น อาหาร เครื่องนุ่งห่ม วัสดุก่อสร้าง และอุปกรณ์ต่างๆมากมาย

ขณะเดียวกัน เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมกับทัพลงทุนของญี่ปุ่นที่อาจจะไหลบ่าเข้ามายังนอกประเทศมากขึ้นในอนาคต ดังนั้น ในเบื้องต้น บีโอไอจะหาทางลดอุปสรรคในการที่ญี่ปุ่นจะเข้ามาลงทุนในไทย พร้อมเอื้ออำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ

เช่น เร่งรัดการดำเนินการใช้สิทธิประโยชน์ต่างๆ เป็นกรณีพิเศษ เช่น การนำเข้าเครื่องจักร การนำเข้าวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และการอนุญาตให้ช่างต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศ รวมทั้งให้มีการขยายเวลาการดำเนินการตามโครงการทุกกรณี หากโครงการต้องมีความล่าช้าจากภัยพิบัติในญี่ปุ่น

นอกจากนี้ บีโอไอยังจะเสนอให้หน่วยงานภาครัฐอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการช่วยเหลือโครงการลงทุนญี่ปุ่นในไทยด้วย

อาทิ ให้กรมศุลกากรพิจารณาข้อเสนอเกี่ยวกับการอำนวยความสะดวกในด้านพิธีการศุลกากรเพื่อให้สามารถนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนเป็นการด่วนจากต่างประเทศ และให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) พิจารณาผ่อนคลายกฎระเบียบในการตรวจสอบการผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่ในญี่ปุ่นว่าเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ ก่อนที่จะอนุญาตให้นำเข้ามาในประเทศไทย เป็นต้น

เพื่อรับมือกับการไหลบ่าของทัพการลงทุนจากญี่ปุ่นที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆนับจากนี้!!! 

 

ทีมเศรษฐกิจ

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 28 มีนาคม 2554, 05:01 น.

 

น้ำท่วม-ของแพง กดดัชนีผู้บริโภคลดลงต่ออีกเดือน

7 เมษายน 2554, 19:00 น.

น้ำท่วม-ของแพง กดดัชนีผู้บริโภคลดลงต่ออีกเดือน – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_162120

 

ม.หอการค้า ระบุ ของแพง น้ำท่วมใต้ สึนามิ กดดัชนีผู้บริโภค มี.ค. 54 ลดลงทุกรายการ จับตาเลือกตั้ง มาตรการช่วยเหลือรัฐ ฉีดยาเศรษฐกิจฟื้นปลายไตรมาส 2…

เมื่อวันที่ 7 เม.ย. นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมี.ค.54 ว่า ดัชนีปรับลดเป็นเดือนที่ 2 และลดลงทุกรายการเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน โดยดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 71.0 ลดลงจาก 72.2 ในเดือนก.พ.54 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานอยู่ที่ 71.6 ลดจาก 72.6 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 96.8 ลดจาก 97.9 ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือนมี.ค.54 อยู่ที่ 79.8 ลดจาก 80.9 ในเดือนก.พ.54 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันอยู่ที่ 64.6 ลดจาก 65.3 และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคตอยู่ที่ 84.3 เพิ่มจาก 85.6

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นลดลง มาจากราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศเดือนมี.ค.ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยราคาน้ำมันเบนซิน 95 เพิ่มขึ้นลิตรละ 1.70 บาท และเบนซิน 91 เพิ่มขึ้น 1.10 บาท รวมทั้งปัญหาค่าครองชีพและราคาสินค้า โดยราคาน้ำมันปาล์ม และสินค้าอื่นแพงขึ้น ไม่สอดคล้องกับรายได้ ทำให้กำลังซื้อของประชาชนลดลง นอกจากนี้ ยังได้รับผลกระทบจิตวิทยาจากภัยธรรมชาติ น้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้ และแผ่นดินไหว-สึนามิที่ญี่ปุ่น รวมถึงปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศ และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ทำให้อารมณ์การใช้จ่ายตกลงและคนหันมาชะลอการใช้จ่าย

สำหรับแนวโน้มความ เชื่อมั่นผู้บริโภคไตรมาส 2 ยังไม่ดี จนกว่าถึงปลายไตรมาส 2 กำลังซื้อจึงจะกลับมาดีขึ้น แต่คาดว่าการเข้าสู่บรรยากาศการเลือกตั้งจะช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจคึกคัก รวมทั้งหากรัฐบาลมีการนำงบประมาณไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมได้เร็ว จะช่วยให้กำลังซื้อ โดยเฉพาะในภาคใต้ฟื้นตัวเร็วขึ้น.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 7 เมษายน 2554, 19:00 น.