Archive for the ‘สิ่งแวดล้อม’ Tag
http://www.dailynews.co.th/article/728/160738
วันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม 2555 เวลา 00:00 น.
แนวโน้มของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกปรับขึ้นทุกปี ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของ ประเทศทุกด้านทั้งด้านเศรษฐกิจสังคม หน่วยงานทหารในฐานะองค์กรที่มีหน้าที่ในการดูแลภารกิจความมั่นคงของประเทศ จึงริเริ่มให้พาหนะของกระทรวงกลาโหมใช้พลังงานไบโอดีเซลขึ้น โดยสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม โดยกรมการพลังงานทหาร ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร พลโทสุรศักดิ์ ศรีศักดิ์ เจ้ากรมการพลังงานทหาร ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร กล่าวว่า โครงการพัฒนากำลังพลตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง หรือโครงการผลิตไบโอดีเซลในหน่วยทหาร ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2549 สนับสนุนการใช้พลังงานไบโอดีเซลที่ผลิตได้ภายในประเทศ มีการวางแผนการใช้พื้นที่กระทรวงกลาโหม ให้มีการวิจัย พัฒนา ส่งเสริมและใช้พื้นที่ของกระทรวงกลาโหม เพื่อปลูกพืชน้ำมัน เช่น ปาล์มน้ำมัน, สบู่ดำ
พลเอกวิทวัส รชตะนันทน์ รองปลัดกระทรวงกลาโหม รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาของการดำเนินงานของโครงการพัฒนากำลังพลตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง หรือโครงการผลิตไบโอดีเซลในหน่วยทหาร ในการรณรงค์การลดการใช้น้ำมันดีเซลหันมาใช้ไบโอดีเซล นั้น ปรากฏว่ามีผลการดำเนินงานที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง โดยหน่วยงานทหารที่เข้าร่วมโครงการฯ สามารถผลิตไบโอดีเซลเพื่อนำไปใช้ในหน่วยของตนเอง และผลผลิตที่เหลือยังสามารถนำไปจำหน่ายให้กับครอบครัวของกำลังพลในค่ายทหารนั้น ๆ
โดยในปี 2555 นี้ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม โดยกรมการพลังงานทหารฯ ได้มีการคัดเลือกหน่วยงานในสังกัดที่เข้าร่วมโครงการ พัฒนากำลังพลตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง และมีผลการดำเนินงานยอดเยี่ยม ในการผลิตไบโอดีเซล จำนวน 10 หน่วยงาน ได้แก่ กองบริการ ศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร, ศูนย์ฝึกศึกษาบุคลากรด้านปิโตรเลียมและพลังงานทหาร กรมการพลังงานทหาร ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร, หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 14 สำนักงานพัฒนาภาค 1 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา, แผนกส่งกำลังเสบียง กรมพลาธิการทหารบก, กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 13, กองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2, กองพันทหารช่างที่ 2 รักษาพระองค์, กองพันทหารราบที่ 2 กรมการทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์, กองร้อยลาดตระเวน กองกำลังจันทบุรีและตราดและกองบิน 46.
13.874246
100.669851
http://www.dailynews.co.th/article/728/159349
วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม 2555 เวลา 00:00 น.
ต้นกำเนิดของธุรกิจไม้ขุดล้อม ที่นำมาพาต้นไม้ใหญ่จากที่หนึ่งไปยังที่หนึ่ง โดยเฉพาะในสังคมเมืองในยุคปัจจุบันที่ต้องการต้นไม้โตเร็วทันใจ เริ่มมาจากชาวบ้านต.ชะอม อ.แก่งคอย จ.สระบุรี นับว่าเป็นแหล่งรวบรวมพันธ์ุไม้ขุดล้อมใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และยังเป็นแหล่งส่งออกไม้ขุดล้อมที่สำคัญ สามารถสร้างรายได้ให้ท้องถิ่นไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี
ย้อนไปในอดีตชาวชุมชนชะอมมีฐานะยากจนปลูกพืชเชิงเดี่ยว ข้าวโพด ปลูกมันสำปะหลัง แต่ไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้นกลับมีปัญหามีหนี้สิน จนกระทั่งในปี พ.ศ.2517 สมาคมโครงการรักชนบท ภายใต้การนำของ อาจารย์มีชัย วีระไวทยะ นายกสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน ได้เข้ามาทำโครงการร่วมกับชาวบ้าน ในช่วงนั้นเป็นยุคสนามกอล์ฟกำลังได้รับความนิยมทำให้การหาต้นไม้ไปสร้างความร่มรื่นได้รับความนิยมไปด้วย โดยทางสมาคมโครงการรักชนบท ได้รับการประสานงานจากบริษัทฯ สวีดีช มอเตอร์ (บริษัทในเครือรถยนต์วอลโว่) ผ่านบริษัทย่อย บริษัท มีโร่ แอนด์ไรมอนแลนด์ ได้เข้ามาอบรมเรื่องการทำไม้ขุดล้อม พร้อมให้กู้ยืมเงินทุนโดยไม่คิดดอกเบี้ย โดยแนะนำถึงขั้นตอนการปลูก วิธีการรักษา และเทคนิควิธีการขุดล้อม เมื่อได้ผลผลิตออกมาบริษัทรับซื้อทั้งหมด ในช่วงแรกไม่มีคนปลูกมากนัก เริ่มต้นมีเพียงแค่ 5 ไร่ ต่อมาเมื่อชาวบ้านเห็นว่ามีรายได้ดีกว่าการทำไร่มันสำปะหลังและไร่ข้าวโพด จึงเปลี่ยนมาทำอาชีพปลูกไม้ขุดล้อมแทนจนถึงปัจจุบันมีการขยายพื้นที่ปลูกไม้ขุดล้อมถึง 5,000 ไร่ ใน 11 หมู่บ้าน
สายบัว พาศักดิ์ ชาวบ้านต.ชะอม ผู้เข้าร่วมโครงการรุ่นแรกเล่าว่า ครั้งแรกวอลโว่ให้เงินไร่ละ 4,000 บาท โดยไม่ได้ให้เป็นเงิน แต่เป็นสิทธิในการรับต้นกล้าเพื่อเข้ามาปลูก อาทิ ไม้โตเร็ว ไม้ประดับทั่วไป โดยทางบริษัทเชื่อว่าชาวบ้านสามารถทำได้ เพราะหมู่บ้านอยู่ติดกับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ชาวบ้านเติบโตมากับต้นไม้ พื้นที่ 5,000 ไร่ของชุมชนเปลี่ยนไปเป็นการทำไม้ขุดล้อม วิธีการทำไม้ขุดล้อมของที่นี่เริ่มตั้งแต่การเพาะเมล็ด ซึ่งมีพันธุ์ไม้หลากหลาย อาทิ อินทนิล ตะแบก ราชพฤกษ์ นนทรี พญาสัตบัน เหลืองสิรินธร คูน ประดู่ หางนกยูง
ใช้เวลาปลูก 1 ปี ต้นไม้เหล่านี้จะมีความสูง 1.5 เมตร ซึ่งสามารถนำออกขายได้ แต่ถ้าปล่อยให้โตกว่านี้ราคาจะสูงเพิ่มขึ้น โดยพื้นที่ 1 ไร่ จะ
สามารถปลูกพันธุ์ไม้ได้ 1,500 ต้น สามารถขายได้ทั้งเหมาแปลงหรือขายเป็นต้น โดยราคาเฉลี่ยต่อแปลงจะอยู่ที่ 30,000-50,000 บาท โดยชาวบ้านจะใช้วิธีปลูกต้นไผ่ไว้ในสวนไม้ขุดล้อมด้วยเพื่อให้เป็นพืชบำรุงดิน เพราะการปลูกไม้ขุดล้อมต้องใช้ปุ๋ยและยาเคมีเช่นกัน
นอกจากการปลูกแล้วประสบการณ์และความชำนาญของการล้อมใหญ่ของชาวบ้านที่นี่หาที่อื่นเปรียบไม่ได้ ลุงสายบัวบอกว่า ในช่วงที่คนเริ่มเปลี่ยนที่นามา
ปลูกยางพารา และเปลี่ยนไปเป็นพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ ไม้ที่อยู่หัวไร่ปลายนา จำเป็นต้องเอาออกและพร้อมที่จะขายให้ ชาวบ้านชะอมจะใช้วิธีนี้ไปซื้อหามาตามแต่ราคาที่ตกลง โดยต้องใช้คนขุดแล้วนำใส่รถเครนขนาดใหญ่นำมาบำรุงต้นบำรุงราก เมื่อแข็งแรงเติบโตดีก็พร้อมที่จะขายให้กับนักจัดสวนและผู้นิยมชมชอบต้นไม้ไฮโซปลูกวันเดียวก็โต ซึ่งราคาของต้นไม้บางต้นสูงนับแสนบาท ตามความสวยงามของรูปทรง
“ชาวบ้านชะอมไม่เคยเข้าไปขุดไม้จากพื้นที่ป่า เพราะทุกวันนี้เราก็สร้างป่าให้คนเมือง ไม้ขุดล้อมของเราเพาะจากเมล็ด”
วันนี้ธุรกิจไม้ขุดล้อมของชาวบ้านชะอมโด่งดังไปยังต่างประเทศ สิงคโปร์เป็นประเทศหนึ่งที่สั่งนำเข้าไม้ขุดล้อมจากที่นี่ไปปลูกไว้ในสวนสนุกยูนิเวอร์แซล รวมถึงงานพืชสวนโลกที่ไต้หวัน รวมทั้งประเทศดูไบ ต้นไม้จากบ้านชะอมไปสร้างความร่มรื่นให้ผู้คนแถบนั้น ความสำเร็จที่ผ่านมาชาวบ้านชะอมไม่ได้พึ่งพาการสนับสนุนจากภาครัฐแต่เกิดขึ้นจากการวมตัวจนเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็ง มีการตั้งกฎกติกาในชุมชนเองโดยไม่ขายตัดราคากัน และมีการแบ่งยอดสั่งซื้อให้กับแต่ละรายในชุมชนเท่า ๆ กัน หากแผงไม้รายใดไม่ยอมทำตามกติกาจะถูกขึ้นบัญชีดำในครั้งต่อไปที่มียอดเข้ามาก็จะไม่ได้รับการจัดสรร
วันนี้ภูมิปัญญาเรื่องการทำสวนไม้ขุดล้อม ได้ถ่ายทอดสู่เด็ก ๆ ในชุมชน โดยจัดทำออกมาเป็นหลักสูตรท้องถิ่นมีการเรียนการสอนในโรงเรียน สอนในระดับประถมศึกษา
“โตมาก็อยู่ท่ามกลางไม้ขุดล้อมแล้ว ที่บ้านทำไม้ขุดล้อม 2 ไร่ วันหยุดหรือเลิกเรียนกลับบ้านก็จะมาช่วยที่บ้านทำ โดยเฉพาะช่วงปิดเทอมก็จะช่วยในขั้นตอนการขุด เมื่อขุดขึ้นมาแล้วก็จะทำการตัดแต่งราก ทาแผลกันเชื้อรา และห่อหุ้มตุ้มดิน โดยใช้ดินผสมกับขุยมะพร้าวในตุ้มดิน เพื่อให้รากสามารถดูดซับสารอาหารจากปุ๋ยตุ้มดินที่ห่อไว้ได้ เสร็จแล้วก็เย็บหรือผูกรัดด้วยเชือกให้แน่น เพื่อไม่ให้ต้นไม้ตาย ทำไปเรื่อย ๆ โตมาก็รู้สึกรักและสนุกกับการทำ จนสามารถหาค่าขนมและมีเงินเก็บเดือนหนึ่งหลายพันบาท” ด.ญ.ราภรณ์ หนูมาทะวงษ์ (น้องเฟิร์น) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดบำรุงธรรม บอกเล่า
ขณะที่ ด.ญ.เจน เทียมพูล และเด็กหญิงพรทิพย์ ชูทรัพย์ เพื่อนร่วมชั้นช่วยกันสริมว่า สำหรับคนไหนที่บ้านไม่มีพื้นที่ในการทำไม้ขุดล้อม แต่ก็สามารถทำเป็น และไปช่วยงานบ้านเพื่อน บ้านญาติได้ เพราะที่โรงเรียนมีหลักสูตรการเรียนรู้เกี่ยวกับการทำไม้ขุดล้อมทำให้มีความรู้ ทักษะ และวิชาชีพ ถือว่ามีประโยชน์มาก
การก่อร่างสร้างตัวของบ้านชะอมวันนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นชุมชนต้นแบบที่สะท้อนให้เห็นว่าการให้โอกาสของภาคเอกชนต่อชาวบ้าน ที่เรียกขานกันว่าซีเอสอาร์นั้นก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในชุมชนอย่างแท้จริง เพราะการให้เงินเปรียบเหมือนกับให้ปลาไม่สำคัญเท่ากับว่าจะทำอย่างไรให้ชาวบ้านจับปลาเป็น
นพ.ชาญวิทย์ วสันต์ธนารัตย์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ความสำเร็จของชาวชะอมวันนี้ คือการทำให้ภาคเอกชนมองเห็นภาพว่าการที่ธุรกิจเข้ามาช่วยเหลือชุมชนและให้โอกาสในลักษณะการยื่นเบ็ดให้ชาวบ้าน จะสามารถสร้างธุรกิจเป็นพันล้านนั้นเป็นอย่างไร ดังนั้นเงินจึงไม่ใช่คำตอบของความสำเร็จ แต่การที่ชุมชนได้รับโอกาสสำคัญกว่า
อาจารย์มีชัย ให้ความเห็นว่า ตัวอย่างความสำเร็จของชุมชนชะอมสามารถเป็นต้นแบบให้ชุมชนอื่นได้มาเรียนรู้วิธีการสร้างงาน การสร้างธุรกิจที่เกิดจากชุมชนที่เริ่มต้นมาจากเงินการทำกิจกรรมเพื่อสังคมของบริษัทเอกชน และเป็นโมเดลที่บริษัทเอกชนที่คิดจะทำซีเอสอาร์ต้องมาศึกษา เพราะก่อให้เกิดการสร้างงาน การแก้ไขปัญหาความยากจน และช่วยเพิ่มพื้นที่ป่าโดยที่ไม่ต้องไปใช้เงินทำซีเอสอาร์ปลูกป่าแต่อย่างใด และที่สำคัญคนในชุมชนเข้าใจเรื่องวิถีเศรษฐกิจพอเพียง มีการแบ่งปัน ไม่โลภ ทำธุรกิจตามทรัพยากรที่มีอยู่
กล่าวได้ว่าวันนี้ของ “ชะอมโมเดล” คือการทำซีเอสอาร์ที่บรรลุผลอันสูงสุดสามารถต่อยอดให้เกิดธุรกิจพันล้านในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ครอบครอง
ความยากจนมาหลายยุคหลายสมัยจนสามารถหลุดพ้นได้ในที่สุด.
13.874246
100.669851
http://www.dailynews.co.th/article/728/159351
วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม 2555 เวลา 00:00 น.
สถาบันสร้างเสริมสุขภาพคนพิการ (สสพ.) ในฐานะเครือสถาบัน ของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานสนับสนุนกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสถานีโทรทัศน์ Thai PBS จัดโครงการ “มีดี มีเดีย See Hear Touch” ภายใต้ แนวคิด มหกรรมสื่อทางเลือกที่สร้างสรรค์ เพื่อการอยู่ร่วมกันบนความแตกต่าง โดยเน้นทั้งกระบวนการสื่อสารและรูปแบบสื่อเพื่อการเรียนรู้การอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน เมื่อวันเสาร์ที่ 29 กันยายน 2555 ที่ผ่านมา ณ อาคารศูนย์การเรียนรู้ สถานีโทรทัศน์ Thai PBS
โครงการมีดี มีเดียฯ เป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีเป้าหมายเพื่อการปรับเปลี่ยนมุมมองและทัศนคติทางสังคม เรื่องความพิการและคนพิการ สังคมควรจะก้าวข้ามความเชื่อเดิมที่มองว่าคนพิการเป็นภาระของสังคม ทำให้คนเหล่านี้ถูกเลือกปฏิบัติหรือถูกกีดกันออกจากสังคมทั้งทางตรงและทางอ้อม ผ่านรูปแบบการเรียนรู้จากสื่อทางเลือกที่มีการสร้างกระบวนการดำเนินการผลิตอย่างสร้างสรรค์”
ทพ.กฤษฎา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้จัดการสำนักงานสนับสนุนกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า “ด้วยตระหนักในความเป็น “คนตัวเล็ก ๆ”
แต่ความต้องการเปิดพื้นที่ให้คนตัวเล็ก ๆ ได้มีส่วนร่วมในพื้นที่การสื่อสาร “สื่อทางเลือก” จึงเป็นทางเลือกที่สำคัญ ที่ช่วยสร้างกระบวนการสื่อสารของ
สังคมอันจะนำไปสู่ความเข้าใจความพิการ และคนพิการได้อย่างลึกซึ้ง ไปจนถึงการพัฒนาด้านอื่น ๆ รวมถึงข้อเสนอเชิงนโยบายการสร้างเสริมสุขภาพ
คนพิการอย่างเป็นรูปธรรม ผลงานหลากชิ้น จากหลายผู้ผลิต ล้วนเกิดจากหัวใจดวงเดียวกัน คือหัวใจในการทำงานที่มุ่งเน้นให้มนุษย์ทุกคนมีสิทธิ และสามารถเข้าถึงสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างเท่าเทียมจากสื่อทางเลือกในมิติต่างกัน อย่างที่ สสพ. ได้กล่าวเปรียบไว้ว่า สื่อทางเลือกเปรียบเสมือนคลื่นลูกเล็ก ๆ แต่หากเราคิดดู ก็จะพบว่าคลื่นแม้จะลูกเล็กแต่หากพัดพาความตั้งใจมารวมกัน ก็สามารถกลายเป็นคลื่นที่มีศักยภาพในการสร้างกระแสอันทรงพลังต่อผู้คนในทุกส่วนของสังคมอันจะนำไปสู่การอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างได้อย่างยั่งยืน”
ด้าน พญ.วัชรา ริ้วไพบูลย์ ผู้อำนวยการสถาบันสร้างเสริมสุขภาพคนพิการ กล่าวในประเด็นเรื่องของสื่อทางเลือกว่า “กระบวนการสื่อสารสังคมโดยวิถีของสื่อทางเลือก คงไม่สามารถที่จะจัดการให้เข้าถึงและเข้าใจได้เพียงแค่คน ๆ เดียว หรือหน่วยงานเดียว สิ่งสำคัญที่สุดคือการจัดการหรือกระทำบนสิ่งที่เรียกว่าเครือข่าย ต้องมีการเชื่อมโยงกันในทุกมิติ เพื่อให้ลงไปถึงกระบวนการผลิตก่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ เกิดความเข้าใจ นำไปสู่การปรับมุมมอง หรือเปลี่ยนทัศนคติ เปิดพื้นที่ให้กับตัวเอง”
สำหรับกิจกรรมในงานนี้ประกอบด้วย การแสดงผลงานสื่อทางเลือกจากกลุ่มเครือข่ายศิลปินในด้านต่าง ๆ อาทิ ศิลปะ ดนตรี หนังสั้น การแสดงทางวัฒนธรรมประเภทหุ่นกระบอกไทย ละครเร่และบทเพลงอนาชีดจากภาคใต้ รวมถึงการจำลองห้องประสบการณ์ความมืด ให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสความมืดด้วยตนเองให้การใช้ชีวิตในห้อง ๆ หนึ่ง หรือรวมไปถึงการเปิดตัวหนังสือ ล้อโลก เล่นชีวิต (จากรายการล้อเล่นโลก) และเชื่อมโยงไปถึงเรื่องของ UD คือการปรับสภาพแวดล้อมเพื่อคนทั้งมวล อีกทั้งยังมีการประกวดสุนทรพจน์ การวาดการ์ตูนคอมมิค และสื่อทางเลือก เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจจากการประกวดให้เยาวชนรับรู้เรื่องการสื่อสารเพื่อปรับมุมมองโดยการเปิดแนวคิดใหม่ ๆ ให้กับตนเอง ซึ่งบรรยากาศของงานเต็มไปด้วยความคึกคัก สนุกสนาน และประทับใจผู้เข้าร่วมงาน.
13.874246
100.669851
http://www.dailynews.co.th/article/728/159352
วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม 2555 เวลา 00:00 น.
ทะเลสาบสงขลา ใน จ.สงขลา เป็นแหล่งน้ำชายฝั่งที่มีร่องน้ำแคบ ๆ เชื่อมต่อกับทะเล จะเรียกว่า “สงขลาลากูน” ก็ชัดเจนดี มีคุณสมบัติค่อนข้างพิเศษกว่าชายฝั่งทั่วไป เนื่องจากความเค็มของน้ำแปรผันตั้งแต่น้ำเค็มถึงน้ำจืด จึงเป็นแหล่งที่อยู่ของพืชและสัตว์น้ำนานาชนิดที่ผ่านการปรับตัวมาเป็นอย่างดี จึงเป็นแหล่งอาหารตามธรรมชาติที่อยู่หน้าบ้านของมนุษย์ สามารถเก็บเกี่ยวได้สะดวก ประหยัดทั้งเวลา แรงงาน เงินทุน และลดความเสี่ยง เนื่องจากไม่ต้องแล่นเรือไปจับสัตว์น้ำที่ไกล ๆ จึงมีความสำคัญอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ต่อคนในพื้นที่
ลากูนชายฝั่งเป็นพื้นที่เพียงส่วนน้อยก็จริงถ้าเปรียบเทียบกับทะเลเปิด แต่ผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่สูงกว่ามาก ประเทศที่มีลากูนชายฝั่งตามธรรมชาติจึงนับว่าโชคดีที่มีมรดกประจำชาติ เพราะมีเพียงประเทศที่มีพื้นที่ชายฝั่งบางประเทศเท่านั้น และประเทศไทยเป็นหนึ่งในนั้น
ดร.เสาวภา อังสุภานิช ภาควิชาวาริชศาสตร์ คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) กล่าวว่า ปัจจุบันมีการใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพนานัปการและมีชุมชนอยู่หนาแน่น อย่างไรก็ตาม การใช้ประโยชน์ได้หลายทางเป็นกำไรของผู้ใช้ แต่เป็นความโชคร้ายของทะเลสาบสงขลา เนื่องจากถูกใช้มากก็เสื่อมโทรมเร็วถ้าผู้ใช้ประโยชน์มิได้ดูแล เห็นได้จากขยะมูลฝอยเกลื่อนกลาดบริเวณริมทะเลสาบยามน้ำลง รวมถึงมลพิษที่เกิดจากของเสียที่เป็นของเหลวที่มาจากกิจกรรมต่าง ๆ รอบทะเลสาบสงขลาซึ่งมองไม่เห็นด้วยตา
ดร.เสาวภา กล่าวว่า จากการติดตามวิจัยและเก็บตัวอย่างสัตว์พื้นใต้น้ำ ซึ่งเป็นสัตว์ขนาดเล็ก ที่เป็นตัวเชื่อมโยงห่วงโซ่อาหารสัตว์น้ำที่เป็นสัตว์เศรษฐกิจในทะเลสาบสงขลานั้น ล่าสุด มอ. ได้ค้นพบสัตว์พื้นใต้น้ำชนิดใหม่ในทะเลสาบสงขลา ซึ่งเป็นสัตว์สกุลใหม่ (genus) ที่ได้รับการตั้งชื่อตามวิทยาศาสตร์ว่า Birdotanais songkhlaensis ซึ่งมาจากชื่อของ Dr.Graham Bird ซึ่งเป็นผู้ที่จำแนกชนิดของสัตว์พื้นใต้น้ำ ส่วนชื่อระดับสปีชีส์นั้น ตั้งตามสถานที่ที่ค้นพบ คือ ทะเลสาบสงขลา
ทั้งนี้ Birdotanais songkhlaensis ถือเป็นสัตว์ใน Phylum Arthropoda, Subphylum Crustacea, Order Tanaidacea, Family Nototanaidae ได้รับการตีพิมพ์แล้วในวารสาร The Raffles Bulletin of Zoology 60 ในหน้า 421-432 โดยเป็นสัตว์ขนาดเล็ก ลำตัวยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร อาศัยอยู่ในตะกอนดินโคลนเหนียวในทะเลสาบสงขลาตอนล่างใกล้ปากทะเลสาบ ในความลึก 70 เซนติเมตร ในช่วงที่น้ำมีความเค็มประมาณ 30 ใน 1,000 ส่วน
สำหรับคุณค่าของสัตว์พื้นใต้น้ำที่มีอยู่ในทะเลสาบสงขลา นอกจากเป็นอาหารของสัตว์น้ำประเภท กุ้ง หอย ปู ปลา แล้ว ยังมีประโยชน์ต่อระบบนิเวศวิทยา โดยช่วยกำจัดตะกอนอินทรีย์ ในตะกอนดินพื้นท้องทะเลสาบ เนื่องจากสัตว์พื้นใต้น้ำส่วนใหญ่ เป็นชนิดกินตะกอนอินทรีย์เป็นอาหาร ซึ่งเป็นการช่วยลดความเน่าเสียของตะกอนดินพื้นทะเลสาบ
“การยืนยันได้ว่า มีสัตว์ชนิดใหม่ที่ไม่เคยมีการบันทึกการค้นพบมาก่อน จำเป็นต้องอาศัยความรู้ทางวิชาการและประสบการณ์ในการทำวิจัย ต้องรู้เกี่ยวกับสิ่งที่เราศึกษา นั่นคือ สัตว์พื้นใต้น้ำ โดยเมื่อสงสัยว่าเป็นสัตว์ชนิดใหม่นั้น ต้องส่องกล้องจุลทรรศน์ดูในภาพรวม และติดต่อประสานงานกลุ่มนักวิชาการต่างประเทศที่เชี่ยวชาญ เพื่อปรึกษาหารือว่าเคยมีการค้นพบมาก่อนหรือไม่ และเมื่อแน่ใจแล้วว่า ไม่มีการค้นพบมาก่อน โดยเป็นการค้นพบครั้งแรกก็จะต้องได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติที่เชื่อถือได้ด้วย” ดร.เสาวภา กล่าว
ทั้งนี้การศึกษาสัตว์พื้นใต้น้ำได้รับทุนอุดหนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เพื่อเผยแพร่ให้คนไทยได้รู้จักและรู้จริงถึงความมหัศจรรย์ของต้นทุนธรรมชาติกลุ่มนี้ ซึ่งกำลังถูกคุกคามด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ โดยวิจัยและจัดทำเป็นหนังสือที่สะท้อนให้เห็นภาพ สถานการณ์ และความเป็นอยู่ของพืชและสัตว์ในทะเลสาบสงขลา ถ้าไม่ต้องการให้สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นสูญหายไปจากทะเลสาบสงขลามนุษย์ควรทำอย่างไร การวิจัยนี้จะมีประโยชน์ต่อทะเลสาบสงขลา ถ้าส่งถึงมือประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้ร่วมแรงกันฟื้นฟูและพิทักษ์อย่างถูกวิธี.
13.874246
100.669851
http://www.dailynews.co.th/article/728/157961
วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน 2555 เวลา 00:00 น.
เพราะความเจริญของสังคมเมือง ทำให้บุกรุกแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของสัตว์ป่า เมื่อแหล่งอาหารลดลงสัตว์ป่าจึงเข้ามาบุกรุกแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของคน ซึ่งจะเห็นเป็นข่าวอยู่บ่อยครั้งบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน), สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดระยอง , อุทยานแห่งชาติเขาชะเมา-เขาวง เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน ขึงจัดกิจกรรม ปลูกพืชอาหารช้าง และทำโป่งเทียม มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา เพื่อสร้างแหล่งอาหารช้างภายในป่า และช่วยป้องกันช้างออกนอกเขตป่า และเพื่อลดความขัดแย้งระหว่างช้างป่ากับราษฎรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยเริ่มกิจกรรมช่วยเหลือในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาชะเมา-เขาวง อำเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง
นายเสนีย์ จิตตเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง กล่าวว่า ปัจจุบันบริเวณเขาชะเมาประสบปัญหาช้างออกนอกเขตป่าและบุกรุกพื้นที่ทำกินของราษฎร เพื่อกินพืชผลทางการเกษตร เนื่องจากแหล่งพืชอาหารในป่าลดน้อยลง ไม่เพียงพอกับความต้องการของช้างป่า ดังนั้นการปลูกพืช อาหารช้างและทำโป่งเทียม จึงเป็นการเพิ่มแหล่งอาหารสำหรับช้าง เป็นการดำเนินการตามแนวพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงพระราชทานไว้ เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 เรื่อง “ คนกับช้าง ” ความว่า ช้างควรอยู่ในป่า เพียงแต่ต้องสร้างแหล่งอาหารให้กับช้างเพียงพอ การปฏิบัติต้องเข้าไปสร้างแหล่งอาหารภายในป่า เป็นแปลงเล็กๆและกระจาย กรณีที่ช้างออกมาชายป่าต้องให้ความปลอดภัยแก่เขา
สำหรับพื้นที่ในการจัดกิจกรรมปลูกพืชอาหารช้าง และทำโป่งเทียมในครั้งนี้ ได้เริ่มดำเนินการในบริเวณคลองพระเจ้า ตำบลน้ำเป็น ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาชะเมา – เขาวง ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ โดยมีอาสาสมัครร่วมกิจกรรมกว่า 200 คน
ด้านนายบวร วงศ์สินอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ที่ปรึกษาคณะทำงานแก้ไขปัญหาช้างบุกรุกที่ดินทำกินของราษฎร ท้องที่อำเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง กล่าวว่า แหล่งพืชอาหารสัตว์ป่าลดลง โดยเฉพาะช้างป่า ทำให้ช้างป่าที่เริ่มอพยพมาอยู่บริเวณนี้มากขึ้น ประกอบบริเวณโดยรอบมีการปลูกผลทางการเกษตรซึ่งเป็นอาหารช้าง ทำให้ช้างออกมาหากินนอกพื้นที่ สร้างความเดือดร้อนให้แก่ราษฎร กิจกรรมปลูกพืชอาหารช้าง และทำโป่งเทียมในครั้งนี้ แม้จะเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น แต่ก็หวังว่าในอนาคตจะสามารถปลูกพืชที่เป็นอาหารและสร้างแหล่งน้ำให้ช้างได้อย่างพอเพียง และหากทุกฝ่ายร่วมมือแก้ปัญหาและลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง จะสามารถลดความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างในพื้นที่เขาชะเมา-เขาวง ได้อย่างยั่งยืน
13.874246
100.669851
http://www.dailynews.co.th/article/728/157963
วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน 2555 เวลา 00:00 น.
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยกรมควบคุมมลพิษ ร่วมกับกระทรวงสิ่งแวดล้อม คุ้มครองธรรมชาติ และความปลอดภัยทางปรมาณูแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี โดยองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) เปิดตัวโครงการ “การจัดซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและฉลากสิ่งแวดล้อม” เพื่อพัฒนาการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและฉลากสิ่งแวดล้อม ให้มีการปรับปรุงเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวกับการปกป้องสภาพภูมิอากาศ ในเกณฑ์ข้อกำหนดผลิตภัณฑ์ในการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและฉลากสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย
นางสาวอาระยา นันทโพธิเดช รองอธิบดี กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่าโครงการนี้มุ่งเน้นการปรับปรุงเกณฑ์ข้อกำหนดของการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในภาครัฐซึ่งคิดเป็นร้อยละ 20 ของปริมาณการบริโภคทั้งหมดภายในประเทศและฉลากสิ่งแวดล้อมให้ครอบคลุมหลักเกณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ นับว่าได้ว่าเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญ ที่ภาครัฐและเอกชนใช้พิจารณาในการเลือกซื้อสินค้าและบริการเดียวกัน ที่ ในขณะเดียวกันการส่งเสริมและเผยแพร่แนวทางการดำเนินงานทั้งในประเทศไทยและกลุ่มประเทศเอเซียตะวันออกเฉียงใต้อื่นๆ ภายใต้บริบทของการผลิตและบริโภคที่ยั่งยืน
มร. โทมัส เลมันน์ ผู้อำนวยการโครงการ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) กล่าวว่า “การผนวกเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องสภาพภูมิอากาศไว้ในการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของภาครัฐและฉลากสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ในปัจจุบัน นับเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่การสร้างสังคมเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ดังนั้น GIZ จะทำงานร่วมกับกรมควบคุมมลพิษและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการผนวกหลักเกณฑ์ดังกล่าว เพื่อพัฒนาฉลากสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยและศึกษาเปรียบเทียบเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องสภาพภูมิอากาศกับประเทศในกลุ่มอาเซียนรวมทั้งเสริมสร้างศักยภาพในการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของภาครัฐ
การดำเนินโครงการการจัดซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและฉลากสิ่งแวดล้อมนี้ นอกจากกระทรวงสิ่งแวดล้อม คุ้มครองธรรมชาติ และความปลอดภัยทางปรมาณูแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี โดยองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ร่วมมือกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมอบหมายให้กรมควบคุมมลพิษเป็นผู้รับผิดชอบหลักแล้ว ยังมีพันธมิตรที่เกี่ยวข้องได้แก่ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ร่วมดำเนินการโครงการ โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนในการดำเนินงาน 3 ปี ตั้งแต่เดีอนมิถุนายน 2555 ถึงเดือนมิถุนายน 2558
13.874246
100.669851
http://www.dailynews.co.th/article/728/157973
วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน 2555 เวลา 00:00 น.
เทรนด์การก่อสร้างอาคารในปัจจุบันนอกจากงานออกแบบที่เป็นเรื่องของยุคสมัยแล้ว รูปแบบการใช้งานต้องตอบสนองได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ รวมทั้งการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าเหล่านี้ คือการคิดวางแผนจนออกมาเป็นอาคารที่เพียงแต่สมาร์ทเฉพาะรูปทรงแต่ทุกพื้นที่ใช้งานได้และยังซ่อนเรื่องราวของการประหยัดพลังงานให้ทุกคนได้เข้ามาสัมผัสมีจิตสำนึก และนำไปประยุกต์ใช้ได้ต่อไป
เทสโก้ อคาเดมี ศูนย์ฝึกอบรมพนักงานของบริษัท เทสโก้ โลตัส ณ เมืองอินชอง ประเทศเกาหลีใต้ ได้ทุ่มเม็ดเงินกว่า 1,500 ล้านบาท เพื่อให้อาคารแห่งนี้เป็นศูนย์การเรียนรู้และฝึกอบรมครบวงจรแห่งแรกในภูมิภาคเอเชีย โดยได้เปิดใช้งานไปในเดือน ก.ค.ในปี 2554 ศูนย์ฝึกอบรมแห่งนี้ตั้งอยู่บนเกาะมุยอิ ใช้เวลาเดินทางจากสนามบินอินชอนประมาณ 30 นาที มีฟังก์ ชั่นการใช้งานเทียบเท่ากับ รร. 5 ดาว ทั้งห้องพัก ห้องอาหาร ห้องสันทนาการ ห้องออกกำลังกาย และห้องประชุมขนาดใหญ่และเล็ก ภายใต้บรรยากาศของชายทะเล
ในแต่ละปี เทสโก้ อคาเดมีได้ให้การอบรมพนักงานจำนวน 24,000 คนที่มาจากประเทศต่าง ๆ ทั่วภูมิภาคเอเชีย เพื่อสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในประเทศเกาหลีใต้ ไทย มาเลเซีย จีนและอินเดีย ซึ่งมีจำนวนพนักงานรวมกันถึง 120,000 คน
ความโดดเด่นภายนอกของอาคารศูนย์ฝึกอบรมแห่งนี้เมื่อได้มาเยือนคือโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่ที่เรียกว่าโซลาร์ฟาร์มที่มีพื้นที่ครอบคลุมกว่า 7,160 ตารางเมตร สามารถผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้งานภายในศูนย์ได้ถึง 50-80 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณไฟฟ้าที่ต้องใช้ทั้งหมด (940 kWp) มีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เท่ากับการปลูกต้นไม้ 180,000 ตันต่อปี ถือเป็นศูนย์อบรมแห่งแรกในเกาหลีที่เป็นอาคารปลอดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ภายในอาคารได้ออกแบบให้ประหยัดพลังงานเกือบทั้งหมด เช่น การกำหนดที่ตั้งเพื่อให้รับแสงสว่างจากภายนอก มีระบบควบคุมอุปกรณ์และแสงโดยอัตโนมัติ มีระบบเก็บ น้ำฝนไว้ใช้งาน ห้องน้ำที่ควบคุมแสงสว่าง ไฟจะเปิดเมื่อล็อกกลอนประตูห้องน้ำแล้ว อีกทั้งโถปัสสาวะชายที่ไม่ต้องใช้น้ำ แต่มีสารเคมีพิเศษเพื่อทำความสะอาด
พร้อมกันนี้รถยนต์ที่ใช้ภายในศูนย์ได้เลือกรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า มีระบบชาร์จรถด้วยไฟฟ้าไว้บริการ มีระบบพลังงานแสงอาทิตย์ทำน้ำร้อน รวมทั้งการจัดระบบคัดแยกขยะเพื่อนำกลับไปรีไซเคิลต่อไป ตลอดจนสภาพแวดล้อมให้เต็มไปด้วยต้นไม้สีเขียว เพื่อให้ผู้อบรมได้ผ่อนคลาย อีกทั้งใช้พื้นที่ข้างนอกทำกิจกรรมกลางแจ้งสร้างสัมผัสระหว่างผู้ฝึกอบรมด้วยกัน
พอล เบส ผู้จัดการฝ่ายฝึกอบรม เทสโก้ อคาเดมี เล่าว่าสถานที่แห่งนี้เปิดกว้างไม่จำกัดเฉพาะพนักงานของโลตัสเท่านั้น แต่เปิดโอกาสให้พนักงานจากบริษัทอื่น ๆ มาใช้สถานที่นี้ได้เช่นกัน ทางศูนย์มีวิทยากรที่เน้นเรื่องการฝึกอบรมพนักงานระดับผู้นำ แต่ทั้งนี้จะพิจารณาพนักงานของโลตัสก่อน อันดับแรกของผู้เข้ามาฝึกอบรมจะได้รับแจกขวดพลาสติกใส่น้ำก่อนเช็กอินเข้าห้องพัก เพราะต้องการประหยัดพลาสติก ผู้เข้าอบรมสามารถนำขวดน้ำไปรับบริการจุดน้ำดื่มที่มีอยู่ทั่วทั้งอาคาร ภายในห้องอบรมนั้นจะเลี่ยงการจัดโต๊ะลักษณะเป็นชั้นเรียน แต่จะออกแบบให้เป็นวงกลม เพื่อให้ผู้เข้าอบรมได้ ถกเถียงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันมากกว่าจะฟังจากวิทยากรเพียงอย่างเดียว เพราะเชื่อว่าวิธีนี้จะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการฝึกอบรม
นอกจากนี้ ผู้เข้ารับการอบรมจะได้รับการอำนวยความสะดวกด้วยการเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีที่เรียกว่า SMART ระบบอีเลิร์นนิ่ง และแท็บเล็ตคอมพิวเตอร์ ที่ช่วยให้สามารถดาวน์โหลดข้อมูลประกอบการฝึกอบรม และแบ่งปันประสบการณ์ผ่านบล็อกได้ทุกที่ทุกเวลา ผนังห้องภายในห้องฝึกอบรมออกแบบพิเศษให้สามารถเขียนบันทึกข้อมูลได้ทุกที่โดยมีระบบโปรเจคเตอร์จับไว้ เมื่อเสร็จสิ้นข้อมูลเหล่านี้จะถูกบันทึกไว้ เปิดให้ผู้สนใจดาวน์โหลด โดยที่ไม่ต้องพิมพ์ลงบนกระดาษ เพื่อประหยัดการใช้กระดาษโดยเฉพาะงานฝึกอบรมสัมมนาที่ต้องใช้เอกสารจำนวนมาก
ระดับพนักงานที่จะได้รับเลือกจากโลตัสทั่วโลก ที่จะเข้ามายังศูนย์แห่งนี้จะเป็นระดับผู้จัดการร้าน ผู้อำนวยการ รวมทั้งระดับผู้บริหาร เป็นต้น สำหรับผู้บริหารนั้นได้จัดห้องประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์เมื่อต้องประชุมในแต่ละสาขาหากต้องเข้ามายังศูนย์ฝึกอบรม ตลอดจนการให้วิทยากรจัดฝึกอบรมผ่าน วิดีโอคอนเฟอเรนซ์มายังอคาเดมีแห่งนี้ เพื่อประหยัดเวลาในการเดินทาง
หลักสูตรระดับผู้นำของศูนย์อบรมนอกจากความรู้ที่เตรียมไว้อย่างเต็มเปี่ยมแล้ว การบริการเรื่องอาหารที่แต่ละเมนูผ่านการเห็นชอบจากนักโภชนาการของศูนย์ก่อนที่จะออกมาแต่ละเมนู รวมทั้งศูนย์การออกกำลังกายที่รวบรวมเครื่องออกกำลังกายทันสมัย อาทิ ลู่วิ่งที่สามารถวิ่งแข่งกันได้พร้อมกัน 5 เครื่อง นั้นเพราะผู้นำนอกจากมีความรู้ดีแล้วสุขภาพต้องดีควบคู่กันไปด้วย
เนื้อหาของหลักสูตรนั้นครอบคลุมทุกด้านเพื่อจะสร้างความประทับใจสำหรับลูกค้าของเทสโก้ อาทิ หลักสูตรฝึกอบรมเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นการแล่เนื้อชนิดต่าง ๆ ที่ อคาเดมีแห่งนี้ก็มีห้องฝึกอบรมให้กับพนักงานที่อยู่ในฝ่ายอาหารสด
สิริพรรณ ทองเทพไพโรจน์ ประธานกรรมการบริหารฝ่ายทรัพยากรบุคคลเทสโก้ โลตัส กล่าวว่า พนักงานของเทสโก้ โลตัส ประเทศไทย 45,000 คน ในแต่ละปีได้ใช้เงินลงทุนพัฒนาบุคลากรเฉลี่ยปีละ 50 ล้านบาท ทุกปีจะเฟ้นหาพนักงานที่มีศักยภาพสูงเพื่อเตรียมความพร้อมก้าวสู่ตำแหน่งงานที่สูงขึ้นอย่างน้อยปีละ 10 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นสู่ระดับโอปเรชั่น อย่างน้อยต้องผ่านการฝึกอบรม 1 ปีขึ้นไป
ปิดท้าย เทสโก้ อคาเดมียังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์เทสโก้ ที่แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของเทสโก้ตลอด 80 ปีที่ผ่านมา.
13.874246
100.669851
http://www.dailynews.co.th/article/728/157974
วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน 2555 เวลา 00:00 น.
พื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณย่านสะพานปลา เป็นพื้นที่เก่าแก่มีการตั้งชุมชนของผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ตลอดระยะเวลาหลายร้อยปีที่ผ่านมา พื้นที่นี้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เป็นทั้งที่ตั้งของร้านค้า โกดังเก็บสินค้า อู่ต่อเรือ รวมถึงสถานที่สำคัญทางศาสนา แต่ยังมีพื้นที่ตลอดริมน้ำที่ถูกทิ้งร้างจนเสื่อมโทรม
จึงเป็นที่มาของความร่วมมือระหว่าง กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC) และการพัฒนาศูนย์ชุมชนสร้างสรรค์ หรือ 3C (Creative Community Center) เพื่อเริ่มโครงการฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่ริมน้ำย่านสะพานปลา และอู่ต่อเรือกรุงเทพฯ ให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ เพื่อให้คนในชุมชนมีพื้นที่พักผ่อนที่มีคุณภาพและมีสุขภาวะที่ดี
นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การสร้างพื้นที่สุขภาวะให้ประชาชนเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของกระทรวงสาธารณสุขในช่วงปี 2555-2560 ซึ่งปัจจุบันพื้นที่ในกรุงเทพฯ หลายที่อาจไม่ได้ใช้ประโยชน์สูงสุดและไม่ได้รับการพัฒนา โดยเฉพาะพื้นที่ใต้ทางด่วนและพื้นที่ของการรถไฟ แต่ขณะนี้มีพื้นที่สร้างสรรค์นำร่องเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ แล้ว อย่างพื้นที่ใต้ทางด่วนเพลินจิต “วัตถุประสงค์หลัก 3 ข้อ ของการก่อตั้งศูนย์การออกแบบและพัฒนาเมือง และศูนย์ 3C ที่ย่านสะพานปลา คือ ส่งเสริมให้ประชาชนมีกิจกรรมทางกายมากขึ้น ให้เด็กและเยาวชนมีพื้นที่สร้างสรรค์ เพื่อการเรียนรู้ การเล่น และชุมชนมีสัมพันธภาพที่ดีและมีความสุข” นายวิทยา กล่าว
ด้าน ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ กล่าวถึงความร่วมมือว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สนับสนุนด้านวิชาการ ให้คำปรึกษาด้านการวางแบบผังเมือง ส่วนกระทรวงสาธารณสุข และ สสส. สนับสนุนให้เกิดการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อการดูแลและใช้ประโยชน์ของพื้นที่อย่างมีคุณค่า คุ้มค่า และทำให้เกิดสุขภาพที่ดีแก่ประชาชน ซึ่งแผนการดำเนินงานในระยะ 2 ปี จะมีการคัดเลือกพื้นที่ ที่มีศักยภาพในการพัฒนาและพร้อมปฏิบัติได้จริง เช่น ย่านเมืองเก่า ชุมชนเก่า เขตเศรษฐกิจ การค้า การเมือง พื้นที่ริมน้ำ เป็นต้น สำหรับโครงการนี้ เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อสุขภาวะของคนทั้งด้านกาย ใจ สังคมและปัญญาต่อไป และทำให้คุณภาพชีวิตของคนในชุมชนดีขึ้น
ศูนย์การออกแบบและพัฒนาเมือง ยังได้รับคัดเลือกให้เป็นพื้นที่ศึกษาของการสัมมนาเชิงปฏิบัติการว่าด้วยการฟื้นฟูเมือง ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของนิสิต นักศึกษา และคณาจารย์นานาชาติ จาก 3 มหาวิทยาลัยชั้นนำของเอเชียที่มีการเรียนการสอนด้านการผังเมืองและการออกแบบชุมชนเมือง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยโตเกียว มหาวิทยาลัยปักกิ่ง โดยมุ่งหวังที่จะเสนอทางเลือกการพัฒนาที่หลากหลายของย่านริมน้ำแห่งนี้ โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิรมล กุลศรีสมบัติ หัวหน้าศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง เล่าว่า การก่อตั้งศูนย์ออกแบบและ พัฒนาเมืองเกิดขึ้นแล้ว 34 แห่งทั่วโลก และกรุงเทพฯจะเป็นพื้นที่ที่ 35 ซึ่งศูนย์ฯ จะตั้งอยู่ ในพื้นที่ที่เข้าถึงได้ง่าย มีความเป็นสาธารณะสูง เพื่อให้เป็นพื้นที่สาธารณะอย่างแท้จริง จึงคัดเลือกพื้นที่ย่านสะพานปลา เป็นพื้นที่ดำเนินโครงการฟื้นฟูเมือง
“ถึงจะมีแนวทางที่แตกต่างกันของนิสิต นักศึกษาทั้ง 3 ประเทศ แต่มีแนวคิดหลักที่เหมือนกันคือ การเปิดพื้นที่ริมน้ำเพื่อประโยชน์และคุณภาพชีวิตที่ดีของคนเมืองควบคู่ไปกับการพัฒนาที่มีการใช้ประโยชน์ ใช้สอยอาคารอย่างผสมผสาน เป็นแหล่งทำงานและที่อยู่อาศัย การพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับกลุ่มคนที่หลากหลายในพื้นที่เดียวกันเพื่อความเท่าเทียมและความสมดุล” ผศ.ดร.นิรมล กล่าว
หากโครงการนี้แล้วเสร็จ คนกรุงเทพฯก็จะได้แหล่งพักผ่อนแห่งใหม่ใจกลางกรุง ซึ่งคงไม่ใช่แค่ปอด แต่ยังเป็นสมอง หัวใจ และร่างกาย ครอบคลุมสุขภาวะที่ดีครบทั้ง 4 มิติ.
13.874246
100.669851
http://www.dailynews.co.th/article/728/156670
วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน 2555 เวลา 00:03 น.
พื้นที่ในเขตแนวทะเลของจังหวัดตรังมีชาวประมงประกอบอาชีพดักสัตว์น้ำด้วยโพงพาง ไม่ว่าจะเป็นอำเภอกันตัง อ.ปะเหลียน อ.หาดสำราญ ลักษณะเป็นอวนขนาดใหญ่ยึดติดไว้กับไม้ไผ่ นำไปวางไว้บริเวณพื้นที่ชายฝั่ง สามารถจับสัตว์น้ำได้ทุกชนิดทั้งกุ้งหอยปู ปลา ไม่ว่าจะมีขนาดเล็กขนาดใหญ่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงออกประกาศห้ามใช้โพงพางจับสัตว์น้ำ ตามประกาศของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง ห้ามใช้เครื่องมือโพงพาง รั้วไซมาน หรือเครื่องมือที่มีลักษณะและวิธีการใช้คล้ายคลึงกันทำการประมง ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2521) ลงวันที่ 14 กันยายน 2551
หลายปีที่ผ่านมาจังหวัดตรังมีแนวความคิดและหารือร่วมกันกับแกนนำเครือข่ายประมงพื้นบ้าน เข้าไปแก้ไขปัญหาเรื่องเครื่องมือโพงพาง และโป๊ะน้ำตื้นมาเป็นระยะ แต่ต้องประสบปัญหาเรื่องงบประมาณที่จะช่วยเหลือชาวประมงที่จะต้องปรับเปลี่ยนเครื่องมือประมงหรืออาชีพอื่นๆ
อ.หาดสำราญ มีชาวประมงประกอบอาชีพโพงพาง 118 รายที่ผ่านมาได้มีการปรับเปลี่ยนอาชีพไปแล้ว 29 ราย คงเหลือที่ยังไม่ปรับเปลี่ยนอาชีพอีก 89 ราย
นายสุชิน สุธาชีวะ นายอำเภอหาดสำราญ กล่าวว่า การทำประมงดังกล่าวได้ดำเนินการออกกฎหมายมาตั้งแต่ปี 2492 ชาวบ้านขอผ่อนผันมาตลอด ทางอำเภอหาอาชีพทดแทนให้ชาวบ้านด้วยการจัดหาอุปกรณ์ในการทำอวนลอยกุ้ง อวนลอยปูโดยใช้งบประมาณของจังหวัด มาจัดซื้อเครื่องมือให้ในระยะแรก เพราะในอนาคตโพงพางจะสร้างรายได้น้อยลง เพราะจำนวนสัตว์น้ำจะน้อยลง เมื่อชาวบ้านยกเลิกอาชีพโพงพางได้ ปริมาณสัตว์น้ำก็จะเพิ่มขึ้น ซึ่งการปรับเปลี่ยนอาชีพมาเป็นอวนลอยกุ้งใช้ระยะเวลา 10-12 วัน เท่ากับการวางโพงพาง นอกจากนี้ยังหาอาชีพเสริมด้วยการส่งเสริมให้เลี้ยงปลาในกระชัง โดยการปรับเปลี่ยนอาชีพทั้งหมดได้งบมาประมาณ 6 ล้านบาท ซึ่งจะดำเนินการปรับเปลี่ยนให้แล้วเสร็จภายในเดือนต.ค.นี้
“ทางอำเภอต้องรีบแก้ไขปัญหาให้ชาวบ้านโดยเร็วเพราะที่ผ่านมากรมประมงได้บังคับใช้กฎหมายด้วยการตัดโพงพาง ซึ่งบางครั้งเกิดปัญหาชาวบ้านก็ไปประท้วงกับทางจังหวัด แม้ทางกรมประมงจะทำหน้าที่ตามกฎหมายก็ตาม ”.อิทธิพล ปราบเสร็จ ชาวงประมงวัย 26 ปี หมู่ 11 ต.หาดสำราญ ผู้ประกอบอาชีพโพงพาง เล่าว่า เขาสืบทอดอาชีพโพงพางมาจากพ่อซึ่งมีเรือและโพงพางอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว เป็นวิถีของชาวบ้านในพื้นที่ซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนามุสลิม ละเดือนมีรายได้จากอาชีพโพงพางเดือนละ8,000- 10,000 บาทโดยมีค่าใช้ที่ต้องส่งน้องสาว 2 คนเรียนหนังสือในจ.ชุมพร และยังหารายได้เสริมด้วยการเลี้ยงปลาในกระชัง ด้วยการไปจับลูกปลาเก๋าในทะเลมาเลี้ยงไว้ในกระชังทำให้มีรายได้ที่เพิ่มขึ้น ใน 1 เดือนสามารถดักโพงพางดัก 10วัน ในช่วงระหว่างขึ้น 14 ค่ำถึงแรม 3 ค่ำ
อาชีพนี้ทำกันมาเป็น 100 ปี แต่ละครอบครัวจะทำโพงพางจากรุ่นสู่รุ่น สัตว์น้ำที่ติดโพงพางมาจะมีทั้งกุ้งหอยปูปลา แต่ชนิดที่ขายได้ราคาเป็นกุ้ง ปลาหมึก ปลาทราย และปู ส่วนปลานั้นจะยกให้เป็นค่าตอบแทนของบรรดาผู้หญิงในหมู่บ้านที่มาช่วยกันคัดแยกสัตว์น้ำ อาทิปลาทู ปลาจวด กลุ่มแม่บ้านจะนำไปผลิตเป็นปลาเค็มโดยที่ไม่ต้องแบ่งผลผลิตนี้ให้เจ้าของโพงพาง เพราะกระบวนการคัดแยกชนิดสัตว์น้ำต้องแข็งกับเวลา ต้องใช้คนหลายคนเข้ามาคัดแยกไม่เช่นนั้นสัตว์น้ำที่ได้มาจะเน่าเสีย เพราะในโพงพาง 1 ปากไม่ได้มีเพียงสัตว์น้ำ แต่มีเศษขยะต่างๆติดมาเป็นจำนวนมาก
เป็นรูปแบบของการทำโพงพางเฉพาะที่ไม่เหมือนที่อื่น ชาวบ้านยังรักษาวัฒนธรรมแห่งการเอื้อเฟื้อไว้กับชุมชน โพงพาง 1 ปากสร้างรายได้ต่อยอดให้คนที่อยู่บนฝั่ง 4-5 คน เป็นเช่นนี้มาเนิ่นนาน ด้วยการบ่มเพาะสังคมแห่งการแบ่งปันมากันมาเนิ่นนานผู้ประกอบอาชีพโพงพางด้วยกัน ได้รวมกลุ่มตั้งเงินกองทุนประมง เพื่อซ่อมโพงพางขึ้น ซึ่งทำมาแล้ว 1 ปีกว่า โดยเก็บลำเรือละ 400 บาท กรณีที่เรือลำไหนออกไปดักโพงพางแล้วขายสัตว์น้ำได้ โดยเฉลี่ยจะได้ครั้งละ 1,000-2,500 บาท เพราะบ่อยครั้งที่โพงพางแตกเสียหาย ต้องใช้เงินจำนวนเกือบหมื่นในการซ่อมแซม ซึ่งเป็นลักษณะของการระดมทุนช่วยเหลือ สำหรับการซ่อมโพงพาง โดยเก็บเรือละ 400 บาทเมื่อออกไปดักโพงพางเข้ามาแล้วขายสัตว์ทะเลได้ ส่วนเรือลำไหนที่ไม่ได้ไปดักโพงพางก็ไม่ต้องจ่าย เพราะบางครั้งโพงพางแตกเสียหายต้องใช้เงินทุนจำนวนมากในการซ่อมแซม ชุมชน
หากยกเลิกอาชีพโพงพางชาวบ้านใน ต.หาดสำราญจะได้รับผลกระทบจำนวนมาก เพราะชาวบ้านไม่มีที่ดินทำกินไม่มีสวนยาง ไม่มีที่ดินทำนา แม้ทางอำเภอจะสนับสนุนให้ประกอบอาชีพอวนลอย แต่คิดว่าอาชีพโพงพางเหมาะกับท้องทะเลแถบนี้ อีกทั้งการดัดโพงพางใน 1 เดือนทำแค่ 10 วันมีช่วงเวลาที่ให้สัตว์น้ำฟื้นตัว
แต่ทุกคนต้องเคารพกฎหมายแม้วันนี้จะยังไม่มีใครออกมาประกันรายไดว่าครั้นเปลี่ยนเครื่องมือจากโพงพางไปเป็นอวนลอยจะทำให้ชาวบ้านมีรายได้เท่าเดิม แต่เชื่อว่าชุมชนที่มีมีความโดดเด่นเรื่องของการช่วยเหลือเกื้อกูลจะปรับตัวรับกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น
13.874246
100.669851
http://www.dailynews.co.th/article/728/156669
วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน 2555 เวลา 00:00 น.
โครงการเวชนคร หรือ Medicopolกำหนดให้จ.ปราจีนบุรีเป็นเมืองสุขภาพนำร่องในภาคตะวันออก เกิดขึ้นจากแนวคิดเป็นแนวคิดของ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.มนตรี จุฬาวัฒนฑล ที่ปรึกษาศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) ที่ต้องการนำเสนอแนวทางการพัฒนาให้ไทยเป็นศูนย์สุขภาพครบวงจรอย่างแท้จริง ในปีแรกของการดำเนินโครงการ TCELS ได้ประสานความร่วมมือกับทางจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีความเป็นเมืองสุขภาพสูง ทั้งในส่วนของภูมิประเทศที่พื้นที่ส่วนใหญ่ยังเป็นธรรมชาติ มี อีกทั้งยังมีโรงพยาบาลที่มีศักยภาพสูงอย่างโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โดยเฉพาะการให้บริการสุขภาพและการพัฒนาสมุนไพรที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
ล่าสุดได้มีการลงนามความร่วมมือระหว่างTCELS โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร และจังหวัดปราจีนบุรี ดำเนินการตัดสร้างเวชนคร ให้เป็นโครงการนำร่องแห่งแรกของประเทศไทย
นายนเรศ ดำรงชัย ผู้อำนวยการ TCELS กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของความร่วมมือครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาให้เกิดโครงการเวชนคร ในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี อันจะนำไปสู่การพัฒนาเป็นศูนย์กลางส่งเสริมสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ให้กับชาวไทยและต่างประเทศ ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจและสังคมให้กับจังหวัดปราจีนบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง
นางสาวจิตรา พรหมชุติมา ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี กล่าวว่า การพัฒนาจังหวัดปราจีนบุรีให้เป็นเมืองสุขภาพนั้น เป็นหนึ่งในแผนพัฒนาจังหวัดอยู่แล้ว ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะทำให้การพัฒนาจังหวัดเป็นไปได้รวดเร็วขึ้น ทั้งนี้จังหวัดปราจีนบุรี มีพื้นที่ที่เหมาะสมเนื่องจากมีเขตที่มีพื้นที่อยู่ในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่มากที่สุด และในส่วนที่เป็นเขตติตต่อกับ จ.ปราจีนบุรีนั้น ยังเป็นพื้นที่เงียบ สงบ และยังคงความเป็นธรรมชาติอยู่มาก มีหลายพื้นที่ที่เหมาะสม ขณะนี้จังหวัดเองกำลังประสานเรื่องสถานที่อยู่ ซึ่งมีหลายแห่งที่น่าสนใจ
นายแพทย์เอนก พึ่งผล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรกล่าวว่า ในส่วนของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์นั้น ขณะนี้เราได้ดำเนินการอยู่ใน 3 มิติ คือ การให้บริการ การอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพร และการวิจัย การเลือกโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์เป็นแม่ข่ายในการดำเนินโครงการเวชนคร นั้น ถือเป็นความต่อเนื่องกับงานที่ทำ และจะสามารถพัฒนาศักยภาพให้เพิ่มขึ้นด้วย โดยในเบื้องต้นที่ได้หารือกับ TCELS ไว้ จ.ปราจีนบุรี เหมาะสมกับการ ส่งเสริมให้เกิดชุมชนที่มีสุขภาพที่ดีสามารถประกอบอาชีพได้เต็มที่ และดำรงชีวิตอย่างมีความสุข ซึ่งเป็นโมเดลการให้บริการกลุ่ม wellness ของโครงการ ส่วนในรายละเอียดนั้น จะได้หารือกันต่อไป
“คนไทยจะมีสุขภาพดี มีความสุขและสามารถปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในอนาคต ขณะเดียวกันการวิจัยและพัฒนาด้านชีววิทยาศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับการบริการทางการแพทย์และสุขภาพจะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าเวชภัณฑ์และผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศได้ อีกทั้งยังสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการขึ้นในประเทศไทย ทดแทนการนำเข้าส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านบริการสุขภาพถูกลง ประชาชนในประเทศสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการสุขภาพได้มากขึ้น ในอนาคตจะสามารถส่งออกสร้างรายได้เข้าประเทศได้ ทั้งนี้หาก Medicopolis ดำเนินการเต็มรูปแบบทั่วทุกภูมิภาค ประเทศไทยจะสามารถเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และบริการสุขภาพของอาเซียนได้ในที่สุด” ด้านศาสตราจารย์ ดร.มนตรี ที่ปรึกษา TCELS กล่าวถึงผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากโครงการเวชนคร
13.874246
100.669851
http://www.dailynews.co.th/article/728/156672
วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน 2555 เวลา 00:00 น.
“มะหาด มะตูม ขี้เหล็ก กระบก บัวบก บอระเพ็ด” หลากชื่อสมุนไพรที่คนไทยต่างคุ้นหูกันดี แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าสมุนไพรเหล่านี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง หากไม่ได้ลงไปศึกษาอย่างแท้จริง เพราะคนส่วนใหญ่อาจรู้เพียงกว้างๆ ว่า สมุนไพรเหล่านี้มีประโยชน์ต่อร่างกายไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
แต่สำหรับคนในชุมชนบ้านเชียงเหียน อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม สมุนไพรไม่ใช่แค่พืช ต้นไม้ หรือยาที่ใช้รักษาโรคเพียงอย่างเดียว แต่สมุนไพรคือส่วนหนึ่งของชีวิตของคนในชุมชนบ้านเชียงเหียน เพราะนอกจากจะช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชนด้วยการเก็บยาสมุนไพรขายแล้ว ยังเป็นครูผู้ให้ความรู้ เป็นหมอที่ช่วยรักษายามเจ็บป่วย และเป็นป่าที่ให้ร่มเงาและลมหายใจให้แก่คนในชุมชนด้วย เพราะครั้งหนึ่งป่าที่เคยอุดมสมบูรณ์เกือบต้องหมดไป จนสร้างความลำบากให้แก่ชาวบ้าน
ดร.อุษา กลิ่นหอม อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เล่าว่า บ้านเชียงเหียงเป็นชุมชนที่มีการเก็บยาสมุนไพรขายมายาวนานกว่า 70 ปีแล้ว โดยไม่มีการปลูกทดแทน ฟื้นฟู หรือการอนุรักษ์พืชสมุนไพร ทำให้สมุนไพรในป่าธรรมชาติและป่าของชุมชนลดน้อยลง หาเก็บขายได้ยากขึ้น บางชนิดสูญหายไปจากพื้นที่ ทำให้ต้องไปลักลอบเก็บสมุนไพรในป่าอื่น จึงเกิดความขัดแย้งต่างๆขึ้น
ในปี 2548 ได้เริ่มศึกษาสถานการณ์สมุนไพรในบ้านเชียงเหียน พบว่า มีหมอยาสมุนไพรพื้นบ้านกว่า 20 คน และผู้ค้าสมุนไพรในพื้นที่กว่า 100 ครอบครัว มีตำรับยาสมุนไพรที่ใช้ในการรักษาโรค 17 ตำรับ พืชสมุนไพร 160 ชนิด และมีพืชสมุนไพรสูญหายแล้ว 75 ชนิด และอีกหลายชนิดใกล้สูญพันธุ์
“จากการพูดคุยกับชาวบ้านถึงเส้นทางของสมุนไพร ที่มาและขายไปมีเยอะมาก ขายกันจนสามารถสร้างบ้านซื้อรถได้ บางคนไปหาเก็บสมุนไพรไกลถึงพม่า ลาว กัมพูชา จึงได้ปรึกษากับพ่อบุรี ขัติยวงศ์ หมอพื้นบ้านว่า ถ้าต้องไปหาสมุนไพรไกลขนาดนั้นจะไม่ลำบากเกินไปหรือ สุดท้ายจึงจัดทำโครงการปลูกป่าสมุนไพรขึ้น” ดร.อุษา กล่าว
ต่อมาในปี 2550 นักวิชาการสถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช ชาวบ้าน และชาวบ้าน โดยได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิสุขภาพไทย ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผ่านแผนงานพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพเพื่อการพึ่งพาตนเองของชุมชน และแผนงานสร้างเสริมระบบสุขภาพชุมชนด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ โดยมีคุณวีรพงษ์ เกรียงสินยศ มูลนิธิสุขภาพไทย ให้คำแนะนำและร่วมผลักดันอย่างเต็มที่ ร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ทดลองปลูกป่าสมุนไพรในพื้นที่ของวัดป่าประชาสงเคราะห์ กว่า 30 ไร่ ซึ่งได้รวบรวมความรู้และปลูกพืชสมุนไพรที่ใช้ในการรักษาโรคและจำหน่ายตามตำรับพื้นบ้าน 17 ตำรับ มีสมุนไพรมากถึง 57 ชนิด
รศ.ดร.โรจน์ชัย ศัตรวาหา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช อธิบายหลักสำคัญในการปลูกป่าสมุนไพรว่า ต้องคำนึงถึง 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.ภูมิหลังและประวัติความเป็นมาของป่าแห่ง 2.ความพอดีของสภาพดิน น้ำ อากาศ อาหาร เพื่อให้สมุนไพรเจริญเติบโตได้ดีขึ้น 3.ปริมาณของพื้นที่ในบรรจุความหลากหลายของสมุนไพร 4.บทบาทและประโยชน์ของสมุนไพรต่อพื้นที่ที่ปลูก ต้องไม่หวังผลการเป็นยาสมุนไพรเพียงอย่างเดียว และ 5.การเก็บเกี่ยวมาใช้ประโยชน์ของสมุนไพร โดยต้องพิจารณาตามความจำเป็น ความเหมาะสม และความสมบูรณ์ของพื้นที่ป่า โดยต้องไม่อิงกับความต้องการของตลาดมากจนเกินไป
เมื่อการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าบ้านเชียงเหียนเติบโต จึงได้มีการพัฒนาการอนุรักษ์ป่าเข้าสู่เศรษฐกิจของชุมชน และพัฒนาป่าให้เป็นศูนย์การเรียนรู้บ้านเชียงเหียง ซึ่งแบ่งพื้นที่ป่าออกเป็น 3 ลักษณะ ได้แก่ 1.ป่าสมุนไพรตำรับบ้านเชียงเหียน 2.ป่าเชิงนิเวศ และ 3.ป่าสมุนไพรเศรษฐกิจ โดยขณะนี้ป่าสมุนไพรดำรับบ้านเชียงเหียน และป่าเชิงนิเวศ กำลังอยู่ในช่วงการเจริญเติบโต ซึ่งต้องอาศัยระยะเวลา 5-15 ปีขึ้นไป ส่วนการใช้สอยชาวบ้านจะอาศัยพื้นที่ป่าสมุนไพรเศรษฐกิจในการค้าขายยาสมุนไพร ซึ่งจะมีการปลูกทดแทนทุกครั้ง โดยตั้งคณะกรรมการหมู่บ้านในการส่งคนเข้าไปดูแลป่าด้วยเพื่อที่คนกับป่าจะได้อยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน
13.874246
100.669851
http://www.dailynews.co.th/article/728/155364
วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน 2555 เวลา 00:09 น.
เหตุการณ์น้ำท่วมในจังหวัดสุโขทัย พิษณุโลกไล่มาจนถึงอ่างทอง จ.พระนครศรีอยุธยา สาเหตุมาจากปัญหาฝนตกหนักจนทำให้น้ำล้นตลิ่งเอ่อท่วมบ้านเรือน ปรากฏการณ์ของปริมาณน้ำฝนที่มากและตกเป็นหย่อมเป็นสิ่งที่ในอดีตไม่เคยมี สัมพันธ์กับพื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทยลดลงเป็นจำนวนมาก ฝนที่มากขึ้นกับพื้นที่ป่าที่หายไปไม่มีตัวช่วยในการซับน้ำและชะลอการไหลของน้ำ
ในวาระครบรอบรำลึก 22 ปี สืบ นาคะเสถียร มูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้จัดทำรายงานพิเศษขึ้น ในหัวข้อ “สถานการณ์ป่าไม้ไทย” ในเว็บไซต์ มูลนิธิสืบฯ จากข้อมูลจนถึงปัจจุบันพบว่า พื้นที่ป่าประเทศไทยน่าจะเหลืออยู่ 171,586 ตารางกิโลเมตร หรือ ประมาณร้อยละ 33 ของพื้นที่ที่ดินประเทศไทย เมื่อเทียบกับเนื้อที่ป่าเมื่อ 50 ปีที่ผ่านมาจะมีเนื้อป่าลดลงไปถึงร้อยละ 50 ของที่เคยมี ช่วงเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยทำลายป่าไปในพื้นที่ 1/3 ของเนื้อที่ประเทศไทย ประมาณ 155,885 ตารางกิโลเมตร หรือ เท่ากับ 56 เท่าของพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง
จากอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยเคยมีจังหวัดต่าง ๆ ที่ปกคลุมด้วยป่าไม้เกือบทั้งจังหวัดประมาณ 18 จังหวัด และมีเนื้อที่ป่าไม้มากกว่าครึ่งหนึ่งของเนื้อที่ 23 จังหวัด ปัจจุบันเหลือจังหวัดที่มีป่าไม้ปกคลุมมากกว่า 70% อยู่ 5 จังหวัด และมีจังหวัดที่ป่าไม้ปกคลุมมากกว่าครึ่งหนึ่งของเนื้อที่ 8 จังหวัด
มาตรการจัดการป่าของประเทศไทย คือ การประกาศป่าสงวนแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ 2507 แต่เนื่องจากเป็นมาตรการที่มุ่งในการควบคุมพื้นที่ป่าเพื่อการใช้ประโยชน์จากป่าเป็นสำคัญ ทั้งการให้สัมปทานไม้ในอดีต (สิ้นสุดเมื่อปี 2531 หลังเกิดดินถล่มจากการตัดไม้ทำลายป่าและกระแสอนุรักษ์ในช่วงการต่อต้านเขื่อนน้ำโจน) และยังคงมีการอนุญาตให้เข้าใช้ประโยชน์หรือกระทั่งอยู่อาศัยในพื้นที่
ดังนั้นพื้นที่ป่าสงวนที่ถูกประกาศปัจจุบันจึงมีพื้นที่ลดลงอย่างรวดเร็ว (ในปัจจุบันมีพื้นที่ที่ประกาศเป็นป่าสงวนอยู่ราว 45% หรือ กว่า 230,000 ตารางกิโลเมตร แต่มีพื้นที่ป่าเหลือจริงอยู่เพียง 171,586 ตารางกิโลเมตร หรือร้อยละ 70 ดังนั้นแสดงว่ามีเนื้อที่ป่าสงวนถูกใช้ประโยชน์ไปถึงประมาณ 30% การอนุรักษ์ป่าที่ได้ผลมากกว่าการประกาศป่าสงวนคือ การประกาศเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ หรือ พื้นที่คุ้มครอง ได้แก่ อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า วนอุทยาน เขตห้ามล่าสัตว์ป่า รวมถึง สวนรุกขชาติและสวนพฤกษศาสตร์
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีการประกาศพื้นที่ป่าอนุรักษ์รวมแล้วประมาณ 103,810 ตารางกิโลเมตร หรือ 20% ของเนื้อที่ประเทศไทย โดยน่าจะมีเนื้อที่ป่าจริงประมาณกว่า 15% และพื้นที่ป่าจำนวนนี้
การสูญเสียป่าไม้เมื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบเป็นรายจังหวัดจากอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยมีจังหวัดที่เคยมีป่าไม้มากปกคลุมกว่า 70% แต่ปัจจุบันสูญเสียไปเกือบทั้งหมด คือ จังหวัดกำแพงเพชร สกลนคร และชุมพร นับเป็นพื้นที่ที่สูญเสียป่าไม้รุนแรงมาก ส่วนจังหวัดที่ป่าไม้ปกคลุมอยู่มากและมีการสูญเสียป่าไม้ ราว ๆ ครึ่งหนึ่ง ได้แก่ เพชรบูรณ์ ประจวบคีรีขันธ์ พังงา สตูล กาฬสินธุ์ นครพนม นครราชสีมา หนองคาย ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง กระบี่ ตรัง แต่อย่างไรก็ตามจังหวัดอื่น ๆ ก็มีเนื้อที่ป่าลดลงอย่างมากเช่นกัน
ในปัจจุบันเนื้อที่ป่าไม้ในประเทศไทยน่าจะมีแนวโน้มสูงขึ้น ประมาณ 3% ของเนื้อที่ประเทศไทยจากสถิติในช่วง 2549-2552 แต่เมื่อพิจารณาในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ พบว่า มีจังหวัดที่ยังมีเนื้อที่ป่าลดลงมาก (เกิน 5% ของเนื้อที่จังหวัด ได้แก่ จังหวัด สตูล ตาก น่าน แพร่ นครพนม ตราด ประจวบคีรีขันธ์)
โดยเฉพาะจังหวัดตาก และน่าน เป็นพื้นที่รับน้ำของเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งมีผลต่อการชะลอน้ำท่าจากพายุฝนที่จะไหลลงเขื่อนอย่างรวดเร็ว และป้องการกัดเซาะหน้าดินลงอ่างเก็บน้ำ ที่น่าจะมีผลต่ออุทกภัยในปี 2554 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ จังหวัดกำแพงเพชร เชียงราย พะเยา แม่ฮ่องสอน ลำพูน สุโขทัย กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ มุกดาหาร ยโสธร สกลนคร อุดรธานี ระยอง และ ตรัง ก็มีเนื้อที่ป่าที่ลดลงมากเช่นกัน
หาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ (ประเทศไทย) กล่าวว่า แผนการจัดการน้ำท่วมของภาครัฐไม่ให้ความสำคัญของป่า ไม่อธิบายว่าปริมาณน้ำฝนที่ตกเพิ่มขึ้นป่าไม่สำคัญ ทำให้แผนปฏิบัติด้านป่าไม้ไม่ต่อเนื่อง ทั้ง ๆ ที่พื้นที่ป่าไม้ลดลงประกอบกับปริมาณฝนตกเฉพาะจุดมากขึ้น อีกทั้งไปเปลี่ยนระบบนิเวศทางน้ำ เปลี่ยนพื้นที่รับน้ำเป็นคอนกรีตมากขึ้น ปรากฏว่าไม่มีพื้นที่ซึมของน้ำหรือพื้นที่รับน้ำเพียงพอกับปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมา จึงทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่เขตเมืองมาก วิธีการป้องกันน้ำท่วมที่ผ่านมามองเพียงแค่การขุดคลองให้ใหญ่ขึ้น ทำให้คลองระบายน้ำมากขึ้น แต่ไม่สมดุลกับปริมาณฝนที่ตกลงมา ทำให้น้ำไหลแรงขึ้น เกิดปัญหาการกัดเซาะริมตลิ่งพัง
ดังนั้นเมื่อจะวางแผนให้การจัดการน้ำให้ครอบคลุม ต้องเปิดโอกาสให้ชุมชนแต่ละพื้นที่ลุ่มน้ำวางแผนกันเองให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมนั้น ๆ บางพื้นที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องไม่ใช่ดูแต่ลำน้ำใหญ่บางจุดที่มีการสร้างถนนแล้วขวางทางน้ำจำเป็นต้องเปิดเป็นทางไหลของน้ำ แต่ปรากฏว่าข้อเสนอเหล่านี้ไม่ได้ถูกวางแผนการใช้ ไม่สนใจว่าจะต้องเปิดถนน แต่สร้างถนนยกให้สูงขึ้น ขวางทางน้ำมากขึ้นทำให้เกิดน้ำท่วมเป็นจุดและบางจุดที่ยกถนน บางพื้นที่ไม่เคยถูกน้ำท่วมเมื่อยกถนนก็จะถูกน้ำท่วมมากขึ้น
“กรณีน้ำท่วมสุโขทัย น้ำฝนที่ตกลงมาใต้ จ.แพร่ลงมา สุโขทัยไม่ใช่มีปัญหาท่วมซ้ำซากแล้งซ้ำซาก แต่เป็นน้ำท่วมทุกปีอยู่แล้วเพราะเป็นที่ลุ่ม น้ำท่วมวันนี้ 3-4 วันจะไปโทษว่าแก่งเสือเต้นไม่ได้สร้าง มันไม่ถูกต้อง 100 เปอร์เซ็นต์ แก่งเสือเต้นไม่รับประกันได้ว่าจะช่วยป้องกันน้ำท่วมได้ในกรณีที่เกิดฝนตก แต่วันนี้สามารถยืนยันได้ว่าจุดที่น้ำท่วมใต้จังหวัดแพร่ลงมา เหมือนกับลำน้ำปิงเรามีเขื่อนภูมิพลแต่น้ำก็ยังน้ำท่วมประชาชนที่อยู่ริมน้ำปิง เวลาน้ำท่วมมี รมต.มาพูดจะสร้างแก่งเสือเต้นประเด็นนี้ทำให้ประชาชนสับสน 20 ปีที่ผ่านมาก็เป็นเช่นนี้เพราะไม่นำข้อมูลมาตัดสินใจให้ถูกต้องแบบวิชาการ ถ้ามีเขื่อนแล้วดีจริงถามย้อนกลับไปว่าเขื่อนที่มีแล้วทำไมป้องกันน้ำท่วมไม่ได้” ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ (ประเทศไทย) กล่าว
แม้พื้นที่ป่าซับน้ำได้บางส่วนแต่ไม่เหมือนกับแหล่งเก็บน้ำที่ให้ผลงานเป็นรูปธรรมแก่พรรคการเมือง ถ้ามีป่าจะทำให้อัตราการไหลของน้ำช้าลงเกิดความสมดุลในธรรมชาติ ไม่สายเกินไปที่จะเร่งรัดนโยบายอย่างเข้มข้นการรักษาพื้นที่ป่าและเพิ่มพื้นที่ให้มากขึ้น.
13.874246
100.669851
http://www.dailynews.co.th/article/728/155361
วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน 2555 เวลา 00:00 น.
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร และเครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบ กทม. เปิดเวทีสมัชชาแรงงานนอกระบบ กทม.
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร และเครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบ กทม. เปิดเวทีสมัชชาแรงงานนอกระบบ กทม. แลกเปลี่ยนมุมมอง “สุขภาวะแรงงานนอกระบบ : รวยกระจุก ทุกข์กระจาย vs สุขกระจาย รายได้เพิ่ม” เพื่อนำไปสู่การกำหนดนโยบายร่วมกันระหว่างแรงงานผู้ประกอบอาชีพในชุมชน
นางทยา ทีปสุวรรณ รองผู้ว่าฯกทม. กล่าวว่า ผู้ประกอบอาชีพในชุมชน (แรงงานนอกระบบ) ได้แก่ ผู้ประกอบอาชีพขับรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ขับรถแท็กซี่ ตัดเย็บเสื้อผ้า หาบเร่แผงลอย ซาเล้ง โดย กทม. จะส่งเสริมและพัฒนาความมั่นคงในอาชีพรายได้ สุขภาพความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมในการทำงาน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของ กทม. ดังนั้น กทม. จะนำข้อเสนอจากสมัชชาแรงงานนอกระบบ ไปหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือสำนักพัฒนาสังคม สำนักอนามัย ภายใต้สังกัด กทม. กระทรวงแรงงานสำนักงานหลักประกันสุขภาพเขตพื้นที่กรุงเทพฯ กระทรวงคมนาคม
ทั้งนี้ สสส. ตระหนักถึงคุณค่าของแรงงานนอกระบบซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจของประเทศ โดยคิดเป็นร้อยละ 45.6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ รองผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า สสส. ได้สนับสนุนการดำเนินงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบผ่านแผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน โดยความร่วมมือระหว่างศูนย์ประสานงานเครือข่ายแรงงานนอกระบบ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านอาชีวอนามัย การจัดการอาชีพ และสวัสดิการมาตั้งปี พ.ศ. 2552 เป็นต้นมา โดยปฏิบัติร่วมกับกลุ่มอาชีพที่อาศัยอยู่ในชุมชนต่าง ๆ ครอบคลุม 10 เขตควบคู่กับการสร้างองค์ความรู้จากกระบวนการทำงานที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย
ด้าน นางสุจิน รุ่งสว่าง ประธานศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบ กล่าวถึงข้อเรียกร้องของแรงงานนอกระบบว่า 1.ให้สนับสนุนการทำงานแบบบูรณาการเพื่อเสริมศักยภาพกระบวนการทำงานของหน่วยงาน องค์กรแรงงานนอกระบบ โดยคำนึงถึงสุขภาพ ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมในการทำงาน และเสนอให้ กทม. ควรสมัครเข้าร่วมกองทุนสุขภาพท้องถิ่นและสมทบงบประมาณกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในการดูแลสุขภาพแรงงานนอกระบบใน กทม. 2. เพิ่มโอกาสให้แรงงานนอกระบบกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ได้เข้าถึงและใช้สิทธิและบริการตามนโยบายที่มีอยู่ของ กทม. และหน่วยงานภาครัฐ โดยต้องขจัดข้อจำกัดเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคอย่างมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน 3. สนับสนุนให้มีการกำหนดนโยบายใหม่ เพื่อพัฒนากลไกและรูปแบบการเข้าถึงการคุ้มครอง ดูแล ตามสิทธิ และบริการที่เหมาะสม
แรงงานนอกระบบอาชีพขับรถแท็กซี่สาธารณะที่เข้าร่วมงานสมัชชา นายเขษมศักดิ์ มีสะอาด เล่าว่า การผลักดันให้มีบริการรักษาสุขภาพที่ฟรีให้กับกลุ่มผู้ประกอบการรถแท็กซี่ทั่วไป โดยกรมอนามัยจัดให้มีการออกบัตรประกันสุขภาพให้โดย กทม. สามารถรักษาฟรีได้ที่อนามัย และโรงพยาบาลในสังกัดของ กทม. ถ้าทำในส่วนนี้ได้ถือว่าดีมากตนจะได้มีหลักประกันในสุขภาพ ความปลอดภัยในการทำงาน รวมถึง
รายได้ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอีกด้วย ในส่วนของข้อเรียกร้องต่อ กทม.ต้องการได้เงินทุนเพื่อมาเปิดอู่ซ่อมบำรุงรถแท็กซี่ โดยคิดค่าบริการเปลี่ยนอะไหล่ ค่าแรงที่ถูกลงกว่า 30–40% ให้บริการโดยกลุ่มทำงานเพื่อจิตอาสาที่ไม่ผ่านนายทุน เพื่อช่วยเหลือผู้ขับรถแท็กซี่สาธารณะ ตอนนี้มีความพร้อมแล้ว กว่า 90%
การประกอบการอาชีพโดยความสุจริตนั้น เป็นสิ่งที่ดีแล้วส่งผลต่อร่างกาย จิตใจ อารมณ์ที่ดี มีสุขอนามัย สุขภาวะที่ดี ได้รับความปลอดภัย จะส่งผลต่อสถาบันครอบครัวเมื่อครอบครัวเข้มแข็งคนในสังคมก็มีต้นทุนที่ดีสามารถเป็นกำลังหลักของประเทศชาติได้ต่อไปภายภาคหน้า.
13.874246
100.669851
http://www.dailynews.co.th/article/728/155362
วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน 2555 เวลา 00:00 น.
เหตุการณ์ไฟป่าลุกไหม้พื้นที่เขตอุทยานธรรมชาติวิทยา ตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี นับหมื่นไร่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ได้สร้างความเสียหายให้กับต้นไม้หลากหลายพันธุ์
เหตุการณ์ไฟป่าลุกไหม้พื้นที่เขตอุทยานธรรมชาติวิทยา ตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี นับหมื่นไร่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ได้สร้างความเสียหายให้กับต้นไม้หลากหลายพันธุ์
อุทยานธรรมชาติวิทยาฯ จึงได้ร่วมกับ บมจ.ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต จัดกิจกรรม “ป่างาม น้ำใส ร่วมใจ รักษ์ป่า” ปี 5 นำอาสาสมัครพนักงาน และตัวแทนกว่า 100 คน ร่วมกับเยาวชน โรงเรียนสิน แร่สยาม รวมพลังปลูกต้นไม้ เพื่อพลิกฟื้นผืนป่าต้นน้ำของอุทยานฯ มีเป้าหมายเพื่อฟื้นธรรมชาติบริเวณนี้ให้กลับมาสวยงามดังเดิมอีกครั้ง
กิจกรรมในครั้งนี้อาสาสมัครและเยาวชนจากสินแร่สยาม ได้เดินเท้าขึ้นเขารวมระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร เพื่อนำกล้าไม้ลงปลูกทดแทนบริเวณพื้นที่ ที่ได้รับความเสียหายจากไฟป่า จำนวนกว่า 1 พันต้น รวมทั้งเรียนรู้ทรัพยากรธรรมชาติ ผ่านฐานกิจกรรมด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติ อาทิ ฐานพลังงานรักษ์โลก เรียนรู้ด้านการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ในโรงอบกล้วยตาก ฐานทรัพย์ในดิน หิน แร่ ฟังการบรรยาย ให้ความรู้ ในเรื่องการทำเหมืองแร่ ในพื้นที่เขตอำเภอสวนผึ้ง ฐานแรลลี่สมุนไพร ค้นหาสรรพคุณพืชสมุนไพรที่สำคัญในเขตพื้นที่อุทยานธรรมชาติวิทยาฯ ชนิดต่าง ๆ
และฐานเรียนรู้ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพฯ เพื่อให้อาสาและเยาวชน ได้ศึกษาความเป็นมาของอุทยานธรรมชาติวิทยา ตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเกิดจากการที่พระองค์ทรงสนพระทัยในการศึกษาสภาพธรรมชาติ ทั้งยังทรงเล็งเห็นว่าควรมีการอนุรักษ์ฟื้นฟู สภาพป่า และธรรมชาติไว้ให้เยาวชนและราษฎรในท้องถิ่น ตลอดจนผู้ที่สนใจได้ใช้เป็นสถานที่ศึกษาเรียนรู้ โดยเริ่มมีกิจกรรมปลูกป่าชุมชน ในตำบลสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี และดำเนินไปสู่การจัดเป็นสถานที่อบรมให้ความรู้แก่นักเรียนและประชาชน
เด็กหญิงพิศมัย พอทู นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เยาวชนหัวใจสีเขียวโรงเรียนสินแร่สยาม กล่าวว่า หลังจากเหตุการณ์ไฟป่าที่ผ่านมา เธอได้มีโอกาสมาปลูกต้นไม้ทดแทนพื้นที่ที่ถูกไฟป่าร่วมกับทางโรงเรียนมากว่า 3 ครั้งแล้ว และพร้อมจะร่วมไม้ร่วมมือ เพื่ออนาคตเธอจะได้เห็นธรรมชาติที่งดงามและคงอยู่ตลอดไป.
13.874246
100.669851
http://www.dailynews.co.th/article/728/155363
วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน 2555 เวลา 00:00 น.
ฉลากสิ่งแวดล้อมอีพีดี (Environmental Product Declaration : EPD) คือเครื่องหมายที่ออกมารับรองสินค้า ที่มีระบบการผลิตตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางล้วนเป็นมิตรกับโลก
ฉลากสิ่งแวดล้อมอีพีดี (Environmental Product Declaration : EPD) คือเครื่องหมายที่ออกมารับรองสินค้า ที่มีระบบการผลิตตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางล้วนเป็นมิตรกับโลก ไม่ต่างกับฉลากโภชนาการผนวกกับตารางส่วนประกอบของอาหาร โดยให้ข้อมูลครอบคลุมวัฏจักรชีวิตของวัสดุ ตั้งแต่การผลิตจนถึงการนำกลับมาใช้ใหม่ บริษัทที่จะได้เครื่องหมายเหล่านี้ไปแปะบนสินค้า ต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างละเอียดตั้งแต่การเลือกใช้วัตถุดิบ การผลิตที่พอดี ที่ใช้ พลังงาน น้ำ ไฟ อัตราการก่อมลพิษ และปริมาณขยะ
อินเตอร์เฟซผู้นำธุรกิจพรมแผ่น นับเป็นบริษัทรายแรกของไทยที่ได้รับฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 3 อีพีดี (Environmental Product Declaration) ด้วยจุดต่างใช้เส้นใยที่ผลิตจากข้าวโพดและถั่วเหลือง ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา เพิ่มการใช้วัสดุชีวภาพในการผลิตจากร้อยละ 4 ขึ้นเป็นร้อยละ 44 ในปีที่ผ่านมา และเมื่อเร็ว ๆ นี้ในกระบวนการผลิตยังได้นำเส้นใยที่ผลิตจากแหอวนที่เป็นขยะในทะเลมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตพรมด้วย
นอกจากนี้บริษัทได้ก่อตั้งโครงการ ReEntry เพื่อนำพรมแผ่นทั้งที่เหลือเศษในการผลิต และผ่านการใช้งานจนหมดอายุแล้วมาแยกส่วนและกลับเข้าสู่กระบวนการเพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตพรมแผ่นต่อไป ตั้งแต่ปี 2538 เป็นต้นมา โครงการนี้สามารถลดปริมาณขยะจากพรมแผ่นได้แล้วถึง 114,677 ตัน
นับตั้งแต่การดำเนินการอย่างเป็นระบบ บริษัทสามารถลดก๊าซเรือนกระจกลงไปแล้วร้อยละ 32 เมื่อเทียบกับปี 2535 ต่ำกว่าบรรทัดฐานที่กำหนดไว้ 22,000 ตัน และเทียบเท่ากับปริมาณคาร์บอนที่ต้นไม้ 565,000 ต้น โดยต้องใช้เวลาดูดซับถึง 10 ปี นอกจากนี้ ในส่วนของพลังงาน ประมาณร้อยละ 31 ของพลังงานที่อินเตอร์เฟซใช้ในการผลิต เป็นพลังงานทดแทน
นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1996 บริษัทลดการใช้น้ำลงไปแล้วกว่าร้อยละ 84 ทั้งในส่วนของโรงงาน สำนักงาน โชว์รูม และคลังสินค้า
ทั้งนี้ฉลากผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของโลกแบ่งเป็น 3 ประเภทหลัก คือ1. ฉลากให้การรับรองโดยสถาบัน หรือองค์กรภาครัฐในระดับประเทศ โดยอ้างอิงหลักเกณฑ์ตาม ISO 14024 เช่น ฉลากเขียวของไทย, EU Flower ของกลุ่มประเทศ EU, Green Seal ของสหรัฐอเมริกา หรือฉลาก Eco Mark ของญี่ปุ่น 2. ฉลากให้การรับรองโดยบริษัท หรือยืนยันผลิตภัณฑ์ของตนเอง โดยอ้างอิงหลักเกณฑ์ตาม ISO 14021 เช่น ฉลาก SCG eco value ของเอสซีจี, ฉลาก eco ของฮิตาชิ, ฉลาก eco ideas ของพานาโซนิค กรุ๊ป 3. ฉลากให้การรับรองหรือยืนยันผลิตภัณฑ์โดย Third Party โดยดูทั้งวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์โดยอ้างอิงหลักเกณฑ์ตาม ISO 14025 เช่น ฉลาก Eco Leaf ของญี่ปุ่น, ฉลาก EPD ของสวีเดน และฉลาก EDP ของเกาหลี (ข้อมูลบางส่วนจากเว็บไซต์ http://www.scgexperience.co.th/).
13.874246
100.669851