เศรษฐพุฒิ - วิศิษฐ์
“เศรษฐพุฒิ-วิศิษฐ์” วิเคราะห์วิกฤติหนี้ยุโรปปัญหาต่ำชั้นวิกฤติซับไพร์ม แต่ยอมรับช่วงสั้น นักลงทุนจะเทขายหุ้นทั่วโลกไปอีกระยะหนึ่ง รวมทั้งตลาดหุ้นไทย วิ่งหาสินทรัพย์ปลอดภัย ดอลลาร์-ทองคำ แต่เชื่อว่าหุ้นไทยจะทรุดไม่มากเพราะพื้นฐานยังดี และอนาคตเงินจะวิ่งจากยุโรกลับมาเอเชีย…
นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวถึง ปัญหาวิกฤติหนี้ยุโรปที่กำลังลุกลามมากขึ้นรอบนี้ ประเมินว่า ความเสียหายจะน้อยกว่าหรือต่ำกว่าวิกฤติซับไพร์มที่เป็นต้นเหตุวิกฤติ เศรษฐกิจสหรัฐฯ เพราะขนาดสินเชื่อและขนาดเศรษฐกิจสหรัฐฯมีมูลค่าที่ใหญ่กว่าเศรษฐกิจสหภาพ ยุโรป (อียู) และประเทศในยุโรปที่มีปัญหาขณะนี้ 4 ประเทศ มีขนาดเศรษฐกิจเพียง 15% ของจีดีพี กลุ่มประเทศยุโรปทั้งหมด ทั้งนี้ ขนาดของจีดีพีสหรัฐฯ ณ สิ้นปี 52 อยู่ที่ 14.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ขนาดจีดีพี ของอียูรวมอยู่ที่ 12.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็น 86% ของจีดีพีสหรัฐฯ
“สิ่งที่คนกลัวขณะนี้ คือ ผลกระทบต่อธนาคารหรือสถาบันการเงิน ซึ่งพบว่าเจ้าหนี้ที่ถือพันธบัตรของ 4 ประเทศที่มีปัญหา และจำนวนเม็ดเงินของหนี้ ถือว่าไม่มากเมื่อเทียบ กับมูลหนี้หรือมูลค่าเงินที่เกิดความเสียหายในปัญหาซับไพร์ม เพราะรอบวิกฤติซับไพร์มโหดร้ายมาก แบงก์ขนาดใหญ่ของโลกล้มหายไปเยอะมากและล้มทุกวัน แต่คราวนี้คงมีแบงก์ล้มบ้าง แต่คงไม่มากและไม่ใหญ่เท่ารอบที่แล้ว”
นาย เศรษฐพุฒิระบุด้วยว่า แม้วิกฤติหนี้ยุโรปไม่มีผลกระทบมากเท่ากับตอนวิกฤติ การเงินสหรัฐฯ แต่เชื่อว่าจะมีข่าวที่ไม่ดีที่มีผลต่อความเชื่อมั่นในตลาดการเงินและตลาด หุ้นออกมาเป็นระลอก ซึ่งจะทำให้นักลงทุนเกิดความไม่ไว้วางใจ ระแวงกัน ไม่กล้าลงทุน หรือไม่ปล่อยกู้ เพราะไม่รู้ว่าสถาบันการเงินไหนจะมีปัญหาจากการไปลงทุนหรือปล่อยกู้ให้กับ ประเทศที่มีปัญหา เช่น กรีซ เรารู้ว่าเจ้าหนี้รายใหญ่ของกรีซ คือฝรั่งเศสกับเยอรมนี แต่ไม่รู้ว่าสถาบันการเงินใดที่มีธุรกรรมกับสถาบันการเงินเยอรมนีและ ฝรั่งเศสบ้าง
กระทบเศรษฐกิจ ไทยไม่มาก
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า คงไม่กระทบมากแต่ข่าวที่ไม่ดีต่างๆ จะทำให้คนกลัว และนักลงทุนเกิดความไม่มั่นใจ ทำให้ตลาดเงินและตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทยผันผวน จากการขายของนักลงทุนต่างชาติเพื่อไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูง แต่ตลาดหุ้นไม่น่าปรับตัวลงแรงมากเหมือนวิกฤติซับไพร์ม ทั้งนี้ ในช่วงวิกฤติซับไพร์ม ดัชนีหุ้นไทยร่วงลงจากระดับสูงสุดที่ 915 จุดเมื่อวันที่ 29 ต.ค.50 ลงมาแตะจุดต่ำสุดที่ 384 จุด วันที่ 29 ต.ค.ปี 51 ลดลงถึง 531 จุด
“ตอนซับไพร์มหุ้นลงแรงเพราะคนกลัวแบงก์ล้ม แต่หลังรัฐบาลประเทศต่างๆ อัดเม็ดเงินออกมาและค้ำประกันหนี้จึงทำให้คนกลับมาเชื่อมั่น แม้คราวนี้ปัญหานี้จะเป็นของภาครัฐ แต่เชื่อว่าประเทศใหญ่ๆอย่างฝรั่งเศสและเยอรมนีที่มีฐานะการคลังแข็งแกร่งคง ไม่สะเทือนมาก ขณะที่ประเทศไทย เงินคงไม่ถึงขั้นไหลออกจากตลาดหุ้นในเอเชีย รวมทั้งไทยจนหมด และเงินดอลลาร์ก็ยังไหลเข้าไทยเยอะ จากการส่งออกที่สูง และยังเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ดังนั้น ค่าเงินและตลาดหุ้นคงไม่ถึงกับร่วงระเนระนาด”
เห็นโอกาสเงินยุโรปวิ่งกลับเอเชีย
ด้านนาย วิศิษฐ์ องค์พิพัฒน์กุล กรรมการบริหาร บล.ทรีนีตี้ ได้วิเคราะห์ความร้ายแรงวิกฤติ ซับไพร์มสหรัฐฯเทียบกับวิกฤติหนี้ยุโรปครั้งนี้ว่ามีความแตกต่างกัน 5 ปัจจัย ที่ทำให้เห็นว่า วิกฤติหนี้ยุโรปครั้งนี้รุนแรงและมีผลกระทบน้อยกว่าซับไพร์ม เพราะ 1. ช่วงเกิดวิกฤติซับไพร์ม ดอกเบี้ยทั่วโลกอยู่ในระดับสูง ทำให้ต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงต่อเนื่อง ทำให้ขณะนี้ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำและเกือบเป็นศูนย์
ขณะที่ 2. วงจรเศรษฐกิจขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงการฟื้นตัว แถม 3. ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับต่ำประมาณ 70 เหรียญฯต่อบาร์เรล เทียบกับในช่วงวิกฤติซับไพร์มราคาน้ำมันดิบขึ้นไปสูงถึง 130-140 เหรียญฯ ปัจจัยที่ 4. ขณะนี้มีเกิดแรงกดดันเงินเฟ้อ นอกจากนี้ 5. ช่วงวิกฤติซับไพร์มอสังหาริมทรัพย์กำลังตกต่ำทั่วโลก แต่ขณะนี้ได้ค่อยๆฟื้นตัวแล้วโดยได้ผลดีจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำด้วย
นาย วิศิษฐ์ยังเปรียบเทียบว่า ผลวิกฤติซับไพร์มสถาบันการเงินสหรัฐฯและของโลกล้มหาย ตายจากจำนวนมาก แต่วิกฤติหนี้ยุโรป หากเกิดกรณีเลวร้ายสุดคือ กรีซ, สเปน, โปรตุเกสและอิตาลี ไม่สามารถจ่ายหนี้ได้หรือเป็นหนี้สูญถึง 50% จะส่งผลกระทบต่อเงินทุนของระบบธนาคารในยุโรป 50% ของเงินทุนทั้งหมด ซึ่งคิดเป็นเงินประมาณ 549,000 ล้านเหรียญฯ ส่วนกรณีซับไพร์มรัฐบาลสหรัฐฯต้องใช้เงินฟื้นฟูหนี้สถาบันการเงินต่างๆ สูงถึง 787,000 ล้านเหรียญฯ และด้วยปัจจัยต่างๆที่เป็นบวก คือ อัตราดอกเบี้ยต่ำ วงจรเศรษฐกิจยังเป็นขาขึ้น การพลิกฟื้นหรือแก้ ปัญหาต่างๆจะมีโอกาสดีกว่าช่วงวิกฤติซับไพร์ม
จี้รวมพลังอย่าให้ล้มครืน
สำหรับผลกระทบต่อ เงินทุนเคลื่อนย้ายนั้น มองว่าผลจากวิกฤติหนี้ยุโรปครั้งนี้ ระยะสั้นค่าเงินเหรียญฯมีโอกาสแข็งขึ้น เมื่อเทียบกับเงินสกุลยูโรและเงินเอเชีย เพราะนักลงทุนเริ่มมองหาสินทรัพย์ที่ปลอดภัยสูง เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯและทองคำ ส่วนการขายหุ้นที่ถือเป็นสินทรัพย์เสี่ยงออกมาคาดว่าจะไม่เกินปีหน้า สุดท้าย เงินทั่วโลกจะเริ่มออกมาหาแหล่งลงทุนในประเทศที่มีหนี้สาธารณะต่ำ และให้ผลตอบ แทนสูง ดังนั้น โอกาสที่จะไหลกลับมาลงทุนในเอเชีย (ซึ่งมีหนี้สาธารณะต่ำกว่ายุโรปมาก) และตลาดหุ้นไทยก็มีมากขึ้น แต่ที่ยังไม่เกิดขึ้นในปีนี้ เพราะขณะนี้นักลงทุนยังคงช็อก จึงมองหาที่ปลอดภัยไว้ก่อน ดังนั้น ปีนี้เงินทุนคงยังไม่ไหลกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย
“สิ่งที่ ประมาทไม่ได้ คือวิกฤติครั้งนี้ยังไม่ ถือว่าสิ้นสุด ตลาดหุ้นจึงยังไม่ปลอดภัย ต้องติดตามผลที่จะตามมาหลังจากนี้ปัญหากรีซจะคลี่คลายหรือไม่ เพราะปัญหาที่กำลังถูกจับตาขณะนี้ คือประเทศในยุโรปจะช่วยกันซื้อหรือลงทุนในพันธบัตรของประเทศสมาชิกกันเอง หากประเทศใดล้มก็อาจล้มเป็นโดมิโนซึ่งข่าวต่างๆที่จะออกมาหลังจากนี้ หากเป็นข่าวไม่ดีก็จะกระทบต่อทั้งตลาดหุ้นและตลาดการเงินยุโรป และของโลกเป็นระลอก ดังนั้นต้องรักษาไม่ให้เกิดโดมิโนเอฟเฟกต์ และความน่าเชื่อถือของหนี้ในยุโรป เพราะจะกระทบต่อเนื่องทั้งค่าเงินยูโร กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายและตลาดหุ้นทั่วโลกด้วย”



