ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Posts Tagged ‘ลำไย

http://www.dailynews.co.th/agriculture/233714

วันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน 2556 เวลา 00:00 น.

“ลำไย” เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย เนื่องจากปริมาณการส่งออกอยู่ในอันดับต้น ๆ ลำไยยังเป็นไม้ผลที่ผูกพันกับชีวิตคนไทยโดยเฉพาะในภาคเหนือมาอย่างช้านาน จึงเปรียบได้ดั่ง “ราชินี” แห่งผลไม้เมืองเหนือ ที่ซุกซ่อนสรรพคุณต่าง ๆ เอาไว้มากมาย

นางพรรณพิมล ชัญญานุวัตร อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร อธิบายว่า หากย้อนรอยไปตามประวัติศาสตร์ จะพบว่าลำไยเป็นไม้ผลที่มีอายุมานานกว่า 3,700 ปี โดยพบหลักฐานการกล่าวถึงลำไยครั้งแรกในวรรณคดีสมัยพระเจ้าเซ็งแทง เมื่อ 1,776 ปีก่อนคริสต์กาล และหนังสือ Ru Ya ของจีนเมื่อ 110 ปีก่อนคริสต์กาล ซึ่งชาวจีนยังถือว่า ลำไยเป็น “ผลไม้มงคล” เนื่องจากเมล็ดลำไยมีลักษณะคล้ายกับนัยน์ตา “มังกร”

ต่อมาในช่วงปลายพุทธศตวรรษ ลำไยได้แพร่หลายเข้าสู่ประเทศอินเดีย ลังกา พม่า ประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกระจายไปถึงสหรัฐอเมริกา

สำหรับทางภาคเหนือของประเทศไทย มีลำไยพันธุ์พื้นเมืองคือ “ลำไยกะลา” ต่อมาในรัชสมัยรัชกาลที่ 5  ชาวจีนนำต้นลำไยพันธุ์ “เบี้ยวเขียว” เข้าถวายพระราชชายาเจ้าดารารัศมี จำนวน 5 ต้น จึงทรงให้ปลูกที่เชียงใหม่ 3 ต้น และที่ตรอกจันทร์ ถนนสาธุประดิษฐ์ กรุงเทพฯ จำนวน 2 ต้น โดยปัจจุบันมีหลักฐานที่พบเป็นต้นลำไย ในสวนเก่าแก่ของ ร.อ.หลวงราญอริพล (เหรียญสรรพเสน) ใกล้วัดปริวาส
“ต่อมาลำไยมีการขยายพันธุ์จาก จ.เชียง ใหม่ ไปสู่พื้นที่ต่าง ๆ โดยการเพาะเมล็ดจน    เกิดการกลายพันธุ์ เกิดพันธุ์ใหม่ตามสภาพคุณลักษณะที่ดีของภูมิอากาศที่เหมาะสม จึงทำให้ลำไยมีการกระจายตัวในเขตภาคเหนือเป็นอย่างมาก และกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคเหนือตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา”

นอกจากนี้ ลำไยยังนับเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีสรรพคุณในการแก้ ผอมแห้งแรงน้อย นอนไม่หลับ ขี้ลืม ใจสั่น บำรุงร่างกาย บำรุงประสาท ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและช่วยบำรุงกำลังของสตรีภายหลังจากการคลอดบุตรขณะที่ลำไยแห้ง 1 ลูก ที่มีประโยชน์ต่อการบำรุงหัวใจ ระบบประสาท บำรุงม้าม ช่วยย่อยอาหาร ช่วยบำรุงกำลัง และบำรุงโลหิต

สำหรับประเทศไทย ผลการวิจัยลำไยแห้งของทีมวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ มหา วิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ให้ข้อมูล ยืนยันสรรพคุณ โดยเฉพาะสารสกัดจากลำไยแห้ง ได้สารออกฤทธิ์เหนี่ยวนำเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ และเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวให้ตายแบบอะพอพโตซิส สารที่ยับยั้งความเป็นพิษของสารก่อมะเร็งทางเดินอาหาร สารที่ออกฤทธิ์ลดการเสื่อมสลายของข้อเข่า และผลการวิจัยล่าสุดยังพบว่า ลำไยแห้งสามารถออกฤทธิ์ทำลายและต่อต้านอนุมูลอิสระอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิวเมลานินได้ดีกว่าสารเคมีในเครื่องสำอางปัจจุบัน

“ข้อควรระวังเดียวสำหรับการบริโภคลำไย คือ ผู้ที่มีอาการท้องเสีย อาหารไม่ย่อย ท้องอืดแน่น ฝ้าบนลิ้นสีขาว และหนา หรือเป็นหวัด ไม่ควรกินลำไยสดมากจนเกินไป เพราะเนื้อลำไยมีคุณสมบัติร้อน จะทำให้เกิดอาการเจ็บคอ และเป็นร้อนในภายในปากได้ ขณะที่ผู้มีอาการเจ็บคอหรือไอมีเสมหะ หรือเป็นแผลอักเสบจนมีหนอง ไม่ควรกินเนื้อของผลลำไยอย่างเด็ดขาด”

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า ข้อมูลที่แนะนำให้ทราบเกี่ยวกับลำไยข้างต้น เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร ได้รวบรวมเผยแพร่ในงาน “ลำไยไทยหลากหลายคุณค่า” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-22 กันยายน 2556 ตั้งแต่เวลา 10.00–21.00 น. ณ เอ็มซีซี ฮอลล์ ชั้น 4 ห้างสรรพสินค้า เดอะมอลล์บางกะปิ

โดยภายในงาน นอกจากจะมีข้อมูลที่พาย้อนประวัติศาสตร์กว่า 3 พันปีของลำไย ซึ่งจะทำให้ได้รู้จักกับเรื่องราวและคุณค่าของลำไยแล้ว ยังมีกิจกรรมสาธิตการทำอาหารคาวหวานจากลำไยทุกวัน ๆ ละ 2 รอบ การแข่งขันกินลำไยทุกวัน ๆ ละ 2 รอบ ตลอดทั้ง 3 วัน และที่สำคัญ คือ การออกร้านค้าจำหน่ายลำไยแปรรูปและลำไยสดจากสวนของเกษตรกรในราคายุติธรรม ซึ่งเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรในการระบายสินค้าจากแหล่งผลิตไปในตัว ดังนั้นจึงอยากขอเชิญชวนประชาชนใน กทม. และจังหวัดใกล้เคียง มาร่วมงานดังกล่าว ซึ่งรับประกันว่า จะทำให้ทุกคนได้รู้จักกับเรื่องราวของลำไยว่า มีดีกว่าที่คิด แค่ไหน!.

http://www.thairath.co.th/content/edu/356912

  • 13 กรกฎาคม 2556, 12:52 น.

Pic_356912

หวั่นลำไยล้นตลาดเชียงใหม่ เตรียมความพร้อมหาแนวทางแก้ไข ช่วยเหลือชาวเกษตรกร สั่งการทุกอำเภอติดตามความเคลื่อนไหว…

เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ที่ จ.เชียงใหม่ นายสุรพล สัตยารักษ์ ปลัดจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า จังหวัดเชียงใหม่ได้จัดประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมความพร้อม สำหรับฤดูกาลเก็บเกี่ยวลำไย ปี 2556 เพื่อหาแนวทางในการป้องกัน แก้ไขปัญหา และช่วยเหลือเกษตรกรที่อาจประสบปัญหาผลผลิตลำไยล้นตลาด จึงมีแนวทางการกระจายผลผลิตลำไย ซึ่งมีกระบวนการ ได้แก่ 1. การสำรวจข้อมูลผลิตลำไย 2.กำหนดคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาโดยการสำรวจแหล่งรับซื้อ และเจรจาให้แหล่งรับลำไยในราคาที่ยุติธรรม 3.การประสานแหล่งเงินกู้จากสถาบันการเงิน อาทิ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารกรุงไทย SME การค้ำประกันจากบรรษัทสินเชื่อ 4.ประสานให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ทุกแห่ง เข้ามามีส่วนร่วมช่วยเหลือรับซื้อผลผลิตลำไย เพื่อบริโภค และหรือส่งจำหน่ายเพื่อกระจายลำไยไปสู่ผู้บริโภคอย่างทั่วถึง

5.ประสานศูนย์ประสานการกระจายผลผลิตด้านการเกษตรสู่ผู้บริโภค (Distribution Center) 6.ดำเนินการประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจให้แก่เกษตรกร 7.แต่งตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาลำไย 8.ให้ทุกหน่วยงานดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งจะเริ่มเก็บเกี่ยวประมาณปลายเดือน ก.ค.นี้ โดยได้สั่งการให้ทุกอำเภอติดตามสถานการณ์และความเคลื่อนไหวของเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง และรายงานให้จังหวัดทราบ

นายสุรพล ยังกล่าวถึงสถานการณ์การผลผลิตลำไยจังหวัดเชียงใหม่ ปีการผลิต 2555/56 ว่า มีพื้นที่ปลูกลำไยทั้งสิ้น 316,143 ไร่ เป็นพื้นที่ให้ผล 300,716 ไร่ โดยแยกเป็นพื้นที่ให้ผลในฤดูการผลิต จำนวน 230,486 ไร่ และพื้นที่ให้ผลนอกฤดูการผลิต จำนวน 70,230 ไร่ พื้นที่เพาะปลูกที่สำคัญ คือ อ.จอมทอง อ.พร้าว อ.สันป่าตอง อ.สารภี และ อ.ดอยหล่อ เมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่ให้ผล ปีการผลิต 2554/55 ซึ่งมีจำนวน 308,074 ไร่ พบว่ามีปริมาณลดลงร้อยละ 2.40 ประมาณการ ผลผลิตลำไยโดยรวมปี 2556 แยกเป็น ภาคเหนือ 8 จังหวัด ผลผลิตประมาณ 642,630 ตัน จังหวัดเชียงใหม่ ผลผลิต 297,420 ตัน ปัจจุบันการผลิตลำไยมีทั้งในฤดูการผลิตและนอกฤดูการผลิต ในฤดูการผลิต จะเริ่มเก็บเกี่ยวตั้งแต่เดือน มิ.ย. และสิ้นสุดในเดือน ก.ย. โดยผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากระหว่างเดือน ก.ค.– ส.ค. (มากที่สุดช่วงวันที่ 20 ก.ค.–15 ส.ค.) สำหรับระยะแทงช่อดอกถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตใช้เวลาประมาณ 6 เดือน.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวภูมิภาค
  • 13 กรกฎาคม 2556, 12:52 น.

เชียงรายเล็งทดลองลำไยออกผลนอกฤดู

วันอังคารที่ 12 มีนาคม 2556

//

เชียงรายเล็งทดลองลำไยออกผลนอกฤดู

เชียงรายสร้างองค์ความรู้ชาวนา เล็งทดลองลำไยออกผลนอกฤดู

              12มี.ค.2556 นายสุเทพ ทิพย์รัตน์ เกษตรจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงรายได้วางแผนการผลักดันให้เกษตรกรภายในพื้นที่ มีระดับความรู้ ในการประกอบอาชีพที่มากขึ้น หลังจากที่สถานการณ์การก้าวเข้าสู่ความเป็นประชาคมอาเซียน ในปี 2558 เป็นเรื่องที่มีความท้าทายอย่างมาก ในการที่จะให้ประชาชนในทุกพื้นที่ต้องปรับตัว เพื่อให้สามารถยืดหยัดอยู่ได้ ในสภาวะการแข่งขันและการเปิดกว้างทางการค้า โดยเฉพาะจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นจังหวัดชายแดน มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้ง ลาว พม่า และจีน อีกทั้งจังหวัดเชียงราย ยังเป็นอีกจังหวัดหนึ่ง ที่ภาคเกษตรกรรม เป็นเสมือนหนึ่งในภาคการลงทุนที่สำคัญของประชากรระดับท้องถิ่นทั่วทุกอำเภอ โดยเฉพาะข้าวจังหวัดเชียงรายมีพื้นที่ปลูกอยู่มากกว่า 1.5 ล้านไร่

“ในส่วนของพื้นที่การปลูกข้าวเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องคิดต่อไปว่า สถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ ภาคเกษตรกรรมของจังหวัดเชียงรายนั้น จะต้องขับเคลื่อนอย่างไรต่อไป ซึ่งขณะนี้ทางจังหวัดได้ร่วมกับท่าน ว.วัชรเมธี ในการใช้พื้นที่เป็นโรงเรียนชาวนา โดยมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการนี้แล้วกว่า 2,000 คน จากนั้นเกษตรกรทั้งหมดจะมีการรวมตัวเป็นเครือข่าย และวิสาหกิจชุมชนระดับอำเภอ ก่อนจะก้าวสู่การจัดตั้งเป็นสหกรณ์ในลำดับต่อไป”นายสุเทพ กล่าว

สำหรับเป้าหมายแรกของโครงการนี้ คือการพัฒนาคน เพื่อยกระดับองค์ความรู้ของเกษตรกร ทั้งนี้ แผนงานดังกล่าวยังอยู่ในกรอบของการยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง และการพึ่งตนเองเป็นสำคัญ โดยขบวนการวางแผนนี้ นับเป็นก้าวแรกเพื่อการเตรียมคนรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี 2558

เกษตรจังหวัดเชียงราย กล่าวอีกว่า ในส่วนของลำไยซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักดั้งเดิมของชาวภาคเหนือ ในส่วนนี้กำลังมีความพยายามที่จะพัฒนาให้ลำไยสามารถให้ผลผลิตนอกฤดูกาลได้ โดยจะวางแผนให้ผลผลิตออกได้ในช่วงที่ตรงกับเทศกาลสำคัญๆของประเทศจีน เพราะตลาดประเทศจีนมีความต้องการบริโภคลำไยจำนวนมหาศาลในแต่ละปี

http://www.dailynews.co.th/agriculture/201041

วันพุธที่ 1 พฤษภาคม 2556 เวลา 00:00 น.

ลำไยอุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการจากสารอาหาร ที่จำเป็นต่อร่างกาย การแพทย์แผนโบราณจีนระบุว่าลำไยแห้งมีสรรพคุณ ใช้บำรุงหัวใจ บำรุงเลือด บำรุงประสาทตา บำรุงผิวพรรณ ช่วยย่อยอาหาร แก้อาการเครียด กระวนกระวาย นอนไม่หลับ ข้อมูลจากคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า สารสกัด มาตรฐานจากลำไยแห้งมีสารออกฤทธิ์เหนี่ยวนำเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่และเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวให้ตายแบบอะพอพโตซิส สารที่ยับยั้งความเป็นพิษของสารก่อมะเร็งทางเดินอาหาร สารที่ออกฤทธิ์ลดการเสื่อมสลายของข้อเข่า ออกฤทธิ์ทำลาย และต่อต้านอนุมูลอิสระได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยับยั้งกระบวนการสร้างเม็ดสีผิวเมลานิน ได้ดีกว่าสารเคมีที่ใช้ในเครื่องสำอางปัจจุบันองค์ประกอบหลักของเนื้อลำไยประกอบด้วย กลูโคส 26.91% ซูโครส 0.22% กรดทาทาริค 1.26% สารประกอบไนโตรเจน 6.31% โปรตีน 5.6% ไขมัน 0.5%.

doa Home

ฐานข้อมูลผลงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร

หน้าหลัก |  แสดงทั้งหมด |  Simple Search |  Advanced Search

1–1 of 1 record found matching your query (RSS): Login

Select All    Deselect All << 1 >> print
Record Links
Author สุภาภรณ์ สาชาติ pdf
Title วิจัยโครงสร้างการผลิตการตลาดลำไยและผลกระทบจาก FTA Type Journal Article
Year (down) 2550 Publication การทดลองสิ้นสุด Abbreviated Journal
Volume Issue Pages
Corporate Author เกษมศักดิ์ ผลากร, จารุพรรณ มนัสสากร, วิทย์ นามเรืองศรี Thesis
Address สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร
Keywords โอกาสและข้อจำกัดของการผลิตพืชสวนเศรษฐกิจสำคัญ
บทคัดย่อ การวิจัยโครงสร้างการผลิตการตลาดลำไยและผลกระทบจาก FTA เป็นการสำรวจด้วยตัวอย่าง โดยทำการสุ่มตัวอย่างในเขตพื้นที่ปลูกสำคัญของลำไย ในจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน จันทบุรี เนื่องจากเป็นข้อมูลพื้นฐานส่วนหนึ่งในการทดลอง วิจัยโครงสร้างการตลาดลำไย งานวิจัยไม้ผลเศรษฐกิจ (มงคุด ทุเรียน สับปะรดและลำไย) ของกลุ่มวิจัยเศรษฐกิจพืชสวน ที่ดำเนินการในปี 2549-2551 ดังนั้นจึงสามารถรายงานได้จากการสรุปเบื้องต้นของปีงบประมาณ 2549-2550 การเก็บรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิที่สำคัญ สามารถสรุปได้ดังนี้ คือ เกษตรกรผู้ปลูกลำไยที่สำรวจได้ส่วนใหญ่ ทุกสวนเป็นเจ้าของสวน พันธุ์ที่ปลูกเป็นพันธุ์ดอ (96%) พื้นที่สวนปลูกเป็นพืชเดี่ยว (57.9%) พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นที่ราบ 73.7%) อาศัยน้ำธรรมชาติ (56.5%) การผลิตใช้ระยะปลูก 8×8 เมตร (37.5%) มีการบังคับให้ออกดอกนอกฤดู (60.9%) ลำไยออกดอกมากที่สุดในเดือนกรกฎาคม (36%) และเก็บเกี่ยวมากที่สุดในเดือนธันวาคม (34.8%) การผลิตได้รับเทคโนโลยีการผลิตแบบ GAP ของกรมวิชาการเกษตร 42.9%) ผลผลิตที่ได้หลังเก็บเกี่ยว บรรจุใช้ตะกร้าพลาสติก (94.7%) เมื่อส่งผลผลิต ส่งผ่านพ่อค้าคนกลาง (76%) และไม่มีการผูกขาดกับรายใด (66.7%) การส่งผลผลิตให้ลูกค้าภายในพื้นที่ จะมีสวนส่งให้กับร้านผลไม้ (81.3%) ส่วนการส่งผลผลิตให้ลูกค้านอกพื้นที่ จะมีส่งให้พ่อค้าคนกลาง (76.5%) ปัญหาการตลาด พ่อค้ารับซื้อได้ปริมาณไม่แน่นอน 31.6% ผลผลิตไม่ได้คุณภาพ 21.1% ขนาดผลผลิตไม่ได้มาตรฐาน 15.8% พ่อค้ารับซื้อผลผลิตผิดนัด 15.8% และอื่นๆ 15.8% ระยะเวลาในรอบปีที่มีการซื้อขายมากที่สุดเดือนมีนาคม (28.6%) สำหรับการเก็บรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิที่สำคัญ สามารถสรุปได้ตังนี้ คือ ในช่วงปี 2547-2549 พื้นที่เพาะปลูกลำไยเพิ่มขึ้นจาก 912,934 ไร่ เป็น 1,008,070 ไร่ มีปลูกทั้งประเทศ 27 จังหวัด อยู่ในภาคเหนือ 13 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 9 จังหวัด ภาคกลาง 5 จังหวัด ปริมาณความต้องการผลผลิต ผลผลิตรวมในปี 2547-2549 ลดลงจาก 597,272 ตัน เป็น 471,892 ตัน ทั้งปี 2548 และ ปี 2549 จะพบสินค้าลำไยล้นตลาดและเหลือใช้ ซึ่งอาจจะส่งผลไปถึงปี 2550 ด้วย จากกำลังการผลิต พบว่า จากปี 2547-2549 จำนวนครอบครัวผลิตลำไยเพิ่มขึ้นอีก 230,266 ครัวเรือน เป็น 238,633 ครัวเรือน มีพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้น ผลผลิตต่อไร่ลดลงและต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนรวม คือ ปี 2547-2549 ใช้ 12,633 14,160 และ 15,378 บาท/ตัน ภาวการณ์ผลิตในปี 2547-2549 ผลตอบแทนได้ไม่แน่นอน ภาวการณ์ตลาด คู่ค้าลำไยที่สำคัญ คือ ลำไยสด ได้แก่ จีน อินโดนีเซีย ฮ่องกง ลำไยอบแห้ง ได้แก่ จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ เมียนมาร์ ลาว ลำไยกระป๋อง ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย สหรัฐอเมริกา ลำไยแช่แข็ง ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เกาหลี ส่วนคู่แข่งที่สำคัญ คือ เวียดนาม และจีน สำหรับผลกระทบของสินค้าจากการจัดตั้งเขตการค้าเสรีระหว่างไทยกับคู่เจรจาสำคัญ แต่เดิมสามารถส่งลำไยไปจีน หลังการจัดตั้งสามารถส่งไปออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย สหรัฐอเมริกาและ BIMST-EC
ผู้พิมพ์ สถาบันวิจัยพืชสวน สถานที่พิมพ์ กรมวิชาการเกษตร Editor
Language ไทย Summary Language ไทย Original Title
Series Editor Series Title Abbreviated Series Title
Series Volume Series Issue Edition
ISSN ISBN Medium
Area Expedition Conference
Notes Approved yes
Call Number doa @ user @ Serial 266
Permanent link to this record

Select All    Deselect All << 1 >> print
ป้ายกำกับ:
doa Home

ฐานข้อมูลผลงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร

Home |  Show All |  Simple Search |  Advanced Search

1–1 of 1 record found matching your query (RSS): Login

Select All    Deselect All << 1 >> print
Record Links
Author อรุณี วัฒนวรรณ pdf
Title ศึกษาการยอมรับเทคโนโลยีการผลิตลำไยของเกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออก Type Journal Article
Year (down) 2550 Publication การทดลองสิ้นสุด Abbreviated Journal
Volume Issue Pages
Corporate Author ชูชาติ วัฒนวรรณ, จรีรัตน์ มีพืชน์, พุฒนา รุ่งระวี, สาลี่ ชินสถิต Thesis
Address สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6, ศูนย์สารสนเทศ กรมวิชาการเกษตร
Keywords การยอมรับเทคโนโลยีการผลิตลำไยของเกษตรกร
Abstract ศึกษาการยอมรับเทคโนโลยีการผลิตลำไยของเกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออก เพื่อให้ได้ข้อมูลพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมของเกษตรกร การผลิตและการยอมรับเทคโนโลยีการผลิตลำไยของเกษตรกร ใช้แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือในการวิจัย เก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์เกษตรกรผู้ปลูกลำไยในจังหวัดจันทบุรี จำนวน 418 ราย ประกอบด้วยเกษตรกรผู้ปลูกลำไยอำเภอโป่งน้ำร้อน จำนวน 208 ราย และอำเภอสอยดาว จำนวน 210 ราย ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างเกษตรกรผู้ปลูกลำไยในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีทุกรายปลูกลำไยพันธุ์อีดอ โดยส่วนใหญ่มีพื้นที่ปลูกลำไยครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ มีแรงงานในครัวเรือนช่วยทำสวนลำไย 2 คน มีประสบการณ์ 1-5 ปี และมีรายได้ต่อครัวเรือน 50,000-150,000 บาทต่อปี ด้านการยอมรับเทคโนโลยีการผลิตลำไยของเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งพิจารณาจากความสอดคล้องของการปฏิบัติงานของเกษตรกรกับเทคโนโลยีการผลิตลำไยตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร (GAP) โดยให้คะแนนและระดับการยอมรับตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ แบ่งระดับการยอมรับเป็น 3 ระดับได้แก่ การนำไปใช้ระดับดี ปานกลาง และต่ำ พบว่ากลุ่มตัวอย่างเกษตรกรผู้ปลูกลำไยในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีส่วนใหญ่ร้อยละ 69 ยอมรับเทคโนโลยีการผลิตลำไยในระดับปานกลาง กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 29 ยอมรับเทคโนโลยีในระดับต่ำ และกลุ่มตัวอย่างเพียงร้อยละ 2 ยอมรับเทคโนโลยีในระดับดี โดยเทคโนโลยีที่เกษตรกรส่วนใหญ่นำไปใช้ในระดับดีได้แก่ เทคโนโลยีด้านพันธุ์ การเก็บเกี่ยว การให้น้ำ การตัดแต่งกิ่ง และการตัดแต่งช่อผล คิดเป็นร้อยละ 99, 98, 94, 94 และ 94 ตามลำดับ เทคโนโลยีที่เกษตรกรส่วนใหญ่นำไปใช้ในระดับปานกลาง ได้แก่เทคโนโลยีด้านการปลูก คิดเป็นร้อยละ 90 และเทคโนโลยีที่เกษตรกรส่วนใหญ่นำไปใช้ในระดับต่ำได้แก่ เทคโนโลยีด้านการจัดการปุ๋ย การใช้สารกระตุ้นการออกดอก และการป้องกันกำจัดศัตรูลำไย คิดเป็นร้อยละ 99, 71 และ 55 ตามลำดับ
Publisher สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 Place of Publication กรมวิชการเกษตร Editor
Language ไทย Summary Language ไทย Original Title
Series Editor Series Title Abbreviated Series Title
Series Volume Series Issue Edition
ISSN ISBN Medium
Area Expedition Conference
Notes Approved yes
Call Number doa @ user @ Serial 260
Permanent link to this record

Select All    Deselect All << 1 >> print
ป้ายกำกับ:
doa Home

ฐานข้อมูลผลงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร

Home |  Show All |  Simple Search |  Advanced Search

1–1 of 1 record found matching your query (RSS): Login

Select All    Deselect All << 1 >> print
Record Links
Author กุลธิดา ดอนอยู่ไพร pdf
Title ศึกษาการยอมรับเทคโนโลยีการผลิตลำไยของเกษตรกรในพื้นที่เขตภาคเหนือตอนล่าง Type Journal Article
Year (down) 2550 Publication การทดลองสิ้นสุด Abbreviated Journal
Volume Issue Pages
Corporate Author จตุรภัทร รัตนวิสาลนนท์, กฤชพร ศรีสังข์, สาลี่ ชินสถิต Thesis
Address สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2, สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 กรมวิชาการเกษตร
Keywords การยอมรับเทคโนโลยีการผลิตลำไยของเกษตรกร
Abstract การศึกษาการยอมรับเทคโนโลยีการผลิตลำไยของเกษตรกร ในพื้นที่เขตภาคเหนือตอนล่าง การศึกษาเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบปัญหาการใช้เทคโนโลยีและปัจจัยที่มีผลต่อการรับ/ไม่ยอมรับเทคโนโลยีการผลิตพืชที่ได้จากการทดสอบไปใช้ในการผลิตของเกษตรกรทดแทนเทคโนโลยีเดิมที่ทำอยู่โดยศึกษาข้อมูลปฐมภูมิจากเกษตรกรที่ปลูกลำไยในพื้นที่5 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร ตาก พิษณุโลก สุโขทัย และอุตรดิตถ์ จำนวน 910 คน รวมจำนวนเกษตรกรที่สัมภาษณ์ 910 ตัวอย่างพบว่าผู้ให้สัมภาษณ์เป็นชายร้อยละ 60 อายุ 41-60 ปี ร้อยละ 64 จบการศึกษาระดับประถมศึกษาร้อยละ 84 ประสบการณ์การทำสวนลำไยของเกษตรกรน้อยกว่า 10 ปี ร้อยละ 70เกษตรกรเป็นเจ้าของที่ดิน ร้อยละ 99 เนื้อที่ถือครองขนาดพื้นที่น้อยกว่า10 ไร่ร้อยละ 86 ชนิดดินที่พบส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนทรายร้อยละ 59 สภาพพื้นที่ปลูกลำไยของเกษตรกรเป็นที่ราบร้อยละ 66 ส่วนขยายพันธุ์ลำไยที่เกษตรกรเลือกมาปลูกพบว่าเป็นกิ่งตอน ร้อยละ 99 พันธุ์ลำไยที่เกษตรกรเลือกปลูกเป็นพันธุ์ดอ ร้อยละ 99 ระดับการยอมรับของคะแนนเป็น 3 ระดับ คือ ระดับน้อย (คะแนน 0-59) ระดับปานกลาง (คะแนน 60-79) และระดับมาก (คะแนน 80-100) ลำไยนอกฤดูจังหวัดกำแพงเพชร การยอมรับของเกษตรกรอยู่ในระดับน้อยสูงที่สุด คิดเป็นร้อยละ 83 จังหวัดตากการยอมรับของเกษตรกรในระดับปานกลางสูงที่สุด คิดเป็นร้อยละ 67 ลำไยในฤดูจังหวัดพิษณุโลก สุโขทัยและอุตรดิตถ์ พบว่าการยอมรับของเกษตรกรในระดับน้อยสูงที่สุดคิดเป็นร้อยละ 62 54 และ 81 ตามลำดับ ความถูกต้องของเทคโนโลยีกับระดับการยอมรับของเกษตรกร ที่ถูกต้องในระดับมากได้แก่ พันธุ์ ลำไยนอกฤดูพบ100เปอร์เซ็นต์ ลำไยในฤดู พบร้อยละ 98 การให้น้ำ ร้อยละ 97 (นอกฤดู)การตัดแต่งกิ่ง ลำไยนอกฤดู ร้อยละ52 ลำไยในฤดูร้อยละ 45การควบคุมวัชพืช ลำไยนอกฤดูร้อยละ 88 ลำไยในฤดูร้อยละ 74 การป้องกันกำจัดโรค ลำไยนอกฤดูร้อยละ 80 ลำไยในฤดูร้อยละ 93การป้องกันกำจัดแมลง ไร และสัตว์ศัตรูลำไย ลำไยนอกฤดูร้อยละ 58 ลำไยในฤดูร้อยละ 83 การเก็บเกี่ยวลำไยนอกฤดูร้อยละ 90 ลำไยในฤดูร้อยละ 49 เกษตรกรจะยอมรับเทคโนโลยีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีมีความยากง่ายเพียงใด ถ้าเทคโนโลยีกำหนดให้ทำให้เกษตรกรต้องลงทุนเพิ่ม แสดงว่าเทคโนโลยีเป็นการเพิ่มภาระให้กับเกษตรกรและอาจไม่คุ้มกับการลงทุน เงินทุนและราคาขายผลผลิตหรือรายได้ของเกษตรกรเป็นปัญหาที่ทำให้เกษตรกรยอมรับเทคโนโลยีระบบการจัดการคุณภาพด้านพืช : GAP ลำไย ได้ในระดับใด เทคโนโลยีฯที่ให้ไปควรเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับเกษตรกรที่สามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมที่สุดในพื้นที่ของเกษตรกรเอง สิ่งที่มีผลต่อศึกษาการยอมรับเทคโนโลยีการผลิตลำไยของเกษตรกรในพื้นที่เขตภาคเหนือตอนล่าง เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้เทคโนโลยีของรัฐไปปรับใช้ร่วมกับเทคโนโลยีของตัวเอง
Publisher สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 Place of Publication กรมวิชาการเกษตร Editor
Language ไทย Summary Language ไทย Original Title
Series Editor Series Title Abbreviated Series Title
Series Volume Series Issue Edition
ISSN ISBN Medium
Area Expedition Conference
Notes Approved yes
Call Number doa @ user @ Serial 259
Permanent link to this record

Select All    Deselect All << 1 >> print
ป้ายกำกับ:
doa Home

ฐานข้อมูลผลงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร

Home |  Show All |  Simple Search |  Advanced Search

1–1 of 1 record found matching your query (RSS): Login

Select All    Deselect All << 1 >> print
Record Links
Author เยาวภา เต้าชัยภูมิสังกัด pdf
Title ศึกษาการยอมรับเทคโนโลยีการผลิตลำไยของเกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน Type Journal Article
Year (down) 2550 Publication การทดลองเรื่องเต็มสิ้นสุด Abbreviated Journal
Volume Issue Pages
Corporate Author พชวรรณ เผดิมชัย, ปกาสิต เมืองมูล, สาลี่ ชินสถิต Thesis
Address สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 1, สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 6 กรมวิชาการเกษตร
Keywords ศึกษาการยอมรับเทคโนโลยีการผลิตลำไยของเกษตรกร
Abstract การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบปัญหาการใช้เทคโนโลยีและปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับเทคโนโลยี
การผลิตลำไยของภาคเหนือตอนบน และเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนและปรับงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตร
ให้เหมาะสมกับสภาพทางกายภาพ ชีวภาพ เศรษฐกิจและสังคมของเกษตรกร ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้
คือ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ GAP ลำไย ในท้องที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน จากกลุ่มตัวอย่างจังหวัด
ละ 400 คน 2 จังหวัด รวม 800 คน เก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์ ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์ผล
ทางสถิติโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และการทดสอบความสัมพันธ์และ
ไคสแควร์ ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างเกษตรกรผู้ปลูกลำไยในภาคเหนือตอน พบเป็นเพศชายอายุเฉลี่ย
41-50 ปี มีความรู้ระดับประถมศึกษา มีประสบการณ์ในการทำสวนลำไยเฉลี่ย 15 ปี ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกกลุ่ม
ธกส. GAP สหกรณ์การเกษตรและกองทุนหมู่บ้าน โดยใช้เงินทุนส่วนตัวและกู้ยืมจากสถาบันการเงินในการทำ
สวนลำไย มีพื้นที่ปลูกเป็นของตัวเองเฉลี่ย 8 ไร่ ใช้แรงงานจากครัวเรือน 2 คน นิยมปลูกลำไยพันธุ์อีดอ
มีรายได้ต่อครัวเรือนที่ต่ำกว่า 50,000 บาท และอยู่ระหว่าง 50,001-150,000 บาท กิจกรรมที่นิยม ใช้แรงงาน
จากครัวเรือน คือการให้น้ำ การเตรียมต้น และการใส่ปุ๋ย ส่วนกิจกรรมที่นิยมจ้างแรงงานคือ การเก็บเกี่ยว และการคัด
แยกบรรจุ ด้านการยอมรับเทคโนโลยี พิจารณาจากความสอดคล้องของการปฏิบัติงานของเกษตรกรกับเทคโนโลยี
การผลิตลำไยตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร (GAP ) พบว่า กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกลำไยในพื้นที่ภาคเหนือ
ตอนบน ส่วนใหญ่ร้อยละ 12 อยู่ในระดับดี ร้อยละ 59.5 ร้อยละ 28.5 ยอมรับในระดับกลางและระดับต่ำ
ตามลำดับ ส่วนใหญ่เทคโนโลยีที่นำไปใช้ได้ดีได้แก่เทคโนโลยีด้านพันธุ์ คือนิยมปลูกพันธุ์อีดอ เทคโนโลยีด้าน
การเก็บเกี่ยว และเทคโนโลยีด้านการตัดแต่งกิ่งคิดเป็นร้อยละ 100 96.0 และ 86.3 ตามลำดับ
ด้านปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการยอมรับ พบว่า เพศ อายุ ประสบการณ์และแหล่งปลูกมีความสัมพันธ์กับการยอมรับ
เทคโนโลยีการผลิตลำไยของเกษตรกรโดยกลุ่มตัวอย่างของจังหวัดเชียงใหม่ให้การยอมรับดีกว่าจังหวัดลำพูน
ปัญหาที่พบทั้งสองจังหวัดส่วนใหญ่คือ ราคาผลผลิตตกต่ำ ต้นทุนสูง ขาดแหล่งรับซื้อผลผลิตใกล้บ้าน คิดเป็นร้อยละ
60.8 15.7 และ 14.8 ตามลำดับ ข้อเสนอแนะจากเกษตรกรครั้งนี้คือ ให้รัฐบาลมีการประกันราคา จัดหาตลาด
จำหน่ายผลผลิต สนับสนุนเงินทุนและควรมีเจ้าหน้าที่อบรมให้ความรู้ คิดเป็นร้อยละ 63.75 46.85 และ 30.2
ตามลำดับ
Publisher สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 1 Place of Publication กรมวิชการเกษตร Editor
Language ไทย Summary Language ไทย Original Title
Series Editor Series Title Abbreviated Series Title
Series Volume Series Issue Edition
ISSN ISBN Medium
Area Expedition Conference
Notes Approved yes
Call Number doa @ user @ Serial 258
Permanent link to this record

Select All    Deselect All << 1 >> print
ป้ายกำกับ:

ผลิตน้ำตาลจากผลลำไยตกเกรด

ผลิตน้ำตาลจากผลลำไยตกเกรด

ผลิตน้ำตาลจากผลลำไยตกเกรด เน้นป้อนอุตสาหกรรมเพื่อสุขภาพ : โดย…ดลมนัส กาเจ

                          เดิมทีคนไทยเราจะคุ้นเคยกับน้ำตาลทรายที่ผลิตมาจากอ้อย ส่วนน้ำตาลปี๊บที่แปรรูปมาจากน้ำตาลโตนด และน้ำตาลมะพร้าว ล่าสุดนักวิจัยจากคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมี “ผศ.ดร.ชรินทร์ เตชะพันธุ์” เป็นหัวหน้าทีม สามารถแปรรูปผลลำไยสดที่ตกเกรดทุกสายพันธุ์ ทำเป็นน้ำตาลเพื่อสุขภาพ ปรากฏว่า ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการในภาคเหนือที่จะนำไปต่อยอดเพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงการค้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ผศ.ดร.ยุทธนา พิมลศิริผล อาจารย์ประจำคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หนึ่งในทีมงานวิจัยผลิตน้ำตาลจากลำไย บอกว่า ก่อนที่จะมีการวิจัยพัฒนานำผลผลิตลำไยมาแปรรูปทำเป็นน้ำตาลนั้น เกิดมาจากช่วงวิกฤติของลำไยราว 10 ที่แล้ว ที่ผลผลิตลำไยล้นตลาดในช่วงกลางฤดูกาล ส่งผลให้ราคาตกต่ำ เนื่องจากทางออกที่เกษตรกรทำได้ในช่วงนั้นคือส่วนหนึ่งขายผลสด ส่วนการแปรรูปลำไยมีอยู่เพียง 2 ทาง คือการอบแห้ง และนำส่งโรงงานเพื่อบรรจุเป็นลำไยกระป๋อง แต่ลำไยกระป๋องมีเพียงเล็กน้อย

จากวิกฤติตรงนี้ทำให้ ผศ.ดร.ชรินทร์ เตชะพันธุ์ และทีมงาน ได้ทำการวิจัยภายใต้โครงการเทคโนโลยีการผลิตน้ำตาลลำไย (Longan Sugar Production) ขึ้นมา โดยขอรับทุนสนับสนุนการวิจัยจากสำนักงานวิจัยเพื่อการเกตร (สวก.) จนประสบผลสำเร็จ สามารถแปรรูปลำไยมาเป็นน้ำตาลได้ เนื่องจากน้ำตาลในผลลำไยมีน้ำตาลอยู่มาก หากนำมาทำเป็นผงแห้งจะได้น้ำตาลลำไย ซึ่งให้ความหวานและก็ไม่แตกต่างจากน้ำตาลจากอ้อย หรือน้ำตาลทรายที่เราใช้กันอยู่

“ปัจจุบันผลผลิตลำไยในภาคเหนือมีถึง 2.5-5 แสนตันต่อปี แต่ปริมาณการบริโภคสดจริงภายในประเทศอยู่ที่ปริมาณ 5 หมื่นตัน จะเห็นว่ามีส่วนเกินอยู่มาก จึงนำจุดเด่นของลำไยที่มีรสหวานมาก มีปริมาณน้ำตาลสูง ซึ่งคุณสมบัติตรงนี้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ด้วยการแปรรูปผ่านกระบวนการหลักในการผลิต คือการนำมาลดขนาดด้วยการตีป่นจนละเอียด โดยไม่มีการแกะเปลือก มาตีเพื่อลดขนาดก่อนนำเข้าสู่กระบวนการสกัดน้ำหวาน หลังจากสกัดเสร็จเป็นการทำให้เกิดการระเหยเพื่อให้น้ำส่วนเกินออกไปจะได้น้ำหวานในรูปของน้ำเชื่อม จากนั้นมาทำให้เกิดการตกผลึกของตัวน้ำตาลธรรมชาติที่อยู่ในลำไย เพื่อนำไปทำให้แห้งด้วยวิธีการอบได้เป็นผลิตภัณฑ์น้ำตาลลำไยแบบเกล็ดได้” ผศ.ดร.ยุทธนา กล่าว

หลังจากเสร็จสิ้นโครงการวิจัยในระดับห้องปฏิบัติการ จึงเริ่มขั้นตอนการนำน้ำตาลลำไยที่ผลิตออกมาออกสู่เชิงพาณิชย์ โดยเริ่มต้นจากทำการผลิตน้ำตาลลำไยโดยการสร้างเครื่องมือเป็นสายการผลิตในระดับกึ่งโรงงานอุตสาหกรรม ที่มีกำลังการผลิตประมาณ 1,000 ตัน จากนั้นจะทดสอบเรื่องศักยภาพการผลิตในเชิงพาณิชย์ เรื่องต้นทุนการใช้จ่ายในการผลิตทั้งปี รวมไปถึงการศึกษาการตลาดเบื้องต้นว่าจะมีช่องทางการจัดจำหน่ายอย่างไร ล่าสุดมีภาคเอกชนในนามกลุ่มบริหารยุทธศาสตร์ภาคเหนือตอนบนมาติดต่อให้ผลิตเพื่อเชิงการค้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“ตอนนี้เราลงทุนไปกว่า 10 ล้านเพื่อสร้างโรงงานผลิต คาดว่าจะผลิตโดยลำไยตกเกรด หรือเกรดบี หรือซี ที่เป็นลำไยสด 10 กก. จะได้ลำไยแห้ง 1 กก. ตอนนี้ราคาต้นทุนในห้องกึ่งปฏิบัติการอยู่ที่ กก.ละ 50 บาท ราคาสูงกว่าน้ำตาลจากอ้อยประมาณ กก.ละ 25 บาท แต่ตลาดของเราไม่ใช่ตลาดกลุ่มเดียวกับน้ำตาลจากอ้อย เนื่องจากองค์ประกอบของน้ำตาลลำไยมีประโยชน์มากกว่าในเชิงสุขภาพ เพราะฉะนั้นจึงมองการตลาดไปที่อุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพมากกว่า เพราะเราจะใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ คือการใช้เอนไซม์เข้าช่วย เพื่อให้ได้สารใหม่ที่มีประโยชน์สูงขึ้น คือสารฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ หรือเรียกชื่อย่อว่า เอฟโอเอส (FOS) ไม่ก่อให้เกิดฟันผุ จึงกลายเป็นผลดีที่ต่างจากน้ำตาลตัวอื่น” ผศ.ดร.ยุทธนา กล่าว

ก็นับเป็นความสำเร็จของงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่อนาคตจะสามารถนำผลผลิตลำไยที่ตกเกรดให้มีมูลค่าได้ ซึ่งนอกจากจะช่วยให้เกษตรกรมีรายเพิ่มขึ้นแล้ว ยังสามารถแก้ปัญหาลำไยล้นตลาดได้อีกระดับหนึ่งด้วย

———————

(ผลิตน้ำตาลจากผลลำไยตกเกรด เน้นป้อนอุตสาหกรรมเพื่อสุขภาพ : โดย…ดลมนัส กาเจ)

http://www.thairath.co.th/column/edu/paperagriculturist/325767

11 กุมภาพันธ์ 2556, 05:00 น.
Pic_325767

เมล็ดลำไย

ใคร ที่มีอาการหัวเข่าอักเสบเรื้อรังเนื่องจากเดินมากเกินไปหรือหัวเข่าไปกระแทกกับของแข็งอย่างรุนแรงทำให้เจ็บและปวดหัวเข่าเดินไม่ได้หรือเดินลำบาก แต่ไม่ได้เกิดจากหัวเข่าเสื่อมให้เอา “เมล็ดลำไย” จำนวน 20 เมล็ด ทุบพอแตกแช่กับเหล้าขาว 40 ดีกรี จำนวน 1 ขวด แช่ทิ้งไว้ 7 วันเมื่อครบกำหนด แล้วเอาเฉพาะน้ำทาบริเวณหัวเข่าอักเสบจากสาเหตุที่กล่าวข้างต้นทุกวัน วันละ 1-2 ครั้ง ตอนไหนก็ได้ จะทำให้อาการดีขึ้นและหายได้ ที่สำคัญอาการหัวเข่าอักเสบแบบเรื้อรังสามารถทาได้ผลดีอย่างเหลือเชื่อ

ประโยชน์ทางยา บางส่วนของต้นลำไย รากสดหรือแห้ง ต้มกับน้ำดื่มแก้เสมหะและลมดีมาก รากสด ต้มกับน้ำและเติมน้ำตาลทรายกรวดเล็กน้อยดื่มเป็นยากระจายเลือด ลิ่มเลือดเป็นก้อนคั่งค้างอยู่ในร่างกายเนื่องจากหกล้มหรือพลัดตกจากที่สูงทำให้โลหิตตกจากทวารหนักได้ “เมล็ดลำไย” สามารถแช่เหล้าเก็บไว้ใช้ทาหัวเข่าได้ ดังนั้นกินเนื้อแล้วอย่าทิ้งเมล็ด

ครับ หนังสือ “สมุนไพรไม้ดอกไม้ประดับหายาก” เล่มที่ 5 ของ “นายเกษตร” พิมพ์จำนวนจำกัดหมดแล้วหมดเลย เหลือไม่ถึงครึ่งแล้ว ไม่วางขายที่ไหน ราคาเล่มละ 600 บาท บวกค่าส่งกลับเล่มละ 30 บาท ส่งธนาณัติซื้อสั่งจ่าย “คุณนงลักษณ์ ศรีอัชรานนท์” ตู้ ปณ.48 ปณ.สามแยกลาดพร้าว กทม. 10901 หรือสอบถามผลิตภัณฑ์สมุนไพร ครีมนวดผมตะไคร้ มีส่วนผสมของโปรวิตามิน บี5, น้ำมันงาบริสุทธิ์ ทาผิวหมักผมอม 1 ช้อนก่อนนอนแล้วบ้วนทิ้งดูดสารพิษ, น้ำมันสมุนไพร ทาบรรเทาอาการปวดตามข้อและปวดจากโรครูมาตอยด์, ผงยาโบราณ ทาแก้สิวแผ่นหลัง เม็ดผื่นคันตุ่มหนองใสตามตัว, ยาต้มคลายเส้นไม้เท้าเฒ่าอาลี แก้ปวดเมื่อยแก้เกาต์ลดเบาหวาน บำรุงไตบำรุงกำลัง, ครีมโลดทนง รักษาสิวฝ้ารูขุมขนตีบลง, คอลลาเจนบริสุทธิ์ ทาหน้าช่วยใบหน้ากระชับ, ตรีผลาแคปซูล ลดไขมันเส้นเลือดลดไตรกรีเซอร์ไรด์์, ดีบัวแคปซูล ช่วยขยายหลอดเลือดไปเลี้ยงสมองและหัวใจ และอื่นๆ โทร.0–2275–2692 ครับ.

“นายเกษตร”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย นายเกษตร
  • 11 กุมภาพันธ์ 2556, 05:00 น.

หลักสูตรลำไยสู่’สมาร์ทฟาร์มเมอร์’

หลักสูตรลำไยสู่’สมาร์ทฟาร์มเมอร์’

จัดหลักสูตรลำไยช่วยชาวสวน ก้าวย่างสู่ ‘สมาร์ทฟาร์มเมอร์’ : โดย…สุรัตน์ อัตตะ

                         ผลสำเร็จของโรงเรียนเกษตรและเทคโนโลยีทางอากาศ จากหลักสูตรลำไยรุ่นแรก ไม่เพียงเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ไปสู่เกษตรกรในพื้นที่อย่างเป็นระบบและครบวงจรเท่านั้น แต่ยังเป็นการต่อยอดไปสู่สมาร์ทฟาร์มเมอร์ในทุกชนิดของพืชตามนโยบายรัฐบาลอีกด้วย

ผศ.อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และผู้อำนวยการสถานีวิทยุกระจายเสียง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (วิทยุ มก.) กล่าวถึงความสำเร็จโครงการโรงเรียนเกษตรและเทคโนโลยีทางอากาศ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ภายหลังมอบประกาศนียบัตรให้นักเรียนในโครงการที่หลักสูตร “ลำไย” รุ่นแรกว่าเป็นอีกช่องทางสำคัญในการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อพัฒนาอาชีพและตัวของเกษตรกรผ่านวิทยุกระจายเสียง โดยเกษตรกรไม่จำเป็นต้องเดินทางมายังสถานศึกษาเพียงแต่อยู่กับบ้านทำงานตามปกติและเปิดฟังวิทยุตามเวลาที่ได้มีการกำหนดไว้ ทำให้ผู้เรียนสามารถมีความรู้ ทักษะตามเกณฑ์และและสามารถศึกษาได้ครั้งละจำนวนหลายๆ คน

“หลักสูตรแรก เราได้เปิดการเรียนการสอนเรื่องของลำไย ซึ่งเป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่ปลูกกันมากในภาคเหนือ มี ผศ.พาวิน มะโนชัย รองอธิการบดี ม.แม่โจ้ มาเป็นวิทยากรประจำรายการ ออกอากาศทางวิทยุมก.ในทุกเช้าวันอังคารและวันศุกร์ เวลา 06.30-06.55 น. จำนวน 23 ตอน รวมระยะเวลา 6 เดือน พร้อมกันนั้นยังได้ให้นักเรียนจำนวน 115 คนเดินทางไปศึกษาดูการจัดสวนลำไยของเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในพื้นที่ อ.พร้าว และแปลงสาธิตลำไยของ ม.แม่โจ้ อีกหลายครั้ง เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำเอาความรู้ที่ได้รับทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติไปแก้ไขปัญหาและสามารถนำไปประกอบอาชีพได้จริงต่อไป”

ขณะที่ รศ.ดร.ยงยุทธ ข้ามสี่ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวเสริมว่า จากกรอบความร่วมมือดังกล่าวของทั้งสองหน่วยงานได้ปฏิบัติภารกิจให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ ไม่เฉพาะโรงเรียนเกษตรและเทคโนโลยีทางอากาศเท่านั้นที่ประสบความสำเร็จ แต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่ทั้งสองหน่วยงานร่วมกันถ่ายทอดองค์ความรู้ไปสู่เกษตรกรอย่างเต็มรูปแบบและครบวงจร

“จากกรอบความร่วมมือในวาระแรก (2552-2554) ได้สิ้นสุดลง หน่วยงานทั้งสองจึงเห็นสมควรจัดให้มีการลงนามบึกทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชา การครั้งที่ 2 ขึ้นภายใต้งบประมาณปี 2556-2558 เพื่อให้การประสานภารกิจงานบริการวิชาการให้ต่อเนื่องและก่อเกิดประโยชน์แก่ประชาชนและสังคมต่อไป”

ด้าน ฉลอง เทพวิทักษ์กิจ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวระหว่างเป็นประธานในพิธิมอบประกาศนียบัตรแก่เกษตรกรที่จบหลักสูตรลำไยว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายสมาร์ทฟาร์มเมอร์ หรือเกษตรกรปราดเปรื่องอยากให้เกษตรกรมีความรู้ในทุกกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อเป้าหมายให้พี่น้องเกษตรกรยืนอยู่บนขาของตัวเองได้

“โรงเรียนเกษตรและเทคโนโลยีทางอากาศก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรมีการพัฒนาไปสู่การเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ได้ เพราะตรงนี้เกษตรกรสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ทางวิชาการต่างๆ ได้ทันที วันนี้เป็นลำไยรุ่นที่ 1 แล้วคงจะมีรุ่นต่อๆ ไป และยังมองต่อไปว่าอาจจะเปิดหลายๆ สาขา เช่น ข้าว มะม่วงส่งออก ซึ่งจะใช้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และวิทยา มก.เป็นแกนหลักในการประสานงานกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ในภูมิภาคต่อไป” รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าวย้ำ

การมอบประกาศนียบัตรแก่นักเรียนจบหลักสูตรลำไยรุ่นแรกจากโรงเรียนเกษตรและเทคโนโลยีทางอากาศ นับเป็นอีกก้าวความสำเร็จของทั้งสองหน่วยงานในการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางวิชาการสู่เกษตรกรชาวสวนลำไย โดยผ่านสื่อวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (วิทยุ มก.) ซึ่งจะนำไปสู่การเป็นเกษตรกรปราดเปรื่องหรือสมาร์ทฟาร์มเมอร์ในอนาคต

——————–

(จัดหลักสูตรลำไยช่วยชาวสวน ก้าวย่างสู่ ‘สมาร์ทฟาร์มเมอร์’ : โดย…สุรัตน์ อัตตะ)

http://www.dailynews.co.th/agriculture/161610

วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม 2555 เวลา 00:00 น.

ปัจจุบันมีผู้คนให้ความสนใจในผลิตภัณฑ์ธรรมชาติกันมากขึ้น เนื่องจากปลอดภัย อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ที่มีคุณค่าต่อร่างกาย นอกจากนี้ยังสามารถนำมารักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญผลิตภัณฑ์เหล่านี้ล้วนมาจากภูมิปัญญาพื้นบ้านของประเทศไทยเรา ล่าสุดได้มีการนำสารสกัดจากเมล็ดผลไม้คือ “ลำไย” ซึ่งเป็นผลงานวิจัย มาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพ

ศ.ดร.อุษณีย์ วินิจเขตคำนวณ อดีตอาจารย์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้รับทุนสนับสนุนโดยสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยว่าผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติส่วนมากจะมีส่วนผสมของสมุนไพรผลไม้ไทย ที่มีสรรพคุณช่วยในการดูแล บำรุง ปกป้อง ไม่แพ้ผลิตภัณฑ์ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ และยังมีราคาที่ถูกกว่า ได้รับมาตรฐานและมีความน่าเชื่อถือ สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของการผลิตได้ และที่สำคัญปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียง ใช้แล้วเห็นผลได้จริง สามารถพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ได้ และเป็นผลิตภัณฑ์ของคนไทยอย่างแท้จริง

“สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติถ้าเป็นสมุนไพรที่เป็นธรรมชาติ 100% อันตรายจากสารตกค้างที่จะสะสมในร่างกายจะมีน้อย จึงปลอดภัยกว่าสารเคมี หากเป็นเครื่องสำอางจากธรรมชาติส่วนมากจะใช้ภายนอกร่างกาย และที่มีส่วนผสมของสมุนไพรหลายชนิดจะได้รับความนิยมมากกว่าเนื่องจากผู้ใช้มั่นใจว่าปลอดภัยไม่มีผลข้างเคียง”

สำหรับลำไยหากนำมาแปรรูปโดยการอบแห้งล้วนมีสรรพคุณช่วยบำรุงหัวใจ บำรุงเลือด บำรุงประสาทตา บำรุงผิวพรรณ ช่วยย่อยอาหาร แก้อาการเครียด กระวนกระวาย นอนไม่หลับ นอกจากนี้ในเมล็ดลำไยอบแห้งพบว่ามีสารออกฤทธิ์เหนี่ยวนำเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่และเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวให้ตายแบบอะพอพโตซิส มีสารที่ช่วยยับยั้งความเป็นพิษของสารก่อมะเร็งทางเดินอาหาร ลดการเสื่อมสลายของเซลล์กระดูกอ่อนและยังต่อต้านอนุมูลอิสระได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังยับยั้งกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานินได้ดีกว่าสารเคมีหลายชนิด

“อยากให้ทุกคนช่วยกันสนับสนุนนักวิจัยและภูมิปัญญาไทย อยากให้ทุกคนตระหนักและหันมาให้ความสนใจพืชสมุนไพรของไทย เพราะสมุนไพรไทยปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้ ขอให้ช่วยกันผลักดันและสนับสนุนสมุนไพรไทยกันมาก ๆ ก่อนที่ต่างชาติเขาจะแอบเข้ามาซื้อภูมิปัญญาไทยไป แล้วเราจะไม่สามารถกลับไปเรียกร้องอะไรได้อีก สำหรับสารสกัดเมล็ดลำไยนั้น แม้จะมีต่างชาติให้ความสนใจมากมาย และยื่นข้อเสนอเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่เราขอสัญญาว่าจะไม่ขายสิทธิบัตรนี้ให้กับต่างชาติ เพราะเราต้องการสงวนสิ่งดี ๆ นี้ไว้ให้เป็นสมบัติของชาติและของคนไทยต่อไป”

ทั้งนี้เป็นเรื่องที่น่ายินดีเมื่อผลิตภัณฑ์ธรรมชาติอย่างสารสกัดเมล็ดลำไย เมื่อภาคเอกชน โดยบริษัท พรีม่า เฮิร์บ (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับถ่ายทอดสิทธิผลงานวิจัยจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. ซึ่งทำการวิจัยร่วมกับทางคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทาง บริษัทฯ ได้นำสารสกัดเมล็ดลำไยมาพัฒนาต่อยอดในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ชนิดทาถูนวดและได้รับอนุญาตจากทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ในรูปแบบของเครื่องสำอาง มีเลขที่แจ้งจดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งนำไปทดสอบกับกลุ่มอาสาสมัครเป็นระยะเวลา 3-4 เดือน พบว่า ได้ผลเป็นที่น่าพอใจยิ่งเพราะมีประสิทธิภาพสูง และครีมดังกล่าวไม่มีสารอันตรายสเตียรอยด์ มีความปลอดภัย เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติจึงสามารถใช้ได้ในผู้ป่วยสูงอายุ กลุ่มผู้เป็นโรคความดันโลหิต หัวใจ กระเพาะอาหาร สำหรับที่มาของชื่อครีมนวดซึ่งใช้ว่า “ลองกานอยด์” นั้นมาจากคำว่า Longan (ลองแกน) ที่แปลว่า ลำไย และสารฟลาโวนอยด์ซึ่งพบมากในเมล็ดลำไย

โดยในปัจจุบันบริษัทฯ ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ, สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก., สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว., สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช., หอการค้าไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยบริษัทฯ ได้เป็น 1 อุตสาหกรรม 1 ผลิตภัณฑ์ของจังหวัดเชียงใหม่ ทำให้บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมลำไยให้ขยายตลาดเป็นวงกว้างและพัฒนาสู่ความเป็นผลิตภัณฑ์ในระดับสากล สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-5322-2778 ในวันและเวลาราชการและ http://www.longanoid.com

http://www.naewna.com/local/26471

วันพุธ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2555, 13.39 น.

ที่ศาลากลางจังหวัดลำพูน กลุ่มผู้ประกอบการลำไยอบแห้งทั้งเปลือก ประมาณ 50 คน นำโดย นายสมศักดิ์  ทิพวรรณ์ ผู้ใหญ่บ้านดงเจริญ หมู่ที่ 10 ตำบลวังผาง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน พร้อมด้วยตัวแทนจากอำเภอ 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองลำพูน ป่าซาง บ้านธิ แม่ทา เวียงหนองล่อง บ้านโฮ่ง ลี้ และ อำเภอทุ่งหัวช้าง เดินทางยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน ผ่านนายสัญชัย ปลัดจังหวัดลำพูน, นายศักดิ์ชัย ถนัดวาณิชย์ เกษตรและสหกรณ์จังหวัด, นายเกริกฤทธิ์ วงศ์ดาว เกษตรจังหวัด และนางสุมิตรา อภิชัย สหกรณ์จังหวัดลำพูน เรื่องติดตามความคืบหน้าของลำไยอบแห้งทั้งเปลือก ปี 2555 ภายหลังจากที่ได้เดินทางไปยื่นหนังสือถึง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพมหานคร โดยกลุ่มสหกรณ์การเกษตร วิสาหกิจชุมชน เกษตรกร และเอกชนผู้ประกอบการลำไยอบแห้งทั้งเปลือกของภาคเหนือ ประกอบด้วย จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน พะเยา แพร่ น่าน

เพื่อขอความช่วยเหลือ เรื่องการแก้ไขปัญหาราคาลำไยอบแห้งต่ำ เนื่องจากการถูกกดราคาในการรับซื้อราคาเกรดAA แค่กิโลกรัมละประมาณ 60 บาท เกรดAราคา 33 บาท และ เกรดB ราคา 19 บาท ขณะที่ ราคาต้นทุนจริงเกรดAไม่ต่ำกว่า 82 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว อีกทั้งพบว่า มีชะลอการซื้อจากพ่อค้าชาวจีน ประกอบกับในปีนี้ ราคารับซื้อลำไยสดจากเกษตรกร เพื่อนำมาอบแห้งมีราคาค่อนข้างสูงกว่าปีก่อน และเพื่อตอบสนองมาตรการส่งเสริมการแปรรูปจากรัฐบาล จึงทำให้ผู้ผลิตลำไยอบแห้งมีต้นทุนการผลิตต่อกิโลกรัมค่อนข้างสูง และขณะนี้ มีลำไยอบแห้งตกค้างในสต๊อกของกลุ่มสหกรณ์การเกษตร วิสาหกิจชุมชนเกษตรกรผู้ประกอบการรายย่อย และในกลุ่มเอกชนจำนวนมาก ดังนั้น จึงขอความอนุเคราะห์ภาครัฐ ทำการช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยการรับซื้อประกันราคาจากผู้ประกอบการ ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการผลิตลำไยอบแห้งสามารถที่จะดำเนินกิจการไปได้ โดยมีข้อเสนอ คือ ให้ เกรด AA ราคากิโลกรัมละ 85 บาท เกรด A ราคากิโลกรัมละ 55 บาท และเกรด B ราคากิโลกรัมละ 35 บาท ในส่วนของจังหวัดลำพูน ลำไยอบแห้งที่อยู่ในมือเกษตรกรมี 3,500 ตัน ในขณะที่ผู้ประกอบการลำไยอบแห้งทั้งเปลือกต้องการให้รัฐบาลช่วยรับซื้อคือ เกรดเอเอ. กิโลกรัมละ 85 บาท เกรดเอ 45 บาท และ เกรดบี 25 บาท

นายเกริกฤทธิ์ เกษตรจังหวัดลำพูน ชี้แจงว่า จากการสำรวจปริมาณลำไยอบแห้งทั้งเปลือก ปี 2555 ที่คงค้างในมือเกษตรกรของจังหวัดลำพูน โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดลำพูน ณ วันที่ 12 ตุลาคม 2555 ที่มาจากอำเภอเมือง ป่าซาง บ้านโฮ่ง แม่ทา บ้านธิ เวียงหนองล่อง ลี้ ทุ่งหัวช้าง และกลุ่มสหกรณ์/วิสหกิจชุมชน ที่มาลงทะเบียนบัญชีรายชื่อแล้วจำนวน 192 ราย ปริมาณลำไยอบแห้งทั้งเปลือกมีจำนวนทั้งสิ้น 8,020,918 กิโลกรัม หรือ 8,020 กว่าตัน แยกเป็น เกรด เอเอ. ผ่านการล้างขัด 1,444,110 กิโลกรัม ยังไม่ผ่านการล้างขัด 2,181,151 กิโลกรัม , เกรด เอ. ผ่านการล้างขัด 1,256,798 กิโลกรัม ยังไม่ผ่านการล้างขัด 2,353,328 กิโลกรัม และ เกรด บี ผ่านการล้างขัด 301,511 กิโลกรัม ยังไม่ผ่านการล้างขัด 484,020 กิโลกรัม ซึ่งในวันพรุ่งนี้( 18 ต.ค. 2555 ) ที่สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดลำพูน เวลา 13.00 น.โดยประมาณ สำนักงานเกษตรจังหวัดลำพูน จะร่วมกับสำนักงานสังกัดกระทรวงเกษตรประชุมหารือการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการกลุ่มนี้ต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม ทางปลัดจังหวัดได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการสำรวจรายชื่อในบัญชีที่ตกหล่นจากบัญชีเดิมใหม่อีกครั้ง เนื่องจากทางกลุ่มเกษตรกร และผู้ประกอบการฯแจ้งว่า ลำไยอบแห้งของเกษตรกรมีจริงๆ เพียง 2,500 ตัน แต่สำนักงานเกษตรจังหวัดมี 8,020 ตัน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05100010755&srcday=2012-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 530

รอบรั้วอาเซียน 

จิรวรรรณ โรจนพรทิพย์ Jirawan073@yahoo.com

ข้ามแดน “ช่องผักกาด” พาไปชิม “ลำไยเขมร” ที่เมืองไพลิน

ฉบับนี้ ขอพาท่านผู้อ่านไปสัมผัสบรรยากาศประเทศเพื่อนบ้าน คือ เขมร เริ่มจากเดินทางข้ามเขตแดนไทย ที่ “ช่องผักกาด” ตั้งอยู่ที่บ้านคลองใหญ่ หมู่ที่ 4 ตำบลคลองใหญ่ อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ด่านแห่งนี้อยู่ตรงข้ามกับ ช่องพรม ด่านชายแดนของเขมร ช่องผักกาด อยู่ห่างจากเมืองไพลินเพียง 17 กิโลเมตร ถือว่าอยู่ใกล้กับเมืองไพลินมากกว่าจุดผ่านแดนอื่นๆ ใช้เวลาในการเดินทางเพียงครึ่งชั่วโมงก็ถึงเมืองไพลิน 

จุดผ่านแดนถาวร ชายแดนไทย-เขมร แห่งนี้ นับเป็นด่านเล็กที่ค่อนข้างเงียบเหงาอยู่บ้าง เมื่อเทียบกับตลาดชายแดนอื่นๆ เพราะที่นี่จะเปิดตลาดการค้าเพียงสัปดาห์ละ 2 ครั้ง สำหรับสินค้าที่นำออกจากตลาดชายแดนแห่งนี้ ได้แก่ ข้าวสาร บะหมี่ ผงชูรส พืชผัก ผลไม้ อะไหล่รถยนต์ ผลิตภัณฑ์น้ำมันและวัสดุก่อสร้าง ส่วนสินค้านำเข้า ได้แก่ ไม้แปรรูป พลอย ผัก ผลไม้ ฯลฯ

ในแต่ละปี ไทยส่งออกสินค้าจากช่องผักกาด ไปยังประเทศเขมร เป็นมูลค่าสูงกว่าพันล้านบาท และมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น ตามภาวะเศรษฐกิจเขมรที่เติบโตขึ้นทุกปี นอกจากนี้ เขมรยังได้รับอานิสงส์จากความใจดีของรัฐบาลจีนที่ทุ่มงบฯ ก้อนโตสร้างถนนเชื่อมระหว่างเขมร-ลาว ทำให้เส้นทางการขนส่งจากเมืองไพลินไปยัง จังหวัดพระตะบอง เกิดความคล่องตัวมากขึ้นกว่าในอดีต

ระหว่างยืนรอข้ามแดน สังเกตเห็นคาราวานรถบรรทุกจากฝั่งเขมรวิ่งกันฝุ่นตลบเพื่อนำสินค้าเกษตรประเภท มันสำปะหลัง ข้าวโพดและลำไย มาส่งขายพ่อค้าไทย สวนทางกับรถโดยสารที่มีนักท่องเที่ยวไทยจำนวนมากข้ามแดนไปเล่นพนันอย่างถูกกฎหมายในบ่อนกาสิโน 3 แห่ง ของเขมร

สำหรับคนไทยที่อยากเดินทางเข้าไปเยี่ยมชมความเป็นอยู่ของประเทศเพื่อนบ้าน สามารถเดินทางเข้า-ออก ที่จุดผ่านแดนแห่งนี้ โดยใช้หนังสือเดินทาง หรือบัตรประชาชนได้ในกรณีข้ามแดนชั่วคราว ระหว่างเวลา 07.00-20.00 น. ทุกวัน หากมีข้อสงสัยประการใด สอบถามข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมก่อนการเดินทางได้จากสถานทูตราชอาณาจักรกัมพูชา ประจำประเทศไทย ที่เบอร์โทร. (02) 254-6630 หรือสำนักงานจังหวัดสระแก้ว โทร. (037) 421-734

เมื่อข้ามแดนถึงฝั่งเขมร นักท่องเที่ยวไทยต้องขออนุญาตเข้าเมืองที่ด่านช่องพรม บ้านโอร์สะกรอม โดยจ่ายค่าเหยียบแผ่นดิน คนละ 20 ดอลลาร์ หรือประมาณ 600 กว่าบาท บริเวณหน้าด่าน มีจุดให้บริการนักท่องเที่ยวมากมาย เช่น ร้านอาหาร ภัตตาคาร ร้านค้าปลอดภาษี และบ่อนกาสิโน

ในอดีต เมืองไพลินเคยเป็นค่ายอพยพของเขมรแดง เรียกว่า “ฐานภูลำเจียก” และมีทรัพย์ในดินที่สำคัญคือ พลอยสีน้ำเงิน (บลู แซฟไฟล์) ซึ่งคนไทยเรียกติดปากว่า “พลอยไพลิน” นั่นเอง พลอยชนิดนี้ได้รับความนิยมไปทั่วโลกเพราะสวยงามสะดุดตา แต่น่าเสียดาย ทุกวันนี้ เหมืองพลอยส่วนใหญ่ได้ถูกปิดตัวลง เพราะไม่เหลือพลอยให้ขุดอีกแล้ว

จากกรุงไพลิน นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางต่อไปถึงจังหวัดพระตะบอง แค่ใช้เวลาเดินทางเพียง 80 กิโลเมตร หากใครสนใจอยากไปเที่ยวชม นครวัด นครธม ก็ต้องเดินทางต่ออีก 280 กิโลเมตร เพื่อเข้าชมโบราณสถานทั้งสองแห่งได้ที่เมืองเสียมเรียบ เส้นทางการท่องเที่ยวดังกล่าว ถือว่าได้รับความสะดวกสบายพอสมควร

เยี่ยมชม สวนลำไย เขมร

จากด่านช่องพรม วิ่งรถต่อไปอีก 10 นาที ก็เจอ “สวนลำไยสองพี่น้อง” เนื้อที่ 125 ไร่ ตั้งอยู่บริเวณหมู่บ้านโอละเอิ้น อำเภอซาหลากราว จังหวัดไพลิน เจ้าของคือ “ซา จำเจริญ” หรือ ลุงแยม เกษตรกรชาวเขมร วัย 56 ปี

ลุงแยม ถือเป็นนักธุรกิจระดับแนวหน้าของเมืองไพลิน มีธุรกิจส่วนตัวมากมาย เช่น ธุรกิจไซโลข้าวโพด ลานมันสำปะหลัง เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และมีสวนลำไยอยู่ในเมืองไทย พื้นที่อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี และทุกวันนี้ลุงแยมมีพื้นที่ปลูกลำไยมากที่สุดในเมืองไพลิน ประเทศเขมร

สวนลำไยสองพี่น้อง มีบรรยากาศสวยงาม สดชื่น เพราะตั้งอยู่กลางหุบเขาสูงและมีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ มองไปทางไหนก็เห็นแต่ต้นลำไยที่มีผลดกเต็มต้นไปหมด แต่ละกิ่งให้ผลเยอะมาก ขนาดที่ว่าทุกกิ่งต้องมีไม้ค้ำยันไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้กิ่งหักโค่นลงมา

ระยะนี้ ตรงกับช่วงฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิต แรงงานไทยและเขมรกำลังเร่งมือเก็บผลลำไย เพื่อนำมาคัดแยกตามเกรด ก่อนขนกล่องบรรจุลำไยขึ้นจัดเรียงในรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่ติดป้ายทะเบียนประเทศไทย แต่ละวัน คนงานจะสามารถเก็บผลผลิตได้ถึง 10 ตัน

ลุงแยมบอกว่า ที่นี่ปลูกลำไยสายพันธุ์อีดอ ซึ่งได้กิ่งพันธุ์มาจากเมืองไทย เนื่องจากต้นลำไยเป็นไม้ผลทรงพุ่มใหญ่ จึงปลูกลำไยในระยะห่าง 8 เมตร คูณ 8 เมตร ทุกๆ 8 ปี จะตัดลำไยออก 1 ต้น เพื่อป้องกันไม่ให้ปลายกิ่งชนกัน ในปีที่ 15 จะมีต้นลำไยเฉลี่ย 32 ต้น ต่อไร่ และมีผลผลิต เฉลี่ยต้นละ 1.5 ตัน

ปัจจุบัน ต้นลำไยของสวนแห่งนี้มีอายุ 12 ปีแล้ว ให้ผลผลิตได้แล้วประมาณ 50,000 ต้น ลุงแยมพึงพอใจกับคุณภาพลำไยที่ปลูกในสวนแห่งนี้ เพราะได้ผลผลิตที่มีรสชาติหวานหอม กรอบ อร่อย ขณะนี้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เฉลี่ยต้นละ 150 กิโลกรัม ลุงแยมบอกว่า มีรายได้จากการขายลำไย เฉลี่ยต้นละ 10,000 บาท ทีเดียว

ลุงแยมไม่ห่วงกังวลเรื่องการหาตลาด เพราะมีพ่อค้าขาประจำจากฝั่งไทยเข้ามาเหมาซื้อผลผลิตถึงสวน ในราคากิโลกรัมละ 48 บาท พร้อมกับจัดหาคนงานประมาณ 600 คน เข้ามาเก็บผลผลิตเอง ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ จึงจะเก็บผลผลิตได้หมดทั้งสวน

ลุงแยมเล่าว่า สมัยก่อน พ่อค้าคนกลางจากฝั่งไทยจะมาติดต่อขอซื้อผลผลิตล่วงหน้าก่อนเก็บผลผลิตประมาณ 7 วัน แต่ในระยะหลังเมื่อสวนลำไยแห่งนี้มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับว่า ผลิตลำไยคุณภาพดีเกรดเอ พ่อค้าก็รีบมาจองขอซื้อสินค้าล่วงหน้า ตั้งแต่เห็นต้นลำไยมีสภาพแข็งแรงสมบูรณ์ในช่วงต้นฤดูกันเลยทีเดียว

ก่อนหน้านี้ ลุงแยมเคยสอบถามพ่อค้าที่มารับซื้อผลผลิตว่า ลำไยเขมรมีรสชาติอย่างไร ก็ได้รับคำตอบกลับมาว่า ลำไยเขมรมีรสชาติอร่อยมาก คุณภาพดีกว่าลำไยอีดอที่ปลูกในอำเภอสอยดาวเสียอีก ลุงแยมเชื่อว่า สาเหตุหลักที่ทำให้ลำไยเขมรมีรสชาติอร่อยกว่าลำไยไทย เพราะมีขั้นตอนการปลูกและการดูแลที่แตกต่างกันนั่นเอง

ลุงแยมให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า จุดแตกต่างประการแรกคือ ดิน สภาพดินในเมืองไพลินมีความอุดมสมบูรณ์ของแร่ธาตุมากกว่าฝั่งไทย ประการที่สอง เมืองไทยใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีจำนวนมาก ทำให้โครงสร้างดินได้รับความเสียหาย และทำให้รสชาติลำไยไทยเปลี่ยนแปลงไป สังเกตได้จากเนื้อลำไยไทยจะกรอบน้อยกว่า และมีรสชาติหวานแหลม เนื้อฉ่ำน้ำ ส่วนลำไยที่ปลูกในเมืองไพลิน จะมีรสชาติหวานกรอบ เนื้อแน่นกว่าลำไยไทย

ลุงแยมเล่าว่า ปีนี้ ผมมีต้นทุนการผลิตลำไยโดยเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 8-10 บาท แต่สามารถขายส่งสินค้าหน้าสวนได้ในราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 48 บาท เมื่อหักต้นทุนค่าใช้จ่าย ก็จะเหลือผลกำไรอยู่เป็นจำนวนมาก

ความสำเร็จในอาชีพทำสวนลำไยของลุงแยม จุดประกายความหวังให้เกษตรกรเขมรจำนวนมาก หันมาสนใจอาชีพปลูกลำไย เพราะมองว่าเป็นอาชีพที่ให้ผลกำไรเกินร้อย และให้ผลตอบแทนสูงกว่าการเพาะปลูกพืชชนิดอื่น

ลุงแยมกล่าวว่า ข้อดีของการปลูกลำไยก็คือ ตลาดจะเดินมาหาเกษตรกรเอง ยิ่งมีพื้นที่ปลูกมาก ก็ยิ่งมีโอกาสขายสินค้าได้ในราคาสูง เนื่องจากพ่อค้าต้องการซื้อสินค้าจำนวนมาก เพื่อนำไปแปรรูปเป็นลำไยอบแห้ง ส่งขายจีน

พ่อค้าส่วนใหญ่ไม่อยากซื้อลำไยล็อตเล็กๆ เพราะต้องเสียเวลาในการรวบรวมผลผลิต และมีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูง พ่อค้าส่วนใหญ่จึงนิยมซื้อสินค้าล็อตใหญ่ ในราคาสูงเป็นหลัก หากเจ้าของสวนรายใดสามารถผลิตลำไยออกขายในช่วงเทศกาลสำคัญ เช่น เช็งเม้ง ตรุษจีน ปีใหม่ ฯลฯ ก็ยิ่งมีโอกาสโกยผลกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ

ลุงแยมวางแผนที่จะขยายพื้นที่ปลูกลำไยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และสละเวลาว่าง ทำงานช่วยเหลือสังคมโดยรับตำแหน่งที่ปรึกษาด้านวิชาการให้แก่ชมรมเกษตรกรสวนลำไยเมืองไพลินที่มีสมาชิกกว่า 94 ราย มีพื้นที่ปลูกลำไยรวมกันไม่ต่ำกว่า 50,000 ต้น ลุงแยมคาดว่าในอนาคต เมืองไพลินจะปลูกลำไยเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 100,000 ต้น

ลุงแยม เปิดเผยถึงเทคนิคการผลิตลำไยนอกฤดูว่า หลังจากสิ้นสุดฤดูเก็บเกี่ยวจะฟื้นฟูต้นลำไยให้มีสภาพแข็งแรงสมบูรณ์ก่อน หลังจากนั้นจะเร่งการแตกใบอ่อนโดยใช้สารกลูโคมิค อัตรา 10 ซีซี ผสมกับสารอินทรีย์ไก่ทองชนิดเข้มข้น 10 ซีซี และสินแร่ภูเขาไฟ 1 กิโลกรัม ผสมเข้าไปกับน้ำ 20 ลิตร

และใช้สินแร่ภูเขาไฟ 10 กิโลกรัม ผสมกับปุ๋ยสูตรเสมอ 10 กิโลกรัม หว่านรอบทรงพุ่ม ในสัดส่วนต้นละ 1-2 กิโลกรัม เพื่อให้ต้นลำไยแตกใบอ่อน หลังจากนั้น เว้นระยะห่างไปประมาณ 7-15 วัน เสริมด้วย จี-อะมิโน (กรดอะมิโนบริสุทธิ์) ในช่วงใบเพสลาด หากพบว่า มีการแตกใบอ่อน 3-4 ชุด ซึ่งเป็นระยะที่ใบของต้นลำไยเริ่มสะสมอาหาร ให้ใช้สูตรเดิมฉีดพ่นอีก 3 ครั้ง

เมื่อต้นลำไยเริ่มแทงช่อดอก ต้องคุมใบอ่อนที่แตกออกมาในช่วงแทงช่อ โดยฉีดพ่นแคลเซียม-โบรอน เพื่อช่วยให้ขั้วลำไยเหนียวไม่หลุดร่วง และติดผลดก การที่ใช้กลูโคมิคผสมกับแคเซียม-โบรอน ฉีดพ่นก็เพื่อขยายขนาด ช่วยให้ผลลำไยใหญ่ขึ้น ช่อผลของลำไยติดดกและสม่ำเสมอทั้งช่อ

ก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณ 45 วัน จะใช้กลูโคมิคผสมกับจี-แมก และแคลเซียม-โบรอน ฉีดพ่นทุก 10 วัน ฉีดต่อเนื่องกัน 3 ครั้ง ส่วนปุ๋ยทางใบ เน้นให้ปุ๋ยตัว K หรือธาตุโพแทสเซียมเป็นหลัก เพื่อเป็นการเพิ่มน้ำหนัก ทำให้ลำไยเนื้อแน่น กรอบ ความหวานก็สูง ผิวเปลือกสวย เป็นที่ต้องการของตลาด

สำหรับการเดินทางสำรวจตลาดลำไยเขมรในครั้งนี้ ผู้เขียนขอขอบคุณ คุณพงศ์ศักดิ์ เศวตกมล ผู้บริหารบริษัท แกตต์ อินเตอร์เทรด จำกัด และคณะ ที่ช่วยดูแลอำนวยความสะดวกตลอดการเดินทาง หากใครมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการปลูกดูแลสวนลำไย ขอคำปรึกษากับคุณพงศ์ศักดิ์ ได้ที่เบอร์โทรศัพท์ (081) 840-9553 หรือ (02) 593-1481 

ภาษาอาเซียน

ภาษาไทย :เท่าไหร่

ภาษาลาว :เท่าได๋

ภาษาพม่า :บ่าล่อวเหล่ (ใช้เพื่อถามจำนวน ราคา ขนาด ปริมาณ)

ภาษาอินโดนีเซีย:เบอราปา

ภาษามาเลเซีย, บรูไน :เบอราปา

ภาษากัมพูชา (เขมร) :ทรัยป่นหม้า, ทะไลปนมาน

ภาษาเวียดนาม : บาว เญียว

ภาษาจีนกลาง (สิงคโปร์):ตัวเซ่า

ภาษาฟิลิปปินส์ :มากาโน อีโต(Magkano ito)

http://www.dailynews.co.th/agriculture/157243

วันพุธที่ 26 กันยายน 2555 เวลา 00:00 น.

กระแสนวดแผนไทยในปัจจุบันได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น โดยที่ภาครัฐให้การสนับสนุนเพื่อให้นวดไทย ก้าวไกลระดับโลก พร้อมทั้งยกระดับการนวดไทยสู่ระดับสากลให้โดดเด่นและแปลกใหม่ ในงานลานนา เฮลท์แฟร์  2012  มหกรรมแสดงสินค้าและบริการสุขภาพของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน ที่ได้ร่วมมือกันผลักดันให้กลุ่มภาคเหนือตอนบนเป็นเฮลท์ ฮับ ของอาเซียน จัดเมื่อวันที่  21-24 ก.ย. ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลแอร์พอร์ต  พลาซา เชียงใหม่  ที่ผ่านมา โดยได้นำผลงานวิจัยสารสกัดเมล็ดลำไยที่มีการต่อยอดพัฒนาขึ้นเป็นครีมนวดช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อแบบสปามาผสมผสานร่วมกับการนวดแผนไทยได้อย่างกลมกลืน

สำหรับสารสกัดเมล็ดลำไยนั้น  สำนัก งานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) สวก. ได้ให้ทุนสนับสนุนนักวิจัยไทยดีเด่นอย่าง ศ.ดร.อุษณีย์ วินิจเขตคำนวณ  อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ผู้ค้นคว้าและวิจัยนำผลไม้เศรษฐกิจของภาคเหนืออย่างลำไย ที่เนื้อสามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายอย่าง แต่เมล็ดลำไยนั้นถือว่าเป็นขยะทางเกษตร จึงได้นำเมล็ดลำไยมาวิจัยพัฒนาจนพบว่าในสารสกัดเมล็ดลำไย สามารถนำไปใช้กับผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมหรือมีอาการปวดจากกล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรังได้

จากการศึกษาข้อมูลดังกล่าวพบว่าในเมล็ดลำไยนั้นมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันขบวนการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และ ยังยับยั้งเอนไซม์แมทริกซ์เมทัลโลโปรทีเนสที่สลายกล้ามเนื้อคอลลาเจนและอิลาสตินรวมทั้ง เป็นการยืดอายุกระดูกอ่อนและกล้ามเนื้อ ไม่ให้เกิดการสึกหรอก่อนควร จึงนำสารสกัดเมล็ดลำไยมาพัฒนาร่วมกับว่านสมุนไพรไทยล้านนากว่า  12  ชนิด จนได้มาเป็นครีมนวดสารสกัดเมล็ดลำไยช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อแบบ  สปาและนำไปทดสอบกับกลุ่มอาสาสมัคร 3-4 เดือน พบว่าหลายคนพึงพอใจอาการปวดข้อและกล้ามเนื้อลดลง เดินสะดวกขึ้น เหมาะสมต่อผู้ป่วยสูงอายุ กลุ่มผู้เป็นโรคความดันโลหิต  หัวใจ กระเพาะอาหาร เป็นต้น

สำหรับครีมนวดสารสกัดเมล็ดลำไย ได้รับรางวัลการันตีคุณภาพนวัตกรรมดีเด่น คณะแพทยศาสตร์  ม.เชียงใหม่ ปี 2552 และรางวัลนวัตกรยอดเยี่ยมจาก CBS จุฬาลง กรณ์มหาวิทยาลัย  ปี  2554 ด้วย

อาจารย์ดวงสมร ไชยรัตน์ ผู้อำนวยการโรงเรียนนวดเพื่อสุขภาพ จังหวัดเชียงใหม่ และกรรมการบริหารสมาคมส่งเสริมบริการสุขภาพเชียงใหม่  กล่าวว่า คุณประโยชน์ของการนวดแผนไทยช่วยให้กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น พังผืด ยืดผ่อนคลาย ลดอาการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ การเคลื่อนไหวของร่างกายสะดวกขึ้น การไหลเวียนของโลหิตขยายทำให้ร่างกายสดชื่น  เสริมสร้างการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ มีความตื่นตัวในการทำงาน และยืดอายุการทำงานของข้อต่อกระดูก

เมื่อนำการนวดมาผสานเข้ากันนวัตกรรมสารสกัดเมล็ดลำไย ยิ่งช่วยเสริมประสิทธิ ภาพซึ่งกันและกันให้ดียิ่งขึ้น จนได้รับการตอบรับทั้งจากชาวไทย และต่างชาติ  เมื่อได้ทราบว่าเป็นผลงานวิจัยดีเด่นของคนไทยอย่าง ศ.ดร.อุษณีย์ และได้เห็นเจตนารมณ์ที่ดี ที่ต้องการยกระดับคุณค่าของพืชสมุนไพรผลไม้ไทย ให้โดดเด่นไม่แพ้สมุนไพรของต่างชาติ ที่สำคัญจะได้ช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนลำไย ยิ่งทำให้เกิดความเชื่อมั่นที่จะช่วยกันผลักดันให้ก้าวไกลไประดับโลก

เพื่อเป็นการส่งเสริมให้งานวิจัยของคนไทยเป็นที่รู้จักทั่วโลก ทาง สวก.ยังได้จับมือกับสมาคมส่งเสริมบริการสุขภาพเชียงใหม่ ช่วยกันผลักดันสารสกัดเมล็ดลำไยและนวดแผนไทยให้โกอินเตอร์ไปด้วยกันในเบื้องต้นนั้นสมาคมได้นำสารสกัดเมล็ดลำไยไปใช้นวดลูกค้าที่มาเข้ารับบริการและได้รับการตอบรับอย่างดีมากจากลูกค้า ทั้งยังมีกลุ่มธุรกิจจากต่างชาติติดต่อเข้ามาเพื่อขอร่วมธุรกิจ อาทิ  สิงคโปร์  จีน ฮ่องกง เวียดนาม ออสเตรเลีย อังกฤษ และอเมริกา ถือว่าเป็นก้าวที่สำคัญของประเทศไทยที่จะได้แสดงศักยภาพในระดับโลก สอบถามเพิ่มเติมได้ที่  09-0672-6498, 09-0672-8930, 08-4399-9299 ในวันและเวลาราชการ.



  • ขายยานอนหลับ: ขายยานอนหลับ ยานอนหลับแบบน้ำ, แบบเม็ด ทุกยี่ห้อราคาถ
  • nate: ปูนขาว ปูนขาวเพื่อใช้ในการเกษตร (Quick Lime) คุณสมบัติทางเ
  • แฟนบอลชาวเซราะกราว: ยังไงพวกเราชาวบุรีรัมน์ก็ยังเชียร์บุรีรัมย์ ยูไนเต

หมวดหมู่