ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Posts Tagged ‘มะม่วง

http://kucon.lib.ku.ac.th/cgi-bin/KUCON.exe?rec_id=001870&database=KUCON&search_type=link&table=mona&back_path=/KUCON/mona&lang=thai&format_name=TFMON

ผู้แต่ง: วิวัฒน์ เสือสะอาด; บรรพต ณ ป้อมเพชร; โกศล เจริญสม
ชื่อเรื่อง: เพลี้ยหอยและเพลี้ยแป้งของไม้ผลในประเทศไทย
Article title: Scale insects and mealybugs on fruit trees in Thailand
ชื่อเอกสาร : การประชุมทางวิชาการ ครั้งที่ 17 สาขาพืช มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน 2522: รวมเรื่องย่อ
หน่วยงานจัดพิมพ์: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สถานที่พิมพ์: กรุงเทพฯ
ปีพิมพ์: 2522
หน้า: หน้า 64
จำนวนหน้า: 94 หน้า
ภาษา: ไทย
สาระสังเขป: สาระสังเขป (ไทย)
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์ (REF SB16 ก581 2522)
หมวดหลัก: H10-Pests of plants
อรรถาภิธาน-อังกฤษ: FRUIT TREES, COCCOIDEA, PSEUDOCOCCIDAE, THAILAND
ดรรชนี-ไทย: มะม่วง, น้อยหน่า, ทุเรียน, ฝรั่ง, ลำไย, ลิ้นจี่, อะโวกาโด, เพลี้ยหอย, เพลี้ยแป้ง
หมายเลข: 001870 KC1701064
เอกสารฉบับเต็ม: [Download Fulltext]
ค้นข้อมูลใกล้เคียง: มีคำสำคัญเหมือนกัน   ผู้แต่งคนเดียวกัน

http://www.thairath.co.th/column/edu/paperagriculturist/270955 

26 มิถุนายน 2555, 05:00 น.

มะม่วงชนิดนี้ เกิดจากการผสมเกสรของมะม่วงชื่อดัง 2 สายพันธุ์ของประเทศไต้หวัน คือ ระหว่าง มะม่วงอ้ายเหวิน กับ มะม่วงจีนหวง เมื่อได้ลูกไม้ใหม่ออกมานำไปปลูกจนต้นโตและติดผลมีลักษณะดีกว่ามะม่วงที่เป็นสายพันธุ์พ่อและแม่อย่างชัดเจนหลายจุด เช่น ผลมีขนาดใหญ่กว่า ติดผลดก สีสันของผลเป็นสีม่วงเข้ม ทำให้เวลาติดผลทั้งต้น ผลห้อยเป็นระย้าดูสวยงามมาก

ส่วน รสชาติของผลขณะยังดิบหรือห่ามจะหวานมันปนเปรี้ยวนิดๆ อร่อยเหมือนกินมะม่วงมันทั่วไปทุกอย่าง เมื่อผลสุกเนื้อใน

ผลจะเป็นสีเหลืองเข้ม เนื้อไม่เละ ไม่มีเสี้ยน รสชาติหวานหอมชื่นใจมาก ซึ่งในประเทศไทยบ้านเรามีผู้นำต้นพันธุ์เข้ามาปลูกและขยายพันธุ์ขายนานหลายปีแล้ว โดยได้ตั้งชื่อว่า “มะม่วงยู่เหวิน” เคยแนะนำในคอลัมน์ไปแล้ว ปรากฏว่าได้รับความนิยมจากผู้ปลูกอย่างกว้างขวางและครองใจผู้รับประทานเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบัน จนทำให้กิ่งตอนได้ขาดตลาดไประยะหนึ่ง เพิ่งพบมีกิ่งตอนรุ่นใหม่ออกวางขาย จึงรีบแจ้งให้ผู้ที่ชื่นชอบปลูกมะม่วงทราบอีกตามระเบียบ

มะม่วงยู่เหวิน มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์เหมือนกับมะม่วงทั่วไป คือ เป็นไม้ยืนต้น สูง 10-20 เมตร ใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปรีแกมรูปขอบขนาน ปลายแหลม โคนมน แต่ใบมีขนาดใหญ่และยาวดูคล้ายใบของมะม่วงเขียวใหญ่มาก ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอด แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก ดอกมีกลิ่นหอม “ผล” รูปกลมรียาวและอ้วนใหญ่ ผลโตเต็มที่มีน้ำหนักเฉลี่ยระหว่าง 1 กิโลกรัม ต่อผล ผลเป็นสีม่วงเข้มตลอดทั้งผลสวยงามมาก รสชาติอร่อยทั้งผลดิบและสุกตามที่กล่าว

ข้างต้น ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด และตอนกิ่ง มีกิ่งตอนขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวน จตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ แผง “คุณเล็ก” ตรงกันข้ามโครงการ 17 กับ แผง “คุณหลง–คุณก็อต” ตรงกันข้ามโครงการ 15 ราคาสอบถามกันเองครับ.
“นายเกษตร”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย นายเกษตร
  • 26 มิถุนายน 2555, 05:00 น.

เทคนิคปลูกมะม่วง’งามเมืองย่า’ดกทั้งปี

ใช้ปุ๋ยหมักมูลสุกร-ปลูกแนว 90 องศา เทคนิคปลูกมะม่วง ‘งามเมืองย่า’ ดกทั้งปี : โดย … ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ

          หลังจาก “กิจติกร กีรติเรขา” อดีตข้าราชการครูใน ต.สะแกราช อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา ได้ผันตัวมาเป็นเกษตรกรปลูกมะม่วงพันธุ์งามเมืองย่า บนเนื้อที่ 44 ไร่ เขาพยายามทุกวิถีทางในการพัฒนาสวนมะม่วงเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี โดยเน้นเรื่องเกษตรอินทรีย์ ในที่สุดเขาเลือกวิธีการให้ปุ๋ยหมักจากมูลสุกรมาฉีดพ้นบริเวณลำต้นและใบ ทำให้ต้นมะม่วงได้รับสารอาหารเต็มที่ และออกผลได้ตลอดทั้งปี

กิจติกร เล่าว่า หลังจากอำลาชีวิตครูมาเป็นเกษตรกรเต็มตัวแล้ว ได้ตัดสินใจใช้พื้นที่ 44 ไร่ ที่อยู่ใน ต.สะแกราช อ.ปักธงชัย มาปลูกมะม่วงพันธุ์งามเมืองย่า เป็นมะม่วงที่มีคุณสมบัติพิเศษ ลูกใหญ่ มีน้ำหนักกว่า 1 กก. รสชาติหอมหวานอร่อย ปัจจุบันกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะแถบรัสเซีย รวมถึงตลาดระดับบนของประเทศไทยด้วย โดยเฉพาะในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ

เขาเล่าอีกว่า มะม่วงงามเมืองย่าจะเน้นเกษตรอินทรีย์ หรือระบบออร์แกนิก ไร้สารเคมีในทุกขั้นตอน ทำให้เป็นสินค้าเกษตรยอดนิยม และสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศกว่า 28 ล้านบาทต่อปี แต่ปัจจุบันปุ๋ยอินทรีย์ที่ใช้ในกระบวนการผลผลิตมะม่วงงามเมืองย่ากำลังประสบปัญหาสารปนเปื้อน ประกอบกับใกล้ช่วงฤดูฝนลำต้นเกิดเชื้อราจากอากาศที่ชื้นและยังก่อให้เกิดการเน่าในภายในลำต้น ทำให้ต้องเร่งพัฒนาปุ๋ยเพื่อเป็นภูมิคุ้มกันให้แก่ต้นมะม่วง กระทั่งพบว่าการนำปุ๋ยหมักจากมูลสุกรมาฉีดพ้นบริเวณลำต้นและใบ จะทำให้ต้นมะม่วงได้รับสารอาหารเต็มที่ ออกผลได้ตลอดทั้งปี

“ปัจจุบันการปลูกมะม่วงงามเมืองย่า ผมได้คิดค้นการเพาะปลูกแบบใหม่ คือ ปลูกแบบระยะชิด คือ 2×2 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ 400 ต้น ปลูกเอียงในแนว 90 องศาตะวันออก ซึ่งในแนวทางนี้จะทำให้ต้นมะม่วงออกผลมากกว่าเดิมเกือบเท่าตัว และความสูงของต้นเมื่อเก็บผลก็จะสะดวกกว่าต้นที่ปลูกแบบตั้งปกติ ซึ่งแนวทางนี้ได้ใช้ระยะเวลานานกว่า 15 ปี” กิจติกร กล่าว

เรื่องการดูแลสวนมะม่วงพันธุ์งามเมืองย่า อยากให้เกษตรกรหันมาปรับเปลี่ยนในเรื่องของเคมี ให้มาเป็นเกษตรอินทรีย์ โดยการใช้น้ำมูลสุกรนำมาฉีกพ้นที่ลำต้นและใบของมะม่วง ซึ่งจะทำให้มะม่วงออกผลตลอดทั้งปี โดยไม่ต้องพึ่งสารเคมีในการลดหรือการเร่งออกผลแต่อย่างใด จากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน ที่มีผลวิจัยออกมาว่า น้ำมูลสุกรมีปริมาณไนโตรเจนที่สูง

ดังนั้นเมื่อนำมารดต้นมะม่วงงามเมืองย่าก็จะทำให้ต้นมะม่วงติดผลอยู่เรื่อยๆ และอีกวิธีหนึ่งที่ได้นำผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดีปลี และพริกไทย มีสารในการช่วยป้องกันและการจัดการของโรคแอนแทรคโนส หรือ โรคเน่าใน จึงนำดีปลีมาปลูกไว้ที่บริเวณใต้ต้นมะม่วง เพื่อให้สารจากดีปลีซึมเข้าไปยังในเปลือกของมะม่วง ทำให้มะม่วงไม่เน่าเสีย ยังสามารถเก็บผลของดีปลีและพริกไทยไปจำหน่ายในกิโลกรัมละ 100 บาท ซึ่งแต่ละปีทำให้สวนมะม่วงงามเมืองย่าสามารถเก็บผลดีปลีและพริกไทยที่ปลูกใต้ต้นมะม่วงจาก 400 ต้น กว่า 4,000 กิโลกรัม รวมมูลค่ากว่า 4 แสนบาท

          เป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับเกษตรกรที่ปลูกมะม่วงเอาแนวอย่าง “กิจติกร กีรติเรขา” ทั้งเอาปุ๋ยหมักจากมูลสุกรมาฉีดต้นมะม่วง และการปลูกในแนว 90 องศา เพราะพิสูจน์ได้ระดับหนึ่งแล้วว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

———-

(หมายเหตุ : ใช้ปุ๋ยหมักมูลสุกร-ปลูกแนว 90 องศา เทคนิคปลูกมะม่วง ‘งามเมืองย่า’ ดกทั้งปี : โดย … ประสิทธิ์  ตั้งประเสริฐ)

———-

ดันมะม่วง’มหาชนก’โกอินเตอร์

ดันมะม่วง ‘มหาชนก’ โกอินเตอร์ ความสำเร็จเกษตรกรเมือง ‘น้ำดำ’ :โดย … พัชราภรณ์ สุวรรณะ

          “มีที่ทำกิน-ไม่อดตาย” คติประจำใจ “ลุงประดิษฐ์ ศรีตุ้ยเลิง” เกษตรกรชาวสวนมะม่วงวัย 55 ปี ใน ต.หนองหิน อ.หนองกรุงศรี จ.กาฬสินธุ์ ที่แม้จะเป็นคนรุ่นเก่า แต่ด้วยความเป็นคนหัวสมัย ขยัน ไม่อยู่นิ่ง จึงมักมองหาสิ่งใหม่ๆ ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์กับที่ดินที่มีอยู่เสมอ แม้จะมีพื้นที่เพียง 20 ไร่ แต่จะต้องใช้ประโยชน์จากพื้นที่ให้คุ้มค่าที่สุด เริ่มจากการลองผิดลองถูกจากคำแนะนำของผู้ที่ประสบความสำเร็จ เริ่มจากการทำไร่อ้อยตามพ่อแม่ แล้วขยายพื้นที่ไปสู่ไร่มันสำปะหลัง มาจนถึงสวนมะม่วงมหาชนก ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างทดลองปลูก โดยมิได้คาดหวังจะเติบโตในตลาดผลไม้ไทย แต่ลุงประดิษฐ์ ตั้งเป้าไปไกลถึงมะม่วงมหาชนกโกอินเตอร์

หลังจากที่ลุงเข้าไปรับจ้างเก็บผลมะม่วงที่หมู่บ้านดงมูล ต.หนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์ ทำให้มองเห็นรายได้จากการขายมะม่วงที่เป็นพืชสวน ซึ่งสามารถทำเงินมากกว่า เป็นการลงทุนตอนแรกเก็บผลผลิตในภายหลัง สร้างรายได้ยาวนานกว่าการปลูกพืชไร่แบบเดิม ที่นอกจากจะลงทุนมากแล้วยังต้องดูแลรักษาจุกจิก ราคาพืชไร่มักจะขึ้นลงเอาแน่นอนไม่ได้ เมื่อตั้งเป้าจะปลูกมะม่วง เขาก็ได้นำมาทดลองเพาะปลูกบนพื้นที่กว่า 12 ไร่ ที่เหลือว่างจากการปลูกมันสำปะหลังและอ้อย ซึ่งปลูกเป็นพืชหมุนเวียน

 มะม่วง “มหาชนก” หรือ ราชามาโปรด มีลักษณะเด่นคือ ขนาดผลใหญ่ น้ำหนักประมาณ 3-4 ขีด รูปลักษณ์แตกต่างจากมะม่วงที่คนไทยนิยม เช่น น้ำดอกไม้ หรือ อกร่อง มีลักษณะผลกลมยาว ปลายงอนเล็กน้อย เนื้อแน่น เมล็ดลีบ เปลือกเมื่อสุกแล้วสามารถลอกออกมารับประทานคล้ายแก้วมังกร สีผิวปกติเขียวเรียบเนียน เมื่อผลแก่จัดมีสีเขียวอมแดง เมื่อเริ่มสุกมีสีเหลืองทองอมส้ม หรือสีแดงแก้มแหม่ม คล้ายผลแอบเปิ้ล ส่วนรสชาติเปรี้ยวจัด แต่เมื่อแก่จัดและสุกจะมีรสชาติหอมหวาน ลักษณะดังกล่าวเกิดจากการผสมของมะม่วงสายพันธุ์หนังกลางวัน และพันธุ์ซันเซท เดิมมะม่วงมหาชนกนิยมปลูกใน จ.เชียงใหม่ แต่ต่อมามีการพัฒนาสายพันธุ์เริ่มปลูกในพื้นที่ภาคอีสาน โดยเฉพาะที่ จ.กาฬสินธุ์

ลุงประดิษฐ์บอกว่าในปีแรกของการเริ่มปลูกมะม่วงยังสามารถปลูกมันสำปะหลังแซมระหว่างแถว บนพื้นที่ที่ห่าง 6 เมตรสำหรับขณะต้นเจริญเต็มที่ ให้ผลมะม่วงถูกแสงส่งผลให้ขนาดผลโตและลูกดกขึ้น นอกจากนั้นจะต้องบำรุงต้นและตัดแต่งกิ่งไม้ให้ใหญ่เกิน 2 เมตร เป็นทรงพุ่ม ถือเป็นการเพิ่มผลผลิตจากสารอาหารที่พืชส่งไปเลี้ยงต้นให้มาบำรุงผลแทน นอกจากนั้นยังช่วยในขั้นตอนการเก็บให้สะดวกยิ่งขึ้น

แม้ว่ามะม่วงมหาชนกในปัจจุบันยังไม่ได้รับความนิยมในหมู่ผู้บริโภคชาวไทย เนื่องจากรสชาติและกลิ่นเมื่อสุกจัดจะมีกลิ่นหอมฉุน ขนาดผลเมื่อชั่งแล้วจะอยู่ที่ 2-3 ลูกต่อกิโลกรัม แต่กลับเป็นที่นิยมในต่างประเทศ ทั้งยุโรป และเอเชีย เนื่องจากสีสันสวยงาม และรสชาติที่หวานหอม เปลือกหนา สามารถทนกับการขนส่งได้หลายวันและไม่มีปัญหาแมลงตอมผลในระหว่างการเดินทาง

“ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการให้เข้าสู่ระบบการส่งออก ซึ่งจะต้องเข้าสู่ระบบการจัดการที่ได้มาตรฐานของการตรวจสอบคุณภาพสินค้าแบบปลอดสารตกค้าง ของการผลิตทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสม Good Agriculture Practices) หรือจีเอพี ไปยังต่างประเทศ เช่น อังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส กลุ่มประเทศที่มีอำนาจทางการซื้อสูง ความต้องการสินค้าก็จะต้องมีคุณภาพสูงไปด้วย ต้องมีการใช้เครื่องอบไอน้ำเพื่อกำจัดสารตกค้างและแมลง ก่อนการจัดส่งด้วยวิธีการแช่แข็ง เพื่อให้คุณภาพของมะม่วงไปสู่มือผู้บริโภคให้ได้รสชาติที่แท้จริง” เจ้าของสวนมะม่วงมหาชนกกล่าวทิ้งท้ายอย่างภูมิใจ

———-

(หมายเหตุ : ดันมะม่วง ‘มหาชนก’ โกอินเตอร์ ความสำเร็จเกษตรกรเมือง ‘น้ำดำ’ :โดย … พัชราภรณ์ สุวรรณะ)

———-

http://www.dailynews.co.th/agriculture/119649

วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน 2555 เวลา 00:00 น.

“มะม่วงแก้ว” เป็นมะม่วงที่คนไทยนิยมบริโภคมาช้านาน ความโดดเด่นของมะม่วงพันธุ์นี้คือ รสชาติที่ถูกกับลิ้นคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ชอบบริโภคมะม่วงกับน้ำปลาหวานจะนิยมเลือกมะม่วงแก้วที่แก่จัดเนื้อออกสีเหลือง รสชาติจะมีสามรสรวมกัน คือ เปรี้ยวอมหวานและมีรสมันนิด ๆ อร่อยอย่าบอกใครเชียว หรือบางท่านอาจจะนิยมนำมะม่วงแก้วดิบไปดองเค็ม ก็จะได้รสชาติอร่อยไปอีกแบบ เป็นการถนอมอาหารตามแบบชาวบ้าน (มะม่วงแก้วเมื่อนำไปดองเนื้อจะแข็ง กรอบ รสชาติดีกว่ามะม่วงอื่น)
คุณวิฑูรย์  สีหมตรี เกษตรกรอำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร เป็นเกษตรกรรายเดียวของจังหวัดพิจิตรที่ปลูกมะม่วงแก้วเป็นแปลงขนาดใหญ่ มีพื้นที่ปลูกมะม่วงประมาณ 90 ไร่ ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ ฟ้าลั่น เพชรบ้านลาดและมะม่วงแก้ว โดยเฉพาะมะม่วงแก้วมีพื้นที่ปลูกกว่า 40 ไร่ มะม่วงแก้วเป็นมะม่วงที่ไม่ต้องดูแลรักษามาก ต่างจากมะม่วงน้ำดอกไม้ที่ต้องดูแลทุกระยะอย่างใกล้ชิด รวมถึงต้องห่อผลด้วยถุงห่อทุกผล ตลาดจึงจะรับซื้อ ทำให้การทำมะม่วงแก้วจึงมีต้นทุนที่ใช้น้อยกว่า เพียงแค่ดูแลระยะติดผลเล็กให้ดี ไม่ให้มีโรคแมลงทำลาย จากนั้นก็รอเวลาเก็บขาย เมื่อก่อนเรายังไม่รู้จักตลาดจึงขายได้ราคาถูก ราคาซื้อขายส่งโรงงานมะม่วงดองจะอยู่ที่กิโลละ 3-5 บาทเป็นอย่างนี้มาทุกปี แต่ก็ยังมีกำไรเพราะต้นทุนในการผลิตเราต่ำ แล้วมะม่วงแก้วเป็นมะม่วงที่ให้ผลผลิตสูง ติดผลดกมากโดยธรรมชาติ

หลังจากที่ต้องทนทำมะม่วงส่งโรงงานมะม่วงดองอยู่หลายปี คุณวิฑูรย์ได้พยายามเสาะหาตลาดใหม่ ๆ แล้วก็พบว่าตลาดมะม่วงแก้วที่สุกปากตะกร้อส่งขายประเทศลาวได้ราคาดีเป็นที่นิยมบริโภคเป็นอย่างมาก เพราะมะม่วงแก้วสุกจะมีรสชาติหวาน มีกลิ่นหอม อร่อยมาก เนื้อเยอะ เมล็ดลีบ บางช่วงได้ราคาสูงถึงกิโลละ 40-50 บาท

อย่างในปีนี้ช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ราคามะม่วงแก้วส่งประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) มีราคาสูงถึงกิโลละ 50 บาท  มะม่วงแก้วที่จะส่งขายสปป.ลาว จะต้องเก็บมะม่วงที่เริ่มสุกคาต้น โดยให้สังเกตที่ก้นของผลจะต้องเริ่มมีสีเหลืองเพียงเล็กน้อย เพราะเมื่อมะม่วงแก้วถึงปลายทางก็จะสุขพอดีทาน

มะม่วงระยะนี้จะขายได้ราคาดีที่สุดและแพงที่สุดจะอยู่ในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ ดังนั้นการเก็บจึงจำเป็นจะต้องเก็บทุกวันเลือกเฉพาะผลที่เริ่มสุกเท่านั้นจึงจะขายได้ราคา ตรงนี้จะต่างกับการเก็บมะม่วงพันธุ์อื่น ๆ ที่เก็บทีเดียวหมดต้นหรือหมดรุ่นมะม่วงแก้วเป็นมะม่วงที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมในบ้านเราอยู่แล้ว โรคแมลงก็จะน้อยกว่ามะม่วงพันธุ์อื่นเพราะเปลือกหนาทนต่อการทำลายของโรคแอนแทรคโนส.

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

http://www.thairath.co.th/column/life/fromfood/268212

15 มิถุนายน 2555, 05:00 น.

Pic_268212

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ในพืชพรรณธัญญาหาร เดินออกจากบ้านไปทางใดก็มีของกินให้หาซื้อได้ตามชอบใจ ทั้งของคาว ของหวาน และผลไม้ตามฤดูกาล

สำหรับอาหารหวานยอดนิยมและน่าลิ้มลองในฤดูร้อนของไทยคงหนีไม่พ้น ข้าวเหนียวมะม่วง ขนมหวานแบบไทยๆ ที่ทำจากการนำข้าวเหนียวมามูนกับหัวกะทิ เกลือป่น และน้ำตาลทรายขาว ทานคู่กับเนื้อมะม่วงสุก ที่นิยมคือ มะม่วงพันธ์ุอกร่องและน้ำดอกไม้ เพราะมีสีเหลืองทองและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว อาจราดกะทิและโรยถั่ว แล้วแต่ความชอบ

การทำข้าวเหนียวมูน ถ้าสุขลักษณะของคนปรุงไม่ดีพอและไม่รักษาความสะอาดขณะมูนข้าวเหนียวและปอกมะม่วง อาจทำให้คนทานเกิดโรคอาหารเป็นพิษจากการปนเปื้อนของเชื้อ สแต็ปฟิโลคอคคัส ออเรียส ที่จะพบได้จากการจัดการอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ หรือในระหว่างการปรุงที่ไม่สะอาดเพียงพอ

อีกทั้งการเก็บรักษาอาหารในอุณหภูมิไม่ถูกต้อง ยังเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดการระบาดของเชื้อนี้ได้

สาเหตุของการเกิดโรคมาจากสารพิษที่เรียกว่า enterotoxins ที่เชื้อชนิดนี้ผลิตขึ้นถ้าพบสารพิษชนิดนี้ปนเปื้อนในอาหาร ในปริมาณที่น้อยกว่า 1 ไมโครกรัม จะทำให้เกิดอาการมึนเมาได้ การพบสารพิษในปริมาณนี้ได้จะต้องมีเชื้อสแต็ปฟิโลคอคคัส ออเรียส ปนเปื้อนอยู่ในอาหาร มากกว่า 1 ล้านเซลล์ต่ออาหาร 1 กรัมขึ้นไป

วิธีป้องกันคือ คนขายต้องคำนึงถึงความสะอาดในขณะเตรียมหรือปรุงอาหาร ต้องไม่ไอ จาม รดอาหาร ล้างมือให้สะอาดขณะปรุง และเก็บอาหารที่ปรุงเสร็จแล้วในตู้เย็น เพื่อป้องกันการเพิ่มจำนวนเชื้อก่อโรค

หลังจากนี้ เป็นเรื่องของคนกิน จะต้องหัดสังเกตลักษณะของอาหารเบื้องต้น หากพบว่ามีสี หรือลักษณะเปลี่ยนไป หรือดมแล้วมีกลิ่นไม่ปกติก็ควรหลีกเลี่ยง

วันนี้ สถาบันอาหารทำการสุ่มตัวอย่างข้าวเหนียวมะม่วงที่มีขายอยู่ใน  5 ย่านการค้าที่สำคัญ เพื่อนำมาตรวจการปนเปื้อนของเชื้อก่อโรค สแต็ปฟิโลคอคคัส ออเรียส

ปรากฏว่า ไม่พบปนเปื้อนในทุกตัวอย่าง.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
  • 15 มิถุนายน 2555, 05:00 น.

http://www.thairath.co.th/column/edu/paperagriculturist/269442

20 มิถุนายน 2555, 05:01 น.

Pic_269442

ผมเคยเขียนถึง “มะม่วงอกร่องทอง” ไปแล้วว่าเป็นมะม่วงปลูกเพื่อกินผลสุกได้อร่อยที่สุดกว่ามะม่วงกินผลสุกทุกชนิด เนื่องจากมีรสชาติหวานหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างจากมะม่วงกินผลสุกทั่วไป ซึ่งมะม่วงอกร่องมีด้วยกัน 2 ชนิด คือ มะม่วงอกร่องเขียวผลสุกเป็นสีเขียว กับ “มะม่วงอกร่องทอง” ผลสุกเป็นสีเหลือง ทั้ง 2 ชนิดมีรสชาติหวานหอมเหมือนกัน นิยมรับประทานคู่กับข้าวเหนียวมูนมาแต่โบราณจนขึ้นชื่อลือชาเป็นที่รู้จักดีของชาวไทยและชาวต่างชาติ แต่มะม่วงอกร่องทั้ง 2 ชนิดที่กล่าวถึงนี้ ไม่ค่อยจะมีกิ่งตอนวางขายนัก โดยเฉพาะกิ่งตอนของ “มะม่วงอกร่องทอง” เพิ่งพบมีวางขายจึงรีบแจ้งให้แฟนคอลัมน์ทราบตามระเบียบ

มะม่วงอกร่องทอง อยู่ในวงศ์ ANACAR-DIACEAE มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์เหมือนกับมะม่วงทั่วไปคือ เป็นไม้ยืนต้น สูง 10-15 เมตร แตกกิ่งก้านสาขาเยอะ เป็นทรงพุ่มกลมกว้าง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับรอบกิ่งก้านหนาแน่นบริเวณปลายยอด ใบเป็นรูปรีแกมรูปขอบขนานถึงรูปใบหอก ปลายใบแหลม โคนมน ขนาดของใบจะเรียวเล็กกว่าใบมะม่วงสายพันธุ์อื่นอย่างชัดเจน เนื้อใบค่อนข้างหน้า สีเขียวเข้ม

ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอด แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก ดอกเป็นสีนวลหรือสีขาว มีกลิ่นหอม “ผล” กลมรี ไม่ใหญ่นัก มีลักษณะเฉพาะตัว เมื่อพบเห็นจะรู้ได้ทันทีว่าเป็นผลของมะม่วงอกร่องทั้ง “มะม่วงอกร่องทอง” และ มะม่วงอกร่องเขียว ซึ่งผลสุกของมะม่วงอกร่องทั้ง 2 ชนิด จะมีความแตกต่างกันตามที่กล่าวข้างต้น และ ที่สำคัญผลของ “มะม่วงอกร่องทอง” จะมีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย ส่วนรสชาติหวานหอมเป็นเอกลักษณ์เหมือนกัน มีเสี้ยนเช่นเดียวกัน ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ตอนกิ่ง และทาบกิ่ง ปัจจุบัน “มะม่วงอก-ร่องทอง” มีกิ่งตอนขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 19 แผง “นายดาบสมพร” ราคาสอบถามกันเองครับ.
“นายเกษตร”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย นายเกษตร
  • 20 มิถุนายน 2555, 05:01 น.

http://www.naewna.com/local/9787

วันจันทร์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2555, 06.00 น.

รศ.ดร.พีรเดช  ทองอำไพ  ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยเกษตร (ส.ว.ก.) กล่าวถึงปัญหาการใช้สารตระกูลเอททิลีนในการบ่มผลไม้ให้สุกว่า  ผลไม้ที่มีแป้งมาก เช่น ทุเรียน  มะม่วง  กล้วย  เมื่อแก่เต็มที่  ช่วงนี้ผลไม้จะสร้างเอททิลีนขึ้นมาเองโดยธรรมชาติ  เพื่อเร่งการสุก  แต่จะสุกไม่พร้อมกัน

“อย่างกล้วยในหวีเดียวกัน โดยธรรมชาติจะค่อยๆ สุกทีละลูก ซึ่งอาจไม่สวยงามเท่ากับสุกพร้อมกันทีเดียวทั้งหวี คนก็เอาสารเอททิลีนมาใช้ช่วยในการบ่ม เพื่อให้สุกพร้อมกัน”

เช่นเดียวกับ ทุเรียนหรือมะม่วง  มีการใช้เอททิลีนป้ายที่ขั้วผล หรือสำลีชุบแล้วบ่ม ทำให้ผลไม้สุกพร้อมกัน ซึ่งทำให้ง่ายต่อการทำตลาดและการขาย

รศ.ดร.พีรเดช กล่าวว่า  หากใช้กับผลไม้แก่จัดก็จะไม่มีปัญหาใดๆ ผลไม้สุกพร้อมกัน โดยมีความหวานได้ที่เช่นกัน  แต่ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อใช้กับผลไม้ที่ยังไม่แก่จัดหรือผลไม้อ่อน  แม้ภายนอกจะดูสุก  แต่รสชาติไม่หวานอร่อยเท่าที่ควรจะเป็น

“เป็นความมักง่ายนำเอททิลีนไปใช้ในทางที่ผิด ผู้บริโภคต้องพยายามสังเกตเบื้องต้นก่อนซื้อ ถ้าเป็นมะม่วงที่ไม่แก่จัด แม้มีสีเหลืองเหมือนสุก แต่ผิวจะเหี่ยว ไม่เต่งตึงเหมือนมะม่วงแก่ได้ที่ เช่นเดียวกับทุเรียนอ่อน ขั้วจะมีอาการเหี่ยวเช่นกัน”

ดร.วีรวุฒิ  กตัญญูกุล  นายกสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร กล่าวว่า  ช่วงนี้ผลไม้จะประดังออกสู่ตลาดพร้อมกันจำนวนมาก  มีผู้ประกอบการค้าผลไม้บางรายเห็นแก่ได้  เก็บทุเรียนหรือมะม่วงที่ยังไม่ทันแก่จัด แล้วบ่มโดยใช้สารเอททิลีนเข้าช่วยให้สุกเร็วและสุกพร้อมกันเพื่อง่ายต่อการขาย

“คนบ่นกันมากว่า ซื้อผลไม้ไปกิน รสชาติกลับไม่หวานเลย เสียทั้งเงิน เสียทั้งความรู้สึก ทำให้ตลาดผลไม้โดยรวมพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย เพราะผู้บริโภคบางส่วนเข็ดขยาดกับผลไม้ไม่มีคุณภาพ”

ดร.วีรวุฒิ กล่าวว่า  สารเอททิลีนดังกล่าวไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค สอดรับกับความเห็นของ รศ.ดร.พีระเดช ทองอำไพ  ที่ระบุว่า สารเอททิลีนดูดซึมเข้าเปลือก ไม่ได้เข้าสู่เนื้อผลไม้  ดังนั้นจึงปลอดภัยในการบริโภค

http://www.thairath.co.th/content/edu/267198

11 มิถุนายน 2555, 12:00 น.

Pic_267198

นักวิจัยเมืองจิงโจ้ มหาวิทยาลัยควีนสแลนด์ คนพบว่า มะม่วงบางพันธุ์อาจจะเป็นอาหารลดน้ำหนักได้ เพียงแต่ว่าจะต้องกินทั้งเปลือกด้วย และถ้าหากไปกินต่างพันธุ์เข้า กลับจะได้ผลตรงกันข้าม

พวกเขาพบในการศึกษาว่าเปลือกของมะม่วงน้ำดอกไม้  มีสารประกอบที่มีสรรพคุณยับยั้งการก่อตัวของเซลล์ไขมันของมนุษย์ ในขณะที่มะม่วงพันธุ์อื่นบางพันธุ์ กลับไปส่งเสริมให้เกิดเซลล์ไขมันเพิ่มขึ้น

นักวิจัยได้กล่าวบอกเตือนไว้ว่า ยังคงต้องใช้เวลาอีกนาน กว่าจะนำเอาสารเหล่านั้นทำเป็นยาลดความอ้วนได้ “ก่อนอื่นจะต้องมั่นใจก่อนว่า โมเลกุลในเปลือกมะม่วง สามารถขัดขวางการก่อตัวของเซลล์ไขมันได้จริง”.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
  • 11 มิถุนายน 2555, 12:00 น.

http://www.thairath.co.th/column/edu/paperagriculturist/266179

7 มิถุนายน 2555, 05:01 น.

Pic_266179

มะม่วงชนิดนี้ เป็นสายพันธุ์โบราณที่นิยมรับประทานและนิยมปลูกกันมาช้านานแล้ว ซึ่งในยุคสมัยก่อนนั้นจะมีผลวางขายทั่วไป มีผู้ซื้อไปรับประทานอย่างแพร่หลาย รสชาติหวานหอมอร่อยมาก แต่ในปัจจุบัน “มะม่วงทองดำ” ได้เสื่อมค่านิยมลงไปตามกาลเวลา จนทำให้หาซื้อผลรับประทานได้ยาก เพราะไม่มีผู้ปลูกเก็บผลจำหน่ายนั่นเอง ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เชื่อว่าไม่นาน “มะม่วงทองดำ” จะต้องสูญพันธุ์จากสารบบไม้ผลอย่างแน่นอน

แต่อย่างไรก็ตาม ถือว่ายังโชคดี เมื่อพบว่ามีผู้ขยายพันธุ์ตอนกิ่ง “มะม่วงทองดำ” ออกวางขาย แต่ไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าที่ควรนัก จึงรีบแนะนำและรณรงค์ให้ช่วยกันปลูกเอาไว้ก่อนที่จะสูญหายไปตามที่กล่าวข้างต้น

มะม่วงทองดำ อยู่ในวงศ์ ANACARDIACEAE มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์เหมือนกับมะม่วงทั่วไปคือ เป็นไม้ยืนต้น สูง 10-20 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับหนาแน่นในช่วงปลายกิ่ง ใบรูปใบหอก ปลายแหลม โคนมน เนื้อใบหนา สีเขียวเข้ม ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอด ดอกมีขนาดเล็ก เป็นสีขาวนวล ดอกมีกลิ่นหอม “ผล” รูปกลมรี ผลมีขนาดใหญ่ ติดผลเป็นพวง 1-3 ผล ลักษณะผลมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เมื่อเห็นจะรู้ได้ทันทีว่าเป็น “มะม่วงทองดำ” เมล็ดลีบ ผลดิบรสชาติมันปนเปรี้ยว เมื่อสุกเป็นสีเหลืองปนเขียว เนื้อในเป็นสีเหลืองเข้ม รสชาติหวานหอม อร่อยมาก สามารถรับประทานกับข้าวเหนียวมูลได้ดีไม่แพ้มะม่วงดังทั่วไป เป็นมะม่วงปี หรือติดผลปีละครั้ง ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ตอนกิ่ง ทาบกิ่ง และเสียบยอด

ปัจจุบันกิ่งพันธุ์ “มะม่วงทองดำ” มีขายที่ ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 19 แผง “นายดาบสมพร” ราคาสอบถามกันเอง ปลูกได้ในดินทั่วไป เป็นมะม่วงที่ติดผลดกมาก หลังปลูกช่วงแรกรดน้ำพอชุ่มเช้าเย็น บำรุงปุ๋ยคอกสม่ำเสมอ 3 เดือนครั้ง สลับกับใส่ปุ๋ยสูตร 16-16-16 เดือนละครั้ง จะมีผลดกครับ.
“นายเกษตร”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย นายเกษตร
  • 7 มิถุนายน 2555, 05:01 น.

http://www.thairath.co.th/column/edu/paperagriculturist/262107

22 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

Pic_262107

ผมเคยแนะนำมะม่วงชนิดนี้ไปใน ฉบับวันที่ 3 ก.พ. 55 ปรากฏว่ากิ่งตอนมีเล็กน้อย และขายหมดในเวลาไม่นาน ทำให้ผู้นิยมปลูกมะม่วงสอบถามกันเยอะว่ามีกิ่งตอนวางขายอีกหรือยัง เป็นจังหวะที่เพิ่งพบว่ามีกิ่งตอนรุ่นใหม่ออกวางขายพอดี จึงรีบแจ้งให้ทราบอีกตามระเบียบ

มะม่วงงาช้างแดง นิยมปลูกเก็บผลขายแพร่หลายใน ประเทศจีน ประเทศไต้หวัน และ ประเทศอียิปต์ มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์เหมือนกับมะม่วงทั่วไป เพียงแต่ความสูงของต้นเมื่อปลูกลงดินจะสูงแค่ 3-3.5 เมตรเท่านั้น แตกกิ่งก้านตํ่าและแผ่กว้าง ทำให้เวลาติดผลสามารถเก็บผลได้สะดวก เป็นมะม่วงปีหรือติดผลปีละครั้ง แต่หากปีไหนอากาศแปรปรวนหรือหนาวร้อนผิดปกติ “มะม่วงงาช้างแดง” จะติดผลหลายรุ่นเหมือนกับมะม่วงทะวายทั่วไป

ข้อเด่น คือ ผลรูปทรงงอนคล้ายงาช้าง ผลมีขนาดใหญ่ นํ้าหนักเฉลี่ย 3.5-4.2 กิโลกรัมต่อผล มีความยาวผลประมาณ 27 ซม. กว้าง 12 ซม. ผลดิบสีเขียวปนม่วงแล้วเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มตลอดทั้งผลเมื่อผลแก่ ผลห่ามหรือแก่จัดรสชาติอร่อยไม่แพ้มะม่วงเขียวเสวย ผลสุกเนื้อเป็นสีเหลืองอมส้ม มีความหวาน 15-18 องศาบริกซ์ ไม่มีเสี้ยน หรือกลิ่นเหม็นขี้ไต้ อร่อยมาก เมล็ดลีบ เวลาติดผลจะเป็นพวง ผลจะสุกตอนที่มะม่วงสายพันธุ์อื่นวายหมดแล้ว คือ ระหว่างเดือนกรกฎาคมทุกปี ทำให้เก็บขายได้ราคาดี ขยายพันธุ์ด้วยการเสียบยอดกับตอมะม่วงป่า สามารถปลูกได้ทั้งแบบลงดินและปลูกลงกระถางขนาดใหญ่ หลังปลูก 2-3 ปีจะเริ่มติดผลชุดแรก

ใครต้องการกิ่งตอน ติดต่อ “สวนสุโขทัย” โทร. 08-9790-1057 หรือไปซื้อได้ที่ งานเกษตรแฟร์ จัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กทม. ระหว่างวันที่ 30 พ.ค.-7 มิ.ย. 55 บริเวณล็อก “สวนสุโขทัย” หรือที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 21 แผง “คุณพร้อมพันธุ์” ราคาสอบถามกันเอง เหมาะจะปลูกเพื่อเก็บผลรับประทานในครัวเรือนและปลูกเพื่อเก็บผลขายได้คุ้มค่ามากครับ.

“นายเกษตร”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย นายเกษตร
  • 22 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

http://www.naewna.com/local/7028

วันศุกร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.

ศ.นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เปิดเผยว่าตามที่สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้ให้ทุนการวิจัยกับ รศ.ดร.คณพล จุฑามณี และคณะมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อขยายผลต่อยอดงานวิจัย การพัฒนาดินขาวเคโอลินเป็นสารเคลือบผล เพื่อเพิ่มผลผลิต ควบคุมเพลี้ยไฟ และโรคแอนแทรคโนสในไม้ผลเศรษฐกิจผลการวิจัยพบว่าดินขาวเคโอลินในประเทศไทย ซึ่งมีอยู่ในหลายพื้นที่ เช่นอำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ อำเภอเมือง จังหวัดระนอง มีคุณสมบัติทางกายภาพและเคมี รวมทั้งคุณสมบัติในการเป็นวัสดุเคลือบ ใบ กิ่ง และผล เพื่อลดอาการใบไหม้ และเพิ่มคุณภาพผลผลิตในไม้ผลต่างกัน

ทั้งนี้โดยพบว่าดินขาวเคโอลิน ทั้ง 3 แหล่ง สามารถนำมาพัฒนาเป็นสารเคลือบใบและผลในมะม่วงและแก้วมังกรได้ดี เมื่อพ่นสารเคโอลิน จะสามารถป้องกันการทำลายของศัตรูพืชได้ และยังป้องกันไม่ให้ผิวผลไม้สัมผัสกับแดดโดยตรง เนื่องจากมีลักษณะเป็นฟิล์มบางๆ จึงทำให้ผลไม้มีผิวสวยงาม โดยเฉพาะดินขาวเคโอลิน อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง เหมาะสำหรับใช้เคลือบผลมะม่วงในฤดูร้อน เพื่อป้องกันกระบวนการสังเคราะห์แสงของมะม่วง ทำให้ได้ผลผลิตมากขึ้น ผิวมะม่วงในระยะสุกมีสีเหลืองสวยงาม และยังช่วยลดโอกาสของการเกิดโรคแอนแทรคโนส บนผิวมะม่วงน้ำดอกไม้ระยะผลสุกได้ และยังช่วยลดการเกิดโรคใบจุดสีน้ำตาลบนกิ่งแก้วมังกรด้วย

สำหรับดินขาวเคโอลิน พบได้ในประเทศจีน เม็กซิโก บราซิล ในประเทศไทยพบเหมืองแร่ที่ผลิตดินขาวเคโอลิน ที่จังหวัดลำปาง ระนอง อุตรดิตถ์ และปราจีนบุรี ดินขาวเคโอลินเป็นสารที่ให้สีขาวและใช้ในอุตสาหกรรมเซรามิก เครื่องสำอาง และยาสีฟัน ส่วนแนวคิดที่นำดินขาวเคโอลินมาใช้ทางการเกษตร คือดินขาวเคโอลินเมื่อถูกผลิตให้อยู่ในรูปสารละลายและนำมาพ่นให้กับพืช จะมีลักษณะเป็นฟิล์มเคลือบลำต้น ใบ และผลไม้ ฟิล์มนี้จะมีคุณสมบัติป้องกันการเข้าทำลายของแมลงและการวางไข่ของเพลี้ยได้ เคโอลิน มีผลต่อกระบวนการสังเคราะห์แสง โดยสารสีขาวช่วยสะท้อนแสงช่วยลดความร้อนที่พืชได้รับ โดยใช้สารละลายดินขาวเคโอลิน ความเข้มข้น 60 กรัม/ลิตร ฉีดพ่น ตั้งแต่มะม่วงมีอายุใบ 45 วัน จนถึงระยะผลโตเต็มที่ 12 สัปดาห์ก่อนการเก็บเกี่ยว ซึ่งได้ผลดีในระดับที่จะนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้

http://kucon.lib.ku.ac.th/cgi-bin/KUCON.exe?rec_id=001844&database=KUCON&search_type=link&table=mona&back_path=/KUCON/mona&lang=thai&format_name=TFMON

ผู้แต่ง: พีรเดช ทองอำไพ; รวี ภักดีกุลสัมพันธ์
ชื่อเรื่อง: การศึกษาเบื้องต้นของเนื้อเยื่อบริเวณที่เป็นเห็บของมะม่วงพันธุ์พิมเสนแดง
Article title: Preliminary study on the lumpy tissue in mango (Mangifera indica L.) Pimsaendang
ชื่อเอกสาร : การประชุมทางวิชาการ ครั้งที่ 17 สาขาพืช มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน 2522: รวมเรื่องย่อ
หน่วยงานจัดพิมพ์: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สถานที่พิมพ์: กรุงเทพฯ
ปีพิมพ์: 2522
หน้า: หน้า 38
จำนวนหน้า: 94 หน้า
ภาษา: ไทย
สาระสังเขป: สาระสังเขป (ไทย)
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์ (REF SB16 ก581 2522)
หมวดหลัก: H50-Miscellaneous plant disorders
อรรถาภิธาน-อังกฤษ: MANGIFERA INDICA, FUNCTIONAL DISORDERS, VARIETIES, PLANT TISSUES
ดรรชนี-ไทย: มะม่วง, พันธุ์พิมเสนแดง, อาการเป็นเห็บ, เนื้อเยื่อ, ความผิดปกติ, สรีรวิทยา
หมายเลข: 001844 KC1701038
เอกสารฉบับเต็ม: [Download Fulltext]
ค้นข้อมูลใกล้เคียง: มีคำสำคัญเหมือนกัน   ผู้แต่งคนเดียวกัน

http://kucon.lib.ku.ac.th/cgi-bin/KUCON.exe?rec_id=001843&database=KUCON&search_type=link&table=mona&back_path=/KUCON/mona&lang=thai&format_name=TFMON

ผู้แต่ง: สุรนันต์ สุภัทรพันธุ์; ศิริชัย กัลยาณรัตน์
ชื่อเรื่อง: การศึกษาอัตราส่วนเพศดอก การติดผล และการร่วงของผลในแต่ละเดือนของมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ ทวาย ในภาวะแวดล้อม 1 ปี
Article title: Study on sex-ratio, fruit setting and fruit drop of mango variety Nam Doak Mai (off-season type) in every month throughout the year
ชื่อเอกสาร : การประชุมทางวิชาการ ครั้งที่ 17 สาขาพืช มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน 2522: รวมเรื่องย่อ
หน่วยงานจัดพิมพ์: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สถานที่พิมพ์: กรุงเทพฯ
ปีพิมพ์: 2522
หน้า: หน้า 37
จำนวนหน้า: 94 หน้า
ภาษา: ไทย
สาระสังเขป: สาระสังเขป (ไทย)
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์ (REF SB16 ก581 2522)
หมวดหลัก: F63-Plant physiology – Reproduction
หมวดรอง: F40-Plant ecology
อรรถาภิธาน-อังกฤษ: MANGIFERA INDICA, VARIETIES, SEX RATIO, FRUITING, FRUIT DROP, ENVIRONMENT, GROWTH
ดรรชนี-ไทย: มะม่วง, พันธุ์น้ำดอกไม้ทะวาย, อัตราส่วนเพศดอก, การติดผล, การร่วงของผล, สภาวะแวดล้อม, การเจริญเติบโต
หมายเลข: 001843 KC1701037
เอกสารฉบับเต็ม: [Download Fulltext]
ค้นข้อมูลใกล้เคียง: มีคำสำคัญเหมือนกัน   ผู้แต่งคนเดียวกัน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05072010555&srcday=2012-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 526

เทคโนโลยีชาวบ้าน เสวนาสัญจร 

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา E-mail : ta_nu_pong@hotmail.com 

“ทำไม…มะม่วงแปดริ้ว จึงมีชื่อเสียงและขายได้” 

เริ่มขยับกันแล้วสำหรับขบวนเหล่าผลไม้ที่พร้อมจะพาเหรดเข้ามาในอีกไม่ช้า ขณะเดียวกันทุกจังหวัด ทุกพื้นที่ของแต่ละภูมิภาคที่มีผลไม้เด่นประจำท้องถิ่น ตามฤดูกาลก็กำลังจัดแจงตกแต่ง ดูแล บำรุงรักษา ทั้งปุ๋ย ดิน น้ำ ให้แก่ผลผลิตของตน เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะนำออกมาอวดโฉมทั้งรูปร่างและรสชาติ ต่อผู้บริโภคที่ต่างรอคอยเวลาที่ใกล้จะถึงนี้ เพื่อยลโฉมและลองลิ้มชิมรสกัน และนับจากนี้ถือเป็นช่วงที่กำลังเดินทางเข้าสู่ฤดูผลไม้กันแล้ว

นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ก็ไม่รอช้า ได้เตรียมความพร้อมเช่นกัน ด้วยการเตรียมนำเสนอผลไม้นานาชนิดที่น่าสนใจทยอยส่งผ่านคอลัมน์ต่างๆ จากผู้สื่อข่าวทั้งภูมิภาคและส่วนกลางที่ร่วมกันทำงานอย่างเต็มที่เพื่อเป็นข้อมูลในการนำไปใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ พร้อมกับส่งถึงมือท่านผู้อ่านทั่วประเทศในฉบับต่อๆ ไป ฉะนั้น ขออย่าได้พลาดเลยแม้แต่ฉบับเดียว

สำหรับฉบับนี้ทีมงานได้ลงพื้นที่สัญจรไปยังจังหวัดฉะเชิงเทราหรือเมืองแปดริ้วที่มีวัดหลวงพ่อโสธรที่โด่งดังนับถือสักการะของผู้คนทั่วประเทศ แต่เมืองแปดริ้วยังมีชื่อเสียงด้านการผลิตมะม่วงที่มีคุณภาพ ด้วยรสชาติที่หวานหอมและเนื้อนุ่ม ทั้งมะม่วงสุกหรือดิบ ทำให้ครองใจตลาดผู้บริโภคมาช้านาน แถมยังส่งไปขายต่างประเทศได้ในปริมาณที่สูงอีกด้วย

ทว่าการผลิตมะม่วงที่จังหวัดนี้ เหตุใดจึงขายดีและมีผู้สนใจมาก ดังนั้น จึงอยากจะพาท่านผู้อ่านไปไขข้อข้องใจในครั้งนี้กับ เทคโนโลยีชาวบ้าน เสวนาสัญจร “ทำไม….มะม่วงแปดริ้ว จึงมีชื่อเสียงและขายได้”

แต่ก่อนอื่นควรรับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับภาพรวมการผลิตมะม่วงในประเทศ ตลอดจนการผลิตมะม่วงของจังหวัดฉะเชิงเทรา รวมไปถึงควรรู้ด้วยว่า อำเภอใด ที่ผลิตมะม่วงได้อร่อย…ที่สุด

คุณสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ ตำแหน่งเกษตรจังหวัดฉะเชิงเทราได้ให้รายละเอียดในเรื่องดังกล่าวว่า มะม่วง จัดเป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่นิยมปลูกกันมาก เพราะนอกจากจะใช้บริโภคภายในประเทศในรูปผลสด แล้วยังมีการแปรรูปส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศเป็นจำนวนมาก โดยมีพื้นที่ปลูกทั้งสิ้น 2.3 ล้านไร่ มีพื้นที่ได้ผลผลิตจำนวน 1.9 ล้านไร่ และได้ผลผลิตปริมาณ 1,312 กิโลกรัม ต่อไร่ พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่อยู่แถบจังหวัดนครราชสีมา สุพรรณบุรี ฉะเชิงเทรา อุดรธานี อุทัยธานี เชียงใหม่ ขอนแก่น สระบุรี ราชบุรี สระแก้ว ทั้งนี้มีพันธุ์ที่เกษตรกรนิยมปลูกกันมาก ได้แก่ เขียวเสวย น้ำดอกไม้ และแรด

เกษตรจังหวัดยังเปิดเผยอีกว่า สำหรับการผลิตมะม่วงของจังหวัดฉะเชิงเทรานั้นได้รับการยอมรับทางด้านรสชาติ และคุณภาพที่ได้มาตรฐาน และที่สำคัญ มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ส่วนมะม่วงที่มีชื่อเสียงของจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้แก่ มะม่วงน้ำดอกไม้ และเขียวเสวย โดยเฉพาะมะม่วงที่ปลูกในอำเภอบางคล้า ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ โดยมีเนื้อที่ปลูกมะม่วง 11,063 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 800 กิโลกรัม ต่อไร่ มีผลผลิตรวม 8,850.40 ตัน เนื่องจากมีคุณภาพดินที่มีความเหมาะสมเพราะเป็นดินเหนียวปนตะกอน มีธาตุอาหารสมบูรณ์เหมาะแก่การปลูกมะม่วง

พันธุ์ที่นิยมรับประทานดิบ ได้แก่ เขียวเสวย ฟ้าลั่น แรด ทวายเดือนเก้า ขายตึก โชคอนันต์ มันขุนศรี และพันธุ์ที่นิยมรับประทานสุก ได้แก่ น้ำดอกไม้เบอร์ 4 น้ำดอกไม้สีทอง อกร่อง และมหาชนก

นอกจากนั้น ยังกล่าวต่ออีกว่า การปลูกมะม่วงของจังหวัดฉะเชิงเทรามีพื้นที่กระจายไปทุกอำเภอ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่สูง ที่ดอน และเกษตรกรมีระบบการจัดสวนที่ดี โดยได้รับรองการจัดสวนตามระบบ GAP แล้ว ทั้งนี้ผลผลิตมะม่วงของจังหวัดส่วนใหญ่จำหน่ายในตลาดภายในประเทศ ส่วนตลาดต่างประเทศมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการลงนามสัญญาซื้อขายมะม่วงเพื่อการส่งออกระหว่างเกษตรกรชาวสวนกับบริษัทผู้ส่งออก ตั้งแต่ ปี 2544 เป็นต้นมา

พันธุ์ที่ส่งออกมากที่สุด ได้แก่ น้ำดอกไม้สีทอง และกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญต่อการส่งออก ได้แก่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ผู้ผลิตมะม่วงส่งออก จังหวัดฉะเชิงเทรา และกลุ่มสหกรณ์ชมรมชาวสวนมะม่วงจังหวัดฉะเชิงเทรา จำกัด

ทั้งนี้การตลาดในปี 2554 ที่ผ่านมา ผู้ผลิตทั้ง 2 กลุ่ม มีการจำหน่ายในตลาดภายในประเทศ อาทิ ตลาดท้องถิ่น ห้างสรรพสินค้าคิดเป็นมูลค่าประมาณ 25.8 ล้านบาท และมีการส่งออกไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 40.05 ล้านบาท และส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่นมากเป็น อันดับ 1

อย่างไรก็ตาม ยังมีการส่งเสริมเกษตรกรทั่วไปให้มีการรวมกลุ่มกันมากขึ้น พร้อมกับเชื่อมโยงพันธมิตรเครือข่ายต่างจังหวัดใกล้เคียง เช่น จังหวัดปราจีนบุรี สระแก้ว และจันทบุรี เพราะจะมีผลทำให้ยอดการผลิตมะม่วงส่งออกโดยรวมไม่ลดลง หากพื้นที่ปลูกมะม่วงจังหวัดฉะเชิงเทราเกิดปัญหาประสบภัย

ในปัจจุบัน พื้นที่ปลูกมะม่วงของจังหวัดฉะเชิงเทรามีทั้งสิ้น 41,248 ไร่ เนื้อที่ให้ผลผลิต 35,447 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 639 กิโลกรัม ต่อไร่ ผลผลิตรวม 22,674 ตัน มีมูลค่าประมาณ 473.22 ล้านบาท จำนวนเกษตรกรที่ปลูกทั้งสิ้น 7,329 ราย ปลูกมะม่วงได้ในทุกพื้นที่ทุกอำเภอในจังหวัด สำหรับพื้นที่ผลิตเพื่อการส่งออก ได้แก่ บางคล้า ราชสาส์น แปลงยาว พนมสารคาม สนามชัยเขต ท่าตะเกียบ และคลองเขื่อน

สถานการณ์ทางด้านการตลาดมะม่วงของจังหวัดฉะเชิงเทรา ในปี 2555 นั้น เกษตรจังหวัดเปิดเผยว่า ถ้าเป็นตลาดภายในประเทศนั้นในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายน จะมีผลผลิตมะม่วงออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก อาจทำให้ราคามะม่วงตกต่ำ โดยมีราคาประมาณ 25-35 บาท ตามคุณภาพของผลผลิต และถือว่าเป็นไปตามกลไกตลาด

ดังนั้น ทางจังหวัดจึงมีการช่วยเหลือเกษตรกรในการระบายผลผลิตมะม่วงด้วยการจัดงานมหกรรมมะม่วงในท้องถิ่น อันได้แก่ งานวันมะม่วงและของดีอำเภอพนมสารคามเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ต่อด้วยงานเทศกาลมะม่วงและของดีเมืองบางคล้าเมื่อเดือนมีนาคม และงานใหญ่อีกงานซึ่งถือเป็นงานประจำจังหวัด ได้แก่ งานวันมะม่วงและของดีเมืองแปดริ้ว ครั้งที่ 42 ที่จัดขึ้น เมื่อวันที่ 2-12 เมษายน ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มวิสาหกิจชุมชนได้มีโครงการจัดตลาดนัดมะม่วงอยู่ตลอดเวลาบริเวณเส้นทางฉะเชิงเทรา-พนมสารคาม เป็นตลาดจำหน่ายมะม่วงขนาดใหญ่ของเมืองฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นการจัดตลอดทั้งปี

ส่วนตลาดต่างประเทศนั้น เมื่อเดือนธันวาคมของปีที่ผ่านมา ทางสหกรณ์ชมรมชาวสวนมะม่วงจังหวัดฉะเชิงเทรา จำกัด ได้มีการทำสัญญาซื้อขายมะม่วงล่วงหน้ากับบริษัทภาคเอกชน ผู้ส่งออกมะม่วง คิดเป็นผลผลิตประมาณ 2,800 ตัน

“ประเด็นที่ต้องการจะชูให้คนทั่วไปสนใจมาเที่ยวที่จังหวัดฉะเชิงเทราคือ ความพยายามทำให้รู้สึกว่าเป็นจังหวัดที่อยู่ใกล้มาก และสามารถมาเที่ยวแบบวันเดียวได้ครบทุกอย่าง ชนิดมาวันเดียวเที่ยวกลับได้ อาจเริ่มต้นด้วยการมาไหว้หลวงพ่อโสธร แล้วต่อด้วยการท่องเที่ยวตามแหล่งต่างๆ ที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นด้านธรรมชาติหรือสวนผลไม้

ที่สำคัญอย่างมากคือ ชุมชนที่มีการวางแผนไว้ต้องมีความเข้มแข็งก่อน จะรอให้ทางภาครัฐป้อนให้อย่างเดียวไม่ได้ พวกเขาต้องสร้างกันเอง และเมื่อทุกอย่างพร้อมก็จะเริ่มมีการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อทุกช่องทางและผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง” เกษตรจังหวัดฉะเชิงเทรากล่าวปิดท้าย

ภายหลังที่ได้พูดคุยกับทางเกษตรจังหวัดเป็นที่เรียบร้อย และสามารถมองเห็นภาพรวมของการประกอบอาชีพมะม่วงชาวจังหวัดฉะเชิงเทราได้อย่างครบวงจรแล้ว จากนั้นทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้านได้เดินทางไปที่บริเวณลานจอดรถปั้นทรายโลกและเป็นสถานที่กำหนดให้เป็นที่จัดงาน “วันมะม่วงและของดีเมืองแปดริ้ว” ซึ่งเป็นงานใหญ่ระดับจังหวัดที่จัดขึ้นทุกปี และครั้งนี้จัดเป็นครั้งที่ 42 เพื่อจัดตั้งวงเสวนาสัญจรในประเด็น “ทำไม….มะม่วงแปดริ้ว จึงขายได้”

ทั้งนี้ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ได้รับเกียรติจาก คุณศักดิ์ชัย ศรีสุวรรณ ตำแหน่งนักวิชาการเกษตรจังหวัดฉะเชิงเทรา รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการในการเสวนาสัญจรครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม ก่อนเวทีการเสวนาจะเริ่มต้นขึ้น ในฐานะนักวิชาการเกษตรประจำจังหวัดมีข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกมะม่วงของเกษตรกรในจังหวัดฉะเชิงเทรา คร่าวๆ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการเสวนา

คุณศักดิ์ชัย กล่าวว่า จากการที่ตัวเองได้คลุกคลีกับการปลูกมะม่วงมาหลายจังหวัด พบว่า ข้อได้เปรียบของเกษตรกรชาวจังหวัดฉะเชิงเทราในการประกอบอาชีพปลูกมะม่วงคือ สภาพดินและน้ำ เพราะเป็นดินตะกอนที่มีความเค็มเล็กน้อย เป็นน้ำกร่อย ข้อได้เปรียบเช่นนี้จึงทำให้ผลผลิตมะม่วงของจังหวัดฉะเชิงเทรามีรสชาติหวาน เนื้อนุ่ม และเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคอย่างมาก

นักวิชาการเกษตรกล่าวต่ออีกว่า จังหวัดฉะเชิงเทรามีการปลูกมะม่วงอยู่ในอันดับต้นของประเทศไทย มีผลผลิตปีละ 2-3 หมื่นตัน เพราะเป็นมะม่วงที่มีคุณภาพและรสชาติหวาน เนื้อนุ่ม ไม่มีโรคแมลงมารบกวน จึงทำให้ผิวสวย ขณะเดียวกันในแต่ละปีจะมีผลผลิตที่สูงมาก

ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องหาวิธีช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนมะม่วงด้วยการจัดงานและมีการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่ออย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ทั้งนี้เพราะเป็นการช่วยเหลือในการกระจายพร้อมกับระบายผลผลิตออกสู่ตลาดให้มากที่สุด ลดปัญหาการขาดทุนอันเกิดจากผลผลิตล้นตลาดและเน่าเสีย อีกทั้งเกษตรกรบางรายยังสามารถหาซื้อกิ่งพันธุ์ที่มีคุณภาพ ในราคาถูก ด้วยการแนะนำโดยตรงจากผู้ผลิตกิ่งพันธุ์

ดังนั้น ในงาน “วันมะม่วงของดีเมืองแปดริ้ว” ที่จัดขึ้นและผ่านมาแล้ว จึงเป็นการจัดงานแสดงมะม่วงที่ครบวงจรและสมบูรณ์แบบ มีคุณภาพสินค้าที่กล้ารับประกัน ก่อให้เกิดประโยชน์กับผู้บริโภคและเกษตรกรชาวสวนอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ได้เชิญผู้แทนชาวสวนมะม่วงรายใหญ่ของจังหวัดฉะเชิงเทราที่ประสบความสำเร็จทั้งด้านการปลูกและจำหน่าย จำนวน 2 ท่าน แล้วยังมีตำแหน่งในการบริหารงานสหกรณ์ชมรมชาวสวนมะม่วงจังหวัดฉะเชิงเทรา จำกัด ได้แก่ คุณสุวิทย์ คุณาวุฒิ ตำแหน่งรองประธานสหกรณ์ชมรมชาวสวนมะม่วงจังหวัดฉะเชิงเทรา จำกัด และ คุณสุกิจ นพฤทธิ์ ตำแหน่งผู้ตรวจสอบกิจการสหกรณ์ชมรมชาวสวนมะม่วงจังหวัดฉะเชิงเทรา จำกัด มาร่วมพูดคุยในวงเสวนาครั้งนี้เพื่อให้เกิดมุมมองในหลายมิติ ได้รับรู้ถึงวิธีการปลูกมะม่วงอย่างไร จึงประสบความสำเร็จ ปัญหาที่พบจริงด้วยตัวเองด้านการปลูก รวมไปถึงวิธีการบริหารจัดการทางการตลาดให้ประสบความสำเร็จ

คุณศักดิ์ชัย-อยากทราบว่าในประเทศไทยมีมะม่วงที่ดีมีคุณภาพ พันธุ์อะไรบ้าง?

คุณสุวิทย์-ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า ประเทศไทยเรามีมะม่วงหลายสายพันธุ์มาก ทั้งที่เก่าแก่และสมัยใหม่ เพราะตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษก็ปลูกกันมา จะมีความแตกต่างจากสมัยปัจจุบันตรงที่ในสมัยก่อนที่นิยมกัน ได้แก่ พันธุ์อกร่อง พิมเสน ขายตึก พันธุ์เหล่านี้ในปัจจุบันได้รับความนิยมน้อยลง และบางพันธุ์หายไป หรือบางพันธุ์มีการนำมาปรับปรุงใหม่ เช่น พันธุ์ขายตึก หรืออย่างพันธุ์อกร่องที่พยายามนำกลับมาทำใหม่เพื่อให้ออกนอกฤดู แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะมะม่วงในฤดูมีปริมาณมาก ทำให้ราคาตก แต่อย่างไรก็ตาม หากสามารถทำได้ก็จะประสบความสำเร็จเรื่องราคา เพราะเป็นพันธุ์ที่ได้รับความนิยมอยู่แล้ว

ทางด้านสายพันธุ์ก็มีการเปลี่ยนแปลงไป อย่างที่เป็นพันธุ์ยอดนิยมเวลานี้คือ น้ำดอกไม้ ที่ยังคงครองแชมป์ทั้งขายภายในและส่งออกไปต่างประเทศในกลุ่มของมะม่วงสุก หากเป็นมะม่วงดิบก็มีหลายสายพันธุ์ เช่น เขียวเสวย ที่มียอดการส่งไปขายที่ประเทศเวียดนามในแต่ละปีสูงมาก หากคิดเป็นวันก็ส่งไปขายวันละประมาณ 500 ตัน

ซึ่งข้อมูลอย่างนี้ทางราชการไม่รู้ และมักบอกว่าส่งออกน้อย ซึ่งก็ไปใช้ตัวเลขการส่งออกไปที่ญี่ปุ่นหรือทางยุโรป ซึ่งก็มีจำนวนน้อยจริง เพราะมีเกณฑ์มาตรฐานการคัดเลือกละเอียดมาก หากมาดูการส่งไปจำหน่ายในแถบประเทศเพื่อนบ้านจะสูงมาก เพราะพฤติกรรมการบริโภคของประเทศเพื่อนบ้านเหมือนกันอย่างไร สามารถขายเป็นมะม่วงดิบได้ การรับประทานเช่นเดียวกัน เหมือนกัน

สายพันธุ์ที่ส่งไปขายส่วนมาก ได้แก่ เขียวเสวย ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ และฟ้าลั่น ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ อันนี้คือที่เวียดนาม หากเป็นประเทศมาเลเซียส่งไปขายปีละหลายหมื่นตันเช่นกัน อย่างที่บอกว่าทางราชการไม่นำตัวเลขที่ประเทศอื่นมาอ้างอิงด้วย แต่ความจริงส่งออกปีละหลายหมื่นตัน มิเช่นนั้นมะม่วงภายในประเทศที่ผลิตออกมาจะขายหมดได้อย่างไร

คุณศักดิ์ชัย-และคิดว่าถ้าสถานการณ์ดีเช่นนี้ จะมีแนวโน้มเพิ่มปริมาณส่งออกได้หรือไม่?

คุณสุกิจ-ได้แน่นอน แต่อยากจะบอกว่าการที่ทางราชการเก็บข้อมูลไม่ครบ เป็นการไปเก็บตามกลุ่ม ส่วนใหญ่จะส่งออกไปที่ญี่ปุ่น เกาหลี จีน และตลาดยุโรป แต่กลับไม่นำเอาตัวเลขที่ส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านไปรวม ดังนั้น ยอดการส่งออกจึงลดลง อยากจะบอกว่าด้านคุณภาพและปริมาณการผลิตมีเต็มที่ อีกเรื่องที่อยากจะฝากถึงหน่วยงานราชการคือ มีช่วงหนึ่ง ได้มีการนำมะม่วงที่มีชื่อว่า พันธุ์แก้วเขมร ที่มีพ่อค้า-แม่ค้าซื้อจากเขมรเข้ามาขาย เพราะมีราคาถูกแล้วมาตีมะม่วงไทย จึงขอฝากให้ดูแลในเรื่องดังกล่าวด้วย

คุณศักดิ์ชัย-การที่มะม่วงในไทยส่งไปขายต่างประเทศได้มาก หากมองเจาะที่จังหวัดฉะเชิงเทราแล้ว สามารถคาดการณ์ว่าการส่งไปขายตลาดต่างประเทศจะตกปีละเท่าไร?

คุณสุวิทย์-คิดว่าปีละประมาณร่วมหมื่นตันในประเทศเพื่อนบ้าน การที่สามารถส่งได้ในปริมาณสูงเช่นนี้ เพราะไม่มีการคัดผลมะม่วงในลักษณะ พรีเมี่ยมเกรด คือไม่ต้องให้ความสำคัญของความสวยงามเท่าไรนัก ขอให้ราคาถูกไว้ก่อนเป็นใช้ได้ อย่างที่เคยไปพบด้วยตัวเองที่ประเทศเวียดนาม ขายเพียงราคากิโลกรัมละ 7 บาท รูปร่างลักษณะผลไม่สวยเลย หากเป็นในบ้านเราคงไม่มีใครซื้อแน่นอน อย่างไรก็ตาม ยังคงมีการแบ่งแยกคุณภาพกับราคาด้วยเหมือนกัน แต่ไม่ยุ่งยาก อย่างไรก็ตาม การคัดผลแบบพรีเมี่ยมเกรดคงจะได้ปริมาณที่น้อยมาก น่าจะได้ไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนมะม่วงทั้งสวนเสียด้วยซ้ำ

คุณศักดิ์ชัย-ถ้ารู้เกณฑ์ต่างๆ เหล่านี้แล้ว หากมาดูที่ฉะเชิงเทราพอมีวิธีการเตรียมตัวอย่างไร?

คุณสุกิจ-จังหวัดฉะเชิงเทรามีประวัติการปลูกมะม่วงมาอย่างยาวนาน หากจะทำในลักษณะที่มีการส่งออกแบบหลักเกณฑ์มาตรฐานแล้ว และต้องการให้มีคุณภาพมะม่วงที่ดี แล้วสวนเก่าแก่ทั้งหลายต้องรื้อปลูกใหม่ คือต้องให้อยู่ในช่วงเป็นวัยเจริญพันธุ์ กล่าวคือมะม่วงถ้าเป็นต้นที่เก่าแก่และทางเดินอาหารไม่สะดวก ใบไม่โตแล้วจะทำให้ผลสวยได้อย่างไร ดังนั้น ควรต้องมีการรื้อและปรับปรุงใหม่ เพราะมะม่วงถ้าต้องการให้ได้ผลผลิตที่ดี ควรจะอยู่ในช่วง 8-12 ปี

ที่ฉะเชิงเทรา เป็นมะม่วงที่ให้ผลผลิตในช่วงปลายฝนต้นหนาว ซึ่งพอออกในช่วงนั้นก็มีแก่ในช่วงหน้าแล้ง จึงทำให้รสชาติหวาน ผมเชื่อว่าเสียงตอบรับภายหลังที่ซื้อมะม่วงของผมไปแล้วจะชื่นชอบและไม่ผิดหวัง อย่างที่เชียงใหม่ ถึงแม้ทางโน้นจะผลิตมะม่วงได้ดีไม่แพ้ที่อื่น แต่เขากลับยอมรับรสชาติมะม่วงของทางฉะเชิงเทรามากกว่า

คุณศักดิ์ชัย-คิดว่าพัฒนาการปลูกมะม่วงในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราเป็นอย่างไร?

คุณสุวิทย์-ความจริงที่จังหวัดฉะเชิงเทราเป็นกลุ่มแรกที่มีการพัฒนาวิธีการปลูกมะม่วง อย่างเช่น การห่อถุง ก็ถือว่าฉะเชิงเทราเป็นจังหวัดที่นำร่อง โดยใช้ถุงดำคาร์บอนมาห่อผลมะม่วงเพื่อทำให้ผิวมีสีสวยนวลดูน่ารับประทาน โดยห่อตั้งแต่อายุ 50-60 วัน ทิ้งไว้ประมาณ 90-100 วัน จึงสามารถเก็บผลผลิตได้ ทั้งนี้ผิวมะม่วงจะสวยมาก ไม่ต้องนำไปบ่ม

เหตุผลที่ใช้ถุงดำ เพราะถุงดำมีลักษณะ 2 ชั้น ทึบแสง พอไม่มีแสงก็ไม่มีคลอโรฟิลล์ เลยเปลี่ยนสีจากเขียวเป็นเหลือง ความจริงวิธีนี้เดิมทีเขาใช้สำหรับห่อสาลี่ในประเทศจีน แต่คนในฉะเชิงเทรานำวิธีนี้มาใช้กับมะม่วง เลยประสบความสำเร็จ และขอเสริมที่คุณสุกิจกล่าวไปแล้วเกี่ยวกับเรื่องรสชาติว่าสวนของผมมีประสบการณ์ปลูกมะม่วงมานานกว่าร้อยปี ผมเป็นรุ่นที่ 3 มีเนื้อที่ปลูกมะม่วงประมาณ 180 ไร่

คุณสุกิจ-ผมขอเสริมว่า การมีรสชาติที่ถูกใจผู้บริโภคเพราะผู้ปลูกมีประสบการณ์ที่ยาวนาน ดังนั้น คนปลูกมะม่วงก็เหมือนคนทำอาหารที่เขาต้องรู้ว่าต้องการให้รสชาติออกมาแบบใด ควรเติมหวาน เติมเผ็ดมากน้อยแค่ไหน เพราะความมีประสบการณ์จะบอกให้รู้เอง รวมไปถึงการได้รับความช่วยเหลือ คำแนะนำเป็นอย่างดีจากนักวิชาการเกษตรมาโดยตลอด

คุณสุวิทย์-ขอเพิ่มเรื่องรสชาติที่มีความหวานนอกจากประสบการณ์แล้ว ยังมีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ทางวิชาการในเรื่องการวิเคราะห์ธาตุดินของการให้อาหารมะม่วง ทั้งนี้จะมีการวิเคราะห์ว่าดินขาดธาตุอาหารตัวไหน เช่น นำตัวอย่างดินจากอำเภอพนมสารคามที่มีลักษณะเป็นดินทรายมาก เมื่อนำไปวิเคราะห์ปรากฏว่าขาดธาตุอาหารตัวหน้าและตัวท้าย ส่วนตัวกลางสูง จึงมีการปรับปุ๋ยให้เหมาะสมตรงกับความต้องการ ที่สำคัญช่วยลดค่าใช้จ่าย ทำให้ประหยัดเงินได้มาก

ดังนั้น วิธีการของผมคือในรอบแรกใช้สูตรเสมอก่อนที่ 15-15-15 จากนั้นพอราดยาแล้วต้องการให้มีความหวาน ให้ใช้สูตร 15-5-20 จะเห็นว่ามีการเพิ่มตัวท้ายสูงเพราะต้องการเพิ่มความหวาน

ส่วนแถวอำเภอบางคล้าหรือคลองเขื่อน ที่ดินบริเวณนั้นมีลักษณะเป็นดินเหนียวมาก เมื่อนำไปวิเคราะห์ปรากฏว่าตัวท้ายสูง จึงเป็นคำตอบว่า ทำไมมะม่วงในเขตนั้นจึงมีรสชาติหวาน แสดงให้เห็นว่าธรรมชาติเป็นตัวกำหนด ถือเป็นความได้เปรียบเชิงธรรมชาติอย่างที่คุณศักดิ์ชัยกล่าวไปแล้วในตอนต้นว่า พื้นที่ดินในจังหวัดนี้มีลักษณะพิเศษคือเป็นดิน 3 น้ำ ซึ่งเคยนำรถขุดดินลงไปลึกสัก 3 เมตร พบแต่เปลือกหอย

คุณศักดิ์ชัย-ขอทราบแนวทางการผลิตมะม่วงของเกษตรกรที่ฉะเชิงเทราว่าถ้าเป็นมะม่วงสุกควรเป็นพันธุ์ใด และมะม่วงดิบควรเป็นพันธุ์ใดให้มีคุณภาพ เรียกได้ว่าถ้าเอ่ยถึงมะม่วงของจังหวัดฉะเชิงเทราแล้วมีมะม่วงสุกหรือดิบพันธุ์อะไรที่ชูในความเป็นจุดเด่น

(เนื้อหาสาระของ มะม่วงแปดริ้ว ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ติดตามอ่านต่อฉบับหน้า)

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.moac-info.net

ข้อมูลมะม่วงมันพันธุ์ขายตึก 

มะม่วงพันธุ์นี้ เป็นมะม่วงไทยโบราณ จัดอยู่ในกลุ่มมะม่วงมันหรือมะม่วงกินดิบชนิดหนึ่ง ที่มีด้วยกันหลายพันธุ์เช่น มันทองเอก เขียวเสวย ฟ้าลั่น เพชรบ้านลาด บางขุนศรี หรือเจ้าคุณทิพย์ เป็นต้น ซึ่งต้น “มะม่วงมันขายตึก” หรืออีกชื่อหนึ่งคือ “มะม่วงแขกขายตึก” นั้น พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ได้บรรยายเป็นกาพย์ยานี 11 ถึงมะม่วงพันธุ์ไทยไว้ เมื่อปี พ.ศ. 2427 บางตอนว่า 

“ไข่เหี้ย ไข่นกกระสา กะล่อนป่า กะล่อนสวน

อีกสาวละห้อยหวน สาวสะกิดมารดาดู

มะม่วงเทพรำลึก แขกขายตึกอีกคราบหมู

กะละแมมีช่อชู หนึ่งชื่อว่าชาละวัน”

ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบความอร่อยของ “มะม่วงมันขายตึก” หรือ “มะม่วงแขกขายตึก” จนต้องขายตึกแลกเพื่อให้ได้กินมะม่วงพันธุ์นี้นั่นเอง

มะม่วงมันขายตึก หรือ “มะม่วงแขกขายตึก” อยู่ในวงศ์ ANACARDIACEAE เป็นไม้ยืนต้น สูง 10-15 เมตร ใบเดี่ยว ออกเป็นคู่ๆ รอบกิ่งก้านบริเวณปลายกิ่ง ใบเป็นรูปใบหอก ปลายแหลม โคนมน สีเขียวสด ใบดกให้ร่มเงาดี

ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอด แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก ดอกเป็นสีเหลืองอ่อน หรือสีนวล มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ผลรูปกลมรีคล้ายผลมะม่วงมัน หรือมะม่วงแรด แต่จะมีขนาดใหญ่กว่า โตเต็มที่น้ำหนักประมาณ 2 ผล ต่อ 1 กิโลกรัม เนื้อผลเยอะ ไม่มีเสี้ยน เมล็ดลีบ ผลดิบสีเขียว รสชาติหวานมันปนเปรี้ยวนิดๆ ฉ่ำน้ำ กรอบเหมือนมะม่วงมัน หรือมะม่วงแรด โดยเฉพาะผลแก่จัดจะให้รสชาติอร่อยมาก นิยมปลูกเพื่อเก็บผลดิบกินมาช้านาน โดยปอกเปลือก เฉาะจิ้มเกลือหรือกินกับน้ำปลาหวานเด็ดขาดนัก ผลสุกสีเหลือง เนื้อในสีเหลืองปนส้ม รสหวานเย็นมีกลิ่นหอม เนื้อสุกเต็มที่ไม่เละ เคี้ยวหนึบอร่อยฉ่ำใจดี ที่ได้เปรียบกว่ามะม่วงมันพันธุ์อื่นคือ จัดเป็นมะม่วงติดผลดก จึงนิยมปลูกกันแพร่หลายมาแต่โบราณ

โดยแหล่งปลูกส่วนใหญ่จะอยู่แถบจังหวัดนนทบุรี และฝั่งธนบุรี ย่านบางขุนนนท์ บางกอกน้อย ติดผลปีละครั้ง ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ตอนกิ่ง และทาบกิ่ง



  • Arlene: I was thinking about if you have a linkedin page. Cheers for the astonishing blog post.
  • Lou: Heya, this really is such an incredible topic to learn about.
  • Anti Aging: What's up, just wanted to mention, I enjoyed this article. It was funny. Keep on posting!

หมวดหมู่