ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

“มะม่วงมังกรแดง” ที่มาสายพันธุ์และชื่อ

http://www.thairath.co.th/column/edu/paperagriculturist/273585 

6 กรกฎาคม 2555, 05:00 น.

Pic_273585

มะม่วงชนิดนี้ มีถิ่นกำเนิดจาก ประเทศไต้หวัน ถูกนำเข้ามาปลูกและขยายพันธุ์ในประเทศไทยนานหลายปีแล้ว เป็นมะม่วงที่สามารถติดผลดกได้เกือบตลอดปี โดยในประเทศไต้หวันเรียกว่า “หงหลง” แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “มังกรแดง” หรืออีกชื่อหนึ่งเรียกว่า “เรดดรากอน” ซึ่งก็มีความหมายเดียวกัน

มะม่วงมังกรแดง มีความเป็นพิเศษ คือ เวลาติดผล ทรงผลจะเป็นรูปยาวรี ขนาดของผลเมื่อโตเต็มที่จะเท่ากับมะม่วงน้ำดอกไม้ทั่วไป หรือน้ำหนักเฉลี่ยระหว่าง 400–500 กรัมต่อผล ขณะผลยังอ่อนหรือดิบจะเป็นสีชมพู ไม่เป็นสีเขียวเหมือนมะม่วงทั่วไป ทำให้ดูน่ารักยิ่งนัก เมื่อผลแก่หรือสุกสีจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มสะดุดตาสะดุดใจมาก เปลือกผลจะบางลงตามความแก่ของผล เนื้อในขณะสุกเป็นสีเหลืองอมส้ม เส้นใยน้อย เนื้อไม่เละ เมล็ดลีบ ทำให้มีเนื้อเยอะ รสชาติหวานสูงถึง 17–18 องศาบริกซ์ ที่สำคัญเนื้อสุกจะมีกลิ่นหอมคล้ายกลิ่นผลท้อ รับประ-ทานอร่อยชื่นใจมาก

มะม่วงมังกรแดง สามารถให้ผลผลิตหลายรุ่นหรือเกือบทั้งปี เวลาติดผลจะเป็นพวงขนาดใหญ่ แต่ละพวงจะมีผลดกมาก  ตามภาพประกอบคอลัมน์ หากติดผลตามฤดูกาล ผลของ “มะม่วงมังกรแดง” จะแก่หรือสุกก่อนมะม่วงสายพันธุ์อื่น จึงทำให้สามารถนำออกจำหน่ายได้ก่อนใคร และได้ราคาสูง ชาวจีนไต้หวันนิยมซื้อผลสุกเป็นของเซ่นไหว้และเป็นของฝาก เพราะเชื่อว่าชื่อดีเป็นมงคลนั่นเอง

ใครต้องการกิ่งตอน “มะม่วงมังกรแดง” ติดต่อ “สวนสุขโขทัย” โทร. 08–9790– 1057 หรือที่ งานไทยแลนด์ เบสต์ ช็อปปิ้งแฟร์ อิมแพค เมืองทองธานี บริเวณฮอลล์ 7 ระหว่างวันที่ 7–15 ก.ค. และที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 21 แผง “คุณพร้อมพันธุ์” ราคาสอบถามกันเองครับ.
“นายเกษตร”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย นายเกษตร
  • 6 กรกฎาคม 2555, 05:00 น.

กรกฎาคม 7, 2012 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

เพลี้ยหอยและเพลี้ยแป้งของไม้ผลในประเทศไทย

http://kucon.lib.ku.ac.th/cgi-bin/KUCON.exe?rec_id=001870&database=KUCON&search_type=link&table=mona&back_path=/KUCON/mona&lang=thai&format_name=TFMON

ผู้แต่ง: วิวัฒน์ เสือสะอาด; บรรพต ณ ป้อมเพชร; โกศล เจริญสม
ชื่อเรื่อง: เพลี้ยหอยและเพลี้ยแป้งของไม้ผลในประเทศไทย
Article title: Scale insects and mealybugs on fruit trees in Thailand
ชื่อเอกสาร : การประชุมทางวิชาการ ครั้งที่ 17 สาขาพืช มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน 2522: รวมเรื่องย่อ
หน่วยงานจัดพิมพ์: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สถานที่พิมพ์: กรุงเทพฯ
ปีพิมพ์: 2522
หน้า: หน้า 64
จำนวนหน้า: 94 หน้า
ภาษา: ไทย
สาระสังเขป: สาระสังเขป (ไทย)
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์ (REF SB16 ก581 2522)
หมวดหลัก: H10-Pests of plants
อรรถาภิธาน-อังกฤษ: FRUIT TREES, COCCOIDEA, PSEUDOCOCCIDAE, THAILAND
ดรรชนี-ไทย: มะม่วง, น้อยหน่า, ทุเรียน, ฝรั่ง, ลำไย, ลิ้นจี่, อะโวกาโด, เพลี้ยหอย, เพลี้ยแป้ง
หมายเลข: 001870 KC1701064
เอกสารฉบับเต็ม: [Download Fulltext]
ค้นข้อมูลใกล้เคียง: มีคำสำคัญเหมือนกัน   ผู้แต่งคนเดียวกัน

กรกฎาคม 1, 2012 Posted by | ประชุมวิชาการ, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, สาขาพืชและชีววิทยา | , , , , , , , , , , , , , | ใส่ความเห็น

“มะม่วงยู่เหวิน”ครองใจผู้ปลูกผู้รับประทาน

http://www.thairath.co.th/column/edu/paperagriculturist/270955 

26 มิถุนายน 2555, 05:00 น.

มะม่วงชนิดนี้ เกิดจากการผสมเกสรของมะม่วงชื่อดัง 2 สายพันธุ์ของประเทศไต้หวัน คือ ระหว่าง มะม่วงอ้ายเหวิน กับ มะม่วงจีนหวง เมื่อได้ลูกไม้ใหม่ออกมานำไปปลูกจนต้นโตและติดผลมีลักษณะดีกว่ามะม่วงที่เป็นสายพันธุ์พ่อและแม่อย่างชัดเจนหลายจุด เช่น ผลมีขนาดใหญ่กว่า ติดผลดก สีสันของผลเป็นสีม่วงเข้ม ทำให้เวลาติดผลทั้งต้น ผลห้อยเป็นระย้าดูสวยงามมาก

ส่วน รสชาติของผลขณะยังดิบหรือห่ามจะหวานมันปนเปรี้ยวนิดๆ อร่อยเหมือนกินมะม่วงมันทั่วไปทุกอย่าง เมื่อผลสุกเนื้อใน

ผลจะเป็นสีเหลืองเข้ม เนื้อไม่เละ ไม่มีเสี้ยน รสชาติหวานหอมชื่นใจมาก ซึ่งในประเทศไทยบ้านเรามีผู้นำต้นพันธุ์เข้ามาปลูกและขยายพันธุ์ขายนานหลายปีแล้ว โดยได้ตั้งชื่อว่า “มะม่วงยู่เหวิน” เคยแนะนำในคอลัมน์ไปแล้ว ปรากฏว่าได้รับความนิยมจากผู้ปลูกอย่างกว้างขวางและครองใจผู้รับประทานเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบัน จนทำให้กิ่งตอนได้ขาดตลาดไประยะหนึ่ง เพิ่งพบมีกิ่งตอนรุ่นใหม่ออกวางขาย จึงรีบแจ้งให้ผู้ที่ชื่นชอบปลูกมะม่วงทราบอีกตามระเบียบ

มะม่วงยู่เหวิน มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์เหมือนกับมะม่วงทั่วไป คือ เป็นไม้ยืนต้น สูง 10-20 เมตร ใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปรีแกมรูปขอบขนาน ปลายแหลม โคนมน แต่ใบมีขนาดใหญ่และยาวดูคล้ายใบของมะม่วงเขียวใหญ่มาก ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอด แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก ดอกมีกลิ่นหอม “ผล” รูปกลมรียาวและอ้วนใหญ่ ผลโตเต็มที่มีน้ำหนักเฉลี่ยระหว่าง 1 กิโลกรัม ต่อผล ผลเป็นสีม่วงเข้มตลอดทั้งผลสวยงามมาก รสชาติอร่อยทั้งผลดิบและสุกตามที่กล่าว

ข้างต้น ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด และตอนกิ่ง มีกิ่งตอนขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวน จตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ แผง “คุณเล็ก” ตรงกันข้ามโครงการ 17 กับ แผง “คุณหลง–คุณก็อต” ตรงกันข้ามโครงการ 15 ราคาสอบถามกันเองครับ.
“นายเกษตร”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย นายเกษตร
  • 26 มิถุนายน 2555, 05:00 น.

มิถุนายน 26, 2012 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

เทคนิคปลูกมะม่วง’งามเมืองย่า’ดกทั้งปี

เทคนิคปลูกมะม่วง’งามเมืองย่า’ดกทั้งปี

ใช้ปุ๋ยหมักมูลสุกร-ปลูกแนว 90 องศา เทคนิคปลูกมะม่วง ‘งามเมืองย่า’ ดกทั้งปี : โดย … ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ

          หลังจาก “กิจติกร กีรติเรขา” อดีตข้าราชการครูใน ต.สะแกราช อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา ได้ผันตัวมาเป็นเกษตรกรปลูกมะม่วงพันธุ์งามเมืองย่า บนเนื้อที่ 44 ไร่ เขาพยายามทุกวิถีทางในการพัฒนาสวนมะม่วงเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี โดยเน้นเรื่องเกษตรอินทรีย์ ในที่สุดเขาเลือกวิธีการให้ปุ๋ยหมักจากมูลสุกรมาฉีดพ้นบริเวณลำต้นและใบ ทำให้ต้นมะม่วงได้รับสารอาหารเต็มที่ และออกผลได้ตลอดทั้งปี

กิจติกร เล่าว่า หลังจากอำลาชีวิตครูมาเป็นเกษตรกรเต็มตัวแล้ว ได้ตัดสินใจใช้พื้นที่ 44 ไร่ ที่อยู่ใน ต.สะแกราช อ.ปักธงชัย มาปลูกมะม่วงพันธุ์งามเมืองย่า เป็นมะม่วงที่มีคุณสมบัติพิเศษ ลูกใหญ่ มีน้ำหนักกว่า 1 กก. รสชาติหอมหวานอร่อย ปัจจุบันกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะแถบรัสเซีย รวมถึงตลาดระดับบนของประเทศไทยด้วย โดยเฉพาะในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ

เขาเล่าอีกว่า มะม่วงงามเมืองย่าจะเน้นเกษตรอินทรีย์ หรือระบบออร์แกนิก ไร้สารเคมีในทุกขั้นตอน ทำให้เป็นสินค้าเกษตรยอดนิยม และสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศกว่า 28 ล้านบาทต่อปี แต่ปัจจุบันปุ๋ยอินทรีย์ที่ใช้ในกระบวนการผลผลิตมะม่วงงามเมืองย่ากำลังประสบปัญหาสารปนเปื้อน ประกอบกับใกล้ช่วงฤดูฝนลำต้นเกิดเชื้อราจากอากาศที่ชื้นและยังก่อให้เกิดการเน่าในภายในลำต้น ทำให้ต้องเร่งพัฒนาปุ๋ยเพื่อเป็นภูมิคุ้มกันให้แก่ต้นมะม่วง กระทั่งพบว่าการนำปุ๋ยหมักจากมูลสุกรมาฉีดพ้นบริเวณลำต้นและใบ จะทำให้ต้นมะม่วงได้รับสารอาหารเต็มที่ ออกผลได้ตลอดทั้งปี

“ปัจจุบันการปลูกมะม่วงงามเมืองย่า ผมได้คิดค้นการเพาะปลูกแบบใหม่ คือ ปลูกแบบระยะชิด คือ 2×2 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ 400 ต้น ปลูกเอียงในแนว 90 องศาตะวันออก ซึ่งในแนวทางนี้จะทำให้ต้นมะม่วงออกผลมากกว่าเดิมเกือบเท่าตัว และความสูงของต้นเมื่อเก็บผลก็จะสะดวกกว่าต้นที่ปลูกแบบตั้งปกติ ซึ่งแนวทางนี้ได้ใช้ระยะเวลานานกว่า 15 ปี” กิจติกร กล่าว

เรื่องการดูแลสวนมะม่วงพันธุ์งามเมืองย่า อยากให้เกษตรกรหันมาปรับเปลี่ยนในเรื่องของเคมี ให้มาเป็นเกษตรอินทรีย์ โดยการใช้น้ำมูลสุกรนำมาฉีกพ้นที่ลำต้นและใบของมะม่วง ซึ่งจะทำให้มะม่วงออกผลตลอดทั้งปี โดยไม่ต้องพึ่งสารเคมีในการลดหรือการเร่งออกผลแต่อย่างใด จากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน ที่มีผลวิจัยออกมาว่า น้ำมูลสุกรมีปริมาณไนโตรเจนที่สูง

ดังนั้นเมื่อนำมารดต้นมะม่วงงามเมืองย่าก็จะทำให้ต้นมะม่วงติดผลอยู่เรื่อยๆ และอีกวิธีหนึ่งที่ได้นำผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดีปลี และพริกไทย มีสารในการช่วยป้องกันและการจัดการของโรคแอนแทรคโนส หรือ โรคเน่าใน จึงนำดีปลีมาปลูกไว้ที่บริเวณใต้ต้นมะม่วง เพื่อให้สารจากดีปลีซึมเข้าไปยังในเปลือกของมะม่วง ทำให้มะม่วงไม่เน่าเสีย ยังสามารถเก็บผลของดีปลีและพริกไทยไปจำหน่ายในกิโลกรัมละ 100 บาท ซึ่งแต่ละปีทำให้สวนมะม่วงงามเมืองย่าสามารถเก็บผลดีปลีและพริกไทยที่ปลูกใต้ต้นมะม่วงจาก 400 ต้น กว่า 4,000 กิโลกรัม รวมมูลค่ากว่า 4 แสนบาท

          เป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับเกษตรกรที่ปลูกมะม่วงเอาแนวอย่าง “กิจติกร กีรติเรขา” ทั้งเอาปุ๋ยหมักจากมูลสุกรมาฉีดต้นมะม่วง และการปลูกในแนว 90 องศา เพราะพิสูจน์ได้ระดับหนึ่งแล้วว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

———-

(หมายเหตุ : ใช้ปุ๋ยหมักมูลสุกร-ปลูกแนว 90 องศา เทคนิคปลูกมะม่วง ‘งามเมืองย่า’ ดกทั้งปี : โดย … ประสิทธิ์  ตั้งประเสริฐ)

———-

มิถุนายน 20, 2012 Posted by | คมชัดลึก, เกษตร_ | , , , , , | ใส่ความเห็น

ดันมะม่วง’มหาชนก’โกอินเตอร์

ดันมะม่วง’มหาชนก’โกอินเตอร์

ดันมะม่วง ‘มหาชนก’ โกอินเตอร์ ความสำเร็จเกษตรกรเมือง ‘น้ำดำ’ :โดย … พัชราภรณ์ สุวรรณะ

          “มีที่ทำกิน-ไม่อดตาย” คติประจำใจ “ลุงประดิษฐ์ ศรีตุ้ยเลิง” เกษตรกรชาวสวนมะม่วงวัย 55 ปี ใน ต.หนองหิน อ.หนองกรุงศรี จ.กาฬสินธุ์ ที่แม้จะเป็นคนรุ่นเก่า แต่ด้วยความเป็นคนหัวสมัย ขยัน ไม่อยู่นิ่ง จึงมักมองหาสิ่งใหม่ๆ ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์กับที่ดินที่มีอยู่เสมอ แม้จะมีพื้นที่เพียง 20 ไร่ แต่จะต้องใช้ประโยชน์จากพื้นที่ให้คุ้มค่าที่สุด เริ่มจากการลองผิดลองถูกจากคำแนะนำของผู้ที่ประสบความสำเร็จ เริ่มจากการทำไร่อ้อยตามพ่อแม่ แล้วขยายพื้นที่ไปสู่ไร่มันสำปะหลัง มาจนถึงสวนมะม่วงมหาชนก ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างทดลองปลูก โดยมิได้คาดหวังจะเติบโตในตลาดผลไม้ไทย แต่ลุงประดิษฐ์ ตั้งเป้าไปไกลถึงมะม่วงมหาชนกโกอินเตอร์

หลังจากที่ลุงเข้าไปรับจ้างเก็บผลมะม่วงที่หมู่บ้านดงมูล ต.หนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์ ทำให้มองเห็นรายได้จากการขายมะม่วงที่เป็นพืชสวน ซึ่งสามารถทำเงินมากกว่า เป็นการลงทุนตอนแรกเก็บผลผลิตในภายหลัง สร้างรายได้ยาวนานกว่าการปลูกพืชไร่แบบเดิม ที่นอกจากจะลงทุนมากแล้วยังต้องดูแลรักษาจุกจิก ราคาพืชไร่มักจะขึ้นลงเอาแน่นอนไม่ได้ เมื่อตั้งเป้าจะปลูกมะม่วง เขาก็ได้นำมาทดลองเพาะปลูกบนพื้นที่กว่า 12 ไร่ ที่เหลือว่างจากการปลูกมันสำปะหลังและอ้อย ซึ่งปลูกเป็นพืชหมุนเวียน

 มะม่วง “มหาชนก” หรือ ราชามาโปรด มีลักษณะเด่นคือ ขนาดผลใหญ่ น้ำหนักประมาณ 3-4 ขีด รูปลักษณ์แตกต่างจากมะม่วงที่คนไทยนิยม เช่น น้ำดอกไม้ หรือ อกร่อง มีลักษณะผลกลมยาว ปลายงอนเล็กน้อย เนื้อแน่น เมล็ดลีบ เปลือกเมื่อสุกแล้วสามารถลอกออกมารับประทานคล้ายแก้วมังกร สีผิวปกติเขียวเรียบเนียน เมื่อผลแก่จัดมีสีเขียวอมแดง เมื่อเริ่มสุกมีสีเหลืองทองอมส้ม หรือสีแดงแก้มแหม่ม คล้ายผลแอบเปิ้ล ส่วนรสชาติเปรี้ยวจัด แต่เมื่อแก่จัดและสุกจะมีรสชาติหอมหวาน ลักษณะดังกล่าวเกิดจากการผสมของมะม่วงสายพันธุ์หนังกลางวัน และพันธุ์ซันเซท เดิมมะม่วงมหาชนกนิยมปลูกใน จ.เชียงใหม่ แต่ต่อมามีการพัฒนาสายพันธุ์เริ่มปลูกในพื้นที่ภาคอีสาน โดยเฉพาะที่ จ.กาฬสินธุ์

ลุงประดิษฐ์บอกว่าในปีแรกของการเริ่มปลูกมะม่วงยังสามารถปลูกมันสำปะหลังแซมระหว่างแถว บนพื้นที่ที่ห่าง 6 เมตรสำหรับขณะต้นเจริญเต็มที่ ให้ผลมะม่วงถูกแสงส่งผลให้ขนาดผลโตและลูกดกขึ้น นอกจากนั้นจะต้องบำรุงต้นและตัดแต่งกิ่งไม้ให้ใหญ่เกิน 2 เมตร เป็นทรงพุ่ม ถือเป็นการเพิ่มผลผลิตจากสารอาหารที่พืชส่งไปเลี้ยงต้นให้มาบำรุงผลแทน นอกจากนั้นยังช่วยในขั้นตอนการเก็บให้สะดวกยิ่งขึ้น

แม้ว่ามะม่วงมหาชนกในปัจจุบันยังไม่ได้รับความนิยมในหมู่ผู้บริโภคชาวไทย เนื่องจากรสชาติและกลิ่นเมื่อสุกจัดจะมีกลิ่นหอมฉุน ขนาดผลเมื่อชั่งแล้วจะอยู่ที่ 2-3 ลูกต่อกิโลกรัม แต่กลับเป็นที่นิยมในต่างประเทศ ทั้งยุโรป และเอเชีย เนื่องจากสีสันสวยงาม และรสชาติที่หวานหอม เปลือกหนา สามารถทนกับการขนส่งได้หลายวันและไม่มีปัญหาแมลงตอมผลในระหว่างการเดินทาง

“ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการให้เข้าสู่ระบบการส่งออก ซึ่งจะต้องเข้าสู่ระบบการจัดการที่ได้มาตรฐานของการตรวจสอบคุณภาพสินค้าแบบปลอดสารตกค้าง ของการผลิตทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสม Good Agriculture Practices) หรือจีเอพี ไปยังต่างประเทศ เช่น อังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส กลุ่มประเทศที่มีอำนาจทางการซื้อสูง ความต้องการสินค้าก็จะต้องมีคุณภาพสูงไปด้วย ต้องมีการใช้เครื่องอบไอน้ำเพื่อกำจัดสารตกค้างและแมลง ก่อนการจัดส่งด้วยวิธีการแช่แข็ง เพื่อให้คุณภาพของมะม่วงไปสู่มือผู้บริโภคให้ได้รสชาติที่แท้จริง” เจ้าของสวนมะม่วงมหาชนกกล่าวทิ้งท้ายอย่างภูมิใจ

———-

(หมายเหตุ : ดันมะม่วง ‘มหาชนก’ โกอินเตอร์ ความสำเร็จเกษตรกรเมือง ‘น้ำดำ’ :โดย … พัชราภรณ์ สุวรรณะ)

———-

มิถุนายน 20, 2012 Posted by | คมชัดลึก, เกษตร_ | , , , , , | ใส่ความเห็น

“มะม่วงแก้ว”กิโลละ40บาท – เกษตรทั่วไทย

http://www.dailynews.co.th/agriculture/119649

วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน 2555 เวลา 00:00 น.

“มะม่วงแก้ว” เป็นมะม่วงที่คนไทยนิยมบริโภคมาช้านาน ความโดดเด่นของมะม่วงพันธุ์นี้คือ รสชาติที่ถูกกับลิ้นคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ชอบบริโภคมะม่วงกับน้ำปลาหวานจะนิยมเลือกมะม่วงแก้วที่แก่จัดเนื้อออกสีเหลือง รสชาติจะมีสามรสรวมกัน คือ เปรี้ยวอมหวานและมีรสมันนิด ๆ อร่อยอย่าบอกใครเชียว หรือบางท่านอาจจะนิยมนำมะม่วงแก้วดิบไปดองเค็ม ก็จะได้รสชาติอร่อยไปอีกแบบ เป็นการถนอมอาหารตามแบบชาวบ้าน (มะม่วงแก้วเมื่อนำไปดองเนื้อจะแข็ง กรอบ รสชาติดีกว่ามะม่วงอื่น)
คุณวิฑูรย์  สีหมตรี เกษตรกรอำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร เป็นเกษตรกรรายเดียวของจังหวัดพิจิตรที่ปลูกมะม่วงแก้วเป็นแปลงขนาดใหญ่ มีพื้นที่ปลูกมะม่วงประมาณ 90 ไร่ ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ ฟ้าลั่น เพชรบ้านลาดและมะม่วงแก้ว โดยเฉพาะมะม่วงแก้วมีพื้นที่ปลูกกว่า 40 ไร่ มะม่วงแก้วเป็นมะม่วงที่ไม่ต้องดูแลรักษามาก ต่างจากมะม่วงน้ำดอกไม้ที่ต้องดูแลทุกระยะอย่างใกล้ชิด รวมถึงต้องห่อผลด้วยถุงห่อทุกผล ตลาดจึงจะรับซื้อ ทำให้การทำมะม่วงแก้วจึงมีต้นทุนที่ใช้น้อยกว่า เพียงแค่ดูแลระยะติดผลเล็กให้ดี ไม่ให้มีโรคแมลงทำลาย จากนั้นก็รอเวลาเก็บขาย เมื่อก่อนเรายังไม่รู้จักตลาดจึงขายได้ราคาถูก ราคาซื้อขายส่งโรงงานมะม่วงดองจะอยู่ที่กิโลละ 3-5 บาทเป็นอย่างนี้มาทุกปี แต่ก็ยังมีกำไรเพราะต้นทุนในการผลิตเราต่ำ แล้วมะม่วงแก้วเป็นมะม่วงที่ให้ผลผลิตสูง ติดผลดกมากโดยธรรมชาติ

หลังจากที่ต้องทนทำมะม่วงส่งโรงงานมะม่วงดองอยู่หลายปี คุณวิฑูรย์ได้พยายามเสาะหาตลาดใหม่ ๆ แล้วก็พบว่าตลาดมะม่วงแก้วที่สุกปากตะกร้อส่งขายประเทศลาวได้ราคาดีเป็นที่นิยมบริโภคเป็นอย่างมาก เพราะมะม่วงแก้วสุกจะมีรสชาติหวาน มีกลิ่นหอม อร่อยมาก เนื้อเยอะ เมล็ดลีบ บางช่วงได้ราคาสูงถึงกิโลละ 40-50 บาท

อย่างในปีนี้ช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ราคามะม่วงแก้วส่งประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) มีราคาสูงถึงกิโลละ 50 บาท  มะม่วงแก้วที่จะส่งขายสปป.ลาว จะต้องเก็บมะม่วงที่เริ่มสุกคาต้น โดยให้สังเกตที่ก้นของผลจะต้องเริ่มมีสีเหลืองเพียงเล็กน้อย เพราะเมื่อมะม่วงแก้วถึงปลายทางก็จะสุขพอดีทาน

มะม่วงระยะนี้จะขายได้ราคาดีที่สุดและแพงที่สุดจะอยู่ในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ ดังนั้นการเก็บจึงจำเป็นจะต้องเก็บทุกวันเลือกเฉพาะผลที่เริ่มสุกเท่านั้นจึงจะขายได้ราคา ตรงนี้จะต่างกับการเก็บมะม่วงพันธุ์อื่น ๆ ที่เก็บทีเดียวหมดต้นหรือหมดรุ่นมะม่วงแก้วเป็นมะม่วงที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมในบ้านเราอยู่แล้ว โรคแมลงก็จะน้อยกว่ามะม่วงพันธุ์อื่นเพราะเปลือกหนาทนต่อการทำลายของโรคแอนแทรคโนส.

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

มิถุนายน 20, 2012 Posted by | เกษตร, เดลินิวส์ออนไลน์ | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ข้าวเหนียวมะม่วง…วันนี้ปลอดภัย

http://www.thairath.co.th/column/life/fromfood/268212

15 มิถุนายน 2555, 05:00 น.

Pic_268212

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ในพืชพรรณธัญญาหาร เดินออกจากบ้านไปทางใดก็มีของกินให้หาซื้อได้ตามชอบใจ ทั้งของคาว ของหวาน และผลไม้ตามฤดูกาล

สำหรับอาหารหวานยอดนิยมและน่าลิ้มลองในฤดูร้อนของไทยคงหนีไม่พ้น ข้าวเหนียวมะม่วง ขนมหวานแบบไทยๆ ที่ทำจากการนำข้าวเหนียวมามูนกับหัวกะทิ เกลือป่น และน้ำตาลทรายขาว ทานคู่กับเนื้อมะม่วงสุก ที่นิยมคือ มะม่วงพันธ์ุอกร่องและน้ำดอกไม้ เพราะมีสีเหลืองทองและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว อาจราดกะทิและโรยถั่ว แล้วแต่ความชอบ

การทำข้าวเหนียวมูน ถ้าสุขลักษณะของคนปรุงไม่ดีพอและไม่รักษาความสะอาดขณะมูนข้าวเหนียวและปอกมะม่วง อาจทำให้คนทานเกิดโรคอาหารเป็นพิษจากการปนเปื้อนของเชื้อ สแต็ปฟิโลคอคคัส ออเรียส ที่จะพบได้จากการจัดการอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ หรือในระหว่างการปรุงที่ไม่สะอาดเพียงพอ

อีกทั้งการเก็บรักษาอาหารในอุณหภูมิไม่ถูกต้อง ยังเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดการระบาดของเชื้อนี้ได้

สาเหตุของการเกิดโรคมาจากสารพิษที่เรียกว่า enterotoxins ที่เชื้อชนิดนี้ผลิตขึ้นถ้าพบสารพิษชนิดนี้ปนเปื้อนในอาหาร ในปริมาณที่น้อยกว่า 1 ไมโครกรัม จะทำให้เกิดอาการมึนเมาได้ การพบสารพิษในปริมาณนี้ได้จะต้องมีเชื้อสแต็ปฟิโลคอคคัส ออเรียส ปนเปื้อนอยู่ในอาหาร มากกว่า 1 ล้านเซลล์ต่ออาหาร 1 กรัมขึ้นไป

วิธีป้องกันคือ คนขายต้องคำนึงถึงความสะอาดในขณะเตรียมหรือปรุงอาหาร ต้องไม่ไอ จาม รดอาหาร ล้างมือให้สะอาดขณะปรุง และเก็บอาหารที่ปรุงเสร็จแล้วในตู้เย็น เพื่อป้องกันการเพิ่มจำนวนเชื้อก่อโรค

หลังจากนี้ เป็นเรื่องของคนกิน จะต้องหัดสังเกตลักษณะของอาหารเบื้องต้น หากพบว่ามีสี หรือลักษณะเปลี่ยนไป หรือดมแล้วมีกลิ่นไม่ปกติก็ควรหลีกเลี่ยง

วันนี้ สถาบันอาหารทำการสุ่มตัวอย่างข้าวเหนียวมะม่วงที่มีขายอยู่ใน  5 ย่านการค้าที่สำคัญ เพื่อนำมาตรวจการปนเปื้อนของเชื้อก่อโรค สแต็ปฟิโลคอคคัส ออเรียส

ปรากฏว่า ไม่พบปนเปื้อนในทุกตัวอย่าง.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
  • 15 มิถุนายน 2555, 05:00 น.

มิถุนายน 20, 2012 Posted by | สุขภาพ, อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , , | ใส่ความเห็น

“มะม่วงอกร่องทอง” มีกิ่งตอนขายแล้ว

http://www.thairath.co.th/column/edu/paperagriculturist/269442

20 มิถุนายน 2555, 05:01 น.

Pic_269442

ผมเคยเขียนถึง “มะม่วงอกร่องทอง” ไปแล้วว่าเป็นมะม่วงปลูกเพื่อกินผลสุกได้อร่อยที่สุดกว่ามะม่วงกินผลสุกทุกชนิด เนื่องจากมีรสชาติหวานหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างจากมะม่วงกินผลสุกทั่วไป ซึ่งมะม่วงอกร่องมีด้วยกัน 2 ชนิด คือ มะม่วงอกร่องเขียวผลสุกเป็นสีเขียว กับ “มะม่วงอกร่องทอง” ผลสุกเป็นสีเหลือง ทั้ง 2 ชนิดมีรสชาติหวานหอมเหมือนกัน นิยมรับประทานคู่กับข้าวเหนียวมูนมาแต่โบราณจนขึ้นชื่อลือชาเป็นที่รู้จักดีของชาวไทยและชาวต่างชาติ แต่มะม่วงอกร่องทั้ง 2 ชนิดที่กล่าวถึงนี้ ไม่ค่อยจะมีกิ่งตอนวางขายนัก โดยเฉพาะกิ่งตอนของ “มะม่วงอกร่องทอง” เพิ่งพบมีวางขายจึงรีบแจ้งให้แฟนคอลัมน์ทราบตามระเบียบ

มะม่วงอกร่องทอง อยู่ในวงศ์ ANACAR-DIACEAE มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์เหมือนกับมะม่วงทั่วไปคือ เป็นไม้ยืนต้น สูง 10-15 เมตร แตกกิ่งก้านสาขาเยอะ เป็นทรงพุ่มกลมกว้าง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับรอบกิ่งก้านหนาแน่นบริเวณปลายยอด ใบเป็นรูปรีแกมรูปขอบขนานถึงรูปใบหอก ปลายใบแหลม โคนมน ขนาดของใบจะเรียวเล็กกว่าใบมะม่วงสายพันธุ์อื่นอย่างชัดเจน เนื้อใบค่อนข้างหน้า สีเขียวเข้ม

ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอด แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก ดอกเป็นสีนวลหรือสีขาว มีกลิ่นหอม “ผล” กลมรี ไม่ใหญ่นัก มีลักษณะเฉพาะตัว เมื่อพบเห็นจะรู้ได้ทันทีว่าเป็นผลของมะม่วงอกร่องทั้ง “มะม่วงอกร่องทอง” และ มะม่วงอกร่องเขียว ซึ่งผลสุกของมะม่วงอกร่องทั้ง 2 ชนิด จะมีความแตกต่างกันตามที่กล่าวข้างต้น และ ที่สำคัญผลของ “มะม่วงอกร่องทอง” จะมีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย ส่วนรสชาติหวานหอมเป็นเอกลักษณ์เหมือนกัน มีเสี้ยนเช่นเดียวกัน ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ตอนกิ่ง และทาบกิ่ง ปัจจุบัน “มะม่วงอก-ร่องทอง” มีกิ่งตอนขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 19 แผง “นายดาบสมพร” ราคาสอบถามกันเองครับ.
“นายเกษตร”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย นายเกษตร
  • 20 มิถุนายน 2555, 05:01 น.

มิถุนายน 20, 2012 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

พ่อค้าเร่งบ่มทุเรียน-มะม่วง ผู้บริโภคโวยสินค้าไร้คุณภาพ

http://www.naewna.com/local/9787

วันจันทร์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2555, 06.00 น.

tags : ผู้บริโภคมะม่วงทุเรียนพ่อค้าสินค้าเกษตรกรผลไม้,

รศ.ดร.พีรเดช  ทองอำไพ  ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยเกษตร (ส.ว.ก.) กล่าวถึงปัญหาการใช้สารตระกูลเอททิลีนในการบ่มผลไม้ให้สุกว่า  ผลไม้ที่มีแป้งมาก เช่น ทุเรียน  มะม่วง  กล้วย  เมื่อแก่เต็มที่  ช่วงนี้ผลไม้จะสร้างเอททิลีนขึ้นมาเองโดยธรรมชาติ  เพื่อเร่งการสุก  แต่จะสุกไม่พร้อมกัน

“อย่างกล้วยในหวีเดียวกัน โดยธรรมชาติจะค่อยๆ สุกทีละลูก ซึ่งอาจไม่สวยงามเท่ากับสุกพร้อมกันทีเดียวทั้งหวี คนก็เอาสารเอททิลีนมาใช้ช่วยในการบ่ม เพื่อให้สุกพร้อมกัน”

เช่นเดียวกับ ทุเรียนหรือมะม่วง  มีการใช้เอททิลีนป้ายที่ขั้วผล หรือสำลีชุบแล้วบ่ม ทำให้ผลไม้สุกพร้อมกัน ซึ่งทำให้ง่ายต่อการทำตลาดและการขาย

รศ.ดร.พีรเดช กล่าวว่า  หากใช้กับผลไม้แก่จัดก็จะไม่มีปัญหาใดๆ ผลไม้สุกพร้อมกัน โดยมีความหวานได้ที่เช่นกัน  แต่ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อใช้กับผลไม้ที่ยังไม่แก่จัดหรือผลไม้อ่อน  แม้ภายนอกจะดูสุก  แต่รสชาติไม่หวานอร่อยเท่าที่ควรจะเป็น

“เป็นความมักง่ายนำเอททิลีนไปใช้ในทางที่ผิด ผู้บริโภคต้องพยายามสังเกตเบื้องต้นก่อนซื้อ ถ้าเป็นมะม่วงที่ไม่แก่จัด แม้มีสีเหลืองเหมือนสุก แต่ผิวจะเหี่ยว ไม่เต่งตึงเหมือนมะม่วงแก่ได้ที่ เช่นเดียวกับทุเรียนอ่อน ขั้วจะมีอาการเหี่ยวเช่นกัน”

ดร.วีรวุฒิ  กตัญญูกุล  นายกสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร กล่าวว่า  ช่วงนี้ผลไม้จะประดังออกสู่ตลาดพร้อมกันจำนวนมาก  มีผู้ประกอบการค้าผลไม้บางรายเห็นแก่ได้  เก็บทุเรียนหรือมะม่วงที่ยังไม่ทันแก่จัด แล้วบ่มโดยใช้สารเอททิลีนเข้าช่วยให้สุกเร็วและสุกพร้อมกันเพื่อง่ายต่อการขาย

“คนบ่นกันมากว่า ซื้อผลไม้ไปกิน รสชาติกลับไม่หวานเลย เสียทั้งเงิน เสียทั้งความรู้สึก ทำให้ตลาดผลไม้โดยรวมพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย เพราะผู้บริโภคบางส่วนเข็ดขยาดกับผลไม้ไม่มีคุณภาพ”

ดร.วีรวุฒิ กล่าวว่า  สารเอททิลีนดังกล่าวไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค สอดรับกับความเห็นของ รศ.ดร.พีระเดช ทองอำไพ  ที่ระบุว่า สารเอททิลีนดูดซึมเข้าเปลือก ไม่ได้เข้าสู่เนื้อผลไม้  ดังนั้นจึงปลอดภัยในการบริโภค

มิถุนายน 12, 2012 Posted by | สิ่งแวดล้อม, เกษตร, เกษตร-สิ่งแวดล้อม, แนวหน้า | , , , , , , , , , | ใส่ความเห็น

ใช้มะม่วงน้ำดอกไม้ลดความอ้วน แต่จะต้องกินทั้งเปลือกของมันด้วย

http://www.thairath.co.th/content/edu/267198

11 มิถุนายน 2555, 12:00 น.

Pic_267198

นักวิจัยเมืองจิงโจ้ มหาวิทยาลัยควีนสแลนด์ คนพบว่า มะม่วงบางพันธุ์อาจจะเป็นอาหารลดน้ำหนักได้ เพียงแต่ว่าจะต้องกินทั้งเปลือกด้วย และถ้าหากไปกินต่างพันธุ์เข้า กลับจะได้ผลตรงกันข้าม

พวกเขาพบในการศึกษาว่าเปลือกของมะม่วงน้ำดอกไม้  มีสารประกอบที่มีสรรพคุณยับยั้งการก่อตัวของเซลล์ไขมันของมนุษย์ ในขณะที่มะม่วงพันธุ์อื่นบางพันธุ์ กลับไปส่งเสริมให้เกิดเซลล์ไขมันเพิ่มขึ้น

นักวิจัยได้กล่าวบอกเตือนไว้ว่า ยังคงต้องใช้เวลาอีกนาน กว่าจะนำเอาสารเหล่านั้นทำเป็นยาลดความอ้วนได้ “ก่อนอื่นจะต้องมั่นใจก่อนว่า โมเลกุลในเปลือกมะม่วง สามารถขัดขวางการก่อตัวของเซลล์ไขมันได้จริง”.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
  • 11 มิถุนายน 2555, 12:00 น.

มิถุนายน 11, 2012 Posted by | สุขภาพ, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , , | ใส่ความเห็น

“มะม่วงทองดำ” อร่อยหายาก

http://www.thairath.co.th/column/edu/paperagriculturist/266179

7 มิถุนายน 2555, 05:01 น.

Pic_266179

มะม่วงชนิดนี้ เป็นสายพันธุ์โบราณที่นิยมรับประทานและนิยมปลูกกันมาช้านานแล้ว ซึ่งในยุคสมัยก่อนนั้นจะมีผลวางขายทั่วไป มีผู้ซื้อไปรับประทานอย่างแพร่หลาย รสชาติหวานหอมอร่อยมาก แต่ในปัจจุบัน “มะม่วงทองดำ” ได้เสื่อมค่านิยมลงไปตามกาลเวลา จนทำให้หาซื้อผลรับประทานได้ยาก เพราะไม่มีผู้ปลูกเก็บผลจำหน่ายนั่นเอง ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เชื่อว่าไม่นาน “มะม่วงทองดำ” จะต้องสูญพันธุ์จากสารบบไม้ผลอย่างแน่นอน

แต่อย่างไรก็ตาม ถือว่ายังโชคดี เมื่อพบว่ามีผู้ขยายพันธุ์ตอนกิ่ง “มะม่วงทองดำ” ออกวางขาย แต่ไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าที่ควรนัก จึงรีบแนะนำและรณรงค์ให้ช่วยกันปลูกเอาไว้ก่อนที่จะสูญหายไปตามที่กล่าวข้างต้น

มะม่วงทองดำ อยู่ในวงศ์ ANACARDIACEAE มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์เหมือนกับมะม่วงทั่วไปคือ เป็นไม้ยืนต้น สูง 10-20 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับหนาแน่นในช่วงปลายกิ่ง ใบรูปใบหอก ปลายแหลม โคนมน เนื้อใบหนา สีเขียวเข้ม ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอด ดอกมีขนาดเล็ก เป็นสีขาวนวล ดอกมีกลิ่นหอม “ผล” รูปกลมรี ผลมีขนาดใหญ่ ติดผลเป็นพวง 1-3 ผล ลักษณะผลมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เมื่อเห็นจะรู้ได้ทันทีว่าเป็น “มะม่วงทองดำ” เมล็ดลีบ ผลดิบรสชาติมันปนเปรี้ยว เมื่อสุกเป็นสีเหลืองปนเขียว เนื้อในเป็นสีเหลืองเข้ม รสชาติหวานหอม อร่อยมาก สามารถรับประทานกับข้าวเหนียวมูลได้ดีไม่แพ้มะม่วงดังทั่วไป เป็นมะม่วงปี หรือติดผลปีละครั้ง ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ตอนกิ่ง ทาบกิ่ง และเสียบยอด

ปัจจุบันกิ่งพันธุ์ “มะม่วงทองดำ” มีขายที่ ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 19 แผง “นายดาบสมพร” ราคาสอบถามกันเอง ปลูกได้ในดินทั่วไป เป็นมะม่วงที่ติดผลดกมาก หลังปลูกช่วงแรกรดน้ำพอชุ่มเช้าเย็น บำรุงปุ๋ยคอกสม่ำเสมอ 3 เดือนครั้ง สลับกับใส่ปุ๋ยสูตร 16-16-16 เดือนละครั้ง จะมีผลดกครับ.
“นายเกษตร”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย นายเกษตร
  • 7 มิถุนายน 2555, 05:01 น.

มิถุนายน 7, 2012 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

“มะม่วงงาช้างแดง” มีกิ่งตอนรุ่นใหม่ขายแล้ว

http://www.thairath.co.th/column/edu/paperagriculturist/262107

22 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

Pic_262107

ผมเคยแนะนำมะม่วงชนิดนี้ไปใน ฉบับวันที่ 3 ก.พ. 55 ปรากฏว่ากิ่งตอนมีเล็กน้อย และขายหมดในเวลาไม่นาน ทำให้ผู้นิยมปลูกมะม่วงสอบถามกันเยอะว่ามีกิ่งตอนวางขายอีกหรือยัง เป็นจังหวะที่เพิ่งพบว่ามีกิ่งตอนรุ่นใหม่ออกวางขายพอดี จึงรีบแจ้งให้ทราบอีกตามระเบียบ

มะม่วงงาช้างแดง นิยมปลูกเก็บผลขายแพร่หลายใน ประเทศจีน ประเทศไต้หวัน และ ประเทศอียิปต์ มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์เหมือนกับมะม่วงทั่วไป เพียงแต่ความสูงของต้นเมื่อปลูกลงดินจะสูงแค่ 3-3.5 เมตรเท่านั้น แตกกิ่งก้านตํ่าและแผ่กว้าง ทำให้เวลาติดผลสามารถเก็บผลได้สะดวก เป็นมะม่วงปีหรือติดผลปีละครั้ง แต่หากปีไหนอากาศแปรปรวนหรือหนาวร้อนผิดปกติ “มะม่วงงาช้างแดง” จะติดผลหลายรุ่นเหมือนกับมะม่วงทะวายทั่วไป

ข้อเด่น คือ ผลรูปทรงงอนคล้ายงาช้าง ผลมีขนาดใหญ่ นํ้าหนักเฉลี่ย 3.5-4.2 กิโลกรัมต่อผล มีความยาวผลประมาณ 27 ซม. กว้าง 12 ซม. ผลดิบสีเขียวปนม่วงแล้วเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มตลอดทั้งผลเมื่อผลแก่ ผลห่ามหรือแก่จัดรสชาติอร่อยไม่แพ้มะม่วงเขียวเสวย ผลสุกเนื้อเป็นสีเหลืองอมส้ม มีความหวาน 15-18 องศาบริกซ์ ไม่มีเสี้ยน หรือกลิ่นเหม็นขี้ไต้ อร่อยมาก เมล็ดลีบ เวลาติดผลจะเป็นพวง ผลจะสุกตอนที่มะม่วงสายพันธุ์อื่นวายหมดแล้ว คือ ระหว่างเดือนกรกฎาคมทุกปี ทำให้เก็บขายได้ราคาดี ขยายพันธุ์ด้วยการเสียบยอดกับตอมะม่วงป่า สามารถปลูกได้ทั้งแบบลงดินและปลูกลงกระถางขนาดใหญ่ หลังปลูก 2-3 ปีจะเริ่มติดผลชุดแรก

ใครต้องการกิ่งตอน ติดต่อ “สวนสุโขทัย” โทร. 08-9790-1057 หรือไปซื้อได้ที่ งานเกษตรแฟร์ จัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กทม. ระหว่างวันที่ 30 พ.ค.-7 มิ.ย. 55 บริเวณล็อก “สวนสุโขทัย” หรือที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 21 แผง “คุณพร้อมพันธุ์” ราคาสอบถามกันเอง เหมาะจะปลูกเพื่อเก็บผลรับประทานในครัวเรือนและปลูกเพื่อเก็บผลขายได้คุ้มค่ามากครับ.

“นายเกษตร”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย นายเกษตร
  • 22 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

พฤษภาคม 24, 2012 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , , | ใส่ความเห็น

ดินขาวเคโอลินช่วยเพิ่มผลผลิต วช.ต่อยอดผลวิจัยพัฒนาเป็นสารเคลือบใบและผลมะม่วง-แก้วมังกร

http://www.naewna.com/local/7028

วันศุกร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.

tags : ดินขาวเคโอลินเพิ่มผลผลิตวช.ต่อยอดผลวิจัยพัฒนาสารเคลือบใบผลมะม่วงแก้วมังกร,

ศ.นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เปิดเผยว่าตามที่สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้ให้ทุนการวิจัยกับ รศ.ดร.คณพล จุฑามณี และคณะมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อขยายผลต่อยอดงานวิจัย การพัฒนาดินขาวเคโอลินเป็นสารเคลือบผล เพื่อเพิ่มผลผลิต ควบคุมเพลี้ยไฟ และโรคแอนแทรคโนสในไม้ผลเศรษฐกิจผลการวิจัยพบว่าดินขาวเคโอลินในประเทศไทย ซึ่งมีอยู่ในหลายพื้นที่ เช่นอำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ อำเภอเมือง จังหวัดระนอง มีคุณสมบัติทางกายภาพและเคมี รวมทั้งคุณสมบัติในการเป็นวัสดุเคลือบ ใบ กิ่ง และผล เพื่อลดอาการใบไหม้ และเพิ่มคุณภาพผลผลิตในไม้ผลต่างกัน

ทั้งนี้โดยพบว่าดินขาวเคโอลิน ทั้ง 3 แหล่ง สามารถนำมาพัฒนาเป็นสารเคลือบใบและผลในมะม่วงและแก้วมังกรได้ดี เมื่อพ่นสารเคโอลิน จะสามารถป้องกันการทำลายของศัตรูพืชได้ และยังป้องกันไม่ให้ผิวผลไม้สัมผัสกับแดดโดยตรง เนื่องจากมีลักษณะเป็นฟิล์มบางๆ จึงทำให้ผลไม้มีผิวสวยงาม โดยเฉพาะดินขาวเคโอลิน อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง เหมาะสำหรับใช้เคลือบผลมะม่วงในฤดูร้อน เพื่อป้องกันกระบวนการสังเคราะห์แสงของมะม่วง ทำให้ได้ผลผลิตมากขึ้น ผิวมะม่วงในระยะสุกมีสีเหลืองสวยงาม และยังช่วยลดโอกาสของการเกิดโรคแอนแทรคโนส บนผิวมะม่วงน้ำดอกไม้ระยะผลสุกได้ และยังช่วยลดการเกิดโรคใบจุดสีน้ำตาลบนกิ่งแก้วมังกรด้วย

สำหรับดินขาวเคโอลิน พบได้ในประเทศจีน เม็กซิโก บราซิล ในประเทศไทยพบเหมืองแร่ที่ผลิตดินขาวเคโอลิน ที่จังหวัดลำปาง ระนอง อุตรดิตถ์ และปราจีนบุรี ดินขาวเคโอลินเป็นสารที่ให้สีขาวและใช้ในอุตสาหกรรมเซรามิก เครื่องสำอาง และยาสีฟัน ส่วนแนวคิดที่นำดินขาวเคโอลินมาใช้ทางการเกษตร คือดินขาวเคโอลินเมื่อถูกผลิตให้อยู่ในรูปสารละลายและนำมาพ่นให้กับพืช จะมีลักษณะเป็นฟิล์มเคลือบลำต้น ใบ และผลไม้ ฟิล์มนี้จะมีคุณสมบัติป้องกันการเข้าทำลายของแมลงและการวางไข่ของเพลี้ยได้ เคโอลิน มีผลต่อกระบวนการสังเคราะห์แสง โดยสารสีขาวช่วยสะท้อนแสงช่วยลดความร้อนที่พืชได้รับ โดยใช้สารละลายดินขาวเคโอลิน ความเข้มข้น 60 กรัม/ลิตร ฉีดพ่น ตั้งแต่มะม่วงมีอายุใบ 45 วัน จนถึงระยะผลโตเต็มที่ 12 สัปดาห์ก่อนการเก็บเกี่ยว ซึ่งได้ผลดีในระดับที่จะนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้

พฤษภาคม 21, 2012 Posted by | สิ่งแวดล้อม, เกษตร, เกษตร-สิ่งแวดล้อม, แนวหน้า | , , , , , , , , , , , | ใส่ความเห็น

การศึกษาเบื้องต้นของเนื้อเยื่อบริเวณที่เป็นเห็บของมะม่วงพันธุ์พิมเสนแดง

http://kucon.lib.ku.ac.th/cgi-bin/KUCON.exe?rec_id=001844&database=KUCON&search_type=link&table=mona&back_path=/KUCON/mona&lang=thai&format_name=TFMON

ผู้แต่ง: พีรเดช ทองอำไพ; รวี ภักดีกุลสัมพันธ์
ชื่อเรื่อง: การศึกษาเบื้องต้นของเนื้อเยื่อบริเวณที่เป็นเห็บของมะม่วงพันธุ์พิมเสนแดง
Article title: Preliminary study on the lumpy tissue in mango (Mangifera indica L.) Pimsaendang
ชื่อเอกสาร : การประชุมทางวิชาการ ครั้งที่ 17 สาขาพืช มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน 2522: รวมเรื่องย่อ
หน่วยงานจัดพิมพ์: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สถานที่พิมพ์: กรุงเทพฯ
ปีพิมพ์: 2522
หน้า: หน้า 38
จำนวนหน้า: 94 หน้า
ภาษา: ไทย
สาระสังเขป: สาระสังเขป (ไทย)
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์ (REF SB16 ก581 2522)
หมวดหลัก: H50-Miscellaneous plant disorders
อรรถาภิธาน-อังกฤษ: MANGIFERA INDICA, FUNCTIONAL DISORDERS, VARIETIES, PLANT TISSUES
ดรรชนี-ไทย: มะม่วง, พันธุ์พิมเสนแดง, อาการเป็นเห็บ, เนื้อเยื่อ, ความผิดปกติ, สรีรวิทยา
หมายเลข: 001844 KC1701038
เอกสารฉบับเต็ม: [Download Fulltext]
ค้นข้อมูลใกล้เคียง: มีคำสำคัญเหมือนกัน   ผู้แต่งคนเดียวกัน

พฤษภาคม 19, 2012 Posted by | ประชุมวิชาการ, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, สาขาพืชและชีววิทยา | , , , , , , , , , , | ใส่ความเห็น

การศึกษาอัตราส่วนเพศดอก การติดผล และการร่วงของผลในแต่ละเดือนของมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ ทวาย ในภาวะแวดล้อม 1 ปี

http://kucon.lib.ku.ac.th/cgi-bin/KUCON.exe?rec_id=001843&database=KUCON&search_type=link&table=mona&back_path=/KUCON/mona&lang=thai&format_name=TFMON

ผู้แต่ง: สุรนันต์ สุภัทรพันธุ์; ศิริชัย กัลยาณรัตน์
ชื่อเรื่อง: การศึกษาอัตราส่วนเพศดอก การติดผล และการร่วงของผลในแต่ละเดือนของมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ ทวาย ในภาวะแวดล้อม 1 ปี
Article title: Study on sex-ratio, fruit setting and fruit drop of mango variety Nam Doak Mai (off-season type) in every month throughout the year
ชื่อเอกสาร : การประชุมทางวิชาการ ครั้งที่ 17 สาขาพืช มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน 2522: รวมเรื่องย่อ
หน่วยงานจัดพิมพ์: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สถานที่พิมพ์: กรุงเทพฯ
ปีพิมพ์: 2522
หน้า: หน้า 37
จำนวนหน้า: 94 หน้า
ภาษา: ไทย
สาระสังเขป: สาระสังเขป (ไทย)
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์ (REF SB16 ก581 2522)
หมวดหลัก: F63-Plant physiology – Reproduction
หมวดรอง: F40-Plant ecology
อรรถาภิธาน-อังกฤษ: MANGIFERA INDICA, VARIETIES, SEX RATIO, FRUITING, FRUIT DROP, ENVIRONMENT, GROWTH
ดรรชนี-ไทย: มะม่วง, พันธุ์น้ำดอกไม้ทะวาย, อัตราส่วนเพศดอก, การติดผล, การร่วงของผล, สภาวะแวดล้อม, การเจริญเติบโต
หมายเลข: 001843 KC1701037
เอกสารฉบับเต็ม: [Download Fulltext]
ค้นข้อมูลใกล้เคียง: มีคำสำคัญเหมือนกัน   ผู้แต่งคนเดียวกัน

พฤษภาคม 19, 2012 Posted by | ประชุมวิชาการ, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, สาขาพืชและชีววิทยา | , , , , , , , , , , , , , , | ใส่ความเห็น