ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย ที่เกี่ยวข้อง

ทานตะวัน น้ำมันคุณภาพสูง ไม่น้อยกว่าน้ำมันมะกอก เกษตรกรปลูก 75,000 ไร่ ญี่ปุ่นรับซื้อไม่อั้น

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 487

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เทคโนโลยีการเกษตร

พานิชย์ ยศปัญญา panit@matichon.co.th

ทานตะวัน น้ำมันคุณภาพสูง ไม่น้อยกว่าน้ำมันมะกอก เกษตรกรปลูก 75,000 ไร่ ญี่ปุ่นรับซื้อไม่อั้น

ทานตะวัน มีปลูกกันมากที่ลพบุรีและสระบุรี โดยทั่วไปเกษตรกรจะปลูกหลังจากเก็บเกี่ยวพืชหลักไปแล้ว เช่น ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เก็บเกี่ยวเดือนกันยายน จากนั้นจึงปลูกทานตะวัน เป็นการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ถึงแม้กำไรสุทธิต่อไร่ไม่สูงนัก แต่เกษตรกรก็มีความพึงพอใจ

ผู้ที่ริเริ่มงานทานตะวันเป็นครั้ง แรกคือ คุณสุพจน์ แสงประทุม ปัจจุบันคือผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 จังหวัดราชบุรี

?ผมเริ่มตั้งแต่ ปี 2527 ทานตะวันเข้ามาในโครงการลดพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง ราคามันสำปะหลังตกต่ำ ผมรับผิดชอบตัวนี้อยู่ เริ่มปลูกกันที่อำเภอพัฒนานิคม ปีแรก 250 ไร่ เอกชนที่เข้าร่วมคือ บริษัท แปซิฟิคฯ ทานตะวันมาบูมจริงๆ ปี 2553-2536? คุณสุพจน์ กล่าว

ถึงแม้จะย้ายไปหลายที่หลายแห่ง แต่ในโอกาสที่มีการพูดคุยเกี่ยวกับทานตะวัน คุณสุพจน์เสียสละเวลา เดินทางจากราชบุรี มาเข้าร่วมงานที่จังหวัดลพบุรี เมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้หลายๆ ฝ่ายได้เห็นตัวตนคนที่เริ่มงานทานตะวันอย่างแท้จริง

งาน ปลูกทานตะวันมีมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ ปี 2527 พื้นที่ปลูกบางปีอาจจะมากถึง 300,000 ไร่ แต่บางปีอาจจะลดลง คนทั่วไปรู้จักทานตะวันเพราะมีการท่องเที่ยว ดูดอกสวยๆ แต่บางคนอาจจะไม่ทราบด้วยซ้ำไปว่า เขานำทานตะวันไปทำอะไร

มีการนำน้ำมันทานตะวันไปเป็นส่วนประกอบของอาหาร

ที่ ผ่านมา พื้นที่การปลูกทานตะวัน 200,000-300,000 ไร่ ปลูกทานตะวันสายพันธุ์ทั่วไป แต่เมื่อ 2-3 ปีมานี้ มีการปลูกทานตะวันสายพันธุ์ที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง

กรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง มีผลดีต่อร่างกาย

ทานตะวันโดยทั่วไป มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว 20-30 เปอร์เซ็นต์

ส่วน ทานตะวันพันธุ์พิเศษ มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว 70-80 เปอร์เซ็นต์ ที่ผ่านมา เกษตรกรผู้ปลูกพันธุ์พิเศษ ขายได้ราคาดีกว่าพันธุ์ทั่วไป กิโลกรัมละ 2 บาท

กรดไขมันไม่อิ่มตัว มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร

หากร่างกายคนเรา ได้รับกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง จำนวนมากๆ โอกาสที่จะมีคอเลสเตอรอลหรือเส้นเลือดตีบตันมีน้อย

พื้นที่ปลูกทั่วไปกว่า 200,000 ไร่

แต่ปลูกพันธุ์น้ำมันคุณภาพสูง 75,000 ไร่

เมื่อ เร็วๆ นี้ มี ?พิธีลงนามบันทึกข้อตกลง โครงการส่งเสริมการปลูกทานตะวันครบวงจร ปี 2553/2554? ที่ห้องเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ โรงแรมลพบุรีอินน์ รีสอร์ท อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี

คุณปรีชา พวงน้อย ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขาลพบุรี กล่าวว่า ผู้เข้าร่วมพิธีลงนาม ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ ธ.ก.ส.จังหวัดลพบุรี สระบุรี นครสวรรค์ และเพชรบูรณ์, ผู้บริหาร สกต., ผู้แทน บริษัท ไทยธุรกิจเกษตร จำกัด, บริษัท แปซิฟิค เมล็ดพันธุ์ จำกัด, บริษัท อีโตชูแมนเนจเมนท์ (ไทยแลนด์) จำกัด และ บริษัท ทรัพย์พูนผลอุตสาหกรรมไซโล จำกัด

คุณพาโชค พงษ์พานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท แปซิฟิค เมล็ดพันธุ์ จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยต้องนำเข้าน้ำมันทานตะวันเพื่อบริโภค ประมาณ 100,000 ตัน ต่อปี เพื่อนำเข้ามาใช้ในอุตสาหกรรม และการบริโภค ทาง บริษัท แปซิฟิคฯ จึงได้ร่วมมือกับภาครัฐดำเนินการส่งเสริมการปลูกทานตะวันในเมืองไทยอย่างต่อ เนื่อง ตั้งแต่ ปี 2528 จนปัจจุบันมีพื้นที่ปลูก 300,000-400,000 ไร่ ต่อปี แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการใช้ในประเทศ

?การปลูกทานตะวันในปัจจุบัน เกษตรกรนิยมปลูกเป็นพืชรุ่นที่ 2 ในพื้นที่ 4 จังหวัด คือ ลพบุรี สระบุรี นครสวรรค์ และเพชรบูรณ์ เป็นพืชทางเลือกและเสริมรายได้ เหมาะแก่การปลูกเป็นพืชรุ่นที่ 2 เนื่องจากทานตะวันเป็นพืชทนแล้ง และวิธีการดูแลรักษาที่ง่ายกว่าพืชรุ่นที่ 2 อื่นๆ นอกจากนี้ น้ำมันทานตะวันก็เป็นน้ำมันพืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ในขณะเดียวกันบริษัทก็ได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ให้ได้น้ำมันที่มีคุณภาพสูง กว่าสายพันธุ์ทั่วๆ ไป หรือที่เรียกว่า…ไฮ โอลีอิค แอซิด เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศ? คุณพาโชค กล่าว

คุณพาโชค กล่าวว่า เนื่องจากญี่ปุ่นต้องการน้ำมันคุณภาพสูงจำนวนมาก ทาง บริษัท แปซิฟิคฯ จึงได้ร่วมมือกับ บริษัท อีโตซูฯ ในการส่งเสริมการปลูกทานตะวันน้ำมันที่มีคุณภาพสูงในเมืองไทย โดยร่วมเสนอโครงการแก่ ธ.ก.ส. และ สกต. ในการดำเนินการส่งเสริมปลูกทานตะวันครบวงจร ปี 2553/2554 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการสร้างหลักประกันทางการตลาด และเสริมสร้างรายได้แก่เกษตรกร มีพื้นที่เป้าหมาย 75,000 ไร่ ใน 4 จังหวัด ได้แก่ ลพบุรี สระบุรี นครสวรรค์ และเพชรบูรณ์ ซึ่งทาง บริษัท แปซิฟิคฯ เป็นผู้จัดการหาเมล็ดพันธุ์ ที่ให้น้ำมันคุณภาพสูง 2 สายพันธุ์ คือ โอลิซัน 2 และโอลิซัน 3 ส่วนบริษัท อีโตซูฯ เป็นผู้ประกันราคารับซื้อขั้นต่ำ และให้ราคาส่วนเพิ่ม เมื่อตรวจสอบคุณภาพได้ตามมาตรฐาน ซึ่งทางบริษัท อีโตซูฯ ได้จัดตัวแทนรับซื้อเพื่อสะดวกแก่การขนส่ง ที่ บริษัท ทรัพย์พูนผลอุตสาหกรรมไซโล จำกัด อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี

คุณ พาโชค กล่าวว่า ปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 2,000 ราย ผู้ร่วมดำเนินการมี 6 ฝ่าย ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. บริษัท อีโตซูฯ บริษัท แปซิฟิคฯ บริษัท ทรัพย์พูนผลฯ และ บริษัท ไทยธุรกิจเกษตร จำกัด

คุณชัยวัฒน์ ปกป้อง รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการ สาขา 5 ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร กล่าวในฐานะประธานในพิธีเปิดงานว่า โครงการปลูกทานตะวันแบบครบวงจร ปี 2553/2554 เป็นโครงการที่น่าสนใจมาก เพราะมีหลักประกันทางการตลาดที่แน่นอน โดยมีสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เกษตรกรสามารถคาดการณ์รายได้ค่อนข้างชัดเจนภายใต้ข้อตกลงและเงื่อนไขร่วมกัน ส่วนเรื่องที่ต้องการฝากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย และพี่น้องเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนี้ให้ความสำคัญเป็นประการต้นๆ คือ เนื่องจากเป็นโครงการนำร่อง ดำเนินการมาเป็นปีที่ 3 ซึ่งในการดำเนินการใน 2 ปีที่ผ่านมา ประสบผลสำเร็จอย่างดี ดังนั้น ควรช่วยกันควบคุมคุณภาพให้ได้มาตรฐานข้อตกลงของโครงการ ซึ่งจะเป็นผลงานและสามารถขยายโครงการในปีต่อๆ ไปอย่างมั่นคง

น้ำมันคุณภาพดี

ไม่น้อยไปกว่าน้ำมันมะกอก

คุณ ชัยยุทธ รื่นจิตต์ ผู้อำนวยการสำนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จังหวัดลพบุรี กล่าวว่า การดูแลเกษตรกรที่ปลูก จะแบ่งเป็นกลุ่ม โดยให้เกษตรกรที่มีความรู้ความสามารถ 1 คน ดูแลลูกกลุ่ม 20 คน พร้อมทั้งมีคู่มือให้ว่าปลูกเมื่อไหร่ ดูแล และเก็บผลผลิตอย่างไร ผู้ที่ปลูกทานตะวันที่ให้น้ำมันคุณภาพสูง จะขายได้ราคาดีกว่าพันธุ์ทั่วไป ซึ่งปีที่แล้ว มีผลทำให้ราคาซื้อขาย เมล็ดทานตะวันทั่วไปสูงขึ้น

?ฤดู ผลิตใหม่นี้ คาดว่าราคาผลผลิตจะดี เพราะประเทศอื่นมีความเสียหายทางด้านการเกษตรจำนวนมาก อยากให้บอกข่าว เราทำกันมาปีที่ 3 แล้ว ทำอย่างไร จะทำผลผลิตให้มั่นคง เมื่อทำได้โพรดักส์ต่างๆ จะตามมา? คุณชัยยุทธ กล่าว

คุณชัยวัฒน์ ปกป้อง รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการ สาขา 5 ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร กล่าวว่า การดูแลเกษตรกร หากดูแลเป็นตัวบุคคลดูแลยาก ต้องดูแลผ่านกลุ่ม ให้ผู้นำกลุ่มช่วยเผยแพร่ความรู้ เกษตรกรบางคนเก่งเรื่องปุ๋ย ก็แนะนำกัน ทางญี่ปุ่นบอกว่า ซื้อผลผลิตได้จำนวนมาก การจำหน่ายผลผลิตหากจำหน่ายราคาแพงเกินไป เขานำไปทำกำไรไม่ได้ อาจจะไปซื้อจากประเทศอื่น อย่างอาร์เจนตินา

คุณพาโชค พงษ์พานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท แปซิฟิค เมล็ดพันธุ์ จำกัด กล่าวว่า เกษตรกรที่อยู่นอกเหนือโครงการ 75,000 ไร่ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นสมาชิก ธ.ก.ส. ก็ได้ หรือไม่เป็นสมาชิกก็ได้ ผู้ที่เป็นสมาชิกก็มีการดูแล ส่วนผู้ที่ไม่เป็นสมาชิก ทางบริษัทให้คำแนะนำอยู่แล้ว อีกอย่างเกษตรกรที่ปลูกทานตะวัน อยู่ในพื้นที่ 4 จังหวัด เป็นรายเก่า ที่ได้รับข้อมูลข่าวสารอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นจะคุ้นเคย ทางบริษัทได้พยายามถ่ายทอดแนวคิด การเพิ่มผลผลิต พยายามให้ปลูกก่อนหมดฝน อย่างไรก็ตาม หากทานตะวันต้นสูงขนาดเข่า หากหมดฝนสามารถให้ผลผลิตได้

คุณ พาโชค กล่าวอีกว่า น้ำมันคุณภาพดีที่ได้จากทานตะวันพันธุ์พิเศษ คุณภาพไม่ด้อยไปกว่าน้ำมันที่ได้จากมะกอกหรือโอลีฟ ดังนั้น เป็นโอกาสของผู้ที่สนใจทำธุรกิจด้านนี้ เพราะต้นทุนการผลิตน้ำมันคุณภาพจากทานตะวันพันธุ์พิเศษ ต่ำกว่าการผลิตจากมะกอก ดังนั้น สามารถทำกำไรได้มากกว่า

ผลผลิตทานตะวัน จากพื้นที่การปลูก 75,000 ไร่ ญี่ปุ่นรับซื้อไปแปรรูปทั้งหมด

เนื่อง จากการปลูกทานตะวันมีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล กระจายอยู่ใน 4 จังหวัด ส่วนใหญ่ปลูกพันธุ์ทั่วไป ดังนั้น การซื้อขายพันธุ์พิเศษ อย่างโอลิซัน 2 และโอลิซัน 3 จึงต้องมีการตรวจสอบ เพื่อป้องกันการปลอมปน ซึ่งการตรวจสอบทำได้ภายในไม่กี่นาที

เหตุที่ต้องมีการตรวจสอบ ก็ดังที่ได้บอกไปแล้วว่า พันธุ์พิเศษ ขายได้ราคาสูงกว่าพันธุ์ทั่วไป กิโลกรัมละ 2 บาท

อย่าง ไรก็ตาม ถ้ามีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและมั่นคง หากพื้นที่ปลูกในไทยทั้งประเทศ ปลูกพันธุ์พิเศษทั้งหมด ญี่ปุ่นสามารถรับซื้อได้ แต่ไม่ใช่ระยะเวลาอันใกล้นี้

ผู้สนใจงาน ปลูกทานตะวัน สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท แปซิฟิค เมล็ดพันธุ์ จำกัด เลขที่ 1 หมู่ที่ 13 ถนนพหลโยธิน ตำบลพระพุทธบาท อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี 18120 โทร. (036) 266-316-9, (036) 267-877-8 หรือ http://www.pacthai.co.th

คำแนะนำการปลูก

ฤดูการปลูก เดือนสิงหาคม-ตุลาคม

อัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ จำนวนเมล็ดพันธุ์ที่แนะนำให้ใช้ 1.0-1.5 กิโลกรัม/ไร่

การเตรียมดิน ไถดะด้วยผาล 3 ตากดินไว้ประมาณ 7 วัน แล้วไถแปรด้วยผาล 7

วิธีการปลูก หยอดหลุมละ 1-2 เมล็ด ถอนแยกให้เหลือ 1 ต้น

ระยะปลูก ระหว่างต้น 35-45 เซนติเมตร ระหว่างแถว 75 เซนติเมตร

การเพิ่มผลผลิต เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มากขึ้น แนะนำให้ใส่ปุ๋ยทางใบ 2-3 ครั้ง ก่อนออกดอก เมื่อทานตะวันอายุประมาณ 40-45 วัน

การให้น้ำ ควรให้น้ำเมื่อต้นทานตะวันแสดงอาการเหี่ยว โดยเฉพาะในระยะทานตะวันกำลังแตกตาดอก และดอกบาน จะทำให้ได้ผลผลิตสูง

การเก็บเกี่ยว เมื่อจานดอกมีสีน้ำตาลเข้ม หรือเมื่ออายุ 100-110 วัน ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศขณะเก็บเกี่ยว

โครงการส่งเสริมการปลูกทานตะวันครบวงจร ปี 2553-2554

ดำเนินโครงการโดย

- ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ลพบุรี สระบุรี นครสวรรค์ และเพชรบูรณ์

- สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. ลพบุรี สระบุรี นครสวรรค์ และเพชรบูรณ์

- บริษัท อีโตชูแมนเนจเมนท์ (ไทยแลนด์) จำกัด

- บริษัท แปซิฟิค เมล็ดพันธุ์ จำกัด

- เกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. และ สกต.ในจังหวัดลพบุรี สระบุรี นครสวรรค์ และเพชรบูรณ์

วัตถุประสงค์ ส่งเสริมการผลิตเมล็ดทานตะวันที่ให้น้ำมันคุณภาพสูงโดยเฉพาะและสกัดน้ำมันเพื่อการส่งออกไปยังต่างประเทศ

พื้นที่เป้าหมาย จำนวน 100,000 ไร่ ในเขตจังหวัดลพบุรี สระบุรี นครสวรรค์ และเพชรบูรณ์

เมล็ดพันธุ์ในโครงการ ใช้เฉพาะเมล็ดพันธุ์แปซิฟิค โอลิซัน 2 และ โอลิซัน 3 เท่านั้น

ช่วงเวลาการปลูก เดือนสิงหาคม-ตุลาคม 2553

เงื่อนไขการซื้อ

1. ให้ราคาเพิ่มอีก 2 บาท/กิโลกรัม จากราคาท้องตลาด ณ วันรับซื้อเมื่อตรวจสอบทานตะวันแล้วว่า ไม่มีพันธุ์อื่นปะปน

2. เกษตรกรผู้ที่นำเมล็ดทานตะวันส่งไซโลด้วยตนเอง รับค่าขนส่งเพิ่ม กิโลกรัมละ 0.50 บาท

3. ราคาหน้าไซโลจะเปลี่ยนแปลงตามราคาท้องตลาด โดยอ้างอิงราคาจากบริษัทน้ำมันพืช

4. การรับซื้อผลผลิตจะยึดตามมาตรฐานการรับซื้อเมล็ดทานตะวันของอุตสาหกรรมน้ำมันพืช

5. มีนักวิชาการร่วมติดตามและให้ความรู้แก่เกษตรกรในพื้นที่ทำโครงการ

6. ราคาการรับซื้อทานตะวันขั้นต่ำ 12.50 บาท/กิโลกรัม (ราคาประกันรวมราคาเพิ่มเติมและค่าขนส่ง)

7. ทางโครงการสงวนสิทธิที่จะไม่รับซื้อเมล็ดทานตะวันที่มีสายพันธุ์อื่นๆ ปลอมปน

กันยายน 17, 2010 Posted by | คำแนะนำด้านพืช, เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

มะม่วง ที่สมุทรปราการ ยังปลูกได้ ขายดี วิชิต รักษาธรรม ทำสวนได้มาตรฐาน

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 487

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เทคโนโลยีการเกษตร

พานิชย์ ยศปัญญา panit@matichon.co.th

มะม่วง ที่สมุทรปราการ ยังปลูกได้ ขายดี วิชิต รักษาธรรม ทำสวนได้มาตรฐาน

ก่อน จะมีการถมดินสร้างสนามบินสุวรรณภูมิเพียงเล็กน้อย มีโอกาสไปพูดคุยกับเกษตรกรที่ปลูกมะม่วงในแถบนั้น พร้อมกับชิมมะม่วงน้ำดอกไม้ มะม่วงที่ได้ชิมรสชาติเยี่ยมยอดอยู่ในระดับเดียวกันกับทางพระประแดง และอำเภออื่นๆ ของจังหวัดสมุทรปราการ

เหตุที่มะม่วงของถิ่นนี้รสชาติดี เพราะดินที่ปลูกเป็นดินเหนียว เกิดจากการทับถมมานานปี บางช่วงมีน้ำเค็มเข้าถึง ดินลักจืดลักเค็ม

ว่าง เว้นจากการทำข่าวแถวหนองงูเห่าไปนาน เพราะเข้าใจว่า พื้นที่เกษตรคงแทบไม่เหลือแล้ว เครื่องบินโดยสารลำใหญ่ที่ส่งเสียงดัง ต้นไม้คงยอดหด ไม่เจริญเติบโต…มีความเข้าใจอย่างนี้จริงๆ แต่เมื่อได้ไปสัมผัสอีกครั้งหนึ่ง โดยการนำทางของ คุณศักดิ์ชัย ศรีสุวรรณ นักวิชาการเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรปราการ พบว่า ที่จังหวัดสมุทรปราการยังปลูกมะม่วงได้ผลดีอยู่ คุณศักดิ์ชัย บอกว่า พื้นที่รวมๆ แล้ว มีประมาณ 7,000 ไร่ สวนของเกษตรกรที่พาไปดู อยู่ห่างจากสนามบินสุวรรณภูมิทางตรงราว 10 กิโลเมตร เท่านั้น

เน้น มะม่วงน้ำดอกไม้ และเขียวเสวย

คุณ ศักดิ์ชัย นำทางจากสำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งแรกๆ ริมถนนสองข้างทางเต็มไปด้วยป่า เป็นป่าคอนกรีต พอแยกจากถนนสุขุมวิทเข้าไป จึงพบแปลงนาจำนวนมาก

“นั่น! คนนั้นแขนขาด แต่ขยัน ทำข้าวได้ผลผลิตต่อไร่สูงมาก” คุณศักดิ์ชัย ชี้ให้ดูเกษตรกรรายหนึ่งที่มีแขนข้างเดียว

คุณ ศักดิ์ชัย อธิบายว่า เกษตรกรที่ทำนา แล้วใช้เครื่องสูบน้ำ เครื่องจักรอื่นๆ มักประสบอุบัติเหตุเสมอ โดยเฉพาะคนที่ใส่เสื้อแขนยาว มักถูกเครื่องยนต์ดึงแขนเสื้อฉีกขาด บางคนแขนหัก ต้องตัดทิ้ง ดังนั้น หากเห็นเกษตรกรใส่เสื้อหนัง เปลือยกายท่อนบนทำงานอยู่ จงเข้าใจ…นั่นเป็นการสร้างความปลอดภัยให้กับตนเอง ผลที่ตามมาคือ ประหยัด

“แถวนี้ประสบอุบัติเหตุบ่อย บางคนก็ได้รับบาดเจ็บเล็กๆ น้อยๆ” คุณศักดิ์ชัย บอก

เจ้า ถิ่นได้นำทางไปตามถนนที่คดโค้ง บางช่วงผ่านโรงงานอุตสาหกรรม ไม่นานนักก็ถึง บ้านเลขที่ 9 หมู่ที่ 9 ตำบลศีรษะจรเข้ใหญ่ อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ โทร. (02) 346-2562 เจ้าของบ้านคือ คุณวิชิต รักษาธรรม ส่วนภรรยาคือ คุณทองดี รักษาธรรม

คุณวิชิต ทำเกษตรในพื้นที่ 34 ไร่ พื้นที่ส่วนหนึ่งใช้สำหรับเลี้ยงปลา โดยจับปลาจำหน่ายปีละครั้ง พื้นที่ที่เหลือปลูกมะม่วงจำนวน 1,250 ต้น โดยประมาณ สายพันธุ์มะม่วงที่ปลูก คือน้ำดอกไม้ และเขียวเสวย ระยะปลูก 5 คูณ 5 เมตร สังเกตว่า ขนาดของทรงพุ่มไม่ใหญ่นัก ทั้งนี้ เพราะมีการตัดแต่งกิ่งอยู่เป็นประจำนั่นเอง

ผลผลิตมากกว่า 100 ผล ต่อต้น ต่อปี

คุณวิชิตและภรรยาปลูกมะม่วง และผลิตให้ออกนอกฤดูมาแล้วกว่า 10 ปี

เจ้า ของอธิบายว่า ราวเดือนเมษายน หลังจากเก็บผลผลิตหมดแล้ว ตัดแต่งกิ่ง ส่วนจะตัดมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับขนาดของทรงพุ่ม ซึ่งมีตัดตั้งแต่ 20 เปอร์เซ็นต์ แต่บางต้นต้องตัดโกร๋นไม่เหลือใบเลย กรณีของการตัดหมดทั้งต้น ต้องคอยสร้างใบให้มีความพร้อมเสียก่อน จึงจะราดสาร

การดูแลรักษามะม่วงนั้น เจ้าของเน้นปุ๋ยชีวภาพ ฉีดพ่นทางใบให้

สูตร ที่ใช้อยู่เป็นประจำเจ้าของหมักเอง ประกอบด้วยกากน้ำตาล สับปะรด หอยเชอรี่ มะม่วงสุก นำสิ่งเหล่านี้มาหมัก เมื่อได้ที่นำน้ำหมักผสมน้ำฉีดพ่นให้ 2-3 ครั้ง

เมื่อต้นสมบูรณ์ เดือนพฤษภาคม ราดสารให้กับมะม่วงเขียวเสวย เดือนกรกฎาคม ราดสารให้กับมะม่วงน้ำดอกไม้

สาร ที่ราดให้เรียกอย่างเป็นทางการ คือสารยับยั้งการเจริญเติบโต มีจำหน่ายตามร้านเคมีเกษตรทั่วไป เขามีบอกอัตราการใช้อย่างชัดเจน อย่างทรงพุ่ม 5 เมตร ใช้เท่านั้นเท่านี้ เกษตรกรรายนี้บอกว่า สำหรับมะม่วงเขียวเสวย ออกดอกยาก ควรใช้มากกว่าอัตราที่แนะนำครึ่งหนึ่ง

หลังราดสารได้ 50 วัน ฉีดพ่นไทโอยูเรียและโพแทสเซียม เพื่อเรียกดอก

วิธี การดูแลรักษา เพื่อให้มะม่วงออกดอกไม่ยาก แต่ที่ยากกว่าคือ การทำให้ติดผล ขณะที่มีดอกแล้วฝนชุก การติดผลจะน้อย เพราะส่วนหนึ่งดอกจะเน่าเสีย

คุณวิชิต บอกว่า ตนเองเริ่มเก็บมะม่วงขายได้เดือนพฤศจิกายน ไปหมดเอาราวเดือนมีนาคม ก่อนฤดูนิดหนึ่ง

มะม่วงที่เกษตรกรรายนี้ปลูกได้ มีขนาด 2-4 ผล ต่อกิโลกรัม

ผลผลิตที่ได้นั้น เกษตรกรบอกว่า มะม่วงเขียวเสวย เก็บผลผลิตได้ 100 ผล ต่อต้น ต่อปี ส่วนน้ำดอกไม้ เก็บได้ 120 ผล ต่อต้น ต่อปี

ราคา ที่จำหน่าย เดือนพฤศจิกายน 2552 จำหน่ายได้กิโลกรัมละ 45 บาท พอถึงเดือนมีนาคม 2553 จำหน่ายได้กิโลกรัมละ 35 บาท เป็นราคาจากสวน บางครั้งเจ้าของก็นำไปส่งที่ตลาดหัวตะเข้ (ศีรษะจรเข้)

เมื่อถึงผู้ซื้อกิน ราคาจะขยับสูงถึงเท่าตัว ปีที่ผ่านมา เจ้าของบอกว่า มะม่วงขายได้ราคาดี

“บ่อปลา เลี้ยงปลาเบญจพรรณ จับปีละครั้งโดยประมาณ ส่วนผลผลิตมะม่วง แม่ค้าจากพระประแดงก็มาซื้อที่นี่” คุณวิชิต บอก

ยังทำได้ดีอยู่

คุณวิชิต บอกว่า สวนของตนเองอยู่ห่างจากสนามบินสุวรรณภูมิราว 10 กิโลเมตร ได้ยินเสียงเครื่องบินบ้าง แต่ไม่มีปัญหาอะไร

โดยสภาพทั่วไป น้ำยังดีอยู่ ดังนั้น คงทำสวนมะม่วงไปได้อีกนาน เพราะตนเองยังหนุ่มแน่น อายุเพียง 50 ปี

“ทำงานกันสองคน ลูกกำลังเรียน มาช่วยช่วงวันหยุด ปิดเทอม” คุณวิชิต บอก

คุณ ศักดิ์ชัย ศรีสุวรรณ บอกว่า สวนมะม่วงของคุณวิชิต เป็นสวนมาตรฐาน ทำมะม่วงได้คุณภาพดี ทางสำนักงานเกษตรจังหวัด พยายามจะส่งเป็นสวนตัวอย่าง

“ทุกวันนี้ สวนมาตรฐานมีอยู่พอสมควร” คุณศักดิ์ชัย บอก

นิตยสาร เล่มนี้ออกเดือนกันยายน นับไปอีกเพียงเล็กน้อย เมื่อถึงเดือนพฤศจิกายน คงเริ่มมีผลผลิต ผู้สนใจมะม่วงที่รสชาติดี หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว โทร.ไปถามไถ่กันได้

นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ก็จะหาโอกาสไปพิสูจน์ ว่ารสชาติจะเหมือนกับเมื่อ 10 ปี ที่แล้วหรือไม่

แนวทางในการส่งเสริมการเกษตรตามเศรษฐกิจพอเพียงของเกษตรจังหวัด

จังหวัด สมุทรปราการนั้นมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นคือ มีความเป็นสังคมเมืองและสังคมชนบทอยู่ในตัว ดังนั้น แนวทางการส่งเสริมเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของจังหวัด เราจะสนับสนุนให้เกษตรกรทำการเกษตร โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นฐานในการคิดและนำมาปรับใช้กับบริบทของ พื้นที่การเกษตร เน้นปลูกพืช-ผัก ที่มีอยู่ในท้องถิ่น ให้ปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือน เหลือจำหน่าย โดยจะเน้นชุมชนสัมพันธ์ก่อนคือ เมื่อผลิตแล้วในชุมชนนำมาแบ่งปันแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน สร้างความเข้มแข็งให้กับวิถีชีวิตของคนในชุมชนก่อน เมื่อเหลือก็จำหน่าย โดยเน้นตลาดในจังหวัดบริเวณที่เป็นสังคมเมือง สิ่งที่เน้นให้เกษตรกรรับรู้ เข้าใจ และเข้าถึงและดำเนินชีวิตบนเส้นทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หลังจากนั้น ก็ขยายเครือข่ายเชื่อมโยงเกษตรกรกับเกษตรกร ชุมชนกับชุมชน และสังคมกับสังคม เพื่อให้กลมกลืนและสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข บนความแตกต่างของบริบทที่เป็นอยู่ และที่สำคัญเราพยายามส่งเสริมให้เกษตรกร

1. มีความภาคภูมิใจในอาชีพของตน

2. อยู่ในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรีเทียบเท่าอาชีพอื่น

3. สร้างปราชญ์เกษตรขึ้น โดยเน้นองค์ความรู้ที่เป็นภูมิปัญญา หรือ Tacit knowledge ที่มีอยู่มาเผยแพร่สู่สาธารณชน เพื่อคนรุ่นหลังนำไปต่อยอดในการสร้างอาชีพหรือพัฒนาอาชีพ

4. ถอดบทเรียนจากการประกอบอาชีพของตนเป็นคลังสมอง คลังอาชีพ คลังความรู้ สู่สากลให้ได้

เราไม่ต้องการบอกว่า เราจะสร้าง Smart Farmers แต่เราจะทำให้เกษตรกรเป็น Smart Farmers ได้ด้วยตัวเกษตรกรเอง โดยเราแค่เป็นพี่เลี้ยง

กันยายน 17, 2010 Posted by | คำแนะนำด้านพืช, เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ฝ่าสายฝนฉ่ำ…ไปชิมมังคุดและทุเรียน ต้นอายุกว่า 200 ปี ที่แหลมทราย หลังสวน ชุมพร

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 486

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

ผลิตผลน่าชิม

พานิชย์ ยศปัญญา panit@matichon.co.th

เฝ่าสายฝนฉ่ำ…ไปชิมมังคุดและทุเรียน ต้นอายุกว่า 200 ปี ที่แหลมทราย หลังสวน ชุมพร

เส้นทางทำข่าวสายใต้ มีเรื่องราวให้ทำมากมาย เริ่มตั้งแต่ชุมพร ไปจนถึงยะลา

มี อยู่คราวหนึ่ง เพลิดเพลินกันตั้งแต่หาดใหญ่ เลยไปถึงเบตง เมืองอะไรก็ไม่รู้ช่างสวยงามและมีเสน่ห์น่าแวะเวียนไปจริงๆ แต่ช่วงนี้ต้องขอตัวก่อน ไปแถวชุมพรและสุราษฎร์ธานี นี่ก่อนก็แล้วกัน

ฤดูฝน ปี 2553 ถือว่าเป็นโอกาสดีอีกครั้งหนึ่ง ที่ได้ตระเวนลงไปทางใต้กัน มีโอกาสได้แวะทำงานหลายที่หลายแห่ง

ไม่ว่าจะเป็นที่อำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร รวมทั้งแปลงเกษตรทั้งของรัฐและเอกชน ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ก่อน ลงใต้ นัดกับ คุณลุงสำเริง รัชเวชย์ เจ้าของสวน 200 ปี ว่าจะแวะไปพูดคุยแล้วก็ชิมผลไม้ สวนนี้ ตั้งอยู่ เลขที่ 5 หมู่ที่ 11 ตำบลแหลมทราย อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร

วันก่อนที่จะแวะขึ้นมาชุมพร พักค้างคืนกันที่เกาะพะงัน ตั้งใจว่า จะข้ามฝั่งกัน 08.00 น. เมื่อนำรถไปเข้าคิวขึ้นเรือ ปรากฏว่า คิวเต็ม ต้องรอเที่ยว 11.00 น. ใช้เวลาข้ามเรือจากเกาะพะงัน ถึงฝั่งอำเภอดอนสัก เกือบ 3 ชั่วโมง ทำให้การเดินทางต้องล่าช้า เวลาที่นัดหมายกับคุณลุงสำเริงต้องเลื่อนไปเกือบมืดค่ำ ระหว่างทางต้องเจอฝน รถจึงใช้ความเร็วได้ไม่มาก

“มาถึงกันอย่างทุลักทุเลเลยนะ” คุณลุงสำเริง ทัก

สำหรับพวกเรา การเดินทางไกล เป็นเรื่องปกติธรรมดาอยู่แล้ว

หลัง ทักทาย พร้อมกับพูดคุยกันได้สักพัก นอกจากคนไกลที่ไปเยี่ยมแล้ว ผู้ที่มาสมทบพูดคุยด้วยคือ คุณประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา คุณอุไรวรรณ นาคอุดม คนชุมพร ที่ไปอยู่อังกฤษนานถึง 20 ปี และเพื่อนบ้านอีก 2-3 คน

นั่ง ได้สักพัก คุณป้าพรรณราย ภรรยาคุณลุงสำเริง ยกมังคุดมาให้ได้ลิ้มชิมรสกัน ต้นมังคุดที่ผลวางอยู่ตรงหน้าผู้ไปเยือน อายุเกือบ 200 ปี เจ้าของแนะนำว่า เปลือกมังคุดอาจจะแข็งนิดหนึ่ง แต่เนื้อในแห้งและกรอบ เมื่อทดลองชิมดู ปรากฏว่าเป็นจริงดังคำแนะนำ มังคุดสวนนี้กินได้ทุกลูกจริงๆ

นอกจาก มังคุด ยังมีทุเรียน ที่ต้นอายุมากกว่า 200 ปี เจ้าของบ้านได้แกะให้ชิม ทุกคนที่ไปต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า อร่อย รสชาติหวาน เนื้อละเอียด มัน เนื้อของทุเรียนอาจจะไม่มากเท่ากับชะนีหรือหมอนทอง แต่ก็ได้รสชาติของทุเรียนอย่างแท้จริง

พวกเรานั่งชิมผลไม้ไป พูดคุยกันไป บางคราวตั้งคำถาม แล้วไม่ค่อยได้สนใจคำตอบเท่าที่ควร เพราะมีผลไม้มาทำลายสมาธิ…อัดเทปไว้แล้วมาแกะทีหลังก็ได้

กลุ่มของพวกเราบางคนบอกว่า ได้ชิมผลไม้ที่ได้จากต้นที่อายุมากๆ แล้ว จะทำให้อายุผู้ชิมยืนยาวยิ่งขึ้น

คุณ ลุงสำเริง บอกว่า ปีนี้อากาศแล้งร้อนกว่าปีก่อนๆ แต่เนื่องจากสวนที่ปลูกผสมผสาน พื้นที่กว่า 30 ไร่ ต้นไม้ทุกต้นปลูกด้วยเมล็ด มีระบบรากแข็งแรง ระบบนิเวศสมดุล จึงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก แต่ผลผลิตนั้นลดลงบ้าง คุณลุงบอกว่าเป็นเรื่องปกติ ต้องพบต้องเจออยู่แล้ว สามารถรับมือได้

ท่าน ส.ว.ประสงค์ ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับสวนแบบดั้งเดิม และอายุมากๆ อย่างสวนคุณลุงสำเริงว่า

“สวน ผลไม้ทั่วๆ ไป กำลังเสื่อม เพราะว่าเปลี่ยนสภาพเป็นสวนสมัยใหม่เสียหมด มีน้อยจะเก็บรักษาไว้ ผู้ที่เก็บไว้จะมีความสำคัญในพื้นที่ อย่างที่นี่เป็นการเก็บอดีตของเมืองหลังสวนไว้ เดี๋ยวนี้หลังสวนจะเป็นสวนปาล์มหมดแล้ว มังคุด ทุเรียน กำลังจะถูกโค่น เมื่อก่อนยางพาราที่นี่น้อยมาก ปู่ผมเป็นคนนครฯ ท่านนำยางพารามาปลูกเป็นคนแรก สวน 200 ปี ที่นี่น่าสนใจมาก ดินเกิดเป็นชั้นๆ แต่ละชั้นมีความสมบูรณ์ พี่สำเริงได้เก็บรักษาไว้ ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของเมืองหลังสวน หาได้ยากสวนแบบนี้”

คุณอุไรวรรณ เล่าว่า ตนเองเป็นเพื่อนบ้านคุณลุงสำเริง แต่ไปอยู่อังกฤษนานนับ 20 ปี ตอนนี้มาดูแลพ่อแม่ ที่สวนของตนเองคล้ายๆ ของคุณลุงสำเริง แต่มีพื้นที่ประมาณ 5 ไร่

“เราชอบสวนมากเป็นชีวิตจิตใจ เราปลูกสมุนไพร รักษาของเก่าแก่ไว้ คนแถวบ้านเด็กหนุ่มไม่ค่อยทำงานเกษตร แต่ฉันตื่นตั้งแต่ตี 4 ไปหาทุเรียน ตีสี่ครึ่งมาออกกำลังกาย เพราะว่าร่างกายของคนเราสำคัญมาก กันไว้ดีกว่าแก้ ที่บ้านมีรายได้จากผลไม้บ้าง อยู่แบบเศรษฐกิจพอเพียง ของที่เรากินมีประโยชน์มาก เหมือนนำมาจากป่า ไม่มีสารพิษ คนมาสั่งซื้อทุเรียนพี่สำเริงทุกวัน มังคุดผิวต้องมีลาย รสชาติดี ทุเรียนมีประโยชน์ มีโพแทสเซียม ช่วยในเรื่องการขับถ่าย คนจากสิงคโปร์ จากไต้หวัน ถึงกับนั่งเครื่องบินมากินทุเรียนที่ประเทศไทย”

นั่งคุย กันที่บ้านคุณลุงสำเริงพอประมาณ จนเปลือกมังคุดครึ่งคุถัง ส่วนทุเรียนหมดไปหลายลูก จึงลาคุณลุงสำเริงและเพื่อนบ้าน มุ่งหน้าขึ้นมาทางประจวบคีรีขันธ์…ค่ำไหน นอนนั่น

คุณลุงสำเริงครับ…มังคุดที่ใส่ถุงให้มา กินได้ทุกลูกจริงๆ ครับ

ผู้สนใจดูงาน หรือแลกเปลี่ยนกับคุณลุงสำเริง ติดต่อได้ตามที่อยู่ และโทร. (081) 278-8066 และ (077) 544-467

กันยายน 17, 2010 Posted by | คำแนะนำด้านพืช, เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

สารสกัดจากสะเดา ป้องกันกำจัดแมลง “นีม เพาเวอร์” วสันต์ มงคลลาภกิจ สร้างสรรค์ และต่อยอด

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 486

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เทคโนโลยีการเกษตร

พานิชย์ ยศปัญญา

สารสกัดจากสะเดา ป้องกันกำจัดแมลง “นีม เพาเวอร์” วสันต์ มงคลลาภกิจ สร้างสรรค์ และต่อยอด

รูปแบบงานผลิตทางการเกษตรของบ้านเรา บางยุคสิ่งที่ทำอยู่ เข้าใจว่า “ใช่แล้ว” แต่ผ่านไประยะหนึ่ง กลับ “ไม่ใช่”

งานบางอย่างบอกว่า “ดีแล้ว” แต่ผ่านไประยะหนึ่ง สิ่งที่เคยนิยมชมชอบ กลับไม่เป็นที่ยอมรับ

เป็นเรื่องปกติธรรมดา สิ่งที่มีอยู่ หากไม่สอดคล้องกับสภาวการณ์ ย่อมได้รับการปฏิเสธ และหาสิ่งใหม่ที่มีความเหมาะสมมาทดแทน

เรื่อง ราวของการกำจัดศัตรูพืช ไม่ว่าจะเป็น แมลง โรค และวัชพืช ก่อนหน้านี้ สารเคมี ถือว่าเป็นพระเอกอย่างแท้จริง แต่ต่อมา เริ่มมีทางเลือกมากขึ้น เพราะสารเคมีที่ใช้อยู่ หากใช้ไม่เหมาะสม อาจจะก่อปัญหาได้ ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่า สารเคมีเลวร้าย หรือเป็นผู้ร้ายเสมอไป

เรื่องของสารสกัดที่ได้จากสะเดา ได้รับการกล่าวถึงมานานแล้ว โดยเฉพาะการใช้ป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืช

ใน ต่างประเทศ เมื่อปี 2502 มีรายงานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่ตั๊กแตนปาทังก้า ระบาดกัดกินพืชที่ปลูกเสียหายหลายพันไร่ ในประเทศซูดาน ทวีปแอฟริกา บริเวณใดที่ตั๊กแตนปาทังก้าลง พืชที่ขึ้นอยู่ใบโกร๋นเหลือแต่กิ่ง อย่างไรก็ตาม ยังมีพืชที่ตั๊กแตนเกรงใจไม่ยอมกินหรือทำลาย พืชที่ว่าคือ สะเดา

เหตุการณ์ในครั้งนั้น ดร.ชมุดเทอร์เรอร์ นักกีฏะชาวเยอรมัน ให้ความสนใจอย่างมาก พร้อมกับสนใจทำการศึกษาค้นคว้า ว่าทำไมตั๊กแตนปาทังก้าจึงไม้กล้ากินใบสะเดา

จากนั้นมา จึงทราบว่า มีแมลงที่อ่อนแอต่อการใช้สารสกัดจากสะเดา รวมแล้ว 413 ชนิด และสารสำคัญในสะเดาคือ

“อะซาไดแรคติน”

ตั้งแต่ นั้นมา หลายประเทศจึงผลิตสารสกัดจากสะเดาป้องกันกำจัดแมลง อย่างเช่น สหรัฐอเมริกา เยอรมนี ออสเตรเลีย แคนาดา หากเป็นเอเชียต้องยกให้อินเดีย

สำหรับเมืองไทย มีการศึกษาค้นคว้า ตั้งแต่การผลิต จนถึงการใช้มายาวนาน

รางวัลงานวิจัยดีเด่น

จากเกาหลีใต้ ปี 2552

วิธี การนำสะเดามาใช้ป้องกันกำจัดศัตรูพืชของเกษตรกรไทย ทำได้หลายอย่าง เริ่มต้นตั้งแต่นำผลสะเดามาหมักแบบง่ายๆ เมื่อต้องการก็กรองเอาน้ำแบบเข้มข้นไปผสมฉีดพ่นให้กับต้นพืช

มีอยู่ไม่น้อย ที่กระบวนการผลิตซับซ้อน

ดร.อัญชลี สงวนพงษ์ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เป็นผู้หนึ่งที่ทำงานวิจัยการผลิตสะเดาอย่างจริงจัง จนล่าสุดส่งผลงานเข้าประกวดที่ประเทศเกาหลีใต้ ปรากฏว่าได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่น ประจำปี 2552

เอกชนสนใจต่อยอดงานวิจัย

ในแวดวงการถ่ายภาพ น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก คุณวสันต์ มงคลลาภกิจ

คุณ วสันต์ สำเร็จการศึกษาทางด้านถ่ายภาพ จากวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ เริ่มประกอบธุรกิจด้านการถ่ายภาพ เมื่อปี 2520 โดยใช้ชื่อว่า “ห้องภาพงาม” อยู่ข้างโรงภาพยนตร์เฉลิมกรุง ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น ห.จ.ก.สนั่นศิลป์ จำกัด เพราะมีความก้าวหน้ามากขึ้น ได้ขยายกิจการเป็น บริษัท วสันต์ศิลป์ จำกัด ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท วสันต์ สตูดิโอ จำกัด

“ตั้งแต่ วัยรุ่น ผมทำธุรกิจเกี่ยวกับการถ่ายภาพ เหตุพลิกผันเมื่อ 2-3 ปี ที่ผ่านมา พรรคพวกได้พาไปรู้จักอาจารย์ท่านหนึ่ง เป็นนักวิจัยอยู่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี วิจัยเกี่ยวกับสะเดา ไปคุยหลายหน เมื่อกลับมาเพื่อนบางคนบอกว่า จะมีตลาดหรือเปล่า เราก็ฝ่อกันไป ผมกลับไปหาอาจารย์ อาจารย์ถามไปไหนกันมา ผมหัวเราะกัน เพราะว่าทุกคนต่างก็ทำธุรกิจ อาจารย์บอก ทำไมไม่รีบทำ”

คุณวสันต์เล่า และบอกต่ออีกว่า

“พวก เราตื่นเต้นระยะแรกๆ หลังๆ ฝ่อ คล้ายๆ ไอ้ตี๋สักมังกร ท้ายที่สุดกลายเป็นงูดินไป อาจารย์บอกว่า พวกคุณไม่ใช่งูดินหรอก พวกคุณเป็นไส้เดือน ผมมีที่ดินอยู่สระบุรี ตั้งใจจะไปอยู่ตอนเกษียณ จากธุรกิจกรุงเทพฯ เลยให้รถไปขุดทำแลนด์สเคปไว้”

ช่วงที่คุณวสันต์แวะเวียนไปหาอาจารย์ ดร.อัญชลี นั้น เขาและเพื่อนมีความสนใจผลิตสารสกัดจากสะเดาในระดับอุตสาหกรรม

แต่ ก็กล้าๆ กลัวๆ กัน จนสุดท้ายจึงตัดสินใจลงมือสร้างโรงงานขึ้น ที่เลขที่ 36/1 หมู่ที่ 4 ตำบลม่วงหวาน อำเภอหนองแซง จังหวัดสระบุรี บนพื้นที่ 18 ไร่ โรงงานสร้างในนาม บริษัท วสันต์ โปรดักส์ จำกัด นอกจากนี้ ยังมีโชว์รูม อยู่เลขที่ 471, 473, 483/3 ถนนรัชดาภิเษก (ท่าพระ-ตากสิน) แขวงบุคคโล เขตธนบุรี กรุงเทพฯ 10600 โทร. (02) 878-8988, (02) 878-8994-5

บริษัทของคุณวสันต์ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NiA)

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NiA) ผู้ให้การสนับสนุนโครงการ “นวัตกรรมดี ไม่มีดอกเบี้ย”

เงินในการลงทุนไม่มีดอกเบี้ย รวมแล้ว 30 ล้านบาท

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ออกมาแล้ว ภายใต้ชื่อว่า “นีม เพาเวอร์” เมื่อนิตยสารเล่มนี้วางแผงไม่นาน คงมีการเปิดโรงงานอย่างเป็นทางการ ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวได้ในเทคโนโลยีชาวบ้าน

กำลังการผลิต 27,000 ลิตร ต่อปี

สารสกัดจากสะเดา ป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้หลายระดับคือ ได้ผลดี ปานกลาง และได้ผลน้อย

กลุ่ม แมลงที่ใช้ป้องกันกำจัดได้ผลดี เช่น หนอนผีเสื้อ หนอนผักชนิดต่างๆ ได้แก่ หนอนกระทู้ผัก หนอนหนังเหนียว หนอนกระทู้ หนอนชอนใบ หนอนกัดกินใบ

กลุ่มแมลงที่ใช้ได้ผลปานกลาง เช่น เพลี้ยอ่อน แมลงหวี่ขาว แมลงวันทอง เพลี้ยจักจั่น หนอนเจาะลำต้น และอื่นๆ

กลุ่มแมลงที่ใช้ได้ผลน้อย เช่น เพลี้ยไฟ หมัดกระโดด มวนเขียว มวนแดง ไรแดง

คุณ วสันต์ บอกว่า ตนเองผลิตสารสะเดาเชิงธุรกิจ ผลิตได้ในเชิงอุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์และระบบนิเวศวิทยา เป็นการทดแทนการใช้สารเคมี กำลังการผลิตของบริษัทอยู่ที่ 27,000 ลิตร ต่อปี ซึ่งจะต้องใช้สะเดา จำนวน 27 ตัน ต่อปี เป็นอย่างต่ำ

“สิ่งสุดท้ายของผมจะทำสิ่งที่มีคุณค่าให้ กับมนุษย์ ผมคิดเสมอ เมื่อนั่งขับรถไปหาอาจารย์ 4-5 คน แล้วหายไป เราคิดกลัวขาดทุน หายไปหมด คนมาร่วมกับผมจริงๆ ไม่เท่าไหร่ ผมตั้งงบฯ ไว้ 15 ล้านบาท ตอนนี้เป็น 30 ล้านบาท แล้ว” คุณวสันต์ บอก

คุณวสันต์ บอกว่า ปัจจุบันเมล็ดสะเดาได้จากท้องไร่ท้องนาทั่วไป วัตถุดิบอาจจะไม่สะอาด เพราะว่ามีการใช้สารกำจัดวัชพืช ใช้สารกำจัดหอยเชอรี่ ตอนนี้จึงไปซื้อที่ไว้ที่โคราช 265 ไร่ ปลูกสะเดาไว้หลายพันต้น อีกไม่นานนัก จะนำผลสะเดาที่ปลูกไว้มาใช้ ที่ผ่านมาทดลองเดินเครื่องและผลิตสารจากเมล็ดสะเดาไปแล้วร่วม 10 ตัน

“มี เรื่องน่าตื่นเต้น ชาวจีนเอาขาเห็ดหอมมาหว่านใต้ต้นไม้ แล้วพบว่า ต้นไม้เจริญเติบโตได้ดี ชาวจีนสั่งเข้ามาขายในไทย 500-600 ตัน คนจีนมาถามผมว่า…กำลังการผลิตผมเท่าไหร่ ผมตอบไปว่า แรกๆ 2,000 ลิตร เขาบอกจะได้อะไร เมืองจีนใช้สารเคมีกันมาก” คุณวสันต์พูดถึงโอกาสการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะการส่งออกไปยังต่างประเทศ อย่างจีนแผ่นดินใหญ่

เจ้าของผลิตภัณฑ์ นีม เพาเวอร์ เล่าว่า ที่ผ่านมา ทางบริษัทได้รับซื้อเมล็ดสะเดาแห้ง กิโลกรัมละ 12 บาท ซึ่งมีแนวโน้มว่าราคาอาจจะสูงขึ้นก็ได้ เพราะผู้เก็บอาจจะไม่คุ้ม

วิธีการเก็บผลสะเดา ทำได้โดยการใช้ผ้าผืนใหญ่ๆ ไปขึงกางใต้ต้นสะเดา จากนั้นเขย่า ผลสะเดาก็จะตกลงมา

“มนุษย์ รักชีวิตของตนเอง เขาอยากมีอายุยืนยาว อายุที่ยืนยาวต้องมีคุณค่าด้วย เราคิดว่า ถ้าอนาคตเราสามารถช่วยเกษตรกร เอาสินค้านี้ไปใช้ แล้วผลผลิตออกมามีความปลอดภัย เพราะฉะนั้นแน่นอนประชาชนต้องอายุยืนขึ้น สุขภาพดีขึ้น โรงพยาบาลเสียงบประมาณสั่งยาเข้ามาน้อย” คุณวสันต์ กล่าวอย่างมั่นใจ

ผู้สนใจสิ่งดีๆ ที่คุณวสันต์ดำเนินการอยู่ สอบถามได้ตามที่อยู่ และโทรศัพท์ ที่แนะนำไว้

ประวัติ และผลงานของ คุณวสันต์ มงคลลาภกิจ

วัน เดือน ปีเกิด 1 มีนาคม 2491

อายุ 61 ปี

ชื่อบิดา-มารดา นายต๋ง-นางจู แซ่ซิ้ม

สถานภาพ สมรส

ที่อยู่ปัจจุบัน บริษัท วสันต์ สตูดิโอ จำกัด เลขที่ 88-90 ถนนประชาธิปไตย บางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200

ประวัติการศึกษา

- ปี พ.ศ. 2504 จบการศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ 4

- ปี พ.ศ. 2507 จบการศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ 7

- ปี พ.ศ. 2514 จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3

- ปี พ.ศ. 2519 จบการศึกษาระดับ ปวช. แผนกช่างภาพ วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ

ประวัติการทำงาน

- ปี 2520 เริ่มประกอบธุรกิจทางการถ่ายภาพ โดยใช้ชื่อว่า “ห้องภาพงาม” อยู่ข้างโรงภาพยนตร์เฉลิมกรุง ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น ห.จ.ก. สนั่นศิลป์

- ปี 2529 ห้องภาพสนั่นศิลป์ ได้ย้ายจากเฉลิมกรุง มายังที่อยู่ปัจจุบัน บริเวณข้างวัดมกุฎกษัตริยาราม โดยใช้ชื่อ บริษัท สนั่นศิลป์ จำกัด

- ปี 2534 ได้เปลี่ยนชื่อจาก บริษัท สนั่นศิลป์ จำกัด เป็น บริษัท วสันต์ศิลป์

- ปี 2539 ได้เปลี่ยนชื่อจาก บริษัท วสันต์ศิลป์ จำกัด เป็น บริษัท วสันต์ สตูดิโอ จำกัด จนถึงปัจจุบัน

- ปี 2539 ได้เปิดสาขา 2 ข้างมหาวิทยาลัยสยาม

- ปี 2544 ได้เปิดบริษัท ดิจิตอล โปรแล็ป ข้างเดอะมอลล์ ท่าพระ

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515-ปัจจุบัน ได้ทำงานถ่ายภาพพิธีพระราชทานปริญญาบัตร และการรับวุฒิบัตรของสถาบันการศึกษาต่างๆ เป็นเวลากว่า 30 ปี

ได้ถ่ายภาพพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ตั้งแต่ครั้งที่ 1 จนถึงปัจจุบัน

ใน ปี 2546 ได้รับเกียรติจากกองทัพเรือ ให้เป็นผู้บันทึกภาพกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในงาน ประชุม APEC และเป็นผู้บันทึกภาพผู้เข้าร่วมประชุม APEC ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท และพระที่นั่งอนันตสมาคม

ได้ฉายพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และเชื้อพระวงศ์ร่วมกับผู้นำของประเทศต่างๆ ในการประชุม APEC ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท และพระที่นั่งอนันตสมาคม

เป็นผู้ถวายงาน ทางด้านการถ่ายภาพ ถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นผู้ถวายงานทางด้านการถ่ายภาพ และฉายพระรูปร่วมกับนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ชั้นปีที่ 4 และนักเรียนนายร้อยที่เข้าสัมมนา ณ ตำหนักจักรีบงกช ซึ่งมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นพระอาจารย์

ใน ปี 2549 ได้ฉายพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ ร่วมกับสมเด็จพระราชาธิบดี สมเด็จพระราชินี และผู้แทนองค์พระประมุขจาก 25 ประเทศ เนื่องในวโรกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต

ผลงานทางวิชาการ

- เป็นกรรมการตัดสินถ่ายภาพ ให้กับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน

- เป็นกรรมการและที่ปรึกษาฝ่ายศิลป์ของหนังสือสารานุกรมไทย สำหรับเยาวชน

ผลงานทางสังคม

- นับตั้งแต่ ปี 2529 ถึง 2548 ได้บริจาคเงินเพื่อสมทบให้กับสถาบันการศึกษาต่างๆ

- ให้การสนับสนุนโครงการจัดทำหนังสือ ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ พัฒนาประเทศและนิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ของสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปี 2535

- นำภาพถ่ายเข้าร่วมจัดแสดงในงานเฉลิมพระเกียรติพระบิดาการถ่ายภาพไทย และฉลองรำลึก 100 ปี ประกวดภาพถ่ายไทยของสมาคม สมาพันธ์ การถ่ายภาพไทย ร่วมกับสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร ปี 2548

- ร่วมสมทบทุนและบริจาคให้กับศาสนา โดยบริจาคเงินให้กับ

วัดมกุฎกษัตริยาราม

วัดราชผาติการาม

วัดป่าถวาย

วัดบ้านโดนพัฒนา

วัดสระเกศ

วัดบวรนิเวศฯ ฯลฯ

- ร่วมสมทบทุนและบริจาคให้กับสมาคม มูลนิธิต่างๆ

สมาคมธุรกิจการถ่ายภาพ

มูลนิธิสายใจไทย

องค์การยูนิเซฟ

มูลนิธิมหาวชิราลงกรณ์

สภากาชาดไทย

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

มูลนิธิบ้านบางแค

- ร่วมสมทบทุนและบริจาคให้กับสถานศึกษาต่างๆ ดังนี้

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเทเวศร์

โรงเรียนวชิรมงกุฎ

ศูนย์กลางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล

สมาคมนักเรียนเก่า โรงเรียนราชินี

มหาวิทยาลัยศรีปทุม

มูลนิธิสงเคราะห์เด็ก ซีซีเอฟ

มูลนิธิคามิเลียน โซเซียล เซ็นเตอร์

กันยายน 17, 2010 Posted by | ความรู้-ศัพท์, คำแนะนำด้านพืช, เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

ใครจะไปคิดว่า..ที่หนองหญ้าปล้อง เพชรบุรี ปลูกผักเมืองหนาวได้

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 485

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เทคโนโลยีการเกษตร

พานิชย์ ยศปัญญา panit@matichon.co.th

ใครจะไปคิดว่า..ที่หนองหญ้าปล้อง เพชรบุรี ปลูกผักเมืองหนาวได้

หนองหญ้าปล้อง อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ เพียงร้อยกิโลเมตรเศษๆ เท่านั้น ที่นั่นมีอะไรน่าสนใจมากมาย

อำเภอ นี้เคยขึ้นชื่อทางด้านมะม่วงส่งออก ส้มเขียวหวาน แต่ปัจจุบันงานผลิตมีน้อยลง แต่พืชพรรณที่สร้างงานทำเงินอย่างต่อเนื่อง มีมะนาว กล้วยไข่ มะละกอ พืชที่พิเศษก็มี อย่างเงาะ ทุเรียน แต่ไม่มากนัก

เมื่อ ครั้งไปทำข่าวส่งตะวันรีสอร์ท ได้พบเห็นมะแขว่น หรือพริกพราน ซึ่งจริงๆ แล้วไม้ชนิดนี้มีมากที่จังหวัดน่านและจังหวัดภาคเหนืออื่นๆ

ต้นสนสามใบก็โตวันโตคืน

จำ ได้ว่า เมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว มีโอกาสตระเวนไปดูงานผลิตมะละกอ ได้ไปอาบน้ำแร่ ซึ่งเขาจัดสถานที่ได้สะอาด ราคาไม่แพง มีให้อาบตลอดปี ตกเย็นในวงสนทนา นอกจากอาหารเลิศรสแล้ว ยังได้ชิมห่อหมกปลาเลอะเทอะ ซึ่งรสชาติผสมผสานอร่อยล้ำลึก

ตั้งแต่นั้นมา หากว่างๆ ไม่ทราบว่าจะไปไหน ก็จะบึ่งรถไปเยี่ยม คุณบุญส่ง พูลพัฒน์ เจ้าของส่งตะวันรีสอร์ท ที่นั่นมีอะไรดึงดูดใจหรือ…ตอบได้เลยว่า เฉพาะทิวทัศน์สองข้างทางก็คุ้มค่าแล้ว เมื่อไปถึงที่นั่น…จะไปทะเลก็ไม่ไกล จะไปภูเขาก็ไปได้

เมื่อไม่นาน มานี้ ได้รับโทรศัพท์จากคุณบุญส่ง ว่ามีอะไรให้ดู เมื่อไปถึงจึงพบว่า มีแปลงปลูกผักเมืองหนาว แทบไม่เชื่อสายตา ว่า ผักบางอย่างจะสามารถปลูกได้ ทั้งปริมาณและคุณภาพ

นักเกษตรขนานแท้

กับพืชพรรณหลากหลาย

ส่ง ตะวันรีสอร์ท อยู่เลขที่ 110 หมู่ที่ 2 ตำบลยางน้ำกลัดเหนือ อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี พื้นที่ทั้งหมดมีเพียง 100 ไร่ คุณบุญส่งปัจจุบันเป็นเจ้าหน้าที่เกษตร ของสำนักงานเกษตรอำเภอหนองหญ้าปล้อง

เจ้าของแนะนำพืชพรรณที่ปลูก…มีดังนี้

แรกสุด…ไม่ได้ปลูกอะไรเลย จำนวน 20 ไร่ ต้นไม้ที่มีอยู่เป็นพืชสมุนไพร ไม้หายาก ไม้ป่าที่มีคุณค่า

ต่อมามีไม้ผล พื้นที่ราว 20 ไร่ เน้นหนักไปทางขนุน

ไม้ ดอกไม้ประดับ มีพื้นที่ 30 ไร่ ที่ผ่านมาสร้างรายได้ให้ดีไม่น้อย คือลั่นทม จันทน์ผา ปัจจุบันยังคงมีอยู่ ต้นมีขนาดใหญ่ขึ้น มีนักจัดสวนไปขุดล้อมมาปลูกประดับ

กล้วย เจ้าของสะสมไว้ในพื้นที่ 5 ไร่ มีมากกว่า 50 สายพันธุ์ โดยเฉพาะกล้วยงาช้าง ผลมีขนาดใหญ่ จำนวนผลต่อเครือมีมากกว่าทางภาคกลาง ทั้งนี้คงเป็นเพราะสภาพอากาศเหมาะสมนั่นเอง นอกจากกล้วยงาช้าง คุณบุญส่งยังสะสมกล้วยสายพันธุ์อื่นๆ ที่สามารถปลูกเป็นการค้าได้ รวมทั้งกล้วยท้องถิ่นหายาก

ไผ่ของที่นี่ก็มีหลายสายพันธุ์ ล้วนแล้วแต่เด็ดๆ ทั้งนั้น

พื้นที่ ส่วนหนึ่ง เจ้าของได้สร้างบ้านพัก รวมทั้งจัดภูมิทัศน์กลมกลืนกับธรรมชาติ บางโอกาสมีคนเข้าไปพัก แต่ต้องติดต่อล่วงหน้านิดหนึ่ง เหตุที่สร้างบ้านพักขึ้น เพราะเขตนั้นมีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ่อน้ำร้อน ซึ่งมีตลอดปี ส่วนระยะทางจากห่างกรุงเทพฯ เพียง 130 กิโลเมตร เท่านั้น

คุณบุญส่ง บอกว่า กิจกรรมที่ทำอยู่ สร้างรายได้ให้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ต้นไม้ใบหญ้าก็เกื้อกูลซึ่งกันและกัน

พืชผักเมืองหนาว

มาได้อย่างไร

เนื่อง จากเป็นนักเกษตร คุณบุญส่งจะสรรหาสิ่งแปลกใหม่ ที่คาดว่าเป็นประโยชน์ต่อตนเองและชุมชน เข้าไปสะสมไว้ ที่อื่นมี ส่งตะวันรีสอร์ทเป็นต้องมี

มีอยู่ช่วงหนึ่ง นักเกษตรท่านนี้ไปดูงานที่วังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา พบว่า ที่นั่นปลูกผักเมืองหนาวได้เป็นเรื่องปกติธรรมดา เขาคิดว่าที่น้ำกลัดเหนือ อากาศคล้ายคลึงกันน่าจะปลูกได้ เขาจึงซื้อเมล็ดพันธุ์ที่วังน้ำเขียวมาปลูก

เจ้าของสถานที่ ให้ข้อมูลทางภูมิศาสตร์ว่า ที่บริเวณนั้นสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 150 เมตร

อุณหภูมิ เคยต่ำสุด 12 องศาเซลเซียส สูงสุด 38 องศาเซลเซียส โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิระหว่างกลางวันและกลางคืนแตกต่างกันมาก บางช่วงต่างกันถึง 10 องศาเซลเซียส ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ต้นไม้ได้พักตัวและเจริญเติบโตเร็ว

“อุณหภูมิต่ำสุด 12 องศา ไม่ได้ต่ำทุกวัน เป็นบางเดือนเท่านั้น” เจ้าของรีสอร์ทบอก

ช่วงที่อากาศหนาวเย็นมากๆ อยู่ช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม แน่นอนช่วงร้อนที่สุดคือเดือนเมษายน

แรกทีเดียว ที่นำพันธุ์ผักจากวังน้ำเขียวมาปลูก คุณบุญส่งไม่มั่นใจนัก แต่เวลาผ่านไป ปรากฏว่าผักที่ปลูกได้ผลดี

ผักที่ปลูกได้ผลนั้นมีผักตระกูลผักสลัดทุกสายพันธุ์

อย่างอื่นมีบร็อกโคลี่ กะหล่ำปม มะเขือม่วง ปวยเล้ง และอื่นๆ

ปลูกและดูแล

ให้ได้ทั้งปริมาณและคุณภาพ

เมล็ดพันธุ์ผักชุดแรกปลูกไปหมดแล้ว ต่อมาคุณบุญส่งได้ซื้อจากบริษัทโดยตรง

อายุของพืชผักที่ปลูก ส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 60-75 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว

ปลูกผักมาหลายรุ่น คุณบุญส่งเล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า ปัจจัยสำคัญของการปลูกผักเมืองหนาว คือการปรับปรุงบำรุงดิน

เมื่อเริ่มปลูก มีการเตรียมดิน เหมือนอย่างการปลูกผักทั่วไป แต่เรื่องปุ๋ยมีความสำคัญมาก

“ต้องปรับปรุงดินให้ดินมีชีวิต” คุณบุญส่ง บอก

คุณ บุญส่งแนะนำปุ๋ยหมักชีวภาพอย่างง่าย ประกอบด้วย แกลบดิบใหม่ๆ 3 ส่วน มูลวัว 3 ส่วน และรำ 1 ส่วน หมักไว้ 1 เดือน จากนั้นนำไปใส่ให้กับผักที่ปลูก ปริมาณการใส่ให้นั้น ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน หากดินที่มีอยู่ อินทรียวัตถุสูง ก็ไม่จำเป็นต้องใส่ให้มาก แต่หากเป็นเขตที่ดินเสื่อมโทรม ใส่ให้มากหน่อยก็ไม่เป็นไร

สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ ฟาง เมื่อปลูกผักลงดิน ต้องใช้ฟางคลุมรักษาความชื้น ช่วยป้องกันวัชพืช

เนื่องจากเป็นผักอายุสั้น ศัตรูที่พบอยู่จึงแทบไม่มี บางคราวพบการแทะเล็มผักบ้าง แต่เจ้าของไม่ได้ใช้สารเคมีแต่อย่างใด

เรื่อง น้ำ สำหรับผักมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ผักขาดน้ำไม่ได้ แต่ปริมาณที่รดให้ ขึ้นอยู่กับสภาพของดินว่ามีความชื้นมากน้อยเพียงใด หากหน้าฝน น้ำอาจจะให้น้อยหน่อย แต่หากเป็นหน้าแล้ง หรือหน้าหนาว อาจจะต้องรดให้ทุกวัน ซึ่งคุณบุญส่งยืนยันว่า ผักที่ตำบลยางน้ำกลัดเหนือ สามารถปลูกได้ทั้งปี ไม่มีเว้นว่าหนาว ร้อน หรือฝน

ตลาดเริ่มให้ความสนใจ

คุณ บุญส่ง บอกว่า ผลผลิตผักที่ปลูกได้ คุณภาพไม่แตกต่างจากที่อื่น อย่างบร็อกโคลี่ ได้ขนาด 2 หัว ต่อ 1 กิโลกรัม ผักสลัดและผักชนิดอื่นๆ ก็ได้ผลดี

ราคาผักที่จำหน่ายได้นั้น อยู่ที่กิโลกรัมละ 60 บาท สูงสุดไม่เกิน 100 บาท เป็นผักอินทรีย์แท้ๆ ไม่มีการใช้สารเคมีแม้แต่หยดเดียว

ผัก ที่คุณบุญส่งปลูก ได้รับความสนใจจากคนภายนอกไม่น้อย ทั้งนี้เพราะเป็นของแปลกใหม่ ทางจังหวัดเพชรบุรีนั้นเป็นทางผ่าน มีร้านรวงมากมาย ร้านอาหารก็มีไม่น้อย

“ตลาดตอนนี้ มีบริษัทญี่ปุ่นเข้ามาพูดคุยด้วย ทางโรงแรมก็เริ่มสนใจ” คุณบุญส่ง บอก

เดิมที หนองหญ้าปล้อง มีชื่อเสียงมากๆ ทางด้านส้มเขียวหวาน มะม่วงส่งออก ปัจจุบันที่ยืนหยัดผลิตและสร้างงานทำเงินได้ดีคือ มะละกอ เกษตรกรบางรายมีรายได้เป็นล้านบาทต่อปีก็มี

ผักเมืองหนาวอย่างบร็อค โคลี่ และชนิดอื่นๆ คงได้รับความสนใจจากผู้ผลิตไม่น้อย เพราะเป็นสิ่งแปลกใหม่ เรื่องนี้คุณบุญส่งบอกว่า ตนเองในฐานะที่เป็นนักเกษตร มีความพร้อมที่จะให้เกษตรกรผู้สนใจเข้าไปดูงาน รวมทั้งเรียนรู้การผลิตอย่างจริงจังโดยไม่ปิดบัง

หากพูดในแง่ช่องทาง การตลาด ผักเมืองหนาวเป็นสินค้าชนิดหนึ่ง ที่เป็นตัวเลือกให้กับผู้ซื้อ พ่อบ้าน แม่เรือน แทนที่จะซื้อถั่วฝักยาว แตงกวา เมื่อมีผักเมืองหนาว จะช่วยให้อาหารในครัวเรือนอร่อยขึ้นอีกหลายเท่า

ผู้อ่านท่านใดสนใจเกี่ยวกับผักเมืองหนาวที่หนองหญ้าปล้อง ถามได้ตามที่อยู่ หรือโทร. (081) 378-3911

บร็อกโคลี่ (Broccoli)

บร็อกโคลี่ จัดเป็นพืชผักตระกูลกะหล่ำ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Brassica oleraceae

บร็อก โคลี่เป็นผักที่ปลูกเพื่อบริโภคส่วนของดอกอ่อนและก้าน ส่วนของดอกบร็อกโคลี่จะมีสีเขียว ประกอบด้วย ดอกย่อยขนาดเล็กสีเขียวเป็นจำนวนมาก ที่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ มีลักษณะแน่น แต่ไม่อัดตัวกันแน่น เหมือนดอกกะหล่ำ

บร็อกโคลี่มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางตอนใต้ของยุโรป นำเข้ามาปลูกในเมืองไทยนานแล้ว ส่วนใหญ่ปลูกอยู่ทางภาคเหนือ

บล็อกโคลี่นั้น เป็นผักเพื่อสุขภาพ ที่มีต้นกำเนิดมาจากอิตาลี ตั้งแต่สมัยโรมัน

สาเหตุ ที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มของผักจำพวกกะหล่ำปลี และกะหล่ำดอก เพราะมีส่วนประกอบที่ใกล้เคียงกันทั้งรสชาติและปริมาณเส้นใย รวมทั้งธาตุกำมะถัน ที่มักจะมีอยู่มากในผักที่มีสารอาหารบำรุงสุขภาพ

ใน ทางการแพทย์นั้นมีการวิจัยมาแล้วว่า การรับประทานบล็อกโคลี่เป็นประจำนั้นสามารถช่วยยับยั้งการลุกลาม แถมยังช่วยลดอัตราเสี่ยงการเป็นมะเร็งปอดได้ ทั้งนี้เพราะว่าในบร็อกโคลี่นั้นมีสารที่ชื่อว่า ไอโซธิโอไซยาเนทส์ (Isothiocyanates) ที่มีความสามารถช่วยต่อต้านการเกิดโรคมะเร็งปอดนั่นเอง แถมนอกจากนี้แล้ว บล็อกโคลี่ยังสามารถป้องกันอัตราเสี่ยงการเป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะอีกด้วย

บร็อกโคลี่ทำอะไรได้หลายอย่าง เป็นต้นว่าผัดกับหมู กุ้ง ปลาหมึก หรือต้มจิ้มน้ำพริก

กันยายน 17, 2010 Posted by | คำแนะนำด้านพืช, เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

จาก ถ่านไม้ไผ่ ต่อยอดเป็น…น้ำดื่มสะอาด น้ำส้มควันไม้ ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด สบู่ หมอนหนุนนอนหลับสบาย ผลงานกลุ่มสัจธรรมชีวิต บ้านคุกพัฒนา สุโขทัย

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 484

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

แม่บ้านงานเกษตร

พานิชย์ ยศปัญญา

จาก ถ่านไม้ไผ่ ต่อยอดเป็น…น้ำดื่มสะอาด น้ำส้มควันไม้ ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด สบู่ หมอนหนุนนอนหลับสบาย ผลงานกลุ่มสัจธรรมชีวิต บ้านคุกพัฒนา สุโขทัย

แรกที่กลุ่มสัจธรรมชีวิต บ้านคุกพัฒนา ตั้งกลุ่มย่อยขึ้นมา เป็นกลุ่มเผาถ่าน ต่างก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากผู้คนในชุมชนอย่างมาก

“จะอะไรกันนักหนา แค่เผาถ่าน…เผามาตั้งแต่ปู่ ย่า ตา ยาย ถึงกับตั้งกลุ่มกันขึ้นมา ไม่มีอะไรทำแล้วหรือ”

“คนก็ดำอยู่แล้ว มาตั้งกลุ่มเผาถ่านกันอีก”

เสียง เหล่านี้ ไม่ได้ทำให้ คุณทรรศวรรณ ลิสวน หรือ ผู้ใหญ่นุช มีความท้อแท้ ตรงกันข้ามกลับฮึกเหิม อยากทำงานให้มีความก้าวหน้ายิ่งขึ้น

กลุ่ม สัจธรรมชีวิต ตั้งอยู่เลขที่ 79 หมู่ที่ 12 ตำบลสารจิตร อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ปัจจุบันมี คุณทรรศวรรณ หรือผู้ใหญ่นุช เป็นประธาน ซึ่งมีกิจกรรมมากมายหลายอย่าง

“กลุ่มนี้มีผู้ใหญ่นุชเป็นแกนนำ เริ่มแรกธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สนับสนุน หน่วยงานอื่นๆ ก็ช่วย อย่าง สำนักงานเกษตรอำเภอศรีสัชนาลัย สำนักงานเกษตรจังหวัดสุโขทัย พัฒนาชุมชน ที่นี่เป็นศูนย์เรียนรู้ ทำให้เกษตรกรมีความรู้ นำสิ่งที่ได้ไปปฏิบัติ สามารถสร้างรายได้จากกิจกรรมมาตลอด มีน้ำส้มควันไม้ ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด หมอน น้ำดื่ม สบู่จากถ่านไม้ไผ่ เป็นผลจากที่สมาชิกริเริ่มกันมา” คุณสาธิต วิสุทธิพันธ์ เกษตรอำเภอศรีสัชนาลัย แนะนำให้รู้จักกับกลุ่มสัจธรรมชีวิต

มีกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง

ผู้ใหญ่นุช บอกว่า ที่มาของชื่อ “บ้านคุก” ไม่ใช่คุกตาราง แต่มาจาก คำว่า “คุกเข่า”

“เรา ทำกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากชาวบ้านไม่ต้องการใช้สารเคมีเป็นปัจจัยการผลิต จึงนำน้ำส้มควันไม้ที่ได้จากการเผาถ่านมาใช้ในนาข้าว ต่อมารวมกลุ่มกัน ทาง ธ.ก.ส. สนับสนุนวิทยากรมาสอนเรื่องการทำเตาเผาถ่าน เราทดลองนำน้ำส้มควันไม้มาใช้กับนาข้าว พืชผัก กับปศุสัตว์ ปรากฏว่าได้ผลดี” ผู้ใหญ่นุช บอก

จุดเริ่มต้นจริงๆ อยู่ที่การเผาถ่าน ซึ่งแบ่งเป็นถ่านไม้ทั่วไป ที่นำถ่านมาใช้ในการหุงต้ม เป็นพลังงานที่คนท้องถิ่นหาได้ง่าย นอกจากถ่านไม้ทั่วไปแล้ว ยังมีถ่านจากไม้ไผ่ ที่ต่อยอดเป็นสบู่ น้ำดื่มสะอาด หมอน

เผาถ่าน ผลพลอยได้มากมาย

คุณ ประธาน ชัยชนะ ชาวบ้านคุก เล่าว่า งานเผาถ่านส่วนหนึ่งสมาชิกเผาร่วมกัน เป็นเตาอิวาเตะ เผาแต่ละครั้งใช้ไม้ราว 2.5 ตัน ได้น้ำส้มควันไม้จำนวนมาก

แต่ ปกติแล้ว เกษตรกรจะเผาเตา 200 ลิตร ใช้ไม้เผาราว 70 กิโลกรัม เผาแล้วได้ถ่าน 12 กิโลกรัม ได้น้ำส้มควันไม้ 1 ลิตร แต่กว่าที่จะใช้ได้ ต้องทิ้งไว้ 3 เดือน

คุณประธาน บอกว่า อุปกรณ์การเผาเตาขนาด 200 ลิตร ประกอบด้วยถัง ขนาด 200 ลิตร ท่อใยหิน ขนาด 4 นิ้ว แล้วก็มีข้องอ ใช้เวลาเผาราว 12 ชั่วโมง แต่หากเป็นเตาใหญ่ ใช้เวลา 1 สัปดาห์ จึงจะสามารถเปิดเอาถ่านมาใช้ได้

ปัจจุบัน ทางกลุ่มมีน้ำส้มควันไม้จำหน่าย ในราคาขายปลีก ลิตรละ 70 บาท ขายส่ง 50 บาท

ประโยชน์ จากน้ำส้มควันไม้มีมากมาย ยกตัวอย่าง เช่น ใช้น้ำส้มควันไม้ 80 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดป้องกันเชื้อราในพืชผัก ผลไม้ ในนาข้าว ในคอกปศุสัตว์ สามารถฉีดไล่แมลงได้

ส่วนการทำปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด ต้องหมักปุ๋ยก่อน

ทางกลุ่ม แนะนำวิธีทำว่า มีดินดี 50 กิโลกรัม กากน้ำตาล 2 กิโลกรัม น้ำส้มควันไม้ 2 ลิตร น้ำหมักหอยเชอรี่ 5 ลิตร มูลสัตว์ 100 กิโลกรัม รำละเอียด 20 กิโลกรัม เปลือกถั่วจำนวนหนึ่ง หมักรวมกัน หากต้องการให้ได้ผลเร็ว ผสมเชื้อ พด.1 เข้าไปด้วย หมักราว 1 เดือน จึงนำไปปั้นเม็ด

“ส่วนใหญ่เราทำไว้ใช้ เอง เราใช้ทรัพยากรท้องถิ่นอย่างคุ้มค่า อย่างน้ำส้มควันไม้ ยุงกัดหมู เรานำไปทาให้ ช่วยได้มาก ฉีดไล่แมลงก็ได้” ผู้ใหญ่นุช บอก

มีถ่าน

สามารถผลิตสบู่และหมอน

งานเผาถ่านของกลุ่มสัจธรรมชีวิต ใช้ไม้ที่ขึ้นอยู่ตามข้างทาง ตามหัวไร่ปลายนา อย่างไม้กระถิน รวมทั้งกิ่งไม้จากพืชสวน

นอกจากนี้ ยังมีถ่านไม้ไผ่ที่มีคุณสมบัติโดดเด่น เพราะมีรูพรุน

ทางกลุ่มได้เรียนรู้ศึกษา นำสิ่งที่มีอยู่มาปรับใช้อย่างต่อเนื่อง ผลิตภัณฑ์จากสบู่ ที่มีส่วนผสมของถ่านไม้ไผ่ ถือว่าน่าสนใจไม่น้อย

คุณ ประนอม อินจัน เล่าถึงวิธีการทำสบู่จากถ่านไม้ไผ่ว่า ใช้ผงถ่าน 2 ขีด ผสมกับเกล็ดสบู่ 1 กิโลกรัม ก็จะได้สบู่ที่มีคุณสมบัติ ที่แตกต่างจากสบู่ทั่วไปคือ สามารถขจัดสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาที่ผิวกาย ทำให้ผิวนุ่มนวลละมุนละไมน่าลูบไล้ขึ้น

ปัจจุบันกำลังได้รับความนิยม บางครั้งสั่งซื้อมาจากเพชรบูรณ์ก็มี

หมอนสุขภาพ เป็นงานชิ้นสำคัญของกลุ่มสัจธรรมชีวิตแห่งนี้

“ถ่าน ไม้ไผ่ทำได้หลายอย่าง ส่วนหนึ่งเรานำมาทำหมอนหนุน แรกที่ทำสมาชิกทดลองนำไปใช้ ปรากฏว่าได้ผล คุณสมบัติของถ่านที่นำมาทำหมอน เป็นถ่านคุณภาพ สามารถเป็นสะพานเชื่อมต่อไฟฟ้าได้ และอีกคุณสมบัติหนึ่งมีค่าความต้านทานอย่างน้อย 30 โอห์ม เราวัดกันอย่างไร…เราใช้ภูมิปัญญาไม่ยากนัก โดยให้ลูกหลานของเราที่จบไฟฟ้า ประดิษฐ์เครื่องตรวจสอบอย่างง่ายขึ้น หมอนเริ่มทำในปี 2548 ยังไม่แพร่หลาย ปัจจุบันคนสั่งเพิ่มขึ้น เคยเห็นเขาทำในทีวี สนใจศึกษาดูงาน พอดีทางธ.ก.ส. สนับสนุนเลยไปดูงานกันที่โคราชและอุบลราชธานี เมื่อได้ข้อมูลก็มาปรับใช้”

ผู้ใหญ่บอก และอธิบายอีกว่า

“วิธี ทำหมอนจากถ่านไม้ไผ่ นำถ่านที่มีคุณภาพ วัดค่าแล้วมาสับเป็นชิ้นๆ เราใช้เทคนิคของเราเอง ที่อื่นเขาใช้ใยสังเคราะห์หุ้ม แต่เราใช้ฟองน้ำ แล้วจึงใส่ปลอกหมอนอีกทีหนึ่ง ฟองน้ำเราหนา 8 มิลลิเมตร ฝุ่นไม่ออก ราคาซื้อขายแล้วแต่ขนาด

กลุ่มสัจธรรมชีวิต ได้เขียนคุณสมบัติของหมอนไม้ไผ่ไว้ดังนี้

- ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ

- เปลี่ยนอนุมูลอิสระให้กลายเป็นออกซิเจน ทำให้เวลานอนได้รับอากาศบริสุทธิ์ ตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่น

- ช่วยระบบไหลเวียนเลือดดี ลดความเสี่ยงต่อโรคเส้นเลือดอุดตัน

- ทำให้ร่างกายสามารถขับของเสียได้ง่ายขึ้น

คำแนะนำในการใช้

- ควรนำผึ่งแดดทุก 3 เดือน

- ในห้องขนาด 3 คูณ 3 เมตร ควรใช้หมอนขนาด 3 กิโลกรัม ขึ้นไป ในรถยนต์ ควรใช้ขนาด 1 กิโลกรัม ขึ้นไป

“ใช้ แล้วภูมิแพ้หาย ลดอาการปวดเมื่อย ปวดหัวข้างเดียว หนูใช้มาแล้ว 8 เดือน ปกติอากาศหนาวต้องซื้อยากิน ตอนนี้ไม่ได้ซื้อแล้ว” คุณชนิตา กิ่งแดง ผู้ใช้หมอนบอกเล่าสรรพคุณ

ปัจจุบัน มีการผลิตหมอนจากไม้ไผ่กันพอสมควร ที่กลุ่มสัจธรรมชีวิต ผลิตได้คุณภาพดีแห่งหนึ่ง ในบ้านเราเริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น แต่ที่นิยมกันคือ ประเทศญี่ปุ่น นอกจากหมอนแล้วเขายังนำถ่านไปทำที่นอนด้วย

น้ำดื่มสะอาด ใช้ถ่านไม้ไผ่

เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องกรอง

นอกจากให้ข้อมูลแล้ว สมาชิกกลุ่มสัจธรรมชีวิตยังพาเดินชมกิจกรรมต่างๆ

งาน ผลิตน้ำดื่มน่าสนใจมาก สมาชิกบอกว่า ทางกลุ่มได้นำถ่านซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องกรอง ตรงนี้แตกต่างจากโรงงานอื่น ที่ใช้ถ่านกะลามะพร้าว

“เราใช้ถ่านไม้ไผ่เป็นเครื่องกรอง น้ำที่ได้รสชาติดี” ประธานกลุ่มบอก

แนว ทางการผลิตน้ำดื่มของกลุ่มนั้น นำน้ำประปามาผ่านเครื่องกรอง ผ่านลำแสง ยูวี แล้วบรรจุขวด ปัจจุบันทางกลุ่มสั่งขวดมาใบละ 10 บาท จากนั้นจำหน่ายน้ำ ขวดละ 1 บาท แต่ต้องคืนขวด ในตำบลสารจิตร นิยมน้ำดื่มของกลุ่มเป็นอย่างมาก

นอกจากน้ำดื่มที่เป็นขวดถาวรแล้ว ส่วนหนึ่งทางกลุ่มยังใช้ขวดที่ไม่ต้องคืน ในงานบวช งานแต่ง มักจะใช้บริการน้ำดื่มของกลุ่มทั้งนั้น

อย่าง ไรก็ตาม ทางกลุ่มได้ขอ อย. แต่ยังไม่ได้ เหตุผลนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบอกว่า ถนนใกล้เคียงกับที่ทำการกลุ่ม ยังเป็นฝุ่นดิน ทำให้สมาชิกกลุ่มไปขอความช่วยเหลือเรื่องถนนจาก รพช. แต่ได้รับคำตอบว่า ถนนแถบนั้นเป็นพื้นที่รับผิดชอบของชลประทาน

ดังนั้น น้ำดื่มของกลุ่มสัจธรรมชีวิตจึงยังไม่ได้ อย. แต่อย่างใด แต่สมาชิกกลุ่มยืนยันว่า ขั้นตอนต่างๆ ทำตามที่สากลทำกัน ซึ่งสิ่งที่ได้นั้นมากมายมหาศาล คือสุขภาพที่ดีของคนในชุมชนที่ได้ดื่มน้ำสะอาด

ผู้ใหญ่นุช บอกว่า กลุ่มตั้งมาเมื่อ ปี 2546 ที่หมู่บ้านไม่มีที่สาธารณะ ทางกลุ่มจึงนำเงินลงทุนเกี่ยวกับที่ดินมากถึง 300,000 บาท

ดังนั้น ผลกำไรจากกิจกรรมจึงนำมาลงทุนส่วนนี้ ซึ่งต้องใช้จ่ายอีกพอสมควร สมาชิกจึงมีมติยังไม่ปันผล

รายได้ที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งเกิดแก่สมาชิกที่มาทำงานกับกลุ่ม ซึ่งจะได้ค่าจ้างเป็นรายวัน

ผู้สนใจผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม ถามไถ่ได้ตามที่อยู่ หรือ โทร. (055) 675-205 และ (089) 562-6230

กันยายน 17, 2010 Posted by | ความรู้-ศัพท์, คำแนะนำด้านพืช, เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , , | 3 ความเห็น

ผศ.ประสงค์ ทองยงค์ แบบอย่างของการผลิตมะพร้าวน้ำหอมยุคใหม่

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 483

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เทคโนโลยีการเกษตร

พานิชย์ ยศปัญญา panit@matichon.co.th

ผศ.ประสงค์ ทองยงค์ แบบอย่างของการผลิตมะพร้าวน้ำหอมยุคใหม่

นิตยสาร เทคโนโลยีชาวบ้าน ปักษ์ 464 วันที่ 1 ตุลาคม 2553 ได้ลงเรื่องราวมะพร้าวน้ำหอม ของ ผศ.ประสงค์ ทองยงค์ หลังจากหนังสือวางตลาด มีการต่อว่าต่อขานของมิตรรักนักอ่านกันพอสมควร…ว่าทำไมนำเสนอจวนเจียนจะ หมดฝนแล้ว เพราะหากสนใจปลูก แล้วลงในฤดูฝน โอกาสที่ต้นมะพร้าวจะเจริญเติบโตมีมาก…ขอน้อมรับข้อเสนอแนะด้วยความเต็มใจ ยิ่ง

เรื่องราวของมะพร้าว มีกิจกรรมต่อเนื่องกันพอสมควร เมื่อปลายปี 2552 นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน จัดสัมมนามะพร้าว ที่สำนักงานหนังสือพิมพ์ข่าวสด

ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2553 ในงานเกษตรมหัศจรรย์ฯ ที่ เดอะมอลล์ บางแค มะพร้าวเป็นส่วนหนึ่งของงาน

งานของสถาบันวิจัยพืชสวน เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มีการพูดถึงมะพร้าวไม่น้อย โดยเฉพาะน้ำมันมะพร้าว

ล่าสุด วันที่ 5-9 กรกฎาคม 2553 มีงานสัมมนามะพร้าวนานาชาติ ที่เกาะสมุย

แวด วงมะพร้าวน้ำหอม เกษตรกรผู้ปลูก ขายผลผลิตได้ราคาดี อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน คือผลละ 6 บาท เมื่อถึงผู้บริโภคในกรุงเทพฯ อย่างต่ำต้อง 10 บาท ไกลออกไปราคายิ่งแพงขึ้น ขอนแก่น เชียงใหม่ อาจจะตกผลละ 15 บาท

อำเภอวัดเพลง

ดินดำ น้ำดี อากาศเหมาะสม

ในวัย 73 ปี ผศ.ประสงค์ ทองยงค์ ยังดูแข็งแรง ทั้งนี้คงเป็นเพราะท่านได้ออกกำลังกาย และสำคัญที่สุด ได้ดื่มน้ำมะพร้าวอยู่เป็นประจำ

อาจารย์อยู่บ้านเลขที่ 39/1 หมู่ที่ 1 ตำบลวัดเพลง อำเภอวัดเพลง จังหวัดราชบุรี

เมื่อ ปีที่ผ่านมา ช่วงไปพิสูจน์ความโดดเด่นของมะพร้าว รบ.1, รบ.2 และ รบ.3 พื้นที่ปลูกมะพร้าวของอาจารย์ประสงค์มีอยู่จำนวน 55 ไร่ แต่การไปครั้งใหม่นี้ คือปลายเดือนมิถุนายน พื้นที่ปลูกมีเพิ่ม รวมแล้ว 62 ไร่

ถามว่า…อาจารย์ตั้งเป้าไว้เท่าไร

“100 ไร่” อาจารย์ให้คำตอบ

“อำเภอ วัดเพลง อยู่ห่างจากทะเลราว 27 กิโลเมตร กลางวันได้รับอิทธิพลจากลมทะเล พืชปรุงอาหารอย่างเต็มที่ ครั้นกลางคืน มีลมจากทางเทือกเขาตะนาวศรีพัดลงทะเล เป็นอากาศเย็น อุณหภูมิกลางคืนต่ำกว่ากลางวันไม่น้อย ทำให้พืชได้พักตัวและปรุงอาหารในเวลากลางวัน…พื้นที่วัดเพลงได้รับอิทธิพล จากน้ำแม่กลอง ซึ่งไหลมาจากป่าเขา จะพัดพาเอาธาตุอาหารมาทับถมและสะสมยาวนาน โดยเฉพาะโพแทสเซียม ทำให้ผลไม้มีขนาดของผลโต รสชาติดี” อาจารย์ประสงค์ เล่าถึงสภาพพื้นที่ ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ เหมาะในการปลูกพืชผล

พืชพรรณที่เหมาะสม

แรก ที่ทำสวนมะพร้าวน้ำหอม สายพันธุ์ที่ปลูก อาจารย์ประสงค์ได้มาจากฟาร์มอ่างทอง จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อปลูกไปกว่า 30 ปี พืชพรรณได้ผสมกันไปมา จนเกิดสิ่งที่ดีขึ้น เหมาะที่จะปลูกเป็นการค้า ซึ่งได้แก่ มะพร้าว รบ.1, รบ.2, รบ.3

“รบ.” ย่อมาจาก ราชบุรี

อาจารย์ประสงค์พูดถึงจุดเด่นของมะพร้าวแต่ละสายพันธุ์ ดังนี้

รบ.1 เป็นมะพร้าวน้ำหอมลูกผสม โคนต้นหรือสะโพกใหญ่ มีความคงทนแข็งแรง หากินเก่ง เปรียบเทียบกับสายพันธุ์อื่น เปอร์เซ็นต์การโค่นล้มน้อยกว่า ผลมีขนาดใหญ่ ดก หากดูแลพอสมควรจะไม่ขาดคอ ความหอมของน้ำ หลังจากใส่ปุ๋ยคอก กลิ่นหอมอาจจะลดลงบ้าง

รบ.2 จัดเป็นมะพร้าวแกงลูกผสม ที่ต้นมีขนาดใหญ่ ต้นไม่สูงนัก มีเลือดผสมระหว่างมะพร้าวแกงกับหมูสี เหมาะที่จะปลูกเพื่อผลิตน้ำมัน

รบ.3 เป็นมะพร้าวน้ำหอมยุคใหม่ที่มาแรงมาก เพราะรวมเอาคุณสมบัติที่โดดเด่น 3 ลักษณะ ไว้ในสายพันธุ์เดียวกัน คือน้ำหวาน มีกลิ่นหอม เมื่อเก็บในระยะที่เหมาะสม เนื้อมะพร้าวจะนุ่ม เคี้ยวมัน

ความเป็นมา ของ รบ.3 นั้น เข้าใจว่า เป็นลูกผสมระหว่างมะพร้าวน้ำหอมกับมะพร้าวพวงร้อย เพราะดูจากลักษณะผลแล้วคล้ายมะพร้าวพวงร้อย แต่ปริมาณผลต่อทะลายไม่มากเท่าพวงร้อย

เมื่อมีการเผยแพร่เรื่องราว เกี่ยวกับมะพร้าวของอาจารย์ประสงค์ไปเมื่อเดือนตุลาคม 2553 ที่ผ่านมา ปรากฏว่าคนสนใจซื้อหาผลผลิต รวมทั้งต้นพันธุ์ไปปลูก แต่อาจารย์ประสงค์ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้สนใจได้ แม้กระทั่งปัจจุบันก็ยังผลิตให้ไม่พอ อาจารย์ฝากบอกว่า ใครอยากปลูกให้ใจเย็นๆ ศึกษาให้ถ่องแท้ก่อนว่า พื้นที่ของตนเองเหมาะสมไหม และที่สำคัญ มีใจรักที่จะปลูกมะพร้าวจริงๆ หรือไม่ หากสรุปได้จึงลงมือ

อยากปลูกมะพร้าว

อาจารย์ประสงค์มีแง่คิด

มะพร้าว เป็นพืชพรรณที่ปลูกได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย แต่ผลตอบแทนที่ได้จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และการดูแลรักษา ดังนั้น ผู้ปลูกต้องยอมรับสภาพและทำความเข้าใจเสียก่อน มะพร้าวน้ำหอมที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งลงตีพิมพ์ในนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านฉบับนี้ ผลผลิตคงสู้ที่อำเภอวัดเพลงไม่ได้ แต่มะพร้าวที่ทุ่งกุลาร้องไห้ก็สร้างคุณค่าได้มากมายมหาศาล

ดังนั้น ผู้ปลูกควรตั้งความหวังกับสิ่งที่ตนเองทำตามความเป็นจริง

หลัง จากปลูกลงดิน มะพร้าวจะให้ผลตอบแทนหลังปลูกไปแล้วปีที่ 4-5 แต่หากเป็นภาคอื่น อาจจะปีที่ 6-7 อย่างกรณีทางภาคอีสานและภาคเหนือ ฤดูหนาว ต้นมะพร้าวจะชะงักการเจริญเติบโต หน้าแล้งยิ่งไปกันใหญ่ สังเกตได้ง่ายๆ ว่า มะพร้าวในเขตน้ำน้อย ต้นจะมีขนาดเล็ก

อาจารย์ประสงค์แนะนำผู้ปลูกมะพร้าวให้มีรายได้จากพืชแซม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพืชล้มลุก

พืช แรกคือ กล้วย ถือเป็นพืชข้ามปียืนต้น โดยการแตกกออยู่อย่างต่อเนื่อง จำนวนต้นต่อไร่ที่ปลูก ไม่ควรให้หนาแน่นจนเกินไป เพราะอาจจะไปเบียดบังมะพร้าวได้

กล้วยที่นิยมปลูกกันคือ กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ หรือจะเป็นกล้วยหักมุกก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด

แต่ที่นิยมปลูกแซมในแปลงมะพร้าว คือผักกินใบ อายุสั้น 30-45 วัน เก็บเกี่ยวได้ ไม่ว่าจะเป็นผักบุ้ง คะน้า กวางตุ้ง และอื่นๆ

ผักกินหัวก็สามารถปลูกได้

พริกกะเหรี่ยงก็เป็นที่นิยม

ผักชีไทยก็ทำรายได้ให้กับผู้ปลูกไม่น้อย บางคราวได้เงินเป็นล้านบาทก็มี หากแปลงปลูกมีขนาดใหญ่

งาน ปลูกพืชแซม ก่อนที่มะพร้าวจะให้ผลผลิตได้ประโยชน์หลายอย่าง แรกสุด เจ้าของแปลงปลูกมีรายได้ และที่สำคัญมากนั้น เมื่อปลูกพืชแซม พื้นที่ถูกจัดการหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ไม่มีวัชพืช ขณะเดียวกันปุ๋ยที่ใส่ลงไปในดิน น้ำที่รดลงแปลง ต้นมะพร้าวก็ได้รับและเติบโตเร็วกว่าปกติ

เพราะพืชแซมมีรายได้ดีนี่ เอง ทำให้ผู้ปลูกมะพร้าว มักไม่พลาดที่จะปลูก ขณะเดียวกันก็มีเกษตรกรที่ปลูกผักเป็นอาชีพ ตระเวนเช่าปลูกพืชแซม ซึ่งการลงทุนเรื่องการเตรียมดินมีน้อย

“มีคนโทร.มาคุยกับผม เรื่องมะพร้าวที่ติดผลขนาดเล็กแล้วผลร่วง ผมก็บอกไป สาเหตุนั้น หากแล้งจัดๆ ผลก็ร่วง หรือน้ำขังมากๆ ผลก็ร่วง ควรดูแลอย่าให้น้ำในแปลงมากจนเกินไป หรือหากเจอสภาพอากาศแล้งก็ควรให้น้ำ ทีละน้อย อย่าให้ทีเดียว ระยะปลูกมะพร้าวระหว่างต้นระหว่างแถว ควรให้อยู่ที่ 7.50×7.50 เมตร ระยะขนาดนี้ แสงแดดจะส่องได้ทั่วถึง ใบไม่เกยทับกัน ผลผลิตจะดก”

อาจารย์อธิบายและบอกอีกว่า

“หาก เกษตรกรปลูกมะพร้าวในระบบร่องสวน ตามคันสวน ควรปลูกไม้ผลชนิดอื่นบ้าง เพื่อให้มีความหลากหลาย ให้เป็นที่อยู่ของมดแดง ประโยชน์ของมดแดงจะช่วยกำจัดหนอนม้วนใบได้อย่างดี หากกลัวว่ามดแดงจะเข้ามาในแปลงมะพร้าว ก็อาจจะตัดทางไว้ ให้อยู่เฉพาะที่คันสวน”

เรื่องราวของมะพร้าว จากประสบการณ์ของอาจารย์ประสงค์ยังมีอีกมาก คงได้นำมาเสนอในโอกาสต่อไป

ผู้สนใจถามไถ่อาจารย์ประสงค์ได้ที่ โทร. (02) 378-2620 และ (081) 836-6228

กันยายน 17, 2010 Posted by | คำแนะนำด้านพืช, เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ทุเรียน “จระเข้” อายุกว่า 200 ปี ของดีบ้านตึก ศรีสัชนาลัย สุโขทัย

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 482

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เทคโนโลยีการเกษตร

พานิชย์ ยศปัญญา panit@matichon.co.th

ทุเรียน “จระเข้” อายุกว่า 200 ปี ของดีบ้านตึก ศรีสัชนาลัย สุโขทัย

ราว 10 ปีมาแล้ว มีผู้แจ้งเบาะแสว่า ที่ตำบลบ้านตึก อำเภอศรีสัชนาลัย เป็นแหล่งผลิตไม้ผลเมืองร้อนได้ผลดี อาทิ ทุเรียน ลองกอง ลางสาด มังคุด และเงาะ

ตามประสาผู้สื่อข่าวทางด้านนี้ มีความสนใจไม่น้อย แต่หาโอกาสไปดูได้ยาก จนกระทั่งเมื่อ 2-3 เดือนที่ผ่านมา คุณทวีศักดิ์ ด้วงทอง ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการผลิตสมุนไพร กรมส่งเสริมการเกษตร บอกว่า ที่ตำบลบ้านตึก มีทุเรียนพันธุ์ดี นามว่า “จระเข้” อายุกว่า 200 ปี น่าจะหาโอกาสไปดู

ใช้เวลาประสานงานกับทางสำนักงานเกษตรอำเภอศรีสัชนาลัยไม่นาน คุณสาธิต วิสุทธิพันธ์ บอกว่า โอเค…พร้อม

พื้นที่ผลิตไม้ผล

กว่าหมื่นไร่

ออก เดินทางจากกรุงเทพฯ ตั้งแต่เช้า ราว 10 โมง ถึงอำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย ส่งทีมงานส่วนหนึ่งทำสารคดีปลาร้า น้ำปลา และกล้วยทอด จากนั้นจึงมุ่งหน้าไปยังศรีสัชนาลัย ขณะที่ผ่านอำเภอศรีสำโรงและสวรรคโลก เห็นกล้วยตานีตัดใบ แปลงใหญ่ๆ ใบค่อนข้างน้อย คงเป็นเพราะผ่านฤดูแล้งมายาวนาน ขณะเดียวกัน ความต้องการใช้ก็มีมาก

ยัง ไม่ถึง 11 โมงดี ก็ถึงสำนักงานเกษตรอำเภอศรีสัชนาลัย คุณสาธิตต้องรีบเปลี่ยนกำหนดการกะทันหัน พาไปดูกลุ่มแม่บ้านทำหมอนวิเศษ ปุ๋ยหมัก น้ำส้มควันไม้ และน้ำดื่ม คงได้นำเรื่องมาเสนอ ในโอกาสต่อไป

ออก จากกลุ่มแม่บ้าน เจ้าของพื้นที่พาไปยังตำบลบ้านตึก ก่อนที่จะเข้าสวน มีโอกาสรับประทานอาหารเที่ยง เป็นข้าวเปิ๊บ คล้ายๆ กับก๋วยเตี๋ยว อร่อยดี

คุณสาธิตให้ข้อมูล ขณะรับประทานอาหารเที่ยงว่า

“ที่ ตำบลบ้านตึก อำเภอศรีสัชนาลัย มีปลูกทุเรียน เงาะ ลองกอง ลางสาด ที่ปลูกได้เพราะว่าตำบลนี้อยู่ติดกับอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ มีสันเขากั้น ตะวันออกเป็นลับแล ตะวันตกเป็นศรีสัชนาลัย งานปลูกไม้ผลที่ศรีสัชนาลัยมีเยอะมาก เมื่อก่อนเขตนี้ปลูกลางสาด อาจารย์สุข ได้นำเอายอดลองกองจากทางใต้มาเสียบ ตอนนี้มีลองกองมาก อากาศแถบนี้ร้อนชื้น มีหุบเขา มีป่าดงดิบ จากนี่ไปศรีสัชนาลัย 45 กิโลเมตร หากไปถึงสุโขทัยราว 115 กิโลเมตร ไม้ผลเมืองร้อนที่นี่ถือว่าเป็นพืชเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ของชาวบ้านขึ้นอยู่กับไม้ผล ชาวบ้านไม่ได้ทำนา”

เกษตร อำเภอยังบอกอีกว่า “แถวนี้เป็นคนเมือง อู้คำเมืองกัน เป็นญาติกับทางลับแล บางคนมาจากทางนั้นมาทำสวนแล้วไม่กลับไป มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นี่ พื้นที่การผลิตคงขยายไม่ได้ เพราะเป็นเขตป่า ตำบลอื่นปลูกไม่ได้ อากาศข้างในนี่ หากเป็นหน้าหนาว จะหนาวนาน ฝนดี”

การสัญจรระหว่าง ตำบลบ้านตึกกับทางศรีสัชนาลัย สะดวกสบายดี แต่หากจะไปลับแล หน้าแล้งใช้รถมอเตอร์ไซค์ ระยะทาง 11 กิโลเมตร หากนำผลผลิตไปจำหน่าย ต้องอ้อมไกล 70 กิโลเมตร ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย มีโครงการจะสร้างถนนเชื่อมต่อ ให้การสัญจรสะดวกขึ้น

เจ้าหน้าที่ เกษตร สำนักงานเกษตรอำเภอศรีสัชนาลัย ให้ข้อมูลว่า ที่ตำบลบ้านตึก มีพื้นที่ผลิตไม้ผลกว่าหมื่นไร่ มีลองกอง 3,790 ไร่ ลางสาด 4,490 ไร่ ทุเรียน 1,740 ไร่

เกษตรกรที่ปลูกทุเรียน มีจำนวน 608 ราย ผลผลิต 403 กิโลกรัม ต่อไร่ ได้ผลผลิตรวม 2,026.7 ตัน

“ทุเรียน จระเข้ ประวัติบอกไว้ว่ามีมากว่า 200 ปีแล้ว คนสืบทอดทุกวันนี้เป็นลูกหลาน ชาวบ้านนำมาขยายปลูกกว่า 10 ราย ถือว่าเป็นพันธุ์หนัก หากมีการศึกษาอย่างจริงจัง มีโอกาสได้รับความนิยมอย่างทุเรียนหลงลับแล ทุเรียนจระเข้ถือว่าเป็นพันธุ์ดี เกษตรกรขายกันกิโลกรัมละ 100 บาท หากเป็นหลงลับแล คละเกรด กิโลกรัมละ 35-40 บาท หากคัดเกรด 70-80 บาท แต่หากนำไปจำหน่ายข้างนอก กิโลกรัมละ 120 บาท ทุเรียนหมอนทอง กิโลกรัมละ 40-50 บาท ส่วนใหญ่แล้วชาวบ้านนิยมรับประทานทุเรียนหมอนทองผลเล็ก ดังนั้น ผลเล็กจึงราคาดีกว่าผลใหญ่” คุณสาธิตพูดถึงราคาขายทุเรียน

จระเข้

ทุเรียนดีมีมากว่า 200 ปี

หลังจากรับประทานข้าวเปิ๊บแล้ว คุณสาธิตและทีมงานรวมแล้ว 4 คน ได้นำทางไปยังบ้านห้วยตม เพื่อดูทุเรียนต้นที่มีขนาดยักษ์ใหญ่

แรกๆ ที่ออกจากชุมชน อากาศค่อนข้างร้อน แต่นานเข้า ถนนจะลัดเลาะไปตามหุบเขา อากาศเริ่มเย็นลง

ขณะ นั้นเวลาราวบ่าย 2 โมง เริ่มมีรถมอเตอร์ไซค์บรรทุกทุเรียนลงมาจากบนเขาบ้างแล้ว บางช่วงมีคนขนทุเรียนขึ้นรถหกล้อ รถปิคอัพ เหลือบดูป้ายทะเบียน ไม่ใช่รถแถวนั้น แต่ป้ายทะเบียนระบุว่า “ระยอง”

“อยากให้มาเย็นๆ จะเห็นมอเตอร์ไซค์ขนทุเรียนกันเต็มไปหมด” คุณสาธิต บอก

รถ คุณสาธิตพาเลี้ยวไปจอดตีนเขา จากนั้นลงเดินขึ้นไปดูทุเรียนจระเข้ สภาพทั่วไปบริเวณนั้น เป็นป่าผลไม้ มีต้นทุเรียนพื้นเมืองขึ้นอยู่จำนวนมาก ผลดกเต็มต้น

ใช้เวลาเดินไม่นานนักก็ถึงโคนต้นทุเรียนจระเข้ แต่ก็หอบเหนื่อยพอสมควร ถึงแม้จะฟิตร่างกายวิ่งวันละ 2-3 กิโลเมตร ทีมงานบางคนเห็นตำแหน่งของต้นทุเรียนแล้วไม่กล้าที่จะเดินไปสัมผัส เพราะกลัวจะกลิ้งตกลงมา

มองอย่างผิวเผิน ต้นทุเรียนจระเข้คล้ายไม้อื่นๆ อย่างต้นยางนา เพราะมีขนาดใหญ่มาก ขนาดใหญ่กว่า 2 คนโอบ บริเวณต้นทางฝั่งทิศตะวันตก มีทอยตอกไว้ สำหรับปีนขึ้นไปเก็บผลผลิต ทุกวันนี้ หาคนขึ้นยากเต็มที เพราะความสูงอยู่ราวๆ 40 เมตร

ความเป็นมาของทุเรียนจระเข้นั้น

เมื่อ ปี พ.ศ. 2346 นายมูล ไหวคิด ได้นำเมล็ดทุเรียนที่พบ ณ ชายแดนเมืองเชียงตุง ประเทศพม่า มาปลูกที่สวนบ้านห้วยตม หมู่ที่ 7 ตำบลบ้านตึก อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ไม่มีข้อมูลชัดเจนว่า ทุเรียนจระเข้เริ่มให้ผลผลิตตั้งแต่เมื่อใด แต่ก็คาดกันว่า คงคล้ายๆ กับต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ดอื่นๆ คือ 10 ปีขึ้นไป

ทุเรียนจระเข้ ให้ผลผลิตต่อเนื่องเสมอมา ก่อนน้ำท่วมใหญ่ ภูเขาถล่ม ในจังหวัดอุตรดิตถ์และสุโขทัย ทุเรียนจระเข้เคยให้ผลผลิตมากถึง 350 ผล ต่อต้น ต่อปี แต่หลังจากน้ำท่วมแล้ว ระบบนิเวศน์เปลี่ยนไป ความชื้นน้อยลง บางปีทุเรียนจระเข้ให้ผลเพียง 20 ผลเท่านั้น

ทุเรียนจระเข้ต้นดั้ง เดิมมีความสูงมาก และยังแข็งแรงดี ลักษณะทั่วไปของผล มีน้ำหนัก 3-8 กิโลกรัม ต่อผล เนื้อหนา ละเอียด สีเหลืองนวล เมล็ดลีบ รสชาติหวาน มัน เปลือกบาง

ปัจจุบัน เหลนของนายมูล ได้เก็บรักษาทุเรียนต้นดังกล่าวไว้

ขณะ เดียวกัน มีผู้นำยอดทุเรียนจระเข้ไปขยายพันธุ์โดยวิธีการสมัยใหม่ แต่ก็ยังไม่แพร่หลายนัก เมื่อเปรียบเทียบกับทุเรียนหลงลับแล เหตุที่เกษตรกรปลูกไม่มากนักนั้น เนื่องจากทุเรียนจระเข้เป็นพันธุ์หนัก หลังจากปลูกนานจึงจะให้ผลผลิต ดอกของเขาจะผลิออกมาราวเดือนกุมภาพันธ์ ไปเก็บผลผลิตได้ราวเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม แต่น่าเสียดาย ปีนี้ผลผลิตหมดแล้ว เทคโนโลยีชาวบ้านออกวันที่ 1 กรกฎาคม คุณสาธิตบอกว่า ผลผลิตทุเรียนยังเหลือพวกหมอนทอง หลงลับแล แล้วก็ลางสาด ลองกอง ส่วนจระเข้ ต้องรอปี 2554

ผู้ที่นำยอดทุเรียนจระเข้ไปขยายต่อมี คุณสวัสดิ์ จันทร์ศรี คุณทอง จีนสืบเชื้อ คุณวีระ หมื่นสีตุ้ย คุณแก้ว เตชัย คุณกาศ เรืองแดง คุณนิมนต์ วงศ์ควน คุณไกรสีห์ ขีดคั่น เป็นชาวบ้านหมู่ที่ 7 ตำบลบ้านตึก อำเภอศรีสัชนาลัย

นอกจากนี้ ยังมี คุณสมศักดิ์ ยาวยวน คุณประสงค์ ยาวยวน คุณประสงค์ พิพัฒน์วัฒนพงษ์ และ คุณบุญ อุ่นธิ อยู่หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านตึก อำเภอศรีสัชนาลัย

ขายได้ขายดี

มีเท่าไรไม่พอขาย

รูปแบบการจำหน่ายผลผลิตของเกษตรกรที่ตำบลบ้านตึก มีส่วนหนึ่งที่รถจากภาคตะวันออกมารับผลผลิตไปจำหน่าย

แต่ส่วนใหญ่แล้ว เกษตรกรจะนำไปจำหน่ายที่ตลาดหัวดง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่นั่นถือว่าเป็นตลาดกลางทุเรียนของทั้ง 2 จังหวัด

ปีนี้ ราคาทุเรียนที่ตำบลบ้านตึกถือว่าดีไม่น้อย

อย่างทุเรียนจระเข้ ขายกิโลกรัมละ 100 บาท แต่ก็ไม่มีผลผลิต ทุเรียนพันธุ์อื่นๆ ก็ได้ราคาดี

คุณ นิยม ปัญโญ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 7 ตำบลบ้านตึก กล่าวว่า ตนเองทำสวนทุเรียน มังคุด ผสมผสานกัน แต่ไม่ได้ปลูกทุเรียนจระเข้ คนที่ปลูกคือ คุณสวาท ตันกุระ

“หากอากาศร้อน ผลผลิตทุเรียนจระเข้มีน้อย คือการติดผลจะน้อย เปรียบเทียบกับทุเรียนหมอนทอง พันธุ์หมอนทองเสียบยอด 3 ปี ก็ให้ผลผลิตแล้ว แต่จระเข้นาน ผมว่าทุเรียนจระเข้รสชาติดี กลิ่นไม่แรง” ผู้ใหญ่บอก

ส่วน คุณปทุม เตชัย บอกว่า ตาของตนเองปลูกทุเรียนจระเข้ไว้ ปัจจุบันถึงแม้ราคาดี แต่ผลผลิตมีน้อย

“เคย นำผลผลิตทุเรียนไปขายที่ตลาด อ.ต.ก. ขายแข่งกับทุเรียนนนท์ เคยขายทุเรียนจระเข้ได้กิโลกรัมละ 450 บาท หลงลับแล 200 บาท ก้านยาว 150 บาท เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ทุเรียนบ้านเราพิเศษตรงมีกลิ่นหอม เปรียบเทียบรสชาติระหว่างหมอนทอง หลงลับแล ก้านยาว และจระเข้แล้ว ทุเรียนจระเข้รสชาติดีกว่า” คุณปทุม ยืนยัน

ทุเรียนจระเข้ เป็นพืชพรรณที่คนท้องถิ่นมีความภูมิใจ จังหวัดสุโขทัย โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดสุโขทัย สำนักงานเกษตรอำเภอศรีสัชนาลัย องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านตึก กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเกษตรกรผู้ปลูกไม้ผล ได้ดำเนินการอนุรักษ์ทุเรียนพันธุ์จระเข้และส่งเสริมขยายพันธุ์ เพิ่มพื้นที่ปลูก ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ และหายากอย่างยิ่ง

ผู้สนใจ ถามไถ่ได้ที่ คุณสาธิต วิสุทธิพันธ์ สำนักงานเกษตรอำเภอศรีสัชนาลัย โทร. (081) 785-4043 และ (055) 671-036

กันยายน 17, 2010 Posted by | คำแนะนำด้านพืช, เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | 2 ความเห็น

บีลีฟ ผักไฮโดรโปนิกส์ปลอดสารพิษเมืองกรุง กมลเทพ เอกมโนชัย…ภูมิใจเสนอ

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 481

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เทคโนโลยีการเกษตร

พานิชย์ ยศปัญญา panit@matichon.co.th

บีลีฟ ผักไฮโดรโปนิกส์ปลอดสารพิษเมืองกรุง กมลเทพ เอกมโนชัย…ภูมิใจเสนอ

ไป จากพระราม 9 ข้ามถนนศรีนครินทร์นิดเดียว จะมีทางเลี้ยวซ้ายเข้าคู่ขนาน ใช้ถนนคู่ขนาน ประมาณ 5 กิโลเมตร ซ้ายมือมีหมู่บ้าน “เนอวานา” เลยหมู่บ้านไม่กี่มากน้อย มีทางโค้งบังคับให้เลี้ยวซ้าย จะผ่านหมู่บ้านมัณฑนา

เมื่อผ่านหมู่บ้านมัณฑนา ราว 1 กิโลเมตร ข้างทางซ้ายมือจะเป็นซอยเลขคู่ คือ 16, 18

เลย ซอย 18 จะพบซอยไม่มีชื่อ ตรงหัวมุมมีรั้วก่อกำแพง มีซาแรน เจ้าของทำขึ้นเพื่อทำร่มเงาให้กับพืชพรรณที่ปลูก เมื่อเลี้ยวเข้าไป จึงเห็นผักไร้ดินหรือผักไฮโดรโปนิกส์

เจ้าของคือ คุณกมลเทพ หรือ บอย เอกมโนชัย อาณาบริเวณทั้งหมดมีราว 1 ไร่ นอกจากผลิตผักแล้ว ส่วนหนึ่งยังเป็นที่อยู่อาศัย ที่สร้างขึ้นใหม่ เจ้าของบอกว่า แถบนั้นคือแขวงและเขตสะพานสูง กรุงเทพฯ อยู่ห่างจากสนามบินสุวรรณภูมิไม่เกิน 10 กิโลเมตร

จบปริญญาโท

แต่สนใจปลูกพืชผักไฮโดรโปนิกส์

คุณ บอย เล่าว่า ตนเองเรียนจบปริญญาตรีทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จากนั้นทำงานอยู่ราว 1 ปี ต่อมาจึงไปเรียนต่อระดับปริญญาโท ทางด้านบริหารธุรกิจ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“จบจากจุฬาฯ ทำงานอยู่ปีกว่า ไม่มีความสุขกับการทำงานบริษัท อาศัยว่าทางบ้านมีเงินทุนสนับสนุน ลองนั่งคิดว่าตนเองมีศักยภาพอะไรบ้าง ส่วนตัวอยากทำธุรกิจของกินของใช้ อยากทำในสิ่งที่ทำแล้วสบายใจ สุดท้าย ก็เกี่ยวกับอาหาร เป็นผักไฮโดรโปนิกส์ปลอดสารพิษ เราทำเองรับประทานได้ ให้ครอบครัวรับประทานได้ ให้ลูกค้าเรามีสุขภาพที่ดีด้วย เป้าหมายสูงสุดอยู่ที่…สินค้าคุณภาพดี ปลอดภัย สะอาด”

คุณบอยเล่า และบอกต่ออีกว่า

“สมัย ที่เรียนอยู่ วิชาที่เรียนใกล้เคียงมากคือ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชในห้องทดลอง เราเห็นว่าพืชขึ้นได้ทุกสภาวะ ถ้าเข้าใจหลักการ อาหารที่เขาต้องการคืออะไร อย่างอื่นที่ช่วยมี อุณหภูมิ แสงแดด เราควบคุมได้ ปลูกผักระบบไฮโดรโปนิกส์ หากมีแสงแดด สามารถบริหารพื้นที่ให้มีผลผลิตต่อเนื่องได้ ก่อนที่จะมาทำ ใช้เวลาตัดสินใจ 6 เดือน บริษัทที่ทำเกี่ยวกับการส่งออก ช่วงนั้นไม่แน่นอน มีเพื่อนที่เรียนระดับปริญญาตรีด้วยกัน บอกว่า มีการเปิดสอนการปลูกผักแบบไม่ใช้ดินหรือไฮโดรโปนิกส์ จึงไปเรียนราว 1 อาทิตย์ เรียนไม่ยาก ช่วงที่เรียนปริญญาตรี ไม่เกี่ยวกับเกษตรเลย ปลูกต้นไม้ไม่เป็น ตอนนี้มาให้ปลูกไม้กระถางอาจจะตายก็ได้ เริ่มปลูกผักเดือนมกราคม 2553 พื้นที่ตรงนี้ 1 ไร่ ส่วนหนึ่งสร้างที่พัก ใช้ปลูกผักราว 100 ตารางวา คือ 1 ใน 4 ไร่ ต่อไปจะขยายให้ได้ครึ่งไร่…ที่ตรงนี้เช่าจากญาติ”

ศึกษาการตลาด

ควบคู่ไปกับการผลิต

คุณ บอย บอกว่า ตนเองศึกษาพื้นที่ ดูว่าได้ผลผลิตเท่าไหร่ จากนั้นคำนวณย้อนไป ถ้าตั้งราคาขายจะได้เท่าไร เมื่อเห็นตัวเลขที่น่าพอใจ จึงลงมือทำ

ตัวอย่าง ผู้ที่ผลิตผักไฮโดรโปนิกส์ ประสบความสำเร็จมีอยู่ไม่น้อย บางส่วนทำร้านอาหารควบคู่กันไปด้วย โดยนำผลผลิตมาแปรรูปให้ลูกค้ารับประทาน ผู้ผลิตบางรายแรกเริ่มขายส่งผัก 70 เปอร์เซ็นต์ ขายปลีก 30 เปอร์เซ็นต์ ในระยะเวลา 3 ปี เขาสามารถขายปลีกได้ 100 เปอร์เซ็นต์

ข้อดีของการขายปลีก ไม่ต้องผ่านผู้ค้าคนกลาง ผู้บริโภคไม่ต้องจ่ายมาก

“ที่ ตรงนี้เหมาะสม ลมผ่านตลอด แดดไม่ต้องการมาก เพราะเป็นผักเมืองหนาว ระบบน้ำ ใช้น้ำประปา ไม่มีปัญหา เพราะน้ำประปามีความคงที่ หากเป็นผู้ผลิตตามหัวเมือง ถ้าใช้น้ำบาดาล อาจจะต้องปรับกันไม่น้อย เงินลงทุน หากไม่รวมที่พัก เฉพาะโต๊ะปลูก ราคาโต๊ะละ 30,000 บาทเศษ ทุกวันนี้มีอยู่ 6 โต๊ะ เราจะวางแผนตัดผักให้มีจำหน่ายสัปดาห์ละ 2 โต๊ะ มีผักสลัด 6 สายพันธุ์ ด้วยกัน” คุณบอย อธิบาย

ผลิตผลของคุณบอย เมื่อออกสู่ตลาด ใช้แบรนด์เนมว่า “บีลีฟ” (Bee Leaf)

ผลิตอย่างไร

คุณบอย บอกว่า ปัจจุบัน ตนเองเน้นผลิตผักสลัด เพราะได้รับคำแนะนำว่า ผู้ผลิตผักไฮโดรโปนิกส์ยุคเริ่มต้น ผักสลัดปลูกง่ายที่สุด

ส่วนสายพันธุ์ผักสลัดประกอบด้วยคอส, กรีนโอ๊ค, บัตเตอร์เฮด, เรดบัตตาเวีย, เรดโอ๊ค และฟิลเลย์

ส่วนใหญ่แล้วเป็นผักสีเขียว มีเพียงเรดบัตตาเวียและเรดโอ๊ค ที่มีสีแดง

แนวทางการผลิตนั้น คุณบอยจะซื้ออุปกรณ์จากบริษัทที่จำหน่ายอุปกรณ์ทางด้านนี้มาประกอบ บางส่วนซื้อมาเพิ่มเติม อย่างปั๊มน้ำ

ขั้น ตอนการผลิต เจ้าของซื้อเมล็ดพันธุ์ผักสลัดมาเพาะ ในราคาเมล็ดละ 50 สตางค์ เจ้าของเพาะในถ้วยเพาะ วัสดุประกอบด้วยเพอไลท์และเวอมิคูไลท์ วัสดุเหล่านี้โปร่ง แต่ดูดซับความชื้นได้ดี ใช้เวลา 3 วัน จึงย้ายได้ ซึ่งระยะเวลาการดูแลรักษา มี 3 ระยะ ด้วยกันคือ

หนึ่ง…ชั้นอนุบาล 1 ใช้เวลา 2 สัปดาห์

สอง…ชั้นอนุบาล 2 ใช้เวลา 1 สัปดาห์

สาม…โต๊ะปลูกปกติ ใช้เวลา 3 สัปดาห์

เหตุที่ต้องแบ่งระยะ เพราะเขามีการให้สูตรอาหารที่แตกต่างกัน

รวมเวลาตั้งแต่ปลูกจนเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ใช้เวลา 42 วัน

เนื่องจากเป็นการปลูกพืชไม่ใช้ดิน เขาจึงให้อาหารพืชทางน้ำ โดยที่เจ้าของไปซื้อปุ๋ยผงมาละลายน้ำเอง

อาหารของผัก ผู้ปลูกเรียกว่าสารละลาย โดยมีสารละลายที่ 1-3

สารละลายที่ 1 คือแคลเซียมไนเตรต จำนวน 1 กิโลกรัม ละลายน้ำ 10 ลิตร

สารละลายที่ 2 เหล็กเวสโก้ ดีพี จำนวน 20 กรัม ละลายน้ำ 10 ลิตร

สาร ละลายที่ 3 ประกอบด้วย โพแทสเซียมไนเตรต 600 กรัม แมกนีเซียมซัลเฟต 500 กรัม โมโนโพแทสเซียมฟอสเฟต 265 กรัม และเวสโก้ เทรซเสปรย์ เบอร์ 1 จำนวน 60 กรัม ละลายน้ำ 10 ลิตร

คุณบอย บอกว่า ให้นำ 3 สารละลายเทลงในถัง ทีละสารละลาย

เหตุที่ไม่ชั่งสารทั้งหมดแล้วเติมน้ำ 30 ลิตร ซึ่งจะง่ายกว่านั้น คุณบอย บอกว่า หากเทพร้อมกัน สารมีโอกาสตกตะกอนมาก

ทีนี้ มาดูการควบคุมความเข้มข้นของสารละลาย ว่าแตกต่างกันอย่างไร

ระดับอนุบาล 1 ความเข้มข้น อยู่ที่ 1.6 มีอีซีมิเตอร์เป็นตัววัด

ระดับอนุบาล 2 ความเข้มข้น อยู่ที่ 1.4

ส่วนผักที่ปลูกบนโต๊ะ สัปดาห์ที่ 4-6 ความเข้มข้น อยู่ในระดับ 1.2, 1.0, 0.8 ตามลำดับ

ขณะที่ไปพูดคุยกับคุณบอย จะเห็นผู้ดูแลผัก ใช้เครื่องวัดอีซี อย่างเคร่งครัด

โต๊ะ ที่ปลูกผัก ความสูงของโต๊ะไม่เท่ากัน หัวโต๊ะสูง 90 เซนติเมตร ท้ายโต๊ะ 60 เซนติเมตร ปรับให้ความลาดชัน 3-5 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้สารละลายหมุนเวียน

แล้วสารละลายหมุนเวียนได้อย่างไร

คุณ บอย บอกว่า ใช้ปั๊มน้ำ เป็นชนิดเดียวกับที่เลี้ยงปลาสวยงาม ให้น้ำขึ้นจากถังสารละลายไปยังโต๊ะปลูก แล้วไหลตามท่อ จึงกลับมายังถัง หมุนเวียนอยู่อย่างนี้ ราว 2 สัปดาห์ จึงเปลี่ยนถ่ายสารละลายทีหนึ่ง

ผลผลิตเป็นอย่างไร

อย่างที่แนะนำไปแล้ว คุณบอย จะผลิตผักให้ออกสู่ตลาดในช่วงนี้ สัปดาห์ละ 2 โต๊ะ แต่ละโต๊ะมีผัก 472 ต้น

ในโต๊ะหนึ่ง มีผักปลูกครบทุกสายพันธุ์ โดยปลูกสายพันธุ์ละ 80 ต้น

ผัก สลัดที่บีลีฟ สายพันธุ์คอสมีจำนวน 8 ต้น ต่อ 1 กิโลกรัม ส่วนพันธุ์อื่น 10 ต้น ต่อกิโลกรัม นี่เป็นตัวเลขโดยทั่วไป หากเป็นช่วงหนาว น้ำหนักจะเพิ่มขึ้นอีกต้นละ 1-2 ขีด

เจ้าของอธิบายว่า งานปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ไม่มีความจำเป็นต้องให้น้ำ

แต่ หน้าแล้ง อากาศจะร้อนมาก จึงต้องพรางแสงให้ด้วยซาแรนสีเงิน 50 เปอร์เซ็นต์ สายๆ เจ้าของจะให้น้ำแบบสปริงเกลอร์ ไม่ใช่รดน้ำให้กับผัก แต่เป็นการลดความร้อน หากปฏิบัติตามที่แนะนำมา อุณหภูมิจะอยู่ที่ 30 องศาเซลเซียส ซึ่งต้นผักเจริญเติบโตได้ดี หากเป็นช่วงหนาว อย่างเดือนพฤศจิกายน-มกราคม ไม่จำเป็นต้องพ่นน้ำให้แต่อย่างใด

ศัตรูผักที่พบเห็นอยู่

เรื่องโรค เจ้าของบอกว่า ยังไม่พบ แต่ก็ป้องกัน โดยทำความสะอาดอย่างดี

แมลง ที่ผ่านมา อากาศร้อนแล้งมีเพลี้ยไฟบ้าง แต่เมื่อให้น้ำ เพลี้ยไฟไม่ชอบจึงหายไป

นอกจากนี้ ยังพบว่า มีหนอนบ้าง ทางแก้ไขคือ ใช้น้ำส้มควันไม้ฉีดพ่น ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภคอยู่แล้ว

“ที่ นี่ปลอดสารพิษ 100 เปอร์เซ็นต์ ใช้น้ำส้มควันไม้ล้างออกอยู่แล้ว ล้างด้วยน้ำเปล่า ไม่มีสารตกค้าง จุดเด่น…ของที่นี่ น่าจะเป็นเรื่องทำเล เราอยู่ไม่ไกล ตอนนี้ส่งทุกวันศุกร์ แถวดินแดง สาทร สีลม พระราม 9 ใครอยู่ละแวกนี้พูดคุยได้ โอกาสต่อไปจะเพิ่มขึ้น ผมขับรถส่งเอง ผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจ คนพร้อมที่จะรับประทานผลผลิตปลอดสารพิษอยู่แล้ว ผู้บริโภคซื้อผักปลอดสารพิษตามซุปเปอร์มาร์เก็ตอยู่แล้ว แต่น้อยที่จะเข้าถึงฟาร์ม เพราะว่าส่วนใหญ่อยู่ต่างจังหวัด ฟาร์มต่างจังหวัดเขาเน้นเข้าห้าง ของผมเน้นขายปลีก ส่งถึงบ้านให้ลูกค้า ได้ความสด ราคาซื้อขายก็ไม่สูง เพราะไม่ต้องผ่านผู้ค้าคนกลาง” คุณบอย บอก

คุณ บอย บอกว่า ผักสลัดที่ตนเองปลูกอยู่ นอกจากรับประทานในรูปแบบสลัดแล้ว บางสายพันธุ์ อย่างคอส สามารถลวกน้ำร้อนพอสะดุ้ง จะได้รสชาติดีมาก รับประทานกับน้ำพริก

“คุณพ่อผมชอบผัก บนโต๊ะจึงใช้ผักไฮโดรโปนิกส์ การรับประทานผัก ทำให้รับประทานอาหารคล่องคอ เป็นผลดีต่อสุขภาพ โอกาสต่อไปคงเปิดขายที่หน้าฟาร์ม ยังไม่ได้ขึ้นป้าย คงใช้ชื่อ Be Leaf…ตามที่ผมได้ศึกษา ต้นทุนการผลิตผักแบบนี้ อยู่ที่ต้นละ 10 บาท สำหรับการคืนทุน ไม่รวมที่อยู่อาศัย ปีหนึ่งถึงสองปีก็คืนทุนได้แล้ว” คุณบอย บอก

สำหรับการซื้อขายผักสลัดของคุณบอย ใครไปจอดรถซื้อที่หน้าฟาร์ม จำหน่ายกิโลกรัมละ 120 บาท ส่งถึงที่กิโลกรัมละ 140 บาท

กรณีที่ผู้สนใจอยากผลิตผักเอง คุณบอย บอกว่า ไม่ต้องลงทุนมากนัก พื้นที่เล็กๆ แคบๆ ก็ทำได้

ถามไถ่กันได้ที่ โทร. (081) 923-1132, (081) 341-2795 Email:squareot@gmail.com

กันยายน 14, 2010 Posted by | คำแนะนำด้านพืช, เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | 2 ความเห็น

โรงสีชุมชนบ้านตอยาง และงานผลิตข้าวอินทรีย์ ชาวบ้านร่วมมือ เครือเบทาโกรพัฒนา…สนับสนุน

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 481

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เก็บมาเล่า

พานิชย์ ยศปัญญา panit@matichon.co.th

โรงสีชุมชนบ้านตอยาง และงานผลิตข้าวอินทรีย์ ชาวบ้านร่วมมือ เครือเบทาโกรพัฒนา…สนับสนุน

ที่ ตำบลช่องสาริกา อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี เกษตรกรส่วนใหญ่ ประกอบอาชีพทางด้านปศุสัตว์ และทำพืชไร่ แต่มีบางส่วนทำนา ที่หมู่บ้านตอยาง มีชาวบ้านทำนากันมากกว่าหมู่บ้านอื่น จึงเกิดโรงสีชุมชนขึ้น

บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีบริษัทในเครือตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลช่องสาริกา ได้เข้าไปสนับสนุนโรงสีชุมชน ทางด้านปัจจัยการผลิตจำนวนหนึ่ง รวมทั้งให้คำปรึกษาเรื่องผลิตภัณฑ์และการตลาด ในเบื้องต้นกิจกรรมที่ร่วมกันระหว่างบริษัทและคนในท้องถิ่น คือการผลิตข้าวอินทรีย์ และการแปรรูปผลผลิตข้าว

จากการดำเนินงาน ทำให้สิ่งที่มีอยู่ มีมูลค่าเพิ่มขึ้น แต่เดิมเกษตรกรอาจจะปลูกข้าวพันธุ์ตลาดทั่วไป เมื่อมีการปรับเปลี่ยนปลูกข้าวพันธุ์ใหม่ อย่างข้าวหอมนิล เกษตรกรขายได้เงินเพิ่มขึ้น

โรงสีชุมชนบ้านตอยาง หมู่ที่ 6 ตำบลช่องสาริกา อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี เป็นโรงสีขนาดกำลังการผลิต 3 ตัน สีวันละ 8 ชั่วโมง

การ จัดตั้งโรงสีข้าวชุมชนได้รับงบประมาณจากโครงการมิยาซาว่า จังหวัดลพบุรี เมื่อปี 2546 และในปี 2550 ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากโครงการอยู่ดีมีสุข สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอพัฒนานิคม เพื่อจัดซื้อเครื่องผสมอาหารสัตว์ และเครื่องผลิตปุ๋ยอินทรีย์ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ของตำบลช่องสาริกา

หมู่บ้านตอยาง มีประชากร 943 คน จากจำนวน 237 ครัวเรือน อาชีพหลัก เลี้ยงโคนม ทำนา โดยมีพื้นที่ทำนา ประมาณ 1,400 ไร่ สามารถปลูกข้าวได้ 2 ครั้ง ต่อปี โดยอาศัยน้ำจากคลองชลประทานห้วยส้ม และในช่วงฤดูแล้งอาศัยน้ำในการทำนาจากโรงงาน BFI ผลผลิตข้าว เฉลี่ยประมาณ 700-800 กิโลกรัม ต่อไร่ หรือผลผลิตข้าวรวมทั้งปี ประมาณ 1,050 ตัน ต่อปี ปลูกข้าวปีละ 1 ครั้ง

ผลผลิตประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ใช้บริโภคในชุมชน ส่วนที่เหลือนำไปจำหน่ายให้กับโรงสีต่างๆ ในพื้นที่ เช่น โรงสีในเขตอำเภอพัฒนานิคม และโรงสีในชุมชนเอง

การดำเนินโครงการโรงสี ที่ผ่านมา ชุมชนได้รับงบประมาณจากองค์การบริหารส่วนตำบลช่องสาริกา จำนวน 100,000 บาท เพื่อใช้ในการรับซื้อข้าวเปลือก และซื้อปุ๋ยเคมีให้กับสมาชิกในหมู่บ้าน ดังนั้น จึงทำให้งบประมาณที่มีอยู่ไม่เพียงพอกับการหมุนเวียนซื้อข้าวเปลือกเพื่อนำ มาสีอย่างต่อเนื่องได้ ดังนั้น ชุมชนเห็นว่าแนวทางในการดำเนินโครงการโรงสีให้ประสบความสำเร็จได้นั้น หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจะต้องให้การสนับสนุน การดำเนินการในด้านต่างๆ เช่น งบประมาณ การบริหารงาน การจัดการด้านการผลิตการตลาด รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพข้าวเพื่อการแข่งขันกับผู้ผลิตข้าวรายอื่นๆ ได้

จาก ปัญหาดังกล่าว ฝ่ายสื่อสารองค์กร โดย คุณหมอนพพร วายุโชติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) ได้นำสิ่งต่างๆ ที่กล่าวข้างต้นมาร่วมหารือกับคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลช่องสาริกา ประกอบด้วย นายกองค์การบริหารส่วนตำบล รองนายกองค์การ และประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบล เพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหาร่วมกัน โดยได้สรุปแนวทางการดำเนินการดังนี้

หนึ่ง…องค์การบริหารส่วนตำบล ช่องสาริกาจะจัดสรรเงินงบประมาณเพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียน เพื่อดำเนินงานพัฒนาโรงสีชุมชน จำนวน 700,000 บาท โดยสนับสนุนในลักษณะเงินยืมไม่มีดอกเบี้ย

สอง…โครงการเครือเบทาโกร พัฒนา ช่วยเป็นพี่เลี้ยงในการดำเนินโครงการ เช่น พัฒนาความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน เช่น การบริหารงานกลุ่ม การจัดองค์กร การระดมทุน (ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลช่องสาริกา)

สาม…ฝ่าย สื่อสารองค์กร จัดหานักวิชาการในการพัฒนาระบบการผลิตข้าวให้มีคุณภาพ พัฒนาระบบการบรรจุผลิตภัณฑ์ และการจัดการตลาด และช่วยเหลือระบบการจัดทำบัญชีของกลุ่ม

ขายข้าวได้

แต่ต้องพัฒนาต่อ

ผู้ใหญ่ เนตร อยู่ประจำ ประธานโรงสีชุมชนเล่าว่า การก่อตั้งโรงสี เพื่อให้สมาชิกดำเนินธุรกิจร่วมกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือส่วนรวม โดยใช้หลักคุณธรรมพื้นฐานของมนุษยธรรมและจริยธรรมอันดีงาม เมื่อดำเนินงานแล้วเป็นการประหยัดต้นทุน เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่สมาชิกและส่วนรวม ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม

“วัตถุ ประสงค์ของการตั้งโรงสีก็เพื่อ หนึ่ง…รวบรวมผลผลิตทางการเกษตร และผลิตภัณฑ์ของสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปมาแปรรูปแล้วจำหน่าย สอง…จัดให้มีฉางหรือโรงเรือนเก็บรักษาผลผลิต ผลิตภัณฑ์ สาม…จัดหาพาหนะในการขนส่งผลผลิต สี่…จัดให้มีโรงงานแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร ห้า…ให้เงินกู้แก่สมาชิกเพื่อประกอบอาชีพ หก…หาแหล่งเงินทุนเพื่อดำเนินกิจการ”

ผู้ใหญ่เนตรบอก และกล่าวอีกว่า

“กลุ่ม มีการระดมทุนจากสมาชิกหุ้นละ 50 บาท ทุกวันนี้มีสมาชิกอยู่ 27 คน มี 191 หุ้น รวมเป็นเงิน 9,550 บาท มีคณะกรรมการ 12 คน ปัจจุบันโรงสีข้าวชุมชนบ้านตอยาง ได้ดำเนินการซื้อข้าวเปลือก ส่วนหนึ่งขายข้าวเปลือกออกไป รวมทั้งสีเป็นข้าวสารขาย ที่ผ่านมาซื้อข้าวเปลือกได้ 16,262 กิโลกรัม ขายข้าวสารได้กำไร 30,000 บาท งบประมาณส่วนหนึ่งกู้ยืมจาก อบต.”

คุณประสงค์ บัวแย้ม รองนายก อบต.ช่องสาริกา กรรมการที่ปรึกษาโครงการโรงสีชุมชนบ้านตอยาง กล่าวว่า ที่ผ่านมา โรงสี กู้ยืมเงินจาก อบต. จำนวน 5 แสนบาท ไปซื้อข้าว โดยไม่มีดอกเบี้ย แต่มีข้อจำกัด คือมีเฉพาะข้าวสุพรรณบุรีฯ และชัยนาทฯ แต่ชุมชนต้องการกินข้าวชนิดอื่นด้วย ไม่ว่าจะเป็นข้าวหอมมะลิ ข้าวเสาไห้ ข้าวขาวตาแห้ง ดังนั้น ต้องหาข้าวเพิ่ม เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด

“เครือเบทาโกรมาช่วยเรื่องการตลาด บัญชี ชาวไร่ชาวนาเราไม่เก่ง” คุณประสงค์ บอก

ข้าวอินทรีย์

มีอนาคต

คุณเจริญ หอมหวล เกษตรกรที่ทดลองทำนาอินทรีย์ โดยปลูกข้าวหอมนิล จำนวน 4 ไร่ มีความพึงพอใจไม่น้อย

“ผม เริ่มทำนาอินทรีย์ โดยการเตรียมดินใส่ปุ๋ยขี้วัว เบทาโกรเอากล้าข้าวมาให้ เป็นกล้าข้าวหอมนิล อย่างอื่นที่ทำคือใส่แหนแดงลงในแปลงนา รวมทั้งใส่น้ำส้มควันไม้ ผลผลิตปีแรกไม่ดีเท่าที่ควร ปกติปลูกข้าวชัยนาท 80 ถัง ต่อไร่ ข้าวหอมนิลอินทรีย์ได้ 50 ถัง ต่อไร่ ข้าวชัยนาทขายได้เกวียนละ 11,000 บาท ส่วนข้าวหอมนิลขายได้ 13,000 บาท ผมทำนาหลายไร่ แต่แบ่งมาทำนาอินทรีย์ 4 ไร่ ผลผลิตนำไปสีที่โรงสีชุมชน จะขยายพื้นที่ทำต่อไป” คุณเจริญ บอก

คุณสิฐธิชัย อินทร์สุข ผู้จัดการแผนกชุมชนสัมพันธ์ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทำนาข้าวอินทรีย์ คนมีความเชื่อว่าทำยาก เครือเบทาโกรสนับสนุนปัจจัยบางอย่าง คือพันธุ์ข้าว แหนแดง พาเกษตรกรไปดูงาน ทางเครือเบทาโกรช่วยแนะนำเรื่องตลาด บรรจุภัณฑ์ มีการการันตีว่าเป็นข้าวอินทรีย์ อบต. มีงบประมาณซื้อข้าว นอกจากข้าวหอมนิลแล้ว ยังมีการทดลองทำข้าวอินทรีย์ชัยนาทฯ แต่เป็นนาหว่าน ข้าวหอมนิลเป็นนาดำ

“ตำบลช่องสาริกา มีกว่า 2,000 ครัวเรือน ปลูกข้าว 1,400 ไร่ ผลผลิตซื้อขายกินกันในตำบลน่าจะเพียงพอ ที่ผ่านมาเกษตรกรทำนาเคมี เราปรึกษาชาวนา และกรรมการของโรงสี จะทำอย่างไรผลิตข้าวอินทรีย์ให้ได้ ตอนนี้ทำไปแล้วรุ่นสองรุ่น จะขยายเพิ่มขึ้น อาจจะ 40-50 ไร่ ให้เกษตรกรแบ่งที่ส่วนหนึ่งมาทำ น้ำที่ได้รับการบำบัดจากโรงงานแปรรูป เมื่อปล่อยผ่านที่นาเกษตรกร แปลงต้นๆ ข้าวงามเกินไป แต่แปลงหลังๆ พอดี ที่งามเกินไป ต้องนำน้ำไปตรวจแล้วปรับสูตรปุ๋ยให้กับเกษตรกร ว่าจะใส่อะไรบ้าง” คุณสิฐธิชัย กล่าว

คุณจันทนา โชคพัฒนพงษ์ หรือ ผู้ใหญ่แอน ซึ่งมีส่วนในการพัฒนางานปลูกข้าวอินทรีย์ รวมทั้งโรงสีชุมชน กล่าวว่า ได้พูดคุยกับชาวบ้าน ว่าทำนามีค่าใช้จ่ายอย่างไร มีผู้สนใจปลูกข้าวอินทรีย์กว่า 20 ราย พื้นที่ปลูกน่าจะ 60-70 ไร่

เทคโนโลยี ที่เหมาะสมอย่างหนึ่ง ที่เกษตรกรได้ทดลองทำกันอยู่ คือการปลูกข้าวแบบโยนกล้า ผู้ใหญ่แอนได้ออกแนะนำชาวบ้าน ซึ่งได้รับความสนใจไม่น้อย

โรงสีข้าวชุมชน รวมทั้งการทำนาข้าวอินทรีย์ มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ผู้เกี่ยวข้องบอกว่า น่าจะไปได้ดี เพราะหากมีข้าวหลากหลายสายพันธุ์ ชุมชนไม่ต้องไปซื้อข้าวจากที่อื่นมาบริโภค ขณะเดียวกัน หากผลผลิตมีมาก แถบนั้นเป็นทางผ่าน เป็นเมืองท่องเที่ยว ยามใดที่มีจุดวางขายเหมาะสม จะช่วยให้ขายผลิตภัณฑ์ได้มากกว่าที่เป็นอยู่

ผู้สนใจสอบถามเพิ่ม เติมได้ที่ โทร. (089) 522-1885 หรือถามที่ คุณประสงค์ บัวแย้ม โทร. (089) 242-5750 และคุณสิฐธิชัย อินทร์สุข โทร. (081) 665-9289

โครงการโรงสีชุมชนบ้านตอยาง

หน่วยงานรับผิดชอบ

1. องค์การบริหารส่วนตำบลช่องสาริกา

2. โครงการเครือเบทาโกรพัฒนา

3. ฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน)

เป้าหมาย

1. เพื่อพัฒนาระบบการผลิตข้าวของบ้านตอยาง หมู่ที่ 6 ตำบลช่องสาริกา อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี และการพัฒนาการปลูกข้าวอินทรีย์ ในพื้นที่ จำนวน 400 ไร่

2. เพื่อพัฒนาคุณภาพโรงสีข้าวกลุ่มชุมชนบ้านตอยาง

วัตถุประสงค์

1. เพื่อพัฒนาระบบการปลูกข้าวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การปรับปรุงพันธุ์ข้าว และการปรับปรุงดินให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่

2. เพื่อพัฒนาระบบการบรรจุผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพดีขึ้น

3. เพื่อสนับสนุนการบริหารงานโครงการโรงสีชุมชนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การจัดทำระบบบัญชีการเงินของกลุ่ม การพัฒนาระบบการสีข้าวให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น

วิธีการดำเนินงาน

1. ประสานงานผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อชี้แจงบทบาทความรับผิดชอบ เช่น องค์การบริหารส่วนตำบลช่องสาริกา โครงการเครือเบทาโกรพัฒนา และคณะกรรมการกลุ่มโรงสีข้าวบ้านตอยาง

2. จัดประชุมผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนการดำเนินงาน

2.1 แนวทางการให้การสนับสนุนงบประมาณจากองค์การบริหารส่วนตำบลช่องสาริกา

2.2 การจัดองค์กรกลุ่มโรงสีข้าว เช่น การสรรหาคณะกรรมการบริหารกลุ่มเพิ่มเติม เพื่อแบ่งภาระหน้าที่รับผิดชอบ ในการดำเนินโครงการของฝ่ายต่างๆ

2.3 แนวทางการส่งเสริมและสนับสนุนโครงการเพื่อให้องค์กรมีความเข้มแข็งในด้าน ต่างๆ เช่น การบริหารงาน การผลิต การตลาด และการส่งเสริมเพื่อผลิตข้าวอินทรีย์

3. ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เช่น ศูนย์พัฒนาที่ดิน ศูนย์วิจัยข้าวลพบุรี และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวลพบุรี เพื่อให้ความรู้ด้านวิชาการและสนับสนุนพันธุ์ข้าว ตลอดทั้งเชิญเป็นที่ปรึกษาโครงการผลิตข้าวของตำบลช่องสาริกา

4. จัดทำแผนการปลูกข้าวในพื้นที่นำร่อง

4.1 กำหนดพื้นที่ปลูกข้าว ตามเป้าหมายจำนวน 400 ไร่ โดยแบ่งพื้นที่เพื่อทำแปลงสาธิตการปลูกข้าวอินทรีย์ จำนวน 10 ไร่ เพื่อนำร่องในโครงการ

4.2 กำหนดรูปแบบและวิธีการการส่งเสริมโครงการปลูกข้าวครบวงจร เช่น การส่งเสริม การรับซื้อผลผลิต การบรรจุภัณฑ์

5. การวางแผนด้านการตลาด และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ เพื่อจำหน่ายข้าวสารในพื้นที่ตำบลช่องสาริกา และภายนอก เช่น กลุ่มเครือข่ายของบริษัท เบทาโกร ในกรุงเทพฯ โดยฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท เบทาโกร เป็นผู้ประสานงานกับบริษัทในเครือ

6. การระดมทุนจากทุกหมู่บ้าน ในตำบลช่องสาริกา เพื่อเป็นการสร้างเครือข่าย ระบบการผลิตและการจัดจำหน่าย ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในการระดมทุนจะให้ทุกหมู่บ้านเข้าไปถือหุ้นในกลุ่มโรงสีชุมชน ตามสัดส่วนที่เหมาะสม

7. การพัฒนาศักยภาพขององค์กร (กลุ่มโรงสีข้าว) เพื่อให้มีความเข้มแข็งในการบริหารองค์กรได้ โดยการจัดฝึกอบรมคณะกรรมการบริหารกลุ่มในด้านต่างๆ เช่น การบริหาร ระบบการจัดทำบัญชี ระบบการตรวจคุณภาพสินค้า การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การพัฒนาระบบสีข้าว และระบบการผลิตข้าวอินทรีย์

8. สนับสนุนอุปกรณ์ และเครื่องมือ ในการบริการงาน เช่น อุปกรณ์ สำนักงาน โต๊ะ เก้าอี้ และเครื่องใช้สำนักงานกลุ่ม

9. หน่วยงานที่ปรึกษาให้คำแนะนำ และติดตามนิเทศผลการดำเนินงานกลุ่ม

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

1. สามารถพัฒนาระบบการผลิตข้าวที่มีคุณภาพ ของหมู่ที่ 6 จำนวน 400 ไร่ และจัดระบบการผลิตการตลาดให้กับชุมชน โดยคาดว่าจะได้ข้าวเปลือก ปีละ 600 ตัน หรือสีเป็นข้าวสาร จำนวน 270 ตัน

2. สามารถจัดระบบการบริหารโรงสีข้าวชุมชนบ้านตอยาง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. การมีส่วนร่วมของประชาชน ตำบลช่องสาริกา ในการดำเนินกิจกรรมโรงสีชุมชน

4. เป็นศูนย์การเรียนรู้การปลูกข้าวอินทรีย์ของอำเภอพัฒนานิคม

คณะกรรมการที่ปรึกษาโครงการ

1. นายสัตวแพทย์นพพร วายุโชติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน)

2. คุณดนตรี สุขสว่าง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลช่องสาริกา

3. คุณประสงค์ บัวแย้ม รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลช่องสาริกา

4. คุณชัยชนะ ทาสถาน รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลช่องสาริกา

5. คุณไพศาล ตันตสุทธิกุล รองประธาน สภาอุตสาหกรรมลพบุรี

6. คุณสิทธิชัย อินทร์สุข ผู้จัดการแผนกชุมชนสัมพันธ์บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน)

7. ประธานกลุ่มเกษตรกรตำบลช่องสาริกา

8. ศูนย์วิจัยข้าวลพบุรี

9. ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวลพบุรี

10. คุณเชาว์วัช หนูทอง ประธานเครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษ ละโว้ธานี

11. สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล บ้านตอยาง หมู่ที่ 6

ข้าวหอมนิล

ข้าว หอมนิล เป็นข้าวเจ้าที่มีเมล็ดข้าวกล้องเรียวยาว สีม่วงเข้ม ข้าวกล้องเมื่อหุงสุกจะนุ่ม เหนียว หอม ข้าวสารหุงสุกมีสีม่วงอ่อน นุ่ม และมีกลิ่นหอมเช่นกัน คุณสมบัติที่สำคัญของข้าวหอมนิลคือ ข้าวกล้องมีโปรตีนสูงถึง 12.5 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณคาร์โบไฮเดรต 70 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณ amylose 16 เปอร์เซ็นต์ และยังประกอบไปด้วยธาตุเหล็ก สังกะสี ทองแดง แคลเซียม และโพแทสเซียม ซึ่งสูงกว่าข้าวขาวดอกมะลิ

ประโยชน์ที่ได้รับ

โปรตีน ธาตุเหล็ก และสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีมากกว่าข้าวโดยทั่วไปถึง 7 เท่า ลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง ใยอาหารในข้าวหอมนิลยังช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด

วิธีหุง อัตราข้าว 1 ส่วน ต่อน้ำ 1.5 ส่วน

ข้อแนะนำการใช้ปุ๋ยเคมีในนาข้าว

การปลูกข้าวไวต่อช่วงแสง

จะ เป็นข้าวนาปี หรือนาน้ำฝน ปริมาณธาตุอาหารที่ต้องใส่เพิ่มให้เพียงพอสำหรับข้าวไวแสง จะใส่ปุ๋ยไนโตรเจน (N) 6 กิโลกรัม ต่อไร่ ฟอสฟอรัส (P) 3 กิโลกรัม ต่อไร่ โพแทสเซียม (K) ไม่จำเป็นต้องใส่

ปริมาณการใส่ปุ๋ยสำหรับข้าวนาปี

1. ใช้ปุ๋ยสูตร 16-20-0 ร่วมกับปุ๋ยสูตร 46-0-0 หลังหว่านข้าว 20-25 วัน หรือหลังปักดำ 7-10 วัน ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0 อัตรา 15 กิโลกรัม ต่อไร่ ร่วมกับปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 2 กิโลกรัม ต่อไร่ ระยะข้าวสร้างรวงอ่อน ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 อัตรา 6 กิโลกรัม ต่อไร่

2. ใช้ปุ๋ยสูตร 16-16-8 ร่วมกับปุ๋ยสูตร 46-0-0 หลังหว่านข้าว 20-25 วัน หรือหลังปักดำ 7-10 วัน ใช้ปุ๋ยสูตร 16-16-8 อัตรา 19 กิโลกรัม ต่อไร่ ระยะข้าวสร้างรวงอ่อนใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 อัตรา 7 กิโลกรัม ต่อไร่

การปลูกข้าวไม่ไวต่อแสง

นิยม ปลูกเป็นข้าวนาปรัง หรือข้าวในเขตชลประทาน ปริมาณธาตุอาหารที่ต้องใส่เพิ่มให้เพียงพอสำหรับข้าวไม่ไวแสง ไนโตรเจน (N) 12 กิโลกรัม ต่อไร่ ฟอสฟอรัส (P) 3 กิโลกรัม ต่อไร่ โพแทสเซียม (K) ไม่จำเป็นต้องใส่

ปริมาณการใส่ปุ๋ยสำหรับข้าวนาปรัง

1. ใช้ปุ๋ยสูตร 16-20-0 ร่วมกับปุ๋ยสูตร 46-0-0 หลังหว่านข้าว 20-25 วัน หรือหลังปักดำ 7-10 วัน ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0 อัตรา 15 กิโลกรัม ต่อไร่ ร่วมกับปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 4 กิโลกรัม ต่อไร่ ระยะข้าวแตกกอใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 อัตรา 9 กิโลกรัม ต่อไร่ ระยะข้าวสร้างรวงอ่อนใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 อัตรา 9 กิโลกรัม ต่อไร่

2. ใช้ปุ๋ยสูตร 16-16-8 ร่วมกับปุ๋ยสูตร 46-0-0 หลังหว่านข้าว 20-25 วัน หรือหลังปักดำ 7-10 วัน ใช้ปุ๋ยสูตร 16-16-8 อัตรา 19 กิโลกรัม ต่อไร่ ร่วมกับปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 2 กิโลกรัม ต่อไร่ ระยะข้าวแตกกอใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 อัตรา 9 กิโลกรัม ต่อไร่ ระยะข้าวสร้างรวงอ่อนใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 อัตรา 9 กิโลกรัม ต่อไร่ (ที่มา : กรมพัฒนาที่ดิน)

พันธุ์ข้าวที่นิยมปลูก

การปลูกข้าว ที่บ้านตอยาง โดยส่วนใหญ่จะเป็นการปลูกข้าวนาปรัง ซึ่งสามารถปลูกได้ปีละ 2-3 ครั้ง แต่ส่วนใหญ่จะปลูก 2 ครั้ง ต่อปี พันธุ์ข้าวที่นิยม คือ พันธุ์ชัยนาท 1 และพันธุ์สุพรรณบุรี 1 ซึ่งจะเป็นพันธุ์ข้าวที่ไม่ไวต่อแสง อายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 113-120 วัน ผลผลิต (ข้าวเปลือก) 806 กิโลกรัม ต่อไร่

สำหรับพันธุ์ข้าวหอมมะลินั้นไม่นิยมปลูก เนื่องจากเป็นพันธุ์ข้าวที่ไวต่อแสง จะออกดอกเฉพาะในช่วงเดือนพฤศจิกายนของทุกปี ดังนั้น จึงทำให้เกษตรกรไม่นิยมปลูกในพื้นที่นาปรัง และจะปลูกข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 ซึ่งเป็นพันธุ์ลูกผสม ระหว่างสายพันธุ์ข้าวหอม บีเคเอ็นเอ 6-18-3-2 กับ พีทีที 8506-86-3-2-1 ลักษณะเด่น คือ จะมีกลิ่นหอม นุ่ม คล้ายข้าวขาวมะลิ 105 ผลผลิต (ข้าวเปลือก) เฉลี่ย 650-774 กิโลกรัม ต่อไร่

กันยายน 14, 2010 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ปาล์มน้ำมันเมืองเลย บูมอย่างต่อเนื่อง หนุ่มแม่โจ้ 49 ลุยสานต่อ…เสียงตอบรับดีเยี่ยม

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 481

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เทคโนโลยีการเกษตร

พานิชย์ ยศปัญญา panit@matichon.co.th

ปาล์มน้ำมันเมืองเลย บูมอย่างต่อเนื่อง หนุ่มแม่โจ้ 49 ลุยสานต่อ…เสียงตอบรับดีเยี่ยม

ความ เดิมจากนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ปักษ์ 458 : 1 กรกฎาคม 2552…คุณเมฆ จันทะมน คนเมืองเลย เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โปรแกรมเกษตร จากนั้นไปเรียนต่อระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ที่วิทยาเขตกาฬสินธุ์ ทั้งๆ ที่ไม่มีทุนเรียน ทางบ้านก็ไม่สนับสนุน แต่คุณเมฆกระเสือกกระสน ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ที่จบออกมาได้ ส่วนหนึ่งเพราะใช้พละกำลังเข้าแลก นั่นก็คือ ชกมวย ส่งตัวเองเรียน เขาจบแม่โจ้รุ่น 49

หลังเรียนจบ เขาทำงานหลายที่หลายแห่งด้วยกัน มีทั้งล้มเหลว มีทั้งประสบความสำเร็จ

ก่อนที่จะกลับมายังรวงรังดั่งเดิม เขาลงไปแดนใต้ ทำงานกับบริษัทปาล์มน้ำมัน มีประสบการณ์เกือบ 20 ปี

ชีวิตของคุณเมฆน่าจะสดใส เพราะความรู้ดี มีความมุ่งมั่น แต่โชคชะตาฟ้าได้ลิขิตให้มีอุปสรรคต่างๆ นานา

คุณเมฆเป็นนักวิชาการปาล์มน้ำมันของบริษัทเอกชน มีความเชี่ยวชาญมากที่สุดคนหนึ่ง ในยุค 10 ปีที่ผ่านมา

เขา แต่งงานตั้งหลักปักฐานอยู่ในถิ่นที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งต่างจากบ้านเกิดเมืองนอนของเขาไม่น้อย ว่างเว้นจากงานประจำ เขาเริ่มทำทุเรียนให้ออกนอกฤดู

ตามประสาของนักปฏิบัติ เขาลงมือเองอย่างต่อเนื่อง ปีแรกทุเรียนนอกฤดูคุณภาพดี ส่งต่างประเทศได้ ปีต่อมาเขาลุยตัดแต่งกิ่ง เป็นเรื่องไม่เหลือบ่ากว่าแรง

ขณะที่ทำงาน เพลินๆ อยู่นั้น คุณเมฆพลัดตกจากต้นทุเรียน แรกทีเดียวเจ้าตัวคิดว่าคงไม่สาหัสนัก แต่ปรากฏว่าเลวร้ายกว่าที่คิดยิ่งนัก หลังการรักษา คุณเมฆเดินเองไม่ได้ ต้องใช้อุปกรณ์ช่วย

ผลพวงที่ตามมา ชีวิตคู่ต้องร้างรา เขาพาร่างกายและจิตใจที่บอบช้ำกลับเมืองเลยอย่างทุลักทุเล

แรกๆ ความเป็นอยู่ยังพออยู่ได้ เพราะมีเงินเก็บออมไว้บ้าง แต่นานเข้าทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มมืดมนลง เหมือนแสงยามค่ำที่มีน้อยเต็มทน คุณเมฆประทังชีวิตช่วงหนึ่งด้วยเงินนอกระบบ ที่จ่ายดอกเบี้ยค่อนข้างสูง นอกจากต้องซื้ออยู่ซื้อกินแล้ว เดือนหนึ่งต้องซื้อผ้าอ้อมสำเร็จรูปเป็นเงินกว่าพันบาท

เจ้าตัวยอมรับว่า บางคราวท้อแท้ไม่น้อย

“เป็นคนปกติ ก็ยังยากลำบากอยู่แล้ว” คุณเอกชัย รัตนมงคล แม่โจ้รุ่น 48 รุ่นพี่ของคุณเมฆปีหนึ่งกล่าว

ระหว่าง ที่ชีวิตกำลังสิ้นหวัง แทบไม่มีพลังใจอยู่นั้น “คุณดำ ชุมพร” เพื่อนร่วมรุ่นแม่โจ้ของคุณเมฆ ได้ให้ของวิเศษกับคุณเมฆ เพื่อต่ออายุให้ยืนยาว

ของวิเศษที่ว่านั่นคือ เมล็ดปาล์มน้ำมัน ที่เหมาะต่อการปลูกในท้องถิ่นที่ฝนน้อย ความชื้นไม่มาก คุณเมฆหาเงินทุนก้อนสุดท้ายมาเพื่อเพาะปาล์มน้ำมัน เขานึกในใจว่า หากขาดทุนย่อยยับ ก็ไม่ขออยู่เป็นคนอีกต่อไป ขอให้ชีวิตมลายไปกับงานชิ้นนี้

เขา ทำงานตามกำลังความสามารถ เพาะเมล็ดปาล์มอย่างตั้งใจ เมื่อต้นกล้าพอจำหน่ายได้ เขาได้บอกกล่าวแก่ผู้คนที่สนใจ แรกเริ่มคนสนใจน้อย แต่ต่อมามีมากขึ้น มีคนโทรศัพท์จากหลายพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อติดต่อซื้อไปปลูก เช่น สุพรรณบุรี ชัยนาท ตราด ขอนแก่น พิษณุโลก เพชรบูรณ์ เป็นต้น

นอกจาก ในประเทศแล้ว คนที่ไปทำงานอยู่ต่างประเทศ ยังโทร.มาให้พ่อแม่ซื้อไปปลูก เช่น คนทำงานอยู่สิงคโปร์ให้พ่อซื้อไปปลูกที่หนองบัวลำภู คนทำงานอยู่ออสเตรเลีย สั่งให้ญาติซื้อไปปลูกที่พิษณุโลก

เมื่อ ปี 2552 กล้าปาล์มที่เขามีอยู่กว่า 4,000 ต้น ไม่พอจำหน่าย ดังนั้น เขาจึงรีบเพาะขยาย เพื่อให้ทันต่อความต้องการ โดยเฉพาะฤดูปลูก ปี 2553

ปัจจุบัน คุณเมฆ จันทะมน อยู่บ้านเลขที่ 21 หมู่ที่ 3 ตำบลศรีสองรัก อำเภอเมือง จังหวัดเลย 42100 โทร. (081) 964-1298 และ (083) 408-2868

เมืองเลยปลูกปาล์มได้ผล

พื้นที่ ของจังหวัดเลย ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสลับซับซ้อน จังหวัดนี้เป็นรอยต่อระหว่างภาคเหนือกับอีสาน พื้นที่ส่วนหนึ่งมีอาณาเขตติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประโยชน์อย่างมากมายมหาศาลที่ติดกับลาวนั้น ที่เห็นชัดเจน บ้านเขามีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ มีความชุ่มชื้น ฤดูฝน จึงมีฝนตกตามฤดูกาล สังเกตง่ายๆ ฝนจะพัดมาทางฝั่งประเทศลาว และอ่าวตังเกี๋ย ช่วงหนาว ก็มีลมหนาวพัดจากจีนผ่านลาวมาให้สัมผัส

พื้นที่จังหวัดเลยได้รับอิทธิพลลมฟ้าอากาศจากลาวเต็มๆ

ที่ จังหวัดเลย ทำอะไรได้หลายๆ อย่างเกี่ยวกับการเกษตร อย่างยางพารา ปลูกมานานก่อนอีสานเขียว ที่บ้านกกดู่ พืชพรรณของถิ่นนี้มีความหลากหลายเป็นอย่างยิ่ง

พื้นที่ของจังหวัดเลย ส่วนหนึ่งมีเขตติดต่อกับจังหวัดหนองคาย งานเกษตรที่คนหนองคายทำกัน คนทางจังหวัดเลยก็มักจะทำตาม เช่น การปลูกปาล์มน้ำมัน

ปาล์มน้ำมัน ถือว่าเป็นพืชใหม่ของคนแถบถิ่นนี้ โดยรวมแล้วถือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ เพราะเครื่องจักรเครื่องยนต์ราคาเป็นแสนเป็นล้าน สามารถที่จะปลูกปาล์มน้ำมันแล้วบีบเอาน้ำมันจากปาล์มเติมให้รถวิ่งได้

สถานการณ์ ปัจจุบัน จังหวัดเลยมีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันราว 20,000 ไร่ พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่อยู่อำเภอผาขาว วังสะพุง ปากชม และเชียงคาน ส่วนพื้นที่ปลูกให้ผลผลิตแล้ว มีไม่ต่ำกว่า 5,000 ไร่

เกษตรกรปลูก ปาล์มน้ำมันส่วนใหญ่ใช้พื้นที่ไม่มาก เนื่องจากมีข้อจำกัดในเรื่องของน้ำและที่ราบนั่นเอง เกษตรกรบางคนปลูกปาล์ม 3 ไร่ หากดูแลดีก็ถือว่าพอเพียง และสามารถดูแลรักษาได้ง่าย ต่างจากพื้นที่ปลูกมากๆ 40-50 ไร่ ต้องใช้เงินลงทุนสูง อาจจะก่อหนี้สินในระยะยาวได้

“ตอนนี้ปาล์มที่จังหวัดเลยและจังหวัด ใกล้เคียงได้มีการปลูกเพิ่มมากขึ้น และปาล์มที่ปลูกเมื่อ 3-4 ปี ที่แล้ว เริ่มให้ผลผลิตมากขึ้น จึงมีการตั้งลานเทรับซื้อปาล์มขึ้นในแต่ละแห่งเพื่อรองรับผลผลิตปาล์มไปส่ง ที่โรงงานสุขสมบูรณ์ ที่จังหวัดชลบุรี และส่วนหนึ่งก็จะถูกนำเข้าไปใช้เป็นวัตถุดิบของโรงงานขนาดเล็ก ที่บีบน้ำมันแบบรวมทั้งเปลือกนอกและเมล็ดใน ซึ่งจะเป็นน้ำมันแบบเกรดบีไปส่งที่โรงงานน้ำมันพืชปทุมธานีอีกที” คุณเมฆ บอก

มั่นใจ จึงสานต่อ

อย่างที่แนะนำไปแล้ว มีคนสนใจตอบรับงานปลูกปาล์มน้ำมันไม่น้อย ทั้งนี้ เพราะเกษตรกรเริ่มรู้และเข้าใจพืชต่างถิ่นดีพอสมควรแล้ว

ปาล์ม พันธุ์ “ซีหราด” และ “ลาเม่” ที่คุณเมฆเพาะไว้ตอบสนองความต้องการของผู้ปลูก เป็นพันธุ์ทนแล้ง ผลผลิตเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 4 ตัน ต่อไร่ คุณเมฆแจ้งให้ทราบ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2553 ราคาปาล์มน้ำมันที่จังหวัดเลย กิโลกรัมละ 3 บาท ผลผลิตจำนวน 4 ตัน ต่อไร่ จะสามารถทำรายได้ให้เกษตรกรอย่างดี

ปัจจุบัน ที่จังหวัดเลย ได้เกิดอาชีพที่เกี่ยวเนื่องกับปาล์มน้ำมันไม่น้อย อย่างในตัวเมืองจังหวัดเลย มีการผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์มที่ผลิตในท้องถิ่นบ้างแล้ว

ขณะเดียวกัน เรื่องการซื้อขายทะลายปาล์ม ก็มีหลายรูปแบบ

หนึ่ง…มีอาชีพคนรับซื้อทะลายปาล์มไปป้อนให้กับโรงบีบ ทั้งในท้องถิ่นและชลบุรี

สอง…มีโรงงานขนาดย่อมรับซื้อทะลายปาล์มเพื่อบีบน้ำมันไปส่งที่ชลบุรี และปทุมธานี

คุณ เมฆ บอกว่า ขณะนี้ตนเองอยู่ในช่วงเผยแพร่ความรู้เรื่องปาล์มน้ำมันให้กับเกษตรกร รวมทั้งส่งเสริมต้นกล้าที่มีคุณภาพดี โอกาสต่อไปคงมีโรงงานบีบขนาดเล็กขึ้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับผู้เกี่ยวข้องในการลงทุน

“ความน่าจะเป็นสำหรับ อนาคตของปาล์มจังหวัดเลยและในภาคอีสานก็คือ ตอนนี้กระทรวงพลังงาน กรมวิชาการเกษตรและประเทศญี่ปุ่นได้จับมือกันส่งเสริมปลูกปาล์มที่จังหวัด เลยและจังหวัดใกล้เคียงเพื่อให้มีผลผลิตมากพอที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรทำโรง งานบีบปาล์มขนาดเล็ก ซึ่งกระทรวงพลังงานจะส่งเสริมตัวเครื่องบีบขนาดเล็กนี้เอง และให้ประเทศญี่ปุ่นสร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มขึ้นมารองรับที่จังหวัดเลย เพื่อสกัดเป็นน้ำมันพืชหรือเป็นน้ำมันบี 100 หรือทำอย่างอื่นต่อไป ซึ่งโครงการนี้ถ้าทำได้สำเร็จก็จะเป็นผลดีต่อเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มในจังหวัด เลยและจังหวัดใกล้เคียงอย่างมากๆ โดยไม่ต้องได้ขนน้ำมันปาล์มดิบที่บีบได้ไปขายไกลๆ ถึงจังหวัดปทุมธานี ลดค่าใช้จ่ายเรื่องการขนส่งลงไปได้อีก และมีตลาดรับซื้อผลผลิตของปาล์มที่ใกล้ๆ อีกราคาก็จะเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากค่าขนส่งลดลง ไม่ได้ขนส่งไกลๆ”

คุณเมฆ อธิบายและบอกอีกว่า

“เกี่ยว กับพันธุ์ปาล์มที่ปลูกก็ยังมีปัญหาอยู่เหมือนกัน ในเรื่องได้พันธุ์ที่ไม่เหมาะสมกับทางภาคอีสานและทางภาคเหนือ จากการตรวจสอบดูจากโรงงานขนาดเล็กที่ซื้อปาล์มเข้ามาบีบเอาน้ำมันนั้นยัง ตรวจพบพันธุ์ปาล์มที่เป็นพันธุ์ที่ได้มาจากเก็บเอาลูกใต้โคนมาเพาะปลูกอยู่ มากถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งดูได้จากการกลายพันธุ์ที่มีกะลาหนามากขึ้น ทำให้มีเปอร์เซ็นต์น้ำมันลดลง ไม่คุ้มที่จะซื้อเอามาบีบน้ำมันเพื่อการค้า เป็นปัญหากับโรงงาน ที่ต้องบีบซื้อผลผลิตปาล์มให้ราคาต่ำลงตามไปด้วย ดังนั้น การจะปลูกปาล์มให้คุ้มค่ากับการลงทุนก็ต้องศึกษาให้เข้าใจเกี่ยวกับปาล์มให้ มากๆ ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนปลูกปาล์มไว้เป็นรายได้สักแปลง และปีนี้ผมก็ยังได้นำปาล์มพันธุ์ดีที่เหมาะสมกับทางภาคอีสานและภาคเหนือมา ส่งเสริมให้ได้ปลูกปาล์มพันธุ์ดีเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันแล้ว โดยได้นำสายพันธุ์ซีหราด ของประเทศฝรั่งเศส และพันธุ์ลาเม่ จากประเทศคอสตาริกามาส่งเสริมให้ทางบ้านเราได้ปาล์มพันธุ์ดีไว้ปลูกกันต่อ ไป”

ถึงแม้จะเป็นพืชใหม่ แต่ก็น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อใดที่ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูง หากมีผลผลิตปาล์มน้ำมัน สามารถที่จะแบ่งเบาภาระของประเทศ รวมทั้งผู้ใช้รถทั่วไปได้

ผู้อ่านท่านใด “มีปัญหา ปรึกษาคุณเมฆ จันทะมน คนเมืองเลย” ทุกวันนี้ เขาดัดแปลงรถ พอขับขี่ไปไหนมาไหนได้ไกล

คนจบมาทางด้านการเกษตร ก็เป็นนักสู้อย่างนี้แหละ ทำได้ทุกอย่าง “ยกเว้นข้อสอบ”

พันธุ์ปาล์มทนแล้ง

พันธุ์ ปาล์มที่แนะนำเหมาะสมที่จะปลูกในภาคเหนือและภาคอีสานคือ พันธุ์ “ลาเม่” (Deli x Lame) ของ บริษัท A S D จากประเทศคอสตาริกา และซีหราด (Deli x Lame) ของฝรั่งเศส ผลิตที่ประเทศไอเวอรีโคสต์

ลักษณะพันธุ์

1. เป็นพันธุ์ทางใบสั้น ทนแล้ง จึงสามารถให้ผลผลิตในหน้าแล้งได้ดี ทำให้ขายปาล์มในราคาที่ดี เพราะปาล์มหน้าแล้งมีไม่มาก

2. ต้นสูงช้า เฉลี่ยปีละ 30-40 เซนติเมตร ต่อปี มีผลดีต่อการเก็บเกี่ยวง่ายและเก็บเกี่ยวได้นานถึง 25 ปี

3. ระยะปลูก ใช้ระยะ 8.5×8.5 เมตร หรือ 8.75×8.75 เมตร จะได้จำนวน 26 ต้น ต่อ 1 ไร่

ผลผลิต = 3.5-5 ตัน ต่อ 1 ไร่ ต่อ 1 ปี

4. เหมาะที่จะปลูกในภาคเหนือและอีสาน ที่มีฝนเฉลี่ย 1,400 มิลลิเมตร ต่อ1 ปี โดยมีระบบน้ำให้เพิ่มเติมอยู่ 4 เดือน คือเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นหน้าหนาวไม่มีฝนตก ทดแทนไว้เพื่อป้องกันผลผลิตต่ำ

กันยายน 14, 2010 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | 4 ความเห็น

รณชัย นุชโสภณ…คนเกษตร สุขอย่างยิ่งกับงานที่ทำ

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 480

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

คนเกษตร

พานิชย์ ยศปัญญา panit@matichon.co.th

รณชัย นุชโสภณ…คนเกษตร สุขอย่างยิ่งกับงานที่ทำ

เนินสามชั้น เป็นหมู่บ้านเล็กๆ อยู่ริมถนนสายตราด-แหลมงอบ ชาวบ้านประกอบอาชีพทำสวนยางพารา

คุณรณชัย นุชโสภณ เกิดที่หมู่บ้านนี้ ซึ่งเมื่อก่อนกับปัจจุบัน สภาพแวดล้อมอาจจะเปลี่ยนไปบ้าง แต่ไม่มากนัก

ทั้งๆ ที่ถิ่นกำเนิดของคุณรณชัยขึ้นกับอำเภอแหลมงอบ แต่เขาก็มีโอกาสเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนประจำจังหวัด คือโรงเรียนตราดตระการคุณ เป็นความภาคภูมิใจของเขา ที่ได้เรียนใกล้กรุงเทพฯ กว่าพวกที่เรียนอยู่แหลมงอบ ไม่ว่าจะเป็น ชูเกียรติ ชัชวิล สมคิด ทัศมากร อย่างน้อยก็ใกล้กว่า 20-30 กิโลเมตร

เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 คุณรณชัยและเพื่อนๆ สอบเข้าเรียนต่อที่วิทยาเขตจันทบุรี เพื่อนๆ จากตราดก็มาเรียนต่อหลายคน

เขา ให้เหตุผลว่า ที่ต้องเรียนเกษตรเนื่องจากฐานะทางบ้านไม่ดีนัก การเรียนเกษตรใช้ทุนไม่สูง และที่สำคัญมากนั้น เมื่อเรียนจบ สามารถจะไปประกอบอาชีพในท้องถิ่นได้

“ทุนทางบ้านไม่ค่อยมี พื้นฐานเราทำเกษตรอยู่แล้ว หากไม่ได้ทำอะไรก็กลับมาพัฒนาท้องถิ่น” คุณรณชัย บอก

เมื่อ ปี 2522 วิทยาเขตจันทบุรี ได้รับนักศึกษาใหม่ เข้าเรียนในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ จำนวนกว่า 100 คน หนึ่งในนั้นมีคุณรณชัยอยู่ด้วย ที่มาของนักศึกษา รู้สึกว่าจะมาจากทุกสารทิศ เริ่มจากเหนือสุดมีเชียงราย อุตรดิตถ์ เลย ขอนแก่น อุบลราชธานี ชัยภูมิ ยโสธร ชัยนาท นครปฐม ฉะเชิงเทรา กรุงเทพฯ ทางใต้มีพัทลุง กระบี่ ส่วนภาคตะวันออกมีค่อนข้างมาก

แม้มีป่าปิดรอบทุกขอบทิศ

แต่น้ำจิตไมตรีเรามีให้

วิทยาเขต จันทบุรี เริ่มก่อตั้งมาเมื่อ ปี 2507 เดิมทีเป็นป่ารกชัฏ มีสัตว์ป่านานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นเก้ง กวาง เสือ กระทิง โดยเฉพาะสัตว์ชนิดหลังสุดมีอยู่เป็นจำนวนมาก สถาบันการเกษตรแห่งนี้ จึงได้นิคเนมว่า “เกษตรกระทิง”

คุณสมบัติ พิงกุศล อดีตผู้อำนวยการสถานีทดลองยางโป่งแรด ศิษย์เก่ารุ่นแรกของเกษตรกระทิงเล่าว่า เมื่อก่อนอาคารเรียนมีอยู่หลังเดียว กลางวันเรียนอยู่ชั้นล่าง กลางคืนขึ้นไปนอนชั้นบน มืดค่ำแล้ว เสือจะมาเดินป้วนเปี้ยนอยู่รอบๆ อาคาร

คุณสมบัติเคยเล่าไว้ว่า เมื่อก่อน ช่วงฝนเข้าไปเรียนด้วยความยากลำบาก ต้องนั่งเรือทวนสายน้ำจันทบุรีขึ้นไป ใช้เวลาเป็นวัน หน้าแล้งก็ใช้บริการรถซุง

ปัจจุบัน จะเข้าไปยังสถาบันแห่งนี้ ไปตามถนนสุขุมวิท ถึงสี่แยกเขาไร่ยา เลี้ยวซ้ายไปอีก 20 กิโลเมตรเศษๆ ก็ถึงแล้ว

เมื่อ เริ่มก่อตั้ง สถานะของสถาบันแห่งนี้ คือโรงเรียนเกษตรกรรมจันทบุรี สังกัดกรมอาชีวศึกษา ปัจจุบัน สังกัดมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตจันทบุรี

เนื่องจากอยู่ติดเขาคิชฌกูฏ วิทยาเขตจันทบุรี จึงมีภูมิทัศน์ที่สวยงาม ด้านตะวันออก มีน้ำตกกระทิงไหลรินเอื่อยๆ ในหน้าแล้ง ครั้นเข้าสู่หน้าฝน ยามค่ำคืน จะได้ยินเสียงน้ำตกชัดเจน เป็นดังเสียงเพลงกล่อมนักศึกษาใหม่ ให้คลายคิดถึงบ้าน และความหวาดเกรงต่อการรับน้องใหม่

เพราะอยู่ห่างไกล ล้อมรอบไปด้วยป่า

ไม่แน่ใจว่า เป็นอาจารย์หรือนักศึกษารุ่นพี่ ได้เขียนบทกวีขึ้น

“แม้มีป่าปิดรอบทุกขอบทิศ แต่น้ำจิตไมตรีเรามีให้”

ผู้ที่เข้าไปเรียน แล้วจบออกมา ต่างก็ซาบซึ้งในสถาบันแห่งนี้ มิรู้ลืม

ผู้ที่ไปเยี่ยมเยือน ก็มีความรู้สึกที่ดีเช่นกัน

คุณ รณชัย เข้าเรียนเกษตรด้วยความตั้งใจ เขาพักอยู่หอ ซึ่งเป็นหอของวิทยาเขต เทอมหนึ่งค่าเช่า 200 บาท น้ำ-ไฟพร้อม มีเตียงมีฟูกให้เสร็จสรรพ เขาบอกว่า “ประทับใจ” ขณะที่เรียนอยู่ปี 2 พี่ของคุณรณชัยมาตามให้เขาไปเรียนแพทย์อนามัย ซึ่งหากเข้าเรียน มีหลักประกันว่าได้งานทำแน่นอน แต่คุณรณชัยบอกว่า คิดถึงเพื่อนๆ รักเพื่อนมาก จึงไม่ไปเรียน

การเล่าเรียนเกษตรสมัยก่อน มีการรับน้องใหม่พอสมควร คนที่อยู่บ้านใกล้วันศุกร์ก็เผ่นกลับบ้านแล้ว พวกที่อยู่ไกลๆ แรกๆ ไม่รู้จักใคร ไม่รู้จะไปไหน วันศุกร์และวันเสาร์เลยโดนกันอ่วม แต่รุ่นพี่ก็ดี ไปบอกพวกระยองพวกตราด ให้ชวนพวกที่อยู่ไกลๆ ไปบ้านบ้าง

บ้านของคุณรณชัย เป็นแหล่งพักพิงของคนบ้านไกลเสมอ พวกที่ไปจากจังหวัดเลย รู้สึกจะไปบ่อย แม่ ซึ่งขณะนั้นอายุมากแล้ว เอ็นดูเพื่อนของลูก เหมือนลูกหลานของตนเอง กิจกรรมที่คุณรณชัยจัดให้เพื่อน นอกจากดื่มกันพอสมควรแล้ว เขามักพาเพื่อนเข้าสวนยางพาราที่ปลูกสับปะรดแซม เพื่อนๆ ต่างประทับใจในรสชาติสับปะรด บางครั้งก็ไปเก็บผลไม้ป่า อย่างสีละมัน ลูกคุย

“กินลูกคุย เดี๋ยวจะได้คุยเก่ง” คุณรณชัย แนะนำเพื่อนให้ชิมผลไม้ป่ารสชาติออกเปรี้ยว

บางคราวก็ออกไปเก็บหอยแครงกัน คนที่ไม่เคยลงทะเลถอดเสื้อเก็บหอยแครง ตกเย็นผิวหนังไหม้ไปตามๆ กัน

ขณะ ที่เรียนอยู่ปี 2 คุณรณชัยและเพื่อนรวมแล้ว 3 คน อยากหาประสบการณ์ จึงไปเลี้ยงไก่ ที่ฟาร์มชโลธร อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี พวกเขาทั้ง 3 คน นั่งรถจากจันทบุรี ถึงสี่แยกบ้านบึง รถติดไฟแดงอยู่ อาจจะเป็นเพราะไม่คุ้นทาง 1 ใน 3 คน พยักหน้าส่งซิก (ถึงแล้วเว้ย) ทั้ง 3 คน กรูกันลงรถอย่างพร้อมเพรียง ปรากฏว่า ไฟเขียว รถต้องเดินหน้า ทั้งๆ ที่ถุงทะเล (กระเป๋าสัมภาระ) ยังอยู่ใต้ท้องรถ ทำให้หนุ่มทั้ง 3 คน ต้องวิ่งตามถุงทะเล ดีที่ไม่ต้องไปตามไกลถึงเอกมัย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่มีเพียงครั้งเดียว เพราะตอนพวกเขากลับไปเยี่ยมบ้าน เมื่อกลับมายังเป็นเช่นเดิมอีก เรื่องนี้เกิดขึ้นมาแล้ว 30 ปี โดยที่ไม่มีใครทราบ ทั้ง 3 คน เก็บเงียบ เพราะเกรงว่าจะขายหน้า

ช่วง ที่เข้าเรียนเกษตรใหม่ๆ คุณรณชัยดูเป็นนักกีฬา เพื่อนๆ บอกว่า หมอนี่เป็นนักมวย เจ้าตัวบอกว่า ต่อยมวยเพราะรัก ถือว่าเป็นกีฬาชนิดหนึ่ง

ถาม ว่า ใช้ชื่ออะไร…แรกๆ ดูเขาเขิน ก่อนจะตอบว่า เมื่อก่อนเปลี่ยนชื่อไปเรื่อย เพราะกลัวว่าจะเจอของแข็ง ชื่อที่เคยใช้มี “เหยี่ยวดำ” แล้วก็ “รณชัย” เจ้าตัวบอกว่า ชกอยู่ราว 30 ครั้ง ด้วยกัน

เพื่อน ร่วมรุ่นต่างรู้ดีว่า คุณรณชัยเป็นนักกีฬา มีจิตใจห้าวหาญ รักความยุติธรรม ขณะเดียวกันก็มีจิตใจอ่อนโยน เอื้ออาทรต่อเพื่อนๆ เสมอ เพราะเหตุนี้เอง คุณรณชัยต้องร้องไห้เสียน้ำตาถึง 2 ครั้ง ด้วยกัน ครั้งแรกถูกงูกัด ครั้งที่สองเขาดื่มจัด คงหิวมาก ราวตี 4 ไปปลุกให้เพื่อนๆ หาบะหมี่ให้กิน แต่เวลานั้นจะไปปลุกป้ามาม่า (ชื่อของยายคนขายอาหาร) ก็เกรงใจ ครั้งที่สองรู้สึกว่าคุณรณชัยจะร้องนานหน่อย

หาประสบการณ์ในท้องถิ่น

เพื่อน ของคุณรณชัยเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น แต่เขาตัดสินใจหยุดการศึกษาเล่าเรียนในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ จากนั้นจึงเข้าทำงานเป็นเจ้าหน้าที่สินเชื่อของสหกรณ์การเกษตรเขาสมิง

ราว 10 ปี ที่ทำงานอยู่ในองค์กรแห่งนี้ ทำให้เขาได้รู้เรื่องราวทางการเกษตรมากยิ่งขึ้น มากกว่าที่เคยเรียนมา

“เรา ทำงานอยู่ 10 ปี ได้ประสบการณ์ จากนั้นจึงไปรวบรวมผลผลิตสับปะรดจากตราดไปส่งโรงงานที่มาบข่า จังหวัดระยอง ทำอยู่ 4 ปี ตอนหลังทำงานประกันอีก 10 ปี ตอนนี้หยุดมาทำสวน” คุณรณชัย บอก

งานสองสามแห่งที่คุณรณชัยทำ เจ้าตัวบอกว่า ทำรายได้ให้ดี แต่เพราะตนเองเรียนเกษตรมา สุดท้าย จึงต้องมาจับงานเกษตรอย่างจริงจัง

คุณรณชัย ลงมือปลูกทุเรียน มังคุด ลองกอง เงาะ และยางพารา รวมที่ดินของตนเอง และรับดูแลให้คนอื่นอยู่ด้วย ปัจจุบัน มีกว่า 200 ไร่

ทำเองและรวบรวมผลผลิต

คุณ รณชัย บอกว่า ตนเองและภรรยา คือ คุณสมใจ ลงมือทำสวนผลไม้เองส่วนหนึ่งและรับดูแลซื้อผลผลิตส่วนหนึ่ง ระหว่างปี จึงแทบไม่มีเวลาว่าง อย่างช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน คุณรณชัยจะตัดทุเรียนของตนเอง และสวนต่างๆ ส่งผู้ซื้อ ตัวเขาเองรับผิดชอบเรื่องทุเรียน แต่สมใจรับผิดชอบเรื่องเงาะ

“ทำตรง นี้เหนื่อยกว่า รายได้อาจจะน้อยกว่าที่เคยทำงานมา แต่มีความสุขดีกว่า ชีวิตเราดำเนินอยู่ได้ไม่ใช่แต่เงินอย่างเดียว ทำงานแล้วต้องมีความสุข ทำสวนได้จิตวิญญาณของความสงบสุข ค่าใช้จ่ายทางด้านสังคมน้อยลง จะนอนตื่นสายจะทำกลางคืนก็อิสระ…ถามว่า ทำสวนยากไหม…ง่าย…แต่ต้องทำผลผลิตให้ดี”

คุณรณชัย บอก และกล่าวอีกว่า

“อยาก ทำผลผลิตให้ดีเลิศต้องใช้สารเคมีแรง เราไม่ทำอย่างนั้น เราพยายามศึกษาเรื่องปุ๋ยชีวภาพ ศึกษาควบคู่กัน อะไรเป็นปุ๋ยได้ก็เอามาใช้ กรณีที่ต้องตัดสินใจใช้ เมื่อมีการระบาดของศัตรูพืชแล้ว เราไปตัดทุเรียนส่ง จากสวนต่างๆ กว่า 30 สวน บางอย่างก็ทำไม่ทัน ถึงแม้มีลูกน้อง 3 คน หมดผลไม้ก็วิ่งใส่ยางพาราอีก ปีหนึ่งแทบไม่ว่างเลยแก”

เนื่องจาก เรียนจบมาทางด้านการเกษตร รวมทั้งมีประสบการณ์จากสหกรณ์ คุณรณชัย จะแนะนำชาวสวนอย่างตรงไปตรงมา โดยมีหลักวิชาการอิงประกอบ ปรากฏว่า ผลผลิตของชาวสวนได้ผลดี ความเชื่อความศรัทธาของชาวบ้านที่มีต่อคนเกษตรนามรณชัยจึงมีมากขึ้น

ในฐานะที่เป็นนักเกษตร ได้ทำสิ่งที่ตนเองชอบ ถามว่า มีอะไรฝากไปยังรุ่นหลังๆ ที่เรียนเกษตร…อย่างไรบ้าง

“คน เรียนเกษตรอยากบอกว่า เรียนเพื่อรู้…รู้จริง ให้ตั้งใจ ให้ตั้งคำถามในใจเรา เข้ามาเรียนเพื่ออะไร สนใจอะไรเป็นพิเศษ เน้นเรื่องนั้นให้รู้จริง เราอยากรู้อะไร ให้เรียนรู้ อย่างทุเรียน ต้องรู้จักโรค รู้จักการป้องกัน เมื่อจบไปมีงานรองรับอยู่มาก” คุณรณชัย ให้คำตอบ

คุณรณชัย บอกว่า แนวทางการทำงานของตน เน้นผลิตสินค้าการเกษตรที่มีคุณภาพ แก่จัด เขาพูดไม่ได้พูดเฉยๆ แต่ไปเด็ดลองกองจากต้นมาให้ชิม เขาออกตัวก่อนว่า ยังไม่แก่จัด อาจจะยังไม่หวาน แต่เมื่อชิมแล้ว ถือว่าใช้ได้ ไม่เสียแรงที่เรียนเกษตรมา

ออก จากแปลงลองกอง เขาบอกว่าทุเรียนเขาเก็บแก่จริงๆ แรกๆ ก็ไม่เชื่อ เขาพาเดินดูทุเรียนนกหยิบ พวงมณี ชะนี หมอนทอง ขณะที่เดินๆ อยู่นั้น ได้ยินเสียงดัง “ตุ๊บ” หันหลังไปเป็นทุเรียนนกหยิบผลโตร่วงลงที่พื้น นั่นแสดงว่า ทุเรียนแปลงที่มีอยู่แก่จัดจริงๆ

คุณรณชัยเมื่อ 30 ปีที่แล้ว กับคุณรณชัยในปัจจุบัน ยังเหมือนเดิมอยู่ โดยเฉพาะเรื่องคำพูด (ปาก) ความเอื้ออาทร เขาจะถามว่า “กินข้าวกันหรือยัง..ค้างที่นี่นะ..” ส่วนผลผลิตทุเรียนนั้น ก็ชิมกันจนอิ่มอืด แถมยังขนกลับบ้านอีกต่างหาก เดี๋ยวปีหน้าจะไปอีก

แปลงทุเรียนของคุณรณชัย มีทุเรียนที่น่าสนใจพันธุ์หนึ่งคือ พวงมณี ได้รับการบอกเล่าว่า เป็นพันธุ์ดั้งเดิมแถวจันทบุรี ผลใหญ่สุดราว 3.5 กิโลกรัม หากไว้ผลต่อต้นมาก แต่ทรงพุ่มไม่ใหญ่ ขนาดผลผลิตจะเล็กลง

หากผลพวงมณีขนาดใหญ่ เมล็ดจะเล็ก ขณะเดียวกันหากผลเล็ก เมล็ดจะใหญ่

เนื้อของผลสีจำปาเข้ม สวยงามมาก เนื้อหวาน มีกลิ่นหอม อร่อย ขายได้ราคาดี

จุด เด่นที่เห็นอยู่ เมื่อเปรียบเทียบลำต้น ระหว่างทุเรียนหมอนทองกับพวงมณีแล้ว ลำต้นทุเรียนหมอนทองอ่อนแอต่อโรครากและโคนเน่า ขณะที่พวงมณี ลำต้นสะอาดเกลี้ยงเกลา แข็งแรง เนื่องจากมีเลือดทุเรียนป่ามาก การปฏิบัติดูแลรักษาพวงมณี ได้รับการบอกเล่าว่า ง่ายกว่าหมอนทองและชะนีอย่างมาก

“ทำงานประจำเมื่อก่อนรอสิ้นเดือน เพื่อจะได้เงิน มาทำเกษตรปลูกต้นไม้ รอดูการเจริญเติบโต มีความสุข สุดท้าย สิ่งที่เราได้เป็นผลตอบแทนเป็นเงิน” คุณรณชัย บอก

ปัจจุบัน คุณรณชัย อยู่บ้านเลขที่ 84/17 หมู่ที่ 5 ตำบลวังกะแจะ อำเภอเมือง จังหวัดตราด สถานะปัจจุบัน มีภรรยา 1 คน ทายาท 1 คน ถามไถ่เขาได้ที่ โทร. (084) 911-5159 หรือ คุณสมใจ โทร. (081) 377-4129

ทุเรียนพวงมณี

แหล่งที่พบ จันทบุรี ระยอง ตราด

ลักษณะ ประจำพันธุ์ การจัดเรียงกิ่ง ไม่เป็นระเบียบ, ใบและรูปของใบ รูปไข่ขอบขนาน, ปลายใบเรียวแหลม, ฐานใบ แหลม, ดอกรูปร่างของดอกตูม กลมรี, ปลายดอกตูมมน, ผลและทรงผลรูปรี, ปลายผลแหลม, ลักษณะฐานผลป้าน ความยาวของก้านผล ปานกลาง 5-11 เซนติเมตร, รูปร่างก้านผลขอบนูน, หนามผล รูปร่างหนามผล นูนปลายแหลม

ลักษณะ ทางการเกษตร การเจริญเติบโตของต้นเร็ว, การออกดอก ดกมาก, การติดผลมาก, ผลผลิตต่อต้นต่อปีเมื่ออายุได้ 15 ปี 110-120 ผล, ความยาวของผล 18.38 เซนติเมตร, ความกว้างของผล 14.88 เซนติเมตร, เส้นรอบวงผล 48.16 เซนติเมตร, น้ำหนักผล (เฉลี่ย) 1.36 กิโลกรัม, ความกว้างปากปลิง 1.87 เซนติเมตร, ความยาวของขั้วผลถึงปากปลิง 6.92 เซนติเมตร, น้ำหนักเนื้อ 253 กรัม, ความหนาเนื้อ 0.67 เซนติเมตร, รสชาติของเนื้อหวานมันพอดี, ลักษณะของเนื้อละเอียด, เส้นใยเนื้อไม่มี, ปริมาณน้ำในเนื้อปานกลาง, น้ำหนักเปลือก 948 กรัม, สีเปลือก YG15B,C, จำนวนเมล็ดลีบต่อเมล็ดเต็ม 39/61, ขนาดของเมล็ด ความกว้าง 1.98 เซนติเมตร, ความยาวของเมล็ด 5.26 เซนติเมตร, รูปทรงของเมล็ด ขอบขนาน ,น้ำหนักเมล็ด 159 กรัม, ฤดูกาลเก็บเกี่ยว ตรงตามฤดูกาล, อายุการเก็บเกี่ยว 120 วัน

ทุเรียนนกหยิบ

แหล่งที่พบ ตราด จันทบุรี ระยอง

ลักษณะ ประจำพันธุ์ การจัดเรียง กิ่งไม่เป็นระเบียบ, ใบและรูปร่างของใบ ป้อมโคนใบ, ปลายใบเรียวแหลม, ฐานใบมน, ดอกและรูปร่างของดอกตูม ขอบขนาน, ปลายดอกตูม แหลม, ผลและทรงผล รูปไข่, ปลายผลแหลม ลักษณะฐานผลป้าน, ก้านผลสั้นน้อยกว่า 5 เซนติเมตร, รูปร่างก้านผล ขอบนูน, หนามผลและรูปร่างหนามผลนูนปลายแหลม, หนามผลรอบจุดศูนย์กลางปลายผลไม่มีหนาม, หนามปลายผลตรง, หนามรอบขั้วผลหนามงุ้มเข้า

ลักษณะทางการเกษตร การเจริญเติบโตของต้นเร็ว, การติดดอกปานกลาง, การติดผลปานกลาง, ผลผลิตต่อต้นต่อปีเมื่ออายุได้ 15 ปี จำนวน 80 ผล, ความยาวผล 24 เซนติเมตร, ความกว้างของผล 20 เซนติเมตร, เส้นรอบวงผล 61 เซนติเมตร, น้ำหนักผล 3 กิโลกรัม ความกว้างปลิง 2.06 เซนติเมตร, ความยาวของขั้วผลถึงปากปลิง 3.30 เซนติเมตร, น้ำหนักเนื้อต่อผล 710 กรัม, ความหนาเนื้อ 1.73 เซนติเมตร, สีเนื้อเมื่อสุก YOB, กลิ่นของเนื้อ มีกลิ่นปานกลาง, รสชาติเนื้อ หวานมันพอดี, ลักษณะของเนื้อ ละเอียด, เส้นใยในเนื้อไม่มี, ปริมาณน้ำในเนื้อ ปานกลาง, น้ำหนักเปลือก 1,700 กรัม, สีเปลือก YG148B, เมล็ดกว้าง 3.6 เซนติเมตร, เมล็ดยาว 5.43 เซนติเมตร, รูปทรงของเมล็ดขอบขนาน, น้ำหนักเมล็ด 210 กรัม, ฤดูกาลผลิต ในฤดูกาล, อายุการเก็บเกี่ยว 102 วัน

กันยายน 12, 2010 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

เขียวอำพัน ชมพู่พันธุ์ใหม่ ณ ถิ่นดำเนินสะดวก

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 479

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เทคโนโลยีการเกษตร

พานิชย์ ยศปัญญา panit@matichon.co.th

เขียวอำพัน ชมพู่พันธุ์ใหม่ ณ ถิ่นดำเนินสะดวก

ชมพู่ ยุคเก่าก่อนของไทยมีหลายสายพันธุ์ อาทิ น้ำดอกไม้ แก้มแหม่ม แขกดำ เพชรสายรุ้ง กะหลาป๋า ขาว เขียว นก นาก น้ำ พลาสติค มะเหมี่ยว สาแหรก สากกระเบือ เป็นต้น

ชมพู่หลายสายพันธุ์ ล้มหายตายจากไป แต่มีบางอย่างยังคงอยู่ เช่น เพชรสายรุ้ง ของเพชรบุรี ส่วนน้ำดอกไม้พอพบเห็นบ้างไม่มากนัก

หากเป็นชมพู่ยุคใหม่ขึ้นมาหน่อยก็มีทูลเกล้า เพชรน้ำผึ้ง เพชรสามพราน แดงอินโดฯ

ที่ ครองตลาดอยู่ในปัจจุบัน เป็นสายพันธุ์อื่นไปไม่ได้ นั่นก็คือ…ทับทิมจันท์ การเขียนชื่อชมพู่สายพันธุ์ บางคนเขียนว่า “ทับทิมจันทร์” แต่จริงๆ แล้ว “ทับทิมจันท์” ถูกต้องที่สุด เพราะต้นตอของชมพู่สายพันธุ์นี้ มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ประเทศอินโดนีเซีย ถูกนำเข้ามาปลูกและศึกษาอย่างจริงจังครั้งแรกที่จังหวัดจันทบุรี ด้วยลักษณะของผิวผลที่สวยสดงดงามดังทับทิม จึงตั้งชื่อว่า ทับทิมจันท์

งานพัฒนาพันธุ์ชมพู่ หลักๆ แล้วได้จากสองทางด้วยกัน

ทาง แรก…ได้จากการกลายพันธุ์ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ แมลงทำหน้าที่ผสมให้ ชมพู่ที่ได้จากการกลายพันธุ์ โดยฝีมือมนุษย์ แทบไม่มีให้เห็น แต่บางคราว ผู้ค้าต้นพันธุ์ อาจจะอำว่า ตนเองจับโน่นผสมนี่ จริงๆ แล้วยาก

ทางที่สอง…เป็นทางลัด คือนำเข้ามา อย่างชมพู่เพชรน้ำผึ้ง แดงอินโดฯ (มานาลากี) และสุดท้ายคือทับทิมจันท์

ชมพู่ เป็นไม้ผลที่ปลูกมากแถบภาคกลางและภาคตะวันตก เช่น นครปฐม ราชบุรี สมุทรสาคร สภาพทั่วไปของการปลูก ชาวสวนจะยกร่อง มีน้ำหล่อตรงกลาง อย่างไรก็ตาม พื้นที่สภาพไร่ก็มีปลูกเช่นกัน ปัจจัยที่จะหนุนส่งให้การปลูกชมพู่ประสบผลสำเร็จคือแหล่งน้ำ

ไม้ผลชนิดนี้ หลังปลูกจะให้ผลผลิตเร็ว เพียงปีเศษๆ เจ้าของก็เก็บผลผลิตได้แล้ว จากนั้นก็เก็บผลผลิตไปนาน

เกษตรกร ในพื้นที่ลุ่มภาคกลางและภาคตะวันตก เป็นเกษตรกรหัวไวใจสู้ เปลี่ยนแปลงเร็ว อย่างปลูกลำไยเพชรสาครทะวายแล้วราคาตกต่ำ ก็จะหันมาปลูกชมพู่

หรือปลูกองุ่นแล้วต้นแก่ ก็หันมาปลูกชมพู่แทน

เมื่อปลูกชมพู่สายพันธุ์แรก รายได้ไม่ดี ก็ปลูกสายพันธุ์อื่นแทน

เปรียบ เทียบกับไม้ผลชนิดอื่น ชมพู่ถือว่าสร้างรายได้ให้กับผู้ปลูกไม่น้อย ดังนั้น จะเห็นว่า แถบอำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เกษตรกรจะยืนหยัดผลิตชมพู่ โดยเกษตรกรรายหนึ่ง อาจจะหมุนเวียนปลูกมะพร้าวน้ำหอมแล้วมาปลูกชมพู่ หรือปลูกมะนาว เมื่อมะนาวอายุมากขึ้น ก็มาปลูกชมพู่แทน อย่างนี้เป็นต้น

คุณสุรินทร์ เกียรติหงสา เกษตรกรอยู่บ้านเลขที่ 321 หมู่ 4 ตำบลบ้านไร่ อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ยึดอาชีพปลูกชมพู่มานาน สายพันธุ์ที่ปลูกอย่างเป็นล่ำเป็นสันคือทูลเกล้า เจ้าของบอกว่า ชมพู่ทูลเกล้า สามารถทำให้ออกนอกฤดูได้ดี

ระยะต่อมา คุณสุรินทร์ จึงปลูกชมพู่ทับทิมจันท์ตามเพื่อนชาวสวนคนอื่นๆ แต่ยังคงชมพู่ทูลเกล้าไว้ส่วนหนึ่ง ส่วนใหญ่แล้ว เกษตรกรที่เป็นเพื่อนบ้านของคุณสุรินทร์ จะโละชมพู่พันธุ์เก่าทิ้งทั้งหมด เมื่อปลูกพันธุ์ใหม่ สาเหตุที่เกษตรกรรายนี้ยังคงมีชมพู่ทูลเกล้าอยู่บ้าง เขาบอกว่า เพื่อลดความเสี่ยง อีกทั้งยังเป็นทางเลือกสำหรับผู้ซื้อ

ใน ระหว่างที่คุณสุรินทร์ยกสวนใหม่ เพื่อปลูกชมพู่ทับทิมจันท์นั้น ชมพู่ที่ปลูกใหม่ได้ตายลงจำนวน 3-4 ต้น เจ้าของเห็นว่า มีชมพู่ที่เกิดจากเมล็ดขึ้นอยู่ข้างๆ ร่องสวน จึงขุดย้ายลงปลูกตำแหน่งที่ชมพู่ทับทิมจันท์ตาย

“ชมพู่ที่ขึ้นเองจากเมล็ดมีหลายต้น แต่ผมขุดขึ้นมาแซมต้นที่ตาย” คุณสุรินทร์บอก

ชมพู่ ทับทิมจันท์ที่ปลูกให้ผลผลิตก่อนอย่างแน่นอน จากนั้นก็เป็นทีของชมพู่ที่ได้จากเมล็ดบ้าง มีชมพู่ที่ได้จากเมล็ดต้นหนึ่ง ลักษณะไม่เหมือนใคร เจ้าของจึงเฝ้าดูเป็นพิเศษ เพราะจะบอกว่าเป็นชมพู่ทูลเกล้าก็ไม่ใช่ จะเป็นทับทิมจันท์ก็ยิ่งไม่ใช่ใหญ่

เพราะคุณสมบัติที่โดดเด่น คุณสุรินทร์จึงได้ขยายพื้นที่ปลูก เมื่อมีผลผลิตแล้วทดลองนำออกเผยแพร่ดู ปรากฏว่ามีการตอบรับดี

เมื่อ งานเกษตรแห่งชาติ วันที่ 28 มกราคม 2553 ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เจ้าของได้นำชมพู่เข้าประกวด ปรากฏว่าได้ที่ 2 แพ้ชมพู่จากเพชรบุรีไปเส้นยาแดงผ่าแปด

เจ้าของบอกว่า ชมพู่ที่เกิดจากเมล็ด น่าจะเป็นลูกผสมระหว่างชมพู่ทูลเกล้าและทับทิมจันท์ ลักษณะนั้น เจ้าของอธิบายว่า รูปทรงของผลคล้ายทับทิมจันท์ แต่ผิวผลเขียวกว่าชมพู่ทูลเกล้า บางฤดูกาล โดยเฉพาะอากาศเย็น จะขึ้นสีออกอำพัน จึงตั้งชื่อให้ชมพู่ว่า “เขียวอำพัน”

ชมพู่เขียว อำพัน มีขนาดของผลที่ใหญ่สุดเคยชั่งได้ 4-6 ผล ต่อกิโลกรัม เนื้อกรอบนอก นุ่มใน เนื้อไม่เหนียว ก้นผลสีชมพู มีริ้วสีชมพูที่ผล ซึ่งชมพู่ทูลเกล้าไม่มี ความหวานหากเจ้าของสวนบำรุงรักษาดี ให้น้ำไม่มากนักก่อนเก็บเกี่ยว เคยวัดความหวานได้ 16 บริกซ์ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ชมพู่ความหวานอยู่ที่ 14 บริกซ์

“ปลูกจากต้น เมล็ดมา 6 ปีแล้ว ปัจจุบันมีอยู่ 460 ต้น จุดเด่น ทำให้ออกนอกฤดูได้ง่าย พันธุ์อื่นตอนนี้เริ่มทำออกนอกฤดูยาก ทำแล้วผลสั้น” คุณสุรินทร์บอก

สำหรับ ราคาซื้อขายนั้น เจ้าของบอกว่า เคยขายได้กิโลกรัมละ 60 บาท เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2553 วันไปสัมภาษณ์คุณสุรินทร์ ชมพู่ทับทิมจันท์ขายได้กิโลกรัมละ 20 บาท แต่เขียวอำพันขายได้ 40 บาท เจ้าของบอกว่า การผลิตชมพู่พันธุ์นี้ง่ายกว่าพันธุ์ทั่วไป โดยที่ดูแลรักษาคล้ายกัน แต่ได้ผลผลิตดีกว่า

ผู้สนใจชมพู่พันธุ์นี้ สอบถามกันได้ตามที่อยู่ หรือ โทร. (086) 071-0950

ชมพู่ ผลไม้คุณค่าสูง

ชมพู่ เป็นไม้ผลที่มีคนนิยมปลูกมาก เพราะปลูกง่าย โตเร็ว มีรสชาติหวานกรอบ มีวิตามินซีสูง นิยมนำไปฝากญาติมิตร เพราะเป็นผลไม้ที่ปลอดภัยแก่ผู้บริโภคเนื่องจากการปลูกชมพู่ต้องห่อผล ระยะเวลาการห่อผล 20-25 วัน ฤทธิ์ของสารเคมีต่างๆ หมดลงแล้ว หลังจากซื้อมาแล้วนำมาล้างผลด้วยน้ำสะอาดนิดหน่อย รับประทานได้เลย

ชมพู่จัดเป็นไม้ผลเมืองร้อน มีถิ่นกำเนิดแถบประเทศอินโดนีเซีย อินเดีย จัดเป็นพืชตระกูลเดียวกับหว้า และยูคาลิปตัส

ชมพู่ มีลำต้นค่อนข้างใหญ่ สูงประมาณ 15-25 เมตร ลำต้นขรุขระไม่ตรง แตกกิ่งก้านสาขามาก สีน้ำตาลคล้ำ ใบค่อนข้างใหญ่เรียวยาวเป็นมัน ดอกสีขาวเป็นแบบชนิดดอกสมบูรณ์เพศ ดอกใหญ่มีกลิ่นหอมเล็กน้อย ผลมีลักษณะคล้ายระฆังคว่ำ เนื้อสีขาวถึงขาวขุ่น ภายในผลหนึ่งๆ จะมี 1-3 เมล็ด เวลาแก่จัด เมล็ดจะเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีน้ำตาลเข้ม

สรรพคุณ ของชมพู่และวิธีใช้ ชมพู่มีสรรพคุณใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ ส่วนที่ใช้เป็นยาคือ เนื้อของผลชมพู่ โดยนำเอาเนื้อของชมพู่มาทำเป็นยาบำรุงกำลัง ทำให้เกิดความสดชื่น เพราะมีกลิ่นหอม โดยการเอาเนื้อชมพู่แห้งมาบด หรือรับประทานสดก็ได้ จะเกิดความสดชื่นขึ้นมาทันที สามารถนำมาบำรุงหัวใจได้ เพราะชมพู่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ

คุณค่าทางโภชนาการในผลชมพู่ จะมีน้ำตาล วิตามินเอ (สูง) มีวิตามินซี และวิตามินอื่นๆ มีแร่ธาตุ เช่น ฟอสฟอรัส มีคาร์โบไฮเดรต และอื่นๆ

ผลของชมพู่ มีสรรพคุณใช้เป็นยาชูกำลัง บำรุงหัวใจ และทำให้ชุ่มชื่น ใยของชมพู่ มีสรรพคุณใช้เป็นยาลดไข้ แก้ตาเจ็บ ส่วนเมล็ดชมพู่ ใช้เป็นยาแก้ท้องเสีย

วิธีทำน้ำชมพู่

ส่วนผสม ชมพู่ 5 ผล น้ำเชื่อม 1/3 ถ้วย เกลือป่น 1/4 ช้อนชา และน้ำต้มสุก 2 ถ้วย

วิธีทำ ให้ล้างชมพู่ให้สะอาด ผ่าเอาเมล็ดและไส้ออก หั่นชิ้นเล็กๆ แล้วใส่ลงในโถปั่น ใส่น้ำสุกแล้วปั่นให้เข้ากันดี จากนั้นใส่น้ำเชื่อม เกลือป่น แล้วจึงปั่นอีกครั้งหนึ่ง ให้เข้ากันให้ดี ใส่น้ำแข็งดื่มขณะเครื่องดื่มกำลังเย็น สดชื่น ชุ่มชื่นหัวใจ

กันยายน 10, 2010 Posted by | คำแนะนำด้านพืช, เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | 7 ความเห็น

สวนเพชรรุ่งเรือง ยืนหยัดปลูกสับปะรดพันธุ์เพชรบุรี สับปะรดแกะเนื้อกินได้โดยไม่ต้องปอกเปลือก สร้างรายได้มาต่อเนื่องยาวนาน

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 478

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เทคโนโลยีการเกษตร

พานิชย์ ยศปัญญา panit@matichon.co.th

สวนเพชรรุ่งเรือง ยืนหยัดปลูกสับปะรดพันธุ์เพชรบุรี สับปะรดแกะเนื้อกินได้โดยไม่ต้องปอกเปลือก สร้างรายได้มาต่อเนื่องยาวนาน

เรื่อง ราวของสับปะรดพันธุ์เพชรบุรี ซึ่งวิจัยโดยศูนย์วิจัยพืชสวนเพชรบุรี สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร ได้รับการเผยแพร่สู่สาธารณชนนานพอสมควรแล้ว แต่ก็ยังไม่เป็นที่รู้จักกันมากนัก แต่ราวปีสองปีมานี่เอง ชื่อเสียงของสับปะรดพันธุ์นี้ ดังระเบิดเถิดเทิง

ในงานเกษตร มหัศจรรย์ วันเทคโนโลยีชาวบ้าน ครั้งที่ 2 ณ ห้างสรรพสินค้า เดอะมอลล์ บางแค เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2553 ผู้จัดงานมีตัวอย่างไปแสดงเพียงน้อยนิด แต่ผู้เข้าชมงานมีความต้องการซื้อจำนวนมาก

หลังงานเลิก จึงขออาสาไปพิสูจน์แปลงปลูก เพื่อนำเรื่องราวมาให้ทราบกัน ใครสนใจก็แวะซื้อหาได้ ซึ่งจะระบุที่อยู่ เบอร์โทร.ไว้ ให้ทราบ

เริ่มต้นจากอาชีพรับจ้าง

ปัจจุบัน มีพื้นที่ปลูกกว่า 200 ไร่

สับปะรด พันธุ์เพชรบุรี ออกเผยแพร่สู่เกษตรกรผู้ปลูกนานแล้ว แต่คนสนใจปลูกไม่มากนัก ทราบว่า บางคนปลูกแล้วไถทิ้ง แต่มีเกษตรกรอยู่รายหนึ่ง ที่เริ่มต้นจาก จำนวน 100 ต้น ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกอยู่ 20 ไร่ จำนวน 1.5 แสนต้น เกษตรกรที่ว่าคือ คุณรุ่งเรือง ไล้รักษา อยู่บ้านเลขที่ 136 หมู่ที่ 11 ตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

เดิมคุณ รุ่งเรือง เป็นคนอำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี เข้าไปอยู่ที่ตำบลหินเหล็กไฟเมื่อปี 2515 เขาเริ่มอาชีพรับจ้างทั่วไป จากนั้นเก็บเงินซื้อที่ดินภายในครอบครัวได้ 32 ไร่

เมื่อมีที่ดิน อาชีพเริ่มต้นคือทำพืชไร่ จนกระทั่ง ปี 2526 จึงปลูกสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียเพื่อส่งโรงงาน จากการทำงานอย่างจริงจัง คุณรุ่งเรืองเก็บเงินซื้อที่ดิน ทีละเล็กทีละน้อย ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกสับปะรดกว่า 200 ไร่

นอกจากปลูกสับปะรดอย่าง จริงจังแล้ว คุณรุ่งเรือง ยังเป็นคนที่ใฝ่หาความรู้ เมื่อปี 2541 ราคาสับปะรดส่งโรงงานตกต่ำมากถึง 3 ปีซ้อน กิโลกรัมละ 1.60 บาท คุณรุ่งเรือง พยายามหาสายพันธุ์สับปะรดสายพันธุ์ใหม่มาปลูก เขาสอบถามไปหลายแห่งไม่ว่าจะเป็นทางใต้ ทางเหนือ ทางตะวันออก แต่สุดท้ายมาพบที่ใกล้ๆ บ้านเขานั่นเอง คือสับปะรดพันธุ์เพชรบุรี วิจัยโดยศูนย์วิจัยพืชสวนเพชรบุรี ตั้งอยู่ตำบลสามพระยา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ชื่อใหม่ของสถานที่แห่งนี้ อย่างเป็นทางการคือ “ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบุรี” ยังขึ้นตรงกับสถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

คุณรุ่งเรืองได้ต้นพันธุ์สับปะรดลงปลูกที่แปลงของตนเอง จำนวน 100 ต้น จากนั้นเขาได้ขยายออกจนมีพื้นที่ปลูกมากขึ้น

เพื่อนๆ คุณรุ่งเรืองที่ไปด้วยกัน 4 คน ขยายได้ไม่มากนัก ส่วนใหญ่พื้นที่ปลูกมีอยู่ราว 1 งาน

หลัง มีผลผลิต เกษตรกรรายนี้นำผลผลิตไปจำหน่ายที่ตลาดหัวหิน เขาขายได้กิโลกรัมละ 10 บาท ส่วนสับปะรดทั่วไปราคาไม่ถึง 2 บาท ช่วงนั้นการนำเสนอให้กับลูกค้า เป็นการปอกเปลือกอย่างสับปะรดทั่วไป ไม่ได้แกะตาอย่างทุกวันนี้ แต่ก็ได้รับความสนใจ เพราะจุดเด่นของสับปะรดพันธุ์นี้ อยู่ที่เนื้อสีเหลืองสวย รสชาติหวาน

มั่นใจ จึงขยายเพิ่ม

คุณ รุ่งเรือง บอกว่า ตนเองได้ปลูกสับปะรดพันธุ์เพชรบุรี เปรียบเทียบกับสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียที่ส่งโรงงาน รวมทั้งขายผลสด โดยใช้ปัจจัยการผลิตเท่ากัน ผลที่ออกมา สับปะรดพันธุ์เพชรบุรี รสชาติดีกว่า

เกษตรกรรายนี้ อธิบายคุณสมบัติของสับปะรดพันธุ์เพชรบุรี ว่า ผลสวย มีเอกลักษณ์ตรงที่ปลายผลเจริญไม่เต็มที่ แต่ไม่ถือว่าเป็นข้อเสีย เพราะทรงผลสม่ำเสมออยู่แล้ว ตรงนี้อาจจะเป็นข้อดี ทำให้มีการปลอมปนไม่ได้

“สับปะรด เพชรบุรี เวลาสุก จะสุกพร้อมกันทั้งลูก แต่พันธุ์อื่นเริ่มสุกจากโคนผลก่อน ทำให้ความหวานไม่สม่ำเสมอ…สับปะรดพันธุ์เพชรบุรี เนื้อแห้ง กรอบ ไส้กรอบกินได้หมด เนื่องจากมีกรดน้อย จึงไม่กัดลิ้น” คุณรุ่งเรือง บอก

จุดเด่นอีกอย่างหนึ่ง ที่ฮือฮามากคือ สับปะรดสายพันธุ์นี้ สามารถแกะเนื้อกินได้ ทีละตา โดยไม่จำเป็นต้องปอกเปลือก

เมื่อมีผลผลิต เจ้าของนำผลผลิตไปทดลองตลาด ปรากฏว่าผลตอบรับดี จึงปลูกเรื่อยมา รวมระยะเวลาปลูกจริงจังกว่า 10 ปีมาแล้ว

ปลูกสับปะรด ต้องเอาใจใส่

สับปะรดขยายพันธุ์โดย

หนึ่ง…หน่อดิน เป็นหน่อที่แตกชิดกับพื้นดิน เจริญเติบโตเร็ว

สอง…หน่ออากาศ อยู่ที่โคนขั้วผล เมื่อนำไปปลูกเจริญเติบโตและให้ผลผลิตเร็ว

สาม…หน่อตะเกียง อยู่ใต้ผล เจริญเติบโตรองจากหน่ออากาศและหน่อดิน

สี่…จุก ใช้ทำพันธุ์ได้ แต่ช้ากว่าส่วนอื่น

เจ้าของบอกว่า หน่อที่มีขนาดใหญ่ หลังปลูก 8 เดือน ให้ดอกได้ หน่อขนาดกลาง 9 เดือน ให้ดอกได้ หน่อขนาดเล็ก 10 เดือนให้ดอกได้

การ นำหน่อลงปลูก เจ้าของจะคัดขนาดให้มีความใกล้เคียงกัน เช่น หน่อใหญ่ แยกต่างหาก หน่อกลาง แยกต่างหาก เพราะจะง่ายต่อการจัดการ เช่น การให้ปุ๋ย รวมทั้งการบังคับให้ออกดอก ในแปลงหากต้นต่างกัน มีต้นใหญ่ ต้นเล็ก การออกดอกจะไม่สม่ำเสมอ

เกษตรกรรายนี้ ปลูกสับปะรดเก็บผลผลิตครั้งเดียวแล้วไถปลูกใหม่ เพราะจะง่ายต่อการจัดการ เกษตรกรบางรายปลูกเก็บผลผลิต 1-2 ปี โดยอาศัยหน่อแตกขึ้นมาใหม่ๆ คล้ายๆ การปลูกอ้อย

คุณรุ่งเรือง อธิบายวิธีการเตรียมดินว่า เมื่อเก็บผลผลิตเก็บหน่อ จะตีป่นเปลือกและต้น พร้อมกับใส่ปุ๋ยหมักที่สั่งซื้อจากนครปฐม จำนวน 1 ตัน ทิ้งไว้ 3-6 เดือน บางคราวก็ปีหนึ่ง เมื่อถึงเวลาปลูกก็ไถแล้วยกร่อง โดยทำแปลงกว้าง 40 เซนติเมตร ส่วนทางเดินกว้าง 80 เซนติเมตร ปลูกสับปะรดแถวคู่ ระยะระหว่างต้น 28 เซนติเมตร ระหว่างแถว 40 เซนติเมตร ไร่หนึ่งปลูกได้ราว 8,000 ต้น

ตั้งแต่ปลูก จนบังคับให้ออกดอก หรือเรียกว่า “ฟอร์ซ” ใช้เวลา 8 เดือน

ตั้งแต่ปลูก จนเก็บผลผลิตได้ ใช้เวลา 12-14 เดือน

สับปะรดมีราคาแพงสุดในรอบปี อยู่ราวเดือนสิงหาคม

เจ้า ของบอกว่า สามารถปลูกสับปะรดเดือนไหนก็ได้ ไม่ว่าจะหน้าฝน หน้าแล้ง แต่ปลูกหน้าแล้ง อย่างเดือนเมษายนดีที่สุด เพราะการจัดการง่าย เช่น การเตรียมดิน ปลูกแล้วก็ไม่ต้องรดน้ำ รอจนฝนตกต้นสับปะรดไม่ตาย

หลังปลูก เมื่อดินมีความชื้นบ้าง เจ้าของจะฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดวัชพืช ที่เรียกว่า “ยาคุมหญ้า”

หลัง ปลูกได้ 2 เดือน จึงให้ปุ๋ยทางใบ ที่ประกอบด้วย ยูเรีย 45 กิโลกรัม เหล็ก 5.6 กิโลกรัม สังกะสี 1.5 ขีด และโพแทสเซียม 1.5 กิโลกรัม ผสมน้ำ 1,500 ลิตร ฉีดพ่นให้ 5 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 1 เดือน

ส่วนผสมอย่าง เหล็กและสังกะสี เขามีจำหน่ายตามร้านเคมีเกษตร ไม่ใช่ว่าสังกะสีไม่มีแล้วไปตัดสังกะสีมุงหลังคามาใช้ ผู้สนใจใช้ตามอย่างเกษตรกรรายนี้ ไปถามตามร้าน เขาสามารถบอกได้

ผ่านการให้ปุ๋ยทางใบครั้งสุดท้ายได้เดือนหนึ่ง ใส่ปุ๋ยทางดินที่โคนต้น จำนวนต้นละ 1 ช้อนกาแฟ สูตร 16-16-16

เมื่อ ปลูกได้ 10 เดือน ก็ถึงเวลาบังคับให้สับปะรดออกดอกพร้อมกันทั้งสวน เมื่อก่อนนิยมใช้ถ่านแก๊ส ผสมน้ำหยอดที่ยอดสับปะรด ปัจจุบันเกษตรกรบอกว่า ช้า ไม่ทันใจ

วิธีการใหม่ในการบังคับ ที่เกษตรกรเรียกว่า ฟอร์ซ ประกอบด้วยสารอีทีฟอน 900 ซีซี ยูเรีย 27 กิโลกรัม โบรอน 7 ขีด ผสมน้ำ 1,500 ลิตร ฉีดพ่นไปที่ต้นสับปะรด เจ้าของพ่นให้ราว 2 ครั้ง ห่างกัน 5 วัน แต่ครั้งหลังไม่ผสมโบรอน หลังจากฟอร์ซไป 1 เดือน จะเริ่มมีดอกโผล่ออกมา เมื่อดอกโผล่ได้ 3 เดือน สับปะรดก็เริ่มสุกแก่ เก็บผลผลิตจำหน่ายได้

พื้นที่ ปลูกสับปะรดของคุณรุ่งเรือง 20 ไร่ มีจำนวน 1.5 แสนต้น เจ้าของจะฟอร์ซทีละ 5,000 ต้น ห่างกัน 1 สัปดาห์ ก็จะมีผลผลิตเก็บอย่างต่อเนื่อง

การดูแลรักษา ก่อนเก็บผลผลิตเป็นเรื่องสำคัญ

เจ้า ของแนะนำว่า หลังสับปะรดออกดอกได้ 2 เดือน เจ้าของให้ปุ๋ยทางใบ สูตร 7-12-34 เป็นปุ๋ยเกล็ด โพแทสเซียมซัลเฟต จำนวน 7.5 กิโลกรัม และอาหารเสริมไมเทค (มีธาตุอาหาร 12 ชนิด) ผสมน้ำ 1,500 ลิตร ฉีดพ่นให้ 2 ครั้ง

การห่อผลเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อผลสับปะรดอายุได้ 3 เดือน ก่อนเก็บราว 1 เดือน นั่นเอง ต้นทุนการห่อนั้นเจ้าของบอกว่า ตกผลละ 15 สตางค์

“ต้องห่อ ไม่รู้ว่าแดดจะแรงเมื่อไหร่ ลงทุน 15 สตางค์ ดีกว่าเสียไป 40-50 บาท กระดาษที่ใช้ เป็นหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ มติชน ก็ได้ กระดาษหนาๆ ไม่ดี เพราะซื้อมาเป็นกิโลฯ กระดาษหนาเปลือง” คุณรุ่งเรือง บอก

พื้นที่ แถบคุณรุ่งเรืองทำสวนอยู่ เป็นดินทราย แต่เป็นเรื่องประหลาด ผืนดินแถบนั้น มีไว้สำหรับปลูกสับปะรดจริงๆ เพราะผลผลิตที่ได้รสชาติหวานล้ำลึก

ตลาดไปได้ดี

สับปะรดพันธุ์เพชรบุรี เป็นพืชพรรณที่เยี่ยมยอด ผลผลิตมีรสชาติดี แต่การปลูกและดูแลรักษาต้องดีพอสมควร

มี สิ่งดีๆ แล้ว ดูแลรักษาไม่ดี สิ่งที่มีอยู่ก็คงมีค่าไม่มาก อย่างเช่น นักฟุตบอล มีรองเท้ายี่ห้อเดียวกับ เวย์น รูนีย์ นักเตะสุดฮ็อต ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ คริสเตียโน โรนัลโด้ ของรีลมาดริด แต่ไม่ฝึกซ้อม ก็คงไม่มีประโยชน์

กรณีการนำสับปะรดพันธุ์นี้ไปปลูกก็เช่นกัน หากดูแลไม่ดี ผลอาจจะมีขนาดเล็กลง รสชาติก็หวานสู้ที่เดิมไม่ได้

โดย รวมแล้ว สับปะรดพันธุ์เพชรบุรี ได้ผลผลิตต่อไร่ 7 ตัน สับปะรดปัตตาเวียได้ผลผลิตมากกว่า แต่เมื่อจำหน่ายแล้ว สับปะรดพันธุ์เพชรบุรี ได้เงินมากกว่า

เจ้าของเล่าว่า ก่อนฟอร์ซ ผู้ปลูกสับปะรดจะรู้เลยว่า สับปะรดที่ตนเองปลูกอยู่จะได้น้ำหนักผลเท่าไร

อย่างต้นสับปะรดมีน้ำหนัก 3 กิโลกรัม เมื่อมีผลออกมา จะได้น้ำหนัก 1.5 กิโลกรัม

หากต้นสับปะรดมีน้ำหนัก 4 กิโลกรัม เจ้าของจะได้น้ำหนักผล 2 กิโลกรัม

เอาสองหารน้ำหนักต้นนั่นเอง ที่ได้ตัวเลขแบบนี้ การดูแลต้องดีพอสมควร

สิ่ง หนึ่งที่เป็นผลพลอยได้ค่อนข้างดี ในการปลูกสับปะรดก็คือ การจำหน่ายหน่อ พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกสับปะรด 8,000 ต้น เมื่อเก็บผลผลิต เจ้าของจะแต่งใบ เพื่อให้หน่อเจริญเติบโต หลังจากเก็บผลผลิตแล้ว 2 เดือน จึงเก็บหน่อจำหน่ายได้ สับปะรด 1 ต้น ให้หน่ออยู่ที่ 3-5 หน่อ

การ ซื้อขายสับปะรดพันธุ์เพชรบุรี ปัจจุบันนี้ คุณรุ่งเรือง บอกว่า ซื้อง่าย ขายคล่อง เมื่อปี 2541-2542 จำหน่ายได้กิโลกรัมละ 10 บาท ปัจจุบันขายได้เพิ่มขึ้น

สำหรับผู้ที่อยู่ในกรุงเทพฯ ผลผลิตมีจำหน่ายเป็นช่วงๆ ที่ตลาด อ.ต.ก. สอบถามได้ที่ร้าน “พรหมภัสสร” ใกล้ๆ กับสถานีรถไฟฟ้า และที่ตลาด บอง มาร์เช่ ร้าน “เมตตา”

สำหรับ คุณรุ่งเรือง ติดต่อได้ตามที่อยู่ และเบอร์โทร. (085) 299-6701 ส่วนกรุงเทพฯ ติดต่อที่ คุณกุ้ง ลูกสาวคุณรุ่งเรือง โทร. (085) 185-4261 และ คุณติ๊ก (084) 426-2676

แปลงปลูกสับปะรดของคุณรุ่งเรือง มีชื่อว่า “สวนเพชรรุ่งเรือง” การเดินทางไปสวนแห่งนี้ไม่ยาก

ไป ตามถนนเพชรเกษม ผ่านอำเภอเมืองเพชรบุรี บ้านลาด ท่ายาง ก่อนเข้าชะอำ มีถนนบายพาสไปปราณบุรี เลี้ยวไปตามบายพาส จะไปพบสี่แยก ทางที่จะไปตำบลหนองพลับ น้ำตกป่าละอู วัดห้วยมงคล หลวงปู่ทวดใหญ่ที่สุดในโลก

เลี้ยวขวาไปสักพัก มีสี่แยก หากเลี้ยวซ้ายเข้าวัดห้วยมงคล ให้เลี้ยวขวาไป จะพบที่ทำการ อบต.หินเหล็กไฟ สวนเพชรรุ่งเรือง อยู่เลยไปนิดเดียว เขามีป้ายบอกชัดเจน ส่วนหลังคาบ้านสีเขียว

สับปะรดพันธุ์เพชรบุรี

แกะผลกินได้โดยไม่ต้องปอกเปลือก

กรม วิชาการเกษตรวิจัยสับปะรด “พันธุ์เพชรบุรี” หรือที่รู้จักกันว่า “สับปะรดไต้หวัน” มีลักษณะเด่น บริเวณปลายผลคอดเล็ก ตาค่อนข้างใหญ่และนูนเล็กน้อย ทำให้สามารถแกะผลย่อยออกกินได้ทันทีไม่ต้องปอก รสหวาน หอมแรง และเนื้อกรอบ กำลังได้รับความนิยมอย่างยิ่งในกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ

สำนัก วิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 ได้ให้มีการพัฒนาพันธุ์สับปะรดกว่า 10 ปี จนกระทั่งได้สับปะรดพันธุ์เพชรบุรี หรือที่เรียกกันว่า สับปะรดไต้หวัน ที่กินได้ทันทีโดยไม่ต้องมานั่งปอกเปลือกเหมือนเช่นสับปะรดทั่วไป ซึ่งกำลังได้รับความสนใจจากตลาดอย่างมาก

ลักษณะพิเศษของสับปะรด พันธุ์เพชรบุรีดังกล่าวคือ สามารถแกะผลย่อย หรือตา (fruitlet) ออกจากกันได้ง่าย ทำให้สามารถแกะผลย่อยออกมากินได้โดยไม่ต้องปอกเปลือก อีกทั้งแกนผลยังสามารถกินได้ รสหวานอมเปรี้ยว มีปริมาณกรดต่ำ กลิ่นหอมแรง เนื้อกรอบ สีเนื้อเหลืองอมส้มสม่ำเสมอ ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์ภูเก็ต และสวี 17.7% และ 23.2% ตามลำดับ สามารถปลูกได้ทุกภาคของประเทศไทย

สับปะรด พันธุ์เพชรบุรี เป็นพันธุ์ที่จัดอยู่ในกลุ่ม Queen เช่นเดียวกับพันธุ์ภูเก็ต สวีหรือตราดสีทอง มีทรงพุ่มปานกลาง ใบค่อนข้างสั้น หนามลักษณะเป็นตะขอม้วนขึ้นไปหาปลายใบ มีช่อดอกแบบรวม (Spike) ดอกเกสรตัวผู้และตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน กลีบดอกสีน้ำเงินปนม่วง

สับปะรด พันธุ์เพชรบุรี มีลักษณะผลรวม ทรงเจดีย์ คือด้านล่างของผลใหญ่ บริเวณปลายจะคอดเล็ก ตาบริเวณปลายผลติดกับจุกไม่พัฒนา 2-3 รอบ ผลขนาดปานกลาง น้ำหนักเฉลี่ย 1.00 กิโลกรัม ผลกว้างเฉลี่ย 11.9 เซนติเมตร ผลยาวเฉลี่ย 19.0 เซนติเมตร ตาค่อนข้างใหญ่และนูนเล็กน้อย โดยมีอายุการเก็บเกี่ยวราว 126 วัน มีสีเปลือกผลแก่สีเขียว ผลสุกสีเหลืองอมส้ม (Yog 17 A-B) สีเหลืองอมส้ม (Yog 16 A-B)

สับปะรด พันธุ์เพชรบุรี เดิมเป็นพันธุ์ของประเทศไต้หวัน ในชื่อพันธุ์ Tainan 41 ในปี 2530 โดย คุณสณทรรศน์ นันทะไชย เป็นผู้นำพันธุ์มาจากบริษัทส่งออกสับปะรด

คุณดนัย นาคประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบุรี บอกว่า อีกไม่นานนัก อาจจะมีสับปะรดสายพันธุ์ใหม่ จากศูนย์ออกเผยแพร่

กรกฎาคม 26, 2010 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , , | 8 ความเห็น