ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ทานตะวัน น้ำมันคุณภาพสูง ไม่น้อยกว่าน้ำมันมะกอก เกษตรกรปลูก 75,000 ไร่ ญี่ปุ่นรับซื้อไม่อั้น กันยายน 17, 2010

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 487

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เทคโนโลยีการเกษตร

พานิชย์ ยศปัญญา panit@matichon.co.th

ทานตะวัน น้ำมันคุณภาพสูง ไม่น้อยกว่าน้ำมันมะกอก เกษตรกรปลูก 75,000 ไร่ ญี่ปุ่นรับซื้อไม่อั้น

ทานตะวัน มีปลูกกันมากที่ลพบุรีและสระบุรี โดยทั่วไปเกษตรกรจะปลูกหลังจากเก็บเกี่ยวพืชหลักไปแล้ว เช่น ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เก็บเกี่ยวเดือนกันยายน จากนั้นจึงปลูกทานตะวัน เป็นการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ถึงแม้กำไรสุทธิต่อไร่ไม่สูงนัก แต่เกษตรกรก็มีความพึงพอใจ

ผู้ที่ริเริ่มงานทานตะวันเป็นครั้ง แรกคือ คุณสุพจน์ แสงประทุม ปัจจุบันคือผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 จังหวัดราชบุรี

?ผมเริ่มตั้งแต่ ปี 2527 ทานตะวันเข้ามาในโครงการลดพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง ราคามันสำปะหลังตกต่ำ ผมรับผิดชอบตัวนี้อยู่ เริ่มปลูกกันที่อำเภอพัฒนานิคม ปีแรก 250 ไร่ เอกชนที่เข้าร่วมคือ บริษัท แปซิฟิคฯ ทานตะวันมาบูมจริงๆ ปี 2553-2536? คุณสุพจน์ กล่าว

ถึงแม้จะย้ายไปหลายที่หลายแห่ง แต่ในโอกาสที่มีการพูดคุยเกี่ยวกับทานตะวัน คุณสุพจน์เสียสละเวลา เดินทางจากราชบุรี มาเข้าร่วมงานที่จังหวัดลพบุรี เมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้หลายๆ ฝ่ายได้เห็นตัวตนคนที่เริ่มงานทานตะวันอย่างแท้จริง

งาน ปลูกทานตะวันมีมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ ปี 2527 พื้นที่ปลูกบางปีอาจจะมากถึง 300,000 ไร่ แต่บางปีอาจจะลดลง คนทั่วไปรู้จักทานตะวันเพราะมีการท่องเที่ยว ดูดอกสวยๆ แต่บางคนอาจจะไม่ทราบด้วยซ้ำไปว่า เขานำทานตะวันไปทำอะไร

มีการนำน้ำมันทานตะวันไปเป็นส่วนประกอบของอาหาร

ที่ ผ่านมา พื้นที่การปลูกทานตะวัน 200,000-300,000 ไร่ ปลูกทานตะวันสายพันธุ์ทั่วไป แต่เมื่อ 2-3 ปีมานี้ มีการปลูกทานตะวันสายพันธุ์ที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง

กรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง มีผลดีต่อร่างกาย

ทานตะวันโดยทั่วไป มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว 20-30 เปอร์เซ็นต์

ส่วน ทานตะวันพันธุ์พิเศษ มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว 70-80 เปอร์เซ็นต์ ที่ผ่านมา เกษตรกรผู้ปลูกพันธุ์พิเศษ ขายได้ราคาดีกว่าพันธุ์ทั่วไป กิโลกรัมละ 2 บาท

กรดไขมันไม่อิ่มตัว มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร

หากร่างกายคนเรา ได้รับกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง จำนวนมากๆ โอกาสที่จะมีคอเลสเตอรอลหรือเส้นเลือดตีบตันมีน้อย

พื้นที่ปลูกทั่วไปกว่า 200,000 ไร่

แต่ปลูกพันธุ์น้ำมันคุณภาพสูง 75,000 ไร่

เมื่อ เร็วๆ นี้ มี ?พิธีลงนามบันทึกข้อตกลง โครงการส่งเสริมการปลูกทานตะวันครบวงจร ปี 2553/2554? ที่ห้องเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ โรงแรมลพบุรีอินน์ รีสอร์ท อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี

คุณปรีชา พวงน้อย ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขาลพบุรี กล่าวว่า ผู้เข้าร่วมพิธีลงนาม ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ ธ.ก.ส.จังหวัดลพบุรี สระบุรี นครสวรรค์ และเพชรบูรณ์, ผู้บริหาร สกต., ผู้แทน บริษัท ไทยธุรกิจเกษตร จำกัด, บริษัท แปซิฟิค เมล็ดพันธุ์ จำกัด, บริษัท อีโตชูแมนเนจเมนท์ (ไทยแลนด์) จำกัด และ บริษัท ทรัพย์พูนผลอุตสาหกรรมไซโล จำกัด

คุณพาโชค พงษ์พานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท แปซิฟิค เมล็ดพันธุ์ จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยต้องนำเข้าน้ำมันทานตะวันเพื่อบริโภค ประมาณ 100,000 ตัน ต่อปี เพื่อนำเข้ามาใช้ในอุตสาหกรรม และการบริโภค ทาง บริษัท แปซิฟิคฯ จึงได้ร่วมมือกับภาครัฐดำเนินการส่งเสริมการปลูกทานตะวันในเมืองไทยอย่างต่อ เนื่อง ตั้งแต่ ปี 2528 จนปัจจุบันมีพื้นที่ปลูก 300,000-400,000 ไร่ ต่อปี แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการใช้ในประเทศ

?การปลูกทานตะวันในปัจจุบัน เกษตรกรนิยมปลูกเป็นพืชรุ่นที่ 2 ในพื้นที่ 4 จังหวัด คือ ลพบุรี สระบุรี นครสวรรค์ และเพชรบูรณ์ เป็นพืชทางเลือกและเสริมรายได้ เหมาะแก่การปลูกเป็นพืชรุ่นที่ 2 เนื่องจากทานตะวันเป็นพืชทนแล้ง และวิธีการดูแลรักษาที่ง่ายกว่าพืชรุ่นที่ 2 อื่นๆ นอกจากนี้ น้ำมันทานตะวันก็เป็นน้ำมันพืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ในขณะเดียวกันบริษัทก็ได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ให้ได้น้ำมันที่มีคุณภาพสูง กว่าสายพันธุ์ทั่วๆ ไป หรือที่เรียกว่า…ไฮ โอลีอิค แอซิด เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศ? คุณพาโชค กล่าว

คุณพาโชค กล่าวว่า เนื่องจากญี่ปุ่นต้องการน้ำมันคุณภาพสูงจำนวนมาก ทาง บริษัท แปซิฟิคฯ จึงได้ร่วมมือกับ บริษัท อีโตซูฯ ในการส่งเสริมการปลูกทานตะวันน้ำมันที่มีคุณภาพสูงในเมืองไทย โดยร่วมเสนอโครงการแก่ ธ.ก.ส. และ สกต. ในการดำเนินการส่งเสริมปลูกทานตะวันครบวงจร ปี 2553/2554 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการสร้างหลักประกันทางการตลาด และเสริมสร้างรายได้แก่เกษตรกร มีพื้นที่เป้าหมาย 75,000 ไร่ ใน 4 จังหวัด ได้แก่ ลพบุรี สระบุรี นครสวรรค์ และเพชรบูรณ์ ซึ่งทาง บริษัท แปซิฟิคฯ เป็นผู้จัดการหาเมล็ดพันธุ์ ที่ให้น้ำมันคุณภาพสูง 2 สายพันธุ์ คือ โอลิซัน 2 และโอลิซัน 3 ส่วนบริษัท อีโตซูฯ เป็นผู้ประกันราคารับซื้อขั้นต่ำ และให้ราคาส่วนเพิ่ม เมื่อตรวจสอบคุณภาพได้ตามมาตรฐาน ซึ่งทางบริษัท อีโตซูฯ ได้จัดตัวแทนรับซื้อเพื่อสะดวกแก่การขนส่ง ที่ บริษัท ทรัพย์พูนผลอุตสาหกรรมไซโล จำกัด อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี

คุณ พาโชค กล่าวว่า ปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 2,000 ราย ผู้ร่วมดำเนินการมี 6 ฝ่าย ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. บริษัท อีโตซูฯ บริษัท แปซิฟิคฯ บริษัท ทรัพย์พูนผลฯ และ บริษัท ไทยธุรกิจเกษตร จำกัด

คุณชัยวัฒน์ ปกป้อง รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการ สาขา 5 ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร กล่าวในฐานะประธานในพิธีเปิดงานว่า โครงการปลูกทานตะวันแบบครบวงจร ปี 2553/2554 เป็นโครงการที่น่าสนใจมาก เพราะมีหลักประกันทางการตลาดที่แน่นอน โดยมีสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เกษตรกรสามารถคาดการณ์รายได้ค่อนข้างชัดเจนภายใต้ข้อตกลงและเงื่อนไขร่วมกัน ส่วนเรื่องที่ต้องการฝากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย และพี่น้องเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนี้ให้ความสำคัญเป็นประการต้นๆ คือ เนื่องจากเป็นโครงการนำร่อง ดำเนินการมาเป็นปีที่ 3 ซึ่งในการดำเนินการใน 2 ปีที่ผ่านมา ประสบผลสำเร็จอย่างดี ดังนั้น ควรช่วยกันควบคุมคุณภาพให้ได้มาตรฐานข้อตกลงของโครงการ ซึ่งจะเป็นผลงานและสามารถขยายโครงการในปีต่อๆ ไปอย่างมั่นคง

น้ำมันคุณภาพดี

ไม่น้อยไปกว่าน้ำมันมะกอก

คุณ ชัยยุทธ รื่นจิตต์ ผู้อำนวยการสำนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จังหวัดลพบุรี กล่าวว่า การดูแลเกษตรกรที่ปลูก จะแบ่งเป็นกลุ่ม โดยให้เกษตรกรที่มีความรู้ความสามารถ 1 คน ดูแลลูกกลุ่ม 20 คน พร้อมทั้งมีคู่มือให้ว่าปลูกเมื่อไหร่ ดูแล และเก็บผลผลิตอย่างไร ผู้ที่ปลูกทานตะวันที่ให้น้ำมันคุณภาพสูง จะขายได้ราคาดีกว่าพันธุ์ทั่วไป ซึ่งปีที่แล้ว มีผลทำให้ราคาซื้อขาย เมล็ดทานตะวันทั่วไปสูงขึ้น

?ฤดู ผลิตใหม่นี้ คาดว่าราคาผลผลิตจะดี เพราะประเทศอื่นมีความเสียหายทางด้านการเกษตรจำนวนมาก อยากให้บอกข่าว เราทำกันมาปีที่ 3 แล้ว ทำอย่างไร จะทำผลผลิตให้มั่นคง เมื่อทำได้โพรดักส์ต่างๆ จะตามมา? คุณชัยยุทธ กล่าว

คุณชัยวัฒน์ ปกป้อง รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการ สาขา 5 ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร กล่าวว่า การดูแลเกษตรกร หากดูแลเป็นตัวบุคคลดูแลยาก ต้องดูแลผ่านกลุ่ม ให้ผู้นำกลุ่มช่วยเผยแพร่ความรู้ เกษตรกรบางคนเก่งเรื่องปุ๋ย ก็แนะนำกัน ทางญี่ปุ่นบอกว่า ซื้อผลผลิตได้จำนวนมาก การจำหน่ายผลผลิตหากจำหน่ายราคาแพงเกินไป เขานำไปทำกำไรไม่ได้ อาจจะไปซื้อจากประเทศอื่น อย่างอาร์เจนตินา

คุณพาโชค พงษ์พานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท แปซิฟิค เมล็ดพันธุ์ จำกัด กล่าวว่า เกษตรกรที่อยู่นอกเหนือโครงการ 75,000 ไร่ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นสมาชิก ธ.ก.ส. ก็ได้ หรือไม่เป็นสมาชิกก็ได้ ผู้ที่เป็นสมาชิกก็มีการดูแล ส่วนผู้ที่ไม่เป็นสมาชิก ทางบริษัทให้คำแนะนำอยู่แล้ว อีกอย่างเกษตรกรที่ปลูกทานตะวัน อยู่ในพื้นที่ 4 จังหวัด เป็นรายเก่า ที่ได้รับข้อมูลข่าวสารอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นจะคุ้นเคย ทางบริษัทได้พยายามถ่ายทอดแนวคิด การเพิ่มผลผลิต พยายามให้ปลูกก่อนหมดฝน อย่างไรก็ตาม หากทานตะวันต้นสูงขนาดเข่า หากหมดฝนสามารถให้ผลผลิตได้

คุณ พาโชค กล่าวอีกว่า น้ำมันคุณภาพดีที่ได้จากทานตะวันพันธุ์พิเศษ คุณภาพไม่ด้อยไปกว่าน้ำมันที่ได้จากมะกอกหรือโอลีฟ ดังนั้น เป็นโอกาสของผู้ที่สนใจทำธุรกิจด้านนี้ เพราะต้นทุนการผลิตน้ำมันคุณภาพจากทานตะวันพันธุ์พิเศษ ต่ำกว่าการผลิตจากมะกอก ดังนั้น สามารถทำกำไรได้มากกว่า

ผลผลิตทานตะวัน จากพื้นที่การปลูก 75,000 ไร่ ญี่ปุ่นรับซื้อไปแปรรูปทั้งหมด

เนื่อง จากการปลูกทานตะวันมีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล กระจายอยู่ใน 4 จังหวัด ส่วนใหญ่ปลูกพันธุ์ทั่วไป ดังนั้น การซื้อขายพันธุ์พิเศษ อย่างโอลิซัน 2 และโอลิซัน 3 จึงต้องมีการตรวจสอบ เพื่อป้องกันการปลอมปน ซึ่งการตรวจสอบทำได้ภายในไม่กี่นาที

เหตุที่ต้องมีการตรวจสอบ ก็ดังที่ได้บอกไปแล้วว่า พันธุ์พิเศษ ขายได้ราคาสูงกว่าพันธุ์ทั่วไป กิโลกรัมละ 2 บาท

อย่าง ไรก็ตาม ถ้ามีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและมั่นคง หากพื้นที่ปลูกในไทยทั้งประเทศ ปลูกพันธุ์พิเศษทั้งหมด ญี่ปุ่นสามารถรับซื้อได้ แต่ไม่ใช่ระยะเวลาอันใกล้นี้

ผู้สนใจงาน ปลูกทานตะวัน สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท แปซิฟิค เมล็ดพันธุ์ จำกัด เลขที่ 1 หมู่ที่ 13 ถนนพหลโยธิน ตำบลพระพุทธบาท อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี 18120 โทร. (036) 266-316-9, (036) 267-877-8 หรือ http://www.pacthai.co.th

คำแนะนำการปลูก

ฤดูการปลูก เดือนสิงหาคม-ตุลาคม

อัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ จำนวนเมล็ดพันธุ์ที่แนะนำให้ใช้ 1.0-1.5 กิโลกรัม/ไร่

การเตรียมดิน ไถดะด้วยผาล 3 ตากดินไว้ประมาณ 7 วัน แล้วไถแปรด้วยผาล 7

วิธีการปลูก หยอดหลุมละ 1-2 เมล็ด ถอนแยกให้เหลือ 1 ต้น

ระยะปลูก ระหว่างต้น 35-45 เซนติเมตร ระหว่างแถว 75 เซนติเมตร

การเพิ่มผลผลิต เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มากขึ้น แนะนำให้ใส่ปุ๋ยทางใบ 2-3 ครั้ง ก่อนออกดอก เมื่อทานตะวันอายุประมาณ 40-45 วัน

การให้น้ำ ควรให้น้ำเมื่อต้นทานตะวันแสดงอาการเหี่ยว โดยเฉพาะในระยะทานตะวันกำลังแตกตาดอก และดอกบาน จะทำให้ได้ผลผลิตสูง

การเก็บเกี่ยว เมื่อจานดอกมีสีน้ำตาลเข้ม หรือเมื่ออายุ 100-110 วัน ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศขณะเก็บเกี่ยว

โครงการส่งเสริมการปลูกทานตะวันครบวงจร ปี 2553-2554

ดำเนินโครงการโดย

- ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ลพบุรี สระบุรี นครสวรรค์ และเพชรบูรณ์

- สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. ลพบุรี สระบุรี นครสวรรค์ และเพชรบูรณ์

- บริษัท อีโตชูแมนเนจเมนท์ (ไทยแลนด์) จำกัด

- บริษัท แปซิฟิค เมล็ดพันธุ์ จำกัด

- เกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. และ สกต.ในจังหวัดลพบุรี สระบุรี นครสวรรค์ และเพชรบูรณ์

วัตถุประสงค์ ส่งเสริมการผลิตเมล็ดทานตะวันที่ให้น้ำมันคุณภาพสูงโดยเฉพาะและสกัดน้ำมันเพื่อการส่งออกไปยังต่างประเทศ

พื้นที่เป้าหมาย จำนวน 100,000 ไร่ ในเขตจังหวัดลพบุรี สระบุรี นครสวรรค์ และเพชรบูรณ์

เมล็ดพันธุ์ในโครงการ ใช้เฉพาะเมล็ดพันธุ์แปซิฟิค โอลิซัน 2 และ โอลิซัน 3 เท่านั้น

ช่วงเวลาการปลูก เดือนสิงหาคม-ตุลาคม 2553

เงื่อนไขการซื้อ

1. ให้ราคาเพิ่มอีก 2 บาท/กิโลกรัม จากราคาท้องตลาด ณ วันรับซื้อเมื่อตรวจสอบทานตะวันแล้วว่า ไม่มีพันธุ์อื่นปะปน

2. เกษตรกรผู้ที่นำเมล็ดทานตะวันส่งไซโลด้วยตนเอง รับค่าขนส่งเพิ่ม กิโลกรัมละ 0.50 บาท

3. ราคาหน้าไซโลจะเปลี่ยนแปลงตามราคาท้องตลาด โดยอ้างอิงราคาจากบริษัทน้ำมันพืช

4. การรับซื้อผลผลิตจะยึดตามมาตรฐานการรับซื้อเมล็ดทานตะวันของอุตสาหกรรมน้ำมันพืช

5. มีนักวิชาการร่วมติดตามและให้ความรู้แก่เกษตรกรในพื้นที่ทำโครงการ

6. ราคาการรับซื้อทานตะวันขั้นต่ำ 12.50 บาท/กิโลกรัม (ราคาประกันรวมราคาเพิ่มเติมและค่าขนส่ง)

7. ทางโครงการสงวนสิทธิที่จะไม่รับซื้อเมล็ดทานตะวันที่มีสายพันธุ์อื่นๆ ปลอมปน

 

มะม่วง ที่สมุทรปราการ ยังปลูกได้ ขายดี วิชิต รักษาธรรม ทำสวนได้มาตรฐาน

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 487

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เทคโนโลยีการเกษตร

พานิชย์ ยศปัญญา panit@matichon.co.th

มะม่วง ที่สมุทรปราการ ยังปลูกได้ ขายดี วิชิต รักษาธรรม ทำสวนได้มาตรฐาน

ก่อน จะมีการถมดินสร้างสนามบินสุวรรณภูมิเพียงเล็กน้อย มีโอกาสไปพูดคุยกับเกษตรกรที่ปลูกมะม่วงในแถบนั้น พร้อมกับชิมมะม่วงน้ำดอกไม้ มะม่วงที่ได้ชิมรสชาติเยี่ยมยอดอยู่ในระดับเดียวกันกับทางพระประแดง และอำเภออื่นๆ ของจังหวัดสมุทรปราการ

เหตุที่มะม่วงของถิ่นนี้รสชาติดี เพราะดินที่ปลูกเป็นดินเหนียว เกิดจากการทับถมมานานปี บางช่วงมีน้ำเค็มเข้าถึง ดินลักจืดลักเค็ม

ว่าง เว้นจากการทำข่าวแถวหนองงูเห่าไปนาน เพราะเข้าใจว่า พื้นที่เกษตรคงแทบไม่เหลือแล้ว เครื่องบินโดยสารลำใหญ่ที่ส่งเสียงดัง ต้นไม้คงยอดหด ไม่เจริญเติบโต…มีความเข้าใจอย่างนี้จริงๆ แต่เมื่อได้ไปสัมผัสอีกครั้งหนึ่ง โดยการนำทางของ คุณศักดิ์ชัย ศรีสุวรรณ นักวิชาการเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรปราการ พบว่า ที่จังหวัดสมุทรปราการยังปลูกมะม่วงได้ผลดีอยู่ คุณศักดิ์ชัย บอกว่า พื้นที่รวมๆ แล้ว มีประมาณ 7,000 ไร่ สวนของเกษตรกรที่พาไปดู อยู่ห่างจากสนามบินสุวรรณภูมิทางตรงราว 10 กิโลเมตร เท่านั้น

เน้น มะม่วงน้ำดอกไม้ และเขียวเสวย

คุณ ศักดิ์ชัย นำทางจากสำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งแรกๆ ริมถนนสองข้างทางเต็มไปด้วยป่า เป็นป่าคอนกรีต พอแยกจากถนนสุขุมวิทเข้าไป จึงพบแปลงนาจำนวนมาก

“นั่น! คนนั้นแขนขาด แต่ขยัน ทำข้าวได้ผลผลิตต่อไร่สูงมาก” คุณศักดิ์ชัย ชี้ให้ดูเกษตรกรรายหนึ่งที่มีแขนข้างเดียว

คุณ ศักดิ์ชัย อธิบายว่า เกษตรกรที่ทำนา แล้วใช้เครื่องสูบน้ำ เครื่องจักรอื่นๆ มักประสบอุบัติเหตุเสมอ โดยเฉพาะคนที่ใส่เสื้อแขนยาว มักถูกเครื่องยนต์ดึงแขนเสื้อฉีกขาด บางคนแขนหัก ต้องตัดทิ้ง ดังนั้น หากเห็นเกษตรกรใส่เสื้อหนัง เปลือยกายท่อนบนทำงานอยู่ จงเข้าใจ…นั่นเป็นการสร้างความปลอดภัยให้กับตนเอง ผลที่ตามมาคือ ประหยัด

“แถวนี้ประสบอุบัติเหตุบ่อย บางคนก็ได้รับบาดเจ็บเล็กๆ น้อยๆ” คุณศักดิ์ชัย บอก

เจ้า ถิ่นได้นำทางไปตามถนนที่คดโค้ง บางช่วงผ่านโรงงานอุตสาหกรรม ไม่นานนักก็ถึง บ้านเลขที่ 9 หมู่ที่ 9 ตำบลศีรษะจรเข้ใหญ่ อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ โทร. (02) 346-2562 เจ้าของบ้านคือ คุณวิชิต รักษาธรรม ส่วนภรรยาคือ คุณทองดี รักษาธรรม

คุณวิชิต ทำเกษตรในพื้นที่ 34 ไร่ พื้นที่ส่วนหนึ่งใช้สำหรับเลี้ยงปลา โดยจับปลาจำหน่ายปีละครั้ง พื้นที่ที่เหลือปลูกมะม่วงจำนวน 1,250 ต้น โดยประมาณ สายพันธุ์มะม่วงที่ปลูก คือน้ำดอกไม้ และเขียวเสวย ระยะปลูก 5 คูณ 5 เมตร สังเกตว่า ขนาดของทรงพุ่มไม่ใหญ่นัก ทั้งนี้ เพราะมีการตัดแต่งกิ่งอยู่เป็นประจำนั่นเอง

ผลผลิตมากกว่า 100 ผล ต่อต้น ต่อปี

คุณวิชิตและภรรยาปลูกมะม่วง และผลิตให้ออกนอกฤดูมาแล้วกว่า 10 ปี

เจ้า ของอธิบายว่า ราวเดือนเมษายน หลังจากเก็บผลผลิตหมดแล้ว ตัดแต่งกิ่ง ส่วนจะตัดมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับขนาดของทรงพุ่ม ซึ่งมีตัดตั้งแต่ 20 เปอร์เซ็นต์ แต่บางต้นต้องตัดโกร๋นไม่เหลือใบเลย กรณีของการตัดหมดทั้งต้น ต้องคอยสร้างใบให้มีความพร้อมเสียก่อน จึงจะราดสาร

การดูแลรักษามะม่วงนั้น เจ้าของเน้นปุ๋ยชีวภาพ ฉีดพ่นทางใบให้

สูตร ที่ใช้อยู่เป็นประจำเจ้าของหมักเอง ประกอบด้วยกากน้ำตาล สับปะรด หอยเชอรี่ มะม่วงสุก นำสิ่งเหล่านี้มาหมัก เมื่อได้ที่นำน้ำหมักผสมน้ำฉีดพ่นให้ 2-3 ครั้ง

เมื่อต้นสมบูรณ์ เดือนพฤษภาคม ราดสารให้กับมะม่วงเขียวเสวย เดือนกรกฎาคม ราดสารให้กับมะม่วงน้ำดอกไม้

สาร ที่ราดให้เรียกอย่างเป็นทางการ คือสารยับยั้งการเจริญเติบโต มีจำหน่ายตามร้านเคมีเกษตรทั่วไป เขามีบอกอัตราการใช้อย่างชัดเจน อย่างทรงพุ่ม 5 เมตร ใช้เท่านั้นเท่านี้ เกษตรกรรายนี้บอกว่า สำหรับมะม่วงเขียวเสวย ออกดอกยาก ควรใช้มากกว่าอัตราที่แนะนำครึ่งหนึ่ง

หลังราดสารได้ 50 วัน ฉีดพ่นไทโอยูเรียและโพแทสเซียม เพื่อเรียกดอก

วิธี การดูแลรักษา เพื่อให้มะม่วงออกดอกไม่ยาก แต่ที่ยากกว่าคือ การทำให้ติดผล ขณะที่มีดอกแล้วฝนชุก การติดผลจะน้อย เพราะส่วนหนึ่งดอกจะเน่าเสีย

คุณวิชิต บอกว่า ตนเองเริ่มเก็บมะม่วงขายได้เดือนพฤศจิกายน ไปหมดเอาราวเดือนมีนาคม ก่อนฤดูนิดหนึ่ง

มะม่วงที่เกษตรกรรายนี้ปลูกได้ มีขนาด 2-4 ผล ต่อกิโลกรัม

ผลผลิตที่ได้นั้น เกษตรกรบอกว่า มะม่วงเขียวเสวย เก็บผลผลิตได้ 100 ผล ต่อต้น ต่อปี ส่วนน้ำดอกไม้ เก็บได้ 120 ผล ต่อต้น ต่อปี

ราคา ที่จำหน่าย เดือนพฤศจิกายน 2552 จำหน่ายได้กิโลกรัมละ 45 บาท พอถึงเดือนมีนาคม 2553 จำหน่ายได้กิโลกรัมละ 35 บาท เป็นราคาจากสวน บางครั้งเจ้าของก็นำไปส่งที่ตลาดหัวตะเข้ (ศีรษะจรเข้)

เมื่อถึงผู้ซื้อกิน ราคาจะขยับสูงถึงเท่าตัว ปีที่ผ่านมา เจ้าของบอกว่า มะม่วงขายได้ราคาดี

“บ่อปลา เลี้ยงปลาเบญจพรรณ จับปีละครั้งโดยประมาณ ส่วนผลผลิตมะม่วง แม่ค้าจากพระประแดงก็มาซื้อที่นี่” คุณวิชิต บอก

ยังทำได้ดีอยู่

คุณวิชิต บอกว่า สวนของตนเองอยู่ห่างจากสนามบินสุวรรณภูมิราว 10 กิโลเมตร ได้ยินเสียงเครื่องบินบ้าง แต่ไม่มีปัญหาอะไร

โดยสภาพทั่วไป น้ำยังดีอยู่ ดังนั้น คงทำสวนมะม่วงไปได้อีกนาน เพราะตนเองยังหนุ่มแน่น อายุเพียง 50 ปี

“ทำงานกันสองคน ลูกกำลังเรียน มาช่วยช่วงวันหยุด ปิดเทอม” คุณวิชิต บอก

คุณ ศักดิ์ชัย ศรีสุวรรณ บอกว่า สวนมะม่วงของคุณวิชิต เป็นสวนมาตรฐาน ทำมะม่วงได้คุณภาพดี ทางสำนักงานเกษตรจังหวัด พยายามจะส่งเป็นสวนตัวอย่าง

“ทุกวันนี้ สวนมาตรฐานมีอยู่พอสมควร” คุณศักดิ์ชัย บอก

นิตยสาร เล่มนี้ออกเดือนกันยายน นับไปอีกเพียงเล็กน้อย เมื่อถึงเดือนพฤศจิกายน คงเริ่มมีผลผลิต ผู้สนใจมะม่วงที่รสชาติดี หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว โทร.ไปถามไถ่กันได้

นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ก็จะหาโอกาสไปพิสูจน์ ว่ารสชาติจะเหมือนกับเมื่อ 10 ปี ที่แล้วหรือไม่

แนวทางในการส่งเสริมการเกษตรตามเศรษฐกิจพอเพียงของเกษตรจังหวัด

จังหวัด สมุทรปราการนั้นมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นคือ มีความเป็นสังคมเมืองและสังคมชนบทอยู่ในตัว ดังนั้น แนวทางการส่งเสริมเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของจังหวัด เราจะสนับสนุนให้เกษตรกรทำการเกษตร โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นฐานในการคิดและนำมาปรับใช้กับบริบทของ พื้นที่การเกษตร เน้นปลูกพืช-ผัก ที่มีอยู่ในท้องถิ่น ให้ปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือน เหลือจำหน่าย โดยจะเน้นชุมชนสัมพันธ์ก่อนคือ เมื่อผลิตแล้วในชุมชนนำมาแบ่งปันแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน สร้างความเข้มแข็งให้กับวิถีชีวิตของคนในชุมชนก่อน เมื่อเหลือก็จำหน่าย โดยเน้นตลาดในจังหวัดบริเวณที่เป็นสังคมเมือง สิ่งที่เน้นให้เกษตรกรรับรู้ เข้าใจ และเข้าถึงและดำเนินชีวิตบนเส้นทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หลังจากนั้น ก็ขยายเครือข่ายเชื่อมโยงเกษตรกรกับเกษตรกร ชุมชนกับชุมชน และสังคมกับสังคม เพื่อให้กลมกลืนและสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข บนความแตกต่างของบริบทที่เป็นอยู่ และที่สำคัญเราพยายามส่งเสริมให้เกษตรกร

1. มีความภาคภูมิใจในอาชีพของตน

2. อยู่ในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรีเทียบเท่าอาชีพอื่น

3. สร้างปราชญ์เกษตรขึ้น โดยเน้นองค์ความรู้ที่เป็นภูมิปัญญา หรือ Tacit knowledge ที่มีอยู่มาเผยแพร่สู่สาธารณชน เพื่อคนรุ่นหลังนำไปต่อยอดในการสร้างอาชีพหรือพัฒนาอาชีพ

4. ถอดบทเรียนจากการประกอบอาชีพของตนเป็นคลังสมอง คลังอาชีพ คลังความรู้ สู่สากลให้ได้

เราไม่ต้องการบอกว่า เราจะสร้าง Smart Farmers แต่เราจะทำให้เกษตรกรเป็น Smart Farmers ได้ด้วยตัวเกษตรกรเอง โดยเราแค่เป็นพี่เลี้ยง

 

ฝ่าสายฝนฉ่ำ…ไปชิมมังคุดและทุเรียน ต้นอายุกว่า 200 ปี ที่แหลมทราย หลังสวน ชุมพร

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 486

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

ผลิตผลน่าชิม

พานิชย์ ยศปัญญา panit@matichon.co.th

เฝ่าสายฝนฉ่ำ…ไปชิมมังคุดและทุเรียน ต้นอายุกว่า 200 ปี ที่แหลมทราย หลังสวน ชุมพร

เส้นทางทำข่าวสายใต้ มีเรื่องราวให้ทำมากมาย เริ่มตั้งแต่ชุมพร ไปจนถึงยะลา

มี อยู่คราวหนึ่ง เพลิดเพลินกันตั้งแต่หาดใหญ่ เลยไปถึงเบตง เมืองอะไรก็ไม่รู้ช่างสวยงามและมีเสน่ห์น่าแวะเวียนไปจริงๆ แต่ช่วงนี้ต้องขอตัวก่อน ไปแถวชุมพรและสุราษฎร์ธานี นี่ก่อนก็แล้วกัน

ฤดูฝน ปี 2553 ถือว่าเป็นโอกาสดีอีกครั้งหนึ่ง ที่ได้ตระเวนลงไปทางใต้กัน มีโอกาสได้แวะทำงานหลายที่หลายแห่ง

ไม่ว่าจะเป็นที่อำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร รวมทั้งแปลงเกษตรทั้งของรัฐและเอกชน ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ก่อน ลงใต้ นัดกับ คุณลุงสำเริง รัชเวชย์ เจ้าของสวน 200 ปี ว่าจะแวะไปพูดคุยแล้วก็ชิมผลไม้ สวนนี้ ตั้งอยู่ เลขที่ 5 หมู่ที่ 11 ตำบลแหลมทราย อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร

วันก่อนที่จะแวะขึ้นมาชุมพร พักค้างคืนกันที่เกาะพะงัน ตั้งใจว่า จะข้ามฝั่งกัน 08.00 น. เมื่อนำรถไปเข้าคิวขึ้นเรือ ปรากฏว่า คิวเต็ม ต้องรอเที่ยว 11.00 น. ใช้เวลาข้ามเรือจากเกาะพะงัน ถึงฝั่งอำเภอดอนสัก เกือบ 3 ชั่วโมง ทำให้การเดินทางต้องล่าช้า เวลาที่นัดหมายกับคุณลุงสำเริงต้องเลื่อนไปเกือบมืดค่ำ ระหว่างทางต้องเจอฝน รถจึงใช้ความเร็วได้ไม่มาก

“มาถึงกันอย่างทุลักทุเลเลยนะ” คุณลุงสำเริง ทัก

สำหรับพวกเรา การเดินทางไกล เป็นเรื่องปกติธรรมดาอยู่แล้ว

หลัง ทักทาย พร้อมกับพูดคุยกันได้สักพัก นอกจากคนไกลที่ไปเยี่ยมแล้ว ผู้ที่มาสมทบพูดคุยด้วยคือ คุณประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา คุณอุไรวรรณ นาคอุดม คนชุมพร ที่ไปอยู่อังกฤษนานถึง 20 ปี และเพื่อนบ้านอีก 2-3 คน

นั่ง ได้สักพัก คุณป้าพรรณราย ภรรยาคุณลุงสำเริง ยกมังคุดมาให้ได้ลิ้มชิมรสกัน ต้นมังคุดที่ผลวางอยู่ตรงหน้าผู้ไปเยือน อายุเกือบ 200 ปี เจ้าของแนะนำว่า เปลือกมังคุดอาจจะแข็งนิดหนึ่ง แต่เนื้อในแห้งและกรอบ เมื่อทดลองชิมดู ปรากฏว่าเป็นจริงดังคำแนะนำ มังคุดสวนนี้กินได้ทุกลูกจริงๆ

นอกจาก มังคุด ยังมีทุเรียน ที่ต้นอายุมากกว่า 200 ปี เจ้าของบ้านได้แกะให้ชิม ทุกคนที่ไปต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า อร่อย รสชาติหวาน เนื้อละเอียด มัน เนื้อของทุเรียนอาจจะไม่มากเท่ากับชะนีหรือหมอนทอง แต่ก็ได้รสชาติของทุเรียนอย่างแท้จริง

พวกเรานั่งชิมผลไม้ไป พูดคุยกันไป บางคราวตั้งคำถาม แล้วไม่ค่อยได้สนใจคำตอบเท่าที่ควร เพราะมีผลไม้มาทำลายสมาธิ…อัดเทปไว้แล้วมาแกะทีหลังก็ได้

กลุ่มของพวกเราบางคนบอกว่า ได้ชิมผลไม้ที่ได้จากต้นที่อายุมากๆ แล้ว จะทำให้อายุผู้ชิมยืนยาวยิ่งขึ้น

คุณ ลุงสำเริง บอกว่า ปีนี้อากาศแล้งร้อนกว่าปีก่อนๆ แต่เนื่องจากสวนที่ปลูกผสมผสาน พื้นที่กว่า 30 ไร่ ต้นไม้ทุกต้นปลูกด้วยเมล็ด มีระบบรากแข็งแรง ระบบนิเวศสมดุล จึงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก แต่ผลผลิตนั้นลดลงบ้าง คุณลุงบอกว่าเป็นเรื่องปกติ ต้องพบต้องเจออยู่แล้ว สามารถรับมือได้

ท่าน ส.ว.ประสงค์ ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับสวนแบบดั้งเดิม และอายุมากๆ อย่างสวนคุณลุงสำเริงว่า

“สวน ผลไม้ทั่วๆ ไป กำลังเสื่อม เพราะว่าเปลี่ยนสภาพเป็นสวนสมัยใหม่เสียหมด มีน้อยจะเก็บรักษาไว้ ผู้ที่เก็บไว้จะมีความสำคัญในพื้นที่ อย่างที่นี่เป็นการเก็บอดีตของเมืองหลังสวนไว้ เดี๋ยวนี้หลังสวนจะเป็นสวนปาล์มหมดแล้ว มังคุด ทุเรียน กำลังจะถูกโค่น เมื่อก่อนยางพาราที่นี่น้อยมาก ปู่ผมเป็นคนนครฯ ท่านนำยางพารามาปลูกเป็นคนแรก สวน 200 ปี ที่นี่น่าสนใจมาก ดินเกิดเป็นชั้นๆ แต่ละชั้นมีความสมบูรณ์ พี่สำเริงได้เก็บรักษาไว้ ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของเมืองหลังสวน หาได้ยากสวนแบบนี้”

คุณอุไรวรรณ เล่าว่า ตนเองเป็นเพื่อนบ้านคุณลุงสำเริง แต่ไปอยู่อังกฤษนานนับ 20 ปี ตอนนี้มาดูแลพ่อแม่ ที่สวนของตนเองคล้ายๆ ของคุณลุงสำเริง แต่มีพื้นที่ประมาณ 5 ไร่

“เราชอบสวนมากเป็นชีวิตจิตใจ เราปลูกสมุนไพร รักษาของเก่าแก่ไว้ คนแถวบ้านเด็กหนุ่มไม่ค่อยทำงานเกษตร แต่ฉันตื่นตั้งแต่ตี 4 ไปหาทุเรียน ตีสี่ครึ่งมาออกกำลังกาย เพราะว่าร่างกายของคนเราสำคัญมาก กันไว้ดีกว่าแก้ ที่บ้านมีรายได้จากผลไม้บ้าง อยู่แบบเศรษฐกิจพอเพียง ของที่เรากินมีประโยชน์มาก เหมือนนำมาจากป่า ไม่มีสารพิษ คนมาสั่งซื้อทุเรียนพี่สำเริงทุกวัน มังคุดผิวต้องมีลาย รสชาติดี ทุเรียนมีประโยชน์ มีโพแทสเซียม ช่วยในเรื่องการขับถ่าย คนจากสิงคโปร์ จากไต้หวัน ถึงกับนั่งเครื่องบินมากินทุเรียนที่ประเทศไทย”

นั่งคุย กันที่บ้านคุณลุงสำเริงพอประมาณ จนเปลือกมังคุดครึ่งคุถัง ส่วนทุเรียนหมดไปหลายลูก จึงลาคุณลุงสำเริงและเพื่อนบ้าน มุ่งหน้าขึ้นมาทางประจวบคีรีขันธ์…ค่ำไหน นอนนั่น

คุณลุงสำเริงครับ…มังคุดที่ใส่ถุงให้มา กินได้ทุกลูกจริงๆ ครับ

ผู้สนใจดูงาน หรือแลกเปลี่ยนกับคุณลุงสำเริง ติดต่อได้ตามที่อยู่ และโทร. (081) 278-8066 และ (077) 544-467

 

สารสกัดจากสะเดา ป้องกันกำจัดแมลง “นีม เพาเวอร์” วสันต์ มงคลลาภกิจ สร้างสรรค์ และต่อยอด

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 486

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เทคโนโลยีการเกษตร

พานิชย์ ยศปัญญา

สารสกัดจากสะเดา ป้องกันกำจัดแมลง “นีม เพาเวอร์” วสันต์ มงคลลาภกิจ สร้างสรรค์ และต่อยอด

รูปแบบงานผลิตทางการเกษตรของบ้านเรา บางยุคสิ่งที่ทำอยู่ เข้าใจว่า “ใช่แล้ว” แต่ผ่านไประยะหนึ่ง กลับ “ไม่ใช่”

งานบางอย่างบอกว่า “ดีแล้ว” แต่ผ่านไประยะหนึ่ง สิ่งที่เคยนิยมชมชอบ กลับไม่เป็นที่ยอมรับ

เป็นเรื่องปกติธรรมดา สิ่งที่มีอยู่ หากไม่สอดคล้องกับสภาวการณ์ ย่อมได้รับการปฏิเสธ และหาสิ่งใหม่ที่มีความเหมาะสมมาทดแทน

เรื่อง ราวของการกำจัดศัตรูพืช ไม่ว่าจะเป็น แมลง โรค และวัชพืช ก่อนหน้านี้ สารเคมี ถือว่าเป็นพระเอกอย่างแท้จริง แต่ต่อมา เริ่มมีทางเลือกมากขึ้น เพราะสารเคมีที่ใช้อยู่ หากใช้ไม่เหมาะสม อาจจะก่อปัญหาได้ ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่า สารเคมีเลวร้าย หรือเป็นผู้ร้ายเสมอไป

เรื่องของสารสกัดที่ได้จากสะเดา ได้รับการกล่าวถึงมานานแล้ว โดยเฉพาะการใช้ป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืช

ใน ต่างประเทศ เมื่อปี 2502 มีรายงานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่ตั๊กแตนปาทังก้า ระบาดกัดกินพืชที่ปลูกเสียหายหลายพันไร่ ในประเทศซูดาน ทวีปแอฟริกา บริเวณใดที่ตั๊กแตนปาทังก้าลง พืชที่ขึ้นอยู่ใบโกร๋นเหลือแต่กิ่ง อย่างไรก็ตาม ยังมีพืชที่ตั๊กแตนเกรงใจไม่ยอมกินหรือทำลาย พืชที่ว่าคือ สะเดา

เหตุการณ์ในครั้งนั้น ดร.ชมุดเทอร์เรอร์ นักกีฏะชาวเยอรมัน ให้ความสนใจอย่างมาก พร้อมกับสนใจทำการศึกษาค้นคว้า ว่าทำไมตั๊กแตนปาทังก้าจึงไม้กล้ากินใบสะเดา

จากนั้นมา จึงทราบว่า มีแมลงที่อ่อนแอต่อการใช้สารสกัดจากสะเดา รวมแล้ว 413 ชนิด และสารสำคัญในสะเดาคือ

“อะซาไดแรคติน”

ตั้งแต่ นั้นมา หลายประเทศจึงผลิตสารสกัดจากสะเดาป้องกันกำจัดแมลง อย่างเช่น สหรัฐอเมริกา เยอรมนี ออสเตรเลีย แคนาดา หากเป็นเอเชียต้องยกให้อินเดีย

สำหรับเมืองไทย มีการศึกษาค้นคว้า ตั้งแต่การผลิต จนถึงการใช้มายาวนาน

รางวัลงานวิจัยดีเด่น

จากเกาหลีใต้ ปี 2552

วิธี การนำสะเดามาใช้ป้องกันกำจัดศัตรูพืชของเกษตรกรไทย ทำได้หลายอย่าง เริ่มต้นตั้งแต่นำผลสะเดามาหมักแบบง่ายๆ เมื่อต้องการก็กรองเอาน้ำแบบเข้มข้นไปผสมฉีดพ่นให้กับต้นพืช

มีอยู่ไม่น้อย ที่กระบวนการผลิตซับซ้อน

ดร.อัญชลี สงวนพงษ์ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เป็นผู้หนึ่งที่ทำงานวิจัยการผลิตสะเดาอย่างจริงจัง จนล่าสุดส่งผลงานเข้าประกวดที่ประเทศเกาหลีใต้ ปรากฏว่าได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่น ประจำปี 2552

เอกชนสนใจต่อยอดงานวิจัย

ในแวดวงการถ่ายภาพ น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก คุณวสันต์ มงคลลาภกิจ

คุณ วสันต์ สำเร็จการศึกษาทางด้านถ่ายภาพ จากวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ เริ่มประกอบธุรกิจด้านการถ่ายภาพ เมื่อปี 2520 โดยใช้ชื่อว่า “ห้องภาพงาม” อยู่ข้างโรงภาพยนตร์เฉลิมกรุง ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น ห.จ.ก.สนั่นศิลป์ จำกัด เพราะมีความก้าวหน้ามากขึ้น ได้ขยายกิจการเป็น บริษัท วสันต์ศิลป์ จำกัด ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท วสันต์ สตูดิโอ จำกัด

“ตั้งแต่ วัยรุ่น ผมทำธุรกิจเกี่ยวกับการถ่ายภาพ เหตุพลิกผันเมื่อ 2-3 ปี ที่ผ่านมา พรรคพวกได้พาไปรู้จักอาจารย์ท่านหนึ่ง เป็นนักวิจัยอยู่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี วิจัยเกี่ยวกับสะเดา ไปคุยหลายหน เมื่อกลับมาเพื่อนบางคนบอกว่า จะมีตลาดหรือเปล่า เราก็ฝ่อกันไป ผมกลับไปหาอาจารย์ อาจารย์ถามไปไหนกันมา ผมหัวเราะกัน เพราะว่าทุกคนต่างก็ทำธุรกิจ อาจารย์บอก ทำไมไม่รีบทำ”

คุณวสันต์เล่า และบอกต่ออีกว่า

“พวก เราตื่นเต้นระยะแรกๆ หลังๆ ฝ่อ คล้ายๆ ไอ้ตี๋สักมังกร ท้ายที่สุดกลายเป็นงูดินไป อาจารย์บอกว่า พวกคุณไม่ใช่งูดินหรอก พวกคุณเป็นไส้เดือน ผมมีที่ดินอยู่สระบุรี ตั้งใจจะไปอยู่ตอนเกษียณ จากธุรกิจกรุงเทพฯ เลยให้รถไปขุดทำแลนด์สเคปไว้”

ช่วงที่คุณวสันต์แวะเวียนไปหาอาจารย์ ดร.อัญชลี นั้น เขาและเพื่อนมีความสนใจผลิตสารสกัดจากสะเดาในระดับอุตสาหกรรม

แต่ ก็กล้าๆ กลัวๆ กัน จนสุดท้ายจึงตัดสินใจลงมือสร้างโรงงานขึ้น ที่เลขที่ 36/1 หมู่ที่ 4 ตำบลม่วงหวาน อำเภอหนองแซง จังหวัดสระบุรี บนพื้นที่ 18 ไร่ โรงงานสร้างในนาม บริษัท วสันต์ โปรดักส์ จำกัด นอกจากนี้ ยังมีโชว์รูม อยู่เลขที่ 471, 473, 483/3 ถนนรัชดาภิเษก (ท่าพระ-ตากสิน) แขวงบุคคโล เขตธนบุรี กรุงเทพฯ 10600 โทร. (02) 878-8988, (02) 878-8994-5

บริษัทของคุณวสันต์ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NiA)

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NiA) ผู้ให้การสนับสนุนโครงการ “นวัตกรรมดี ไม่มีดอกเบี้ย”

เงินในการลงทุนไม่มีดอกเบี้ย รวมแล้ว 30 ล้านบาท

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ออกมาแล้ว ภายใต้ชื่อว่า “นีม เพาเวอร์” เมื่อนิตยสารเล่มนี้วางแผงไม่นาน คงมีการเปิดโรงงานอย่างเป็นทางการ ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวได้ในเทคโนโลยีชาวบ้าน

กำลังการผลิต 27,000 ลิตร ต่อปี

สารสกัดจากสะเดา ป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้หลายระดับคือ ได้ผลดี ปานกลาง และได้ผลน้อย

กลุ่ม แมลงที่ใช้ป้องกันกำจัดได้ผลดี เช่น หนอนผีเสื้อ หนอนผักชนิดต่างๆ ได้แก่ หนอนกระทู้ผัก หนอนหนังเหนียว หนอนกระทู้ หนอนชอนใบ หนอนกัดกินใบ

กลุ่มแมลงที่ใช้ได้ผลปานกลาง เช่น เพลี้ยอ่อน แมลงหวี่ขาว แมลงวันทอง เพลี้ยจักจั่น หนอนเจาะลำต้น และอื่นๆ

กลุ่มแมลงที่ใช้ได้ผลน้อย เช่น เพลี้ยไฟ หมัดกระโดด มวนเขียว มวนแดง ไรแดง

คุณ วสันต์ บอกว่า ตนเองผลิตสารสะเดาเชิงธุรกิจ ผลิตได้ในเชิงอุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์และระบบนิเวศวิทยา เป็นการทดแทนการใช้สารเคมี กำลังการผลิตของบริษัทอยู่ที่ 27,000 ลิตร ต่อปี ซึ่งจะต้องใช้สะเดา จำนวน 27 ตัน ต่อปี เป็นอย่างต่ำ

“สิ่งสุดท้ายของผมจะทำสิ่งที่มีคุณค่าให้ กับมนุษย์ ผมคิดเสมอ เมื่อนั่งขับรถไปหาอาจารย์ 4-5 คน แล้วหายไป เราคิดกลัวขาดทุน หายไปหมด คนมาร่วมกับผมจริงๆ ไม่เท่าไหร่ ผมตั้งงบฯ ไว้ 15 ล้านบาท ตอนนี้เป็น 30 ล้านบาท แล้ว” คุณวสันต์ บอก

คุณวสันต์ บอกว่า ปัจจุบันเมล็ดสะเดาได้จากท้องไร่ท้องนาทั่วไป วัตถุดิบอาจจะไม่สะอาด เพราะว่ามีการใช้สารกำจัดวัชพืช ใช้สารกำจัดหอยเชอรี่ ตอนนี้จึงไปซื้อที่ไว้ที่โคราช 265 ไร่ ปลูกสะเดาไว้หลายพันต้น อีกไม่นานนัก จะนำผลสะเดาที่ปลูกไว้มาใช้ ที่ผ่านมาทดลองเดินเครื่องและผลิตสารจากเมล็ดสะเดาไปแล้วร่วม 10 ตัน

“มี เรื่องน่าตื่นเต้น ชาวจีนเอาขาเห็ดหอมมาหว่านใต้ต้นไม้ แล้วพบว่า ต้นไม้เจริญเติบโตได้ดี ชาวจีนสั่งเข้ามาขายในไทย 500-600 ตัน คนจีนมาถามผมว่า…กำลังการผลิตผมเท่าไหร่ ผมตอบไปว่า แรกๆ 2,000 ลิตร เขาบอกจะได้อะไร เมืองจีนใช้สารเคมีกันมาก” คุณวสันต์พูดถึงโอกาสการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะการส่งออกไปยังต่างประเทศ อย่างจีนแผ่นดินใหญ่

เจ้าของผลิตภัณฑ์ นีม เพาเวอร์ เล่าว่า ที่ผ่านมา ทางบริษัทได้รับซื้อเมล็ดสะเดาแห้ง กิโลกรัมละ 12 บาท ซึ่งมีแนวโน้มว่าราคาอาจจะสูงขึ้นก็ได้ เพราะผู้เก็บอาจจะไม่คุ้ม

วิธีการเก็บผลสะเดา ทำได้โดยการใช้ผ้าผืนใหญ่ๆ ไปขึงกางใต้ต้นสะเดา จากนั้นเขย่า ผลสะเดาก็จะตกลงมา

“มนุษย์ รักชีวิตของตนเอง เขาอยากมีอายุยืนยาว อายุที่ยืนยาวต้องมีคุณค่าด้วย เราคิดว่า ถ้าอนาคตเราสามารถช่วยเกษตรกร เอาสินค้านี้ไปใช้ แล้วผลผลิตออกมามีความปลอดภัย เพราะฉะนั้นแน่นอนประชาชนต้องอายุยืนขึ้น สุขภาพดีขึ้น โรงพยาบาลเสียงบประมาณสั่งยาเข้ามาน้อย” คุณวสันต์ กล่าวอย่างมั่นใจ

ผู้สนใจสิ่งดีๆ ที่คุณวสันต์ดำเนินการอยู่ สอบถามได้ตามที่อยู่ และโทรศัพท์ ที่แนะนำไว้

ประวัติ และผลงานของ คุณวสันต์ มงคลลาภกิจ

วัน เดือน ปีเกิด 1 มีนาคม 2491

อายุ 61 ปี

ชื่อบิดา-มารดา นายต๋ง-นางจู แซ่ซิ้ม

สถานภาพ สมรส

ที่อยู่ปัจจุบัน บริษัท วสันต์ สตูดิโอ จำกัด เลขที่ 88-90 ถนนประชาธิปไตย บางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200

ประวัติการศึกษา

- ปี พ.ศ. 2504 จบการศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ 4

- ปี พ.ศ. 2507 จบการศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ 7

- ปี พ.ศ. 2514 จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3

- ปี พ.ศ. 2519 จบการศึกษาระดับ ปวช. แผนกช่างภาพ วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ

ประวัติการทำงาน

- ปี 2520 เริ่มประกอบธุรกิจทางการถ่ายภาพ โดยใช้ชื่อว่า “ห้องภาพงาม” อยู่ข้างโรงภาพยนตร์เฉลิมกรุง ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น ห.จ.ก. สนั่นศิลป์

- ปี 2529 ห้องภาพสนั่นศิลป์ ได้ย้ายจากเฉลิมกรุง มายังที่อยู่ปัจจุบัน บริเวณข้างวัดมกุฎกษัตริยาราม โดยใช้ชื่อ บริษัท สนั่นศิลป์ จำกัด

- ปี 2534 ได้เปลี่ยนชื่อจาก บริษัท สนั่นศิลป์ จำกัด เป็น บริษัท วสันต์ศิลป์

- ปี 2539 ได้เปลี่ยนชื่อจาก บริษัท วสันต์ศิลป์ จำกัด เป็น บริษัท วสันต์ สตูดิโอ จำกัด จนถึงปัจจุบัน

- ปี 2539 ได้เปิดสาขา 2 ข้างมหาวิทยาลัยสยาม

- ปี 2544 ได้เปิดบริษัท ดิจิตอล โปรแล็ป ข้างเดอะมอลล์ ท่าพระ

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515-ปัจจุบัน ได้ทำงานถ่ายภาพพิธีพระราชทานปริญญาบัตร และการรับวุฒิบัตรของสถาบันการศึกษาต่างๆ เป็นเวลากว่า 30 ปี

ได้ถ่ายภาพพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ตั้งแต่ครั้งที่ 1 จนถึงปัจจุบัน

ใน ปี 2546 ได้รับเกียรติจากกองทัพเรือ ให้เป็นผู้บันทึกภาพกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในงาน ประชุม APEC และเป็นผู้บันทึกภาพผู้เข้าร่วมประชุม APEC ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท และพระที่นั่งอนันตสมาคม

ได้ฉายพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และเชื้อพระวงศ์ร่วมกับผู้นำของประเทศต่างๆ ในการประชุม APEC ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท และพระที่นั่งอนันตสมาคม

เป็นผู้ถวายงาน ทางด้านการถ่ายภาพ ถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นผู้ถวายงานทางด้านการถ่ายภาพ และฉายพระรูปร่วมกับนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ชั้นปีที่ 4 และนักเรียนนายร้อยที่เข้าสัมมนา ณ ตำหนักจักรีบงกช ซึ่งมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นพระอาจารย์

ใน ปี 2549 ได้ฉายพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ ร่วมกับสมเด็จพระราชาธิบดี สมเด็จพระราชินี และผู้แทนองค์พระประมุขจาก 25 ประเทศ เนื่องในวโรกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต

ผลงานทางวิชาการ

- เป็นกรรมการตัดสินถ่ายภาพ ให้กับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน

- เป็นกรรมการและที่ปรึกษาฝ่ายศิลป์ของหนังสือสารานุกรมไทย สำหรับเยาวชน

ผลงานทางสังคม

- นับตั้งแต่ ปี 2529 ถึง 2548 ได้บริจาคเงินเพื่อสมทบให้กับสถาบันการศึกษาต่างๆ

- ให้การสนับสนุนโครงการจัดทำหนังสือ ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ พัฒนาประเทศและนิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ของสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปี 2535

- นำภาพถ่ายเข้าร่วมจัดแสดงในงานเฉลิมพระเกียรติพระบิดาการถ่ายภาพไทย และฉลองรำลึก 100 ปี ประกวดภาพถ่ายไทยของสมาคม สมาพันธ์ การถ่ายภาพไทย ร่วมกับสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร ปี 2548

- ร่วมสมทบทุนและบริจาคให้กับศาสนา โดยบริจาคเงินให้กับ

วัดมกุฎกษัตริยาราม

วัดราชผาติการาม

วัดป่าถวาย

วัดบ้านโดนพัฒนา

วัดสระเกศ

วัดบวรนิเวศฯ ฯลฯ

- ร่วมสมทบทุนและบริจาคให้กับสมาคม มูลนิธิต่างๆ

สมาคมธุรกิจการถ่ายภาพ

มูลนิธิสายใจไทย

องค์การยูนิเซฟ

มูลนิธิมหาวชิราลงกรณ์

สภากาชาดไทย

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

มูลนิธิบ้านบางแค

- ร่วมสมทบทุนและบริจาคให้กับสถานศึกษาต่างๆ ดังนี้

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเทเวศร์

โรงเรียนวชิรมงกุฎ

ศูนย์กลางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล

สมาคมนักเรียนเก่า โรงเรียนราชินี

มหาวิทยาลัยศรีปทุม

มูลนิธิสงเคราะห์เด็ก ซีซีเอฟ

มูลนิธิคามิเลียน โซเซียล เซ็นเตอร์

 

ใครจะไปคิดว่า..ที่หนองหญ้าปล้อง เพชรบุรี ปลูกผักเมืองหนาวได้

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 485

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เทคโนโลยีการเกษตร

พานิชย์ ยศปัญญา panit@matichon.co.th

ใครจะไปคิดว่า..ที่หนองหญ้าปล้อง เพชรบุรี ปลูกผักเมืองหนาวได้

หนองหญ้าปล้อง อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ เพียงร้อยกิโลเมตรเศษๆ เท่านั้น ที่นั่นมีอะไรน่าสนใจมากมาย

อำเภอ นี้เคยขึ้นชื่อทางด้านมะม่วงส่งออก ส้มเขียวหวาน แต่ปัจจุบันงานผลิตมีน้อยลง แต่พืชพรรณที่สร้างงานทำเงินอย่างต่อเนื่อง มีมะนาว กล้วยไข่ มะละกอ พืชที่พิเศษก็มี อย่างเงาะ ทุเรียน แต่ไม่มากนัก

เมื่อ ครั้งไปทำข่าวส่งตะวันรีสอร์ท ได้พบเห็นมะแขว่น หรือพริกพราน ซึ่งจริงๆ แล้วไม้ชนิดนี้มีมากที่จังหวัดน่านและจังหวัดภาคเหนืออื่นๆ

ต้นสนสามใบก็โตวันโตคืน

จำ ได้ว่า เมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว มีโอกาสตระเวนไปดูงานผลิตมะละกอ ได้ไปอาบน้ำแร่ ซึ่งเขาจัดสถานที่ได้สะอาด ราคาไม่แพง มีให้อาบตลอดปี ตกเย็นในวงสนทนา นอกจากอาหารเลิศรสแล้ว ยังได้ชิมห่อหมกปลาเลอะเทอะ ซึ่งรสชาติผสมผสานอร่อยล้ำลึก

ตั้งแต่นั้นมา หากว่างๆ ไม่ทราบว่าจะไปไหน ก็จะบึ่งรถไปเยี่ยม คุณบุญส่ง พูลพัฒน์ เจ้าของส่งตะวันรีสอร์ท ที่นั่นมีอะไรดึงดูดใจหรือ…ตอบได้เลยว่า เฉพาะทิวทัศน์สองข้างทางก็คุ้มค่าแล้ว เมื่อไปถึงที่นั่น…จะไปทะเลก็ไม่ไกล จะไปภูเขาก็ไปได้

เมื่อไม่นาน มานี้ ได้รับโทรศัพท์จากคุณบุญส่ง ว่ามีอะไรให้ดู เมื่อไปถึงจึงพบว่า มีแปลงปลูกผักเมืองหนาว แทบไม่เชื่อสายตา ว่า ผักบางอย่างจะสามารถปลูกได้ ทั้งปริมาณและคุณภาพ

นักเกษตรขนานแท้

กับพืชพรรณหลากหลาย

ส่ง ตะวันรีสอร์ท อยู่เลขที่ 110 หมู่ที่ 2 ตำบลยางน้ำกลัดเหนือ อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี พื้นที่ทั้งหมดมีเพียง 100 ไร่ คุณบุญส่งปัจจุบันเป็นเจ้าหน้าที่เกษตร ของสำนักงานเกษตรอำเภอหนองหญ้าปล้อง

เจ้าของแนะนำพืชพรรณที่ปลูก…มีดังนี้

แรกสุด…ไม่ได้ปลูกอะไรเลย จำนวน 20 ไร่ ต้นไม้ที่มีอยู่เป็นพืชสมุนไพร ไม้หายาก ไม้ป่าที่มีคุณค่า

ต่อมามีไม้ผล พื้นที่ราว 20 ไร่ เน้นหนักไปทางขนุน

ไม้ ดอกไม้ประดับ มีพื้นที่ 30 ไร่ ที่ผ่านมาสร้างรายได้ให้ดีไม่น้อย คือลั่นทม จันทน์ผา ปัจจุบันยังคงมีอยู่ ต้นมีขนาดใหญ่ขึ้น มีนักจัดสวนไปขุดล้อมมาปลูกประดับ

กล้วย เจ้าของสะสมไว้ในพื้นที่ 5 ไร่ มีมากกว่า 50 สายพันธุ์ โดยเฉพาะกล้วยงาช้าง ผลมีขนาดใหญ่ จำนวนผลต่อเครือมีมากกว่าทางภาคกลาง ทั้งนี้คงเป็นเพราะสภาพอากาศเหมาะสมนั่นเอง นอกจากกล้วยงาช้าง คุณบุญส่งยังสะสมกล้วยสายพันธุ์อื่นๆ ที่สามารถปลูกเป็นการค้าได้ รวมทั้งกล้วยท้องถิ่นหายาก

ไผ่ของที่นี่ก็มีหลายสายพันธุ์ ล้วนแล้วแต่เด็ดๆ ทั้งนั้น

พื้นที่ ส่วนหนึ่ง เจ้าของได้สร้างบ้านพัก รวมทั้งจัดภูมิทัศน์กลมกลืนกับธรรมชาติ บางโอกาสมีคนเข้าไปพัก แต่ต้องติดต่อล่วงหน้านิดหนึ่ง เหตุที่สร้างบ้านพักขึ้น เพราะเขตนั้นมีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ่อน้ำร้อน ซึ่งมีตลอดปี ส่วนระยะทางจากห่างกรุงเทพฯ เพียง 130 กิโลเมตร เท่านั้น

คุณบุญส่ง บอกว่า กิจกรรมที่ทำอยู่ สร้างรายได้ให้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ต้นไม้ใบหญ้าก็เกื้อกูลซึ่งกันและกัน

พืชผักเมืองหนาว

มาได้อย่างไร

เนื่อง จากเป็นนักเกษตร คุณบุญส่งจะสรรหาสิ่งแปลกใหม่ ที่คาดว่าเป็นประโยชน์ต่อตนเองและชุมชน เข้าไปสะสมไว้ ที่อื่นมี ส่งตะวันรีสอร์ทเป็นต้องมี

มีอยู่ช่วงหนึ่ง นักเกษตรท่านนี้ไปดูงานที่วังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา พบว่า ที่นั่นปลูกผักเมืองหนาวได้เป็นเรื่องปกติธรรมดา เขาคิดว่าที่น้ำกลัดเหนือ อากาศคล้ายคลึงกันน่าจะปลูกได้ เขาจึงซื้อเมล็ดพันธุ์ที่วังน้ำเขียวมาปลูก

เจ้าของสถานที่ ให้ข้อมูลทางภูมิศาสตร์ว่า ที่บริเวณนั้นสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 150 เมตร

อุณหภูมิ เคยต่ำสุด 12 องศาเซลเซียส สูงสุด 38 องศาเซลเซียส โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิระหว่างกลางวันและกลางคืนแตกต่างกันมาก บางช่วงต่างกันถึง 10 องศาเซลเซียส ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ต้นไม้ได้พักตัวและเจริญเติบโตเร็ว

“อุณหภูมิต่ำสุด 12 องศา ไม่ได้ต่ำทุกวัน เป็นบางเดือนเท่านั้น” เจ้าของรีสอร์ทบอก

ช่วงที่อากาศหนาวเย็นมากๆ อยู่ช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม แน่นอนช่วงร้อนที่สุดคือเดือนเมษายน

แรกทีเดียว ที่นำพันธุ์ผักจากวังน้ำเขียวมาปลูก คุณบุญส่งไม่มั่นใจนัก แต่เวลาผ่านไป ปรากฏว่าผักที่ปลูกได้ผลดี

ผักที่ปลูกได้ผลนั้นมีผักตระกูลผักสลัดทุกสายพันธุ์

อย่างอื่นมีบร็อกโคลี่ กะหล่ำปม มะเขือม่วง ปวยเล้ง และอื่นๆ

ปลูกและดูแล

ให้ได้ทั้งปริมาณและคุณภาพ

เมล็ดพันธุ์ผักชุดแรกปลูกไปหมดแล้ว ต่อมาคุณบุญส่งได้ซื้อจากบริษัทโดยตรง

อายุของพืชผักที่ปลูก ส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 60-75 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว

ปลูกผักมาหลายรุ่น คุณบุญส่งเล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า ปัจจัยสำคัญของการปลูกผักเมืองหนาว คือการปรับปรุงบำรุงดิน

เมื่อเริ่มปลูก มีการเตรียมดิน เหมือนอย่างการปลูกผักทั่วไป แต่เรื่องปุ๋ยมีความสำคัญมาก

“ต้องปรับปรุงดินให้ดินมีชีวิต” คุณบุญส่ง บอก

คุณ บุญส่งแนะนำปุ๋ยหมักชีวภาพอย่างง่าย ประกอบด้วย แกลบดิบใหม่ๆ 3 ส่วน มูลวัว 3 ส่วน และรำ 1 ส่วน หมักไว้ 1 เดือน จากนั้นนำไปใส่ให้กับผักที่ปลูก ปริมาณการใส่ให้นั้น ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน หากดินที่มีอยู่ อินทรียวัตถุสูง ก็ไม่จำเป็นต้องใส่ให้มาก แต่หากเป็นเขตที่ดินเสื่อมโทรม ใส่ให้มากหน่อยก็ไม่เป็นไร

สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ ฟาง เมื่อปลูกผักลงดิน ต้องใช้ฟางคลุมรักษาความชื้น ช่วยป้องกันวัชพืช

เนื่องจากเป็นผักอายุสั้น ศัตรูที่พบอยู่จึงแทบไม่มี บางคราวพบการแทะเล็มผักบ้าง แต่เจ้าของไม่ได้ใช้สารเคมีแต่อย่างใด

เรื่อง น้ำ สำหรับผักมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ผักขาดน้ำไม่ได้ แต่ปริมาณที่รดให้ ขึ้นอยู่กับสภาพของดินว่ามีความชื้นมากน้อยเพียงใด หากหน้าฝน น้ำอาจจะให้น้อยหน่อย แต่หากเป็นหน้าแล้ง หรือหน้าหนาว อาจจะต้องรดให้ทุกวัน ซึ่งคุณบุญส่งยืนยันว่า ผักที่ตำบลยางน้ำกลัดเหนือ สามารถปลูกได้ทั้งปี ไม่มีเว้นว่าหนาว ร้อน หรือฝน

ตลาดเริ่มให้ความสนใจ

คุณ บุญส่ง บอกว่า ผลผลิตผักที่ปลูกได้ คุณภาพไม่แตกต่างจากที่อื่น อย่างบร็อกโคลี่ ได้ขนาด 2 หัว ต่อ 1 กิโลกรัม ผักสลัดและผักชนิดอื่นๆ ก็ได้ผลดี

ราคาผักที่จำหน่ายได้นั้น อยู่ที่กิโลกรัมละ 60 บาท สูงสุดไม่เกิน 100 บาท เป็นผักอินทรีย์แท้ๆ ไม่มีการใช้สารเคมีแม้แต่หยดเดียว

ผัก ที่คุณบุญส่งปลูก ได้รับความสนใจจากคนภายนอกไม่น้อย ทั้งนี้เพราะเป็นของแปลกใหม่ ทางจังหวัดเพชรบุรีนั้นเป็นทางผ่าน มีร้านรวงมากมาย ร้านอาหารก็มีไม่น้อย

“ตลาดตอนนี้ มีบริษัทญี่ปุ่นเข้ามาพูดคุยด้วย ทางโรงแรมก็เริ่มสนใจ” คุณบุญส่ง บอก

เดิมที หนองหญ้าปล้อง มีชื่อเสียงมากๆ ทางด้านส้มเขียวหวาน มะม่วงส่งออก ปัจจุบันที่ยืนหยัดผลิตและสร้างงานทำเงินได้ดีคือ มะละกอ เกษตรกรบางรายมีรายได้เป็นล้านบาทต่อปีก็มี

ผักเมืองหนาวอย่างบร็อค โคลี่ และชนิดอื่นๆ คงได้รับความสนใจจากผู้ผลิตไม่น้อย เพราะเป็นสิ่งแปลกใหม่ เรื่องนี้คุณบุญส่งบอกว่า ตนเองในฐานะที่เป็นนักเกษตร มีความพร้อมที่จะให้เกษตรกรผู้สนใจเข้าไปดูงาน รวมทั้งเรียนรู้การผลิตอย่างจริงจังโดยไม่ปิดบัง

หากพูดในแง่ช่องทาง การตลาด ผักเมืองหนาวเป็นสินค้าชนิดหนึ่ง ที่เป็นตัวเลือกให้กับผู้ซื้อ พ่อบ้าน แม่เรือน แทนที่จะซื้อถั่วฝักยาว แตงกวา เมื่อมีผักเมืองหนาว จะช่วยให้อาหารในครัวเรือนอร่อยขึ้นอีกหลายเท่า

ผู้อ่านท่านใดสนใจเกี่ยวกับผักเมืองหนาวที่หนองหญ้าปล้อง ถามได้ตามที่อยู่ หรือโทร. (081) 378-3911

บร็อกโคลี่ (Broccoli)

บร็อกโคลี่ จัดเป็นพืชผักตระกูลกะหล่ำ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Brassica oleraceae

บร็อก โคลี่เป็นผักที่ปลูกเพื่อบริโภคส่วนของดอกอ่อนและก้าน ส่วนของดอกบร็อกโคลี่จะมีสีเขียว ประกอบด้วย ดอกย่อยขนาดเล็กสีเขียวเป็นจำนวนมาก ที่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ มีลักษณะแน่น แต่ไม่อัดตัวกันแน่น เหมือนดอกกะหล่ำ

บร็อกโคลี่มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางตอนใต้ของยุโรป นำเข้ามาปลูกในเมืองไทยนานแล้ว ส่วนใหญ่ปลูกอยู่ทางภาคเหนือ

บล็อกโคลี่นั้น เป็นผักเพื่อสุขภาพ ที่มีต้นกำเนิดมาจากอิตาลี ตั้งแต่สมัยโรมัน

สาเหตุ ที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มของผักจำพวกกะหล่ำปลี และกะหล่ำดอก เพราะมีส่วนประกอบที่ใกล้เคียงกันทั้งรสชาติและปริมาณเส้นใย รวมทั้งธาตุกำมะถัน ที่มักจะมีอยู่มากในผักที่มีสารอาหารบำรุงสุขภาพ

ใน ทางการแพทย์นั้นมีการวิจัยมาแล้วว่า การรับประทานบล็อกโคลี่เป็นประจำนั้นสามารถช่วยยับยั้งการลุกลาม แถมยังช่วยลดอัตราเสี่ยงการเป็นมะเร็งปอดได้ ทั้งนี้เพราะว่าในบร็อกโคลี่นั้นมีสารที่ชื่อว่า ไอโซธิโอไซยาเนทส์ (Isothiocyanates) ที่มีความสามารถช่วยต่อต้านการเกิดโรคมะเร็งปอดนั่นเอง แถมนอกจากนี้แล้ว บล็อกโคลี่ยังสามารถป้องกันอัตราเสี่ยงการเป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะอีกด้วย

บร็อกโคลี่ทำอะไรได้หลายอย่าง เป็นต้นว่าผัดกับหมู กุ้ง ปลาหมึก หรือต้มจิ้มน้ำพริก

 

จาก ถ่านไม้ไผ่ ต่อยอดเป็น…น้ำดื่มสะอาด น้ำส้มควันไม้ ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด สบู่ หมอนหนุนนอนหลับสบาย ผลงานกลุ่มสัจธรรมชีวิต บ้านคุกพัฒนา สุโขทัย

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 484

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

แม่บ้านงานเกษตร

พานิชย์ ยศปัญญา

จาก ถ่านไม้ไผ่ ต่อยอดเป็น…น้ำดื่มสะอาด น้ำส้มควันไม้ ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด สบู่ หมอนหนุนนอนหลับสบาย ผลงานกลุ่มสัจธรรมชีวิต บ้านคุกพัฒนา สุโขทัย

แรกที่กลุ่มสัจธรรมชีวิต บ้านคุกพัฒนา ตั้งกลุ่มย่อยขึ้นมา เป็นกลุ่มเผาถ่าน ต่างก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากผู้คนในชุมชนอย่างมาก

“จะอะไรกันนักหนา แค่เผาถ่าน…เผามาตั้งแต่ปู่ ย่า ตา ยาย ถึงกับตั้งกลุ่มกันขึ้นมา ไม่มีอะไรทำแล้วหรือ”

“คนก็ดำอยู่แล้ว มาตั้งกลุ่มเผาถ่านกันอีก”

เสียง เหล่านี้ ไม่ได้ทำให้ คุณทรรศวรรณ ลิสวน หรือ ผู้ใหญ่นุช มีความท้อแท้ ตรงกันข้ามกลับฮึกเหิม อยากทำงานให้มีความก้าวหน้ายิ่งขึ้น

กลุ่ม สัจธรรมชีวิต ตั้งอยู่เลขที่ 79 หมู่ที่ 12 ตำบลสารจิตร อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ปัจจุบันมี คุณทรรศวรรณ หรือผู้ใหญ่นุช เป็นประธาน ซึ่งมีกิจกรรมมากมายหลายอย่าง

“กลุ่มนี้มีผู้ใหญ่นุชเป็นแกนนำ เริ่มแรกธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สนับสนุน หน่วยงานอื่นๆ ก็ช่วย อย่าง สำนักงานเกษตรอำเภอศรีสัชนาลัย สำนักงานเกษตรจังหวัดสุโขทัย พัฒนาชุมชน ที่นี่เป็นศูนย์เรียนรู้ ทำให้เกษตรกรมีความรู้ นำสิ่งที่ได้ไปปฏิบัติ สามารถสร้างรายได้จากกิจกรรมมาตลอด มีน้ำส้มควันไม้ ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด หมอน น้ำดื่ม สบู่จากถ่านไม้ไผ่ เป็นผลจากที่สมาชิกริเริ่มกันมา” คุณสาธิต วิสุทธิพันธ์ เกษตรอำเภอศรีสัชนาลัย แนะนำให้รู้จักกับกลุ่มสัจธรรมชีวิต

มีกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง

ผู้ใหญ่นุช บอกว่า ที่มาของชื่อ “บ้านคุก” ไม่ใช่คุกตาราง แต่มาจาก คำว่า “คุกเข่า”

“เรา ทำกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากชาวบ้านไม่ต้องการใช้สารเคมีเป็นปัจจัยการผลิต จึงนำน้ำส้มควันไม้ที่ได้จากการเผาถ่านมาใช้ในนาข้าว ต่อมารวมกลุ่มกัน ทาง ธ.ก.ส. สนับสนุนวิทยากรมาสอนเรื่องการทำเตาเผาถ่าน เราทดลองนำน้ำส้มควันไม้มาใช้กับนาข้าว พืชผัก กับปศุสัตว์ ปรากฏว่าได้ผลดี” ผู้ใหญ่นุช บอก

จุดเริ่มต้นจริงๆ อยู่ที่การเผาถ่าน ซึ่งแบ่งเป็นถ่านไม้ทั่วไป ที่นำถ่านมาใช้ในการหุงต้ม เป็นพลังงานที่คนท้องถิ่นหาได้ง่าย นอกจากถ่านไม้ทั่วไปแล้ว ยังมีถ่านจากไม้ไผ่ ที่ต่อยอดเป็นสบู่ น้ำดื่มสะอาด หมอน

เผาถ่าน ผลพลอยได้มากมาย

คุณ ประธาน ชัยชนะ ชาวบ้านคุก เล่าว่า งานเผาถ่านส่วนหนึ่งสมาชิกเผาร่วมกัน เป็นเตาอิวาเตะ เผาแต่ละครั้งใช้ไม้ราว 2.5 ตัน ได้น้ำส้มควันไม้จำนวนมาก

แต่ ปกติแล้ว เกษตรกรจะเผาเตา 200 ลิตร ใช้ไม้เผาราว 70 กิโลกรัม เผาแล้วได้ถ่าน 12 กิโลกรัม ได้น้ำส้มควันไม้ 1 ลิตร แต่กว่าที่จะใช้ได้ ต้องทิ้งไว้ 3 เดือน

คุณประธาน บอกว่า อุปกรณ์การเผาเตาขนาด 200 ลิตร ประกอบด้วยถัง ขนาด 200 ลิตร ท่อใยหิน ขนาด 4 นิ้ว แล้วก็มีข้องอ ใช้เวลาเผาราว 12 ชั่วโมง แต่หากเป็นเตาใหญ่ ใช้เวลา 1 สัปดาห์ จึงจะสามารถเปิดเอาถ่านมาใช้ได้

ปัจจุบัน ทางกลุ่มมีน้ำส้มควันไม้จำหน่าย ในราคาขายปลีก ลิตรละ 70 บาท ขายส่ง 50 บาท

ประโยชน์ จากน้ำส้มควันไม้มีมากมาย ยกตัวอย่าง เช่น ใช้น้ำส้มควันไม้ 80 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดป้องกันเชื้อราในพืชผัก ผลไม้ ในนาข้าว ในคอกปศุสัตว์ สามารถฉีดไล่แมลงได้

ส่วนการทำปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด ต้องหมักปุ๋ยก่อน

ทางกลุ่ม แนะนำวิธีทำว่า มีดินดี 50 กิโลกรัม กากน้ำตาล 2 กิโลกรัม น้ำส้มควันไม้ 2 ลิตร น้ำหมักหอยเชอรี่ 5 ลิตร มูลสัตว์ 100 กิโลกรัม รำละเอียด 20 กิโลกรัม เปลือกถั่วจำนวนหนึ่ง หมักรวมกัน หากต้องการให้ได้ผลเร็ว ผสมเชื้อ พด.1 เข้าไปด้วย หมักราว 1 เดือน จึงนำไปปั้นเม็ด

“ส่วนใหญ่เราทำไว้ใช้ เอง เราใช้ทรัพยากรท้องถิ่นอย่างคุ้มค่า อย่างน้ำส้มควันไม้ ยุงกัดหมู เรานำไปทาให้ ช่วยได้มาก ฉีดไล่แมลงก็ได้” ผู้ใหญ่นุช บอก

มีถ่าน

สามารถผลิตสบู่และหมอน

งานเผาถ่านของกลุ่มสัจธรรมชีวิต ใช้ไม้ที่ขึ้นอยู่ตามข้างทาง ตามหัวไร่ปลายนา อย่างไม้กระถิน รวมทั้งกิ่งไม้จากพืชสวน

นอกจากนี้ ยังมีถ่านไม้ไผ่ที่มีคุณสมบัติโดดเด่น เพราะมีรูพรุน

ทางกลุ่มได้เรียนรู้ศึกษา นำสิ่งที่มีอยู่มาปรับใช้อย่างต่อเนื่อง ผลิตภัณฑ์จากสบู่ ที่มีส่วนผสมของถ่านไม้ไผ่ ถือว่าน่าสนใจไม่น้อย

คุณ ประนอม อินจัน เล่าถึงวิธีการทำสบู่จากถ่านไม้ไผ่ว่า ใช้ผงถ่าน 2 ขีด ผสมกับเกล็ดสบู่ 1 กิโลกรัม ก็จะได้สบู่ที่มีคุณสมบัติ ที่แตกต่างจากสบู่ทั่วไปคือ สามารถขจัดสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาที่ผิวกาย ทำให้ผิวนุ่มนวลละมุนละไมน่าลูบไล้ขึ้น

ปัจจุบันกำลังได้รับความนิยม บางครั้งสั่งซื้อมาจากเพชรบูรณ์ก็มี

หมอนสุขภาพ เป็นงานชิ้นสำคัญของกลุ่มสัจธรรมชีวิตแห่งนี้

“ถ่าน ไม้ไผ่ทำได้หลายอย่าง ส่วนหนึ่งเรานำมาทำหมอนหนุน แรกที่ทำสมาชิกทดลองนำไปใช้ ปรากฏว่าได้ผล คุณสมบัติของถ่านที่นำมาทำหมอน เป็นถ่านคุณภาพ สามารถเป็นสะพานเชื่อมต่อไฟฟ้าได้ และอีกคุณสมบัติหนึ่งมีค่าความต้านทานอย่างน้อย 30 โอห์ม เราวัดกันอย่างไร…เราใช้ภูมิปัญญาไม่ยากนัก โดยให้ลูกหลานของเราที่จบไฟฟ้า ประดิษฐ์เครื่องตรวจสอบอย่างง่ายขึ้น หมอนเริ่มทำในปี 2548 ยังไม่แพร่หลาย ปัจจุบันคนสั่งเพิ่มขึ้น เคยเห็นเขาทำในทีวี สนใจศึกษาดูงาน พอดีทางธ.ก.ส. สนับสนุนเลยไปดูงานกันที่โคราชและอุบลราชธานี เมื่อได้ข้อมูลก็มาปรับใช้”

ผู้ใหญ่บอก และอธิบายอีกว่า

“วิธี ทำหมอนจากถ่านไม้ไผ่ นำถ่านที่มีคุณภาพ วัดค่าแล้วมาสับเป็นชิ้นๆ เราใช้เทคนิคของเราเอง ที่อื่นเขาใช้ใยสังเคราะห์หุ้ม แต่เราใช้ฟองน้ำ แล้วจึงใส่ปลอกหมอนอีกทีหนึ่ง ฟองน้ำเราหนา 8 มิลลิเมตร ฝุ่นไม่ออก ราคาซื้อขายแล้วแต่ขนาด

กลุ่มสัจธรรมชีวิต ได้เขียนคุณสมบัติของหมอนไม้ไผ่ไว้ดังนี้

- ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ

- เปลี่ยนอนุมูลอิสระให้กลายเป็นออกซิเจน ทำให้เวลานอนได้รับอากาศบริสุทธิ์ ตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่น

- ช่วยระบบไหลเวียนเลือดดี ลดความเสี่ยงต่อโรคเส้นเลือดอุดตัน

- ทำให้ร่างกายสามารถขับของเสียได้ง่ายขึ้น

คำแนะนำในการใช้

- ควรนำผึ่งแดดทุก 3 เดือน

- ในห้องขนาด 3 คูณ 3 เมตร ควรใช้หมอนขนาด 3 กิโลกรัม ขึ้นไป ในรถยนต์ ควรใช้ขนาด 1 กิโลกรัม ขึ้นไป

“ใช้ แล้วภูมิแพ้หาย ลดอาการปวดเมื่อย ปวดหัวข้างเดียว หนูใช้มาแล้ว 8 เดือน ปกติอากาศหนาวต้องซื้อยากิน ตอนนี้ไม่ได้ซื้อแล้ว” คุณชนิตา กิ่งแดง ผู้ใช้หมอนบอกเล่าสรรพคุณ

ปัจจุบัน มีการผลิตหมอนจากไม้ไผ่กันพอสมควร ที่กลุ่มสัจธรรมชีวิต ผลิตได้คุณภาพดีแห่งหนึ่ง ในบ้านเราเริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น แต่ที่นิยมกันคือ ประเทศญี่ปุ่น นอกจากหมอนแล้วเขายังนำถ่านไปทำที่นอนด้วย

น้ำดื่มสะอาด ใช้ถ่านไม้ไผ่

เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องกรอง

นอกจากให้ข้อมูลแล้ว สมาชิกกลุ่มสัจธรรมชีวิตยังพาเดินชมกิจกรรมต่างๆ

งาน ผลิตน้ำดื่มน่าสนใจมาก สมาชิกบอกว่า ทางกลุ่มได้นำถ่านซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องกรอง ตรงนี้แตกต่างจากโรงงานอื่น ที่ใช้ถ่านกะลามะพร้าว

“เราใช้ถ่านไม้ไผ่เป็นเครื่องกรอง น้ำที่ได้รสชาติดี” ประธานกลุ่มบอก

แนว ทางการผลิตน้ำดื่มของกลุ่มนั้น นำน้ำประปามาผ่านเครื่องกรอง ผ่านลำแสง ยูวี แล้วบรรจุขวด ปัจจุบันทางกลุ่มสั่งขวดมาใบละ 10 บาท จากนั้นจำหน่ายน้ำ ขวดละ 1 บาท แต่ต้องคืนขวด ในตำบลสารจิตร นิยมน้ำดื่มของกลุ่มเป็นอย่างมาก

นอกจากน้ำดื่มที่เป็นขวดถาวรแล้ว ส่วนหนึ่งทางกลุ่มยังใช้ขวดที่ไม่ต้องคืน ในงานบวช งานแต่ง มักจะใช้บริการน้ำดื่มของกลุ่มทั้งนั้น

อย่าง ไรก็ตาม ทางกลุ่มได้ขอ อย. แต่ยังไม่ได้ เหตุผลนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบอกว่า ถนนใกล้เคียงกับที่ทำการกลุ่ม ยังเป็นฝุ่นดิน ทำให้สมาชิกกลุ่มไปขอความช่วยเหลือเรื่องถนนจาก รพช. แต่ได้รับคำตอบว่า ถนนแถบนั้นเป็นพื้นที่รับผิดชอบของชลประทาน

ดังนั้น น้ำดื่มของกลุ่มสัจธรรมชีวิตจึงยังไม่ได้ อย. แต่อย่างใด แต่สมาชิกกลุ่มยืนยันว่า ขั้นตอนต่างๆ ทำตามที่สากลทำกัน ซึ่งสิ่งที่ได้นั้นมากมายมหาศาล คือสุขภาพที่ดีของคนในชุมชนที่ได้ดื่มน้ำสะอาด

ผู้ใหญ่นุช บอกว่า กลุ่มตั้งมาเมื่อ ปี 2546 ที่หมู่บ้านไม่มีที่สาธารณะ ทางกลุ่มจึงนำเงินลงทุนเกี่ยวกับที่ดินมากถึง 300,000 บาท

ดังนั้น ผลกำไรจากกิจกรรมจึงนำมาลงทุนส่วนนี้ ซึ่งต้องใช้จ่ายอีกพอสมควร สมาชิกจึงมีมติยังไม่ปันผล

รายได้ที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งเกิดแก่สมาชิกที่มาทำงานกับกลุ่ม ซึ่งจะได้ค่าจ้างเป็นรายวัน

ผู้สนใจผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม ถามไถ่ได้ตามที่อยู่ หรือ โทร. (055) 675-205 และ (089) 562-6230

 

ผศ.ประสงค์ ทองยงค์ แบบอย่างของการผลิตมะพร้าวน้ำหอมยุคใหม่

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 483

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เทคโนโลยีการเกษตร

พานิชย์ ยศปัญญา panit@matichon.co.th

ผศ.ประสงค์ ทองยงค์ แบบอย่างของการผลิตมะพร้าวน้ำหอมยุคใหม่

นิตยสาร เทคโนโลยีชาวบ้าน ปักษ์ 464 วันที่ 1 ตุลาคม 2553 ได้ลงเรื่องราวมะพร้าวน้ำหอม ของ ผศ.ประสงค์ ทองยงค์ หลังจากหนังสือวางตลาด มีการต่อว่าต่อขานของมิตรรักนักอ่านกันพอสมควร…ว่าทำไมนำเสนอจวนเจียนจะ หมดฝนแล้ว เพราะหากสนใจปลูก แล้วลงในฤดูฝน โอกาสที่ต้นมะพร้าวจะเจริญเติบโตมีมาก…ขอน้อมรับข้อเสนอแนะด้วยความเต็มใจ ยิ่ง

เรื่องราวของมะพร้าว มีกิจกรรมต่อเนื่องกันพอสมควร เมื่อปลายปี 2552 นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน จัดสัมมนามะพร้าว ที่สำนักงานหนังสือพิมพ์ข่าวสด

ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2553 ในงานเกษตรมหัศจรรย์ฯ ที่ เดอะมอลล์ บางแค มะพร้าวเป็นส่วนหนึ่งของงาน

งานของสถาบันวิจัยพืชสวน เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มีการพูดถึงมะพร้าวไม่น้อย โดยเฉพาะน้ำมันมะพร้าว

ล่าสุด วันที่ 5-9 กรกฎาคม 2553 มีงานสัมมนามะพร้าวนานาชาติ ที่เกาะสมุย

แวด วงมะพร้าวน้ำหอม เกษตรกรผู้ปลูก ขายผลผลิตได้ราคาดี อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน คือผลละ 6 บาท เมื่อถึงผู้บริโภคในกรุงเทพฯ อย่างต่ำต้อง 10 บาท ไกลออกไปราคายิ่งแพงขึ้น ขอนแก่น เชียงใหม่ อาจจะตกผลละ 15 บาท

อำเภอวัดเพลง

ดินดำ น้ำดี อากาศเหมาะสม

ในวัย 73 ปี ผศ.ประสงค์ ทองยงค์ ยังดูแข็งแรง ทั้งนี้คงเป็นเพราะท่านได้ออกกำลังกาย และสำคัญที่สุด ได้ดื่มน้ำมะพร้าวอยู่เป็นประจำ

อาจารย์อยู่บ้านเลขที่ 39/1 หมู่ที่ 1 ตำบลวัดเพลง อำเภอวัดเพลง จังหวัดราชบุรี

เมื่อ ปีที่ผ่านมา ช่วงไปพิสูจน์ความโดดเด่นของมะพร้าว รบ.1, รบ.2 และ รบ.3 พื้นที่ปลูกมะพร้าวของอาจารย์ประสงค์มีอยู่จำนวน 55 ไร่ แต่การไปครั้งใหม่นี้ คือปลายเดือนมิถุนายน พื้นที่ปลูกมีเพิ่ม รวมแล้ว 62 ไร่

ถามว่า…อาจารย์ตั้งเป้าไว้เท่าไร

“100 ไร่” อาจารย์ให้คำตอบ

“อำเภอ วัดเพลง อยู่ห่างจากทะเลราว 27 กิโลเมตร กลางวันได้รับอิทธิพลจากลมทะเล พืชปรุงอาหารอย่างเต็มที่ ครั้นกลางคืน มีลมจากทางเทือกเขาตะนาวศรีพัดลงทะเล เป็นอากาศเย็น อุณหภูมิกลางคืนต่ำกว่ากลางวันไม่น้อย ทำให้พืชได้พักตัวและปรุงอาหารในเวลากลางวัน…พื้นที่วัดเพลงได้รับอิทธิพล จากน้ำแม่กลอง ซึ่งไหลมาจากป่าเขา จะพัดพาเอาธาตุอาหารมาทับถมและสะสมยาวนาน โดยเฉพาะโพแทสเซียม ทำให้ผลไม้มีขนาดของผลโต รสชาติดี” อาจารย์ประสงค์ เล่าถึงสภาพพื้นที่ ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ เหมาะในการปลูกพืชผล

พืชพรรณที่เหมาะสม

แรก ที่ทำสวนมะพร้าวน้ำหอม สายพันธุ์ที่ปลูก อาจารย์ประสงค์ได้มาจากฟาร์มอ่างทอง จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อปลูกไปกว่า 30 ปี พืชพรรณได้ผสมกันไปมา จนเกิดสิ่งที่ดีขึ้น เหมาะที่จะปลูกเป็นการค้า ซึ่งได้แก่ มะพร้าว รบ.1, รบ.2, รบ.3

“รบ.” ย่อมาจาก ราชบุรี

อาจารย์ประสงค์พูดถึงจุดเด่นของมะพร้าวแต่ละสายพันธุ์ ดังนี้

รบ.1 เป็นมะพร้าวน้ำหอมลูกผสม โคนต้นหรือสะโพกใหญ่ มีความคงทนแข็งแรง หากินเก่ง เปรียบเทียบกับสายพันธุ์อื่น เปอร์เซ็นต์การโค่นล้มน้อยกว่า ผลมีขนาดใหญ่ ดก หากดูแลพอสมควรจะไม่ขาดคอ ความหอมของน้ำ หลังจากใส่ปุ๋ยคอก กลิ่นหอมอาจจะลดลงบ้าง

รบ.2 จัดเป็นมะพร้าวแกงลูกผสม ที่ต้นมีขนาดใหญ่ ต้นไม่สูงนัก มีเลือดผสมระหว่างมะพร้าวแกงกับหมูสี เหมาะที่จะปลูกเพื่อผลิตน้ำมัน

รบ.3 เป็นมะพร้าวน้ำหอมยุคใหม่ที่มาแรงมาก เพราะรวมเอาคุณสมบัติที่โดดเด่น 3 ลักษณะ ไว้ในสายพันธุ์เดียวกัน คือน้ำหวาน มีกลิ่นหอม เมื่อเก็บในระยะที่เหมาะสม เนื้อมะพร้าวจะนุ่ม เคี้ยวมัน

ความเป็นมา ของ รบ.3 นั้น เข้าใจว่า เป็นลูกผสมระหว่างมะพร้าวน้ำหอมกับมะพร้าวพวงร้อย เพราะดูจากลักษณะผลแล้วคล้ายมะพร้าวพวงร้อย แต่ปริมาณผลต่อทะลายไม่มากเท่าพวงร้อย

เมื่อมีการเผยแพร่เรื่องราว เกี่ยวกับมะพร้าวของอาจารย์ประสงค์ไปเมื่อเดือนตุลาคม 2553 ที่ผ่านมา ปรากฏว่าคนสนใจซื้อหาผลผลิต รวมทั้งต้นพันธุ์ไปปลูก แต่อาจารย์ประสงค์ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้สนใจได้ แม้กระทั่งปัจจุบันก็ยังผลิตให้ไม่พอ อาจารย์ฝากบอกว่า ใครอยากปลูกให้ใจเย็นๆ ศึกษาให้ถ่องแท้ก่อนว่า พื้นที่ของตนเองเหมาะสมไหม และที่สำคัญ มีใจรักที่จะปลูกมะพร้าวจริงๆ หรือไม่ หากสรุปได้จึงลงมือ

อยากปลูกมะพร้าว

อาจารย์ประสงค์มีแง่คิด

มะพร้าว เป็นพืชพรรณที่ปลูกได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย แต่ผลตอบแทนที่ได้จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และการดูแลรักษา ดังนั้น ผู้ปลูกต้องยอมรับสภาพและทำความเข้าใจเสียก่อน มะพร้าวน้ำหอมที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งลงตีพิมพ์ในนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านฉบับนี้ ผลผลิตคงสู้ที่อำเภอวัดเพลงไม่ได้ แต่มะพร้าวที่ทุ่งกุลาร้องไห้ก็สร้างคุณค่าได้มากมายมหาศาล

ดังนั้น ผู้ปลูกควรตั้งความหวังกับสิ่งที่ตนเองทำตามความเป็นจริง

หลัง จากปลูกลงดิน มะพร้าวจะให้ผลตอบแทนหลังปลูกไปแล้วปีที่ 4-5 แต่หากเป็นภาคอื่น อาจจะปีที่ 6-7 อย่างกรณีทางภาคอีสานและภาคเหนือ ฤดูหนาว ต้นมะพร้าวจะชะงักการเจริญเติบโต หน้าแล้งยิ่งไปกันใหญ่ สังเกตได้ง่ายๆ ว่า มะพร้าวในเขตน้ำน้อย ต้นจะมีขนาดเล็ก

อาจารย์ประสงค์แนะนำผู้ปลูกมะพร้าวให้มีรายได้จากพืชแซม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพืชล้มลุก

พืช แรกคือ กล้วย ถือเป็นพืชข้ามปียืนต้น โดยการแตกกออยู่อย่างต่อเนื่อง จำนวนต้นต่อไร่ที่ปลูก ไม่ควรให้หนาแน่นจนเกินไป เพราะอาจจะไปเบียดบังมะพร้าวได้

กล้วยที่นิยมปลูกกันคือ กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ หรือจะเป็นกล้วยหักมุกก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด

แต่ที่นิยมปลูกแซมในแปลงมะพร้าว คือผักกินใบ อายุสั้น 30-45 วัน เก็บเกี่ยวได้ ไม่ว่าจะเป็นผักบุ้ง คะน้า กวางตุ้ง และอื่นๆ

ผักกินหัวก็สามารถปลูกได้

พริกกะเหรี่ยงก็เป็นที่นิยม

ผักชีไทยก็ทำรายได้ให้กับผู้ปลูกไม่น้อย บางคราวได้เงินเป็นล้านบาทก็มี หากแปลงปลูกมีขนาดใหญ่

งาน ปลูกพืชแซม ก่อนที่มะพร้าวจะให้ผลผลิตได้ประโยชน์หลายอย่าง แรกสุด เจ้าของแปลงปลูกมีรายได้ และที่สำคัญมากนั้น เมื่อปลูกพืชแซม พื้นที่ถูกจัดการหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ไม่มีวัชพืช ขณะเดียวกันปุ๋ยที่ใส่ลงไปในดิน น้ำที่รดลงแปลง ต้นมะพร้าวก็ได้รับและเติบโตเร็วกว่าปกติ

เพราะพืชแซมมีรายได้ดีนี่ เอง ทำให้ผู้ปลูกมะพร้าว มักไม่พลาดที่จะปลูก ขณะเดียวกันก็มีเกษตรกรที่ปลูกผักเป็นอาชีพ ตระเวนเช่าปลูกพืชแซม ซึ่งการลงทุนเรื่องการเตรียมดินมีน้อย

“มีคนโทร.มาคุยกับผม เรื่องมะพร้าวที่ติดผลขนาดเล็กแล้วผลร่วง ผมก็บอกไป สาเหตุนั้น หากแล้งจัดๆ ผลก็ร่วง หรือน้ำขังมากๆ ผลก็ร่วง ควรดูแลอย่าให้น้ำในแปลงมากจนเกินไป หรือหากเจอสภาพอากาศแล้งก็ควรให้น้ำ ทีละน้อย อย่าให้ทีเดียว ระยะปลูกมะพร้าวระหว่างต้นระหว่างแถว ควรให้อยู่ที่ 7.50×7.50 เมตร ระยะขนาดนี้ แสงแดดจะส่องได้ทั่วถึง ใบไม่เกยทับกัน ผลผลิตจะดก”

อาจารย์อธิบายและบอกอีกว่า

“หาก เกษตรกรปลูกมะพร้าวในระบบร่องสวน ตามคันสวน ควรปลูกไม้ผลชนิดอื่นบ้าง เพื่อให้มีความหลากหลาย ให้เป็นที่อยู่ของมดแดง ประโยชน์ของมดแดงจะช่วยกำจัดหนอนม้วนใบได้อย่างดี หากกลัวว่ามดแดงจะเข้ามาในแปลงมะพร้าว ก็อาจจะตัดทางไว้ ให้อยู่เฉพาะที่คันสวน”

เรื่องราวของมะพร้าว จากประสบการณ์ของอาจารย์ประสงค์ยังมีอีกมาก คงได้นำมาเสนอในโอกาสต่อไป

ผู้สนใจถามไถ่อาจารย์ประสงค์ได้ที่ โทร. (02) 378-2620 และ (081) 836-6228