ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Posts Tagged ‘ผักกาดขาวปลี

http://kucon.lib.ku.ac.th/cgi-bin/KUCON.exe?rec_id=001166&database=KUCON&search_type=link&table=mona&back_path=/KUCON/mona&lang=thai&format_name=TFMON

ผู้แต่ง: อโณทัย ชุมสาย, ม.ล.; เกษม พิลึก
ชื่อเรื่อง: การศึกษาลักษณะทางสัณฐานวิทยา กายวิภาควิทยา และเซลล์วิทยา ของผักกาดขาวปลีและผักกาดขาวเล็ก
Article title: Morphological, anatomical and cytological studies of 2 type-varieties of Brassica pekinensis (Lour.) Rupr.
ชื่อเอกสาร : รายงานการประชุมทางวิชาการเกษตรศาสตร์และชีววิทยา ครั้งที่ 10 สาขาพืช ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 3-5 กุมภาพันธ์ 2514
Source title : Proceedings of the national conference on Agricultural and Biological Sciences tenth session: Plant Science
หน่วยงานจัดพิมพ์: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สถานที่พิมพ์: กรุงเทพฯ
ปีพิมพ์: 2514
หน้า: หน้า 761-762
จำนวนหน้า: 769 หน้า
ภาษา: ไทย
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์ (REF SB16 ก58 2514)
หมวดหลัก: F50-Plant structure
อรรถาภิธาน-อังกฤษ: BRASSICA, PLANT ANATOMY, CYTOLOGY
อรรถาภิธาน-ไทย: BRASSICA; กายวิภาคของพืช; เซลล์วิทยา
ดรรชนี-ไทย: ผักกาดขาวปลี, ผักกาดขาวเล็ก, สัณฐานวิทยา, กายวิภาควิทยา, เซลล์วิทยา
หมายเลข: 001166 KC1001103
เอกสารฉบับเต็ม: [Download Fulltext]
ค้นข้อมูลใกล้เคียง: มีคำสำคัญเหมือนกัน   ผู้แต่งคนเดียวกัน

Department Of Agriculture  กรมวิชาการเกษตร.

เกษตรดีที่เหมาะสมสำหรับการผลิตผักกาดขาวปลี


Good Agricultural Practice (GAP) for Chinese Cabbage


แหล่งปลูก
สภาพพื้นที่

  • ปลูกได้ทุกภาคของประเทศไทย
  • ใกล้แหล่งน้ำสะอาด และสะดวกต่อการนำมาใช้
  • ไม่เป็นแหล่งน้ำท่วมขัง
  • ห่างไกลจากแหล่งมลพิษ
  • การคมนาคมขนส่งสะดวก สามารถนำผลผลิตออกสู่ตลาดได้รวดเร็ว

ลักษณะดิน

  • ปลูกได้ในดินแทบทุกชนิดที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีการระบายน้ำ และการถ่ายเทอากาศดี
  • มีค่าความเป็นกรดด่างอยู่ระหว่าง 6.0-6.5

สภาพภูมิอากาศ

  • อุณหภูมิที่เหมาะสมในการเจริญเติบโตอยู่ระหว่าง 15-20 องศาเซลเซียส

แหล่งน้ำ

  • มีแหล่งน้ำสะอาด ปราศจากสารอินทรีย์ และสารอนินทรีย์ที่มีพิษปนเปื้อน
  • มีน้ำเพียงพอสำหรับใช้ตลอดฤดูปลูก

พันธุ์

การเลือกพันธุ์

  • ให้ผลผลิตสูง มีคุณภาพตรงตามที่ตลาดต้องการ
  • เจริญเติบโตดี เหมาะสมกับสภาพดินฟ้าอากาศที่ปลูก

พันธุ์ที่นิยมปลูก

  • พันธุ์เข้าปลียาว เป็นผักกาดขาวปลีฝรั่ง ปลีลักษณะทรงสูง   เช่น ผักกาดหางหงส์ มีอายุเก็บเกี่ยว
    หลังปลูก 60 วัน
  • พันธุ์เข้าปลีแน่น ปลีลักษณะกลม รูปไข่ หรือสี่เหลี่ยม   ได้แก่ พันธุ์ลูกผสมต่าง ๆ     อายุเก็บเกี่ยว
    หลังย้ายปลูก 40-60 วัน
  • พันธุ์เข้าปลีหลวม หรือไม่เข้าปลี สามารถปลูกในเขตที่มีอุณหภูมิสูง ฝนตกชุก ได้แก่ พันธุ์ผักกาด
    ขาวะรรมดาที่ปลูกทั่วไป อายุเก็บเกี่ยวหลังย้ายปลูก 40-45 วัน

การปลูก

การเตรียมดิน

  • ไถตากดินไว้ประมาณ 7 วัน แล้วไถพรวนดินอีก 1-2 ครั้ง    เพื่อกำจัดแมลง โรค และ วัชพืช
  • พรวนย่อยดิน ใส่ปูนขาว ไถกลบ รดน้ำ ยกร่องกว้างประมาณ 1.5 เมตร เว้นทางเดิน 30 ซม.
  • ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่ย่อยสลายดีแล้ว ตามความสามารถที่จะหามาใช้ได้โดยทั่วไปควรใส่
    อัตรา2-4 ตัน/ไร่เพื่อเพิ่มอินทรีย์วัตถุในดิน ลดการเกิดโรคกล้าเน่า และโรคเน่าดำ

วิธีการปลูก

  • เตรียมเมล็ดพันธุ์ แช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำอุ่น 50-55 องศาเซลเซียส นาน 15-20 นาที

ปลูกโดยวิธีหว่าน เหมาะสำหรับพันธุ์ที่เข้าปลีหลวม หรือไม่เข้าปลี

  • หว่านเมล็ดลงแปลงปลูก อัตรา 2 กิโลกรัม/ไร่ คลุมด้วยฟาง และรดน้ำเป็นฝอยละเอียดทั่วแปลง
  • ถอนแยกต้นกล้าเมื่อผักกาดขาวปลีอายุ 20 วัน ให้มีระยะระหว่างต้น 20-25 เซนติเมตร

ปลูกโดยวิธีหยอดเมล็ดเป็นหลุม เหมาะสำหรับพันธุ์ที่เข้าปลีแน่น และเข้าปลียาว

  • หยอดเมล็ดลงในหลุม ระยะระหว่างหลุม 30 เซนติเมตร   ระหว่างแถว 50 เซนติเมตร คลุมด้วยฟาง
    รดน้ำเป็นฝอยละเอียดทั่วแปลง
  • ถอนแยกต้นกล้าเมื่อผักกาดขาวปลีอายุ 20 วัน ให้เหลือหลุมละ 1 ต้น
  • ปลูกแบบเพาะกล้า แล้วย้ายต้นกล้าลงถาดหลุม
  • เตรียมดินผสมปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก และขี้เถ้าแกลบ อัตรา 3-1-1 ใส่ลงกระบะเพาะปรับหน้าดินให้เรียบ
    ทำร่องเล็กๆ ห่างกัน 5 ซม. โรยเมล็ดลงในช่องกลบเมล็ด รดน้ำ
  • ต้นกล้าอายุ 7-10 วัน ย้ายปลูกลงในถาดหลุมที่ใส่ดินผสม หลุมละ 1 ต้น รดน้ำ
  • ต้นกล้าอายุ 25-30 วัน ย้ายลงในแปลงปลูก ระยะปลูกระหว่างต้น 30 เซนติเมตร ระหว่างแถว 50 ซม.

การดูแลรักษา

การให้ปุ๋ย

  • ก่อนปลูกหรือหลังย้ายปลูก 7 วัน ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 20-10-10 อัตรา 30-40 กก./ไร่
  • หลังใส่ปุ๋ยครั้งแรก 20-25 วัน ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 20-10-10 อัตรา 30-40 กก./ไร่ ผสมกับปุ๋ยยูเรียสูตร
    46-0-0 อัตรา 10-20 กก./ไร่

การให้น้ำ

  • ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ
  • ควรให้น้ำทันทีหลังการปลูกและใส่ปุ๋ย

การอนุรักษ์แมลงศ้ตรูธรรมชาต

ศัตรูธรรมชาติของแมลงศัตรูผักกาดขาวปลีมี หลายชนิดที่สำคัญ และพบทั่วไปในแปลงผักกาดขาวปลี
ได้แก่

แตนเบียน มี 2 ชนิด คือ

  • แตนเบียนไข่ชนิดไตรโคแกรมม่า ทำลายไข่ของหนอนใยผัก ขนาดลำตัวประมาณ 2 มม. ไข่ที่ถูก
    แตนเบียนเข้าทำลายจะเป็นสีดำและไม่ฟัก
  • แตนเบียนหนอนโคทีเซีย ตัวเต็มวันมีสีดำ ขนาดเล็กเท่ายุง วางไข่ในตัวหนอนใยผักหนอนกระทู้
    หอมและหนอนกระทู้ผัก       หลังไข่ฟักเป็นตัวจะอาศัยอยู่ภายในประมาณ  7 วัน  แล้วออกมาถักรังเข้าดัก
    แด้ภายนอก ดักแด้มีสีน้ำตาล ขนาดเท่าเมล็ดข้าวสาร แต่ยาวเพียงครี่งเดียว   ทำให้หนอนศัตรูผักกาดขาว
    ปลีไม่กินอาหารและตายในที่สุด

ตัวห้ำ มี 2 ชนิด คือ

  • มวนพิฆาต วางไข่เป็นกลุ่มสีทองแดง ตัวอ่อนวัยแรกสีดำ วัยต่อมาสีดำแต้มแดง ตัวเต็มวัยมีสีน้ำตาลบ่า
    ทีหนามแหลมข้างละอัน ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินหนอนศัตรูผักกาดขาวปลี
  • แมงมุม ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยกัดกินไข่และหนอนวัยแรกของ แมลงศัตรูผักกาดขาวปลี

ศัตรูธรรมชาติทั้ง 2 จำพวกนี้ มีประสิทธิภาพในการควบคุมแมลงศัตรูพืช ดังนั้น ในการป้องกัน
กำจัดศัตรูผักกาดขาวปลี ควรใช้วิธีการที่ปลอดภัย เพื่อเป็นการอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ

สุขลักษณะและความสะอาด

ควรรักษาแปลงปลูกให้ถูกสุขลักษณะและสะอาดอยู่เสมอ

  • กำจัดวัชพืช ควรกำจัดขณะวัชพืชยังเล็ก เพื่อไม่ให้แข่งขันกับพืชหลัก หรือเป็นแหล่งเพาะศัตรู
    พืชหรือติดไปกับผลผลิต
  • ควรเก็บวัชพืช เศษพืชโดยเฉพาะวัชพืชที่เป็นโรคไปทำลายนอกแปลงปลูก
  • อุปกรณ์ เช่น กรรไกร เครื่องพ่นสารเคมี ภาชนะที่ใช้เก็บผลผลิต ฯลฯ หลังใช้งานแล้วต้องทำความ
    สะอาดและเก็บให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานเสมอ
  • ภาชนะบรรจุสารเคมีที่ใช้หมดแล้ว ให้ล้างทำความสะอาด นำน้ำที่ล้างไปพ่นป้องกันกำจัดศัตรูพืช
    สำหรับภาชนะบรรจุให้ทำลายอย่างเหมาะสม เช่น ฝังดิน ไม่ควรนำมาใช้ใหม่อีก

ศัตรูของผักกาดขาวปลีและการป้องกันกำจัด

โรคที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

สาเหตุ  เชื้อรา

ลักษณะอาการ

  • เมล็ดเน่าก่อนงอก      หรืองอกออกมาเล็กน้อยแล้วเน่าตายไปก่อนที่จะโผล่พ้นดินขี้นมา     หรือต้นกล้า
    ที่งอกพ้นดินขึ้นมาแล้ว มีแผลที่โคนต้น ต้นหักพับที่ระดับผิวดิน หรือเกิดการเหี่ยวเฉาตาย เชื้อสาเหตุ
    ที่ของโรคนี้  อาจปนเปื้อนมากับเมล็ดพันธุ์ หรืออาศัยอยู่ในดินบริเวณนั้นและสามารถเจริญเติบโตได้ดี
    ในดินที่มีความชื้นสูง

โรคราน้ำค้าง

สาเหตุ      เชื้อรา

ลักษณะอาการ

  • ที่ใบเลี้ยงของต้นกล้าเกิดเป็นจุดช้ำ และต้นกล้าเน่ายุบ บนใบเกิดปื้นเหลือง ด้านหลังใบมีเส้นใย สีขาว
    เป็นกระจุก เมื่อมีการระบาดมากขึ้นแผลขยายขนาดออกไป   เนื้อใบเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและแห้งกรอบ
    สภาวะที่เหมาะต่อการระบาดของโรคนี้คือ อุณหภูมิต้ำและความชื้นสูง  เชื้อสาเหตุสามารถติดไปกับ
    เมล็ดพันธุ์ได้

โรคใบจุด

สาเหตุ      เชื้อรา

ลักษณะอาการ

  • เกิดจุดเล็ก ๆ บนต้นกล้าที่งอกใหม่ ๆ กล้าเน่าตาย       ในระยะต้นโตอาการที่ใบเริ่มจากเกิดเป็นจุด
    เล็กต่อมาแผลขยายออกเป็นวงกลมสีน้ำตาล หรือดำซ้อนกันหลาย ๆ ชั้น เนื่อเยื่อรอบ ๆ แผลเปลี่ยน
    เป็นสีเหลือง     เมื่อการระบาดมากขึ้นแผลเหล่านี้ขยายมาติดกัน เนื้อใบเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลใบแห้ง
    กรอบอาการที่ก้านใบลักษณะเป็นจุดแผลรี ๆ บนก้านใบ

โรคใบแห้งหรือโรคเน่าดำ

สาเหตุ    เชื้อแบคทีเรีย

ลักษณะอาการ

  • อาการเริ่มแรกส่วนใหญ่จะเกิดที่ขอบใบ โดยเนื้อใบตรงส่วนที่เชื้อเข้าทำลายจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและ
    ลุกลามเข้าไปยังส่วนกลางของใบเป็นรูปสามเหลี่ยม โดยยอดของสามเหลี่ยมนั้นอยู่บนเส้นกลางใบ บาง
    ครั้งอาการอาจเริ่มแสดงที่ปากใบพืชทำให้เกิดอาการปื้นเหลืองบนใบ   เนื้อเยื่อตรงกลางแผลจะค่อย ๆ
    ตายเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเชื้อ
    สาเหตุสามารถติด  มากับ เมล็ดพันธุ์และสามารถมีชีวิตอยู่บนเศษซากพืชใน
    ดินได้นานโรคนี้จะระบาดนานมากในสภาพที่มีความชื้นสูง

โรคเน่าเละ

สาเหตุ     เชื้อแบคทีเรีย

ลักษณะอาการ

  • เนื้อเยื่อพืชยุบตัย    แผลเปียกเป็นเมือกเยิ้ม    มีสีน้ำตาลอ่อนจนเกือบดำ     มีกลิ่นเหม็น สำหรับพืชที่ถูก
    ทำลายส่วนใต้ดิ
  • พืชจะแสดงอาการเหี่ยวเฉา เหลืองผิดปกติ   มีแนวโน้มที่จะล้มหรือเอนไปทางใดทางหนึ่ง เชื้อสาเหตุ
    ของโรคนี้เข้าทำลายพืชได้ตามรูเปิดหรือรอยแผลต่าง ๆ และสาเหตุสำคัญที่เป็นช่องทางที่เชื้อโรคเน่า
    เละจะเข้าไปได้นั้น มักเกิดขึ้นภายหลังจากการขาดธาตุอาหารบางชนิด เช่น แคลเซี่ยม และ โบรอน
    โดยเฉพาะโบรอนทำให้เกิดอาการ  ไส้กลวงเมื่อเชื้อสาเหตุเข้าทำลายซ้ำเติม    ทำให้เกิดการเน่าภายใน
    โรคนี้เมื่อเกิดแล้วไม่สามารถแก้ไขได้ ต้องฏิบัติเพื่อการป้องกันเท่านั้น

โรคปลายใบแห้ง

สาเหตุ       ขาดธาตุอาหารรอง แคลเซี่ยม

ลักษณะอาการ

  • ขอบใบเป็นสีน้ำตาลฉ้ำน้ำ    ต่อมาแห้งเป็นสีน้ำตาล    โดยเฉพาะใบอ่อนแสดงอาการก่อน เนื่องจากเมื่อ
    พืชเริ่มห่อหัว แคลเซี่ยมในพืขจะลดลงอย่างรวดเร็ว ถ้าพืชได้รับแคลเซี่ยมไม่เพียงพอ พืขแสดงอาการ
    ขาดธาตุอาหาร ดินบางแห่งแม้มีแคลเซี่ยมในดินมาก   แต่ถ้าเกลือแอมโมเนียมในดินสูง หรือมีความชื้น
    สูง จะยับยั้งการดูดแคลเซี่ยมของพืขจากดินขึ้นมา พืชจึงแสดงอาการขาดธาตุแคลเซี่ยมหลังจากนั้นเชื้อ
    สาเหตุโรคเน่าเละเข้าทำลายซ้ำเติมทำให้เกิดเป็นโรคเน่าเละในที่สุด

โรคไส้ดำหรือโอกึน

สาเหตุ       ขาดธาตุอาหารรองโบรอน

ลักษณะอาการ

  • ในระยะที่พืชยังเล็กอยู่ใบมีสีซีด      แคระแกรน    แต่ไม่พบบ่อยนักส่วนมากจะแสดงอาการเด่นชัดใน
    ระยะโตเต็มที่ใบม้วนผิดรูป     เส้นใบและเส้นกลางใบมีรอยแตก      ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ส่วน
    ของรากมีรอยสีน้ำตาลส่วนของรากมีรอยสีน้ำตาล      เนื้อเยื่อส่วนกลางลำต้นจะแตกกลวงเมื่อมีอาการ
    รุนแรงมากขึ้นจะเปลี่ยนเป็นสีดำเมื่อลำต้นพืชเริ่มกลว         งเชื้อสาเหตุ โรคเน่าเละมีโอกาสเข้าทำลาย
    ซ้ำเติมทำให้เกิดเป็นอาการเน่าเละในที่สุด

การป้องกันกำจัดโรคของผักกาดขาวปลี

  • การเตรียมแปลงเพาะ และแปลงปลูกควรย่อยดินให้ละเอียด ปรับดินด้วยปูนขาวอัตรา 200-400 กก.
    /ไร่และปุ๋ยอินทรีย์ อัตรา 2-4 ตัน/ไร่ เพื่อป้องกันโรคกล้าเน่าและโรคเน่าดำ
  • แข่เมล็ดพันธุ์ก่อนปลูกในน้ำอุ่น 50-55 องศาเซลเซียส นาน 15-20 นาที  สามารถลดความเสียหาย
    เนื่องจากโรคกล้าเน่าเละ โรคปลายใบแห้ง และโรคไส้ดำ
  • เมื่อเริ่มมีการระบาดของโรคราน้ำค้าง หรือใบจุดในแปลงปลูก พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช ตาม
    ตารางที่ 1
  • เศษซากพืชที่เป็นโรคควรนำออกจากแปลงให้หมด   ไม่ควรจะสับกลับลงไปในดิน เพื่อลดการระบาด
    ของโรคราน้ำค้างโรคใบจุด โรคเน่าเละ และโรคเน่าดำในฤดูต่อไป
ตารางที่ 1  การใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชของผักกาดขาวปลี
โรค
สารป้องกันกำจัดโรคพืช
อัตราการใช้/
น้ำ 20 ลิตร
วิธีการใช้/
ข้อควรระวัง
หยุดใช้สาร
ก่อนการ
เก็บเกี่ยว
ราน้ำค้าง
เมตาแลคซิล+แมนโคเซ็บ
(75%WP)
50 กรัม
  • เริ่มพ่นเมื่อพบโรค
    ถ้าโรคไม่หยุดการ
    ระบาดให้พ่นซ้ำ
    ทุก 7 วัน
14 วัน
ใบจุด
ไดโพรไดโอน
50 กรัม
14 วัน
คลอโรทาโลนิล
25-50 กรัม
14 วัน
แมนโคเซบ
40-50 กรัม
7 วัน


โรคที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

หนอนใยผัก

ลักษณะและการทำลาย

  • ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืนขนาดเล็ก วางไข่เป็นฟอง หรือกลุ่มเล็ก ๆ   ทั้งบนใบและใต้ใบ ไข่มีสีเหลือง
    อ่อน เทาอ่อนหรือเขียวปนเหลืองเมื่อถูกตัวจะดิ้นและทิ้งตัวลงดินโดยการชักใยเข้า ดักแด้ตามใบพืชโดย
    มีใยปกคลุมหนอนใยผักกัดกินใบและยอดผักกาดขาวปล   ี ตั้งแต่เริ่มงอกจนถึงระยะเก็บเกี่ยว พบการทำ
    ลายตามแหล่งปลูกผักกาดขาวปลีเป็นการค้า    ทั่วประเทศ      ระบาดรุนแรงในช่วงฤดูร้อน โดยเฉพาะ
    อย่างยิ่งในแหล่งปลูกภาคกลาง

การป้องกันกำจัด

  • ติดกับดักกาวเหนียวสีเหลือง อัตรา 80 กับดัก/ไร่ สูงเหนือระดับต้น 10 เซนติเมตร   ตลอดฤดูปลูกเพื่อ
    กำจัดตัวเต็มวัย
  • เพื่อกำจัดหนอนและดักแด้
  • หากจำเป็นให้ฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดแมลงเมื่อพบหนอนเฉลี่ย ตัว/10 ต้น ตามคำแนะนำในตารางที่ 2

ด้วงหมัดผัก

ลักษณะและการทำลาย

  • ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืนขนาดเล็ก วางไข่เป็นฟอง     หรือกลุ่มเล็ก ๆ ทั้งบนใบและใต้ใบ ไข่ทีสีเหลือง
    อ่อน หนอนลำตัวยาวเรียวหัวท้ายแหลม ส่วนท้ายมีปุ่มยื่นออกเป็น 2 แฉก  สีเขียวอ่อน เทาอ่อน หรือเขียว
    ปนเหลืองเมื่อถูกตัวจะดิ้นและทิ้งตัวลงดินโดยการ  ชักใยเข้าดักแด้ตามใบพืช โดยมีใยปกคลุมหนอนใยผัก
    กัดกินใบและยอดผักกาดขาวปลี ตั้งแต่เริ่มงอกจนถึงระยะเก็บเกี่ยว    พบการทำลายตามแหล่งปลูกผักกาด
    ขาวปลีเป็นการค้า ทั่วประเทศระบาดรุนแรงในช่วงฤดูร้อน     โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแหล่งปลูกภาคกลาง

การป้องกันกำจัด

  • ติดกับดักกาวเหนียวสีเหลือง อัตรา 80 กับดัก/ไร่ สูงเหนือระดับต้น 10 เซนติเมตร ตลอดฤดูปลูก เพื่อ
    กำจัดตัวเต็มวัย
  • เพื่อกำจัดหนอนและดักแด้
  • หากจำเป็นให้ฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดแมลงเมื่อพบหนอนเฉลี่ย ตัว/10 ต้น ตามคำแนะนำในตารางที่ 2

ด้วยหมัดผัก

ลักษณะและการทำลาย

  • ตัวเต็มวัยเป็นด้วยขนาดเล็ก  ยาวประมาณ 2  มล. ปีกคู่หน้าสีดำ มี 2 ชนิด     ชนิดหนึ่งมีแถบสีเหลืองสอง
    แถบพาดตามความยาวของปีก  หนอนกัดกินโคนต้นหรือรากของผักกาดขาวปลีทำให้ผักเหี่ยวเฉาไม่เจริญ
    เติบโตและตายในที่สุดตัวเต็มวัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่มกัดกินผิวใบด้าน ล่าง      ทำให้เป็นรูพรุนเมื่อถูกรบกวน
    สามารถกระโดดและบินได้ไกลพบระบาดวนเวียนอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับแหล่งปลูก ผักเก่าทั่วไป

การป้องกันกำจัด

  • ติดกับดักกาวเหนียวสีเหลือง         อัตรา 80 กับดัก/ไร่     ตลอดฤดูปลูกเพื่อกำจัดตัวเต็มวัย โดยเอียงกับดัก
    ทำมุม 45 องศากับพื้นดิน
  • ไถพรวนตากดินก่อนปลูก เพื่อกำจัดหนอนและดักแด้
  • หากจำเป็นให้ฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดแมลง เมื่อพบหนอนเฉลี่ย    0.2 ตัว/ต้น ตามคำแนะนำในตารางที่ 2

หนอนกระทู้หอม

ลักษณะและการทำลาย

  • ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืน วางไข่เป็นกลุ่ม สีขาว       มีขนปกคลุมอยู่ใต้ใบผักกาดขาวปลีหนอนทำความ
    เสียหายรุนแรงเมื่ออยู่ในวัยที่ 3 ขึ้นไป    พบการทำลายตามแหล่งปลูกผักกาดขาวปลีทั่วไป ระบาดรุนแรง
    มากในช่วงฤดูร้อนหนอนโตเต็มที่จะเข้าดักแด้ในดิน

การป้องกันกำจัด

  • ไถพรวนดินก่อนปลูกเพื่อกำจัดดักแด้
  • เก็บกลุ่มไข่ และหนอนทำลายหากจำเป็นให้ฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดแมลง   เมื่อพบการระบาดของหนอน
    เฉลี่ย 0.2 ตัว/ต้นตามคำแนะนำในตารางที่ 2

หนอนกระทู้ผัก

ลักษณะและการทำลาย

  • ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืน วางไข่เป็นกลุ่มสีน้ำตาลคล้ายฟางข้าวจำนวนนับร้อยฟองตามใต้ใบ
    ผักหนอนผักวัยแรกอยู่รวมกันเป็นกลุ่มแทะกินผิวใบ    วัยต่อมาเคลื่อนย้ายกัดกินทุกส่วนของพืช
    ทำความเสียหายให้กับพืชผักได้มาก เนื่องจากเป็นหนอนขนาดใหญ่      และมีจำนวนมากหนอน
    เข้าดักแด้ในดิน

การป้องกันกำจัด

  • ไถพรวนดินก่อนปลูกเพื่อกำจัดดักแด้
  • เก็บกลุ่มไข่ และหนอนทำลาย
  • หากจำเป็นให้ฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดแมลง เมื่อพบการระบาดของหนอนเฉลี่ย 0.2 ตัว/ต้น ตาม
    คำแนะนำในตารางที่ 2

หนอนเจาะยอดกะหล่ำ

ลักษณะและการทำลาย

  • ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืน     ขนาดเล็กวางไข่เป็นฟอง เดี่ยว      มีสีขาวนวลตามยอดพืชตัวหนอน
    จะเจาะเข้าไปกัดกินตามส่วนยอด     และถักใยคลุมตัว     อยู่ภายในยอดและลำต้นสังเกตจากรอยกิน
    เป็นทางหรือมูลหนอนที่ถ่ายทิ้งไว้      เข้าดักแด้ตามเศษพืชบนดินหรือในดิน     โดยมีใยห่อหุ้ม พบ
    การทำลายตามแหล่งปลูกผักกาดขาวปลีทั่วไป ระบาดรุนแรงในช่วงฤดูร้อน

การป้องกันกำจัด

  • ไถพรวนตากดินก่อนปลูก เพื่อกำจัดดักแด้
  • เก็บเศษใบผักกาดขาวปลีเพื่อกำจัดดักแด้
  • หากจำเป็นให้ฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดแมลง    เมื่อพบไข่หรือหนอนเริ่มเข้าทำลาย    ตามคำแนะนำ
    ในตารางที่ 2

วัชพืชที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

ตารางที่ 2
การใช้ชีวินทรีย์และสารป้องกัน กำจัดแมลงศัตรูผักกาดขาวปลี
ชื่อแมลง
ศัตรูพืช
ชีวินทรีย์/
สารป้องกันกำจัด
อัตราการใช้/
น้ำ 20 ลิตร
วิธีการใช้/
ข้อควรระวัง
หยุดใช้สาร
ก่อนการ
เก็บเกี่ยว
หนอนใยผัก บาซิลลัส ทูริงเยนซิส
(เชื้อแบคทีเรีย)
40-80 กรัม
60-100 มล.
  • พ่นเมื่อพบหนอน 3
    ตัว/ต้น ในระยะที่พืช
    ยังเล็ก และพ่นเมื่อ
    พบหนอน 6 ตัว/ต้น
    ในระยะผักกาดห่อใบ
  • สำหรับเชื้อแบคทีเรีย
    พ่นในเวลาเย็นหลัง
    บ่าย 3 โมงเย็น เป็น
    ต้นไป
  • สำหรับการใช้สาร
    ฆ่าแมลงในแหล่ง
    ปลูกภาคกลางใช้
    ในอัตราสูง 4-7 วัน
    ต่อครั้ง และพ่นถี่ขึ้น
    เมื่อมีการระบาด
    รุนแรง
  • ไม่ควรใช้สารฆ่าแมลง
    ต่อเนื่องกันเกิน 3 ครั้ง
    ต่อฤดู เพื่อหลีกเลี่ยง
    การสร้างความต้าน
    ทาน
1 วัน
ฟิโปรนิล (5%SC)
20-40 มล.
60-80 มล.
7 วัน
อะบาเม็กติน (1.8 %EC)
20-30 มล.
40-60 มล.
7 วัน
คลอร์ฟีนาเพอร์ (10%SC)
20-40 มล.
7 วัน
โพรไทโอฟอส (50%EC)
30-40 มล.
14 วัน
เดลทาเมทริน (3%EC)
-
2 วัน
เพอร์เมทริน (25%EC)
10-20 มล.
3-7 วัน
แลมบ์ดาไซฮาโลทริน
(2.5%EC)
20-30 มล.
8 วัน
ไซเพอร์เมทริน (5%EC)
10-20 มล.
5 วัน
เทฟลูเบนซูรอน (5%EC)
20-40 มล.
14-21 วัน
คลอร์ฟลูอาซูรอน (5%EC)
20-40 มล.
7 วัน
ฟลูเฟนนอกซูรอน
20-40 มล.
7 วัน
ด้วงหมัดผัก คาร์บาริล
40-60 กรัม
  • พ่นทุก 3-5 วัน
    เมื่อพบแมลง 1
    ตัว/ต้น ในระยะ
    พืชเล็กและ 10 ตัว
    ในระยะพืชโต ใช้
    เฉพาะแหล่งที่ด้วง
    หมัดผักยังไม่สร้าง
    ความต้านทานต่อ
    สารฆ่าแมลง
3 วัน
คาร์โบซัลแฟน
50-75 มล.
5 วัน
โพรไทโอฟอส
30-40 มล.
14 วัน
ฟิโปรนิล
20-40 มล.
7 วัน
หนอนกระทู้
หอม
หนอนกระทู้
ผัก
บาซิลลัส ทูริงเยนซิส
(เชื้อแบคทีเรีย)
60-80 กรัม
0.2 ตัว/ต้น
  • พ่นเมื่อพบหนอน
1 วัน
นิวเคลียโพลีฮีไดรซิสไวรัส
20-30 มล.
ไดฟลูเบนซูรอน
30-40 มล.
  • ไม่ควรใช้สารชนิดใด
    ชนิดหนึ่งติดต่อกัน
    หลายครั้ง และไม่ใช้
    ในช่วงเก็บเกี่ยว
14 วัน
ไตรฟลูมูรอน
30-40 มล.
14 วัน
คลอร์ฟลูอาซูรอน
20-40 มล.
7 วัน
เทบูฟีโนไซด์
30-40 มล.
14 วัน
คลอร์ฟีนาเพอร์
30-40 มล.
7 วัน
หนอนเจาะ
ยอดกะหล่ำ
โพรไทโอฟอส
30-40 มล.
  • พ่นทุก 4-7 วันเมื่อ
    พบการระบาด และพ่น
    ติดต่อกัน 2-3 ครั้ง
14 วัน
แลมป์ด้าไซฮาโลทริน
20-40 มล.
8 วัน


วัชพืชฤดูเดียว

  • วัชพืชประเภทใบแคบ ได้แก่ หญ้าตีนนก หญ้านกสีชมพู และหญ้าตีนกา
  • วัชพืชประเภทใบกว้าง ได้แก่ ผักเบี้ยหิน ผักเบี้ยใหญ่ ผักโขม และสาบแรงสาบกา
  • วัชพืชประเภทกก ได้แก่ กกทราย หนวดปลาดุก

การป้องกันกำจัด

  • ไถตากดินก่อนหว่านเมล็ด 7 วัน
  • คลุมดินด้วยฟางหลังหว่านเมล็ด
  • ถอนกำจัดวัชพืชออกจากแปลง ขณะถอนแยกต้นกล้าเมื่อผักกาดขาวปลี 20 วัน
  • ใช้สารกำจัดวัชพืชตามคำแนะนำในตารางที่ 3
  • วัชพืชข้ามปี เป็นวัชพืชที่ขยายพันธุ์ด้วยหัว เหง้า ไหล ที่พบมากในแปลงผัก ได้แก่ แห้วหมู

การป้องกันกำจัด

  • คราดส่วนขยายพันธุ์ออกจากแปลงขณะพรวนดิน
  • ขุดทำลายหัวแห้วหมูทุกครั้งที่พบ

คำ แนะนำการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างปลอดภัย

ตารางที่ 3 การใช้สารกำจัดวัชพืชในแปลงผักกาดขาวปลี


วัชพืช
สารป้องกันกำจัดวัชพืช
อัตราการใช้/
น้ำ 20 ลิตร
วิธีการใช้/ข้อควรระวัง
วัชพืชใบแคบ เมโทลาคลอร ์(40% EC)
150 มล.
  • พ่นคลุมดินก่อนหว่าน
    เมล็ด 7 วัน
  • พ่นก่อนหรือหลังย้าย
    ปลูกแล้วรดน้ำตาม
  • ใช้น้ำผสมอัตรา
    60-80 ลิตร/ไร่
อะลาคลอร์ (48% EC)
125-150 มล.
การใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่เหมาะสม เกษตรกรควรรู้จักศัตรูพืช ชนิดและอัตราการใช้สาร
ป้องกันกำจัดศัตรูพืช รวมทั้งการเลือกใฃ้เครื่องพ่น และหัวฉีดที่ถูกต้อง นอกจากนั้นการพ่นควรกระจาย
ให้คลุมทั้งต้น โดยเฉพาะบริเวณที่ศัตรูพืชเข้าทำลาย มีข้อแนะนำควรปฏิบัติ ดังนี้

คำแนะนำการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างเหมาะสม

  • ตรวจอุปกรณ์เครื่องพ่นอย่าให้มีรอยรั่ว เพราะจะทำให้สารพิษเปียกเปื้อนเสื้อผ้าและร่างกายของผู้พ่นได้
  • ต้องสวมเสื้อผ้าและรองเท้าให้มิดชิด รวมทั้งสวมหน้ากาก หรือผ้าปิดจมูกและศีรษะเพื่อป้องกันอันตราย
    จากสารพิษ
  • อ่านฉลากคำแนะนำ คุณสมบัติ และการใช้ ก่อนทุกครั้ง
  • ควรพ่นในช่วงเช้าหรือเย็นขณะลมสงบ หลีกเลี่ยงการพ่นในเวลาแดดจัดหรือลมแรงและผู้พ่นต้องอยู่เหนือ
    ลมตลอดเวลา
  • ควรเตรียมสารเคมีให้ใช้หมดในคราวเดียว ไม่ควรเหลือเก็บติดค้างในถังพ่น
  • เมื่อเลิกใช้ควรปิดฝาภาชะบรรจุสารเคมีให้สนิท เก็บไว้ในที่มิดชิด ห่างจากสถานที่ปรุงอาหาร แหล่งน้ำ
    และต้องปิดกุญแจโรงเก็บตลอดเวลา
  • ภายหลังการพ่นสารกำจัดศัตรูพืชทุกครั้ง ผู้พ่นต้องอาบน้ำ สระผม   และเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที เสื้อผ้าที่ใส
    ขณะพ่นสารต้องซักให้สะอาดทุกครั้ง
  • ไม่เก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนสารเคมีที่ใช้จะสลายตัวถึงระดับปลอดภัย โดยดูจากตารางคำแนะนำการใช้สาร
    ป้องกันกำจัดศัตรูพืช
  • ทำลายภาชนะบรรจุสารเคมีที่ใช้หมดแล้ว อย่างทิ้งตามร่องสวนหรือทิ้งลงแม่น้ำลำคลอง

การใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช

เครื่องพ่น นิยมใช้มี 2 ชนิด ได้แก่

  • เครื่องพ่นแบบสูบโยกสะพายหลัง
  • เครื่องยนต์พ่นสารชนิดใช้แรงดันของเหลว

วิธีการใช้

  • เครื่องพ่นแบบสูบโยกสะพายหลัง ใช้อัตราการพ่น 60-80 ลิตร/ไร่ ใช้หัวฉีดแบบกรวยขนาดเล็ก
    (เส้นผ่าศูนย์กลาง0.6 มม.) สำหรับการพ่นสารฆ่าแมลง และสารป้องกันกำจัดโรคพืชและใช้หัวฉีด
    แบบพัด หรือแบบปะทะ สำหรับการพ่นสารกำจัดวัชพืช
  • การพ่นสารกำจัดวัชพืชควรแยกเครื่องพ่นเฉพาะไม่ใช้ปนกับสารกำจัด ศัตรูพืชชนิดอื่น ๆและหลังพ่น
    ไม่ควรรบกวนผิวหน้าดิน ขณะพ่นกดหัวพ่นต่ำเพื่อให้ละอองสารเคมีตกลงพื้นที่ที่ต้องการควบคุมวัชพืช
    เท่านั้น ระวังการพ่นซ้ำแนวเดิม เพราะจะทำให้สารลงดินเป็น 2 เท่า
  • เครื่องยนต์พ่นสารชนิดใช้แรงดันของเหลว ใช้อัตราการพ่น 80-120 ลิตร/ไร่ ใช้หัวฉีดแบบกรวยขนาด
    กลาง(เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.0-1.2 มม) ปรับความดันในระบบการพ่นไว้ที่ 10 บาร์หรือ 150 ปอนด์ต่อ
    ตารางนิ้ว เหมาะสำหรับ การพ่นสารฆ่าแมลง และสารป้องกันกำจัดโรคพืช
  • ถ้าเป็นหัวฉีดแบบกรวยชนิดปรับได้ ควรปรับให้ได้ละอองกระจายกว้างที่สุดซึ่งจะได้ละอองขนาดเล็ก
    สม่ำเสมอ
  • ใช้ความเร็วการเดินพ่นประมาร 1 ก้าวต่อวินาที และทำการพ่นให้คลุมทั้งต้น ไม่ควรจี้นานเกินไปเพราะ
    จะทำให้น้ำยาโชกและไหลลงดิน
  • เริ่มทำการพ่นจากทางใต้ลมก่อน และขยายแนวการพ่นขึ้นเหนือลม ขณะเดียวกันหันหัวฉีดไปทางใต้ลม
    ตลอดเวลาเพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารเคมี
  • การพ่นควร พลิก-หงายหัวฉีดขึ้น-ลง เพื่อให้ละอองแทรกเข้าทรงพุ่มได้ดีขึ้น โดยเฉพาะด้านใต้ใบ

การเก็บเกี่ยว

  • เก็บเกี่ยวตามอายุเก็บเกี่ยวของผักกาดขาวปลีที่ปลูก (40-60 วัน) สำหรับพันธุ์เข้าปลี ควรตัดเมื่อหัวห่อ
    แน่นและไม่แตก
  • ใช้มีดคมตัดโคนต้นให้มิดชิด ตัดแต่งและเก็บเกี่ยวส่วนที่เน่าเสียออกจากแปลง และควรเก็บเกี่ยวให้
    เสร็จภายในครั้งเดียว

วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว

การเก็บรักษาผลผลิตและการบรรจุ

  • หลังเก็บเกียว ให้นำเข้าร่มทันที ไม่ควรวางไว้กลางแดด และไมาควรวางบนพื้นผิวดินโดยไม่มีวัสดุ
    รองรับ
  • คัดและแยกผักกาดขาวปลีเพื่อจำหน่ายตามขนาดและคุณภาพของผัก จะทำให้ได้ราคาดีกว่าการ
    จำหน่ายคละ
  • บรรจุในถุงพลาสติก ที่เจาะรูรอบด้าน หรือบรรจุในตะกร้า หรือเข่งที่บุด้วยวัสดุป้องกันการขูดขีด
    เช่นใบตองไม่ควรบรรจุปริมาณมากเกินไป จะทำให้ผักกาดขาวปลีบอบช้ำเสียหายได้

การขนส่ง

  • เตรียมการเรื่องตลาดรับซื้อและยานพาหนะในการขนส่งไว้ล่วงหน้า
  • ไม่กองผลผลิตบนพื้นรถบรรทุกโดยตรง ควรใส่ภาชนะ
  • การขนส่งระยะทางไกลควรส่งให้ถึงเร็วที่สุด

การบันทึกข้อมูล

  • เกษตรกรควรบันทึกการปฏิบัติการในขั้นตอนการผลิตต่าง ๆ ให้มีการตรวจสอลได้หากเกิด
    ข้อผิดพลาดบกพร่องขึ้น สามารถจัดการแก้ไขหรือปรับปรุงได้ทันท่วงที เช่น
  • บันทึกสภาวะแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ ความชื้น ปริมาณน้ำฝน
  • พันธุ์ วันปลูก วันถอนแยก
  • วันใส่ปุ๋ย สารเคมี และชนิดชีวินทรีย์ พร้อมอัตราการใช้
  • วันที่ศัตรูพืชระบาด
  • ค่าใช้จ่าย ปริมาณผลผลิต และรายได้
  • ปัญหาอุปสรรคอื่น ๆ ในช่วงฤดูปลูก
ป้ายกำกับ:


  • ขายยานอนหลับ: ขายยานอนหลับ ยานอนหลับแบบน้ำ, แบบเม็ด ทุกยี่ห้อราคาถ
  • nate: ปูนขาว ปูนขาวเพื่อใช้ในการเกษตร (Quick Lime) คุณสมบัติทางเ
  • แฟนบอลชาวเซราะกราว: ยังไงพวกเราชาวบุรีรัมน์ก็ยังเชียร์บุรีรัมย์ ยูไนเต

หมวดหมู่