ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย ที่เกี่ยวข้อง

ปาล์มน้ำมันของมาเลเซีย(2)

ปาล์มน้ำมันของมาเลเซีย(2)

ปาล์มน้ำมันของมาเลเซีย(2)

ปาล์มน้ำมันของมาเลเซีย (2) : คอลัมน์ เกษตรยุคใหม่ : โดย … รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ

          คราวที่แล้วได้เล่าเกริ่นนำไปแล้วว่ามาเลเซียมีความก้าวหน้าด้านปาล์มน้ำมันมากกว่าไทยค่อนข้างมาก และได้ใส่ใจเรื่องของการพัฒนาพันธุ์และมีการกำหนดนโยบายที่ชัดเจนจากรัฐ ทำให้ทุกวันนี้ปาล์มน้ำมันของมาเลเซียเป็นอย่างที่เห็น ประเทศที่ปลูกปาล์มน้ำมันมากที่สุดในโลกก็คืออินโดนีเซีย ซึ่งมีประมาณ 50 ล้านไร่ รองลงมาคือมาเลเซียคือ 35 ล้านไร่ ตามด้วยไนจีเรีย สำหรับไทยเป็นอันดับสี่ คือประมาณ 5.5 ล้านไร่ เรียกได้ว่าห่างกันค่อนข้างมาก

จากการที่ได้ไปดูงานเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อปาล์มน้ำมันที่เมืองอิโปห์ของมเลเซีย โดยมี ดร. อึ๊ง ซิวกี่ ผู้เชี่ยวชาญปาล์มน้ำมันซึ่งได้ค้นคว้าพัฒนาปาล์มน้ำมันมาตลอดชีวิต เป็นเจ้าของกิจการ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากและมีส่วนในการทำให้ปาล์มน้ำมันของมาเลเซียมีความก้าวหน้าอย่างทุกวันนี้

ระหว่างทางจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ไปยังเมืองอิโปห์ ประมาณเกือบ 200 กิโลเมตร ทั้งสองข้างทางเป็นสวนปาล์มเกือบทั้งหมด แทบไม่พบสวนยางอย่างในอดีต เพราะรัฐบาลมาเลเซียมีวิสัยทัศน์ชัดเจนว่ายางพาราไม่น่าจะเป็นพืชที่เหมาะสมสำหรับมาเลเซีย เพราะขาดแรงงานในการกรีดยางและเห็นว่าน้ำมันปาล์มในอนาคตน่าจะมีความสำคัญมากขึ้นในหลายๆ ด้าน จึงกำหนดนโยบายเปลี่ยนยางพารามาเป็นปาล์มน้ำมัน และครองความเป็นเลิศด้านปาล์มน้ำมันอยู่ ในขณะที่ปล่อยให้ไทยเราเป็นผู้ส่งออกยางพารารายใหญ่ของโลก ซึ่งก็เป็นที่ทราบกันดีว่าเราก็ส่งออกเพียงในรูปของผลิตภัณฑ์ยางเบื้องต้นซึ่งมีราคาต่ำ นั่นคือยางข้น ยางแผ่น เหมือนในอดีต

ปาล์มน้ำมันความจริงแล้วก็ไม่ใช่พืชที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในมาเลเซียหรือว่าอินโดนีเซีย แต่เมื่อประมาณร้อยกว่าปีที่แล้วคือปี พ.ศ.2391 ชาวดัตช์เป็นคนนำปาล์มน้ำมันเข้ามาปลูกที่อินโดนีเซียในลักษณะของไม้ประดับ ซึ่งต่อมาก็มีการขยายเข้ามาในมาเลเซียอีก 62 ปีต่อมา จึงเริ่มเห็นประโยชน์ของปาล์มน้ำมัน นอกเหนือจากการเป็นไม้ประดับ คือการนำมาสกัดน้ำมันเพื่อเป็นอาหารใช้แทนน้ำมันจากสัตว์ น้ำมันถั่วเหลืองหรือถั่วลิสงได้

ในช่วงแรกที่นำเข้ามาในมาเลเซีย เป็นการดำเนินงานของเอกชนชาวอังกฤษ แต่ต่อมาอีกประมาณ 50-60 ปี รัฐบาลมาเลเซียเห็นความสำคัญและเห็นอนาคตที่สดใสของปาล์มน้ำมัน จึงเข้ามาให้ความสนใจและผลักดันเป็นพิชเศรษฐกิจตัวใหม่เข้ามาทดแทนยางพารา อย่างน้อยก็เพื่อเป็นหลักประกันความล้มเหลวโดยไม่ยอมเสี่ยงกับการสร้างรายได้จากพืชชนิดเดียวเช่นยางพาราที่เดิมสร้างรายได้หลักให้มาเลเซียอีกต่อไป ปัจจุบันมาเลเซียใช้น้ำมันปาล์มเพื่อการบริโภคในประเทศประมาณ 60% ที่เหลือมีการนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมทั้งส่งออกบางส่วน แต่มีการนำมาใช้ทำเชื้อเพลิงน้อยมาก

 มาเลเซียปลูกปาล์มน้ำมันมาก เป็นพืชหลักของประเทศ แต่ไม่ได้ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม รัฐบาลให้ความสำคัญในการวิจัยและพัฒนาเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงมีองค์กรต่างๆ ที่ดูแล และมีสถาบันที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยและเพิ่มมูลค่าของน้ำมันปาล์ม ที่สร้างผลงานหลายอย่างออกมา ทำให้มาเลเซียสามารถสร้างความเป็นเลิศด้านนี้ได้อย่างเต็มภาคภูมิ โดยภาพรวมแล้วไม่ว่าเราจะครองความเป็นหนึ่งด้านใดก็ตาม เช่น ข้าว กุ้ง ยางพารา สิ่งเหล่านี้ทำได้อย่างมากคือการขายผลผลิตในรูปวัตถุดิบในปริมาณมากเท่านั้น เราแทบไม่ได้ใส่ความรู้จากการวิจัยเพื่อความยั่งยืนเข้าไปเลย เหตุผลก็คงเป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าหาคนที่มีวิสัยทัศน์เรื่องนี้ได้น้อยมากในเมืองไทยครับ!

——————–

(ปาล์มน้ำมันของมาเลเซีย (2) : คอลัมน์ เกษตรยุคใหม่ : โดย … รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ)

สิงหาคม 28, 2012 Posted by | คมชัดลึก, เกษตร_ | , , , , , | ใส่ความเห็น

ปาล์มน้ำมันในมาเลเซีย

ปาล์มน้ำมันในมาเลเซีย

ปาล์มน้ำมันในมาเลเซีย

ปาล์มน้ำมันในมาเลเซีย : คอลัมน์ เกษตรยุคใหม่ : โดย … รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ

          เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมห้องแล็บเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อปาล์มน้ำมันที่บริษัทใหญ่แห่งหนึ่งในมาเลเซีย ซึ่งทำธุรกิจเพาะกล้าปาล์มจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากต้นปาล์มลูกผสมพันธุ์ดีที่คัดมาแล้ว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ทำให้ปาล์มน้ำมันของมาเลเซียมีความก้าวหน้ากว่าเมืองไทยมาก ทั้งในเรื่องของผลผลิตและปริมาณน้ำมันในผลปาล์ม 

ปัจจุบันบริษัทนี้ผลิตต้นพันธุ์ปาล์มน้ำมันด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อปีละประมาณ 6 หมื่นต้นเพื่อขายในประเทศ ปัจจุบันสวนปาล์มในมาเลเซียประมาณ 7 หมื่นไร่ ปลูกปาล์มพันธุ์นี้อยู่

เหตุผลที่ต้นปาล์มจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเหนือกว่าต้นกล้าทั่วไปก็คือความสม่ำเสมอของต้น ทั้งการเติบโตและผลผลิต เพราะว่าการคัดเลือกต้นพันธุ์ที่จะนำมาขยายพันธุ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อนั้นต้องมีหลักเกณฑ์ ซึ่งโดยทั่วไปก็คือการคัดเลือกต้นที่ให้ผลผลิตสูง ผลมีขนาดใหญ่ การสุกของผลในทะลมีความสม่ำเสมอ และเรื่องที่สำคัญคือมีเนื้อหนาและเมล็ดเล็ก

ทั้งหมดนี้เป็นผลโดยรวมให้ปริมาณน้ำมันในผลสูงมากกว่า 26% ถ้ามองเป็นรายต้นอาจดูไม่มากเท่าใดนัก แต่ถ้าปลูกกันเป็นไร่ ผลผลิตและปริมาณน้ำมันที่ต่างกันเพียงเล็กน้อยก็จะยิ่งเห็นความแตกต่างชัดเจนขึ้น

การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อก็เป็นวิธีการขยายพันธุ์แบบหนึ่ง เหมือนกับการปักชำ หรือการตอนกิ่ง นั่นก็คือเป็นการขยายพันธุ์โดยไม่ใช้เพศ ต้นที่ได้จึงควรเหมือนต้นแม่ทุกประการ ซึ่งวิธีการนี้เรียกว่า “โคลนนิ่ง” แต่ว่าการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่ออาจต่างจากการขยายพันธุ์แบบตอนกิ่งหรือปักชำตรงที่ว่า อาจมีการกลายพันธุ์เกิดขึ้นได้บ้าง เพราะว่าชิ้นส่วนเนื้อเยื่อที่นำมาขยายพันธุ์มีขนาดเล็กมากและต้องมีการแบ่งเซลล์หลายต่อหลายครั้งเพื่อการเติบโต จึงมีโอกาสผิดเพี้ยนได้มากกว่า

สำหรับการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อปาล์มน้ำมันนั้น อาจเป็นวิธีการเดียวของการขยายพันธุ์โดยไม่ใช้เพศ เพราะว่าปาล์มน้ำมันเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและไม่มีการแตกหน่อ จึงไม่สามารถตอนกิ่งหรือปักชำได้ ความยากจึงอยู่ตรงนี้ และต้องมีการศึกษาวิจัยอย่างมากกว่าที่จะประสบความสำเร็จ เนื่องจากต้นปาล์มแต่ละต้นมีการตอบสนองต่อการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อไม่เหมือนกัน

บางครั้งอาจพบปัญหาว่าเพาะเลี้ยงมาเกือบ 2 ปีแล้ว แต่ไม่สามารถชักนำให้เกิดต้นและรากได้ หมายความว่าเกิดการเสียเปล่า ดังนั้นการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจึงมีความเสี่ยงสูงที่จะไม่สำเร็จได้เช่นกัน

ปาล์มน้ำมันเป็นพืชยืนต้น เติบโตและให้ผลผลิตต่อเนื่องได้มากกว่า 25 ปี ดังนั้นถ้าลงทุนปลูกไปแล้วโดยใช้พันธุ์ไม่ดี ก็ต้องทนอยู่กับต้นนั้นไปนาน ได้ผลผลิตต่ำ น้ำมันน้อย ไม่คุ้มค่าการลงทุน เกษตรกรผู้ปลูกจึงพยายามขวนขวายหาพันธุ์ปาล์มที่ดีมาปลูก โดยการสั่งเมล็ดเข้ามาจากแหล่งปลูกต่างๆ ที่มีชื่อเสียง เช่นคอสตาริกา แต่ส่วนใหญ่แล้วพันธุ์ที่ได้มามักจะเป็นของเหลือทิ้งจากประเทศเหล่านั้น เพราะว่าคงไม่มีใครส่งของดีเข้ามาให้เรา

ผลก็คือปาล์มน้ำมันของเราไม่มีทางสู้คนอื่นได้เลย สิ่งที่จะทำให้ไทยเรามีความก้าวหน้าทันโลกได้ก็คือ ต้องมีการพัฒนาพันธุ์ปาล์มที่เหมาะสมสำหรับเมืองไทยขึ้นมาใช้เอง และแน่นอนว่าต้องใช้ทั้งเงินและเวลา รวมทั้งนักวิจัยที่ทุ่มเทในเรื่องนี้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพราะว่าปาล์มน้ำมันเป็นพืชยืนต้น ต้องใช้เวลาหลายปีในการปรับปรุงพันธุ์ ไม่เหมือนพืชล้มลุกทั้งหลายที่ใช้เวลาสั้นกว่า

          คราวหน้าจะมาเล่าให้ฟังว่าการปลูกปาล์มของมาเลเซียมีมากน้อยเพียงใด และมีความก้าวหน้ามากกว่าเราขนาดไหนครับ!

——————–

(ปาล์มน้ำมันในมาเลเซีย : คอลัมน์ เกษตรยุคใหม่ : โดย … รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ)

สิงหาคม 28, 2012 Posted by | คมชัดลึก, เกษตร_ | , , , , , | ใส่ความเห็น

สศก.แถลงปิดโครงการร่วมมือGIZ ผลักดันผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มเพื่อพลังงานชีวภาพอย่างยั่งยืน

http://www.naewna.com/local/19958

วันอังคาร ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.

tags : สศก.โครงการGIZผลักดันปาล์มน้ำมันน้ำมันปาล์มพลังงานชีวภาพ,

 

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) แถลงปิดโครงการความร่วมมือระหว่าง สศก. และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี หรือ GIZ ในการดำเนินโครงการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มเพื่อพลังงานชีวภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินงาน 3 ปีระหว่างเดือนธันวาคม 2551 ถึง มิถุนายน 2555ว่า การดำเนินงานที่ผ่านมา มี 2 องค์ประกอบหลัก คือ 1.การขับเคลื่อนนโยบายการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนในประเทศไทยตามมาตรฐาน RSPO (Roundtable on Sustainable Palm Oil) อันเป็นมาตรฐานที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักเกณฑ์ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และ 2.การสนับสนุนโรงงานและกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่เพื่อให้ดำเนินการได้สอดคล้องกับมาตรฐาน RSPO ซึ่งทางโครงการได้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านปาล์มน้ำมัน หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งองค์กรภาคเอกชน พัฒนาและจัดทำคู่มือด้านการผลิตปาล์มน้ำมันเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐาน ซึ่งหลักการทำงานในพื้นที่ของโครงการ จะเน้นถึงความสามารถในการเพิ่มผลผลิต การพัฒนาคุณภาพ ตลอดไปจนถึงการพัฒนาระบบความยั่งยืน โดยทางโครงการได้ผลิตคู่มือเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติด้านพื้นที่ ประกอบด้วย คู่มือด้านการใช้ปุ๋ย คู่มือด้านการจัดสวน สมุดบันทึกสวนปาล์ม คู่มือด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย คู่มือระบบควบคุมภายใน (ICS) และคู่มือแนวทางปฏิบัติตามมาตรฐาน RSPO สำหรับเกษตรกรรายย่อย รวมทั้งแผ่นความรู้ด้านการใช้ศัตรูพืชแบบผสมผสาน การอนุรักษ์ดิน น้ำ และทรัพยากร ตลอดจนสิ่งที่มีคุณค่าต่อการอนุรักษ์ให้แก่เกษตรกร

สำหรับการส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรเพื่อเข้าสู่มาตรฐาน ได้ดำเนินการโดยสนับสนุนช่วยเหลือให้เกษตรกรสมัครเป็นสมาชิก RSPO และรับการตรวจรับรอง (Audit Assessment) ซึ่งขณะนี้มีกลุ่มเกษตรกรรายย่อยที่เข้าร่วมโครงการ ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกของ RSPO แล้วทั้งสิ้น จำนวน 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน (ยูนิวานิช-ปลายพระยา), กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน (เหนือคลอง-เขาพนม) กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน (สุขสมบูรณ์) และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน (สุราษฎร์ธานี) โดยทั้ง 4 กลุ่มนี้
มีการดำเนินการตามข้อกำหนดและตัวชี้วัดตามมาตรฐานของ RSPO และได้รับการตรวจรับรอง(Audit) จากองค์กรรับรองภายนอก (Certify Body : CB) ในเดือนเมษายนและ RSPO ให้การรับรองเมื่อเดือนกรกฎาคม 2555โดยกลุ่มเกษตรกรทั้ง 4 กลุ่มของไทย เป็นกลุ่มเกษตรกรอิสระผู้ปลูกปาล์มน้ำมันรายแรกของโลกที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน RSPO

สิงหาคม 28, 2012 Posted by | สิ่งแวดล้อม, เกษตร, เกษตร-สิ่งแวดล้อม, แนวหน้า | , , , , , , , , | ใส่ความเห็น

‘กล้าปาล์มเร่’ ระบาด เตือนเหนือ-อีสานระวัง

http://www.dailynews.co.th/agriculture/149285

วันอังคารที่ 14 สิงหาคม 2555 เวลา 00:00 น.

นายจิรากร โกศัยเสวี อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า เนื่องจากเกษตรกรมีความตื่นตัวและสนใจที่จะปลูกปาล์มน้ำมันเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการพันธุ์ปาล์มน้ำมันมีแนวโน้มสูงขึ้น และทำให้มีผู้ฉวยโอกาสหลอกขายต้นกล้าปาล์มน้ำมันที่ไม่มีคุณภาพให้กับเกษตรกรโดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือค่อนข้างน่าเป็นห่วง โดยมีขบวนการพ่อค้าเร่นำรถบรรทุกต้นกล้าปาล์มตระเวนขายไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ ทั้งยังขายราคาแพงด้วย ประมาณ 120-400 บาทต่อต้น นอกจากนั้นยังมีการจัดทำเนอร์สเซอรี่กล้าปาล์มน้ำมันเคลื่อนที่ซึ่งไม่ได้รับการจดทะเบียนแปลงเพาะกล้าปาล์มน้ำมันกับกรมวิชาการเกษตร จะไม่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของพันธุ์ได้

“ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีศักยภาพที่จะปลูกปาล์มน้ำมันได้แต่ไม่ครอบคลุมทั้งหมด หลายพื้นที่ไม่มีความเหมาะสม ก่อนซื้อต้นกล้าปาล์มน้ำมันมาปลูกเกษตรกรควรคิดให้ดี หากเกษตรกรสนใจปลูกปาล์มน้ำมันควรรวมกลุ่มกันและแจ้งหน่วยงานในสังกัดกรมวิชาการเกษตร อาทิ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมัน หรือศูนย์วิจัยพืชไร่ที่อยู่ใกล้บ้าน ให้มาช่วยสำรวจศักยภาพพื้นที่ว่า มีความเหมาะสมที่จะปลูกปาล์มน้ำมันหรือไม่ กรมวิชาการเกษตรจะสำรวจสภาพพื้นที่ทุกแปลง ถ้าไม่เหมาะสมจะแนะนำให้ปลูกพืชอื่นที่เหมาะกับพื้นที่มากกว่า เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย ถั่วเหลือง และถั่วเขียว เป็นต้น เกษตรกรไม่ควรเสี่ยงลงทุนโดยไม่ทราบศักยภาพพื้นที่ของตนเอง” อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว.

สิงหาคม 25, 2012 Posted by | เกษตร, เดลินิวส์ออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

เกษตรฯต่อยอดพลังงานชีวภาพ ผลิตปาล์มน้ำมัน-น้ำมันปาล์ม ได้คุณภาพตามมาตรฐานRSPO

http://www.naewna.com/local/19491

วันศุกร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.

tags : ปาล์มน้ำมันพลังงานชีวภาพเกษตรธีระ วงศ์สมุทรน้ำมันปาล์มคุณภาพมาตรฐานRSPO,

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ทำความร่วมมือกันระหว่างสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน หรือ GIZ ในการดำเนินโครงการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มเพื่อพลังงานชีวภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินงาน 3 ปี ระหว่างเดือนธันวาคม 2551 ถึง มิถุนายน 2555 เพื่อขับเคลื่อนนโยบายการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนในประเทศไทยตามมาตรฐาน  RSPO (Roundtable on Sustainable Palm Oil) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักเกณฑ์ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และการสนับสนุนโรงงานและกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่เพื่อให้ดำเนินการได้สอดคล้องกับมาตรฐาน RSPO โดยเน้นถึงความสามารถในการเพิ่มผลผลิต การพัฒนาคุณภาพ จนถึงการพัฒนาระบบความยั่งยืน และจัดทำคู่มือแนวทางปฏิบัติตามมาตรฐาน RSPO สำหรับเกษตรกรรายย่อย  รวมทั้งแผ่นความรู้ด้านการใช้ศัตรูพืชแบบผสมผสาน การอนุรักษ์ดิน น้ำ และทรัพยากร ตลอดจนสิ่งที่มีคุณค่าต่อการอนุรักษ์ให้แก่เกษตรกร

และจากการเข้าไปส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรเพื่อเข้าสู่มาตรฐาน โดยสนับสนุนช่วยเหลือให้เกษตรกรสมัครเป็นสมาชิก RSPO และรับการตรวจรับรอง ทำให้ขณะนี้มีกลุ่มเกษตรกรรายย่อยที่เข้าร่วมโครงการฯ ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกของ RSPO แล้วทั้งสิ้น จำนวน 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน (ยูนิวานิช-ปลายพระยา), กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน (เหนือคลอง-เขาพนม) กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน (สุขสมบูรณ์) และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน (สุราษฎร์ธานี) โดยทั้ง 4 กลุ่มนี้มีการดำเนินการตามข้อกำหนดและตัวชี้วัดตามมาตรฐานของ RSPO และได้รับการตรวจรับรอง(Audit) จากองค์กรรับรองภายนอก (Certify Body : CB) ในเดือนเมษายนและ RSPO ให้การรับรองเมื่อเดือนกรกฎาคม 2555  โดยกลุ่มเกษตรกรทั้ง 4 กลุ่มของไทย เป็นกลุ่มเกษตรกรอิสระผู้ปลูกปาล์มน้ำมันรายแรกของโลกที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน RSPO  ที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยได้รับการรับรองจะช่วยนำไปสู่การผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ สำหรับแนวทางการดำเนินการต่อไปหลังสิ้นสุดโครงการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรจะต่อยอดประโยชน์จากการดำเนินโครงการดังกล่าว เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตปาล์มของเกษตรกรในพื้นที่ที่กระทรวงเกษตรประกาศให้เป็นพื้นที่ที่ส่งเสริมการปลูกปาล์ม ได้แก่ พื้นที่ภาคใต้ และภาคตะวันออก

สิงหาคม 25, 2012 Posted by | สิ่งแวดล้อม, เกษตร, เกษตร-สิ่งแวดล้อม, แนวหน้า | , , , , , , , , | ใส่ความเห็น

เลี้ยงหมูป่าในสวนปาล์มเสริมรายได้

เลี้ยงหมูป่าในสวนปาล์มเสริมรายได้

เลี้ยงหมูป่าในสวนปาล์มน้ำมัน งานเสริมรายได้ ‘ทวีศักดิ์ พาชีรัตน์’ : โดย … บุญเลื่อน พรหมประทานกุล

          ในช่วงที่ราคาผลผลิตปาล์มน้ำมันมีการแปรผัน และมีความไม่แน่นอน ทำให้เกษตรกรชาวสวนปาล์มวัย 57 ปี อย่าง “ทวีศักดิ์ พาชีรัตน์” หรือ ลุงหมู ต้องคิดหาอาชีพเสริมรายได้ เพื่อหารายได้เข้าครอบครัว ในที่สุดเขาสวนปาล์มในพื้นที่กว่า 10 ไร่ ที่ ต.ทรายแดง อ.เมือง จ.ระนอง เริ่มเลี้ยงหมู่ป่าจากเพียง 1 คู่ ปรากฏว่าสร้างรายได้เป็นอย่างดี

ทววีศักดิ์ เล่าที่มาก่อนที่จะนำหมูป่ามาเพาะขยายพันธุ์จนประสบความสำเร็จกลายเป็นอาชีพเสริมรายได้ ที่สำคัญลุงหมูบอกว่า ในปัจจุบันเกิดมาจากที่ราคาปาล์มมีความไม่แน่นอนเมื่อหลายปีก่อน เขาจึงพยายามหาอาชีพเสริมมาหลายอาชีพ ลองผิดลองถูกทั้งเปิดขายอาหาร ทำได้ไม่นานต้องปิดร้านหันไปขับรถรับส่งนักเรียนก็ไม่ประสบผลสำเร็จ แต่กระนั้นเขาก็ไม่ย่อท้อ กระทั่งวันหนึ่งเขาเดินทางไปหาเพื่อนที่รู้จักมักคุ้นกันมาก่อนที่ จ.ชุมพร เมื่อไปถึงบ้านเพื่อนได้เห็นหมูป่าขนาดกลาง 1 คู่ เป็นตัวเมียและตัวผู้อย่างละหนึ่งตัว สอบถามทราบว่าเพื่อนคนนี้จับมาจากป่าแล้วนำมาเลี้ยง

“ผมเห็นแล้วน่าสนใจอยากเลี้ยงหมูป่าบ้าง จึงขอซื้อจากเพื่อน จากนั้นนำมาเลี้ยงในสวนปาล์มน้ำมันที่บ้าน ครั้งแรกที่ได้มาผมทำโรงเรือนและอาณาเขตให้หมูป่าอยู่อาศัย ลองผิดลองถูกอยู่เป็นเดือน เพราะไม่เคยมีความรู้ถึงวิธีการเลี้ยงหมู่ป่ามาก่อน แต่ในที่สุดก็เริ่มจับแนวทางได้ว่าหมูป่าไม่ชอบโรงเรือนที่เป็นปูนซีเมนต์ ชอบพื้นดิน และที่สำคัญต้องมีปลัก หรือที่ชื้นแฉะไว้ให้หมูป่าเล่นด้วย” ทวีศักดิ์ กล่าว

พอดีในสวนปาล์มน้ำมันของทวีศักดิ์ บริเวณท้ายสวนอยู่ใกล้กับหนองน้ำ จึงกำหนดเป็นบริเวณในการเลี้ยงใหม่ แต่เนื่องจากความซุกซนและความเป็นสัตว์ป่าสูงของหมูป่าที่ไม่เคยชินกับมนุษย์จำเป็นจะต้องนำลวดสลิงมาขึงเพื่อปล่อยกระแสไฟขนาด 110 โวลต์ ซึ่งเป็นไฟฟ้าที่ใช้เลี้ยงสัตว์ไว้คอยปรามไม่ให้หมูป่าที่เลี้ยงหนีออกจากบริเวณโรงเรือน เมื่อทุกอย่างเริ่มเข้าที่โชคดีที่หมูป่าคู่ดังกล่าวผสมพันธุ์และออกลูกกว่า 10 ตัว จึงทำให้สามารถเพาะขยายพันธุ์หมูป่าได้มากขึ้นจนปัจจุบันมีจำนวนหมูป่าภายในโรงเรือนขนาดครึ่งไร่ที่เลี้ยงกว่า 100 ตัว

“ตอนนี้ราคาหมูป่าขายชั่งทั้งตัว มาซื้อถึงที่ผมขายในราคา กก.ละ 70 บาท ตรงนี้พอที่จะมีกำไรขึ้นมาจุนเจือในครอบครัวได้ดีพอสมควร เพราะการเลี้ยงหมูป่าไม่ได้ลงทุนอะไรมาก โดยเฉพาะอาหารหมูป่าจะกินทุกอย่าง ใบไม้ทุกชนิด รวมถึงเศษอาหาร ดังนั้นจึงเลี้ยงง่ายและทนต่อโรค ส่วนมูลของหมูป่าหลายคนบอกว่าให้ใส่กระสอบจำหน่าย แต่ขณะนี้ผมยังไม่ขาย แต่นำมาใส่โคนต้นปาล์มน้ำมัน ปรากฏว่าลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้มาก ทั้งยังพบว่าต้นปาล์มมีใบเขียวมัน ให้ผลดกด้วย” ทวีศักดิ์ กล่าวอย่างมั่นใจ

          การเลี้ยงหมูในสวนปาล์มนับเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์ นอกจากจะขายหมูป่าได้ราคาแล้ว ยังได้ปุ๋ยใส่ต้นปาล์มน้ำมันอีกด้วย

———-

(หมายเหตุ : เลี้ยงหมูป่าในสวนปาล์มน้ำมัน งานเสริมรายได้ ‘ทวีศักดิ์ พาชีรัตน์’ : โดย … บุญเลื่อน พรหมประทานกุล)

———-

กรกฎาคม 7, 2012 Posted by | คมชัดลึก, เกษตร_ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

จัดการน้ำ-ปุ๋ยอย่างพอเพียง สู่ปาล์มน้ำมันเงินล้าน..ไชยา

http://www.thairath.co.th/content/edu/265939

6 มิถุนายน 2555, 05:00 น.

Pic_265939

สุราษฎร์ธานี…เป็นเมืองปาล์มน้ำมันอันดับหนึ่งของประเทศ เมื่อมีพื้นที่ปลูกแล้วให้ผลผลิต 966,130 ไร่ มากกว่าอดีตแชมป์ คือ…กระบี่ที่เหลือ พื้นที่ปลูก ประมาณ 954,730 ไร่ และโรงสกัดน้ำมันปาล์มทั้งจังหวัด กำลังผลิตอยู่ที่ 840 ตันต่อชั่วโมงมากกว่ากระบี่ 200 ตันต่อชั่วโมง…

จากตัวเลขของ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (ส.ศ.ก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่า ในปี 2555 ประเทศไทย มีพื้นที่ ปลูกปาล์มรวม 3,982,623 ไร่ ใน 50 จังหวัด ผลผลิตรวมคาดว่าจะได้ 11,619,350 ตัน ผลผลิตเฉลี่ยจะอยู่ที่ 2,918 กิโลกรัมต่อไร่…

…อัตราผลผลิตอาจเป็นภาพลวงตาได้…แต่เกษตรกรที่ลงมือปลูกย่อมมีความชำนาญอย่างเช่น…ลุงสมนึก บัวอินทร์ ชาวสวนปาล์มวัย 60 ปี ซึ่งชาวบ้านขนานนามให้ว่า ปราชญ์แห่ง ต.ทุ่ง อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี บอกว่า…ปาล์มเป็นพืชที่ต้องการน้ำและปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอ แม้ปักษ์ใต้ได้ชื่อว่าเป็นเมืองฝน 8 แดด 4 แต่ความเป็นจริงขณะนี้เอาแน่เอานอนไม่ได้ บางปีฝนทิ้งช่วงนานกระทบผลผลิตทุกอย่างรวมทั้งปาล์มน้ำมัน…

ถ้าให้น้ำให้ปุ๋ยสมบูรณ์ ปาล์มจะให้ผลผลิตต่อเนื่องตลอดปี โดยทยอยออกผลทุก 3 เดือนครึ่ง ส่วนผลผลิตเราจะทยอยตัดทุก 15-20 วัน ในปีหนึ่งๆจะตัดทะลายปาล์ม 18–20 ครั้ง ได้ผลผลิตรวมประมาณ 6 ตันต่อไร่ต่อปี…

สมนึก บัวอินทร์สมนึก บัวอินทร์

สมนึก บอกอีกว่า ทำสวนปาล์มมากกว่า 45 ไร่ ต้องขุดบ่อบาดาลเพื่อสูบน้ำใส่ในร่องสวน และติดตั้งสปริงเกลอร์ที่ต้น ปาล์มทุกต้น 18 ต้นต่อไร่ สำหรับ 28 ไร่แรก อีก 18 ไร่ที่เหลือสูบน้ำจากคลองเคียนที่อยู่ใกล้เข้ามาใส่ในสวน เพื่อให้ต้นปาล์มได้รับน้ำทั่วถึง เมื่อจะเข้าสวนตอนกลางวัน ให้สังเกตยอดหญ้าถ้ายังสดใสก็ไม่ต้องให้น้ำ แต่ ถ้ายอดสลดเหี่ยวเฉา ก็จะเปิดให้น้ำทันที คิดคำนวณแล้วให้น้ำ ต้นปาล์มทั้งทางร่องสวน และ ทางสปริงเกลอร์ตกประมาณ 200 ลิตรต่อวัน หรือ ปีละประมาณ 1,600 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่

…หากปล่อยให้ปาล์มขาดน้ำ เมื่อแล้งจัดทางปาล์มจะหักพับลงมาเหลือแต่ยอด ต้องใช้เวลาฟื้นฟู เพื่อความสมบูรณ์ 1–2 ปี ช่วงนั้น ปาล์มไม่ออกลูก บางทีอาจเห็นออกดอก แต่ดอกตัวเมียจะแปลงเป็นดอกตัวผู้ทั้งหมด ปาล์มยังต้องการธาตุอาหาร ซึ่งซื้อ แม่ปุ๋ยมาผสมเองเพราะแต่ละต้นมีปัญหาไม่เหมือนกัน บางต้นต้องการ ไนโตรเจน บางต้นต้องการ ฟอสฟอรัส และ โพแทสเซียม ซึ่งก็ต้องพิจารณาและแยกใส่ปุ๋ยตามลักษณะที่พบจากต้นปาล์ม ซึ่งตรงนี้ก็ต้องใส่ใจเช่นเดียวกัน…

ว่าที่ ร.ต.ไพเจน มากสุวรรณ์ว่าที่ ร.ต.ไพเจน มากสุวรรณ์

ว่าที่ร้อยตรี ไพเจน มากสุวรรณ์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ กรมชลประทาน กล่าวว่า ลุงสมนึกไม่มีน้ำยังอุตส่าห์ลงทุนขุดบ่อบาดาลเอาน้ำไปส่งให้สวนปาล์ม และมีผลผลิตเฉลี่ยมากถึง 6 ตันต่อไร่ต่อปี ในระยะเวลา 1 ปี เขาได้ผลปาล์มสด 270 ตัน ราคาปาล์มตันละ 5,000–6,000 บาท เท่ากับเป็น เกษตรกรสวนปาล์มเงินล้าน…สามารถสู้ ประเทศอินโดนีเซีย และ มาเลเซียได้แน่นอน…

เกษตรกรชาวสวนปาล์มในจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้รับน้ำจาก…โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี–พุมดวงอย่างสม่ำเสมอ เป็นการยกระดับอัตราผลผลิตต่อไร่ ที่สำคัญประเทศไทยกำลังก้าวสู่ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 น้ำจึงเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้…!!

การให้น้ำสวนปาล์มด้วยระบบท่อ.การให้น้ำสวนปาล์มด้วยระบบท่อ.

ไชยรัตน์ ส้มฉุน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไชยรัตน์ ส้มฉุน
  • 6 มิถุนายน 2555, 05:00 น.

มิถุนายน 6, 2012 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

รายงานพิเศษ : พัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง เพิ่มศักยภาพพื้นที่ปาล์มน้ำมัน

http://www.naewna.com/local/7579

วันพุธ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2555, 10.40 น.

tags : รายงานพิเศษลุ่มน้ำตาปีปาล์มน้ำมัน,

 

ลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง ครอบคลุมพื้นที่ 739 ล้านไร่ ส่วนใหญ่อยู่ใน จ.สุราษฎร์ธานี และบางส่วนของ จ.นครศรีธรรมราช และ จ.กระบี่

ลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง ประกอบด้วยแม่น้ำสายหลักคือ แม่น้ำตาปี กับ แม่น้ำพุมดวง ถือกำเนิดคนละเทือกเขา โดยตาปีกำเนิดจากเขาหลวงในเทือกเขานครศรีธรรมราชใน จ.นครศรีธรรมราช  เป็นแม่น้ำสายยาวที่สุดของภาคใต้ 232 กิโลเมตร  มีคลองสาขาประกอบด้วย คลองจันดี คลองสินปุน และคลองอิปัน เป็นต้น

ส่วนพุมดวง กำเนิดจากทิวเขาภูเก็ต ในเขต อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี ความยาว 120 กิโลเมตร คลองสาขาประกอบด้วย คลองพนม คลองแสง คลองสก และคลองยัน เป็นต้น

แม่น้ำสองสายไหลมาบรรจบที่ อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี ก่อนไหลออกอ่าวไทย

                แม้จะมีการก่อสร้างเขื่อนรัชชประภา ปิดกั้นคลองแสง ความจุอ่างเก็บน้ำ  5,638 ล้านลูกบาศก์เมตร  แต่ก็ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว น้ำที่ปล่อยลงไปหลังผลิตกระแสไฟฟ้าก็ดี น้ำจากแม่น้ำพุมดวงและแม่น้ำตาปีก็ดี รวมแล้วปีละ 5,400 ล้านลูกบาศก์เมตร จึงไหลทะลักลงสู่ทะเลไทยอย่างน่าเสียดาย  ทั้งที่ในลุ่มน้ำแห่งนี้ยังขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภคอยู่มากมาย

นี่เอง จึงเป็นที่มาของโครงการพัฒนาลุ่มน้ำพุมดวง โดยใช้กระแสไฟฟ้าสูบน้ำจากแม่น้ำพุมดวง เพื่อเปิดพื้นที่ชลประทานเพื่อการเพาะปลูก 73,980 ไร่ ซึ่งได้รับอนุมัติดำเนินการโดยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2552 กำหนดแผนงานก่อสร้าง 8 ปี (พ.ศ.2552-2559) งบประมาณ 3,330 ล้านบาท รวมค่าทดแทนที่ดินและทรัพย์สิน

พื้นที่โครงการฯ ประกอบด้วย อ.พุนพิน เป็นหลัก 8 ตำบล ได้แก่ ต.บางงอน ต.น้ำรอบ ต.หนองไทร ต.หัวเตย      ต.มะลวน  ต.พุนพิน ต.ศรีวิชัย และ ต.ลีเล็ด  ส่วน อ.คีรีรัฐนิคม มี ต.ท่ากระดาน เพียงตำบลเดียว และ อ.ท่าฉาง 2 ตำบลได้แก่  ต.คลองไทร และ ต.ท่าเคย

โครงการนี้ ยังสามารถช่วยสนับสนุนน้ำในฤดูแล้งได้อีก 57,819 ไร่ เรียกว่า ได้รับน้ำไม่ขาดมือ ไม่ว่าหน้าฝนหรือหน้าแล้ง ขณะเดียวกัน เพิ่มโอกาสและทางเลือกให้เกษตรกรในการประกอบอาชีพการเกษตร ไม่ว่า การปลูกข้าว ปาล์มน้ำมัน สวนผลไม้ และพืชผักสวนครัว

สถานการณ์ที่เป็นจริง ณ ขณะนี้  ดูเหมือนว่าเกษตรกรหันเหไปปลูกปาล์มน้ำมันเป็นหลัก และทำให้จ.สุราษฎร์ธานี ขึ้นแท่นเป็นจังหวัดปลูกปาล์มน้ำมันมากที่สุดในประเทศไทย 966,180 ไร่ แซงหน้า จ.กระบี่  แชมป์เก่า 930,272 ไร่

เป็นปาล์มน้ำมันที่ต้องการน้ำมากถึง 1,600 ลูกบาศก์เมตร/ไร่ มากกว่าข้าวที่ได้ชื่อว่าต้องการน้ำสูง 1,200 ลูกบาศก์เมตร/ไร่

ความพิเศษของปาล์มน้ำมันคือเป็นพืชต้องการน้ำมาก และต้องการตลอดเวลา ช่วงฤดูแล้งหรือฝนทิ้งช่วง จะเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของลำต้น ทางใบ ทะลาย และการผลิดอก ออกผล

ถ้ากระทบแล้งนานไป นอกจากไม่ออกผลแล้ว  ทางปาล์มยังหักเหลือแต่ยอด ต้องใช้เวลาฟื้นฟูนาน 1-2 ปี  ตรงกันข้ามต้นปาล์มที่ได้รับน้ำและปุ๋ยสมบูรณ์จะออกผลได้ตลอดทั้งปี ไม่ใช่เก็บเกี่ยวได้บ้างไม่ได้บ้าง ตามสภาพของฝนฟ้าอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างในปัจจุบัน

น้ำฝนในธรรมชาติสำหรับประเทศไทย จึงไม่เพียงพอต่อความต้องการของต้นปาล์ม ทำให้ผลผลิตเฉลี่ยต่ำไม่เกิน 3 ตัน/ไร่

                โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง จึงเป็นการเติมเต็มปริมาณน้ำสำหรับปาล์ม รวมทั้งพืชอื่นๆ สร้างศักยภาพให้ต้นปาล์ม โดยเฉพาะเกษตรกรรายที่ดูแลน้ำ-ปุ๋ย และมีการบริหารจัดการที่ดีได้ถึงไร่ละ 6-7 ตัน

ใครที่ว่า ผลผลิตปาล์มของประเทศไทยสู้มาเลเซีย และอินโดนีเซียไม่ได้ จึงต้องหันมาพิจารณาเรื่องนี้กันใหม่ว่า  เรายังมีทางออกของปัญหา โดยเฉพาะหากจัดการเรื่องน้ำได้  ปัญหาผลผลิตเฉลี่ยก็กระเตื้องขึ้นมาครึ่งหนึ่งแล้ว

โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง จึงเป็นความหวังของพืชเศรษฐกิจของ จ.สุราษฎร์ธานี อย่างที่หลายคนนึกไม่ถึง

                ศูนย์วิจัยปาล์ม จ.สุราษฎร์ธานี กรมวิชาการเกษตร ศึกษาวิจัยต้นปาล์มที่ได้รับน้ำสม่ำเสมอเปรียบเทียบกับที่ไม่ได้รับน้ำสม่ำเสมอ พบว่า ผลผลิตแตกต่างกันนับแต่วันเริ่มให้ผลผลิตครั้งแรกในปีที่ 4 เป็นต้นไป รายได้ก็แตกต่างกัน ยิ่งราคาปาล์มสูง ความแตกต่างของรายได้ก็ห่างมากขึ้น

เกษตรกรก้าวหน้าอย่าง สมนึก  บัวอินทร์ แห่ง ต.ทุ่ง อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี แม้ไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติในที่ดิน 28 ไร่ ลงทุนขุดบ่อบาดาลแล้วสูบใส่ท้องร่องปาล์ม รวมทั้งติดตั้งหัวฉีดสปริงเกลอร์ที่โคนต้นปาล์มทุกต้น เป็นผู้พิสูจน์ว่า ปาล์มที่ได้น้ำและปุ๋ยสม่ำเสมอ สามารถให้ผลผลิตถึง 6 ตัน/ไร่/ปี สูงกว่าอัตราเฉลี่ยทั้งประเทศที่ระดับ 2.5 ตัน-3 ตัน/ไร่/ปีจำนวนหลายเท่า

เป็นการลงทุนเรื่องน้ำที่คุ้มค่ามหาศาล ยิ่งถ้าได้น้ำจากโครงการตาปี-พุมดวงด้วยแล้ว ก็ยิ่งลดต้นทุน และทวีความคุ้มค่ายิ่งขึ้น

อย่างไรก็ดี  แม้จะเป็นเรื่องดี แต่การดำเนินงานของกรมชลประทานสำหรับโครงการนี้ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ  โดยเฉพาะการเวนคืนที่ดินเพื่อใช้สำหรับก่อสร้างสถานีสูบน้ำ คลองลำเลียงน้ำ คลองส่งน้ำ และคลองระบายน้ำ  ราษฎรบางส่วนไม่เข้าใจโครงการฯ  บางส่วนได้รับผลกระทบจากการเวนคืนที่ดินที่มีอยู่จำกัด บางส่วนได้รับน้ำอยู่แล้ว จึงมีกระแสต่อต้านคัดค้านในบางจุด  กรมชลประทานพยายามทำความเข้าใจและเจรจาปรับปรุงแบบหลายครั้ง เพื่อลดแรงกระทบต่อที่ดินของราษฎร เช่น เลิกก่อสร้างสระพักน้ำ 2 แห่ง แล้วใช้วิธีการสูบน้ำส่งเข้าพื้นที่เลย แม้จะทำให้ต้นทุนค่ากระแสไฟฟ้าแพงขึ้น หรือการปรับแนวคลอง หรือใช้ เช่น คูมหาราช ซึ่งไม่ได้ใช้ประโยชน์ ความยาว 11 กิโลเมตร มาเป็นแนวส่งน้ำแทน

เป็นความพยายามเพื่อให้ราษฎรโดยรวมในโครงการได้รับน้ำอย่างเพียงพอ ไม่เฉพาะแต่การเกษตร หากยังมีชุมชนไม่น้อยกว่า 20 แห่ง ที่ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคในฤดูแล้ง

ที่น่าเสียดายยิ่งสำหรับโครงการนี้คือ แม้จะมีอ่างเก็บน้ำรัชชประภาอยู่แล้ว แต่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่  เปรียบเหมือนมีตุ่มยักษ์ที่รองน้ำไว้เต็ม แต่ใช้ประโยชน์แค่ผลิตไฟฟ้า นอกจากนั้นต้องปล่อยไหลนองออกจากตุ่มปีแล้วปีเล่า

โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง ใช้น้ำเพียงปีละ 123 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถขยายพื้นที่ชลประทานได้ถึง 73,980 ไร่  ถ้าใช้น้ำมากกว่านี้จะขยายพื้นที่ชลประทานได้สักเพียงไหน

เป็นเรื่องที่ราษฎรในพื้นที่จะต้องทำความเข้าใจ และเห็นถึงประโยชน์ส่วนรวมของ จ.สุราษฎร์ธานี  ถึงตอนนั้นที่มีน้ำสมบูรณ์  ความมั่นคงแข็งแรงก็เกิดขึ้นแทบจะไม่ต้องแบมือขอความช่วยเหลือจากใครไหนทั้งสิ้น

                โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง จึงเป็นความพยายามของกรมชลประทานที่จะสนับสนุนน้ำต้นทุนช่วยให้ราษฎรพึ่งพาตัวเองได้ เท่ากับเป็นการบริหารจัดการน้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้น เกิดประโยชน์แก่ราษฎรเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมืองปาล์มน้ำมันอย่างจังหวัดสุราษฎร์ธานี

พฤษภาคม 29, 2012 Posted by | สิ่งแวดล้อม, เกษตร, เกษตร-สิ่งแวดล้อม, แนวหน้า | , , , , , , , , | ใส่ความเห็น

ปาล์มน้ำมันพันธุ์ใหม่…ให้ผลผลิตสูง สุราษฎร์ธานี 7

ฉบับที่ 11 ประจำเดือน ธันวาคม  พ.ศ. 2554

http://it.doa.go.th/pibai/pibai/n14/v_11-dec/borkor.html

ผลิใบ จากโต๊ะบอกอ
บรรณาธิการ

ปาล์มน้ำมันพันธุ์ใหม่…ให้ผลผลิตสูง สุราษฎร์ธานี 7

          ปาล์มน้ำมัน เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ และมีศักยภาพในการแข่งขันสูงทั้งด้านการผลิตและการตลาด       ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมัน
สุราษฎร์ธานี  กรมวิชาการเกษตร  ได้ปรับปรุงพันธุ์ปาล์มน้ำมันตั้งแต่ปี 2530     จนถึงปัจจุบันได้ปาล์มน้ำมันลูกผสมที่มีลักษณะดีเด่นและได้รับการ
รับรองจากกรมวิชาการเกษตรเป็นพันธุ์แนะนำจำนวน 6 พันธุ์  ได้แก่ ปาล์มน้ำมันลูกผสมสุราษฎร์ธานี 1 – ปาล์มน้ำมันลูกผสมสุราษฎร์ธานี 6

          สำหรับในปี 2553 นี้ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฏร์ธานี   ได้ประสบความสำเร็จในการวิจัย และปรับปรุงพันธุ์ปาล์มน้ำมันลูกผสม
พันธุ์ใหม่เพิ่มขึ้นอีก 1 พันธุ์     ใช้ชื่อว่า
 “ปาล์มน้ำมันลูกผสมสุราษฎร์ธานี 7”   ปาล์มน้ำมันพันธุ์ลูกผสมสุราษฎร์ธานี 7 ได้จากการผสมข้าม
ระหว่างพ่อพันธุ์ T159 / 398 กลุ่มแทนซาเนีย กับแม่พันธุ์ D78 / 193 กลุ่มเดลิดูรา เมื่อปี 2544 ได้มีการปลูกทดสอบร่วมกับปาล็มน้ำมันคู่ผสมอื่นๆ
จำนวน 23 คู่ผสม            โดยใช้พันธุ์ลูกผสมสุราษฎร์ธานี 3     เป็นพันธุ์เปรียบเทียบในแปลงทดลองที่ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานีระหว่างปี
2546 – 2552   จนได้พันธุ์ปาล์มน้ำมันลูกผสมสุราษฎร์ธานี 7  ที่มีศักยภาพตามต้องการ

 

          ปาล์มน้ำมันลูกผสมสุราษฎร์ธานี 7 มีลักษณะเด่น     คือ ให้ผลผลิตทะลายสดสูงเฉลี่ย 3,646 กก. / ไร่ / ปี     ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์
มาตรฐานของกรมวิชาการเกษตร 6.6 เปอร์เซ็นต์
      ให้ผลผลิตน้ำมันดิบสูงเฉลี่ย 881 กก. / ไร่ / ปี       สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานของ
กรมวิชาการเกษตร 17
 เปอร์เซ็นต์    รวมทั้งยังมีเปอร์เซ็นต์เนื้อในต่อผลสูง  โดยมีเนื้อในต่อผลเฉลี่ย 11    เปอร์เซ็นต์ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์
มาตรฐาน เป็นพันธุ์ที่มีเนื้อในหนา กะลาบาง 
ปัจจุบันศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี ได้เร่งผลิตเมล็ดพันธุ์ปาล์มน้ำมันลูกผสม สุราษฎร์ธานี 7
เพื่อรองรับความต้องการของเกษตรกร ซึ่งในช่วงระหว่างปี 2553-2554 นี้ คาดว่าจะสามารถผลิตเมล็ดงอกได้ไม่น้อยกว่า 100,000 เมล็ด  และในปี
ต่อไปคาดว่าจะสามารถผลิตได้เพิ่มขึ้นถึง 200,000 เมล็ด

          เกษตรกรที่สนใจเมล็ดพันธุ์ปาล์มน้ำมันลูกผสมสุราษฎร์ธานี 7  สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมัน
สุราษฎร์ธานี โทรศัพท์ 0-7727-4101

พบกันใหม่ฉบับหน้า
บรรณาธิการ
E-Mail: haripoonchai@hotmail.com

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2825, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

เมษายน 28, 2012 Posted by | 2551-2560, กรมวิชาการเกษตร-กสิกรรม, จดหมายข่าวผลิใบ | | 2 ความเห็น

ปาล์มน้ำมัน…วิกฤตหรือโอกาส

ฉบับที่ 8 ประจำเดือน กันยายน  พ.ศ. 2554

http://it.doa.go.th/pibai/pibai/n14/v_8-sep/rai.html

ผลิใบ รายงาน
อาริยา  จูดคง

ปาล์มน้ำมัน…วิกฤตหรือโอกาส

          ปาล์มน้ำมัน เป็นพืชที่ให้ผลผลิตน้ำมันต่อหน่วยพื้นที่ปลูกสูงกว่าพืชน้ำมันชนิดอื่นทุกชนิด สามารถผลิตน้ำมันได้สูงถึงประมาณ 520 กิโลกรัม
/ไร่ สูงกว่าถั่วเหลืองถึงเกือบ 10 เท่า   นอกจากนี้ต้นทุนในการผลิตน้ำมันต่อกิโลกรัมยังถูกกว่าพืชน้ำมันชนิดอื่น        จากข้อดีดังกล่าวทำให้มีความ
ต้องการใช้น้ำมันปาล์มอุปโภค และบริโภคทั้งในด้านอาหารและพลังงานเพิ่มสูงขึ้น     โดยความต้องการใช้น้ำมันปาล์มในประเทศ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 0.13 ต่อปี   ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มเพื่อการบริโภค 924,000 ตัน     ในปี 2553    เพิ่มขึ้นจาก 910,700 ตัน   ในปี 2552
คิดเป็นร้อยละ 1.46 ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มเพื่อเป็นวัตถุดิบผลิตไบโอดีเซลในปี 2553 มีประมาณ 470,000 ตัน เพิ่มขึ้นจาก 380,000 ตัน ในปี
2552 คิดเป็นร้อยละ 23.68  รวมเป็นความต้องการใช้ปาล์มน้ำมันในปี 2553 ทั้งสิ้น 1,394,000 ตัน เพิ่มจาก 1,290,700 ตัน ในปี 2552 ร้อยละ 8

          ข้อมูลจากสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร ระบุว่า ในปี 2553  ประเทศไทยสามารถผลิตน้ำมันปาล์มได้เพียง 1,287,509 ตัน   ซึ่งไม่เพียงพอ
กับความต้องการ  โดยสถานการณ์ที่น้ำมันปาล์มขาดแคลนหนักนั้น     เกิดขึ้นประมาณ 4 เดือน  คือ ในเดือน พฤศจิกายน 2553 – กุมภาพันธ์ 2554
เนื่องจากเกิดปัญหาภัยแล้งในช่วงปลายปี 2552 ต่อด้วยต้นปี 2553 และยิ่งส่งผลกระทบหนัก เมื่อเกิดน้ำท่วมภาคใต้ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตที่สำคัญในปลายเดือนมีนาคม 2554 และทำให้ผลผลิตปาล์มน้ำมันในช่วงเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ และมีนาคม 2554 ลดลงจากระยะเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 47.45 ร้อยละ 35.32  และร้อยละ 8.01 ตามลำดับ

          แต่สาเหตุที่สำคัญอีกประการหนึ่ง  คือ ผลผลิตทะลายสด/ไร่  ในแปลงเกษตรกรมีปริมาณต่ำ ประมาณ 2,315 กิโลกรัม/ไร่/ปี ซึ่งน้อยมาก
หากเทียบกับผลผลิตทะลายสดในแปลงทดลอง    โดยให้ผลผลิตทะลายสดเฉลี่ย 3,500 กิโลกรัมต่อไร่ ปี    หรือเกิดจากนโยบายพลังงานทดแทน
ของประเทศ   ที่ต้องใช้น้ำมันปาล์มดิบเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน  เพื่อไปผลิตไบโอดีเซล     หรือเกิดจากทุกปัจจัยประดังเข้ามาพร้อมกัน     ทำให้
น้ำมันปาล์มในประเทศขาดแคลน  ส่งผลให้ผลผลิตทะลายสดปาล์มน้ำมันราคาสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์  โดยในวันที่ 31 มกราคม 2553 ราคาผลผลิต
ทะลายสดปาล์มน้ำมันพุ่งสูงถึง 10.80 บาท/กิโลกรัม และในปี 2553    ราคาเฉลี่ยสูงถึง 4.02 บาท/กิโลกรัม   ซึ่งเป็นยุคทองของเกษตรกรชาวสวน
ปาล์มน้ำมัน  เนื่องจากความต้องการใช้อุปโภคและบริโภคน้ำมันปาล์มทั้งในด้านอาหาร และพลังงาน

          โดยในอนาคตความต้องการใช้น้ำมันปาล์มของประเทศจะเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก โดยคาดการณ์ว่าจะเพิ่มการใช้จาก 775,000 ตัน ในปี 2547
เป็น 1.14 ล้านตัน ในปี 2561  ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงความต้องการที่จะใช้น้ำมันปาล์มในการผลิตไบโอดีเซลตามนโยบายของรัฐบาล    ในปี พ.ศ. 2555
รัฐบาลจึงได้มีนโยบายที่ต้องการผลิตน้ำมัน Bio – diesel (B100)  ในอัตราร้อยละ 10  หรือคิดเป็นจำนวน 8.5 ล้านลิตรต่อวัน   ปริมาณน้ำมัน Bio –
diesel ดังกล่าว ถ้าใช้น้ำมันปาล์มมาผลิต  ต้องใช้พื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันประมาณ 10 ล้านไร่ ในขณะที่ปี 2553  ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน
ที่ให้ผลผลิตแล้วเพียง 3.64 ล้านไร่  ผลิตผลปาล์มสดได้ 8,223,135 ตัน  นำมากลั่นเป็นน้ำมันปาล์มดิบได้ 1,287,509 ตัน      ซึ่งยังไม่เพียงพอกับ
ความต้องการ   ถึงแม้ว่าปี 2553  ผลผลิตทะลายสดจะมีปริมาณสูงกว่า ปี 2552 มากถึง 60,000 ตัน   โดยปี 2552  มีพื้นที่ปลูก 3.888 ล้านไร่  และ
เพิ่มขึ้นในปี 2553 เป็น 4.198 ล้านไร่   ในขณะที่ผลผลิตเฉลี่ยปี 2552 (2,560 กิโลกรัม/ไร่)     สูงกว่าปี 2553 (2,483 กิโลกรัม/ไร่)     ส่วนต้นทุน
การผลิตปี 2552 (2.71 บาท/กิโลกรัม)  ต่ำกว่าปี 2553 (2.90 บาท/กิโลกรัม)

          จากข้อมูลดังกล่าว จะเห็นได้ว่าผลผลิตปาล์มน้ำมันที่เพิ่มขึ้นเกือบทั้งหมดเกิดจากการขยายพื้นที่ปลูก ไม่ได้เกิดจากการพัฒนาประสิทธิภาพ
การผลิต  ด้วยการเพิ่มผลผลิตต่อไร่     นอกจากนี้การผลิตปาล์มน้ำมันในประเทศไทย ส่วนใหญ่ร้อยละ 92.5   เป็นการผลิตโดยเกษตรกรรายย่อย
ซึ่งมีขนาดพื้นที่ปลูกต่ำกว่า 50 ไร่/ราย ครอบครองเนื้อที่รวมกัน 76 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ปลูกทั้งหมด ซึ่งเกษตรกรกลุ่มนี้มีการจัดการผลิตที่ไม่ค่อย
ถูกต้องเหมาะสม ทำให้ผลผลิตต่ำ   ประกอบกับเกือบครึ่งของปาล์มน้ำมันที่ปลูกทั่วประเทศ เป็นสายพันธุ์ปาล์มคุณภาพต่ำ    โดยจากการศึกษาการ
ยอมรับเทคโนโลยีการปลูกปาล์มน้ำมันของเกษตรกรในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างบางจังหวัด พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ
วิธีการผลิต การดูแลรักษาปาล์มน้ำมันที่ถูกต้องและเหมาะสม

          จากการสำรวจ และวิเคราะห์พื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันในแปลงเกษตรกรรายย่อยในแหล่งปลูกปาล์มน้ำมันของจังหวัดสงขลา     และปลูกปาล์ม
น้ำมันในแปลงเกษตรกรรายย่อยในแหล่งปลูกปาล์มน้ำมันของจังหวัดสตูล ทำให้ทราบปัญหาการผลิตปาล์มน้ำมันของเกษตรกร สามารถสรุปได้ดังนี้

          1.  ปัญหาทางกายภาพ ได้แก่
–  ดินพื้นที่ดอนมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ เป็นดินร่วนถึงดินร่วนปนทราย บางพื้นที่เป็นดินตื้น ทำให้เกิดการชะล้างพังทลายของดินได้ง่าย
–  พื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ดอน ขาดแคลนน้ำและแหล่งน้ำ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน และเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม
–  ดินนา น้ำท่วมขังเป็นเวลานาน

2.  ปัญหาทางชีวภาพ ได้แก่
–  ปาล์มน้ำมันแสดงอาการขาดธาตุอาหารพืช   ได้แก่ โพแทสเซียม  แมกนีเซียม  โบรอนและความไม่สมดุลของไนโตรเจนกับ
โพแทสเซียม โดยความเข้มข้นธาตุอาหารพืชโดยส่วนใหญ่ต่ำกว่าค่าวิกฤต

ชนิดธาตุอาหารพืช
ความเข้มข้นของธาตุอาหารพืชในใบปาล์มน้ำมัน
ค่าวิกฤติ
ค่าที่วิเคราะห์ได้
ไนโตรเจน (%)
2.64
1.79-2.52
ฟอสฟอรัส (%)
0.168
0.04-0.17
โพแทสเซียม (%)
1.17
0.54-1.2
แมกนีเซียม (%)
0.26
0.22-0.43
โบรอน (%)
15
7.98-14.19

                *  ผลวิเคราะห์ธาตุอาหารในใบปาล์มน้ำมันทางใบที่ 17 ของปาล์มน้ำมันอายุ 5 ปี  ในแปลงเกษตรกรจังหวัดสงขลา และจังหวัดสตูล
จำนวน 20 แปลง

               –  เกษตรกรขาดความรู้ในการจัดการธาตุอาหารพืชให้กับปาล์มน้ำมัน  โดยส่วนใหญ่ใส่ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ    ได้แก่ สูตร 15-15-15 และ
ใส่ปุ๋ยในอัตราต่ำ  นอกจากนี้เกษตรกรบางรายใช้ปุ๋ยตามคำแนะนำของตัวแทนบริษัทที่เข้ามาจำหน่าย หรือร้านค้าจัดหาแนะนำให้

3.  ปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคม
–  เกษตรกรขาดเงินทุนในการซื้อปุ๋ย    เพราะการผลิตปาล์มน้ำมันมีความต้องการใช้ปุ๋ย   หรือธาตุอาหารพืชในปริมาณมากกับการผลิต
ปาล์มน้ำมันให้ได้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพ

          จากปัญหาการผลิตปาล์มน้ำมันของเกษตรกร  ตั้งแต่การขาดความรู้  ความเข้าใจในการผลิต   การดูแลรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสม การใช้
พันธุ์ปาล์มน้ำมันที่มีคุณภาพต่ำ  ประกอบกับปัญหาภัยธรรมชาติทั้งน้ำท่วมและฝนแล้งส่งผลให้ผลผลิตทะลายสดปาล์มน้ำมันมีปริมาณต่ำไม่เพียงพอ
กับความต้องการบริโภคในประเทศ  “วิกฤติพลังงานและอาหารของโลก”   กำลังคืบคลานเข้ามา      หากประเทศไทยได้มีการยกเครื่องระบบจัดการ
การผลิตพืชอาหารและพืชพลังงานให้ดีขึ้นอย่างครบวงจรกว่านี้   เกษตรกรไทย และเศรษฐกิจไทยจะได้ประโยชน์ และความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นอีกมาก

     
อาการขาดธาตุโพแทสเซียม                    อาการขาดธาตุโบรอน

          อย่างไรก็ตามประเทศไทย  และเกษตรกรไทย    ยังมีโอกาสในการผลิตปาล์มน้ำมันให้ได้ผลผลิตต่อไร่สูง     เนื่องจากประเทศไทยมีพื้นที่
ที่เหมาะสมในการปลูกปาล์มน้ำมัน ตามรายงานของกรมพัฒนาที่ดิน        โดยมีพื้นที่เหมาะสมตามโครงสร้างดิน และสภาพแวดล้อม 10.58  ล้านไร่
และมีพื้นที่เหมาะสมตามสภาพภูมิอากาศ  แต่ต้องปรับปรุงดินหรือสร้างระบบน้ำ   ได้แก่ พื้นที่นาทิ้งร้าง ที่ลุ่มเสื่อมโทรม และดินเปรี้ยว จำนวน 2.44
ล้านไร่   รวมพื้นที่ที่มีความเหมาะสมสำหรับปลูกปาล์มน้ำมันประมาณ 13.02 ล้านไร่          หากแต่เกษตรกรต้องสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีการผลิต
และตระหนักถึงการใช้เทคโนโลยีที่ถูกต้องและเหมาะสม   ตั้งแต่การเลือกใช้พันธุ์ปาล์มให้ถูกต้องและเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ วิธีการปลูก การดูแล
รักษา การจัดการปุ๋ย น้ำ ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ทั้งพื้นที่ดอน พื้นที่นา การป้องกันกำจัดโรค-แมลงศัตรู และการเก็บเกี่ยว รวมถึงการขนส่งไปยัง
โรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม  เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตปาล์มน้ำมันได้ในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการ

          ทั้งนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง     ต้องมีบทบาทในการเผยแพร่นำเทคโนโลยีการผลิตปาล์มน้ำมันแบบครบวงจร ให้ถึงมือเกษตรกรจนกระทั่งเกิด
การยอมรับเทคโนโลยี  รวมทั้งรัฐบาลต้องมีระบบการจัดจำหน่ายผลผลิตทางด้านการเกษตร เพื่อนำไปใช้เป็นอาหาร หรือไปใช้เป็นพลังงานทดแทน
เพื่อไม่ให้เกิดวิกฤตความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน ขณะเดียวกันก็เป็นการพัฒนาให้สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้  เพื่ออนาคตประเทศไทย
จะได้เป็นผู้นำทางด้านอาหารและพลังงาน  โดยไม่ต้องพึ่งพาต่างประเทศ สามารถเป็นผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันปาล์ม  เป็นแหล่งพลังงานที่ยั่งยืนของ
ประเทศ ตลอดจนเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันมีรายได้ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2825, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

เมษายน 28, 2012 Posted by | 2551-2560, กรมวิชาการเกษตร-กสิกรรม, จดหมายข่าวผลิใบ | | ใส่ความเห็น

ส่งเสริมปาล์มน้ำมันพันธุ์ดี

http://www.dailynews.co.th/agriculture/21986

วันศุกร์ที่ 13 เมษายน 2555 เวลา 00:00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อติดตามความก้าวหน้าโครงการส่งเสริมการปลูกปาล์มน้ำมันพันธุ์ดีทดแทนสวนเก่าในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ตามพื้นที่เป้าหมายทั้ง 5 จังหวัดได้แก่ กระบี่ สุราษฎร์ธานี ชุมพร สตูล และตรังพบว่า เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันเข้าร่วมโครงการ จำนวน 1,017 ราย เกินจากเป้าหมายที่กำหนดไว้ 1,000 ราย พื้นที่ที่รับการส่งเสริมปาล์มพันธุ์ดี 9,280 ไร่  ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ เนื่องจากมีเกษตรกรที่ต้นปาล์มอายุยังไม่ถึง 20 ปี  ผลผลิตยังไม่ได้คุณภาพ และสวนปาล์มปลูกใหม่นั้นได้รับความเสียหายจากอุทกภัย ซึ่งไม่ได้ตามหลักเกณฑ์ของโครงการฯ จึงควรมีการปรับปรุงเงื่อนไขโครงการบางส่วน เพื่อให้ประโยชน์แก่เกษตรกรในวงกว้างขึ้น

ทั้งนี้ การติดตามแปลงเพาะต้นกล้าใน 2 แห่ง กว่า 300,000 ต้นกล้า ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดตรัง และศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่า ขณะนี้อยู่ในช่วงเวลาทยอยย้ายต้นกล้าปาล์มน้ำมันลงถุงใหญ่ ซึ่งจะต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 4 ถึง 6 เดือน ในการเพาะต้นกล้า เนื่องจากต้นกล้าที่เหมาะสมในการนำไปปลูกควรมีอายุ 8 ถึง 12 เดือน โดยคาดว่าจะเริ่มส่งมอบต้นกล้าให้แก่เกษตรกรได้ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2555 เป็นต้นไป ซึ่งทางเกษตรจังหวัดได้ให้เกษตรกรจัดทำแผนในการเตรียมแปลงเพื่อรอรับการส่งมอบต้นกล้าปาล์มแล้ว.

เมษายน 19, 2012 Posted by | เกษตร, เดลินิวส์ออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

“วิสันต์ สินธุนนท์” กับข้อมูลใหม่ล่าสุด ของ การปลูกปาล์มน้ำมัน อย่างบูรณาการ

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05014010255&srcday=2012-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 520

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

“วิสันต์ สินธุนนท์” กับข้อมูลใหม่ล่าสุด ของ การปลูกปาล์มน้ำมัน อย่างบูรณาการ

ปาล์มน้ำมัน เป็นพืชน้ำมันอุตสาหกรรมที่มีความซับซ้อนในการจัดการ เกษตรกรที่ตัดสินใจปลูกปาล์มน้ำมันต้องมีความรู้และความเข้าใจเสียก่อน ทั้งศึกษาจากตำรา งานวิจัย และผู้ที่มีประสบการณ์ในการปลูกมาก่อน เพื่อลดความเสี่ยงและเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดทั้งผลผลิตและความคุ้มค่าต่อการลงทุน มีตัวอย่างภาคเอกชน โดย คุณวิสันต์ สินธุนนท์ เกษตรกรภาคใต้ดีเด่น ปี 2540 และเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท สินธุเศรษฐ์ จำกัด เลขที่ 96 หมู่ที่ 5 ตำบลเขาพนม อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ 81140 โทร. (081) 968-0272 เป็นบุคคลหนึ่งที่มีประสบการณ์ในการปลูกปาล์มน้ำมันมานานกว่า 27 ปี

ปัจจุบัน คุณวิสันต์เอง ยังถือเป็นภาคเอกชนรายหนึ่งที่นำร่องปลูกปาล์มน้ำมัน ในพื้นที่กว่า 1,000 ไร่ ในเขตพื้นที่ทุ่งหลวงรังสิต หรือพื้นที่สวนส้มเก่าทุ่งหลวงรังสิตนั่นเอง โดยคุณวิสันต์เลือกใช้ปาล์มน้ำมัน สายพันธุ์ “คอมแพคท์” ซึ่งปัจจุบันปาล์มน้ำมันสายพันธุ์ดังกล่าวถือเป็น “สายพันธุ์ปาล์มน้ำมันที่มีคุณภาพสูง มีลักษณะต้นเตี้ย ข้อถี่ สูงช้า มีทางใบสั้น ให้ผลผลิตทะลายปาล์มต่อไร่สูงให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันมากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ มีอายุการเก็บเกี่ยวนานถึง 35 ปี

คุณวิสันต์ กล่าวว่า ตนจะมุ่งมั่นให้การปลูกปาล์มน้ำมันเป็นไปอย่างบูรณาการด้วยวิสัยทัศน์ที่สร้างสรรค์ ด้วยคัดสรรสุดยอดคุณภาพสายพันธุ์ปาล์มน้ำมันที่ให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันสูงและปริมาณผลผลิตสูง โดยยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง มิให้ต้องสูญเสียรายได้ที่ควรจะได้ ต้องหลุดหายไปปีละหลายหมื่นล้านบาท และสามารถพิสูจน์ได้อย่างมีเหตุมีผล โดยขอให้ทุกฝ่ายเปิดใจกว้างอย่างบริสุทธิ์ใจยอมรับข้อเท็จจริง และส่งเสริมปลูกสายพันธุ์ปาล์มน้ำมันที่ดีที่สุดในปัจจุบัน ต้องกล้าเปลี่ยนแปลงเดินหน้าสู่เป้าหมายเพื่อผลประโยชน์ และความคุ้มค่าสูงสุดในอาชีพต่อหน่วยพื้นที่เท่ากัน เพื่อซื้อเวลาโดยใช้เมล็ดพันธุ์ปาล์มน้ำมันที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในโลก ณ ปัจจุบันนี้ ซึ่งจะก้าวไปสู่การพัฒนาอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เป็นการยกระดับการปลูกปาล์มน้ำมันอย่างแท้จริง สามารถยืนอยู่บนเวทีโลกได้อย่างสง่างามในยุคโลกาภิวัตน์นี้

โดย คุณวิสันต์ ยังบอกว่า ถือเป็นการสร้างโอกาสครั้งสำคัญที่ยิ่งใหญ่แก่เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันทั่วประเทศไทย โดยบริษัท สินธุเศรษฐ์ จำกัด พยายามจะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การปลูกปาล์มน้ำมันอย่างมีประสิทธิภาพนำร่อง สายพันธุ์ที่ดีที่สุด เพื่อก้าวไปสู่การเกษตรยั่งยืนเป็นเป้าหมายให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม 10,000 บาท ต่อไร่ ต่อปี ให้เกษตรกรประสบความสำเร็จและมีอนาคตที่สดใสตลอดไป

คุณวิสันต์ อธิบายเพิ่มเติม เพื่อความกระจ่างชัด ใน 3 ประโยค ที่กล่าวมา ดังนี้

1.สายพันธุ์ที่ดีที่สุด หมายถึง สายพันธุ์คอมแพคท์ ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ของโลกในด้านปาล์มน้ำมัน เป็นสายพันธุ์ที่ บริษัท สินธุเศรษฐ์ จำกัด นำเข้ามาเพาะ เมื่อ ปี 2545 และเริ่มปลูกในแปลงทดลอง เมื่อเดือนสิงหาคม 2547 ซึ่งปัจจุบัน มีอายุ 7 ปี 3 เดือนแล้ว ติดตามข้อมูลการให้ผลผลิต และนับจำนวนผลทะลายบนต้นเพื่อเปรียบเทียบ ปรากฏว่ามากกว่าสายพันธุ์อื่นๆ ทุกสายพันธุ์ที่ปลูกในแปลงทดลองด้วยกัน และใน ปี 2552-2553 นำผลปาล์มทะลายสุกไปวิเคราะห์การให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันกับสายพันธุ์อื่นๆ ที่มีคุณภาพสูง รวมจำนวน 12 ครั้ง (ประมาณเดือนละครั้ง) ซึ่งสูงกว่าสายพันธุ์อื่นๆ ทุกสายพันธุ์มากทั้ง 12 ครั้ง

และเมื่อกลางปี พ.ศ. 2554 ที่ผ่านมา ได้วัดความสูงของลำต้น วัดความยาวของกิ่งทางใบ และชั่งน้ำหนักผลทะลายสุกเปรียบเทียบกับสายพันธุ์หนึ่งในอดีตที่ถือว่ามีคุณภาพสูง สายพันธุ์ละ จำนวน 50 ต้น และ 50 ผลทะลายสุก สรุปผลจาก 50 ตัวอย่าง โดยเฉลี่ย สายพันธุ์คอมแพคท์กิ่งทางสั้นกว่า 55-60 เซนติเมตร ลำต้นต่ำกว่า 15-20 เซนติเมตร และผลทะลายสุกมีน้ำหนัก หนักกว่า 2 กิโลกรัม สายพันธุ์ที่นำมาเปรียบเทียบนี้ปลูกบนพื้นที่เดียวกัน ปลูกพร้อมกัน และการบำรุงรักษา การให้ปุ๋ยเหมือนกัน ไม่มีระบบน้ำเป็นพื้นที่นาร้าง อยู่ หมู่ที่ 1 ตำบลหน้าเขา อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ และจากประสบการณ์ปลูกปาล์มมานาน 27 ปี ขอยืนยันว่า เป็นสายพันธุ์ที่ดีที่สุด ณ ปัจจุบัน

2. ผลตอบแทน หมายถึง ตั้งแต่ต้นน้ำเริ่มสร้างดอกออกผลจนถึงปลายน้ำในรูปน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ซึ่งผ่านกระบวนการสกัดจากผลปาล์มทะลายสุกแล้ว

3. มากกว่าเดิม คำว่า “เดิม” ในที่นี้ให้หมายถึง ในเกณฑ์เฉลี่ยของผลผลิตที่ปลูกสายพันธุ์ทั่วไป และปลูกบนพื้นที่ทั่วไป ณ ปัจจุบันนี้

การเปรียบเทียบระหว่างการปลูกปาล์มน้ำมันสายพันธุ์ทั่วไป บนพื้นที่ทั่วไปกับการปลูกสายพันธุ์คอมแพคท์ บนพื้นที่ทั่วไปเช่นกัน ซึ่งปลูกสายพันธุ์คอมแพคท์ให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นมากกว่า 10,000 บาท ต่อไร่ ต่อปี ดังนี้

ในปัจจุบัน ปลูกสายพันธุ์ทั่วไปบนพื้นที่ทั่วไป เกณฑ์เฉลี่ยของเปอร์เซ็นต์น้ำมันที่โรงงานสกัดได้จากผลปาล์มสุก อยู่ที่ 17%-19% ซึ่งการเปรียบเทียบผลตอบแทนครั้งนี้ ใช้ 19% และผลผลิตต่อไร่ ต่อปี ทั่วไป ใช้น้ำหนัก 3,000 กิโลกรัม เป็นเกณฑ์เฉลี่ยโดยประมาณมาคำนวณผลตอบแทนใน 1 ไร่ 1 ปี มีผลตอบแทนในรูปน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) = 3,000 กิโลกรัม x 19% ได้น้ำมันปาล์มดิบ (CPO) = 570 กิโลกรัม ปัจจุบัน น้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ราคา กิโลกรัมละ 31

บาท ผลตอบแทน คิดเป็นเงิน = 570×31 = 17,670 บาท ค่าใช้จ่ายต่อไร่ ต่อปี คำนวณจาก กิโลกรัมละ 2.10 บาท (โดยประมาณ) ของผลผลิตทั้งปี = 3,000×2.10 = 6,300 บาท ใน 1 ไร่ 1 ปี ปลูกสายพันธุ์อื่นๆ ที่ปลูกทั่วไปให้ผลตอบแทน เมื่อหักค่าใช้จ่าย = 17,670-6,300 = 11,370 บาท

สำหรับการปลูกปาล์มน้ำมันสายพันธุ์คอมแพคท์ ซึ่งให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันของผลปาล์มทะลายสุกสูงมากจากการวิเคราะห์ จากสถาบันของรัฐ 2 แห่ง และจากโรงงานของเอกชนอีก 12 ครั้ง ซึ่งมีเปอร์เซ็นต์น้ำมันมากกว่า 32% แต่ใช้เพียง 32% มาคำนวณ เมื่อหักความสูญเสียระหว่างทางการสกัด ยังเหลือสุทธิ เท่ากับ 32x.87 = 27.84% การเปรียบเทียบผลตอบแทนครั้งนี้ ใช้เพียง 25% เท่านั้น ส่วนผลผลิตต่อไร่ ต่อปีนั้น ซึ่งสายพันธุ์คอมแพคท์ ปลูกได้ 28 ต้น ย่อมมีผลผลิตเพิ่มขึ้นจาก 3,000 กิโลกรัม เป็น = 3,000×28?22 = 3,818 กิโลกรัม

ใน 1 ไร่ 1 ปี มีผลตอบแทนในรูปน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) = 3,818 กิโลกรัม x 25% ได้น้ำมันปาล์มดิบ (CPO) = 954.50 กิโลกรัม

ปัจจุบัน น้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ราคากิโลกรัมละ 31 บาท ผลตอบแทน คิดเป็นเงิน = 954.50×31 = 29,589.50 บาท ค่าใช้จ่าย ต่อไร่ ต่อปี คำนวณจากกิโลกรัมละ 2 บาท (โดยประมาณ) ของผลผลิตทั้งปี = 3,818×2 = 7,636.00 บาท

ใน 1 ไร่ 1 ปี ปลูกสายพันธุ์คอมแพคท์ ให้ผลตอบแทน เมื่อหักค่าใช้จ่าย = 29,589.50-7,636 = 21,953.50 บาท

สรุป ปลูกสายพันธุ์คอมแพคท์ 1 ไร่ ใน 1 ปี ปลูกบนพื้นที่ทั่วไป ให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม (ในเกณฑ์เฉลี่ยที่ปลูกสายพันธุ์อื่นๆ บนพื้นที่ทั่วไปเช่นเดียวกัน) เท่ากับ 21,953.50-11,370 = 10,583.50 บาท

ปัจจุบัน มีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันในประเทศไทย ประมาณ 4,000,000 ไร่ ถ้าปลูกด้วยสายพันธุ์คอมแพคท์ เงินที่ควรจะได้เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม ปีละ = 4,000,000×10,583.50 = 42,334,000,000 บาท ใน 1 ไร่ 28 ต้น ปลูกสายพันธุ์คอมแพคท์มีผลตอบแทนเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม ปีละ = 10,583.50 บาท ถ้าปลูกสายพันธุ์คอมแพคท์ 1 ต้น ให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม ปีละ = 10,583.50?28 = 378 บาท (377.98 บาท)

ปลูกสายพันธุ์คอมแพคท์ ทุก 1 ต้น ให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม 378 บาท ต่อปี

ผลของตัวเลขที่คำนวณนี้ เป็นการเฉลี่ยโดยประมาณการ อาจจะคลาดเคลื่อนไปบ้าง แต่ด้วยวัตถุประสงค์ประเด็นหลักเพื่อกระตุ้น ปลุกเร้า ให้ตระหนักถึงความสำคัญในการเลือกสายพันธุ์ดีมาปลูก ซึ่งสามารถสร้างผลตอบแทนต่างกันราวฟ้ากับดิน ซึ่งเป็นสายพันธุ์ลูกผสม (TENERA) เช่นเดียวกัน แต่สายพันธุ์คอมแพคท์เหนือกว่าทั้งการให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันและปริมาณผลผลิต

และสายพันธุ์คอมแพทค์ยังมีข้อดี กล่าวคือ ลำต้นใหญ่ แข็งแรง ข้อถี่ สูงช้า มีอายุการเก็บเกี่ยวผลนานถึง 35 ปี ประหยัดค่าแรงการเก็บเกี่ยวเป็นอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับสายพันธุ์อื่นๆ และมีผลทะลายใหญ่มากกว่า 25 กิโลกรัม เมื่อโตเต็มที่ และสามารถปลูกได้ทุกพื้นที่ในเมืองไทย เหมือนสายพันธุ์อื่นๆ ทั่วไป โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอื่นๆ ยกเว้นภาคใต้ (ตั้งแต่ใต้ชุมพรลงไป) ต้องมีระบบน้ำป้อนให้แก่ต้นปาล์มในช่วงหน้าแล้ง และจะให้ผลผลิตไม่ต่างจากที่ปลูกในภาคใต้มากนัก แต่ถ้าคิดจะปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่แห้งแล้งที่ฝนทิ้งช่วงนานถึง 3 เดือน และไม่มีระบบน้ำในช่วงหน้าแล้งนั้น ไม่สมควรลงทุนปลูกปาล์มน้ำมันเป็นอย่างยิ่ง จึงกล่าวได้ว่า “สายพันธุ์ดี ชัยภูมิดี สำเร็จไปแล้ว 99%”

ปัจจุบัน บริษัท สินธุเศรษฐ์ จำกัด มีสายพันธุ์คอมแพคท์ปลูกเมื่อเดือนสิงหาคม 2547 ซึ่งมีอายุ 7 ปี 3 เดือน จำนวนประมาณ 3,000 ต้น เชิญพิสูจน์ของจริงได้ในแปลงทดลอง ติดต่อเข้าเยี่ยมชมได้ที่ คุณวิสันต์ สินธุนนท์ โทร. (081) 894-8222

คุณวิสันต์ ฝากเตือนว่า ให้เกษตรกรต้องรอบคอบ กล้าตัดสินใจด้วยตัวเอง ไม่ฝากวิถีชีวิตนี้ให้แก่ใคร ซึ่งจะไม่เพลี่ยงพล้ำเสียการเกินแก้ หมายความว่า ไม่เสียหายทั้งปวง เสียใจ เสียโอกาส เสียทรัพย์ เสียกำลังใจ และเสียเวลาเกินที่จะเยียวยาแก้ไขได้ ฉะนั้น การตัดสินใจเลือกซื้อกล้าปาล์มน้ำมันนั้น อย่าหลงเชื่อนายหน้าหรือบุคคลใดๆ ที่มีผลประโยชน์แอบแฝงอยู่ เสมือนหนึ่งการเลือกคู่ชีวิต เราก็อย่าหลงคารมแม่สื่อ มิฉะนั้นแล้ว ท่านอาจจะต้องทนทุกข์ทรมานตลอดชีวิตนี้

เปอร์เซ็นต์น้ำมันนั้น มีความสำคัญไฉน

สายพันธุ์ทั่วไปในเกณฑ์เฉลี่ยให้เปอร์เซ็นต์น้ำมัน 19% หมายความว่า ต้องใช้ผลทะลายปาล์มสุก 5.26 กิโลกรัม สกัดน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ได้ 1 กิโลกรัม

สายพันธุ์คอมแพคท์ในเกณฑ์เฉลี่ย ให้เปอร์เซ็นต์น้ำมัน 25% หมายความว่า ต้องใช้ผลทะลายปาล์มสุก 4 กิโลกรัม สกัดน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ได้ 1 กิโลกรัม

ซึ่ง ณ ปัจจุบัน ที่ จังหวัดกระบี่ โรงงานสกัดซื้อผลปาล์มสุก กิโลกรัมละ 5.30 บาท เปรียบเทียบต้นทุนสายพันธุ์ทั่วไป กับต้นทุนสายพันธุ์คอมแพคท์ ในน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) 1 กิโลกรัม ได้ดังนี้ ต้นทุนสายพันธุ์ทั่วไปใช้ผลปาล์มทะลายสุก 5.26กิโลกรัม คิดเป็นเงิน = 5.26×5.30 = 27.88 บาท ต้นทุนสายพันธุ์คอมแพคท์ ใช้ผลปาล์มทะลายสุก 4 กิโลกรัม คิดเป็นเงิน = 4×5.30 = 21.20 บาท จะเห็นได้ชัดว่า ต้นทุนการผลิตน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ระหว่างใช้ผลปาล์มสายพันธุ์ทั่วไป กับใช้ผลปาล์มสายพันธุ์คอมแพคท์ ทุก 1 กิโลกรัม ต้นทุนจะต่างกัน = 27.88-21.20 = 6.68 บาท

จากบริบทที่กล่าวมา ชี้ให้เห็นถึงผลขาดทุนหรือกำไร อย่างง่ายๆ เปรียบเทียบระหว่างสายพันธุ์ด้อยคุณภาพกับสายพันธุ์ดีที่มีคุณภาพสูง แตกต่างกันอย่างมาก ควรสนใจและรีบใช้โอกาสที่สำคัญนี้ ในขณะที่ต่างชาติยังส่งออกซึ่งเมล็ดพันธุ์คุณภาพสูงดังกล่าว อาชีพการปลูกปาล์มน้ำมันนั้น นอกจากคำนึงถึงสายพันธุ์ให้ผลผลิตสูงแล้ว ยังต้องเป็นสายพันธุ์ให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันสกัดจากผลทะลายสุกสูงด้วย เพราะมีส่วนสำคัญมากในเรื่องต้นทุนการผลิต และเป็นการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า ซึ่งสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

ปัจจุบัน เป็นยุคแห่งการแข่งขัน ต้องกล้าเปลี่ยนแปลงและตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว โดยยึดหลักความถูกต้องเป็นธรรมต่อเกษตรกร และเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ ซึ่งต้องมีวิสัยทัศน์เชิงสร้างสรรค์และมีความมุ่งมั่นให้เกษตรกรปลูกปาล์มน้ำมันอย่างบูรณาการ เพื่อก้าวเป็นผู้นำในภูมิภาคนี้ให้ได้

เกษตรกรและผู้ที่สนใจหาความรู้เกี่ยวกับการปลูกปาล์มน้ำมันเพิ่มเติมได้ ที่ เว็บไซต์ http://www.sintusatepalmoil.com

หนังสือ “ปลูกปาล์มน้ำมัน ในพื้นที่ 1ไร่ ให้ผลตอบแทนมากกว่าปลูก 3 ไร่” พิมพ์ 4 สี แจกฟรี พร้อมกับ หนังสือ “อาชีพเกษตรกรรม ทำง่ายรายได้งาม เล่มที่ 1- เล่มที่ 8″ รวมทั้งหมด 9 เล่ม จำนวน 708 หน้า เกษตรกรและผู้สนใจเขียนจดหมายสอดแสตมป์ มูลค่ารวม 250 บาท (พร้อมระบุชื่อหนังสือ) ส่งมาขอได้ที่ ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร เลขที่ 2/395 ถนนศรีมาลา ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร 66000 โทร. (056) 613-021, (056) 650-145 และ (081)886-7398

///////

บรรยายภาพ

plam11 สายพันธุ์คอมแพคท์ อายุ 5 ปี ต้นเตี้ย ข้อถี่ สูงช้า

plam12 กล้าสายพันธุ์ปาล์มคอมแพคท์ มีผู้สนใจเป็นจำนวนมาก

plam13 คุณวิสันต์ สินธุนนท์

plam14 แปลงกล้าพันธุ์ปาล์มคอมแพคท์ขนาดใหญ่ของคุณวิสันต์

plam15 แปลงปลูกปาล์มน้ำมันคอมแพคท์ในร่องสวนส้มเก่า ที่ทุ่งหลวงรังสิต

plam16 ผลปาล์มน้ำมันสายพันธุ์คอมแพคท์ ให้เปอร์เซ็นต์มากกว่า 25 เปอร์เซ็นต์

plam17 พันธุ์คอมแพคท์xกานา

plam18 พันธุ์คอมแพคท์xไนจีเรียแบล็ค

plam19 พันธุ์เดลิxคอมแพคท์

plam20 เมล็ดพันธุ์ปาล์มน้ำมันนำเข้าจากประเทศคอสตาริกา

/////////

มีนาคม 16, 2012 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , , , | ใส่ความเห็น

ภาวะเศรษฐกิจเกษตรฉลุย สศก.แนวโน้มราคาทยอยปรับเพิ่ม ยางพารา-ปาล์มน้ำมันหายห่วงแน่

http://www.naewna.com/news.asp?ID=304734

วันที่ 13/3/2012

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ภาพรวมสถานการณ์สินค้าเกษตรในช่วงนี้ หากเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาคงลดลงไม่มานัก แต่สถานการณ์ตอนนี้มีสินค้าที่คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะ ปาล์มน้ำมัน เนื่องจากผลผลิตปาล์มของไทยออกมาดีมีความชื้นสูง ทำให้ได้ผลผลิตที่ดี อีกทั้งขณะนี้ตลาดโลกมีความต้องการเพิ่มสูงขึ้น จึงเชื่อว่าจะไม่ทำให้เกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาดอย่างที่มีการคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้

 ส่วนยางพารา มั่นใจว่าคงไม่เกิดปัญหา แม้ช่วงที่ผ่านมาราคาจะลดลงเนื่องจากความผันผวนจากสภาวะเศรษฐกิจโลก และมีหลายประเทศมีการ สต๊อกสินค้าเตรียมไว้ก่อน ทำให้การซื้อขายที่ผ่านมาชะลอตัวลง แต่ปัจจุบันราคายางพาราเริ่มปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจหลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกาหรือกลุ่มยุโรปเริ่มคลี่คลาย อย่างไรก็ตาม ระดับราคายางพาราที่เหมาะสมน่าจะ อยู่ที่ กก.ละ 120 บาท โดยไม่มากหรือน้อยไปกว่านี้ เพราะจะทำราคาไร้เสถียรภาพ และยากต่อการวางแผนด้านการตลาด ทั้งนี้ต้องปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกลไกตลาดด้วย

 ส่วนสถานการณ์การส่งออกสินค้าเกษตร มั่นใจว่า ยังมีอนาคตที่สดใสเนื่องจากสินค้าเกษตรและอาหารเป็นสิ่งจำเป็นต่อการบริโภคในประเทศต่างๆ ซึ่งขณะนี้ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของภัยธรรมชาติ ทำให้ไม่สามารถวางแผนการผลิตสินค้าเกษตรและอาหาร ที่ดีได้ ดังนั้นเชื่อว่าสถานการณ์การส่งออก จะมีการปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้งราคาอาจจะได้รับอานิสงส์จากการปรับราคาน้ำมันและการปรับเงินเดือนข้าราชการ ก็จะทำให้ราคาสินค้าเกษตรสูงตามไป ซึ่งคาดว่า ปี 2555 นี้จะสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม อยากเตือนไปยังเกษตรกรต้องระมัดระวังในด้านการผลิต ไม่ควรแห่ไปปลูกพืชเกษตรโดยไม่มีการศึกษาและวางแผนด้านการตลาดเพราะสินค้าทุกอย่างมีวงจร เพราะหากมีการแห่ปลูกพืชชนิดเดียวกันมากไปจะทำให้ผลผลิต ออกมาและเกิดการกระจุกตัวทำให้ราคาสินค้าเกษตรมีความตกต่ำ และอาจนำมาสู่ปัญหาการร้องเรียนได้ ดังนั้น เกษตรกรต้องมีการศึกษาและวางแผนการผลิตที่ดีด้วย

มีนาคม 14, 2012 Posted by | สิ่งแวดล้อม, เกษตร, เกษตร-สิ่งแวดล้อม, แนวหน้า | , , , , , , , , | ใส่ความเห็น

โครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการแปรรูปปาล์มน้ำมัน

doa Home

ฐานข้อมูลผลงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร

Home |  Show All |  Simple Search |  Advanced Search

1–1 of 1 record found matching your query (RSS): Login

Select All    Deselect All << 1 >> print
Record Links
Author วิชณีย์ ออมทรัพย์สิน pdf
Title โครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการแปรรูปปาล์มน้ำมัน Type Journal Article
Year (up) 2547 Publication รายงานผลโครงการวิจัย Abbreviated Journal
Volume Issue Pages
Corporate Author อรรัตน์ วงศ์ศรี และคณะ Thesis
Address กรมวิชาการเกษตร
Keywords โครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการแปรรูปปาล์มน้ำมัน
Abstract
Publisher กรมวิชาการเกษตร Place of Publication กรมวิชาการเกษตร Editor
Language ไทย Summary Language ไทย Original Title
Series Editor Series Title Abbreviated Series Title
Series Volume Series Issue Edition
ISSN ISBN Medium
Area Expedition Conference
Notes Approved yes
Call Number doa @ user @ Serial 841
Permanent link to this record

ตุลาคม 6, 2011 Posted by | 2547, กรมวิชาการเกษตร-กสิกรรม, ฐานข้อมูลผลงานวิจัย | , | ใส่ความเห็น

โครงการเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการพิสูจน์พันธุ์ข้าวและปาล์มน้ำมัน

doa Home

ฐานข้อมูลผลงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร

Home |  Show All |  Simple Search |  Advanced Search

1–1 of 1 record found matching your query (RSS): Login

Select All    Deselect All << 1 >> print
Record Links
Author หทัยรัตน์ อุไรรงค์ pdf
Title โครงการเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการพิสูจน์พันธุ์ข้าวและปาล์มน้ำมัน Type Journal Article
Year (up) 2547 Publication รายงานผลโครงการวิจัย Abbreviated Journal
Volume Issue Pages
Corporate Author เสริมพร กึ่งพุทธพงศ์, ณัฐหทัย เอพานิช, บุณเรือง เรืองวิเศษ, ประสาน สืบสุข, พยุงศักดิ์ รวยอารี � Thesis
Address กรมวิชาการเกษตร
Keywords โครงการเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการพิสูจน์พันธุ์ข้าวและปาล์มน้ำมัน
Abstract
Publisher กรมวิชาการเกษตร Place of Publication กรมวิชาการเกษตร Editor
Language ไทย Summary Language ไทย Original Title
Series Editor Series Title Abbreviated Series Title
Series Volume Series Issue Edition
ISSN ISBN Medium
Area Expedition Conference
Notes Approved yes
Call Number doa @ user @ Serial 792
Permanent link to this record

ตุลาคม 6, 2011 Posted by | 2547, กรมวิชาการเกษตร-กสิกรรม, ฐานข้อมูลผลงานวิจัย | , | ใส่ความเห็น