ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ปาล์มน้ำมันราคาดิ่งเหว ตุลาคม 5, 2012

http://www.thairath.co.th/content/eco/296113

5 ตุลาคม 2555, 05:15 น.
Pic_296113

นางวิวรรณ บุณยะประทีปรัตน์ เลขาธิการสมาคมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มประเทศไทย เปิดเผยหลังนายกสมาคมชาวสวนปาล์ม 6 จังหวัด ตัวแทนเกษตรกรรายย่อย หารือหลังจากราคาลดลงต่ำกว่าต้นทุน โดยมีพาณิชย์จังหวัด สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ร่วมสังเกตการณ์ ว่า วันที่ 5 ต.ค.นี้จะยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มแห่งชาติ (กนป.) ที่มีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เป็นประธาน เพื่อเสนอให้รัฐบาลรับประกันราคาปาล์มน้ำมันที่ราคา 6 บาท/กก. จากราคาปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 3.20 บาท/กก. ซึ่งต่ำกว่าราคาทุน ที่ 3.80 บาท/กก.โดยเริ่มรับซื้อตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค.นี้

ทั้งนี้ หลังนำเข้าปาล์มน้ำมันเมื่อปลายเดือน ส.ค.55 จนส่งผลให้ราคาปาล์มน้ำมันในประเทศตกต่ำลง รวมถึงปัจจัยด้านวิกฤติเศรษฐกิจโลก ที่ครั้งนี้น่าจะยาวนานและยังไม่รู้จะจบลงเมื่อไหร่ เกษตรกรชาวสวนปาล์มต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาล เพราะราคา 3 บาท/กก. เกษตรกรอยู่ไม่ได้ อยากให้รัฐบาลเข้ามาดูแลเรื่องของราคาปาล์มน้ำมันบ้าง เพราะที่ผ่านมารัฐบาลก็ช่วยเหลือผู้บริโภคมาตลอด เกษตรกรก็ไม่เคยที่จะสร้างความเดือดร้อนให้กับรัฐบาล แต่การที่ราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำ นโยบายรัฐบาลที่ให้มีการนำเข้าไม่ถือเป็นการซ้ำเติมเกษตรกร

“เกษตรกรชาวสวนปาล์มไม่อยากก่อม็อบ และเป็นเครื่องมือให้นักการเมือง ที่ผ่านมาเกษตรกรพยายามพบนายกิตติรัตน์เพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ก็ถูกบ่ายเบี่ยงมาตลอด แม้จะเข้าใจว่าสถานการณ์น้ำมันปาล์มตกต่ำเป็นเรื่องของกลไกตลาด ทั้งเรื่องปัญหาเศรษฐกิจโลก และปัญหาภายในประเทศ ซึ่งราคาตกทั่วโลก ส่งผลให้ผลผลิตล้นสต๊อกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อยู่ที่ 2.18 แสนตันในเดือน ส.ค. เพราะจีนและอเมริกาไม่ซื้อ ส่งออกก็ไม่ได้ ขายในประเทศก็ราคาตก และราคาน้ำมันปาล์มไทยอยู่ที่ 24-25 บาท/กก. มาเลเซียมีผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำอยู่ที่ 21-22 บาท/กก. แต่รัฐบาลก็ต้องดูแลชาวสวนปาล์มบ้าง”.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 5 ตุลาคม 2555, 05:15 น.
 

รายงานพิเศษ : สศก.เร่งปูพรมแหล่งผลิตปาล์มใหญ่ของประเทศ สร้างแผนพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันฯ ปี 2556-2560 ตุลาคม 2, 2012

http://www.naewna.com/local/24366

วันอังคาร ที่ 02 ตุลาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.

จากที่แผนพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มปี 2551-2555กำลังจะสิ้นสุดลง ซึ่งคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) จึงได้มอบหมายให้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรหรือสศก. ในฐานะเลขานุการร่วมกับผู้เกี่ยวข้องจัดทำแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม ปี 2556-2560 นั้น

นางนารีณัฐ  รุณภัย รองเลขาธิการและโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า  ที่ผ่านมา สศก. ได้มีการจัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นเชิงปฏิบัติการ เรื่อง แผนพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม ปี 2556-2560 เพื่อให้ได้แผนพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 และเป็นแผนพัฒนาที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีส่วนร่วมจัดทำและให้การยอมรับ ทั้งจากผู้แทนภาครัฐ เอกชน ผู้ประกอบการ สถาบันการศึกษา เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้สนใจทั่วไป

สำหรับพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันของประเทศไทยนั้น ได้มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด จนปัจจุบันปาล์มน้ำมันกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่ง โดยมีพื้นที่ปลูกทั้งประเทศ 4.5 ล้านไร่ ผลผลิตผลปาล์มสด 11.33 ล้านตัน ผลิตเป็นน้ำมันปาล์มดิบได้ 1.93 ล้านตัน มีมูลค่าทางเศรษฐกิจของปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มไม่ต่ำกว่า 64,000 ล้านบาท โดยมีแหล่งผลิตที่สำคัญ คือ ภาคใต้ และมีการปลูกมากที่สุดในจังหวัดกระบี่ สุราษฎร์ธานี ชุมพร สตูล และตรัง ซึ่งจากปัญหาวิกฤตราคาน้ำมันในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้มีนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนจากพืช กล่าวคือ ส่งเสริมการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ ซึ่งมีส่วนผสมของเอทานอลที่ผลิตจากอ้อยและมันสำปะหลัง และการใช้น้ำมันดีเซลที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซลที่ผลิตจากปาล์มน้ำมันร้อยละ 3 และร้อยละ 5 หรือที่เรียกกันว่าน้ำมัน บี 3 และ บี 5 ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม จากที่ประเทศภาคีสมาชิกเขตการค้าเสรีอาเซียนหรือ AFTA มีเป้าหมายที่จะรวมเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 ซึ่งจะทำให้การค้าสินค้าเกษตรระหว่างประเทศสมาชิกมีความเสรีมากขึ้นนั้น สำหรับประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา ได้กำหนดให้น้ำมันปาล์มเป็นสินค้าที่มีความอ่อนไหวสูง และทยอยลดภาษีนำเข้าน้ำมันปาล์มลงตามลำดับ จนถึงปี 2550 เหลือร้อยละ 5 และตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ลดภาษีลงเหลือร้อยละ 0 รวมทั้งเมื่อถึงปี 2558 ประเทศไทยภายใต้ AEC ต้องขจัดอุปสรรคทางการค้าให้หมดไป จึงมีความเป็นไปได้ที่จะนำเข้าน้ำมันปาล์มจากประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียที่มีราคาต่ำกว่าเข้ามาแข่งขันกับน้ำมันปาล์มที่ผลิตได้ภายในประเทศ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อให้เกษตรกรที่ปลูกปาล์มน้ำมัน ที่ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย และอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มภายในประเทศทั้งระบบอาจได้รับผลกระทบ โดยราคาน้ำมันปาล์มในประเทศจะต้องลดลงจนใกล้เคียงกับราคาน้ำมันปาล์มของมาเลเซียหรืออินโดนีเซีย และส่งผลต่อราคาผลปาล์มที่จะต้องลดลงตามไปด้วย

รองเลขาธิการ กล่าวต่อไปว่า แผนการพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม จำเป็นต้องมีการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิผลสอดคล้องกับความต้องการบริโภคสำหรับใช้เป็นอาหารและพลังงานทดแทน ช่วยเพิ่ม  ขีดความสามารถในการแข่งขันการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม และลดอัตราการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ ตลอดจนลดภาวะก๊าซเรือนกระจกจากการใช้ไบโอดีเซลทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยสนับสนุนและส่งเสริมให้มีการเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกปาล์มน้ำมันทั้งประเทศให้ได้ไม่ต่ำกว่า 5 ล้านไร่ ในปี 2555 พร้อมกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตควบคู่กันไปด้วย ทั้งนี้ หลังจากนี้ สศก. จะ รวบรวมนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ และจัดทำแผนพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันฯ ให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มให้สอดคล้องกัน และพัฒนาต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

 

บางจากบรรเจิดพลิกสวนส้มร้างปลูกปาล์มทำไบโอดีเซล กันยายน 28, 2012

http://www.thairath.co.th/content/eco/294225

27 กันยายน 2555, 15:10 น.
Pic_294225

บางจากไอเดียบรรเจิด พลิกสวนส้มร้างทุ่งรังสิตปลูกปาล์มน้ำมัน ทำไบโอดีเซล แย้มแผนอนาคตจะลงทุนสร้างโรงสกัดน้ำมันมาตรฐาน

เมื่อวันที่ 27 ก.ย. นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บางจากได้ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพลังงาน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดศูนย์ศึกษาและพัฒนาการปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ทุ่งรังสิต อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของเกษตรกร โดยพลิกสวนส้มร้างให้เป็นแหล่งพลังงานทดแทนที่ยั่งยืน

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ศูนย์ศึกษาและพัฒนาการปลูกปาล์มน้ำมัน ในพื้นที่ทุ่งรังสิต 1,200 ไร่ เกษตรกรผู้สนใจ จะได้เรียนรู้การปลูกปาล์มน้ำมันอย่างครบวงจร ตั้งแต่การคัดเลือกต้นพันธุ์ การปรับปรุงดินเปรี้ยว รวมถึงวิธีการปลูกปาล์มน้ำมันให้ได้ผลตอบแทนที่ดี และสร้างเครือข่ายระหว่างกลุ่มเกษตรกรเพื่อให้เกิดการรวมกลุ่ม แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และช่วยเหลือระหว่างกัน

“บางจากได้สนับสนุนให้มีการปลูกปาล์มเฉพาะในพื้นที่ดินเปรี้ยว ซึ่งไม่สามารถปลูกข้าวและพืชอื่นๆ ได้ เพื่อใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์ สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร และยังช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน ผลผลิตจากปาล์ม จะนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโอดีเซล”

นอกจากนี้ บางจากยังมีแผนลงทุนสร้างโรงสกัดน้ำมันปาล์มขนาดมาตรฐานเมื่อมีการขยายพื้นที่ปลูกปาล์มในปริมาณที่มากเพียงพอ เพื่อรองรับผลผลิตปาล์มน้ำมันในพื้นที่ ตลอดจนเป็นผู้รับซื้อผลผลิต จากโรงสกัดน้ำมันปาล์มดังกล่าว เพื่อนำมาผลิตเป็นไบโอดีเซล ณ ศูนย์ผลิตไบโอดีเซล อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รองรับการจำหน่ายไบโอดีเซลผ่านสถานีบริการน้ำมันบางจาก

นายอนันต์ ลิลา รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า พื้นที่สวนส้มร้างทุ่งรังสิตมีศักยภาพในการปลูกปาล์มน้ำมัน สามารถพัฒนาเป็นแหล่งปลูกปาล์มน้ำมันขนาดใหญ่ในพื้นที่ภาคกลางได้ เนื่องจากมีระบบชลประทานที่ดี และสามารถปลูกได้ในดินเปรี้ยว ซึ่งจากการทดลองปลูก 6 ปี พบว่าได้ผลผลิตที่ดี เนื่องจากปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่ชอบน้ำจึงช่วยดูดซับน้ำในฤดูน้ำหลาก ป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพมหานครได้อีกทางหนึ่ง ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้การสนับสนุนด้านวิชาการคัดเลือกและจัดหาพันธุ์ปาล์ม ตลอดจนให้ความรู้ในการจัดการสวนปาล์มแก่เกษตรกรในโครงการนี้

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 27 กันยายน 2555, 15:10 น.
 

อุทยานฯดึง‘ชุมชน’ ร่วมดูแลป่าอนุรักษ์ ชี้ปาล์ม-ยางพาราบูม ทำปัญหารุกป่าเพิ่ม กันยายน 25, 2012

http://www.naewna.com/local/23375

วันจันทร์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2555, 06.00 น.

นายดำรงค์ พิเดช อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช (อ.ช.) กล่าวว่า ขณะนี้ 3 ปัจจัยหลักที่กำลังทำลายผืนป่า คือ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และ ใบ สค.1 โดยที่ผ่านมามีการปลูกยางพาราและปาล์มน้ำมันในที่ดินที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยได้ลุกลามไปทั่วประเทศ โดยได้นำใบ สค.1 ปลอม มาขอออกโฉนดและใบเอกสารสิทธิโดยมิชอบในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศ ถ้าไม่เร่งรัดดำเนินการบังคับใช้กฎหมาย รับรองว่าป่าจะไม่มีเหลืออย่างแน่นอน

สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวจะต้องให้ชุมชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์นั้น สามารถทำกินอยู่ในพื้นที่เดิมได้ แต่ต้องไม่บุกรุกป่าเพิ่มเติม ซึ่งปัจจุบันกรมอุทยานแห่งชาติฯได้ร่วมกับมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ดำเนินการโครงการจอมป่า (Joint Management on Protected Areas: JOMPA) เพื่อลดความขัดแย้งและเพิ่มความร่วมมือในการอนุรักษ์ป่า

“โครงการนี้ดำเนินกิจกรรมต่างๆสอดคล้องกับโครงการพัฒนาดอยตุง จังหวัดเชียงราย โดยการสนับสนุนให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาป่าอนุรักษ์ มีพื้นที่นำร่องในผืนป่าตะวันตกซึ่งปัจจุบันมีชุมชนอาศัยอยู่ในและรอบผืนป่าตะวันตกอยู่ประมาณ 300 ชุมชน มีการจัดทำฐานข้อมูลชุมชนและวางแนวขอบเขตพื้นที่ทำกินเดิมเพื่อไม่ให้มีการบุกรุกพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น ซึ่งผลการดำเนินโครงการที่ผ่านมาได้ก่อให้เกิดความร่วมมือกันระหว่างเจ้าหน้าที่พื้นที่คุ้มครองและชุมชน ในการบริหารจัดการป่าอนุรักษ์อย่างมีส่วนร่วมตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง มีเจ้าหน้าที่รัฐลาดตระเวนป่าร่วมกับชุมชน มีการจัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองเพื่อแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ และส่งเสริมกิจกรรมที่ลดการพึ่งพิงป่า ซึ่งจะขยายแนวคิดนี้ไปทั่วประเทศ”นายดำรงค์ กล่าว

 

เกษตรฯต่อยอดปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน กันยายน 3, 2012

เกษตรฯต่อยอดปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน

เกษตรฯต่อยอดปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน

เกษตรฯ เตรียมต่อยอดผลสำเร็จโครงการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มเพื่อพลังงานชีวภาพอย่างยั่งยืน ขยายผลยังพื้นที่มีศักยภาพผลิตปาล์มให้ได้ตามมาตรฐาน RSPO

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 55  นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ทำความร่วมมือกันระหว่างสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน หรือ GIZ ในการดำเนินโครงการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มเพื่อพลังงานชีวภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินงาน 3 ปี ระหว่างเดือนธันวาคม 2551 ถึง มิถุนายน 2555 เพื่อขับเคลื่อนนโยบายการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนในประเทศไทยตามมาตรฐาน  RSPO (Roundtable on Sustainable Palm Oil) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักเกณฑ์ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และการสนับสนุนโรงงานและกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่เพื่อให้ดำเนินการได้สอดคล้องกับมาตรฐาน RSPO โดยเน้นถึงความสามารถในการเพิ่มผลผลิต การพัฒนาคุณภาพ จนถึงการพัฒนาระบบความยั่งยืนและจัดทำคู่มือแนวทางปฏิบัติตามมาตรฐาน RSPO สำหรับเกษตรกรรายย่อย รวมทั้งแผ่นความรู้ด้านการใช้ศัตรูพืชแบบผสมผสาน การอนุรักษ์ดิน น้ำ และทรัพยากร ตลอดจนสิ่งที่มีคุณค่าต่อการอนุรักษ์ให้แก่เกษตรกรและจากการเข้าไปส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรเพื่อเข้าสู่มาตรฐาน โดยสนับสนุนช่วยเหลือให้เกษตรกรสมัครเป็นสมาชิก RSPO และรับการตรวจรับรองทำให้ขณะนี้มีกลุ่มเกษตรกรรายย่อยที่เข้าร่วมโครงการฯ ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกของ RSPO แล้วทั้งสิ้น จำนวน 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน (ยูนิวานิช-ปลายพระยา) , กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน (เหนือคลอง-เขาพนม) กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน (สุขสมบูรณ์) และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน (สุราษฎร์ธานี) โดยทั้ง 4 กลุ่มนี้มีการดำเนินการตามข้อกำหนดและตัวชี้วัดตามมาตรฐานของ RSPO และได้รับการตรวจรับรอง (Audit) จากองค์กรรับรองภายนอก (Certify Body : CB) ในเดือนเมษายนและ RSPO ให้การรับรองเมื่อเดือนกรกฎาคม 2555 โดยกลุ่มเกษตรกรทั้ง 4 กลุ่มของไทย เป็นกลุ่มเกษตรกรอิสระผู้ปลูกปาล์มน้ำมันรายแรกของโลกที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน RSPO ที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยได้รับการรับรองจะช่วยนำไปสู่การผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน

สำหรับแนวทางการดำเนินการต่อไปหลังสิ้นสุดโครงการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรจะต่อยอดประโยชน์จากการดำเนินโครงการดังกล่าว เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตปาล์มของเกษตรกรในพื้นที่ที่กระทรวงเกษตรประกาศให้เป็นพื้นที่ที่ส่งเสริมการปลูกปาล์ม ได้แก่ พื้นที่ภาคใต้ และภาคตะวันออก เพื่อให้เกษตรกรรายย่อยเกิดการรวมกลุ่มในการผลิตน้ำมันปาล์มที่ได้การรับรองมาตรฐาน RSPO ที่จะเป็นการเพิ่มช่องทางการตลาดปาล์มไปสู่ตลาดยุโรปซึ่งเป็นตลาดที่ต้องการสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะทำให้เกษตรกรขายได้ราคาที่สูงกว่าราคาปาล์มในปัจจุบันอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม นอกจากโครงการฯ จะดำเนินการจัดทำมาตรฐานการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนภายใต้กรอบ RSPO แล้ว ยังดำเนินการในด้านอื่นๆ ได้แก่ โครงการศึกษาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มของประเทศไทย โครงการศึกษาพื้นที่ที่มีคุณค่าสูงต่อการอนุรักษ์ (High Conservation Value: HCV) และการส่งเสริมการปลูกปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน รวมทั้งการติดตามผลกระทบการผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน ทางองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้มีการเผยแพร่ผลการศึกษาผลการดำเนินงานของโครงการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนภายใต้กรอบ RSPO และยกย่องให้เป็นโครงการตัวอย่างระดับโลกในเรื่องความร่วมมือด้านพลังงานชีวภาพและความมั่นคงทางด้านอาหาร ของการผลิตพืชพลังงานของเกษตรกรรายย่อยที่ได้รับการคัดเลือกจากทั่วโลก จากผลการดำเนินงานกับเกษตรกรรายย่อยอิสระในการผลิตปาล์มน้ำมันตามมาตรฐาน RSPO ด้วย

 

กล้าปาล์มหาบเร่ระบาด กันยายน 2, 2012

กล้าปาล์มหาบเร่ระบาด

กล้าปาล์มหาบเร่ระบาด

กล้าปาล์มหาบเร่ระบาด : คอลัมน์ รู้มาเล่าไป : โดย … ดลมนัส กาเจ

               ในช่วงฤดูฝนของทุกปี ถือเป็นฤดูกาลเพาะปลูก ทั้งพืชไร่ พืชนา พืชสวน และไม้ยืนต้น โดยเฉพาะยางพารา และปาล์มน้ำมัน เพราะเป็นช่วงที่มีความอุดมสมบูรณ์ของน้ำจากธรรมชาติ หรือน้ำฝนที่ชาวบ้านมักจะพูดกันแบบสนุกปากว่า “เทวดาช่วยรดน้ำให้”

ที่ผ่านมาเคยเขียนเตือนมาบ่อยครั้งแล้วว่า ช่วงฤดูกาลเพาะปลูกของทุกปีนั้น สิ่งที่ต้องระวังมากที่สุดคือ “แก๊งมิจฉาชีพ” มีสารพัดรูปแบบครับ ที่ฉวยโอกาสหลอกลวงเกษตรกร ทั้งที่ขายปุ๋ยปลอมแบบหาบเร่ มีเกษตรกรถูกหลอกทุกปีครับ ซึ่งหลายหน่วยงานเคยเตือนเกษตรกรมาแล้ว

พฤติกรรมของพ่อค้าปุ๋ยปลอมหาบเร่ที่ว่านี้ จะใช้รถยนต์เป็นพาหนะเร่นำปุ๋ยออกตระเวนขายไปตามหมู่บ้านต่างๆ โดยเฉพาะช่วงที่เกษตรกรเข้าสู่ฤดูกาลทำนา มีทั้งปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ พวกนี้ใช้กลยุทธ์หลอกล่อชาวบ้านหลายรูปแบบ ทั้งลดราคา และมีของแถม

นอกจากนี้ยังมีอีกพวกหนึ่งที่หากินด้วยการหลอกชาวบ้านในช่วงหน้าฝน อย่างช่วงพี่น้องเกษตรกรชาวอีสานเห่อปลูกยางพารา ในช่วงที่ยางพาราราคาดี พวกนี้ไปปักหลักตามชุมชนต่างๆ โดยเฉพาะในภาคอีสาน แล้วทำโรงเรือนแบบลวกๆ ขายกล้ายางพาราด้อยคุณภาพในราคาที่ถูก ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “ยางธุดงค์” พวกนี้จะเคลื่อนย้ายไปอยู่แห่งละไม่กี่วันครับ เพราะกลัวเจ้าหน้าที่ของรัฐไปตรวจสอบ

ตอนนี้ราคายางพาราตกต่ำ ไม่ดึงดูดความสนใจเกษตรกรเท่าไรนัก พวกนี้เปลี่ยนรูปแบบใหม่ คือเห็นเกษตรกรมีความตื่นตัวและสนใจที่จะปลูกปาล์มน้ำมันเพิ่มมากขึ้น พวกนี้ก็ฉวยโอกาสนำกล้าปาล์มด้อยคุณภาพออกไปหลอกขายให้เกษตรกร โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

พฤติกรรมพวกนี้ทำเป็นขบวนการครับ คือใช้รถยนต์บรรทุกต้นกล้าปาล์ม แบ่งสายตระเวนเร่ขายไปตามหมู่บ้านต่างๆ ขายในราคาแพงด้วย ขายต้นละ 120-400 บาท บางกลุ่มไปโรงเรือนเนิร์สเซอรี่กล้าปาล์มน้ำมันเคลื่อนที่ แบบเดียวกันกับ “ยางธุดงค์” นั่นแหละ ทั้งที่ยังไม่ได้รับการจดทะเบียนแปลงเพาะกล้าปาล์มน้ำมันกับกรมวิชาการเกษตรแต่อย่างใด และไม่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของพันธุ์ปาล์มน้ำมันเหล่านี้ด้วย

กล้าพันธุ์ปาล์มน้ำมันพิสูจน์ยากครับ บางครั้งพวกนี้เอาเมล็ดใต้ต้นไปเพาะขาย เกษตรกรซื้อขึ้นมา และกว่าจะรู้ได้ว่าเป็นพันธุ์ด้อยคุณภาพต้องเวลาอย่างน้อย 3-4 ปี เจอปาล์มที่ด้อยคุณภาพให้ผลผลิตน้อยไม่ว่าครับ ที่ร้ายไปกว่านั้น ปลูกแล้วเป็นปาล์มผู้ เหมือนกับปาล์มน้ำมันที่นักการเมืองอวดรู้ที่ไปเอาเมล็ดจากมาเลเซียเพาะให้เกษตรกรปลูกในภาคใต้เมื่อ 20 ปี สุดท้ายกลายเป็นปาล์มผู้ ที่นำมาปลูกแถวใต้ทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ นั่นแหละ เกษตรกรต้องเสียเวลาขุดทิ้ง และต้องปลูกใหม่ ต้องใช้เวลาถึง 3 ปี

เรื่องนี้กรมวิชาการเกษตรได้ออกมาเตือนแล้วครับ ล่าสุด ท่านจิรากร โกศัยเสวี อธิบดีกรมวิชาการเกษตรออกเตือนว่า เกษตรกรอย่าหลงเชื่อพ่อค้าที่เร่ขายต้นกล้าปาล์ม เพราะอาจได้รับต้นพันธุ์ปาล์มน้ำมันที่ด้อยคุณภาพและไม่มีที่มาของแหล่งพันธุ์ ซึ่งมีความเสี่ยงสูง เมื่อนำไปปลูกจะได้ผลผลิตต่ำ หรืออาจไม่ได้ผลผลิตเลย ทำให้ไม่คุ้มค่าการลงทุนและยังเสียเวลาอีกด้วย

               ฉะนั้นต้องระวัง หากเกษตรกรสนใจปลูกปาล์มน้ำมันควรรวมกลุ่มกันและแจ้งหน่วยงานในสังกัดกรมวิชาการเกษตรใกล้บ้านท่านครับ !

——————–

(กล้าปาล์มหาบเร่ระบาด : คอลัมน์ รู้มาเล่าไป : โดย … ดลมนัส  กาเจ)

 

เกษตรกรอิสระผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน สิงหาคม 31, 2012

http://www.dailynews.co.th/agriculture/152248

วันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม 2555 เวลา 00:00 น.

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ทำความร่วมมือกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี ดำเนินโครงการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มเพื่อพลังงานชีวภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินงาน 3 ปี ระหว่างเดือนธันวาคม 2551 ถึง มิถุนายน 2555 เพื่อขับเคลื่อนนโยบายการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนในประเทศไทยตามมาตรฐาน ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักเกณฑ์ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และการสนับสนุนโรงงานและกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่เพื่อให้ดำเนินการได้สอดคล้องกับมาตรฐาน ความสามารถในการเพิ่มผลผลิต การพัฒนาคุณภาพ จนถึงการพัฒนาระบบความยั่งยืน และจัดทำคู่มือแนวทางปฏิบัติตามมาตรฐาน สำหรับเกษตรกรรายย่อย รวมทั้งแผ่นความรู้ด้านการใช้ศัตรูพืชแบบผสมผสาน การอนุรักษ์ดิน น้ำ และทรัพยากร ตลอดจนสิ่งที่มีคุณค่าต่อการอนุรักษ์ให้แก่เกษตรกรและจากการเข้าไปส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรเพื่อเข้าสู่มาตรฐาน โดยสนับสนุนช่วยเหลือให้เกษตรกรสมัครเป็นสมาชิก และรับการตรวจรับรอง ทำให้ขณะนี้มีกลุ่มเกษตรกรรายย่อยที่เข้าร่วมโครงการฯ ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกแล้วทั้งสิ้น จำนวน 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน (ยูนิวานิช-ปลายพระยา), กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน (เหนือคลอง-เขาพนม) กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน (สุขสมบูรณ์) และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน (สุราษฎร์ธานี) โดยทั้ง 4 กลุ่มนี้มีการดำเนินการตามข้อกำหนดและตัวชี้วัดตามมาตรฐาน และได้รับการตรวจรับรองจากองค์กรรับรองภายนอก ในเดือนเมษายน โดยกลุ่มเกษตรกรทั้ง 4 กลุ่มของไทย เป็นกลุ่มเกษตรกรอิสระผู้ปลูกปาล์มน้ำมันรายแรกของโลกที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน ที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยได้รับการรับรองจะช่วยนำไปสู่การผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน.