ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ธปท.เตรียมข้อมูลแน่นปึ้ก พร้อมรายงาน รมว.คลังคนใหม่ สิงหาคม 16, 2011

15 สิงหาคม 2554, 18:20 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/194220.

Pic_194220

ธปท.อยู่ระหว่างเตรียมข้อมูลเศรษฐกิจโลก-เศรษฐกิจไทย ทุนสำรอง และฐานะกองทุนเพื่อการฟื้นฟู พร้อมรายงานสถานะล่าสุด ให้รมว.คลังใหม่ รับทราบทันทีที่นัดหารือ

เมื่อวันที่ 15 ส.ค. นางทองอุไร ลิ้มปิติ ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย สายจัดการกองทุน ในฐานะผู้จัดการกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน กล่าวว่า ในขณะนี้ ทุกฝ่ายของธปท.อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลภาวะเศรษฐกิจโลก ภาวะเศรษฐกิจไทย และการดำเนินนโยบายการเงิน นโยบายสถาบันการเงิน การบริหารจัดการทุนสำรองทางการระหว่างประเทศ การดูแลอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท และการดำเนินการอื่นๆ ของธปท.ที่ผ่านมาเพื่อให้พร้อมที่จะนำเสนอรายงานให้กับรมว.คลังคนใหม่รับ ทราบ

“เรื่องนี้ถือเป็นปกติที่ เมื่อมีการเปลี่ยน รมว.คลังใหม่ ทุกครั้ง ทั้งสายนโยบายการเงิน นโยบายสถาบันการเงิน สายตลาดการเงิน สายระบบการชำระเงิน และแม้แต่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ จะเตรียมพร้อมในการรวบรวมข้อมูล และแนวทางในการดำเนินการทั้งในขณะนี้ และในช่วงต่อไป รายงานให้รมว.คลังคนใหม่รับทราบ แต่จะหารือกันเมื่อไรนั้น คงขึ้นกับ รมว.คลังคนใหม่นัดหมาย แต่เชื่อว่าไม่ว่าจะนัดเมื่อไร ธปท.ก็พร้อมที่จะรายงานอยู่แล้ว เพราะทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนรมว.คลัง ธปท.จะเตรียมการเรื่องเหล่านี้ไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว”

นางทองอุไร กล่าวต่อว่า ในส่วนของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ นั้น ในขณะนี้ เมื่อรัฐบาลก่อน ตัดสินให้มีการดำเนินการโอนสินทรัพย์ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ไปให้กระทรวงการคลังบริหารจัดการต่อ ซึ่งถือเป็นการโอนทรัพย์ใช้หนี้ และมีการร่างกฎหมายเพื่อโอนสินทรัพย์ เรื่องดังกล่าวก็จะรายงานให้ รมว.คลัง คนใหม่รับทราบว่าจะดำเนินการไปในแนวทางดังกล่าวต่อหรือไม่ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ธปท.หารือกับกระทรวงการคลังใกล้ชิดมาโดยตลอด

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 15 สิงหาคม 2554, 18:20 น.
 

แบงก์ชาติเตือน ปูควรประหยัด เศรษฐกิจผันผวน สิงหาคม 15, 2011

15 สิงหาคม 2554, 16:33 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/194191.

Pic_194191

แบงก์ชาติ เผย ทุนสำรองประเทศมีไม่มากพอตั้ง กองทุนเพื่อความมั่งคงแห่งชาติ ชี้ เศรษฐกิจโลกยังวิกฤต ควรมีไว้รองรับความผันผวนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต…

เมื่อวันที่ 15 ส.ค. ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงกรณีที่ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน มีแนวคิดที่จะนำส่วนหนึ่งของทุนสำรองทางการระหว่างประเทศ ไปลงทุนในบ่อน้ำมัน หรือซื้อน้ำมันสำรองว่า หลังจากที่ได้หารือกันในภายใน ธปท.แล้ว พบว่า แนวคิดการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund:SWF) ของธปท.ยังไม่สามารถตกลงกันได้ และในช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีโอกาสกลับเข้าสู่วิกฤตอีกครั้งเช่นในขณะนี้ เงินสำรองระหว่างประเทศ ก็ควรจะชัดเจนว่า ในหลักแล้วจะใช้เพื่อรองรับความผันผวน และสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปที่จะเกิดขึ้นจากต่างประเทศ ซึ่งจะกระทบต่อการไหลเข้าออกของเงินทุน และค่าเงินบาทของไทยมากกว่า

“ในส่วนของรัฐบาลจะมีนโยบายอะไรก็ทำไป แต่ในภาวะเช่นนี้ทุนสำรองอาจจะต้องใช้ดูแลเรื่องระหว่างประเทศ ซึ่งไม่แน่ใจว่า รัฐบาลนี้ใช้วิธีบริหารจัดการแบบรวมทั้งหมดหรือเปล่า แต่ประเพณีที่ผ่านมาไม่ไช่อย่างนั้น เพราะไม่อยากให้ให้ปัญหาหรือนโยบายที่ใช้ในประเทศ ไปกระทบฐานะต่างประเทศของไทย และการลงทุนในน้ำมันเป็นเรื่องเสี่ยง โดยเฉพาะบ่อน้ำมัน อาจจะไม่ควรทำ เพราะการนำทุนสำรองไปลงทุนอะไร จะต้องเน้นที่ความมั่นคงมากเป็นหลัก และจะต้องมีสภาพคล่องสูงในการแปลเป็นเงินสด”

ประธานคณะกรรมการธปท. กล่าวต่อว่า จากการประเมินล่าสุดของ ธปท. พบว่า ถึงแม้ว่าเราจะมีทุนสำรองทางการในระดับสูง แต่ในภาวะแบบนี้มีภาระที่ต้องกันสำรองไว้ในหลายเรื่อง เช่น การกันสำรองไว้เผื่อมีการไหลเข้า และไหลออกของเงินทุนอย่างรวดเร็ว สำรองไว้ในกรณีการค้าการส่งออกนำเข้าที่เปลี่ยนไปตามภาวะเศรษฐกิจโลก การสำรองไว้สำหรับการเรียกคืนหนี้ระยะสั้นจากต่างประเทศ และการสำรองไว้เพื่อดูแลอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทให้ผันผวนน้อยที่สุด หรืออยู่ในระดับที่นิ่ง ซึ่งเมื่อหักสำรองเหล่านี้ออกไปแล้ว มีเงินเหลือไม่เพียงพอที่จะนำมาตั้งเป็นกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ได้ในขณะนี้

“เรื่องเหล่านี้หากกระทรวงการคลัง มีแนวคิดอย่างไรคงมาหารือกัน เพราะการทำอะไรกับทุนสำรองทางการจะต้องแก้ไขกฎหมาย ต้องลองมาพิจารณากันว่า คลังจะมีข้อเสนออย่างไร หรือมีเงื่อนไขอย่างไรที่จะดำเนินการ แต่ถ้าหากจะพูดว่า ธปท.ควรลงทุนให้มากขึ้นเพื่อหาเงินไปใช้หนี้สินกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและ พัฒนาระบบสถาบันการเงินนั้น ทุกวันนี้ ธปท.ก็นำทุนสำรองไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มากประเภทขึ้น เพื่อหาผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นอยู่แล้ว และที่ผ่านมาก็ไปลงทุนทองคำมากขึ้น ในช่วงที่ราคายังต่ำ แต่การจะซื้อทองต่อไปหรือไม่ คงจะต้องพิจารณาด้วยว่า ทองหากำไรได้ยาก จะรอแต่ราคาขึ้นอย่างเดียวคงไม่ได้ อย่างไรก็ดี ในภาพที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ และมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีก ธปท.ต้องดูแลค่าเงิน จะหวังกำไรอะไรจากธปท.คงไม่ได้”

ส่วนแนวคิดของนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง ซึ่งจะมาหารือกับ ธปท.เรื่องการขยายกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อนั้น ม.ร.ว.จัตุมงคล กล่าวว่า การที่ธปท.ใช้การดำเนินนโยบายการเงินตามกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อนั้น เป็นเพราะการที่เงินเฟ้อต่ำ จะดีต่อทุกฝ่ายในเศรษฐกิจ ดีต่อการจ้างงานเพิ่มขึ้น เอื้อต่อการลงทุน ทำให้เศรษฐกิจภาพรวมนิ่งและโตได้ต่อเนื่อง แต่ถ้าเงินเฟ้อสูง ถึงลูกจ้างมีรายได้เพิ่ม และซื้อของเท่าเดิม เงินเท่าเดิมก็จะซื้อของไม่ได้เท่าเดิม และถ้าเงินเฟ้อสูงมากลูกจ้างนั่นแหละจะตายก่อน ขณะที่กระทบต่อเนื่องทั้งการจ้างงาน และการลงทุนใหม่ของธุรกิจ

“กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อนั้น ตามปกติแล้วจะเป็นการหารือกันระหว่างกระทรวงการคลัง และธปท.โดยเสนอให้ครม.อนุมัติในช่วงเดือน ธ.ค.ของทุกปี ซึ่งก็เข้าใจตรงกันว่า เงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำเป็นเรื่องที่ดี ทุกคนพอใจและช่วยให้เกิดการใช้จ่ายและลงทุนเพิ่ม ซึ่งดีต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ ดังนั้น กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่มีอยู่นี้จึงไม่ใช่ของธปท.อย่างเดียว แต่เป็นการได้รับการเห็นชอบจากครม. และเท่าที่ประเมินในขณะนี้ ยังไม่เห็นระบบการดำเนินนโยบายการเงินเหมาะสมเท่าการดำเนินนโยบายการเงินโดย ยึดกรอบเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน” ประธานคณะกรรมการธปท.กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 15 สิงหาคม 2554, 16:33 น.
 

ยอดบัตรเครดิต เดือนมิ.ย.พุ่งขึ้นกว่า 1.3 หมื่นล้าน สิงหาคม 13, 2011

12 สิงหาคม 2554, 17:35 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/193543.

Pic_193543

เศรษฐกิจดีประชาชน ยังใช้จ่ายต่อเนื่อง ดันยอดบัตรรูดปรื๊ด ล่าสุดเดือนมิถุนายน ยังพุ่งขึ้นต่อเนื่องกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท ส่วนสินเชื่อธุรกิจ สินเชื่อส่วนบุคคลจำนวนบัญชี ลดลงกว่า 2.4 แสนบัญชี

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานปริมาณการให้บริการบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล ล่าสุด ณ เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ว่ามีทั้งสิ้น 14,665,169 บัตร เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1,126,809 บัตร หรือเพิ่มขึ้น 8.32% โดยเป็นบัตรของธนาคารพาณิชย์ไทย 5,947,115 บัตร เพิ่มขึ้น 530,328 บัตร สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ 1,397,954 บัตร เพิ่มขึ้น 31,092 บัตร และบริษัทประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่มิใช่สถาบันการเงิน 7,320,100 บัตร เพิ่มขึ้น 565,389 บัตร ส่งผลให้ปริมาณการใช้จ่ายรวมมีทั้งสิ้น 92,925 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13,382 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 16.82% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นทุกประเภท โดยมีปริมาณการใช้จ่ายผ่านธนาคารพาณิชย์ไทย 54,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11,443 ล้านบาท สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ 11,714 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 667 ล้านบาท และนอนแบงก์ 26,611 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,272 ล้านบาท ซึ่งยังสะท้อนได้ดีว่าประชาชนมั่นใจในการใช้จ่ายมากมาขึ้น และต่อเนื่องตามการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ดี

ทั้งนี้ หากแบ่งเป็นการใช้จ่ายในประเทศมีทั้งสิ้น 72,486.00 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12,263 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.36% และการใช้จ่ายในต่างประเทศ 4,481 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 945 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 26.72% สำหรับยอดการเบิกเงินสดล่วงหน้า (โอ/ดี) มีทั้งสิ้น 15,958 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 174 ล้านบาท หรือ 1.10% เป็นยอดการเบิกเงินสดล่วงหน้าของธนาคารพาณิชย์ไทย 11,605 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 605 ล้านบาท ขณะที่สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศในไทยมี 914 ล้านบาท มียอดลดลง 4 ล้านบาท และนอนแบงก์ 3,439 ล้านบาท ลดลง 427 ล้านบาท ขณะที่ยอดสินเชื่อคงค้างมีทั้งสิ้น 202,129 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.043 ล้านบาท หรือ 8.04% แบ่งเป็นของธนาคารพาณิชย์ไทย 80,783 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11,365 ล้านบาท สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ 35,908 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,519 ล้านบาท และนันแบงก์ 85,438 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,159 ล้านบาท โดยทั้งระบบมียอดค้างชำระเกิน 3 เดือนขึ้นไป มีทั้งสิ้น 4,789 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 204 ล้านบาท หรือ 4.45% แบ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ไทย 2,135 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 44 ล้านบาท นันแบงก์มี 2,059 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 326 ล้านบาท ขณะที่สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศมี 595 ล้านบาท ลดลง 166 ล้านบาท

นอกจากนี้ธปท.ยังรายงาน สินเชื่อส่วนบุคคลในระบบธนาคารพาณิชย์ว่า ส่วนใหญ่ลดลงทั้งบัญชี และยอดสินเชื่อคงค้าง โดยจำนวนบัญชีรวมมีทั้งสิ้น 8,563,198 บัญชี ลดลง 246,758 บัญชี หรือลดลง 2.80% โดยธนาคารพาณิชย์ไทยมี 1,415,512 บัญชี ลดลง 328,566 บัญชี สาขาธนาคารต่างประเทศ 517,835 บัญชี ลดลง 125,087 บัญชี แต่ที่นันแบงก์มี 6,629,851 บัญชี เพิ่มขึ้น 206,895 บัญชีโดยทั้งระบบมียอดคงค้างทั้งสิ้น 196,841 ล้านบาท ลดลง 25,063 ล้านบาท หรือ ลดลง 11.29% ธนาคารพาณิชย์ไทยมี 75,524 ล้านบาท ลดลง 31,568 ล้านบาท สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ 18,426 ล้านบาท ลดลง 52 ล้านบาท แต่นันแบงก์มี 102,892 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6,558 ล้านบาท และทั้งระบบมียอดสินเชื่อผิดนักชำระหนี้เกิน 3 เดือนรวม 5,196 ล้านบาท ลดลง 1,103 ล้านบาท หรือลดลง 17.51% โดยธนาคารพาณิชย์ไทยมียอดคงค้าง 2,232 ล้านบาท ลดลง 795 ล้านบาท สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศมี 414 ล้านบาท ลดลง 107 ล้านบาท และนันแบงก์ 2,550 ล้านบาท ลดลง 1,103 ล้านบาท เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปี ก่อน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 12 สิงหาคม 2554, 17:35 น.
 

ธปท.ระบุยังไม่เห็นเงินทุนทะลัก เข้าไทยอย่างผิดปกติ

12 สิงหาคม 2554, 14:15 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/193478.

Pic_193478

ธปท.ระบุยังไม่เห็น เงินทุนทะลักเข้าไทยอย่างผิดปกติ จากปัญหาสหรัฐฯและเฟดประกาศชัดคงดอกเบี้ย 0.25% อย่างน้อย 2 ปี เชื่อนักลงทุนอยู่ระหว่างปรับตัว รอดูสถานการณ์สหรัฐว่าเศรษฐกิจจะถดถอยหรือไม่ ชี้ขณะนี้เงินบาทสมดุลมากขึ้น

นายสิงห์ชัย บุณยโยธิน ผู้อำนวยการ สำนักตลาดเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวคาดการณ์ถึง ผลกระทบต่อตลาดการเงินไทย หลังกจากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประกาศจะใช้มาตรการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 0.00-0.25% ไปอย่างน้อย 2 ปี ว่า ขณะนี้ธปท.ยังไม่สามารถประเมินผลกระทบที่ชัดเจนต่อตลาดเงินของไทย ทั้งด้านเงินทุนไหลเข้า และผลกระทบต่อค่าเงินบาทได้ เนื่องจากสถานการณ์ของเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ยังไม่ชัดเจน แต่อย่างไรก็ตามขณะนี้ ธปท.ยังไม่จำเป็นที่ต้องมีมาตรการอะไรออกมาเพิ่มเติม เพื่อมาดูแลเงินทุนไหลเข้า เนื่องจากขณะนี้ยังไม่เห็นเงินทุนไหลเข้ามาทั้งในตลาดหุ้น และตลาดพันธบัตรมากจนผิดปกติ จากปัญหาดังกล่าวสำหรับมาตรการรับมือเงินทุนไหลเข้า ธปท.ได้เตรียมความพร้อมมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เกิดวิกฤติการเงินใน ยุโปรแล้ว และจากมาตรการเชิงปริมาณรอบ 1 และ 2 (QE) ที่ส่งผลให้มีเงินไหลเข้ามาในเอเชีย รวมทั้งไทยปริมาณมาก ขณะที่ผลจากการปรับลดเครดิตของสหรัฐฯลง ล่าสุด ก็ไม่ได้เหนือความคาดการณ์ของเรา เนื่องจากบริษัทจัดอันดับเครดิตได้ประกาศไว้แล้ว หากสหรัฐฯไม่สามารถแก้ไขปัญหาปัญหาเศรษฐกิจได้ ก็จะทำการปรับลดเครดิตลง

“ตอนนี้ยังไม่สามารถประเมินผลที่จะเกิดขึ้นได้ชัดเจน เนื่องจากฝุ่นยังไม่หายตลบ แต่หากดูปริมาณการลงทุนในตลาดหุ้นและพันธบัตรในขณะนี้แล้ว เห็นว่าเงินทุนไหลเข้ายังปกติ ยังไม่เห็นน้ำเหนือไหลบ่าเข้ามาอย่างผิดปกติ เงินบาทมีความสมดุลมากขึ้น เนื่องจากมีทั้งแรงซื้อขาย ซึ่งสถานการณ์นี้ คือ ตลาดอยู่ระหว่างการปรับตัว เพื่อรอดูการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และยุโปร รวมทั้งเอเชีย โดยเฉพาะจีน ที่ตอนนี้ค่าเงินหยวนของจีนแข็งค่าขึ้นเป็นประวัติการณ์ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นประมาณ 6.39-3.4% ซึ่งไม่รู้ว่าต่อไปเขาจะปรับค่าเงินอย่างไร”นายสิงห์ชัย กล่าว

นายสิงห์ชัย  กล่าวต่อว่า สิ่งที่ธปท.จับตามมองในขณะนี้คือ คนมองว่า ค่าเงินสหรัฐฯน่าจะอ่อนค่าคง จากปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่ทำไมขณะนี้คนยังมีความต้องการเงินเหรียญสหรัฐฯอยู่ ซึ่งมันสะท้อนได้ว่าอาจจะมีอะไรที่เรายังไม่รู้อยู่หรือไม่ หรือเงินบาทที่แข็งค่าในขณะนี้จะเป็นการแข็งค่าในช่วงระยะเวลาสั้นเท่านั้น

“แม้ค่าเงินจะไม่เหมือนปีก่อน เพราะจะมีการโยกย้ายมาลงทุนในเอเชียมากขึ้น ซึ่งในระยะสั้นเชื่อว่า คนยังจำเป็นต้องถือครองสินทรัพย์เงินดอลลาร์สหรัฐฯอยู่ เนื่องจากยังปรับตัวไม่ทัน แต่ในระยะยาวสัดส่วนการลงทุนจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ต้องติดตามดูต่อไป”นายสิงห์ชัย กล่าว

นอกจากนี้มองว่า ทิศทางของค่างเงินบาทในปีนี้แตกต่างจากปีก่อน ที่ค่าเงินบาทจะเป็นเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียว ขณะที่ปีนี้ ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวได้ทั้ง 2 ทาง คือ มีทั้งแข็งค่าขึ้น และอ่อนค่าขึ้นในช่วงวันเดียวกัน ทั้งจากปัจจัยมีเงินทุนไหลเข้า ขณะเดียวกันนักลงทุนไทยไปลงทุนในต่างประเทศ ทำให้ยังมีความต้องการดอลลาร์เช่นกัน นอกจากนี้เรายังมีการนำเข้าสูง เพราะเศรษฐกิจบ้านเรายังขยายตัวได้ดี อย่างไรก็ตามในระยะข้างหน้าตลาดยังต้องติดตามว่า สหรัฐฯจะสามารถประคับประครองเศรษฐกิจเขาได้หรือไม่ โดยตลาดเงินไม่ได้มองว่าเพียง สหรัฐฯจะแก้ไขหนี้ได้หรือไม่ แต่จะจับตาดูว่า สหรัฐฯ คงอัตราดอกเบี้ยแล้วอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ(จีดีพี)จะเป็นอย่างไร เศรษฐกิจสหรัฐฯจะเข้าสู่ภาวะถดถอยหรือไม่มากกว่า

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 12 สิงหาคม 2554, 14:15 น.
 

ธปท.มองการเมือง-เงินทุนไหลเข้าปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจ54 สิงหาคม 12, 2011

18 พฤศจิกายน 2553, 20:31 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/128025.

Pic_128025

แบงก์ชาติ มองการเมือง-เงินทุนไหลเข้า ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจปีหน้า เตรียมออกแผนพัฒนาตลาดเงิน วางแผนใช้เงินไหลออก และสกัดเงินร้อนไหลเข้า ยันยังไม่ออกมาตรการคุมเงินไหลเข้าตอนนี้ เพราะบาทเริ่มอ่อนค่า ระบุ คุมอสังหาฯจำเป็น แต่เป็นมาตรการเตือนแค่ให้ปรับตัว…

เมื่อวันที่ 18 พ.ย. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนา ซีอีโอ 2011 :Chief Economic Outlook 2011 ว่า ในปีนี้รวมผบกระทบที่จะเกิดขึ้นจากอุทกภัยแล้ว เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ประมาณ 7-7%กว่า และคาดว่าในปีหน้าจะขยายตัวในระดับ 3-5% โดยปัจจัยเสี่ยงในการขยายตัวของเศรษฐกิจปีหน้าในสายตา ธปท.ยังมีชัดเจนใน 2 เรื่อง เรื่องแรกคือ ความเสี่ยงทางการเมือง เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาการเมืองภายในทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวไม่เต็มศักยภาพ เนื่องจากมีผลกระทบถึงทุกภาคธุรกิจ และทำให้นโยบายในการพัฒนาประเทศไม่ชัดเจน ส่วนเรื่องที่ 2 คือ ปัจจัยต่างประเทศที่จะเข้ามากระทบ ซึ่งจะต่อเนื่องจากปีนี้ เนื่องจากมองว่า มาตรการผ่อนคลายด้านปริมาณเงินหรือ QE นั้น จะมีเงินออกมาต่อเนื่อง และเมื่อหมดระยะที่ 2 แล้ว อาจจะยังมีการอัดฉีดเงินเพิ่มเข้ามาอีกในระยะต่อไป โดยในส่วนการดำเนินนโยบายมหาภาคและนโยบายการเงินของธปท.นั้น นอกจากการประสานการใช้มาตรการกำกับดูแลสถาบันการเงินมาช่วยดูแลเสถียรภาพของ เศรษฐกิจ หรือ Macro Prudential เพื่อช่วยเพิ่มส่วนที่นโยบายอัตราดอกเบี้ยอย่างเดียวอาจจะทำไม่ได้แล้ว ในปีหน้าจะมีการเพิ่มเครื่องมีในการดูแลเงินทุน โดยทำเป็นแผนพัฒนาตลาดการเงินขึ้นมา เพื่อวางกรอบในการสร้างเครื่องมือเพิ่มขึ้นในการผลักดันเงินทุนให้ไหลออก เพิ่มขึ้นจากในปัจจุบัน และการสร้างมาตรการหรือเครื่องมือเพื่อรับมือกับเงินทุนไหลเข้าที่จะเข้ามา ต่อเนื่อง และมีความผันผวนมากขึ้น ซึ่งจะทำควบคู่ไปกับการสร้างตลาดเงินของไทยให้มีความกว้างและลึกขึ้น เพื่อรองรับปริมาณเงินทุนที่ไหลจะไหลเข้ามากขึ้น ซึ่งเงินที่ไหลเข้ามามากเกินไปก็เหมือนน้ำท่วม หากมีการสร้างที่พักน้ำหาที่ให้น้ำไปอยู่ได้ มากขึ้น การบริหารจัดการน้ำก็ทำได้ดีขึ้น

“ในส่วนของมาตรการการควบคุมเงิน ไหลเข้า ในขณะนี้มีการศึกษาไว้หลายมาตรการ แต่การนำมาใช้เมื่อไร ต้องพิจารณาเงื่อนไขความเหมาะสม และเงื่อนไจการเปลี่ยนแปลงในตลาดการเงินต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้ 3-4 วันที่ผ่านมาดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวลดลงและการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท อ่อนค่า จากความกังวลในปัญหาหนี้สินยุโรปของประเทศไอร์แลนด์และห่วงว่าอาจจะลามไปยัง กรีซและโปรตุเกสได้ รวมทั้งความกังวลในเศรษฐกิจจีน ทำให้นักลงทุนมีความระมัดระวังในการออกไปลงทุนนอกประเทศมากขึ้นเพราะนัก ลงทุนย้ายจากการถือเงินสกุลอื่นไปถือดอลลาร์มากขึ้น ซึ่งธปท.กำลังเฝ้าระวังเรื่องนี้อยู่ เพราะอาจจะเป็นเหตุการณ์ระยะสั้นก็ได้” นายประสาร กล่าว

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวต่อว่า การดูแลความสมดุลของเสถียรภาพและการขยายตัวของเศรษฐกิจ ในปีหน้า ธปท.จะจับตาดูใน 7 เรื่องหลัก คือ 1.เสถียรภาพด้านต่างประเทศ 2.การให้สินเชื่อ และฐานการเงินของธนาคารพาณิชย์ 3.หนี้สินของภาคครัวเรือน 4.ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 5.ภาวะราคาในตลาดหลักทรัพย์ 6.ฐานะการเงินของภาคธุรกิจโดยรวม และ7.ฐานะการคลังและหนี้สาธารณะของประเทศ ทั้งนี้ หากมีด้านใดด้านหนึ่งเริ่มเสียสมดุล ธปท.จะใช้วีส่งสัญญาณให้ผู้ประกอบการปรับตัว เพราะหลายครั้งหลายปล่อยให้เกิดปัญหาจะช้าไปที่จะแก้ไข

“ที่ผ่านมา ธปท.ออกมาตรการกำหนดวงเงินสินเชื่อสูงสุดต่อหลักทรัพย์ค้ำประกัน (LTV) ไม่ใช่เพราะภาคอสังหาริมทรัพย์เกิด ฟองสบู่ แต่ที่ผ่านมาเกณฑ์การคิดน้ำหนักความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อ อสังหาริมทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ต่ำไป เพราะอยู่ในช่วงวิกฤตต้องการกระตุ้นยอดขาย แต่เมื่อมีความเสี่ยงที่เงินนอกจะทะลักเข้ามาในธุรกิจนี้ และดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ หากยังคิดความเสี่ยงเดิมอาจะมีผลกระทบจนธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อจนเกิน เลยความพอดี มีผลต่อหนี้เสียของธนาคารพาณิชย์ และภาพรวมของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้ แต่มาตรการที่ออกมา ได้พิจารณาแล้วว่าเป็นมาตรการเตือนเท่านั้น และมีเวลาให้ผู้ประกอบการปรับตัวได้” นายประสาร กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 18 พฤศจิกายน 2553, 20:31 น.
 

รองนายก-ขุนคลังพร้อมตั้งรับวิกฤติหนี้สหรัฐฯ-ยุโรป สิงหาคม 11, 2011

11 สิงหาคม 2554, 21:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/193344.

Pic_193344

กิตติรัตน์ – ธีระชัย ยืนยันพร้อมตั้งรับวิกฤติหนี้สหรัฐ-ยุโรป เชื่อนักลงทุนไม่ตื่น หลังส่วนใหญ่เริ่มปรับตัวได้…

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐฯและยุโรป  ว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯมีขนาดใหญ่มาก เมื่อรวมยุโรปเข้าไปด้วย ถือว่าเป็นขนาดใหญ่ถึง 1 ใน 3 ของโลก ดังนั้นความหวั่นไหวที่เกิดขึ้นในซีกโลกนั้น ก็ต้องกระทบกับส่วนอื่นของโลกแน่นอน

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ทางเอเชียก็ได้รับผลกระทบบ้าง แต่ในระดับที่เบาบางกว่า การตั้งรับของหน่วยงานที่ดูแลประเทศอยู่ในขณะนี้ ก็สามารถทำได้อย่างนี้ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือกระทรวงการคลังในระดับข้าราชการก็ปฏิบัติได้ดี ก็อย่าตกใจ

“มีคนถามว่า ในฐานะอดีตผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีความเห็นอย่างไร ซึ่งคงพูดอะไรมากไม่ได้ แต่ขอตั้งข้อสังเกตว่า วิกฤตต่างๆที่เกิดขึ้น ที่ทำให้หุ้นตกมากๆ จะเห็นว่าในระยะหลังๆ ปริมาณการตกของหุ้น แบบตกใจมันน้อยลง เป็นเพราะว่าผู้ลงทุนได้รับบทเรียนต่างๆ ว่าการตกใจหลายครั้งก็เป็นการตกใจที่เกินกว่าเหตุ และราคาหุ้นก็ปรับตัวขึ้นมากได้ดีทุกครั้ง ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ผมคิดว่านักลงทุนคงมีความเข้าใจและไม่ตกใจเยอะ ส่วนที่มีผลกระทบในขณะนี้ เป็นเรื่องของอารมณ์มากกว่า เรื่องกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นของจริงมันไม่ได้มีผลกระทบขนาดนั้น เชื่อว่า ช่วงนี้เป็นแค่ระยะสั้นๆ”

ทั้งนี้ วิกฤตของสหรัฐฯ และยุโรป จะมีผลกระทบต่อการส่งออกของไทยหรือไม่ นายกิตติรัตน์ ตอบว่า หลายปีที่ผ่านมาสังเกตว่า ประเทศตะวันตกซื้อสินค้าจากประเทศไทยน้อยลง ซึ่งเป็นการขายกันเองในอาเซียนและเอเชียมากขึ้น เพราะฉะนั้นจะไม่กระทบรุนแรงเหมือนเมื่อหลายสิบปีก่อน จะเห็นว่าอย่างไรก็ตาม เอเชีย และประเทศไทย เป็นแหล่งผลิตสินค้าราคาไม่สูง

ดังนั้น เมื่อเกิดผลกระทบอะไรก็แล้วแต่ กำลังซื้อที่มีอยู่ ก็ต้องการสินค้าราคาไม่สูงจากซีกโลกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็ไม่กังวลมากนัก

ด้าน นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง กล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจจากสหรัฐอเมริกา และภาวะหนี้สินที่ลุกลามในสหภาพยุโรปนั้น จากนี้คงต้องเข้าไปหารือร่วมกับนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อรับฟังความคิดเห็นถึงกรณีดังกล่าวว่ามีปัจจัยอะไรเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่

รวมถึงแนวทางที่จะมองไปข้างหน้าเพื่อหาแนวทางการรับมือกับสถานการณ์ และในวันที่ 15 ส.ค.นี้ จะเดินทางเข้าไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อหารือกับข้าราชการเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงสูง ซึ่งจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นทั้งนี้ในส่วนของนโยบายด้านเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย นั้น เบื้องต้นก็เห็นด้วยกับการดำเนินนโยบายทั้งหมด แต่ก็ต้องพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการคลับเคลื่อนนโยบายประกอบ โดยเฉพาะเรื่องทางการเงินการคลัง และจำเป็นต้องหารือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องของกระทรวงการคลังก่อน เพื่อรับฟังความเห็นก่อน อย่างไรก็ตามในการดำเนินนโยบายทั้งหมดต้องคำนึงถึงความยั่งยืนให้มีความเหมาะสมด้วย

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 11 สิงหาคม 2554, 21:00 น.
 

ธปท.เผยแบงก์งัดกลยุทธ์ดึง ดอกเบี้ยตั๋วบีอีสูงลิ่ว หวังรักษาฐานลูกค้า

11 สิงหาคม 2554, 18:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/193317.

Pic_193317

ธปท.เผย แบงก์งัดกลยุทธ์ดึงดอกเบี้ยตั๋วบีอีสูงลิ่ว หวังรักษาฐานลูกค้า หวั่นคนโยกเงินฝากหนี หลัง 11 ส.ค.นี้จะเริ่มลดการคุ้มครองเงินฝากเหลือ 50 ลบ. ชี้ธุรกิจสถาบันการเงินไทยไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกกรณีสหรัฐฯและ ยุโรปมีปัญหา เพราะเน้นปล่อยกู้และทำธุรกิจในประเทศเป็นหลัก

เมื่อวันที่ 11 ส.ค. นางสาวนวพร มหารักขกะ ผู้อำนวยการอาวุโส สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า สัดส่วนของเงินฝากรวมตั่วแลกเงิน (บี/อี) สิ้นไตรมาส 2 ปีนี้ ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น 14% จากระยะเดียวกันของปีก่อน เทียบกับที่ขยายตัว 11.6% ในไตรมาสก่อน ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝาก เพื่อแข่งขันกันระดมสภาพคล่องไว้รองรับสินเชื่อ และเป็นการรักษาฐานลูกค้าของตนไว้ หลังจากที่จะมีการลดการคุ้มครองเงินฝากเหลือ 50 ล้านบาทต่อบัญชี และปีหน้าลดเหลือเพียง 1 ล้านบาทต่อบัญชีที่จะเริ่มต้นในวันที่ 12 สิงหาคมนี้

“สัดส่วนการเร่งตัวขึ้นของ ตั๋ว บี/อี ที่เพิ่มขึ้นในไตรมาส 2 ส่วนหนึ่ง เป็นผลมาจากการลดการคุ้มครองเงินฝากลด ที่จะเริ่มในวันที่ 12 สิงหาคมนี้ ซึ่งเป็นกลยุทธ์หนึ่งในการบริหารจัดการเพื่อระดมสภาพคล่องและรักษาฐานลูกค้า ของแต่ละแบงก์ไว้” นางสาวนวพร กล่าว

ผู้อำนวยการสายนโยบายสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวต่อว่า  ขณะนี้ยังไม่เห็นการโยกย้ายเงินฝากของประชาชน จากกรณีการลดความคุ้มครองเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ลง ซึ่งจากการตรวจสอบและติดตามทุกอย่างยังเรียบร้อยดี ส่วนหนึ่งเพราะที่ผ่านมาธปท. ธนาคารพาณิชย์ และกระทรวงการคลังได้มีการออกไปทำความเข้าใจกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็ได้กำชับให้ธนาคารพาณิชย์ดูแลสภาพคล่องของธนาคารให้ดี พร้อมทั้งเตรียมแผนรองรับหากเกิดกรณีมีการโยกย้ายเงินฝากจะสร้างผลกระทบต่อ ระบบ สำหรับแนวโน้มธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ยังน่าจะยังมีกำไรที่ดีต่อเนื่อง ซึ่งก็ต้องขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจ การขยายตัวของสินเชื่อ ความเชื่อมั่นของประชาชนผู้บริโภคในระยะต่อไปด้วยว่าจะปรับตัวไปในทิศทางใด แต่โดยรวมยังอยู่ในทิศทางทีดี ส่วนปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจสหรัฐฯและยุโรปมี ปัญหาถูกลดอันดับเครดิตและมีหนี้สาธารณะสูงนั้น มองว่ากระทบระบบธนาคารพาณิชย์ของไทยน้อยมาก เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ไทยเน้นลงทุนในประเทศเป็นส่วนใหญ่

“ธุรกิจธนาคาร พาณิชย์ไทย เราไม่ได้รับผลกระทบ จากปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ มากนัก เพราะลักษณะการทำธุรกิจของธนาคารในไทยก็เป็นแบบไทยๆ ที่เน้นทำธุรกิจอยู่ในประเทศ เพราะจากข้อมูลที่เราดูล่าสุด ภาคธนาคารของไทยไปลงทุนในต่างประเทศเพียง 1% ของสินทรัพย์รวมเท่านั้น ขณะที่การปล่อยสินเชื่อในต่างประทศก็มีเพียง 2% ของสินทรัพย์รวมเท่านั้น จึงมีผลกระทบจากสถานการณ์ปัญหาในต่างประเทศค่อนข้างน้อยมาก” นางสาวนวพร กล่าว

ทั้งนี้ ในไตรมาส 2 ของปีนี้ที่ผ่านมาระบบธนาคารพาณิชย์มีกำไรสุทธิ 4.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกที่ 3.4 หมื่นล้านบาท ขณะที่มีกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาส 2 มีจำนวน 6.9 หมื่นล้านบาท จากไตรมาสแรก 5.8 หมื่นล้านบาท โดยกำไรส่วนใหญ่ 70% เป็นกำไรจากดอกเบี้ย ซึ่งอัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิต่อสินทรัพย์เฉลี่ย(NIM) เพิ่มขึ้นจาก 2.4% เป็น 2.6% ในไตรมาสที่ 2 ขณะที่สินเชื่อโดยรวมขยายตัว 15.1% จาก 13.4% แบ่งเป็นสินเชื่อธุรกิจขยายตัว 14.9% จาก 12.2% สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคขยายตัว 15.7% จาก 16.3% และสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีขยายตัว 12.2% จาก 9.6% โดยที่หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล)ในระบบต่ำเพียง 3% ลดลงจากไตรมาสที่ 3.2%

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 11 สิงหาคม 2554, 18:30 น.