ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ธปท.เตรียมข้อมูลแน่นปึ้ก พร้อมรายงาน รมว.คลังคนใหม่

15 สิงหาคม 2554, 18:20 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/194220.

Pic_194220

ธปท.อยู่ระหว่างเตรียมข้อมูลเศรษฐกิจโลก-เศรษฐกิจไทย ทุนสำรอง และฐานะกองทุนเพื่อการฟื้นฟู พร้อมรายงานสถานะล่าสุด ให้รมว.คลังใหม่ รับทราบทันทีที่นัดหารือ

เมื่อวันที่ 15 ส.ค. นางทองอุไร ลิ้มปิติ ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย สายจัดการกองทุน ในฐานะผู้จัดการกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน กล่าวว่า ในขณะนี้ ทุกฝ่ายของธปท.อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลภาวะเศรษฐกิจโลก ภาวะเศรษฐกิจไทย และการดำเนินนโยบายการเงิน นโยบายสถาบันการเงิน การบริหารจัดการทุนสำรองทางการระหว่างประเทศ การดูแลอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท และการดำเนินการอื่นๆ ของธปท.ที่ผ่านมาเพื่อให้พร้อมที่จะนำเสนอรายงานให้กับรมว.คลังคนใหม่รับ ทราบ

“เรื่องนี้ถือเป็นปกติที่ เมื่อมีการเปลี่ยน รมว.คลังใหม่ ทุกครั้ง ทั้งสายนโยบายการเงิน นโยบายสถาบันการเงิน สายตลาดการเงิน สายระบบการชำระเงิน และแม้แต่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ จะเตรียมพร้อมในการรวบรวมข้อมูล และแนวทางในการดำเนินการทั้งในขณะนี้ และในช่วงต่อไป รายงานให้รมว.คลังคนใหม่รับทราบ แต่จะหารือกันเมื่อไรนั้น คงขึ้นกับ รมว.คลังคนใหม่นัดหมาย แต่เชื่อว่าไม่ว่าจะนัดเมื่อไร ธปท.ก็พร้อมที่จะรายงานอยู่แล้ว เพราะทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนรมว.คลัง ธปท.จะเตรียมการเรื่องเหล่านี้ไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว”

นางทองอุไร กล่าวต่อว่า ในส่วนของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ นั้น ในขณะนี้ เมื่อรัฐบาลก่อน ตัดสินให้มีการดำเนินการโอนสินทรัพย์ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ไปให้กระทรวงการคลังบริหารจัดการต่อ ซึ่งถือเป็นการโอนทรัพย์ใช้หนี้ และมีการร่างกฎหมายเพื่อโอนสินทรัพย์ เรื่องดังกล่าวก็จะรายงานให้ รมว.คลัง คนใหม่รับทราบว่าจะดำเนินการไปในแนวทางดังกล่าวต่อหรือไม่ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ธปท.หารือกับกระทรวงการคลังใกล้ชิดมาโดยตลอด

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 15 สิงหาคม 2554, 18:20 น.

สิงหาคม 16, 2011 Posted by | เศรษฐกิจ, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , , | แสดงความคิดเห็น

แบงก์ชาติเตือน ปูควรประหยัด เศรษฐกิจผันผวน

15 สิงหาคม 2554, 16:33 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/194191.

Pic_194191

แบงก์ชาติ เผย ทุนสำรองประเทศมีไม่มากพอตั้ง กองทุนเพื่อความมั่งคงแห่งชาติ ชี้ เศรษฐกิจโลกยังวิกฤต ควรมีไว้รองรับความผันผวนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต…

เมื่อวันที่ 15 ส.ค. ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงกรณีที่ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน มีแนวคิดที่จะนำส่วนหนึ่งของทุนสำรองทางการระหว่างประเทศ ไปลงทุนในบ่อน้ำมัน หรือซื้อน้ำมันสำรองว่า หลังจากที่ได้หารือกันในภายใน ธปท.แล้ว พบว่า แนวคิดการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund:SWF) ของธปท.ยังไม่สามารถตกลงกันได้ และในช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีโอกาสกลับเข้าสู่วิกฤตอีกครั้งเช่นในขณะนี้ เงินสำรองระหว่างประเทศ ก็ควรจะชัดเจนว่า ในหลักแล้วจะใช้เพื่อรองรับความผันผวน และสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปที่จะเกิดขึ้นจากต่างประเทศ ซึ่งจะกระทบต่อการไหลเข้าออกของเงินทุน และค่าเงินบาทของไทยมากกว่า

“ในส่วนของรัฐบาลจะมีนโยบายอะไรก็ทำไป แต่ในภาวะเช่นนี้ทุนสำรองอาจจะต้องใช้ดูแลเรื่องระหว่างประเทศ ซึ่งไม่แน่ใจว่า รัฐบาลนี้ใช้วิธีบริหารจัดการแบบรวมทั้งหมดหรือเปล่า แต่ประเพณีที่ผ่านมาไม่ไช่อย่างนั้น เพราะไม่อยากให้ให้ปัญหาหรือนโยบายที่ใช้ในประเทศ ไปกระทบฐานะต่างประเทศของไทย และการลงทุนในน้ำมันเป็นเรื่องเสี่ยง โดยเฉพาะบ่อน้ำมัน อาจจะไม่ควรทำ เพราะการนำทุนสำรองไปลงทุนอะไร จะต้องเน้นที่ความมั่นคงมากเป็นหลัก และจะต้องมีสภาพคล่องสูงในการแปลเป็นเงินสด”

ประธานคณะกรรมการธปท. กล่าวต่อว่า จากการประเมินล่าสุดของ ธปท. พบว่า ถึงแม้ว่าเราจะมีทุนสำรองทางการในระดับสูง แต่ในภาวะแบบนี้มีภาระที่ต้องกันสำรองไว้ในหลายเรื่อง เช่น การกันสำรองไว้เผื่อมีการไหลเข้า และไหลออกของเงินทุนอย่างรวดเร็ว สำรองไว้ในกรณีการค้าการส่งออกนำเข้าที่เปลี่ยนไปตามภาวะเศรษฐกิจโลก การสำรองไว้สำหรับการเรียกคืนหนี้ระยะสั้นจากต่างประเทศ และการสำรองไว้เพื่อดูแลอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทให้ผันผวนน้อยที่สุด หรืออยู่ในระดับที่นิ่ง ซึ่งเมื่อหักสำรองเหล่านี้ออกไปแล้ว มีเงินเหลือไม่เพียงพอที่จะนำมาตั้งเป็นกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ได้ในขณะนี้

“เรื่องเหล่านี้หากกระทรวงการคลัง มีแนวคิดอย่างไรคงมาหารือกัน เพราะการทำอะไรกับทุนสำรองทางการจะต้องแก้ไขกฎหมาย ต้องลองมาพิจารณากันว่า คลังจะมีข้อเสนออย่างไร หรือมีเงื่อนไขอย่างไรที่จะดำเนินการ แต่ถ้าหากจะพูดว่า ธปท.ควรลงทุนให้มากขึ้นเพื่อหาเงินไปใช้หนี้สินกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและ พัฒนาระบบสถาบันการเงินนั้น ทุกวันนี้ ธปท.ก็นำทุนสำรองไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มากประเภทขึ้น เพื่อหาผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นอยู่แล้ว และที่ผ่านมาก็ไปลงทุนทองคำมากขึ้น ในช่วงที่ราคายังต่ำ แต่การจะซื้อทองต่อไปหรือไม่ คงจะต้องพิจารณาด้วยว่า ทองหากำไรได้ยาก จะรอแต่ราคาขึ้นอย่างเดียวคงไม่ได้ อย่างไรก็ดี ในภาพที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ และมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีก ธปท.ต้องดูแลค่าเงิน จะหวังกำไรอะไรจากธปท.คงไม่ได้”

ส่วนแนวคิดของนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง ซึ่งจะมาหารือกับ ธปท.เรื่องการขยายกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อนั้น ม.ร.ว.จัตุมงคล กล่าวว่า การที่ธปท.ใช้การดำเนินนโยบายการเงินตามกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อนั้น เป็นเพราะการที่เงินเฟ้อต่ำ จะดีต่อทุกฝ่ายในเศรษฐกิจ ดีต่อการจ้างงานเพิ่มขึ้น เอื้อต่อการลงทุน ทำให้เศรษฐกิจภาพรวมนิ่งและโตได้ต่อเนื่อง แต่ถ้าเงินเฟ้อสูง ถึงลูกจ้างมีรายได้เพิ่ม และซื้อของเท่าเดิม เงินเท่าเดิมก็จะซื้อของไม่ได้เท่าเดิม และถ้าเงินเฟ้อสูงมากลูกจ้างนั่นแหละจะตายก่อน ขณะที่กระทบต่อเนื่องทั้งการจ้างงาน และการลงทุนใหม่ของธุรกิจ

“กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อนั้น ตามปกติแล้วจะเป็นการหารือกันระหว่างกระทรวงการคลัง และธปท.โดยเสนอให้ครม.อนุมัติในช่วงเดือน ธ.ค.ของทุกปี ซึ่งก็เข้าใจตรงกันว่า เงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำเป็นเรื่องที่ดี ทุกคนพอใจและช่วยให้เกิดการใช้จ่ายและลงทุนเพิ่ม ซึ่งดีต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ ดังนั้น กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่มีอยู่นี้จึงไม่ใช่ของธปท.อย่างเดียว แต่เป็นการได้รับการเห็นชอบจากครม. และเท่าที่ประเมินในขณะนี้ ยังไม่เห็นระบบการดำเนินนโยบายการเงินเหมาะสมเท่าการดำเนินนโยบายการเงินโดย ยึดกรอบเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน” ประธานคณะกรรมการธปท.กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 15 สิงหาคม 2554, 16:33 น.

สิงหาคม 15, 2011 Posted by | เศรษฐกิจ, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , , , , , , | แสดงความคิดเห็น

ยอดบัตรเครดิต เดือนมิ.ย.พุ่งขึ้นกว่า 1.3 หมื่นล้าน

12 สิงหาคม 2554, 17:35 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/193543.

Pic_193543

เศรษฐกิจดีประชาชน ยังใช้จ่ายต่อเนื่อง ดันยอดบัตรรูดปรื๊ด ล่าสุดเดือนมิถุนายน ยังพุ่งขึ้นต่อเนื่องกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท ส่วนสินเชื่อธุรกิจ สินเชื่อส่วนบุคคลจำนวนบัญชี ลดลงกว่า 2.4 แสนบัญชี

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานปริมาณการให้บริการบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล ล่าสุด ณ เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ว่ามีทั้งสิ้น 14,665,169 บัตร เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1,126,809 บัตร หรือเพิ่มขึ้น 8.32% โดยเป็นบัตรของธนาคารพาณิชย์ไทย 5,947,115 บัตร เพิ่มขึ้น 530,328 บัตร สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ 1,397,954 บัตร เพิ่มขึ้น 31,092 บัตร และบริษัทประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่มิใช่สถาบันการเงิน 7,320,100 บัตร เพิ่มขึ้น 565,389 บัตร ส่งผลให้ปริมาณการใช้จ่ายรวมมีทั้งสิ้น 92,925 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13,382 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 16.82% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นทุกประเภท โดยมีปริมาณการใช้จ่ายผ่านธนาคารพาณิชย์ไทย 54,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11,443 ล้านบาท สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ 11,714 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 667 ล้านบาท และนอนแบงก์ 26,611 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,272 ล้านบาท ซึ่งยังสะท้อนได้ดีว่าประชาชนมั่นใจในการใช้จ่ายมากมาขึ้น และต่อเนื่องตามการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ดี

ทั้งนี้ หากแบ่งเป็นการใช้จ่ายในประเทศมีทั้งสิ้น 72,486.00 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12,263 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.36% และการใช้จ่ายในต่างประเทศ 4,481 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 945 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 26.72% สำหรับยอดการเบิกเงินสดล่วงหน้า (โอ/ดี) มีทั้งสิ้น 15,958 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 174 ล้านบาท หรือ 1.10% เป็นยอดการเบิกเงินสดล่วงหน้าของธนาคารพาณิชย์ไทย 11,605 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 605 ล้านบาท ขณะที่สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศในไทยมี 914 ล้านบาท มียอดลดลง 4 ล้านบาท และนอนแบงก์ 3,439 ล้านบาท ลดลง 427 ล้านบาท ขณะที่ยอดสินเชื่อคงค้างมีทั้งสิ้น 202,129 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.043 ล้านบาท หรือ 8.04% แบ่งเป็นของธนาคารพาณิชย์ไทย 80,783 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11,365 ล้านบาท สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ 35,908 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,519 ล้านบาท และนันแบงก์ 85,438 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,159 ล้านบาท โดยทั้งระบบมียอดค้างชำระเกิน 3 เดือนขึ้นไป มีทั้งสิ้น 4,789 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 204 ล้านบาท หรือ 4.45% แบ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ไทย 2,135 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 44 ล้านบาท นันแบงก์มี 2,059 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 326 ล้านบาท ขณะที่สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศมี 595 ล้านบาท ลดลง 166 ล้านบาท

นอกจากนี้ธปท.ยังรายงาน สินเชื่อส่วนบุคคลในระบบธนาคารพาณิชย์ว่า ส่วนใหญ่ลดลงทั้งบัญชี และยอดสินเชื่อคงค้าง โดยจำนวนบัญชีรวมมีทั้งสิ้น 8,563,198 บัญชี ลดลง 246,758 บัญชี หรือลดลง 2.80% โดยธนาคารพาณิชย์ไทยมี 1,415,512 บัญชี ลดลง 328,566 บัญชี สาขาธนาคารต่างประเทศ 517,835 บัญชี ลดลง 125,087 บัญชี แต่ที่นันแบงก์มี 6,629,851 บัญชี เพิ่มขึ้น 206,895 บัญชีโดยทั้งระบบมียอดคงค้างทั้งสิ้น 196,841 ล้านบาท ลดลง 25,063 ล้านบาท หรือ ลดลง 11.29% ธนาคารพาณิชย์ไทยมี 75,524 ล้านบาท ลดลง 31,568 ล้านบาท สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ 18,426 ล้านบาท ลดลง 52 ล้านบาท แต่นันแบงก์มี 102,892 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6,558 ล้านบาท และทั้งระบบมียอดสินเชื่อผิดนักชำระหนี้เกิน 3 เดือนรวม 5,196 ล้านบาท ลดลง 1,103 ล้านบาท หรือลดลง 17.51% โดยธนาคารพาณิชย์ไทยมียอดคงค้าง 2,232 ล้านบาท ลดลง 795 ล้านบาท สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศมี 414 ล้านบาท ลดลง 107 ล้านบาท และนันแบงก์ 2,550 ล้านบาท ลดลง 1,103 ล้านบาท เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปี ก่อน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 12 สิงหาคม 2554, 17:35 น.

สิงหาคม 13, 2011 Posted by | เศรษฐกิจ, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , , , | แสดงความคิดเห็น

ธปท.ระบุยังไม่เห็นเงินทุนทะลัก เข้าไทยอย่างผิดปกติ

12 สิงหาคม 2554, 14:15 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/193478.

Pic_193478

ธปท.ระบุยังไม่เห็น เงินทุนทะลักเข้าไทยอย่างผิดปกติ จากปัญหาสหรัฐฯและเฟดประกาศชัดคงดอกเบี้ย 0.25% อย่างน้อย 2 ปี เชื่อนักลงทุนอยู่ระหว่างปรับตัว รอดูสถานการณ์สหรัฐว่าเศรษฐกิจจะถดถอยหรือไม่ ชี้ขณะนี้เงินบาทสมดุลมากขึ้น

นายสิงห์ชัย บุณยโยธิน ผู้อำนวยการ สำนักตลาดเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวคาดการณ์ถึง ผลกระทบต่อตลาดการเงินไทย หลังกจากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประกาศจะใช้มาตรการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 0.00-0.25% ไปอย่างน้อย 2 ปี ว่า ขณะนี้ธปท.ยังไม่สามารถประเมินผลกระทบที่ชัดเจนต่อตลาดเงินของไทย ทั้งด้านเงินทุนไหลเข้า และผลกระทบต่อค่าเงินบาทได้ เนื่องจากสถานการณ์ของเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ยังไม่ชัดเจน แต่อย่างไรก็ตามขณะนี้ ธปท.ยังไม่จำเป็นที่ต้องมีมาตรการอะไรออกมาเพิ่มเติม เพื่อมาดูแลเงินทุนไหลเข้า เนื่องจากขณะนี้ยังไม่เห็นเงินทุนไหลเข้ามาทั้งในตลาดหุ้น และตลาดพันธบัตรมากจนผิดปกติ จากปัญหาดังกล่าวสำหรับมาตรการรับมือเงินทุนไหลเข้า ธปท.ได้เตรียมความพร้อมมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เกิดวิกฤติการเงินใน ยุโปรแล้ว และจากมาตรการเชิงปริมาณรอบ 1 และ 2 (QE) ที่ส่งผลให้มีเงินไหลเข้ามาในเอเชีย รวมทั้งไทยปริมาณมาก ขณะที่ผลจากการปรับลดเครดิตของสหรัฐฯลง ล่าสุด ก็ไม่ได้เหนือความคาดการณ์ของเรา เนื่องจากบริษัทจัดอันดับเครดิตได้ประกาศไว้แล้ว หากสหรัฐฯไม่สามารถแก้ไขปัญหาปัญหาเศรษฐกิจได้ ก็จะทำการปรับลดเครดิตลง

“ตอนนี้ยังไม่สามารถประเมินผลที่จะเกิดขึ้นได้ชัดเจน เนื่องจากฝุ่นยังไม่หายตลบ แต่หากดูปริมาณการลงทุนในตลาดหุ้นและพันธบัตรในขณะนี้แล้ว เห็นว่าเงินทุนไหลเข้ายังปกติ ยังไม่เห็นน้ำเหนือไหลบ่าเข้ามาอย่างผิดปกติ เงินบาทมีความสมดุลมากขึ้น เนื่องจากมีทั้งแรงซื้อขาย ซึ่งสถานการณ์นี้ คือ ตลาดอยู่ระหว่างการปรับตัว เพื่อรอดูการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และยุโปร รวมทั้งเอเชีย โดยเฉพาะจีน ที่ตอนนี้ค่าเงินหยวนของจีนแข็งค่าขึ้นเป็นประวัติการณ์ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นประมาณ 6.39-3.4% ซึ่งไม่รู้ว่าต่อไปเขาจะปรับค่าเงินอย่างไร”นายสิงห์ชัย กล่าว

นายสิงห์ชัย  กล่าวต่อว่า สิ่งที่ธปท.จับตามมองในขณะนี้คือ คนมองว่า ค่าเงินสหรัฐฯน่าจะอ่อนค่าคง จากปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่ทำไมขณะนี้คนยังมีความต้องการเงินเหรียญสหรัฐฯอยู่ ซึ่งมันสะท้อนได้ว่าอาจจะมีอะไรที่เรายังไม่รู้อยู่หรือไม่ หรือเงินบาทที่แข็งค่าในขณะนี้จะเป็นการแข็งค่าในช่วงระยะเวลาสั้นเท่านั้น

“แม้ค่าเงินจะไม่เหมือนปีก่อน เพราะจะมีการโยกย้ายมาลงทุนในเอเชียมากขึ้น ซึ่งในระยะสั้นเชื่อว่า คนยังจำเป็นต้องถือครองสินทรัพย์เงินดอลลาร์สหรัฐฯอยู่ เนื่องจากยังปรับตัวไม่ทัน แต่ในระยะยาวสัดส่วนการลงทุนจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ต้องติดตามดูต่อไป”นายสิงห์ชัย กล่าว

นอกจากนี้มองว่า ทิศทางของค่างเงินบาทในปีนี้แตกต่างจากปีก่อน ที่ค่าเงินบาทจะเป็นเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียว ขณะที่ปีนี้ ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวได้ทั้ง 2 ทาง คือ มีทั้งแข็งค่าขึ้น และอ่อนค่าขึ้นในช่วงวันเดียวกัน ทั้งจากปัจจัยมีเงินทุนไหลเข้า ขณะเดียวกันนักลงทุนไทยไปลงทุนในต่างประเทศ ทำให้ยังมีความต้องการดอลลาร์เช่นกัน นอกจากนี้เรายังมีการนำเข้าสูง เพราะเศรษฐกิจบ้านเรายังขยายตัวได้ดี อย่างไรก็ตามในระยะข้างหน้าตลาดยังต้องติดตามว่า สหรัฐฯจะสามารถประคับประครองเศรษฐกิจเขาได้หรือไม่ โดยตลาดเงินไม่ได้มองว่าเพียง สหรัฐฯจะแก้ไขหนี้ได้หรือไม่ แต่จะจับตาดูว่า สหรัฐฯ คงอัตราดอกเบี้ยแล้วอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ(จีดีพี)จะเป็นอย่างไร เศรษฐกิจสหรัฐฯจะเข้าสู่ภาวะถดถอยหรือไม่มากกว่า

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 12 สิงหาคม 2554, 14:15 น.

สิงหาคม 13, 2011 Posted by | เศรษฐกิจ, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , , , , , , | แสดงความคิดเห็น

ธปท.มองการเมือง-เงินทุนไหลเข้าปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจ54

18 พฤศจิกายน 2553, 20:31 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/128025.

Pic_128025

แบงก์ชาติ มองการเมือง-เงินทุนไหลเข้า ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจปีหน้า เตรียมออกแผนพัฒนาตลาดเงิน วางแผนใช้เงินไหลออก และสกัดเงินร้อนไหลเข้า ยันยังไม่ออกมาตรการคุมเงินไหลเข้าตอนนี้ เพราะบาทเริ่มอ่อนค่า ระบุ คุมอสังหาฯจำเป็น แต่เป็นมาตรการเตือนแค่ให้ปรับตัว…

เมื่อวันที่ 18 พ.ย. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนา ซีอีโอ 2011 :Chief Economic Outlook 2011 ว่า ในปีนี้รวมผบกระทบที่จะเกิดขึ้นจากอุทกภัยแล้ว เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ประมาณ 7-7%กว่า และคาดว่าในปีหน้าจะขยายตัวในระดับ 3-5% โดยปัจจัยเสี่ยงในการขยายตัวของเศรษฐกิจปีหน้าในสายตา ธปท.ยังมีชัดเจนใน 2 เรื่อง เรื่องแรกคือ ความเสี่ยงทางการเมือง เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาการเมืองภายในทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวไม่เต็มศักยภาพ เนื่องจากมีผลกระทบถึงทุกภาคธุรกิจ และทำให้นโยบายในการพัฒนาประเทศไม่ชัดเจน ส่วนเรื่องที่ 2 คือ ปัจจัยต่างประเทศที่จะเข้ามากระทบ ซึ่งจะต่อเนื่องจากปีนี้ เนื่องจากมองว่า มาตรการผ่อนคลายด้านปริมาณเงินหรือ QE นั้น จะมีเงินออกมาต่อเนื่อง และเมื่อหมดระยะที่ 2 แล้ว อาจจะยังมีการอัดฉีดเงินเพิ่มเข้ามาอีกในระยะต่อไป โดยในส่วนการดำเนินนโยบายมหาภาคและนโยบายการเงินของธปท.นั้น นอกจากการประสานการใช้มาตรการกำกับดูแลสถาบันการเงินมาช่วยดูแลเสถียรภาพของ เศรษฐกิจ หรือ Macro Prudential เพื่อช่วยเพิ่มส่วนที่นโยบายอัตราดอกเบี้ยอย่างเดียวอาจจะทำไม่ได้แล้ว ในปีหน้าจะมีการเพิ่มเครื่องมีในการดูแลเงินทุน โดยทำเป็นแผนพัฒนาตลาดการเงินขึ้นมา เพื่อวางกรอบในการสร้างเครื่องมือเพิ่มขึ้นในการผลักดันเงินทุนให้ไหลออก เพิ่มขึ้นจากในปัจจุบัน และการสร้างมาตรการหรือเครื่องมือเพื่อรับมือกับเงินทุนไหลเข้าที่จะเข้ามา ต่อเนื่อง และมีความผันผวนมากขึ้น ซึ่งจะทำควบคู่ไปกับการสร้างตลาดเงินของไทยให้มีความกว้างและลึกขึ้น เพื่อรองรับปริมาณเงินทุนที่ไหลจะไหลเข้ามากขึ้น ซึ่งเงินที่ไหลเข้ามามากเกินไปก็เหมือนน้ำท่วม หากมีการสร้างที่พักน้ำหาที่ให้น้ำไปอยู่ได้ มากขึ้น การบริหารจัดการน้ำก็ทำได้ดีขึ้น

“ในส่วนของมาตรการการควบคุมเงิน ไหลเข้า ในขณะนี้มีการศึกษาไว้หลายมาตรการ แต่การนำมาใช้เมื่อไร ต้องพิจารณาเงื่อนไขความเหมาะสม และเงื่อนไจการเปลี่ยนแปลงในตลาดการเงินต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้ 3-4 วันที่ผ่านมาดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวลดลงและการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท อ่อนค่า จากความกังวลในปัญหาหนี้สินยุโรปของประเทศไอร์แลนด์และห่วงว่าอาจจะลามไปยัง กรีซและโปรตุเกสได้ รวมทั้งความกังวลในเศรษฐกิจจีน ทำให้นักลงทุนมีความระมัดระวังในการออกไปลงทุนนอกประเทศมากขึ้นเพราะนัก ลงทุนย้ายจากการถือเงินสกุลอื่นไปถือดอลลาร์มากขึ้น ซึ่งธปท.กำลังเฝ้าระวังเรื่องนี้อยู่ เพราะอาจจะเป็นเหตุการณ์ระยะสั้นก็ได้” นายประสาร กล่าว

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวต่อว่า การดูแลความสมดุลของเสถียรภาพและการขยายตัวของเศรษฐกิจ ในปีหน้า ธปท.จะจับตาดูใน 7 เรื่องหลัก คือ 1.เสถียรภาพด้านต่างประเทศ 2.การให้สินเชื่อ และฐานการเงินของธนาคารพาณิชย์ 3.หนี้สินของภาคครัวเรือน 4.ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 5.ภาวะราคาในตลาดหลักทรัพย์ 6.ฐานะการเงินของภาคธุรกิจโดยรวม และ7.ฐานะการคลังและหนี้สาธารณะของประเทศ ทั้งนี้ หากมีด้านใดด้านหนึ่งเริ่มเสียสมดุล ธปท.จะใช้วีส่งสัญญาณให้ผู้ประกอบการปรับตัว เพราะหลายครั้งหลายปล่อยให้เกิดปัญหาจะช้าไปที่จะแก้ไข

“ที่ผ่านมา ธปท.ออกมาตรการกำหนดวงเงินสินเชื่อสูงสุดต่อหลักทรัพย์ค้ำประกัน (LTV) ไม่ใช่เพราะภาคอสังหาริมทรัพย์เกิด ฟองสบู่ แต่ที่ผ่านมาเกณฑ์การคิดน้ำหนักความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อ อสังหาริมทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ต่ำไป เพราะอยู่ในช่วงวิกฤตต้องการกระตุ้นยอดขาย แต่เมื่อมีความเสี่ยงที่เงินนอกจะทะลักเข้ามาในธุรกิจนี้ และดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ หากยังคิดความเสี่ยงเดิมอาจะมีผลกระทบจนธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อจนเกิน เลยความพอดี มีผลต่อหนี้เสียของธนาคารพาณิชย์ และภาพรวมของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้ แต่มาตรการที่ออกมา ได้พิจารณาแล้วว่าเป็นมาตรการเตือนเท่านั้น และมีเวลาให้ผู้ประกอบการปรับตัวได้” นายประสาร กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 18 พฤศจิกายน 2553, 20:31 น.

สิงหาคม 12, 2011 Posted by | เศรษฐกิจ, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , , , , , | แสดงความคิดเห็น

รองนายก-ขุนคลังพร้อมตั้งรับวิกฤติหนี้สหรัฐฯ-ยุโรป

11 สิงหาคม 2554, 21:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/193344.

Pic_193344

กิตติรัตน์ – ธีระชัย ยืนยันพร้อมตั้งรับวิกฤติหนี้สหรัฐ-ยุโรป เชื่อนักลงทุนไม่ตื่น หลังส่วนใหญ่เริ่มปรับตัวได้…

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐฯและยุโรป  ว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯมีขนาดใหญ่มาก เมื่อรวมยุโรปเข้าไปด้วย ถือว่าเป็นขนาดใหญ่ถึง 1 ใน 3 ของโลก ดังนั้นความหวั่นไหวที่เกิดขึ้นในซีกโลกนั้น ก็ต้องกระทบกับส่วนอื่นของโลกแน่นอน

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ทางเอเชียก็ได้รับผลกระทบบ้าง แต่ในระดับที่เบาบางกว่า การตั้งรับของหน่วยงานที่ดูแลประเทศอยู่ในขณะนี้ ก็สามารถทำได้อย่างนี้ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือกระทรวงการคลังในระดับข้าราชการก็ปฏิบัติได้ดี ก็อย่าตกใจ

“มีคนถามว่า ในฐานะอดีตผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีความเห็นอย่างไร ซึ่งคงพูดอะไรมากไม่ได้ แต่ขอตั้งข้อสังเกตว่า วิกฤตต่างๆที่เกิดขึ้น ที่ทำให้หุ้นตกมากๆ จะเห็นว่าในระยะหลังๆ ปริมาณการตกของหุ้น แบบตกใจมันน้อยลง เป็นเพราะว่าผู้ลงทุนได้รับบทเรียนต่างๆ ว่าการตกใจหลายครั้งก็เป็นการตกใจที่เกินกว่าเหตุ และราคาหุ้นก็ปรับตัวขึ้นมากได้ดีทุกครั้ง ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ผมคิดว่านักลงทุนคงมีความเข้าใจและไม่ตกใจเยอะ ส่วนที่มีผลกระทบในขณะนี้ เป็นเรื่องของอารมณ์มากกว่า เรื่องกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นของจริงมันไม่ได้มีผลกระทบขนาดนั้น เชื่อว่า ช่วงนี้เป็นแค่ระยะสั้นๆ”

ทั้งนี้ วิกฤตของสหรัฐฯ และยุโรป จะมีผลกระทบต่อการส่งออกของไทยหรือไม่ นายกิตติรัตน์ ตอบว่า หลายปีที่ผ่านมาสังเกตว่า ประเทศตะวันตกซื้อสินค้าจากประเทศไทยน้อยลง ซึ่งเป็นการขายกันเองในอาเซียนและเอเชียมากขึ้น เพราะฉะนั้นจะไม่กระทบรุนแรงเหมือนเมื่อหลายสิบปีก่อน จะเห็นว่าอย่างไรก็ตาม เอเชีย และประเทศไทย เป็นแหล่งผลิตสินค้าราคาไม่สูง

ดังนั้น เมื่อเกิดผลกระทบอะไรก็แล้วแต่ กำลังซื้อที่มีอยู่ ก็ต้องการสินค้าราคาไม่สูงจากซีกโลกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็ไม่กังวลมากนัก

ด้าน นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง กล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจจากสหรัฐอเมริกา และภาวะหนี้สินที่ลุกลามในสหภาพยุโรปนั้น จากนี้คงต้องเข้าไปหารือร่วมกับนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อรับฟังความคิดเห็นถึงกรณีดังกล่าวว่ามีปัจจัยอะไรเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่

รวมถึงแนวทางที่จะมองไปข้างหน้าเพื่อหาแนวทางการรับมือกับสถานการณ์ และในวันที่ 15 ส.ค.นี้ จะเดินทางเข้าไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อหารือกับข้าราชการเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงสูง ซึ่งจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นทั้งนี้ในส่วนของนโยบายด้านเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย นั้น เบื้องต้นก็เห็นด้วยกับการดำเนินนโยบายทั้งหมด แต่ก็ต้องพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการคลับเคลื่อนนโยบายประกอบ โดยเฉพาะเรื่องทางการเงินการคลัง และจำเป็นต้องหารือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องของกระทรวงการคลังก่อน เพื่อรับฟังความเห็นก่อน อย่างไรก็ตามในการดำเนินนโยบายทั้งหมดต้องคำนึงถึงความยั่งยืนให้มีความเหมาะสมด้วย

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 11 สิงหาคม 2554, 21:00 น.

สิงหาคม 11, 2011 Posted by | เศรษฐกิจ, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , , , , | แสดงความคิดเห็น

ธปท.เผยแบงก์งัดกลยุทธ์ดึง ดอกเบี้ยตั๋วบีอีสูงลิ่ว หวังรักษาฐานลูกค้า

11 สิงหาคม 2554, 18:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/193317.

Pic_193317

ธปท.เผย แบงก์งัดกลยุทธ์ดึงดอกเบี้ยตั๋วบีอีสูงลิ่ว หวังรักษาฐานลูกค้า หวั่นคนโยกเงินฝากหนี หลัง 11 ส.ค.นี้จะเริ่มลดการคุ้มครองเงินฝากเหลือ 50 ลบ. ชี้ธุรกิจสถาบันการเงินไทยไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกกรณีสหรัฐฯและ ยุโรปมีปัญหา เพราะเน้นปล่อยกู้และทำธุรกิจในประเทศเป็นหลัก

เมื่อวันที่ 11 ส.ค. นางสาวนวพร มหารักขกะ ผู้อำนวยการอาวุโส สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า สัดส่วนของเงินฝากรวมตั่วแลกเงิน (บี/อี) สิ้นไตรมาส 2 ปีนี้ ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น 14% จากระยะเดียวกันของปีก่อน เทียบกับที่ขยายตัว 11.6% ในไตรมาสก่อน ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝาก เพื่อแข่งขันกันระดมสภาพคล่องไว้รองรับสินเชื่อ และเป็นการรักษาฐานลูกค้าของตนไว้ หลังจากที่จะมีการลดการคุ้มครองเงินฝากเหลือ 50 ล้านบาทต่อบัญชี และปีหน้าลดเหลือเพียง 1 ล้านบาทต่อบัญชีที่จะเริ่มต้นในวันที่ 12 สิงหาคมนี้

“สัดส่วนการเร่งตัวขึ้นของ ตั๋ว บี/อี ที่เพิ่มขึ้นในไตรมาส 2 ส่วนหนึ่ง เป็นผลมาจากการลดการคุ้มครองเงินฝากลด ที่จะเริ่มในวันที่ 12 สิงหาคมนี้ ซึ่งเป็นกลยุทธ์หนึ่งในการบริหารจัดการเพื่อระดมสภาพคล่องและรักษาฐานลูกค้า ของแต่ละแบงก์ไว้” นางสาวนวพร กล่าว

ผู้อำนวยการสายนโยบายสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวต่อว่า  ขณะนี้ยังไม่เห็นการโยกย้ายเงินฝากของประชาชน จากกรณีการลดความคุ้มครองเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ลง ซึ่งจากการตรวจสอบและติดตามทุกอย่างยังเรียบร้อยดี ส่วนหนึ่งเพราะที่ผ่านมาธปท. ธนาคารพาณิชย์ และกระทรวงการคลังได้มีการออกไปทำความเข้าใจกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็ได้กำชับให้ธนาคารพาณิชย์ดูแลสภาพคล่องของธนาคารให้ดี พร้อมทั้งเตรียมแผนรองรับหากเกิดกรณีมีการโยกย้ายเงินฝากจะสร้างผลกระทบต่อ ระบบ สำหรับแนวโน้มธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ยังน่าจะยังมีกำไรที่ดีต่อเนื่อง ซึ่งก็ต้องขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจ การขยายตัวของสินเชื่อ ความเชื่อมั่นของประชาชนผู้บริโภคในระยะต่อไปด้วยว่าจะปรับตัวไปในทิศทางใด แต่โดยรวมยังอยู่ในทิศทางทีดี ส่วนปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจสหรัฐฯและยุโรปมี ปัญหาถูกลดอันดับเครดิตและมีหนี้สาธารณะสูงนั้น มองว่ากระทบระบบธนาคารพาณิชย์ของไทยน้อยมาก เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ไทยเน้นลงทุนในประเทศเป็นส่วนใหญ่

“ธุรกิจธนาคาร พาณิชย์ไทย เราไม่ได้รับผลกระทบ จากปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ มากนัก เพราะลักษณะการทำธุรกิจของธนาคารในไทยก็เป็นแบบไทยๆ ที่เน้นทำธุรกิจอยู่ในประเทศ เพราะจากข้อมูลที่เราดูล่าสุด ภาคธนาคารของไทยไปลงทุนในต่างประเทศเพียง 1% ของสินทรัพย์รวมเท่านั้น ขณะที่การปล่อยสินเชื่อในต่างประทศก็มีเพียง 2% ของสินทรัพย์รวมเท่านั้น จึงมีผลกระทบจากสถานการณ์ปัญหาในต่างประเทศค่อนข้างน้อยมาก” นางสาวนวพร กล่าว

ทั้งนี้ ในไตรมาส 2 ของปีนี้ที่ผ่านมาระบบธนาคารพาณิชย์มีกำไรสุทธิ 4.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกที่ 3.4 หมื่นล้านบาท ขณะที่มีกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาส 2 มีจำนวน 6.9 หมื่นล้านบาท จากไตรมาสแรก 5.8 หมื่นล้านบาท โดยกำไรส่วนใหญ่ 70% เป็นกำไรจากดอกเบี้ย ซึ่งอัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิต่อสินทรัพย์เฉลี่ย(NIM) เพิ่มขึ้นจาก 2.4% เป็น 2.6% ในไตรมาสที่ 2 ขณะที่สินเชื่อโดยรวมขยายตัว 15.1% จาก 13.4% แบ่งเป็นสินเชื่อธุรกิจขยายตัว 14.9% จาก 12.2% สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคขยายตัว 15.7% จาก 16.3% และสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีขยายตัว 12.2% จาก 9.6% โดยที่หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล)ในระบบต่ำเพียง 3% ลดลงจากไตรมาสที่ 3.2%

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 11 สิงหาคม 2554, 18:30 น.

สิงหาคม 11, 2011 Posted by | เศรษฐกิจ, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , , , , | แสดงความคิดเห็น

แบงก์ชาติ แนะรัฐบาลใหม่ จับตาเศรษฐกิจโลกใกล้ชิด

10 สิงหาคม 2554, 20:33 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/193060.

Pic_193060

ธปท.พร้อม รายงานข้อมูลเศรษฐกิจ และการดำเนินนโยบายการเงิน ให้รมว.คลังคนใหม่รับทราบ ระบุเศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนสูง รัฐบาลต้องจับตาใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.พร้อมที่จะให้รายงานข้อมูลทางด้านเศรษฐกิจ การเงิน และอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ให้รมว.คลัง และรัฐบาลใหม่รับทราบ รวมทั้งการดำเนินการ และการใช้นโยบายการเงินเพื่อดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูล และให้ รมว.คลัง คนใหม่รับทราบ โดยขณะนี้ยังไม่ได้มีกำหนดเวลาที่ชัดเจน ต้องขึ้นอยู่กับ รมว.คลัง แต่เชื่อว่า ในการทำงานด้านเศรษฐกิจมีเวที และโอกาสที่จะได้หารือกันอยู่แล้ว

“เชื่อว่า รมว.คลังใหม่ รัฐบาลใหม่น่าจะมีข้อมูลทางเศรษฐกิจของท่านแล้วส่วนหนึ่ง ในขณะที่ทางธปท.ก็มีข้อมูลเศรษฐกิจ และการดำเนินการทางการเงิน ในช่วงที่ผ่านมา เพื่อที่จะรายงาน ซึ่งในขณะนี้เป็นช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้จะต้องจับตาอย่างใกล้ชิด รวมทั้งควรจะต้องดูแลนโยบายเศรษฐกิจของไทยให้เป็นไปในทิศทางที่รองรับ สถานการณ์เปลี่ยนแปลง”ผู้ว่าการธปท. กล่าว

ด้านนายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน กล่าวว่า รมว.คลัง คนใหม่เป็นคนที่เคยทำงานที่ ธปท.มาก่อน ดังนั้น เชื่อว่าจะสามารถเข้าใจการทำงานของ ธปท.โดยเฉพาะในด้านการกำกับดูแลสถาบันการ เงินอยู่แล้ว ซึ่งตามปกติแล้ว ธปท.เป็นองค์กรที่สามารถทำงานได้กับ รมว.คลังทุกคนมาตลอดอยู่แล้ว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 10 สิงหาคม 2554, 20:33 น.

สิงหาคม 10, 2011 Posted by | เศรษฐกิจ, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , , , , | แสดงความคิดเห็น

แบงก์ชาติ ตามติด นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาล ย้ำ ดอกเบี้ยขาขึ้น

10 สิงหาคม 2554, 17:35 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/193037.

Pic_193037

ธปท.ประชุมนายธนาคารต่างประเทศ ระบุ จับตาสถานการณ์การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สหรัฐฯ และยุโรปใกล้ชิด เพราะมีผลต่อเศรษฐกิจโลก พร้อมติดตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ทั้ง ราคาน้ำมัน สินค้าเกษตรกระทบเงินเฟ้อ ยันเดินหน้าดอกเบี้ยขาขึ้น

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เชิญผู้บริหารธนาคารต่างประเทศ และสมาคมธนาคารต่างประเทศ ประชุมเพื่อวางแนวทางในการร่วมกันพัฒนาประสิทธิภาพของระบบสถาบันการเงิน และช่วยกันสร้างระบบโครงสร้างทางการเงินของประเทศ ให้สอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจการเงิน และการพัฒนาการของเศรษฐกิจโลกที่อยู่กำลังเปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งดูแลให้สถาบันการเงินสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปในสถานการณ์ไม่ปกติ ต่างๆได้

โดยปัจจัยสำคัญในการประชุมครั้งนี้ ธปท.เห็นว่า ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตา คือ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และยุโรป ซึ่งการฟื้นตัวอ่อนแอ และมีปัญหาหนี้สาธารณะในระดับสูง ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า ขณะเดียวกัน ปัจจัยเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมัน ราคาผลิตผลทางการเกษตร และนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงเป็นลบ ทั้งนี้ ธปท.ส่งสัญญาณที่จะรักษาเสถียรภาพทางด้านราคาต่อไป และจะนำหลักเกณฑ์การกำกับสถาบันการเงิน ของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (บีไอเอส ) ฉบับที่ 3 มาใช้เพื่อกำกับดูแลสถาบันการเงินในระยะต่อไป รวมทั้งจัดทำแผนกลยุทธ์ระบบชำระเงิน ฉบับใหม่ที่จะใช้ในปี 255-2559 เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินในอนาคต ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการชำระเงินของประเทศ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 10 สิงหาคม 2554, 17:35 น.

สิงหาคม 10, 2011 Posted by | เศรษฐกิจ, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , , , , , , , , | แสดงความคิดเห็น

ธปท.ลุ้นแบงก์ไทยแข่งขันตลาดอาเซียน

10 สิงหาคม 2554, 17:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/193033.

Pic_193033

ธปท.ลุ้น แบงก์พาณิชย์ เข้าแข่งขันในตลาดอาเซียนเพื่อรองรับAEC ที่จะเกิดในปี 58 ชี้ถ้าตั้งสาขาแล้วเสี่ยงเจ็บตัว แนะหาช่องทางใหม่ พร้อมเดินหน้าเปิดเสรีการเงินในประเทศ เพื่อเป็นสนามทดสอบความแข็งแกร่งให้แบงก์ไทย ปี 55-56 เปิดให้ต่างชาติขอตั้งแบงก์ลูก ได้ 20 สาขาในไทย

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายเสถียรภาพสถาบันการเงิน กล่าวถึงการเปิดเสรีทางการเงินเพื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 ว่า ในการประชุมกับธนาคารพาณิชย์ที่ผ่านมา ได้หารือกันว่า ธนาคารไทยควรที่จะเริ่มสนใจการเข้าไปให้บริการทางการเงินในอาเชียนมากขึ้น เพื่อที่จะรองรับกับการค้าและการลงทุนในอาเซียนที่จะเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป เมื่อเข้าสู่ระบบการค้า และตลาดการเงินเดียวในการเข้าร่วมเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอนาคตอย่างไร ก็ตาม การเข้าไปแข่งขันการให้บริการทางการเงินในอาเซียน ในขณะนี้ย่อมมีความเสี่ยงสูง เพราะระบบธนาคารพาณิชย์ของเราแม้จะแข็งแกร่งแต่ก็ไม่ได้ใหญ่ที่สุด หรือก้าวหน้าที่สุดในอาเซียน เพราะเราเจอกับวิกฤตสถาบันการเงินในปี 40 บั่นทอนไปบ้าง ทำให้มาเลเซียในขณะนี้มีระบบธนาคารพาณิชย์ที่ใหญ่กว่า และก้าวหน้ากว่าเรา ในขณะเดียวกัน เรายังไม่รู้เรื่อง หรือรู้จักใครในประเทศเหล่านั้น ทำให้จะต้องมีการพิจารณาหาวิธีเข้าไปแข่งขันที่เหมาะสม

“เห็นด้วยกับนาย บัณฑูร ล่ำซ่ำ กรรมการผู้จัดการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย ว่า ถ้าธนาคารไทยไปตั้งสาขาในอาเซียนตอนนี้มีความเสี่ยงที่จะเจ็บตัวสูง แต่ในภาวะที่เรากำลังจะรวมกันอาเซียนเดียว การที่เราไม่สนใจหรือไม่รู้จะไปทำอะไรเลยก็เป็นเรื่องที่ธปท.ไม่เห็นด้วย เช่นกัน เพราะเราจะเสียความสามารถในการแข่งขันไป ดังนั้นการที่จะเข้าไปธปท.สนับสนุนให้เข้าไปแบบชาญฉลาด ไม่ได้เข้าไปอย่างไม่รู้อะไรเลย”

รองผู้ว่า ธปท. กล่าวต่อว่า อยากน้อยที่สุดเราจะต้องไปศึกษาตลาดก่อน เพื่อให้รู้ว่าแต่ละประเทศเป็นอย่างไรก่อน หลังจากนั้น อาจะเข้าไปสร้างพันธมิตร ลงทุนร่วมกับสถาบันการเงินในประเทศนั้นๆ ก่อน เหมือนที่หลายๆ ประเทศเข้ามาเป็นพันธมิตรลงทุนในระบบสถาบันการเงินไทย ขณะเดียวกัน หากการเข้าไปลงทุนในลักษณะสาขามีความเสี่ยงมากเกินไป อาจจะเข้าไปลองเพื่อศึกษาตลาดในลักษณะสำนักงานตัวแทนก่อน ซึ่งลงทุนไม่มากแต่สามารถที่จะศึกษาตลาด และระบบการค้า และการเงินในแต่ละประเทศได่

“ผมเชื่อว่า คุณบัณฑูร เองก็เข้าใจในเรื่องนี้ และที่ผ่านมา กสิกรไทยก็ไปลงทุนในหลายประเทศมาแล้ว ขณะเดียวกันถ้าศึกษาจากในประเทศ จะเห็นว่า ธนาคารต่างประเทศส่วนใหญ่ที่จะเข้ามาขยายให้ใหญ่โต จะต้องมาร่วมกันพันธมิตรกับธนาคารไทยทั้งนั้น มาเดี่ยวๆ ส่วนใหญ่ไม่ได้โตมากทั้งนั้น” รองผู้ว่าธปท. กล่าว

นายเกริก กล่าวถึงการทยอยเปิดเสรีให้ธนาคารต่างประเทศเข้ามาแข่งขันในระบบธนาคารไทยมากขึ้น นั้น ธปท.มองว่า เป็นเรื่องควรทำต่อเนื่อง เพราะการที่ให้ต่างชาติเข้ามาแข่งขันไทย เหมือนเข้ามาอยู่ในสนามหญ้าหน้าบ้านเรา จะรู้ได้ว่าเขามีอะไร และเป็นการเตรียมความพร้อมของธนาคารไทยด้วย ว่าพร้อมที่จะรับการเปิดเสรีมากแค่ไหน และสามารถออกไปแข่งต่างประเทศได้หรือไม่อย่างไร ทั้งนี้ การเปิดเสรีภาคการเงินจะเป็นการทยอยทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยในปี 2555-2556 นี้ ธปท.จะเปิดให้ธนาคารต่างประเทศ เข้ามาขอจดทะเบียนตั้งธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ ในลักษณะธนาคารลูกของธนาคารต่างประเทศได้ โดยมีสาขาได้ 20 สาขา ส่วนการให้ใบอนุญาตธนาคารพาณิชย์เต็มรูปแบบหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาความเหมาะสมอีกครั้ง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 10 สิงหาคม 2554, 17:00 น.

สิงหาคม 10, 2011 Posted by | เศรษฐกิจ, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , , , , , , | แสดงความคิดเห็น

กรณ์ชี้ตั้งธีระชัย บำเหน็จ ตระกูล’ชินวัตร’

10 สิงหาคม 2554, 14:15 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/192958.

Pic_192958

“กรณ์” ตามอัด “ธีระชัย-กิตติรัตน์” ข้องใจได้นั่ง รมต.เศรษฐกิจ เป็นรางวัลตอบแทนจากตระกูล “ชินวัตร” ที่ช่วยเอื้อประโยชน์ปฏิเสธความผิดขายหุ้นหรือไม่ อัดไร้ประสบการณ์เศรษฐกิจ ด้านขุนคลังคนใหม่โพสต์เฟซบุ๊ก ขอบคุณ “ยิ่งลักษณ์” ที่ให้ความไว้วางใจ…

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงภาพรวม ครม.เศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ว่า ผิดหวังที่รัฐบาลชุดใหม่นำคนนอกมาเป็น ครม.เศรษฐกิจ ทั้งที่ได้เสียงข้างมากในสภา เหตุใดจึงไม่นำคนที่ประชาชนเลือกมาทำหน้าที่แทน ส่วนที่นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ที่มาทำหน้าที่รมว.คลัง และนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ถือว่า มีประสบการณ์ด้านตลาดทุน ซึ่งเห็นด้วยที่มีนัยยะเข้ามาส่งเสริมด้านตลาดทุน แต่มีข้อสังเกตว่า ทั้งนายธีระชัย และนายกิตติรัตน์ เคยมีส่วนช่วยและปฏิเสธข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำผิดเรื่องการขายหุ้นของครอบครัวชินวัตร จึงเป็นคำถามในสายตาประชาชนว่า ทั้งหมดนี้เป็นการตอบแทนกันหรือไม่

รวมถึงทั้งสองคนไม่มีประสบการณ์หรือแสดงแนวคิดด้านเศรษฐกิจในช่วงการหาเสียงที่ผ่านมา แต่ผู้มีเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยกลับไม่ได้ตำแหน่งใดๆทั้งนาย โอฬาร ไชยประวัติ และนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช สิ่งสำคัญรัฐบาลใหม่ต้องรักษาเสถียรภาพทางการคลังให้เข้มแข็งต่อไปเหมือนที่ รัฐบาลชุดที่แล้วทำไว้ โดยยึดข้อตกลงที่กระทรวงการคลังทำไว้กับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงบประมาณ เพื่อเดินไปสู่งบประมาณสมดุล

ทั้งนี้ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นายธีระชัย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า “ขอบคุณทุกท่านที่แสดงความยินดีและให้กำลังใจครับ ผมขอบคุณท่านนายกยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทย ที่ให้ความไว้วางใจ ผมจะทำหน้าที่อย่างดีที่สุดเต็มความสามารถ”.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการเมือง
  • 10 สิงหาคม 2554, 14:15 น.

สิงหาคม 10, 2011 Posted by | เศรษฐกิจ, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , , , , , , | แสดงความคิดเห็น

ธปท.ชี้เศรษฐกิจสหรัฐฯส่อซึมยาว-เข้าสู่ภาวะถดถอย

9 สิงหาคม 2554, 20:20 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/192781.

Pic_192781

ผู้ว่าธปท.เผย ขณะนี้เงินบาทมีเสถียรภาพ แม้จะผันผวน ชี้จากปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐฯครั้งนี้ ส่อเค้าทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯจ่อซึมยาว และถดถอย เนื่องจากปัญหาครั้งนี้เกิดจากภาครัฐ ยากหาคนช่วยแก้ไข…

เมื่อวันที่ 9 ส.ค. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ช่วงนี้ค่าเงินบาทของไทยค่อนข้างเสถียรภาพ โดยค่าเงินบาทไม่ได้เคลื่อนไหวมาก แม้มีการปรับตัวอ่อนค่า และแข็งค่าบ้าง แต่ก็ถือว่าไม่ได้เปลี่ยนแปลง หรือเคลื่อนไหวผันผวนมากนัก เนื่องจากช่วงนี้ ตลาดมีทั้งความต้องการซื้อและขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯทั้ง 2 ทาง ทำให้ช่วงนี้ ธปท.ไม่ต้องเข้าไปดูแลค่าเงินมากนัก

“ค่าเงินบาท ขณะนี้ ไม่ได้เคลื่อนไหวมาก มีขึ้นมีลงบ้าง แต่ไม่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงมาก ความต้องการเงินบาทในตลาด ก็มีการซื้อและขาย ทำให้ขณะนี้เราไม่เข้าไปดูแลอะไรมากมาย ค่าเงินบาทขณะนี้ค่อนข้างมีเสถียรภาพ”นายประสาร กล่าว

ส่วนกรณีที่ บริษัทจัดอันดับเครดิต สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส (เอสแอนด์พี) ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือสหรัฐฯลง จากระดับ AAA สู่ AA+ และปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐฯที่มีแนวโน้มจะยืดเยื้อยาวนาน จะมีผลต่อตลาดเงินอย่างไรบ้างนั้น นายประสาร กล่าวว่า ในช่วง 2 ที่ผ่านมานี้ ยังไม่เห็นปฏิกิริยาอะไรต่อตลาดเงินมากนัก เนื่องจากเป็นเรื่องที่นักลงทุนต่างๆ คาดการณ์ไว้อยู่แล้ว โดยอาจจะขายหุ้นในตลาดเกิดใหม่บ้าง ซึ่งจะเห็นได้จากราคาหุ้นปรับตัวลดลง ขณะที่ในส่วนของค่าเงินในสกุลเงินเอเชียต่างๆ ก็ปรับตัวอ่อนตัวลง ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึงค่าเงินบาท ก็เปลี่ยนแปลงไม่มากนัก ส่วนกรณีที่สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส (S&P) ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือของสมาคมการจำนองแห่งชาติของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ (แฟนนีเม) และบรรษัทจำนองสินเชื่อบ้านของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ (เฟรดดี แมค) ลงสู่ระดับ AA+ จากระดับ AAA รวมทั้งยังได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของหน่วยงานอื่นๆ อีกหลายแห่งของรัฐบาลสหรัฐฯนั้น คิดว่า การปรับลดครั้งนี้คงไม่เหมือนปี 2551 ที่ เลห์แมน บราเธอร์ส ซึ่งเป็นวาณิชยกิจขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ล้ม ซึ่งเกิดวิกฤติการเงิน และความไม่น่าเชื่อถือในสถาบันการเงิน แต่การปรับลดครั้งนี้ น่าจะเป็นกรอบการทำงานของการจัดอันดับเครดิตที่จะต้องปรับเครดิตธนาคารของ รัฐให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจของประเทศ

“ปัญหาสถาบันการเงินของสหรัฐฯที่ผ่านมามีการแก้ไขปัญหาไปบ้างแล้วระดับหนึ่ง ไม่น่าจะมีปัญหารุนแรงเกิดขึ้นอีก แต่ปัญหาครั้งนี้เป็นปัญหาของภาครัฐ ในเรื่องระดับหนี้สาธารณะประเทศ ดังนั้นมองว่า ปัญหาครั้งนี้น่าจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึมยาว มากกว่าจะเกิดภาวะช็อคแรงของภาคเอกชนเหมือนปี 2551 ที่จะเกิดขึ้นในระยะสั้น หรือที่เรียกว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯเข้าสู่ภาวะถดถอย เพราะเป็นปัญหาระดับภาค ที่ยากจะหาคนมาช่วยเขาได้” นายประสาร กล่าว

สำหรับการดูแลปรับสัดส่วนการถือสินทรัพย์ในเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ในภาวะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงจากปัญหาเศรษฐกิจของ ธปท.ในขณะนี้นั้น ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า เรื่องการลดการถือครองสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯในทุนสำรองเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา เนื่องจากธนาคารกลางประเทศต่างๆ มีทางเลือกไม่มาก แต่ธนาคารกลางทุกแห่งต้องค่อยๆปรับ โดยตลอดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางประเทศต่างๆ ทั่วโลก ถือสินทรัพย์ที่เป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 70% ของสินทรัพย์ทั้งหมดในทุนสำรอง แต่ข้อมูลล่าสุดเมื่อไตรมาสแรกปีนี้ กลับพบว่า ได้ลดลงมาเหลือเพียง 50% เท่านั้น และได้มีการปรับไปถือสินทรัพย์ในรูปแบบสกุลอื่นๆบ้าง ซึ่งธปท.เองก็ปรับตัวไปในทิศทางเช่นนี้เหมือนกัน.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 9 สิงหาคม 2554, 20:20 น.

สิงหาคม 10, 2011 Posted by | เศรษฐกิจ, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , , , , | แสดงความคิดเห็น

ผลกระทบสหรัฐฯ ทำค่าเงินผันผวนระยะสั้น แนะเตรียมรับมือบาทแข็งหลังหายตกใจ

9 สิงหาคม 2554, 10:46 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/192675.

Pic_192675

แบงก์ชาติ ระบุ ผลกระทบจากสหรัฐฯ ทำให้ค่าเงินทั่วโลก และค่าเงินบาทผันผวนระยะสั้น แต่หลังจากหายตกใจคาดเงินบาทจะกลับมาแข็งค่า เนื่องจากพื้นฐานของไทยยังดี ยันธปท.ดูแลบาทใกล้ชิดให้เกาะกลุ่มไปกับภูมิภาค ช่วยผู้เกี่ยวข้องปรับตัวได้

นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายเสถียรภาพการเงิน กล่าวว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัญหาหนี้สินของรัฐบาลสหรัฐฯ และการปรับลดอันดับความน่าเชื่อของสหรัฐลดลงเหลือระดับ AA+ ในระยะสั้นจะส่งผลให้ค่าเงินทั่วโลกมีความผันผวนมาก รวมทั้งค่าเงินบาทที่จะมีความผันผวนมากขึ้น เพราะถือเป็นเหตุการณ์ที่หนักพอควร โดยตลาดการเงินทั่วโลกจะมีการปรับตัวในระยะสั้น โดยส่วนหนึ่ง เงินจะไหลเข้ามา เนื่องจากมีการขยายสินทรัพย์ในประเทศพัฒนาแล้วออกมา ขณะเดียวกัน ก็จะมีนักลงทุนที่กลัวความเสี่ยงขายสินทรัพย์ในประเทศตลาดเกิดใหม่ออกมาเช่น กัน

“ในส่วนของราคาทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูงนั้น เชื่อว่า คงมีนักลงทุนเข้าไปลงทุนเพิ่มขึ้น แต่ในส่วนของราคาน้ำมัน มองว่า จะกระทบจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนในรอบนี้ไม่มาก เพราะในที่สุดแล้ว ราคาน้ำมันจะมาจากปัจจัยพื้นฐาน คือ อุปสงค์ และอุปทานที่แท้จริงด้วยว่า เศรษฐกิจโลกในช่วงต่อไปจะเป็นอย่างไร”

รองผู้ว่าการ ธปท. กล่าวต่อว่า ในช่วงแรกแม้ว่าจะมีความผันผวน และมีเงินไหลออกไปบ้าง แต่เมื่อฝุ่นหายตลบแล้ว เชื่อว่า ทิศทางค่าเงินบาทจะปรับตัวในทิศทางที่แข็งค่าขึ้น เพราะจะมีเงินไหลกลับเข้ามาลงทุนในประเทศเหล่านี้ รวมถึงเศรษฐกิจไทยมากขึ้น เนื่องจากหลังจากที่นักลงทุนไตร่ตรองแล้ว จะพบว่า พื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศกลุ่มจี 3 สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งมีความอ่อนแอในการฟื้นตัว และไม่มีกระสุนเหลือทั้งนโยบายการเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะต่อไป ขณะที่ประเทศเกิดใหม่ยังมีความสามารถในการขยายตัวของเศรษฐกิจสูง และมีฐานะการคลังที่ดี ทำให้มีช่องทางในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากขึ้น นอกจากนั้น ประเทศเหล่านี้ยังมีโอกาสที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่อง เพราะจะต้องดูแลแรงกดดันที่เกิดขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนค่อนข้างมีความอ่อนไหว โดยหากในช่วงต่อไป มีปัจจัยที่ดีขึ้นในประเทศที่มีปัญหาเงินทุนก็จะวิ่งไปวิ่งมาได้

“ค่าเงินที่แข็งขึ้น ส่วนหนึ่งจะช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงลง ส่วนนี้เป็นส่วนที่ดี แต่ส่วนที่ไม่ดีคือค่าเงินบาทที่แข็งค่าอาจจะกระทบการส่งออก ดังนั้น จะต้องจับตาดู และช่วยกันดูแลให้ค่าเงินบาทของไทย เคลื่อนไหวไปเกาะกลุ่มกับประเทศในภูมิภาค เพราะถ้าค่าเงินแข็งด้วยกันทั้งหมด เราก็จะไม่มีปัญหาในเรื่องความสามารถในการแข่งขันในเรื่องการส่งออก เพราะค่าเงินทุกประเทศแข็งเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯโดย ธปท.ได้ติดตาม และดูแลค่าเงินบาทของไทยมาต่อเนื่อง เพื่อลดความผันผวนที่เกิดขึ้นไม่ให้กระทบต่อผู้ที่เกี่ยวข้องหรือกระทบต่อ การขยายตัวของเศรษฐกิจ”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 9 สิงหาคม 2554, 10:46 น.

สิงหาคม 9, 2011 Posted by | เศรษฐกิจ, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , , , , , , | แสดงความคิดเห็น

ธปท.เร่งหามาตรการภาษีคุมเงินนอกไหลเข้า

16 พฤศจิกายน 2553, 18:10 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127464.

Pic_127464

นางอัจนา ไวความดี

ธปท.เผย กำลังพิจารณามาตรการควบคุมเงินไหลเข้าด้วยการเก็บภาษีอย่างเข้มงวด มีทั้งเริ่มจากเบาไปหาหนัก การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ขณะเดียวกันต้องพิจารณาผลดีผลเสียที่จะเกิดขึ้นอย่างระมัดระวัง…

เมื่อวันที่ 16 พ.ย. นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.ยังคงพิจารณามาตรการเงินทุนไหลเข้าที่เข้มงวดขึ้น ขณะเดียวกันก็จะพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดกับประเทศ ในระยะยาว ทั้งนี้ธปท.ไม่ได้เพิกเฉยต่อกระบวนการที่จะทำให้อัตราดอกเบี้ยของไทยเข้าสู่ภาวะปกติ และมีความวิตกกังวลกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่แท้จริงที่ปัจจุบันยังติดลบ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเนื่องในระยะยาว สำหรับประเด็นที่ว่า ไทยกำลังพิจารณามาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้าอย่างเข้มงวด ด้วยการเก็บภาษีเงินทุนต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทยนั้น

นางอัจนา กล่าวว่า ประเทศต่างๆจำนวนมาก กำลังคิดหามาตรการเหล่านี้อยู่ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเรา จะไม่ได้คิดถึงประเด็นเหล่านี้ แต่มาตรการบางอย่างจะต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง พิจารณาถึงผลดีและผลเสียที่จะเกิดขึ้นจากมาตรการ

“ผลดีของมาตรการ ไม่มีหลักฐานในโลกบ่งชี้ว่า เมื่อใช้มาตรการเพื่อควบคุมเงินทุนไหลเข้าแล้ว จะสามารถลดปริมาณเงินทุนไหลเข้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าคนยังพยามหลบเลี่ยงหาช่องโหว่ เงินก็ยังคงไหลเข้ามาอยู่ดี แต่เมื่อใช้มาตรการควบคุมเงินทุนก็จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาว ส่วนประเทศที่ต้องการการลงทุนจากภาครัฐ และเอกชน ประเทศก็ต้องการเงินทุนไหลเข้า เพื่อนำไปลงทุนในอนาคตต่อไป” นางอัจนากล่าว

นางอัจนา กล่าวต่อว่า ธปท.เตรียมมาตรการดูแลเงินทุนไหลเข้าไว้จำนวนมาก โดยมีทั้งมาตรการเริ่มจากเบา ไปหาหนัก ซึ่งขึ้นอยู่กับสถานการณ์ หากเราต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่เป็นผลจากประเทศอื่นๆที่นำมาตรการควบคุมเงินทุนออกมาใช้ ซึ่งก็อาจมีผลกระทบเชิงลบต่อเรา.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 16 พฤศจิกายน 2553, 18:10 น.

สิงหาคม 9, 2011 Posted by | เศรษฐกิจ, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , , , , | แสดงความคิดเห็น

ธปท.จ่อคุมเงินไหลเข้าทำหุ้นไทยร่วงแรง 28.41 จุด

16 พฤศจิกายน 2553, 17:31 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127468.

Pic_127468

ปิดตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดัชนีเคลื่อนไหวที่ระดับ 1,000.73 จุด ลดลง 28.41 จุด มูลค่าการซื้อ-ขาย 46,143.25 ล้านบาท ด้านโบรกฯระบุหุ้นไทยร่วงรูดเพราะข่าวแบงก์ชาติเตรียมหามาตรการคุมเงินไหลเข้า…

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันอังคารที่ 16 พ.ย. 2553 ปิดตลาดที่ระดับ 1,000.73 จุด ลดลง 28.41 จุด มูลค่าการซื้อขายทั้งส้ิน 46,143.25 ล้านบาท หลักทรัพย์ที่เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น 70 หลักทรัพย์ ลดลง 358 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 84 หลักทรัพย์

สำหรับ 5 อันดับ ซื้อขายสูงสุดประจำวันนี้ ได้แก่ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) , บริษัท โพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) , บริษัท ปตท.เคมิคอล จำกัด (มหาชน) , บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

นายรักพงศ์ ไชยศุภรากุล ผู้จัดการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจและกลยุทธ์ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ในวันนี้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยปรับ ตัวลงเป็นไปตามทิศทางของดัชนีตลาดหุ้นต่างประเทศ ซึ่งปัจจัยหลักที่ทำให้นักลงทุนกังวลยังคงเป็นเรื่องจีนอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ส่วนสาเหตุที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับลงแรงกว่าตลาดหุ้นในภูมิภาค สาเหตุหลักมาจากกรณีข่าว ธปท.อยู่ระหว่างการศึกษามาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้า

ส่วนตลาดหุ้นภูมิภาค ส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง โดยดัชนีสเตรทไทม์ ตลาดหุ้นสิงคโปร์ ปิดตลาดที่ระดับ 3,212.10 จุด ลดลง 24.70 จุด ดัชนีฮั่งเส็ง ตลาดหุ้นฮ่องกง ปิดตลาดที่ระดับ 23,693.02 จุด ลดลง 334.16 จุด ดัชนีนิกเกอิ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปิดตลาดที่ระดับ 9,797.10 จุด ลดลง 30.41 จุด และดัชนีเวทเต็ด ตลาดหุ้นไต้หวัน ปิดตลาดที่ระดับ 8,312.21 จุด เพิ่มขึ้น 71.56 จุด.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 16 พฤศจิกายน 2553, 17:31 น.

สิงหาคม 9, 2011 Posted by | เศรษฐกิจ, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , , , , , , | แสดงความคิดเห็น