ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Posts Tagged ‘ธนาคารอาคารสงเคราะห์

2 สิงหาคม 2554, 16:28 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/191006.

Pic_191006

ธอส.ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากทุกประเภทอีก 0.15 – 0.40% ต่อปี และเงินกู้อีก 0.25% มีผลตั้งแต่วันนี้(2 ส.ค.)

เมื่อวันที่ 2 ส.ค. นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธนาคารได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ และตั๋วสัญญาใช้เงินทุกประเภทอีก 0.15 – 0.40% ต่อปี มีผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ และตั๋วสัญญาใช้เงิน สำหรับยอดเงินฝากต่ำกว่า 3 ล้านบาท ประเภท 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี และ 2 ปี เท่ากับ 2.25 % 2.50% 2.75% และ 3.25% ต่อปี ตามลำดับ ส่วนยอดเงินฝากตั้งแต่ 3 ล้านบาทขึ้นไป อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ และตั๋วสัญญาใช้เงิน ประเภท 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี และ 2 ปี เท่ากับ 2.50% 2.75% 3.00% และ 3.50% ต่อปี ตามลำดับ นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ และตั๋วสัญญาใช้เงิน ประเภท 3 ปี และ 5 ปี ปรับขึ้นเป็น 3.75% ต่อปี และ 3.85% ต่อปี ตามลำดับ

สำหรับเงินฝากประจำสินเคหะ ปรับขึ้นจากเดิม 2.60% ต่อปี เป็น 2.75% ต่อปี กรณีฝากครบ 2 ปี รับดอกเบี้ยบวกเพิ่มอีก 1.00% เป็น 3.75 % ต่อปี ส่วนเงินฝากกระแสรายวันปรับเพิ่มจากเดิม 0.25% ต่อปี เป็น 0.50% ต่อปี ด้านอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ธนาคารได้ปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับลูกค้ารายย่อยทั่วไป (MRR) และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ประเภทแฟลตให้เช่า (MLR) อีก 0.25% จากเดิม 6.875% เป็น 7.125% ต่อปี มีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 2 ส.ค.54

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 2 สิงหาคม 2554, 16:28 น.

27 กรกฎาคม 2554, 19:45 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/189557.

Pic_189557

ธอส. แถลงผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรกของปี 2554 สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ทั้งสิ้น 49,817 ล้านบาท จากเป้าทั้งปี 99,000 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 4,068 ล้านบาท ส่วนสินเชื่อบ้านดอกเบี้ย 0% นาน 5 ปี ต้องรอความชัดเจนจากรัฐบาลใหม่ก่อน

เมื่อวันที่ 27 ก.ค. นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) แถลงถึงผลการดำเนินงานธนาคาร 6 เดือนแรกของปี 2554 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนว่า ธนาคารมีผลกำไรสุทธิจำนวน 4,068 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.03% โดย 6 เดือนที่ผ่านมา ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ทั้งสิ้น 70,881 บัญชี เป็นเงิน 49,817 ล้านบาท จากเป้าสินเชื่อทั้งปี 99,000 ล้านบาท มียอดสินเชื่อคงค้างทั้งสิ้น 671,036 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.21% มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่ไม่รวมหนี้ส่วนขาด จำนวน 48,652 ล้านบาท คิดเป็น 7.45% ของยอดสินเชื่อรวม ลดลง 0.37% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2553 ที่มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เท่ากับ 7.82% ขณะที่ทรัพย์สินที่ไม่ ก่อให้เกิดรายได้ (NPA) คงเหลือจำนวน 5,101 ล้านบาท โดยครึ่งปีแรกธนาคารสามารถจำหน่ายทรัพย์ NPA ได้ทั้งสิ้น 1,403 ล้านบาท และในวันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม 2554 ธนาคารจะจัดประมูลขายทรัพย์มือสองครั้งที่ 2/2554 พร้อมกันทั่วประเทศ มีทรัพย์สินกว่า 3,000 รายการ มอบส่วนลดสูงสุด 30% จูงใจด้วย เงื่อนไขผ่อนดาวน์ได้นาน 12 เดือน ดอกเบี้ย 0% ส่วนที่เหลืออีก 90% สามารถขอสินเชื่อได้เต็มจำนวน

สำหรับแผนการดำเนินงานจากนี้ไป ธนาคารยังคงมุ่งสานต่อโครงการสินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำ สร้างโอกาสให้คนไทยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง สำหรับนโยบายด้านเงินฝาก ยังคงเน้นเพิ่มสัดส่วนลูกค้าเงินฝากรายย่อยเพิ่ม ขึ้น โดยมุ่งรักษาฐานลูกค้าเงินฝากเดิม และเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ ด้วยผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่สามารถตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าในแต่ละ กลุ่มได้ ซึ่งที่ผ่านมา ธอส.ได้ออกผลิตภัณฑ์เงินฝากใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี ส่วนความคืบหน้าโครงการบ้านหลังแรก 0% 2 ปี วงเงิน 25,000 ล้านบาท หลังจากที่ลูกค้าได้ยื่นกู้เต็มวงเงินไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน ที่ผ่านมา สำหรับยอดอนุมัติ ณ วันที่ 24 ก.ค.54 อนุมัติแล้ววงเงิน 11,761 ล้านบาท ในส่วนที่เหลือธนาคารจะเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว

“แนวโน้มตลาด อสังหาริมทรัพย์ครึ่งปีหลังยังคงมีปัจจัยบวก คือแนวโน้มเศรษฐกิจยังเติบโตได้ดี ความชัดเจนในการก่อสร้างเส้นทางขนส่งมวลชนสายใหม่ รัฐบาลใหม่มีนโยบายในการสนับสนุนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการ และการปรับค่าแรงขั้นต่ำ อย่างไรก็ตามในครึ่งหลังยังคงมีปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ เงินเฟ้อที่มีอัตราเร่งตัวขึ้น ราคาน้ำมัน ค่าแรง และราคาวัสดุก่อสร้างปรับตัวเพิ่มขึ้น อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น มาตรการเข้มงวดของธนาคารแห่งประเทศไทย การเมืองในประเทศ ภัยธรรมชาติ และปัจจัยต่างประเทศ เช่น วิกฤตการเงินในกลุ่มประเทศ EURO ความร้อนแรงของเศรษฐกิจและตลาดที่อยู่อาศัยในประเทศจีน” นายวรวิทย์ กล่าว

กรรมการผู้จัดการธอส. กล่าวต่อว่า ในช่วงครึ่งหลังปี 2554 ผู้ประกอบการบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีการประกาศเปิดโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ อีกไม่ต่ำกว่า 50,000 หน่วย ทั้งนี้ จำนวนหน่วยคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ในปี 2554ยังคง เพิ่มขึ้นกว่าปี 2553 (คอนโดมิเนียมเปิดตัวใหม่ครึ่งแรกปี 2554 มีสัดส่วน 50% หรือจำนวนประมาณ 26,560 หน่วย จากที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่ทั้งหมด 53,100 หน่วย ในขณะที่ครึ่งแรกปี 2553 มีสัดส่วน 45% หรือจำนวน 22,400 หน่วย จากที่อยู่อาศัยที่เปิดตัวใหม่ทั้งหมดประมาณ 49,500 หน่วย) ส่วนโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบที่เปิดตัวใหม่ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ส่วนใหญ่จะกระจายตัวออกไปสู่บริเวณกรุงเทพฯ รอบนอกและจังหวัดปริมณฑล เนื่องจากแปลงที่ดินในกรุงเทพฯ ชั้นในหาได้ยากและมีราคาแพงเกินไป

นายวรวิทย์ กล่าวถึงการดำเนินนโยบายตามรัฐบาลใหม่ที่จะมีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ ซึ่งได้มีการหาเสียงไว้เกี่ยวกับโครงการบ้านหลักแรก 0% นาย 5 ปีว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับการประสานงานอย่างเป็นทางการ แต่ก่อนหน้านี้ได้หารือกับกระทรวงการคลังเกี่ยวกับนโยบายหาเสียงของ พรรคการเมืองต่างๆ และมีการเตรียมข้อมูลไว้พร้อมแล้ว

“ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดของวงเงินที่ จะต้องเตรียมรองรับโครงการดังกล่าวและกลุ่มเป้าหมาย แต่คาดว่าน่า จะเป็นโครงการสำหรับผู้ซื้อบ้านในราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยให้การผ่อนชำระค่างวดเท่ากับค่าเช่าบ้าน ที่เฉลี่ยอยู่ที่ 3,000-5,000 บาท/เดือน”กรรมการผู้จัดการธอส. กล่าว

นายวรวิทย์ กล่าวด้วยว่า เบื้องต้นประเมินว่าโครงการดังกล่าวอาจต้องเตรียมวงเงินรองรับประมาณ 50,000 ล้านบาท ซึ่งจะกระทบต่อกำไรของธนาคารประมาณ 1,500 ล้านบาท ภายใต้ต้นทุนของธนาคารอยู่ที่เฉลี่ย 3% แต่ไม่ได้เป็นปัญหา เนื่องจากการดำเนินงานตามปกติของธนาคารมีผลกำไรอยู่แล้ว

“เราพร้อมที่จะทำ เหลือเพียงรอเรื่องราคาบ้านต่อหน่วย และวงเงินที่จะรองรับ ส่วนวิธีการปล่อยก็คงไม่แตก ต่างไปจากการปล่อยสินเชื่อปกติ ถ้า 0% นาย 5 ปี น่าจะมีเงื่อนไขที่ลูกค้าต้องอยู่กับเรา 10 ปี เพราะภาครัฐและธนาคารต้องแบกรับภาระต้นทุนแล้ว 5 ปี…ต้องกระทบกำไรแบงก์แน่นอน อย่างน้อย 1,500 ล้านบาท แต่ก็ไม่ได้ทำให้แบงก์ถึงขาดทุน ซึ่งโครงการเดิม 0% 2 ปี กระทบกำไร 750 ล้านบาท แต่โดยรวมเราก็ยังมีกำไร”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 27 กรกฎาคม 2554, 19:45 น.

11 พฤศจิกายน 2553, 06:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/126024.

Pic_126024

“ขรรค์ ประจวบเหมาะ” อำลา ธอส.หลังอยู่ครบ 2 วาระ 8 ปี กรุยทางสู่ความฝันสำเร็จ หลังยกระดับ ธอส.เป็นแบงก์ที่สร้างความสุขแก่คนไทยได้เกือบ 2 ล้านคน ธุรกิจเติบโตในทุกด้าน มั่นใจเอ็มดีบริหารองค์กรได้ แต่อย่ามองข้ามการบริหารคน

นายขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยก่อนที่จะพ้นจากตำแหน่งในวันที่ 15 พ.ย.นี้ หลังจากที่นั่งบริหารงานมายาวนานถึง 8 ปี จนทำให้ ธอส.กลายเป็นธนาคารเพื่อที่อยู่อาศัยอย่างสมบูรณ์แบบว่ามีการเติบโตในทุกด้านพร้อมๆกัน ทั้งสินเชื่อ เงินฝากและทรัพย์สิน โดยประมาณการว่าได้ช่วยทำให้คนไทยมีบ้านเป็นของตนเองเกือบถึง 2 ล้านคน และมีความภาคภูมิใจมากที่สุด การมอบชีวิตความเป็นอยู่ ที่ดีขึ้น

“ตัดสินใจมานั่งในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ เพราะอยากช่วยให้คนไทยมีบ้านเป็นของตนเองได้ง่ายขึ้น เนื่องจากช่วงปี 45 ประเทศไทยเพิ่งจะ ผ่านพ้นวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 40 แต่ในช่วงก่อนนั้นปี 38-39 ผมคิดว่ามีคนไทยที่มีโอกาสซื้อบ้านเป็นของตนเองน้อยมาก อัตราดอกเบี้ยเงินซื้อบ้านสูงมากถึง 13-14% แถมธนาคารเองก็ปล่อยสินเชื่อบ้านยากมาก อายุการปล่อยกู้ก็สั้นเพียง 15 ปี ไม่ถึง 20 ปีด้วยซ้ำ”

นายขรรค์กล่าวว่า จากผลงาน ธอส.เมื่อปี 44 ก่อนที่จะเข้ามารับตำแหน่ง ธอส.มีสินทรัพย์รวม 329,000 ล้านบาท มาในปีนี้จะมีถึง 714,288 ล้านบาท ด้านสินเชื่อเมื่อปี 44 มียอดสินเชื่อคงค้าง 285,719 ล้านบาท ในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 656,498 ล้านบาท เงินฝากปี 44 มีจำนวน 217,210 ล้านบาท ในปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 581,017 ล้านบาท ส่วนทางกำไรเมื่อปี 44 มี 1,620 ล้านบาท ในปีนี้คาดว่าจะมีกำไรถึง 3,128 ล้านบาท เท่ากับว่ามีการเติบโตแบบก้าวกระโดด และความมั่นคงเพิ่มขึ้นกว่า 100% ในทุกๆด้าน ขณะที่ความเสี่ยงของธนาคารคือ ยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล ก็ทยอยปรับตัวลดลงจากปี 44 ที่มี 17.55% ปัจจุบันเหลือ 11.48%

กรรมการผู้จัดการ ธอส. กล่าวต่อว่า ในปี 45 ธอส.เริ่มที่จะปล่อยกู้แบบขั้นบันได โดยในปีแรกผู้กู้จะจ่ายอัตราดอกเบี้ยต่ำมากๆ แต่ในปีต่อๆไป จะค่อยๆขยับขึ้น เช่น อัตราดอกเบี้ย 3% ในปีแรก ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 4% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 5% หลังจากปีที่ 3 เป็นต้นไป คิดอัตราดอกเบี้ยเอ็มอาร์อาร์ลบ 0.50-1% เป็นต้น ซึ่งการนำเสนอบริการรูปแบบสินเชื่อใหม่ๆของ ธอส.ทำให้เกิดจุดประกายการแข่งขันปล่อยสินเชื่อของธนาคารเอกชนในเวลาต่อมา เพราะธนาคารเอกชนเริ่มมองเห็นผลดีจากการปล่อยสินเชื่อบ้าน เนื่องจากสินเชื่อที่อยู่อาศัยนั้น มีที่ดินและสิ่งที่ก่อสร้างเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน จึงมีความเสี่ยงต่ำ

นายขรรค์กล่าวอีกว่า การบริหารกิจการธนาคารในอนาคต ภายใต้การแข่งขันรุนแรง ถือเป็นสิ่งที่ท้าทายการทำงานของนายแบงก์ในปัจจุบัน เพราะยอดสินเชื่อของธนาคารระดับ 700,000 ล้านบาท มีส่วนแบ่งสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ในตลาดถึง 37% มากเป็นอันดับหนึ่งของระบบธนาคารก็ตาม แต่หากพิจารณาเฉพาะสินเชื่อปล่อยใหม่สุทธิแล้วมีอัตราการขยายตัวไม่มากนัก โดยในปีนี้คาดว่า จะมีสินเชื่อใหม่เพียง 49,000 ล้านบาท คิดเป็นมาร์เกตแชร์ในตลาดเพียง 24-25%

ส่วนนายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการผู้จัดการคนใหม่นั้น เรื่องฝีมือคงไม่มีปัญหา  แต่อยากฝากไปถึงเรื่องการบริหารจัดการคน  ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะการบริหารไม่ได้อยู่ที่กรรมการผู้จัดการเพียงคนเดียว แต่ขึ้นอยู่กับรองผู้จัดการและพนักงานทุกระดับชั้น    ที่จะต้องมีความสามัคคีและมองไปทิศทางเดียวกัน.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 11 พฤศจิกายน 2553, 06:00 น.

19 กรกฎาคม 2554, 15:18 น.

ธอส.ออกเงินฝากรูปแบบใหม่ ดอกเบี้ยสูงสุด7.50%ต่อปี.

Pic_187510

ธอส.เสนอผลิตภัณฑ์เงินฝากประจำรูปแบบใหม่ “เงินฝากประจำขั้นบันได 9 เดือน” ดอกเบี้ยสูงสุด 7.50% ต่อปี รับดอกเบี้ยรายเดือน

เมื่อวันที่ 19 ก.ค. นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธนาคารได้จัดทำผลิตภัณฑ์เงินฝากประจำขั้นบันได 9 เดือน (Step Up) รับดอกเบี้ยสูงสุด 7.50% ต่อปี โดยอัตราดอกเบี้ยเดือนที่ 1 – 3 เท่ากับ 3% ต่อปี เดือนที่ 4 – 6 รับดอกเบี้ย 3.25% ต่อปี เดือนที่ 7 – 8 รับดอกเบี้ย 3.50% ต่อปี ส่วนในเดือนที่ 9 รับอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 7.50% ต่อปี ทำให้อัตราดอกเบี้ย 9 เดือน เฉลี่ย 3.69% ต่อปี ลูกค้าสามารถรับดอกเบี้ยรายเดือนได้ เงื่อนไขเปิดบัญชีและฝากขั้นต่ำรายการละ 10,000 บาท ทั้งนี้เพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าเงินฝากประจำ

“นอกจากนี้ ธนาคารยังมีผลิตภัณฑ์เงินฝากออมทรัพย์ที่ได้รับผลตอบแทนสูง “เงินฝากซุปเปอร์ออมทรัพย์พิเศษ” เพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าที่ไม่ต้องการฝากเงินในรูปแบบประจำ อัตราดอกเบี้ยสูงถึง 3.00% ต่อปี เงื่อนไขเปิดบัญชีขั้นต่ำ 100,000 บาท สามารถถอนได้เดือนละครั้ง และพิเศษจริงๆ สำหรับดอกเบี้ยรับไม่เกิน 20,000 บาท ต่อปี ไม่ต้องเสียภาษี เปิดบัญชีได้ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 29 ก.ค.54 นี้เท่านั้น” นายวรวิทย์ กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 19 กรกฎาคม 2554, 15:18 น.

14 กรกฎาคม 2554, 19:30 น.

ธอส.คัดทรัพย์ NPA คุณภาพ เปิดประมูล 6 ส.ค.นี้ พร้อมกันทั่วประเทศ.

Pic_186370

ธอส.คัดทรัพย์ NPA คุณภาพ กว่า 3,000 รายการ ประมูลขายพร้อมกันทั่วประเทศพร้อมพิสูจน์ความคุ้มค่าเปิดทรัพย์ให้ชมก่อน ประมูลจริง เสาร์ที่ 6 ส.ค.นี้

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส.กำหนดจัดประมูลขายทรัพย์ NPA ครั้งที่ 2/2554 ในวันเสาร์ที่ 6 ส.ค. นี้ โดยเป็นทรัพย์ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล จำนวน 230 รายการ และทรัพย์สินใน ภูมิภาคอีกกว่า 2,800 รายการ โดยทรัพย์สินที่นำมาประมูลขายครั้งนี้ ได้แก่ ที่ดินเปล่า บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ ห้องชุด และอาคารพาณิชย์ ทั้งนี้ ธนาคารได้คัดทรัพย์ในทำเลดี ราคาต่ำกว่าราคาตลาด เข้าร่วมในการประมูลฯ ครั้งนี้ด้วย นับเป็นโอกาสดีสำหรับลูกค้าที่ต้องการหาซื้อที่อยู่อาศัยในช่วงนี้ บ้านมือสอง ธอส.ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้ลูกค้ามีบ้านได้ง่ายยิ่งขึ้น เพราะนอกจากจะได้บ้านในทำเลที่ถูกใจแล้ว ยังได้รับส่วนลดสูงถึง 20 – 50% อีกด้วยนอกจากนี้ยังมีแคม เปญ “เงินดาวน์ผ่อนได้” โดยลูกค้าที่ประมูลซื้อทรัพย์ NPA ธอส.สามารถผ่อนชำระเงินดาวน์ (10% ของราคาที่ประมูลซื้อได้) ได้นาน 12 เดือน ด้วยอัตราดอกเบี้ย 0% ส่วนที่เหลืออีก 90% สามารถขอสินเชื่อกับธนาคารได้เต็มจำนวน ผ่อนชำระได้นานสูงสุด 30 ปี ทั้งนี้ในช่วงผ่อนดาวน์หากลูกค้าประสงค์จะเข้าอยู่อาศัย เพียงวางเงินประกันการเข้าอยู่อาศัยเพียง 1.5% ของราคาที่ประมูล

ทั้งนี้ลูกค้าสามารถติดต่อขอดูทรัพย์ได้ก่อนวันประมูล หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายบริหารทรัพย์สิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ สำนักงานใหญ่ โทร 0-2202-1822 0-2202-1582 และ 0-2202-1016 หรือทุกสาขาทั่ว ประเทศ และสามารถเข้าชมทรัพย์ได้ที่ http://www.ghbhomecenter.com

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 14 กรกฎาคม 2554, 19:30 น.

28 มิถุนายน 2554, 22:30 น.

ธอส.เสนอผลิตภัณฑ์เงินฝากรูปแบบใหม่ “ซุปเปอร์ออมทรัพย์พิเศษ”.

Pic_182441

ธอส. เสนอผลิตภัณฑ์เงินฝากออมทรัพย์รูปแบบใหม่ “ซุปเปอร์ออมทรัพย์พิเศษ” ดอกเบี้ยสูงถึง 3.00% ต่อปี เงื่อนไขเปิดบัญชีขึ้นต่ำ 100,000 บาท กำหนดจำนวนเงินที่ฝาก – ถอน ครั้งต่อไป ไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท ถอนได้เดือนละ 1 ครั้ง…

เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การ แข่งขันอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของแต่ละสถาบันการเงินในปัจจุบัน ธนาคารจึงเสนอทางเลือกใหม่เอาใจลูกค้าเงินฝากรายย่อย ด้วยผลิตภัณฑ์เงินฝาก “ซุปเปอร์ออมทรัพย์พิเศษ” ดอกเบี้ยสูงถึง 3.00% ต่อปี เงื่อนไขเปิดบัญชีขึ้นต่ำ 100,000 บาท โดยกำหนดจำนวนเงินที่ฝาก – ถอน ครั้งต่อไป ไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท สามารถถอนได้เดือนละ 1 ครั้ง (กรณีถอนเกินจากที่ธนาคารกำหนด จะคิดค่าธรรมเนียม 0.50% ของจำนวนเงินที่ถอน แต่ไม่น้อยกว่า 500 บาท) ทั้งนี้จะรับฝากเฉพาะลูกค้ารายย่อย และนิติบุคคลไม่แสวงหากำไร

นายวรวิทย์ กล่าวต่อว่า สำหรับเงินฝาก “ซุปเปอร์ออมทรัพย์พิเศษ” เป็นผลิตภัณฑ์เงินฝากออมทรัพย์รูปแบบใหม่ที่ธนาคารได้คิดค้นขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าที่ไม่ต้องการฝากเงินในรูปแบบเงินฝากประจำ แต่ได้รับดอกเบี้ยเทียบเคียงเงินฝากประจำ โดยเงินฝากดังกล่าว จะได้รับผลตอบแทนคุ้มเกินคุ้มกับดอกเบี้ยที่สูงถึง 3.00% ต่อปี นอกจากนี้ยังได้สิทธิพิเศษไม่ต้องเสียภาษีอีกด้วยสำหรับดอกเบี้ยรับต่อปีไม่เกิน 20,000 บาท

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 28 มิถุนายน 2554, 22:30 น.

23 มิถุนายน 2554, 19:35 น.
ปี55ธอส.ลุยปล่อยสินเชื่ออสังหาฯ-อพาร์ทเม้นท์ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_181259

ธอส.เตรียมปล่อยสินเชื่อโครงการอสังหาริมทรัพย์และอพาร์ทเม้นท์ในปีหน้า ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปี  หลังเกิดฟองสบู่ตั้งแต่ปี 2540

เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ในปีหน้า ธอส.จะเริ่มปล่อยสินเชื่อโครงการอสังหาริมทรัพย์และอพาร์ทเม้นท์เป็นครั้ง แรกในรอบ 14 ปีหลังจากที่ไทยประสบกับภาวะฟองสบู่แตกตั้งแต่ ปี 2540 ทำให้ ธอส.ต้องหยุดการปล่อยสินเชื่อโครงการอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมด เพื่อให้ตลาดดูดซับปริมาณที่อยู่อาศัย ที่ล้นตลาดออกไปหมด เพื่อลดความเสี่ยงฟองสบู่ในอสังหาริมทรัพย์ที่จะหวนกลับมาอีกครั้ง

กรรมการผู้จัดการ ธอส. กล่าวต่อว่า ขณะนี้ ภาคอสังหาริมทรัพย์ของไทยมีเครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยงภาวะฟองสบู่มากขึ้น แตกต่างจากปี40 ที่ไม่มีเครื่องมือในการชี้วัดความเสี่ยงเลย ทำให้เมื่อฟองสบู่แตกแล้ว สินเชื่อที่ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้ในช่วงนั้นกลายเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) จำนวนมาก แต่ปัจจุบัน ธอส.มีศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ในการสนับสนุนข้อมูลเชิงธุรกิจ ที่สำคัญบริษัทประเมินอสังหาริมทรัพย์ก็ถูกกำกับดูแลอย่างเข้มงวดอยู่ภายใต้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต) ทำให้เสี่ยง ความไม่น่าเชื่อถือ และการตีราคาที่ดินที่สูงเกินจริงไม่มีอีกแล้ว

“ที่ผ่านมา ธอส.มีหนี้เอ็นพีแอลค่อนข้างมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเอ็นพีแอลที่ตกค้างมาจากปี40 ทำให้ปัจจุบันเอ็นพีแอล ของธนาคารยังอยู่ในระดับสูงประมาณ 7.5% ของยอดสินเชื่อคงค้างประมาณ 50,000 ล้านบาท ขณะเดียวกัน เราก็ทำตามนโยบายของรัฐบาล เช่น โครงการปล่อยกู้ 0% นาน 2 ปี ทำให้อัตราผลตอบแทนในอนาคตหรือ ยิว ไม่ค่อนดี จึงจำเป็นต้องวางแผนลดหนี้และเพิ่มรายได้ให้สูงขึ้น” นายวรวิทย์ กล่าว

นายวรวิทย์ กล่าวต่อว่า การปล่อยสินเชื่อโครงการและอพาร์ทเม้นท์นั้น ในหลักการแล้ว ธอส.ทำได้ เพราะเป็นเรื่องของการสร้างที่อยู่อาศัยไม่ใช่การก่อสร้างโรงงานหรือโรงแรม โดยในปีหน้า ธอส.จะตั้งทีมเฉพาะกิจขึ้นมาหนึ่งชุด เพื่อรับผิด ชอบเรื่องนี้โดยตรง เนื่องจากการปล่อยสินเชื่อโครงการต้องใช้บุคคลกรที่มีความรู้ ความสามารถไม่ใช่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสาขา เพราะต้องมีการพิจารณาอย่างละเอียดรวมถึงการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ตั้งแต่ เริ่มต้นโครงการ เพื่อให้ผู้ซื้อบ้านในโครงการเข้ามาเป็นลูกค้าสินเชื่อของ ธอส.ได้ด้วย

นายวรวิทย์ กล่าวด้วยว่า การปล่อยกู้โครงการอสังหาริมทรัพย์มีข้อดีคือ จำนวนเงินที่ปล่อยกู้มีมาก ทำให้มีกำไรจากอัตราดอกเบี้ยมากขึ้น ขณะเดียวกันการที่ ธอส.เป็นผู้สนับสนุนโครงการก็จะได้รับสิทธิ์ปล่อยกู้ผู้ซื้อบ้านในโครงการ ก่อน ซึ่งวิธี การนี้ จะทำให้ ธอส.ขยายสินเชื่อได้อย่างรวดเร็วและมีความเสี่ยงต่ำ ส่วนการปล่อยกู้เพื่อซื้อที่ดินเปล่าจะยังไม่มีการอนุมัติ เพราะเกรงว่า จะทำให้การเก็งกำไรในที่ดินหวนกลับคืนมาอีก

สำหรับการแก้ไขหนี้เอ็นพีแอลนั้น ในปีนี้ จะตัดขายเอ็นพีแอลด้วยวิธีการประมูลประมาณ 3,000 ล้านบาทซึ่งจะทำให้เงินที่สำรองไว้ตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สามารถบันทึกกลับมาเป็นกำไรได้ และมีแผนที่เปิดประมูลหนี้รอการขาย (เอ็นพีเอ) อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดภาระธนาคารและลดเอ็นพีแอลให้ได้ปีละ 1% โดยตั้งเป้าหมายว่า ในอีก 2-3 ปีข้างหน้าเอ็นพีแอลจะลดลงเหลือ 5% ของยอดสินเชื่อคงค้างทั้งหมด

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 23 มิถุนายน 2554, 19:35 น.

14 มิถุนายน 2554, 16:42 น.
ยอดกู้บ้านหลังแรกดอก0% หมดเกลี้ยง2.5หมื่นล้านภายใน1เดือน – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_178985

ธอส. เผยยอดยื่นกู้บ้านหลังแรกดอกเบี้ย 0% เป็นเวลา 2 ปี หมดเกล้ียง 2.5 หมื่นล้าน ภายใน 1 เดือน พร้อมเปิดรับยื่นกู้สำรองอีกกว่า 5 พันล้าน

เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยถึงกระแสตอบรับโครงการบ้านหลังแรกอัตราดอกเบี้ย 0% ระยะเวลา 2 ปี เป็นไปตามคาด ขณะนี้วงเงิน 25,000 ล้านบาท หมดเกลี้ยงภายในระยะเวลาเพียง 1 เดือน ซึ่งจากการพิจารณาเบื้องต้นของลูกค้าที่ยื่นขอสินเชื่อในโครงการดังกล่าว คาดว่า อาจจะไม่ผ่านเกณฑ์ความสามารถที่ธนาคารกำหนดประมาณ 10 – 20% เพราะฉะนั้นก็จะทำให้มีวงเงินเหลือจากวงเงินที่ยื่นกู้มาประมาณ 3,000 – 5,000 ล้านบาท ซึ่งประชาชนยังสามารถยื่นขอสินเชื่อ จาก ธอส.ได้อีกจนกว่าวงเงินอนุมัติและทำนิติกรรมครบ 25,000 ล้านบาท

นายวรวิทย์ กล่าวต่อว่า จากการพิจารณาข้อมูลการยื่นกู้ของลูกค้าโครงการบ้านหลังแรกทั่วประเทศ พบว่าภายใต้กรอบวงเงิน 25,000 ล้านบาท มีลูกค้ายื่นกู้ทั้งสิ้น 18,583 ราย วงเงินเฉลี่ยรายละ 1.35 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นสัดส่วนลูกค้า เขตกรุงเทพและปริมณฑล 45% ที่เหลือเป็นลูกค้าในส่วนภูมิภาค อีก 55% ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการ ที่ต้องการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ที่อยู่อาศัยในอัตราดอกเบี้ยต่ำ และสร้างโอกาสให้ประชาชนคนไทยมีบ้านเป็นของตนเองให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ยังสามารถกระจายเม็ดเงินสินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำ ไปสู่ลูกค้ารายย่อยในภูมิภาคได้เช่นกัน สำหรับยอดอนุมัติสินเชื่อบ้านหลังแรก ณ วันที่ 14 มิ.ย.54 อนุมัติแล้ววงเงิน 6,000 ล้านบาท ในส่วนที่เหลือธนาคารจะเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว

“โครงการสินเชื่อบ้านหลังแรก ธอส. ที่สร้างความคึกคักให้กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และแวดวงสถาบันการเงินเป็นอย่างมาก นับว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายและที่สำคัญผู้ได้รับประโยชน์ก็คือประชาชน เพราะนอกจากประชาชนจะได้สิทธิประโยชน์อัตราดอกเบี้ยต่ำ 0% ระยะเวลา 2 ปีแรกแล้ว รัฐบาลยังช่วยรับภาระค่าจดจำนอง 1% และค่าโอนสูงสุด 1% อีกด้วย โครงการนี้สามารถตอกย้ำภารกิจหลัก ธอส.ในการช่วยเหลือคนไทยให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองอีกทั้งยังเป็นกลไก หลักของภาครัฐในการช่วยเหลือประชาชนให้เข้าถึงแหล่งเงินกู้ที่อยู่อาศัยดอกเบี้ยต่ำได้” กรรมการผู้จัดการธอส. กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 14 มิถุนายน 2554, 16:42 น.

31 พฤษภาคม 2554, 18:40 น.
คลังดึง 3 แบงก์รัฐให้บริการเอทีเอ็มฟรี – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_175577

คลังดึง 3 แบงก์รัฐ ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และไอแบงก์ เปิดโอน-กด เอทีเอ็มโดยไม่คิดค่าธรรมเนียม

เมื่อวันที่ 31 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานจากธนาคารออมสินว่า นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ในการลงนามโครงการเชื่อมโยงบริการทางการเงินระหว่างสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐหรือ SFI Network ระหว่าง 3 ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐประกอบด้วยธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยหรือไอแบงก์ เพื่อลดค่าธรรมเนียนให้แก่ลูกค้าที่ถือบัตรเอทีเอ็มทั้ง 3 ธนาคาร ในการถอนเงินสด หรือโอนเงินข้ามธนาคาร เป็นต้น

นายอารีพงศ์ กล่าวว่า ความร่วมมือของทั้ง 3 ธนาคาร เกิดจากการคิดค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชย์ที่แพงเกินความจริงในช่วงที่ประชาชนต้องประสบกับภัยน้ำท่วมเมื่อปลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ที่ได้รับอยู่นั้น มีเพียงเล็กน้อย หากโอนเงินผ่านเครื่องเอทีเอ็มไปยังญาติพี่น้องในต่างจังหวัดที่ประสบภัยน้ำท่วมแล้ว อัตราดอกเบี้ยที่เคยได้รับก็หมดไป กระทรวงการคลังจึงขอความร่วมมือไปยังธนาคารทั้ง 3 แห่ง ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ลูกค้าและประชาชนที่ใช้บริการผ่านเครื่องเอทีเอ็มโดยไม่คิดค่าธรรมเนียมหรือฟรี

สำหรับรายละเอียดการยกเว้นค่าธรรมเนียมประกอบด้วย 1.ค่าธรรมเนียมทำบัตรเอทีเอ็ม แรกเข้าและรายปี (ปีแรก) ฟรี 2.ค่าธรรมเนียมการทำรายการที่เครื่องเอทีเอ็ม กรณีธนาคารตนเองและข้ามเขต ถอนเงิน โอนเงินภายในบัตร โอนเงินภายในธนาคารและสอบถามยอด ฟรี 3.ค่าธรรมเนียมการทำรายการที่เครื่องเอทีเอ็ม ต่างธนาคารข้ามเขต ถอนเงิน โอนเงินภายในบัตรและสอบถามยอด ฟรี 4.ค่าธรรมเนียมการทำรายการที่เครื่องเอทีเอ็ม ต่างธนาคารในเขตพื้นที่เดียวกัน ถอนเงิน โอนเงินภายในบัตร สอบถามยอด ฟรี และ5.ค่าธรรมเนียมทำรายการที่เครื่องเอทีเอ็ม ต่างธนาคารทุกพื้นที่ที่ทำราย การในเดือนเดียวกัน ไม่เกินจำนวนครั้งที่กำหนดของแต่ละธนาคาร ฟรี

“โครงการ SFI Network จะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 18 มิ.ย. จนถึงวันที่ 31 ธ.ค.54 ซึ่งความร่วมมือดังกล่าว จะทำให้การบริการของธนาคารเฉพาะกิจขยายวงกว้างมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีประชาชนถือบัตรเอทีเอ็มธนาคารเอกชน 53 ล้านบัตร ส่วนที่เป็นธนาคารเฉพาะกิจทั้ง 3 แห่งประมาณ 3.3 ล้านบัตร จึงไม่ถือว่าเป็นการแข่งขันกับธนาคารเอกชน เพราะกระทรวงการคลังมองว่า เป็นการลดภาระให้แก่ประชาชนที่เป็นลูกค้าของธนาคารเฉพาะกิจมากกว่า” ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าว

ด้านนายธีรศักดิ์ สุวรรณยศ กรรมการผู้จัดการไอแบงก์ กล่าวว่า ปัจจุบันไอแบงก์ มีเครื่องเอทีเอ็มให้บริการ 71 เครื่อง มีผู้ถือบัตร 200,000 ราย ธอส.มีเอทีเอ็ม 150 เครื่อง ผู้ถือบัตร 100,000 ราย ธนาคารออมสินมี 3,850 เครื่อง มีผู้ถือบัตรเกือบ 3 ล้านราย โดยถือว่า เป็นบริการของธนาคารเฉพาะกิจเป็นอีกวงหนึ่ง แยกออกจากการให้บริการเอทีเอ็มของธนาคารเอกชน เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกที่มีราคาถูกให้แก่ประชาชน โดยโครงการนี้จะสิ้นสุดภายในปีนี้ ซึ่งแน่นอนว่า ในปีหน้าจะมีการดำเนินโครงการแบบนี้อย่างแน่นอน แต่จะอยู่ในรูปแบบของการให้บริการบัตรเอทีเอ็มที่สามารถใช้ร่วมกันได้ (จอยการ์ด) โดยเฉพาะในพื้นที่ 5 จังหวัดชายภาคใต้นั้น ไอแบงก์จะติดตั้งเครื่องเอทีเอ็มมากขึ้น ขณะที่ธนาคารอื่นๆ ไม่ต้องลงทุนก็ได้

ขณะที่ นายเลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ธนาคารออมสินไม่ได้มองว่า การให้บริการเอทีเอ็มแก่ประ ชาชนเป็นต้นทุนค่าบริการ แต่กลับมองว่า หากมีประชาชนมาใช้บริการเอทีเอ็มในโครงการนี้จำนวนมากๆ แล้ว จะส่งผลดีต่อธนาคารในเรื่องการให้บริการ ซึ่งในปัจจุบันมีการทำรายการธุรกรรมต่างๆ ผ่านเครื่องเอทีเอ็ม 500,000 รายการต่อหนึ่งวัน โดยธนาคารออมสินจะได้ค่าธรรมเนียมจาก 2 ธนาคารประมาณ 4.50 บาทต่อหนึ่งรายการ ซึ่งถือน้อยมาก โดยทั้ง 2 ธนาคารจะไม่คิดค่าธรรมเนียมจากลูกค้า มีข้อดีคือ ธนาคารเองไม่ต้องลงทุนเครื่องเอทีเอ็มและพัฒนาซอฟร์แวร์เพิ่มเติม ซึ่งถือเป็นภาระต้นทุนที่สูงมากของทุกธนาคาร

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 31 พฤษภาคม 2554, 18:40 น.

20 พฤษภาคม 2554, 19:17 น.
ธอส.เตรียมคลอดสินเชื่อบ้านหลังแรกเฟสสองดอก0% 6เดือน – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_172912

ธอส.เตรียมคลอดโครงการสินเชื่อเพื่อบ้านหลังแรกเฟสสอง โดยจูงใจอัตราดอกเบี้ย 0% นานกว่า 6 เดือน หลังเสียงตอบรับโครงการบ้านหลังแรกฟรีดอกเบี้ย 2 ปี ได้รับความสนใจจากประชาชนมากล่าสุดมีผู้ยื่นกู้แล้ว 1.4 หมื่นราย วงเงินเกือบ 2 หมื่นล้านบาท

เมื่อวันที่ 20 พ.ค. นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส.มีแผนที่จะปล่อยสินเชื่อให้แก่ผู้ที่ต้องการซื้อบ้านหลังแรกในอัตรา ดอกเบี้ย 0% นานกว่า 6 เดือน แต่ยังไม่ได้สรุปว่า จะให้อัตราดอกเบี้ย 0% ในเวลาเท่าใด ทั้งนี้ แผนดังกล่าวเกิดขึ้นโดยเป็นผลสืบเนื่องจากโครงการบ้านหลังแรกฟรีดอกเบี้ยนาน 2 ปี ของรัฐบาลนั้น ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

ทั้งนี้ ความคืบหน้าสำหรับโครงการสินเชื่อเพื่อบ้านหลังแรกของรัฐบาลนั้น ผลปรากฏว่า หลังจากเปิดโครงการได้กว่า 10 วัน มีผู้สนใจยื่นขอกู้กับธนาคารแล้วจำนวน 14,000 ราย คิดเป็นวงเงินประมาณ 19,000 ล้านบาท จากวงเงินทั้งหมด 25,000 ล้านบาท โดยมีอัตราเฉลี่ยวงเงินปล่อยกู้แต่ละรายประมาณ 1.4 ล้านบาท แบ่งเป็นผู้ยื่นกู้ในเขตกรุงเทพมหานคร 44.5% และต่างจังหวัด 55.5% และล่าสุดธนาคารได้อนุมัติสินเชื่อแล้ว 269 ราย วงเงินประมาณ 343 ล้านบาท

“ยังคงมีวงเงินให้ยื่นกู้ได้อีกกว่า 5,000 ล้านบาท และ สามารถยื่นกู้สำรอง (Waiting List)ได้อีก 5,000 ล้านบาท ภายใต้เงื่อนไขให้กู้เฉพาะลูกค้าที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยเป็นแห่งแรกของ ตนเอง จะต้องไม่เคยมีชื่อเป็นเจ้าบ้านในทะเบียนบ้าน และ ไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง ให้กู้เพื่อซื้อที่ดินพร้อมอาคาร หรือห้องชุด ให้กู้เพื่อปลูกสร้างอาคาร หรือ ที่ดินพร้อมปลูกสร้างอาคาร โดยราคาที่อยู่อาศัยต้องไม่เกิน 3 ล้านบาท และมั่นใจว่า ในจำนวนผู้ยื่นกู้ทั้งหมดนั้น จะสามารถพิจารณาอนุมัติได้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือนนับจากนี้” นายวรวิทย์ กล่าว

สำหรับยอดการปล่อยสินเชื่อใหม่ใน 4 เดือนแรกของปีนี้ ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อได้ประมาณ 30,000 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้าประมาณ 300 ล้านบาท แต่ถือว่า เป็นยอดสินเชื่อที่ทางธนาคารพอใจ เนื่องจาก ในช่วงเดียวกันของปีก่อนนั้น เป็นช่วงที่ปิดโครงการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอน ทำให้ยอดสินเชื่อเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า ยอดสินเชื่อของธนาคารจะเริ่มเพิ่มขึ้นมากในช่วงเดือนมิ.ย.นี้ ซึ่งเป็นช่วงที่ ธอส.อนุมัติสินเชื่อในโครงการบ้านหลังแรกแล้วเสร็จ ขณะที่ ธนาคารยังไม่พร้อมที่จะปรับเป้าหมายสินเชื่อรวมทั้งปีของธนาคาร เนื่องจาก ยอดสินเชื่อในโครงการบ้านหลังแรกนั้น ส่วนหนึ่งก็จะเป็นกลุ่มลูกค้าที่คาดว่า จะยื่นขอสินเชื่ออยู่แล้ว

“แม้ว่า ธอส.จะมีสินเชื่อในโครงการนี้เพิ่มมา 25,000 ล้านบาท แต่ก็ยังไม่ปรับเป้าหมายสินเชื่อในปีนี้ เพราะลูกค้าบ้านหลังแรกนั้น ก็เป็นลูกค้าเดิมที่คิดว่า จะยื่นกู้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ในจำนวนลูกค้า 25,000 ล้านบาทนี้ ประเมินว่า จะมีลูกใหม่จริงที่เพิ่มมาประมาณ 10,000 ล้าน ซึ่งจะทำให้สินเชื่อเป้าหมายเราเพิ่มจาก 99,000 ล้านบาท เป็น 100,000 ล้านบาทในปีนี้” กรรมการผู้จัดการธอส.กล่าว

ส่วนมาร์เกตแชร์สินเชื่อบ้านของธนาคารในระบบนั้น ปัจจุบันยังอยู่ที่ 33-34% โดยเป็นระดับที่คงที่มาตั้งแต่สิ้นเดือนธ.ค.ปีที่แล้ว ส่วนระดับมาร์เกตแชร์เป้าหมาย ก็คงอยู่ในระดับนี้ เพราะฐานสินเชื่อที่อยู่อาศัยในปีนี้ ค่อนข้างเติบโตมาก และ การแข่งขันก็มีอยู่สูง ส่วนทิศทางอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ว่า ภายใน 1 เดือนนับจากนี้ หรือจนถึงวันที่คณะกรรมการนโยบายการ เงินจะมีผลการประชุมเรื่องอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นอย่างไร ทางธนาคารยังคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในระดับเดิม โดยที่ระดับสภาพคล่องของธนาคารก็ไม่ได้อยู่ในระดับที่เป็นปัญหา โดยมีระดับสภาพคล่องประมาณ 7% ของเงินฝาก ทั้งนี้ เชื่อว่า ภายในปีนี้ อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะไม่ปรับเกินกว่า 3% ต่อปีอย่างแน่นอน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 20 พฤษภาคม 2554, 19:17 น.

12 พฤษภาคม 2554, 20:00 น.
ธอส.ยอ โครงการบ้านหลังแรกรัฐบาลประสบความสำเร็จ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_171005

ธอส. ยอ โครงการบ้านหลังแรกรัฐบาลประสบความสำเร็จในการดึงดูและสนับสนุนผู้กู้ที่มีรายได้ปานกลางถึงต่ำและซื้อเป็นบ้านหลังแรกจริง ระบุเหตุที่คนไม่แห่ยื่นทะลักเพราะข้อกำหนดบ้านหลังแรก

เมื่อวันที่ 12 พ.ค. นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์  ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ได้ติดตามตัวเลขการปล่อยสินเชื่อดังกล่าวเมื่อสิ้นสุด 2 วันแรก พบว่า มียอดการยื่นกู้แล้วประมาณ 8,400 ราย และจำนวนเงินที่ยื่นขอกู้ประมาณ 12,400 ล้านบาท มูลค่าที่ขอยื่นกู้ในส่วนวงเงินไม่เกิน 1.5 ล้านบาทมีประมาณ 40% ของวงเงินรวมที่มีการยื่นขอสินเชื่อทั้งหมด และวงเงินเกิน 1.5 ล้านบาทมีประมาณ 60% มูลค่าการยื่นกู้เฉลี่ยต่อรายจากทั้งประเทศประมาณรายละ 1.48 ล้านบาท โดยในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑลเฉลี่ยต่อรายประมาณรายละ 1.53 ล้านบาท และในต่างจังหวัดเฉลี่ยต่อรายประมาณรายละ1.44 ล้านบาท สำหรับสัดส่วนการยื่นกู้ในต่างจังหวัดนั้นมีมากกว่าในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ในอัตราส่วนประมาณ 56 ต่อ 44 แยกเป็นวงเงินไม่เกิน 1.5 ล้านบาท อัตราส่วนต่างจังหวัดมากกว่ากรุงเทพฯ-ปริมณฑล 57 ต่อ 43 และวงเงินเกิน 1.5 ล้านบาท อัตราส่วนต่างจังหวัดมากกว่ากรุงเทพฯ-ปริมณฑล 55 ต่อ 45

ดังนั้น ในเบื้องต้นจึงพอประมาณได้ว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จในการดึงดูดและ สนับสนุนผู้กู้ที่มีรายได้ปานกลางถึงต่ำจริงและซื้อเป็นบ้านหลังแรกจริง ทั้งนี้ โดยธรรมชาติของผู้เริ่มต้นซื้อบ้านครั้งแรกหรือหลังแรกโดยทั่วไปนั้น มักเริ่มต้นจากการซื้อบ้านขนาดย่อมเยาว์ราคาไม่แพงก่อน จนกว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นหรือมีครอบครัวขนาดใหญ่ขึ้น จึงจะไต่บันไดอสังหาริมทรัพย์ หรือ Property Ladder ขึ้นไปซื้อบ้านหลังใหญ่ขึ้นหรือบ้านราคาแพงขึ้นในอนาคต และเหตุผลที่จำนวนผู้ยื่นขอกู้ไม่ได้ล้นทะลักมากนักก็เนื่องมาจากข้อกำหนด ว่าต้องเป็นบ้านหลังแรกนั่นเอง บ้านหลังแรกที่พร้อมโอนนั้น หากเป็นบ้านสร้างขายใหม่ต้องเป็นบ้านสร้างเสร็จแล้ว

นายสัมมา กล่าวต่อว่า ปัจจุบันบ้านในตลาดขณะนี้มีเพียงประมาณ 15,000 หน่วย แต่หากเป็นบ้านมือสองและบ้านที่เป็นสินทรัพย์รอการขาย (เอ็นพีเอ) จะมีประมาณ 100,000 หน่วยขึ้นไป ทั้งนี้ บ้านที่มีราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทนั้น ไม่สามารถครอบคลุมถึงบ้านจัดสรรประเภทบ้านเดี่ยวส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ได้ แต่อาจครอบคลุมบ้านเดี่ยวชั้นเดียวในต่างจังหวัด เพราะราคาขั้นต่ำของบ้านเดี่ยวที่สร้างเสร็จใหม่ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลอยู่ที่ ประมาณ 3-4 ล้านบาทขึ้นไป

นายสัมมา กล่าวด้วยว่า หากผู้บริโภคจะซื้อบ้านสร้างเสร็จใหม่ จึงน่าจะซื้อได้เฉพาะทาวน์เฮ้าส์หรือห้องชุดคอนโดมิเนียมขนาดไม่เกินกว่า 30-35 ตารางเมตร หรืออาจซื้อบ้านมือสองหรือบ้านที่เป็นสินทรัพย์รอการขาย เนื่องจากบ้านมือสองหรือบ้านที่เป็นสินทรัพย์รอการขายมีราคาถูกกว่า บ้านสร้างเสร็จใหม่ อนึ่ง การที่ทั้งยอดเงินและจำนวนรายผู้ขอยื่นกู้ในต่างจังหวัดมีมากกว่าในเขต กรุงเทพฯ-ปริมณฑล สะท้อนในแง่ดีว่าการปล่อยกู้ไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในเขตเมืองหลวงหรือใกล้ เมืองหลวงเท่านั้น และเนื่องจากราคาบ้านในต่างจังหวัดโดยทั่วไปต่ำกว่าราคาบ้านใน กรุงเทพฯ-ปริมณฑล จึงสามารถครอบคลุมจำนวนรายได้มากกว่า

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 12 พฤษภาคม 2554, 20:00 น.

10 พฤษภาคม 2554, 19:12 น.

ผ่านทางยอดกู้บ้านหลังแรกยังพุ่ง 2วันอนุมัติทะลุ1.2หมื่นล้าน – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_170448

ธอส.เผย ยอดบ้านหลังแรก อัตราดอกเบี้ย 0% นาน 2 ปี รวม 2 วัน มีผู้ขอกู้แล้ว 8,397 ราย วงเงินทะลุ 1.2 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นกรุงเทพฯ 45% และต่างจังหวัด 55 %

เมื่อวันที่ 10 พ.ค. นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า วันที่สองของโครงการบ้านหลังแรก อัตราดอกเบี้ย 0% นาน 2 ปียังคงมีประชาชนให้ความสนใจยืนคำรองขอสินเชื่อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับวันแรก (9 พ.ค.) ิที่มียอดวงเงินสินเชื่อเข้ามาเกือบ 10,000 ล้านบาทนั้น ทำให้ในวันที่สองนี้ มียอดลดลงไปเกือบหนึ่งเท่าตัว ซึ่งมีสาเหตุมาจากประชาชนกลัวว่า วงเงินที่เตรียมไว้ 25,000 ล้านบาท จะหมดลงอย่างรวดเร็ว

“จากนี้ไป คาดว่า ยอดคำขอกู้บ้านอัตราดอกเบี้ย 0% จะเหลือประมาณวันละ 2,000-3,000 ล้านบาท โดยคาดว่า จะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์จะครบวงเงินที่ ธอส.กำหนด แต่ ธอส.ก็จะยังเปิดให้ประชาชนสนใจยืนเรื่องขอกู้เข้ามาได้อีก 10,000 ล้านบาท รวมเป็น 35,000 ล้านบาท เพราะจากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น พบลูกค้าจำนวนมากที่ขาดเอกสารจากเจ้าของโครงการ โดยเฉพาะโฉนดของห้องชุด (คอนโดมิเนียม) เพราะอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งส่วนใหญ่เจ้า ของโครงการส่วนใหญ่จะออกโฉนดให้เมื่อการก่อสร้างมีความคืบหน้าประมาณ 90%” นายวรวิทย์ กล่าว

นายวรวิทย์ กล่าวต่อว่า เรื่องความไม่พร้อมของโฉนดห้องชุดไม่ใช่ประเด็นใหญ่ เพราะเอกสารหลักฐานที่สำคัญคือ หนัง สือสัญญาจะซื้อจะขาย ใบรับรองเงินเดือน และคุณสมบัติของการมีบ้านหลังแรกมากกว่า จึงได้กำชับพนักงานของ ธอส.ให้รับคำร้องของลูกค้าเอาไว้ก่อน กรณีที่โฉนดห้องชุดยังไม่มี และหากเจ้าของโครงการสามารถออกโฉนดห้องชุดได้ตามระยะเวลาที่ธนาคารกำหนด ธอส.ก็จะอนุมัติสินเชื่อ โดยถือว่าลูกค้าที่มายืนคำขอกู้ในวงเงิน 25,000 ล้านบาทแรกเป็นผู้ที่มีสิทธิ์ก่อนวงเงิน 10,000 ล้านบาทหลัง โดยรวม2 วัน ของโครงการบ้านหลังแรก เมื่อเวลา 17.00 น. มีประชาชนยืนเรื่องขอกู้ 8,397  ราย วงเงิน 12,426 ล้านบาท เฉลี่ยรายละ1.5 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นกรุงเทพฯ 45% และต่างจังหวัด 55 %

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 10 พฤษภาคม 2554, 19:12 น.

10 พฤษภาคม 2554, 16:48 น.
เอกชนหนุนโครงการบ้านหลังแรก ช่วยขับเคลื่อนศก.แสนล้าน – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_170393

เอกชนหนุนโครงการกู้บ้านหลังแรกรัฐบาล ระบุจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจถึง 1 แสนล้านบาท ธอส.เผยเปิดจองวันที่ 2 เพียง 30 นาทีแรก ยอดขอกู้เพิ่มขึ้น 300 ล้านบาท…

เมื่อวันที่ 10 พ.ค. นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า หลังจากเปิดโครงการจองสิทธิ์กู้บ้านหลังแรก ดอกเบี้ยร้อยละ 0 ใน 2 ปีแรก ในวันที่ 2 ของการเปิดจอง ยังมีความต้องการเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เพียง 30 นาทีแรก มียอดขอกู้เพิ่มขึ้น 300 ล้านบาท จากวานนี้ที่ปิดรับจองที่ 5,900 ราย วงเงิน 9,016 ล้านบาท โดยการจองซื้อที่มีหนาแน่นวานนี้เนื่องจากผู้ต้องการซื้อบ้าน ได้เริ่มหาซื้อบ้านมานานแล้ว เมื่อมีโครงการรัฐออกมาจึงมีความพร้อมมากกว่ากลุ่มอื่น โดยเฉพาะเรื่องเอกสาร ซึ่งขอย้ำว่า การขอกู้ต้องมีเอกสารครบ โดยเฉพาะสัญญาซื้อขาย ส่วนสำเนาโฉนดที่ดิน บางโครงการก่อสร้าง ยังไม่สามารถออกให้ได้ จึงผ่อนปรนให้ในบางราย

นายวรวิทย์  กล่าวต่อว่า จากกระแสความต้องการบ้านและผู้ที่กำลังเร่งตัดสินใจ จึงคาดว่า อาจใช้เวลาไม่เกิน 7 วัน ยอดสินเชื่อน่าจะเต็มวงเงิน 25,000 ล้านบาท แต่ ธอส.ยังเปิดรับจองเกินวงเงินดังกล่าวประมาณ 4-5 พันล้านบาท กรณีผู้ขอกู้ได้รับสินเชื่อไม่เต็มวงเงิน หรืออาจขาดคุณสมบัติ

ด้าน นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า โครงการเงินกู้บ้านหลังแรก ธอส. ดอกเบี้ย 0 % เป็นเวลา 2 ปี จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจถึง 100,000 ล้านบาท เนื่องจากจะทำให้ผู้ประกอบการที่โอนบ้านได้ในช่วง 4 เดือนหลังจากนี้  จะต้องสร้างโครงการบ้านจัดสรรขึ้นมาชดเชยส่วนที่ขายออกไป

ขณะเดียวกันยังพบว่า ทุกราคาบ้าน 1 ล้านบาท จะมีผลต่อเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ 2.9 เท่า ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์และวัสดุก่อสร้างต่าง ๆ  จึงถือว่าเป็นนโยบายที่ถูกต้องที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากที่ภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ซบเซาลงจากปัญหาภัยพิบัติในญี่ปุ่น และยังเป็นโครงการที่มีผลอย่างรวดเร็วหลังมีมติคณะรัฐมนตรี ไม่ทำให้เกิดภาวะชะลอการซื้อ ส่วนการประหยัดค่าใช้จ่ายของผู้ซื้อจะได้ถึงร้อยละ 12 ในช่วง 2 ปี เพราะได้ส่วนลดดอกเบี้ยเฉลี่ยร้อยละ 5 ต่อปีและลดค่าจดจำนองและค่าธรรมเนียมการโอน โครงการนี้ยังทำให้ปัญหาสังคมลดลง เพราะผู้กู้คือผู้ที่ต้องการบ้านหลังแรกเพื่อที่อยู่อาศัย และเมื่อมีบ้านจะทำให้การใช้จ่ายเปลี่ยนไปโดยจะสุขุมมากขึ้น

ส่วน นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์  ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงราคาบ้านในปีนี้ว่า มีราคาแพงขึ้นจากปีที่แล้วประมาณร้อยละ 5-7  จากราคาคอนกรีตที่สูงขึ้นร้อยละ 10 ราคาเหล็กสูงขึ้นร้อยละ 7-8   ส่วนโครงการบ้าน ธอส. สินเชื่อ 0% เป็นเวลา 2 ปี จะทำให้ บมจ.พฤกษาณ มีส่วนแบ่งร้อยละ 30 โดยกลุ่มลูกค้าที่ได้ประโยชน์ คือผู้ซื้อทาวน์เฮ้าสราคา 1-1.5 ล้านบาท คอนโดยูนิตละ 1 ล้านบาท และบ้านเดี่ยวหลังละ 3 ล้านบาท  เชื่อว่าจะทำให้ยอดโอนบ้านในไตรมาส 2 สูงขึ้น.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 10 พฤษภาคม 2554, 16:48 น.

9 พฤษภาคม 2554, 19:00 น.

เข้าคิวตี4ซื้อบ้านดอกเบี้ย0% วันแรกพุ่ง8พันล้านบาท.

Pic_170182

โครงการบ้าน 0% นาน 2 ปี วันแรกยอดทะลุ 8,000 ล้านบาท จากวงเงินทั้งหมด 25,000 ล้านบาท “บิ๊กธอส.” คาด สัปดาห์นี้ เต็มวงเงินแน่นอน แต่ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนที่สนใจมาทำเรื่องขอกู้ได้ถึงวงเงิน 35,000 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 9 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ซึ่งเป็นวันแรกของโครงการบ้าน ธอส.เพื่อที่อยู่อาศัยหลังแรก ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วงเงินกู้ 25,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 0% นานถึง 2 ปี ไม่คิดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง ปรากฏว่า ในช่วงเช้ามีประชาชนให้ความสนใจมายืนรอเข้าคิวเพื่อยื่นเอกสารขอเงินกู้ จำนวนมาก โดยประชาชนที่มายืนเข้าคิวตั้งแต่ 04.30 น. เพราะกลัวพลาดโอกาสในการกู้บ้านอัตราดอกเบี้ยต่ำเช่นนี้

นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการผู้จัดการ ธอส.เปิดเผยว่า วันนี้ (9 พ.ค.) ซึ่งเป็นวันแรกของการเปิดตัวโครงการ ปรากฏว่า ได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมาก โดยมีลูกค้าคนแรกจากจังหวัดบุรีรัมย์ มายื่นเข้าคิวที่ ธอส.สำนักงานใหญ่ ตั้งแต่เวลา 04.30 น. เพราะกลัวพลาดโอกาสในการยื่นกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำในโครงการนี้ ซึ่งตนรู้สึกตกใจมาก เพราะก่อนหน้านี้ ธอส.ประกาศไปแล้ว จะเปิดให้บริการสินเชื่อทั่วประเทศพร้อมกัน

“สิ่งที่ผมเป็นห่วงมากที่สุดคือ ความไม่โปร่งใสในการกระบวนการรับบัตรคิวและการพิจารณาสินเชื่อ เพราะประชาชนให้ความสนใจโครงการนี้มาก และมีกระแสข่าวว่า ธอส.ล็อครายชื่อลูกค้าไว้หมดแล้ว ขอเรียนว่า เรื่องนี้ ไม่เป็นความจริง เพราะในการประชุมผู้จัดการสาขาทั่วประเทศเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้สั่งให้สำนักงานสาขาไปบอกลูกค้าที่ยื่นคำขอกู้ก่อนหน้านี้ว่า หากต้องการกู้โครงการดอกเบี้ย 0% ต้องมาทำเรื่องยื่นกู้ใหม่ เพื่อความโปร่งใสและยุติธรรมต่อทุกฝ่าย” นายวรวิทย์ กล่าว

กรรมการผู้จัดการธอส. กล่าวต่อว่า จากการติดตามข้อมูลการรับเรื่องของลูกค้าที่เข้าร่วมโครงการพบว่า ทุกอย่างดำเนินการไปตาม ปกติ เพราะระบบคอมพิวเตอร์ที่ ธอส.ออนไลน์ทั่วประเทศ ทั้งในเรื่องของจำนวนผู้กู้ต่อราย และยอดเงินในการยื่นเรื่องขอกู้ที่มาจากสาขาต่างๆ มีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป กล่าวคือ จำนวนที่รับเรื่องมีประมาณ 5-10 รายการต่อระยะเวลา 30 วินาที ในช่วงเช้าหลังจากปิดตัวโครงการ 2-3 ชั่วโมงแรกโดยเมื่อเวลา 12.00 น. ได้รับคำขอกู้ 4,500 ราย วงเงินกู้ 6,900 ล้านบาท แต่พอหลังเที่ยงก็มาอยู่ที่ระดับเป็น 5-10 รายการต่อระยะเวลา 2-3 นาที ไม่กระจุกตัวเข้ามาครั้งละ 100-200 รายการต่อ 1นาที จนเวลา 16.00 น. มียอดรวม 8,788 ราย วงเงินกู้ 5,808 ล้านบาท เฉลี่ยรายละ 1.51 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่า สาขาแต่ละแห่งพิจารณารับคำขอยื่นกู้จากลูกค้าที่ละราย ไม่มีการรับฝากเรื่องให้ช่วยดำเนินการ เช่น เจ้า ของโครงการฝากยื่นคำขอกู้แทนลูกค้า หรือสาขารับฝากจากลูกค้าที่สนิทสนมกัน เป็นต้น

นายวรวิทย์ กล่าวอีกว่า วงเงินที่เตรียมไว้ 25,000 ล้านบาทนั้น เดิมที่คาดว่า จะใช้ระยะประมาณ 1 เดือนถึงจะเต็มวงเงิน แต่เมื่อวานนี้ (9พ.ค.) ซึ่งเป็นวันแรกและมีประชาชนจำนวนมากให้ความสนใจจึงประเมินใหม่ว่าวงเงินกู้ 25,000 ล้านบาท จะหมดภายในสัปดาห์นี้ แต่เนื่องจากตัวโครงการมีเงื่อนไขมากเช่น ปล่อยกู้เฉพาะบ้านหลังแรกเท่านั้น มีการตรวจสอบข้อ มูลจากเครดิตบูโร และยังพิจารณาถึงความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าแต่ละรายด้วย จึงคาดว่า จะมีลูกค้าถึง 20-30% ที่มีคุณสมบัติไม่ครบตามที่ ธอส.กำหนด จึงวางแผนที่จะเปิดรับคำขอสินเชื่อถึง 35,000 ล้านบาท โดยก็จะเรียงลำดับใครมาก่อนได้ก่อน จนกว่า ธอส.จะอนุมัติสินเชื่อได้ครบทั้งหมด 25,000 ล้านบาท

“กระบวนการอนุมัติเชื่อจะเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการยืนเรื่องขอกู้ ซึ่งคาดว่า การอนุมัติจะใช้ระยะเวลาไม่เกิน 14 วัน โดยระยะเวลา 4-5 วันแรก จะตรวจสอบเอกสารหลักฐานทั้งหมดว่า เป็นคุณสมบัติที่ตาม ธอส.กำหนดไว้หรือไม่หลังจากนั้นจะ เป็นเรื่องของการเชื่อโยงข้อมูลเครดิตบูโร การประเมินราคาทรัพย์สินและอื่นๆ” กรรรมการผู้จัดการธอส. กล่าว

ล่าสุด ปิดการรับยื่นประจำวันนี้ ณ เวลา 17.00 น. มีผู้ยื่นขอกู้รวม 5,958 ราย ยอดรวมทั้งสิ้น 9,016 ล้านบาท โดยเฉลี่ยผู้กู้แต่ละรายจะยื่นขอประมาณ 1.5 ล้านบาท

ด้าน นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า โครงการดังกล่าวได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วประเทศจำนวนมาก และถือว่าประสบความสำเร็จตามที่คาดการณ์ไว้ ส่วนวงเงิน 25,000 ล้านบาท หากเต็มแล้ว ก็ต้องรอรัฐบาลใหม่เข้ามาดำเนิน การ เพราะวงเงินที่กระทรวงการคลังเสนอไป 50,000 ล้านบาท จึงยังมีวงเงินอีก 25,000 ล้านบาท ส่วนโครงการแปลงบ้านเช่าเป็นซื้อนั้น จะใช้เป็นนโยบายหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งก็ต้องให้ประชาชนเลือกพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นรัฐบาล

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 9 พฤษภาคม 2554, 19:00 น.

9 พฤษภาคม 2554, 10:13 น.

กู้บ้านหลังแรกแค่1ชม.วงเงินทะลุ3,400ล้านบาท.

Pic_170092

ประชาชนจำนวนมากสนใจยื่นขอกู้ซื้อบ้านหลังแรก ที่ธอส. สำนักงานใหญ่วันนี้ จำนวนมาก แค่ 1 ชม.แรก มีผู้ผ่านการตรวจ และ เอกสารยื่นขอกู้ และ ผ่านการขอกู้แล้ว กว่า 2,200 ราย วงเงินกว่า 3,400 ล้านบาท…

เมื่อช่วงเช้า วันที่ 9 พ.ค.​ซึ่งเป็นวันแรกของการเปิดให้ยื่นกู้ซื้อบ้านหลังแรก ไม่เกิน 3 ล้านบาท ที่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) สำนักงานใหญ่ โดยมีประชาชนมารอรับบัตรคิวตั้งแต่เช้ามืด โดยจะเปิดให้จองพร้อมกันทั่วประเทศ

ทั้งนี้ นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รู้สึกพอใจที่ได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมาก เพียง 1 ชั่วโมง มีผู้ผ่านการตรวจเอกสารยื่นขอกู้และได้รับการบันทึกผ่านระบบยื่นขอกู้พร้อมกันทั่วประเทศกว่า 2,200 ราย วงเงินกว่า 3,400 ล้านบาท ทั้งนี้ นับว่าโครงการดังกล่าวให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ขอ จึงมีผู้สนใจมายื่นขอ โดยโครงการดังกล่าวเคยประกาศไว้แต่แรกว่า เพื่อช่วยเหลือประชาชนมีบ้านหลังแรกตั้งวงเงินไว้ 50,000 ล้านบาท แต่รัฐบาลอนุมัติไว้ 25,000 ล้านบาท หากหลังการเลือกตั้งรัฐบาลใหม่จะเพิ่มอีก 25,000 ล้านบาท เป็น 50,000 ล้านบาทก็ได้ ถ้าเป็นพรรคประชาธิปัตย์ก็พร้อมเพิ่มเป็น 50,000 ล้านบาท เพราะเป็นโครงการที่ดีเริ่มต้นชีวิตให้กับตนเอง

นายกรณ์ กล่าวว่า หากรัฐบาลใหม่มาจะเดินหน้าสานโครงการต่อจะ ธอส. จะนำส่งรายได้ลดลงบ้าง คงไม่กระทบต่อฐานะของ ธอส. เพราะช่วงที่ผ่านมา ธอส.มีกำไรเติบโตตลอด

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 9 พฤษภาคม 2554, 10:13 น.


  • ขายยานอนหลับ: ขายยาเซ็กส์ ยานอนหลับโดมิคุม อัลปราโซแลม ชนิดน้ำ เม็
  • นิด: กิจกรรมที่จ้ดยากใหัเปิดกว้างไม่พนักงานและทางnetอย่าง
  • Arlene: I was thinking about if you have a linkedin page. Cheers for the astonishing blog post.

หมวดหมู่