ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ชาญ เห็นสิงห์ ปลูกหญ้าหน้าบ้าน เลี้ยงวัวหลังบ้าน ที่ชัยนาท

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 483

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เทคโนปศุสัตว์

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ชาญ เห็นสิงห์ ปลูกหญ้าหน้าบ้าน เลี้ยงวัวหลังบ้าน ที่ชัยนาท

แม้ วันเวลาจะล่วงผ่านมาถึงวันนี้ เป็นเวลากว่า 8 ปีแล้ว แต่ภาพในวันวานยังคงติดตรึงอยู่ในใจของ คุณลุงชาญ เห็นสิงห์ ชายวัย 56 ปี ที่ครั้งหนึ่งของชีวิตในช่วงก่อนปี 2545 ต้องประสบกับภาวะลำบากยากเข็ญเป็นอย่างยิ่ง ด้วยการทำนา ที่เป็นอาชีพหลักของครอบครัว ไม่สามารถสร้างรายได้ให้อย่างเพียงพอต่อการดำเนินชีวิต

“ตอนนั้น ต้องประสบปัญหาทั้งเรื่องการระบาดของเพลี้ยในนาข้าวอย่างรุนแรง รวมถึงปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง ได้ส่งผลทำให้เราไม่ประสบความสำเร็จ นาข้าวที่ปลูกไม่สามารถเกี่ยวได้เลย เพราะไม่ได้เสียหายจากเพลี้ย ก็ต้องแห้งตายเพราะขาดน้ำ ผมเจอปัญหาแบบนี้ 2 ปีซ้อน แย่มากช่วงนั้น จึงทำให้ครอบครัวมีภาระหนี้สินเป็นจำนวนมาก สร้างความยากลำบากอย่างแสนสาหัส” คุณลุงชาญ กล่าว

แต่สำหรับในวันนี้ แล้ว ต้องถือว่า คุณลุงชาญ คือเกษตรกรผู้ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพ และมีรายได้มาใช้จ่ายในครัวเรือนได้เป็นอย่างดี โดยรายได้ขณะนี้จะมาจากการปลูกข้าว ซึ่งปีหนึ่งๆ จะมีรายได้ประมาณ 200,000 บาท และรายได้จากการตัดหญ้าแพงโกล่าจำหน่ายอีกวันละ 800 บาท นอกจากนี้ ยังมีรายได้จากการจำหน่ายโคเนื้อที่เลี้ยงไว้อีกส่วนหนึ่ง

“หากมาทำ นาหญ้าแล้วจนผมก็ว่า ไม่ต้องไปทำอาชีพอะไรอีกแล้ว เพราะปลูกหญ้านั้นง่ายมาก ลงทุนน้อย ไม่ต้องฉีดยาไล่แมลง เพราะไม่มีแมลงระบาดทำลาย ทำให้เราปลอดจากการใช้สารเคมีใดๆ ทั้งสิ้น”

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ ชีวิตคุณลุงชาญเปลี่ยนไปอย่างมหาศาลนี้ เป็นผลสืบเนื่องที่สำคัญมาจากการเข้าร่วมในโครงการส่งเสริมการปลูกหญ้าแพง โกล่าของกรมปศุสัตว์ที่ดำเนินการขึ้นในเขตจังหวัดชัยนาท ตั้งแต่ปี 2545

ทั้ง นี้ คุณปรีชา สมบูรณ์ประเสริฐ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า จังหวัดชัยนาทนั้นมีพื้นที่การเกษตร รวม 1,228,455 ไร่ โดยอยู่ในเขตชลประทาน 707,732 ไร่ ซึ่งยังมีพื้นที่อีกประมาณ ร้อยละ 40 ที่อยู่นอกเขตรับน้ำชลประทาน ทำให้เกษตรกรเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำและดินไม่อุดมสมบูรณ์

“แต่อย่าง ไรก็ตาม เกษตรกรก็ยังคงทำการเกษตรอย่างไม่เหมาะสมต่อไป แม้จะประสบปัญหาขาดทุนและยากจนเนื่องจากความเคยชิน กลุ่มจังหวัดและกรมปศุสัตว์จึงได้ร่วมมือกันจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านการ เกษตร โดยสนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนอาชีพจากการปลูกพืชที่ไม่เหมาะสม ไปยังอาชีพที่มีศักยภาพ และมีมูลค่าสูงเพื่อลดพื้นที่การทำนานอกเขตชลประทานที่ให้ผลตอบแทนต่ำ รวมทั้งลดพื้นที่นาปรังในเขตชลประทานลงบางส่วน”

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ ได้เน้นให้มีการส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนไปทำการเกษตรแบบอื่นที่ใช้น้ำน้อย กว่า เพื่อลดปัญหาการแก่งแย่งน้ำทำการเกษตรลง โดยกรมปศุสัตว์ได้เข้าไปสนับสนุนให้เกษตรกรเลี้ยงสัตว์ อาทิ วัว แพะ แกะ และปลูกพืชอาหารสัตว์ทดแทน เป็นการแก้ปัญหาและสร้างรายได้ให้เกษตรกรทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

โดย อาชีพทางเลือกที่ทางกรมปศุสัตว์ได้แนะนำให้เกิดการปรับเปลี่ยนในพื้นที่ จังหวัดชัยนาทที่สำคัญอาชีพหนึ่งคือ การปลูกหญ้าแพงโกล่าจำหน่าย

ซึ่ง คุณวีระ ร่มโพธิ์ภักดิ์ ปศุสัตว์จังหวัดชัยนาท กล่าวเสริมว่า “การปลูกหญ้าเป็นการช่วยสนับสนุนและพัฒนาอาชีพการเลี้ยงปศุสัตว์ อันได้แก่ โคเนื้อ โคนม กระบือ แพะ แกะ ได้อีกทางหนึ่ง เนื่องจากเป็นการช่วยเพิ่มหญ้าคุณภาพดีให้ปศุสัตว์มีกินตลอดปี”

“หญ้า แพงโกล่านั้นสามารถปลูกได้ทั้งในพื้นที่ลุ่มเขตชลประทาน และพื้นที่ดอนที่มีการขุดสระกักเก็บน้ำ ใช้น้ำน้อยกว่าการทำนาข้าวประมาณ 3 เท่า เกษตรกรลงทุนปลูกครั้งเดียว แปลงหญ้าจะอยู่ได้นาน 5-7 ปี สามารถตัดหญ้าขายได้ทุก 45 วัน ในรอบ 1 ปี จะตัดทำหญ้าแห้งขายได้ 5-7 ครั้ง ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 25,000 บาท ต่อไร่ ต่อปี อีกทั้งยังสามารถส่งเสริมให้เกษตรกรปล่อยพันธุ์ปลาลงในสระเก็บน้ำ เลี้ยงไว้เป็นรายได้เสริม ซึ่งปลาที่ได้จะเป็นผลผลิตที่ปลอดภัยจากสารพิษ เนื่องจากไม่มีการใช้สารเคมีในแปลงหญ้า” ปศุสัตว์จังหวัดชัยนาทกล่าว

ซึ่งคุณลุงชาญนั้นถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนอาชีพจากการทำนามาสู่การปลูกหญ้าแพงโกล่าจำหน่าย

พร้อม กันนี้ ด้วยความที่คุณลุงชาญเป็นผู้ใฝ่หาความรู้มาพัฒนาอาชีพอย่างต่อเนื่องจนประสบ ความสำเร็จ สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เพื่อนเกษตรกร จึงได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดชัยนาทให้เป็นศูนย์กลางการ เรียนรู้ทางด้านปศุสัตว์อินทรีย์ เศรษฐกิจพอเพียง อีกด้วย

จากที่ เริ่มต้นการปลูกหญ้าในปี 2545 เพียง 5 ไร่ และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี จึงทำให้คุณลุงชาญได้ขยายพื้นที่ปลูกหญ้าเพิ่มขึ้น รวมถึงการขยายกิจกรรมด้านการเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้นด้วยการเลี้ยงโค

“ทุก วันนี้ ผมใช้แนวทางดำเนินชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งนาข้าวและโคที่เลี้ยงนั้นเปรียบเสมือนเงินออม นาหญ้าก็คือเงินใช้กินอยู่ทุกวัน ที่สำคัญต้องไม่สร้างหนี้ เท่านี้ก็จะทำให้ชีวิตเรามีความเป็นอยู่ดีขึ้น”

“ตอนนี้มีพื้นที่ทำ นาข้าว และปลูกหญ้า 40 ไร่ รวมไปถึงเลี้ยงโคด้วย โดยเป็นสายพันธุ์อเมริกันบราห์มันทั้งพันธุ์แท้และลูกผสม 62 ตัว โดยใช้พื้นที่ว่างหลังบ้านทำเป็นคอกเลี้ยง และจะมีการปล่อยให้ลงกินหญ้าแพงโกล่าในแปลงด้วย”

สำหรับการแก้ไข ปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำเพื่อใช้ในกิจกรรมการเกษตรนั้น คุณลุงชาญได้แก้ไขด้วยการขุดสระเก็บน้ำเพิ่มขึ้น โดยจากเดิมที่มีเพียงสระน้ำเล็กๆ 1 สระ ได้ขุดเพิ่มออกเป็น 6 สระ และจัดทำระบบคูส่งน้ำจากสระแต่ละแห่งให้เชื่อมต่อกัน สามารถส่งน้ำไปใช้ในการทำนาหญ้าได้เพียงพอตลอดทั้งปี

“รูปแบบของการ ปลูกหญ้าและทำนานั้น ผมจะใช้วิธีการปลูกสลับกันไป โดยจะปลูกหญ้าไปประมาณ 3-4 ปี แล้วก็เปลี่ยนมาปลูกข้าวไประยะหนึ่ง แล้วจึงกลับไปทำนาหญ้าอีก”

คุณลุงชาญจะใช้วิธีการสลับหมุนเวียนแบบนี้ในพื้นที่ที่มีอยู่ทั้งหมด โดยจัดสรรออกเป็นแปลงๆ ว่าแปลงไหนจะปลูกข้าว แปลงไหนจะปลูกหญ้า

“สิ่ง ที่เราทำแบบนี้ มีผลดีมากมาย อย่างแรกเลยคือ หมดปัญหาเรื่องของการต้องไปซื้อปุ๋ยและยาฆ่าแมลง อีกทั้งต้นข้าวที่ปลูกนั้นจะมีความแข็งแรงมาก ไม่เกิดโรคเลย เหมือนมีภูมิคุ้มกันในตัวเอง อันนี้ผมว่าน่าจะมีผลมาจากที่ผมไม่ได้ใช้สารเคมีเลย”

“เพราะผมไม่ใช้ สารเคมีมาตั้งแต่ทำนาหญ้าแล้ว ดังนั้น ในพื้นที่ผมจึงมีความสมบูรณ์ตามธรรมชาติ อีกทั้งการใช้ปุ๋ยผมก็เน้นการทำปุ๋ยอินทรีย์หมักใช้เอง โดยนำเอามูลโคที่เลี้ยงไว้มาหมักรวมกับสารเร่ง พด. ของกรมพัฒนาที่ดิน รวมถึงการใช้น้ำทิ้งจากฟาร์มเลี้ยงหมูมาปล่อยในแปลงนา ซึ่งช่วยทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ดีมาก”

สำหรับมูลโคที่มีอยู่นั้น นอกเหนือจากการนำมาทำเป็นปุ๋ยแล้ว คุณลุงชาญยังใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญในการทำก๊าซชีวภาพขึ้นใช้เองในฟาร์ม โดยขณะนี้คุณลุงชาญได้มีการจัดทำบ่อก๊าซชีวภาพขึ้นตามการแนะนำของเจ้า หน้าที่ปศุสัตว์

ซึ่งจะสามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้ประมาณสัปดาห์ละ 8 ลูกบาศก์เมตร โดยการนำเอามูลวัวสดมาผสมน้ำ 1:1 ใส่บ่อหมักก๊าซขนาด 7-10 ลูกบาศก์เมตร จะได้พลังงานทดแทนจากบ่อก๊าซชีวภาพ วันละ 40 กิโลกรัม ต่อลิตร มีก๊าซสำหรับหุงต้มในครัวเรือน วันละ 1 ชั่วโมง ได้ปุ๋ยอินทรีย์วันละประมาณ 20-40 ลิตร ซึ่งใช้งบฯ ลงทุนสร้างบ่อก๊าซ 3,600 บาท ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายได้เดือนละ 202 บาท ทีเดียว

จากที่คุณลุงชาญได้เน้นการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เป็นหลัก จึงทำให้ธรรมชาติคืนกลับมาในพื้นที่

“แปลง หญ้าผมไปดูเลยตอนนี้ ไส้เดือนเต็มไปหมด นี่แสดงว่าธรรมชาติกลับคืนมาแล้ว ดินของผมอุดมสมบูรณ์ปลอดภัย ไส้เดือนจึงกลับมาอยู่ ซึ่งไส้เดือนก็จะช่วยทำให้ดินของเราร่วนซุย พืชสามารถเติบโตได้ดี แต่อย่างไรก็ตาม การมีไส้เดือนในแปลงหญ้ามากๆ ก็มีปัญหาเหมือนกัน เพราะจะมีมูลไส้เดือนในแปลงเยอะมาก ทำให้ตัดหญ้าลำบาก”

ดังนั้น เมื่อคุณลุงชาญเห็นว่า ในแปลงหญ้ามีไส้เดือนเกิดขึ้นมาก ก็จะปรับเปลี่ยนจากการปลูกหญ้ามาปลูกข้าวแทน

“ผลดีคือ ดินแปลงนั้นจะสมบูรณ์มาก ข้าวเจริญเติบโตดีมากเลย” คุณลุงชาญ กล่าว

จาก แนวทางในการประกอบอาชีพที่อิงการทำเกษตรแบบอินทรีย์ จึงทำให้คุณลุงชาญได้ตั้งเป้าหมายในการประกอบอาชีพว่า มีความสนใจที่จะทำฟาร์มโคเนื้ออินทรีย์

“ซึ่งต้องสำเร็จอย่างแน่นอน” คุณลุงชาญ กล่าวในที่สุด

เร่งแก้วิกฤตควายไทยใกล้สูญพันธุ์ เหลือเพียง 1 ล้านกว่าตัว

นาย ธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ปริมาณควายในประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงวิกฤต เนื่องจากพบว่า ช่วง 1-2 ปี ที่ผ่านมา มีจำนวนลดลงอย่างมาก เหลือประมาณ 1 ล้านกว่าตัว จากที่เคยมีจำนวนประชากรควายมากที่สุดในโลก ในปี 2523 คือ ประมาณ 6 ล้านตัว ทว่าการส่งเสริมอุตสาหกรรมของรัฐไร้ทิศทาง ทำให้ประชากรควายลดลงอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันควายไทยมีเหลือประมาณ 1.3 ล้านตัว ในขณะที่ปัจจุบันประชากรควายของประเทศเพื่อนบ้านส่วนใหญ่มีจำนวนใกล้เคียง ถึงมากกว่าประเทศไทยแล้วคือ มาเลเซีย 2 แสนตัว กัมพูชา 8.4 แสนตัว ลาว 1.4 ล้านตัว พม่า 1.8 ล้านตัว เวียดนาม 2.2 ล้านตัว และอินโดนีเซีย 2.8 ล้านตัว

“สำหรับสาเหตุที่ปริมาณควายไทยลดลง ก็เนื่องมาจากความนิยมในปัจจุบัน เปลี่ยนจากการใช้แรงงานควายมาเป็นการใช้เครื่องจักรในการทำนา นอกจากนี้ สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประชากร “ควายไทย” ลดลงจนใกล้สูญพันธุ์ คือคนไทยกินเนื้อควายกันมาก โดยเฉพาะคนไทยในภาคเหนือและภาคอีสานบางส่วน โดยอาหารที่โปรดปรานของคนไทยบางกลุ่มคือ ตัวอ่อนที่อยู่ในท้องแม่ควาย” นายธีระ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้กรมปศุสัตว์ได้เตรียมพัฒนาควายพื้นเมืองให้เป็นสัตว์เศรษฐกิจเหมือน เช่นอดีตที่ผ่านมา เพื่อให้ควายเป็นสัตว์ที่ช่วยกู้วิกฤตเศรษฐกิจ เป็นแรงงานที่ยั่งยืนของชาวชนบทและคนไทย นอกจากนี้ ได้เร่งประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเพื่อลดการบริโภคเนื้อควายลง

อย่างไรก็ตาม จากการที่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีความห่วงใยชาวนาไทยที่ประสบความยากจนจากการประกอบอาชีพการทำนา อันเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทรงอยากให้ชาวนาไทยกลับมาใช้ควายในการทำนา ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้น้อมรับและสนองพระราชดำริดังกล่าว โดยในปี 2552 ได้จัดทำ “โครงการพลิกฟื้นธนาคารควายไถนาตามพระราชดำริ” ขึ้น เพื่อเป็นการรณรงค์ส่งเสริมสนับสนุนให้ชาวนาฟื้นฟูวัฒนธรรมประเพณี และเป็นการแก้ไขปัญหาเชิงระบบทั้งในระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะยาว

นาย ธีระ กล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางการดำเนินงานส่งเสริมให้เกษตรกรแต่ละชุมชนรวมกลุ่มจัดตั้งเป็น วิสาหกิจชุมชน พร้อมจัดหาควายมาให้เลี้ยง รายละ 2-3 ตัว โดยกรมปศุสัตว์จะให้ขอยืมควายจาก ธนาคาร โค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราช ดำริ (ธคก.) ขณะที่กองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมได้เตรียมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ไว้ให้เกษตรกรกู้ยืมซื้อควาย จากนั้นจะเร่งฝึกอบรมวิธีการเลี้ยงควายให้เกษตรกร และฝึกควายไถนาควบคู่กันไป เพื่อให้ใช้งานได้จริง คาดว่าจะช่วยกระตุ้นให้เกษตรกรหันมาประกอบอาชีพการทำนาโดยใช้แรงงานควาย ในระบบเกษตรผสมผสานแบบเศรษฐกิจพอเพียงครอบคลุมพื้นที่ 3,410 ไร่ สามารถลดค่าใช้จ่ายจากการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ไร่ละ 132 บาท คิดเป็นเงิน 4.5 แสนบาท ต่อปี ลดค่าใช้จ่ายปุ๋ยเคมีโดยสามารถผลิตปุ๋ยคอกได้ปีละ 1,236 ตัน คิดเป็นมูลค่าปีละ 1.1 ล้านบาท โดยจัดโครงการนำร่องทั่วประเทศ 12 จังหวัด และในปี 2553 จะเร่งดำเนินการขยายผลโครงการอย่างต่อเนื่องต่อไป

กันยายน 17, 2010 Posted by | คำแนะนำด้านสัตว์, เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ดอร์เปอร์ แกะดัง ของ รักษ์ฟาร์ม ที่พนัสนิคม

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 478

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เทคโนฯ ปศุสัตว์

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ดอร์เปอร์ แกะดัง ของ รักษ์ฟาร์ม ที่พนัสนิคม

ณ บ้านเลขที่ 11/1 หมู่ที่ 3 ตำบลทุ่งขวาง อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี โทร. (084) 111-1900, (080) 2733-800 คือที่ตั้งของฟาร์มเลี้ยงแกะ ในนามของ “รักษ์ฟาร์ม” ซึ่งมี คุณทะนงค์ศักดิ์ หรือ หนึ่ง ศักดารักษ์ เป็นเจ้าของ

ฟาร์ม เลี้ยงแกะที่ชายหนุ่มวัย 35 ปี ผู้นี้สร้างขึ้นด้วยสองมือ ได้กลายเป็นฟาร์มเลี้ยงแกะสายพันธุ์ดอร์เปอร์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ด้วยจำนวนกว่า 400 กว่าตัว และในเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้ จะเพิ่มเป็น 600 ตัว จากลูกชุดที่จะเกิดใหม่ของปี 2553 นี้

สำหรับเส้นทางการก้าวมาสู่อาชีพเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงแกะของชายหนุ่มผู้นี้ เป็นมาอย่างไร คุณทะนงค์ศักดิ์บอกเล่าให้ฟังว่า

“ผม เรียนจบทางด้านวิศวะ และทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนในบริษัทเอกชนถึงอายุ 26 ปี ในขณะทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนอยู่นั้น ผมรู้สึกเบื่อมาก คิดอยู่เสมอว่า อยากจะทำธุรกิจอะไรสักอย่างที่เป็นของตัวเอง ได้เป็นเจ้านายตัวเอง และธุรกิจนั้นเป็นสิ่งที่เราชอบทำ”

จากความตั้งใจดังกล่าว ได้ทำให้คุณทะนงค์ศักดิ์ตัดสินใจที่จะสำรวจหาสิ่งที่ตัวเองชอบ

“ดัง นั้น เริ่มแรกผมก็คิดก่อนว่า สิ่งที่ตัวเองชอบทำคืออะไร ในที่สุดผมก็ค้นพบว่า ผมชอบเลี้ยงสัตว์ ผมเริ่มศึกษาเกี่ยวกับธุรกิจเลี้ยงสัตว์หลายชนิด เช่น เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เลี้ยงแพะ จนสุดท้าย จึงค้นพบว่าการเลี้ยงแกะนี่แหละเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุด”

แรกๆ เจ้าของฟาร์มแห่งนี้ยังไม่มั่นใจว่าจะสามารถทำได้ดีหรือเปล่า และที่สำคัญกลัวว่าเงินที่ลงทุนไปจะสูญเปล่า ดังนั้นช่วงแรกคุณทะนงค์ศักดิ์จึงทำเป็นอาชีพเสริมก่อน ภายใต้เหตุผลสำคัญว่า ไม่กล้าที่จะนำเงินมาลงทุนมากเกินไป

แต่เมื่อ ทำไปได้สักระยะหนึ่ง คุณทะนงค์ศักดิ์ พบว่า อาชีพการเลี้ยงแกะเป็นอาชีพที่ทำให้เขามีกินมีใช้อย่างพอเพียง มีเงินเหลือเก็บหลังจากหักค่าใช้จ่ายต่างๆ

“แต่ที่สำคัญคือ ทำให้ผมได้เป็นเจ้านายตัวเอง ทำให้ผมได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักและที่สำคัญที่สุดทำให้ผมเข้าใจ คำว่า “พอเพียง” ได้มากขึ้น”

ในที่สุด คุณทะนงค์ศักดิ์ได้ตัดสินใจยึดอาชีพการเลี้ยงแกะเป็นอาชีพหลัก แล้วได้ก่อตั้งฟาร์มแกะขึ้นมา ชื่อว่า “รักษ์ฟาร์ม”ั้และดูแล “รักษ์ฟาร์ม” ภายใต้แนวทางแบบพอเพียง

พร้อมกันนี้ รักษ์ฟาร์ม ในวันนี้ ยังได้รับการแต่งตั้งจากกรมปศุสัตว์ ให้เป็นฟาร์มเครือข่ายของกรมปศุสัตว์ด้วย

“เหตุผล สำคัญที่ผมเลือกเลี้ยงแกะนั้น เพราะมองในแง่ตลาดแล้ว ยังกว้างมาก และอัตราการรอดของแกะจะสูงกว่าแพะ ต้นทุนการเลี้ยงก็ต่ำกว่าแพะมาก อีกทั้งปัญหาเรื่องโรคพยาธิอะไรก็น้อยกว่าแพะมาก ซึ่งผมก็มีประสบการณ์กับการเลี้ยงแพะมาแล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะมีปัญหาเรื่องอัตราการรอดตายและต้นทุนที่สูง” คุณทะนงค์ศักดิ์ กล่าว

พร้อม กันนี้ที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้คุณทะนงค์ศักดิ์ประสบความสำเร็จได้ นอกจากความมุ่งมั่นตั้งใจจริงแล้ว เกิดมาจากจังหวะและโอกาส

“เนื่อง จากในเวลานี้การเลี้ยงแกะพันธุ์ดอร์เปอร์ที่เป็นแหล่งใหญ่ จะมีเพียงที่กรมปศุสัตว์และฟาร์มของผมเท่านั้น เมื่อเกษตรกรคนอื่นเห็นว่าผมเลี้ยงเขาก็สนใจมาซื้อต่อกันไปเลี้ยง จึงทำให้เป็นโอกาสของเราที่ผลิตออกมาเท่าไรก็ไม่เพียงพอกับความต้องการ”

สำหรับ พันธุ์แกะในฟาร์มแห่งนี้มีหลายพันธุ์ด้วยกัน เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้เลือกซื้อตามความต้องการ แต่พันธุ์ที่มีชื่อเสียงของที่นี่คือ “ดอร์เปอร์” (Dorper) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ได้รับการสนับสนุนจากกรมปศุสัตว์ให้มาขยายพันธุ์และส่ง เสริมให้เกษตรกรอื่นๆ เลี้ยง

“สำหรับสายพันธุ์แกะดอร์เปอร์เป็นสาย พันธุ์ที่ได้รับมาจากรมปศุสัตว์ โดยจุดเริ่มต้นนั้นสืบเนื่องมาจากที่ได้ไปเห็นแกะสายพันธุ์นี้ที่จังหวัด นครราชสีมา จึงมีความสนใจและเริ่มศึกษา พร้อมติดต่อขอนำสายพันธุ์แกะพันธุ์ดังกล่าวจากกรมปศุสัตว์เข้ามาเลี้ยงจนถึง ปัจจุบัน ซึ่งเมื่อเริ่มต้นนั้น ต้องการที่จะเลี้ยงเพื่อจำหน่ายเป็นแกะเนื้อป้อนตลาด แต่ปรากฏว่ามีเกษตรกรที่สนใจต้องการซื้อเพื่อนำสายพันธุ์ไปเลี้ยงอย่างมาก มาย จึงเปลี่ยนมาเป็นการเลี้ยงเพื่อจำหน่ายพันธุ์เป็นหลักจนถึงทุกวันนี้”

ทั้ง นี้ แกะพันธุ์ดอร์เปอร์นั้น เป็นแกะเนื้อที่มีคุณภาพสูง สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ดี ทนแล้ง มีลำตัวสีขาว หัวสีดำ ไม่มีเขา

ดอร์เปอร์ นั้น เป็นแกะที่พัฒนาพันธุ์ในช่วงปี ค.ศ. 1940 ในประเทศแอฟริกาใต้ โดยเป็นการผสมข้ามพันธุ์ ระหว่างแกะพันธุ์แบล็คเฮดั้เปอร์เซียน (Blackhead Persian) และพันธุ์ดอร์เซทฮอร์น (Dorset Horn) สำหรับในประเทศไทย กรมปศุสัตว์ได้มีการนำแกะสายพันธุ์ดังกล่าวเข้ามาในประเทศเพื่อศึกษาวิจัย จำนวน 1 รุ่น และกระจายพันธุ์ไปสู่เกษตรกร

โดยตลอดระยะเวลาของการ เลี้ยง คุณทะนงค์ศักดิ์ได้มีการพัฒนาสายพันธุ์แกะพันธุ์ดอร์เปอร์มาอย่างต่อเนื่อง และดำเนินการคัดเลือกสายพันธุ์แกะดอร์เปอร์ในฟาร์ม จนได้ออกเป็น 6 สาย

“ปี หนึ่งผมจะนำแกะพันธุ์ดอร์เปอร์จากกรมปศุสัตว์มาประมาณ 10 ตัว และนำมาคัดสายพันธุ์ เพื่อให้ได้ตัวที่ดีที่สุดมาเป็นพ่อแม่พันธุ์ อย่างละ 10 ตัว เมื่อพิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่ผมกำหนดแล้ว อย่างมากจะมีคุณภาพตามต้องการเพียง 2 ตัว เท่านั้น เมื่อได้แกะที่มีคุณสมบัติตามต้องการแล้ว จะนำมาผสมพันธุ์กับแม่แกะลูกผสมพื้นเมืองกับทาคาดิน”

จากแกะที่ผ่าน การคัดเลือก คุณทะนงค์ศักดิ์จะนำมาผสมพันธุ์ เพื่อจำหน่ายสายพันธุ์ให้กับผู้สนใจ โดยขณะนี้มีทั้งแกะดอร์เปอร์เลือด 100 และแกะดอร์เปอร์ลูกผสม

“สำหรับแกะในกลุ่ม เกรด เอ หากเป็นลูกผสมเลือด 50 จำหน่ายที่กิโลกรัมละ 100 บาท ส่วนลูกผสมเลือด 75 เริ่มต้นที่กิโลกรัมละ 150 บาท และพันธุ์แท้เลือด 100 จะอยู่ที่กิโลกรัมละ 300 บาท แต่ทั้งนี้หากซื้อเหมาฝูงที่ 20 ตัว จะมีส่วนลดให้เป็นพิเศษ” คุณทะนงค์ศักดิ์ กล่าว

“แต่สำหรับผู้ที่สนใจการเลี้ยงแกะแต่ยังไม่มี ความพร้อม แนะนำว่า อย่าเพิ่งตัดสินใจมาเริ่มต้นกับแกะเลือด 100 เพราะต้องมีการจัดการมาก อีกทั้งยังมีปัญหาว่าไม่ทนอากาศที่ร้อนจัดได้ หากเลี้ยงแล้วปล่อยทิ้งปล่อยขว้างรับรองเลยว่าจะไม่ประสบความสำเร็จ” คุณทะนงค์ศักดิ์ ให้ข้อเตือนใจ

ในส่วนของการเลี้ยงแกะพันธุ์ ดอร์เปอร์ คุณทะนงค์ศักดิ์เล่าให้ฟังว่า จะเน้นการเลี้ยงในระบบโรงเรือนเป็นหลัก โดยมีทั้งสิ้น 12 โรงเรือน แบ่งออกเป็นโรงเรือนพ่อแม่พันธุ์ โรงเรือนลูกหย่านม และโรงเรือนสำหรับแกะป่วย

“โดยแกะที่เลี้ยงทั้งหมด ซึ่งแบ่งออกเป็นฝูงๆ อย่างแม่พันธุ์ฝูงหนึ่งจะมีประมาณ 30 ตัว จะถูกปล่อยหมุนเวียนลงสู่แปลงหญ้าสัปดาห์ละ 1 วัน เท่านั้น เพื่อให้ได้ออกกำลังและได้กินหญ้าสด”

สำหรับอาหารที่ใช้เลี้ยง คุณทะนงค์ศักดิ์ บอกว่า จะเน้นการให้อาหารหยาบ คือ หญ้าแพงโกล่า เป็นหลัก และเสริมด้วยอาหารข้นสำเร็จรูป โดยสำหรับแกะแม่พันธุ์นั้นจะให้กินอาหารข้นสำหรับโคนมและแกะพ่อพันธุ์จะให้ อาหารข้นสำหรับโคขุน

ในส่วนของการจัดการด้านการผสมพันธุ์ของแกะใน ฝูง คุณทะนงค์ศักดิ์เล่าว่าจะเน้นการผสมเป็นชุด โดยแต่ละฝูงจะใช้พ่อและแม่พันธุ์ชุดเดิมทั้งหมด

“ที่ฟาร์มของเราเน้น การทำเช่นนี้ เพราะให้ง่ายต่อการจัดการ จะได้ไม่ต้องสับเปลี่ยนพ่อแม่พันธุ์ตลอด แต่ใช้ชุดเดิมทั้งหมด และง่ายต่อการทำพันธุ์ประวัติด้วย”

“หลังคลอดแล้ว ผมจะปล่อยพ่อพันธุ์เข้าไปผสม พอผสมติดเรียบร้อยแล้วจะนำพ่อพันธุ์ออกจากฝูง ปล่อยให้แม่พันธุ์ท้องและคลอดลูก และเลี้ยงลูกจนกว่าจะหย่านม จึงแยกลูกออกมา ทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่า ผมเน้นการจัดการเป็นรุ่น ซึ่งง่ายและสะดวกอย่างมาก” คุณทะนงค์ศักดิ์ กล่าว

ดังที่กล่าวแล้ว ว่า ในการทำฟาร์มเลี้ยงแกะของคุณทะนงค์ศักดิ์จะเน้นการบริหารจัดการที่ง่ายและ สะดวกเป็นหลัก ซึ่งเป็นการทำฟาร์มที่ส่งผลให้เขาสามารถควบคุมต้นทุน การบริหารคนงาน และเวลาในการทำงานได้อย่างเต็มที่

“ปกติฟาร์มผมจะ เน้นการใช้ระบบปิด ไม่เปิดให้คนภายนอกเข้ามาในฟาร์ม ยกเว้นในช่วงที่จะจำหน่ายสายพันธุ์ ซึ่งจะอยู่ประมาณช่วงเดือนกรกฎาคมของทุกปี ดังนั้น หากผู้สนใจอยากมาปรึกษาพูดคุยเกี่ยวกับการเลี้ยงแกะ ควรมาในช่วงเดือนกรกฎาคม จะเหมาะสมที่สุด”

“ส่วนเรื่องตลาดของแกะ นั้น ตอนนี้ต้องถือได้ว่า ปริมาณแกะที่เรามีกันอยู่ในประเทศนั้นยังไม่เพียงพอกับความต้องการ ดังนั้น ในอนาคตผมจึงวางเป้าหมายว่า จะทำแกะขุนด้วย เพื่อส่งจำหน่ายในตลาดบน เช่น ภัตตาคาร โรงแรมต่างๆ ซึ่งมีปริมาณความต้องการอย่างสูงที่เดียว” คุณทะนงค์ศักดิ์ กล่าวในที่สุด

กรกฎาคม 26, 2010 Posted by | คำแนะนำด้านสัตว์ | , , , , , | 3 ความเห็น