ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ธันวาคม 19, 2013

เคพีเอ็น กรุ๊ป รุกทำเลทองเปิดคอนโดหรู

http://www.thairath.co.th/column/eco/market/377027

  • 19 ตุลาคม 2556, 05:00 น.

Pic_377027

ทำเลทองของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะที่ดินตามแนวระบบรถไฟฟ้า นับวันยิ่งจะหายากด้วยปัจจัยแนวโน้มด้านราคาที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นประกอบกับจำนวนแปลงที่เหลือไม่มาก สำหรับที่ดินใจกลางเมือง “สาทร” นับเป็นทำเลทอง  1  ใน  3  ของกรุงเทพฯ

เป็นย่านธุรกิจสำคัญ ปัจจุบันพบว่าอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่ได้รับการพัฒนาเป็นสำนักงานให้เช่าและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ขณะที่การพัฒนาโครงการเพื่ออยู่อาศัยในทำเลสาทรยังมีซัพพลายไม่มากเพราะข้อจำกัดจากปัจจัยดังกล่าว

จากข้อมูลของ  บริษัท  ซีบี  ริชาร์ด เอลลิส (ประเทศไทย)  จำกัด ที่ปรึกษาด้านการขาย พบว่าสถิติราคาที่ดินซื้อขายจริงในย่านศูนย์กลางธุรกิจ (ซีบีดี) ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ปรับตัวสูงขึ้นมากตั้งแต่ 154-488% โดยโซนสุขุมวิทปรับราคาขึ้นสูงสุดถึง 488%

นายกฤษณ์  ณรงค์เดช  ประธาน  บริษัท เคพีเอ็น กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น จำกัด หนึ่งในผู้พัฒนาที่อยู่อาศัยในเมือง กล่าวว่า ภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมระดับซุปเปอร์ลักชัวรี่ยังสามารถเติบโตต่อไปได้และมีแนวโน้มที่ดีจนถึงปีหน้า

แม้ว่าสภาพเศรษฐกิจโดยรวมจะชะลอตัวก็ไม่มีผลกระทบลูกค้ากลุ่มนี้เพราะมีกำลังซื้อสูง ซึ่งสาทรนับเป็นทำเลทอง และในอนาคตจะยิ่งมีราคาเพิ่มสูงขึ้นอีกหลายเท่าตัว โดยเฉพาะหลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ  AEC  ในปี  2558 เพราะมีดีมานด์จากกำลังซื้อชาวต่างประเทศที่เข้ามาทำธุรกิจในเมืองไทย ขณะเดียวกันเราพบว่าซัพพลายสำหรับตลาดซุปเปอร์ลักชัวรี่ในทำเลสาทรก็ยังมีไม่มากเช่นกัน จึงนับเป็นโอกาสสำคัญในการขยายธุรกิจ

ล่าสุด เคพีเอ็น กรุ๊ป จึงลงทุนเปิดตัวโครงการใหม่  THE  DIPLOMAT  SATHORN คอนโดมิเนียมหรูภายใต้คอนเซปต์ “ที่สุดแห่งชีวิตสาทร”  ซึ่งโดดเด่นด้วยทำเล ห่างจากบีทีเอสสถานีสุรศักดิ์ศูนย์เมตร โดยใช้แนวคิดของความหรูหราและการบริการระดับโรงแรม 5 ดาว

THE DIPLOMAT SATHORN เป็นคอนโดมิเนียมระดับซุปเปอร์ลักชัวรี่สูง 38 ชั้น 1 อาคาร 192 ยูนิต บนพื้นที่ประมาณ 1.5 ไร่ (612 ตารางวา) มูลค่าโครงการ 2,700 ล้านบาท THE DIPLOMAT SATHORN เกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจในความต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมืองให้ได้ใช้ชีวิตบนความหรูหราเหมือนอยู่โรงแรมระดับเวิลด์คลาสในราคาที่เอื้อมถึง ภายใต้คอนเซปต์ “ที่สุดแห่งชีวิตสาทร” โดดเด่นด้วยทำเลห่างจากสถานีรถไฟฟ้าสุรศักดิ์เพียงศูนย์เมตร เดินทางสะดวกสบายเชื่อมต่อถนนสีลม, สาทร, พระราม 4 ใกล้จุดขึ้น-ลงทางด่วนประมาณ 1 กม.จากโครงการ

ทางด้านตัวอาคารได้รับการออกแบบโดยผสานความต่างของความงาม 2 ยุคเข้าด้วยกัน ระหว่างสถาปัตยกรรมที่มีความคลาสสิกแสดงถึงความงามอันทรงคุณค่าและสถาปัตยกรรมยุคใหม่ที่มีความโมเดิร์น ทันสมัย เข้าด้วยกันอย่างลงตัว ภายในห้องพักอาศัยถูกดีไซน์และตกแต่งแบบพร้อมเข้าอยู่ Fully Furnished เรียบหรูตอบโจทย์การใช้งานทุกความต้องการ พร้อมให้ความรู้สึกโปร่งโล่งสบายด้วยเพดานสูง  3  เมตร มีให้เลือกสรรตั้งแต่ขนาด 1-3 ห้องนอน พื้นที่ 40-100 ตร.ม.ขึ้นไป กับราคาเริ่มต้น 7.9-53 ล้านบาท เฉลี่ยประมาณ 200,000 บาท/ตารางเมตร พร้อมที่จอดรถ192 คัน เริ่มก่อสร้างประมาณเดือน พ.ค. 57 คาดแล้วเสร็จประมาณ เดือน ธ.ค. 59

นับเป็นอีกก้าวในการพัฒนาสินค้าให้ตรงต่อความต้องการตลาดของ เคพีเอ็น กรุ๊ป ซึ่งที่ผ่านมาประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในการพัฒนา โครงการ เดอะแคปปิตอล ราชปรารภ–วิภาวดี และ เดอะแคปปิตอล เอกมัย–ทองหล่อ เพราะสามารถปิดการขายของแต่ละโครงการได้ภายในเวลาน้อยกว่า 1 เดือน ด้วยมูลค่ารวมกว่า 3,000 ล้านบาท

“จากความสำเร็จใน 2 โครงการแรก เรามั่นใจว่า THE DIPLOMAT SATHORN จะได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มเป้าหมายของเราเหมือนเช่นที่ผ่านมาด้วยรูปแบบโครงการ การออกแบบตัวอาคาร การดีไซน์ภายในห้องพักอาศัย และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ เคพีเอ็น  กรุ๊ป  ใส่ใจในทุกๆ รายละเอียดตั้งเป้าปิดการขายภายในสิ้นปี 56 นี้”

สำหรับความคืบหน้าของ โครงการ ปัจจุบันมียอดจองไปแล้ว 50% จากจำนวนห้องชุดพักอาศัยทั้งหมด 192 ยูนิต ทั้งนี้ในอนาคต บริษัท เคพีเอ็น กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น จำกัด มีแผนจะพัฒนาโครงการอย่างน้อย 2 โครงการต่อปี มูลค่ารวมประมาณ 4,000 ล้านบาท

ถือเป็นน้องใหม่ที่น่าจับตามองในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อีกหนึ่งบริษัท ด้วยการเปิดตัวโครงการเฉลี่ย 1 โครงการต่อปี คงต้องดูต่อไปว่าก้าวต่อไปของ เคพีเอ็น กรุ๊ป จะเติบโตไปในทิศทางใดสำหรับธุรกิจนี้!!
วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย วานิชหนุ่ม
  • 19 ตุลาคม 2556, 05:00 น.

‘กิฟฟารีน’ ทุ่ม ขยายโรงงาน

http://www.thairath.co.th/column/eco/market/375508

  • 12 ตุลาคม 2556, 05:00 น.

Pic_375508

ท่ามกลางปัญหาด้านเศรษฐกิจชะลอตัว ค่าครองชีพต่างๆ ค่าไฟฟ้า ทางด่วน และก๊าซหุงต้มปรับตัวสูงขึ้น แต่ธุรกิจขายตรงเติบโตต่อเนื่อง สวนทางกับกำลังซื้อผู้บริโภคที่ลดลง เพราะมีผู้สนใจต้องการมีรายได้เสริมด้วยการสมัครเป็นผู้แทนอาชีพขายตรงเพิ่มขึ้น

ดังนั้น ผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงได้พร้อมปรับตัวและลงทุนพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับกำลังการซื้อของผู้บริโภค ซึ่ง “กิฟฟารีน” ในฐานะผู้นำธุรกิจขายตรงแบรนด์ไทยเดินหน้าเต็มร้อยลงทุนกว่า 300 ล้านบาท ขยายอาณาจักรโรงงานย่านนวนคร เพิ่มไลน์การผลิตธุรกิจอาหาร และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เตรียมความพร้อมรับมือการผลิตครอบคลุมสินค้าแบบครบวงจร

พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด กล่าวว่า บริษัทขยายพื้นที่โรงงานกิฟฟารีน ภายในนิคมอุตสาหกรรมนวนครเพิ่มอีก 10 ไร่ จากเดิมที่มีพื้นที่ 20 ไร่ เป็น 30 ไร่ ด้วยงบประมาณในการลงทุนกว่า 300 ล้านบาท ในการขยายพื้นที่ใหม่นี้ได้สร้างโรงงานผลิตสินค้าในกลุ่มอาหาร อาทิ เค้กสำเร็จรูป, สารปรุงรส, แป้งทอดกรอบ ฯลฯ และผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ หรือฟังก์ชันนอลดริงก์

อีกทั้งได้จัดสรรพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นคลังสินค้า โดยโรงงานใหม่นี้จะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นประมาณ 50-60 ล้านชิ้นต่อเดือน จากเดิมมีกำลังการผลิต 20 ล้านชิ้นต่อเดือน สามารถดำเนินการผลิตได้สมบูรณ์ภายในปีนี้หรืออย่างช้าต้นปี 2557 ส่งผลให้บริษัทมีกำลังการผลิตที่เพิ่มมากขึ้น พร้อมรองรับการเติบโตของธุรกิจได้เป็นอย่างดี รวมทั้งยังเป็นศูนย์กลางการผลิตและกระจายสินค้าให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และประเทศแถบเอเชียตะวัน-ออกเฉียงใต้ สอดคล้องกับเป้าหมายของกิฟฟารีนที่จะก้าวเข้าสู่ปีที่ 20 ในปี 2558 ด้วยยอดขายที่เติบโตไม่ต่ำกว่า 9,000-10,000 ล้านบาทต่อปี และเตรียมความพร้อมสู่การเปิดตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซีในปี 2558

ทั้งนี้ภายในโรงงานกิฟฟารีน ประกอบด้วย อาคารสำนักงาน ห้องแล็บ หรือ Central Lab และแผนกวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทั้งเครื่องสำอางและอาหาร โรงงานผลิตเครื่องสำอาง โรงงานผลิตอาหารเสริม และได้ขยายพื้นที่สร้างโรงงานผลิตอาหารและเครื่องดื่ม โดยบริษัท ใช้งบประมาณลงทุนภายในโรงงานแห่งนี้กว่า 1,000 ล้านบาท ได้ออกแบบตามหลัก GMP ทั้งในด้านโครงสร้างและวัสดุที่ใช้ได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตและความปลอดภัยในระดับสากล

ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ช่วยประสานงานในการควบคุมการผลิตทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวิจัย และพัฒนาจนถึงการจัดซื้อจัดเก็บวัตถุดิบเข้ามาผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูปส่งไปยังลูกค้า พร้อมด้วยบุคลากรในงานวิเคราะห์ของห้องปฏิบัติการกลาง มีทั้งนักวิทยาศาสตร์และเภสัชกรประมาณ 50 คน ที่มีประสบการณ์สูง และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นนักวิทยาศาสตร์มืออาชีพ

สำหรับภาพรวมธุรกิจขายตรงในปีนี้ถือว่ายังคึกคัก ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และความงาม ยังเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมในตลาด ซึ่งผู้ประกอบการแต่ละค่ายต่างเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง และมีผู้ประกอบการรายใหม่ๆเข้ามาเล่นตลาดนี้มากขึ้น โดยมูลค่าตลาดรวมปีนี้คาดว่าอยู่ที่ 60,000 ล้านบาท ขณะที่กิฟฟารีนยังครองความเป็นผู้นำในตลาดเกือบ 50%

จนถึงสิ้นปี 2556 จะสามารถทำยอดขายตามเป้าหมายที่วางไว้ 6,500 ล้านบาท หรือเติบโต 10% โดยแบ่งสัดส่วนยอดขายเป็น กลุ่มเครื่องสำอาง 60% กลุ่มอาหารเสริม 30% และกลุ่มเครื่องดื่มและอาหาร 10%

นอกจากนี้ ยังได้เปิดศูนย์ธุรกิจขนาดใหญ่ในจังหวัดใหญ่ประมาณ 20 สาขา โดยนำร่องสาขามีนบุรี บนพื้นที่ 1 ไร่ ใช้งบลงทุน 70 ล้านบาท จะเป็นศูนย์กลางนักธุรกิจมีการอบรม สัมมนา ให้ความรู้ และมีสินค้าของกิฟฟารีนที่ครบวงจร และในปี 2557 จะเปิดศูนย์ธุรกิจที่หาดใหญ่อีก 1 สาขา ปัจจุบันมีศูนย์ธุรกิจทั่วประเทศทั้งหมด 113 สาขา และมีนักธุรกิจกว่า 500,000 รหัส

ด้วยความพร้อมของโรงงานที่มีไลน์การผลิตที่ครบวงจร บริษัทพร้อมแล้วก้าวเข้าสู่การเปิดตลาดเออีซีอย่างเต็มรูปแบบ ปัจจุบันบริษัทมีเครือข่ายอยู่ 33 ประเทศ อาทิ ซาอุดีอาระเบีย, บังกลาเทศ, แอฟริกาตะวันตก กานา, ไนจีเรีย, ไนเจอร์ และเคนยา เป็นต้น ส่วนประเทศแถบอาเซียน อาทิ มาเลเซีย กัมพูชา ลาว พม่า อินโดนีเซีย เริ่มทยอยเข้าไปทำตลาด และคาดว่าสิ้นปีเปิดครบทุกประเทศ

การทำตลาดในประเทศเหล่านี้จะทำในรูปแบบร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ในแต่ละประเทศ เพื่อสร้างการรับรู้ในแบรนด์ของเราได้ง่ายขึ้น และมั่นใจว่าสินค้าของเราจะได้รับการตอบรับที่ดี!!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย วานิชหนุ่ม
  • 12 ตุลาคม 2556, 05:00 น.

“อิชิตันทัวร์ยกแก๊งฮอกไกโด” หมัดเด็ดโปรโมชั่นส่งท้ายปี

http://www.thairath.co.th/column/eco/market/373911

  • 5 ตุลาคม 2556, 05:00 น.

Pic_373911

ท่ามกลางสมรภูมิรบตลาดชาเขียวช่วงโค้งสุดท้ายที่ดุเดือดไม่แพ้ช่วงต้นปี ผู้ประกอบการหลายค่ายเปิดศึกห้ำหั่นอัดโปรโมชั่นกันอย่างดุเดือด หวังช่วงชิงความเป็นหนึ่งในตลาดชาเขียว ซึ่งอิชิตัน ในฐานะผู้นำนวัตกรรมการตลาดที่ได้นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยสร้างสีสันกิจกรรมการตลาดรูปแบบใหม่

ไม่รอช้าปล่อยหมัดเด็ด จัดหนัก จัดเต็ม ในแคมเปญ “อิชิตันทัวร์ยกแก๊งฮอกไกโด ตอน รหัสช็อปเปรี้ยง 1 ล้านบาท” ส่งท้ายปี เพื่อขยายฐานลูกค้าคนในเมืองได้มากขึ้น กับเป้าหมายรักษาบัลลังก์ผู้นำตลาดชาเขียวแบบถาวร

นายตัน ภาสกรนที กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การจัดแคมเปญแต่ละครั้งของบริษัท ได้ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างแท้จริงจากประสบการณ์ของทีมงานจึงนำเสนอรางวัลที่มีมูลค่าจูงใจ แจกรางวัลที่เพิ่มขึ้นดึงดูดใจผู้บริโภค พร้อมได้ให้ผู้บริโภคสัมผัสถึงความสนุก อบอุ่น จริงใจ ในการร่วมกิจกรรม ทำให้อิชิตันกลายเป็นแบรนด์คาแรกเตอร์ที่ชัดเจนแตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ ที่สามารถจัดโปรโมชั่นครองใจผู้บริโภคจนได้รับความนิยมเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ครองแชมป์อันดับ 1 ตลาดชาพร้อมดื่ม ภายในระยะเวลาเพียง 2 ปีที่เข้ามาทำตลาด

ทั้งนี้ยุทธศาสตร์การทำตลาดของอิชิตันช่วงโลว์ซีซั่นได้ทุ่มงบการตลาดกว่า 200 ล้านบาท เปิดตัวแคมเปญ “อิชิตันทัวร์ยกแก๊งฮอกไกโด ตอน รหัสช็อปเปรี้ยง 1 ล้านบาท” โดยไฮไลต์เด็ด นั่นคือ การให้ผู้บริโภคร่วมสนุกชิงรางวัลแบบกินดี อยู่ดี เที่ยวฟรี ในเมืองฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น พร้อมผู้ร่วมทริปสุดพิเศษ “ตัน ภาสกรนที และคู่หู โน้ส–อุดม แต้พานิช” ที่จะทำให้ทริปนี้สนุกสนาน กับของรางวัลอื่นๆ รวม 930 รางวัล มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท มากที่สุดเป็นประวัติการณ์

โดยรางวัลที่ 1 แพ็กเกจทัวร์ยกแก๊ง แก๊งละ 4 คน 5 วัน 3 คืน ที่ฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น พร้อมบัตรกำนัลช็อปปิ้งฟรี แก๊งละ 1 ล้านบาท รวม 30 รางวัล มูลค่ารางวัลละ 1.36 ล้านบาท และรางวัลที่ 2 ทองคำมูลค่า 100,000 บาท จำนวนมากถึง 600 รางวัล ซึ่งรวมมูลค่าสูงถึง 60 ล้านบาท ล่าสุดได้เพิ่มรางวัลที่ 3 แจกไอโฟน 5 เอส สีทอง จำนวน 300 รางวัล เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคเข้าร่วมสนุกกับแคมเปญนี้

นายตันกล่าวว่า ทางอิชิตันยังคงกติกาง่ายเหมือนเดิมเพียงกด *488* ตามด้วยรหัส 10 หลักใต้ฝาหรือข้างในกล่องของทุกผลิตภัณฑ์ในเครือ ไม่ว่าจะเป็นอิชิตัน กรีนที, อิชิตัน บิ๊กเซฟ, ดราก้อน แบล็คที, ดับเบิ้ล ดริ๊งค์ และเย็นเย็น โดยอิชิตันทุกขนาดทุกรสชาติตามด้วย # แล้วกดโทร.ออก ส่งฟรีทุกเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ไม่เสีย 3 บาท ส่งรหัสได้ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง จับรางวัลและประกาศผลทุกวันศุกร์ เริ่มตั้งแต่วันนี้-22 พฤศจิกายน 2556 ติดตามการประกาศผลที่www.ichitandrink.com ในรางวัลที่ 1 เสริมด้วยการประกาศผลผ่านทาง SMS ตั้งแต่ 17.00 น. เป็นต้นไป โดยทุกรางวัลเจ้าหน้าที่อิชิตันจะติดต่อกลับไปยังผู้โชคดีภายใน 24 ชม.ทุกรหัสส่ง 1 ครั้ง ลุ้นได้ 2 ครั้ง หากไม่ถูกในรอบที่ส่ง เก็บฝาหรือกล่องไว้ลุ้นรางวัลในรอบสุดท้าย จำนวน 72 รางวัล โดยไม่ต้องส่งรหัสซ้ำ

สำหรับแคมเปญ อิชิตันทัวร์ยกแก๊งฮอกไกโด ตอน รหัสช็อปเปรี้ยง 1 ล้านบาท จะเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่สำคัญในการสร้างยอดขายเพิ่มประมาณ 1,500 ล้านบาท ส่งผลให้ผลประกอบการจนถึงสิ้นปีอยู่ที่ 6,000 ล้านบาท โตมากกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 4,500 ล้านบาท และจะมีส่วนแบ่งทางการตลาดไม่ต่ำกว่า 40% ครองความเป็นผู้นำตลาดนี้ได้อย่างสมบูรณ์

ขณะที่ภาพรวมตลาดเครื่องดื่มชาเขียวปีนี้ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง มูลค่าตลาดรวมปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 16,500 ล้านบาท ซึ่งการเติบโตดังกล่าวเป็นผลมาจากการจัดแคมเปญใหญ่ของผู้ประกอบการแต่ละค่าย เพื่อดึงดูดลูกค้าและกระตุ้นยอดขาย

จากนี้ไปทิศทางของตลาดชาเขียวพร้อมดื่มจะเน้นการแข่งขันด้านโปรโมชั่น กันอย่างรุนแรง ด้วยของรางวัลที่แจกหนัก แจกจริง ร่วมลุ้นมันส์ แม้ผู้ประกอบการค่ายต่างๆ จะแข่งขันกันอย่างไรประโยชน์หลักจะตกอยู่ที่ผู้บริโภคเต็มๆ.
วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย วานิชหนุ่ม
  • 5 ตุลาคม 2556, 05:00 น.

เดอะมอลล์ กรุ๊ป เปิดเกมรุกรับมือเศรษฐกิจ

http://www.thairath.co.th/column/eco/market/372429

  • 28 กันยายน 2556, 05:00 น.

Pic_372429

ใกล้เข้าไตรมาสสุดท้ายของปี 2556 ซึ่งสำนักเศรษฐกิจหลายๆสำนักมองภาพเศรษฐกิจคล้ายๆกันในเรื่องการบริโภคของผู้บริโภคที่ชะลอการใช้จ่าย ทำให้หลายธุรกิจมีการปรับกลยุทธ์การตลาดให้สอดคล้องกับภาวการณ์

เช่นเดียวกับธุรกิจค้าปลีกที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากผลพวงกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ ทำให้ผู้ประกอบการต่างต้องเร่งหากลยุทธ์สารพัดเพื่อกระชากกำลังซื้อผู้บริโภคกลับคืนมาเพื่อให้ได้เป้าหมายอัตราเติบโตที่ตั้งไว้

นายชำนาญ เมธปรีชากุล รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ผู้บริหาร 3 ห้างสรรพสินค้า เดอะมอลล์ ดิ เอ็มโพเรียม และสยามพารากอน กล่าวว่า จากพฤติกรรมการใช้จ่ายของลูกค้าในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมานั้น ปรากฏว่าลูกค้ามีการใช้จ่ายที่ระมัดระวังมากขึ้น ยอดซื้อต่อบิลลดลง มีความถี่ในการซื้อ และมองหาความคุ้มค่าในการใช้จ่ายในแต่ละครั้ง

ดังนั้น แผนการตลาดในช่วงนี้ มีการปรับให้เข้ากับภาวการณ์มากขึ้น เพื่อรองรับภาพรวมยอดขายระยะยาว ซึ่งแนวทางที่ใช้อยู่จะเน้นการสร้างโปรโมชั่นที่เข้มข้น และการร่วมมือกับบัตรเครดิตใช้ฐานลูกค้าบัตรสมาชิก M Card และบัตรเครดิตต่างๆเป็นเครื่องมือ พร้อมสร้างอีเวนต์ที่ดึงดูดลูกค้า ทั้งเรื่องอาหาร, สันทนาการ

โดยที่ผ่านมา มีแคมเปญ M Card ที่สร้างขึ้นต่อเนื่องในด้านสิทธิประโยชน์เรื่องราคาสินค้าและไลฟ์สไตล์ให้กับลูกค้า และการทำแคมเปญพิเศษกับบัตรเครดิตเพื่อกระตุ้นยอดขายระยะสั้นๆ เช่น แคมเปญ Mission Zero ที่ร่วมกับบัตรเครดิต Citi M Visa และ Citibank ผ่อนสินค้า 0% ทั้งห้างฯ

ล่าสุดร่วมกับบัตรเครดิตไทยพาณิชย์ในแคมเปญ SCB ดีเว่อร์ ปิดห้างช้อป ที่พารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ ซึ่งประสบความสำเร็จได้ยอดขายสูงสุดภายใน 1 วัน เมื่อวันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา และเพิ่มแคมเปญสำคัญ มิดไนท์ เซล ขึ้นต่อเนื่องในช่วงปลายเดือน ก.ย.นี้ ซึ่งทำขึ้นเพิ่มเติมจากแผนการจัด ภายใต้แคมเปญ “Midnight Sale Party Night Out” ซึ่งเป็นการร่วมมือลดราคาทั้งห้างฯและศูนย์การค้าสูงสุด 70%

“แคมเปญ มิดไนท์ เซล ปาร์ตี้ ไนท์ เอาต์” ที่จัดขึ้นล่าสุดในวันนี้จนถึงวันที่ 2 ต.ค. 2556 ที่ เดอะมอลล์ ดิ เอ็มโพเรียม และสยามพารากอนนั้น เป็นมิดไนท์เซลครั้งพิเศษที่ทำขึ้นโดยเฉพาะ ต่อยอดการจุดกระแสในการกระตุ้นธุรกิจแฟชั่นของกลุ่มดีไซเนอร์ไทยและนิตยสารแฟชั่นที่ทำกับห้างสรรพสินค้าใจกลางเมือง ซึ่งในกลุ่มเดอะมอลล์ มีพารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ เข้าร่วม จึงมีการทำโปรโมชั่นที่เพิ่มความคุ้มค่าเพื่อดึงดูดลูกค้ากลุ่มแฟชั่นเพิ่มเข้ามา และขยายมายังที่ ดิ เอ็มโพเรียม และเดอะมอลล์ ทุกสาขา และนำธีมปาร์ตี้มาเสริ คาดว่ามิดไนท์เซลที่เพิ่มขึ้นมาครั้งนี้ จะช่วยสร้างยอดขายได้ถึง 1,000 ล้านบาท ภายในช่วงการจัดงาน 6 วันของการจัดงาน” นายชำนาญกล่าว

ขณะเดียวกัน จากช่วงนี้ไปใกล้เข้าสู่ในช่วงที่เป็นไฮซีซั่นของห้างสรรพสินค้า เนื่องจากเข้าสู่ช่วงปิดภาคเรียนรวมถึงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งในช่วงปิดเทอม นายชำนาญกล่าวว่า จะเน้นสร้างกิจกรรมที่ดึงกลุ่มครอบครัว เช่น งานวันปลาสวยงามแห่งชาติ, The Mall Grand Dog Society ฯลฯ ที่สำคัญเรามีสวนน้ำ สวนสนุก Fantasia Lagoon ที่ปรับปรุงใหม่ที่สาขาบางกะปิ และงามวงศ์วาน และบางแคที่ปรับปรุงไปก่อนหน้าแล้ว มาเป็นส่วนเสริมความแข็งแกร่ง และเป็นแม่เหล็กในการดึงกลุ่มลูกค้าครอบครัวเข้ามาใช้บริการในช่วงปิดเทอม ไม่รวมสินค้าในแต่ละหมวดสินค้าซึ่งจัดโปรโมชั่นสนับสนุนยอดขายโดยรวม

แม้ว่าปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจยังชะลอตัว และคาดว่าความเติบโตทางเศรษฐกิจสิ้นปีนี้จะเติบโตประมาณ 3-4% และตลาดค้าปลีกจะเติบโตประมาณ 10% แต่หลายฝ่ายก็มองว่าเศรษฐกิจไทยจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 4 เป็นต้นไป และดีขึ้นเรื่อยๆ จากปัจจัยของเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเดอะมอลล์เองที่มองว่า ตลาดค้าปลีกเองก็จะเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้งในไตรมาสที่ 4 ต่อเนื่องไปถึงต้นปี 2557

เนื่องจากเป็นช่วงเวลาของเทศกาลแห่งการจับจ่ายไม่ว่าจะเป็นปิดเทอม ปีใหม่ ฯลฯ และหากนโยบายในการลดภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยได้นำออกมาใช้จริง ธุรกิจค้าปลีกน่าจะได้อานิสงส์ จากการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นของผู้บริโภคชาวไทยและนักท่องเที่ยว สามารถแข่งขันกับธุรกิจค้าปลีกของประเทศเพื่อนบ้าน

สำหรับเดอะมอลล์ กรุ๊ป ปีนี้ โจทย์ที่เหลืออีก 3 เดือนจะต้องปรับรูปแบบการตลาดตามสถานการณ์ เพื่อผลักดันอัตราการเติบโต 6% หรือเป็นเม็ดเงินยอดขายที่ 50,000 ล้านบาท!!!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย วานิชหนุ่ม
  • 28 กันยายน 2556, 05:00 น.

โฮมเวิร์ค เอ็กซ์โป ครั้งที่ 15

http://www.thairath.co.th/column/eco/market/370959

  • 21 กันยายน 2556, 05:00 น.

Pic_370959

สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันกับภาวะค่าครองชีพที่ดาหน้าสูงขึ้น ตามภาวะต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้บริโภคในยุคนี้จำเป็นต้องวางแผนการใช้เงินมากขึ้นให้สมเหตุสมผลและคุ้มค่ามากขึ้น

ซึ่งสะท้อนกับแนวคิดการจัดงาน “โฮมเวิร์ค เอ็กซ์โป ครั้งที่ 15” ที่ได้ผนึกกำลังจัดงานมหกรรมสินค้าเพื่อบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าไอที พุ่งเป้าเพื่อลดภาระให้ผู้บริโภคที่กำลังมองหาสินค้าตกแต่งบ้านที่มีคุณภาพ ในราคาคุ้มค่ามากกว่าเดิม

นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหารกลุ่ม บริษัท พาวเวอร์-บาย โฮมเวิร์ค และไทวัสดุ เปิดเผยว่า “โฮมเวิร์ค เอ็กซ์โป ครั้งที่ 15” เตรียมจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 27 ก.ย.-6 ต.ค. 56 ณ ไบเทค บางนา เพื่อรองรับการเติบโตในตลาดสินค้าเพื่อบ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีเพิ่มขึ้นทุกปี จากการขยายตัวของเมืองและตลาดอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ผู้ประกอบการหลายๆ คนมองช่องทางขาย และโอกาสทางการตลาดมากขึ้น

“ในส่วนของบริษัทฯ ได้ร่วมกับพันธมิตร จัดงานมหกรรมสินค้าเพื่อบ้านมาโดยตลอด และได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดีเกินคาด มีเกณฑ์เติบโตทุกครั้ง ครั้งละไม่ต่ำกว่าสิบเปอร์เซ็นต์ แถมยังครองตำแหน่งมหกรรมสินค้าเพื่อบ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มียอดจำหน่ายสูงสุดด้วย”

นายสุทธิสารกล่าวว่า ความสำเร็จของงานจากสโลแกนที่ว่า ครบ ถูก คุ้มกว่าทุกงาน ในปีนี้ได้ร่วมกับพาวเวอร์บาย ศูนย์รวมเครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าไอที และพันธมิตรหลัก อย่าง ซีเอ็มจี และท็อปส์ ทุ่มงบกว่า 100 ล้านบาท เพื่อจัดงานบนพื้นที่กว่า 30,000 ตารางเมตร ลดแหลก แจกครั้งยิ่งใหญ่กว่าเดิม

สำหรับรายละเอียดของงานดังกล่าวได้มอบส่วนลดสูงสุดกว่า 80% จากสินค้ากว่า 300 แบรนด์ดัง แบ่งพื้นที่จำหน่ายออกเป็น 14 โซนหลัก ได้แก่ โซนเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ภาพ-เสียง สินค้าไอที, โซนที่นอนและเครื่องนอน, โซนอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน-เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ภายในบ้าน, โซนห้องน้ำ, โซนห้องครัว, โซนโคมไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้า, โซนสีและเครื่องมือช่าง, โซนอุปกรณ์ประปา, โซนกระเบื้องและไม้พื้น, โซนวัสดุ-อุปกรณ์สินค้าก่อสร้างราคาผู้รับเหมา, โซนเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องสำอาง, โซนสินค้าอุปโภค บริโภค และขยายโซนพิเศษ เอาใจคนรักการตกแต่งสวน พบกับโกลเด้นท์ มาร์เก็ต มหกรรมต้นไม้ ของแต่งสวน และของแต่งบ้านอีกกว่า 80 ร้านค้า

ส่วนโปรโมชั่นนอกเหนือ จากช็อปสุดคุ้มแล้วพบกับสินค้า Hot Price สินค้านาทีทอง และสินค้าแบรนด์เซลคุ้มกับ 9 โปรโมชั่นขั้นเทพ เอาใจนักช็อป คุ้มที่ 1 สินค้าลดราคาสูงสุด 80% คุ้มที่ 2 ลดเพิ่มสูงสุด 35% จากบัตรเครดิตชั้นนำ คุ้มที่ 3 ช็อปครบทุก 5,000 บาท ลุ้นรับ “รถยนต์ โตโยต้า ไฮลักซ์วีโก้แชมป์สมาร์ทแค็บ รุ่น Preruner 2.5G AT” 1 รางวัล รวมมูลค่า 812,000 บาท

คุ้มที่ 4 ช็อปสินค้าภายในงานครบทุก 2,000 บาท ลุ้นรับสิทธิ์แลกซื้อสร้อยคอทองคำหนัก 25 สตางค์ หรือหม้อหุงข้าว TEFAL RK 1018 1.8 ลิตร จำนวน 120 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 400,000 บาท คุ้มที่ 5 ช็อปครบทุก 60,000 บาท รับฟรี หม้อหุงข้าว TEFAL RK 1018 1.8 ลิตร มูลค่า 1,090 บาท-ครบทุก 150,000 บาท รับฟรีซัมซุง แอลซีดี 32 นิ้ว มูลค่า 10,490 บาท-ครบทุก 350,000 บาท รับฟรีซัมซุง กาแล็คซี่ โน้ต II มูลค่า 17,900 บาท หรือบัตรกำนัลเงินสด มูลค่า 15,000 บาท-ครบทุก 450,000 บาท รับฟรี ทองคำหนัก 1 บาท หรือบัตรกำนัลเงินสด มูลค่า 20,000 บาท

คุ้มที่ 6 สมัครบัตร The 1 Card รับฟรี ให้เงินคืนมากกว่าเมื่อแลกคะแนนภายในงาน รับคะแนนสะสมได้ทันที จากทุกยอดซื้อ ทุก 25 บาท รับ 1 คะแนนที่โฮมเวิร์ค และทุก 50 บาท รับ 1 คะแนนที่พาวเวอร์บาย พิเศษ!! แลกรับเงินคืน ด้วยคะแนนที่น้อยกว่าเดิม ทุก 600 คะแนน แลกรับบัตรกำนัลเงินสด มูลค่า 100 บาท คุ้มที่ 7 สินค้าโฮมเวิร์ค รับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 10% เมื่อซื้อที่นอน ฐานรอง และหัวเตียง ด้วยบัตร The 1 Card ครบ 5,000 บาทขึ้นไป ลดเพิ่ม 5% และครบ 15,000 บาทขึ้นไป ลดเพิ่ม 10% และสินค้าพาวเวอร์บาย รับคูปองเงินสด 12,000 บาท เมื่อช็อปตั้งแต่ 200,000 บาทขึ้นไป ผ่านเซ็นทรัล เครดิต คาร์ด หรือ ซิมเพิล วีซ่า คาร์ด บวกกับคะแนน The 1 Card 5,000 คะแนน คุ้มที่ 8 เลือกผ่อนสินค้า 0% นานสูงสุด 10 เดือน จากสถาบันการเงินที่ร่วมรายการ และคุ้มที่ 9 -เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่ร่วมรายการภายในงาน รับส่วนลดบัตรกำนัลหรือเงินคืนทันที

ตลอดสิบวันของการจัดงาน คาดว่าจะมีแฟนพันธุ์แท้ และเหล่านักช็อปเข้าร่วมช็อปกระหน่ำไม่ต่ำกว่า 600,000 คน สร้างยอดขายไม่ต่ำกว่า 600 ล้านบาท เรียกกำลังซื้อในยุคเศรษฐกิจที่ต้องใช้เงินอย่างคุ้มค่า!!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย วานิชหนุ่ม
  • 21 กันยายน 2556, 05:00 น.

“น้ำดื่มภัทรพัฒน์” ย้ำภาพแบรนด์ไทย

http://www.thairath.co.th/column/eco/market/369592

  • 14 กันยายน 2556, 05:00 น.

Pic_369592

“น้ำ” เป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตที่ “มนุษย์” ทุกคนขาดไม่ได้ ทำให้ปัจจุบันมีผู้นำ “น้ำ” มาบรรจุขวด พร้อมสร้างแบรนด์เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการดื่มน้ำคุณภาพดี ส่งผลให้ในช่วง 5-7 ปีที่ผ่านมา ตลาดน้ำดื่มเมืองไทย มีการเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 10-20% จนปัจจุบันมีมูลค่ารวมกว่า 23,000 ล้านบาท

ในแต่ละปียังมีแบรนด์ใหม่เกิดขึ้นในตลาด ทั้งจากผู้ประกอบการท้องถิ่นและผู้ประกอบการรายใหญ่ ซึ่งต่างมีเป้าหมายในการสร้างยอดขายและส่วนแบ่งทางการตลาดเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ ต่างกับ “น้ำดื่มภัทรพัฒน์” แบรนด์น้ำดื่มน้องใหม่ ที่เกิดขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ ที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของคนไทยคนไทยหลายคนอาจจะคุ้นเคยกับตราผลิตภัณฑ์ “ภัทรพัฒน์” ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์พระราชทานจาก สมเด็จพระ เทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ถือกำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 เดือน 9 ปี 2549 โดยมีเป้าหมายเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ภายใต้ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีคุณภาพออกสู่ผู้บริโภคชาวไทย พร้อมนำรายได้จากการจำหน่ายกลับไปสู่ท้องถิ่น รวมทั้งนำไปร่วมทำบุญ สร้างกุศล จัดหารายได้สมทบมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อการพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืน

“น้ำดื่มภัทรพัฒน์” เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ภัทรพัฒน์ สร้างขึ้น โดยบริษัท เอสทีจีซีพี จำกัด ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนา เกิดขึ้นภายใต้แนวคิด “น้ำดื่มเพื่อการพัฒนา… Always Growing” ซึ่งมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์แบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้บริโภคคนไทยได้มีโอกาสบริโภคน้ำดื่มสะอาด บริสุทธิ์ ได้มาตรฐานระดับโลก ภายใต้การผลิตของบริษัทชั้นนำ

นายจักรพงษ์ สุธีสถาพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสทีจีซีพี จำกัด ในเครือบริษัท เอสทีจี มัลติมีเดีย จำกัด กล่าวว่า น้ำดื่มภัทรพัฒน์ เป็นน้ำดื่มคุณภาพ ผลิตโดยบริษัท น้ำดื่มสยาม จำกัด ผู้ผลิตน้ำดื่มรายใหญ่ของประเทศ มีโรงงานตั้งอยู่ที่ อ.สามพราน จ.นครปฐม มีกำลังการผลิตทั้งสิ้น 15 ล้านขวดต่อเดือน ในบรรจุภัณฑ์ขวด PET 4 ขนาด ได้แก่ 350 มล. เน้นจำหน่ายผ่านทางองค์กรต่างๆ อาทิ สายการบิน ฯลฯ, ขนาดบรรจุ 600 มล. ราคา 7 บาท, ขนาดบรรจุ 750 มล. ราคา 9 บาท และขนาดบรรจุ 1,500 มล. ราคา 14 บาท

เริ่มผลิตและวางจำหน่ายตั้งแต่เดือน ส.ค.ที่ผ่านมา โดยมีช่องทางการจำหน่ายผ่านร้านค้าปลีกชั้นนำ อาทิ โฮมเฟรชมาร์ท, ร้านค้าในเครือเดอะมอลล์, กูร์เมต์, ท็อปส์, เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ และ โกลเดน เพลส เป็นต้น ซึ่งในเดือน ต.ค.เป็นต้นไป จะเริ่มวางจำหน่ายผ่านร้านสะดวกซื้อและร้านค้าทั่วไปกว่า 100,000 ร้านค้าทั่วประเทศ

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้ต่อผลิตภัณฑ์ “น้ำดื่มภัทรพัฒน์” บริษัทเตรียมจัดสรรงบการตลาดราว 100 ล้านบาท ในการทำกลยุทธ์การตลาดแบบ 360 องศา ประกอบไปด้วย กลยุทธ์การตลาดแบบผ่านสื่อต่างๆ อาทิ สื่อโทรทัศน์ โดยภาพยนตร์โฆษณาชุด “ภัทรพัฒน์ จุดกำเนิดแห่งการพัฒนา” ความยาว 45 วินาที จะเริ่มเผยแพร่ผ่านทางสถานีโทรทัศน์ต่างๆ ในวันที่ 15 ก.ย.เป็นต้นไป

นอกจากนี้ ยังมีสื่อวิทยุ สื่อสิ่งพิมพ์ บิลบอร์ด นิตยสาร โรงภาพยนตร์ ฯลฯ กลยุทธ์การตลาดแบบผ่านกิจกรรมต่างๆ ทั้งการจัดทัวร์คอนเสิร์ต นำโดย “แอ๊ด คาราบาว” มากมาย รวมถึงการจัดวิ่งมาราธอน “มหามงคล”, การจัดชิงโชคร่วมเป็นผู้โชคดีเดินทางร่วมทริป “ภูผา ปลายฟ้า มหานที” ที่จังหวัดเชียงราย

อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่สำคัญและเชื่อว่าจะเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้หลากหลาย คือ กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ หรือโซเชียล เน็ตเวิร์ก การทำกิจกรรมผ่านทาง facebook, ทวิตเตอร์, Youtube และ Instagram ของเหล่าศิลปินชื่อดังจากพี่มากพระโขนง ได้แก่ พงศธร จงวิลาส (เผือก), ณัฏฐพงษ์ ชาติพงษ์(ฟรอยด์), อัฒรุต คงราศรี (เชน) และกันตพัฒน์ สีดา (บอมบ์) ซึ่งเป็นพรีเซ็นเตอร์ของน้ำดื่มภัทรพัฒน์ และโครงการ ยิ้มให้พ่อ

“น้ำดื่มภัทรพัฒน์ เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ภายใต้โครงการอาหารและน้ำดื่มมหามงคล ซึ่งเป็นโครงการที่ต่อยอดมาจากโครงการ My King-ในหลวงของเรา และโครงการ ยิ้มให้พ่อ หลังประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในปีก่อน ทำให้มูลนิธิชัยพัฒนา และ บริษัท เอสทีจีฯ มองเห็นถึงโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้ตราสินค้า ภัทรพัฒน์ โดยบริษัทจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ขึ้น 3 ประเภท ได้แก่ น้ำดื่มภัทรพัฒน์, สังฆทานภัทรพัฒน์ และชุดของขวัญภัทรพัฒน์”

สำหรับการเปิดตัว “น้ำดื่มภัทรพัฒน์” อย่างเป็นทางการในวันที่ 9 เดือน 9 ที่ผ่านมา เป็นวันที่ผลิตภัณฑ์ตราสัญลักษณ์ “ภัทรพัฒน์” มีอายุครบรอบ 7 ปี การทำตลาดอย่างต่อเนื่องนับจากนี้ เชื่อว่าจะทำให้คนไทยรู้จักและเลือกซื้อน้ำดื่มภัทรพัฒน์ได้อย่างภาคภูมิใจ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำกิจกรรมเพื่อสังคม

ซึ่งรายได้นี้จะนำไปสมทบมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อการพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืนต่อไป!! 

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย วานิชหนุ่ม
  • 14 กันยายน 2556, 05:00 น.

“ซีพี-เมจิ” บุกตลาดโยเกิร์ตถ้วย

http://www.thairath.co.th/column/eco/market/368134

  • 7 กันยายน 2556, 05:00 น.

Pic_368134

ในแวดวงผลิตภัณฑ์นมนั้น ต้องยกให้ “บริษัท ซีพี–เมจิ จำกัด” ผู้นำและยักษ์ใหญ่ในผลิตภัณฑ์นมพาสเจอร์ไรซ์ที่เน้นผลิตภัณฑ์คุณภาพ การันตีด้วยเทคโนโลยีการผลิตจาก “เมจิ” ผู้ผลิต–จำหน่ายผลิตภัณฑ์นมรายใหญ่ในประเทศญี่ปุ่น

เมื่อเร็วๆ นี้ ประกาศทุ่มงบกว่า 2,000 ล้านบาท ในการสร้างโรงงานใหม่รองรับการบุกตลาดโยเกิร์ตอย่างเต็มตัวเพิ่มกำลังการผลิต รวมถึงนำเข้าเครื่องจักรคุณภาพสูงและทีมงานผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อนำเสนอนวัตกรรมโยเกิร์ตที่แปลกใหม่มาให้คนไทยได้ลิ้มลอง

“แม้ว่าคนไทยรู้จักโยเกิร์ตมาหลายสิบปี แต่น้อยคนนักจะรู้จักประโยชน์ที่แท้จริง เพราะผลิตภัณฑ์ในตลาดส่วนใหญ่ตอบโจทย์เรื่องของการขับถ่ายทั้งที่แท้จริงแล้ว “โยเกิร์ต” แบบต้นตำรับนั้น เต็มไปด้วยคุณค่าจากจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย พร้อมประโยชน์จากวัตถุดิบธรรมชาติที่มีคุณภาพ ส่งผลให้มีสุขภาพดีจากการรับประทานเป็นประจำ และประเทศบัลแกเรีย ต้นกำเนิดของโยเกิร์ตจึงเป็นหนึ่งในประเทศที่คนอายุยืนที่สุดในโลกจากการรับประทานโยเกิร์ตเป็นประจำ” นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด กล่าวถึงที่มาของการเปิดตัวสินค้าใหม่ “โยเกิร์ต เมจิ บัลแกเรีย”

นายประสิทธิกล่าวว่า จากการศึกษาพบว่าตลาดโยเกิร์ตในไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เกิดจากการทำกิจกรรมทางการตลาดของแบรนด์หลัก, การออกสินค้าใหม่ๆ ที่มีราคาสูงขึ้น ขณะที่การขึ้นราคาสินค้าของแบรนด์ต่างๆ ส่งผลเชิงบวกทำให้รู้ว่าตลาดนี้ยังไปได้ โดยในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา มีมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 4,374 ล้านบาทต่อปี เฉลี่ยเติบโตราว 31.2 เปอร์เซ็นต์ต่อปี และโดยเฉพาะในปีนี้มูลค่าตลาดโยเกิร์ตเติบโตสูงขึ้นอยู่ที่ 2,540 ล้านบาท หลังจากผ่านไปได้เพียงแค่ครึ่งปี โดยผลิตภัณฑ์โยเกิร์ตเมจิของ ซีพี-เมจิ ในปัจจุบันนี้ครองส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับ 3 ในตลาดโยเกิร์ตถ้วย

ขณะที่คนไทยมีการบริโภคโยเกิร์ตที่สูงขึ้นในทุกๆปี แต่วิเคราะห์ลึกลงไปแล้ว การบริโภคโยเกิร์ตจะเติบโตในเฉพาะกลุ่มเท่านั้น ได้แก่ กลุ่มอายุคนตั้งแต่วัยรุ่น ไปจนถึงวัยทำงาน โดยมากเป็นกลุ่มคนในเมืองที่ใส่ใจสุขภาพ แต่ทุกวันนี้ มีการสื่อสารที่ทำให้เกิดความเชื่อว่า ทานโยเกิร์ตเพื่อประโยชน์ในการขับถ่ายเท่านั้น โดยไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วโยเกิร์ตมีหลากหลายประเภท และมีคุณประโยชน์อเนกอนันต์

“ที่ผ่านมาตลาดโยเกิร์ตไทยแข่งขันกันผ่านผลิตภัณฑ์รูปแบบที่คล้ายๆ กัน แต่ทั้งที่จริงๆ แล้วโยเกิร์ตยังมีอีกหลากหลายชนิดและนวัตกรรมที่น่าสนใจ ยกตัวอย่าง ในประเทศญี่ปุ่น โยเกิร์ตธรรมชาติชนิดคงตัวเป็นสินค้าที่ขายดีที่สุดที่ทุกครอบครัวญี่ปุ่นมีไว้ติดบ้านเพื่อรับประทานเป็นอาหารกันตั้งแต่เด็กไปจนถึงคนสูงอายุเพื่อการมีสุขภาพที่ดีแบบองค์รวม นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์โยเกิร์ตในประเทศญี่ปุ่นยังมีนวัตกรรมจุลินทรีย์เพื่อสุขภาพที่ล้ำหน้ามากมาย เช่น สามารถช่วยลดการเกิดของแผลในกระเพาะอาหารซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดมะเร็งในกระเพาะอาหาร มีจำหน่ายตั้งแต่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว และยังเป็นที่นิยมอย่างมากจนถึงทุกวันนี้”

จากที่ตลาดโยเกิร์ตในประเทศไทย ยังขาดเรื่องของผลิตภัณฑ์โยเกิร์ตที่หลุดออกจากกรอบของการแก้ปัญหาเรื่องการขับถ่าย และเรื่องความมั่นใจจากการมีรูปร่างผอม หุ่นดีของผู้หญิง ทาง ซีพี-เมจิ เห็นโอกาสในการยกระดับตลาดโยเกิร์ตและขยายการเติบโตผ่านการสร้างเซ็กเมนต์ใหม่ด้วยผลิตภัณฑ์โยเกิร์ตระดับพรีเมี่ยม ผ่านผลิตภัณฑ์โยเกิร์ตชนิดคงตัว “โยเกิร์ต เมจิ บัลแกเรีย” ออกสู่ท้องตลาดเมืองไทย โดยผ่านการการันตีด้วยการเป็นสินค้าที่ขายดีที่สุดในญี่ปุ่นมานานถึง 40 ปี และเป็นผลิตภัณฑ์โยเกิร์ตแบรนด์แรกๆ ที่ได้รับตรา Food for Specified Health Uses ซึ่งเป็นเครื่องการันตีว่าเป็นอาหารที่มีประโยชน์และดีต่อสุขภาพจากกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการสังคม ประเทศญี่ปุ่น

นายประสิทธิ์ กล่าวว่า สินค้าตัวนี้จะสร้างเทรนด์ใหม่ ขยายกลุ่มผู้บริโภคผลิตภัณฑโยเกิร์ต เมจิ บัลแกเรีย มีคุณสมบัติที่เหนือกว่าโยเกิร์ตทั่วไปรวมทั้งนวัตกรรมโยเกิร์ตอีกหลายตัวที่เตรียมมาพลิกโฉมตลาดโยเกิร์ตในประเทศไทย ในอนาคตได้วางงบประมาณทางการตลาดสูงถึง 100 ล้านบาท เพื่อสร้างการรับรู้ต่อผลิตภัณฑ์ผ่านทุกๆสื่อหลัก พร้อมแบรนด์แอมบาสเดอร์คนดัง “เจมส์-จิรายุ ตั้งศรีสุข” ที่จะมานำเสนอจุดขายของการเป็นโยเกิร์ตแท้ต้นตำรับที่ตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่รักและใส่ใจการดูแลสุขภาพ

ด้วยรสชาติและคุณประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ที่รองรับกระแสสุขภาพในยุคนี้ ทำให้มั่นใจว่าจะแจ้งเกิดในตลาดได้ไม่ยาก!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย วานิชหนุ่ม
  • 7 กันยายน 2556, 05:00 น.

น้ำมันรำข้าว “คิง” กับกระแสสุขภาพ

http://www.thairath.co.th/column/eco/market/366740

  • 31 สิงหาคม 2556, 05:00 น.

Pic_366740

ความต้องการของสินค้าทั้งประเภทของใช้และของกินสารพัดประเภทที่เจาะตลาดคนรักสุขภาพไม่ว่าจะเป็นฟิตเนส เครื่องดื่ม อาหารเสริม และล่าสุดถึงน้ำมันพืช เพื่อการบริโภคในปัจจุบันมีมากมายหลายชนิดให้เลือกใช้ แต่ถ้าจะกล่าวถึงน้ำมันเพื่อสุขภาพ ก็ต้องยกให้น้ำมันรำข้าวที่มาแรงจนเป็นที่ยอมรับในกลุ่มคนรักสุขภาพทั้งในประเทศและต่างประเทศ

โดยบริษัท น้ำมันบริโภคไทย จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่าย แบรนด์ “คิง” ในประเทศ ไทยมากว่า 3 ทศวรรษ เป็นเจ้าตลาดน้ำมันรำข้าวในประเทศไทย ได้ตอบรับกระแสสุขภาพชูคุณประโยชน์ที่แตกต่างของน้ำมันรำข้าว รุกตลาดคนรักสุขภาพ ปรับโฉมใหม่ พร้อมศึกษาตลาดเพื่อนบ้านหาโอกาสตลาดใหม่ๆ คาดเป้ายอดขายในปีนี้กว่า 6,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน ได้เร่งขยายธุรกิจด้วยการเตรียมเปิดโรงงานสกัดและกลั่นน้ำมันพืชขึ้นในพื้นที่ 300 ไร่ ที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา มูลค่าการลงทุนกว่า 1,500 ล้านบาทในปลายปีนี้ ทำให้กำลังผลิตน้ำมันรำข้าวจะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวอยู่ที่ 500,000 ตันต่อปี รองรับการเติบโตทั้งในประเทศและต่างประเทศ

นายประวิทย์ สันติวัฒนากรรมการบริหาร บริษัท น้ำมันบริโภคไทย จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้มีการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์น้ำมันรำข้าวเพื่อสุขภาพอย่างต่อเนื่อง จนเป็นผู้นำตลาด

น้ำมันรำข้าวในประเทศไทยและขยายสู่ตลาดต่างประเทศทั่วโลกกว่า 30 ประเทศ ตั้งแต่ยุโรป อเมริกา ไปจนถึงตะวันออกกลาง โดยสัดส่วนการส่งออกอยู่ถึง 40%

ด้วยน้ำมันรำข้าวเป็นน้ำมันเพื่อสุขภาพอย่างแท้จริง ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง เพราะมีวิตามินและสารอาหารที่เป็นประโยชน์หลากหลายชนิดและมีในปริมาณมาก ได้แก่ โอรีซานอล ไฟโตสเตอรอล และวิตามินอี ทั้งกลุ่มโทโคฟีรอล และโทโคไตรอีนอล โดยสารธรรมชาติโอรีซานอล พบเฉพาะในน้ำมันรำข้าวเท่านั้น ไม่พบในน้ำมันพืชชนิดอื่น

นอกจากนี้ น้ำมันรำข้าวยังมีคุณสมบัติเด่นอีกหลายประการ คือ ไม่มีกลิ่นและรส จึงช่วยให้อาหารทุกจานได้รสชาติและกลิ่นหอมแท้ๆ ของวัตถุดิบอย่างชัดเจน ที่สำคัญ น้ำมันรำข้าวยังทนต่อความร้อนสูง จึงสามารถใช้ทำอาหารได้ครบทุกเมนูโปรด ทั้งทอด ผัด ทำน้ำสลัด ใช้หมัก ย่าง หรือทำขนมอบ ตอบสนองความต้องการของคนรักสุขภาพได้อย่างครบถ้วน

ด้วยคุณสมบัติที่หลากหลาย ทำให้มีความต้องการใช้น้ำมันรำข้าวเพิ่มขึ้นจากทั้งภาคอุตสาหกรรมและผู้บริโภค โดยใน 3 ปีที่ผ่านมา รายได้ของน้ำมันรำข้าวคิง มีการเติบโตเฉลี่ยปีละ 25% ทุกปี

“เราคาดการณ์ว่ากำลังผลิตจากโรงงานน้ำมันรำข้าวคิง จะเต็มในราวปีนี้ และด้วยกระแสสุขภาพแรงมาก ทำให้กำลังผลิตของเราเต็มตั้งแต่ปีที่ผ่านมา และด้วยกำลังการผลิตที่จำกัด ยอดขายของเราคงจะอยู่เท่ากับปีที่ผ่านมาคือ 6,000 ล้านบาท แต่เราจะบุกหนักมากขึ้นเมื่อกำลังการผลิตจากโรงงานใหม่ของเราพร้อมเดินเครื่องในปลายปีนี้”

ปัจจุบัน บริษัทฯมีผลิตภัณฑ์น้ำมันรำข้าวคุณภาพสูงให้เลือกถึง 3 แบรนด์ ซึ่งแตกต่างกันที่ปริมาณของโอรีซานอล ได้แก่ “King” โอรีซานอล 5,000 พีพีเอ็ม. “Ricely (ไรซ์ลี่)” โอรีซานอล 8,000 พีพีเอ็ม. โดย 2 แบรนด์นี้เป็นน้ำมันรำข้าวระดับพรีเมี่ยม และแบรนด์ที่คุ้นเคยกันมานาน “คิง” ที่เพิ่งปรับโฉมขวดกลม ขนาด 1 ลิตรให้ดูทันสมัยมากยิ่งขึ้น พร้อมเพิ่มปริมาณโอรีซานอลเป็น 2,500 พีพีเอ็ม. เพิ่มคุณค่าเพื่อสุขภาพ ในราคาเท่าเดิม เริ่มวางตลาดเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

สำหรับปีนี้บริษัทฯเน้นการขยายตลาดน้ำมันรำข้าวให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในวงกว้างขึ้น โดยยังคงใช้กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดที่ต่อเนื่องมาจากปีที่ผ่านมา คือ การสื่อให้กลุ่มผู้บริโภครับรู้ถึงคุณประโยชน์ของน้ำมันรำข้าวว่าเป็น “อาหารฟังก์ชัน” อย่างหนึ่ง เพราะให้คุณค่าวิตามินและสารอาหารจากธรรมชาติที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และปัจจุบันบริษัทฯได้ทดลองจำหน่ายครีมเทียมน้ำมันรำข้าวคิง ในภาคอุตสาหกรรม และคาดว่าจะเข้าสู่ธุรกิจค้าปลีกในอนาคตอันใกล้

นอกจากตลาดในเมืองไทยแล้ว สนใจจะขยายการลงทุนน้ำมันรำข้าวคิง ไปยังประเทศเพื่อนบ้านในอีก 2-3 ปีข้างหน้า หลังจากโรงงานแห่งใหม่ที่สีคิ้วเดินเครื่องเรียบร้อยแล้ว โดยบริษัทฯได้เข้าไปศึกษาความเป็นไปได้ของตลาดในประเทศพม่า กัมพูชา และเขมร เพื่อเร่งขยายตลาดอย่างเต็มที่!!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย วานิชหนุ่ม
  • 31 สิงหาคม 2556, 05:00 น.

เจนเนอรัล เบฟเวอเรจ ทุ่ม 5 พันล้านบาท เดิมพันธุรกิจรับจ้างผลิตเครื่องดื่ม

http://www.thairath.co.th/column/eco/market/365292

  • 24 สิงหาคม 2556, 05:00 น.

Pic_365292

ปัจจุบันอุตสาหกรรมเครื่องดื่มเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกๆปี จะเห็นได้ว่าผู้เล่นในตลาดทั้งรายใหญ่และเล็กออกผลิตภัณฑ์มาวางจำหน่ายหลากหลายขึ้น เพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการเครื่องดื่มดับกระหายบรรเทาอุณหภูมิร้อนของประเทศไทย

จากการขยายตัวของอุตสาหกรรมนี้เอง ส่งผลให้หลายๆ แบรนด์มองหาบริษัทรับจ้างผลิตเครื่องดื่มที่มีเทคโนโลยีทันสมัยเข้ามาช่วยดูแล ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในบางส่วนได้อย่างดี

ดังนั้น บริษัท เจนเนอรัล เบฟเวอเรจ จำกัด ถือเป็นบริษัทน้องใหม่ในการดำเนินธุรกิจรับจ้างผลิตสินค้าเครื่องดื่มให้กับแบรนด์ชั้นนำต่างๆ หรือที่เรียกว่า Co-packing เล็งเห็นโอกาสการทำธุรกิจนี้เดินหน้าเปิดโรงงานแห่งนี้ หวังเป็นหนึ่งทางเลือกให้กับแบรนด์เครื่องดื่มต่างๆ และเตรียมความพร้อมสู่การเปิดตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี ปี 2558 ที่จะถึงนี้

นายพงศกร พงษ์ศักดิ์ ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ บริษัท เจนเนอรัล เบฟเวอเรจ จำกัด กล่าวว่า โรงงานเจนเนอรัล เบฟเวอเรจแห่งนี้ บริษัทได้ใช้งบประมาณการลงทุนกว่า 5,000 ล้านบาท บนเนื้อที่กว่า 60 ไร่ ตั้งอยู่ที่ อ.สามพราน จ.นครปฐม ดำเนินธุรกิจรับจ้างผลิตสินค้าประเภทเครื่องดื่มให้กับแบรนด์ต่างๆในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยแผนการสร้างโรงงานแห่งนี้แบ่งเป็น 3 เฟส

ทั้งนี้ เฟสแรกใช้งบลงทุนประมาณ 1,200 ล้านบาท สร้างแล้วเสร็จและเริ่มเดินสายผลิตเมื่อช่วงเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ส่วนเฟส 2 คาดว่าจะสร้างเสร็จประมาณกลางปี 2557 เฟสที่ 3 จะสร้างภายใน 3-4 ปีข้างหน้า เมื่อเสร็จครบพื้นที่ จนสามารถเป็นโรงงานรับจ้างผลิตเครื่องดื่มที่สมบูรณ์ที่สุดในประเทศและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“ในช่วงเฟสแรกโรงงานแห่งนี้จะมีกำลังการผลิต 40,000 ขวดต่อชั่วโมง ถือเป็นไลน์การผลิตที่เร็วที่สุดในประเทศ ด้วยระบบ Aseptic PET โดยเทคโนโลยีที่นำมาใช้ในโรงงานแห่งนี้มีความทันสมัยที่สุดในภูมิภาคนี้ ผสมผสานกับการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก โดยได้นำเทคโนโลยี Eco-System การผลิตใหม่ล่าสุดของโลก แบบ Cold Aseptic Filling ที่ใช้ความร้อนในการฆ่าเชื้อโรคและใช้พลาสติกที่มีความหนาลดลง 50-60% แต่ยังคงสามารถบรรจุผลิตภัณฑ์ลงขวดในอุณหภูมิปกติ ทำให้ได้รับคุณค่าสารอาหารจากเครื่องดื่มอย่างเต็มที่

นายพงศกรกล่าวว่า นอกจากลดการใช้พลังงานแล้ว ยังคงคุณค่าของวิตามินและสารอาหารได้ดีกว่าการผลิตแบบเดิม 5 เท่า โดยเครื่องจักรที่ใช้ผลิตภายในโรงงานส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศฝรั่งเศสและสวีเดน ภายใต้การดูแลร่วมกันของบริษัท ซีเดล และบริษัทเต็ดตรา แพ็ค ทำให้มั่นใจคุณภาพเครื่องดื่มและลดการใช้พลังงานที่สิ้นเปลือง

ขณะเดียวกัน บริษัทได้คำนึงถึงลูกค้าและตลาดเป็นสำคัญ ด้วยการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ภายในโรงงาน เพื่อให้ลูกค้าสามารถลดต้นทุนที่สิ้นเปลืองได้ และได้สินค้าที่ดีขึ้นกว่าระบบอื่นๆในการบรรจุใส่ขวด PET ที่จะช่วยลดต้นทุนด้านแพ็กเกจ แต่จะไปเพิ่มคุณค่าส่วนตัวน้ำของเครื่องดื่มให้ผู้บริโภคได้สิ่งที่ดีขึ้น

ด้วยระบบนี้บริษัทได้มีการศึกษาแล้วว่าเป็นระบบที่มีความทันสมัย และไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค โดยไม่จำเป็นต้องใส่วัตถุกันเสียและยืดอายุของผลิตภัณฑ์ที่ยาวนานโดยไม่จำเป็นต้องแช่เย็น รวมถึงยังลดต้นทุนในการขนส่งที่จะทำให้ลูกค้าประหยัดเงินและได้ของดีกว่าเดิม

สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ได้เดินสายโรดโชว์ทั้งในประเทศและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน เพื่อสร้างการรับรู้ในการเป็นบริษัทรับจ้างผลิตเครื่องดื่มหลากหลายชนิด โดยทำได้ทั้งผลิตภัณฑ์ที่มีนมเป็นส่วนประกอบ ชา กาแฟ น้ำผลไม้ต่างๆ ได้แทบทุกแบรนด์ที่ต้องการเทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพ สามารถรองรับการผลิตได้จำนวนมาก โดยได้รับการตอบรับที่ดีเป็นอย่างมาก โดยขณะนี้บริษัทฯได้รับจ้างผลิตเครื่องดื่มให้กับแบรนด์ชั้นนำในประเทศหลายๆแบรนด์ และเริ่มมีแบรนด์อื่นๆทั้งในประเทศและต่างประเทศติดต่อเข้ามากว่า 20 บริษัท

จากการดำเนินธุรกิจดังกล่าว บริษัทมั่นใจว่าเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่สร้างรายได้ที่ดี โดยในปีแรกตั้งเป้าหมายรายได้ไว้ที่ 2,000 กว่าล้านบาท และคาดว่าจะใช้ระยะเวลาไม่นานจะสามารถคืนทุนได้

รวมถึงรองรับการเปิดตลาดเออีซีในปี 2558 ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้ผู้ประกอบการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายทั้งด้านบุคลากร เทคโนโลยี และการสร้างโรงงาน!!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย วานิชหนุ่ม
  • 24 สิงหาคม 2556, 05:00 น.

เดอะมอลล์ เปิดเกมรุกโซนตะวันตก

http://www.thairath.co.th/column/eco/market/363818

  • 17 สิงหาคม 2556, 05:00 น.

Pic_363818

หนึ่งในทำเลทองของกรุงเทพฯฝั่งตะวันตก “บางแค” จากแนวโน้มการเติบโตการขยายตัวของชุมชน การคมนาคม ที่มีการขยายเส้นทางรถไฟฟ้าช่วงต่อขยายหัว สายสีน้ำเงิน ลำโพง บางแค พุทธมณฑลสาย 4 ที่จะแล้วเสร็จไม่กี่ปีข้างหน้า

ซึ่งจะเป็นการเปิดมิติใหม่ของการเดินทางในกรุงเทพฯ ที่จะเชื่อมต่อฝั่งพระนครกับฝั่งธนบุรี ทำให้เดินทางง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจค้าปลีกในย่านนั้นมีความคึกคัก

สำหรับค้าปลีกเจ้าถิ่น “เดอะมอลล์” ที่เปิดให้บริการบุกเบิกมาตั้งแต่ปี 2537 มีสวนน้ำสวนสนุกลอยฟ้า เป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงลูกค้าในช่วงนั้น ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการพิชิตใจลูกค้าย่านฝั่งธนบุรี รองจากเดอะมอลล์ สาขาท่าพระ

เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทั้งในส่วนชุมชนโดยภาพรวม และไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของคนที่อาศัยในย่านนั้น ในช่วงปีที่ผ่านมา ถึงปีนี้ เดอะมอลล์ บางแค จึงมีการปรับตัวครั้งใหญ่ โดย ชำนาญ  เมธปรีชากุล รองประธานกรรมการบริหาร (การตลาด) บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า เดอะมอลล์ บางแค ถือว่ามีความผูกพันใกล้ชิดกับชุมชน เราเห็นแนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงของกลุ่มลูกค้าบางกลุ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมช็อปปิ้งตามการเปลี่ยนแปลงของห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้า ในขณะที่ลูกค้าบางกลุ่มมีความต้องการสินค้าและบริการมากขึ้น

“เดอะมอลล์ได้ทำการปรับปรุงเพิ่มความเป็นไลฟ์สไตล์ เอนเตอร์เทนเมนต์ ช็อปปิ้ง คอมเพล็กซ์ ทั้งในส่วนสินค้าเข้ามารองรับและด้านการให้บริการ ที่เห็นชัดเจน คือในปีที่ผ่านมา มีการใช้งบประมาณกว่า 100 ล้านบาท ปรับปรุงพื้นที่สวนน้ำ สวนสนุกแฟนตาเซีย ลากูน บางแค บนชั้น 4 ให้มีความสวยงาม และทันสมัย ซึ่งแล้วเสร็จในปีที่ผ่านมา และกลายเป็นแม่เหล็กสำคัญที่ดึงดูดลูกค้ากลุ่มครอบครัวให้เข้ามาใช้บริการเฉลี่ยวันละไม่ต่ำกว่า 3,000–5,000 คนต่อวัน”

นายชำนาญกล่าวด้วยว่า การจับกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นครอบครัวยังได้สร้างความต่อเนื่อง และถือเป็นกลยุทธ์เชิงรุกในการรองรับการเติบโตของชุมชนในย่านนี้ จึงได้ลงทุนอีก 200 ล้านบาท ในการปรับพื้นที่บริเวณชั้น 4 กว่า 16,500 ตารางเมตร เพิ่มเติม โดยยุบห้อง เอ็มซีซี.ฮอลล์ สำหรับจัดงาน มาเป็นพื้นที่สำหรับร้านอาหาร, ศูนย์การเรียนรู้ และแหล่งช็อปปิ้งอินเทรนด์ ภายใต้บรรยากาศที่แตกต่าง

“การปรับศูนย์การค้าเดอะมอลล์ ในครั้งนี้ เป็นครั้งสำคัญที่ต้องการให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของศูนย์การค้าเดอะมอลล์ โดยพัฒนาพื้นที่ภายใต้ชื่อมายสเปซหรือพื้นที่แห่งความสุข ซึ่งในรูปแบบพื้นที่แห่งความสุข ได้แบ่งเป็น 4 โซน คือ โซนดินนิ่ง อเวนิว หรือร้านอาหารสุดฮิต ที่ตอบรับพฤติกรรมของครอบครัวรุ่นใหม่ที่นิยมรับประทานอาหารนอกบ้าน, ซิตี้วอล์ก ช็อปปิ้งอินเทรนด์ กับร้านค้าแฟชั่น, เอดดูเทนเมนต์ แหล่งเรียนรู้คู่ความบันเทิง และสุดท้ายคือแฟนตาเซีย ลากูน”

ความโดดเด่น ของมายสเปซ คือ บรรยากาศการตกแต่งสไตล์ “ยูโรเปี้ยน” สถาปัตยกรรมที่สวยงามแบบหมู่บ้านยุโรปที่กำลังเป็นที่นิยมในเมืองไทย ที่ต้องการให้ลูกค้าได้สัมผัสบรรยากาศและถ่ายรูป ซึ่งเป็นเทรนด์ของลูกค้าปัจจุบัน ที่เมื่อไปรับประทานอาหาร พบสถานที่สวยๆ อดใจไม่ได้ที่จะถ่ายภาพและโพสต์รูปเพื่อแชร์ลงในโซเชียลมีเดีย

สำหรับในช่วงเปิดตัวเดอะมอลล์ บางแค ได้จัดกิจกรรมพิเศษ และมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินและนักแสดงชื่อดังมากมายตลอดเดือนสิงหาคม พร้อมด้วยโปรโมชั่นพิเศษเมื่อช็อปครบ 500 บาทขึ้นไป และซื้อถุงผ้ามายสเปซ 4 ลายพิเศษที่ออกแบบโดย โอ๋ ฟูตอง แฟชั่นดีไซเนอร์ชื่อดังของเมืองไทย ในราคาเพียง 59 บาท พร้อมด้วยโปรโมชั่นพิเศษจากร้านอาหารชั้นนำ และกิจกรรมบันเทิงตลอดเดือน

แผนการปรับปรุงศูนย์การค้าผู้บุกเบิก โซนกรุงเทพฯ ตะวันตกนี้จะดึงลูกค้าเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นกว่า 10% จากปกติเข้าใช้บริการหมุนเวียนกันวันละ 120,000–150,000 คน และรับมือกับการแข่งขันธุรกิจค้าปลีกในย่านทำเลทองนี้!!

วานิชหนุ่ม

wanich@thairath.co.th

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย วานิชหนุ่ม
  • 17 สิงหาคม 2556, 05:00 น.

ไฟเซอร์ ครบรอบ 55 ปีในไทย

http://www.thairath.co.th/column/eco/market/362469

  • 10 สิงหาคม 2556, 05:00 น.

Pic_362469

“ไฟเซอร์” หนึ่งในบริษัทยาที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก กับผลความสำเร็จจากการคิดค้นและผลิตตัวยาใหม่ๆ พร้อมกับการเปิดศูนย์เทคโนโลยีเพื่อวิจัยและพัฒนาประสิทธิภาพในการคิดค้นตัวยาใหม่ๆ เพื่อรักษาโรคและป้องกันโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ

จากร้านขายยาเล็กๆ ในมหานครนิวยอร์ก กับผลิตภัณฑ์ชิ้นเอก ซานโทนินเคลือบน้ำตาลที่ใช้รักษาโรคพยาธิลำไส้ในปี พ.ศ.2392 หรือกว่า 164 ปีที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ กลายเป็นบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ที่มีศูนย์วิจัยและสาขาทั่วโลก ได้พลิกโฉมธุรกิจยาและเวชภัณฑ์อย่างมากมาย

สำหรับในประเทศไทย ไฟเซอร์เข้าได้มาทำธุรกิจตั้งแต่ปี พ.ศ.2501 เป็นบริษัทวิจัยและผลิตยาที่ใหญ่ที่สุด ตอลดระยะเวลา 55 ปีในไทย ได้นำเสนอนวัตกรรมยาและเวชภัณฑ์ใหม่ที่มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการรักษาและป้องกันโรคอย่างต่อเนื่องเพื่อให้คนไทยมีชีวิตและสุขภาพที่ดี

นายคริสเตียน มัลเฮอร์บี้ ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทย บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ในโอกาสครบรอบ 55 ปีของบริษัทที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในไทย ทางบริษัทจึงได้จัดโครงการใหญ่เพื่อเสริมสร้างสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนไทย ภายใต้แคมเปญ “รอบรู้เรื่องปวด” (Know Your Pain) ส่งเสริมให้คนไทยรู้เรื่องสาเหตุของอาการปวดต่างๆ ไปจนถึงถึงแนวทางการป้องกันรักษาก่อนลุกลามเรื้อรัง

“กิจกรรมนี้จะดำเนินการผ่านโรงเรียน, โรงพยาบาล, อาคารสำนักงานและร้านขายยา เพื่อเข้าถึงประชาชนหลากหลายวัยกว่า 45,000 คนทั่วประเทศภายใต้แนวคิด สุขภาพดี ชีวีมีสุข เพื่อต่อยอดความมุ่งมั่นของไฟเซอร์ในการเป็นผู้สร้างเสริมสุขภาพและมอบคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับคนไทยมาอย่างต่อเนื่อง”

ทั้งนี้ 5 อาการบ่งชี้ถึงอาการปวดของเส้นประสาทได้แก่ อาการปวดแสบปวดร้อน, อาการปวดเหมือนถูกไฟช็อต, อาการแปลบปลาบคล้ายเข็มตำ, อาการซูซ่าเหมือนเป็นเหน็บหรือมีแมลงไต่ และอาการปวดเย็นเหมือนถูกน้ำแข็ง โดยหากพบอาการเหล่านี้เกิดขึ้นควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุต้นตอของอาการป่วยและสามารถวางรูปแบบการรักษาได้อย่างทันท่วงที

ด้วยการจัดกิจกรรมโรดโชว์โรงเรียนมัธยมศึกษาเรื่องการปวดประจำเดือนประมาณ 50 โรงเรียนในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล เพื่อให้ความรู้กับกลุ่มนักเรียนหญิงในวัยเริ่มมีประจำเดือนโดยจัดกิจกรรมให้ความรู้ตั้งแต่สาเหตุการปวด การดูแลรักษาและการบรรเทาอาการปวดที่ถูกต้อง

สำหรับกิจกรรมในร้านขายยา โรงพยาบาลจะทำกิจกรรมผ่านร้านบู๊ทส์ ที่มี 230 สาขาทั่วประเทศ จัดอบรมเภสัชกรของบู๊ทส์เกี่ยวกับความรู้สาเหตุประเภทของการปวด การป้องกันและการรักษาโดยเฉพาะอาการ “ออฟฟิศซินโดรม” เพื่อถ่ายทอดความรู้ในเบื้องต้นให้กับประชาชนอย่างถูกต้อง และร่วมกับโรงพยาบาลเอกชนจำนวนหลายแห่งเพื่อจัดนิทรรศการและเอกสารให้ความรู้เกี่ยวกับโรคปวด

ส่วนกิจกรรมโรดโชว์ตามอาคารสำนักงานเรื่องออฟฟิศซินโดรม จะจัดกิจกรรมไปยังกลุ่มคนทำงานย่านศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพฯ เพื่อรณรงค์ให้กลุ่มเป้าหมายไปพบแพทย์เพื่อการรักษาที่ต้นเหตุตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนลุกลามปวดเรื้อรัง

ขณะเดียวกัน นายมัลเฮอร์บี้ กล่าวด้วยว่า ในปีนี้ไฟเซอร์เตรียมแนะนำ 2 นวัตกรรมยาสู่ตลาดเมืองไทย ได้แก่ ยาป้องกันภาวการณ์เกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ และยารักษาโรคมะเร็งปอด ซึ่งทั้ง 2 นวัตกรรมนี้ไฟเซอร์ได้มุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อวิจัยและพัฒนามาต่อเนื่องยาวนานเพื่อประสิทธิภาพในการป้องกันและการรักษาโรคอย่างแท้จริง

การจัดกิจกรรมดังกล่าวเพื่อขอบคุณชาวไทยที่เชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ของไฟเซอร์มายาวนานและป้องกันอาการปวด และโรคปวดเรื้อรังซึ่งบั่นทอนคุณภาพชีวิตและเป็นปัญหาสุขภาพอันดับต้นๆของไทยที่พบในปัจจุบัน!!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย วานิชหนุ่ม
  • 10 สิงหาคม 2556, 05:00 น.

SOOK อีกหนึ่งปัจจัยแห่งความสำเร็จของงาน TIFF

http://www.thairath.co.th/column/eco/market/360968

  • 3 สิงหาคม 2556, 05:00 น.

Pic_360968

ความสำเร็จของงาน TIFF 2013 เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา กับงานเฟอร์นิเจอร์ที่เกิดจากความแข็งแกร่งของผู้จัดงานที่เกิดจากความร่วมมือของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กลุ่มอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องเรือนไทย ที่สร้างมูลค่าซื้อขายรวมกว่า 460 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 46%

ตลอดจนความแตกต่างจากงานเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ เพราะ TIFF คืองานแสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์ระดับนานาชาติของไทยที่มีดีไซน์และสวยที่สุดงานหนึ่งในเอเชีย และอีกหนึ่งปัจจัยแห่งความสำเร็จที่ลืมไม่ได้ คือ กลยุทธ์ SOOK

SOOK หรือ Small Order OK เป็นกลยุทธ์ที่ริเริ่มขึ้นครั้งแรกเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา เพื่อเร่งรุกตลาดเฉพาะกลุ่ม อาทิ กลุ่มโรงแรม รีสอร์ต หรือลูกค้าที่ทำงานโครงการ เป็นต้น โดยที่มาของกลยุทธ์นี้เกิดขึ้นเนื่องจากธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ในตลาดต่างประเทศมีการแข่งขันรุนแรง

โดยเฉพาะสินค้าจากจีน มาเลเซีย และเวียดนาม ที่มีต้นทุนการผลิตต่ำ ทำให้เฟอร์นิเจอร์ของไทยที่แม้จะมีคุณภาพ มีการออกแบบที่โดดเด่น แต่มีต้นทุนการผลิตสูง แข่งขันกับผู้ผลิตอื่นๆ ในตลาดโลกได้ยากขึ้น

ดังนั้น หากผู้ประกอบการหันมาเน้นตลาดเฉพาะกลุ่มมากขึ้นก็จะช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินการได้คล่องตัวกว่า แม้ว่าจำนวนสั่งซื้อน้อยลง แต่สามารถขายสินค้าได้กับทุกกลุ่มลูกค้าที่มีความ ต้องการสินค้าจำนวนไม่มาก เพื่อเพิ่มโอกาสและทางเลือกได้มากขึ้น โดยไม่ต้องแข่งขันเรื่องราคา

นายจิรวัฒน์ ตั้งกิจงามวงศ์ เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องเรือนไทย กล่าวว่า การดำเนินการของกลยุทธ์ SOOK อยู่ในรูปแบบของบริษัทที่เข้าร่วมโครงการต่างยินดีต้อนรับลูกค้า ที่ไม่ว่าจะสั่งผลิตสินค้าจำนวนมาก น้อย หรือแม้เพียงชิ้นเดียวก็ตาม จากเดิมที่จะต้องสั่งจำนวนมาก นอกจากนี้ยังยินดีปรับดีไซน์ตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากบูธที่มีโลโก้ SOOK

“เฟอร์นิเจอร์ที่นำมาจัดแสดงในงาน TIFF ล้วนเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่มีดีไซน์ มีไอเดีย มีความโดดเด่น ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ทำให้หลายประเทศสนใจสั่งซื้อสินค้าจากไทย  และยิ่งมารวมกับการที่เราใช้กลยุทธ์ SOOK ยิ่งทำให้เราได้กลุ่มลูกค้าเฉพาะกลุ่มเพิ่มมากขึ้น ซึ่งตลอด 3 ปีที่ใช้กลยุทธ์ SOOK มา ต้องบอกว่าประสบความสำเร็จมากขึ้นเรื่อยๆ  โดยเฉพาะชาวต่างชาติให้ความสนใจเป็นพิเศษ”

นายจิรวัฒน์กล่าวว่า ต้องถือว่าเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่มีความสำคัญต่องาน TIFF ก่อให้เกิดกระแสและส่งผลให้กลยุทธ์นี้ยังคงดำเนินหน้าอย่างต่อเนื่องในงาน TIFF 2014 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-16 มี.ค. 2557 วันเจรจาธุรกิจ 12-14 มี.ค. 2557 และวันจำหน่ายปลีก 15-16 มี.ค. 2557 ที่อิมแพค เมืองทองธานี”

สำหรับงาน TIFF 2014 จะมีผู้ประกอบการกว่า 200 บริษัท 750 คูหา มาโชว์ศักย-ภาพในการผลิตที่มีคุณภาพและการออกแบบที่โดดเด่น เพื่อเจรจาธุรกิจหาพันธมิตรกับผู้ซื้อ พร้อมจำหน่ายปลีกให้กับผู้สนใจทั่วไป อีกทั้งยังได้เตรียมนิทรรศการเฟอร์นิเจอร์ที่โดดเด่นด้านดีไซน์มาชม

ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานกว่า 20,000 ราย จากทั่วโลก ทั้งญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา กลุ่มสหภาพยุโรป อินเดีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา แคนาดา ออสเตรีย กลุ่มประเทศอาเซียน มีทั้งผู้ซื้อ ผู้นำเข้า นักธุรกิจในวงการเฟอร์นิเจอร์ เจ้าหน้าที่แผนกจัดซื้อในธุรกิจบ้านจัดสรร โรงแรม และรีสอร์ต เป็นต้น โดยคาดการณ์ว่า งาน TIFF 2014 ซึ่งมีชื่อเสียงว่าเป็นงานเฟอร์นิเจอร์ที่สวยที่สุดในเมือง จะคึกคักและมียอดขายเพิ่มขึ้นจากปีก่อน

การจัดงานนี้นับเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยผลักดันให้การส่งออกเฟอร์นิเจอร์ไทยเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ กับงานใหญ่ระดับชาติและได้รับการยอมรับว่าเป็นงานเฟอร์นิเจอร์ ที่มีดีไซน์และสวยงามที่สุดงานหนึ่งไม่แพ้ใคร!!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย วานิชหนุ่ม
  • 3 สิงหาคม 2556, 05:00 น.

สยามพารากอน จัดงานนาฬิการะดับโลก

http://www.thairath.co.th/column/eco/market/359491

  • 27 กรกฎาคม 2556, 05:00 น.

Pic_359491

นาฬิกา นอกจากเป็นสินค้าจำเป็นบ่งบอกเวลา ยังเป็นสินค้าหรูหราที่สร้างมูลค่าที่นักสะสมไทยนับเป็นกลุ่มลูกค้ากระเป๋าหนักไม่แพ้ชนชาติใดในโลก และเป็นลูกค้าที่ผู้ผลิตได้หันมาให้ความสำคัญจนเป็นสถานที่เปิดตัวสินค้ารุ่นใหม่ๆ พร้อมกับเปิดตลาดอย่างเต็มที่

จากการสำรวจของสภาอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิส พบว่า คนไทยเป็นนักสะสมนาฬิกาติดอันดับ 4 ของโลก ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ตลาดนาฬิกาในกลุ่มรุ่นใหม่ๆและหรูหรา ที่ได้รับความนิยมจากนักสะสมนาฬิกาและนักลงทุนไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ตลาดนาฬิกาในประเทศไทยได้รับการยอมรับผู้ผลิตและจำหน่ายนาฬิกาให้เป็นตลาดเกิดใหม่ที่มีศักยภาพสูง

นายเกรียงศักดิ์ ตันติพิภพ กรรมการสยามพารากอน กล่าวว่า การจัดงาน Siam Paragon Watch Expo 2013 ที่สยามพารากอนที่จัดขึ้นจนถึงวันที่ 13 ส.ค.นี้ ผู้สร้างปรากฏการณ์รวบรวมนาฬิกาสั่งตรงจากงานบาเซิ่ล เวิลด์ และงาน SIHH ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สำหรับลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติเป็นการเฉพาะ

ขณะที่นางชฎาทิพ จูตระกูล ผู้บริหารสูงสุด สยามพารากอน กล่าวว่า ปีนี้ถือเป็นอีกปีหนึ่งที่สยามพารากอนยังคงมุ่งมั่นสร้างความเป็นที่สุดให้กับทั้งคนรักนาฬิกา นักสะสม และผู้ประกอบการ ด้วยการรวบรวมนาฬิกาเรือนไฮไลต์ระดับเวิลด์พีซจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลกมาจัดแสดงในประเทศไทยอย่างยิ่งใหญ่ในงานเดียว พร้อมนำเสนอเทรนด์ที่สอดรับกับกระแสนิยมของวงการนาฬิกาโลก อีกทั้งเหล่านักสะสมทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ต่างยังคงแสวงหาและต้องการครอบครองนาฬิกาเรือนที่ตนหมายปอง

“การจัดงานทุกครั้งที่ผ่านมาได้รับความสำเร็จอย่างมาก ทั้งในด้านยอดขายและการตอบรับจากผู้ผลิต ผู้จำหน่ายนาฬิกา ผู้จัดงาน ตลอดจนสื่อมวลชนจากทั้งไทยและต่างประเทศ สำหรับการจัดงานในปีนี้ บริษัทฯได้ใช้งบประมาณในการจัดงานกว่า 50 ล้านบาท แบ่งเป็น 30 ล้านบาท สำหรับการจัดงานและการจัดแคมเปญส่งเสริมการขายต่างๆ โดยอีก 20 ล้านบาท สำหรับการโฆษณาตามสื่อต่างๆ โดยเชื่อมั่นว่าจะได้รับการตอบรับจากผู้ที่ชื่นชอบและนักสะสมนาฬิกาเป็นอย่างดี ซึ่งคาดว่าจะมียอดขายรวม 320 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้นราว 7% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา”

สำหรับภาพรวมธุรกิจตลาดนาฬิกาในประเทศ นายจักรกฤษณ์ กีรติโชคชัยกุล ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสบริหารสินค้า ในส่วนห้างสรรพสินค้า พารากอน ดีพาร์ทเม้นต์สโตร์ กล่าวว่า ปัจจุบัน ตลาดนาฬิกาในประเทศมีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งการจัดงานนาฬิกาใหญ่อย่างสยามพารากอน วอชท์ เอ็กซ์โปร มีส่วนผลักดันตลาดนาฬิกาในภาพรวมเป็นอย่างดีและกระตุ้นความต้องการซื้อนาฬิกาของลูกค้ามากขึ้น

ในครึ่งปีแรกที่ผ่านมา นาฬิกาที่จำหน่ายในห้างเดอะ มอลล์ทุกสาขา ดิ เอ็มโพเรียม และพารากอน ดีพาร์ทเม้นต์สโตร์ มีอัตราการเติบโตมากกว่า 15% จาก ปัจจัยความหลากหลายของแบรนด์และนาฬิกามีราคาหลายระดับราคา  ทำให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม

สำหรับงานนี้ การเผยโฉมสุดยอดนวัตกรรมเครื่องบอกเวลาเรือนเด่นครั้งแรก ได้แก่ นาฬิกาโฆรุ่ม รุ่น โรมูลูส บิลเลี่ยนแนร์ ทูร์บิญอง ระบบการทำงานแบบเครื่องไขลานกลไกทูร์บิญอง สำรองพลังงาน 90 ชั่วโมง ตัวเรือนทรงกลม ทองคำขาว 18 เค ประดับเพชรกลม 164 เม็ด รวม 3.14 กะรัต และเพชรเหลี่ยม 44 เม็ด น้ำหนัก 1.59 กะรัต รวมมูลค่า 15,300,000 บาท นาฬิกา พาร์ มิเจียนี รุ่น เฟลอริเยร์ ทอนดา 42 ทูร์บิญอง มูลค่า 11,334,000 บาท, นาฬิกา แฮร์รี่ วินสตัน รุ่น ซิกเนเจอร์ เลซ มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท, นาฬิกา โบเว่ต์ รุ่น รีไซเทิล ไนน์ ทูร์บิญอง มิส อเล็กซานดรา นาฬิกาสำหรับสุภาพสตรีของโบเว่ต์ ที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกทูร์บิญอง ภายใต้คอลเลกชั่นเดมิเย่ร์ มูลค่ากว่า 9 ล้านบาท ผลิตขึ้นเพียง 50 เรือนเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีนาฬิกาที่น่าจับตามอง นาฬิการุ่นพิเศษที่หายากเกือบทุกแบรนด์ เป็นลิมิเต็ด เอดิชั่น ที่นักสะสมนาฬิกาไม่ควรพลาดในงานนี้  อาทิ  แกรนด์ ไซโก รุ่น เดอะ โฟร์ตี้ โฟ จีเอส ลิมิเต็ด เอดิชั่น เป็นต้น

สำหรับโปรโมชั่นพิเศษสำหรับลูกค้าที่มียอดซื้อสูงสุดภายในงาน มูลค่าขั้นต่ำ 5 ล้านบาทขึ้นไป รับแพ็กเกจท่องเที่ยวพร้อมตั๋วเครื่องบินไป-กลับชั้นธุรกิจ เพื่อสัมผัสประสบการณ์ชมโรงงานผลิตนาฬิกาแบรนด์ระดับตำนาน อย่าง แฟรงค์ มูลเลอร์, โอเมก้า และลยูริส นาแดงน์ ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จำนวน 1 รางวัล 2 ที่นั่ง มูลค่ากว่า 600,000 บาท อีกทั้งยังได้เตรียมมอบโปรโมชั่นสุดพิเศษและของรางวัลมากมาย รวมมูลค่ากว่า 18 ล้านบาท ไม่ว่าจะเป็น ส่วนลดพิเศษสูงสุดถึง 70% พร้อมรับบัตรกำนัลหรือไมล์สะสมการบินไทย เป็นต้น

เรียกได้ว่าดึงความสนใจจากผู้ที่ชื่นชอบและนักสะสมนาฬิกาเป็นอย่างดี ทั้งชาวไทยและต่างชาติที่เดินทางเข้ามาเพื่อชมและเลือกซื้อเพื่อสะสมในงานนี้โดยเฉพาะ!!!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย วานิชหนุ่ม
  • 27 กรกฎาคม 2556, 05:00 น.

ตุลาคม 4, 2013

‘ผ้าย้อมคราม’ชูภูมิปัญญาสร้างมูลค่า

http://www.dailynews.co.th/article/384/235939

วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน 2556 เวลา 00:00 น.

“ผ้าย้อมคราม” เป็นผ้าพื้นเมือง จ.สกลนคร ที่มีมาแต่โบราณ ปัจจุบันเป็นที่รู้จักและยอมรับถึงคุณภาพ สวยงาม สวมใส่สบาย แต่สำหรับชาวบ้านผู้ผลิตกลับไม่ค่อยได้มีผลประโยชน์เรื่องรายได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เนื่องจากขาดความรู้ด้านการแปรรูป ทำให้เสียโอกาสเพิ่มมูลค่าสินค้าไปอย่างน่าเสียดาย อย่างไรก็ตาม ทางสำนักงานเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ หรือ สพภ. เห็นความสำคัญ จึงเข้าช่วยต่อยอดผ้าย้อมคราม ทั้งพัฒนาการผลิต เติมดีไซน์สมัยใหม่ และการตลาดเพื่อจำหน่าย สร้างรายได้ให้ชุมชน ที่สำคัญยังเชื่อมโยงเป็นสินค้ารักษ์โลก ผู้สวมใส่ภูมิใจได้ว่านอกจากจะได้ใส่เสื้อผ้าสวยงามแล้ว ยังมีส่วนช่วยสิ่งแวดล้อมด้วย และวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” ก็มีข้อมูลผ้าย้อมครามมานำเสนอ…

นางเกยูร ไชยะวงศ์ ประธานวิสาหกิจชุมชนทอผ้าย้อมคราม ผ้าไหม บ้านกุดแฮด ต.กุดบาก จ.สกลนคร เล่าให้ฟังถึงที่มาของ “ผ้าย้อมคราม” ว่า บ้านกุดแฮดเป็นพื้นที่อยู่อาศัยของชาว “ไทยกะเลิง” มีฝีมือในเรื่องการทำผ้าย้อมครามที่ได้รับถ่ายทอดภูมิปัญญามาจากรุ่นสู่รุ่น ในอดีตจะทอเป็นผ้านุ่ง สวมใส่ในชีวิตประจำวัน ภายหลังความนิยมผ้าทอย้อมครามมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากการที่มีบุคคลภายนอกสนใจ ทั้งนักท่องเที่ยว รวมถึงมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อผ้าย้อมครามถึงในชุมชน ทำให้ชาวบ้านเริ่มรวมกลุ่มตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนทอผ้าย้อมครามขาย หารายได้เสริมจากอาชีพหลักคือการทำนา
ชาวไทยกะเลิงเชื่อว่า “คราม” เป็นต้นไม้ที่มีชีวิตและจิตวิญญาณของธรรมชาติ เปรียบเท่ากับเทพยดา เมื่อนำมาย้อมผ้าย้อมครามสวมใส่ก็จะเหมือนมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยปกป้อง ทำให้ผู้สวมใส่สุขกายสบายใจ แต่ก่อนหน้านี้เริ่มหาคนที่ทำสวย สมบูรณ์แบบ น้อยลง จนภายหลังจึงมีการผลิตเพื่อจำหน่ายได้มากขึ้น หลังได้รับการสนับสนุนการผลิต และการตลาด จาก สพภ. และ ม.เกษตรศาสตร์ สกลนคร ทำให้มองเห็นช่องทางในการสร้างรายได้ให้กับชุมชนมากขึ้น

“จากที่ขายเป็นผ้าผืน ก็นำมาดัดแปลง แปรรูป จนได้ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เป็นที่ต้องการ จนทุกวันนี้ผลิตไม่ทันกับความต้องการของตลาด ตอนนี้ในกลุ่มก็มีความตื่นตัวค่อนข้างสูงในเรื่องนี้ สิ่งที่ทุกคนเห็นพ้องกันก็คือ ภูมิปัญญา ความรู้เก่าก่อนของบรรพบุรุษจะถูกรวบรวมไว้เพื่อถ่ายทอดไปสู่ลูกหลาน ให้ได้เรียนรู้รากเหง้าที่มา วัฒนธรรมของเรา และเชื่อว่าสิ่งที่คนรุ่นเราได้เริ่มไว้จะต่อยอดสร้างรายได้ให้ลูกหลานในชุมชน ไม่ต้องเดินทางออกไปทำงานไกลบ้านอีกต่อไป”

วัตถุดิบที่ใช้ในการย้อมสีผ้าด้วยน้ำคราม ได้แก่… ใบคราม ต้นคราม (เป็นไม้พุ่มล้มลุก ปลูกด้วยเมล็ด เมื่อต้นครามอายุได้ 3-4 เดือน ใบและกิ่งจะให้สีน้ำเงิน), ปูนขาว (สำหรับกินหมาก), น้ำขี้เถ้า, มะขามเปียก และน้ำสะอาด

อุปกรณ์ที่ใช้ ก็มี… ถังที่มีฝาปิด (โอ่ง), เส้นฝ้าย, ขัน, ส้อมกวนคราม, ตะแกรงกรองคราม และพลาสติก

ขั้นตอนการทำ เริ่มจากการเตรียมใบคราม นำทั้งกิ่งและใบมามัดรวมกันเป็นฟ่อน 10 กิโลกรัม ใส่ลงไปในถัง 200 ลิตร ใช้มือกดให้แน่น เติมน้ำให้ท่วมหลังมือ แช่ทิ้งไว้ 12 ชั่วโมง แล้วทำการกลับด้านครามแช่ไว้อีก 12 ชั่วโมง จากนั้นแยกกากใบออกทิ้ง จะได้น้ำครามสีเหลืองปนเขียวประมาณ 100 ลิตร เสร็จแล้วเติมปูนขาว 500 กรัมลงไป ทำการตีน้ำคราม หรือเรียกว่าซ้อมคราม 30-40 นาที จนฟองยุบ พักทิ้งไว้ 1 คืน เพื่อให้เนื้อครามตกตะกอนที่ก้นถัง แล้วรินน้ำใสสีน้ำตาลเหลือง ๆ ชั้นบนทิ้ง เหลือไว้แต่ชั้นล่างที่จะเป็นเนื้อครามเนื้อเนียนละเอียด

ต่อไปเป็นการเตรียมน้ำย้อม ผสมเนื้อครามเปียก 1 กิโลกรัม ต่อน้ำขี้เถ้า 3 ลิตร แช่ไว้ 3 วัน จากนั้นค่อยเติมน้ำมะขามเปียกต้ม 3 ลิตรลงไป ทำการโจกคราม (ตักสูง ๆ เทลง) ทุกเช้า-เย็น สังเกตดูเมื่อเห็นน้ำครามให้สีเขียวอมเหลือง ฟองสีน้ำเงินเข้ม ไม่แตกยุบ แสดงว่าน้ำครามสมบูรณ์ พร้อมต่อการใช้ย้อมผ้าแล้ว

สำหรับขั้นตอนการย้อม ให้นำเส้นใยผ้าฝ้ายที่ต้องการย้อมมาล้างไขมัน สะอาดแล้วก็บิดให้หมาด ๆ จับเป็นวง จุ่มลงหม้อน้ำย้อม กำให้แน่นแล้วไล่เรียงไปเรื่อย ๆ รอบวงของฝ้าย สังเกตสีน้ำย้อมจะใสขึ้นจึงหยุดย้อม บิดฝ้ายที่ย้อมให้หมาด ๆ กระตุกให้เรียงเส้น เก็บไว้ในภาชนะมิดชิดหรือห่อด้วยถุงพลาสติก

ละลายครามกับน้ำด่างพอประมาณให้เนื้อครามเหลว โจกคราม 2-3 ครั้ง พักไว้ 4-5 ชั่วโมง จากนั้นนำฝ้ายที่ย้อมไว้ในรอบแรกมาย้อมอีกครั้งและทำเช่นเดิมอีก ย้อมซ้ำจนได้สีเข้มตามที่ต้องการ จึงนำเส้นใยฝ้ายที่ย้อมนั้นมาล้างในน้ำให้สะอาด จนไม่เหลือสีครามออกมาในน้ำล้าง บิดให้หมาด ผึ่งในที่ร่มให้แห้ง ก่อนนำไปสู่กระบวนการทอ

ป้าเกยูรบอกถึงจุดเด่นของผ้าย้อมครามบ้านกุดแฮดว่า ทำมาจากฝ้ายแท้ ย้อมครามแบบธรรมชาติ โดยเส้นใยธรรมชาติจะมีความหนา เมื่อนำมาทอผ้าจะทำให้เนื้อนุ่ม ระบายอากาศได้ดี โดยส่วนใหญ่จะทอขายเป็นผืน ๆ ราคาเฉลี่ยอยู่ที่เมตรละ 200-300 บาท แต่ละคนจะทอผ้าได้สูงสุด 2-3 เมตรต่อวัน ส่วนใหญ่ใช้เวลาว่างจากการทำนา ปัจจุบันโดยเฉลี่ยชาวบ้านที่นี่จะมีรายได้จากการทำผ้าย้อมครามประมาณ 15,000 บาทต่อคนต่อปี

ใครสนใจ “ผ้าย้อมคราม” ของวิสาหกิจชุมชนทอผ้าย้อมครามฯ บ้านกุดแฮด ต.กุดบาก อ.กุดบาก จ.สกลนคร ติดต่อได้ที่ โทร.08-7946-6861, 08-7234-7212 หรือร้านฟ้าใสแกเลอรี่ โทร.0-2141-7828 ซึ่งอาชีพทำเงินของวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้ก็เป็นอีกหนึ่ง “ช่องทางทำกิน” จากภูมิปัญญาดั้งเดิม ที่น่าสนใจไม่น้อยเลย.

เชาวลี ชุมขำ :เรื่อง / สันติ มฤธนนท์ :ภาพ
………………………………………………………………………………………………………….

คู่มือลงทุน…ผ้าย้อมคราม
ทุนเบื้องต้น ประมาณ 5,000 บาท
ทุนวัสดุ ประมาณ 40% ของราคา
รายได้ ราคา 200-300 บาท/เมตร
แรงงาน 1 คนขึ้นไป
ตลาด ร้านของฝาก-ของที่ระลึก
จุดน่าสนใจ ชูภูมิปัญญาเป็นจุดขายที่ดี

‘สมุดทำมือ’มีลูกเล่นทำเงินเด่นด้วย‘ไอเดีย’

http://www.dailynews.co.th/article/384/235873

วันเสาร์ที่ 28 กันยายน 2556 เวลา 00:00 น.

สมุดทำมือนั้น เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งอาชีพ อีก “ช่องทางทำกิน” ที่คนรุ่นใหม่สนใจ จึงมีการต่อยอดพลิกแพลงค่อนข้างหลากหลาย ตอบคำถามได้ว่าตลาดงานฝีมือประเภทนี้ยังไม่ถึงทางตัน ยิ่งหากนำเรื่องของการออกแบบผนวกเข้ากับรายละเอียดของงานที่ประณีต การจะเปิดโอกาส-ทำตลาดให้กับสมุดทำมือก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไป อย่างเช่น “สมุดทำมือ” ที่มีลูกเล่น ไอเดียเด่น ของ “วศินี เชยกลิ่นเทศ” รายนี้….

วศินี เจ้าของชิ้นงานสมุดทำมือที่ใช้ชื่อว่า classic note book เล่าว่า งานสมุดโน้ตทำมือนี้เริ่มทำจำหน่ายมาได้ประมาณ 2 ปีแล้ว โดยเปิดร้านค้าออนไลน์และจำหน่ายผ่านทาง http://classic-notebook.exteen.com และ http://www.facebook.com/ClassicNotebook นัยหนึ่งเพื่อเอามาใช้ในการเรียน เพราะเรียนด้านการออกแบบ อีกนัยหนึ่งเพื่อทำเป็นงานอดิเรกเพราะส่วนตัวเป็นคนชอบงานกระดาษอยู่แล้ว โดยปัจจุบันยึดการทำสมุดทำมือนี้เป็นอาชีพเสริม

สำหรับจุดเริ่มต้นของการทำเป็นอาชีพ ทำสมุดทำมือเพื่อจำหน่าย เธอเล่าว่า เกิดขึ้นเมื่อเริ่มฝึกทำจนชำนาญ จึงทำเป็นของขวัญเพื่อมอบให้เพื่อนคุณแม่ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ปรากฏว่าเพื่อนคุณแม่ชอบ และขอให้ทำเพิ่มหลาย ๆ แบบ เพื่อนำกลับไปเป็นของฝาก จากจุดนั้นจึงคิดว่างานฝีมือตรงนี้ทำเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ในยามว่างได้

“ที่ทำมา 2 ปี ถือว่าตลาดไปได้เรื่อย ๆ และจะดีมากในช่วงใกล้เทศกาลสำคัญ ๆ นอกจากนั้นยังมีลูกค้าที่สั่งทำเพื่อนำไปทำเป็นของขวัญ ของที่ระลึก ของชำร่วย รวมถึงนำไปดัดแปลงเองตามต้องการอีกด้วย” วศินีกล่าว

จุดเด่นของชิ้นงาน เธอบอกว่า วิธีการเย็บสมุด-วิธีการทำสมุดทำมือที่เธอได้ไปเรียนมานั้น เป็นเทคนิควิธีการทำเหมือนหนังสือหรือคัมภีร์โบราณแบบยุโรป ซึ่งวิธีนี้ทำให้หนังสือหรือสมุดมีความแข็งแรงคงทน และแปลกที่ลวดลายของสันสมุดที่ถูกถักและเย็บขึ้น โดยแต่ละเล่มจะมีรูปแบบวิธีการแตกต่างกันไป

ปัจจุบันสมุดที่ทำจะมี 2 แบบ คือ เป็นแบบที่เรียกว่า “บุ๊คไบนด์ดิ้ง” คือสมุดที่สามารถนำไปทำเป็นไดอารี่,สมุดอวยพรคู่แต่งงาน, สมุดภาพ กับอีกแบบเรียกว่า “บุ๊คอาร์ต” ซึ่งแบบนี้จะออกไปในแนวสมุดศิลปะ จะใช้เขียนบันทึกได้น้อย โดยสมุดแบบนี้จะเน้นให้เป็นของขวัญของที่ระลึกมากกว่า

“จุดเด่นของสมุดร้านเราจะอยู่ที่ลายเย็บบนสันสมุด ที่เป็นการเย็บสมุดแบบเปิดสันสมุด ซึ่งเป็นวิชาเก่าแก่จากทางประเทศโปแลนด์ และจะสามารถเปิดสมุดกางออกมาได้กว้างถึง 180 องศา โดยไม่กินเนื้อกระดาษ เมื่อแปะภาพจะไม่บวมหรือโป่งพองออกมาจนดูไม่สวย ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่ลูกค้าชอบมาก” เจ้าของชิ้นงานกล่าว

ทุนเบื้องต้น ใช้เงินลงทุนประมาณ 2,000 บาท ทุนวัสดุ อยู่ที่ประมาณ 20% ของราคาขาย รายได้หรือราคาขายตั้งแต่เล่มละ 120 ไปจนถึง 6,000 บาท ขึ้นกับขนาดและความยากง่ายของแต่ละชิ้นงาน
วัสดุอุปกรณ์ ประกอบด้วย อุปกรณ์รีดกระดาษหรือโบนโฟลเดอร์ (Bone Folder), เหล็กแหลม สำหรับใช้เจาะกระดาษ, เข็ม, เชือกหรือด้าย, กรรไกร, กาวพีวีเอ(ชนิดหนึ่งของกาวลาเท็กซ์แต่แห้งเร็วกว่าและมีความข้นหนืดน้อยกว่า),แปรงทากาว และกระดาษสำหรับทำเนื้อในสมุดกับกระดาษสำหรับใช้ทำปกสมุดโน้ต

ขั้นตอนการทำ เริ่มจากเลือกกระดาษที่จะใช้เป็นปกด้านนอกและด้านในสมุด ทำการตัดกระดาษจั่วปัง(กระดาษที่ช่วยเพิ่มความแข็งให้กับปกสมุด) ตามขนาดสมุดที่ต้องการ 2 แผ่น จากนั้นทากาวพีวีเอที่กระดาษจั่วปังแล้วแปะกระดาษจั่วปังลงบนข้างหลังกระดาษปก โดยให้เหลือขอบทิ้งไว้ประมาณ 1-2 เซนติเมตร พับมุมของกระดาษปกที่ใช้ห่อให้เป็นรอยแล้วคลี่ออก ใช้กรรไกรตัดห่างจากมุมของกระดาษจั่วปังประมาณ 2 มิลลิเมตรทั้ง 4 ด้าน

ขั้นตอนต่อมาให้ทากาวลงบนกระดาษด้านยาวทีละด้านแล้วใช้อุปกรณ์รีดกระดาษหรือโบนโฟลเดอร์รีดกระดาษให้พับเข้ามาโดยทำทั้ง 2 ด้าน พับมุมเก็บทั้ง 4 มุม แล้วนำกาวมาทาด้านแคบ ใช้อุปกรณ์รีดกระดาษ รีดกระดาษพับเข้ามาเช่นกันทั้ง 2 ด้าน ตัดกระดาษปกในให้เล็กกว่าขนาดปกเล็กน้อย แล้วนำกาวพีวีเอมาทาที่กระดาษปกใน

จากนั้นนำไปแปะที่ปกด้านในให้อยู่กึ่งกลาง ให้ทำแบบนี้ 2 แผ่น ทั้งปกหน้าและปกหลัง เริ่มขั้นตอนการพับกระดาษสำหรับทำไส้ในสมุด ตามจำนวนชั้นที่เราต้องการ โดยทำแม่แบบเพื่อเจาะรูสมุด จากนั้นเริ่มเย็บสมุด และเก็บลายละเอียดที่เหลือ

“วิธีการทำสมุดทำมือจะมีวิธีการคล้าย ๆ กับขั้นตอนการทำหนังสือแบบสมัยก่อน ข้อดีคือ สมุดทำมือแบบนี้จะมีความคงทน มีอายุการเก็บรักษาไว้ได้นาน ไม่ค่อยหลุดร่อนออกมาเป็นแผ่นๆ เหมือนสมุดที่ทากาวที่สันเพียงอย่างเดียว ยิ่งใช้เชือกหรือด้ายที่มีคุณภาพสูง เกรดดีหน่อย ก็จะยิ่งทำให้สมุดทำมือเก็บรักษาไว้ได้นานยิ่งขึ้น” วศินีกล่าว

สนใจผลงาน “ช่องทางทำกิน” รายนี้ ติดต่อได้ที่ โทร.08-5955-7757 อีเมล์ za_nall@hotmail.com หรืออยากจะดูรูปแบบ “สมุดทำมือ” ก็สามารถเปิดเข้าไปดูตามเว็บไซต์กับเฟซบุ๊คข้างต้น หรือใครอยากจะลองฝึกหัดทำก็สามารถสอบถามได้โดยตรงที่เจ้าตัวเลย ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งงานทำมือจากกระดาษที่ถือว่าเป็นศาสตร์และศิลป์ที่ยึดเป็นช่องทางทำกินได้อย่างน่าสนใจ.

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ :เรื่อง / จุมพล นพทิพย์ :ภาพ
…………………………………………………………………………………………………

คู่มือลงทุน…สมุดทำมือ
ทุนเบื้องต้น ประมาณ 2,000 บาท
ทุนวัสดุ ประมาณ 20% ของราคา
รายได้ ราคา 120-6,000 บาท/เล่ม
แรงงาน 1 คนขึ้นไป
ตลาด กลุ่มของใช้ ของที่ระลึก
จุดน่าสนใจ ทุนต่ำ ทำเป็นอาชีพเสริมได้

« Newer PostsOlder Posts »

The Silver is the New Black Theme. บลอกที่ WordPress.com .