ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

‘ข้าวตังไรซ์เบอรี่’ชูสุขภาพ..สร้างจุดขาย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 10 พฤศจิกายน 2556 เวลา 00:00 น.

ข้าวตังก็ยังได้รับความนิยม ตำรับความอร่อยยังไม่สูญหาย อาหารว่างชนิดนี้สามารถพลิกแพลงให้อร่อยได้หลากหลายรูปแบบ อาทิ ข้าวตังหน้าตั้ง ข้าวตังเมี่ยงลาว

วันอาทิตย์ 10 พฤศจิกายน 2556 เวลา 00:00 น.

“ข้าวตัง” เป็นอาหารว่างชนิดหนึ่งที่มีมาแต่โบราณ เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมทางอาหารของไทย จนปัจจุบันข้าวตังก็ยังได้รับความนิยม ตำรับความอร่อยยังไม่สูญหาย อาหารว่างชนิดนี้สามารถพลิกแพลงให้อร่อยได้หลากหลายรูปแบบ อาทิ ข้าวตังหน้าตั้ง ข้าวตังเมี่ยงลาว ข้าวตังหมูหยอง ฯลฯ และสำหรับคนรักสุขภาพข้าวตังก็สามารถปรับเข้ากระแสรักสุขภาพได้ลงตัว อย่าง “ข้าวตังข้าวไรซ์เบอรี่ เสริมนํ้าพริกเผา-เกสรบัว” ที่ทีม “ช่องทางทำกิน” จะนำเสนอในวันนี้…

ผศ.พงษ์ศักดิ์ ทรงพระนาม อาจารย์สาขาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ผู้คิดค้นเมนูชูสุขภาพเมนูนี้ บอกว่า ที่ผ่านมามีการพูดถึงข้าวกล้องไรซ์เบอรี่กันมากเพราะเป็นข้าวเพื่อสุขภาพ มีคุณประโยชน์สูง ช่วยป้องกันและรักษาโรคได้หลายโรค จนเป็นที่ยอมรับว่าเป็นข้าวกล้องเกรดดีที่สุด คุณสมบัติเด่นด้านโภชนาการคือ มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง มีเบต้าแคโรทีน แกมมาโอไรซานอล วิตามินอี แทนนิน สังกะสี มีโฟเลตสูง มีดัชนีนํ้าตาลต่ำถึงปานกลาง ซึ่งจากคุณสมบัติ นอกจากจะใช้รับประทานเพื่อเสริมสร้างสุขภาพที่ดี ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง ทางการแพทย์ยังนำไปใช้ทำผลิตภัณฑ์อาหารโภชนบำบัดอีกด้วย

“ได้คิดพัฒนาโดยนำข้าวกล้องไรซ์เบอรี่มาเป็นส่วนผสมหลักของข้าวตัง ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของปู่ย่าตายาย มีมาเป็นร้อย ๆ ปี และเสริมด้วยนํ้าพริกเผาและเกสรบัว ให้มีความหอมหวาน อร่อยไม่เหมือนใคร ที่สำคัญคือดีต่อสุขภาพ และสามารถนำไปต่อยอดเป็นธุรกิจและอาชีพให้กับผู้ที่สนใจ สามารถปรับเปลี่ยนผสมได้หลากหลายตามความต้องการ”

อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำข้าวตัง หลัก ๆ ก็มี… เตาไฟฟ้า (ใช้เตาถ่านหรือเตาแก๊สก็ได้), แม่พิมพ์ข้าวตังแบบดั้งเดิม ชุดหนึ่งจะมี 2 พิมพ์ ลักษณะคล้ายพิมพ์ขนมทองม้วน มีลวดลายสวยงาม หาซื้อได้จากร้านขายอุปกรณ์ทำขนม, เครื่องปั่น, พลาสติกใส, ทัพพี, กะละมัง, ถาด, ไม้พาย, เกรียง และเครื่องมือเบ็ดเตล็ดอื่น ๆ ที่สามารถหยิบฉวยเอาจากในครัวได้

ส่วนผสมที่ใช้ในการทำ ตามสูตรก็มี…ข้าวกล้องไรซ์เบอรี่ 150 กรัม, ข้าวหอมมะลิอย่างดี (ต้องเป็นข้าวใหม่) 100 กรัม, ข้าวเหนียว 50 กรัม, นํ้าสะอาด 1,440 กรัม, นํ้าพริกเผาสำเร็จรูป 130 กรัม, เกสรบัวหลวง, เกลือและนํ้ามันพืช

ขั้นตอนการทำ “ข้าวตังข้าวกล้องไรซ์เบอรี่ เสริมนํ้าพริกเผา-เกสรบัว” เริ่มจากนำส่วนผสมหลักที่ต้องใช้คือข้าว 3 ชนิดมาชั่งตามอัตราส่วน ทั้งข้าวหอมมะลิ ข้าวเหนียว ข้าวกล้องไรซ์เบอรี่ จากนั้นก็แยกซาวล้างนํ้าให้สะอาด พักไว้ แล้วเตรียมดอกบัวหลวงมาคลี่เอากลีบดอกออกไปใช้ทำประโยชน์อย่างอื่น เพื่อเอาเกสรข้างในมาเป็นส่วนผสมข้าวตัง

นำข้าวหอมมะลิ ข้าวเหนียว และข้าวกล้องไรซ์เบอรี่ ที่ซาวล้างเสร็จแล้ว มาเทผสมลงในหม้อขนาดกลาง ใส่นํ้าลงไปพอประมาณ ยกขึ้นตั้งไฟ ใช้ความร้อนปานกลาง โดยปล่อยให้ข้าวค่อย ๆ สุกไปเรื่อย ๆ เมื่อข้าวอืดเมล็ดข้าวจะบานออก ก็ให้เพิ่มไฟแรงขึ้นอีกหน่อย หมั่นใช้ทัพพีคอยคนอยู่เสมอเพื่อไม่ให้ข้าวติดก้นหม้อ ใส่เกลือลงไปนิดหน่อยเพื่อเพิ่มรสชาติ หมั่นใช้ไม้พายคอยกวนข้าวไปเรื่อย ๆ จนกว่าข้าวจะเหนียวคล้ายแป้งเปียก ก็เป็นอันใช้ได้

ยกลงตั้งพักไว้ให้เย็นสนิท แล้วจึงนำไปปั่นด้วยเครื่องปั่นให้ละเอียด ขั้นต่อไปนำข้าวที่ปั่นมาใส่นํ้าพริกเผาและเกสรบัวลงไป คนให้ส่วนผสมเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วใส่ในภาชนะที่เตรียมไว้ ใช้พลาสติกใสปิดไว้เตรียมใช้ทำเป็นข้าวตัง

เตรียมแม่พิมพ์ข้าวตังขึ้นเตา เปิดไฟตั้งอุณหภูมิ 150 องศาเซล เซียส รอประมาณ 10 นาทีให้พิมพ์ร้อน จึงเปิดแม่พิมพ์ทานํ้ามันพืชพอหมาด ๆ ใช้ช้อนตักส่วนผสมข้าวที่เตรียมไว้ 1 ช้อน ใส่ลงบนแม่พิมพ์ ปิดแม่พิมพ์อีกด้านลงทับข้าวให้แบน ไม่ถึง 1 นาที ข้าวตัง จะสุก ก็ใช้เกรียงแซะ ขึ้นจากพิมพ์ได้เลย เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

เคล็ดลับการทำข้าวตังข้าวกล้องไรซ์เบอรี่ เสริมนํ้าพริกเผาและเกสรบัว ผศ.พงศ์ศักดิ์ บอกว่า หัวใจสำคัญอยู่ที่การอบ อบบนเตาเป็นแผ่น ๆ จะดีกว่าการอบข้าวตังด้วยตู้อบ การอบบนเตาจะทำให้ข้าวตังกรอบ อร่อย ไม่เหนียว ที่สำคัญจะมีกลิ่นหอมและสีสันก็น่ารับประทานกว่า แต่ต้องอาศัยฝีมือ ประสบการณ์ และความชำนาญพอสมควร ทั้งนี้ การทำก็สามารถปรับเปลี่ยนดัดแปลงส่วนผสมเสริมได้ตามใจชอบ

ส่วนการขายนั้น บรรจุข้าวตังใส่ถุงเป็นแพ็กเก๋ ๆ หรือเป็นกล่องให้ดูหรูสวยงาม ขึ้นอยู่กับไอเดียของแต่ละคน ซึ่งสามารถใช้เป็นของฝากของขวัญให้กับผู้รักสุขภาพและคนทั่วไปได้ ขณะที่การลงทุนทำขายก็ไม่ต้องใช้เงินมาก

ใครสนใจทำ “ข้าวตังข้าวกล้องไรซ์เบอรี่ เสริมนํ้าพริกเผา-เกสรบัว” ขายเป็น “ช่องทางทำกิน” ก็ลองนำสูตรไปฝึกฝนพลิกแพลงกันดู หรือถ้าต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ต้องการติดต่อ ผศ.พงษ์ศักดิ์ ทรงพระนาม อาจารย์สาขาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี ติดต่อได้ที่ โทร. 08-9600-0993 ซึ่งทาง ผศ.พงษ์ศักดิ์บอกว่ายินดีให้ข้อมูล เพราะอยากให้คนไทยช่วยกันอนุรักษ์อาหารแบบไทย ๆ ไว้นาน ๆ.

………………………………………..

คู่มือลงทุน…ข้าวตังไรซ์เบอรี่

ทุนเบื้องต้น ประมาณ 3,000 บาทขึ้นไป

ทุนวัตถุดิบ ไม่เกิน 30-40% ของราคา

รายได้ ตั้งราคาให้มีกำไร 60-70%

แรงงาน ตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป

ตลาด ย่านชุมชน, ย่านอาหารทั่วไป

จุดน่าสนใจ เพื่อสุขภาพเป็นจุดขายที่ดี

เชาวลี ชุมขำ : เรื่อง / สุนิสา ธนพันธสกุล : ภาพ

กุมภาพันธ์ 25, 2014 Posted by | ช่องทางทำกิน, เดลินิวส์ออนไลน์ | , , , , , , | ใส่ความเห็น

‘กล่องทิซชูโซฟา’ มีลูกเล่น..จึงเป็นเงิน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันเสาร์ 9 พฤศจิกายน 2556 เวลา 00:00 น.

ใกล้ถึงสิ้นปี ถือว่าเป็นช่วงนาทีทองของสินค้างานประดิษฐ์ ทั้งประเภทของตกแต่ง-ของใช้-ของขวัญ

วันเสาร์ 9 พฤศจิกายน 2556 เวลา 00:00 น.

ใกล้ถึงสิ้นปี ถือว่าเป็นช่วงนาทีทองของสินค้างานประดิษฐ์ ทั้งประเภทของตกแต่ง-ของใช้-ของขวัญ ซึ่งผู้ผลิตแต่ละรายก็ต้องพยายามหาจุดเด่น-นำเสนอจุดขายของสินค้า เพื่อให้โดนใจ-ตรงใจกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด โดยเฉพาะการเน้นไปที่จุดขายในเรื่องของรูปแบบสินค้า อย่างเช่น งานประดิษฐ์จากผ้าของ “สิริกัลยา เหล่าเขตกิจ” ที่ประดิษฐ์ ’กล่องทิซชูโซฟา“ ซึ่งดูแปลกตา จนทำให้สินค้าธรรมดาอย่างกล่องใส่กระดาษชำระ กลายเป็น ’ช่องทางทำกิน” ที่น่าสนใจ…

******

สิริกัลยา หรือชื่อที่ใช้ในงานประดิษฐ์คือ “แก๊ป บ้านหมอน” ผู้ผลิตกล่องทิซชูทรงโซฟา เล่าว่า เดิมทีทำงานประจำในโรงงานแห่งหนึ่ง โดยยามว่างก็มักจะประดิษฐ์ชิ้นงานจากผ้าเป็นงานอดิเรก เช่น หมอนอิง, กล่องใส่ทิซชู เป็นต้น เพราะเป็นคนชอบทำงานฝีมือ ซึ่งก็ทำมาเรื่อย ๆ ในลักษณะของงานเสริม จนต่อมาพบว่างานฝีมือที่ทำอยู่มีตลาด และสามารถทำเป็นงานหลักพัฒนาเป็นธุรกิจได้ จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำ และหันมาผลิตสินค้าเต็มตัว

ปัจจุบันสิริกัลยาไม่มีหน้าร้าน อาศัยทำงานและสอนที่บ้านของเธอ แต่ก็มีช่องทางที่ใช้พูดคุยสื่อสารกับลูกค้าได้โดยตรง ผ่านทางเฟซบุ๊ก http://www.facebook.com/sirikanya.kab ซึ่งเธอบอกว่าถ้าจะให้ง่ายขึ้นก็ให้พิมพ์คำว่า “แก๊ป บ้านหมอน” ลงในช่องค้นหา ก็จะพบหน้าเพจเช่นเดียวกัน ซึ่งในนั้นจะมีรายละเอียดสินค้าให้เลือกชม ส่วนเธอกับงานที่เลือกนั้น จากวันแรกถึงวันนี้ก็ผ่านมาเกือบ 10 ปีแล้ว ซึ่งก็เป็นการยืนยัน หรือพอจะกล่าวได้ว่า ตลาดตรงนี้ยังไม่ตัน!

“รายได้ดีกว่างานประจำที่ทำตอนนั้น จึงตัดสินใจลาออกมาผลิตงานเต็มตัว โดยลูกค้าขณะนั้นส่วนใหญ่จะมารับซื้อชิ้นงานจำนวนมาก ๆ เพื่อนำไปขายต่อ ระยะหลังจึงเริ่มมีลูกค้าปลีกที่สั่งทำเป็นครั้ง ๆ และมีคนที่สนใจเข้ามาขอเรียนเพิ่มมากขึ้น โดยมีการคิดแบบสินค้าใหม่ ๆ ออกมาเรื่อย ๆ เพื่อไม่ให้ลูกค้าเบื่อ” สิริกัลยา กล่าว

“กล่องทิซชูโซฟา” นี้ สิริกัลยา เล่าว่า เริ่มจากมีลูกค้าสั่งให้ทำกล่องใส่ทิซชู โดยบอกว่าอยากจะให้ทำเป็นที่นั่งของตุ๊กตาตัวโปรดของลูกค้า คล้าย ๆ กับเฟอร์นิเจอร์ในบ้านตุ๊กตา จึงทดลองทำ และก็ออกมาเป็นชิ้นงานอย่างที่เห็น จากจุดนั้นจึงพัฒนาและปรับปรุงสินค้ามาเรื่อย ๆ โดยเพิ่มเติมในส่วนลูกเล่นเล็ก ๆ น้อย ๆ อาทิ พนักพิง, หมอนอิง ปรากฏว่าลูกค้าชอบ ปัจจุบันชิ้นงานที่ทำมีทั้งลูกค้าขายส่งและขายปลีก รวมถึงคนที่สนใจอยากทำเป็นอาชีพเธอก็เปิดสอน ทั้งที่บ้านและผ่านระบบออนไลน์…

ทุนเบื้องต้นอาชีพนี้ ใช้ประมาณ 20,000 บาท ส่วนทุนวัสดุต่อชิ้นอยู่ที่ประมาณ 30% ของราคาขาย ซึ่งราคาขายอยู่ที่ 250 บาท ถึง 690 บาท

วัสดุอุปกรณ์ หลัก ๆ ประกอบด้วย จักรเย็บผ้า, ผ้าคอตตอน, ผ้าต่วน, ผ้าลูกไม้, ฟองน้ำ, ใยโพลีเอสเตอร์, โบกับริบบิ้น, เข็มกับด้าย และวัสดุสำหรับใช้ตกแต่งชิ้นงาน โดยสามารถหาซื้อได้ตามแหล่งจำหน่ายงานผ้าทั่วไป

ขั้นตอนการทำ เริ่มจากเลือกลายและชนิดของผ้าที่จะนำมาทำกล่องทิซชู เมื่อเลือกลายและชนิดของผ้าได้แล้ว นำผ้าที่จะใช้ทำส่วนด้านนอกและด้านในของกล่องมาทำการตัดให้ได้ขนาดของกล่องทิซชู ทำการตัดฟองน้ำที่จะใช้เป็นซับในของกล่องให้ได้ขนาดเดียวกันกับกล่อง นำมาประกบเข้าด้วยกัน ทำการเย็บประกอบติดเข้าด้วยกันด้วยการเย็บเป็นแนวทแยงตัดกัน จากนั้นนำแพตเทิร์นหรือกระดาษขึ้นแบบสำหรับทำส่วนประกอบของกล่องทิซชูมาทาบ ใช้ดินสอหรือปากกาขีดเส้น ทำการตัดให้ได้ตามแบบที่วาดไว้

กล่องทิซชูโซฟา 1 กล่อง จะมีส่วนประกอบคือ ด้านบน, ด้านข้าง, ด้านล่าง, ส่วนที่ใช้ทำพนักพิงของโซฟา และหมอนอิงเล็ก ๆ ที่ใช้เป็นของตกแต่ง เพิ่มความเหมือนให้กลับกล่องทิซชูโซฟา โดยอาจทำไว้คราวละหลาย ๆ ชิ้น เตรียมไว้เพื่อเพิ่มความสะดวกในการทำชิ้นงาน จากนั้นค่อยนำมาเย็บประกอบขึ้นรูปกล่องในภายหลัง

ในส่วนของฝาหรือด้านบนของกล่อง หรือปากกล่องสำหรับหยิบทิซชูนั้น ให้นำผ้าซับในรองด้านในของกล่องก่อน จากนั้นจึงทำการเย็บยึดติดเข้ากับฝากล่อง หรือที่เรียกว่าเย็บปิดปาก เมื่อเสร็จแล้วให้ใช้กรรไกรทำการตัดเปิดปากออก

ต่อมาก็เป็นการเย็บประกอบกล่องแต่ละด้านเข้าด้วยกัน จากนั้นจึงทำการตกแต่งตามแบบ

“ขั้นตอนแทบไม่มีความแตกต่างจากงานกล่องทิซชูปกติ ที่เพิ่มเข้ามาคือในส่วนของพนักพิงที่เพิ่มความสวยงามและจุดเด่นให้กับกล่อง หากใครที่ทำงานตุ๊กตาถักอยู่แล้วก็อาจจะเพิ่มมูลค่าได้โดยการนำตุ๊กตาตัวเล็ก ๆ น่ารัก ๆ เข้ามาประกอบ ก็จะยิ่งทำให้ชิ้นงานโดดเด่นน่าสนใจ และขายชิ้นงานได้มากขึ้น” เป็นคำแนะนำจากสิริกัลยา

******

ใครสนใจติดต่อกรณีศึกษา ’ช่องทางทำกิน“ จาก ’กล่องทิซชูโซฟา“ ติดต่อได้ที่ เลขที่ 16/53 หมู่ 12 หมู่บ้านพฤกษา 52/1 ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี โทร.08-1172-6129 หรือตามเฟซบุ๊กข้างต้น นี่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งชิ้นงานที่นำรูปแบบเก่ามาดัดแปลงจนเพิ่มมูลค่าให้ชิ้นงานได้อย่างน่าสนใจ และเหมาะที่จะใช้ทำเงินช่วงนาทีทองอย่างหน้าเทศกาลปีใหม่ที่ใกล้จะมาถึง.

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ :เรื่อง / สุนิสา ธนพันธสกุล :ภาพ

กุมภาพันธ์ 25, 2014 Posted by | ช่องทางทำกิน, เดลินิวส์ออนไลน์ | , , , , , , | ใส่ความเห็น

‘พายสับปะรด’ วันนี้ยังซื้อง่ายขายคล่อง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 3 พฤศจิกายน 2556 เวลา 00:00 น.

“พายสับปะรด” ขนมอบชิ้นเล็ก ๆ ทำรูปลักษณ์ภายนอกให้มีลูกเล่นได้หลากหลาย

วันอาทิตย์ 3 พฤศจิกายน 2556 เวลา 00:00 น.

“พายสับปะรด” ขนมอบชิ้นเล็ก ๆ ทำรูปลักษณ์ภายนอกให้มีลูกเล่นได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดย่อม หรือจะพับแป้งให้คล้ายขนมโตเกียว เป็นรูปเรือ เป็นรูปดอกไม้ หรือจะเป็นแบบตะกร้าก็ได้ ขึ้นอยู่กับผู้ทำว่าจะประดิษฐ์หน้าตาขนมให้ออกมาเป็นแบบใด ซึ่งขนมชนิดนี้ก็เป็นขนมอีกประเภทที่ได้รับความนิยมแพร่หลาย เป็นขนมทานเล่นที่คู่กับชา-กาแฟ หรือใช้เป็นของฝากก็ได้ โดยวันนี้ “ช่องทางทำกิน” ก็มีข้อมูลขนมชนิดนี้มานำเสนอ…

***********

ผลิวรรณ บุญมี เจ้าของร้านขนม “ช่อมะเฟือง” ย่านรามคำแหง 150 ทำขนมขายมานานกว่า 6 เดือน ซึ่งขนมที่ร้านนี้มีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเค้กกล้วยหอม เค้กหน้านิ่มรสต่าง ๆ คุ้กกี้ช็อกโกแลตชิพ รวมถึง “พายสับปะรด” ด้วย

“สำหรับสูตรนั้น ญาติเป็นคนสอนให้ แต่ก็ต้องฝึกฝนนานอยู่เหมือนกัน กว่าจะทำได้ ทุกวันนี้ทำขนมชนิดนี้เสริมเพิ่มจากร้านอาหารที่ทำอยู่ โดยใช้เวลาว่างหลังจากส่งลูกไปโรงเรียนมานั่งทำขายทุกวัน จนมีลูกค้าประจำมากมาย ทั้งซื้อไปทาน หรือรับไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง” ผลิวรรณ กล่าว

อุปกรณ์ในการทำพายสับปะรด หลัก ๆ ก็มี เครื่องตีแป้ง, เตาอบ, ถ้วยพิมพ์, ที่ร่อนแป้ง, ถาด, กะละมัง, ชุดช้อนชา, ชุดถ้วยตวง, ไม้รีดแป้ง, มีดตัดแป้ง ฯลฯ

สูตรการทำพายสับปะรด วัตถุดิบที่ใช้หลัก ๆ ก็มี แป้งว่าว 500 กรัม, ผงฟู พอประมาณ, นมผง 3 ช้อนโต๊ะ, นํ้าเย็นจัด 0.5 ถ้วย, เกลือ พอประมาณ, นํ้าตาลทราย พอประมาณ, ไข่แดง 1 ฟอง, เนยสด 50 กรัม, มาการีน 150 กรัม และ นํ้ามันพืช ประมาณ 4-5 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ ร่อนแป้งว่าว ผงฟู และนมผง ให้เข้ากัน 2 ครั้ง พักไว้ จากนั้นนำนํ้าเย็นจัดผสมกับเกลือ นํ้าตาลทราย และไข่แดง คนให้ละลายเข้ากัน แล้วนำไปแช่เย็น พักไว้

เทส่วนผสมของแป้งที่พักไว้ลงในเครื่องตีแป้ง จากนั้นใส่เนยสด มาการีน และนํ้ามันพืช ตีให้เข้ากัน ใช้ความเร็วปานกลาง ตีจนส่วนผสมเข้ากัน เสร็จแล้วนำส่วนผสมของนํ้า เกลือ นํ้าตาลทราย และไข่แดง ที่แช่เย็นไว้ ใส่ลงตีให้เข้ากัน จนแป้งเนียน

เสร็จแล้วคลุมด้วยผ้าขาวบาง แล้วพักแป้งไว้ 1 ชั่วโมง

ส่วน “ไส้สับปะรดกวน” ที่ใช้นั้น ผลิวรรณบอกว่า มี 2 วิธี คือ ซื้อที่กวนสำเร็จรูปมาใช้ หรือกวนสับปะรดใช้เอง ซึ่งวิธีหลังหากทำได้จะมีดีมาก เพราะมั่นใจได้เรื่องความสะอาด มีคุณภาพ และได้รสชาติตามที่ต้องการ

วิธีทำสับปะรดกวน ตามสูตรการทำมีดังนี้ ใช้เนื้อสับปะรดสับละเอียด ประมาณ 10 ถ้วยตวง, เกลือป่น ประมาณ 1 ช้อนชา, นํ้าตาลทราย ประมาณ 3 ถ้วย และแบะแซ 4-5 ช้อนโต๊ะ ใส่กระทะทองเหลือง ยกขึ้นตั้งไฟปานกลาง ใช้ไม้พายกวนไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเหนียว เสร็จแล้วพักให้เย็น

ระหว่างที่กวน ให้ชิมรสสับปะรดกวนไปด้วย ควรจะให้สับปะรดกวนมีรสเปรี้ยวหวาน เพราะฉะนั้นอย่าใส่นํ้าตาลทรายลงไปคราวละมาก ๆ ค่อย ๆ ทยอยใส่ลงไประหว่างที่กวน

พายสับปะรดของผลิวรรณนี้จะทำเป็นถ้วย แล้วสานแป้งปิดหน้าถ้วย ทำให้หน้าตาคล้ายตะกร้า ซึ่งวิธีทำพายในขั้นตอนสุดท้าย มีดังนี้คือ เรียงถ้วยพิมพ์วงกลม ขนาดกว้าง 4 ซม. และสูง 2 ซม. ใส่ถาดอะลูมิเนียมให้เต็มถาด เตรียมไว้ เสร็จแล้วปั้นแป้งพายเป็นลูกกลม ๆ ขนาดเท่ากับถ้วยพิมพ์ แล้วนำไปกรุใส่พิมพ์ให้เป็นรูปถ้วย ปั้นสับปะรดกวนที่เตรียมไว้ เป็นรูปวงกลมขนาดเล็กกว่าถ้วยพิมพ์เล็กน้อย แล้วใส่ลงไปในถ้วยที่ใส่แป้งพายอยู่เตรียมไว้

ใช้ไม้รีดแป้ง รีดแป้งให้เป็นแผ่นบาง ๆ แล้วใช้มีดตัดแป้ง ตัดแป้งเป็นเส้น ๆ ขนาดยาว 2 ซม. กว้าง 0.5 ซม. จำนวน 2 เส้น นำไปคาดทับหน้าถ้วยขนม โดยคาดให้เป็นรูปกากบาท ทำแบบนี้ไปจนครบจำนวนถ้วยแป้งพายที่เตรียมไว้ เสร็จแล้วนำไปอบในเตาอบ ด้วยความร้อน 180 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 20 นาที อบเสร็จแล้วนำไปบรรจุใส่กล่องพลาสติก กล่องละ 12 ถ้วย ขายราคากล่องละ 30 บาท โดยมีต้นทุนประมาณ 70%

**********

สนใจ “พายสับปะรด” ของ ผลิวรรณ บุญมี ร้านขนมช่อมะเฟืองตั้งอยู่ในซอยรามคำแหง 150 ถนนรามคำแหง กรุงเทพฯ หรือติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-2373-5396 นอกจากพายสับปะรดแล้ว กรณีศึกษา “ช่องทางทำกิน” รายนี้ ยังทำเค้กหน้านิ่มรสต่าง ๆ คุ้กกี้ช็อคโกแลตชิพ และเค้กกล้วยหอม จำหน่ายด้วย.

สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล : เรื่อง / สุนิสา ธนพันธสกุล : ภาพ

กุมภาพันธ์ 25, 2014 Posted by | ช่องทางทำกิน, เดลินิวส์ออนไลน์ | , , , , , , | ใส่ความเห็น

‘รองเท้าแฮนด์เมด’ จาก ‘ยีนเก่า’ จุดขายดี

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันเสาร์ 2 พฤศจิกายน 2556 เวลา 00:00 น.

การนำวัสดุเหลือใช้มาสร้างสรรค์เป็นสินค้ากลุ่มงานแฮนด์เมดยังคงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เป็นการสร้างมูลค่าให้กับวัสดุเหลือใช้

วันเสาร์ 2 พฤศจิกายน 2556 เวลา 00:00 น.

การนำวัสดุเหลือใช้มาสร้างสรรค์เป็นสินค้ากลุ่มงานแฮนด์เมดยังคงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เป็นการสร้างมูลค่าให้กับวัสดุเหลือใช้ ที่สำคัญสามารถสร้างรายได้ให้กับเจ้าของไอเดียได้ดีอีกด้วย แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับฝีมือ และความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการของแต่ละคน ว่าจะเสกสรรปั้นแต่งชิ้นงานของตนอย่างไรให้โดนใจลูกค้า ซึ่งวันนี้ทีม ’ช่องทางทำกิน“ ก็มีอีกหนึ่งกรณีตัวอย่างมาให้ลองพิจารณา กับงาน ’รองเท้าจากกางเกงยีนเก่า“ อีกหนึ่งไอเดียโดน ๆ…

******

“จตุรงค์ เงินอร่าม” นำเอา “กางเกงยีนเก่า” มือ 2 มาสร้างสรรค์เป็น “รองเท้า” ที่ใช้ชื่อแบรนด์ว่า “Kai-Chon Original (ไก่ชน ออริจินัล)” ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า “ผมไม่ใช่ช่างทำรองเท้า แต่เป็นแค่คนทำรองเท้า” โดยจริง ๆ แล้วก่อนที่จะมาเริ่มทำรองเท้าขายนั้น ทำธุรกิจส่วนตัวอย่างอื่น ส่วนธุรกิจการขายรองเท้ามาทำหลังจากยุคเศรษฐกิจฟองสบู่แตก ต้องหยุดการทำธุรกิจส่วนตัว แต่ก็ไม่ได้ยอมแพ้ และได้เริ่มไปรับรองเท้ามาขาย หลังจากที่รับรองเท้ามาขายอยู่สักระยะก็คิดว่า น่าจะทำเองได้ จึงอาศัยไปศึกษาดูเขาทำ ใช้วิธีครูพักลักจำการทำรองเท้ามา แล้วก็มาลองทำ จนสามารถทำรองเท้าได้ หลังจากที่หัดทำรองเท้าเองได้ ฝึกฝนจนทำได้ชำนาญ ก็เริ่มผลิตรองเท้าหนังออกมาจำหน่ายเป็นของตัวเอง

“ตลาดรองเท้านั้นเป็นตลาดที่แข่งขันกันสูง เป็นตลาดใหญ่ ส่วนใหญ่จะเป็นโรงงาน เป็นอุตสาหกรรม แต่ของเรานั้นเป็นแค่อุตสาหกรรมครัวเรือน และเพื่อที่จะสู้กับคู่แข่งได้ เราจำเป็นจะต้องพัฒนาสินค้าของเราให้มีจุดเด่น มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร จึงพยายามหาวัตถุดิบหลายอย่างมาทำรองเท้า เพื่อให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของสินค้าของเรา”

จตุรงค์กล่าวต่อไปว่า พยายามศึกษาหาวัตถุดิบมาเรื่อย จนมาลงตัวที่ “กางเกงยีน” เริ่มจากการที่เห็นว่ามีหลายคนนำกางเกงยีนมาทำเป็นสินค้าหลากหลาย จึงคิดว่าน่าจะนำมาทำเป็นรองเท้าได้ จึงทดลองทำ ซึ่งก็ลองผิดลองถูกอยู่นานประมาณ 5-6 เดือน กว่าที่จะได้แบบที่ลงตัวออกมาสู่ตลาด

“รองเท้าที่ทำจากกางเกงยีน เราจะใช้กางเกงยีนเก่ามือสอง เป็นการประยุกต์ทำให้เกิดมูลค่า ซึ่งรองเท้า 1 คู่ จะใช้กางเกงยีน 1 ตัวในการทำ เพราะฉะนั้นรองเท้าแต่ละคู่จึงไม่เหมือนกัน ที่สำคัญการทำรองเท้าจากกางเกงยีนต้องทำให้ลูกค้ารู้ว่าเป็นรองเท้าที่ทำมาจากกางเกงยีนจริง ๆ ไม่ใช่แค่รองเท้าที่ใช้ผ้ายีนทำ จึงจะประสบความสำเร็จ”

การนำกางเกงยีนมาทำเป็นรองเท้านั้น จตุรงค์บอกว่า อาจจะมีขั้นตอนที่ยุ่งยากสักหน่อย เพราะเวลาเก็บรายละเอียดการทำแบบแพทเทิร์น ทำรองเท้า ทำออกมาแล้วต้องมองแล้วรู้เลยว่าทำมาจากกางเกงยีน ซึ่งนี่คือเสน่ห์ของรองเท้าที่ทำจากกางเกงยีน ที่ลูกค้าให้การตอบรับเป็นอย่างดี ทั้งลูกค้าชาวต่างชาติและคนไทย โดยรองเท้าที่ทำทุกคู่เป็นงานแฮนด์เมดทำมือทุกขั้นตอน เพราะฉะนั้นจึงสามารถผลิตรองเท้าออกมาได้แค่ประมาณ 300-400 คู่ ต่อ 1 เดือน

“กางเกงยีนมือ 2” วัสดุหลักในการทำนั้น จตุรงค์บอกว่า จะใช้วิธีไปรับซื้อเหมาตามตลาด เป็นกางเกงยีนที่โละจากร้านขายกางเกงยีน ส่วนวัสดุอื่น ๆ ที่ต้องใช้ หลัก ๆ ก็มี…หนังกลับ, พื้นรองเท้า, พื้นรองตัวรองเท้า, เชือกรองเท้า กรณีทำเป็นแบบมีเชือก กระดาษเคมีวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นกระดาษที่ทำให้หัวรองเท้าและส้นรองเท้าเป็นทรง ไม่ยุบตัว

สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ทำ หลัก ๆ ก็มี…จักรเย็บผ้า, หุ่นรองเท้า, คีม, ค้อน, ตะปู, กรรไกร, กาวยาง เป็นต้น

ขั้นตอนการทำ เป็นงานแฮนด์เมดทุกขั้นตอน โดยเริ่มจากการทำแพทเทิร์นรองเท้าเป็นอันดับแรก โดยแพทเทิร์นนั้นจะมีอยู่ 3 ส่วนคือ ส่วนหัวรองเท้า, ส่วนลิ้นรองเท้า และส่วนตัวรองเท้า เมื่อมีแพทเทิร์นแล้ว จากนั้นก็เป็นการคัดเลือกกางเกงยีนที่จะใช้ทำ เลือกได้แล้วก็ใช้แพทเทิร์นวางทาบบนกางเกงยีน ตัดตามแบบแพทเทิร์น แต่แพทเทิร์นที่เป็นส่วนตัวรองเท้านั้น จะต้องวางในส่วนที่พอตัดออกมาแล้วจะต้องดูรู้ว่าเป็นกางเกงยีน ต้องมีรายละเอียดของกางเกงยีนอยู่ด้วย เช่นอาจจะเป็นส่วนที่มีกระเป๋ากางเกง หรืออาจจะมีป้ายยี่ห้อกางเกงติดอยู่ เป็นต้น

จากนั้นก็ตัดตามแบบแพทเทิร์น ก็จะได้ 3 ชิ้น ส่วนที่เป็นตัวรองเท้าและส่วนลิ้นรองเท้าก็ใช้หนังกลับติดรองด้านในอีกชั้น เพื่อความสวยงามดูมีคุณค่าและทำให้รองเท้าหนาขึ้น ส่วนที่เป็นตัวรองเท้านั้นถ้าทำแบบมีเชือกรองเท้าด้วยก็ต้องทำการเจาะรูสำหรับร้อยเชือกตามแบบ ส่วนที่เป็นหัวรองเท้าใช้เป็นผ้าสองชิ้นประกบกัน เป็นการเพิ่มความหนา นำส่วนประกอบ 3 ส่วนมาประกอบเข้าด้วยกัน ยึดด้วยกาว แล้วเย็บอีกครั้งเพื่อความแข็งแรงแน่นหนา

หลังจากเย็บ 3 ส่วนติดกันแล้วก็นำมาขึ้นหุ่น นำกระดาษเคมีวิทยาศาสตร์ชุบนํ้ามันเบนซินให้ชุ่มวางใส่ตรงหัวรองเท้าและส้นรองเท้า (พอกระดาษเคมีแห้งสนิทแล้วจะแข็งตัว ทำให้ส่วนหัวรองเท้าและส้นรองเท้าแข็งเป็นทรงไม่ยุบตัว) จากนั้นก็ขึงรองเท้าให้เข้ารูปกับหุ่นเท้า ใช้ตะปูตอกยึดให้แน่น ขึงยึดรองเท้าเข้ารูปตามหุ่นรองเท้าแล้วก็นำพื้นรองเท้าที่เป็นยางมาประกอบโดยใช้กาวยางยึดให้แน่น รอจนกระดาษเคมีวิทยาศาสตร์และกาวแห้งสนิทประมาณ 4-5 ชั่วโมง ก็จึงนำรองเท้าออกจากหุ่นเท้า นำรองเท้านั้นไปเย็บพื้นรองเท้าอีกส่วน เพื่อให้พื้นแข็งแรงมากขึ้น ก็เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำ

รองเท้าจากกางเกงยีนเก่าของจตุรงค์ มีตั้งแต่ไซซ์ 35-44 ราคาขายอยู่ที่คู่ละประมาณ 600-700 บาท

******

สนใจ ’รองเท้าจากกางเกงยีนเก่า“ ของจตุรงค์ ไปดูกันได้ที่ตลาดกรมชลประทาน (ปากเกร็ด) ทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่ ตี 5-10 โมงเช้า และดูสินค้าตัวอย่างของกรณีศึกษา ’ช่องทางทำกิน“ รายนี้ได้ทาง http://www.facebook.com/รองเท้าทำจากกางเกงยีนส์-Kai-chon-Original หรือต้องการสั่งออร์เดอร์ก็โทรศัพท์ไปสอบถามพูดคุยได้ที่ โทร. 08-7529-2802.

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน / สุนิสา ธนพันธสกุล : ภาพ

กุมภาพันธ์ 25, 2014 Posted by | ช่องทางทำกิน, เดลินิวส์ออนไลน์ | , , , , , , | ใส่ความเห็น

‘ฟักข้าวสามรส’ พืชผักพื้นบ้านสร้างอาชีพ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 27 ตุลาคม 2556 เวลา 00:00 น.

“ฟักข้าว” เป็นพืชผักพื้นบ้านที่คนในชนบทปลูกไว้ตามรั้ว หรือปลูกรวมกับพืชผักสวนครัวอื่น ๆ

วันอาทิตย์ 27 ตุลาคม 2556 เวลา 00:00 น.

“ฟักข้าว” เป็นพืชผักพื้นบ้านที่คนในชนบทปลูกไว้ตามรั้ว หรือปลูกรวมกับพืชผักสวนครัวอื่น ๆ เพื่อนำผลอ่อน ยอด ใบอ่อน มาทำอาหารอย่างเช่นแกงส้ม หรือเครื่องเคียงจิ้มนํ้าพริก นำเนื้อเยื่อสีแดงมาหุงกับข้าวเหนียวจะได้ข้าวสีส้ม กลิ่นหอมน่ารับประทาน และได้มีการแปรรูปเป็นนํ้าฟักข้าวด้วยวิธีภูมิปัญญาชาวบ้าน แต่ช่วงที่ฟักข้าวสุกมากจนรับประทานไม่ทันก็ต้องปล่อยทิ้งให้เน่าเสียน่าเสียดาย ซึ่งพืชผักชนิดนี้เป็นสมุนไพรที่มีคุณประโยชน์ด้านการป้องกันและรักษาโรค จึงเกิดแนวคิดที่จะเพิ่มมูลค่าฟักข้าว ไม่ต้องปล่อยให้เน่าเสียเปล่าประโยชน์ จึงมีการนำมาแปรรูปเป็นขนม เป็นของทานเล่น กลายเป็นสินค้าที่มีจุดขายเด่นด้านสุขภาพ ซึ่งวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลมานำเสนอให้พิจารณา…

*****************

ผู้ที่จะให้ข้อมูลคือ สุ-ธนัญญาณ์ ตู้เซ่ง และ หนึ่ง-ธีรวัฒน์ ตู้เซ่ง ทายาทผู้สืบทอดการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ฟักข้าวกวนสามรส แบรนด์ “หนึ่ง สอง สาม 1-2-3 มาร์เก็ตติ้ง” ของดีเมืองลุง ซึ่งทั้งคู่เล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวว่า หลังจากที่ทำขนมปั้นขลิบได้ประสบความสำเร็จและมีการขยายตลาดมากขึ้น คุณแม่ซึ่งเป็นคนที่ชอบทำขนมมาก จึงได้คิดค้นผลิตสินค้าออกมาใหม่ให้มีความหลากหลาย เป็นตัวเลือกให้กับลูกค้า คุณแม่คิดว่าน่าจะเอาพืชผักหรือผลไม้ในท้องถิ่นนำมาแปรรูปเพื่อให้ได้สินค้าตัวใหม่ ๆ และหลังจากที่ได้ไปสำรวจก็พบว่าพืชผักที่มีมากในท้องถิ่นของ จ.พัทลุง คือ “ฟักข้าว” หรือ “ขี้พร้าไฟ” ของชาวใต้ ซึ่งปลูกง่ายและมีสรรพคุณมากมาย

“ในชนบทชาวบ้านมักปลูกฟักข้าวไว้ริมรั้ว ซึ่งจะมีผลให้เก็บเกี่ยวตลอดปี ช่วงที่เก็บผลสุกคือช่วงเดือน ก.ค. ถึง ก.พ. แต่ละต้นจะเก็บผลได้ 30-60 ผล ชาวบ้านจะนำผลแก่มาขายกิโลกรัมละไม่กี่สิบบาท แต่ช่วงที่ผลแก่มีมาก ๆ ชาวบ้านบางส่วนก็ต้องปล่อยให้เน่าเสียไป จึงนำมาทดลองแปรรูปเป็นขนม ผลฟักข้าวมีเปลือกหนา ผลสุกเนื้อในหนาสีส้มแดง ภายในมีเยื่อสีแดงเกาะเมล็ด ซึ่งได้รับการพิสูจน์ทางการแพทย์ว่า เนื้อเยื่อสุกของฟักข้าวมีไลโคปีน ซึ่งเป็นสารมีฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่น ลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งมากกว่าผลไม้อื่น มีงานวิจัยพบว่ามีสารเบต้าแคโรทีนมากกว่าแครอท 10 เท่า และมีไลโคปีนมากกว่ามะเขือเทศ 70 เท่า มีวิตามินซีมากกว่าส้ม 60 เท่า ฟักข้าวมีสารช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย มีสารช่วยชะลอความแก่ชรา บำรุงสายตา บำรุงสมอง และมีสารช่วยในเรื่องระบบขับถ่ายและระบบไหลเวียนโลหิต อีกทั้งยังมีโปรตีนที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อเอดส์ (HIV) และช่วยป้องกันโรคหัวใจ ฯลฯ”

สำหรับการนำฟักข้าวมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ “หนึ่ง สอง สาม 1-2-3 มาร์เก็ตติ้ง” ปัจจุบันมีการทำเป็นขนม “ฟักข้าวกวน” มีทั้งหมด 3 รสชาติ คือ ฟักข้าวสามรส, ฟักข้าวจี๊ดจ๊าด, ฟักข้าวทรงเครื่อง ซึ่งขายดีทุกรสชาติ

อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำขนมฟักข้าว หลัก ๆ ก็มี กระทะ, เตาแก๊ส, เครื่องบด, เครื่องกวน, มีด, เขียง, กะละมัง และเครื่องไม้เครื่องมือเบ็ดเตล็ดอื่น ๆ ที่หยิบยืมเอาจากในครัวได้

ส่วนวัตถุดิบหลักในการทำ ตามสูตรก็มี ฟักข้าวสด (ทั้งดิบและสุกอย่างละครึ่ง) สับหยาบ ๆ 2 กก., นํ้ามะนาว กก. (จะใช้นํ้ามะขามเปียกก็ได้), นํ้าตาลทราย 1 กก., เกลือ ถุง และพริกแดงป่น 2 ช้อนโต๊ะ

ขั้นตอนการแปรรูปฟักข้าว กรณีทำเป็น “ฟักข้าวสามรส” เริ่มจากการนำฟักข้าวสดทั้งดิบและสุกที่เตรียมไว้มาปอกเปลือกออกให้หมด จากนั้นนำไปล้างให้สะอาด พักให้สะเด็ดนํ้า ก่อนจะนำมาหั่นเป็นแว่น ๆ คว้านเอาเมล็ดข้างในออกให้หมด เสร็จแล้วนำมาสับหยาบ ๆ ใส่ในภาชนะเตรียมไว้

จากนั้นนำส่วนผสม คือ นํ้าตาลทราย นํ้ามะนาวสด (หรือนํ้ามะขามเปียก) พริกป่น และเกลือ ใส่ลงไปบนฟักข้าวที่สับเตรียมไว้ ใช้ทัพพีคลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน (ขั้นตอนนี้ต้องใช้เวลาพอสมควร เพราะต้องคนให้นํ้าตาลทรายละลาย) เมื่อส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันดีแล้ว ก็นำไปบดหรือปั่นจนละเอียด

หลังจากนั้นก็นำไปกวนในกระทะ โดยใช้ไฟปานกลาง (การกวนต้องกวนไปทางเดียวกันตลอดเหมือนเข็มนาฬิกา) กวนไปเรื่อย ๆ อย่าให้ติดกระทะ ใช้เวลาประมาณ 4-6 ชั่วโมง จนได้ “ฟักข้าวกวน” ที่เหนียวจนได้ที่ จึงเทฟักข้าวกวนลงในถาด ตั้งทิ้งไว้ให้เย็น แล้วจึงนำมาตัดและห่อตามรูปแบบแพ็กเกจแต่ละแบบ ก็เป็นอันเสร็จขั้นตอน

ราคาขาย “ฟักข้าวสามรส” คือ 160 บาท/กก. ถ้าเป็นการแบ่งบรรจุ แพ็กเกจสวย ๆ สามารถขายได้แพ็กละ 50 บาท โดยสินค้าแบรนด์ “หนึ่ง สอง สาม 1-2-3 มาร์เก็ตติ้ง” ส่วนใหญ่จะขายตามร้านค้าและร้านขายของฝาก

*****************

ใครแวะเวียนไปแถวพัทลุง ก็เชิญชวนลิ้มลอง “ฟักข้าวสามรส” ของดีพัทลุง โดยแหล่งผลิตสินค้าเจ้านี้ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 205 หมู่ 12 ต.พนางตุง อ.ควนขนุน จ.พัทลุง 93150 ซึ่งใครสนใจจะรับไปจำหน่ายต่อเป็น “ช่องทางทำกิน” ในอีกรูปแบบหนึ่ง ก็สามารถติดต่อที่ ป้าเล็ก หรือ น้องหนึ่ง ได้ที่ โทร. 08-5673-1774, 08-1092-2520 หรือ 0-7468-5049.

เชาวลี ชุมขำ : เรื่อง / ภานุพงศ์ พนาวัน : ภาพ

กุมภาพันธ์ 25, 2014 Posted by | ช่องทางทำกิน, เดลินิวส์ออนไลน์ | , , , , , , | ใส่ความเห็น

‘เสื้อยืดทำมือ’ลูกค้ามีอื้อ-ตลาดไม่ตัน!

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันเสาร์ 26 ตุลาคม 2556 เวลา 00:00 น.

งานเสื้อยืดถึงแม้ตลาดจะมีการแข่งขันกันสูง มีคู่แข่งอยู่ในตลาดรวม ๆ กันก็ไม่น้อย ทว่าด้วยความที่กระแสความนิยมมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

วันเสาร์ 26 ตุลาคม 2556 เวลา 00:00 น.

งานเสื้อยืดถึงแม้ตลาดจะมีการแข่งขันกันสูง มีคู่แข่งอยู่ในตลาดรวม ๆ กันก็ไม่น้อย ทว่าด้วยความที่กระแสความนิยมมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และตลาดกว้างมาก เพราะสามารถใส่ได้ใช้งานได้ทุกเพศทุกวัย งานเสื้อยืดจึงมีคนช่างคิดช่างทำประดิษฐ์ชิ้นงานแนวนี้ออกมาเพิ่มได้เรื่อย ๆ ตลาดจึงไม่ตัน แต่จุดสำคัญคือสินค้าต้องมีจุดเด่น-จุดขาย หรือเอกลักษณ์มากพอที่จะทำให้ลูกค้าสนใจ อย่างเช่น ’เสื้อยืดทำมือ“ ที่ทีม ’ช่องทางทำกิน“ มีข้อมูลมานำเสนอ…

“รันชยา วงศ์รัศมีธรรม” เจ้าของงาน “เสื้อยืดทำมือ” เล่าว่า เริ่มทำเสื้อยืดทำมือออกมาจำหน่ายได้ประมาณ 3 เดือน โดยอาศัยขายสินค้าผ่านร้านค้าออนไลน์ และขายผ่านทางเฟซบุ๊กเป็นหลัก คือ http://sewcactus.lnwshop.com และ http://www.facebook.com/sewcactus สำหรับจุดเริ่มต้นนั้น เธอบอกว่า ด้วยความที่ตนเองเป็นคนชอบงานเสื้อยืดและชอบใส่เสื้อยืด อีกทั้งมีความรู้กับทักษะทางศิลปะ อาทิ การเพนท์, การปัก, การเย็บ จึงนำเทคนิคต่าง ๆ เหล่านี้มาประยุกต์ปรับใช้เข้ากับชิ้นงาน โดยเริ่มจากการทำเพื่อสวมใส่เองก่อน ต่อมามีคนรู้จักเพื่อนฝูงเห็นเสื้อยืดที่ทำขึ้นจึงสอบถามและแจ้งความต้องการว่าอยากได้เสื้อยืดแบบนี้บ้าง จึงเกิดความคิดว่าน่าจะพัฒนาต่อยอดจนเป็นธุรกิจเล็ก ๆ ของตนเองขึ้นมาได้ โดยเริ่มผลิตและนำออกจำหน่ายผ่านทางเว็บไซต์และเฟซบุ๊ก

เธอบอกอีกว่า นอกจากการขายผ่านทางร้านออนไลน์แล้ว หากมีเวลาก็มักจะนำสินค้าไปวางขายตามตลาดนัดงานฝีมือทั่วไป เพื่อเปิดตลาด และถือเป็นการแนะนำผลงาน รวมถึงเพื่อสอบถามความคิดเห็นจากลูกค้าเพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนาลายและแบบเสื้อได้อีกด้วย โดยเสื้อยืดทำมือที่ทำขึ้น ใช้ชื่อตราสินค้าว่า Sewcactus

ในปัจจุบันสินค้าที่ทำขึ้นนั้นมีการผลิตลวดลายออกมาเพิ่มเติมอยู่ตลอด ขณะนี้มีอยู่ประมาณ 30 แบบ มีทั้งที่เป็นงานเพนท์มือ และมีทั้งที่เป็นงานปักงานเย็บ รวมถึงที่ใช้เทคนิคทั้งสองผสมเข้าไว้ด้วยกันอีกด้วย สำหรับกลุ่มลูกค้านั้น โดยหลัก ๆ จะเป็นวัยรุ่นกับวัยทำงาน ซึ่งจะชอบเสื้อยืดที่มีลูกเล่น มีลวดลายไม่ซ้ำใคร

’ต้องยอมรับว่าตอนนี้เรายังผลิตได้จำนวนไม่มากเหมือนเสื้อผ้าโหลที่เน้นขายส่ง โดยสินค้าเราจะเน้นการขายปลีกเป็นหลัก เนื่องจากว่าเป็นงานทำมือ ใช้คนทำหมด ซึ่งแต่ละตัว แต่ละแบบ จะใช้เวลาทำพอสมควร ยิ่งมีลูกเล่นมาก ยิ่งใช้เวลามาก“ เจ้าของงานเสื้อยืดทำมือรายนี้กล่าว

สำหรับการจำหน่ายสินค้าผ่านทางช่องทางออนไลน์นี้ รันชยากล่าวว่า ข้อดีคือประหยัดค่าใช้จ่ายลงไปได้มาก เพราะไม่ต้องเปิดร้านถาวร ทำให้ตัดเงินลงทุนในส่วนนี้ออกไปได้ แต่ก็จำเป็นต้องมีการสต๊อกเสื้อยืดที่จะใช้ทำ กับสต๊อกผ้าลายที่จะนำมาใช้ประกอบพอสมควร แต่ก็ยังมีค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่าการเปิดร้านมีหน้าร้าน

อีกทั้งข้อดีของการจำหน่ายสินค้าผ่านทางช่องทางนี้คือ ผู้ผลิตสามารถทำการทดลองตลาด สำรวจตลาด และสามารถสื่อสารกับลูกค้าได้โดยตรงตลอดเวลาอีกด้วย เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีด้านนี้พัฒนาไปมาก จุดสำคัญคือ ต้องสร้างความน่าเชื่อถือ และต้องอัพเดทสินค้าใหม่ ๆ เพิ่มตลอด เพื่อไม่ให้ดูนิ่ง…

นอกจากลูกเล่นของเสื้อยืดแต่ละแบบที่คิดขึ้นจะเป็นจุดขายจุดโดนใจกลุ่มเป้าหมายแล้ว ในเรื่องเนื้อผ้าเองก็เป็นเรื่องสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ เธอบอกว่า ด้วยความที่เป็นคนสวมใส่เสื้อยืดเป็นประจำ จึงทำให้พอจะมีความรู้ว่าควรเลือกเนื้อผ้าแบบใดที่จะนำมาใช้ทำสินค้า แม้จะเป็นต้นทุนที่สูงขึ้น แต่หากมองในแง่ของการสร้างความประทับใจ สร้างเครดิตให้ลูกค้าเชื่อถือมั่นใจในสินค้า ก็เป็นเรื่องที่จำเป็น จึงเลือกเนื้อผ้าที่ค่อนข้างทนทาน ไม่เสียรูปและไม่เสียทรงง่าย

“เรายึดหลักการผลิตสินค้าแบบใจเขาใจเรา เราใส่แบบไหนเราก็อยากให้ลูกค้าได้คุณภาพแบบนั้น แพงหน่อยก็ยอม จุดนี้เป็นจุดที่ทำให้ลูกค้าจดจำสินค้าของเราได้ และกลับมาซื้อสินค้าเราอีก” รันชยากล่าว

ทุนเบื้องต้นอาชีพนี้ ใช้ประมาณ 10,000 บาท ส่วนทุนวัสดุอยู่ที่ประมาณ 50% จากราคาขาย ซึ่งราคาขายนั้นเริ่มต้นที่ 300 บาท จนถึง 450 บาท ขึ้นอยู่กับแบบ สำหรับวัสดุอุปกรณ์ในการทำ ประกอบด้วย เสื้อยืด, ผ้าลวดลายต่าง ๆ, สีอะคริลิกเพนท์ลาย, เข็มหมุด, สะดึง, เข็ม-ด้าย, คัตเตอร์, กรรไกร และวัสดุใช้ตกแต่งเสื้อยืด ซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามย่านจำหน่ายงานผ้าทั่วไป เช่น สำเพ็ง หรือประตูน้ำ

ขั้นตอนการทำ หลัก ๆ มีขั้นตอนไม่มาก ทั้งแบบเพนท์ลาย และแบบงานเย็บงานปัก โดยเริ่มต้นจากการออกแบบลวดลายหรือลูกเล่นที่ต้องการทำลงบนเสื้อยืด หากเป็นงานปักก็อาจใช้วิธีการกำหนดจุดที่จะเย็บด้วยการร่างเส้นระบุตำแหน่งลงไปบนเสื้อ หรือใช้การสร้างแบบหรือแพตเทิร์นด้วยการลอกลายลงบนกระดาษ จากนั้นก็ทำการตัดเป็นชิ้นส่วนประกอบเตรียมไว้หลาย ๆ ชิ้น แล้วจึงนำมาประกอบเข้ากับตัวเสื้ออีกที สำหรับแบบเสื้อที่เน้นการ

เพนท์ลวดลายด้วยสีอะคริลิกนั้น หากมีทักษะในการวาดภาพและการใช้สีอยู่แล้ว ก็อาจเพนท์วาดลวดลายลงบนเสื้อยืดได้เลย แต่ถ้าหากยังไม่ชำนาญก็อาจอาศัยการทำแบบวาดลงบนแผ่นพลาสติกใสไปก่อนก็ได้ เมื่อออกแบบได้ลวดลายที่ต้องการแล้ว ก็ทำการวาดหรือเพนท์ลายลงบนเสื้อในตำแหน่งที่ต้องการ โดยเริ่มจากการลงเส้นเพื่อขึ้นรูป จากนั้นทำการลงสี หากเป็นเสื้อที่เน้นการปักการเย็บลาย ก็ให้นำชิ้นผ้าที่ทำเป็นส่วนประกอบมาทำการปักหรือเย็บเข้ากับตัวเสื้อ ตกแต่งด้วยวัสดุตกแต่งตามต้องการ เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำ

“สำหรับงานเสื้อยืดทำมือนี้ แม้จะมีคู่แข่งมากในตลาด แต่ด้วยความที่เป็นสินค้าที่มีกลุ่มลูกค้ากว้างและหลากหลาย หากจับจุดขายได้โดนใจหรือตรงใจกลุ่มเป้าหมาย มีการตั้งราคาขายที่เหมาะสม มีแบบให้เลือกที่หลากหลาย มีการปรับปรุงพัฒนาสินค้าอยู่ตลอดเวลา เชื่อว่าตลาดตรงนี้ยังน่าสนใจ และมีโอกาสให้เริ่มต้นได้เสมอ” รันชยากล่าว

สนใจ ’เสื้อยืดทำมือ“ ต้องการติดต่อรันชยา โทร. 09-0958-4648, 08-1824-8430 ซึ่งนี่ก็ถือเป็นอีกหนึ่ง ’ช่องทางทำกิน“ จากงานฝีมือเกี่ยวกับเสื้อผ้าที่น่าสนใจ ที่ยังมีคนผลิตงานต่อยอดออกมาได้เรื่อย ๆ…

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ : เรื่อง / วรพรรณ เลอสิทธิศักดิ์ : ภาพ

………………………………..

คู่มือลงทุน…เสื้อยืดทำมือ

ทุนเบื้องต้น ประมาณ 10,000 บาท

ทุนวัสดุ ประมาณ 50% จากราคา

รายได้ ราคาตัวละ 300-450 บาท

แรงงาน 1 คนขึ้นไป

ตลาด กลุ่มวัยรุ่น และวัยทำงาน

จุดน่าสนใจ ต่อยอดได้ตลอด ตลาดไม่ตัน

กุมภาพันธ์ 25, 2014 Posted by | ช่องทางทำกิน, เดลินิวส์ออนไลน์ | , , , , , , | ใส่ความเห็น

‘ส้มตำ-น้ำพริกเห็ด’ เมนูเด็ดทำเงินอิงสุขภาพ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 20 ตุลาคม 2556 เวลา 00:00 น.

วันอาทิตย์ 20 ตุลาคม 2556 เวลา 00:00 น.

ทีม “ช่องทางทำกิน” เคยนำเสนอการทำการขายแกงเห็ด-ลาบเห็ด-เห็ดคั่ว ซึ่งเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่อินเทรนด์ในยุคที่ชีวิตปนเปื้อนไปด้วยสารเคมี โดย เสงี่ยม สุทัศน์ ณ อยุธยา หรือที่ใคร ๆ เรียกว่า “แม่เสงี่ยม” เคยให้ข้อมูลไว้เป็นวิทยาทานเมื่อราว 2 ปีที่แล้ว และวันนี้ ณ ที่นี้ก็มีข้อมูลเมนูเห็ดอีกรูปแบบจากแม่เสงี่ยมมานำเสนอให้พิจารณากัน นั่นก็คือ “ส้มตำเห็ด” และรวมถึง “น้ำพริกเห็ด” เมนูที่อาจจะดูว่าพื้น ๆ แต่กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างน่าสนใจ…

****************

แม่เสงี่ยมบอกว่า เมื่อก่อนขายขนมหวานอยู่ที่ตลาด อ.ต.ก ขายอยู่หลายปี แต่ตอนหลังมีปัญหาต้นทุนขนมแพง ประกอบกับคนเปลี่ยนพฤติกรรมด้วย ทานหวานกันน้อยลง ทำให้ขายของได้ยาก จึงคิดเปลี่ยนของที่จะขายเป็นอย่างอื่น

“ตอนนั้นเรื่องสุขภาพเริ่ม ๆ จะมาแรง เห็ดต่าง ๆ ที่ปลอดสารพิษได้รับความนิยม เพราะไม่มีคอเลสเตอรอล มีแร่ธาตุทางอาหาร มีประโยชน์กับร่างกาย จึงคิดทำอาหารที่เกี่ยวกับเห็ดต่าง ๆ ขาย ด้วยความที่ทำอาหารทุกประเภทเป็นอยู่แล้ว เรื่องเมนูเห็ดต่าง ๆ จึงไม่ใช่เรื่องยาก” แม่เสงี่ยมกล่าว

สำหรับการขาย “ส้มตำเห็ด” แม่เสงี่ยมบอกว่า ส้มตำเป็นอาหารที่ทุกคนชอบ ปัจจุบันมีคนทำส้มตำมากมายหลากหลาย จึงลองนำเห็ดมาเป็นส่วนประกอบในส้มตำ และคิดว่าน่าจะเป็นเมนูส้มตำที่ถูกปากคนไทยได้อีกอย่างหนึ่ง

อุปกรณ์ที่ใช้ทำ หลัก ๆ ก็มี ครก-สาก, โถใส่ของต่าง ๆ, กะละมัง, มีด, ที่ขูดเส้น, เตาแก๊ส, หม้ออะลูมิเนียม ฯลฯ อุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ถ้าลงทุนใหม่หมดก็อยู่ที่ประมาณ 5,000 บาทขึ้นไป

เห็ดที่ใช้ในการทำส้มตำ มีหลัก ๆ 5 อย่างคือ เห็ดฮังการี, เห็ดหูหนู, เห็ดฟาง, เห็ดออรินจิ, เห็ดเข็มทอง นอกจากนี้ยังสามารถนำเห็ดพื้นบ้านที่หาได้ตามฤดูกาล อย่างเห็ดระโงก และเห็ดเผาะ มาใส่เพิ่มได้ ซึ่งเห็ดทุกอย่างนี้ต้องนำไปต้ม หรือลวกน้ำร้อนให้สุกก่อน จึงจะนำมาใช้ทำส้มตำ

ส้มตำอย่างแรกที่จะแนะนำ คือ “ตำแตงใส่เห็ด” เป็นเมนูชูโรงของร้าน ส่วนผสมก็มี ถั่วฝักยาว, กุ้งแห้ง, พริกขี้หนู, กระเทียม, น้ำตาลปี๊บ, น้ำปลาร้า, น้ำมะนาว, แตงไทยอ่อนขูดฝอย และเห็ด 5 อย่างดังที่ว่ามาข้างต้น

วิธีทำ เตรียมครก ตำกระเทียมกับพริกขี้หนูให้เข้ากัน ตามด้วยถั่วฝักยาว ตำให้ส่วนผสมเข้ากัน เติมเครื่องปรุงรสอย่างน้ำตาลปี๊บ น้ำปลาร้า น้ำมะนาว ใส่ลงไป ชิมรสให้ได้ 3 รส คือ หวาน-เปรี้ยว-เค็ม จากนั้นใส่เห็ดที่ลวกสุกแล้วลงไปคลุกเคล้า และตามด้วยแตงไทยอ่อนขูดฝอย เคล้าให้เข้ากันอีกที ตักขึ้นใส่จาน โรยหน้าด้วยพริกขี้หนูสวน และกุ้งแห้ง เท่านี้ก็เรียบร้อย ขายในราคาจานละ 50 บาท มีต้นทุนวัตถุดิบประมาณ 70% ของราคา

ส้มตำอีกอย่างที่จะแนะนำคือ “ตำโคราชใส่เห็ด” ส่วนผสมก็มี ถั่วฝักยาว, กุ้งแห้ง, พริกขี้หนู, กระเทียม, มะเขือเหลือง หรือมะเขือเปราะ, มะเขือเทศลูกเล็ก, ถั่วลิสงคั่ว, น้ำตาลปี๊บ, น้ำปลาร้า, น้ำมะนาว และเห็ด 5 อย่าง

วิธีทำ ตำกระเทียมกับพริก ขี้หนูให้เข้ากัน ตามด้วยถั่วฝักยาว ถั่วลิสงคั่ว หั่นมะเขือเหลืองหรือมะเขือเปราะ และมะเขือเทศลูกเล็ก ใส่ลงไป ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บ, น้ำปลาร้า, น้ำมะนาว ชิมรสให้ได้ 3 รส คือ หวาน-เปรี้ยว-เค็ม จากนั้นใส่เห็ดลวกสุกแล้วลงไปคลุกเคล้า เท่านี้ก็เรียบร้อย ขายในราคาจานละ 50 บาท

นอกจากส้มตำเห็ดแล้ว แม่เสงี่ยมยังได้ให้สูตร “น้ำพริกเห็ด” มาอีกอย่างด้วย ซึ่งตามสูตรก็มีส่วนผสมของพริกหนุ่ม 1 กก. เสียบไม้ย่างให้หอม, กระเทียมปอกเปลือก 300 กรัม, หอมแดงปอกเปลือก 100 กรัม คั่วในกระทะให้หอม และใช้เห็ดฟาง 2 กก. โดยนึ่งหรือลวกให้สุกก็ได้ ก่อนจะใช้เป็นส่วนผสมของน้ำพริก พริกหนุ่ม กระเทียม หอมแดง ทั้งหมดนำมาตำโขลกให้เข้ากัน จากนั้นใส่เห็ดฟางลงโขลกด้วย ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว น้ำปลาร้า และน้ำตาลปี๊บ ให้ได้ 3 รส เท่านี้ก็เป็นอันเรียบร้อย ตักแบ่งใส่จาน หรือใส่ถุง ขายในราคาชุดละ 50 บาท ทานกับผักเคียงอย่างถั่วฝักยาว และกะหล่ำปลี

***************

“ส้มตำเห็ด” รวมถึง “น้ำพริกเห็ด” เป็นเมนูจากเห็ดที่ประยุกต์เป็นเมนูใหม่ ๆ ได้หลายแบบ ซึ่งก็เป็นอีกรูปแบบ “ช่องทางทำกิน” ที่น่าสนใจ ส่วนใครสนใจส้มตำเห็ด น้ำพริกเห็ด เมนูเห็ด ของ แม่เสงี่ยม ต้องการจะติดต่อ ก็ติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 08-5146-8771.

สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล : เรื่อง / ภาณุพงศ์ พนาวัน : ภาพ

กุมภาพันธ์ 25, 2014 Posted by | ช่องทางทำกิน, เดลินิวส์ออนไลน์ | , , , , , , | ใส่ความเห็น

‘เค้กกล้วยหอม’ช่องทางทำเงินยังไม่ตัน!

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันศุกร์ 18 ตุลาคม 2556 เวลา 18:37 น.

’เค้กกล้วยหอม“ ที่มีการทำขายในปัจจุบัน มีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแบบถ้วยกลม ๆ

วันศุกร์ 18 ตุลาคม 2556 เวลา 18:37 น.

’เค้กกล้วยหอม“ ที่มีการทำขายในปัจจุบัน มีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแบบถ้วยกลม ๆ หรือเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม มีทั้งขนาดใหญ่-เล็ก ขนมชนิดนี้ได้รับความนิยมชมชอบจากคนทุกเพศทุกวัย เพราะทานง่าย รสชาติอร่อยนุ่ม-ชุ่มลิ้น มีกลิ่นหอมของกล้วยหอม และสำหรับผู้ที่สนใจ ’ช่องทางทำกิน“ จากขนมชนิดนี้ วันนี้ ณ ที่นี้ก็มีข้อมูลมานำเสนอกัน…

ผลิวรรณ บุญมี เจ้าของร้านขนม “ช่อมะเฟือง” ย่านรามคำแหง 150 กรุงเทพฯ เล่าให้ฟังว่า ทำขนมขายมานานกว่า 6 เดือนแล้ว ซึ่งขนมที่ร้านมีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นคุกกี้ เค้กหน้านิ่ม รสต่าง ๆ รวมถึง “เค้กกล้วยหอม” และที่ร้านยังมีพายสับปะรด และคุกกี้ช็อกโกแลตชิพอีกด้วย

“สำหรับสูตรนั้น คุณน้าเป็นคนสอนให้ แต่ก็ต้องฝึกฝนนานอยู่เหมือนกัน กว่ารสชาติจะลงตัว และสำหรับขนมนี้ เป็นของที่ขายเสริมจากร้านอาหารตามสั่งที่เป็นอาชีพหลัก นอกจากนี้ ยังรับสอนพิเศษอีกด้วย” ผลิวรรณบอก

อุปกรณ์ในการทำเค้กกล้วยหอม หลัก ๆ ก็มี เครื่องตีแป้ง, เตาอบ, ถ้วยพิมพ์, ที่ร่อนแป้ง, ที่ตีไข่, ถาด, กะละมัง, ชุดช้อนชา, ชุดถ้วยตวง และอุปกรณ์เบ็ดเตล็ดอื่น ๆ

สำหรับการทำ “เค้กกล้วยหอมสูตรนุ่ม” วัตถุดิบหลัก ๆ ตามสูตรก็มี แป้งเค้ก 270 กรัม, ผงฟูพอประมาณ, เบกกิ้งโซดา (โซเดียม ไบคาร์บอเนต) พอประมาณ, นํ้าตาลทราย 240 กรัม, เกลือป่นเล็กน้อย, ไข่ไก่ 4 ฟอง, นํ้ามันพืช 2/3 ถ้วย, กล้วยหอมสุกบด 300 กรัม และนํ้ามะนาวพอประมาณ

วิธีทำ เริ่มที่ร่อนแป้งเค้ก ผงฟู เบกกิ้งโซดา ให้เข้ากัน แล้วพักเตรียมไว้

บดกล้วยหอมสุกกับ นํ้ามะนาวให้เข้ากันเตรียมไว้

ตีไข่ไก่ นํ้าตาลทราย และเกลือ ให้เข้ากัน ตี ด้วยเครื่องด้วยความเร็วสูงประมาณ 7-8 นาที หรือรอจนกว่าส่วนผสมจะข้นขาว จากนั้นปรับความเร็วของเครื่องตีลงให้เป็นความเร็วต่ำ แล้วใส่ส่วนผสมของแป้งที่เตรียมไว้ลงไป ตีต่อให้เข้ากันอีกประมาณ 1 นาที

จากนั้นก็ค่อย ๆ เติมนํ้ามันพืชลงไป แล้วปรับความเร็วเครื่องตีให้เป็นระดับกลาง ตีต่อไปอีก 2 นาที สุดท้ายใส่ส่วนผสมของกล้วยหอมบดลงไป แล้วปรับความเร็วของเครื่องตีให้เป็นระดับต่ำ ตีต่ออีกประมาณ 1 นาที

ขั้นต่อไปนำส่วนผสมที่ตีเสร็จแล้วเข้าแช่ในตู้เย็น แช่ไว้ประมาณ 30 นาที

เมื่อแช่ตามเวลาแล้วจึงจะนำแป้งขนมออกมาหยอดใส่พิมพ์ โดยระหว่างนั้นให้เปิดเตาอบเพื่ออุ่นให้เตาร้อนที่อุณหภูมิ 400-450 องศาฟาเรนไฮต์ เตรียมไว้ก่อน

การหยอดแป้งใส่พิมพ์ เตรียมถ้วยกระดาษวงกลมใส่ในพิมพ์เค้กกล้วยหอมที่เป็นถ้วยวงกลม ขนาดกว้าง 7.5 ซม. สูง 2.5 ซม. แล้วเรียงพิมพ์เค้กกล้วยหอมใส่ถาดอะลูมิเนียมไว้ นำส่วนผสมของเค้กกล้วยหอมที่ตีเสร็จเรียบร้อยแล้วออกมาจากตู้แช่  แล้วค่อย ๆ หยอดใส่ถ้วยจนครบถ้วยที่เตรียมไว้

นำเข้าเตาอบที่อุ่นร้อนรอไว้แล้ว ใช้เวลาอบประมาณ 15 นาที ก็จะได้เค้กกล้วยหอมสูตรนุ่มที่ขึ้นฟู มีสีนํ้าตาลเข้ม ส่งกลิ่นหอมชวนรับประทาน

อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่อบเค้กกล้วยหอม ต้องหมั่นคอยดู ด้วยว่าเค้กขึ้นฟูหรือยัง ระวังอย่าให้หน้าเค้กไหม้ เมื่อเค้กสุกแล้วให้นำออกมาบรรจุในกล่องให้เรียบร้อย

เค้กกล้วยหอมสูตรนี้มีต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ชิ้นละประมาณ 3 บาท ส่วนราคาขายอาจจะขาย ในราคาชิ้นละ 5 บาท หรือมากกว่านี้ ขึ้นอยู่กับทำเลและต้นทุนส่วนอื่น ๆ

สนใจ ’เค้กกล้วยหอมสูตรนุ่ม“ สูตรนี้ ต้องการติดต่อ ผลิ วรรณ บุญมี เจ้าของร้านขนมช่อมะเฟือง ร้านนี้ตั้งอยู่ในซอยรามคำแหง 150 ถนนรามคำแหง กรุงเทพฯ หรือติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-2373-5396 ซึ่งนี่ก็เป็นอีกรูปแบบ ’ช่องทางทำกิน“ ที่แม้จะมีคนทำกันไม่น้อยแล้ว แต่ช่องว่างทำเงินในตลาดก็ยังพอมีอยู่อีกมาก.

สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล : เรื่อง / สุนิสา ธนพันธสกุล : ภาพ

………………………………………………………………………………

คู่มือลงทุน…เค้กกล้วยหอม

ทุนอุปกรณ์ ประมาณ 10,000 บาทขึ้นไป

ทุนวัตถุดิบ ประมาณ 60-70% ของราคา

รายได้ ราคาขายชิ้นละ 5 บาทขึ้นไป

แรงงาน ตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป

ตลาด ร้านขนม, ร้านอาหาร, ชุมชนทั่วไป

จุดน่าสนใจ คนไทยยังนิยมรับประทานกันมาก

กุมภาพันธ์ 25, 2014 Posted by | ช่องทางทำกิน, เดลินิวส์ออนไลน์ | , , , , , , | ใส่ความเห็น

‘ข้าวเม่าหมี่ข้าวกล้อง’ อาหารพื้นบ้านสู่สไตล์สากล

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 13 ตุลาคม 2556 เวลา 00:00 น.

วันอาทิตย์ 13 ตุลาคม 2556 เวลา 00:00 น.

“ข้าวเม่าหมี่” เป็นอาหารไทยโบราณพื้นบ้านที่เด็กสมัยก่อนชื่นชอบ ลักษณะของข้าวเม่าหมี่จะทอดจนมีสีเหลืองนวล ผสมนํ้าตาลทราย กุ้งแห้ง ถั่วลิสง และเต้าหู้ทอดหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่กระเทียมเจียวที่มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ไม่ใส่สีและสารกันบูด ณ ปัจจุบันหากจะหารับประทาน ยากแสนยาก แต่วันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” มีสูตรการทำมานำเสนอ…

***************

อาจารย์ชมุค พรรณดวงเนตร อาจารย์ประจำภาควิชาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เป็นผู้ประยุกต์ปรับปรุงเมนูอาหารไทยพื้นบ้านดังกล่าวนี้ให้เป็นเมนูจานใหม่ คิดทำ “ข้าวเม่าหมี่จากข้าวกล้องงอก” จากอาหารไทย สร้างให้เป็นสไตล์สากล เพื่อรองรับประชาคมอาเซียน และเพื่อเผยแพร่ให้เด็กไทยยุคนี้ได้รู้จักและสามารถรับประทานได้ และก็น่าช่วยสร้างอาชีพให้คนไทยได้ด้วย

ที่มาของเมนูนี้ อ.ชมุค เล่าให้ฟังว่า มาจากการทำวิจัยในต่างจังหวัด ที่ชาวบ้านต้องการสร้างมูลค่าเพิ่ม “ข้าวกล้องงอก” ซึ่งข้าวกล้องงอกถือว่าเป็นนวัตกรรมหนึ่งที่กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมากสำหรับคนที่รักสุขภาพ เพราะเป็นข้าวที่มีสารอาหารที่มีประโยชน์มากมายหลายชนิด มีสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มฟิโนลิคที่ช่วยยับยั้งการเกิดฝ้า ชะลอความแก่ และสารออริซานอลที่ช่วยควบคุมระดับ-ลดอาการผิดปกติของวัยทอง ที่สำคัญที่ต้องเน้นเป็นพิเศษคือ สารกาบา (GABA) ซึ่งกาบาเป็นกรดอะมิโนที่มีบทบาทสำคัญที่ทำหน้าที่สื่อสารประสาท ปัจจุบันวงการแพทย์มี การใช้สารกาบา รักษาโรคเกี่ยวกับระบบประสาทหลายโรค เช่น ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ช่วยให้ผ่อนคลาย ทำให้จิตใจสงบ ลดความเครียดวิตกกังวล ลดความดันโลหิต และในข้าวนี้ยังมีเส้นใยอาหาร ช่วยควบคุมระดับนํ้าตาลในเลือด ช่วยควบคุมนํ้าหนัก ป้องกันมะเร็งลำไส้ และลดอาการท้องผูก นอกจากนี้ยังมีวิตามินอี ช่วยลดการเหี่ยวย่นของผิว

“ข้าวชนิดนี้มีสารอาหารที่มีประโยชน์มากมาย จึงได้รับความนิยมในหมู่คนที่รักสุขภาพ ผู้ที่มีไอเดียจึงนำข้าวกล้องงอกไปแปรรูปเป็นของกินรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่า และให้ตรงความต้องการ เช่น นํ้าข้าวกล้องงอก ไอศกรีม ป๊อปไรท์ ข้าวแต๋น เต้าฮวยฟรุตสลัด ข้าวหมาก ข้าวจี่ชุบไข่ ฯลฯ จึงได้คิดค้นโดยใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านโบราณมาดัดแปลงข้าวเม่าหมี่ นำข้าวกล้องงอกมาแทนข้าวเม่าที่หายากและราคาแพง เพื่อให้ผู้ที่สนใจนำไปต่อยอดสร้างเป็นอาชีพ”

อ.ชมุค แจกแจงว่า ส่วนผสมในการทำ “ข้าวเม่าหมี่จากข้าวกล้องงอก” แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนผสมข้าวคลุก ใช้…ข้าวกล้องงอก, นํ้าตาลทราย, นํ้าผึ้ง, เกลือป่น, แบะแซ, เนยสด และส่วนของเครื่องผสม ก็มี…งาดำ, งาขาว, เต้าหู้ขาวชนิดแข็ง, แครอทอบแห้ง, กุ้งสดอบทอด, ต้นหอมอบแห้ง และนํ้ามันพืช

อุปกรณ์หลัก ๆ ที่ใช้ในการทำก็มี… ตู้อบลมร้อน, เตาแก๊ส, กระทะทอง, ไม้พายเล็ก, ถาด เเละอุปกรณ์เบ็ดเตล็ดที่ใช้ครัวเรือนทั่ว ๆ ไป

ขั้นตอนการทำ “ข้าวเม่าหมี่จากข้าวกล้องงอก” เริ่มจากนำข้าวกล้องงอกที่หุงสุกแล้วมาเกลี่ยให้กระจายทั่วบนถาด นำเข้าอบในตู้อบลมร้อนที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 5 ชั่วโมง

หั่นเต้าหู้ขาวชนิดแข็งเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า นำเข้าอบและใช้เวลาเหมือนกับข้าวกล้องงอก หั่นแครอทสดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็ก ๆ นำไปลวกให้สุก พักให้สะเด็ดนํ้า ก่อนจะอบเหมือนกับข้าวกล้องงอก ส่วนต้นหอมนำมาซอยเป็นชิ้นเล็ก ๆ นำเข้าอบเป็นเวลา 5 ชั่วโมง กุ้งสดนำมาล้างให้สะอาด แกะเปลือก สับหยาบ ๆ นำเข้าอบเป็นเวลา 2 ชั่วโมง (ส่วนผสมแต่ละอย่างต้องแยกกันอบ) เสร็จแล้วนำใส่ภาชนะเตรียมไว้

เมื่อเตรียมส่วนผสมข้าวคลุกเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้นำข้าวกล้องงอกอบแห้ง เต้าหู้อบแห้ง และกุ้งอบแห้ง ลงไปทอดในนํ้ามัน ใช้ไฟอ่อน ทอดให้ส่วนผสมมีลักษณะเหลืองกรอบ แล้วตักขึ้นพักไว้ให้สะเด็ดนํ้ามัน (การทอดส่วนผสมนั้น ต้องทอดทีละอย่าง อย่ารวมกัน เพราะส่วนผสมแต่ละอย่างจะสุกไม่พร้อมกัน)

นำส่วนผสมของนํ้าตาลทราย นํ้าผึ้ง เกลือ แบะแซ เนยสด และนํ้าสะอาด ใส่ลงกระทะทอง ตั้งไฟเคี่ยวด้วยไฟอ่อน ๆ ไปเรื่อย ๆ จนนํ้าเชื่อมมีลักษณะเหนียวข้นคล้ายคาราเมล แล้วนำส่วนผสมของข้าวกล้องงอกอบแห้งทอด เต้าหู้อบแห้งทอด กุ้งอบแห้งทอด และแครอทอบแห้ง ต้นหอมอบแห้ง งาขาว งาดำ ใส่ลงอ่างผสม ใช้ไม้พายคลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน

จากนั้นนำส่วนผสมที่คลุกเคล้ากันดีแล้วไป ใส่ลงในกระทะทองที่มีเครื่องผสม คลุกเคล้าให้เข้ากันโดยใช้ไฟอ่อน ๆ ชิมเพื่อปรับ แต่งรสชาติตามใจชอบ เสร็จแล้วปิดไฟ ทิ้งไว้ให้เย็น เก็บใส่ภาชนะที่มีฝาปิดสนิทหรือบรรจุผลิตภัณฑ์ โดย “ข้าวเม่าหมี่จากข้าวกล้องงอก” นี้สามารถเก็บไว้ได้นานเป็นเดือน ๆ โดยไม่ใส่สารกันบูด

****************

ใครสนใจทำ “ข้าวเม่าหมี่จากข้าวกล้องงอก” ขายเป็น “ช่องทางทำกิน” ก็ลองฝึกฝนกันดู หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจาก อ.ชมุค พรรณดวงเนตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ก็ติดต่อได้ที่ภาควิชาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ โทร. 0-2549-3160-61 หรือ 08-4094-8222 ซึ่งทางอาจารย์ยังมีสูตรอาหารเพื่อสุขภาพที่น่าสนใจอีกหลายชนิด.

เชาวลี ชุมขำ : เรื่อง / สุนิสา ธนพันธสกุล : ภาพ

กุมภาพันธ์ 25, 2014 Posted by | ช่องทางทำกิน, เดลินิวส์ออนไลน์ | , , , , , , | ใส่ความเห็น

‘นาฬิกาไม้ทำมือ’ไอเดียทำเงินเดินไม่หยุด

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันเสาร์ 12 ตุลาคม 2556 เวลา 00:00 น.

วันเสาร์ 12 ตุลาคม 2556 เวลา 00:00 น.

งานไม้ใส่ไอเดียยังเป็นชิ้นงานน่าสนใจ เพราะพลิกแพลงต่อยอดทำขายได้ตลอด แม้ไม่มีหน้าร้านแต่ก็ยังสามารถขายสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ตหรือสื่อสังคมสุดฮิตอย่างเฟซบุ๊กได้ สำคัญอยู่ที่การหาจุดเด่นสินค้า และมองตลาดออกว่าสินค้าของเราน่าจะถูกจุดตรงใจลูกค้ากลุ่มใด อย่างเช่นงาน ’นาฬิกาไม้“ ทำมือ ที่ทีม ’ช่องทางทำกิน“ จะนำเสนอในวันนี้…

“ชัยยุทธ ดีวรรณ” เจ้าของชิ้นงาน “นาฬิกาไม้” ที่ใช้ชื่อสินค้าว่า “EMIT” ซึ่งเป็นการเล่นคำจากคำว่า “TIME” ที่แปลว่า “เวลา” บอกเล่าว่า ก่อนหน้าจะยึดอาชีพทำงานนาฬิกาไม้นี้ ทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์คอมพิวเตอร์มาก่อน ต่อมารู้สึกเบื่อ คิดอยากจะหาธุรกิจที่เป็นของตนเองขึ้นมาสักธุรกิจหนึ่ง จึงคิดว่างานไม้น่าจะเหมาะ เพราะโดยส่วนตัวชอบงานประเภทนี้อยู่แล้ว และรู้สึกว่างานไม้มีเสน่ห์ในตัว จึงคิดค้นหารูปแบบชิ้นงาน และก็มาลงตัวที่งานทำนาฬิกาจากไม้

ชัยยุทธ บอกว่า เริ่มเปิดร้านแบบออนไลน์เต็มตัวมาได้ประมาณ 3 เดือนแล้ว โดยจำหน่ายสินค้าผ่านทางเฟซบุ๊กในชื่อ http://www.facebook.com/emitclock ซึ่งที่ผ่านมามีผลตอบรับดี นอกจากลูกค้าทั่วไป ก็ยังมีลูกค้าที่รับสินค้าไปจำหน่ายต่อ รวมถึงมีกลุ่มลูกค้าที่สั่งทำชิ้นงานเฉพาะ เพื่อนำไปมอบเป็นของขวัญ ของที่ระลึก เนื่องในโอกาสพิเศษด้วย

ข้อดีของการเปิดร้านออนไลน์แบบนี้ ในฐานะที่คลุกคลีกับงานด้านไอที ชัยยุทธกล่าวว่า การเปิดร้านลักษณะนี้ทำให้ต้นทุนในการทำธุรกิจลดลงไปได้มาก อีกทั้งการเปิดร้านออนไลน์ยังเป็นการช่วยทดสอบตลาดของชิ้นงานได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งการเปิดร้านออนไลน์แบบนี้ ยังช่วยขยายฐานให้กับสินค้าได้อีกด้วย แต่จุดสำคัญคือ ต้องพยายามอัพเดทกิจกรรมหรือสินค้าของร้านตลอดเวลา เพื่อให้ร้านค้าออนไลน์ของเรานั้นมีความเคลื่อนไหว ไม่หยุดนิ่ง ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการเปิดร้านออนไลน์

“ตอนนี้มีทั้งลูกค้าที่มารับชิ้นงานเพื่อจะไปจำหน่ายต่อ ตามแหล่งท่องเที่ยว รวมทั้งลูกค้าที่สั่งทำชิ้นงานตามที่ลูกค้าต้องการ เพื่อนำไปมอบเป็นของขวัญ ของที่ระลึก” ชัยยุทธกล่าว

สำหรับนาฬิกาไม้ทำมือที่ทำขึ้นนั้น ปัจจุบันมีแบบใหม่ ๆ เพิ่มตลอด ซึ่งนอกเหนือไปจากรูปแบบที่มีทั้งแบบมินิมัลและวินเทจแล้ว จุดเด่นจุดขายของชิ้นงานคือ การเพิ่มประโยชน์ใช้สอยของนาฬิกาเข้าไป เพื่อให้เป็นมากกว่านาฬิกาบอกเวลา เช่น ที่แขวนผ้า, ที่แขวนกุญแจ, ที่แขวนแก้ว, ชั้นวางหนังสือ, กล่องใส่ของ เพื่อสร้างความน่าสนใจ ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น

ทุนเบื้องต้น ลงทุนประมาณ 10,000 บาท ส่วนทุนวัสดุอยู่ที่ประมาณ 30% จากราคาขาย ซึ่งเริ่มตั้งแต่ราคา 400 บาท ไปจนถึง 1,500 บาท ขึ้นกับรูปแบบ ขนาด และรายละเอียดของชิ้นงาน

อุปกรณ์ที่ต้องใช้ หลัก ๆ อาทิ เลื่อยวงเดือนไฟฟ้า, เลื่อยฉลุไฟฟ้า, ทิมเมอร์หรือเครื่องแกะสลักไม้ และอุปกรณ์ในงานช่างไม้ อาทิ ค้อน ไขควง ตะปู กระดาษทราย เป็นต้น สำหรับวัสดุ ประกอบด้วย ไม้เนื้ออ่อน (ไม้สน ไม้วีเนียร์), ไม้สังเคราะห์ (พลาสวู้ด), กาวร้อน, กาวยาง, สีชนิดต่าง ๆ และตัวเครื่องนาฬิกา

ขั้นตอนการทำ เริ่มจากออกแบบนาฬิกาไม้ที่จะทำ โดยอาจวาดแบบร่างลงในสมุดเก็บแบบงานไว้ก่อน เมื่อได้รูปแบบที่ต้องการแล้วก็มาวางแผนการทำงาน โดยดูว่านาฬิกาที่จะทำนั้นมีส่วนประกอบไม้กี่ชิ้น เมื่อกำหนดได้แล้วก็ทำการเลือกไม้ที่จะนำมาตัด โดยตัดเป็นส่วนประกอบต่าง ๆ ไว้ อาทิ ตัวเรือนนาฬิกา, ชั้นวาง, หมุดที่จะใช้ทำเป็นที่แขวน ซึ่งบางชิ้นอาจจะซื้อสำเร็จรูปมาใช้ได้เลย เช่น หมุดไม้สำหรับทำที่แขวน ซึ่งก็จะช่วยย่นระยะเวลาได้มาก

เมื่อทำการตัดส่วนประกอบเสร็จแล้ว นำไม้ที่ตัดได้มาทำการขัดตกแต่งรอยที่ไม่เรียบด้วยกระดาษทรายหรือเครื่องเจียร จากนั้นทาสีไม้ที่จะใช้เป็นส่วนประกอบของนาฬิกา สำหรับส่วนหลังคานั้น ให้นำไม้สังเคราะห์ (พลาสวู้ด) มาลนไฟเล็กน้อย จากนั้นค่อย ๆ ดัดให้เป็นรูปโค้ง ก็จะได้เป็นส่วนหลังคา เมื่อเตรียมส่วนประกอบเสร็จ ก็นำชิ้นงาน อาทิ ตัวนาฬิกา ชั้นวาง ที่แขวนสิ่งของ มายึดติดด้วยกาวร้อน เพื่อให้ได้รูปทรงชิ้นงาน แล้วทิ้งไว้สักพัก

จากนั้นนำกาวยางมาทาส่วนประกอบที่จะนำไปทำเป็นหลังคา โดยทากาวยางที่ด้านใต้หลังคา จากนั้นทำการยึดประกอบหลังคาเข้ากับตัวเรือน นำเครื่องนาฬิกาที่เตรียมไว้มาประกอบเข้าที่ตัวเรือน ทำการตกแต่งด้วยสีหรือวัสดุอื่น ๆ ตามที่ได้ออกแบบไว้ เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำนาฬิกาไม้

โดยหากเป็นชิ้นงานที่ไม่ใหญ่มาก และมีรายละเอียดไม่มากนัก ในแต่ละวัน

ชัยยุทธจะสามารถประกอบนาฬิกาไม้ของเขาได้ไม่ต่ำกว่า 10 เรือน

“ผมเองเริ่มต้นจากศูนย์ งานไม้ก็ไม่เคยเรียนที่ไหน อาศัยสังเกตดูจากช่างไม้ที่มาต่อเติมบ้าน ว่ามีหลักอย่างไร ส่วนรูปแบบหรือแนวคิดก็พยายามศึกษาจากข้อมูลที่มีอยู่มากมายในอินเทอร์เน็ต แต่ไม่ลอกเลียน แค่นำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับรูปแบบของเรา ผมว่าถ้าตั้งใจ อาชีพนี้ก็ไปได้” เป็นคำแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจงานประดิษฐ์เช่นชัยยุทธ

สนใจติดต่อเจ้าของกรณีศึกษา ’ช่องทางทำกิน“ จาก ’นาฬิกาไม้ทำมือ“  รายนี้ ติดต่อได้ที่ โทร. 08-6722-1454 หรืออีเมล chaiyuth.dee@gmail.com หรือตามเฟซบุ๊กข้างต้น ซึ่งนี่ก็ถือว่าเป็นงานประดิษฐ์จากไม้อีกรูปแบบหนึ่งที่สามารถทำเป็นชิ้นงานทำเงินได้อย่างน่าสนใจ.

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ : เรื่อง/จุมพล นพทิพย์ : ภาพ
……………………………………………………………………………………………………………….

คู่มือลงทุน…นาฬิกาไม้ทำมือ

ทุนเบื้องต้น ประมาณ 10,000 บาท
ทุนวัสดุ ประมาณ 30% จากราคา
รายได้ ราคา 400-1,500 บาท
แรงงาน 1 คนขึ้นไป
ตลาด กลุ่มของใช้-ของที่ระลึก
จุดน่าสนใจ ใช้ทุนต่ำขายไอเดียราคาดี

กุมภาพันธ์ 25, 2014 Posted by | ช่องทางทำกิน, เดลินิวส์ออนไลน์ | , , , , , , | ใส่ความเห็น

‘คุกกี้คอนเฟล็กซ์’ ชิ้นเล็กๆ ก็อาจ ‘รวยได้’

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 6 ตุลาคม 2556 เวลา 00:00 น.

วันอาทิตย์ 6 ตุลาคม 2556 เวลา 00:00 น.

จากการที่ เดลินิวส์ ร่วมกับ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)/ เซเว่น-อีเลฟเว่น และ บริษัท ซีพี รีเทลลิงค์ จำกัด จัด “ฝึกอาชีพให้ประชาชนฟรี” เป็นรุ่นที่ 7 ตาม โครงการ “เดลินิวส์ฝึกอาชีพ” ไปเมื่อวันที่ 28 ก.ย. ที่ผ่านมาวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” นำสูตร-วิธีทำ “คุกกี้คอนเฟล็กซ์” มานำเสนอ เพื่อให้กิจกรรมนี้เป็นประโยชน์ในวงกว้างมากขึ้น….

……………………..

“คุกกี้คอนเฟล็กซ์” นี้ วิลัย จันโต คือวิทยากรผู้ฝึกสอนให้กับผู้เข้าฝึกอาชีพ โดยวิทยากรบอกว่า คุกกี้คอนเฟล็กซ์ ในตลาดยังมีคนทำไม่มาก ที่สำคัญสูตรที่สอนนี้ผู้ที่ได้เรียนรู้สามารถนำไปดัดแปลงทำคุกกี้ได้หลากหลาย

สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ทำคุกกี้คอนเฟล็กซ์ หลัก ๆ ก็มี… อ่างผสม ขนาด 1   และ 2 ลิตร, ที่ร่อนแป้ง, พายยาง, มีดฟันเลื่อย, ถ้วยตวงของแห้ง, ช้อนตวง, ตาชั่งอย่างละเอียด, ตะแกรง, กระดาษไข, ถ้วยตวง, ถาดอบคุกกี้, นาฬิกาจับเวลา, เครื่องตีไข่ (ใช้แบบอัตโนมัติหรือแบบมือตีก็ได้) และเตาอบไฟฟ้าหรือเตาอบแก๊ส ซึ่งราคาเตามีตั้งแต่หลักพันถึงหลักหมื่น แต่ถ้าใครมีเตาอบอยู่แล้ว ก็จะลงทุนอุปกรณ์อื่น ๆ ในวงเงินประมาณ 2,500 บาทเท่านั้น

เตาอบนั้นมีความสำคัญในการทำขนม เตาอบที่มีคุณภาพมีผลต่อการอบขนม ซึ่งขนมจะฟูหรือไม่ก็ขึ้นอยู่ที่เตาอบด้วย ถ้าเตามีคุณภาพไม่ดี อุณหภูมิเตาจะไม่คงที่ การอบขนมก็จะเป็นเรื่องที่ควบคุมคุณภาพได้ลำบาก….

ส่วนวัตถุดิบที่ใช้ทำคุกกี้คอนเฟล็กซ์ ตามสูตรมีดังนี้… เนยสด 150 กรัม, น้ำตาลไอซิ่ง 135 กรัม, แป้งเค้ก 150 กรัม, แป้งขนมปัง 100 กรัม, ไข่ไก่ 2 ฟอง, ผงฟู 4 กรัม, โซดาผง 2.5 กรัม, เกลือ 2.5 กรัม, ลูกเกดสับหยาบ 87.5 กรัม, เม็ดมะม่วงหิมพานต์อบ 125 กรัม, คอน
เฟล็กซ์ 200 กรัม

ขั้นตอนการทำ… เริ่มจากเปิดเตาอบ เปิดไฟบน-ไฟล่าง ให้อยู่ที่อุณหภูมิ 150 องศา เพื่อเป็นการวอร์มเตาให้ร้อนได้ที่ พร้อมใช้งาน ระหว่างนั้นก็มาเตรียมวัตถุดิบ เริ่มจากการนำแป้งเค้ก, แป้งขนมปัง, ผงฟู, โซดาผง และเกลือ ผสมรวมกันเทใส่ลงบนที่ร่อนแป้ง แล้วร่อนส่วนผสมทั้งหมดใส่ลงในกะละมัง พักไว้ก่อน จากนั้นก็นำเนยสดและน้ำตาลไอซิ่งเทผสมใส่ลงในกะละมังอีกใบ นำเครื่องตีแป้งแบบมือใส่ลงไป เริ่มตีโดยเปิดเครื่องให้เริ่มความเร็วจากเบอร์ 1 ทำการตีผสมไปเรื่อย ๆ ให้ส่วนผสมเนยสดและน้ำตาลไอซิ่งเข้ากัน โดยใช้เวลาในการตีประมาณ 5 นาที

หลังจากส่วนผสมเนยสดและน้ำตาลไอซิ่งเข้ากันแล้ว ให้เพิ่มระดับความเร็วเครื่องตีที่เบอร์ 3 ตีส่วนผสมต่อ โดยให้หัวตีของเครื่องยังคงจุ่มอยู่ในส่วนผสม ลักษณะการตีส่วนผสมคือ ไม่ควรยกส่วนหัวตีสูงเกินไป เพราะส่วนผสมจะฟุ้งกระจาย ตีโดยการหมุนส่วนของเครื่องตีแป้งแบบมือให้ถูกส่วนผสมมากที่สุด ตีต่อไปนานประมาณ 10 นาที โดยการตีส่วนผสมนั้น พอตีไปได้ 5 นาที ให้หยุดเครื่อง แล้วปาดส่วนผสมที่ติดอยู่ขอบด้านข้างให้เข้ามาอยู่ตรงกลาง เมื่อเสร็จแล้วเปิดเครื่องไปที่เบอร์ 3 ตีต่ออีก 5 นาที เมื่อครบตามจำนวนเวลาก็ปิดเครื่องตีแป้งพักไว้ก่อน

จากนั้นก็นำไข่ไก่ตอกใส่ภาชนะเตรียมไว้ แล้วใช้เครื่องตีแป้งแบบมือโดยใช้ส่วนของหัวตีจุ่มลงในส่วนผสมอีกครั้ง ค่อย ๆ เปิดเครื่องไล่ความเร็วจากเบอร์ 1 ไปจนถึงเบอร์ 3 ตีไปประมาณ 1 นาที แล้วจึงใส่ไข่ฟองแรกผสมลงไปในแป้งขณะที่ยังเปิดเครื่องตีอยู่ ตีต่อไปอีก 1 นาที จึงใส่ไข่ฟองที่สอง และตีต่ออีก 1 นาที แล้วก็ปิดเครื่อง

เมื่อส่วนผสมเนยน้ำตาลไข่ไก่เข้ากันดีแล้ว นำส่วนผสมแป้งเค้ก แป้งขนมปัง ผงฟู โซดาผง เกลือ ที่ร่อนเตรียมไว้ มาใส่รวมกัน โดยการเทผสมรวมกันต้องค่อย ๆ เท โดยเปิดเครื่องตีแป้งจุ่มลงในส่วนผสม เปิดความเร็วเบอร์ 1 ค่อย ๆ เทส่วนผสมที่ร่อนไว้ลงไปจนหมด จับเวลาตีต่อ 5 นาที ปิดเครื่อง ปาดส่วนผสมให้เข้ามาอยู่ตรงกลาง แล้วตีต่ออีก 5 นาที

หลังจากนั้นก็นำลูกเกดสับหยาบค่อย ๆ เทผสมลงไป โดยที่เครื่องตียังคงทำงานอยู่ที่ความเร็วคงที่ เบอร์ 1 ตีไปประมาณ 1 นาที พอลูกเกดเข้ากับส่วนผสมแล้วก็นำเม็ดมะม่วง หิมพานต์ค่อย ๆ เทลงในส่วนผสม ขณะที่เครื่องตียังทำงานอยู่ที่ความเร็วคงที่ เบอร์ 1 ใช้เวลาตีอีก 2 นาที จึงปิดเครื่อง เมื่อส่วนผสมเข้ากันเป็นอย่างดีแล้วจะมีความเหนียวไม่ติดมือ ปั้นเป็นก้อนได้ ก็ตักส่วนผสมปั้นเป็นก้อน ๆ ให้ได้น้ำหนักก้อนละ 20 กรัม โดยใช้ตาชั่งในการชั่ง จากนั้นเทคอนเฟล็กซ์ลงในถาดเตรียมไว้ นำคุกกี้ที่ปั้นเป็นก้อนลงคลุกกับคอนเฟล็กซ์ เตรียมไว้

นำกระดาษไขวางบนถาด และนำคุกกี้ที่คลุกคอนเฟล็กซ์แล้ววางเรียงลงไป ให้แต่ละชิ้นห่างกันประมาณ 1 นิ้ว วางจนเต็มถาดแล้วนำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 150 องศา ใช้เวลาอบประมาณ 15-20 นาที จนคุกกี้สุกเหลืองทั่วก็นำออกจากเตาอบ แซะคุกกี้ออกจากถาดพักไว้บนตะแกรงให้เย็น จึงจัดเก็บในภาชนะที่ปิดกั้นอากาศเข้า

จากปริมาณวัตถุดิบที่ว่ามา จะสามารถทำคุกกี้คอนเฟล็กซ์ได้ประมาณ 50 ชิ้น มีต้นทุนเฉพาะวัตถุดิบประมาณ 100 บาท หรือเฉลี่ยชิ้นละไม่เกิน 2 บาท สามารถจะตั้งราคาขายได้ที่ชิ้นละประมาณ 4 บาท

…………………….

ทั้งนี้ นี่ก็เป็นสูตรการทำ “คุกกี้คอนเฟล็กซ์” ที่ทาง ซีพี รีเทลลิงค์ และวิทยากรคือ วิลัย จันโต ฝึกสอนให้ประชาชนตาม โครงการ “เดลินิวส์ฝึกอาชีพ” รุ่น 7 หัวข้อ “คืนกำไรสู่สังคม ฝึกอบรมเบเกอรี่ ชี้ทางรวย” ซึ่งคุกกี้ชิ้นเล็ก ๆ นี้ก็อาจเป็น “ช่องทางทำกิน” ที่ทำให้รวยได้ ถ้าฝีมือดี การตลาดดี โดยในส่วนของ “เทคนิคการตลาด” นั้นในการจัดฝึกก็มีการบรรยายแนะนำ ซึ่งในหน้า “ช่องทางทำกิน” ก็จะสรุปมานำเสนอในวันเสาร์ที่ 12 ต.ค.

โปรดติดตาม…

ทีมช่องทางทำกิน :รายงาน / สันติ มฤธนนท์

วรัญญู เหมือนเดช, วรพรรณ เลอสิทธิศักดิ์ :ภาพ

กุมภาพันธ์ 25, 2014 Posted by | ช่องทางทำกิน, เดลินิวส์ออนไลน์ | , , , , , , | ใส่ความเห็น

เปิดสูตร ‘บราวนี่’ ฝึกอาชีพฟรี ‘ชี้ทางรวย’

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันเสาร์ 5 ตุลาคม 2556 เวลา 00:00 น.

วันเสาร์ 5 ตุลาคม 2556 เวลา 00:00 น.

สืบเนื่องจากการจัด “ฝึกอาชีพให้ประชาชนฟรี” เป็นรุ่นที่ 7 ของ โครงการ “เดลินิวส์ฝึกอาชีพ” ซึ่งรุ่นนี้ทางเดลินิวส์ร่วมกับ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) / เซเว่น-อีเลฟเว่น และ บริษัท ซีพี รีเทลลิงค์ จำกัด จัดฝึกภายใต้หัวข้อ “คืนกำไรสู่สังคม ฝึกอบรมเบเกอรี่ ชี้ทางรวย” สอนทำบราวนี่ และคุกกี้คอนเฟล็กซ์ ทั้งนี้ เพื่อให้กิจกรรมนี้เป็นประโยชน์ในวงกว้างมากขึ้น วันนี้ทางทีม ’ช่องทางทำกิน“ ก็นำสูตรและวิธีทำ ’บราวนี่“ มานำเสนอ ณ ที่นี้…

******************

“พรพรรณ เจริญมิตร” วิทยากรผู้ฝึกสอน ซึ่งมีประสบการณ์การทำบราวนี่มานานกว่า 7 ปี และทำขายจนส่งตัวเองเรียนจบปริญญาตรี บอกว่า “บราว นี่” ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Sheet Cookies หรือคุกกี้แผ่น มีลักษณะคล้ายเค้กที่ไม่ขึ้นฟูมาก นิยมอบในถาดแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า และตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม วิธีทำเป็นแบบง่าย ๆ โดยคนส่วนผสมของเหลวและของแห้งให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน บางสูตรจะเคลือบหน้าด้วยช็อกโกแลต และโรยด้วยอัลมอนด์สไลด์ หรือเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ซึ่งทำให้อร่อยและดูน่ารับประทานยิ่งขึ้น ทั้งนี้ นักประวัติศาสตร์อาหาร สันนิษฐานว่า ขนมชนิดนี้เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาเป็นที่แรก ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 กล่าวกันว่า บราวนี่เกิดจากความบังเอิญในการทำเค้กช็อกโกแลต โดยลืมใส่ผงฟู เมื่ออบออกมาแล้วเค้กจึงไม่ขึ้นฟู แต่ก็กลับได้ขนมสีน้ำตาลเข้มเนื้อแน่น อันเป็นที่มาของชื่อ “Brownie”

“บราวนี่ทำง่าย ขายไม่ยาก ใช้เวลาทำเพียง 30 นาที ถือว่าคุ้มค่าต่อเวลาที่เราจะทำขาย” พรพรรณกล่าว และว่า “สูตรบราวนี่ที่สอนนี้เป็นสูตรที่ประยุกต์ดัดแปลงโดยใส่ผงฟูด้วย เพื่อให้บราวนี่ที่ทำออกมามีความนุ่มและอร่อยมากขึ้น”

สำหรับอุปกรณ์การทำบราวนี่ หลัก ๆ ก็มี…อ่างผสม ใช้ขนาด 1 และ 2 ลิตร, ที่ร่อนแป้ง, พายยาง, มีดฟันเลื่อย, ถ้วยตวงของแห้ง, ช้อนตวง, ตาชั่งอย่างละเอียด, แปรง, กระดาษไข, ถ้วยตวง, ถาดอบ, นาฬิกาจับเวลา, เครื่องตีไข่ (ใช้แบบอัตโนมัติหรือแบบมือตีก็ได้), เตาอบไฟฟ้าหรือเตาอบแก๊ส ซึ่งราคาเตามีตั้งแต่หลักพันถึงหลักหมื่น แต่ถ้าใครมีเตาอบอยู่แล้ว ก็จะลงทุนอุปกรณ์อื่น ๆ ในวงเงินประมาณ 2,500 บาทเท่านั้น

วัตถุดิบที่ใช้ทำบราวนี่ ตามสูตรนี้มีดังนี้คือ… แป้งเค้ก 100 กรัม, ผงโกโก้ 20 กรัม (ควรใช้ผงโกโก้สีเข้มเพราะขนมที่ทำออกมาจะสีสวย), ดาร์ค ช็อกโกแลต (Dark Choco) 200 กรัม, เนย 150 กรัม, น้ำตาลทราย 180 กรัม, ผงฟู 1 ช้อนชา, ไข่ไก่ (เบอร์ 2 ซึ่งเป็นไซซ์มาตรฐานในการทำเบเกอรี่) 3 ฟอง, ช็อกชิพ 50 กรัม, เม็ดมะม่วงหิมพานต์ 100 กรัม

ขั้นตอนการทำ แยกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนผสม “ของเหลว” และ “ของแห้ง” โดยเริ่มจากการทำส่วนผสมที่เป็นของเหลว โดยละลายเนยและดาร์คช็อกโกแลตก่อน นำวัตถุดิบทั้ง 2 ตัวนี้ใส่เข้าเตาอบทิ้งไว้ประมาณ 7 นาที จากนั้นก็มาทำขั้นตอนต่อไปโดยนำน้ำตาลทรายใส่ลงในอ่างผสม แล้วก็ตอกไข่ใส่ตามลงไปผสมกับน้ำตาลทราย ใช้เครื่องตีแป้งแบบมือทำการตีให้น้ำตาลทรายกับไข่ผสมเข้ากัน การตีนั้นให้ตั้งเครื่องตี 90 องศา กดให้ติดถึงก้นอ่าง เริ่มใช้ความเร็วที่ระดับ 1 ในการเริ่มตี เพื่อไม่ให้วัตถุดิบนั้นกระเด็น ตีไปเรื่อย ๆ และคอยคนหมุนไปในทางเดียวกันตลอด ไม่ต้องเร่งตีเพราะถ้าเร่งเนื้อเค้กจะเกิดฟองอากาศ ทำออกมาเนื้อเค้กจะยุบ ตีจนน้ำตาลทรายและไข่เข้ากันเป็นเนื้อเดียวจนขึ้นฟูเป็นสีขาวก็ใช้ได้

จากนั้น นำเนยและดาร์คช็อกโกแลตที่ละลายเตรียมไว้ผสมรวมกับน้ำตาลทรายและไข่ไก่ที่ตีผสมไว้แล้ว (เนยและดาร์คช็อกโกแลตที่ละลายเตรียมไว้ควรทิ้งไว้ให้เย็นก่อนที่จะนำมาผสม ไม่เช่นนั้นไข่จะสุก) เมื่อนำวัตถุดิบทั้ง 2 ส่วนผสมกันแล้ว ก็ทำการคนให้เข้ากัน ก็จะได้เป็นส่วนผสมที่เป็นส่วนของ “ของเหลว” พักไว้

ต่อไปก็มาเตรียมส่วนผสมที่จะทำเป็นส่วน “ของแห้ง” โดยนำแป้งเค้ก ผงโกโก้ ผงฟู ผสมรวมกันแล้วทำ การร่อนด้วยเครื่องร่อนแป้ง (เพื่อนำส่วนที่แข็งออก เวลาทำเค้กเนื้อเค้กจะนุ่ม) แล้วก็นำช็อกชิพและเม็ดมะม่วงหิม พานต์มาทำการบดพอหยาบผสมรวมกัน แล้วใส่ผสมในแป้งเค้กที่ร่อนไว้แล้ว ทำการคลุกเคล้าให้เข้ากัน ก็จะได้เป็นส่วนของแห้ง

ถัดมาก็นำส่วนผสมที่เป็นของเหลวและของแห้งมาเทผสมรวมกัน แล้วทำการคนคลุกเคล้าให้วัตถุดิบทั้ง 2 ส่วนผสมเข้ากันเป็นอย่างดี โดยใช้เวลาคนประมาณ 30 วินาที เมื่อส่วนผสมเข้ากันดีแล้วก็นำไปเทลงในถาดอบ ขนาด 10×10 นิ้ว ที่รองด้วยกระดาษไข ใช้ไม้พายเกลี่ยให้หน้าเสมอกัน นำเข้าเตาอบ ใช้อุณหภูมิ 150 องศา (ต้องเปิดวอร์มเตาอบไว้ก่อนประมาณ 30 นาที เพื่อให้เตาอบร้อนได้ที่ ก่อนจะนำบราวนี่เข้าอบ) ใช้เวลาอบประมาณ 25 นาที

เท่านี้ก็จะได้เป็น “บราวนี่” หอมกรุ่น ซึ่งจากปริมาณวัตถุดิบ จากสูตรที่ว่ามาข้างต้น จะสามารถทำบราวนี่ได้ 1 ถาดขนาด 10×10 นิ้ว ตัดแบ่งเป็นชิ้น ๆ สี่เหลี่ยมได้ 16 ชิ้น โดยมีต้นทุนเฉพาะในส่วนวัตถุดิบต่อ 1 ถาดอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 100 บาท หรือเฉลี่ยต้นทุนต่อชิ้นอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 6 บาท สามารถตั้งราคาขายได้ชิ้นละประมาณ 20 บาท

********************

ทั้งนี้ สูตร-การทำ ’บราวนี่“ ตามที่วิทยากรของทาง ซีพี รีเทลลิงค์ คือ พรพรรณ เจริญมิตร แนะนำฝึกสอนให้กับผู้เข้าฝึกอาชีพตาม โครงการ “เดลินิวส์ฝึกอาชีพ” ดูจะเป็นสูตรการทำที่ไม่ซับซ้อนจนยากเกินจะเรียนรู้ แม้จะไม่ได้เข้าฝึก ใครสนใจก็ลองนำไปทดลองฝึกฝนกันดู ซึ่งไม่แน่ว่านี่อาจจะเป็น ’ช่องทางทำกิน“ ที่ทำเงินเป็นกอบเป็นกำก็ได้!!.

ทีมช่องทางทำกิน : รายงาน / สันติ มฤธนนท์
วรัญญู เหมือนเดช, วรพรรณ เลอสิทธิศักดิ์ : ภาพ

กุมภาพันธ์ 25, 2014 Posted by | ช่องทางทำกิน, เดลินิวส์ออนไลน์ | , , , , , , | ใส่ความเห็น

3 ห้างงัดกลยุทธ์ จูงใจช็อปฉลองปีใหม่

http://www.thairath.co.th/column/eco/market/389061

  • 14 ธันวาคม 2556, 05:00 น.

Pic_389061

ปีเก่ากำลังผ่านพ้นไปปีใหม่กำลังมาเยือน ท่ามกลางกระแสการเมืองที่ยังคงวุ่นวาย แต่ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป โดยเฉพาะภาคธุรกิจขนาดใหญ่อย่างธุรกิจค้าปลีกห้างสรรพสินค้าที่ต้องเร่งฟื้นกำลังซื้อและเพิ่มสีสันอารมณ์กำลังซื้อของผู้บริโภคในช่วงปลายปีซึ่งถือว่าเป็นฤดูกาลขายสินค้า

อย่างไรก็ตามภาพรวมของธุรกิจค้าปลีกตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาแม้จะไม่ใช่ปีที่ดีมากแต่ก็ไม่ถึงกับเสียศูนย์ เพราะธุรกิจค้าปลีกห้างสรรพสินค้าได้มีการปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับสถานการณ์นับตั้งแต่ช่วงกลางปี

นายชำนาญ เมธปรีชากุล รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ตั้งแต่ครึ่งปีหลังทางเดอะมอลล์ กรุ๊ป ได้มีการปรับแผนการตลาดให้สอดคล้องกับกำลังซื้อผู้บริโภคมากขึ้น ในด้านสินค้าได้เสริมทัพด้านสินค้าทั้งแฟชั่น ความงาม และร้านอาหารชั้นนำภายในห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้า ด้วยการปรับภาพลักษณ์ นำสิ่งที่มีอยู่มาแต่งตัวสร้างธีม สร้างคอนเซปต์ให้น่าสนใจตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย

ในขณะเดียวกันมีการปรับรูปแบบโปรโมชั่นที่ตอบสนองลูกค้าได้ 365 วัน ด้วยโปรแกรมการใช้คะแนนของบัตร “เอ็มการ์ด” ซึ่งเป็นบัตรสมาชิกที่มีลูกค้าสมาชิกกว่า 2 ล้านรายชื่อในปัจจุบัน มีการเพิ่มการขายนอกพื้นที่ ซึ่งสามารถเพิ่มยอดขายให้บริษัทอีกทาง ทั้งหมดคือสิ่งที่ทำให้ปีนี้โดยภาพรวมเดอะมอลล์ กรุ๊ป มีการเติบโตประมาณ 6-7% คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 50,000 ล้านบาท

สำหรับเดือนสุดท้ายของปีนี้ ถึงแม้ที่ผ่านมาสัปดาห์แรกอาจไม่ราบรื่น เนื่องจากปัญหาทางสังคมการเมือง แต่ก็ไม่น่าจะทำให้ยอดขายถึงกับชะงักมาก เนื่องจากยังมีปัจจัยเสริมต่างๆเกื้อหนุนให้ผู้บริโภคยังต้องการใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นการให้ของกำนัลในเทศกาล โดยเฉพาะกลุ่มคนเริ่มทำงานและพนักงานประจำที่มีรายได้ต่อเดือนแน่นอน อายุ 20-50 ปี จะมีการวางแผนเลือกซื้อของขวัญปีใหม่ ซื้ออาหารเพื่อการปาร์ตี้

โดยจากข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาด-การณ์โดยภาพรวมของคนกรุงเทพฯ ในการใช้จ่ายช่วงปีใหม่น่าจะอยู่ที่ประมาณ 20,000 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งมากกว่า 60% เป็นการใช้จ่ายในการซื้อของขวัญ โดยการทำบุญเลี้ยงฉลองและท่องเที่ยว ยังเป็นโปรแกรมที่ลูกค้าส่วนใหญ่ต้องทำในเทศกาลนี้ คาดว่าการใช้จ่ายเฉลี่ยน่าจะอยู่ที่คนละ 2,000–3,000 บาท ในห้างสรรพสินค้า และ 1,000 บาทสำหรับซุปเปอร์มาร์เก็ต

นายชำนาญกล่าวด้วยว่า ในฐานะผู้ประกอบการยังต้องเร่งเดินเครื่องทำการตลาดสร้างความคุ้มค่าให้ผู้บริโภคด้วยการจัดแคมเปญพิเศษ 2014 Brilliant Celebration เริ่มแล้วจนถึงวันที่ 12 ม.ค. 57 โดยใช้งบประมาณ 200 ล้านบาท ในการทำการตลาดในช่วงนี้

“การทำการตลาดในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ในปีนี้ เราต้องการสร้างความรู้สึกคุ้มค่า ให้กับลูกค้า โดยเฉพาะลูกค้าที่เป็นสมาชิกที่จะต้องรู้สึกพิเศษมากยิ่งขึ้น โดยเมื่อซื้อสินค้าตั้งแต่ 1,500 บาท ถึง 15,000 บาท สามารถรับทันทีคูปองส่วนลด
ตั้งแต่ 10-50% , สมาชิกเอ็มการ์ด เพียงใช้คะแนนตั้งแต่ 100-1,200 คะแนน สามารถแลกส่วนลดสูงสุดทันที 50% ช็อปครบ 1,000 บาท รับสิทธิ์ร่วมลุ้นคะแนนเอ็มพ้อยต์ถึง 10 ล้านคะแนน

รวมถึงความพิเศษของคะแนนสะสมในบัตรเอ็มการ์ดยังมีมูลค่าเพิ่มขึ้น เมื่อใช้คะแนนเอ็มพ้อยต์แลกซื้อเครื่องดื่ม อาหารและบริการ เช่น เอ็มพ้อยต์ 200 คะแนนแลกสตาร์บัคส์การ์ด มูลค่า 200 บาท 162 คะแนนแลกโดนัท คริสปี้ครีม 6 ชิ้นมูลค่า 162 บาท ลุ้นใช้คะแนนแลกรับจักรยานยนต์เวสป้า บัตรโดยสารเครื่องบินสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส กรุงเทพฯ-มัลดีฟส์ และสมาร์ทโฟน ซัมซุง กาแล็คซี่ โน้ต 3 เป็นต้น

ไม่เพียงเท่านี้ ทุกกลุ่มสินค้า ในห้างสรรพสินค้า ยังร่วมนำเสนอกิฟต์เซตและโปรโมชั่นพิเศษที่คุ้มค่า รวมถึงการส่งความสุขผ่านกระเช้าปีใหม่จากซุปเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ โฮมเฟรชมาร์ท และกูร์เมต์ มาร์เก็ต ด้วยสินค้าผ่านการคัดสรรจากทุกมุมโลก รวบรวมเป็นกระเช้าของขวัญที่บ่งบอกรสนิยมผู้ให้ และประทับใจผู้รับ

สำหรับการฉลองกับครอบครัว คนพิเศษ ในวันสำคัญ ร้านอาหารชั้นนำภายในศูนย์การค้าเดอะมอลล์ พร้อมแล้วสำหรับการฉลองด้วยเซตเมนูพิเศษโดยเฉพาะร้านอาหารยอดนิยมในโซน My Space ที่เดอะมอลล์บางแค และร้านอาหารชื่อดังระดับโลก ในโซนฟู้ดฮอลล์ ที่สยามพารากอน

ไม่นับรวมบรรยากาศของเดอะมอลล์, ดิ เอ็มโพเรียม และสยามพารากอน ที่ปีนี้ตกแต่งสวยงาม สร้างสีสันยามค่ำคืนของเดือนแห่งความสุข ที่สามารถส่งต่อผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กท่ามกลางบรรยากาศที่เริ่มหนาวเย็น บ่งบอกว่าเป็นความสุขของคนเมืองกับเทศกาลสำคัญ หากไม่มีเรื่องราวของการเมืองมาให้ร้อนระอุ!!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย วานิชหนุ่ม
  • 14 ธันวาคม 2556, 05:00 น.

ธันวาคม 19, 2013 Posted by | เศรษฐกิจ, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

“ท็อปส์” กระตุ้นจับจ่าย กระเช้าปีใหม่

http://www.thairath.co.th/column/eco/market/387558

  • 7 ธันวาคม 2556, 05:00 น.

Pic_387558

เข้าสู่เทศกาลเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ถือเป็นช่วงบูมของธุรกิจกระเช้าของขวัญ แต่ละค่ายเร่งอัดแคมเปญ ทำโปรโมชั่น รวมไปถึงจัดอีเวนต์เพื่อปลุกบรรยากาศการจับจ่าย กระตุ้นกำลังซื้อช่วงไฮซีซั่น เพื่อหวังช่วงชิงมาร์เก็ตแชร์โค้งสุดท้ายของปี

ท็อปส์และเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ ผู้นำแห่งตลาดกระเช้าปีใหม่ หลังจากออกตัวแรงปล่อยแคมเปญ “Season Giving 2014 : Colours of Celebration” รุกตลาดกระเช้าของขวัญปีใหม่ตั้งแต่ต้นเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา เดินหน้าโหมโปรโมตเร่งกำลังซื้อจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

นางสาวภัทรพร เพ็ญประพัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ผู้บริหาร เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์, ท็อปส์ มาร์เก็ต, ท็อปส์ ซูเปอร์, ท็อปส์ เดลี่, ซูเปอร์คุ้ม และซูเปอร์คุ้มขายส่ง กล่าวว่า ในฐานะผู้นำกระเช้าของขวัญปีใหม่ที่มีจุดเด่นในเรื่องการ
ออกแบบและโปรโมชั่นเด็ดลดจริงสูงสุดที่ดีที่สุดในตลาด ทำให้เป็นจุดน่าสนใจและสร้างรายได้สำหรับสินค้ากระเช้าของขวัญในปีที่ผ่านมาถึง 400 ล้านบาท

จากการวิเคราะห์อินไซด์ผู้บริโภคโดยข้อมูลของ SPOT Rewards Card ทำให้พบว่าการสร้างรูปแบบกระเช้าเพื่อให้มีความหมายที่แตกต่างกัน เป็นทางเลือกที่ช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อมากขึ้นและรวดเร็วขึ้น และในปีนี้บริษัท
ยังได้เพิ่มแบบสำรวจเพื่อสอบถามความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค เพื่อเลือกสรรสินค้าคุณภาพในกระเช้าปีใหม่ให้ตอบสนองตรงใจและเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของทั้งผู้รับและผู้ให้มากที่สุด

“นอกจากกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์แล้ว ยังให้ความสำคัญด้านการให้บริการจัดกระเช้ารูปแบบพิเศษ (Tailor Made) โดยผู้บริโภคสามารถเลือกกระเช้าและสินค้าด้วยตัวเองและสามารถสั่งจองล่วงหน้าได้ และยังคงคอนเซปต์ Reusable นำกระเช้ากลับมาใช้ซ้ำ เช่น รถลากไม้สำหรับเก็บอุปกรณ์ทำสวน, หีบไม้
สำหรับใช้เก็บอัลบั้มรูปหรือหนังสือ เพื่อตอกย้ำแนวคิดกระเช้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมเพิ่มช่องทางช็อปออนไลน์ผ่าน http://www.tops.co.th/
topshoponline และวางขายในร้านสะดวกซื้อแฟมิลี่มาร์ท ที่มีมากกว่า 1,000 สาขาทั่วประเทศ”

สำหรับกระเช้าของขวัญของท็อปส์ และเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ ในปีนี้ได้ใช้งบประมาณกว่า 80 ล้านบาท นำมาจัดกระเช้าภายใต้แนวคิดส่งมอบ “สีสันแห่งความสุข” (Colours of Celebration) ออกมาเป็น 3 ความหมาย ได้แก่ Colours of Success สำหรับมอบให้แก่ผู้ที่เป็นเจ้าของธุรกิจ หรือให้แทนความหมายขอบคุณในเชิงธุรกิจ Colours of Love สำหรับมอบให้คู่รัก หรือแทนความหมายของการบอกรัก และ Colours of Harmony สำหรับมอบให้แก่ผู้สูงวัย แทนความหมายของการเคารพ โดยพิถีพิถันเลือกทั้งวัสดุ อุปกรณ์การตกแต่ง บริการห่อและจัดกระเช้าสำเร็จรูปให้เลือกกว่า 80 แบบ ด้วยสินค้ามากกว่า 1,000 รายการ

ตั้งแต่กระเช้าระดับเวิลด์คลาสที่คัดสรรสินค้าที่ดีที่สุดจากทั่วโลก รวมสินค้าจากทั่วทุกมุมโลกทั้งโซนเอเชีย, อเมริกา และยุโรป ในราคาเริ่มต้นที่ 499 บาทไปจนถึง 22,990 บาท โดย กระเช้าที่ขายดีที่สุดจะอยู่ที่ราคา 2,000–3,500 บาท

ในปีนี้ยังได้ร่วมกับกองทัพบก สานต่อโครงการ “ท็อปส์ ส่งต่อความสุขไม่มีที่สิ้นสุด…ให้กับทหารใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปีที่ 2” นำรายได้จากการจำหน่ายกระเช้า พร้อมกับจัดกิจกรรมระดมทุนจากลูกค้า ซึ่งได้จัดทำบาร์โค้ดเพื่อบริจาค ครั้งละ 10 บาท และการวางกล่องรับบริจาคลูกค้า นำไปสมทบทุนซื้อเสื้อเกราะกันกระสุนให้แก่ทหารใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

นางสาวภัทรพรกล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจกระเช้าปีใหม่ในปีที่ผ่านมา มีมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 800 ล้านบาท เติบโต 55% เมื่อเทียบจากปี 2554 ในขณะที่ส่วนแบ่งทางการตลาดของท็อปส์ และเซ็นทรัล ฟู้ดฮอลล์ ยังคงอยู่ที่ 40% ในปีนี้เชื่อมั่นว่าภาพรวมตลาดกระเช้าปีใหม่จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการให้กระเช้าเป็นสิ่งที่ทุกคน ทุกองค์กรให้ความสำคัญ จะเห็นได้จากกระเช้าปีใหม่ของท็อปส์ขายเร็วกว่าปีที่ผ่านมาเนื่องจากเริ่มมีกำลังซื้อมาอย่างมากมายตั้งแต่เดือน ต.ค. บริษัทมีฐานกลุ่มลูกค้าที่เหนียวแน่นและวัดจากเหตุการณ์อุทกภัยในปี 54 กระเช้ายังสามารถสร้างยอดขายได้เป็นอย่างดี คาดว่าตลาดรวมกระเช้าปีใหม่ปีนี้จะมีมูลค่าตลาดรวมกว่า 1,000 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 15-20%

โค้งสุดท้ายส่งท้ายปีแต่ละค่ายจะเร่งโปรโมตแย่งกำลังซื้อกันอย่างดุเดือด อยู่ที่ผู้บริโภคเองจะเลือกจับจ่ายใช้สอยที่ไหนให้คุ้มค่าที่สุด!!!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย วานิชหนุ่ม
  • 7 ธันวาคม 2556, 05:00 น.

ธันวาคม 19, 2013 Posted by | เศรษฐกิจ, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

เร่งเครื่องอัดแคมเปญกระเช้าปีใหม่

http://www.thairath.co.th/column/eco/market/386123

  • 30 พฤศจิกายน 2556, 05:00 น.

Pic_386123

ใกล้เข้าสู่เทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ กระเช้าของขวัญ เป็นสินค้าหนึ่งที่ธุรกิจค้าปลีกห้างสรรพสินค้าได้เตรียมจัดทำเพื่อความสะดวกสบายให้ลูกค้าเพื่อจับจ่ายนำไปเป็นของขวัญเพื่อเป็นการสวัสดีปีใหม่แก่บรรดาผู้เคารพรักนับถือช่วยส่งมอบแทนคำขอบคุณและแทนความรู้สึกดี

จนทำให้โค้งสุดท้ายของปีกลุ่มธุรกิจค้าปลีกห้างสรรพสินค้าได้แข่งขันจัดทำโปรโมชั่นทำให้ตลาดเต็มไปด้วยความคึกคัก จัดหาสินค้าแปลกๆ ใหม่ๆ กระเช้าใบเล็ก ใบใหญ่ให้เลือกกันอย่างมากมายไปจนถึงโปรโมชั่นเลือกผ่อนชำระได้

นายศุภวุฒิ ไชยประสิทธิ์กุล ผู้จัดการใหญ่บริหารสินค้าซุปเปอร์มาร์เก็ต โฮม เฟรช มาร์ท และกูร์เมต์มาร์–
เก็ต ในกลุ่มเดอะมอลล์ กรุ๊ป กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ใกล้จะมาถึงนี้ ในฐานะผู้นำการจัดกระเช้าของขวัญที่มีแนวคิด และเป็นรายแรกในตลาดที่มีการทำโปรโมชั่นกระเช้าของขวัญในรูปแบบการรับเงินคืน รวมถึงการผ่อนชำระ 0% กลายเป็นจุดที่น่าสนใจสร้างรายได้ให้สินค้ากระเช้าของขวัญสำหรับบริษัท ได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 200
ล้านบาท จากยอดขายของกลุ่มสินค้าซุปเปอร์มาร์เก็ตไม่ต่ำกว่าปีละ 9,500 ล้านบาท

“ลูกค้าที่สั่งกระเช้าของขวัญปีใหม่ มี 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มลูกค้าทั่วไป และกลุ่มธุรกิจ ซึ่งสินค้าในกระเช้ามีตั้งแต่ผัก-ผลไม้, โกรเซอรี่ และสินค้าวัตถุดิบขึ้นชื่ออิมพอร์ตจากต่างประเทศ สำหรับราคาของกระเช้าปีนี้ มีตั้งแต่ราคา 469-15,000 บาท โดยกระเช้าที่ขายดีจะอยู่ที่ราคา 1,500-3,000 บาท”

นายศุภวุฒิกล่าวว่า สำหรับกระเช้าของขวัญปีใหม่ปีนี้ของโฮม เฟรช มาร์ท และกูร์เมต์มาร์เก็ตจะนำเสนอความแตกต่าง กับจุดเด่น ทั้งในเรื่องของกระเช้าสินค้าที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าทั้งผู้ให้และผู้รับ รูปแบบการคัดสรร สินค้า และความพิถีพิถัน ทั้งวัสดุ อุปกรณ์การตกแต่ง บริการห่อและจัดกระเช้า

รวมทั้งการจัดส่งที่รวดเร็ว โดยเฉพาะที่กูร์เมต์มาร์เก็ต ลูกค้า 60–70% มีความพึงพอใจกับกระเช้าที่มีแนวคิดในการนำเสนอ มีความเข้าใจ มีความรู้ในการเลือกสินค้า และมักมองหาของขวัญที่มีเอกลักษณ์ เพื่อเหมาะกับไลฟ์สไตล์ทั้งของผู้ให้และผู้รับ

“ในปีนี้กูร์เมต์มาร์เก็ต และโฮม เฟรช มาร์ท ได้ใช้งบกว่า 15 ล้านบาท จัดทำกระเช้าของขวัญ ในแนวคิด Giving as a Connoisseur มอบความสุขที่แตกต่าง คัดสรรมาเฉพาะคุณ  ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์สำหรับผู้ชำนาญการกินดื่มอย่างเหนือระดับและมีรสนิยมทั้งผู้ให้และผู้รับ บอกเล่าความสุขผ่านกระเช้าของขวัญ 8 รูปแบบ ซึ่งปีนี้มีโปรโมชั่นพิเศษรับคืนสูงสุดรวม 36% สามารถผ่อน 0% ได้นานถึง 10 เดือน”

นายศุภวุฒิกล่าวว่า กระเช้าของขวัญ 8 รูปแบบในปีนี้เริ่มตั้งแต่กระเช้าระดับเวิลด์คลาส ที่รวบรวมหลากหลายสินค้าสุดพิเศษที่คัดสรรมาอย่างดี และได้รับการันตีด้วยรางวัลมากมายจากทั่วทุกมุมโลก ไปจนถึงกระเช้าพิเศษพร้อมชุดกาน้ำชา ที่จะชวนคุณระลึกถึงช่วงเวลา 5 O’clock Tea อันแสนประทับใจของผู้ดีอังกฤษ กับของว่างเบาๆ ก่อนทานอาหารค่ำ อาทิ บิสกิต เค้ก ช็อกโกแลต ขนมปังกรอบ และกระเช้าที่คัดสรรจากความหลากหลายของชนิดของช็อกโกแลต ไม่ว่าจะเป็น ดาร์ก, มิลค์, มินท์, เฮเซลนัท, ทรัฟเฟิล, ครีมพราลีนและกระเช้าสำหรับคนรักสุขภาพ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีกระเช้าของขวัญอีกมากมาย ในทุกๆโอกาสการให้ อาทิ ผักสดและผลไม้คุณภาพนานาชนิดทั้งในและต่างประเทศ ผลิตภัณฑ์กูร์เมต์ไทย และสินค้าโกรเซอรี่ชั้นนำนานาชนิด พร้อมบริการ Gift& Wrap Service ซึ่งเป็นบริการพิเศษกับกระเช้าของขวัญในแบบพิเศษตามสไตล์ที่ลูกค้าต้องการและสามารถสั่งจองล่วงหน้าได้

การแข่งขันในตลาดกระเช้าของขวัญปีนี้ผู้ประกอบการหลายค่ายต่างงัดกลยุทธ์เพื่อดึงกำลังซื้อจากผู้บริโภคกันอย่างคึกคักเต็มที่ ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ยังไม่มีบทสรุปว่าจะลงเอยอย่างไร!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย วานิชหนุ่ม
  • 30 พฤศจิกายน 2556, 05:00 น.

ธันวาคม 19, 2013 Posted by | เศรษฐกิจ, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น