ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Posts Tagged ‘ตลาดนัด

http://www.thairath.co.th/column/eco/market/355371

  • 6 กรกฎาคม 2556, 05:00 น.

Pic_355371

สมรภูมิธุรกิจค้าปลีกในบ้านเรา นับเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด ที่แต่ละรายล้วนแต่เป็นยักษ์ใหญ่ไม่ธรรมดาที่พร้อมสยายปีกออกไปให้เข้าถึงและครบวงจรและครบความ ต้องการของกลุ่มผู้บริโภค

“เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล” ธุรกิจค้าปลีกอาหารภายใต้ เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น ได้ขยับตัวอีกครั้งด้วยการส่ง 2 แบรนด์ใหม่ “ซูเปอร์คุ้ม” ซุปเปอร์มาร์เก็ตราคาสุดคุ้ม และ “ซูเปอร์คุ้ม ขายส่ง” ร้านค้าส่งในราคาสุดคุ้ม ตอบโจทย์ความ ต้องการลูกค้าที่มุ่งเน้นสินค้าคุณภาพในราคาพิเศษ ตั้งเป้าสิ้นปี 2556 ขยายสาขาทั่วไทย ด้วยซูเปอร์คุ้ม 15 สาขา และ ซูเปอร์คุ้ม ขายส่ง 10 สาขา

มร.อลิสเตอร์ เทย์เลอร์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ผู้บริหาร เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์, ท็อปส์ มาร์เก็ต, ท็อปส์ซูเปอร์, ท็อปส์ เดลี่ กล่าวว่า เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล เล็งเห็นการเติบโตในธุรกิจค้าปลีกค้าส่งในประเทศไทย พร้อมกับศักยภาพของบริษัทฯ ในการบริหารจัดการรูปแบบร้านค้าปลีกค้าส่งที่หลากหลาย เพื่อสร้างประสบการณ์ในการช็อปปิ้งให้ตรงใจลูกค้ามากที่สุด ดังนั้น การเปิดตัวรูปแบบร้าน “ซูเปอร์คุ้ม” และ “ซูเปอร์คุ้ม ขายส่ง” จะช่วยตอบสนองความต้องการของลูกค้าและสร้างฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ให้กับบริษัทฯ

“ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจค้าปลีกค้าส่งได้นำกลยุทธ์ด้านราคามาใช้บ่อยครั้งจนสร้างเป็นความคาดหวังของลูกค้าที่จะได้สินค้าในราคาพิเศษ ดังนั้น เราจึงเชื่อว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ดีของกลุ่มเซ็นทรัล รีเทล ในการเปิดตัวร้าน “ซูเปอร์คุ้ม” และ “ซูเปอร์คุ้ม ขายส่ง” เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค และเพื่อเติมเต็มธุรกิจค้าปลีกที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยมั่นใจว่ารูปแบบร้านนี้จะตอบโจทย์ความ ต้องการของลูกค้า

ร้าน ซูเปอร์คุ้ม จะเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตที่นำเสนอสินค้าในราคาสุดคุ้มทุกวัน ครอบคลุมสินค้าทั้ง ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ อาหารทะเล เบเกอรี่ และสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวันครบถ้วนต่อความต้องการ เน้นจุดขายด้วยราคาที่ถูก คุ้มค่า ชูจุดเด่นสโลแกนของร้าน ซูเปอร์คุ้ม คือ “สด ครบ สุดคุ้ม” ทั้งนี้ สิ่งที่แตกต่างจากซุปเปอร์– มาร์เก็ตทั่วไป คือลูกค้าสามารถเลือกซื้อสินค้าแพ็คใหญ่สุดคุ้มได้อีกด้วย

มร.อลิสเตอร์ กล่าวว่า กลยุทธ์ของเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ได้คำนึงถึงความ ต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ได้ออกแบบร้าน “ซูเปอร์คุ้ม” และ “ซูเปอร์คุ้ม ขายส่ง” เพื่อตอบรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภค ร้านค้าทั้ง 2 รูปแบบใหม่นี้ จะช่วยสร้างการเติบโตทางธุรกิจให้บริษัทฯ ด้วยการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน เพื่อนำเสนอสินค้าที่ดีในราคาที่ถูกใจ โดยแนวทางในการเปิดร้าน ซูเปอร์คุ้ม เราจะเปลี่ยนร้านสาขาเดิมให้เป็นร้านใหม่ โดยดูจากพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าของสาขานั้นๆ ปัจจุบันมีร้าน ซูเปอร์คุ้ม 3 สาขา ตั้งอยู่ที่ เทพารักษ์ ตลิ่งชัน และจรัญสนิทวงศ์

สำหรับร้าน “ซูเปอร์คุ้ม ขายส่ง” จะผนึกกำลังไปกับ ไทวัสดุ ในเครือซีอาร์ซี เพื่อร่วมกันสร้างแผนขยายสาขา ปัจจุบัน ไทวัสดุ มีสาขาอยู่ทั่วประเทศไทย 30 สาขา ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่เพื่อที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ และใจกลางเมืองในจังหวัดต่างๆ ภายในสิ้นเดือน ส.ค.นี้ บริษัทฯจะมีร้าน “ซูเปอร์คุ้ม ขายส่ง” ใน ไท-วัสดุ 3 สาขา คือ สุขาภิบาล 3, บางบัวทอง และบางนา สำหรับร้านสาขาแรกได้เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่ ไทวัสดุ สุขาภิบาล 3 ซึ่งเป็นร้านที่นำเสนอสินค้า 2,500 รายการ ในราคาแพ็คสุดคุ้มและแพ็คสุดพิเศษ

นอกจากผู้บริโภคจะสามารถเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคในราคาสุดคุ้มแล้ว ลูกค้าของร้าน“ซูเปอร์คุ้ม ขายส่ง” ยังสามารถสมัครสมาชิกค้าส่งได้ฟรี โดยสมาชิกบัตร “ซูเปอร์คุ้ม ขายส่ง” จะได้รับสิทธิในการสะสมแต้ม เมื่อใช้จ่าย 20 บาท จะได้รับคะแนน 1 แต้ม สะสมครบ 2,000 แต้ม สามารถแลกรับคูปองเงินสด 100 บาท พร้อมกับสมาชิกจะได้รับสิทธิพิเศษอื่นๆ จากโปรแกรมค้าส่ง “เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ได้เตรียมงบลงทุน 350 ล้านบาท เพื่อเปิดตัว ซูเปอร์คุ้ม 15 สาขา และ ซูเปอร์คุ้ม ขายส่ง 10 สาขา ภายในสิ้นปี 2556 และหลังจากที่ทดลองเปิดร้าน ซูเปอร์คุ้ม เทพารักษ์ ไปเมื่อ 2 เดือนก่อน พบว่าลูกค้าให้การตอบรับอย่างดี โดยมียอดขายเพิ่มกว่า 30% ดังนั้น ชื่อว่า ร้าน“ซูเปอร์คุ้ม” และ “ซูเปอร์คุ้ม ขายส่ง” จะช่วยสร้างมิติใหม่ในการช็อปปิ้งให้กับลูกค้าของเราได้อย่างดี”

นับเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในการสยายปีกเพื่อต่อธุรกิจให้ครบวงจรของค้าปลีกยักษ์ใหญ่ค่ายนี้!
วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย วานิชหนุ่ม
  • 6 กรกฎาคม 2556, 05:00 น.

http://www.thairath.co.th/column/eco/market/354040

  • 29 มิถุนายน 2556, 05:00 น.

Pic_354040

ตลาดสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า-ไอทีช่วงกลางปีเริ่มคึกคัก เพราะนอกจากผู้ประกอบการหลายแบรนด์ต่างทยอยออกสินค้าใหม่หลายรุ่นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าไอทีถือเป็นสินค้าที่มาแรงและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันมากขึ้น

ในช่วงเวลานี้เป็นประจำทุกปี “เพาเวอร์ มอลล์” โดยเดอะมอลล์ กรุ๊ปได้จัดงานเทรดโชว์ใหญ่อย่างงาน POWER MALL ELECTRONICA  SHOWCASE  รวบรวมสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องเสียงและไอทีไว้ครบครันถึง 200 แบรนด์ เน้นสินค้านวัตกรรมใหม่และสินค้าไอทีเพื่อเร่งกระตุ้นตลาดอย่างเต็มที่

นายจักรกฤษณ์ กีรติโชคชัยกุล ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโส บริหารสินค้าเพาเวอร์มอลล์ บริษัทเดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า จากความสำเร็จของการจัดงานในทุกปีเพาเวอร์มอลล์ไม่หยุดนิ่งในการสร้างความแตกต่างในการจัดงานแต่ละครั้ง สำหรับปีนี้ความพิเศษ เน้นการทำตลาดที่ครบเครื่อง คือ ด้านสินค้า การบริการ โปรโมชั่นและกิจกรรมพิเศษ จัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ถึง 7 ก.ค.56 ณ ห้องรอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน

“ในปีนี้ ไฮไลต์ของสินค้า คือ สินค้ารุ่นใหม่ที่นำมาเปิดตัวในงานนี้ โดยเฉพาะกลุ่มทีวีที่รองรับระบบดิจิตอล กว่า 40 รุ่นจากแบรนด์ซัมซุง, โซนี่, พานาโซนิค, รวมถึงกลุ่มสินค้าเครื่องเสียงไฮเอนด์จากแบรนด์ชั้นนำ 15 แบรนด์ เช่น ลำโพง Tannoy ราคา 2.79 ล้านบาท กลุ่มสินค้าไอที อาทิ สมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต, คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก, กล้อง กลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน”

ส่วนกลุ่มเป้าหมายหลักในงานนี้คือ กลุ่มลูกค้าใจกลางเมืองที่อาศัยคอนโดมิเนียม พื้นที่หน้างานได้ทำดิสเพลย์ในลักษณะ Smart Showcase Zone นำเสนอสินค้าใหม่ล่าสุดของแต่ละแบรนด์ ให้เห็นดีไซน์และฟังก์ชั่นการใช้งานของพื้นที่ที่ลงตัว รวมถึงสินค้าไอทีโดยเฉพาะสมาร์ทโฟน ซึ่งเป็นสินค้าที่ลูกค้ามีความต้องการซื้อสูง อาทิ ซัมซุง, โซนี่, แอปเปิล,โนเกีย, เอเซอร์ และแบล็ก–เบอร์รี่ เป็นต้น พร้อมทั้งค่ายมือถือชั้นนำ เอไอเอส, ดีแทค, ทรู นำเสนอสินค้ารวมทั้งให้ความรู้เรื่อง  3G การให้บริการและให้ลูกค้าสัมผัสประสบการณ์การใช้งานพร้อมโปรโมชั่นพิเศษในงานอีกด้วย

ด้านโปรโมชั่นพิเศษในงานปีนี้ปรับเพิ่มรูปแบบการทำรายการส่งเสริมการขายในงานให้มีความพิเศษมากขึ้น ได้แก่ การทำโปรโมชั่นรับคืนสูงสุด 36% เพื่อจูงใจและเร่งการตัดสินใจซื้อของลูกค้า เพิ่มสิทธิพิเศษให้กับลูกค้าสมาชิกบัตรเอ็มการ์ด โดยจะได้รับคะแนนสะสม M Point 5 เท่าและคะแนนรวมสูงสุด 1 ล้านคะแนน

นายจักรกฤษณ์ กล่าวว่า ความพิเศษของสินค้าใหม่ในงานนี้ อาทิ ฟิลิปส์ 3D Smart Ultra Slim LED TV 55 นิ้ว เปิดตัวเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่งานนี้  ซัมซุง  Ultra HD LED TV 85 นิ้ว ชาร์ป LED TV 90 นิ้ว 3D, ซัมซุง Galaxy S4, HTC One หน้าจอ 4.7 นิ้ว โซนี่ Xperia Z หน้าจอขนาด 10.1 นิ้ว เป็นต้น, นอกจากนี้ ยังมีสินค้าราคาพิเศษและกิจกรรมในงานนี้ โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มไอทีและคอมมูนิชั่น เป็นสินค้าที่ลูกค้าให้ความสนใจมาก มีโปรโมชั่นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นท็อปฮิตทุกยี่ห้อ

นายจักรกฤษณ์  กล่าวว่า สำหรับภาพรวมของธุรกิจเครื่องไฟฟ้า-เครื่องเสียง-ไอที ในปีนี้นั้นการแข่งขันปัจจุบันไม่ได้แข่งขันในเรื่องราคาเท่านั้น แต่อยู่ที่การทำโปรโมชั่นพิเศษและที่สำคัญขึ้นอยู่กับเรื่องความเร็ว ว่าใครสามารถนำกระแสความใหม่ของสินค้ามาเสนอลูกค้าได้เร็วและดีกว่ากัน เพาเวอร์มอลล์จึงให้ความสำคัญทั้งด้านสินค้าและการให้บริการที่ดีแก่ลูกค้า

“ปัจจุบันเพาเวอร์มอลล์ เป็นจุดหมายปลายทางของแบรนด์สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องเสียงและสินค้าไอทีครบวงจรที่สุด มีสินค้านวัตกรรมใหม่ล่าสุด หลากหลายและครบครัน พื้นที่สโตร์ขนาดใหญ่ ทำให้จัดโซนสินค้าให้สะดวกสบายในการเลือกซื้อ ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี ซึ่งช่วงเวลาการจัดงานดังกล่าวถือเป็นจังหวะที่ดีที่สุดของปีนี้ สำหรับลูกค้าที่ต้องการซื้อสินค้าเครื่องไฟฟ้า เครื่องเสียง ไอที เนื่องจากช่วงกลางปีมีทั้งสินค้าใหม่ครบทุกหมวดและทุกรุ่นกับงบประมาณจัดงาน 65 ล้านบาท คาดว่าสามารถทำรายได้จากการจัดงานครั้งนี้ถึงกว่า 370 ล้านบาท และเป้าทั้งปี 10,200 ล้านบาท”

ยังไม่ทันก้าวผ่านพ้นในช่วงครึ่งปีแรกไป กำลังซื้อของผู้บริโภคที่ถูกมองว่าชะงักลงจากปัจจัยผลกระทบหลายๆด้านที่กำลังถาโถมเข้ามา  ในฐานะผู้นำค้าปลีกขนาดใหญ่จำเป็นต้องเร่งระดมกระตุ้นกำลังซื้อกับข้อเสนอที่ผู้บริโภคพอใจสูงสุด!!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย วานิชหนุ่ม
  • 29 มิถุนายน 2556, 05:00 น.

http://www.thairath.co.th/column/eco/market/352618

  • 22 มิถุนายน 2556, 05:00 น.

Pic_352618

หากจะพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตทางภาคใต้ฝั่งอันดามันของไทย ก็คงหนีไม่พ้นจังหวัด “ภูเก็ต” ซึ่งถือว่ามีความเจริญทางด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากรุงเทพมหานครเลยทีเดียว ซึ่งแน่นอนว่า รายได้หลักๆ ส่วนหนึ่งก็มาจากธุรกิจท่องเที่ยว และที่ดินทำเลทอง

มูลค่าที่ดินในภูเก็ตถูกตีราคาอยู่ในระดับสูงมากโดยเฉพาะหาดป่าตองที่มีชื่อเสียงกระฉ่อนโลก มีราคาสูงถึงไร่ละ 120 ล้านบาทเลยทีเดียว กับทำเลทองที่กำลังจะถูกพัฒนาขึ้นมาโดย บริษัท อมารี เอสเตท ที่มีประสบการณ์ให้บริการในธุรกิจโรงแรมมากว่า 29 ปี จนมาถึงวันนี้กับการเปิดตัวโครงการใหม่ล่าสุด “อมารี เรสซิเดนท์ ภูเก็ต”

นายยุทธชัย จรณะจิตต์ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมารี เอสเตท จำกัด และกลุ่มบริษัท อิตัลไทย กรุ๊ป กล่าวว่า โครงการอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบใหม่ “อมารี เรสซิเดนท์ ภูเก็ต” ที่จะผสมผสานระหว่างบ้านที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น กับโรงแรมที่จะมีการบริการที่ครบครัน กันไว้อย่างลงตัว หรือจะเรียกว่ารูปแบบการพัฒนาในครั้งนี้ว่า “โฮเทลโฮม” เป็นบ้านพักตากอากาศในรูปแบบโรงแรม ซึ่งผู้ซื้อจะมีรายได้จากการนำห้องพักที่ตนเองซื้อไว้ไปปล่อยให้เช่าเป็นโรงแรม โดยโครงการนี้มีมูลค่าถึง 2,300 ล้านบาท

“บริษัทมองเห็นโอกาสและศักยภาพของเมืองแห่งการท่องเที่ยวสำคัญของประเทศไทยอย่างภูเก็ต ประกอบกับความต้องการของผู้ซื้อ นักลงทุน ทั้งชาวไทย และต่างชาติ ที่กำลังมองหาบ้านพักตาก อากาศที่ไม่ได้มีไว้เพื่อพักผ่อน เพียงอย่างเดียว แต่สามารถตอบแทนในการลงทุนในรูปแบบการปล่อยเช่าในระดับที่ดี สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเหตุผลทำให้บริษัทคิดทำโครงการนี้ และมั่นใจว่าจะทำให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ตกลับมามีชีวิตชีวาขึ้น”

สำหรับที่ตั้งของโครงการอมารี เรสซิเดนท์ ภูเก็ต จะอยู่บริเวณทำเลทองของหาดป่าตอง บนเนื้อที่ 18 ไร่ ติดโรงแรมอมารี คอรัล บีช ภูเก็ต จะมองเห็นทัศนียภาพของธรรมชาติได้อย่างชัดเจน จะเห็นทะเลในมุม 270 องศา เห็นความเขียวขจีของต้นไม้ตามเนินเขา โดยแปลนจะสร้างเป็นอาคารหรู  50 อาคาร แต่ละอาคารจะเป็นห้องชุดโลว์- ไรส์สูง 2–3 ชั้น

แบ่งเป็นเรสซิเดนซ์หรูจำนวน 148 ยูนิต ขนาด 1-2 ห้องนอน มีขนาดพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 44-102 ตร.ม. ราคาเริ่มต้นที่ 6.9-15 ล้านบาทต่อยูนิต และเอ็กซ์คลูซีฟพูลวิลล่าจำนวน 12 ยูนิต พื้นที่ใช้สอย 286 ตร.ม. ราคาตั้งแต่ 60-70 ล้านบาท  ทุกห้องจะถูกตกแต่งพร้อมเข้าอยู่  ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง คาดว่าโครงการจะแล้วเสร็จภายในปี 2558

โครงการอมารี เรสซิเดนท์ ภูเก็ต จะมีความแตกต่างออกไปคือจะเป็นการเสนอขายในรูปแบบของสัญญาเช่าระยะยาว 90 ปี ลูกค้าที่ซื้อห้องชุดของโครงการจะถูกนำห้องไปบริหารปล่อยเช่า ในรูปแบบการทำรายได้ค่าเช่าแบบโรงแรมคืนกลับให้ลูกค้า แต่จะมีข้อจำกัดที่ลูกค้าที่ซื้อห้องไว้จะสามารถเข้าพักได้ในอัตรา 60 วันต่อปี แต่การเข้าพักลูกค้าจะได้สิทธิในการพักคือ ไม่จำเป็นต้องเข้าพักในห้องของตนเอง เพราะบางครั้งอาจจะมาในช่วงที่มีแขกมาเช่าอยู่ ก็จะได้ไม่เสียโอกาสในการรับรายได้

นายยุทธชัย กล่าวว่า ในระยะเวลา 3 ปีแรกทางบริษัทจะการันตีประกันรายได้จากค่าเช่าที่  6%  เป็นรายได้ขั้นต่ำ แต่ถ้าหากสามารถบริหารจัดการธุรกิจได้ผลประกอบที่ดี  รายได้ในส่วนนี้ก็จะเพิ่มตามไปด้วย อีกทั้งแนวโน้มราคาค่าที่ดินใน จ.ภูเก็ต ยังคงมีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ซึ่งก็จะส่งผลให้มูลค่าของภาคอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ตปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน รวมถึงค่าเช่าของสถานที่พักอาศัยก็มีราคาที่สูงด้วย ซึ่งเห็นได้ชัดว่า ในอนาคตพื้นที่ทำเลในภูเก็ตจะมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นเพียงใด

สำหรับอัตราการเข้าพักของโรงแรมอมารี คอรัล บีช ภูเก็ต ที่ผ่านมา ก็เป็นตัวการันตีถึงความน่าเชื่อถือของรายได้ ในช่วงโลว์ซีซั่นถึงแม้สภาพอากาศที่ไม่เป็นใจ ก็มีลูกค้าเข้าพักถึง 75% และหากเป็นช่วงฤดูการท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) จะมีอัตราการเข้าพักถึง 90-100% หรือเฉลี่ยทั้งปีที่ 89% ส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าเก่าที่เคยมาแล้ว จะเป็นกลุ่มยุโรปประมาณ 40% ที่เหลือก็จะคละกันไป อาทิ ญี่ปุ่น จีน ออสเตรเลีย เป็นต้น

“นอกจากนี้ที่สำคัญบริษัทยังเตรียมที่จะรีแบรนด์โรงแรมอมารี คอรัล บีช ภูเก็ต โดยทุ่มงบกว่า 200 ล้านบาท เนรมิตปรับโฉมห้องพักใหม่ทั้งหมด ถือเป็นการปรับปรุงครั้งใหญ่ตั้งแต่ก่อสร้างมา คาดว่าจะแล้วเสร็จในปลายปี 2556 นี้ และก็จะเปลี่ยนชื่อเป็น “อมารี ภูเก็ต” เพื่อให้เรียกง่าย และสร้างการจดจำอีกด้วย”

สถานที่ท่องเที่ยวระดับโลกอย่างภูเก็ตที่กำลังถูกปลุกกระแสกลับมาคึกคักกับโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รูปแบบใหม่อย่างน่าสนใจ!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย วานิชหนุ่ม
  • 22 มิถุนายน 2556, 05:00 น.

http://www.thairath.co.th/column/eco/market/351189

  • 15 มิถุนายน 2556, 05:00 น.

Pic_351189

หากจะกล่าวถึงผลิตภัณฑ์สินค้าสามารถพกติดตัวไปได้ทุกๆที่ เสมือนเป็นตัวช่วยสร้างความมั่นใจทางช่องปาก ที่จะช่วยให้ลมหายใจหอมสดชื่น และกล้าที่จะเข้าสังคมพูดคุยกับเพื่อนฝูงและในวงสังคมได้อย่างมั่นใจ คงหนีไม่พ้น “หมากฝรั่ง”

ซึ่งในปัจจุบันก็มีหลายเจ้าหลายแบรนด์ ให้ผู้บริโภคได้เลือกสรรกันอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นประเภทอะไร มีคุณสมบัติด้านไหน ก็มีให้เลือก และตลาดหมากฝรั่งในประเทศไทยนี้ก็ถือว่ามีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด ถึงพริกถึงขิงกันเลยทีเดียว ไม่แพ้ประเภทสินค้าอื่นๆ

หากจะพูดถึงแบรนด์อันดับต้นๆ ที่คนไทยรู้จักและคุ้นเคย คงต้องยกให้ “เดนทีน” ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงที่สุด และขึ้นแท่นเป็นผู้นำในตลาดนี้ ด้วยการพัฒนาปรับปรุงผลิตภัณฑ์สินค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค

นายสมชัย เกตุชัยโกศล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด กลุ่มผลิตภัณฑ์หมากฝรั่งและลูกอม บริษัท แคดเบอรี อาดัมส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายหมากฝรั่งภายใต้แบรนด์ เดนทีน, ไทรเดนท์, คลอเร็ท, ชิเคล็ทส์ และลูกอมฮอลล์ เปิดเผยว่า บริษัทพร้อมรุกตลาดหมากฝรั่งกลุ่มลมหายใจสดชื่นอย่างเต็มสูบ ด้วยการเปิดตัว “เดนทีน” โฉมใหม่ที่มีการปรับแพ็กเกจใหม่ดีไซน์เก๋ทันสมัย รวมถึงการปรับสูตรใหม่ ส่งผลให้เวลาเคี้ยวจะทำให้ลมหายใจสดชื่นยาวนานยิ่งขึ้น

ข้อมูลที่สำรวจจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่สำคัญคือ มีความ ต้องการความสดชื่นเพื่อเติมความมั่นใจพร้อมเข้าสังคมหรือสนุกสนานกับเพื่อนๆ ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เดนทีนได้ปรับสูตรสินค้าใหม่  และการปรับปรุงด้านสินค้าเดนทีนครั้งนี้ ถือเป็นการปรับครั้งใหญ่ที่สุด ซึ่งปกติบริษัทก็จะมีการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ในเครือทุกๆ 3-4 ปีอยู่แล้ว เพื่อสร้างความแปลกใหม่ พัฒนาสินค้าให้ดีกว่าเดิม ถือเป็นการให้ผู้บริโภคได้ใช้สินค้าที่มีคุณภาพด้วย

“ปัจจุบันตลาดหมากฝรั่งในประเทศไทยมีมูลค่ารวมกว่า  3,500  ล้านบาท โดยกลุ่มหมากฝรั่งของบริษัทมีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่  58% ซึ่งเดนทีนครองส่วนแบ่งถึง  34% อีกทั้งยังมีความมั่นใจว่าการปรับโฉมใหม่นี้ จะทำให้เดนทีนเติบโตในตลาดแบบก้าวกระโดด และยังเข้ามากระตุ้นให้ตลาดหมากฝรั่งในประเทศไทย กลับมามีสีสันคึกคักมากขึ้น ด้วยกิจกรรมการตลาดแบบครบวงจร ที่จะตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่ได้อย่างตรงจุด ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยการรุกตลาด และขยายฐานกลุ่มผู้บริโภคของเดนทีน พร้อมส่งผลให้เดนทีนเป็นผู้นำในตลาดหมากฝรั่งในไทยได้อย่างต่อเนื่อง”

ด้านแผนการตลาดบริษัทได้ทุ่มงบถึง 100 ล้านบาท ซึ่งจะเน้นเดินเกมโดยใช้กลยุทธ์ Emotional  Marketing เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังจะใช้ดนตรีเป็นตัวขับ เคลื่อนกิจกรรมแบบ 360 องศา เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้ง่ายขึ้น   เนื่องจาก   ‘’ดนตรีเป็นศาสตร์ที่สามารถเข้าถึงได้ทุกเพศทุกวัย  อีกทั้งยังได้เปิดตัวแอมบาสเดอร์คนใหม่  “ญาญ่า” อุรัสยา เสปอร์บันด์ เป็นสื่อกลางที่จะสื่อความสดชื่นสดใสไปยังกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพทำให้หมากฝรั่งเดนทีนสามารถเข้าไปเจาะกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้แผนการตลาดที่เปิดตัวหมากฝรั่งเดนทีนด้วยมิวสิกวีดิโอชุดพิเศษ ผ่านทางช่องทางยูทูบ เพลงอยากบอกรัก ที่มีญาญ่าร่วมร้องเพลงกับกลุ่มนักร้องวัยรุ่นยอดนิยม ได้แก่ เดอะ ริชแมนทอย, แกน เดอะจั๊ก และดิม แทททู คัลเลอร์ ซึ่งภายหลังจากการเปิดตัวเพียงแค่  1  เดือน ก็มีกระแสการตอบรับที่ดีจากผู้ชม  โดยมียอดผู้ชมเกือบ 1 ล้านวิว อีกทั้งยังมีการเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาเดนทีนชุดใหม่ และดิจิตอลแคมเปญ  “Make Friends Melody” ผ่านทางเฟซบุ๊ก http://www.facebook/Dentyne Thailand ที่ให้ผู้บริโภคได้สร้างสรรค์เสียงเพลงแนวอะแคปเปล่าในแบบของตัวเองร่วมกับญาญ่า รวมถึงการแจกผลิตภัณฑ์ตัวอย่าง 1 ล้านชิ้น เพื่อให้กลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายได้ทดลอง ร่วมจัดกิจกรรมต่างๆ ทั่วประเทศ ในระหว่างเดือน มิ.ย.-ก.ค.นี้

ในส่วนของเดนทีนสูตรใหม่จะมี  6 รสชาติ ได้แก่  ฟอร์เอฟเวอร์  สเปียร์มินต์,  เอเวอร์ลาสติ้ง แอปเปิ้ลมินต์, เนเวอร์เอนด์ดิ้ง บลูเบอร์รี่,ออลเวย์  เฟรชมินต์,  เอนด์เลส เมนโทลิปตัส และอีเทอร์นอล เปปเปอร์มินต์ มีให้เลือกทั้งแบบซอง 2 บาท, แบบแท่ง 5 บาท, และกล่อง 12 บาท สำหรับแผนกลยุทธ์ช่องทางการจัดจำหน่าย จะแบ่งเป็นทางร้านสะดวกซื้อ  55%, ไฮเปอร์มาร์เก็ต  ซุปเปอร์มาร์เกต  10%  และร้านค้าทั่วไป  (โชห่วย) อีก 35% หาซื้อลิ้มลองเดนทีนสูตรใหม่ได้แล้ววันนี้ทั่วประเทศ

การปรับโฉมของเดนทีนในครั้งนี้ ได้สะท้อนและตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดหมากฝรั่งในเมืองไทย ที่คู่แข่งยากที่จะไล่ตามทันได้.

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย วานิชหนุ่ม
  • 15 มิถุนายน 2556, 05:00 น.

http://www.thairath.co.th/column/eco/market/349729

  • 8 มิถุนายน 2556, 05:00 น.

Pic_349729

เวลานี้หากจะกล่าวถึงอาหารทะเลแช่แข็ง ทั้งพร้อมปรุง และพร้อมทาน คงไม่มีใครไม่รู้จัก “พรานทะเล” เจ้าแห่งอาหารทะเลชั้นนำในเมืองไทย  ซึ่งอาหารในกลุ่มนี้ก็ถือว่ามีการแข่งขันที่ดุเดือด แต่อยู่ที่ว่าใครจะสามารถเห็นโอกาสในการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค

การเกิดแบรนด์พรานทะเล มาจากบริษัท ยูเนี่ยน โฟรเซน โปรดักส์ จำกัด (The Union Frozen Product : UFP) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตและส่งออกอาหารทะเลแช่แข็งรายใหญ่ของประเทศไทย ได้เข้าไปร่วมจัดแสดงสินค้า และนำนวัตกรรมการผลิตสินค้า ในงาน THAIFEX กว่า 10 ปีที่ผ่านมา

ผู้บริโภคที่เข้าไปร่วมงานในขณะนั้นต้องการจะซื้อสินค้ากลับไปทานที่บ้าน แต่ทาง UFP ไม่สามารถจำหน่ายให้ได้ เพราะสินค้าที่นำมาแสดงจะเน้นผลิตส่งออก หรือรับจ่ายผลิตให้แบรนด์ต่างๆ (OEM) จุดนี้จึงส่งผลให้เกิดความคิดที่จะสร้างแบรนด์สินค้าขึ้นมา เพื่อตอบสนองผู้บริโภคในประเทศ จึงเกิดแบรนด์ดังกล่าวขึ้นมาในปี 2546 และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยรายได้ในปีแรก ทำได้ถึง 180 ล้านบาท จากการจำหน่ายอาหารพร้อมปรุง

นายอนุรัตน์ โค้วคาสัย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร บริษัท พรานทะเล มาร์เก็ตติ้ง  จำกัด  (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารแช่แข็ง แบรนด์ “พรานทะเล” และ “พรานไพร” เปิดเผยว่า ในปีนี้พรานทะเลก็ได้เดินทางมาบนถนนอาหารแช่แข็งมาครบรอบ 10 ปี ซึ่งถ้าจะกล่าวย้อนกลับไปของการเริ่มต้นของพรานทะเล ก็ต้องขอบคุณผู้บริโภคที่มาเป็นแรงจุดประกายให้คิดสร้างแบรนด์ขึ้นมา

“การเริ่มต้นของพรานทะเล ถือว่ามีความได้เปรียบมาก เพราะในขณะนั้น ยังไม่มีใครที่คิดจะผลิตอาหารทะเลแช่แข็งออกมาจำหน่าย  ถ้าอยากจะทานต้องไปหาซื้อที่ตลาด อีกทั้งยังโชคดีที่มีบริษัทแม่อย่าง UFP ที่มีความรู้และเชี่ยวชาญกับการแปรรูปอาหารทะเลมากว่า 20 ปี จึงเป็นตัวเสริมทำให้แบรนด์พรานทะเลมีความแข็งแกร่งมากขึ้น”

นายอนุรัตน์ กล่าวว่า ปัจจุบันพรานทะเลมุ่งเน้นและให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคทั้งปัจจุบัน และในอนาคต สินค้าที่ผลิตและคิดค้นออกมายังต้องตอบโจทย์ในเรื่องพฤติกรรมการรับประทานอาหารของผู้บริโภค ที่เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยของการดำเนินชีวิตประจำวัน อีกทั้งต้องการความสะดวกสบาย ความเร่งรีบในการรับประทานอาหาร

การจัดกลุ่มประเภทสินค้าของพรานทะเล จะแบ่งเป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆ ประกอบด้วย 1.กลุ่มสินค้าพร้อมปรุง (Ready To Cook : RTC) เช่น เนื้อปลาเก๋า เนื้อกุ้ง เนื้อปลากะพงแดงแช่แข็ง ที่พร้อมจะนำไปประกอบอาหารได้ทันที มีให้เลือกกว่า 30 รายการ  2.กลุ่มสินค้าพร้อมรับประทาน (Ready To Eat : RTE) เช่น ข้าวต้มปลาเก๋า ข้าวต้มกุ้ง บะหมี่สำเร็จรูปรสชาติต่างๆ ข้าวกล่อง รวมถึงสินค้าใหม่ มีให้เลือกถึง 30 รายการ

3.กลุ่มอาหารญี่ปุ่น ซูชิ นี้ก็เป็นกลุ่มที่พรานทะเลนำมาเปิดตลาดในระดับให้คนธรรมดาได้เข้าถึงได้เป็นรายแรกๆ เพราะในอดีตอาหารญี่ปุ่นจะหาทานได้ต้องไปทานที่ร้านอาหารหรูๆ ตามภัตตาคารต่างๆ ก็จะแบ่งเป็นประเภทต่อชิ้น แบบชุด ก็จะมีให้ผู้บริโภคได้เลือกสรรกว่า 50 แบบ และกลุ่มที่ 4.กลุ่มฟู้ดคอร์ต จะเป็นการไปเปิดร้านขายอาหารและเมนูของพรานทะเล ในห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศ ที่มีเมนูให้เลือกกว่า 20 รายการ

สินค้าที่เป็นไฮไลต์ของพรานทะเล  ที่ขายดีจะเป็นในกลุ่มของข้าวต้ม อาทิ ข้าวต้มปลาเก๋า ข้าวต้มปลากะพงแดง ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดถึง 90% และสินค้าที่อยากจะแนะนำอีกตัวคือ “ข้าวมือถือ” หรือ โมบาย มีล ที่จะมาบุกเบิกตลาดอาหารรูปแบบใหม่เป็นตลาดอาหารสำเร็จรูปแบบฉีกซอง รีทอร์ตพอช (Retort Pouch) ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อในอุณหภูมิสูง มีอายุนาน 1 ปี สามารถกินได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ไม่ต้องเข้าไมโครเวฟก็กินได้ ประเดิมเปิดตัวด้วย 3 รสชาติ คือบะจ่างสูตรฮ่องกง ข้าวพะแนงหมู  และข้าวผัดไก่กุนเชียง  ราคาซองละ 25 บาท

“ในส่วนของข้าวมือถือ มั่นใจว่ารายได้จากยอดขายจะถึง 100 ล้าน ภายในปี 2556 นี้ เพราะมั่นใจสามารถตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ต้องการความเร่งรีบ สะดวกสบายในการรับประทาน เน้นชีวิตในเมืองใหญ่ที่เวลาแต่ละนาทีมีประโยชน์มากๆ ส่วนด้านผลประกอบการของปีนี้ได้ตั้งเป้าที่จะเติบโตถึง 1,350 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 17%”

สำหรับคู่แข่งในตลาดล้วนแต่เป็นยักษ์ใหญ่ไม่ว่าจะเป็นบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จํากัด (มหาชน) หรือ ซีพี และบริษัท เอสแอนด์พีซินดิเคท จำกัด (มหาชน) หรือ เอสแอนด์พี แต่ในการแข่งขันก็ยังมีความโชคดี ที่แต่ละเจ้ามีการผลิตสินค้าที่เป็นจุดขายของตัวเอง เช่น พรานทะเล ก็จะเด่นในเรื่องข้าวต้ม กินส่วนแบ่งในตลาดประเภทนี้ถึง 90% ส่วนซีพี ก็จะเด่นในเรื่องของเกี๊ยวกุ้ง ที่มีส่วนแบ่งในตลาดถึง 60% และเอสแอนด์พี ก็จะมีสินค้าเด่นสปาเก็ตตี้ ก็มีส่วนแบ่งในตลาดนี้ถึง 60% เช่นกัน ก็จะเห็นว่าแต่ละรายมีจุดขาย และความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกัน

สิ่งเหล่านี้ก็จะเป็นตัวกระตุ้นให้แต่ละรายคิดผลิตสินค้าที่ดีมีคุณภาพ ออกมาสู่มือผู้บริโภค ซึ่งถือเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคที่สุด!!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย วานิชหนุ่ม
  • 8 มิถุนายน 2556, 05:00 น.

http://www.thairath.co.th/column/eco/market/348231

  • 1 มิถุนายน 2556, 05:00 น.

Pic_348231

ตลาดการรักษาภาวะสายตาผิดปกติ ในประเทศไทยเข้าสู่ยุคใหม่พัฒนาเทคโนโลยีไปอีกระดับ กับการเป็นผู้นำในระดับนานาชาติที่แต่ละปีที่มีชาวต่างชาติที่มีปัญหาทางสายตาเดินทางเข้ามาทำการรักษาในเมืองไทย รวมทั้งกลายเป็นศูนย์ของการเรียนรู้ในภูมิภาคที่บรรดาแพทย์เฉพาะทางและผู้เกี่ยวข้องแวะเวียนมาดูงานเป็นประจำ

วิธีการรักษาภาวะสายตาผิดปกติได้ใช้เทคโนโลยี “เลสิก” ซึ่งนับว่าเป็นเทคโนโลยีในการรักษาที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก วิธีการรักษาจะใช้ใบมีดในการแยกชั้นกระจกตาเพื่อทำการรักษา ซึ่งถือว่าเป็นเทคโนโลยีเริ่มต้นและได้รับความนิยมแพร่หลายไปในขณะนี้

ขณะที่การรักษาได้พัฒนาก้าวข้ามวิธี “เลสิก” ไปเรียบ ร้อย กับเทคโนโลยีที่เรียกว่า “เฟมโต เลสิก” วิธีการรักษาเช่นเดียวกัน แต่แตกต่างกันตรงที่ขั้นตอนการแยกกระจกตาจะใช้แสงเลเซอร์แทนใบมีดซึ่งโฟกัสลงไปใต้ผิวกระจกตาด้วยความแม่นยำสูง ซึ่งปัจจุบันในเมืองไทยได้ก้าวมาให้บริการในขั้นนี้ เรียกว่าผู้ประกอบการทุกค่ายต้องหยิบยกเทคโนโลยีนี้มาเป็นจุดขาย

สำหรับ ทีอาร์เอสซี อินเตอร์เนชั่นแนล เลสิก เซ็นเตอร์ โดย “สุชาติ เห็นสว่าง” กรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า ในฐานะผู้นำของวิธีการรักษาภาวะสายตาผิดปกติในปีนี้ ทีอาร์เอสซีได้ตั้งเป้ายกระดับผลการรักษาด้วยการชูเทคโนโลยี รีเล็กซ์ : ReLEx (Refractive Lenticule Extraction) เป็นการผ่าตัดแผลเล็กแห่งแรกในประเทศไทย เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการรักษาภาวะสายตาผิดปกติระดับนานาชาติ

“กว่า 16 ปี ที่ทีอาร์เอสซีได้เปิดให้บริการรักษาภาวะสายตาผิดปกติ โดยมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมีประสบการณ์สูง เลือกใช้เทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย แพทย์ที่รักษาด้วยเทคโนโลยีนี้ต้องมีประสบการณ์จากเฟมโต เลสิกมาก่อน พร้อมการบริการที่ได้การยอมรับในระดับสากล ทำให้ได้รับความไว้วางใจทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ”

แม้การรักษาจะอยู่ในยุคของ “เฟมโตเลสิก” แต่เทคโนโลยีพัฒนาไปอีกระดับกับ “รีเล็กซ์” ซึ่งปัจจุบันทั่วโลกมีให้บริการประมาณ 120 ศูนย์และทำการรักษาไปแล้วประมาณ 30,000-40,000 ดวงตาเท่านั้น และทีอาร์เอสซีใช้เทคโนโลยีนี้ทำการรักษาไปแล้วคิดเป็นสัดส่วน 10% ของตลาดโลก น่าจะติดอันดับหนึ่งในสามของผู้ให้บริการระดับนานาชาติและหากนับเฉพาะตลาดอาเซียนแล้วรักษาไปถึง 50% เป็นอันดับหนึ่งของภูมิภาค

“ในปีนี้เราใช้เทคโนโลยีรีเล็กซ์ทำการรักษาให้กับผู้ที่มีปัญหาทางสายตาที่ผิดปกติที่เข้ามาทำการรักษาที่นี่ไปแล้วเป็นสัดส่วน 50% และคาดว่าในอนาคตอีก 2–3 ปีจะมีผู้เลือกใช้เทคโนโลยีนี้มากขึ้น  ทั้งนี้การจะเลือกเทคโนโลยีใดทำการรักษานี้ทางเรามีนโยบายในการร่วมการตัดสินใจระหว่างแพทย์กับผู้ที่เข้ารับการรักษา โดยทางเราเป็นผู้ให้ข้อมูลและผู้เข้ารับการรักษาเป็นผู้ตัดสินใจ”

นายสุชาติ กล่าวว่า สาเหตุที่ทีอาร์เอสซี ได้รับความไว้วางใจเข้ารับการแก้ไขภาวะสายตาผิดปกติ จากผู้มีปัญหาเพราะยึดมั่นและมุ่งมั่นที่จะมอบผลการรักษาที่ดีด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด และจริงใจ ที่จะสื่อสารสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวกับการรักษาภาวะสายตาผิดปกติให้ผู้มารับการบริการได้รับทราบก่อนการตัดสินใจ และเมื่อได้ตัดสินใจเข้ารับการรักษาที่นี่แล้ว ยังมีการดูแลอย่างต่อเนื่องโดยในช่วง 1 ปีแรก หลังการผ่าตัดจะมีระบบการนัดหมายเข้ารับการตรวจติดตามที่เป็นมาตรฐาน 5 ครั้ง

ขณะเดียวกัน ยังมีระบบการนัดหมายตรวจสุขภาพตาประจำปีไว้ให้กับผู้ที่มารับการบริการ ซึ่งทีอาร์เอสซีได้เริ่มมีบริการนัดหมายล่วงหน้าไว้เมื่อประมาณ 6 ปีที่ผ่านมา ซึ่งได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี ทำให้แต่ละปีมีผู้ที่เข้ารับการรักษาสายตาไปแล้ว กลับมาตรวจสุขภาพตาประจำปี มากกว่าปีละ 7,000 คน

“สะท้อนถึงการบริการแบบ Patient Lifetime Satisfaction ตอบสนองให้ผู้เข้ารับการรักษาได้รับความพึงพอใจด้านผลการรักษาและความพึงพอใจตลอดระยะเวลาในการรักษากับทีอาร์เอสซี ซึ่ง 75% ของผู้เข้ารับการรักษามาจากการแนะนำบอกต่อๆ ของผู้เข้ามารับการรักษาก่อนหน้าที่มีความพึงพอใจ”

นายสุชาติกล่าวว่า อย่างไร ก็ตามปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯและยุโรปทำให้ผู้มีปัญหาทางสายตาชาวต่างชาติเดินทางมาเข้ารับการรักษาน้อยลง จากสัดส่วน 40-50% ลดเหลือในระดับ 15-20% แต่ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สร้างผลกระทบแต่อย่างใด เพราะทางทีอาร์เอสซีเน้นคุณภาพของการรักษาและสถานที่มีจำกัด

หากจะเน้นปริมาณจะต้องหาสถานที่ใหม่ที่ต้องใช้เวลาและสถานที่เหมาะสมในการเปิดให้บริการซึ่งนับว่ายาก!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
  • 1 มิถุนายน 2556, 05:00 น.

http://www.thairath.co.th/column/eco/market/346798

  • 25 พฤษภาคม 2556, 05:00 น.

Pic_346798

ช่วงเวลาของทุกปี เป็นช่วงเวลาที่ผู้ปกครองและเด็กนักเรียน เตรียมตัวจับจ่ายซื้อสินค้าที่เกี่ยวข้องกับนักเรียน และอุปกรณ์สำหรับการเรียนการสอน เพื่อต้อนรับฤดูกาลเปิดภาคเรียนใหม่

โดยอุปกรณ์เครื่องเขียน เป็นหนึ่งในสินค้ายอดนิยมที่ขายดีในช่วงนี้ จึงถือเป็นช่วงโอกาสทองที่ผู้ประกอบการแต่ละรายจะงัดกลยุทธ์และแคมเปญการส่งเสริมการขาย เพื่อมานำเสนอให้คุณหนูๆ ได้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ

เช่นเดียวกับ “เฟเบอร์–คาสเทลล์” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องเขียนคุณภาพจากประเทศเยอรมนี ที่ได้ทุ่มงบ 35 ล้านบาท สำหรับการจัดโปรโมชั่นพิเศษในช่วงเปิดเทอมในปีนี้ โดยการแจกไอแพด มินิ 30 เครื่อง เพื่อต่อยอดความรู้ให้เด็กไทยได้ใช้เทคโนโลยีควบคู่กับการเรียนอย่างมีประโยชน์ พร้อมเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาสีชุดใหม่ชื่อ “สีดี เด็กใช้…เด็กรู้” เน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายผ่านสื่อทีวี-ดาวเทียม ตอกย้ำแบรนด์คุณภาพและปลอดภัยสำหรับเด็ก

นายชูเกียรติ โตกมลธรรม ผู้อำนวยการธุรกิจอาวุโส บริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องเขียนและสีคุณภาพจากประเทศเยอรมนีภายใต้แบรนด์ “เฟเบอร์–คาสเทลล์” กล่าวว่า ในช่วงเปิดเทอม หรือ แบ็ก ทู สคูล ได้มีการจัดโปร- โมชั่นพิเศษ เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าที่ให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์ของเฟเบอร์– คาสเทลล์ ด้วยดีเสมอมา ด้วยการให้ลูกค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์สีไม้ หรือสีไม้ระบายน้ำ ได้ลุ้นรับโชค 2 ชั้น ชั้นที่ 1 รับฟรีทันทีชุดเครื่องเขียนในแพ็กมูลค่าสูงสุด 29 บาท และโชคชั้นที่ 2 ลุ้นรับไอแพดมินิ (Ipad Mini) จำนวน 30 รางวัล

สำหรับน้องๆ หนูๆ ที่อยากลุ้นรับไอแพด มินิ ไปต่อยอดความรู้ เพียงนำสติกเกอร์ที่อยู่ในกล่องสินค้า ติดด้านหลังไปรษณียบัตร เขียนชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์แล้วส่งมาที่ บริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด ตู้ ปณ.79 ปณศ.พระโขนง กทม.10110 โดยจะมีการจับรางวัลไอแพด มินิ เดือนละ 10 เครื่อง รวมมูลค่า 336,000 บาท หมดเขตวันที่ 30 มิ.ย. 2556 โดยจะประกาศรายชื่อผู้โชคดีทางwww.facebook.com/fabercastellthailandfan

“ปัจจุบันตลาดเครื่องเขียน กลุ่มปากกา ดินสอ สี ฯลฯ ในประเทศทั้งที่มีแบรนด์และไม่มีแบรนด์ มีมูลค่าตลาดรวมปีละประมาณ 5,000-6,000 ล้านบาท และมีการเติบโตเฉลี่ยปีละ 5-10% เป็นอย่างน้อย เพราะไม่ว่าสภาพเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร เครื่องเขียนก็ยังเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็น สำหรับทั้งนักเรียน นักศึกษา รวมถึงคนทำงาน โดยภายหลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี คาดว่าจะทำให้สินค้าราคาถูกจากต่างประเทศทะลักเข้าสู่ตลาดเพิ่มมากขึ้น”

ซึ่งแน่นอนว่าจะมีการแข่งขันทางด้านราคาที่รุนแรง ในส่วนของแบรนด์เฟเบอร์–คาสเทลล์ ได้วาง Positioning ที่ชัดเจนมาโดยตลอดว่าเป็นแบรนด์เครื่องเขียนคุณภาพจากประเทศเยอรมนี อย่างไรก็ตามในระยะยาวเชื่อว่าผู้บริโภค จะรู้ว่าการใช้สินค้าคุณภาพต่ำ จะทำให้มีต้นทุนการใช้สินค้าที่สูงขึ้น เนื่องจากต้องเปลี่ยนสินค้าบ่อยๆ และจะหันมาเน้นสินค้าที่มีแบรนด์และมีคุณภาพมากขึ้น

นายชูเกียรติกล่าวด้วยว่า นอกเหนือจากคุณภาพของสินค้า บริษัทยังให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยต่อสุขภาพของเด็กและผู้บริโภคทุกคน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์กลุ่มสีไม้ ที่จำเป็นต้องใช้ไม้เป็นจำนวนมากและเป็นวัตถุดิบที่สำคัญที่สุดในการผลิตดินสอ ดังนั้นในการที่จะช่วยอนุรักษ์ผืนป่าได้มากที่สุด ทางเฟเบอร์-คาสเทลล์ จึงใช้ไม้ที่ปลูกจากป่าที่มีการจัดการแบบยั่งยืน โดยมีการปลูกป่าทดแทนหลังจากการตัดไม้เพื่อนำไปใช้ในการผลิตดินสอ เพื่อช่วยรักษาผืนป่าและช่วยให้สัตว์ป่ามีที่อยู่อาศัยถาวรเพิ่มมากขึ้น

เฟเบอร์-คาสเทลล์ ถือเป็นผู้นำด้านเครื่องเขียนระดับพรีเมียม ที่สามารถครองใจผู้ใช้ทั่วโลกมาอย่างยาวนานกว่า 250 ปี อันเนื่องมาจากคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ผู้ใช้ให้การยอมรับ โดยในปีนี้จะมีการวางตลาดของกลุ่มสินค้าใหม่ทั้งปากกาและยางลบอีก 2-3 รายการ พร้อมกลยุทธ์ทั้งในส่วนของ above the line และ below the line โดยจะยังเน้นใช้สื่อโฆษณาทางฟรีทีวีและกลุ่มลูกค้าที่ติดตั้งจานดาวเทียม ที่คาดว่ามีมากถึง 20 ล้านครัวเรือน ผ่านช่องรายการการ์ตูนเพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเด็กและวัยรุ่นโดยในปีนี้คาดว่าบริษัทจะมียอดขายโดยรวมเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 15-20%

ในช่วงเทศกาลเปิดเทอมนี้ ตลาดอุปกรณ์สำหรับการเรียน การสอนจึงมีความเคลื่อนไหวอย่างคึกคักและชิงไหวชิงพริบกันนอกเหนือไปจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย วานิชหนุ่ม
  • 25 พฤษภาคม 2556, 05:00 น.
 

http://www.thairath.co.th/column/eco/market/345336

  • 18 พฤษภาคม 2556, 05:00 น.

Pic_345336

เศรษฐกิจในประเทศมีแนวโน้มขยายตัวดีต่อเนื่อง โดยปัจจัยบวกมาจากความเชื่อมั่นของกลุ่มนักลงทุนที่มีต่อไทย การบริโภคภาคประชาชนและการลงทุนภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็มีความต้องการเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยใจกลางกรุงฯ จึงส่งผลให้ภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมแนวรถไฟฟ้าหรือระบบแมสทรานซิสมีความต้องการสูงทุกปี

ล่าสุดคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ หรือซุปเปอร์ลักชัวรี่ มีความต้องการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในกลุ่มลูกค้าระดับบน ไฮโซ นักธุรกิจ และเจ้าของกิจการ ขณะที่สินค้ามีปริมาณไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด ดังนั้นจึงเป็นโอกาสและสัญญาณที่ดีในการรุกพัฒนาธุรกิจคอนโดมิเนียมหรูระดับ “ซุปเปอร์ลักชัวรี่” ของบริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้นำด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยในเมือง

นายอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือเอพี (AP) เปิดเผยว่า การก้าวเข้ามาเปิดตลาดคอนโดมิเนียมระดับซุปเปอร์ลักชัวรี่ของเอพีครั้งนี้ เพราะต้องการตอกย้ำความเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยในเมืองที่ครอบคลุมทุกดีมานด์

“หลังจากที่ศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคระดับไฮเอนด์พบว่า นอกเหนือจากทำเลซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญแล้ว ผู้บริโภคกลุ่มนี้ยังต้องการสินค้าที่สามารถสะท้อนตัวตน รสนิยม และมีเอกลักษณ์เฉพาะ ประกอบกับคู่แข่งในตลาดยังมีไม่มาก ถือเป็นช่องว่างทางธุรกิจ เอพีจึงเร่งพัฒนาสินค้า เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาด”

ล่าสุดได้ส่งโครงการ GALERIE rue de 39 (แกรเลอรี ฮรู เดอร์ 39) คอนโดมิเนียมหรูระดับ “ซุปเปอร์ลักชัวรี่” เข้ามาทำตลาดชิมลางเป็นโครงการแรก โดยคีย์ไฮไลต์ของโครงการ GALERIE rue du 39 คือ การทำความเข้าใจเชิงลึกถึงความรู้สึกนึกคิดของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยเฉพาะความรู้สึกนึกคิดด้านจิตใจ  (Emotional Approve) เพื่อดีไซน์ให้ทุกพื้นที่ใช้สอย คือ คำตอบสุดท้ายที่คนกลุ่มนี้มองหา นอกเหนือจากทำเลที่ตั้งที่ถือเป็นปัจจัยพื้นฐาน เอพียังได้วางคอนเซปต์ในการพัฒนาโครงการภายใต้แนวคิด “YOUR  ART   OF LIVING” เพื่อสะท้อนวิธีคิดการพัฒนาโครงการที่ไม่ได้มองแค่เป็นเพียงที่อยู่อาศัย

แต่ทุกองค์ประกอบจะต้องสะท้อนรสนิยม ความประณีต ความละเมียดละไมในการใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัยด้วย ดังนั้นเพื่อสร้าง Living Experience ให้เกิดขึ้นในทุกพื้นที่เอพีจึงใส่ใจทุกรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบตัวอาคาร พื้นที่ภายในห้องชุด และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ พร้อมทั้งอิมพอร์ตงานจิตรกรรมและงานประติมากรรมที่เป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซชิ้นเอกฝีมือศิลปินไทย ที่มีชื่อเสียงระดับโลกมูลค่ารวมกว่า 20 ล้านบาท มาประดับภายในโครงการ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในอนาคต

GALERIE rue de 39 คอนโดมิเนียมระดับซุปเปอร์ลักชัวรี่ 1 อาคาร พื้นที่ 1-2-93 ไร่ (693 ตารางวา) สูง 28 ชั้น ขนาด 88 ยูนิต บนถนนสุขุมวิท ซอย 39 มูลค่าโครงการกว่า 3,300 ล้านบาท มีขนาด 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 100-140 ตารางเมตร, Duplex 2 ชั้น 2 ห้องนอน 160 ตารางเมตร และ Penthouse 3 ชั้น 3 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ 260-300 ตารางเมตร ราคาเริ่มตั้งแต่ยูนิตละ 26-100 ล้านบาท หรือราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตรประมาณ 280,000 บาท

ชูความเหนือระดับด้วยคอนเซปต์ดีไซน์ ART OF LIVING สะท้อนรสนิยม ความประณีต และความละเมียดละไมในการใช้ชีวิต ผ่านมุมมองทุกรายละเอียดของการออกแบบ ทั้งงานสถาปัตยกรรมและอินทีเรีย ตกแต่งพื้นที่ส่วนกลางในจุดต่างๆ ด้วยผลงานจิตรกรรม ประติมากรรม จาก 9 ศิลปินไทยที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ ทั้ง อ.เขียน ยิ้มศิริ, อ.นุกูล ปัญญาดี, อ.พิทักษ์ สง่า, อ.เสนีย์ แช่มเดช, พินรี สัณฑ์พิทักษ์, นที อุตฤทธิ์, รพีพร เพียรชูพัฒน์, พลุตม์ มารอด และ กิติก้อง ติลกวัฒโนทัย

“โครงการนี้เป็นโครงการไฮไลต์ของเอพีในปีนี้ และเป็นโครงการเดียวของบริษัทที่พัฒนาภายใต้ชื่อ  GALERIE rue de  39  ซึ่งหลังเปิดขายเพียงไม่กี่วัน สามารถปิดการขายห้องชุดที่แพงที่สุดได้อย่างรวดเร็ว มูลค่ารวมกว่า 200 ล้านบาท”

ปี 2556 นี้เอพีมีแผนเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ทั้งหมด  26 โครงการ ครอบคลุมทั้งแนวราบและแนวสูง มูลค่ากว่า  30,000  ล้านบาท แบ่งประเภทการพัฒนาโครงการเป็นบ้านเดี่ยว 5 โครงการ มูลค่ากว่า 4,730 ล้านบาท, ทาวน์เฮาส์ 13 โครงการ มูลค่า 9,970 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 8 โครงการ มูลค่ารวม 15,350 ล้านบาท ตั้งเป้ายอดขายทะลุ 22,000 ล้านบาท

คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าตลาดคอนโดมิเนียมระดับซุปเปอร์ลักชัวรี่นี้จะมาแรงแซงโค้ง ถูกตาต้องใจนักลงทุนที่นิยมซื้อสินทรัพย์เพื่อลงทุนระยะยาวมากน้อยแค่ไหน เพราะถ้าวัดกันด้วยศักยภาพของทำเลที่ตั้ง ที่อยู่ใจกลางเมือง ขนาบข้างรถไฟฟ้าและห้างสรรพสินค้าแล้ว มูลค่าเพิ่มในอนาคตไม่ต้องพูดถึง.

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย วานิชหนุ่ม
  • 18 พฤษภาคม 2556, 05:00 น.

http://www.thairath.co.th/column/eco/market/343964

  • 11 พฤษภาคม 2556, 05:00 น.

Pic_343964

กระแสของธุรกิจเกี่ยวกับความงามกำลังมาแรงทั่วทุกมุมโลก ไม่เว้นแม้แต่เมืองไทย ส่งผลให้ตลาดธุรกิจความงามในเมืองไทยแข่งขันกันดุเดือดเพื่อให้บริการลูกค้าที่รักสวยรักงาม โดยเฉพาะตลาดความงามระดับพรีเมียมที่ต้องหานวัตกรรมใหม่ๆ มาตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในยุคดิจิตอล

สถาบันความงาม “เดอมาสเตอร์” (Dermaster) หนึ่งในสถาบันความงามแบบครบวงจรที่มุ่งเน้นทั้งมาตรฐานทางการแพทย์และการให้บริการด้านบุคลากรรวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกสบายระดับโรงแรมห้าดาว ตั้งเป้าเป็นสถาบันความงามระดับพรีเมียมอันดับ 1 ของประเทศไทยและภูมิภาคในฐานะ “Beauty World Class Destination” เพื่อรองรับการเปิดประชาคมอาเซียน หรือเออีซี

ซึ่ง “อรนลิน โลจนะโกสินทร์” รองประธานกรรมการและผู้อำนวยการการตลาด “เดอมาสเตอร์” ระบุว่า ธุรกิจความงามเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกแน่ๆ เมื่อเข้าสู่เออีซี ขณะปีที่ผ่านมา ตลาดคลินิกความงามแข่งขันกันดุเดือด มูลค่าตลาดรวมสูงกว่า 20,000 ล้าน และยังมีศักยภาพเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้แนวโน้มตลาดปีนี้คาดว่าจะเติบโตที่ 15–20%

“ทางเดอมาสเตอร์ตั้งเป้าเจาะกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียมทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นกลุ่มบีบวกขึ้นไปจนถึงซุปเปอร์พรีเมียม และวางเป้าหมายขยายสาขาแบบสแตนด์อะโลน ในเมืองไทยให้ได้ 3 สาขา ภายในปี 2558 รวมทั้งเตรียมขยายไปเปิดต่างประเทศภายในปี 2560 โดยจะเริ่มจากโซนเอเชียก่อน ซึ่ง Brand Positioning คือ ขาย Medical และ Beauty Experience ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานระดับสากล ลูกค้าจะได้รับการรักษาจากคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญตัวจริง ได้รับความรู้และความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง พร้อมได้รับประสบการณ์ความงามสุดประทับใจ”

ในส่วนการให้บริการ ทุกแผนกจะมีแพทย์เฉพาะทางดูแล อาทิ แผนกสกินเลเซอร์ ซึ่งดูแลโดยทีมแพทย์บอร์ดผิวหนัง แผนกผมก็มีทีมแพทย์บอร์ดปลูกผม แผนกศัลยกรรมตกแต่งก็จะมีบอร์ดศัลยกรรมตกแต่ง ซึ่งแตกต่างจากคลินิกหรือโรงพยาบาลทั่วไป ส่วนในด้านการดำเนินธุรกิจความงาม “นวัตกรรม” ถือเป็นหัวใจสำคัญ จึงจำเป็นต้องพัฒนาและอัพเดตเทรนด์ใหม่ๆ

“อรนลิน” กล่าวว่า เดอมาสเตอร์ ลงทุน สาขาแรก จำนวน 200 ล้านบาท บนพื้นที่กว่า 2,000 ตารางเมตร บนถนนสุขุมวิท 63 หรือถนนเอกมัย ซึ่งนับเป็นศูนย์กลางธุรกิจและชุมชน โดยมีหลักในการดำเนินงานว่า “มุ่งคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อสร้างเสริมความงามในแบบที่เป็นคุณอย่างลงตัว” จากทีมแพทย์เฉพาะทางในแต่ละสาขาอันดับต้นๆ ของเมืองไทย ภายใต้การนำของ นพ.ธำรงค์ ศิริปุณย์ คุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าประสบการณ์กว่า 23 ปี รวมทั้งประสบการณ์ดูแลด้านความงามที่ชีวาศรมอีก 8 ปีเต็ม โดยคนไข้ที่ไว้วางใจให้คุณหมอธำรงค์ดูแลมีตั้งแต่ระดับเอบวกไปจนถึงระดับซุปเปอร์วีไอพี ทั้งเหล่าเซเลบริตี้เมืองไทย ดาราฮอลลีวูด และราชวงศ์จากต่างประเทศ

ทั้งนี้ เดอมาสเตอร์ ให้บริการความงามตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า แบ่งเป็น 4 แผนก ได้แก่ Aesthetic Center, Body Center, Surgery Center และ Hair Center ซึ่งในส่วน Hair Center นับเป็นจุดแข็ง เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนวิเคราะห์ด้วย Digital Analysis ตรวจสอบให้เข้าใจถึงหนังศีรษะของแต่ละคน แล้วนำไปวิเคราะห์หาต้นตอของปัญหาที่แท้จริง เพื่อให้การรักษาอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ อาทิ กรณีผมร่วง ผมบาง อาจรักษาด้วยการใช้ทรีทเม้นต์ที่เหมาะสม หรือในกรณีศีรษะล้าน เราสามารถผ่าตัดย้ายเซลล์รากผม โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกผมวุฒิบัตรจากสหรัฐอเมริกาที่มีเพียงไม่กี่คนในประเทศไทย ที่สำคัญยังมีวิสัญญีแพทย์ หรือที่เรียกว่าหมอดมยาสลบคอยดูแลคนไข้ระหว่างการผ่าตัดทุกเคส เพราะระหว่างผ่าตัด ความดันเลือดอาจตก หัวใจเต้นผิดจังหวะ สมองขาดออกซิเจน ฯลฯ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ซึ่งวิสัญญีแพทย์เท่านั้นที่จะเป็นผู้ดูแลความปลอดภัยตรงจุดนี้”

สำหรับโอกาสของธุรกิจความงามกับเออีซีนั้น “แหล่งทุน นักลงทุน โรงงานการผลิต รวมถึงบริษัทต่างประเทศ และผู้บริหารระดับสูงจะเข้ามาประเทศไทย เพราะประเทศไทยมีศักยภาพและโครงสร้างที่ได้เปรียบประเทศเพื่อนบ้านในหลายๆ ด้าน ทั้งด้านสุขอนามัย เครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย โครงสร้างประเทศ เดอมาสเตอร์จึงไม่ได้มองแค่เออีซี

แต่วางแผนจะเป็นฮับด้านความงามในภูมิภาคเอเชีย และเป็น World Class Destination หรือจุดหมายปลายทางของผู้ที่ต้องการใช้บริการจากผู้คนทั่วโลก.

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย วานิชหนุ่ม
  • 11 พฤษภาคม 2556, 05:00 น.

http://www.thairath.co.th/column/eco/market/342537

  • 4 พฤษภาคม 2556, 05:00 น.

Pic_342537

ซีพีเอฟ ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์อาหารยักษ์ใหญ่ของไทย หลังจากที่เริ่มปั้นแบรนด์ซีพีของตัวเอง ทั้งอาหารแปรรูป อาหารพร้อมรับประทานและอาหารสดพร้อมปรุง กับการพัฒนากระบวนการผลิตและพัฒนาสินค้าอาหารเมนูใหม่ๆออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องแล้ว

ถึงเวลาพร้อมก้าวขึ้นไปอีกระดับด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพและคิดค้นทางด้านช่องทางการจำหน่ายใหม่ๆ ที่คิดขึ้นมาเพื่อเพิ่มยอดขายให้เพิ่มมากขึ้น

นายสุพัฒน์ ศรีธนาธร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธุรกิจค้าผลิตภัณฑ์อาหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ กล่าวว่า ในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมาได้จัดทำกิจกรรมทางการตลาดและทำแบรนด์ดิ้ง “ซีพี” ซึ่งนับว่าไปได้ดีทีเดียว

ขณะนี้ตนเข้ามาช่วยดูแลฝ่ายขาย ได้ดำเนินการพัฒนาบุคลากรด้านการขายและระบบการขายเพื่อให้ผลิตภัณฑ์อาหารแบรนด์ซีพีเข้าไปวางจำหน่ายในโมเดิร์นเทรดให้ครบ 100% พร้อมกับดูแลตัวเลขยอดขาย ผลิตภัณฑ์ในประเทศ ทั้งช่องทางการขายแบบเทรดดิชั่นนอล ทั้งอาหารสุก และอาหารสด และช่องทางการขายที่เรียกว่าฟูด เซอร์วิส จำพวกโรงแรม, ภัตตาคาร, สายการบิน และลูกค้าสถาบัน รวมทั้งโมเดิร์นเทรด ทั้งซุปเปอร์มาร์เก็ต, ไฮเปอร์มาร์เก็ต, ดิสเคาน์สโตร์ ร้านสะดวกซื้อ และร้านซีพี เฟรชมาร์ท ทั้งนี้ยอดขายสัดส่วนของโมเดิร์นเทรดเกือบ 50% ฟู้ดเซอร์วิส 25% ที่เหลือเป็นช่องทางอื่น

“โมเดิร์นเทรด เป็นช่องทางที่สำคัญของซีพีเอฟ ซึ่งวางจำหน่ายครอบคลุมหมดแล้ว ขณะโมเดิร์นเทรดใหม่ๆที่จะเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นร้านสะดวกซื้อ ลอร์สันและแฟมิลี่มาร์ทที่จะบุกตลาดร้านสะดวกซื้อในประเทศไทย รวมทั้ง เซเว่น อีเลฟเว่นและเทสโก้ โลตัส ที่เตรียมขยายสาขาใหม่ เป็นช่องทางที่บริษัทจะต้องขยายธุรกิจตามไปในอนาคต กิจกรรมต่อจากนี้ไปนอกเหนือจากการพัฒนาบุคลากร ก็คือการผลักดันและเพิ่มยอดขาย โดยจะเน้นกิจกรรม Below the Line จัดรายการโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม”

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดการขายใหม่ๆ จัดฝ่ายขายเป็นบริการ ณ จุดขาย ซึ่งปกติการขายในซุปเปอร์มาร์เกตจะวางจำหน่ายบนตู้เย็น ทั้งในส่วนของห้างสรรพสินค้าและของซีพีเอฟอยู่ นับเป็นดิสเพลย์เพียงอย่างเดียว แต่ได้เพิ่มกิจกรรมสำหรับการชิม ซึ่งแต่ละปีใช้งบประมาณมหาศาลเพื่อให้ผู้บริโภคได้ลิ้มลองอาหารเมนูใหม่ๆ

นายสุพัฒน์กล่าวว่า ได้จัดทำ “คีออส” ในซุปเปอร์มาร์เกต เรียกว่า “บุชเชอร์ ช็อป” มีพนักงานของซีพีที่ผ่านการเทรนมาอย่างดีคอยให้คำปรึกษาผู้บริโภคเช่นเนื้อหมูแบบไหนเหมาะกับอาหารประเภทใด รวมทั้งจัดเรียงและตกแต่งสินค้าสดบนตู้แช่ รวมทั้งนำสินค้าไปปรุงสำเร็จเพื่อนำไปรับประทานได้

“ปัจจุบันซีพีเอฟมีบุชเชอร์ ช็อปแล้ว 46 สาขากระจายตามซุปเปอร์มาร์เกต แต่ละสาขาจะใช้พนักงาน 2 คน และในปีนี้ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 100 สาขา”

สำหรับอีซี่ สแน็ก เป็นคีออสที่ซีพีเอฟ ได้คิดขึ้นจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ชอบชิมอาหารก่อนซื้อ จากข้อมูลพบว่าการชิมทำให้เกิดการซื้อถึง 40% จึงร่วมมือกับคู่ค้าจัดตั้งอีซี สแน็ก ใช้พื้นที่เพียง 2-3 ตารางเมตรเท่านั้น ตกแต่งเป็นคีออสนำผลิตภัณฑ์อาหารของซีพีเอฟเช่นไส้กรอกไก่, หมู อาหารแปรรูปต่างๆ ให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อกลับบ้านได้ โดยใช้กลยุทธ์การชิม การขายสินค้าราคาพิเศษและกิจกรรมพิเศษหลากหลายรูปแบบ

ส่วน “ซีพี ฟู้ด เวิลด์” อยู่ระหว่างทดลองเปิดสาขาแรกที่โรงพยาบาลศิริราช เป็นแนวโน้มร้านอาหารสมัยใหม่ที่เปิดคีออสในพื้นที่ของศูนย์อาหารภายใต้ชื่อ “เดอะ กริลล์” เน้นอาหารเมนู “สเต๊ก” เน้นสเต๊กหมูคุโรบูตะ เสิร์ฟในจานร้อน

“ช่องทางจำหน่ายของซีพีเอฟที่ใช้ทดลองได้ตอบรับที่ดีจากคู่ค้าทั้ง 3 รูปแบบ โดยตั้งเป้าขยายสาขาในปีนี้ บุชเชอร์ ช็อป 146 สาขา
อีซี่ สแน็ก 20 สาขา และ เดอะ กริลล์ 20 สาขา”

นับเป็นอีกก้าวหนึ่งของซีพีเอฟที่เร่งขยายฐานเพิ่มลูกค้ากลุ่มใหม่ๆขึ้นมา ขณะที่ตลาดต่างประเทศได้เร่งรุกตลาดเต็มที่กับเป้าหมายขึ้นสู่ 1 ใน 5 ของผู้นำตลาดโลก!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย วานิชหนุ่ม
  • 4 พฤษภาคม 2556, 05:00 น.

http://www.thairath.co.th/column/eco/market/341151

  • 27 เมษายน 2556, 05:00 น.

Pic_341151

ช่วงไตรมาส  2  นี้  เป็นช่วงที่เศรษฐกิจกำลังมีแรงหนุนเข้า มามากขึ้น ทั้งในเรื่องการจับจ่ายภายในประเทศ ค่าแรงที่เพิ่มขึ้น การเจริญเติบโตทางด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ความต้อง การในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นมีมากขึ้น และช่วงหน้าร้อนนี้ก็เป็นช่วงฤดูการขายของสินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องทำความเย็น

บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด ผู้นำธุรกิจศูนย์รวมเครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าไอที และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ครบวงจร ในเครือบริษัท เซ็นทรัลรีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้ระดมพันธมิตรยักษ์ใหญ่วงการเครื่องใช้ไฟฟ้ามากกว่า 200 แบรนด์ จัดงาน “เพาเวอร์บาย เอ็กซ์โป 2013” ระหว่างวันที่ 27 เม.ย.-6 พ.ค. 2556 ณ ไบเทค บางนา เพื่อต้อนรับความต้องการดังกล่าว

นางสาวสอางทิพย์ อมรฉัตร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายการตลาด บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด กล่าวว่า งานเพาเวอร์บาย เอ็กซ์โป จะมีการเปิดตัวสินค้าใหม่ๆ  มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่มาพร้อมเทคโนโลยีการประหยัดไฟ ซึ่งเป็นแนวโน้มของปีนี้ เพราะการรณรงค์ของภาครัฐที่มีมาตั้งแต่ช่วงต้นปีนี้ ในฐานะผู้นำธุรกิจจำหน่ายสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าไอที และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ครบวงจร ได้รวบรวมพันธมิตรยักษ์ใหญ่ ได้จัดงานติดต่อกันเป็นครั้งที่ 15 โดยทุ่มงบประมาณมากกว่า 60 ล้านบาท  และจับมือกับ 15 สถาบันการเงินชั้นนำ อัดโปรโมชั่นชุดใหญ่กระตุ้นการจับจ่าย มอบส่วนลดและรับเพิ่มให้สูงสุดถึง 35% ให้นักช็อปเลือกออกแบบการจับจ่ายให้ตรงกับความต้องการมากที่สุด

ภายในงานได้แบ่งโซนสินค้าออกเป็น 3 โซนหลัก ได้แก่ โซนเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ไม่ว่าจะเป็น ตู้เย็น, เครื่องซักผ้า, เครื่องปรับอากาศ, ไมโครเวฟ และอื่นๆอีกมากมาย โซนสินค้าหมวดภาพและเสียง ได้แก่ แอลอีดี / แอลซีดี ทีวี, พลาสมา ทีวี, ชุดโฮมเธียเตอร์, เครื่องเสียง โซนสินค้าไอที และอุปกรณ์สำนักงาน ได้แก่ คอมพิวเตอร์, แท็บเล็ต กล้องดิจิตอล, โทรศัพท์มือถือ, จีพีเอส, แอปเปิล ช็อป

สำหรับไฮไลต์พิเศษ ภายในงานฯ พบกับอาทิ “รวมแอลอีดีจอยักษ์ แบรนด์ชั้นนำ” เช่น ซัมซุง Ultra-High Definition LED 85 นิ้ว หน้าจอใหญ่-คมชัด ความละเอียดสูง 8 ล้านพิกเซล สามารถใช้คำสั่งเสียง หรือการเคลื่อนไหวในการควบคุมได้ โตชิบา LED 4K 84 นิ้ว แอลจี Ultra-High Definition LED 84 นิ้ว ความคมชัดระดับ 8 ล้านพิกเซล ชาร์ป Aquos LED Smart TV 90 นิ้ว จอใหญ่สุดสำหรับสมาร์ททีวี และพานาโซนิค LED 55 นิ้ว ที่มาพร้อมระบบจดจำใบหน้าของผู้ใช้ ในการเปิดดูรายการต่างๆ

นอกจากนี้ ซัมซุง เตรียมเปิดตัว กาแล็กซี่ โน้ต 8.0 ในงานนี้เป็นที่แรก โทรศัพท์มือถือหน้าจอสัมผัส หน้าจอ 8 นิ้ว ขนาดเท่าสมุดไดอารี่ เบาและบาง พกพาง่าย ใช้งานร่วมกับปากกา S-Pen ปากกามหัศจรรย์ เขียนได้เหมือนจริง ตอบรับทุกความต้องการ

ขณะเดียวกัน ยังเป็นการรวมรุ่น  และ แบรนด์  ครบทุกหมวดหมู่ของกลุ่มเครื่องปรับอากาศ เครื่องซักผ้า ตู้เย็น ที่มีมาให้เลือกพร้อมรุ่นใหม่ๆ ที่มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ ได้แก่ ระบบอินเวอร์เตอร์  ราคาจะถูกลงจากปีที่ผ่านมา และช่วยในการประหยัดไฟได้ 25–60% ในส่วนโปรโมชั่นพิเศษ งานนี้มอบส่วนลด และรับเพิ่มให้สูงสุดถึง 35% กับบัตรเครดิตเซ็นทรัลคาร์ด และสิทธิ พิเศษอีกมากมาย จากบัตรเครดิตหลาย สถาบัน

“คาดว่า 10 วันจัดงาน ทำยอดขายมากกว่า 440 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเติบโต 10% พร้อมชูนวัตกรรมใหม่ล่าสุด ของเทคโนโลยีเครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าไอที เพื่อเอาใจคนรุ่นใหม่ที่ต้องการอัพเดตเทรนด์ดิจิตอลโดยเฉพาะ  คาดว่า จะมีคนเข้าชมงานรวมกว่า 100,000 คน”

สำหรับผลประกอบการเพาเวอร์บายคาดว่าจะมียอดขายเติบโตขึ้น 10% จากปีที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท โดยใช้งบการตลาดในการทำโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย และการโฆษณาประชาสัมพันธ์กว่า 400 ล้านบาท ปัจจุบันเพาเวอร์บายมี 83 สาขา เป็นสาขาในกรุงเทพฯ 34 สาขา และสาขาต่างจังหวัด 49 สาขา โดยมีแผนการขยายสาขา 11 สาขา ในปี 2556 สาขาล่าสุด ที่เปิดไปแล้ว คือ  เพาเวอร์บายสาขา กาญจนบุรี, อุบลราชธานี และสาขาใหม่ล่าสุด คือ จ.อุดรธานี ในวันที่ 24 พ.ค.นี้

ด้วยเครือข่ายของเพาเวอร์บายที่มาครอบคลุมทั่วประเทศ กับความมั่นใจธุรกิจจำหน่ายสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าไอที และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ครบวงจร  ภายใต้แบรนด์เพา-เวอร์บาย จะเข้าถึงทุกความต้องการของทุกคนในครอบครัว ซึ่งจะช่วยผลักดันเศรษฐกิจเติบโตก้าวหน้าต่อไป!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย วานิชหนุ่ม
  • 27 เมษายน 2556, 05:00 น.

http://www.thairath.co.th/column/eco/market/339709

  • 20 เมษายน 2556, 05:00 น.

Pic_339709

ปัจจุบันกลยุทธ์การทำซีอาร์เอ็ม (CRM:Customer Relations Management) ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยรักษาสร้างความภักดีของลูกค้าต่อแบรนด์ให้ยั่งยืน ซึ่งหลายแบรนด์ต่างมีวิธีนำซีอาร์เอ็มเข้ามาใช้ผ่านโปรแกรมต่างๆ โดยเฉพาะการใช้กับบัตรสมาชิก

พร้อมมอบสิทธิประโยชน์ให้แก่ลูกค้า เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าในการช็อปปิ้ง ถ้าพูดถึงแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จและเป็นผู้นำกลยุทธ์ด้านซีอาร์เอ็มนั่นคือ เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล เป็นรายแรก ที่นำกลยุทธ์ดังกล่าวมาใช้ผ่านโปรแกรมสปอต รีวอร์ด การ์ด สามารถครองใจลูกค้าจนขึ้นสู่ปีที่ 9

นางสาวภัทรพร เพ็ญประพัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ผู้บริหารร้านเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์, ท็อปส์มาร์เก็ต, ท็อปส์ ซูเปอร์ และ ท็อปส์ เดลี่ กล่าวว่า โปรแกรมสปอต รีวอร์ด การ์ดได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ด้วยจุดเด่นที่นำข้อมูลของลูกค้ามาวิเคราะห์ศึกษาพฤติกรรมการซื้อ และร่วมมือกับบริษัทคู่ค้าเพื่อนำเสนอสิทธิประโยชน์หลากหลายรูปแบบ โดยมุ่งเน้นการคืนกำไรให้กับสมาชิกแบบ targeted marketing หรือการตลาดเฉพาะบุคคล เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้ามากที่สุด ทำให้ปัจจุบันมีฐานสมาชิกมากกว่า 6.4 ล้านราย และคาดว่าสิ้นปีนี้จะมีสมาชิกกว่า 7 ล้านราย

สมาชิกจะได้รับสิทธิประโยชน์หลักด้วยส่วนลดสินค้าราคาสุดพิเศษ ส่วนลดพิเศษเพิ่มเติมสำหรับสินค้าบนช็อปปิ้งลิสต์ การเข้าร่วมรายการส่งเสริมการขายและของสมนาคุณ และกิจกรรมดีๆ สำหรับสมาชิกเท่านั้น และสปอต มันนี่ แบค การสะสมแต้มเพื่อคืนเป็นคูปองเงินสด

ล่าสุดบริษัทได้ใช้งบประมาณ 250 ล้านบาท ในการฉลอง 9 ปีของบัตรสปอต รีวอร์ด และทำให้โปรแกรมมีความทันสมัยอยู่เสมอ อัพเกรดสิทธิประโยชน์ของโปรแกรม ด้วยไฮไลต์ สปอต มันนี่ แบค ช็อปได้แต้มโดยไม่มียอดขั้นต่ำ 1 บาท เท่ากับ 1 แต้ม

พร้อมรายการโปรโมชั่น “ฉลอง 9 ปี สปอต รีวอร์ด การ์ด มอบฟรี 99 ล้านแต้ม” สำหรับนักช็อปที่มียอดสะสมสูงสุด 2,000 คนแรก รับคะแนน สปอต มันนี่ แบค ฟรี 500,000 แต้ม 120,000 แต้ม 50,000 แต้ม และ 35,000 แต้ม ตามลำดับ พร้อมสะสมแต้มพิเศษจากสินค้ากว่า 100 รายการ ที่เข้าร่วมรายการมอบแต้มพิเศษ 399 แต้ม 999 แต้ม และ 9,999 แต้ม

“จะทำให้สมาชิกสะสมแต้มได้เร็วขึ้น เปลี่ยนเป็นคูปองเงินสดง่ายขึ้น เพิ่มความคุ้มค่าทุกครั้งที่มาซื้อสินค้าที่ร้าน และเมื่อสะสมครบ 2,000 แต้ม สามารถแลกเป็นคูปองเงินสด 10 บาท สะสมครบ 3,000 แต้ม แลกเป็นคูปองเงินสด 20 บาท สะสมครบ 5,000 แต้ม แลกเป็นคูปองเงินสด 50 บาท ถือเป็นการคืนกำไรให้ลูกค้ามากสุดในธุรกิจค้าปลีก พร้อมกันนั้นยังคงรักษาสิทธิประโยชน์ของลูกค้า ด้วยการตัดแต้มอัตโนมัติแล้วเปลี่ยนเป็นคูปองเงินสด จัดส่งให้สมาชิกทุกสิ้นเดือนมี.ค., มิ.ย., ก.ย. และ ธ.ค. จะถูกส่งไปพร้อมกับคูปองส่วนลดทั้งใบเสร็จและคูปองส่วนลดสินค้า”

ขณะเดียวกันในปีนี้ยังได้พัฒนาโปรแกรม สปอต รีวอร์ด การ์ด ด้วยการเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ครั้งแรกในไทย ด้วยเครื่องคีออสระบบสัมผัส ที่จะทำให้ส่วนลดบนช็อปปิ้งลิสต์ มีความสดใส ตื่นเต้น ด้วยระบบหน้าจอสัมผัสทัชสกรีน ที่สมาชิกสามารถเลือกรับสิทธิพิเศษ เฉพาะบุคคลได้แบบสนุกสนานมากขึ้น

สำหรับการดำเนินธุรกิจของบริษัทในปีนี้นั้น เชื่อมั่นว่าจะเติบโตต่อเนื่อง หลังจากเห็นสัญญาณการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคที่ยังคงคึกคักและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพราะมีปัจจัยบวกของเศรษฐกิจโดยรวมมาสนับสนุน ทำให้ความมั่นใจของผู้บริโภคต่อเศรษฐกิจในประเทศมีมากขึ้น อีกทั้งปีนี้มีแผนจะเน้นการขยายสาขาไปพร้อมกับการเปิดตัวของศูนย์การค้าในกลุ่มเซ็นทรัล จากปัจจุบันมีจำนวน 234 สาขาทั่วประเทศ

ด้วยการมุ่งเน้นที่จะสร้างความคุ้มค่าและคืนกำไรให้แก่สมาชิก พร้อมกับนำเสนอประสบการณ์ในการช็อปปิ้งที่เหนือความคาด-หมาย บวกกับการนำนวัตกรรมมาใช้เพื่อให้โปรแกรมอัพเดตทันสมัยอยู่เสมอ การยกระดับสิทธิประโยชน์ครั้งนี้ถือเป็นการตอบโจทย์พฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไปอยู่เสมอ.

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย วานิชหนุ่ม
  • 20 เมษายน 2556, 05:00 น.

http://www.thairath.co.th/column/eco/market/338447

  • 13 เมษายน 2556, 05:00 น.

Pic_338447

ตลาดรถจักรยานยนต์นับเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นในทุกๆปี จากความนิยมในการใช้งานด้วยความคล่องตัวสะดวกรวดเร็ว  ยิ่งในเขตเมืองใหญ่ที่มีปัญหาจราจรติดขัดยิ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น รวมทั้งเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศยังเติบโตต่อเนื่อง

ความนิยมจักรยานยนต์ของประเภทต่างๆ ได้แตกไลน์เพิ่มหลากหลายประเภทเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะตลาดรถสกู๊ตเตอร์เวสป้าในบ้านเราหลังถูกเปิดตลาดมาเป็นเวลา 3 ปี มียอดจำหน่ายสะสมกว่า 10,000 คัน นับเป็นรายได้สะสมกว่า 1,000 ล้านบาท ขณะที่ตลาดรถสกู๊ตเตอร์เวสป้าทั่วโลกมียอดจำหน่ายในปี 2555 ที่ผ่านมา มีมากกว่า 165,000 คัน นับว่าเติบโตขึ้นมากกว่า 3 เท่า นับจากปี 2546

นางพรนฎา เตชะไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวสปิอาริโอ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในฐานะผู้นำเข้ารถสกู๊ตเตอร์ เวสป้า และ พิอาจิโอ ในปี 2555 ที่ผ่านมา ทำยอดขายได้ถึง 5,738 คัน ถือว่าเป็นอัตราการเติบ โตจากปี 2554 สูงถึง 85% สำหรับปีนี้คาดว่าตลาดรถจักรยานยนต์ในปี 2556 มีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นไม่น้อยกว่า 3% ทางบริษัทคาดหวังอัตราการเติบโตจากการจำหน่ายรถเวสป้าจะมียอดจำหน่ายทะลุ 10,000 คัน ในปี 2556 หรือเติบโตขึ้น 75% จากปีที่ผ่านมา พร้อมตั้งเป้าส่วนแบ่งทางการตลาดมากกว่า 1% ภายในปี 2558

สำหรับส่วนแบ่งทางการตลาดในกลุ่มรถจักรยานยนต์ประเภทเกียร์อัตโนมัติรวมกันยังคงเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุด มีส่วนแบ่งตลาดรวมเท่ากับ 49.55% หรือ 1,153,359 คัน ถือว่าเป็นยอดขายสูงสุดของรถประเภทนี้

ส่วนรถเกียร์อัตโนมัติประเภทเรโทร แฟชั่น ซึ่งเป็นประเภทของรถจักรยานยนต์เวสป้า มียอดจดทะเบียนเพิ่มสูงขึ้นมากที่สุดถึง 665,679 คันในปี 2555 (หรือเทียบเป็นสัดส่วนเท่ากับ 57.70% ของรถจักรยานยนต์ประเภทนี้) ขณะที่ยอดขายของรถจักรยานยนต์ประเภทพรีเมียมราคาตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไปนั้น มีแนวโน้มเติบโตสูงมาก ปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ในตลาด 16% มากกว่าปี 2554 ซึ่งมีเพียง 6%

นางพรนฎากล่าวว่า ในปีนี้ บริษัท เวสปิอาริโอ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมลงทุนเม็ดเงินกว่า 100 ล้านบาท ฉลองการดำเนินการครบ 3 ปีขึ้นแท่นตัวแทน จำหน่ายที่ทำยอดขายได้สูงสุดในภาค พื้นเอเชียแปซิฟิก โดยแบ่ง 50 ล้านบาทสำหรับการทำการตลาดในปี 2556 และอีก 50 ล้านบาทสำหรับการพัฒนาเครือข่ายตัวแทนจำหน่าย ส่วนแคมเปญการตลาดในปีนี้ ได้จัดทำแคมเปญ “SCOOT IN STYLE” ต่อเนื่องจากปีที่แล้ว แต่จะเน้นแนวคิดใหม่ “Life is a Cinematic Ride, Scoot in Style with Vespa” ที่มีแรงบันดาลใจมาจากยุค MOD’s เพราะผู้ขับขี่รถเวสป้าในยุคนั้นเป็นบุคคลที่ชื่นชอบในดนตรี แฟชั่น ศิลปะ และดูภาพยนตร์ ซึ่งก็ไม่ต่างกับผู้ขับขี่รถเวสป้าในปัจจุบัน

“ภาพยนตร์เป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่เข้าถึงคนหมู่มากได้ง่ายที่สุด จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นอดีตหรือปัจจุบัน เวสป้าได้อยู่คู่กับภาพยนตร์หลายๆ เรื่องมาทุกยุคทุกสมัย นอกจากนี้จะเน้นการทำตลาดเจาะกลุ่มเป้าหมาย โดยขยายฐานลูกค้าเข้าสู่เด็กมหาวิทยาลัยและวัยเริ่มทำงาน รวมถึงเน้นการทำการตลาดสู่กลุ่มเป้าหมายในต่างจังหวัดมากขึ้น”

ขณะเดียวกันได้ลงทุนเปิดตัว Vespa New Concept Store โฉมใหม่แบบครบวงจรใจกลางย่านสุขุมวิท กว่า 500 ตารางเมตร เพื่อเพิ่มภาพลักษณ์และสร้างความจดจำแก่ผู้บริโภค ไม่เพียงแต่เท่านี้ ทางบริษัทได้เพิ่มเครือข่ายตัวแทนจำหน่าย โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็น 75 แห่ง ให้ครอบคลุมพื้นที่ให้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งการพัฒนาโชว์รูมเต็มรูปแบบใหม่ ในปัจจุบันจาก 25 แห่ง เป็น 55 แห่ง ในปี 2556

นอกจากนี้  เวสป้าได้เปิดตัวรถคอลเลกชั่นใหม่ล่าสุดสำหรับปี 2556 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกจากปี 2553 ที่มีการปรับโฉมใหม่ในทุกรุ่นของ 125 และ 150 ซีซี โดยเน้นสีสันสดใสให้เป็นที่ดึงดูด ต้องตาต้องใจ และเข้ากับกระแสความนิยมของกลุ่มลูกค้าในปัจจุบัน ปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพสมรรถนะของเครื่องยนต์ใหม่ระบบ 3V ตามมาตรฐานยุโรป การเพิ่มอัตราของเครื่องยนต์ให้มีความแรงยิ่งขึ้น พร้อมช่วยในเรื่องการประหยัดน้ำมัน อีกทั้งมีจำนวนสีในแต่ละรุ่นให้เลือกมากที่สุดตั้งแต่เปิดตัวมา พร้อมเพิ่ม Matt Series ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มลูกค้าเวสป้ากันมาก โดยราคาสำหรับเครื่องยนต์ 125 ซีซี ได้แก่รุ่น LX 125 3Vie ราคา 89,900 บาท ไปจนถึงรุ่น S 150ie Matt ราคา 118,500 บาท

ทางบริษัทคาดหวังว่าเวสป้าไม่ได้มีเพียงแค่รูปลักษณ์และสีสันสดใสสวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้นำด้านสมรรถนะและเครื่องยนต์อีกด้วย  การทำตลาดและการออกผลิตภัณฑ์ใหม่จะทำให้ยอดขายเติบโตตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

ในโอกาสวันมหาสงกรานต์นี้ ขอให้ท่านผู้อ่านจงพบแต่สิ่งดีๆ ที่เข้ามาในชีวิต มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงตลอดไป คิดสิ่งใดขอให้สมปรารถนา!
วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย วานิชหนุ่ม
  • 13 เมษายน 2556, 05:00 น.

http://www.thairath.co.th/column/eco/market/337012

  • 6 เมษายน 2556, 05:00 น.

Pic_337012

ฤดูร้อนคือช่วงไฮซีซั่นที่ดุเดือดที่สุดในตลาดเครื่องดื่มชาเขียวพร้อมดื่ม ซึ่งในปีนี้หลากหลายแบรนด์ ต่างงัดกลยุทธ์ที่ร้อนแรงด้วยการส่งโปรโมชั่นเต็มรูปแบบเพื่อช่วงชิงความนิยมและส่วนแบ่งการตลาด

หนึ่งในแบรนด์ที่มีกิจกรรมอย่างต่อเนื่องคงหนีไม่พ้น “อิชิตัน กรีนที” กับแคมเปญใหญ่ “อิชิตัน ลุ้นรหัสรวยเปรี้ยง 60 วัน 60 ล้าน ภาค 2” การกลับมาอีกครั้งหลังภาคแรกที่เปิดตัวในช่วงไตรมาสสุดท้ายในปีที่ผ่านมา จนประสบความสำเร็จ กลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ส่งผลให้ขึ้นแท่นเป็นผู้นำตลาดชาเขียวอันดับ 1 เป็นเวลา 4 เดือนติดต่อกัน

“ตัน ภาสกรนที” แห่งบริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด ผู้ผ่านประสบการณ์ตลาดชาเขียวเมืองไทยอย่างโชกโชน จับจุดการใช้เทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือรวมกับความชอบลุ้นเรื่องตัวเลขของคนไทย เกิดเป็นนวัตกรรมการตลาดผ่านโทรศัพท์มือถือที่เล่นง่าย ลุ้นง่าย ไม่เสียค่าใช้จ่าย แจกเร็วทันใจภายใน 24 ชั่วโมง พลิกตำราการส่งฝาชิงโชคทางไปรษณีย์แบบเดิมๆ อย่างสิ้นเชิง

การกลับมาของแคมเปญ “อิชิตัน ลุ้นรหัสรวยเปรี้ยง 60 วัน 60 ล้าน ภาค 2” ไฮไลต์เด็ดของแคมเปญ นอกจากการร่วมสนุกแจกหนัก ลุ้นมันส์แล้วการสร้างปรากฏการณ์ แจกจริง เร็วทันใจด้วยการเดินทางไปมอบของรางวัลถึงมือผู้โชคดีทั่วประเทศจากทั้ง “ตันแมน” และทีมงาน สามารถสร้างการรับรู้ในหมู่ผู้บริโภคชาวไทยอย่างรวดเร็วในระยะเวลาสั้นๆ อีกทั้งปีนี้นอกจากโชคชั้นที่ 1 รางวัลทองคำมูลค่า 1 ล้านบาท รวม 60 วัน 60 ล้านบาท อิชิตันเพิ่มของรางวัลโชคชั้นที่ 2 ด้วยการแจกไอโฟน 5 ใหม่มากที่สุดในโลกถึง 1,230 เครื่อง กลายเป็นสุดยอดของรางวัลที่วัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ต้องการเป็นเจ้าของมากที่สุด

โดยยังคงกติกาง่ายๆ เพียงกด *488* ตามด้วยรหัส 10 หลักใต้ฝาหรือข้างในกล่องของ อิชิตัน กรีนที, ดับเบิ้ล ดริ้งค์ และน้องใหม่เย็นเย็น บายอิชิตัน ทุกขนาดทุกรสชาติ ตามด้วย # แล้วกดโทร.ออก (เช่น *488*1234567890# กดโทร.ออก) ส่งได้ทุกเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ฟรี ไม่เสีย 3 บาท ส่งได้ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง และรับประกันว่าทุกฝาหรือทุกกล่องผลิตภัณฑ์ของเครื่องดื่มในเครืออิชิตันมีรหัสเพื่อร่วมสนุกได้อย่างทั่วถึง 100% เริ่มส่งรหัสร่วมสนุกฟรีพร้อมกันทั่วประเทศตั้งแต่วันนี้-3 มิ.ย. 2556 ผู้ร่วมสนุกในแต่ละรอบ ส่งรหัสก่อนบ่าย 2 ตรวจผล การออกรางวัลได้ทาง SMS จากโทรศัพท์มือถือในเวลา 17.00 น. เป็นต้นไปของทุกวันจันทร์-ศุกร์ ที่มีการจับรางวัล หรือตรวจรหัสที่ www.facebook.com/ichitan,www.ichitandrink.com

สำหรับแคมเปญครั้งนี้อิชิตัน กรีนทีใช้งบการตลาดรวม 180 ล้านบาท กับการเพิ่มรางวัลทั้งทองคำและ iphone 5 ที่โดนใจผู้บริโภคที่สุดรวมมากถึง 1,290 รางวัล มูลค่ากว่า 90 ล้านบาท รวมไปถึงสิทธิพิเศษอื่นๆ ให้กับผู้ร่วมกิจกรรมอีก 2 แสนกว่าสิทธิ์มูลค่าไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท เช่นการจัดกิจกรรม SMS แลกตั๋วหนังฟรี แลกบัตรเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวตามจังหวัดต่างๆ ฟรี รวมไปถึงการบริหารแคมเปญให้เกิดประสิทธิภาพสร้างการรับรู้ให้กับผู้บริโภคในวงกว้าง

โดยคาดว่าจะสร้างยอดขายจากแคมเปญครั้งนี้ไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านบาท หรือคิดเป็น 35% จากยอดขายรวมของอิชิตันทั้งปีนี้ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 4,500 ล้านบาท เพิ่มจากปีที่แล้วที่ทำรายได้ 3,500 ล้านบาท ขณะที่ในช่วงเดือน ต.ค. 2555–ม.ค. 2556 อิชิตันมีส่วนแบ่งทางการตลาดชาเขียวอยู่ที่ 40% ส่วนอันดับที่ 2 มีส่วนแบ่งที่ 38% และอันดับ 3 มีอยู่ 10% จากมูลค่าตลาดรวมเครื่องดื่มชาเขียวในปี 2555 อยู่ที่ 13,000 ล้านบาท เติบโต 33% และในปี 2556 คาดว่าตลาดรวมจะเติบโต 20% หลังจากฐานตลาดที่ใหญ่ขึ้น
ที่สำคัญอิชิตันรวยเปรี้ยง ยังได้พลิกชีวิตคน 60 คนให้กลายเป็นเศรษฐีเงินล้านในเวลาข้ามคืนได้อีกครั้ง ด้วยยอดขายในแคมเปญนี้จะมีส่วนช่วยผลักดันยอดขายรวมของธุรกิจเครื่องดื่มไปให้ถึง 4,500 ล้านบาท จนสามารถขึ้นแท่นเป็นผู้นำตลาดชาเขียวอย่างเต็มรูปแบบ

พร้อมเตรียมตัวในการจดทะเบียนเข้าเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ในช่วงปลายปีนี้!!
วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย วานิชหนุ่ม
  • 6 เมษายน 2556, 05:00 น.

http://www.thairath.co.th/column/eco/market/334091

  • 23 มีนาคม 2556, 05:00 น.

Pic_334091

ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลายได้มุ่งเน้นการลงทุนพัฒนาที่อยู่อาศัยในแนวราบ ทั้งโครงการทาวน์เฮาส์และบ้านเดียวกันอย่างคึกคักเป็นประวัติการณ์ตามทิศทางของการขยายโครงการระบบขนส่งมวลชนออกไปรอบชานเมือง

ไม่แพ้กระแสของคอนโดมิเนียมที่เกาะพาดตามระบบขนส่งมวลชนหรือรถไฟฟ้าที่กำลังเร่งก่อสร้างกันในขณะนี้ ซึ่งบริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) หนึ่งในยักษ์ใหญ่ในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์โชว์แผนรุกธุรกิจแนวราบกับ 21 โครงการใหม่ในปีนี้ พร้อมกับการเปิดตัวแบรนด์ “นาราสิริ” บ้านไฮเอนด์ระดับราคาเริ่มต้น 15-100 ล้านบาท เพื่อครอบคลุมตลาดทุกระดับกับเป้าหมายขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดบ้านหรู

นายเมธา อังวัฒนพานิช รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสสายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การพัฒนาโครงการแนวราบของในปีนี้เป็นบ้านเดี่ยว 13 โครงการ มูลค่าประมาณ 22,504 ล้านบาท และทาวน์เฮาส์ 8 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 2,723 ล้านบาท

โดยในช่วงเดือน มี.ค.นี้ บริษัทจะมีการเปิดตัว 3 โครงการที่อยู่อาศัยใหม่ ได้แก่โครงการบุราสิริ เกาะแก้ว ซึ่งเป็นโครงการแรกใน จ.ภูเก็ต, โครงการเศรษฐสิริ ราชพฤกษ์-จรัญ 2 รวมทั้งโครงการนาราสิริ พุทธมณฑล สาย 1 กับราคาเริ่มต้น 25 ล้านบาท

“ในปี 56 บริษัทยังมีแผนกลยุทธ์ที่ชัดเจนในการรุกพัฒนาโครงการแนวราบ  เพื่อมุ่งขยายฐานการดำเนินธุรกิจให้เติบโตตามแผน 6 กุญแจสำคัญที่จะผลักดันสู่เป้าหมาย ประกอบด้วย การพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ตอบรับทุกความต้องการและครอบคลุมทุกเซกเมนต์อย่างต่อเนื่อง โดยรุกพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยวระดับไฮเอนด์ซึ่งมีสัดส่วนการตลาดที่มีความน่าสนใจและที่สำคัญในปีนี้บริษัทจะรุกพัฒนาบ้านเดี่ยวภายใต้แบรนด์ “นาราสิริ” อีกครั้ง เพื่อให้ครอบคลุมและตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าระดับบนมากยิ่งขึ้น”

โครงการนาราสิริ 4 โครงการใหม่ในทำเลทอง ได้แก่ บางนา, พุทธมณฑลสาย 1, พระราม 2 และศรีนครินทร์ ขณะเดียวกัน บริษัทยังมีแผนขยายตลาดให้ครอบคลุมทุกเซกเมนต์มากขึ้น ได้แก่ แผนการพัฒนาบ้านเดี่ยวในระดับราคา 3 ล้านบาท และทาวน์เฮาส์ในราคา 1.5 ล้านบาท ในทำเลที่ใกล้แหล่งงาน เช่น นิคมอุตสาหกรรมในทำเลปทุมธานี หรืออยู่ใกล้แหล่งเมืองเก่า เช่น ประชาอุทิศ หรือสำโรง เป็นต้น โดยคาดว่าจะเปิดการขายได้ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้

นายเมธา กล่าวว่า บริษัทได้ตั้งเป้าหมายยอดขายโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบในปี 56 นี้ ไว้ที่ประมาณ 18,000 ล้านบาท โดยโครงการในแนวราบของแสนสิริ ได้จัดวางตำแหน่งคือ แบรนด์นาราสิริ ระดับราคาเริ่มต้น 15-100 ล้านบาท 2. แบรนด์เศรษฐสิริ ราคา 6-20 ล้านบาท 3. แบรนด์บุราสิริ ที่มีระดับราคา 5-10 ล้านบาท 4. แบรนด์สราญสิริ ระดับราคา4-8 ล้านบาท 5. แบรนด์ฮาบิเทีย ระดับราคา 3.5-8 ล้านบาท รวมทั้งบ้านเดี่ยวในระดับราคา 3 ล้านบาท ที่มีแผนเตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ในปีนี้ด้วยเช่นกัน

“สำหรับทาวน์เฮาส์ภายใต้แบรนด์ “ทาวน์ อเวนิว” ในระดับราคา 4–6 ล้านบาท ซึ่งยังคงใช้เป็นหัวหอกหลักที่จะเข้าไปบุกตลาดในกลุ่มนี้ โดยเตรียมเปิดตัวในทำเลต่างๆ และเดินหน้าเปิดตัวทาวน์เฮาส์ภายใต้แบรนด์ฮาบิทาวน์ ในระดับราคา 2–3 ล้านบาท ในทำเลรอบๆกรุงเทพฯ อย่างต่อเนื่อง”

อีกทั้งบริษัทยังมีแผนเตรียมเปิดตัวทาวน์เฮาส์ในระดับราคา 1.5 ล้านบาท ในทำเลที่ใกล้แหล่งงาน โดยเตรียมเปิดเผยแบรนด์ใหม่ในปีนี้ เพื่อตอบรับความต้องการและสอดคล้องกับสภาพตลาดระดับนี้ที่ยังคงมีดีมานด์อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ในปีที่ผ่านมาบริษัทก็ยังคงประสบความสำเร็จจากการขยายและพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่ตอบรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าทุกระดับราคา ทั้งในกรุงเทพฯและตลาดต่างจังหวัด อาทิ โครงการบ้านแฝด ฮาบิเทีย เกาะแก้ว จังหวัดภูเก็ต จำนวน 244 ยูนิต ซึ่งเล็งปิดการขายได้ภายในเดือน มี.ค.นี้ รวมทั้งทาวน์เฮาส์ในโครงการ ฮาบิทาวน์ เกาะแก้ว จังหวัดภูเก็ต ซึ่งปัจจุบันมียอดขายแล้วถึง 80%

ส่งผลให้บริษัทสามารถสร้างยอดขายรวมโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบในปี 55 มีมูลค่ารวมถึง 14,000 ล้านบาท กับการเข้าถึงตลาดที่อยู่อาศัย ทั้งในเขตกรุงเทพฯและต่างจังหวัดทุกเซกเมนท์และเป็นผู้นำในตลาดอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร.

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย วานิชหนุ่ม
  • 23 มีนาคม 2556, 05:00 น.


  • Arlene: I was thinking about if you have a linkedin page. Cheers for the astonishing blog post.
  • Lou: Heya, this really is such an incredible topic to learn about.
  • Anti Aging: What's up, just wanted to mention, I enjoyed this article. It was funny. Keep on posting!

หมวดหมู่