ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ขยายเวลาช็อปแฟชั่นแบรนด์ระดับโลก เมษายน 8, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/396814

โดย วานิชหนุ่ม 18 ม.ค. 2557 05:00

ธุรกิจค้าปลีกในย่านที่ม็อบชุมนุมทางการเมืองดำเนินกิจกรรมอย่างเข้มข้นต้องจับตาดูเป็นพิเศษและประเมินสถานการณ์วันต่อวันว่าจะเปิด-ปิดให้บริการรวมทั้งการเข้มงวดความปลอดภัยเพื่อไม่ให้ห้างและศูนย์การค้าได้รับผลกระทบจากการชุมนุม แม้ว่ากลุ่มม็อบจะแห่เข้าไปอุดหนุนกันอย่างหนาแน่น

สำหรับศูนย์การค้าที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่การชุมนุมเอง  ได้เร่งกระตุ้นส่งเสริมการขายอย่างหนักเพื่อดึงดูดลูกค้าไปอุดหนุนกันอย่างเต็มที่ในช่วงที่กลุ่มผู้บริโภคยังเกาะติดสถานการณ์การเมืองอย่างใกล้ชิดไม่มีอารมณ์ร่วมที่จะจับจ่ายใช้สอย

ด้านศูนย์การค้าดิ เอ็มโพเรียมที่เตรียมยกระดับเป็นศูนย์การค้าระดับโลกนั้น ก็ได้จัดรายการใหญ่ โดย นายมนาเทศ อันนวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ ศูนย์การค้าดิ เอ็มโพเรียม กล่าวว่า ดิ เอ็มโพเรียม และธนาคาร กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมมือกันในการจัดรายการ Emporium Gift Gala Showcase ซึ่งเป็นกิจกรรมส่งเสริมการขายพิเศษที่เปิดโอกาสให้เหล่านักช็อป ได้ช็อปแฟชั่นและลักชัวรีแบรนด์เนมชั้นนำระดับโลกภายในศูนย์การค้าที่ร่วมรายการ และจุใจยิ่งขึ้นกับข้อเสนอที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในการมอบแผนการชำระเงินแบบแบ่งจ่ายรายเดือน 0% นานสูงสุดถึง 10 เดือน

“ตลอดระยะเวลากว่า 3 สัปดาห์ของการจัดงานดังกล่าวที่ผ่านมา ได้รับความสนใจจากเหล่านักช็อปที่ชาญฉลาด (Smart Shoppers) เป็นอย่างมาก ซึ่งลูกค้าให้ความสนใจเปลี่ยนยอดซื้อเป็นแบบแบ่งจ่ายรายเดือน 0% นานสูงสุดถึง 10 เดือน เป็นจำนวนมาก ประกอบกับในช่วงเวลาที่ผ่านมาที่ค่าเงินบาทของไทยอ่อนตัวลงในระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้แฟชั่นและลักชัวรีแบรนด์ระดับโลกที่จำหน่ายในไทยมีราคาใกล้เคียงกับในต่างประเทศ ผลักดันให้ยอดขายในหมวดแฟชั่นและลักชัวรี เติบโตสูงขึ้นกว่าปี 2556 ถึง 20% ทำให้ร้านค้ารวมไปถึงลูกค้าได้เรียกร้องให้เราขยายเวลาในการจัดรายการดังกล่าวเพื่อเป็นการร่วมฉลองความสำเร็จ จึงได้ขยายเวลาในการจัดรายการไปจนถึงวันที่ 31 ม.ค.57

นายมนาเทศกล่าวว่า จากการทำวิจัยและเก็บข้อมูลพฤติกรรมการจับจ่ายของลูกค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกค้าที่เป็นแฟชั่นนิสต้า พบว่า กิจกรรมส่งเสริมการขายที่ลูกค้ากลุ่มนี้สนใจเป็นพิเศษคือ โปรแกรมแบ่งจ่ายรายเดือนดอกเบี้ย 0% โดยนักช็อปส่วนใหญ่ระบุว่าชื่นชอบและช่วยในการตัดสินใจซื้อได้ง่ายกว่าการลดราคาสินค้า

นอกจากนี้  ยังพบว่าจากการเติบโตของตลาดคอนโดมิเนียมในย่านสุขุมวิทและใกล้เคียงได้สร้างลูกค้ากลุ่มใหม่ขึ้นมา กล่าวคือ กลุ่มคนรุ่นใหม่ ผู้บริหารระดับต้น-กลาง มีรสนิยม มีไลฟ์สไตล์ที่ชัดเจน ชื่นชอบแฟชั่นและลักชัวรี  ทั้งยังรู้จักจับจ่าย อายุระหว่าง 25-35 ปี ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้รู้ดีว่าตนเองต้องการสินค้าหรือบริการแบบใดและสามารถหาช็อปได้ที่ใดอีกด้วย ดังนั้นโปรแกรมดังกล่าวจะช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจเป็นเจ้าของแฟชั่นและลักชัวรี  แบรนด์หรูได้ง่ายขึ้น” นายมนาเทศกล่าว

ด้านนายชาติชาย พยุหนาวีชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคาร กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สมาชิกผู้ถือบัตรเครดิตกสิกรไทย เป็นลูกค้าระดับบนที่มีรสนิยมเป็นเลิศในการช็อปปิ้ง จากฐานลูกค้าผู้ถือบัตรกว่า 3 ล้านใบนั้น กว่า 10% ของยอดจับจ่ายเป็นยอดที่เกิดจากการช็อปในหมวดแฟชั่นและลักชัวรี โดยสินค้าที่ชื่นชอบเป็นพิเศษ ได้แก่ กระเป๋า รองเท้า และเครื่องประดับ เป็นต้น

การจัดโปรแกรมดังกล่าวเสมือนการวางแผนการชำระเงินที่มอบกำลังซื้อสูงสุดให้กับลูกค้าผู้ถือบัตรเครดิตกสิกรไทยทุกประเภท ซึ่งนับเป็นมิติใหม่ของการช็อปปิ้ง และบัตรเครดิตกสิกรไทย ถือเป็นบัตรเครดิตใบแรกที่จัดกิจกรรมนี้ขึ้นมาสำหรับสมาชิกบัตรเครดิตกสิกรไทยที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้สามารถรับสิทธิ์ได้ง่ายๆ เพียงเลือกช็อปสินค้าชิ้นโปรดจากร้านค้าที่ร่วมรายการ จากนั้นติดต่อลงทะเบียนเพื่อเปลี่ยนยอดเป็นแบบแบ่งจ่ายรายเดือน 0% นานสูงสุดถึง 10 เดือน ได้ที่ เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ของธนาคารกสิกรไทย บริเวณ ชั้น 1 ศูนย์การค้าดิ เอ็มโพเรียม

สำหรับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองนั้น ดิ เอ็มโพเรียม ไม่ได้ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีการชุมนุมโดยตรงจึงยังคงเปิดให้บริการแก่ลูกค้าตามปกติ เพียงแต่มีการจัดตั้งหน่วยงานพิเศษขึ้นมาเพื่อติดตามข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมอย่างใกล้ชิด พร้อมกับเตรียมแผนงานบริหารกรณีประสบเหตุฉุกเฉินอีกด้วย!!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

 

“พีเพิลฟู” บุกตลาดกล้องวงจรปิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/395067

โดย วานิชหนุ่ม 11 ม.ค. 2557 05:00

ปัจจุบันกระแสเรื่องความปลอดภัยในการดำรงชีวิตกำลังเป็นที่ถูกใส่ใจมากขึ้น โดยเฉพาะกระแสการติดตั้งระบบกล้องวงจรปิด Closed-circuit television (CCTV) ที่จะเป็นตัวช่วยหลักในการรักษาความปลอดภัย ทั้งด้านทรัพย์สินของมีค่าต่างๆ รวมถึงรักษาชีวิตให้ปลอดภัยจากภัยร้ายต่างๆ ที่นับวันจะมีแต่เข้าใกล้ตัวเรามากขึ้นทุกวัน

สำหรับในประเทศไทยตลาดกล้องวงจรปิดก็มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องมาทุกๆปี เพราะปัจจุบันผู้คนต่างเข้าถึงระบบกล้องวงจรปิดได้มากขึ้น เนื่องจากมีสินค้าให้เลือกมากขึ้น ราคามีหลากหลายระดับให้เลือกสรร ซึ่งแตกต่างกับเมื่อก่อนที่ราคาของกล้องวงจรปิดมีราคาที่สูง และก็มองว่าเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น

แต่ในทุกวันนี้ความคิดก็ได้เปลี่ยนไป กล้องวงจรปิดเริ่มเข้ามามีบทบาท ไม่ว่าจะเป็นตัวช่วยในการจับโจรผู้ร้าย ช่วยคลี่คลายคดีต่างๆ เสมือนเป็นยามคอยสอดส่องดูแลความเรียบร้อย ซึ่งดูได้จากสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าต่างๆ รวมถึงหน่วยงานราชการต่างๆ ก็เริ่มหันมาใส่ใจกับระบบกล้องวงจรปิดกันมากขึ้น ไม่เว้นแม้กระทั่งบ้านเรือน ที่เจ้าของบ้านก็หาซื้อมาติดตั้งได้ดูแลชีวิตและทรัพย์สินของเขาเอง

นายพงศพัค หวัง กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีเพิลฟู เทคโนโลยี จำกัด เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาบริษัทได้คลุกคลีอยู่ในแวดวงระบบกล้องวงจรปิดมานาน จึงมองเห็นแนวโน้มการเติบโตที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บริษัทจึงเล็งเห็นโอกาสการนำเสนอสินค้าให้ตอบโจทย์ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคให้มากที่สุด จึงได้เตรียมผลิตสินค้ากล้องวงจรปิดที่เป็นแบรนด์ของตัวเองขึ้นมา ภายใต้แบรนด์ “พีเพิลฟู” ซึ่งแต่เดิมจะเน้นผลิตให้กับแบรนด์อื่นจากนั้นก็จะนำไปติดโลโก้ สติกเกอร์แบรนด์นั้นๆออกไปจำหน่ายในตลาด

“ในปี 57 บริษัทจะเดินหน้าแผนการตลาดเต็มสูบ ในการนำเสนอกล้องวงจรปิดผ่านแบรนด์พีเพิลฟู ให้เป็นที่รู้จัก และคาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค เพราะปัจจุบันพีเพิลฟูก็เป็นที่รู้จักกันดีในกลุ่มช่าง และตัวแทนจำหน่าย ที่จะมาเป็นตัวช่วยบอกถึงคุณภาพของกล้องวงจรปิดว่าของดี ราคาไม่แพง ก็ยังมีอยู่”

ทั้งนี้บริษัทยังเตรียมจัดทัพทีมงาน เพื่อนำความรู้ต่างๆเกี่ยวกับระบบกล้องวงจรปิดไปสอนให้กับตัวแทนจำหน่าย ที่ขณะนี้บริษัทมีเกือบทุกๆจังหวัดในประเทศไทย เนื่องจาก 2-3 ปีที่ผ่านมา ระบบกล้องวงจรปิดได้มีการพัฒนามากขึ้น ซึ่งตัวแทนจำหน่ายอาจจะไม่เข้าใจการทำงานอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะกล้องวงจรปิดระบบไอพี ที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบอินเตอร์เน็ต ที่ผู้ใช้สามารถดูภาพผ่านแอพพลิเคชั่นบนเครื่องสื่อสารที่รองรับได้เลย ซึ่งในจุดนี้ก็จะทำให้ตัวแทนจำหน่ายสามารถแนะนำสินค้าที่ตอบโจทย์ตามความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่ต้องการสินค้าที่ใช้งานง่าย สะดวก รวดเร็ว ทันใจ

นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมทีมงานไว้คิดค้นแอพพลิเคชั่นต่างๆ ไว้รองรับระบบปฏิบัติงานของกล้องวงจรปิด เพื่อให้ผู้บริโภคได้ใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ อาทิ แอพฯการดูภาพย้อนหลังบนมือถือได้ทุกที่ทุกเวลา, แอพฯที่จะส่งคลิปวีดิโอสั้นๆ มาที่มือถือของผู้ใช้ทันทีที่มีผู้บุกรุกมาในพื้นที่กำหนดห้ามเข้าไว้ ซึ่งทั้ง 2 แอพฯนี้จะต้องใช้คู่กับกล้องวงจรปิดระบบไอพี และเชื่อมต่อกับระบบอินเตอร์เน็ต นอกจากนี้ บริษัทยังมีบริการที่เป็นไฮไลต์อีกก็คือ การส่งข้อความไปยังมือถือของผู้ใช้ว่ามีความผิดปกติในบริเวณบ้าน ซึ่งในจุดนี้จะไม่ต้องพึ่งสัญญาณอินเตอร์เน็ต จะเป็นการซื้อระบบบริการของทางบริษัท บริษัทจะมีทีมงานไว้ช่วยดูให้ในยามที่เจ้าของบ้านไม่อยู่บ้าน อีกทั้งบริษัทยังมีแผนที่จะสร้างทีมคอลเซ็นเตอร์ 24 ชั่วโมง ไว้คอยให้คำปรึกษาผู้บริโภคในเวลาที่ลูกค้ามีปัญหาการใช้งานกล้องวงจรปิดอีกด้วย

ในส่วนของผลิตภัณฑ์สินค้าของบริษัทก็จะมีหลากหลายในกลุ่มระบบกล้องวงจรปิด เริ่มตั้งแต่ราคา 1,000-100,000 บาท มีให้เลือกทั้งระบบที่เป็นกล้องวงจรปิดแบบอนาล็อก และดิจิตอลไอพีที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบอินเตอร์เน็ตได้ รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆที่เกี่ยวกับกล้องวงจรปิด ด้านการผลิตทางบริษัทได้ทำสัญญากับบริษัทผู้ผลิตทางประเทศจีนประมาณ 4-5 แห่ง เพื่อผลิตสินค้าให้ และในด้านคุณภาพก็จะมีทีมงานคอยตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้แน่ใจว่าสินค้าที่เอาไปจำหน่ายใช้งานได้จริงไม่เกิดความเสียหาย

อย่างไรก็ตามในอนาคตระบบกล้องวงจรปิดก็จะมีการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพ และคุณภาพที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน โดยขณะนี้ก็มีการพัฒนาระบบกล้องวงจรปิด HD SDI (High Definition Serial Digital Interface) ที่ในอนาคตจะมาแทนที่ระบบอนาล็อก โดยอาจจะมีราคาแพงกว่าระบบอนา-ล็อกกว่า 30% แต่เมื่อเทียบกับคุณภาพที่จะได้รับถือว่าคุ้มค่ามากๆ เพราะกล้องวงจรปิด HD SDI มีคุณภาพประมาณ 90% ของระบบกล้องวงจรปิดแบบไอพี

ในยุคสมัยนี้การมีกล้องวงจรปิด ถือเป็นอะไรที่อุ่นใจได้มาก เสมือนมียามคอยเฝ้าบ้าน และทรัพย์สินของมีค่าให้ เป็นการป้องกันก่อนที่ภัยจะมาได้ดีเลยทีเดียว!!!

 

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

 

ธุรกิจความงามก้าวรับเออีซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/393382

โดย วานิชหนุ่ม 4 ม.ค. 2557 05:00

ก้าวพ้นข้ามเทศกาลปีใหม่ 2557 นับถอยหลังกับการเปิดประชาคมอาเซียน หรือเออีซี เหลือเพียงอีกไม่ถึงปี หลายๆธุรกิจของไทยได้เตรียมพร้อมรับการเปิดตลาดอย่างเต็มที่  โดยเฉพาะวงการศัลยกรรมเพื่อความงามที่ไทยเราตั้งความหวังว่าจะเป็นศูนย์กลางในภูมิภาค

ทั้งในด้านการให้บริการ และตอบโจทย์ลูกค้าต่างชาติ  ด้วยเทคนิคและความเชี่ยวชาญ ในด้านธุรกิจความงามระดับพรีเมียม ที่สั่งสมจากผู้บริโภคชาวไทยที่มีความสนใจดูแลตัวเองมากขึ้น และหน้าตามีบทบาทต่ออาชีพการงาน หรือแม้แต่การเข้าสังคมที่ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

นายแพทย์พุฒิพงศ์ ภูมิสุวรรณ ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมความงามกรุงเทพ AIC กล่าวว่า ภาพรวมของวงการแพทย์ไทยเกี่ยวกับเรื่องศัลยกรรมเพื่อความสวยความงามนั้น มีอัตราเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะเมื่อประเทศเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี 2558 แม้จะไม่ได้เติบโตแบบก้าวกระโดดในช่วงแรก แต่เมื่อมองดูภาพรวมของตลาดแล้วนั้น มีความเชื่อมั่นว่า ตัวเลขการเติบโตจะเพิ่มสูงขึ้นในปีถัดๆไป เนื่องจากการมีเทคโนโลยีและเทคนิคใหม่ๆเกิดขึ้น อีกทั้งการแข่งขันในเรื่องความรู้ ความเชี่ยวชาญของแพทย์ และบริการที่ดีขึ้น โดยเฉพาะจุดเด่นของประเทศไทยที่ขึ้นชื่อเรื่องการให้บริการและการดูแลหลังรับบริการ ซึ่งกลุ่มแพทย์หรือผู้บริหารคลินิก ควรให้ความสำคัญ

เพราะการสร้างความประทับใจทั้งในแง่ผลการรักษาที่ดี และบริการที่ดี จะช่วยดึงลูกค้าให้กลับมาใช้บริการซ้ำ และต่อยอดการใช้บริการ ลูกค้าที่สนใจเข้ามารับบริการ หลังการรวมกลุ่มเออีซีนั้น น่าจะเป็นกลุ่มผู้มีรายได้สูง และทำการศึกษามาอย่างดี มีความพร้อมด้านการเงินที่สามารถจ่ายเพื่อเข้ามาใช้บริการในสถาบันความงามที่ได้มาตรฐานของไทย ซึ่งจะส่งผลดีต่อเนื่องให้กับภาพรวมเศรษฐกิจของตลาดความงามแน่นอน

สำหรับบทบาทของวงการแพทย์ศัลยกรรมความงามในประเทศไทยที่พร้อมจะเดินหน้าก้าวเข้าสู่เออีซี ในช่วงแรกๆสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นก่อนคือ ตลาดเครื่องมือแพทย์ ซึ่งจะมีการแข่งขันเพื่อแย่งส่วนแบ่งของตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพราะขณะที่บริษัทไทยที่ขายเครื่องมือแพทย์และเวชภัณฑ์ ให้กับคลินิกในไทยและประเทศในกลุ่มสมาชิกเออีซี

“ในขณะเดียวกันจะต้องมีบริษัทใหญ่จากต่างชาติ ที่ได้เปรียบเรื่องเงินทุน สามารถรุกเข้ามาทำธุรกิจ แย่งส่วนแบ่งตลาดได้เช่นกัน อีกเรื่องที่ต้องพึงระวังหลังการรวมตลาดอาเซียนแล้วคือ หากหน่วยงานภาครัฐโดยเฉพาะส่วนที่มีหน้าที่ควบคุมการนำเข้าสินค้าประเภทเครื่องมือแพทย์และเวชภัณฑ์ ยังไม่ปรับตัว หากขั้นตอนการอนุมัติต่างๆยังยุ่งยากซับซ้อน และเชื่องช้าดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน การพัฒนาของวงการแพทย์ไทยก็อาจสู้เพื่อนบ้านไม่ได้อีกต่อไป เราอาจต้องเห็นคนไทยบินไปรักษาที่ประเทศเพื่อนบ้าน ด้วยเหตุผลว่าเครื่องมือทันสมัยกว่าของบ้านเราก็เป็นได้”

ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมความงาม กรุงเทพ AIC มองการเปิดตลาดความงามของแพทย์ไทยสู่วงกว้างว่า เป็นการเปิดตลาดที่ใหญ่ขึ้น มั่นใจว่ามีผลที่ดีต่อภาพเศรษฐกิจโดยรวม ส่งผลดีโดยตรงต่อผู้ผลิตสินค้า และ ต่อยอดให้กับธุรกิจบริการ ในด้านของผู้บริโภคเอง ก็จะได้รับประโยชน์เช่นกัน เนื่องจากผู้บริโภคจะมีตัวเลือกที่มากขึ้น ได้ราคาที่เหมาะสม โดยศูนย์นวัตกรรมความงามกรุงเทพ AIC มีข้อได้เปรียบคือ ความน่าเชื่อถือ ประสบการณ์ของแพทย์ และชื่อเสียงของตัวแพทย์ ซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจเข้ารับบริการมากกว่าเรื่องของราคา

“ผู้บริโภคส่วนใหญ่ที่เข้ามารับบริการ คือ เน้นการยกกระชับ-แก้ไขริ้วรอยเหี่ยวย่น ที่เกิดจากวัย และสภาวะแวดล้อม พร้อมกับบริการปรับแก้ไขโครงกระดูกใบหน้า แบบไม่ต้องผ่าตัด โดยบริการของเราเริ่มต้นที่ราคา 2,000 บาท/ครั้ง เป็นการให้บริการทำทรีตเมนต์ บำรุงผิว แต่หากผู้บริโภค หรือผู้ที่สนใจอยากเข้ารับคำปรึกษาในด้านการแก้ไขปรับโครงกระดูกใบหน้า แก้ไขริ้วรอยเหี่ยวย่น และการหย่อนคล้อยด้วยเทคนิคพิเศษ ราคาจะมีระดับการให้บริการ ตั้งแต่ 100,000-400,000 บาท/ครั้ง”

ในส่วนที่โดดเด่น และผู้บริโภคเข้ามาปรึกษาเพื่อขอเข้ารับบริการจากทางศูนย์นวัตกรรมความงามกรุงเทพ AIC มากที่สุด คือการแก้ไขปัญหาใต้ตา เกี่ยวกับร่องลึกและถุงใต้ตา โดยไม่พึ่งการผ่าตัด ค่าบริการเริ่มต้นที่ 30,000 บาท/ครั้ง เหตุผลที่เป็นบริการที่นิยมมาก เพราะการรักษาบริเวณใต้ดวงตานั้น ทำได้ยากต้องอาศัยความชำนาญขั้นสูง และเกี่ยวข้องกับการฉีดฟิลเลอร์ หรือร้อยไหมใต้ดวงตา จึงควรอยู่ในการดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจริงๆในด้านนี้ ซึ่งนับเป็นโอกาสดี เพราะตอนนี้เราก็เริ่มมีลูกค้าจากต่างประเทศ แถบประเทศเพื่อนบ้าน

ปัจจุบันทัศนคติของคนรุ่นใหม่ต่างจากเดิม คือกล้าจ่าย และยอมรับการรักษาแบบใหม่ๆ โดยเฉพาะการรักษาแบบกึ่งศัลยกรรม ที่ไม่มีการลงมีดผ่าตัด ความเสี่ยงต่ำ และไม่ต้องพักฟื้น จึงทำให้ภาพรวมของธุรกิจความงามในประเทศไทย มีอัตราที่เติบโตทุกปี ถือเป็นอีกธุรกิจที่น่าสนใจ ที่จะมีผลต่อการยกระดับประเทศไทยก้าวสู่ผู้นำของเออีซีอย่างแน่นอน.

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

 

‘แก้วแฟนตาซี’ ไอเดียแบบนี้ก็ ‘ทำเงิน’ มีนาคม 8, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันเสาร์ 8 มีนาคม 2557 เวลา 00:00 น.

  •  

’แก้วแฟนตาซี“ เป็นงานแฮนด์เมดอีกรูปแบบหนึ่ง เป็นการนำแก้วไวน์มาทำการตกแต่งให้สวยงาม เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเดิม โดยการนำผ้าลูกไม้มาตกแต่งทำเป็นชุดสวมใส่แก้ว ใช้เป็นของขวัญของชำร่วย

วันเสาร์ 8 มีนาคม 2557 เวลา 00:00 น.

’แก้วแฟนตาซี“ เป็นงานแฮนด์เมดอีกรูปแบบหนึ่ง เป็นการนำแก้วไวน์มาทำการตกแต่งให้สวยงาม เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเดิม โดยการนำผ้าลูกไม้มาตกแต่งทำเป็นชุดสวมใส่แก้ว ใช้เป็นของขวัญของชำร่วย เป็นไอเดียและผลงานของนักศึกษาปี 1 คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ สาขาเทคโนโลยีงานประดิษฐ์สร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ซึ่งชิ้นงานแก้วรูปแบบนี้ก็สามารถใช้เป็น ’ช่องทางทำกิน“ ได้ วันนี้ก็ลองมาดูข้อมูลกัน…

********************

สุภิตา จันทร์ยุคันโท, น้องหนึ่ง จันทร์ยุคันโท, ดาริกา เจริญสุข กลุ่มนักศึกษาชั้นปี 1 คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ สาขาเทคโนโลยีงานประดิษฐ์สร้างสรรค์ มทร.ธัญบุรี ร่วมกันบอกเล่าว่า งานตกแต่งแก้วนี้ เริ่มต้นมาจากที่ นักศึกษาชั้นปี 4 ได้จัดงานสัมมนาวิชาชีพคหกรรมศาสตร์ เรื่อง The Wedding Souvenirs โดยมี นพรัตน์ ศึกษากิจ เจ้าหน้าที่ บริษัท เรนฟอเรสท์ เดอะเวดดิ้ง เป็นวิทยากร ซึ่งในการสัมมนาครั้งนี้จะเน้นการตกแต่งแก้วไวน์ เพื่อไว้ใช้เป็นของที่ระลึกงานแต่งงาน โดยการใช้ผ้าและอุปกรณ์ต่าง ๆ มาตัดตกแต่งทำเป็นชุดเจ้าบ่าว ชุดเจ้าสาว สวมใส่แก้วไวน์

หลังจากที่นักศึกษาทั้ง 3 คนได้เข้าร่วมสัมมนา เห็นแล้วก็เกิดความคิด เกิดไอเดีย ว่าน่าจะนำมาต่อยอดทำชิ้นงานได้หลากหลาย โดย สุภิตา มีความคิดว่า น่าจะทำชุดอื่น ๆ ใส่ตกแต่งแก้วได้มากกว่าการที่จะเป็นแค่ชุดแต่งงาน อย่างเช่นเป็นชุดแม่บ้าน (ชุดเมด) แนวน่ารัก ๆ สไตล์ญี่ปุ่น และ ชุดแฟนซี ต่าง ๆ

พอมีแนวคิด มีไอเดีย จึงจับกลุ่มกับเพื่อน ๆ ทดลองทำชุดอื่น ๆ ตามจินตนาการของตัวเอง และตามความต้องการของเพื่อน ๆ ที่อยากได้ บางคนอยากได้ชุดอย่างที่ต้องการแบบใดก็เอารูปชุดมาให้ดู แล้วก็ทำให้เหมือนในรูป

รูปแบบชุดต่าง ๆ ที่นำมาทำนั้น จะใช้แบบจากชุดที่ใส่ได้จริง นำมาดัดแปลง ตัดเย็บตกแต่งใส่บนแก้ว

เมื่อนักศึกษากลุ่มนี้ทดลองทำกันได้ระยะหนึ่งแล้ว ก็เริ่มนำออกจำหน่าย ซึ่งบางคนทางบ้านก็ทำงานแฮนด์เมด ขายผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก อย่าง เฟซ บุ๊ก และทาง ไลน์ อยู่แล้ว จึงนำลงจำหน่ายในโซเชียลเน็ตเวิร์กของทางบ้าน ซึ่งหลังจากที่ลงขายก็ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี สามารถสร้างรายได้เสริมได้เป็นอย่างดี

วัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ทำ หลัก ๆ ประกอบด้วย…แก้วไวน์ทรงต่าง ๆ, มุกเส้น, ริบบิ้นสีต่าง ๆ, ผ้าลูกไม้, ผ้าโปร่ง, กรรไกร, เข็มเย็บผ้า, ด้าย, กาว, มุกเม็ดซีก, เพชรเม็ดซีก เป็นต้น

การทำงานการตกแต่งแก้วเป็นชุดแฟนซีต่าง ๆ นั้น ใช้ทุนเบื้องต้นประมาณไม่เกิน 1,000 บาท สำหรับใช้เป็นค่าอุปกรณ์ต่าง ๆ ส่วนทุนวัสดุต่อชิ้นอยู่ที่ประมาณ 40% ของราคาขาย ซึ่งอุปกรณ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะผ้าลูกไม้นั้น เลือกซื้อได้ที่ตลาดสำเพ็ง ในกรุงเทพฯ จะได้ราคาที่ถูก และที่สำคัญมีลวดลายให้เลือกมากมายหลากหลายลายอีกด้วย

สำหรับขั้นตอนการทำนั้น จะไม่มีการวางแบบ ไม่มีแพตเทิร์น การทำนั้นจะดูจากรูปภาพแล้วก็ทำการตัดเย็บตกแต่งให้เหมือนรูปภาพที่เป็นแบบ

อย่างเช่นการทำชุดแม่บ้านญี่ปุ่น (ชุดเมด) ขั้นตอนการทำมีดังนี้คือ… เริ่มจากการหารูปชุดแม่บ้านญี่ปุ่นจากในอินเทอร์เน็ต จากนั้นก็นำมาดูเป็นแบบ เมื่อได้แบบที่ต้องการจะทำแล้วก็เริ่มจากการเลือกผ้าลูกไม้หรือผ้าโปร่งที่มีลวดลายตามที่ต้องการนำมาทำการเย็บเนาผ้า หลังจากที่เย็บเนาผ้าได้ระยะหนึ่งแล้วก็นำไปวัดรอบแก้วที่ต้องการจะตกแต่ง วัดให้ได้ขนาดที่ต้องการ คือวัดให้ได้รอบแก้ว จากนั้นก็ทำการตัดผ้าตามขนาดที่วัดไว้ นำริบบิ้นเย็บติดกับผ้าที่ตัดไว้

เมื่อทำการเย็บตกแต่งเสร็จแล้วก็นำผ้าที่เย็บเตรียมไว้ไปสวมใส่แก้ว แล้วทำการรูดขอบผ้าส่วนบนที่เย็บเนาไว้ให้แน่นติดแก้ว จัดตกแต่งจับให้เป็น กระโปรง ยึดด้วยกาวให้แน่น จากนั้นก็ทำการตกแต่งด้วยเม็ดมุก ริบบิ้น ผ้าลูกไม้ ให้ออกมาเหมือนรูปที่เป็นแบบ

สำหรับการทำชุดเมดของผู้ชาย เริ่มจาก…ดูแบบจากรูป จากนั้นก็ทำการตัดริบบิ้น (ใช้ริบบิ้นสีตามรูปแบบ) ตัดให้เท่ากับความยาวของแก้ว จากนั้นก็ให้นำริบบิ้นสี ดำอีกชิ้นหนึ่งมาทำการตัด เพื่อทำเป็นโบ (หูกระต่าย) ยึดติดด้วยกาวให้แน่นหนา (ก็จะได้แก้วที่เหมือนกำลังใส่สูตรผู้ชายผูกหูกระต่าย) ที่เหลือก็เป็นการตกแต่งให้สวยงาม ด้วยการติดตกแต่งด้วยลูกไม้เส้น ประดับตกแต่งด้วยเม็ดมุก เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

แก้วตกแต่งเป็นชุดแฟนซีต่าง ๆ นี้ ตั้งราคาขายได้ประมาณ 100-300 บาทต่อใบ โดยราคานั้นขึ้นอยู่กับขนาดของแก้วที่ใช้ทำ รวมถึงรายละเอียดความยากง่ายของ ชิ้นงาน และเครื่องประดับที่ใช้ในการประดิษฐ์ตกแต่ง

*********************

ใครสนใจงาน ’แก้วแฟนตาซี“ ตกแต่งแก้วเป็นชุดแฟนซีต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นของขวัญของชำร่วย ก็สามารถเข้าไปดูผลงานเพิ่มเติมได้ที่ http://www.facebook.com/help108 หรือถ้าต้องการสั่ง-สั่งไปขายต่อ หรืออยากรู้ข้อมูลเพิ่ม ก็โทรศัพท์ไปติดต่อสอบถามได้ที่ โทร. 08-1854-5495, 08-1935-7002 ซึ่งนี่ก็เป็นอีกรูปแบบ ’ช่องทางทำกิน“ ที่น่าสนใจ.

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน

คู่มือลงทุน…แก้วแฟนตาซี

ทุนเบื้องต้น ไม่เกิน 1,000 บาท

ทุนวัสดุ ประมาณ 40% ของราคา

รายได้ ราคา 100-300 บาท/ชิ้น

แรงงาน 1 คนขึ้นไป

ตลาด ขายทั่วไป, ขายออนไลน์

จุดน่าสนใจ ทำไม่ยาก, เป็นอาชีพเสริมได้

 

‘หม่ำเนื้อ-หม่ำหมู’ทำเงินด้วย‘เมนูอีสาน’

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 2 มีนาคม 2557 เวลา 00:00 น.

“หมํ่า” นั้นเป็นอาหารพื้นเมืองเก่าแก่ที่เลื่องชื่อ และวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” ก็จะพลิกเมนูหมํ่าสูตรหนึ่งที่เป็นที่โจษจันในเรื่องรสชาติและสรรพคุณ

วันอาทิตย์ 2 มีนาคม 2557 เวลา 00:00 น.

“หมํ่า” เป็นอีกหนึ่งเมนูยอดฮิตแดนอีสาน มีส่วนผสมของเนื้อหมูหรือเนื้อวัว ตับ กระเทียม รูปร่างลักษณะเหมือนไส้กรอก ต่างกันที่ส่วนผสมและรสชาติที่ออกเปรี้ยวอมมัน ซึ่ง “หมํ่า” นั้นเป็นอาหารพื้นเมืองเก่าแก่ที่เลื่องชื่อ และวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” ก็จะพลิกเมนูหมํ่าสูตรหนึ่งที่เป็นที่โจษจันในเรื่องรสชาติและสรรพคุณ มานำเสนอให้พิจารณากัน…

“หมํ่าแม่คำตัน” เป็นช่องทางทำกินทางด้านอาหารที่ดำเนินการโดย คุณพัสกร พิมพ์คำไหล อายุ 41 ปี และ คุณเบญจพร ต่อศรี อายุ 50 ปี ซึ่งเริ่มกิจการเมนูอาหารอีสานบ้านเฮาเมนูนี้มาเป็นระยะเวลาเกือบ 10 ปี โดยสืบทอดวิธีการทำหมํ่ามาแต่สมัยรุ่นแม่ ที่นำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ถนอมอาหารให้มีรสชาติดังเดิมและถูกหลักอนามัย ซึ่งจากอาหารพื้นเมืองที่ได้รับความนิยมมากในภาคอีสาน จากอาชีพค้าขายเล็ก ๆ ทั่วไป ปัจจุบันก็มุ่งสู่ตลาดสินค้าโอทอปด้วย

หมํ่าเป็นอาหารพื้นเมืองอีสานที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เครื่องปรุงและส่วนผสมที่ใช้ในการทำสามารถหาได้ง่าย ที่สำคัญเป็นวิธีการถนอมอาหาร สามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้หลาย ๆ วัน จะสุกหรือดิบก็ได้ แต่ถ้าจะให้ดีควรปรุงให้สุกก่อนรับประทาน ซึ่งปัจจุบันนอกจากหมํ่าที่ทำจากเนื้อวัวและเนื้อควายแล้ว ยังมีการใช้เนื้อหมูทำกันแพร่หลายด้วย โดยปัจจุบันนอกจากนิยมทำหมํ่ากันเมื่อมีการจัดงานบุญต่าง ๆ และทำกินในครอบครัว ก็ยังมีการทำจำหน่ายสร้างรายได้ด้วย

อุปกรณ์หลัก ๆ ที่ใช้ทำหมํ่าขาย ก็มี หม้ออบความร้อน ที่คีบ เชือกป่านหรือเชือกฝ้าย เครื่องบด ตาชั่ง ถาด เครื่องยัดไส้หรือเครื่องกรอกไส้, กะละมัง, มีด, เขียง, กรรไกร, ราวตากหมํ่า และเครื่องมือเบ็ดเตล็ดจากในครัว

วัตถุดิบหรือส่วนผสมในการทำ “หมํ่า” ตามสูตรนี้นั้น หลัก ๆ ก็มี เนื้อสัตว์ไร้มัน (เนื้อวัว เนื้อควาย หรือเนื้อหมู), ตับ, เกลือ, กระเทียมบดทั้งเปลือกให้ละเอียด, พริกไทยป่น, ข้าวเหนียวคั่วบดหรือข้าวคั่วตำละเอียด, ถุงนํ้าดี หรือไส้หมู หรือไส้วัว หรือไส้เทียมสำหรับบรรจุก็ได้

ขั้นตอนการทำ “หมํ่าเนื้อ-หมํ่าหมู” เริ่มจากคัดเนื้อสัตว์ที่เป็นเนื้อสัน เนื้อแดงล้วน ๆ ไม่มีมันติด เอามาล้างนํ้าให้สะอาด แล้วนำไปเข้าเครื่องบดหรือสับให้ละเอียด เตรียมไว้ จากนั้นให้นำตับที่ล้างสะอาดแล้วมาบดให้ละเอียดเตรียมไว้ กระเทียมนำมาบดทั้งเปลือกให้ละเอียด นำข้าวเหนียวหรือข้าวสารมาคั่วแล้วทำการโขลกละเอียด เตรียมไว้

จากนั้นให้นำส่วนผสมที่เตรียมไว้ข้างต้นมาใส่ในอ่างผสม คือเนื้อวัวหรือเนื้อหมูบด ตับบด กระเทียมบด ข้าวเหนียวคั่วหรือข้าวคั่วโขลกละเอียด และใส่เกลือ คลุกเคล้าให้ทั่วให้ส่วนผสมเข้ากัน ใช้ครกย้ำซํ้า ๆ ให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำส่วนผสมที่ได้ใส่ถุงพลาสติก ผูกปากให้แน่น นำเข้าตู้เย็นประมาณ 3 ชั่วโมง ก่อนจะนำออกมาทำการกรอกไส้

ล้างไส้วัว ไส้หมู (หรือถุงนํ้าดี) วิธีคือให้หยอดนํ้าลงทางปลายข้างหนึ่ง แล้วจับรูดให้สิ่งที่สกปรกออกทางปลายอีกข้างหนึ่ง ทำซํ้าอีกสามครั้ง จากนั้นจึงกลับภายในออกแล้วใส่เกลือขยำจนหมดเมือก เพื่อไม่ให้มีรสขม แล้วขูดเอามันออกให้หมด ล้างนํ้าอีก 3-4 ครั้ง จนหมดกลิ่น จึงนำไปผึ่งลมเตรียมเอาไว้ล่วงหน้า (ถ้าใช้ถุงนํ้าดีบรรจุจะได้หมํ่าแบบลูกกลม ถ้าใช้ไส้วัวหรือไส้หมูบรรจุจะได้แบบเป็นท่อนยาว โดยใส่ส่วนผสมให้แน่นพอดี)

ขั้นตอนการกรอกไส้ นำอุปกรณ์ที่จะใช้มาเตรียมให้พร้อม มีกรรไกร ถาด เชือกป่าน นำส่วนผสมหมํ่าที่ทำเตรียมไว้มาใส่ลงในเครื่องยัดไส้ นำไส้ใส่ตรงก๊อกเปิด-ปิด เพื่อจะทำการกรอกส่วนผสมลงไป  โดยผูกปลายข้างหนึ่งให้แน่น จากนั้นจึงค่อยกรอกส่วนผสมลงไปเหมือนกับการทำไส้กรอก หลังกรอกเสร็จก็ผูกปลายอีกด้านด้วยเชือกให้แน่น (ถ้าบรรจุในไส้ ก็ให้ผูกแบ่งเป็นข้อ ๆ ให้ได้เป็นท่อน ๆ ความยาวตามต้องการ หรือตามราคาที่จะจำหน่าย)

เมื่อบรรจุและผูกเสร็จแล้ว ให้นำหมํ่าที่ได้ไปตากแดดหรือผึ่งลมจนแห้ง แล้วจึงค่อยนำมาห่อด้วยกระดาษซับมัน ซึ่งหมํ่านี้เมื่อทำเสร็จใหม่ ๆ รสชาติจะออกเค็ม ๆ ให้บรรจุถุงพลาสติกกันปนเปื้อนอีกชั้น เก็บไว้ในตู้เย็นจะเก็บได้นาน โดยรสชาติจะออกเปรี้ยว ๆ นำไปปรุงให้สุกก่อนรับประทาน จะทอด ย่าง อบ หรือนึ่งก็ได้

อาจจะอบด้วยหม้ออบความร้อนให้สุก เพื่อรีดไขมันออก ทำให้ตัวหมํ่ามีลักษณะเนื้อแน่น ได้รสชาติที่มันจากตับ รสเปรี้ยวจากการหมัก มีกลิ่นหอมเฉพาะ หั่นเป็นแว่น ๆ เสิร์ฟกับขิงอ่อน กะหล่ำปลี พริกขี้หนูสด ทานกับข้าวเหนียวร้อน ๆ

ราคาขายหมํ่าหมูและหมํ่าเนื้อของร้าน “หมํ่าแม่คำตัน” อยู่ที่ 3 ท่อน 50 บาท และร้านนี้ยังทำไส้กรอกอีสาน ปลาร้าปรุงสุก กุนเชียง แจ่วบอง ให้ลูกค้าเลือกซื้อได้หลากหลาย ลูกค้าก็มีทั้งที่เลือกซื้อไปรับประทานเอง และเป็นของฝาก ซึ่งสำหรับหมํ่า ประโยชน์ด้านคุณค่าโภชนาการที่ประกอบไปด้วยโปรตีน วิตามิน และให้พลังงานสูง ก็เป็นอีกจุดขายที่ดี

สนใจ “หมํ่า” ต้องการติดต่อ “หมํ่าแม่คำตัน” ของพัสกรกับเบญจพร ติดต่อได้ที่ โทร. 0-4486-2353, 08-9426-1395 โดยกรณีศึกษา “ช่อง

ทางทำกิน” รายนี้มีร้านอยู่ที่ อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ และออกร้านตามงานตามสถานที่ต่าง ๆ ด้วย.

เชาวลี ชุมขำ / ปิยาภรณ์ บุญประเสริฐ : เรื่อง

ภานุพงศ์ พนาวัน : ภาพ

………………………………………………….

คู่มือลงทุน…หม่ำเนื้อ-หม่ำหมู

ทุนเบื้องต้น ประมาณ 15,000 บาท

ทุนวัตถุดิบ ประมาณ 50% ของราคา

รายได้ ราคา 50 บาท / 3 ท่อน

แรงงาน 1-2 คนขึ้นไป

ตลาด ชุมชน, ตลาด, ร้านอาหาร

จุดน่าสนใจ หลายพื้นที่มีคนทำขายน้อย

 

‘งานปั้นกระดาษ’ขยำไอเดีย…ให้เป็นเงิน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันเสาร์ 1 มีนาคม 2557 เวลา 00:00 น.

กระดาษแต่ละชนิดก็จะมีลักษณะแตกต่างกัน และเหมาะกับการใช้งานที่ต่างกันไป เช่น กระดาษสา จะมีเนื้อเยื่อและเส้นใยที่เหนียว เหมาะกับการใช้ปั้นงานที่ต้องการความแข็งแรง กระดาษกล่อง มีความเปื่อยยุ่ยมาก

วันเสาร์ 1 มีนาคม 2557 เวลา 00:00 น.

วัสดุเหลือใช้อย่าง “เศษกระดาษ” เป็นวัสดุอีกชนิดที่คนนิยมนำมาผลิตชิ้นงาน ต่อยอดพัฒนาจนเกิดเป็นสินค้าได้หลากหลาย ขึ้นกับเทคนิควิธีการของแต่ละคนที่จะคิดค้นขึ้น ยิ่งถ้าหากรวมเข้ากับไอเดียเจ๋ง ๆ โดนใจ ก็ไม่ยากที่จะกลายเป็นสินค้าทำเงิน อย่างเช่นงาน ’ปั้นกระดาษเลียนแบบงานโลหะ“ ของ “สมยศ สวัสดี” ที่ทีม ’ช่องทางทำกิน“ นำมาเสนอให้พิจารณากัน…

สมยศ เจ้าของผลงานงานปั้นกระดาษเลียนแบบวัสดุโลหะ โดยใช้ชื่อสินค้า Re Born เล่าว่า เรียนจบทางด้านศิลปะโดยเฉพาะ เกี่ยวกับงานปั้นและงานประติมากรรม หลังจบก็เข้าทำงานในบริษัทโฆษณา ก่อนพลิกผันหันมาทำธุรกิจงานฝีมือของตัวเอง โดยเน้นที่งานปั้น งานประติมากรรมเลียนแบบโลหะ ด้วยวิธีการและเทคนิคเฉพาะ จนดูเผิน ๆ บางคนนึกว่าทำจากโลหะหรือสำริด ซึ่งเขาบอกว่าเป็นเทคนิคที่เรียกว่า เปเปอร์ สครัปเจอร์ (Paper Scrupture) นำกระดาษเหลือใช้มาผ่านกระบวนการจนได้เยื่อกระดาษหรือก้อนกระดาษที่มีลักษณะที่อ่อนนุ่มคล้ายดินเหนียว จากนั้นจึงนำมาปั้นหรือขึ้นรูปชิ้นงาน ซึ่งกระดาษที่นำมาใช้ได้นั้น มีทั้งกระดาษเอ 4, กระดาษสา, กระดาษหนังสือพิมพ์, กระดาษนิตยสาร

“กระดาษแต่ละชนิดก็จะมีลักษณะแตกต่างกัน และเหมาะกับการใช้งานที่ต่างกันไป เช่น กระดาษสา จะมีเนื้อเยื่อและเส้นใยที่เหนียว เหมาะกับการใช้ปั้นงานที่ต้องการความแข็งแรง กระดาษกล่อง มีความเปื่อยยุ่ยมาก เหมาะใช้ปั้นงานที่ต้องการรายละเอียด” สมยศกล่าว

ชิ้นงานที่ทำขึ้นไม่ธรรมดา มีรางวัลหลายเวทีการันตี ส่วนการจำหน่าย สมยศบอกว่า จำหน่ายผลงานในรูปแบบร้านออนไลน์เป็นหลัก ทั้งเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก คือ http://www.reborn2009.com และ http://www.facebook.com/pages/Reborn2009 ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ

“ได้แรงบันดาลใจมาตั้งแต่ตอนเรียนศิลปะที่ต้องทำงานประติมากรรมโลหะ แต่งานโลหะจะมีกระบวนการที่ยุ่งยาก ต้นทุนผลิตสูง จึงมองหาวัสดุใกล้ตัวที่หาง่าย ราคาถูก มาทดแทน จึงมาลงตัวที่เศษกระดาษเหลือใช้”

สมยศ กล่าวต่อไปว่า ชิ้นงานที่ทำขึ้น มีตั้งแต่งานศิลปะ, ของตกแต่ง จนถึงของใช้ภายในบ้าน ทั้งนี้ นอกจากเศษกระดาษที่ถูกนำมาใช้เป็นวัสดุหลักแล้ว ยังนำวัสดุเหลือใช้อื่น ๆ เช่น กล่องกระดาษ, ขวดพลาสติก, ขวดแก้ว, ลวดเก่า ๆ มาใช้ประกอบชิ้นงานด้วย เพื่อชูจุดขายเป็นสินค้าที่ช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือ กรีน โปรดักท์ (Green Product)

จุดเด่นของชิ้นงาน นอกจากมีน้ำหนักเบากว่างานที่ทำขึ้นจากโลหะและสำริดแล้ว ชิ้นงานก็ยังมีลักษณะเฉพาะไม่เหมือนใคร ด้วยเทคนิคการใช้สีตกแต่งชิ้นงาน ด้วยการพยายามทำสีเลียนแบบ “สีของโลหะ” อาทิ ทอง, เงิน, ทองเหลือง, ทองแดง แต่สีที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์เป็นที่ชื่นชอบมากของลูกค้าคือการเลียนแบบ “สีสนิมเขียว” ซึ่งเป็นธรรมชาติ และทำให้ชิ้นงานใกล้เคียงกับงานจากโลหะจริงมากที่สุด

“สีหลัก ๆ ที่ใช้ตกแต่ง คือ สีอะคริลิก และสีน้ำมัน ส่วนรูปแบบมีทั้งงานเลียนแบบของเก่า และมีทั้งงานศิลปะที่ออกแบบจากจินตนาการของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นประติมากรรมรูปลอย รวมถึงเครื่องใช้ต่าง ๆ เช่น กระจก เชิงเทียน ถาดใส่ของ” สมยศกล่าว

ทุนเบื้องต้น ใช้เงินลงทุนประมาณ 15,000 บาท ส่วนทุนวัสดุ อยู่ที่ประมาณ 40% จากราคา ซึ่งราคาขายอยู่ที่ 200 บาท ไปจนถึง 6,000 บาท ขึ้นอยู่กับรูปแบบชิ้นงาน ขณะที่วัสดุอุปกรณ์นั้น ประกอบด้วย เศษกระดาษเหลือใช้, สีอะคริลิก, สีน้ำมัน, พู่กัน, ซีเมนต์สำเร็จรูป, กาวลาเท็กซ์, แปรง, เกรียง เครื่องปั่น, และวัสดุตกแต่งชิ้นงานตามต้องการ

ขั้นตอนการทำ การแปรรูปเศษกระดาษเพื่อนำมาใช้เป็นวัสดุปั้น เริ่มจากนำเศษกระดาษไปแช่น้ำให้นิ่ม โดยอาจแช่ทิ้งค้างคืนไว้ก่อนประมาณ 1-2 คืน จากนั้นนำกระดาษที่ได้มาใส่เข้าเครื่องปั่นให้เนื้อกระดาษละเอียด ต่อมาให้นำไปผสมกับกาวลาเท็กซ์ และปูนซีเมนต์ ทำการนวดส่วนผสมทั้งหมดให้เป็นเนื้อเดียวกัน นวดต่อไปเรื่อย ๆ จนรู้สึกได้ว่าเศษกระดาษนั้นมีความเหนียวนุ่มและอ่อนตัวคล้ายดินเหนียว จึงสามารถใช้ปั้นเป็นรูปทรงต่าง ๆ ตามความต้องการ

เมื่อปั้นเสร็จแล้ว ตั้งทิ้งไว้ให้แห้ง จากนั้นทำการลงสีด้วยสีน้ำมันกับสีอะคริลิก ทำการตกแต่งชิ้นงานตามที่ต้องการ เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำงานจากเศษกระดาษเหลือใช้

สมยศ กล่าวว่า เทคนิคที่ใช้ ไม่ได้เป็นสิ่งแปลกใหม่ เพราะมีการใช้มานานแล้ว แต่เคล็ดลับขึ้นอยู่กับ “เทคนิคเฉพาะตัว” หรืออยู่ที่ “การผสมวัสดุ” ที่จะทำให้ได้เนื้อวัสดุที่เหมาะสำหรับใช้ในการปั้นงานได้อย่างเหมาะสม ต้องมีความเหนียวกำลังดี ไม่แข็งหรือนิ่มเกินไป อีกทั้งรักษาความชุ่มชื้นได้ในระยะเวลากำลังดี พอสำหรับขั้นตอนการปั้น

ใครสนใจงาน ’ปั้นกระดาษเลียนแบบงานโลหะ“ ที่ทีม ’ช่องทางทำกิน“ นำมาเสนอในวันนี้ ต้องการจะติดต่อ ก็ติดต่อได้ที่ โทร. 08-9963-6835 หรือตามที่อยู่ทั้งเว็บไซต์และเฟซบุ๊กข้างต้น ถ้าใครสนใจอยากเรียนรู้เทคนิคการทำแบบลงลึกก็สามารถสอบถามได้โดยตรงจากเจ้าของผลงาน ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งชิ้นงานจากเศษวัสดุเหลือใช้ที่น่าสนใจ.

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ :เรื่อง-ภาพ

 

‘ค้างคาวเผือก’ อาหารโบราณน่าสน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 23 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 00:00 น.

“ค้างคาวเผือก” ที่ทีม “ช่องทางทำกิน” จะนำเสนอในวันนี้ เป็นชื่ออาหารว่างไทยโบราณ มีลักษณะเป็นรูปทรงสามเหลี่ยมเสมือนกับปีกค้างคาว ด้านในยัดไส้ซึ่งมีส่วนผสมของหมู เห็ดหอม และหน่อไม้ต้ม ผัดรวมกัน

วันอาทิตย์ 23 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 00:00 น.

“ค้างคาวเผือก” ที่ทีม “ช่องทางทำกิน” จะนำเสนอในวันนี้ เป็นชื่ออาหารว่างไทยโบราณ มีลักษณะเป็นรูปทรงสามเหลี่ยมเสมือนกับปีกค้างคาว ด้านในยัดไส้ซึ่งมีส่วนผสมของหมู เห็ดหอม และหน่อไม้ต้ม ผัดรวมกัน โดยปัจจุบันหาทานได้ยากมาก เพราะมีขั้นตอนการทำที่ซับซ้อน แต่การที่มีคนทำเป็นน้อย นี่ก็อาจจะเป็นช่องทางสร้างอาชีพที่ดี…

ผศ.จุฑามาศ พีรพัชระ รักษาราชการแทนอธิการบดี และ ผศ.พจนีย์ บุญนา อาจารย์ประจำสาขาอาหาร และโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) พระนคร ให้ข้อมูลว่า “ค้างคาวเผือก” ที่เป็นอาหารว่างไทยโบราณนี้ เป็นผลผลิตในโครงการหมู่บ้านเผือกหอม ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภายใต้โครงการหมู่บ้านแม่ข่ายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือคลินิกเทคโนโลยี

“คลินิกเทคโนโลยีได้ลงพื้นที่ให้ความรู้แก่ชาวบ้านใน 3 ตำบล ในอำเภอบ้านหมอ จ.สระบุรี ซึ่งทำนาเผือกกว่า 2,000 ไร่ โดยไปช่วยแปรรูปเผือกปาด หรือเผือกที่ไม่สวยที่เกิดจากความบกพร่องในกระบวนการเพาะปลูก ให้มีมูลค่าเพิ่ม โดยทำเป็นแป้งเผือก เผือกทอดกรอบเคลือบน้ำตาล และค้างคาวเผือก ซึ่งเป็นอาหารว่างไทยโบราณที่หาทานได้ยาก ซึ่งประสบความสำเร็จมาก ๆ ทางชุมชน ชาวบ้าน มีรายได้เพิ่มมากขึ้น”

อุปกรณ์ในการทำค้างคาวเผือก หลัก ๆ มี เตาแก๊ส, กระทะ, ทัพพี, หม้อ, ตะแกรง, กระชอน, กะละมัง, ถาดสเตนเลส, เขียง, ครก นอกจากนี้ก็เป็นเครื่องมือเบ็ดเตล็ดอื่น ๆ ที่หยิบยืมได้จากในครัวทั่วไป

สำหรับการทำค้างคาวเผือก มีส่วนผสมตามสูตรดังนี้คือ ส่วนผสมตัวแป้ง เผือกปาดปอกเปลือกนึ่งสุกบดละเอียด 500 กรัม, แป้งข้าวโพด 50 กรัม, น้ำร้อนเล็กน้อย และเนยสด 50 กรัม

วิธีทำ นำส่วนผสมเผือกนึ่ง แป้งข้าวโพด และน้ำร้อน มานวดให้เข้ากัน เสร็จแล้วนำเนยสดมานวดผสมเข้าด้วยกัน นวดให้เข้ากันจนเนื้อเนียน จากนั้นแบ่งแป้งเป็นก้อนกลม ก้อนละ 15 กรัม เตรียมไว้

ส่วนผสมของไส้ ตามสูตรประกอบด้วย เนื้อหมูหั่นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ 1 ถ้วย, เห็ดหอมแช่น้ำหั่นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ 8 ดอก, หน่อไม้ไผ่ตงหั่นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ต้มสุก 1/2 ถ้วย, รากผักชีหั่นฝอย 2 ช้อนโต๊ะ, พริกไทยดำ 1 ช้อนชา, กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ, ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ, น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ, เกลือป่น 1 ช้อนชา และน้ำมันสำหรับผัด 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ โขลกรากผักชี กระเทียม พริกไทย ให้ละเอียด เสร็จแล้วตั้งกระทะ ใส่น้ำมัน ตั้งไฟให้ร้อน ใส่เครื่องที่โขลกไว้ ลงผัดให้หอม ใส่หมู ผัดให้สุก ตามด้วยหน่อไม้ต้ม เห็ดหอม ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว เกลือป่น น้ำตาลทราย แล้วผัดให้แห้ง

วิธีปั้นค้างคาวเผือก นำแป้งเผือกที่แบ่งออกเป็นก้อนกลมไว้ก่อนหน้ามาแผ่ออกเป็นแผ่นบาง ๆ แล้วตักไส้ใส่ เสร็จแล้วห่อให้เป็นรูปสามเหลี่ยมพีระมิด ปิดตะเข็บให้สนิท

จากนั้นนำไปชุบแป้ง แล้วทอดให้เหลือง ตักขึ้น เสิร์ฟร้อน ๆ พร้อมน้ำจิ้ม

สำหรับ ส่วนผสมแป้งที่ใช้ชุบตัวค้างคาวเผือก ตามสูตรมี แป้งข้าวเจ้า 1/4 ถ้วย, แป้งสาลี 1 1/2 ถ้วย, เกลือป่น 1/4 ช้อนชา, กะทิ 1/4 ถ้วย, น้ำเย็น 3/4 ถ้วย, ไข่ไก่ 1/2 ฟอง และน้ำปูนใส 1/4 ถ้วย

วิธีทำ ผสมแป้งข้าวเจ้าและแป้งสาลีเข้าด้วยกัน และใส่เกลือลงเคล้าให้เข้ากัน เตรียมไว้ (เป็นส่วนผสมที่ 1) จากนั้นผสมกะทิ น้ำเย็น ไข่ น้ำปูนใส รวมกัน (เป็นส่วนผสมที่ 2) เสร็จแล้วเทส่วนผสมที่ 2 ลงในส่วนผสมที่ 1 แล้วใช้ตะกร้อมือคนให้เข้ากัน แล้วกรอง เตรียมไว้ใช้เป็นแป้งชุบตัวค้างคาวเผือก

ส่วนผสมน้ำจิ้ม ตามสูตรประกอบด้วย พริกชี้ฟ้าแดง 3 เม็ด, กระเทียม 10 กลีบใหญ่, บ๊วย 2 ลูก, เกลือป่น 1/2 ช้อนชา, น้ำตาลทราย 3/4 ถ้วย, น้ำส้มสายชู 1/2 ถ้วย และน้ำเปล่า 1/2 ถ้วย

วิธีทำ หั่นพริกชี้ฟ้าแดงให้ละเอียด แล้วนำไปโขลกกับกระเทียมให้เข้ากัน เตรียมไว้ เสร็จแล้วนำน้ำส้มสายชู น้ำ น้ำตาล เกลือ ตั้งไฟพอเดือด ใส่บ๊วย เคี่ยวต่อจนเหนียว จึงใส่พริกกับกระเทียมที่โขลกไว้ ยกลง

“ค้างคาวเผือก” นี้ ขายได้ในราคาชิ้นละ 5 บาทขึ้นไป โดยมีต้นทุนวัตถุดิบต่อชิ้นประมาณ 50% ของราคา

ใครสนใจกรณีศึกษา “ช่องทางทำกิน” จากเมนูอาหารว่างโบราณ “ค้างคาวเผือก” ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมจากทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ติดต่อสอบถามได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-2282-9009-15 ต่อ 6093-6094 ในวันและเวลาราชการ.

สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล-ปิยาภรณ์ บุญประเสริฐ : รายงาน

สุทธิภัทร พฤกษ์เจริญสุข : ภาพ

คู่มือลงทุน…ค้างคาวเผือก

ทุนอุปกรณ์ ประมาณ 10,000 บาทขึ้นไป

ทุนวัตถุดิบ ประมาณ 50% ของราคาขาย

รายได้ ราคาขายชิ้นละ 5 บาทขึ้นไป

แรงงาน 1 คนขึ้นไป

ตลาด ชุมชน, ร้านอาหาร, ออกร้าน

จุดน่าสนใจ คนทำขายน้อยคู่แข่งจึงน้อย