ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย ที่เกี่ยวข้อง

“ปันกัน” บริการหนังสือให้เช่า ธุรกิจโตสวนกระแส ยุคดิจิตอล พฤษภาคม 21, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07020010457&srcday=2014-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 346


ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“ปันกัน” บริการหนังสือให้เช่า ธุรกิจโตสวนกระแส ยุคดิจิตอล

“80 เปอร์เซ็นต์ เป็นลูกค้ากลุ่มองค์กร บริษัทขนาดใหญ่ สำนักงาน สถานประกอบการ ห้องสมุด สถานเสริมความงาม อีก 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นกลุ่มร้านค้า ร้านเสริมสวย สปา รวมถึงตามบ้านด้วย”

“เชื่อไหมว่า อะไรๆ ก็ “ปันกัน” ได้” ประโยคสั้นๆ แต่แฝงความหมายเพียบ ของ คุณอุทัยวรรณ สุขพรรณพิมพ์ เจ้าของธุรกิจหนังสือ และนิตยสารให้เช่า ที่เส้นทางเศรษฐี อยากให้เธอมาช่วยขยายเรื่องราวดีๆ

ส่งความรู้ถึงที่

แบ่งกันอ่าน ปันกันฉลาด

คุณอุทัยวรรณ เผยว่า “ปันกัน” คือ บริการให้เช่าหนังสือ และนิตยสารตามความต้องการของลูกค้า ปัจจุบัน มีผู้เข้ามาใช้บริการ 1,000 ชุด ต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 4,000 จุดส่งหนังสือต่อเดือน หากจะนับจำนวนนิตยสารที่ได้ผ่านการหมุนเวียนจัดส่งด้วยทีมงานปันกัน จากวันแรกจนถึงปัจจุบันกว่า 400,000 เล่มแล้ว

สำหรับที่มาของธุรกิจ เกิดจากการสังเกตของคุณอุทัยวรรณ เธอบอกว่า ตามร้านค้าที่ต้องมีการรอคิว อาทิ ร้านเสริมสวย ร้านกาแฟ คาร์แคร์ โรงพยาบาล เคาน์เตอร์ชำระค่าสินค้า ลูกค้ามักจะฆ่าเวลาด้วยการอ่านหนังสือ ทำให้เจ้าของร้านต้องลงทุนซื้อนิตยสารไว้ให้อ่าน คงจะดีหากมีบริการนำหนังสือมาส่งให้ถึงที่ แถมราคาถูกกว่าราคาปกที่ซื้อตามแผงหนังสือ

จากช่องโหว่ดังกล่าว ทำให้ “ปันกัน” ได้แจ้งเกิดเป็นธุรกิจให้บริการเช่าหนังสือส่งถึงที่ มีนิตยสารยอดนิยมหลายประเภท ไม่เจาะจงกลุ่มลูกค้าประเภทใดประเภทหนึ่ง ช่วงแรกจัดส่งหนังสือให้ลูกค้าเพียงไม่กี่ชุดต่อสัปดาห์ ต่อมาเริ่มนำนิตยสารมาจัดชุดเพื่อให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าเฉพาะกลุ่มมากขึ้น ทำให้ตัวเลขการจัดส่งนิตยสารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“ปันกัน ก่อตั้งในปี 2545 ตอนนั้นมีเพียงนิตยสารแฟชั่น ต่อมาในช่วงปี 2552 ดิฉันสำรวจความต้องการของลูกค้าว่าอยากอ่านหนังสือ และนิตยสารประเภทอะไรกันบ้าง หนที่สุดได้รู้ว่าส่วนใหญ่ต้องการอ่านนิตยสารประเภทที่ตนเองสนใจเท่านั้น อย่างแนวสุขภาพ ธุรกิจ ธรรมะ ทำให้ตัดสินใจจัดนิตยสารเฉพาะกลุ่มขึ้นมา รวมถึงกำหนดปริมาณหนังสือตามที่ต้องการ ประเดิมชุดหนังสือธุรกิจ เจาะลูกค้าที่เป็นองค์กร บริษัทเอเยนซี่โฆษณา ต่อมาเป็นหนังสือความงาม เจาะร้านเสริมสวย และกลุ่มลูกค้าบ้านพักอาศัย เป็นต้น”

เลือกจ่ายได้

ตามใจอยากอ่าน

สำหรับระบบของที่นี่ เหมือนการปันกันอ่านหลายๆ คน สมาชิกถึงได้อ่านนิตยสารจำนวนมากในราคาที่ถูก แต่ละครั้งมีช่วงเวลาการอ่านเพียง 7 วัน ราคาจ่ายตามแพ็กเกจที่เลือกไว้ ตั้งแต่หลักร้อย จนถึงหลักพันบาทเลยทีเดียว

“ครั้งแรกทีมงานจะไปส่งนิตยสารตามสถานที่ลูกค้านัด จากนั้นต่อไปทุกสัปดาห์จะไปส่งนิตยสารชุดใหม่พร้อมกับรับนิตยสารชุดเก่ากลับ เพียงเท่านี้ร้านค้าของคุณจะมีนิตยสารผลัดเปลี่ยนไว้อ่านมากมายหลากหลาย ทั้งบริการลูกค้า หรือเอาไว้อ่านเองไม่ซ้ำเล่ม เสมือนเป็นสมาชิกนิตยสารเอง”

ด้านกลุ่มลูกค้า คุณอุทัยวรรณ ระบุว่า 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นลูกค้ากลุ่มองค์กร บริษัทขนาดใหญ่ สำนักงาน สถานประกอบการ ห้องสมุด สถานเสริมความงาม อีก 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นกลุ่มร้านค้า ร้านเสริมสวย สปา รวมถึงตามบ้านด้วย ขณะที่กำไรของหนังสือแต่ละเล่มจะเกิดขึ้นต่อเมื่อมีการเช่าอย่างน้อย 4 รอบ

“การรับหนังสือของลูกค้าจะแตกต่างกัน ถ้าเป็นร้านสปาหรูๆ เน้นรับนิตยสารใหม่ชนแผง ส่วนร้านที่รับหนังสือเก่า 9 สัปดาห์เป็นพวกร้านทำผม นิตยสารที่เก่าเกิน 9 สัปดาห์ จะไปขายต่อที่ตลาดนัดจตุจักรเพื่อล้างสต๊อก”

อาจมีข้อสงสัยว่า “สื่อดิจิตอล” อย่างแท็บเลต หรือ สมาร์ตโฟน ถูกจัดว่าเป็นคู่แข่งหรือไม่

คุณอุทัยวรรณ มีคำตอบว่า น่าเหลือเชื่อที่ 10 ปีให้หลังมานี้ กิจการโตขึ้นตลอด อินเตอร์เน็ตบนสมาร์ตโฟน หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กลับไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจเลย ส่วนตัวเชื่อว่า หนังสือจะถูกเป็นหลักฐานในการสืบค้นได้ อ้างอิงได้ ขณะที่ข่าวสาร หรือ บทความในโลกออนไลน์ยังมีข้อจำกัดอยู่ ไม่สามารถนำมาอ้างอิงได้ ยังขาดความน่าเชื่อถือ

คู่แข่งไม่ใช่หนังสืออิเล็กทรอนิกส์

กิจการโตดีสวนกระแส

ตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ “ปันกัน” สามารถครองตำแหน่งธุรกิจหนังสือเช่าในกรุงเทพมหานครได้ เป็นเพราะความใส่ใจที่เจ้าของธุรกิจมีให้กับลูกค้า สื่อสารกับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ทราบความต้องการที่แท้จริงของแต่ละคน การทำแบบสำรวจความพึงพอใจ หรือการโทรสอบถามจะทำให้ได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงบริการ

สำหรับค่าบริการ ปันกันจะคิดแบบเหมาจ่ายเป็นรายเดือน โดยยังคงให้บริการจัดวางและเปลี่ยนนิตยสารให้อย่างต่ำ 4 ครั้ง ต่อรอบเดือน หากเดือนใดมีการจัดส่งในรอบที่ 5 (เนื่องจากมี 5 สัปดาห์) ทางร้านจะไม่คิดค่าบริการเพิ่มแต่อย่างใด

โดยลูกค้าจะมีเวลาอ่านหนังสือในแต่ละครั้งที่จัดส่ง 7 วัน เพื่อคืนและรับหนังสือชุดใหม่ ซึ่งหนังสือชุดที่ถูกคืนจะวนไปให้ลูกค้ารายต่อไปที่ยินดีจ่ายค่าบริการถูกกว่า เพราะราคาที่ทางร้านกำหนดขึ้นมาตามลำดับตั้งแต่น้อยไปมากนั้น เป็นอัตราความใหม่ของนิตยสาร หากนิตยสารวางตลาดมาหลายสัปดาห์ราคาค่าบริการก็จะถูกลง แต่อย่างไรก็ตาม นิตยสารที่วางตลาดมาแล้ว 1-2 เดือนเรื่องราวก็ยังไม่ตกเทรนด์

ด้านแผนธุรกิจในอนาคต เจ้าของ กล่าวว่า จะเพิ่มความหลากหลายของหนังสือและนิตยสารมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องต่อความต้องการของลูกค้าทุกเพศทุกวัย เพราะจากเดิม กลุ่มเป้าหมายใหญ่ๆ ได้แก่ องค์กร กลุ่มธุรกิจ ร้านค้า ร้านอาหาร แต่ขณะที่ ครอบครัว บ้านพักอาศัย หอพัก อพาร์ตเมนต์ กลับได้การตอบรับดีเกินคาด

ใครที่อยากใช้บริการ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทรศัพท์ (02) 718-8887 ต่อ 160 หรือที่ http://www.panganbook.com

 

สรวัชร์ ชยาเมธีสุรัตน์ อดีตแชมป์ Downhill แนะทำธุรกิจรับกระแสจักรยาน “บูม” พฤษภาคม 14, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07033010257&srcday=2014-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 ปีที่ 19 ฉบับที่ 342


ช่องทางสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

สรวัชร์ ชยาเมธีสุรัตน์ อดีตแชมป์ Downhill แนะทำธุรกิจรับกระแสจักรยาน “บูม”

ช่วงไม่กี่ปีมานี้จะเห็นว่ากระแสจักรยานบูมมาก ผู้คนทุกเพศทุกวัยจากทุกมุมโลกหันมาปั่นจักรยานกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขี่เพื่อลดโลกร้อน ขี่เพื่อความสนุกสนานบันเทิง หรือขี่เพื่อออกกำลังกายก็ตาม เรียกว่าเป็นเทรนด์ที่มาแรงจริงๆ และเชื่อว่ายังไม่ตกง่ายๆ เพราะการปั่นจักรยานนั้นให้คุณประโยชน์หลายอย่างทั้งต่อคนขี่เองและสังคมโดยรวม

กระแสฮิตปั่นจักรยานนี้นอกจากจะทำให้จักรยานหลากหลายยี่ห้อขายดีแล้ว ยังทำให้เกิดธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องตามมาด้วย ทั้งการตัดเย็บเสื้อผ้าที่ใช้ในการขี่ และการผลิตอุปกรณ์เสริมต่างๆ

เรียนรู้การซ่อมด้วยตัวเอง

หนุ่มคนหนึ่งที่อยู่ในกระแสนี้ด้วยก็คือ “คุณสรวัชร์ ชยาเมธีสุรัตน์” วัย 30 กว่าปี หรือที่เด็กและลูกศิษย์ลูกหามักเรียกกันว่า อาจารย์เล็ก ซึ่งเขาปั่นจักรยานมาเกือบ 20 ปีแล้ว ถือเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องจักรยานจริงๆ โดยเป็นวิทยากรของศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน หรือ มติชน อคาเดมี “หลักสูตรช่างซ่อมจักรยานและการเปิดร้าน” ในอดีตเป็นแชมป์นักแข่งจักรยาน Downhill และเป็นช่างซ่อมจักรยาน ที่ร้าน Velo Thailand อยู่สามเสน ซอย 4 ตรงข้ามกับสำนักงานเขตพระนคร และอีกหลายร้าน

“ถ้าขี่ดาวน์ฮิลล์ ผมเป็นประเภทขี่สมัครเล่น คือ ได้แชมป์แต่ละสนามของหิน เหล็ก ไฟ บ้าง พัทยาบ้าง เกาะล้านบ้าง ซึ่งเป็นสนามเมื่อก่อน แต่ช่วงนี้จะไปแข่งกันที่หัวหิน ผมไม่ใช่เด็กรุ่นใหม่ที่แข่งขันชิงแชมป์ประเทศไทย เพราะแข่งแบบนี้จะมีผลต่อการเข้าทีมชาติ แต่เราเล่นแบบสมัครเล่น เป็นการเล่นด้วยความชอบ”

คุณสรวัชร์ ย้อนอดีตให้ฟังว่า การขี่จักรยานเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว เริ่มจากความชอบ จากนั้นก็เริ่มปั่นเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ พอปั่นไปแล้วก็อยากจะซ่อมจักรยานเป็น ก็เอาจักรยานของตัวเองมาทำนั่น ทำนี่ ทำไปทำมาเริ่มรู้ตัวว่าตัวเองชอบเรื่องซ่อม

ถามว่า กว่าจะซ่อมจนชำนาญเคยไปเรียนซ่อมที่ไหน คุณสรวัชร์ บอกว่า สำหรับพื้นฐานเบื้องต้นเกี่ยวกับการซ่อมจักรยานนั้น ไม่มีสถาบันไหนสอน อยู่ที่ประสบการณ์ของตัวเองมากกว่า ดูว่ารถจักรยานที่ขี่อยู่มีเสียงหรือเปล่า มันโอเคไหม คือต้องลองปรับแต่งด้วยตัวเอง แล้วเก็บประสบการณ์ตรงนี้ไปเรื่อยๆ แล้วก็เริ่มมาเป็นจักรยานเมาน์เท่น

“เรื่องซ่อมผมเองเรียนรู้ด้วยตัวเอง ไม่ได้ไปเรียนมาจากที่ไหน บอกตรงๆ เลยว่า การซ่อมจักรยานไม่มีใครเขาสอนกันหรอก บางคนคิดว่าตัวเองก็ซ่อมจักรยานเป็นเหมือนกัน แต่ต้องถามว่าการซ่อมจักรยานของเขาละเอียดไหม ตรงนี้คือประสบการณ์ล้วนๆ ที่จะดูว่ารถเรามีเสียงตรงไหน แล้วตรงไหนที่ดัง บางคนอ่านตำราแล้วไม่เข้าใจก็มี”

จักรยานแข่ง คันละเกือบล้าน

สมัยเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน เขาเล่าว่า เป็นการขี่จักรยานที่ขายกันอยู่ในตลาดทั่วไปคันละไม่กี่พันบาท เพราะตอนนั้นเสือภูเขายังไม่ค่อยแพร่หลายเหมือนตอนนี้ จนกระทั่งตอนนี้มาขี่ระดับดาวน์ฮิลล์ ครอสคันทรี ตัวจักรยานก็สูงขึ้นตกประมาณแสนกว่าบาท ส่วนตัวท็อปจริงๆ ราคาคันละเกือบล้านก็มี ขณะที่ราคาคันละ 300,000-400,000 บาทก็มี เป็นแบรนด์นอก ที่ไว้ใช้แข่งกัน

สำหรับ Velo Thailand ที่เขามาช่วยงานซ่อมนั้น เป็นร้านของรุ่นพี่ ซึ่งเปิดมา 8 ปีแล้ว เป็นร้านซ่อมจักรยานทั่วไปไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นรถเพื่อแข่ง โดยรับซ่อมรถจักรยานที่ใช้ในท้องตลาดทั่วไป จักรยานแม่บ้าน รถฝรั่ง รถทัวริ่ง เสือหมอบ ลูกค้าที่มาใช้บริการก็มีทั้งคนในย่านนี้และลูกค้าทั่วไปที่ขี่จักรยานที่รู้จักผ่านทาง http://www.velothailand.com และเฟซบุ๊ก

นอกจากจะรับซ่อมแล้ว ยังมีรถจักรยานให้เช่า และจัดทัวร์จักรยานด้วย โดยจักรยานที่ให้เช่าจะเป็นจักรยานเมาน์เท่นไบค์ ราคาต่อวัน 300 บาท ซึ่งก็ได้รับความนิยม เพราะบางคนยังไม่มีจักรยานแต่อยากจะปั่นเที่ยวรอบกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ผ่านมาได้รับความนิยมมาก แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นชาวต่างชาติ คนไทยมีบ้างบางส่วน

สรุปแล้ว Velo Thailand ทำครบวงจร คือมีทั้งจัดทัวร์ ซ่อม และเซอร์วิส ปัจจุบัน มี 2 สาขา คือที่บางลำภู กับที่หัวหินใกล้ตลาดจักจั่น โดยมีการจัดทัวร์เป็นทริปต่างๆ ที่หัวหินก็มีเช่นกัน เช่น พาไปดูวัด ปั่นเข้าสวน มีไนท์ทัวร์ ปั่นกลางคืน มีไกด์นำ ถ้าเป็นเดย์ทัวร์ คิดค่าใช้จ่ายคนละ 1,000 บาท พร้อมจักรยาน แฮนด์เวท หมวกกันน็อก และไกด์ เส้นทางปั่นรอบกรุงรัตนโกสินทร์ ไปวัดอรุณฯ วัดสุทัศนฯ ส่วนไนท์ทัวร์ คนละ 1,600 บาท ปั่นดูวัดเวลายามค่ำคืน ส่วนปั่นไปดูสวนจะไปที่บางกรวย

ในการซ่อมจักรยานนั้น คุณสรวัชร์ แจกแจงว่า ปัญหาที่พบบ่อยๆ คือเรื่องยางแตก โซ่ขาด การปรับเซตรถไม่เข้ากับสรีระตัวเอง ปั่นมาจะรู้สึกเมื่อย ส่วนราคาค่าซ่อมแล้วแต่กรณี อย่างถ้าต่ำสุดพวกปะยาง คิด 30 บาท ต่อวง ส่วนค่าซ่อมสูงสุดเป็นโอเวอร์ออล คือทำใหม่หมดเลย ปรับแต่งใหม่ หรืออัพเกรดอะไหล่ ซึ่งราคาซ่อมนั้นโดยทั่วไปทางร้านคิดตามอัตราการซ่อมอยู่แล้ว แต่บางกรณีราคาอะไหล่ก็ขึ้นอยู่กับราคาที่ลูกค้าได้มา เช่น เกียร์ลูกหนึ่งตก 40,000 บาท เมื่อมาให้ทางร้านซ่อมก็ต้องทำให้ดี

“ผมเองจากประสบการณ์ที่เคยซ่อมมา ไม่เคยเจอปัญหาอะไรที่หนักสุด ไม่ถึงกับยากมาก เพราะรถแต่ละประเภทจะไม่เหมือนกัน บางครั้งเจอรถฝรั่งที่ทำเพื่อนอนขี่มาเลย ถือว่ายากเหมือนกัน ร้านเราจะเจอรถประเภทแปลกๆ เยอะ เคยเจอเกียร์ดุม 14 เกียร์ในดุม (เป็นยี่ห้อ เดลลอฟ) จะซ่อมยาก เพราะต้องเปลี่ยนทั้งเซต ต้องทำความเข้าใจเยอะ แล้วราคาก็สูง”

ทั้งนี้ อุปกรณ์ในการซ่อมบางคนคิดว่ามีแค่ประแจกับไขควงเท่านั้น ความจริงยังมีอะไหล่เฉพาะบางอย่าง เช่น ตัวถอดกะโหลก ตัวดูดกะโหลก หรือตัวขันกะโหลก ซึ่งมีหลายแบบหลายชนิด

อย่างที่เกริ่นแต่แรก กระแสปั่นจักรยานยังคงความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยนี้แน่นอนทำให้ธุรกิจจักรยานเฟื่องฟูตามไปด้วย

“กระแสจักรยานเริ่มดีขึ้นจากแต่ก่อนเมื่อเทียบกับเมื่อ 10 ปีที่แล้ว กระแสจักรยานน้อยมาก รณรงค์แล้วก็ยังไม่อยากจะขี่จักรยานกัน ทำให้ธุรกิจจักรยานกระเตื้องขึ้น และหวังว่าจะให้คนรู้จักจักรยานมากขึ้น”

สอนแบบเน้นปฏิบัติ

เจ้าตัวอธิบายว่า ในการเป็นวิทยากรสอนการซ่อมจักรยานเบื้องต้นที่ มติชน อคาเดมี นั้น เป็นการสอนการซ่อมรถ หรือการดูแลรถ ซึ่งไม่มีทฤษฎีอะไรมาก หลักสูตรง่ายๆ เป็นการสอนแบบปฏิบัติเลย ในลักษณะให้รู้เลยว่ากลไกของจักรยานเป็นอย่างไร มีอะไรที่สำคัญ

“สไตล์การสอนของผมคือ มาถึงปฏิบัติเลย ให้รู้ว่า ชิ้นส่วน อะไหล่ อันไหนสำคัญมากกว่า ซึ่งจะทำให้คนเรียนเข้าใจง่ายกว่าที่จะอ่านหนังสือ แล้วทฤษฎีคุณค่อยกลับไปอ่านทีหลัง ผมจะอธิบายให้เห็นว่าปัญหาที่พบบ่อยคือ เรื่องเกียร์รวน ปรับไม่เป็น หรือปรับได้แต่ไม่ละเอียด มันสามารถจูนให้ละเอียดมากกว่านั้น หรือเรื่องชุดขับเคลื่อน ชุดเบรก ซึ่งจะอยู่ในคอร์สเหมือนกัน อีกปัญหาหนึ่งคือ เรื่องปะยาง ซึ่งปะแล้วมันไม่อยู่ เกิดจากเราขัดหน้ายางไม่เรียบ ผิวยังขรุขระอยู่ ทำให้สตีมไม่สนิท เลยทำให้รั่ว”

ฟังแบบนี้ ดูเหมือนว่าการซ่อมจักรยานไม่ยากเลย ประเด็นนี้ คุณสรวัชร์ ย้ำว่า “เป็นเรื่องไม่ยาก แต่ต้องเข้าใจเรื่องรถว่ามีชิ้นส่วนอะไรที่สำคัญ การจะเป็นช่างซ่อมจักรยานได้อันดับแรกเลยคือ การบิวท์ล้อ การจูนล้อ คล้ายๆ กับการตั้งศูนย์ล้อ เป็นงานที่หินสุด หัวใจสำคัญทั้งหมดของจักรยานคือจุดหมุนทั้งหมด มีกะโหลก ถ้วยคอ ล้อ เกียร์ เป็นต้น อย่างการไขว้ล้อจักรยานจะมี 2 แบบ 1. อเมริกันสไตล์ แบบมอเตอร์ไซค์ จะแข็งแรงหน่อย 2. แบบชิมาโน่ จะต่างกัน”

ในสภาพที่ผู้คนนิยมขี่จักรยานนั้น เชื่อว่าคงมีบางคนที่สนใจอยากจะทำธุรกิจซ่อม เพราะดูแล้วอาจจะไม่ต้องใช้เงินลงทุนมากมายนัก หรือบางคนอาจจะอยากทำธุรกิจเกี่ยวกับจักรยานในส่วนของการขายอุปกรณ์ต่างๆ

เรื่องนี้ คุณสรวัชร์ แนะนำว่า “ถ้าทำธุรกิจเกี่ยวกับจักรยาน ควรเริ่มต้นทำจากเล็กๆ ก่อนดีกว่า ถ้าคนที่มีทุนแล้วจะจัดใหญ่เลยก็ได้ไม่มีปัญหา แต่เรื่องซ่อมบำรุงต้องให้เกิดความสมดุลกับร้าน คือ เปิดร้านแต่ไม่รับซ่อมจักรยานก็อยู่ไม่ได้ เพราะรายได้มาจากการซ่อมเยอะ พวกอุปกรณ์ตกแต่งต่างๆ แค่เป็นรายได้เสริมเข้ามา แต่รายได้หลักของร้านคือ ซ่อม ตอนนี้ถ้าจะเปิดร้านซ่อมจักรยานก็ทำได้แต่อาจจะมีคู่แข่งเยอะหน่อย ดังนั้น ต้องทำร้านให้คนรู้จัก ต้องทำให้เป็นหนึ่ง เพื่อให้คนมาหาเราให้ได้

อันดับแรกในการตั้งร้านคือ ต้องคำนึงถึงทำเล ถ้าได้ทำเลดี ลูกค้าก็โอเค แต่ถ้าเจอทำเลไม่ดีก็เงียบ อย่างที่ร้าน Velo Thailand ถือว่าทำเลดี ลูกค้าเยอะ เพราะอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยว ตรอกข้าวสาร สนามหลวง อยู่ในย่านที่ปั่นรอบเกาะรัตนโกสินทร์”

เปิดร้านซ่อมใช้งบ 1-2 แสนบาท

หากอยู่ในวงการจักรยาน จะเห็นว่าเวลานี้ร้านซ่อมจักรยานตั้งขึ้นมาเยอะกว่าแต่ก่อน ร้านส่วนใหญ่มักเป็นคนที่ชื่นชอบจักรยาน ซึ่งล้วนเป็นผู้ประกอบการหน้าใหม่ สำหรับจุดเด่นของ Velo Thailand คุณสรวัชร์ บอกว่า “เรื่องการซ่อม เราดูแลเหมือนรถเราเอง เราไม่ค่อยปล่อยผ่าน ถ้าเห็นว่า ยังทำไม่ดี ก็จะไม่ปล่อยผ่าน”

กับคำถามที่ว่า ถ้ามีรายใหม่ต้องการเปิดร้านซ่อมจักรยานนั้น ควรจะมีงบประมาณสักเท่าไร คุณสรวัชร์ ระบุว่า

ถ้าเปิดร้านซ่อมอย่างเดียว ควรจะมีเตรียมไว้ที่ 100,000-200,000 บาท ซึ่งในอนาคตธุรกิจนี้ก็ยังดีอยู่แต่คงจะไม่เป็นแบบดังตูมตาม น่าจะไปได้เรื่อยๆ

แม้ว่าจะอยู่ในวงการจักรยานมานาน แต่เจ้าตัวยังไม่มีร้านจักรยานเป็นของตัวเอง เขาจึงวางแผนไว้ว่าในอนาคตอยากจะมีร้านสักร้าน แต่ต้องรอความพร้อมเรื่องทุนก่อน

“ตอนนี้ผมก็มีกิจการเทควันโด กับการเป็นครูฝึกสุนัข อย่างเทควันโด ผมเปิดสอนคอร์สต่อเดือน เดือนละ 1,600 บาท เรียนกี่ครั้งก็ได้ไม่ได้นับชั่วโมง เริ่มต้นจากสายขาว เหลือง เขียว ฟ้า น้ำตาล แดง ดำ เรียนประมาณเกือบ 2 ปี ถึงจะได้สายดำ ตัวผมเองได้สายดำดั้ง 4 ส่วนฝึกสุนัข ทำมา 8-9 ปีแล้ว ฝึกทุกสายพันธุ์ ผมเรียนรู้จากกองทัพบก เมื่อก่อนไปเข้าโครงการอบรม ตอนนี้ทำของตัวเอง ชื่อ HP training dog ฝึกที่บ้านแถวบางกรวย เนื้อที่ไม่ได้มาก เน้นฝึกสุนัขพันธุ์เล็ก แต่ถ้าเป็นสายพันธุ์ใหญ่ก็ต้องมีสนาม มีพื้นที่หน่อย”

สนใจอยากรู้เรื่องจักรยาน หรือใช้บริการอื่นๆ ของ คุณสรวัชร์ ชยาเมธีสุรัตน์ อดีตแชมป์ดาวน์ฮิลล์ โทรติดต่อสอบถามได้ที่ (081) 136-9228

 

“อานาปานา” ชุดปฏิบัติธรรม ของคนหัวใจธรรมะ กุมภาพันธ์ 14, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07036151156&srcday=2013-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 337

ช่องทางสร้างอาชีพ

สดุจตา

“อานาปานา” ชุดปฏิบัติธรรม ของคนหัวใจธรรมะ

“ไม่ว่าจะเดินทางไปปฏิบัติธรรมที่ไหน วัดไหน อย่างเดินทางไปประเทศอินเดีย สถานที่ที่เรียกว่าเคร่งครัด ชุดของ อานาปานา ก็จะผ่าน”

หลายปีก่อน คุณเป็นสุข เมฆวิบูลย์ หรือ คุณอ้อม เดินทางไปปฏิบัติธรรมคอร์สของคุณแม่สิริ กริณชัย จนรู้สึกว่าได้คำตอบเกี่ยวกับชีวิต จึงหวังให้คนใกล้ชิดมีโอกาสเข้าใจเฉกเช่นเดียวกัน

การชักชวนจึงเริ่มต้นขึ้น ซึ่งคนในครอบครัวเห็นพ้องต่างลงมือจัดกระเป๋า แต่ด้วยความฉุกละหุก มีเวลาในการจัดเตรียมซื้อหาข้าวของเครื่องใช้น้อย โดยเฉพาะชุดปฏิบัติธรรม ซึ่งทั้งในส่วนของรูปแบบเนื้อผ้าที่เหมาะสม และแหล่งซื้อหาได้ไม่ง่ายนัก จึงติดๆ ขัดๆ

และนี่จึงเป็นที่มาของ “อานาปานา” ชุดปฏิบัติธรรม ที่เข้าใจนักปฏิบัติธรรม

คนเข้าใจธรรมะ

ทำชุดปฏิบัติธรรม

การปฏิบัติธรรมที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ยิ่งเข้าใจลึกซึ้ง เกิดความศรัทธา จนรู้ว่าเส้นทางสายนี้ไม่อาจทอดทิ้งได้ และในขณะเดียวกันก็คิดถึงการส่งต่อ

การชักชวนให้คนรู้จักเดินสู่เส้นทางสายนี้เป็นสิ่งที่คุณเป็นสุข ทำมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็รู้สึกว่าการโน้มน้าวเป็นเรื่องที่เหนื่อยและไม่สันทัด เพราะการจะเข้าไปเปลี่ยนความคิดของคนคนหนึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย จึงเป็นเหตุให้คิดว่า ถ้าอย่างนั้นจะมีวิธีใดที่สามารถส่งเสริมให้ผู้สนใจไปปฏิบัติธรรมเกิดความสะดวก

“ตอนนั้นหันมามองเรื่องของเสื้อผ้าสำหรับใส่ปฏิบัติธรรม ทำไมถึงต้องเป็นเสื้อผ้า เพราะครอบครัวของอ้อมทำธุรกิจเสื้อผ้าส่งออก อย่าง ชุดยูนิฟอร์ม อยู่ก่อนแล้ว ตัวอ้อมเอง หลังเรียนจบด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์ จาก University of Melbourne ประเทศออสเตรเลีย ก็ได้เข้ามาช่วยกิจการของครอบครัว ซึ่งพอทำงานด้านนี้ได้ระยะหนึ่งก็เริ่มศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดการแพตเทิร์น”

จากได้อยู่วงการเสื้อผ้ามานาน ส่งผลให้มองเห็นรายละเอียดและสิ่งที่ควรมีควรเป็นในเสื้อผ้าแต่ละชิ้น โดยเฉพาะกับชุดปฏิบัติธรรม ต้องมีขนาดพอดี สวมใส่สบาย เนื้อผ้าต้องได้คุณภาพ การออกแบบต้องเอื้อประโยชน์ใช้สอย

“เมื่อการโน้มน้าวใจไม่ใช่สิ่งที่ถนัด จึงคิดว่าถ้าอย่างนั้นหันมาอำนวยความสะดวก กับผู้ที่คิดจะเดินสู่เส้นทางสายนี้ ส่วนหนึ่งก็ถือเป็นการต่อยอดธุรกิจเดิมด้วย ซึ่งกำลังผลิต ทักษะ ทุน มีพร้อมอยู่แล้ว”

เมื่อเห็นภาพความน่าจะเป็นชัดเจนขึ้น “อานาปานา” จึงถึงคราวเริ่มต้น แต่กระนั้นในช่วงแรกของการผลิตยังทำไว้เพื่อสวมใส่เองก่อน

“เราเรียกว่า อานาปานา Be light and breathe ซึ่งโจทย์เรื่องตัวสินค้ามีแล้ว เราอยากได้ชุดปฏิบัติธรรมที่โดนใจจริงๆ เพราะต้องใส่เองด้วย ต้องใส่สบายตัว ดูสบายตา เรียบร้อย รูปแบบก็ต้องเหมาะสมกับกิจกรรมที่ต้องทำเวลาไปปฏิบัติธรรมหรือไปวัด และที่สำคัญ ต้องหาซื้อง่าย เพราะเราทำงาน 7 วัน จะไม่ค่อยมีเวลาไปหาซื้อไกลๆ และก็เป็นจังหวะพอดี ที่มีโอกาสเข้าเรียนเรื่องการจัดการธุรกิจเสื้อผ้าแบบครบวงจร ก็เลยได้เริ่มทำแผนธุรกิจและค่อยๆ ฟูมฟัก อานาปานา แต่ก็ ลองทำ ลองใส่ ลองใช้ กันอีกหลายปีเหมือนกัน พอเริ่มมั่นใจจึงผลิตเพื่อจำหน่าย”

สวมใส่ถูกระเบียบ

สนุกในธรรม นำชีวิต

ด้วยเพราะครอบครัวทำธุรกิจผลิตจำหน่ายเสื้อผ้ามาก่อน ฉะนั้น หากจะกล่าวถึงการลงทุนกับ อานาปานา จึงไม่ใช่เรื่องหนักใจ เพราะเพียงมีเงินทุนหมุนเวียนไว้สำหรับซื้อวัตถุดิบ ซึ่งคุณเป็นสุข ว่า ประมาณ 1 ล้านบาท “เงินจำนวนนี้ก็ถือว่ามาก เพราะการสั่งซื้อวัตถุดิบต้องอาศัยจำนวน จึงจะได้ราคาถูก ส่วนการผลิตก็ต้องมีจำนวนเช่นกัน”

ทั้งนี้ คุณเป็นสุข ยังได้กล่าวถึงแหล่งซื้อวัตถุดิบว่า มาจากหลายแห่ง “ที่เห็นเสื้อผ้าสำเร็จรูปเนื้อสีขาว แต่ในความจริงแล้วจะมีเนื้อผ้ามาผสมผสานกันหลายชนิด ฉะนั้น วัตถุดิบจึงมาจากหลายแห่ง ซึ่งผู้ที่จะทำตรงนี้ต้องศึกษาข้อมูลพอสมควร เพราะเป็นเรื่องค่อนข้างจุกจิก อย่างผ้าสำหรับคลุมไหล่ก็จะต้องสั่งจากเมืองนอก เพราะคุณภาพดี เนื้อนิ่ม อุ่น ซึ่งประเทศไทยไม่มี”

กล่าวมาถึงตรงนี้ จึงขอถามถึงสินค้าที่มีไว้บริการ ซึ่งคุณเป็นสุข ว่า ครอบคลุมนำไปใช้เวลาปฏิบัติธรรม แต่หลักๆ จะเน้นเสื้อผ้าสวมใส่แบบเป็นทางการ “ไม่ว่าจะเดินทางไปปฏิบัติธรรมที่ไหน วัดไหน อย่างเดินทางไปประเทศอินเดีย สถานที่ที่เรียกว่าเคร่งครัด ชุดของ อานาปานา ก็จะผ่าน”

นอกจากนั้นยังมีชุดสบายๆ สำหรับสถานปฏิบัติธรรมที่ไม่เคร่งมากนัก ซึ่งนอกจากจะสวมใส่เพื่อปฏิบัติธรรมแล้ว ยังสามารถใส่เล่น ใส่เที่ยว หรือใส่ไปทำงานได้ด้วย อย่างเสื้อยืดโปโลสีขาวล้วน

“เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ชื่อว่า สนุกในธรรม เป็นเสื้อผ้าสำหรับสวมใส่ได้ทุกวัน เนื้อนุ่ม หลากสี โดยมีข้อความแฝงธรรมะอยู่บนเสื้อผ้า กับการออกผลิตภัณฑ์สนุกในธรรมนี้เกิดขึ้นเพราะมองว่า การปฏิบัติธรรมแท้จริงแล้วสุดท้ายก็คือ การนำธรรมะไปใช้ในชีวิตประจำวัน สนุกในธรรม จึงเสมือนเครื่องเตือนใจ เป็นการบอกกันเบาๆ เพื่อเรียกสติ”

คุณเป็นสุข ยังกล่าวถึงการออกแบบเสื้อในชื่อ สนุกในธรรม ว่าต้องการให้ผู้สวมใส่เกิดความสนุก เพราะแท้จริงแล้วคนที่สนใจธรรมะ ไม่ได้หมายความว่าต้องเคร่งเครียด ฉะนั้น การออกแบบเสื้อผ้าในกลุ่มสนุกในธรรม จึงมีการล้อเล่น ใส่สัญลักษณ์ สี เบาๆ หวานๆ ผสมผสาน เพื่อสื่อให้เห็นว่าธรรมะเป็นสิ่ง เบา สบาย

ออกแบบเอื้อกิจกรรม

มุ่งหมายคนรุ่นใหม่

ด้วยการทำงานที่เอาใจใส่ในรายละเอียด พิถีพิถัน จุดนี้จึงเรียกลูกค้าให้หันมามองและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของอานาปานา บวกกับราคาที่ไม่สูงจนเกินเอื้อม

“การออกแบบตัดเย็บสำคัญมาก อย่างกางเกงนั่งสมาธิ เนื้อจะนิ่ม สวมใส่สบายตัว ไม่อบร้อน ทนทาน เก็บรายละเอียดอย่างดี เวลานั่งสมาธิก็จะไม่ติดขัด หรืออย่างเวลาก้มกราบจะไม่โป๊ ในขณะเดียวกันก็ไม่รุ่มร่าม ซึ่งไม่เฉพาะกางเกง อย่างกระโปรงป้าย ก็ออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาที่นักปฏิบัติธรรมเคยเจอ ผ้าจะตัดมาพอดี เนื้อผ้าต้องได้คุณภาพ ไม่ต้องพึ่งซับใน เวลาซักตากจะไม่ยับมาก ไม่ต้องพึ่งเตารีด ทั้งยังสวยและเรียบร้อย เรียกว่าทุกจุดผ่านการปรับปรุง ต้องตอบโจทย์ผู้สวมใส่ได้มากที่สุด นี่คือกระบวนการคิดที่วิเคราะห์ออกมา”

แน่นอนว่ากลุ่มเป้าหมายหลักของอานาปานา คือผู้ปฏิบัติธรรม ซึ่งก็มีรองรับไม่เฉพาะสำหรับผู้ใหญ่เท่านั้น แต่สำหรับเด็ก 3 ขวบขึ้นไปก็มีไว้บริการ ไปจนถึงขนาดผู้ใหญ่ไซซ์พิเศษ แต่กระนั้นหากจะให้ระบุช่วงวัยที่มีการสั่งซื้อมากสุด คุณเป็นสุข ว่า คือกลุ่มคนรุ่นใหม่ “มองกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ เพราะถ้าคนรุ่นเก่า เขาเข้าวัดอยู่แล้ว จะรู้หลักรู้วิธี แต่คนรุ่นใหม่ มีอะไรต้องทำเยอะแยะไปหมด ฉะนั้นสิ่งที่จะตอบโจทย์เขาได้คือ ง่าย สะดวก ด้วยเหตุนี้เราจึงเลือกที่ขายผ่านออนไลน์เป็นหลัก เพราะกลุ่มเป้าหมายน่าจะใช้อินเตอร์เน็ตได้คล่อง นอกจากนั้นจะมีแฟนเพจ ในเฟซบุ๊ก โดยอันหนึ่งสำหรับแสดงสินค้า อีกอันหนึ่งเพื่อแบ่งปันข้อธรรมที่เราได้พบ ได้รู้จากการปฏิบัติธรรมของเราค่ะ”

แม้เบื้องต้น อานาปานา จะไม่เป็นที่รู้จักมากนักในโลกออนไลน์ ซึ่งวัดจากยอดขายเดือนละ 10,000 กว่าบาท แต่กระนั้น คุณเป็นสุขก็เลือกที่จะเดินบนหนทางนี้ ด้วยเพราะได้กำลังใจจากผู้ซื้อที่สังเกตเห็นว่า 80 เปอร์เซ็นต์ คือลูกค้าเก่าที่ยังคงอุดหนุนกันอยู่ นั่นแสดงว่า สินค้ามีโอกาสก้าวต่อไปได้ จนกระทั่งในวันนี้ยอดขายของอานาปานา ขยับขึ้นมา และมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ คุณเป็นสุข ยังได้กล่าวถึงผลกำไรในการประกอบธุรกิจว่า อยู่ราว 20-40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ไม่มากมาย ถ้าเทียบกับกระบวนการทำงาน และสำคัญคือผู้ประกอบการต้องมีสายป่านด้านเงินทุนยาวพอ กับการสต๊อกวัตถุดิบ

ปัญหามี แต่ไม่ท้อ

เดินหน้าต่อ เพราะเป็นสุข

ปัญหา คือสิ่งที่คนทำธุรกิจต้องเจอ ในส่วนของอานาปานานั้นหลักๆ จะประสบกับปัญหาคัดสรรวัตถุดิบ นั่นก็คือ เนื้อผ้า ซึ่งกว่าจะลงตัวใช้เวลาค่อนข้างนาน

“เราไม่ได้ดูที่ราคาขายถูก แต่ต้องเลือกโรงงานผลิตที่รักษามาตรฐาน และจำหน่ายสินค้าให้ในราคายุติธรรม เพราะมันไม่มีประโยชน์ที่จะกดราคากันต่ำๆ เพื่อให้เขามาตัดต้นทุนแล้วทำวัตถุดิบออกมาคุณภาพไม่ดี ซึ่งเรามองว่าคุณภาพคือความยั่งยืน คุณแม่จะสอนเสมอว่า ค้าขาย ทุกฝ่ายต้องอยู่ได้ ไม่ว่า ลูกน้อง คู่ค้า ลูกค้า หรือแม้แต่คู่แข่ง บางคนเป็นเพื่อน มีอะไรช่วยเหลือกัน ซึ่งตรงกับหลักธรรม คือ เราจะไม่ต้องเบียดเบียนใครไปสู่ความสำเร็จ เงินมันทำให้ชีวิตมีทางเลือกเยอะขึ้น แต่ต้องไม่เผลอให้มันมาเป็นต้นเหตุของทุกข์”

ดังได้กล่าวไว้แล้วว่า ความพิถีพิถันคือสิ่งที่อานาปานา มุ่งมั่นตั้งใจ ซึ่งคุณเป็นสุข ว่า ในแต่ละแบบจะมี 5 ขนาด ซึ่งหลักการทำงานคือจะต้องทดลองให้คนที่มีรูปร่างทั้ง 5 ขนาด มาสวมใส่จริง เพื่อดูความเหมาะสมและความสบาย

“ชุดปฏิบัติธรรมไม่เหมือนเสื้อผ้าทั่วไป เพราะอาจต้องสวมใส่ไว้จนครบวัน ไม่ได้เปลี่ยน ฉะนั้น ต้องไม่อึดอัด ซึ่งในขั้นตอนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ค่อนข้างใช้เวลานานมาก ซึ่งเวลาที่เราทำไปก็จะมีเสียงตอบรับมาให้ได้ขบคิด แก้ไข ซึ่งก็ต้องบอกว่า อานาปานา ได้ปรับปรุงมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งได้แพตเทิร์นต้นแบบที่ถูกใจ จึงนำเข้าสู่กระบวนการผลิต จากนั้นก็ต้องนำมาตรวจคุณภาพอีกครั้ง ก่อนบรรจุสต๊อกไว้รอจำหน่ายต่อไป”

คุณเป็นสุข ยังกล่าวถึงปัญหาอีกประการ คือ ระยะเวลาการเกิดของอานาปานา มาถึงวันนี้ประมาณ 9 เดือน ฉะนั้น การรับรู้แม้จะมากขึ้น แต่ก็ถือว่าไม่กว้างมากนัก “อานาปานา ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ก็จะพ่วงไปเรื่อง SEO (การทำให้เว็บไซต์อยู่ในอันดับที่ดีที่สุดของหน้าแสดงผลการค้นหาใน Search Engine ชั้นนำ) ซึ่งเราขายผ่านระบบออนไลน์จึงหนีตรงนี้ไปไม่ได้ ในขณะที่เราไม่มีความรู้ ฉะนั้น จึงต้องฝึกฝนตัวเอง มีเวลาก็ต้องอ่านๆๆ ทดลองแก้ไขไปเรื่อยๆ แต่ถึงแม้จะเป็นปัญหา เราก็มองว่าคือโจทย์ที่ต้องใช้เวลาพิสูจน์ตัวเอง ค่อยๆ ทำ ฝึกทักษะการค้าปลีก อดทน เพราะกับ อานาปานา เราไม่ได้ทำเพียงแค่ฉาบฉวย”

ปิดท้ายคำถามถึงจุดมุ่งหมายในอนาคตของ อานาปานา คุณเป็นสุข วางไว้เช่นไร ซึ่งก็ได้รับคำตอบดังนี้ “ก่อนอื่นต้องทำให้ อานาปานา เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปก่อน และถ้ายอดขายยังโตได้ดี ก็มีอีกหลายอย่างที่คิดไว้ว่าจะทำ แต่เป้าหมายสูงสุดคือ ทำให้คนหันมาปฏิบัติธรรมให้มากขึ้น เราอยากให้คนเข้าใจการปฏิบัติธรรมจริงๆ ซึ่งเชื่อว่าจะส่งผลทำให้สังคมดีขึ้น และสุดท้ายธุรกิจของเราและของผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องในสายนี้ก็จะอยู่ได้ ซึ่งมันไม่ใช่ทุกคนที่สามารถยืนอยู่ในจุดนี้ อยู่อย่างที่เราทำ ต้องมีจังหวะ เวลา ดังนั้น เมื่อเรามีโอกาสได้ทำ ตราบใดที่ยังอยู่ตรงนี้ ก็ขอทำให้เต็มที่ค่ะ”

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ผลิตจำหน่ายชุดปฏิบัติธรรม และสินค้าที่เกี่ยวข้อง

ลักษณะกิจการ เอสเอ็มอี

ชื่อกิจการ อานาปานา

เจ้าของกิจการ คุณเป็นสุข เมฆวิบูลย์

ผลิตภัณฑ์ ชุดปฏิบัติธรรม ผ้าคลุมไหล่ สไบ ผ้าคลุมตัก ถุงเท้า เป็นต้น

ราคาขายสินค้า หลักสิบ ไปจนถึงประมาณ 280 บาท

เงินทุนหมุนเวียน ประมาณ 1 ล้านบาท (สำหรับซื้อวัตถุดิบ)

จุดเด่น คุณภาพของเนื้อผ้า และการออกแบบที่เหมาะต่อการสวมใส่

แรงงานผลิต ประมาณ 30 คน

วัตถุดิบ ผ้า

แหล่งซื้อวัตถุดิบ โรงงานผู้ผลิต

เครื่องมืออุปกรณ์ อุปกรณ์ใช้ในการตัดเย็บ

กลุ่มเป้าหมาย อายุ 3 ขวบขึ้นไป จนถึงวัยผู้ใหญ่

ช่องทางจำหน่าย ผ่านระบบออนไลน์ http://www.anapanashop.com, http://www.facebook.com/shop.anapana/ และ http://www.facebook.com/anapana.breathe/

สถานที่ติดต่อ เลขที่ 33 หมู่ 3 ซอยเงินอุดม แขวงบางเชือกหนัง เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170

โทรศัพท์ (082) 160-6764

 

บ๊อกบุรี ขายกระดาษ 3 มิติ ผ่านเว็บไซต์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07040151156&srcday=2013-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 337

ช่องทางสร้างอาชีพ

ปาณตะวัน pantawan@hotmail.com

บ๊อกบุรี ขายกระดาษ 3 มิติ ผ่านเว็บไซต์

เปรม หะทัยธรรม หนุ่มหน้าใสวัย 28 ปี ผู้หลงเสน่ห์และบุคลิกของหนุมาน จึงจับหนุมานมาสร้างเป็นโมเดลผ่านจอคอมพิวเตอร์ ใส่ลวดลายและสีสันจนหนุมานกลายเป็นพระเอกรูปหล่อ อาศัยความรู้ด้านกราฟิกดีไซน์ และความรู้จากอาชีพสร้างโมเดลตัวการ์ตูนบนเกมคอมพิวเตอร์ของเกาหลี มาใช้ในการสร้างโมเดลของหนุมาน เพื่อทำหุ่นจำลองหนุมานแบบ 3 มิติ ผ่านกระดาษ A4 จำนวน 7 แผ่น เมื่อนำกระดาษ 7 แผ่น มาพับตามตำแหน่งที่ระบุไว้ จะได้หนุมานเหมือนจริง 1 ตัว ที่มีสีสันและลวดลายโชว์ความเป็นไทยอย่างโดดเด่น

เปรมเรียกผลงานหุ่นกระดาษจำลอง แบบ 3 มิติ ผ่านแผ่นกระดาษ A4 ในแนวนี้ว่า “โมเดลกระดาษ” เขาสร้างโมเดลกระดาษผ่านรูปลักษณ์ของหนุมาน โดยจัดทำเป็นชุด ชุดหนึ่งมีกระดาษ 9 แผ่น เป็นโมเดลสำหรับพับหนุมาน 7 แผ่น ส่วนอีก 2 แผ่น เป็นภาพปกและคู่มือบอกวิธีการพับให้เป็นภาพ 3 มิติ ขายผ่านเว็บไซต์ชุดละ 170 บาท หนุมาน 3 มิติ ถูกขายผ่านเว็บไซต์ http://www.boxburi.com มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 4,000-5,000 บาท และในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หนุมานกระดาษของเขาถูกขายไปแล้วกว่า 1,000 ตัว โดยมีแบรนด์ Boxburi หรือออกเสียงเป็นไทยว่า “บ๊อกบุรี” หรือออกเสียงเป็นญี่ปุ่นว่า “บ๊อกบูริ” ซึ่งเป็นโลโก้ประจำผลิตภัณฑ์

โมเดลกระดาษ 3 มิติ

นอกเหนือจากโมเดลหนุมานแล้ว ยังมีโมเดลกระดาษอีกหลายตัว แบ่งเป็น 3 แบบ ได้แก่ แบบที่ 1 จะเป็นโมเดลไทยๆ แบบนิ่งๆ พับแล้วตั้งโชว์ แบบที่ 2 เป็นตุ๊กตาที่ขยับหัวส่ายไปมาได้ โดยจะมีโซลาร์เซลล์อยู่ข้างใน แบบที่ 3 เป็นโมเดลแบบมีกลไก ไม่ต้องใช้โซลาร์เซลล์ แค่ใช้หนังสติ๊กมัดแล้วใช้มือกดหุ่นก็ขยับได้ เปรมอธิบายถึงเคล็ดลับในการทำโมเดลกระดาษ 3 มิติไว้ดังนี้

“ถ้าคนที่ไม่เคยทำเกมมาก่อน จะทำไม่ได้ คือต้องใช้ทักษะเฉพาะด้าน คนที่ทำโมเดลเกมออนไลน์จะมีเทคนิคเฉพาะ เริ่มต้นต้องสเกตช์ภาพในกระดาษก่อน หลังจากนั้นเราก็มาปั้นโมเดล 3 มิติในคอมพิวเตอร์ คล้ายๆ ปั้นดินน้ำมัน แต่ปั้นในจอคอมพิวเตอร์แทน เราต้องดีไซน์โมเดลให้มีเหลี่ยมน้อยที่สุด ตัดทอนรายละเอียดให้เหลือน้อยที่สุด แต่การทำลวดลายจะต้องใส่รายละเอียดให้มากที่สุด ซึ่งตรงกันข้ามกัน หลังจากทำโมเดลเสร็จแล้ว ก็มาวาดลายลงไป พอวาดลายเสร็จก็จับมาวางบนกระดาษ มาคลี่บนกระดาษ ให้มันพอดีกับกระดาษ แล้วนำมาแต่งในคอมพิวเตอร์อีกที เพื่อดูว่าตรงนี้เป็นชิ้นที่เท่าไหร่ เบอร์อะไร เราจะใช้วัสดุประเภทกระดาษอาร์ตมันประมาณ 160-250 แกรม หลังจากนั้นพิมพ์ด้วยระบบเลเซอร์จะมีคุณภาพเทียบเท่ากับการพิมพ์จากโรงพิมพ์ แต่ถ้าตัวไหนขายดี เราก็จะส่งโรงพิมพ์ล็อตหนึ่งประมาณ 2,000 ชุด”

งานอดิเรกทำรายได้ชิลๆ

เปรม ยอมรับว่า กิจการหลักของครอบครัวคือขายวัสดุก่อสร้าง การทำโมเดลกระดาษขายผ่านเว็บไซต์เป็นแค่งานอดิเรกที่ทำด้วยความชอบส่วนตัว แม้จะเป็นแค่งานอดิเรก แต่ก็เริ่มแตกไลน์เป็นของชำร่วยแจกในงานแต่งงาน โดยทำโมเดลหุ่นกระดาษ 3 มิติใส่หน้าเจ้าบ่าว-เจ้าสาวแทน เป็นการรุกตลาดของชำร่วยของคนรุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง

การขายกระดาษเพื่อนำไปพับเป็นหุ่น 3 มิติ ผ่านเว็บไซต์นั้น ทำให้เปรมได้รู้ความจริงว่า กลุ่มลูกค้าของเขาคือใครบ้าง ตอนแรกเขายอมรับว่าไม่เป็นเรื่องธุรกิจ ไม่รู้ว่าจะขายใคร รู้แต่ว่าชอบทำ ทำมาแล้วกองเยอะแยะจึงอยากหาทางระบายออก และเว็บไซต์ก็คือทางออกของเขา และเว็บไซต์อีกนั่นแหละที่ตอบโจทย์ที่เขาค้างคาใจว่าลูกค้าของเขาคือใคร คำตอบที่ได้จากยอดสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์นั้น ชี้เบาะแสให้เขารู้ว่า ลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มพวกชอบของประดิษฐ์ ชอบตัวต่อเลโก้ ชอบตัวต่อจิ๊กซอว์ ซึ่งกลุ่มนี้มีจำนวนมากพอสมควร มีการโพสต์ภาพและพูดคุยกันผ่านเว็บไซต์

เปรมจึงนำโมเดลกระดาษของเขาซึ่งมีทั้งหนุมาน ตุ๊กตาสวัสดี หงส์กระดาษ แมวกวัก เป็นต้น ไปโพสต์บนเว็บไซต์ ทำให้ผลงานของเขามียอดสั่งซื้อเรื่อยๆ และมีออร์เดอร์จำนวนมากเพื่อนำไปขายต่อก็มีเช่นกัน นักลงทุนหน้าใหม่รายนี้ เป็นเด็กหนุ่มที่มีอนาคต เขาไม่ได้ขายหุ่น 3 มิติของเขาไปวันๆ แต่เขาวางแผนอนาคตที่จะปั้นโมเดลกระดาษที่บ่งบอกความเป็นไทย เพื่อสร้างเกมในมือถือและในงานอื่นๆ ที่เขายังไม่เปิดเผย โดยมีเพื่อนวัยเดียวกันร่วมทีมสร้างสรรค์อย่างเงียบๆ

เปรม หะทัยธรรม เจ้าของโมเดลกระดาษภายใต้แบรนด์ Boxburi ปิดท้ายด้วยน้ำเสียงแห่งความมุ่งมั่นว่า “ผมจะทำทุกขั้นตอนด้วยความตั้งใจและความมุ่งมั่น จะเนรมิตกระดาษให้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ขยับได้จากฝีมือคนไทย และการออกแบบโมเดลที่ใช้เอกลักษณ์ความเป็นไทย จะถูกนำมาสร้างชื่อให้ประเทศไทยได้เป็นที่รู้จักไปยังทั่วโลก”

เปรม หะทัยธรรม

บ๊อกบุรี/โมเดลกระดาษ

เลขที่ 923/7ก. ถนนเอกชัย ตำบลมหาชัย อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร 74000

โทรศัพท์ (089) 792-7154

e-mail : boxburi@gmail.com

http://www.boxburi.com

 

“ภันเต” ร้านกาแฟเมืองอุบลฯ ชูจุดขาย “สวนสวย-ของเก่า” กุมภาพันธ์ 13, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07046011056&srcday=2013-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 334

ช่องทางสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

“ภันเต” ร้านกาแฟเมืองอุบลฯ ชูจุดขาย “สวนสวย-ของเก่า”

ถ้าไปถามคนรุ่นใหม่ว่าอยากทำอาชีพอะไร เชื่อว่าจำนวนไม่น้อยคงตอบ “ร้านกาแฟ” ซึ่งแทบจะพูดได้ว่าบ้านเรามีร้านกาแฟเต็มไปหมดทุกหัวระแหงจนนับไม่ถ้วน ทั้งรายเล็กรายใหญ่ กาแฟโบราณและสมัยใหม่ มีแบรนด์และไม่มีแบรนด์ ล้มหายตายจากไปบ้างแล้วก็มี

สำหรับร้านกาแฟจำนวนมากที่ยืนอยู่ได้และมีกิจการเจริญรุ่งเรืองนั้น ส่วนใหญ่จะมีปัจจัยหลายอย่างเกื้อหนุน อาทิ อยู่ในทำเลดี กาแฟเบเกอรี่อร่อยถูกปากลูกค้า ราคาไม่เวอร์ บริการดี มีไว-ไฟ บรรยากาศดี และมีจุดเด่นแตกต่างจากร้านอื่นๆ อย่างเช่นร้าน “ภันเต” ของ คุณปนัดดา และสามี คุณจักรพงษ์ แท่งทอง (อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี) แถวสถานีรถไฟอุบลราชธานี อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งใช้ตึกแถวโบราณตกแต่งดัดแปลงมาเป็นร้านกาเเฟและเบเกอรี่ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของเก่าและสวนสีเขียวร่มเย็น เหมือนอยู่ในป่าย่อมๆ อย่างไรอย่างนั้น

จุดเริ่มต้นจากร้านขายต้นไม้

คุณปนัดดา หรือ คุณเจี๊ยบ ย้อนให้ฟังถึงการทำธุรกิจนี้ว่า เดิมตึกนี้เป็นโรงเรียนจีนเก่า แล้วก็มาเป็นโรงเรียนอนุบาล แต่ปิดร้างมา 16 ปี จากนั้นมาทำสวน พร้อมเปิดให้พี่สาวแฟนขายกาแฟ ทำขนม ลูกค้าเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายตัวเองตัดสินใจออกจากงานประจำ ซึ่งเป็นถึงผู้จัดการโรงงานทอผ้าของนักธุรกิจเกาหลี มาช่วยดูแลร้านอีกแรง ตอนแรกพ่อแม่ก็ไม่เห็นด้วย เพราะมองว่าการค้าขายไม่แน่นอน

ส่วนที่มาที่ไปของชื่อร้านภันเตนั้น คุณเจี๊ยบ แจงว่า มาจากคำว่า Plantae (แพลน-เต) เป็นภาษาลาติน แปลว่า อาณาจักรพืช แต่เห็นว่าเป็นคำที่คนคงไม่รู้จัก และไม่ค่อยคุ้นหู จึงหาคำที่ใกล้เคียง คือคำว่า ภันเต เลยปรึกษากับพระอาจารย์ดู ท่านบอกว่าหมายถึง ผู้ที่เจริญแล้ว

ในการเปิดร้านกาแฟนี้ หลายคนอาจจะคิดว่าเจ้าของคงทำตามเทรนด์ แต่ประเด็นนี้ คุณเจี๊ยบ อธิบายว่า “ความจริงแฟนเจี๊ยบ (คุณจักรพงษ์ อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี) อยากทำร้านขายต้นไม้ แต่คิดว่าไม่ง่ายที่จะสร้างจุดสนใจให้คนเดินเข้ามา จำเป็นต้องมีตัวดึงตัวช่วย เลยต้องมีกาแฟ มีขนม โดยแฟนเป็นคนออกไอเดียแล้วทำเองทุกอย่าง ปลูกต้นไม้ ลงอิฐ ทาสี ปูกระเบื้องเองหมดทุกอย่าง เราไม่ได้เปิดร้านเพราะมีตังค์ เราเริ่มจากศูนย์ ไม่มีเงินจ้างคนเลยต้องทำเอง รูปแบบของสวนที่นี่ เป็นป่าเขตร้อนชื้น เพราะมีเฟิร์นด้วย”

ช่วงแรกๆ นั้นทางร้านไม่ได้ขายอาหาร แต่ด้วยกระแสเรียกร้อง จึงต้องมีอาหารไว้บริการ (โทรศัพท์ (045) 269-921, (087) 716-9700)

“อยากให้ลูกค้าจบที่เดียว คือ นั่งกินข้าว แล้วต่อด้วยขนม เราขายอาหารจานเดียวง่ายๆ เช่น สเต๊ก ข้าวจานเดียว อย่าง ข้าวผัด ข้าวกะเพรา เป็นอาหารง่ายๆ ที่ไม่หนักท้องมาก เพราะลูกค้าจะได้ต่อขนมได้ ราคาก็เป็นไปตามวัตถุดิบและบรรยากาศ เช่น สเต๊ก ขายอยู่ที่จานละ 130 บาท”

เบเกอรี่โฮมเมด

อย่างที่บอก “ภันเต” มีจุดเด่นในเรื่องสถานที่และการตกแต่งร้าน ซึ่งเป็นที่ถูกอกถูกใจวัยฮอร์โมนทั้งหลาย รวมถึงผู้ที่ชื่นชอบธรรมชาติ

“เราตกแต่งตามความชอบแบบนี้ เป็นการจัดตามของที่เรามี ต้นไม้แฟนก็ปลูกอยู่แล้ว ของที่นำมาตกแต่งก็เป็นของเก่าที่มีอยู่แล้ว อย่าง โค้ก แฟนสะสมตั้งแต่เรียนอยู่มหาวิทยาลัย ซึ่งจากการที่เปิดมา 5 ปี

ตอนนี้ก็อยู่ได้อย่างพอเพียง เช่น มีเงินเลี้ยงลูกน้อง มีเงินดูแลครอบครัว พนักงานที่ร้านมี 5 คน เป็นเด็กพาร์ตไทม์ เปิดตั้งแต่ 10.00-20.00 น. หยุดทุกวันจันทร์”

ในวันที่ไปใช้บริการและสนทนากับคุณเจี๊ยบนั้น เห็นมีลูกค้าทยอยเข้ามาตลอด โดยที่ตัวเธอเป็นคนลงมือปั่นน้ำผลไม้และชงกาแฟเอง เลยถามว่าไปเรียนมาจากที่ไหน เจ้าตัวบอก “ทั้งเค้กและเครื่องดื่ม ทำเองทุกอย่าง เรียนด้วย ฝึกด้วย ใช้วิธีครูพักลักจำด้วย”

ถ้าใครเคยไปจิบกาแฟหรือทานเค้กในร้านกาแฟสไตล์นี้ ย่อมรู้ว่าราคาไม่เบา หากเป็นคนที่เคยชินกับกาแฟโบราณแบบรถเข็นอาจจะทำใจลำบาก แต่ถ้าเป็นคนชอบดื่มด่ำกับบรรยากาศและนิยมใช้ไว-ไฟ ย่อมไม่สะทกสะท้าน

คุณเจี๊ยบ ระบุว่า กลุ่มเป้าหมายของร้านส่วนมากจะเป็นครอบครัว วัยรุ่น และคนทำงาน มีเกือบจะทุกกลุ่ม ด้วยราคาเราก็คัดลูกค้าในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นราคาค่อนข้างสูง ด้วยจำนวนโต๊ะ บรรยากาศ อันเป็นข้อจำกัด เพราะร้านไม่สามารถรับลูกค้าได้ครั้งละเยอะๆ เต็มที่ก็ 50 คน แต่มีข้อจำกัดตรงที่ว่าบางครั้งไม่สามารถที่จะต่อโต๊ะได้ และลูกค้าต้องเข้าใจว่า ร้านเป็น open air สูบบุหรี่ได้เฉพาะในสวน ถ้าอยากจะนั่งหน้าบ้านก็ไม่สามารถสูบบุหรี่ได้

สำหรับราคาเครื่องดื่ม แก้วเป็นร้อยบาทก็มี กรณีที่ลูกค้าสั่งเป็นมิกซ์ปั่น ใส่วิป ใส่ปีโป้ ใส่โอริโอ จะเพิ่มราคาตามของที่ลูกค้าสั่ง แต่ถ้าเป็นกาแฟ ปกติแก้วละ 55-60 บาท ถ้าปั่นจะเพิ่มอีก 10 บาท ราคาเค้กใส่ผลไม้สดอยู่ที่ 80-155 บาท แต่ถ้าเป็นเค้กสายรุ้งขายชิ้นละ 80 บาท

ในการสั่งเมนูต่างๆ นั้น คุณเจี๊ยบ บอกว่า ถ้าเป็นคนต่างถิ่นไม่เคยดื่มมาก่อนก็ต้องสั่งกาแฟภันเต เพราะจะเข้มกว่ากาแฟคาปูชิโน่ จุดเด่นคือ เข้มแล้วจะขมติดปาก แต่ลูกค้าประจำที่ดื่มเข้มขม จะรู้ว่า เอสเปรสโซ่ของทางร้านจะไม่เหมือนที่อื่น คือ กาแฟดำ น้ำตาล เป็นกาแฟสูตรฝรั่ง หากดื่มเข้มขม ที่อื่นอาจจะเป็นเอสเปรสโซ่ แต่ของเราเป็นภันเต ซึ่งทางร้านจะใช้กาแฟอาราบิก้าอย่างเดียว ไม่ใช้โรบัสต้า อย่างภันเตก็เป็นอาราบิก้า 100 เปอร์เซ็นต์ ที่ร้านจะใช้กาแฟไทยทั้งหมด แต่อาจจะมีสูตรนั่น สูตรนี่

ลูกค้าที่มาใช้บริการร้านนี้ ส่วนใหญ่มักจะกลับมาอีก เพราะแม้รสชาติกาแฟและเครื่องดื่มต่างๆ จะไม่ได้แตกต่างจากที่อื่นมากนัก แต่สิ่งที่ได้มากกว่าคือ บรรยากาศ ซึ่งเป็นสิ่งที่เจ้าของร้านอยากนำเสนอ

“อยากให้ลูกค้ารู้สึกว่ามาแล้วเหมือนกลับมาบ้าน อบอุ่น ได้สนทนาแลกเปลี่ยนกัน เหมือนญาติมาเยี่ยม เวลานั่งก็ให้ความรู้สึกที่สบายๆ ไม่ต้องมาคาดหวังว่าต้องดื่มเร็ว กลับไว อยากให้นั่งแล้วรู้สึกมีความสุขกับบรรยากาศ มีความสุขกับการละเลียดเค้กทีละหน่อย คือ ต้องการให้ลูกค้ากลับไปอย่างมีความสุข แล้วเมื่อไรที่มาอุบลฯ ก็อยากจะกลับมาร้านเราอีก เราไม่ต้องการลูกค้าเยอะ ขายดีเป็นล่ำเป็นสัน แต่ขอแค่ว่า ขายแล้วไม่ติดลบ ทางร้านไม่ต้องการให้เป็นทางการ อยากมาก็มาเลย ไม่ต้องโทรจอง อยากให้มาชิม ให้มาสัมผัสด้วยตัวเอง”

อนาคตฝันทำสวนญี่ปุ่น

เปิดร้านมา 5 ปี ถือว่านานทีเดียว แต่ปัญหาที่ประสบก็ยังคงเป็นเรื่องเดิมๆ อย่างที่คุณเจี๊ยบ เล่า

“อุปสรรคมีเยอะค่ะ ร้อยแปดพันเก้า ที่หนักๆ เลย คือ ปัญหาเรื่องคนงาน มีความรู้สึกว่า ถ้าเราทำร้านของกิน ร้านบริการ ต้องเรื่องมากทั้งเรื่องความสะอาด สุขอนามัย และจิปาถะต่างๆ คนที่มาอยู่กับเราก็ต้องคิดเหมือนกับเรา แต่ถ้าเขาไม่ได้คิดเหมือนเราก็อยู่ด้วยกันไม่ได้ การที่หาลูกน้องทีละคน เพื่อมาฝึกให้เป็น ให้รู้จักเตรียมแก้ว เช็ดแก้ว ให้สะอาด หรือเตรียมของให้ดูน่ากิน มันต้องอาศัยเวลา มองว่า เรื่องคนเป็นปัญหาสำคัญ”

แม้จะเป็นร้านกาแฟในต่างจังหวัด แต่คุณเจี๊ยบก็ยังต้องตามกระแสในกรุงเทพฯ อย่างที่เธอบอก “จะดูตามกระแสในกรุงเทพฯ ดูว่าอะไรที่อุบลฯ ยังไม่มีทำ หรือเข้ามา เราต้องสร้างความแตกต่างเพราะร้านกาแฟ เบเกอรี่ในอุบลฯ มีเยอะ แรกๆ ก็วิตกจริต แต่แฟนจะบอกตลอดว่า ต้องมั่นใจว่า เรามีอะไรดี แล้วสิ่งที่เรามี ไม่ได้ไปแข่งกับใคร เอาแค่ว่าเราอยู่ได้ และมั่นใจในสิ่งที่เราทำ ถ้าเราวิ่งตามคนอื่น เราจะเหนื่อยเอง”

สำหรับแผนในอนาคตของร้านนั้น เธอว่า “เคยมีคนถามถึงสาขาที่จะเปิด เพราะปัจจุบันเราทำเอง ไม่มีแฟรนไชส์ แต่แฟนเคยคุยว่าอยากจะให้มีภันเต มีสวน มีป่าดิบร้อน มีสวนญี่ปุ่น อยากให้มีภันเตที่มีสวนหลากหลายแบบ แต่เราจะจัดเอง อนาคตต้องดูศักยภาพด้วยว่าไหวไหม นี่คือ ความฝันของแฟน อาจจะภันเต สาขาที่ 1 มีสวนป่าดิบชื้น ภันเต สาขาที่ 2 เป็นสวนญี่ปุ่น ลูกค้าอยากจะไปชมสวนแบบไหนก็ไป”

ด้วยความฝันดังกล่าวบวกกับความเป็นจริงที่ผู้คนยังนิยมดื่มกาแฟ เชื่อว่าไม่นานเกินรอ แฟนๆ ของ “ภันเต” ย่อมจะได้เห็นสวนญี่ปุ่นในร้าน “ภันเต” สาขา 2 แน่

 

5 อาชีพสุดยอด งานช่างทำเงิน มติชนจัดให้ กระทบไหล่กูรูตัวจริง!!

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07056011056&srcday=2013-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 334

ช่องทางสร้างอาชีพ

5 อาชีพสุดยอด งานช่างทำเงิน มติชนจัดให้ กระทบไหล่กูรูตัวจริง!!

“ถ้าสองมือ แรงใจแรงกายยังไม่หยุด ฝั่งฝันแม้จะไกลแค่ไหน คงไม่เป็นเพียงความฝัน”

ถึงวันนี้ หลายคนอาจเดินตามกรอบของชีวิตที่ถูกกำหนด เติบโต เรียนหนังสือ ทำงาน โดยงานที่มั่นคงสังกัดอยู่ในหน่วยงานที่มีชื่อทั้งหน่วยรัฐหรือวิสาหกิจต่างๆ

แต่ก็มีไม่น้อยที่เริ่มต้องการเดินตามฝันที่จะประกอบอาชีพส่วนตัว สร้างอาชีพอิสระ อยากคิดหรืออยากทำอะไรก็ได้ ที่เป็นเจ้านายตัวเอง

ซึ่งการทำธุรกิจมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งขายของกิน ขายของใช้ และอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญ คือการขายงานที่เกี่ยวกับฝีมือ

มติชน อคาเดมี จึงเล็งเห็นถึงความสำคัญของอาชีพในหมวดหมู่นี้เป็นอย่างมาก อาชีพที่เกี่ยวกับงานช่าง เป็นงานที่เราสามารถนำไปต่อยอดกับงานด้านอื่นๆ ได้อย่างไม่รู้จบ ยิ่งทำมากก็ยิ่งได้มาก ทั้งความชำนาญและผลกำไรที่งดงามคือ เม็ดเงิน

เราจึงนำ 5 อันดับงานช่างทำเงิน ที่ทาง มติชน อคาเดมี คัดสรรแล้วว่า เจ๋งจริง! กูรูมากด้วยความรู้! ประสบความสำเร็จจริง! มานำเสนอ…

แรกเริ่มกันที่ตัวแรก หลักสูตร กรอบรูปไม้ 2 ชั้น โดย ร.ต.ต. สมจิตร ศรีสุวรรณ์ ผู้คร่ำหวอดในวงการกรอบรูปไม้ร่วมสิบปี โดยการเรียนการสอนจะแบ่งเป็นทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติเริ่มเรียนกันตั้งแต่การวัดมุม-วัดฉาก, การใช้อุปกรณ์ต่างๆ ให้ถูกต้อง รวมถึงการลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าของเศษไม้ที่ได้ตัดไป พอตกช่วงบ่าย ก็เริ่มทำกรอบรูปไม้ 2 ชั้น สอนการทำกรอบรูปให้มีมิติ, การหยอดกาวลงมุม, การตัดกระจก ตลอดจนการแนะนำการทำธุรกิจเปิดร้าน รวมไปถึงการคิดกำไรต้นทุนด้วย การคิดราคาไม้ และการหาแหล่งซื้อวัตถุดิบ เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดมีสโลแกนที่ว่า “มีเงินลงทุน 500 บาท ก็สามารถเปิดร้านได้”

ต่อกันด้วย ลำดับที่สอง ที่เปิดกี่ครั้งก็เต็ม!! กับหลักสูตรโครงอะลูมิเนียม (ช่องแสง, บานเลื่อน, บานสะวิง แถม!! มุ้งลวด) โดย อาจารย์ขวัญชัย ป้อทองคำ โดยมีการเรียนการสอนกัน 2 วันเต็ม ผู้เรียนจะได้เรียนรู้การใช้เครื่องมืออุปกรณ์โครงอะลูมิเนียมชุดช่องแสงและชุดบานเลื่อน โดยภาพรวม อาจารย์จะสอนการฝึกวัด คำนวณพื้นที่ การประเมินราคาโครงอะลูมิเนียม ในส่วนของวันที่สอง จะเรียนเกี่ยวกับ โครงอะลูมิเนียมชุดบานสะวิง ฝึกประกอบ ฝึกวัด และปิดท้ายด้วยการสาธิตการตัดประกอบโครงอะลูมิเนียมชุดมุ้งลวดและการอัดมุ้งลวด จะมีเปิดสอนในวันที่ 16-17 พฤศจิกายน 2556 ในราคา 3,210 บาท

ลำดับที่สาม ล้อเรื่องมาจากหัวข้อที่เกริ่นด้านบน อาชีพสำหรับคนรักอิสระ รักการสร้างสรรค์ การออกแบบ หลักสูตรการพิมพ์ซิลก์สกรีนเพื่อการเปิดร้าน ของ อาจารย์ณรงค์ชัย ศรีสมบูรณ์ ดูจะตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี โดยการเรียนการสอน 1 วันเต็ม ผู้เรียนจะได้เรียนเรื่องการทำบล็อกสกรีนโดยใช้กาวอัด การสกรีนลงบนเสื้อ และเทคนิคสอดแทรกต่างๆ ระหว่างการสกีนเสื้อลงบล็อก การล้างบล็อก อีกทั้งการผสมสี การแจกแจงคุณสมบัติของสีต่างๆ เรียกว่าหลักสูตรนี้จบออกไปการันตีสกรีนเสื้อไว้ใส่เอง หรือจะทำขายก็สบายแบบชิลชิล ได้ดีทีเดียว

เดินทางมาเกินครึ่งทางแล้วสำหรับลำดับต่อไป หลักสูตรการทำแม่พิมพ์ยางซิลิโคนและการหล่อเรซิ่นแบบพื้นฐาน โดย อาจารย์บุญธรรม รัตนวงกต ในคอร์สนี้จะมีการอธิบายทฤษฎีต่างๆ และปฏิบัติอย่างเป็นลำดับ เริ่มจากการทำพิมพ์ยางซิลิโคนในรูปแบบต่างๆ ที่ต้องการ เริ่มจาก ตัวติดตู้เย็น (แม็กเนต) แต่เมื่อฝึกฝนจนมีฝีมือก็สามารถนำไปพัฒนาเป็นงานชิ้นใหญ่ๆ ได้ โดยใน 1 วันนี้ผู้เรียนจะทำพิมพ์หล่อยางซิลิโคนได้ อีกทั้งหล่อเรซิ่นเป็น โดยจะสาธิตการลงสีให้ดู ต้นทุนอยู่ที่ 1,000-2,000 บาท ทุกอย่างขึ้นอยู่กับไอเดียและทำเลที่ขาย สำหรับหลักสูตรนี้ จะมีการเปิดสอนในวันที่ 23 พฤศจิกายน ในราคา 1,605 บาท

ปิดท้ายด้วยแคมเปญใหญ่ยักษ์ หลักสูตรบิดลูกโป่งมหัศจรรย์ และหลักสูตรแอ๊ดวานซ์ขึ้นไปอีกขั้นกับหลักสูตรศิลปะการตกแต่งสถานที่ด้วยลูกโป่งและการเปิดร้าน โดย อาจารย์รุ่งโรจน์ สุวรรณธาดา หรือ นายเป็นต่อ เจ้าของธุรกิจ “บางกอกบอลลูน” และ “บอลลูนนี่” ที่ยกทัพมากับลูกศิษย์ที่ประสบความสำเร็จจากคอร์สก่อนๆ มาเขย่าห้องเรียนให้มีสีสันมากยิ่งขึ้น

กลับมาครั้งนี้ อาจารย์จะมาพร้อมกับหลักสูตรที่เข้มข้นแบบจัดเต็ม คุณจะได้เห็นลูกโป่งหลากสีสัน แบบคัลเลอร์ฟูล และจะมีเทคนิคใหม่สอดแทรก จะมีการสอนแบบ 2 หลักสูตรแบบต่อเนื่อง โดยเริ่มจากหลักสูตรแรก “บิดดัด ลูกโป่งมหัศจรรย์” ทุกคนจะได้เรียนพื้นฐานในการบิดดัดลูกโป่งในรูปทรงต่างๆ จะมีสอนในวันที่ 5-6 ตุลาคม และ 19-20 ตุลาคม นี้ และอีกหลักสูตรต่อเนื่อง “ลูกโป่งเพื่อการตกแต่งสถานที่” เป็นการสร้างสรรค์งานลูกโป่งต่อยอดมาจากชิ้นงานเล็กเพื่อให้ได้ออกมาเป็นผลงานชิ้นใหญ่ อาทิเช่น การทำซุ้ม ทำรั้ว ขอบเวที ต้นไม้ ฯลฯ จะมีสอนในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน รับรองว่าคนที่มาเรียนจะได้รับโอกาส ช่องทาง และเทคนิคใหม่ๆ ที่ไม่มีคำว่าสิ้นสุด ไปประกอบอาชีพตลอดทั้งปี

ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำหรับคนที่อยากได้แนวความคิดใหม่ๆ รู้เทคนิคจะไปประกอบอาชีพในสายเส้นทางที่ถือว่ายังใหม่และมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (02) 954-3977-84 ต่อ 2115, 2116, 2123, 2124 หรือ (082) 993-9097, (082) 993-9105 โทรสาร (02) 954-3971 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.matichonacademy.com ติดต่อสอบถาม E-mail : matichon.academy@hotmail.com

 

“ช้างโขลง” “เหล้าอุ” ของคนเมืองน่าน กันยายน 22, 2013

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07030015095&srcday=2013-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 333

ช่องทางสร้างอาชีพ

สดุจตา

“ช้างโขลง” “เหล้าอุ” ของคนเมืองน่าน

จากบ้าน จากลูก เดินทางไปประกอบอาชีพรับจ้าง อาบเหงื่อต่างน้ำอยู่นานหลายปี วันหนึ่งเมื่อความคิดถึงลูก มาถึงจุดที่ไม่อาจทนอยู่ได้ คุณคำผิว วงค์ก๋า จึงตัดสินใจเก็บกระเป๋าลากลับบ้านเกิดอย่างถาวร

รายได้คือปัจจัยนำมาซึ่งความอยู่รอด ซึ่งคุณคำผิวเลือกที่จะนำภูมิปัญญาการผลิตเหล้าอุ มาสานต่อสู่หนทางสร้างอาชีพ ซึ่งมาถึงวันนี้ เหล้าอุ คือหนทางสร้างรายได้ ที่แม้จะไม่หวือหวา แต่ทว่าพอเลี้ยงตัวและครอบครัวให้อยู่ได้แบบไม่ต้องนำกายออกไปต่อสู้ดิ้นรนยังต่างที่ต่างถิ่น

หนึ่งเดียวในน่าน

“อุ” สุราพื้นเมือง

คุณคำผิว เปิดฉากเล่าความเป็นมาของเส้นทางการผลิตจำหน่ายเหล้าอุ ภายใต้ชื่อ “ช้างโขลง” ว่า เริ่มต้นประกอบอาชีพนี้เมื่อราวปี 2546 โดยได้รับอนุญาตจากกรมสรรพสามิต แต่กว่าจะผ่านกระบวนการตรวจสอบก็ใช้เวลานานเกือบปี

“จริงแล้วการทำเหล้าอุมีมานานแล้ว โดยนิยมทำในช่วงหน้าหนาว แต่จะเป็นลักษณะทำไว้กินเอง และก็เป็นเครื่องเซ่นไหว้ในพิธีกรรมต่างๆ พอรู้ว่าสามารถผลิตจำหน่ายได้ จึงเริ่มต้นเปิดเป็นห้างหุ้นส่วน เปรมประสิทธิ์ สุราพื้นเมือง จำกัด ซึ่งตอนนี้เป็นรายเดียวในจังหวัดน่านที่ทำเหล้าอุขาย”

แต่กว่าสินค้าจะได้รับอนุญาตจัดจำหน่าย ต้องผ่านขั้นตอนตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน “กรมสรรพสามิตแนะนำว่า ต้องสร้างโรงเรือนที่ถูกต้องก่อน ถึงจะออกใบอนุญาตให้ ซึ่งในส่วนนี้ก็มีที่ทางอยู่แล้ว จึงเริ่มต้นสร้างโรงเรือน จากนั้นนำผลิตภัณฑ์เข้าไปตรวจวิเคราะห์จนกระทั่งผ่าน ต่อมาก็เรื่องของบรรจุภัณฑ์ ต้องแจ้งให้กรมสรรพสามิตทราบว่าใช้แบบไหนขนาดเท่าใดบ้าง ก็เรียกว่าใช้เวลาเกือบปี จึงจะผ่านทุกขั้นตอนแล้วผลิตออกมาจำหน่ายได้”

คุณคำผิว ว่า แม้การผลิตเหล้าอุ จะเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีมาช้านาน แต่สูตรการผสมให้ได้รสถูกลิ้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยกรรมวิธีผลิต เริ่มจาก นำข้าวเปลือก (ข้าวเหนียว) มาผ่านกระบวนการสี แยกข้าวกับรำหยาบออกจากกัน

นำรำหยาบมาล้างน้ำจนสะอาด พักให้สะเด็ดน้ำ ส่วนของข้าวก็นำมาล้างจนน้ำใสสะอาดเช่นกัน แล้วจึงนำส่วนผสมทั้งสองคลุกเคล้า นำไปนึ่งจนข้าวสุก แล้วผึ่งให้เย็น โรยด้วยยีสต์ คลุกเคล้าจนทั่ว บรรจุใส่ภาชนะทิ้งไว้ประมาณ 15-20 วัน จึงบรรจุใส่ขวดเซรามิก โดยอัดให้แน่น แล้วนำเทียนไขหล่อปิดปากขวดสนิท หมักไว้เช่นนี้ประมาณ 1-6 เดือน โดยคุณคำผิว ว่า อายุการเก็บที่เหมาะจะนำไปดื่มกินราว 5 เดือน ถึง ไม่เกิน 1 ปี โดยก่อนดื่มให้เติมน้ำ ทิ้งไว้สักครู่

บรรจุภัณฑ์สะดุดตา

ธันวา หน้าหนาว ขายดี

ปัจจุบัน เหล้าอุภายใต้แบรนด์ช้างโขลง มี 2 ขนาดให้เลือกซื้อ โดยขนาด 1 ลิตร ราคาขายส่ง ขวดละ 180 บาท และขนาด 0.3 ลิตร ราคาขายส่ง 80 บาท โดยกำหนดปริมาณสั่งซื้อไว้ที่ 12 ขวดขึ้นไป

คุณคำผิว ได้กล่าวถึงผลิตภัณฑ์นำมาบรรจุเหล้าอุว่า เหตุที่เลือกใช้เซรามิก เพราะสามารถยืดอายุการเก็บรักษายาวนานขึ้น อีกทั้งยังมีรูปแบบสวยงาม เหมาะต่อการเป็นของฝาก ซึ่งกับบรรจุภัณฑ์นี้จะสั่งซื้อจากโรงงานผู้ผลิตในจังหวัดลำปาง กับราคารับซื้อขนาดใหญ่ใบละ 80 บาท ส่วนใบเล็ก 30 บาท โดยจะสั่งซื้อครั้งละ 500 ใบ และเพื่อให้รูปแบบที่นำมาใช้ไม่ซ้ำ จึงเลือกสั่งผลิตแม่แบบขึ้นมาเอง โดยต้องเสียค่าใช้จ่ายแบบละ 5,000 บาท

สำหรับหลอดไม้ไผ่ อุปกรณ์ใช้ในการดื่ม จัดจ้างให้ชาวบ้านในละแวกนั้นตัดและนำมาส่งให้ โดยเลือกส่วนที่เป็นแขนงขนาดเล็ก รับซื้อมัดละ (100 อัน) 80 บาท ซึ่งแขนงไม้ 1 ก้าน สามารถนำมาตัดทำเป็นหลอดได้ 2-3 อัน

ทั้งนี้ ในส่วนของตลาดส่งขายหลักประจำอยู่ที่ศูนย์โอท็อป จังหวัดน่าน โดยช่วงเวลาขายดีจะเริ่มต้นตั้งแต่เดือนธันวาคมไปจนจบฤดูหนาว

นอกจากลูกค้าหลัก ได้แก่ นักท่องเที่ยวแล้ว ยังมีกลุ่มผู้ซื้อจากหลายจังหวัด โทรศัพท์เข้ามาสั่งจองผลิตภัณฑ์ โดยคุณคำผิวจะจัดส่งสินค้าให้ทางรถทัวร์

กับยอดขาย 15,000 บาท ต่อเดือน ถือว่าเพียงพอหล่อเลี้ยงชีวิตของสมาชิกที่ปัจจุบันเป็นคนในครอบครัว “ธุรกิจที่เราทำอยู่ไม่ใหญ่โต รายได้ก็ไม่มาก จึงเลือกคนในครอบครัวมาช่วยกันก่อน ตัดปัญหาเรื่องความไม่เข้าใจกันไปด้วย”

คุณคำผิว ยังเผยถึงเงินลงทุนกับการทำธุรกิจนี้ว่า ประมาณ 700,000 บาท โดยหลักๆ หมดไปกับค่าจัดสร้างสถานที่ผลิต และค่าวัตถุดิบ นั่นก็คือข้าวเหนียว ซึ่งในเบื้องต้นจะเลือกใช้ข้าวในผืนนาตัวเองและญาติพี่น้องก่อน ต่อเมื่อไม่พอจึงรับซื้อจากชาวบ้านละแวกใกล้เคียง

ส่วนต่อมาคือค่าบรรจุภัณฑ์ และแสตมป์สรรพสามิต โดยในส่วนของค่าแสตมป์หากนำมาติดสินค้าขนาด 1 ลิตร ราคาดวงละ 10 บาท ขนาด 0.3 ลิตร ดวงละ 3.75 บาท

กับการทำธุรกิจนี้หากถามถึงคู่แข่งในตลาด คุณคำผิว ว่า มีอยู่น้อยราย ด้วยเพราะกระบวนการผลิตต้องใช้ระยะเวลาและต้องมีสูตรผสมที่ลงตัว ซึ่งแต่ละผู้ประกอบการจะผลิตสินค้าออกมาให้รสที่ต่างกันไป ฉะนั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับลูกค้าว่าจะถูกใจรสชาติแบบไหน

ทั้งนี้ สำหรับผู้สนใจต้องการติดต่อ หจก.เปรมประสิทธิ์ สุราพื้นเมือง เดินทางไปได้ที่ เลขที่ 32/1 หมู่ 4 ถนนน่าน-พะเยา ตำบลสะเนียน อำเภอเมือง จังหวัดน่าน โทรศัพท์ (086) 187-9562

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ผลิตจำหน่ายสุราพื้นเมือง (เหล้าอุ)

ลักษณะกิจการ โอท็อป

ชื่อกิจการ หจก.เปรมประสิทธิ์ สุราพื้นเมือง

เจ้าของกิจการ คุณคำผิว วงค์ก๋า

สินค้า เหล้าอุ

ราคาขาย ส่ง (12 ขวดขึ้นไป) ขนาด 1 ลิตร 180 บาท ขนาด 0.3 ลิตร 80 บาท

ยอดขาย เดือนละประมาณ 15,000 บาท

วัตถุดิบ/อุปกรณ์ ข้าวเหนียว รำหยาบ ยีสต์ บรรจุภัณฑ์เซรามิก เป็นต้น

เงินลงทุน เบื้องต้นจาก 700,000 บาท

ช่องทางจำหน่าย ศูนย์โอท็อป จังหวัดน่าน

กลุ่มผู้ซื้อ นักท่องเที่ยว เป็นหลัก

ลักษณะการขาย ส่ง

จำนวนผู้ผลิต 5 คน

ปัญหาอุปสรรค ต้นทุนการผลิตสูง

ที่ตั้ง เลขที่ 32/1 หมู่ 4 ถนนน่าน-พะเยา ตำบลสะเนียน อำเภอเมือง จังหวัดน่าน

โทรศัพท์ (086) 187-9562

 

“French Design” ทูอินวัน…ปั่น-เที่ยว กันยายน 21, 2013

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07042150856&srcday=2013-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 331

ช่องทางสร้างอาชีพ

มีนา

“French Design” ทูอินวัน…ปั่น-เที่ยว

“เวลาพัฒนาอะไรขึ้นมา สิ่งสำคัญคือ ขอเป็นผู้ใช้ก่อน ให้เรารู้ความต้องการของเราก่อน ซึ่งจะทำให้รู้คำตอบของลูกค้า ว่าเขาต้องการอะไร การตอบโจทย์ถึงจะเรียกได้ว่าถูกจุด”

คุณธนกร ล้อมวัฒนะสุข คือหนึ่งในผู้ที่เลือกใช้จักรยานเป็นพาหนะนำพาตัวเองไปยังสถานที่ต่างๆ ซึ่งความคล่องตัวคือสิ่งที่เขาต้องการ และน่าจะหมายรวมถึงนักปั่นจักรยานทุกคนด้วย

เครื่องแต่งกาย จึงถือเป็นองค์ประกอบกับการคัดเลือกมาสวมใส่ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าปัจจุบันเสื้อผ้าสำหรับใส่ปั่นจักรยานนั้นมีหลายแบรนด์ให้เลือกซื้อหา แต่ทว่าความต้องการของคุณธนกร ไม่ใช่เพียงแค่ประโยชน์ด้านเดียว แต่เขาต้องการเสื้อสักตัวที่เมื่อก้าวลงจากจักรยานแล้ว สามารถเดินเที่ยวได้ไม่ขัดตา

ทำใช้ ตามชอบ

เกิดโอกาส “ขาย”

“จุดเริ่มต้นของผมเกิดจากความชอบปั่นจักรยาน แต่ก็มีช่วงหนึ่งห่างหายไปหลายปี จนกระทั่งการเดินทางไปทำงาน และการใช้ชีวิตค่อนข้างลำบากขึ้น เพราะจำนวนรถเพิ่มสูง ต้องเสียเวลาอยู่บนท้องถนนโดยไม่จำเป็น ผมจึงจับจักรยานมาปั่นอีกครั้ง ซึ่งก็มาถึงเรื่องเสื้อผ้าเพราะผมยังต้องทำงาน จึงคิดว่าถ้าเป็นเสื้อยืดง่ายๆ สบายๆ ในขณะเดียวกัน ก็มีฟังก์ชั่นสำหรับการปั่นจักรยานเข้ามาเกี่ยวข้อง มันน่าจะดีกว่า”

เมื่อความต้องการบังเกิดในความคิด คุณธนกร ในฐานะผู้อยู่วงการดีไซน์ จึงไม่รอช้า เริ่มต้นออกแบบ และค้นหาผ้าที่เหมาะจะนำมาใช้

จากผลิตเพื่อไว้สวมใส่ โดยความคิดค้าขายไม่ได้อยู่ในสมอง แต่เมื่อใส่ ผู้สนใจก็เริ่มตามมาเป็นระลอก

“French Design” จึงได้โอกาสเกิด เอาใจนักปั่นจักรยาน โดยเฉพาะกับคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวง

“ตอนที่ออกแบบและผลิตขึ้นมา มีจุดประสงค์เพื่อสวมใส่เอง ไม่มีความคิดจะขายเลย โดยการออกแบบและการเลือกผ้าจะคำนึงถึงความคล่องตัว สวมใส่สบาย ระบายเหงื่อได้ดี แห้งเร็ว ซึ่งในส่วนของการย้อมสี จะย้อมลงบนเส้นด้าย ไม่ใช่การสกรีน จึงตัดปัญหาสีอุดตันบนร่องเส้นด้าย สามารถใส่ไปทำงาน ไปเที่ยวก็ได้ ซึ่งพอทำใส่สักพัก เพื่อนกลุ่มปั่นจักรยานด้วยกัน เข้ามาถามว่าหาซื้อที่ไหน พอเขาทราบว่าผมออกแบบเอง ก็สนใจ เริ่มแรกผมจึงทำแจก จนกระทั่งเกิดการบอกต่อ”

ความไม่คาดคิดถึงเรื่องจัดจำหน่าย แต่เมื่อมีผู้สนใจเพิ่มมากขึ้น ก็ถือเป็นโอกาสก้าวสู่ช่องทางสร้างอาชีพเสริม และนี่จึงเป็นเหตุผลให้คุณธนกร เปิดหน้าเฟซบุ๊ก ภายใต้ชื่อ http://www.facebook.com/French-Digi-Design โดยให้เหตุผลกับการเลือกช่องทางจัดจำหน่ายนี้ว่า ไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่าย ซึ่งกับธุรกิจใหม่ ที่ยังไม่รู้ทิศทาง ถือว่าช่องทางนี้มีความเสี่ยงน้อย

“ที่เลือกช่องทางนี้เพราะไม่มีต้นทุนค่าใช้จ่าย ไม่ต้องสั่งผลิตสินค้าเพื่อนำมาแขวนขาย หรือสต๊อกไว้ ดังเช่นการเปิดหน้าร้าน ฉะนั้น การทำงานของผมจึงเป็นการรับออร์เดอร์จากลูกค้า แล้วลงมือผลิต ซึ่งจะจัดสินค้าส่งถึงมือผู้รับภายใน 7 วันทำการ หลังรับออร์เดอร์”

ผลิตสินค้าตามใจ

สั่งซื้อได้ตัวเดียว

การผลิตสินค้าตรงตามใจผู้สวมใส่ คือสิ่งที่ French Design ยินดีบริการ ด้วยเหตุนี้ จึงเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อสามารถออกแบบได้ด้วยตัวเอง

“เรื่องของการออกแบบจะมี 2 ส่วน คือ ออกแบบเองเพื่อไว้รองรับลูกค้าที่ต้องการความสำเร็จรูป กับอีกส่วนหนึ่งคือลูกค้าสามารถออกแบบแล้วส่งมาให้ผลิต เพราะอย่างลูกค้าบางคนเขาต้องการใส่ชื่อ ใส่โลโก้กลุ่มลงไปในเสื้อ เราก็ยินดีให้บริการ”

กับจำนวนยอดสั่งซื้อ 1 ตัว เพียงเท่านี้ คุณธนกร บอกว่า ยินดีผลิตและส่งให้ในราคาเดียวกัน คือ ตัวละ 640 บาท รวมค่าขนส่ง

“French Design ไม่มีคำว่าสินค้าขั้นต่ำ เพราะเพียงตัวเดียวก็สามารถผลิตและส่งให้ ภายใน 7 วัน”

กล่าวถึงกระบวนการผลิต ซึ่งแน่นอนว่ายังเป็นการจ้างผู้เชี่ยวชาญ ฉะนั้น จึงอดสงสัยไม่ได้ว่า กับยอดสั่งครั้งละ 1 ตัว จะมีที่ไหนรับผลิต ทั้งนี้ คุณธนกรไขคำตอบให้ฟังว่า เจ้าของโรงงานที่จัดจ้างผลิตนั้นเป็นเพื่อนที่สนิทสนมกัน จึงถือเป็นโอกาสดีต่อการทำงาน

“ต้องบอกว่าการทำงานของผมไม่ได้มีจุดมุ่งหมายหลักที่ผลกำไร เพราะจะว่าไปแล้วการรับออร์เดอร์ 1 ตัว กำไรก็อยู่ที่ตัวละ 200 บาทเท่านั้น ฉะนั้น การก้าวมาจุดนี้จึงเป็นไปเพราะความสุข อาจด้วยส่วนหนึ่งผมมีงานประจำ มีเงินเดือนประจำอยู่แล้ว งานตรงนี้จึงไม่ซีเรียส

และกับการเปิดหน้าเฟซบุ๊กขึ้นมา ส่วนหนึ่งหวังให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการแชร์เรื่องราว อยากให้คิดว่า French Design คือคอมมูนิตี้ ไม่จำเป็นต้องเข้ามาซื้อเสื้อ แต่แค่เข้ามาโพสต์ทิ้งไว้ ว่าเลิกงานแล้วไปปั่นจักรยานที่ไหน มีวิธีเลือกซื้อจักรยานอย่างไร ซึ่งผมไม่ได้หมายถึงจักรยานแพงๆ อย่างเดียวนะ จักรยานแม่บ้านก็ได้ แต่แน่นอนว่าถ้าใครซื้อเสื้อจากผมไป เมื่อผมเห็น ผมจะรีบตามไปขอถ่ายรูปทันที”

กับการเปิดหน้าเฟซบุ๊กมาถึงวันนี้แม้จะยังไม่ถึงครึ่งปี แต่ก็มีผู้สนใจสั่งซื้อเสื้อภายใต้แบรนด์ French Design เฉลี่ยเดือนละ 30 ตัว โดยกลุ่มผู้ซื้อส่วนใหญ่เป็นนักปั่นจักรยานในเมือง ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อการเดินทาง ท่องเที่ยว ไม่เน้นความเร็ว

ซื้อ ใช้ ชอบ

แล้วจึงบอกต่อ

จากที่เกริ่นไว้ข้างต้นว่า การผลิตสินค้าแม้จะออกมาในรูปแบบเสื้อยืดที่ใช้เนื้อผ้าเหมาะกับนักกีฬาโดยเฉพาะ ในด้านฟังก์ชั่นก็ให้ความสำคัญ โดยจะอำนวยความสะดวกต่อผู้ปั่น ด้วยการออกแบบตัดเย็บกระเป๋าไว้ด้านหลัง เฉกเช่น เสื้อสำหรับการปั่นจักรยานทั่วไป จากนั้นยังได้ติดแถบเรืองแสง หรือเรียกว่า รีเฟล็กทีฟ เป็นเส้นยาวตรงส่วนของกระเป๋า และที่แขนเสื้อด้านขวา สร้างความปลอดภัยสำหรับการปั่นจักรยานยามค่ำคืน

ความหลากหลายของรูปแบบและสีของเนื้อผ้าที่มีถึง 256 เฉดสี คือการตอบโจทย์ให้ลูกค้าเลือกจนพึงพอใจ ส่วนสีและรูปแบบที่ได้รับความนิยมนั้นแตกต่างกันไป “ถ้าอยู่ในกลุ่มที่มีความเป็นอาร์ตจะชอบความเรียบ ลวดลายไม่มาก แต่มีความเท่ ส่วนกลุ่มนักปั่นที่อยู่ในวัยเยาวชน จะชอบสีสัน เน้นลวดลาย แอบแฝงความน่ารักไว้เป็นลูกเล่น”

คุณธนกร กล่าวต่อว่า “คนที่ได้ใส่เสื้อของ French Design มักจะกลับมาเป็นลูกค้า แต่ปัญหาคือทำอย่างไรให้เขาใส่ในครั้งแรก ซึ่ง ณ ตอนนี้จะมีปัญหาคือ ช่องทางจำหน่ายผ่านเฟซบุ๊กไม่หวือหวา ทำให้การอธิบายอาจเข้าถึงได้ไม่มากนัก ในขณะเดียวกัน ด้วยเนื้อผ้าที่เมื่อจับครั้งแรกจะให้ความรู้สึกหนา ลูกค้าจึงคิดว่าใส่แล้วต้องร้อน ฉะนั้น จึงต้องหาวิธีทำอย่างไรลูกค้าจะกล้าซื้อใส่ครั้งแรก ซึ่งตอนนี้จะได้ลูกค้าบอกต่อช่วยส่งเสริมยอดขาย แต่ในขณะเดียวกันผมเองก็เตรียมพร้อมพัฒนาในส่วนของเนื้อผ้าให้ลูกค้าจับครั้งแรกแล้วไม่ลังเล”

ไม่เพียงพัฒนาในส่วนของเนื้อผ้า แต่คุณธนกรยังวางแผนออกแบบการตัดเย็บโดยใส่ซิปไว้ด้านหน้า สำหรับผู้ที่มีระยะเวลาการปั่นนาน จะได้ช่วยระบายความร้อนได้อีกทางหนึ่ง แต่ทั้งนี้ในส่วนของการออกแบบจะคำนึงถึงแฟชั่นเข้ามาเกี่ยวข้อง

“เวลาพัฒนาอะไรขึ้นมา สิ่งสำคัญคือ ขอเป็นผู้ใช้ก่อน ให้เรารู้ความต้องการของเราก่อน ซึ่งจะทำให้รู้คำตอบของลูกค้า ว่าเขาต้องการอะไร การตอบโจทย์ถึงจะเรียกได้ว่าถูกจุด”

กับการก้าวสู่อาชีพนี้ และต้องเรียกได้ว่า คุณธนกร คือหนึ่งในนักปั่นที่อยู่วงการจักรยานมาพอสมควร จึงขอถามความนิยมในการปั่นจักรยานว่าจะเป็นไปในทิศทางใด

“การปั่นจักรยานจริงๆ มีมานานแล้ว แต่ด้วยช่วงหลัง เศรษฐกิจโตมากขึ้น ค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น สังคมความเป็นอยู่ ปัจจัยต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง หลายเหตุผลทำให้คนหันมาปั่นจักรยานมากขึ้น ฉะนั้น ก็คงสืบเนื่องมาถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้อง น่าจะมีอนาคตเติบโตต่อไปได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้ประกอบการก็ต้องคิดพัฒนาโปรดักต์ควบคู่กันไป ซึ่งอย่างผมกับอาชีพนี้ถือว่าเป็นงานเสริม จึงไม่รู้สึกเครียด เพราะได้ทำในสิ่งที่ตนเองรัก อีกทั้ง ณ ตอนนี้ในตลาดกับสินค้ารูปแบบเดียวกันก็ถือว่ายังไม่เห็นใครทำ จะว่าไปแล้วก็ถือเป็นโอกาส แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องบอกว่าเข้าถึงลูกค้ายากมาก เพราะนี่คือความใหม่ที่เขาจะยังไม่เชื่อง่ายๆ ฉะนั้น ผมจึงหวังว่าเมื่อ ซื้อ ใช้ ชอบ แล้วเกิดการบอกต่อ เพราะนี่คือวิธีการสร้างแบรนด์ที่มั่นคง แม้จะช้า ก็ไม่เป็นไร”

สนใจติดต่อ French Design ได้ที่ http://www.facebook.com/French-Digi-Design, Instagram ค้นหาชื่อ frenchdigi หรือโทรศัพท์ (091) 884-1966

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ผลิตจำหน่ายเสื้อยืดสำหรับปั่นจักรยาน

ลักษณะกิจการ เจ้าของคนเดียว

ชื่อกิจการ French Design

เจ้าของกิจการ คุณธนกร ล้อมวัฒนะสุข

สินค้า เสื้อยืดสำหรับปั่นจักรยาน

ความโดดเด่น เป็นทั้งเสื้อปั่นจักรยาน และสามารถใส่เที่ยวได้ เนื้อผ้าสบาย ไม่อับชื้น

ราคาขาย ตัวละ 640 บาท (รวมค่าขนส่ง)

ยอดขาย เดือนละประมาณ 30 ตัว

กำไร ตัวละ 200 บาท

ช่องทางจำหน่าย เฟซบุ๊ก

แรงงานผลิต จ้างโรงงานผลิต

ปัญหาอุปสรรค ช่องทางจำหน่ายไม่หวือหวา ยากต่อการอธิบาย, ความใหม่ของสินค้าที่ทำให้เข้าถึงผู้ใช้ได้ไม่ง่ายนัก

สถานที่ตั้งร้าน/ติดต่อ http://www.facebook.com/French-Digi-Design, Instagram ค้นหาชื่อ frenchdigi

โทรศัพท์ (091) 884-1966

 

“ร้านพงศกร” เฟอร์นิเจอร์มือสอง ของคนรักไม้

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07030150756&srcday=2013-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 329

ช่องทางสร้างอาชีพ

อันติกา

“ร้านพงศกร” เฟอร์นิเจอร์มือสอง ของคนรักไม้

“ปัญหาน้ำท่วมที่ผ่านมา ส่งผลให้สินค้าขายดี เพราะเจ้าของบ้านเริ่มหันมาใช้เฟอร์นิเจอร์จากไม้จริง อีกทั้งคนที่ชอบไม้เก่าถือว่ายังมีอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งในกลุ่มนี้เมื่อเข้ามาดูสินค้าภายในร้านจะชอบเลย มาดูกี่คนก็ใจตรงกัน แต่เฟอร์นิเจอร์บางอย่างมีแค่ชิ้นเดียว ใครมาก่อนก็ได้ก่อน”

“สินค้ามือสอง ราคาถูก” ข้อความบนแผ่นป้าย ฉุดให้ใครหลายคนเดินเข้าไปเยี่ยมชมสินค้า ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง เพราะภายใน “ร้านพงศกร” แห่งนี้ มีผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์ที่ส่วนใหญ่ทำมาจากไม้สักหลากหลายรายการ ที่สำคัญคือ รูปแบบของสินค้านั้นมีเอกลักษณ์กับการคงไว้ในรูปแบบเดิม หรือเรียกว่าโบราณ ซึ่งบางชิ้นหาได้ไม่ง่ายนักในท้องตลาด และบางชิ้นภายในร้านแห่งนี้ ก็มีเพียงชิ้นเดียว

ฉะนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจ ว่าทำไมใครๆ ที่ได้มาเห็น โดยเฉพาะกับคนรักงานไม้จริง รักความเก่า จึงยอมควักกระเป๋าจับจอง แม้สินค้านั้นจะยังไม่เสร็จสมบูรณ์

เฟอร์นิเจอร์ไม้จริง

ของเก่า เข้าใจคนรักไม้

คุณภาสินี พรผ่อง หญิงสาววัย 52 ปี ผู้มีหน้าที่ดูแลร้านพงศกร เล่าให้ฟังถึงจุดกำเนิดของธุรกิจ โดยเท้าความไปถึงครอบครัวของน้องเขย ซึ่งประกอบอาชีพด้านการประมูลมานานนับสิบปี และเมื่อได้มาแต่งงานกับน้องสาวของคุณภาสินี ก็ยังคงยึดอาชีพประมูลสินค้าจากหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน มาโดยตลอด

สินค้าที่ทำการประมูลมานั้น มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้สำนักงาน เครื่องจักร ยานพาหนะ และรวมไปถึงงานไม้ เฟอร์นิเจอร์ไม้ หลากหลายประเภท ซึ่งกับรายการหลังนี้ เมื่อนำมาลองทำตลาดดูปรากฏว่าผลตอบรับดี ตลาดมีความต้องการสูง และนี้จึงเป็นโอกาสให้ก้าวเข้ามาสู่เส้นทางสายงานเฟอร์นิเจอร์มือสองอย่างจริงจัง โดยจัดหาพื้นที่เช่าสร้างโรงงานผลิต และไว้เป็นหน้าร้านจัดจำหน่าย

ด้วยเพราะกิจการงานด้านประมูลนั้นเกิดขึ้นแทบทุกวัน บางวันต้องเดินทางไป 2-3 แห่ง ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ฉะนั้น หน้าร้านจึงต้องมีผู้ดูแล และคุณภาสินี ผู้เป็นพี่สาว ซึ่งขณะนั้นลาออกจากงานด้านกราฟิก เพราะมีปัญหาสุขภาพ จึงขันอาสาเข้ามารับหน้าที่

ราว 4 ปี ที่ร้านพงศกรเปิดดำเนินการมา ซึ่งในช่วงแรกก็เหมือนธุรกิจทั่วไป คือเมื่อยังไม่เป็นที่รู้จัก ยอดขายก็ไม่หวือหวา แต่ด้วยการเลือกทำเลตั้งร้านอยู่ติดถนนสายหลัก กอปรกับทำเลแวดล้อมอยู่ในช่วงขาขึ้นของธุรกิจที่พักอาศัย ไม่ว่าจะเป็นบ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม จึงส่งผลให้สินค้าเป็นที่ต้องการของตลาดมากตามไปด้วย

“ปัญหาน้ำท่วมที่ผ่านมา ส่งผลให้สินค้าขายดี เพราะเจ้าของบ้านเริ่มหันมาใช้เฟอร์นิเจอร์จากไม้จริง อีกทั้งคนที่ชอบไม้เก่าถือว่ายังมีอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งในกลุ่มนี้เมื่อเข้ามาดูสินค้าภายในร้านจะชอบเลย มาดูกี่คนก็ใจตรงกัน แต่เฟอร์นิเจอร์บางอย่างมีแค่ชิ้นเดียว ใครมาก่อนก็ได้ก่อน หรือบางครั้งลูกค้าต้องการเก้าอี้แบบเดียวกันนี้ 4 ตัว เราก็ไม่สามารถหาให้ได้ อันนี้ก็ต้องเข้าใจ เพราะการได้สินค้าของเราจะเป็นการประมูลมา ไม่ใช่การสร้างใหม่ แต่ถ้าลูกค้าถูกใจ ส่วนใหญ่เขาจะวางเงินจองตั้งแต่ของยังทำไม่เสร็จ”

ซ่อมแซมพร้อมใช้

ไม้สัก ใส่ให้มากที่สุด

ด้วยเพราะผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้นล้วนผ่านกาลเวลามายาวนาน ความชำรุดเสียหายย่อมเกิดขึ้น ฉะนั้น หากจะนำมาวางขายแล้วหวังให้ลูกค้าสนใจ นั่นหมายถึงต้องซ่อมแซมให้คงสภาพพร้อมใช้ และสวยงาม เหมาะจะนำไปเป็นของประดับประจำบ้าน

ร้านพงศกรจึงต้องมีทีมช่างเข้ามาดูแลตกแต่งชิ้นงาน ซึ่งคุณภาสินี ว่า ปัจจุบันมีอยู่ 8 คน โดยเป็นช่างผู้เชี่ยวชาญ 2 คน นอกนั้นผ่านการฝึกฝนขึ้นมาเอง แม้แต่คุณภาสินี ซึ่งแต่ก่อนไม่สนใจงานช่าง และแทบจะไม่สนใจเฟอร์นิเจอร์ไม้เก่า แต่เมื่อเข้ามาคลุกคลีอยู่กับธุรกิจนี้ ถึงขนาดเอ่ยออกมาว่า รักและเห็นคุณค่าของไม้ทุกชิ้น

ต่อเมื่อถามถึงกระบวนการทำงาน คุณภาสินี เล่าว่า หลังจากได้ไม้มาแล้ว จะดูสีของไม้ ถ้าผ่านการทาสีก็จะลอกสีเก่าออก แล้วล้างทำความสะอาด ส่วนไหนชำรุดเสียหายก็ซ่อมแซม ส่วนไหนที่ไม่ใช่ไม้จริง ก็จะนำออกแล้วใส่ไม้สักลงไปแทนที่ ซึ่งไม้สักที่ใส่ลงไปเพิ่มนี้ต้องเป็นไม้เก่า โดยอาจจะรื้อเลาะมาจากงานไม้ประเภทอื่น เช่น บานหน้าต่างที่ประมูลได้มาเช่นกัน “พอเปิดร้านก็จะมีผู้จำหน่ายไม้เก่านำสินค้ามาเสนอขาย ซึ่งเราก็ต้องคัดเลือกไม้เป็น แล้วจึงนำชิ้นส่วนมาประกอบเป็นรูปร่าง โดยคงสภาพความเป็นต้นฉบับไว้ จากนั้นขัดให้เรียบแล้วจึงเข้าสู่กระบวนการทำสี”

คุณภาสินี กล่าวต่อว่า “สินค้าที่ร้านจะทำจากไม้สักเป็นหลัก อย่างบางส่วนประกอบเดิมไม่ใช้ไม้สักก็จะรื้อออก แล้วนำไม้สักเข้าไปแทนให้ได้มากที่สุด แต่ก็มีบางจุดที่ไม่สามารถรื้อออกได้ เพราะอาจไปกระทบต่อโครงสร้างก็ต้องคงเดิมไว้ แต่ก็มีบางชิ้นงานที่ไม่ใช่ไม้สักเลย ตรงนี้ก็ต้องดูว่าเหมาะจะนำไปทำเฟอร์นิเจอร์ประเภทไหน”

คนกรุงเทพฯ ชอบใจ

กำลังจ่าย ไม่ติดขัด

ความจริงใจ ตรงไปตรงมา คือหลักการทำงานของคุณภาสินี ฉะนั้น เมื่อลูกค้าเดินเข้ามาเลือกชมสินค้า คุณภาสินีจะให้คำอธิบายแบบไม่ปิดบัง เรียกว่าสินค้าใดทำจากไม้สัก ก็บอกกันตามตรง สินค้าใดไม่ใช่ก็ต้องสร้างความเข้าใจให้กับลูกค้า

“ลูกค้าหลายคนบอกว่าชอบมาซื้อของที่ร้านเพราะเรามีความจริงใจ การปล่อยลูกค้าให้เลือกสินค้าได้ตามสบาย ไม่ต้องไปเดินตามมากให้เขาอึดอัด ทำให้ลูกค้ามีความสุข แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าลูกค้าต้องการคำอธิบายก็พร้อมชี้แจง ซึ่งดิฉันว่า ความตรงไปตรงมาสำคัญ อันไหนของเก่าของใหม่ บอกกันไปตามตรงเลย ลูกค้าจะประทับใจตรงความเข้าใจกัน อย่างในเรื่องของราคาก็สามารถต่อรองได้ หรือถ้าชิ้นไหนไม่ได้ก็บอกกันตามตรง”

ถามถึงสินค้าที่ได้รับความนิยม คุณภาสินี ว่า ตู้โบราณรูปแบบไทย และรวมถึงชิ้นงานไทยๆ กำลังมาแรง เรียกว่าถ้านำมาลงเมื่อใด จะไม่มีปัญหาเรื่องสินค้าค้างสต๊อก

“ลูกค้าหลักของเราคือ เจ้าของบ้าน ซื้อสินค้าไปแต่งบ้านของตัวเอง บางคนบ้านยังสร้างไม่เสร็จแต่มาซื้อเฟอร์นิเจอร์ไว้ก่อน เขาบอกว่า ถ้ารอบ้านเสร็จ เฟอร์นิเจอร์ชิ้นที่ต้องการอาจจะไม่อยู่แล้ว ส่วนอีกกลุ่มรองลงมา คือซื้อเพื่อนำไปจำหน่ายต่อ ซึ่งส่วนใหญ่จะชอบงานดิบ นำไปซ่อมเอง”

ทั้งนี้ ในส่วนของกลุ่มลูกค้าเข้ามาอุดหนุน ไม่เฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ และนนทบุรีเท่านั้น แต่ยังมีผู้สนใจเดินทางมาจากหลายจังหวัด อาทิ ระยอง ชลบุรี อุตรดิตถ์ เชียงใหม่ ซึ่งกลุ่มลูกค้าที่อยู่ห่างไกลร้านจะนำรถมาบรรทุกสินค้าเอง แต่ถ้าพื้นที่ไม่ไกลมาก ร้านพงศกร บริการส่งฟรี โดยกำหนดยอดสั่งซื้อไว้ที่ 4,000 บาทขึ้นไป

การค้าขายถ้าจะสู้ด้วยฝีมืออย่างเดียว คงไม่สามารถยืนอยู่บนตลาดได้ ฉะนั้น ในส่วนของราคาต้องสมเหตุสมผล “การขายสินค้าประเภทนี้จะไปหวังกำไรตายตัวไม่ได้ เพราะสินค้าบางอย่างก็ประมูลมาด้วยต้นทุนสูงมาก บางอย่างก็แทบจะไม่มีราคาเลย ฉะนั้น การกำหนดผลกำไรจึงอยู่ในเกณฑ์ภาพรวม ก็ประมาณ 60-70 เปอร์เซ็นต์ แต่ทั้งนี้ก็ยังมีส่วนของค่าใช้จ่ายอื่นๆ อย่าง ค่าแรงก็ตกวันหนึ่งประมาณ 2,500 บาท ค่าเช่าพื้นที่เดือนละ 17,000 บาท ขนาดพื้นที่ราว 100 ตารางวา และก็มีค่าน้ำค่าไฟ”

แม้จะมีค่าใช้จ่ายหลายทาง แต่คุณภาสินี ยังยืนยันว่า อาชีพนี้เติบโตต่อไปได้ ตราบใดที่ผู้คนยังต้องการที่อยู่อาศัย และรักการแต่งบ้านอยู่

“งานลักษณะนี้ ตลาดกรุงเทพฯ จะตอบรับดี มีความต้องการสูง กำลังซื้อมากพอ แต่ทั้งนี้ การตั้งราคาขายต้องดูตลาดด้วย ถึงแม้ย่านนี้จะไม่มีคู่แข่ง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีคนทำธุรกิจเช่นเดียวกัน ฉะนั้น ราคาจึงไม่ควรสูงเกินไปนัก แต่ที่กำหนดมา ลูกค้าส่วนใหญ่พึงพอใจ เขาสามารถจ่ายได้”

แม้อนาคตยังไม่แน่ใจว่าจะยังคงจับจองพื้นที่เช่าแห่งนี้ได้ต่อไปหรือไม่ แต่หากต้องเปลี่ยนทำเลขาย คุณภาสินี ยืนยันว่า ทำเลเหมาะควรจะอยู่ติดถนนสายหลัก แต่ด้วยการทำงานที่มีเสียงเครื่องมือรบกวน ฉะนั้น ทำเลตั้งโรงงานควรอยู่ในพื้นที่ที่ไม่สร้างผลกระทบต่อผู้อยู่แวดล้อม

ร้านพงศกร คืออีกหนึ่งธุรกิจที่วันนี้บอกได้ว่าเห็นภาพความเติบโตเคียงคู่ไปกับธุรกิจที่อยู่อาศัย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การจะก้าวเข้ามายืนอยู่บนเส้นทางสายนี้ได้ ต้องอาศัยความรักความเข้าใจในธุรกิจ เพราะ 2 ประการนี้ถือเป็นต้นทางสู่ความสำเร็จ

สนใจเลือกชมผลิตภัณฑ์ เดินทางไปได้ที่ “ร้านพงศกร” ตั้งอยู่ เลขที่ 45/22 หมู่ 5 ถนนรัตนาธิเบศร์ ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี โทรศัพท์ (02) 969-9610 โดยร้านจะเปิดให้บริการวันจันทร์-เสาร์ เวลา 08.00-17.00 น.

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ จำหน่ายเฟอร์นิเจอร์และสินค้าประมูลมือสอง

ลักษณะกิจการ เอสเอ็มอี

ชื่อกิจการ ร้านพงศกร

ผลิตภัณฑ์ เฟอร์นิเจอร์ไม้มือสอง และสินค้าประมูล อาทิ เครื่องจักร เครื่องใช้สำนักงาน เป็นต้น

เงินลงทุนเริ่มต้น ค่าจัดสร้างโรงงาน 300,000-400,000 บาท, ค่าเช่าพื้นที่เดือนละ 17,000 บาท, ค่าแรงงานวันละประมาณ 2,500 บาท, ค่าสินค้านำมาจำหน่ายในเบื้องต้นหลักแสน

จุดเด่นของสินค้า เฟอร์นิเจอร์ทำจากไม้สัก เป็นสินค้าโบราณที่ตลาดยังมีความต้องการ

โอกาสทางธุรกิจ ความเติบโตของที่อยู่อาศัย ส่งผลให้สินค้าเป็นที่ต้องการของตลาด

แรงงานผลิต 8 คน

ยอดขาย ไม่ต่ำกว่า 200,000-300,000 บาท

กำไร 60-70 เปอร์เซ็นต์ (หักเฉพาะจากต้นทุนสินค้าจากที่ได้ประมูลมา)

กลุ่มเป้าหมาย เจ้าของบ้านพักอาศัย

ช่องทางจำหน่าย หน้าร้าน และบางครั้งนำสินค้าไปจำหน่ายยังตลาดนัด

สถานที่ติดต่อ “ร้านพงศกร” ตั้งอยู่ เลขที่ 45/22 หมู่ 5 ถนนรัตนาธิเบศร์ ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี

โทรศัพท์ (02) 969-9610

 

เจาะลึกอุบลฯ ประตูสู่ สปป.ลาว

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07051010756&srcday=2013-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 328

ช่องทางสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

เจาะลึกอุบลฯ ประตูสู่ สปป.ลาว

ในบรรดาประเทศอาเซียนด้วยกัน “สปป.ลาว” เป็นประเทศที่มีพรมแดนติดกับบ้านเราในหลายจังหวัดด้วยกัน โดยเฉพาะในพื้นที่อีสาน สำหรับอุบลราชธานีแล้ว ถือว่าพิเศษกว่าจังหวัดอื่นๆ ตรงที่มีพรมแดนติดกันทั้งทางบกและทางน้ำ นอกจากนี้ ยังมีพรมแดนติดกับประเทศกัมพูชาอีกด้วย ดังนั้นความสัมพันธ์ในมิติต่างๆ ของ 3 ประเทศ ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน จึงมีความสำคัญค่อนข้างมาก

เมื่อไม่นานมานี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้ร่วมกับ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จัดกิจกรรม ABC (การวิจัยเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่) สัญจร ในหัวข้อ “สร้างความรู้ เปิดประตูสู่โอกาสใหม่” ที่จังหวัดอุบลราชธานี โดยได้นำงานวิจัยในหลากหลายหัวข้อมานำเสนอ อาทิ การศึกษานโยบายเมืองคู่มิตรด้านเศรษฐกิจ : การศึกษาความร่วมมือด้านการเกษตรแบบมีพันธะสัญญายั่งยืน ระหว่าง จังหวัดอุบลราชธานีและแขวงจำปาสัก พ.ศ. 2551-2552 โดย ผศ.ดร.กนกวรรณ มะโนรมย์ อาจารย์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

แขวงจำปาสักเมืองคู่ค้า

ในงานวิจัยเรื่องนี้ ผศ.ดร.กนกวรรณ ระบุว่า การเกษตรแบบมีพันธะสัญญายั่งยืนนี้เป็นแบบ G to G แต่ปรากฏว่าในความเป็นจริงไม่ได้เป็นสัญญาผูกมัดกันตามกฎหมายหรือมีผลกระทบใดๆ เมื่อคู่สัญญาไม่ได้ทำตามที่ตกลงกันไว้รวมทั้งเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น เพราะมักใช้ความอะลุ่มอล่วยกันมากกว่า ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ข้ามชาติที่น่าสนใจ ถือเป็นข้อดีที่ทำให้เกษตรกรสามารถต่อรองกับผู้ประกอบการได้

การสถาปนาเมืองคู่มิตร (Sister City) ได้กลายเป็นกลไกอำนวยให้รัฐระดับจังหวัดทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการทางการค้า โดยอาศัยสิ่งอำนวยความสะดวกทางการค้า เช่น ตลาดค้าส่ง ถนน ด่านศุลกากร และการขนส่งที่สะดวก เป็นต้น เพื่อรับรองการค้าชายแดน และการค้าพรมแดนมาตลอด ในขณะที่แขวงจำปาสักได้พัฒนาตลาดกลาง เพื่อเป็นจุดขนส่งสินค้าเกษตร และริเริ่มโครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตที่สนับสนุนโดยธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย

ทั้งนี้ การสถาปนาเมืองคู่มิตรยังส่งผลให้โครงการตลาดข้อตกลงสินค้าการเกษตรระหว่างรัฐของอุบลราชธานีและจำปาสัก (เกษตรแบบพันธะสัญญา) เชื่อมเกษตรกรลาวในพื้นที่การผลิต ที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ชายขอบเข้ากับระบบการค้าระดับภูมิภาคแม่น้ำโขงและเอเชีย การรักษาความสัมพันธ์ทางการค้าแบบไม่เป็นทางการ (สัญญาด้วยวาจา) และเป็นทางการ (สัญญาแบบลายลักษณ์อักษร) ไปพร้อมๆ กัน ทำให้เกษตรกรลาวสามารถสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมกับผู้ค้ารายย่อยชาวไทย ผ่านกลไกการต่อรอง การยืดหยุ่น การอะลุ่มอล่วย การสร้างระบบอุปถัมภ์ระหว่างเกษตรกรลาวและพ่อค้าคนกลางชาวไทย

นอกจากนี้ นโยบายเมืองคู่มิตรจากกรณีส่งเสริมให้มีโครงการ “ตลาดข้อตกลงสินค้าเกษตร” ได้ดึงศักยภาพของทั้ง 2 เมืองมาตอบสนองการค้าข้ามชาติที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ทั้ง 2 เมือง โดยเมืองจำปาสักกำหนดฐานะตนเป็นผู้ผลิต ขณะที่เมืองอุบลราชธานีกำหนดฐานะตนเป็นผู้บริโภค

เกษตรกรลาวเข้าสู่ทุนนิยม

ผศ.ดร.กนกวรรณ บอกอีกว่า ผลจากนโยบายเมืองคู่มิตรที่ค้นพบอีกอย่างก็คือ มีการเปลี่ยนแปลงทางการเกษตรในระดับครัวเรือนของเกษตรกรรายย่อยชาวลาวเพื่อผลิตสินค้าป้อนตลาดต่างชาติอย่างเป็นระบบมากขึ้น ปรับเปลี่ยนการใช้ที่ดินจากการผลิตอาหารของครัวเรือนมาเป็นการผลิตพืชที่ตลาดภายนอกทั้งในประเทศและต่างประเทศ พึ่งพาทุน เทคโนโลยีการผลิต แรงงานนอกครัวเรือนจากภายนอกมากขึ้น

ขณะเดียวกัน รัฐและนายทุนได้เข้ามามีบทบาทอย่างเป็นรูปธรรมจับต้องได้ในการผลักดันให้เกษตรกรผนวกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบทุนนิยมอย่างเต็มตัว กลุ่มอำนาจท้องถิ่น ได้แก่ เจ้าหน้าที่รัฐในระดับจังหวัด และกลุ่มพ่อค้าคนกลางทั้งชาวไทยและชาวลาว มีบทบาทและอิทธิพลในการผลักดันทำให้เกษตรกรเปลี่ยนระบบการผลิต ซึ่งกลุ่มนี้มักได้ประโยชน์จากเกษตรกรผ่านเครือข่ายความสัมพันธ์แบบระบบอุปถัมภ์ เช่น การขายปัจจัยการผลิต การรับซื้อสินค้าเกษตร เป็นต้น

เกิดการรวมศูนย์อำนาจ

งานวิจัยอีกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องชายแดนก็คือ กฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายการค้า ชายแดนไทย-ลาว พื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีและมุกดาหาร ซึ่ง คุณตรีเนตร สาระพงษ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ผู้วิจัย ให้ข้อมูลว่า ใน สปป.ลาว แบ่งกลุ่มบริหารเป็น 3 ฝ่ายคือ สายพรรค สายรัฐบาล และสายสภา โดยสายที่ใหญ่สุดคือสายพรรค ซึ่งดูเหมือนว่าจะมีการแบ่งแยกกันชัดเจน แต่ในความเป็นจริงทั้งหมดนี้คือกลุ่มเดียวกัน ทำให้เกิดการรวมศูนย์อำนาจขึ้น ส่งผลให้เกิดความล่าช้า และทำให้ผู้ประกอบการเกิดต้นทุน ขณะที่กฎหมายของ สปป.ลาว เปลี่ยนแปลงบ่อยมาก และไม่มีการเผยแพร่ในวงกว้าง

“ในกรณีที่เป็นสินค้าที่ต้องขออนุญาตนำเข้า เช่น บุหรี่ สุรา ยา ระบบกฎหมายการค้าระหว่างประเทศของ สปป.ลาว ยังไม่เป็นระบบสากล มักมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายบ่อยครั้ง ทำให้ผู้ประกอบการเกิดความสับสน ไม่มั่นใจเกี่ยวกับกฎระเบียบที่ถูกต้อง ตลอดทั้งเจ้าหน้าที่ สปป.ลาว ยังไม่สามารถให้ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการได้ นอกจากนั้น ยังขาดการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์กฎระเบียบที่เป็นปัจจุบันให้ผู้ประกอบการอย่างทั่วถึง ทำให้ผู้ประกอบการขาดความรู้ความเข้าใจ สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้เกิดอุปสรรคต่อการนำเข้าส่งออกสินค้า ทำให้เกิดความล่าช้า เสียเวลา เป็นการเพิ่มต้นทุนและบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ”

คุณตรีเนตร กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมา สปป.ลาว เป็นแลนด์ล็อก แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็นแลนด์ลิงก์ จึงก่อให้เกิดปัญหา และเป็นภาระหน้าที่ของประเทศไทย เพราะตามกฎหมายไทยจะต้องอำนวยความสะดวกให้แก่สินค้าของลาวที่ผ่านไปยังประเทศที่สาม ซึ่งสินค้าบางอย่างก็ยังเป็นปัญหาสับสนกันในเรื่องของการตีความทางกฎหมายของไทยว่าหน่วยงานไหนไทยมีอำนาจตรวจสอบมากน้อยแค่ไหน เช่น กรณีไม้ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกรมป่าไม้และกรมการค้าต่างประเทศ ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ต้องใช้กฎหมายพิเศษของกรมป่าไม้ที่ต้องให้กรมป่าไม้ควบคุมการนำผ่านแดน

ที่มาที่ไปปัญหาแรงงานเถื่อน

งานวิจัยอีกชิ้นที่น่าสนใจคือ การศึกษากระบวนการดำเนินงานตามบันทึกความเข้าใจไทย-ลาว ว่าด้วยความร่วมมือด้านการจ้างแรงงานในการจ้างแรงงานชาวลาวจากแขวงสาละวันสู่ประเทศไทย โดย ผศ.พฤกษ์ เถาถวิล อาจารย์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

งานวิจัยชิ้นนี้ ผศ.พฤกษ์ ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันนี้ การดำเนินการตาม MOU ประสบความสำเร็จน้อยมาก เห็นได้จากจำนวนนำเข้าแรงงานที่ทำได้ไม่ถึงร้อยละ 10 จากยอดที่นายจ้างแจ้งความประสงค์ การพิสูจน์สัญชาติเพื่อปรับเปลี่ยนสถานะแรงงานผิดกฎหมายให้ถูกกฎหมายทำได้ล่าช้า การคุ้มครองสิทธิและอื่นๆ ก็ยังติดขัดไม่เกิดผล

สิ่งสำคัญที่ฟ้องถึงสถานการณ์ปัญหาที่ยังไม่ดีขึ้นคือ การที่รัฐบาลยังต้องใช้นโยบายผ่อนผันให้แรงงานเข้าเมืองผิดกฎหมายมาขึ้นทะเบียนทำงานชั่วคราว ปีแล้วปีเล่า ซึ่งเท่ากับการยอมรับว่าการจัดระบบแรงงานให้เข้าสู่การควบคุมตามกฎหมายยังไม่ประสบความสำเร็จตามที่หวังไว้

ที่ผ่านมาพบว่า ปัญหาอุปสรรคของการดำเนินการตาม MOU มีความยุ่งยากหลายขั้นตอน ทำให้การจ้างงานใช้เวลายาวนาน และค่าใช้จ่ายสูงเกินไป ประกอบกับเหตุผลอื่นๆ เช่น การขาดประสบการณ์ของบริษัทจัดหางานในฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งบริษัทจัดหางาน นายจ้าง แรงงาน และเจ้าหน้าที่รัฐหน่วยต่างๆ

นอกจากนี้ยังพบว่า การจ้างแรงงานดังกล่าวมีต้นทุนสูงทำให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่กระทบจากการขาดแคลนแรงงานระดับล่างของไทยยินดีเข้าสู่การจ้างงานตาม MOU แต่ผู้ประกอบการอีกไม่น้อยกว่าครึ่งของจำนวนผู้ประกอบการในไทย ซึ่งเป็นกิจการรายย่อย บริหารงานแบบไม่เป็นทางการ ไม่ต้องการจ้างงานตาม MOU เพราะมองว่ายุ่งยาก ต้นทุนสูง เป็นแนวทางที่ไม่เหมาะสมกับธรรมชาติการจ้างงานของตน นายจ้างกลุ่มนี้จึงหันไปใช้บริการจัดหาแรงงานแบบผิดกฎหมายที่จ่ายน้อยกว่า ขณะที่ฝ่ายแรงงานจำนวนหนึ่งก็สมัครใจที่จะมาทำงานแบบผิดกฎหมายเพราะมองว่าอิสระและสะดวกรวดเร็วกว่า ความต้องการของนายจ้างและแรงงานกลายเป็นเรื่องสมประโยชน์ ที่รัฐยากจะจัดการ ไม่ว่าจะใช้วิธีเอาผิดหรือจูงใจ

จนท.รัฐ มีเอี่ยวผลประโยชน์

สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยนั้นยังมีบทบาทสำคัญในฐานะกลุ่มกดดันทางนโยบาย จากการที่กิจการเหล่านี้มีจำนวนมาก กระจัดกระจายอยู่ในทุกพื้นที่ของไทย บางพื้นที่รวมตัวกันในรูปสมาคม กลุ่มผู้ประกอบการเหล่านี้มีจำนวนและความสำคัญมากพอ ที่จะกดดันให้รัฐบาลใช้มาตรการเฉพาะหน้าที่เป็นประโยชน์ต่อพวกเขา

เครือข่ายผลประโยชน์จากแรงงานข้ามชาติ ที่สำคัญคือ บรรดานายหน้าจัดหาแรงงานผิดกฎหมาย ความต้องการแรงงานผิดกฎหมาย ทำให้นายหน้าเหล่านี้กระตือรือร้นจัดหาแรงงานมาตอบสนองและผลักดันธุรกิจจัดหาแรงงานข้ามชาติไปไม่หยุดนิ่ง ธุรกิจนายหน้าได้กลายเป็นวงการธุรกิจผลประโยชน์มหาศาล และในเครือข่ายนี้ก็พบว่าเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะฝ่ายป้องกันและปราบปรามส่วนหนึ่งได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจผิดกฎหมายเสียเอง และกลายเป็นขบวนการใช้กฎหมายรังแกเอาเปรียบแรงงานมากขึ้นอีก

 

“O”MIN CUES” ไม้คิวระดับโลก กันยายน 17, 2013

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07044150656&srcday=2013-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 327

ช่องทางสร้างอาชีพ

สดุจตา

“O”MIN CUES” ไม้คิวระดับโลก

“ไม้คิวทุกด้ามต้องผ่านการทดสอบทุกขั้นตอนเพื่อให้ได้คุณภาพสูงสุด ซึ่งถ้าไม้คิวคดไม่ตรง แถมลายไม้เหลื่อมล้ำ รับประกันจะไม่ได้เห็นแน่นอน”

“ผมรักกีฬาสนุกเกอร์มาก จึงคิดจะผลิตไม้คิวไว้ใช้ส่วนตัว ซึ่งพอทำออกมาแล้ว ปรากฏว่าเพื่อนๆ ในกลุ่มนักกีฬามือสมัครเล่น ต่างชื่นชอบและชื่นชม และขอให้ผมผลิตให้”

ผลจากความรักในกีฬาสนุกเกอร์และเพียงเพื่อจะทำไม้คิวไว้ใช้ให้ถนัดมือ กลับกลายเป็นว่ามีผู้เห็นประสิทธิภาพและขอให้ช่วยผลิต โดยเริ่มจากกลุ่มคนใกล้ชิดคือเพื่อนฝูง จากนั้นขยับฐานการรับรู้ไปสู่คนวงกว้าง แม้กระทั่งนักกีฬาระดับโลก ยังเลือกใช้ไม้คิวฝีมือ คุณสมเกียรติ กุลวัฒนาพร (โอ) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “โอ มีนบุรี”

ไม้คิวฝีมือสมัครเล่น

โดนใจนักสอยคิวระดับโลก

ยอดสั่งผลิตเพียงวันละ 1 ด้ามในเบื้องต้น ขยับมาเป็น 2 ด้าม 3 ด้าม จนกระทั่งปัจจุบันยอดผลิตนับสิบด้าม และคุณโอได้กลายเป็นเจ้าของโรงงานผลิตไม้คิวคุณภาพเยี่ยม ภายใต้แบรนด์ “O”MIN CUES”

“ผมไม่ได้เรียนด้านช่างนะ แต่สมัยก่อนพ่อจะมีโรงข้าว ซึ่งต้องมีเรือไว้ใช้บรรทุกข้าว พอว่าง พ่อจะนำเรือขึ้นมายา มาซ่อมแซม ทำให้ผมมีโอกาสช่วย และก็ได้เห็น ได้ทดลองเครื่องมือช่างไปในตัว”

ส่วนการเป็นนักสอยคิวนั้น คุณโอ ว่า เป็นเหมือนกีฬาที่มีใจรัก แต่หากย้อนเวลาไปเมื่อหลายปีก่อน กีฬาประเภทนี้แทบไม่มีใครชื่นชม โดยเฉพาะคนรุ่นเก่า เพราะเกรงว่าถ้าลูกหลานเล่นแล้วจะติด จนไม่ทำมาหากินก็ว่าได้

ฉะนั้น คุณโอจึงต้องแอบเล่น และซึ่งต่อมาเมื่อคิดทำไม้คิวเป็นของตนเอง ก็ยังต้องแอบทำ โดยไปหาซื้อไม้แอชคุณภาพอยู่ในเกณฑ์ราคาไม่สูงนัก ไม้สำหรับทำส่วนด้ามก็เดินทางไปเลือกซื้อด้ามค้อน ด้ามขวาน จากตลาดมานั่งผ่า เหลา จนได้เป็นรูปเป็นร่าง

จุดเริ่มต้นที่อาศัยความพยายามโดยใช้ 2 มือ และกบไสไม้เป็นแรงหลักในการผลิต การลองผิด ลองถูก แบบไม่ย่อท้อ กลายเป็นความสำเร็จ ซึ่งคุณโอ ว่า ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไม้คิวแต่ละด้ามต้องผ่านการลองแล้วลองอีก โดยเริ่มตั้งแต่เรื่องของน้ำหนักต้องอยู่ในเกณฑ์จับใช้สบายมือ อีกทั้งลักษณะของไม้คิวต้องตรง ไม่มีบิดโค้งแม้แต่น้อย ซึ่งกับการทดสอบความตรงนี้ คุณโอ ว่า ใช้สายตาเล็งไม่ต่ำกว่า 1,000 ครั้ง และจำปาทุกด้ามต้องประณีต

จากประสิทธิภาพของไม้คิวฝีมือคุณโอ ที่เพื่อนเห็นแล้วเกิดพึงพอใจ กระทั่งสั่งผลิต ซึ่งคุณโอ ว่า ตอนนั้นใช้เงินลงทุนไปประมาณ 500 บาท สามารถทำไม้คิวขายได้ในราคาประมาณ 2,500 บาท

เสียงร่ำลือในวงแคบค่อยๆ ขยายการรับรู้ จนกระทั่งบัดนี้ O”MIN CUES กลายเป็นแบรนด์ที่นักสอยคิวระดับโลก เลือกใช้

“ครั้งหนึ่ง จอห์น แพร์ร็อต นักกีฬาที่เคยมาแข่งขันแรงกิ้งโลกในประเทศไทย ลืมพกไม้คิวส่วนตัวติดมาด้วย ตอนนั้น ไม้คิว O”MIN CUES กลายเป็นไม้คิวข้างกาย ใช้ในการแข่งขันแมตช์นั้น และในที่สุดก็สามารถตบลูกลงหลุมกระจาย ทำเอานักแข่งกว่า 8 คน ตกรอบไปตามๆ กัน”

ใส่ใจ ใส่ฝีมือ

คุณภาพ ทำด้วยใจ

แต่ทว่า เมื่อกว่า 20 ปีก่อน O”MIN CUES ได้มีโอกาสเปิดตัวครั้งแรกในการแข่งขันของ ต๋อง ศิษย์ฉ่อย และนั่นทำให้นักแข่งขันชาวต่างชาติตะลึงในฝีมือการผลิตไม้คิวของคุณโอ และพร้อมใจกันอุดหนุนจนหมดเกลี้ยง

นานนับสิบปีกับการสร้างแบรนด์ O”MIN CUES ให้เข้าไปอยู่ในใจ และสำคัญคือการยอมรับของนักสนุกเกอร์ระดับอาชีพทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งวันนี้ต้องถือว่า เห็นภาพความสำเร็จอย่างงดงาม

ทั้งนี้ คุณโอ เล่าถึงกระบวนการผลิตไม้คิวให้ฟังว่า จะใช้ไม้ 2 ชนิดเป็นส่วนประกอบหลัก ได้แก่ ไม้ “แอช” ว่าต้องคัดเลือกคุณภาพ เพราะแหล่งปลูกในแต่ละประเทศมีผลต่อคุณภาพไม้แตกต่างกัน โดยประเทศที่ผลิตไม้แอช เรียกว่า ไวท์ แอช คุณภาพดีที่สุดคือ แคนาดา

ส่วนไม้ “ฮาร์ดเมเปิ้ล” ซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็งที่มีความแข็งแรงมาก ช่วยป้องกันไม้สะบัดในขณะแทงลูกสนุกเกอร์ แหล่งปลูกที่ดีนั้นอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งหากมีคุณภาพดีมาก ไม้ขนาด 1×1 นิ้ว ยาว 30 นิ้ว ราคาสูงนับแสนบาท

เมื่อได้ไม้ทั้ง 2 ชนิดมาแล้ว ให้นำไปผึ่งแดด ผึ่งลม แล้วจึงเข้าสู่กระบวนการอบ และดูดความชื้น เหลาไม้ด้วยมือ โดยเหลาจากโคนไปสู่ปลาย สำคัญคือต้องเหลาให้ได้ความตรง พร้อมกับทดสอบน้ำหนัก แล้วจึงตกแต่งให้เกิดความสวยงาม

O”MIN CUES มีความโดดเด่นตรงการผลิตเกลียวที่ใช้เชื่อมไม้คิว 2 ท่อนให้ต่อเป็นด้ามเดียว โดยเป็นเกลียวล็อก 2 ชั้น ระบบลูกสูบ ซึ่งจะช่วยให้คิวมีความกลมไม่เป็นรูปไข่

นอกจากนั้น ยังต้องมีเครื่องวัดความชื้นของไม้คิวแต่ละด้ามเพื่อให้ผลงานทุกชิ้นออกมาคุณภาพดี ก่อนจะถูกส่งออกจากโรงงาน

“ไม้คิวทุกด้ามต้องผ่านการทดสอบทุกขั้นตอนเพื่อให้ได้คุณภาพสูงสุด ซึ่งถ้าไม้คิวคดไม่ตรง แถมลายไม้เหลื่อมล้ำ รับประกันจะไม่ได้เห็นแน่นอน ซึ่งโรงงานของเราจะมีมาตรฐาน และช่างทำไม้คิวฝีมือดี โดยแบ่งเป็นแผนกๆ เช่น แผนกไสไม้ ประกอบไม้ ตกแต่ง ใส่เกลียวลูกสูบ เป็นต้น”

ไม่หยุดยั้งการพัฒนา

พิถีพิถัน นำความสำเร็จ

ปัจจุบัน โรงงานผลิตไม้คิวของคุณโอ สามารถผลิตไม้คิวได้ราว 10 ด้าม ต่อวัน ส่วนราคาจำหน่ายเริ่มต้นตั้งแต่ด้ามละ 4,000 บาท ไปจนกระทั่งถึง 50,000 บาท

“ตอนนี้ผมไม่ได้หยุดนิ่งเลย เดินทางไปต่างประเทศ ไปดูไม้ และจะศึกษาเรื่องไม้ตลอด เพราะเราต้องรู้จริงกับการทำอาชีพ ไม่ใช่ลูกค้าถามแล้วก็ตอบไม่ได้ แต่ก็ติดปัญหาว่า บางครั้งไม้คุณภาพดีๆ ก็ไม่สามารถหาได้ง่ายนัก ลูกค้าที่ต้องการไม้คิวคุณภาพดี เขาเข้ามาสั่ง ก็ไม่สามารถทำให้ได้ เพราะติดปัญหาตรงวัตถุดิบ”

ทั้งนี้ คุณโอ ยังเผยถึงคุณสมบัติของไม้คิวว่า ด้ามคิวต้องกว้าง 30 มิลลิเมตร ยาว 145 มิลลิเมตร หรือ 57 นิ้ว น้ำหนักอยู่ระหว่าง 16.5-17.5 ออนซ์ หัวทองเหลืองขนาด 10 มิลลิเมตร และไม้คิวต้องแบ่งออกเป็น 2 ท่อนเพื่อการพกพาสะดวก

คุณโอ ว่า ความพิถีพิถัน คือสิ่งนำมาซึ่งคำว่า ประสบความสำเร็จ และเหนือไปกว่านั้นต้องมีใจรักในการผลิต ไม่ใช่ความโลภ

“ตอนนี้ O”MIN CUES เป็นที่ยอมรับของนักสอยคิวทั่วประเทศและชื่อนี้ได้แพร่หลายไปทั่วเอเชีย แม้แต่ จีน, ฮ่องกง, มาเลเซีย, สิงคโปร์, พม่า, กาตาร์, อิหร่าน, เกาหลี ประเทศที่กล่าวนามมานี้ล้วนเป็นลูกค้าประจำของผม โดยแต่ละครั้งจะสั่งผลิตจำนวนมาก ฉะนั้น บางครั้งจึงไม่สามารถรับออร์เดอร์จากที่อื่นๆ ได้ แต่มาเมื่อไม่กี่ปี จีนได้มีการก๊อบปี้สินค้าจนทำให้ชื่อแบรนด์เป็นที่สับสน แต่ไม้คิวก๊อบแทงยังไงก็ไร้คุณภาพ แค่หน้าตาเหมือนและมีโลโก้เหมือนของจริงเท่านั้นเอง ปัจจุบัน ผมจึงรับผลิตให้กับลูกค้าที่โทรเข้ามาสั่งซื้อหรือเดินทางมาสั่งเองที่โรงงาน”

และนี่คือจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของนักสอยคิวมือสมัครเล่น ที่วันนี้กลับกลายเป็นเจ้าของธุรกิจที่เอื้อต่อนักสอยคิวระดับโลก

สนใจติดต่อ O”MIN CUES เดินทางไปได้ที่ เลขที่ 61-62 หมู่ 18 ตลาดมีนบุรี แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพฯ 10510 หรือ โทรศัพท์ (02) 517-5320, (02) 517-0537, (086) 011-4477

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ผลิตจำหน่ายไม้คิว

ลักษณะกิจการ เอสเอ็มอี

เจ้าของกิจการ คุณสมเกียรติ กุลวัฒนาพร

สินค้า ไม้คิว

การลงทุนเริ่มต้น 500 บาท (เริ่มจากทำไม้คิว 1 ด้าม)

ราคาขาย ด้ามละประมาณ 4,000-50,000 บาท

ยอดการผลิต วันละประมาณ 10 ด้าม

วัตถุดิบ ไม้ “แอช” และ “ฮาร์ดเมเปิ้ล”

อุปกรณ์ เครื่องมือช่าง

ช่องทางจำหน่าย เปิดหน้าร้าน, การบอกต่อ, ผ่านสื่อ

กลุ่มเป้าหมาย นักสอยคิวมือสมัครเล่น ถึงนักสอยคิวระดับโลก

ปัญหาอุปสรรค สินค้าลอกเลียนแบบ

สถานที่ตั้งร้าน เลขที่ 61-62 หมู่ 18 ตลาดมีนบุรี แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพฯ 10510

โทรศัพท์ (02) 517-5320, (02) 517-0537, (086) 011-4477

 

จากพนักงานขายรองเท้า สู่เจ้าของแบรนด์ “FREEWOOD”

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07058010656&srcday=2013-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 326

ช่องทางสร้างอาชีพ

สดุจตา

จากพนักงานขายรองเท้า สู่เจ้าของแบรนด์ “FREEWOOD”

“การสร้างแบรนด์ และมีโรงงานผลิต ถือเป็นอีกหนึ่งความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง เพราะสามารถควบคุมคุณภาพการผลิตได้ นอกจากนั้นยังถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางกับการขยายตลาดไปยังต่างประเทศง่ายขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้สุดท้ายก็ส่งผลต่อยอดขายที่เติบโตไปในทิศทางที่ดี ซึ่งรองเท้าของ FREEWOOD ขึ้นชื่อเรื่องวัตถุดิบจากหนังวัวแท้ คุณภาพสูง ในราคาเบาๆ”

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของผู้ชายคนนี้ คุณสุรชัย อลงกรณ์โชติกุล เขาเป็นเพียงพนักงานขายรองเท้าหนังสำหรับผู้ชาย ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ บวกการศึกษาตลาด จึงพบว่า ตลาดรองเท้ามีโอกาสโตได้อีกไกล และเพื่อตอบสนองความพอใจของผู้สวมใส่ การผลิตรองเท้าภายใต้แบรนด์ของตนเองจึงถือกำเนิดขึ้นมาจนถึงวันนี้กว่า 26 ปีแล้ว ที่ “FREEWOOD” ยังคงขับเคลื่อนความเติบโตที่ไม่ได้จำกัดเพียงแค่ผู้สวมใส่คนในประเทศ แต่ยังเป็นอีกแบรนด์เข้าไปอยู่ในใจชาวต่างชาติ

เริ่มต้นพนักงานขาย

สู่ผู้ผลิต-จัดจำหน่าย

คุณสุรชัยที่บัดนี้ดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟรีวูด อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เล่าถึงความเป็นมาของธุรกิจ โดยเปิดฉากเมื่อครั้งตนเป็นพนักงานขายรองเท้าว่า “ผมเริ่มจากอาชีพพนักงานขายรองเท้าหนังสำหรับผู้ชาย ในลักษณะซื้อมาขายไป โดยจะนำตัวอย่างรองเท้าไปเสนอขายตามร้านค้าในต่างจังหวัด ต่อมาธุรกิจเติบโตขึ้นตามจำนวนผู้คน จากห้องแถวเล็กๆ เริ่มไม่เพียงพอต่อการเก็บสต๊อกสินค้า จึงขยายหน้าร้านให้เป็นศูนย์ขายรองเท้าหนังประมาณ 4 คูหา”

ทั้งนี้ สำหรับรูปแบบการทำธุรกิจยังคงเป็นการซื้อมาขายไปเช่นเดิม จวบจนในปี 2530 คิดปรับเปลี่ยนสู่การสร้างแบรนด์เป็นของตนเอง จึงเริ่มต้นจัดจ้างโรงงานผลิตรองเท้า แล้วนำมาติดแบรนด์ภายใต้ชื่อ FREEWOOD

จากการศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคนั้น สิ่งที่ผู้สวมใส่รองเท้าต้องการมากที่สุดคือความคงทน รองเท้าคู่หนึ่งควรมีระยะเวลาใช้งานนาน 3 ปีขึ้นไป ส่วนเรื่องการออกแบบนั้นถือว่าเป็นข้อรองลงมา

ด้วยเพราะโรงงานที่จัดจ้างผลิตไม่สามารถผลิตสินค้าได้ตามความต้องการ เหตุนี้คุณสุรชัยจึงเบนเข็มสู่ผู้ผลิตอย่างเต็มตัว โดยตอนนั้นได้พื้นที่ตั้งโรงงานอยู่ย่านบางแค

คุณภาพในการผลิต นำมาซึ่งประสิทธิภาพต่อการใช้งาน ซึ่งคุณสุรชัย ว่า สิ่งนี้สามารถตอบโจทย์ผู้สวมใส่ในยุคนั้นได้อย่างตรงจุด แต่กระนั้นก็ยังไม่มองข้ามเรื่องการออกแบบที่ต้องเป็นไปตามยุคสมัย

ผลจากการสร้างโรงงานเป็นของตนเอง ทำให้มีกำลังผลิตมากพอกับการผลิตสินค้าป้อนตลาดภายในประเทศ และยังหมายรวมไปถึงออร์เดอร์จากต่างประเทศที่เริ่มมีเข้ามา ซึ่งคุณสุรชัย ว่า การมีโรงงานทำให้การค้าคล่องขึ้น เพราะส่วนใหญ่ลูกค้าต้องการมาดูโรงงาน มาดูประสิทธิภาพในการผลิต ก่อนเข้าสู่กระบวนการสั่งซื้อ

นำเสนอ “คุณภาพ”

จับตลาด ไทย-เทศ

แบรนด์รองเท้าหนัง FREEWOOD ถือเป็นแบรนด์ไทยที่เก่าแก่แบรนด์หนึ่งของไทย มีโลโก้หัวม้าอยู่ด้านบนของตัวหนังสือภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น สื่อความหมายถึงการทำงานอย่างว่องไวในเชิงธุรกิจและการตลาด และเป็นโลโก้สัญลักษณ์ที่ได้รับการชื่นชมจากกรมการค้าระหว่างประเทศ

กว่า 26 ปี กับการเติบโต ถ้าจะกล่าวถึงจุดที่ส่งผลให้สินค้าเข้าไปอยู่ในใจผู้อุปโภคนั้น คงต้องยกให้กับคำว่า “คุณภาพ” ที่แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไป จากการผลิตเริ่มต้นใช้วิธีเย็บมือ จนมาถึงกระบวนการทำงานที่ผ่านเครื่องจักรอันทันสมัย แต่ FREEWOOD ก็ยังคงยึดมั่นในเรื่องของคุณภาพมาโดยตลอด และในขณะเดียวกัน ก็ไม่มองข้ามการออกแบบ ที่จะสามารถตอบโจทย์คนยุคสมัยใหม่ได้ด้วย โดยได้นักออกแบบชื่อดังจากประเทศอิตาลีมาทำหน้าที่

“การสร้างแบรนด์ และมีโรงงานผลิต ถือเป็นอีกหนึ่งความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง เพราะสามารถควบคุมคุณภาพการผลิตได้ นอกจากนั้นยังถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางกับการขยายตลาดไปยังต่างประเทศง่ายขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้สุดท้ายก็ส่งผลต่อยอดขายที่เติบโตไปในทิศทางที่ดี ซึ่งรองเท้าของ FREEWOOD ขึ้นชื่อเรื่องวัตถุดิบจากหนังวัวแท้ คุณภาพสูง ในราคาเบาๆ”

FREEWOOD ไม่เพียงสร้างรายได้โดยผลิตจำหน่ายภายใต้แบรนด์ของตัวเองเท่านั้น ซึ่งขณะนี้มีสัดส่วนอยู่ที่ 90 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 10 เปอร์เซ็นต์ มาจากการรับจ้างผลิต

ทั้งนี้ ในด้านการเลือกสรรวัตถุดิบและเทคโนโลยีก็ต้องตอบโจทย์ความแข็งแรง ทนทาน รองเท้าภายใต้แบรนด์ FREEWOOD จะมีความยืดหยุ่นสูง เพื่อความสบายของผู้สวมใส่ อีกทั้งยังมีรูปแบบให้เลือกจนจุใจ

ยอดขาย 2 แสนคู่

เตรียมบุกอาเซียน

ส่วนรูปแบบรองเท้าจะมีให้เลือก 2 ประเภท สำหรับสุภาพบุรุษโดยเฉพาะ คือรองเท้าลำลอง และรองเท้าหนังสำหรับใส่ทำงาน ซึ่งปัจจุบันมียอดขายต่อปีกว่า 200,000 คู่ โดยส่งออกไปในหลายประเทศแถบยุโรป อาทิ เยอรมนี อิตาลี ฝรั่งเศส มอลตา โปรตุเกส กรีซ แคนาดา โดยคิดเป็นมูลค่าการส่งออกกว่า 40 ล้านบาท ต่อปี

คุณสุรชัย ยังได้กล่าวถึงกลุ่มผู้ซื้อในแต่ละประเทศนั้นมีพฤติกรรมการเลือกรองเท้าไม่เหมือนกัน อย่างประเทศในแถบยุโรป ถ้าเป็นรองเท้าแตะมีสายรัดด้านหลัง จะได้รับความนิยมมากในช่วงฤดูร้อน ส่วนรองเท้าหนังสำหรับสวมใส่ทำงาน จะมียอดขายต่อเนื่อง ส่วนกลุ่มลูกค้าหลักของ FREEWOOD จะอยู่ในกลุ่มบีบวกขึ้นไป มีรายได้ตั้งแต่ 15,000 บาท โดยเฉลี่ยอายุประมาณ 26-35 ปี

จากประสบการณ์ที่อยู่บนเส้นทางรองเท้ามานานนับสิบปี กับความสำเร็จที่แลเห็นได้วันนี้ สามารถสรุปคำตอบได้ว่า FREEWOOD เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ของคนไทยที่น่ายกย่องชื่นชม ทั้งในเรื่องของการเติบโตที่ควบคู่ไปกับการพัฒนาที่ไม่หยุดยั้ง ซึ่งในปีนี้ คุณสุรชัยยังวางแผนเน้นการจัดโปรโมชั่น และให้ส่วนลดทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด พร้อมกันนั้นยังได้ตั้งเป้าส่งออกรองเท้าไปยังประเทศในแถบอาเซียน ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย พม่า และลาว ซึ่งคุณสุรชัย คาดการณ์ว่าจะมีผลทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้นอีก 20 เปอร์เซ็นต์

สนใจผลิตภัณฑ์รองเท้าฝีมือคนไทย คุณภาพเป็นหนึ่ง ปัจจุบันมีจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ติดต่อสอบถามได้ที่ โทรศัพท์ (02) 803-2461-3 หรือ http://www.facebook.com/freewoodshoes

 

“ฟลาวเวอร์ฟูด” ขนมดีจากธรรมชาติ

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07025150556&srcday=2013-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 325

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“ฟลาวเวอร์ฟูด” ขนมดีจากธรรมชาติ

ตอนมาช่วยงานคุณพ่อเต็มตัว ผมได้เพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ตอนนี้มีมากกว่า 80 ชนิด ส่งต่างประเทศ และเพิ่มช่องทางจัดจำหน่ายในประเทศ ด้วยการนำไปเสนอขายที่ร้านสะดวกซื้อ เซเว่นอีเลฟเว่น ซึ่งข้อดีของการทำตลาดร่วมกับร้านเซเว่นฯ คือ ช่วยให้สินค้าติดตลาดไว มีฐานลูกค้าเพิ่ม ปัจจุบัน สินค้าของฟลาวเวอร์ฟูดมีวางขายในร้านเซเว่นฯ 7,000 สาขาทั่วประเทศแล้ว

ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพที่ผลิตจากธัญพืชมีหลากชนิด มีหลายยี่ห้อ แต่หากพูดถึงผู้ประกอบการไทยรายแรกที่นำเมล็ดทานตะวันมากะเทาะเปลือก ต้องยกให้ “ฟลาวเวอร์ฟูด” ที่ครองตลาดมา 23 ปี ปัจจุบันแตกไลน์มีสินค้าอื่นอีกมากมาย อาทิ ถั่วชนิดต่างๆ งาแผ่นผสมน้ำผึ้ง คุกกี้ทานตะวัน อัลมอนด์อบเกลือ เมล็ดทานตะวันเคลือบช็อกโกแลต น้ำมันทานตะวัน ฯลฯ ซึ่งสินค้าแต่ละชนิดก็เจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายแตกต่างกันไป

พ่อบุกเบิก ลูกสานต่อ

ลงร้านเซเว่นฯ 7,000 สาขา

คุณพีระ พีระมาน ทายาทรุ่น 2 เล่าที่มาของธุรกิจว่า “ฟลาวเวอร์ฟูด” เริ่มต้นมาจากคุณพ่อ หรือ ดร.ประดิษฐ์ พีระมาน ท่านเคยทำงานอยู่ในกรมส่งเสริมการเกษตร มีหน้าที่แนะนำเกษตรกรปลูกพืชทดแทนหลังฤดูทำนา ซึ่งท่านค้นพบว่า จังหวัดลพบุรีมีพื้นที่แห้งแล้ง พืชที่ควรปลูกคือ ดอกทานตะวัน นอกจากนั้นยังคิดค้นเครื่องกะเทาะเปลือกเมล็ดทานตะวัน เพื่อใช้แปรรูปผลผลิตจากดอกทานตะวันอีกด้วย

ใช่ว่าแนะนำให้เกษตรกรปลูกดอกทานตะวันแล้วจะหมดหน้าที่ ทายาทธุรกิจ เล่าต่อว่า คุณพ่อยังต้องรับซื้อผลผลิตจากดอกทานตะวัน เริ่มแรกท่านนำเมล็ดทานตะวันมากะเทาะเปลือก คั่วในกระทะ ปรุงรสด้วยเกลือ ขายในชุมชน และตระเวนขายตามงาน แรกๆ ขายไม่ดีเพราะคนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นอาหารเลี้ยงนก แต่ด้วยคุณค่าทางโภชนาการที่สูงมาก ตลอดจนสื่อทีวีมีการนำเสนอคุณประโยชน์ของเมล็ดทานตะวัน คนเลยเริ่มให้ความสนใจ จากจุดนั้น สินค้าเลยพลอยได้รับอานิสงส์ขายดิบขายดีตามไปด้วย

นับเป็นการแจ้งเกิดของ “ฟลาวเวอร์ฟูด” เพราะตั้งแต่ผู้บริโภคทราบคุณประโยชน์ของเมล็ดทานตะวัน สินค้าก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น จากธุรกิจในครัวเรือน ทำเอง ขายเอง ราว พ.ศ. 2533 ก่อตั้งเป็นโรงงาน กระทั่ง พ.ศ. 2538 ทายาทรุ่นที่ 2 เพิ่มช่องทางจำหน่ายด้วยการนำสินค้าไปเสนอขายที่ร้านสะดวกซื้อ เซเว่นอีเลฟเว่น

“ตอนเด็กๆ กลับจากโรงเรียน มาช่วยพ่อคั่วเมล็ดทานตะวัน ใส่ถุง เอาไปขายตามงาน เเต่พอเมล็ดทานตะวันกะเทาะเปลือกได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เริ่มทำไม่ทัน เลยใช้เครื่องมือช่วย ซึ่งเมื่อปี พ.ศ. 2533 สร้างโรงงานที่ลพบุรี พร้อมกับนำธัญพืชอื่นมาใช้ร่วมด้วย” คุณพีระ เท้าความให้ฟัง

ถือได้ว่า “ฟลาวเวอร์ฟูด” เป็นผู้ผลิตเมล็ดทานตะวันกะเทาะเปลือก รายแรกของเมืองไทย ซึ่งเมื่อกิจการเปลี่ยนมือบริหารสู่ทายาทรุ่นที่ 2 ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงต่างๆ มากมาย

“ตอนมาช่วยงานคุณพ่อเต็มตัว ผมได้เพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ตอนนี้มีมากกว่า 80 ชนิด ส่งต่างประเทศ และเพิ่มช่องทางจัดจำหน่ายในประเทศ ด้วยการนำไปเสนอขายที่ร้านสะดวกซื้อ เซเว่นอีเลฟเว่น ซึ่งข้อดีของการทำตลาดร่วมกับร้านเซเว่นฯ คือ ช่วยให้สินค้าติดตลาดไว มีฐานลูกค้าเพิ่ม ปัจจุบัน สินค้าของฟลาวเวอร์ฟูดมีวางขายในร้านเซเว่นฯ 7,000 สาขาทั่วประเทศแล้ว”

เติบโตแบบพอเพียง

ยั่งยืนอย่างมั่นคง

ด้านแหล่งวัตถุดิบที่ฟลาวเวอร์ฟูดนำมาใช้ คุณพีระ ระบุว่า มีทั้งปลูกเอง และรับซื้อจากเกษตรกรที่ปลูกแบบปลอดสารพิษในจังหวัดลพบุรี โดยในแต่ละปีจะรับซื้อเมล็ดทานตะวันเข้าโรงงาน 25,000-40,000 กระสอบ กระสอบละ 80 กิโลกรัม แต่ทว่าก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค เพราะดอกทานตะวันจะสามารถปลูกได้เพียงปีละ 4 เดือนเท่านั้น

“ถือเป็นความยากของธุรกิจที่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ เพราะเมล็ดทานตะวัน แต่ละปีจะมีเพียง 3-4 เดือนคือ มกราคม-เมษายน เมื่อผลผลิตออกมาแล้ว ต้องบริหารจัดการให้ดี โดยวิธีการที่เก็บก็แตกต่างกันไปตามการใช้งาน เช่น เก็บทั้งเปลือกในอุณหภูมิปกติ เก็บในห้องเย็น ขณะเดียวกัน มีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องอื่นๆ เช่น น้ำมันดอกทานตะวัน หรือนำเปลือกไปขายเป็นอาหารสัตว์ เป็นต้น”

ปัจจุบัน ห้างหุ้นส่วนจำกัด ฟลาวเวอร์ฟูด มีอัตราเติบโตเฉลี่ย 5 เปอร์เซ็นต์ ทุกปี ช่องทางจัดจำหน่ายที่ใหญ่ที่สุด คือ ผ่านทางร้านเซเว่นฯ นอกนั้นเป็นห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ ร้านสินค้าของฝาก ร้านค้าในปั๊มน้ำมัน และส่งออกต่างประเทศ

เมื่อถามถึงเป้าหมายในอนาคต ทายาทธุรกิจ บอกว่า ถ้าในด้านยอดขายปี 2556 ตั้งเป้าไว้ประมาณ 200 ล้านบาท รวมถึงขยายตลาดส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยเริ่มจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่ถ้าเป้าหมายที่แท้จริงในใจ อยากสร้างองค์กรที่แข็งแรง บุคลากรทุกคนมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี

“ผมมีปรัชญาการทำงาน คือ ทำอาหารเพื่อสุขภาพวัฒนะ หมายถึง อาหารที่ทำให้สุขภาพยั่งยืน อร่อย ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพ ดังนั้น ทุกผลิตภัณฑ์ที่ทำ วัตถุดิบจะต้องมาจากธรรมชาติ ปลูกโดยปลอดสารพิษ กรรมวิธีแปรรูปต้องไม่ทอด เพราะการทอดอาจเป็นสาเหตุก่อโรคมะเร็ง และไม่มีการใส่สารกันเสียใดๆ ทั้งสิ้น”

เชื่อว่า โลโก้ “ดอกทานตะวันสีเหลือง” บนซองบรรจุภัณฑ์เนื้อดีพื้นสีขาว จะเป็นผลิตภัณฑ์ของกินเล่นที่อยู่ในใจของคนรักสุขภาพ เพราะนอกจากรสชาติอร่อยยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพ

สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีคุณภาพ สนใจนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายที่ เซเว่นอีเลฟเว่น สามารถติดต่อบริษัทได้ 2 ช่องทาง คือ ทางเว็บไซต์ http://www.cpall.co.th หรือ http://www.7eleven.co.th และติดต่อผ่านทางสำนักจัดซื้อของ เซเว่นอีเลฟเว่น โทรศัพท์ (02) 677-9000

สำหรับ 7-Catalog ได้ทำการตลาดผ่านทางระบบเมล ออร์เดอร์ และผ่านช่องทางร้านสาขา รวมไปถึงเว็บไซต์ http://www.7Catalog.com และให้บริการลูกค้าผ่าน Call Center (02) 711-7755 ตลอด 24 ชั่วโมง

 

ทายาทโชห่วย โชว์กึ๋น พลิกโฉมร้านเชย โกยเงินวันละครึ่งแสน

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07046010556&srcday=2013-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 324

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

ทายาทโชห่วย โชว์กึ๋น พลิกโฉมร้านเชย โกยเงินวันละครึ่งแสน

“ร้านสะดวกซื้อมีจุดอ่อนคือ สินค้าที่ขายจะเหมือนกันทุกสาขา หารู้ไม่ว่าลูกค้าแต่ละพื้นที่ต้องการสินค้าไม่เหมือนกัน ความสนิทสนมระหว่างเจ้าของร้าน กับลูกค้าก็น้อย แถมสินค้าก็ต่อรองราคาไม่ได้ มีตำหนิเปลี่ยนคืนยาก ตรงกันข้าม ร้านโชห่วยจะรู้จักคนในพื้นที่ดี รู้ว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ต้องการสินค้าแบบไหน ต่อรองราคาได้ ซื้อเยอะไปส่งฟรีถึงที่ สิ่งเหล่านี้เป็นเสน่ห์ที่ร้านสะดวกซื้อไม่มี”

เพราะเล็งเห็นว่าทายาทโชห่วย คือ กลไกสำคัญที่จะสานต่อธุรกิจโชห่วยให้เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง จะไม่ถูกกลืนไปกับกระแสของธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) จึงจัดให้มีการประกวด “ทายาทโชห่วยไทย” ขึ้นทุกปี ซึ่งปี 2556 เป็นรุ่นที่ 3 และทายาทโชห่วยที่สามารถคว้าแชมป์ในเวทีปีนี้ คือ คุณสิทธิชัย นิชกรรม เจ้าของร้าน บุญมี มาร์เก็ต จังหวัดศรีสะเกษ

เกิดไอเดียจากปัญหา

“ตัวช่วย” กุญแจสำคัญ

คุณสิทธิชัย นิชกรรม ปัจจุบันอายุ 27 ปี จบการศึกษา คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ (ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ) จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เกิดและเติบโตที่จังหวัดศรีสะเกษ ที่บ้านเปิดร้านโชห่วย ชื่อร้าน บุญมี มาร์เก็ต อยู่ตรงข้ามโรงเรียนบ้านตระกวน ตำบลพิงพวย อำเภอศรีรัตนะ จังหวัดศรีสะเกษ

ก่อนจะมารับช่วงบริหารกิจการร้านโชห่วย คุณสิทธิชัย เล่าว่า 3 ปีที่เเล้ว ตอนเรียนจบใหม่ๆ ทำงานเกี่ยวกับระบบผลิตสินค้าในโรงงานแห่งหนึ่งที่กรุงเทพฯ กระทั่งปลายปี 2554 เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ อยากกลับบ้าน อยากกลับมาทำงานฝีมือขาย แต่พอได้กลับบ้าน ได้มาช่วยขายของที่ร้าน กลับมองเห็นถึงโอกาสที่ซ่อนอยู่ในร้านสะดวกซื้อเล็กๆ แห่งนี้ เลยจะลองพัฒนาร้านดูสักตั้ง

ที่มาของร้านบุญมี มาร์เก็ต คุณสิทธิชัยเท้าความว่า ย้อนไป 30 กว่าปีก่อน คุณเเม่รับเสื้อผ้ามาขายอย่างเดียว ชื่อร้าน อาภรณ์พานิช หลังๆ รับสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันมาขาย เช่น สบู่ ยาสีฟัน ผงซักฟอก ยาสระผม เลยเปลี่ยนชื่อร้านว่า บุญมี มาร์เก็ต เนื้อที่ร้าน 3×4 ตารางเมตร รูปแบบการขายคือ พ่อกับแม่ขายเอง จัดของเอง เรียกว่าทำทุกอย่างเองทั้งหมด นานวันท่านอายุมากขึ้น ประกอบกับมีโรคประจำตัว จะปิดร้านก็มองว่า ร้านทำเลดี อยู่ใจกลางตำบลมี 7 หมู่บ้านล้อมรอบ ใกล้สถานศึกษา ลูกค้าประจำจะเป็นครู นักเรียน ชาวบ้าน เกษตรกร เลยอยากนำความรู้มาพัฒนากิจการครอบครัว

“ผมไม่คิดจะทำร้านโชห่วย เเต่พอได้มาช่วยงานที่ร้าน กลับมองเห็นโอกาสทางธุรกิจว่าร้านโชห่วยก็สามารถทำกำไรได้ไม่แพ้ร้านสะดวกซื้อทั่วไป เพียงเเต่ต้องรู้จักบริหารจัดการ เพราะเดิมที่ร้านวางสินค้าสะเปะสะปะ สินค้าที่ขายไม่ตรงกับความต้องการของลูกค้า เวลาเปิดร้านก็สาย แถมปิดไว เลยมองว่าถึงเวลาแล้วที่จะปรับปรุงอย่างจริงจัง”

ยกเครื่องใหม่ทั้งร้าน

ยอดขายดี ฉุดไม่อยู่

ต้องบอกก่อนว่า คุณสิทธิชัยเคยทำงานพาร์ตไทม์ร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง แต่ละวันมียอดขายสูงถึง 300,000 บาท ฉะนั้น เขาพอจะวิเคราะห์จุดแเข็ง จุดอ่อน ร้านโชห่วยของตัวเองออกมาได้ว่า จุดแข็งที่ร้านคือ ทำเล มี 7 หมู่บ้านล้อมรอบ ใกล้สถานศึกษา รู้จักกับลูกค้ามายาวนาน ลูกค้าให้ความไว้วางใจ ส่วนจุดอ่อนคือ สินค้าไม่หลากหลาย จัดวางไม่เป็นระเบียบ เปิดร้านสาย ปิดร้านเร็ว สิ่งเหล่านี้แก้ไขได้

สำหรับหนทางที่คุณสิทธิชัยใช้เพื่อปรับโฉมร้านโชห่วยคือ ไปติดต่อห้างแม็คโครให้เข้ามาเป็นพี่เลี้ยง สาเหตุที่เลือกห้างแม็คโครเพราะที่นี่มีโครงการ “มิตรแท้โชห่วย” จะให้ความช่วยเหลือแก่ร้านค้าปลีกรายย่อย ทั้งการจัดร้าน การจัดวางสินค้า การเลือกสินค้ามาจำหน่าย พร้อมแนะแนวทางการสร้างยอดขาย และ ผลกำไรให้เป็นไปตามเป้าหมาย

ช่วงเวลาที่ให้แม็คโครเข้ามาเป็นพี่เลี้ยง ประมาณ 1 ปี ร้านเปลี่ยนแปลงไปมาก อาทิ ทำชั้นวางสินค้าใหม่ มีตะกร้าให้ลูกค้า แบ่งสินค้าออกเป็น 15 กลุ่ม

1. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 2. เครื่องดื่มอรรถประโยชน์ เช่น น้ำอัดลม น้ำชาเขียว 3. นม นมกล่อง นมสด นมผงเด็ก 4. ยาสูบ บุหรี่ 5. เครื่องเขียน & กิ๊ฟต์ช็อป ปากกา ดินสอ ตุ๊กตา ของเล่น 6. ยารักษาโรค 7. ขนม ลูกอม ขนมสด ขนมปัง เบเกอรี่ ขนมขบเคี้ยว 8. ไอศกรีม ไอศกรีมแท่ง ไอศกรีมตัก 9. สีย้อมผ้า เคมีภัณฑ์ที่ใช้ในการย้อมสีผ้าไหม 10. สินค้าเบ็ดเตล็ดทั่วไป 11. เครื่องสำอาง สบู่ แชมพู แป้ง โลชั่น ครีมบำรุงผิว 12. ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม 13. ของในครัว เครื่องปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 14. HOME DIY ของใช้พวก ตะปู หลอดไฟ สวิตช์ปิด-เปิด 15. MOTOR DIY เช่น ยางรถยนต์ อะไหล่รถจักรยานและมอเตอร์ไซค์

นอกจากสินค้าจะหลากหลาย ยังมีหลายยี่ห้อให้เลือก มีการทำโปรโมชั่น เช่น แชมพูสระผมคู่กับครีมนวด ราคาพิเศษ จัดส่งสินค้าฟรี มีบริการห่อของขวัญ จัดชุดสังฆทาน บริการน้ำดื่มในร้าน รับจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ เติมเงินมือถือ บริการส่งแฟกซ์ บริการโอนเงินสด ขยายเวลาการให้บริการเมื่อก่อนเปิด 07.00 น. ปิด 19.00 น. ตอนนี้เปิด 06.00 น. ปิด 22.00 น. โฆษณาผ่านวิทยุชุมชน และมีส่วนร่วมกับคนในพื้นที่ด้วยการรับสินค้ามาขาย เช่น อาหาร ขนม

“ลูกค้าแถวบ้านจัดงานบ่อย สินค้าจำพวก เครื่องดื่ม น้ำอัดลม ข้าวสาร เป็นที่ต้องการมาก ต้องขับรถไปซื้อในเมือง ทางร้านเห็นโอกาสเลยนำมาขาย เมื่อก่อนทางร้านไม่มีสินค้าสำหรับเด็ก ตอนนี้เพิ่มยาสีฟันเด็ก แชมพูเด็ก นมผง ด้านราคาก็ขายถูกกว่าร้านอื่น มีบริการเติมเงินมือถือ รับจ่ายค่าน้ำค่าไฟ ส่งแฟกซ์ ซื้อสินค้าเยอะส่งฟรี ที่สำคัญ ขยายเวลาเปิด-ปิด เปิด 06.00 น. ขายพวกเกษตรกร ชาวสวน ช่วง 22.00 น. เปิดขายเด็กวัยรุ่น คนนอนดึก จากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นจากวันละ 10,000 บาท เป็น 40,000 บาท”

เล็งขยายสาขา

โชห่วยไทย เจ๋งกว่าที่คิด

นอกจากคุณสิทธิชัยจะปรับเปลี่ยนบรรยากาศให้น่าซื้อ เพิ่มความหลากหลายสินค้าและบริการ ยังนำเทคโนโลยีการออกบิลมาใช้เพื่อให้มาตรฐานเทียบเท่าร้านสะดวกซื้อ ซึ่งความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดลงทุนราว 500,000 บาท

ถามถึงว่า ร้านโชห่วยจะแข่งกับร้านสะดวกซื้อได้หรือไม่ คุณสิทธิชัยแสดงความคิดเห็นว่า

“ร้านสะดวกซื้อมีจุดอ่อนคือ สินค้าที่ขายจะเหมือนกันทุกสาขา หารู้ไม่ว่าลูกค้าแต่ละพื้นที่ต้องการสินค้าไม่เหมือนกัน ความสนิทสนมระหว่างเจ้าของร้าน กับลูกค้าก็น้อย แถมสินค้าก็ต่อรองราคาไม่ได้ มีตำหนิเปลี่ยนคืนยาก ตรงกันข้าม ร้านโชห่วยจะรู้จักคนในพื้นที่ดี รู้ว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ต้องการสินค้าแบบไหน ต่อรองราคาได้ ซื้อเยอะไปส่งฟรีถึงที่ สิ่งเหล่านี้เป็นเสน่ห์ที่ร้านสะดวกซื้อไม่มี ฉะนั้น มั่นใจว่าหากร้านโชห่วยรู้จักปรับรูปแบบธุรกิจให้เข้ากับยุคสมัย ไม่ต้องกลัวเลยว่าจะอยู่ไม่ได้”

จากความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นของร้านบุญมี มาร์เก็ต ทำให้คุณสิทธิชัยวางแผนจะขยายสาขา รวมถึงเพิ่มจุดชำระเงินเพราะขณะนี้มีเพียงจุดเดียว แต่ที่กำลังทำอยู่คือ ทำเคาน์เตอร์ขายอาหารปรุงสุกพร้อมทาน มีทั้งทำเอง และคนในชุมชนมาฝากขาย

ปัจจุบัน ผู้ที่ดูแลรับผิดชอบร้าน มีคุณสิทธิชัย พี่สาว พนักงานอีก 2 คน และนอกจากร้านโชห่วย พวกเขายังเปิดร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ เรียกว่ามาร้าน บุญมี มาร์เก็ต ร้านเดียวได้ครบ ถ้ารู้แบบนี้แล้วจะไปซื้อไกลบ้าน หรืออุดหนุนของนอกทำไม

ใครสนใจเข้าร่วมโครงการมิตรแท้โชห่วย หรือต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทรศัพท์สอบถามได้ที่ ศูนย์มิตรแท้โชห่วย (02) 723-1000 กด 2

 

ยุคโลกร้อน เครื่องปรับอากาศรับศึกหนัก มาเรียนซ่อมแอร์เบื้องต้นกันดีกว่า

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07059010556&srcday=2013-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 324

ช่องทางสร้างอาชีพ

กมลทิพย์ ธนะกิจรุ่งเรือง 

ยุคโลกร้อน เครื่องปรับอากาศรับศึกหนัก มาเรียนซ่อมแอร์เบื้องต้นกันดีกว่า

ทุกวันนี้ เราต้องรับมือกับสภาพอากาศที่ร้อนมาก แทบทุกบ้านต้องควักกระเป๋าติดแอร์เพื่อคลายร้อน และเป็นเครื่องใช้ในบ้านที่ถูกใช้งานหนักมากเพื่อต่อสู้กับความร้อนภายนอก

เครื่องปรับอากาศหรือแอร์ในปัจจุบัน พัฒนาไปรวดเร็วมาก ไม่เพียงใช้ปรับอุณหภูมิในเคหสถานของเราให้เย็นลงเท่านั้น แต่บางยี่ห้อยังพัฒนาให้สามารถลดความชื้น และฟอกอากาศไปในตัวด้วย แต่ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหนก็ตาม หากเมื่อโดนใช้งานหนัก ก็ต้องมีวิธีดูแลบำรุงรักษาอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอเช่นกัน

ทำให้การอบรมพื้นฐานด้านเครื่องปรับอากาศ กลายเป็นที่สนใจทั้งกับผู้อยู่อาศัยที่ต้องการดูแลรักษาเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านด้วยตัวเอง และผู้ที่ต้องการวิชาความรู้ไปประกอบอาชีพ

หลักสูตรฮิตที่กลายเป็นอาชีพฮอตของ พ.ศ. นี้

ฮอตขนาดไหนต้องไปคุยกับปรมาจารย์ด้านเครื่องปรับอากาศตัวจริงเสียงจริง อาจารย์ธีระชัย แสงกระจ่าง วิทยากรอบรมหลักสูตร “ช่างเครื่องปรับอากาศเบื้องต้นและการเปิดร้าน” ของมติชน อคาเดมี และเป็นเจ้าของธุรกิจ ห้างหุ้นส่วนจำกัด สามัคคีแอร์ 1999

ผู้เชี่ยวชาญด้านการซ่อมเครื่องปรับอากาศที่มีประสบการณ์ด้านติดตั้ง ซ่อม บำรุง มากกว่า 30 ปี โดยเริ่มต้นจากการทำงานดูแลซ่อมเครื่องบริภัณฑ์ในกองทัพอากาศ จนก้าวสู่การเป็นผู้ดูแลเครื่องปรับอากาศทั้งหมดในสนามบินดอนเมือง ทำให้อาจารย์ให้ความสำคัญและเน้นย้ำในด้านการควบคุมมาตรฐานการทำงานทุกขั้นตอน โดยวิศวกร (กว.) เพื่อให้เทียบเท่าระดับสากล

อาจารย์ธีระชัย เกริ่นนำว่า โดยปกติช่วงหน้าร้อน แอร์จะถูกใช้งานหนักมาก เมื่อใช้งานมากโอกาสเสียหายหรือเสื่อมก็มากตาม ทำให้หลายๆ คนเริ่มหันมาสนใจเรียนรู้วิชาช่างเครื่องปรับอากาศเบื้องต้นและการเปิดร้าน กันเองมากขึ้น ตั้งแต่ พ่อบ้าน แม่บ้าน นักธุรกิจ ข้าราชการ นักศึกษา ประชาชนทั่วไป มีหมด สำหรับผู้ที่สนใจมาอบรมความรู้ช่างเครื่องปรับอากาศเบื้องต้นและการเปิดร้าน จะได้รับการประเมินความรู้พื้นฐานก่อนเรียกว่าการทำพรีเทสต์ หลังจากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการเรียนการสอนจนจบหลักสูตรก็จะมีกระบวนการโพสต์เทสต์อีกครั้ง

หลักสูตรเรื่อง ช่างเครื่องปรับอากาศเบื้องต้นและการเปิดร้าน จะเป็นหลักสูตร 2 วัน เรียนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เสริมด้วยความรู้ด้านการตลาด การบริหาร การจัดการสถานที่ แหล่งลูกค้า ตลอดจนวิธีประกอบกิจการ

ข้อดีสำหรับหลายๆ คนที่มาลงเรียนกับอาจารย์ธีระชัย คือจะมีโอกาสได้ฝึกงานกับห้างหุ้นส่วนจำกัด สามัคคีแอร์ 1999 ได้ด้วย ได้เป็นผู้ช่วยช่าง เรียนรู้จากสถานการณ์จริงเลย

ปัจจุบัน อาจารย์ธีระชัยมีลูกศิษย์จำนวนมากที่สามารถเปิดร้าน ต่อยอดสร้างธุรกิจของตัวเองได้ใน 20 จังหวัดทั่วประเทศ บางคนเปิดเป็นหน้าร้าน บางคนก็รับงานตามบ้าน

ยิ่งช่วงนี้อากาศค่อนข้างร้อนมาก ความต้องการช่างซ่อมบริการยิ่งสูง โดยเฉพาะล้างแอร์ เติมน้ำยาแอร์ ไม่ว่าจะเป็น บ้านอยู่อาศัย อาคารสำนักงาน โรงงาน โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า โรงเรียน วัด จำเป็นต้องมีการซ่อมบำรุงรักษาเป็นราย 1-3 เดือน ต่อครั้ง จะดีที่สุด

โดยเฉพาะการล้างทำความสะอาด ตรวจเช็กระบบน้ำยา ไฟฟ้าควบคุม หากผ่านการอบรมในเรื่องเครื่องปรับอากาศไปแล้ว สิ่งที่สามารถทำได้เองก็คือ การถอดฟิลเตอร์กรองฝุ่นที่อยู่หน้าคอยล์เย็นออกล้างน้ำ เป่าทำความสะอาดฝุ่นสิ่งสกปรกที่เกาะครีบคอยล์ร้อนให้สะอาด ให้อากาศไหลถ่ายเทความร้อนได้สะดวก ฟิลเตอร์ ตากแดดให้แห้งนำมาใส่เข้าที่เดิมก็ช่วยให้ประหยัดไฟฟ้า ได้ความเย็นเพิ่มขึ้น คือเรียกว่าสามารถ ถอด รื้อ ล้าง ตัด ต่อ ดัดท่อทองแดง ไปจนถึงการป้องกันอันตรายที่เกิดขึ้นจากไฟฟ้า สารทำความเย็น แก๊สเชื่อม ออกซิเจน

อาจารย์ธีระชัยเน้นย้ำว่า “เมื่อเข้าอบรมหลักสูตรไปแล้ว ต้องหมั่นฝึกฝนเพื่อให้เกิดความชำนาญ และความเชี่ยวชาญ ก็สามารถทำเป็นอาชีพได้แล้ว”

ในการประกอบอาชีพช่างแอร์ จะมีมาตรฐานค่าบริการมากน้อยขึ้นอยู่กับอาการของเครื่อง และอะไหล่ที่เสียหาย ชำรุด ซึ่งจะกำหนดตามหน่วยความเย็นที่เป็นบีทียู เช่น เครื่องปรับอากาศรุ่นติดผนังขนาด 9000-18000 บีทียู ก็จะราคาหนึ่ง ขนาด 25000-36000 บีทียู ราคาก็จะขยับขึ้นอีกนิดหนึ่ง ส่วนค่าบริการซ่อม จะเริ่มต้นที่ 300 บาทขึ้นไป

แม้ปัจจุบันเครื่องปรับอากาศจะพัฒนารูปแบบไปไกลเพิ่มเติมฟังก์ชั่นอื่นๆ เพื่อเป็นจุดขายให้กับลูกค้า แต่พื้นฐานการทำงานไม่แตกต่างกัน พื้นฐานก็จะมีเรื่องระบบน้ำยา ระบบไฟฟ้า ถ้าเป็นเครื่องปรับอากาศแบบเก่า ระบบคอมพ์จะเป็นลูกสูบ เป็นการทำงานระบบแมนนวล อย่างเทอร์โมสตัตเวลาตัด-ต่ออุณหภูมิความเย็นจะต่างกัน 3-5 องศา และมีการหน่วงเวลาไม่ให้คอมเพรสเซอร์สตาร์ตก่อน 10 นาที ในการตัด-ต่อแต่ละครั้งค่อนข้างกินไฟ ไม่นิยมใช้ตามบ้านกันแล้ว

ส่วนระบบใหม่จะใช้ IC เป็นตัวควบคุม อุณหภูมิแตกต่างกันแค่ 0.5 องศา คอมเพรสเซอร์เป็นแบบโรตารี เย็นเร็วประหยัดไฟ ยังมีระบบอินเวอร์เตอร์อุณหภูมิไม่มีการตัดต่อ แต่จะควบคุมความเร็วของมอเตอร์คอมเพรสเซอร์ ทำงานเป็นเปอร์เซ็นต์โหลด เช่น เปิดแอร์ครั้งแรก อุณหภูมิต่างกัน 10 กว่าองศา คอมเพรสเซอร์ทำงานเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ เมื่ออุณหภูมิลดลง เปอร์เซ็นต์การทำงานของคอมเพรสเซอร์ลดลงตาม จาก 100-90-80-70-60 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ กระแสไฟฟ้าก็จะลดตามไปด้วย

จะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม ตราบใดที่ตลาดเครื่องปรับอากาศยังเติบโตด้วยอัตราก้าวกระโดดตามอุณหภูมิความร้อนที่พุ่งพรวดไม่หยุดอยู่อย่างนี้ ช่างแอร์ เป็นหนึ่งในอาชีพที่มั่นคง…คู่แข่งน้อย สร้างฐานะได้ไม่แพ้อาชีพอื่นแน่นอน