ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

“ปันกัน” บริการหนังสือให้เช่า ธุรกิจโตสวนกระแส ยุคดิจิตอล พฤษภาคม 21, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07020010457&srcday=2014-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 346


ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“ปันกัน” บริการหนังสือให้เช่า ธุรกิจโตสวนกระแส ยุคดิจิตอล

“80 เปอร์เซ็นต์ เป็นลูกค้ากลุ่มองค์กร บริษัทขนาดใหญ่ สำนักงาน สถานประกอบการ ห้องสมุด สถานเสริมความงาม อีก 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นกลุ่มร้านค้า ร้านเสริมสวย สปา รวมถึงตามบ้านด้วย”

“เชื่อไหมว่า อะไรๆ ก็ “ปันกัน” ได้” ประโยคสั้นๆ แต่แฝงความหมายเพียบ ของ คุณอุทัยวรรณ สุขพรรณพิมพ์ เจ้าของธุรกิจหนังสือ และนิตยสารให้เช่า ที่เส้นทางเศรษฐี อยากให้เธอมาช่วยขยายเรื่องราวดีๆ

ส่งความรู้ถึงที่

แบ่งกันอ่าน ปันกันฉลาด

คุณอุทัยวรรณ เผยว่า “ปันกัน” คือ บริการให้เช่าหนังสือ และนิตยสารตามความต้องการของลูกค้า ปัจจุบัน มีผู้เข้ามาใช้บริการ 1,000 ชุด ต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 4,000 จุดส่งหนังสือต่อเดือน หากจะนับจำนวนนิตยสารที่ได้ผ่านการหมุนเวียนจัดส่งด้วยทีมงานปันกัน จากวันแรกจนถึงปัจจุบันกว่า 400,000 เล่มแล้ว

สำหรับที่มาของธุรกิจ เกิดจากการสังเกตของคุณอุทัยวรรณ เธอบอกว่า ตามร้านค้าที่ต้องมีการรอคิว อาทิ ร้านเสริมสวย ร้านกาแฟ คาร์แคร์ โรงพยาบาล เคาน์เตอร์ชำระค่าสินค้า ลูกค้ามักจะฆ่าเวลาด้วยการอ่านหนังสือ ทำให้เจ้าของร้านต้องลงทุนซื้อนิตยสารไว้ให้อ่าน คงจะดีหากมีบริการนำหนังสือมาส่งให้ถึงที่ แถมราคาถูกกว่าราคาปกที่ซื้อตามแผงหนังสือ

จากช่องโหว่ดังกล่าว ทำให้ “ปันกัน” ได้แจ้งเกิดเป็นธุรกิจให้บริการเช่าหนังสือส่งถึงที่ มีนิตยสารยอดนิยมหลายประเภท ไม่เจาะจงกลุ่มลูกค้าประเภทใดประเภทหนึ่ง ช่วงแรกจัดส่งหนังสือให้ลูกค้าเพียงไม่กี่ชุดต่อสัปดาห์ ต่อมาเริ่มนำนิตยสารมาจัดชุดเพื่อให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าเฉพาะกลุ่มมากขึ้น ทำให้ตัวเลขการจัดส่งนิตยสารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“ปันกัน ก่อตั้งในปี 2545 ตอนนั้นมีเพียงนิตยสารแฟชั่น ต่อมาในช่วงปี 2552 ดิฉันสำรวจความต้องการของลูกค้าว่าอยากอ่านหนังสือ และนิตยสารประเภทอะไรกันบ้าง หนที่สุดได้รู้ว่าส่วนใหญ่ต้องการอ่านนิตยสารประเภทที่ตนเองสนใจเท่านั้น อย่างแนวสุขภาพ ธุรกิจ ธรรมะ ทำให้ตัดสินใจจัดนิตยสารเฉพาะกลุ่มขึ้นมา รวมถึงกำหนดปริมาณหนังสือตามที่ต้องการ ประเดิมชุดหนังสือธุรกิจ เจาะลูกค้าที่เป็นองค์กร บริษัทเอเยนซี่โฆษณา ต่อมาเป็นหนังสือความงาม เจาะร้านเสริมสวย และกลุ่มลูกค้าบ้านพักอาศัย เป็นต้น”

เลือกจ่ายได้

ตามใจอยากอ่าน

สำหรับระบบของที่นี่ เหมือนการปันกันอ่านหลายๆ คน สมาชิกถึงได้อ่านนิตยสารจำนวนมากในราคาที่ถูก แต่ละครั้งมีช่วงเวลาการอ่านเพียง 7 วัน ราคาจ่ายตามแพ็กเกจที่เลือกไว้ ตั้งแต่หลักร้อย จนถึงหลักพันบาทเลยทีเดียว

“ครั้งแรกทีมงานจะไปส่งนิตยสารตามสถานที่ลูกค้านัด จากนั้นต่อไปทุกสัปดาห์จะไปส่งนิตยสารชุดใหม่พร้อมกับรับนิตยสารชุดเก่ากลับ เพียงเท่านี้ร้านค้าของคุณจะมีนิตยสารผลัดเปลี่ยนไว้อ่านมากมายหลากหลาย ทั้งบริการลูกค้า หรือเอาไว้อ่านเองไม่ซ้ำเล่ม เสมือนเป็นสมาชิกนิตยสารเอง”

ด้านกลุ่มลูกค้า คุณอุทัยวรรณ ระบุว่า 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นลูกค้ากลุ่มองค์กร บริษัทขนาดใหญ่ สำนักงาน สถานประกอบการ ห้องสมุด สถานเสริมความงาม อีก 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นกลุ่มร้านค้า ร้านเสริมสวย สปา รวมถึงตามบ้านด้วย ขณะที่กำไรของหนังสือแต่ละเล่มจะเกิดขึ้นต่อเมื่อมีการเช่าอย่างน้อย 4 รอบ

“การรับหนังสือของลูกค้าจะแตกต่างกัน ถ้าเป็นร้านสปาหรูๆ เน้นรับนิตยสารใหม่ชนแผง ส่วนร้านที่รับหนังสือเก่า 9 สัปดาห์เป็นพวกร้านทำผม นิตยสารที่เก่าเกิน 9 สัปดาห์ จะไปขายต่อที่ตลาดนัดจตุจักรเพื่อล้างสต๊อก”

อาจมีข้อสงสัยว่า “สื่อดิจิตอล” อย่างแท็บเลต หรือ สมาร์ตโฟน ถูกจัดว่าเป็นคู่แข่งหรือไม่

คุณอุทัยวรรณ มีคำตอบว่า น่าเหลือเชื่อที่ 10 ปีให้หลังมานี้ กิจการโตขึ้นตลอด อินเตอร์เน็ตบนสมาร์ตโฟน หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กลับไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจเลย ส่วนตัวเชื่อว่า หนังสือจะถูกเป็นหลักฐานในการสืบค้นได้ อ้างอิงได้ ขณะที่ข่าวสาร หรือ บทความในโลกออนไลน์ยังมีข้อจำกัดอยู่ ไม่สามารถนำมาอ้างอิงได้ ยังขาดความน่าเชื่อถือ

คู่แข่งไม่ใช่หนังสืออิเล็กทรอนิกส์

กิจการโตดีสวนกระแส

ตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ “ปันกัน” สามารถครองตำแหน่งธุรกิจหนังสือเช่าในกรุงเทพมหานครได้ เป็นเพราะความใส่ใจที่เจ้าของธุรกิจมีให้กับลูกค้า สื่อสารกับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ทราบความต้องการที่แท้จริงของแต่ละคน การทำแบบสำรวจความพึงพอใจ หรือการโทรสอบถามจะทำให้ได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงบริการ

สำหรับค่าบริการ ปันกันจะคิดแบบเหมาจ่ายเป็นรายเดือน โดยยังคงให้บริการจัดวางและเปลี่ยนนิตยสารให้อย่างต่ำ 4 ครั้ง ต่อรอบเดือน หากเดือนใดมีการจัดส่งในรอบที่ 5 (เนื่องจากมี 5 สัปดาห์) ทางร้านจะไม่คิดค่าบริการเพิ่มแต่อย่างใด

โดยลูกค้าจะมีเวลาอ่านหนังสือในแต่ละครั้งที่จัดส่ง 7 วัน เพื่อคืนและรับหนังสือชุดใหม่ ซึ่งหนังสือชุดที่ถูกคืนจะวนไปให้ลูกค้ารายต่อไปที่ยินดีจ่ายค่าบริการถูกกว่า เพราะราคาที่ทางร้านกำหนดขึ้นมาตามลำดับตั้งแต่น้อยไปมากนั้น เป็นอัตราความใหม่ของนิตยสาร หากนิตยสารวางตลาดมาหลายสัปดาห์ราคาค่าบริการก็จะถูกลง แต่อย่างไรก็ตาม นิตยสารที่วางตลาดมาแล้ว 1-2 เดือนเรื่องราวก็ยังไม่ตกเทรนด์

ด้านแผนธุรกิจในอนาคต เจ้าของ กล่าวว่า จะเพิ่มความหลากหลายของหนังสือและนิตยสารมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องต่อความต้องการของลูกค้าทุกเพศทุกวัย เพราะจากเดิม กลุ่มเป้าหมายใหญ่ๆ ได้แก่ องค์กร กลุ่มธุรกิจ ร้านค้า ร้านอาหาร แต่ขณะที่ ครอบครัว บ้านพักอาศัย หอพัก อพาร์ตเมนต์ กลับได้การตอบรับดีเกินคาด

ใครที่อยากใช้บริการ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทรศัพท์ (02) 718-8887 ต่อ 160 หรือที่ http://www.panganbook.com

 

สรวัชร์ ชยาเมธีสุรัตน์ อดีตแชมป์ Downhill แนะทำธุรกิจรับกระแสจักรยาน “บูม” พฤษภาคม 14, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07033010257&srcday=2014-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 ปีที่ 19 ฉบับที่ 342


ช่องทางสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

สรวัชร์ ชยาเมธีสุรัตน์ อดีตแชมป์ Downhill แนะทำธุรกิจรับกระแสจักรยาน “บูม”

ช่วงไม่กี่ปีมานี้จะเห็นว่ากระแสจักรยานบูมมาก ผู้คนทุกเพศทุกวัยจากทุกมุมโลกหันมาปั่นจักรยานกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขี่เพื่อลดโลกร้อน ขี่เพื่อความสนุกสนานบันเทิง หรือขี่เพื่อออกกำลังกายก็ตาม เรียกว่าเป็นเทรนด์ที่มาแรงจริงๆ และเชื่อว่ายังไม่ตกง่ายๆ เพราะการปั่นจักรยานนั้นให้คุณประโยชน์หลายอย่างทั้งต่อคนขี่เองและสังคมโดยรวม

กระแสฮิตปั่นจักรยานนี้นอกจากจะทำให้จักรยานหลากหลายยี่ห้อขายดีแล้ว ยังทำให้เกิดธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องตามมาด้วย ทั้งการตัดเย็บเสื้อผ้าที่ใช้ในการขี่ และการผลิตอุปกรณ์เสริมต่างๆ

เรียนรู้การซ่อมด้วยตัวเอง

หนุ่มคนหนึ่งที่อยู่ในกระแสนี้ด้วยก็คือ “คุณสรวัชร์ ชยาเมธีสุรัตน์” วัย 30 กว่าปี หรือที่เด็กและลูกศิษย์ลูกหามักเรียกกันว่า อาจารย์เล็ก ซึ่งเขาปั่นจักรยานมาเกือบ 20 ปีแล้ว ถือเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องจักรยานจริงๆ โดยเป็นวิทยากรของศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน หรือ มติชน อคาเดมี “หลักสูตรช่างซ่อมจักรยานและการเปิดร้าน” ในอดีตเป็นแชมป์นักแข่งจักรยาน Downhill และเป็นช่างซ่อมจักรยาน ที่ร้าน Velo Thailand อยู่สามเสน ซอย 4 ตรงข้ามกับสำนักงานเขตพระนคร และอีกหลายร้าน

“ถ้าขี่ดาวน์ฮิลล์ ผมเป็นประเภทขี่สมัครเล่น คือ ได้แชมป์แต่ละสนามของหิน เหล็ก ไฟ บ้าง พัทยาบ้าง เกาะล้านบ้าง ซึ่งเป็นสนามเมื่อก่อน แต่ช่วงนี้จะไปแข่งกันที่หัวหิน ผมไม่ใช่เด็กรุ่นใหม่ที่แข่งขันชิงแชมป์ประเทศไทย เพราะแข่งแบบนี้จะมีผลต่อการเข้าทีมชาติ แต่เราเล่นแบบสมัครเล่น เป็นการเล่นด้วยความชอบ”

คุณสรวัชร์ ย้อนอดีตให้ฟังว่า การขี่จักรยานเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว เริ่มจากความชอบ จากนั้นก็เริ่มปั่นเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ พอปั่นไปแล้วก็อยากจะซ่อมจักรยานเป็น ก็เอาจักรยานของตัวเองมาทำนั่น ทำนี่ ทำไปทำมาเริ่มรู้ตัวว่าตัวเองชอบเรื่องซ่อม

ถามว่า กว่าจะซ่อมจนชำนาญเคยไปเรียนซ่อมที่ไหน คุณสรวัชร์ บอกว่า สำหรับพื้นฐานเบื้องต้นเกี่ยวกับการซ่อมจักรยานนั้น ไม่มีสถาบันไหนสอน อยู่ที่ประสบการณ์ของตัวเองมากกว่า ดูว่ารถจักรยานที่ขี่อยู่มีเสียงหรือเปล่า มันโอเคไหม คือต้องลองปรับแต่งด้วยตัวเอง แล้วเก็บประสบการณ์ตรงนี้ไปเรื่อยๆ แล้วก็เริ่มมาเป็นจักรยานเมาน์เท่น

“เรื่องซ่อมผมเองเรียนรู้ด้วยตัวเอง ไม่ได้ไปเรียนมาจากที่ไหน บอกตรงๆ เลยว่า การซ่อมจักรยานไม่มีใครเขาสอนกันหรอก บางคนคิดว่าตัวเองก็ซ่อมจักรยานเป็นเหมือนกัน แต่ต้องถามว่าการซ่อมจักรยานของเขาละเอียดไหม ตรงนี้คือประสบการณ์ล้วนๆ ที่จะดูว่ารถเรามีเสียงตรงไหน แล้วตรงไหนที่ดัง บางคนอ่านตำราแล้วไม่เข้าใจก็มี”

จักรยานแข่ง คันละเกือบล้าน

สมัยเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน เขาเล่าว่า เป็นการขี่จักรยานที่ขายกันอยู่ในตลาดทั่วไปคันละไม่กี่พันบาท เพราะตอนนั้นเสือภูเขายังไม่ค่อยแพร่หลายเหมือนตอนนี้ จนกระทั่งตอนนี้มาขี่ระดับดาวน์ฮิลล์ ครอสคันทรี ตัวจักรยานก็สูงขึ้นตกประมาณแสนกว่าบาท ส่วนตัวท็อปจริงๆ ราคาคันละเกือบล้านก็มี ขณะที่ราคาคันละ 300,000-400,000 บาทก็มี เป็นแบรนด์นอก ที่ไว้ใช้แข่งกัน

สำหรับ Velo Thailand ที่เขามาช่วยงานซ่อมนั้น เป็นร้านของรุ่นพี่ ซึ่งเปิดมา 8 ปีแล้ว เป็นร้านซ่อมจักรยานทั่วไปไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นรถเพื่อแข่ง โดยรับซ่อมรถจักรยานที่ใช้ในท้องตลาดทั่วไป จักรยานแม่บ้าน รถฝรั่ง รถทัวริ่ง เสือหมอบ ลูกค้าที่มาใช้บริการก็มีทั้งคนในย่านนี้และลูกค้าทั่วไปที่ขี่จักรยานที่รู้จักผ่านทาง http://www.velothailand.com และเฟซบุ๊ก

นอกจากจะรับซ่อมแล้ว ยังมีรถจักรยานให้เช่า และจัดทัวร์จักรยานด้วย โดยจักรยานที่ให้เช่าจะเป็นจักรยานเมาน์เท่นไบค์ ราคาต่อวัน 300 บาท ซึ่งก็ได้รับความนิยม เพราะบางคนยังไม่มีจักรยานแต่อยากจะปั่นเที่ยวรอบกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ผ่านมาได้รับความนิยมมาก แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นชาวต่างชาติ คนไทยมีบ้างบางส่วน

สรุปแล้ว Velo Thailand ทำครบวงจร คือมีทั้งจัดทัวร์ ซ่อม และเซอร์วิส ปัจจุบัน มี 2 สาขา คือที่บางลำภู กับที่หัวหินใกล้ตลาดจักจั่น โดยมีการจัดทัวร์เป็นทริปต่างๆ ที่หัวหินก็มีเช่นกัน เช่น พาไปดูวัด ปั่นเข้าสวน มีไนท์ทัวร์ ปั่นกลางคืน มีไกด์นำ ถ้าเป็นเดย์ทัวร์ คิดค่าใช้จ่ายคนละ 1,000 บาท พร้อมจักรยาน แฮนด์เวท หมวกกันน็อก และไกด์ เส้นทางปั่นรอบกรุงรัตนโกสินทร์ ไปวัดอรุณฯ วัดสุทัศนฯ ส่วนไนท์ทัวร์ คนละ 1,600 บาท ปั่นดูวัดเวลายามค่ำคืน ส่วนปั่นไปดูสวนจะไปที่บางกรวย

ในการซ่อมจักรยานนั้น คุณสรวัชร์ แจกแจงว่า ปัญหาที่พบบ่อยๆ คือเรื่องยางแตก โซ่ขาด การปรับเซตรถไม่เข้ากับสรีระตัวเอง ปั่นมาจะรู้สึกเมื่อย ส่วนราคาค่าซ่อมแล้วแต่กรณี อย่างถ้าต่ำสุดพวกปะยาง คิด 30 บาท ต่อวง ส่วนค่าซ่อมสูงสุดเป็นโอเวอร์ออล คือทำใหม่หมดเลย ปรับแต่งใหม่ หรืออัพเกรดอะไหล่ ซึ่งราคาซ่อมนั้นโดยทั่วไปทางร้านคิดตามอัตราการซ่อมอยู่แล้ว แต่บางกรณีราคาอะไหล่ก็ขึ้นอยู่กับราคาที่ลูกค้าได้มา เช่น เกียร์ลูกหนึ่งตก 40,000 บาท เมื่อมาให้ทางร้านซ่อมก็ต้องทำให้ดี

“ผมเองจากประสบการณ์ที่เคยซ่อมมา ไม่เคยเจอปัญหาอะไรที่หนักสุด ไม่ถึงกับยากมาก เพราะรถแต่ละประเภทจะไม่เหมือนกัน บางครั้งเจอรถฝรั่งที่ทำเพื่อนอนขี่มาเลย ถือว่ายากเหมือนกัน ร้านเราจะเจอรถประเภทแปลกๆ เยอะ เคยเจอเกียร์ดุม 14 เกียร์ในดุม (เป็นยี่ห้อ เดลลอฟ) จะซ่อมยาก เพราะต้องเปลี่ยนทั้งเซต ต้องทำความเข้าใจเยอะ แล้วราคาก็สูง”

ทั้งนี้ อุปกรณ์ในการซ่อมบางคนคิดว่ามีแค่ประแจกับไขควงเท่านั้น ความจริงยังมีอะไหล่เฉพาะบางอย่าง เช่น ตัวถอดกะโหลก ตัวดูดกะโหลก หรือตัวขันกะโหลก ซึ่งมีหลายแบบหลายชนิด

อย่างที่เกริ่นแต่แรก กระแสปั่นจักรยานยังคงความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยนี้แน่นอนทำให้ธุรกิจจักรยานเฟื่องฟูตามไปด้วย

“กระแสจักรยานเริ่มดีขึ้นจากแต่ก่อนเมื่อเทียบกับเมื่อ 10 ปีที่แล้ว กระแสจักรยานน้อยมาก รณรงค์แล้วก็ยังไม่อยากจะขี่จักรยานกัน ทำให้ธุรกิจจักรยานกระเตื้องขึ้น และหวังว่าจะให้คนรู้จักจักรยานมากขึ้น”

สอนแบบเน้นปฏิบัติ

เจ้าตัวอธิบายว่า ในการเป็นวิทยากรสอนการซ่อมจักรยานเบื้องต้นที่ มติชน อคาเดมี นั้น เป็นการสอนการซ่อมรถ หรือการดูแลรถ ซึ่งไม่มีทฤษฎีอะไรมาก หลักสูตรง่ายๆ เป็นการสอนแบบปฏิบัติเลย ในลักษณะให้รู้เลยว่ากลไกของจักรยานเป็นอย่างไร มีอะไรที่สำคัญ

“สไตล์การสอนของผมคือ มาถึงปฏิบัติเลย ให้รู้ว่า ชิ้นส่วน อะไหล่ อันไหนสำคัญมากกว่า ซึ่งจะทำให้คนเรียนเข้าใจง่ายกว่าที่จะอ่านหนังสือ แล้วทฤษฎีคุณค่อยกลับไปอ่านทีหลัง ผมจะอธิบายให้เห็นว่าปัญหาที่พบบ่อยคือ เรื่องเกียร์รวน ปรับไม่เป็น หรือปรับได้แต่ไม่ละเอียด มันสามารถจูนให้ละเอียดมากกว่านั้น หรือเรื่องชุดขับเคลื่อน ชุดเบรก ซึ่งจะอยู่ในคอร์สเหมือนกัน อีกปัญหาหนึ่งคือ เรื่องปะยาง ซึ่งปะแล้วมันไม่อยู่ เกิดจากเราขัดหน้ายางไม่เรียบ ผิวยังขรุขระอยู่ ทำให้สตีมไม่สนิท เลยทำให้รั่ว”

ฟังแบบนี้ ดูเหมือนว่าการซ่อมจักรยานไม่ยากเลย ประเด็นนี้ คุณสรวัชร์ ย้ำว่า “เป็นเรื่องไม่ยาก แต่ต้องเข้าใจเรื่องรถว่ามีชิ้นส่วนอะไรที่สำคัญ การจะเป็นช่างซ่อมจักรยานได้อันดับแรกเลยคือ การบิวท์ล้อ การจูนล้อ คล้ายๆ กับการตั้งศูนย์ล้อ เป็นงานที่หินสุด หัวใจสำคัญทั้งหมดของจักรยานคือจุดหมุนทั้งหมด มีกะโหลก ถ้วยคอ ล้อ เกียร์ เป็นต้น อย่างการไขว้ล้อจักรยานจะมี 2 แบบ 1. อเมริกันสไตล์ แบบมอเตอร์ไซค์ จะแข็งแรงหน่อย 2. แบบชิมาโน่ จะต่างกัน”

ในสภาพที่ผู้คนนิยมขี่จักรยานนั้น เชื่อว่าคงมีบางคนที่สนใจอยากจะทำธุรกิจซ่อม เพราะดูแล้วอาจจะไม่ต้องใช้เงินลงทุนมากมายนัก หรือบางคนอาจจะอยากทำธุรกิจเกี่ยวกับจักรยานในส่วนของการขายอุปกรณ์ต่างๆ

เรื่องนี้ คุณสรวัชร์ แนะนำว่า “ถ้าทำธุรกิจเกี่ยวกับจักรยาน ควรเริ่มต้นทำจากเล็กๆ ก่อนดีกว่า ถ้าคนที่มีทุนแล้วจะจัดใหญ่เลยก็ได้ไม่มีปัญหา แต่เรื่องซ่อมบำรุงต้องให้เกิดความสมดุลกับร้าน คือ เปิดร้านแต่ไม่รับซ่อมจักรยานก็อยู่ไม่ได้ เพราะรายได้มาจากการซ่อมเยอะ พวกอุปกรณ์ตกแต่งต่างๆ แค่เป็นรายได้เสริมเข้ามา แต่รายได้หลักของร้านคือ ซ่อม ตอนนี้ถ้าจะเปิดร้านซ่อมจักรยานก็ทำได้แต่อาจจะมีคู่แข่งเยอะหน่อย ดังนั้น ต้องทำร้านให้คนรู้จัก ต้องทำให้เป็นหนึ่ง เพื่อให้คนมาหาเราให้ได้

อันดับแรกในการตั้งร้านคือ ต้องคำนึงถึงทำเล ถ้าได้ทำเลดี ลูกค้าก็โอเค แต่ถ้าเจอทำเลไม่ดีก็เงียบ อย่างที่ร้าน Velo Thailand ถือว่าทำเลดี ลูกค้าเยอะ เพราะอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยว ตรอกข้าวสาร สนามหลวง อยู่ในย่านที่ปั่นรอบเกาะรัตนโกสินทร์”

เปิดร้านซ่อมใช้งบ 1-2 แสนบาท

หากอยู่ในวงการจักรยาน จะเห็นว่าเวลานี้ร้านซ่อมจักรยานตั้งขึ้นมาเยอะกว่าแต่ก่อน ร้านส่วนใหญ่มักเป็นคนที่ชื่นชอบจักรยาน ซึ่งล้วนเป็นผู้ประกอบการหน้าใหม่ สำหรับจุดเด่นของ Velo Thailand คุณสรวัชร์ บอกว่า “เรื่องการซ่อม เราดูแลเหมือนรถเราเอง เราไม่ค่อยปล่อยผ่าน ถ้าเห็นว่า ยังทำไม่ดี ก็จะไม่ปล่อยผ่าน”

กับคำถามที่ว่า ถ้ามีรายใหม่ต้องการเปิดร้านซ่อมจักรยานนั้น ควรจะมีงบประมาณสักเท่าไร คุณสรวัชร์ ระบุว่า

ถ้าเปิดร้านซ่อมอย่างเดียว ควรจะมีเตรียมไว้ที่ 100,000-200,000 บาท ซึ่งในอนาคตธุรกิจนี้ก็ยังดีอยู่แต่คงจะไม่เป็นแบบดังตูมตาม น่าจะไปได้เรื่อยๆ

แม้ว่าจะอยู่ในวงการจักรยานมานาน แต่เจ้าตัวยังไม่มีร้านจักรยานเป็นของตัวเอง เขาจึงวางแผนไว้ว่าในอนาคตอยากจะมีร้านสักร้าน แต่ต้องรอความพร้อมเรื่องทุนก่อน

“ตอนนี้ผมก็มีกิจการเทควันโด กับการเป็นครูฝึกสุนัข อย่างเทควันโด ผมเปิดสอนคอร์สต่อเดือน เดือนละ 1,600 บาท เรียนกี่ครั้งก็ได้ไม่ได้นับชั่วโมง เริ่มต้นจากสายขาว เหลือง เขียว ฟ้า น้ำตาล แดง ดำ เรียนประมาณเกือบ 2 ปี ถึงจะได้สายดำ ตัวผมเองได้สายดำดั้ง 4 ส่วนฝึกสุนัข ทำมา 8-9 ปีแล้ว ฝึกทุกสายพันธุ์ ผมเรียนรู้จากกองทัพบก เมื่อก่อนไปเข้าโครงการอบรม ตอนนี้ทำของตัวเอง ชื่อ HP training dog ฝึกที่บ้านแถวบางกรวย เนื้อที่ไม่ได้มาก เน้นฝึกสุนัขพันธุ์เล็ก แต่ถ้าเป็นสายพันธุ์ใหญ่ก็ต้องมีสนาม มีพื้นที่หน่อย”

สนใจอยากรู้เรื่องจักรยาน หรือใช้บริการอื่นๆ ของ คุณสรวัชร์ ชยาเมธีสุรัตน์ อดีตแชมป์ดาวน์ฮิลล์ โทรติดต่อสอบถามได้ที่ (081) 136-9228

 

“อานาปานา” ชุดปฏิบัติธรรม ของคนหัวใจธรรมะ กุมภาพันธ์ 14, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07036151156&srcday=2013-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 337

ช่องทางสร้างอาชีพ

สดุจตา

“อานาปานา” ชุดปฏิบัติธรรม ของคนหัวใจธรรมะ

“ไม่ว่าจะเดินทางไปปฏิบัติธรรมที่ไหน วัดไหน อย่างเดินทางไปประเทศอินเดีย สถานที่ที่เรียกว่าเคร่งครัด ชุดของ อานาปานา ก็จะผ่าน”

หลายปีก่อน คุณเป็นสุข เมฆวิบูลย์ หรือ คุณอ้อม เดินทางไปปฏิบัติธรรมคอร์สของคุณแม่สิริ กริณชัย จนรู้สึกว่าได้คำตอบเกี่ยวกับชีวิต จึงหวังให้คนใกล้ชิดมีโอกาสเข้าใจเฉกเช่นเดียวกัน

การชักชวนจึงเริ่มต้นขึ้น ซึ่งคนในครอบครัวเห็นพ้องต่างลงมือจัดกระเป๋า แต่ด้วยความฉุกละหุก มีเวลาในการจัดเตรียมซื้อหาข้าวของเครื่องใช้น้อย โดยเฉพาะชุดปฏิบัติธรรม ซึ่งทั้งในส่วนของรูปแบบเนื้อผ้าที่เหมาะสม และแหล่งซื้อหาได้ไม่ง่ายนัก จึงติดๆ ขัดๆ

และนี่จึงเป็นที่มาของ “อานาปานา” ชุดปฏิบัติธรรม ที่เข้าใจนักปฏิบัติธรรม

คนเข้าใจธรรมะ

ทำชุดปฏิบัติธรรม

การปฏิบัติธรรมที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ยิ่งเข้าใจลึกซึ้ง เกิดความศรัทธา จนรู้ว่าเส้นทางสายนี้ไม่อาจทอดทิ้งได้ และในขณะเดียวกันก็คิดถึงการส่งต่อ

การชักชวนให้คนรู้จักเดินสู่เส้นทางสายนี้เป็นสิ่งที่คุณเป็นสุข ทำมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็รู้สึกว่าการโน้มน้าวเป็นเรื่องที่เหนื่อยและไม่สันทัด เพราะการจะเข้าไปเปลี่ยนความคิดของคนคนหนึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย จึงเป็นเหตุให้คิดว่า ถ้าอย่างนั้นจะมีวิธีใดที่สามารถส่งเสริมให้ผู้สนใจไปปฏิบัติธรรมเกิดความสะดวก

“ตอนนั้นหันมามองเรื่องของเสื้อผ้าสำหรับใส่ปฏิบัติธรรม ทำไมถึงต้องเป็นเสื้อผ้า เพราะครอบครัวของอ้อมทำธุรกิจเสื้อผ้าส่งออก อย่าง ชุดยูนิฟอร์ม อยู่ก่อนแล้ว ตัวอ้อมเอง หลังเรียนจบด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์ จาก University of Melbourne ประเทศออสเตรเลีย ก็ได้เข้ามาช่วยกิจการของครอบครัว ซึ่งพอทำงานด้านนี้ได้ระยะหนึ่งก็เริ่มศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดการแพตเทิร์น”

จากได้อยู่วงการเสื้อผ้ามานาน ส่งผลให้มองเห็นรายละเอียดและสิ่งที่ควรมีควรเป็นในเสื้อผ้าแต่ละชิ้น โดยเฉพาะกับชุดปฏิบัติธรรม ต้องมีขนาดพอดี สวมใส่สบาย เนื้อผ้าต้องได้คุณภาพ การออกแบบต้องเอื้อประโยชน์ใช้สอย

“เมื่อการโน้มน้าวใจไม่ใช่สิ่งที่ถนัด จึงคิดว่าถ้าอย่างนั้นหันมาอำนวยความสะดวก กับผู้ที่คิดจะเดินสู่เส้นทางสายนี้ ส่วนหนึ่งก็ถือเป็นการต่อยอดธุรกิจเดิมด้วย ซึ่งกำลังผลิต ทักษะ ทุน มีพร้อมอยู่แล้ว”

เมื่อเห็นภาพความน่าจะเป็นชัดเจนขึ้น “อานาปานา” จึงถึงคราวเริ่มต้น แต่กระนั้นในช่วงแรกของการผลิตยังทำไว้เพื่อสวมใส่เองก่อน

“เราเรียกว่า อานาปานา Be light and breathe ซึ่งโจทย์เรื่องตัวสินค้ามีแล้ว เราอยากได้ชุดปฏิบัติธรรมที่โดนใจจริงๆ เพราะต้องใส่เองด้วย ต้องใส่สบายตัว ดูสบายตา เรียบร้อย รูปแบบก็ต้องเหมาะสมกับกิจกรรมที่ต้องทำเวลาไปปฏิบัติธรรมหรือไปวัด และที่สำคัญ ต้องหาซื้อง่าย เพราะเราทำงาน 7 วัน จะไม่ค่อยมีเวลาไปหาซื้อไกลๆ และก็เป็นจังหวะพอดี ที่มีโอกาสเข้าเรียนเรื่องการจัดการธุรกิจเสื้อผ้าแบบครบวงจร ก็เลยได้เริ่มทำแผนธุรกิจและค่อยๆ ฟูมฟัก อานาปานา แต่ก็ ลองทำ ลองใส่ ลองใช้ กันอีกหลายปีเหมือนกัน พอเริ่มมั่นใจจึงผลิตเพื่อจำหน่าย”

สวมใส่ถูกระเบียบ

สนุกในธรรม นำชีวิต

ด้วยเพราะครอบครัวทำธุรกิจผลิตจำหน่ายเสื้อผ้ามาก่อน ฉะนั้น หากจะกล่าวถึงการลงทุนกับ อานาปานา จึงไม่ใช่เรื่องหนักใจ เพราะเพียงมีเงินทุนหมุนเวียนไว้สำหรับซื้อวัตถุดิบ ซึ่งคุณเป็นสุข ว่า ประมาณ 1 ล้านบาท “เงินจำนวนนี้ก็ถือว่ามาก เพราะการสั่งซื้อวัตถุดิบต้องอาศัยจำนวน จึงจะได้ราคาถูก ส่วนการผลิตก็ต้องมีจำนวนเช่นกัน”

ทั้งนี้ คุณเป็นสุข ยังได้กล่าวถึงแหล่งซื้อวัตถุดิบว่า มาจากหลายแห่ง “ที่เห็นเสื้อผ้าสำเร็จรูปเนื้อสีขาว แต่ในความจริงแล้วจะมีเนื้อผ้ามาผสมผสานกันหลายชนิด ฉะนั้น วัตถุดิบจึงมาจากหลายแห่ง ซึ่งผู้ที่จะทำตรงนี้ต้องศึกษาข้อมูลพอสมควร เพราะเป็นเรื่องค่อนข้างจุกจิก อย่างผ้าสำหรับคลุมไหล่ก็จะต้องสั่งจากเมืองนอก เพราะคุณภาพดี เนื้อนิ่ม อุ่น ซึ่งประเทศไทยไม่มี”

กล่าวมาถึงตรงนี้ จึงขอถามถึงสินค้าที่มีไว้บริการ ซึ่งคุณเป็นสุข ว่า ครอบคลุมนำไปใช้เวลาปฏิบัติธรรม แต่หลักๆ จะเน้นเสื้อผ้าสวมใส่แบบเป็นทางการ “ไม่ว่าจะเดินทางไปปฏิบัติธรรมที่ไหน วัดไหน อย่างเดินทางไปประเทศอินเดีย สถานที่ที่เรียกว่าเคร่งครัด ชุดของ อานาปานา ก็จะผ่าน”

นอกจากนั้นยังมีชุดสบายๆ สำหรับสถานปฏิบัติธรรมที่ไม่เคร่งมากนัก ซึ่งนอกจากจะสวมใส่เพื่อปฏิบัติธรรมแล้ว ยังสามารถใส่เล่น ใส่เที่ยว หรือใส่ไปทำงานได้ด้วย อย่างเสื้อยืดโปโลสีขาวล้วน

“เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ชื่อว่า สนุกในธรรม เป็นเสื้อผ้าสำหรับสวมใส่ได้ทุกวัน เนื้อนุ่ม หลากสี โดยมีข้อความแฝงธรรมะอยู่บนเสื้อผ้า กับการออกผลิตภัณฑ์สนุกในธรรมนี้เกิดขึ้นเพราะมองว่า การปฏิบัติธรรมแท้จริงแล้วสุดท้ายก็คือ การนำธรรมะไปใช้ในชีวิตประจำวัน สนุกในธรรม จึงเสมือนเครื่องเตือนใจ เป็นการบอกกันเบาๆ เพื่อเรียกสติ”

คุณเป็นสุข ยังกล่าวถึงการออกแบบเสื้อในชื่อ สนุกในธรรม ว่าต้องการให้ผู้สวมใส่เกิดความสนุก เพราะแท้จริงแล้วคนที่สนใจธรรมะ ไม่ได้หมายความว่าต้องเคร่งเครียด ฉะนั้น การออกแบบเสื้อผ้าในกลุ่มสนุกในธรรม จึงมีการล้อเล่น ใส่สัญลักษณ์ สี เบาๆ หวานๆ ผสมผสาน เพื่อสื่อให้เห็นว่าธรรมะเป็นสิ่ง เบา สบาย

ออกแบบเอื้อกิจกรรม

มุ่งหมายคนรุ่นใหม่

ด้วยการทำงานที่เอาใจใส่ในรายละเอียด พิถีพิถัน จุดนี้จึงเรียกลูกค้าให้หันมามองและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของอานาปานา บวกกับราคาที่ไม่สูงจนเกินเอื้อม

“การออกแบบตัดเย็บสำคัญมาก อย่างกางเกงนั่งสมาธิ เนื้อจะนิ่ม สวมใส่สบายตัว ไม่อบร้อน ทนทาน เก็บรายละเอียดอย่างดี เวลานั่งสมาธิก็จะไม่ติดขัด หรืออย่างเวลาก้มกราบจะไม่โป๊ ในขณะเดียวกันก็ไม่รุ่มร่าม ซึ่งไม่เฉพาะกางเกง อย่างกระโปรงป้าย ก็ออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาที่นักปฏิบัติธรรมเคยเจอ ผ้าจะตัดมาพอดี เนื้อผ้าต้องได้คุณภาพ ไม่ต้องพึ่งซับใน เวลาซักตากจะไม่ยับมาก ไม่ต้องพึ่งเตารีด ทั้งยังสวยและเรียบร้อย เรียกว่าทุกจุดผ่านการปรับปรุง ต้องตอบโจทย์ผู้สวมใส่ได้มากที่สุด นี่คือกระบวนการคิดที่วิเคราะห์ออกมา”

แน่นอนว่ากลุ่มเป้าหมายหลักของอานาปานา คือผู้ปฏิบัติธรรม ซึ่งก็มีรองรับไม่เฉพาะสำหรับผู้ใหญ่เท่านั้น แต่สำหรับเด็ก 3 ขวบขึ้นไปก็มีไว้บริการ ไปจนถึงขนาดผู้ใหญ่ไซซ์พิเศษ แต่กระนั้นหากจะให้ระบุช่วงวัยที่มีการสั่งซื้อมากสุด คุณเป็นสุข ว่า คือกลุ่มคนรุ่นใหม่ “มองกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ เพราะถ้าคนรุ่นเก่า เขาเข้าวัดอยู่แล้ว จะรู้หลักรู้วิธี แต่คนรุ่นใหม่ มีอะไรต้องทำเยอะแยะไปหมด ฉะนั้นสิ่งที่จะตอบโจทย์เขาได้คือ ง่าย สะดวก ด้วยเหตุนี้เราจึงเลือกที่ขายผ่านออนไลน์เป็นหลัก เพราะกลุ่มเป้าหมายน่าจะใช้อินเตอร์เน็ตได้คล่อง นอกจากนั้นจะมีแฟนเพจ ในเฟซบุ๊ก โดยอันหนึ่งสำหรับแสดงสินค้า อีกอันหนึ่งเพื่อแบ่งปันข้อธรรมที่เราได้พบ ได้รู้จากการปฏิบัติธรรมของเราค่ะ”

แม้เบื้องต้น อานาปานา จะไม่เป็นที่รู้จักมากนักในโลกออนไลน์ ซึ่งวัดจากยอดขายเดือนละ 10,000 กว่าบาท แต่กระนั้น คุณเป็นสุขก็เลือกที่จะเดินบนหนทางนี้ ด้วยเพราะได้กำลังใจจากผู้ซื้อที่สังเกตเห็นว่า 80 เปอร์เซ็นต์ คือลูกค้าเก่าที่ยังคงอุดหนุนกันอยู่ นั่นแสดงว่า สินค้ามีโอกาสก้าวต่อไปได้ จนกระทั่งในวันนี้ยอดขายของอานาปานา ขยับขึ้นมา และมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ คุณเป็นสุข ยังได้กล่าวถึงผลกำไรในการประกอบธุรกิจว่า อยู่ราว 20-40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ไม่มากมาย ถ้าเทียบกับกระบวนการทำงาน และสำคัญคือผู้ประกอบการต้องมีสายป่านด้านเงินทุนยาวพอ กับการสต๊อกวัตถุดิบ

ปัญหามี แต่ไม่ท้อ

เดินหน้าต่อ เพราะเป็นสุข

ปัญหา คือสิ่งที่คนทำธุรกิจต้องเจอ ในส่วนของอานาปานานั้นหลักๆ จะประสบกับปัญหาคัดสรรวัตถุดิบ นั่นก็คือ เนื้อผ้า ซึ่งกว่าจะลงตัวใช้เวลาค่อนข้างนาน

“เราไม่ได้ดูที่ราคาขายถูก แต่ต้องเลือกโรงงานผลิตที่รักษามาตรฐาน และจำหน่ายสินค้าให้ในราคายุติธรรม เพราะมันไม่มีประโยชน์ที่จะกดราคากันต่ำๆ เพื่อให้เขามาตัดต้นทุนแล้วทำวัตถุดิบออกมาคุณภาพไม่ดี ซึ่งเรามองว่าคุณภาพคือความยั่งยืน คุณแม่จะสอนเสมอว่า ค้าขาย ทุกฝ่ายต้องอยู่ได้ ไม่ว่า ลูกน้อง คู่ค้า ลูกค้า หรือแม้แต่คู่แข่ง บางคนเป็นเพื่อน มีอะไรช่วยเหลือกัน ซึ่งตรงกับหลักธรรม คือ เราจะไม่ต้องเบียดเบียนใครไปสู่ความสำเร็จ เงินมันทำให้ชีวิตมีทางเลือกเยอะขึ้น แต่ต้องไม่เผลอให้มันมาเป็นต้นเหตุของทุกข์”

ดังได้กล่าวไว้แล้วว่า ความพิถีพิถันคือสิ่งที่อานาปานา มุ่งมั่นตั้งใจ ซึ่งคุณเป็นสุข ว่า ในแต่ละแบบจะมี 5 ขนาด ซึ่งหลักการทำงานคือจะต้องทดลองให้คนที่มีรูปร่างทั้ง 5 ขนาด มาสวมใส่จริง เพื่อดูความเหมาะสมและความสบาย

“ชุดปฏิบัติธรรมไม่เหมือนเสื้อผ้าทั่วไป เพราะอาจต้องสวมใส่ไว้จนครบวัน ไม่ได้เปลี่ยน ฉะนั้น ต้องไม่อึดอัด ซึ่งในขั้นตอนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ค่อนข้างใช้เวลานานมาก ซึ่งเวลาที่เราทำไปก็จะมีเสียงตอบรับมาให้ได้ขบคิด แก้ไข ซึ่งก็ต้องบอกว่า อานาปานา ได้ปรับปรุงมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งได้แพตเทิร์นต้นแบบที่ถูกใจ จึงนำเข้าสู่กระบวนการผลิต จากนั้นก็ต้องนำมาตรวจคุณภาพอีกครั้ง ก่อนบรรจุสต๊อกไว้รอจำหน่ายต่อไป”

คุณเป็นสุข ยังกล่าวถึงปัญหาอีกประการ คือ ระยะเวลาการเกิดของอานาปานา มาถึงวันนี้ประมาณ 9 เดือน ฉะนั้น การรับรู้แม้จะมากขึ้น แต่ก็ถือว่าไม่กว้างมากนัก “อานาปานา ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ก็จะพ่วงไปเรื่อง SEO (การทำให้เว็บไซต์อยู่ในอันดับที่ดีที่สุดของหน้าแสดงผลการค้นหาใน Search Engine ชั้นนำ) ซึ่งเราขายผ่านระบบออนไลน์จึงหนีตรงนี้ไปไม่ได้ ในขณะที่เราไม่มีความรู้ ฉะนั้น จึงต้องฝึกฝนตัวเอง มีเวลาก็ต้องอ่านๆๆ ทดลองแก้ไขไปเรื่อยๆ แต่ถึงแม้จะเป็นปัญหา เราก็มองว่าคือโจทย์ที่ต้องใช้เวลาพิสูจน์ตัวเอง ค่อยๆ ทำ ฝึกทักษะการค้าปลีก อดทน เพราะกับ อานาปานา เราไม่ได้ทำเพียงแค่ฉาบฉวย”

ปิดท้ายคำถามถึงจุดมุ่งหมายในอนาคตของ อานาปานา คุณเป็นสุข วางไว้เช่นไร ซึ่งก็ได้รับคำตอบดังนี้ “ก่อนอื่นต้องทำให้ อานาปานา เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปก่อน และถ้ายอดขายยังโตได้ดี ก็มีอีกหลายอย่างที่คิดไว้ว่าจะทำ แต่เป้าหมายสูงสุดคือ ทำให้คนหันมาปฏิบัติธรรมให้มากขึ้น เราอยากให้คนเข้าใจการปฏิบัติธรรมจริงๆ ซึ่งเชื่อว่าจะส่งผลทำให้สังคมดีขึ้น และสุดท้ายธุรกิจของเราและของผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องในสายนี้ก็จะอยู่ได้ ซึ่งมันไม่ใช่ทุกคนที่สามารถยืนอยู่ในจุดนี้ อยู่อย่างที่เราทำ ต้องมีจังหวะ เวลา ดังนั้น เมื่อเรามีโอกาสได้ทำ ตราบใดที่ยังอยู่ตรงนี้ ก็ขอทำให้เต็มที่ค่ะ”

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ผลิตจำหน่ายชุดปฏิบัติธรรม และสินค้าที่เกี่ยวข้อง

ลักษณะกิจการ เอสเอ็มอี

ชื่อกิจการ อานาปานา

เจ้าของกิจการ คุณเป็นสุข เมฆวิบูลย์

ผลิตภัณฑ์ ชุดปฏิบัติธรรม ผ้าคลุมไหล่ สไบ ผ้าคลุมตัก ถุงเท้า เป็นต้น

ราคาขายสินค้า หลักสิบ ไปจนถึงประมาณ 280 บาท

เงินทุนหมุนเวียน ประมาณ 1 ล้านบาท (สำหรับซื้อวัตถุดิบ)

จุดเด่น คุณภาพของเนื้อผ้า และการออกแบบที่เหมาะต่อการสวมใส่

แรงงานผลิต ประมาณ 30 คน

วัตถุดิบ ผ้า

แหล่งซื้อวัตถุดิบ โรงงานผู้ผลิต

เครื่องมืออุปกรณ์ อุปกรณ์ใช้ในการตัดเย็บ

กลุ่มเป้าหมาย อายุ 3 ขวบขึ้นไป จนถึงวัยผู้ใหญ่

ช่องทางจำหน่าย ผ่านระบบออนไลน์ http://www.anapanashop.com, http://www.facebook.com/shop.anapana/ และ http://www.facebook.com/anapana.breathe/

สถานที่ติดต่อ เลขที่ 33 หมู่ 3 ซอยเงินอุดม แขวงบางเชือกหนัง เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170

โทรศัพท์ (082) 160-6764

 

บ๊อกบุรี ขายกระดาษ 3 มิติ ผ่านเว็บไซต์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07040151156&srcday=2013-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 337

ช่องทางสร้างอาชีพ

ปาณตะวัน pantawan@hotmail.com

บ๊อกบุรี ขายกระดาษ 3 มิติ ผ่านเว็บไซต์

เปรม หะทัยธรรม หนุ่มหน้าใสวัย 28 ปี ผู้หลงเสน่ห์และบุคลิกของหนุมาน จึงจับหนุมานมาสร้างเป็นโมเดลผ่านจอคอมพิวเตอร์ ใส่ลวดลายและสีสันจนหนุมานกลายเป็นพระเอกรูปหล่อ อาศัยความรู้ด้านกราฟิกดีไซน์ และความรู้จากอาชีพสร้างโมเดลตัวการ์ตูนบนเกมคอมพิวเตอร์ของเกาหลี มาใช้ในการสร้างโมเดลของหนุมาน เพื่อทำหุ่นจำลองหนุมานแบบ 3 มิติ ผ่านกระดาษ A4 จำนวน 7 แผ่น เมื่อนำกระดาษ 7 แผ่น มาพับตามตำแหน่งที่ระบุไว้ จะได้หนุมานเหมือนจริง 1 ตัว ที่มีสีสันและลวดลายโชว์ความเป็นไทยอย่างโดดเด่น

เปรมเรียกผลงานหุ่นกระดาษจำลอง แบบ 3 มิติ ผ่านแผ่นกระดาษ A4 ในแนวนี้ว่า “โมเดลกระดาษ” เขาสร้างโมเดลกระดาษผ่านรูปลักษณ์ของหนุมาน โดยจัดทำเป็นชุด ชุดหนึ่งมีกระดาษ 9 แผ่น เป็นโมเดลสำหรับพับหนุมาน 7 แผ่น ส่วนอีก 2 แผ่น เป็นภาพปกและคู่มือบอกวิธีการพับให้เป็นภาพ 3 มิติ ขายผ่านเว็บไซต์ชุดละ 170 บาท หนุมาน 3 มิติ ถูกขายผ่านเว็บไซต์ http://www.boxburi.com มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 4,000-5,000 บาท และในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หนุมานกระดาษของเขาถูกขายไปแล้วกว่า 1,000 ตัว โดยมีแบรนด์ Boxburi หรือออกเสียงเป็นไทยว่า “บ๊อกบุรี” หรือออกเสียงเป็นญี่ปุ่นว่า “บ๊อกบูริ” ซึ่งเป็นโลโก้ประจำผลิตภัณฑ์

โมเดลกระดาษ 3 มิติ

นอกเหนือจากโมเดลหนุมานแล้ว ยังมีโมเดลกระดาษอีกหลายตัว แบ่งเป็น 3 แบบ ได้แก่ แบบที่ 1 จะเป็นโมเดลไทยๆ แบบนิ่งๆ พับแล้วตั้งโชว์ แบบที่ 2 เป็นตุ๊กตาที่ขยับหัวส่ายไปมาได้ โดยจะมีโซลาร์เซลล์อยู่ข้างใน แบบที่ 3 เป็นโมเดลแบบมีกลไก ไม่ต้องใช้โซลาร์เซลล์ แค่ใช้หนังสติ๊กมัดแล้วใช้มือกดหุ่นก็ขยับได้ เปรมอธิบายถึงเคล็ดลับในการทำโมเดลกระดาษ 3 มิติไว้ดังนี้

“ถ้าคนที่ไม่เคยทำเกมมาก่อน จะทำไม่ได้ คือต้องใช้ทักษะเฉพาะด้าน คนที่ทำโมเดลเกมออนไลน์จะมีเทคนิคเฉพาะ เริ่มต้นต้องสเกตช์ภาพในกระดาษก่อน หลังจากนั้นเราก็มาปั้นโมเดล 3 มิติในคอมพิวเตอร์ คล้ายๆ ปั้นดินน้ำมัน แต่ปั้นในจอคอมพิวเตอร์แทน เราต้องดีไซน์โมเดลให้มีเหลี่ยมน้อยที่สุด ตัดทอนรายละเอียดให้เหลือน้อยที่สุด แต่การทำลวดลายจะต้องใส่รายละเอียดให้มากที่สุด ซึ่งตรงกันข้ามกัน หลังจากทำโมเดลเสร็จแล้ว ก็มาวาดลายลงไป พอวาดลายเสร็จก็จับมาวางบนกระดาษ มาคลี่บนกระดาษ ให้มันพอดีกับกระดาษ แล้วนำมาแต่งในคอมพิวเตอร์อีกที เพื่อดูว่าตรงนี้เป็นชิ้นที่เท่าไหร่ เบอร์อะไร เราจะใช้วัสดุประเภทกระดาษอาร์ตมันประมาณ 160-250 แกรม หลังจากนั้นพิมพ์ด้วยระบบเลเซอร์จะมีคุณภาพเทียบเท่ากับการพิมพ์จากโรงพิมพ์ แต่ถ้าตัวไหนขายดี เราก็จะส่งโรงพิมพ์ล็อตหนึ่งประมาณ 2,000 ชุด”

งานอดิเรกทำรายได้ชิลๆ

เปรม ยอมรับว่า กิจการหลักของครอบครัวคือขายวัสดุก่อสร้าง การทำโมเดลกระดาษขายผ่านเว็บไซต์เป็นแค่งานอดิเรกที่ทำด้วยความชอบส่วนตัว แม้จะเป็นแค่งานอดิเรก แต่ก็เริ่มแตกไลน์เป็นของชำร่วยแจกในงานแต่งงาน โดยทำโมเดลหุ่นกระดาษ 3 มิติใส่หน้าเจ้าบ่าว-เจ้าสาวแทน เป็นการรุกตลาดของชำร่วยของคนรุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง

การขายกระดาษเพื่อนำไปพับเป็นหุ่น 3 มิติ ผ่านเว็บไซต์นั้น ทำให้เปรมได้รู้ความจริงว่า กลุ่มลูกค้าของเขาคือใครบ้าง ตอนแรกเขายอมรับว่าไม่เป็นเรื่องธุรกิจ ไม่รู้ว่าจะขายใคร รู้แต่ว่าชอบทำ ทำมาแล้วกองเยอะแยะจึงอยากหาทางระบายออก และเว็บไซต์ก็คือทางออกของเขา และเว็บไซต์อีกนั่นแหละที่ตอบโจทย์ที่เขาค้างคาใจว่าลูกค้าของเขาคือใคร คำตอบที่ได้จากยอดสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์นั้น ชี้เบาะแสให้เขารู้ว่า ลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มพวกชอบของประดิษฐ์ ชอบตัวต่อเลโก้ ชอบตัวต่อจิ๊กซอว์ ซึ่งกลุ่มนี้มีจำนวนมากพอสมควร มีการโพสต์ภาพและพูดคุยกันผ่านเว็บไซต์

เปรมจึงนำโมเดลกระดาษของเขาซึ่งมีทั้งหนุมาน ตุ๊กตาสวัสดี หงส์กระดาษ แมวกวัก เป็นต้น ไปโพสต์บนเว็บไซต์ ทำให้ผลงานของเขามียอดสั่งซื้อเรื่อยๆ และมีออร์เดอร์จำนวนมากเพื่อนำไปขายต่อก็มีเช่นกัน นักลงทุนหน้าใหม่รายนี้ เป็นเด็กหนุ่มที่มีอนาคต เขาไม่ได้ขายหุ่น 3 มิติของเขาไปวันๆ แต่เขาวางแผนอนาคตที่จะปั้นโมเดลกระดาษที่บ่งบอกความเป็นไทย เพื่อสร้างเกมในมือถือและในงานอื่นๆ ที่เขายังไม่เปิดเผย โดยมีเพื่อนวัยเดียวกันร่วมทีมสร้างสรรค์อย่างเงียบๆ

เปรม หะทัยธรรม เจ้าของโมเดลกระดาษภายใต้แบรนด์ Boxburi ปิดท้ายด้วยน้ำเสียงแห่งความมุ่งมั่นว่า “ผมจะทำทุกขั้นตอนด้วยความตั้งใจและความมุ่งมั่น จะเนรมิตกระดาษให้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ขยับได้จากฝีมือคนไทย และการออกแบบโมเดลที่ใช้เอกลักษณ์ความเป็นไทย จะถูกนำมาสร้างชื่อให้ประเทศไทยได้เป็นที่รู้จักไปยังทั่วโลก”

เปรม หะทัยธรรม

บ๊อกบุรี/โมเดลกระดาษ

เลขที่ 923/7ก. ถนนเอกชัย ตำบลมหาชัย อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร 74000

โทรศัพท์ (089) 792-7154

e-mail : boxburi@gmail.com

http://www.boxburi.com

 

“ภันเต” ร้านกาแฟเมืองอุบลฯ ชูจุดขาย “สวนสวย-ของเก่า” กุมภาพันธ์ 13, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07046011056&srcday=2013-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 334

ช่องทางสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

“ภันเต” ร้านกาแฟเมืองอุบลฯ ชูจุดขาย “สวนสวย-ของเก่า”

ถ้าไปถามคนรุ่นใหม่ว่าอยากทำอาชีพอะไร เชื่อว่าจำนวนไม่น้อยคงตอบ “ร้านกาแฟ” ซึ่งแทบจะพูดได้ว่าบ้านเรามีร้านกาแฟเต็มไปหมดทุกหัวระแหงจนนับไม่ถ้วน ทั้งรายเล็กรายใหญ่ กาแฟโบราณและสมัยใหม่ มีแบรนด์และไม่มีแบรนด์ ล้มหายตายจากไปบ้างแล้วก็มี

สำหรับร้านกาแฟจำนวนมากที่ยืนอยู่ได้และมีกิจการเจริญรุ่งเรืองนั้น ส่วนใหญ่จะมีปัจจัยหลายอย่างเกื้อหนุน อาทิ อยู่ในทำเลดี กาแฟเบเกอรี่อร่อยถูกปากลูกค้า ราคาไม่เวอร์ บริการดี มีไว-ไฟ บรรยากาศดี และมีจุดเด่นแตกต่างจากร้านอื่นๆ อย่างเช่นร้าน “ภันเต” ของ คุณปนัดดา และสามี คุณจักรพงษ์ แท่งทอง (อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี) แถวสถานีรถไฟอุบลราชธานี อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งใช้ตึกแถวโบราณตกแต่งดัดแปลงมาเป็นร้านกาเเฟและเบเกอรี่ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของเก่าและสวนสีเขียวร่มเย็น เหมือนอยู่ในป่าย่อมๆ อย่างไรอย่างนั้น

จุดเริ่มต้นจากร้านขายต้นไม้

คุณปนัดดา หรือ คุณเจี๊ยบ ย้อนให้ฟังถึงการทำธุรกิจนี้ว่า เดิมตึกนี้เป็นโรงเรียนจีนเก่า แล้วก็มาเป็นโรงเรียนอนุบาล แต่ปิดร้างมา 16 ปี จากนั้นมาทำสวน พร้อมเปิดให้พี่สาวแฟนขายกาแฟ ทำขนม ลูกค้าเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายตัวเองตัดสินใจออกจากงานประจำ ซึ่งเป็นถึงผู้จัดการโรงงานทอผ้าของนักธุรกิจเกาหลี มาช่วยดูแลร้านอีกแรง ตอนแรกพ่อแม่ก็ไม่เห็นด้วย เพราะมองว่าการค้าขายไม่แน่นอน

ส่วนที่มาที่ไปของชื่อร้านภันเตนั้น คุณเจี๊ยบ แจงว่า มาจากคำว่า Plantae (แพลน-เต) เป็นภาษาลาติน แปลว่า อาณาจักรพืช แต่เห็นว่าเป็นคำที่คนคงไม่รู้จัก และไม่ค่อยคุ้นหู จึงหาคำที่ใกล้เคียง คือคำว่า ภันเต เลยปรึกษากับพระอาจารย์ดู ท่านบอกว่าหมายถึง ผู้ที่เจริญแล้ว

ในการเปิดร้านกาแฟนี้ หลายคนอาจจะคิดว่าเจ้าของคงทำตามเทรนด์ แต่ประเด็นนี้ คุณเจี๊ยบ อธิบายว่า “ความจริงแฟนเจี๊ยบ (คุณจักรพงษ์ อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี) อยากทำร้านขายต้นไม้ แต่คิดว่าไม่ง่ายที่จะสร้างจุดสนใจให้คนเดินเข้ามา จำเป็นต้องมีตัวดึงตัวช่วย เลยต้องมีกาแฟ มีขนม โดยแฟนเป็นคนออกไอเดียแล้วทำเองทุกอย่าง ปลูกต้นไม้ ลงอิฐ ทาสี ปูกระเบื้องเองหมดทุกอย่าง เราไม่ได้เปิดร้านเพราะมีตังค์ เราเริ่มจากศูนย์ ไม่มีเงินจ้างคนเลยต้องทำเอง รูปแบบของสวนที่นี่ เป็นป่าเขตร้อนชื้น เพราะมีเฟิร์นด้วย”

ช่วงแรกๆ นั้นทางร้านไม่ได้ขายอาหาร แต่ด้วยกระแสเรียกร้อง จึงต้องมีอาหารไว้บริการ (โทรศัพท์ (045) 269-921, (087) 716-9700)

“อยากให้ลูกค้าจบที่เดียว คือ นั่งกินข้าว แล้วต่อด้วยขนม เราขายอาหารจานเดียวง่ายๆ เช่น สเต๊ก ข้าวจานเดียว อย่าง ข้าวผัด ข้าวกะเพรา เป็นอาหารง่ายๆ ที่ไม่หนักท้องมาก เพราะลูกค้าจะได้ต่อขนมได้ ราคาก็เป็นไปตามวัตถุดิบและบรรยากาศ เช่น สเต๊ก ขายอยู่ที่จานละ 130 บาท”

เบเกอรี่โฮมเมด

อย่างที่บอก “ภันเต” มีจุดเด่นในเรื่องสถานที่และการตกแต่งร้าน ซึ่งเป็นที่ถูกอกถูกใจวัยฮอร์โมนทั้งหลาย รวมถึงผู้ที่ชื่นชอบธรรมชาติ

“เราตกแต่งตามความชอบแบบนี้ เป็นการจัดตามของที่เรามี ต้นไม้แฟนก็ปลูกอยู่แล้ว ของที่นำมาตกแต่งก็เป็นของเก่าที่มีอยู่แล้ว อย่าง โค้ก แฟนสะสมตั้งแต่เรียนอยู่มหาวิทยาลัย ซึ่งจากการที่เปิดมา 5 ปี

ตอนนี้ก็อยู่ได้อย่างพอเพียง เช่น มีเงินเลี้ยงลูกน้อง มีเงินดูแลครอบครัว พนักงานที่ร้านมี 5 คน เป็นเด็กพาร์ตไทม์ เปิดตั้งแต่ 10.00-20.00 น. หยุดทุกวันจันทร์”

ในวันที่ไปใช้บริการและสนทนากับคุณเจี๊ยบนั้น เห็นมีลูกค้าทยอยเข้ามาตลอด โดยที่ตัวเธอเป็นคนลงมือปั่นน้ำผลไม้และชงกาแฟเอง เลยถามว่าไปเรียนมาจากที่ไหน เจ้าตัวบอก “ทั้งเค้กและเครื่องดื่ม ทำเองทุกอย่าง เรียนด้วย ฝึกด้วย ใช้วิธีครูพักลักจำด้วย”

ถ้าใครเคยไปจิบกาแฟหรือทานเค้กในร้านกาแฟสไตล์นี้ ย่อมรู้ว่าราคาไม่เบา หากเป็นคนที่เคยชินกับกาแฟโบราณแบบรถเข็นอาจจะทำใจลำบาก แต่ถ้าเป็นคนชอบดื่มด่ำกับบรรยากาศและนิยมใช้ไว-ไฟ ย่อมไม่สะทกสะท้าน

คุณเจี๊ยบ ระบุว่า กลุ่มเป้าหมายของร้านส่วนมากจะเป็นครอบครัว วัยรุ่น และคนทำงาน มีเกือบจะทุกกลุ่ม ด้วยราคาเราก็คัดลูกค้าในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นราคาค่อนข้างสูง ด้วยจำนวนโต๊ะ บรรยากาศ อันเป็นข้อจำกัด เพราะร้านไม่สามารถรับลูกค้าได้ครั้งละเยอะๆ เต็มที่ก็ 50 คน แต่มีข้อจำกัดตรงที่ว่าบางครั้งไม่สามารถที่จะต่อโต๊ะได้ และลูกค้าต้องเข้าใจว่า ร้านเป็น open air สูบบุหรี่ได้เฉพาะในสวน ถ้าอยากจะนั่งหน้าบ้านก็ไม่สามารถสูบบุหรี่ได้

สำหรับราคาเครื่องดื่ม แก้วเป็นร้อยบาทก็มี กรณีที่ลูกค้าสั่งเป็นมิกซ์ปั่น ใส่วิป ใส่ปีโป้ ใส่โอริโอ จะเพิ่มราคาตามของที่ลูกค้าสั่ง แต่ถ้าเป็นกาแฟ ปกติแก้วละ 55-60 บาท ถ้าปั่นจะเพิ่มอีก 10 บาท ราคาเค้กใส่ผลไม้สดอยู่ที่ 80-155 บาท แต่ถ้าเป็นเค้กสายรุ้งขายชิ้นละ 80 บาท

ในการสั่งเมนูต่างๆ นั้น คุณเจี๊ยบ บอกว่า ถ้าเป็นคนต่างถิ่นไม่เคยดื่มมาก่อนก็ต้องสั่งกาแฟภันเต เพราะจะเข้มกว่ากาแฟคาปูชิโน่ จุดเด่นคือ เข้มแล้วจะขมติดปาก แต่ลูกค้าประจำที่ดื่มเข้มขม จะรู้ว่า เอสเปรสโซ่ของทางร้านจะไม่เหมือนที่อื่น คือ กาแฟดำ น้ำตาล เป็นกาแฟสูตรฝรั่ง หากดื่มเข้มขม ที่อื่นอาจจะเป็นเอสเปรสโซ่ แต่ของเราเป็นภันเต ซึ่งทางร้านจะใช้กาแฟอาราบิก้าอย่างเดียว ไม่ใช้โรบัสต้า อย่างภันเตก็เป็นอาราบิก้า 100 เปอร์เซ็นต์ ที่ร้านจะใช้กาแฟไทยทั้งหมด แต่อาจจะมีสูตรนั่น สูตรนี่

ลูกค้าที่มาใช้บริการร้านนี้ ส่วนใหญ่มักจะกลับมาอีก เพราะแม้รสชาติกาแฟและเครื่องดื่มต่างๆ จะไม่ได้แตกต่างจากที่อื่นมากนัก แต่สิ่งที่ได้มากกว่าคือ บรรยากาศ ซึ่งเป็นสิ่งที่เจ้าของร้านอยากนำเสนอ

“อยากให้ลูกค้ารู้สึกว่ามาแล้วเหมือนกลับมาบ้าน อบอุ่น ได้สนทนาแลกเปลี่ยนกัน เหมือนญาติมาเยี่ยม เวลานั่งก็ให้ความรู้สึกที่สบายๆ ไม่ต้องมาคาดหวังว่าต้องดื่มเร็ว กลับไว อยากให้นั่งแล้วรู้สึกมีความสุขกับบรรยากาศ มีความสุขกับการละเลียดเค้กทีละหน่อย คือ ต้องการให้ลูกค้ากลับไปอย่างมีความสุข แล้วเมื่อไรที่มาอุบลฯ ก็อยากจะกลับมาร้านเราอีก เราไม่ต้องการลูกค้าเยอะ ขายดีเป็นล่ำเป็นสัน แต่ขอแค่ว่า ขายแล้วไม่ติดลบ ทางร้านไม่ต้องการให้เป็นทางการ อยากมาก็มาเลย ไม่ต้องโทรจอง อยากให้มาชิม ให้มาสัมผัสด้วยตัวเอง”

อนาคตฝันทำสวนญี่ปุ่น

เปิดร้านมา 5 ปี ถือว่านานทีเดียว แต่ปัญหาที่ประสบก็ยังคงเป็นเรื่องเดิมๆ อย่างที่คุณเจี๊ยบ เล่า

“อุปสรรคมีเยอะค่ะ ร้อยแปดพันเก้า ที่หนักๆ เลย คือ ปัญหาเรื่องคนงาน มีความรู้สึกว่า ถ้าเราทำร้านของกิน ร้านบริการ ต้องเรื่องมากทั้งเรื่องความสะอาด สุขอนามัย และจิปาถะต่างๆ คนที่มาอยู่กับเราก็ต้องคิดเหมือนกับเรา แต่ถ้าเขาไม่ได้คิดเหมือนเราก็อยู่ด้วยกันไม่ได้ การที่หาลูกน้องทีละคน เพื่อมาฝึกให้เป็น ให้รู้จักเตรียมแก้ว เช็ดแก้ว ให้สะอาด หรือเตรียมของให้ดูน่ากิน มันต้องอาศัยเวลา มองว่า เรื่องคนเป็นปัญหาสำคัญ”

แม้จะเป็นร้านกาแฟในต่างจังหวัด แต่คุณเจี๊ยบก็ยังต้องตามกระแสในกรุงเทพฯ อย่างที่เธอบอก “จะดูตามกระแสในกรุงเทพฯ ดูว่าอะไรที่อุบลฯ ยังไม่มีทำ หรือเข้ามา เราต้องสร้างความแตกต่างเพราะร้านกาแฟ เบเกอรี่ในอุบลฯ มีเยอะ แรกๆ ก็วิตกจริต แต่แฟนจะบอกตลอดว่า ต้องมั่นใจว่า เรามีอะไรดี แล้วสิ่งที่เรามี ไม่ได้ไปแข่งกับใคร เอาแค่ว่าเราอยู่ได้ และมั่นใจในสิ่งที่เราทำ ถ้าเราวิ่งตามคนอื่น เราจะเหนื่อยเอง”

สำหรับแผนในอนาคตของร้านนั้น เธอว่า “เคยมีคนถามถึงสาขาที่จะเปิด เพราะปัจจุบันเราทำเอง ไม่มีแฟรนไชส์ แต่แฟนเคยคุยว่าอยากจะให้มีภันเต มีสวน มีป่าดิบร้อน มีสวนญี่ปุ่น อยากให้มีภันเตที่มีสวนหลากหลายแบบ แต่เราจะจัดเอง อนาคตต้องดูศักยภาพด้วยว่าไหวไหม นี่คือ ความฝันของแฟน อาจจะภันเต สาขาที่ 1 มีสวนป่าดิบชื้น ภันเต สาขาที่ 2 เป็นสวนญี่ปุ่น ลูกค้าอยากจะไปชมสวนแบบไหนก็ไป”

ด้วยความฝันดังกล่าวบวกกับความเป็นจริงที่ผู้คนยังนิยมดื่มกาแฟ เชื่อว่าไม่นานเกินรอ แฟนๆ ของ “ภันเต” ย่อมจะได้เห็นสวนญี่ปุ่นในร้าน “ภันเต” สาขา 2 แน่

 

5 อาชีพสุดยอด งานช่างทำเงิน มติชนจัดให้ กระทบไหล่กูรูตัวจริง!!

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07056011056&srcday=2013-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 334

ช่องทางสร้างอาชีพ

5 อาชีพสุดยอด งานช่างทำเงิน มติชนจัดให้ กระทบไหล่กูรูตัวจริง!!

“ถ้าสองมือ แรงใจแรงกายยังไม่หยุด ฝั่งฝันแม้จะไกลแค่ไหน คงไม่เป็นเพียงความฝัน”

ถึงวันนี้ หลายคนอาจเดินตามกรอบของชีวิตที่ถูกกำหนด เติบโต เรียนหนังสือ ทำงาน โดยงานที่มั่นคงสังกัดอยู่ในหน่วยงานที่มีชื่อทั้งหน่วยรัฐหรือวิสาหกิจต่างๆ

แต่ก็มีไม่น้อยที่เริ่มต้องการเดินตามฝันที่จะประกอบอาชีพส่วนตัว สร้างอาชีพอิสระ อยากคิดหรืออยากทำอะไรก็ได้ ที่เป็นเจ้านายตัวเอง

ซึ่งการทำธุรกิจมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งขายของกิน ขายของใช้ และอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญ คือการขายงานที่เกี่ยวกับฝีมือ

มติชน อคาเดมี จึงเล็งเห็นถึงความสำคัญของอาชีพในหมวดหมู่นี้เป็นอย่างมาก อาชีพที่เกี่ยวกับงานช่าง เป็นงานที่เราสามารถนำไปต่อยอดกับงานด้านอื่นๆ ได้อย่างไม่รู้จบ ยิ่งทำมากก็ยิ่งได้มาก ทั้งความชำนาญและผลกำไรที่งดงามคือ เม็ดเงิน

เราจึงนำ 5 อันดับงานช่างทำเงิน ที่ทาง มติชน อคาเดมี คัดสรรแล้วว่า เจ๋งจริง! กูรูมากด้วยความรู้! ประสบความสำเร็จจริง! มานำเสนอ…

แรกเริ่มกันที่ตัวแรก หลักสูตร กรอบรูปไม้ 2 ชั้น โดย ร.ต.ต. สมจิตร ศรีสุวรรณ์ ผู้คร่ำหวอดในวงการกรอบรูปไม้ร่วมสิบปี โดยการเรียนการสอนจะแบ่งเป็นทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติเริ่มเรียนกันตั้งแต่การวัดมุม-วัดฉาก, การใช้อุปกรณ์ต่างๆ ให้ถูกต้อง รวมถึงการลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าของเศษไม้ที่ได้ตัดไป พอตกช่วงบ่าย ก็เริ่มทำกรอบรูปไม้ 2 ชั้น สอนการทำกรอบรูปให้มีมิติ, การหยอดกาวลงมุม, การตัดกระจก ตลอดจนการแนะนำการทำธุรกิจเปิดร้าน รวมไปถึงการคิดกำไรต้นทุนด้วย การคิดราคาไม้ และการหาแหล่งซื้อวัตถุดิบ เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดมีสโลแกนที่ว่า “มีเงินลงทุน 500 บาท ก็สามารถเปิดร้านได้”

ต่อกันด้วย ลำดับที่สอง ที่เปิดกี่ครั้งก็เต็ม!! กับหลักสูตรโครงอะลูมิเนียม (ช่องแสง, บานเลื่อน, บานสะวิง แถม!! มุ้งลวด) โดย อาจารย์ขวัญชัย ป้อทองคำ โดยมีการเรียนการสอนกัน 2 วันเต็ม ผู้เรียนจะได้เรียนรู้การใช้เครื่องมืออุปกรณ์โครงอะลูมิเนียมชุดช่องแสงและชุดบานเลื่อน โดยภาพรวม อาจารย์จะสอนการฝึกวัด คำนวณพื้นที่ การประเมินราคาโครงอะลูมิเนียม ในส่วนของวันที่สอง จะเรียนเกี่ยวกับ โครงอะลูมิเนียมชุดบานสะวิง ฝึกประกอบ ฝึกวัด และปิดท้ายด้วยการสาธิตการตัดประกอบโครงอะลูมิเนียมชุดมุ้งลวดและการอัดมุ้งลวด จะมีเปิดสอนในวันที่ 16-17 พฤศจิกายน 2556 ในราคา 3,210 บาท

ลำดับที่สาม ล้อเรื่องมาจากหัวข้อที่เกริ่นด้านบน อาชีพสำหรับคนรักอิสระ รักการสร้างสรรค์ การออกแบบ หลักสูตรการพิมพ์ซิลก์สกรีนเพื่อการเปิดร้าน ของ อาจารย์ณรงค์ชัย ศรีสมบูรณ์ ดูจะตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี โดยการเรียนการสอน 1 วันเต็ม ผู้เรียนจะได้เรียนเรื่องการทำบล็อกสกรีนโดยใช้กาวอัด การสกรีนลงบนเสื้อ และเทคนิคสอดแทรกต่างๆ ระหว่างการสกีนเสื้อลงบล็อก การล้างบล็อก อีกทั้งการผสมสี การแจกแจงคุณสมบัติของสีต่างๆ เรียกว่าหลักสูตรนี้จบออกไปการันตีสกรีนเสื้อไว้ใส่เอง หรือจะทำขายก็สบายแบบชิลชิล ได้ดีทีเดียว

เดินทางมาเกินครึ่งทางแล้วสำหรับลำดับต่อไป หลักสูตรการทำแม่พิมพ์ยางซิลิโคนและการหล่อเรซิ่นแบบพื้นฐาน โดย อาจารย์บุญธรรม รัตนวงกต ในคอร์สนี้จะมีการอธิบายทฤษฎีต่างๆ และปฏิบัติอย่างเป็นลำดับ เริ่มจากการทำพิมพ์ยางซิลิโคนในรูปแบบต่างๆ ที่ต้องการ เริ่มจาก ตัวติดตู้เย็น (แม็กเนต) แต่เมื่อฝึกฝนจนมีฝีมือก็สามารถนำไปพัฒนาเป็นงานชิ้นใหญ่ๆ ได้ โดยใน 1 วันนี้ผู้เรียนจะทำพิมพ์หล่อยางซิลิโคนได้ อีกทั้งหล่อเรซิ่นเป็น โดยจะสาธิตการลงสีให้ดู ต้นทุนอยู่ที่ 1,000-2,000 บาท ทุกอย่างขึ้นอยู่กับไอเดียและทำเลที่ขาย สำหรับหลักสูตรนี้ จะมีการเปิดสอนในวันที่ 23 พฤศจิกายน ในราคา 1,605 บาท

ปิดท้ายด้วยแคมเปญใหญ่ยักษ์ หลักสูตรบิดลูกโป่งมหัศจรรย์ และหลักสูตรแอ๊ดวานซ์ขึ้นไปอีกขั้นกับหลักสูตรศิลปะการตกแต่งสถานที่ด้วยลูกโป่งและการเปิดร้าน โดย อาจารย์รุ่งโรจน์ สุวรรณธาดา หรือ นายเป็นต่อ เจ้าของธุรกิจ “บางกอกบอลลูน” และ “บอลลูนนี่” ที่ยกทัพมากับลูกศิษย์ที่ประสบความสำเร็จจากคอร์สก่อนๆ มาเขย่าห้องเรียนให้มีสีสันมากยิ่งขึ้น

กลับมาครั้งนี้ อาจารย์จะมาพร้อมกับหลักสูตรที่เข้มข้นแบบจัดเต็ม คุณจะได้เห็นลูกโป่งหลากสีสัน แบบคัลเลอร์ฟูล และจะมีเทคนิคใหม่สอดแทรก จะมีการสอนแบบ 2 หลักสูตรแบบต่อเนื่อง โดยเริ่มจากหลักสูตรแรก “บิดดัด ลูกโป่งมหัศจรรย์” ทุกคนจะได้เรียนพื้นฐานในการบิดดัดลูกโป่งในรูปทรงต่างๆ จะมีสอนในวันที่ 5-6 ตุลาคม และ 19-20 ตุลาคม นี้ และอีกหลักสูตรต่อเนื่อง “ลูกโป่งเพื่อการตกแต่งสถานที่” เป็นการสร้างสรรค์งานลูกโป่งต่อยอดมาจากชิ้นงานเล็กเพื่อให้ได้ออกมาเป็นผลงานชิ้นใหญ่ อาทิเช่น การทำซุ้ม ทำรั้ว ขอบเวที ต้นไม้ ฯลฯ จะมีสอนในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน รับรองว่าคนที่มาเรียนจะได้รับโอกาส ช่องทาง และเทคนิคใหม่ๆ ที่ไม่มีคำว่าสิ้นสุด ไปประกอบอาชีพตลอดทั้งปี

ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำหรับคนที่อยากได้แนวความคิดใหม่ๆ รู้เทคนิคจะไปประกอบอาชีพในสายเส้นทางที่ถือว่ายังใหม่และมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (02) 954-3977-84 ต่อ 2115, 2116, 2123, 2124 หรือ (082) 993-9097, (082) 993-9105 โทรสาร (02) 954-3971 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.matichonacademy.com ติดต่อสอบถาม E-mail : matichon.academy@hotmail.com

 

“ช้างโขลง” “เหล้าอุ” ของคนเมืองน่าน กันยายน 22, 2013

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07030015095&srcday=2013-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 333

ช่องทางสร้างอาชีพ

สดุจตา

“ช้างโขลง” “เหล้าอุ” ของคนเมืองน่าน

จากบ้าน จากลูก เดินทางไปประกอบอาชีพรับจ้าง อาบเหงื่อต่างน้ำอยู่นานหลายปี วันหนึ่งเมื่อความคิดถึงลูก มาถึงจุดที่ไม่อาจทนอยู่ได้ คุณคำผิว วงค์ก๋า จึงตัดสินใจเก็บกระเป๋าลากลับบ้านเกิดอย่างถาวร

รายได้คือปัจจัยนำมาซึ่งความอยู่รอด ซึ่งคุณคำผิวเลือกที่จะนำภูมิปัญญาการผลิตเหล้าอุ มาสานต่อสู่หนทางสร้างอาชีพ ซึ่งมาถึงวันนี้ เหล้าอุ คือหนทางสร้างรายได้ ที่แม้จะไม่หวือหวา แต่ทว่าพอเลี้ยงตัวและครอบครัวให้อยู่ได้แบบไม่ต้องนำกายออกไปต่อสู้ดิ้นรนยังต่างที่ต่างถิ่น

หนึ่งเดียวในน่าน

“อุ” สุราพื้นเมือง

คุณคำผิว เปิดฉากเล่าความเป็นมาของเส้นทางการผลิตจำหน่ายเหล้าอุ ภายใต้ชื่อ “ช้างโขลง” ว่า เริ่มต้นประกอบอาชีพนี้เมื่อราวปี 2546 โดยได้รับอนุญาตจากกรมสรรพสามิต แต่กว่าจะผ่านกระบวนการตรวจสอบก็ใช้เวลานานเกือบปี

“จริงแล้วการทำเหล้าอุมีมานานแล้ว โดยนิยมทำในช่วงหน้าหนาว แต่จะเป็นลักษณะทำไว้กินเอง และก็เป็นเครื่องเซ่นไหว้ในพิธีกรรมต่างๆ พอรู้ว่าสามารถผลิตจำหน่ายได้ จึงเริ่มต้นเปิดเป็นห้างหุ้นส่วน เปรมประสิทธิ์ สุราพื้นเมือง จำกัด ซึ่งตอนนี้เป็นรายเดียวในจังหวัดน่านที่ทำเหล้าอุขาย”

แต่กว่าสินค้าจะได้รับอนุญาตจัดจำหน่าย ต้องผ่านขั้นตอนตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน “กรมสรรพสามิตแนะนำว่า ต้องสร้างโรงเรือนที่ถูกต้องก่อน ถึงจะออกใบอนุญาตให้ ซึ่งในส่วนนี้ก็มีที่ทางอยู่แล้ว จึงเริ่มต้นสร้างโรงเรือน จากนั้นนำผลิตภัณฑ์เข้าไปตรวจวิเคราะห์จนกระทั่งผ่าน ต่อมาก็เรื่องของบรรจุภัณฑ์ ต้องแจ้งให้กรมสรรพสามิตทราบว่าใช้แบบไหนขนาดเท่าใดบ้าง ก็เรียกว่าใช้เวลาเกือบปี จึงจะผ่านทุกขั้นตอนแล้วผลิตออกมาจำหน่ายได้”

คุณคำผิว ว่า แม้การผลิตเหล้าอุ จะเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีมาช้านาน แต่สูตรการผสมให้ได้รสถูกลิ้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยกรรมวิธีผลิต เริ่มจาก นำข้าวเปลือก (ข้าวเหนียว) มาผ่านกระบวนการสี แยกข้าวกับรำหยาบออกจากกัน

นำรำหยาบมาล้างน้ำจนสะอาด พักให้สะเด็ดน้ำ ส่วนของข้าวก็นำมาล้างจนน้ำใสสะอาดเช่นกัน แล้วจึงนำส่วนผสมทั้งสองคลุกเคล้า นำไปนึ่งจนข้าวสุก แล้วผึ่งให้เย็น โรยด้วยยีสต์ คลุกเคล้าจนทั่ว บรรจุใส่ภาชนะทิ้งไว้ประมาณ 15-20 วัน จึงบรรจุใส่ขวดเซรามิก โดยอัดให้แน่น แล้วนำเทียนไขหล่อปิดปากขวดสนิท หมักไว้เช่นนี้ประมาณ 1-6 เดือน โดยคุณคำผิว ว่า อายุการเก็บที่เหมาะจะนำไปดื่มกินราว 5 เดือน ถึง ไม่เกิน 1 ปี โดยก่อนดื่มให้เติมน้ำ ทิ้งไว้สักครู่

บรรจุภัณฑ์สะดุดตา

ธันวา หน้าหนาว ขายดี

ปัจจุบัน เหล้าอุภายใต้แบรนด์ช้างโขลง มี 2 ขนาดให้เลือกซื้อ โดยขนาด 1 ลิตร ราคาขายส่ง ขวดละ 180 บาท และขนาด 0.3 ลิตร ราคาขายส่ง 80 บาท โดยกำหนดปริมาณสั่งซื้อไว้ที่ 12 ขวดขึ้นไป

คุณคำผิว ได้กล่าวถึงผลิตภัณฑ์นำมาบรรจุเหล้าอุว่า เหตุที่เลือกใช้เซรามิก เพราะสามารถยืดอายุการเก็บรักษายาวนานขึ้น อีกทั้งยังมีรูปแบบสวยงาม เหมาะต่อการเป็นของฝาก ซึ่งกับบรรจุภัณฑ์นี้จะสั่งซื้อจากโรงงานผู้ผลิตในจังหวัดลำปาง กับราคารับซื้อขนาดใหญ่ใบละ 80 บาท ส่วนใบเล็ก 30 บาท โดยจะสั่งซื้อครั้งละ 500 ใบ และเพื่อให้รูปแบบที่นำมาใช้ไม่ซ้ำ จึงเลือกสั่งผลิตแม่แบบขึ้นมาเอง โดยต้องเสียค่าใช้จ่ายแบบละ 5,000 บาท

สำหรับหลอดไม้ไผ่ อุปกรณ์ใช้ในการดื่ม จัดจ้างให้ชาวบ้านในละแวกนั้นตัดและนำมาส่งให้ โดยเลือกส่วนที่เป็นแขนงขนาดเล็ก รับซื้อมัดละ (100 อัน) 80 บาท ซึ่งแขนงไม้ 1 ก้าน สามารถนำมาตัดทำเป็นหลอดได้ 2-3 อัน

ทั้งนี้ ในส่วนของตลาดส่งขายหลักประจำอยู่ที่ศูนย์โอท็อป จังหวัดน่าน โดยช่วงเวลาขายดีจะเริ่มต้นตั้งแต่เดือนธันวาคมไปจนจบฤดูหนาว

นอกจากลูกค้าหลัก ได้แก่ นักท่องเที่ยวแล้ว ยังมีกลุ่มผู้ซื้อจากหลายจังหวัด โทรศัพท์เข้ามาสั่งจองผลิตภัณฑ์ โดยคุณคำผิวจะจัดส่งสินค้าให้ทางรถทัวร์

กับยอดขาย 15,000 บาท ต่อเดือน ถือว่าเพียงพอหล่อเลี้ยงชีวิตของสมาชิกที่ปัจจุบันเป็นคนในครอบครัว “ธุรกิจที่เราทำอยู่ไม่ใหญ่โต รายได้ก็ไม่มาก จึงเลือกคนในครอบครัวมาช่วยกันก่อน ตัดปัญหาเรื่องความไม่เข้าใจกันไปด้วย”

คุณคำผิว ยังเผยถึงเงินลงทุนกับการทำธุรกิจนี้ว่า ประมาณ 700,000 บาท โดยหลักๆ หมดไปกับค่าจัดสร้างสถานที่ผลิต และค่าวัตถุดิบ นั่นก็คือข้าวเหนียว ซึ่งในเบื้องต้นจะเลือกใช้ข้าวในผืนนาตัวเองและญาติพี่น้องก่อน ต่อเมื่อไม่พอจึงรับซื้อจากชาวบ้านละแวกใกล้เคียง

ส่วนต่อมาคือค่าบรรจุภัณฑ์ และแสตมป์สรรพสามิต โดยในส่วนของค่าแสตมป์หากนำมาติดสินค้าขนาด 1 ลิตร ราคาดวงละ 10 บาท ขนาด 0.3 ลิตร ดวงละ 3.75 บาท

กับการทำธุรกิจนี้หากถามถึงคู่แข่งในตลาด คุณคำผิว ว่า มีอยู่น้อยราย ด้วยเพราะกระบวนการผลิตต้องใช้ระยะเวลาและต้องมีสูตรผสมที่ลงตัว ซึ่งแต่ละผู้ประกอบการจะผลิตสินค้าออกมาให้รสที่ต่างกันไป ฉะนั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับลูกค้าว่าจะถูกใจรสชาติแบบไหน

ทั้งนี้ สำหรับผู้สนใจต้องการติดต่อ หจก.เปรมประสิทธิ์ สุราพื้นเมือง เดินทางไปได้ที่ เลขที่ 32/1 หมู่ 4 ถนนน่าน-พะเยา ตำบลสะเนียน อำเภอเมือง จังหวัดน่าน โทรศัพท์ (086) 187-9562

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ผลิตจำหน่ายสุราพื้นเมือง (เหล้าอุ)

ลักษณะกิจการ โอท็อป

ชื่อกิจการ หจก.เปรมประสิทธิ์ สุราพื้นเมือง

เจ้าของกิจการ คุณคำผิว วงค์ก๋า

สินค้า เหล้าอุ

ราคาขาย ส่ง (12 ขวดขึ้นไป) ขนาด 1 ลิตร 180 บาท ขนาด 0.3 ลิตร 80 บาท

ยอดขาย เดือนละประมาณ 15,000 บาท

วัตถุดิบ/อุปกรณ์ ข้าวเหนียว รำหยาบ ยีสต์ บรรจุภัณฑ์เซรามิก เป็นต้น

เงินลงทุน เบื้องต้นจาก 700,000 บาท

ช่องทางจำหน่าย ศูนย์โอท็อป จังหวัดน่าน

กลุ่มผู้ซื้อ นักท่องเที่ยว เป็นหลัก

ลักษณะการขาย ส่ง

จำนวนผู้ผลิต 5 คน

ปัญหาอุปสรรค ต้นทุนการผลิตสูง

ที่ตั้ง เลขที่ 32/1 หมู่ 4 ถนนน่าน-พะเยา ตำบลสะเนียน อำเภอเมือง จังหวัดน่าน

โทรศัพท์ (086) 187-9562