ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ไขก๊อกความสำเร็จ วี เอ็น ที อินเตอร์พริ้นท์ พิมพ์ฉลากส่งออกตลาดโลก ตุลาคม 17, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07040150557&srcday=2014-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 349

ช่องทางสร้างอาชีพ

ปาณตะวัน pantawan@hotmail.com

ไขก๊อกความสำเร็จ วี เอ็น ที อินเตอร์พริ้นท์ พิมพ์ฉลากส่งออกตลาดโลก

ชูความสะอาด-ตอกย้ำบุญกุศล

คือหลักการบริหารธุรกิจ

ที่ทำให้ก้าวมายืนอยู่แถวหน้าของประเทศ

VNT อักษร 3 ตัวนี้ มีความหมาย

VNT INTERPRINT ถือเป็นโรงพิมพ์รายใหญ่ผู้อยู่เบื้องหลังฉลากบนกระป๋องอาหารแปรรูปที่ส่งออกจากประเทศไทยไปยังตลาดโลก ด้วยเทคโนโลยีในการพิมพ์ฉลากและบรรจุภัณฑ์ที่ถือเป็นอันดับต้นๆ ในประเทศ

คุณตรีเพชร์ ศิริวัฒนอักษร กรรมการผู้จัดการ บริษัท วี เอ็น ที อินเตอร์พริ้นท์ จำกัด เติบโตในครอบครัวที่ทำธุรกิจโรงพิมพ์ เป็นลูกคนที่ 5 ในบรรดาพี่น้อง 10 คน ทุกวันนี้โรงพิมพ์เก่าแก่ของครอบครัวมีอายุกว่า 80 ปีแล้ว และยังคงดำเนินกิจการอยู่ ในอดีตโรงพิมพ์ของกงสีรับพิมพ์งานทั่วไป เมื่อคุณตรีเพชร์ก้าวเข้ามาก็รื้อฟื้นสายสัมพันธ์กับลูกค้าเก่าๆ มุ่งเน้นด้านฉลากสับปะรดกระป๋องซึ่งครั้งหนึ่งพี่ชายเขาเคยเริ่มต้นไว้แต่ไม่ได้สานต่อ ใช้เวลา 4 ปี สถานะธุรกิจกงสีเริ่มดีขึ้น จึงแต่งงานลงหลักปักฐานสร้างครอบครัวตัวเอง เวลาผ่านไป ลูกๆ ค่อยๆ เติบโต หมายถึงภาระความจำเป็นในครอบครัวที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ธุรกิจกงสีไม่สามารถขยับขยายได้

“ผมเป็นพนักงานกินเงินเดือนกงสีที่บ้าน ไม่พอส่งเขาเรียน คุณพ่อคุณแม่ท่านอายุมากแล้วก็ไม่อยากที่จะขยับขยาย ท่านบอกถ้าอยากจะขยับขยายก็ต้องไปทำเอง เราก็เลยแยกออกมาทำเอง แต่กว่าจะตัดสินใจได้ ผมทิ้งเวลาไปเป็นสิบปี ตอนนั้นเราก็คิดอย่างเดียวว่า เราจะไปแย่งลูกค้าของที่บ้าน แต่จริงๆ แล้วความคิดนั้นเป็นความคิดที่ผิดมาก 10 ปีที่ผมปล่อยเวลาผ่านไปโดยที่ไม่กล้าตัดสินใจออกมาทำ คู่แข่งเราก็เติบโต ขณะที่ธุรกิจเราก็ยังคงอยู่ตรงนั้น”

ขณะที่ คุณศิริวรรณ สุริยประภาดิลก คู่ชีวิตของคุณตรีเพชร์ มองเรื่องการออกมาเจริญเติบโต การแยกตัวออกมาไม่ได้หมายถึงการไปแย่งชิงตลาด เพราะตลาดกว้างใหญ่ไพศาลมาก

“เราต้องมองอนาคตของลูก ถ้ากินเงินกงสีอย่างเดียว เราไม่สามารถที่จะไปหมุนเงินมาส่งลูกเรียนโรงเรียนดีๆ ได้ เพราะเราไม่มีเงินสำรองหรือเงินเก็บไว้เยอะแยะ เลยขอคุณพ่อคุณแม่แยกออกมาเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง”

คุณตรีเพชร์กับคุณศิริวรรณจึงช่วยกันก่อตั้ง VNT INTERPRINT เพื่อวางรากฐานธุรกิจ เป้าหมายหลักคือเป็นฐานสำหรับส่งลูกๆ เรียนหนังสือ และเป็นฐานให้ต่อยอดหลังจากเรียนจบ ซึ่งชื่อ VNT มาจากตัวอักษรย่อของชื่อลูกสาวทั้ง 3 คน คือ วิภาวี นลินี และ ธนวรรณ เริ่มต้นจากพื้นที่ครึ่งไร่ พนักงาน 5 คน

“เราก่อตั้ง VNT เมื่อปี 2542 เป็นช่วงฟองสบู่แตก เรามีความกังวลอยู่เหมือนกัน เพราะเพิ่งลงทุนใหม่ในจังหวะที่เศรษฐกิจกำลังย่ำแย่ แต่เราคิดว่าวิกฤตเป็นโอกาส ตลาดด้านนี้ดิฉันคิดว่าคุณตรีเพชร์คงนำพาธุรกิจไปได้”

“ตอนที่มาเปิดใหม่ๆ ผมก็มีท้อไปอยู่ครั้งหนึ่ง เพราะกว่าเราจะได้ออร์เดอร์แรกก็กินเวลาเข้าไปเกือบ 6 เดือน ทั้งๆ ที่เรามีคอนเน็กชั่นกับลูกค้า เพราะสับปะรดส่งออก เขาจะสั่งล่วงหน้า 6 เดือน ช่วงที่เราเข้าไปเขาตกลงกันไปแล้วว่าโรงพิมพ์ไหนพิมพ์ ปีหนึ่งเขาจะซื้อขายกัน 2 ครั้ง เราต้องรอไปอีก 6 เดือน”

คุณตรีเพชร์ ย้ำว่า การเริ่มต้นใหม่ ไม่ใช่สิ่งง่าย โรงพิมพ์ใหม่ที่มีเครื่องจักรทันสมัยกับความต้องการตลาดในขณะนั้นซึ่งใช้เงินลงทุน 30 ล้านบาท โดยได้คุณพ่อของคุณศิริวรรณยื่นมือเข้ามาช่วยใช้เครดิตค้ำประกันให้ ต้องเดินเครื่องสลับกับหยุด ในช่วงเวลานั้น ต้องอาศัยความอดทน อุตสาหะ พยายามต่อสู้ หมั่นวิ่งเต้นหางานเข้ามา ไม่ว่างานอะไรที่พอทำได้ แม้เป็นออร์เดอร์เล็กๆ ที่ไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ จนกระทั่งผ่านพ้น 6 เดือนแห่งความยากลำบากนั้นไปได้

แกะรอยความสำเร็จจากกลุ่มอาหาร

VNT ค่อยๆ เติบโต จากที่จับกลุ่มโรงงานสับปะรดกระป๋องเป็นหลัก ก็เริ่มขยายกว้างขึ้นด้วยวิสัยทัศน์ของคุณศิริวรรณซึ่งมองลักษณะของอุตสาหกรรมที่เป็นผลิตผลทางการเกษตร อาจมีความผันผวน การยึดติดกับลูกค้ากลุ่มเดียวทำให้มีความเสี่ยงสูง ขณะที่ในอุตสาหกรรมอาหารทั้งหมดมีความหลากหลายมาก ดังนั้น การตลาดจะต้องแตกแขนงออกไปหลายๆ กลุ่มเพื่อกระจายความเสี่ยง

“สมัยก่อนโรงงานสับปะรดมีน้อย เราได้โรงงานใหญ่ๆ อยู่ในมือ เป็นลูกค้ารายใหญ่ของเรา ผมเชื่อว่าโรงงานเล็กๆ ที่เกิดขึ้นมาใหม่ก็เป็นลูกค้าเราหมด แต่คุณศิริวรรณบอกว่าทำไมเจาะจงแต่งานฉลากสับปะรด แล้วช่วงที่สับปะรดไม่มี เราจะพิมพ์อะไร ทำไมเราไม่ไปติดต่อโรงงานทูน่ากระป๋อง ซึ่งเรารู้อยู่แล้วว่าผู้ซื้อในต่างประเทศซึ่งเป็นผู้นำเข้า ถ้าซื้อสับปะรดกระป๋อง ก็จะซื้อทูน่าด้วย ถ้าซื้อทูน่าก็ต้องซื้อสับปะรด เราจึงเริ่มเบนเข็มเข้าหาโรงงานทูน่า”

ต่อมาตลาดทูน่ากระป๋องค่อยๆ เติบโตขึ้น และแตกไลน์ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งกลุ่มอาหารปรุงสำเร็จพร้อมรับประทาน ไปจนถึงอาหารแมวและอาหารสุนัขส่งออก ซึ่งให้ความสำคัญในเรื่องการออกแบบฉลากมาก จึงทำให้VNT เติบโตไปพร้อมกันกับอุตสาหกรรมอาหารกลุ่มนี้ด้วย

“คุณภาพงานเราเป็นที่ยอมรับของลูกค้าปลายทางในต่างประเทศ เราบริการรวดเร็ว ดูแลลูกค้าดีมาก ไม่ว่าเขามีปัญหาอะไรเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์ ถ้าเราสามารถที่จะช่วยลูกค้าได้ เราจะไม่นิ่งดูดาย เราถือว่าเป็นปัญหาที่ร่วมกัน เพราะเราเป็นคู่ค้า”

สิ่งที่ VNT มีความโดดเด่น คือด้านบริการ ราคา และคุณภาพของงานที่ลูกค้าจะได้รับ ความโดดเด่นของ VNT อีกด้านหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้เลยคือ ความสะอาด กระทั่งระดับเจ้าของ VNT เองยังต้องลงมือทำความสะอาดด้วยตัวเองเป็นประจำ ภาพที่ปรากฏของโรงพิมพ์ VNT จึงแตกต่างจากภาพโรงพิมพ์ทั่วไป ก้าวแรกที่ผลักประตูเข้าสู่บริษัทก็สัมผัสถึงความสะอาดที่เป็นจุดเด่นน่าประทับใจได้ทันที

“เพราะเราพิมพ์งานเกี่ยวกับอาหาร สิ่งแรกที่ต้องคิดถึงคือความสะอาด เราต้องให้ความเชื่อมั่นกับลูกค้า พยายามรักษาสถานที่ในโรงงาน ให้ดูเป็นระเบียบ ต้องเก็บกวาดให้สะอาด ไม่ว่าช่วงเวลาทำงานหรือหลังเลิกงาน”

พิมพ์ฉลากส่งออก 100%/b<

ในปี 2555 VNT ขยายโรงงานจากเนื้อที่ 200 ตารางวา ย่านวงศ์สว่าง มาตั้งอยู่ที่อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ในพื้นที่ 7 ไร่ ปัจจุบันมีพนักงานรวม 80 คน หลังจากขยายมาโรงงานแห่งใหม่ มีการลงทุนเครื่องจักรเพิ่ม เพื่อให้ครบไลน์การผลิต ทั้งฉลากและแพ็กเกจจิ้ง สามารถขยายตลาดด้านอื่นได้ด้วย ไม่เฉพาะตลาดอาหาร ครอบคลุมงานพิมพ์เกี่ยวกับอาหารได้ครบวงจร ทั้งแพ็กเกจจิ้ง แค็ตตาล็อก โบรชัวร์ โฟลเดอร์ต่างๆ ทั้งยังมีเทคนิคการพิมพ์พิเศษตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า

“แต่ก่อนลูกค้าจะมีอยู่แค่กลุ่มอาหารกระป๋อง ซึ่งเราพิมพ์ฉลากส่งออก 100 เปอร์เซ็นต์ ส่งไปตลาดเยอรมนี อเมริกา ญี่ปุ่น เป็นตลาดหลัก เวลาเศรษฐกิจโลกไม่ดี เราก็ถูกกระทบไปด้วย ตอนนี้เรามามุ่งกลุ่มอาหารที่เป็นแบรนด์ในประเทศมากขึ้น แล้วก็ขยายไปในส่วนของแพ็กเกจจิ้ง ด้านเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ยา รวมทุกอย่างที่ใช้แพ็กเกจจิ้ง หลังจากการเข้าสู่ตลาดเออีซี ประเทศไทยยังเป็นผู้ผลิตอาหารส่งออกรายใหญ่ในแถบเอเชีย ฉะนั้น เราก็ต้องหมั่นติดต่อหาบริษัทภายในประเทศให้มากขึ้น เพราะว่าในอนาคต โรงงานพวกนี้ต้องขยายกำลังผลิตแน่ แค่อินโดนีเซีย จีน พม่า ลาว เขมร เวียดนาม ซึ่งมีชายแดนติดกับเรา การสั่งซื้อก็คงจะมีมากขึ้น สัดส่วนตรงนี้เราก็ต้องไปขอส่วนแบ่งตลาดให้มากขึ้นด้วย”

หยุดผลิตทุกแผนก

ตบเท้าฟังเทศน์

VNT ไม่เพียงแต่มุ่งพัฒนาด้านเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ยังให้ความสำคัญด้านบุคลากรเป็นอันดับต้นๆ จากธุรกิจกงสี เขยิบฐานะสู่บริษัทรายใหญ่ที่มีเทคโนโลยีทันสมัยระดับสากล อาศัยหลักธรรมาภิบาลด้วยการนำศีลธรรมมาเป็นเครื่องมือหล่อหลอมองค์กร ให้กลายเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ที่ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

“ขณะที่ธุรกิจเราพัฒนา เราก็พัฒนาคนไปด้วย 2 อย่างต้องควบคู่กันไป เรามีการจัดอบรมเพิ่มพูนความรู้ให้กับพนักงานตลอด พัฒนาเรื่องจิตใจ ใช้หลักพุทธธรรม ความมีใจเมตตา เอื้อเฟื้อต่อกัน มีความเป็นห่วงเป็นใยซึ่งกันและกัน ถือว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน เวลามีปัญหาเราบอกลูกน้องว่า ประตูเราเปิดกว้างตลอดเวลา ถ้าเราดูแลเขา เอาใจใส่เขา มีใจให้เขา ลูกน้องอบอุ่นใจ การทำงานก็จะหมดปัญหา เราพยายามส่งเสริมให้เขาได้เรียนรู้ความเป็นจริงของชีวิต สร้างสิ่งที่ดีในชีวิต สร้างบุญ สร้างความดี ชีวิตเขาจะได้ดี เป็นการสร้างจิตสำนึกที่ดีให้พนักงาน เราเชื่อว่าถ้าองค์กรเรามีคนดี ก็จะพัฒนาองค์กรง่าย จิตใจเขาสบาย เขาไม่ทุกข์ ก็จะทำงานได้ดี เมื่อลูกน้องตั้งใจทำงานดี ผลสะท้อนจะคืนกลับมาสู่องค์กร ทุกคนอยู่ที่นี่ จิตใจจะต้องสบาย เป็นเรื่องที่เราให้ความสำคัญมาก”

จากการใช้ศีลธรรมเป็นหลักในการบริหาร โรงงาน VNT แห่งใหม่จึงสร้างสถานปฏิบัติธรรมไว้ในโรงงาน และสร้างวัฒนธรรมร่วมกันทุกวันพฤหัสบดีแรกของเดือน ช่วงเช้าจะจัดกิจกรรมเลี้ยงพระสงฆ์ พนักงานทุกคนจะหอบหิ้วอาหารมาร่วมกันถวายพระอย่างเต็มใจ ครั้นช่วงบ่ายทุกแผนกในโรงพิมพ์ VNT จะหยุดการผลิตทั้งหมด เพื่อให้พนักงานทุกคนมาร่วมฟังธรรมและนั่งสมาธิร่วมกัน ผู้บริหารของ VNT เผยว่า การหยุดการผลิตทุกแผนกนั้น ตีเป็นเงินแล้วมีมูลค่ามหาศาลที่ยอมทิ้งไป แต่เมื่อเทียบกับสิ่งที่พนักงานจะได้รับ มันคือความจริง ความดี ความสุขใจซึ่งมีมูลค่ามากกว่า

ปูเส้นทางสู่บรรจุภัณฑ์ครบวงจร

จากจุดมุ่งหมายที่ต้องการสร้างฐานธุรกิจ VNT ให้กับลูกๆ นั้น บัดนี้ คุณนลินี ศิริวัฒนอักษร ลูกสาวคนกลาง ซึ่งจบปริญญาตรีจิตวิทยา จากสหรัฐอเมริกา และปริญญาโทจิตวิทยาในองค์กร เข้านั่งเก้าอี้ในตำแหน่ง “ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ” ในปีที่ขยายมาโรงงานแห่งใหม่ ขณะที่พี่สาวกำลังศึกษาต่อปริญญาโท ที่สหรัฐอเมริกา และน้องสาวคนเล็กกำลังจะจบปริญญาตรีในปีนี้ คุณตรีเพชร์วางแผนตัวเองว่าจะอยู่ช่วยลูกๆ บริหารธุรกิจอีก 10 ปี หลังจากนั้นจะวางมือจากธุรกิจส่งไม้ผลัดให้ลูกสาวทั้ง 3 คน เข้ามาบริหารเต็มตัว

“สมัยคุณพ่อทำมาเป็นแบบธุรกิจครอบครัวช่วยกันทำ มารุ่นเราซึ่งจะต้องพาก้าวสู่สากล เราจะต้องเอาระบบที่เป็นมาตรฐานสากลเข้ามาใช้ในบริษัท เราจึงทำเรื่องระบบ ISO 9001 และ GMP เข้ามาใช้ในโรงงาน ทำให้บริษัทของเรา และพนักงานของเราต้องพัฒนาไปข้างหน้า เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า และก้าวให้ทันเทคโนโลยีการพิมพ์ที่พัฒนาอยู่ตลอดเวลา” ถ้อยคำของทายาทรุ่นลูกบ่งบอกให้เห็นถึงแนวคิดและบ่งชี้ถึงอนาคตของ VNT ได้เป็นอย่างดี

บริษัท วี เอ็น ที อินเตอร์พริ้นท์ จำกัด

เลขที่ 168 หมู่ที่ 10 ถนนศาลายา-บางภาษี ตำบลนราภิรมย์ อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม 73130

โทรศัพท์ (034) 989-725-30, (089) 811-1765

E-mail : nalinee@vntinterprint.com

 

เร่งบุญ ออโต้เซอร์วิส ธุรกิจ “ชุบชีวิต” คลาสสิก คาร์ ตุลาคม 10, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07036010557&srcday=2014-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 348

ช่องทางสร้างอาชีพ

ปัทมา นันทาภรณ์

เร่งบุญ ออโต้เซอร์วิส ธุรกิจ “ชุบชีวิต” คลาสสิก คาร์

“…เรามองเหมือนสิ่งมีชีวิตและมีคุณค่าสามารถบูรณะได้แทบทุกยี่ห้อทุกรุ่น เพราะทำจากพื้นฐานของความรู้ตามตำราอย่างแท้จริง มีคู่มือกำกับทุกขั้นตอน ไม่ใช่ทำตามความรู้สึก”

“รถยนต์” นอกจากจะเป็นปัจจัยที่ 5 สำหรับโลกยุคปัจจุบันแล้ว

ในสายตาของผู้คนจำนวนไม่น้อย ยังมองเห็น “พาหนะ 4 ล้อ” นี้ มีความงดงามราวงานศิลปะ

หลายคนชื่นชอบถึงกับเก็บสะสมเป็นคอลเล็กชั่นส่วนตัว

บางคนหลงใหลถึงขั้น หันมาทำเป็นธุรกิจ ด้วยเหตุผลสั้น-สั้น

อยากอยู่กับมัน…ทุกวัน!

อู่สุดหายาก

เปิดเองได้ดั่งใจ

“เร่งบุญ” อู่รถยนต์บนเนื้อที่กว่า 1 ไร่ ตั้งอยู่ภายในซอยพัฒนาการ 35 เขตสวนหลวง คือสถานที่พูดคุยกันกับ คุณกฤษดา อินอิว ผู้บริหาร บริษัท เร่งบุญ ออโต้เซอร์วิส จำกัด

เริ่มต้นให้ฟังถึงจุดเริ่ม

“เป็นคนชอบของเก่า-ของโบราณทุกประเภท และสะสมมาตลอด โดยเฉพาะรถยนต์” เจ้าของเรื่องราว แนะนำตัว

ส่วนอู่ซ่อมรถคลาสสิกนี้เป็นธุรกิจเสริม ที่เกิดจากความบังเอิญแบบตกกระไดพลอยโจน

โดยย้อนไปเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว พยายามมองหาอู่ที่จะรับซ่อมรถคลาสสิก “ไทรอัมพ์ สปีดไฟว์” ของสะสมคันงามชิ้นแรก ให้กลับมา “ไฉไล” เหมือนครั้งอดีต

เฟ้นเสาะหาถามไปทั่วล้วนถูกปฏิเสธ อู่แต่ละรายให้เหตุผล…ทำแล้วไม่คุ้ม

“ช่างอาจไม่ค่อยเข้าใจลึกซึ้ง เพราะรถโบราณรายละเอียดมากเหมือนงานศิลปะ ขณะที่ค่าแรงไม่หยุด ฉะนั้น การจะมาเสียเวลาเยอะๆ เจ้าของอู่ไม่มีใครอยากทำ” คุณกฤษดา อธิบายเพิ่ม

แต่เขาไม่ลดละ จนได้มาเจอกับอู่รับซ่อมรถประกัน ในซอยพัฒนาการ 35

เข้าไปถามไถ่แกมขอร้อง บอกให้ช่วย ตัด-ปะ-ผุ และทำสี ปรากฏทางอู่ตีราคามาแสนกว่าบาท นับว่าสูงทีเดียวเมื่อเทียบกับค่าเงินในสมัยนั้น แต่ยอมลงทุน เพราะอยากเห็นรถออกมาถูกใจ

แต่สุดท้าย…ไม่ได้อย่างตั้งใจสักเท่าไหร่

เลยเกิดแรงผลักดัน กระทั่งแอบคิดกับตัวเองเล่นๆ

“เปิดอู่เองซะเลยดีมั้ย จะได้…ได้ดั่งใจทุกอย่าง”

บูรณะได้

ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ

เวลาผ่านไปไม่นาน เจ้าของอู่เดิมในซอยพัฒนาการ 35 บอกขายกิจการ ความที่เคยเป็นลูกค้ากันมาก่อน คุณกฤษดาจึงเจรจา ขอ “เทกโอเวอร์” ทันที

และจากที่ใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศมานานพอสมควร เขาจึงนำประสบการณ์สั่งสม มาปรับใช้กับธุรกิจจากความหลงใหลนี้

“อู่รถของคนไทยทั่วไปแบบเดิมๆ เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ส่วนใหญ่ไม่ค่อยเป็นระเบียบเท่าไหร่ พอลงมาทำเอง เลยอยากให้เป็นอู่ที่มีมาตรฐานระดับสากลยอมรับ ก่อนตั้งชื่อว่า เร่งบุญ เป็นชื่อของคุณพ่อและคุณแม่ เพื่อความเป็นมงคลกับตัวเองและธุรกิจ” คุณกฤษดา บอกที่มา

ก่อนเผยตรงๆ เขาไม่มีความรู้ด้านช่างยนต์ แต่เพราะความชอบส่วนตัว ที่ผ่านมาจึงหมั่นศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับ “คลาสสิก คาร์” (Classic Car) บรรดาตำราต่างประเทศหลายร้อยเล่ม ล้วนถูกจดจำไว้ในคลังความรู้ของเขาหมดแล้ว

“เร่งบุญ เป็นอู่ที่เข้าใจเรื่องรถคลาสสิกมากพอสมควร เรามองเหมือนสิ่งมีชีวิตและมีคุณค่าสามารถบูรณะได้แทบทุกยี่ห้อทุกรุ่น เพราะทำจากพื้นฐานของความรู้ตามตำราอย่างแท้จริง มีคู่มือกำกับทุกขั้นตอน ไม่ใช่ทำตามความรู้สึก” เจ้าของเรื่องราว บอกจริงจัง

นึกสงสัยเกี่ยวกับอะไหล่นำมาใช้กับรถยุคเก่านั้นหาซื้อได้จากแหล่งไหน

เจ้าของอู่เร่งบุญ บอก “ความดั้งเดิม” ของอะไหล่รถยนต์แต่ละคัน ไม่จำเป็นต้องเป็นอะไหล่ที่ผลิตในยุคเดียวกับรถนั้น เพียงแต่รูปทรงและลักษณะการทำงานต้องเป็นเหมือนของเดิมจริงๆ

ฉะนั้น รถคลาสสิก หลายรุ่น-ยี่ห้อ ที่แม้บริษัทแม่ จะเลิกผลิตไปแล้ว แต่ยังมีแพตเทิร์นต้นแบบของอะไหล่อยู่

ทำให้มีนักธุรกิจข้ามชาติหลายแห่ง อย่าง จีน ไต้หวัน ฯลฯ เข้าไปขอซื้อลิขสิทธิ์แพตเทิร์นเหล่านั้น เพื่อผลิตเป็นอะไหล่สำหรับรถยุคเก่าออกมา ซึ่งเป็นการทำธุรกิจถูกต้องตามกฎหมาย รวมเรียกว่า “รี โปรดักชั่น” (Re-Production)

ต่างชาติยอมรับ

มีรางวัลการันตี

แม้เริ่มต้นธุรกิจจากความหลงใหล แต่เรื่องรายได้จากผลประกอบการก็นับเป็นสิ่งสำคัญ

และด้วยศักยภาพที่มีอยู่ อู่เร่งบุญ จึงรับซ่อมแซม-ดูแล รถยนต์ได้แทบทุกประเภท ไม่จำกัดเฉพาะแต่รถโบราณ

ประเด็นนี้ คุณกฤษดา ให้เหตุผลว่า การบูรณะรถคลาสสิก คันหนึ่งๆ ใช้เวลานานเกือบปี ต้องใช้ความละเอียด ความเข้าใจ จำนวนรถต่อปีจึงทำออกได้จำนวนไม่มาก ทำให้รายรับจะไม่ทันกับค่าใช้จ่าย

อีกทั้งรถคลาสสิกที่มา ส่วนมากผุพัง ไม่สมบูรณ์ ชิ้นส่วนขาดหาย ต้องใช้เวลาทำนานพอสมควร อู่เร่งบุญจึงต้องรับซ่อมแซมรถใช้งานทั่วไปด้วย เพราะ “ปิดจ๊อบ” ได้เร็วกว่า เพื่อประคองธุรกิจให้ไปรอด

เกี่ยวกับวิธีการทำให้เป็นที่รู้จักของลูกค้า คุณกฤษดา บอกว่า ก่อนลงทุนทำธุรกิจนี้ ตัวเขาอยู่ในแวดวงคนรักรถโบราณก่อนแล้ว พอมีอู่เป็นของตัวเอง จึงทยอยนำรถที่สะสมไว้ ทำออกมา “อวดโฉม” ให้คนใกล้ตัวรู้ก่อน จากนั้นจึงมีการบอกต่อกัน “ปากต่อปาก” กระทั่งส่งให้พวกเขา ทยอยส่งรถสะสมไว้มาให้ทำ จำนวนมากขึ้นตามลำดับ

“วงการรถโบราณ ไม่ได้กว้างขวางอะไร หลายคนรู้ว่าผมบ้าจริงกับมัน เลยเต็มใจส่งของสะสมคันโปรดของพวกเขา มาให้อู่เราซ่อม” เจ้าของกิจการท่านเดิม เล่ายิ้มๆ

ก่อนบอกด้วยว่า ที่ผ่านมาอู่ของเขาเคยส่งรถที่ผ่านการบูรณะแล้ว เข้าประกวดในงานประกวดรถโบราณ สหรัฐอเมริกา และได้รับรางวัลมา 2 ยี่ห้อ คือ มาร์ค ทู ปี 1956 กับเบนซ์ 220 เอส เปิดประทุน และยังเคยได้ใบประกาศนียบัตรจากบริษัทรถจากัวร์ ว่าสามารถซ่อมแซมประกอบรถของลูกค้ารายหนึ่งจากประเทศออสเตรเลียได้ถูกต้องทุกอย่าง

“รถ 1 คันมีส่วนประกอบเป็นพันเป็นหมื่นชิ้น รถมาทำที่นี่ จะถูกถอดออกทุกชิ้น แล้วประกอบกลับเข้าไปให้เหมือนเดิมที่สุดทุกชิ้น รถอายุ 10 ปี ยังพอนึกได้ว่าสภาพยังไง แต่ถ้ารถอายุ 50 ปี สภาพมันก็จะผุกร่อน ชิ้นส่วนส่วนใหญ่สูญหายเป็นเรื่องธรรมดา

มีบ่อยครับ ที่เห็นสภาพแล้วไม่อยากทำ รู้ว่าทำไปไม่คุ้มกับเวลาและค่าแรงช่าง แต่ก็ไม่ปฏิเสธ เพราะอาสามาเป็นหมอแล้ว พอมีคนไข้ร่อแร่มา จะทิ้งให้ตายคงใช่เหตุ” คุณกฤษดา บอกอย่างนั้น

ถามถึงผลตอบแทน คุณกฤษดา บอก ถึงวันนี้ ไม่รู้ว่ามีกำไรหรือเปล่า รู้อย่างเดียวว่าภูมิใจในสิ่งที่ทำ เหมือนสามารถ “ชุบชีวิต” ให้กับสิ่งที่หลายๆ คนรัก

ก่อนทิ้งท้าย อู่รถคลาสสิก น่าจะมีอนาคตไปได้ไกล เพราะดีมานด์ (Demand) สูงมาก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และโดยพื้นฐานคนไทยเป็นแรงงานมีฝีมือและใจเย็น แต่ก่อนจะลงทุนควรถามตัวเองให้ดีว่ามีใจรักมากแค่ไหน เพราะสำหรับธุรกิจนี้ “วิชาใจ” เป็นเรื่องสำคัญมาก

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ อู่ซ่อมรถทั่วไปและรถคลาสสิก

ชื่อกิจการ เร่งบุญ ภายใต้การดูแลของบริษัท เร่งบุญ ออโต้เซอร์วิส จำกัด

เจ้าของกิจการ คุณกฤษดา อินอิว

สถานที่ตั้ง เลขที่ 1729 ถนนพัฒนาการ แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ 10250

พื้นที่ให้บริการ 565 ตารางวา

โทรศัพท์ (02) 314-7329

โทรสาร (02) 319-2059

อีเมล : rengboon1@hotmail.com

Facebook/เร่งบุญออโต้เซอร์วิส

*ขอบคุณ สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์ เอื้อเฟื้อภาพ*

 

“โคโค่ บ็อกซ์” กล่องความงาม บริการส่งถึงที่

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07052010557&srcday=2014-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 348

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“โคโค่ บ็อกซ์” กล่องความงาม บริการส่งถึงที่

“โคโค่ บ็อกซ์ จะส่งกล่องมาที่บ้านเดือนละ 1 กล่อง ในนั้นมีทั้งเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว อาหารเสริม ฯลฯ ขนาดทดลองจากแบรนด์ชั้นนำคละกัน กล่องละ 3-5 ชิ้น แน่นอนว่าผู้รับอาจจะมีทั้งของที่ถูกใจและไม่ถูกใจ หรือบางชิ้นอาจเคยใช้ หรือกำลังใช้อยู่

ฮิตฮอตได้ใจสาวๆ ที่รักสวยรักงาม ชอบซื้อเครื่องสำอาง ชอบซื้อครีมบำรุง สำหรับกล่องความงามส่งตรงถึงบ้าน หรือ “บิวตี้ บ็อกซ์” ธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่กำลังมาแรง

กลไกการทำงานของกล่องที่ว่าคือ จะมีผลิตภัณฑ์ความงามต่างๆ ขนาดตัวอย่างคละกันประมาณ 4-5 ชิ้น ส่งมาที่บ้าน ด้านจำนวนครั้งที่ส่ง ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่สมัครรับกล่อง ธุรกิจนี้ตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการทดสอบผลิตภัณฑ์ก่อนจะซื้อใช้จริง

ธุรกิจได้ใจ สาวชอบลอง

ส่งความสวย ถึงที่หมาย

คุณสาธินี กัลยาณรุจ หรือ คุณมด เจ้าของกล่องความงามเจ้าแรกในไทย “QoQo Box” (โคโค่ บ็อกซ์) เผยที่มาว่า เห็นธุรกิจนี้ที่ต่างประเทศ อาทิ อเมริกา ออสเตรเลีย ฮ่องกง ขณะที่เมืองไทยยังไม่มี เลยมองเห็นโอกาสทำธุรกิจ ประกอบกับผู้หญิงจำนวนมากต้องการทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ความงามก่อนจะซื้อใช้จริง แต่โอกาสที่จะได้ทดลองแทบไม่มี บางครั้งต้องลงทุนซื้อมาลอง เชื่อว่าถ้ามีบริการนี้ในไทย น่าจะได้การยอมรับ

สำหรับโมเดลธุรกิจกล่องความงามในต่างประเทศ นับว่าได้การยอมรับอย่างแพร่หลาย ขณะที่ในเมืองไทยถือว่าเป็นเรื่องใหม่ คุณมด บอกว่า อาศัยกระแสโซเชียลเน็ตเวิร์ก และการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตของคนรุ่นใหม่เป็นแรงหนุนของธุรกิจ

“ร้อยเปอร์เซ็นต์ของการให้บริการอยู่บนโลกออนไลน์ แผนการโปรโมตที่เราใช้มีหลายช่องทาง อาทิ ให้บรรดาบิวตี้บล็อกเกอร์มารีวิว มีบล็อกคอยอัพเดตเทรนด์ความงามต่างๆ โฆษณาในยูทูบ มีเฟซบุ๊ก เพื่อใช้ติดต่อกับลูกค้าได้ทันท่วงที”

เมื่อคนรุ่นใหม่ฟันธงว่าจะทำธุรกิจดังกล่าว คุณมดเลือกเข้าไปติดต่อกับแบรนด์เครื่องสำอางอินเตอร์ก่อน นั่นก็เพราะคุยกันเข้าใจง่าย บริการนี้เมืองนอกมีมานานแล้ว

สำหรับขั้นตอนการเข้าหา เธอกล่าวว่า ไปอธิบายคอนเซ็ปต์ธุรกิจให้เจ้าของแบรนด์ผลิตภัณฑ์ความงาม เข้าใจว่า “โคโค่ บ็อกซ์” คือ บริการนำสินค้าตัวอย่างไปแจกยังกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งลูกค้าจะเสียค่าจัดส่งด้วยการสมัครเป็นสมาชิก เสมือนเป็นการประชาสัมพันธ์แบรนด์สินค้าไปในตัว วิธีนี้ดีกว่าเอาไปเดินแจกตามห้าง

มีทั้งแบรนด์ไทย-เทศ

495 คุ้มมั้ย

ด้านจำนวนเงินลงทุน คุณมด กล่าวว่า ไม่ได้ใช้เงินทุนมาก สินค้าทั้งหมดได้มาจากเจ้าของแบรนด์ งบที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นค่าโฆษณา ค่าพัฒนาระบบและวิเคราะห์ข้อมูลของลูกค้า เพื่อให้เข้าถึงความต้องการอย่างแท้จริง

สินค้าที่ “โคโค่ บ็อกซ์” จัดส่งให้สมาชิก มีกลุ่มของผลิตภัณฑ์สกินแคร์ (บำรุงผิว) ผลิตภัณฑ์เมกอัพ (แต่งหน้า) ดูแลเส้นผม อาหารเสริม ปัจจุบัน 70 เปอร์เซ็นต์ เป็นแบรนด์ต่างประเทศ มี ยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี อีก 30 เปอร์เซ็นต์ เป็นแบรนด์ไทย

สำหรับค่าสมาชิก และขั้นตอนการรับกล่องความงาม “โคโค่ บ็อกซ์” สามารถเลือกได้ว่าจะสมัครเป็นรายเดือน ราย 3 เดือน ราย 6 เดือน หรือรายปี ค่าใช้จ่ายเดือนละ 495 บาท ไม่มีเงื่อนไขหรือข้อผูกมัดใดๆ

ด้านขั้นตอนการสมัคร จะมีคำถามเกี่ยวกับสภาพผิว โทนสีผิว ลักษณะเส้นผม และแบรนด์เครื่องสำอางที่ใช้เป็นประจำ ทั้งนี้เพื่อเก็บเป็นข้อมูลไว้หาผลิตภัณฑ์ที่ตรงใจส่งมาให้

“โคโค่ บ็อกซ์ จะส่งกล่องมาที่บ้านเดือนละ 1 กล่อง ในนั้นมีทั้งเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว อาหารเสริม ฯลฯ ขนาดทดลองจากแบรนด์ชั้นนำ คละกันกล่องละ 3-5 ชิ้น แน่นอนว่าผู้รับอาจจะมีทั้งของที่ถูกใจและไม่ถูกใจ หรือบางชิ้นอาจเคยใช้ หรือกำลังใช้อยู่ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องปกติและเกิดขึ้นได้ บริการประเภทนี้เหมาะสำหรับคนที่ชอบลองอะไรใหม่ๆ คนที่ไม่รู้ว่าผลิตภัณฑ์ชนิดไหนจะเหมาะกับตนเอง รวมทั้งคนที่ไม่ค่อยมีเวลาไปเดินช็อปปิ้ง”

3 ปี สมาชิกเพียบ

ได้ใจชายหนุ่มด้วย

ในส่วนของระยะเวลาดำเนินการ เจ้าของ บอกว่า เปิดให้บริการมาเกือบ 3 ปี เริ่มจากผู้เข้ามาใช้บริการหลักร้อยราย ปัจจุบันมีสมาชิก 2,000 ราย 98 เปอร์เซ็นต์ เป็นผู้หญิง

เนื่องจากบริการดังกล่าวเป็นธุรกิจออนไลน์ ทั้งหาลูกค้า ติดต่อลูกค้า ประชาสัมพันธ์ ฉะนั้น กระแสการตอบรับหรือฟีดแบ็กจากลูกค้าที่มีต่อเจ้าของจึงทำได้ง่าย ตรงนี้นับเป็นจุดเด่นของโคโค่ บ็อกซ์

“จุดเด่นของเราอยู่ที่การให้ลูกค้าได้แสดงความคิดเห็นผ่านการโทรศัพท์ได้ด้วย อาทิ ชอบผลิตภัณฑ์ที่จัดส่งให้มั้ย คุณภาพเป็นอย่างไร คิดว่าจะซื้อขนาดจริงมาใช้ต่อหรือไม่ จากนั้นนำไปประเมินความพึงพอใจ และหาทางแก้ไขในกรณีลูกค้าไม่ได้สินค้าตามที่ต้องการ”

ในอนาคต โคโค่ บ็อกซ์ จะขยายธุรกิจด้วยการเพิ่มหมวดหมู่สินค้าที่จัดส่ง อาจจะมีสินค้าเฉพาะของผู้ชาย เพราะตอนนี้เริ่มมีเสียงจากชายหนุ่มว่า อยากให้มีสินค้าส่งตรงถึงบ้านที่ตรงใจเหมือนสาวๆ บ้าง

นับเป็นอีกหนึ่งธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่ใช้เงินลงทุนไม่มากนัก แต่อาศัยช่องว่างทางการตลาด จากนั้นนำเทคโนโลยีมาช่วยจัดการระบบให้เกิดความเสถียรมากยิ่งขึ้น

ใครสนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (082) 221-7784

ข้อมูลจำเพาะ

ธุรกิจ บริการจัดส่งผลิตภัณฑ์ความงาม ขนาดตัวอย่างมาที่บ้าน

ชื่อกิจการ โคโค่ บ็อกซ์

เจ้าของ คุณสาธินี กัลยาณรุจ

เปิดดำเนินการ ปี 2555

ผลิตภัณฑ์ที่จัดส่ง เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว อาหารเสริม ฯลฯ ขนาดทดลอง

จำนวนที่ส่ง กล่องละ 3-5 ชิ้นคละกัน

เหมาะกับลูกค้าแบบไหน คนที่ชอบลองอะไรใหม่ๆ

คนที่ไม่รู้ว่าผลิตภัณฑ์ชนิดไหนจะเหมาะกับตนเอง

คนที่ไม่ค่อยมีเวลาไปเดินช็อปปิ้ง

วิธีทำตลาด จ้างบิวตี้บล็อกเกอร์มาโฆษณา

มีเว็บไซต์อัพเดตเทรนด์ความงามต่างๆ มีโฆษณาในยูทูบ มีเฟซบุ๊ก

ลูกค้า เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เป็นผู้หญิง

การสมัคร เลือกว่าจะสมัครเป็นรายเดือน ราย 3 เดือน ราย 6 เดือน หรือ รายปี

โดยมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่เดือนละ 495 บาท

ผลิตภัณฑ์ 70 เปอร์เซ็นต์ เป็นแบรนด์ต่างประเทศ 30 เปอร์เซ็นต์ เป็นแบรนด์ไทย

 

“ปันกัน” บริการหนังสือให้เช่า ธุรกิจโตสวนกระแส ยุคดิจิตอล พฤษภาคม 21, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07020010457&srcday=2014-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 346


ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“ปันกัน” บริการหนังสือให้เช่า ธุรกิจโตสวนกระแส ยุคดิจิตอล

“80 เปอร์เซ็นต์ เป็นลูกค้ากลุ่มองค์กร บริษัทขนาดใหญ่ สำนักงาน สถานประกอบการ ห้องสมุด สถานเสริมความงาม อีก 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นกลุ่มร้านค้า ร้านเสริมสวย สปา รวมถึงตามบ้านด้วย”

“เชื่อไหมว่า อะไรๆ ก็ “ปันกัน” ได้” ประโยคสั้นๆ แต่แฝงความหมายเพียบ ของ คุณอุทัยวรรณ สุขพรรณพิมพ์ เจ้าของธุรกิจหนังสือ และนิตยสารให้เช่า ที่เส้นทางเศรษฐี อยากให้เธอมาช่วยขยายเรื่องราวดีๆ

ส่งความรู้ถึงที่

แบ่งกันอ่าน ปันกันฉลาด

คุณอุทัยวรรณ เผยว่า “ปันกัน” คือ บริการให้เช่าหนังสือ และนิตยสารตามความต้องการของลูกค้า ปัจจุบัน มีผู้เข้ามาใช้บริการ 1,000 ชุด ต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 4,000 จุดส่งหนังสือต่อเดือน หากจะนับจำนวนนิตยสารที่ได้ผ่านการหมุนเวียนจัดส่งด้วยทีมงานปันกัน จากวันแรกจนถึงปัจจุบันกว่า 400,000 เล่มแล้ว

สำหรับที่มาของธุรกิจ เกิดจากการสังเกตของคุณอุทัยวรรณ เธอบอกว่า ตามร้านค้าที่ต้องมีการรอคิว อาทิ ร้านเสริมสวย ร้านกาแฟ คาร์แคร์ โรงพยาบาล เคาน์เตอร์ชำระค่าสินค้า ลูกค้ามักจะฆ่าเวลาด้วยการอ่านหนังสือ ทำให้เจ้าของร้านต้องลงทุนซื้อนิตยสารไว้ให้อ่าน คงจะดีหากมีบริการนำหนังสือมาส่งให้ถึงที่ แถมราคาถูกกว่าราคาปกที่ซื้อตามแผงหนังสือ

จากช่องโหว่ดังกล่าว ทำให้ “ปันกัน” ได้แจ้งเกิดเป็นธุรกิจให้บริการเช่าหนังสือส่งถึงที่ มีนิตยสารยอดนิยมหลายประเภท ไม่เจาะจงกลุ่มลูกค้าประเภทใดประเภทหนึ่ง ช่วงแรกจัดส่งหนังสือให้ลูกค้าเพียงไม่กี่ชุดต่อสัปดาห์ ต่อมาเริ่มนำนิตยสารมาจัดชุดเพื่อให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าเฉพาะกลุ่มมากขึ้น ทำให้ตัวเลขการจัดส่งนิตยสารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“ปันกัน ก่อตั้งในปี 2545 ตอนนั้นมีเพียงนิตยสารแฟชั่น ต่อมาในช่วงปี 2552 ดิฉันสำรวจความต้องการของลูกค้าว่าอยากอ่านหนังสือ และนิตยสารประเภทอะไรกันบ้าง หนที่สุดได้รู้ว่าส่วนใหญ่ต้องการอ่านนิตยสารประเภทที่ตนเองสนใจเท่านั้น อย่างแนวสุขภาพ ธุรกิจ ธรรมะ ทำให้ตัดสินใจจัดนิตยสารเฉพาะกลุ่มขึ้นมา รวมถึงกำหนดปริมาณหนังสือตามที่ต้องการ ประเดิมชุดหนังสือธุรกิจ เจาะลูกค้าที่เป็นองค์กร บริษัทเอเยนซี่โฆษณา ต่อมาเป็นหนังสือความงาม เจาะร้านเสริมสวย และกลุ่มลูกค้าบ้านพักอาศัย เป็นต้น”

เลือกจ่ายได้

ตามใจอยากอ่าน

สำหรับระบบของที่นี่ เหมือนการปันกันอ่านหลายๆ คน สมาชิกถึงได้อ่านนิตยสารจำนวนมากในราคาที่ถูก แต่ละครั้งมีช่วงเวลาการอ่านเพียง 7 วัน ราคาจ่ายตามแพ็กเกจที่เลือกไว้ ตั้งแต่หลักร้อย จนถึงหลักพันบาทเลยทีเดียว

“ครั้งแรกทีมงานจะไปส่งนิตยสารตามสถานที่ลูกค้านัด จากนั้นต่อไปทุกสัปดาห์จะไปส่งนิตยสารชุดใหม่พร้อมกับรับนิตยสารชุดเก่ากลับ เพียงเท่านี้ร้านค้าของคุณจะมีนิตยสารผลัดเปลี่ยนไว้อ่านมากมายหลากหลาย ทั้งบริการลูกค้า หรือเอาไว้อ่านเองไม่ซ้ำเล่ม เสมือนเป็นสมาชิกนิตยสารเอง”

ด้านกลุ่มลูกค้า คุณอุทัยวรรณ ระบุว่า 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นลูกค้ากลุ่มองค์กร บริษัทขนาดใหญ่ สำนักงาน สถานประกอบการ ห้องสมุด สถานเสริมความงาม อีก 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นกลุ่มร้านค้า ร้านเสริมสวย สปา รวมถึงตามบ้านด้วย ขณะที่กำไรของหนังสือแต่ละเล่มจะเกิดขึ้นต่อเมื่อมีการเช่าอย่างน้อย 4 รอบ

“การรับหนังสือของลูกค้าจะแตกต่างกัน ถ้าเป็นร้านสปาหรูๆ เน้นรับนิตยสารใหม่ชนแผง ส่วนร้านที่รับหนังสือเก่า 9 สัปดาห์เป็นพวกร้านทำผม นิตยสารที่เก่าเกิน 9 สัปดาห์ จะไปขายต่อที่ตลาดนัดจตุจักรเพื่อล้างสต๊อก”

อาจมีข้อสงสัยว่า “สื่อดิจิตอล” อย่างแท็บเลต หรือ สมาร์ตโฟน ถูกจัดว่าเป็นคู่แข่งหรือไม่

คุณอุทัยวรรณ มีคำตอบว่า น่าเหลือเชื่อที่ 10 ปีให้หลังมานี้ กิจการโตขึ้นตลอด อินเตอร์เน็ตบนสมาร์ตโฟน หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กลับไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจเลย ส่วนตัวเชื่อว่า หนังสือจะถูกเป็นหลักฐานในการสืบค้นได้ อ้างอิงได้ ขณะที่ข่าวสาร หรือ บทความในโลกออนไลน์ยังมีข้อจำกัดอยู่ ไม่สามารถนำมาอ้างอิงได้ ยังขาดความน่าเชื่อถือ

คู่แข่งไม่ใช่หนังสืออิเล็กทรอนิกส์

กิจการโตดีสวนกระแส

ตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ “ปันกัน” สามารถครองตำแหน่งธุรกิจหนังสือเช่าในกรุงเทพมหานครได้ เป็นเพราะความใส่ใจที่เจ้าของธุรกิจมีให้กับลูกค้า สื่อสารกับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ทราบความต้องการที่แท้จริงของแต่ละคน การทำแบบสำรวจความพึงพอใจ หรือการโทรสอบถามจะทำให้ได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงบริการ

สำหรับค่าบริการ ปันกันจะคิดแบบเหมาจ่ายเป็นรายเดือน โดยยังคงให้บริการจัดวางและเปลี่ยนนิตยสารให้อย่างต่ำ 4 ครั้ง ต่อรอบเดือน หากเดือนใดมีการจัดส่งในรอบที่ 5 (เนื่องจากมี 5 สัปดาห์) ทางร้านจะไม่คิดค่าบริการเพิ่มแต่อย่างใด

โดยลูกค้าจะมีเวลาอ่านหนังสือในแต่ละครั้งที่จัดส่ง 7 วัน เพื่อคืนและรับหนังสือชุดใหม่ ซึ่งหนังสือชุดที่ถูกคืนจะวนไปให้ลูกค้ารายต่อไปที่ยินดีจ่ายค่าบริการถูกกว่า เพราะราคาที่ทางร้านกำหนดขึ้นมาตามลำดับตั้งแต่น้อยไปมากนั้น เป็นอัตราความใหม่ของนิตยสาร หากนิตยสารวางตลาดมาหลายสัปดาห์ราคาค่าบริการก็จะถูกลง แต่อย่างไรก็ตาม นิตยสารที่วางตลาดมาแล้ว 1-2 เดือนเรื่องราวก็ยังไม่ตกเทรนด์

ด้านแผนธุรกิจในอนาคต เจ้าของ กล่าวว่า จะเพิ่มความหลากหลายของหนังสือและนิตยสารมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องต่อความต้องการของลูกค้าทุกเพศทุกวัย เพราะจากเดิม กลุ่มเป้าหมายใหญ่ๆ ได้แก่ องค์กร กลุ่มธุรกิจ ร้านค้า ร้านอาหาร แต่ขณะที่ ครอบครัว บ้านพักอาศัย หอพัก อพาร์ตเมนต์ กลับได้การตอบรับดีเกินคาด

ใครที่อยากใช้บริการ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทรศัพท์ (02) 718-8887 ต่อ 160 หรือที่ http://www.panganbook.com

 

สรวัชร์ ชยาเมธีสุรัตน์ อดีตแชมป์ Downhill แนะทำธุรกิจรับกระแสจักรยาน “บูม” พฤษภาคม 14, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07033010257&srcday=2014-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 ปีที่ 19 ฉบับที่ 342


ช่องทางสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

สรวัชร์ ชยาเมธีสุรัตน์ อดีตแชมป์ Downhill แนะทำธุรกิจรับกระแสจักรยาน “บูม”

ช่วงไม่กี่ปีมานี้จะเห็นว่ากระแสจักรยานบูมมาก ผู้คนทุกเพศทุกวัยจากทุกมุมโลกหันมาปั่นจักรยานกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขี่เพื่อลดโลกร้อน ขี่เพื่อความสนุกสนานบันเทิง หรือขี่เพื่อออกกำลังกายก็ตาม เรียกว่าเป็นเทรนด์ที่มาแรงจริงๆ และเชื่อว่ายังไม่ตกง่ายๆ เพราะการปั่นจักรยานนั้นให้คุณประโยชน์หลายอย่างทั้งต่อคนขี่เองและสังคมโดยรวม

กระแสฮิตปั่นจักรยานนี้นอกจากจะทำให้จักรยานหลากหลายยี่ห้อขายดีแล้ว ยังทำให้เกิดธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องตามมาด้วย ทั้งการตัดเย็บเสื้อผ้าที่ใช้ในการขี่ และการผลิตอุปกรณ์เสริมต่างๆ

เรียนรู้การซ่อมด้วยตัวเอง

หนุ่มคนหนึ่งที่อยู่ในกระแสนี้ด้วยก็คือ “คุณสรวัชร์ ชยาเมธีสุรัตน์” วัย 30 กว่าปี หรือที่เด็กและลูกศิษย์ลูกหามักเรียกกันว่า อาจารย์เล็ก ซึ่งเขาปั่นจักรยานมาเกือบ 20 ปีแล้ว ถือเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องจักรยานจริงๆ โดยเป็นวิทยากรของศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน หรือ มติชน อคาเดมี “หลักสูตรช่างซ่อมจักรยานและการเปิดร้าน” ในอดีตเป็นแชมป์นักแข่งจักรยาน Downhill และเป็นช่างซ่อมจักรยาน ที่ร้าน Velo Thailand อยู่สามเสน ซอย 4 ตรงข้ามกับสำนักงานเขตพระนคร และอีกหลายร้าน

“ถ้าขี่ดาวน์ฮิลล์ ผมเป็นประเภทขี่สมัครเล่น คือ ได้แชมป์แต่ละสนามของหิน เหล็ก ไฟ บ้าง พัทยาบ้าง เกาะล้านบ้าง ซึ่งเป็นสนามเมื่อก่อน แต่ช่วงนี้จะไปแข่งกันที่หัวหิน ผมไม่ใช่เด็กรุ่นใหม่ที่แข่งขันชิงแชมป์ประเทศไทย เพราะแข่งแบบนี้จะมีผลต่อการเข้าทีมชาติ แต่เราเล่นแบบสมัครเล่น เป็นการเล่นด้วยความชอบ”

คุณสรวัชร์ ย้อนอดีตให้ฟังว่า การขี่จักรยานเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว เริ่มจากความชอบ จากนั้นก็เริ่มปั่นเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ พอปั่นไปแล้วก็อยากจะซ่อมจักรยานเป็น ก็เอาจักรยานของตัวเองมาทำนั่น ทำนี่ ทำไปทำมาเริ่มรู้ตัวว่าตัวเองชอบเรื่องซ่อม

ถามว่า กว่าจะซ่อมจนชำนาญเคยไปเรียนซ่อมที่ไหน คุณสรวัชร์ บอกว่า สำหรับพื้นฐานเบื้องต้นเกี่ยวกับการซ่อมจักรยานนั้น ไม่มีสถาบันไหนสอน อยู่ที่ประสบการณ์ของตัวเองมากกว่า ดูว่ารถจักรยานที่ขี่อยู่มีเสียงหรือเปล่า มันโอเคไหม คือต้องลองปรับแต่งด้วยตัวเอง แล้วเก็บประสบการณ์ตรงนี้ไปเรื่อยๆ แล้วก็เริ่มมาเป็นจักรยานเมาน์เท่น

“เรื่องซ่อมผมเองเรียนรู้ด้วยตัวเอง ไม่ได้ไปเรียนมาจากที่ไหน บอกตรงๆ เลยว่า การซ่อมจักรยานไม่มีใครเขาสอนกันหรอก บางคนคิดว่าตัวเองก็ซ่อมจักรยานเป็นเหมือนกัน แต่ต้องถามว่าการซ่อมจักรยานของเขาละเอียดไหม ตรงนี้คือประสบการณ์ล้วนๆ ที่จะดูว่ารถเรามีเสียงตรงไหน แล้วตรงไหนที่ดัง บางคนอ่านตำราแล้วไม่เข้าใจก็มี”

จักรยานแข่ง คันละเกือบล้าน

สมัยเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน เขาเล่าว่า เป็นการขี่จักรยานที่ขายกันอยู่ในตลาดทั่วไปคันละไม่กี่พันบาท เพราะตอนนั้นเสือภูเขายังไม่ค่อยแพร่หลายเหมือนตอนนี้ จนกระทั่งตอนนี้มาขี่ระดับดาวน์ฮิลล์ ครอสคันทรี ตัวจักรยานก็สูงขึ้นตกประมาณแสนกว่าบาท ส่วนตัวท็อปจริงๆ ราคาคันละเกือบล้านก็มี ขณะที่ราคาคันละ 300,000-400,000 บาทก็มี เป็นแบรนด์นอก ที่ไว้ใช้แข่งกัน

สำหรับ Velo Thailand ที่เขามาช่วยงานซ่อมนั้น เป็นร้านของรุ่นพี่ ซึ่งเปิดมา 8 ปีแล้ว เป็นร้านซ่อมจักรยานทั่วไปไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นรถเพื่อแข่ง โดยรับซ่อมรถจักรยานที่ใช้ในท้องตลาดทั่วไป จักรยานแม่บ้าน รถฝรั่ง รถทัวริ่ง เสือหมอบ ลูกค้าที่มาใช้บริการก็มีทั้งคนในย่านนี้และลูกค้าทั่วไปที่ขี่จักรยานที่รู้จักผ่านทาง http://www.velothailand.com และเฟซบุ๊ก

นอกจากจะรับซ่อมแล้ว ยังมีรถจักรยานให้เช่า และจัดทัวร์จักรยานด้วย โดยจักรยานที่ให้เช่าจะเป็นจักรยานเมาน์เท่นไบค์ ราคาต่อวัน 300 บาท ซึ่งก็ได้รับความนิยม เพราะบางคนยังไม่มีจักรยานแต่อยากจะปั่นเที่ยวรอบกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ผ่านมาได้รับความนิยมมาก แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นชาวต่างชาติ คนไทยมีบ้างบางส่วน

สรุปแล้ว Velo Thailand ทำครบวงจร คือมีทั้งจัดทัวร์ ซ่อม และเซอร์วิส ปัจจุบัน มี 2 สาขา คือที่บางลำภู กับที่หัวหินใกล้ตลาดจักจั่น โดยมีการจัดทัวร์เป็นทริปต่างๆ ที่หัวหินก็มีเช่นกัน เช่น พาไปดูวัด ปั่นเข้าสวน มีไนท์ทัวร์ ปั่นกลางคืน มีไกด์นำ ถ้าเป็นเดย์ทัวร์ คิดค่าใช้จ่ายคนละ 1,000 บาท พร้อมจักรยาน แฮนด์เวท หมวกกันน็อก และไกด์ เส้นทางปั่นรอบกรุงรัตนโกสินทร์ ไปวัดอรุณฯ วัดสุทัศนฯ ส่วนไนท์ทัวร์ คนละ 1,600 บาท ปั่นดูวัดเวลายามค่ำคืน ส่วนปั่นไปดูสวนจะไปที่บางกรวย

ในการซ่อมจักรยานนั้น คุณสรวัชร์ แจกแจงว่า ปัญหาที่พบบ่อยๆ คือเรื่องยางแตก โซ่ขาด การปรับเซตรถไม่เข้ากับสรีระตัวเอง ปั่นมาจะรู้สึกเมื่อย ส่วนราคาค่าซ่อมแล้วแต่กรณี อย่างถ้าต่ำสุดพวกปะยาง คิด 30 บาท ต่อวง ส่วนค่าซ่อมสูงสุดเป็นโอเวอร์ออล คือทำใหม่หมดเลย ปรับแต่งใหม่ หรืออัพเกรดอะไหล่ ซึ่งราคาซ่อมนั้นโดยทั่วไปทางร้านคิดตามอัตราการซ่อมอยู่แล้ว แต่บางกรณีราคาอะไหล่ก็ขึ้นอยู่กับราคาที่ลูกค้าได้มา เช่น เกียร์ลูกหนึ่งตก 40,000 บาท เมื่อมาให้ทางร้านซ่อมก็ต้องทำให้ดี

“ผมเองจากประสบการณ์ที่เคยซ่อมมา ไม่เคยเจอปัญหาอะไรที่หนักสุด ไม่ถึงกับยากมาก เพราะรถแต่ละประเภทจะไม่เหมือนกัน บางครั้งเจอรถฝรั่งที่ทำเพื่อนอนขี่มาเลย ถือว่ายากเหมือนกัน ร้านเราจะเจอรถประเภทแปลกๆ เยอะ เคยเจอเกียร์ดุม 14 เกียร์ในดุม (เป็นยี่ห้อ เดลลอฟ) จะซ่อมยาก เพราะต้องเปลี่ยนทั้งเซต ต้องทำความเข้าใจเยอะ แล้วราคาก็สูง”

ทั้งนี้ อุปกรณ์ในการซ่อมบางคนคิดว่ามีแค่ประแจกับไขควงเท่านั้น ความจริงยังมีอะไหล่เฉพาะบางอย่าง เช่น ตัวถอดกะโหลก ตัวดูดกะโหลก หรือตัวขันกะโหลก ซึ่งมีหลายแบบหลายชนิด

อย่างที่เกริ่นแต่แรก กระแสปั่นจักรยานยังคงความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยนี้แน่นอนทำให้ธุรกิจจักรยานเฟื่องฟูตามไปด้วย

“กระแสจักรยานเริ่มดีขึ้นจากแต่ก่อนเมื่อเทียบกับเมื่อ 10 ปีที่แล้ว กระแสจักรยานน้อยมาก รณรงค์แล้วก็ยังไม่อยากจะขี่จักรยานกัน ทำให้ธุรกิจจักรยานกระเตื้องขึ้น และหวังว่าจะให้คนรู้จักจักรยานมากขึ้น”

สอนแบบเน้นปฏิบัติ

เจ้าตัวอธิบายว่า ในการเป็นวิทยากรสอนการซ่อมจักรยานเบื้องต้นที่ มติชน อคาเดมี นั้น เป็นการสอนการซ่อมรถ หรือการดูแลรถ ซึ่งไม่มีทฤษฎีอะไรมาก หลักสูตรง่ายๆ เป็นการสอนแบบปฏิบัติเลย ในลักษณะให้รู้เลยว่ากลไกของจักรยานเป็นอย่างไร มีอะไรที่สำคัญ

“สไตล์การสอนของผมคือ มาถึงปฏิบัติเลย ให้รู้ว่า ชิ้นส่วน อะไหล่ อันไหนสำคัญมากกว่า ซึ่งจะทำให้คนเรียนเข้าใจง่ายกว่าที่จะอ่านหนังสือ แล้วทฤษฎีคุณค่อยกลับไปอ่านทีหลัง ผมจะอธิบายให้เห็นว่าปัญหาที่พบบ่อยคือ เรื่องเกียร์รวน ปรับไม่เป็น หรือปรับได้แต่ไม่ละเอียด มันสามารถจูนให้ละเอียดมากกว่านั้น หรือเรื่องชุดขับเคลื่อน ชุดเบรก ซึ่งจะอยู่ในคอร์สเหมือนกัน อีกปัญหาหนึ่งคือ เรื่องปะยาง ซึ่งปะแล้วมันไม่อยู่ เกิดจากเราขัดหน้ายางไม่เรียบ ผิวยังขรุขระอยู่ ทำให้สตีมไม่สนิท เลยทำให้รั่ว”

ฟังแบบนี้ ดูเหมือนว่าการซ่อมจักรยานไม่ยากเลย ประเด็นนี้ คุณสรวัชร์ ย้ำว่า “เป็นเรื่องไม่ยาก แต่ต้องเข้าใจเรื่องรถว่ามีชิ้นส่วนอะไรที่สำคัญ การจะเป็นช่างซ่อมจักรยานได้อันดับแรกเลยคือ การบิวท์ล้อ การจูนล้อ คล้ายๆ กับการตั้งศูนย์ล้อ เป็นงานที่หินสุด หัวใจสำคัญทั้งหมดของจักรยานคือจุดหมุนทั้งหมด มีกะโหลก ถ้วยคอ ล้อ เกียร์ เป็นต้น อย่างการไขว้ล้อจักรยานจะมี 2 แบบ 1. อเมริกันสไตล์ แบบมอเตอร์ไซค์ จะแข็งแรงหน่อย 2. แบบชิมาโน่ จะต่างกัน”

ในสภาพที่ผู้คนนิยมขี่จักรยานนั้น เชื่อว่าคงมีบางคนที่สนใจอยากจะทำธุรกิจซ่อม เพราะดูแล้วอาจจะไม่ต้องใช้เงินลงทุนมากมายนัก หรือบางคนอาจจะอยากทำธุรกิจเกี่ยวกับจักรยานในส่วนของการขายอุปกรณ์ต่างๆ

เรื่องนี้ คุณสรวัชร์ แนะนำว่า “ถ้าทำธุรกิจเกี่ยวกับจักรยาน ควรเริ่มต้นทำจากเล็กๆ ก่อนดีกว่า ถ้าคนที่มีทุนแล้วจะจัดใหญ่เลยก็ได้ไม่มีปัญหา แต่เรื่องซ่อมบำรุงต้องให้เกิดความสมดุลกับร้าน คือ เปิดร้านแต่ไม่รับซ่อมจักรยานก็อยู่ไม่ได้ เพราะรายได้มาจากการซ่อมเยอะ พวกอุปกรณ์ตกแต่งต่างๆ แค่เป็นรายได้เสริมเข้ามา แต่รายได้หลักของร้านคือ ซ่อม ตอนนี้ถ้าจะเปิดร้านซ่อมจักรยานก็ทำได้แต่อาจจะมีคู่แข่งเยอะหน่อย ดังนั้น ต้องทำร้านให้คนรู้จัก ต้องทำให้เป็นหนึ่ง เพื่อให้คนมาหาเราให้ได้

อันดับแรกในการตั้งร้านคือ ต้องคำนึงถึงทำเล ถ้าได้ทำเลดี ลูกค้าก็โอเค แต่ถ้าเจอทำเลไม่ดีก็เงียบ อย่างที่ร้าน Velo Thailand ถือว่าทำเลดี ลูกค้าเยอะ เพราะอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยว ตรอกข้าวสาร สนามหลวง อยู่ในย่านที่ปั่นรอบเกาะรัตนโกสินทร์”

เปิดร้านซ่อมใช้งบ 1-2 แสนบาท

หากอยู่ในวงการจักรยาน จะเห็นว่าเวลานี้ร้านซ่อมจักรยานตั้งขึ้นมาเยอะกว่าแต่ก่อน ร้านส่วนใหญ่มักเป็นคนที่ชื่นชอบจักรยาน ซึ่งล้วนเป็นผู้ประกอบการหน้าใหม่ สำหรับจุดเด่นของ Velo Thailand คุณสรวัชร์ บอกว่า “เรื่องการซ่อม เราดูแลเหมือนรถเราเอง เราไม่ค่อยปล่อยผ่าน ถ้าเห็นว่า ยังทำไม่ดี ก็จะไม่ปล่อยผ่าน”

กับคำถามที่ว่า ถ้ามีรายใหม่ต้องการเปิดร้านซ่อมจักรยานนั้น ควรจะมีงบประมาณสักเท่าไร คุณสรวัชร์ ระบุว่า

ถ้าเปิดร้านซ่อมอย่างเดียว ควรจะมีเตรียมไว้ที่ 100,000-200,000 บาท ซึ่งในอนาคตธุรกิจนี้ก็ยังดีอยู่แต่คงจะไม่เป็นแบบดังตูมตาม น่าจะไปได้เรื่อยๆ

แม้ว่าจะอยู่ในวงการจักรยานมานาน แต่เจ้าตัวยังไม่มีร้านจักรยานเป็นของตัวเอง เขาจึงวางแผนไว้ว่าในอนาคตอยากจะมีร้านสักร้าน แต่ต้องรอความพร้อมเรื่องทุนก่อน

“ตอนนี้ผมก็มีกิจการเทควันโด กับการเป็นครูฝึกสุนัข อย่างเทควันโด ผมเปิดสอนคอร์สต่อเดือน เดือนละ 1,600 บาท เรียนกี่ครั้งก็ได้ไม่ได้นับชั่วโมง เริ่มต้นจากสายขาว เหลือง เขียว ฟ้า น้ำตาล แดง ดำ เรียนประมาณเกือบ 2 ปี ถึงจะได้สายดำ ตัวผมเองได้สายดำดั้ง 4 ส่วนฝึกสุนัข ทำมา 8-9 ปีแล้ว ฝึกทุกสายพันธุ์ ผมเรียนรู้จากกองทัพบก เมื่อก่อนไปเข้าโครงการอบรม ตอนนี้ทำของตัวเอง ชื่อ HP training dog ฝึกที่บ้านแถวบางกรวย เนื้อที่ไม่ได้มาก เน้นฝึกสุนัขพันธุ์เล็ก แต่ถ้าเป็นสายพันธุ์ใหญ่ก็ต้องมีสนาม มีพื้นที่หน่อย”

สนใจอยากรู้เรื่องจักรยาน หรือใช้บริการอื่นๆ ของ คุณสรวัชร์ ชยาเมธีสุรัตน์ อดีตแชมป์ดาวน์ฮิลล์ โทรติดต่อสอบถามได้ที่ (081) 136-9228

 

“อานาปานา” ชุดปฏิบัติธรรม ของคนหัวใจธรรมะ กุมภาพันธ์ 14, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07036151156&srcday=2013-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 337

ช่องทางสร้างอาชีพ

สดุจตา

“อานาปานา” ชุดปฏิบัติธรรม ของคนหัวใจธรรมะ

“ไม่ว่าจะเดินทางไปปฏิบัติธรรมที่ไหน วัดไหน อย่างเดินทางไปประเทศอินเดีย สถานที่ที่เรียกว่าเคร่งครัด ชุดของ อานาปานา ก็จะผ่าน”

หลายปีก่อน คุณเป็นสุข เมฆวิบูลย์ หรือ คุณอ้อม เดินทางไปปฏิบัติธรรมคอร์สของคุณแม่สิริ กริณชัย จนรู้สึกว่าได้คำตอบเกี่ยวกับชีวิต จึงหวังให้คนใกล้ชิดมีโอกาสเข้าใจเฉกเช่นเดียวกัน

การชักชวนจึงเริ่มต้นขึ้น ซึ่งคนในครอบครัวเห็นพ้องต่างลงมือจัดกระเป๋า แต่ด้วยความฉุกละหุก มีเวลาในการจัดเตรียมซื้อหาข้าวของเครื่องใช้น้อย โดยเฉพาะชุดปฏิบัติธรรม ซึ่งทั้งในส่วนของรูปแบบเนื้อผ้าที่เหมาะสม และแหล่งซื้อหาได้ไม่ง่ายนัก จึงติดๆ ขัดๆ

และนี่จึงเป็นที่มาของ “อานาปานา” ชุดปฏิบัติธรรม ที่เข้าใจนักปฏิบัติธรรม

คนเข้าใจธรรมะ

ทำชุดปฏิบัติธรรม

การปฏิบัติธรรมที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ยิ่งเข้าใจลึกซึ้ง เกิดความศรัทธา จนรู้ว่าเส้นทางสายนี้ไม่อาจทอดทิ้งได้ และในขณะเดียวกันก็คิดถึงการส่งต่อ

การชักชวนให้คนรู้จักเดินสู่เส้นทางสายนี้เป็นสิ่งที่คุณเป็นสุข ทำมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็รู้สึกว่าการโน้มน้าวเป็นเรื่องที่เหนื่อยและไม่สันทัด เพราะการจะเข้าไปเปลี่ยนความคิดของคนคนหนึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย จึงเป็นเหตุให้คิดว่า ถ้าอย่างนั้นจะมีวิธีใดที่สามารถส่งเสริมให้ผู้สนใจไปปฏิบัติธรรมเกิดความสะดวก

“ตอนนั้นหันมามองเรื่องของเสื้อผ้าสำหรับใส่ปฏิบัติธรรม ทำไมถึงต้องเป็นเสื้อผ้า เพราะครอบครัวของอ้อมทำธุรกิจเสื้อผ้าส่งออก อย่าง ชุดยูนิฟอร์ม อยู่ก่อนแล้ว ตัวอ้อมเอง หลังเรียนจบด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์ จาก University of Melbourne ประเทศออสเตรเลีย ก็ได้เข้ามาช่วยกิจการของครอบครัว ซึ่งพอทำงานด้านนี้ได้ระยะหนึ่งก็เริ่มศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดการแพตเทิร์น”

จากได้อยู่วงการเสื้อผ้ามานาน ส่งผลให้มองเห็นรายละเอียดและสิ่งที่ควรมีควรเป็นในเสื้อผ้าแต่ละชิ้น โดยเฉพาะกับชุดปฏิบัติธรรม ต้องมีขนาดพอดี สวมใส่สบาย เนื้อผ้าต้องได้คุณภาพ การออกแบบต้องเอื้อประโยชน์ใช้สอย

“เมื่อการโน้มน้าวใจไม่ใช่สิ่งที่ถนัด จึงคิดว่าถ้าอย่างนั้นหันมาอำนวยความสะดวก กับผู้ที่คิดจะเดินสู่เส้นทางสายนี้ ส่วนหนึ่งก็ถือเป็นการต่อยอดธุรกิจเดิมด้วย ซึ่งกำลังผลิต ทักษะ ทุน มีพร้อมอยู่แล้ว”

เมื่อเห็นภาพความน่าจะเป็นชัดเจนขึ้น “อานาปานา” จึงถึงคราวเริ่มต้น แต่กระนั้นในช่วงแรกของการผลิตยังทำไว้เพื่อสวมใส่เองก่อน

“เราเรียกว่า อานาปานา Be light and breathe ซึ่งโจทย์เรื่องตัวสินค้ามีแล้ว เราอยากได้ชุดปฏิบัติธรรมที่โดนใจจริงๆ เพราะต้องใส่เองด้วย ต้องใส่สบายตัว ดูสบายตา เรียบร้อย รูปแบบก็ต้องเหมาะสมกับกิจกรรมที่ต้องทำเวลาไปปฏิบัติธรรมหรือไปวัด และที่สำคัญ ต้องหาซื้อง่าย เพราะเราทำงาน 7 วัน จะไม่ค่อยมีเวลาไปหาซื้อไกลๆ และก็เป็นจังหวะพอดี ที่มีโอกาสเข้าเรียนเรื่องการจัดการธุรกิจเสื้อผ้าแบบครบวงจร ก็เลยได้เริ่มทำแผนธุรกิจและค่อยๆ ฟูมฟัก อานาปานา แต่ก็ ลองทำ ลองใส่ ลองใช้ กันอีกหลายปีเหมือนกัน พอเริ่มมั่นใจจึงผลิตเพื่อจำหน่าย”

สวมใส่ถูกระเบียบ

สนุกในธรรม นำชีวิต

ด้วยเพราะครอบครัวทำธุรกิจผลิตจำหน่ายเสื้อผ้ามาก่อน ฉะนั้น หากจะกล่าวถึงการลงทุนกับ อานาปานา จึงไม่ใช่เรื่องหนักใจ เพราะเพียงมีเงินทุนหมุนเวียนไว้สำหรับซื้อวัตถุดิบ ซึ่งคุณเป็นสุข ว่า ประมาณ 1 ล้านบาท “เงินจำนวนนี้ก็ถือว่ามาก เพราะการสั่งซื้อวัตถุดิบต้องอาศัยจำนวน จึงจะได้ราคาถูก ส่วนการผลิตก็ต้องมีจำนวนเช่นกัน”

ทั้งนี้ คุณเป็นสุข ยังได้กล่าวถึงแหล่งซื้อวัตถุดิบว่า มาจากหลายแห่ง “ที่เห็นเสื้อผ้าสำเร็จรูปเนื้อสีขาว แต่ในความจริงแล้วจะมีเนื้อผ้ามาผสมผสานกันหลายชนิด ฉะนั้น วัตถุดิบจึงมาจากหลายแห่ง ซึ่งผู้ที่จะทำตรงนี้ต้องศึกษาข้อมูลพอสมควร เพราะเป็นเรื่องค่อนข้างจุกจิก อย่างผ้าสำหรับคลุมไหล่ก็จะต้องสั่งจากเมืองนอก เพราะคุณภาพดี เนื้อนิ่ม อุ่น ซึ่งประเทศไทยไม่มี”

กล่าวมาถึงตรงนี้ จึงขอถามถึงสินค้าที่มีไว้บริการ ซึ่งคุณเป็นสุข ว่า ครอบคลุมนำไปใช้เวลาปฏิบัติธรรม แต่หลักๆ จะเน้นเสื้อผ้าสวมใส่แบบเป็นทางการ “ไม่ว่าจะเดินทางไปปฏิบัติธรรมที่ไหน วัดไหน อย่างเดินทางไปประเทศอินเดีย สถานที่ที่เรียกว่าเคร่งครัด ชุดของ อานาปานา ก็จะผ่าน”

นอกจากนั้นยังมีชุดสบายๆ สำหรับสถานปฏิบัติธรรมที่ไม่เคร่งมากนัก ซึ่งนอกจากจะสวมใส่เพื่อปฏิบัติธรรมแล้ว ยังสามารถใส่เล่น ใส่เที่ยว หรือใส่ไปทำงานได้ด้วย อย่างเสื้อยืดโปโลสีขาวล้วน

“เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ชื่อว่า สนุกในธรรม เป็นเสื้อผ้าสำหรับสวมใส่ได้ทุกวัน เนื้อนุ่ม หลากสี โดยมีข้อความแฝงธรรมะอยู่บนเสื้อผ้า กับการออกผลิตภัณฑ์สนุกในธรรมนี้เกิดขึ้นเพราะมองว่า การปฏิบัติธรรมแท้จริงแล้วสุดท้ายก็คือ การนำธรรมะไปใช้ในชีวิตประจำวัน สนุกในธรรม จึงเสมือนเครื่องเตือนใจ เป็นการบอกกันเบาๆ เพื่อเรียกสติ”

คุณเป็นสุข ยังกล่าวถึงการออกแบบเสื้อในชื่อ สนุกในธรรม ว่าต้องการให้ผู้สวมใส่เกิดความสนุก เพราะแท้จริงแล้วคนที่สนใจธรรมะ ไม่ได้หมายความว่าต้องเคร่งเครียด ฉะนั้น การออกแบบเสื้อผ้าในกลุ่มสนุกในธรรม จึงมีการล้อเล่น ใส่สัญลักษณ์ สี เบาๆ หวานๆ ผสมผสาน เพื่อสื่อให้เห็นว่าธรรมะเป็นสิ่ง เบา สบาย

ออกแบบเอื้อกิจกรรม

มุ่งหมายคนรุ่นใหม่

ด้วยการทำงานที่เอาใจใส่ในรายละเอียด พิถีพิถัน จุดนี้จึงเรียกลูกค้าให้หันมามองและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของอานาปานา บวกกับราคาที่ไม่สูงจนเกินเอื้อม

“การออกแบบตัดเย็บสำคัญมาก อย่างกางเกงนั่งสมาธิ เนื้อจะนิ่ม สวมใส่สบายตัว ไม่อบร้อน ทนทาน เก็บรายละเอียดอย่างดี เวลานั่งสมาธิก็จะไม่ติดขัด หรืออย่างเวลาก้มกราบจะไม่โป๊ ในขณะเดียวกันก็ไม่รุ่มร่าม ซึ่งไม่เฉพาะกางเกง อย่างกระโปรงป้าย ก็ออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาที่นักปฏิบัติธรรมเคยเจอ ผ้าจะตัดมาพอดี เนื้อผ้าต้องได้คุณภาพ ไม่ต้องพึ่งซับใน เวลาซักตากจะไม่ยับมาก ไม่ต้องพึ่งเตารีด ทั้งยังสวยและเรียบร้อย เรียกว่าทุกจุดผ่านการปรับปรุง ต้องตอบโจทย์ผู้สวมใส่ได้มากที่สุด นี่คือกระบวนการคิดที่วิเคราะห์ออกมา”

แน่นอนว่ากลุ่มเป้าหมายหลักของอานาปานา คือผู้ปฏิบัติธรรม ซึ่งก็มีรองรับไม่เฉพาะสำหรับผู้ใหญ่เท่านั้น แต่สำหรับเด็ก 3 ขวบขึ้นไปก็มีไว้บริการ ไปจนถึงขนาดผู้ใหญ่ไซซ์พิเศษ แต่กระนั้นหากจะให้ระบุช่วงวัยที่มีการสั่งซื้อมากสุด คุณเป็นสุข ว่า คือกลุ่มคนรุ่นใหม่ “มองกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ เพราะถ้าคนรุ่นเก่า เขาเข้าวัดอยู่แล้ว จะรู้หลักรู้วิธี แต่คนรุ่นใหม่ มีอะไรต้องทำเยอะแยะไปหมด ฉะนั้นสิ่งที่จะตอบโจทย์เขาได้คือ ง่าย สะดวก ด้วยเหตุนี้เราจึงเลือกที่ขายผ่านออนไลน์เป็นหลัก เพราะกลุ่มเป้าหมายน่าจะใช้อินเตอร์เน็ตได้คล่อง นอกจากนั้นจะมีแฟนเพจ ในเฟซบุ๊ก โดยอันหนึ่งสำหรับแสดงสินค้า อีกอันหนึ่งเพื่อแบ่งปันข้อธรรมที่เราได้พบ ได้รู้จากการปฏิบัติธรรมของเราค่ะ”

แม้เบื้องต้น อานาปานา จะไม่เป็นที่รู้จักมากนักในโลกออนไลน์ ซึ่งวัดจากยอดขายเดือนละ 10,000 กว่าบาท แต่กระนั้น คุณเป็นสุขก็เลือกที่จะเดินบนหนทางนี้ ด้วยเพราะได้กำลังใจจากผู้ซื้อที่สังเกตเห็นว่า 80 เปอร์เซ็นต์ คือลูกค้าเก่าที่ยังคงอุดหนุนกันอยู่ นั่นแสดงว่า สินค้ามีโอกาสก้าวต่อไปได้ จนกระทั่งในวันนี้ยอดขายของอานาปานา ขยับขึ้นมา และมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ คุณเป็นสุข ยังได้กล่าวถึงผลกำไรในการประกอบธุรกิจว่า อยู่ราว 20-40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ไม่มากมาย ถ้าเทียบกับกระบวนการทำงาน และสำคัญคือผู้ประกอบการต้องมีสายป่านด้านเงินทุนยาวพอ กับการสต๊อกวัตถุดิบ

ปัญหามี แต่ไม่ท้อ

เดินหน้าต่อ เพราะเป็นสุข

ปัญหา คือสิ่งที่คนทำธุรกิจต้องเจอ ในส่วนของอานาปานานั้นหลักๆ จะประสบกับปัญหาคัดสรรวัตถุดิบ นั่นก็คือ เนื้อผ้า ซึ่งกว่าจะลงตัวใช้เวลาค่อนข้างนาน

“เราไม่ได้ดูที่ราคาขายถูก แต่ต้องเลือกโรงงานผลิตที่รักษามาตรฐาน และจำหน่ายสินค้าให้ในราคายุติธรรม เพราะมันไม่มีประโยชน์ที่จะกดราคากันต่ำๆ เพื่อให้เขามาตัดต้นทุนแล้วทำวัตถุดิบออกมาคุณภาพไม่ดี ซึ่งเรามองว่าคุณภาพคือความยั่งยืน คุณแม่จะสอนเสมอว่า ค้าขาย ทุกฝ่ายต้องอยู่ได้ ไม่ว่า ลูกน้อง คู่ค้า ลูกค้า หรือแม้แต่คู่แข่ง บางคนเป็นเพื่อน มีอะไรช่วยเหลือกัน ซึ่งตรงกับหลักธรรม คือ เราจะไม่ต้องเบียดเบียนใครไปสู่ความสำเร็จ เงินมันทำให้ชีวิตมีทางเลือกเยอะขึ้น แต่ต้องไม่เผลอให้มันมาเป็นต้นเหตุของทุกข์”

ดังได้กล่าวไว้แล้วว่า ความพิถีพิถันคือสิ่งที่อานาปานา มุ่งมั่นตั้งใจ ซึ่งคุณเป็นสุข ว่า ในแต่ละแบบจะมี 5 ขนาด ซึ่งหลักการทำงานคือจะต้องทดลองให้คนที่มีรูปร่างทั้ง 5 ขนาด มาสวมใส่จริง เพื่อดูความเหมาะสมและความสบาย

“ชุดปฏิบัติธรรมไม่เหมือนเสื้อผ้าทั่วไป เพราะอาจต้องสวมใส่ไว้จนครบวัน ไม่ได้เปลี่ยน ฉะนั้น ต้องไม่อึดอัด ซึ่งในขั้นตอนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ค่อนข้างใช้เวลานานมาก ซึ่งเวลาที่เราทำไปก็จะมีเสียงตอบรับมาให้ได้ขบคิด แก้ไข ซึ่งก็ต้องบอกว่า อานาปานา ได้ปรับปรุงมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งได้แพตเทิร์นต้นแบบที่ถูกใจ จึงนำเข้าสู่กระบวนการผลิต จากนั้นก็ต้องนำมาตรวจคุณภาพอีกครั้ง ก่อนบรรจุสต๊อกไว้รอจำหน่ายต่อไป”

คุณเป็นสุข ยังกล่าวถึงปัญหาอีกประการ คือ ระยะเวลาการเกิดของอานาปานา มาถึงวันนี้ประมาณ 9 เดือน ฉะนั้น การรับรู้แม้จะมากขึ้น แต่ก็ถือว่าไม่กว้างมากนัก “อานาปานา ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ก็จะพ่วงไปเรื่อง SEO (การทำให้เว็บไซต์อยู่ในอันดับที่ดีที่สุดของหน้าแสดงผลการค้นหาใน Search Engine ชั้นนำ) ซึ่งเราขายผ่านระบบออนไลน์จึงหนีตรงนี้ไปไม่ได้ ในขณะที่เราไม่มีความรู้ ฉะนั้น จึงต้องฝึกฝนตัวเอง มีเวลาก็ต้องอ่านๆๆ ทดลองแก้ไขไปเรื่อยๆ แต่ถึงแม้จะเป็นปัญหา เราก็มองว่าคือโจทย์ที่ต้องใช้เวลาพิสูจน์ตัวเอง ค่อยๆ ทำ ฝึกทักษะการค้าปลีก อดทน เพราะกับ อานาปานา เราไม่ได้ทำเพียงแค่ฉาบฉวย”

ปิดท้ายคำถามถึงจุดมุ่งหมายในอนาคตของ อานาปานา คุณเป็นสุข วางไว้เช่นไร ซึ่งก็ได้รับคำตอบดังนี้ “ก่อนอื่นต้องทำให้ อานาปานา เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปก่อน และถ้ายอดขายยังโตได้ดี ก็มีอีกหลายอย่างที่คิดไว้ว่าจะทำ แต่เป้าหมายสูงสุดคือ ทำให้คนหันมาปฏิบัติธรรมให้มากขึ้น เราอยากให้คนเข้าใจการปฏิบัติธรรมจริงๆ ซึ่งเชื่อว่าจะส่งผลทำให้สังคมดีขึ้น และสุดท้ายธุรกิจของเราและของผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องในสายนี้ก็จะอยู่ได้ ซึ่งมันไม่ใช่ทุกคนที่สามารถยืนอยู่ในจุดนี้ อยู่อย่างที่เราทำ ต้องมีจังหวะ เวลา ดังนั้น เมื่อเรามีโอกาสได้ทำ ตราบใดที่ยังอยู่ตรงนี้ ก็ขอทำให้เต็มที่ค่ะ”

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ผลิตจำหน่ายชุดปฏิบัติธรรม และสินค้าที่เกี่ยวข้อง

ลักษณะกิจการ เอสเอ็มอี

ชื่อกิจการ อานาปานา

เจ้าของกิจการ คุณเป็นสุข เมฆวิบูลย์

ผลิตภัณฑ์ ชุดปฏิบัติธรรม ผ้าคลุมไหล่ สไบ ผ้าคลุมตัก ถุงเท้า เป็นต้น

ราคาขายสินค้า หลักสิบ ไปจนถึงประมาณ 280 บาท

เงินทุนหมุนเวียน ประมาณ 1 ล้านบาท (สำหรับซื้อวัตถุดิบ)

จุดเด่น คุณภาพของเนื้อผ้า และการออกแบบที่เหมาะต่อการสวมใส่

แรงงานผลิต ประมาณ 30 คน

วัตถุดิบ ผ้า

แหล่งซื้อวัตถุดิบ โรงงานผู้ผลิต

เครื่องมืออุปกรณ์ อุปกรณ์ใช้ในการตัดเย็บ

กลุ่มเป้าหมาย อายุ 3 ขวบขึ้นไป จนถึงวัยผู้ใหญ่

ช่องทางจำหน่าย ผ่านระบบออนไลน์ http://www.anapanashop.com, http://www.facebook.com/shop.anapana/ และ http://www.facebook.com/anapana.breathe/

สถานที่ติดต่อ เลขที่ 33 หมู่ 3 ซอยเงินอุดม แขวงบางเชือกหนัง เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170

โทรศัพท์ (082) 160-6764

 

บ๊อกบุรี ขายกระดาษ 3 มิติ ผ่านเว็บไซต์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07040151156&srcday=2013-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 337

ช่องทางสร้างอาชีพ

ปาณตะวัน pantawan@hotmail.com

บ๊อกบุรี ขายกระดาษ 3 มิติ ผ่านเว็บไซต์

เปรม หะทัยธรรม หนุ่มหน้าใสวัย 28 ปี ผู้หลงเสน่ห์และบุคลิกของหนุมาน จึงจับหนุมานมาสร้างเป็นโมเดลผ่านจอคอมพิวเตอร์ ใส่ลวดลายและสีสันจนหนุมานกลายเป็นพระเอกรูปหล่อ อาศัยความรู้ด้านกราฟิกดีไซน์ และความรู้จากอาชีพสร้างโมเดลตัวการ์ตูนบนเกมคอมพิวเตอร์ของเกาหลี มาใช้ในการสร้างโมเดลของหนุมาน เพื่อทำหุ่นจำลองหนุมานแบบ 3 มิติ ผ่านกระดาษ A4 จำนวน 7 แผ่น เมื่อนำกระดาษ 7 แผ่น มาพับตามตำแหน่งที่ระบุไว้ จะได้หนุมานเหมือนจริง 1 ตัว ที่มีสีสันและลวดลายโชว์ความเป็นไทยอย่างโดดเด่น

เปรมเรียกผลงานหุ่นกระดาษจำลอง แบบ 3 มิติ ผ่านแผ่นกระดาษ A4 ในแนวนี้ว่า “โมเดลกระดาษ” เขาสร้างโมเดลกระดาษผ่านรูปลักษณ์ของหนุมาน โดยจัดทำเป็นชุด ชุดหนึ่งมีกระดาษ 9 แผ่น เป็นโมเดลสำหรับพับหนุมาน 7 แผ่น ส่วนอีก 2 แผ่น เป็นภาพปกและคู่มือบอกวิธีการพับให้เป็นภาพ 3 มิติ ขายผ่านเว็บไซต์ชุดละ 170 บาท หนุมาน 3 มิติ ถูกขายผ่านเว็บไซต์ http://www.boxburi.com มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 4,000-5,000 บาท และในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หนุมานกระดาษของเขาถูกขายไปแล้วกว่า 1,000 ตัว โดยมีแบรนด์ Boxburi หรือออกเสียงเป็นไทยว่า “บ๊อกบุรี” หรือออกเสียงเป็นญี่ปุ่นว่า “บ๊อกบูริ” ซึ่งเป็นโลโก้ประจำผลิตภัณฑ์

โมเดลกระดาษ 3 มิติ

นอกเหนือจากโมเดลหนุมานแล้ว ยังมีโมเดลกระดาษอีกหลายตัว แบ่งเป็น 3 แบบ ได้แก่ แบบที่ 1 จะเป็นโมเดลไทยๆ แบบนิ่งๆ พับแล้วตั้งโชว์ แบบที่ 2 เป็นตุ๊กตาที่ขยับหัวส่ายไปมาได้ โดยจะมีโซลาร์เซลล์อยู่ข้างใน แบบที่ 3 เป็นโมเดลแบบมีกลไก ไม่ต้องใช้โซลาร์เซลล์ แค่ใช้หนังสติ๊กมัดแล้วใช้มือกดหุ่นก็ขยับได้ เปรมอธิบายถึงเคล็ดลับในการทำโมเดลกระดาษ 3 มิติไว้ดังนี้

“ถ้าคนที่ไม่เคยทำเกมมาก่อน จะทำไม่ได้ คือต้องใช้ทักษะเฉพาะด้าน คนที่ทำโมเดลเกมออนไลน์จะมีเทคนิคเฉพาะ เริ่มต้นต้องสเกตช์ภาพในกระดาษก่อน หลังจากนั้นเราก็มาปั้นโมเดล 3 มิติในคอมพิวเตอร์ คล้ายๆ ปั้นดินน้ำมัน แต่ปั้นในจอคอมพิวเตอร์แทน เราต้องดีไซน์โมเดลให้มีเหลี่ยมน้อยที่สุด ตัดทอนรายละเอียดให้เหลือน้อยที่สุด แต่การทำลวดลายจะต้องใส่รายละเอียดให้มากที่สุด ซึ่งตรงกันข้ามกัน หลังจากทำโมเดลเสร็จแล้ว ก็มาวาดลายลงไป พอวาดลายเสร็จก็จับมาวางบนกระดาษ มาคลี่บนกระดาษ ให้มันพอดีกับกระดาษ แล้วนำมาแต่งในคอมพิวเตอร์อีกที เพื่อดูว่าตรงนี้เป็นชิ้นที่เท่าไหร่ เบอร์อะไร เราจะใช้วัสดุประเภทกระดาษอาร์ตมันประมาณ 160-250 แกรม หลังจากนั้นพิมพ์ด้วยระบบเลเซอร์จะมีคุณภาพเทียบเท่ากับการพิมพ์จากโรงพิมพ์ แต่ถ้าตัวไหนขายดี เราก็จะส่งโรงพิมพ์ล็อตหนึ่งประมาณ 2,000 ชุด”

งานอดิเรกทำรายได้ชิลๆ

เปรม ยอมรับว่า กิจการหลักของครอบครัวคือขายวัสดุก่อสร้าง การทำโมเดลกระดาษขายผ่านเว็บไซต์เป็นแค่งานอดิเรกที่ทำด้วยความชอบส่วนตัว แม้จะเป็นแค่งานอดิเรก แต่ก็เริ่มแตกไลน์เป็นของชำร่วยแจกในงานแต่งงาน โดยทำโมเดลหุ่นกระดาษ 3 มิติใส่หน้าเจ้าบ่าว-เจ้าสาวแทน เป็นการรุกตลาดของชำร่วยของคนรุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง

การขายกระดาษเพื่อนำไปพับเป็นหุ่น 3 มิติ ผ่านเว็บไซต์นั้น ทำให้เปรมได้รู้ความจริงว่า กลุ่มลูกค้าของเขาคือใครบ้าง ตอนแรกเขายอมรับว่าไม่เป็นเรื่องธุรกิจ ไม่รู้ว่าจะขายใคร รู้แต่ว่าชอบทำ ทำมาแล้วกองเยอะแยะจึงอยากหาทางระบายออก และเว็บไซต์ก็คือทางออกของเขา และเว็บไซต์อีกนั่นแหละที่ตอบโจทย์ที่เขาค้างคาใจว่าลูกค้าของเขาคือใคร คำตอบที่ได้จากยอดสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์นั้น ชี้เบาะแสให้เขารู้ว่า ลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มพวกชอบของประดิษฐ์ ชอบตัวต่อเลโก้ ชอบตัวต่อจิ๊กซอว์ ซึ่งกลุ่มนี้มีจำนวนมากพอสมควร มีการโพสต์ภาพและพูดคุยกันผ่านเว็บไซต์

เปรมจึงนำโมเดลกระดาษของเขาซึ่งมีทั้งหนุมาน ตุ๊กตาสวัสดี หงส์กระดาษ แมวกวัก เป็นต้น ไปโพสต์บนเว็บไซต์ ทำให้ผลงานของเขามียอดสั่งซื้อเรื่อยๆ และมีออร์เดอร์จำนวนมากเพื่อนำไปขายต่อก็มีเช่นกัน นักลงทุนหน้าใหม่รายนี้ เป็นเด็กหนุ่มที่มีอนาคต เขาไม่ได้ขายหุ่น 3 มิติของเขาไปวันๆ แต่เขาวางแผนอนาคตที่จะปั้นโมเดลกระดาษที่บ่งบอกความเป็นไทย เพื่อสร้างเกมในมือถือและในงานอื่นๆ ที่เขายังไม่เปิดเผย โดยมีเพื่อนวัยเดียวกันร่วมทีมสร้างสรรค์อย่างเงียบๆ

เปรม หะทัยธรรม เจ้าของโมเดลกระดาษภายใต้แบรนด์ Boxburi ปิดท้ายด้วยน้ำเสียงแห่งความมุ่งมั่นว่า “ผมจะทำทุกขั้นตอนด้วยความตั้งใจและความมุ่งมั่น จะเนรมิตกระดาษให้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ขยับได้จากฝีมือคนไทย และการออกแบบโมเดลที่ใช้เอกลักษณ์ความเป็นไทย จะถูกนำมาสร้างชื่อให้ประเทศไทยได้เป็นที่รู้จักไปยังทั่วโลก”

เปรม หะทัยธรรม

บ๊อกบุรี/โมเดลกระดาษ

เลขที่ 923/7ก. ถนนเอกชัย ตำบลมหาชัย อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร 74000

โทรศัพท์ (089) 792-7154

e-mail : boxburi@gmail.com

http://www.boxburi.com