จากนักธุรกิจ ผันตัวสู่ เกษตรกรออร์แกนิก สร้างสินค้าพรีเมี่ยม ตีตลาดกำลังซื้อสูง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07037010657&srcday=2014-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 350

ช่องทางสร้างอาชีพ

เสาวลักษณ์ สวัสดิ์กว้าน รูป/เรื่อง

จากนักธุรกิจ ผันตัวสู่ เกษตรกรออร์แกนิก สร้างสินค้าพรีเมี่ยม ตีตลาดกำลังซื้อสูง

การทำการเกษตรอินทรีย์นั้น เป็นการเปิดโอกาสสู่การทำธุรกิจได้มากทีเดียว หากมีการปฏิรูปเกษตรกรรม ระบบการกระจายสินค้า และกลยุทธ์ทางการตลาด แล้วให้เกษตรกรติดต่อกับผู้บริโภคโดยตรง จะช่วยให้สินค้าเกษตรกระจายถึงมือผู้ซื้อได้มากขึ้น

“วันนี้คุณโอกะ ได้พิสูจน์ด้วยตนเองแล้วว่า เขาสามารถสร้างธุรกิจจากมือเปล่า ในดินแดนต่างถิ่นเกิด ให้สำเร็จด้วยความมุมานะ พยายามอย่างยิ่ง และจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้ผู้ที่เป็น หรือกำลังจะเป็นเอสเอ็มอีของไทย”

นี่เป็นคำนิยมของ คุณฤทธิ์ ธีระโกเมน ประธานกรรมการ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ในหนังสือ “Organic Farm สิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นที่ไร่” ที่เขียนขึ้นโดย คุณโช โอกะ นักธุรกิจชาวญี่ปุ่น ที่ผันตัวเองมาเป็นเกษตรกร ทำการเกษตรออร์แกนิก ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัจจุบันกระแสสินค้าออร์แกนิกมีมากขึ้น ได้รับการตอบรับมากขึ้น และหากใครที่สามารถทำได้สำเร็จ นั่นหมายความว่า จะสามารถสร้างสินค้าให้อยู่ในเกรดพรีเมี่ยม สามารถขายได้ในช่องทางการตลาดที่สูงขึ้น

คุณโอกะ เผยว่า การทำการเกษตรอินทรีย์นั้น เป็นการเปิดโอกาสสู่การทำธุรกิจได้มากทีเดียว หากมีการปฏิรูปเกษตรกรรม ระบบการกระจายสินค้า และกลยุทธ์ทางการตลาด แล้วให้เกษตรกรติดต่อกับผู้บริโภคโดยตรง จะช่วยให้สินค้าเกษตรกระจายถึงมือผู้ซื้อได้มากขึ้น คนหนุ่มสาวก็จะกลับไปทำมาหากินที่บ้านเกิด

ปัจจุบัน นอกจากทำไร่ที่ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ในชื่อฮาร์โมนี ไลฟ์ ออร์แกนิค ฟาร์ม แล้ว คุณโอกะยังได้เปิดร้านซัสเทน่า ออร์แกนิก ช็อปแอนด์เรสเตอรองต์ ที่ซอยสุขุมวิท 39 กรุงเทพฯ เป็นสถานที่จำหน่ายผักผลไม้ และผลิตภัณฑ์ปลอดสารเคมีที่ผลิตจากฟาร์ม และร้านอาหารออร์แกนิก เปิดบริการแก่ผู้รักสุขภาพด้วย

ซึ่งเมื่อดูจากทำเลแล้ว สุขุมวิท 39 เป็นย่านที่ ผู้บริโภค มีกำลังซื้อสูง และยินดีที่จะจ่าย หากได้สินค้า ใน “เกรดพรีเมี่ยม” ที่รับประกันได้เต็มร้อยว่า จะปลอดภัยต่อสุขภาพ แม้ว่าราคาจะเพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัว

และนี่เองคือช่องทางของเกษตรอินทรีย์ จึงเป็นอีกช่องทางเอสเอ็มอีหนึ่งที่น่าสนใจ ด้วยประการทั้งปวง

กล่าวสำหรับ การเดินเข้าสู่เส้นทางเกษตรกรรมออร์แกนิกของคุณโอกะ ต้องย้อนกลับไป เมื่อ 18 ปีที่แล้ว คุณโอกะเป็นผู้จัดการบริษัทจำหน่ายอุปกรณ์ทางการแพทย์ สาขาในประเทศไทย ต้องไปประชุมตามสาขาต่างๆ เดินทางผ่านเขาใหญ่บ่อยครั้ง และด้วยอากาศที่เย็นสบายกว่ากรุงเทพฯ ปลอดโปร่ง ห้อมล้อมด้วยธรรมชาติ จึงตกหลุมรักเขาใหญ่เข้าอย่างจัง

คุณโอกะ บอกว่า ส่วนตัวลึกๆ อยากทำเรื่องสิ่งแวดล้อมมาตลอด เพราะรู้สึกว่า สิ่งแวดล้อมถูกทำลายไปเรื่อยๆ อาหารก็ปนเปื้อนสารเคมี

“ตลอดเวลาที่ผ่านมา เป้าหมายของมนุษย์คิดหวังให้ตัวเองมีความสุขฝ่ายเดียว สิ่งที่อยู่รอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นนก ปลา หรือสัตว์อื่นๆ ไม่เคยจะนึกถึง จึงได้ทำลายธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง จากผลลัพธ์ที่ผ่านมา ทำให้แม่น้ำเน่า ดินเสียถูกทำลายด้วยสารเคมี จึงทำให้เกิดผลเสียต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมอย่างมาก” คุณโอกะ เขียนอธิบายไว้

จากนักธุรกิจที่มีทั้งการงานและการเงินที่มั่นคง ผันตัวเองมาสู่อาชีพเกษตรกรที่ไม่แน่นอน และค่อนข้างลำบาก คุณโอกะ บอกว่า ยอมรับว่าต้องเจอกับสภาพนี้ และด้วยที่ไม่เคยทำงานด้านเกษตรกรรมมาก่อน จึงต้องอาศัยความกล้าเป็นอย่างมาก รวมทั้งต้องเตรียมเงินทุนไว้ส่วนหนึ่ง เพราะการทำการเกษตร ต้องเริ่มจากที่ดิน

คุณโอกะ บอกว่า ทำการเกษตรอินทรีย์ในช่วงแรกๆ มีแมลงเยอะมาก ซึ่ง 6-7 ปีแรก เป็นช่วงที่ลำบากมากที่สุด ปลูกไปเท่าไหร่ก็ตายหมด เงินที่เก็บสะสมไว้สำหรับการเริ่มต้นอาชีพใหม่ในครั้งนี้ก็ร่อยหรอลง ถึงกับต้องขายรถ เพื่อนำเงินมาจ่ายให้คนงานในไร่

กระทั่งมาถึงช่วงหนึ่ง คุณโอกะเฝ้าสังเกตพื้นที่เกษตรกรรม 50 ไร่ที่มีอยู่ ฝั่งหนึ่งมีแมลง ในขณะที่อีกฝั่งหนึ่งไม่มีแมลง จึงพยายามหาคำตอบว่า เกิดขึ้นจากอะไร

ในที่สุดก็พบว่า ฝั่งที่ไม่ถูกแมลงเข้าทำลาย จะเป็นฝั่ง ที่ผักแข็งแรงมากๆ จึงคิดว่าในตัวของผักเองมีพลังในการป้องกัน หรือที่เรียกว่า พลังของสิ่งมีชีวิต ดังนั้น จึงเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ จากเดิมที่พยายามไล่แมลงออกไปจากไร่ให้มากที่สุด ปรับมาเป็นการปลูกผักที่สร้างความแข็งแรงให้กับพืชผักมากที่สุด ทนทานที่สุด

“ความตั้งใจเดิมคือพยายามไล่แมลงออกไปให้ได้ แต่พอลองทำไปสักพัก แมลงก็จะกลับมาใหม่ วนเวียนอยู่อย่างนี้ จนค้นพบพลังของสิ่งมีชีวิต ซึ่งการทำให้พืชแข็งแรง ป้องกันตัวเอง ทำให้ปัจจุบันแทบจะไม่มีโรคแมลงเลย อย่างกะหล่ำปลี เป็นผักที่แมลงชอบมากที่สุด เดี๋ยวนี้ ผักสวยมาก และแมลงไม่ค่อยมายุ่ง ด้วยความแข็งแรงของผักเอง” คุณโอกะ เผย

วิธีที่จะทำให้พืชผักแข็งแรงนั้น คุณโอกะ บอกว่า ต้องทำให้ดินแข็งแรงอุดมสมบูรณ์ ด้วยปุ๋ยชีวภาพ ทั้งปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมัก รวมทั้งต้องบำรุงผักด้วยปุ๋ยเช่นเดียวกัน

ที่ไร่ของคุณโอกะ เลี้ยงไก่ไว้ 700 ตัว และวัว อีก 30 ตัว ซึ่งคุณโอกะ บอกว่า ไม่ได้เลี้ยงไว้กินเนื้อ แต่เลี้ยงไว้เก็บมูลวัว และมูลไก่ เพื่อเป็นปุ๋ยคอกชั้นดี

นอกจากนี้ น้ำที่ใช้ในไร่ในนา เป็นน้ำที่ได้จากการขุดลึกลงไปจากผิวดิน 150 เมตร ซึ่งเหตุที่ไม่ยอมใช้น้ำจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติ เนื่องจากไม่ทราบว่าในแหล่งน้ำนั้นๆ มีสารอะไรปนเปื้อนอยู่บ้าง

จะเห็นได้ว่า คุณโอกะพิถีพิถันทุกขั้นตอน ในการทำการเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้ได้ผลผลิตคุณภาพอย่างแท้จริง

คุณโอกะ บอกว่า การเกษตรในเมืองไทย ราว 99.8 เปอร์เซ็นต์ เป็นการเกษตรที่ใช้สารเคมี และไม่ใช่เป็นการใช้สารเคมีในลักษณะการรักษา แต่เป็นการใช้ในลักษณะป้องกันเลยทีเดียว นั่นคือ แม้ยังไม่มีโรคแมลงศัตรูพืชโจมตี ก็ฉีดพ่นกันแล้ว ซึ่งนับเป็นภาวการณ์ที่น่ากลัวมาก

สำหรับคุณโอกะแล้วเขาบอกว่า การทำเกษตรกรรมแบบออร์แกนิก จะต้องใจแข็งมาก นั่นหมายความว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม จะไม่มีการใช้สารเคมีเด็ดขาด

หากใครสักคนสนใจ หรือเกษตรกรสักคนสนใจเปลี่ยนแนวทางการทำการเกษตรมาเป็นเกษตรอินทรีย์ จะต้องทำอย่างไร เพราะดูแล้วเป็นรูปแบบการเกษตรที่ต้องลงทุนค่อนข้างมาก

คำถามนี้ คุณโอกะ บอกว่า เป็นคำถามที่ได้รับมาตลอด

ซึ่งคุณโอกะ ก็ตอบว่า “ตอบตรงๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่แนะนำได้คือ เราต้องใช้สมุนไพรให้เป็นประโยชน์ คือการปลูกสมุนไพรควบคู่ไปด้วย สมุนไพรเป็นกลุ่มพืชที่โรค แมลงไม่มายุ่งเลย อีกทั้งยังอาจจะมีรายได้จากสมุนไพรด้วย”

นอกจากนี้ คุณโอกะคิดค้นบะหมี่ผัก โมโรเฮยะ ในรูปของผักเพื่อสุขภาพ ซึ่งผักโมโรเฮยะ เป็นผักที่มีต้นกำเนิดจากประเทศอียิปต์ มีความหมายว่า ผักพระราชา เป็นผักที่มีวิตามิน เกลือแร่ และเส้นใยสูง จึงไม่แปลกที่จะได้ชื่อว่าเป็นผักเพื่อสุขภาพ

ใครที่สนใจ เข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.harmonylife.co.th หรือโทรศัพท์ (02) 721-7511-12

โช โอกะ ผู้เขียนหนังสือ “Organic Farm สิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นที่ไร่”

** เกิดปี พ.ศ. 2499 ที่จังหวัดมิยะซะกิ บนเกาะคิวชู ประเทศญี่ปุ่น เคยทำงานด้านผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ ซึ่งมีสาขากระจายอยู่ทั่วโลก เมื่อครั้งที่เป็นผู้จัดการสาขาในประเทศไทย ได้เดินทางผ่านเขาใหญ่บ่อยครั้ง รู้สึกประทับใจกับธรรมชาติของเขาใหญ่

** พ.ศ. 2541 ลาออกจากบริษัทผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ และตัดสินใจทำการเกษตรแบบไม่ใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงทุกชนิด

** พ.ศ. 2542 ก่อตั้งฮาร์โมนี ไลฟ์ ออร์แกนิค ฟาร์ม ซึ่งหมายถึงการใช้ชีวิตอย่างสอดคล้องกับธรรมชาติ

** พ.ศ. 2553 เปิดร้านซัสเทน่า ออร์แกนิก ช็อปแอนด์เรสเตอรองต์ ที่สุขุมวิท 39 กรุงเทพฯ จำหน่ายผักและผลไม้ปลอดสารเคมีที่ผลิตจากฟาร์มฮาร์โมนี ไลฟ์

หมายเหตุ หนังสือ “Organic Farm สิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นที่ไร่” จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์ จำหน่ายราคาเล่มละ 175 บาท หาซื้อได้ตามร้านหนังสือทั่วไป

จากนักธุรกิจ ผันตัวสู่ เกษตรกรออร์แกนิก สร้างสินค้าพรีเมี่ยม ตีตลาดกำลังซื้อสูง

สิงห์บิน : ซีอิ๊วสูตรโบราณ บินข้ามทวีป ขายอเมริกา-อิสราเอล

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07046010657&srcday=2014-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 350

ช่องทางสร้างอาชีพ

ปาณตะวัน pantawan@hotmail.com

สิงห์บิน : ซีอิ๊วสูตรโบราณ บินข้ามทวีป ขายอเมริกา-อิสราเอล

ซีอิ๊ว หรือที่เรียกทั่วไปว่า ซอสถั่วเหลือง มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน เป็นการถนอมอาหารด้วยการนำถั่วเหลืองและธัญพืชจำพวกข้าวหรือข้าวสาลี หมักด้วยเชื้อจุลินทรีย์เพื่อแยกโปรตีนออกจากถั่ว นำไปผสมกับน้ำเกลือ หมักและบ่มจนได้ที่ จากนั้นแยกน้ำซีอิ๊วดิบที่ได้ นำไปผ่านการพาสเจอไรซ์เพื่อฆ่าเชื้อ ก่อนที่จะนำไปบรรจุขวดและจำหน่ายต่อไป

ตำนานซีอิ๊วสิงห์บิน

ย้อนถอยหลังไปกว่า 70-80 ปีก่อน ย่านดำเนินสะดวกของเมืองราชบุรี เป็นแหล่งผลิตซีอิ๊วแหล่งใหญ่ เนื่องจากมีชาวจีนอพยพมาอยู่ในละแวกนี้ จึงนำภูมิปัญญาที่ติดตัวมา นั่นคือ การหมักซีอิ๊วจากถั่วเหลือง ทำกินกันเองในครอบครัวและแจกจ่ายเพื่อนบ้าน ต่อมาเป็นที่นิยมจึงตั้งเป็นโรงงานผลิตซีอิ๊วขายอย่างจริงจัง เมื่อเวลาผ่านไปโรงงานซีอิ๊วเพิ่มขึ้นตามครอบครัวชาวจีนที่แยกตัวไปตั้งรกรากแถวคลองดำเนินสะดวก สมัยนั้นมีการเรียกขานคลองดำเนินสะดวกว่า คลองซีอิ๊ว สำหรับซีอิ๊วที่มีชื่อเสียงในย่านนั้น จะมี 2 ตราคือ ตราเสือ กับ ตราสิงห์ (หรือสิงห์บิน) เป็นแบรนด์พี่น้องที่ครองตลาดในเขตราชบุรีมายาวนาน

คุณคมสัน ศรีวัฒนา ทายาทรุ่นที่ 3 ของโรงงานซีอิ๊วตราสิงห์บิน เข้ามารับช่วงแทนบิดาเมื่อเร็วๆ นี้ ด้วยเหตุผลที่ว่าบิดาอายุมากแล้ว แม้จะคลุกคลีอยู่กับโรงงานซีอิ๊วมาตั้งแต่เล็กจนโต เขายอมรับว่าไม่ได้ใส่ใจธุรกิจผลิตซีอิ๊วของบิดาสักเท่าไหร่ กระทั่งต้องมาสวมบทบาทเป็นเถ้าแก่โรงงานซีอิ๊วที่มีสิงโตใส่ปีกเป็นโลโก้ประจำตระกูล เขาเริ่มศึกษาเรื่องราวของซีอิ๊วอย่างรอบด้าน เมื่อมานั่งเก้าอี้ผู้บริหารด้วยวัยเพียง 30 เศษๆ ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เหลียงเส่งเฮงฮวด เมื่อ 4 ปีก่อน (ปี 2552) คุณคมสัน สารภาพว่า เพิ่งเห็นคุณค่าของซีอิ๊ว เพิ่งรู้ว่าซีอิ๊วที่อากงอาม่าและบิดาของตนผลิตสืบทอดกันมานั้น มีจุดเด่นที่ไม่เหมือนใคร จุดเด่นที่กล่าวถึงนั้นก็คือ กรรมวิธีการผลิตที่อาศัยการหมัก-การบ่ม-การย่อยโปรตีนจากถั่วเหลืองด้วยวิธีตามธรรมชาติ (ไม่ใช้สารเคมีเพื่อกระบวนการผลิต) ซึ่งเป็นสูตรโบราณที่ทำให้ซีอิ๊วสิงห์บินมีกลิ่นหอมและมีรสชาติที่ละมุนละไมกว่า

เมื่อเถ้าแก่หนุ่มพบจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ จึงพยายามกระจายความรู้เรื่องซีอิ๊วโบราณให้แก่คนทั่วไปได้รับรู้ จับตามองการค้นพบตรงนี้ให้ดี สิ่งที่เถ้าแก่หนุ่มอย่างคุณคมสันค้นพบและเรียกขานผลิตภัณฑ์ของตนว่า “ซีอิ๊วสูตรโบราณ” บัดนี้ได้กลายเป็นจุดแข็งของผลิตภัณฑ์ ซึ่งส่งผลให้ซีอิ๊วสิงห์บินที่เคยบินขายแถวราชบุรีและจังหวัดใกล้เคียง ได้กลายเป็นสิงห์ปีกแข็งบินไกลข้ามทวีปไปขายถึงสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล

คุณคมสัน เล่าถึงที่มาของการผลิตซีอิ๊วสูตรโบราณ ซึ่งสมัยนั้นเรียกติดปากว่า ซีอิ๊วบางช้าง หรือ ซีอิ๊วบ่วงเชียง ในภาษาจีน ต่อมาเมื่อกลายเป็นอำเภอดำเนินสะดวก จึงมีชื่อที่เรียกมาจนทุกวันนี้ว่า ซีอิ๊วดำเนินฯ

“โรงงานแห่งแรกที่อากงอาม่าก่อตั้งมาก็ยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้ แบรนด์เก่าแก่ของราชบุรี คือซีอิ๊วตราเสือ ทำตลาดท้องถิ่นในจังหวัดราชบุรี ต่อมาในปี 2526 คุณพ่อแยกจากครอบครัวใหญ่มาตั้งเป็นอีกโรงงาน ใช้ชื่อแบรนด์ว่าตราสิงห์บิน โลโก้เป็นรูปสิงโตยกเท้า มีปีก เตรียมที่จะบิน เพราะต้องการสื่อเป้าหมายอยากไปข้างหน้าและไปให้ไกล พูดง่ายๆ คืออยากโกอินเตอร์ เลยใส่ปีกเข้าไปในโลโก้ที่เป็นตัวสิงโต ชาวบ้านเรียกสั้นๆ ว่า ตราสิงห์ ซึ่งเป็นซีอิ๊วผลิตตามสูตรดั้งเดิมที่ได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นอากงอาม่า”

ผลิตด้วยสูตรโบราณ

บริหารใช้สูตรสากล

หลังจากเรียนจบปริญญาตรีด้านเคมี คุณคมสันทำงานแผนก R&D อยู่ในบริษัทน้ำมันและปูนซีเมนต์นานนับสิบปี ก่อนมารับช่วงบริหารกิจการต่อจากรุ่นพ่อ เขานำความรู้ด้านเคมีที่เรียนมาและประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาในระบบอุตสาหกรรม นำมาใช้ในโรงงานผลิตซีอิ๊วสิงห์บิน แม้จะเป็นโรงงานซีอิ๊วเล็กๆ ในต่างจังหวัด ใช้กรรมวิธีผลิตแบบโบราณ แต่ในเรื่องของการบริหารแล้วกลับตรงกันข้าม มีการควบคุมการผลิตด้วยระบบคุณภาพระดับสากล จนได้รับการรับรองมาตรฐานเทียบเท่าแบรนด์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น ISO 22000, HACCP, GMP, Codex, มผช, OTOP 5 ดาว และ อย. ทำให้มีความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ซึ่งต่อมากลายเป็นปัจจัยนำไปสู่ตลาดส่งออกได้สำเร็จ

“เรื่องกระบวนการผลิต เรามีการวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน เห็นโรงงานเล็กๆ แต่กระบวนการ วิธีการภายใน เราจำลองเอาบริษัทใหญ่มาใช้ มีเรื่องของการควบคุมสต๊อก วางแผนผลิต มีแผนงานทุกส่วน รับออร์เดอร์ล่วงหน้า มีการตรวจสอบต่างๆ ทำให้เราทำงานง่ายขึ้น เพราะว่ากระบวนการหมักซีอิ๊วแบบโบราณ ใช้เวลาค่อนข้างยาว จะต้องวางแผนล่วงหน้าให้ได้ เพื่อที่ว่าถ้ามีออร์เดอร์เข้ามา ก็สามารถผลิตให้กับลูกค้าได้”

นอกจากนี้ ยังปรับเปลี่ยนขั้นตอนเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต เช่น ขั้นตอนการบรรจุ การปิดฉลาก มีการนำเครื่องไม้เครื่องมือเข้ามาใช้ ส่วนระบบการกรองที่มีเรื่องฟิลเตอร์เพรส ก็ใช้เครื่องจักรเข้ามาช่วย ทำให้ทำงานได้เร็วขึ้น ใช้ระบบบอยเลอร์เข้ามาช่วยร่นระยะเวลาต้มผลิตภัณฑ์ซอสบางตัว ทำให้ร่นระยะเวลาได้

เผยเคล็ดลับหมักซีอิ๊วด้วยโอ่งราชบุรี

“ขั้นตอนการหมัก การเพาะเชื้อ เลี้ยงเชื้อ ใช้วิธีธรรมชาติ ไม่มีการใช้สารเคมีเข้าไปเร่ง โอ่งที่เราใช้ก็ไม่เหมือนโอ่งมังกรทั่วไป ลักษณะปากจะกว้าง เพื่อรับแสงแดดให้ได้มากที่สุด ขนาดจะต้องไม่ใหญ่หรือสูงเกินไป เพราะความร้อนจะลงไม่ถึงด้านล่าง ดินที่ใช้ก็ต้องเหมาะสม เนื่องจากความเค็มของเกลือจะแทรกไปตามช่อง ถ้าดินไม่ดี เนื้อไม่แน่น โอ่งก็จะรั่วได้ เราต้องสั่งทำเป็นพิเศษจากโรงโอ่งของราชบุรี ตรงนี้เป็นภูมิปัญญาของคนรุ่นก่อนในการผลิตซีอิ๊ว”

ความโบราณกลายเป็นจุดแข็งในการขาย

คุณคมสัน กล่าวว่า ซีอิ๊วดำเค็ม ซีอิ๊วสูตรโบราณ เป็นสินค้าหลักและเป็นเอกลักษณ์ของโรงงาน ในกระบวนการพาสเจอไรซ์ ยังคงใช้เตาจีนโบราณซึ่งใช้เชื้อเพลิงแกลบจากโรงสีข้าวในจังหวัดราชบุรีในการต้ม ซึ่งใช้ระยะเวลาในการเคี่ยวนาน 12 ชั่วโมง เตาโบราณแบบเดียวกันนี้โรงงานอื่นในย่านดำเนินสะดวกเลิกใช้ไปหมดแล้ว หันมาใช้ระบบบอยเลอร์สตีมแทน สำหรับซอสบางตัวที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้เวลาเคี่ยวนาน อย่างพวกซอสเทอริยากิ จะใช้ต้มผ่านระบบบอยเลอร์สตีม ซึ่งใช้เวลาแค่ 4 ชั่วโมง ทำให้เขาสามารถเพิ่มกำลังผลิตได้ โดยไม่ต้องไปผ่านเตาจีนทุกสินค้า

“ซีอิ๊วสูตรโบราณแบบเรามีหลายโรงในประเทศไทย แต่ผมบอกได้เลยว่าเราเป็นโรงเดียวที่มีมาตรฐานครบ เราเน้นวัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติจริงๆ ใช้ถั่วเหลืองที่ปลูกในบ้านเรา ปลอดจีเอ็มโอ เกลือที่ใช้เป็นเกลือทะเลจากสมุทรสงคราม มีการตรวจควบคุมเรื่องโลหะหนัก แป้งก็ใช้แป้งข้าวเจ้าบ้านเรา วัตถุดิบหลักในการผลิตซีอิ๊วสูตรโบราณ คือใช้ 3 ตัวนี้ โดยทั่วไปผลิตภัณฑ์ในกลุ่มซีอิ๊วหรือซอส จะมีการใช้แป้งสาลีร่วมในการผลิตด้วย ซึ่งในแป้งสาลีจะมีสารกลูเต็น เป็นโปรตีนตัวหนึ่งซึ่งก่ออาการแพ้ให้ผู้บริโภค ปัญหาเรื่องนี้เราไม่มี เพราะโรงงานของเราใช้แป้งข้าวเจ้าไทย จึงไม่มีสารกลูเต็น เลยกลายเป็นโอกาสที่ทำให้ลูกค้ากลุ่มต่างประเทศสนใจผลิตภัณฑ์ของเรา”

เปิดตลาดใหม่

ส่งออกอิสราเอลเป็นหลัก

เถ้าแก่โรงงานซีอิ๊วรายนี้ ใช้ช่องทางการตลาดโดยเข้าไปเป็นพันธมิตรกับหน่วยงานราชการต่างๆ ทั้งกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรมการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงการเข้าไปอยู่ในรายชื่อผู้ประกอบการเพื่อจับคู่ทางธุรกิจ ทำให้ลูกค้าต่างประเทศรู้จักผ่านหน่วยงานราชการ และรู้จักผ่านเว็บไซต์ จึงเปิดช่องให้ซีอิ๊วสิงห์บินได้โกอินเตอร์อย่างที่รุ่นพ่อคาดหวังไว้

“ลูกค้าส่งออกรายใหญ่ของเราเป็นอิสราเอล เรามีความแตกต่างอยู่ในเรื่องของกระบวนการผลิตและคุณภาพ เราใช้กรรมวิธีการผลิตแบบโบราณ ปลอดพวกสารก่อมะเร็ง เลยกลายเป็นโอกาสให้เราเข้าไปขยายตลาดในต่างประเทศได้ เราส่งให้อิสราเอลมา 3 ปีได้แล้ว ตลาดของเขาโตขึ้นเรื่อยๆ ปริมาณที่เขาสั่งซื้อจากเราเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่สั่งเป็นประจำคือ ซีอิ๊วปรุงรสประเภทซอสเทอริยากิ เฉลี่ยเดือนละ 2 ตู้คอนเทนเนอร์ ส่วนอเมริกาเราส่งออกผ่านเทรดเดอร์ จำนวนออร์เดอร์ยังมีไม่มาก ล็อตหนึ่งประมาณ 100 กล่อง ส่วนใหญ่เป็นพวกซีอิ๊วขาวกับซีอิ๊วดำเค็ม”

แจ้งเกิดแบรนด์ใหม่ “โอมากะ”

แบรนด์ OMAKA เป็นผลิตภัณฑ์ซีอิ๊วสูตรใหม่เน้นไปที่ซอสผัด ซอสจิ้ม เต้าซี่ซอส (หรือเต้าเจี้ยวปรุงรส) ซอสเทอริยากิ ซีอิ๊วญี่ปุ่น และซีอิ๊วผง ซึ่งคุณคมสันมีแผนขยายตลาดจับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์แตกต่างไป นอกจากนี้ ยังรับจ้างผลิต (OEM) ตามโจทย์ที่ลูกค้าต้องการ และเปิดโรงงานให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้แห่งใหม่ของจังหวัดราชบุรี โดยเปิดให้ชมขั้นตอนการผลิตซีอิ๊วแบบโบราณแท้ๆ

จับตามองความสำเร็จของผู้บริหารโรงานซีอิ๊วรายนี้อีกด้านหนึ่งก็คือ การลดของเสียในโรงงาน โดยนำกากซีอิ๊ว ซึ่งปกติจะถูกนำไปทิ้งหรือฝังกลบ ทั้งๆ ที่ยังให้คุณค่าทางอาหารและให้กลิ่นรสเทียบเท่าซีอิ๊ว คุณคมสันในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่นำกากซีอิ๊วที่เคยทิ้งไปเปล่าๆ กลับมาสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการนำมาพอกไข่เป็ด เพื่อทำเป็นไข่เค็มดิบคล้ายไข่เค็มไชยา ตั้งชื่อเรียบง่ายว่า “ไข่ซีอิ๊ว” แต่บังเอิญไปสะดุดตาสะดุดใจผู้พบเห็น ทำให้ไข่ซีอิ๊วของโรงงานซีอิ๊วสิงห์บิน กลายเป็นผลิตภัณฑ์ขายดีจนผลิตไม่ทันกับความต้องการของผู้ซื้อ

ปัจจุบัน โรงงานซีอิ๊วสิงห์บินมีกำลังการผลิตเฉลี่ยเดือนละ 100,000 ขวด ส่งออก 25 เปอร์เซ็นต์ ของการผลิตทั้งหมด ขณะนี้เริ่มวางแผนจับลูกค้ากลุ่มนักท่องเที่ยว และหาช่องทางเร่งผลักดันเพื่อให้ซีอิ๊วสูตรโบราณรายนี้กลายเป็นของดีประจำจังหวัดราชบุรีต่อไป

ห้างหุ้นส่วนจำกัด เหลียงเส่งเฮงฮวด

เลขที่ 196 หมู่ 4 ตำบลท่านัด อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี 70130

โทรศัพท์ (032) 254-420, (086) 361-1698

email : singhbin2553@gmail.com

http://www.singhbin.com

สิงห์บิน : ซีอิ๊วสูตรโบราณ บินข้ามทวีป ขายอเมริกา-อิสราเอล

ไขก๊อกความสำเร็จ วี เอ็น ที อินเตอร์พริ้นท์ พิมพ์ฉลากส่งออกตลาดโลก

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07040150557&srcday=2014-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 349

ช่องทางสร้างอาชีพ

ปาณตะวัน pantawan@hotmail.com

ไขก๊อกความสำเร็จ วี เอ็น ที อินเตอร์พริ้นท์ พิมพ์ฉลากส่งออกตลาดโลก

ชูความสะอาด-ตอกย้ำบุญกุศล

คือหลักการบริหารธุรกิจ

ที่ทำให้ก้าวมายืนอยู่แถวหน้าของประเทศ

VNT อักษร 3 ตัวนี้ มีความหมาย

VNT INTERPRINT ถือเป็นโรงพิมพ์รายใหญ่ผู้อยู่เบื้องหลังฉลากบนกระป๋องอาหารแปรรูปที่ส่งออกจากประเทศไทยไปยังตลาดโลก ด้วยเทคโนโลยีในการพิมพ์ฉลากและบรรจุภัณฑ์ที่ถือเป็นอันดับต้นๆ ในประเทศ

คุณตรีเพชร์ ศิริวัฒนอักษร กรรมการผู้จัดการ บริษัท วี เอ็น ที อินเตอร์พริ้นท์ จำกัด เติบโตในครอบครัวที่ทำธุรกิจโรงพิมพ์ เป็นลูกคนที่ 5 ในบรรดาพี่น้อง 10 คน ทุกวันนี้โรงพิมพ์เก่าแก่ของครอบครัวมีอายุกว่า 80 ปีแล้ว และยังคงดำเนินกิจการอยู่ ในอดีตโรงพิมพ์ของกงสีรับพิมพ์งานทั่วไป เมื่อคุณตรีเพชร์ก้าวเข้ามาก็รื้อฟื้นสายสัมพันธ์กับลูกค้าเก่าๆ มุ่งเน้นด้านฉลากสับปะรดกระป๋องซึ่งครั้งหนึ่งพี่ชายเขาเคยเริ่มต้นไว้แต่ไม่ได้สานต่อ ใช้เวลา 4 ปี สถานะธุรกิจกงสีเริ่มดีขึ้น จึงแต่งงานลงหลักปักฐานสร้างครอบครัวตัวเอง เวลาผ่านไป ลูกๆ ค่อยๆ เติบโต หมายถึงภาระความจำเป็นในครอบครัวที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ธุรกิจกงสีไม่สามารถขยับขยายได้

“ผมเป็นพนักงานกินเงินเดือนกงสีที่บ้าน ไม่พอส่งเขาเรียน คุณพ่อคุณแม่ท่านอายุมากแล้วก็ไม่อยากที่จะขยับขยาย ท่านบอกถ้าอยากจะขยับขยายก็ต้องไปทำเอง เราก็เลยแยกออกมาทำเอง แต่กว่าจะตัดสินใจได้ ผมทิ้งเวลาไปเป็นสิบปี ตอนนั้นเราก็คิดอย่างเดียวว่า เราจะไปแย่งลูกค้าของที่บ้าน แต่จริงๆ แล้วความคิดนั้นเป็นความคิดที่ผิดมาก 10 ปีที่ผมปล่อยเวลาผ่านไปโดยที่ไม่กล้าตัดสินใจออกมาทำ คู่แข่งเราก็เติบโต ขณะที่ธุรกิจเราก็ยังคงอยู่ตรงนั้น”

ขณะที่ คุณศิริวรรณ สุริยประภาดิลก คู่ชีวิตของคุณตรีเพชร์ มองเรื่องการออกมาเจริญเติบโต การแยกตัวออกมาไม่ได้หมายถึงการไปแย่งชิงตลาด เพราะตลาดกว้างใหญ่ไพศาลมาก

“เราต้องมองอนาคตของลูก ถ้ากินเงินกงสีอย่างเดียว เราไม่สามารถที่จะไปหมุนเงินมาส่งลูกเรียนโรงเรียนดีๆ ได้ เพราะเราไม่มีเงินสำรองหรือเงินเก็บไว้เยอะแยะ เลยขอคุณพ่อคุณแม่แยกออกมาเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง”

คุณตรีเพชร์กับคุณศิริวรรณจึงช่วยกันก่อตั้ง VNT INTERPRINT เพื่อวางรากฐานธุรกิจ เป้าหมายหลักคือเป็นฐานสำหรับส่งลูกๆ เรียนหนังสือ และเป็นฐานให้ต่อยอดหลังจากเรียนจบ ซึ่งชื่อ VNT มาจากตัวอักษรย่อของชื่อลูกสาวทั้ง 3 คน คือ วิภาวี นลินี และ ธนวรรณ เริ่มต้นจากพื้นที่ครึ่งไร่ พนักงาน 5 คน

“เราก่อตั้ง VNT เมื่อปี 2542 เป็นช่วงฟองสบู่แตก เรามีความกังวลอยู่เหมือนกัน เพราะเพิ่งลงทุนใหม่ในจังหวะที่เศรษฐกิจกำลังย่ำแย่ แต่เราคิดว่าวิกฤตเป็นโอกาส ตลาดด้านนี้ดิฉันคิดว่าคุณตรีเพชร์คงนำพาธุรกิจไปได้”

“ตอนที่มาเปิดใหม่ๆ ผมก็มีท้อไปอยู่ครั้งหนึ่ง เพราะกว่าเราจะได้ออร์เดอร์แรกก็กินเวลาเข้าไปเกือบ 6 เดือน ทั้งๆ ที่เรามีคอนเน็กชั่นกับลูกค้า เพราะสับปะรดส่งออก เขาจะสั่งล่วงหน้า 6 เดือน ช่วงที่เราเข้าไปเขาตกลงกันไปแล้วว่าโรงพิมพ์ไหนพิมพ์ ปีหนึ่งเขาจะซื้อขายกัน 2 ครั้ง เราต้องรอไปอีก 6 เดือน”

คุณตรีเพชร์ ย้ำว่า การเริ่มต้นใหม่ ไม่ใช่สิ่งง่าย โรงพิมพ์ใหม่ที่มีเครื่องจักรทันสมัยกับความต้องการตลาดในขณะนั้นซึ่งใช้เงินลงทุน 30 ล้านบาท โดยได้คุณพ่อของคุณศิริวรรณยื่นมือเข้ามาช่วยใช้เครดิตค้ำประกันให้ ต้องเดินเครื่องสลับกับหยุด ในช่วงเวลานั้น ต้องอาศัยความอดทน อุตสาหะ พยายามต่อสู้ หมั่นวิ่งเต้นหางานเข้ามา ไม่ว่างานอะไรที่พอทำได้ แม้เป็นออร์เดอร์เล็กๆ ที่ไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ จนกระทั่งผ่านพ้น 6 เดือนแห่งความยากลำบากนั้นไปได้

แกะรอยความสำเร็จจากกลุ่มอาหาร

VNT ค่อยๆ เติบโต จากที่จับกลุ่มโรงงานสับปะรดกระป๋องเป็นหลัก ก็เริ่มขยายกว้างขึ้นด้วยวิสัยทัศน์ของคุณศิริวรรณซึ่งมองลักษณะของอุตสาหกรรมที่เป็นผลิตผลทางการเกษตร อาจมีความผันผวน การยึดติดกับลูกค้ากลุ่มเดียวทำให้มีความเสี่ยงสูง ขณะที่ในอุตสาหกรรมอาหารทั้งหมดมีความหลากหลายมาก ดังนั้น การตลาดจะต้องแตกแขนงออกไปหลายๆ กลุ่มเพื่อกระจายความเสี่ยง

“สมัยก่อนโรงงานสับปะรดมีน้อย เราได้โรงงานใหญ่ๆ อยู่ในมือ เป็นลูกค้ารายใหญ่ของเรา ผมเชื่อว่าโรงงานเล็กๆ ที่เกิดขึ้นมาใหม่ก็เป็นลูกค้าเราหมด แต่คุณศิริวรรณบอกว่าทำไมเจาะจงแต่งานฉลากสับปะรด แล้วช่วงที่สับปะรดไม่มี เราจะพิมพ์อะไร ทำไมเราไม่ไปติดต่อโรงงานทูน่ากระป๋อง ซึ่งเรารู้อยู่แล้วว่าผู้ซื้อในต่างประเทศซึ่งเป็นผู้นำเข้า ถ้าซื้อสับปะรดกระป๋อง ก็จะซื้อทูน่าด้วย ถ้าซื้อทูน่าก็ต้องซื้อสับปะรด เราจึงเริ่มเบนเข็มเข้าหาโรงงานทูน่า”

ต่อมาตลาดทูน่ากระป๋องค่อยๆ เติบโตขึ้น และแตกไลน์ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งกลุ่มอาหารปรุงสำเร็จพร้อมรับประทาน ไปจนถึงอาหารแมวและอาหารสุนัขส่งออก ซึ่งให้ความสำคัญในเรื่องการออกแบบฉลากมาก จึงทำให้VNT เติบโตไปพร้อมกันกับอุตสาหกรรมอาหารกลุ่มนี้ด้วย

“คุณภาพงานเราเป็นที่ยอมรับของลูกค้าปลายทางในต่างประเทศ เราบริการรวดเร็ว ดูแลลูกค้าดีมาก ไม่ว่าเขามีปัญหาอะไรเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์ ถ้าเราสามารถที่จะช่วยลูกค้าได้ เราจะไม่นิ่งดูดาย เราถือว่าเป็นปัญหาที่ร่วมกัน เพราะเราเป็นคู่ค้า”

สิ่งที่ VNT มีความโดดเด่น คือด้านบริการ ราคา และคุณภาพของงานที่ลูกค้าจะได้รับ ความโดดเด่นของ VNT อีกด้านหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้เลยคือ ความสะอาด กระทั่งระดับเจ้าของ VNT เองยังต้องลงมือทำความสะอาดด้วยตัวเองเป็นประจำ ภาพที่ปรากฏของโรงพิมพ์ VNT จึงแตกต่างจากภาพโรงพิมพ์ทั่วไป ก้าวแรกที่ผลักประตูเข้าสู่บริษัทก็สัมผัสถึงความสะอาดที่เป็นจุดเด่นน่าประทับใจได้ทันที

“เพราะเราพิมพ์งานเกี่ยวกับอาหาร สิ่งแรกที่ต้องคิดถึงคือความสะอาด เราต้องให้ความเชื่อมั่นกับลูกค้า พยายามรักษาสถานที่ในโรงงาน ให้ดูเป็นระเบียบ ต้องเก็บกวาดให้สะอาด ไม่ว่าช่วงเวลาทำงานหรือหลังเลิกงาน”

พิมพ์ฉลากส่งออก 100%/b<

ในปี 2555 VNT ขยายโรงงานจากเนื้อที่ 200 ตารางวา ย่านวงศ์สว่าง มาตั้งอยู่ที่อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ในพื้นที่ 7 ไร่ ปัจจุบันมีพนักงานรวม 80 คน หลังจากขยายมาโรงงานแห่งใหม่ มีการลงทุนเครื่องจักรเพิ่ม เพื่อให้ครบไลน์การผลิต ทั้งฉลากและแพ็กเกจจิ้ง สามารถขยายตลาดด้านอื่นได้ด้วย ไม่เฉพาะตลาดอาหาร ครอบคลุมงานพิมพ์เกี่ยวกับอาหารได้ครบวงจร ทั้งแพ็กเกจจิ้ง แค็ตตาล็อก โบรชัวร์ โฟลเดอร์ต่างๆ ทั้งยังมีเทคนิคการพิมพ์พิเศษตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า

“แต่ก่อนลูกค้าจะมีอยู่แค่กลุ่มอาหารกระป๋อง ซึ่งเราพิมพ์ฉลากส่งออก 100 เปอร์เซ็นต์ ส่งไปตลาดเยอรมนี อเมริกา ญี่ปุ่น เป็นตลาดหลัก เวลาเศรษฐกิจโลกไม่ดี เราก็ถูกกระทบไปด้วย ตอนนี้เรามามุ่งกลุ่มอาหารที่เป็นแบรนด์ในประเทศมากขึ้น แล้วก็ขยายไปในส่วนของแพ็กเกจจิ้ง ด้านเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ยา รวมทุกอย่างที่ใช้แพ็กเกจจิ้ง หลังจากการเข้าสู่ตลาดเออีซี ประเทศไทยยังเป็นผู้ผลิตอาหารส่งออกรายใหญ่ในแถบเอเชีย ฉะนั้น เราก็ต้องหมั่นติดต่อหาบริษัทภายในประเทศให้มากขึ้น เพราะว่าในอนาคต โรงงานพวกนี้ต้องขยายกำลังผลิตแน่ แค่อินโดนีเซีย จีน พม่า ลาว เขมร เวียดนาม ซึ่งมีชายแดนติดกับเรา การสั่งซื้อก็คงจะมีมากขึ้น สัดส่วนตรงนี้เราก็ต้องไปขอส่วนแบ่งตลาดให้มากขึ้นด้วย”

หยุดผลิตทุกแผนก

ตบเท้าฟังเทศน์

VNT ไม่เพียงแต่มุ่งพัฒนาด้านเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ยังให้ความสำคัญด้านบุคลากรเป็นอันดับต้นๆ จากธุรกิจกงสี เขยิบฐานะสู่บริษัทรายใหญ่ที่มีเทคโนโลยีทันสมัยระดับสากล อาศัยหลักธรรมาภิบาลด้วยการนำศีลธรรมมาเป็นเครื่องมือหล่อหลอมองค์กร ให้กลายเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ที่ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

“ขณะที่ธุรกิจเราพัฒนา เราก็พัฒนาคนไปด้วย 2 อย่างต้องควบคู่กันไป เรามีการจัดอบรมเพิ่มพูนความรู้ให้กับพนักงานตลอด พัฒนาเรื่องจิตใจ ใช้หลักพุทธธรรม ความมีใจเมตตา เอื้อเฟื้อต่อกัน มีความเป็นห่วงเป็นใยซึ่งกันและกัน ถือว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน เวลามีปัญหาเราบอกลูกน้องว่า ประตูเราเปิดกว้างตลอดเวลา ถ้าเราดูแลเขา เอาใจใส่เขา มีใจให้เขา ลูกน้องอบอุ่นใจ การทำงานก็จะหมดปัญหา เราพยายามส่งเสริมให้เขาได้เรียนรู้ความเป็นจริงของชีวิต สร้างสิ่งที่ดีในชีวิต สร้างบุญ สร้างความดี ชีวิตเขาจะได้ดี เป็นการสร้างจิตสำนึกที่ดีให้พนักงาน เราเชื่อว่าถ้าองค์กรเรามีคนดี ก็จะพัฒนาองค์กรง่าย จิตใจเขาสบาย เขาไม่ทุกข์ ก็จะทำงานได้ดี เมื่อลูกน้องตั้งใจทำงานดี ผลสะท้อนจะคืนกลับมาสู่องค์กร ทุกคนอยู่ที่นี่ จิตใจจะต้องสบาย เป็นเรื่องที่เราให้ความสำคัญมาก”

จากการใช้ศีลธรรมเป็นหลักในการบริหาร โรงงาน VNT แห่งใหม่จึงสร้างสถานปฏิบัติธรรมไว้ในโรงงาน และสร้างวัฒนธรรมร่วมกันทุกวันพฤหัสบดีแรกของเดือน ช่วงเช้าจะจัดกิจกรรมเลี้ยงพระสงฆ์ พนักงานทุกคนจะหอบหิ้วอาหารมาร่วมกันถวายพระอย่างเต็มใจ ครั้นช่วงบ่ายทุกแผนกในโรงพิมพ์ VNT จะหยุดการผลิตทั้งหมด เพื่อให้พนักงานทุกคนมาร่วมฟังธรรมและนั่งสมาธิร่วมกัน ผู้บริหารของ VNT เผยว่า การหยุดการผลิตทุกแผนกนั้น ตีเป็นเงินแล้วมีมูลค่ามหาศาลที่ยอมทิ้งไป แต่เมื่อเทียบกับสิ่งที่พนักงานจะได้รับ มันคือความจริง ความดี ความสุขใจซึ่งมีมูลค่ามากกว่า

ปูเส้นทางสู่บรรจุภัณฑ์ครบวงจร

จากจุดมุ่งหมายที่ต้องการสร้างฐานธุรกิจ VNT ให้กับลูกๆ นั้น บัดนี้ คุณนลินี ศิริวัฒนอักษร ลูกสาวคนกลาง ซึ่งจบปริญญาตรีจิตวิทยา จากสหรัฐอเมริกา และปริญญาโทจิตวิทยาในองค์กร เข้านั่งเก้าอี้ในตำแหน่ง “ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ” ในปีที่ขยายมาโรงงานแห่งใหม่ ขณะที่พี่สาวกำลังศึกษาต่อปริญญาโท ที่สหรัฐอเมริกา และน้องสาวคนเล็กกำลังจะจบปริญญาตรีในปีนี้ คุณตรีเพชร์วางแผนตัวเองว่าจะอยู่ช่วยลูกๆ บริหารธุรกิจอีก 10 ปี หลังจากนั้นจะวางมือจากธุรกิจส่งไม้ผลัดให้ลูกสาวทั้ง 3 คน เข้ามาบริหารเต็มตัว

“สมัยคุณพ่อทำมาเป็นแบบธุรกิจครอบครัวช่วยกันทำ มารุ่นเราซึ่งจะต้องพาก้าวสู่สากล เราจะต้องเอาระบบที่เป็นมาตรฐานสากลเข้ามาใช้ในบริษัท เราจึงทำเรื่องระบบ ISO 9001 และ GMP เข้ามาใช้ในโรงงาน ทำให้บริษัทของเรา และพนักงานของเราต้องพัฒนาไปข้างหน้า เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า และก้าวให้ทันเทคโนโลยีการพิมพ์ที่พัฒนาอยู่ตลอดเวลา” ถ้อยคำของทายาทรุ่นลูกบ่งบอกให้เห็นถึงแนวคิดและบ่งชี้ถึงอนาคตของ VNT ได้เป็นอย่างดี

บริษัท วี เอ็น ที อินเตอร์พริ้นท์ จำกัด

เลขที่ 168 หมู่ที่ 10 ถนนศาลายา-บางภาษี ตำบลนราภิรมย์ อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม 73130

โทรศัพท์ (034) 989-725-30, (089) 811-1765

E-mail : nalinee@vntinterprint.com

ไขก๊อกความสำเร็จ วี เอ็น ที อินเตอร์พริ้นท์ พิมพ์ฉลากส่งออกตลาดโลก

เร่งบุญ ออโต้เซอร์วิส ธุรกิจ “ชุบชีวิต” คลาสสิก คาร์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07036010557&srcday=2014-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 348

ช่องทางสร้างอาชีพ

ปัทมา นันทาภรณ์

เร่งบุญ ออโต้เซอร์วิส ธุรกิจ “ชุบชีวิต” คลาสสิก คาร์

“…เรามองเหมือนสิ่งมีชีวิตและมีคุณค่าสามารถบูรณะได้แทบทุกยี่ห้อทุกรุ่น เพราะทำจากพื้นฐานของความรู้ตามตำราอย่างแท้จริง มีคู่มือกำกับทุกขั้นตอน ไม่ใช่ทำตามความรู้สึก”

“รถยนต์” นอกจากจะเป็นปัจจัยที่ 5 สำหรับโลกยุคปัจจุบันแล้ว

ในสายตาของผู้คนจำนวนไม่น้อย ยังมองเห็น “พาหนะ 4 ล้อ” นี้ มีความงดงามราวงานศิลปะ

หลายคนชื่นชอบถึงกับเก็บสะสมเป็นคอลเล็กชั่นส่วนตัว

บางคนหลงใหลถึงขั้น หันมาทำเป็นธุรกิจ ด้วยเหตุผลสั้น-สั้น

อยากอยู่กับมัน…ทุกวัน!

อู่สุดหายาก

เปิดเองได้ดั่งใจ

“เร่งบุญ” อู่รถยนต์บนเนื้อที่กว่า 1 ไร่ ตั้งอยู่ภายในซอยพัฒนาการ 35 เขตสวนหลวง คือสถานที่พูดคุยกันกับ คุณกฤษดา อินอิว ผู้บริหาร บริษัท เร่งบุญ ออโต้เซอร์วิส จำกัด

เริ่มต้นให้ฟังถึงจุดเริ่ม

“เป็นคนชอบของเก่า-ของโบราณทุกประเภท และสะสมมาตลอด โดยเฉพาะรถยนต์” เจ้าของเรื่องราว แนะนำตัว

ส่วนอู่ซ่อมรถคลาสสิกนี้เป็นธุรกิจเสริม ที่เกิดจากความบังเอิญแบบตกกระไดพลอยโจน

โดยย้อนไปเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว พยายามมองหาอู่ที่จะรับซ่อมรถคลาสสิก “ไทรอัมพ์ สปีดไฟว์” ของสะสมคันงามชิ้นแรก ให้กลับมา “ไฉไล” เหมือนครั้งอดีต

เฟ้นเสาะหาถามไปทั่วล้วนถูกปฏิเสธ อู่แต่ละรายให้เหตุผล…ทำแล้วไม่คุ้ม

“ช่างอาจไม่ค่อยเข้าใจลึกซึ้ง เพราะรถโบราณรายละเอียดมากเหมือนงานศิลปะ ขณะที่ค่าแรงไม่หยุด ฉะนั้น การจะมาเสียเวลาเยอะๆ เจ้าของอู่ไม่มีใครอยากทำ” คุณกฤษดา อธิบายเพิ่ม

แต่เขาไม่ลดละ จนได้มาเจอกับอู่รับซ่อมรถประกัน ในซอยพัฒนาการ 35

เข้าไปถามไถ่แกมขอร้อง บอกให้ช่วย ตัด-ปะ-ผุ และทำสี ปรากฏทางอู่ตีราคามาแสนกว่าบาท นับว่าสูงทีเดียวเมื่อเทียบกับค่าเงินในสมัยนั้น แต่ยอมลงทุน เพราะอยากเห็นรถออกมาถูกใจ

แต่สุดท้าย…ไม่ได้อย่างตั้งใจสักเท่าไหร่

เลยเกิดแรงผลักดัน กระทั่งแอบคิดกับตัวเองเล่นๆ

“เปิดอู่เองซะเลยดีมั้ย จะได้…ได้ดั่งใจทุกอย่าง”

บูรณะได้

ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ

เวลาผ่านไปไม่นาน เจ้าของอู่เดิมในซอยพัฒนาการ 35 บอกขายกิจการ ความที่เคยเป็นลูกค้ากันมาก่อน คุณกฤษดาจึงเจรจา ขอ “เทกโอเวอร์” ทันที

และจากที่ใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศมานานพอสมควร เขาจึงนำประสบการณ์สั่งสม มาปรับใช้กับธุรกิจจากความหลงใหลนี้

“อู่รถของคนไทยทั่วไปแบบเดิมๆ เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ส่วนใหญ่ไม่ค่อยเป็นระเบียบเท่าไหร่ พอลงมาทำเอง เลยอยากให้เป็นอู่ที่มีมาตรฐานระดับสากลยอมรับ ก่อนตั้งชื่อว่า เร่งบุญ เป็นชื่อของคุณพ่อและคุณแม่ เพื่อความเป็นมงคลกับตัวเองและธุรกิจ” คุณกฤษดา บอกที่มา

ก่อนเผยตรงๆ เขาไม่มีความรู้ด้านช่างยนต์ แต่เพราะความชอบส่วนตัว ที่ผ่านมาจึงหมั่นศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับ “คลาสสิก คาร์” (Classic Car) บรรดาตำราต่างประเทศหลายร้อยเล่ม ล้วนถูกจดจำไว้ในคลังความรู้ของเขาหมดแล้ว

“เร่งบุญ เป็นอู่ที่เข้าใจเรื่องรถคลาสสิกมากพอสมควร เรามองเหมือนสิ่งมีชีวิตและมีคุณค่าสามารถบูรณะได้แทบทุกยี่ห้อทุกรุ่น เพราะทำจากพื้นฐานของความรู้ตามตำราอย่างแท้จริง มีคู่มือกำกับทุกขั้นตอน ไม่ใช่ทำตามความรู้สึก” เจ้าของเรื่องราว บอกจริงจัง

นึกสงสัยเกี่ยวกับอะไหล่นำมาใช้กับรถยุคเก่านั้นหาซื้อได้จากแหล่งไหน

เจ้าของอู่เร่งบุญ บอก “ความดั้งเดิม” ของอะไหล่รถยนต์แต่ละคัน ไม่จำเป็นต้องเป็นอะไหล่ที่ผลิตในยุคเดียวกับรถนั้น เพียงแต่รูปทรงและลักษณะการทำงานต้องเป็นเหมือนของเดิมจริงๆ

ฉะนั้น รถคลาสสิก หลายรุ่น-ยี่ห้อ ที่แม้บริษัทแม่ จะเลิกผลิตไปแล้ว แต่ยังมีแพตเทิร์นต้นแบบของอะไหล่อยู่

ทำให้มีนักธุรกิจข้ามชาติหลายแห่ง อย่าง จีน ไต้หวัน ฯลฯ เข้าไปขอซื้อลิขสิทธิ์แพตเทิร์นเหล่านั้น เพื่อผลิตเป็นอะไหล่สำหรับรถยุคเก่าออกมา ซึ่งเป็นการทำธุรกิจถูกต้องตามกฎหมาย รวมเรียกว่า “รี โปรดักชั่น” (Re-Production)

ต่างชาติยอมรับ

มีรางวัลการันตี

แม้เริ่มต้นธุรกิจจากความหลงใหล แต่เรื่องรายได้จากผลประกอบการก็นับเป็นสิ่งสำคัญ

และด้วยศักยภาพที่มีอยู่ อู่เร่งบุญ จึงรับซ่อมแซม-ดูแล รถยนต์ได้แทบทุกประเภท ไม่จำกัดเฉพาะแต่รถโบราณ

ประเด็นนี้ คุณกฤษดา ให้เหตุผลว่า การบูรณะรถคลาสสิก คันหนึ่งๆ ใช้เวลานานเกือบปี ต้องใช้ความละเอียด ความเข้าใจ จำนวนรถต่อปีจึงทำออกได้จำนวนไม่มาก ทำให้รายรับจะไม่ทันกับค่าใช้จ่าย

อีกทั้งรถคลาสสิกที่มา ส่วนมากผุพัง ไม่สมบูรณ์ ชิ้นส่วนขาดหาย ต้องใช้เวลาทำนานพอสมควร อู่เร่งบุญจึงต้องรับซ่อมแซมรถใช้งานทั่วไปด้วย เพราะ “ปิดจ๊อบ” ได้เร็วกว่า เพื่อประคองธุรกิจให้ไปรอด

เกี่ยวกับวิธีการทำให้เป็นที่รู้จักของลูกค้า คุณกฤษดา บอกว่า ก่อนลงทุนทำธุรกิจนี้ ตัวเขาอยู่ในแวดวงคนรักรถโบราณก่อนแล้ว พอมีอู่เป็นของตัวเอง จึงทยอยนำรถที่สะสมไว้ ทำออกมา “อวดโฉม” ให้คนใกล้ตัวรู้ก่อน จากนั้นจึงมีการบอกต่อกัน “ปากต่อปาก” กระทั่งส่งให้พวกเขา ทยอยส่งรถสะสมไว้มาให้ทำ จำนวนมากขึ้นตามลำดับ

“วงการรถโบราณ ไม่ได้กว้างขวางอะไร หลายคนรู้ว่าผมบ้าจริงกับมัน เลยเต็มใจส่งของสะสมคันโปรดของพวกเขา มาให้อู่เราซ่อม” เจ้าของกิจการท่านเดิม เล่ายิ้มๆ

ก่อนบอกด้วยว่า ที่ผ่านมาอู่ของเขาเคยส่งรถที่ผ่านการบูรณะแล้ว เข้าประกวดในงานประกวดรถโบราณ สหรัฐอเมริกา และได้รับรางวัลมา 2 ยี่ห้อ คือ มาร์ค ทู ปี 1956 กับเบนซ์ 220 เอส เปิดประทุน และยังเคยได้ใบประกาศนียบัตรจากบริษัทรถจากัวร์ ว่าสามารถซ่อมแซมประกอบรถของลูกค้ารายหนึ่งจากประเทศออสเตรเลียได้ถูกต้องทุกอย่าง

“รถ 1 คันมีส่วนประกอบเป็นพันเป็นหมื่นชิ้น รถมาทำที่นี่ จะถูกถอดออกทุกชิ้น แล้วประกอบกลับเข้าไปให้เหมือนเดิมที่สุดทุกชิ้น รถอายุ 10 ปี ยังพอนึกได้ว่าสภาพยังไง แต่ถ้ารถอายุ 50 ปี สภาพมันก็จะผุกร่อน ชิ้นส่วนส่วนใหญ่สูญหายเป็นเรื่องธรรมดา

มีบ่อยครับ ที่เห็นสภาพแล้วไม่อยากทำ รู้ว่าทำไปไม่คุ้มกับเวลาและค่าแรงช่าง แต่ก็ไม่ปฏิเสธ เพราะอาสามาเป็นหมอแล้ว พอมีคนไข้ร่อแร่มา จะทิ้งให้ตายคงใช่เหตุ” คุณกฤษดา บอกอย่างนั้น

ถามถึงผลตอบแทน คุณกฤษดา บอก ถึงวันนี้ ไม่รู้ว่ามีกำไรหรือเปล่า รู้อย่างเดียวว่าภูมิใจในสิ่งที่ทำ เหมือนสามารถ “ชุบชีวิต” ให้กับสิ่งที่หลายๆ คนรัก

ก่อนทิ้งท้าย อู่รถคลาสสิก น่าจะมีอนาคตไปได้ไกล เพราะดีมานด์ (Demand) สูงมาก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และโดยพื้นฐานคนไทยเป็นแรงงานมีฝีมือและใจเย็น แต่ก่อนจะลงทุนควรถามตัวเองให้ดีว่ามีใจรักมากแค่ไหน เพราะสำหรับธุรกิจนี้ “วิชาใจ” เป็นเรื่องสำคัญมาก

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ อู่ซ่อมรถทั่วไปและรถคลาสสิก

ชื่อกิจการ เร่งบุญ ภายใต้การดูแลของบริษัท เร่งบุญ ออโต้เซอร์วิส จำกัด

เจ้าของกิจการ คุณกฤษดา อินอิว

สถานที่ตั้ง เลขที่ 1729 ถนนพัฒนาการ แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ 10250

พื้นที่ให้บริการ 565 ตารางวา

โทรศัพท์ (02) 314-7329

โทรสาร (02) 319-2059

อีเมล : rengboon1@hotmail.com

Facebook/เร่งบุญออโต้เซอร์วิส

*ขอบคุณ สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์ เอื้อเฟื้อภาพ*

เร่งบุญ ออโต้เซอร์วิส ธุรกิจ “ชุบชีวิต” คลาสสิก คาร์

“โคโค่ บ็อกซ์” กล่องความงาม บริการส่งถึงที่

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07052010557&srcday=2014-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 348

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“โคโค่ บ็อกซ์” กล่องความงาม บริการส่งถึงที่

“โคโค่ บ็อกซ์ จะส่งกล่องมาที่บ้านเดือนละ 1 กล่อง ในนั้นมีทั้งเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว อาหารเสริม ฯลฯ ขนาดทดลองจากแบรนด์ชั้นนำคละกัน กล่องละ 3-5 ชิ้น แน่นอนว่าผู้รับอาจจะมีทั้งของที่ถูกใจและไม่ถูกใจ หรือบางชิ้นอาจเคยใช้ หรือกำลังใช้อยู่

ฮิตฮอตได้ใจสาวๆ ที่รักสวยรักงาม ชอบซื้อเครื่องสำอาง ชอบซื้อครีมบำรุง สำหรับกล่องความงามส่งตรงถึงบ้าน หรือ “บิวตี้ บ็อกซ์” ธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่กำลังมาแรง

กลไกการทำงานของกล่องที่ว่าคือ จะมีผลิตภัณฑ์ความงามต่างๆ ขนาดตัวอย่างคละกันประมาณ 4-5 ชิ้น ส่งมาที่บ้าน ด้านจำนวนครั้งที่ส่ง ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่สมัครรับกล่อง ธุรกิจนี้ตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการทดสอบผลิตภัณฑ์ก่อนจะซื้อใช้จริง

ธุรกิจได้ใจ สาวชอบลอง

ส่งความสวย ถึงที่หมาย

คุณสาธินี กัลยาณรุจ หรือ คุณมด เจ้าของกล่องความงามเจ้าแรกในไทย “QoQo Box” (โคโค่ บ็อกซ์) เผยที่มาว่า เห็นธุรกิจนี้ที่ต่างประเทศ อาทิ อเมริกา ออสเตรเลีย ฮ่องกง ขณะที่เมืองไทยยังไม่มี เลยมองเห็นโอกาสทำธุรกิจ ประกอบกับผู้หญิงจำนวนมากต้องการทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ความงามก่อนจะซื้อใช้จริง แต่โอกาสที่จะได้ทดลองแทบไม่มี บางครั้งต้องลงทุนซื้อมาลอง เชื่อว่าถ้ามีบริการนี้ในไทย น่าจะได้การยอมรับ

สำหรับโมเดลธุรกิจกล่องความงามในต่างประเทศ นับว่าได้การยอมรับอย่างแพร่หลาย ขณะที่ในเมืองไทยถือว่าเป็นเรื่องใหม่ คุณมด บอกว่า อาศัยกระแสโซเชียลเน็ตเวิร์ก และการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตของคนรุ่นใหม่เป็นแรงหนุนของธุรกิจ

“ร้อยเปอร์เซ็นต์ของการให้บริการอยู่บนโลกออนไลน์ แผนการโปรโมตที่เราใช้มีหลายช่องทาง อาทิ ให้บรรดาบิวตี้บล็อกเกอร์มารีวิว มีบล็อกคอยอัพเดตเทรนด์ความงามต่างๆ โฆษณาในยูทูบ มีเฟซบุ๊ก เพื่อใช้ติดต่อกับลูกค้าได้ทันท่วงที”

เมื่อคนรุ่นใหม่ฟันธงว่าจะทำธุรกิจดังกล่าว คุณมดเลือกเข้าไปติดต่อกับแบรนด์เครื่องสำอางอินเตอร์ก่อน นั่นก็เพราะคุยกันเข้าใจง่าย บริการนี้เมืองนอกมีมานานแล้ว

สำหรับขั้นตอนการเข้าหา เธอกล่าวว่า ไปอธิบายคอนเซ็ปต์ธุรกิจให้เจ้าของแบรนด์ผลิตภัณฑ์ความงาม เข้าใจว่า “โคโค่ บ็อกซ์” คือ บริการนำสินค้าตัวอย่างไปแจกยังกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งลูกค้าจะเสียค่าจัดส่งด้วยการสมัครเป็นสมาชิก เสมือนเป็นการประชาสัมพันธ์แบรนด์สินค้าไปในตัว วิธีนี้ดีกว่าเอาไปเดินแจกตามห้าง

มีทั้งแบรนด์ไทย-เทศ

495 คุ้มมั้ย

ด้านจำนวนเงินลงทุน คุณมด กล่าวว่า ไม่ได้ใช้เงินทุนมาก สินค้าทั้งหมดได้มาจากเจ้าของแบรนด์ งบที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นค่าโฆษณา ค่าพัฒนาระบบและวิเคราะห์ข้อมูลของลูกค้า เพื่อให้เข้าถึงความต้องการอย่างแท้จริง

สินค้าที่ “โคโค่ บ็อกซ์” จัดส่งให้สมาชิก มีกลุ่มของผลิตภัณฑ์สกินแคร์ (บำรุงผิว) ผลิตภัณฑ์เมกอัพ (แต่งหน้า) ดูแลเส้นผม อาหารเสริม ปัจจุบัน 70 เปอร์เซ็นต์ เป็นแบรนด์ต่างประเทศ มี ยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี อีก 30 เปอร์เซ็นต์ เป็นแบรนด์ไทย

สำหรับค่าสมาชิก และขั้นตอนการรับกล่องความงาม “โคโค่ บ็อกซ์” สามารถเลือกได้ว่าจะสมัครเป็นรายเดือน ราย 3 เดือน ราย 6 เดือน หรือรายปี ค่าใช้จ่ายเดือนละ 495 บาท ไม่มีเงื่อนไขหรือข้อผูกมัดใดๆ

ด้านขั้นตอนการสมัคร จะมีคำถามเกี่ยวกับสภาพผิว โทนสีผิว ลักษณะเส้นผม และแบรนด์เครื่องสำอางที่ใช้เป็นประจำ ทั้งนี้เพื่อเก็บเป็นข้อมูลไว้หาผลิตภัณฑ์ที่ตรงใจส่งมาให้

“โคโค่ บ็อกซ์ จะส่งกล่องมาที่บ้านเดือนละ 1 กล่อง ในนั้นมีทั้งเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว อาหารเสริม ฯลฯ ขนาดทดลองจากแบรนด์ชั้นนำ คละกันกล่องละ 3-5 ชิ้น แน่นอนว่าผู้รับอาจจะมีทั้งของที่ถูกใจและไม่ถูกใจ หรือบางชิ้นอาจเคยใช้ หรือกำลังใช้อยู่ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องปกติและเกิดขึ้นได้ บริการประเภทนี้เหมาะสำหรับคนที่ชอบลองอะไรใหม่ๆ คนที่ไม่รู้ว่าผลิตภัณฑ์ชนิดไหนจะเหมาะกับตนเอง รวมทั้งคนที่ไม่ค่อยมีเวลาไปเดินช็อปปิ้ง”

3 ปี สมาชิกเพียบ

ได้ใจชายหนุ่มด้วย

ในส่วนของระยะเวลาดำเนินการ เจ้าของ บอกว่า เปิดให้บริการมาเกือบ 3 ปี เริ่มจากผู้เข้ามาใช้บริการหลักร้อยราย ปัจจุบันมีสมาชิก 2,000 ราย 98 เปอร์เซ็นต์ เป็นผู้หญิง

เนื่องจากบริการดังกล่าวเป็นธุรกิจออนไลน์ ทั้งหาลูกค้า ติดต่อลูกค้า ประชาสัมพันธ์ ฉะนั้น กระแสการตอบรับหรือฟีดแบ็กจากลูกค้าที่มีต่อเจ้าของจึงทำได้ง่าย ตรงนี้นับเป็นจุดเด่นของโคโค่ บ็อกซ์

“จุดเด่นของเราอยู่ที่การให้ลูกค้าได้แสดงความคิดเห็นผ่านการโทรศัพท์ได้ด้วย อาทิ ชอบผลิตภัณฑ์ที่จัดส่งให้มั้ย คุณภาพเป็นอย่างไร คิดว่าจะซื้อขนาดจริงมาใช้ต่อหรือไม่ จากนั้นนำไปประเมินความพึงพอใจ และหาทางแก้ไขในกรณีลูกค้าไม่ได้สินค้าตามที่ต้องการ”

ในอนาคต โคโค่ บ็อกซ์ จะขยายธุรกิจด้วยการเพิ่มหมวดหมู่สินค้าที่จัดส่ง อาจจะมีสินค้าเฉพาะของผู้ชาย เพราะตอนนี้เริ่มมีเสียงจากชายหนุ่มว่า อยากให้มีสินค้าส่งตรงถึงบ้านที่ตรงใจเหมือนสาวๆ บ้าง

นับเป็นอีกหนึ่งธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่ใช้เงินลงทุนไม่มากนัก แต่อาศัยช่องว่างทางการตลาด จากนั้นนำเทคโนโลยีมาช่วยจัดการระบบให้เกิดความเสถียรมากยิ่งขึ้น

ใครสนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (082) 221-7784

ข้อมูลจำเพาะ

ธุรกิจ บริการจัดส่งผลิตภัณฑ์ความงาม ขนาดตัวอย่างมาที่บ้าน

ชื่อกิจการ โคโค่ บ็อกซ์

เจ้าของ คุณสาธินี กัลยาณรุจ

เปิดดำเนินการ ปี 2555

ผลิตภัณฑ์ที่จัดส่ง เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว อาหารเสริม ฯลฯ ขนาดทดลอง

จำนวนที่ส่ง กล่องละ 3-5 ชิ้นคละกัน

เหมาะกับลูกค้าแบบไหน คนที่ชอบลองอะไรใหม่ๆ

คนที่ไม่รู้ว่าผลิตภัณฑ์ชนิดไหนจะเหมาะกับตนเอง

คนที่ไม่ค่อยมีเวลาไปเดินช็อปปิ้ง

วิธีทำตลาด จ้างบิวตี้บล็อกเกอร์มาโฆษณา

มีเว็บไซต์อัพเดตเทรนด์ความงามต่างๆ มีโฆษณาในยูทูบ มีเฟซบุ๊ก

ลูกค้า เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เป็นผู้หญิง

การสมัคร เลือกว่าจะสมัครเป็นรายเดือน ราย 3 เดือน ราย 6 เดือน หรือ รายปี

โดยมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่เดือนละ 495 บาท

ผลิตภัณฑ์ 70 เปอร์เซ็นต์ เป็นแบรนด์ต่างประเทศ 30 เปอร์เซ็นต์ เป็นแบรนด์ไทย

“โคโค่ บ็อกซ์” กล่องความงาม บริการส่งถึงที่

“ปันกัน” บริการหนังสือให้เช่า ธุรกิจโตสวนกระแส ยุคดิจิตอล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07020010457&srcday=2014-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 346


ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“ปันกัน” บริการหนังสือให้เช่า ธุรกิจโตสวนกระแส ยุคดิจิตอล

“80 เปอร์เซ็นต์ เป็นลูกค้ากลุ่มองค์กร บริษัทขนาดใหญ่ สำนักงาน สถานประกอบการ ห้องสมุด สถานเสริมความงาม อีก 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นกลุ่มร้านค้า ร้านเสริมสวย สปา รวมถึงตามบ้านด้วย”

“เชื่อไหมว่า อะไรๆ ก็ “ปันกัน” ได้” ประโยคสั้นๆ แต่แฝงความหมายเพียบ ของ คุณอุทัยวรรณ สุขพรรณพิมพ์ เจ้าของธุรกิจหนังสือ และนิตยสารให้เช่า ที่เส้นทางเศรษฐี อยากให้เธอมาช่วยขยายเรื่องราวดีๆ

ส่งความรู้ถึงที่

แบ่งกันอ่าน ปันกันฉลาด

คุณอุทัยวรรณ เผยว่า “ปันกัน” คือ บริการให้เช่าหนังสือ และนิตยสารตามความต้องการของลูกค้า ปัจจุบัน มีผู้เข้ามาใช้บริการ 1,000 ชุด ต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 4,000 จุดส่งหนังสือต่อเดือน หากจะนับจำนวนนิตยสารที่ได้ผ่านการหมุนเวียนจัดส่งด้วยทีมงานปันกัน จากวันแรกจนถึงปัจจุบันกว่า 400,000 เล่มแล้ว

สำหรับที่มาของธุรกิจ เกิดจากการสังเกตของคุณอุทัยวรรณ เธอบอกว่า ตามร้านค้าที่ต้องมีการรอคิว อาทิ ร้านเสริมสวย ร้านกาแฟ คาร์แคร์ โรงพยาบาล เคาน์เตอร์ชำระค่าสินค้า ลูกค้ามักจะฆ่าเวลาด้วยการอ่านหนังสือ ทำให้เจ้าของร้านต้องลงทุนซื้อนิตยสารไว้ให้อ่าน คงจะดีหากมีบริการนำหนังสือมาส่งให้ถึงที่ แถมราคาถูกกว่าราคาปกที่ซื้อตามแผงหนังสือ

จากช่องโหว่ดังกล่าว ทำให้ “ปันกัน” ได้แจ้งเกิดเป็นธุรกิจให้บริการเช่าหนังสือส่งถึงที่ มีนิตยสารยอดนิยมหลายประเภท ไม่เจาะจงกลุ่มลูกค้าประเภทใดประเภทหนึ่ง ช่วงแรกจัดส่งหนังสือให้ลูกค้าเพียงไม่กี่ชุดต่อสัปดาห์ ต่อมาเริ่มนำนิตยสารมาจัดชุดเพื่อให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าเฉพาะกลุ่มมากขึ้น ทำให้ตัวเลขการจัดส่งนิตยสารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“ปันกัน ก่อตั้งในปี 2545 ตอนนั้นมีเพียงนิตยสารแฟชั่น ต่อมาในช่วงปี 2552 ดิฉันสำรวจความต้องการของลูกค้าว่าอยากอ่านหนังสือ และนิตยสารประเภทอะไรกันบ้าง หนที่สุดได้รู้ว่าส่วนใหญ่ต้องการอ่านนิตยสารประเภทที่ตนเองสนใจเท่านั้น อย่างแนวสุขภาพ ธุรกิจ ธรรมะ ทำให้ตัดสินใจจัดนิตยสารเฉพาะกลุ่มขึ้นมา รวมถึงกำหนดปริมาณหนังสือตามที่ต้องการ ประเดิมชุดหนังสือธุรกิจ เจาะลูกค้าที่เป็นองค์กร บริษัทเอเยนซี่โฆษณา ต่อมาเป็นหนังสือความงาม เจาะร้านเสริมสวย และกลุ่มลูกค้าบ้านพักอาศัย เป็นต้น”

เลือกจ่ายได้

ตามใจอยากอ่าน

สำหรับระบบของที่นี่ เหมือนการปันกันอ่านหลายๆ คน สมาชิกถึงได้อ่านนิตยสารจำนวนมากในราคาที่ถูก แต่ละครั้งมีช่วงเวลาการอ่านเพียง 7 วัน ราคาจ่ายตามแพ็กเกจที่เลือกไว้ ตั้งแต่หลักร้อย จนถึงหลักพันบาทเลยทีเดียว

“ครั้งแรกทีมงานจะไปส่งนิตยสารตามสถานที่ลูกค้านัด จากนั้นต่อไปทุกสัปดาห์จะไปส่งนิตยสารชุดใหม่พร้อมกับรับนิตยสารชุดเก่ากลับ เพียงเท่านี้ร้านค้าของคุณจะมีนิตยสารผลัดเปลี่ยนไว้อ่านมากมายหลากหลาย ทั้งบริการลูกค้า หรือเอาไว้อ่านเองไม่ซ้ำเล่ม เสมือนเป็นสมาชิกนิตยสารเอง”

ด้านกลุ่มลูกค้า คุณอุทัยวรรณ ระบุว่า 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นลูกค้ากลุ่มองค์กร บริษัทขนาดใหญ่ สำนักงาน สถานประกอบการ ห้องสมุด สถานเสริมความงาม อีก 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นกลุ่มร้านค้า ร้านเสริมสวย สปา รวมถึงตามบ้านด้วย ขณะที่กำไรของหนังสือแต่ละเล่มจะเกิดขึ้นต่อเมื่อมีการเช่าอย่างน้อย 4 รอบ

“การรับหนังสือของลูกค้าจะแตกต่างกัน ถ้าเป็นร้านสปาหรูๆ เน้นรับนิตยสารใหม่ชนแผง ส่วนร้านที่รับหนังสือเก่า 9 สัปดาห์เป็นพวกร้านทำผม นิตยสารที่เก่าเกิน 9 สัปดาห์ จะไปขายต่อที่ตลาดนัดจตุจักรเพื่อล้างสต๊อก”

อาจมีข้อสงสัยว่า “สื่อดิจิตอล” อย่างแท็บเลต หรือ สมาร์ตโฟน ถูกจัดว่าเป็นคู่แข่งหรือไม่

คุณอุทัยวรรณ มีคำตอบว่า น่าเหลือเชื่อที่ 10 ปีให้หลังมานี้ กิจการโตขึ้นตลอด อินเตอร์เน็ตบนสมาร์ตโฟน หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กลับไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจเลย ส่วนตัวเชื่อว่า หนังสือจะถูกเป็นหลักฐานในการสืบค้นได้ อ้างอิงได้ ขณะที่ข่าวสาร หรือ บทความในโลกออนไลน์ยังมีข้อจำกัดอยู่ ไม่สามารถนำมาอ้างอิงได้ ยังขาดความน่าเชื่อถือ

คู่แข่งไม่ใช่หนังสืออิเล็กทรอนิกส์

กิจการโตดีสวนกระแส

ตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ “ปันกัน” สามารถครองตำแหน่งธุรกิจหนังสือเช่าในกรุงเทพมหานครได้ เป็นเพราะความใส่ใจที่เจ้าของธุรกิจมีให้กับลูกค้า สื่อสารกับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ทราบความต้องการที่แท้จริงของแต่ละคน การทำแบบสำรวจความพึงพอใจ หรือการโทรสอบถามจะทำให้ได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงบริการ

สำหรับค่าบริการ ปันกันจะคิดแบบเหมาจ่ายเป็นรายเดือน โดยยังคงให้บริการจัดวางและเปลี่ยนนิตยสารให้อย่างต่ำ 4 ครั้ง ต่อรอบเดือน หากเดือนใดมีการจัดส่งในรอบที่ 5 (เนื่องจากมี 5 สัปดาห์) ทางร้านจะไม่คิดค่าบริการเพิ่มแต่อย่างใด

โดยลูกค้าจะมีเวลาอ่านหนังสือในแต่ละครั้งที่จัดส่ง 7 วัน เพื่อคืนและรับหนังสือชุดใหม่ ซึ่งหนังสือชุดที่ถูกคืนจะวนไปให้ลูกค้ารายต่อไปที่ยินดีจ่ายค่าบริการถูกกว่า เพราะราคาที่ทางร้านกำหนดขึ้นมาตามลำดับตั้งแต่น้อยไปมากนั้น เป็นอัตราความใหม่ของนิตยสาร หากนิตยสารวางตลาดมาหลายสัปดาห์ราคาค่าบริการก็จะถูกลง แต่อย่างไรก็ตาม นิตยสารที่วางตลาดมาแล้ว 1-2 เดือนเรื่องราวก็ยังไม่ตกเทรนด์

ด้านแผนธุรกิจในอนาคต เจ้าของ กล่าวว่า จะเพิ่มความหลากหลายของหนังสือและนิตยสารมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องต่อความต้องการของลูกค้าทุกเพศทุกวัย เพราะจากเดิม กลุ่มเป้าหมายใหญ่ๆ ได้แก่ องค์กร กลุ่มธุรกิจ ร้านค้า ร้านอาหาร แต่ขณะที่ ครอบครัว บ้านพักอาศัย หอพัก อพาร์ตเมนต์ กลับได้การตอบรับดีเกินคาด

ใครที่อยากใช้บริการ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทรศัพท์ (02) 718-8887 ต่อ 160 หรือที่ http://www.panganbook.com

“ปันกัน” บริการหนังสือให้เช่า ธุรกิจโตสวนกระแส ยุคดิจิตอล

สรวัชร์ ชยาเมธีสุรัตน์ อดีตแชมป์ Downhill แนะทำธุรกิจรับกระแสจักรยาน “บูม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07033010257&srcday=2014-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 ปีที่ 19 ฉบับที่ 342


ช่องทางสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

สรวัชร์ ชยาเมธีสุรัตน์ อดีตแชมป์ Downhill แนะทำธุรกิจรับกระแสจักรยาน “บูม”

ช่วงไม่กี่ปีมานี้จะเห็นว่ากระแสจักรยานบูมมาก ผู้คนทุกเพศทุกวัยจากทุกมุมโลกหันมาปั่นจักรยานกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขี่เพื่อลดโลกร้อน ขี่เพื่อความสนุกสนานบันเทิง หรือขี่เพื่อออกกำลังกายก็ตาม เรียกว่าเป็นเทรนด์ที่มาแรงจริงๆ และเชื่อว่ายังไม่ตกง่ายๆ เพราะการปั่นจักรยานนั้นให้คุณประโยชน์หลายอย่างทั้งต่อคนขี่เองและสังคมโดยรวม

กระแสฮิตปั่นจักรยานนี้นอกจากจะทำให้จักรยานหลากหลายยี่ห้อขายดีแล้ว ยังทำให้เกิดธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องตามมาด้วย ทั้งการตัดเย็บเสื้อผ้าที่ใช้ในการขี่ และการผลิตอุปกรณ์เสริมต่างๆ

เรียนรู้การซ่อมด้วยตัวเอง

หนุ่มคนหนึ่งที่อยู่ในกระแสนี้ด้วยก็คือ “คุณสรวัชร์ ชยาเมธีสุรัตน์” วัย 30 กว่าปี หรือที่เด็กและลูกศิษย์ลูกหามักเรียกกันว่า อาจารย์เล็ก ซึ่งเขาปั่นจักรยานมาเกือบ 20 ปีแล้ว ถือเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องจักรยานจริงๆ โดยเป็นวิทยากรของศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน หรือ มติชน อคาเดมี “หลักสูตรช่างซ่อมจักรยานและการเปิดร้าน” ในอดีตเป็นแชมป์นักแข่งจักรยาน Downhill และเป็นช่างซ่อมจักรยาน ที่ร้าน Velo Thailand อยู่สามเสน ซอย 4 ตรงข้ามกับสำนักงานเขตพระนคร และอีกหลายร้าน

“ถ้าขี่ดาวน์ฮิลล์ ผมเป็นประเภทขี่สมัครเล่น คือ ได้แชมป์แต่ละสนามของหิน เหล็ก ไฟ บ้าง พัทยาบ้าง เกาะล้านบ้าง ซึ่งเป็นสนามเมื่อก่อน แต่ช่วงนี้จะไปแข่งกันที่หัวหิน ผมไม่ใช่เด็กรุ่นใหม่ที่แข่งขันชิงแชมป์ประเทศไทย เพราะแข่งแบบนี้จะมีผลต่อการเข้าทีมชาติ แต่เราเล่นแบบสมัครเล่น เป็นการเล่นด้วยความชอบ”

คุณสรวัชร์ ย้อนอดีตให้ฟังว่า การขี่จักรยานเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว เริ่มจากความชอบ จากนั้นก็เริ่มปั่นเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ พอปั่นไปแล้วก็อยากจะซ่อมจักรยานเป็น ก็เอาจักรยานของตัวเองมาทำนั่น ทำนี่ ทำไปทำมาเริ่มรู้ตัวว่าตัวเองชอบเรื่องซ่อม

ถามว่า กว่าจะซ่อมจนชำนาญเคยไปเรียนซ่อมที่ไหน คุณสรวัชร์ บอกว่า สำหรับพื้นฐานเบื้องต้นเกี่ยวกับการซ่อมจักรยานนั้น ไม่มีสถาบันไหนสอน อยู่ที่ประสบการณ์ของตัวเองมากกว่า ดูว่ารถจักรยานที่ขี่อยู่มีเสียงหรือเปล่า มันโอเคไหม คือต้องลองปรับแต่งด้วยตัวเอง แล้วเก็บประสบการณ์ตรงนี้ไปเรื่อยๆ แล้วก็เริ่มมาเป็นจักรยานเมาน์เท่น

“เรื่องซ่อมผมเองเรียนรู้ด้วยตัวเอง ไม่ได้ไปเรียนมาจากที่ไหน บอกตรงๆ เลยว่า การซ่อมจักรยานไม่มีใครเขาสอนกันหรอก บางคนคิดว่าตัวเองก็ซ่อมจักรยานเป็นเหมือนกัน แต่ต้องถามว่าการซ่อมจักรยานของเขาละเอียดไหม ตรงนี้คือประสบการณ์ล้วนๆ ที่จะดูว่ารถเรามีเสียงตรงไหน แล้วตรงไหนที่ดัง บางคนอ่านตำราแล้วไม่เข้าใจก็มี”

จักรยานแข่ง คันละเกือบล้าน

สมัยเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน เขาเล่าว่า เป็นการขี่จักรยานที่ขายกันอยู่ในตลาดทั่วไปคันละไม่กี่พันบาท เพราะตอนนั้นเสือภูเขายังไม่ค่อยแพร่หลายเหมือนตอนนี้ จนกระทั่งตอนนี้มาขี่ระดับดาวน์ฮิลล์ ครอสคันทรี ตัวจักรยานก็สูงขึ้นตกประมาณแสนกว่าบาท ส่วนตัวท็อปจริงๆ ราคาคันละเกือบล้านก็มี ขณะที่ราคาคันละ 300,000-400,000 บาทก็มี เป็นแบรนด์นอก ที่ไว้ใช้แข่งกัน

สำหรับ Velo Thailand ที่เขามาช่วยงานซ่อมนั้น เป็นร้านของรุ่นพี่ ซึ่งเปิดมา 8 ปีแล้ว เป็นร้านซ่อมจักรยานทั่วไปไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นรถเพื่อแข่ง โดยรับซ่อมรถจักรยานที่ใช้ในท้องตลาดทั่วไป จักรยานแม่บ้าน รถฝรั่ง รถทัวริ่ง เสือหมอบ ลูกค้าที่มาใช้บริการก็มีทั้งคนในย่านนี้และลูกค้าทั่วไปที่ขี่จักรยานที่รู้จักผ่านทาง http://www.velothailand.com และเฟซบุ๊ก

นอกจากจะรับซ่อมแล้ว ยังมีรถจักรยานให้เช่า และจัดทัวร์จักรยานด้วย โดยจักรยานที่ให้เช่าจะเป็นจักรยานเมาน์เท่นไบค์ ราคาต่อวัน 300 บาท ซึ่งก็ได้รับความนิยม เพราะบางคนยังไม่มีจักรยานแต่อยากจะปั่นเที่ยวรอบกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ผ่านมาได้รับความนิยมมาก แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นชาวต่างชาติ คนไทยมีบ้างบางส่วน

สรุปแล้ว Velo Thailand ทำครบวงจร คือมีทั้งจัดทัวร์ ซ่อม และเซอร์วิส ปัจจุบัน มี 2 สาขา คือที่บางลำภู กับที่หัวหินใกล้ตลาดจักจั่น โดยมีการจัดทัวร์เป็นทริปต่างๆ ที่หัวหินก็มีเช่นกัน เช่น พาไปดูวัด ปั่นเข้าสวน มีไนท์ทัวร์ ปั่นกลางคืน มีไกด์นำ ถ้าเป็นเดย์ทัวร์ คิดค่าใช้จ่ายคนละ 1,000 บาท พร้อมจักรยาน แฮนด์เวท หมวกกันน็อก และไกด์ เส้นทางปั่นรอบกรุงรัตนโกสินทร์ ไปวัดอรุณฯ วัดสุทัศนฯ ส่วนไนท์ทัวร์ คนละ 1,600 บาท ปั่นดูวัดเวลายามค่ำคืน ส่วนปั่นไปดูสวนจะไปที่บางกรวย

ในการซ่อมจักรยานนั้น คุณสรวัชร์ แจกแจงว่า ปัญหาที่พบบ่อยๆ คือเรื่องยางแตก โซ่ขาด การปรับเซตรถไม่เข้ากับสรีระตัวเอง ปั่นมาจะรู้สึกเมื่อย ส่วนราคาค่าซ่อมแล้วแต่กรณี อย่างถ้าต่ำสุดพวกปะยาง คิด 30 บาท ต่อวง ส่วนค่าซ่อมสูงสุดเป็นโอเวอร์ออล คือทำใหม่หมดเลย ปรับแต่งใหม่ หรืออัพเกรดอะไหล่ ซึ่งราคาซ่อมนั้นโดยทั่วไปทางร้านคิดตามอัตราการซ่อมอยู่แล้ว แต่บางกรณีราคาอะไหล่ก็ขึ้นอยู่กับราคาที่ลูกค้าได้มา เช่น เกียร์ลูกหนึ่งตก 40,000 บาท เมื่อมาให้ทางร้านซ่อมก็ต้องทำให้ดี

“ผมเองจากประสบการณ์ที่เคยซ่อมมา ไม่เคยเจอปัญหาอะไรที่หนักสุด ไม่ถึงกับยากมาก เพราะรถแต่ละประเภทจะไม่เหมือนกัน บางครั้งเจอรถฝรั่งที่ทำเพื่อนอนขี่มาเลย ถือว่ายากเหมือนกัน ร้านเราจะเจอรถประเภทแปลกๆ เยอะ เคยเจอเกียร์ดุม 14 เกียร์ในดุม (เป็นยี่ห้อ เดลลอฟ) จะซ่อมยาก เพราะต้องเปลี่ยนทั้งเซต ต้องทำความเข้าใจเยอะ แล้วราคาก็สูง”

ทั้งนี้ อุปกรณ์ในการซ่อมบางคนคิดว่ามีแค่ประแจกับไขควงเท่านั้น ความจริงยังมีอะไหล่เฉพาะบางอย่าง เช่น ตัวถอดกะโหลก ตัวดูดกะโหลก หรือตัวขันกะโหลก ซึ่งมีหลายแบบหลายชนิด

อย่างที่เกริ่นแต่แรก กระแสปั่นจักรยานยังคงความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยนี้แน่นอนทำให้ธุรกิจจักรยานเฟื่องฟูตามไปด้วย

“กระแสจักรยานเริ่มดีขึ้นจากแต่ก่อนเมื่อเทียบกับเมื่อ 10 ปีที่แล้ว กระแสจักรยานน้อยมาก รณรงค์แล้วก็ยังไม่อยากจะขี่จักรยานกัน ทำให้ธุรกิจจักรยานกระเตื้องขึ้น และหวังว่าจะให้คนรู้จักจักรยานมากขึ้น”

สอนแบบเน้นปฏิบัติ

เจ้าตัวอธิบายว่า ในการเป็นวิทยากรสอนการซ่อมจักรยานเบื้องต้นที่ มติชน อคาเดมี นั้น เป็นการสอนการซ่อมรถ หรือการดูแลรถ ซึ่งไม่มีทฤษฎีอะไรมาก หลักสูตรง่ายๆ เป็นการสอนแบบปฏิบัติเลย ในลักษณะให้รู้เลยว่ากลไกของจักรยานเป็นอย่างไร มีอะไรที่สำคัญ

“สไตล์การสอนของผมคือ มาถึงปฏิบัติเลย ให้รู้ว่า ชิ้นส่วน อะไหล่ อันไหนสำคัญมากกว่า ซึ่งจะทำให้คนเรียนเข้าใจง่ายกว่าที่จะอ่านหนังสือ แล้วทฤษฎีคุณค่อยกลับไปอ่านทีหลัง ผมจะอธิบายให้เห็นว่าปัญหาที่พบบ่อยคือ เรื่องเกียร์รวน ปรับไม่เป็น หรือปรับได้แต่ไม่ละเอียด มันสามารถจูนให้ละเอียดมากกว่านั้น หรือเรื่องชุดขับเคลื่อน ชุดเบรก ซึ่งจะอยู่ในคอร์สเหมือนกัน อีกปัญหาหนึ่งคือ เรื่องปะยาง ซึ่งปะแล้วมันไม่อยู่ เกิดจากเราขัดหน้ายางไม่เรียบ ผิวยังขรุขระอยู่ ทำให้สตีมไม่สนิท เลยทำให้รั่ว”

ฟังแบบนี้ ดูเหมือนว่าการซ่อมจักรยานไม่ยากเลย ประเด็นนี้ คุณสรวัชร์ ย้ำว่า “เป็นเรื่องไม่ยาก แต่ต้องเข้าใจเรื่องรถว่ามีชิ้นส่วนอะไรที่สำคัญ การจะเป็นช่างซ่อมจักรยานได้อันดับแรกเลยคือ การบิวท์ล้อ การจูนล้อ คล้ายๆ กับการตั้งศูนย์ล้อ เป็นงานที่หินสุด หัวใจสำคัญทั้งหมดของจักรยานคือจุดหมุนทั้งหมด มีกะโหลก ถ้วยคอ ล้อ เกียร์ เป็นต้น อย่างการไขว้ล้อจักรยานจะมี 2 แบบ 1. อเมริกันสไตล์ แบบมอเตอร์ไซค์ จะแข็งแรงหน่อย 2. แบบชิมาโน่ จะต่างกัน”

ในสภาพที่ผู้คนนิยมขี่จักรยานนั้น เชื่อว่าคงมีบางคนที่สนใจอยากจะทำธุรกิจซ่อม เพราะดูแล้วอาจจะไม่ต้องใช้เงินลงทุนมากมายนัก หรือบางคนอาจจะอยากทำธุรกิจเกี่ยวกับจักรยานในส่วนของการขายอุปกรณ์ต่างๆ

เรื่องนี้ คุณสรวัชร์ แนะนำว่า “ถ้าทำธุรกิจเกี่ยวกับจักรยาน ควรเริ่มต้นทำจากเล็กๆ ก่อนดีกว่า ถ้าคนที่มีทุนแล้วจะจัดใหญ่เลยก็ได้ไม่มีปัญหา แต่เรื่องซ่อมบำรุงต้องให้เกิดความสมดุลกับร้าน คือ เปิดร้านแต่ไม่รับซ่อมจักรยานก็อยู่ไม่ได้ เพราะรายได้มาจากการซ่อมเยอะ พวกอุปกรณ์ตกแต่งต่างๆ แค่เป็นรายได้เสริมเข้ามา แต่รายได้หลักของร้านคือ ซ่อม ตอนนี้ถ้าจะเปิดร้านซ่อมจักรยานก็ทำได้แต่อาจจะมีคู่แข่งเยอะหน่อย ดังนั้น ต้องทำร้านให้คนรู้จัก ต้องทำให้เป็นหนึ่ง เพื่อให้คนมาหาเราให้ได้

อันดับแรกในการตั้งร้านคือ ต้องคำนึงถึงทำเล ถ้าได้ทำเลดี ลูกค้าก็โอเค แต่ถ้าเจอทำเลไม่ดีก็เงียบ อย่างที่ร้าน Velo Thailand ถือว่าทำเลดี ลูกค้าเยอะ เพราะอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยว ตรอกข้าวสาร สนามหลวง อยู่ในย่านที่ปั่นรอบเกาะรัตนโกสินทร์”

เปิดร้านซ่อมใช้งบ 1-2 แสนบาท

หากอยู่ในวงการจักรยาน จะเห็นว่าเวลานี้ร้านซ่อมจักรยานตั้งขึ้นมาเยอะกว่าแต่ก่อน ร้านส่วนใหญ่มักเป็นคนที่ชื่นชอบจักรยาน ซึ่งล้วนเป็นผู้ประกอบการหน้าใหม่ สำหรับจุดเด่นของ Velo Thailand คุณสรวัชร์ บอกว่า “เรื่องการซ่อม เราดูแลเหมือนรถเราเอง เราไม่ค่อยปล่อยผ่าน ถ้าเห็นว่า ยังทำไม่ดี ก็จะไม่ปล่อยผ่าน”

กับคำถามที่ว่า ถ้ามีรายใหม่ต้องการเปิดร้านซ่อมจักรยานนั้น ควรจะมีงบประมาณสักเท่าไร คุณสรวัชร์ ระบุว่า

ถ้าเปิดร้านซ่อมอย่างเดียว ควรจะมีเตรียมไว้ที่ 100,000-200,000 บาท ซึ่งในอนาคตธุรกิจนี้ก็ยังดีอยู่แต่คงจะไม่เป็นแบบดังตูมตาม น่าจะไปได้เรื่อยๆ

แม้ว่าจะอยู่ในวงการจักรยานมานาน แต่เจ้าตัวยังไม่มีร้านจักรยานเป็นของตัวเอง เขาจึงวางแผนไว้ว่าในอนาคตอยากจะมีร้านสักร้าน แต่ต้องรอความพร้อมเรื่องทุนก่อน

“ตอนนี้ผมก็มีกิจการเทควันโด กับการเป็นครูฝึกสุนัข อย่างเทควันโด ผมเปิดสอนคอร์สต่อเดือน เดือนละ 1,600 บาท เรียนกี่ครั้งก็ได้ไม่ได้นับชั่วโมง เริ่มต้นจากสายขาว เหลือง เขียว ฟ้า น้ำตาล แดง ดำ เรียนประมาณเกือบ 2 ปี ถึงจะได้สายดำ ตัวผมเองได้สายดำดั้ง 4 ส่วนฝึกสุนัข ทำมา 8-9 ปีแล้ว ฝึกทุกสายพันธุ์ ผมเรียนรู้จากกองทัพบก เมื่อก่อนไปเข้าโครงการอบรม ตอนนี้ทำของตัวเอง ชื่อ HP training dog ฝึกที่บ้านแถวบางกรวย เนื้อที่ไม่ได้มาก เน้นฝึกสุนัขพันธุ์เล็ก แต่ถ้าเป็นสายพันธุ์ใหญ่ก็ต้องมีสนาม มีพื้นที่หน่อย”

สนใจอยากรู้เรื่องจักรยาน หรือใช้บริการอื่นๆ ของ คุณสรวัชร์ ชยาเมธีสุรัตน์ อดีตแชมป์ดาวน์ฮิลล์ โทรติดต่อสอบถามได้ที่ (081) 136-9228

สรวัชร์ ชยาเมธีสุรัตน์ อดีตแชมป์ Downhill แนะทำธุรกิจรับกระแสจักรยาน “บูม”