ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ข้อแนะนำการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมีในการผลิตพืช พฤษภาคม 11, 2010

แหล่งติดตามวารสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์

ผ่านทางagdb3.

ชื่อ เรื่อง: ข้อแนะนำการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมีใน การผลิตพืช
ภาษา: ไทย
ชื่อ วารสาร: จดหมายข่าวผลิใบ
วัน ที่: ก.ค. 2551
ฉบับ ที่/หน้า: 11(6) หน้า 13-15
แหล่งติดตามวารสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์
หมวด หลัก: F04-Fertilizing
อร รถาภิธาน-อังกฤษ: ORYZA SATIVA; ZEA MAYS; SWEET CORN; HEVEA BRASILIENSIS; SACCHARUM OFFICINARUM; MANIHOT ESCULENTA; ABELMOSCHUS ESCULENTUS; ORGANIC FERTILIZERS; INORGANIC FERTILIZERS; FERTILIZER APPLICATION; YIELDS
อร รถาภิธาน-ไทย: ORYZA SATIVA; ZEA MAYS; ข้าวโพดหวาน; HEVEA BRASILIENSIS; SACCHARUM OFFICINARUM; MANIHOT ESCULENTA; ABELMOSCHUS ESCULENTUS; ปุ๋ยอินทรีย์; ปุ๋ยอนินทรีย์; การใส่ปุ๋ย; ผลผลิต
ดรรชนี-ไทย: ข้าว, ข้าวโพดหวาน, ยางพารา, อ้อย, มันสำปะหลัง, กระเจี๊ยบเขียว, ปุ๋ยอินทรีย์, ปุ๋ยเคมี, การผลิตพืช, การใช้ร่วมกัน, ผลผลิต
หมาย เลข: 018432 TAB000125514516 สั่งสำเนา เอกสาร
ค้น ข้อมูลใกล้เคียง: มี คำสำคัญเหมือนกัน
 

มีอะไรในศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ มีนาคม 22, 2010

ฉบับที่ 5 ประจำเดือน มิถุนายน  พ.ศ. 2552

ผ่านทางฉีกซอง.

ผลิใบ ฉีกซอง
อังคณา  สุวรรณกูฏ

มีอะไรในศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่

ช่วงเดือนมิถุนายนต่อเนื่องไปจนถึงเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ เป็นช่วงเวลาที่หลายหน่วยงานในสังกัดกรมวิชาการเกษตร ได้รวบรวมเทคโนโลยี
การผลิตพืชของกรมวิชาการเกษตรที่ผ่านการวิจัยและพัฒนามาเป็นเวลายาวนานกว่า 36 ปี  นำเสนอต่อสาธารณะ   ภายใต้การเปิดงาน “มหัศจรรย์
เทคโนโลยี 36 ปี กรมวิชาการเกษตร” แผ่กิ่งก้านเป็นงานวิจัย ผลิใบเป็นงานพัฒนา เมื่อวันที่ 5-7 มิถุนายน 2552 ณ อิมแพค เมืองทองธานี
มองไปทางไหนบรรยากาศจึงคึกคักสุดบรรยาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ  ถึงแม้จะเหน็ดเหนื่อยแต่ก็ปลาบปลื้มใจยิ่งนักเมื่อได้
รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดียิ่งจากประชาชนทั่วไป หลายท่านเรียกร้องให้จัดกันเป็นประจำทุกปี จะเป็นจริงหรือไม่อย่างไรก็ต้องมาติดตามกันต่อไป

นอกเหนือจากการจัดงานมหกรรม 36 ปี กรมวิชาการเกษตรในส่วนกลางแล้ว  ยังมีการจัดงานในลักษณะดังกล่าวตามศูนย์วิจัยพืชและศูนย์
วิจัยและพัฒนาการเกษตรทั่วประเทศ     เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนในส่วนภูมิภาค    ได้มีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีการผลิตพืชที่หน่วยงานในสังกัด
กรมวิชาการเกษตรวิจัยและพัฒนาขึ้นโดยตรง   โดยไม่ต้องผ่านระบบการถ่ายทอดเทคโนโลยีแบบเดิมๆ   ซึ่งแต่ละศูนย์ฯ  ต่างก็นำผลงานดีเด่นของ
ตนเองขึ้นมาจัดแสดง         เพื่อให้ผู้สนใจนำความรู้ที่ได้รับกลับไปพัฒนาการผลิตของตน             พร้อมทั้งเป็นแนวร่วมในการวิจัยและพัฒนาของ
กรมวิชาการเกษตรในอนาคต

นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งกิจกรรมที่กรมวิชาการเกษตร  ได้มอบหมายให้สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรทั้ง 8 เขต  จัดทำศูนย์เรียนรู้การผลิต
พืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่  รวมทั้งสิ้น 17 ศูนย์  กระจายทั่วทุกภูมิภาค   สำหรับส่วนกลางจัดขึ้นที่บริเวณเกษตรกลางบางเขน โดยจะเปิดตัว
ในวันที่ 1 ตุลาคม 2552  ซึ่งเป็นวันสถาปนากรมวิชาการเกษตรครบรอบ 37 ปี   ในขณะที่ศูนย์เรียนรู้ฯ ต่างๆได้ทยอยเปิดตัวเป็นลำดับ  นับตั้งแต่วันที่
9 มิถุนายน 2552  เป็นต้นมา “ฉีกซอง” ได้มีโอกาสร่วมงานเปิดตัวของหลายๆ ศูนย์  จึงขอถือโอกาสนี้ นำท่านผู้อ่านไปเรียนรู้ในศูนย์เรียนรู้ดังกล่าว
ไปพร้อมกัน

ด้วยพระบารมี

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า พื้นฐานของสังคมไทยก้าวเดินไปได้ด้วยสังคมเกษตรกรรม  และภาคการเกษตรยังคงเป็นภาคการผลิตที่สร้างรายได้ให้
กับประเทศได้อย่างแท้จริง  แต่ด้วยทิศทางในการพัฒนาประเทศที่ไม่ได้มองมายังพื้นฐานที่แท้จริงของประเทศ  ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา   ทั้ง
ปัญหาทางสังคม และปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  แม้ว่าผลการพัฒนาในเชิงบวก ไม่ว่าจะเป็น   การพัฒนาโครง
สร้างพื้นฐาน ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ระบบการสื่อสาร โทรคมนาคม จะขยายตัวมากขึ้น  แต่ก็ยังพบว่าเป็นการขยายตัวที่ค่อนข้างกระจุกตัว
ยังไม่ทั่วถึงครอบคลุมในพื้นที่ห่างไกล  ผู้คนในสังคมต่างมุ่งสู่สังคมแห่งการบริโภค ไม่มีความพอเพียงในการดำรงชีพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ได้ทรงเตือนเรื่องพออยู่พอกินไว้ตั้งแต่ปี 2517  หลังจากที่ประเทศไทยใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรกในปี 2504   มาเป็นเวลา
ประมาณหนึ่งรอบนักษัตร โดยมีพระราชดำรัสในโอกาสต่างๆ อาทิ

“…การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น  ต้องสร้างพื้นฐานคือ ความพอมี พอกิน พอใช้ ของประชาชนส่วนใหญ่ เบื้องต้นเสียก่อน
โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัดถูกต้องตามหลักวิชาการ  เมื่อได้พื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควร และปฏิบัติได้แล้ว  จึงค่อยสร้างค่อยเสริม
ความเจริญ และฐานะทางเศรษฐกิจขั้นสูงขึ้นโดยลำดับต่อไป…” (18 กรกฎาคม 2517)

“…การเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ   สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน  แบบพอมีพอกินนั้น  หมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้  ให้มีพอเพียง
กับตนเอง  ความพอเพียงนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกครอบครัวจะผลิตอาหารของตัวเอง  จะต้องทอผ้าใส่เอง  อย่างนั้นมันเกินไป  แต่ว่าในหมู่บ้านหรือ
ในอำเภอจะต้องมีความพอเพียงพอสมควร บางสิ่งบางอย่างผลิตได้มากกว่าความต้องการก็ขายได้ แต่ขายในที่ไม่ห่างไกลเท่าไร  ไม่ต้องเสียค่าขน
ส่งมากนัก…” (4 ธันวาคม 2539)

เศรษฐกิจพอเพียง จึงเป็นปรัชญาที่ชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชนจนถึง
ระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนา และบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง ความพอเพียง  จึงหมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การมีระบบ
ภูมิคุ้มกันที่ดี  โดยอยู่บนเงื่อนไขของความรู้และคุณธรรม  ทฤษฎีใหม่ จึงเป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียงที่เห็นเด่น
ชัดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำรินี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่มักประสบปัญหาทั้งภัยธรรมชาติและปัจจัยภายนอก
ที่มีผลกระทบต่อการทำการเกษตร ให้สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤต โดยเฉพาะช่วงการขาดแคลนน้ำได้โดยไม่ต้องเดือดร้อนมากนัก

ดังนั้น ทฤษฎีใหม่ จึงเป็นแนวทางหรือหลักการในการบริหารจัดการที่ดินและน้ำ   เพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ด้วยการบริหารและแบ่งที่ดินออกเป็นสัดส่วน  เพื่อประโยชน์สูงสุดของเกษตรกร  และนำหลักวิชาการเกี่ยวกับปริมาณน้ำที่กักเก็บให้เพียงพอต่อการ
เพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี ภายใต้การวางแผนอย่างสมบูรณ์ ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน กล่าวคือ

ทฤษฏีใหม่ขั้นต้น แบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน ตามอัตราส่วน 30:30:30:10 โดย 30 ส่วนแรก  เป็นแหล่งน้ำ สำหรับกักเก็บน้ำในฤดูฝนเพื่อ
ใช้ในฤดูแล้ง 30 ส่วนที่สอง เป็นพื้นที่ปลูกข้าวในฤดูฝน  เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวันให้เพียงพอตลอดปี   เพื่อตัดค่าใช้จ่ายและสามารถพึ่งตนเองได้
30 ส่วนที่สาม ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก พืชไร่ สมุนไพร เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวันและหากเหลือก็นำไปจำหน่าย สำหรับ 10 ส่วนสุดท้าย ให้ใช้
เป็นที่อยู่อาศัย โรงเรือนอื่นๆ ถนนหนทาง และเลี้ยงสัตว์

ทฤษฏีใหม่ขั้นที่สอง เป็นการพัฒนาขึ้นจากขั้นต้น เมื่อเกษตรกรแต่ละรายเข้าใจในหลักการ และปฏิบัติในพื้นที่ของตนเองจนได้ผลดีแล้ว
ให้รวมกลุ่มกันในรูปกลุ่มหรือสหกรณ์   ด้วยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในชุมชนทั้งภาครัฐและเอกชน  โดยต้องร่วมกันทั้งทางด้านการผลิต
การตลาด ความเป็นอยู่ สวัสดิการสังคม  การศึกษา รวมทั้งสังคมและศาสนา   เป็นการสร้างชุมชนให้มีความเข้มแข็ง  พึ่งพาตนเองได้ และอยู่อย่าง
เป็นสุข

ทฤษฎีใหม่ขั้นที่สาม เมื่อดำเนินการพ้นขั้นที่สองแล้ว กลุ่มเกษตรกรนั้นควรพัฒนาเข้าสู่ขั้นที่สาม คือการติดต่อประสานงาน เพื่อจัดหาทุน
หรือ แหล่งเงิน  จากภาคส่วนอื่น เช่น ธนาคาร หรือ บริษัทเอกชน  เพื่อช่วยในการลงทุนและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้สมบูรณ์ขึ้นไป    โดยทั้งสองฝ่าย
ได้รับประโยชน์ร่วมกัน

ศูนย์เรียนรู้ฯ แหล่งศึกษา

เป็นที่ทราบกันดีว่า กรมวิชาการเกษตรทำหน้าที่ในการวิจัย และพัฒนาการผลิตพืช  เครื่องจักรกลการเกษตร  รวมทั้งการตรวจสอบรับรอง
เพื่อการส่งออกสินค้าพืชและผลิตภัณฑ์  ตลอดจนควบคุมและกำกับดูแลให้เป็นไปตามกฎหมายที่รับผิดชอบ  ทำให้งานวิจัยของกรมวิชาการเกษตร
ที่ผลิตออกมาเป็นงานวิจัยที่แก้ปัญหาเป็นเรื่องๆ     แล้วถ่ายทอดเทคโนโลยีดังกล่าวสู่กรมส่งเสริมการเกษตร      เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริม-
การเกษตรนำไปถ่ายทอดสู่เกษตรกรอีกทอดหนึ่งในลักษณะของชุดเทคโนโลยี  ซึ่งเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตรจะเป็นผู้รวบรวมและนำไป
ขยายผล

ดังนั้น งานวิจัยของกรมวิชาการเกษตร  จึงไม่ได้รวบรวมและนำเสนอให้สอดคล้องกับสภาพระบบการผลิตพืชที่เป็นอยู่ของเกษตรกรอย่าง
แท้จริง เนื่องจากเกษตรกรรายหนึ่งๆ  ไม่ได้ปลูกพืชเพียงชนิดเดียว  และนอกจากการปลูกพืชแล้วยังมีกิจกรรมอื่นๆ ด้วย เช่น การเลี้ยงสัตว์ การทำ
การประมง เป็นต้น ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการยากที่ผู้ที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากกรมวิชาการเกษตร จะสามารถนำผลงานของกรมวิชาการเกษตร
ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตามศักยภาพของงานวิจัยที่นักวิจัยดำเนินการ ดังนั้น เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม
และเกิดประสิทธิผล กรมวิชาการเกษตรจึงได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ พัฒนาศูนย์เรียนรู้การผลิตพืช
ตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ขึ้น ด้วยการใช้หลักการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดินและน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดร่วมกับผลงานวิจัยด้านเทคโนโลยี
การผลิตพืชทั้งระบบ

ผู้สนใจ  สามารถเข้ามาศึกษาดูงานในศูนย์เรียนรู้ฯ  ได้อย่างครบวงจร  และนำไปปฏิบัติตามระบบการทำฟาร์มของแต่ละพื้นที่ได้   รวมทั้ง
สามารถสอบถามข้อมูลทางวิชาการ ได้จากนักวิจัยที่ทำการศึกษาเรื่องดังกล่าวได้โดยตรง     ซึ่งในแต่ละพื้นที่ต่างก็มีการบริหารจัดการทรัพยากรที่
แตกต่างกันตามปัจจัยพื้นฐานของแต่ละพื้นที่

ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฏีใหม่ของกรมวิชาการเกษตร มีทั้งสิ้น 17 แห่ง กระจายอยู่ทั่วประเทศ ได้แก่

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเชียงใหม่ (ฝาง) ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุโขทัย (ศรีสำโรง) ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิษณุโลก
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครพนม ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรอุดรธานี (ไชยวาน)
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโนนสูง ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรบุรีรัมย์
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบุรี ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุพรรณบุรี
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรระยอง ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจันทบุรี
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรระนอง สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพัทลุง ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรปัตตานี
เกษตรกลางบางเขน ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

รูปแบบของศูนย์เรียนรู้ การผลิตพืช  ตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ของกรมวิชาการเกษตร   จะแบ่งสัดส่วนของการใช้พื้นที่     ตามแนว
พระราชดำริ โดยพิจารณาถึงสภาพแวดล้อมของพื้นที่  รวมทั้งพันธุ์พืชที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่  ด้วยการจัดระบบการปลูกพืชให้เกื้อหนุนกัน รวมทั้ง
นำวิถีการปฏิบัติของเกษตรกรในพื้นที่มารวบรวมไว้  รวมทั้งจัดระบบการทำฟาร์มให้คล้ายคลึงกับสภาพความเป็นจริง  คือ มีทั้งการเลี้ยงสัตว์และการ
ทำการประมงแต่ต้องเป็นไปตามหลักวิชาการและเป็นเหตุเป็นผล  เพื่อแสดงให้เห็นว่า  การนำผลงานวิจัยออกมาสู่การปฏิบัติที่แท้จริงสามารถเกิดขึ้น
ได้ และมีความคุ้มค่าในการลงทุน จึงได้นำระบบการทำบัญชีฟาร์มมาดำเนินการในศูนย์เรียนรู้แต่ละแห่งด้วย

สำหรับศูนย์เรียนรู้ฯ  ที่ผู้เขียนได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมและเป็นศูนย์ต้นแบบของหลายๆ ศูนย์ฯ คือ ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราช-
ดำริทฤษฎีใหม่ของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุโขทัย หรือรู้จักกันในชื่อเดิมว่า พืชไร่ศรีสำโรง เป็นศูนย์ที่ตั้งอยู่ในใจกลางเมือง มีพืชหลักที่ใคร
ก็ตามเดินเข้ามาเยี่ยมชมต้องสะดุดตานั่น ก็คือ กล้วย     นับว่าเป็นแหล่งรวมกล้วยหลากหลายชนิด   ซึ่งกล้วยเป็นพืชที่ปลูกทั่วไปในบริเวณดังกล่าว
นอกจากนี้ยังได้นำไม้ผลชนิดอื่นๆ  ไม่ว่าจะเป็น มะยงชิด ละมุด ลำไย มะม่วง มาปลูกร่วมด้วย โดยมีการปลูกถั่วเหลืองหลังการทำนา บางส่วนก็เป็น
แปลงอ้อยคั้นน้ำ ข้าวโพดข้าวเหนียว และยังมีการเลี้ยงปลานิลในสระที่กักเก็บน้ำ การปลูกพืชผักสมุนไพร และพืชสวนครัวไว้รอบตัวบ้าน แทบไม่น่า
เชื่อว่าถั่วฝักยาวจะสามารถนำมาปลูกเป็นรั้วได้อย่างดี และยังมีโรงเห็ดหลังเล็ก เพื่อเป็นรายได้เพิ่มเติมด้วย

เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบดูแลศูนย์ฯ กล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า  การนำเทคโนโลยีการเกษตรมาปรับระบบการทำฟาร์มให้สอดคล้องกับแนว
พระราชดำริส่งผลให้ผลผลิตที่ได้จากศูนย์ฯ สามารถเลี้ยงตัวเองได้เป็นอย่างดี รวมทั้งเป็นที่รู้จักของบุคคลทั่วไป ทั้งเข้ามาแสวงหาความรู้และมาซื้อ
ผลผลิตของศูนย์ฯ ไปบริโภคเนื่องจากมั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัยของผลผลิตที่ได้จากแปลงของศูนย์ฯ แห่งนี้

ศูนย์เรียนรู้ฯ      อีกศูนย์หนึ่งที่ผู้เขียนเห็นว่าค่อนข้างแตกต่างไปจากศูนย์ที่สุโขทัย คือ ศูนย์เรียนรู้ฯ   ของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร
เพชรบุรีที่โด่งดังเรื่องสับปะรดไม่ปอกเปลือก  เนื่องจากบริเวณที่ตั้งของศูนย์แห่งนี้มีสภาพเป็นดินทราย   จึงมีปัญหาเรื่องการชะล้างพังทลายของดิน
สูงและความอุดมสมบูรณ์ต่ำ  การบริหารจัดการพื้นที่จำเป็นต้องมีการแก้ปัญหาการชะล้างพังทลายของดิน จึงได้นำหญ้าแฝกมาปลูกเป็นแนวกันเป็น
ระยะ   นับว่าเป็นศูนย์เรียนรู้ฯ ที่มีหญ้าแฝกปลูกอยู่หลากหลายพันธุ์มากแห่งหนึ่ง   การปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดินได้นำถั่วพร้าเข้ามาเป็นพืช
บำรุงดินร่วมกับปอเทือง โดยพืชหลักของที่นี้ คือ มะนาว และสับปะรด มีการปลูกพืชไร่อายุสั้นและพืชผักควบคู่กันไป  รวมทั้งเพาะเห็ด เลี้ยงปลาใน
กระชัง และปลูกไม้ดอกไม้ประดับ เช่น มะลิ และเตยหอม เพื่อเป็นพืชสร้างรายได้ในระยะเริ่มต้น

จะเห็นว่า  แต่ละศูนย์ต่างก็นำผลงานวิจัยที่ตนเองดำเนินการ มาปรับเข้าสู่ระบบการทำฟาร์มของเกษตรกร ตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่
อย่างเต็มกำลังความสามารถ  เพื่อให้สร้างรูปแบบที่เป็นประโยชน์ต่อผู้เข้ามาเรียนรู้อย่างแท้จริง  นอกจากนี้ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราช
ดำริทฤษฎีใหม่อีกแห่งหนึ่ง ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ ศูนย์เรียนรู้ฯ ของจันทบุรี  ตั้งอยู่ภายในศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจันทบุรี  ทุ่งเพล  จังหวัด
จันทบุรี    ศูนย์เรียนรู้ฯ ดังกล่าวเป็นศูนย์ใหม่ที่เพิ่งจะเริ่มดำเนินการ เช่นเดียวกับศูนย์เรียนรู้ฯ ที่เพชรบุรี  แต่มีความแตกต่างกันในสภาพพื้นที่ อย่าง
สิ้นเชิง  เนื่องจากศูนย์ฯที่จันทบุรีเป็นที่ราบเชิงเขา มีแหล่งน้ำค่อนข้างสมบูรณ์  อาจมีปัญหาเรื่องลมแรงในบางฤดู พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ของไม้ผล
ไม่ว่า จะเป็นลำไย  ทุเรียน หรือ มังคุด    นอกจากนี้กล้วยไข่ก็นับว่าเป็นพืชที่มีอนาคตในพื้นที่แห่งนี้  เนื่องจากเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดจีน  โดยยังคงมีพื้นที่นาเป็นหลัก  ร่วมกับสวนยางพารา  และปลูกพืชผักไว้บริโภครอบๆ บริเวณบ้านพัก  และมีโรงเพาะเห็ด
เช่นเดียวกับแห่งอื่นๆ

ในวันเปิดตัวของศูนย์ฯ  แห่งนี้  ได้รับความสนใจจากเกษตรกรบริเวณโดยรอบไม่น้อย   ทางศูนย์ฯ เองหวังไว้ว่าเมื่อพัฒนาศูนย์จนสมบูรณ์
แบบแล้ว  จะสามารถเป็นตัวอย่างให้กับเกษตรกรในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี ในภาพรวมแล้ว   ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ใน
แต่ละแห่ง  ต่างก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกันไปตามระบบการทำฟาร์มของแต่ละพื้นที่  ซึ่งมีเงื่อนไขและข้อจำกัดที่ต่างกัน  ดังนั้นจึงเป็นที่คาดหมายว่าจะ
เป็นศูนย์เรียนรู้ที่สำคัญของแต่ละภูมิภาค     การนำพันธุ์พืชที่กรมวิชาการเกษตรได้พัฒนาขึ้น  ตลอดจนเทคโนโลยีการผลิตพืชต่างๆ  รวมทั้งเครื่อง
จักรกลการเกษตร จัดทำเป็นตัวอย่างที่สามารถจับต้องและทำตามได้อย่างแท้จริง โดยคำนึงถึงสภาพความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ

การใช้ชีวิตอย่างเป็นสุขของเกษตรกร  มีแบบพอเพียง  เลี้ยงตนเองได้   ด้วยการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการบริหารจัดการ
ทรัพยากรดิน และน้ำ ตามแนวพระราชดำริทฤษฏีใหม่มาพัฒนาศูนย์เรียนรู้ของตน     ก้าวต่อไปของแต่ละศูนย์เรียนรู้น่าจะเป็นการพัฒนาศูนย์ฯ  ให้
สามารถเป็นศูนย์เรียนรู้ที่ยั่งยืน สมกับที่หลายๆ ฝ่ายคาดหวัง  คงได้ยินกันบ่อยๆ ว่า  การสร้างนั้นทำได้ง่ายกว่าการรักษาไว้ให้ยั่งยืน ขอเป็นกำลังใจ
ให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และขอเชิญชวนท่านผู้อ่านที่สนใจร่วมเรียนรู้กับศูนย์เรียนรู้ของกรมวิชาการเกษตรทั่วประเทศใกล้บ้านท่านด้วยความยินดี

(ขอบคุณ :มูลนิธิชัยพัฒนา,กองแผนงานและวิชาการ  กรมวิชาการเกษตร /ข้อมูล)

พบกันใหม่ฉบัยหน้า……….สวัสดี
อังคณา

คำถามฉีกซอง
กองบรรณาธิการจดหมายข่าวผลิใบฯ กรมวิชาการเกษตร จตุจักร กรุงเทพฯ 10900  e-mail : asuwannakoot@hotmail.com

 

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2825, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

 

ข้อแนะนำการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ร่วมกับปุ๋ยเคมีในการผลิตพืช

ฉบับที่ 6   ประจำเดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ผ่านทางUntitled Document.

ผลิใบ รายงาน
สำนักวิจัยและพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร

ข้อแนะนำการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ร่วมกับปุ๋ยเคมีในการผลิตพืช

การผลิตพืชให้ได้ผลผลิตที่สามารถสร้างรายได้สูงสุดให้เกษตรกรอย่างยั่งยืนนั้น จำเป็นต้องมีเทคโนโลยีในการจัดการธรตุอาหารพืชที่เหมาะ-
สม  ปัจจัยการผลิตที่นำมาใช้เป็นธาตุอาหารพืชจะต้องมีประสิทธิภาพ  มีคุณค่าและต้นทุนเหมาะสมกับราคาผลผลิต      จึงจะทำให้เกษตรกรมีรายได้
คุ้มค่ากับการลงทุน   การใช้ปุ๋ยแบบผสมผสานระหว่างปุ๋ยอินทรีย์ที่ผ่านการหมักจนย่อยสลายสมบูรณ์ด้วยจุลินทรีย์นั้น แม้จะมีปริมาณธาตุอาหารหลัก
น้อย แต่ปุ๋ยอินทรีย์ให้ธาตุอาหารแก่พืชอย่างช้าๆ  และมีธาตุอาหารเป็นองค์ประกอบเกือบทุกชนิด ทั้งธาตุอาหารหลัก  ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหาร
เสริม  สามารถช่วยปรับปรุงสมบัติทางกายภาพ เคมีและชีวภาพได้ด้วย  ในขณะเดียวกันปุ๋ยเคมีก็มีข้อดีที่ประกอบด้วยปริมาณธาตุอาหารหลักมาก พืช
ใช้ประโยชน์ได้อย่างรวดเร็ว สะดวกในการใช้ในไร่นา

แต่ปัจจุบันปุ๋ยเคมีมีราคาแพงมาก  เพราะต้องนำเข้าจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด   ดังนั้นหากเกษตรกรมีความรู้และความเข้าใจในการนำวัสดุ
อินทรีย์เหลือทิ้งทางการเกษตร เช่น เศษพืช ผลพลอยได้จากโรงงานอุตสาหกรรมเกษตร มูลสัตว์และวัสดุอินทรีย์อื่นๆ มาผ่านกระบวนการย่อยสลาย
โดยจุลินทรีย์หรือทำปุ๋ยหมัก เพื่อให้วัสดุอินทรีย์เหล่านี้ได้เปลี่ยนรูปเป็นธาตุอาหารพืชได้เร็วขึ้น  พืชก็สามารถนำไปใช้ได้เร็วกว่าการใส่ในรูปของวัสดุ
อินทรีย์โดยตรง  แต่การใส่ปุ๋ยอินทรีย์อย่างเดียวจะต้องใส่ในปริมาณมาก เพราะมีธาตุอาหารน้อยและมีค่าใช้จ่ายค่าแรงงานในการใส่มาก ดังนั้น  การ
ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ผสมผสานกับปุ๋ยเคมี หรือการผลิตปุ๋ยเคมีเป็นสูตรต่างๆ และหาวิธีการใช้ให้เหมาะสมกับชนิดของดิน พืชและหาวิธีการจัดการที่เหมาะสม จึงเป็นแนวทางที่สามารถใช้ในการเพิ่มศักยภาพในการผลิตพืช เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรและแก้ไขปัญหาปุ๋ยเคมีราคาแพงได้

การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี

การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี   เป็นรูปแบบเทคโนโลยีการจัดการธาตุอหารพืชที่ยั่งยืนวิธีการหนึ่ง  เพราะจะได้มีการนำส่วนที่ไม่ได้นำไปใช้
ประโยชน์ของพืชหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง     ทำให้ธาตุอาหารซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่มีอยู่ในดิน       ไม่ถูกเคลื่อนย้ายออกไปจากดิน
ทั้งหมด    ทำให้มีการเติมปุ๋ยเคมีน้อยลงได้    ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้จากอัตราปุ๋ยที่แนะนำให้เกษตรกรใช้ ตัวอย่างในการปลูกอ้อย    ดินที่มีความอุดม
สมบูรณ์สูง เช่น ดินเหนียวในภาคกลาง    มีความต้องการใส่ปุ๋ยน้อยกว่าดินร่วมปนทรายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นต้น   ดังนั้นการใส่ปุ๋ยอินทรีย์
ร่วมกับปุ๋ยเคมีจะเป็นวิธีการที่เหมาะสมอย่างหนึ่ง  ที่สามารถเพิ่มความสมบูรณ์ให้มีความเหมาะสม ในการปลูกพืช  ช่วยในการใช้ปุ๋ยเคมีมีประสิทธิภาพ
มากขึ้น ดังผลงานวิจัยต่อไปนี้

การปลูกข้าว   การใช้ปุ๋ยหมักมูลไก่จากโรงหมักปุ๋ยแบบเติมอากาศ  อัตรา 100 กิโลกรัมต่อไร่ ร่วมกับปุ๋ยไนโตรเจนครึ่งหนึ่งของอัตราแนะนำ
ตามค่าวิเคราะห์ดิน และใช้หินฟอสเฟต (P14) แทนปุ๋ยเคมีในดินเหนียว อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์  ช่วยให้ผลผลิตข้าวสูงกว่าการไม่ใส่ปุ๋ยประมาณ 18%
และสูงกว่าการใช้ปุ๋ยหมักมูลไก่จากโรงหมักปุ๋ยแบบเติมอากาศ อัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่ ร่วมกับปุ๋ยเคมีอัตราแนะนำ 12.7%

การปลูกข้าวโพดหวาน   การใช้ปุ๋ยหมักมูลวัว 1 ตัน   ร่วมกับปุ๋ยเคมีไนโตรเจนครึ่งอัตราแนะนำ    ช่วยเพิ่มผลผลิตมากกว่าการไม่ใส่ปุ๋ย 23%
อย่างไรก็ตามราคาปุ๋ยหมักมูลวัวสูงมาก ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มต่ำกว่าการใช้ปุ๋ยเคมีอัตราแนะนำเพียงอย่างเดียว

การปลูกยางพารา  การใช้ปุ๋ยหมักอัตรา 3 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี  ร่วมกับปุ่ยเคมีครึ่งอัตราแนะนำ  ช่วยเพิ่มผลผลิตยางพาราสูงกว่าการไม่ใส่ปุ๋ย
32% และสูงกว่าการใช้ปุ๋ยเคมีอัตราแนะนำ 12%   ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่าการไม่ใส่ปุ๋ยประมาณ 25%  และรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่า
การไม่ใส่ปุ๋ยประมาณ 25% และรายได้เพิ่มมากกว่าการใช้ปุ๋ยเคมีอัตราแนะนำ 16% และพบว่าการใช้ปุ๋ยหมักร่วมกับปุ๋ยเคมีสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมี
ได้ประมาณ 50% ในการปลูกยางพาราที่ จ. สงขลา

การปลูกอ้อย   การใช้ปุ๋ยหมักและมูลวัวร่วมกับปุ๋ยเคมี 75% ของอัตราแนะนำในอ้อย ที่ปลูกในดินร่วนเหนียวชุดกำแพงเพชร  ช่วยให้ผลผลิต
อ้อยเพิ่มขึ้นสูงกว่าการไม่ใส่ปุ๋ย 56 และ 66% ตามลำดับ   โดยสูงกว่าการใส่ปุ๋ยเคมีอัตราแนะนำ 17 และ 27% ตามลำดับ    แต่การใส่มูลวัวตากแห้ง
ร่วมกับปุ๋ยเคมี 75% อัตราแนะนำ ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 13%

การปลูกมันสำปะหลัง การใช้ปุ๋ยหมักร่วมกับปุ๋ยเคมีให้ผลผลิตสูงกว่าการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเดียว แต่เนื่องจากมีการใช้ปุ๋ยหมักมากถึง 2 ตันต่อไร่
ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง  รายได้จากผลผลิตที่เพิ่มขึ้น   จึงไม่เพียงพอกับต้นทุนค่าปุ๋ยหมักที่ใส่   ทำให้การใส่ปุ๋ยเคมีอย่างเดียวต้นทุนต่ำกว่า    และมี
รายได้เพิ่มขึ้นสูงกว่าการใช้ปุ๋ยหมักร่วมกับปุ๋ยเคมี

การปลูกกระเจี๊ยบเขียว   การใช้ปุ่ยหมักร่วมกับปุ๋ยเคมีให้ผลผลิตสูง และมีรายได้ทั้งหมดมากกว่าการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเดียว    แต่การใช้ปุ๋ยเคมี
อย่างเดียวต้นทุนต่ำกว่า อย่างไรก็ตามการใส่ปุ๋ยทุกชนิดไม่ได้ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ เพราะดินมีความอุดมสมบูรณ์สูงอยู่แล้ว เกษตรกร
จึงควรมีการวิเคราะห์ดินก่อนใส่ปุ๋ยให้กับพืช

แนวทางการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี

ข้อมูลจากการวิจัย  สรุปได้ว่าการใช้ปุ่ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์  มีประโยชน์ช่วยเพิ่มผลผลิตพืช  ความอุดมสมบูรณ์ของดิน และสร้างรายได้ให้
เกษตรกรเพิ่มขึ้น แต่เกษตรกรต้องใช้ให้ถูกต้อง  ในดินบางชุดและในการปลูกพืชบางชนิด เช่น ยางพาราและอ้อย จะช่วยให้เกษตรกรเพิ่มทั้งผลผลิต
และรายได้ ทั้งนี้เพราะการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีร่วมกัน ช่วยให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นและต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีลดลง

ดังนั้น  การส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง  มีแนวโน้มว่าจะทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนค่าปุ๋ยที่เคยซื้อได้   เพราะการใช้วัสดุ
อินทรีย์ที่ไม่ได้หมักมีต้นทุนสูง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นทุนค่าขนส่ง  และไม่เหมาะสมในการใส่ให้กับพืชที่ปลูกแล้ว      เพราะจะทำให้พืชมีอาการขาด
ไนโตรเจนชั่วคราว  การส่งเสริมให้มีการหมักวัสดุอินทรีย์ในพื้นที่เกษตรกรเอง        จนได้ปุ๋ยหมักที่สมบูรณ์แล้วผสมกับปุ๋ยเคมีใส่ให้กับพืชในอัตราที่
เหมาะสม จะทำให้เกษตรกรมีต้นทุนค่าปุ๋ยลดลง มีความคุ้มค่าในทางเศรษฐกิจ

ขั้นตอนการดำเนินการโดยสังเขป ประกอบด้วย

1.  พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศให้ต้นทุนการผลิตต่ำ
2.  การหาสูตรปุ๋ยอินทรีย์เคมีที่เหมาะสมกับดินและพืชแต่ละชนิดในพื้นที่
3.  การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์เคมี ให้ได้ตามที่กำหนดใน พ.ร.บ. ปุ๋ย ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2550
4.  การพัฒนาเครื่องจักรกลการเกษตรสำหรับการใส่ปุ๋ยอินทรีย์
5.  การทดสอบการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เคมีในการผลิตพืชในพื้นที่ สวพ. เขตที่ 1-8 สังกัดกรมวิชาเกษตร  เน้นการทดสอบเพื่อจะหาวิธีการใช้ที่ช่วย
เพิ่มผลผลิตและรายได้สูงสุดให้เกษตรกร
6.  การถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตรกรนำไปใช้

ปุ๋ยเคมียังมีความสำคัญต่อการเพิ่มผลผลิตพืช  ปุ๋ยอินทรีย์ก็มีความสำคัญต่อการปรับปรุงบำรุงดิน ดังนั้นการใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ จึงน่า
จะเป็นวิธีการบูรณาการปัจจัยการผลิตที่มีประสิทธิภาพมากวิธีหนึ่ง

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

โทรศัพท์ : 0-2561-2525, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

 

พาไปดู…ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืช ตามแนวพระราชดำริ ทฤษฎีใหม่ ที่ระนอง กุมภาพันธ์ 10, 2010

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 22 ฉบับที่ 468

สารคดีพิเศษ เฉลิมพระเกียรติ พ่อของแผ่นดิน

วสันต์ สุขสุวรรณ

พาไปดู…ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืช ตามแนวพระราชดำริ ทฤษฎีใหม่ ที่ระนอง

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรระนอง เดิมมีภารกิจหลักด้านการวิจัย ทดลองเกี่ยวกับยางพารา ในชื่อเดิมว่า สถานีทดลองยางระนอง ต่อมามีพันธกิจที่ต้องทำตามยุทธศาสตร์ของกรมวิชาการเกษตรมากขึ้น จึงมีชื่อใหม่ว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรระนอง งานหลักที่ต้องทำจึงเป็นทั้งงานวิชาการ ทดลอง ศึกษา วิจัย และงานทำแปลงสาธิต ส่งเสริมด้านการเกษตรด้วย

ในโอกาส กรมวิชาการเกษตร ครบรอบ 36 ปี คุณสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีได้จัดงานมหกรรมวิชาการเกษตร ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยออกสู่สาธารณชนและเกษตรกรนำไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม เป็นการเพิ่มมูลค่าผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร โดยการลดต้นทุนและเพิ่มรายได้แก่เกษตรกร เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างเข้มแข็ง และท่านอธิบดีได้ให้หน่วยงานในสังกัดจัดทำแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรเพื่อขยายผลการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ มาใช้ด้านการเกษตรเพื่อเป็นต้นแบบให้เกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงได้มาเรียนรู้ ศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันและกันด้วย

ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริ ทฤษฎีใหม่ ที่ระนอง

คุณวิรัตน์ ธรรมะบำรุง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรระนอง กล่าวว่า กรมวิชาการเกษตร มีนโยบายให้มีการขับเคลื่อนการทำการเกษตรตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ขึ้น ใน 16 แห่ง ทั่วประเทศ รวมทั้งที่ระนองด้วย สำหรับที่นี่ ดำเนินการในเนื้อที่ 22 ไร่ แบ่งพื้นที่ทำการเกษตรเป็น 4 ส่วน ดังนี้

ส่วนที่หนึ่ง แหล่งน้ำ เนื้อที่ 6 ไร่ ขุดเป็นสระน้ำกักเก็บน้ำได้ 15,000 ลูกบาศก์เมตร

เก็บน้ำไว้ใช้ได้ตลอดปี เลี้ยงปลา 2,000 ตัว ปลูกผักหนาม ผักบุ้ง และผักกระเฉด ในแหล่งน้ำด้วย

ส่วนที่สอง นาข้าว เนื้อที่ 5 ไร่ บนสภาพพื้นที่เป็นนาดอน ปลูกข้าวไร่พันธุ์ดอกพะยอม ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองของภาคใต้ ที่กรมวิชาการเกษตรให้การรับรองพันธุ์แล้ว เป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง คุณภาพข้าวสุกจะนุ่ม

เริ่มปลูกเมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2552 และเก็บเกี่ยวแล้วเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และพื้นที่นาแปลงดังกล่าวหลังเกี่ยวข้าวแล้วจะปลูกพืชตระกูลถั่วต่อไป เพื่อใช้ประโยชน์จากที่ดินให้มีผลผลิตการเกษตรเพิ่มขึ้น มีกิน มีขาย และได้ปรับปรุงบำรุงดินด้วย

ส่วนที่สาม พื้นที่ปลูกพืชไร่ พืชสวน เนื้อที่ 9 ไร่ โดยแบ่งพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันลูกผสม 6 สายพันธุ์ คือ พันธุ์สุราษฎร์ธานี 1-6 จำนวน 3 ไร่ 63 ต้น ปลูกยางพารา จำนวน 3 ไร่ 240 ต้น ระหว่างแถวยางพาราปลูกถั่วลิสงและถั่วหรั่งเป็นพืชแซม สร้างรายได้ก่อนยางเปิดกรีด

อีกส่วนปลูกไม้ผล ทุเรียน ลองกอง มังคุด เงาะ รวมจำนวน 32 ต้น และปลูกแซมด้วยกล้วย เพื่อให้ร่มเงาแก่ไม้ผลอีกทางหนึ่งด้วย

นอกจากนั้น พื้นที่ส่วนนี้ยังปลูกกาแฟพันธุ์โรบัสต้า จำนวน 1 ไร่ 160 ต้น และปลูกพืชสมุนไพรหลากหลายชนิด ได้แก่ สะเดา ขี้เหล็ก มะรุม เพกา อบเชย กานพลู มะแว้งต้น พิลังกาสา สมอพิเภก เปล้าน้อย หญ้าหนวดแมว ฟ้าทลายโจร ชุมเห็ดเทศ ลิ้นงูเห่า จินเจีย สังกรณี อัคคีทวาร ว่านสาวหลง ว่านชักมดลูก กระวาน กะทือ ตะไคร้หอม อ้อยแดง ฯลฯ

ส่วนที่สี่ ที่อยู่อาศัย เนื้อที่ 2 ไร่ ประกอบด้วยตัวบ้าน ยุ้งฉาง เล้าไก่ แปลงพืชผักสวนครัว ได้แก่ แตงกวา ถั่วฝักยาว ขิง ข่า ตะไคร้ มะนาว มะกรูด พริก แมงลัก โหระพา กะเพรา มะเขือ กระเจี๊ยบเขียว ผักชี ผักบุ้ง แคบ้าน สะระแหน่ ผักหวาน ผักเหลียง ฯลฯ

ปลูกแฝกป้องกันดินชะล้างพังทลาย

ด้วยความที่จังหวัดระนองมีสภาพพื้นที่เป็นที่เชิงเขาถึงร้อยละ 86 รวมทั้งที่ศูนย์แห่งนี้ด้วย และระนองเป็นเมืองฝนตกชุก ย่อมส่งผลให้เกิดการชะล้างพังทลายของหน้าดินในอัตราสูง คุณก้องกษิต สุวรรณวิหค นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ผู้รับผิดชอบงานนี้ บอกว่า ได้ใช้แฝก พืชมหัศจรรย์ ปลูกเป็นแนวเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดินได้ดีมาก อีกทั้งในช่วงฤดูแล้งก็จะช่วยรักษาความชื้นให้แก่ดินและต้นพืชได้อีกด้วย

ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ ที่ระนอง แห่งนี้ นับเป็นต้นแบบของการน้อมนำแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่มาปฏิบัติให้เห็นจริงเป็นรูปธรรม เป็นแบบอย่างแก่เกษตรกรได้อย่างสมบูรณ์

ผู้ที่สนใจเยี่ยมชม ศึกษาดูงาน เชิญได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรระนอง เลขที่ 10 หมู่ที่ 3 ตำบลบางใหญ่ อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง โทร. (077) 082-0017