ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ศุลกากรเปิดผลตัดสิน องค์กรอุทธณ์ WTO กรณีข้อพิพาทบุหรี่นำเข้าฟิลิปปินส์ มิถุนายน 26, 2011

24 มิถุนายน 2554, 18:53 น.
ศุลกากรเปิดผลตัดสิน องค์กรอุทธณ์ WTO กรณีข้อพิพาทบุหรี่นำเข้าฟิลิปปินส์ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_181482

 

คลัง เผย องค์กรอุทธรณ์ของ WTO ไม่เห็นชอบตามคำร้องอุทธรณ์ของไทย กรณีข้อพิพาทสินค้าบุหรี่นำเข้าจากฟิลิปปินส์…

 

24 มิ.ย. นางฉวีวรรณ คงเจริญกิจกุล ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและบริหารการจัดเก็บภาษี กรมศุลกากร เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.54 องค์กรอุทธรณ์ (Appellate Body) ของ WTO ได้มีรายงานคำตัดสินกรณีข้อพิพาทเรื่องสินค้าบุหรี่นำเข้าระหว่างประเทศไทย และประเทศฟิลิปปินส์ ในเรื่องที่ประเทศไทยอุทธรณ์คำตัดสินของคณะผู้พิจารณา (Panel) ของ WTO กรณีพิพาทนี้ดำเนินมาตั้งแต่เดือนก.พ.51 จนเมื่อเดือนพ.ย.53 WTO panel ได้ออกรายงานคำตัดสินกรณีพิพาทดังกล่าวซึ่งเกี่ยวข้องกับการประเมินราคา ศุลกากรและมาตรการทางภาษีที่ใช้กับบุหรี่นำเข้าจากฟิลิปปินส์ โดยบางส่วนเห็นด้วยกับฝ่ายไทย เช่นกฎหมายไทยสอดคล้องและไม่ขัดแย้งกับความตกลงว่าด้วยการกำหนดราคาศุลกากร การแต่งตั้งผู้บริหารกระ ทรวงการคลังเป็นกรรมการอำนวยการของโรงงานยาสูบ การใช้ราคาขายปลีกสูงสุดเป็นฐานในการคำนวณภาษีมูล ค่าเพิ่ม และมีบางส่วนเห็นด้วยกับฟิลิปปินส์ เช่นวิธีปฏิบัติในการปฏิเสธราคาสำแดง สิทธิในการอุทธรณ์คำสั่งวางประกัน การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มบุหรี่ที่ผลิตในประเทศ ทำให้ไทยยื่นคำร้องต่อองค์กรอุทธรณ์ ของ WTO เพื่อทบทวนการตีความในข้อกฎหมายตามความตกลง WTO ของ Panel

ในการนี้องค์กรอุทธรณ์ได้มีรายงานคำตัดสินโดยไม่เห็นชอบตามคำร้อง อุทธรณ์ของไทย แต่ได้ให้ความชัดเจนในมาตรฐานทางกฎหมายที่ใช้ในกรณีพิพาทนี้ โดยขณะนี้หน่วยงานของกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการศึกษารายงานคำตัดสินอย่าง ละเอียดเพื่อกำหนดท่าทีในเรื่องนี้ต่อไป

กรณีพิพาทดังกล่าวนี้ประเทศไทย ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยหรือค่าปรับให้ประเทศฟิลิปปินส์ในการดำเนินการที่ผ่านมา แล้วเนื่องจากเป็นระบบที่มองไปข้างหน้าโดยต้องการให้ประเทศสมาชิกแก้ไข ปรับปรุงมาตรการให้มีความสอดคล้องกับพันธกรณีภายใต้ WTO อย่างไรก็ตามประเทศคู่กรณีหากมีข้อที่ต้องปรับปรุงแก้ไขมาตรการต่างๆให้ สอดคล้องกับพันธกรณีภายใต้ WTO แต่ยังคงมาตรการเดิมไม่ปรับปรุงแก้ไขก็อาจถูกมาตรการตอบโต้จากประเทศสมาชิกผู้ฟ้องได้

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 24 มิถุนายน 2554, 18:53 น.
 

คลังไฟเขียวเบิกจ่ายยารักษาโรคข้อเข่าเสื่อมเหมือนเดิม มิถุนายน 24, 2011

24 มิถุนายน 2554, 16:31 น.
คลังไฟเขียวเบิกจ่ายยารักษาโรคข้อเข่าเสื่อมเหมือนเดิม – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_181478

คลังให้ข้าราชการเบิกจ่ายยารักษาโรคข้อเข่าเสื่อมกลูโคซามีนได้เหมือนเดิม แต่จำกัดเวลาจ่ายยาติดต่อกันได้แค่ 6 เดือน

เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ภายในสัปดาห์หน้าทางกรมบัญชีกลางจะทำเรื่องให้ข้าราชการ และ ข้าราชการบำนาญ สามารถเบิกจ่ายยารักษาโรคข้อเข่าเสื่อมกลูโคซามีนได้เหมือนเดิม หลังจากที่มีการห้ามเบิก และมีข้าราชการร้องเรียนเข้ามาจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม การเบิกจ่ายยากลูโคซามีน มีเงื่อนไช้ในระยะเวลาที่จำกัด เพื่อไม่ให้เกิดอันตราจากการใช้ยาเป็นเวลานาน โดยแพทย์สามารถสั่งจ่ายยากลูโคซามีนให้ข้าราชการได้ 3 เดือนแรกของการรักษา หากมีผลทำให้ดีขึ้น ก็ให้เบิกจ่ายได้อีก 3 เดือน

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กรมบัญชีกลางห่ามเบิกยากลูโคซามีน เพราะมีความเห็นที่แตกต่างกันทางการแพทย์ว่ายานี้ผลต่อการรักษาจริงหรือไม่ นอกจากนี่ยามีราคาแพง คลังต้องการประหยัดเงินจากค่ารักษาพยาบาลที่มีการเบิกจ่ายยากลูโคซามีนถึงปี ละ 700 ล้านบาท.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 24 มิถุนายน 2554, 16:31 น.
 

วงการตลาดทุน ตำหนิกรณ์ ฉวยโอกาสบี้’ปู’

23 มิถุนายน 2554, 21:15 น.
วงการตลาดทุน ตำหนิกรณ์ ฉวยโอกาสบี้\’ปู\’ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_181238

เลขาธิการ ก.ล.ต.เผยให้ทีมกฎหมายเร่งทำหนังสือตอบกลับ รมว.คลัง กรณี “ยิ่งลักษณ์” ที่ถูกตามบี้ให้ชี้แจงภายใน 7 วัน ยันไม่รู้สึกกดดัน ขณะที่ผู้บริหารวงการตลาดทุนหลายรายชี้ “กรณ์” ควรวางตัวเป็นกลางกว่านี้ ไม่ควรฉวยโอกาสทางการเมือง…

เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวถึงกรณีที่นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ทำหนังสือให้สำนักงาน ก.ล.ต. เร่งชี้แจงประเด็น ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส.ส.บัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับ 1 ของพรรคเพื่อไทย แจ้งข้อมูลการถือหุ้น บมจ.ชินคอร์ป (SHIN) เป็นเท็จรวมทั้งปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้น ตามที่เครือข่ายพลเมืองคัดค้านนิรโทษคอรัปชันทักษิณ (คนท.) ได้ร้องเรียนมา โดย รมว.คลังให้ ก.ล.ต.ทำหนังสือชี้แจงตอบกลับภายใน 7 วัน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 27 มิ.ย.นี้ ว่า สำนักงาน ก.ล.ต.ได้รับหนังสือจาก รมว.คลัง และหนังสือจาก คนท.แล้ว โดยขณะนี้ทีมกฎหมายของ ก.ล.ต.กำลังพิจารณาในประเด็นต่างๆ ที่ คนท.ตั้งข้อสังเกตและให้ความเห็นมา

ส่วนกรณีที่มีการระบุว่า ก.ล.ต.ทำสำนวนอ่อน หรือพิจารณาความผิดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ครบมาตราตามกฎหมายหลักทรัพย์ที่ควรจะชี้ความผิด จนทำให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีความเห็นสั่งไม่ฟ้องก่อนหน้านี้นั้น นายธีระชัย กล่าวว่า ที่ผ่านมายืนยันว่าฝ่ายกฎหมาย ก.ล.ต.ได้ดูครบถ้วนรอบครอบพอสมควรแล้ว แต่เมื่อเขาเห็นว่าประเด็นใดที่ ก.ล.ต.ยังทำไม่ครบก็ชี้มา ถือเป็นเรื่องที่ดีและ ก.ล.ต.ก็พร้อมตรวจสอบและพิจารณาว่ามีมุมมองหรือประเด็นใดที่เรายังไม่ได้คิดในแนวนี้ อย่างไรก็ตาม อยากย้ำหลักการทำงานของ ก.ล.ต.ที่ยึดถือและปฏิบัติมาโดยตลอดว่า ไม่ว่าจะเป็นใครหรือนามสกุลอะไรในการดูแลตรวจสอบ ก.ล.ต.ใช้มาตรฐานเดียวกันในการปฏิบัติ

“ไม่ว่าเป็นใครหรือนามสกุลอะไร เราต้องปฏิบัติแบบเดียวกัน ใช้ไม้บรรทัดเดียวกัน ไม่ใช่ว่านามสกุลนี้แล้ว เราจะยกเว้น หรือปฏิบัติไม่เหมือนคนอื่น และทีมกฎหมายของ ก.ล.ต.ทำงานคลุกคลีอยู่กับตรงนี้มานานมากกว่า 20 ปี หากจะบอกว่าเราจงใจ ทำสำนวนให้อ่อนหรือทีมกฎหมาย ก.ล.ต.ไม่เก่ง คงพูดเช่นนั้นไม่ได้ “นายธีระชัย  กล่าว

ส่วนข้อซักถามที่ว่า รู้สึกหนักใจหรือกดดันหรือไม่ ในการทำงานครั้งนี้ โดยเฉพาะการถูก รมว.คลังบี้ให้ต้องเร่งชี้แจงทั้งที่ประเด็นนี้มีเป้าหมายเพื่อกำจัดคู่แข่งทางการเมืองอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังมีการเลือกตั้ง นายธีระชัย  กล่าวว่า ไม่รู้สึกหนักใจ เพราะทำงานทุกอย่างโดยพิจารณาทั้งในเชิงเทคนิคและเชิงกฎหมาย ก.ล.ต.ทำงานกันเป็นทีม ปฏิบัติงานทุกอย่างบนความโปร่งใสสุจริต และยึดมั่นในความถูกต้อง ดังนั้นจึงไม่มีอะไรที่น่าหนักใจหรือกดดันและจะพยายามส่งรายงานคำตอบกลับไปให้ รมว.คลังได้ทันภายใน 7 วัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนหน้านี้ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ได้ออกมาระบุว่า ได้ส่งหนังสือขอให้ ก.ล.ต.ชี้แจงเรื่องทั้งหมดกลับมาภายใน 1 สัปดาห์ เพราะการชี้แจงของ ก.ล.ต.ที่ผ่านมา ยังตอบไม่ครบและที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายของตนตรวจสอบเห็นว่า ข้อมูลบางอย่างเข้าข่ายผิดกฎหมายหลักทรัพย์ฯพร้อมให้ ก.ล.ต.ชี้แจงด้วยว่า ที่ผ่านมาได้ดำเนินการอะไรเรื่องนี้บ้างและต่อไปจะดำเนินการอย่างไร

ขณะที่ผู้บริหารระดับสูงในวงการตลาดทุนหลายรายได้ให้ความเห็นว่า นายกรณ์ ควรทำตัวให้เป็นกลางและวางตัวให้ดีกว่านี้ไม่ควรหาประโยชน์หรือฉวยโอกาสทางการเมือง โดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่การเป็น รมว.คลัง หากเป็นช่วงเหตุการณ์ปกติก็อาจไม่เป็นไร แต่ขณะนี้เป็นช่วงโค้งสุดท้ายใกล้เลือกตั้ง นายกรณ์ เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของพรรคเพื่อไทย ที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นปาร์ตี้ลิสต์เช่นกัน

ทั้งนี้ นายแก้วสรร อติโพธิ และเครือข่ายพลเมืองคัดค้านนิรโทษคอรัปชันทักษิณ (คนท.) ซึ่งนำโดย นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ได้ร่วมกันยื่นหนังสือให้กับ 4 หน่วยงาน ซึ่งประกอบด้วย สำนักงาน ก.ล.ต. ดีเอสไอ ป.ป.ช. และอัยการสูงสุด เพื่อกล่าวโทษ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กรณีให้การเท็จเพื่อปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่แท้จริง หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้วินิจฉัยว่า หุ้นชินคอร์ปที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โอนให้กับลูกและ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก่อนเข้ามารับตำแหน่งทางการเมืองนั้น ยังคงเป็นหุ้นของ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือ พ.ต.ท.ทักษิณยังคงเป็นเจ้าของหุ้นที่แท้จริง ดังนั้นจึงถือว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์กับพวกร่วมกันปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นมาโดยตลอด ซึ่งเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์มาตรา 302 และ 278 ฐานแจ้งธุรกรรมหรือโครงสร้างผู้ถือหุ้นชินคอร์ปที่เป็นเท็จในหลายกรรมหลาย วาระนอกจากนี้ยังมีความผิดในกฎหมายอาญาอื่น เช่น ความผิดฐานให้ข้อมูลการถือครองหุ้นอันเป็นเท็จต่อคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าพนักงาน ผิดกฎหมายอาญา มาตรา 133 เป็นต้น

นายแก้วสรร เปิดเผยอย่างชัดเจนว่า การออกมาครั้งนี้เพราะพรรคเพื่อไทย ประกาศนโยบายนิรโทษกรรมทางการเมืองจึงทำให้ตนต้องออกมาสกัดกั้นโดยมีเป้าหมายที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ขณะที่นายกรณ์ ในฐานะ รมว.คลัง ออกหนังสือกดดันให้ ก.ล.ต.ออกมาชี้แจงและจัดการกับเรื่องนี้ถึง 2 ครั้งส่งผลให้ สำนักงาน ก.ล.ต. ต้องออกแถลงการณ์ออกมาฉบับแรก ซึ่งระบุว่า ก.ล.ต.ได้ดำเนินการเรื่องนี้แล้วและไม่สามารถเอาผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตามกฎหมายหลักทรัพย์ได้และมีบางประเด็นที่อาจเข้าข่ายความผิด และได้ส่งข้อมูลไป แต่ดีเอสไอและอัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฟ้องไปแล้ว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 23 มิถุนายน 2554, 21:15 น.
 

คลังจับมือทุกภาคส่วน ต้านคอรัปชันจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มิถุนายน 22, 2011

22 มิถุนายน 2554, 16:09 น.
คลังจับมือทุกภาคส่วน ต้านคอรัปชันจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_180941

คลังจับมือเอกชนเดินหน้าต้านทุจริตคอรัปชันจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ด้านกรมบัญชีกลางย้ำพัฒนากฎหมาย ระเบียบ และระบบการจัดซื้อจัดจ้าง อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความโปร่งใส เป็นธรรมและมีระบบการตรวจสอบจากประชาชนได้

เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการโครงการแนวร่วมปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตภาครัฐ (Collective Action) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2554 กรมบัญชีกลางได้จัดการประชุมแนวร่วมปฏิบัติการต่อต้านทุจริตภาครัฐ (Collective Action) เพื่อเป็นการต่อยอดจากการสัมมนา เรื่อง ต่อต้านคอรัปชัน…จุดเปลี่ยนประเทศไทย ของหอการค้าไทยร่วมกับภาคีเครือข่าย 22 องค์กร โดยผลของการจัดสัมมนา 4 กลุ่มย่อย ประกอบด้วย กลุ่มเยาวชน กลุ่มองค์กรวิชาชีพ กลุ่มภาคเอกชน และกลุ่มภาครัฐ แสดงให้เห็นว่า ควรมีการปลูกฝังจิตสำนึกและสร้างค่านิยมในการต่อต้านการทุจริต และควรส่งเสริมเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อป้องกันและต่อต้านการทุจริตคอรัปชันในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ให้มีความเป็นรูปธรรม โดยสามารถแสดงถึงความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์ความโปร่งใส (Corruption Perception Index: CPI) ของประเทศไทยที่วัดโดยองค์กรความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International: TI) ที่อันดับ 78 ในปัจจุบันให้ดีขึ้น

นายอารีพงศ์ กล่าวต่อว่า ในที่ประชุม ได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะเพื่อพิจารณาแนวทางในการคัดเลือกโครงการ จัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐที่มีมูลค่าเหมาะสม เพื่อให้เข้าร่วมในโครงการแนวร่วมปฏิบัติฯ อันจะเป็นการเตรียมความพร้อม และเป็นข้อมูลประกอบการนำเสนอรัฐบาลพิจารณากำหนดเป็นนโยบายต่อไป นอกจากนี้ ที่ประชุม ได้กำหนดแนวทางความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยหอการค้าไทยจะรับหน้าที่ประสานงานกับกลุ่มเยาวชนและองค์กรวิชาชีพ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทยรับหน้าที่ประสาน งานกับภาคเอกชน และกระทรวงการคลังทำหน้าที่ประสานงานในส่วนของภาครัฐ ทั้งนี้ เมื่อโครงการ Collective Action ได้ดำเนินการแล้ว จะสามารถช่วยลดการทุจริตของภาครัฐ รวมทั้งส่งเสริมให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปด้วยความโปร่งใสมี ประสิทธิภาพ รวมถึงสร้างมาตรฐานระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้ได้รับการยอมรับในระดับ สากล ประมวลผลข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อกรมบัญชีกลางในการพัฒนาระบบจัดซื้อจัดจ้าง ภาครัฐ รวมทั้งปรับปรุงกฎระเบียบด้านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สำหรับการประชุมในครั้งนี้ประกอบด้วยผู้แทนจากส่วนราชการภาครัฐภาค เอกชน และภาคประชาสังคม ได้แก่ กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำนักงบประมาณ สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนัก งานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยในพระบรมราชูประถัมภ์ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย สมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย และธนาคารโลก (World Bank)

ด้าน นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า ในส่วนของกฎหมาย ระเบียบ และระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ทางกรมบัญชีกลางมีการปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความโปร่งใส เป็นธรรมและมีระบบการตรวจสอบจากประชาชนได้.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 22 มิถุนายน 2554, 16:09 น.
 

คลังแจงรีไฟแนนซ์หนี้ดีบัตรเครดิต

22 มิถุนายน 2554, 12:32 น.
คลังแจงรีไฟแนนซ์หนี้ดีบัตรเครดิต – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_180906

คลังแจงรีไฟแนนซ์หนี้ดีบัตรเครดิต หลัง สาขาของธนาคารบางแห่งมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในหลักการและแนวปฏิบัติของโครงการ

เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงการคลังว่า ตามที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารออมสิน และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินโครงการลดภาระดอกเบี้ยบัตรเครดิตโดยการออกสินเชื่อรีไฟแนนซ์บัตร เครดิตเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระดอกเบี้ยจ่ายแก่ผู้ที่มีหนี้บัตรเครดิตและมี ประวัติการชำระดี ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.54 จนถึงวันที่ 17 มิ.ย.54 นั้น พบว่ามีผู้มายื่นขอสินเชื่อกับธนาคารทั้ง 3 แห่ง เป็นจำนวน 10,119 ราย วงเงินรวมประมาณ 1,265 ล้านบาท และมีการอนุมัติสินเชื่อแล้ว 1,126 ราย วงเงินประมาณ 122 ล้านบาท

เนื่องจากการดำเนินโครงการดังกล่าวยังอยู่ในระยะเริ่มต้น จึงมีบางสาขาของธนาคารบางแห่งมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในหลักการและแนว ปฏิบัติของโครงการ ทำให้ลูกหนี้ที่มีศักยภาพบางส่วนไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ดังนั้น ธนาคารในโครงการดังกล่าว จึงได้ร่วมกันหารือเพื่อปรับความเข้าใจให้ตรงกัน รวมทั้งหาแนวทาง แก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่ผ่านมา โดยมีผู้แทนกระทรวงการคลังเข้าร่วมฟังการหารือด้วย ซึ่งได้ข้อสรุป ดังนี้

1. ผู้ขอสินเชื่อที่มีสถานะสินเชื่อเป็นปกติตามข้อมูลเครดิตตั้งแต่วันที่ 30 เม.ย.54 จนถึงวันที่ยื่นขอกู้ สามารถรีไฟแนนซ์ได้ในวงเงินไม่เกิน 300,000 บาท ซึ่งธนาคารจะพิจารณาจากเอกสารแจ้งยอดเงินเดือนสำหรับผู้มีเงินเดือนประจำ และการเคลื่อนไหวของเงินฝากหรือหลักฐานอื่น ๆ ที่สามารถยืนยันแหล่งที่มาของรายได้สำหรับผู้มีอาชีพอิสระ และหากผู้ขอสินเชื่อมีหนี้บัตรเครดิตหลายใบและยอดหนี้เกิน 300,000 บาท จะมีสิทธิเลือกรีไฟ แนนซ์บัตรเครดิตบางใบได้ 2. กรณีที่ผู้ขอสินเชื่อมีอายุเกิน 60 ปี ธนาคารอาจพิจารณาให้มีการค้ำประกันส่วนบุคคล และ 3. ธนาคารทั้ง 3 แห่ง ตกลงจะเร่งทำความเข้าใจในหลักการของโครงการกับทุกสาขาทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถบริการประชาชนและบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการได้อย่างมี ประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ นับตั้งแต่เริ่มโครงการ ประชาชนได้ให้ความสนใจสอบถามเกี่ยวกับการลดภาระดอกเบี้ยของสินเชื่อส่วนบุคคลเป็นจำนวนมาก ดังนั้น ธนาคารทั้ง 3 แห่ง จะได้ร่วมกันพิจารณาหาแนวทางในการแบ่งเบาภาระดอกเบี้ยเงินกู้ส่วนบุคคลโดยการจัดทำโครงการรีไฟแนนซ์สินเชื่อส่วนบุคคลของผู้ประกอบการธุรกิจสินเชื่อ ส่วนบุคคลภายใต้การกำกับที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank) ให้กับผู้ที่มีประวัติการชำระหนี้ดี เพื่อให้โครงการลดภาระดอกเบี้ยครอบคลุมถึงประชาชนระดับฐานรากได้ทั่วถึงมาก ยิ่งขึ้น ซึ่งธนาคารทั้ง 3 แห่ง จะเปิดตัวโครงการในวันที่ 24 มิ.ย.54

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังเห็นว่า โครงการทั้ง 2 ดังกล่าวข้างต้น เป็นทางเลือกให้ลูกหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีวินัยทางการเงิน ดีมีทางเลือกลดภาระการจ่ายดอกเบี้ยในแต่ละเดือนโดยไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงแก่ ธนาคาร เนื่องจากธนาคารที่ให้สินเชื่อยังคงต้องพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของ ผู้ขอสินเชื่อเป็นหลัก และในอนาคตเมื่อเป็นลูกหนี้ที่ดี มีกำลังในการชำระเงินกู้มากขึ้น ธนาคารก็จะพิจารณาให้สินเชื่อต่อยอดได้อีกด้วย โดยหลังจากที่ได้เริ่มโครงการแล้วได้ส่งผลให้ผู้ประกอบการบัตรเครดิตรวมถึง ผู้ประกอบการสินเชื่อส่วนบุคคลพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยแก่ลูกหนี้ที่ชำระเงิน ตรงต่อเวลา ซึ่งเป็นไปตามหลักการของโครงการดังกล่าวในการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการบัตร เครดิตรวมถึงผู้ประกอบการสินเชื่อส่วนบุคคลพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยให้แก่ ลูกค้าที่ดี

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 22 มิถุนายน 2554, 12:32 น.
 

“คลัง” เผย ทีโอทีเตรียมเปิดบริการ 3 จี ในปี54แน่นอน มิถุนายน 19, 2011

8 พฤศจิกายน 2553, 20:33 น.
“คลัง” เผย ทีโอทีเตรียมเปิดบริการ 3 จี ในปี54แน่นอน.

Pic_125404

รมว.คลัง เผย ทีโอทีเตรียมเปิดบริการ 3 จี ในกทม.และปริมณฑลช่วงปลายปี 54 และให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศช่วงกลางปี 55

เมื่อวันที่ 8 พ.ย. นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ (กนร.) รับทราบความคืบหน้าการดำเนินการตามแนวทางแก้ไขปัญหาการดำเนินธุรกิจของ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)  และ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) โดยเฉพาะความคืบหน้าการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 หรือ 3 จี ของ ทีโอที ที่คาดว่าจะสามารถเปิดให้ได้ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลภายในเดือนส.ค. 54 และครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศภายในกลางปี 55 ซึ่งถือว่าเป็นการให้บริการ 3 จีที่เร็วกว่าเดิมที่จะจัดให้มีการประมูลคลื่นความถี่ 3 จี ขณะเดียวกันจะสอดคล้องกับกรณีที่มีกฎหมายใหม่ที่มีการจัดตั้งองค์กรจัดสรร คลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.)เกิดขึ้น

ส่วน กรณีข้อพิพาทระหว่างทีโอที และกสท. กับบริษัทเอกชน ที่มีข้อพิพาทฟ้องร้องดำเนินคดีกันอยู่จำนวนมากนั้นมีความคืบหน้าเกือบทั้ง หมดแล้วโดยเฉพาะคดีของทีโอทีที่คาดว่าจะสรุปรายละเอียดและเสนอให้ ครม.ทราบได้ภายในสิ้นเดือนธ.ค.นี้ ขณะที่กรณีของกสท. นั้นได้ดำเนินการไปแล้ว 2 ครั้งเชื่อว่าจะมีข้อสรุปโดยเร็วเช่นกัน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 8 พฤศจิกายน 2553, 20:33 น.
 

กนร.ดันรัฐวิสาหกิจเบิกจ่ายงบลงทุนที่เป็นเงินต่างชาติ

8 พฤศจิกายน 2553, 20:32 น.
กนร.ดันรัฐวิสาหกิจเบิกจ่ายงบลงทุนที่เป็นเงินต่างชาติ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_125407

กนร.ไล่บี้รัฐวิสาหกิจใช้งบลงทุนที่เป็นเงินต่างประเทศ ในช่วงเงินบาทแข็งค่า เพื่อช่วยรัฐประหยัดต้นทุนกว่า 10,000 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 8 พ.ย. นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ (กนร.) ว่า กนร.เห็น ชอบการผลักดันให้รัฐวิสาหกิจเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนที่ใช้เงินตราต่างประเทศ ในช่วงที่เงินบาทแข็งค่า เพื่อช่วยรัฐบาลประหยัดงบประมาณลงทุนได้ แม้ว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าจะทำให้ราคาสินค้าส่งออกมีราคาลดลง แต่ก็ทำให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศลดลงได้มากเช่นกัน ทั้งน้ำมัน หรือการลงทุนของรัฐวิสาหกิจด้วย

“การแข็งค่าของเงินบาท เคลื่อนไหวมาตั้งแต่ปี 53-54 จากที่เคยอยู่ที่ 36 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จนปัจจุบันอยู่ที่ 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งการที่รัฐวิสาหกิจเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนในช่วงที่ค่าเงินบาทแข็งค่าจำนวน 5,000 ล้านบาทจะทำให้ในปี 54 รัฐวิสาหกิจสามารถประหยัดงบประมาณได้กว่า 10,000 ล้านบาท” นายไตรรงค์ กล่าว

ด้าน นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ที่ประชุมยังได้พิจารณาผลการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจในปี 53 ซึ่งพบว่าสามารถเบิกจ่ายได้สูงที่สุดในรอบ 10 ปี โดยเบิกจ่ายงบลงทุนได้มากถึง 194,359 ล้านบาท หรือคิดเป็น 81% ของงบลงทุนรวม 240,523 ล้านบาท ซึ่งตนได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กลับไปพิจารณาถึงต้นทุนการนำเข้าสินค้าที่มีสินค้าต่างประเทศแอบแฝงอยู่ เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างนั้นสอดคล้องกับต้นทุนของผู้ประกอบการที่ลดลงหรือ ไม่

ส่วนผลการหารือระหว่างรมว.คลังของประเทศสมาชิกอาเซียนกับ รมว.คลังสหรัฐ ในเวทีรมว.คลังเอเปค ที่ญี่ปุ่น รมว.คลัง สหรัฐฯได้ยืนยันว่ามาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐฯนั้นไม่มีมาตรการ กีดกัน ทางการค้า และไม่ได้มุ่งหวังว่าจะลดค่าเงินสกุลดอลลาร์ลงแต่อย่างใด แต่เมื่อเทียบกับเงินสกุลใหญ่อย่างเงินยูโรหรือเงินเยนแล้วเป็นอัตราที่ เหมาะสม ขณะที่รมว.คลังอาเซียนเองยืนยันว่าสุดท้ายแล้วค่าเงินดอลลาร์สหรัฐได้อ่อน ค่าลง ซึ่งสหรัฐต้องระวังไม่ให้ความผิดพลาดทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อ ประเทศอื่น ๆ ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในระหว่างการประชุม กนร. มีรายงานว่า สคร.ได้เดินสายไปพบรัฐวิสาหกิจและมีหนังสือแจ้งให้เร่งรัดเบิกจ่ายงบลงทุนใน ส่วนที่ใช้เงินตราต่างประเทศ หากสามารถเร่งรัดการเบิกจ่ายในไตรมาสที่ 4ปี 2553 และปี 2554 ให้ทันในช่วงที่ค่าเงินบาทแข็งค่าอยู่ที่ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จะประหยัดงบประมาณได้ทั้งสิ้น 13,626.14 ล้านบาท หรือ 8.56% ของงบลงทุนหากทันในช่วงที่ค่าเงินบาทแข็งค่า 29 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จะส่งผลให้ประหยัดงบประมาณได้ทั้งสิ้นกว่า 18,505.68 ล้านบาท หรือ 11.62% ของเงินลงทุนส่วนนี้ทั้งหมด

นอกจากนี้สคร.จะ ปรับสมมุติฐานอัตราแลกเปลี่ยนของรัฐวิสาหกิจที่ใช้งบลงทุนที่เป็นเงินตรา ต่างประเทศใหม่ โดยใช้ที่ระดับ 29-31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคาดว่าจะทำให้รัฐวิสาหกิจช่วยรัฐบาลประหยัดงบประมาณได้อีกจำนวนมาก

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 8 พฤศจิกายน 2553, 20:32 น.