ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Posts Tagged ‘กรมปศุสัตว์

24 มิถุนายน 2554, 20:30 น.
พาณิชย์ติวเข้ม จับพฤติกรรมฮั้ว ทำหมู-ไข่แพง – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_181501

กรมการค้าภายใน ติวเข้ม 3 หน่วยงาน ได้แก่ กรมการค้าภายใน กรมปศุสัตว์ และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค  สอบเชิงลึก จับตัวใหญ่มีพฤติกรรมฮั้ว ทำหมู-ไข่ไก่แพง…

24 มิ.ย. นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้เปิดอบรมการบังคับใช้กฎหมายให้มีการแข่งขันที่เป็นธรรม สำหรับธุรกิจไข่ไก่ ไก่เนื้อ และสุกร โดยใช้พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2542 เพื่อให้ธุรกิจแข่งขันอย่างเป็นธรรม ไม่มีการผูกขาด ฮั้วราคา และเอาเปรียบผู้บริโภค พร้อมเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างการผลิตการตลาด และวิธีการสืบสวนสอบสวนเชิงลึกให้แก่บุคลากร 3 หน่วยงานได้แก่ กรมการค้าภายใน กรมปศุสัตว์ และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งหลังจากการอบรมแล้ว จะร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการตรวจสอบพฤติกรรมทางการค้าของผู้ประกอบการ เพื่อให้ทราบว่ารายใดอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมาย รวมถึงให้ได้พยานหลักฐานในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดต่อไป

“หากพบว่ารายใดมีพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม เช่น ร่วมกันกำหนดราคาซึ่งเป็นการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคต้องระวางโทษจำคุกไม่ เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือหากมีการจำหน่ายไข่ไก่ ไก่เนื้อ และสุกรราคาสูงเกินสมควรต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งประชาชน ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการซื้อสินค้าและบริการ แจ้งที่สายด่วน กรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานการค้าภายในจังหวัดทั่วประเทศ” นางวัชรี กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 24 มิถุนายน 2554, 20:30 น.

30 ธันวาคม 2553, 05:30 น.

ผ่านทางปศุสัตว์เตือนเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ระวังโรคระบาด ช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_137777

 

กรมปศุสัตว์เตือนเกษตรกรหมั่นดูแลสุขภาพสัตว์ รักษาความสะอาดในสถานที่เลี้ยงให้มีอากาศถ่ายเท และระวังโรคสัตว์ช่วงอากาศหนาวเย็น

นายปรีชา สมบูรณ์ประเสริฐ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ปัจจุบันหลายพื้นที่ในประเทศไทยสภาพภูมิอากาศเริ่มเปลี่ยนแปลง อุณหภูมิลดต่ำลงในหลายพื้นที่ ซึ่งสภาพอากาศดังกล่าวส่งผลให้ สัตว์เลี้ยงเกิดความเครียด ภูมิคุ้มกันโรคลดลง และป่วยได้ง่าย พร้อมทั้งเฝ้าสังเกตโค กระบือ ที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคคอบวม (เฮโมรายิกเซพติซีเมีย) โดยสัตว์ที่มีอาการป่วยจะหายใจหอบ เสียงดัง คอ หน้าบวมแข็ง ซึ่งเชื้อโรคดังกล่าวสามารถติดต่อแพร่ กระจายไปได้อย่างรวดเร็วในสัตว์กีบคู่ทุกชนิด ทั้งจากการกินอาหาร น้ำ หญ้าที่ปนเปื้อนเชื้อโรค หรือหายใจเอาเชื้อที่ปะปนอยู่กับอากาศบริเวณที่สัตว์ป่วยเข้าไป ภายในระยะเวลา 1-2 วัน โค-กระบือที่ติดเชื้อจะมีไข้สูง เบื่ออาหาร น้ำลายไหล มีแผลที่ลิ้น เหงือก ร่องกีบเท้า อาจเกิดโรคแทรกซ้อนอย่างปอดบวม

ส่วนเกษตรกรกลุ่มผู้เลี้ยงสุกร ให้ระวังโรคปากเท้า เปื่อย รวมทั้งโรค PRRS ซึ่งสุกรที่เป็นโรคดังกล่าวจะแสดงอาการไข้ หอบ ไอ ผิวหนังเป็นปื้นแดง สุกรแม่พันธุ์สุ่มเสี่ยง ต่อการแท้ง หรือลูกตายแรกคลอด ซึ่งแนวทางการป้องกันผู้เลี้ยงสุกรควรเข้มงวดการเข้าสถานที่ ไม่ใช้พ่อพันธุ์จากแหล่งอื่น แยกเลี้ยงสุกรใหม่ก่อนเข้ารวมฝูงอย่างน้อย 1 เดือน ฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อยานพาหนะก่อนเข้าสถานที่เลี้ยงทุกครั้ง

อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันการระบาดของโรคที่มักเกิดขึ้นในช่วงที่อากาศเย็นลง เจ้าหน้าที่ รวมทั้ง  อสม.ของกรมปศุสัตว์ ได้ออกคำแนะนำให้เกษตรกรหมั่นดูแลสุขภาพสัตว์ รักษาความสะอาดในสถานที่เลี้ยง หากพื้นที่ใดมีสัตว์ป่วยตาย ขอให้เกษตรกรผู้เลี้ยงแจ้งเจ้าหน้าที่ใกล้บ้าน.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
  • 30 ธันวาคม 2553, 05:30 น.

 

วันที่ 26/10/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายปรีชา สมบูรณ์ประเสริฐ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า จากการที่เกิดฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดสภาวะน้ำท่วม สร้างความเสียหาย แก่พี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์เป็นจำนวนมาก กรมปศุสัตว์จึงเร่งรัดเจ้าหน้าที่ให้ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยอย่างเร่ง ด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่เกษตรกร โดยเบื้องต้นกรมปศุสัตว์ได้ให้ความช่วยเหลือด้านพืชอาหารสัตว์ เวชภัณฑ์ต่างๆ ฯลฯ โดยให้การสนับสนุนหญ้าแห้ง ไปแล้วกว่า 24 ตันใน 4 อำเภอ ได้แก่ ด่านขุนทด สูงเนิน ปักธงชัย โนนไทย พร้อมทั้งจัดทีมสัตวแพทย์เคลื่อนที่ลงพื้นที่ให้บริการฉีดวัคซีนทั้งในสัตว์ ปีก โค-กระบือ และนำเวชภัณฑ์ไวตามินละลายน้ำ ยาปฏิชีวนะแจกจ่ายแก่เกษตรกร นอกจากนี้ทางสมาคมผู้ผลิต ผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ได้สนับสนุนไข่ไก่ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัย จำนวน 100,000 ฟอง ในเบื้องต้นจะได้นำมามอบให้ผู้ประสบภัย ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา จำนวน30,000 ฟอง 

นอกจากนี้กรมปศุสัตว์ได้ปล่อยขบวนรถเสบียงอาหารสัตว์เพิ่มเติมอีกว่า 12 ตัน เวชภัณฑ์ ยาปฏิชีวนะ ไวตามิน ฯลฯ พร้อมทีมสัตวแพทย์ เพื่อออกให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยในพื้นที่อำเภอปากช่อง รวมทั้งเร่งเตรียมเสบียงสัตว์เพิ่มเติม จากสภาพอากาศที่แปรปรวนอาจยังคงมีฝนตกต่อไปอีก จึงขอเตือนเกษตรกรระมัดระวังภัยน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ให้เตรียมพร้อมอยู่เสมอโดยอพยพสัตว์ขึ้นที่สูงที่น้ำท่วมไม่ถึง หากต้องการความช่วยเหลือขอให้ประสานขอความช่วยเหลือได้ที่ศูนย์ปฏิบัติการ ช่วยเหลือเกษตรกรฯ ที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด หรือหน่วยงานปศุสัตว์อื่นๆ ในพื้นที่

วันที่ 20/10/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายปรีชา สมบูรณ์ประเสริฐ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากปัญหาน้ำท่วมอย่างหนักในพื้นที่ จ.นครราชสีมา และใกล้เคียง ที่เกิดขึ้นในเวลานี้ กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรในเบื้องต้น โดยมีการปล่อยขบวนรถเสบียงอาหารสัตว์จำนวนกว่า 12 ตัน และเวชภัณฑ์สัตว์ พร้อมทีมสัตวแพทย์เคลื่อนที่เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ อย่างเร่งด่วน

จาก การตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า จากภาวะฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องส่งผลให้เกิดสภาวะ น้ำท่วมสร้างความเสียหาย แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์เป็นจำนวนมากกรมปศุสัตว์จึงได้เร่งรัดเจ้าหน้าที่ ให้ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่พี่น้องเกษตรกร ในเบื้องต้นกรม- ปศุสัตว์ได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือด้านพืชอาหารสัตว์ เวชภัณฑ์ต่างๆ ฯลฯโดยให้การสนับสนุนหญ้าแห้ง ไปแล้วกว่า 24 ตันใน 4 อำเภอ ได้แก่ ด่านขุนทด สูงเนินปักธงชัย โนนไท พร้อมทั้งจัดทีม สัตวแพทย์เคลื่อนที่ ลงพื้นที่ให้บริการฉีดวัคซีนทั้งในสัตว์ปีกโค – กระบือ และนำเวชภัณฑ์ ไวตามินละลายน้ำ ยาปฏิชีวนะแจกจ่ายแก่เกษตรกร

นอก จากนี้ ทางสมาคมผู้ผลิตผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ได้สนับสนุนไข่ไก่ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ ประสบภัย จำนวน 100,000 ฟองในเบื้องต้นจะได้นำมามอบให้ผู้ประสบภัย ที่อำเภอ ปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 30,000 ฟอง โดยในวันนี้กรมปศุสัตว์ได้ปล่อยขบวนรถเสบียงอาหารสัตว์(หญ้า-แห้ง) จำนวนกว่า 12 ตัน เวชภัณฑ์ ยาปฏิชีวนะไวตามิน ฯลฯ พร้อมทีมสัตวแพทย์ เพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยในพื้นที่อำเภอปากช่อง รวมทั้งเร่งเตรียมเสบียงสัตว์เพิ่มเติม จากสภาพอากาศที่แปรปรวนอาจยังคงมีฝนตกต่อไปอีกจึงขอเตือนเกษตรกรระมัดระวัง ภัยน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากให้เตรียมพร้อมอยู่เสมอโดยอพยพสัตว์ขึ้นที่สูงที่น้ำท่วมไม่ ถึง

หาก ต้องการความช่วยเหลือ ขอให้ประสานขอความช่วยเหลือได้ที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือเกษตรกรฯ ณ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด หรือหน่วยงานปศุสัตว์อื่นๆ ใกล้บ้านได้ตลอลด เพื่อหามาตรการช่วยเหลือต่อไป

30 กันยายน 2553, 05:00 น.

ผ่านทางยกระดับโคพันธุ์ตากสู่มาตรฐาน ปศุสัตว์การันตีส่งเสริมเกษตรกรเลี้ยง – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_114947

นายสัตวแพทย์ ทฤษดี ชาวสวนเจริญ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า เพื่อตอบรับกระแส ความต้องการบริโภคเนื้อโคขุน คุณภาพ อีกทั้งลดปริมาณการนำเข้าจากต่างประเทศที่มีปริมาณเฉลี่ยที่ 2,000 ตัน/ปี ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ตาก กรมปศุสัตว์ จึงได้ทำการศึกษาวิจัย และ ปรับปรุงพันธุ์โคขุนสายพันธุ์ตาก โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2529 กระทั่งปัจจุบันโคสายพันธุ์ดังกล่าวมีคุณ สมบัติทนต่อสภาพอากาศร้อน สามารถเลี้ยงได้ดี น้ำหนักคุณภาพ  ซากเนื้อมีความนุ่ม  ไขมันแทรกกล้ามเนื้อสูง

ทั้งนี้ เพื่อตอบสนองความต้องการบริโภคซึ่งปัจจุบันมีประมาณ 4,500 ตัน/ปี แต่ขณะนี้ทั่วทั้งประเทศสามารถผลิตได้เฉลี่ยที่ 2,500 ตัน ดังนั้น   กรมจึงได้ส่งเสริมการเลี้ยงไปยังเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดตาก พิษณุโลก เพชรบูรณ์ พิจิตร กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี สุโขทัย และจังหวัดอุตรดิตถ์ ในระบบประกันราคาและสหกรณ์ Tak Beef จำกัด เป็นผู้รับซื้อคืน พร้อมทั้งปรับปรุงโรงฆ่าและโรงตัดแต่งซากในพื้นที่ให้มีมาตรฐานปลอดภัย   เป็นไปตามระบบฮาลาล   ซึ่งอยู่ในช่วงการตรวจรับรองจากสำนักจุฬาราชมนตรี

สำหรับ เกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการส่งเสริม การเลี้ยงโคขุนคุณภาพ สามารถติดต่อสอบถามราย ละเอียดได้ที่ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ตาก โทร.0-5589-0712, 0-5554-0603 ในวันและเวลาราชการ.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเกษตร
  • 30 กันยายน 2553, 05:00 น.

tags:
ทฤษดี ชาวสวนเจริญ โคพันธุ์ตาก เนื้อวัว กรมปศุสัตว์ โคขุน

วันที่ 8/5/2007

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.


นายจีระวัชร์ เข็มสวัสดิ์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยถึงสถานการณ์การเลี้ยงไก่แจ้ในปัจจุบันว่า หลังจากที่เกิดปัญหาการระบาดของโรคไข้หวัดนกในปี 2547 เป็นต้นมา ผู้นิยมเลี้ยงไก่แจ้ต้องเลิกเลี้ยงไปกว่า 60% ของจำนวนผู้เลี้ยงทั้งหมด โดยหลังจากกรมฯดำเนินมาตรการควบคุมโรคไข้หวัดนกในสัตว์ปีกอย่างเข้มงวด ทำให้สถานการณ์โรคไข้หวัดนกภายในประเทศไทยเริ่มคลี่คลายมากขึ้น

ดัง นั้น เพื่อเป็นการฟื้นฟูและอนุรักษ์การเลี้ยงไก่แจ้ไทย กรมฯ จึงได้หารือร่วมกับสมาพันธ์สมาคมไก่แจ้แห่งประเทศไทย สมาคมอนุรักษ์ไก่แจ้ไทย สมาคมส่งเสริมและพัฒนาไก่แจ้ไทย และสมาคมไก่แจ้ไทย-อินเตอร์ เพื่อหาแนวทางพัฒนาและส่งเสริมการเลี้ยงไก่แจ้ไทยให้ฟื้นตัวมากยิ่งขึ้น พร้อมกับจัดการประชุมสัมมนาการเลี้ยงไก่แจ้และมาตรฐานพันธุ์ไก่แจ้ เพื่อหาข้อสรุปแนวทางการดำเนินงานร่วมกัน โดยในเบื้องต้นจะเน้นการปรับรูปแบบการเลี้ยงให้เข้าสู่ระบบมาตรฐานฟาร์ม โดยจัดระบบการเลี้ยงคล้ายคลึงกับไก่ชน หรือไก่พื้นเมือง เพื่อป้องกันและควบคุมโรคระบาด โดยเฉพาะโรคไข้หวัดนกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นายจีระวัชร์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีการพัฒนาสายพันธุ์ไก่แจ้ขึ้นมากมาย และเพื่อเป็นการอนุรักษ์และพัฒนาสายพันธุ์ไก่แจ้ไทย เบื้องต้นกรมฯได้จัดทำเอกสาร ลักษณะมาตรฐานและสีของไก่แจ้ ขึ้น เพื่อกำหนดลักษณะเฉพาะของแต่ละสี จำนวน 26 สี แยกเป็นไก่แจ้สีสากล 14 สี และไก่แจ้ไทย 12 สี โดยได้รับความร่วมมืออย่างดีจากสมาคมผู้เลี้ยงไก่แจ้ทั้ง 5 สมาคม และชมรมต่างๆ เกษตรกร และภาคเอกชน

ทั้ง นี้ สิ่งที่จะทำให้ผู้เลี้ยงไก่แจ้อยู่ได้คือการพัฒนาระบบการเลี้ยงไก่แจ้ เพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ภายใต้สถานการณ์ไข้หวัดนกระบาด ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อร่วมกันหาแนวทางดังกล่าว เพราะไก่แจ้ไทยถือเป็นสัตว์เศรษฐกิจและเป็นสัตว์สวยงามที่ควรค่าการแก่ อนุรักษ์ให้คงอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป

12 สิงหาคม 2553, 05:00 น.

ผ่านทางหนุนเกษตรนอกเขตชลประทาน ปลูกหญ้าแพงโกล่า เสริมปศุสัตว์ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_102957

นายปรีชา สมบูรณ์ประเสริฐ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จังหวัดชัยนาทมีพื้นที่การเกษตรรวม 1,228,455 ไร่ อยู่ในเขตชลประทาน 707,732 ไร่ ซึ่งยังมีพื้นที่อีกประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ที่อยู่นอกเขตรับน้ำชลประทาน ส่งผลให้เกษตรกรเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำและดินไม่อุดมสมบูรณ์ ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว กลุ่มจังหวัดและกรมปศุสัตว์จึงได้ร่วมมือกันจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาด้าน การเกษตร พร้อมทั้งสนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนอาชีพการเพาะปลูกพืชที่ไม่เหมาะสม ด้วยการเปลี่ยนไปทำการเกษตรแบบอื่นที่ใช้น้ำน้อยกว่า โดยกรมปศุสัตว์ได้ เข้าไปสนับสนุนให้เกษตรกรเลี้ยงสัตว์ อาทิ โค แพะ แกะ และปลูกพืชอาหารสัตว์อย่างหญ้าแพงโกล่าทดแทน เป็นการแก้ปัญหาและสร้างรายได้ให้เกษตรกรทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ด้าน นายวีระ ร่มโพธิ์ภักดิ์ ปศุสัตว์จังหวัดชัยนาท กล่าวต่อว่า การปลูกหญ้าเป็นการช่วยสนับสนุนและพัฒนาอาชีพการเลี้ยงปศุสัตว์ ทั้งโคเนื้อ โคนม กระบือ แพะ แกะ ได้อีกทางหนึ่งเนื่องจากเป็นการช่วยเพิ่มหญ้าคุณภาพดีให้ปศุสัตว์มีกินตลอด ปี โดยพืชอาหารสัตว์ดังกล่าวสามารถปลูกได้ทั้งในพื้นที่ลุ่มเขตชลประทานและ พื้นที่ดอนที่มีการขุดสระกักเก็บน้ำ ใช้น้ำน้อยกว่าการทำนาข้าวประมาณ 3 เท่า เกษตรกรลงทุนปลูกครั้งเดียวแปลงหญ้าจะอยู่ได้นานถึง 5 ปี สามารถตัดหญ้าขายได้ทุก 45 วัน ในรอบ 1 ปีจะตัดทำหญ้าแห้งขายได้ 5 ครั้ง ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยมากกว่า 50,000 บาท/ไร่/ปี อีกทั้งยังสามารถส่งเสริมให้เกษตรกรปล่อยพันธุ์ปลาลงในสระเก็บน้ำ เลี้ยงไว้เป็นการเสริมรายได้ซึ่งปลาที่ได้จะเป็นผลผลิตที่ปลอดภัยจากสารพิษ เนื่องจากไม่มีการใช้สารเคมีในแปลงหญ้า.

วันที่ 16/8/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายปรีชา สมบูรณ์ประเสริฐ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก ในการดำเนินงานตามโครงการการจัดการของเสียในฟาร์มปศุสัตว์ในภาคพื้นเอเชีย ตะวันออก 2 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเกษตรกรเจ้าของฟาร์มที่ร่วมโครงการจะร่วมลงทุนก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสีย ภายในฟาร์มของตนเอง เพื่อลดมลภาวะจากของเสียจากฟาร์มสุกรสู่แหล่งน้ำและสิ่งแวดล้อม ซึ่งขณะนี้การดำเนินงานในส่วนของการสาธิตเทคโนโลยีด้านการจัดการของเสียตาม เป้าหมายดำเนินการในฟาร์มขนาดกลางและขนาดใหญ่ 22 ฟาร์ม เสร็จเรียบร้อยไปแล้ว 11 ฟาร์ม และส่วนอีก 11 ฟาร์ม ได้สำรวจและออกแบบระบบเสร็จแล้ว โดยอยู่ระหว่างการก่อสร้าง

นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ยังได้รับการสนับสนุนเงินช่วยเหลืออีกส่วนหนึ่งเพื่อจัดหา เครื่องกำเนิดไฟฟ้าจากหน่วยงาน Environmental Protection Agency ของสหรัฐอเมริกาผ่านโครงการมีเทนทูมาร์เกตหรือ M2M เพื่อเป็นการลดภาวะก๊าซเรือนกระจกจากฟาร์มปศุสัตว์ จึงได้นำฟาร์มภายใต้โครงการดังกล่าวเพื่อจัดทำโครงการขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งได้เปิดตัวโครงการและมีการเซ็นสัญญาซื้อขายก๊าซเรือนกระจกเป็นที่เรียบ ร้อยแล้ว โดยธนาคารโลกเป็นผู้รับซื้อคาร์บอนเครดิต และบริษัท แอดวานซ์ เอ็นเนอยี่ พลัส จำกัด เป็นผู้บริหารโครงการ จะมีการซื้อขายในราคาเบื้องต้นที่ 18 เหรียญสหรัฐต่อตันคาร์บอนเครดิต เป็นระยะเวลา 10 ปี โดยประมาณแล้ว เกษตรกรจะมีรายได้เสริมจากการขายคาร์บอนเครดิตประมาณ 300 ล้านบาท

วันที่ 3/8/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เผยว่า ปัจจุบันสินค้าเกษตรของโลกมีแนวโน้มที่จะมีการแข่งขันรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะอาหารที่จะต้องมีคุณภาพ มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เตรียมการรองรับปัญหาดังกล่าว โดยจัดทำยุทธศาสตร์มาตรฐานความปลอดภัยสินค้าเกษตรและอาหาร พ.ศ. 2553-2556 ขึ้น โดยมีการกำหนดมาตรฐาน วางระบบ กำกับดูแลกระบวนการผลิต ตั้งแต่การจัดหาปัจจัยการผลิต การผลิตในฟาร์ม การแปรรูป ณ โรงงาน การขนส่งจนถึงผู้บริโภค เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจสินค้าอาหารของไทย

สำหรับกรณีของเนื้อสัตว์ ความปลอดภัยต้องเริ่มตั้งแต่การเลี้ยงในฟาร์มไปถึงกระบวนการฆ่าและชำแหละใน โรงฆ่าสัตว์ ต่อไปถึงเขียงหรือสถานที่จำหน่าย ซึ่งทุกขั้นตอนต้องมีความสะอาดปลอดภัย การพัฒนาโรงฆ่าสัตว์และสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ให้ได้มาตรฐาน จึงเป็นกิจกรรมหนึ่งที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ดังกล่าว ภายใต้การดำเนินโครงการประชาสัมพันธ์สถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์สะอาด ของกรมปศุสัตว์

ด้าน นายปรีชา สมบูรณ์ประเสริฐ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า โครงการประชาสัมพันธ์สถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์สะอาด จัดขึ้นเพื่อให้ประชาชนและผู้บริโภคทราบถึงแหล่งที่มาของเนื้อสัตว์ที่มี ความปลอดภัยและได้มาตรฐาน รวมถึงสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์สะอาดและได้มาตรฐาน โดยดูจากตราสัญลักษณ์ “เขียงสะอาด” ที่กรมปศุสัตว์มอบให้ผู้ประกอบการและพ่อค้าแม่ค้าที่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐาน ความสะอาดเรียบร้อยแล้ว โดยขณะนี้ ได้ส่งมอบไปแล้ว 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย พิษณุโลก สุพรรณบุรี นครราชสีมา นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 113 แห่ง และหลังการรับรองทุกๆ 6 เดือน กรมปศุสัตว์จะส่งเจ้าหน้าที่กลับไปตรวจสอบคุณภาพเพื่อสร้างความมั่นใจกับผู้ บริโภคอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ มีรายได้เพิ่มขึ้น 1-2 เท่าตัว ทำให้มีผู้ประกอบการรายอื่นขอร่วมโครงการอีกจำนวนมาก

วันที่ 7/7/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายสัตวแพทย์ทฤษดี ชาวสวนเจริญ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า การนำเข้าและการใช้วัคซีนในวงการปศุสัตว์ไทยมีมูลค่าปีละประมาณ 2,500 ล้านบาท ขณะที่กรมปศุสัตว์มีโรงงานผลิตชีวภัณฑ์ 4 โรง ผลิตวัคซีนทั้งสิ้น 13 ชนิด เพื่อมาใช้ในการควบคุมและป้องกันโรคระบาดสัตว์ที่สำคัญและผลิตเพื่อจำหน่าย ให้เกษตรกร โรงงานผลิตวัคซีนชีวภัณฑ์ของกรมปศุสัตว์มีส่วนแบ่งทางการตลาด 25% หรือราว 625 ล้านบาท

สำหรับวัคซีนที่เกษตรกรมีแนวโน้มความต้องการสูง ได้แก่ วัคซีนโรคปากและเท้าเปื่อยสำหรับสุกร 24 ล้านโด๊ส วัคซีนอหิวาต์สุกร 5 ล้านโด๊ส วัคซีนกาฬโรคเป็ด 45 ล้านโด๊ส และวัคซีนอหิวาต์เป็ด-ไก่ 31.7 ล้านโด๊ส โดยในเดือนพฤษภาคมปี 2552 กรมปศุสัตว์ผลิตวัคซีน FMD อหิวาต์สุกร กาฬโรคเป็ด และอหิวาต์เป็ด-ไก่ ได้ 8,309,025 โด๊ส 1,527,630 โด๊ส 28,913,800 โด๊ส และ 26,428,200 โด๊ส ตามลำดับ และในปี 2553 กรมปศุสัตว์ได้เพิ่มกำลังการผลิตจากเดิมให้เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกร มากขึ้น

“ในปี 2553 จนถึงเดือนพฤษภาคม กรมปศุสัตว์ผลิตวัคซีน FMD ได้ 13,273,800 โด๊ส วัคซีนอหิวาต์หมู 5,149,970 โด๊ส วัคซีนกาฬโรคเป็ด 32,521,200 โด๊ส และวัคซีนอหิวาต์เป็ด-ไก่ 24,427,400 โด๊ส ซึ่งกำลังการผลิตของกรมปศุสัตว์จะได้ประมาณปีละ 200 ล้านโด๊ส และได้วางแผนขยายกำลังการผลิตวัคซีนเพิ่ม เพื่อรองรับความต้องการของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะการผลิตวัคซีนโรคปากและเท้าเปื่อยสำหรับสุกร เพื่อใช้ในโครงการเขตปลอดโรคปากและเท้าเปื่อยทางภาคตะวันออก เพื่อลดปัญหาการกีดกันทางการค้าและเปิดตลาดสุกรไปยังต่างประเทศให้มากขึ้น ซึ่งในปี 2553 นี้กรมปศุสัตว์สามารถควบคุมโรคปากและเท้าเปื่อยในสุกรได้มากกว่าปีที่ผ่าน มากว่า 90%” นายสัตวแพทย์ทฤษฎีกล่าว

วันที่ 5/7/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เผยว่า ปัจจุบันปริมาณควายในประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงวิกฤต เนื่องจากช่วง 1-2 ปี ที่ผ่านมามีจำนวนลดลงอย่างมาก เหลือประมาณ 1.3 ล้านตัว จากที่เคยมีจำนวนมากที่สุดในโลก 6 ล้านตัวเมื่อปี 2523 เนื่องจากการเปลี่ยนจากการใช้แรรงานควายมาเป็นการใช้เครื่องจักรในการทำนา นอกจากนี้ยังมีอีกสาเหตุ คือ ความนิยมในการบริโภคเนื้อควาย โดยเฉพาะในภาคเหนือและอีสานที่นิยมบริโภคตัวอ่อนที่อยู่ในท้องแม่ควาย

ทั้ง นี้กรมปศุสัตว์ ได้เตรียมพัฒนาควายพื้นเมืองให้เป็นสัตว์เศรษฐกิจเหมือนเช่นอดีตที่ผ่านมา เพื่อให้ควายเป็นสัตว์ที่ช่วยกู้วิกฤติเศรษฐกิจ เป็นแรงงานที่ยั่งยืนของชาวชนบทและคนไทย นอกจากนี้จากการที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีความห่วงใยชาวนาไทยที่ประสบความยากจนจากการประกอบอาชีพการทำนา อันเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทรงอยากให้ชาวนาไทยกลับมาใช้ควายในการทำนา ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้น้อมรับและสนองพระราชดำริดังกล่าว โดยในปี 2552 ได้จัดทำ “โครงการพลิกฟื้นธนาคารควายไถนาตามพระราชดำริ” ขึ้นเพื่อรณรงค์ส่งเสริมสนับสนุนให้ชาวนาฟื้นฟูวัฒนธรรมประเพณี และเป็นการแก้ไขปัญหาเชิงระบบ

สำหรับ แนวทางการดำเนินงาน จะมีการส่งเสริมให้เกษตรกรแต่ละชุมชนรวมกลุ่มจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน พร้อมจัดหาควายมาให้เลี้ยง รายละ 2-3 ตัว โดยกรมปศุสัตว์จะให้ยืมควายจากธนาคาร โค-กระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ (ธคก.) ขณะที่กองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ได้เตรียมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำไว้ให้เกษตรกรกู้ยืมซื้อควาย จากนั้นจะเร่งฝึกอบรมวิธี

การ เลี้ยงควายให้เกษตรกร เพื่อให้ใช้งานได้จริง คาดว่าจะช่วยกระตุ้นให้เกษตรกร หันมาประกอบอาชีพการทำนาโดยใช้แรงงานควาย ครอบคลุมพื้นที่ 3,410 ไร่ สามารถลดค่าใช้จ่ายจากการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงไร่ละ 132 บาท คิดเป็นเงิน 4.5 แสนบาท/ปี ลดค่าใช้จ่ายปุ๋ยเคมีโดยสามารถผลิตปุ๋ยคอกได้ปีละ 1,236 ตัน คิดเป็นมูลค่าปีละ 1.1 ล้านบาทโดยจัดโครงการนำร่องทั่วประเทศ 12จังหวัด และในปี 2553จะเร่งดำเนินการขยายผลโครงการอย่างต่อเนื่องต่อไป

วันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม 2553

ผ่านทางงัดกฎเข้มกับผู้นำม้าเข้าไทยหวั่นพาหะโรค คมชัดลึก : เกษตร : ข่าวทั่วไป.

คมชัดลึก :กรม ปศุสัตว์รุกสกัดโรคโลหิตจางติดเชื้อในม้า(ELA) ระบาดในประเทศ ออกกฏเข้มกับผู้นำเข้าม้าจากต่างประเทศอย่างเข้มงวด หวั่นกระทบความเสียหายต่อผู้เลี้ยงของไทยพร้อมเตือนเกษตรกรนำม้าตรวจสุขภาพ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

(7ส.ค.) นายปรีชา สมบูรณ์ประเสริฐ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันได้มีการพบโรคโลหิตจางติดเชื้อในม้า(EIA) ในม้าที่เลี้ยงในหลายประเทศ ส่งผลเสียหายต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงม้าและฟาร์มม้าเป็นอย่างมาก ดังนั้นเพื่อป้องกันการนำเข้าม้าที่เป็นพาหะของโรคโลหิตจางติดเชื้อในม้าจากต่างประเทศ กรมปศุสัตว์จึงได้มีแผนปฏิบัติการควบคุมและกำจัดโรคโลหิตจางติดเชื้อในม้า พร้อมทั้งเร่งประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เกษตรเรื่องโรคแนวทางการป้องกัน ควบคุมโรค และดำเนินการเจาะเลือดม้าพร้อมกันทั่วประเทศ ในกลุ่มม้าใช้งานของเกษตรกร ได้แก่ ม้าขนพืชไร่ ม้าชมรมเพื่อการท่องเที่ยว และม้าเดินชายหาด เพื่อตรวจทดสอบโรคทางห้องปฏิบัติการ

ทั้งนี้กรมปศุสัตว์จำเป็นต้องเร่งกำจัดโรคนี้ก่อนที่จะมีการแพร่กระจายโรคไปยังม้าตัวอื่น ๆ และก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้เลี้ยงม้าในประเทศ เนื่องจากโรคนี้เป็นโรคระบาดสัตว์ตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.๒๔๙๙ โดยม้าที่ติดเชื้อจะมีลักษณะทางอาการได้ ๓ แบบ คือแบบเฉียบพลัน แบบเรื้อรังและแบบไม่แสดงอาการ โดยม้าป่วย จะมีไข้ซึม ผอม น้ำหนักลด โลหิตจาง เกล็ดเลือดต่ำ เยื่อเมือกมีจุดเลือดออก อ่อนแรง ภูมิคุ้มกันลดลง อาจเกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆตามมา ทำให้ไม่สามารถใช้งานม้าได้ตามปกติและอาจตายในที่สุด ที่สำคัญเชื้อไวรัสจะสามารถอยู่ในร่างกายม้าที่ติดเชื้อได้ตลอดชีวิต รวมทั้งสามารถแพร่เชื้อไปยังม้าตัวอื่นได้อย่างรวดเร็วโดยผ่านทางแมลงดูดเลือด และการใช้อุปกรณ์หรือเข็มฉีดยาร่วมกัน ทำให้เกิดความเสียหายต่อตัวม้า และผู้เลี้ยงม้าเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากไม่สามารถรักษาให้หายได้

“กรมปศุสัตว์ได้กำหนดเงื่อนไขว่าม้าที่ จะนำเข้าประเทศไทย ต้องไม่มีประวัติการเกิดโรคนี้ในบริเวณหรือพื้นที่รัศมี 100 กิโลเมตรรอบบริเวณที่เลี้ยงสัตว์ที่จะส่งออก และต้องผ่านการทดสอบโรคด้วยวิธี Agal Gel Immunodiffusion Test (Coggins’test) ซึ่งได้รับการรับรองจากองค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (OIE) และผลการทดสอบดังกล่าวต้องเป็นลบ ”นายปรีชากล่าว

นอกจากนี้ม้าที่เลี้ยงจะต้องทำรูปพรรณ บันทึกประวัติม้าตาม ระบบการทำเครื่องหมายและขึ้นทะเบียนสัตว์แห่งชาติ (NID) เพื่อเป็นข้อมูลให้การดำเนินการป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายของโรคนี้ตาม มาตรการของกรมปศุสัตว์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจากผลการดำเนินการในช่วง 15 มีนาคม ถึง 30 เมษายน 2553 ได้ทำการทดสอบโรคทั้งหมด 3,754 ตัว พบว่าให้ผลบวกต่อการทดสอบจำนวน 26 ตัว คิดเป็นร้อยละ 0.69 ซึ่งถือว่ามีม้าที่เป็นโรคนี้ในประเทศไทยน้อยมากๆ

“อยากเตือนไปยังเกษตรกรผู้เลี้ยงม้า ให้นำม้าไป ตรวจสุขภาพสัตว์อย่างน้อยปีละครั้ง หากพบตัวเป็นโรคต้องแยกออกจากฝูง ไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน เครื่องมือเครื่องใช้อื่นๆ ควรล้างและแช่น้ำยาฆ่าเชื้อก่อนนำไปใช้กับม้าตัวอื่น กำจัดแมลงดูดเลือดที่เป็นตัวนำโรค ไม่นำม้าที่ ให้ผลบวกต่อการทดสอบโรคมาใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ และทำการตรวจโรคสัตว์ใหม่ก่อนนำสัตว์เข้าฟาร์ม รวมทั้งทำความสะอาดคอก แหล่งที่อยู่ของม้าด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อทั่วไป” นายปรีชา กล่าว

วันพุธ ที่ 21 กรกฎาคม 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > ทำเขตปลอดโรคปาก-เท้าเปื่อย.

นายสัตวแพทย์ทฤษดี  ชาวสวนเจริญ   รองอธิบดีกรมปศุสัตว์  เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการจัดทำเขตปลอดโรคปากและเท้าเปื่อยในพื้นที่ภาคตะวัน ออก ได้แก่จังหวัดชลบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง จันทบุรี ตราด นครนายก ปราจีนบุรี และสระแก้ว มาตั้งแต่ปี 2550  เพื่อผลักดัน  ให้พื้นที่ดังกล่าวได้รับการรับรองเป็นเขตปลอดโรคจากองค์การโรคระบาดสัตว์ ระหว่างประเทศ หรือ OIE เพื่อเพิ่มช่องทางการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ไทยในอนาคต  โดยการขึ้นทะเบียนสัตว์ สร้างฟาร์มปลอดโรค ควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์และเพื่อเป็นการเพิ่มความเข้มงวดในการ รักษาสถานภาพเขตปลอดโรคปากและเท้าเปื่อย กรมปศุสัตว์ได้เพิ่มชุดเฉพาะกิจจำนวน 122 นายประจำบริเวณจุดตรวจการเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์จำนวน   13 จุด

รองอธิบดีกรมปศุสัตว์  กล่าวต่อไปว่า สำหรับมาตร การต่อไปสำนักควบคุมป้องกันและบำบัดโรคสัตว์จะดำเนินการสุ่มโค กระบือ แพะ แกะ จำนวน 19,500 ตัว ในเขตภาคตะวันออกเพื่อตรวจหาเชื้อโรคปากและเท้าเปื่อย  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำจัดโรค ซึ่งประเทศไทยจะต้องเร่งสร้างเขตปลอดโรคเพื่อแก้ปัญหาเรื่องโรคปากและเท้า เปื่อย ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่สำคัญในการที่ต่างประเทศจะกีดกันการนำเข้าสินค้าปศุ สัตว์จากไทยให้สำเร็จเร็วที่สุด

หากประชาชนทั่ว ไป ผู้ประกอบการ หรือเกษตรกร  ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดทุกแห่ง หรือ ส่วนโรคปศุสัตว์ สำนักควบคุมป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ โทรศัพท์ 0-2653-4444 ต่อ 4141-2  หรือ http://www.dld.go.th

Daily News Online > หน้าเกษตร > พัฒนามาตรฐานฟาร์มไก่.

นายปรีชา สมบูรณ์ประเสริฐ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์  จัดทำโครงการพัฒนารูปแบบการเลี้ยงและการจัดการที่ลดความเสี่ยงต่อโรคไข้หวัด นก และโรคระบาดอื่นในไก่พื้นเมืองขึ้นมา เพื่อปรับระบบการเลี้ยงไก่พื้นเมืองซึ่งจากเดิมที่เกษตรกรส่วนใหญ่เลี้ยงแบบ ปล่อยให้เดินหาอาหารกินเองจากธรรมชาติในบริเวณบ้าน กลับเข้าเล้าหรือโรงเรือนในตอนเย็น และยังมีบางส่วนที่ไม่มีเล้าหรือโรงเรือนจะนอนบนต้นไม้หรือใต้ถุนบ้าน ซึ่งการเลี้ยงในลักษณะนี้ทำให้ได้ผลผลิตต่ำเนื่องจากสัตว์ปีกบางส่วนป่วยตาย จากการติดเชื้อโรคระบาดและที่สำคัญยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคระบาดโดยเฉพาะ โรคไข้หวัดนกที่สามารถติดต่อมาสู่คนและทำให้คนเสียชีวิตได้

ดังนั้น กรมปศุสัตว์จึงจัดทำโครงการพัฒนาปรับรูปแบบการเลี้ยงไก่พื้นเมืองโดยการทำ เล้าหรือโรงเรือนให้อยู่ห่างจากบ้านพักอาศัยของตนเองและเพื่อนบ้านพอสมควร มีพื้นที่สำหรับเลี้ยงสัตว์ปีกเป็นสัดส่วน เพียงพอ และเหมาะสมกับจำนวนสัตว์ปีก ทำโรงเรือนแบบง่าย ๆ และค่าใช้จ่ายไม่แพง หลังคาและผนังทำจากวัสดุในท้องถิ่นที่ทนทาน สำหรับกันแดด กันฝน มีมุ้งเขียวกันยุงในตอนกลางคืน รวมทั้งใช้ตาข่ายกั้นเป็นแนวรั้วรอบพื้นที่เลี้ยงไก่ สำหรับให้ไก่เดินหากินได้ มีอ่างน้ำยาฆ่าเชื้อโรค ตรงบริเวณประตูทางเข้า-ออก สำหรับจุ่มเท้า เพื่อฆ่าเชื้อโรคก่อนเข้าและออกจากพื้นที่เลี้ยงไก่

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวย้ำว่าเมื่อเกษตรกรนำเอาแนวทางของโครงการฯ นี้ไปใช้จริง จะทำให้มีความรู้ ความเข้าใจในการป้องกันโรคมากขึ้น สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังเกษตรกรรายอื่นในชุมชนเดียวกันได้ และที่สำคัญจะสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไข้หวัดนกรวมทั้งเป็นการลด จำนวนสัตว์ปีกป่วยตายจากวิธีการเลี้ยงแบบเดิมที่ไม่มีระบบการป้องกันโรค ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ประเทศไทยมีเครือข่ายเฝ้าระวังไข้หวัดนกเพิ่มขึ้นทำให้สามารถรู้และควบคุม โรคได้เร็วและมี ประสิทธิภาพยิ่งขึ้นอีกด้วย.

23 กรกฎาคม 2553, 05:00 น.

ผ่านทาง“บอร์ดไข่” หัวหมุนแก้ราคาแพง ยืดอายุแม่ไก่ลุ้นเพิ่มไข่ล้านฟอง

 – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_98307

โดยการยืดอายุแม่ไก่ยืนกรงออกไปจาก 78 สัปดาห์ เป็น 82 สัปดาห์ ส่งผลให้ปริมาณไข่ในตลาดเพิ่มขึ้นประมาณวันละ 1 ล้านฟอง ขณะนี้มีไข่ไก่ออกสู่ตลาดอยู่ที่วันละ 27-28 ล้านฟอง…

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) โดยมีนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมประชุมด้วย ว่า ที่ประชุมรับทราบผลการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรื่องมาตรการแก้ไขปัญหาราคาไข่โดยให้เพิ่มปริมาณไข่ โดยการยืดอายุแม่ไก่ยืนกรงออกไปจาก 78 สัปดาห์ เป็น 82 สัปดาห์ ส่งผลให้ปริมาณไข่ในตลาดเพิ่มขึ้นประมาณวันละ 1 ล้านฟอง ขณะนี้มีไข่ไก่ออกสู่ตลาดอยู่ที่วันละ 27-28 ล้านฟอง ใกล้เคียงกับปริมาณความต้องการของผู้บริโภค คาดว่าราคาไข่จะปรับตัวลดลงในที่สุด โดยผู้แทนจากกระทรวงพาณิชย์แจ้งว่า ขณะนี้ราคาไข่ไก่ขายปลีกในต่างจังหวัดเริ่มปรับราคาลงแล้ว

สำหรับ นโยบายชะลอการส่งออกไข่ไก่นั้น เดือน ก.ค.นี้ การส่งออกไข่ไก่ลดลงเหลือประมาณ 6-7 ล้านฟอง คาดว่าจะส่งออกปีนี้ได้ประมาณ 140 ล้านฟอง ลดลงจากเดิม 60% ส่วนนโยบายการเปิดเสรีนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่นั้น ปัจจุบันมีบริษัท 4 รายยื่นขอนำเข้าจากกรมปศุสัตว์ คิดเป็นจำนวนพ่อแม่ พันธุ์ไก่ไข่ที่จะนำเข้าเพิ่มขึ้น 29,500 ตัว ในส่วนนี้หากนำเข้ามาทั้งหมดตามจำนวนที่ขอเพิ่ม ในเวลาอีก 14 เดือน จะมีปริมาณไข่ไก่เพิ่มขึ้นในตลาดวันละ 2 ล้านฟอง

“เมื่อวันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ได้ลงนามในสัญญาว่าจ้าง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ศึกษาการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไข่ไก่และ ผลิตภัณฑ์ กำหนดระยะเวลา 50 วัน วงเงินว่าจ้าง 594,000 บาท เมื่อผลการศึกษาออกมาถึงจะทราบว่าควรจะปรับปรุงการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้ อย่างไร ระยะเวลาที่อยู่ระหว่างการรอผลการศึกษาครั้งนี้ให้ทำงานไปตามปกติ”.



  • ขายยานอนหลับ: ขายยานอนหลับ ยานอนหลับแบบน้ำ, แบบเม็ด ทุกยี่ห้อราคาถ
  • nate: ปูนขาว ปูนขาวเพื่อใช้ในการเกษตร (Quick Lime) คุณสมบัติทางเ
  • แฟนบอลชาวเซราะกราว: ยังไงพวกเราชาวบุรีรัมน์ก็ยังเชียร์บุรีรัมย์ ยูไนเต

หมวดหมู่