ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย ที่เกี่ยวข้อง

ฎีกาชาวบ้าน/กรมประมงแจ้งข่าว

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05084010655&srcday=2012-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 528

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ

รับขน

คุณโผง เป็นคนค้าขาย โดยเฉพาะค้าขายวัสดุอุปกรณ์เกี่ยวกับการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษา

ขอให้รู้เถอะว่า สถาบันไหนโดยเฉพาะในต่างจังหวัดมีความประสงค์จะซื้อหาเครื่องมือเครื่องใช้ในการสอนสิ่งใด คุณโผงเป็นต้องรับเป็นธุระจัดหาไปให้อย่างไวเลยเชียว ด้วยมองเห็นช่องทางว่า สถาบันการศึกษาในต่างจังหวัดนั้นอาจอยู่ไกล ไม่ค่อยมีธุรกิจใหญ่ๆ รายอื่นสนใจจะให้บริการ

แม้สิ่งของวัสดุนั้นราคาเพียงเล็กน้อย แต่หากได้รับการสั่งซื้อบ่อยๆ แม้สั่งซื้อจากรายเล็กๆ ยอดเงินน้อยๆ แต่หากสั่งซื้อจากหลายๆ ราย หลายๆ ครั้ง ที่สุดก็กลายเป็นยอดใหญ่จนได้

ธุรกิจของคุณโผงดำเนินมาหรือดำเนินไปด้วยดี

คราวหนึ่งคุณโผงได้คำสั่งซื้อจากวิทยาลัยการอาชีพสุรินทรธานี

วันที่ 2 มีนาคม 2544 คุณโผงใช้บริการของ บริษัท รับขนสินค้า จำกัด ให้เป็นผู้จัดส่งไปยังจังหวัดสุรินทร์ธานี มูลค่าสินค้าไม่มากหรอก เพียง 37,926.15 บาท เท่านั้นเอง

บริษัท รับขนสินค้าจำกัด นั้น รับสินค้าไปแล้ว เงียบไป คุณโผงนึกว่าส่งถึงเรียบร้อยแล้ว กระทั่งได้รับคำทวงถาม ต่อว่าต่อขานจากผู้ควรได้รับของปลายทางว่า ยังไม่เห็นมีไรมาส่งให้สักที ยังไม่ได้รับของ

นั่นละ คุณโผงจึงถึงบางอ้อว่า บริษัท รับขนสินค้า ทำเหตุเสียแล้ว

คุณโผงไปทวงถามเอากับ บริษัท รับขนส่งสินค้า ได้รับคำตอบเป็นการโยกโย้ หาความรับผิดชอบไม่ได้

คุณโผง จึงยื่นฟ้องศาล ขอให้บังคับ บริษัท รับขนสินค้า ให้ชำระเงิน 37,926.15 บาท ค่าสินค้านั้นมา

ข้างฝ่าย บริษัท รับขนสินค้า ต่อสู้คดีว่า ฟ้องนี้ขาดอายุความแล้ว เพราะส่งมอบสินค้ามาให้ขนตั้งแต่ วันที่ 2 มีนาคม 2544 ทว่ามาฟ้องคดีเอาเมื่อ วันที่ 15 กรกฎาคม 2545 ล่วงเลยมานานกว่าปีแล้ว

บริษัทอ้างอายุความฟ้องร้องให้ผู้รับขนสินค้ารับผิดนั้น ต้องฟ้องภายในอายุความไม่เกิน 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 624

ศาลชั้นต้น และชั้นอุทธรณ์พิพากษาให้ บริษัท รับขนสินค้า ชำระค่าสินค้าแก่คุณโผงตามฟ้อง

บริษัทยังฎีกาอีก

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยว่า ฟ้องของคุณโผงขาดอายุความหรือไม่

โดยคุณโผงได้บรรยายฟ้องว่า บริษัท รับขนสินค้า รับสินค้าไปแล้วนำไปเป็นของตนเอง ไม่จัดส่งตามสัญญา คุณโผงต้องจัดส่งสินค้าอย่างเดียวกันให้แก่วิทยาลัยอีกครั้ง และนำคดีมาฟ้องขอให้บริษัทรับผิดต่อคุณโผง

แม้ตามฟ้อง คุณโผงจะเรียกเอาค่าเสียหาย แต่ค่าเสียหายที่เรียกมาก็เท่ากับราคาสินค้าที่ได้มอบแก่บริษัท รับขนสินค้า ไป จึงเป็นเรื่องที่คุณโผงในฐานะเจ้าของทรัพย์สินใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจาก บริษัท รับขนสินค้า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความ

อีกที่ บริษัท รับขนสินค้า ได้ให้การต่อสู้ว่า ได้นำสินค้าของคุณโผงไปส่งมอบให้ผู้รับแล้ว มิได้ต่อสู้ว่าสินค้าของคุณโผงสูญหายระหว่างการขนส่ง จึงไม่อาจนำอายุความในเรื่องความรับผิดของผู้ขนส่งในกรณีของสูญหายหรือบุบสลาย หรือส่งชักช้า ตามมาตรา 624 มาใช้บังคับแก่คดีนี้ได้

ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ฟ้องของคุณโผงไม่ขาดอายุความ และให้บริษัทชำระค่าสินค้าแก่คุณโผงจึงชอบแล้ว

พิพากษายืน

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๑๐๘ /๒๕๕๓)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา ๖๒๔ ในข้อความรับผิดของผู้ขนส่งในการที่ของสูญหายหรือบุบสลาย หรือส่งชักช้า นั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดปีหนึ่งนับแต่ส่งมอบ หรือปีหนึ่งนับแต่วันที่ควรจะได้ส่งมอบ เว้นแต่ในกรณีที่มีการทุจริต

มาตรา ๑๓๓๖ ภายในบังคับแห่งกฎหมาย เจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายทรัพย์สินของตน และได้ซึ่งดอกผลแห่งทรัพย์สินนั้น กับทั้งมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

กรมประมงแจ้งข่าว

ฟื้นวงจรชีวิต “กุ้งก้ามกราม”

ร่วมอนุรักษ์สัตว์น้ำเศรษฐกิจ ที่มีการประมงสูง

หลายครั้งที่เราต้องพบว่า สัตว์น้ำเศรษฐกิจที่ได้รับความนิยมนั้น ต้องตกอยู่ในสภาพที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ซึ่งสาเหตุหลักๆ มักจะเกิดมาจากความต้องการทรัพยากรสัตว์น้ำที่มีปริมาณมาก จนทำให้ธรรมชาติไม่สามารถผลิตได้ทันต่อปริมาณความต้องการ 

“กุ้งก้ามกราม” กุ้งน้ำจืดขนาดใหญ่ที่เราคุ้นเคยและรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะกุ้งก้ามกรามสามารถพบเห็นได้ง่ายในประเทศไทย พม่า มาเลเซีย และอีกหลายประเทศในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในอดีตทรัพยากรธรรมชาติมีความอุดมสมบูรณ์ทำให้กุ้งก้ามกรามมีจำนวนมาก ทำให้ชาวบ้านหลายต่อหลายรุ่นประกอบอาชีพ “ตกกุ้ง” หาเลี้ยงครอบครัวมาเป็นเวลาช้านาน แต่ในปัจจุบันนี้ความอุดมสมบูรณ์ของกุ้งก้ามกรามในแม่น้ำ ลำคลอง มีจำนวนลดลง เนื่องจากสาเหตุหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในเรื่องของมลภาวะต่างๆ สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน การขยายตัวของอุตสาหกรรมในประเทศ และความต้องการบริโภคของประชาชนที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ราคากุ้งก้ามกราม มีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนั่นก็หมายถึงรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามและชาวประมง เพราะรายได้ที่สูงจึงทำให้ประชาชนต่างหันมาเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามและจับกุ้งจากแหล่งน้ำธรรมชาติกันมากขึ้น

อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กุ้งก้ามกราม ที่ผู้บริโภคนิยมรับประทาน ส่วนใหญ่จะเป็นกุ้งที่ได้มาจากธรรมชาติ โดยปกติกุ้งก้ามกรามจากแหล่งน้ำธรรมชาติจะมีรสชาติหวาน เนื้อนุ่ม และมีขนาดใหญ่กว่ากุ้งที่ได้มาจากการเพาะเลี้ยง แต่ปัจจุบันนี้มีเทคโนโลยีด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ที่ช่วยเพิ่มจำนวนทรัพยากรสัตว์น้ำให้ประชาชนมีกินมีใช้กันอย่างยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ทำให้กุ้งก้ามกรามที่ได้จากการเพาะเลี้ยงในปัจจุบันนี้มีขนาดใหญ่และรสชาติดี ประเทศไทยมีพื้นที่การเลี้ยงกุ้งก้ามกราม ประมาณ 130,000 ไร่ ผลผลิต ปีละ 30,000-40,000 ตัน ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภค

ทางกรมประมงได้สนองตามพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงห่วงใยในกุ้งก้ามกรามที่มีอยู่ตามธรรมชาติ แต่มีปริมาณน้อยลง โดยการพัฒนาลูกพันธุ์กุ้งก้ามกรามและนำไปปล่อยตามแม่น้ำ ลำคลอง หนอง บึง อ่างเก็บน้ำทั่วประเทศไทย อาทิ แม่น้ำเจ้าพระยา ทะเลสาบสงขลา เป็นต้น เพื่อเป็นการฟื้นฟูวงจรชีวิตกุ้งก้ามกรามตามแหล่งน้ำธรรมชาติให้มีเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังส่งผลให้ชาวประมงมีรายได้จากการจับกุ้งธรรมชาติขายอีกด้วย โดยในแต่ละปีกรมประมงสามารถผลิตกุ้งก้ามกรามปล่อยในแหล่งน้ำทั่วประเทศ ประมาณ 350 ล้านตัว ต่อปี และคาดว่าจะมีผลผลิตจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ปีละ 1,000-1,300 ตัน อธิบดีกรมประมง กล่าว

การพัฒนาวงจรชีวิต “กุ้งก้ามกราม” จนสามารถปล่อยคืนสู่ธรรมชาติปีละหลายร้อยล้านตัว เป็นความมุ่งมั่นที่จะดูแลและฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำให้ประชาชนในประเทศมีกินมีใช้อย่างยั่งยืน ตลอดจนสร้างความมั่นคงให้กับผู้ประกอบอาชีพประมงให้สามารถหาเลี้ยงครอบครัวได้ พวกเราในฐานะประชาชนนอกจากจะร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำให้มีใช้อย่างยั่งยืนแล้ว การร่วมกันฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติก็เป็นอีกหน้าที่ที่พวกเราจะละเลยไม่ได้เช่นกัน เพราะที่สุดของการพัฒนาด้านการประมง การเพิ่มจำนวนทรัพยากรสัตว์น้ำนั้น ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ไม่ใช่แค่ใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นพี่น้อง ลูกหลาน ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ 

มิถุนายน 24, 2012 Posted by | 2555(2012)-เทคโน, เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , , , | ให้ความเห็น

ไตร่ตรองไว้ก่อน/กรมประมง เปิดระบบ FSW (เคาน์เตอร์เซอร์วิส)

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05078150555&srcday=2012-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 527

ฎีกาชาวบ้าน/กรมประมงแจ้งข่าว

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ไตร่ตรองไว้ก่อน/กรมประมง เปิดระบบ FSW (เคาน์เตอร์เซอร์วิส)

ไตร่ตรองไว้ก่อน

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ

o-pas@matichon.co.th

ถ้าฆ่าโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น กฎหมายเอาโทษหนักถึงตายเลยทีเดียว 

ดังที่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) บัญญัติไว้ว่า

“ผู้ใด ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ต้องระวางโทษประหารชีวิต”

ไม่มีโทษสถานอื่น ไม่มีโทษเบากว่านี้ให้ศาลเลือก ต้องรับโทษประหารชีวิตสถานเดียว เว้นแต่ว่ามีเหตุบรรเทาโทษสำหรับกรณีนั้นๆ แต่ถ้าได้กระทำไป โดยเจตนาโดยบันดาลโทสะ กฎหมายเอาโทษเบากว่า

โดยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 บัญญัติว่า

“ผู้ใดบันดาลโทสะโดยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จึงกระทำความผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้น ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้”

อย่างไรเป็นการกระทำโดยเจตนาโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และอย่างไรเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะนั้น ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นกรณีๆ หรือเป็นเรื่องๆ ไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น กฎหมายไม่ได้เขียนไว้ว่าอย่างไรเป็นไตร่ตรองไว้ก่อน

กฎหมายคงมีหลักเกณฑ์บัญญัติไว้เฉพาะ การกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะเท่านั้น ว่า

ต้องมีการข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น คือเหตุการข่มเหงนั้นต้องร้ายแรงและต้องไม่เป็นธรรม ซึ่งต้องได้สัดส่วนกับความผิดด้วย ไม่ใช่ว่าถูกข่มเหงด้วยการหยิกเอา 2 ที หรือดุด่าว่ากล่าว ว่ากระทบกระแทกเอาว่า ไม่หล่อ ไม่สวย หรือเป็นคนหน้าหนา แล้วจะถึงกับเอาปืนยิงหรือคว้าเอามีดมาแทงสวนออกไปฆ่าคนที่ว่ากล่าวนั้น

ต้องกระทำความผิดต่อผู้ข่มเหง ไม่ใช่ไปกระทำความผิดต่อคนอื่น

ทั้งต้องกระทำในขณะนั้น ไม่ใช่ว่าผ่านพ้นล่วงเลยเวลาไปแล้ว จึงไปกระทำความผิดตอบแทนเขา

เหมือนอย่างคดีนี้ ศาลฎีกาพิพากษาว่า ไม่ใช่กระทำผิดโดยบันดาลโทสะ แต่เป็นกรณีการกระทำผิด โดยการฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

โทษถึงประหารชีวิตทีเดียว ยังดีว่า มีเหตุบรรเทาโทษ จึงได้รับการลดโทษลงมา

คุณเงือบ คุณโผง คุณสมชาย ต่างเป็นคนงาน ทำงานอยู่ที่เดียวกัน สนิทสนมกลมเกลียวกันดี (ในเวลาที่ต่างไม่เมาด้วยกัน) ตกเย็นก็ซื้อหาอาหารมารับประทาน ดื่มกินกันเป็นประจำ เป็นที่รับรู้กันทั่วไปในบรรดาชาวบ้านคนงานย่านเดียวกัน

เย็นวันหนึ่ง ซึ่งก็เป็นเช่นเย็นวันก่อน ทั้ง 3 เลิกงานแล้วซื้อหาของรับประทานมาตั้งวางกันที่บ้านที่พักของคุณโผง ซื้ออาหารมาแล้ว ยังขาดเพียงแต่น้ำเปลี่ยนนิสัย คุณเงือบกับคุณสมชายจึงชักชวนกันออกไปซื้อ ขากลับเมากันมาทั้งคู่ แต่คุณเงือบหัวแตกเลือดอาบมาด้วย คุณโผง ถามว่า ไปโดนอะไรมา คุณเงือบ ว่า ไอ้สมชายเอาขวดเหล้าตี

นั่งล้อมวงกัน 3 คน ทั้งดื่มและกินข้าวด้วยกันจนอิ่ม

คุณเงือบ ขอตัวกลับ ส่วนคุณโผงกับคุณสมชายขึ้นบ้านกางมุ้งนอน

คุณโผงและคุณสมชายหลับไปในทันใด ตกใจตื่นอีกทีเมื่อเวลาล่วงมากว่า 2 ชั่วโมง เพราะคุณเงือบมาตลบมุ้ง เอาไฟฉายส่อง แล้วใช้มีดอีโต้ที่วางอยู่ใกล้ๆ นั้น ฟันเอาๆ ที่หัว ที่คอ คุณสมชายจนตาย

คุณเงือบถูกจับกุมดำเนินคดี พนักงานอัยการฟ้องข้อหาฆ่าคนตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

คุณเงือบ รับว่า ฆ่าจริง แต่เพราะบันดาลโทสะ ขอให้ลงโทษน้อยหน่อย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ผิดฐานฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

คุณเงือบ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

คุณเงือบฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คุณเงือบใช้มีดฟันคุณสมชายผู้ตายหลังจากที่คุณสมชายใช้ขวดตีหัวแล้ว และยังมากินข้าวด้วยกัน จนอิ่มแล้วแยกย้ายกันไป ต่อมานานถึง 2 ชั่วโมงเศษ จึงกลับมาที่บ้าน แล้วใช้มีดฟันคุณสมชายขณะนอนหลับ พฤติการณ์ชี้ชัดว่า เหตุการณ์ที่คุณสมชายใช้ขวดตีคุณเงือบนั้นขาดตอนไปแล้วตั้งแต่มานั่งกินข้าวด้วยกัน แต่คุณเงือบกลับบ้านคิดแค้นอยู่ 2 ชั่วโมง จึงกลับมาฆ่าคุณสมชาย พฤติการณ์ชี้ชัดว่าเป็นการฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ไม่ใช่บันดาลโทสะ

ศาลฎีกาพิพากษาว่า เป็นการฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่มีเหตุบรรเทาโทษ จึงลดโทษให้

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 81/2554)

กรมประมงแจ้งข่าว

กรมประมง เปิดระบบ FSW (เคาน์เตอร์เซอร์วิส)…

ออกใบอนุญาต นำเข้า-ส่งออก สัตว์น้ำ ผ่านอินเตอร์เน็ต

เมื่อพูดถึงกระบวนการขอรับใบอนุญาต การออกใบรับรองต่างๆ ผู้ขอรับอนุญาตอาจต้องติดต่อกับหลายหน่วยงาน และเสียเวลาในการดำเนินการหลายวัน กรมประมง ได้เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว จึงดำเนินการเพื่อลดความยุ่งยากเหล่านี้ ด้วยเปิดให้บริการขอใบอนุญาตและใบรับรอง ผ่านระบบ Fisheries Single Window : FSW อีกทั้งยังได้เปิดให้บริการแบบ เคาน์เตอร์เซอร์วิส จุดเดียวเบ็ดเสร็จ ลดขั้นตอนความยุ่งยากในการออกใบรับรอง และใบอนุญาต นำเข้า-ส่งออก สัตว์น้ำ

กรมประมง ได้เปิดให้บริการระบบเชื่อมโยงคำขอกลางและระบบสนับสนุนการออกใบอนุญาตและใบรับรองเพื่อการนำเข้าและส่งออกสินค้าประมงในรูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ผ่านอินเตอร์เน็ต (Fisheries Single Window : FSW) ระบบดังกล่าวถือเป็นหัวใจสำคัญในการปฏิรูปกระบวนการดำเนินการเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้าระหว่างประเทศ

ระบบนี้จะครอบคลุมการเชื่อมโยงกระบวนงานเพื่อการจัดทำเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในพิธีศุลกากรการออกใบรับรองและใบอนุญาตต่างๆ ของหน่วยงานราชการและองค์กรเอกชนที่เกี่ยวข้อง ทำให้ขั้นตอนลดลง เอกสารลดลง เพิ่มประสิทธิภาพและลดระยะเวลาในการดำเนินการ เพิ่มความถูกต้อง โปร่งใส ด้วยการตรวจสอบข้อมูลซึ่งกันและกันระหว่างหน่วยงาน (Data Cross Checking) ลดปัญหาการปลอมแปลงเอกสาร เพิ่มประสิทธิภาพการกำกับควบคุมของหน่วยงานรัฐ และเพิ่มบริการที่รวดเร็วมีคุณภาพแก่ผู้รับบริการ ผู้นำเข้า และผู้ส่งออก

นอกจากนี้ ระบบดังกล่าวนี้ จะสามารถให้บริการในลักษณะเบ็ดเสร็จจากหน้าต่างบริการเดียวกัน (One Stop หรือ Single Window) และดำเนินการแบบลดและไร้กระดาษ (Paperless Trading) ซึ่งหลังจากที่กรมประมงได้เปิดให้บริการไปตั้งแต่ วันที่ 16 มกราคม 2555 มีผู้มาลงทะเบียนเข้าใช้ระบบนี้กว่า 600 ราย และได้ให้บริการออกใบอนุญาต นำเข้า-ส่งออก สัตว์น้ำผ่านระบบดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว กว่า 5,000 ฉบับ

โดยในระยะแรกนั้น ได้เปิดให้บริการในสัตว์น้ำนำร่อง จำนวน 4 ชนิด ได้แก่ ปลาทูน่าอัลบาคอร์แช่แข็ง ปลาทูน่าครีบเหลืองแช่แข็ง หอยแครงมีชีวิต และปลาบู่มีชีวิต ได้ทดสอบระบบดังกล่าวในกลุ่มสัตว์น้ำแช่เย็น แช่แข็งอีกกว่า 200 ชนิด และภายในปี 2555 นี้ กรมประมง มีเป้าหมายที่จะดำเนินการออกใบอนุญาต นำเข้า-ส่งออก สัตว์น้ำ ให้ครอบคลุมทุกชนิด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการด้านการประมงของไทย

ท่านที่สนใจเข้าใช้งานระบบดังกล่าว หรือมีข้อสงสัย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการ นำเข้า-ส่งออก สัตว์น้ำ และปัจจัยการผลิต กรมประมง โทรศัพท์ (02) 579-1878 โทรสาร (02) 940-6818 E-Mail : fisheries@fishquantine.org หรือทางเว็บไซต์ http://www.fishquarantine.org นอกจากช่องทางที่กล่าวนี้ ทางกรมประมงได้เปิดให้บริการเคาน์เตอร์เซอร์วิส ที่กรมประมง ตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ และด่านตรวจสัตว์น้ำ 22 แห่ง ทั่วประเทศ

มิถุนายน 24, 2012 Posted by | 2555(2012)-เทคโน, เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ให้ความเห็น

กรมประมง เตือนผู้ประกอบการ พบสารตกค้างในกุ้งยึดใบรับรอง

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05101011054&srcday=2011-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 23 ฉบับที่ 512

กรมประมงแจ้งข่าว 

กรมประมง เตือนผู้ประกอบการ พบสารตกค้างในกุ้งยึดใบรับรอง

คงไม่มีใครปฏิเสธ ถ้าจะพูดว่า อุตสาหกรรมกุ้งเป็นอุตสาหกรรมหลักที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก เนื่องจากกุ้งสามารถนำรายได้เข้าประเทศได้ในแต่ละปีเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท และยังถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศที่จัดว่ามีศักยภาพในการส่งออกของไทย ปัจจุบันไทยครองแชมป์ส่งออกกุ้งเป็นอันดับ 1 ของโลกมาอย่างยาวนานกว่า 15 ปี 

โดยมีตลาดส่งออกหลัก คือ ตลาดสหรัฐอเมริกา (46.1%) ญี่ปุ่น (17.9%) และสหภาพยุโรป (15.9%) แม้ที่ผ่านมาจะต้องเผชิญกับปัญหาอุปสรรคในหลายเรื่อง อาทิ ปัญหาการกีดกันทางการค้า มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด หรือแม้แต่มาตรฐานความปลอดภัยทางด้านอาหาร ฯลฯ แต่ขึ้นชื่อว่าคนไทยแน่นอนละปัญหาแค่นี้ไม่สามารถทำให้เราหมดหวังได้อย่างแน่นอน ที่ผ่านมา จึงได้มีการจัดทำกระบวนการแปรรูปที่ได้มาตรฐานซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล รวมทั้งมีการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ และที่สำคัญเพื่อเรียกความมั่นใจให้กับผู้บริโภคทั่วโลก ระบบการตรวจสอบย้อนกลับกระบวนการผลิตได้ทั้งระบบจึงกลายเป็นพระเอกที่สำคัญของวงการอุตสาหกรรมกุ้งไทย ทำให้ปัจจุบันกุ้งไทยเป็นที่จับตามองทั่วโลก

คุณธนิฏฐา จงพีร์เพียร ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (ศรฟ.) กรมประมง กล่าวว่า ปัจจุบันการแข่งขันในตลาดส่งออกกุ้งเป็นไปอย่างรุนแรงขึ้น โดยคู่แข่งที่สำคัญ ได้แก่ จีน เวียดนาม และอินโดนีเซีย ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบการแข่งขันในการส่งออกกุ้งั้ระหว่างไทยกับประเทศผู้ส่งออกรายอื่นๆ แล้วั้พบว่า สินค้ากุ้งของไทยมีคุณภาพและมีความปลอดภัยสูงมาอย่างยาวนาน

แต่ข้อได้เปรียบข้อนี้ก็ไม่สามารถทำให้ผู้นำเข้าหลักมั่นใจในสินค้าของเราได้อย่างแน่นอน ด้วยเนื่องจากคู่แข่งขันก็ต่างพัฒนาสินค้าของตนให้มีมาตรฐาน ทำให้ประเทศผู้นำเข้าที่สำคัญ ซึ่งได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป ต่างก็นำมาตรการกีดกันทางการค้าในรูปแบบต่างๆ มาใช้กับประเทศผู้ส่งออก ทำให้การส่งออกกุ้งไปยังประเทศเหล่านี้มีความยากลำบากมากขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมกุ้งไทย จำเป็นต้องปรับตัวและเร่งพัฒนาศักยภาพในการแข่งขัน เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ทางการค้าที่เปลี่ยนแปลงไป

ที่ผ่านมา กรมประมง ในฐานะหน่วยงานกลางในการให้การรับรองฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ได้เปิดให้การรับรองแก่ผู้ประกอบการมาโดยตลอด ทำให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยเติบโตได้อย่างรวดเร็ว เข้มแข็ง ยืนยิ้มในตลาดโลกได้อย่างมั่นคง เพราะมั่นใจว่ากุ้งไทยมีมาตรฐานและเป็นสากล แต่เนื่องจากยังมีการตรวจพบสารตกค้างในกุ้งทะเลที่เตรียมจะส่งออกไปยังประเทศคู่ค้า ซึ่งถ้าปล่อยผ่านไปก็จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมกุ้งไทยทั้งระบบ รวมถึงอาจเป็นผลให้มีการกีดกันสินค้ากุ้งที่นำเข้า หรืออาจห้ามให้มีการนำเข้ากุ้งจากไทยเลยก็เป็นได้ ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าว ขอให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ข้อกำหนดของมาตรฐานฟาร์มอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะข้อกำหนด เรื่องยาและสารเคมี ซึ่งเป็นข้อกำหนดสำคัญของมาตรฐานฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ทางศูนย์พัฒนาระบบฯ ได้เปิดให้การรับรอง

กรณีตรวจพบสารตกค้างในกุ้งทะเลหรือสัตว์น้ำที่ทางศูนย์พัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (ศรฟ.) กรมประมง ได้ให้การรับรองจะมีการดำเนินการดังนี้

1. สำหรับเกษตรกรรายใหม่ และรายที่กำลังต่ออายุการรับรองมาตรฐานฟาร์ม กรณีพบสารตกค้างเกินเกณฑ์ที่กำหนดระหว่างการตรวจประเมิน จะมีผลให้ “ไม่ผ่านการรับรอง” ในการยื่นขอการรับรองครั้งนั้น เมื่อผู้ผลิตมีความพร้อมก็สามารถยื่นคำขอการรับรองใหม่ ในรอบการผลิตครั้งต่อไปได้

2. สำหรับเกษตรกรที่ได้การรับรองอยู่แล้ว กรณีได้รับข้อร้องเรียนเรื่องการตรวจพบสารตกค้างในฟาร์ม หากพบว่าเป็นจริง จะมีผลให้ฟาร์มถูก “เพิกถอนการรับรอง” และไม่สามารถยื่นขอการรับรองได้ในช่วง 180 วัน ที่ถูกเพิกถอน และสถานะของฟาร์มจะถูกแขวนบนเว็บไซต์ของ ศรฟ. เว้นแต่พ้นระยะ 180 วัน แล้วผู้ผลิตที่มีความพร้อมก็สามารถยื่นคำขอรับรองใหม่ได้ คุณธนิฏฐา กล่าว

ทราบกันอย่างนี้แล้ว ผู้ประกอบการหรือผู้ผลิตทั้งหลายต้องเพิ่มความระมัดระวังในกระบวนการผลิตให้มากขึ้น เพื่อไม่ให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยที่เราร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาจนสามารถครองแชมป์อันดับ 1 ในการส่งออกมากว่า 15 ปี ต้องเผชิญกับปัญหาที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้น ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์พัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (ศรฟ.) กรมประมง โทร. (02) 561-4679 และ (02) 579-7738

ตุลาคม 10, 2011 Posted by | 2554(2011)-เทคโน, เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , | ให้ความเห็น