ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย ที่เกี่ยวข้อง

SEA LEVEL แชมป์ออกแบบหุ่นยนต์รักษ์โลก ความพยายามชนะอุปสรรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/268765

โดย ยายรหัส 17 มิ.ย. 2555 05:01

เย้…เสียงเชียร์ดังลั่นกลางลานศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ พลาซ่า ประตูน้ำ ซึ่งได้จัดเป็นสนาม “การแข่งขันออกแบบและสร้างหุ่นยนต์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 5” (Robot Design Contest 2012, RDB 2012) รอบตัดเชือก ทันทีที่กองเชียร์เห็นทีม SEA LEVEL ทำแต้มเฉือนคู่แข่งจนคว้าชัย Bingo

RDB 2012 จัดโดย ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ร่วมกับ 4 มหาวิทยาลัย ได้แก่ จุฬาฯ ม.เชียงใหม่ ม.เทคโนโลยีสุรนารี และ ม.สงขลานครินทร์ เพื่อเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้แสดงความสามารถและพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีในการออกแบบและการสร้างหุ่นยนต์อย่างสร้างสรรค์ ซึ่งทีมที่ชนะเลิศจะได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปเข้าร่วม “การแข่งขันออกแบบและสร้างหุ่นยนต์ระดับนานาชาติหรือ IDC Robocon 2012” ในเดือนสิงหาคมนี้ที่แดนอาทิตย์อุทัย

สำหรับแชมป์ทีม SEA LEVEL มีสมาชิกเป็นนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์จาก 5 สถาบันมารวมตัวกัน ประกอบด้วย สาธิมา ประเสริฐเจริญสุข “เค” ปี 2 ม.มหิดล อุหมาด หีมโป๊ะหมอ “มาร์ค” ปี 2 ม.เทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาลัยรัตภูมิ กานต์ไกร จิตรหมั่น “แบงค์” ปี 2 ม.เชียงใหม่ อภิวิชญ์ พวงศรีเจริญ “โจ” ปี 2 จุฬาฯ และ บรรณวิชญ์ ติยะบวรวงศ์ “บอส” ปี 1 สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ซึ่งกว่าที่ทีมจะเข้าเส้นชัย คงต้องมีทีเด็ดหรือเทคนิคเด็ดๆ ที่ “ยายรหัส” ขอไปเม้าท์…แซบซะหน่อย

เริ่มที่สาวคนเดียวในทีม “เค” แจกแจงว่า “โครงการนี้เปิดให้แต่ละมหาวิทยาลัยคัดเลือกตัวแทนเข้าร่วม ซึ่งเคเป็นตัวแทนระดับภาคกลาง เมื่อเข้ามาในช่วงแรกทางโครงการก็จะจัด ให้ทุกคนไปอยู่ในทีมต่างๆ ทีมละ 4-5 คนคละสถาบัน เคได้เข้าร่วมทีม SEA LEVEL

จากนั้นทุกทีมจะได้รับการอบรมเหมือนเข้าค่ายเรียนรู้วิธีการเทคนิคต่างๆ 1 สัปดาห์ หลังจากนั้นโครงการก็จะให้แต่ละทีมซึ่งมี 20 ทีมได้คิดพัฒนาหุ่นยนต์ของตัวเอง โดยมีอุปกรณ์มาให้ประกอบส่วนหนึ่ง พร้อมกับงบประมาณอีกทีมละ 600 บาทในการจัดหาอุปกรณ์เสริมภายใต้แนวคิดของการรักษาสิ่งแวดล้อม จากนั้นก็ให้ลงสนามการแข่งขัน จนทีม SEA LEVEL สามารถคว้าแชมป์มาได้ ซึ่งน่าจะมาจากการควบคุมหุ่นยนต์ที่แม่นยำ รวมถึงการวางแผนตัดสินใจที่ทำให้เฉือนคู่แข่งได้”

ส่วนหัวหน้าทีม “มาร์ค” บอกว่า “สิ่งที่ได้คือมิตรภาพ ความรู้ใหม่ๆ โดยเฉพาะไอเดียเกี่ยวกับการดูแลสิ่งแวดล้อม เพราะการทำหุ่นยนต์ครั้งนี้มีโจทย์ให้เราต้องคิดใช้วัสดุเหลือใช้ และจุดที่ทำให้คว้าแชมป์คงเป็นเพราะการเขียนโปรแกรมที่ดี เนื่องจากเราศึกษาข้อมูลหลายด้าน และปรับแก้อยู่ตลอดเวลา ที่สำคัญคือความร่วมมือของทุกคนในทีม ซึ่งในการแข่งขันผมควบคุมหุ่นยนต์ตัวที่เป็น manual ยอมรับว่ายากและตื่นเต้นมาก โดยเฉพาะรอบตัดเชือก ซึ่งเจอกับคู่แข่งทีม STROM SURGE ถือว่าเซียนเหมือนกัน โดยนัดแรกทีมเราชนะ Bingo พอนัดที่ 2 หุ่นของเราเกิดอาการเอ็นขาด ทำให้ทีมคู่แข่งชนะคะแนนและเมื่อแข่งนัดสุดท้าย เรามีเวลาจำกัดมากในการซ่อม แต่เราก็เปลี่ยนเอ็นได้ทันเวลา สุดท้ายเราก็ Bingo เอาชนะจนได้ ทั้งนี้ อยากให้ผู้เกี่ยวข้องสนับสนุนให้เยาวชนประดิษฐ์หุ่นยนต์ เพราะทุกอย่างเวลานี้ต้องอาศัยเครื่องจักรกลและอนาคตผมก็ฝันที่จะประดิษฐ์เครื่องจักรกลด้านการเกษตรต้นทุนต่ำแต่ให้ผลผลิตสูงเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระเกษตรกร”

ขณะที่ “โจ” บอกถึงจุดที่ทำให้คว้าชัยว่า “เป็นเพราะหุ่นของทีมเรามีการพัฒนาต่อยอดให้ดีอยู่เรื่อยๆ ไม่หยุดนิ่ง เรียกว่ามีการแก้ไขจนถึงวินาทีสุดท้ายของการแข่งขัน ซึ่งตั้งแต่แรกถ้าเทียบพวกเราได้ช่วยกันสร้างหุ่นถึง 5 ตัวในขณะที่ทีมอื่นสร้างแค่ตัวเดียว จุดนี้ผมเองมองว่าเป็นสิ่งดีที่ทีมเรามีความเป็นทีมเวิร์ก ไม่ยอมแพ้”

ส่วน “แบงค์” เสริมว่า “โครงการนี้ทำให้เราได้เรียนรู้แนวคิดใหม่ๆ ที่นำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานอื่นๆได้ ส่วนจุดที่คว้าชัย คิดว่าน่าจะเป็นตัวหุ่นที่เราปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตัวล้อขับเคลื่อนที่เราใช้แปรงทาสีแบบลูกกลิ้งที่มีความกว้างและมีผิวสัมผัสที่รองรับการเคลื่อนไหวในพื้นที่ขรุขระได้ดี นอกจากนี้ มือจับก็เป็นแผ่นอะลูมิเนียมธรรมดาแต่ทำให้เกิดความสมดุล”

ปิดท้ายกับ “บอส” บอกว่า “ความเป็นทีมก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ได้รับชัยชนะ ซึ่งหุ่นของทีมเราก่อนวันสุดท้ายยังเกิดข้อผิดพลาด และคาดว่าคงไปไม่ถึงเส้นชัยแน่ ซึ่งก็รู้สึกท้อบ้าง แต่เมื่อปรึกษากันในทีมว่าจะเอาอย่างไรดี ทุกคนก็บอกว่าเรายังมีแรงที่จะแก้ไขได้ ก็ฮึดสู้ช่วยกันอย่างเต็มที่ จนในที่สุดก็ชนะโดยคาดไม่ถึง สิ่งเหล่านี้ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า แม้ความหวังจะริบหรี่แต่หากเรายังมีใจมีพลังไม่ลดละ และทุ่มเทอย่างเต็มที่ เราก็สามารถไปถึงเส้นชัยได้เช่นกัน”

ความร่วมแรงร่วมใจร่วมฟันฝ่าอุปสรรคของทีม SEA LEVEL เป็นภาพสะท้อนพลังคนรุ่นใหม่ดั่งสุภาษิต

ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น.
ยายรหัส / รายงาน

พฤษภาคม 3, 2014 Posted by | สวัสดีแคมปัส, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

เล็งแชมป์โลก4สมัย ทีม “Skuba” มก.พร้อมประกาศศักดิ์ดาเวที World RoboCup 2012

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/266944

โดย นายว้าก 10 มิ.ย. 2555 05:00

ทีม “Skuba” มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.)

หากเอ่ยถึงชื่อนี้กับคนที่เกาะติดการแข่งขัน World RoboCup รุ่นหุ่นยนต์ขนาดเล็ก (Small Size Robot League) คงร้องอ๋อ พร้อมกับนึกถึงภาพหุ่นยนต์ขนาดเล็กกำลังวิ่งเตะบอลกันทันที

เพียงระยะเวลาสั้นๆ ที่ก่อตั้งทีมขึ้นในปี 2545 ต้องยอมรับว่า ทีม Skuba ประสบความสำเร็จมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการก้าวขึ้นมาผงาดเป็น แชมป์โลกรายการแข่งขัน World RoboCup รุ่นหุ่นยนต์ขนาดเล็ก ติดต่อกันถึง 3 ปีซ้อน

ทีม Skuba ประกาศศักดาด้วยการคว้าแชมป์แรกเมื่อปี 2009 ในรายการ China RoboCup 2009 ณ เมืองต้าเหลียน สาธารณรัฐประชาชนจีน ครั้งที่ 2 รายการ World RoboCup 2010 ณ ประเทศสิงคโปร์ และครั้งที่ 3 รายการ World RoboCup 2011 ณ เมืองอีสตันบูล ประเทศตุรกี นอกจากนี้ ยังมีรางวัลอื่นๆ ทั้งในเวทีในประเทศ และระดับนานาชาติอีกมากมายจนไม่สามารถกล่าวได้หมด

นับจากนี้อีกเพียง 8 วัน การแข่งขัน World RoboCup 2012 ณ เมืองเม็กซิโกซิตี้ ประเทศเม็กซิโก ก็จะเปิดฉากขึ้นอีกครั้ง ระหว่างวันที่ 18-26 มิถุนายน 2555 นี้ หาก “นายว้าก” ไม่ไปเจ๊าะแจ๊ะเจาะลึกถึงการเตรียมความพร้อมของแชมป์โลก 3 สมัยก่อนขึ้นเวทีรักษาแชมป์สมัยที่ 4 บรรดาแฟนคลับ ทีม Skuba ที่มีอยู่ทั่วโลกคงมีเคืองแน่ๆ

ว่าแล้วก็เปิดฉากกันที่หัวเรือใหญ่ในการขับเคลื่อนความพร้อมของทีม รศ.วุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดี มก. เล่าว่า “มก.มุ่งเน้นการส่งเสริมความเป็นเลิศทางวิชาการ ดังนั้น เมื่อมีกิจกรรมทางวิชาการในรูปแบบใดๆ ก็ตามไม่ว่าจะเป็นเวทีในประเทศ หรือระดับนานาชาติ มก.ก็จะให้การสนับสนุนให้เข้าร่วม เพื่อกระตุ้นให้นิสิตได้ต่อยอดองค์ความรู้จากที่ได้เรียนในชั้นเรียนเต็มที่ เช่นเดียวกับทีม Skuba ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาประสบความสำเร็จมากในระดับโลก ดังนั้น ในการแข่งขัน World Robo-Cup 2012 ในฐานะแชมป์เก่า 3 สมัย แน่นอน มก.จึงให้การสนับสนุนทีม Skuba ได้เตรียมความพร้อมเพื่อเดินทางไปป้องกันแชมป์เป็นสมัยที่ 4 รายการนี้ให้เต็มความสามารถ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าความสามารถของนิสิตไทยไม่ได้ด้อยไปกว่าประเทศอื่นๆ ดังนั้น จึงอยากให้ภาครัฐให้การสนับสนุนเด็กไทยได้ต่อยอดองค์ความรู้เพื่อผลิตนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เป็นแบรนด์ของคนไทยบ้าง ไม่ใช่ปล่อยให้ติดๆ ขัดๆ อยู่กับกฎระเบียบและเงินทุน เมื่อจบมาแล้วจึงไม่สามารถก้าวเข้าสู่การเป็นผู้ประกอบการได้เอง สุดท้ายก็ต้องถูกบริษัทต่างๆ ในต่างประเทศดึงตัวไปกันหมด”

ขณะที่หัวหน้าคณะในการเดินทางไปแข่งขัน RoboCup 2012 ครั้งนี้ อาจารย์ปัญญา เหล่า-อนันต์ธนา รองอธิการดีฝ่ายกิจการนักศึกษา บอกว่า “การแข่งขันครั้งนี้ทุกทีมมีการเตรียมความพร้อมเพื่อมาสู้กับทีม Skuba อย่างเต็มที่แน่นอน ดังนั้น จึงเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้นักศึกษาในทีมซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กหน้าใหม่ รู้สึกกังวลบ้าง แต่ในทางกลับกันก็ทำให้มีความมุ่งมั่นในการเตรียมทีมมากขึ้น โดยจุดเด่นของทีมเราในการแข่งขันที่ผ่านๆมาก็คือหุ่นยนต์มีความเร็วกว่าทีมอื่น”

หันมาฟังเสียงของบรรดานิสิตสมาชิกทีม Skuba กันบ้าง เริ่มที่หัวหน้าทีม “อาร์ม” ภาวัต เลิศอริยศักดิ์ชัย ปี 2 วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ เปิดปากเล่าด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า “ในทีมจะประกอบด้วยนักศึกษาจากหลายสาขา ทั้งคอมพิวเตอร์ ไฟฟ้า เครื่องกล เป็นต้น เพราะหุ่นยนต์แต่ละตัวมีองค์ประกอบที่หลากหลายต้องใช้ความรู้ความสามารถเข้ามาช่วยกันทำงาน แม้เพื่อนร่วมทีมจะล้วนเป็นหน้าใหม่กัน แต่ก็มีการประชุมเตรียมความพร้อมของหุ่นยนต์ทุกวัน และแม้จะมีข้อจำกัดอยู่บ้างในเรื่องบประมาณ และเวลาแต่ก็จะทำหน้าที่ให้เต็มที่”

ขณะที่ 2 หนุ่มสาขาไฟฟ้า “วิช” ศุภวิชญ์ ศิริวรรณ ปี 2 และ “แบงค์” รัฐภูมิ ถนอมญาติ ปี 3 ร่วมวงแสดงความเห็นว่า “คู่แข่งสำคัญในการแข่งขันครั้งนี้น่าจะเป็นทีมประเทศอิหร่านและญี่ปุ่น ซึ่งมีการพัฒนาหุ่นยนต์และแผนการเล่นได้ค่อนข้างดีและในปีที่ผ่านมาก็เริ่มจับทางแผนการเล่นของทีม Skuba ได้ บ้างแล้ว และแน่นอนเมื่อทีมอื่นมีการพัฒนาเราจะย่ำอยู่กับที่ก็คงไม่ได้ ยิ่งเป็นการบ้านที่เราต้องทำให้หนักขึ้น แต่พวกเรารู้จักการแบ่งเวลาจึงไม่มีปัญหาเรื่องการเรียน อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าขณะนี้คนไทย รวมถึงรัฐบาลยังให้ความสนใจและให้ความสำคัญกับเรื่องหุ่นยนต์ค่อนข้างน้อย อยากเห็นการสนับสนุนงบฯวิจัยและพัฒนามากกว่านี้”

ปิดท้ายที่รุ่นพี่รุ่นน้องอีก 2 หนุ่มจากสาขาวิศวกรรมเครื่องกล “กร” ศักย์พิเชษฐ ศริญญาวัจน์ ปี 4 และ “มาร์ค” ภวิศ-เกียรติศิลปิน ปี 2 ยิ้มอย่างอารมณ์ดี ก่อนร่วมแจมว่า “จะพยายามรักษาแชมป์สมัยที่ 4 ให้ได้ และหากทำได้ก็จะได้รับเกียรติบันทึกชื่อทีมไว้ในหอเกียรติยศของการแข่งขัน World RoboCup รุ่น หุ่นยนต์ขนาดเล็กทันที สิ่งที่อยากฝากถึงในขณะนี้ก็คือ ประเทศไทยยังไม่มีการสนับสนุนให้มีการต่อยอดองค์ความรู้ และนวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งๆที่รุ่นพี่หลายๆ คนเก่งไม่แพ้ใครในโลก  แต่จบแล้วในประเทศกลับไม่มีหน่วยงานใดส่งเสริม ทำให้ต่างประเทศดึงตัวไปหมด เกิดปัญหาสมองไหลน่าเสียดาย”

เห็นผู้บริหาร คณาจารย์ และนิสิตหนุ่มทีม Skuba มก. ต่างขะมักเขม้นเตรียมความพร้อมเพื่อประกาศศักดาในฐานะตัวแทนประเทศไทย ในเวทีการแข่งขัน World RoboCup 2012 ณ เมืองเม็กซิโกซิตี้ ประเทศเม็กซิโก กันขนาดนี้

“นายว้าก” ขอสะกิดบรรดาแฟนคลับอย่าได้ชักช้าเร่งเครื่องจัดหนักจัดเต็มส่งแรงใจไปเชียร์ให้ทีม Skuba คว้าแชมป์ 4 สมัยกันเถอะ…!!!

 

นายว้าก

พฤษภาคม 3, 2014 Posted by | สวัสดีแคมปัส, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

สุข-สนุกไม่เสียตังค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/265310

โดย นายว้าก 3 มิ.ย. 2555 05:00

เหลืออีกเพียงไม่กี่วัน “การแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์ แห่งชาติยุโรป 2012” หรือยูโร 2012 ที่หลายต่อหลายคนตั้งตารอก็จะเปิดสนามฟาดแข้งกันอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 8 มิ.ย.–1 ก.ค.55 โดยในปีนี้ประเทศโปแลนด์และยูเครนเป็นเจ้าภาพร่วมกัน

มีโปรแกรมการฟาดแข้งระดับโลกให้เกาะติดกันแบบนี้เห็นทีบรรดาวัยโจ๋บางคนต้องปรับตัวเข้าโหมด “อดหลับอดนอน” จนตาดำเป็นหมีแพนด้ากันแน่ แต่ถ้าจะให้ดี “นายว้าก” ขอย้ำหากจะดูให้สนุกก็ต้องรู้จักจัดสรรเวลาให้ดี นอกจากจะได้ดูบอลให้มันส์ๆแล้ว การเรียนจะได้ไม่เสียตามไปด้วย ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ จะต้องไม่มีเรื่องการพนันขันต่อเข้ามาเกี่ยวข้องเด็ดขาด

ไหนๆก็พูดถึงเรื่องการพนันฟุตบอลแล้ว คงน่าเสียดายหากไม่พูดถึงกิจกรรมดีๆที่สร้างสรรค์ ซึ่ง องค์การนัก ศึกษาและสภานักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโน-โลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี  ร่วมแรงร่วมใจรณรงค์จัดกิจกรรมเพื่อต่อต้านการพนันบอลให้กับบรรดาเฟรชชี่ใหม่และนักศึกษาร่วมสถาบัน

ว่าแล้วอย่ามัวรอช้า เริ่มต้นถามไถ่หนุ่มมาดเข้ม “รีน” มีนกาญจน์ แจ่มพงษ์ ซีเนียร์ สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ศึกษา คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม ประธานฝ่ายรับฟังความคิดเห็น สภานักศึกษา มทร.ธัญบุรี เล่าว่า การแข่งขันฟุตบอลระดับโลกมีการพนันบอลเกิดขึ้นทุกครั้ง นักศึกษาเป็นอีกกลุ่มเป้าหมายที่ถูกจับตามอง เนื่องจากเป็นวัยที่คึกคะนอง ถูกชักจูงได้ง่าย มีความอยากรู้อยากลองจนนำไปสู่การเสียทรัพย์สิน บางคนถึงกับเสียอนาคต จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้ทางองค์การนักศึกษา สภานักศึกษาและมหาวิทยาลัย จึงได้ร่วมกันต่อ ต้านการเล่นพนันบอล โดยจัดกิจกรรมการรณรงค์ขึ้นวันรับน้องมหาวิทยาลัย โดยน้องปี 1 ที่เข้ามาเป็นกลุ่มเสี่ยงอีกกลุ่มหนึ่ง  เนื่อง จากยังต้องมีการปรับตัว ห่างไกลจาก พ่อแม่ มีความเป็นอิสระ  จึงค่อนข้างถูกชักจูงได้ง่าย ทั้งนี้ กิจกรรมที่จัดมีทั้งการเดินรณรงค์จากนัก ศึกษาให้ความรู้  โดย เฉพาะโทษของการพนันบอล ตั้งศูนย์ประสานงานรับน้องใหม่  โดยมีการสอด ส่องดูแล  รับแจ้งเบาะแสของโต๊ะแทงบอล และที่เป็นโครงการต่อเนื่อง คือ “โครงการส่งความห่วงใยจากพี่สู่น้อง” โดยให้รุ่น พี่แต่ละสาขาวิชาดูแลรุ่นน้องในสาขา วิชาของตนเอง  หรือหากใครมีเบาะแสการเล่นพนันบอล  สามารถแจ้งที่ศูนย์ประสานงานรับน้องใหม่ โทร.0-2549-3677 ตลอด 24 ชั่วโมง  อยากฝากถึงพี่ๆ เพื่อนๆ  และน้องๆทุกคนว่าไม่มีใครรวยเพราะว่าการเล่นพนันบอล

“ฝน” สุวิชาดา หอมจำปา ปี 4 สาขาวิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม  รองประธานฝ่ายกีฬา องค์การนักศึกษา ยิ้มก่อนเปิดปากบอกว่า “อยากให้ ฟุตบอลเป็นเพียงเกมในสนาม ไม่อยากให้เป็นเกม ในชีวิต เมื่อได้เข้ามาศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยถือว่าโตแล้ว อยากให้ทุกคนแยกแยะในเรื่องของการใช้ชีวิต  มองว่าการแข่งขันกีฬาเป็นการออกกำลังกายมากกว่าเอาการพนันมายุ่งเกี่ยว  เป้าหมายในชีวิตที่ตั้งไว้ในตอนแรกที่เข้ามาศึกษา  คือการหาความรู้ไปใช้ในการประกอบอาชีพ อย่าหวังรวยทางลัด  ลูกกลมๆเพียงลูกเดียวไม่มีอะไรแน่นอน ลองเปลี่ยนพนันที่เสียเงินมาเป็นแรงกาย  วิ่งแข่งขันกันในสนามดีกว่า  หรือถ้าใครที่มีเวลาว่างลองหากิจกรรมทำดีกว่า”

ขณะที่ “มอส” ปริญญา  เชิดชู  เฟรชชี่หนุ่มสาขาวิชาคณิตศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมแจมว่า “เคยมีเพื่อนชวนให้เล่นพนันบอลตอนมัธยมปลาย  คำชวนที่ยังจำจนทุกวันนี้คือ “หาตังค์กินขนม” แต่ปฏิเสธเพื่อนไป  เนื่องจากแม่ห้ามไม่ให้เล่นการพนันทุกชนิด เสียดายเงินที่พ่อแม่ให้มาเรียนกว่าจะหาเงินมาได้ต้องเสียเหงื่อไปเท่าไร  อยากให้ทุกคน คำนึงว่าเงินที่ใช้ไม่ได้หามาเอง สำหรับการแข่งขันบอลยูโร 2012 ในครั้งนี้ เชียร์ทีม “โครเอเชีย” เพราะชอบลูกา โมดริช และเห็นด้วยกับการรณรงค์ต่อต้านการเล่นพนันบอลในการรับน้องเป็นกิจกรรมที่ดี ช่วยกระตุ้นให้นักศึกษาใหม่ได้คิดว่าสิ่งที่ควรทำคือการตั้งใจเรียน แค่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการพนันครั้งเดียวอาจทำให้เสียอนาคตไปเลย”

ปิดท้ายที่เฟรชชี่สาวหน้าใส “ดิว” ณภัทร์ บัวทอง สาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร คณะศิลปศาสตร์ ไม่พลาดที่จะร่วมเสนอแนวคิดว่า“มองว่าการพนันคือความล้มเหลว ส่วนตัวไม่ชอบดูบอล  มีบ้างเป็นบางโอกาสกับพ่อ ทุกวันนี้การเล่นพนันบอลทำได้ง่ายขึ้นในโลกออนไลน์ เพียงแค่คลิกไม่กี่ครั้ง รู้อีกทีเสียเงินเสียทุกอย่าง ความอยากรู้อยากลอง อยากได้ อยากมี เป็นนิสัยของวัยรุ่นสมัยนี้ วัตถุนิยมเข้ามามีบทบาท   เพราะฉะนั้นการพนันจึงได้เข้ามาครอบงำ ได้ง่าย เพื่อความสบายใจหรือไม่ต้องการให้เกิดปัญหา อย่าเล่นการพนันดีกว่า”

แม้จะไม่มีทีมฟุตบอลทีมชาติไทยลงฟาดแข้งในสนามนี้ แต่คนไทยก็มีทีมที่ร่วมแข่งขันในฟุตบอลยูโร 2012 ในดวงใจ

อยากเชียร์บอลให้สุข สนุก ไร้พิษภัย จำไว้ “ปลอดพนัน ไม่เสียทรัพย์ ไม่เสียอนาคต” งานนี้มีแต่แหล่มกับแหล่มว่ามั้ย…!!!

 

นายว้าก

พฤษภาคม 3, 2014 Posted by | สวัสดีแคมปัส, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

บ่มสำนึก”รักษ์โลก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/263502

โดย ยายรหัส 27 พ.ค. 2555 05:00

วัยใสรั้วจามจุรี…แชมป์ร้านค้ามิตรสิ่งแวดล้อม

ลุ้น กันจนข้ามปีและแล้ว ณ บัดนาว ก็ได้เฮ! ยินดีกับทีม Green Life Society จาก รั้วจามจุรี ซึ่งคว้าแชมป์ โครงการ “การจัดทำแผนธุรกิจร้านค้าผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” ประจำปี 2554

โครงการซึ่งเป็นเสมือนเวทีที่เปิดกว้างให้วัยใส รั้วมหาวิทยาลัยได้แสดงศักยภาพและความสามารถในการเขียนและวิเคราะห์แผนงานทางธุรกิจร้านค้าผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นการปูพื้น ความรู้ด้านธุรกิจรักษ์สิ่งแวดล้อมให้แก่เยาวชนอุดมศึกษา โดยการสนับสนุนของ มูลนิธิยุทธสาร ณ นคร ร่วมกับ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือน กระจก หรือ อบก.

การแข่งขันครั้งนี้ มีนิสิต นักศึกษาจากทั่วประเทศ ยกพลเข้าร่วมประชันฝีมือกว่า 30 ทีม และผ่านการคัดเลือกชนิดเข้มข้นจนเหลือ 13 ทีม จนสุดท้ายเหลือ 6 ทีม ลงสนามประชันไอเดียรอบตัดเชือกเมื่อต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อเฟ้นทีมที่จะครองตำแหน่งแชมป์ตัวจริง

สำหรับสมาชิกทีม Green Life Society ที่คว้าชัยครั้งนี้ ประกอบด้วย ฐิตา วีสมหมาย “ฐิตา” วิบุญญา อุ่นโชคดี “เอ๋ย” ปิยกานต์ ฉมาพร “เอิน” ฑิฆัมพร สุมินทิลี่ “ฟ้า” ธนัญภรณ์ รุ่งเรือง “ฝน” และ ธนวัฒน์ ตั้งเมตตาจิตตกุล “ปั๊ม” นิสิตปี 4 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ

อยากรู้แล้ว ชิมิ…ชิมิ ไอเดียแชมป์จะแจ่มขนาดไหน “ยายรหัส” ขออาสาไปเจ๊าะแจ๊ะกับตัวแทนสมาชิกในทีมเลยแล้วกัน

“เอิน” บอกถึงแผนงานที่ครองแชมป์ว่า “เป็นแผนงานร้านค้าปลีกเครื่องเขียนที่มีคุณภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมภายใต้แบรนด์ว่า beleaf ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดที่เราเชื่อว่าสินค้าเราสามารถเปลี่ยน แปลงโลกได้ ซึ่งไม่เฉพาะผลิต– ภัณฑ์ที่เน้นใส่ใจสิ่งแวดล้อม แต่เรายังให้ความสำคัญไปถึงการตกแต่งร้านที่ใช้วัสดุที่ทำจากเศษไม้ การใช้หลอดไฟ LED เพื่อประหยัดพลังงาน รวมถึงการขนส่งที่เลือกใช้บริษัทที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมรอบด้าน โดยเริ่มแรกจะเปิดสาขาที่สยามสแควร์ เนื่องจากเป็นจุดที่ใครๆ คุ้นเคย จากนั้นจึงค่อยๆ ขยายไปยังต่างจังหวัด ส่วนปัจจัยที่เราเลือกจำหน่ายเครื่องเขียน เพราะเป็นสินค้าที่เข้าถึงกลุ่มเด็กและเยาวชนได้ง่าย เป็นสิ่งที่ต้องใช้กับการเรียน จึงเป็นการสร้างความคุ้นเคยและปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตั้งแต่เล็กๆ”

ส่วน “ปั๊ม” ขอแจมถึงจุดเด่นว่า “แผนธุรกิจเราปลูกฝังจิตสำนึกในการรักษาสิ่งแวดล้อมในกลุ่มเยาวชน โดยเลือกเครื่องเขียนซึ่งเป็นสินค้าที่ใกล้ชิดกับกลุ่มเป้าหมายเป็นตัวกระตุ้นให้ตระหนักในการรักษาสิ่งแวดล้อม เพราะหากเราเริ่มปลูกฝังสิ่งดีๆตั้งแต่รากฐาน ก็จะส่งผลต่อการรักษาสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ในร้านเราแบ่งกลุ่มสินค้าออกเป็น 3 หมวด คือ School Supplies, Gift Design และ House Brand & DIY ลูกค้าที่เข้ามาในร้านจะรู้สึกว่าเขาเข้ามาในนี้แล้วจะไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เราจะเขียนแผนได้มีการทำวิจัยสัมภาษณ์กลุ่มนักเรียน นักศึกษา ถึงความคิดเห็นต่อการรักษาสิ่งแวดล้อม ผลที่ออกมาพบส่วนใหญ่รู้สึกตระหนักและรับรู้ว่าต้องรักษาสิ่งแวดล้อม เพียงแต่ยังไม่เกิดการกระทำในทางปฏิบัติที่ชัดเจน ทั้งมักจะมองว่าต้องทำเป็นโครงการใหญ่ๆ หรือเน้นปลูกป่า แต่จริงๆแล้วการใช้ชีวิตประจำวันรวมถึงการซื้อสินค้าเราก็สามารถมีส่วนร่วมรักษ์โลกได้”

ขณะที่ทีมรองชนะเลิศก็มีแนวคิดเริดเช่นกัน กับผลงานบริษัท Natural Hijab จำกัด ของทีม Green Heart จากคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยมหานคร ที่มี กมลชนก รุ่งโรจน์-กิจไพศาล “มิ้นส์” ปี 4 อาภาภรณ์ ถนอมศิลป์ “พลอย” ปี 3 ฟาซียะห์ ดอเลาะ “ฟาซี” ปี 3 และ ฤดีมาศ มะม่วงแก้ว “ใบเตย” ปี 4 เป็นสมาชิกในทีม

“ฟาซี” อาสาเล่าให้ฟังว่า “บริษัท Natural Hijab จำกัด จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าคลุมศีรษะมุสลิม ที่ผลิตด้วยผ้าฝ้ายทอมือย้อมสีธรรมชาติ 100% เหตุจูงใจที่เลือกสินค้าเป็นผ้าคลุมศีรษะ เพราะอยากจะฉีกแนวออกไปทำผลิตภัณฑ์ที่มีคู่แข่งน้อย ทั้งในทีมก็มีตนคนเดียวที่เป็นมุสลิม และยังเห็นว่าในปี 2558 เรากำลังเข้าสู่ประชาคมอาเซียน คนมุสลิมอาจจะเข้ามาติดต่อสื่อสาร หรือทำธุรกิจกับคนไทยมากขึ้น น่าจะเป็นอีกช่องทางที่ดี ซึ่งแผนธุรกิจของทีมจะเริ่มสาขาแรกที่นานาสแควร์ ก่อนขยายไปตลาด กิมหยงและเซ็น– ทรัล หาดใหญ่ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวชาวมุสลิม อย่างไร ก็ตาม การรักษาสิ่ง แวดล้อมนั้น ฟาซีคิดว่าควรเริ่มจากตัวเอง โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนที่ต้องตระหนักและให้ความสำคัญ ฟาซีเชื่อว่าหากเราเริ่มจากตัวเองเมื่อคนรอบข้างหรือผู้อื่นได้เห็นว่าทำได้ไม่หนักหนาและยังเกิดคุณค่าก็อาจจะทำตามเอง”

เห็นคนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมปลูกจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคม สร้างค่านิยมในการบริโภคสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่ง แวดล้อมแล้ว “ยายรหัส” ต้องขอกด Like

แล้วคุณล่ะมีส่วนร่วม “รักษ์โลก” แล้วหรือยัง?

ยายรหัส

พฤษภาคม 3, 2014 Posted by | สวัสดีแคมปัส, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

ปั้นคุณหมอป้อนรากหญ้า มูลนิธิชิน โสภณพนิช เพาะต้นกล้า “บัณฑิตแพทย์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/261663

โดย นิสิตา 20 พ.ค. 2555 05:00

หมอขาดแคลน!

เด็กอยากเรียนหมอแต่ขาดทุนทรัพย์!

ปัญหาที่เราได้ยินได้ฟังกันมานาน และหลายต่อหลายครั้งที่เด็กหัวดี แต่ครอบครัวมีปัญหาในด้านทุนทรัพย์ต้องพลาดโอกาสในการเรียน โดยเฉพาะเมื่อสอบติดคณะแพทยศาสตร์ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมาก หากไม่ได้รับการสนับสนุนที่ดี อาจปิดโอกาสการเป็น “คุณหมอ” ที่มีคุณภาพไปอย่างน่าเสียดาย

แต่ก็เป็นที่น่ายินดีที่ มูลนิธิชิน โสภณพนิช มองเห็นปัญหาดังกล่าว จึงให้ทุนการศึกษากับนักศึกษาแพทย์และพยาบาล เพื่อเพาะต้นกล้าให้กับบุคลากรทางการแพทย์

“เนื่องจากเห็นว่าบุคลากรทางการแพทย์ ของเรายังไม่เพียงพอโดยเฉพาะในต่างจังหวัด ทางมูลนิธิฯจึงหันมาให้ทุนแก่นักศึกษาแพทย์ ทั้งหมด 171 ทุน ซึ่งปี 2555 นี้เป็นปีแรกที่มีนักศึกษาแพทย์ที่ได้รับทุนของเราสำเร็จการศึกษาเป็นบัณฑิตแพทย์รุ่นแรก จำนวน 24 คน กระจัด กระจายอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศและคุณหมอเหล่านี้จะไปใช้ทุนด้วยการทำงานในโรงพยาบาลต่างๆของรัฐ และต่อจากนี้ไปก็จะมีบัณฑิตแพทย์เริ่มทยอยจบไปจนถึงปี 2559 การให้ทุนกับนักศึกษา แพทย์เพราะเรามองว่าแม้เด็กจะกู้เงินจากรัฐได้ แต่เราเป็นห่วงเวลาที่เรียนจบแล้วต้องมุ่งหา เงินเพื่อชดใช้ ทุน เราจึงอยากช่วยให้ทุกคนทุ่มเทกับการเรียนอย่างเต็มที่” คุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช กรรมการผู้อำนวยการมูลนิธิชิน โสภณพนิช เล่าถึงที่มา

หันมาฟังในส่วนของผู้รับทุนกันบ้างว่าพวกเขารู้สึกอย่างไร เริ่มจากผลผลิตอันน่าภาคภูมิใจ หมอเก้ง …ฐิติ ธุวดาราตระกูล บัณฑิตแพทย์ เกียรตินิยมอันดับ 1 หมาดๆ จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บอกว่า “ผมรักอาชีพหมอตั้งแต่เรียนประถม พอสอบติดคณะแพทย์ก็ดีใจมากแต่ก็กลัวว่าจะไม่ได้เรียนเพราะมีปัญหาเรื่องทุนทรัพย์ แต่โชคดีที่ได้รับทุนจากมูลนิธิฯ ซึ่งเป็นทุนให้เปล่า ผมซาบซึ้งใจที่ได้รับโอกาสในการเรียนแพทย์ตามที่ตั้งใจ ถ้าไม่มีทุนนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอนาคตผมจะเป็นยังไง ผมจะตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ตามเจตนา– รมณ์ของเจ้าของทุนที่ต้องการให้บำเพ็ญประโยชน์ ดูแลช่วยเหลือผู้ที่ไม่มีโอกาสเหมือนผม ผมตั้งใจจะไปทำงานที่โรงพยาบาลชุมชน ที่เชียงราย ซึ่งเป็นบ้านเกิดของผม”

ตามมาด้วย เชน …ชวลิต สมบูรณ์เทอดธนา นักศึกษาชั้นปีที่ 6 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น รับช่วงเล่าต่อว่า “คนส่วนใหญ่ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจไม่ค่อยดีมักอายหรือไม่กล้าที่จะขอความช่วยเหลือ ผมอยากให้ทุกคนเปลี่ยนทัศนคติใหม่ว่าการขอรับทุนมิใช่เรื่องน่าอาย แต่กลับเป็นความภาคภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือแบ่งเบาภาระในครอบครัว ทำให้พ่อและแม่ของผมไม่ต้องทำงานหนักมากเกินไปและทำให้ผมเรียนได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลใจ ตั้งแต่ผมได้รับทุนก็มีความคิดว่าเราควรจะบำเพ็ญประโยชน์เพื่อตอบแทนคุณต่อสังคมโดยผมและเพื่อนคนอื่นๆ ที่ได้รับทุนจะรวมกลุ่มกันทำประโยชน์เพื่อสังคมทุกเทอม เช่น ไปช่วยจัดกิจกรรมให้บ้านเด็กกำพร้า บ้านพักคนชรา เมื่อเรียนจบผมตั้งใจที่จะกลับไปพัฒนาชุมชนของตนเอง กลับไปดูแลรักษาผู้ป่วยที่ยากไร้ขาดแคลนโอกาสในชุมชน ซึ่งยังขาดแคลนแพทย์เป็นจำนวนมากเพื่อเป็นการตอบแทนคุณสังคม”

โอ …บุญนำ บรรดา นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ขอร่วมแจมด้วยว่า “ผมและครอบครัวรู้สึกดีใจและภาคภูมิใจมากที่ได้ทุนนี้เพราะเป็นทุนต่อเนื่องและจำนวนเงินค่อนข้างเยอะ ครอบครัวของผมเป็นเกษตรกร ซึ่งมีความลำบากมากอยู่แล้ว พอผมสอบแพทย์ได้ต้องมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง สงสารพ่อแม่ที่ต้องทำงานหนักมาก แต่เมื่อได้ทุนนี้ทำให้ปัญหาต่างๆ คลี่คลายไป ผมไม่ต้องกังวลใจเรื่องค่าใช้จ่ายเหมือนแต่ก่อน ทำให้ทุ่มเทในการเรียนแพทย์ได้อย่างเต็มที่ หลังจากเรียนจบแพทย์แล้วผมคิดว่าจะไปทำงานอยู่ในชนบท เพราะชาวชนบทนั้นขาดแคลนแพทย์มากและการรักษาพยาบาลยังไม่ทั่วถึง ทั้งหมดนี้คือความตั้งใจที่ผมจะตอบแทนสังคมให้สมกับที่ทางมูลนิธิได้มอบโอกาสอันดีงามให้”

ปิดท้ายด้วยน้องใหม่ อุ๋มอิ๋ม …กาญจน์กมล ชามะรัตน์ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เล่าให้ฟังว่า “ครอบครัวหนูเป็นครอบครัวใหญ่แม้จะมีปัญหาเรื่องเงินบ้างก็พออยู่กันได้ แต่เมื่อหนูสอบติดคณะแพทย์ค่าใช้จ่ายก็สูงขึ้น รายรับไม่พอกับรายจ่ายก็กลุ้มใจมาก เมื่อทางมหาวิทยาลัยแจ้งเรื่องการให้ทุนการศึกษาก็รีบยื่นเรื่องไป ตอนแรกชื่อที่ประกาศไม่มีชื่อเราก็รู้สึกเสียใจ แต่ก็เข้าใจว่าคงมีคนที่ลำบากกว่าเรา แต่อีกสัปดาห์ก็ได้รับข่าวดีว่าทางมูลนิธิฯได้พิจารณาอีกครั้ง และหนูได้รับทุน รู้สึกดีใจมากที่ได้ช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัว หนูสัญญาว่าจะใช้ทุนที่ได้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จะตั้งใจเรียน ให้ได้ความรู้เพื่อจะนำไปใช้ในการประกอบอาชีพ เมื่อเรียนจบจะเป็นหมอที่ดี ตั้งใจจะไปทำงานในโรงพยาบาลชุมชนที่ยังขาดหมอและจะนำเงินจากการประกอบ อาชีพไปช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสเหมือนที่หนูเคยได้รับ”

ฟังคำมั่นสัญญาของ “คุณหมอป้ายแดง” และ “ว่าที่คุณหมอ” ในอนาคตอันใกล้แล้ว “นิสิตา” รู้สึกปลื้มใจแทนผู้ให้ทุนและอุ่นใจแทนคนรากหญ้าจริงๆ

ชาวบ้านตาดำๆ จะได้มีหมอดีๆ คอยรักษาเยียวยายามเจ็บไข้ซะที!!!

นิสิตา

พฤษภาคม 3, 2014 Posted by | สวัสดีแคมปัส, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

ชาวปฐมวัย วชช.หนองบัวลำภู สานเรียนรู้สู่สังคม “ทอฝันปันสื่อให้น้อง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/259804

โดย นายว้าก 13 พ.ค. 2555 05:00

ประกาศผลกันไปเป็นที่เรียบร้อยไปแล้วกับการคัดเลือกบุคคลเข้ารั้วสถาบันอุดมศึกษาในระบบแอดมิชชั่นกลาง ประจำปีการศึกษา 2555

ใครที่ประสบความสำเร็จสมความตั้งใจ “นายว้าก” ก็ขอแสดงความยินดีด้วย ส่วนใครที่พลาดหวังก็ต้องมีกำลังใจที่เข้มแข็งและก้าวเดินต่อไปข้างหน้า เพราะ การสอบคัดเลือกเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดของชีวิตที่จะตัดสินว่าอนาคตของเราจะประสบความสำเร็จได้หรือไม่

เอาล่ะกลับมาเรื่องเบาๆที่ไม่ไร้สาระกันดีกว่า ใกล้เปิดเทอมใหม่เข้าไปทุกทีแล้ว เด็กๆ หลายคนคงตื่นเต้นที่จะได้เจอเพื่อนใหม่ ช่วงนี้ครู อาจารย์ก็กำลังขะมักเขม้นเตรียมการสอนผ่านสื่อรูปแบบต่างๆ

พูดถึงสื่อการสอนแล้วคงหน้าเสียดาย หากไม่พูดถึงกิจกรรมดีๆ ที่สร้างสรรค์ ที่นักศึกษาปี 1 สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย วิทยาลัยชุมชน (วชช.) หนองบัวลำภู หน่วยจัดการศึกษาสถานีตำรวจศรีบุญเรือง ผนึกพลังจัด โครงการ “ทอฝันปันสื่อให้น้อง”

ว่าแล้ว “นายว้าก” ก็เดินเครื่องไปเจ๊าะแจ๊ะถามไถ่ที่มาที่ไปจากหัวเรือใหญ่ อาจารย์ศรเทพ เริงยุทธนาชีวิน ผู้สอนรายวิชาการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย ที่สาธยายให้ฟังว่า “โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาสื่อเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย ซึ่ง ผมต้องการให้นักศึกษาฝึกปฏิบัติการทำสื่อการเรียนการสอนและนำไปมอบคืนกลับสู่สังคม เพื่อให้โรงเรียนต่างๆ ได้นำไปใช้สอน เพราะสื่อการเรียนการสอนมีส่วนสำคัญในการพัฒนาการของเด็กให้ฉลาดพร้อมเติบโตสมวัยทั้งร่างกาย จิตใจและสติปัญญา ถือว่านักศึกษาทำเพื่อสังคมอย่างแท้จริง จึงได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ จากทั้งภาครัฐและเอกชน ส่วนงบประมาณในการดำเนินการใช้น้อยมาก เพราะใช้วัสดุพื้นบ้านและวัสดุเหลือใช้จากท้องถิ่น ก่อนนำไปมอบให้โรงเรียนโนนข่าประชาสรรค์และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กใกล้เคียงใน ต.หันนางาม อ.ศรีบุญเรือง จ.หนองบัวลำภู”

หันมาฟังเสียงบรรดาวัยโจ๋กันบ้าง เริ่มที่ “เมย์” รัตนา แสงก้า เปิดปากบอกว่า “โครงการทอฝันปันสื่อให้น้อง พวกเราได้ร่วมกันทำสื่อการเรียนการสอนที่เหมาะกับเด็กอนุบาล เช่น หุ่นมือ หัวหุ่น รวมถึงของเล่นที่ใช้วัสดุเหลือใช้จากธรรมชาติ เพื่อให้ครูได้ใช้สื่อประกอบการสอนให้กับเด็กๆ โดยหุ่นมือจะทำเป็นรูปคน ส่วนหัวหุ่นจะทำเป็นรูปสัตว์ เพื่อให้ครูใช้เป็นสื่อช่วยสอน เช่น การเล่านิทาน ซึ่งการใช้สื่อการเรียนการสอนประเภทนี้ จะทำให้เด็กเกิดความคิดสร้างสรรค์ เพราะสามารถเล่นและเรียนรู้ได้จากสิ่งที่ตนเองได้ลงมือปฏิบัติ”

ขณะที่สาวหน้าใส “เมย์” พัตรพร แสงสิงห์ ขอร่วมแชร์ด้วยคนว่า “การสร้างสื่อการเรียนการสอนให้กับเด็กนั้น จะมีส่วนช่วยพัฒนาให้เด็กมีพัฒนาการที่สมบูรณ์ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจและสติปัญญา เพราะสื่อการเรียนรู้ที่พวกเราทำ ให้เด็กนั้น มี หลายประเภทมุ่งเน้นให้เด็กได้มีทักษะในการออก กำลังกาย การใช้สติปัญญา รวมถึงการฝึกกล้ามเนื้อมือ ซึ่งจำเป็นสำหรับเด็กในช่วงวัยนี้ และที่สำคัญคือการรู้จักการแบ่งปันและมีน้ำใจ เพราะสื่อการเรียนที่นำมามอบให้นี้ก็เหมือนของเล่นที่เด็กสามารถเล่นร่วมกันได้ ทั้งนี้สิ่งที่เมย์ได้รับคือประสบการณ์ที่ดีในการทำงานเป็นกลุ่มและรู้จักการประดิษฐ์สิ่งของจากวัสดุเหลือใช้ ที่สามารถนำมาสร้างให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมได้”

“น้อง” สุปรีญา มิ่งคำมี ส่งเสียงใสๆมาร่วมแจม ว่า “รู้สึกดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการดีๆ เช่นนี้ เพราะสังคมปัจจุบันต้องการการเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน การที่เรานำสื่อการเรียนการสอนไปให้กับเด็ก เหมือนกับเราเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่ช่วยกันพัฒนาศักยภาพให้กับเด็กตั้งแต่วัยเยาว์ โดยหุ่นต่างๆ ที่เรามอบให้นั้นจะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการ ซึ่งสิ่งของต่างๆ เราไม่จำเป็นจะต้องลงทุนซื้อหามาแต่เราสามารถนำวัสดุเหลือใช้มาทำได้ เช่น หัวหุ่น”

ปิดท้ายที่ “อ้อย” พรสวรรค์ จะมี ยิ้มอย่างอารมณ์ดีก่อนเล่าว่า “นอกจากการนำสื่อการเรียนการสอนมามอบให้เด็กๆ เรายังได้จัดให้มีกิจกรรมการเล่านิทาน การเล่นเกม และนิทรรศการเศรษฐกิจพอเพียงอีกด้วย ซึ่งสิ่งต่างๆที่พวกเราทำต้องการจะสื่อให้ผู้ปกครองเห็นความสำคัญของสื่อการเรียนการสอน ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการรับรู้ของเด็ก เพราะการพัฒนาศักยภาพในเด็กเล็กจะต้องมีการใช้สื่อที่เหมาะสม และไม่เป็นอันตราย ซึ่งเราสามารถหาได้ในท้องถิ่น ทั้งนี้ จะช่วยพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ในกับเด็กตั้งแต่วัยเยาว์”

เห็นสถาบันอุดมศึกษาต่างหันมาเอาจริงเอาจังกับการปลูกฝังลูกศิษย์ลูกหา ทั้งเรื่องวิชาการและการแบ่งปันสิ่งดีๆ กลับคืนสู่สังคมกันแบบนี้แล้ว “นายว้าก” ขอปรบมือเป็นกำลังใจให้ดังๆ

อย่างน้อยก็ยังพอสบายใจได้ว่า “แม่พิมพ์ของชาติ” ในอนาคตหล่อหลอมจากเบ้าที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณของความเป็นครูอย่างแท้จริง…!!!

นายว้าก / รายงาน

พฤษภาคม 3, 2014 Posted by | สวัสดีแคมปัส, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

Smart Point ม.ทักษิณฝากโจทย์สะกิดใจผู้ใหญ่ สารคดีสะท้อนสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/258063

โดย ยายรหัส 6 พ.ค. 2555 05:00

Smart Point ทีมนักศึกษาปี 3 ภาควิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา มหาวิทยาลัยทักษิณ ที่คว้าตำแหน่งแชมป์ปีล่าสุดจากเวที “โครงการสิงห์สร้างสรรค์คนทีวี” ด้วยผลงานสารคดีสะท้อนสังคม “แสงสุดท้าย”

นับเป็นปีที่ 6 แล้วที่บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด และบริษัท สาระดี จำกัด ร่วมกันจัดโครงการนี้ ขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาได้โชว์กึ๋นผลิต สารคดีเชิงข่าวส่งเข้าร่วมประชันหาแชมป์ระดับอุดมศึกษา คว้าทุนการศึกษา 1 แสนบาท พร้อมการเดินทางไปทัศนศึกษาถึงแดนอาทิตย์อุทัย ทั้งยังได้ฝึกงานเพิ่มพูนประสบการณ์จริงกับทีมงานรายการเรื่องจริงผ่านจอ ที่สำคัญยังได้มีโอกาสผลิตสารคดีเชิงข่าวชิ้นพิเศษอีกหนึ่งเรื่อง

แต่การจะผลิตสารคดีแต่ละชิ้นให้โดนใจคนดู ย่อมไม่ใช่เรื่องกล้วยๆ อย่างแน่นอน “ยายรหัส” เลยต้องขอไปทอล์กอะเบาต์ไอเดียกับสมาชิกในทีม Smart Point ที่สร้างผลงาน “แสงสุดท้าย” ได้เป๊ะเตะตากรรมการ ด้วยการถ่ายทอดความรู้สึกของพระสงฆ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่แม้อาจจะตกเป็นเป้าหมายของผู้ก่อความไม่สงบ แต่ยังคงทำกิจของสงฆ์เพื่อดำรง พุทธศาสนาและเป็นที่พึ่งทางใจของชาวพุทธ

และ ณ วันนี้ หนึ่งหนุ่ม กรกฎ เพชรทรัพย์ “บอล” และสองสาว อัมพิกา ทองเชื้อ “อาร์ม” และ สาริณี ขุนประดิษฐ์ “ตาล” ยังระดมมันสมองผลิตสารคดีเชิงข่าวชิ้นพิเศษ เรื่อง “เสียงตะลุมพุก” อีกหนึ่งเรื่อง หลังจากได้ไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ถึงประเทศญี่ปุ่นกันมาแล้ว

เริ่มที่สาวขาลุย “ตาล” เกริ่นถึงโครงการสิงห์สร้างสรรค์คนทีวีว่า “เป็นเวทีที่ทำให้เราได้คิดได้ทำสิ่งที่อยากสื่อกับสังคม ซึ่งพวกเราได้รับประสบการณ์และโอกาสมากมาย อย่างเช่นการได้ไปทัศนศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่นและเยี่ยมชมสถานีโทรทัศน์ NHK เป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่ที่ได้เห็นตัวอย่างดีๆ ที่สามารถนำมาปรับใช้ในการผลิตสารคดีอีกเรื่องของเรา นอกจากนี้ ยังได้ฝึกงานกับพี่ๆ ทีมงานได้ลงพื้นที่จริง ทั้งหมดนี้เป็นเหมือนตำรานอกห้องเรียนเล่มใหญ่อีกเล่มของพวกเรา ซึ่งได้เรียนรู้ถึงระบบการทำงานที่ต้องมีความเป็นทีม กล้าคิดกล้านำเสนอ และต้องพร้อมจะยอมรับฟังความคิดเห็นร่วมกัน ส่วนอุปสรรคที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนที่ทำให้เราได้เรียนรู้และช่วยกันแก้ปัญหา”

ส่วนหนุ่มร่างใหญ่อารมณ์ดี “บอล” บอกว่า “โครงการสิงห์สร้างสรรค์คนทีวี เป็นเวทีที่ให้พวกเราได้แสดงศักยภาพ แสดงความคิดในการหยิบเรื่องใกล้ตัวมานำเสนอให้สังคมได้รับรู้ ซึ่งหลังจากที่เราได้แชมป์ และได้มีโอกาสฝึกประสบการณ์กับมืออาชีพนานเกือบ 2 เดือน เพื่อผลิตสารคดีชิ้นพิเศษ ก็มีหลายเรื่องที่อยาก จะถ่ายทอดให้ผู้ชมได้รับรู้ แต่ที่สุดก็เลือกทำเรื่อง “เสียงตะลุมพุก” ด้วยเหตุผลที่ว่า ทุกวันนี้ชาวบ้านแหลมตะลุมพุก ต้องอยู่อย่างหวาดผวา เพราะประสบกับกระแสคลื่นในช่วงมรสุมหรือพายุ จนเกิดการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรง และกลืนกินชายหาดเข้าไปเรื่อยๆ ทำให้บ้านเรือนและพื้นที่พังเสียหาย

และเมื่อได้คุยกับชาวบ้าน ก็รู้สึกว่าประเทศไทยยังมีคนที่เดือดร้อนอีกมากและต้องการความช่วยเหลือ อย่างเร่งด่วน ถือเป็นแรงผลักดันให้ ทำสารคดีเชิงข่าว ชิ้นนี้อย่างเต็มที่ครับ ทั้งนี้วิกฤตการณ์คลื่นกัดเซาะชายฝั่ง ตลอดแนว อ่าวไทยและ อันดามันกว่า 2,600 กิโลเมตร ได้กลืนกินหาด ทรายประมาณ 5 เมตรต่อปี ซึ่งแหลมตะลุมพุกเป็นพื้นที่หนึ่งที่ประสบปัญหานี้เช่นกัน ด้วยลักษณะพื้นที่ที่เป็นแผ่นดินเล็กๆที่ยื่นออกไปในทะเล เมื่อถูกพายุซัดเข้าใส่ จะมีความรุนแรงมากกว่าพื้นแผ่นดินริมทะเลทั่วๆไปหลายเท่าตัว”

ขณะที่ “อาร์ม” เสริมว่า “ชาวบ้านก็บอกว่ากลัว แต่จำเป็นต้องอยู่ เพราะที่นี่คือบ้านเกิด ผู้นำชุมชนจึงอยากให้ภาครัฐเข้ามาจัดการดูแลอย่างจริงจัง สิ่งที่พวกเรานำเสนอเพื่อบอกว่าความอุดมสมบูรณ์ที่ธรรมชาติได้สร้างไว้กำลังจะหมดไป หากเรายังละเลยกับปัญหาการกัดเซาะจากน้ำ ทะเลและไม่ใช่แค่ตะลุมพุกเท่านั้น ยังมีชาวบ้านเดือดร้อนนับพันคนทั่วพื้นที่ชายฝั่งอ่าวไทยที่ประสบปัญหาเช่นเดียวกันนี้ ซึ่งจากปัญหาเล็กๆ ถ้ามองเป็นมุมกว้างแล้ว เรื่องนี้ไม่เพียงแต่ที่ทุก คนต้องรับรู้ แต่ทุกคนสามารถตระหนักได้ว่าธรรมชาติกำลังรุกคืบเข้ามาในชีวิตเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพราะอย่างที่รู้กันว่าไม่มีใครเอาชนะธรรมชาติได้ ทางที่ดีที่สุดคือเตรียมรับมือและหาทางป้องกันค่ะ สำหรับเนื้อหา “เสียงตะลุมพุก” เป็นอย่างไร ลองคลิกเข้าไปชมได้ที่ www.thairealtv.com

แม้เป็นเพียงเสียงเล็กๆ ของหนุ่มสาวมือสมัครเล่น แต่ “ยายรหัส” มองว่าไอเดียที่นำเสนอเพื่อสะท้อนความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะปล่อยให้สูญไปโดยเปล่าประโยชน์

แต่เป็น “โจทย์ใหญ่” ที่สะกิดใจผู้หลัก ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองและผู้เกี่ยวข้องให้หันมาใส่ใจบ้าง.

ยายรหัส / รายงาน

พฤษภาคม 3, 2014 Posted by | สวัสดีแคมปัส, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

ปั้น”โอทอป”ขึ้นห้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/256332

โดย นิสิตา 29 เม.ย. 2555 05:00

ว่าที่ดีไซเนอร์ มศว เนรมิตเศษผ้าสู่แฟชั่นเครื่องประดับผลิตภัณฑ์ชุมชน หรือที่เรียกกันว่า OTOP เป็นช่องทางหนึ่งที่ช่วยกระจายรายได้ให้กับชาวบ้าน ได้มีรายได้จากสินค้าที่เกิดจากภูมิปัญญา และฝีมือ

แต่ต้องยอมรับว่าย่างก้าวที่ผ่านมาของสินค้าโอทอป มีทั้งกลุ่มที่ประสบความสำเร็จและกลุ่มที่ไปไม่ถึงฝั่ง พูดง่ายๆก็คือไม่บูมอย่างที่คิด เมื่อ รัฐบาลปู…ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีนโยบายให้ยกระดับโอทอปสู่ห้าง

น้องๆ นิสิตชั้นปีที่ 2 และปีที่ 4 สาขาวิชาการออกแบบทัศนศิลป์ วิชาเอกออกแบบเครื่องประดับ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หรือ มศว จึงใช้เวลาว่างช่วงปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่น สร้างประโยชน์ให้ชุมชนด้วยการลงพื้นที่ ต.หนองตะเคียนบอน อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว นำความรู้ในการออกแบบมาเนรมิตผลงานเครื่องประดับ โดยนำเศษผ้าไหมจากกลุ่มสตรีในตำบลหนองตะเคียนบอน มาสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดเป็นนวัตกรรมเครื่องประดับ

เป็นการนำเศษผ้าไหมซึ่งเป็นวัสดุท้องถิ่นที่ดูไร้ค่า มาสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างน่าสนใจยิ่ง อยากรู้แล้วสิคะว่าน้องๆเขานำเศษผ้าไหมไปทำอะไรกันบ้าง งั้นตาม “นิสิตา” มาเลยค่ะ

เริ่มจาก ฮั้ว…กชกร กลั่น-ดีมา นิสิตชั้นปีที่ 2 เปิดประเด็นว่า “โครงการนี้เป็นโครงการที่ทำร่วมกับรุ่นพี่ปี 4 โดยมีเป้าหมายคือเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์โอทอป และต่อยอดความคิดและองค์ความรู้ให้กับชาวบ้านที่ทอผ้าไหม โดย นำเศษผ้าไหมที่ชาวบ้านทอเหลือมาสร้างสรรค์ผลงาน มีทั้งต่างหู เข็มกลัด ที่คาดผม โดยผลงานของฮั้วนั้น ได้แรงบันดาลใจมาจากเครื่องสานที่เรียกว่าอัก โดยเอาอักมา
ตัดทอนเป็นเครื่อง– ประดับ ผสมกับด้ายและเศษผ้าเหลือใช้มาเข้ากับงาน จากนั้นก็สอนชาวบ้านและต่อยอดความคิด เพื่อสร้างสรรค์ผลงานให้ออกมาเป็นที่นิยมตามความต้องการของตลาด อีกทั้งผลักให้เป็นสินค้าโอทอปประจำ จ.สระแก้ว ที่ส่งขึ้นห้างได้ ซึ่งจะเพิ่มรายได้ให้กับคนในชุมชน”

จูน…วิรัชยา เตชะโกมล อีกหนึ่งจูเนียร์ ยิ้มเศร้าๆก่อนเล่าว่า “ความรู้สึกแรกที่เห็นชาวบ้านรู้สึกว่าชาวบ้านเงียบเหงาและโอทอปของหมู่บ้านคือ ผ้าไหมก็ไม่ได้รับการส่งเสริมที่ดีนัก มีแต่ทางสำนักพระราชวังโทร.มาสั่งผ้าไหม ซึ่งผ้าไหมก็ไม่ได้มีรูปแบบที่หลากหลาย จูนจึงคิดผลิตภัณฑ์เครื่องประดับ ที่ทำมาจาก เศษผ้าไหมเหลือจากที่ชาวบ้านทอ ซึ่งแรงบันดาลใจในการทำเครื่องประดับก็คือ มองผ้าไหมนั้นเป็นลายกราฟฟิกและนำลายกราฟฟิกนั้นมาตัดทอนให้ดูทันสมัยมากขึ้น อีกทั้งสวมใส่ได้จริง ใส่ได้ทุกเพศ ทุกวัย อยากยกระดับสินค้าโอทอปให้มีความหลากหลายสามารถส่งขายบนห้าง ซึ่งจะเพิ่มรายได้ให้กับคนในชุมชนมากขึ้น”

บีม…วรรณกานต์ จินตสรรมย์ นิสิตชั้นปีที 4 บอกว่า “การออกแบบของซีเนียร์ต้องละเอียดและลึกซึ้งกว่าของน้องปี 2 บีมจึงเลือกที่จะใช้โครงสร้างของต้นไม้ชนิดหนึ่งเป็นต้นความคิดในการออกแบบผลงาน คือ Sundew ต้นไม้ชนิดนี้เป็นต้นไม้เล็กๆที่ไม่ได้โดดเด่นอะไรมาก จึงถูกคนมองข้าม แต่บีมเห็นความน่าสนใจของต้นไม้ชนิดนี้ จึงนำโครงสร้างของต้นไม้มาใช้ในการออกแบบ เพื่อสะกิดให้คนหันมาสนใจและเห็นความสำคัญของธรรมชาติ แล้วหันกลับมารักธรรมชาติมากขึ้น”

เน่…สุทธิ สุรธรรมวิทย์ ซีเนียร์ ยิ้มภูมิใจก่อนบอกว่า “ผลงานของผมได้แรงบันดาลใจจากรังนก จึงใช้ชื่อผลงานว่า Nest รังนกในปัจจุบันนี้ เป็นสิ่งที่คนไม่เห็นคุณค่า เราจึงมักเห็นรังนกถูกนำไปขาย ทั้งๆที่กว่าจะสร้างมาเป็นรังได้สำเร็จ นกต้องใช้เวลาในการสร้างนาน ซึ่งถ้าเราได้ศึกษาจริงๆแล้ว รังนกจะสื่อได้ถึงความอบอุ่นของครอบครัว เสมือนการสร้างความรักความอบอุ่นให้เกิดขึ้นในครอบครัวของคนเรา หัวใจของรังนกคือการสาน ผมจึงทำเครื่องประดับออกมาในรูปแบบสาน เพื่อสื่อออกมาให้เป็นรังนก ที่แสดงถึงความรักและความอบอุ่นของครอบครัว”

ปิดท้ายด้วย นี้…ดวงดี หงรัตนากร นิสิตชั้นปีที่ 4 บอกด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มว่า “ผลงานจากการลงพื้นที่ไปทำงานร่วมกับชาวบ้านของน้องๆ จะถูกนำมาจัดแสดงในงานนิทรรศการนวัตกรรมการออกแบบเครื่องประดับสู่ชุมชน ในวันที่ 2-3 พ.ค.นี้ ที่บริเวณชั้น 3 อาคารนวัตกรรม ศ.ดร.สาโรช บัวศรี มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ ร่วมกับงานของรุ่นพี่ปี 4 ซึ่งเป็นผลงานที่สร้างสรรค์ก่อนสำเร็จการศึกษา ซึ่งมีแนวคิดการสร้างสรรค์ผลงานจากแรงบันดาลใจจากสิ่งแวดล้อมรอบๆตัว สำหรับนี้เองได้สร้างสรรค์ผลงานที่มีชื่อว่า Line Akha ใช้เครื่องประดับเงินนำมาผสมผสานกับการปักด้ายด้วยมือไปบนตัวกำไล สร้อยคอและแหวน ซึ่งเป็นผลงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”

นอกจากจะนำเศษวัสดุที่ไร้ค่ามารังสรรค์เป็นเครื่องประดับสวยงาม ช่วยยกระดับสินค้า “โอทอป” ให้ขึ้นห้าง สร้างรายได้ให้กับชุมชนแล้ว น้องๆยังใส่ใจธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

สมกับเป็นว่าที่ “ดีไซเนอร์รุ่นใหม่” จริงๆ!!!

นิสิตา / รายงาน

พฤษภาคม 3, 2014 Posted by | สวัสดีแคมปัส, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

นิเทศฯ รั้วเทา-เหลือง ใช้สมองและสองมือสร้างสุขชาวบ้าน ปันน้ำใจให้กัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/254644

โดย นายว้าก 22 เม.ย. 2555 05:00

เข้าสู่ช่วงปิดเทอมใหญ่ของมหาวิทยาลัยต่างๆ เหล่าปัญญาชนหลายต่อหลายคนต่างก็ได้ใช้เวลาว่างไปกับกิจกรรมที่ตนเองสนใจ

ทั้งการท่องเที่ยวเพื่อหาประสบการณ์ใหม่ๆ การช่วยเหลือครอบครัวทำงานในช่วงเวลาที่ว่างเว้นจากการเรียน หรือแม้กระทั่งการออกค่ายอาสาก็ถือเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่วัยใสให้ความสนใจกันมาก

และสำหรับ หนุ่มสาวหัวใจอาสาจากรั้วเทาเหลือง มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม (มจษ.) สาขาวิชานิเทศศาสตร์ แล้ว พวกเขาเลือกเป็นผู้ให้ด้วยการ “รวมพลคนใจอาสา” สร้างประโยชน์ให้สังคม ด้วยการให้ความรู้ วางแผนเพื่อรับมือ อยู่อย่างไรให้มีสุขกับภัยพิบัติน้ำท่วมใน โครงการอาสาการสื่อสารเพื่อช่วยภัยพิบัติ ที่ตลาดน้ำลำพญา อ.บางเลน จ.นครปฐม

กิจกรรมดีๆ ที่สร้างสรรค์แบบนี้มีหรือ “นายว้าก” จะพลาด ว่าแล้วอย่ามัวรอช้าไปถามไถ่กำลังหลักค่ายอาสาครั้งนี้กันเลย เริ่มที่ “โน้ต” จารุ-วัตร สงวนศรี ปี 3 สาขาวิชานิเทศศาสตร์ แขนงโฆษณา เล่าว่า “กิจกรรมครั้งนี้ต่อยอดจากโครงการอาสาการสื่อสารเพื่อช่วยภัยพิบัติ ใน 6 จังหวัด ซึ่งได้ลงพื้นที่กันไปแล้ว และประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ใจดีด้านทุนทรัพย์ ที่ได้ร่วมบริจาคให้โครงการไม่ขาดสาย พวกเรานักศึกษา คณาจารย์ เห็นตรงกันว่าเมื่อยังมีผู้ต้องการให้และยังมีผู้อยากรับอยู่ เราจึงขอเป็นสื่อกลางร่วมแรงร่วมใจสานต่อโครงการอีกครั้ง ซึ่งในอนาคตแม้ว่าพื้นที่ตลาดน้ำอาจจะไม่เกิดภัยพิบัติ แต่สิ่งที่เราลงไปช่วยเหลือด้วยการจัดทำ แพปลูกผักลอยน้ำ ปลูกผักสวนครัว นี้ก็จะเป็นองค์ประกอบที่ดีในการสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านต่อไป”

ขณะที่สาวหน้าหวานอย่าง “ดาว” ศิริพร โสม-เมา ปี 3 แขนงวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์และสื่อใหม่ บอกว่า “ค่ายอาสาครั้งนี้เราทุ่มเทกันสุดตัวกับการสาธิตการทำแพผักลอยน้ำ  การเติมเต็มความรู้เกี่ยวกับการสร้างประโยชน์เมื่อน้ำมา  ดาวมีหน้าที่ สาธิตขั้นตอนการทำแพผัก ซึ่งใช้วัสดุจากธรรมชาติอย่างผัก ตบชวา ไม้ไผ่ นำมาประกอบกันให้เป็นแผ่นอัดดินและผักตบชวาให้แน่นก็สามารถลอยตัวได้โดยไม่ต้องใช้ขวดน้ำ หรือถังมาช่วยพยุงอีกเลย วันนี้ผักตบชวาของที่นี่จะไม่ไร้ค่าอีกต่อไป  เพราะจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชนอย่างแท้จริง”

ด้านหนุ่ม “ฟาร์ม” รัชชานนท์ ประสานสอน ปี 3 แขนงวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ และสื่อใหม่ ไม่รอช้าขอร่วมแจมบอกเล่าถึงกิจกรรมเจ๋งๆครั้งนี้ด้วยคนว่า “ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนเป็นจิตอาสา เราทุกคนมาด้วยใจไม่อยู่ในรายวิชา ไม่มี ผลคะแนนมาเกี่ยวข้องเพราะเป็นช่วงการปิดเทอม เป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น มีโอกาสไม่มากที่จะได้ใช้สมองและสองมือของตนเองมาประยุกต์ใช้ให้ความรู้แก่ชาวบ้านดีกว่านั่งเล่นนอนเล่นที่บ้านเฉยๆ หรือเที่ยวเตร่กับเพื่อน หากวันนี้ใครยังเป็นแบบนั้น ยังเป็นเพียงผู้รับ  ลองหันกลับไปมองคนที่ด้อยกว่า และต้องการความช่วยเหลือ  แล้วจะรู้ว่าวันนี้  คุณต้องทำอะไรดีๆ ให้คนอื่นบ้างแล้ว”

มาที่เฟรชชี่สาวสวยดีกรีดาวคณะวิทยาการจัดการ “ไอ” ไอลดา  เจริญชัย  แขนงวารสารศาสตร์ และสื่อออนไลน์ เปิดปากบอกว่า “ทริปนี้ไอรับอาสาทำหน้าที่บริกร คอยบริการเสิร์ฟน้ำให้กับชาวบ้านและเพื่อนๆ ที่ทำงานกัน ทำให้ไอเห็นภาพประทับใจหลายๆอย่าง  ความสามัคคีของพี่ๆ ทุกคน  ความเต็มที่ของชาวบ้านในการเรียนรู้กิจกรรม  แม้จะมีอุปสรรคในเรื่องสภาพอากาศที่ร้อน  แต่ทุกคนยังเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว มุ่งมั่น ตั้งใจ สานต่อโครงการค่ายอาสาให้บรรลุเป้าหมาย โดยให้ชาวบ้านอยู่กับน้ำได้อย่างมีความสุข มีรายได้และอิ่มท้องยามประสบภัยค่ะ”

ปิดท้ายกันที่ หนุ่มหล่อมาดเซอร์ นักกิจกรรมตัวยงของสโมสรนักศึกษาของคณะวิทยาการจัดการ “ชล” อรรถสิทธิ์ อินทรวิชัย ปี 3 แขนงวารสารศาสตร์และสื่อออนไลน์ ยิ้มก่อนเล่าว่า “การออกค่ายครั้งนี้สร้างประโยชน์ให้สังคม ชุมชน และประชาชนจริงๆครับ ในสภาวะที่ทุกคนและวัยรุ่นส่วนใหญ่ใส่ใจแต่เรื่องตนเองมองข้ามการให้ด้วยใจ ที่ต้องบอกว่าสิ่งเหล่านี้แทบเลือนรางจางหายไปทุกที ช่วงปิดเทอมเช่นนี้ ควรหากิจกรรมดีๆทำร่วมกัน การจะทำสิ่งใดก็ต้องอย่ามองสิ่งที่จะได้รับ ไม่ว่าจะคะแนน หรือชื่อเสียง ผมว่าน้ำใจสำคัญที่สุดในเวลาแบบนี้การได้แชร์แนวคิดร่วมกัน  ถือว่าเป็นกำไรชีวิตอย่างหนึ่ง วันนี้ชาวบ้านที่นี่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และร่วมกิจกรรม ผมอยากให้เพื่อนๆ มองเห็นและหยิบยื่นโอกาส รวมถึงสิ่งดีๆ แม้เป็นเพียงแรงกายแรงใจเล็กๆ น้อยๆ แต่เมื่อรวมกันก็จะเป็นความช่วยเหลือที่ยิ่งใหญ่มากพอที่ทำให้ใครหลายคนได้ยืนหยัดต่อไปครับ”

“นายว้าก” เห็นหัวใจที่เป็นหนึ่งเดียวของนักศึกษารั้วเทา-เหลือง ที่ทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจไปกับกิจกรรมนี้แล้ว ต้องบอกว่าเป็นปลื้ม และขอปรบมือดังๆ ให้กับปัญญาชนกลุ่มนี้

วันหยุดในช่วงซัมเมอร์นี้ยังอีกยาวนาน  วัยโจ๋หนุ่มสาวชาวรั้วอุดมศึกษาสถาบันใดที่อยากจะออกมาขยับแข้งขยับขาจัดกิจกรรมเจ๋งๆแบบนี้กันบ้าง ก็อย่ามัวรอช้า รีบจัดหนักจัดเต็มกันไปเล้ย!
นายว้าก

พฤษภาคม 3, 2014 Posted by | สวัสดีแคมปัส, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

พลังวัยใสอาสาแบ่งปันงานสถานสงเคราะห์”เติมรัก”เด็กด้อยโอกาส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/253115

โดย ยายรหัส 15 เม.ย. 2555 05:00

ช่วงวันหยุดยาวแบบ “ลองฮอลิเดย์” รับเทศกาลสงกรานต์

เป็นวันแห่งความสุขของคนไทยหลายคนที่สบโอกาสปิ๊กบ้านกลับภูมิลำเนาไปหาลูกหลาน พ่อแม่พี่น้องคนในครอบครัว บางคนก็อาจจะขอลัลลาสนุกสนานกับหลากหลายกิจกรรมที่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน “จัดหนักจัดเต็ม”

ขณะที่อีกเสี้ยวหนึ่งของสังคมยังมีเด็กที่อาจจะถูกครอบครัวทอดทิ้งกลายเป็น “เด็กกำพร้า” หรือบางส่วนต้องประสบชะตาชีวิตแบบตกระกำลำบากกับฐานะครอบครัวที่ยากไร้  จนไม่สามารถเลี้ยงดูบุตรหลานได้  ต้องจำยอมพึ่งพิงการช่วยเหลือ ซึ่งสถานสงเคราะห์เด็กสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการพึ่งพิงเยียวยาสำหรับเด็กด้อยโอกาสเหล่านี้  แต่ด้วยข้อจำกัดของจำนวนเจ้าหน้าที่ในการดูแลเด็กที่มีน้อยทำให้หลายคนต้องแบกรับภาระมากมาย

พลังอาสาสมัคร จึงเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยแบ่งปันดูแลเด็กด้อยโอกาสเหล่านี้ โดย พม.พร้อมด้วยสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว  เครือข่ายพุทธิกา สหทัยมูลนิธิและมูลนิธิสุขภาพไทย จึงได้ร่วมกันเดินเครื่อง “โครงการพลังอาสาสร้างสุขให้เด็กในสถานสงเคราะห์”

โดยการเชิญชวนให้อาสาสมัครเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างสุขให้กับเด็กในสถานสงเคราะห์ ทั้งการช่วยเหลือในรูปแบบของการให้ด้วยการประดิษฐ์สิ่งของต่างๆ ทั้งของเล่นสำหรับการเรียนรู้ที่ทำจากไม้ไอติม ไม้ไผ่ การประดิษฐ์ผ้ากันเปื้อน การทำสมุดทำมือ  รวมไปถึงการเรียนรู้ถึงการสัมผัสบำบัด ที่จะได้รู้ถึงการกระตุ้นระบบประสาทและร่างกายสำหรับเด็ก เป็นการเติมเต็มความรักและเสริมพัฒนาการให้กับเด็กๆ

“ยายรหัส” ชะแว้บไปร่วมสัมผัสกิจกรรมต่างๆ ที่ว่า และด้วยสายตาตัวเองต้องทึ่งกับพลังอาสาสมัครที่เป็นเยาวชนคนรุ่นใหม่มากมาย

อย่างเช่นหนุ่มคนแรก ที่ “ยายรหัส” เห็นแล้วสะกิดใจกับการนั่งสอยเข็มเย็บผ้า “แม็ค” ศิริชัย ลิเลิศ-ยุทธิ์ ปี 3 คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เล่าด้วยอาการเก้อเขินว่า “กำลังนั่งเย็บผ้ากันเปื้อน ซึ่งเป็นครั้งแรกของผมที่ได้มีโอกาสมานั่งเย็บผ้ากันเปื้อนให้น้องๆในสถานสงเคราะห์ ผมมากับเพื่อนรวม 5 คน เมื่อลองมานั่งทำแล้วเกิดความรู้สึกว่า เป็นการเรียนรู้ที่น่าสนใจ  เพราะการเดินย่อมต้องมีก้าวแรกเสมอ ทั้งยังเป็นการฝึกขันติธรรม ฝึกความอดทน และเมื่อรู้ว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่จะนำไปให้เด็กในสถานสงเคราะห์ยิ่งภูมิใจมากขึ้น  เดิมระหว่างที่นั่งทำไปก็เกิดความสงสัยว่าทำไมถึงไม่ใช้จักรเย็บผ้า แต่พอทำไปก็รู้ว่าการทำเช่นนี้ทำให้ได้รับรู้ถึงการมีส่วนร่วม มันเจ๋งมากนะ ได้ประโยชน์ทั้งคู่ ดีกว่าไปนั่งเล่น facebook เป็นการเปิดหน้าต่างอีกแบบหนึ่งและทำให้อยากที่จะไปสัมผัสกับเด็กในสถานสงเคราะห์สักครั้ง”

ส่วนสาวน้อยหน้าใส “แป๊ก” กุลภัทรา ไพศาลสุขอนันต์ ปี 1 คณะแพทยศาสตร์ รั้วจามจุรีเช่นกัน เล่าว่า “การที่เข้ามาร่วมเป็นอาสาสมัครครั้งนี้ เหตุผลหนึ่งคือเป็นวิชาเลือกของหลักสูตรการศึกษาที่ต้องเรียน แต่เมื่อได้มาสัมผัสและลงมือทำสมุดทำมือให้น้องแล้วเกิดความรู้สึกที่สะท้อนชัดขึ้นมาว่า  เราต้องทำด้วยใจและเต็มใจที่จะทำให้น้องจริงๆ และทำให้อยากไปหาน้องๆที่สถานสงเคราะห์  เพราะก่อนหน้านี้เคยไปกับคุณพ่อและคุณแม่มาแล้วที่บ้านเด็กอ่อน ซึ่งมีเด็กจำนวนมาก  แต่คนดูแลมีไม่เท่ากับจำนวนเด็ก ซึ่งหากมีโอกาสหนูจะต้องไปเยี่ยมเยียนดูแลน้องๆในสถานสงเคราะห์แน่นอนค่ะ”

สำหรับสาวจุฬาฯ อีกคน “ออม” ณุทยา  สุวรรณลาภเจริญ ปี 4 คณะรัฐศาสตร์ บอกว่า “ที่ผ่านๆ มาออมมักจะได้รับข่าวสารในการเชิญชวนให้ช่วยเหลือสถานสงเคราะห์ต่างๆ ในรูปของการบริจาคสิ่งของ เงิน  อาหาร  แต่พอได้ยินโครงการอาสาสมัครที่ว่า  จึงรู้สึกสนใจอย่างยิ่ง และยิ่งเราเป็นนักศึกษาคิดว่าจะสามารถนำความรู้  ความสามารถของเรามาช่วยเหลือได้บ้างในฐานะอาสาสมัครด้วยใจ ด้วยแรงที่มีอยู่ เช่น การมาช่วยดูแลน้อง การมาเล่านิทานให้น้องฟังและจริงๆแล้ว จากการที่ได้คุยกับเพื่อนๆ หลายคนก็ต้องการที่จะมีส่วนช่วยดูแลน้องๆ ในสถานสงเคราะห์ แต่เราไม่รู้ ว่าจะไปที่ไหน  อย่างไร  จึงอยากให้หน่วยงานองค์กร สื่อสารด้วยการบอกความต้องการ บอกสถานที่ที่ชัดเจนแน่นอน  เพื่อให้อาสาสมัครเข้าถึง  ซึ่งการบอกผ่านทางอินเตอร์เน็ตก็เป็นช่องทางหนึ่งที่เข้าถึงได้ง่าย”

ขณะที่ “ออย” ธัญญาภรณ์ อัยราคม ปี 4 คณะบริหารธุรกิจ  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ  ส่งเสียงร่วมแจมว่า “เลือกมาทำสมุดทำมือให้น้อง  ถึงแม้ว่าของที่เราทำนั้นไม่ได้ยากเลย แต่มันคือการแบ่งปันสิ่งเล็กๆ ให้น้องได้ใช้ประโยชน์ ซึ่งออยคิดว่าในขณะที่เรามีครอบครัวที่สมบูรณ์ แต่น้องๆในสถานสงเคราะห์หลายคนขาดความอบอุ่น จึงอยากที่จะไปให้ความรักความอบอุ่นแก่น้องๆบ้าง ได้ไปช่วยเลี้ยง ไปเล่น ช่วยดูแล เล่านิทาน และตั้งใจไว้ว่าจะชวนเพื่อนๆ ไปเยี่ยมเยียนน้องๆที่สถานสงเคราะห์และเชื่อว่าคงมีหลายคนอยากที่จะมาเป็นอาสาสมัคร มาทำงานจิตอาสา แต่อาจจะเป็นเพราะการขาดประชาสัมพันธ์ ทำให้การเข้าถึงแหล่งข้อมูลมีน้อย”

พลังอาสาสมัครด้วยการหยิบยื่น “การให้” เป็นสิ่งที่ “ยายรหัส” เชื่อว่า ทุกคนสามารถทำได้ตามกำลังและศักยภาพที่มีอยู่แล้ว

โดยเฉพาะการให้ “ความรัก” ซึ่งไม่ต้องควักเงินซื้อหา หากแต่อยู่ในตัวตนของเราเองที่สามารถจะมอบให้กับทุกคนได้ทุกเวลาอยู่แล้ว…จริงม่ะ!
ยายรหัส

พฤษภาคม 3, 2014 Posted by | สวัสดีแคมปัส, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

เร่งเครื่อง “สหกิจศึกษา” สร้างมูลค่าบัณฑิต ปั้น “มือโปร” รับอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/251310

โดย นิสิตา 8 เม.ย. 2555 05:00

2558 ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่ความเป็น “ประชาคมอาเซียน”

แทบทุกภาคส่วนในสังคมลุกขึ้นขานรับเตรียมความพร้อม แวดวงการศึกษาเองก็ตื่นตัวอัดฉีดศักยภาพบัณฑิตให้สามารถแข่งขันได้ในอาเซียน เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสในการทำงาน

เช่นเดียวกับ มหาวิทยาลัยสยาม ภายใต้การนำของ ดร.พรชัย มงคลวนิช อธิการบดี ที่ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว จึงได้จัดงานวันสหกิจศึกษาขึ้น เพื่อกระตุ้นให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการศึกษาแบบสหกิจ โดยนำนักศึกษาสหกิจมาบอกเล่าเก้าสิบแลกเปลี่ยนประสบการณ์

“มหาวิทยาลัยสยามจัดสหกิจศึกษามาตั้งแต่ปีการศึกษา 2545 โดยส่งนักศึกษาไปปฏิบัติงานแบบเต็มเวลานาน 1 ภาคการศึกษา ซึ่งนักศึกษาจะไม่ได้อยู่ในสถานะของนักศึกษาแต่จะเป็นเหมือนพนักงานจริงๆ จะได้เรียนรู้ประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริง นับเป็นการฝึกการประยุกต์ใช้ความรู้ที่ได้รับจากการเรียนการสอนไปใช้ในชีวิตจริง อันจะเป็นการช่วยเสริมสร้างทักษะและส่งเสริมประสบการณ์ที่ดีตลอดจนเพื่อให้ได้บัณฑิตที่มีคุณภาพป้อนสู่ตลาดแรงงานตามที่ตลาดแรงงานต้องการและยิ่งเรากำลังจะก้าวสู่ประชาคมอาเซียนก็ยิ่งต้องเตรียมบัณฑิตของเราให้พร้อมก้าวไปสู่สหกิจศึกษานานาชาติ” ดร.พรชัย เปิดประเด็น

สหกิจศึกษาก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตัวนักศึกษาที่จะจบไปเป็นบัณฑิตอย่างไร งานนี้ “นิสิตา” ร่ายยาวให้ฟังคงไม่ดีเท่ากับมารับฟังความรู้สึกและประสบการณ์ตรง จากปากของน้องๆตัวแทนสหกิจศึกษาเอง

เริ่มจาก จู … รุจิณี มีประเสริฐเลิศสุข นักศึกษาสหกิจศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่กำลังปฏิบัติงานสหกิจศึกษา เปิดประเด็นว่า “ก่อนที่จะไปฝึกงานสหกิจศึกษามหาวิทยาลัยได้เตรียมความพร้อมให้กับนักศึกษาเป็นอย่างดี มีทั้งการฝึกงานในห้องปฏิบัติการ จัดให้มีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ จากสถานประกอบการที่มีชื่อเสียงมาบรรยายให้ฟังทุกสัปดาห์ ที่สำคัญก่อนที่จะไปปฏิบัติงานมีการทำการบ้านบริษัทที่จะไปทำงานด้วย ทั้งโครงสร้างและระบบการทำงาน รู้สึกดีใจที่ทางมหาวิทยาลัยสยามให้ความสำคัญกับการศึกษาที่มีความร่วมสมัยและทันสมัยกับนักศึกษา จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด โดยหวังว่าในอนาคตจะเป็นบัณฑิตที่ดีและทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ”

กี้ …ประเสริฐ ทองเลิศ ซีเนียร์คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ที่เพิ่งปฏิบัติงานสหกิจศึกษา เสร็จสิ้นไปหมาดๆ สานต่อไม่ให้ขาดตอนว่า “จากการปฏิบัติงาน 4 เดือนที่ผ่านมา ทำให้เปิดโลกทัศน์กว้างไกลได้เรียนรู้อะไรที่แปลกและแตกต่างในห้องเรียน ซึ่งผมมองว่าเป็นประโยชน์มากกับการที่เราจะต้องออกไปเป็นเจ้าหน้าที่หรือพนักงานอย่างถาวรในบริษัทนั้น จึงอยากฝากรุ่นน้องว่าขอให้ตั้งใจเรียนและฝึกปฏิบัติงานให้เต็มที่ เพราะวันเวลาเราไม่สามารถย้อนกลับมาเริ่มใหม่ได้”

ตามมาติดๆด้วย แอน …สุกัญญา สุขนันทศักดิ์ ซีเนียร์คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สาขามัลติมีเดีย บอกว่า “ต้องขอบคุณที่ทางมหาวิทยาลัยมีโครงการสหกิจศึกษา เพราะจะเป็นการปูทางให้นักศึกษาได้มีงานทำในอนาคต โดยกำลังจะเดินทางไปฝึกปฏิบัติงานที่ CCTV รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ทำงาน ซึ่งไม่ใช่เป็นการฝึกงานแต่เป็นการไปปฏิบัติงานจริง แอนได้รับการเตรียมความพร้อมไว้หมดแล้ว โดยเฉพาะความรู้ที่ได้เรียนมา ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ สำหรับความคาดหวังที่จะได้รับคือ ได้ใช้ความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่แล้วเกิดประโยชน์ทั้งต่อตัวเอง มหาวิทยาลัยและสถานที่ทำงาน จะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ไว้ให้มากที่สุด ทั้งนี้ ตลาดแรงงานในปัจจุบันนับวันจะมีการแข่งขันสูงมาก ดังนั้น ใครที่มีความพร้อมที่สุดมักได้รับโอกาสที่ดีเสมอ เชื่อว่าแอนคงได้โอกาสที่ดีเช่นกัน”

ปิดท้ายด้วย คิม …อำนาจ แก้วจรูญ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เล่าว่า “ผมได้ไปปฏิบัติงานด้านไอทีที่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ต้องบอกว่าสิ่งที่มหาวิทยาลัยสอนมาและเตรียมความพร้อมในการเข้าร่วมปฏิบัติงานสหกิจศึกษาได้นำไปใช้ทั้งหมด ทำให้การทำงานราบรื่น ผมพยายามสร้างสรรค์งานและต่อเติมสิ่งที่เคยเรียนรู้มา นับว่าเป็นโอกาสที่ดีเพราะพี่ๆให้โอกาส และเวลาที่บริษัทต้องการคนเข้าทำงานจะพิจารณานักศึกษาที่เคยทำงานร่วมกับเขามาก่อน ตัวของผมเองก็ได้รับการติดต่อให้ทำงานที่บริษัทนี้ด้วย หลังจากที่จบการศึกษา ผมเชื่อว่าสหกิจศึกษาจะทำให้ได้บัณฑิตมีคุณภาพสู่ตลาดแรงงาน”

ดูจากคำบอกเล่าและแววตาที่มุ่งมั่นของน้องๆตัวแทนนักศึกษาสหกิจศึกษาแล้ว “นิสิตา” เห็นถึงความมั่นใจของทุกคนที่พร้อมจะโบยบินจากรั้วมหาวิทยาลัยไปสู่โลกแห่งการทำงานจริง ในตลาดแรงงานเสรีที่มีความเป็นสากล

“สหกิจศึกษา”… เป็นต้นทุนสำคัญที่จะสร้างมือโปรออกไปสู่ตลาดแรงงาน!!!
นิสิตา / รายงาน

พฤษภาคม 3, 2014 Posted by | สวัสดีแคมปัส, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

“เปิดใจ”เพื่อเรียนรู้ ตัวแทนวัยโจ๋ มทร.ธัญบุรี ติวเข้มผู้นำนักศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/249728

โดย นายว้าก 1 เม.ย. 2555 05:01

ถือเป็นหนึ่งในสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งที่มุ่งพัฒนาในทุกมิติอย่างแท้จริง

ล่าสุดเพื่อเติมเต็มศักยภาพของบรรดาผู้นำนักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ได้กำหนดให้มีการจัดกิจกรรมใหญ่ภายใต้ โครงการสัมมนาสมาชิกสภานักศึกษาและคณะกรรมการบริหารองค์การนักศึกษา ประจำปีการศึกษา 2555

งานใหญ่ขนาดนี้มีหรือ “นายว้าก” จะพลาด ว่าแล้วเลยต้องไปเจ๊าะแจ๊ะถามที่มาที่ไปจากหัวเรือใหญ่ อาจารย์วิรัช โหตระไวศยะ รองอธิการบดี มทร.ธัญบุรี ซึ่งสาธยายว่า “ที่ผ่านมา รศ.ดร.นำยุทธ สงค์ธนาพิทักษ์ อธิการบดี มทร.ธัญบุรี  มีนโยบายให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรและนักศึกษาของมหาวิทยาลัยและโครงการนี้ก็เป็นกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ก็ได้ใช้เวลา 2 วัน 1 คืน เพื่อให้ผู้นำนักศึกษาจากทุกคณะจำนวน 170 ชีวิต ได้มาใช้ชีวิตและทำกิจกรรมร่วมกัน ณ อิงธารรีสอร์ท จ.นครนายก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้สูงขึ้น เสริมสร้างทัศนคติของผู้นำนักศึกษาและค่านิยมด้านความ ร่วมมือ สามัคคี รับผิดชอบ เสียสละเพื่อส่วนรวม ยึดการเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี เป็นต้น”

มาฟังเสียงบรรดาวัยโจ๋ที่มีดีกรีถึงนายกองค์การ นักศึกษา ปีการศึกษา 2554 กันบ้าง “บิ๊ก” ณัฐพล ดีอุต ปี 4 คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม ยิ้มก่อนที่จะเล่าว่า “1 ปีในการดำรงตำแหน่งนายกองค์การนักศึกษาได้รับประสบการณ์มากมาย โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยและการที่ผู้นำนักศึกษาได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการสัมมนาครั้งนี้ถือเป็นเรื่องดี ทำให้ได้รับการถ่ายทอดประสบการณ์การทำงาน การปรับตัวและการวางตัว การพูดจาที่ต้องมีเหตุผล กล้าที่จะพูด นอกจากนี้ ยัง

จะได้รับประสบการณ์ใหม่ๆในการเข้ามาทำงาน พัฒนามหาวิทยาลัย ถือเป็นสิ่งที่ภูมิใจ เช่น โครงการเปิดศูนย์พักพิงช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากน้ำท่วม องค์การนักศึกษาและสภานักศึกษาร่วมกับมหาวิทยาลัยทำงานช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน ซึ่งภาคภูมิใจมาก”

ขณะที่นายกองค์การนักศึกษาคนใหม่ป้ายแดง ของปีการศึกษา 2555 “เอ” ทศพร แก้วศรีสุข ปี 3 คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม เปิดปากบอกว่า “ดีใจที่ทางมหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับกิจกรรมพัฒนาผู้นำนักศึกษา เนื่องจากการทำงานต้องอาศัยการทำงานเป็นทีม ซึ่งทุกคนมีความแตกต่างกันทางด้านความคิด การที่องค์การนักศึกษาชุดเก่ากับชุดใหม่ได้มาสานสายสัมพันธ์ เปิดใจคุยกันจึงเป็นเรื่องที่ดีที่จะได้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ของกันและกัน  ทั้งนี้ ผมสัญญาว่าจะเข้ามา ปฏิบัติงานอย่างเต็มที่  โดยจะเน้นไปที่การพัฒนาและเสริมสร้างกิจกรรมของนักศึกษา” โดยการนำโครงการเดิมขององค์การนักศึกษาชุดเดิมมาต่อยอดพัฒนา วิเคราะห์หาจุดบกพร่อง จุดดี จุดเด่น เพื่อพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น”

“นก” วิชัย เพชรคงทอง ซีเนียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ อดีตประธานสภานักศึกษา ปีการศึกษา 2554 ส่งเสียงหล่อมาร่วมแจมว่า “อยากฝากให้สภานักศึกษาชุดใหม่ คำนึงถึงหน้าที่หลักของสภานักศึกษาในเรื่องของการดูแลสิทธิและผลประโยชน์ของนักศึกษา เพราะเมื่อได้รับเลือกเข้ามาเป็นกระบอกเสียงในการรักษาสิทธิ์แล้วก็ต้องเต็มที่  โดยเฉพาะเรื่องสวัสดิการ ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณคณะผู้บริหารมหา– วิทยาลัย ที่ได้ให้โอกาสผู้นำนักศึกษาในการทำงาน ได้แสดงศักยภาพในหลายๆด้าน”

ปิดท้ายที่สาวหน้าหวาน ตัวแทนสภานักศึกษา มทร.ธัญบุรี ชุดใหม่หมาดๆ “แตงกวา” ระพีพร ทองปาน ปี 3 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ พูดด้วยความมั่นใจว่า “เข้ามาทำงานในสภานักศึกษา เนื่อง จากเป็นประสบการณ์ใหม่ ได้ทำงานร่วมกับผู้ใหญ่จะได้รู้จักการวางตัว เพราะในอนาคตต้องออกไปทำงานประสบการณ์ตรงนี้จะส่งผลต่อการทำงานในอนาคต 2  วันที่ร่วมสัมมนาได้แนวทาง เทคนิคต่างๆ ที่สามารถนำไปใช้ทำงานและขณะนี้ก็ได้คิดโครงการในการให้ข้อมูลข่าวสารกับนักศึกษาในรูปแบบที่น่าสนใจไว้แล้ว”

เห็นบรรดาวัยโจ๋ผู้นำนักศึกษาไม่ว่าจะชุดเก่าหรือชุดใหม่ ต่างมุ่งมั่นที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ซึ่งกันและกัน โดยมีเป้าหมายหลักอยู่ที่การทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงเพื่อรักษาสิทธิ์ของเพื่อนๆนักศึกษา รวมไปถึงเป้าหมายในการพัฒนามหาวิทยาลัย ซึ่งถือเป็นองค์กรที่ทุกคนรักแบบนี้แล้ว “นายว้าก” ต้องขอปรบมือเป็นกำลังใจให้ทุกๆคน

นี่ถ้าผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านนี้เมืองนี้รู้จักที่จะคิดกันแบบนี้บ้างก็คงดี ประเทศไทยจะได้พัฒนา และเริ่มก้าวไปข้างหน้ากันจริงๆเสียที…!!!
นายว้าก / รายงาน

พฤษภาคม 3, 2014 Posted by | สวัสดีแคมปัส, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

นศ.บางมดปั๊มเกมเสริมพัฒนาการเด็กออทิสติก “ผจญภัยจ้าวมังกร”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/247916

โดย ยายรหัส 25 มี.ค. 2555 05:00

ด้วยแสง  สี  เสียง ประกอบภาพเคลื่อนไหวที่สนุกสนานเร้าใจ เป็นจุดเด่นในเกมต่างๆ มากมายที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด สามารถจูงใจเด็กและเยาวชน  รวมถึงผู้ใหญ่บางคนที่ “อิน” กับการเล่นเกม ถึงขนาดได้ฉายา “เด็กติดเกม”

แต่สารพัดเกมที่มีอยู่ใช่ว่าจะมีแต่ด้านลบ เพราะเกมดีๆ สร้างสรรค์ทั้งยังช่วยเสริมพัฒนาการให้กับเด็กก็มีการผลิตออกมาไม่น้อยเช่นกัน

สิ่งสำคัญคือการเลือกสรรคุณภาพของเกม รวมถึงการควบคุมระยะเวลาในการเล่นของเด็กและเยาวชนที่จะเลือกใช้เกมไปในการสร้างเสริม หรือทำลายพัฒนาการ

และที่ “ยายรหัส” สนใจเป็นพิเศษ ถึงขั้นต้องตามไปชื่นชมคือไอเดียของน้องๆ จาก คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี พระจอมเกล้าธนบุรี ที่ได้นำข้อดีของความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับเกม ผนวกกับไอเดียที่นำความรู้ด้านไอทีมาทำประโยชน์เพื่อสังคม โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ด้อยโอกาส  จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจในการผลิตโครงงาน  “เกมเสริมสร้างพัฒนาการ  การเรียนรู้เด็กออทิสติก” ขึ้น

นอกจากจะผลิตโปรเจกต์ที่ว่าเพื่อเป็นผลงานในการจบการศึกษา  ยังมีการนำส่งเข้าร่วมแข่งขันโครงงาน “กล้าใหม่…สร้างสรรค์ชุมชน” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “กล้าใหม่…ใฝ่รู้” ที่ธนาคารไทยพาณิชย์จัดมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 จนคว้ารางวัลชนะเลิศถ้วยรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

รุ่งนภา สกุลลิ้ม “ส้ม” สาวคนเดียวในทีม แจก แจงว่า “โครงงาน “เกมเสริมสร้างพัฒนาการการเรียนรู้เด็กออทิสติก” เป็นการจัดทำ Software ในรูปของเกมเชิงนิทานภาษาไทยที่ชื่อว่า “ผจญภัยจ้าวมังกร” โดยในทีมได้จัดทำขึ้นเพื่อส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ให้กับเด็กออทิสติกในโรงเรียนอนุบาลจันทยานนท์  เขตบางกอกน้อย เป็นการพัฒนาทักษะการฟัง การสังเกต การลอกเลียนแบบ การแยกแยะ และการเรียงลำดับ ซึ่ง Software ที่เกิดขึ้นสามารถต่อยอดเป็นต้นแบบในการพัฒนา Software เสริมสร้างการเรียนรู้ให้กับเด็กออทิสติกคนอื่นได้ โดยก่อนที่พวกเราจะทำโปรเจกต์เพื่อจบการศึกษา  เรามองว่าน่าจะใช้ความรู้ที่เรียนมาทำประโยชน์เพื่อสังคม โดยเฉพาะกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ตอนแรกคิดถึงคนตาบอด  คนหูหนวก  แต่พอหาข้อมูลพบว่ามีสื่อที่สนับสนุนคนกลุ่มนี้มากพออยู่แล้ว แต่ยังมีเด็กอีกกลุ่มที่ยังไม่มีสื่อคอมพิวเตอร์มาช่วยเสริมสร้างพัฒนาการ นั่นคือ กลุ่มเด็กออทิสติก ซึ่งหากเด็กเหล่านี้ได้รับการฝึกฝนจะทำให้พัฒนาการใกล้เคียงกับคนปกติได้   จึงทำเป็นโครงงานและส่งเข้าร่วมแข่งขันด้วย”

อีก 2 หนุ่มสมาชิกในทีม ภัทรวัตร เผือกผ่อง “บูม” ซึ่งทำหน้าที่ติดต่อประสานงาน กล่าวว่า “เมื่อโจทย์เราชัดเจน  ก็เริ่มศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับเด็กออทิสติก  เพื่อนำมาออกแบบเกมอย่างเหมาะสม เบื้องต้นเราเลือกกลุ่มเด็กออทิสติกที่มีศักยภาพสูงและปานกลาง อายุระหว่าง 3-10 ขวบ  ของโรงเรียนอนุบาลจันทยานนท์ โดยมี  อาจารย์สิทธิชัย อริยทรัพย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กออทิสติกเป็นที่ปรึกษา จากนั้นก็เริ่มเขียนโปรแกรมของเกม โดยต้องคำนึงทั้งเรื่องระยะเวลาที่ไม่สั้นหรือยาวเกินไป   เพราะถ้าใช้เวลาเล่นนานก็จะส่งผลเสียต่อสุขภาพสายตาของเด็ก หรือทำให้เด็กติดเกมได้ คำสั่งต้องสั้นและกระชับ ไม่มีเงื่อนไขที่ยากเกินไป รวมถึงเสียงพากย์ก็ต้องปรับให้เหมือนเสียงการ์ตูนเพื่อดึงดูดความสนใจ กว่าจะได้เกมที่สมบูรณ์ต้องนำไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญและครูที่โรงเรียน รวมถึงให้น้องๆ ได้ทดลองเล่นก่อน   แล้วนำกลับมาปรับปรุงแก้ไขหลายครั้ง  กระทั่งเสร็จสมบูรณ์”

ธีรพงศ์ ศรีณรงค์ “ภูมิ” รับผิดชอบเขียนโปรแกรม บอกว่า “เราพัฒนาเกมในรูปแบบของนิทาน แบ่งเป็น 3 หมวด คือ หมวดที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวัน หมวดสังคมและหมวดร่างกาย แบ่งเกมเป็น 6 ด่าน (5 เกมกับ 1 แบบฝึกหัดสรุปผล) ประกอบด้วย เกมจำแนกสิ่งของ เกมแยกแยะอารมณ์ เกมประกอบอวัยวะ เกมลากเส้นและเกมเรียงลำดับเหตุการณ์ เมื่อผ่านด่านทั้ง 5 เกมแล้ว ตอนท้ายเกมจะมีการวัดผลการเรียนรู้ เป็นแบบฝึกหัดสรุปเกมทั้งหมด โดยจะมีจำนวนดาวมอบให้สะสมตั้งแต่เกมแรกจนถึงเกมสุดท้าย นอกจากนั้นยังมีแบบประเมินผลภายนอกเกม เป็นส่วนให้คุณครูหรือผู้ปกครองประเมินพฤติกรรมขณะเล่นเกม และสรุปประมวลภาพรวมออกมาในรูปประกาศนียบัตรที่พิมพ์ออกมามอบให้ผู้เล่นเป็นรางวัลที่สร้างความภาคภูมิใจ ซึ่งพวกเราได้ต่อยอดโครงงานโดยการทำเว็บไซต์เกมเสริมสร้างพัฒนาการ การเรียนรู้เด็กออทิสติกในชื่อว่า www.childgrounds.com เพื่อให้เกมเสริมสร้างพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็กออทิสติกเข้าไปอยู่บนโลกออนไลน์ ที่พ่อแม่ ผู้ปกครองและครูสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้”

ความสำเร็จของโครงงานที่น้องๆ สร้างสรรค์ขึ้น “ยายรหัส” เชื่อมั่นว่า คงไม่ได้อยู่แค่เฉพาะรางวัลที่ได้รับ หรือการเพิ่มพูนประสบการณ์การเรียนรู้ระหว่างการทำกิจกรรมร่วมกับชุมชนและเพื่อน

แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือการได้ทำประโยชน์เพื่อสังคมส่วนรวม.
ยายรหัส

พฤษภาคม 3, 2014 Posted by | สวัสดีแคมปัส, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

วัยใส มศว ออกค่าย “ศิลป์อาสาพัฒนาชุมชน” ปลุกจิตวิญญาณ “ครู”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/246171

โดย นิสิตา 18 มี.ค. 2555 05:01

โบราณว่าไว้ … “ศิลปิน  อย่าดูหมิ่นศิลปะ กองขยะดูดีๆยังมีศิลป์”

เพราะศิลปะเป็นเรื่องของความงาม ที่เกิดจากจินตนาการและการสร้างสรรค์  ที่สำคัญ “ศิลปะ” เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ที่มีผลต่อชีวิตของคนเรา ทั้งเพื่อความผ่อนคลาย เพื่อการพัฒนาจิตใจ เพื่อการพัฒนาสังคมและถึงขั้นนำศิลปะมาใช้ในการบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บ

แต่สำหรับน้องๆ ชั้นปีที่ 2 คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หรือ มศว มองว่าศิลปะสร้างประโยชน์ได้มากกว่านั้น  พวกเขาจึงรวมตัวกันจัด “ค่ายศิลป์อาสาพัฒนาชุมชน” ตามโครงการส่งเสริมจิตตปัญญาศึกษา

ด้วยการอาสาเป็น “ครูสอนศิลปะ” ที่โรงเรียนวัดพุทธิสาร และโรงเรียนบ้านภักดีแผ่นดิน ต.หนองหมากฝ้าย อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ขาดแคลนครู เมื่อต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา

สดๆร้อนๆกับความประทับใจและสิ่งที่ได้รับจากการออกค่ายศิลป์อาสาฯ “นิสิตา” เลยขอยกพื้นที่นี้ให้น้องๆได้มาขยายถึงความรู้สึกกับโครงการดีๆที่ได้ทำ

เริ่มจาก เหมียว…สุรีรัตน์  มั่นดี บอกด้วยใบหน้าที่ยังเปื้อนยิ้มว่า “พวกเราเรียนหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต สาขาทัศนศิลปศึกษา ซึ่งส่วนใหญ่เมื่อเรียนจบแล้วต้องออกไปเป็นครูสอนศิลปะ ดังนั้น การที่พวกเราเรียนครู การทำกิจกรรมนอกชั้นเรียนและได้มีโอกาสเข้าสู่ชุมชน  ถือเป็นโอกาสที่ดีอย่างมาก ทำให้เราเห็นปัญหาของระบบการศึกษาและทำอย่างไรที่เราจะปรับความรู้ที่เรามีนำไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์กับเด็กๆ โดยเฉพาะน้องๆ ในต่างจังหวัดที่เขาขาดแคลนเป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถ และสุดท้ายความรู้ที่เรามอบให้กับน้องๆ ทำให้เรารู้ว่ามันมีความหมายกับพวกเขาอย่างยิ่ง รู้สึกภูมิใจกับสิ่งที่ได้ทำ”

ตามติดมาด้วย หนูนา…ชุดาพร เลขะสมาน บอกว่า “ค่ายศิลป์อาสาพัฒนาชุมชน ทำให้เรารู้ว่าจะทำอย่างไรในการใช้ความรู้ด้านศิลปะออกไปสร้างสรรค์และทำให้สังคม ชุมชนดีขึ้น ศิลปะอาจจะเป็นวิชาที่หลายคนไม่สนใจ ไม่รู้ว่ามันจะมีคุณค่ากับชีวิตอย่างไร  อยากบอกว่าทุกวิชามีส่วนสำคัญและเอื้อประโยชน์ถึงกันทั้งหมด อย่างวิชาศิลปะนั้นช่วยกล่อมเกลาให้คนเรามีจิตใจสงบ นุ่มนวลและเยือกเย็นได้  ศิลปะทำให้เรามองเห็นความดี ความงามและความจริง โดยผ่านการสร้างสรรค์ผลงาน ดีใจที่ได้ออกไปทำประโยชน์ให้กับสังคม โดยเฉพาะกับเด็กๆในพื้นที่ที่ด้อยโอกาสกว่าเด็กในกรุงเทพฯ”

ทิพย์…ฑิติมา ผิวแดง บอกด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจว่า “ตัวทิพย์เองก็เป็นเด็กมาจากต่างจังหวัด เรามองเห็นความเหลื่อมล้ำของการศึกษา  อย่างโรงเรียน 2 โรงที่ค่ายศิลป์อาสาพัฒนาชุมชนของคณะศิลปกรรมศาสตร์ได้เข้าไปจัดค่าย จากวันที่เราได้ไปสำรวจพื้นที่ทำให้รู้ว่าครูและนักเรียนต้องการอะไร และเขาขาดอะไร นอกจากอุปกรณ์ในการสร้างสรรค์งานศิลปะแล้ว ความรู้และทักษะของครูที่สอนศิลปะในโรงเรียนก็ยังขาด พวกเราและอาจารย์ที่ปรึกษาโครงการต้องไปช่วยกันอบรมให้ความรู้กับครูในโรงเรียน ดีใจที่ได้ทำสิ่งดีๆให้กับสังคม”

แบงก์…กิตติศักดิ์ คนแรงดี สานต่อแบบไม่ให้ขาดตอนว่า “เห็นน้องๆ และคุณครูที่ตั้งใจกับสิ่งที่พวกเรามอบให้ ทำให้พวกเราหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง การที่เราคิดว่าเราทำอะไรเพื่อผู้อื่นแล้วเราเหนื่อยหรือลำบาก มันไม่มีเหลืออยู่เลย เมื่อได้เข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ ที่สำคัญผมมองว่าเป็นการปลุกจิตวิญญาณความเป็นครูให้เกิดขึ้นกับพวกเรา  ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้ในห้องเรียน  การออกไปทำค่ายศิลป์อาสาฯในครั้งนี้นอกจากจะต้องมีความรู้ในศาสตร์ที่เราเรียนแล้ว สิ่งสำคัญคือจิตวิญญาณความเป็นครู  ที่เกิดขึ้นกับผมโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว”

ปิดท้ายด้วย  กอล์ฟ…กัญญาวีร์  เทียนขุน  บอกว่า  “การที่เราเป็นนิสิตและมีโอกาสออกไปพบเห็นปัญหาทางการศึกษา และมีโอกาสได้เข้าไปช่วยเหลือ โดยใช้ความรู้ความสามารถของเราที่ได้เรียนมาเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่ง การออกไปถ่ายทอดประสบการณ์ด้านการสอนศิลปะให้แก่ครูในจังหวัดสระแก้ว มีความหมายกับพวกเราทุกคน ครูในโรงเรียนกระตือรือร้นที่อยากจะเรียนรู้  เพราะครูในโรงเรียนไม่ได้จบการศึกษาด้านการศิลปะ การอบรมในเวลาสั้นๆ จึงมีความหมายกับพวกเขามาก  นอกจากสิ่งที่เราได้มอบให้แก่ครูและน้องๆในโรงเรียนแล้ว สิ่งที่เราได้รับก็คือ ความสุขและประสบการณ์ใหม่ๆในชีวิต”

“นิสิตา” มองเห็นแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น และความสุขที่สื่อสารผ่านใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มของน้องๆ ค่ายศิลป์อาสาพัฒนาชุมชนแล้ว

เชื่อว่าอีกไม่นานเราคงมีครูศิลปะ ที่ไม่ใช่เก่งแค่ “ศาสตร์” ในการสอนวิชาการ แต่ยังเต็มไปด้วยจิตวิญญาณและศิลปะความเป็นครูแบบเต็มร้อย ออกมาสอนเด็ก!!!
นิสิตา

พฤษภาคม 3, 2014 Posted by | สวัสดีแคมปัส, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

วัยโจ๋รั้วแม่โจ้ จัดหนัก จัดเต็มกิจกรรม “NO ALCOHOL” “เมาไม่มันส์ มันส์ต้องไม่เมา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/244409

โดย นายว้าก 11 มี.ค. 2555 05:01

นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสร้างสรรค์ที่รั้วแม่โจ้จัดหนักจัดเต็มอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 แล้ว กับการรณรงค์ “ปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานศึกษา”

เป้าหมายก็คือ ให้นิสิตนักศึกษาได้มีความรู้ความเข้าใจ  เห็นถึงโทษของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และนำไปสู่การลดจำนวนนักดื่มหน้าใหม่ในกลุ่มเยาวชน นักเรียน นักศึกษา ที่กำลังตกเป็นเหยื่อ

งานนี้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ผนึกกับ 4 เครือข่ายกลุ่มสถาบัน ทั้ง U-Network U-Participation U-Active และ U-Plus เดินสายจัดโรดโชว์ กิจกรรมปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (NO ALCOHOL) ในสถานศึกษา 4 ภูมิภาคทั่วประเทศไทย โดยปีนี้เปิดฉากที่ ภาคเหนือ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้ชื่องาน มหกรรม “เมาไม่มันส์ มันส์ต้องไม่เมา ปี 2”

กิจกรรมเด็ดๆ แถมอัดแน่นด้วยสาระความรู้และความมันส์แบบนี้ “นายว้าก” ไม่พลาดที่จะไปเจ๊าะแจ๊ะถามไถ่ถึงที่มาที่ไปจากปากของแม่งานคนสำคัญอย่าง “บอม” เมธี จารุวรรณโชติ ดีกรีประธานชมรมสร้างเสริม สุขภาพ และประธานเครือข่าย U-Net-work ภาคเหนือตอนบน ปี 2 คณะเศรษฐศาสตร์ สาขาเศรษฐศาสตร์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม สาธยายว่า “กิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ผมชอบมาก  เพราะได้มีส่วนช่วยทำให้หลายๆ คนทราบว่า ในยุคสมัยนี้ วัยรุ่นได้หันมาให้ความสำคัญในการรณรงค์ปลอดเหล้ามากขึ้นและการรณรงค์ต่างๆ ก็มีส่วนช่วยทำให้ผู้ที่ดื่ม หรือผู้ที่คิดจะดื่มหยุดคิดและมองเห็นโทษของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ชัดเจนขึ้น ส่งผลทำให้พฤติกรรมการดื่มลดลง สำหรับคนที่ยังดื่มอยู่อยากให้หยุด เพราะนอกจากจะได้ในเรื่องของสุขภาพแล้ว  คุณยังได้รับการชื่นชมในสายตาของคนอื่นๆอีกด้วย”

“เฟรช” อภิชาต ตุ้ยเกี๋ยว ปี 2 คณะศิลปศึกษา  สาขาดนตรีคีตศิลป์ไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนกิจกรรมครั้งนี้ด้วย บอกว่า “กิจกรรมนี้มีประโยชน์มาก นอกจากจะให้ความรู้เป็นข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับโทษของการดื่มแอลกอฮอล์แล้ว ในแต่ละบูธกิจกรรมนอกจากมีความสนุกสนานยังสอดแทรกความรู้ไว้มากมายซึ่งล้วนหาไม่ได้จากในห้องเรียน อย่างการได้มานั่งฟังธรรมะจากพระอาจารย์ “เผด็จ ติสโร” เป็นธรรมะที่ไม่น่าเบื่อ แถมยังสนุก ให้ความรู้และมีคติสอนใจเกี่ยวกับเรื่องของโทษจากการดื่มแอลกอฮอล์ไว้อย่างมากมาย นอกจากนี้ ยังได้ความรู้จากการเสวนาของผู้บริหารทั้งจาก ม.แม่โจ้เอง และจาก สสส. รวมถึงแกนนำที่ได้ลงพื้นที่ไปปฏิบัติจริงๆด้วย ผมอยากฝากถึงเพื่อนๆ ที่ยังดื่มแอลกอฮอล์อยู่ว่า  อย่าไปดื่มเลยครับ   เพราะนอกจากตัวเองจะได้รับโทษจากพิษของสุราแล้ว   คนรอบข้าง ซึ่งผมคิดว่าเป็นบุคคลที่คุณรักจะได้รับผลกระทบทั้งในทางตรงและทางอ้อมตามไปด้วย”

ปิดท้ายกันที่เพื่อนซี้ 2 สาวหน้าใส “ต้นหอม” สุภารัตน์ วงค์เรือง และ “เมย์” ปฐมพร ยอดปนันท์ ปี 2 สาขาวิทยาศาสตร์อาหาร คณะวิศวกรรมศาสตร์ ยิ้มก่อนประสานเสียงว่า “ต้นหอมคิดว่าโครงการนี้มีส่วนช่วยส่งเสริมให้เยาวชนอย่างพวกเราหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น  เพราะเมื่อเราทราบถึงโทษของมันแล้ว เราจะไม่กล้าที่เข้าไปยุ่งเกี่ยว และยังช่วยส่งเสริมให้ทุกคนหันมาทำกิจกรรมร่วมกันเพื่อเป็นอีกหนทางหนึ่งในการหลีกเลี่ยงการมั่วสุมการดื่มแอลกอฮอล์ด้วย”

ขณะที่ “เมย์” บอกว่า “อยากให้ทุกคนหันมาให้ความสำคัญในการรณรงค์ปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานศึกษาให้มากๆ เพราะนอกจากจะช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง  ส่งผลไปถึงเรื่องของการเรียน ไม่สิ้นเปลืองใช้จ่ายเงินในทางที่ไม่เหมาะสมและยังช่วยลดอุบัติเหตุต่างๆ ที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งในกลุ่มเยาวชนด้วย  ที่สำคัญอยากให้ปรับทัศนคติกันใหม่  ทุกกิจกรรมสนุกและมันส์ได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งแอลกอฮอล์ค่ะ”

เห็นบรรดาวัยโจ๋รั้วแม่โจ้ต่างมีสำนึกดีแบบนี้แล้ว “นายว้าก” ต้องขอปรบมือเป็นกำลังใจดังๆให้กับทุกๆคน  ที่สำคัญเชื่อว่าน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นดี  ทำให้หลายหน่วยงานปลื้มอกปลื้มใจกันไม่น้อยที่อนาคตของชาติมีทัศนคติในทางบวกและการหันไปใช้เวลาแสวงหาความรู้กันอย่างเต็มที่ในทางสร้างสรรค์  โดยไม่ข้องเกี่ยวกับสิ่งมอมเมาซึ่งมีแต่โทษกับโทษ

และหากทุกคนปฏิเสธที่จะข้องแวะกับอบายมุขเหล่านี้ได้ ก็เชื่อมั่นว่าสถาบันการศึกษา  รวมไปถึงชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงจะเกิดพลังที่เข้มแข็งได้ในที่สุด

ขอเพียงผู้หลักผู้ใหญ่ที่สร้างภาพต่อต้าน “น้ำเมา” ทั้งหลายอย่า “ปากว่าตาขยิบ” ก็แล้วกัน.
นายว้าก

พฤษภาคม 3, 2014 Posted by | สวัสดีแคมปัส, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น