ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

เมษายน 26, 2014

ประเทศไทยในฝันของฉัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/politic/columnist/12181

พัสณช เหาตะวานิช  26 เม.ย. 2557

ช่วงเดือนที่ผ่านมาคอลัมน์นี้พูดถึง ภาพรวมของข้อมูลประเทศไทยในเบื้องต้น ตามมุมมองและมิติเศรษฐศาสตร์ รวมไปถึง สถานภาพและสถานการณ์ของประเทศไทยในปัจจุบันนี้ว่า เราอยู่ตรงไหน และเราไปถึงไหนกันแล้วบ้าง ประเทศไทยมีทั้งมุมดี และมุมเสียไปตามๆกัน ทรัพยากรอันทรงคุณค่าทุกด้านในประเทศของเรา ที่นำมาใช้เป็นประโยชน์สูงสุดก็มี ใช้อย่างสุรุ่ยสุร่ายห่วยแตกมากถึงขั้นรับไม่ได้ก็มี ที่ไม่รู้ว่ามีอยู่ในประเทศแล้ว แทบไม่ได้นำมาใช้พัฒนาประเทศเลยก็มี

วันนี้ขออนุญาตเขียนบทความลงคอลัมน์ในลักษณะเหมือน เรียงความ “ประเทศไทยในฝันของฉัน” แต่จะนำสอดแทรกข้อมูลทางตัวเลขใส่เข้าไปเพื่อให้เกิดความอ้างอิงกับพื้นฐานความเป็นจริงมากยิ่งขึ้นครับ

ประเทศไทยของฉันวันนี้ มองไปทางไหนก็เห็นว่าอุดมสมบูรณ์ ทุ่งนาป่าเขาเขียวขจี แม่น้ำทะเลมากมาย เพื่อนร่วมชาติของฉันก็ดูคึกคักแข็งขันกันอยู่ดีตั้ง 65 ล้านคน แต่พอดูๆไป พวกเขาเหล่านั้น มีรายได้เฉลี่ยต่ำจัง ฉันอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ทุกคนก็ดูเพียบพร้อมมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีมาก จนไม่แน่ใจว่า พวกเขาลืมไปหรือไม่ว่า คนส่วนใหญ่ในประเทศเดียวกัน รายได้ครอบครัวของพวกเขาเฉลี่ยอยู่ที่23,000 บาทเท่านั้นเอง แต่ยิ่งไปกว่านั้นแล้ว 23,000 บาทคือตัวเลขที่มีรายได้ของคนรวมผสมอยู่ตั้งเยอะ หากตัดออกไปหาคนที่อยู่กลางสุดจริงๆ จะเหลือแค่ 15,000 บาท ฉันไม่ได้ลืมบอกใช่มั้ยว่า นี่คือต่อครัวเรือน ไม่ใช่ต่อคน

ไม่รู้เหมือนกันว่า รายได้เท่านี้ของพวกเขาเหล่านั้น จะพอกินพอใช้มั้ย แต่ถ้าหากเป็นฉันและคุณผู้อ่านบทความ ไม่พอแน่นอน โดยเฉพาะหากเป็นการใช้จ่ายในระดับค่าครองชีพที่ถูกกระทำชำเราโดยรัฐบาลป้าดอกงิ้ว ภาวะแพงทั้งแผ่นดิน ความล้มเหลวจากการดูแลกลไกราคาพลังงาน เป็นผลโดยตรงให้พวกเราต้องใช้ของแพงขึ้น แต่รายได้ต่ำเท่าเดิม ดังนั้นฉันไม่ขอกำหนดหรอกว่า รายได้ที่ควรจะเป็นของเพื่อนร่วมชาติเป็นเท่าไหร่ แต่อย่างน้อยต้องยกระดับความเป็นอยู่ของพวกเขาขึ้นมาเท่าเทียม

ฉันอยากเห็นพวกเขามีบ้านที่เข้าไปแล้วมีอุปกรณ์ทางการใช้ชีวิตพื้นฐานเสมอเหมือนกันกับคนที่ฉันเห็นๆ อยู่ในปัจจุบัน บ้านต้องรั้วรอบขอบชิด มีไฟฟ้าใช้ มีโทรศัพท์ไว้ต่ออินเตอร์เน็ต มีโทรทัศน์ไว้รับข่าวสาร มีตู้เย็นไว้ประกอบอาหาร เก็บตุนอาหาร มีอุปกรณ์ซักล้างที่จะทำให้คุณภาพชีวิตเขาสะอาดเอี่ยม

ฉันรู้ว่าเรื่องเหล่านี้โคตรจะพื้นฐานเลย แต่คุณๆ ทราบมั้ยครับว่า เกินครึ่งประเทศแค่พื้นฐานเหล่านี้ก็ยังไม่มี

ก่อนอื่นเพื่อนำไปสู่การนั้น ระยะยาว ฉันฝันว่า ประเทศเราจะมีการพัฒนาด้านการศึกษาอย่างจริงจัง คนไทยทุกคนต้องอ่านออกเขียนได้ แต่แค่นั้นไม่พอ ต้องอ่านออกเขียนได้ แล้ววิเคราะห์สิ่งที่อ่านออกมาได้รู้เรื่องและคิดวิเคราะห์แยกแยะได้ว่าอะไรผิดถูก อะไรชั่วเลว อะไรขัดศีลธรรม อะไรก่อให้เกิดปัญหาตามมา จากนั้นฉันฝันว่าเพื่อนร่วมชาติของเราจะได้ใช้ภาษาอังกฤษควบคู่ไปกับภาษาไทย ช้าก่อน ฉันไม่อยากเห็นคนไทยกระแดะพูดไทยคำอังกฤษสามคำเหมือนที่เซเลปหรือเน็ตไอดอลชอบทำกัน ฉันแค่ต้องการให้คนไทยทุกคนอยู่ในสังคมที่เมื่อไหร่ที่ต้องพูดภาษาอังกฤษ จะสามารถสื่อสารได้ สำเนียงไทยๆ นี่แหละ แต่ต้องให้รู้เรื่อง เมื่อนั้นอย่างน้อยเมื่อคนไทยเพื่อนร่วมชาติของฉันมีทักษะ มีวิธีคิดที่เหมาะที่ควรแล้ว เขาเหล่านั้นย่อมจะคิดได้โดยอัตโนมัติว่า เขาจะพัฒนาตัวตนของพวกเขาอย่างไร เมื่อเริ่มจากตัวพวกเขาทุกคนแล้วแน่นอนอีกหลายๆ เรื่องที่ดีงามต่อตัวเขาเองและสังคมจะตามมา

แล้วยิ่งไปกว่านั้น ก่อนจะไปถึงวันที่คนไทยพัฒนาตัวเอง ฉันก็ฝันอีกว่าระบบการดูแลสุขภาพอนามัย และสวัสดิการทางสังคมของเขาจะต้องมีการกำหนดทุกๆอย่างเอาไว้อย่างดีในระดับที่สร้างความผาสุกให้สังคมได้ ความเหลื่อมล้ำตีบแคบลง คนจนคนรวยไม่มีมีแต่คนที่เท่าเทียมกัน ฉันฝันว่า สถานศึกษา สถานพยาบาล สถานที่ราชการจะมีรองรับพวกเราทุกคน และโอกาสในการเข้าถึงทุกอย่างเหล่านี้แน่นอน ทุกคนมีสิทธิพลเมืองใช้บริการได้แน่นอน

เท่านั้นไม่พอนะ ฉันฝันว่า คนไทยทุกคนจะเดินทางถึงกันทั่วประเทศได้ ด้วยระบบคมนาคมขนส่ง ที่รวมทั้งขนคน และขนของที่แบบว่า ว้าว เชื่อมโยงกันสุดยอดไปเลย เดินทางทางรถไฟไปไหนมาไหนก็รวดเร็วมากยิ่งขึ้น โลจิสติกส์ขนของก็จะต้องมีประสิทธิภาพและราคาถูกลง

ส่วนรถไฟความเร็วสูง ฉันอยากเห็นมันมากเลย แต่ฉันก็ไม่ได้ดันทุรังต้องมีให้ได้นะ ฉันรอผู้รู้จริงๆ เขาไปทำการศึกษาวิจัยให้เสร็จก่อนว่าควรสร้างสายไหนก่อน ยาวแค่ไหน เร็วแค่ไหน ผ่านที่ไหนบ้าง แล้วนั่นแหละค่อยมาสร้างกันจริงๆ แต่ที่อยู่ในใจฉันคือ ขอมองแบบหัวก้าวหน้านิดนึงว่า ถ้าจะสร้างแล้วต้องเชื่อมโลกให้ได้จริงๆ ป้าดอกงิ้วตอแหลโกหกบอกชาวบ้านว่า จะเชื่อมอาเซียน ฉันเห็นนางจะสร้างไปเชียงใหม่ด่วนสุด ถัดมาคือโคราช แล้วหัวหิน ไม่เห็นจะติดชายแดนสักประเทศเลย ฉันเลยมองว่ารัฐบาลพี่มาร์ค ที่เคยบอกจะสร้างจากหนองคายลงยาวไปปาดังเบซาร์ต่างหากที่เชื่อมโลกของจริง ไม่รู้สินะ ไม่ได้ซับซ้อน แต่ทำไมหลายๆ คนเขายังมืดบอดอยู่อีก

ยิ่งกว่านั้น ฉันไปแอบรู้ว่ามาประเทศไทยของเรามีเงินหมุนเวียนอยู่นอกระบบเศรษฐกิจมากมายมหาศาลถึง 54% ของมูลค่า GDP ในขณะนี้ ซึ่งเล่าง่ายๆ คือว่า เงินรายได้หมุนเวียนที่สร้างจากประเทศไทยของเราอยู่ที่ 12 ล้านล้านบาท แต่มีเงินที่หมุนเวียนเป็นรายได้ที่เกิดจากทุกภาคส่วนในไทยแต่เป็นเงินนอกระบบอีกเกือบ 6 ล้านล้านบาท รวมแล้ว GDP จริงๆ ของไทยเราควรจะอยู่ที่ 18 ล้านล้าบาท ฉันพูดทำไม ฉันจะบอกว่า ประเทศไทยในฝันของฉัน ทุกอย่าง หรือเกือบทุกอย่างควรกลับเข้ามาอยู่ในระบบ อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง สิ่งนั้นคือการได้เม็ดเงินภาษีที่มากยิ่งขึ้นอย่างเยอะทีเดียว เงินเหล่านั้นกลับมาสู่มือคนของฉันอีกมากทีเดียวเหมือนกัน

ความฝันสุดท้ายของฉัน คล้ายๆ กับคนที่ฟังลุงกำนันพูดบ่อยๆ อยากได้ยินนั่นแหละ นักการเมืองชั่วๆ โง่ๆ ต้องหมดไปจากประเทศไทย การคัดเลือกคนที่ทำงานการเมืองต้องดีจริงๆ เก่งจริงๆ ตำรวจบ้าๆ รีดไถประชาชนต้องไม่มี ไม่เอาอีกแล้ว และทั้งหมดนี้ประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศร่วมกันต้องมีสิทธิสูงสุด ในการร่วมปกครองประเทศไม่ว่าในรูปแบบใดก็แล้วแต่

ฉันหวังว่า ฝันของฉันจะเป็นจริง

ลึกลับในสนามข่าว : 25 เมษายน 2557

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/politic/columnist/12154

พริษฐ์ วัชรสินธุ

000…ต้องยอมรับ ผ่านไปเพียงผ่านไม่ถึงสัปดาห์ กระแสของ น้องไอติม  พริษฐ์ วัชรสินธุ หนุ่มหน้าตาดีวัย 21 ปี หลานชาย”มาร์ค”อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับโหวตให้เป็น“ประธานชมรมโต้วาทีแห่งเมืองออกซฟอร์ด” ไม่ใช่ นายกองค์การนักศึกษาของมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ตามข่าว  แม้ ชมรมโต้วาทีแห่งเมืองออกซฟอร์ด จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด แต่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็เป็นแหล่งผลิตนักการเมือง ที่มีชื่อเสียงของโลกมามากมาย น้องไอติม ทั้งเก่งทั้งหล่อได้รับโหวต น้อยคนนักจะมีผู้ที่ไม่ใช่บุคคลในราชอาณาจักร มีโอกาสก้าวมาเป็นตำแหน่งนี้.ต้องมีความสามารถที่ทุกคนให้การยอมรับจริงๆจนโหวตให้ ที่แน่ๆน้องไอติมเรียนเก่งโดยได้รับทุน King’s Scholarship จากโรงเรียนมัธยมอีตัน ที่มีชื่อดังในประเทศอังกฤษ ที่เขาว่ากันว่า”สอบเข้ายากแล้ว แต่ได้รับทุนยากยิ่งกว่า”แล้วยังเป็นโรงเรียนเดียวกับอดีตนายกฯอภิสิทธิ์ เรียนจบมาเหมือนกันด้วย ที่สำคัญเจ้าตัวไม่คิด จะเป็นคุณหมอหรือนายแพทย์ ตามคุณพ่อคุณแม่ แต่กลับคิดจะเข้าสู่วงการการเมืองอย่าง”น้ามาร์ค”และที่ผ่านมาเคยไปฝึกงานในทำเนียบรัฐบาล ร่วมกิจกรรมต่างๆและทำร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์แล้ว...ก็จับตาดูเส้นทางการเมือง”น้องไอติม”จะก้าวตามรอยเท้าน้ามาร์คได้ หรือไม่…000

ศันสนีย์ นาคพงศ์

000…การมีโอกาสได้มีตำแหน่งทำงาน ฝ่ายบริหาร เป็นเรื่องที่นักการเมืองต่างฝันอยากเป็นทั้งสิ้น ไม่มีใครจะเหมือน‘คุณติ๋ว’ศันสนีย์ นาคพงศ์ ได้กลับมาช่วยงานรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรตั้งแต่ช่วยแรกๆลุยทำงาน โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จนได้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ใครๆต่างก็อิจฉาตาร้อนผ่าวๆ เพราะก่อนหน้านี้ ใช้ชีวิตเรียบๆ ง่ายๆ จัดรายการวิทยุเกี่ยวกับธรรมะมาตลอด เมื่อไม่มีตำแหน่งก็กลับมาสู่สามัญ ใช้ชิวิตตามปกติ มาจัดรายการวิทยุ ทาง คลื่น106 ครอบครัวข่าว รายการ”ศันสนีย์สนทนาธรรมะ”ตั้งแต่เวลาตี 5 ถึง ตี 5 ครึ่ง วันจันทร์ – วันศุกร์  โดยช่วงแรก ของรายการจะให้พระนำปฎิบัติธรรมสัก 5นาที ก่อนจะเข้ารายการสนทนา พร้อมนำ พุทธวจน ธรรมวินัย จากพุทธโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า…เพราะหลังผ่านพ้นจากตำแหน่ง รมต.มา6เดือน ก็กลับใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ได้มีเวลาได้ดูแลปรนนิบัติคุณแม่ ทำในสิ่งที่เรารัก ก็มีความสุข...แหม..อดคิดถึงเนื้อเพลงรักฝังใจ..“แม้วัน เดือนผ่าน เนิ่นนานปี หมุนกี่ราศี ไม่มีวันหน่าย โลกสำหรับฉัน มีเธอนั้น เคียงกาย ตราบดินฟ้า มอดมลาย ยังฝันใฝ่ถวิล..”…ความหมายยังกินใจเสมอ…000 

ศุภชัย ใจสมุทร

000…ย้อนหลัง ขอแสดงความยินดีกับ บังซุป ศุภชัย ใจสมุทร รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ที่ลูกสาวสุดรัก คนเดียว น้องมะปราง-พธูทิพย์ เข้าพิธีหมั้น กับ ดร.โอ๊ค กีรติ เป็นหนุ่มมีดีกรี ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยโตได กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่อายุ 23 ปี เป็นที่เรียบร้อย เมื่อวันที่11เมษายน ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ลาดพร้าว มีผู้ใหญ่มา เป็นประธานงานหมั้น ทั้ง‘อีดี้จวบ’ประจวบ ไชยสาสน์กับ‘ยืนหยัด ใจสมุทร’…บังซุปฝากบอกว่าที่ไม่ได้เชิญแขกมากมาย เพราะจัดภายใน แค่ญาติพี่น้องก็ร้อยกว่าคนแล้ว แต่หายห่วงไปอีกห่วง จะได้อุ่นใจ มั่นใจ สบายใจทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่แค่แฟนเฉยๆแล้ว แต่เป็นคู่หมั้น จากนี้ น้องมะปรางก็ต้องกลับไปเรียนต่อที่ยูนิเวอร์ซิตี้ คอลเลจ ลอนดอน (UCL) ประเทศอังกฤษ จะแต่งงานเมื่อไหร่ อาจรอให้น้องมะปรางเรียนจบปีกว่าๆโน้น”…เพียงแค่นี้หัวอกคนเป็นพ่อ เห็นลูกสาว มีความสุข ก็สุขใจแล้ว…หายห่วงจริงๆ…000

สมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล

000…ผ่านพ้นเทศกาลสงกรานต์ มีแต่เรื่องราวดีๆขอแสดงความยินดีกับ สมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล อดีต สส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้ข่าวดีในสงกรานต์ปี2557ที่ “น้องปาย”เหมือนฝัน อุทัยเวียนกุล ลูกสาวคนที่ 2 สุดน่ารัก ได้รับหนังสือตอบรับเข้าศึกษาในระดับปริญญาโท ด้านกฎหมาย พร้อมได้ทุนเรียนฟรี จากมหาวิทยาลัยมินนิโซต้า สหรัฐอเมริกา ( University of Minnesota, USA )…เรื่องนี้ สส.สมบูรณ์ ก็ฝากขอบคุณ”ท่านชวน หลีกภัย”อดีตนายกฯ ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์เป็นอย่างมากครับ..ที่ท่านได้ส่งหนังสือแนะนำให้ และฝากขอขอบคุณทุกคนที่สนับสนุนมาตลอดด้วย…แหม..น่าภาคภูมิใจและปลื้มใจจริงๆ…000

ลึกลับในสนามข่าว : 24 เมษายน 2557

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/politic/columnist/12136

รอรรถ กลิ่นประทุม

ต้องใช้คำว่า“เกิดมาเพื่อเป็นประธาน”จริงๆ สำหรับ สรอรรถ กลิ่นประทุม ประธานที่ปรึกษาพรรคภูมิใจไทย อดีต รมต.หลายกระทรวง  ไม่ว่า จะสมัครเรียน อบรมหลักสูตรไหน ถูกเพื่อนร่วมรุ่นเลือกให้เป็นประธานรุ่นทุกครั้งไป ทั้ง หลักสูตร วตท.11ก็ถูกเลือก เป็น ประธาน  

ล่าสุดสดๆร้อนๆ เรียน หลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง รุ่น 5 หรือ พตส.5 ของ กกต.น้องๆที่สมัครเข้าร่วมอบรมเป็นนักศึกษาปรากฎผองเพื่อนพี่น้องต่างเทใจเทคะแนนเลือกให้“พี่ตุ้ย สรอรรถ”ของเป็น”ประธานฯรุ่น”แบบไร้คู่แข่ง…งานแรก“พี่ตุ้ย สรอรรถ”ในฐานะประธานรุ่น พตส.5 ก็คือนำนักศึกษา ที่ประกอบไปด้วย“บิ๊กเนม”ในแวดวงต่างๆทั้งนักการเมือง นักธุรกิจ นักวิชาการและบุคลากรจากทุกภาคส่วน ขึ้นไปแอ่วเมืองเหนือ ที่ จ.เชียงใหม่-ลำพูนเพื่อดูการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นที่ จ.ลำพูนเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาก็แจ็กพอตทันที…

แต่”พี่ตุ้ย”บอกว่าเมื่อต้องมาเรียนร่วมกัน กินเวลาถึง 8เดือนเต็มๆ กว่าจะจบหลักสูตรถือว่า“ไร้สีไร้ค่าย”มีแต่พี่ มีแต่น้องๆ ว่ากันด้วยเนื้องานวิชาการล้วนๆ…

ไปๆมาๆเมื่อไปถึงลำพูน คณะ พตส.5กลับถูกมวลชนเสื้อแดง“จัดหนัก-จัดเต็ม”กลายเป็นข่าวดังไปทั่วประเทศ…

ที่จริงแล้ว เป้าหมายเสื้อแดงคือ“สมชัย ศรีสุทธิยากร”กกต.คนดัง ที่เสื้อแดง คิดว่าจะร่วมคณะไปด้วยแต่โผพลิกกลายเป็น“ทั่น ศุภชัย สมเจริญ”ประธาน กกต.มารับหน้าเสื่อคุมคณะนักศึกษาไปเองแล้วต้องมารับเคราะห์ไปเต็มๆเวลาให้สัมภาษณ์ตอบข้อซักถามมวลชนเสื้อแดง ก็ถูกน้ำสาดขว้างขวดปลิวกันให้ว่อนจนต้องรีบหลบขึ้นรถหนีกันอลละหม่าน…ช่วงชุลมุน กระจอกข่าวดันตาดีเห็น“พี่ตุ้ย-สรอรรถ”ยืนอยู่กลางวงม็อบด้วยโดนถามไถ่ได้ความว่า“ท่านศุภชัย เป็นประธาน กกต. ส่วนผมเป็นประธานนักศึกษา เมื่อมาด้วยกัน ก็ต้องไปด้วยกัน”…นี่ไง หัวอกคนเกิดมาเป็นประธานฯ ขอปรบมือให้…

งานครั้งหน้า พตส.5จะลงพื้นที่ภาคไหนดี“พี่ตุ้ย”ต้องคิดเผื่อเอาไว้หรือยัง..ต้องเช็คให้ชัวร์ กันปัญหาเกิดซ้ำอีก

พ.อ.ปภาธิป สว่างแสง

หายหน้าหายตาไปจากหน้าหนังสือพิมพ์และทีวีเสียนาน อย่าง“เสธ.หนึ่ง” พ.อ.ปภาธิป  สว่างแสง โฆษกกระทรวงกลาโหม ภายหลังแอบซุ่มไปเปลี่ยนชื่อจาก“ธนาธิป”เป็น“ปภาธิป” เพื่อความความเป็นสิริมงคล เพิ่มความสว่างไสว ความรุ่งโรจน์ให้กับชีวิต ได้ไม่นาน ล่าสุด“เสธ.หนึ่ง” สร้างความฮือฮาโดยไปปรากฏตัวเป็น“โฆษกฟุตบอลไทยพีเมียร์ลีกและสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย”โดยมีหนังสือจากสมาคมฟุตบอลฯขอตัวเป็นๆไปยังต้นสังกัดกลาโหม เรื่องนี้กระจอกข่าวสายทหารได้แอบสอบถามไปยัง“เสธ.หนึ่ง”ได้คำตอบมาว่า“พี่ยังคงทำหน้าที่เป็นโฆษกกระทรวงกลาโหม อยู่เหมือนเดิม แต่พอดี ทางสมาคมฟุตบอลฯ ได้ทำหนังสือมาถึงต้นสังกัด เพื่อขอตัวไปทำหน้าที่เป็น “โฆษกฟุตบอลไทยพีเมียร์ลีก”อีกตำแหน่ง เรื่องนี้พี่มองว่าเป็นเรื่องที่ดีมากเพราะฟุตบอลพรีเมียร์ลีกของเรา มีแนวโน้มที่ดีขึ้น มีการเติบโตชัดเจน และมีสมาชิกมากขึ้น”  แหมๆ..คนเก่งไฟแรง ใครๆก็อยากจะได้ไปร่วมงานโดยเฉพาะ“เสธ.หนึ่ง”ทำงานดี ไม่ดี ก็ดูเอาเอง  เพราะอยู่ในตำแหน่ง“โฆษกกระทรวงกลาโหม”มาต่อเนื่อง 4 ปีสมัย เอ๊ย 4ปี ซ้อน ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย หรือ พรรคประชาธิปัตย์ มาเป็นรัฐบาล“เสธ.หนึ่ง”ก็บ่หยั่น ลุยทำงานได้หมดไม่มีปัญหาครับพ้ม

ลึกลับในสนามข่าว : 22 เมษายน 2557

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/politic/columnist/12115

 เจิมมาศ  จึงเลิศศิริกุล

ไฟแรงต่อเนื่องขยันทำงานลงพื้นที่ตลอด แม้จะได้เป็น “รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์” มาหมาดๆ ซึ่งก็เป็นที่รู้กันว่า “เจิมมาศ  จึงเลิศศิริกุล” อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ นอกจากมีฝีมือทำงานการเมืองทั้งในและนอกสภา  แล้วยังถือเป็นส.ส.อีกรายที่เพื่อนพ้องแวดวงการเมืองยกนิ้วให้ว่า เป็นนักร้องเสียงดีอีกคน  อย่าง “งานวันเกิดพรรคประชาธิปัตย์”ที่ผ่านมา ‘เจ๊เจิมมาศ’ ก็มีโอกาสได้โชว์ลูกคอร้องเพลง พอหอมปากหอมคอให้มิตรรักแฟนเพลง ในเพลง‘ชั่วฟ้าดินสลาย’ ของ‘พลพล’ กับเพลง‘ใจนักเลง’ ของ ‘พี่อ๊อฟ – พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง’ ให้บรรดาผู้หลักผู้ใหญ่และมวลหมู่สมาชิกพรรค ได้ผ่อนคลายแต่มีเสียงกระซิบกระเซ้ามาว่า เอ๊…ทำไมคราวนี้ บางช่วงบางตอน เสียงของ‘เจ๊เจิมมาศ’ ออกจะหลงคีย์ เสียงสูงไปนิ๊ด  ไม่รู้ว่าตื่นเต้นอะไรรึเปล่า  หรือว่าห่างหายเวที ห่างไมค์ไปนาน เพราะมัวแต่ลงพื้นที่ เกาะติดสถานการณ์การเมืองบ้านเมืองอันร้อนฉ่าแบบใกล้ชิด เลยออกจะกังวลเคร่งเครียดไป …ยังไง ขึ้นเวทีร้องเพลงคราวหน้า ในยามที่บรรยากาศบ้านเมืองกลับมาดีดั่งเดิมแล้ว  ‘เจ๊เจิมมาศ’ คลายความกังวลไปได้  ขึ้นร้องเพลงครั้งต่อไปเสียงของเจ๊ก็จะกลับมาสดใสไพเราะเสนาะหูมิตรรักแฟนเพลง  แฟนพันธุ์แท้ในพรรคอย่างเคย นะจ๊ะ

สุเทพ  เทือกสุบรรณ

เดินหน้าเชิญชวนประชาชนออกมาร่วมกับ “มวลมหาประชาชน กปปส.”  ขับไล่รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และปฎิรูปประเทศต่อเนื่อง โดยประกาศรุกหนักช่วงสุดท้าย “วันเผด็จศึกปิดเกม”  ที่เตรียมระดมมวลชนเคลื่อนไหวครั้งใหญ่กว่าครั้งก่อนๆ  ล่าสุดวันอาทิตย์ที่ผ่านมา “ลุงกำนัน – สุเทพ เทือกสุบรรณ” เลขาธิการ กปปส. นำมวลชนเคลื่อนจาก สวนลุมพินี มุ่งหน้าศูนย์การค้าเอเชียทีค งานนี้ก็มีประชาชนจำนวนมากมายืนรอให้กำลังใจ บริจาคเงินและสิ่งของ ตลอดทางอย่างเคย  ทำให้การเคลื่อนขบวนเป็นไปด้วยความล่าช้า ระยะทางเพียง 8 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางถึง 9 ชั่วโมง… เสร็จจากการเดินขบวนรณรงค์  ลุงกำนันก็ขึ้นเวทีปราศรัยประจำวันกับมวลชนที่เวทีสวนลุมฯช่วงค่ำ  สรุปเหตุการณ์เคลื่อนขบวนตลอดทั้งวัน ที่ได้รับการตอบรับอย่างดี มีผู้คนมารอต้อนรับนับแสนคน ตอนหนึ่งลุงกำนันบอกว่า  “วันนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ถูกสาวๆรุมกอดรุมหอม รุมทึ้งมากที่สุด…” พูดจบก็ยิ้มกรุ้มกริ่มด้วยความภาคภูมิใจ ประมาณว่าให้หนุ่มๆอิจฉาตาร้อนเล่น  ก่อนจะตบท้ายว่า “…แต่หนุ่มๆไม่ต้องอิจฉาหรอกนะ เพราะสาวๆที่มารุมล้อมมากอดมาหอมผมนะ อายุอานาม 50-60 อัพขึ้นไปทั้งน้าน…” ก่อนจะหัวเราะชอบใจยกใหญ่  แหมมม…ที่พูดเนี้ยะ ไม่รู้ลุงกำนันอยากให้หนุ่มๆอิจฉา รึว่าปลอบใจตัวเองก็ม่ายรุ…+

ว่ากันด้วยเรื่องของคนดี…แม้จะตกน้ำก็ไม่ไหล ตกไฟก็ไม่ไหม้ เช่นเดียวกันกับ “ตำรวจน้ำดี” ที่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็สามารถปฏิบัติหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ได้อย่างเต็มที่ อย่าง“รองฯหมอ” พ.ต.ท.อรรฆพงษ์  สุนทรวิภาค  อดีต รอง ผกก.ตม.ระยอง ทีมงาน พล.ต.อ.สุวัฒน์ ธำรงศรีสกุล อดีตที่ปรึกษา (สบ 10) ที่เคยฝากผลงานไว้มากมายในการดูแลพื้นที่จ.ระยอง ไม่ว่าจะเป็นด้านการ “กวาดล้างปราบปรามแรงงานต่างด้าวผิดกฏหมาย – ปัญหายาเสพติดจากชาวต่างชาติ ฯลฯ”  ซึ่งรวมระยะเวลาการทำงานในเครื่องแบบ สตม.กว่า 4 ปี มีผลงานมากมายให้ได้เห็นกันแล้ว

จากนั้นรองฯหมอ ผันแปรเส้นทางจากเครื่องแบบตำรวจสีน้ำเงินเข้ม  มาเป็นสีกากี ดำรงตำแหน่ง “รอง ผกก.สส.สภ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี” ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเจ้าตัว โดยตั้งปณิธานว่าจะกลับมาทำหน้าที่รับใช้ประชาชนชาว อ.ท่าใหม่ อย่างเต็มความสามารถของตน  ภายหลังที่ย้ายกลับมาทำงานในถิ่นเกิดของตัวเอง  ในช่วงระยะเวลา 1 ปีเศษๆ ก็สร้างผลงานอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการจับผู้ต้องหาคดียาเสพติด การชก ชิง ปล้นทรัพย์ต่างๆ…ล่าสุด กระจอกข่าวทราบมาว่า ช่วงนี้ “รองฯหมอ” กำลังอยู่ในช่วงเก็บตัว และเข้าโรงเรียนอบรมผู้กำกับการฯอยู่ เตรียมตัวขึ้นแท่นผู้กำกับการฯแล้ว ต้องขอแสดงความยินดีกับว่าที่ ผกก.คนใหม่ด้วยนะขอรับ…และขอให้ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชนต่อไป ให้สมกับ “สุภาพบุรุษสีกากี” นะครับ

กระบวนการยุติธรรม “ปฏิรูป” ต้องทำทั้งระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/100603

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2557, 02.00 น.

6

แต่ไหนแต่ไร..เมื่อพูดถึง “กระบวนการยุติธรรม” สำหรับคนไทยแล้วก็จะไม่ค่อยเชื่อถือเท่าไรนัก จนมีกระแสเรียกร้องให้ทำการปฏิรูปอยู่เนืองๆ มาทุกยุคสมัย ดังที่เราได้นำเสนอไปแล้วจากหลายเวทีเสวนา ทั้งโดยบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมเอง ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ อัยการ และศาล หรือจากนักวิชาการด้านกฎหมาย ถึงปัญหาและความท้าทายมากมายที่รอการแก้ไข

              ท่ามกลางบรรยากาศของการปฏิรูปประเทศในขณะนี้ “สกู๊ปหน้า 5” ยังคงติดตามข้อเสนอแนะจากภาคส่วนต่างๆ ว่าด้วยปัญหาในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งวันนี้เราขอนำความเห็นของ นายภัทรศักดิ์ วรรณแสง เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ที่กล่าวในงานสัมมนาวิชาการเรื่อง “การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทย” ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) เมื่อปลายเดือน มี.ค. 2557 มาฝากทุกท่านกัน

              คุณภัทรศักดิ์ ในฐานะผู้พิพากษา พูดถึงปัญหากระบวนยุติธรรมไทยไว้หลายเรื่องดังนี้ 1.ความโปร่งใส ที่ไม่ครบทั้งกระบวนการ กล่าวคือแม้ในส่วนของศาลอาจจะเป็นหน่วยงานที่ได้รับความเชื่อถือมากที่สุด เพราะคำพิพากษาคดีต่างๆ มีการตีพิมพ์เผยแพร่ อธิบายเหตุผลและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน แต่ในส่วนอื่นๆ เช่นชั้นของตำรวจและอัยการ อาจจะมีปัญหา เช่น ผู้ต้องหาสามารถขอตรวจสอบสำนวนคดีได้หรือไม่? รวมถึงการตรวจสอบการใช้ดุลยพินิจของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม ระบบที่มีอยู่มีประสิทธิภาพแค่ไหน?

              2.ถูกแทรกแซง ที่ผู้มีอิทธิพลมักทำการข่มขู่คุกคาม หรือเสนอสินจ้างรางวัลกับบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ อัยการ ผู้พิพากษา หรือกับพยานบุคคลในคดีสำคัญๆ เพื่อทำให้รูปคดีบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริง เป็นต้น

              3.เลือกปฏิบัติ ถือเป็นเรื่องใหญ่มากและสังคมไทยคุ้นเคยกันดี กับคำว่า “รู้เปล่าว่าลูกใคร?” หรือสมาชิกครอบครัวของคนใหญ่คนโตทั้งหลาย เมื่อไปทำผิดมักอ้างชื่อพ่อแม่หรือญาติเพื่อข่มขู่เจ้าหน้าที่ หรือเจรจากับคู่กรณีเพื่อขอให้ยอมความ แล้วก็มักจะได้ผลบ่อยๆ เสียด้วย ซึ่งตรงข้ามกับในประเทศที่เจริญแล้ว แม้กระทั่งลูกของผู้นำประเทศ หรือคนดังทั้งหลาย เมื่อทำผิดก็อาจติดคุก หรือถูกกักขังตามกฎหมายได้ไม่ต่างจากประชาชนคนทั่วไป

              “เราคงพบเห็นข่าวหลายข่าว แม้กระทั่งคลิปใน Youtube หรือไม่กี่วันมานี้ที่ตำรวจไปเรียกรถ แล้วก็มีลูกเศรษฐีไปใช้วาจาไม่สุภาพ แสดงให้เห็นว่าการมีเส้นมีสายในสังคมไทยเป็นเรื่องน่าเป็นห่วง การที่ลูกรัฐมนตรีขับรถเมาสุราแล้วถูกจับ แล้วถามตำรวจว่า..รู้ไหมผมลูกใคร?..,มันไม่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา คือลูกสาวหรือลูกชายประธานาธิบดีเคยโดนจับ สิ่งที่เขาทำประการแรกคือพยายามปกปิดว่าเป็นลูกใคร เขากลัวพ่อจะเสื่อมเสีย

              แต่นักการเมืองของเรา ข้าราชการของเรา หรือผู้มีเส้นมีสาย มีอิทธิพลของเรา เมื่อลูกโดนจับก็จะถามทันทีว่า..รู้เปล่าผมลูกใคร?..ซึ่งถ้าผมเป็นผู้พิพากษา ผมจะตัดสินคดีว่า จากพยานหลักฐานเชื่อได้ว่าจำเลยน่าจะเมาสุรา เพราะจำไม่ได้แม้กระทั่งพ่อตัวเอง เพราะถ้าจำเลยไม่เมาสุราก็คงจำพ่อตัวเองได้ ผู้พิพากษารายนี้ กล่าว

              4.ค่าใช้จ่ายสูง เช่นที่พูดกันมากคือ “การประกันตัว” ที่ศาลมักเรียกหลักประกันในราคาสูง ทั้งนี้เจตนารมณ์ของเงื่อนไขดังกล่าวไม่ได้ต้องการเงินหรือหลักทรัพย์จำนวนมากๆ เพียงแต่ต้องการป้องกันไม่ให้ผู้ต้องหาหลบหนี แต่กลายเป็นว่าคนร่ำรวยไม่เคยต้องติดคุกระหว่างรอไต่สวนคดี ขณะที่คนยากจนต้องถูกจองจำก่อนเสมอแม้ว่าท้ายที่สุดจะผิดจริงหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเป็นเรื่อง 2 มาตรฐานอย่างหนึ่งในสังคมไทย

              5.ใช้กฎหมายเพื่อกลั่นแกล้ง แม้เป้าหมายของระบบกฎหมาย คือการสร้างความสงบสุขในสังคม แต่กฎหมายก็เปรียบเหมือนเครื่องมือชนิดหนึ่ง ที่หากผู้ใช้มีเจตนาทุจริต ย่อมแสวงหาช่องทางในกฎหมายไปเรียกรับผลประโยชน์ที่ไม่สมควรได้จากคนอื่นๆ หรือนำข้อกฏหมายไปทำลายล้างคู่แข่งขัน เป็นต้น

              6.มาตรฐานกระบวนการยุติธรรม ในประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก ดังที่ช่วงหลังๆ คำว่า “2 มาตรฐาน” กลายเป็นวลียอดฮิตไม่เพียงแต่คดีความเกี่ยวกับการเมืองเท่านั้น แต่ยังลามไปอีกหลายๆ เรื่อง ทั้งนี้คุณภัทรศักดิ์ ให้ความเห็นว่า ไม่ว่าข้อครหานี้จะจริงหรือไม่ ก็อยากให้บุคลากรในกระบวนการยุติธรรมพิจารณาตนเองก่อน ถ้าจริงก็ต้องปรับปรุง หรือหากไม่จริงก็ต้องต้องชี้แจงเหตุผลให้สาธารณชนรับทราบ

              7.ระยะเวลาดำเนินคดี ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์บ่อยๆ คือบางคดีตัดสินล่าช้าจนเกินไป จนมีคำกล่าวว่า“ความยุติธรรมที่ล่าช้าย่อมเท่ากับความไม่ยุติธรรม” แต่ขณะเดียวกัน การเร่งพิจารณาคดีเร็วเกินไปก็อาจนำไปสู่ความไม่ยุติธรรมเช่นกัน

              8.ความน่าเชื่อถือของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลากรในชั้นสอบสวน (ตำรวจ) อันเป็นหน่วยงานยุติธรรมระดับต้นน้ำถือว่าสำคัญมาก ผู้ปฏิบัติงานต้องมีทั้งหลักคุณธรรมและหลักประสิทธิภาพ เพาะหากกระบวนการยุติธรรมชั้นต้นดังกล่าวมีปัญหาเสียแล้ว ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่ปลายทางจะดีได้

              9.กรอบการทำงานของศาล อย่างที่ทราบกันว่าศาลไทยใช้ระบบกล่าวหาเป็นหลัก ผู้พิพากษามีหน้าที่เพียงรับฟังและพิจารณาพยานหลักฐาน และคำให้การเท่าที่โจทก์และจำเลยยกมากล่าวอ้างเท่านั้น ยกเว้นบางศาล เช่น ศาลที่พิจารณาคดีนักการเมือง จะใช้ระบบไต่สวน ตุลาการผู้พิจารณาคดีสามารถซักถามเกี่ยวกับคดีเพิ่มเติม นอกเหนือจากที่โจทก์และจำเลยนำมาแสดงต่อหน้าศาลได้ อย่างไรก็ตาม คุณภัทรศักดิ์เห็นว่าควรพิจารณาเป็นเรื่องๆ ไป  หากเป็นคดีที่คู่ความมีศักยภาพเท่ากันย่อมไม่ต้องใช้ระบบไต่สวน

              สอดคล้องกับที่เราเคยนำเสนอไป กรณี “ศาลปกครอง” ที่ใช้ระบบไต่สวน ด้วยเหตุผลว่าศาลปกครองเป็นศาลรับพิจารณาคดีระหว่างประชาชนกับหน่วยงานของรัฐ ซึ่งในความเป็นจริง ประชาชนคนธรรมดาไม่มีทางเลยที่จะแสวงหาหลักฐานได้ครบถ้วนเพื่อพิสูจน์ความจริงเมื่อเทียบกับบุคลากรของรัฐ

              ตามที่มีผู้เปรียบเทียบว่าเหมือน “เด็กชกต่อยกับผู้ใหญ่” เด็กย่อมเสียเปรียบผู้ใหญ่เป็นธรรมดาเพราะตัวเล็กกว่าและแรงน้อยกว่า อันถือเป็นความไม่ยุติธรรมอย่างหนึ่ง ดังนั้นการกำหนดให้ศาลปกครองใช้ระบบไต่สวน ผู้พิพากษามีอำนาจซักถามหรือเรียกหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่คู่ความเสนอ ทำให้คนตัวเล็กตัวน้อยที่มีข้อพิพาทกับหน่วยงานรัฐ มีโอกาสได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น

              “จะเห็นว่าระยะหลังๆ ใช้บริการศาลกันเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นคดีเลือกตั้ง คดีผู้บริโภค คดีท่องเที่ยว คดีนักการเมือง คดีภาษีทรัพย์สิน คดีแรงงาน ยาเสพติด ปปท. (คดีทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ) ที่ดิน..อันนี้บางส่วนเท่านั้นนะครับ แต่ทำยังไงได้ คนไว้ใจ สังคมไว้ใจผู้พิพากษา ก็เป็นที่มาว่าทำไมโยนให้ศาล เพราะระบบศาลเป็นระบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ แต่ทำยังไงจะให้องค์กรอื่นๆ มาเป็นอย่างศาลบ้าง เป็นเรื่องที่เราควรจะปรับปรุง” เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ฝากทิ้งท้าย

 

SCOOP@NAEWNA.COM

“บช.ก.” ผนึกกำลัง “FBI” รับมือ “คดีฆาตกรรมต่อเนื่อง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/100203

วันอังคาร ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2557, 02.00 น.

1

           จากกรณี ด.ญ.อธิตยา เพชรดอน หรือน้องการ์ตูน อายุ 6 ปี ถูกลักพาตัวและฆาตกรรมบริเวณพงหญ้า ใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS แบริ่ง เมื่อปลายปี 2556 ซึ่งในเวลาต่อมา ตำรวจสามารถจับกุม นายหนุ่ย หรือติ๊งต่าง (ไม่ทราบนามสกุล) อายุ 36 ปี ผู้ต้องหาคดีดังกล่าวได้  และจากการสืบสวนย้อนหลัง พบว่าเคยก่อเหตุลักษณะเดียวกันมาแล้วหลายครั้ง สะท้อนให้เห็นว่า ภัยจากอาชญากรรมประเภท “ฆาตกรต่อเนื่อง” (Serial Killer) ที่เคยเห็นแต่ในภาพยนตร์หรือข่าวต่างประเทศ อาจไม่ใช่เรื่องไกลตัวสังคมไทยอีกต่อไป

          พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) จึงมีแนวความคิดที่จะประสานงานกับผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานสอบสวนกลางสหรัฐอเมริกา (FBI) ในการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไทย ได้ศึกษาพฤติกรรมศาสตร์ของคนร้ายในคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง เพื่อหาทางป้องกันเหตุร้ายลักษณะดังกล่าว

จึงเป็นที่มาของ “โครงการอบรมการสืบสวนพิเศษ (FBI investigation Course)” เมื่อวันที่ 17-19 เม.ย. 2557 ที่ผ่านมา ซึ่งในครั้งนี้มี นายโจ ฟอนเซก้า (Mr.Joe Fonseca) เจ้าหน้าที่สืบสวนพิเศษ FBIสหรัฐอเมริกา มาเป็นวิทยากรให้ความรู้

          “ตำรวจไทยยังขาดความรู้ความชำนาญเฉพาะทาง เช่น การสืบสวนคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง จึงมีแนวความคิดที่จะประสานกับผู้เชี่ยวชาญจากหน่วย FBI เพื่อร่วมเรียนรู้แลกเปลี่ยนการทำงานร่วมกัน จากการปฏิบัติจริง (Learning by doing) โดยสามารถนำความรู้ไปขยายผลเผยแพร่ความรู้ต่อไป เป็นก้าวย่างสำคัญ เพื่อผลิตต้นแบบของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านการสืบสวน ให้มีความรู้ความสามารถเพียบพร้อมตามแนวทางการสืบสวนสมัยใหม่ที่อาศัยหลักวิชาการ”  ผบช.ก. กล่าว

ในส่วนของเจ้าหน้าที่ซึ่งเข้าร่วมรับฟังการอบรมและสัมมนาเชิงวิชาการในครั้งนี้ ประกอบด้วย ตัวแทนตำรวจระดับ รอง สว. จากกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) กองบัญชาการตำรวจภูธร (บช.ภ.) 1-9 และศูนย์บริหารงานจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.) รวม 20 นาย มีวัตถุประสงค์ เพื่อนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับการถ่ายทอดจากวิทยากร ข้อแนะนำขั้นตอนการปฏิบัติต่างๆ ตั้งแต่รับแจ้งเหตุ กระบวนการสืบสวนสอบสวนค้นหาความจริง ตลอดจนการเป็นพยานในชั้นพิจารณาคดี

นายโจ ซึ่งเป็น 1 ใน 6 ผู้เชี่ยวชาญคดีเกี่ยวกับอาชญากรรมเด็ก ระบุว่า ในสหรัฐอเมริกา การที่เด็กหายไปถือเป็นเรื่องใหญ่มาก เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษ โดยให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเด็กถูกลักพาตัวในทุกกรณีไป แม้ว่าภายหลังอาจพบว่าไม่ใช่การลักพาตัว แต่เป็นเพียงการหลบซ่อนพ่อแม่-ผู้ปกครอง เท่านั้น ทั้งนี้ “ฐานข้อมูลเด็กหาย” ไม่ว่าของตำรวจหรือหน่วยงานอื่นๆ มีความสำคัญในการสืบสวนคดีเป็นอย่างมาก

          “ประเทศสหรัฐอเมริกา จะให้ความสำคัญกับเรื่องฐานข้อมูลเด็กหาย เพราะเรามีพื้นที่กว้างใหญ่ การทำงานของเจ้าหน้าที่ต้องประสานงานกันอย่างมีประสิทธิภาพ กรณีเด็กหายทุกรายจะสันนิษฐานไว้ก่อนว่าถูกลักพาตัว เพื่อการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานมีความรอบคอบรัดกุมมากที่สุด”

ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมเด็ก FBI กล่าว ถึงกระนั้น ลำพังตำรวจเพียงหน่วยงานเดียวคงไม่สามารถสืบสวนจนปิดคดีลงได้ หากไม่ได้รับการช่วยเหลือจากประชาชน โดยเฉพาะเครือข่ายชุมชนที่จะต้องเข้ามามีส่วนรวม เพราะคนในชุมชนจะให้ข้อมูลทางกายภาพได้ดีที่สุด ทั้งนี้หลายคดีที่คลี่คลายลงได้ในสหรัฐฯ ก็เพราะความร่วมมือจากประชาชนในชุมชนที่ให้ข้อมูลข้อเท็จจริง

         “ต้องอย่าลืมว่า กรณีเด็กหาย อาจเกิดจากบุคคลในครอบครัวเองก็เป็นได้ การสอบสวนจะต้องแยกกันสอบระหว่าง พ่อ แม่ ผู้ปกครอง ผู้ที่ใกล้ชิดกับเด็ก ยังต้องถือเป็นบุคคลต้องสงสัย อย่าลืมว่าอาชญากรรมเกิดขึ้นได้กับทุกคน แม้จะเป็นคนใกล้ตัว อาชญากรรมไม่เลือกเชื้อชาติ ไม่เลือกการนับถือศาสนา  

          จึงเป็นสิ่งที่ตำรวจต้องเข้าใจในการทำงานเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ปกป้องผู้ที่อาจตกเป็นเหยื่อโดยเฉพาะเป้าหมายที่อ่อนแออย่างเด็ก อย่างไรก็ดี การที่ตำรวจไทยที่เข้าร่วมการอบรมครั้งนี้ เดินทางมาจากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ นับเป็นโอกาสที่ดีในการประสานความร่วมมือเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการสืบสวนคดีดังกล่าว” นายโจ ให้ความเห็น

ด้าน พ.ต.ท.บุรินทร์ สว.กก.4 บก.ป.กล่าวว่า จากกรณีการจับกุมนายหนุ่ย หรือติ๊งต่าง ไม่ทราบนามสกุล ผู้ต้องหาฆ่าน้องการ์ตูน แม้ว่าตามกระบวนการของกฎหมายจะมีการพิจารณาคดีในชั้นศาลไปแล้ว แต่ที่ผ่านมา ก็ยังไม่มีใครทราบข้อมูลที่แน่ชัดว่าคนร้ายรายนี้เคยก่อเหตุกับเด็กมากี่คนกันแน่ และเป็นไปตามที่ได้ให้การว่าลงมือมาแล้ว 4-5 ราย เท่านั้นจริงหรือไม่

บุคคลเหล่านี้นับเป็นบุคคลอันตรายในสังคม ซึ่งยังมีอีกหลายราย โดยที่เราไม่อาจทราบได้เลยว่าใครเป็นคนร้าย ใครเป็นอาชญากร คนบริสุทธิ์ในสังคมอาจต้องเผชิญกับบุคคลเหล่านี้ได้ตลอดเวลาในการใช้ชีวิตประจำวัน จึงเป็นสิ่งที่สังคมต้องช่วยกันคิด ช่วยกันหาวิธีการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว

        “จะทำอย่างไรที่จะสามารถแยกบุคคลกลุ่มเสี่ยง หรือคนร้ายที่แฝงตัวปะปนอยู่กับคนทั่วไป เอาตัวเขามาบำบัดรักษา หรือใช้วิธีการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เพื่อลดปัญหาที่สร้างความโศกสลดต่อสังคม ปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนหนังม้วนเก่าที่กลับมาฉายใหม่ เฉกเช่นสภาพสังคมในทุกวันนี้”พ.ต.ท.บุรินทร์ กล่าว

นอกจากเป็นการเตรียมรับมือภัยคดีฆาตกรรมต่อเนื่องแล้ว การเชิญวิทยากรจาก FBI มาในครั้งนี้ ยังเป็นการให้ความรู้ถึงกระบวนการทำงานของตำรวจที่เป็นสากล อันนำไปสู่การค้นพบความจริงของคดีในทุกมิติ มีมุมมองการทำงานที่ไม่ยึดเพียงการใช้กำลัง ใช้อาวุธในการจับกุม อีกทั้งยังเป็นการลดปัญหาการจับกุมคนร้ายผิดตัว ทำให้ไม่ต้องเป็นมรดกบาปที่จะเกิดขึ้นกับวงการตำรวจไทยในอนาคตด้วย ซึ่งการอบรมครั้งนี้อธิบายในทุกขั้นตอนตั้งแต่รับแจ้งเหตุ กระบวนการสืบสวนสอบสวนค้นหาความจริง ตลอดจนการเป็นพยานในชั้นพิจารณาคดี

         “ในอดีตที่ผ่านมา การคลี่คลายคดี ตำรวจมักจะใช้วิธีการที่สุ่มเสี่ยงกับการกระทำผิดเสียเอง ซึ่งแต่นี้ไปนับเป็นโชคดีของประชาชนคนไทย ที่ตำรวจคลื่นลูกที่ 3 ได้มาเข้าร่วมอบรมในครั้งนี้ และจะได้รับการถ่ายทอดวิธีการทำงานที่ถูกต้องเป็นสากลไปใช้ ซึมซับให้เพื่อนร่วมงานเห็นเป็นแบบอย่าง การทำงานของตำรวจจำเป็นต้องมีความรู้เป็นอย่างมาก ตำรวจที่ดีจึงควรต้องมั่นหาความรู้และพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ

         เมื่อตำรวจเราทำงานตามหน้าที่อย่างเต็มที่ ตามหลักความรู้ที่ถูกต้อง ย่อมส่งผลสำเร็จในการทำงาน เช่น การสามารถสืบจับคนร้ายได้ นอกจากจะได้รับผลงานแล้ว อีกทางหนึ่งก็จะได้รับคำขอบคุณสรรเสริญจากญาติพี่น้องของผู้สูญเสีย ได้บุญกุศลมหาศาล และที่สำคัญก็จะทำให้ประชาชน รวมถึงสังคมและประเทศชาติสงบสุขด้วย” ผบช.ก. กล่าวทิ้งท้าย

SCOOP@NAEWNA.COM

สร้างสถานการณ์กดดัน บีบนับหนึ่งใหม่เพื่อตระกูลชิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/100762

วันเสาร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2557, 02.00 น.

6

ยิ่งใกล้วันที่ศาลรัฐธรรมนูญจะนัดชี้ชะตากรรมนายกฯนางดอกงิ้วยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในคดีย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงไม่ชอบด้วยกฏหมาย ขบวนการอันธพาลก่อการร้ายที่เคลื่อนไหวใต้ดินก็ยิ่งปฏิบัติการเหิมเกริมท้าทายผู้รักษากฏหมายโดยล่าสุดเมื่อค่ำวันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมามีการลอบยิงกระสุนระเบิดด้วยเครื่องยิงเอ็ม 79 ใส่สำนักงานใหญ่หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ริมถนนวิภาวดีรังสิต และในเวลาไล่เลี่ยกันก็ถล่มด้วยอาวุธสงครามร้ายแรงชนิดเดียวกันใส่ที่ทำการศาลปกครองถนนแจ้งวัฒนะ 

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยต้องออกแถลงการณ์ประณามเหตุร้ายที่เกิดกับหนังสือพิมพ์เดลินิวส์โดยชี้ว่าเป็นการคุกคามสิทธิเสรีภาพของสื่อ โดยก่อนหน้านี้เคยเกิดเหตุการณ์ลอบยิงกระสุนระเบิดด้วยเครื่องยิงแบบเอ็ม 79 ใส่สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสอย่างอุกอาจมาแล้ว

ตลอดช่วงที่ผ่านมามีการก่อเหตุร้ายด้วยกระสุนระเบิดแบบเอ็ม 79 แทบจะรายวันโดยเป้าหมายล้วนเป็นฝ่ายที่ถูกมองว่าเป็นศัตรูของรัฐบาลทรราชหุ่นเชิดทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นที่ชุมนุมมวลมหาประชาชน กปปส.  ศาลรัฐธรรมนูญ   ศาลอาญา ศาลแพ่ง ศาลปกครอง รวมทั้งองค์กรอิสระโดยเฉพาะที่ทำการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)  โดยตลอด 5 เดือนที่ผ่านมาการก่อเหตุร้ายทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วเกือบ 30 ราย บาดเจ็บเกือบ 800 ราย

แต่น่าแปลกที่การก่อเหตุร้ายแรงที่อุกอาจท้าทายกฏหมาย แต่กลับไม่สามารถจับกุมคนร้ายได้แม้แต่รายเดียวทำให้มีการตั้งคำถามการปฏิบัติหน้าที่ของศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย(ศอ.รอ.)ที่มีร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ รวมทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.)

ศอ.รส.ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่ามีหน้าที่ดูแลให้บ้านเมืองเกิดความสงบเรียบร้อย แต่ 5 เดือนที่ผ่านมา ศอ.รอ.นอกจากไม่สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยให้เกิดขึ้นแล้ว  ยังเป็นเครื่องมือของรัฐบาลทรราชหุ่นเชิดยิ่งลักษณ์ในการจ้องเล่นงานฝ่ายตรงข้ามและโฆษณาชวนเชื่อรายวันซึ่งยิ่งสุมไฟวิกฤติความแตกแยกในชาติให้ลุกโชนมากขึ้น ซ้ำยังผลาญงบประมาณแผ่นดินไปแล้วกว่า 2 หมื่นล้านบาทท่ามกลางข่าวการทุจริตมโหฬาร

เช่นเดียวกับสตช.ที่กลายเป็นรัฐตำรวจและแทบจะเรียกได้ว่าเป็นหน่วยงานของตระกูลชินไปแล้วอย่างสิ้นเชิง

ล่าสุด ร.ต.อ.เฉลิม วันๆเอาแต่พ่นน้ำลายหาเรื่องชวนทะเลาะรายวันด้วยการขู่เตรียมใช้ตำรวจหน่วยรบพิเศษบุกจับแกนนำมวลมหาประชาชนภายใต้การนำของของ กำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(กปปส.)

เพราะฉะนั้นยิ่งใกล้วันชี้ชะตาอนาคตรัฐบาลทรราชหุ่นเชิดระบอบทักษิณเข้าไปเท่าไหร่ดูเหมือนการสร้างสถานการณ์ก่อเหตุร้ายจะรุนแรงดุเดือดมากขึ้นทุกขณะหวังกดดันให้มีการเจรจาเพื่อนับหนึ่งใหม่ตามที่นักโทษหนีคุกผู้เป็นนายใหญ่ต้องการ ไม่งั้นก็ต้องเดิมพันด้วยบ้านเมืองลุกเป็นไฟเกิดกลียุคนองเลือด

 

ทีมข่าวการเมือง

จับตา4แนวทางศาลรธน. วันชี้ชะตาเชือด”ปู”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/100609

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2557, 02.00 น.

12

             นับว่าศาลรัฐธรรมนูญให้ความเป็นธรรมโดยยอมขยายเวลาให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกฯขยายเวลาชี้แจงออกไปอีก 15 วันหรือไปจนถึงวันที่ 2 พ.ค.นี้ในคดีย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี พ้นเก้าอี้เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติโดยไม่ชอบด้วยกฏหมาย  จากนั้นศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยานครั้งสุดท้ายในวันที่ 6 พ.ค. ก่อนที่จะกำหนดวันชี้ชะตา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งคาดว่าน่าจะไม่เกินกลางเดือน พ.ค. ท่ามกลางการลุ้นระลึกของคนทั้งประเทศว่าผลการวินิจฉัยชี้ขาดของศาลรัฐธรรมนูญจะออกมาอย่างไร เพราะหากชี้ขาดให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์และคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันสิ้นสภาพก็จะนำไปสู่การพลิกโฉมทางการเมืองครั้งสำคัญ

นักสังเกตุการณ์ทางการเมืองประมวลและประเมินความน่าจะเป็นในผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญแล้วสรุปว่ามีแนวโน้มที่จะออกมา 4 แนวทางด้วยกันคือ

แนวทางแรก. ศาลยกคำร้องด้วยเหตุผลคือ ศาลเห็นว่าในเมื่อ น.ส.ยิ่งลึกษณ์รวมถึงคณะรัฐมนตรีคนอื่นๆได้พ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุยุบสภาผู้แทนราษฏรเมื่อวันที่ 9 ธ.ค.ที่ผ่านมาไปแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะวินิจฉัยคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์และคณะรัฐมนตรีชุดนี้ได้อีก

ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งก็คือคำพิพากษาของศาลปกครองสูดสุดไม่ได้ระบุว่าการย้ายนายถวิลเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพียงแต่กระทำไม่ถูกต้องตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ประกอบกับนายกรัฐมนตรีมีอำนาจสูงสุดในการบริหารประเทศตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 จึงไม่เข้าข่ายมีความผิด

อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์มองว่าแนวทางนี้มีโอกาสเป็นไปได้น้อยมากหากพิจารณาจากหลักฐานคือคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดที่ระบุว่าการย้าย นายถวิล ไม่ชอบด้วยกฏหมายและให้คืนตำแหน่งเลขาธิการสมช.แก่ นายถวิล โดยเร็ว รวมทั้ง ข้อกฏหมายและเจตนาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ที่ผิดอย่างชัดเจน

แนวทางที่ 2  ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ พ้นสภาพนายกฯเฉพาะตัวเพียงคนเดียวตามมาตรา 182 ของรัฐธรรมนูญ  ด้วยเหตุผลที่ว่า การกระทำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ฝ่าฝืนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา 266 และ 268 ว่าด้วยการแทรกแซงก่าวก่ายข้าราชการอย่างไม่เป็นธรรม  ส่วนรัฐมนตรีคนอื่นๆยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้จนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ ซึ่งเหมือนกับการพ้นจากตำแหน่งของ นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี จากกรณีไปออกรายการ”ชินไปบ่นไป”  และกรณี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่แม้ถูกศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดให้พ้นสภาพ แต่คณะรัฐมนตรีในขณะนั้นยังทำหน้าที่ต่อไปจนกระทั่งสภาผู้แทนราษฏรสรรหานายกฯคนใหม่

แนวทางที่ 3 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ บรรดารัฐมนตรีที่เคยร่วมประชุมเห็นชอบให้ย้ายนายถวิลเมื่อปี 2554 พ้นจากตำแหน่ง เพราะไม่เกี่ยวข้องกับคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันนี้  โดยรัฐมนตรีเมื่อปี 2554 มีเกือบ 10 คนที่ยังร่วมอยู่ในคณะรัฐมนตรีชุดนี้

แนวทางที่ 4 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันสิ้นสภาพทั้งชุด โดยวินิจฉัยตามมาตรา 180 ที่บัญญัติว่า เมื่อนายกฯพ้นจากตำแหน่ง คณะรัฐมนตรีซึ่งแต่งตั้งโดยนายกฯก็ต้องสิ้นสภาพไปโดยปริยาย ซึ่งแนวทางนี้ถือว่าแรงที่สุด และรัฐบาลทรราชหุ่นเชิดระบอบทักษิณภายใต้การนำของน.ส.ยิ่งลักษณ์ กลัวมากที่สุด ถึงกับขู่ว่าหากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินออกมาในแนวทางนี้จะไม่ยอมรับและเกิดกลียุคนองเลือดแน่นอน

เพราะฉะนั้นต้องรอลุ้นระทึกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะกล้าลงดาบประหารหรือจะเดินสายกลางคำนึงถึงหลักรัฐศาสตร์เพราะเกรงจะเกิดกลียุคนองเลือดตามคำขู่ของขบวนการเพื่อแม้ว

ทีมข่าวการเมือง

เพื่อแม้วจี้รวบรัดเลือกตั้ง ปัญหาไม่จบซ้ำสุมไฟวิกฤติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/100460

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2557, 02.00 น.

10

รัฐบาลทรราชหุ่นเชิดระบอบทักษิณที่สมคบกับพรรคร่วมรัฐบาลปัจจุบันเดินเกมกดดันคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)อย่างหนักเพื่อรวบรัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่โดยเร็วที่สุดเพราะการเลือกตั้งเป็นเพียงทางรอดเดียวที่ระบอบทักษิณจะใช้เป็นเครื่องมือพลิกฟื้นสถานการณ์ที่กำลังใกล้จนตรอกให้กลับมาเป็นต่อหวังชุบตัวฟอกสิ่งชั่วร้ายทั้งปวงที่ตัวเองก่อไว้ และปูทางให้ระบอบทักษิณกลับมาผูกขาดอำนาจโกงบ้านกินเมืองยึดครองประเทศอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอย่างถูกต้องชอบธรรมโดยอ้างเสียงประชาชนส่วนใหญ่ตามระบอบประชาธิปไตย

ทั้งนิ้รัฐบาลทรราชหุ่นเชิดนายกฯนางดอกงิ้วมั่นใจว่าด้วยความได้เปรียบในฐานะที่คุมกลไกอำนาจรัฐ สารพัดโครงการประชานิยมที่มอมเมาหลอกประชาชน  รวมทั้งเงินสกปรกที่โกงมาจำนวนมหาศาล และที่สำคัญคือสามารถอาศัยสารพัดกลโกงเอาชนะการเลือกตั้งกลับมาเป็นรัฐบาลได้ไม่ยาก

กลโกงเลือกตั้งอีกอย่างของขบวนการระบอบทักษิณก็คือใช้วิธีการถ่อยดิบเถื่อนโดยอาศัยแก๊งอันธพาลเสื้อแดงคุกคามสกัดกั้นการหาเสียงในจังหวัดต่างๆของพรรคฝ่ายตรงข้ามคือประชาธิปัตย์โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือซึ่งเป็นฐานที่มั่นสำคัญของพรรคเพื่อไทย ซึ่งที่ผ่านมาก็เคยเกิดเหตุการณ์บุกทำร้ายหรือรื้อเวลาหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์มาแล้ว

ล่าสุด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ต้องถอนตัวจากการร่วมประชุมตัวแทน 58 พรรคการเมืองเพื่อกำหนดวันเลือกตั้งซึ่งจัดโดยกกต.อย่างกระทันหันหลังถูกขู่ปองร้ายถึงชีวิตด้วยระเบิดฆ่าตัวตาย โดยมีการเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ของผู้ใช้ชื่อว่า “ลุงยิ้ม ตาสว่าง” ซึ่งก่อนหน้านี้เคยออกมาส่งสัญญาณล่วงหน้าว่าจะเกิดเหตุร้ายกับมวลมหาประชาชน กปปส. ซึ่งจากนั้นไม่นานก็เกิดเหตุร้ายขึ้นจริงทุกครั้งโดยก่อนหน้านี้ก็คือการลอบยิงถล่มขบวนมวลมหาประชาชน กปปส.ที่นำโดยกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ บนทางด่วนแจ้งวัฒนะจนทำให้การ์ดกปปส.เสียชีวิต 1 คนและมีมวลชนบาดเจ็บอีกหลายคน

ไม่เพียง นายอภิสิทธิ์ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์อีกหลายต่อ หลายคนที่เดินทางไปยังจังหวัดภาคอีสานและภาคเหนือเมื่อเร็วๆนี้ก็ยังถูกกลุ่มเสื้อแดงข่มขู่คุกคามด้วยวิธีการถ่อยดิบเถื่อน

เพราะฉะนั้นภายใต้สถานการณ์ที่ยังมีการใช้วิธีการสกปรกข่มขู่คุกคามความปลอภัยและสกัดพรรคคู่แข่งไม่ให้หาเสียงได้สะดวกจึงถือไม่ใช่เป็นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมตามระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และที่สำคัญการเลือกตั้งยังถูกต่อต้านจากมวลมหาประชาชนหลายล้านคนที่พร้อมจะนำไปสู่ความขัดแย้งอย่างรุนแรงโดย กำนันสุเทพ ประกาศชัดเจนว่าจะไม่ยอมให้มีการเลือกตั้งอย่างเด็ดขาดตราบใดที่ยังไม่ปฏิรูปการเมือง และยิ่งหากรัฐบาลทรราชหุ่นเชิดระบอบทักษิณชนะการเลือกตั้งกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งเชื่อได้เลยว่าการปฏิรูปประเทศไม่เกิดแน่นอนเพราะการปฏิรูปประเทศคือหนามยอกอกขัดขวางการทุจริตคอรัปชั่นและผูกขาดอำนาจของระบอบทักษิณ

ดังนั้นด้วยสถานการณ์การเลือกตั้งที่ไม่ชอบมาพากลอย่างที่เป็นอยู่หากขืนดังทุรังมีเลือกตั้งบ้านเมืองลุกเป็นไฟแน่ จึงไม่แปลกที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร 1 ใน 5 เสือคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ย้ำนักย้ำหนาเตือนว่า ตราบใดที่การแก้ปัญหาความขัดแย้งและการปฏิรูปประเทศยังไม่ได้ข้อยุติที่ชัดเจนก็ไม่สมควรมีการเลือกตั้งเพราะไม่อย่างนั้นปัญหาไม่มีทางจบซ้ำยังสุมไฟวิกฤติให้ลุกโชนรุนแรงมากขึ้น

 

ทีมข่าวการเมือง

อันธพาลหลักกูทุรนทุราย ถ่อยดิบเถื่อนสู้แบบจนตรอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/100295

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2557, 02.00 น.

15

              รัฐบาลทรราชหุ่นเชิดระบอบทักษิณภายใต้การนำของนายกฯนางดอกงิ้วยิ่งลักษณ์ ชินวัตรคงรู้ตัวว่าเวลาแ ห่งอำนาจอันชั่วร้ายใกล้จะปิดฉากลงตามกฏแห่งกรรมเข้ามาทุกขณะจากการลงดาบของศาลรัฐธรรมนูญในคดีย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติโดยไม่ชอบด้วยกฏหมาย และคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวที่ใกล้จะชี้มูลความผิดโดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ซึ่งทั้งสองกรณีบรรดากูรูทั้งหลายต่างฟันธงว่าผิดชัดแจ้งไม่มีทางรอด เพราะฉะนั้นรัฐบาลทรราชหุ่นเชิดนางดอกงิ้วจึงดิ้นพล่านทุรนทุรายสู้แบบถ่อยดิบเถื่อนแม้แต่การดึงฟ้าลงต่ำและข่มขู่คุกคามศาลรัฐธรรมนูญรวมทั้ง ป.ป.ช.อย่างไม่คำนึงถึงผิดถูกชั่วดี

การสู้แบบแบบจนตรอกทุรนทุรายโดยไม่แยกแยะวิธีการดีหรือเลวของ ศอ.รส. เมื่อนายชัยเกษม นิติสิริ รมว.ยุติธรรม เจ้าของไอเดียเสนอให้รัฐบาลทูลเกล้าฯในหลวงขอพระบรมราชวินิจฉัยให้รัฐบาลรักษาการอยู่ในอำนาจต่อไปหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายกฯนางดอกงิ้วสิ้นสภาพ ถึงกับโกหกพกลมอ้างว่าผู้นำกองทัพมีมติเห็นด้วยกับศอ.รส. จน พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง

             ผู้บัญชาการทหารอากาศ ต้องออกมาฉีกหน้าจับโกหกว่ากองทัพไม่เคยมีมติอย่างที่อ้าง

พอถูกผู้นำเหล่าทัพจับได้ว่าโกหกหน้าด้านๆจนหน้าแตกหมอไม่รับเย็บ  ร.ต.อ.เฉลิม ถึงกับแก้เกี้ยวยอมเสียหน้ารีบออกมาขอโทษขอโพยผู้นำเหล่าทัพยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น  พร้อมทั้งใช้เล่ห์สร้างเกราะป้องกันตัวเองโดยย้ำว่าต่อไปการแถลงของ ศอ.รส.จะเป็นความรับผิดชอบส่วนบุคคล ไม่เกี่ยวกับศอ.รส. ซี่งนั่นเท่ากับประจานตัวเองว่า ที่ผ่านมาการแถลงของศอ.รส.ไม่มีอะไรน่าเชื่อถือ หรือแม้แต่สิ่งที่จะแถลงในอนาคตก็ไม่มีหลักประกันว่าจะเป็นเรื่องจริงเพราะเป็นเรื่องส่วนบุคคล ศอ.รส.ไม่ขอรับผิดชอบ

พฤติกรรมของ ศอ.รส.ซึ่งเป็นกระบอกเสียงรัฐบาลทรราชหุ่นเชิดระบอบทักษิณทำให้นึกถึงพุทธพจน์ที่ว่า “คนที่โกหกพกลม ไม่ทำชั่วเป็นไม่มี”

นอกจากบังอาจเหิมเกริมดึงฟ้าต่ำกดดัน รัฐบาลทรราชหุ่นเชิดระบอบทักษิณยังใช้วิธีการข่มขู่โดยใช้ความหายนะของชาติบ้านเมืองเป็นตัวประกัน โดย ร.ต.อ.เฉลิม ขู่ว่าถ้าศาลรัฐธรรมนูญตัดสินออกมาในลักษณะที่ทำให้รัฐบาลทรราชหุ่นเชิดต้องสิ้นสภาพทั้งยวงจะเกิดนองเลือดกลียุคแน่นอน

ล่าสุดแก๊งเสื้อแดงยกพวกบุกที่ทำการศาลรัฐธรรมนูญ ถนนแจ้งวัฒนะ แต่มวลมหาประชาชนกปปส.แจ้งวัฒนะภายใต้การนำของ หลวงปู่พุทธอิสระ เข้าสกัดทำให้แก๊งเสื้อแดงล่าถอยไปโดยแก๊งเสื้อแดงขู่อาฆาตว่าจะยกพวกมาอีกแน่โดยจะรื้อเวทีมวลมหาประชาชนแจ้งวัฒนะให้ราบคาบ

ขณะที่มีรายงานข่าวกองทัพเสื้อแดงเตรียมแผนยกกำลังบุกศาลรัฐธรรมนูญและป.ป.ช.ก่อนวันชี้ชะตารัฐบาลเพื่อข่มขู่คุกคาม ขณะเดียวกันกองกำลังติดอาวุธใต้ดินของระบอบทักษิณก็เตรียมอาละวาดก่อเหตุร้ายเพื่อสร้างสถานการณ์กดดันรุนแ รงขึ้นเรื่อยๆ

         เพราะฉะนั้นจากพฤติกรรมขบวนการระบอบทักษิณที่คุกคามกดดันไม่ยอมรับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญและ ปปฃ.ซึ่งเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ รวมทั้ง ยังขู่จะเกิดนองเลือดถ้าศาลรัฐธรรมนูญและป.ป.ช.ตัดสินใจไม่ถูกใจตัวเอง อย่างนี้มันพฤติการณ์ถ่อยดิบเถื่อนของขบวนการอันธพาลหลักกูชัดๆ

ทีมข่าวการเมือง

เล่ห์นช.แม้วจับชาติเป็นตัวประกัน ทำได้ทุกอย่างเพื่อตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/100200

วันอังคาร ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2557, 02.00 น.

27

ธาตุแท้เจ้าเล่ห์เห็นแก่ตัวของนักโทษชายแม้วคงเส้นคงวาไม่เปลี่ยนแปลงโดยล่าสุดออกมาปล่อยข่าวสร้างภาพทำทีเป็นห่วงสถานการณ์บ้านเมืองที่กำลังจะนองเลือดกลียุค  แต่ขณะเดียวกันก็เผยไต๋โยนหินถามทางเสนอเงื่อนไขต่อรองว่า ตระกูลชินวัตรพร้อมเลิกเล่นการเมืองหากคืนความยุติธรรมให้ประเทศเพื่อให้บ้านเมืองสงบปัญหาทุกอย่างจบ

คำว่าคืนความยุติธรรมให้ประเทศเพื่อให้ปัญหายุติซ่อนเล่ห์ของ นักโทษชายแม้วซึ่งต้องการสื่อว่า ถ้าไม่อยากแตกหักนองเลือดก็ต้องลบล้างโทษความผิดทั้งหมดของตัวเองรวมทั้งคนในตระกูลชินวัตร อาทิคดีทุจริตการจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษกที่ศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำคุก2ปีโดยไม่รอลงอาญา และที่สำคัญต้องคืนทรัพย์สิน 46,000 ล้านบาทที่ถูกศาลสั่งยึดตกเป็นของแผ่นดินให้นักโทษชายแม้ว  นอกจากนี้ต้องลบล้างคดีต่างๆที่ นายกฯนางดอกงิ้วยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้เป็นน้องสาวกำลังจะถูกศาลรัฐธรรมนูญเชือดโดยเฉพาะคดีย้าย นายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ใกล้จะชี้มูลความผิดในเร็วๆนี้

ไม่ใช่ครั้งแรกที่ นักโทษชายแม้ว ออกมาเล่นบทตีสองหน้าทั้งส่งสัญญาณต่อรองเพื่อยุติศึก ขณะเดียวกันก็ข่มขู่กดดันโดยใช้ความหายนะของชาติบ้านเมืองเป็นตัวประกัน กล่าวคือ หากไม่ยอมตามข้อเสนอที่ตัวเองต้องการก็จะสร้างเหตุร้ายนำไปสู่การการนองเลือดกลียุค

นักโทษชายแม้ว นั้นโดยธาตุแท้เชื่อถืออะไรไม่ได้เด็ดขาดเพราะหน้าไหว้หลังหลอกตลอดเวลา โดยขณะเสนอยุติศึก แต่ล่าสุดแก๊งอันธพาลใต้ดินก็ออกมาป่วนเมืองด้วยการลอบยิงกระสุนระเบิดด้วยเครื่องยิงแบบเอ็ม 79 ใส่บ้านพักของ น.พ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ที่แข็งข้อไม่ยอมก้มหัวเป็นทาสรับใช้ระบอบทักษิณ ซึ่งก่อนหน้านี้แก๊งอันธพาลใต้ดินออกก่อเหตุร้ายถล่มฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลแทบจะรายวันโดยที่รัฐตำรวจไม่เคยจับคนร้ายได้แม้แต่รายเดียว

ขณะที่ นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ฉายา “แรมโบ้” อดีตรองเลขาธิการนายกฯและหนึ่งในแกนนำคนเสื้อแดง  จัดรวมพลกลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ประชาธิปไตยแห่งชาติ(อพปช.)ที่โคราชโดยตั้งเป้าหมายจัดตั้งกองกำลังให้ได้ 70,000 คน พร้อมประกาศร้าวเตรียมจัดการศาลรัฐธรรมนูญหากตัดสินให้ นายกฯนางดอกงิ้วยิ่งลักษณ์ต้องหลุดจากเก้าอี้

การใช้เงินภาษีของประชาชนไปจัดตั้งกองกำลังเพื่อเตรียมก่อความวุ่นวายปกป้องรัฐบาลทรราชหุ่นเชิดระบอบทักษิณอย่างนี้เข้าข่ายผิดกฏหมายทั้งตัว นายสุภรณ์ เองรวมทั้งกระทรวงมหาดไทยในฐานะหน่วยงานที่ให้การสนับสนุน

นอกจากนี้ นักโทษชายแม้ว ยังใช้ลูกไม้เก่าเหมือนที่พวกแกนนำเสื้อแดงชอบใช้บ่อยๆนั่นคือปั้นข่าวทหารเตรียมรัฐประหารหวังใช้เป็นประเด็นปลุกระดมให้มวลชนเสื้อแดงรวมทั้งแนวร่วมลุกฮือออกมาต่อต้านฝ่ายตรงข้ามระบอบทักษิณ

              หากสังคมยอมตามข้อเสนอของนักโทษหนีคุกเท่ากับหลักนิติรัฐของประเทศถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง และเป็นการสร้างบรรทัดฐานเลวร้ายปล่อยให้หัวหน้าโจรการเมืองที่ถูกศาลตัดสินลงโทษลอยนวลแล้วเกณฑ์พวกทาสรับใช้จัดตั้งกองกำลังโจรออกมาสร้างสถานการณ์เพื่อกดดันต่อรองโดยมีความหายนะของชาติบ้านเมืองเป็นตัวประกัน ซึ่งหากเป็นอย่างนี้บ้านเมืองก็จะตกอยู่ภายใต้แก๊งอันธพาลหลักกูที่ชอบอ้างประชาธิปไตยเรียกหาความยุติธรรมบังหน้า

ทีมข่าวการเมือง

ในซีนที่ร่วมแจมกันได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/418887

โดย ทีมข่าวการเมือง 26 เม.ย. 2557 05:01

โอกาสทองจังหวะเพชรจริงๆ

เรียกว่าเลือกแอ็กชั่นได้เหมาะเหม็งกับบทพระเอกฝ่าด่านนรกแตกของ “เดอะมาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาประกาศขอร่วมเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาของประเทศ

ซีนเด่นในห้วงวิกฤติ 2 ขั้วขัดแย้ง ขึงพืดเรื้อรัง ผู้คนเริ่มถามหาทางออกไปสู่ “ตอนจบ”

สมองเพชรระดับหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เลือกคิวออกมาขอโอกาสเดินสายพูดคุยกับฝ่ายต่างๆ โดยโยนข้อเสนอแก้ปัญหาออกมากลางฟลอร์ ชูธงปฏิรูปเป็นสำคัญ แต่อีกทางยอมรับกระบวนการเลือกตั้ง

พลิกเกมเปลี่ยนลุคส์ “จอมบอยคอต” กันทันควัน

คิวนี้ของพระเอกได้เสียงตอบรับ วางโปรแกรมเดินสายกันแล้วหลายแมตช์ ทั้งประเดิมเข้าพบหารือกับนายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม บิ๊กข้าราชการมือประสานที่

ชูแนวทาง “ปฏิรูปทันที” สอดคล้องกัน

ส่วนโปรแกรมหน้า ระดับบิ๊กเนมตอบรับทั้ง “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.ทหารสูงสุด เตรียมเปิดกองบัญชาการกองทัพไทยไว้รอแล้ว

ขณะที่ “นายกฯปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เซย์เยสตอบรับการเจรจา โดยมองเป็นนิมิตหมายที่ดีในการพูดคุยกันในกรอบรัฐธรรมนูญ จุดเริ่มต้นที่ดีที่นายอภิสิทธิ์เห็นด้วยกับการเลือกตั้ง ที่ดีใจคือที่มองว่าการใช้กำลังรุนแรง การปฏิวัติรัฐประหาร ไม่ใช่คำตอบที่จะทำให้ประเทศสู่สันติภาพได้

เชียร์คิวพระเอกประชาธิปัตย์กลับ “เข้าลู่”

แต่ก็ไม่วายฝากอภิสิทธิ์ สะกิด “กำนันเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. เข้าร่วมวงด้วย

เพราะก็เป็นอย่างที่อ่านทางจริงๆ ท่าทีของกำนันคนดังแห่งม็อบ กปปส.ล่าสุดก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยจะเออออกับแนวทางเสนอตัวเป็นคนกลางเปิดการเจรจาของ “อภิสิทธิ์” เท่าใดนัก

ยังอยู่ในซีนบังคับ ต่างคนต่างเล่นกันไป

แต่ที่เด้งรับเหมือนกัน นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้ทีออกมาสำทับนำเสนอสูตรเดิม

“เลือกตั้ง—มีรัฐบาล และสภาปฏิรูปชั่วคราว—ยุบสภา เลือกตั้งใหม่—แก้รัฐธรรมนูญ และทำประชามติ”

“กุญแจ 5 ดอกทางออกประเทศ” ตำรับ “คนทักษิณ” เสนอ

และหากดูเนื้อหาภาพรวมก็ไม่แตกต่างจาก “อภิสิทธิ์โมเดล” รวมทั้งก็ละม้ายคล้าย “โรดแม็ปเครือข่ายปฏิรูปประเทศ” ของปลัดกระทรวงยุติธรรม ทีมเดิมที่รัฐบาลเคยใช้บริการมาแล้ว

ตรงกันในเรื่อง “รัฐบาลเฉพาะกิจ-สภาเพื่อการปฏิรูป” ที่อยู่ในวาระชั่วคราว แก้กฎเกณฑ์กติกาแล้วยุบสภาเลือกตั้งใหม่ แม้จะต้องถกเถียงเรื่องเงื่อนไขรายละเอียด แต่ก็เริ่มปรับโทนมาเจรจากันได้

เรียกว่าคิวนี้วิน—วิน “อภิสิทธิ์” ก็ได้ซีน “คนกลาง” ช่วยเคลียร์ แต่ถ้าผิดพลาดก็ยังได้ภาพ “ยึดกฎกติกา”

หนีภาพ “จอมบอยคอต” ชอบวิ่งนอกลู่

ที่สำคัญคือแทรกตัวเองขึ้นมาบนเวที แสงไฟสปอตไลต์หันมาฉายจับ หลังปล่อยบทเด่น “กำนันโชว์เดี่ยว” มากว่าครึ่งปี ต้องเร่งล้างภาพ กปปส.นำพรรค “เทพเทือก” เหนือประชาธิปัตย์

ออกโรงช็อตนี้ ได้หลายเด้งกันเลย

ขณะที่ฝั่งรัฐบาลและเครือข่ายระบอบ “ทักษิณ” กำลังดิ้นหนีตาย ชนิดที่ว่าถอยสุดกู่ โยนหลายสูตรทางออก เสนอหลายชื่อคนกลางออกมา ก็ยังไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก

เมื่อธงปฏิรูปตำรับ “ทักษิณ” ขอแชร์อำนาจ มีสูตร “อภิสิทธิ์” และคณะปฏิรูปมาร่วมวงก็ต้องคว้าไว้

อีกทางหนึ่ง “ยิ่งลักษณ์—ทักษิณ” ถอยและต้องดิ้นหนีตาย ทั้งเร่งเกมเข้าสู่สนามเลือกตั้งที่ถนัดจน กกต.ยอมขยับคิวเลือกตั้งอีกขยัก อีกทางก็ยื้อคมดาบเชือด ทั้งตื๊อ ป.ป.ช.ขอเพิ่มพยานในคดีจำนำข้าว

ยื่นคำร้องจนศาลรัฐธรรมนูญยอมขยายเวลาอีก 15 วันตามคำขอ ให้ “นายกฯปู” ส่งคำชี้แจงคดีโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการ สมช.ไปถึงต้นเดือน พ.ค. และรอไต่สวนนัดสุดท้ายวันที่ 6 พ.ค.นี้

ลากโหมดเจรจาต่อรองก่อนคิวเชือด

ต้องดิ้นช่วยตัวเอง ในภาวะที่ “สัญญาณตอบรับ” ไม่ชัด.

ทีมข่าวการเมือง

สัญญาณลดโทนขึงพืด!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/418681

โดย ทีมข่าวการเมือง 25 เม.ย. 2557 05:00

“ความตาย” ไม่มีสี

บรรทัดนี้ต้องขอแสดงความเสียใจกับการจากไปของ “ไม้หนึ่ง ก.กุนที” หรือนายกมล ดวงผาสุก “กวีเสื้อแดง” ที่ถูกลอบยิงระหว่างไปรับประทานอาหารย่านลาดปลาเค้า

“ไม้หนึ่ง ก.กุนที” ได้ชื่อว่าเป็น “กวีเสื้อแดง” เข้าร่วมการชุมนุมกับกลุ่ม นปช. เป็นแกนนำกลุ่มปฏิญญาหน้าศาล เคลื่อนไหวด้วยการเขียนอ่านบทกวี การปราศรัยบนเวทีและบทสัมภาษณ์

จนถือเป็นขวัญใจมวลชนคนเสื้อแดง

แม้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่สรุปสาเหตุการสังหาร แต่อีกทางหนึ่งเมื่อยังจับกุมผู้ก่อเหตุไม่ได้ ยังไม่สามารถสรุปสำนวนคดี ข้อสันนิษฐานสาเหตุเกี่ยวโยงเรื่องการเมืองก็เป็นอีกปมสงสัย ดังนั้นการจะหยุดปมร้อนที่กลุ่มคนเสื้อแดงเริ่มพูดกันปากต่อปากได้ ก็เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเร่งคลี่คลาย
ไม่ให้มีการเพิ่มรอยร้าวความขัดแย้ง ช่วยดับกองไฟแห่งความเกลียดชัง

เช่นเดียวกับต้องเร่งติดตามคดีก่อเหตุรุนแรงด้วยอาวุธสงคราม การลอบยิง วางระเบิดเป็นรายวัน ถือเป็นหน้าที่ของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ต้องทำหน้าที่รักษากฎหมายและความสงบเรียบร้อยในสังคม

อย่าปล่อยให้สถานการณ์ไปสู่จุดพึ่งใครไม่ได้ ต้อง “พึ่งตัวเอง”

ในภาวะที่น่าเป็นห่วง วิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองเรื้อรังเริ่มมีการตั้งกลุ่มประกาศไล่ล่าของมวลชนต่างความคิด ปลุกระดมด้วยวาทกรรม สร้างความเกลียดชัง ใช้ Hate Speech ทำลายล้าง

แต่อีกทาง กรณีหมิ่นเหม่มีการวิพากษ์วิจารณ์พาดพิงไปยังสถาบันที่ผู้คนเคารพรัก

ทางโลกไซเบอร์อินเตอร์เน็ต ต้องยอมรับส่วนหนึ่งเพราะฝ่ายนโยบาย โดยเฉพาะรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องย่อหย่อนประสิทธิภาพ

คนบางกลุ่มถึงต้องหาทางจัดการเอง

อย่างไรก็ตาม เริ่มมีสัญญาณที่ดี สถานการณ์ขึงพืดเริ่มผ่อนคลาย ไล่ตั้งแต่คดีร้อนที่เกี่ยวโยงกับสถานภาพ “นายกฯปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทั้งคดีโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ศาลรัฐธรรมนูญไฟเขียวขยายเวลาการเข้าชี้แจง 15 วัน นัดพยานไต่สวนวันที่ 6 พ.ค.

ถึงยังเสี่ยงคิวร้อนทะลักปรอท พร้อมกับคดีปล่อยโกงจำนำข้าว ป.ป.ช.คาดจะพิจารณาชี้มูลนายกฯ วางคิวชี้เป็นชี้ตายผู้นำระยะเวลาไล่เลี่ยในเดือน พ.ค.
แต่ก็ถือว่าเป็นช่วงเวลาได้หายใจหายคอ ลุ้นโต๊ะเจรจา

ในภาวะที่ 2 พี่น้องชินวัตร “นายกฯปู” และพี่ชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯออกมาประสานเสียง พร้อมถอยจากการเมืองยกตระกูล ถึงประกาศแบบมีเงื่อนไข ต้องได้รับความเป็นธรรม

แต่ก็เป็นการแบะท่าพร้อมคุย มากกว่าเดินหน้าชนแหลก

เช่นเดียวกับ “เดอะมาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ก็เริ่มอ่อน จากที่ยึดแนวทาง “บอยคอตเลือกตั้ง” อย่างเดียว ล่าสุดเปิดแถลงผ่านคลิปวีดิโอเผยแพร่ทางเว็บไซต์ยูทูบ เสนอตัวร่วมหาทางออกประเทศ โดยวางคิวเดินสายพูดคุยกับฝ่ายต่างๆ ชูธงปฏิรูปภายใต้รัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย

“การเลือกตั้งที่ทุกฝ่ายยอมรับเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูป”

แต่ฝ่ายไหนก็ไม่ดูผ่อนคลายสถานการณ์เท่ากับ กกต. ล่าสุดนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง ระบุในการประชุมระหว่าง กกต.กับรัฐบาล วันที่ 30 เม.ย.นี้ จะหารือการกำหนดวันเลือกตั้งที่เหมาะสม

“จากการหารือกับพรรคการเมือง ส่วนใหญ่เห็นด้วยในกรอบเวลาที่ กกต.กำหนด วันที่ 20 ก.ค.”

จิ้มเลือกคิวสั้นที่สุด ปักหมุดเลือกตั้งกันแล้ว

ในภาวะที่หลายฝ่ายเริ่มลดโทนร้อน แม้แต่สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ล่าสุดจัดถ่ายทอดสดช่วงนายชวน หลีกภัย อดีตนายกฯปาฐกถาในงานครบรอบ 16 ปีศาลรัฐธรรมนูญ

เปิดพื้นที่ให้เฉ่ง “ระบอบทักษิณ” กันแบบแฟร์ๆ

ถึงสถานการณ์โดยรวม 2 ขั้วขัดแย้งต่างฝ่ายต่างยัง “จัดหนัก” ม็อบ กปปส.ยังปลุกกระแสรอวัน “เผด็จศึก” ศอ.รส.ออกแถลงการณ์ ขู่จะไล่บี้คดีกบฏกับแกนนำม็อบโค่นรัฐบาล ก็เป็นแอ็กชั่นไปตามบทตามเกม

จากภาวะขึงพืดกันมากว่าครึ่งปี เริ่มมีการผ่อนเกมเดือดอย่างที่จับสัญญาณได้

ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยแทรกซ้อน จนสัญญาณ “หลุด” ไปเสียก่อน.

ทีมข่าวการเมือง

โอกาสจบแบบหักมุม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/418457

โดย ทีมข่าวการเมือง 24 เม.ย. 2557 05:01

เล่นเอาพ่อยก แม่ยก ใจหายใจคว่ำ

กับปรากฏการณ์ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ต้องยกเลิกการเข้าประชุมร่วมระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กับตัวแทนพรรคการเมืองเพื่อหารือถึงกำหนดเลือกตั้งแบบกะทันหัน โดยอ้างปัญหาเรื่องความปลอดภัย

ซึ่งทุกอย่างเกิดขึ้นภายหลัง “พุทธอิสระ” นำม็อบ กปปส.เวทีแจ้งวัฒนะปะทะกับกลุ่มเสื้อแดงเครือข่ายวิทยุชุมชน ก่อนยกขบวนมาปิดหน้าโรงแรมที่จัดประชุม

กดดันให้นำป้าย “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” ไปแขวนบนเวที ก่อนยกขบวนกลับที่ตั้ง

แล้วก็เป็นนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ที่เปิดเผยเบื้องหลังอันน่าตื่นเต้น โดยแถลงถึงสาเหตุที่นายอภิสิทธิ์ ไม่เข้าร่วมหารือกับ กกต.และพรรคการเมือง

เป็นการตัดสินใจในนาทีสุดท้าย เพราะไม่มั่นใจในสวัสดิภาพ

เนื่องจากข้อมูลเชิงลึกพบว่า จะมีการก่อเหตุในการประชุมพุ่งเป้าหมายที่นายอภิสิทธิ์และมีการประกาศจากกลุ่มที่ใช้อาวุธว่าอาจจะมีการพลีชีพเพื่อกำจัดนายอภิสิทธิ์

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ก็รับมุก ยอมรับเองเลย เหตุที่ตัดสินใจชิ่งเวทีประชุม มาจากเฟซบุ๊ก “ลุงยิ้ม ตาสว่าง” ที่โพสต์เตือนเหตุการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำทุกครั้ง

งานนี้เลยไม่กล้าเสี่ยงท้าเป็นท้าตาย

แต่สุดท้ายก็เป็นเจ้าของเฟซบุ๊ก “ลุงยิ้ม ตาสว่าง” ได้โพสต์เคลียร์กระแสปฏิเสธกรณีถูกนำชื่อและข้อความจากเฟซบุ๊กส่วนตัวไปแถลงข่าวอ้างว่าจะไปสังหารนายอภิสิทธิ์

“555 อภิสิทธิ์ไม่มาประชุม อ้างลุงยิ้มจะทำร้าย 5555”

คนที่โดนอ้างเคลียร์ข่าวด้วยอารมณ์แบบฮาๆ หักมุมกลายเป็นเรื่องโอละพ่อ

ตามรูปการณ์ก็เลยยังสรุปไม่ได้ อะไรเป็นอะไรกันแน่

เรื่องของเรื่อง ปมมันก็อยู่ที่ธงของแต่ละฝ่าย รัฐบาลพรรคเพื่อไทยก็เดินหน้าเร่งให้จัดเลือกตั้งเพราะมั่นใจในความได้เปรียบเมื่อลงสนามก็จะได้อำนาจรัฐกลับคืนมาอย่างชอบธรรม ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์และม็อบ กปปส.ก็ยื้อให้ปฏิรูปก่อน เพราะเลือกตั้งเมื่อไหร่ก็ผูกปีแพ้วันยังค่ำ

โดยเงื่อนไขที่ยื้อเดิมพันกันอยู่ ยากที่จะคุยกันรู้เรื่อง

ไม่ว่าจะจัดกันอีกกี่เวทีเกี่ยวกับเลือกตั้ง ก็ต้องมีปัญหายื้อยุดฉุดกระชากกัน

ในเหลี่ยมที่ต่างฝ่ายต่างชิงกระแสความชอบธรรม หนุนธงของตัวเองแค่นั้น

ที่น่าสนใจจริงๆก็ตรงที่นายอภิสิทธิ์ ส่งสัญญาณเป็นนัย ทุกสิ่งทุกอย่างควรจะพยายามหาทางแก้ปัญหาให้ได้ภายใน 10 วันข้างหน้า เพราะไม่อยากจะเห็นการเผชิญหน้า ความรุนแรงที่อาจจะลุกลามบานปลาย พอเข้าสู่เดือนพฤษภาคมจะมีเรื่องคดีความ มีเรื่องต่างๆที่จะเป็นปมขัดแย้งมากขึ้นไปอีก

แต่ยังอุบไต๋วิธีการที่ไม่สามารถเปิดเผยได้

ให้เหตุผลแค่ว่า ถ้าพูดไปก่อนจะสุ่มเสี่ยงต่อการไม่ไปไหน เนื่องจากที่ผ่านมาเมื่อมีผู้เสนออะไร วันรุ่งขึ้นก็จะมีคนบอกว่าใช้ไม่ได้ ไม่ต้องคุยกัน ซึ่งเป็นแบบนี้มาแล้ว 6 เดือน จึงต้องพยายามทำด้วยความระมัดระวัง ถ้าสำเร็จก็ดีใจ บ้านเมืองจะได้เดินหน้าถ้าไม่สำเร็จก็ถือว่าได้พยายามทำหน้าที่ของตนเองแล้ว

โดยท่าที “อภิสิทธิ์” เริ่มเล่นบทของผู้เสนอหนทางหย่าศึก

เป็นท่าทีที่ออกมาในจังหวะไล่เลี่ยๆกับการที่นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกตัว พร้อมยุติบทบาททางการเมือง ถ้าหากทำให้สถาน- การณ์ความขัดแย้งบ้านเมืองกลับสู่ภาวะปกติ

ขณะที่ความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์อินสตาแกรม “thaksinlive” ไปโผล่อยู่อลาสกา “นายใหญ่” แวบไปอยู่ไกลอีกซีกโลก ไม่บัญชาการอยู่ใกล้เมืองไทยให้เป็นเป้าจับจ้องของฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทย

ในอาการที่ต่างฝ่ายต่างถอยออกจากจุดตึงเครียดก่อนประจัญบาน

ขณะที่สถานการณ์ล่าสุด ศาลรัฐธรรมนูญอนุญาตให้นายกฯยิ่งลักษณ์ยื่นคำชี้แจงเพิ่มเติม กรณีโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไปถึงวันที่ 2 พฤษภาคม พร้อมให้มีการไต่สวนพยานเพิ่มอีก 4 ปาก ในวันที่ 6 พฤษภาคม

โดยเงื่อนเวลาก็ล้อตามโปรแกรมที่ล็อกไว้ อย่างที่หัวขบวนก๊วน 40 ส.ว.ออกมาส่งสัญญาณนำร่อง ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินคดีใหญ่ในวันที่ 7 พฤษภาคม

ตรงกับข่าววงในฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทย ทุกอย่างจะจบภายในเดือนมิถุนายน

และนั่นก็สอดคล้องพอดีกับปฏิทินที่ประชุมตัวแทนพรรคการ เมืองเห็นชอบร่วมกันเป็นเอกฉันท์ให้ กกต.จัดเลือกตั้งภายในกรอบเวลา 60 วัน เปิดหีบลงคะแนนพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 20 กรกฎาคม

ในวงเล็บ ถ้าสถานการณ์คนละเรื่องเดียวกัน ดันลงตัวพอดี.

ทีมข่าวการเมือง

สัญญาณร้ายเศรษฐกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/418203

โดย ทีมข่าวการเมือง 23 เม.ย. 2557 05:00

เตรียมพร้อมรับสถานการณ์กันให้ดี ตามข้อมูลของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ วันที่ 27 เมษายนนี้ ตามเวลาประเทศไทยประมาณ 12.16 น. ดวงอาทิตย์จะโคจรอยู่ในแนวตั้งฉากกับเขตกรุงเทพมหานคร ผ่านเหนือศีรษะพอดีทำให้ได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์อย่างเต็มที่

ถ้าไม่มีฝนตก เมืองหลวงของไทยก็จ่อปรากฏการณ์อากาศร้อนจนถึงร้อนที่สุด

และโดยห้วงเวลาคาบเกี่ยวกันพอดีกับสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังไหลเข้าสู่ภาวะทะลักจุดเดือด มวลชนสองขั้วตั้งป้อมประจัญบานตามเงื่อนไขที่โยงกับการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

อันมีผลต่อสถานภาพของนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

บรรยากาศกำลังเข้าใกล้สุญญากาศอำนาจรัฐ ในขณะที่การหาทางออกโดยสันติยังริบหรี่ มองไปที่การเลือกตั้งก็ยังไร้วี่แวว แม้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะจัดเวทีพูดคุยกับตัวแทนพรรคการเมืองที่ตอบรับเข้าร่วมกันเกือบครบหน้าครบตา

ไม่เว้นแม้แต่จอมบอยคอตอย่างพรรคประชาธิปัตย์

แต่ดูจากเหลี่ยมคูที่ยื้อกันไปยื้อกันมา รัฐบาลพรรคเพื่อไทยก็บี้ให้ถ่ายทอดสดการประชุมร่วมระหว่างตัวแทนพรรคการเมืองกับ กกต.นัยว่ากดดัน

กกต.ในการเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้สถานการณ์ความจำเป็นในการเดินหน้าจัดเลือกตั้ง ขณะที่ กกต.ก็มีมติไม่ให้ถ่ายทอดสดแต่อย่างใด โดยอนุญาตให้แค่สื่อมวลชนเข้าทำข่าวได้เท่านั้น

ขณะที่ “พุทธอิสระ” ได้นำม็อบ กปปส.เวทีแจ้งวัฒนะ มาปิดหน้าโรงแรม ทำให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ต้องขอบายไม่เข้าร่วมอ้างเรื่องความปลอดภัย

ไปๆมาๆมันก็แค่เหลี่ยมชิงกระแส แต่เอาเข้าจริงก็มีธงกันอยู่แล้ว

รัฐบาลพรรคเพื่อไทยก็เร่งให้เดินหน้าจัดเลือกตั้ง เพราะนั่นหมายถึงการชิงจังหวะความได้เปรียบกลับมาอยู่ในกำมือตัวเอง ขณะที่ กกต. พรรคประชาธิปัตย์ แนวร่วมม็อบ กปปส.ก็ส่อแววยื้อเกมเลือกตั้งออกไปอีกยาว เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าถ้าลงสนามเมื่อไหร่ก็เสียเปรียบยี่ห้อ “ทักษิณ”

สรุปว่า ไม่มีใครยอมปล่อยให้เข้าทางตีกินกันง่ายๆ

วิกฤติการเมืองยังไร้สัญญาณด้านบวก แต่ที่กำลังแทรกเข้าก็คือสัญญาณร้าย

ตามจังหวะที่นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องนั่งหัวโต๊ะประชุม ครม.เศรษฐกิจเกาะติดสถานการณ์จากสภาพัฒน์รายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติการเมือง

ถ้ายังยืดเยื้อจะมีผลให้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และการจัดทำงบประมาณประจำปีต้องล่าช้า

และต่อเนื่องมาถึงการประชุม ครม.นัดล่าสุด ที่ตอนแรกมีข่าวว่าจะมีการบรรจุวาระพิจารณารายชื่อคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบอร์ดบีโอไอชุดใหม่ ที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้เสนอให้นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานบอร์ดบีโอไอ พิจารณาลงนามในคำสั่งแต่งตั้งก่อนเสนอให้ที่ประชุมคณะ

รัฐมนตรีรับทราบตามขั้นตอน

ตามโปรแกรมที่บอร์ดบีโอไอชุดใหม่จะเริ่มประชุมทันที เพื่ออนุมัติคำเสนอขอรับการส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนที่รออยู่หลายโครงการ รวมวงเงินกว่า 600,000 ล้านบาท

ตามเงื่อนไขที่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศพากันหยุดดูสถานการณ์

ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีข่าววงในว่า นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ บอสใหญ่พรรคชาติพัฒนา ที่คุมโควตากระทรวงอุตสาหกรรม ได้ส่งสัญญาณผ่านนายกฯยิ่งลักษณ์และรัฐบาล ถึงภาวะการลงทุนชะงักงัน

ถ้าไม่รีบจัดการจะทำให้ภาวะการลงทุนฟุบยาว

ตัวเลขความเสียหายมากกว่าสึนามิเป็นร้อยเท่าพันเท่า

แต่อย่างไรก็ตาม ครม.ก็ยังไม่มีการพิจารณารายชื่อบอร์ดบีโอไอชุดใหม่แต่อย่างใด โดยเงื่อนปมที่อาจติดข้อกฎหมายสถานะรัฐบาลรักษาการ
เอาเป็นว่า ข้อมูลล่าสุดที่สะท้อนผ่านโบรกเกอร์ใหญ่ระดับนายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) ออกมาตะโกนดังๆ หวังว่าผู้ที่เกี่ยวข้องจะสามารถเจรจาและหาทางออกที่ดีที่สุด และทำให้สถานการณ์การเมืองจะคลี่คลายในช่วงครึ่งปีแรก

จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจที่จะปรับตัวดีขึ้น

แต่สถานการณ์การเมืองยืดเยื้อในขณะนี้ ทำให้ประเทศไทยเสียศักยภาพและโอกาสในการแข่งขัน ทั้งๆที่ประเทศไทยควรจะได้รับอานิสงส์จากการเปิดเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558

หากการเมืองยังยืดเยื้ออาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการในช่วงที่เหลือของปีนี้ต่อเนื่องปีหน้าได้ บริษัทในตลาดหุ้นก็เริ่มกลับมาดูผลประกอบการของบริษัทแล้วว่าจะมีการปรับประมาณการใหม่หรือไม่

ข่าวร้ายซ้อนข่าวร้าย เศรษฐกิจกำลังจะดำดิ่งตามการเมือง.

ทีมข่าวการเมือง

« Newer PostsOlder Posts »

The Silver is the New Black Theme. Create a free website or blog at WordPress.com.