ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมของเอนไซม์ใน hepatopancrease กับระยะลอกคราบ ในกุ้งก้ามกราม (Macrobrachium rosenbergii) กรกฎาคม 26, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

http://kucon.lib.ku.ac.th/cgi-bin/KUCON.exe?rec_id=009156&database=KUCON&search_type=link&table=mona&back_path=/KUCON/mona&lang=thai&format_name=TFMON

ผู้แต่ง: อรพินท์ จินตสถาพร; รุ่งกานต์ กล้าหาญ
ชื่อเรื่อง: ความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมของเอนไซม์ใน hepatopancrease กับระยะลอกคราบ ในกุ้งก้ามกราม (Macrobrachium rosenbergii)
Article title: Relationship between digestive enzyme activity in hepatopancrease and molting stage in giant freshwater prawn (Macrobrachium rosenbergii)
ชื่อเอกสาร : เรื่องเต็มการประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 43: สาขาประมง สาขาการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
Source title : Proceedings of 43rd Kasetsart University Annual Conference : Fisheries, Natural Resources and Environmental Economics
หน่วยงานจัดพิมพ์: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์; สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา; กระทรวงศึกษาธิการ; กระทรวงเกษตรและสหกรณ์; กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี; กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม; กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร; สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ; สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ชื่อการประชุม: การประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 43
สถานที่ประชุม: กรุงเทพฯ
วันที่ประชุม: 1-4 ก.พ. 2548
สถานที่พิมพ์: กรุงเทพฯ
ปีพิมพ์: 2548
หน้า: หน้า 379-388
จำนวนหน้า: 574 หน้า
ภาษา: ไทย
สาระสังเขป: สาระสังเขป (ไทย, อังกฤษ)
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์
หมวดหลัก: L50-Animal physiology and biochemistry
หมวดรอง: L52-Animal physiology – Growth and development
อรรถาภิธาน-อังกฤษ: MACROBRACHIUM ROSENBERGII; LIVER; ENZYME ACTIVITY; PROTEASES; ESTERASES; AMYLASES; AGE; MOULTING
อรรถาภิธาน-ไทย: MACROBRACHIUM ROSENBERGII; ตับ; กิจกรรมของเอนไซม์; โปรตีเอส; เอสเทอเรส; อะไมเลส; อายุ; การลอกคราบ
ดรรชนี-อังกฤษ: HEPATOPANCREASE
ดรรชนี-ไทย: กุ้งก้ามกราม; ตับ; เฮพาโตแพนครีส; กิจกรรมเอนไซม์; โปรติเอส; ไลเปส; อะไมเลส; อายุ; ระยะลอกคราบ
บทคัดย่อ: การศึกษาระดับกิจกรรมของเอนไซม์ใน hepatopancrease ของกุ้งก้ามกราม (Macrobrachium rosenbergii) อายุ 3 เดือน เพศผู้มี น้ำหนักเท่ากับ 2.32 +- 0.76 กรัม เพศเมียน้ำหนักเท่ากับ 1.23 +- 0.44 กรัมและกุ้งอายุ 6 เดือน เพศผู้น้ำหนักเท่ากับ 28.69 +- 5.72 กรัม เพศเมียน้ำหนัก 28.12 +- 1.10 กรัม พบว่ากิจกรรมของเอนไซม์โปรติเอส ไลเปส และอะไมเลสในกุ้งก้ามกรามเพศผู้มีค่าสูงกว่าเพศเมีย (p<0.05) โดยในเพศผู้มีค่า 2.442, 1.952 และ 1.225 หน่วยต่อมิลลิกรัมโปรตีน ตามลำดับ ส่วนเพศเมียมีค่า 1.646, 0.975 และ 0.618 หน่วยต่อมิลลิกรัมโปรตีน ตามลำดับ แต่ค่าดัชนีน้ำหนักตับไม่มีความแตกต่างกันระหว่างเพศ (p>0.05) โดยมีค่า 8.27 – 9.50 เปอร์ซ็นต์ของน้ำหนักตัว ในกุ้งเพศผู้กิจกรรมของเอนไซม์โปรติเอส ไลเปส ไม่มี ความสัมพันธ์กับอายุและระยะลอกคราบ (p>0.05) แต่เอนไซม์อะไมเลสมีแนวโน้ม (p=0.069) ว่ามีความสัมพันธ์กับอายุและระยะลอกคราบ เช่นเดียวกับค่าดัชนีน้ำหนักตับที่มีความสัมพันธ์กับอายุและระยะลอกคราบ (p<0.05) ในกุ้งเพศเมีย กิจกรรมของเอนไซม์โปรติเอส ไลเปส อะไมเลส และค่าดัชน้ำหนักตับมีความสัมพันธ์กับอายุ และระยะลอกคราบ (p<0.05) ซึ่งกิจกรรมของเอนไซม์อะไมเลส และ ค่าดัชนีน้ำหนักตับในกุ้งเพศเมีย อายุ 3 เดือนระยะ premolt มีค่าสูงสุด โดยมีค่า 1.29หน่วยต่อมิลลิกรัมโปรตีน และ 16.03 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ดังนั้น กิจกรรม เอนไซม์อะไมเลสและค่าดัชนีน้ำหนักตับที่มีค่าสูงในกุ้งก้ามกรามทั้งเพศผู้และเพศเมีย ในกุ้งระยะเล็กอายุ 3 เดือน ระยะ premolt จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับการสะสมโภชนะใน hepatopancrease ของกุ้งก้ามกรามในระยะลอกคราบที่แตกต่างกัน
หมายเลข: 009156 KC4304045
เอกสารฉบับเต็ม: [Download Fulltext]
ค้นข้อมูลใกล้เคียง: มีคำสำคัญเหมือนกัน   ผู้แต่งคนเดียวกัน

 

 

ผลกระทบของความยาวช่วงแสงต่อพัฒนาการของรังไข่และการวางไข่ของปลานิล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

http://kucon.lib.ku.ac.th/cgi-bin/KUCON.exe?rec_id=009475&database=KUCON&search_type=link&table=mona&back_path=/KUCON/mona&lang=thai&format_name=TFMON

ผู้แต่ง: เพ็ญพรรณ ศรีสกุลเตียว; วิรัช จิ๋วแหยม
ชื่อเรื่อง: ผลกระทบของความยาวช่วงแสงต่อพัฒนาการของรังไข่และการวางไข่ของปลานิล
Article title: Effect of photoperiodic regime on ovarian development and spawning of nile tilapia
ชื่อเอกสาร : เรื่องเต็มการประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 43: สาขาประมง สาขาการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
Source title : Proceedings of 43rd Kasetsart University Annual Conference : Fisheries, Natural Resources and Environmental Economics
หน่วยงานจัดพิมพ์: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์; สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา; กระทรวงศึกษาธิการ; กระทรวงเกษตรและสหกรณ์; กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี; กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม; กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร; สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ; สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ชื่อการประชุม: การประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 43
สถานที่ประชุม: กรุงเทพฯ
วันที่ประชุม: 1-4 ก.พ. 2548
สถานที่พิมพ์: กรุงเทพฯ
ปีพิมพ์: 2548
หน้า: หน้า 120-128
จำนวนหน้า: 574 หน้า
ภาษา: อังกฤษ
สาระสังเขป: สาระสังเขป (ไทย, อังกฤษ)
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์
หมวดหลัก: M40-Aquatic ecology
หมวดรอง: L53-Animal physiology – Reproduction
อรรถาภิธาน-อังกฤษ: OREOCHROMIS NILOTICUS; PHOTOPERIODICITY; OVARIES; BIOLOGICAL DEVELOPMENT; OVIPOSITION; SURVIVAL
อรรถาภิธาน-ไทย: OREOCHROMIS NILOTICUS; ช่วงแสง; รังไข่; การพัฒนาทางชีววิทยา; การวางไข่; การอยู่รอด
ดรรชนี-ไทย: ปลานิล; ความยาวช่วงแสง; รังไข่; การพัฒนาการ; การวางไข่; อัตรารอดตาย
บทคัดย่อ: เมื่อเริ่มการทดลองแม่ปลามีความสมบูรณ์เพศแล้ว เพราะประกอบด้วยไข่ระยะที่ 6 เฉลี่ย 57.82 +- 17.06 เปอร์เซ็นต์ เมื่อถูกเลี้ยงภายใต้แสง 8L แม่ปลามีไข่ระยะ 6 อยู่ 40.10+-29.30 – 62.03+-11.80 เปอร์เซ็นต์ ในสัปดาห์ที่ 1-4 ปริมาณของไข่ ระยะที่ 6 นี้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) ในสัปดาห์ที่ 5 และ 6 โดยมีปริมาณของไข่เสียเพิ่มขึ้นมาแทนที่ ส่วนแม่ ปลาเลี้ยงที่ 23L รังไข่มีไข่ระยะที่ 6 อยู่ค่อนข้างคงที่ใน 1-6 สัปดาห์แรก (50.07+-19.67 – 65.19+-15.98 เปอร์เซ็นต์) แต่ปริมาณของไข่ระยะที่ 6 นี้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในสัปดาห์ที่ 7 และ 8 (10.43+-4.36 – 10.85+-5.21 เปอร์เซ็นต์) โดยมีไข่เสียเพิ่มขึ้นมาแทนที่ (67.41+-27.72 – 81.49 +-5.50 เปอร์เซ็นต์) แม่ปลาเลี้ยงที่ 16Lในช่วง 1 – 7 สัปดาห์พบว่ารังไข่ปลาประกอบด้วยไข่ระยะที่ 6 อยู่ 14.74+-18.19 – 45.29+-18.78 เปอร์เซ็นต์ พอถึงสัปดาห์ที่ 8 พบว่ามีไข่ระยะที่ 6 ถึง 64.91+-24.69 เปอร์เซ็นต์ สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) ส่งผลให้ แม่ปลาชุดนี้มีการวางไข่สูงถึง 41.67 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่แม่ปลาเลี้ยงที่ 8L และ 23L มีการวางไข่ เพียง 8.3 เปอร์เซ็นต์ ส่วนแม่ปลา แสงธรรมชาติพบว่าไม่มี การวางไข่ เพราะภายในรังไข่ประกอบด้วยไข่เสียสูงถึง 64.96+-25.57 – 87.00+-3.81 เปอร์เซ็นต์ ตลอดระยะการทดลอง ในการทดลองที่ 2 จึงเลือกแสง16L โดยใช้หลอดไฟ 36 วัตต์ 1 หลอด/บ่อ 6 ตร.ม. เป็นแหล่งแสงสว่าง เลี้ยงแม่ปลานิลใต้แสง 16Lนาน 2 สัปดาห์จึงปล่อยพ่อพันธุ์ เก็บผลการวางไข่ทุกสัปดาห์รวม 11 ครั้งติดต่อกัน เทียบผลกับบ่อขนาดเดียวกันที่ไม่ติดหลอดไฟ พบว่าแม่ปลานิลชุด16Lมี การวางไข่ 18.94+-13.22 เปอร์เซ็นต์ ใกล้เคียงกับชุดควบคุมที่มีการวางไข่ 17.17+-15.16 เปอร์เซ็นต์ แต่ปริมาณไข่ (4,518+-2,948 ฟอง/บ่อ) ความดกของไข่ (2,095+-832 ฟอง/แม่ ) และอัตรารอดตายของลูกปลานิล (77.61+- 26.32 เปอร์เซ็นต์) มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับชุดควบคุมที่มีค่าเพียง 3,032+- 2,907 ฟอง/บ่อ, 1,154+-999 ฟอง/แม่ และ 54.24+-37.38 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น แสดงว่าความยาวช่วงแสงวันละ 16 ชั่วโมง มีผลเชิงบวกต่อคุณภาพและปริมาณของไข่ปลานิล
หมายเลข: 009475 KC4304015
เอกสารฉบับเต็ม: [Download Fulltext]
ค้นข้อมูลใกล้เคียง: มีคำสำคัญเหมือนกัน   ผู้แต่งคนเดียวกัน

 

 

อัตราการเจริญเติบโตและการเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำในการเลี้ยงปลาดุกลูกผสมด้วยอาหารสดจากไส้ไก่ผสมซี่โครงไก่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

http://kucon.lib.ku.ac.th/cgi-bin/KUCON.exe?rec_id=009162&database=KUCON&search_type=link&table=mona&back_path=/KUCON/mona&lang=thai&format_name=TFMON

ผู้แต่ง: สุทิน สมบูรณ์; ณรงค์เดช เขียวสะ; วีรพงศ์ วุฒิพันธุ์ชัย; วิชิต เสมาชัย
ชื่อเรื่อง: อัตราการเจริญเติบโตและการเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำในการเลี้ยงปลาดุกลูกผสมด้วยอาหารสดจากไส้ไก่ผสมซี่โครงไก่
Article title: Growth performance and water quality of hybrid Clarias catfish (Clarias macrocephalus x C. gariepinus) culture with chicken viscera and rib
ชื่อเอกสาร : เรื่องเต็มการประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 43: สาขาประมง สาขาการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
Source title : Proceedings of 43rd Kasetsart University Annual Conference : Fisheries, Natural Resources and Environmental Economics
หน่วยงานจัดพิมพ์: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์; สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา; กระทรวงศึกษาธิการ; กระทรวงเกษตรและสหกรณ์; กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี; กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม; กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร; สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ; สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ชื่อการประชุม: การประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 43
สถานที่ประชุม: กรุงเทพฯ
วันที่ประชุม: 1-4 ก.พ. 2548
สถานที่พิมพ์: กรุงเทพฯ
ปีพิมพ์: 2548
หน้า: หน้า 428-437
จำนวนหน้า: 574 หน้า
ภาษา: ไทย
สาระสังเขป: สาระสังเขป (ไทย, อังกฤษ)
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์
บทคัดย่อ: การศึกษาอัตราการเจริญเติบโตและการเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำในการเลี้ยงปลาดุกลูกผสมด้วยอาหารสดจากไส้ไก่ผสมซี่โครงไก่เป็นแหล่งโปรตีนและทดแทนรำละเอียดด้วยแป้งมันสําปะหลังในอัตรา 0 , 10, 20 และ 30 เปอร์เซ็นต์ อาหารทดลองมีโปรตีน 12 เปอร์เซ็นต์ และพลังงานที่ย่อยได้ 150 กิโลแคลอรี่ต่ออาหาร 100 กรัม เลี้ยงปลาดุกลูกผสมขนาด 9.05 กรัม ในตู้กระจกขนาดความจุน้ำ 100 ลิตร อัตราปล่อย 20 ตัวต่อตู้ ให้อาหารวันละ 1 ครั้ง ให้กินจนอิ่ม ระยะเวลาทดลอง 60 วัน ผลการทดลองพบว่าปลาดุกลูกผสมมีอัตรารอดระหว่าง 90.00-96.77 เปอร์เซ็นต์ อัตราการเจริญเติบโตโดยน้ำหนักเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น (0.24–0.33 กรัม/วัน) อัตราการเจริญเติบโตจำเพาะ (1.58-1.93 เปอร์เซ็นต์/วัน) ประสิทธิภาพการใช้โปรตีน (3.20-3.92) และอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ (2.33-2.62 ww , 1.19 -1.36 dw) ซึ่งไม่มีความแตกต่างทางสถิติ (p>0.05) ระหว่างชุดทดลอง ดังนั้นแป้งมันสำปะหลังสามารถทดแทนรำละเอียดได้ 70 เปอร์เซ็นต์ หรือใช้ในอัตรา 30 เปอร์เซ็นต์ ของสูตรอาหาร โดยไม่มีผลต่อการเจริญเติบโตของปลาดุกลูกผสม ส่วนการเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำในแต่ละชุดทดลองพบว่า เมื่อเลี้ยงด้วยอาหารสดจากไส้ไก่ผสมซี่โครงไก่จะทำให้คุณภาพน้ำเสื่อมโทรม โดยมีความขุ่น ปริมาณตะกอนสารแขวนลอย ของแข็งที่ละลายในน้ำ แอมโมเนียไนโตรเจน ไนไตรท์ ไนเตรท ฟอสฟอรัสทั้งหมด และบีโอดี มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น
หมายเลข: 009162 KC4304051
เอกสารฉบับเต็ม: [Download Fulltext]
ค้นข้อมูลใกล้เคียง: ผู้แต่งคนเดียวกัน
 

การเปรียบเทียบการเจริญเติบโตและผลผลิตระหว่างการเลี้ยงกุ้งกุลาดำและกุ้งขาวแวนนาไมในน้ำความเค็มต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

http://kucon.lib.ku.ac.th/cgi-bin/KUCON.exe?rec_id=009161&database=KUCON&search_type=link&table=mona&back_path=/KUCON/mona&lang=thai&format_name=TFMON

ผู้แต่ง: แก้วตา ลิ้มเฮง; ชลอ ลิ้มสุวรรณ; นิติ ชูเชิด
ชื่อเรื่อง: การเปรียบเทียบการเจริญเติบโตและผลผลิตระหว่างการเลี้ยงกุ้งกุลาดำและกุ้งขาวแวนนาไมในน้ำความเค็มต่ำ
Article title: Comparison of growth rate and production between rearing black tiger shrimp (Penaeus monodon) and Pacific white shrimp (Litopenaeus vannamei) in low salinity water
ชื่อเอกสาร : เรื่องเต็มการประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 43: สาขาประมง สาขาการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
Source title : Proceedings of 43rd Kasetsart University Annual Conference : Fisheries, Natural Resources and Environmental Economics
หน่วยงานจัดพิมพ์: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์; สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา; กระทรวงศึกษาธิการ; กระทรวงเกษตรและสหกรณ์; กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี; กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม; กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร; สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ; สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ชื่อการประชุม: การประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 43
สถานที่ประชุม: กรุงเทพฯ
วันที่ประชุม: 1-4 ก.พ. 2548
สถานที่พิมพ์: กรุงเทพฯ
ปีพิมพ์: 2548
หน้า: หน้า 420-427
จำนวนหน้า: 574 หน้า
ภาษา: ไทย
สาระสังเขป: สาระสังเขป (ไทย, อังกฤษ)
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์
หมวดหลัก: M12-Aquaculture production
หมวดรอง: P10-Water resources and management
อรรถาภิธาน-อังกฤษ: PENAEUS MONODON; AQUACULTURE; SALINITY; WATER QUALITY; GROWTH; YIELDS
อรรถาภิธาน-ไทย: PENAEUS MONODON; การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ; ความเค็ม; คุณภาพน้ำ; การเติบโต; ผลผลิต
ดรรชนี-อังกฤษ: LIPOPENAEUS VANNAMEI
ดรรชนี-ไทย: กุ้งกุลาดำ; กุ้งขาวแวนนาไม; การเพาะเลี้ยง; น้ำความเค็มต่ำ; คุณภาพน้ำ; การเจริญเติบโต; ผลผลิต
บทคัดย่อ: การศึกษาเปรียบเทียบการเจริญเติบโตและผลผลิตระหว่างการเลี้ยงกุ้งกุลาดำที่ทำการอนุบาลลูกกุ้งระยะโพสลาร์วา 15 ในบ่อ ที่มีพื้นที่ 2.5 ไร่ ในอัตราความหนาแน่น 120,000 ตัวต่อไร่ (75 ตัว ต่อตารางเมตร) จนกระทั่งลูกกุ้งอายุประมาณ 49 วัน จึงย้ายลงเลี้ยงในบ่อเลี้ยงใหม่ ที่มีพื้นที่ 2.5 ไร่ จำนวน 2 บ่อ ในอัตราความหนาแน่น 40,000 ตัวต่อไร่ (25 ตัวต่อตารางเมตร) และการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมในบ่อที่ปูด้วยโพลีเอททีลีน พื้นที่ 2.5 ไร่ จำนวน 2 บ่อ ในอัตราความหนาแน่น 160,000 ตัวต่อไร่ (100 ตัวต่อตารางเมตร) เลี้ยงด้วยน้ำความเค็มต่ำ 4-6 พีพีที หลังจาก 140 วัน จึงจับกุ้ง โดยกุ้งขาวแวนนาไมมีน้ำหนักเฉลี่ย 20.92+-1.61 กรัม อัตราการเจริญเติบโต 0.17 กรัมต่อวัน และผลผลิตเฉลี่ย 3,075+-13.25 กิโลกรัมต่อไร่ ในขณะที่ กุ้งกุลาดำเลี้ยงนาน 156 วันจึงจับ มีน้ำหนักเฉลี่ย 15.96+-1.49 กรัม อัตราการเจริญเติบโต 0.08 กรัมต่อวัน และผลผลิตเฉลี่ย 460+-64.89 กิโลกรัมต่อไร่ คุณภาพน้ำตลอดระยะเวลาการเลี้ยงทั้งบ่อเลี้ยงกุ้งกุลาดำและบ่อเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมส่วนใหญ่อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการเลี้ยงกุ้ง มีแตกต่างกันบ้างเฉพาะปริมาณออกซิเจนละลายน้ำช่วงเช้า อุณหภูมิทั้งตอนเช้าและบ้าย ความกระด้าง และไนไตรท์ ของบ่อเลี้ยงกุ้งกุลาดำและกุ้งขาวแวนนาไมที่มีค่าแตกต่างกันทางสถิติอย่างมีนัยสําคัญ (P<0.05)
หมายเลข: 009161 KC4304050
เอกสารฉบับเต็ม: [Download Fulltext]
ค้นข้อมูลใกล้เคียง: มีคำสำคัญเหมือนกัน   ผู้แต่งคนเดียวกัน

 

 

ผลของโบรมิไซด์ต่อแบคทีเรีย, คุณภาพน้ำ และความเป็นพิษต่อลูกกุ้งกุลาดำ (Penaeus monodon) วัยอ่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

http://kucon.lib.ku.ac.th/cgi-bin/KUCON.exe?rec_id=009160&database=KUCON&search_type=link&table=mona&back_path=/KUCON/mona&lang=thai&format_name=TFMON

ผู้แต่ง: รุ่งระวี ทองดอนเอ; ชลอ ลิ้มสุวรรณ; นิติ ชูเชิด
ชื่อเรื่อง: ผลของโบรมิไซด์ต่อแบคทีเรีย, คุณภาพน้ำ และความเป็นพิษต่อลูกกุ้งกุลาดำ (Penaeus monodon) วัยอ่อน
Article title: Effects of bromicide on bacteria, water quality and toxicity to black tiger shrimp (Penaeus monodon) post larvae
ชื่อเอกสาร : เรื่องเต็มการประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 43: สาขาประมง สาขาการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
Source title : Proceedings of 43rd Kasetsart University Annual Conference : Fisheries, Natural Resources and Environmental Economics
หน่วยงานจัดพิมพ์: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์; สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา; กระทรวงศึกษาธิการ; กระทรวงเกษตรและสหกรณ์; กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี; กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม; กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร; สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ; สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ชื่อการประชุม: การประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 43
สถานที่ประชุม: กรุงเทพฯ
วันที่ประชุม: 1-4 ก.พ. 2548
สถานที่พิมพ์: กรุงเทพฯ
ปีพิมพ์: 2548
หน้า: หน้า 412-419
จำนวนหน้า: 574 หน้า
ภาษา: ไทย
สาระสังเขป: สาระสังเขป (ไทย, อังกฤษ)
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์
หมวดหลัก: L73-Animal diseases
หมวดรอง: P10-Water resources and management
หมวดรอง: L74-Miscellaneous animal disorders
อรรถาภิธาน-อังกฤษ: PENAEUS MONODON; DISINFECTANTS; BACTERIA; DISINFECTION; WATER QUALITY; TOXICITY
อรรถาภิธาน-ไทย: PENAEUS MONODON; สารฆ่าเชื้อ; แบคทีเรีย; การฆ่าเชื้อ; คุณภาพน้ำ; ความเป็นพิษ
ดรรชนี-ไทย: กุ้งกุลาดำ; วัยอ่อน; โบรมิไซด์; แบคทีเรีย; การฆ่าเชื้อ; คุณภาพน้ำ; ความเป็นพิษ
บทคัดย่อ: การทดสอบความเป็นพิษเฉียบพลันของสารโบรมิไซด์ต่อลูกกุ้งกุลาดำ (Penaeus monodon) วัยอ่อนระยะโพสลาร์วา 15 ที่ระดับความเป็นกรดเป็นด่าง (พีเอช) 7.5, 8.0 และ 8.5 โดยวิธีชีววิเคราะห์แบบน้ำนิ่งที่อุณหภูมิ 30-32 องศาเซลเซียส ความเค็ม 15 ส่วนในพันส่วน ได้ค่า LC50 ที่ 24 ชั่วโมง เท่ากับ 27.59 ppm, 22.52 ppm และ 24.64 ppm ตามลำดับ ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ การศึกษาระยะปลอดภัยเพื่อการปล่อยลูกกุ้งกุลาดำ หลังจากใช้โบรมิไซด์ที่ระดับความเข้มข้น 50 มิลลิกรัมต่อลิตร ควรปล่อยให้สลายตัวประมาณ 5 วัน ก่อนปล่อยลูกกุ้งกุลาดำลงในบ่อเลี้ยง จากการตรวจวัดคุณภาพน้ำพบว่าโบรมิไซด์ในระดับความเข้มข้น 50 มิลลิกรัมต่อลิตร สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียรวมทั้งหมดได้มากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ภายในระยะเวลา 1-12 ชั่วโมง หลังจากเติมโบรมิไซด์ และสามารถฆ่าเชื้อวิบริโอได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ภายในระยะเวลา 1 ชั่วโมง โบรมิไซด์มีผลทำให้พีเอชของน้ำลดลงจาก 8.15 เป็น 7.79 ภายในเวลา 24 ชั่วโมง
หมายเลข: 009160 KC4304049
เอกสารฉบับเต็ม: [Download Fulltext]
ค้นข้อมูลใกล้เคียง: มีคำสำคัญเหมือนกัน   ผู้แต่งคนเดียวกัน

 

 

การศึกษาเปรียบเทียบการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามแบบดั้งเดิมและแบบพัฒนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

http://kucon.lib.ku.ac.th/cgi-bin/KUCON.exe?rec_id=009159&database=KUCON&search_type=link&table=mona&back_path=/KUCON/mona&lang=thai&format_name=TFMON

ผู้แต่ง: นวลจิรา พานทอง; ชลอ ลิ้มสุวรรณ; สมหมาย เจนกิจการ; นิติ ชูเชิด
ชื่อเรื่อง: การศึกษาเปรียบเทียบการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามแบบดั้งเดิมและแบบพัฒนา
Article title: Study on comparison of giant freshwater prawn (Macrobrachium rosenbergii) culture in traditional method and developed method
ชื่อเอกสาร : เรื่องเต็มการประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 43: สาขาประมง สาขาการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
Source title : Proceedings of 43rd Kasetsart University Annual Conference : Fisheries, Natural Resources and Environmental Economics
หน่วยงานจัดพิมพ์: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์; สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา; กระทรวงศึกษาธิการ; กระทรวงเกษตรและสหกรณ์; กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี; กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม; กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร; สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ; สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ชื่อการประชุม: การประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 43
สถานที่ประชุม: กรุงเทพฯ
วันที่ประชุม: 1-4 ก.พ. 2548
สถานที่พิมพ์: กรุงเทพฯ
ปีพิมพ์: 2548
หน้า: หน้า 405-411
จำนวนหน้า: 574 หน้า
ภาษา: ไทย
สาระสังเขป: สาระสังเขป (ไทย, อังกฤษ)
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์
หมวดหลัก: M12-Aquaculture production
อรรถาภิธาน-อังกฤษ: MACROBRACHIUM ROSENBERGII; AQUACULTURE; STOCKING DENSITY; YIELDS; PROFITABILITY
อรรถาภิธาน-ไทย: MACROBRACHIUM ROSENBERGII; การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ; จำนวนสัตว์ต่อพื้นที่; ผลผลิต; ความสามารถในการทำกำไร
ดรรชนี-ไทย: กุ้งก้ามกราม; การเพาะเลี้ยง; แบบดั้งเดิม; แบบพัฒนา; อัตราความหนาแน่น; ผลผลิต; ผลตอบแทน
บทคัดย่อ: การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามแบบดั้งเดิมที่ปล่อยลูกกุ้งระยะที่คว่ำแล้วในบ่อดินขนาด 6 ไร่ จำนวน 2 บ่อ ในอัตราความหนาแน่น 30,000 ตัวต่อไร่ (19 ตัว/ตารางเมตร) แล้วเลี้ยงจนกระทั่งจับเปรียบเทียบกับการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามแบบพัฒนาที่ปล่อยลูกกุ้งระยะที่คว่ำแล้ว อนุบาลในบ่อดินขนาด 3 ไร่ 1 บ่อ ในอัตราความหนาแน่น 60,000 ตัวต่อไร่ (38 ตัว/ตารางเมตร) อนุบาลลูกกุ้งนาน 60 วัน ย้ายลูกกุ้งไปเลี้ยงในบ่อใหม่พื้นที่ 3-6 ไร่ ในอัตราความหนาแน่น 10,000 ตัวต่อไร่ (7 ตัว/ตารางเมตร) แล้วเลี้ยงต่อไปจนกระทั่งอายุ 135 วัน จึงย้ายกุ้งก้ามกรามเพศเมียที่สมบูรณ์แข็งแรงไปเลี้ยงในบ่อที่เตรียมเป็นแม่พันธุ์ ส่วนกุ้งก้ามกรามเพศผู้น้ำหนักเฉลี่ย 27.6 กรัมจะย้ายไปเลี้ยงในบ่อดินใหม่จำนวน 4 บ่อพื้นที่ 3-6 ไร่ ในอัตราความหนาแน่น 5,000 ตัวต่อไร่ (3 ตัว/ตารางเมตร) จำนวน 2 บ่อ และ 8,000 ตัวต่อไร่ (5 ตัว/ตารางเมตร) จํานวน 2 บ่อ จนกระทั่งจับกุ้งเมื่ออายุ 195 วัน ผลการเลี้ยงบ่อที่ย้ายไปเลี้ยงในความหนาแน่น 5,000 ตัวต่อไร่และ 8,000 ตัวต่อไร่ ได้ผลผลิต 305+-14.1 กิโลกรัมต่อไร่และ 329+-22.6 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อเปรียบเทียบกับการเลี้ยงแบบดั้งเดิมไม่มีการย้ายบ่อมีผลผลิต 341+-40.3 กิโลกรัมต่อไร่ น้ำหนักกุ้งก้ามกรามเฉลี่ยเท่ากับ 80.1+-4.53 กรัม 52.8+-3.93 กรัม และ 35.4+-4.38 กรัมตามลำดับ จากการศึกษาครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามแบบย้ายบ่อในความหนาแน่น 5,000 ตัวต่อไร่สามารถผลิตกุ้งขนาดใหญ่ และให้ผลตอบแทนดีกว่าระดับความหนาแน่น 8,000 ตัวต่อไร่และการเลี้ยงแบบดั้งเดิม
หมายเลข: 009159 KC4304048
เอกสารฉบับเต็ม: [Download Fulltext]
ค้นข้อมูลใกล้เคียง: มีคำสำคัญเหมือนกัน   ผู้แต่งคนเดียวกัน

 

 

ผลของยาออกซิเตตร้าซัยคลินต่อการยับยั้งแบคทีเรียในเลือดและการตกค้างของยาในเนื้อกุ้งกุลาดำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

http://kucon.lib.ku.ac.th/cgi-bin/KUCON.exe?rec_id=009158&database=KUCON&search_type=link&table=mona&back_path=/KUCON/mona&lang=thai&format_name=TFMON

ผู้แต่ง: เกศินี หลายสุทธิสาร; เต็มดวง สมศิริ; ชลอ ลิ้มสุวรรณ; อมรชัย สมเจตน์เลิศเจริญ
ชื่อเรื่อง: ผลของยาออกซิเตตร้าซัยคลินต่อการยับยั้งแบคทีเรียในเลือดและการตกค้างของยาในเนื้อกุ้งกุลาดำ
Article title: Efficacy of agianst bacteria in hemolymph and residues in muscle of black tiger shrimp
ชื่อเอกสาร : เรื่องเต็มการประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 43: สาขาประมง สาขาการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
Source title : Proceedings of 43rd Kasetsart University Annual Conference : Fisheries, Natural Resources and Environmental Economics
หน่วยงานจัดพิมพ์: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์; สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา; กระทรวงศึกษาธิการ; กระทรวงเกษตรและสหกรณ์; กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี; กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม; กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร; สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ; สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ชื่อการประชุม: การประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 43
สถานที่ประชุม: กรุงเทพฯ
วันที่ประชุม: 1-4 ก.พ. 2548
สถานที่พิมพ์: กรุงเทพฯ
ปีพิมพ์: 2548
หน้า: หน้า 397-404
จำนวนหน้า: 574 หน้า
ภาษา: ไทย
สาระสังเขป: สาระสังเขป (ไทย, อังกฤษ)
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์
หมวดหลัก: L70-Veterinary science and hygiene – General aspects
หมวดรอง: Q03-Food contamination and toxicology
อรรถาภิธาน-อังกฤษ: PENAEUS MONODON; OXYTETRACYCLINE; BACTERIA; BLOOD; INHIBITION; RESIDUAL EFFECTS; PRAWNS AND SHRIMPS
อรรถาภิธาน-ไทย: PENAEUS MONODON; ออกซีเททราไซคลิน; แบคทีเรีย; เลือด; การยับยั้ง; ผลตกค้าง; กุ้ง
ดรรชนี-ไทย: กุ้งกุลาดำ; ยาออกซิเตตร้าซัยคลิน; แบคทีเรีย; เลือด; การยับยั้ง; การตกค้าง; เนื้อกุ้ง
บทคัดย่อ: การทดลองให้กุ้งกุลาดำกินยาออกซิเตตร้าซัยคลิน 5 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัมให้กินติดต่อกัน 5 วัน ทุกมื้อ โดยใช้กุ้งน้ำหนักเฉลี่ยตัวละ 10 กรัม สุ่มเก็บตัวอย่างกุ้งดูดเลือดเพื่อหาปริมาณเชื้อแบคทีเรียรวมจากอาหารเลี้ยงเชื้อ Plate count agar (PCA) และจากอาหารเลี้ยงเชื้อ Thiosulfate citrate bile salts sucrose agar (TCBS) โดยสุ่มเก็บตัวอย่างก่อนให้ยา, หลังหยุดยา 1,3,5 และ 7 วัน พบว่ามีปริมาณแบคทีเรียรวมจากอาหารเลี้ยงเชื้อ PCA เฉลี่ย 1.91*10**(3) , 8.38*10**(2),8.35*10**(2),3.19*10**(2) และ 3.77*10 CFU/ml และปริมาณแบคทีเรียวิบริโอจากอาหารเลี้ยงเชื้อ TCBS มีปริมาณเฉลี่ย 1.54*10**(2),1.19*10**(2),2.51*10,3.88*10 และ 0.97*10 CFU/ml ตามลำดับ ซึ่งจะน้อยกว่าแบคทีเรียในกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < 0.05) จากผลการวิเคราะห์ปริมาณยาออกซิเตตร้าซัยคลินที่ตกค้างในเนื้อกุ้งกุลาดำโดยวิธี High performance liquid chromatography (HPLC) หลังจากหยุดให้ยาออกซิเตตร้าซัยคลิน 1,5,10 และ15 วัน พบว่าปริมาณยาตกค้างเฉลี่ยสูงสุดหลังจากหยุดให้ยา 1 วันมีสูงถึง 0.246 ส่วนในล้านส่วน (พีพีเอ็ม) หลังจากนั้นปริมาณยาค่อย ๆ ลดลงและตรวจไม่พบที่ระยะเวลา 15 วัน
หมายเลข: 009158 KC4304047
เอกสารฉบับเต็ม: [Download Fulltext]
ค้นข้อมูลใกล้เคียง: มีคำสำคัญเหมือนกัน   ผู้แต่งคนเดียวกัน