ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย ที่เกี่ยวข้อง

“เพ-เพทาย” ชวนสาวแวะมาสวยที่ ATHENA CLINIC คลินิกความงามระดับไฮเอนด์ พฤษภาคม 14, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07056150257&srcday=2014-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 ปีที่ 19 ฉบับที่ 343


อาชีพคนดัง

นิดา

“เพ-เพทาย” ชวนสาวแวะมาสวยที่ ATHENA CLINIC คลินิกความงามระดับไฮเอนด์

หลายคนรู้จัก “เพ-เพทาย พลอยมีค่า” ทั้งในฐานะนักร้อง นักแสดง และนักบาสเกตบอล โดยเฉพาะในวงการบันเทิงนั้น คุ้นเคยกับบทบาท นักร้องสังกัดค่ายอาร์เอส ออกอัลบั้มเพลงครั้งแรกเมื่อปี 2547 และเพิ่งมาออกซิงเกิ้ลเพลงอีกครั้งในปี 2555 ภายใต้สังกัด บาบิโลน มิวสิค แคมป์ กับ 2 เพลงดัง Tears และ แม้น้ำตา ซึ่งคอเพลงต่างปรบมือว่าเพราะที่สุด ทางด้านการแสดงมีผลงาน อาทิ น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์, วิ้งค์เจ้าเสน่ห์, ดอกส้มสีทอง, บันทึกกรรม ฯลฯ รวมไปถึงงานโฆษณา และพิธีกรอีกมากมาย

นอกจากนี้ เขายังใช้เวลาที่เหลือจากงานในวงการบันเทิง รับจ๊อบงานร้องเพลงในยามค่ำคืนอีกด้วย และอีกหนึ่งบทบาทที่เพทายกำลังทุ่มเทแรงกายและใจ นั่นคือ การก้าวสู่แวดวงธุรกิจด้านความงาม โดยจับมือกับแฟนสาวนอกวงการ นาม “เบล-เปรมิกา มาณะธัญญา” เปิดคลินิกความงาม ATHENA CLINIC ตึกคิวเฮ้าส์ ลุมพินี

ATHENA เทพแห่งความรัก ความซื่อสัตย์

เพทาย บอกว่า การเริ่มต้นทำร้านนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะน้องสาวของเขาเป็นคนชอบความสวยงาม พอมีคนชักชวนจึงตัดสินใจลงมือไม่ยาก และหุ้นส่วนทุกคนก็พร้อมใจคิดแบรนด์ ATHENA ขึ้นมาเหมือนเป็นตัวแทนของความรัก

“จุดเริ่มต้นการทำคลินิกคือ น้องสาวกับเพื่อนเป็นพาร์ตเนอร์กัน เป็นคนชอบรักสวยรักงาม จนวันหนึ่งมีคนแนะนำว่าอยากลองดูไหม เราก็เลยคุยกันและตัดสินใจทำอย่างรวดเร็วมาก เราก็ดูตลาด โดยตลาดของ ATHENA จะเป็นไฮเอนด์ เดิมที่ร้านนี้เป็นแบรนด์คนอื่นที่ผมไปเทกโอเวอร์มา และต้องการอยากทำเป็นแบรนด์ของตัวเอง โดยมีทั้งหมด 4 หุ้นส่วน และใช้ชื่อว่า ATHENA ไม่เหมือนใครและมีความหมายคือ คำว่า ATHENA เป็นเทพในนิยายของกรีก เป็นชื่อที่ฟังแล้วรู้สึกชอบ เป็นเทพของความซื่อสัตย์ ความรัก เลยใช้ชื่อนี้และเปิดร้านมาร่วม 6 เดือน”

ดูแลแบบครอบครัว

ลูกค้าของร้านนี้ส่วนใหญ่มาจากการติดตามอินสตาแกรมของเพทายและติดใจการบริการของคลินิกที่ให้ความใส่ใจดูแลเหมือนลูกค้าเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน และที่สำคัญคือ ความใส่ใจ ความซื่อสัตย์ที่มีต่อลูกค้า จึงไม่แปลกที่ฐานลูกค้าจะเติบโตขึ้นจากความประทับใจเปลี่ยนเป็นการบอกต่อเพิ่มฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

“ร้านนี้มีหุ้นส่วน 4 คน คือ ผม, เบล, คุณศศิกานต์ ศิมวรา (น้องทราย) และ คุณณัฐชัย เยี่ยงมานิต (ไนซ์) การลงทุนทำธุรกิจความงามลงทุนเยอะ เพราะจะมีเรื่องของอุปกรณ์ การยิงเลเซอร์ ต้นทุนของยา อย่างต้นทุนโบท็อกซ์ทุกอย่างต้องผ่าน อย. เสียภาษีหมดทุกตัว เพราะการนำมาทำธุรกิจแบบนี้ต้องถูกต้องตามกฎหมาย ลูกค้ามาทำต้องมั่นใจได้ว่าฉีดเข้าไปแล้วปลอดภัย เห็นผล เลยทำให้ต้นทุนสูง ใช้เงินลงทุนหลักล้าน โดยทางร้านจะมี คุณหมอชนิดา เวโรจน์ เป็นคนดูแลคลินิก เราอยู่กันแบบพี่น้องดูแลกัน คนไข้มาก็เหมือนครอบครัว กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่มาจากอินสตาแกรม และเพื่อนบอกต่อๆ กัน ลูกค้าที่มาจากอินสตาแกรมก็เยอะ เพื่อนดาราบางคนเห็นก็อยากมาซื้อคอร์ส ลูกค้าที่ร้านจะมีหลายกลุ่มหลายประเภท

ส่วนมากจะเป็นลูกค้าที่บอกต่อกัน มาทำแล้วประทับใจ ทำแล้วเห็นผลก็จะบอกต่อกันและกลับมาทำ ที่ร้านจะไม่เลี้ยงไข้ลูกค้า เราจะบอกกับลูกค้าเลยว่าถ้าอยากมาดูแลผิวหน้า ถ้ามาครั้งเดียวแล้วหายไปไม่มีทางทำได้ ต้องมารักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการรักษาจริงๆ แล้วสิ่งไหนที่คนไข้ต้องการทำแล้วมาปรึกษาคุณหมอแล้ว คุณหมอแจ้งว่าทำแล้วจะได้ผลแค่นี้นะ ทำแล้วไม่เวิร์กนะ เราแจ้งลูกค้าเลย เพราะอยากให้ลูกค้าทำแล้วเห็นผล ไม่อยากให้ออกไปแล้วบอกกันว่าทำที่นี่มาไม่เห็นผลเลย เน้นความซื่อสัตย์ ลูกค้าจะบอกต่อกันมา ราคาจะกลางๆ เริ่มต้นที่ 1,500-2,000 บาท ขึ้นไปต่อครั้ง แต่ถ้าซื้อเป็นคอร์สก็จะถูกลง จะมีการสะสมยอดซึ่งเราจะมีโปรโมชั่นทุกเดือนคอยคืนกำไรให้ลูกค้า”

สูตรเฉพาะ ATHENA

ทางคลินิกมีโปรดักต์และคอร์สการรักษาหลายแบบ แต่ที่สำคัญคือ ทุกสูตรที่ใช้ในการรักษาจะเป็นสูตรเฉพาะที่คิดค้นและมีที่ ATHENA เท่านั้น แม้แต่อุปกรณ์ที่ใช้ในการรักษาต้องนำเข้าและมั่นใจแล้วว่าต้องดีจริงและปลอดภัยกับลูกค้าของทางคลินิก

“คอร์สที่มาแรงของร้านคือ Miracle Gold Plus เป็นการดีท็อกซ์ผิวหน้า ล้างสารพิษด้วยโคลน Dead Sea พอหน้าเราสะอาดก็จะผลักทอง 99.9 เปอร์เซ็นต์ เป็นทองคำสวิสเข้าไป ตัวคอร์สนี้เป็นทรีตเมนต์ที่ทำออกมาแล้วจะช่วยคนที่เป็นสิว รูขุมขน และทำให้หน้ากระจ่างใส เรื่องต่อมน้ำเหลือง การหมุนเวียนของเลือดใต้ผิวหนังถ้าทำต่อเนื่องจะเห็นผล บางคนทำครั้งเดียวก็รู้สึกได้แล้วว่าเน้นการพักผ่อนหน้าสามารถทำได้เรื่อยๆ เหมือนบำรุงไปในตัว ตัวทรีตเมนต์ที่ผลักเข้าไปของเราจะเป็นสูตรของ ATHENA เองจะมีหลายตัวผสมกันระหว่างผลักทองเข้าไป เพราะฉะนั้น จะทำให้แร่ธาตุและวิตามินต่างๆ จะเข้าไปลึก

เครื่องมือในร้านจะมีเครื่องเลเซอร์ นาโน ผลัดเซลล์ผิว เครื่อง Deep เครื่องที่เรานำเข้ามาจากยุโรปหมด ในส่วนของโปรดักต์ ครีมที่โดดเด่นก็จะมีซีรั่มช่วยเรื่องริ้วรอย ลูกค้าแฮปปี้มากเวลาใช้เขารู้สึกได้ สูตรจะเป็นของทางเราเองเลือกคัดนำเข้าหมดเลย แต่ทำที่ไทยและตี GMP จากโรงงานที่เมืองไทย เราจะมาขายในราคาที่ไม่สูงมาก โฟมล้างหน้านาโนลูกค้าก็ชอบ ราคาไม่แพงด้วย เวลามาใช้บริการที่ร้านก็จะชอบขอซื้อกลับไป 250 กรัม ราคา 600 บาท ลูกค้าจะซื้อต่อเนื่องตลอด”

เน้นคุณภาพ และความพึงพอใจ

หนุ่มเพทาย กล่าวถึงความสุขของเจ้าของร้าน นั่นคือ การได้เห็นถึงความพึงพอใจของลูกค้าที่มาใช้บริการ เห็นรอยยิ้มเพราะได้แต่สิ่งดีๆ กลับไป ที่สำคัญคือ ความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ทั้งนี้ ตั้งเป้าอยากขยายกลุ่มลูกค้าไปยังคนญี่ปุ่นที่เข้ามาเที่ยวที่เมืองไทยอีกด้วย

“ATHENA เราเน้นคุณภาพต้องการให้ลูกค้าพอใจ บางเคสที่มีปัญหา เราจะบอกไม่มีกั๊ก พูดตามตรง เรามองว่าทำงานทุกอย่างต้องมีปัญหาแต่เราก็จะมีการซัพพอร์ตคุยกับลูกค้า ดูแลต่อเนื่องทุกคน ไม่ทิ้งลูกค้า ดูแลหลังการรักษาหมดทุกคอร์ส

ในส่วนช่องทางพีอาร์เราจะมาจากอินสตาแกรม เวลาลูกค้าทำจะอนุญาตให้เราเอาไปลงเต็มที่เลย บางคนทำแล้วสวยก็ส่งรูปกลับมาบอกให้เราลงได้ ก็มีหนังสือมาสัมภาษณ์ แต่พีอาร์ในอนาคตเรากำลังคุยและวางแผนกัน เราต้องลงหนังสือรายเดือนกำลังมุ่งไปหนังสือของคนญี่ปุ่นที่มาอยู่ในเมืองไทยว่ามีอะไรบ้างสำหรับคนญี่ปุ่น เราจะเอา ATHENA เป็นส่วนหนึ่งในหนังสือ เป็นไกด์ไลน์ของคนญี่ปุ่นด้วย”

ศึกษา เรียนรู้ ทดลองด้วยตัวเอง

เพทาย เล่าว่า ถ้าจะทำให้คลินิกเติบโตไปได้ดีต้องทำให้ลูกค้ามั่นใจและเชื่อใจในสินค้าและคลินิกก่อน ซึ่งทุกคนในคลินิกไม่ว่าจะมีตำแหน่งอะไรก็ตามแม้แต่เพทายเองก็ต้องศึกษาและทดลอง เรียนรู้กระบวนการรักษามาก่อน เพื่อสร้างความมั่นใจและกล้าบอกกับลูกค้าได้อย่างมั่นใจว่า ATHENA ดีจริง

“ตัวผมต้องเรียนรู้และลองก่อน เพราะเราต้องมีความรู้เวลาจัดงานหรือเป็นพิธีกรเราก็ต้องรู้เกี่ยวกับ ATHENA เราถึงจะบอกได้ พยาบาลทุกคนในร้านต้องผ่านการเทรนมาก่อนต้องทำเป็น ถ้าวันไหนพนักงานไม่ว่าง เราต้องทำกันเอง บางวันเบลให้ผมผลักทองลงหน้าผมก็ต้องทำ ทำกันเองได้ ร้านนี้รองรับลูกค้าได้ 8 เคสในรอบหนึ่ง ถ้าจะมาใช้บริการต้องการความสะดวกสบายควรจะจองไว้ก่อนเราจะได้ให้บริการได้เต็มที่ ผมมีหน้าที่ช่วยโปรโมตร้าน และช่วยในร้าน เบลจะมีหน้าที่เป็น MD ฝ่ายขาย เพราะว่าบางทีลูกค้าจะให้ความเชื่อถือกับเจ้าของร้าน เบลกับน้องจะให้บริการลูกค้าเวลาแนะนำลูกค้าเราต้องการให้เวลาออกมาแล้วลูกค้าพอใจ อยากมาอีก เราจะแนะนำให้ตรงจุดกับลูกค้า พอเราแนะนำเองลูกค้าจะเกิดการเชื่อถือมาก

ตอนนี้คุยกันไว้ว่าจะขยับขยายเพิ่มสาขาขึ้น แต่เปลี่ยนกลุ่มลูกค้าอาจจะดร็อปลงนิดหนึ่ง ตลาดบ้านเราคนระดับกลางถึงล่างจะเยอะกว่าบวกกับเศรษฐกิจช่วงนี้แย่ลง เราจะตีตลาดล่างเพิ่มโดยเป็นแบรนด์ที่เป็นลูกของ ATHENA โดยคุณภาพทุกอย่างเหมือนเดิมแต่เปลี่ยนสถานที่ซึ่งเราสามารถลดให้กับลูกค้าได้ เพราะที่เราอยู่ค่าเช่าแพงมาก สัญญาปีต่อปี ถ้าเราสามารถเปลี่ยนสถานที่เราสามารถลดราคาให้ลูกค้าได้โดยคุณภาพยังคงเดิมเพราะเราเน้นมากกับคลินิกนี้คือทุกอย่างต้องมีคุณภาพจริงๆ เพราะคลินิกเปิดเยอะมากเราจะไปสู้เขาไม่ได้ ATHENA ที่เป็นไฮเอนด์ก็จะมีที่นี่ที่เดียวแต่อนาคตจะมี ATHENA ที่รองรับตลาดล่างเพิ่มขึ้นมา”

ใครที่มีปัญหาเรื่องผิวพรรณและอยากสวยครบสูตรแวะไปใช้บริการได้ที่ ATHENA CLINIC ตึกคิวเฮ้าส์ลุมพินี ชั้น 2 โทรศัพท์ (02) 677-7478 ทางคลินิกมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำและมีโปรโมชั่นพิเศษต้อนรับทุกคนค่ะ

 

ร้านหนังสือเชียงดาว รังคนรักอ่านที่บ้านเกิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07062150257&srcday=2014-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 ปีที่ 19 ฉบับที่ 343


ธุรกิจภูธร

กรรณิกา เพชรแก้ว

ร้านหนังสือเชียงดาว รังคนรักอ่านที่บ้านเกิด

องอาจ เดชา รักจะเป็นนักเขียน และพยายามเป็นนักเขียนให้ได้อย่างสง่างามตลอดมา เขามีงานเขียนในนิตยสาร หนังสือพิมพ์เนืองๆ ภายใต้นามปากกา “ภู เชียงดาว” แต่ยอมรับว่ามันไม่อาจเป็นอาชีพได้ถ้าคุณไม่โด่งดังพอ

หลังจากใช้ชีวิตในเมือง พยายามเขียนหนังสือเลี้ยงชีพ กระทั่งเป็นนักข่าวอยู่ช่วงหนึ่ง สลับกับการส่งงานเขียนไปยังสื่อต่างๆ เขากลับบ้านเกิดที่เชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ที่เขาเคยเป็นครูดอยสอนนักเรียนที่โรงเรียนเล็กๆ บนดอยอยู่หลายปี

กลับบ้าน เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ทำสวนและกินผลผลิตจากธรรมชาติ ละวางสิ่งร้อยรัดหลายอย่าง แต่เขาไม่หยุดเขียนหนังสือ ยังส่งงานตีพิมพ์ยังที่ต่างๆ พยายามจะทำหนังสือพิมพ์ที่บ้านเกิด ล้มลุกคลุกคลานอยู่เป็นปกติ แต่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมสวยงาม ดอยหลวงเชียงดาวที่ค้ำตระหง่านอยู่ทั้งเมือง เขารู้สึกปลอดภัย และมีกำลังใจ

แม้จะไม่ได้เป็นนักเขียนมีชื่อเสียง แต่เขาเป็นคนรักหนังสือ รักการอ่าน และใฝ่ฝันจะมีชีวิตรายล้อมด้วยหนังสือ ได้อ่านหนังสือมากอย่างที่ต้องการ ได้อยู่ในวงล้อมของคนรักการอ่านเหมือนกัน ฝันหนึ่งที่คืบคลานเข้ามาคืออยากมีร้านหนังสือเล็กที่บ้านเกิด เพราะไม่เคยมีใครคิดจะตั้งขึ้นมาก่อน มีแต่แผงขายหนังสือ

เขาไล่สอบถามผู้คนในอำเภอ ทุกคนต่างรอคอยจะให้มีร้านหนังสือสักร้านขึ้น เพื่อพวกเขาจะได้ซื้อหนังสือ อ่านหนังสือโดยไม่ต้องรอเข้าเมืองที่อยู่ไกลไปเกือบ 100 กิโลเมตร

กระทั่งแต่งงานกับสาวที่มีรอยยิ้มเปื้อนหน้าตลอดเวลา มาร่วมฝันถึงสถานที่เล็กๆ ที่จะได้ช่วยกันสร้างฝันให้เป็นจริง แต่อุปสรรคสำคัญเด่นหราอยู่ การเปิดร้านหนังสือต้องใช้เงินทุน ซึ่งเขาไม่มี จึงเก็บงำความฝันไว้ เฝ้าดูร้านหนังสือที่บ้านเกิดของเมืองอื่นเปิดขึ้นร้านแล้วร้านเล่า

กระทั่งเพื่อนรุ่นพี่ในวงการ ปราย พันแสง นักเขียนสาว เข้ามาช่วยเติมเต็มความฝัน โดยช่วยเป็นหุ้นส่วนสำคัญให้ และสนับสนุนหนังสือจากสำนักพิมพ์ฟรีฟอร์มที่ปรายบริหารอยู่มาให้ ร้านหนังสือเชียงดาว ร้านหนังสือเล็กๆ ที่บ้านเกิดจึงเปิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว บนถนนโชตนา ถนนสายหลักของเชียงดาว เขาเช่าบ้านไม้หลังเล็กๆ หลังหนึ่ง ตกแต่งแล้วเปิดเป็นร้านหนังสือ พร้อมมุมกาแฟและอาหารว่างที่ภรรยาของเขาเป็นคนทำเองทุกวัน ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปไกล

องอาจดูแลร้านด้วยตนเอง มีคนผ่านทาง และคนที่เคยอ่านผลงานของเขา กระทั่งคนที่รับรู้การพูดถึงร้านของเขาผ่านสังคมออนไลน์ มาเยี่ยมเยือนอุดหนุน หรือเพียงแวะพูดคุย ภรรยาของเขาทำขนมอร่อยจนคนลือ ทุกอย่างทำเองสดๆ ทำอย่างเจ้าของบ้านทำให้คนมาเยี่ยมเยือนบ้านได้ชิม

องอาจเคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสารสารคดี เมื่อไม่นานนี้ว่า มีคนรอบข้างมองว่าเปิดร้านหนังสือในยุคดิจิตอลคงไปไม่รอด แต่การมีร้านหนังสือของตัวเองมันเป็นความฝันของนักอ่านอย่างเขา

“ไม่รู้หรอกว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร วันนี้มีโอกาสก็อยากลองทำดู”

แต่สิ่งที่เขาได้มาโดยไม่ต้องเหนื่อยยากเลยคือ สังคมการอ่านที่มีชีวิต และมิตรภาพจากคนที่ร้อยวันพันปีไม่เคยคิดว่าจะได้กรายใกล้ อย่างบทสนทนาส่วนหนึ่งกับนิตยสารสารคดีบอกไว้

“ผมชอบบรรยากาศของมิตรภาพ ความเป็นพี่น้อง ที่เกิดขึ้นในร้านมาก มีน้องผู้หญิงคนหนึ่งเป็นคนเชียงดาวแต่ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเข้ามานั่งอ่านหนังสือเล่น สักพักก็มีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์เข้ามาที่ร้าน แกชอบเดินทางไปทั่วโลกและจะเข้าร้านหนังสือเสมอ พอรู้ว่าที่เชียงดาวมีร้านหนังสือใหม่แกก็เดินทางมาพร้อมกับเด็กหนุ่มนักเรียนจีนคนหนึ่งที่มาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม พอมาเจอน้องผู้หญิงชาวเชียงดาวก็พูดคุยแลกเปลี่ยนภาษาไทย-จีนกัน บางครั้งก็จะมีน้องพยาบาลที่เพิ่งออกเวรมาถึงร้านก็ขอหมอนนอนก่อนเลย มีแม่พาลูกมาเล่านิทานบ้าง ร้านเราจึงเหมือนบ้านอีกหลังที่เปิดรอให้คนรักการอ่านมาอยู่กันเป็นครอบครัว”

องอาจและภรรยาไม่เพียงคัดสรรหนังสือมาขายอย่างใส่ใจ ยังแบ่งพื้นที่ใต้ถุนร้านเป็น “ห้องสมุดชุมชน” ด้วย เขาว่าเรื่องส่งเสริมการอ่านหากคนระดับชุมชนทำได้ก็ควรทำ จึงขอรับบริจาคหนังสือวรรณกรรมหลากหลายจากคนรู้จัก แล้วอนุญาตให้นักอ่านยืมกลับบ้านกี่วันก็ได้ เพียงสัญญาว่าอ่านจบแล้วจะส่งคืน

“ผมเคยอ่านเจอเรื่องของชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งนำตู้หนังสือออกมาตั้งหน้าบ้าน ใครเดินผ่านมาเห็นหนังสือก็หยิบไป ในจำนวนนั้นมีคนที่หยิบไป 1 เล่ม นำกลับมาคืน 2 เล่ม หยิบไป 2 เล่ม นำกลับมาคืน 3 เล่ม สุดท้ายกลายเป็นตู้หนังสือที่มีพลัง นี่เป็นแนวคิดที่ผมนำมาใช้กับห้องสมุดชุมชน แล้วผมก็ได้รับสิ่งเดียวกัน บางคนยืมไป 1 เล่ม แต่คืนให้ 2-3 เล่ม ตอนนี้เลยกลายเป็นว่ามีนักอ่านช่วยเพิ่มพูนหนังสือดีๆ เข้าห้องสมุดโดยที่เราไม่ต้องจัดหาฝ่ายเดียวอีกแล้ว”

ร้านหนังสือไม่เคยทำเงินอื้อซ่าในประเทศนี้ แต่ร้านหนังสือนำประสบการณ์ดีๆ มาให้ นำคนดีๆ มาสู่ มันทดแทนเงินตราได้ในวันที่มิตรภาพหาได้ยากเย็นยิ่งขึ้นทุกวัน

 

ทิ้งสวนหนีไปเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07068150257&srcday=2014-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 ปีที่ 19 ฉบับที่ 343


BIG IDEA

สุมิตรา จันทร์เงา

ทิ้งสวนหนีไปเที่ยว

พอลมหนาวหยุดพัดอากาศก็ร้อนแล้งมากขึ้นทันใด เห็นได้ชัดเลยว่าต้นไม้ในสวนขาดความชุ่มชื้นอย่างหนัก แห้งผากชนิดที่ไส้เดือนขึ้นมาบนดินเมื่อไหร่มีหวังโดนเผาแห้งกรังไปเดี๋ยวนั้น

ฤดูแล้งกับคนรักต้นไม้ เป็นฤดูวัดใจกันเลยว่าใครจะทุ่มเทใส่ใจต้นไม้ในสวนมากน้อยกว่ากันแค่ไหน บางบ้านยอมเหนื่อยเสียเวลารดน้ำทั้งเช้า-เย็น บางคนอาจจะลุกขึ้นมารดถึง 3 เวลากันเลยทีเดียว แต่ที่ทุ่มเทมากหน่อยก็เห็นจะเป็นพวกที่ยอมลงทุนทำระบบสปริงเกลอร์ (sprinkler) แบบพ่นหมอกเพิ่มความชุ่มชื้นในสวนตลอดเวลา ซึ่งต้องใช้เงินก้อนโต

แต่นั่นยังไม่เป็นปัญหาเท่ากับที่เราต้องทิ้งบ้านทิ้งสวนแสนรักไว้เพียงลำพัง ระหว่างเดินทางไปโน่นมานี่ติดต่อกันหลายวัน โดยเฉพาะการเดินทางไกลไปต่างจังหวัดหรือต่างประเทศยาวๆ ตั้งแต่ 7-10 วันขึ้นไป จะทำอย่างไรกันดีที่จะไม่ให้ต้นไม้ในสวนเหี่ยวเฉาแห้งตายไปเพราะไม่มีใครรดน้ำให้

อันนี้เป็นกรณีที่เราไม่มีใครมาช่วยรดน้ำต้นไม้ให้จริงๆ จะทำอย่างไรกันดี

ต้นไม้ใหญ่ที่ปลูกลงดินนั้นยังไม่น่าห่วงเท่าไหร่เพราะไม้ยืนต้นพวกที่มีรากแก้วสามารถหาอาหารใต้ดินได้ลึกๆ นั้นมักจะทรหดอดทนเป็นพิเศษ บางชนิดขาดน้ำต่อเนื่องเป็นเดือนๆ ก็ยังอยู่ได้ แต่พวกไม้ดอกไม้ประดับที่ปลูกไว้ในกระถางนี่สิ

ฤดูแล้ง แดดจัดๆ ขาดน้ำเต็มวันติดต่อกันแค่สองสามวันก็เริ่มหมดสภาพแล้ว

เท่าที่สังเกตดู ไม้กระถางจะอยู่ได้ในราว 3 วัน พอถึงวันที่ 4 ก็จะเริ่มสลดแล้ว หลังจากนั้นก็เหี่ยวแห้งลงเรื่อยจนไม่สามารถฟื้นคืนสภาพขึ้นมาอีก

บ้านที่มีสวนขนาดใหญ่นิยมติดตั้งสปริงเกลอร์แบบมีระบบตั้งเวลาอัตโนมัติ ต่อท่อสูง ยกไม้กระถางไปวางในรัศมีสปริงเกลอร์ก็จะแก้ปัญหาได้ ใช้เงินลงทุนเรือนหมื่น อุปกรณ์พวกนี้เป็นชุดสำเร็จรูปเห็นมีขายที่ HomePro, Homework

แต่สำหรับบ้านที่พื้นที่สวนไม่ได้มากมาย และปลูกไม้กระถางเพิ่มสีสันชีวิตในมุมเล็กมุมน้อยกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ถ้าจะลงทุนทำระบบใหญ่ขนาดนั้นก็อาจจะไม่คุ้มค่านัก

บรรดาคนรักต้นไม้มือสมัครเล่นทั้งหลายจึงช่วยกันระดมความคิด หาไอเดียในการทำระบบรดน้ำต้นไม้อัตโนมัติตอนเจ้าของบ้านหนีเที่ยวแบบประหยัด ราคาถูก ด้วยอุปกรณ์เหลือใช้ต่างๆ

ได้กรรมวิธีหลากหลาย ดังนี้

1. ก่อนออกจากบ้านเอาต้นไม้กระถางที่เคยตั้งอยู่กลางแจ้งรับแดดเต็ม เข้าร่มหรือที่แดดรำไรให้หมด รดน้ำให้ชุ่มโชกทั้งกระถาง จากนั้นตัดกระสอบเก่าเป็นแผ่นเท่าขนาดหน้ากระถางแล้วเอาไปคลุมหน้าดินไว้ด้วยก็จะช่วยเรื่องการระเหยของน้ำได้ดี ถ้าไม่มีกระสอบเก่าลองเอากาบมะพร้าวสับหยาบมาแช่น้ำทิ้งไว้สัก 1 วัน แล้วนำไปโปะไว้บนกระถางให้เต็ม

2. เอาต้นไม้หลบแดดเสียหน่อย จากนั้นหาถาดรองกระถางขนาดใหญ่มากหน่อยมาหล่อน้ำ แต่วิธีที่ได้ผลที่สุดคือให้เอากะละมังแบบราคาถูกๆ สีดำขนาดใหญ่พอที่จะวางกระถางลงไปได้ รดน้ำต้นไม้ให้ชุ่ม เติมน้ำให้เต็มกะละมังแล้ววางกระถางลงไปแช่ ทีนี้จะไปไหนก็สะดวก เคยมีคนทดลองทำแล้ว ถ้าเป็นกะละมังขนาดเล็กหน่อย กว่าน้ำจะแห้งก็อยู่ได้ไม่น้อยกว่า 2 สัปดาห์ ถ้าเป็นกะละมังใหญ่และลึกอยู่ได้เป็นเดือนค่ะ ส่วนอายุการใช้งานของกะละมังก็ประมาณ 6-10 ปีเลยทีเดียว

3. เอาขวดน้ำพลาสติกใช้แล้ว (ขนาดเล็กหรือใหญ่ขึ้นอยู่กับขนาดกระถางต้นไม้) ใส่น้ำให้เต็มขวด เจาะรูที่ฝาขวดสัก 2-3 รูเล็กๆ ให้น้ำซึมออกได้ นำไปปักที่โคนกระถาง สำหรับต้นไม้ที่ปลูกบนดินถ้าอยากให้น้ำวิธีเดียวกันก็ใช้ขวดใหญ่หน่อย วิธีนี้ไปเที่ยว 5 วัน กลับมาบ้าน ต้นไม้ยังสดชื่นดีอยู่เหมือนเดิม พวกฝรั่งนิยมกันมาก ถ้าปักขวดลงกระถางไม่ได้ให้ใช้วิธีเอาไม้ 2 อันพาดปากกระถางแล้วเอาขวดวางนอนบนไม้ก็ได้เจาะรูขวดตามแนวนอนเลย แบบนี้ก็สะดวกเช่นกัน

4. ใช้ตัวปรับน้ำหยด (สีเขียว) ซึ่งเป็นข้อต่อปั๊มออกซิเจน ตัวละ 5 บาท หาซื้อได้จากร้านขายปลาสวยงาม เอามาใส่เข้ากับขวดน้ำขนาด 5 ลิตร โดยต้องเจาะรูให้พอดี แล้วก็ใช้กาวปืนอุดรอบให้สนิท สามารถปรับปริมาณน้ำหยดให้ไหลมากน้อยตามต้องการได้เลย เวลาจะใช้งานให้วางขวดไว้ในที่สูงกว่ากระถางและต้องเปิดฝาขวดน้ำด้วย ไม่เช่นนั้นน้ำจะไม่หยด แบบนี้สามารถอยู่ได้หลายวันมากกว่าน้ำจะไหลออกจนหมดขวด

5. เอาถังน้ำใบโตหน่อยใส่น้ำตั้งไว้ข้างๆ กระถาง แต่ให้อยู่สูงกว่ากระถางต้นไม้สักเล็กน้อย จากนั้นให้เอาเศษผ้าที่ตัดเป็นเส้นยาวๆ จุ่มน้ำให้เปียก ใส่ปลายข้างหนึ่งลงที่ถังน้ำ ปลายอีกข้างวางรอบโคนต้นไม้ วิธีนี้น้ำจะค่อยๆ ซึมมาที่ต้นไม้ในลักษณะเดียวกับไส้ตะเกียงน้ำมัน ได้ผลดีทีเดียว

6. สำหรับกระถางกล้วยไม้ให้ใช้ถุงหิ้วพลาสติกเจาะรูเล็กๆ วางไว้บนต้นกล้วยไม้ บางคนก็ใช้ขวดน้ำเกลือเก่า แต่อาจจะหายากหน่อยเพราะขวดน้ำเกลือจัดเป็นขยะติดเชื้อ ทางโรงพยาบาลคงไม่ยอมให้ใครขอเอาไปใช้ง่ายๆ

7. ใช้เจลสำหรับให้น้ำต้นไม้ทั้งแบบหลอดและแบบกล่อง มีขายตามร้านขายอุปกรณ์ต้นไม้ใหญ่ๆ เรียกว่า “Irrigation Supplement” มีให้เลือก 2 ขนาดคือ แบบหลอดเล็กอายุการใช้งาน 30 วัน และกล่องใหญ่มีอายุการใช้งาน 90 วัน วิธีใช้ก็ไม่ยากแค่กรีดหลอดหรือตัดปากกล่องแล้วเอาปักลงดิน รดน้ำให้ชุ่มๆ แบคทีเรียในดินจะย่อยสลายเจลในนั้นให้ค่อยๆ กลายเป็นน้ำ สนใจติดต่อได้ที่ บริษัท ไฮเทค โฮม ซิสเท็มส์ จำกัด โทรศัพท์ (02) 411-4089, (02) 411-4154

8. ใช้ดินวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่า ไฮโดรเจล (Hydrogels) ลักษณะเป็นก้อนเจลใสๆ ที่เขาชอบเอามาปลูกพวกพลูด่างหรือต้นไผ่กวนอิมโปะไว้บนหน้าดินที่ปากกระถาง เพราะเจลพวกนี้ส่วนประกอบส่วนใหญ่เป็นน้ำ จะค่อยๆ สลายความชุ่มชื้นออกมา

9. ใช้โปรแกรมรดน้ำต้นไม้อัตโนมัติ สามารถตั้งเวลาล่วงหน้าได้ต่อเนื่องถึง 7 วันว่าจะเลือกรดน้ำเวลาไหน แต่ละครั้งนานเท่าใด แต่จะต้องเดินท่อทำระบบไว้ให้ได้ หรือจะทำน้ำหยดแบบ Manual ก็ได้ ซื้อหัวน้ำหยดมาใส่ต่อเข้ากับสายยาง แล้วเปิดน้ำทิ้งไว้เลย มันก็จะค่อยๆ หยด แต่ถ้าอยากประหยัดที่สุดให้หาสายยางเก่าราคาถูกๆ เอามาเจาะรูตามที่ต้องการแล้วต่อกับก๊อกน้ำ เปิดน้ำเบาๆ ทิ้งไว้เลย วิธีนี้ถูกที่สุด แต่ก๊อกน้ำไม่ควรต่อเข้ากับระบบปั๊มน้ำนะคะ ไม่อย่างนั้นปั๊มจะทำงานตลอดเวลา อาจร้อนจนชอร์ตได้

เท่าที่สรุปได้ ตอนนี้มี 9 วิธีแล้ว ท่านใดคิดอะไรออกที่เด็ดสะระตี่กว่านี้ เชิญเสนอไอเดียมาแจมได้เลย ส่วนตอนนี้ขอหลบไปแพ็กกระเป๋าหนีเที่ยวก่อนนะ

 

โฟกัสย่าน “หนองแขม” ทำเลชานเมืองวันขยายตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07075150257&srcday=2014-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 ปีที่ 19 ฉบับที่ 343


เล็งทำเลธุรกิจ

ชาญสิทธิ์ จิรเพิ่มไพบูลย์

โฟกัสย่าน “หนองแขม” ทำเลชานเมืองวันขยายตัว

เป็นอีกหนึ่งทำเลในแถบกรุงเทพฯ รอบนอกที่น่าสนใจลงทุนธุรกิจ สำหรับย่าน “หนองแขม” จากเดิมถูกมองเป็นพื้นที่ชายขอบติดต่อจังหวัดนครปฐมและสมุทรสาคร แต่เมืองที่ขยายตัวจากใจกลางเมืองออกสู่รอบนอก เนื่องจากที่ดินกรุงเทพฯ รอบในมีราคาแพงและเหลือน้อยลงเรื่อยๆ ประกอบกับมีรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินช่วงหัวลำโพง-บางแค กำหนดเปิดสร้างเสร็จปี 2560 มาจ่อในย่านบางแคใกล้กับห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ ทำให้เกิดสิ่งอำนวยความสะดวก โครงการศูนย์การค้าชุมชน หรือ “คอมมูนิตี้มอลล์” และห้างขายสินค้าตกแต่งบ้านขยายสาขามาทางฝั่งหนองแขม เพื่อรองรับบ้านพักอาศัยที่เริ่มหนาแน่นและมีปัญหารถติดเป็นประจำแม้กระทั่งวันหยุดเสาร์-อาทิตย์

จากบ้านสู่คอนโดฯ

จากราคาที่ดินที่แพงขึ้นเรื่อยๆ ประเมินว่าภายใน 1-2 ปีนับจากนี้จะเห็นคอนโดมิเนียมของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ๆ ทยอยเกิดขึ้นจากปัจจุบันตามซอยต่างๆ ยังเป็นที่อยู่อาศัย ประเภท “บ้าน” และ “ทาวน์เฮ้าส์” เป็นหลัก ราคาตั้งแต่กว่า 1-3 ล้านบาทขึ้นไป

แต่ล่าสุด เริ่มเห็นผู้ประกอบการอสังหาฯ ยักษ์ใหญ่ค่าย “แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์” วางแผนเปิดตัวโครงการคอนโดฯ ละแวกซอยเพชรเกษม 98 ราคายูนิตละกว่า 1 ล้านบาท เจาะกลุ่มลูกค้ารายได้ต่อเดือนกว่า 25,000-30,000 บาท สะท้อนว่าความต้องการที่อยู่อาศัยในย่านนี้ยังขยายตัวต่อเนื่อง

หนองแขม ประชากร 1.5 แสนเศษ

จากข้อมูลพบว่า เขตหนองแขมมีพื้นที่ประมาณ 35 ตารางกิโลเมตร ณ สิ้นปี 2555 มีประชากรกว่า 150,000 คน ขณะที่เขตบางแคซึ่งอยู่ติดกันมีประชากรกว่า 190,000 คน ปัจจุบันย่านหนองแขมจึงมีปัญหารถติดแทบจะทุกวัน เนื่องจากมีบ้านพักและหมู่บ้านจัดสรรเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ประกอบกับซอยเพชรเกษม บางซอยสามารถใช้เป็นทางลัดไปออกถนนเอกชัยและทะลุไปถนนพระราม 2 เพื่อมุ่งหน้าลงใต้ได้ รวมถึงเป็นย่านโรงงานเก่าแก่ จึงมีประชากรอยู่อาศัยค่อนข้างหนาแน่น

โฟกัสที่แหล่งการค้าในย่านหนองแขม เริ่มมีแหล่งช็อปปิ้งขนาดใหญ่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 48 โครงการแรกๆ ในละแวกนี้คือ “เอสเอฟ เพชรเกษม เพาเวอร์ เซ็นเตอร์” ของกลุ่ม “สยามฟิวเจอร์ ดีเวลอปเมนท์” ระหว่างซอยเพชรเกษม 65/4 ถึงซอย 67 บนที่ดิน 53 ไร่ ใช้เงินลงทุนประมาณ 2 พันล้านบาท

เป็นศูนย์การค้าที่ประกอบด้วย พันธมิตร 5 ราย มาเปิดโครงการร่วมกันคือ โรงหนังเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ อินเด็กซ์ลิฟวิ่งมอลล์ โฮมเวิร์ค และออฟฟิศ ดีโป เป็นศูนย์ค้าปลีกแบบจับลูกค้าเฉพาะกลุ่ม เป็นหนึ่งในแหล่งช็อปปิ้งที่ได้รับความนิยม นอกจากเดอะมอลล์ บางแค หากลงทุนทำการค้าหรือเปิดร้านอาหารละแวกนี้น่าจะได้รับอานิสงส์ โดยละแวกใกล้เคียงมีศูนย์จำหน่ายสินค้าตกแต่งและซ่อมแซมบ้าน “โฮมโปร” สาขาหนองแขม เปิดบริการมาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ปี

คอมมูนิตี้มอลล์ เกิดเพียบ

ส่วนถ้าจะหาพื้นที่เช่าทำธุรกิจค้าขายในย่านหนองแขม ล่าสุด มีโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ใหม่ “วิคตอเรีย การ์เด้นส์” ของ “สินธรณี พร็อพเพอร์ตี้” ซึ่งเป็นเจ้าของเดียวกับกลุ่มไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ของครอบครัวเผอิญโชคมาลงทุน ใช้งบฯ 800 ล้านบาท อยู่ช่วงติดถนนเพชรเกษมซอย 69 บนที่ดินกว่า 20 ไร่ รองรับกลุ่มผู้อยู่อาศัยในรัศมี 5-10 กิโลเมตร จากที่ตั้งโครงการ

รูปแบบโครงการมีทั้งหมด 9 อาคาร ความสูงตั้งแต่ 1-3 ชั้น มีพื้นที่อาคารรวม 14,000 ตารางเมตร ออกแบบสถาปัตยกรรมสวนสวยสไตล์วิกตอเรีย อังกฤษ โดยมีสินค้าจากร้านค้าแบรนด์ดังกว่า 200 ร้าน เหมาะเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการพักผ่อนของกลุ่มครอบครัว นักเรียน-นักศึกษา และรองรับกลุ่มนักธุรกิจที่ต้องการจุดนัดพบเพื่อเจรจาธุรกิจ หรือใช้เป็นที่สังสรรค์แห่งใหม่ เข้า-ออกได้จากถนนสายหลักเพชรเกษม

โดยมีทั้งพื้นที่ให้เช่าสำหรับลูกค้ารายใหญ่และพื้นที่เช่าสำหรับร้านค้าย่อย อาทิ ร้านอาหาร ร้านเสื้อผ้า ธนาคาร ฯลฯ ค่าเช่าเฉลี่ยเดือนละ 1,000 บาท ต่อตารางเมตร ทำสัญญาเช่าพื้นที่เฉลี่ยตั้งแต่ 1-3 ปี

ปัจจุบันเปิดให้บริการส่วนแรกคือฟู้ดแลนด์ซุปเปอร์มาร์เก็ต ให้บริการ 24 ชั่วโมง ส่วนมอลล์ที่เป็นพื้นที่เช่าสำหรับร้านค้าต่างๆ เปิดให้ผู้ที่สนใจเช่าพื้นที่มาระยะหนึ่งแล้ว คาดว่าจะเปิดบริการส่วนพื้นที่เช่าได้ประมาณเดือนกรกฎาคมนี้ ตั้งเป้าหมายว่าหลังจากเปิดตัวเต็มรูปแบบแล้ว จะมีผู้มาใช้บริการเดือนละ 60,000 คน หรือเฉลี่ยวันละ 2,000 คน โดยบริษัทมีแผนนำที่ดินอีกแปลงในซอยเพชรเกษม 77 ซึ่งเป็นที่ดินที่ซื้อเก็บไว้กว่า 40 ไร่ มาพัฒนาเป็นโครงการบ้านจัดสรร ซึ่งอาจเป็นบ้านเดี่ยวหรือทาวน์เฮ้าส์

ขณะที่ช่วงก่อนถึงหนองแขม มีผู้ประกอบการเข้ามาลงทุนโครงการคอมมูนิตี้มอลล์อีกแห่งบริเวณซอยเพชรเกษม 48 ในชื่อ “ดรากอนมอลล์” รูปแบบเป็นศูนย์การค้าแบบสถาปัตยกรรมจีน เป็นศูนย์กลางการถ่ายทอดทางวัฒนธรรมภายใต้แนวความคิด “สปิริต ออฟ ธนบุรี” หรือจิตวิญญาณของคนฝั่งธนบุรี

ที่นี่จึงมีการออกแบบสถาปัตยกรรมแบบคอนเทมโพรารี่ไชนิส หรือ “จีนร่วมสมัย” ที่เป็นเอกลักษณ์ แตกต่างและโดดเด่น และมีการวางรูปแบบสินค้าและบริการให้เข้ากับวิถีชีวิต วิถีชุมชนของคนฝั่งธนบุรี มาไว้ ณ ที่นี่ภายใต้สโลแกนหนึ่งเดียวแห่งวิถีชุมชน ดรากอนมอลล์ประกอบด้วย 3 อาคาร คืออาคารเก๋งมังกรทอง อาคารด้านหน้าลานจัดกิจกรรมและสักการะองค์เจ้าแม่กวนอิม พระเจ้าตากสิน และพระบรมสารีริกธาตุ

ทั้งหมดทำให้ย่านหนองแขมเป็นอีกหนึ่งแหล่งพักอาศัยเก่าแก่ของฝั่งธนบุรี ที่มีอนาคตและน่าจะทยอยเปลี่ยนจากการอยู่อาศัยแนวราบมาเป็นตึกสูงและเป็นอีกหนึ่งทำเลธุรกิจใหม่ที่น่าสนใจ

 

แลไปข้างหน้ากับ “เมียนมาร์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07079150257&srcday=2014-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 ปีที่ 19 ฉบับที่ 343


คิดอย่างนักบริหาร

สาโรจน์ มณีรัตน์-เรื่อง

แลไปข้างหน้ากับ “เมียนมาร์”

ไปเมียนมาร์มาครับ?

นอกจากจะไปไหว้พระมหาเจดีย์ชเวดากอง ยังมีโอกาสไปไหว้เทพทันใจ เทพกระซิบ พระราชวังบุเรงนอง และศาสนสถานสำคัญต่างๆ อีกมากในกรุงย่างกุ้ง และกรุงหงสาวดี

ที่ต้องยอมรับว่าคนไทยมาเมียนมาร์เยอะจริงๆ

โดยเฉพาะช่วงหลังจบการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ทั้งนั้นอาจเป็นเพราะหลังจากเมียนมาร์เปิดประเทศ และให้โอกาสนักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุน

จึงทำให้นักลงทุนทั้งชาวไทย จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย และชาติต่างๆ เข้าไปดูลู่ทางการลงทุนในเมียนมาร์เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะส่วนการลงทุนพื้นฐานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบสาธารณูปโภค การสื่อสาร

ปิโตรเคมี ก๊าซ

หรือกระทั่งการสัมปทานเหมืองทองคำ เหมืองหยก หินอ่อน เพียงแต่ตอนนี้ประเทศต่างๆ คงจับจองขอพื้นที่ไปบางส่วนแล้ว แต่กิจการรีสอร์ต ร้านอาหารไทย หรือการทำธุรกิจที่เกี่ยวกับร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ยังหาน้อยมาก

ทั้งนั้น อาจเป็นเพราะข้อกฎหมายในการเข้าไปลงทุนมีข้อจำกัด จึงทำให้นักลงทุนไม่ค่อยกล้าเข้าไป แต่ปัจจุบัน ข้อกฎหมายเหล่านี้ภาครัฐกำลังจะแก้ไข

รวมถึงเรื่องการขอวีซ่าเข้าประเทศด้วย

เพราะอย่างที่ทราบ ขณะนี้ประเทศมหาอำนาจต่างๆ ทั้งยุโรป และสหรัฐอเมริกา ประกาศยกเลิกคว่ำบาตรสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์แล้ว จึงทำให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มที่จะกรีฑาทัพเข้ามา

แต่ติดปัญหาอยู่อย่างหนึ่งคือระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานยังไม่ดีพอ จึงทำให้นักธุรกิจที่เข้าไปเปิดกิจการอาจยังไม่สะดวกนัก แต่เชื่อแน่ว่าหลังจากจีน ญี่ปุ่นเข้าไปลงทุน ปัญหาทุกอย่างคงจะหมดไป

เพราะเมื่อมาดูนโยบายทางด้านเศรษฐกิจของเมียนมาร์ในปี 2554 ไปจนถึงปี 2555 โดยเฉพาะต่อเรื่องหลักๆ 4 ด้านอันได้แก่

หนึ่ง การจัดทำ National Plan ระยะเวลา 5 ปี

สอง การให้ความสำคัญต่อภาคการค้า และการลงทุน รวมถึงการระดมลงทุนระหว่างประเทศ

สาม การพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง

สี่ การบริหารจัดการความช่วยเหลือจากต่างชาติให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศ

จึงทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจของเมียนมาร์มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศประมาณ 45,209 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีรายได้ต่อประชากร 3,563 ดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยังประเมินเฉพาะส่วน Economic Intelligence Unit มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เฉพาะปีงบประมาณ 2556-2557 อยู่ที่ร้อยละ 6.4 และจะมีมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นอีกเรื่อยๆ

วันที่ผมไปเมียนมาร์มีโอกาสได้พูดคุยกับ “พิษณุ สุวรรณะชฎ” เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงย่างกุ้ง ท่านเล่าให้ฟังว่า…ตอนนี้เมียนมาร์กำลังเนื้อหอม เพราะนอกจากจะมีสินค้าภาคเกษตรอุดมสมบูรณ์ ยังมีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติมากมาย

“โดยเฉพาะปิโตรเคมี และก๊าซ รวมถึงเหมืองทองคำ เหมืองหยก หินอ่อน และทับทิมสีแดงอีกจำนวนมาก ที่สำคัญ GDP Growth ของเมียนมาร์ในปี 2000 ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ภาคเกษตร แต่พอปี 2009 ปรากฏว่าธุรกิจปิโตรเคมี และก๊าซธรรมชาติกลับเติบโตเป็นเท่าทวีคูณ”

สาเหตุสำคัญมาจากนโยบายเปิดประเทศของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์นั่นเอง

โดยประเทศที่เข้ามาลงทุนมากที่สุดคือ จีน รองลงมาคือ ฮ่องกง (ก็คือจีนอยู่ดี) ประเทศไทยเป็นอันดับที่ 3 ส่วนอันดับที่ 4 คือเกาหลีใต้ ขณะที่ญี่ปุ่นอยู่อันดับที่ 12

นี่คือข้อมูลของปี 2555-2556

แต่พอปี 2557 “ท่านทูตพิษณุ” บอกว่า…ให้สังเกตประเทศญี่ปุ่นให้ดี เพราะญี่ปุ่นกำลังจะเข้ามาลงทุนในอภิมหาโปรเจ็กต์ใหญ่ๆ รวมถึงการวางระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานด้วย

“เพราะตอนนี้เรื่องการสื่อสาร เกาหลีใต้เข้ามาเต็มตัวแล้ว ขณะเดียวกัน เชนจากโรงแรมระดับโลกก็เริ่มทยอยเข้ามา รวมทั้งธุรกิจการเงิน การธนาคาร และธุรกิจประกันภัย ประกันชีวิตของประเทศไทยก็เริ่มเข้ามาแล้วเช่นกัน ผมจึงขอเตือนนักธุรกิจไทย คำเดียวว่า อย่าช้า เพราะไม่เช่นนั้นจะเสียโอกาสได้”

เพราะอัตราค่าแรงขั้นต่ำ (ปรับใหม่) ของชนชาวเมียนมาร์อยู่ที่ 120-150 บาท ซึ่งต่ำกว่าประเทศไทยครึ่งต่อครึ่ง ประกอบกับประชากรชาวเมียนมาร์บางส่วนพูดได้หลายภาษา ทั้งยังมีความเป็นมิตร จึงทำให้นักลงทุนต่างสนใจ

ยกตัวอย่าง แค่ผมไปตลาดสกอต กลางกรุงย่างกุ้ง พ่อค้าแม่ค้าไม่ว่าจะเป็นเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ คนแก่ ต่างพูดภาษาไทยปร๋อ

แถมเด็กบางคนยังพูดภาษาอังกฤษ และบาฮาซาได้อีกด้วย ผมถามเธอว่า…พูดได้กี่ภาษา

เธอตอบว่า…5 ภาษา คือภาษาเมียนมาร์ ไทย อังกฤษ ไทยใหญ่ และบาฮาซา

เหตุที่เธอพูดได้หลายภาษาเพราะเธอเรียนรู้จากนักท่องเที่ยวที่มาซื้อของจากที่นี่ เพราะตลาดสกอตมีอายุเก่าแก่เกือบร้อยปี จึงมีนักท่องเที่ยวชาติต่างๆ หมุนเวียนมาซื้อของเป็นประจำ

โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากเมืองไทยที่ชอบมาหาซื้อหยก หินอ่อน ผ้าซิ่น โสร่ง และสินค้าหัตถกรรมต่างๆ ที่ทำจากไม้กฤษณา และไม้จันทน์หอม

รวมถึงเครื่องประทินผิวอย่างทานาคาอันเป็นที่นิยมของสุภาพสตรีด้วย

ตอนนี้สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ เปิดประเทศอย่างเป็นทางการแล้ว และถ้าใครสนใจอยากเข้าไปลงทุน สามารถหาข้อมูลอ่านได้จากเว็บไซต์ของสถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงย่างกุ้ง

ในนั้นจะมีข้อมูลประกอบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องธุรกิจ กฎหมาย การบริการ รวมไปถึงความร่วมมือต่างๆ ระหว่างประเทศไทยกับเมียนมาร์

ตอนนี้มีร้านอาหารเกาหลีเยอะมากในกรุงย่างกุ้ง ขณะเดียวกัน ก็มีร้านขายมือถือยี่ห้อซัมซุงเยอะมากเช่นกัน แต่ร้านอาหารไทย ร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ รวมถึงโรงแรมสไตล์บูติก โฮเต็ล หรือ เกสต์เฮ้าส์สไตล์คลาสสิกหลังเล็กๆ ยังไม่ค่อยมี

ลองหาข้อมูลดูสิครับ

เผื่อบางทีคราวหน้าผมอาจไปใช้บริการบ้าง

ขออย่างเดียวครับ…อย่าช้า

เพราะไม่เช่นนั้น โอกาสการลงทุนที่เมียนมาร์อาจสายเกินไป?

 

อย่างไรคือมัดจำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07088150257&srcday=2014-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 ปีที่ 19 ฉบับที่ 343


ฎีกาธุรกิจ

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

อย่างไรคือมัดจำ

วางเงินจองซื้อตึกแถว 2 คูหา กะไว้เก็งกำไร จ่ายเงินค่านั่นนี่ตามที่ผู้ขายว่าไว้ 400,000 บาท แต่เมื่อกลับมาคิดไปคิดมาเกิดเปลี่ยนใจ บอกเลิกสัญญาขอเงินคืน บริษัทไม่ยอม อ้างว่าผู้จะซื้อผิดสัญญาขอริบเงินที่ชำระไว้แล้ว เจอเข้าอย่างนี้จะทำฉันใด

1.

โครงการนี้-อาคารพาณิชย์สร้างใหม่

“ทำเลดี เข้าท่า” คุณโผงว่าพึมพำๆ โดยไม่มีใครได้สอบถาม

ที่ว่าเข้าท่านั้นคุณโผงไม่ได้หมายเอาว่า จะซื้อไว้อยู่อาศัยหรือทำการค้าของตนเองหรอก หากแต่มองว่าอาคารพาณิชย์ในทำเลนี้ ต่อไปน่าจะขายได้ราคา มีกำไร ซื้อเพื่อการลงทุนเก็งกำไรน่ะ

ราคาทั้งที่ดินและอาคารพาณิชย์ที่บริษัทสร้างขาย ราคาแปลงละ 2,500,000 บาท

วันที่ 2 เมษายน 2545 คุณโผงตัดสินใจเลือก 2 คูหา หรือ 2 แปลงติดกัน แล้วจ่ายเงินจองทันที

พนักงานบอกว่า ต้องชำระเงินจองแปลงละ 100,000 บาท-คุณโผงจ่ายทันที 200,000 บาท โดยมิอิดออด

พนักงานบอกว่า ยังมีค่าทำสัญญาจะซื้อจะขายล่วงหน้าอีกแปลงละ 100,000 บาท-คุณโผงชำระอีก 200,000 บาท ทันทีโดยมิอิดเอื้อน

จ่ายเป็นแคชเชียร์เช็คหรือเช็คธนาคารน่ะ ไม่มีใครที่ไหนบ้าพอจะพกเงินสดๆ ไปไหนมาไหนคราวละ 400,000 บาท ไม่มีหรอก ถึงแม้มีเงินมากมายอย่างคุณโผง แต่คุณโผงก็ไม่มีทางจะจ่ายเงินสดแน่ๆ

“จ่ายเป็นเช็คมันมีหลักฐานว่าเราจ่ายแล้ว จ่ายให้ใคร เมื่อไร” คุณโผงให้เหตุผล

ดังนี้ ถ้าเงินถึง 10,000 บาทเมื่อไรเขาเป็นต้องใช้เช็คทันที ถ้าผู้รับไม่สะดวกใจจะรับเช็คของเขา ด้วยไม่รู้จักมักคุ้น ไม่เคยค้าขายกันมาก่อน ก็หันไปหาธนาคาร ใช้แคชเชียร์เช็คหรือเช็คของธนาคารแทน

ในใบจองระบุว่าจะได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกันในวันหน้า

จ่ายเงินเสร็จคุณโผงกลับออกมา คะเนในใจว่า ในโอกาสข้างหน้า น่าจะสามารถขายตึกแถวหรืออาคารพาณิชย์ในทำเลงามนี้ได้กำไรงาม

เวลาผ่านมา แรกๆ ก็คิดว่า น่าจะได้กำไรงามเท่านั้นเท่านี้บาท ทว่าเมื่อเวลาล่วงเลยมาอีกๆ มีข่าวคราวเรื่องนั้นเรื่องนี้ ทั้งสถานการณ์บ้านเมืองเราเอง ทั้งเหตุการณ์ในอียิปต์ ซีเรีย เลบานอน ทั้งเรื่องถนนหนทางที่จะตัดใหม่อาจไม่ผ่านย่านนั้นบ้างละ คุณโผงครุ่นคิดว่าถ้าเอาไว้ทั้ง 2 คูหา อาจจะเสี่ยงมากไป อย่ากระนั้นเลย เอาไว้เพียงหนึ่งดีกว่า

ว่าแล้ววันที่ 19 เมษายน 2545 จึงมีหนังสือติดต่อแจ้งสำนักงานขาย แจ้งว่าขอจองซื้อเพียงแปลงเดียว ขอให้โอนเงิน ค่าจองซื้อ และค่าทำสัญญาจะซื้อจะขายอีกแปลงหนึ่งซึ่งจ่ายไปแล้วไปชำระราคาของอีกแปลงด้วยละกัน

ทว่า บริษัทเจ้าของโครงการมีหนังสือแจ้งมาว่า ตกลงจะโอนเงินจากแปลงหนึ่ง 100,000 บาท ไปยังอีกแปลงหนึ่งตามแจ้ง แต่อีก 100,000 บาท นั้นขอริบไม่โอนให้

2.

“ริบ 100,000 บาท” คุณโผงทวนข้อความนั้น

ถัดจากนั้นจึงส่งเสียงร้องโหวกเหวก และตามมาด้วยโวยวาย ตามแบบธรรมเนียมของการโหวกเหวกในภาษาเขียน

สาระสำคัญในความคิดของคุณโผง คือ บริษัทจะมาริบยังงี้ไม่ถูกเรื่อง ไม่ชอบธรรม

ทว่าแม้คุณโผงจะโหวกเหวกและโวยวายอย่างไร ก็ไม่เป็นผล แม้ในเวลาต่อมาจะพยายามไปอธิบาย ชี้แจง ต่อรอง ร้องขอ ด้วยเหตุผลต่างๆ และนานาที่บริษัทแล้วก็ตาม แต่บริษัทนั้นไม่ยอมตาม หากยังคงยืนกรานว่า โอนไปให้เพียง 100,000 บาท ไปรวมกับหลังหนึ่ง แล้วจะริบ 100,000 บาท

วันที่ 3 พฤษภาคม 2545 คุณโผงให้คุณทนายความมีหนังสือแจ้ง ยกเลิกการจองซื้อที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ทั้ง 2 แปลง ขอให้บริษัทคืนเงิน

นี่คุณโผงยัวะขึ้นมาบ้างแล้ว ถึงขีดสุดแล้ว บอกเลิกสัญญาแม่งทั้ง 2 แปลงเลย ไม่ซื้อมันสักแปลง

ขณะที่ บริษัท มีหนังสือแจ้งคุณโผง ลงวันที่ 26 เมษายน 2545 แจ้งกำหนดนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์แปลงหนึ่งให้แก่คุณโผงวันที่ 3 พฤษภาคม 2545

แน่ละ ถึงวันที่ 3 พฤษภาคม 2545 คุณโผงไม่ไปรับโอนตามที่บริษัทนัดมา

บริษัทจึงมีหนังสือแจ้งคุณโผงอีกครั้ง นัดว่าให้ไปโอนกรรมสิทธิ์กันวันที่ 7 พฤษภาคม 2545

และอีกครั้งอีกฉบับ นัดโอนกันวันที่ 22 พฤษภาคม 2545

ทั้ง 2 คราว คุณโผงไม่ไปตามนัด

วันที่ 29 พฤษภาคม 2545 บริษัทมีหนังสือถึงคุณโผง แจ้งบอกเลิกการจองซื้อที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ทั้ง 2 แปลงนั้น และแจ้งว่าริบเงินมัดจำ 400,000 บาท

เจอเข้าลูกนี้ คุณโผงเดินทางไปเอะอะ โหวกเหวก และโวยวายที่สำนักงานบริษัทอีกรอบ ซึ่งเช่นเคย ไม่บังเกิดผลใดๆ ในทางปฏิบัติที่จะให้ได้เงินกลับคืนมาแต่อย่างใด

“5+1@@+!!!#$$%%^*)_++#$@@@!2$%**฿2 @@!!!%%%&&*$%#(**((@@#!Q$TT^&**” นี่เป็นคำพูดของคุณโผง มีเหตุผลในตอนต้น และผสมคำผรุสวาทตามที่คิดได้ในตอนท้ายๆ ซึ่งไม่ควรถอดออกมาเป็นภาษาเขียนให้เข้าใจ ท่านใดสนใจมากหากไม่ได้ไปรับฟังด้วยตนเอง ก็ควรต้องติดตามสอบถามเอาจากคุณโผง หรือจากพนักงานผู้ที่สนทนากะคุณโผงเอา

“……………” แม้พนักงานบริษัทจะพยายามอธิบายอย่างไร คุณโผงก็คล้ายไม่ได้ยิน เพราะในใจนั้น คุณโผงอยากได้ยินเฉพาะข้อความว่า บริษัทจะคืนเงินทั้งหมดให้เขา แต่เมื่อไม่มีคำพูดเหล่านั้นออกมาจากปากของพนักงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้เลย เขาจึงจับใจความอะไรไม่ได้ ถ้อยคำของพนักงานที่อธิบายมา ไม่ต่างจากความว่างเปล่า คล้ายดังว่าไม่ได้พูดอะไรออกมาเลย

แม้คุณโผงแจ้งว่า จะฟ้องร้องเรียกเงินคืน

“ค่ะ” พนักงานบริษัทนั้นส่งเสียง นัยว่ารับทราบ และเข้าใจสิ่งที่คุณโผงว่ามา

หลังจากเหนื่อยกาย และเจ็บคอไม่น้อย คุณโผงกลับออกมาจากสำนักงานขายบริษัทนั้น

3.

คุณโผงยื่นฟ้องบริษัท ขอให้ศาลบังคับบริษัทจ่ายเงินคืนมา 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย

บริษัทยื่นคำให้การ ต่อสู้คดีว่า คุณโผงผู้จะซื้อ ปฏิบัติผิดสัญญาจะซื้อจะขาย บริษัทแจ้งให้มาโอนกรรมสิทธิ์แล้ว ไม่มาตามกำหนด บริษัทจึงมีสิทธิริบมัดจำได้ ขอให้ยกฟ้อง

จากนั้นต่างฝ่ายต่างนำพยานมาสืบสนับสนุนข้ออ้างของฝ่ายตนกันอย่างเต็มที่ สืบกันจนครบถ้วน โดยเฉพาะส่งพยานเอกสารต่างๆ ที่มี ที่คิดว่า จะทำให้ข้ออ้างของฝ่ายตนมีน้ำหนักควรแก่การรับฟัง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ บริษัทคืนเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่คุณโผง

คุณโผงร้องไชโยด้วยความยินดี

แต่บริษัทไม่ยินดีด้วย บริษัทอุทธรณ์คดี

ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

บริษัทดีใจ ไชโยบ้าง เพราะไม่ต้องคืนเงินแก่คุณโผง

กลับกัน เที่ยวนี้คุณโผงไม่ยินดีด้วย

4.

คุณโผงฎีกาคดี

ศาลฎีกา วินิจฉัยเป็นลำดับไป ดังนี้

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของคุณโผงข้อแรกว่า ใบจองซื้อที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ทั้ง 2 แปลง เป็นสัญญาจะซื้อจะขายหรือไม่

เห็นว่า การที่คุณโผงจองซื้อที่ดินและอาคารพาณิชย์ 2 แปลง โดยวางเงินจองไว้แปลงละ 100,000 บาท ย่อมถือได้ว่า เป็นการให้มัดจำและเป็นหลักฐานว่า ได้ทำสัญญากันขึ้นแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377

แม้ตามใบจองนั้น มีข้อความว่า ให้ทำสัญญาเป็นหนังสือต่อกัน และทั้ง 2 ฝ่ายยังไม่ได้ทำก็ตาม แต่ใบจองดังกล่าวระบุราคาขายที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ไว้ และระบุว่าวางเงินจองจำนวน 100,000 บาท กับระบุค่าโอนกรรมสิทธิ์ให้บริษัทผู้จะขายเป็นผู้ชำระ แสดงให้เห็นเจตนาของบริษัทว่า ตกลงจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์กันต่อไป

กรณีจึงมีสาระสำคัญครบถ้วนเป็นสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ ดังนั้น ใบจองซื้อนั้นจึงเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย

ปัญหาข้อต่อไปของฎีกาของคุณโผง มีว่า บริษัทเป็นฝ่ายผิดสัญญาและต้องคืนเงินให้แก่คุณโผงหรือไม่เพียงใด

เห็นว่า มาตรา 386 วรรคแรก บัญญัติว่า

“ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเลิกสัญญาโดยข้อสัญญาหรือโดยบทบัญญัติของกฎหมาย การเลิกสัญญาเช่นนั้นย่อมทำด้วยแสดงเจตนาแก่อีกฝ่ายหนึ่ง”

แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่จะใช้สิทธิเลิกสัญญาได้นั้นจะต้องเป็นผู้มีสิทธิเลิกสัญญา โดยข้อสัญญาหรือโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย มิใช่ว่าจะใช้สิทธิเลิกสัญญาได้ตามอำเภอใจ

เมื่อพิจารณาสัญญาจะซื้อจะขายตามใบจองแล้ว ไม่มีข้อความที่ระบุข้อตกลงระหว่างทั้ง 2 ฝ่ายว่า ให้คุณโผงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้หากคุณโผงประสงค์จะซื้ออาคารและที่ดินเพียงแปลงเดียว

ทั้งการที่คุณโผงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปก็ไม่ปรากฏว่าคุณโผงมีสิทธิเลิกสัญญาด้วยเหตุใด

คุณโผงจึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา

สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ ระหว่างคุณโผงกับบริษัท เป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อหนี้ที่ต่างต้องชำระต่อกันมิได้กำหนดเวลาลงไว้แน่นอน ต่างฝ่ายย่อมเรียกให้อีกฝ่ายหนึ่งชำระหนี้ได้โดยพลัน โดยกำหนดระยะเวลาพอสมควรแล้วบอกกล่าวให้อีกฝ่ายหนึ่งชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาที่กำหนดนั้นได้

หากบริษัทประสงค์จะเลิกสัญญา จะต้องบอกกล่าวไปยังคุณโผงให้ชำระราคาที่ค้างชำระ โดยกำหนดระยะเวลาพอสมควรก่อน และบริษัทต้องขอปฏิบัติการชำระหนี้ต่อคุณโผงด้วย ว่าบริษัทพร้อมจะโอนกรรมสิทธิ์ ที่ดินพร้อมอาคารเฉพาะแปลงที่ 1 เพียงแปลงเดียว โดยกำหนดระยะเวลาพอสมควรให้คุณโผงชำระหนี้ภายในระยะเวลาดังกล่าว บริษัทจึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ การบอกเลิกสัญญาของบริษัทเฉพาะแปลงที่ 1 ชอบแล้ว และถือว่าคุณโผงเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายต่อบริษัท บริษัทมีสิทธิริบเงินมัดจำจำนวน 100,000 บาท ได้ตามมาตรา 378(2)

ส่วนที่ดินและอาคารแปลงที่ 2 นั้น บริษัทบอกเลิกสัญญาโดยมิได้บอกกล่าวให้คุณโผงชำระหนี้ก่อน จึงไม่ชอบตามมาตรา 387 แต่เมื่อทั้ง 2 ฝ่าย บอกเลิกสัญญาต่อกัน แม้ไม่มีฝ่ายใดผิดสัญญา ตามพฤติการณ์แสดงให้เห็นเจตนาของคู่กรณีทั้ง 2 ฝ่ายว่า สมัครใจที่จะเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารแปลงที่ 2 จึงไม่มีผลผูกพันกันต่อไป

กรณีไม่มีฝ่ายใดผิดสัญญา บริษัทจึงไม่มีสิทธิริบเงินมัดจำจำนวน 100,000 บาท

สำหรับเงินค่าทำสัญญาที่คุณโผงชำระแก่บริษัท แปลงละ 100,000 บาท รวม 200,000 บาท นั้น มิใช่มัดจำ แต่เป็นการชำระราคาที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์บางส่วน เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายเลิกกันแล้วคู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม ส่วนเงินอันจะต้องใช้คืนแก่กันให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วยคิดแต่เวลาที่ได้รับไว้ ตามมาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสอง บริษัทจึงต้องคืนเงินมัดจำตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและอาคารพาณิชย์แปลงที่ 2 และราคาที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ทั้ง 2 แปลงบางส่วนดังกล่าวคืนแก่คุณโผงพร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่รับไว้เป็นต้นไป แต่เนื่องจากคุณโผงฟ้องขอให้บังคับให้คืนนับแต่วันฟ้องศาลจึงไม่อาจให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่รับไว้เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าคำขอ

ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้บริษัทชำระเงิน 300,000 บาท แก่คุณโผงพร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่คุณโผง นอกจากที่แก้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

เป็นอันว่า คุณโผงได้คืน 300,000 บาท จาก 400,000 บาท

“ค่อยยังชั่วหน่อย” คุณโผงว่า ซึ่งหมายความว่า ค่อยดีหน่อยนั่นเอง

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2569/2556)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 377 เมื่อเข้าทำสัญญา ถ้าได้ให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำ ให้ถือว่าการที่ให้มัดจำนั้นย่อมเป็นพยานหลักฐานว่า สัญญานั้นได้ทำกันขึ้นแล้ว อนึ่งมัดจำนี้ย่อมเป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้นด้วย

มาตรา 378 มัดจำนั้น ถ้ามิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ให้เป็นไปดังจะกล่าวต่อไปนี้ คือ

(1) ให้ส่งคืน หรือจัดเอาเป็นการใช้เงินบางส่วนในเมื่อชำระหนี้

(2) ให้ริบ ถ้าฝ่ายที่วางมัดจำละเลยไม่ชำระหนี้ หรือการชำระหนี้ตกเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งฝ่ายนั้นต้องรับผิดชอบ หรือถ้ามีการเลิกสัญญาเพราะความผิดของฝ่ายนั้น

(3) ให้ส่งคืนถ้าฝ่ายที่รับมัดจำละเลยไม่ชำระหนี้ หรือการชำระหนี้ตกเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งฝ่ายนี้ต้องรับผิดชอบ

มาตรา 386 ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเลิกสัญญาโดยข้อสัญญาหรือโดยบทบัญญัติของกฎหมาย การเลิกสัญญาเช่นนั้นย่อมทำด้วยแสดงเจตนาแก่อีกฝ่ายหนึ่ง

แสดงเจตนาดังกล่าวมาในวรรคก่อน หาอาจจะถอนได้ไม่

มาตรา 391 เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่ง ได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่

ส่วนเงินอันจะต้องใช้คืนในกรณีดังกล่าวมาในวรรคต้นนั้น ให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วย คิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับเอาไว้

ส่วนที่เป็นการงานอันได้กระทำและเป็นการยอมให้ใช้ทรัพย์นั้น การที่จะชดใช้คืน ให้ทำได้ด้วยใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้นๆ หรือถ้าในสัญญามีกำหนดว่า ให้ใช้เงินตอบแทน ก็ให้ใช้ตามนั้น

การใช้สิทธิเลิกสัญญานั้น หากระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายไม่

มาตรา 456 การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นโมฆะ วิธีนี้ให้ใช้ถึงซื้อขายเรือมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป ทั้งซื้อขายแพและสัตว์พาหนะด้วย

สัญญาจะซื้อจะขาย หรือคำมั่นในการซื้อขายทรัพย์สินตามที่ระบุไว้ในวรรคหนึ่ง ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญ หรือได้วางประจำไว้หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่

บทบัญญัติที่กล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ให้ใช้บังคับถึงสัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงกันเป็นราคาสองหมื่นบาท หรือกว่านั้นขึ้นไปด้วย

 

บานเย็น รากแก่น-ราชินีหมอลำ ศิลปินแห่งชาติคนล่าสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07090150257&srcday=2014-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 ปีที่ 19 ฉบับที่ 343


ลูกทุ่งเศรษฐี

เลิศชาย คชยุทธ

บานเย็น รากแก่น-ราชินีหมอลำ ศิลปินแห่งชาติคนล่าสุด

การประกาศรายชื่อศิลปินแห่งชาติประจำปี 2556 โดย คุณสนธยา คุณปลื้ม รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ผ่านพ้นมาหมาดๆ เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2557

คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้เห็นชอบให้ยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นศิลปินแห่งชาติ จำนวน 9 คน

สาขาศิลปะการแสดง ด้านการแสดงดนตรีพื้นบ้าน-หมอลำ ได้แก่ นางนิตยา รากแก่น หรือรู้จักกันในนาม บานเย็น รากแก่น

ถูกต้องและเหมาะสมอย่างยิ่งกับตำแหน่งเกียรติยศที่มอบแด่เธอ-ราชินีหมอลำ

หลังประกาศว่าได้เป็นศิลปินแห่งชาติ บานเย็น รากแก่น กล่าวว่า ดีใจมาก ไม่คิดว่าจะได้รับเลือกเป็นศิลปินแห่งชาติ ที่ผ่านมาตลอด 47 ปี ตั้งใจเผยแพร่ผลงานหมอลำทั้งในและต่างประเทศ หลังจากนี้ ตนตั้งใจว่าจะเปิดโรงเรียนสอนหมอลำและจะถ่ายทอดความรู้ที่มีทั้งหมดให้แก่คนใหม่ได้ศึกษาและช่วยสืบทอด

มาทำความรู้จักกับศิลปินแห่งชาติในฐานะนักร้องลูกทุ่งหมอลำกันสักหน่อย

บานเย็น รากแก่น มีชื่อจริงคือ นิตยา รากแก่น เกิดวันที่ 14 ตุลาคม 2495 ที่บ้านกุดกลอย ตำบลโนนสวาง อำเภอตระการพืชผล (ปัจจุบันคือ อำเภอกุดข้าวปุ้น) จังหวัดอุบลราชธานี หลังจบการศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ 4 จากจังหวัดอุบลราชธานี จึงได้คลุกคลีอยู่กับคณะหมอลำของ คุณป้าหนูเวียง แก้วประเสริฐ หมอลำกลอนชื่อดังของจังหวัด โดยฝึกฝนทักษะการลำ และการร่ายรำท่าต่างๆ อย่างสวยงาม จนเป็นที่ชื่นชมของคุณครู ครอบครัว ญาติผู้ใหญ่ และผู้คนในท้องถิ่น

บานเย็น รากแก่น ออกแสดงหมอลำครั้งแรกเมื่ออายุ 14 ปี ด้วยน้ำเสียงมหาเสน่ห์ รูปร่างหน้าตาสะสวย มีลีลาในการลำและร่ายรำที่ไม่เหมือนใคร ทำให้ ทองคำ เพ็งดี พระเอกและเจ้าของคณะหมอลำรังสิมันต์ หมอลำหมู่ชื่อดังในขณะนั้น ได้ชวนมาเป็นนางเอกของคณะ

ต่อมา บานเย็น รากแก่น แยกตัวมาเป็นหัวหน้าวงดนตรีลูกทุ่งหมอลำ คณะบานเย็น รากแก่น เมื่อปี 2516 โดยมีงานแสดงตามจังหวัดต่างๆ และต่างประเทศอยู่หลายครั้ง เช่น ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย ฯลฯ

อีกทั้งยังได้แสดงเพื่อสาธารณกุศลอีกมากมาย ทำให้มีชื่อเสียงในระดับประเทศและระดับโลก

หมอลำบานเย็น รากแก่น ได้ประยุกต์การแต่งตัวและการโชว์อย่างอลังการ จึงได้รับการยกย่องให้เป็น “ราชินีลูกทุ่งหมอลำประยุกต์”

ผลงานเพลงที่สร้างชื่อให้กับ บานเย็น รากแก่น ได้แก่ เพลง งิ้วต่องต้อนอ้อนผู้บ่าว รวมทั้งลำเพลิน และลำเรื่องต่อกลอนอีกมากมาย

เคยออกอัลบั้มบันทึกเสียงร่วมกับ ปริศนา วงศ์ศิริ นักร้องหมอลำและนักแสดง อดีตนางเอกภาพยนตร์โทรทัศน์เรื่อง แม่นาคพระโขนง

ใช่ว่าจะร้องจะลำเรื่องต่อกลอน จะฟ้อนได้งดงาม บานเย็น รากแก่น เคยแสดงภาพยนตร์เรื่อง แผ่นดินแม่ ของ ชรินทร์ นันทนาคร ในปี 2518 แสดงร่วมกับ สมบัติ เมทะนี และ เพชรา เชาวราษฎร์

บานเย็น รากแก่น ได้รับการขนานนามให้เป็น ราชินีหมอลำ ราชินีลูกทุ่งหมอลำประยุกต์ มาช้านาน เพราะผลงานได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ถ่ายทอดวัฒนธรรมอีสาน ทั้งการร้อง การลำ และการฟ้อนที่งดงาม ไม่เพียงแต่จะเป็นความภาคภูมิใจของคนอีสาน แต่คนภาคอื่นๆ ก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมในความสามารถของเธอ

แม้ฝรั่งมังค่าในอเมริกาและยุโรป รวมทั้งคนในเอเชียก็ปรบมือกันกึกก้องยามได้เห็นบานเย็น รากแก่น แต่งกายในชุดพื้นเมืองของอีสานออกมาขับกล่อมกลอนลำพร้อมกับฟ้อน

ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา บานเย็น รากแก่น เป็นคนหนึ่งและมีส่วนสำคัญที่ทำให้หมอลำยกระดับขึ้นสู่ความเป็นมาตรฐานสากลและทำให้หมอลำหญิงยุคต่อๆ มาหลายคนต้องพยายามพัฒนาตัวเองโดยเฉพาะการฟ้อนและการร้อง การลำตามแบบฉบับของอีสานแท้ๆ

หมอลำเป็นรูปแบบของเพลงลาวโบราณในประเทศลาวและภาคอีสานของประเทศไทย แบ่งออกได้เป็นหลายอย่าง ตามลักษณะทำนองของการลำ เช่น ลำเต้ย ลำกลอน ลำเรื่อง ลำเรื่องต่อกลอน ลำเพลิน ลำซิ่ง ฯลฯ

คำว่า “หมอลำ” มาจากคำ 2 คำมารวมกัน ได้แก่ “หมอ” หมายถึง ผู้มีความชำนาญ และ “ลำ” หมายถึง การบรรยายเรื่องราวต่างๆ ด้วยทำนองอันไพเราะ ดังนั้น หมอลำ จึงหมายถึง ผู้ที่มีความชำนาญในการบรรยายเรื่องราวต่างๆ ด้วยทำนองเพลง

บานเย็น รากแก่น คือ ผู้อนุรักษ์และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะศิลปะเพลงพื้นบ้านอีสานที่เรียกกันว่า หมอลำ ให้เป็นที่รู้จักและเผยแพร่ไปทั่วโลก ยอมอุทิศตนเป็นครูผู้ถ่ายทอดภูมิปัญญาการขับร้อง กลอนลำ และแบบแผนลีลาฟ้อนรำให้แก่ลูกศิษย์ทั้งในสถาบันการศึกษาและผู้สนใจ โดยเป็นอาจารย์พิเศษสาขาวิชานาฏศิลป์ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี และเจ้าของโรงเรียนสอนศิลปะการแสดงอีสานบานเย็น เพื่อถ่ายทอดศิลปะการแสดงหมอลำให้กับคนรุ่นหลัง จนเกิดหมอลำรุ่นใหม่และศิลปินนักร้องนักเต้นอีสานออกมารับใช้สังคมเป็นจำนวนมาก

แม้จะไม่มีแผ่นเสียงทองคำพระราชทานหรือเสาอากาศทองคำพระราชทานเป็นรางวัลมาประดับบ้าน เพราะคณะกรรมการที่จัดประกวดวางระเบียบกฎเกณฑ์จำกัดวงแต่เฉพาะเพลงไทยสากล ไม่เปิดกว้างให้ครอบคลุมไปถึงศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมของภาคอีสาน

แต่ราชินีหมอลำ บานเย็น รากแก่น ก็มีรางวัลเกียรติยศที่น่าภาคภูมิใจจำนวนไม่น้อย เช่น รางวัลพระราชทานผู้อนุรักษ์เพลงพื้นบ้านดีเด่น จากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ปี 2539, เกียรติบัตรศิลปินพื้นบ้านอีสาน จากกรมศิลปากร ปี 2542, เกียรติบัตรสมาพันธ์หมอลำแห่งประเทศไทย ปี 2542, โล่จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ งาน “60 ปี เล่าขานตำนานลูกทุ่งไทย” ปี 2542, รางวัลพระพิฆเนศทองคำพระราชทาน ปี 2542, รางวัลศิลปินดีเด่นจังหวัดอุบลราชธานี จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ปี 2543, ปริญญากิตติมศักดิ์ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขานาฏศิลป์และการแสดง จากสถาบันราชภัฏอุบลราชธานี ปี 2543, รางวัลเชิดชูเกียรติวัฒนธรรมสัมพันธ์ สาขาศิลปกรรม (ขับร้องเพลงลูกทุ่งอีสาน) ประจำปี 2555 จากมหาวิทยาลัย ขอนแก่น, พระพิฆเนศทองพระราชทาน ศิลปินดีเด่นจังหวัดอุบลราชธานี รางวัลเชิดชูเกียรติศิลปินมรดกอีสาน

และล่าสุด รางวัลเกียรติยศจากกระทรวงวัฒนธรรมได้ยกย่องเชิดชูเกียรติเป็น ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (การแสดงพื้นบ้าน-หมอลำ) ประจำปี พ.ศ. 2556

บานเย็น รากแก่น สมรสกับ เทพบุตร วิมลชัยฤกษ์ มีบุตรด้วยกัน 3 คน เป็นหญิง 2 คน ชาย 1 คน คือ แอนนี่, แคนดี้ และ โทนี่ แต่ก็แยกทางกับสามีตั้งแต่ลูกยังเล็กๆ

ในบรรดาลูกทั้ง 3 คน แคนดี้ รากแก่น เป็นลูกสาวคนกลาง จบปริญญาโท วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต แต่มีอาชีพเป็นศิลปิน ทั้งจัดรายการทางสถานีวิทยุและทำวงดนตรีพื้นบ้านอีสานร่วมกับ ผู้เป็นแม่ ตั้งชื่อวงว่า แคนดี้ แฟมิลี่ (candy family) โดยบานเย็น รากแก่น จะร้องและฟ้อนแบบอีสาน ส่วนลูกสาวจะออกไปในแนวหมอลำซิ่งและลีลาการเต้นสมัยใหม่

ก่อนหน้านี้ แคนดี้ รากแก่น ไม่ได้ชื่นชอบการแสดงภาคอีสาน แต่ผู้เป็นแม่ก็พยายามค่อยๆ อธิบาย และค่อยๆ ฝึกสอนจนแคนดี้ได้พัฒนามาตามลำดับจนสามารถโชว์การฟ้อนและการเต้นสมัยใหม่ รับงานการแสดงคู่กับแม่บานเย็น รากแก่น สร้างความสุขให้กับผู้ชม

ช่วงที่บานเย็น รากแก่น กำลังดีใจกับรางวัลเกียรติยศ ศิลปินแห่งชาติ ก็มีข่าวอื้อฉาวว่า ลูกสาว แคนดี้ รากแก่น ถูกแพร่ภาพทางสื่อออนไลน์ โชว์บั้นท้ายที่ถ่ายเล่นๆ และส่งให้คนรู้จักได้ดูจนภาพนี้ถูกแพร่ออกไปโดยที่แคนดี้ไม่รู้ว่าแพร่ไปได้อย่างไร