ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

บี้สอบทัวร์-การบินต่างชาติ สมาคมท่องเที่ยวไทยแฉใช้ “นอมินี” บังหน้า มิถุนายน 17, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/430017

โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ 17 มิ.ย. 2557 07:01

ภาคท่องเที่ยวเสนอ คสช.ล้วงลูกบริษัททัวร์และสายการบินต่างชาติที่ใช้นอมินีบังหน้าหากินในไทย พร้อมให้ตรวจสอบเม็ดเงินค่าเข้าชมอุทยานทั่วไทย โดยเฉพาะเกาะพีพีมีคนเข้า 3 ล้านคน แต่มีรายได้เข้ารัฐแค่ 6 หมื่นคน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาวานนี้ (16 มิ.ย.) กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้จัดการประชุมหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ท่องเที่ยวไทย โดยเชิญภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล โดย พล.ร.ต.นพดล เรืองสมัย รองหัวหน้าสำนักงานประสานงานกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฝ่ายสังคมจิตวิทยา เข้าร่วมรับฟังข้อมูล

นายเจริญ วังอนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า ได้นำเสนอให้ คสช.ลงตรวจสอบข้อมูลของบริษัททัวร์ต่างๆที่จดทะเบียนจัดตั้งในประเทศไทย ซึ่งพบว่ามีหลายบริษัทที่ต่างชาติเข้ามาใช้นอมินีที่เป็นคนไทยจดทะเบียนบังหน้า ไม่ว่าจะจากเกาหลี รัสเซีย และจีน ซึ่งการกระทำดังกล่าวทำให้รายได้จากธุรกิจท่องเที่ยวไม่ได้ตกอยู่ที่ประเทศไทยอย่างแท้จริง โดยกำไร 30% จะถูกนำออกไปนอกประเทศ ฉะนั้นที่พูดถึงรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างประเทศปีละ 1 ล้านล้านบาท หรือ 2 ล้านล้านบาทจึงไม่ใช่ตัวเลขที่แท้จริง

นอกจากนี้ ยังขอให้ตรวจสอบการเก็บเงินรายได้ค่าเข้าอุทยานต่างๆ ทั่วประเทศ เช่น อุทยานหมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ ที่เก็บค่าเข้าได้เพียงปีละ 60,000 คน แต่จำนวนนักท่องเที่ยวที่ออกจากภูเก็ตเข้าเกาะพีพีมีถึงวันละ 5,000 คน หรือปีหนึ่งมีนักท่องเที่ยวมากถึง 3 ล้านคน จึงต้องตรวจสอบว่าเม็ดเงินที่เหลือหายไปไหน

นายอุดม ตันติประสงค์ชัย ประธานที่ปรึกษาสายการบินโอเรียนท์ไทย ผู้ให้บริการสายการบินเช่าเหมาลำ (ชาร์เตอร์ ไฟลท์) กล่าวว่า มีสายการบินต่างประเทศที่ใช้นอมินี หรือตัวแทนคนไทยมาจดทะเบียนในประเทศไทยเช่นกัน โดยทำเป็นธุรกิจชาร์เตอร์ ไฟลท์ อาศัยช่วงจังหวะที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาไทยจำนวนมาก ขณะที่สายการบินสัญชาติไทยแท้กลับมีอุปสรรคเรื่องการขอใบอนุญาต

ด้านนางปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า สทท.ได้เสนอให้การตั้งคณะกรรมการนโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติ (ท.ท.ช.) ขึ้นมาใหม่ ซึ่งองค์ประกอบเดิมมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อบูรณาการอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกับ 5 กระทรวงที่เกี่ยวข้องได้แท้จริง แต่ในครั้งนี้ภาคเอกชนขอเสนอตัวเป็นผู้ช่วยฝ่ายเลขานุการของ ท.ท.ช. จากเดิมที่มีปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นฝ่ายเลขานุการ เพราะภาคเอกชนมีแนวทางแก้ไขปัญหาที่กระชับ เพื่อให้การทำงานของคณะกรรมการชุดนี้ได้ผลจริง

นายศิฎิษวัชร ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า ภายหลัง คสช.ยกเลิกเคอร์ฟิวแล้ว นักท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่กลับมาทันที คงต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง ขณะที่แอตต้าจะร่วมกับ ททท.ไปโรดโชว์ที่ตลาดจีนภายใน 1-3 เดือนนี้ เนื่องจากเป็นตลาดใหญ่มากจะช่วยดึงนักท่องเที่ยวกลับมาได้มากกว่าไปตลาดอื่น อย่างไร ก็ตาม ยอดนักท่องเที่ยวจีนปีนี้คงได้ไม่เกิน 4 ล้านคน จากปีนี้ที่ตั้งเป้าไว้ 5 ล้านคน และในปีที่แล้วได้ 4.7 ล้านคน ส่วนตลอดทั้งปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวรวมเท่าใดคงต้องดูบรรยากาศในไตรมาสที่ 3 หากคึกคักครึกครื้นดี ก็คงได้ 26 ล้านคน แต่หากไม่ดีก็ต่ำกว่า 26 ล้านคน.

 

เผยสัตว์ 3 ชนิดปลอดโรค “โอไออี”ไม่พบ“เอเอชเอส-พีพีอาร์”ในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/430016

โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ 17 มิ.ย. 2557 06:45

นายสัตวแพทย์ทฤษดี ชาวสวนเจริญ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า องค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (โอไออี) ได้ประกาศรับรองให้ประเทศไทย ได้รับสถานะปลอดโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า (เอเอชเอส) และโรคไวรัสพีพีอาร์ ในสัตว์เคี้ยวเอื้องขนาดเล็ก โดยเฉพาะ แพะ-แกะ ซึ่งการที่ประเทศไทยได้รับการรับรอง ครั้งนี้เป็นการสร้างความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมการเลี้ยง และการส่งออกปศุสัตว์ไปต่างประเทศ การสร้างมูลค่าเพิ่มของปศุสัตว์รวมถึงกีฬาการแข่งม้าในประเทศไทย

“โรคระบาดสัตว์ทั้ง 2 โรคนี้เป็นโรคสัตว์แปลกถิ่น สำหรับประเทศไทยไม่เคยมีรายงานการพบโรคนี้มาก่อน กรมปศุสัตว์จึงได้ดำเนินการเฝ้าระวังทางอาการ ร่วมกับการสุ่มตัวอย่างเพื่อค้นหาโรค โดยโรคเอเอชเอสได้เก็บตัวอย่างจำนวน 1,000 ตัวอย่าง ผลการตรวจไม่พบตัวอย่างที่ให้ผลบวกของโรคนี้ ส่วนโรคพีพีอาร์ก็ไม่พบตัวอย่างที่ให้ผลบวกของโรค จึงได้ยื่นขอรับรองการปลอดโรคต่อโอไออี จนได้รับการรับรองจากโอไออี จึงขอให้ความเชื่อมั่นแก่ประชาชนว่า กรมปศุสัตว์มีนโยบายที่จะให้ประเทศไทยได้รับรองการปลอดโรคอื่นๆในสัตว์ เพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ลดการสูญเสียจากการเกิดโรคระบาด สามารถจำหน่ายสัตว์ ได้ในราคาที่สูงขึ้นและผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นในสินค้าปศุสัตว์ หากประชาชนต้องการข้อมูลเรื่องโรค สามารถสอบถามได้ที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดทั่วประเทศ”.

 

แนะใช้ประโยชน์ “เอฟทีเอ” เต็มพิกัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/430015

โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ 17 มิ.ย. 2557 06:30

นายสมชาย หาญหิรัญ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ปี 2558 ซึ่งประเทศอาเซียนจะมีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน แรงงานฝีมือได้อย่างเสรี และเงินทุนได้เสรียิ่งขึ้น รวมทั้งเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในอาเซียน ซึ่งผู้ประกอบการ หรือผู้ส่งออกไทยต้องให้ความสำคัญกับการใช้สิทธิประโยชน์จาก Free Trade Area (FTA) หรือเอฟทีเอของไทยกับประเทศคู่ค้า ซึ่งจะช่วยให้ได้รับประโยชน์จากการประหยัดภาษีเพิ่มให้มากขึ้น

ทั้งนี้ เอฟทีเอ หมายถึงการรวมกลุ่มเศรษฐกิจ เพื่อลดภาษีศุลกากร ระหว่างกันภายในกลุ่มลงให้เหลือน้อยที่สุด หรือ 0% และใช้อัตราภาษีปกติที่สูงกว่ากับประเทศนอกกลุ่ม สศอ. ซึ่งเป็นหน่วยงานในการจัดทำนโยบายและแผนยุทธศาสตร์พัฒนาอุตสาหกรรม ได้ให้ความสำคัญกับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีจากเอฟทีเอ จึงได้มอบให้สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ดำเนินโครงการการใช้สิทธิประโยชน์จากเอฟทีเอฉบับต่างๆ ที่ประเทศไทยได้จัดทำกับประเทศคู่ค้าสำคัญต่างๆ หลายประเทศ อาทิ อาเซียน จีน ญี่ปุ่น

สำหรับการใช้สิทธิประโยชน์จากเอฟทีเอปีที่ผ่านมา ภาคส่งออกไทย ได้รับประโยชน์ด้านภาษีจากเอฟทีเอ รวมมูลค่าภาษีที่ประหยัดได้ 135,855 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2555 ประมาณ 25,013 ล้านบาท โดยผู้ที่ส่งออกสินค้าไปยังอาเซียน ได้รับประโยชน์สูงสุดถึง 83,720 ล้านบาท สินค้าส่งออกที่สามารถประหยัดภาษีศุลกากรภายใต้ เอฟทีเอ มากที่สุดในปีที่ผ่านมา คือสินค้ากลุ่มยานยนต์ 39,569 ล้านบาท กลุ่มอาหาร 18,327 ล้านบาท พลาสติก 11,291 ล้านบาท ขณะที่ภาคนำเข้าได้รับประโยชน์ มูลค่า 91,310 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2555 ประมาณ 225 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นผู้นำเข้าสินค้าจากอาเซียนและจีน

“ในภาพรวม แม้ผู้ส่งออกและผู้นำเข้าของไทย ที่ค้าขายกับอาเซียนได้รับประโยชน์ในระดับสูง แต่ก็ยังไม่สามารถเก็บเกี่ยวประโยชน์จากเอฟทีเอในภาพรวมได้อย่างเต็มที่ โดยหากสามารถใช้สิทธิประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ จะสามารถประหยัดภาษี เพิ่มขึ้นได้อีก 116,934 ล้านบาทสำหรับผู้ส่งออก และ 41,015 ล้านบาท สำหรับผู้นำเข้า”.

 

ประเดิมปีนี้ 400 แห่งทั่วประเทศ พพ.ติวเข้มโรงพยาบาลสีเขียว อบรมบุคลากรลดใช้พลังงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/430014

โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ 17 มิ.ย. 2557 06:15

นายประมวล จันทร์พงษ์ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า พพ.จะเร่งดำเนินการโครงการพัฒนาบุคลากรด้านการอนุรักษ์พลังงานในอาคารประเภทโรงพยาบาล โดยจะเป็นการสร้างเครือข่ายในการสนับสนุนและเกื้อกูลกันในกลุ่มโรงพยาบาล เพื่อสนับสนุนให้เกิดการประหยัดพลังงาน และการพัฒนาแนวคิดในการปรับปรุงกระบวนการต่างๆที่เอื้อต่อการให้เป็นโรงพยาบาลสีเขียว (Green Hospital) ซึ่ง พพ.จะใช้กระบวนการฝึกอบรมบุคลากรด้านพลังงานในกลุ่มวิศวกรและช่างเทคนิคแต่ละโรงพยาบาล ให้รู้จักบำรุงรักษาเครื่องจักรอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานในโรงพยาบาล พร้อมกับรณรงค์ด้านจิตสำนึกควบคู่ไปด้วย

นายประมวลกล่าวว่า ในปีนี้ พพ.มีเป้าหมายในการฝึกอบรมให้ความรู้แก่บุคลากรในโรงพยาบาลดังกล่าว จำนวน 2 หลักสูตร จากสำนักพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านพลังงาน ได้แก่ หลักสูตรฝึกอบรมทีมบริหารระบบการจัดการในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ โดยมีเป้าหมายฝึกอบรมบุคลากรจากโรงพยาบาลจำนวน 360 คน จากโรงพยาบาลขนาดใหญ่ 200 แห่ง จากจำนวน 1,322 แห่ง และหลักสูตรที่จัดทำขึ้นใหม่ สำหรับฝึกอบรมบุคลากรจากโรงพยาบาลขนาดกลางและเล็ก (ขนาดจำนวนเตียงไม่เกิน 200 เตียง) ซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ จำนวน 360 คน จากโรงพยาบาลขนาดกลางและเล็ก จำนวน 200 แห่ง จาก 736 แห่ง

“โครงการดังกล่าว พพ.ได้เน้นการพัฒนาเครือข่ายโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชนผู้ที่ผ่านการฝึกอบรม จะมีทักษะในการวางแผนการขับเคลื่อนระบบการจัดการพลังงานแบบมีส่วนร่วมในโรงพยาบาลอย่างเหมาะสม กับลักษณะงานและวัฒนธรรมองค์กรของโรงพยาบาลแต่ละแห่ง และเชื่อว่าจะสามารถสร้างเครือข่ายที่สนับสนุนให้เกิดการประหยัดพลังงาน ในอาคารโรงพยาบาล จะช่วยให้เกิดการประหยัดพลังงานและการพัฒนาแนวคิดต่อยอด ระหว่างกันในแต่ละโรงพยาบาลที่ได้เข้าร่วมโครงการ จะส่งผลต่อการประหยัดพลังงานในกลุ่มอาคารอย่างยั่งยืน และ พพ.จะทยอยดำเนินโครงการฯ ไปยังหน่วยงานของภาครัฐที่ใช้พลังงานจำนวนมากๆ ต่อปีในระยะยาว”.

 

“เวียดนาม” ดาวรุ่งแห่ง “เออีซี” แนะผู้ผลิตอาหารลุยเจาะกลุ่มลูกค้าไฮโซด่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/430013

โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ 17 มิ.ย. 2557 06:01

เผยผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคชาวเวียดนาม ในกลุ่มชนชั้นกลางถึงไฮโซ นิยมซื้อสินค้าจากประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร หลังจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สถาบันอาหารเตือนผู้ผลิต เน้นคุณภาพ มาตรฐานให้ได้คุณภาพตลอดเวลา เพื่อลดปัญหาการแข่งขันการตัดราคาจากคู่แข่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถาบันอาหารได้จัดทำรายงานพฤติกรรมผู้บริโภคของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในหัวข้อเรื่อง “พฤติกรรมและอำนาจซื้อที่กำลังเปลี่ยนแปลงของเวียดนาม” โดยผลการศึกษา พบว่ามีการคาดการณ์โดยบริษัท Boston consulting group สาขาเวียดนาม ว่าระหว่างปี 2556-2563 ชนชั้นกลางและคนที่ร่ำรวย หรือชาวไฮโซ ในเวียดนาม จะเพิ่มขึ้นจาก 12 ล้านคน เป็น 33 ล้านคน จากจำนวนประชากรทั้งหมด 90 ล้านคน

ทั้งนี้ ผลการสำรวจดังกล่าวระบุว่า ผู้บริโภคชนชั้นกลางกลุ่มนี้ ซึ่งมีรายได้ต่อเดือน 15 ล้านด่องขึ้นไป หรือประมาณ เดือนละ 21,327 บาท ไม่ได้เพิ่มจำนวนมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังกระจายตัวอาศัยอยู่ในพื้นที่ทั่วประเทศ นอกจากโฮจิมินห์และฮานอย ผลการศึกษายังคาดว่า ในปี 2563 รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี ของคนเวียดนามจะเพิ่มขึ้นจาก 1,400 เหรียญสหรัฐฯเป็น 3,400 เหรียญฯ และผู้บริโภคชาวเวียดนาม เป็นกลุ่มที่มีโอกาสเติบโตมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มากกว่าชนชั้นกลางในจีน อินเดีย อินโดนีเซีย

ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคกลุ่มนี้ 80% นิยม ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ในห้างสรรพสินค้าหรือซุปเปอร์มาร์เกต ในช่วงเทศกาลหรือโอกาสพิเศษ แต่ตลาดแบบดั้งเดิม และค้าปลีกสมัยใหม่ จะยังคงแข่งขันช่วงชิงลูกค้าอย่างต่อเนื่องไปได้อีกหลายปี และผู้บริโภคกลุ่มนี้มีแนวโน้มเลือกซื้อสินค้าคุณภาพสูง ซึ่งเปิดโอกาสให้กับสินค้าแบรนด์ระดับไฮเอนด์หรือราคาแพง เพราะอัตราการเติบโต เศรษฐกิจของเวียดนามมีการเติบโตอย่างโดดเด่น จากอัตราการเพิ่มของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เฉลี่ย 7% ต่อปี และการใช้จ่ายของประชาชนก็มีอัตราเติบโต 20% ต่อปี และมีอัตราการขยายตัวของธุรกิจค้าปลีก ปีละ 19% หรือมีมูลค่าตลาด 95,000 ล้านเหรียญฯ

ผลการศึกษาระบุอีกว่า ตลาดสินค้าระดับกลางถึงระดับบน และตลาดสินค้าฟุ่มเฟือยในเวียดนาม มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ อาทิ กรุงฮานอย นครโฮจิมินห์ และจังหวัดที่เป็นหัวเมืองขนาดใหญ่ อาทิ จังหวัด ดงไน่, ดานัง ซึ่งผู้บริโภคมีกำลังซื้อค่อนข้างสูง และมีพฤติกรรมการใช้จ่ายแบบสังคมเมืองมากขึ้น

สำหรับสินค้าอาหาร จากการสำรวจธุรกิจสมัยใหม่ในโฮจิมินห์และฮานอย โดยสถาบันอาหาร เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา พบว่าผลิตภัณฑ์อาหารหลายๆ ชนิดต่างมีการเสนอส่วนลด ของแถม เพิ่มปริมาณบรรจุ และการขายคู่ในราคาพิเศษในรูปแบบต่างๆ มากมาย ทั้งขนมขบเคี้ยว ผลิตภัณฑ์นม เครื่องดื่ม ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคชาวเวียดนามที่นิยมซื้อสินค้าที่มีส่วนลดและโปรโมชั่นต่างๆ

นอกจากนี้ จากการสำรวจความคิดเห็นนักธุรกิจไทยในเวียดนาม ได้ให้มุมมองว่าสินค้าอาหารของไทย ในตลาดเวียดนาม ยังมีโอกาสอีกมาก เนื่องจากชาวเวียดนาม เชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าไทยอยู่แล้ว เพราะภาพลักษณ์ในฐานะผู้นำในการผลิตอาหารที่มีคุณภาพและความปลอดภัยในระดับสากลได้รับการยอมรับจากตลาดญี่ปุ่น สหรัฐฯ สหภาพยุโรป ถือเป็นจุดแข็งและข้อได้เปรียบในการแนะนำสินค้าจากประเทศไทย เข้าสู่เวียดนาม แต่ในระยะยาว ผู้ประกอบการต้องเรียนรู้พฤติกรรมผู้บริโภคให้มาก เพราะมีความแตกต่างจากผู้บริโภคในประเทศไทย โดยเฉพาะภาพลักษณ์ของสินค้าไทยบางอย่าง เมื่อมาทำตลาดที่เวียดนามก็อาจต้องมีการปรับเปลี่ยน เพื่อความเหมาะสมกับค่านิยมของผู้บริโภคเวียดนาม

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาในเรื่องการแข่งขันด้านราคาและกลยุทธ์ เรื่องการทำตลาดของสินค้าไทยในแต่ละช่วงเวลาแล้ว พบว่ายังต้องเร่งสร้างแบรนด์ ให้เป็นที่รู้จักอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตต้องมีความซื่อสัตย์และรักษาคุณภาพของสินค้าอย่างเสมอต้นเสมอปลาย เพื่อให้สินค้าอาหารของไทย ไม่ต้องแข่งขันในสงครามราคาที่รุนแรง

ผลการสำรวจดังกล่าว ยังได้สอดคล้องกับงานวิจัยของหน่วยงาน ที่ทำการเก็บรวบรวมสถิติ ของรัฐบาล เวียดนาม ซึ่งได้สำรวจผู้บริโภค 1,500 คน พบว่าชาวเวียดนามมีความระมัดระวังในการเลือกซื้อสินค้า โดย 55% ที่ตอบแบบสอบถาม จะใช้เวลาอย่างมาก ในการศึกษาและค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์สินค้ามาก่อน ที่จะไปที่ร้านซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของคนทั่วโลกที่อยู่ที่ 43% และเมื่อผู้บริโภคไปถึงจุดขาย 62% ก็จะอ่านฉลากอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจซื้อ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่อยู่ที่ 41% ขณะที่ประเด็นความกังวลเรื่องความปลอดภัยอาหาร กลายเป็นเรื่องที่คนเวียดนามให้ความสำคัญอย่างมาก โดย 75% ระบุว่ามีความ กังวลเรื่องสารปนเปื้อนในอาหารและเครื่องดื่ม และ 90% ให้ความสนใจเรื่องอาหารและเครื่องดื่ม ที่มีสรรพคุณทางยาและเพื่อสุขภาพ ขณะที่ 67% ระบุว่า มีความภักดีต่อแบรนด์สินค้ามากขึ้น เมื่อตัดสินใจเลือกซื้อไปทดลองใช้ได้ระยะหนึ่งก็จะเลือกซื้อตลอดไป.

 

หุ้นสหรัฐฯปิดแคบ ห่วงวิกฤติอิรัก-ประชุมนโยบายเฟด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/430026

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 มิ.ย. 2557 05:49

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯวันจันทร์ผันผวนปิดบวกในวงแคบ โดยนักลงทุนให้น้ำหนักเรื่องวิกฤติในประเทศอิรัก และข่าวการควบรวมบริษัท ก่อนธนาคารกลางสหรัฐฯจะมีการตัดสินใจเรื่องนโยบายในวันพุธ…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯปิดการซื้อขายวันที่ 16 มิ.ย. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 5.27 จุด หรือ 0.03% ปิดที่ 16775.74 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 1.62 จุด หรือ 0.08% ปิดที่ 1937.78 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 10.45 จุด หรือ 0.24% ปิดที่ 4321.11 จุด

นักลงทุนกำลังเกาะติดสถานการณ์ในอิรัก ซึ่งถูกกลุ่มติดอาวุธมุสลิมสุหนี่ไล่ยึดเมืองในภาคเหนือจนเกือบถึงเมืองหลวงกรุงแบกแดด ขณะที่สหรัฐฯกำลังพิจารณาความเป็นไปได้ทีจะใช้อากาศยานไร้พลขับ หรือ โดรน โจมตีทางอากาศใส่กลุ่มติดอาวุธ

ขณะเดียวกัน มีบริษัทต่างประกาศความร่วมมือทางธุรกิจ เช่นบริษัท ‘เมโทรนิค’ ผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ของสหรัฐฯ จะซื้อบริษัทคู่แข่งอย่าง ‘โควิเดียน’ ในราคา 4.29 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้หุ้นของ โควิเดียน เพิ่มขึ้น 20.5% หรือข่าวบริษัท ‘เลเวล3′ ผู้ให้บริการโทรคมนาคม จะซื้อบริษัท ‘ทีดับเบิลยู เทเลคอม’ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ทำให้หุ้นของ ทีดับเบิลยู เทเลคอม เพิ่ม 7.3%

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์มองว่า นักลงทุนกำลังรอสรุบการประชุมนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในวันพุธนี้ ซึ่งเชื่อว่าจะมีการหารือกันว่าสมควรเพิ่มอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานเมื่อใด

 

ตั้งกรรมการถกเกณฑ์ออกใบรับรองแพทย์ 3 โรคร้ายไม่ให้ใบขับขี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/430011

โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ 17 มิ.ย. 2557 05:45

นายอัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับตัวแทนแพทยสภาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาข้อสรุปการปรับเงื่อนไขใบรับรองตรวจสุขภาพสำหรับผู้ขอใบขับขี่รถยนต์ว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมการไตรภาคี 3 ฝ่าย โดยมีนายวัฒนา พัทรชนม์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการเป็นประธาน เพื่อหาข้อสรุปให้ได้ภายใน 30 วัน จากนั้นจึงจะจัดทำแนวปฏิบัติ คาดใช้เวลาอีก 1-2 เดือน “เรื่องนี้ไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ ต้องคำนึงว่าจะเพิ่มภาระประชาชนด้วยหรือไม่ต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะการตรวจสอบโรคกับการกำหนดว่ามีความสามารถขับรถได้หรือไม่ อยู่ที่การพิจารณาของแพทย์ รวมทั้งต้องหาทางทำให้ผู้ขับขี่ต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อสังคมและมีจิตสำนึกด้วย”

พล.อ.ต.อิทธพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภา กล่าวว่า ได้เสนอกลุ่มโรคที่ต้องควบคุมก่อนขอใบขับขี่คือ หัวใจ เบาหวานขั้นรุนแรง และลมชัก เพราะผลการศึกษาในสหรัฐฯและยุโรปพบว่า สาเหตุเกิดอุบัติเหตุสูงสุดอันดับแรกมาจากเมาสุรา รองลงมาเป็นโรคหัวใจ โรคเบาหวาน และโรคลมชัก ซึ่งใกล้เคียงกับไทย โดยผู้ป่วยโรคลมชักในไทยมีอยู่ 2-4% ของพลเมือง 65 ล้านคน หรือราว 1.2-2.4 ล้านคน ในจำนวนนี้คาดมีหลายแสนคนที่มีใบอนุญาตขับขี่รถ ถือว่ามีความเสี่ยงต่อผู้ใช้รถใช้ถนน “ใน 30 วันต้องมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน แต่อาจนำไปสู่การปฏิบัติได้ยาก จึงต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับกฎกระทรวงและกฎระเบียบกรมการขนส่งทางบก แต่ระหว่างที่รอการประกาศเพื่อให้มีผลบังคับใช้ ได้เสนอให้จัดทำโครงการเซฟตี ไดรเวอร์ เชิญชวนผู้ประกอบการรถขนส่งสาธารณะส่งพนักงานขับรถตรวจโรคที่อาจเป็นอันตรายต่อการขับรถ และมีใบรับรองให้ ถ้าพบเป็นโรคต้องห้าม จะได้รักษาทันท่วงที”.