ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/87200

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2557, 06.00 น.

สถานการณ์การเมืองทวีความเข้มข้น และรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ก่อนอื่น ต้องขอแสดงความเสียใจกับ โพสต์ทูเดย์  ที่ผู้สื่อข่าวในสังกัด “ สิทธิณี  ห่วงนาค” ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ระเบิด ณ ที่ชุมนุมของ กปปส. เวทีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เมื่อบ่ายวันเสาร์ที่ 19 มกราคม ที่ผ่านมา ขอให้หายในเร็ววัน…ไม่ทราบว่าจะฝากความหวังไว้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการเร่งจับมือระเบิดมาลงโทษได้หรือไม่..แต่จากแถลงการณ์ของ  รองนายกรัฐมนตรี “สุรพงษ์  โตวิจักษณ์ชัยกุล”  และ พล.ต.ต. อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ถนนบรรทัดทอง ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ  ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุระเบิดที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเพียงเล็กน้อย ก็พอจะเดาได้ว่าเรื่องจะจบลงอย่างไร….

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กปปส. นำขบวนมาเยี่ยมเยียนหน่วยงานต่างๆ ย่านเกษตรกลางบางเขน   รอบแรกเริ่มจาก กรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช  ขอให้ประกาศหยุดงาน  เรื่อยมาถึงกรมการข้าว  กรมวิชาการเกษตร  กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร หลายหน่วยงานประกาศหยุดให้ตามคำขอ  บางหน่วยงานไม่ประกาศหยุด  แต่อนุญาตให้ผู้ที่ประสงค์จะไปร่วมชุมนุมไปได้ตามอัธยาศัย…… กปปส. กลับมาอีกรอบหนึ่ง  คราวนี้เอาจริง คล้องโซ่ประตูรั้วหยอดกาวลูกกุญแจ  ตัดน้ำตัดไฟไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าทำงานได้…..ทั้งกรมป่าไม้  กรมอุทยานฯ เลยไปกรมทางหลวงชนบท..กลับมาสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ..หมดเวลาที่ กรมประมง…เดือดร้อน กรมประมง เพราะมีพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ  ที่ต้องใช้ไฟฟ้าตลอดเวลา มิเช่นนั้นปลาเป็นพันๆ ตัว  คงตายหมด….ฝากถึง กปปส. ด้วยว่า  มาตรการนี้ต้องดูตามความเหมาะสม และต้องฟังคำชี้แจงของหน่วยงานด้วย  ไม่เช่นนั้นท่านอาจเสียมวลชนได้…..

ในที่สุดชาวนาก็ทนไม่ได้กับโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล… “ประสิทธิ์ บุญเฉย”  นายกสมาคมชาวนาข้าวไทย  ประกาศลั่นว่า ชาวนาส่วนใหญ่เดือดร้อนหนักเพราะยังไม่ได้รับเงินจากการนำข้าวเปลือกนาปีฤดูการผลิต 2556/2557 ไปจำนำ  ทวงถามกระทรวงพาณิชย์บอกว่าไม่มีเงิน  หากรัฐบาลรักษาการ  ยังไม่เร่งแก้ไขชาวนาใน 26  จังหวัด  จะรวมตัวกันปิดถนนประท้วงเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม  ตอนนี้ชาวนาเดือดร้อนหนัก  ไม่มีเงินไปซื้อปัจจัยการผลิตมาทำนา บางรายไม่มีเงินจ่ายค่าเช่านา….ถ้าปิดถนนแล้วยังไม่สำเร็จ อาจมารวมกับ กปปส. ในกรุงเทพ…..ถ้าถึงขั้นนั้นรัฐบาลจะหนาวยะเยือก

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  “กิตติรัตน์  ณ ระนอง”  ควง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ “นิวัฒน์ธำรง  บุญทรงไพศาล” และ มิสเตอร์ข้าว  “วราเทพ  รัตนากร”  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  แถลงว่า รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณ เป็นงบผูกพันไว้แล้วก่อนที่จะมีการยุบสภา  จึงยืนยันว่ามีเงินจ่ายให้กับเกษตรกรแน่นอน  แต่รัฐบาลรักษาการจะใช้เงินได้ต้องให้ กกต. เห็นชอบก่อน ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของ กกต. ……รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ยังบอกด้วยว่า  หลังเลือกตั้งจะขายข้าวได้ตามปกติ และดีขึ้น เพราะรัฐบาลได้ทำการตลาดไว้แล้ว….ท่านพูดอย่างมั่นใจเหมือนกับว่ารัฐบาลชุดนี้จะเข้ามาเป็นรัฐบาล  ชุดต่อไปอย่างนั้นแหละ……

ส่วนรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์   ออกตัวว่า  แม้โครงการรับจำนำข้าวจะขาดทุนทางบัญชีแต่ถือว่าเป็นการชดเชยให้กับเกษตรกรและชาวนา  เพื่อให้มีรายได้สูงขึ้น..ไม่ควรเป็นประเด็นในการโจมตีว่าสร้างความเสียหายให้ประเทศชาติ…..ท่านพูดแบบใสซื่อบริสุทธิ์จริงๆ …ที่เขาโจมตี  เขาโจมตีว่าคนในรัฐบาล และพวกพ้องได้ผลประโยชน์จากโครงการนี้จำนวนมหาศาล  และเงินที่นำมาใช้ในโครงการก็ต้องไปกู้ยืมมา….เกษตรกรเป็นแค่เครื่องมือของการแสวงหาผลประโยชน์ต่างหาก….ถ้าขาดทุนเพื่อให้ชาวนามีรายได้จริงๆ ตัวเลขขาดทุนเป็นแสนล้านคงไม่มีรัฐบาลประเทศไหนเขาทำกัน…

นี่ยังไม่รวมถึงการขายข้าวแบบ รัฐบาลต่อรัฐบาล ที่ ป.ป.ช. ออกมาแถลงว่า ไม่มีการขายจริง  จึงแจ้งข้อกล่าวหา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  “บุญทรง เตริยาภิรมย์”   และ “ภูมิ  สารผล”  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับพวกอีก 15 ราย  พร้อมกับเตรียมไต่สวน  นายกรัฐมนตรี  “ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร”  ที่ทราบดีว่าเกิดความเสียหายแต่ไม่ยับยั้งไว้…..ผลจะเป็นอย่างไรต้องติดตาม….

ป.ป.ช. อีกเหมือนกันที่ชี้มูลกรณีการทุจริตโครงการแปรรูปและการตลาดลำไยปี 2547 โดยระบุว่า อดีตรัฐมนตรีว่ากากรกระทรวงเกษตรฯ “สมศักดิ์  เทพสุทิน” ไม่ปรากฏว่ามีพยานหลักฐานว่ากระทำผิด  อดีตปลัดกระทรวงเกษตรฯ “บรรพต  หงส์ทอง”  มีความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง  ส่วนผู้ที่ผิดวินัยร้ายแรงกลับเป็น ข้าราชการของกระทรวงเกษตรฯ 7 ราย  พนักงานของ อ.ต.ก. และ ธกส. 4 ราย  เอกชน  11 ราย  และ 1 ในข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ คือ  ปลัดกระทรวงเกษตรท่านปัจจุบัน “ ชวลิต  ชูขจร” …แต่ท่านปลัดฯ ออกมาชี้แจงว่า  เรื่องนี้ได้ตั้งกรรมการสอบสวน และสรุปไปแล้วว่าไม่มีความผิดให้ยุติเรื่อง  ประกอบกับในปี 2550 ได้มีพระราชบัญญัติล้างมลทิน ออกมา  คดีนี้ก็เข้าข่ายล้างมลทินด้วยจึงไม่น่าจะมีอะไร…..ช่างโชคดีจริงๆ ท่านคงทำบุญมาเยอะ…..

“แว่นขยาย”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/87054

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2557, 06.00 น.

ลุยสร้างโครงการ“โขง-เลย-ชี-มูล”

กรมชลอ้างผลศึกษากระทบสังคม-สิ่งแวดล้อมน้อย

ว่าที่ รต. ไพเจน มากสุวรรณ์  รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า โครงการจัดการลุ่มน้ำโขง-เลย-ชี-มูล ถือเป็นโครงการขนาดใหญ่ในการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่พิจารณาและกำหนดกรอบการทำงานตามหลักวิชาการ และให้เหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ โดยกรมได้จัดส่งรายงานการศึกษาให้กับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เพื่อนำไปสู่การพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ และได้มีมติให้กรมชลประทานจัดส่งให้จัดส่งรายงานให้คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณาในระดับนโยบาย

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน กล่าวด้วยว่า จากผลสรุปวิกฤติทรัพยากรน้ำของประเทศไทย โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พบว่า หากไม่มีการลงทุนพัฒนาแหล่งน้ำในอีก 20 ปีข้างหน้า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะขาดแคลนน้ำ 15,833 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อปี จึงมีความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาวางแผนเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการและพัฒนาแหล่งน้ำ ซึ่งในการนี้กรมชลประทานได้ทำการศึกษาความเหมาะสมผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)  และการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ของโครงการบริหารจัดการน้ำโขง-เลย-ชี-มูลโดยแรงโน้มถ่วง ซึ่งเป็นการพัฒนาระบบโครงข่ายและระบบชลประทานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ทั้งนี้จากการศึกษาความเหมาะสมลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)  และการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ของโครงการบริหารจัดการน้ำโขง-เลย-ชี-มูลโดยแรงโน้มถ่วง ได้ดำเนินการแล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2555 พบว่าโครงการมีความเป็นไปได้ทางวิศวกรรม มีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมน้อย มีความคุ้มค่าทางด้านเศรษฐกิจ ช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ส่วนขั้นตอนการดำเนินงานต่อไป กรมชลประทานจะเร่งดำเนินกาประชาสัมพันธ์โครงการฯ พร้อมออกแบบรายละเอียดการพัฒนาแหล่งน้ำที่ปากน้ำเลย ประสานงานกับคณะกรรมาธิการลุ่มน้ำโขง จากนั้นก็จะขออนุมัติโครงการจากคณะรัฐมนตรี พร้อมกับขออนุมัติออกแบบรายละเอียดโครงการฯ และ ดำเนินการก่อสร้างโครงการฯ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/87051

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2557, 06.00 น.

ปศุสัตว์เปิดตัวระบบ“คิวอาร์โค้ด”

สร้างความยอมรับมาตรฐานเนื้อสัตว์ไทยปลอดภัย

สัตวแพทย์หญิง ดร.วิมลพร  ธิติศักดิ์  รองอธิบดีกรมปศุสัตว์  เปิดเผว่า กรมปศุสัตว์ในฐานะเป็นหน่วยงานดูแลด้านความปลอดภัยของสินค้าปศุสัตว์เพื่อการบริโภค มีการดำเนินการตรวจสอบและรับรองกระบวนการผลิตตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ อาทิ การควบคุมคุณภาพวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์  โรงงานอาหารสัตว์  ฟาร์มเลี้ยงสัตว์  ร้านขายอาหารสัตว์  โรงฆ่าสัตว์  โรงงานตัดแต่ง โรงงานแปรรูป และสถานจำหน่ายเนื้อสัตว์ เพื่อให้ได้สินค้าปศุสัตว์ที่ได้มาตรฐานและปลอดภัยต่อการบริโภค เตรียมพร้อมในการจำหน่ายทั้งภายในประเทศและส่งออก

กรมปศุสัตว์ได้จัดทำโครงการระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าปศุสัตว์ โดยพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางที่รวบรวมข้อมูลการตรวจสอบรับรองของกรมปศุสัตว์ และข้อมูลที่จำเป็นจากผู้ประกอบการต่างๆ ที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ ให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและสร้างภาพลักษณ์สินค้าปศุสัตว์ที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคในประเทศ ผู้นำเข้า และผู้บริโภคต่างประเทศ

ทั้งนี้กรมปศุสัตว์ได้รับความร่วมมือจากผู้นำธุรกิจค้าปลีกอย่าง เทสโก้ โลตัส ซึ่งมีนโยบายให้ความสำคัญต่อคุณภาพเนื้อสัตว์  โดยได้จัดทำโครงการ “คิวอาร์โค้ด สินค้าเนื้อสัตว์”  รวมทั้งได้รับความร่วมมือจากคู่ค้าซึ่งเป็นผู้ผลิตเนื้อสัตว์ที่ได้มาตรฐาน อาทิ บริษัท ซีพีเอฟเทรดดิ้ง จำกัด  บริษัท เครือเบทาโกร จำกัด  บริษัท กาญจนาเฟรชพอร์ค จำกัด บริษัท คิวพีเอ็ม จำกัด และ บริษัท โกลเด้นฟูดส์สยาม จำกัด ซึ่งโครงการคิวอาร์โค้ดฯ ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบคุณภาพเนื้อสัตว์ง่ายๆด้วยตัวเอง ผ่านการใช้อุปกรณ์สื่อสารต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือสแกนคิวอาร์โค้ดบนภาชนะบรรจุ ซึ่งก็จะสามารถรับรู้ข้อมูลของผลิตภัณฑ์ ได้แก่ แหล่งที่มา ข้อมูลทางโภชนาการ และข้อมูลอื่นๆที่เป็นประโยชน์ เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในการบริโภคเนื้อสัตว์ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานการผลิตที่กรมปศุสัตว์รับรอง

“การพัฒนาความร่วมมือในโครงการนี้ นับว่าเป็นนวัตกรรมที่ก่อประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้บริโภค  ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ ที่เห็นความสำคัญของการเลือกซื้อสินค้าที่สะอาดปลอดภัย นับเป็นก้าวสำคัญ ในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้าเนื้อสัตว์ของประเทศไทย รวมทั้งพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการเกษตรของประเทศ เพื่อเตรียมการสำหรับการเข้าสู่ตลาดเศรษฐกิจประชาคมอาเซียนที่จะเกิดในอนาคตอันใกล้นี้” รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/87049

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2557, 06.00 น.

สศก.ชูผลการจัดงาน

เด็กไทยหัวใจเกษตร

ช่วยปลุกเร้าเยาวชน

สนใจ“เกษตรกรรม”

นายสุรศักดิ์  พันธ์นพ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงผลการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ “เด็กไทย หัวใจเกษตร 11” ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดขึ้น ณ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดปทุมธานี อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 11 มกราคม ที่ผ่านมาว่า ปีนี้มีผู้เข้าชมงานรวมทั้งสิ้น  10,450  คน  แบ่งเป็นเด็ก 5,776  คน  และผู้ใหญ่  4,674  คน  โดยผู้เข้าชมงานส่วนใหญ่ร้อยละ  71  มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดปทุมธานี  และส่วนใหญ่เคยมาเที่ยวงานเด็กไทยหัวใจเกษตรแล้ว เนื่องจากอยู่ใกล้บ้าน และชอบกิจกรรม รวมทั้งการละเล่นและความบันเทิงที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดขึ้น  เช่น  การแข่งขันตอบปัญหาของหน่วยงานต่างๆ  นิทรรศการการให้ความรู้เรื่องบัญชี   สัตว์น้ำ  ปศุสัตว์  ความรู้เรื่องดิน  ตลอดจนกิจกรรมเสริมทักษะและฝึกอาชีพทางการเกษตร  เช่น  การจัดการพืชผักในครัวเรือน  การทำดอกไม้ประดิษฐ์จากรังไหม  ซึ่งนอกจากเด็กๆ จะได้รับความรู้ดังกล่าวแล้ว  ยังได้รับของรางวัลและของแจกจากหน่วยงานต่างๆ  ที่จัดเตรียมไว้ให้อย่างมากมาย  รวมทั้งอาหารและเครื่องดื่มที่เพียงพอต่อความต้องการอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังพบว่า ในสวนของคำขวัญวันเด็กนั้น ร้อยละ  67 สามารถจำคำขวัญวันเด็กของนายกรัฐมนตรีได้ และจากการจัดงาน “เด็กไทยหัวใจเกษตร11”   ในปีนี้ได้ส่งผลให้เด็กๆ ร้อยละ 43 มีความสนใจที่จะเรียนด้านการเกษตรต่อไปในอนาคต ทั้งนี้ในส่วนของข้อเสนอแนะพบว่า เด็กๆ และผู้เข้าชมงานอยากให้ทางรัฐมีการจัดทุนการศึกษาด้านการเกษตรและส่งเสริมการเกษตรในสถานศึกษา ในระดับต่ำกว่าระดับอุดมศึกษาให้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/87048

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2557, 06.00 น.

คุยกับชาวนาทีไร ถ้าถามถึงเรื่องปัญหาของการทำนาก็มักจะหนีไม่พ้นประเด็นเดิมๆ คือปัจจัยการผลิตมีราคาแพงขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าว หลายคนที่ไม่ได้อยู่ในวงการก็จะทำหน้างงๆ ไม่เข้าใจว่าถ้าชาวนาขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวแล้วทำไมถึงมีการปลูกข้าวกันได้มากมายตลอดปี บางพื้นที่ก็ปลูกกันได้ปีละ 2-3 ครั้งด้วยซ้ำ ก็คงต้องอธิบายให้เข้าใจตรงกันก่อนว่า ถ้าพูดถึงเมล็ดพันธุ์ข้าวก็ยืนยันได้ว่ามีมากมาย แต่ที่บอกว่าขาดแคลนนั้น หมายถึงเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน ในทุกวันนี้ชาวนาต้องใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวสำหรับเพาะปลูกปีละประมาณ 1 ล้านตัน ในจำนวนนี้เป็นเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีที่ผลิตจากหน่วยงานภาครัฐคือกรมการข้าว และหน่วยงานอื่นๆ รวมกันแล้วได้ประมาณ 1 แสนตัน หรือผลิตได้เพียงประมาณ 10% ของปริมาณที่ชาวนาต้องใช้ ส่วนที่เหลือชาวนาจะใช้เมล็ดพันธุ์ที่เก็บไว้เองซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ผลผลิตข้าวที่ได้มีคุณภาพต่ำมีข้าวปนมาก

เมื่อพูดถึงตรงนี้อาจจะมีคนสงสัยว่าในเมื่อมีกรมการข้าวแล้ว ทำไมยังผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีไม่เพียงพออีก ก็ต้องตอบว่าเนื่องจากกรมการข้าว มีกำลังการผลิตได้เพียงเท่านี้ เพราะมีเครื่องไม้เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งเจ้าหน้าที่น้อย คำถามต่อไปก็คือ แล้วจะมีวิธีแก้ไขปัญหานี้อย่างไร หรือจะปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป ที่ผ่านมาได้มีโอกาสคุยกับผู้หลักผู้ใหญ่ในกรมการข้าวก็สรุปได้ว่า กรมการข้าวก็ไม่ได้นิ่งนอนใจและให้ความสำคัญกับปัญหานี้มาตลอดและพยายามหาทางแก้ไข ซึ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมาก็สามารถคลี่คลายความรุนแรงของปัญหานี้ได้มากแล้วโดยไปจัดตั้ง ศูนย์ข้าวชุมชน” ขึ้นในพื้นที่ต่างๆ ที่เป็นแหล่งผลิตข้าวที่สำคัญของประเทศ ทำมาหลายปีแล้วและมีความก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ

ลักษณะการดำเนินงานของศูนย์ข้าวชุมชน โดยสรุปก็คือ ในแต่ละศูนย์จะมีพื้นปลูกข้าวรวมกันประมาณ 8,000 ไร่ แล้วแบ่งมาเป็นพื้นที่ทำแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่เรียกว่าพื้นที่ไข่แดง จำนวนประมาณ 200 ไร่ คัดเลือกชาวนาสำหรับทำแปลงเมล็ดพันธุ์จำนวน 20 ราย อบรมให้ความรู้ในเรื่องการทำแปลงผลิตเมล็ดพันธ์อย่างเข้มข้น ให้การสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี สำหรับเป็นหัวเชื้อในการทำแปลงเมล็ดพันธุ์รวมทั้งสนับสนุนปัจจัยการผลิตอื่นๆ ที่จำเป็น เช่น กระสอบบรรจุเมล็ดพันธุ์ วัสดุรองตากเมล็ดพันธุ์ ส่งเจ้าหน้าที่ไปเป็นพี่เลี้ยงคอยให้คำปรึกษา เป็นต้นส่วนพื้นที่อีก 7,800 ไร่ จะเป็นพื้นที่กระจายพันธุ์ที่เรียกว่าพื้นที่ไข่ขาว จะรับเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี ที่ผลิตจากพื้นที่ไข่แดงปีละประมาณ 2,600 ไร่ ใน 3 ปี หรือ 3 ฤดู เพาะปลูก พื้นที่ทั้งหมดก็จะได้รับเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีใช้อย่างทั่วถึง พอปีที่ 4 หรือฤดูเพาะปลูกที่ 4 ก็จะย้อนกลับไปเริ่มต้นใหม่ เพราะเมล็ดพันธุ์จะมีอายุการใช้งานประมาณ 3 ครั้ง ต้องเปลี่ยนใหม่ จะเป็นระบบหมุนเวียนไปอย่างนี้ ซึ่งจะทำให้พื้นที่เพาะปลูกทั้งหมดมีเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีใช้อย่างทั่วถึง ต่อเนื่องตลอดไป

ถึงวันนี้ตั้งศูนย์ข้าวชุมชนไปได้แล้ว ประมาณ 2,000 แห่ง มีเป้าหมายจะจัดตั้งให้ได้ประมาณ 4,000 แห่ง ก็จะบริการพื้นที่ปลูกข้าวได้ทั่วประเทศ เมื่อดูที่หลักการแล้วก็ต้องยอมรับว่าเป็นแนวทางการแก้ปัญหาเมล็ดพันธุ์ที่ดี แต่ประเด็นที่ต้องคำนึงถึงก็คือศูนย์ข้าวชุมชนที่ตั้งขึ้นนั้นมีศักยภาพในการทำงานได้แค่ไหน จะสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีได้ ศูนย์ละไม่น้อยกว่า ปีละ 50 ตัน ตามที่ตั้งเป้าไว้ได้หรือไม่คุณภาพของเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตนั้นได้มาตรฐานหรือไม่ การกระจายพันธุ์ ปีละ 2,600 ไร่ จะทำได้หรือเปล่า คงต้องฝากกรมการข้าวในฐานะเจ้าของโครงการนี้ โดยเฉพาะอธิบดีชาญพิทยา ฉิมพาลี ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าพ่อศูนย์ข้าวชุมชน เนื่องจากทำงานเรื่องนี้มาตั้งแต่ยังเป็นข้าราชการระดับเล็กๆ วันนี้เป็นอธิบดีแล้วคงยังไม่ทิ้งศูนย์ข้าวชุมชนนะครับ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/87047

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2557, 06.00 น.

คำถาม สวัสดีครับ ผมเป็นลูกชาวนาครับ ปลูกข้าว 15 ไร่ อยากทราบว่าการปลูกข้าวในระบบอินทรีย์คืออะไร มีวิธีการปลูกอย่างไร และควรปลูกพืชอะไรหมุนเวียนอย่างไร ขอบคุณครับ

สัก รอดสน

อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี

คำตอบ การผลิตข้าวอินทรีย์ เป็นระบบการผลิตที่เน้นการใช้วัสดุธรรมชาติ ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีสังเคราะห์ และสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชในทุกขั้นตอนการผลิต และในระหว่างการเก็บรักษาผลผลิต

การปลูกข้าวหอมมะลิแบบเกษตรอินทรีย์ ให้ได้ผลดีที่สุด ขั้นตอนแรก การเลือกพื้นที่ปลูกควรอยู่ห่างจากถนนหลวง มีพื้นที่ขนาดใหญ่ติดต่อกัน มีแหล่งน้ำพอเพียง มีการวิเคราะห์คุณสมบัติดินและน้ำ และทำประวัติการทำเกษตรของพื้นที่ ต่อไปเป็น การวางแผนป้องกันสารปนเปื้อนเข้ามาในแปลงปลูก โดยปลูกพืชเป็นแนวกันชน ห่างจากพื้นที่ข้างเคียง 1 เมตร เพื่อกรองสารเคมีไม่ให้เข้ามาในแปลง เช่น ยูคาลิปตัส แคฝรั่ง แนวกระถิน เป็นต้น

การจัดการความอุดมสมบูรณ์ดิน เน้นการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ได้แก่ การใช้ปุ๋ยพืชสด โดยปลูกพืชปุ๋ยสด เช่น ถั่วพร้า ถั่วพุ่ม และโสนอัฟริกัน ก่อนปลูกข้าว 2 เดือน แล้วไถกลบหรือไถดะที่อายุ 45 วัน ปล่อยทิ้งไว้ 14 วัน เพื่อเพิ่มธาตุอาหารและและปรับโครงสร้างดิน ถ้าพื้นที่หาปุ๋ยคอกได้ง่าย กรมพัฒนาที่ดิน แนะนำให้ใช้ปุ๋ยคอกในอัตรา  2-6 ตันต่อไร่ ในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ และใช้อัตรา 1-4 ตันต่อไร่ ในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลางถึงสูง

ขั้นตอนการเตรียมดิน ให้เตรียมดินร่วมกับใช้น้ำหมักชีวภาพ 5 ลิตรต่อไร่ผสมน้ำ 100 ลิตรสาดให้ทั่วแปลงหรือใช้น้ำหมักชีวภาพช่วงปล่อยน้ำเข้านา พร้อมไถกลบตอซังและฟางข้าวลงดิน ทิ้งไว้ 15 – 20 วันวิธีนี้ตอซังและฟางข้าวจะถูกย่อยสลายได้เร็ว จากนั้นจึงทำเทือกเพื่อเตรียมแปลงพร้อมปลูกต่อไป

เลือกใช้อินทรียวัตถุแทนปุ๋ยเคมี ได้แก่ 1) ธาตุไนโตรเจน ให้ใช้แหนแดง สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน กากเมล็ดสะเดา เลือดสัตว์แห้ง และกระดูกป่น 2) ธาตุฟอสฟอรัส ให้ใช้หินฟอสเฟต กระดูกป่น มูลไก่ มูลค้างคาว กากเมล็ดพืช ขี้เถ้าไม้ และสาหร่าย 3) ธาตุโปแตสเซียม ให้ใช้ขี้เถ้าและหินปูนบางชนิด และ 4) ธาตุแคลเซียม ให้ใช้ปูนขาว โดโลไมท์ เปลือกหอย และกระดูกป่น

การจัดการโรคพืชและศัตรูพืช แบ่งเป็น 2 ช่วงคือ ช่วงก่อนปลูก ให้แช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำร้อน หรือคลุกด้วยจุลินทรีย์ควบคุมโรคพืช ให้เลือกใช้พันธุ์ที่สามารถต้านทานโรค ไถพรวนหรือตากดิน 1-2 สัปดาห์ และใช้ปูนขาวปรับค่าความเป็นกรดด่างของดิน ช่วงปลูกพืชแล้ว ใช้สารกำจัดศัตรูพืชที่ได้จากธรรมชาติ เช่น สารสกัดจากมะรุม มะละกอ กระชาย มหาหิงส์ ใช้ในการป้องกันกำจัดเชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย ใช้สารสกัดจากสะเดา บอระเพ็ด ยาสูบ เพื่อป้องกันเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ส่วนตัวห้ำตัวเบียน ให้ใช้แสงไฟล่อแมลงหรือกาวดักจับ

และที่สำคัญ ควรมีการวางระบบการปลูกพืชที่ดี ให้ปลูกพืชหมุนเวียนในการผลิต เช่น ปลูกพืชปุ๋ยสดหมุนเวียนกับการปลูกข้าวหอมมะลิ หรือปลูกพืชปุ๋ยสดหลังการล้มตอซังก็ได้ นอกจากนี้ สามารถปลูกตะไคร้หอม สะเดา ข่า เถาวัลย์เปรียง น้ำนมราชสีห์ บอระเพ็ด เป็นพืชสมุนไพร เพื่อไล่แมลงศัตรูพืชรอบเขตนา หรือตามคันนาก็ได้ครับ…ลองดู…

“นาย รัตวิ”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/86878

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2557, 06.00 น.

นายชัยฤทธิ์ ไทยสมบูรณ์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่ยม จังหวัดแพร่ เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำในลำน้ำยม ที่สถานีห้วยสัก อ.สอง จ.แพร่ พบว่าปริมาณน้ำไหลสะสมถึงเดือนธันวาคม มีปริมาณ 1,033 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ใกล้เคียงปี 2552 และปี 2553 ซึ่งเป็นปีที่พื้นที่เพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ประสบภาวะภัยแล้งอย่างรุนแรง ประกอบกับปริมาณฝนตกสะสมในปี 2556 ที่สถานีห้วยสักวัดได้ 1,216 มิลลิเมตร อยู่ในเกณฑ์ฝนตกน้อย และส่งผลทำให้ปริมาณน้ำในลำน้ำยมมีปริมาณน้อยเช่นกัน ซึ่งโดยเฉลี่ยปริมาณน้ำในลำน้ำยมจะอยู่ที่ระดับ 1,442 ล้าน ลบ.ม/ปี และปริมาณฝนสะสมเฉลี่ย 1,263 มม./ปี

สำหรับผลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 2556/2557 ข้อมูล ณ วันที่ 15 มกราคม 2557 มีพื้นที่เพาะปลูกพืชฤดูแล้งรวมแล้วจำนวน  86,112 ไร่ แบ่งเป็น ข้าวนาปรังจำนวน   58,698  ไร่ ข้าวโพดจำนวน   17,141  ไร่ พืชอื่นๆจำนวน   10,273  ไร่ โดยมีการเพาะปลูกในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งแล้ว จำนวน  28,455  ไร่  คิดเป็น  33% ซึ่งเราได้คาดการณ์ว่าจะมีพื้นที่เพาะปลูกพืชฤดูแล้งถึง 90,000 ไร่ เนื่องจากโครงการรับจำนำผลิตข้าวนาปรัง และการทำเกษตรแบบพันธะสัญญาข้าวโพดเมล็ดพันธุ์ ทำให้โครงการฯต้องกำหนดมาตรการการให้ความช่วยเหลือทั้งการส่งน้ำเข้าช่วย ประชุมชี้แจงวางแผนการใช้น้ำ หรือการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ

“ทางโครงการฯ วางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง 2556/2557 ร่วมกับคณะกรรมการจัดการน้ำชลประทาน (JMC) กำหนดแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งที่รับน้ำจากระบบชลประทาน 17,500 ไร่ โดยคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งซ้าย ส่งให้ 11,500 ไร่ ดังนี้ ต.บ้านหนุน ต.ทุ่งน้าว ต.แดนชุมพล และ ต.หัวเมือง อ.สอง คลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวา ส่งให้ 6,000 ไร่ ที่ ต.ห้วยหม้าย อ.สอง ต.ทุ่งแค้ว ต.วังหลวง อ.หนองม่วงไข่ โดยจะกำหนดส่งน้ำช่วยเหลือพื้นตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค.56 – 31 มี.ค.57 และได้จัดเครื่องสูบน้ำเคลื่อนจำนวน 34 เครื่อง ช่วยเหลือพื้นที่เกษตรได้อีกราว 14,500 ไร่  สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า            ช่วยเหลือได้ 14,800 ไร่ มีแหล่งน้ำขนาดเล็กและบ่อน้ำตื้นที่นำน้ำไปใช้ได้ 11,700 ไร่ รวมพื้นที่ ๆ ได้บรรเทาจากภัยแล้งประมาณ 58,500 ไร่” ผอ.โครงการ ฯ กล่าว

นายชัยฤทธิ์ กล่าวต่อว่า นอกจากประชุมกับ JMC แล้ว ยังได้จัดประชุมกับผู้ใช้น้ำทุกระยะเพื่อวางแผนการใช้น้ำ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ และกำหนดรอบเวรการใช้น้ำ ทั้งเกษตรกรผู้ใช้น้ำจากดอยเวียงผี จากไซฟ่อนแม่หล่าย–ไซฟ่อนแม่สาย จากฝายแม่ยม–ไซฟ่อนแม่หล่าย และเกษตรกรผู้ใช้น้ำรับน้ำจากไซฟ่อนแม่สาย ซึ่งก่อนหน้านี้ได้แจ้งประชาสัมพันธ์การหยุดส่งน้ำระหว่างวันที่ 15 พฤศจิกายน 2556 – 14 ธันวาคม 2556 เพื่องดการเพาะปลูกข้าวนาปรัง ใน 41 ตำบล 5 อำเภอ


  • ขายยานอนหลับ: ขายยานอนหลับ ยานอนหลับแบบน้ำ, แบบเม็ด ทุกยี่ห้อราคาถ
  • nate: ปูนขาว ปูนขาวเพื่อใช้ในการเกษตร (Quick Lime) คุณสมบัติทางเ
  • แฟนบอลชาวเซราะกราว: ยังไงพวกเราชาวบุรีรัมน์ก็ยังเชียร์บุรีรัมย์ ยูไนเต

หมวดหมู่