ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มกราคม 2557 เวลา 23:44 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1gL68Do

เปิดโพลความเห็นม็อบ"ปฏิรูปอย่างไร-อะไรก่อน?"

โดย…ตะวัน หวังเจริญวงศ์

ตลอดช่วงที่ผ่านมา ยังคงมีคำถามถึงกลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.ตลอดจนทุกฝ่ายที่ออกมาเรียกร้องให้มีการ “ปฏิรูปประเทศไทย” ว่าจะปฏิรูปอะไรบ้าง เริ่มจากอะไร และปฏิรูปอย่างไร ทำได้จริงหรือไม่

กลุ่มธรรมศาสตร์อภิวัฒน์ประเทศไทย หรือ ธอท. จึงได้จัดทำการสำรวจกลุ่มผู้เข้าร่วมชุมนุม กปปส.บริเวณแยกปทุมวัน โดยการหย่อนไข่พลาสติก ระหว่างวันที่ 13-14 ม.ค.57 ว่าหากจะมีการปฏิรูปประเทศไทย ต้องการให้ปฏิรูปเรื่องใดก่อนเป็นลำดับแรกระหว่าง 1.ปฏิรูปการเมืองการปกครอง 2.กำจัดคอรัปชั่น 3.ปฏิรูปที่ดิน และ 4.ปฏิรูปการศึกษา

จากจำนวนผู้ร่วมโหวตทั้งสิ้น 7,817 คน ผลปรากฏว่า เสียงเรียกร้องให้กำจัดคอร์รัปชั่นเป็นอันดับแรกมากที่สุดถึง 3,919 คน คิดเป็น 50% ตามด้วยปฏิรูปการเมืองการปกครอง 2,363 คน คิดเป็น 30% ปฏิรูปการศึกษา 1,306 คน คิดเป็น 17% และปฏิรูปที่ดิน 229 คน คิดเป็น 3%

พัชรี เลิศปกรณ์ชัย หนึ่งในแกนนำ ธอท. และศิษย์เก่าคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) รหัส 21 วิเคราะห์ว่า ผลสำรวจที่ออกมา “ไม่น่าแปลกใจ” เท่าใดนัก เนื่องจากประชาชนตระหนักรับรู้ได้ว่าที่ผ่านมาประเทศไทยมีการคอรัปชั่นมหาศาล หลายด้าน ยาวนาน และซับซ้อน เป็นมาทุกยุคทุกสมัย จึงทำให้ผลโหวตที่ออกมาเป็นไปในลักษณะดังกล่าว

“การโกงกินของหน่วยงานภาครัฐ ทำกันเป็นกระบวนการ เป็นรากลึกถึง 11 ขั้นตอน สัดส่วนการโกงกินของนักการเมืองก็สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่หักหัวคิวเวลาดำเนินโครงการอะไรสักโครงการให้รัฐมนตรีกัน 10-15% ปัจจุบันเพิ่มสูงขึ้นกลายเป็น 30-40% และเชื่อว่าบางโครงการพุ่งขึ้นไปถึง 60% ของงบที่ใช้ดำเนินโครงการ หากไม่ยอมให้กิน รัฐมนตรีก็ไม่อนุมัติโครงการ”

พัชรี ชี้แจงว่า หากต้องการปฏิรูปเพื่อกำจัดคอร์รัปชั่น โมเดลหนึ่งที่ต้องทำ คือการตั้งองค์กรอิสระขึ้นมาตรวจสอบตั้งแต่ต้นน้ำ แม้ขณะนี้ไทยจะมีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นองค์กรอิสระแล้ว แต่ ป.ป.ช.ยังทำหน้าที่เพียงปลายน้ำ ต้องรอมีคดีเกิดขึ้นก่อนเท่านั้น จึงจะมีอำนาจตรวจสอบได้ ซึ่งแก้ปัญหาได้ไม่ทันการณ์ จึงต้องมีอีกองค์กรที่ไม่ได้รับประโยชน์จากฝ่ายใด เข้ามาทำงานตรวจสอบการใช้งบประมาณของรัฐ

ขณะที่การปฏิรูปการเมืองการปกครอง ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่ผู้เข้าชุมนุมต้องการเป็นอันดับแรกนั้น เธอคิดว่า ไทยต้องมีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นมากขึ้น เปิดโอกาสให้คนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่ของตัวเองอย่างแท้จริง เพราะปัญหาแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน

“พอไม่กระจายอำนาจ บางเรื่องก็กลายเป็นการจัดตั้งของคนที่อยากทำโครงการ เช่น เวลามีโครงการสร้างเขื่อน แม้จะระบุให้มีการประชาพิจารณ์ แต่ท้ายที่สุดคนที่เข้าไปนั่งฟังก็คือคนที่รัฐจัดตั้งมา แถมยังเข้าไปฟังโดยไม่แสดงความคิดเห็น ไม่ได้มีความเห็นขององค์กรชุมชนจริงๆ เวลาจะทำอะไร”

ทั้งนี้ ธอท.ได้จัดสัมมนา หาแนวทางปฏิรูปกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเป็นระยะ โดยได้เชิญวิทยากรจากจังหวัดที่พยายามจัดทำร่างจังหวัดปกครองตัวเองมาร่วมแสดงความคิดเห็น

หลังจากนี้ ธอท.จะยังจัดนิทรรศการให้ความรู้เรื่องการปฏิรูปทั้ง 4 ด้าน และเปิดให้ผู้ชุมนุมแยกปทุมวันดำเนินการโหวตเรื่องที่ต้องการปฏิรูปอันดับแรกไปจนกว่าจะปิดเวทีหรือเลิกชุมนุมในบริเวณดังกล่าว แล้วนำ “วาระผู้ชุมนุม” ไปเผยแพร่ และจัดสัมมนาต่อเนื่องเพื่อหาโมเดลการปฏิรูปต่างๆ เสนอผู้เกี่ยวข้องให้ชัดเจนต่อไป

ขณะเดียวกัน มีแผนจะเปิดให้โหวตเรื่องดังกล่าวในเฟซบุ๊กด้วย เพื่อให้ได้รับมุมมองที่กว้างขึ้นจากทุกฝ่าย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มกราคม 2557 เวลา 22:50 น. …. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1gKOQGv

ข้าราชการอยากเห็นปฏิรูป(เพียบ)

โดย…อัคร เกียรติอาจิณ

การประกาศตัวตนชัดของปลัดก.สธ. สร้างแรงกระเพื่อมไหวต่อข้าราชการมิน้อย ชัดเจน จริงจัง จริงใจ ในจุดยืนที่อยากเห็นการปฏิรูปการเมืองไทยก่อนเลือกตั้ง

เช่นเดียวกับข้าราชการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม “ปุ๊ก” (ขอสงวนชื่อ-สกุลจริง) ที่บอกเสียงเข้ม อยากเห็นการปฏิรูปการเมืองไทย เพราะที่ผ่านมายังย้ำอยู่ขนบเดิมๆ นักการเมืองมีวิธีคิดแบบเก่าๆ ซื้อเสียง ได้เป็นสส. รมต. ก็หวังจะกอบโกยท่าเดียว

ขณะเดียวกัน ข้าราชการประจำ ก็เป็นเพียงลิ่วล้อนักการเมือง ไม่กล้า มีปากเสียง คัดค้าน หรือต่อต้าน

“ทั้งที่ไม่เห็นด้วยหรอกกับแนวคิด หรือนโยบาย แต่ข้าราชการก็ทำอะไรไม่ได้ ถ้าขืนคิดตรงข้าม ก็จะโดนว่าเป็นขบถ ดิฉันก็อยากลุกขึ้นมาประกาศตัวเป็นฝ่ายลุงกำนันนะคะ แต่ทำออกนอกหน้าไม่ได้ ได้แต่ทำหลังเลิกงาน”

“อรรถพล” (ขอไม่เปิดเผยนามสกุล) ข้าราชการประจำกรมสรรพากร ยอมรับ ตั้งแต่ม็อบกปปส.รู้สึกอึดอัดในการวางตัว อยากแสดงจุดยืนเห็นด้วยกับการชุมนุม ทว่า กลับถูกเพ่งเล็งจากผู้บังคับบัญชา

“อยากให้การชุมนุมนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีครับ ไม่อยากเห็นวังวนของการเมืองที่มีแต่การคอรัปชั่น นักการเมืองเอาแต่ดีเข้าตัว ชั่วโยนให้ข้าราชการประจำ ทั้งๆ ที่คนเหล่านี้มาแล้วก็ไป แทบไม่เข้าใจหัวอกข้าราชการประจำเลย”

ถึงอย่างนั้น 2 ข้าราชการประจำ ชี้แนะ ไม่อยากการชุมนุมครั้งนี้ยืดยาวและต้องจบโดยเร็ว ลุงกำนันต้องชัดเจน อย่าคลุมเครือ

“อย่างการปิดล้อมสถานที่ราชการ ต้องเด็ดขาด อย่าทำเล่นๆ ต้องจริงจัง ปิดคือปิด ตัดคือตัด แต่อย่าทำลาย เพราะตอนนี้ดิฉันยังต้องมาทำงานทุกวันโดยการปีนรั้วเหล็กเข้ากระทรวงเพื่อะไร ถ้าจะปิดก็ต้องทำเลย ข้าราชการจะได้ไม่สามารถเข้าไปทำงานได้ ซึ่งก็เท่ากับว่าเป็นการชัตดาวน์ข้าราชการจริงๆ” ข้าราชการสาวกล่าว

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มกราคม 2557 เวลา 11:40 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1andfRv

"แคมปิ้งป่าคอนกรีต"ต่างที่มาแต่เป้าหมายเดียว

โดย…ทีมข่าวการเมือง

เต็นท์หลากสีถูกติดตั้งเป็นที่พักชั่วคราวในแทบทุกจุดที่มีการชุมนุมชัตดาวน์กทม.ของกลุ่มกปปส.แปลงสภาพเมืองกรุงกลายเป็นวนอุทยานแห่งชาติชั่วพริบตา

ไม่บ่อยนัก แคมปิ้งกลางป่าคอนกรีตพรึ่บพรั่บทั่วถนนเมืองกรุง บรรดานักเดินตามหาประชาธิปไตยหาใช่มาจากต่างจังหวัดเท่านั้นแต่ยังมีหลายชนชั้นปรารถนาขอพักแรมริมถนนด้วยเป้าหมายเดียวกันเดินหน้าปฏิรูปประเทศขจัดระบอบทักษิณ

สาวใหญ่ศิษย์เก่าคณะบัญชี จุฬารุ่น 30 เธอมาพร้อมกับครอบครัวในวันชัตดาวน์เลือกจับจองสมรภูมิย่านปทุมวันปักสมอกลางเต็นท์ก่อนออกไปทำหน้าที่จัดหาเสบียงกรังทำอาหารส่งข้าวส่งน้ำให้ผู้ชุมนุม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของนักธุรกิจศิษย์เก่าจุฬาฯ เพราะก่อนหน้านี้ กลุ่มของเธอไปกางเต็นท์พื้นที่การชุมนุมคปท.

เธอยอมรับตรงไปตรงมาว่า คปท.น่าสงสารกว่าเวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยจึงเลือกที่จะไปที่นั่นช่วยส่งเสบียงบริจาคเงินให้ผู้ชุมนุม แต่เมื่อรู้ว่าสุเทพ เทือกสุบรรณจะใช้พื้นที่แยกปทุมวันเป็นเวทีหลักโดยมีศิษย์เก่าจุฬาเป็นเจ้าภาพก็เลยรีบมาปักหลักพื้นที่แห่งนี้

“พี่ไม่ได้สู้เพื่อสุเทพหรือพรรคประชาธิปัตย์แต่เห็น ด้วยกับการล้มระบอบทักษิณเป็นอันตรายต่อชาติจึงต้องออกมาสนับสนุนปักหลักพักค้างแรมอยู่อย่างนี้ติดต่อหาอาหารมาเลี้ยงผู้ชุมนุมเพราะเราคือส่วนหนึ่งของมวลมหาประชาชน”เธอ กล่าวอย่างอารมณ์ดี

เต๊นท์กลุ่มศิษย์เก่าคณะบัญชีจุฬาฯรุ่น30

อดีตพลทหารนายหนึ่งเป็นอีกรายที่ยอมทิ้งบ้านพักอันสุขสบายในเมื่องกรุง มาปักหลักกางเต็นท์ ร่วมกรำศึกที่แยกปทุมวัน

เขาบอกว่า ส่วนตัวชื่นชอบธรรมชาติ ดังนั้น จึงชอบเดินป่ากางเต็นท์นอน และอดีตสมัยเป็นทหารก็ได้ประจำการอยู่ในป่า ทำให้รู้สึกผูกพันกับการนอนเต็นท์อย่างมาก

อดีตพลทหาร เล่าว่า มากางเต๊นท์นอนทุกครั้งที่มีการชุมนุม ตั้งแต่สมัยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันคือสมัยยังไม่มีแฟนจนมีแฟน อีกทั้ง การกางเต็นท์นอนยังทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายไม่ต้องไปเช่าโรงแรม และยังเป็นส่วนตัว ถือว่าไม่ได้ลำบากอะไร เพราะส่วนตัวก็มาทำหน้าที่เป็นการ์ดอาสาด้วย ทำให้สะดวกต่อการเดินทางไม่ต้องคอยไปกลับบ้าน และหากเกิดเหตุอะไร ก็สามารถทันท่วงทีในการช่วยเหลือมวลมหาประชาชน ที่เข้าร่วมต่อสู้ในครั้งนี้

ตระเวนไปสวนลุมพินี ร่มเย็นด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ เป็นอีกแห่งที่เต็มไปด้วยมวลมหาเต็นท์

ขวัญยืน เมนประสาท วัย 48 ปี ชาวนครศรีธรรมราช ปักหลักชุมนุมอยู่กับเต็นท์มาแล้ว 2 วัน 2 คืน ยอมรับว่าอยู่ในเต็นท์อาจไม่สะดวกสบายเหมือนอยู่ที่บ้าน แต่ถือว่ายังดีที่ตัดสินใจเลือกสวนลุมพินี เพราะเป็นพื้นที่กว้างโล่งส่วนเรื่องการกินการอยู่  รวมทั้งห้องน้ำห้องท่าก็ไม่เป็นปัญหาใหญ่สามารถปรับตัวกับสถานการณ์ได้

“เตรียมผ้าถุงมาจากบ้านแล้ว อาบน้ำก็อาบในโรงพยาบาลจุฬาฯ ส่วนเข้าห้องน้ำก็พึ่งรถสุขากทม.ห้างใกล้ๆ เวทีก็แวะไปใช้บริการ แต่โรงแรมไม่กล้าเข้าไปกลัวเขาไม่ให้เข้า”

ส่วนอาหาร เธอบอกรับแจกจากครัวเป็นหลัก เเต่ถ้าวันไหนไม่ทัน ของหมดก็ซื้อกินเอง

“เต็นท์ที่นอนอยู่ก็เตรียมมาจากบ้าน บางคนก็ซื้อใหม่ที่นี่เต็นท์หลังหนึ่งก็จะนอนกัน 3 คน อึดอัดแต่ก็พออยู่ได้ ช่วงนี้อากาศกทม.กำลังดี ไม่ร้อน ก็นอนกันได้ ถ้าร้อนกว่านี้ก็คงไม่ไหว ลูกๆ ที่บ้านก็โทรคุยกันทุกวัน เขาก็เตือนให้ระวังตัวเอง ตรงไหนเสี่ยงที่จะมีการปะทะก็ให้เลี่ยง”ขวัญยืนบอกเล่า

เต็นท์สวนลุมพินี

อีกกลุ่มยกทั้งเครือญาติ 15 ชีวิตมาจากนครศรีธรรมราช ในครอบครัวนี้มีม็อบรุ่นยายถึง 3 คนรวมอายุ 200 กว่าปี ทรงศิลป์ ไชยศรีอนันต์ วัย 84 ปี ละเอียด ปานแก้ว วัย 81 ปี ทรงใจ ลีละวัฒนพันธุ์ วัย 85 ปี ซึ่งตัดสินใจออกจากบ้านมาชุมนุมหลังทนอยู่ที่บ้านไม่ไหว ทรงใจ บอกว่า เหมารถตู้มากับญาติพี่น้อง คืนแรกที่มาต้องปูแผ่นป้ายนอนกลางพื้นปูน ยุงกัดทั้งคืน เพราะผู้ชุมนุมมีจำนวนมาก เต้นท์ไม่เพียงพอ จึงได้ขอทางการ์ดผู้ชุมนุมไปว่าต้องการเต็นท์เพิ่ม

ทรงศิลป์ เล่าว่า ดูทีวีดาวเทียมช่องบลูสกายที่บ้านทุกวัน ตั้งแต่การต่อต้านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม เเต่มีแต่ลูกหลานเท่านั้นที่มาร่วมชุมนุม ก็ถือว่ามาเซอร์เวย์พื้นที่ก่อน แต่ในที่สุดทนไม่ไหว ไม่อยากยกแผ่นดินให้คนอื่น จึงตัดสินใจออกมาด้วยตัวเอง โดยตอนแรกคิดว่าจะมาวันที่ 13 ม.ค.วันเดียว เพราะได้ยินแกนนำบอกว่าวันเดียวจบ ให้รัฐบาลลาออก แต่ที่สุดไม่เสร็จสักที รัฐบาลไม่ลาออก จึงตัดสินใจอยู่ไล่รัฐบาลต่อ กลับเมื่อไรยังไม่กำหนด

รุจิรา ไชยศรีอนันต์ ลูกสาว ทรงศิลป์ วัย 54 ปี บอกว่า ก่อนจะพาญาติ ๆ มาร่วมประท้วง ได้ไปร่วมชุมนุมตั้งแต่การชุมนุมที่สามเสน ก่อนจะย้ายมาราชดำเนิน ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ จวบกระทั่งนัดชุมนุม 7 จุด จึงเลือกมาชุมนุมที่สวนลุมพินี โดยระหว่างนี้ได้เดินทางไปดูเวทีอื่นละแวกนี้ทั้งปทุมวัน อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และราชประสงค์ ซึ่งมีห้องน้ำที่สะดวกกว่าสวนลุมพินี แต่บรรยากาศสู้สวนลุมพินีไม่ได้ เพราะเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ ตอนกลางวันสามารถนั่งปูเสื่อ จับกลุ่มคุยกัน เหมือนนั่งปิกนิกในสวน เหมือนมาพักในอุทยาน

ณรงค์ รสกำจร หนุ่มเลือดสะตอวัย 45 ปี  เล่าว่า เพิ่งย้ายมาจากแยกปทุมวันมาเป็นสมาชิกใหม่ของหมู่บ้านเต็นท์สวนลุมเมื่อ 2 วันที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้ต้องนอนกลางถนน เพิ่งย้ายมานอนในเต็นท์เมื่อคืนก่อน เขาย้ำว่า “…อยู่ในนี้สบายกว่าเยอะ”

ชีวิตใต้หลังคาเต็นท์ไม่ใช่ครั้งแรกของณรงค์ เพราะปี 2553เขาเคยใช้ชีวิตในเต็นท์ระหว่างการชุมนุมหน้าศาลากลางจังหวัดเพื่อประท้วงการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงมาแล้ว

“ตอนนั้นลำบากครับ และอยู่นานหลายวัน เป็นครั้งแรก อะไรๆ ก็ติดขัดไปหมด แต่ตอนนี้สบายครับ เต็นท์ก็เตรียมจากบ้านมา เสื้อผ้าก็เอามาเท่าที่จำเป็น นอกจากนั้นก็มาปรับตัวกันในพื้นที่ และคงจะอยู่ไปเรื่อยๆ เพราะที่สวนลุมเหมาะสำหรับตั้งเต็นท์กว่าที่อื่นและจะอยู่จนกว่าจะชนะครับ ถึงจะกลับบ้าน”

แคมปิ้ง 5 แยกลาดพร้าว เป็นอีกจุดที่ม็อบแบ็คแพคหาทำเลเหมาะแถวสวนจตุจักรเพราะสภาพอากาศยามค่ำคืนเย็นสบายจากต้นไม้ใหญ่โอบล้อม

เต๊นท์สวนลุมพินี

ขจรศักดิ์ อำนาจวงษ์ วัย42 ปี สะท้อนอีกหนึ่งความคิดหลังอาศัยที่นอนในสวนจตุจักร เมื่อคืนที่ผ่านมาว่า เดินทางมาจากจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเข้ากรุงเทพฯมาหางานทำ ตั้งแต่วันที่29 ธค.ที่ผ่านมา โดยยึดสถานีรถไฟหัวลำโพง เป็นแหล่งพักชั่วคราว ประจวบเหมาะมีการชุมนุมเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ และเห็นว่าแต่ละจุดการชุมนุมมีที่พักและอาหารให้รับประทานฟรี ก็เลยสมัครใจมาใช้สถานที่รวมชุมนุมเพื่ออยู่อาศัย จนกว่าจะหางานทำในกรุงเทพฯได้ และเลือกบริเวณ5 แยกลาดพร้าว เป็นจุดแรก

ท่ามกลางสถานการณ์ชุมนุมยืดเยื้อ  ทุกคนจึงต้องปรับสภาพกินอยู่หลับนอน อยู่กับมันให้ได้จนกว่าชัยชนะมาถึง

เต้นท์สวนลุมพินี

 

เต็นท์สวนลุมพินี

 

เต็นท์แยกอโศก

 

เต็นท์แยกปทุมวัน

 

เต็นท์สวนจตุจักร

 

เต็นท์สวนลุมพินี

 

เต็นท์สวนลุมพินี

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มกราคม 2557 เวลา 11:35 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1ajijGm

ผิดคาด!!

โดย….ทีมข่าวการเมือง

ปฏิบัติการปิดเมืองวันแรก ยึดสี่แยกเส้นเลือดใหญ่ในกรุงเทพฯ 7 จุด ไม่กระทบต่อการจราจรหลังจากก่อนหน้านี้คาดว่าเมืองกรุงจะเป็นอัมพาตแน่นอน แต่ทุกเส้นทางสะดวกโยธินไม่ต่างจากวันหยุดช่วงเทศกาล การสัญจรสะดวก บ้างถึงกับขอบคุณ กปปส.กับมาตรการ “ปิดเมือง”

อะไรเป็นสาเหตุให้ถนนในกรุงเทพฯ ที่ขึ้นชื่อติดอันดับโลกโล่ง ทั้งที่มีการชุมนุมในพื้นที่หลักเหล่านี้

มีการตั้งสมมติฐานไว้หลายข้อ เช่น 1.คนกรุงเตรียมพร้อมกับการชัตดาวน์ ไม่ใช้รถยนต์ แต่ขึ้นรถไฟฟ้าแทน 2.บริษัท ห้างร้าน ในพื้นที่ชุมนุมยอมปิดทำการ 3.โรงเรียนใน กทม.ทั้งหมด รวมถึงมหาวิทยาลัยบางส่วนปิดเรียน 4.คนกรุงเดินทางไปทำงานแต่รุ่งเช้าเพราะกลัวรถติด 5.ส่วนใหญ่ยอมหยุดงานอยู่กับบ้าน

ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า คนทำงานในกรุงเทพฯ เตรียมตัวมานานเพราะทราบข้อมูลล่วงหน้ามาหลายวัน และคนกรุงจำนวนไม่น้อยก็เห็นด้วยกับ กปปส. ในส่วนของคนหาเช้ากินค่ำ คนบริการที่สีลม ที่ได้รับผลกระทบเต็มๆ คงไม่กล้ามีปากเสียง หรือคนที่ไม่เห็นด้วยก็ไม่กล้าออกมา เพราะเห็นว่ามีคนจำนวนมากมาชุมนุม อีกทั้ง|เป็นการชัตดาวน์วันแรกต้องดูอีก 2-3 วัน ว่าคนกรุงจะมีปฏิกิริยายอมรับกับการชัตดาวน์ได้หรือไม่

ไชยันต์ กล่าวว่า สิ่งที่น่าห่วง คือ ถ้าการชัตดาวน์ในกรุงเทพฯ ยืดเยื้อเกิน 5 วัน คนที่อึดอัดได้รับความเดือดร้อนจริงๆ ก็อาจเกิดการปะทะกันได้ ยังไม่นับความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเชิงอุดมการณ์ที่มีให้เห็นขณะนี้ ที่ต้องจับตาคือ ที่รัฐบาลระบุว่า จะมีการหารือในวันที่ 15 ม.ค.นี้ เรื่องเลื่อนวันเลือกตั้งจะมีผลแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีความคืบหน้า และ กปปส.กดดันหนักจนถึงวันเลือกตั้ง 2 ก.พ. เกรงว่าปัญหาความรุนแรงจะเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ซึ่งขณะนี้กระจายไปยังภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสานแล้ว

สุขุม เฉลยทรัพย์ ประธานดำเนินงานสวนดุสิตโพล กล่าวว่า สาเหตุหนึ่งมาจากการที่กลุ่ม กปปส.ได้ประกาศพื้นที่ที่จะชุมนุมล่วงหน้าเป็นเวลานาน ทำให้คนกรุงเทพฯ มีเวลาปรับตัวและรับมือกับปัญหาที่คาดว่าน่าจะเกิดขึ้น ประกอบกับบริษัทและหน่วยงานภาครัฐรวมไปถึงโรงเรียนหลายแห่งได้ประกาศหยุดงานได้เป็นกรณีพิเศษ จึงช่วยบรรเทาการจราจรไม่ให้เกิดการอัมพาตมากนัก

“ต้องยอมรับว่าเวลานี้คนส่วนใหญ่ค่อนข้างมีความไวต่อสถานการณ์การชุมนุมสูง จะสังเกตเห็นได้จากการติดตามข่าวสารเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้สามารถเตรียมการที่จะหาทางหลบหลีกจากสถานที่ชุมนุมด้วยเพื่อไม่ให้ตัวเองได้รับผลกระทบ ที่สำคัญด้านโครงสร้างเส้นทางคมนาคมในกรุงเทพฯ มีตรอก ซอก ซอย ที่เป็นทางลัดจำนวนมาก และรถไฟฟ้าช่วยให้การคมนาคมไม่ร้ายแรงอย่างที่หลายฝ่ายคาดคิดมากนัก”

อย่างไรก็ตาม ต้องรอดูสถานการณ์ไปอีก 2-3 วันก่อน เพราะการชัตดาวน์เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น อย่าลืมว่าคนไทยเป็นคนที่มีนิสัยเบื่อง่ายหน่ายเร็ว แต่เท่าที่ติดตามเบื้องต้นมองว่าที่สุดแล้วไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์อัมพาตอย่างที่หลายฝ่ายคิด เนื่องจากเห็นในบางพื้นที่ที่มีผู้ชุมนุมไปชุมนุมนั้นยังเปิดให้มีการคมนาคมได้บ้าง

จิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีต สส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สาเหตุที่รถโล่งเพราะคนกรุงเริ่มเฉยชากับการยกระดับหลายครั้งของ กปปส. ประกอบกับข่าวที่ออกมาเกรงว่าจะเกิดอันตรายในการชุมนุม จึงไม่กล้าออกจากบ้าน อีกทั้งคนไม่กล้าใช้ยานพาหนะบนท้องถนนไปขึ้นรถไฟฟ้า คนที่ออกมาเป็นคนต่างจังหวัดมากกว่าคนในกรุงเทพฯ และคนที่ออกมาคัดค้าน ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ก็หายไป เชื่อว่า 3 วันไม่เกินกระแสคนกรุงจะตีกลับ จะออกมาโจมตีการชุมนุมของ กปปส.

วิฑูรย์ แนวพาณิชย์ ประธานเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่ในเขตกรุงเทพฯ กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดการชุมนุมทางการเมืองเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา จำนวนรถแท็กซี่ที่วิ่งให้บริการได้ลดลง 30% จากรถแท็กซี่มิเตอร์ที่วิ่งให้บริการในกรุงเทพฯ จริงประมาณ 7 หมื่นคันเนื่องจากไม่มีคนขับรถออกไปวิ่งให้บริการไม่ได้ และวันที่ 13 ม.ค. จำนวนรถแท็กซี่ได้ให้บริการลดลงอีก 20% รวมเป็น 50% จึงเหลือรถแท็กซี่ให้บริการจริงเพียง 50% หรือประมาณ 3 หมื่นคัน ซึ่งจะให้บริการเฉพาะรอบนอกกรุงเทพฯ เท่านั้น คาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบกับประชาชนมากนัก

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มกราคม 2557 เวลา 14:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1hctMsP

ลมหายใจสุดท้ายนโยบายจำนำข้าว

โดย….ทีมข่าวการเมือง

ความพยายามของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ในการปลดล็อคข้อเรียกร้องจากมวลมหาชาวนาด้วยการหาเงินมาจ่ายค่าจำนำข้าวจะทำได้หรือไม่ อยู่ที่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้เตรียมเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในวันนี้( 21 ม.ค. 57 )  โดยเมื่อวานนี้  นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ อ้างว่า  การกู้เงินกว่า 1.3 แสนล้านบาท เป็นไปตามมติครม. ก่อนมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร จึงไม่ได้เป็นภาระผูกพันไปถึงรัฐบาลชุดใหม่

เหตุผลนี้ฟังขึ้นหรือไม่ เพราะมีอีกมุมหนึ่งว่าการกู้เงินมาจ่ายชาวนาช่วงเลือกตั้ง ก็อาจเข้าข่ายการใช้อำนาจรัฐเพื่อสร้างความได้เปรียบในทางการเมืองในระหว่างที่มีการยุบสภาฯ และหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 181 (2) และ (3) ที่บัญญัติข้อห้ามที่คณะรัฐมนตรีต้องไม่กระทำระหว่างการยุบสภาฯว่า “ ไม่กระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติให้ใช้จ่ายงบประมาณสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากกกต. และ ไม่กระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป

ในประเด็นนี้ สมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการกกต.ด้านบริหารกิจการเลือกตั้ง ได้สรุปถึงข้อพิจารณาที่รัฐบาลส่งมาให้กกต.ผ่านทางเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 16 ม.ค.2557 ดังนี้

สรุปเรื่องจำนำข้าว ที่เกี่ยวกับ กกต. มี 4 เรื่อง คือ

1. กกต. อนุมัติเงิน 5,900 ล้าน เพื่อชดเชยส่วนต่าง ที่รัฐบาลนำข้าวไปจำหน่ายประชาชนราคาถูก (ข้าวธงฟ้า) ข้าวที่ขายให้ส่วนราชการราคาถูก ตันละบาท ให้ราชทัณฑ์ ข้าวที่นำไปช่วยเหลืออุทกภัยในประเทศ และ ฟิลิปปินส์ เนื่องจากมติช่วยเหลือของ ครม.เกิดก่อนยุบสภา

2. กกต.ไม่อนุมัติให้กระทรวงพาณิชย์ เจรจาค้าข้าวกับประเทศอื่น แบบ G to G เนื่องจากอาจผิด มาตรา 181 ของรัฐธรรมนูญ เป็นการเจรจาทำสัญญาที่มีผลผูกพันรัฐบาลชุดต่อไป และ เงินที่ได้จากการขาย นำไปให้ชาวนา ซึ่งเป็นการใช้ทรัพยากรของรัฐที่มีผลต่อการเลือกตั้ง

3. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทำเรื่องขอปรึกษา กกต. เกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนรายการงบประมาณ นำเงินสำรองหมุนเวียน มาชำระหนี้ชาวนา ว่าจะสามารถทำได้หรือไม่ โดยเรื่องเข้าที่ประชุม กกต. เมื่อวันพุธที่แล้ว แต่ขาดรายละเอียดโดยเป็นเอกสารเพียง 1 หน้า และให้เจ้าหน้าที่ระดับกลางมาชี้แจง กกต.จึงขอให้ ผจก.ธกส. มาชี้แจงรายละเอียดในสัปดาห์นี้ ปรากฏว่า เมื่อวันศุกร์มีโทรสารจาก ธกส. ขอถอนเรื่องออกไป ดังนั้น การใช้เงินหมุนเวียน 55,000 ล้าน ไปชำระหนี้ชาวนา ถือเป็นความรับผิดชอบของ ธกส.เอง หากเกิดความเสียหายต่อ ธกส. หรือ กรณีที่เป็นความผิดตามรัฐธรรมนูญ

4. เรื่องการปรับเปลี่ยนรายการอนุมัติเงินกู้ 130,000 บาท เพื่อนำมาชำระหนี้ชาวนา ที่รองนายกฯกิตติรัตน์ให้สัมภาษณ์ เป็นเอกสารที่ส่งมาถึง กกต.เมื่อวันที่ 8 มกราคม เมื่อวาน กกต.ได้พิจารณาคำขอและมีมติเชิญ รองนายกฯกิตติรัตน์ มาชี้แจงในวันอังคารที่ 21 มกราคม แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าจะมาชี้แจงหรือไม่ ดังนั้น ชาวนา น่าจะยังไม่ได้รับเงิน จนกว่าจะเลยวันที่ 21 ไปแล้ว แต่ก็ยังไม่แน่ว่า กกต.จะอนุมัติให้หรือไม่ จึงเรียนมาเพื่อให้ ประชาชน รองนายกฯ และนายกรัฐมนตรี ทราบครับ”

ดังนั้น ความน่าสนใจในการประชุมร่วมกันของรัฐบาและกกต.อยู่ที่ การตีความมาตรา 181 ของกกต. เพราะหากกกต.เห็นว่าการกู้เงิน1.3 แสนล้านบาทของรัฐบาลมีลักษณะเป็นการสร้างภาระผูกพันให้กับรัฐบาลใหม่ เนื่องจากเป็นงบประมาณจะต้องเบิกจ่ายต่อเนื่อง เท่ากับว่ารัฐบาลต้องเผชิญกับปัญหาสภาพคล่องต่อไป แต่ถ้าเป็นในทางตรงกันข้ามก็เท่ากับว่าโครงการรับจำนำข้าวก็ได้ต่อลมหายใจต่อไป

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มกราคม 2557 เวลา 19:21 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1avivT7

รู้จักกับบางช่วงชีวิต"สุเทพ เทือกสุบรรณ"

โดย…วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย

เมื่อ สุเทพ เทือกสุบรรณ ได้รับการยกย่องจากเว็บไซด์ของเอเชียโซไซตี้ ซึ่งเป็นสถาบันร่วมมือระหว่างชาติที่มีจุดหมายในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและประเทศในทวีปเอเซีย รวมไปถึงหมู่เกาะในแปซิฟิกให้เป็นบุคคลแห่งปีของเอเชีย (Asia’s person of the year 2013) พร้อมๆ กับที่ได้รับความชื่นชมศรัทธาจากมวลมหาประชาชนคนไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่เว็บไซด์เดอะท็อปเทนดอทคอม มีผลโหวตให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้นำยอดแย่อันดับ 1 ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นผู้นำยอดแย่ อันดับ 2 เหนือฮิตเล่อร์ เหนือฮุนเซ็น และคิมจองอิล

ขบวนการทำลายความน่าเชื่อถือของ สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่รัฐบาลรักษายิ่งลักษณ์ ชินวัตร รู้เห็นเป็นใจ ก็พากันออกทำหน้าที่เด็กเลี้ยงแกะช่วยกันปั้นน้ำเป็นตัวอย่างสนุกสนาน ใช้ความสามารถในการทำความจริงให้เป็นเท็จทำความเท็จให้เป็นจริงได้ทุกเรื่อง เพื่อใส่ร้ายป้ายสีให้ประชาชนเข้าใจผิด

เราจึงมารู้จักและสัมผัสกับชีวิตจริงของ สุเทพ เทือกสุบรรณ ดูบ้าง

ตระกูล เทือกสุบรรณ นับเป็นตระกูลที่สืบเชื้อสายเก่าแก่มายาวนาน ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี สืบมาแต่พระวิเศษสงครามภักดี (สม) และหลวงเทพพิทักษ์สุนทร (เดช) เจ้าเมืองท่าทอง (อำเภอกาญจนดิษฐ์ ในปัจจุบัน) นครรัฐอันรุ่งเรืองแห่งลุ่มน้ำตาปีในอดีตที่เคียงคู่มากับเมืองไชยา

จนกระทั่งถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว นายครุฑ ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากหลวงเทพพิทักษ์สุนทร (เดช) และเรียกตัวเองว่าเป็นผู้สืบสายสกุลเทพพิทักษ์ จึงไปขออำเภอตั้งนามสกุลว่า เทพพิทักษ์ แต่นายอำเภอนาสารในขณะนั้นไม่ยินยอม โดยอ้างว่าเทพพิทักษ์มีความหมายว่า มีเทพคุ้มครองอันไปเสมอกับพระมหากษัตริย์ ที่ถือว่าเป็นสมมุติเทพและมีเทพคุ้มครอง พร้อมกับบอกว่าคนรุ่นต่อไปเป็นเทือกเถาเหล่ากอของนายครุฑ จึงควรจะเริ่มต้นสกุลกันใหม่ที่ตัวนายครุฑ นายอำเภอจึงตั้งชื่อสกุลให้ใหม่ว่า “เทือกสุบรรณ” อันหมายความว่า เชื้อสายของนายครุฑ นายครุฑเป็นปู่ของกำนันจรัสซึ่งเป็นบิดาของ สุเทพ เทือกสุบรรณ

สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นบุตรชายคนโต ในจำนวนพี่น้อง 7 คน ของกำนันจรัส เทือกสุบรรณ และนางละม้าย (สกุลเดิม ส้มทับ) บุตรีคหบดีของเจ้าของสวนยางพารา ต.ท่าสะท้อน อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี เกิดเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ปี 2492 ที่บ้านบ่อกรัง ต.ท่าสะท้อน อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี เริ่มการศึกษาครั้งแรกที่โรงเรียนวัดท่าสะท้อน แล้วไปเรียนต่อที่โรงเรียนบ้านบ่อกรัง อันเป็นโรงเรียนที่กำนันจรัสผู้บิดาสร้างขึ้นเพื่อให้ลูกหลานชาวบ้านได้เรียนหนังสือแล้วจึงไปเรียนต่อที่โรงเรียนธีราศรมวิทยา และโรงเรียนประจำอำเภอบ้านนาสาร โรงเรียนรัฐบาลที่มีชื่อเสียงมากของสุราษฎร์ธานีในขณะนั้น

จากนั้นก็เข้ามาศึกษาต่อที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ในกรุงเทพ อยู่ระยะหนึ่งจึงย้ายไปเรียนที่โรงเรียนสุวรรณารามวิทยาคม จนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และเข้าศึกษาต่อไปในสาขารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ร่วมทำกิจกรรมนักศึกษา จนได้เป็นผู้แทนนักศึกษา เป็นกรรมการสโมสรนักศึกษา และเป็นประธานสภานักศึกษาของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ตลอดระยะเวลาที่ศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นอกจากสุเทพ เทือกสุบรรณ จะสนใจในกิจกรรมนักศึกษาที่ทำประโยชน์ให้กับส่วนร่วมแล้ว จากพื้นฐานทางครอบครัวที่มาจากชาวสวนยาง สวนผลไม้ ทำไร่ ทำนา ทำการเกษตร แม้ความเป็นปึกแผ่นของครอบครัวจะเกิดมาจากมรดกตกทอดของบรรพบุรุษมายาวนาน และการสัมปทานส่งฟืนให้การรถไฟแห่งประเทศไทยของกำนันจรัสผู้บิดาก็ตาม แต่สุเทพ เทือกสุบรรณ ก็มีความสนใจอยู่ลึกๆ เมื่อได้รับทราบข่าวคราวเกี่ยวกับโครงการพระราชดำริและโครงการหลวงต่างๆ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงสนับสนุนให้ชาวไทยภูเขาเลิกปลูกฝิ่นหันไปปลูกพืชผักผลไม้เมืองหนาวแทน ว่าจะมีโอกาสได้เข้าไปศึกษาเรียนรู้โครงการต่างๆ นี้ได้อย่างไร แล้วในที่สุดสุเทพ เทือกสุบรรณ และเพื่อนนักศึกษากลุ่มหนึ่งก็ได้เข้าไปศึกษาเรียนรู้การดำเนินการของโครงการหลวงด้วยพระเมตตาของ ม.จ.ภีศเดช รัชนี

จากนั้นกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่กลุ่มหนึ่ง ซึ่งนำโดย สุเทพ เทือกสุบรรณ จึงใช้เวลาในวันหยุดสุดสัปดาห์หรือวันที่ว่างเว้นจากการเรียนตามเสด็จ ม.จ.ภีศเดช รัชนี ไปศึกษาดูงานและทำงานช่วยเหลือชาวไทยภูเขาในโครงการหลวงในทุกที่ ด้วยความเอาใจใส่และตื่นตาตื่นใจและคาดไม่ถึงว่าโครงการพระราชดำริและโครงการหลวงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะสามารถพลิกฟื้นผืนแผ่นดินตามหุบเขาที่เต็มไปด้วยไร่ฝิ่น ให้กลายเป็นพื้นแผ่นดินแห่งการเกษตรที่สูงที่นำรายได้มาให้กับชาวไทยภูเขาได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังทำให้ชาวไทยภูเขามีโอกาสได้พัฒนาตนเองได้รับการศึกษา มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ถูกสุขลักษณะมีความอยู่ดีกินดีอย่างเห็นได้ชัด

จากประสบการณ์ที่ได้เข้าไปศึกษาคลุกคลีการดำเนินงานของโครงการหลวงมในทุกซอกทุกมุนทำให้สุเทพ เทือกสุบรรณ เห็นคุณค่าและประโยชน์ของโครงการหลวงและโครงการพระราชดำริที่มีต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นอย่างยิ่ง เมื่อมีโอกาสได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการเกษตรและสหกรณ์ ในปี 2529 และ 2535 สุเทพ เทือกสุบรรณ จึงให้การสนับสนุนการดำเนินงานของโครงการพระราชดำริและโครงการหลวงเพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างเต็มที่

หลังจากจบการศึกษาที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ถูกชักชวนให้ทำงานเป็นอาจารย์ฝ่ายปกครองนักศึกษาอยู่หนึ่งปี จึงไปศึกษาต่อระดับปริญญาโททางทฤษฎีการเมืองการปกครองที่มหาวิทยาลัยมิดเดิ้ลเทนเนสซีสเตทยูนิเวอร์ซิตี้ มลรัฐเทนเนสซี สหรัฐอเมริกา ขณะที่ศึกษาอยู่ก็ได้ออกไปทำงานเพื่อหารายได้มาแบ่งเบาภาระของครอบครัวด้วย ทั้งทำงานร้านอาหาร ทำงานในโกดังเก็บรองเท้า ทำงานในโรงงานผลิตภัณฑ์แซมโซไนท์ โรงงานชำแหละเนื้อสัตว์ โจนล็อคเกอร์ ทำงานไปเรียนหนังสือไปจนสำเร็จการศึกษา

เมื่อกลับมาถึงเมืองไทยในปี 2519 ตั้งใจจะสมัครผู้แทนราษฎร แต่ในที่สุดก็เปลี่ยนใจอยากเป็นกำนันเหมือนพ่อ อยากคลุกคลีกับชาวบ้านสักพัก กำนันจรัสจึงลาออกเปิดทางให้ลูกชายลงสมัคร สุเทพ เทือกสุบรรณ จึงได้รับเลือกให้เป็นกำนันด้วยอายุเพียง 25 ปี และเป็นกำนันคนแรกของประเทศไทยที่จบปริญญาโทมาจากต่างประเทศ การเป็นกำนันในวัยหนุ่มประกอบกับความขยันขันแข็งอันเป็นบุคลิกเฉพาะตัว ทำให้ต้องทำงานหลายอย่าง ทั้งปราบรามโจรผู้ร้าย ส่งเสริมอาชีพ พัฒนาคุณภาพชีวิต การศึกษา การสาธารณสุข สุขอนามัย สิ่งแวดล้อม ชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร ตลอดจนโรงเรียน วัดวาอารามต้องดูแลหมด ด้วยความเป็นคนหนุ่มมีหัวก้าวหน้าก็ได้ชักชวนราษฎรจัดตั้งสหกรณ์รวมกลุ่มกันขายยาง เมื่อมีกำไรก็เอาเงินไปสร้างโรงเรียน จ้างครูหาอาสาสมัครมาสอนเด็ก โดยมีกำนันสุเทพเป็นอาจารย์ใหญ่สอนเด็กชั้น ม.ศ.3 ด้วยเป็นที่นิยมชมชอบของชาวบ้านอย่างยิ่ง

แม้การทำงานในหน้าที่ของกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ จะทำอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา แต่ในห้วงเวลานั้นพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ชื่อว่าเป็นพื้นที่ซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เข้าไปเผยแพร่อุดมการณ์อย่างกว้างขวาง ไม่เว้นแม้แต่ตำบลของกำนันสุเทพเป็นเหตุให้ถูกเพ็งเล็งและถูกควบคุมตัวไปสอบสวนหลายครั้ง เพราะเห็นมีการตั้งสหกรณ์และตั้งโรงเรียน เคราะห์ดีมีชาวบ้านเป็นเกราะกำบัง เมื่อกำนันถูกจับก็แห่ตามกันไปเป็นร้อยๆ ร้องห่มร้องไห้กันระงมกลัวทางการจะเอากำนันไปฆ่า แต่กำนันก็ถูกปล่อยตัวกลับทุกที ระหว่างที่เป็นกำนันนอกจากจะทุ่มเททำงานให้เป็นประโยชน์แก่ชาวบ้านในพื้นที่อย่างจริงจังแล้ว กำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ ยังได้เริ่มประกอบอาชีพส่วนตัวทำการเกษตร ทำฟาร์ม เลี้ยงวัวเนื้อส่งไปขายที่สิงคโปร์ มาเลเซีย และได้เป็นผู้รับเหมาสร้างถนนสายเอเชียไปทางใต้ด้วย ทำให้มีรายได้สามารถซื้อที่ดินทำฟาร์มขยายกิจการค้าขายกว้างขวางออกไปอีก

สุเทพ เทือกสุบรรณ ได้แต่งงานกับสาวงามเพื่อนนักศึกษาที่พบกันในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชื่อ จุฑาภรณ์ ครองบุญ มีบุตร-ธิดา 3 คน คือ แทน เทือกสุบรรณ น้ำตาลและน้ำทิพย์ เทือกสุบรรณ

สุเทพ เทือกสุบรรณ ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎร์จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในนามพรรคประชาธิปัตย์เป็นครั้งแรก จากการชักชวนของ ชวน หลีกภัย และบัญญัติ บรรทัดฐาน เมื่อปี 2522 ได้รับเลือกตั้งมาตั้งแต่บัดนั้น มาจนถึงวันนี้ สุเทพ เทือกสุบรรณ ได้เป็นผู้แทนราษฎรติดต่อกันมาเกือบ 10 สมัย เป็นเวลากว่า 30 ปี

เมื่อจากบ้านมาเป็นผู้แทนราษฎร สุเทพ เทือกสุบรรณ ยังจดจำคำสอนของพ่อไว้อย่างแม่นยำตลอดมาว่า “ไปเป็นนักการเมืองต้องทำประโยชน์ให้กับประชาชน เรื่องอื่นไม่ต้องกลัวใคร จะสู้รบตบมือกับใครได้ทั้งนั้น แต่พ่อห้ามอย่างยิ่ง ห้ามมิให้ทำอะไรระคายเบื้องพระยุคลบาทเป็นอันขาด”

การเป็นนักการเมืองในสนามใหญ่ แม้จะต้องเสียสละตนเองให้กับการทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนมากมายเพียงไร แต่เมื่อจุฑากรณ์ภรรยาล้มเจ็บลงด้วยโรคมะเร็ง สุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ทุ่มเทเอาใจใส่ดูแลรักษาภรรยาอย่างใกล้ชิดจนวาระสุดท้าย

สุเทพ เทือกสุบรรณ กลายเป็นหม้ายเรือพ่วงในวัยเพียง 40 ต้นๆ จนพรหมลิขิตให้มาพบกับหม้ายสาวเรือพ่วงผู้งดงามที่ถูกตาต้องใจคนใหม่ชื่อ ศรีสกุล พร้อมพันธุ์ ทั้งคู่จึงตัดสินใจร่วมชีวิตกันและต่างฝ่ายต่างก็ช่วยกันเลี้ยงดูลูกฉันลูกเธอให้เติบโตมาอย่างอบอุ่น เติมเต็มความรักความเอาใจใส่ให้กันและกันอย่างเต็มที่ จนเด็กๆ ที่เป็นลูกของสุเทพ และลูกของศรีสกุล ต่างก็เติบโตสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่ดีและมีชื่อเสียงของต่างประเทศด้วยกันทุกคน

เมื่อสุเทพ เทือกสุบรรณ หัวหน้าครอบครัว ยอมสละชีวิตและอนาคตทางการเมืองทุกสิ่งทุกอย่างตัดสินใจออกมานำมวลมหาประชาชนเข้าต่อสู้เพื่อการปฏิรูปประเทศไทยขจัดความเลวร้ายที่ทำลายจริยธรรมคุณธรรมทางสังคม และการทุจริตคอร์รัปชั่นของนักการเมืองที่ไร้จิตสำนึกให้หมดสิ้นไป ภาพของภรรยาและลูกๆ ทุกคนที่พร้อมใจกันแสดงความสามัคคีอย่างเหนียวแน่นออกมาต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับพ่ออย่างไม่เกรงกลัวสิ่งใด

จึงน่าจะเป็นความชื่นใจและเป็นกำลังใจให้มวลมหาชนคนรักชาติรักแผ่นดินทั้งหลาย ออกมาร่วมแรงร่วมใจกันเป็นหนึ่งเดียวช่วยกันต่อสู้ให้ได้ชัยชนะเพื่อชาติบ้านเมืองของเรา ไม่ควรจะเป็นไทยเฉยรอชัยชนะจากความเหนื่อยยากของผู้อื่นอีกต่อไป

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มกราคม 2557 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1gTDArm

เปิดปูม"2เฮีย"มาเฟียบ่อนท่อน้ำเลี้ยงถล่มม็อบ

โดย…ทีมข่าวการเมือง

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับการชุมนุมของกลุ่ม กปปส.ถี่ยิบต่อเนื่องแทบทุกวัน ทำให้ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ถือโพยขึ้นเวทีแฉ 2 เจ้าพ่อบ่อนนครบาล จ่ายเงินคนละ 50 ล้านบาท เป็นน้ำเลี้ยงกลุ่มก่อความรุนแรงที่มีนายตำรวจใหญ่เป็นผู้บงการเบื้องหลัง

“เฮียเหลียง” และ “เฮียจิตร” ในวงการมาเฟียเมืองหลวงนั้นมีตัวตนและเป็นที่รู้จักกันดี

เฮียเหลียง อายุประมาณ 50 ปี เป็นมาเฟียที่กว้างขวางในพื้นที่ จ.นครปฐม สะสมบารมีด้วยการเลี้ยงนักเลง ใครมือดีใจถึงจะดึงเข้ามาไว้ในสังกัดเพื่อเป็นพวก ธุรกิจมืดของเฮียเหลียงนอกจากตู้ม้า บ่อนการพนันนับสิบๆ แห่งแล้ว ยังมีการเก็บส่วยเรียกค่าคุ้มครอง

“คนนี้แข็งจริง ชื่อชั้นรู้ดีในวงการ และวงการตำรวจด้วย เอาตู้ไปลงที่ไหนไม่มีปฏิเสธ ชื่อดังในเขตตำรวจภูธรภาค 7 และภาค 1” นายตำรวจคนหนึ่งเปิดเผยให้เห็นตัวตนของหนึ่งในท่อน้ำเลี้ยงกลุ่มก่อความรุนแรง

นอกจากเมืองนครปฐมที่เป็นฐานธุรกิจมืดของเฮียเหลียงแล้ว เจ้าพ่อบ่อนรายนี้ยังขยายอิทธิพลออกไปยังจังหวัดปริมณฑลรอบเมืองหลวง อาทิ จ.นครปฐม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม กาญจนบุรี สุพรรณบุรี และราชบุรี รวมทั้งขยายอิทธิพลเข้ามาในพื้นที่เมืองกรุง รายได้ต่อเดือนนับ 100 ล้านบาท

ด้าน เฮียจิตร อายุประมาณ 45-50 ปี เป็นผู้กว้างขวาง และถือว่ามีอิทธิพลคนหนึ่งในเขต จ.นนทบุรี ธุรกิจตู้ม้า และบ่อนพนันของเฮียจิตรถือเป็นเจ้าเดียวและเจ้าหลักในพื้นที่ที่คนแห่กันเข้า อีกทั้งนิสัยส่วนตัวของเฮียจิตรก็ชมชอบการพนัน โดยเฉพาะมวยไทย

“จิตรยังเป็นหัวคะแนนในพื้นที่นนทบุรี วินมอเตอร์ไซค์ ตุ๊กตุ๊ก ธุรกิจสีมืดสีเทาเขาทำหมด ไปไหนมาไหนจะมีนักเลงลูกน้องติดตามนับสิบคน ทุกคนในนนทบุรีจะรู้จักดี”

แม้เม็ดเงินที่สุเทพกล่าวอ้างนั้นจะมากถึงรายละ 50 ล้าน รวม 2 เฮียที่จ่ายรวมกันเป็นเงิน 100 ล้านบาท แต่นายตำรวจที่รู้ตื้นลึกในวงการรายนี้เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง

“เงินจำนวนนี้ถือเป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะธุรกิจมืดที่สองเฮียปลุกปั้นมาหลายสิบปี จ่ายไปเท่านี้ไม่มีทางสะเทือนขนหน้าแข้ง และเชื่อได้ว่ายังเหลือเงินอีกหลายร้อยล้านบาท”

นอกจากเฮียทั้งสองคนแล้ว ท่อน้ำเลี้ยงที่สำคัญอีกหนึ่ง และสนิทสนมกับตำรวจใหญ่ที่สุเทพกล่าวหา ยังมี “เฮีย ต.” เจ้าของบ่อนไฮโลไฮเทค หรือบ่อนริมถนน แต่ไม่ได้ทำบ่อนวิ่งหรือบ่อนใหญ่มากนัก และเฮีย ต.ผู้นี้มีความสนิทสนมกันกับ “ส.สมหมาย” มาเฟียเจ้าของบ่อนอีกคนในพื้นที่กรุงเทพฯ ทั้งบ่อนพระราม 3 รวมถึงพื้นที่อื่นๆ ด้วย รายรับของพวกเขาจะอยู่ที่หลักร้อยล้านบาท

“เมื่อตำรวจร้องขอเงินในกรณีพิเศษ มีหรือที่บ่อนจะไม่ให้ เพราะรายได้เขามหาศาลอยู่แล้ว ตอนนี้มาเฟียคุมบ่อนหลักๆ ในกรุงเทพฯ ก็มีอยู่แค่สองคนที่กล่าวถึง” ตำรวจผู้กว้างขวางในวงการรายนี้ เชื่อมั่นว่า ไม่ว่าผู้มีอำนาจจะสั่งระดมทุนจากธุรกิจผิดกฎหมายมาใช้เป็นทุนต่อต้าน กปปส.แค่ไหน ก็ไม่มีปัญหา เพราะรายได้ของธุรกิจมืดเหล่านี้นั้นมหาศาล และจำเป็นต้องสนับสนุนให้ผู้มีอำนาจที่เป็นแบ็กอัพของบ่อนอยู่ในตำแหน่งต่อไป เพราะหากกระเด็นออกจากเก้าอี้เมื่อไหร่ ก็แน่นอนว่าย่อมกระเทือนต่อธุรกิจมืดเหล่านี้

สถานการณ์ขับเคี่ยวระหว่างมวลมหาประชาชน และรัฐบาลที่มีกลไกรัฐเป็นเครื่องมือ เข้มข้น เขม็งเกลียวขึ้นทุกขณะ สรรพกำลังทุกอย่างถูกนำมาใช้กันอย่างเต็มที่ เป้าหมายเดียว คือ อำนาจ

อำนาจ ซึ่งเป็นที่มาของผลประโยชน์มหาศาล


  • Arlene: I was thinking about if you have a linkedin page. Cheers for the astonishing blog post.
  • Lou: Heya, this really is such an incredible topic to learn about.
  • Anti Aging: What's up, just wanted to mention, I enjoyed this article. It was funny. Keep on posting!

หมวดหมู่