ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ยุทธศาสตร์“ทักษิณ” อุดตันปฏิรูป พฤศจิกายน 6, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/460620

โดย ทีมการเมือง 2 พ.ย. 2557 05:00

ผ่าแก่นสถานการณ์ “เดินหน้า” โรดแม็ปอำนาจพิเศษ

วันเวลาล่วงไปไว

แผล็บๆเข้าสู่เดือนพฤศจิกายน ก่อนเดือนสุดท้ายสิ้นปี

ในขณะที่ปฏิทินงานตามโรดแม็ปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็คืบหน้ามาถึงขั้นตอนเดินเครื่องสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)

ตามกระบวนการสรรหาคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 36 คน

เสร็จเรียบร้อยไปแล้วในสัดส่วนของ สปช.จำนวน20คน และในโควตาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)จำนวน 5 คน

ยังเหลือในสัดส่วนของ คสช.ส่งชื่อมา 5 คน กับโควตาของคณะรัฐมนตรีส่งชื่อมา 5 คน ที่จะได้คำตอบในการประชุมร่วมระหว่าง คสช.กับ ครม.ในวันที่ 4 พฤศจิกายน

รวมถึงประธานคณะกรรมาธิการยกร่างฯที่จะแต่งตั้งตรงโดย คสช.

ท่ามกลางบรรยากาศความวุ่นวาย รายการเบียดแย่ง โควตาเพื่อแทรกตัวเป็น 1 ใน “36 อรหันต์ทองคำ” ช่วงชิงเก้าอี้กันฝุ่นตลบอบอวล

มองแบบโลกสวยก็เป็นภาพสีสันของประชาธิปไตย

แสดงให้เห็นว่า สปช.ไม่ได้อยู่ในแถวที่คอยทำตามซิกสัญญาณเท่านั้น

แต่ก็อย่างว่านั่นแหละ โดยกระบวนตามโปรแกรมที่ล็อกไว้ในรัฐธรรมนูญจริงๆเลยมันก็แค่ “พิธีกรรม”โดยเงื่อนไขภายใต้อำนาจพิเศษก็เป็นที่เข้าใจได้

บทสรุปสุดท้ายมันก็ต้องขึ้นอยู่กับต้นขั้ว คสช.อยู่ดี

อยู่ที่ว่าจะ “ทุบโต๊ะ” กันช่วงไหนแค่นั้น

ในบรรยากาศที่เริ่มสัมผัสได้ถึงแรงเสียดทาน ปัจจัยแทรกซ้อนระหว่างเส้นทางไปสู่เป้าหมาย

ไล่ตั้งแต่การแถลงข่าวเปิดตัวสถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) โดยทีมงานส่วนใหญ่เป็นเครือข่ายม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอย่างนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ นายสุริยะใส กตะศิลา ฯลฯ

เป็นหน่วยกดดัน ตามประกบเวทีปฏิรูปของ สปช.

ต่อเนื่องกับการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน แนวร่วมม็อบพันธมิตรฯ กลุ่มเอ็นจีโอ เรียกร้องให้ คสช.และรัฐบาลยกเลิกการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมครั้งที่ 21 โดยให้รอการปฏิรูปก่อน

ตามปรากฏการณ์ติดพันที่ซัดกันมาแล้วหลายยก นัวเนียทั้งประเด็นการทลายผลประโยชน์การผูกขาดของขุมข่ายบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ไล่ไปถึงการต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน

สะท้อนว่า ปมพลังงานคืออีกหนึ่งโจทย์ยากของการปฏิรูป

แต่นั่นไม่เท่ากับว่า ในขณะที่งานปฏิรูปเริ่มเดินเครื่อง พร้อมๆกับการก่อตัวของแรงเสียดทานที่ขยับตีคู่กันมา

ตามจังหวะที่สวนทางกันก็คือต้นทุนหน้าตัก

จากผลการสำรวจความนิยมของ คสช.ที่คะแนนลดลง จน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคสช.ยอมรับตามตรงว่า เสียกำลังใจ

โดยนัยสัญญาณ “จุดขาย” ท็อปบูตเริ่มสู้สินค้าเก่ายี่ห้อ “ทักษิณ” ไม่ได้

หรืออีกความหมายหนึ่งก็คือระดับความคาดหวังของประชาชนต่อการปฏิรูปเริ่มไม่ชัดเจน

โอกาสสำเร็จมากน้อยแค่ไหน

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ คสช.ฝ่ายคุมเกมอำนาจในเมืองไทยกำลังเจอสถานการณ์ยากขึ้นตามลำดับ ตัดฉากไปอีกด้านกลับอยู่ในสถานการณ์ผ่อนคลาย

อารมณ์สบายๆ ชิลๆ

อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร กับอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พร้อมด้วยบุตรชาย ที่กำลังอยู่ในโปรแกรมเดินสายท่องเที่ยวไล่จากประเทศญี่ปุ่นต่อมาที่ประเทศจีน

มีความสุขกับการดูม้า อุ้มหมี ชมกำแพงเมืองจีนตามประสาลุง แม่ หลาน

ไม่ได้ส่ออาการท้าทายฝ่ายคุมเกมอำนาจแต่อย่างใด

แต่มองให้ลึกกว่านั้น “ทักษิณ–ยิ่งลักษณ์” กำลังใช้เหลี่ยมโคตรเซียนการตลาด

เดินยุทธศาสตร์สองเด้ง เลี้ยงกระแสกองหนุนที่เมืองไทย อีกนัยหนึ่งก็ได้เหลี่ยมเกมการทูตแสดงให้เห็นว่าทั้งจีนและญี่ปุ่นมหาอำนาจแห่งเอเชียเปิดพื้นที่อดีตผู้นำสองพี่น้องของไทย

เบิ้ลกลับแรงกดดันจากภายในเมืองไทยที่กำลังโดนต้อนเข้ามุมอับ

กับจังหวะที่นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้สั่งบรรจุวาระตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งสำนวนถอดถอนอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ในความผิดฐานละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว เป็นวาระพิเศษ ในวันที่ 12 พฤศจิกายนนี้

ตามรูปการณ์ที่หลายฝ่ายจับตาว่านี่คือ “จุดหักเห” สำคัญ

“ทักษิณ–ยิ่งลักษณ์” สองพี่น้องขยับในห้วงสถานการณ์คับขัน มันต้องมีนัยแฝงแน่

และโดยจังหวะก็ช่างบังเอิญพอดิบพอดี

กับโปรแกรมที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ในฐานะ “พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์” ก็มีภารกิจเดินทางไปเยือนกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่28– 31ตุลาคม

และก็ยิ่งบังเอิญเข้าไปใหญ่ เมื่ออดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ได้แจ้งขอเลื่อนกำหนดการเดินทางกลับประเทศไทยกับทาง คสช. ไปอีกระยะหนึ่ง จากเดิมมีกำหนดเดินทางกลับในวันที่ 26 ตุลาคม

ห้วงเวลาคาบเกี่ยวกัน

แน่นอนโดยความบังเอิญ 2 ช็อต มันก็เลยเข้าเค้าแบบที่มีกระแสลอยลม

พล.อ.ประวิตรแวบไปพบกับอดีตนายกฯทักษิณและอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ที่เมืองจีน

แอบเคลียร์ปัญหากันในที่ลับ

ข่าวลือมีน้ำหนักจน พล.อ.ประยุทธ์ต้องออกมาปฏิเสธด้วยท่าทีขึงขัง

“บ้า จะไปเกี่ยวกันได้อย่างไร จะไปคุยอะไร จะไปคุยกับเขาทำไม ไม่เจอหรอก ไปเจอกันไม่ได้อยู่แล้ว และเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องห้าม เขารู้และมีวิจารณญาณ รู้ถึงความเหมาะสม เป็นผม ผมก็ไม่เจอ แม้จะบอกว่าเจอเพราะพักโรงแรมเดียวกัน ผมก็ไม่เจอ ผมเจอไม่ได้”

กระนั้นก็ดี พล.อ.ประยุทธ์เคลียร์ชัดขนาดนี้ ก็ใช่ว่าจะจบ

นั่นก็เพราะโดยเหตุแห่งการเชื่อมโยง มันก็ใช่จะไม่มีร่องรอยให้เห็น

เบื้องต้นเลยมีการตั้งข้อสังเกตว่า ที่ผ่านมาพ.ต.ท.ทักษิณไม่เคยเคลื่อนไหวหรือให้สัมภาษณ์โจมตี คสช.ดิสเครดิตฝ่ายยึดอำนาจ เหมือนเมื่อครั้งการตอบโต้กับ คมช.

สอดรับกับมุมที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แกนนำพรรคเพื่อไทย ออกมาวิเคราะห์ฟันธงเลยว่า คสช.ยึดอำนาจรอบนี้ ช่วยให้อดีตนายกฯทักษิณแฮปปี้ที่สุด ได้กำไรมากกว่าใคร

เพราะช่วยแก้ปัญหาการเมืองในพรรคเพื่อไทยให้หลายๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นภาวะที่แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงกำลังเคลื่อนไหวจนกระทบกระทั่งกับรัฐบาลในตอนนั้น ปัญหาความวุ่นวายหลายอย่างในปลายรัฐบาลที่ทำอะไรลำบาก

ประเมินจากอาการ “ทักษิณ” แกะรอยตามมุมวิเคราะห์ของ “เฉลิม”

แต่ที่มีน้ำหนักมากจริงๆก็คือสถานะของ “ยิ่งลักษณ์”

ว่ากันตามปรากฏการณ์ตั้งแต่ก่อนมาประเทศจีนและญี่ปุ่น อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ขออนุญาตจาก คสช.ก็ได้รับอนุมัติอย่างไม่มีเงื่อนไข

เช่นเดียวกันอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์และอดีตนายกฯทักษิณก็ยอมยกเลิกโปรแกรมเดินทางไปทำบุญที่ประเทศอินเดียร่วมกับเครือญาติและทีมงานพรรคเพื่อไทยแต่โดยดี ด้วยเหตุไม่อยากให้ คสช.ไม่สบายใจเพราะถูกมองเป็นความเคลื่อนไหวทางการเมือง

เรื่องของเรื่องสายสัมพันธ์ของ “ยิ่งลักษณ์” กับขุนทหาร ถูกคอกันมาตั้งแต่สมัยเป็นนายกฯ

ความเกรงอกเกรงใจ อารมณ์ผูกพันนั้นมีแน่

สรุปโดยสถานการณ์ว่ากันตามท้องเรื่อง มันก็ไม่แปลกที่ความบังเอิญในคิวที่อดีตนายกฯทักษิณกับอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์พำนักอยู่ในเมืองจีนห้วงจังหวะเดียวกับ พล.อ.ประวิตร

จะถูก “มโน” ว่า มีการแอบ นัดพบกัน

ที่สำคัญจากกระแสข่าวลือได้พัฒนาการไปเป็นความเชื่อโดยสมบูรณ์

นั่นก็เพราะโลกแห่งความเป็นจริงมันยากจะปฏิเสธได้

ตราบใดที่ยุทธศาสตร์ “ทักษิณ” ในการต่อสู้เพื่อกรุยทางกลับบ้านอย่างเท่ๆยังคงเป็นเงื่อนไข “อุดตัน” ขวางการปฏิรูปประเทศไทย

โดยสถานการณ์ขัดแย้งรุนแรง วิกฤติความแตกแยกในประเทศไทยจะไม่จาง ถ้ายังไปกันคนละทางอย่างที่ผ่านมา 8–9 ปี

โอกาสไปสู่การปฏิรูปเป็นไปได้ยาก

ที่สำคัญสังเกตได้จากการรัฐประหารรอบนี้มีการเตรียมการมาอย่างดี มีระเบียบแบบแผนรองรับทุกขั้นตอนไม่มีแรงต้านจากขั้วอำนาจเก่าใหม่แต่อย่างใด

เหมือนกับยอมเปิดทางให้ทหารเข้ามาเคลียร์ให้จบๆกันไป

เพราะหากยังยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่ ประเทศชาติก็ติดล็อก ล่มจมด้วยกันทุกฝ่าย

และนั่นก็นำมาซึ่งโรดแม็ป คสช.ที่วางเป้าหมายสลายสีเสื้อเพื่อนำไปสู่ความปรองดองของคนในชาติ มันก็มีเหตุผลในการสร้างบรรยากาศไปสู่การปฏิรูป

ทั้งหมดทั้งปวงประเมินจากเงื่อนสถานการณ์ อย่างไรก็ต้องพึ่งแนวทางการเจรจาลับ

คิว “ฮั้ว” แก้ปม “อุดตัน” ต้องมีแน่

แต่โจทย์มันอยู่ที่ คสช.ก็ต้องประคองน้ำหนักให้ดีๆ

เพราะหากยอมเปิดทางให้ “นายใหญ่” ไปถึงสุดซอย แนวร่วมฝ่ายต้านระบอบ “ทักษิณ” ก็คงอาละวาด ฐานโดนหลอกให้เหนื่อยฟรี

ตรงกันข้าม ถ้าไล่บี้ “ทักษิณ” มากไป เครือข่ายเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยก็ต้องปักหลักสู้ตาย

เหนืออื่นใด ทุกฝ่ายทุกขั้วรู้กันอยู่แก่ใจ นี่คือโอกาสสุดท้ายแล้ว

ถ้า “อำนาจพิเศษ” ยังเอาไม่อยู่ ก็จบกัน.

ทีมการเมือง

 

ต้องจูนเพื่อตอบโจทย์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/460556

โดย ทีมข่าวการเมือง 1 พ.ย. 2557 05:01

“เดี๋ยวของผมออกมาท่านก็มาซักไซ้ แคะขัดเกลาผมอีก ก็ให้ไปตรวจสอบ”

“ถ้าผิดก็ว่ามา ถ้าไม่ผิดก็ระวังแล้วกัน”

ยกบทสัมภาษณ์ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.หลายวันก่อน ที่ตอบคำถามถึงการแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของน้องชาย พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ผช.ผบ.ทบ.

เหมือนส่งสัญญาณเตือนหน่วยเอกซเรย์จับผิด คิวแจงบัญชีทรัพย์สินหนี้สินของ ครม.ประยุทธ์ 1 ที่ ป.ป.ช.เปิดกรุสมบัติทรัพย์สิน “บิ๊กตู่” อู้ฟู่แค่ย่อมๆ 128 ล้านบาท

หากจะตั้งข้อสงสัยจะตรวจสอบ ระวังอย่ามั่วอย่าผิดละกัน

คิวนี้ถือว่าฉายภาพชัด ครม.เฉพาะกิจ ไม่น้อยหน้ารัฐบาลปกติเหมือนกัน เพราะมีทั้งเศรษฐีพันล้าน ร้อยล้านก็หลายราย แต่ที่ทรัพย์สินน้อยสุดใน ครม. “ครูเข้” พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รมว.ศึกษาธิการ

อดีต ผบ.ทร.มีทรัพย์สินจิ๊บๆ 6 ล้านกว่าบาท เป็น “ลูกประดู่คนยาก” ซะงั้น

จากโปรแกรมบังคับ ป.ป.ช.เปิดโชว์ทรัพย์ศฤงคารของเสนาบดี มาสู่สถานการณ์ประเทศไทยที่กำลังเดินตามโรดแม็ป คสช. โดยที่ต้องโฟกัสเฉพาะหน้าเลยกับปัจจัยที่จะส่งผลต่อประเทศไทยเหมือนกัน

โจทย์ใหญ่ที่ทำให้ คสช.ต้องยึดอำนาจ อดีตนายกฯรัฐบาล “โคลนนิ่ง”

เวลานี้ 2 อดีตนายกฯตระกูลชินวัตร ทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ “อดีตนายกฯปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ดูจะขยับสู่เกมถนัด ส่งสัญญาณถึงเครือข่าย โพสต์ภาพส่งข่าวครองหน้าสื่อในตำรับโคตรเซียนการตลาด

และที่ดูจะเพิ่มดีกรีความสนใจ กรณีข่าวลือหึ่งช่วง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ไปเยือนประเทศจีนในช่วง “2 อดีตนายกฯตระกูลชินวัตร” จัดทริปทัวร์แดนมังกรพอดิบพอดี

มีกระแสข่าว “พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์” จัดคิวแทรก ดอดคุย “นายใหญ่” และน้องสาวจนถูกฝ่ายระแวงปลุกกระแสให้คอยจับจ้องเกม “ซูเอี๋ย”

จนทีมงาน “บิ๊กป้อม” ต้องออกมาแจงโปรแกรม “บิ๊กตู่” ต้องปฏิเสธแทน ไม่มีคิวแทรกหรือต่อสายตรงเคลียร์ใดๆ ตั้งเงื่อนไขหากจะกลับก็ให้มาสู้คดี

โชว์ศักดา “ผู้ถือดุลใหญ่” ดับกระแสมวยล้ม เล่นเกมฮั้วขั้วอำนาจเก่า

ประคองทรง “คนกลาง” เข้ามาดับวิกฤติขัดแย้ง 2 ขั้ว

ที่สำคัญ ในจังหวะต้องเร่งแก้ปมเศรษฐกิจที่คาดว่าเข้าสู่ภาวะชะงักงัน

จากทริปย่ำแดนมังกรของ พล.อ.ประวิตรยกคณะนำร่องทัวร์จีน คิวนี้มีบิ๊กเนมที่ “นายกฯตู่” สะกิดให้พี่ใหญ่พ่วงไปด้วย คือราย ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ คสช.ด้านเศรษฐกิจ ร่วมทีมในฐานะทูตพิเศษดีลจีน

ทริปนี้ถือว่าได้เฮ มีข่าวว่าจีนตกลงรับซื้อข้าวลอตใหญ่ 2.7 ล้านตันจากไทย และเจรจาโปรเจกต์รถไฟฟ้าคืบหน้า ตามแผนเกลี่ยแบ่งเส้นทางกับญี่ปุ่น

เมื่อมีบท “สมคิด” โชว์ ก็มีการฉายโฟกัสมาที่ “คุณชายอุ๋ย” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ที่ถูกจับตาว่า “ไม่กินเส้น” กับ ดร.สมคิด

แต่งานนี้คุณชายมานิ่ม เชียร์อีกฝ่ายปึ้กบิ๊กจีนร่วมทีมไปได้ประโยชน์

ไม่มีอาการ “ปรี๊ดแตก” แต่ประการใด

สวนทางกระแสข่าว “ทีมเศรษฐกิจรัฐบาล” กำลัง “ขบเหลี่ยม” หนักระหว่างรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจใน “ทีมคุณชายอุ๋ย”

กับสาย “บิ๊กนมชง” พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ ที่มีทีมงาน “ดร.สมคิด” ซัพพอร์ตเต็มกระทรวงแยกอาณาจักร ลุยคนละทิศละทาง บางช่วงมีเบิ้ลบลัฟ ทั้งเรื่องข้าว-ยางพารา

ทั้ง 2 สายไม่เคยร่วมวงประชุม “ทีมเศรษฐกิจรัฐบาล” เต็มรูปแบบ ยังไม่รวมกระทรวงสนับสนุนอื่นๆ

เป็นรอยปริร้าวที่ “นายกฯตู่” มองเห็น และกำลังหาช็อตแก้ไข

ด้วยข้อจำกัด “เลือกยาก” ทางหนึ่งทีมเศรษฐกิจชุดหลัก “อุ๋ยทีม” ก็มี “พี่ใหญ่” หนุนหลัง ขณะที่อีกฝั่งก็ให้เพื่อนรัก ตท.12 ไปดูแลเรื่องการค้าขายและส่งออก และส่งมือดีอย่าง “สมคิด” ไปสนับสนุน

แต่สูตรแยก 2 ปีก “ถ่วงดุล” ช่วยกันทำงานส่อเหลว

นอกจากหาทางจูนเครื่องกันต่อ อีกทางก็ต้องคิดหนทางเผื่อวันข้างหน้าหากถึงคิวต้องยกเครื่อง ครม.

ในภาวะที่ “โจทย์เศรษฐกิจ” ส่งสัญญาณหนักหน่วงเต็มที.

ทีมข่าวการเมือง

 

สำคัญมันอยู่ที่‘ผู้ถือดุล’

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/460338

โดย ทีมข่าวการเมือง 31 ต.ค. 2557 05:01

อุ้มหมีโชว์ซะเลย

จากอินสตาแกรม น.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวคนเล็ก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โพสต์ภาพ “ทักษิณ” และ “อดีตนายกฯปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รวมทั้ง “น้องไปก์” ด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร ใส่เสื้อคลุมสีฟ้านั่งหยอกล้ออยู่กับหมีแพนด้าที่สวนสัตว์เมืองเสฉวน ประเทศจีน

ดับกระแสข่าวในโซเชียลเน็ตเวิร์ก “ทักษิณ” ถูกตำรวจจีนล็อกตัวแล้ว

ข่าวลือนี้ออกมาในจังหวะเดียวกันที่มีการพูดถึงคิวไปเยือนประเทศจีนของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม

เม้าท์กระหึ่ม มีคิวแทรกแอบไปพบ “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์”

โยงไปถึงกรณี “อดีตนายกฯปู” แจ้งต่อ คสช.เลื่อนกำหนดเดินทางกลับ ขอขยายโปรแกรมจากวันที่ 26 ต.ค. ไปเป็นต้นเดือน พ.ย. จนทีมงาน “บิ๊กป้อม” ต้องออกมาแจงคิวเยือนจีนของ พล.อ.ประวิตร

และที่ดูไม่สบอารมณ์กับข่าวลือก็ราย “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ออกตัวแทนพี่ใหญ่ ไปคุยนำร่องก่อนตัวเองจะเดินทางไป

ไม่มีคิวพบอดีตนายกฯ และไม่ต้องห้ามปราม เพราะ พล.อ.ประวิตรทราบ และมีวิจารณญาณความเหมาะสม ถึงพักโรงแรมเดียวกันก็เจอกันไม่ได้

“จะเคลียร์เรื่องอะไร เคลียร์เรื่องกฎหมายได้หรือ ได้ยังไง กฎหมายก็คือกฎหมาย”

และเสียงเข้มยืนยันเหมือนที่เคยพูดมาก่อนหน้า “บิ๊กตู่” ปฏิเสธว่าอดีตนายกฯทักษิณไม่ต้องต่อสายตรง และไม่ต้องเกลี้ยกล่อมเรื่องคดี

ทุกคนกลับประเทศได้ แล้วเมื่อกลับมาก็เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม

เปิดประตูรับ บนเงื่อนไขต้องกลับมาสู้คดี

จับอาการ “บิ๊กตู่” มั่นใจไม่มีคิวแทรกในโปรแกรมนี้ เพราะตัวเองมอบหมายพี่ใหญ่ไปเอง รวมทั้งให้พ่วง “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” คสช.ด้านเศรษฐกิจ ที่เคยใช้บริการในฐานะทูตพิเศษ

ไปเจรจาบิ๊กๆแดนมังกรปมสินค้าการเกษตร การลงทุนโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐาน

อีกทั้งหากจะมีโปรแกรม “นอกสั่ง” ก็คงยาก

เพราะคณะ พล.อ.ประวิตรยกไปชุดใหญ่ ยาก “ปิดข่าว”

อย่างไรก็ดี หากยึดตามสุภาษิต “เมื่อมีควันก็ย่อมมีไฟ” และดีลลับก็คงไม่มีใครยอมรับ เมื่อมีกระแสข่าวก็ย่อมมีคนจับตา โดยเฉพาะเครือข่าย “ต้านทักษิณ” ระแวงเกมซูเอี๋ยขุมอำนาจใหม่-ขั้วอำนาจเก่า

จ้องถล่มให้ “ฮั้วแตก” อยู่แล้ว

จึงเป็นปมร้อนที่ “บิ๊กตู่” ต้องรีบดับกระแสตั้งแต่ต้นลม

เพราะอีกทาง โหมดปฏิรูปประเทศกำลังขับเคลื่อนคืบหน้า การสรรหาคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญใกล้ได้ครบทีม 36 อรหันต์ทองคำ

หากปล่อยกระแส “ซูเอี๋ย” ลุกลาม เสี่ยงกระทบคิวร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สปช.-อรหันต์ทองคำสาย “ต้านทักษิณ” ที่ตบเท้าเข้าทีมกันเป็นแผง

ได้ออกฤทธิ์ป่วนเละแน่

แล้วที่ต้องจับตา อีกทางก็เหมือนรายการจ่อเชือดโชว์ “สวนกระแสซูเอี๋ย” เช่นกัน

กรณีที่นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.วางคิว 12 พ.ย. นำเรื่องถอดถอน “อดีตนายกฯปู” ในคดีปล่อยโกงจำนำข้าวเข้า สนช.

กุนซือกฎหมายสาย “บิ๊กตู่” เด้งรับ ป.ป.ช. วางคิวจ่อ “สอย” ทันควัน

ในจังหวะชนัก “อดีตนายกฯปู” เข้าสู่ห้วงระทึก ไม่เพียงปมถอดถอน แต่วันที่ 7 พ.ย.นี้ คณะทำงานร่วมระหว่างอัยการสูงสุด และ ป.ป.ช.เตรียมชี้ขาด

ส่งฟ้อง-ไม่ฟ้อง คดีอาญาปล่อยโกงจำนำข้าว

กับท่าทีชัดจาก ป.ป.ช. เงื้อแล้วต้องลงดาบ ประกาศพร้อมส่ง ฟ้องเอง

ตามรูปการณ์แล้วก็ประเมินได้ ห้วงนี้ผู้คุมอำนาจประเทศไทยไม่ได้มีสายใดฝั่งไหนคุมเบ็ดเสร็จ

ต้องใช้มือประสาน โบรกเกอร์ ดีลเมกเกอร์เจาะหลายขั้วย่อย

แต่สำหรับสัญญาณจาก “บิ๊กตู่” ออกอาการขึงขังประกาศชัด ไม่เคลียร์ ไม่ต่อสาย ไม่เกลี้ยกล่อม

ได้สำแดงอำนาจในมือกันชัดๆ ใครคือ “ผู้ถือดุลใหญ่”.

ทีมข่าวการเมือง

 

เกมถอดถอนจุดหักเห

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/460100

โดย ทีมข่าวการเมือง 30 ต.ค. 2557 05:01

คิดแบบคนมองโลกสวย มันก็ดูเป็นธรรมชาติดี

กับบรรยากาศฝุ่นตลบอบอวลในสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่เบียดแย่งโควตาชิงเป็น 1 ใน “36 อรหันต์ทองคำ” กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

นอกจากขวางโควตาคนนอกแล้ว ยังโละสัดส่วนของการปฏิรูปด้านต่างๆอีกต่างหาก

ล้มโปรแกรมที่ คสช.วางคิวไว้หมด

ตามรูปการณ์ที่ สปช.ไม่ได้อยู่ในแถว ฟังคำสั่งซ้ายหันขวาหันเท่านั้น

ซึ่งนั่นหากมองในมุมกลับกัน ถ้าคิดแบบคนมองโลกแง่ร้าย ในเมื่อปล่อยฟรีสไตล์แล้วป่วนแบบนี้ สัญญาณไม่ดี โอกาสพลาดไม่เป็นไปตามโรดแม็ปก็สูง

สุดท้ายทหารจะต้องงัดมุกอะไรมาขนาบ เพื่อคุมแถวไปสู่ปลายทางหรือไม่

ท่ามกลางปรากฏการณ์สะท้อนสัญญาณเริ่มไม่นิ่ง

ตามคิวที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคสช.แบะท่ายอมรับกรณีมีคนแต่งตัวคล้ายทหารไปเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของ “เดอะลิ้ม” นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำม็อบพันธมิตรฯทุกฝีก้าว

อ้างนิ่มๆเป็นมาตรการดูแลความปลอดภัยของหน่วยความมั่นคง

ในจังหวะที่ “บิ๊กโด่ง” พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ผู้บัญชาการทหารบก ก็สั่งเกาะติดกลุ่มไม่หวังดีสร้างกระแสโจมตีรัฐบาลและ คสช.ในโลกโซเชียลมีเดีย

จ่อเรียกมาเคลียร์ในค่ายแบบรายตัว

โดยรูปการณ์ที่ขั้วขัดแย้งกลับมามีพฤติกรรมไม่น่าไว้วางใจ ทำให้ท็อปบูตต้องขยับปรับระดับความเข้มในการกดแรงกระเพื่อมกันอีกรอบ

ประกอบกับสถานการณ์ที่ผลโพลสะท้อนตัวเลขคะแนนนิยมรัฐบาลและคสช.วูบต่ำลง ตามอารมณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ยอมรับตามตรงเลยว่า เสียกำลังใจ

ต้นทุนหน้าตักลด พลังหนุนไม่ขลังเท่าเดิม

สวนทางกับแรงเสียดทานที่เพิ่มระดับท้าทาย ตามฉากล่าสุดม็อบเครือข่ายประชาชนปกป้องประเทศ สภาธรรมาภิบาล สภาปฏิรูปพลังงานไทย รวมตัวหน้ากองบัญชาการกองทัพบก เพื่อยื่นหนังสือต่อสำนักงานเลขานุการกองทัพบก ร้องเรียนขอให้ยกเลิกการประกาศเปิดสัมปทานปิโตรเลียมครั้งที่ 21

ปมร้อนเรื่องพลังงานส่อเค้าวุ่นไม่เลิก

ในจังหวะพอดีกับคิวที่ พล.อ.ประยุทธ์และคณะมีกำหนดการเยือนประเทศกัมพูชาอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่30–31 ตุลาคม และแน่นอน ตามกระแสต่อเนื่องหนีไม่พ้นโดนโยงปม พลังงานในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย–กัมพูชา ที่เป็นของร้อน มาทุกรัฐบาล

งานนี้ “บิ๊กตู่” ก็คงโดนจี้ถามจากพวกขี้ระแวง

กระตุกแรงสะท้อนให้รัฐบาล คสช.ไม่กล้าเดินเกมเรื่องพลังงานบุ่มบ่าม

ขณะที่สถานการณ์อีกด้านหนึ่ง อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พร้อม “น้องไปก์” บุตรชายที่กำลังอยู่ระหว่างการท่องเที่ยวพักผ่อนในเมืองจีน

ท่ามกลางการอารักขาเข้มของหน่วย รปภ.ล้อมหน้าล้อมหลัง

สะท้อนภาพเป็นนัย “บุคคลวีไอพี”

ที่แน่ๆมีภาพส่งมาให้กองเชียร์เมืองไทยกดแชร์กดไลค์ ตามข่าวกันรายวัน

“ทักษิณ–ยิ่งลักษณ์” กลับมาเคลื่อนไหวเป็นไฮไลต์

และก็เป็นอะไรที่น่าจะโยงเป็นเงื่อนไขกัน กับความคืบหน้าล่าสุดที่ พล.อ.ประยุทธ์ เปิดเผยผลการตรวจสอบสต๊อกมีข้าว

หายกว่าแสนตัน โดยส่งข้อมูลไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สอบสวนต่อไป

ในจังหวะสอดรับกันพอดีกับคิวที่นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้สั่งบรรจุวาระตามที่ ป.ป.ช.ส่งสำนวนถอดถอนอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ กรณีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว

เป็นวาระพิเศษ ในวันพุธที่ 12 พฤศจิกายนนี้

จับตาให้ดี นี่แหละ “จุดหักเห” ของสถานการณ์.

ทีมข่าวการเมือง

 

ส่อเค้าโดนจัด ‘ยาแรง’

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/459840

โดย ทีมข่าวการเมือง 29 ต.ค. 2557 05:01

เขียนรัฐธรรมนูญล็อกสเปกกันมาตั้งแต่ต้น มันก็คงไม่มีปัญหา

หรือต่อให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นทหารทั้งชุดมันก็ไม่มีแรง

เสียดทานเท่าไหร่ เพราะงานนี้ประชาชนคนไทยมอบอำนาจพิเศษให้ทหารมาตั้งแต่แรก

ถึงนาทีเด็ดนาทีขาด คำตอบสุดท้ายมันอยู่ที่ทหารเท่านั้น

และว่ากันตามคิวที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ยอมรับว่ามีชื่อแคนดิเดตประธานยกร่างรัฐธรรมนูญอยู่ในใจ สอดรับกับ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ยกธงเชียร์ว่าเป็นคนมีคุณสมบัติเหมาะสม

นี่ก็ชัดเจนว่า “คีย์แมน” ของ “36 อรหันต์ทองคำ” มันอยู่ที่ชื่อ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ”

ท็อปบูตเชื่อมือยี่ห้อนี้เท่านั้น “เอาอยู่”

ที่แน่ๆมาถึงตรงนี้ก็ชัดเจนแล้วว่า ไม่ใช่ฟลอร์ของนักเลือกตั้ง

โดยมติที่ประชุม สปช.ตัดโควตาคนนอก ล็อกเฉพาะ สปช.เพียวๆที่จะส่งเข้าไปนั่งใน “36 อรหันต์ทองคำ” ตามสัดส่วนของ สปช.20 คน

ไม่เปิดพื้นที่เผื่อให้นักการเมืองเข้าร่วมวงออกแบบกติกาใหม่

เรื่องของเรื่อง จับสัญญาณให้ดีๆงานนี้นักเลือกตั้งไม่ได้อยู่ในสถานะได้สิทธิพิเศษเลยด้วยซ้ำ

ว่ากันมาตั้งแต่โมเดลของสำนักปลัดกระทรวงกลาโหมที่เสนอให้จำกัดวาระการดำรงตำแหน่งของ ส.ส.ไม่เกิน 2 สมัย นัยว่าเพื่อตัดปัญหาการผูกขาดอำนาจ และการฝังรากทุจริตคอร์รัปชัน

จ้องตอนนักการเมืองพันธุ์เก่าให้สูญพันธุ์

ไหนจะเงื่อนไขนำร่องตามมาตรา 35 (4) ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ที่ล็อกคอพวกที่มีชนัก ติดคดีคอร์รัปชัน เคยโดนโทษจากกรณีทุจริตเลือกตั้ง ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง

เหมือนกับตัดหนทางคนบ้านเลขที่ 109 และ 111 ลงสนามเลือกตั้ง

ทั้งหมดทั้งปวงที่แกะรอยได้ มันส่อว่าจะโดนจัด “ยาแรง”

ตามรูปการณ์พิมพ์เขียวรัฐธรรมนูญใหม่มีเค้าลางปฏิบัติการโหดกับนักเลือกตั้งอาชีพ สำเร็จโทษนักการเมืองที่มีส่วนลากให้ประเทศวิกฤติเกือบรัฐล่มสลาย

ต้องล้างบางกันครั้งใหญ่แน่

อย่าว่าแต่จะเข้าไปมีส่วนร่วมออกแบบกติกาใหม่ ชะตากรรมนับแต่นี้ไปยังเดากันไม่ได้

ตามรูปการณ์ที่กำลังตกอยู่ในภาวะคับขัน กับสถานภาพของนักเลือกตั้งที่โดนท็อปบูตยึดเวที ไล่ไปนั่งอยู่ข้างสนาม แบบไม่มีกำหนด

แถมยังโดนแรงตกกระทบจากคำสั่ง คสช. “แช่แข็ง” พรรคการเมือง

ล่าสุดมีกระแสข่าวว่าพรรคเพื่อไทยงดจ่ายค่าสนับสนุนรายเดือน ให้อดีต ส.ส.ในการทำกิจกรรมการเมืองในพื้นที่ “นายใหญ่” ปิดหัวจ่ายท่อน้ำเลี้ยงกันดื้อๆ

อ้างนิ่มๆเลยว่า ไม่อยากให้ คสช.ระแวงว่ามีการเคลื่อนไหวทำกิจกรรมทางการเมือง

“นกแล” กำลังเข้าสู่ภาวะอดอยากปากแห้ง

และแน่นอน เมื่อยี่ห้อเพื่อไทยที่ฐานเงินถุงเงินถังของตระกูลชินยังเจอปัญหาน้ำเลี้ยงเหือดแห้ง ก็ไม่ต้องพูดถึงพรรคประชาธิปัตย์ที่มีแต่ “อาชีพนักการเมือง”

ในสภาพตกงาน ไม่มีรายได้ทางอื่น

จะพึ่งพวกหน้าตักหนาๆก็พากันหลบฉาก ยี่ห้อ “สุเทพ เทือกสุบรรณ-เฉลิมชัย ศรีอ่อน” ก็ชิ่งหนีไปหมด เหลือแค่ทีมงาน “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ที่อยู่เฝ้าโยงพรรค

ลูกทีมประชาธิปัตย์บักโกรกไม่น้อยไปกว่ากัน

ที่สำคัญไม่รู้ว่าจะต้องตกอยู่ในสภาพแบบนี้ไปอีกนานเท่าไหร่ ตามบรรยากาศเกมอำนาจที่ยังอึมครึมๆ ไม่มีหลักประกันว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามโรดแม็ปที่ คสช.วางไว้

รัฐธรรมนูญจะเสร็จตามโปรแกรมหรือไม่

การปล่อยไฟเขียวสนามเลือกตั้งยังไร้หลักประกันความชัวร์

ตามรูปการณ์ อาจไม่ต้องออกแบบกติกาใหม่มาปฏิบัติการ

ล้างบางแบบโหดๆ

ยื้อไปนานๆนักเลือกตั้งพันธุ์เก่า ก็ส่อ “เฉาตาย” เอง.

ทีมข่าวการเมือง

 

ยังไม่หลุดจากมิติเดิม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/459576

โดย ทีมข่าวการเมือง 28 ต.ค. 2557 05:01

ออกตัวแรงเลยก็แล้วกัน

กับฉากเริ่มของ 250 อรหันต์สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ประเดิมด้วยรายการยื้อยุดฉุดกระชาก เบียดแย่งโควตาคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ

แทรกตัวเป็น 1 ใน “36 อรหันต์ทองคำ”

ตามท้องเรื่องที่ดาราหน้าเก่าเจ้าประจำ สปช.ในปีก “ก๊วน 40 ส.ว.” นำกระแสตีกันคนนอกแบ่งเค้กสัดส่วนของ สปช.ที่ล็อกไว้ 20 ที่นั่ง อ้างกันตรงๆเลยว่า เฉพาะสปช.ก็แบ่งกันไม่พอแล้ว

แถมยังมีประเด็นเรื่องของการอนุมัติให้ สปช.มีทีมงานส่วนตัวทั้งที่ปรึกษา ผู้ชำนาญการ ผู้ช่วยดำเนินงาน โดยที่แต่ละตำแหน่งมีเงินเดือนค่าตอบแทน

คร่าวๆก็ต้องเจียดงบประมาณเดือนละ 25 ล้าน ตกปีละสองร้อยล้าน

งานยังไม่เดินหน้าไปถึงไหน แต่เห็นตัวเลขค่าใช้จ่ายล่วงหน้าแล้ว

สรุปทั้งโควตา ทั้งค่าตอบแทน มันก็ออปชั่นเดียวกัน สถานการณ์ไม่ต่างจากส.ส.

หรือ ส.ว.ที่โดนด่าเรื่องการจ้องแต่เอาผลประโยชน์ส่วนตัวมาก่อนงานในภารกิจหน้าที่

จะปฏิรูปยกเครื่องประเทศกันใหม่ แต่ก็ยังไม่พ้นวนอยู่กับมิติเดิมๆ

และนั่นก็มาพร้อมกับมุกเก่าๆของทีมงานคนหน้าเดิมในทีมม็อบพันธมิตรฯตามคิวที่นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ และนายสุริยะใส กตะศิลา อดีตผู้ประสานงานกลุ่มกรีน พร้อมด้วย สปช.บางส่วน ร่วมกันแถลงข่าวเปิดตัว “สถาบันปฏิรูปประเทศไทย”หรือสปท.

เป็นหน่วยกดดัน ตามประกบเวทีปฏิรูปของ สปช.

เครือข่ายฝ่ายต้าน “ทักษิณ” แสดงตัว เปิดหน้าเล่นอย่างเป็นทางการ

ในอารมณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ หัวหน้า คสช. ยืนให้สัมภาษณ์นักข่าวในอิริยาบถที่เตะตาพวกช่างสังเกตกับลีลาการใช้นิ้วกลางชี้แทนนิ้วชี้ตลอดเวลา

ขอร้องทุกฝ่ายอย่าสร้างเงื่อนไขความขัดแย้งเพิ่ม

ตามฉากความเคลื่อนไหวอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร กับอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อยู่ระหว่างโปรแกรมการทัวร์ประเทศญี่ปุ่นต่อเนื่องมาถึงจีนแผ่นดินใหญ่

มีภาพให้คนที่เมืองไทยติดตามทุกช็อต

มุกของเจ้าตำรับโคตรเซียนการตลาดเลี้ยงกระแสกองเชียร์ในเมืองไทย

แถมยังมีนัยแฝง แสดงให้เห็นเลยว่าประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น2 มหาอำนาจแห่งเอเชีย ยังเปิดพื้นที่ให้ “อดีตนายกฯ2พี่น้องของไทย”

หมาก 2 เด้ง “ทักษิณ–ยิ่งลักษณ์” เดินเกมการทูตพร้อมๆไปกับการเลี้ยงกระแสกองหนุนในประเทศ

ประคองดุลอำนาจเผื่อสถานการณ์โดนไล่ต้อนจนมุม

ตามจังหวะ 2 พี่น้องกำลังอยู่ในโหมดหยั่งเชิงวัดใจกับ “ขั้วใหม่” ขุมอำนาจบูรพาพยัคฆ์ จะรับมุกเกมไล่ล้างบางตระกูลชินให้พังกันไปข้าง

หรือจะเล่นเป็นคนกลางเปิดทางให้ “นายใหญ่” ได้มีที่ยืน

แต่ระหว่างรอการตัดสินใจบน “ทางสามแพร่ง” มันก็มีปมให้แกะรอย

ปรากฏการณ์ต่อเนื่องจากคิวที่ “ตุ๊ดตู่” นายจตุพรพรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มเสื้อแดง นปช.ออกมาฟาดหางใส่ “สารวัตรเหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แกนนำพรรคเพื่อไทย ฐานดูแคลนคนเสื้อแดง

แรงถึงขั้นประกาศผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ

โดยรูปการณ์ต่อเนื่องกับคิวที่แนวร่วมคนเสื้อแดงเริ่มออกมาตั้งเครื่องหมายคำถามถึงนักการเมืองพรรคเพื่อไทย ที่ตั้งท่าสลัดทิ้งเกมมวลชน

ถึงเวลาต้องทบทวนยุทธศาสตร์การเดินคู่ขนานกัน

ล่าสุดข่าววงในจากพรรคเพื่อไทยขณะนี้แกนนำพรรคได้งดจ่ายเงินสนับสนุนรายเดือนให้อดีต ส.ส.ในการดำเนินกิจกรรม รักษาฐานเสียงในพื้นที่เลือกตั้ง

อ้างกันนิ่มๆว่ากลัวขัดคำสั่งของ คสช.ที่ห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง

เรื่องของเรื่อง ทั้งรายการตั้งท่าชิ่งมวลชนเสื้อแดง ทั้งคิวงดจ่ายรายเดือนพรรคเพื่อไทย

“นายใหญ่” ปิดหัวจ่ายท่อน้ำเลี้ยง ทอนขุมกำลัง ลดดีกรีหวาดระแวงของฝ่ายคุมเกมอำนาจ

เคลียร์ฉาก พร้อมจบแบบสงบศึก.

ทีมข่าวการเมือง

 

ดันแหกกรอบสร้าง ปชต.ใหม่ สวนกระแส “พิมพ์เขียว” ปฏิรูปตามใบสั่ง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/459220

โดย ทีมการเมือง 27 ต.ค. 2557 05:01

เทียนฉาย กีระนันทน์

“ไม่มีการทาบทามจาก คสช. จุฬาฯคอนเนกชั่นก็ประหลาดและไม่ใช่คอนเนกชั่นที่สร้างขึ้น” นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ย้ำหลังถูกที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) เลือกให้เป็นประธาน สปช.ชนิดไร้คู่แข่ง

ภารกิจอันหนักอึ้งจากนี้ต้องทำงานแข่งกับเวลา นำนาวา สปช.ตลอดรอดฝั่ง ปฏิรูปประเทศให้สำเร็จดั่งใจหมายของสังคม

นายเทียนฉาย ให้สัมภาษณ์ ทีมการเมือง ถึงเข็มทิศ สปช.ว่า จะดูแลแม่น้ำสายที่4 คือ สปช.ให้เป็นไปตามครรลองพร้อมบรรจบแม่น้ำสายอื่น สายแรกคือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)

สายที่สองคือคณะรัฐมนตรี (ครม.) สายที่สามคือคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ สายที่สี่คือ สปช. สายที่ห้าคือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ประเด็นสำคัญที่ทำให้การปฏิรูปสำเร็จตามกรอบรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน คือต้องทำหน้าที่ตามที่ถูกกำหนดขึ้นมา ตามกรอบรัฐธรรมนูญ หรือตามสิ่งที่คิดว่าถูกต้อง

มองการปฏิรูปครั้งนี้มีโมเดลส่วนตัวอย่างไร นายเทียนฉาย บอกว่า ผมไม่มีโมเดลการปฏิรูปส่วนตัว แต่เรียนรู้กำลังทำสิ่งใหม่ การทำงานของ สปช.จะไม่ใช้วิธีแบบเดิมของสภา ที่ต้องมีกรรมาธิการ การประชุมต้องมีวาระ 1, 2, 3

งานปฏิรูปชาติไม่ใช่วิธีนั้น ไม่ต้องพูดในสภา หรืออภิปรายวาระ 1, 2, 3 รายงานการประชุมไม่ใช่สาระสำคัญ สำคัญที่สาระการปฏิรูป

จะไม่ทำงานเเบบกรรมาธิการสภา ไม่ประชุมอยู่ที่สภา เพราะหัวใจคือต้องฟังเสียงผู้คนอาจต้องไปฟังการสัมมนา หรือจัดสัมมนา เสวนา ให้คนมีโอกาสแสดงความเห็น

สปช.ทำงานไม่เดินตามกรอบปกติตามรูปแบบ แต่จะเดินนอกกรอบใช้วิธีใหม่ เช่นอภิปรายในสภาฯ ให้เลิกโวหาร ต้องการอะไรเข้าประเด็นเลย หรือเรียกประธานแค่ท่านประธานพอแล้ว แบบนี้ประหยัดเวลาได้

บันทึกการประชุมจะเป็นเอกสารประกอบด้วยหลักการเหตุผล มีวิธีการจะทำ ความเป็นมาของเรื่องข้อดีข้อเสีย จุดแข็งจุดอ่อน สำคัญมากกว่ารายงานการประชุม

ถ้าเสร็จแล้วต้องแก้ไขกฎหมายหรือร่างกฎหมายประกอบก็ทำ แม้สิ้น สปช.เอกสารนี้ยังอยู่ว่ามองเรื่องนี้ยังไง คนมารับงานต่อจะรู้ว่าส่วนที่เหลืออยู่ต้องทำอย่างไร เป้าหมายการปฏิรูปคืออะไร

พูดง่ายๆ เอาหลักการ วิชาการมาทำงาน จึงคล้ายวิทยานิพนธ์ ที่มีหลักการเหตุผลการพิสูจน์ ตรงนี้สำคัญที่สุดเป็นระบบที่มีรัฐธรรมนูญสรุปทั้งหมดแล้วเขียนเป็นเอกสาร

การทำงานของเราก็อยากทำงานนอกจากการปฏิรูป 11 ด้านที่ คสช.วางไว้จะบวกอย่างอื่นด้วย แต่หลักการการแก้ปัญหาต้องอยู่ในการพิจารณาปรับปรุงระบบโครงสร้าง

นอกจากนี้ สปช.จะประสานงาน สนช. เพราะต้องออกกฎหมาย แต่ นายเทียนฉายยอมรับว่าเป็นไปได้ที่ทั้งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ สนช. รัฐบาล อาจเก็บข้อเสนอสปช.ไว้ในลิ้นชัก เพราะไม่มีข้อบังคับให้รับข้อเสนอ สปช.

จะทำให้ข้อเสนอเสียของหรือไม่ นายเทียนฉาย บอกว่า สปช.ต้องทำหน้าที่ก่อน ฝ่ายรัฐบาลหรือ สนช. ต้องพิจารณาเหตุผลความจำเป็น ความเหมาะสมว่าเห็นด้วยหรือไม่

หากมีการจุดประกายการปฏิรูปขึ้นแล้วขัดข้องจุดไหน สื่อมวลชนและประชาชนต้องถามว่าเกิดอะไรขึ้น ช่วยกันไม่ให้เสียของ
การปฏิรูปแต่ละเรื่องกว้างมาก อาจมีมุมซักค้านที่ไม่เห็นด้วยหรือเห็นว่าเราไม่รอบคอบ ก็จะพูดคุยประสานงานมากกว่าข้อเขียนในรัฐธรรมนูญ

ซึ่งเป็นไปได้ที่ข้อเสนอดีๆของ สปช. เช่น การปฏิรูปด้านพลังงาน อาจมีกลุ่มเสียผลประโยชน์ไม่ยอมรับ เพราะกระบวนการทางการเมืองมักจะมีล็อบบี้ สุดท้ายถ้าเดิน ไม่ได้ก็ต้องหาวิธีใหม่

ส่วนข้อเสนอแนวทางปฏิรูปของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม จะนำมาเป็นแบบหรือไม่ นายเทียนฉาย บอกว่า ไม่ได้เป็นแบบ เขาไม่ได้บอกอะไร แต่จะอ่านทั้งหมดทุกด้าน

เช่นเดียวกับข้อเสนอแนวทางปฏิรูปสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนฯต้องดู ทุกด้านด้วย เนื่องจากเป็นพื้นฐาน บางอันต้องลงลึกวิธีทำให้ เป็นรูปธรรมจับต้องได้ เช่นพัฒนาคุณธรรม

ทีมการเมือง ถามว่าสนใจ เรื่องคุณธรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาล มีแนวคิดอย่างไร นาย เทียนฉาย บอกว่า เรื่องสำนึก รับผิดชอบ ของคนสำคัญที่สุด จุดนี้ไม่ใช่ออกกฎหมาย

แต่เป็นเรื่องสร้างจิต สำนึก คุณธรรม เราทำสมัชชาคุณธรรมปีเว้นปี การปฏิรูปปีนี้ขอให้มานั่งคุยกันได้หรือไม่ตกผลึกว่าจะทำให้คนมีสำนึกด้วยวิธีไหน

พอมีแม็ปปิ้งจะเห็นว่าให้ 1 ปีข้างหน้าคนไทยมีสำนึกดีขึ้นก่อนเลือกตั้ง ถือเป็นตัวอย่างที่จะเริ่มทำ ที่สำคัญต้องจับต้องได้

เรื่องคุณธรรมจริยธรรมต้องมีหน่วยกลาง อย่าไปยึดรูปแบบเดียวแก้ปัญหา ต้องสร้างคนรุ่นใหม่ คนรุ่นเก่าต้องยอมคนรุ่นใหม่

แต่หลังหมด สปช.ไปแล้ว ปัญหาความขัดแย้งหรือกรณีสีเสื้อก็ไม่ได้หมดไป เพราะสะสมมาแรมปี ต้องมีกระบวนการความคิดสร้างสำนึกใหม่ทดแทน ถ้าเราจะลองทำก็น่าจะเป็นไปได้

และการทำงานของ สปช. ที่จะเชื่อมโยงกับประชาชน ตอนนี้ สปช.จากจังหวัดต่างๆ มีข้อเสนอจะเอาฟีดแบ็ก สปช. ไปนำเสนอและเอากลับมา

หลายจังหวัดน่าสนใจ เดินหน้าปฏิรูปแล้วด้วยวิธีของเขาผมก็ยังแปลกใจและคิดว่ามหัศจรรย์ ถือได้ว่าจุดประกายที่มีความหวัง สปช.ก็จะรับฟัง

ส่วนกลุ่มใต้ดินจะยื่นโอกาสเชิญมาร่วมงาน แต่ยังไม่บอกว่าทำวิธีไหน เพราะต้องคุยกันก่อน ซึ่งไม่ใช่หน้าที่หลัก สปช. ให้หน่วยงานเกี่ยวข้องทำหน้าที่ไป

มองว่าอุปสรรคสำคัญของการปฏิรูปคืออะไร นายเทียนฉายบอกว่า อยู่ที่ตัวเราเอง ต้องตั้งใจในสิ่งที่จะทำให้มั่น แต่ไม่อยากจะคิดถึงสิ่งที่จะทำให้ สปช.ล้มเหลว เพราะบางอันเป็นปัญหาธรรมชาติ

คงไม่มีอุปสรรคขนาดใหญ่ เพราะเท่าที่คุยกับสมาชิกสปช. เป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่คน 250 คน มีเรื่องตั้งใจอยากจะทำ ทั้งที่มีปัญหามาก ก็ต้องค่อยๆตะล่อมให้มัดเป็นเกลียวเดียวกัน

เวลานี้ความคาดหวังประชาชนต่อ สปช.ที่สื่อรายงานว่ามีสูง ก็ไม่อาจจะจริง เมื่อเปรียบเทียบคนที่รู้สึกว่าเวลา1ปีจากนี้ประเทศไทยจะเป็นดินแดนสุขาวดี มันเป็นไปไม่ได้

เราหวังว่าจะแก้ปัญหาหลักๆได้ลุล่วง เดินตามประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้อย่างสง่างาม สื่อต้องช่วยกัน จะทำอย่างไรประคองความคาดหวัง ประชาชน

ส่วนรูปแบบดัชนีวัดความพอใจการปฏิรูป นายเทียนฉาย บอกว่าตอนนี้ตอบยาก อยากให้สังคมวัดเอง ไม่มีอะไรดีกว่าพิสูจน์ตัวเองให้สังคมเชื่อว่าสปช.อิสระไม่มีใบสั่งหรือพิมพ์เขียว และการปฏิรูปต้องทำทุกเรื่อง

ดัชนีชี้วัดความอิสระของ สปช. ตัวมันเองจะชี้วัด เพราะประเด็นที่นำเสนอเป็นหลักการเหตุผลการปฏิรูปแต่ละเรื่อง จึงไม่ต้องกังวลกับสิ่งที่ใครเคยมีความคิดเห็น ซึ่ง สปช.ไม่ควรเริ่มต้นจากศูนย์

ประเด็นปฏิรูปเคยมีคนศึกษาไว้ บางเรื่องตกผลึกแล้ว ทำให้ สปช.ไม่ต้องเสียเวลาไปทำใหม่ แค่เอามาสังเคราะห์ก็จะเห็นข้อดี
ข้อเสียของข้อเสนอ

ตรงนี้สำคัญ พูดไม่เต็มปากว่าจะอยู่ในอาณัติใคร เพราะถ้าเอาของนิด้ามาใช้ก็จะเป็นสำนักนิด้ามามีอิทธิพล ความจริงไม่ใช่ เราเห็นว่ามีคนทำไว้เยอะ หรือนำของ นพ.ประเวศ วะสี มาใช้ ไม่ได้แปลว่าเป็นของ นพ.ประเวศ แต่มีการศึกษาและเป็นประโยชน์กับประเทศ อยากให้ สปช.มองภาพนี้

ทีมการเมือง ถามว่า เชื่อมั่น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ คสช.แค่ไหน นายเทียนฉาย บอกว่า เป็นคนตั้ง สปช.ขึ้นมา หากเราทำได้ดีคงช่วยประเทศให้ดีขึ้น เขาช่วยให้เรามีทางทำงานช่วยประเทศ

แม้การปฏิรูปเป็นหัวใจการรัฐประหาร มารับงานหนักนี้มีจุดเริ่มต้นที่เป็นประธานศูนย์คุณธรรม รู้ปัญหาคุณธรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาล วิกฤติมาก ต้องทำอะไรบางอย่าง

การตัดสินใจรับตำแหน่งประธาน สปช. ก็ไม่มีการทาบทามจาก คสช. แต่ผมคุยกันกับคนสนิท และครอบครัวว่า ถ้ามีคนจุดประกายว่าเรายังมีพลังทำได้ แต่ไม่ทำจะเสียดายหรือไม่

เป็นโอกาสดีจะทุ่มเท สำเร็จหรือไม่ไม่รู้ แต่ต้องตั้งใจทำ.

ทีมการเมือง