ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

สั่งจบปมสหกรณ์คลองจั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/433260

โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ 1 ก.ค. 2557 06:01

นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ประชุมกับกระทรวงเกษตรฯและกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อเร่งรัดให้แก้ปัญหาสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นให้แล้วเสร็จใน 1 เดือน หลังล่าช้ามานาน เนื่องจากสมาชิกได้ยื่นหนังสือให้ คสช. ช่วยติดตามการดำเนินคดีแพ่งและอาญากับกรรมการสหกรณ์ และติดตามเงินบริจาคกับวัดธรรมกาย เพราะเกี่ยวข้องกับเงินจำนวนมากและมีสมาชิกเดือดร้อนกว่า 50,000 ราย โดยแนวทางการแก้ปัญหา กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ทำแผนฟื้นฟูเสร็จแล้ว กำลังให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตรวจความเป็นไปได้ของแผนฟื้นฟู จากนั้นจะขอให้กระทรวงยุติธรรมแก้ไขกฎกระทรวงยุติธรรมให้กิจการสหกรณ์ยื่นแผนฟื้นฟูต่อศาลล้มละลายกลางได้

ซึ่งจะเป็นผลให้ฝ่ายราชการเข้าช่วยเหลือหรือค้ำประกันเงินกู้ได้ ส่วนคดีแพ่งและอาญา กรมสืบสวนคดีพิเศษดำเนินการอยู่ ด้านนายจุมพล สงวนศิลป์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เผยว่า ต้องใช้เงินเสริมสภาพคล่องให้สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯราว 5,000 ล้านบาท หากแผนฟื้นฟูผ่านการพิจารณาแล้วจะมีสถาบันการเงินรัฐและสหกรณ์ให้กู้เงินได้เพิ่มขึ้น เพราะทรัพย์สินของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯมีมากกว่าวงเงินกู้.

กรกฎาคม 1, 2014 Posted by | เศรษฐกิจ, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

เปิดทางมอไซค์ป้ายดำตั้งวินใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/433259

โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ 1 ก.ค. 2557 05:45

แจ้งด่วนสำนักงานเขตภายใน 4 ก.ค.นี้

นายอัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมฯ โดยคณะอนุกรรมการประจำกรุงเทพมหานคร กำหนดให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างที่ยังไม่ได้จดทะเบียนตามกฎหมาย หรือที่ยังไม่มีป้ายทะเบียนเหลือง ให้ยื่นความประสงค์ขอจัดตั้งวิน หรือขอหนังสือรับรองเพิ่มจำนวนรถจักรยานยนต์ในวินเดิม ภายในวันที่ 4 ก.ค.57 ที่สำนักงานเขตกรุงเทพฯทุกเขตที่วินจักรยานยนต์ตั้งอยู่ เพื่อดำเนินการให้ถูกต้องตามนโยบายการจัดระเบียบรถสาธารณะของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สำหรับการขอหนังสือรับรองการใช้รถจักรยานยนต์สาธารณะจะออกได้คนละ 1 คัน มีอายุ 120 วัน นับแต่วันออกหนังสือรับรอง และให้ถือว่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวจะจำหน่าย จ่าย โอน หรือให้สิทธิตกทอดแก่ทายาทไม่ได้ หากพบมีการซื้อขาย จำหน่าย จ่าย โอนสิทธิจะมีโทษสูงสุดถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาต

“ขอเชิญชวนให้ประชาชนใช้รถจักรยานยนต์สาธารณะที่ถูกกฎหมาย เพื่อความปลอดภัย เพราะผู้ขับรถจักรยานยนต์สาธารณะที่ถูกต้องผ่านการอบรมกฎจราจร มารยาทการขับรถ และผ่านการตรวจสอบประวัติอาชญากรจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติก่อนได้รับใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์สาธารณะ และจะมีแผ่นป้ายทะเบียนรถสีเหลืองเท่านั้น หากพบเห็นการฝ่าฝืน เอาเปรียบผู้โดยสาร หรือรถจักรยานยนต์สาธารณะที่ไม่ปลอดภัย สามารถจดรายละเอียดเกี่ยวกับวันเวลา สถานที่เกิดเหตุ หมายเลขทะเบียนรถ แจ้งที่ศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบันรถจักรยานยนต์สาธารณะ ที่จดทะเบียนถูกต้องทั่วประเทศ ถึงวันที่ 31 พ.ค.57 มี 107,002 คัน ส่วนที่ยังไม่ได้จดทะเบียนในกรุงเทพฯ ประเมินว่าจะ 40,000-50,000 คัน เมื่อร่วมกับรถที่จดทะเบียนแล้วจะมีมากถึง 90,000-100,000 คัน เฉพาะในกรุงเทพฯ.

กรกฎาคม 1, 2014 Posted by | เศรษฐกิจ, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

เดินสายกล่อมอาหารจานด่วนลดราคา ศูนย์ราชการ-กงสุลแจ้งวัฒนะโดนหมด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/433258

โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ 1 ก.ค. 2557 05:30

นายสันติชัย สารถวัลย์แพศย์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ ได้หารือกับผู้บริหารในศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ เพื่อขอความร่วมมือให้ปรับลดราคาอาหารปรุงสำเร็จ (จานด่วน) ภายในศูนย์อาหารลง หลังมีประชาชนร้องเรียนผ่านสายด่วน 1569 ว่า อาหารที่จำหน่ายมีราคาแพง ซึ่งผู้บริหารของศูนย์ราชการยินยอมให้ความร่วมมือ โดยปรับลดราคาอาหารจานด่วน 10 เมนูลงมาเท่ากับราคาแนะนำที่กรมฯกำหนดไว้คือจานละ 25-35 บาท และจะเริ่มลดราคาลงมาตั้งแต่ 2 ก.ค.นี้ เป็นต้นไป นอกจากนี้ ยังได้หารือกับกรมการกงสุล ถนนแจ้งวัฒนะ หลังมีประชาชนไปใช้บริการทำพาสปอร์ตจำนวนมาก ซึ่งมีร้องเรียนว่าราคาอาหารจานด่วนแพงเช่นกัน ซึ่งตัวแทนที่มาหารือกับกรมฯ รับว่าจะนำเรื่องไปหารือกับผู้ที่รับผิดชอบ เพื่อปรับราคาอาหารลงคาดว่าจะได้ข้อสรุปกลาง ก.ค.นี้ นอกจากนี้กรมฯจะส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบราคาอาหาร

จานด่วนภายในศูนย์การศึกษา ทั้งมหาวิทยาลัยรัฐบาล เอกชน และโรงเรียน เพื่อดูว่ามีราคาแพงเกินความเหมาะสมหรือไม่ หากเกินราคาเหมาะสมจะเชิญมาสอบถามต้นทุน เพราะบางพื้นที่ได้ให้เอกชนเข้าไปดำเนินการ ทั้งนี้ 10 เมนูแนะนำที่กำหนดให้จำหน่ายราคา 25-35 บาท ได้แก่ ข้าวไข่เจียว, ข้าวราดแกง 1-2 อย่าง, ก๋วยเตี๋ยวหมู-ไก่, ข้าวกะเพรา, ข้าวผัด, ราดหน้า, ผัดซีอิ๊ว, ข้าวขาหมู เป็นต้น.

กรกฎาคม 1, 2014 Posted by | เศรษฐกิจ, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

วัดใจคสช.! ล้างบางระบบเสือ รื้อกองสลาก “หวยไม่เกิน 80 บ. ทำได้หรือ?”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/433225

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.ค. 2557 05:30

“คสช.สั่งขายลอตเตอรี่ 80 บาท!” อีกหนึ่งเครื่องวัดใจ ที่เป็นเสมือนบทพิสูจน์ฝีมือของคสช.ว่า จะสามารถคืนความสุขให้แก่คนรากหญ้า ล้างบางเสือนอนกิน ขายสลากราคาถูกอย่างยั่งยืน ได้หรือไม่?

ที่ผ่านมา ประชาชนคนไทยตาดำๆ ต้องจำใจซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลในราคาอันแสนแพงมากว่าหลายทศวรรษ บางคนร้องเรียน บางคนตั้งข้อสงสัย บางคนท้วงถาม แต่สุดท้าย เสียงสะท้อนเหล่านั้น กลับเป็นเพียงเสียงเล็กๆ ที่กู่ก้องขึ้นไม่นาน แต่แล้วก็เงียบหายไป โดยไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง…

วินาทีที่เหล่าทหารกล้า คสช. ขึ้นมากุมบังเหียนขับเคลื่อนประเทศ บรรดานายทหารใหญ่เหล่านี้ มาพร้อมกับมาตรการดุเด็ดเผ็ดร้อน เร่งกวาดล้างทุจริต รื้อผลประโยชน์ทับซ้อน ล้างบางพวกปล้นชาติ โกงแผ่นดิน!…ฉะนั้น การปฏิรูปวงการสลากฯ จึงเป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ที่ประชาชนต่างจับตาและมุ่งหวังให้ คสช.เร่งถอนรากถอนโคนเสียให้สิ้นซาก!

ทว่า ราคาสลากแพงนั้น มีต้นสายปลายเหตุมาจากสิ่งใด ‘ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์’ จะพาคุณไปชำแหละถึงปมปัญหา ค้นที่มาที่ไป พร้อมเปิดแผนเด็ดรื้อขุมทรัพย์สลากกินแบ่งฯ อย่างไรให้ยั่งยืน…
ขั้นตอน ลำดับ ราคาซื้อขายก่อนถึงมือคุณ!
ทพญ.กุณฑีรา ตันติรังสี รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้อธิบายถึงขั้นตอนการรับสลากไปขายของเหล่าเอเย่นต์ในแต่ละงวดว่า บรรดาผู้ค้าสลากทั้งหลาย จะมารับสลากของงวดวันที่ 1 และ 16 ก่อนหลายสัปดาห์ เช่น งวดวันที่ 16 ก.ค. จะเริ่มมารับล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 25 -26 มิ.ย. เพื่อกระจายสลากไปทั่วประเทศ ก่อนงวดวันที่ 1 ก.ค. จะออกรางวัล และจะเริ่มวางขายได้ตั้งแต่วันที่ 2 ก.ค.เป็นต้นไป

ทพญ.กุณฑีรา ตันติรังสี รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล

“ปกติเมื่อผู้ค้าสลากได้รับสลากไป ก็จะนำไปขายต่อ ไม่ได้นำไปขายเองทั้งหมด โดยราคาที่ซื้อ 74.40 บาท ก็จะนำไปขายให้เอเย่นต์รายใหญ่ 82 บาทบ้าง หรือ 84 บาทบ้าง ทำให้ราคาสลากต้นทางแพง เมื่อพ่อค้าเร่นำไปขายต่ออีกทอดก็ทำให้มีราคาขายปลีกหรือราคาปลายทางแพงตามไปด้วย หากผู้ค้านำไปขายด้วยตัวเองก็จะทำให้ราคาอยู่ในเกณฑ์ที่สำนักงานสลากฯกำหนดไว้ ซึ่งไม่เกินคู่ละ 80 บาท” รักษาการ ผอ.สำนักงานสลากฯ เปิดเผยราคาสลากตั้งแต่ต้นทางอย่างไม่ซับซ้อน

รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ ดีตคณะกรรมการจัดสรรสลากกินแบ่งฯ

ชำแหละสลากแพง! ใครกันกุมผลประโยชน์?
รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต และอดีตคณะกรรมการจัดสรรสลากกินแบ่งฯ แสดงมุมมองถึงสาเหตุที่สลากกินแบ่งรัฐบาลขายเกินราคากับ ‘ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์’ว่า อันที่จริงแล้วสลากมีราคาอยู่ที่ 72.80 บาท โดยผู้ที่จะได้รับสลากจากมือกองสลาก ก็คือ ยี่ปั๊วขาใหญ่ที่มีอยู่เพียงไม่กี่ราย และผู้ว่าราชการจังหวัด โดยผูกขาดกันมาตั้งแต่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

เดิมทีองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นนั้น อำนาจการใช้ทรัพยากรทั้งหลายแหล่ขึ้นอยู่กับผู้ว่าฯ แต่ภายหลังมีการจัดตั้งองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นขึ้น จึงแบ่งเอาผลประโยชน์ส่วนของผู้ว่าฯ ไป ดังนั้น จึงจัดให้มีโควตาลอตเตอรี่จากกองสลาก ให้แก่ผู้ว่าฯ ซึ่งมิต่างอะไรกับเงินให้เปล่า แต่สุดท้าย สลากที่ไปถึงมือผู้ว่าฯเหล่านี้ ก็วกกลับมาสู่มือยี่ปั๊วขาใหญ่เช่นเดิม

ก่อนหน้าที่ยี่ปั๊วจะได้รับโควตาไปนั้น ก็จะมีขั้นตอนการจ่ายผลประโยชน์ให้แก่นักการเมือง โดยระบบของสำนักงานสลากฯ จะต่อสัญญาเป็นปีต่อปี จึงทำให้นักการเมืองได้ประโยชน์จากจุดนี้มาก เพราะว่าการอยู่แต่ละปีสามารถต่อรองขอประโยชน์มากขึ้นได้ และส่วนเกินของราคาที่เกิดขึ้น จึงตกเป็นภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน

นายธนากร คมกฤส ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนปฏิรูปสลากกินแบ่งรัฐบาล

เสียงเพรียกความยุติธรรม…จี้ถาม “ทำไมกองสลากไม่กล้าแตะที่โควตาการขายสลาก?”
นายธนากร คมกฤส ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนปฏิรูปสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้แสดงทรรศนะถึงเรื่องดังกล่าวว่า ที่ผ่านมาผู้ซื้อต้องจำใจซื้อสลากในราคาแพงมาเป็นเวลานับสิบปี ซึ่งผู้ขายรายย่อยก็ล้วนแล้วแต่เป็นผู้มีรายได้น้อยทั้งสิ้น แต่ในขณะที่ สำนักงานสลากฯ มีรายได้จากการขายสลากปีละกว่า 2 พันล้านบาท

กระนั้น คสช.ไม่ควรฟังข้อมูลจากสำนักงานสลากฯเพียงฝ่ายเดียว เพราะสิ่งที่สำนักงานสลากฯท่องเป็นคาถาประจำตัว คือ ปัญหาสลากแพงจะแก้ได้โดยการออกหวยออนไลน์ ซึ่งไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ตรงจุด เนื่องจากปัญหาโควตาการขายสลากที่ไม่เป็นธรรม กระจุกตัวอยู่ที่ผู้ค้ารายใหญ่ไม่กี่ราย ไม่กระจายไปสู่ผู้ค้ารายย่อยอย่างแท้จริง ทำให้เกิดการบวกราคาเพิ่มเป็นทอดๆ

ซาปั๊ว คือพวกที่เดินขาย มักเป็นพวกรายได้น้อยและเป็นคนต่างจังหวัด

การออกมายอมรับว่าสลากงวดวันที่ 1 ก.ค. ไม่สามารถทำอะไรได้ต้องรองวดหน้า และล่าสุดที่ออกมาบอกว่าจะทำให้ราคาสลากอยู่ที่ 80 บาทได้เพียงที่จุดซื้อขายหน้ากองสลากเพียงเท่านั้น ทำให้ผู้ค้ารายย่อยที่ไม่มีโควตาต้องมาซื้อสลากไปขายต่อในราคาที่แพงอยู่เหมือนเดิม เท่ากับไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาอะไรเลย เป็นเพียงการแสดงละครของสำนักงานสลากฯเท่านั้น

“ไม่เข้าใจว่าทำไมกองสลากไม่กล้าแตะที่โควตาการขายสลาก ให้สลากกระจายไปถึงมือผู้ค้ารายย่อยเป็นส่วนใหญ่โดยไม่ต้องผ่านคนกลาง” นายธนากร ตั้งคำถามเด็ดไปสู่สำนักงานสลากฯ

ประชาชนหลายต่อหลายคนหวังรวยทางลัดเสมอ ซึ่งลอตเตอรี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วย

แนะแผนเด็ดแก้ระบบผูกขาด สร้างฝันสลากราคาถูกให้เป็นจริง…
อดีตคณะกรรมการจัดสรรสลากกินแบ่งฯ เสนอแนวทางแก้ปัญหาลอตเตอรี่ราคาแพง ดังนี้

1. นำรายได้จากการจำหน่ายสลาก – มาจัดตั้งกองทุน นำไปใช้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา ผู้พิการ
1. นำรายได้จากการจำหน่ายสลาก – จัดตั้งเป็นกองทุน ให้ค่าเล่าเรียนแก่เด็กที่บิดา มารดาเสียชีวิต ซึ่งเด็กเหล่านี้ จะเห็นได้มากใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
2. นำรายได้จากการจำหน่ายสลาก – มาช่วยเหลือคนชราที่ไม่มีลูกหลานดูแล
3. นำรายได้จากการจำหน่ายสลาก – มารณรงค์ไม่ให้เยาวชนมอมเมาการพนัน

นอกจากนี้ ควรจัดทำ “ตู้หวยออนไลน์” เพื่อสร้างสินค้าที่สามารถทดแทนและแข่งขันกับลอตเตอรี่ได้ หากเมื่อซื้อลอตเตอรี่แล้วไม่ได้เบอร์ที่ถูกใจ ก็จะทำให้ประชาชนมีทางเลือกอื่นๆ และที่สำคัญควรทำควบคู่ไปกับการปราบทุจริตในบอร์ดผู้บริหารของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเสียด้วย โดยจะต้องแก้ไข พ.ร.บ. คุณสมบัติมาตรฐานสําหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจให้เข้มงวด รัดกุม เพื่อนำมาสู่ผลอันยั่งยืนที่สุด

ปัญหาขายสลากฯ เกินราคา มีเสียงบ่นทุกรัฐบาล

เปิดรายชื่อ 5 เสือกองสลาก!
อันที่จริงแล้ว มีเพียง 3 เสือเท่านั้น เสือแรกคือ “เจ๊แดง” หรือนางปลื้มจิตต์ กนิษฐ์สุด เจ้าของบริษัทสลากมหาลาภ บริษัทปลื้มวัธนา และบริษัทไดมอนด์ ล็อตโต้ และเสือที่สอง คือ “เจ๊สะเรียง” น.ส.สะเรียง อัศววุฒิพงศ์ เจ้าของ บริษัท หยาดน้ำเพชร และบริษัทบีบี เมอร์ชานท์ และเสือตัวสุดท้ายก็คือ ร.อ.ธรรมนัส (มนัส) พรหมเผ่า ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสี่แยกคอกวัว ที่เข้าเทคโอเวอร์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ขวัญฤดี ของ เจ๊แดง ปลื้มจิตต์ จนเจ๊แดง กลายเป็นอดีตผู้ยิ่งใหญ่ในการจำหน่ายลอตเตอรี่

 

หากงานนี้ คสช. ล้างบาง ถอนรากถอนโคนได้อย่างเบ็ดเสร็จ จะเป็นประโยชน์ต่อเหล่าปวงชนรากหญ้าอย่างมากที่สุด และจะกวาดคะแนนนิยมไปได้อีกเป็นกระบุงโกย แต่ในทางกลับกัน หาก คสช. รื้อไม่สำเร็จ หรือทำได้เพียงแก้ปัญหาชนิดผักชีโรยหน้า เหล่าทหารกล้าจะเสียความไว้เนื้อเชื่อใจจากประชาชนไปอีกไม่น้อย…แต่ผองไทยลองคิดดูเอาเถิดว่า ฤกษ์งามยามดีเช่นนี้ ยังลงมือไม่สำเร็จ แล้วชาติไหนเล่า สลากราคาถูกจะเป็นจริง!

กรกฎาคม 1, 2014 Posted by | เศรษฐกิจ, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

หุ้นสหรัฐฯปิดผสม สงท้ายไตรมาสที่ 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/433277

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.ค. 2557 05:26

หุ้นสหรัฐฯปิดผสมในวันจันทร์ หลังจากข้อมูลยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขายเพ่ิมขึ้น แต่เจเนอรัล มอเตอร์ส ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ เรียกคืนรถอีกหลายล้านคัน…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯปิดการซื้อขายในวันที่ 30 มิ.ย. วันสุดท้ายของไตรมาสที่ 2 แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 25.24 จุด หรือ 0.15% ปิดที่ 16826.60 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 0.73 จุด หรือ 0.04% ปิดที่ 1960.96 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 10.25 จุด หรือ 0.23% ปิดที่ 4408.18 จุด

ไตรมาสที่ 2 หุ้นสหรัฐฯปิดอย่างแข็งแกร่ง โดยแนสแด็กเพิ่มมากที่สุด โดยปรับขึ้น 4.98% ขณะที่ดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 2.24% ส่วนเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 4.69%

ขณะเดียวกันในวันจันทร์ สมาคมบริษัทอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติ เปิดเผยดัชนียอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขายในเดือนพ.ค. พบว่าเพิ่มขึ้น 6.1% เป็น 103.9 จุด เกินหลักร้อยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2013 แต่ในขณะเดียวกัน บริษัท เจเนอรัล มอเตอร์ส เรียกคืนรถยนต์ 8.4 ล้านคน หลังจากมีรายงานอุบัติเหตุ 7 ครั้ง และมีผู้เสียชีวิต 3 คน โดยยังไม่ชัดว่าเกิดจากปัญหาสวิตช์จุดระเบิดขัดข้องหรือไม่ ทำให้หุ้นของจีเอ้มต 0.9%

กรกฎาคม 1, 2014 Posted by | เศรษฐกิจ, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

ได้ฤกษ์ตรวจสต๊อกข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/433257

โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ 1 ก.ค. 2557 05:15

“ปนัดดา”นัดประชุมมอบนโยบาย2ก.ค.นี้

นายจิรชัย มูลทองโร่ย ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการตรวจปริมาณและคุณภาพข้าวคงเหลือของรัฐ มอบหมายให้ตนเป็นหนึ่งในหัวหน้าชุดตรวจสอบสต๊อกข้าวคงเหลือของรัฐในโครงการรับจำนำข้าวทั่วประเทศ พร้อมกับผู้ตรวจราชการทุกกระทรวงรวม 100 ชุด ทำงานร่วมกับทางกองทัพและตัวแทนกระทรวงที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบด้วย ทั้งนี้วันที่ 2 ก.ค.นี้ ม.ล.ปนัดดาจะประชุมมอบนโยบายและแนวทางการตรวจสต๊อกข้าว โดยกำหนดพื้นที่เป้าหมายโกดัง 1,800 แห่ง และไซโลอีก 137 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แน่นอนของสต๊อกข้าวแต่ละแห่งว่ามีเท่าไหร่ ตรงตามเอกสารหรือไม่ มีกรอบการทำงานตั้งแต่ ก.ค.-ส.ค.นี้ จากนั้นจึงรวบรวมข้อมูลมาให้ที่ประชุมพิจารณาตัวเลขที่แต่ละสายไปตรวจมาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ทราบตัวเลขรวมทั้งประเทศ

“การตรวจสอบสต๊อกข้าวครั้งนี้ ได้กำหนดประเด็นสำคัญ 3 เรื่อง คือ บัญชีจำนวนข้าวที่มีอยู่ในโกดังและไซโลว่ามีจำนวนเท่าไหร่ คุณภาพข้าวในโกดังและไซโลเป็นอย่างไร และปริมาณข้าวในโกดังและไซโลมีถูกต้องตามที่แจ้งไว้ในเอกสารหรือไม่ เบื้องต้นตามข้อมูลที่ได้รับรายงานจากกระทรวงพาณิชย์พบว่ามีข้าวอยู่ในโกดังและไซโลทั่วประเทศราว 17.9 ล้านตัน”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ ม.ล.ปนัดดาได้ระบุว่าการจัดทีมตรวจ 100 ชุดออกสุ่มตรวจนั้น จะไม่แจ้งล่วงหน้าว่าจะลงไปพื้นที่ใดบ้าง เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงมากที่สุด และเมื่อตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้ว จะสรุปผลให้คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รับทราบ หากพบว่าปริมาณข้าวที่แสดงไว้ในบัญชีไม่ตรงกับปริมาณที่เจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสอบ จะถือว่าเป็นการทุจริตต้องลงโทษตามกฎหมาย.

กรกฎาคม 1, 2014 Posted by | เศรษฐกิจ, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

ถกสถานการณ์โทรคมฯ ยุค กสทช. ชี้หลายปัญหายังรอแก้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/433230

โดย อีเมล์ 30 มิ.ย. 2557 21:10

NBTC Policy Watch จัดเสวนาถกสถานการณ์ของผู้บริโภคภายใต้การกำกับของ กสทช. ชี้คุณภาพ 3จี ผ่านแต่ยังติดเรื่องราคา เล็งคุมเข้มเรื่องซิมดับ พร้อมวางแผนประมูล 4จี ให้รอบคอบ…

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. NBTC Policy Watch (โครงการติดตามนโยบายสื่อและโทรคมนาคม) ได้จัดเสวนาในหัวข้อ “สถานการณ์ผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมภายใต้การกำกับของ กสทช. : ซิมดับ 3G คุกกี้รัน ฯลฯ” โดยมี นายแพทย์ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) นางสาวสุภัทรา นาคะผิว อนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในด้านกิจการโทรคมนาคม นายชัยยุทธ มังศรี ผู้อำนวยการกลุ่มงานรับเรื่องร้องเรียนและคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม กสทช. ร่วมเป็นวิทยากร

โดย นายแพทย์ประวิทย์ คณะกรรมการ กสทช. เปิดเผยว่า การขยายตัวของการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือเพิ่มขึ้นมากมายในช่วงที่ผ่านมา ทำให้วิถีชีวิตผู้บริโภคเปลี่ยนไปกลายเป็นสังคมก้มหน้า กรณีเกมคุกกี้รันก็เป็นส่วนหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงการไม่เท่าทันเทคโนโลยี รวมถึงการใช้อินเทอร์เน็ต ส่วนกรณี 3จี ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพกับราคา ถ้าวัดความเร็วแล้วก็จะพบว่ามีคุณภาพใกล้เคียงกัน ไม่ได้ต่างกันจนผิดหูปิดตา ในส่วนที่กฎหมายระบุว่าต้องขยายโครงข่ายให้ครอบคลุม 50% ภายใน 2 ปี ซึ่งเหลือเวลาอีกไม่มากจึงต้องช่วยกันตรวจสอบ

“เรื่องการลดราคา 3จี ลง 15% ตามเงื่อนไขของ กสทช.ขึ้นอยู่กับวิธีการคำนวณ แต่โดยส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับกรณีที่ผู้ให้บริการไม่ปรับลดราคาแต่บอกว่ามีบริการเสริมให้ ซึ่งตามกฎหมายแล้วใครไม่เปลี่ยนโปรโมชั่นถือว่าต้องลดราคา จึงถือว่ายังไงก็มีความผิดตามกฎหมาย อีกทั้งผู้ใช้ 3จี ไม่ได้เน้นราคาแต่เน้นที่คุณภาพ ส่วนเรื่องลดราคานั้นอยากให้ผู้บริโภคถามตัวเองว่าจ่ายค่าบริการถูกลงไหม หากตอบไม่ก็แสดงว่านโยบายนั้นมีปัญหา แต่ตอนนี้ส่วนตัวรู้สึกว่าประชาชนไม่รู้สึกว่ามันถูกลง” คณะกรรมการ กสทช. กล่าว

นายแพทย์ประวิทย์ กล่าวอีกว่า กรณีซิมดับนั้น เนื่องจากกระบวนการประมูล 4จี จะเกิดขึ้นกลางเดือนส.ค. ต้องมีการขอใบอนุญาตใหม่ ซึ่งทำให้การย้ายค่ายไม่ทัน ฉะนั้นซิมอาจจะดับกลางเดือนก.ย. ต้องถามว่าจะแก้ไขยังไง ยกตัวอย่าง ถ้าไม่มีการบริการทดแทนก็ไม่ต้องควรดับจึงเสนอให้มีการประมูลล่วงหน้า สิ่งที่ กสทช. เคยทำคือสั่งให้ผู้ให้บริการที่จะหยุดหรือเลิกกิจการให้มีการโอนย้ายไปยังผู้ให้บริการรายอื่น สิ่งที่จะกระทบผู้บริโภคคือ เงินต้องทวงเลขหมายที่ดับไปด้วย บริการต้องเปลี่ยน ซึ่ง กสทช. ควรเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเรื่องต่างๆ ให้มากขึ้น ทั้งเรื่องวิธีการคิดคำนวณราคา 3จี โดยเฉพาะเรื่องซิมดับเพื่อให้ผู้บริโภคมีข้อมูลข่าวสารได้ครบถ้วน

ด้าน นายชัยยุทธ ผอ.กลุ่มงานรับเรื่องร้องเรียนและคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม กสทช. กล่าวว่า ปริมาณเรื่องร้องเรียนในช่วงที่มีการประมูล 3จี ที่ผ่านมา มีประเด็นเกี่ยวกับค่าบริการไม่มาก แต่ส่วนมากเป็นเรื่องของคุณภาพการให้บริการ ส่วนประเด็นการคุ้มครองผู้บริโภคและการจัดการเรื่องร้องเรียนในการรับสิทธิตามกฎหมายที่มีความล่าช้ากว่า 30 วันตามที่กฎหมายระบุนั้น ความล่าช้ามาจากกระบวนการชี้แจงที่ใช้เวลานาน ทั้งจากผู้ประกอบการ รวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ก่อนที่เสนอเรื่องให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ตัดสินต่อไป ขณะเดียวกันบุคลากรทางสำนักงาน กสทช.มีจำกัด โดยสำนักงานฯ ไม่ได้มีเจตนาประวิงเรื่องใดๆ ตอนนี้มีข้อเสนอให้ผ่านกระบวนการไกล่เกลี่ยเพิื่อตัดสินเรื่องร้องเรียน ซึ่งสามารถจัดการได้เร็วขึ้น มากไปกว่านั้นยังให้ความเห็นว่าเวลาที่ระบุในกฎหมายน้อยไป

ขณะที่ นางสาวสุภัทรา อนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในด้านกิจการโทรคมนาคม กล่าวว่า ควรมีการปฏิรูปกลไกจัดการเรื่องร้องเรียนให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด เนื่องจากบางเรื่องก็เป็นเรื่องที่ผิดไปจากกฎหมายหรือประกาศอย่างชัดเจน และบางเรื่องก็มีบรรทัดฐานการตัดสินอยู่แล้ว ยิ่งจัดการช้าก็ยิ่งเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคในขั้นอนุกรรมการเองก็มีการเสนอความเห็นแก่สำนักงาน กสทช. ในกรณีที่เห็นว่าเรื่องร้องเรียนนั้นควรทำให้เป็นประกาศเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคเป็นการทั่วไป เนื่องจากยังมีปัญหาอื่นๆ อีกมากที่เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม อาทิ เรื่องโรมมิ่ง ข้อความสั้นที่สร้างความรำคาญแล้วมีการคิดค่าบริการ การตั้งเสาโทรคมนาคม การคิดค่าบริการผิดพลาด การย้ายค่าย สัญญาณไม่ชัดเจนในอาคารสูง ซิมดับซึ่งไม่เป็นไปตามประกาศของ กสทช. เป็นต้น และยังเสนอให้ กสทช.สรุปรายงานการจัดการเรื่องร้องเรียนที่ล่าช้า เช่น ช้าเกิน 30 วัน, ช้าเกิน 90 วัน, 1 ปี, 2 ปี

“สำหรับประเด็นซิมดับนั้น ยืนยันว่าซิมต้องไม่ดับ เงินเหลือในซิมก็ต้องคืนผู้บริโภค ที่ผ่านมายังมีคนจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ กสทช.ควรมีมาตรการคุ้มครองให้ซิมไม่ดับ ซึ่งควรมีมาตรการชัดเจนว่าจะคืนเงินยังไง ภายในเวลาเท่าไหร่” อนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในด้านกิจการโทรคมนาคม กล่าว.

กรกฎาคม 1, 2014 Posted by | เศรษฐกิจ, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

พณ.แนะศึกษายุทธศาสตร์มาเลย์ ดันไทยศูนย์กลางการค้า-ลงทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/433219

โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ 30 มิ.ย. 2557 21:08

พณ.แนะไทยศึกษายุทธศาสตร์มาเลเซีย ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางการค้า-ลงทุน เชื่อมระบบขนส่งกับประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านการตั้งเขต ศก.พิเศษชายแดน ชงนิคมอุตฯปัตตานี เป็นฮับอาหารฮาลาล…

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. นางอัมพวัน พิชาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนย.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนย. ได้ติดตามและศึกษาการกำหนดเป้าหมายการพัฒนาประเทศของมาเลเซีย ซึ่งพบว่ามาเลเซียได้ตั้งเป้าเป็นประเทศพัฒนาแล้วภายในปี 2563 ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจที่เน้นการส่งเสริมธุรกิจบริการ การวิจัยและพัฒนา การสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจของมาเลเซียไปทั่วโลก โดยอาศัยความหลากหลายทางเชื้อชาติเป็นข้อได้เปรียบในการสร้างความร่วมมือกับประเทศต่างๆ

นอกจากนี้ มาเลเซียยังได้ลงทุนและปรับปรุงระบบการชำระเงินกับจีน มีการผลิตบุคลากรทางการแพทย์กับอินเดีย เพื่อสร้างเครือข่ายการเป็นฮับด้านธุรกิจรักษาพยาบาลของภูมิภาค การต่อยอดด้านอุตสาหกรรมไบโอเทคและยา เพื่อขยายตลาดการรักษาพยาบาลและยากับอินโดนีเซีย การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน เช่น เชื่อมต่อรถไฟความเร็วสูงกับสิงคโปร์ สะพานเศรษฐกิจเชื่อมอันดามันและอ่าวไทย เป็นต้น

“ไทยควรพิจารณานำยุทธศาสตร์การสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจกับทั่วโลกที่มาเลเซียดำเนินการมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับไทย เช่น การพัฒนาเชื่อมโยงเครือข่ายการขนส่ง โดยเฉพาะทางถนนและระบบรางกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งการพัฒนาระบบขนส่ง โลจิสติกส์ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานกับประเทศเพื่อนบ้าน ด้วยการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน”

ขณะเดียวกัน ต้องเพิ่มการส่งเสริมการสร้างความร่วมมือทางการค้าและเศรษฐกิจกับประเทศจีน การส่งเสริมธุรกิจก่อสร้างเข้าไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ท่าเรือ สนามบิน และคาร์โก้ ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นศูนย์กระจายสินค้าไทยในต่างประเทศ ต้องทบทวนและพัฒนาสะพานเศรษฐกิจเชื่อมอันดามัน-อ่าวไทย เช่น ท่าเรือระนอง-มาบตาพุด หรือบริเวณภาคใต้ตอนล่าง การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยกับบรูไนในการผลิตอาหารฮาลาล โดยอาจส่งเสริมนิคมอุตสาหกรรมปัตตานี ให้เป็นศูนย์กลางการผลิตอาหารฮาลาลของไทย และการสร้างเครือข่ายการลงทุนกับจีน เช่น การลงทุนในนิคมโฉงจั่วในมณฑลกวางสี เป็นต้น.

กรกฎาคม 1, 2014 Posted by | เศรษฐกิจ, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

พณ.กล่อมร้านอาหาร ศูนย์ราชการฯ ยอมลดจานด่วนเหลือ 25-35บ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/433217

โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ 30 มิ.ย. 2557 20:14

“พาณิชย์” กล่อมศูนย์อาหาร ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ ยอมลดราคาจานด่วนสำเร็จ ให้ขายราคาแนะนำ 10 เมนู ไม่เกินจานละ 35 บาท เริ่ม 2 ก.ค. พร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบจานด่วนขายในสถานศึกษา…

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. นายสันติชัย สารถวัลย์แพศย์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้หารือกับผู้บริหารในศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ เพื่อขอความร่วมมือในการปรับลดราคาอาหารปรุงสำเร็จ (จานด่วน) ภายในศูนย์อาหาร หลังจากมีประชาชนร้องเรียนผ่านสายด่วน 1569 ว่า อาหารที่จำหน่ายในศูนย์ราชการมีราคาแพง ซึ่งผู้บริหารของศูนย์ราชการยินยอมให้ความร่วมมือ โดยปรับลดราคาอาหารจานด่วน 10 เมนู ลงมาเท่ากับราคาแนะนำที่กรมฯกำหนดไว้จานละ 25-35 บาท โดยจะเริ่มลดราคาตั้งแต่วันที่ 2 ก.ค.นี้ เป็นต้นไป

นอกจากนี้ ยังได้หารือกับกรมการกงสุล ถนนแจ้งวัฒนะ หลังจากมีประชาชนไปใช้บริการทำพาสปอร์ตจำนวนมาก ซึ่งมีการร้องเรียนว่าจำหน่ายราคาอาหารจานด่วนแพงเช่นกัน ซึ่งตัวแทนที่มาหารือกับกรมฯ รับจะนำเรื่องดังกล่าวไปหารือกับผู้ที่รับผิดชอบ เพื่อปรับลดราคาอาหารลงต่อไป คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในกลางเดือนก.ค.นี้

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ กรมฯจะส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบราคาอาหารจานด่วน ภายในศูนย์การศึกษา ทั้งมหาวิทยาลัยรัฐบาล มหาวิทยาลัยเอกชน และโรงเรียน เพื่อดูว่าราคาอาหารจานด่วนที่จำหน่ายภายในสถานศึกษามีราคาแพงเกินความเหมาะสมหรือไม่ หากเกินราคาเหมาะสมจะเชิญมาสอบถามต้นทุน เพราะบางพื้นที่ได้ให้เอกชนเข้าไปดำเนินการ ซึ่งอาจมีเรื่องของค่าเช่าพื้นที่ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อาหารจานด่วนมีราคาแพง

“กรมฯพยายามตรวจสอบสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะสถานที่มีประชาชนมาใช้บริการจำนวนมาก เพื่อให้ราคาอาหารจำหน่ายในระดับที่เหมาะสม ไม่ให้มีการเอาเปรียบประชาชน แต่ผู้ประกอบการก็ต้องอยู่ได้ด้วย ซึ่งต้องหาวิธีบริหารจัดการต่อไป”

สำหรับ 10 เมนูแนะนำที่กำหนดให้จำหน่ายในราคา 25-35 บาท ได้แก่ ข้าวไข่เจียวธรรมดา, ข้าวราดแกง 1-2 อย่าง, ก๋วยเตี๋ยวหมู-ไก่, ข้าวกะเพรา, ข้าวผัด, ราดหน้า, ผัดซีอิ๊ว, ข้าวขาหมู และขนมจีนน้ำยา-แกงไก่ ส่วนการหารือกับสมาคมผู้ผลิตสบู่ไทยและผลิตภัณฑ์ชำระล้าง ภายหลังจากที่ได้ตั้งคณะกรรมการร่วมกันมาศึกษาการจัดทำขนาดสินค้าให้มีมาตรฐานเดียวกันนั้น ได้ข้อสรุปร่วมกันว่าจะจัดทำเฉพาะขนาดที่ประชาชนนิยมเท่านั้น โดยสมาคมฯจะนำเรื่องกลับไปพิจารณาว่าจะจัดทำขนาดใดบ้าง และส่งข้อมูลกลับมาให้กรมฯพิจารณาต่อไป.

กรกฎาคม 1, 2014 Posted by | เศรษฐกิจ, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

‘ปลัดคลัง’ คาดสัปดาห์นี้ตั้งบอร์ดกองสลากได้ ไม่ฟันธง ‘สมชัย’ นั่งปธ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/433215

โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ 30 มิ.ย. 2557 19:26

“ปลัดคลัง” คาดตั้งบอร์ดกองสลากแล้วเสร็จในสัปดาห์นี้ ปฏิเสธนั่งประธาน เพราะนั่งอยู่ 3 ตำแหน่งแล้ว ยังไม่ฟันธง “สมชัย”จะมานั่งตามกระแสข่าวหรือไม่ พร้อมเดินหน้าคุมราคาขายลอตเตอรี่ไม่เกิน 80 บ.ตามคำสั่งคสช.…

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง คาดว่าภายในสัปดาห์นี้จะสามารถจัดตั้งคณะกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้แล้วเสร็จ และต่อมาจะสามารถแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลได้ ในเบื้องต้นไม่สามารถบอกได้ว่าจะเป็นใครที่จะเข้ามาเป็นประธานบอร์ด เพราะในส่วนของตนนั่งอยู่ 3 ตำแหน่งแล้ว จะต้องมอบตำแหน่งให้คนอื่น ส่วนกระแสข่าวว่าอธิบดีกรมศุลกากรคนใหม่ จะเข้ามานั่งประธานบอร์ดนั้น อาจจะเป็นคนอื่นก็ได้

สำหรับการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลตั้งแต่วันที่ 2 ก.ค.2557 เป็นต้นไป จะพยายามควบคุมราคาขายสลากฯในกรุงเทพไม่ให้เกินราคา 80 บาท ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีนโยบายออกมา ส่วนในต่างจังหวัดจะเริ่มค่อยๆ แก้ไข.

กรกฎาคม 1, 2014 Posted by | เศรษฐกิจ, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

ธปท.ชี้ภาวะ ศก.เดือน พ.ค.ปรับดีขึ้น หวัง มิ.ย.ดีดเป็นบวก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/433207

โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ 30 มิ.ย. 2557 19:03

ธปท.เผยภาวะ ศก.เดือน พ.ค.ปรับตัวดีขึ้นจากบริโภคเริ่มมีสัญญาณขยายตัว อัตราว่างงานยังต่ำ แม้ภาพรวมส่งออกฟื้นตัวได้ช้า-ท่องเที่ยวรับผลกระทบจากการเมือง หวัง มิ.ย.จะเริ่มเป็นบวก พร้อมเน้นส่งออกประเทศเพื่อนบ้าน…

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการ สำนักเศรษฐกิจมหภาค ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือน พ.ค.ปีนี้ ปรับดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า จากการผลิตภาคอุตสาหกรรม การใช้จ่ายภาคเอกชนที่เริ่มมีสัญญาณขยายตัว รวมถึงการส่งออกไปประเทศอุตสาหกรรมหลักปรับตัวดีขึ้น แต่การส่งออกในภาพรวมยังฟื้นตัวได้ช้า จากราคาสินค้าเกษตรและอุปสงค์จากภูมิภาคในเอเชียที่ยังอ่อนแอ แต่หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนแล้ว ตัวเลขในภาพรวมยังคงหดตัวอยู่

อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของเศรษฐกิจเริ่มมีสัญญาณที่เด่นชัดมากขึ้นในเดือน มิ.ย. โดย ธปท. คาดหวังว่า ตัวเลขเศรษฐกิจเดือน มิ.ย.จะเริ่มเป็นบวกได้เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากการชุมนุมและการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทำให้หลายประเทศเพิ่มระดับการเตือนภัย และส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศในเดือนนี้มีจำนวน 1.7 ล้านคน หดตัวร้อยละ 10.7 จากระยะเดียวกันปีก่อนตามการลดลงของนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคเอเชียโดยเฉพาะจีนและมาเลเซีย

ทั้งนี้ กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมปรับดีขึ้นจากเดือนก่อน โดยเฉพาะการบริโภคที่เริ่มมีสัญญาณขยายตัวตามการใช้จ่ายในสินค้าไม่คงทน ส่วนหนึ่งเนื่องจากครัวเรือนนอกภาคเกษตรมีรายได้จากการทำงานล่วงเวลาเพิ่มขึ้น แต่หากเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนยังหดตัวร้อยละ 0.3 ตามการใช้จ่ายในสินค้าคงทนที่ยังมีผลของฐานสูงในปีก่อน ประกอบกับครัวเรือนระมัดระวังการใช้จ่ายตามภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูงและรายได้ในภาคเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากราคาข้าวและยางพาราที่ตกต่ำ

สำหรับการลงทุนภาคเอกชนปรับดีขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อน โดยธุรกิจส่วนใหญ่ยังคงลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต แต่หากเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน หดตัวร้อยละ 2.9 เนื่องจากผู้ประกอบการชะลอการลงทุนใหม่ออกไปเพื่อรอความชัดเจนของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และแนวนโยบายภาครัฐ ส่งผลให้การลงทุนในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์หดตัวต่อเนื่อง ขณะที่การลงทุนในหมวดก่อสร้างชะลอลงตามภาวะเศรษฐกิจที่ยังอยู่ระหว่างการฟื้นตัว

ส่วนการส่งออกในภาพรวมฟื้นตัวได้ค่อนข้างช้า โดยการส่งออกสินค้ามีมูลค่า 19,268 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หดตัวร้อยละ 1.2 จากระยะเดียวกันปีก่อน ตามการส่งออกยานยนต์ เคมีภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์เหล็กและโลหะ ที่อุปสงค์จากประเทศในภูมิภาคเอเชียยังอ่อนแอ รวมถึงการส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าเกษตรแปรรูปที่ได้รับผลกระทบจากราคายางพารา และน้ำตาลที่ลดลง

อย่างไรก็ดี การส่งออกสินค้าในหลายอุตสาหกรรมปรับดีขึ้น ตามอุปสงค์จากประเทศอุตสาหกรรมหลัก อาทิ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งตั้งแต่เดือน มิ.ย.เป็นต้นไป หากมีมูลค่าเฉลี่ย 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน จะทำให้ส่งออกในปีนี้เป็นไปตามเป้าร้อยละ 3.5 ได้ โดยโอกาสของภาคการส่งออกไทยถือว่ายังมีอยู่ โดยเฉพาะการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศ กัมพูชา ลาว พม่า และ เวียดนาม (ซีแอลเอ็มวี) ซึ่งที่ผ่านมาการส่งออกไปยังประเทศเหล่านี้มีการเติบโตที่ต่อเนื่อง ยิ่งถ้า คสช. มีแผนจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้น เชื่อว่าจะทำให้การค้าระหว่างกันปรับตัวดีขึ้นตามไปด้วย

ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจอัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำ อัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นตามราคาพลังงานและอาหารสำเร็จรูป ดุลการค้าเกินดุล ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลจากการส่งกลับกำไรและเงินปันผลไปต่างประเทศของบริษัทต่างชาติและรายรับจากการท่องเที่ยวที่ลดลง.

กรกฎาคม 1, 2014 Posted by | เศรษฐกิจ, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

‘3ว่าที่บอร์ด ปตท.’ เมินคนต้าน ‘คุรุจิต’ โชว์สปิริตไขก๊อกบอร์ด กฟผ.-เอสโซ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/433199

โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ 30 มิ.ย. 2557 18:43

3 ว่าที่บอร์ด ปตท.ตั้งโต๊ะแถลงยันจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด “ปิยสวัสดิ์” แจงโอนทรัพย์ กฟผ.ให้โรงไฟฟ้าเอกชน ทำรัฐได้ประโยชน์ ด้าน “คุรุจิต” แสดงสปิริตไขก๊อกบอร์ด กฟผ.-เอสโซ่ ส่วน “พรชัย” ระบุรับตำแหน่งเพราะ คสช.เชิญมา…

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ภายหลังเครือข่ายภาคประชาชน นัดแต่งดำออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการทำหน้าที่บอร์ด ปตท.ของนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ นายคุรุจิต นาครทรรพ และนายพรชัย รุจิประภา โดยทั้ง ว่าที่บอร์ด ปตท.ทั้ง 3 คนได้เปิดแถลงข่าวด่วนทันที โดยนายปิยสวัสดิ์ กล่าวว่า การทำหน้าที่ราชการอดีตที่ผ่านมายืนยันว่าไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับการเมืองและทำหน้าที่อย่างดีที่สุด และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและยืนยัน ว่าจะทำหน้าที่ใน ปตท.ให้ดีเช่นกัน และการกล่าวโทษของอีกฝ่ายนั้นจากเอกสารที่มีการเปิดเผย สามารถชี้แจงได้ และกลับขอบคุณที่ผู้ต่อต้านนั้น รวบรวมผลงานในอดีตที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศให้กับตน

พร้อมย้ำว่า การคัดค้านจากบางกลุ่มไม่ได้เป็นปัญหาต่อการทำหน้าที่แต่อย่างใด และที่ผ่านมาก็ชินกับการคัดค้าน และก็ทำในสิ่งที่ถูกต้องมาโดยตลอด และปตท.วันนี้ที่เติบโตเป็นบริษัทขนาดใหญ่คนไทยควรจะภาคภูมิใจ ยืนยันว่าจะทำให้ ปตท.กลับมาเป็นที่รักของประชาชนอีกครั้งหนึ่ง

สำหรับกรณีการกล่าวหาว่ามีการถ่ายโอนทรัพย์สินของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จนทำให้รัฐเสียหายนั้น ข้อเท็จจริงตรงกันข้ามว่ารัฐได้ประโยชน์จากการดำเนินการดังกล่าวอย่างมาก เพราะบริษัทผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือเอ็กโก้ และบมจ.ราชบุรีโฮลดิ้ง ซึ่งระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ ปัจจุบันถือว่าเป็นผลงานที่ทำให้รัฐโดย กฟผ.สามารถระดมเงินมาขยายกิจการไฟฟ้าจากมูลค่าหุ้นที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

ขณะที่นายคุรุจิต กล่าวว่า หลักการทำงานของตนคือ ความซื่อสัตย์สุจริต ทำงานอย่างมืออาชีพ เพื่อให้เติบโตอย่างมั่นคง ดังนั้นการเป็นกรรมการปตท.จะไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง ซึ่งล่าสุดเพื่อไม่เกิดข้อครหาผลประโยชน์ทับซ้อน ได้ลาออกจากตำแหน่งกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด มีผลวันที่ 1 ก.ค. 2557

เช่นเดียวกับนายพรชัย กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาการทำงานในช่วงชีวิตข้าราชการก่อนจะเกษียณอายุในปี 2555 ไม่เคยทำให้อาชีพข้าราชการเสียหาย เพราะยึดแนวทางมาโดยตลอดว่า หากถูกสั่งให้ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ตนจะไม่ทำ ส่วนการเข้ารับตำแหน่ง บอร์ด ปตท.ครั้งนี้ เนื่องการ คสช.ได้เชิญมาให้ช่วยประชาชน จึงตอบรับ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ควรทำ และเป็นสิ่งที่ถูกต้อง โดยหลังเข้ารับตำแหน่งบอร์ดปตท. จะเสนอให้การประชุมบอร์ดปตท.ทุกครั้ง มีการแถลงข่าว เพื่อเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนรับทราบ และไม่ให้กลุ่มต่อต้านนำมาใช้เป็นข้ออ้างเรื่องการปกปิดข้อมูล.

กรกฎาคม 1, 2014 Posted by | เศรษฐกิจ, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

เพิ่มช่อง 11 ยิงสดบอลโลก ขู่ลดเงินจ่าย RS ปมไม่ถ่ายบราซิล-ชิลี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/433198

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 มิ.ย. 2557 17:43

กสทช. โวคนไทยได้ดูครบทุกคู่ที่เหลือผ่านฟรีทีวีแน่นอน ยันใข้เงื่อนไขเดิม อาร์เอสฯ ต้องถ่ายทุกนัด เตรียมเรียกเข้าชี้แจงกรณีงดถ่าย 2 คู่ เมื่อ 28-29 มิ.ย.แล้ว…

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า สำหรับการรับชมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 คู่ที่เหลือนั้น คนไทยจะสามารถรับชมการแข่งขันคู่ฝรั่งเศส-ไนจีเรีย ผ่านช่อง 11 ได้อย่างแน่นอน รวมถึงคู่อื่นๆ ซึ่งสามารถรับชมได้ทางช่อง 11 หรือช่อง 5 นอกจากนี้ยังได้ประสานกับช่องไทยพีบีเอส เพื่อเป็นช่องสำรองสำหรับการถ่ายทอดสด ซึ่งประชาชนสามารถรับชมได้ทั้งทางระบบอนาล็อกเดิมและระบบดิจิตอล

เลขาธิการ กสทช. กล่าวอีกว่า เพื่อให้เป็นไปตามมติที่ประชุม กสทช. ที่ให้เงินสนับสนุนการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกทั้ง 64 นัด ผ่านระบบฟรีทีวีสาธารณะ อาทิ ช่อง 5 ช่อง 11 หรือ ไทยพีบีเอส เพื่อให้ประชาชนคนไทยทุกคนได้รับชมถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกทุกนัดได้ทั้งระบบอนาล็อกและดิจิตอล ทั้งจากสายอากาศ เคเบิล ดาวเทียม ซึ่งเป็นการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิคนด้อยโอกาสให้เข้าถึงรายการฟุตบอลโลกได้อย่างเสมอภาคกับบุคคลทั่วไปตามกฎหมาย

นายฐากร กล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีที่ กสทช. ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนกรณีบริษัท อาร์ เอส อินเตอร์เนชั่นแนล บรอดคาสติ้ง แอนด์ สปอร์ต แมเนจเมนท์ จำกัด ไม่ถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบ 16 ทีมสุดท้ายคู่การแข่งขันระหว่างบราซิลกับชิลี เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมา และคู่เนเธอร์แลนด์กับเม็กซิโก เมื่อ 29 มิ.ย. ผ่านฟรีทีวีสาธารณะตามมติ กสทช.นั้น ขณะนี้ กสทช.สั่งการให้อาร์เอสฯ ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ได้มีการตกลงกันไว้ให้ดำเนินการการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2014 นัดที่เหลือผ่านฟรีทีวีสาธารณะให้ครบ ซึ่งทางอาร์เอสฯ ได้ชี้แจงว่า หลังจาก กสทช. มีมติบริษัทฯ ได้ทำหนังสือขออนุญาตถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2014 ทั้ง 16 นัดที่เหลือผ่านฟรีทีวีสาธารณะไปยังฟีฟ่า แต่บริษัทฯ เพิ่งได้รับหนังสืออนุมัติให้ถ่ายทอดสดในช่องดังกล่าวจากฟีฟ่าในเช้าวันนี้ ทำให้การแข่งขันฟุตบอลโลกนัดวันที่ 28 และ 29 มิ.ย. นั้นต้องเป็นการถ่ายทอดสดผ่านช่อง 8 ซึ่งเป็นทีวีธุรกิจตามสัญญาที่ทำกับฟีฟ่า แต่ขณะนี้ทางบริษัทได้รับอนุมัติจากฟีฟ่าให้ถ่ายทอดเพิ่มในระบบฟรีทีวีสาธารณะได้แล้ว ก็พร้อมจะทำการถ่ายทอดฟุตบอลคู่อื่นๆ ที่เหลือตามเงื่อนไขมติที่ประชุม กสทช.

อย่างไรก็ตาม กสทช. เตรียมจะเรียกอาร์เอสฯ เข้าชี้แจงกรณีดังกล่าว และจะส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการพิจารณาศึกษาแนวทางการสนับสนุนให้ประชาชนได้รับชมฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายปี 2014 พิจารณาในประเด็นความเหมาะสมของกรอบวงเงินในการสนับสนุนเงินแก่อาร์เอสฯ อีกด้วย.

กรกฎาคม 1, 2014 Posted by | เศรษฐกิจ, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

SET บวก 2.51 จุด ที่ 1,485.75 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/433197

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 มิ.ย. 2557 17:40

ปิดตลาดหุ้นไทยวันนี้ บวก 2.51 จุด หรือ 0.17 ที่ 1,485.75 จุด มูลค่าการซื้อขาย 33,132.63 ล้านบาท…

ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดการซื้อขาย วันนี้ (30 มิ.ย.57) ปิดบวก 2.51 จุด ที่ 1,485.75 จุด มูลค่าการซื้อขาย 33,132.63 ล้านบาท

ทั้งนี้ หลักทรัพย์ 5 อันดับแรก ที่มีการซื้อขายสูงสุด ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT, บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ BLAND, บริษัท ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 1979 จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD, บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANCE และบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP.

กรกฎาคม 1, 2014 Posted by | เศรษฐกิจ, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

‘ปิยสวัสดิ์’ลั่น! ไม่แปลกถูกต้านนั่งบอร์ด ปตท.จ่อชงขายหุ้นบางจาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/433188

โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ 30 มิ.ย. 2557 17:12

“ปิยสวัสดิ์ “ไม่แปลกใจถูกต้านนั่งบอร์ด ปตท. ชี้เป็นกลุ่มคนเดิมๆ พยายามให้ข้อมูลบิดเบือนทางสื่อออนไลน์ ยันไม่ได้วิ่งเต้นขอตำแหน่งจากใคร จ่อนำข้อเสนอกลุ่มปฏิรูปพลังงานฯ เข้าบอร์ด ชงขายหุ้นบางจาก-โรงกลั่นน้ำมันสตาร์…

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ว่าที่กรรมการบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) หรือบอร์ด ปตท. ซึ่งเพิ่งได้รับการแต่งตั้งแทนกรรมการที่ลาออกไป โดยจะมีผลวันที่ 1 ก.ค. เปิดเผยถึงกระแสการต่อต้านในการทำหน้าที่บอร์ด ปตท.ว่า ที่ผ่านมาไม่ได้วิ่งเต้นขอตำแหน่งจากใคร และไม่แปลกใจที่ถูกกลุ่มคนเดิมๆ ต่อต้าน มีการให้ข้อมูลบิดเบือนในสื่อสังคมออนไลน์และพยายามให้ข้อมูลคนกลุ่มอื่นๆ เข้ามาหลงเชื่อ และสร้างความเข้าใจผิดๆ ซึ่งในส่วนประชาชนที่ไม่เข้าใจ ไม่รู้ข้อเท็จจริง จึงหลงเชื่อโดยง่ายและแพร่ข้อมูลอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าหนักใจและเป็นหน้าที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ควรจะต้องเข้ามาแก้ไขปัญหานี้

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เตรียมเสนอบอร์ด ปตท.พิจารณาการแยกท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ออกมาเป็นบริษัท และเปิดทางให้บุคคลที่ 3 เข้ามาใช้บริการ รวมถึงการขายหุ้นที่ถืออยู่ทั้งหมด ในโรงกลั่นน้ำมันบริษัท บางจาก ปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และโรงกลั่นน้ำมันสตาร์ปิโตรเลียมรีไฟน์นิ่ง (SPRC) เพื่อให้ตลาดมีกลไกแข่งขันมากยิ่งขึ้น และการเข้าไปดูเรื่องการลงทุนของ ปตท.โดยเฉพาะข้อสงสัยเรื่องการลงทุนในต่างประเทศที่ขาดทุน โดยเป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอของกลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ และได้เคยเสนอแนวทางการปฏิรูปพลังงานดังกล่าว เมื่อเดือนที่แล้ว

ส่วนเรื่องราคาพลังงานนั้น เป็นเรื่องของนโยบายรัฐ ซึ่ง ปตท.ในฐานะหน่วยงานปฏิบัติตามนโยบาย จะเข้าไปพิจารณาเรื่องราคาหน้าโรงกลั่น เพื่อไม่ให้เกิดการเอาเปรียบผู้บริโภค เพราะหากมีการกำหนดราคาสูงเกินไป ผู้ค้าน้ำมันอาจจะนำเข้าจากโรงกลั่นสิงคโปร์เข้ามาทดแทนได้ ขณะที่การแข่งขันของอุตสาหกรรมก็ยังคงรุนแรง

สำหรับราคาขายปลีกต้องยอมรับว่าราคาขึ้นอยู่กับภาษีและกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กองทุนส่งเสริมเพื่อการอนุรักษ์พลังงานที่กำหนดโดยภาครัฐ ซึ่งในขณะนี้ทางภาครัฐได้คุมราคาหลายจุด.

กรกฎาคม 1, 2014 Posted by | เศรษฐกิจ, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น