ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย ที่เกี่ยวข้อง

คนสุโขทัยแห่ให้กำลังใจทหาร ธกส.ยัน11วันจ่ายหนี้ชาวนาครบ พฤษภาคม 27, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/105185

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2557, 16.41 น.

7

26 พ.ค.57 ตัวแทนข้าราชการจังหวัดสุโขทัย นำโดย นายจักริน เปลี่ยนวงษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย พร้อมด้วยเหล่ากาชาดจังหวัด กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สมาคมพ่อค้า สภาอุตสาหกรรมจังหวัด ประชาชน นักศึกษา และชาวนาจากทั้ง 9 อำเภอ ประมาณ 1,500 คน ได้รวมตัวกันเขียนป้ายแสดงความขอบคุณ และเป็นกำลังใจให้กับทหาร ที่บริเวณลานเอนกประสงค์หน้าศาลากลางจังหวัดสุโขทัย

โดยผู้ว่าราชการจังหวัด และนายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้าน นายกสมาคมพ่อค้า และประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสุโขทัย ได้กล่าวให้กำลังใจแก่ทหาร และขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์  จันโอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ได้ออกมายุติปัญหาความขัดแย้งโดยไม่เสียเลือดเนื้อ รวมทั้งได้เร่งช่วยให้มีการจ่ายหนี้ชาวนาจากโครงการจำนำข้าว ทำให้เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวอีกครั้ง

จากนั้น ตัวแทนชาวสุโขทัยจากกลุ่มต่างๆ ได้พากันมอบช่อดอกไม้ และดอกกุหลาบ พร้อมขอถ่ายรูปร่วมกับ พล.ต.ผดุง  ยิ่งไพบูลย์สุข ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกพิษณุโลก ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบ (กอ.รส.) จังหวัดสุโขทัย ซึ่งเดินทางมาด้วยครั้งนี้ ก่อนจะมีการมอบผลไม้ น้ำกับเครื่องดื่มชูกำลัง และของกินอีกจำนวนมาก ให้กับเจ้าหน้าที่ทหารกว่า 200 นาย ที่มาปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยภายในพื้นที่ จ.สุโขทัย

พล.ต.ผดุง กล่าวว่า ขอขอบคุณและซาบซึ้งในน้ำใจของพี่น้องชาวสุโขทัย ที่มอบให้กับทหารครั้งนี้ ยืนยันว่าทหารเคียงข้างประชาชน ขอให้ทุกคนเข้าใจว่าทหารจำเป็นต้องออกมาทำหน้าที่ เพื่อปกป้องชีวิตของประชาชนผู้บริสุทธิ์ รวมทั้งปกป้องสถาบัน จึงขอให้ส่วนราชการทุกฝ่ายร่วมมือกันพาชาติให้พ้นวิกฤตได้โดยเร็วด้วย

ด้านนายสยาม สือพัฒธิมา ผู้อำนวยการสำนักงาน ธ.ก.ส. จังหวัดสุโขทัย ซึ่งเดินทางมาให้กำลังใจทหารพร้อมคณะผู้บริหารในสังกัด กล่าวว่า สำหรับเงินค้างจ่ายหนี้ชาวนาสุโขทัยจากโครงการจำนำข้าว ปัจจุบันเหลือ 2,796 ราย เป็นเงิน 3,024 ล้านบาท วันนี้จะเริ่มทยอยจ่ายเป็นวันแรก คาดไม่เกินวันที่ 6 มิถุนายน นี้ จะสามารถจ่ายหนี้ให้กับชาวนาสุโขทัยได้ครบทั้งหมดอย่างแน่นอน

 

ชาวนานครปฐมแห่รับเงินจำนำข้าว ชมเปราะ’ประยุทธ์’เห็นความสำคัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/105140

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2557, 14.21 น.

8

26 พ.ค.57 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดนครปฐม หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีการสั่งการให้เร่งจ่ายเงินให้กับชาวนาในโครงการรับจำนำข้าวที่ตกค้างอีกเป็นจำนวนมากเริ่มจ่ายวันนี้เป็นวันแรกได้มีชาวนาแห่เดินทางทยอยมารอเข้าคิวรอรับเงินที่ธนาคาร (ธกส) สาขานครชัย
นายปฐม กุยฮะพานิช ผ้ช่วยผู้จัดการ บอกว่าศรี  ตั้งแต่ช่วงเช้าเริ่มเปิดทำการธนาคารได้มี ชาวนาที่ยังไม่ได้รับเงิน 1453 รายมารอคอยกันเป็นจำนวนมากหลังจากจากทราบข่าวว่าทาง(คสช)ได้มีการอนุมัติเงินจ่ายให้กับชาวนาในวันนี้และวันพรุ่งนี้ รวมเป็นเงิน 2.71ร้อยล้านบาทโดยจะจ่ายให้รายละไม่เกิน 3.5 แสนบาทต่อราย

หลังจากที่ คสช. มีอำนาจในการบริหารประเทศ นายลักษณ์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา ได้สั่งให้ ธ.ก.ส.สำนักงานใหญ่ โอนเงิน 40,000 ล้านบาท เข้าสู่สาขาทั่วประเทศแล้ว ทำให้ในวันที่ 26 พ.ค. ชาวนาที่ถือใบประทวนสามารถนำใบประทวนมาขึ้นเงินกับ ธ.ก.ส.ได้ โดยเรียงลำดับก่อนหลังเพื่อความยุติธรรม ซึ่งคาดว่า ธ.ก.ส.จะทยอยจ่ายเงินได้วันละ 3,000-4,000 ล้านบาท ทุกวันอย่างต่อเนื่องประมาณ 15 วัน

นางสายทอง งามเกียรติขจร  99/3 ม.2 ต.บางกระเบา อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ได้กล่าวขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ให้ความสำคัญกับชาวนา เป็นลำดับแรกๆและให้กำลังใจในการทำงานว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาทำดีแล้วและขอให้ทำแบบนี้ไปอีกนานและน่าจะทำนานแล้วไม่ต้องให้บ้านเมืองวุ่นวายแบบนี้

‘ชาวนากาญจน์’ขอบคุณ’คสช.’ ประกาศเร่งจ่ายเงิน’ข้าว’15-20วัน

ชาวนาบุรีรัมย์เฮ!แห่รับเงินจำนำข้าว หลัง’คสช.’สั่งจ่ายวันแรก

ชาวนาโคราชเฮ! เฉียดแสนรายรอรับเงินค่าข้าว หลังคสช.สั่งจ่ายด่วน!

 

ชาวนาบุรีรัมย์เฮ!แห่รับเงินจำนำข้าว หลัง’คสช.’สั่งจ่ายวันแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/105129

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2557, 13.30 น.

11

26 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวนาจากหลายอำเภอของจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ยังไม่ได้รับเงินในโครงการรับจำนำข้าวปีการผลิต 2556/57 ได้เดินทางมารอสอบถามและรอรับเงินจำนำข้าว ที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขา อ.เมืองบุรีรัมย์คึกคักตั้งแต่ยังไม่เปิดทำการ หลังทราบว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศจะเริ่มจ่ายเงินให้กับชาวนาที่ยังไม่ได้รับเงินในโครงการรับจำนำข้าว พร้อมกันทั่วประเทศ ในวันนี้ ( 26 พ.ค.)เป็นวันแรก

โดยชาวนาส่วนใหญ่ต่างรู้สึกดีใจและมีความหวังว่าจะได้รับเงินที่รัฐบาลยังค้างจ่าย เพื่อจะได้นำเป็นทุนทำนาทั้งซื้อปัจจัยการผลิต และเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว หลังจากต้องทนรอมานาน 5 – 6 เดือนแล้ว

ขณะที่ทาง ธ.ก.ส. คาดว่าจะได้รับโอนเงินก้อนแรกเพื่อมาจ่ายให้กับชาวนากว่า 1,240 ล้านบาท จากข้อมูลพบว่าขณะนี้ทั้งจังหวัดยังคงมีชาวนาที่ยังไม่ได้รับเงินอยู่จำนวน 34,557 ราย เป็นยอดเงินทั้งสิ้นกว่า 2,670 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าที่เหลือจะได้รับโอนมาอย่างต่อเนื่อง

นายกัณห์ รัตนสกุลชาติ ผู้อำนวยการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จ.บุรีรัมย์ ระบุว่า หลังจากทาง คสช.ได้ออกมาแถลงถึงมาตรการในการช่วยเหลือชาวนา ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล โดยการกู้เงินจากสภาพคล่อง ธ.ก.ส. และจากสถาบันการเงินต่างๆ ภายในประเทศกว่า 9 หมื่นล้านบาท เพื่อมาจ่ายให้กับชาวที่ยังไม่ได้รับเงิน

ขณะที่ทาง ธ.ก.ส.บุรีรัมย์ ได้กำชับให้ ธ.ก.ส.ทั้ง 24 สาขา เร่งออกดำเนินการทำสัญญานอกสถานที่ให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือน พ.ค.นี้ เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการจ่ายเงินบรรเทาความเดือดร้อนให้กับชาวนาให้ทันต่อฤดูกาลผลิตนี้ พร้อมกันนี้ยังได้เป็นกำลังใจให้ชาวนาเพราะถือเป็นพื้นฐานของการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งทาง ธ.ก.ส .จะเร่งดำเนินการจ่ายเงินที่ยังคงค้างให้เร็วที่สุด ไม่เกินเดือนมิถุนายน นี้

ชาวนาโคราชเฮ! เฉียดแสนรายรอรับเงินค่าข้าว หลังคสช.สั่งจ่ายด่วน!

ชาวนานครปฐมแห่รับเงินจำนำข้าว ชมเปราะ’ประยุทธ์’เห็นความสำคัญ

‘ชาวนากาญจน์’ขอบคุณ’คสช.’ ประกาศเร่งจ่ายเงิน’ข้าว’15-20วัน

 

รายงานพิเศษ : “จันทบุรี”ขับเคลื่อนเมืองเกษตรสีเขียวตั้งเป้าแหล่งผลิตผลไม้เมืองร้อนคุณภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/105031

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2557, 06.00 น.

ปรีชา โหนแหยม

จังหวัดจันทบุรีเป็น 1 ใน 6 จังหวัดที่ได้รับการคัดเลือกจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ได้รับการพัฒนาเป็นเมืองเกษตรสีเขียว (Green Agriculture City)

นายปรีชา โหนแหยม ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินจันทบุรี สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 2 กรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า โครงการเมืองเกษตรสีเขียวเป็นโครงการสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในลำดับต้นๆ ที่ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการ โดยจังหวัดจันทบุรี เป็น 1 ใน 6 จังหวัดเป้าหมายของโครงการที่เน้นไปในเรื่องของผลไม้เมืองร้อนและการเลี้ยงกุ้ง เพื่อเป็นฐานการผลิตสินค้าเกษตรที่ดีและเหมาะสม รวมทั้งกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี ประชาชนมีความมั่นคงทางอาหารเป็นฐานการสร้างรายได้ให้กับประเทศ

ซึ่งมีเป้าหมายหลักสำคัญ 3 ประการคือ 1.การพัฒนาพื้นที่ ให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยจากมลพิษ มีสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัย สามารถพัฒนาเป็นแหล่งศึกษาดูงานและท่องเที่ยวเชิงเกษตร 2.การพัฒนาสินค้าในระดับต้นน้ำให้มีการผลิตตามหลัก GAP ลดการปล่อยของเสียสู่สิ่งแวดล้อม และนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการพัฒนาคุณภาพสินค้าและลดต้นทุนจากการนำของเสียกลับมาใช้ใหม่ 3.การพัฒนาคนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีความรู้สามารถผลิตตามมาตรฐานความปลอดภัยจากสารเคมี สินค้าเกษตรมีมูลค่าสูงขึ้น มีการจัดตั้งศูนย์รวบรวมและกระจายผลผลิต มีรายได้เพิ่มมากขึ้นจากการวางแผนบริหารจัดการรองรับการผลิตโดยมีตลาดสีเขียว อย่าง Q Shop หรือ Q restaurant เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่มากขึ้น

สถานีพัฒนาที่ดินจันทบุรีได้รับมอบหมายจากกรมพัฒนาที่ดิน ให้เป็นผู้ดำเนินการขับเคลื่อนเมืองเกษตรสีเขียวจังหวัดจันทบุรีด้านการพัฒนาที่ดิน ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่อง 5 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2557-2561 มีเกษตรกรเป้าหมายจำนวน 2,200 ราย โดยในปีแรกจะดำเนินการในพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอท่าใหม่ ขลุง นายายอาม เมือง และแหลมสิงห์ส่วนปีต่อไปก็จะขยายผลให้ครอบคลุมทั้ง 10 อำเภอของจังหวัดจันทบุรี

สำหรับกิจกรรมที่สถานีพัฒนาที่ดินจันทบุรีดำเนินการนั้น แบ่งออกเป็น4 กิจกรรมหลัก ประกอบด้วย 1.การถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการพัฒนาที่ดิน เป็นกิจกรรมจัดฝึกอบรมและถ่ายทอดนวัตกรรมด้านการพัฒนาที่ดินให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ โดยมุ่งเน้นให้เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการเมืองเกษตรสีเขียวและการผลิตและใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนปุ๋ยเคมี 2.ส่งเสริมการปรับปรุงบำรุงดินในสวนของเกษตรกร เพื่อให้ดินมีความเหมาะสมต่อการเพาะปลูกไม้ผลแต่ละชนิดด้วยการใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงที่ผลิตขึ้นใช้เอง วัสดุปรับปรุงดินกรดอย่างปูนโดโลไมท์ ร่วมกับการปลูกปุ๋ยพืชสดเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน เป็นต้น

กิจกรรมที่ 3 ส่งเสริมการเก็บวิเคราะห์ตัวอย่างดิน ซึ่งแนะนำให้เกษตรกรเก็บตัวอย่างดินก่อนจะมีการปรับปรุงดินในพื้นที่มาวิเคราะห์เพื่อหาค่าการใช้ปุ๋ยที่เหมาะสม และให้สอดคล้องกับการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งหลังจากทำการปรับปรุงดินตามคำแนะนำของกรมพัฒนาที่ดินแล้วก็จะให้นำตัวอย่างดินมาวิเคราะห์อีกครั้งเพื่อดูความแตกต่าง กิจกรรมที่ 4 ติดตามผลการดำเนินงาน ทั้งในเรื่องของการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนปุ๋ยเคมีมีมากน้อยเพียงไร ดินดีขึ้นหรือไม่ เกิดการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินไปอย่างไรบ้าง เกษตรกรสามารถลดต้นทุนโดยเฉพาะค่าปุ๋ยเคมีและสารเคมีได้เท่าไร เพื่อนำไปประมวลผลและเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการเมืองเกษตรสีเขียวต่อไป

นายปรีชา กล่าวเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่เริ่มการจัดฝึกอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยี นวัตกรรมด้านการพัฒนาที่ดินให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการมาหลายรุ่น พบว่าเกษตรกรร้อยละ 80 ให้ความสนใจกับโครงการเมืองเกษตรสีเขียวเป็นอย่างดี มีการนำความรู้ที่ได้จากการฝึกอบรมไปผลิตปุ๋ยใช้เอง มีการปรับปรุงบำรุงดินตามคำแนะนำของกรมพัฒนาที่ดินมากขึ้น ซึ่งเชื่อมั่นว่าเมื่อเกษตรกรยอมรับแนวทางเมืองเกษตรสีเขียวและนำไปปฏิบัติอย่างจริงจังจะสามารถพัฒนาการผลิตสินค้าให้มีคุณภาพ ปลอดภัยต่อตัวเกษตรกรและผู้บริโภค ราคาสินค้าก็จะดีขึ้น เกษตรกรก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีตามไปด้วย ที่สำคัญจะสร้างชื่อเสียงให้แก่จังหวัดจันทบุรีในฐานะเป็นแหล่งผลิตผลไม้เมืองร้อนที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี

 

สศก.มั่นใจไตรมาส3กุ้งฟื้นตัวเดินหน้าเกาะติดปัญหาโรคตายด่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/105029

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2557, 06.00 น.

นายอนันต์ ลิลา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์การผลิตและการตลาดกุ้งทะเลภาคใต้พบว่า ยังมีปัญหาจากโรคตายด่วน (EMS) ในกุ้งขาวแวนนาไม ซึ่งพบมาตั้งแต่ปลายปี 2555 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เร่งดำเนินแก้ไขปัญหาดังกล่าว มุ่งเน้นการให้ความรู้แก่เกษตรกร โดยเฉพาะขั้นตอนในการเตรียมบ่อเลี้ยงโดยใช้จุลินทรีย์ ปม.1 และมีการผลิตจุลินทรีย์ ปม.1 ทั้งชนิดน้ำและชนิดผงเพื่อแจกจ่ายให้แก่เกษตรกรมากขึ้น ซึ่งผลการดำเนินงานประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามพบว่า เกษตรกรยังมีความกังวล จึงลดความเสี่ยงโดยการลดจำนวนบ่อเพาะเลี้ยงลง และเกษตรกรส่วนหนึ่งโดยเฉพาะพื้นที่เลี้ยงแถบชายฝั่งอันดามันได้ปรับเปลี่ยนไปเลี้ยงกุ้งกุลาดำมากขึ้น

ด้าน นายสุรศักดิ์  พันธ์นพ รองเลขาธิการและโฆษก สศก. กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้านตลาดการค้ากุ้งในประเทศ พบว่ายังคงซบเซาต่อเนื่องจาก ปี 2556 เพราะแม้ว่าราคากุ้งจะยังคงสูง เมื่อเทียบกับภาวะการผลิตกุ้งในสถานการณ์ปกติ แต่ราคากุ้งเกือบทุกขนาดในช่วงไตรมาสแรกจนถึงไตรมาสที่ 2 ของปี 2557  มีแนวโน้มต่ำลง ซึ่งแม้ว่าจะมีปริมาณกุ้งเข้าซื้อขายในตลาดน้อยก็ตาม เนื่องจากคำสั่งซื้อจากต่างประเทศมีปริมาณน้อยและประเทศผู้นำเข้าส่วนหนึ่งหันไปซื้อกุ้งจากประเทศผู้ผลิตอื่นที่ไม่ประสบปัญหา EMS และมีราคาถูกกว่ากุ้งของไทย เช่น เวียดนาม อินเดีย เอกวาดอร์ เป็นต้น ประกอบกับผู้ประกอบการแปรรูปกุ้งของไทยมีการนำเข้ากุ้งจากต่างประเทศมาแปรรูปเพื่อส่งออกด้วยส่วนหนึ่ง จึงทำให้ความต้องการกุ้งในประเทศลดลงไป

อย่างไรก็ตาม คาดว่าสถานการณ์การผลิตและการตลาดกุ้งในไตรมาสที่ 3 และไตรมาสที่ 4 ของปี 2557 จะเริ่มปรับตัวดีขึ้นกว่าสองไตรมาสแรก เนื่องจากเป็นช่วงฤดูที่สามารถผลิตกุ้งได้ดี มีปริมาณน้ำเพียงพอและสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการเจริญโตของกุ้ง และตามปกติจะเริ่มมีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ 3 เพื่อใช้บริโภคในเทศกาลต่างๆ ช่วงปลายปี ทำให้มีความต้องการกุ้งจากผู้ประกอบการแปรรูปกุ้งเพื่อส่งออกมากขึ้น และคาดว่าราคากุ้งที่เกษตรกรขายได้จะปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับสองไตรมาสแรกของปี 2557

 

ระดมผลงานวิจัยธัญพืชเมืองหนาว“กรมข้าว”จัดประชุมวิชาการ/ดันพัฒนาพันธุ์ข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/105028

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2557, 06.00 น.

นายชาญพิทยา ฉิมพาลี อธิบดีกรมกาข้าว เปิดเผยว่า กรมการข่าวได้จัดการประชุมวิชาการและธัญพืชเมืองหนาว ครั้งที่ 31 เพื่อเปิดโอกาสให้มีนำเสนอผลงานวิจัย ซึ่งจะเป็นผลดีต่อภาคการเกษตรของไทย เนื่องจากการวิจัยพันธุ์ข้าวหรือการปรับปรุงพันธุ์ข้าวในแต่ละสายพันธุ์นั้นใช้เวลากว่า 10 ปี และผลงานของนักวิจัยในแต่ละเรื่องนั้นก็สามารถนำเอามาปรับใช้จริงกับภาคการเกษตรได้ โดยการพบปะครั้งนี้ของนักวิจัยกรมการข้าวและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะนำไปสู่การสร้างเครือข่ายการร่วมมือในการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าว เทคโนโลยีการผลิต การควบคุมโรคและแมลงศัตรูข้าว วิทยาการเมล็ดพันธุ์หลังการเก็บเกี่ยว การแปรรูปข้าวและผลิตภัณฑ์ รวมถึงกำหนดแนวทางงานวิจัยและพัฒนาข้าว ให้สอดคล้องกับนโยบายของประเทศและทิศทางเศรษฐกิจโลก

นายชายพิทยา กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันทิศทางงานวิจัยส่วนใหญ่จะต้องดูเรื่องของการตลาดเป็นหลัก ซึ่งต้องทราบว่าในขณะนี้หรืออนาคตอันใกล้ ตลาดมีความต้องการอย่างไร จะใช้ข้าวพันธุ์ไหน และในเวลาเดียวกันต้องดูเรื่องของประสิทธิภาพว่า จะทำอย่างไรผลงานวิจัยจึงจะมีส่วนรวมในการเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิตต่อไร่ และในขณะนี้ทางกรมการข้าวได้เตรียมการเปิดตัวข้าวสายพันธุ์ใหม่ อีก 5 – 6 สายพันธุ์ ซึ่งมีทั้งข้าวไร่และข้าวนาสวน รวมไปถึงการคัดเลือกพันธุ์ข้าวจากธนาคารสายพันธุ์ข้าว หรือ Gene Bank มาเพื่อเป็นทางเลือกให้กับพี่น้องเกษตรกรเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ทางกรมการข้าวยังสนับสนุนเกษตรกรทางภาคเหนือ ในการปลูกข้าวบาเล่ย์ ข้าวสาลี และข้าวญี่ปุ่น โดยเฉพาะในข้าวญี่ปุ่นนั้น มีความต้องการของตลาดในทิศทางที่ดี เนื่องจากมีออเดอร์จากร้านอาหารญี่ปุ่นรายใหญ่ และชาวญี่ปุ่นที่เข้ามาอาศัยหรือทำงานในประเทศไทยต้องการบริโภค รวมไปถึงการส่องออก ซึ่งข้าวญี่ปุ่นที่ปลูกในประเทศไทยนั้นได้รับการยอมรับเรื่องของความอร่อย และนอกจากนี้การแปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ การศึกษาค่าดัชนีน้ำตาลในข้าวกล้องและข้าวกล้องงอก พบว่าในข้าวสังข์หยดมีค่าน้ำตาลต่ำกว่าชนิดอื่น จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำตาล อีกทั้งการค้นพบเพลี้ยกระโดดปีกลายซึ่งมีลักษณะการทำลายคลายกับเพลี้ยกระโดดหลังขาวแต่ยังไม่พบการระบาดในประเทศไทย

 

สกย.ชุมพรเปิดเวทีผลักดัน“ศักยภาพ”“เครือข่ายสวนยาง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/105027

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2557, 06.00 น.

1

นายประสิทธิ์ หมีดเส็น รองผู้อำนวยการรักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) เปิดเผยว่า สกย.ได้จัดการสัมมนาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยาง จ.ชุมพร เพื่อสนับสนุนให้เกิดการรวมตัวของเกษตรกรชาวสวนยางขนาดเล็กให้ก้าวสู่การเป็นสถาบันเกษตรกร ที่มีการดำเนินงานตามแบบมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง ผลักดันสู่การเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายสถาบันเกษตรกร เพื่อให้แต่ละสถาบันฯ สามารถพึ่งพาซึ่งกันและกัน ทั้งการผลิต การแปรรูป การตลาด รวมทั้งสร้างอำนาจในการเจรจาต่อรอง ตลอดจน สร้างความร่วมมือในการกำหนดแนวทางดำเนินการส่งเสริมพัฒนา รวมถึงสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่เข้าสู่อาชีพการทำสวนยาง และเกี่ยวข้องกับยางพารามากขึ้น

“การทำงานที่ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลนั้น ไม่สามารถทำโดยลำพังได้ หรือทำได้แต่อาจไม่ทันเวลา ในเรื่องของยางพาราก็เช่นเดียวกัน การมีเครือข่ายจะสามารถช่วยกระบวนการเกี่ยวกับยางพาราในแต่ละขั้นตอน ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ความเข้มแข็งแก่เกษตรกรชาวสวนยาง ซึ่งเป็นไปตามยุทธศาสตร์ที่ สกย.กำหนดไว้”

นายประสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การสัมมนาเครือข่ายเกษตรกรครั้งนี้ นับว่าเป็นโอกาสที่ดีของเกษตรกรชาวสวนยาง จ.ชุมพร ที่จะร่วมกันพัฒนาอาชีพการทำสวนยางให้มีความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป โดยชาวสวนยางทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่อผลักดันไปให้ถึงจุดดังกล่าว