ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

กุญแจแห่งความสำเร็จ …ของชาวนาไทยที่ยั่งยืน – ดินดีสมเป็นนาสวน สิงหาคม 6, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันพุธ 6 สิงหาคม 2557 เวลา 00:00 น.

ปัจจุบันมี ศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชน กระจายอยู่ทั่วประเทศ ครอบ คลุม 66 จังหวัด สามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวได้เป็นอย่างดี ระบบการดูแลนาข้าวทำได้ง่ายขึ้น หลังมีการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ทันสมัยมาช่วยในกระบวนการผลิต ปัจจุบันได้มีการอบรมเกษตรกรผ่านโรงเรียนชาวนา เพิ่มความรู้ในการผลิตให้สูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีการแต่งตั้งปราชญ์ชาวนา  ให้ทำหน้าที่เป็นแม่ทัพในการรับข้อมูลข่าวสารจากภาครัฐ และนำไปถ่ายทอดสู่ชาวนารายอื่น ๆ ในพื้นที่ต่อไป

นายชาญพิทยา ฉิมพาลี  อธิบดีกรมการข้าว  กล่าวว่า ปัจจุบันได้กำหนดให้ชุมชนมีการรวมกลุ่มชาวนา 20 ราย ให้ทำแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว 200 ไร่ เป็นจุดสาธิตเทคโนโลยีผลิตข้าวที่ถูกต้องและเหมาะสม ตั้งเป้าให้ผลิตเมล็ดให้ได้ 50 ตันต่อปี ซึ่งขณะนี้มีศูนย์ทั้งหมด 2,000 ศูนย์ทั่วประเทศ ส่วนใหญ่อยู่ในภาคกลาง อีสาน และเหนือ แผนงานก่อนทำแปลงข้าวจะต้องเตรียมสถานที่ตั้งและอุปกรณ์ผลิตเมล็ดข้าวให้เป็นพื้นที่กว้างพอสมควรใช้เป็นแหล่งรวบรวมและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว ซึ่งจะให้ชุมชน เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการในศูนย์ฯ

โดยขั้นตอนแรก กรมการข้าวจะเข้าไปคัดเลือกพื้นที่และเกษตรกรก่อน ซึ่งมีวิธีการคัดเลือกดังนี้ 1.พิจารณาลงในพื้นที่ตำบล อันเป็นที่ตั้งของศูนย์ฯ นำร่องเป็นที่แรก เพื่อจะให้สนับสนุนกิจกรรมศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล 2. จะต้องเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวที่สำคัญมีพื้นที่แปลงใหญ่ 3,000-4,000 ไร่ติดต่อกัน ถ้าอยู่ในบริเวณขอบเขตตำบลเดียวกันจะช่วยให้เป้าหมายชัดเจนขึ้น 3. ความเหมาะสมทางด้านพื้นที่ เช่น จะต้องมีสภาพดินและน้ำดีพอสมควร ไม่เป็นพื้นที่แห้งแล้ง หรือประสบอุทกภัยบ่อย 4. ชุมชนและเกษตรกรต้องมีความเข้มแข็งพร้อมที่จะเข้าร่วมโครงการ เข้าใจหลักการ วัตถุประสงค์ เป้าหมายของกรมการข้าวอย่างชัดเจน และ 5. ตัวแทนชุมชนหรือเกษตรกร จะต้องมีการสรรหาพื้นที่ที่จะใช้เป็นจุดตั้งศูนย์ฯ ให้มีบริเวณกว้างขวางพอที่จะเป็นที่รวบรวมผลผลิตได้ สามารถเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ ตลอดจนเป็นสถานที่จัดประชุมบริหารจัดการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวให้กับเกษตรกรเป้าหมายได้

นอกจากนี้จะมีการสาธิตให้เกษตรกรผลิตข้าวให้ได้ตามมาตรฐานเกษตรดีที่เหมาะสมหรือจีเอพี เพื่อให้เพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น คุณภาพดีขึ้นเป็นที่ต้องการของตลาด ที่สำคัญเน้นให้ลดต้นทุนการผลิต ใช้เครื่องจักรมาทดแทนแรงงานคน แก้ไขการขาดแคลนแรงงานภาคเกษตรกรรม ปัจจุบันมีการส่งเสริมให้มีการผลิตปุ๋ยใช้เองในชุมชน

นายธนันท์ หาญเกริกไกร นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กรมการข้าว  กล่าวว่า กำลังเดินหน้าส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวแบบประณีต ด้วยการใช้เครื่องดำนาแทนการใช้แรงงานคนหว่าน ข้อดีของการใช้เครื่องจักร คือ ต้นข้าวที่ออกมาจะเป็นระเบียบเรียบร้อยง่ายต่อการดูแลรักษา ที่สำคัญสูญเสียเมล็ดพันธุ์น้อยกว่า สำหรับการจัดทำแปลงเมล็ดพันธุ์ข้าวมีแนวทางปฏิบัติ คือ ควรตรวจสอบแหล่งน้ำก่อนว่ามีสารปนเปื้อนจากโรงงานอุตสาหกรรมหรือไม่ จัดทำข้อมูลพื้นที่เพาะปลูก สายพันธุ์ข้าว ย้อนหลัง 3 ปี รวมถึงแนะนำให้เกษตรกรใช้สารเคมีที่มีอนุญาตที่ถูกต้องขึ้นทะเบียนตามกรมวิชาการเกษตร การฉีดพ่นจะต้องมิดชิดไม่กระทบกับชุมชน และสิ่งแวดล้อม รวมถึงการกำจัดของเสียและวัสดุเหลือใช้ เช่น เศษพืช เศษฟาง ต้องฝังหรือแยกทิ้งเท่านั้น ให้เกษตรกรมีการจัดระเบียบการเก็บอุปกรณ์ เพื่อความปลอดภัย ง่ายต่อการใช้งาน หมั่นตรวจสอบอุปกรณ์ตลอดเวลา มีการบันทึกปัจจัยการผลิตอยู่เสมอ เช่น เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง

นายธนันท์ กล่าวอีกว่า ช่องทางการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวจะนำไปจำหน่ายในจังหวัดอื่น ๆ แลกเปลี่ยนสายพันธุ์ของแต่ละจังหวัด รวมถึงในอนาคตจะส่งไปยังต่างประเทศ จากการสำรวจพบว่าเมล็ดพันธ์ุข้าวที่มาจากศูนย์จะขายได้ราคาดีกว่าทั่วไป 20% หรือมากกว่า 8,000 บาทต่อเกวียน ทำให้ชาวนามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสามารถดูแลตัวเองได้แบบยั่งยืน ในอนาคตหากมีการส่งออกเมล็ดพันธุ์ไปต่างประเทศมากขึ้น จะต้องมีการทำห้องแล็บกลางของประเทศ เพื่อส่งเมล็ดพันธุ์จากทั่วประเทศมาตรวจได้ง่ายก่อนการส่งออก

ทั้งหมดนี้คือ ผลงานชิ้นโบแดง นับว่าเป็นกุญแจแห่งความสำเร็จที่ศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนทำได้อย่างภาคภูมิใจ สามารถยกระดับคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวไทยและชาวนาให้สูงขึ้น ต้องจับตาดูว่าในอนาคตวงการข้าวไทยจะไปได้ไกลแค่ไหน.

 

เครือข่ายเยาวชนรักษ์น้ำ… ร่วมกันเรียนรู้สังคมลุ่มน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอังคาร 5 สิงหาคม 2557 เวลา 00:00 น.

โครงการเครือข่ายเยาวชนรักษ์น้ำ  (Water Gang) และ โครงการโรงเรียนต้นแบบในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ เป็นการริเริ่มการดำเนินงานโดย สำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (สบอช.) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ได้เห็นความสำคัญของการสร้างการเรียนรู้ของเยาวชนในท้องถิ่นต่าง ๆ เพื่อให้สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ด้านนิเวศวิทยาชุมชนโดยใช้การทำ แผนที่     น้ำ (Water Map) เป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการเรียนรู้อันจะนำไปสู่การรับรู้ถึงคุณค่าของทรัพยากรน้ำ แหล่งน้ำและระบบนิเวศในท้องถิ่น โดยใช้โรงเรียนหรือสถานศึกษาเป็นจุดเริ่มต้นของการกระตุ้นจิตสำนึกและความตระหนักของเครือข่ายเยาวชนร่วมกับโรงเรียนในการสำรวจสภาพภูมิสังคมลุ่มน้ำในแง่มุมต่าง ๆ อย่างเป็นองค์รวม และให้โครงการนี้เป็น โครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 87 พรรษา 5 ธันวาคม 2557

ผศ.ดร.กิติชัย รัตนะ อาจารย์ประจำภาควิชาอนุรักษวิทยา คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้มีประสบการณ์ด้านการส่งเสริมการมีส่วนร่วมด้านระบบนิเวศลุ่มน้ำ กล่าวว่า การสำรวจและจัดทำแผนที่น้ำ เป็นที่ยอมรับกันในหมู่นักการสื่อสารคุณค่าด้านการบริหารจัดการน้ำและสิ่งแวดล้อมว่า เป็นกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ (Learning Trough Action) ที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการใช้เป็นเครื่องมือในการศึกษาภูมินิเวศท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี และยังเป็นการสำรวจและตรวจสอบสภาพปัญหาด้านทรัพยากรน้ำในท้องถิ่นโดยใช้การสำรวจข้อมูลชุมชนภาคสนามเพื่อสร้างการรับรู้ต่อสถานการณ์ของปัญหาและวางแผนกำหนดแนวทางที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับความต้องการและศักยภาพของแต่ละชุมชน ซึ่งการริเริ่มโครงการนี้    โดย สำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (สบอช.) ย่อมเป็นนิมิตหมายที่ดีที่สังคมไทยจะได้สร้างพลังทางสังคมของเครือข่ายเยาวชน สถานศึกษา ให้สามารถบริหารการเรียนรู้ด้านภูมิสังคมลุ่มน้ำให้เป็นไปตามสภาพของแต่ละพื้นที่และแต่ละภูมิภาค โดยเฉพาะเยาวชนที่มีการรวมกลุ่มกันทำแผนที่น้ำ จะได้มีบทบาทในการสำรวจศักยภาพและทุนทางสังคมของชุมชนหรือท้องถิ่นของตนในแง่มุมต่าง ๆ เป็นการผสมผสานองค์ความรู้ทางนิเวศวิทยาและองค์ความรู้ทางด้านวิถีชีวิตชุมชนและวัฒนธรรมอย่างลงตัว เยาวชนจะได้ผลสัมฤทธิ์เชิง

พฤติกรรมด้านการคิดเป็น (Thinking) ทำเป็น (Doing) และมีทักษะในการแก้ปัญหาเป็น (Solving) นอกเหนือจากนี้เยาวชนยังได้เชื่อมโยงและผูกสัมพันธ์กับสถาบันในชุมชนอย่างใกล้ชิดอีกด้วย ทั้งบ้าน วัด โรงเรียน และแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ในท้องถิ่นของตนเอง หรือแม้กระทั่งการกำหนดแนวทางการบริหารจัดการน้ำต้องยืนยันถึงการสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำและลดความเสี่ยงต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติต่าง ๆ สำหรับอีกโครงการหนึ่งคือ โครงการโรงเรียน ต้นแบบในการอนุรักษ์ทรัพยา กรน้ำ เป็นโครง การที่ผลักดันและส่งเสริมให้ครู อาจารย์ในสถานศึกษาจัดทำแผนการเรียนการสอนด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ ซึ่งเปิดโอกาสให้ครูผู้สอนในสถานศึกษารวบรวมและพัฒนาแผนการเรียนการสอนที่มีความโดดเด่นด้านองค์ความรู้ เนื้อหาสาระ กระบวนการและเทคนิคการถ่ายทอดที่จะเอื้อต่อการบริหารจัดการและพัฒนาแหล่งน้ำตามแนวพระราชดำริและสอดคล้อง   กับภูมินิเวศท้องถิ่น

ด้าน นางรัตนา สมบูรณ์วิทย์   ผอ.สถาบันประชาสังคมภูมิภาค หนึ่งในทีมประเมินผลโครงการย้ำเสริมว่า เครือข่ายเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการต้องมีการวาง แผนการสำรวจข้อมูลสภาพลุ่มน้ำในท้องถิ่นอย่างมีส่วนร่วม ทั้งอาจารย์ที่ปรึกษา (พี่เลี้ยง) ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำชุมชน หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ของตน ต้องมีความร่วมมือกันในการให้ข้อมูลสำรวจแนะนำ และวางแผนให้การพัฒนาและออกแบบโครงงาน   ของเยาวชนมีความสมบูรณ์และตอบสนองต่อกระบวน การเรียนรู้อย่างแท้จริง และเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขึ้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการให้การตอบรับในการประสานงานและเชิญชวนให้โรงเรียน สถานศึกษาในสังกัดเข้าร่วมโครงการอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 9 จังหวัดนำร่องโครงการในปีแรก ประกอบด้วย เชียงใหม่ ลำปาง แม่ฮ่องสอน ลำพูน สุโขทัย ตาก นครสวรรค์ อุทัยธานี และพระนครศรีอยุธยา

…..ความสำเร็จและความยั่งยืนของโครงการนี้ ไม่เพียงแต่หวังผลในด้านการปรับเปลี่ยนความคิด พฤติกรรมของเยาวชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแต่เพียงอย่างเท่านั้น ยังเป็นการแก้ไขปัญหาหรือวางแผนจัดการน้ำรวมถึงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นเกิดความต่อเนื่องและยั่งยืนต่อไป.

 

สมอพิเภก – เรื่องน่ารู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอังคาร 5 สิงหาคม 2557 เวลา 00:00 น.

เป็นไม้โตเร็วอเนกประสงค์พื้นเมืองที่สำคัญชนิดหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งมีการนำมาใช้ประโยชน์กันอย่างกว้างขวางหลายอย่างด้วยกัน ดังนี้  1.  เนื้อไม้  ใช้ทำพื้น ฝา หีบใส่ของ และการก่อสร้างต่าง ๆ เรือขุด คันไถ ทำเครื่องใช้ทางการเกษตร 2.ประโยชน์ทางด้านสมุนไพร ราก : ใช้แก้พิษโลหิต ซึ่งมีอาการทำให้ร้อน เปลือกต้น :ใช้แก้โรคเกี่ยวกับปัสสาวะพิการ ใบ : รักษาแผลติดเชื้อ ดอก : แก้ตาเปียกแฉะ ผล : เป็นยาเจริญอาหาร บำรุง แก้ไข้ ท้องร่วง โรคเรื้อน ริดสีดวงทวาร ท้องมาน ถ้ารับประทานมาก ๆ เป็นยาเสพติด และทำให้หลับเมื่อเอาเมล็ดออก ย่างไฟนาบสะดือเด็กหลังจากสายสะดือหลุด ผลค่อนข้างสุก เป็นยาระบาย เมื่อสุกเต็มที่เป็นยาสมาน  ผลแห้ง แก้ไอ เสียงแห้ง เจ็บคอ ธาตุพิการ 3. ประโยชน์ด้านอื่น  ผลดิบ ใช้รับประทานเป็นยาระบาย เปลือกและผลให้สีขี้ม้าใช้ย้อมผ้า  ผลให้น้ำฝาดชนิด Pyrogallol และ Catecholhttp (ข้อมูลจาก http://www.dnp.go.th/).

 

เสริมศักยภาพครูบัญชี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอังคาร 5 สิงหาคม 2557 เวลา 00:00 น.

นายวิมล จันทรโรทัย รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 นี้  กรมตรวจบัญชีสหกรณ์จึงได้จัดสัมมนาเกษตรกรดีเด่น สาขาบัญชีฟาร์มระดับประเทศขึ้น เพื่อพัฒนาและเพิ่มศักยภาพความสามารถของครูบัญชีอาสาในการนำองค์ความรู้ไปปรับใช้เพื่อเตรียมความพร้อมในการขับเคลื่อนภาคเกษตรไทยสู่การผลิตรอบใหม่และเตรียมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยเฉพาะการก้าวสู่การเป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart  Farmer) เพื่อรองรับนโยบายของรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ด้าน นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวเสริมว่า ที่ผ่านมากรมตรวจบัญชีฯ ได้สร้างแกนนำอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชีหรือครูบัญชีอาสา เพื่อเป็นตัวแทนของกรมตรวจฯ ในการทำหน้าที่เป็นวิทยากรวิทยากรผู้ช่วยในการถ่ายทอดความรู้การสอนแนะ การกระตุ้นการเรียนรู้และติดตามผลการจัดทำบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน บัญชีต้นทุนประกอบอาชีพแก่เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร  เยาวชนและประชาชนทั่วไป ที่สนใจในชุมชน.

 

กลุ่มใช้สารอินทรีย์ บ้านเนินตะแบก ตัวอย่างความสำเร็จของการพึ่งตนเอง – เกษตรทั่วไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอังคาร 5 สิงหาคม 2557 เวลา 00:00 น.

ปัจจุบันต้นทุนการผลิตของเกษตรกรไม่ว่าจะปลูกข้าว พืชผัก หรือไม้ผลต่างก็มีต้นทุนการผลิตที่มีแนวโน้มสูงขึ้นไปตามราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ขณะที่ราคาจำหน่ายพืชผลทางการเกษตรกลับมีทิศทางที่ผันผวนไปตามความต้องการของตลาด ฉะนั้นการปรับลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรให้ได้มากที่สุดน่าจะเป็นหนทางรอดอย่างยั่งยืนและมั่นคง

นายวิญญู เสมียนรัมย์ ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินสระแก้ว สำนักงานพัฒนา ที่ดินเขต 2 กรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า พฤติกรรมของเกษตรกรส่วนใหญ่ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว จะไม่ค่อยสนใจการผลิตปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใช้เอง เนื่องจากเกษตรกรมีการปลูกพืชหลากหลาย ทั้งทำไร่ด้วย ทำนาด้วย ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีเวลามาทำปุ๋ยเอง จะอาศัยการหาซื้อปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ซึ่งสะดวก รวดเร็วกว่า แต่พฤติกรรมดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นการใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมีอย่าง ยาวนานและปริมาณที่มากเกินความจำเป็นประกอบกับไม่มีการปรับปรุงบำรุงดินอย่างถูกวิธี ทำให้ผลผลิตพืชตกต่ำ ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ขณะที่ราคาจำหน่ายผลผลิตไม่คุ้มค่ากับการลงทุน

ที่ผ่านมาสถานีพัฒนาที่ดินสระแก้ว ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรตระหนักถึงความสำคัญของการปรับปรุงบำรุงดินด้วยพืชปุ๋ยสด คือการปลูกพืชตระกูลถั่วอย่างปอเทือง ถั่วพร้า เพื่อไถกลบเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน เวลาปลูกพืชในฤดูกาลต่อไปจะช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้ไม่ต่ำกว่าครึ่ง รวมถึงสาธิตการทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพจากสารเร่ง พด. การทำสารขับไล่แมลงจากพืชสมุนไพร รวมถึงการถ่ายทอดความรู้และนวัตกรรมด้านการพัฒนาที่ดินทุกรูปแบบให้กับเกษตรกรตามความเหมาะสมของสภาพพื้นที่ เพื่อให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ตัวอย่างการดำเนินงานที่เห็นผลเป็นรูปธรรมหนึ่งของสถานีพัฒนาที่ดินสระแก้ว คือการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรใช้สารอินทรีย์ ทด แทนสารเคมีบ้านเนินตะแบก ต.เขาสามสิบ อ.เขาฉกรรจ์ จ.สระแก้ว ที่สามารถ รวมกลุ่มเกษตรกรผลิตข้าวอินทรีย์จำหน่ายกันเอง โดยลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก หันมาพึ่งพาการใช้ควายไถนาแทนเครื่องจักรกล การใช้ปุ๋ยที่ผลิตเองแทนปุ๋ยเคมี ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงอย่างมาก และได้ผลตอบแทนเป็นที่น่าพอใจ สุขภาพ ของเกษตรกรที่นี่ดีขึ้น คุณภาพชีวิตก็ดีขึ้นตามไปด้วย

นายวิญญู กล่าวเพิ่มเติมว่า กลุ่มเกษตรกรใช้สารอินทรีย์ฯ บ้านเนินตะแบก ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2550 มีการรวมกลุ่มสมาชิก 20 คน ซึ่งมีนายชื่น ศรีกระหวัน เป็นประธานกลุ่ม โดยสมาชิกแต่ละคนมีความมุ่งมั่นในการผลิตสารอินทรีย์เพื่อลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร ทำให้กลุ่มมีความเข้มแข็งในการร่วมแรงร่วมใจกันดำเนินกิจกรรม ทั้งการเลี้ยงโค กระบือ นำมูลมาทำปุ๋ย ปลูกหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ การปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน การใช้สารเร่ง พด.1 พด. 2 พด.3 พด.7 น้ำหมักชีวภาพ พด.2 ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตร ที่สำคัญคือการใช้ควายไถนานอกจากเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทยแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนการผลิตอย่างมากเพราะไม่ต้องพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีราคาสูงขึ้นตลอดเวลา

ซึ่งผลจากการที่สถานีพัฒนาที่ดินสระแก้ว ได้เข้าไปถ่ายทอดความรู้พร้อมสนับสนุนปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นถังหมัก กากน้ำตาล สารเร่ง พด. เมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสด ให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ  รวมทั้งมีการตรวจเยี่ยมกลุ่ม และติดตาม      ผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ปรากฏว่าเกษตรกร มีการนำความรู้และสิ่งต่าง ๆ ที่สถานีพัฒนาที่ดินสระแก้วได้เข้าไปส่งเสริมสามารถนำไปใช้ในการผลิตพืชปลอดภัยและพัฒนา การทำผลิตข้าวอินทรีย์ ทั้งข้าวขาวดอกมะลิ 105  ข้าวมะลิแดง พืชผักสวนครัว

ส่วนผลสัมฤทธิ์ด้านการเปลี่ยนแปลงหลังการใช้อินทรียวัตถุในการปรับปรุงบำรุงดิน ทั้งน้ำหมักชีวภาพ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก พืชปุ๋ยสดในการบำรุงดินแล้ว พบว่าดินมีความอุดมสมบูรณ์เพิ่มขึ้น คุณสมบัติของดิน โครงสร้างของดินดีขึ้น การไถพรวนง่ายขึ้น พืชมีการเจริญเติบโตดี ผลผลิตสูงขึ้น เกษตรกรไม่มีการใช้ปุ๋ยเคมีในการผลิต  ข้าว ทำให้มีผลผลิตเพิ่มขึ้นประมาณไร่ละ 50 กิโลกรัม รายได้เพิ่มขึ้นจากการขายข้าวสารกิโลกรัมละ 50 บาท พืชผักสวนครัว ซึ่งนำไปจำหน่าย ณ พิพิธภัณฑ์การ เกษตรเดือนละครั้ง และการจำหน่ายให้กับผู้บริโภคโดย ตรง สามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี

หากเกษตรกรท่านใดสนใจแนวทางการทำเกษตรลดการใช้สารเคมีอย่างกลุ่มเกษตรกรฯ บ้านเนินตะแบก สามารถติดต่อได้ที่สถานีพัฒนาที่ดินสระแก้ว หรือที่นายชื่น ศรีกระหวัน  เลขที่ 68 หมู่ที่ 6 ต.เขาสามสิบ อ.เขาฉกรรจ์ จ.สระแก้ว โทร. 08-7128-5235

…เพราะนอกจากนายชื่น จะเป็นประธานกลุ่มเกษตรกรฯ บ้านเนินตะแบก ยังได้รับการคัดเลือกให้เป็นศูนย์เรียนรู้การพัฒนาที่ดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง เป็นศูนย์กลางให้บริการงานพัฒนาที่ดินแก่เกษตรกรในพื้นที่อำเภอเขาฉกรรจ์ ตลอดจนผู้สนใจที่จะมาศึกษาดูงานได้ด้วย.

 

‘อ่อน อาสาธง’ ปราชญ์ชาวบ้าน ต้นแบบ…เศรษฐกิจพอเพียง – เกษตรคุรุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันจันทร์ 4 สิงหาคม 2557 เวลา 00:00 น.

นายอ่อน อาสาธง อายุ 65 ปี อยู่บ้านเลขที่ 53 บ้านแสงอรุณ ต.บุญทัน อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู ภรรยาคือนางนาง อาสาธง  มีบุตรชาย 4 คน นายอ่อนจบการศึกษามัธยมศึกษาปีที่ 3 ในอดีตเคยเป็นผู้ใหญ่บ้าน และได้รับรางวัลผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม จนได้รับแหนบทองคำ เมื่อปี 2548 ปัจจุบันนี้ได้เกษียณราชการจากการเป็นผู้ใหญ่บ้าน หันมาเป็นเกษตรกรทำการเกษตร ประสบการณ์ในการทำงานภาคเกษตรกรมากว่า 40 ปี กิจกรรมที่ทำได้แก่ปลูกข้าวอินทรีย์ จำนวน 7 ไร่ ผักสวนครัว (กะหล่ำปลี หอม ข้าวโพด) 1 งาน สวนไม้ผล (ลำไย มะม่วง แก้วมังกร มะพร้าว) งาน ยางพารา  จำนวน 5 ไร่ เลี้ยงปลาในนาข้าว เลี้ยงปลาทับทิม เลี้ยงกบ เลี้ยงเป็ด เลี้ยงหมูป่า เลี้ยงไก่งวง  มีความหลากหลายในพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด 13  ไร่ เขาเล่าให้ฟังว่า ก่อนที่เราจะทำการเกษตรที่ประสบความสำเร็จได้  ต้องมีคติประจำใจเสียก่อนว่า “คิดก่อนทำ อย่าทำก่อนคิด” คนเราถ้ารู้จักตนเองแล้ว จะคิดหรือทำอะไรก็สามารถตัดสินใจได้ว่าสมควรหรือไม่อย่างไร สิ่งนี้แหละทำให้ชีวิตถึงจะมีความสุขและประสบความสำเร็จได้ และเป็นครอบครัวอบอุ่น มีความขยันหมั่นเพียร ใช้เวลาว่างในแต่ละวันอย่างคุ้มค่า ไม่ปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์ มีการออมทรัพย์ การลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ในครอบครัว ไม่ดื่มสุราหรือประมาณตนเองได้ว่าดื่มได้มากน้อยเพียงไร ไม่เล่นการพนันและไม่เสพยาเสพติด ซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหาครอบครัว ปัญหาสังคม และปัญหาประเทศชาติ ชอบอยู่อย่างสงบ เรียบง่ายและชอบปลูกต้นไม้ ทำสวน รู้จักการใช้วัสดุที่มีอยู่ในพื้นที่ และสามารถหาได้ง่ายมาใช้ทางการเกษตร สอนลูกทุกคนไม่ให้เกเร ไม่เล่นการพนัน ไม่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ไม่ดื่มสุรา ยาเมา ไม่เบียดเบียนหรือรังแกคนที่อ่อนแอกว่า และให้โอกาสแก่ครัวเรือนอื่น ๆ ช่วยเหลือเพื่อนบ้าน แบ่งปันความรู้ ความรัก ความสามัคคี เป็นภูมิคุ้มกันทางสังคม คุ้มกันครอบครัวที่ดี  การใช้จ่ายในครัวเรือน จะต้องมีการจัดทำบัญชีในครัวเรือน ต้องระมัดระวังว่า ควรจ่ายมากจ่ายน้อย พอกำลังตนอย่างไร และจำเป็นต่อชีวิตประจำวันนั้น นอกจากนี้ตนยัง รักษาศีล 5 ตามหลักพระพุทธศาสนา ยึดหลักธรรมเป็นเครื่องชี้นำทางของชีวิต ทำสิ่งที่ถูกต้องตามครรลองครองธรรม รู้จักกตัญญูรู้คุณบุพการี จึงจะเป็นเกษตรกรแบบพอเพียงได้

นายอ่อน  เล่าให้ฟังอีกว่า การทำการเกษตรในปัจจุบันนี้ เห็นได้ว่าเรื่องปัจจัยการผลิตมีราคาแพง เช่น ปุ๋ยเคมี เมล็ดพันธุ์พืช ราคาน้ำมัน สารเคมี เป็นต้น และราคาผลผลิตตกต่ำ เราไม่สามารถกำหนดราคาเองได้  ถ้าเราทำการเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียง ค่อย ๆ ทำเรื่อย ๆ และทำงานให้มีความสุข คิดว่าการเกษตรแบบนี้จะทำให้เกษตรกรมีความมั่นคงต่ออาชีพการเกษตร สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ ไม่เป็นหนี้เป็นสิน ปัจจุบันมีการเลี้ยงกบ จำนวน 1,500  ตัว กบที่เพาะเลี้ยงเป็นกบนา เพราะเจริญเติบโตเร็ว และเป็นที่นิยม กบที่ปล่อยขายในตลาดที่เป็น “ฮวก” หรือลูกอ๊อด ช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภา คม จะขายกิโล กรัมละ 120-180  บาท โดยช่วงต่อไปกบจะมีราคาสูงถึง  170 บาท/กิโลกรัม  ปลาทับทิม จำนวน 20,000 ตัว ปล่อยเลี้ยงตามบ่อน้ำในร่องสวน ปล่อยกินอาหารตามธรรมชาติหรือเศษอาหารจากการให้อาหารกบ จำหน่ายกิโลกรัมละ 120 บาท มีการปลูกกล้วยหอมทองบริเวณขอบสระ จำนวน 30 ต้น เลี้ยงหมู่ป่า จำนวน 20  ตัว  ไก่งวง 30  ตัว ทำนาอินทรีย์ จำนวน 7 ไร่  จะมีการไถกลบตอซัง จะไม่เผาฟาง จะใช้มูลวัว มูลควาย ไปหว่านในแปลงนาข้าว การเตรียมดินจะไถพรวนผาน 3-6  ทิ้งไว้ประมาณ 7-10  วัน หลังจากนั้นขังน้ำให้ได้ ประมาณ 3 เซนติเมตร ไถพรวนแล้วคราดดินให้ละเอียด เพาะเมล็ดข้าวให้งอกตุ่มตายาวประมาณ 1-2 มิลลิเมตร หว่านเมล็ดพันธุ์ที่งอกแล้ว ค่อย ๆ เพิ่มระดับน้ำจนต้นกล้าข้าวอายุ 25-30  วัน จึงนำไปปักดำได้

สำหรับพันธุ์ข้าวใช้พันธุ์ กข 6 จะใช้วิธีปักดำที่ระยะ 25×25 เซนติเมตร การใช้ปุ๋ยจะใช้ปุ๋ยอินทรีย์รองพื้นก่อน ให้ใส่ก่อนไถพรวน โดยจะใส่ปุ๋ยคอก ในอัตรา 40-50  กิโลกรัม/ไร่  และการรักษาคุณภาพข้าวพันธุ์ดี จะมีการสำรวจต้นข้าวในระยะแตกกอ โดยตรวจดูลักษณะการแตกกอ การชูใบ ขนาดความสูงของใบ หากพบต้นผิดปกติให้ถอนทิ้งทันที ส่วนระยะออกดอก ต้องคอยตรวจดูความสูงของต้นข้าวในระยะออกดอก การออกดอกก่อนหรือหลัง ลักษณะดอก สี ขนาดของเกสร ถ้าพบต้นผิดปกติ ให้ตัดทิ้งทันทีเช่นกัน การเก็บเกี่ยวในช่วงเวลาที่เหมาะสม จะทำให้น้ำหนักเมล็ดสูง เปอร์เซ็นต์ข้าวเต็มเมล็ดดี และมีคุณภาพ จนได้รับการประกวดเกษตรกรปราดเปรื่องเรื่องการผลิตข้าว จังหวัดหนองบัวลำภู ได้ผลผลิต 915  กิโลกรัม/ไร่ เป็นคนขยันขันแข็งแถมไม่สุงสิงกับอบายมุขเช่นนี้ ย่อมได้รับรางวัลมากมาย และสำหรับปี 2557 นี้ได้รับประกาศเกียรติบัตรรางวัลชนะเลิศ อันดับที่ 1 เกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) ต้นแบบด้านข้าว จังหวัดหนองบัวลำภู โครงการประกวดเกษตรกรปราดเปรื่อง ด้านการผลิตข้าว กรมการข้าว

นายสวง โฮสูงเนิน รักษาการในตำแหน่งเกษตรอำเภอสุวรรณคูหา กล่าวว่า แปลงไร่นาสวนผสมแบบเศรษฐกิจพอเพียงแปลงนี้ นับว่าเป็นแปลงที่สามารถเป็นแบบอย่างในระดับอำเภอและจังหวัดได้ เนื่องจากมีการจัดการระบบน้ำ การเลี้ยงสัตว์น้ำ การทำนา การเลี้ยงสัตว์ อย่างเป็นระบบ รู้จักการใช้วัสดุที่มีอยู่ในพื้นที่มาใช้ประโยชน์  เป็นแบบอย่างที่จะนำไปใช้ประโยชน์และแนวทางในการพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืนต่อไป

ผู้ใดสนใจอยากจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอสุวรรณคูหา โทร. 08-1871-8088  หรือ นายอ่อน อาสาธง โทร. 08-3357- 7745.

 

เพิ่มรายได้ชาวสวนยาง สกย.หนุนอาชีพเสริม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันจันทร์ 4 สิงหาคม 2557 เวลา 00:00 น.

นายประสิทธิ์ หมีดเส็น รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) เปิดเผยว่า สกย.ได้วางเป้าหมายที่จะเพิ่มรายได้เฉลี่ยของเกษตรกรชาวสวนยางพาราจากปัจจุบันที่มีรายได้เฉลี่ยครัวเรือนละประมาณ 150,000-160,000 บาทต่อปี เพิ่มขึ้นเป็นไม่น้อยกว่า 180,000 บาทต่อครัวเรือนต่อปี ภายในปี 2559 โดยจะส่งเสริมให้เกษตรกรประกอบอาชีพเสริม ซึ่ง สกย.พร้อมที่จะให้การสนับสนุนเงินทุนประมาณรายละไม่เกิน 50,000 บาท ทั้งนี้เกษตรกรอาจจะรวมตัวเป็นกลุ่มร่วมกันทำอาชีพเสริม หรือทำคนเดียวก็ได้ หาก สกย. พิจารณาแล้วเห็นว่ามีความเป็นไปได้ก็จะให้การสนับสนุนทันที

สำหรับแนวโน้มสถานการณ์ราคายางนั้น ขณะนี้ยังไม่มีปัจจัยสนับสนุนที่จะทำให้ราคายางเพิ่มขึ้น คาดว่าจะทรงตัวในราคาปัจจุบันคือ ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ประมาณ 60 บาทต่อกิโลกรัม ราคาน้ำยางดิบประมาณ 55 บาทต่อกิโลกรัม และราคายางก้อนถ้วยประมาณ 25 บาทต่อกิโลกรัม หากราคายางอยู่ในระดับราคานี้ จะทำให้เกษตรกรชาวสวนยาง ซึ่งส่วนใหญ่จะมีสวนยางประมาณครัวเรือนละ 10 ไร่ จะมีรายได้ประมาณ 150,000 บาทต่อปี ดังนั้นหากต้องการให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น จำเป็นต้องหารายได้จากอาชีพเสริม

“เกษตรกรจะต้องขยัน ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะอาชีพการทำสวนยาง เป็นอาชีพที่มีเวลาพอเพียงที่จะทำอาชีพเสริมโดยที่ไม่กระทบต่อการทำสวนยาง ที่ผ่านมามีเกษตรกรหลายรายประสบผลสำเร็จจากอาชีพเสริม มีรายได้มากถึงเดือนละ 50,000 บาท ดังนั้น เกษตรกรควรสำรวจตัวเองว่าต้องการทำอาชีพเสริมอะไร มีตลาดรองรับหรือไม่ หากไม่มีความชำนาญสามารถขอเข้ารับการอบรมจาก สกย.ได้ ซึ่ง สกย.มีการอบรมอาชีพเสริมอย่างต่อเนื่อง และเมื่อตัดสินใจจะทำอาชีพเสริมอะไรแล้ว แต่ขาดเงินทุน ก็สามารถนำเสนอโครงการขอรับการสนับสนุนจาก สกย. ในอัตราดอกเบี้ยต่ำเพียงร้อยละ 3 ต่อปีได้” นายประสิทธิ์กล่าว.