ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 13 ตุลาคม 2556 เวลา 00:00 น.

วันอาทิตย์ 13 ตุลาคม 2556 เวลา 00:00 น.

“ข้าวเม่าหมี่” เป็นอาหารไทยโบราณพื้นบ้านที่เด็กสมัยก่อนชื่นชอบ ลักษณะของข้าวเม่าหมี่จะทอดจนมีสีเหลืองนวล ผสมนํ้าตาลทราย กุ้งแห้ง ถั่วลิสง และเต้าหู้ทอดหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่กระเทียมเจียวที่มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ไม่ใส่สีและสารกันบูด ณ ปัจจุบันหากจะหารับประทาน ยากแสนยาก แต่วันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” มีสูตรการทำมานำเสนอ…

***************

อาจารย์ชมุค พรรณดวงเนตร อาจารย์ประจำภาควิชาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เป็นผู้ประยุกต์ปรับปรุงเมนูอาหารไทยพื้นบ้านดังกล่าวนี้ให้เป็นเมนูจานใหม่ คิดทำ “ข้าวเม่าหมี่จากข้าวกล้องงอก” จากอาหารไทย สร้างให้เป็นสไตล์สากล เพื่อรองรับประชาคมอาเซียน และเพื่อเผยแพร่ให้เด็กไทยยุคนี้ได้รู้จักและสามารถรับประทานได้ และก็น่าช่วยสร้างอาชีพให้คนไทยได้ด้วย

ที่มาของเมนูนี้ อ.ชมุค เล่าให้ฟังว่า มาจากการทำวิจัยในต่างจังหวัด ที่ชาวบ้านต้องการสร้างมูลค่าเพิ่ม “ข้าวกล้องงอก” ซึ่งข้าวกล้องงอกถือว่าเป็นนวัตกรรมหนึ่งที่กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมากสำหรับคนที่รักสุขภาพ เพราะเป็นข้าวที่มีสารอาหารที่มีประโยชน์มากมายหลายชนิด มีสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มฟิโนลิคที่ช่วยยับยั้งการเกิดฝ้า ชะลอความแก่ และสารออริซานอลที่ช่วยควบคุมระดับ-ลดอาการผิดปกติของวัยทอง ที่สำคัญที่ต้องเน้นเป็นพิเศษคือ สารกาบา (GABA) ซึ่งกาบาเป็นกรดอะมิโนที่มีบทบาทสำคัญที่ทำหน้าที่สื่อสารประสาท ปัจจุบันวงการแพทย์มี การใช้สารกาบา รักษาโรคเกี่ยวกับระบบประสาทหลายโรค เช่น ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ช่วยให้ผ่อนคลาย ทำให้จิตใจสงบ ลดความเครียดวิตกกังวล ลดความดันโลหิต และในข้าวนี้ยังมีเส้นใยอาหาร ช่วยควบคุมระดับนํ้าตาลในเลือด ช่วยควบคุมนํ้าหนัก ป้องกันมะเร็งลำไส้ และลดอาการท้องผูก นอกจากนี้ยังมีวิตามินอี ช่วยลดการเหี่ยวย่นของผิว

“ข้าวชนิดนี้มีสารอาหารที่มีประโยชน์มากมาย จึงได้รับความนิยมในหมู่คนที่รักสุขภาพ ผู้ที่มีไอเดียจึงนำข้าวกล้องงอกไปแปรรูปเป็นของกินรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่า และให้ตรงความต้องการ เช่น นํ้าข้าวกล้องงอก ไอศกรีม ป๊อปไรท์ ข้าวแต๋น เต้าฮวยฟรุตสลัด ข้าวหมาก ข้าวจี่ชุบไข่ ฯลฯ จึงได้คิดค้นโดยใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านโบราณมาดัดแปลงข้าวเม่าหมี่ นำข้าวกล้องงอกมาแทนข้าวเม่าที่หายากและราคาแพง เพื่อให้ผู้ที่สนใจนำไปต่อยอดสร้างเป็นอาชีพ”

อ.ชมุค แจกแจงว่า ส่วนผสมในการทำ “ข้าวเม่าหมี่จากข้าวกล้องงอก” แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนผสมข้าวคลุก ใช้…ข้าวกล้องงอก, นํ้าตาลทราย, นํ้าผึ้ง, เกลือป่น, แบะแซ, เนยสด และส่วนของเครื่องผสม ก็มี…งาดำ, งาขาว, เต้าหู้ขาวชนิดแข็ง, แครอทอบแห้ง, กุ้งสดอบทอด, ต้นหอมอบแห้ง และนํ้ามันพืช

อุปกรณ์หลัก ๆ ที่ใช้ในการทำก็มี… ตู้อบลมร้อน, เตาแก๊ส, กระทะทอง, ไม้พายเล็ก, ถาด เเละอุปกรณ์เบ็ดเตล็ดที่ใช้ครัวเรือนทั่ว ๆ ไป

ขั้นตอนการทำ “ข้าวเม่าหมี่จากข้าวกล้องงอก” เริ่มจากนำข้าวกล้องงอกที่หุงสุกแล้วมาเกลี่ยให้กระจายทั่วบนถาด นำเข้าอบในตู้อบลมร้อนที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 5 ชั่วโมง

หั่นเต้าหู้ขาวชนิดแข็งเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า นำเข้าอบและใช้เวลาเหมือนกับข้าวกล้องงอก หั่นแครอทสดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็ก ๆ นำไปลวกให้สุก พักให้สะเด็ดนํ้า ก่อนจะอบเหมือนกับข้าวกล้องงอก ส่วนต้นหอมนำมาซอยเป็นชิ้นเล็ก ๆ นำเข้าอบเป็นเวลา 5 ชั่วโมง กุ้งสดนำมาล้างให้สะอาด แกะเปลือก สับหยาบ ๆ นำเข้าอบเป็นเวลา 2 ชั่วโมง (ส่วนผสมแต่ละอย่างต้องแยกกันอบ) เสร็จแล้วนำใส่ภาชนะเตรียมไว้

เมื่อเตรียมส่วนผสมข้าวคลุกเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้นำข้าวกล้องงอกอบแห้ง เต้าหู้อบแห้ง และกุ้งอบแห้ง ลงไปทอดในนํ้ามัน ใช้ไฟอ่อน ทอดให้ส่วนผสมมีลักษณะเหลืองกรอบ แล้วตักขึ้นพักไว้ให้สะเด็ดนํ้ามัน (การทอดส่วนผสมนั้น ต้องทอดทีละอย่าง อย่ารวมกัน เพราะส่วนผสมแต่ละอย่างจะสุกไม่พร้อมกัน)

นำส่วนผสมของนํ้าตาลทราย นํ้าผึ้ง เกลือ แบะแซ เนยสด และนํ้าสะอาด ใส่ลงกระทะทอง ตั้งไฟเคี่ยวด้วยไฟอ่อน ๆ ไปเรื่อย ๆ จนนํ้าเชื่อมมีลักษณะเหนียวข้นคล้ายคาราเมล แล้วนำส่วนผสมของข้าวกล้องงอกอบแห้งทอด เต้าหู้อบแห้งทอด กุ้งอบแห้งทอด และแครอทอบแห้ง ต้นหอมอบแห้ง งาขาว งาดำ ใส่ลงอ่างผสม ใช้ไม้พายคลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน

จากนั้นนำส่วนผสมที่คลุกเคล้ากันดีแล้วไป ใส่ลงในกระทะทองที่มีเครื่องผสม คลุกเคล้าให้เข้ากันโดยใช้ไฟอ่อน ๆ ชิมเพื่อปรับ แต่งรสชาติตามใจชอบ เสร็จแล้วปิดไฟ ทิ้งไว้ให้เย็น เก็บใส่ภาชนะที่มีฝาปิดสนิทหรือบรรจุผลิตภัณฑ์ โดย “ข้าวเม่าหมี่จากข้าวกล้องงอก” นี้สามารถเก็บไว้ได้นานเป็นเดือน ๆ โดยไม่ใส่สารกันบูด

****************

ใครสนใจทำ “ข้าวเม่าหมี่จากข้าวกล้องงอก” ขายเป็น “ช่องทางทำกิน” ก็ลองฝึกฝนกันดู หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจาก อ.ชมุค พรรณดวงเนตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ก็ติดต่อได้ที่ภาควิชาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ โทร. 0-2549-3160-61 หรือ 08-4094-8222 ซึ่งทางอาจารย์ยังมีสูตรอาหารเพื่อสุขภาพที่น่าสนใจอีกหลายชนิด.

เชาวลี ชุมขำ : เรื่อง / สุนิสา ธนพันธสกุล : ภาพ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันเสาร์ 12 ตุลาคม 2556 เวลา 00:00 น.

วันเสาร์ 12 ตุลาคม 2556 เวลา 00:00 น.

งานไม้ใส่ไอเดียยังเป็นชิ้นงานน่าสนใจ เพราะพลิกแพลงต่อยอดทำขายได้ตลอด แม้ไม่มีหน้าร้านแต่ก็ยังสามารถขายสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ตหรือสื่อสังคมสุดฮิตอย่างเฟซบุ๊กได้ สำคัญอยู่ที่การหาจุดเด่นสินค้า และมองตลาดออกว่าสินค้าของเราน่าจะถูกจุดตรงใจลูกค้ากลุ่มใด อย่างเช่นงาน ’นาฬิกาไม้“ ทำมือ ที่ทีม ’ช่องทางทำกิน“ จะนำเสนอในวันนี้…

“ชัยยุทธ ดีวรรณ” เจ้าของชิ้นงาน “นาฬิกาไม้” ที่ใช้ชื่อสินค้าว่า “EMIT” ซึ่งเป็นการเล่นคำจากคำว่า “TIME” ที่แปลว่า “เวลา” บอกเล่าว่า ก่อนหน้าจะยึดอาชีพทำงานนาฬิกาไม้นี้ ทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์คอมพิวเตอร์มาก่อน ต่อมารู้สึกเบื่อ คิดอยากจะหาธุรกิจที่เป็นของตนเองขึ้นมาสักธุรกิจหนึ่ง จึงคิดว่างานไม้น่าจะเหมาะ เพราะโดยส่วนตัวชอบงานประเภทนี้อยู่แล้ว และรู้สึกว่างานไม้มีเสน่ห์ในตัว จึงคิดค้นหารูปแบบชิ้นงาน และก็มาลงตัวที่งานทำนาฬิกาจากไม้

ชัยยุทธ บอกว่า เริ่มเปิดร้านแบบออนไลน์เต็มตัวมาได้ประมาณ 3 เดือนแล้ว โดยจำหน่ายสินค้าผ่านทางเฟซบุ๊กในชื่อ http://www.facebook.com/emitclock ซึ่งที่ผ่านมามีผลตอบรับดี นอกจากลูกค้าทั่วไป ก็ยังมีลูกค้าที่รับสินค้าไปจำหน่ายต่อ รวมถึงมีกลุ่มลูกค้าที่สั่งทำชิ้นงานเฉพาะ เพื่อนำไปมอบเป็นของขวัญ ของที่ระลึก เนื่องในโอกาสพิเศษด้วย

ข้อดีของการเปิดร้านออนไลน์แบบนี้ ในฐานะที่คลุกคลีกับงานด้านไอที ชัยยุทธกล่าวว่า การเปิดร้านลักษณะนี้ทำให้ต้นทุนในการทำธุรกิจลดลงไปได้มาก อีกทั้งการเปิดร้านออนไลน์ยังเป็นการช่วยทดสอบตลาดของชิ้นงานได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งการเปิดร้านออนไลน์แบบนี้ ยังช่วยขยายฐานให้กับสินค้าได้อีกด้วย แต่จุดสำคัญคือ ต้องพยายามอัพเดทกิจกรรมหรือสินค้าของร้านตลอดเวลา เพื่อให้ร้านค้าออนไลน์ของเรานั้นมีความเคลื่อนไหว ไม่หยุดนิ่ง ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการเปิดร้านออนไลน์

“ตอนนี้มีทั้งลูกค้าที่มารับชิ้นงานเพื่อจะไปจำหน่ายต่อ ตามแหล่งท่องเที่ยว รวมทั้งลูกค้าที่สั่งทำชิ้นงานตามที่ลูกค้าต้องการ เพื่อนำไปมอบเป็นของขวัญ ของที่ระลึก” ชัยยุทธกล่าว

สำหรับนาฬิกาไม้ทำมือที่ทำขึ้นนั้น ปัจจุบันมีแบบใหม่ ๆ เพิ่มตลอด ซึ่งนอกเหนือไปจากรูปแบบที่มีทั้งแบบมินิมัลและวินเทจแล้ว จุดเด่นจุดขายของชิ้นงานคือ การเพิ่มประโยชน์ใช้สอยของนาฬิกาเข้าไป เพื่อให้เป็นมากกว่านาฬิกาบอกเวลา เช่น ที่แขวนผ้า, ที่แขวนกุญแจ, ที่แขวนแก้ว, ชั้นวางหนังสือ, กล่องใส่ของ เพื่อสร้างความน่าสนใจ ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น

ทุนเบื้องต้น ลงทุนประมาณ 10,000 บาท ส่วนทุนวัสดุอยู่ที่ประมาณ 30% จากราคาขาย ซึ่งเริ่มตั้งแต่ราคา 400 บาท ไปจนถึง 1,500 บาท ขึ้นกับรูปแบบ ขนาด และรายละเอียดของชิ้นงาน

อุปกรณ์ที่ต้องใช้ หลัก ๆ อาทิ เลื่อยวงเดือนไฟฟ้า, เลื่อยฉลุไฟฟ้า, ทิมเมอร์หรือเครื่องแกะสลักไม้ และอุปกรณ์ในงานช่างไม้ อาทิ ค้อน ไขควง ตะปู กระดาษทราย เป็นต้น สำหรับวัสดุ ประกอบด้วย ไม้เนื้ออ่อน (ไม้สน ไม้วีเนียร์), ไม้สังเคราะห์ (พลาสวู้ด), กาวร้อน, กาวยาง, สีชนิดต่าง ๆ และตัวเครื่องนาฬิกา

ขั้นตอนการทำ เริ่มจากออกแบบนาฬิกาไม้ที่จะทำ โดยอาจวาดแบบร่างลงในสมุดเก็บแบบงานไว้ก่อน เมื่อได้รูปแบบที่ต้องการแล้วก็มาวางแผนการทำงาน โดยดูว่านาฬิกาที่จะทำนั้นมีส่วนประกอบไม้กี่ชิ้น เมื่อกำหนดได้แล้วก็ทำการเลือกไม้ที่จะนำมาตัด โดยตัดเป็นส่วนประกอบต่าง ๆ ไว้ อาทิ ตัวเรือนนาฬิกา, ชั้นวาง, หมุดที่จะใช้ทำเป็นที่แขวน ซึ่งบางชิ้นอาจจะซื้อสำเร็จรูปมาใช้ได้เลย เช่น หมุดไม้สำหรับทำที่แขวน ซึ่งก็จะช่วยย่นระยะเวลาได้มาก

เมื่อทำการตัดส่วนประกอบเสร็จแล้ว นำไม้ที่ตัดได้มาทำการขัดตกแต่งรอยที่ไม่เรียบด้วยกระดาษทรายหรือเครื่องเจียร จากนั้นทาสีไม้ที่จะใช้เป็นส่วนประกอบของนาฬิกา สำหรับส่วนหลังคานั้น ให้นำไม้สังเคราะห์ (พลาสวู้ด) มาลนไฟเล็กน้อย จากนั้นค่อย ๆ ดัดให้เป็นรูปโค้ง ก็จะได้เป็นส่วนหลังคา เมื่อเตรียมส่วนประกอบเสร็จ ก็นำชิ้นงาน อาทิ ตัวนาฬิกา ชั้นวาง ที่แขวนสิ่งของ มายึดติดด้วยกาวร้อน เพื่อให้ได้รูปทรงชิ้นงาน แล้วทิ้งไว้สักพัก

จากนั้นนำกาวยางมาทาส่วนประกอบที่จะนำไปทำเป็นหลังคา โดยทากาวยางที่ด้านใต้หลังคา จากนั้นทำการยึดประกอบหลังคาเข้ากับตัวเรือน นำเครื่องนาฬิกาที่เตรียมไว้มาประกอบเข้าที่ตัวเรือน ทำการตกแต่งด้วยสีหรือวัสดุอื่น ๆ ตามที่ได้ออกแบบไว้ เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำนาฬิกาไม้

โดยหากเป็นชิ้นงานที่ไม่ใหญ่มาก และมีรายละเอียดไม่มากนัก ในแต่ละวัน

ชัยยุทธจะสามารถประกอบนาฬิกาไม้ของเขาได้ไม่ต่ำกว่า 10 เรือน

“ผมเองเริ่มต้นจากศูนย์ งานไม้ก็ไม่เคยเรียนที่ไหน อาศัยสังเกตดูจากช่างไม้ที่มาต่อเติมบ้าน ว่ามีหลักอย่างไร ส่วนรูปแบบหรือแนวคิดก็พยายามศึกษาจากข้อมูลที่มีอยู่มากมายในอินเทอร์เน็ต แต่ไม่ลอกเลียน แค่นำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับรูปแบบของเรา ผมว่าถ้าตั้งใจ อาชีพนี้ก็ไปได้” เป็นคำแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจงานประดิษฐ์เช่นชัยยุทธ

สนใจติดต่อเจ้าของกรณีศึกษา ’ช่องทางทำกิน“ จาก ’นาฬิกาไม้ทำมือ“  รายนี้ ติดต่อได้ที่ โทร. 08-6722-1454 หรืออีเมล chaiyuth.dee@gmail.com หรือตามเฟซบุ๊กข้างต้น ซึ่งนี่ก็ถือว่าเป็นงานประดิษฐ์จากไม้อีกรูปแบบหนึ่งที่สามารถทำเป็นชิ้นงานทำเงินได้อย่างน่าสนใจ.

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ : เรื่อง/จุมพล นพทิพย์ : ภาพ
……………………………………………………………………………………………………………….

คู่มือลงทุน…นาฬิกาไม้ทำมือ

ทุนเบื้องต้น ประมาณ 10,000 บาท
ทุนวัสดุ ประมาณ 30% จากราคา
รายได้ ราคา 400-1,500 บาท
แรงงาน 1 คนขึ้นไป
ตลาด กลุ่มของใช้-ของที่ระลึก
จุดน่าสนใจ ใช้ทุนต่ำขายไอเดียราคาดี

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 6 ตุลาคม 2556 เวลา 00:00 น.

วันอาทิตย์ 6 ตุลาคม 2556 เวลา 00:00 น.

จากการที่ เดลินิวส์ ร่วมกับ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)/ เซเว่น-อีเลฟเว่น และ บริษัท ซีพี รีเทลลิงค์ จำกัด จัด “ฝึกอาชีพให้ประชาชนฟรี” เป็นรุ่นที่ 7 ตาม โครงการ “เดลินิวส์ฝึกอาชีพ” ไปเมื่อวันที่ 28 ก.ย. ที่ผ่านมาวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” นำสูตร-วิธีทำ “คุกกี้คอนเฟล็กซ์” มานำเสนอ เพื่อให้กิจกรรมนี้เป็นประโยชน์ในวงกว้างมากขึ้น….

……………………..

“คุกกี้คอนเฟล็กซ์” นี้ วิลัย จันโต คือวิทยากรผู้ฝึกสอนให้กับผู้เข้าฝึกอาชีพ โดยวิทยากรบอกว่า คุกกี้คอนเฟล็กซ์ ในตลาดยังมีคนทำไม่มาก ที่สำคัญสูตรที่สอนนี้ผู้ที่ได้เรียนรู้สามารถนำไปดัดแปลงทำคุกกี้ได้หลากหลาย

สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ทำคุกกี้คอนเฟล็กซ์ หลัก ๆ ก็มี… อ่างผสม ขนาด 1   และ 2 ลิตร, ที่ร่อนแป้ง, พายยาง, มีดฟันเลื่อย, ถ้วยตวงของแห้ง, ช้อนตวง, ตาชั่งอย่างละเอียด, ตะแกรง, กระดาษไข, ถ้วยตวง, ถาดอบคุกกี้, นาฬิกาจับเวลา, เครื่องตีไข่ (ใช้แบบอัตโนมัติหรือแบบมือตีก็ได้) และเตาอบไฟฟ้าหรือเตาอบแก๊ส ซึ่งราคาเตามีตั้งแต่หลักพันถึงหลักหมื่น แต่ถ้าใครมีเตาอบอยู่แล้ว ก็จะลงทุนอุปกรณ์อื่น ๆ ในวงเงินประมาณ 2,500 บาทเท่านั้น

เตาอบนั้นมีความสำคัญในการทำขนม เตาอบที่มีคุณภาพมีผลต่อการอบขนม ซึ่งขนมจะฟูหรือไม่ก็ขึ้นอยู่ที่เตาอบด้วย ถ้าเตามีคุณภาพไม่ดี อุณหภูมิเตาจะไม่คงที่ การอบขนมก็จะเป็นเรื่องที่ควบคุมคุณภาพได้ลำบาก….

ส่วนวัตถุดิบที่ใช้ทำคุกกี้คอนเฟล็กซ์ ตามสูตรมีดังนี้… เนยสด 150 กรัม, น้ำตาลไอซิ่ง 135 กรัม, แป้งเค้ก 150 กรัม, แป้งขนมปัง 100 กรัม, ไข่ไก่ 2 ฟอง, ผงฟู 4 กรัม, โซดาผง 2.5 กรัม, เกลือ 2.5 กรัม, ลูกเกดสับหยาบ 87.5 กรัม, เม็ดมะม่วงหิมพานต์อบ 125 กรัม, คอน
เฟล็กซ์ 200 กรัม

ขั้นตอนการทำ… เริ่มจากเปิดเตาอบ เปิดไฟบน-ไฟล่าง ให้อยู่ที่อุณหภูมิ 150 องศา เพื่อเป็นการวอร์มเตาให้ร้อนได้ที่ พร้อมใช้งาน ระหว่างนั้นก็มาเตรียมวัตถุดิบ เริ่มจากการนำแป้งเค้ก, แป้งขนมปัง, ผงฟู, โซดาผง และเกลือ ผสมรวมกันเทใส่ลงบนที่ร่อนแป้ง แล้วร่อนส่วนผสมทั้งหมดใส่ลงในกะละมัง พักไว้ก่อน จากนั้นก็นำเนยสดและน้ำตาลไอซิ่งเทผสมใส่ลงในกะละมังอีกใบ นำเครื่องตีแป้งแบบมือใส่ลงไป เริ่มตีโดยเปิดเครื่องให้เริ่มความเร็วจากเบอร์ 1 ทำการตีผสมไปเรื่อย ๆ ให้ส่วนผสมเนยสดและน้ำตาลไอซิ่งเข้ากัน โดยใช้เวลาในการตีประมาณ 5 นาที

หลังจากส่วนผสมเนยสดและน้ำตาลไอซิ่งเข้ากันแล้ว ให้เพิ่มระดับความเร็วเครื่องตีที่เบอร์ 3 ตีส่วนผสมต่อ โดยให้หัวตีของเครื่องยังคงจุ่มอยู่ในส่วนผสม ลักษณะการตีส่วนผสมคือ ไม่ควรยกส่วนหัวตีสูงเกินไป เพราะส่วนผสมจะฟุ้งกระจาย ตีโดยการหมุนส่วนของเครื่องตีแป้งแบบมือให้ถูกส่วนผสมมากที่สุด ตีต่อไปนานประมาณ 10 นาที โดยการตีส่วนผสมนั้น พอตีไปได้ 5 นาที ให้หยุดเครื่อง แล้วปาดส่วนผสมที่ติดอยู่ขอบด้านข้างให้เข้ามาอยู่ตรงกลาง เมื่อเสร็จแล้วเปิดเครื่องไปที่เบอร์ 3 ตีต่ออีก 5 นาที เมื่อครบตามจำนวนเวลาก็ปิดเครื่องตีแป้งพักไว้ก่อน

จากนั้นก็นำไข่ไก่ตอกใส่ภาชนะเตรียมไว้ แล้วใช้เครื่องตีแป้งแบบมือโดยใช้ส่วนของหัวตีจุ่มลงในส่วนผสมอีกครั้ง ค่อย ๆ เปิดเครื่องไล่ความเร็วจากเบอร์ 1 ไปจนถึงเบอร์ 3 ตีไปประมาณ 1 นาที แล้วจึงใส่ไข่ฟองแรกผสมลงไปในแป้งขณะที่ยังเปิดเครื่องตีอยู่ ตีต่อไปอีก 1 นาที จึงใส่ไข่ฟองที่สอง และตีต่ออีก 1 นาที แล้วก็ปิดเครื่อง

เมื่อส่วนผสมเนยน้ำตาลไข่ไก่เข้ากันดีแล้ว นำส่วนผสมแป้งเค้ก แป้งขนมปัง ผงฟู โซดาผง เกลือ ที่ร่อนเตรียมไว้ มาใส่รวมกัน โดยการเทผสมรวมกันต้องค่อย ๆ เท โดยเปิดเครื่องตีแป้งจุ่มลงในส่วนผสม เปิดความเร็วเบอร์ 1 ค่อย ๆ เทส่วนผสมที่ร่อนไว้ลงไปจนหมด จับเวลาตีต่อ 5 นาที ปิดเครื่อง ปาดส่วนผสมให้เข้ามาอยู่ตรงกลาง แล้วตีต่ออีก 5 นาที

หลังจากนั้นก็นำลูกเกดสับหยาบค่อย ๆ เทผสมลงไป โดยที่เครื่องตียังคงทำงานอยู่ที่ความเร็วคงที่ เบอร์ 1 ตีไปประมาณ 1 นาที พอลูกเกดเข้ากับส่วนผสมแล้วก็นำเม็ดมะม่วง หิมพานต์ค่อย ๆ เทลงในส่วนผสม ขณะที่เครื่องตียังทำงานอยู่ที่ความเร็วคงที่ เบอร์ 1 ใช้เวลาตีอีก 2 นาที จึงปิดเครื่อง เมื่อส่วนผสมเข้ากันเป็นอย่างดีแล้วจะมีความเหนียวไม่ติดมือ ปั้นเป็นก้อนได้ ก็ตักส่วนผสมปั้นเป็นก้อน ๆ ให้ได้น้ำหนักก้อนละ 20 กรัม โดยใช้ตาชั่งในการชั่ง จากนั้นเทคอนเฟล็กซ์ลงในถาดเตรียมไว้ นำคุกกี้ที่ปั้นเป็นก้อนลงคลุกกับคอนเฟล็กซ์ เตรียมไว้

นำกระดาษไขวางบนถาด และนำคุกกี้ที่คลุกคอนเฟล็กซ์แล้ววางเรียงลงไป ให้แต่ละชิ้นห่างกันประมาณ 1 นิ้ว วางจนเต็มถาดแล้วนำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 150 องศา ใช้เวลาอบประมาณ 15-20 นาที จนคุกกี้สุกเหลืองทั่วก็นำออกจากเตาอบ แซะคุกกี้ออกจากถาดพักไว้บนตะแกรงให้เย็น จึงจัดเก็บในภาชนะที่ปิดกั้นอากาศเข้า

จากปริมาณวัตถุดิบที่ว่ามา จะสามารถทำคุกกี้คอนเฟล็กซ์ได้ประมาณ 50 ชิ้น มีต้นทุนเฉพาะวัตถุดิบประมาณ 100 บาท หรือเฉลี่ยชิ้นละไม่เกิน 2 บาท สามารถจะตั้งราคาขายได้ที่ชิ้นละประมาณ 4 บาท

…………………….

ทั้งนี้ นี่ก็เป็นสูตรการทำ “คุกกี้คอนเฟล็กซ์” ที่ทาง ซีพี รีเทลลิงค์ และวิทยากรคือ วิลัย จันโต ฝึกสอนให้ประชาชนตาม โครงการ “เดลินิวส์ฝึกอาชีพ” รุ่น 7 หัวข้อ “คืนกำไรสู่สังคม ฝึกอบรมเบเกอรี่ ชี้ทางรวย” ซึ่งคุกกี้ชิ้นเล็ก ๆ นี้ก็อาจเป็น “ช่องทางทำกิน” ที่ทำให้รวยได้ ถ้าฝีมือดี การตลาดดี โดยในส่วนของ “เทคนิคการตลาด” นั้นในการจัดฝึกก็มีการบรรยายแนะนำ ซึ่งในหน้า “ช่องทางทำกิน” ก็จะสรุปมานำเสนอในวันเสาร์ที่ 12 ต.ค.

โปรดติดตาม…

ทีมช่องทางทำกิน :รายงาน / สันติ มฤธนนท์

วรัญญู เหมือนเดช, วรพรรณ เลอสิทธิศักดิ์ :ภาพ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันเสาร์ 5 ตุลาคม 2556 เวลา 00:00 น.

วันเสาร์ 5 ตุลาคม 2556 เวลา 00:00 น.

สืบเนื่องจากการจัด “ฝึกอาชีพให้ประชาชนฟรี” เป็นรุ่นที่ 7 ของ โครงการ “เดลินิวส์ฝึกอาชีพ” ซึ่งรุ่นนี้ทางเดลินิวส์ร่วมกับ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) / เซเว่น-อีเลฟเว่น และ บริษัท ซีพี รีเทลลิงค์ จำกัด จัดฝึกภายใต้หัวข้อ “คืนกำไรสู่สังคม ฝึกอบรมเบเกอรี่ ชี้ทางรวย” สอนทำบราวนี่ และคุกกี้คอนเฟล็กซ์ ทั้งนี้ เพื่อให้กิจกรรมนี้เป็นประโยชน์ในวงกว้างมากขึ้น วันนี้ทางทีม ’ช่องทางทำกิน“ ก็นำสูตรและวิธีทำ ’บราวนี่“ มานำเสนอ ณ ที่นี้…

******************

“พรพรรณ เจริญมิตร” วิทยากรผู้ฝึกสอน ซึ่งมีประสบการณ์การทำบราวนี่มานานกว่า 7 ปี และทำขายจนส่งตัวเองเรียนจบปริญญาตรี บอกว่า “บราว นี่” ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Sheet Cookies หรือคุกกี้แผ่น มีลักษณะคล้ายเค้กที่ไม่ขึ้นฟูมาก นิยมอบในถาดแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า และตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม วิธีทำเป็นแบบง่าย ๆ โดยคนส่วนผสมของเหลวและของแห้งให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน บางสูตรจะเคลือบหน้าด้วยช็อกโกแลต และโรยด้วยอัลมอนด์สไลด์ หรือเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ซึ่งทำให้อร่อยและดูน่ารับประทานยิ่งขึ้น ทั้งนี้ นักประวัติศาสตร์อาหาร สันนิษฐานว่า ขนมชนิดนี้เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาเป็นที่แรก ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 กล่าวกันว่า บราวนี่เกิดจากความบังเอิญในการทำเค้กช็อกโกแลต โดยลืมใส่ผงฟู เมื่ออบออกมาแล้วเค้กจึงไม่ขึ้นฟู แต่ก็กลับได้ขนมสีน้ำตาลเข้มเนื้อแน่น อันเป็นที่มาของชื่อ “Brownie”

“บราวนี่ทำง่าย ขายไม่ยาก ใช้เวลาทำเพียง 30 นาที ถือว่าคุ้มค่าต่อเวลาที่เราจะทำขาย” พรพรรณกล่าว และว่า “สูตรบราวนี่ที่สอนนี้เป็นสูตรที่ประยุกต์ดัดแปลงโดยใส่ผงฟูด้วย เพื่อให้บราวนี่ที่ทำออกมามีความนุ่มและอร่อยมากขึ้น”

สำหรับอุปกรณ์การทำบราวนี่ หลัก ๆ ก็มี…อ่างผสม ใช้ขนาด 1 และ 2 ลิตร, ที่ร่อนแป้ง, พายยาง, มีดฟันเลื่อย, ถ้วยตวงของแห้ง, ช้อนตวง, ตาชั่งอย่างละเอียด, แปรง, กระดาษไข, ถ้วยตวง, ถาดอบ, นาฬิกาจับเวลา, เครื่องตีไข่ (ใช้แบบอัตโนมัติหรือแบบมือตีก็ได้), เตาอบไฟฟ้าหรือเตาอบแก๊ส ซึ่งราคาเตามีตั้งแต่หลักพันถึงหลักหมื่น แต่ถ้าใครมีเตาอบอยู่แล้ว ก็จะลงทุนอุปกรณ์อื่น ๆ ในวงเงินประมาณ 2,500 บาทเท่านั้น

วัตถุดิบที่ใช้ทำบราวนี่ ตามสูตรนี้มีดังนี้คือ… แป้งเค้ก 100 กรัม, ผงโกโก้ 20 กรัม (ควรใช้ผงโกโก้สีเข้มเพราะขนมที่ทำออกมาจะสีสวย), ดาร์ค ช็อกโกแลต (Dark Choco) 200 กรัม, เนย 150 กรัม, น้ำตาลทราย 180 กรัม, ผงฟู 1 ช้อนชา, ไข่ไก่ (เบอร์ 2 ซึ่งเป็นไซซ์มาตรฐานในการทำเบเกอรี่) 3 ฟอง, ช็อกชิพ 50 กรัม, เม็ดมะม่วงหิมพานต์ 100 กรัม

ขั้นตอนการทำ แยกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนผสม “ของเหลว” และ “ของแห้ง” โดยเริ่มจากการทำส่วนผสมที่เป็นของเหลว โดยละลายเนยและดาร์คช็อกโกแลตก่อน นำวัตถุดิบทั้ง 2 ตัวนี้ใส่เข้าเตาอบทิ้งไว้ประมาณ 7 นาที จากนั้นก็มาทำขั้นตอนต่อไปโดยนำน้ำตาลทรายใส่ลงในอ่างผสม แล้วก็ตอกไข่ใส่ตามลงไปผสมกับน้ำตาลทราย ใช้เครื่องตีแป้งแบบมือทำการตีให้น้ำตาลทรายกับไข่ผสมเข้ากัน การตีนั้นให้ตั้งเครื่องตี 90 องศา กดให้ติดถึงก้นอ่าง เริ่มใช้ความเร็วที่ระดับ 1 ในการเริ่มตี เพื่อไม่ให้วัตถุดิบนั้นกระเด็น ตีไปเรื่อย ๆ และคอยคนหมุนไปในทางเดียวกันตลอด ไม่ต้องเร่งตีเพราะถ้าเร่งเนื้อเค้กจะเกิดฟองอากาศ ทำออกมาเนื้อเค้กจะยุบ ตีจนน้ำตาลทรายและไข่เข้ากันเป็นเนื้อเดียวจนขึ้นฟูเป็นสีขาวก็ใช้ได้

จากนั้น นำเนยและดาร์คช็อกโกแลตที่ละลายเตรียมไว้ผสมรวมกับน้ำตาลทรายและไข่ไก่ที่ตีผสมไว้แล้ว (เนยและดาร์คช็อกโกแลตที่ละลายเตรียมไว้ควรทิ้งไว้ให้เย็นก่อนที่จะนำมาผสม ไม่เช่นนั้นไข่จะสุก) เมื่อนำวัตถุดิบทั้ง 2 ส่วนผสมกันแล้ว ก็ทำการคนให้เข้ากัน ก็จะได้เป็นส่วนผสมที่เป็นส่วนของ “ของเหลว” พักไว้

ต่อไปก็มาเตรียมส่วนผสมที่จะทำเป็นส่วน “ของแห้ง” โดยนำแป้งเค้ก ผงโกโก้ ผงฟู ผสมรวมกันแล้วทำ การร่อนด้วยเครื่องร่อนแป้ง (เพื่อนำส่วนที่แข็งออก เวลาทำเค้กเนื้อเค้กจะนุ่ม) แล้วก็นำช็อกชิพและเม็ดมะม่วงหิม พานต์มาทำการบดพอหยาบผสมรวมกัน แล้วใส่ผสมในแป้งเค้กที่ร่อนไว้แล้ว ทำการคลุกเคล้าให้เข้ากัน ก็จะได้เป็นส่วนของแห้ง

ถัดมาก็นำส่วนผสมที่เป็นของเหลวและของแห้งมาเทผสมรวมกัน แล้วทำการคนคลุกเคล้าให้วัตถุดิบทั้ง 2 ส่วนผสมเข้ากันเป็นอย่างดี โดยใช้เวลาคนประมาณ 30 วินาที เมื่อส่วนผสมเข้ากันดีแล้วก็นำไปเทลงในถาดอบ ขนาด 10×10 นิ้ว ที่รองด้วยกระดาษไข ใช้ไม้พายเกลี่ยให้หน้าเสมอกัน นำเข้าเตาอบ ใช้อุณหภูมิ 150 องศา (ต้องเปิดวอร์มเตาอบไว้ก่อนประมาณ 30 นาที เพื่อให้เตาอบร้อนได้ที่ ก่อนจะนำบราวนี่เข้าอบ) ใช้เวลาอบประมาณ 25 นาที

เท่านี้ก็จะได้เป็น “บราวนี่” หอมกรุ่น ซึ่งจากปริมาณวัตถุดิบ จากสูตรที่ว่ามาข้างต้น จะสามารถทำบราวนี่ได้ 1 ถาดขนาด 10×10 นิ้ว ตัดแบ่งเป็นชิ้น ๆ สี่เหลี่ยมได้ 16 ชิ้น โดยมีต้นทุนเฉพาะในส่วนวัตถุดิบต่อ 1 ถาดอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 100 บาท หรือเฉลี่ยต้นทุนต่อชิ้นอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 6 บาท สามารถตั้งราคาขายได้ชิ้นละประมาณ 20 บาท

********************

ทั้งนี้ สูตร-การทำ ’บราวนี่“ ตามที่วิทยากรของทาง ซีพี รีเทลลิงค์ คือ พรพรรณ เจริญมิตร แนะนำฝึกสอนให้กับผู้เข้าฝึกอาชีพตาม โครงการ “เดลินิวส์ฝึกอาชีพ” ดูจะเป็นสูตรการทำที่ไม่ซับซ้อนจนยากเกินจะเรียนรู้ แม้จะไม่ได้เข้าฝึก ใครสนใจก็ลองนำไปทดลองฝึกฝนกันดู ซึ่งไม่แน่ว่านี่อาจจะเป็น ’ช่องทางทำกิน“ ที่ทำเงินเป็นกอบเป็นกำก็ได้!!.

ทีมช่องทางทำกิน : รายงาน / สันติ มฤธนนท์
วรัญญู เหมือนเดช, วรพรรณ เลอสิทธิศักดิ์ : ภาพ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอังคาร 25 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 18:55 น.

  • ?'ชัยพฤกษ์'สั่งตรวจเกรด ป.ตรีอาชีวะรุ่นแรก?

แจงข้อมูลให้เกรดสูงเป็นเพียงบางวิทยาลัย เน้นย้ำเพื่อกระตุ้นสถาบันตัดเกรดเหมาะสม

วันอังคาร 25 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 18:55 น.

วันนี้(25ก.พ.)ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวถึงกรณีที่ได้กำชับการออกเกรดของสถาบันการอาชีวศึกษา 19 แห่งจาก 38 วิทยาลัยที่เปิดสอนระดับปริญญาตรีสายเทคโนโลยี หรือสายปฏิบัติการ จะต้องเป็นไปตามมาตรฐานหลังจากพบว่ามีการให้เกรดเอเป็นจำนวนมาก และทำให้อาจมีนักศึกษาประมาณ 90% ได้เกียรตินิยมหลังจากจบการศึกษา ว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ไม่ได้มีข้อมูลผลการเรียนของนักศึกษาทุกคนในแต่ละวิทยาลัยที่เปิดสอนระดับปริญญาตรี เนื่องจากส่วนใหญ่เพิ่งเปิดสอนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษาที่ผ่านมา แต่หลังจากที่ตนได้กำชับในที่ประชุมผู้อำนวยการสถานศึกษาในสังกัดสอศ.ทั่วประเทศไปแล้วจะสั่งให้มีการสำรวจผลการเรียนของทุกวิทยาลัยที่เปิดสอนระดับปริญญาตรี 38 แห่งทั่วประเทศว่าผลการเรียนของนักศึกษาจำนวน 684 คนที่กำลังเรียนอยู่เป็นอย่างไรบ้างจะได้มาพิจารณาดูในภาพรวม นอกจากนี้จะมอบให้ฝ่ายวิชาการของสอศ.ไปศึกษาดูอีกครั้งว่าเกณฑ์การให้เกียรตินิยมของมหาวิทยาลัยต่างๆ โดยเฉพาะในกรณีของนักศึกษาที่จบระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง(ปวส.)แล้วมาเรียนต่อระดับปริญญาตรีสองปีเป็นเช่นไร จากนั้นจะได้มาหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องว่าจะต้องมีการปรับเกณฑ์การให้เกียรตินิยมหรือไม่

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อไปว่า ในปัจจุบันสถาบันการอาชีวศึกษาได้กำหนดระบบการให้เกรดเป็น 8 ระดับตั้งแต่ 0 ,1, 1.5, 2, 2.5, 3, 3.5 และ4 สามารถเทียบได้กับเกรดแบบ เอ เอลบ บีบวก บี ทั้งนี้จากข้อมูลที่ตนได้รับมาจากวิทยาลัยแห่งหนึ่งพบว่าผลการเรียนของนักศึกษา 13 คนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 ถือว่าผลการเรียนค่อนข้างสูง เช่น วิชาการเป็นผู้นำในการจัดกิจกรรมพิเศษทางการตลาด มีนักศึกษาได้เกรด 3,3.5 และ4 จำนวน 9 คนและที่เหลือได้เกรด 2,2.5 และเมื่อดูในรายวิชาอื่นก็มีผลการเรียนสูงเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามสิ่งที่ตนได้ออกมาเน้นย้ำในครั้งนี้เพื่อเป็นการกระตุ้นอาจารย์ผู้สอนและสถาบันที่จะต้องดูตัดเกรดให้มีความเหมาะสม เพราะขณะนี้หลักสูตร วิธีการเรียนการสอนที่เน้นปฏิบัติมีความเหมาะสมแล้วแต่ยังติดตรงวิธีการประเมินผลการเรียนของผู้สอน ซึ่งหากปรับในส่วนนี้ได้จะส่งเสริมให้การเรียนในระดับปริญญาตรีนี้มีคุณภาพตามที่คาดหวังมากยิ่งขึ้น

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอังคาร 25 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 18:02 น.

  • ?สกอ.แฉเปิดปริญญาเอกไร้คุณภาพมีเพียบ?

สกอ.แฉร้องเรียนมหาวิทยาลัย เปิดป.เอกไร้คุณภาพมีเพียบ ตั้งสำนักติดตามตรวจสอบ ประเดิมหลักสูตรแรกครุศาสตร์ “ทศพร”ย้ำมหาวิทยาลัยต้องเน้นคุณภาพ และเร่งจัดแผนยุทธศาสตร์ใช้มหาวิทยาลัยขับเคลื่อนพัฒนาประเทศ

วันอังคาร 25 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 18:02 น.

วันนี้( 25 ก.พ.) ที่โรงแรมเซ็นทาราหาดใหญ่   สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.)จัดโครงการ สกอ.สัญจร 2557 ภาคใต้  โดยศ.ดร.ทศพร  ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการอุดมศึกษา(กกอ.) กล่าวมอบนโยบายการจัดการอุดมศึกษาในทศวรรษใหม่ ตอนหนึ่งว่า ประเด็นสำคัญที่คณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) และสกอ.จะเน้นให้มหาวิทยาลัยทั่วประเทศดำเนินการคือเรื่องคุณภาพมาตรฐานตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา หรือทีคิวเอฟ และการติดตามประเมินผล เพื่อพัฒนาอุดมศึกษา โดยขณะนี้ตนได้จัดตั้งสำนักงานภายในขึ้นมาใหม่ 2 สำนัก คือ 1.สำนักติดตามและประเมินผล  เพื่อตรวจสอบหลักสูตรการเรียนการสอนต่างๆ ของมหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามทีคิวเอฟ และ2.สำนักนิติการ เพื่อตรวจสอบประเด็นปัญหาเรื่องการบริหารจัดการต่าง ๆของมหาวิทยาลัย เนื่องจากมีเรื่องอุทธรณ์ร้องทุกข์ต่าง ๆ เข้ามาที่สกอ.จำนวนมาก อาทิ กระบวนการสรรหาอธิการบดีที่ไม่โปร่งใส ปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างภายในมหาวิทยาลัย หรือปัญหาการไม่มีธรรมาภิบาลจนเกิดการฟ้องร้อง ทำให้วงการอุดมศึกษาเสื่อมเสีย เป็นต้น

ศ.ดร.ทศพร กล่าวต่อไปว่า  นอกจากนี้ สกอ.ยังเตรียมแผนยุทธศาสตร์เสนอรัฐบาลใหม่ เพื่อกำหนดเป็นนโยบายในการใช้มหาวิทยาลัยเป็นเครื่องจักรกลหรือมันสมองในการพัฒนาประเทศ โดยรัฐบาลจำเป็นต้องลงทุนในมหาวิทยาลัย 3 ด้าน คือทุนวิจัย ทุนพัฒนาอาจารย์ และพัฒนาห้องแล็บและอุปกรณ์การเรียนการสอน  ดังนั้นจากนี้มหาวิทยาลัยต่างๆ ต้องไปกำหนดยุทธศาสตร์ของตนเองให้ชัดเจนว่าจะเป็นมันสมองของประเทศในเรื่องใดบ้าง  เช่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ที่เชี่ยวชาญเรื่องยาง  อาหารทะเล  และอาหารฮาลาล  เป็นต้น  ทั้งนี้ตนเห็นว่ามหาวิทยาลัยจะปิดตัวเอง โดยสอนแต่วิชาการ ไม่พัฒนาประเทศก็จะไม่มีใครมาช่วยพัฒนาประเทศแล้ว และจากบทเรียนของประเทศที่พัฒนาแล้วต่างก็ใช้มหาวิทยาลัยเป็นเครื่องจักรในการพัฒนาประเทศทั้งสิ้น

ด้านน.ส.อัมพา สุวรรณศรี ผอ.สำนักติดตามและประเมินผล สกอ.กล่าวว่า ขณะนี้มีปัญหาร้องเรียนเรื่องของหลักสูตรต่าง ๆ เข้ามาที่สกอ. จำนวนมาก โดยเฉพาะหลักสูตรระดับปริญญาเอกที่ไม่มีคุณภาพ ซึ่งมีการเปิดสอนเพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัว จากเดิมประมาณ 1,000 หลักสูตร เพิ่มเป็น 3,000 หลักสูตร ซึ่งสำนักติดตามและประเมินผล จะเร่งไปติดตามตรวจสอบในทุกหลักสูตร แต่เบื้องต้นจะตรวจสอบหลักสูตรยอดนิยมและได้รับการร้องเรียนก่อน อาทิ หลักสูตรครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์  หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ และบริหารธุรกิจ เป็นต้น

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอังคาร 25 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 17:58 น.

  • ?สช.ไม่เชื่อเด็กเอกชนเบี้ยวคืนเงินกยศ.มากที่สุด?

สช.ชี้นโยบายกยศ.โลเลตามพรรคการเมือง สร้างสื่อประชานิยมทำเด็ก-ผู้ปกครองสับสน ทั้งที่ไม่มีเจตนาเบี้ยวคืนเงินกู้ยืมเรียน

วันอังคาร 25 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 17:58 น.

วันนี้(25ก.พ.) ดร.บัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(กช.) กล่าวถึงกรณีที่กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.)ระบุว่าเด็กในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(สช.)กู้ยืมเงินกยศ.แล้วไม่ใช้เงินคืนสูงสุดว่า ไม่น่าจะใช่ และคงไม่จริง เพราะถ้าเป็นเรื่องจริงทางกยศ.ต้องทำหนังสือแจ้งมายังสช.ให้รับทราบ เพื่อให้ช่วยหาทางแก้ปัญหา แต่ที่ผ่านมาตนยังไม่เคยเห็นหนังสือที่แจ้งมาจากกยศ.เลย ดังนั้นขอตรวจสอบรายละเอียดและข้อมูลก่อนว่าเป็นอย่างไร อย่างไรก็ตามเรื่องการกู้ยืมเงินจากกยศ.นั้น สช.มีมาตรการให้โรงเรียนสร้างนิสัยและสร้างระเบียบวินัยในการกู้ยืมกับเด็กทุกคนว่า ให้คำนึงถึงผู้กู้รุ่นต่อๆไปให้มาก ดังนั้นเมื่อกู้แล้วจะต้องจ่ายเงินคืนด้วย

ดร.บัณฑิตย์ กล่าวต่อไปว่า ปัญหาการจ่ายเงินคืนกยศ.นั้นเข้าใจว่าเด็กคงมีความสับสนพอสมควร เนื่องจากนโยบายของกยศ.ไม่มีความแน่นอน ขึ้นอยู่กับว่าพรรคการเมืองใดขึ้นมาเป็นรัฐบาล แล้วรัฐบาลแต่ละชุดก็ทำสื่อเผยแพร่โครงการกยศ.ที่แตกต่างกัน บางรัฐบาลก็โฆษณาว่าจะไม่มีการฟ้องร้องผู้ที่ไม่จ่ายเงินคืน หรือบางรัฐบาลก็บอกจะยกหนี้ให้ผู้ที่ไม่ใช้คืน จึงถือเป็นปัญหาของการสื่อสารที่ทำให้ผู้ปกครองและเด็กเกิดความสับสนอย่างมาก ทั้งที่สช.รณรงค์ให้เด็กจ่ายเงินคืน แต่พอเห็นโฆษณาบ่อยๆก็ไม่แน่ใจเกิดความสับสน และสุดท้ายก็ตัดสินใจนิ่งไปเฉยๆ แต่เชื่อว่าคงไม่มีเจตนาที่จะโกงเงิน

“หาก กยศ.มีข้อมูลว่าเด็กในสังกัดสช.ไม่จ่ายเงินคืนจำนวนมากก็ขอให้แจ้งมายังสช.พร้อมระบุชื่อเด็กและชื่อโรงเรียนมาให้ด้วย ทางสช.จะเร่งติดตามและแก้ไขให้ถูกต้อง ทั้งนี้คิดว่ากยศ.น่าจะมีมาตรการส่งเสริมทางบวกสำหรับผู้กู้ที่ดี หรือโรงเรียนที่ผู้กู้จ่ายเงินคืนโดยไม่มีปัญหา ซึ่งในสมัยที่ผมเคยเป็นกรรมการกยศ.ได้เคยเสนอเรื่องนี้ต่อกยศ.เพื่อกระตุ้นให้เด็กร่วมทำดี มีวินัยจ่ายเงินคืน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้า และผมก็ไม่ได้เป็นกรรมการกยศ.แล้ว จึงไม่รู้แนวทางการทำงานของกยศ.ขณะนี้เป็นอย่างไร”เลขาธิการสช.กล่าว


  • ขายยานอนหลับ: ขายยานอนหลับ ยานอนหลับแบบน้ำ, แบบเม็ด ทุกยี่ห้อราคาถ
  • nate: ปูนขาว ปูนขาวเพื่อใช้ในการเกษตร (Quick Lime) คุณสมบัติทางเ
  • แฟนบอลชาวเซราะกราว: ยังไงพวกเราชาวบุรีรัมน์ก็ยังเชียร์บุรีรัมย์ ยูไนเต

หมวดหมู่