ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน ปุ๋ย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

เข้มกำกับกฎหมายตลาดทุน! 2012/05/02

Filed under: Uncategorized — SoClaimon @ 3:16 pm

http://www.thairath.co.th/content/eco/257200

2 พฤษภาคม 2555, 06:15 น.

Pic_257200

“ชัยเกษม”มุ่งเอาคนทำผิดในตลาดหุ้นมาลงโทษ

นายชัยเกษม นิติสิริ ประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยเป็นครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่งว่า ภารกิจแรกที่ให้ความสำคัญคือ จะมุ่งไปที่งานกำกับด้านกฎหมาย ในฐานะที่ตนเองมีความเชี่ยวชาญด้านนี้ เพื่อดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่เข้ามากระทำการที่ไม่เหมาะสม เอาเปรียบหรือกระทำการที่เข้าข่ายความผิดต่างๆที่เกิดขึ้นในตลาดทุน เพราะปัจจุบันเท่าที่ประเมินเบื้องต้นพบว่าการพิสูจน์ความผิดทางกฎหมายมีรายละเอียดมากเกินไป ทำให้เกิดความลำบากในการพิจารณาแต่ละคดี และหากจะมีการปรับแก้กฎหมายก็ค่อนข้างลำบากและล่าช้า เพราะต้องแก้ที่ พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ซึ่งบางเรื่องต้องใช้เวลาเป็นปีกว่าจะเสร็จ

ดังนั้น เห็นว่าควรเขียนกฎหมายเป็นกรอบกว้างมากขึ้น ส่วนรายละเอียดยังต้องมีอยู่ แต่ให้ไปใส่ในประกาศ ก.ล.ต.หรือกฎหมายลูกแทน อย่างไรก็ตาม การทำหน้าที่ของ ก.ล.ต.ไม่ใช่เสือกระดาษ เพราะผู้ที่จะกระทำความผิดก็เกรงกลัวต่อการทำหน้าที่ของ ก.ล.ต. เพียงแต่ผู้ที่ทำความผิดในปัจจุบันไม่ใช่แค่คนที่มีความรู้ธรรมดา แต่เป็น Super White Collar ทำให้พฤติกรรมในการกระทำความผิด จึงมักเป็นคดีที่ซับซ้อน การรวบรวมหลักฐานเอกสารแต่ละคดีค่อนข้างยุ่งยาก ก.ล.ต.ต้องมีวิธีการทำงานที่คล่องตัวขึ้นด้วย “การเข้ามาทำงานนี้ผมจะใช้ความสามารถรวมถึงเครือข่าย (คอนเน็กชั่น) ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องด้านการตรวจสอบ เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อให้ทุกส่วนเข้าใจและพิจารณาคดีได้ง่ายขึ้น สอบถามหารือกันได้ ไม่ใช่พิจารณาจากตัวอักษรเท่านั้น และไม่หนักใจที่ต้องมาทำงานที่เกี่ยวกับความถูก-ผิด และสังคมจับตาเรื่องจริยธรรม หากทำแล้วจะมีความขัดแย้ง (conflict) ต้องระวังไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว ไม่เช่นนั้นจะมีปัญหา”

นายชัยเกษมยังกล่าวถึงภารกิจสำคัญอื่นๆที่ต้องเร่งทำคือ การร่วมมือกับประเทศต่างๆเพื่อรองรับการเปิดประชาคมอาเซียน (AEC) ปี 2558 ซึ่งตนสนับสนุนการกำหนดหลักเกณฑ์ที่เป็นรูปธรรมเพื่อช่วยให้ตลาดทุนไทยเชื่อมโยงกับนานาประเทศได้ และต้องทำอย่างเร็วที่สุด ขณะเดียวกัน ยังให้ความสำคัญกับงานด้านการส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ แม้เป็นเรื่องที่ไม่ถนัดแต่ก็พร้อมรับฟังจากผู้เชี่ยวชาญ.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 2 พฤษภาคม 2555, 06:15 น.
 

เอสเทอร์ของแป้งที่ไม่รวมกับน้ำ : การสังเคราะห์โดยปฏิกริยาระหว่างแป้งกับ carboxylic acid imidazolides 2012/02/07

Filed under: Uncategorized — SoClaimon @ 3:10 am

http://siweb.dss.go.th/article/show_atricle.asp?article_ID=28

English Title :
Synthesis of hydrophobic starch esters by reaction of starch with various carboxylic acid imidazolides
Thai Title :
เอสเทอร์ของแป้งที่ไม่รวมกับน้ำ : การสังเคราะห์โดยปฏิกริยาระหว่างแป้งกับ carboxylic acid imidazolides
IF Number :
89 (9)
Source :
Starch / Starke 54 (10) 2002 : 449-453
Abstract :
A novel efficient method of preparing hydrophobic starch esters with a DS = 1.55-2.0 using amylose enriched starch (amylomaize starch) or potato starch and a fatty acid imidazolide in DMSO as solvent is described. The fatty acid imidazolides easily prepared by conversion of the corresponding acyl chloride with imidazole in toluene according to a synthesis route developed by Staab et al. [1-4]. The by-product imidazole hydrochloride could be converted to imidazole by alkaline work up with Na2CO3. As compared with the direct esterification of starch in presence of fatty acid chloride the presented synthesis method does not need toxic amines like pyridine as catalyst. Only a catalytic amount of a methanolic KOCH3 solution is required. Furthermore no hydrolytic degradation of starch could be observed in contrast to the direct esterification reaction with a fatty acid chloride.


  อ่านสรุปสาระสำคัญ

เลขที่อางอิง M 7/20 IF 89 (9)
1. รายการบรรณานุกรม
1.1 Name (Author Name or Corporate name) Neumann, Ulrich; Wiege, Berthold and Warwel, Siegfried
1.2 Article Title: Synthesis of hydrophobic starch esters by reaction of starch with various carboxylic acid
imidazolides
1.3 Journal Title: Starch / Stärke
Vol. 54 No. 10 Year 2002 Page 449-453
2. ชื่อภาษาไทย (ชื่อแปล)
เอสเทอร์ของแป้งที่ไม่รวมกับน้ำ : การสังเคราะห์โดยปฏิกริยาระหว่างแป้งกับ carboxylic acid imidazolides
3. สรปสาระสาค ัญ / บทคัดย่อภาษาไทย
งายวิจัยนี้ไดศึกษาวิธีใหมที่มีประสิทธิภาพสําหรับเตรียมแปงเอสเทอรที่ไมชอบน้ํา (hydrophobic starch
ester) ที่มีคาระดับการแทนที่ (degree if substitution หรือ DS) อยูในชวง 1.55-2.0 โดยใชแปงที่อุดมดวยสารอะ
ไมโลส (amylose) หรือที่เรียกวา amylomize starch หรือแปงมันฝรั่งและกรดไขมันชนิดอิมมิดาโซไลด (fatty acid
imadazolide) ในตัวทําละลายไดเมทิล ซันฟอสไซด (DMSO) ทั้งนี้กรดไขมันชนิดอิมมิดาโซไลดสามารถเตรียมได
งายโดยการเปลี่ยนหมู เอซิลคลอไรด (acyl chloride) ดวยสารอิมมิดาโซลในตัวทําละลายโทลูอีน (toluene) ตาม
ขั้นตอนการสังเคราะหที่พัฒนาขึ้นโดย Staab และผูรวมงาน สวนผลพลอยไดจากปฏิกิริยาคือ สาร imidazole
hydrochloride สามารถเปลี่ยนใหเปนสารอิมมิดาโซลไดอีกครั้งโดยใชสารอัลคาไลนรวมกับสารโซเดียมคารบอเนต
(Na2CO3) เมื่อเปรียบเทียบปฏิกิริยานี้กับปฏิกิริยาเอสเทอริฟชัน (esterification) โดยตรงของแปงในที่มีกรดไขมัน
คลอไรด (fatty acid chloride) พบวาปฏิกิริยาใหมนี้ไมจําเปนตองใชสารอันตรายประเภทเอมีน (amines) เชนสาร
pyridine เปนตัวรงปฏิกิริยา (catalyst) แตอยางใด สิ่งเดียวที่จําเปนใชคือ สารละลาย methanolic KOCH3
ในปริมาณเล็กนอยเทานั้น มากไปกวานั้นยังไมเกิดการยอยสลายของสวนที่ชอบน้ํา (hydrophilic) ของแปงอีกดวยซึ่งแตกตาง
กับปฏิกิริยาเอสเทอริฟชัน โดยตรงของแปงในท  ี่มีกรดไขมนคลอไรด ั 

 

เต้านมเทียม 2012/01/31

Filed under: Uncategorized — SoClaimon @ 3:00 am
Tags:

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07062151054&srcday=2011-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 17 ฉบับที่ 287

สุขภาพความงาม

ปาณตะวัน pantawan@hotmail.com

เต้านมเทียม

เมื่อผู้ประกอบการหน้าใหม่จับมือกับหมอในโรงพยาบาล ผลิตเต้านมเทียมหรือเต้านมซิลิโคนเพื่อทดแทนการนำเข้าเต้านมเทียมจากต่างประเทศซึ่งมีราคาสูง ธุรกิจผลิตเต้านมเทียมรายนี้เกิดขึ้นโดยไม่ได้หวังผลกำไร แต่เป็นการมาบรรจบกันของคน 3 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งอยากมีอาชีพพอเลี้ยงตนเองให้อยู่รอดท่ามกลางภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ อีกฝ่ายอยากคลายทุกข์ให้ผู้ป่วยที่ถูกตัดเต้านมทิ้งอันเนื่องมาจากโรคร้าย อีกฝ่ายต้องทุกข์ใจกับความรู้สึกที่ไม่เหมือนเดิม ธุรกิจรายนี้จึงสำเร็จด้วยประโยชน์ของคน 3 ฝ่าย ระหว่าง นักลงทุน หมอ และคนไข้

เริ่มต้นสร้างตัวสร้างอาชีพ

คุณเบญจมาศ มีชัย ผู้ริเริ่มผลิตเต้านมเทียมด้วยตัวเอง หลังจากบริษัทญี่ปุ่นที่ทำผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับอวัยวะเทียมเลิกกิจการไป เมื่อไม่รู้จะทำอาชีพอะไร จึงเอาความรู้ที่ได้จากโรงงานของญี่ปุ่นมาทดลองทำอวัยวะเทียมดู โดยใช้วัสดุหลักคือ ซิลิโคน ซึ่งบริษัทเดิมนำเข้าจากญี่ปุ่น คุณเบญจมาศก็ไม่รู้จะไปหาซิลิโคนได้ที่ไหน จึงพยายามติดต่อโรงงานซิลิโคนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ เพื่อหาวัตถุดิบที่เหมาะสมมาใช้ในการผลิตอวัยวะเทียม ปรากฏว่า โรงงานซิลิโคนแห่งนั้นให้คำแนะนำว่า มีโครงการปริญญาโทของคณะพยาบาลศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาฯ ซึ่งต้องการคนทำโมเดลเต้านมเทียมด้วยซิลิโคน เพื่อใช้ในการสอนวิธีตรวจมะเร็งเต้านมให้แก่นักศึกษา คุณเบญจมาศจึงติดต่อไปตามคำแนะนำของโรงงานผลิตซิลิโคน ในที่สุด ได้เริ่มผลิตเต้านมเทียมตามคำแนะนำของคณะแพทย์ ตามโครงการผลิตเต้านมเทียมด้วยซิลิโคนสำหรับตรวจมะเร็งเต้านม

เริ่มผลิตเพื่อเติมส่วนขาดของสังคม

เมื่อตอนเริ่มผลิต คุณเบญจมาศก็พบปัญหาเรื่องวัตถุดิบ เนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องคุณภาพของซิลิโคนในประเทศ ที่ไม่เหมาะสมกับการผลิตเต้านมเทียม โดยพบกับปัญหาเมื่อขึ้นรูปแล้วไม่อยู่ตัว เมื่อหดตัวแล้วทำให้รูปทรงเปลี่ยนไปไม่ได้ขนาด ไม่ได้มาตรฐาน รวมทั้งพบปัญหาแห้งเร็ว แห้งช้าไม่เท่ากัน กำหนดสูตรที่ตายตัวไม่ได้ งานที่ผลิตส่งลูกค้ามีความเสียหายมาก ทางโรงพยาบาลจึงให้พยายามหาแหล่งวัตถุดิบใหม่

?อาจารย์เลยให้เราหาวิธีหาวัตถุดิบ เราก็ไป search หาจากอินเตอร์เน็ต ได้ซิลิโคนของต่างประเทศหลายราย เราก็ซื้อตัวอย่างซิลิโคนมาทดลองหลายราย ทดลองเป็นจำนวนมาก กว่าจะได้ออกมาที่คุณภาพตรงกับที่เราต้องการที่สุด เพราะซิลิโคนมีเป็นพันๆ ชนิดและหลายเกรดมาก เราก็หาเกรดที่ใช้กับร่างกายภายนอกที่เหมาะสม เราไม่เอา food grade หรือ medical เกรดซึ่งมีราคาแพงเกินไปไม่มีความจำเป็น ตัวเราต้องเอาเกรดพอดีๆ ที่เหมาะสมกับงาน ใช้ภายนอกร่างกายที่สัมผัสกับผิวหนังเท่านั้น พอเราได้วัตถุดิบมาลองผลิตให้ก็เป็นที่พอใจของอาจารย์ ก็สามารถแก้ปัญหาไปได้อีกเปลาะหนึ่ง?

เต้านมเทียมสำหรับผู้ถูกตัดเต้านม

หลังจากที่ผลิตเต้านมเทียมเพื่อสอนการตรวจหามะเร็งเต้านมเป็นที่พอใจของคณะพยาบาลศาสตร์แล้ว ปัญหาใหม่ที่ตามมาคือ การสั่งซื้อวัตถุดิบที่ต้องสั่งเป็นจำนวนร้อยกิโลกรัมขึ้นไป แต่งานที่รับมาทำมีน้อยเนื่องจากเป็นลูกค้ารายแรก อีกทั้งซิลิโคนเป็นวัสดุที่ไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน เพราะสามารถเก็บในลักษณะที่เป็นสารตั้งต้นได้ไม่เกิน 1 ปี

ต่อมามีโอกาสได้เข้าร่วมโครงการกับโรงพยาบาลศิริราชด้วย เพราะปัจจุบันนี้ อุปกรณ์ประเภทเต้านมเทียมสำหรับคนที่เป็นมะเร็งเต้านม และอวัยวะเทียมต่างๆ นำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด ราคาสูงมาก ต่ำสุดคือ ชิ้นละ 4,000 บาท ราคาสูงสุดชิ้นละ 8,000 บาท ส่วนใหญ่อุปกรณ์จะเป็นเต้านมเทียม ซึ่งใช้สวมใส่แทนเต้านมจริง

การร่วมงานกับโรงพยาบาลศิริราช เริ่มด้วยการทดลองทำเป็นเป็นงานวิจัยก่อน โดยให้พยาบาลจัดกลุ่มของผู้ป่วย จำนวน 30 คน คัดไซซ์หน้าอกที่ไม่เท่ากันทั้ง เล็ก กลาง ใหญ่ ที่ถูกตัดเต้านมจากการเป็นมะเร็งเต้านมให้ไปทดลองใช้ เพื่อทดสอบน้ำหนัก ความสบาย และความเป็นธรรมชาติ หลังจากใช้เวลาทดลองอยู่ประมาณ 4 เดือน มีผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ ทางโรงพยาบาลศิริราชก็เริ่มให้ผลิตออกจำหน่ายให้กับคนไข้ในของโรงพยาบาลศิริราช เมื่อประมาณปี 2553 ภายใต้ชื่อแบรนด์ ?โนมา (NOMA)?

?แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ยังไม่ได้ขยายตลาดเพิ่ม เพราะต้องการให้อยู่ตัวทั้งเรื่องคุณภาพ ความปลอดภัย ตอนนี้เต้านมเทียมทางศิริราชจำหน่ายอยู่ประมาณชิ้นละ 1,500 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ศิริราชจำหน่ายเองและกำหนดเอง เราเป็นเพียงผู้ผลิตให้ตามสเปคเท่านั้น สำหรับวิธีใช้ เราจะให้ถุงผ้า (ผ้าชนิดเดียวกับยกทรง) 1 ใบ นำเต้านมเทียมใส่ในถุงผ้า แล้วใส่ในเสื้อชั้นในอีกชั้นเพื่อใช้ซับเหงื่อ เต้านมเทียมแต่ละข้างคุณหมอต้องการให้มีน้ำหนักเท่าขนาดจริง เพราะถ้าเป็นเม็ดพลาสติคใส่แทน มีน้ำหนักเบาเกินไปใช้ไปนานๆ จะยุบตัวทำให้ปวดหลัง เสียบุคลิกภาพ สำหรับเต้าซิลิโคนของเรา ชั่งน้ำหนักจากชิ้นเนื้อที่ตัดทิ้งไปของเต้านมแต่ละขนาด คำนวณหาขนาดที่พอดีว่าจะอยู่ประมาณเท่าไหร่ และทำเลียนแบบน้ำหนักตามนั้น ซึ่งจะเป็นมาตรฐานของแต่ละไซซ์ มีทั้งหมด 7 ไซซ์ คือ ss s m l xl xxl xxxl?

ผลิตอวัยวะเทียมป้อนโรงพยาบาล

นอกจากผลิตเต้านมเทียมสำหรับสอนตรวจมะเร็งเต้านมแล้ว ยังมีการผลิตอุปกรณ์จากซิลิโคนสำหรับใช้ในห้องผ่าตัด เช่น หมอนสำหรับรองคอ รองศีรษะ รองแขน และรองหลัง เป็น 4 ชิ้น แต่ก่อนมีการนำเข้า ซึ่งมักจะเป็นไซซ์ยุโรป เมื่อนำมาปรับกับสรีระคนไทยแล้วของที่ผลิตขึ้นมาใช้ได้ดีทีเดียว และยังมีชิ้นงานที่อาจารย์ให้ออกแบบสำหรับการเรียนการสอนนักศึกษา เช่น แขนเทียมฝังเส้นเลือดดำและเส้นเลือดแดงเพื่อสอนนักศึกษาเย็บเส้นเลือด ซึ่งต้องใช้วิธีการฝังท่อเลียนแบบเส้นเลือดดำ 1 เส้น และเส้นเลือดแดง 2 เส้น โดยใส่น้ำหวานเข้าไป และฝังเม็ดลูกปัดเลียนแบบเนื้องอก เป็นต้น

สำหรับอวัยวะเทียมอื่นๆ ก็ผลิตตามออร์เดอร์ เราก็ทำโมเดล ต้องการให้ขายงานนี้ให้กับวิทยาลัยการแพทย์ ทำเป็นแขน มีชิ้นเล็กๆ สี่เหลี่ยมบรรจุน้ำยาอุทัย ที่สมมติว่าเป็นเส้นเลือดใหญ่ให้เขาหัดเย็บแผล ชิ้นหนึ่งราคาแค่ 50 บาท ประหยัดไปได้เยอะ กรีดออกมาเป็นซีสต์เป็นเม็ดแข็ง มีซีสต์ที่ทำจากลูกปัด สอนให้ผ่าตัด อีกตัวหนึ่งเป็นตัวหัดผูกเส้นเลือดใหญ่ เราก็จะเอาน้ำแดงใส่เข้าไปในเส้นเลือดใหญ่ 3 เส้น เป็นเส้นเลือดแดงสอง และเส้นเลือดดำอีกหนึ่ง ถ้ากรีดผิดหมอก็จะสอนได้ เราคิดเองหมอให้โจทย์เขาบอกเราอย่างเดียว และหมอวาดรูปออกมา เราทำให้ดูก่อน ถ้าโอเคก็ลงมือผลิต แต่ก่อนใช้หนังหมู ซึ่งพอตอนสายหน่อยเริ่มมีกลิ่นแล้ว แบบนี้สะดวกกว่าจริงๆ ของต่างประเทศชิ้นหนึ่งราคาเป็นพัน ประหยัดได้อีกเยอะ

ทำธุรกิจพอเพียงกับพอดี

คุณเบญจมาศ ยอมรับว่า ตนเองไม่ได้มีความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับเต้านมของผู้หญิงเลย รู้แต่เรื่องการทำซิลิโคนเท่านั้น แต่อาศัยทีมคุณหมอของโรงพยาบาลศิริราชให้คำแนะนำและเป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับสรีระ ทรวดทรง และน้ำหนัก ทำให้สามารถผลิตเต้านมเทียมออกมาได้เหมือนจริง

การผลิตเต้านมเทียมจากซิลิโคนของธุรกิจรายนี้ ถือว่าครองตลาดอยู่เจ้าเดียว โดยปราศจากคู่แข่ง เนื่องจากเทคนิคและวิธีการผลิตค่อนข้างซับซ้อน และต้องอาศัยความรู้ทางการแพทย์สูง ทำให้ไม่มีใครเข้ามาจับผลิตภัณฑ์นี้ในเชิงพาณิชย์อย่างเต็มตัว

คุณเบญจมาศ เผยว่า ก่อนหน้านี้มีบริษัทเอกชนมาติดต่อและขอซื้อผลิตภัณฑ์ไปใส่แบรนด์ใหม่ของเขาเอง ในการเจรจาครั้งนั้น คุณเบญจมาศได้เชิญคุณหมอผู้ออกแบบเต้านมเทียมมาร่วมฟังข้อเสนอด้วย หลังจากการเจรจาทางธุรกิจจบลง คุณหมอบอกทันทีว่าให้ปฏิเสธเขาไป เพราะข้อตกลงต่างๆ ล้วนเอาเปรียบผู้ผลิต คือคุณเบญจมาศ และเอาเปรียบผู้บริโค คือผู้ป่วย คุณหมอบอกว่าถ้าเดือดร้อนเรื่องตลาด ทางศิริราชจะหาลูกค้ามาให้ แต่อย่าไปตกลงกับบริษัทรายนั้น เพราะเขาเอาเปรียบเกินไป หมอสงสารคนไข้ หมอเป็นคนออกแบบเองยังไม่เอาผลประโยชน์จากตรงนี้เลย

เหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้คุณเบญจมาศเข้าใจและซึ้งใจกับทีมงานของคุณหมอ จึงได้คิดว่า

?เราไม่ใช่นักวิชาการ เราไม่ต้องการผลงานอะไร เราขอแค่ผลิตขาย ให้เราพอเลี้ยงตัวอยู่ได้ก็พอแล้ว ธุรกิจเราสามารถอยู่ได้โดยไม่จำเป็นต้องใหญ่ เราโชคดีที่มาเจอหมอดีที่ไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ ทุกวันนี้เรามีกำลังผลิตเต้านมเทียมได้เดือนละ 30 ชิ้น ป้อนให้ศิริราช ก็รู้สึกภูมิใจในงานที่เราทำอยู่ นอกจากมีรายได้แล้ว เรายังบริจาครายได้เข้ามูลนิธิศิริราชมาตลอด? คุณเบญจมาศ กล่าว

ธุรกิจผลิตอวัยวะเทียม ภายใต้ชื่อ บริษัท มีชัยการรัชต์ จำกัด เป็นธุรกิจเล็กๆ ที่กำเนิดขึ้นเพื่อเติมส่วนที่ขาดของสังคม เป็นธุรกิจที่เพิ่มมูลค่าทางใจให้แก่ผู้ป่วย และเพิ่มมูลค่าทางสังคมให้แก่หมอและนักเรียนแพทย์

นี่คือ…ธุรกิจสีขาว เกิดขึ้นเมื่อผู้ประกอบการพอเพียงกับหมอใจดีมาเจอกันคนละครึ่งทาง จนก่อเกิดธุรกิจเพื่อสังคม โดยมีทีมแพทย์ที่ไม่ได้หวังผลประโยชน์เป็นผู้ขับเคลื่อนให้เกิดการผลิตอวัยวะเทียม เพื่อเติมเต็มส่วนที่ขาดแคลนให้พอดี ทั้งนี้ ทีมแพทย์ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของธุรกิจรายนี้ ได้แก่ ศจ.นพ. ศุภกร โรจนนินทร์, รศ.นพ. อดุลย์ รัตนวิจิตราศิลป์, พญ.ปรมาภรณ์ ปราะสาททองโอสถ และ นพ. สืบวงศ์ จุฑาภิสิทธิ์ ขอชื่นชมความดีงามของทุกท่านมา ณ โอกาสนี้

 

2011 in review 2012/01/22

Filed under: Uncategorized — SoClaimon @ 2:40 pm

The WordPress.com stats helper monkeys prepared a 2011 annual report for this blog.

Here’s an excerpt:

London Olympic Stadium holds 80,000 people. This blog was viewed about 1,000,000 times in 2011. If it were competing at London Olympic Stadium, it would take about 13 sold-out events for that many people to see it.

Click here to see the complete report.

 

โครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียว 2011/10/03

Filed under: Uncategorized — SoClaimon @ 4:53 am
doa Home

ฐานข้อมูลผลงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร

Home |  Show All |  Simple Search |  Advanced Search

1–1 of 1 record found matching your query (RSS): Login

Select All    Deselect All << 1 >> print
Record Links
Author สุวิมล ถนอมทรัพย์ pdf
Title โครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียว Type Journal Article
Year (up) 2547 Publication รายงานผลโครงการวิจัย Abbreviated Journal
Volume Issue Pages
Corporate Author ธีระพล ศิลกุล Thesis
Address กรมวิชาการเกษตร
Keywords โครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียว
Abstract
Publisher กรมวิชาการเกษตร Place of Publication กรมวิชาการเกษตร Editor
Language ไทย Summary Language ไทย Original Title
Series Editor Series Title Abbreviated Series Title
Series Volume Series Issue Edition
ISSN ISBN Medium
Area Expedition Conference
Notes Approved yes
Call Number doa @ user @ Serial 741
Permanent link to this record
 

งาขาว ชื่อพันธุ์ : มหาสารคาม 60 2011/09/14

Filed under: Uncategorized — SoClaimon @ 8:28 am
Tags: ,

http://it.doa.go.th/cv/view2.php?id=79.

งาขาว
ชื่อพันธุ์ :  มหาสารคาม 60
วันที่รับรอง :   30 กันยายน 2530
ประเภทพันธุ์ :   พันธุ์รับรอง
ข้อมูลทั่วไป :
ประวัติ :
        ปี พ.ศ.2523 กองพืชไร่ กรมวิชาการเกษตรได้รับเมล็ดพันธุ์งา T-85 จากประเทศอินเดีย มาปลูกรวบรวมและศึกษาพันธุ์ที่สถานีทดลองพืชไร่มหาสารคาม ได้สายพันธุ์ที่มีอายุถึงวันดอกบาน 28 วัน ซึ่งเร็วกว่าพันธุ์ T-85 เดิม และไม่แตกกิ่ง จึงได้ทำการคัดเลือกไว้ 13 ต้น ปี พ.ศ.2524 นำต้นที่คัดเลือกไว้ 13 ต้น มาปลูกแบบต้นต่อแถว เพื่อศึกษาการกระจายตัวของพันธุ์ คัดแถวที่มีความสม่ำเสมอและมีลักษณะดี ในระหว่าง ปีพ.ศ.2525-2529 ได้นำสายพันธุ์นี้ไปศึกษาเปรียบเทียบเบื้องต้น เปรียบเทียบมาตรฐานพันธุ์ เปรียบเทียบพันธุ์ในท้องถิ่น และเปรียบเทียบพันธุ์ในไร่เกษตรกร เป็นพันธุ์ที่มีลักษณะตรงตามความต้องการของตลาดต่างประเทศ
ลักษณะทั่วไป :
        ต้นสูงประมาณ 122.00 เซนติเมตร ใบและก้านใบสีเขียวลำต้นตั้งตรงไม่แตกกิ่งหรือแตกกิ่ง 1 กิ่งต่อต้นอายุถึงวันออกดอก 28-30 วัน ดอกสีขาว จำนวนฝัก 1 ฝักต่อซอกใบ ลักษณะของฝักมี 4 พู เรียงตัวอยู่ตรงกันข้าม อายุถึงวันเก็บเกี่ยว 80-85 วัน เมล็ดสีขาว น้ำหนัก 100 เมล็ด 0.29 กรัม มีน้ำมัน 46.33 เปอร์เซ็นต์ Oleic acid 42.90 เปอร์เซ็นต์ และ Linoleic acid 39.24 เปอร์เซ็นต์
ลักษณะเด่น :
        ผลผลิต 107.47 กิโลกรัมต่อไร่ สีและขนาดเมล็ดตรงตามความต้องการของตลาดต่างประเทศ ทรงต้นโปร่ง แตกกิ่งน้อย ผลผลิตใกล้เคียงกับงาขาวพันธุ์พื้นเมืองชัยบาดาลและสูงกว่างาขาวพันธุ์ร้อยเอ็ด 1 ประมาณ 16 เปอร์เซ็นต์ ทนทานต่อโรคเน่าดำ
พื้นที่แนะนำ :
        ปลูกต้นฤดูฝนเดือนมีนาคมถึงกลางเดือนเมษายน ปลายฤดูฝนเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม
ข้อควรระวัง :
        ไม่ต้านทานต่อโรคราแป้งในสภาพอากาศเย็น ไม่ควรปลูกในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคมในสภาพอากาศแห้ง ควรเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 75 วัน เพื่อป้องกันเมล็ดร่วงหล่นเสียหาย

 

 

ทำนา 1 ไร่ รายได้ 1 แสน 2011/08/27

Filed under: Uncategorized — SoClaimon @ 12:50 pm

13 กรกฎาคม 2554, 05:01 น.
http://www.thairath.co.th/column/edu/back2sky/185732.

ความเหลื่อมล้ำ…ของ สังคมประชาชนชนบทกับคนเมืองในสัดส่วนของรายได้ นับวันยิ่งแตกต่างกันมากขึ้น โดยเฉพาะกับคนเมืองซึ่งอยู่ในภาคอุตสาหกรรม กำลังจะถูก รัฐบาลเอาใจ…ค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท

แต่…สังคมการเกษตรหรือ ชาวชนบทกว่า 6.1 ล้านครัวเรือนที่อยู่ไกล ปืนเที่ยง ยังอยู่ในสภาพ ยากจนมีหนี้สิน ล้นพ้นตัว กลับรางเลือนไม่ได้ถูกยกหรือ นำปัญหามาแก้ไขให้ปลื้ม…

คุณสมยศ ภิราญคำ รองเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (รก.เลขาธิการฯ) ได้พูดถึงแนวทาง การสะสางและส่งเสริม ในฐานะองค์กรที่เป็นศูนย์กลางแก้ไขปัญหาหนี้สิน ของเกษตรกรว่า…

…สำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ ได้เน้นนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้ เพื่อให้เกษตรกรสลายปัญหาหนี้สินและสามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยส่งเสริมให้สมาชิก (เกษตรกร) ทำการเกษตรแบบผสมผสาน (Integrate Farming) หรือให้มีอย่างน้อย 2 ถึง 3 กิจกรรมให้เกื้อกูลกัน…อาทิ

…เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงปลา ปลูกพืชร่วมพืชแซมในนาข้าว แปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า หรือนำผลพลอยได้จากการเกษตรมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เพิ่มโอกาสทางการตลาด…อันจะทำให้มีรายได้เพิ่มสูงขึ้น

และที่ เด่นสุดๆ…โดยเอา กิจกรรมเครือข่ายหอการค้าไทย มาเป็นต้นแบบในการฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพ คือเน้น ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมปรับต้นทุนการผลิตให้ลดลง โดยเฉพาะเกี่ยวกับปุ๋ยเคมีและยาปราบศัตรูพืช อันเป็นเกษตรกรรมแบบพึ่งพาตนเองและการผลิตแบบผสมผสาน สร้างรายได้ที่มั่นคงด้วยการ…ทำนา 1 ไร่ รายได้ 1 แสน

กิจกรรมในนาพื้นที่ 1 ไร่ ซึ่งสร้างอาชีพและรายได้ให้เกิดเป็นรูปธรรม 1 แสนบาท…มิใช่มีเพียงแค่เพื่อผลิตข้าวเปลือกเท่านั้น ต้องมีกิจกรรมอื่นๆ

เสริมด้วย อาทิ นำข้าวเปลือกที่ได้มาแปรรูปเป็นข้าวสาร ซึ่งจะมีรำ ปลายข้าว และแกลบเป็นผลพลอยได้ ฟางข้าวนำไปจำหน่ายให้กลุ่มผู้เลี้ยงโค-กระบือ หรือใช้เพาะเห็ด เพิ่มช่องทางทำเงิน

แถม…บนคันนายังนำพื้นที่มาปลูกพริก ตะไคร้ ต้นหอม บัวบก เตยหอม ฯลฯ หรือ ปลูกพืชน้ำในนาข้าว ได้อีกด้วย อาทิ ผักแว่น เทา (สาหร่ายชนิดหนึ่ง) ผักแขยง ฯลฯ และ เลี้ยงปลาดุกหรือกบ ได้อย่างน้อย 5,000 ตัว หรือเสริมด้วย เลี้ยงเป็ดไข่ ได้อีกราวๆ 100 ตัว เป็นอาหารในครัวเรือนเหลือกินก็ขายได้…ล้วนแล้วแต่เป็นเงินทั้งนั้น

กับ…แนวทางปฏิบัติจะส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้หลัก (จากการทำนา) เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 50% และยังมีรายได้เสริมจากการเพาะปลูกพืช ทั้งระหว่างฤดู ก่อนและหลังนา หรือจากอาชีพเสริมอื่นๆ เพิ่มขึ้นกว่า 10%…อีกทั้งยังจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนลงจากเดิมอีกราวๆ 10%

ตอนนี้มีกลุ่มเกษตรกรในหลายจังหวัดสนใจเข้าร่วมโครงการและลงมือปฏิบัติจริงกันแล้ว และก็มีต้นแบบรายหนึ่งประสบความสำเร็จลงทุนเพียง 22,110 บาท ทำรายได้ 237,858 บาทต่อไร่ ถือว่าสูงสุดของประเทศ

ในขณะที่…หลายคนยังสงสัย อาจตั้งคำถามในใจว่า “ทำนา 1 ไร่ ทำรายได้ 1 แสน…จริงหรือ…”

…อย่าเพิ่งปักใจเชื่อ จนกว่าจะทดลองพิสูจน์ด้วยตนเอง…ฤดูเพาะปลูกนี้ ลงมือได้เลย (ไม่ต้องรอนโยบายของรัฐ) ครับ…!!!

ดอกสะแบง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ดอกสะแบง
  • 13 กรกฎาคม 2554, 05:01 น.
 

สรุปงานวิจัยดินปุ๋ยพืชไร่ครั้งที่1 2011/08/19

Filed under: Uncategorized — SoClaimon @ 4:33 am


.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

แหล่งข้อมูล.

 

ครม.อนุมัติแจกพันธุ์ข้าวซับน้ำตาชาวนา 2011/08/15

26 พฤศจิกายน 2553, 05:15 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/129706.

Pic_129706

ครม.ไฟเขียวแจกพันธุ์ข้าวซับน้ำตาชาวนา ไร่ละ 10 กก. รายละไม่เกิน 10 ไร่ วงเงิน 489.2 ล้านบาท นายกฯเบรกงบภัยแล้งป้องกันกระจุกตัว …

นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.อนุมัติให้ความช่วยเหลือเมล็ดพันธุ์ข้าวแก่เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยปี 53 วงเงิน 489.2 ล้านบาท โดยจะแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวให้เกษตรกรไร่ละ 10 กก. รายละไม่เกิน 10 ไร่ โดยเกษตรกรจะต้องมีรายชื่ออยู่ในทะเบียนเกษตรกรในโครงการประกันรายได้เกษตรกรของรัฐบาล และนาข้าวต้องมีความเสียหายเกิน 50% ของพื้นที่ปลูกข้าวที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ ซึ่งตั้งแต่เกิดปัญหาอุทกภัยเมื่อเดือน ส.ค.-พ.ย.53 มีพื้นที่ประสบภัย 74 จังหวัด พื้นที่นาข้าว 8.348 ล้านไร่ เกษตรกร 905,355 ราย โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คาดว่าจะมีพื้นที่ปลูกข้าวเสียหาย 5.267 ล้านไร่ เกษตรกร 407,700 ราย และเกษตรกรที่พื้นที่เสียหายมาก กว่า 50% จำนวน 244,600 ราย พื้นที่ 3.160 ล้านไร่ รวมเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ต้องช่วย 24,460 ตัน

สำหรับกรณีที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ตรวจพบว่าการใช้งบกลางประจำปีงบประมาณ 53 กรณีฉุกเฉิน 873 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้ง กระจุกตัวในพื้นที่ 8 จังหวัด โดยเฉพาะ จ.บุรีรัมย์ ได้รับงบประมาณถึง 486 ล้านบาทนั้น นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวในที่ประชุม ครม.ว่า กำลังตรวจสอบข้อเท็จจริง และได้หารือกับ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรีแล้ว จึงขอให้ระงับการใช้งบดังกล่าวไว้ก่อน จนกว่าจะได้ข้อยุติ

ขณะที่ นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยโดยให้ลดราคาค่าไฟฟ้าให้ที่อยู่อาศัยที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเดือนละ 100 บาท เป็นเวลา 3 เดือน รวม 300 บาท เริ่มตั้งแต่ ม.ค.-มี.ค. 54 คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 750 ล้านบาท โดยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แบกรับภาระไปก่อน โดยประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์น้ำท่วมมีทั้งสิ้น 2.5 ล้านครัวเรือน ทั่วประเทศ.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 26 พฤศจิกายน 2553, 05:15 น.
 

ธปท.นัดนายแบงก์ถกภาพรวมศก.ตลาดเงิน เชื่อครึ่งปีหลังยังโตต่อ 2011/08/08

8 สิงหาคม 2554, 19:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/192524.

Pic_192524

ธปท.นัดนายแบงก์ถกภาพรวม เศรษฐกิจ ตลาดเงิน ระบุครึ่งปีหลังโตต่อ ชี้ ผลกระทบสหรัฐฯถูกลดเครดิต จากนี้คงไม่มาก เพราะตลาดรับรู้ และซึมซับผลกระทบไปแล้วค่อนข้างมาก

เมื่อวันที่ 8 ส.ค.นายประสารไ ตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และผู้บริหาร ธปท.ได้หารือร่วมกับสมาคมธนาคารไทย เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางมรการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจ การเงิน และสถาบันการเงิน และการประสานความร่วมมือระหว่างธนาคารกลางและธนาคารพาณิชย์ในระยะต่อไป โดยเรื่องที่สำคัญที่มีการหารือกัน 4 เรื่องคือ 1. แนวโน้มเศรษฐกิจในระยะต่อไป 2. การเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษบกิจอาเซียน (AEC) 3.การเตรียมการเพื่อให้มาตรฐานการกำกับดูแลสถาบันการเงินฉบับใหม่ บาเซิล 3 และการดำเนินแผนกลยุทธ์การชำระเงินฉบับที่ 2 ตั้งแต่ปี 2555-2559

นายมงคล ลีลาธรรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารไทยเครดิตเพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธปท.ได้ชี้แจงภาพรวมเศรษฐกิจในระยะต่อไปว่า จะยังคงขยายตัวได้ในระดับที่ดี ขณะที่ผลกระทบจากปัญหาหนี้สินของสหรัฐฯ และการลดอันดับความน่าเชื่อถือสหรัฐฯลงนั้น เท่าที่ธปท.ประเมินเห็นว่า ตลาดการเงินโลก และตลาดเงินตลาดทุนในบ้านเรา ได้ซึมซับปัจจัยลบในเรื่องนี้เข้าไปในราคาสินทรัพย์ และค่าเงินแล้วค่อนข้างมาก แต่ธปท.ยังจะติดตาม การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐ ฯ และยุดรป รวมทั้งแรงกดดันเงินเฟ้อของกลุ่มประเทศในเอเชียที่จะปรับตัวสูงขึ้นเป็น ปัจจัยเสี่ยงระยะต่อไป

“ในส่วนของปัญหาสหรัฐฯนั้น ธปท.มองว่าที่ผ่านมาตลาดรับรู้แล้วในระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องจับตาเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป ซึ่งธนาคารพาณิชย์ก็ต้องติดตามเช่นกัน โดยปัจจัยที่ธปท.มีความเป็นห่วงในขณะนี้คือ อัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่องทั้งปัจจัยในประเทศ และต่างประเทศ ทำให้ธปท.ยังมีความจำเป็นที่จะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อไปอีกระยะ หนึ่ง จึงได้แจ้งให้ธนาคารพาณิชย์ทราบ”

นายมงคล กล่าวต่อว่า ในการประชุมครั้งนี้ ยังมีการหารือเพิ่มเติมในเรื่องการเตรียมความพร้อม เพื่อพัฒนาแผนรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินของระบบการเงิน และสถาบันการเงินไทย ที่ธปท.ได้เริ่มทำแผนดังกล่าวมาต่อเนื่องตั้งแต่การชุมนุมทางการเมืองในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา และมีการพัฒนามาเรื่อยๆ เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินกรณีอื่นๆ เพิ่มขึ้น โดยการหารือครั้งนี้ จะมีการนำระบบวีดิโอ คอนเฟอร์เรนซ์ หรือการติดต่อด้วยภาพ มาใช้ในการหารือระหว่างผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ และธปท. เพื่อให้การดูแลตลาดเงิน และสถาบันการเงินในช่วงที่มีสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นไปได้ดียิ่งขึ้น และทำให้เมื่อมีความจำเป็น เช่น ทั้งปัจจัยจากภายในประเทศ และภายนอกประเทศ ธนาคารพาณิชย์ และธปท.สามารถติดต่อกันได้มากขึ้น

ขณะที่ นายชาติศิริ โสภณพณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ธปท.ได้ประเมินภาพเศรษฐกิจไทยในรับทราบ โดบระบุว่า เศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีจะขยายตัวได้ และหวังว่ารัฐบาลจะสามารถจัดการปัญหาต่างๆ ในช่วงต่อไปได้เป็นอย่างดี

“สำหรับผลกระทบจากปัญหาหนี้สิน และเศรษฐกิจสหรัฐฯ นั้น คาดว่าในช่วงต่อไปตลาดเงิน และตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอาจจะต้องมีการปรับตัวเล็กน้อย แต่ในช่วงต่อไปน่าจะกลับเข้าสู่ทิศทางที่โลกสามารถปรับตัวได้ดีขึ้น โดยในช่วงนี้ธนาคารพาณิชย์ก็จะดูแลลูกค้าที่ได้รับผลกระทบมากขึ้น”

ด้าน นางอรนุช อภิศักดิ์ศิริกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของประเทศไทยนั้น อาจจะได้รับผลกระทบบ้างจากปัญหาของเศรษฐกิจสหรัฐ ฯ ขณะที่มองว่า ปัญหาหนี้สินยุโรป ซึ่งยังลุกลาม และแก้ไขไม่ได้ง่ายๆ เพราะมีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นปัญหาที่หนักว่า อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ทั่วโลกคงรู้แล้วว่า มีความจำเป็นต้องช่วยกันแก้ปัญหาคงจะปล่อยให้ส่วนใดในโลกล้มไปไม่ได้ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกันเป็นลูกโซ่ ทั้งระดับผู้ขาย และผู้ซื้อ และเจ้าหนี้กับลูกหนี้แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยในภาคส่งออก ได้ลดสัดส่วนการส่งไปยังยุโรป และสหรัฐฯ จาก 50% จากการส่งออกรวม เหลือ 20% ขณะที่ในส่วนของระบบธนาคารพาณิชย์ และภาคธุรกิจ ในขณะนี้มีหนี้สิน และการให้กู้ หรือการลงทุนในสินทรัพย์ พันธบัตรของต่างประเทศน้อยมากเมื่อเทียบกับช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ที่เรามีหนี้สิน และการลงทุนสูงมาก ทำให้เมื่อมีปัญหาเรากระทบมาก แต่ครั้งนี้ผลกระทบในส่วนนี้จะมีไม่มาก

นางอรนุช กล่าวต่อว่า ในระยะสั้น ธปท.ยังคงเป็นห่วงอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นในช่วงนี้ เนื่องจากราคาอาหารที่สูงขึ้น แต่คาดว่าจะเป็นเพียงช่วงหนึ่งเท่านั้น ขณะที่เงินที่ไหลเข้ามาในประเทศอาจจะเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ นอกจากนั้น ยังต้องติดตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลต่อเนื่องว่าจะมีผลต่อเงินเฟ้อ ในช่วงต่อไปมากหรือน้อยเพียงใด โดยภาพรวมอัตราดอกเบี้ยยังคงเป็นขาขึ้น

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 8 สิงหาคม 2554, 19:30 น.
 

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสารเคมี 2011/07/23

Filed under: Uncategorized — SoClaimon @ 3:28 pm

http://www.dss.go.th/dssweb/st-articles/files/cp_3_2545_chemistry.pdf.

[39]  สาระน่ารู้ : ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสารเคมี

ตอนที่ 1 ผลิตภัณฑ์ซักฟอกและซักล้าง
ตอนที่ 2 ผลิตภัณฑ์ล้างเครื่องสุขภัณฑ์
ตอนที่ 3 ผลิตภัณฑ์เครื่องสำ อาง : สบู่ แชมพู ยาสีฟัน
ตอนที่ 4 ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในสำ นักงาน : นํ้ายาลบคำ ผิด
: เครื่องคัดถ่ายเอกสาร
ตอนที่ 5 สีทาบ้าน
ตอนที่ 6 ผลิตภัณฑ์ของเล่นเด็ก

นส. จันทร์เพ็ญ ใจธีรภาพกุล
นักวิทยาศาสตร์ 7 ว.
กลุ่มงานอินทรีย์เคมีวิเคราะห์ กองเคมี
โทร. 266

ตอนที่ 1 : ผลิตภัณฑ์ซักฟอกและซักล้าง

ปัจจุบันเราใช้ผลิตภัณฑ์ซักฟอกและซักล้าง จนเป็นสิ่งจำ เป็นอย่างหนึ่งในชีวิตประจำ วันของคนเรา
ใช้ในการทำ ความสะอาดเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม เครื่องใช้และภาชนะต่าง ๆ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีทั้งของแข็งและ
ของเหลว ได้แก่ สบู่ซักล้าง ผงซักฟอก นํ้ายาซักผ้า นํ้ายาซักแห้ง นํ้ายาล้างถ้วยชาม ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มี
จำ หน่ายมากมายหลายยี่ห้อในท้องตลาด ราคาก็แตกต่างกันแล้วแต่คุณภาพและการโฆษณาของบริษัท เราใน
ฐานะผู้ใช้ควรมีความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับองค์ประกอบสารเคมีของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวบ้าง เพื่อจะช่วยในการตัด
สินใจเลือกซื้อ เลือกใช้ให้ถูกประเภทและวัตถุประสงค์ในการใช้งาน และเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ด้วย
สบูซั่กล้าง เป็น เกลือโซเดียมของกรดไขมัน ได้จากปฏิกิริยาระหว่างด่างกับไขมัน หรือกรดไขมัน
ของสัตว์หรือพืช ปัจจุบันไม่นิยมใช้เนื่องจากมีประสิทธิภาพในการซักล้างจำ กัด คือ ละลายนํ้าได้น้อยและถ้า
เป็นนํ้ากระด้างก็จะสิ้นเปลืองสบู่มากขึ้น ผงซักฟอกจึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่นิยมใช้มากที่สุด เนื่องจากมีส่วนผสม
ของสารเคมีต่าง ๆ ซึ่งทำ ให้ไม่มีข้อจำ กัดในการใช้งานเหมือนสบู่ซักล้าง
องค์ประกอบหลักที่สำ คัญของผงซักฟอก คือ
1. สารลดแรงตึงผิว เป็นสารซึ่งเมื่อละลายนํ้าแล้วทำ ให้แรงตึงผิวของนํ้าลดลง ช่วยให้สิ่งสกปรกเปียก
นํ้าได้ดีขึ้น และหลุดจากเนื้อผ้าได้ง่าย
2. สารเพิ่มประสิทธิภาพ เป็นสารที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ งานของสารลดแรงตึงผิว คือ
- สารลดความกระด้างของนํ้า ได้แก่ สารประกอบฟอสเฟต ซีโอไลท์
- สารรักษาระดับความเป็นด่างให้คงที่ตลอดช่วงการซักฟอก เพราะสารลดแรงตึงผิวจะทำ งานได้ดีในนํ้าที่มี
ความเป็นด่างเหมาะสม เช่น โซเดียมซิลิเกต โซเดียมคาร์บอเนต สำ หรับโซเดียมซิลิเกตยังช่วยป้องกันการกัด
กร่อนของโลหะที่ใช้เป็นภาชนะในการซักด้วย
- สารกันคราบคืน เป็นสารที่ช่วยไม่ให้คราบหรือสิ่งสกปรกที่หลุดออกไปแล้วกลับมาจับผ้าอีกขณะซัก
ได้แก่ โซเดียมคาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลส หรือที่เรารู้จักในชื่อ สาร ซี เอ็ม ซี
3. สารเติมแต่ง เป็นสารที่เติมลงไปเพื่อจุดประสงค์ต่าง ๆ ได้แก่
- สารเพิ่มฟอง มักเติมลงในผงซักฟอกชนิดซักด้วยมือ ทำ ให้เกิดฟองมาก ผู้ใช้จะมีความรู้สึกว่าซักได้
สะอาดยิ่งขึ้น เป็นสารประกอบอัลคิลซักเฟต ลอริลเอทาโนลาหมีด
- สารลดฟอง เหมาะสำ หรับเติมลงในผงซักฟอกชนิดซักด้วยเครื่องซักผ้า เพื่อมิให้ฟองล้นออกมาเปรอะ
เป้อื นนอกเครื่อง ได้แก่ ซิลิโคน กรดไขมันที่มีโซ่ยาว
- สารเพิ่มความสดใส ช่วยทำ ให้ผ้าดูขาว สดใส ได้แก่ สารไดโนฟิล ดี เอ็ม เอส
นอกจากนี้ยังมีสารกันเสีย สารแต่งกลิ่น สารแต่งสี นํ้าหอมและอื่น ๆ
เนื่องจากผงซักฟอกมีความเป็นด่างสูง บางคนอาจมีอาการแพ้ผงซักฟอก คือผิวหนังจะแห้ง แตก และ
อักเสบ ถ้าเกิดอาการดังกล่าวก็ควรจะเปลี่ยนไปใช้ผงซักฟอกยี่ห้ออื่น หรือใช้นํ้ายาซักผ้าซึ่งมีความเป็นด่างน้อย
กว่า ซึ่งมีองค์ประกอบหลักเหมือนผงซักฟอกชนิดซักด้วยมือ แต่อยู่ในสภาพของเหลวหรือครีมข้น นํ้ายาซักผ้า
อีกชนิดหนึ่งคือ นํ้ายาซักแห้ง ซึ่งละลายในตัวทำ ละลายอินทรีย์ ประเภทไฮโดรคาร์บอน นํ้ายาประเภทนี้ใช้กับ
เสื้อผ้าที่ยืดหรือหดตัว และเสียทรงได้ง่ายเมื่อเปียกนํ้า เช่น ผ้าขนสัตว์ ส่วนประเภทที่ละลายในนํ้าใช้กับเสื้อผ้า
ที่ทำ จากขนสัตว์เทียม ผ้าแพร ผ้าไหม ซึ่งไม่อาจซักในสารละลายที่มีความเป็นด่างสูง เช่นผงซักฟอกได้
สมัยก่อนเราใช้ผงซักฟอกในการทำ ความสะอาดถ้วยชามด้วย แต่เนื่องจากผงซักฟอกมีองค์ประกอบ
หลายอย่าง ซึ่งไม่จำ เป็นในการทำ ความสะอาดถ้วยชาม รวมทั้งเหตุผลการแพ้ผงซักฟอกดังกล่าว จึงมีการผลิตนํ้า
ยาล้างถ้วยชามมาทดแทนซึ่งมีสารเคมีน้อยกว่าและถนอมมือได้ดีกว่า
ข้อแนะนำ ในการใช้ผลิตภัณฑ์ซักฟอกและซักล้าง คือ
1. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับงาน
2. เพื่อความปลอดภัยและประหยัด ควรอ่านคำ แนะนำ การใช้และข้อควรระวังก่อนการใช้งาน

ตอนที่ 2 : ผลิตภัณฑ์ล้างเครื่องสุขภัณฑ์

ผลิตภัณฑ์ล้างเครื่องสุขภัณฑ์ จัดเป็นของใช้ประจำ บ้านอย่างหนึ่ง เพราะห้องนํ้า ห้องครัว ของเราใน
ปัจจุบันนิยมใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องเคลือบ ถึงแม้ผงซักฟอกจะใช้ได้ก็ตาม แต่ในการกำ จัดคราบสนิมเหล็กจากนํ้า
บาดาลก็ไม่ดีเท่าผลิตภัณฑ์ล้างเครื่องสุขภัณฑ์ และทำ ให้ลื่นด้วย อย่างไรก็ตามผลิตภัณฑ์ล้างเครื่องสุขภัณฑ์มี
องค์ประกอบทางเคมีที่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้มากกว่าผงซักฟอก เราจึงควรมีความรู้ว่าผลิตภัณฑ์ล้างเครื่องสุข
ภัณฑ์นี้มีสารเคมีอะไรอยู่บ้าง
ผลิตภัณฑ์ล้างเครื่องสุขภัณฑ์ มีทั้งที่เป็นของแข็ง ที่อาจจะอยู่ในรูปเม็ด เกล็ดหรือผง ซึ่งอาจเรียกว่าผง
ขัดก็ได้ องค์ประกอบที่สำ คัญคือ
สารที่ใช้ขัดสี ได้แก่ ซิลิกา คัลไซด์ โซดาแอช โซเดียมซิลิเกต
สารลดแรงตึงผิว
สารฟอตเฟต ลดความกระด้างของนํ้า
สารฟอกคลอรีน สำ หรับผงขัดประเภทที่มีสารฟอกคลอรีนเป็นส่วนประกอบซึ่งช่วยในการขจัดสนิม
เหล็กและคราบสิ่งสกปรก
ส่วนประกอบอื่นที่อาจมีอยู่ด้วยได้แก่ สารเพิ่มฟอง นํ้าหอม สี
ส่วนของเหลวโดยทั่วไปจะมีองค์ประกอบที่สำ คัญคือ กรด ที่ใช้มากคือกรดเกลือ ตามมาตรฐานผลิต
ภัณฑ์อุตสาหกรรม นํ้ายาขัดล้างสำ หรับผลิตภัณฑ์เครื่องเคลือบชนิดปอร์ซเลน ให้มีปริมาณกรดเกลือไม่น้อยกว่า
ร้อยละ 5 ของนํ้าหนักและไม่เกินร้อยละ 8 ของนํ้าหนัก ทั้งนี้เนื่องจากถ้ามีปริมาณความเข้มข้นของกรดสูง จะ
ทำ ลายหรือกัดกร่อนวัสดุที่ต้องการทำ ความสะอาดให้เสียหายได้ ถ้าทิ้งให้แช่กรดอยู่นานๆ ภาชนะที่บรรจุนํ้ายา
ต้องเป็นขวดแก้ว ขวดโพลีเอทิลีนหรือขวดที่ทำ จากวัสดุอื่นใดที่ทนต่อการกัดกร่อนของนํ้ายา ส่วนประกอบอื่น
อาจมีสารช่วยให้เปียก สี เช่น คอปเปอร์ซัลเฟต ใส่ลงไปเพื่อให้มีสีสวยงามและช่วยฆ่าเชื้อโรคด้วย บางยี่ห้อ
อาจมีลักษณะเป็นของเหลวทึบแสงที่เรียกว่าอิมัลชัน ซึ่งจะมีสารลดแรงตึงผิวและสารอิมัลซิฟายเออร์รวมอยู่ด้วย
จากองค์ประกอบดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ผลิตภัณฑ์ล้างเครื่องสุขภัณฑ์มีความเป็นกรดแก่ ซึ่งเป็นอันตราย
ตอ่ ผูใ้ ชม้ ากกว่าผงซักฟอก ดังนั้นในการใช้งานจึงควรอ่านวิธีใช้ วิธีเก็บรักษา ข้อควรระวังและวิธีแก้ไขเมื่อเกิด
อุบัติเหตุที่ฉลากให้ละเอียดก่อนใช้ บางยี่ห้ออาจจะต้องนำ มาเจือจางก่อนใช้เนื่องจากมีปริมาณกรดสูง ต้องระวัง
มิให้ถูกผิวหนังหรือกระเด็นเข้าตา ถ้าบังเอิญสัมผัสนํ้ายานี้ก็ให้รีบล้างออกด้วยนํ้าจำ นวนมากทันที บางยี่ห้อจะมี
กลิ่นฉุน แสบจมูก ก็ควรหาผ้าปิดจมูก ไม่ควรสูดดมเข้าไป และต้องเก็บไว้ในที่ที่ไกลจากมือเด็กด้วยเพื่อความ
ปลอดภัย

ตอนที่ 3 : ผลิตภัณฑ์เครื่องสำ อาง สบู่ ยาสีฟัน แชมพู

เครื่องสำ อางหมายถึงสิ่งปรุง รวมทั้งเครื่องหอมและสารหอมต่าง ๆ ที่ใช้บนผิวหนัง หรือส่วนใดส่วน
หนึ่งของร่างกายมนุษย์ เพื่อทำ ความสะอาด ป้องกัน แต่งเสริมเพื่อความงามโดยถู ทา พ่นหรือโรย เครื่อง
สำ อางมีอยู่มากมายหลายชนิด ได้แก่ สบู่ แชมพู ยาสีฟัน แป้ง โลชัน ครีม ลิปสติก นํ้ายาดัดผม นํ้าหอม
เป็นต้น ในที่นี้เราจะกล่าวเฉพาะเครื่องสำ อางบางอย่างที่เราจำ เป็นต้องใช้ประจำ ทุกวัน คือ สบู่ ยาสีฟัน และ
แชมพู
สบูถู่ตัว เป็น เกลือของโพแทสเซียมหรือโซเดียมของกรดไขมันจากน้ำ มันหรือไขมันพืชหรือสัตว์ ใช้
สำ หรับขจัดสิ่งสกปรกออกจากผิวหนัง มีลักษณะเป็นก้อน บางชนิดจะเป็นสบู่ถูตัวสมบัติเฉพาะ กล่าวคือมีกรด
ไขมันอิสระสูง ไม่มีไฮดรอกไซด์อิสระเหมาะสำ หรับผิวหนังที่แพ้ด่าง ส่วนสบู่เหลวก็เป็นเกลือโพแทสเซียม
ของกรดไขมันที่เตรียมขึ้นมาในสภาพของเหลว และรวมถึงผลิตภัณฑ์ของเหลวที่มีสารลดแรงตึงผิว เป็นองค์
ประกอบสำ คัญ เพื่อใช้ขจัดสิ่งสกปรกออกจากผิวหนังเช่นกัน
ยาสีฟัน หมายถึงวัตถุที่เป็นผง ของเหลวข้นหรือของเหลวข้นชนิดใสที่ใช้ในการทำ ความสะอาดฟัน
อาจจะผสมสารฟลูออไรด์หรือไม่ก็ได้ องค์ประกอบที่สำ คัญของยาสีฟัน คือ
- สารขัดสี ซึ่งจะต้องมีปริมาณที่ไม่ทำ อันตรายแก่เคลือบฟัน ได้แก่ แคลเซียมคาร์บอเนต ได
แคลเซียมฟอสเฟตไดไฮเดรต แคลเซียมไดฟอสเฟต อะลูมิเนียมออกไซด์ ซิลิคอนไดออกไซด์ เป็นต้น
- สารที่ทำ ให้เกิดฟอง อาจเป็นสบู่ไม่เกินร้อยละ 5 โดยนํ้าหนัก หรือเป็นสารลดแรงตึงผิวไม่เกิน
ร้อยละ 3 โดยนํ้าหนัก เช่น โดเดซิลโซเดียมซัลเฟต โซเดียมโดเดซิลซัลโฟเอทาโทเอต เป็นต้น
- สารควบคุมความเหนียวข้น เช่น เจลาติน กัม โซเดียมอัลจิเนต ปิโตรเลียมเยลลี กลีเซอรีน ซอร์บิ
ตอล เป็นต้น
- สารควบคุมความเป็นกรด – ด่าง เช่น โซเดียมคาร์บอเนต โซเดียมบอเรต โซเดียมคลอไรด์
- สารกันเสีย เช่น 4 – ไฮดรอกซีเบนโซอิกอะซิด เมทิลเอสเตอร์
- สารฟลูออไรด์ เช่น โซเดียมฟลูออไรด์ โซเดียมโมโนฟลูออโรฟอสเฟต หรือที่เราได้ยินว่า MFP
ป้องกันฟันผุ
แชมพู เป็นสิ่งปรุงของสารลดแรงตึงผิว ที่ใช้ขจัดสิ่งสกปรกออกจากเส้นผมและหนังศีรษะ นิยมมากที่
สุดในรูปของเหลวประกอบด้วย
- สารลดแรงตึงผิว เป็นองค์ประกอบหลัก นอกจากนี้ก็จะมี
- สารเพิ่มฟอง เพิ่มความสามารถในการชำ ระล้าง สารปรับสภาพเส้นผม ช่วยปรับสภาพเส้นผมไม่ให้
หยาบกระด้าง สารช่วยให้มีความคงตัว สารขจัดรังแค สารกันเสีย สารเพิ่มความหนืด สารทำ ให้ทึบแสง สี
นํ้าหอม เป็นต้น
เครื่องสำ อาง ทั้ง 3 ประเภทนี้ นอกจากจะมีคุณลักษณะเฉพาะเป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาห
กรรมเครื่องสำ อางแต่ละชนิดแล้ว จะต้องมีคุณลักษณะที่ต้องการเป็นไปตามพระราชบัญญัติเครื่องสำ อางซึ่งระบุ
ข้อกำ หนดทั่วไป เช่น ต้องไม่มีสารหรือวัตถุที่ห้ามใช้ สารที่กำ หนดปริมาณการใช้ต้องไม่เกินเกณฑ์กำ หนด สี
ที่ใช้ในเครื่องสำ อางต้องเป็นไปตามที่ระบุ ต้องไม่มีการระคายเคืองต่อผิวหนัง มีความคงสภาพ มีคุณลักษณะ
ทางจุลชีววิทยาตามที่กำ หนด

ตอนที่ 4 : ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในสำ นักงาน

เมื่อเราพูดถึงมลภาวะ เราจะนึกถึงแต่มลภาวะที่เกิดขึ้นทั่วไปภายนอกอาคาร แต่เรามักมองข้ามมลภาวะ
ที่อยูใ่ กลตั้วเรา หรือภายในอาคารไป เช่น เครื่องมือ เครื่องใช้ในสำ นักงาน ก็ก่อให้เกิดมลภาวะได้เช่นกัน ใน
ทีนี้เราจะพูดถึงเครื่องคัดถ่ายเอกสาร และนํ้ายาลบคำ ผิด
สารเคมีที่สำ คัญและใช้ในเครื่องคัดถ่ายเอกสารคือ หมึกพิมพ์ หมึกพิมพ์จะมีองค์ประกอบของ ผงสี
เรซิน และตัวทำ ละลายอินทรีย์ ซึ่งเมื่อโดนความร้อนจะปล่อยไอหรือก๊าซของสารเคมีออกมา เช่น ก๊าซ
คาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ นอกจากนี้ไอของสารที่เคลือบลูกกลิ้ง ซึ่งเป็นโลหะซีลีเนียม
หรือแคดเมียมก็อาจทำ ให้ผิวหนังเกิดการระคายเคืองได้ ไฟหรือเครื่องกำ เนิดแสงที่ใช้ในเครื่องคัดถ่ายเอกสาร
คือแสง UV ถ้าต้องสัมผัสกับรังสีนาน ๆ ก็จะทำ ให้ระบบสายตาเกิดปัญหา คือ เยื่อบุตาอักเสบหรือตาแดง
นอกจากนี้ในการถ่ายเทหรือเติมหมึกพิมพ์ ก็ควรใส่ถุงมือยาง และค่อย ๆ เทอย่างช้า ๆ เพื่อมิให้ฟุ้งกระจาย
และสูดดมเข้าไป ห้องที่วางเครื่องคัดถ่ายเอกสารควรจะมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก
สำ หรับนํ้ายาลบคำ ผิดหรือผลิตภัณฑ์ลบคำ ผิด (correction fluid) หรือที่เรามักจะรู้จักในชื่อว่า
ลิควิดเปเปอร์ (liquid paper) เป็นวัสดุสำ นักงานที่นิยมใช้แพร่หลายมาก ทั้งผู้ใหญ่ตลอดจนเด็กนักเรียน แต่เนื่อง
จากองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์มีสารประกอบที่เป็นวัตถุมีพิษผสมอยู่ ได้แก่ ไตรคลอโรอีเทน (1,1,1
Trichloroethane) เนฟทา (naphtha) เมทิลไซโคลเฮกเซน (methyl cyclohexane) เอทิลแอลกอฮอล์ (ethyl
alcohol) และเมทิลแอลกอฮอล์ (methyl alcohol) สารออกฤทธิ์เหล่านี้จะทำ ให้เกิดการระคายเคืองต่อตาและผิว
หนัง และอาจทำ ให้ตาบอดได้ บ้างก็มีคุณสมบัติติดไฟ ในการใช้งานจึงจำ เป็นจะต้องมีความระมัดระวังเพื่อมิให้
ดูดกลืนหรือสูดดมความเป็นพิษของสารดังกล่าวเข้าไป
ผลิตภัณฑ์ลบคำ ผิด แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทตามชนิดของตัวทำ ละลายคือ
1. ประเภทมีสารอินทรีย์เป็นตัวทำ ละลาย (organic solvent type)
2. ประเภทมีนํ้าเป็นตัวทำ ละลาย (water type)
ประกอบด้วยไทเทเนียมไดออกไซด์ (TiO2) หรือผงสีอื่น สิ่งนำ สีส่วนที่ไม่ระเหย (vehicle) ได้แก่ เซลลูโลสไน
เตรด เซลลูโลสอะซีเตด เซลลูโลสไนเตรด อะคริเลดโคโพลิเมอร์ พลาสติไซเซอร์ อะคริลิคเรซิน โพลิไวนิล
เอสเตอร์ อะคริลิคอิมัลชัน โพลิไวนิลอะซิเตดหรือวัสดุอื่นที่เหมาะสมในการเป็นฟิล์ม ตัวทำ ละลาย (solvent)
อาจเป็นของผสมระหว่างสารประกอบพวกเอสเทอร์ คีโตน แอลกอฮอล์ ไกลคอล อีเธอร์ และไฮโดรคาร์บอน
แต่จะต้องไม่มี เบนซีน และคาร์บอนเตตระคลอไรด์

ตอนที่ 5 : สีทาบ้าน

สีทาบ้านที่เราจะพูดถึงในวันนี้จะจำ กัดเฉพาะสีที่ใช้ทาภายในและภายนอกอาคาร แล้วให้สีสรรสวยงาม
ไม่รวมถึงสีที่ใช้ในทางอุตสาหกรรม ที่เรารู้จักกันดี คือ สีอิมัลชัน หรือสีนํ้า สีเคลือบเงา และสีรองพื้น
สีทาโดยทั่วไปจะมีองค์ประกอบหลักที่สำ คัญ คือ
1. ผงสี เป็นของแข็งที่เป็นผงละเอียด เป็นองค์ประกอบที่ทำ ให้เกิดสีสัน และความทึบแสง
ได้แก่ ติตาเนียมออกไซด์ สีขาว ซิงค์โครเมตสีเหลือง เป็นต้น
2. สารยึด หมายถึงส่วนที่ไม่ระเหยของสิ่งนำ สี หรือส่วนที่เป็นของเหลวของสี สารยึดจะทำ
หน้าที่ยึดประสานอนุภาคของผงสีเข้าด้วยกัน และช่วยให้ฟิล์มของสียึดแน่นกับพื้นผิว เป็นสารโพลิเมอร์
3. ทินเนอร์ เป็นของเหลวที่ระเหยง่ายใช้ผสมกับสี เพื่อช่วยลดความหนืด เช่น ไวด์สปิริต
นํ้ามันสน โทลูอีน เมทิลเอทิลคีโตน บิวทิลเอสเตอร์ เป็นต้น
4. สารปรุงแต่ง เป็นสารที่เราเติมลงไปเพื่อทำ ให้สีมีคุณภาพดี เช่น พลาสติไซเซอร์ช่วยใน
การยืดหยุ่นของฟิล์ม ทำ ให้ฟิล์มไม่เปราะ สารป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อรา เป็นต้น
สีนํ้า สีเคลือบเงา และสีรองพื้นแตกต่างกันอย่างไร องค์ประกอบหลักก็เหมือนกันดังที่กล่าวมา แต่จะ
ต่างกัน คือ
สีนํ้า เป็นสีที่มีสารยึดเป็นอิมัลชัน เช่น โพลีไวนิลอะซีเตดในนํ้า ผสมกับผงสี และส่วนผสม
อื่น ใช้ทาวัสดุที่เป็นอิฐ คอนกรีต ฝาผนังฉาบปูน กระเบื้อง กระดาษ สีนํ้านี้แห้งโดยการระเหยของนํ้า
สีเคลือบเงา เป็นสีที่ประกอบด้วยเรซินและนํ้ามันแห้งเอง เป็นองค์ประกอบหลักของ
สารยึดละลายในทินเนอร์ และเมื่อเกิดปฏิกิริยาทางเคมีแล้วจึงจะให้ฟิล์มแห้งแข็ง เหมาะสำ หรับทาไม้หรือโลหะ
สีรองพื้น เป็นสีที่ใช้เคลือบเป็นชั้นแรกบนพื้นผิวที่ยังไม่ถูกเคลือบสี การเคลือบสีรองพื้น
อาจเคลือบมากกว่า 1 ครั้งก็ได้ สีรองพื้นจะทำ หน้าที่ยึดเกาะและรักษาผิววัสดุให้มีสภาพคงเดิม สีรองพื้นมี
หลายชนิด เช่น สีรองพื้นสำ หรับงานไม้ งานปูน และสีรองพื้นกันสนิม
จากองค์ประกอบของสีดังกล่าว จะเห็นได้ว่า ทินเนอร์จะเป็นสิ่งที่เราสัมผัสมากที่สุดทั้งจากการระเหย
การฟุ้งกระจาย และสัมผัส ทินเนอร์เป็นสารระเหยเสพติด ถ้าเราสูดดมนาน ๆ จะเป็นอันตราย ในการทาสี
เราจึงควรหาผ้ามาปิดจมูก และไม่ทาสีนานเกินไป ควรเลี่ยงมาสูดอากาศบริสุทธิ์บ้าง เมื่อเสร็จงานหรือระหว่าง
หยุดพักรับประทานอาหาร ควรล้างมือให้สะอาด เพื่อมิให้สีปนเปื้อนลงในอาหารได้ เพราะในสีมักจะมีโลหะ
หนัก ซึ่งจะเป็นอันตรายเมื่อสะสมในร่างกายมากขึ้น อีกอย่างหนึ่งคือ ทินเนอร์มักจะเป็นสารไวไฟ จึงไม่ควร
สูบบุหรี่ หรือวางกระป๋องสี ทินเนอร์ใกล้สิ่งที่ให้ความร้อน

ตอนที่ 6 : ผลิตภัณฑ์ของเล่นเด็ก

ของเล่นเด็กเป็นผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบและทำ ขึ้นเพื่อให้เด็กหรือเยาวชนซึ่งมีอายุไม่เกิน 14 ปี เล่น
ปัจจุบันของเล่นจากวัสดุธรรมชาติแทบจะหาได้ยาก เนื่องจากความเจริญทางวิทยาศาสตร์และเทตโนโลยี จึงมี
โรงงานผลิตของเล่นเด็กเกิดขึ้นมากมาย มีทั้งที่ผลิตในประเทศและนำ เข้าจากต่างประเทศ สนนราคาก็แตกต่าง
กันไปขึ้นอยู่กับคุณภาพของวัสดุที่ใช้ รูปแบบและสีสรร เราในฐานะผู้บริโภคควรจะได้รู้จักเลือกซื้อของเล่นให้
เหมาะสมกับวัยของเด็กและคำ นึงถึงความปลอดภัย ซึ่งในหลายๆประเทศได้กำ หนดกฎระเบียบเกี่ยวกับความ
ปลอดภัยของของเล่น เช่นในกลุ่มประเทศประชาคมยุโรปกำ หนดของเล่นที่นำ เข้าจะต้องมีเครื่องหมาย CE Mark
และมีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐาน EN 71 หรือประเทศสหรัฐอเมริกา ของเล่นต้องมีคุณภาพเป็นไปตาม ASTM
F963 สำ หรับในส่วนของประเทศไทยก็ได้กำ หนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมของเล่นเด็กต้องเป็นไปตามมาตร
ฐาน มอก. 685 เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความปลอดภัยต่อสุขภาพเด็กและเพื่อประโยชน์ต่อผู้ส่ง
ออกในการเป็นหลักประกันความปลอดภัยและคุณภาพของสินค้า
สารเคมีที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ของเล่นเด็กที่ควรรู้จัก คือ
1. วัตถุเจือปนในวัสดุ ได้แก่ ผงสี จะต้องมีไม่มากจนเป็นอันตรายเพราะในผงสีจะมีโลหะหนักหรือ
สารประกอบของโลหะหนัก เช่น พลวง สารหนู แบเรียม แคดเมียม โครเมียม ตะกั่ว ปรอท โลหะหนักพวก
นี้อาจปนเปื้อนอยู่ในวัสดุที่ใช้ทำ ของเล่น เช่น ในพลาสติก สิ่งทอ โลหะ ยาง แก้ว กระดาษ ดินปั้น วัสดุขีด
เขียน วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตจะต้องเป็นของใหม่ บางครั้งมีการนำ พลาสติกเก่าหลอมใช้ใหม่ ซึ่งจะต้องผสมสี
และสารอื่นลงไปมาก ๆ เพื่อให้ดูสีสดหรือสีเข้มขึ้น เพื่อปิดบังความเก่าของวัตถุดิบ ซึ่งจะทำ ให้มีโลหะหนัก
ผสมอยูม่ ากกว่าเกณฑ์กำ หนด สำ หรับความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล
ตัวทำ ละลายที่ใช้ในการขึ้นรูปหล่อ หรืออัดฉีดเพื่อทำ ของเล่นที่เป็นพลาสติก อาจจะมีหลงเหลืออยู่
ส่วนใหญ่จะเป็นตัวทำ ละลายอินทรีย์ เช่น บิวทิลอะซิเตท เมทิลีนคลอไรด์ เมทิลเอทิลคีโตน เป็นต้น ซึ่งอาจ
จะยังหลงเหลือตกค้างอยู่ในเนื้อของของเล่น ถ้าเด็กสูดดมเข้าไป หรืออมก็จะได้รับสารพิษนั้น เมื่อร่างกายรับ
ไว้ในปริมาณมากก็จะเกิดอันตรายได้
2. สารเคลือบ เช่น แลกเกอร์ สีทา ก็จะมีสารเคมีดังได้กล่าวมาแล้วในสีทาบ้าน
3. ส่วนที่เชื่อมต่อชิ้นส่วน เช่น กาว ก็จะมีสารเคมี พวกสารยึดซึ่งเป็นโพลิเมอร์ได้แก่ ซิลิโคน โพลิ
ไวนิลอะซิเตด อิพ็อกซี เป็นต้น และตัวทำ ละลายอินทรีย์ผสมอยู่เช่นกัน

 

ข้าวกล้อง : ข้าวที่มากด้วยคุณค่า 2011/07/23

Filed under: Uncategorized — SoClaimon @ 3:12 pm

http://www.dss.go.th/dssweb/st-articles/files/bsp_3_2545_brown_rice.pdf.

[37]  ข้าวกล้อง : ข้าวที่มากด้วยคุณค่า

ผู้เรียบเรียง นว.7ว ศิริบุญ พูลสวัสดิ์
กองวิทยาศาสตร์ชีวภาพ
โทร. 0 2201 7205

ข้าวกล้อง ภาษาอังกฤษเรียกว่า brown rice หรือ whole grain rice ข้าวกล้องสามารถทำ
จากภูมิปัญญาของชาวบ้านได้ โดยนำ ข้าวเปลือกไปตำ ในครกกระเดื่องแล้วร่อนฝัดในกระด้งเพื่อทำ
ให้แกลบหรือเปลือกข้าวและสิ่งสกปรกอื่นๆหลุดปลิวออกไป ข้าวที่ได้จากกรรมวิธีแบบนี้เรียกกัน
ว่า ข้าวซ้อมมือซึ่งชาวบ้านได้ทำ สืบทอดกันมาช้านานแล้ว ปัจจุบันนี้ในโรงสีข้าวจะใช้เครื่องสีข้าว
มาช่วยในการผลิต โดยการสีข้าวเปลือกเพียงครั้งเดียว ซึ่งจะทำ ให้เปลือกที่หุ้มเมล็ดข้าวหลุดออกไป
เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ส่วนที่เป็นจมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ด(รำ )ยังติดอยู่กับเมล็ดข้าว สีผิวของเมล็ด
ข้าวจึงยังคงเป็นสีนํ้าตาลอ่อนปนเหลือง เรียกข้าวที่ผลิตแบบนี้ว่า ข้าวกล้อง จมูกข้าวและเยื่อหุ้ม
เมล็ดข้าวกล้องเป็นส่วนที่มีโปรตีน ไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย รวมทั้งเกลือแร่และวิตามิน
นอกจากนั้นแล้วข้าวกล้องยังมีใยอาหาร(dietary fiber)มากกว่าข้าวชนิดขัดขาว เมล็ดข้าวกล้องมี
ความหยาบ ไม่นุ่มเหมือนข้าวชนิดขัดขาว และต้องใช้เวลาในการหุงต้มนาน
สำ หรับคุณค่าทางโภชนาการของข้าวกล้องนั้นมีมาก ข้าวกล้องประกอบด้วยเกลือแร่และ
วิตามินหลายชนิดได้แก่ แคลเซียม โซเดียม โพแทสเซียม เหล็ก แมกนีเซียม สังกะสี ทองแดง
วิตามินบี1 วิตามินบี2 และไนอะซิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวกล้องมีปริมาณฟอสฟอรัสและ
แมกนีเซียม (ซึ่งเป็นธาตุที่เป็นส่วนสำ คัญในการสร้างกระดูกของร่างกาย)มากกว่าข้าวชนิดขัดขาว
ประมาณ 2 เท่า เมื่อรับประทานข้าวกล้อง ส่วนที่เป็นใยอาหารจะดูดซึมนํ้าแล้วพองตัวจึงทำ ให้อิ่ม
เร็วและเนื่องจากไม่มีเอนไซม์สำ หรับย่อยพวกใยอาหารจึงทำ ให้ต้องอยู่ในลำ ไส้เป็นเวลานานเป็น
ผลให้อิ่มได้นาน ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ต้องการควบคุมนํ้าหนัก
นักวิชาการทางด้านโภชนาการกล่าวว่าหากรับประทานข้าวกล้องเพียง2-3ครั้งต่อสัปดาห์
จะมีประโยชน์มากเพราะข้าวกล้องมีวิตามินหลายอย่างที่ไม่ถูกขัดออกไปทำ ให้มีคุณค่าทางโภชนา-
การดีกว่าข้าวชนิดขัดขาวโดยเฉพาะอย่างยิ่งวิตามินบีที่ช่วยป้องกันโรคเหน็บชาและอาการอ่อน-
เพลียและมีธาตุเหล็กที่ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง ข้าวกล้องมีใยอาหารมากกว่าข้าวชนิดขัดขาวถึง
3 เท่าซึ่งเป็นส่วนที่มีประโยชน์ในการดูดซึมและยังทำ ให้ระบบการขับถ่ายของร่างกายดีขึ้น การรับ
ประทานข้าวกล้องเป็นประจำ จะช่วยไม่ให้เกิดอาการท้องผูกและยังช่วยป้องกันมะเร็งลำ ไส้ได้อีก
ด้วย นอกจากนั้นการเผาผลาญพลังงานของร่างกายจำ เป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้วิตามินบีเพื่อให้การเผา
ผลาญเป็นไปอย่างสมบูรณ์มิฉะนั้นแล้วคาร์โบไฮเดรตส่วนที่เหลือจะเก็บสะสมไว้ในรูปของไขมัน

ตารางเปรียบเทียบคุณค่าทางโภชนาการของข้าวกล้อง ข้าวเจ้า(ชนิดขัดขาว) และข้าวซ้อมมือ

.

.

.

หมายเหตุ ที่มาของข้อมูล: Thai Food Composition Tables 1999, 1sted,Institute of Nutrition,
Mahidol University(INMU),THAILAND
ASEANFOODS Regional Database Centre of INFOODS
จากตารางเปรียบเทียบคุณค่าทางโภชนาการจะเห็นได้ว่าข้าวกล้องและข้าวซ้อมมือมีส่วน
ประกอบของอาหารใกล้เคียงกัน การรับประทานข้าวทั้งสองชนิดนี้จึงมีประโยชน์มากกว่าข้าวชนิด
ขัดขาว ผู้ที่เริ่มรับประทานครั้งแรกอาจไม่เคยชิน ดังนั้นจึงควรนำ ไปผสมกับข้าวชนิดขัดขาวก่อน
ในอัตราส่วน1:1
สำ หรับวิธีหุงข้าวกล้องนั้นควรล้างข้าวกล้องโดยใช้นํ้าปริมาณน้อยๆและซาวข้าวเพียงครั้ง
เดียวเพื่อเป็นการรักษาคุณค่าทางอาหาร โดยใช้ข้าวกล้อง1ส่วนต่อนํ้า2ส่วนหรือ21 /2 ส่วน (การแช่
ข้าวกล้องก่อนหุงประมาณ2ชั่วโมงจะช่วยให้ประหยัดเวลาในการหุงต้ม) ปกติแล้วการหุงข้าวกล้อง
จะใช้เวลาประมาณ40-45นาที ซึ่งจะนานกว่าการหุงข้าวเจ้าชนิดขัดขาวเนื่องจากข้าวกล้องมีเยื่อหุ้ม
เมล็ดอยู่ด้วยจึงทำ ให้ดูดซึมน้ำ ได้ยากกว่า
กองวิทยาศาสตร์ชีวภาพ กรมวิทยาศาสตร์บริการ เป็นหน่วยงานหนึ่งที่รับวิเคราะห์ปริมาณ
คุณค่าทางโภชนาการของอาหารต่างๆ ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อขอคำ แนะนำ และรับบริการวิเคราะห์
ได้ทุกวันในเวลาราชการ

 

ใครหิวยกมือขึ้น!…สะกิดต่อมหิวช่วงปีใหม่กับร้านอาหารสุดเก๋ 2011/07/23

31 ธันวาคม 2553, 13:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/life/135860.

Pic_135860

ใครหิวยกมือขึ้น!.. สะกิดต่อมหิวช่วงปีใหม่กับร้านอาหารสุดเก๋ ที่ “ไทยรัฐออนไลน์” เคยไปมาแล้ว ใครยังไม่ได้ไป โอกาสเหมาะๆ ช่วงวันหยุดยาวๆแบบนี้ พาครอบครัวไปนั่งทานอาหารอร่อยนอกบ้าน เปลี่ยนบรรยากาศกันหน่อย

พิเศษสุดๆ เลยถ้าใครพลาดอ่าน หรืออยากค้นหาร้านอาหารอร่อยๆที่ “ไทยรัฐออนไลน์”เคยไปมาแล้ว แต่หาไม่เจอ เพราะวันนี้จะเอามาแนะนำอีกรอบ สำหรับใครที่อยากพาครอบครัว เพื่อน แฟนไปทานอาหารนอกบ้าน สังสรรค์กันในช่วงปีใหม่

ก. เอ๋ย ก. กาแฟ
ที่ตั้ง : ซ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า 19  ตรงข้าม พาต้าปิ่นเกล้า
เปิด : 10.00-23.00 น. ทุกวัน

ร้านอาหารเล็กๆ สไตล์บ้านทุ่ง แต่ปรุงแต่งอย่างร่วมสมัย โดดเด่นที่บรรยากาศของร้านเน้นนั่งสบายเหมือนอยู่บ้าน จะนั่งนานแค่ไหนก็ไม่ว่าขอแค่อย่ามามั่วสุมกัน เพราะร้านนี้เหล้าไม่มี บุหรี่ไม่ขาย เสพได้เฉพาะความสุขจากการสังสรรค์ นั่งคุยกันชิลๆ และอิ่มหนำกับอาหารจานเดียว หรือหลายจานก็ได้ ที่ทำสดๆ ใหม่ๆ อย่างต้มยำกุ้งสะดุ้งโหยง, ผัดไทยเส้นจันท์, ข้าวหมูอบสยบหิว ฯลฯ  ร้านนี้ น่าสังสรรค์กับเพื่อนฝูงสุดๆ แถมเหมาะกับคนกระเป๋าแบน เพราะราคาอาคารเครื่องดื่มสุดจะมิตรภาพกับลูกค้า

Launderette  Garden
ที่ตั้ง : สุขุมวิท 36 (ซอยนภาศัพท์ 2) BTS ทองหล่อ
เปิด : 12.00-24.00 น. หยุดวันอาทิตย์
โทร : 087-042-8228

คาเฟ่สำหรับคนรักกระเป๋า ที่ถ้าใครได้ไปสัมผัสก็ต้องหลงเสน่ห์ ลอนเดอเรท การ์เด้น เป็นร้านอาหารที่รีโนเวทใหม่ โดยภายในตกแต่งให้ดูร่วมสมัยมากขึ้น  แต่ยังคงสอดคล้องกับโครงสร้างของบ้านที่เป็นสไตล์ Post Modern ได้อย่างลงตัว เป็นที่ที่เหมาะกับการสังสรรค์ ทานอาหาร กับเมนูอร่อยอย่าง ปลาหมึกเฟรนซ์ฟรายด์, กุ้งอบพริกเกลือ, เนื้อผัดพริกไทยดำฯลฯ พร้อมกับการฟังเพลงเพราะๆ สบายๆ หลากหลายแนวตลอดทั้งคืน แค่นี้ก็ปาร์ตี้กับเพื่อนๆ ในวันปีใหม่ได้สนุกแล้ว

Camp Havana
ที่ตั้ง :  ซ.ประเสริฐมนูกิจ 21

ร้านอาหารย่านเกษตรนวมินทร์ที่เป็นสไต์ Bar&Restaurant  ร้านนี้เหมาะมากๆ กับการไปฉลองช่วงปีใหม่ เพราะมีพื้นที่ไว้สังสรรค์เยอะ ทั้งห้องคาราโอเกะ ห้องจัดเลี้ยง หรือใครที่ชอบแบบOpen Air ก็มีทั้งบริเวณสวนชั้นล่าง และลานระเบียงชั้นบน  เป็นร้านที่ได้ใกล้ชิดสายลม ดวงดาวในช่วงหัวค่ำอย่างมาก อีกทั้งอาหารร้านนี้ยังเน้นความสด ใหม่ และรสจัดจ้านตามต้นตำรับแบบไทยๆ ใครที่ชอบบรรยากาศแบบนี้ กับการฟังเพลงแจ๊สนุ่มๆ เบาๆ มาร้านนี้เต็มอิ่มแน่นอน

Living Room
ที่ตั้ง : สุขุมวิท 20
เปิด : 11.00-22.30 น. ทุกวัน

อิ่มกับอาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนสุดหรูจากรสชาติ และวัตถุดิบแบบฝรั่งเศส สเปน อิตาลี ไซปรัส และโมร็อคโค ซึ่งใครที่ชอบทานอาหารอินเตอร์ก็ต้องมาที่ร้านนี้ เพราะนอกจากอาหารจะอร่อยแล้ว บรรยากาศของร้านก็ชิล พร้อมปาร์ตี้ หรืออย่างจะนั่งดื่มแบบเพลินๆก็ได้  เพราะมีทั้งมุมนั่งสวนสีเขียว ใกล้ชิดกับธรรมชาติม่านน้ำตก ส่วนในอาคารโดดเด่น และทันสมัย ตกแต่งด้วยผนังกระจกทุกด้าน  ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่าท่ามกลางความวุ่นวายของถนนสุขุมวิท จะมีร้านอาหารน่าไปเลี้ยงฉลองปีใหม่ได้เก๋ไก๋ขนาดนี้.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 31 ธันวาคม 2553, 13:00 น.
 

คลอดแผนโลจิสติก ดันระบบราง-รถไฟฟ้า12สายเสนอรบ.ใหม่ 2011/07/19

19 กรกฎาคม 2554, 19:35 น.

คลอดแผนโลจิสติก ดันระบบราง-รถไฟฟ้า12สายเสนอรบ.ใหม่.

Pic_187557

ปลัดคมนาคม เผย คมนาคมได้ทำแผนโลจิสติกดันระบบราง-รถไฟฟ้า12เส้นทางเสนอรัฐบาลใหม่ ส่วนติดตามการใช้งบ 1.76 แสนล้านบาทของการรถไฟ เผยมีการเบิกจ่ายในภาพรวมแล้ว 2-3% โดยโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง มีการเบิกจ่ายมากสุดกว่า 30%

เมื่อวันที่ 19 ก.ค. นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ระบบโลจิสติกส์ของประเทศ ที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมได้จัดทำขึ้นเพื่อเตรียมเสนอต่อรัฐบาลใหม่ ว่า กระทรวงจะเน้นในประเด็นต่างๆเช่นการยกระดับการให้บริการประชาชนด้าน การขนส่งมวลชน ซึ่งรวมถึงโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าทั้ง 12 เส้นทาง โครงการพัฒนาระบบบโลจิสติกส์ และการขนส่งทางราง เช่น การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ซึ่งการขนส่งทางรางนั้นประหยัดกว่าการขนส่งทางถนนแต่ในประเทศมีการใช้น้อย มากเพราะประทศไทยขาดการพัฒนาระบบการขนส่งทางรางมานานทำให้มีเพียง 2% เท่านั้น ขณะที่ทางถนนสูงถึง 86% นอกจากนั้นยังรวมถึงการเพิ่มความปลอดภัยด้านการเดินทางและการขนส่งทางถนน และการขยายเส้นทางให้ครอบคลุมเชื่อมโยงทั่วประเทศ

นายสุพจน์ กล่าวถึงนโยบายเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้าตลอดเส้นทาง 20 บาท ว่า กระทรวงคมนาคม โดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) มี 2 แผนทางเลือกที่จะเสนอให้รัฐบาลชุดใหม่ดำเนินการอยู่แล้ว เพราะถือว่าเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การยกระดับการให้บริการประชาชนของกระทรวง คมนาคมอยู่แล้ว ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะเลือกดำเนินการในแนวทางใด

นายสุพจน์ กล่าวอีกว่า นโยบายการเพิ่มค่าแรงรายวันเป็น 300 บาท อาจกระทบต่อต้นทุนการก่สร้างบ้างแต่ไม่มากนักเพราะต้นทุนในส่วนของแรงงานไร้ ฝีมือที่อยู่ในข่ายที่จะได้ปรับขึ้นค่าแรงเป็น 300 บาท มีไม่มากนักต่อโครงการ เพราะส่วนใหญ่แรงงานที่ใช้จะเป็นแรงงานฝีมือดีที่ได้รับค่าจ้างสูงกว่า 300 บาทต่อวันอยู่แล้ว

ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวด้วยว่า การติดตามโครงการปฎิรูปและฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานรถไฟ ของ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มูลค่ากว่า 1.76 แสนล้านบาท หลังจากที่ครม. ได้เห็นชอบและอนุมัติเมื่อปลายปี 53 ให้ปรับปรุงและฟื้นฟูรถไฟตามแผนนั้นพบว่า ขณะนี้มีความคืบหน้าตามแผนการดำเนินงาน โดยมีการเบิกจ่ายในภาพรวมถึง 2-3% จากงบประมาณในภาพรวม โดยโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง ของ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) มีความคืบหน้าในโครงการและมีการเบิกจ่ายมากสุดกว่า 30% และ รฟท. มีการเบิกจ่ายกว่า 15 % โดยโครงการที่สามารถดำเนินการได้เร็ว เนื่องจากโครงการดังกล่าวได้มีการอนุมัติให้ดำเนินการมาตั้งแต่ปลายปี 53 และ ส่วนมากจะเป็นโครงการที่เกี่ยวกับความปลอดภัยทางราง ไม่ว่าจะเป็น การปรับปรุง รางรถไฟ และปรับปรุง เครื่องกั้นรถไฟ นอกจากนั้นที่ประชุมยังได้มีมติให้ ตั้งศูนย์ ติดตามข้อมูลของกระทรวงคมนาคมขึ้น โดยให้แต่ละหน่วยงานให้ข้อมูลแต่ละโครงการที่เป็นปัจจุบันต่อศูนย์ เพื่อให้สามารถติดตามโครงการแต่ละโครงการได้ทันท่วงที

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 19 กรกฎาคม 2554, 19:35 น.
 

Japanese Style Cafe ตอนสุดท้าย บอกลาด้วย Tofu Parfait 2011/07/16

Filed under: Uncategorized — SoClaimon @ 2:23 pm

Japanese Style Cafe ตอนสุดท้าย บอกลาด้วย Tofu Parfait.

  • 13 กรกฎาคม 2554 เวลา 13:37 น.

ฉบับนี้คงต้องบอกลา Japanese Style Cafe กันเเล้ว เพราะเขียนเรื่องราวของอาหารญี่ปุ่น

โดย.. สีวลี ตรีวิศวเวทย์

ฉบับนี้คงต้องบอกลา Japanese Style Cafe กันเเล้ว เพราะเขียนเรื่องราวของอาหารญี่ปุ่นที่ดัดเเปลงด้วยความรักในอาหารตะวันตกเเละเครื่องปรุงเเบบญี่ปุ่นเข้าไว้ด้วยกันมาถึง 14 ตอนเเล้ว เลยอยากทิ้งท้ายด้วยขนมหวานอีกชนิด ที่เชื่อว่าร้านที่มีกลิ่นอายญี่ปุ่นร้านไหนๆ ก็ต้องมี นั่นก็คือ Parfait จริงๆ เเล้วชื่อของพาร์เฟต์มาจากภาษาฝรั่งเศส เเปลเเบบเข้าทำนองว่า Perfect เรียกว่าสั่งมาวางบนโต๊ะเเล้วน่าจะเป็นความรู้สึกเเรกเห็น ที่เสียงในหัวต้องร้องออกมา เมื่อเห็นรูปร่างหน้าตาที่เเสนจะน่ารับประทาน

บอกเเล้วว่าคนญี่ปุ่นนำเอาวัฒนธรรมการรับประทานของโลกตะวันตกมาผสานกับของตัวเองเยอะจริงๆ โดยเฉพาะชาติฝรั่งเศสที่ได้ชื่อว่าเห็นเรื่องรับประทานของอร่อยเป็นเรื่องใหญ่ (อย่างน้อยๆ ก็ในสมัยก่อน สมัยนี้หลายๆ ท่านอาจเถียงว่าคนฝรั่งเศสลดความละเมียดละไมในการรับประทานไปเยอะ) จึงไม่เเปลกที่คนญี่ปุ่นที่ไปท่องเที่ยวใช้ชีวิตในฝรั่งเศส จะนำเอาสิ่งเเปลกๆ ใหม่ๆ มาสร้างความประหลาดใจให้กับวงการอาหารญี่ปุ่น เเละในวันนี้ที่โลกเชื่อมถึงกันได้ง่ายขึ้น หลายๆ อย่างที่ผ่านการ “Japanization” (ศัพท์ที่ยังไม่บัญญัติชัดเจน หมายถึง ผสานเอาความเป็นญี่ปุ่นเข้าไป) กลายมาเป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วโลก

Parfait เเม้ว่ารูปร่างหน้าตาของขนมชื่อเดียวกันในทั้งสองสัญชาติจะไม่เหมือนกันเป๊ะ ที่เเพร่หลายในญี่ปุ่นมีความหมายใกล้เคียงกับต้นตำรับ ตรงที่มีส่วนผสมของไอศกรีมเหมือนกันเท่านั้น เเต่ความอลังการของพาร์เฟต์ญี่ปุ่นที่มีหลายชั้น หลายเลเยอร์ ทำให้เราเห็นว่าไม่มีขีดจำกัดความคิดสร้างสรรค์จริงๆ

จริงๆ เเล้ว Parfait ก็มีความหมายเหมือนกับ Sundae ที่หมายถึง ไอศกรีมที่เสิร์ฟในเเก้วรูปทรงเเปลกตา ราดด้วยซอส น้ำเชื่อมผลไม้ พร้อมเครื่องเคียงหลายชนิด เเละวิปป์ครีมฟูฟ่อง เเต่ผู้เขียนขอจำกัดความให้ละเอียดเข้าไปอีกนิดว่า พาร์เฟต์เเท้ๆ จะต้องมี “Layer” คือ ไม่ใช่เเค่ไอศกรีมราดซอสเติมวิปป์ครีมเเบบซันเดง่ายๆ สไตล์อเมริกัน เลเยอร์ที่ว่าเมื่อมองข้างเเก้วจะเห็นสีสลับกันดูสวยงาม เเปลกด้วยสีสันยังไม่พอ เนื้อสัมผัสของส่วนผสมของเเต่ละเลเยอร์หรือเเต่ละชั้น ยังทำให้เกิดลวดลายดูสวยงามข้างเเก้ว ด้านบนพาร์เฟต์ขนานเเท้สไตล์ญี่ปุ่นยังมีวิปป์ครีมบิดเกลียว หรือไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟอีก ทำให้ดูสูงมีมิติ จะตกเเต่งด้วยผลไม้สด ผลไม้เชื่อม ช็อกโกเเลต ผงโกโก้ อีกเยอะเเยะ

ตอนนี้ร้านพาร์เฟต์สไตล์ญี่ปุ่น เห็นมีในบ้านเราหลายร้านขึ้น เห็นเพื่อนๆ สาวของผู้เขียนนิยมไปรับประทานที่ Sfree กัน ร้านนี้ตรงกับคอนเซปต์ของเราในเรื่องของพาร์เฟต์ มีให้เลือกหลากหลาย ผู้เขียนเห็นจากเมนูที่เพื่อนๆ ส่งให้ดูทาง Social Network

เเต่ผู้เขียนประทับใจร้านพาร์เฟต์นอกประเทศร้านหนึ่ง ชื่อ Toraya Cafe อยู่ใน Omotesando Hill ตึกช็อปปิ้งสุดเก๋ในโตเกียว ผู้เขียนไม่ได้มาช็อปค่ะ มาเเอบชิมขนมต่างหาก

ขนมทุกอย่างในร้าน เป็นส่วนผสมจากวัตถุดิบญี่ปุ่นเเท้ๆ ถ้าเป็นเค้กปอนด์หรือ Pound Cake ก็มีให้เลือกเป็นรสถั่วเหลืองเอย ชาเขียวเอย งาเอย รับประทานคู่กับชาเขียวมัทชะชงมาเข้มเเบบต้นตำรับ คู่กับครีมเกาลัด นี่เป็นเเค่ตัวอย่างหนึ่ง จริงๆ เเล้วมี Plated Dessert เป็นจานๆ อีกเพียบ เเละทำจากส่วนผสมญี่ปุ่นล้วนๆ การนำเสนอ ดูญี่ปุ่นตรงใช้ความเป็นธรรมชาติมาผสาน คู่กับความง่ายในการจัดวาง ดู Minimalist เก๋ๆ เเบบเซนๆ

ร้านนี้มีพาร์เฟต์ค่ะ เเต่จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ สังเกตจากรูปในบรรดา Social Network ที่ผู้คนที่ไปรับประทานที่ร้านถ่ายประกวดประขันกัน เรียกว่าตามฤดูกาลของญี่ปุ่นเป็นสำคัญ

ส่วนประกอบของพาร์เฟต์มีกลิ่นอายของญี่ปุ่นหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นรสชาติไอศกรีม ที่มีตั้งเเต่ งาดำ งาขาว ชาเขียว นมฮอกไกโด ถั่วเเดง เเถมด้วยวานิลลาที่เหมาะจะเรียกว่า รสคัสตาร์ด เพราะหอมกลิ่นไข่เหลือเกิน ส่วนเครื่องเคียง เครื่องราด ก็ยังมีพวกโมจิ หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกว่า Shiratama Dango ที่เป็นเเป้งข้าวเหนียว ปั้นเป็นก้อนกลม ตรงกลางบุ๋มลงไปนิดหนึ่งต้มพอสุกจะหนึบๆ เหนียวๆ อร่อยดี นอกจากโมจิสีขาวเเบบนี้ ก็ยังมีสีเขียวเป็นรสชาเขียว เเล้วยังมีโมจิเเบบใสๆ ที่เรียกว่า Warabi Mochi

นอกจากกลุ่มโมจิ เต้าหู้หวานเป็นก้อนคล้ายๆ เต้าฮวยก็มีให้เลือกในเมนูที่เขาคิดค้นไว้ มีวุ้นชาเขียว วุ้นถั่วเเดง วุ้นใส ให้เลือก ขาดไม่ได้ต้องมีถั่วเเดงกวน ผงชาเขียว ผงคินาโกะหรือเเป้งถั่วเหลืองบด ส่วนน้ำราดที่นิยมที่สุดเห็นจะเป็น Kuromitsu ที่ได้จากการเคี่ยวน้ำตาลอ้อยให้เหนียวข้น ความหอมที่ได้มาจากธรรมชาติสรรค์สร้างทั้งสิ้น

เรียกว่าส่วนผสมทุกอย่างได้มาจากรากเหง้าความเป็นญี่ปุ่นอย่างเเท้จริง เเต่วิธีการนำเสนอนี่สิ หน้าตาเป็นตะวันตกมากกว่าญี่ปุ่น พาร์เฟต์กลุ่มนี้ผู้เขียนถูกใจจากรสชาติที่ล้ำลึก เเต่ละอย่างเราไม่คุ้นเคยในรสชาติ บางอย่างกินเป็นชิ้นๆ ไม่อร่อย พอได้รับประทานพร้อมกันๆ กลับผสานเข้ากันจนอร่อยอย่างไม่น่าเชื่อ นี่เเหละความท้าทายในการคิดค้นของคนปรุง

บ้านเราร้านเเบบนี้ยังมีให้เห็นไม่มากนัก ที่ใกล้เคียงอารมณ์ที่ผู้เขียนเวลาอยากรับประทานก็มักจะมุ่งหน้าสู่ร้านโอโตยะ ที่ขายอาหารญี่ปุ่นสไตล์ Homecook ของหวานของร้านนี้ ใกล้ๆ กับความเป็นพาร์เฟต์ญี่ปุ่นในไอเดียของผู้เขียน

ช่วงก่อนมีพาร์เฟต์น้ำเต้าหู้ อร่อยมากที่สุด ส่วนประกอบมีเจลลีจากน้ำส้มสายชูสีดำ หรือ Korusu น้ำส้มสายชูข้าวกล้องกลิ่นหอมเฉพาะตัว อยู่เป็นเลเยอร์ก้นเเก้ว ตามด้วยไอศกรีมน้ำเต้าหู้รสเข้มข้น ไม่เหม็นกลิ่นถั่วอย่างที่หลายคนกลัว ตามด้วย “ชิ้นสี่เหลี่ยมสีขาว” รับประทานเเล้วได้รสเต้าหู้เย็นๆ เเข็งๆ คล้ายๆ หวานเย็น เเต่เข้มข้นครีมกว่า ผู้เขียนคิดว่าใกล้เคียงกับ Semifreddo ไอศกรีมตัดของอิตาลี ยังมี Shiratama Dango อีก ตกเเต่งด้วยวิปป์ครีม อร่อยมากเลย เสียดายตอนนี้ไม่มีเเล้ว ผู้เขียนลองถามพนักงานถึงชิ้นสี่เหลี่ยมสีขาวที่ว่า พนักงานใจดีตอบว่า “เป็นเต้าหู้ผสมครีมเเล้วเอาไปเเช่เเข็ง” เพียงเท่านี้ผู้เขียนก็ “ปิ๊ง” บอกเเล้วว่ามันก็คือ Semifreddo ชนิดหนึ่งนี่เอง

ตอนนี้เห็นมี Peach Parfait เเละ Matcha Parfait รสชาติถึงเเม้จะสู้เเบบเก่าไม่ได้ เเต่ก็อร่อยดี ลองไปหาชิมกันดู เเต่หากอยากสัมผัสถึงรสชาติที่ผู้เขียนโม้ไว้ ต้องลองทำตามสูตรด้านล่างดูค่ะ รับรองว่าอร่อย เปลี่ยนบรรยากาศ

Tofu Parfait

สูตรนี้ผู้เขียนเเกะขึ้นมาเองกับมือ ภูมิใจมากค่ะ ด้วยช่างภาพของ Cookool ยังนิยมในรสชาติ รับประกันว่าใช้ได้ ทั้งๆ ที่เธอจะรับประทานเฉพาะของอร่อยจริงๆ เธอก็รับประทานจนหมดถ้วยเลย สูตรนี้อาจจะมีขั้นตอนเยอะยุ่งยากหน่อย เหมาะสำหรับวันว่างจริงๆ ทำเเต่ละส่วนเตรียมไว้ล่วงหน้า เเล้วนำมาประกอบก่อนเสิร์ฟ ไม่ยากอย่างที่คิดเลย

Tonyu Semifredo

เต้าหู้นิ่ม 1 เเพ็ก

น้ำเต้าหู้สำเร็จรูป เช่น Ohayo 1 ถ้วย

น้ำตาล 3 ช้อนโต๊ะ

เจลาตินเเผ่น 2 เเผ่น

วิปป์ครีม 2 ถ้วย

นำเจลาตินเเช่ในน้ำเย็นไว้จนนุ่ม เเบ่งน้ำเต้าหู้ออกมาสัก 4 ช้อนโต๊ะ เข้าไมโครเวฟจนร้อนนิดๆ ละลายน้ำตาลทรายลงไป สะเด็ดน้ำจากเเผ่นเจลาตินลงไป ละลายในน้ำเต้าหู้ร้อน พักไว้ (หากไม่ละลาย เเนะนำให้เข้าไมโครเวฟอีกสัก 20 วินาที หรือทีละน้อยๆ จะได้ไม่เดือดหรือร้อนเกินไป)

ปั่นเต้าหู้ผสมน้ำตาลทรายเเละน้ำเต้าหู้ทั้งสองส่วน จนเข้ากันเป็นเนื้อเดียวกัน ใช้เครื่องปั่นน้ำผลไม้ได้เลยค่ะ

ตีวิปป์ครีมให้ขึ้นฟู ตักวิปป์ครีมตะล่อมผสมกับเต้าหู้ จะได้ลักษณะคล้ายกับมูส

เทลงพิมพ์ที่ปูฟิล์มพลาสติกไว้โดยรอบ เเช่ช่องเเข็งทันทีจนเเข็งตัว ประมาณ 6 ชั่วโมงขึ้นไป

เวลาจะเสิร์ฟ นำมาตัดเป็นชิ้นๆ เสิร์ฟอย่างรวดเร็ว เพราะละลายง่าย

Shiratama หรือ โมจิเเบบง่าย

เเป้งข้าวเหนียว 1 ถ้วย (เเนะนำใช้ของช้างสามเศียร)

น้ำร้อน 0.250.5 ถ้วย

น้ำตาลทราย 0.5 ถ้วย

น้ำสะอาด 3 ถ้วย

นวดเเป้งข้าวเหนียวกับน้ำร้อนจนเข้ากันเป็นเเป้งนุ่มๆ น้ำร้อนสามารถเพิ่มหรือลดได้ ผู้เขียนใช้วิธีค่อยๆ เติมลงไปเเล้วนวดด้วยไม้พาย พออุ่นๆ เเล้ว นวดให้เนียนมือ ก้อนโดจะมีลักษณะหยุ่นๆ หน่อย พักไว้ 2 ชั่วโมง โดยคลุมให้มิด จากนั้นนำมาปั้นให้เป็นก้อนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 เซนติเมตร

ตั้งน้ำสะอาดให้เดือด เติมน้ำตาลทรายลงไป พอน้ำตาลละลาย ค่อยๆ กดก้อนเเป้งตรงกลางให้เเบนลงเล็กน้อย เเล้วต้มจนเเป้งค่อยๆ ลอยขึ้นมาเหนือผิวน้ำ ช้อนขึ้นมาใส่น้ำเย็น เเล้วสะเด็ดน้ำขึ้นเสิร์ฟ

คุณผู้อ่านสามารถใช้เเป้งชิราทามะสำเร็จรูปที่วางขายตามซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ก็ได้ค่ะ จะสะดวกเพราะนวดกับน้ำเย็นได้เลย

เจลลีน้ำส้มจากข้าว

น้ำส้มสายชูจากข้าวคุณภาพดี 3 ช้อนโต๊ะ

น้ำสะอาด 1 ถ้วย

น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ

เจลาตินเเผ่น 3 เเผ่น

นำเจลาตินเเช่ในน้ำเย็นไว้จนนุ่ม สะเด็ดน้ำจากเเผ่นเจลาติน พักไว้

ตั้งน้ำให้เดือด ละลายน้ำตาล เติมน้ำส้มลงไป ตามด้วยเเผ่นเจลาติน คนให้ละลาย

เทลงพิมพ์ เเช่เย็นให้คงตัว เเล้วนำมาตัดเป็นชิ้นๆ

เวลาเสิร์ฟ

ตักเจลลีน้ำส้มลงไป ตามด้วยโมจิที่ต้มสุกเเละเย็นตัวลงไป ตัดชิ้น Semifreddo ลงไป ตกเเต่งด้วยวิปป์ครีม ราดด้วย Kurommisu เเละโรยด้วยผงคินาโกะ

สำหรับ Kuromitsu ผู้เขียนทำเอง โดยใช้น้ำตาลอ้อยที่มีขายทั่วไป ละลายน้ำ ยกขึ้นตั้งไฟ หรี่ไฟอ่อนเมื่อเดือด ทิ้งไว้ห้ามคน ประมาณ 10 นาที หรือจนได้เป็นน้ำเชื่อม นำมาใช้ราดเพิ่มรสชาติ ขาดไม่ได้เลยค่ะ

 

สัปดาห์หน้ารู้หมู่หรือจ่าถกแก้สัญญามือถือ 2011/03/16

16 มีนาคม 2554, 02:05 น.

สัปดาห์หน้ารู้หมู่หรือจ่าถกแก้สัญญามือถือ

Pic_156239

 

ปลัดไอซีที คาด ในสัปดาห์หน้า จะสามารถเปิดโต๊ะเจรจา ในการแก้ไขสัญญาสัมปทานโทรศัพท์มือถือ…

วันที่ 15 มี.ค. นางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยว่า ในสัปดาห์หน้าจะประชุมคณะกรรมการเจรจาการแก้ไขสัญญาสัมปทาน โทรศัพท์มือถือ โดยให้คู่สัญญาสัมปทานมือถือทุกรายต้องรับรองเอกสาร ที่นำเสนอ คณะกรรมการเจรจาฯ ให้เรียบร้อยเพื่อเป็นเอกสารที่อ้างอิงได้เพราะมิเช่น จะไม่สามารถเปิดการเจรจาระหว่างคู่สัญญาได้โดยคณะกรรมการเจรจาฯ จะเป็นคนกลางในการ เจรจาระหว่างคู่สัญญา โดยเริ่มจากบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) กับคู่สัญญา ได้แก่ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็สคอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค บริษัท ทรูมูฟ บริษัท ดิจิตอลโฟน หรือ ดีพีซี จากนั้นจะเป็นคู่สัญญาระหว่างบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กับบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)เอไอเอส

ทั้งนี้เมื่อเปิดให้มีการเจรจาระหว่างคู่สัญญาเสร็จสิ้นทางคณะกรรมการเจรจาฯ จะส่งผลสรุปผลจากการเจรจาดังกล่าวให้กับคณะกรรมการมาตรา22 ตามพ.ร.บ ว่าด้วยเอกชนร่วมการงานหรือดำเนินในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 หรือ พ.ร.บ.ร่วมทุน พิจารณาอีกครั้ง ก่อนส่งให้นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.ไอซีทีพิจารณาเพื่อนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมครม.ต่อไปผู้สื่อข่าวรายงาน ว่าคณะกรรมการเจรจาฯพยายามที่จะสรุปผลการเจรจาของคู่สัญญาให้แล้วเสร็จโดย เร็วแต่เนื่องจากข้อมูลทีคู่สัญญาส่งมาให้คณะกรรมการเจรจาฯไม่ตรงกันโดย เฉพาะทีโอที และ กสท จัดส่งข้อมูลให้คณะกรรมการเจรจฯ ไม่ครบถ้วน ประกอบกับข้อมูลที่จัดส่งให้แต่ละ ครั้งไม่ตรงกัน จึงได้รายงานให้ รมว.ไอซีทีรับทราบเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาในการส่งข้อมูลและขอ ให้กำชับทีโอทีและกสทผ่านไปยังประธานกรรมการ(บอร์ด) ของทีโอที และ กสท ให้ส่งข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนด้วยเพื่อประโยชน์ของทั้งสององค์กร

ทั้งนี้ ความพยายามในการแก้ไขปัญหาสัญญาสัมปทานโทรศัพท์มือถือที่เป็นปัญหายืดเยื้อ มานานนั้น เหมือนกันว่า ทีโอที และ กสท ไม่ต้องการให้เกิดข้อยุติ เพราะส่งข้อมูลแต่ละครั้งไม่ครบถ้วน ทำให้การเจรจาไม่มีข้อยุติ ซึ่งแตกต่างจากเอกชนคู่สัญญาอย่างสิ้นเชิง เพราะจัดส่งข้อมูลครบถ้วนอีกทั้งยังส่งผู้บริหารที่มีอำนาจการตัดสินใจมาเจรจา เพื่อให้ได้ข้อยุติเพราะไม่ต้องการให้ปัญหาการแก้ไขสัญญาสัมปทานโทรศัพท์มือ ถือยืดเยื้อและเป็นปัญหาอีกต่อไป

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 16 มีนาคม 2554, 02:05 น.

 

 

ชมรมดินปุ๋ยบนเว็บ WebDinPui 2010/12/23

Filed under: Uncategorized — SoClaimon @ 7:25 am

ชมรมดินปุ๋ยบนเว็บ WebDinPui

ผ่านทางชมรมดินปุ๋ยบนเว็บ WebDinPui.

 

ชมรมดินปุ๋ยบนเว็บ : WebDinPui 2010/12/23

Filed under: Uncategorized — SoClaimon @ 7:23 am

ชมรมดินปุ๋ยบนเว็บ : WebDinPui

ผ่านทางชมรมดินปุ๋ยบนเว็บ : WebDinPui.

 

ชมรมดินปุ๋ยบนเว็บ 2010/12/23

Filed under: Uncategorized — SoClaimon @ 7:21 am

ชมรมดินปุ๋ยบนเว็บ

ผ่านทางชมรมดินปุ๋ยบนเว็บ.

 

BALSAM FIR 2010/12/07

Filed under: Uncategorized — SoClaimon @ 5:02 pm

ผ่านทางplants.usda.gov/factsheet/pdf/fs_abba.pdf.

BALSAM FIR

Abies balsamea (L.) P. Mill.Plant Symbol = ABBAContributed by: USDA NRCS Plant Materials Program Alternate Names Pinus balsamea L. Uses Balsam fir is used primarily for Christmas trees and pulpwood, although some lumber is produced from it in New England and the Lake States.  The wood is light in weight, low in bending and compressive strength, moderately limber, soft, and low in resistance to shock. Status Please consult the PLANTS Web site and your State Department of Natural Resources for this plant’s current status (e.g. threatened or endangered species, state noxious status, and wetland indicator values). Description Balsam fir is a small to medium sized coniferous tree.  Growth occurs in whorls of branches surrounding an upright leader or terminal, making a symmetrical tree with a broad base and narrow top.  It is relatively short-lived and is considered a sub-climax type species in the New England states, but may be a climax type in the zone below timberline. Needles are 3/4 to 1 inch long, flat, and often strongly curved.  Twigs with needles have a generally flattened appearance.  Both male and female flowers are found on the same branch.  Cones are 2 to 4 inches long, purplish in color, and stand erect on branches (as do those of all true firs).  There are about 60,000 seeds in a pound.  The bark is smooth, thin, and grayish, distinguished by soft blisters containing a clear, odiferous resin known as Canadian balsam. Robert H. Mohlenbrock USDA NRCS 1995 Northeast Wetland Flora @ USDA NRCS PLANTS Adaptation and Distribution The soils on which balsam fir grows range from silt loams developed from lake deposits to stony loams derived from glacial till.  Fir will grow, but comparatively slowly, on gravelly sands and in peat bogs.  It grows on soils of pH ranging from 4.0 to 6.0.  It is generally found in areas with a cold moist climate and with 30 inches or more of annual precipitation.  Fir is subject to windthrow, especially on shallow wet soils.  Because of its thin bark, shallow root system, and flammable needles, balsam fir is easily killed by fire. Balsam fir is distributed throughout the Northeast and upper Midwest.  For a current distribution map, please consult the Plant Profile page for this species on the PLANTS Website. Establishment The use of natural regeneration methods for balsam fir is very effective on open and disturbed sites  (heavily cut areas), but an adequate seed source must exist.  This species can also be readily grown in nurseries, for transplanting to abandoned fields, Christmas tree plantations, and open areas.  Use conventional tree planting techniques and equipment.  Three or four year old seedling stock should be utilized. ManagementThis section is under development.  Please consult the Related Web Sites links on the PLANTS Plant Profile. Cultivars, Improved, and Selected Materials (and area of origin) Although most available seedlings of balsam fir are of unknown parentage, some are produced from local selections.

Prepared By & Species Coordinator:  USDA NRCS Northeast Plant Materials Program 31Jan2002 JLK; 24may06jsp For more information about this and other plants, please contact your local NRCS field office or Conservation District, and visit the PLANTS Web site<http://plants.usda.gov> or the Plant Materials Program Web site <http://Plant-Materials.nrcs.usda.gov> The U.S. Department of Agriculture (USDA) prohibits discrimination in all its programs and activities on the basis of race, color, national origin, sex, religion, age, disability, political beliefs, sexual orientation, and marital or family status. (Not all prohibited bases apply to all programs.) Persons with disabilities who require alternative means for communication of program information (Braille, large print, audiotape, etc.) should contact USDA’s TARGET Center at 202-720-2600 (voice and TDD). To file a complaint of discrimination write USDA, Director, Office of Civil Rights, Room 326-W, Whitten Building, 14th and Independence Avenue, SW, Washington, DC 20250-9410 or call 202-720-5964 (voice or TDD). USDA is an equal opportunity provider and employer. Read about Civil Rights at the Natural Resources Convervation Service.