CAP กับแผนการส่งเสริมเชิ้อเพลิงชีวภาพใน EU
ผ่านทางThaiEurope.net – กรองยุโรปเพื่อไทย – CAP กับแผนการส่งเสริมเชิ้อเพลิงชีวภาพใน EU.
| CAP กับแผนการส่งเสริมเชิ้อเพลิงชีวภาพใน EU | ![]() |
![]() |
| Contributed by สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป | |
| Tuesday, 28 February 2006 | |
|
คณะกรรมาธิการยุโรปได้จัดทำรายงานเพื่อกำหนดแผนการส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพใน EU และมีประเด็นที่น่าสนใจ ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างแผนการส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ กับสถานการณ์การผลิตสินค้าเกษตรเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ (biofuel) ภายใต้นโยบายเกษตรร่วม (CAP) โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้ 1.รายงาน The Communication from Commission : An EU Strategy for Biofuel ของ EU ซึ่งกรรมาธิการยุโรปได้เสนอการปรับใช้แผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ โดยได้เสนอมาตรการต่างๆ เพื่อกระตุ้นการผลิตและการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพใน EU ซึ่งได้แก่ 1.1 การส่งเสริมอุปสงค์ของเชื้อเพลิงชีวภาพ EU จะมีการทบทวนแก้ไขกฎระเบียบเชื้อเพลิงชีวภาพ การส่งเสริมการผลิต second generation products (เช่น ligno-cullulosic ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพที่ทำมาจากฟางหรือเศษเหลือใช้จากสิ่งมีชีวิตหรือวัตถุดิบอินทรีย์) การสนับสนุนกฎหมายการใช้รถยนต์ที่สะอาดและมีประสิทธิภาพ เพื่อลดภาวะมลพิษ 1.2 การใช้ประโยชน์จากสิ่งแวดล้อม การศึกษาถึงประโยชน์สูงสุดของใช้เชื้อเพลิงชีวภาพและข้อจำกัดของเชื้อเพลิงชีวภาพในน้ำมันและดีเซล รวมถึงการเพาะปลูกวัตถุดิบที่ยั่งยืน
1.3 การพัฒนาและการกระจายภาคการผลิต กำหนดให้เชื้อเพลิงชีวภาพอยู่ในแผนพัฒนาชนบท และเพิ่มการตรวจสอบเพื่อทำให้ไม่เกิดการเลือกปฏิบัติ 1.4การขยายอุปทานของวัตถุดิบที่ใช้ผลิต การทำให้การผลิตน้ำตาลสำหรับไบโอเอธานอลได้รับการอุดหนุนภายใต้การช่วยเหลือพิเศษ “carbon credit” การประเมินความเป็นไปได้สำหรับการผลิตเชื้อเพลิงจากธัญพืชที่มีส่วนเหลือใช้จาการผลิต (เช่น ข้าวสาลี) การให้ข้อมูลต่างๆ แก่เจ้าของพื้นที่เกษตรและป่าไม้ และการศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้ผลผลิตที่ได้จากสัตว์ (animal by-product) และสิ่งเหลือใช้ที่สะอาด 1.5การส่งเสริมโอกาสทางการค้า การกำหนดแยกรหัสภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าเชื้อเพลิงชีวภาพเพื่อประโยชน์ทางการค้าและทำให้เกิดตลาดที่สมดุลใน EU รวมถึงการเสนอปรับแก้ไขมาตรฐานไบโอดีเซล 1.6การสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนา มาตรการช่วยเหลือกลุ่มประเทศที่มีข้อตกลงน้ำตาลกับ EU (ACP Sugar Protocol) ซึ่งได้รับผลกระทบจากการปฏิรูปน้ำตาลของ EU โดยสามารถใช้น้ำตาลผลิตเชื้อเพลิงไบโอทานอล รวมถึงการพัฒนาแผนงานการช่วยเหลือการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพในประเทศกำลังพัฒนา 1.7 การวิจัยและพัฒนา การสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ (ภายใต้กรอบแผนงาน ‘7th Framework Programme’) โดยเฉพาะในเรื่องแนวคิดการกลั่นไบโอ (bio-refinery) การค้นหาคุณค่าส่วนต่างๆ ของพืชทั้งหมด การลดต้นทุนค่าใช้จ่าย เป็นต้น 2. ข้อมูลเกี่ยวกับการสนับสนุนช่วยเหลือการส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ ภายใต้นโยบายเกษตรร่วม (Common Agriculture Policy = CAP) ของ EU สรุปได้ดังนี้ 2.1 การปรับนโยบายเกษตรร่วม เมื่อปี 2535 EU ได้มีนโยบายการลดการอุดหนุนด้านราคา และช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผลผลิตทางการเกษตรทั้งหมดของ EU เท่าที่จะเป็นไปได้ ทั้งสินค้าอาหาร อาหารสัตว์ และสินค้าเกษตรที่มิใช่เพื่อใช้เป็นอาหาร รวมถึงเชื้อเพลิงชีวภาพด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธัญพืช ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการผลิตไบโอเอธานอลของ EU อย่างไรก็ดี สำหรับการปฏิรูป CAP ใหม่ (CAP 2003) นั้น ระบบการอุดหนุนแบบ decoupling (การจ่ายอุดหนุนที่ไม่ขึ้นอยู่กับผลผลิต) ได้ช่วยสนับสนุนเกษตรกรให้สามารถมีพื้นที่เพาะปลูกเมล็ดพืชที่ให้พลังงานได้ โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดข้อกำหนดของการยกเลิกพื้นที่เพาะปลูก (set aside) ทั้งนี้ เนื่องจากพืชที่มิใช่เพื่อใช้เป็นอาหารบางชนิด (non-food) ต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดเรื่องการยกเลิกพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งได้นำมาปรับใช้ในปี 2535 โดยจำกัดการผลิตและลดการแทรกแซงทางด้านราคาเพื่อทำให้ตลาดสินค้าธัญพืชเกิดความสมดุล 2.2 นโยบายการช่วยเหลือพิเศษสำหรับพืชที่ให้พลังงาน มีการปรับใช้ในปี 2546 ได้กำหนดการช่วยเหลือเท่ากับ 45 ยูโรต่อเฮกตาร์ โดยมีพื้นที่สูงสุดไม่เกิน 1.5 ล้านเฮกตาร์ และจากการ ปฎิรูปน้ำตาล (เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2549) ได้มีการตกลงให้การปลูกพืชบีทน้ำตาลสำหรับการผลิตไบโอเอธานอล จะยังคงได้รับการยกเว้นจากการจำกัดโควตาการผลิตและได้มีการเสนอให้เกษตรกรการปลูกพืชบีทน้ำตาลมีสิทธิได้รับการช่วยเหลือเช่นเดียวพืชที่ให้พลังงานชนิดอื่น ทั้งในบริบทของการจำกัดพื้นที่ยกเลิกเพาะปลูกและการจ่ายอุดหนุน และในปี 2549 เป็นปีแรกที่ได้มีการเสนอการแทรกแซงทางด้านราคาของข้าวเรย์สำหรับการผลิตไบโอเอธานอล ด้วย 2.3 ภายใต้นโยบายการพัฒนาชนบท ได้มีการสนับสนุนการลงทุนการผลิตพลังงานชีวมวล (biomass) ซึ่งจะรวมถึงเชื้อเพลิงชีวภาพด้วย การยกเว้นภาษีที่อยู่ในรูปแบบการช่วยเหลืออย่างเป็นทางการหรือการสนับสนุนอื่นๆ จากภาครัฐของประเทศสมาชิก รวมถึงกองทุนต่างๆ ที่ได้สนับสนุนทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น the European Regional Development Fund (โดยเฉพาะในเขตชนบทในยุโรปกลางและตะวันออก) 3.ขณะที่ EU ได้มีประกาศแนวทางในการสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพมากขึ้นนั้น กลุ่มนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้ออกมาเตือนว่า การสนับสนุนการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพใน EU จะต้องไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือทำลายระบบนิเวศน์ (เช่น การทำลายป่า การเร่งใช้สารปราบศัตรูพืช) และควรจะมีการบังคับการใช้ใบรับรองสิ่งแวดล้อม (eco-certification) สำหรับเชื้อเพลิงชีวภาพทั้งหมด ทั้งนี้ ปัญหาที่สำคัญคือ ประเทศในแถบเอเชียได้มีการทำลายความสมดุลของป่าทึบ (rainforest) ในแถบเส้นศูนย์สูตรเพื่อพยายามที่จะทำให้เกิดประโยชน์โดยการขยายกิจการที่รุ่งเรืองของการเพาะปลูกปาล์มน้ำมัน อย่างไรก็ตาม EU จะมีการทบทวนกฎระเบียบเชื้อเพลิงชีวภาพ โดยจะตรวจสอบความเป็นไปได้ของมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพของ EU ทั้งหมดด้วย จากการตรวจสอบและรายงานของ EU พบว่าประเทศสมาชิกต่างๆ ยังมีการใช้พลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพที่ห่างไกลจากเป้าหมายของ EU ที่กำหนดไว้ ซึ่ง EU ได้กำหนดให้เชื้อเพลิงชีวภาพในการขนส่งจะต้องมีสัดส่วนเท่ากับ 2% ของการใช้พลังงานทั้งหมด และในปี 2553 เท่ากับ 5.75% (รายละเอียดอื่นๆ ตามบันทึกที่ 05008/334 ลงวันที่ 6 มิถุนายน 2548) ดังนั้น ขณะนี้กรรมาธิการยุโรปได้เสนอแผนยุทธศาสตร์เชื้อเพลิงชีวภาพใหม่ เพื่อกระตุ้นให้มีการผลิตและใช้เชื้อเพลิงชีวภาพตามให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ อย่างไรก็ดีหากทาง EU มีมาตรการสนับสนุนนโยบายการผลิตและการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ และบังคับให้ประเทศสมาชิกต้องปฎิบัติตาม จะมีผลต่อการเพิ่มอุปทานของวัตถุดิบเกษตรที่เกี่ยวข้องมากขึ้น ทั้งนี้ จากรายงานวิเคราะห์ใน EU ได้ประเมินว่า หากต้องมีการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพเท่ากับ 10% ของเชื้อเพลิงเพื่อการขนส่งทั้งหมด เฉพาะใน EU-15 จะต้องใช้พื้นที่ของธัญพืช เมล็ดพืช และพืชบีท ในปัจจุบันประมาณ 70% ทั้งนี้ ผลผลิตของ EU ทั้งหมดมีสัดส่วนเพียงครึ่งของการเพิ่มอุปสงค์เชื้อเพลิงชีวภาพ ตามที่ EU ได้กำหนดไว้ และปัญหาสำคัญคือ ต้นทุนการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ (ทั้งเชื้อเพลิงชีวภาพและวัตถุดิบที่ใช้การผลิต) ในประเทศอื่นๆ มีราคาถูกกว่า ดังนั้น อาจจะต้องมีการนำเข้าเชื้อเพลิงชีวภาพ หรือนำเข้าวัตถุดิบที่ใช้สำหรับขบวนการผลิตภายใน EU ซึ่งในปัจจุบัน EU ผลิตดีเซลชีวภาพมากกว่าเอธานอลชีวภาพ ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวสรุปว่า การขยายตัวของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพของ EU ซึ่งได้มีการชี้ให้เห็นถึงประโยชน์มากมายที่จะเกิดขึ้นในภาคเกษตรของ EU นั้น แต่อันที่จริงแล้ว ดูเหมือนว่าประโยชน์ที่อ้างว่าจะได้รับเพิ่มขึ้น กลายเป็นประโยชน์สำหรับประเทศที่สามอื่นๆ มากกว่า การกำหนดยุทธศาสตร์หรือนโยบายการส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพของ EU นอกเหนือจากเพื่อลดปัญหาในเรื่องราคาน้ำมันที่สูงขึ้น (ลดความจำเป็นที่ต้องขึ้นอยู่กับเชื้อเพลิงประเภทฟอสซิล) การบรรลุเป้าหมายการลดการแพร่กระจายก๊าซที่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจกแล้ว ในภาคเกษตรนั้น จะส่งผลต่อการช่วยเหลือเกษตรกรให้ยังคงอาชีพเกษตรกรรมได้ต่อไป (เมื่อการอุดหนุนสินค้าบางประเภทต้องลดลงตามข้อผูกพันของ WTO) และก่อให้เกิดโอกาสใหม่หรือการสร้างงานในพื้นที่ชนบทสำหรับการปลูกพืชเพื่อผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ รวมทั้ง ยังช่วยลดภาระในส่วนของงบค่าใช้จ่ายของนโยบายเกษตรร่วม และปัญหาสินค้าที่มีส่วนเกินมากมายในตลาด EU (เช่น ข้าวสาลี ไวน์ เพื่อใช้ทำไบโอธานอล) ซึ่ง EU ต้องจ่ายช่วยเหลือในการอุดหนุนส่งออกเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ยุทธ-ศาสตร์เชื้อเพลิงชีวภาพดังกล่าว อาจจะช่วยแก้ปัญหาผลกระทบของการปฏิรูปน้ำตาลที่ต้องจำกัดการผลิต (ทั้งจากประเทศสมาชิก EU และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ EU รับซื้อหรือให้การช่วยเหลือ) อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ต้นทุนการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพยังเป็นอุปสรรคที่สำคัญ ซึ่งนอกเหนือจากทาง EU จะเร่งหามาตรการช่วยเหลือในการลดภาษีทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคแล้ว ขณะนี้ ทาง EU กำลังเร่งศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ (ซึ่งขณะนี้ EU เป็นผู้นำการผลิตไบโอดีเซล และรายงานของ EU ชี้ว่า ขบวนการผลิต second-generation ของ EU ได้มีความก้าวหน้าเป็นอย่างดี) เพื่อทำให้สามารถแข่งขันได้ทั้งกับราคาน้ำมันฟอสซิลและน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพอื่นๆ จากประเทศที่สาม ทั้งนี้ ฝ่ายไทยควรให้ความสำคัญและศึกษารายงานยุทธศาสตร์การส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพของ EU และการพัฒนาการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพของ EU เพื่อนำประโยชน์มาปรับใช้กับการผลิตพืชเกษตรที่ให้พลังงานของไทย รวมถึงการขยายโอกาสส่งออกสินค้าพืชที่อาจใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพใน EU ในอนาคตต่อไป |
มาตรการควบคุมการใช้วัคซีนเพื่อป้องกันการระบาดของโรคไข้หวัดนก (Avian Influenza) ของ EU
| มาตรการควบคุมการใช้วัคซีนเพื่อป้องกันการระบาดของโรคไข้หวัดนก (Avian Influenza) ของ EU | ![]() |
![]() |
| Contributed by สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป | |
| Monday, 27 February 2006 | |
|
ผลจากการที่ EU ได้ตรวจพบเชื้อไวรัสไข้หวัดนก สายพันธุ์ H5N1 (Highly Pathogenic Avian Influenza : HPAI) ใน 8 ประเทศสมาชิก EU (กรีซ อิตาลี สโลวีเนีย เยอรมนี เดนมาร์ก ฮังการี ออสเตรีย และฝรั่งเศส) ส่งผลให้เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2549 คณะกรรมการยุโรปด้านสุขอนามัยผู้บริโภค (The Standing Committee on Consumer Health : SCCH) ได้มีมติร่วมกันอนุญาตให้ฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์สามารถฉีดวัคซีนในสัตว์ปีกเพื่อป้องกันโรคไข้หวัดนก (preventive vaccination) ได้อย่างเป็นทางการ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2549 ไปจนถึงวันที่ 1 เมษายน 2549 ซึ่งการอนุญาตในครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่ EU อนุญาตให้มีการใช้วัคซีนในสัตว์ปีกที่เลี้ยงในเชิงพาณิชย์ อย่างไรก็ดี EU ได้กล่าวย้ำหนักแน่นว่า สัตว์ปีกทุกตัวที่ได้รับการฉีดวัคซีนในครั้งนี้จะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของ EU อย่างใกล้ชิด กระนั้น ในชั้นนี้ EU ยังคงสงวนท่าทีเกี่ยวกับประเด็นการกำหนดเงื่อนไขการวางจำหน่ายเนื้อและผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้จากสัตว์ปีกที่ได้รับการฉีดวัคซีน นั้น ขณะนี้ EU ได้กำหนดเงื่อนไขการวางจำหน่ายสินค้าเนื้อสัตว์ปีกที่ได้รับการฉีดวัคซีน รายละเอียดสรุปได้ ดังนี้ - ประเทศสมาชิกที่ใช้วัคซีนในสัตว์ปีกจะต้องเฝ้าระวังสัตว์ปีกที่ได้รับการฉีดวัคซีนดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ตามแผนยุทธศาสตร์ (Differentiating between Infected and Vaccinated Animals : DIVA) โดยเฉพาะประเด็นที่สัตว์ปีกที่ได้รับการฉีดวัคซีนมีการติดเชื้อไข้หวัดนกในภายหลัง เพราะสัตว์ปีกกลุ่มดังกล่าวจะแสดงออกอาการป่วยได้ช้าและไม่ชัดเจนเท่ากับสัตว์ปีกที่ไม่เคยได้รับการฉีดวัคซีนมาก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ดี EU เสนอให้กลุ่มประเทศสมาชิกใช้ระบบนกเฝ้ายาม (sentinel birds) เพื่อเฝ้าดูอาการฝูงสัตว์ปีกที่ได้รับการฉีดวัคซีนในกรณีที่มีการระบาดเกิดขึ้นได้ - สัตว์ปีกมีชีวิตที่ได้รับการฉีดวัคซีนก่อนที่จะถูกส่งไปยังโรงฆ่าจำต้องได้รับการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่สัตวแพทย์ก่อนอย่างน้อย 48 ชั่วโมง - ห้ามขนย้ายสัตว์ปีกมีชีวิตและไข่ฟักของสัตว์ปีกที่ได้รับการฉีดวัคซีน - องค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (The International Organisation for Animal Health : OIE) และหน่วยงานความปลอดภัยด้านอาหารประจำสหภาพยุโรป (The European Food Safety Authority : EFSA) รับรองว่าเนื้อและผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสัตว์ปีกที่ได้รับการฉีดวัคซีนของ EU ปลอดภัยต่อการบริโภค (safe to eat) - หีบห่อ (packaging) และพาหนะขนส่ง (transport) ที่ใช้ขนย้ายสัตว์ปีกที่ได้รับการฉีดวัคซีน (ในกรณีที่ถูกส่งไปยังโรงฆ่า) จะต้องได้รับการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรค (disinfected) อย่างสม่ำเสมอ - เนื้อสัตว์ปีกสด (fresh meat) ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ปีก (meat products) และไข่เพื่อการบริโภค (table eggs) ที่ได้จากสัตว์ปีกที่ได้รับการฉีดวัคซีนสามารถจำหน่ายภายใน EU และส่งออกไปยังประเทศที่สามได้ โดยต้องมีใบรับรองสัตวแพทย์ (veterinary certificate) กำกับว่าถูกต้องตามสุขอนามัย (healthy) และปลอดจากเชื้อไวรัส (virus-free) เท่านั้น - สัตว์ปีกมีชีวิต (live poultry and birds) และไข่ฟัก (hatching eggs) ที่ได้จากสัตว์ปีกที่ได้รับการฉีดวัคซีน ไม่สามารถจำหน่ายภายใน EU และส่งออกไปยังประเทศที่สาม นอกเสียจากได้รับการยกเว้นเป็นกรณีพิเศษ (except under very limited circumstances) - EU ให้การสนับสนุนเงินช่วยเหลือร่วม (co-funding) สูงถึง 100% ในกรณีที่กลุ่มประเทศสมาชิกจำต้องใช้วัคซีนในกรณีฉุกเฉิน (emergency vaccination) แต่ถ้าหากเป็นกรณีของการใช้วัคซีนเพื่อป้องกันโรค (preventive vaccination) ตามความสมัครใจของประเทศสมาชิกนั้นๆ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะตกเป็นภาระหน้าที่ของประเทศสมาชิกดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว (ดังเช่นในกรณีของฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์) กำหนดเงื่อนไขของ EU ต่อการนำเข้าเนื้อสัตว์ปีกที่ใช้วัคซีนควบคุมไข้หวัดนกจากประเทศที่สาม : - EU จะไม่นำเข้าสัตว์ปีกมีชีวิต (live poultry and birds) และไข่ฟัก (hatching eggs) ที่ได้จากสัตว์ปีกที่ได้รับการฉีดวัคซีนจากประเทศที่สาม - EU จะไม่นำเข้าเนื้อสัตว์ปีกสด (fresh meat) ที่ได้จากสัตว์ปีกที่ได้รับการฉีดวัคซีนจากประเทศที่สามที่มีแผนการใช้วัคซีนไข้หวัดนกในสัตว์ปีกติดต่อกันเป็นเวลา 12 เดือนก่อนหน้านี้ - EU จะนำเข้าเนื้อสัตว์ปีกสดและผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ปีกที่ได้จากสัตว์ปีกที่ได้รับการฉีดวัคซีนจากประเทศที่สาม เฉพาะจากประเทศที่มีมาตรฐานสุขอนามัยสัตว์และความปลอดภัยทางด้านอาหาร (animal health and food safety standards) เท่าเทียมกับมาตรฐานของ EU เท่านั้น - EU จะพิจารณาอนุญาตการนำเข้าเนื้อสัตว์ปีกสดและผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ปีกที่ได้จากสัตว์ปีกที่ได้รับการฉีดวัคซีนจากประเทศที่สามเป็นรายประเทศ หากอย่างไรก็ดี ขณะนี้ ยังไม่มีประเทศใดในโลกที่มีการใช้วัคซีนไข้หวัดนกในสัตว์ปีกยื่นคำร้องขอส่งออกเนื้อสัตว์ปีกของตนไปยัง EU EU เตรียมระบายคลังสินค้าเนื้อสัตว์ไปยังประเทศที่สาม : ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2549 EU ได้ออกมาตรการช่วยเหลือให้เงินอุดหนุนการส่งออก (export refund) เนื้อสัตว์ปีกไปยังประเทศที่สาม โดยมีรายละเอียดมาตรการช่วยเหลือ ดังนี้ - สนับสนุนการส่งออกโดยกำหนดอัตราการจ่ายเงินอุดหนุนที่ระดับ 30 ยูโรต่อจำนวนเนื้อสัตว์ปีก 100 กิโลกรัม (ล่าสุดเคยสนับสนุนที่ระดับ 26 ยูโรต่อจำนวนเนื้อสัตว์ปีก 100 กิโลกรัม) ให้แก่เนื้อสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์สัตว์ปีก ภายใต้รหัสพิกัดภาษี (CN code) 0207, 1210 และ 9900 - กลุ่มประเทศปลายทางเพื่อการส่งออกตามข้อ 4.1 คือ กลุ่มประเทศภายใต้รหัส V03 เท่านั้น ซึ่งได้แก่ ประเทศแองโกลา ซาอุดิ อาระเบีย คูเวต บาห์เรน กาตาร์ โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จอร์แดน เยเมน เลบานอน อิรัค และอิหร่าน ฝรั่งเศสตรวจพบเชื้อไข้หวัดนกในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ปีก : เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2549 ทางการฝรั่งเศสตรวจพบไก่งวงล้มตายด้วยโรคไข้หวัดนกพร้อมกัน จำนวน 400 ตัว ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ปีก ใกล้เขต Ain เมือง Lyon (เขตเดียวกับที่เคยตรวจพบเป็ดป่าเสียชีวิตจากการติดเชื้อไข้หวัดนก สายพันธุ์ H5N1 ในสัปดาห์ที่ผ่านมา) ส่งผลให้ในวันเดียวกันนี้ทางการฝรั่งเศสได้ออกมาตรการทำลาย (euthanasia) ไก่งวงที่เหลืออยู่ในฟาร์มเดียวกันอีก 11,000 ตัวด้วยแล้ว อย่างไรก็ดี ขณะนี้ ทางการฝรั่งเศสได้จัดส่งตัวอย่างเนื้อสัตว์ปีกที่ติดเชื้อไปตรวจสอบยังห้องปฏิบัติการ Weybridge ในสหราชอาณาจักร ว่าเป็นการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนก สายพันธุ์ H5N1 (Highly Pathogenic Avian Influenza : HPAI) หรือไม่ โดยคาดว่าจะได้รับทราบผลภายในสัปดาห์นี้ อย่างไรก็ดี จากอาการป่วยที่รุนแรงของสัตว์ดังกล่าว ทางการฝรั่งเศสเชื่อว่าน่าจะเป็นเชื้อไวรัส สายพันธุ์ H5N1 อย่างแน่นอน ขณะนี้ EU ได้ยอมรับให้การใช้วัคซีนเป็นทางเลือกหนึ่งที่เปิดกว้างมากขึ้นแก่ประเทศสมาชิกในการป้องกันการระบาดโรคไข้หวัดนก รวมทั้งได้วางกรอบเงื่อนไขการวางจำหน่ายเนื้อสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกที่ได้รับการฉีดวัคซีนไว้อย่างเป็นระบบ เพื่อให้มีตลาดรับซื้อเพื่อรองรับสินค้าดังกล่าวได้อย่างชัดเจน โดยพยายามชี้ให้ประชาคมโลกเห็นว่า ระบบการใช้วัคซีนของ EU อยู่ภายใต้ระบบแผนยุทธศาสตร์ (Differentiating between Infected and Vaccinated Animals : DIVA) ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์เฉพาะในการใช้ควบคุมการใช้วัคซีนในสัตว์ปีก สามารถตรวจสอบแยกแยะสัตว์ปีกที่ได้รับการฉีดวัคซีนและสัตว์ปีกที่ติดเชื้อไข้หวัดนกออกจากกันได้ และเป็นที่ยอมรับในระดับสากลว่ามีความปลอดภัยในการควบคุมสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการฉีดวัคซีน รวมทั้งปลอดภัยต่อการบริโภค อย่างไรก็ดี การเลือกซื้อสินค้าเนื้อสัตว์ปีกที่ได้รับการฉีดวัคซีนเป็นทางเลือกอิสระของผู้ซื้อ ซึ่งหลายฝ่ายคาดว่า คงจะไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควร เนื่องจากผู้บริโภคยังคงมีความหวั่นเกรงไม่มากก็น้อย เช่นเดียวกับกรณีของผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการดัดแปรทางพันธุกรรม (GMOs) แม้ว่าสินค้า GM บางตัวจะได้รับการอนุญาตให้วางจำหน่ายได้ในตลาด EU อย่างถูกต้องตามกฏหมาย หากแต่ยังคงไม่ได้รับการยอมรับจากกลุ่มผู้บริโภคโดยส่วนใหญ่ จากประเด็นที่ EU ระบุว่า EU จะยอมรับการนำเข้าเนื้อสัตว์ปีกสดและผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ปีกที่ได้จากสัตว์ปีกที่ได้รับการฉีดวัคซีนจากประเทศที่สาม เฉพาะจากประเทศที่มีมาตรฐานสุขอนามัยสัตว์และความปลอดภัยทางด้านอาหาร (animal health and food safety standards) เท่าเทียมกับมาตรฐานของ EU เท่านั้น จึงหมายความว่า ประเทศที่สามจำต้องปรับใช้ระบบการใช้วัคซีนภายใต้ระบบแผนยุทธศาสตร์ (Differentiating between Infected and Vaccinated Animals : DIVA) ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์เฉพาะในการใช้ควบคุมการใช้วัคซีนในสัตว์ปีกเช่นเดียวกับ EU ซึ่งโดยทางปฏิบัติแล้ว กลุ่มประเทศด้อยพัฒนาและกำลังพัฒนาอาจไม่สามารถปรับใช้ระบบเดียวกับของ EU ได้ เนื่องจากประสบการณ์ เทคโนโลยี และงบประมาณที่จำกัด ดังนั้น ในชั้นนี้ ไทยจึงควรเตรียมศึกษาระบบดังกล่าวไว้เป็นการล่วงหน้า เผื่อในกรณีที่ไทยต้องมีการใช้วัคซีนในสัตว์ปีกเพื่อควบคุมการระบาดโรคไข้หวัดนกของไทยต่อไปในอนาคต จากการที่ EU ได้ออกมาตรการช่วยเหลือให้เงินอุดหนุนการส่งออกเนื้อสัตว์ปีกไปยังประเทศที่สาม ทั้งนี้ เพื่อเป็นการช่วยระบายคลังสินค้าเนื้อสัตว์ปีกในกลุ่มประเทศสมาชิก กอปรกับขณะนี้ ประเทศสมาชิก EU หลายประเทศกำลังประสบกับปัญหาการระบาดของไข้หวัดนก จึงถือว่าเป็นเวลาประจวบเหมาะสำหรับ EU ในการออกมาตรการช่วยเหลือดังกล่าวในช่วงวิกฤตการณ์ที่เป็นอยู่ขณะนี้ อย่างไรก็ตาม ในเรื่องนี้ได้แสดงให้เห็นว่า EU ยังคงใช้งบประมาณในการอุดหนุนการส่งออกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกลไกในการอุดหนุนการส่งออกดังกล่าวอาจส่งผลให้ราคาเนื้อสัตว์ปีกในตลาดโลกบิดเบือน อันขัดกับหลักการค้าเสรีในเวที WTO ซึ่งไทยควรจะได้ติดตามและใช้เป็นข้อมูลประกอบในการเจรจาการค้าสินค้าเกษตรต่อไป จากการระบาดของโรคไข้หวัดนกในฟาร์มเลี้ยงไก่งวงในฝรั่งเศสในครั้งนี้ ส่งผลให้ฝรั่งเศสถูกจัดให้เป็นประเทศสมาชิก EU ประเทศแรกที่มีการระบาดของเชื้อไข้หวัดนกในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ปีกเพื่อการค้า เพราะที่ผ่านมากว่า 2 สัปดาห์ใน 8 ประเทศสมาชิกล้วนแล้วแต่เป็นการตรวจพบเชื้อไข้หวัดนกในนกป่าและนกอพยพโดยทั้งสิ้น ดังนั้น เห็นควรที่ไทยจะต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีแนวโน้มว่า คงจะมีการระบาดของโรคไข้หวัดนกเกิดขึ้นอีกในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ปีกของประเทศสมาชิกอื่นๆ ที่เคยมีการตรวจพบซากนกป่าและนกอพยพเสียชีวิตด้วยโรคไข้หวัดนกเช่นเดียวกับกรณีของฝรั่งเศส ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้น EU อาจหยิบยกมาตรการ Regionalisation มาใช้กับประเทศคู่ค้า เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกระงับการส่งออกเนื้อสัตว์ปีกครอบคลุมไปทุกประเทศสมาชิก EU-25 คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง แผนยุทธศาสตร์ DIVA (Differentiating between Infected and Vaccinated Animals : DIVA) เป็นยุทธศาสตร์เฉพาะในการใช้ควบคุมการใช้วัคซีนในสัตว์ปีก จัดตั้งมาตั้งแต่ปี 2543 สามารถตรวจสอบแยกแยะสัตว์ปีกที่ได้รับการฉีดวัคซีนและสัตว์ปีกที่ติดเชื้อไข้หวัดนกออกจากกันได้ เป็นที่รับการยอมรับในระดับสากลว่ามีความปลอดภัยในการควบคุมสัตว์ปีกที่ได้รับการฉีดวัคซีน นกเฝ้ายาม (Sentinel birds) คือ สัตว์ปีกปกติที่ไม่ได้รับการถูกฉีดวัคซีน หากถูกกำหนดให้อยู่ร่วมกับฝูงสัตว์ปีกที่ได้รับการฉีดวัคซีน เพื่อใช้เป็นตัวบ่งชี้เฝ้าดูอาการฝูงสัตว์ปีกที่ได้รับการฉีดวัคซีน เมื่อมีการระบาดเกิดขึ้น นกเฝ้ายามจะเป็นสัตว์ปีกตัวแรกที่จะบ่งบอกอาการป่วยให้ผู้เลี้ยงได้รับรู้ เนื่องจากเป็นสัตว์ปีกที่ไม่มีภูมิคุ้มกันใดๆ ต่างจากสัตว์ปีกที่ได้รับการฉีดวัคซีนซึ่งอาการอาจจะหลบในหรือหากมีอาการล้มป่วยก็จะมีอาการออกช้ากว่าสัตว์ปีกที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีน Related Items:
|
ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการเสนอการปฏิรูประบบการอุดหนุนน้ำตาลใน EU
| ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการเสนอการปฏิรูประบบการอุดหนุนน้ำตาลใน EU | ![]() |
![]() |
| Contributed by สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงบรัสเซลส์ | |
| Thursday, 23 February 2006 | |
|
การเสนอร่างการปฏิรูประบบการอุดหนุนน้ำตาลของสหภาพยุโรป (EU) ได้มีการปรับแก้จากข้อเสนอเดิมเมื่อเดือนมิถุนายน 2548 ในหลายประเด็นที่มีความน่าสนใจ และคาดว่าจะมีผลกระทบต่อทั้งเกษตรกรผู้ปลูกพืชบีทน้ำตาล อุตสาหกรรมการผลิตน้ำตาล ทั้งในสหภาพยุโรป และประเทศนอกภูมิภาค ซึ่งรายละเอียดของการปรับแก้ และบทวิเคราะห์ของผลกระทบ มีสาระสำคัญที่น่าสนใจ ดังนี้1.การปรับแก้ไขการปฏิรูประบบการอุดหนุนสินค้าเกษตรในภาคน้ำตาล ขณะนี้ EU ได้มีการเปลี่ยนแปลงข้อเสนอต่างๆ จากเดิมที่เคยเสนอไว้เมื่อเดือนมิถุนายน 2548 โดยมีการปรับเปลี่ยนการลดราคาแทรกแซงน้ำตาลลง เท่ากับ 36% (ตามลำดับในระยะเวลา 4 ปี) แทนข้อเสนอเดิมที่ 39% (ในช่วงเวลา 2 ปี) ซึ่งราคาปัจจุบันเท่ากับ 631.9 ยูโร/ตัน และมีการลดราคาประกันขั้นต่ำของพืชบีทน้ำตาลเท่ากับ 39.5% (เดิมเสนอไว้ 42.6% ในช่วงเวลา 2 ปี) ซึ่งราคาพืชบีทน้ำตาลในปัจจุบันเท่ากับ 43.6 ยูโร/ตัน นอกจากนี้ ยังได้กำหนดรายละเอียดของแผนงานการปรับโครงสร้าง (restructuring scheme) เพื่อช่วยเหลือผู้ผลิตที่ต้องเลิกกิจการและเกษตรกรในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการลดราคาแทรกแซงลง โดยได้จัดตั้งกองทุน diversification fund อย่างไรก็ดี รายละเอียดอื่นๆ เช่น การรวมโควตาการผลิตน้ำตาล A และ B หรือ โควตาไอโซกลูโคสนั้น ยังคงเป็นไปตามที่คณะกรรมาธิการยุโรปด้านการเกษตรเสนอไว้ในเดือนมิถุนายน 2548 (รายละเอียดตามบันทึกที่ 05008/483 ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2548) 2.ผลกระทบของการปฏิรูปน้ำตาลที่แก้ไขใหม่ จากบทวิเคราะห์เรื่อง “Sugar reforms unlikely to meet domestic or international needs ” ได้วิเคราะห์ผลกระทบของการปฏิรูปน้ำตาล EU ที่แก้ไขใหม่ โดยมีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้ 2.1 การตกลงกันในรายละเอียดขั้นสุดท้ายของการปรับข้อเสนอใหม่ แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวในการปฎิรูประบบน้ำตาลอย่างชัดเจน ซึ่งการลดราคาแทรกแซงน้ำตาลตามข้อเสนอใหม่ (36%) และการกำหนดระดับการชดเชยต่างๆ จะทำให้ผู้ผลิตน้ำตาลในหลายประเทศสมาชิกยังคงได้รับผลประโยชน์และจะไม่มีผลกระทบต่อการลดปริมาณการผลิตน้ำตาลใน EU อย่างแท้จริง และที่เลวร้ายไปกว่านั้น ระบบเงื่อนไขการจ่ายชดเชยพิเศษต่างๆ (จากแผนงานการปรับโครงสร้าง) จะทำให้การจ่ายช่วยเหลือที่สัมพันธ์กับผลผลิตของเมล็ดพืชยังคงมีต่อไปในประเทสสมาชิกบางประเทศ ซึ่งมีการจ่ายชดเชยสูงมากกว่าที่เคยเสนอไว้และมีการขยายระยะเวลาออกไปเป็น 5 ปี ดังนั้น แทนที่มาตรการต่างๆ จะช่วยลดปริมาณการผลิตน้ำตาลบีทอย่างจริงจัง กลับยังคงเป็นการสนับสนุนค่าใช้จ่ายการผลิตที่สูงเช่นเดิมต่อไป 2.2 ผลของข้อเสนอใหม่จะทำให้ EU ยังคงต้องมีภาระค่าใช้จ่ายสำหรับสินค้าน้ำตาลประมาณ 2,100 ล้านยูโรต่อปี (จนถึงอย่างน้อยปี 2557) และแม้ว่าเมื่อครบช่วงระยะเปลี่ยนผ่าน 4 ปีสำหรับการปรับใช้นโยบายที่แก้ไขใหม่ ราคาน้ำตาลภายในตลาด EU จะยังคงสูงกว่าตลาดโลกถึง 2เท่า นอกจากนั้น บทวิเคราะห์ดังกล่าวได้อ้างอิงรายงาน “Too much or too little? Changes to the EU Sugar regime” และชี้ว่าโควตาเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันในตลาด โดยเป็นกลไกในการปกป้องผู้ผลิตซึ่งไม่อาจดำเนินกิจการได้ต่อไป ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การผลิตควรเป็นไปตามกลไกของธุรกิจที่มีราคาต้นทุนต่ำที่สุด ทั้งนี้ การจ่ายชดเชยราคาน้ำตาลเป็นจำนวนมาก ทำให้ผู้ผลิตพยายามรักษาระดับผลผลิตของตนอย่างเต็มที่ ซึ่งทำให้ไม่สามารถลดผลผลิต (และส่วนเกิน) โดยปราศจากการตัดโควตาที่ในอัตราที่สูงขึ้นได้ 2.3 การเบี่ยงเบนการค้าสินค้าน้ำตาลทั้งตลาดภายใน EU และตลาดโลกจะยังคงดำเนินต่อไป ผู้บริโภคและผู้ประกอบการผลิตอาหารใน EU ยังคงต้องบริโภคน้ำตาลที่มีราคาสูงกว่าความจำเป็น ประเทศกำลังพัฒนาที่เศรษฐกิจต้องขึ้นอยู่กับการผลิตน้ำตาลยังคงได้รับความเสียหาย ซึ่ง EU ไม่สามารถจ่ายชดเชยที่เหมาะสมได้ ไม่ว่าจะในระยะสั้นหรือระยะยาว นอกจากนั้น การปรับข้อเสนอใหม่ อาจทำให้ระบบการอุดหนุนของ EU ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดขององค์การการค้าโลกทั้งในส่วนของข้อตกลงเดิมในเรื่อง cross-subsidisation การอุดหนุนส่งออกที่มากเกินไป ข้อกำหนดใหม่ในเรื่องอัตราภาษีนำเข้า และการอุดหนุนภายในที่จะตกลงกันในรอบโดฮา ทั้งนี้ เนื่องจากเกษตรกรและผู้ผลิตน้ำตาลของ EU ยังคงผลิตน้ำตาลอย่างน้อย 1 ล้านตันสำหรับน้ำตาลนอกโควตา อย่างไรก็ดี การอุดหนุนภายในยังคงทำให้เกิดการผลิตในหลายพื้นที่ การอุดหนุนส่งออกยังคงจำเป็นสำหรับน้ำตาลส่วนเกิน และการกำหนดอัตราภาษีนำเข้าที่อยู่ในระดับสูงเพื่อปกป้องราคาน้ำตาลในตลาด EU ยังคงมีอยู่ต่อไป ในเรื่องนี้ มีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะที่น่าสนใจ ดังนี้ 1. ข้อเสนอเดิมของคณะกรรมาธิการยุโรปด้านการเกษตรที่เสนอในเดือนมิถุนายน 2548 โดยการปรับลดการพยุงราคาน้ำตาลบีท (39%) นั้น มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อทำให้ภาคน้ำตาลใน EU เกิดการแข่งขันในตลาดระดับสากลได้ดีขึ้น และการลดราคาแทรกแซงพืชบีทน้ำตาล (42.6%) จะช่วยลดผลประโยชน์ที่แตกต่างระหว่างเกษตรกรที่ปลูกบีทและสินค้าเกษตรเมล็ดพืชอื่นๆ ได้ใกล้เคียงกันมากขึ้น และจากรายงานของ EU ได้วิเคราะห์ว่าเมื่อลดราคาแทรกแซงน้ำตาลลงในระดับที่มากพอ จะทำให้จำนวนเกษตรและผู้ผลิตน้ำตาลที่ไม่มีประสิทธิภาพ (ซึ่งเคยได้เคยได้รับการอุดหนุนจาก EU และยังคงดำเนินกิจการอยู่ได้แม้ว่าต้นทุนการผลิตน้ำตาลจะสูงกว่าตลาดโลก) จำเป็นต้องเลิกกิจการเนื่องจากไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้ ซึ่งผลที่ตามมา จะทำให้ปริมาณการผลิตน้ำตาลภายใน EU ที่มีส่วนเกินปริมาณสูงมากลดลง และจะทำให้ค่าใช้จ่ายจากการอุดหนุนภายในและส่งออกลดลงด้วย รวมทั้งจะช่วยลดปัญหาปริมาณน้ำตาลส่วนเกินที่ EU ต้องส่งออกหรือระบายไปยังตลาดโลกได้อีกด้วย 2. การต่อต้านของเกษตรกรและผู้ผลิตน้ำตาลในประเทศสมาชิก EU ที่เสียผลประโยชน์ (เช่น อิตาลี สเปน และโปแลนด์) ทำให้ EU ต้องใช้วิธีประนีประนอมสำหรับการปฏิรูปน้ำตาลใหม่ โดยปรับราคาประกันพืชบีทและน้ำตาลบีทให้ยังคงอยู่ในระดับสูง (และขยายช่วงเวลาการลดราคาออกเป็น 4 ปี) และผสมผสานเงื่อนไขต่างๆ ที่ทำให้ผู้ผลิตที่ไม่มีประสิทธิภาพยังคงการผลิตต่อไปได้ (โดยไม่ได้ผลักดันอย่างจริงจังให้เกิดการยกเลิกการผลิตน้ำตาลในประเทศที่ผลผลิตไม่สามารถแข่งขันได้) 3. ในส่วนของฝ่ายไทย หากระบบการอุดหนุนที่ปรับใหม่ยังคงทำให้การผลิตน้ำตาลของ EU มีส่วนเกินจำนวนมากและต้องระบายออกมายังตลาดโลก อาจส่งผลกระทบต่อการแข่งขันการส่งออกน้ำตาลของไทยในตลาดโลก (น้ำตาลของ EU สามารถแข่งขันได้เนื่องจากได้รับการอุดหนุนส่งออก) นอกจากนั้น ผลกระทบของการกำหนดราคาแทรกแซงที่สูง จะมีผลต่อการกำหนดอัตราภาษีที่สูงภายในตลาด EU ซึ่งจะยังคงเป็นปัญหาสำคัญสำหรับการส่งออกสินค้าน้ำตาลของไทยไปยัง EU ต่อไป ดังนั้น ไทยจึงควรศึกษาและติดตามสถานการณ์การค้าและการปฏิรูปน้ำตาลของ EU (รวมถึง ปริมาณส่วนเกินน้ำตาลส่งออกที่ EU จะต้องจำกัดภายใต้ข้อกำหนดของ WTO) เพื่อใช้ในการกำหนดและวางแผนยุทธศาสตร์การส่งออกน้ำตาลไทยในตลาดโลกต่อไป |
|
| Last Updated ( Friday, 24 February 2006 ) |
นอร์เวย์ประกาศมาตรการป้องกันไข้หวัดนกล่วงหน้า
ผ่านทางThaiEurope.net – กรองยุโรปเพื่อไทย – นอร์เวย์ประกาศมาตรการป้องกันไข้หวัดนกล่วงหน้า.
| นอร์เวย์ประกาศมาตรการป้องกันไข้หวัดนกล่วงหน้า | ![]() |
![]() |
| Written by สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงออสโล | |
| Thursday, 23 February 2006 | |
|
แม้จะยังไม่มีการพบเชื้อไข้หวัดนกในนอร์เวย์และไม่มีการพบเชื้อไวรัสในสัตว์ที่ต้องสงสัยแต่อย่างใด แต่เพื่อเป็นการป้องกันล่วงหน้า ทางการนอร์เวย์ (The Norwegian Food Safety Authority ) ได้ประกาศเขตที่ห้ามเลี้ยงสัตว์ปีกนอกกรงเลี้ยงให้ขยายครอบคลุมทั่วทั้งประเทศตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2549 แล้ว และเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2549 ทางการนอร์เวย์ได้ประกาศห้ามนำเข้าขนสัตว์ปีก (Unprocessed feathers) จากต่างประเทศ พร้อมทั้งเตือนประชาชนว่า มีความเป็นไปได้สูงขึ้นที่สัตว์ปีกป่าจะเป็นตัวพาหะในการนำเชื้อไข้หวัดนกเข้าสู่นอร์เวย์ ทั้งนี้ เนื่องจากทางการนอร์เวย์เห็นว่าสถานการณ์การระบาดของไข้หวัดนกในยุโรปมีความเสี่ยงสูงมากขึ้น จากการที่พบว่ามีประเทศในยุโรป 9 ประเทศแล้ว ที่มีรายงานการพบเชื้อไวรัส H5N1 ในสัตว์ที่เสียชีวิต และมีอีก 2 ประเทศที่อยู่ในข่ายที่ว่าอาจจะมีการตรวจพบ ก่อนหน้านี้ กระทรวงสาธารณสุขนอร์เวย์ได้เสนอแผนการในการเตรียมรับมือกับการระบาดของไข้หวัดนกหากเกิดขึ้นในนอร์เวย์ โดยหลักใหญ่คือการเตรียมการสั่งซื้อวัคซีนสำหรับประชากรทั้งหมด และในกรณีจำนวนวัคซีนจัดหาได้ไม่เพียงพอ ได้มีการจัดทำเรียงลำดับกลุ่มผู้ที่จะได้รับวัคซีนก่อนหลัง ไว้ ได้แก่ พยาบาลที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ เด็กอายุ 6 – 24 เดือน หญิงมีครรภ์ หัวหน้าหน่วยงานในการรักษาพยาบาล เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานการพยาบาลที่ต้องสัมผัสผู้ป่วย เจ้าหน้าที่อาสาสมัคร เด็กนักเรียนและเจ้าหน้าที่ในโรงเรียนอนุบาล เด็กนักเรียนและเจ้าหน้าที่ในโรงเรียนประถม คนขับรถและคนงานด้านการขนส่งที่ต้องสัมผัสกับลูกค้าและอื่นๆ แต่ทั้งนี้ มิได้หมายความว่าคนในกลุ่มแรกจะต้องได้รับวัคซีนทุกคน ก่อนที่จะให้วัคซีนกลุ่มถัดไป ทางการนอร์เวย์ ยังประมาณการว่า หากมีการระบาดของโรคไข้หวัดนกในเอเชีย จะต้องใช้ระยะเวลา 6 – 12 สัปดาห์ในการที่จะระบาดถึงนอร์เวย์ และภายในระยะเวลา 9 เดือนการระบาดจะกระจายทั่วนอร์เวย์ ทั้งยังคาดการณ์ว่า หากเกิดการระบาดของโรคไข้หวัดนก ต้องใช้เวลาถึง 6 เดือนในการพัฒนาวัคซีน นอกจากนี้ ทางการนอร์เวย์ยังได้ประเมินผลที่จะเกิดจากการระบาดของโรคไข้หวัดนกในนอร์เวย์ ไว้สองสภาพการณ์ คือกรณีทั่วไป มีความเป็นไปได้ที่ร้อยละ 30 ของประชากรจะติดเชื้อในระยะเวลา 6 เดือน โดยร้อยละ 15 หรือประมาณ 700,000 คนจะป่วย และจะมีผู้เสียชีวิต 700 – 3,000 คน ในกรณีสถานการณ์ร้ายแรงสุด จะมีการติดเชื้อร้อยละ 50 โดยร้อยละ 25 จะป่วย และมีจำนวนผู้เสียชีวิต 5,000 – 13,000 คน อนึ่ง กระทรวงสาธารณสุขนอร์เวย์มีการกำหนดขั้นตอนเกี่ยวกับการระบาดของโรคไข้หวัดนกไว้เป็นขั้นตอนว่า ขั้นแรกสุด ไม่มีเชื้อไวรัสตัวใหม่เกิดขึ้น ขั้นถัดมา มีไวรัสตัวใหม่เกิดขึ้นในสัตว์ และเสี่ยงต่อการติดต่อสู่มนุษย์ ถัดมา มีการติดเชื้อจากสัตว์สู่มนุษย์ แต่ยังไม่ถ่ายทอดระหว่างคนต่อคน (สถานะของไข้หวัดนกในขณะนี้อยู่ในขั้นนี้) ขั้นถัดไปจะเป็นการติดเชื้อระหว่างคนแต่จำกัดเฉพาะกลุ่มคน ต่อมา อาจพัฒนาเป็นขั้นที่จำนวนผู้ติดเชื้อมีจำนวนมากขึ้น และไวรัสเริ่มพัฒนาสายพันธุ์ในมนุษย์ และขั้นสุดท้าย มีการระบาดทั่วโลก Related Items: |
|
| Last Updated ( Thursday, 23 February 2006 ) |
มาตรการควบคุมการระบาดของโรคไข้หวัดนก (Avian Influenza) ในกลุ่มประเทศ
| มาตรการควบคุมการระบาดของโรคไข้หวัดนก (Avian Influenza) ในกลุ่มประเทศ | ![]() |
![]() |
| Contributed by สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป | |
| Thursday, 23 February 2006 | |
|
ผลจากการตรวจพบเชื้อไวรัสไข้หวัดนก สายพันธุ์ H5N1 (Highly Pathogenic Avian Influenza : HPAI) ใน 8 ประเทศสมาชิก EU (กรีซ อิตาลี สโลวีเนีย เยอรมนี เดนมาร์ก ฮังการี ออสเตรีย และฝรั่งเศส) ส่งผลให้เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2549 ทางการฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์ได้ยื่นเรื่องเสนอต่อคณะกรรมการยุโรปด้านสุขอนามัยผู้บริโภค (The Standing Committee on Consumer Health : SCCH) ในการขอใช้มาตรการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคไข้หวัดนก (preventive vaccination) ในสัตว์ปีกของตนที่เห็นว่ามีความเสี่ยงสูงหรืออยู่ในเขตพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไข้หวัดนก โดยแยกเป็น - ฝรั่งเศส : สัตว์ปีกประเภทห่านและเป็ด ใน 3 เขตทางภาคตะวันตกของฝรั่งเศส อันได้แก่ เขต Les landes, Loire – Atlantique และ Vendee ครอบคลุมปริมาณสัตว์ปีกทั้งสิ้น 900,000 ตัว - เนเธอร์แลนด์ : สัตว์ปีกประเภทไก่ที่เลี้ยงแบบปล่อยอิสระ (free range) และไก่ที่ได้รับการเลี้ยงดูเพื่อเป็นงานอดิเรก (hobby chickens) ครอบคลุมปริมาณสัตว์ปีกทั้งสิ้น 5,000,000 ตัว ซึ่งในวันนี้ (วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2549) ที่ประชุม SCCH ได้มีมติร่วมกันอนุญาตในการให้ฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์สามารถฉีดวัคซีนในสัตว์ปีกตามที่ขอมาได้แล้วอย่างเป็นทางการ โดยมีผลตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 1 เมษายน 2549 ซึ่งการอนุญาตในครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่ EU อนุญาตให้มีการใช้วัคซีนในสัตว์ปีกที่เลี้ยงในเชิงพาณิชย์ อย่างไรก็ดี EU ได้กล่าวย้ำหนักแน่นว่า สัตว์ปีกทุกตัวที่ได้รับการฉีดวัคซีนในครั้งนี้จะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของ EU อย่างใกล้ชิด กระนั้น ในชั้นนี้ EU ยังคงสงวนท่าทีเกี่ยวกับประเด็นการกำหนดเงื่อนไขการวางจำหน่ายเนื้อและผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้จากสัตว์ปีกที่ได้รับการฉีดวัคซีนในครั้งนี้ ท่าทีของกรรมาธิการยุโรปด้านสาธารณสุขและการคุ้มครองผู้บริโภคและ SCCH : นาย Markos Kyprianou กรรมาธิการยุโรปด้านสาธารณสุขและการคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวข้อคิดเห็นต่อข้อเสนอการขอใช้วัคซีนของฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์ในครั้งนี้ว่า การใช้วัคซีนในสัตว์ปีกครั้งนี้เป็นหนึ่งในมาตรการป้องกันสัตว์ปีกให้รอดพ้นจากเชื้อไวรัสไข้หวัดนกที่กำลังระบาดอยู่ใน EU ขณะนี้ อย่างไรก็ดี การใช้วัคซีนย่อมมีผลเสีย กล่าวคือ อาจส่งผลให้ไม่สามารถมองเห็นอาการของสัตว์ที่ติดเชื้อได้ เนื่องจากอาการป่วยอาจมีสภาวะที่หลบใน รวมทั้งในที่ประชุม SCCH ผู้แทนจากเยอรมนีและสหราชอาณาจักรยังคงไม่เห็นด้วยนักกับการอนุโลมให้มีการใช้วัคซีนในสัตว์ปีกที่เลี้ยงเพื่อการบริโภคของฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์ในครั้งนี้ กฏระเบียบควบคุมไข้หวัดนก : จากกฎระเบียบควบคุมไข้หวัดนกฉบับใหม่ของ EU อันได้แก่ Council Directive 2005/94/EC of 20 December 2005 on Community measures for the control of avian influenza and repealing Directive 92/40/EEC (ตามบันทึกสำนักงานฯ ที่ 05008/32 ลงวันที่ 24 มกราคม 2549) ซึ่งกฏระเบียบดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในทุกประเทศสมาชิก EU-25 ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม 2549 เป็นต้นไปนั้น ได้กำหนดช่องทางในการใช้วัคซีนในกรณีที่มีการระบาดของไข้หวัดนกไว้ 2 ประการ ดังนี้ การใช้วัคซีนในกรณีฉุกเฉิน (emergency vaccination) ประเทศสมาชิกจำเป็นต้องปฏิบัติดังนี้ - ประเทศสมาชิกสามารถใช้วัคซีนในกรณีฉุกเฉินได้ในสัตว์ปีกและนกเลี้ยงภายใต้มาตรการควบคุมไข้หวัดนกระยะสั้น (short term measure) ภายหลังจากที่ได้มีการประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการยับยั้งการระบาดได้ในกรณีดังต่อไปนี้ - เมื่อมีการระบาดเกิดขึ้นในประเทศของตน - เมื่อมีการระบาดเกิดขึ้นในประเทศสมาชิกใกล้เคียง - เมื่อมีการระบาดเกิดขึ้นในประเทศที่สามใกล้เคียง - เมื่อประเทศสมาชิกต้องการใช้วัคซีนฉุกเฉินต้องทำการขออนุญาตจากคณะกรรมาธิการยุโรป โดยจัดส่งแผนการใช้วัคซีนฉุกเฉิน (emergency vaccination plan) เป็นการล่วงหน้า ประเทศสมาชิกสามารถใช้วัคซีนฉุกเฉินได้ทันทีเฉพาะแต่ในกรณีที่ - แผนวัคซีนฉุกเฉินและการแจ้งความจำนงที่จะใช้วัคซีนฉุกเฉินได้ถูกส่งมอบและแจ้งให้แก่คณะกรรมาธิการยุโรปทราบล่วงหน้าก่อนที่จะมีการใช้วัคซีนฉุกเฉินนี้ขึ้น - การใช้วัคซีนฉุกเฉินจะต้องไม่ส่งผลเสียหายต่อการควบคุมการระบาดของโรค (disease control) การใช้วัคซีนเพื่อป้องกันโรค (preventive vaccination) ประเทศสมาชิกจำเป็นต้องปฏิบัติดังนี้ - ประเทศสมาชิกสามารถใช้วัคซีนเพื่อป้องกันไข้หวัดนกได้ในไก่และนกเลี้ยง ภายใต้มาตรการควบคุมไข้หวัดนกระยะยาว (long term measure) หากประเมินผลแล้วพบว่ามีความเสี่ยงในบางเขตพื้นที่ หรือในสัตว์เลี้ยงบางประเภท ที่อาจก่อให้เกิดการระบาดของโรคไข้หวัดนกได้ - เมื่อประเทศสมาชิกต้องการใช้วัคซีนเพื่อป้องกันโรค ต้องทำการขออนุญาตจากคณะกรรมาธิการยุโรป โดยจัดส่งแผนการใช้วัคซีนเพื่อป้องกันโรค (preventive vaccination plan) เป็นการล่วงหน้า ท่าทีของฝรั่งเศส : ขณะนี้ ฝรั่งเศสกำลังหวั่นเกรงว่า ญี่ปุ่นและ US ซึ่งเป็นสองประเทศผู้รับซื้อตับบด (foie gras) รายใหญ่ของฝรั่งเศส จะออกมาตรการระงับการนำเข้าสินค้าดังกล่าว เหตุจากการที่ฝรั่งเศสใช้วัคซีนป้องกันไข้หวัดนกในห่านและเป็ดในครั้งนี้ อย่างไรก็ดี ฝรั่งเศสกล่าวว่า ตนจำเป็นต้องฉีดวัคซีนในห่านและเป็ดในเขตพื้นที่ทั้ง 3 ดังกล่าวเพราะเป็นเขตพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อไข้หวัดนก รวมทั้งไม่สามารถกักบริเวณให้ห่านและเป็ดอยู่แต่ภายในโรงเลี้ยง (indoors) ดังเช่นสัตว์ปีกประเภทไก่ได้ ท่าทีของเนเธอร์แลนด์ : เนเธอร์แลนด์กล่าวว่า การที่ตนจำเป็นต้องฉีดวัคซีนในสัตว์ปีกประเภทไก่ที่เลี้ยงปล่อยอิสระ (free range) และไก่ที่ได้รับการเลี้ยงดูเพื่อเป็นงานอดิเรก (hobby chickens) นั้น เป็นเพราะว่า สัตว์ปีกดังกล่าวมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อโดยตรงจากนกป่ามากเป็นพิเศษ เพราะเป็นสัตว์ที่ถูกปล่อยเลี้ยงตามธรรมชาติ มิได้ถูกกักบริเวณไว้แต่ในโรงเลี้ยง รวมทั้งจากประสบการณ์ที่เนเธอร์แลนด์เคยประสบจากการระบาดของโรคไข้หวัดนกในปี 2546 และเคยจำต้องทำลายสัตว์ปีกลงถึง 30 ล้านตัวทั่วประเทศ ดังนั้น ในคราวนี้การฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการระบาดของโรคไข้หวัดนกจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้เนเธอร์แลนด์ต้องประสบกับเหตุการณ์เลวร้ายเช่นนั้นอีกในอนาคต ขณะนี้ EU ได้ยอมรับให้การใช้วัคซีนเป็นทางเลือกหนึ่งที่เปิดกว้างมากขึ้นแก่ประเทศสมาชิกในการป้องกันการระบาดโรคไข้หวัดนกอย่างเป็นรูปธรรม จึงนับว่าการตัดสินใจของ EU ในครั้งนี้ อาจเป็นแม่แบบให้ประเทศที่สามนำไปใช้ปฏิบัติได้เช่นกัน อย่างไรก็ดี การใช้วัคซีนดังกล่าวต้องได้รับการพิจารณาเห็นชอบจากคณะกรรมาธิการยุโรป รวมทั้งต้องเป็นไปอย่างชัดเจนและโปร่งใส (transparency) และอยู่ภายใต้การกำกับควบคุมของ EU อย่างใกล้ชิด ในชั้นนี้ ไทยควรสงวนท่าทีต่อประเด็นการใช้วัคซีนในสัตว์ปีกของ EU ในครั้งนี้ โดยควรจับตามองปฏิกริยาการตอบสนองของกลุ่มผู้บริโภคใน EU ต่อการเลือกซื้อเนื้อสัตว์ปีกที่ได้รับการฉีดวัคซีน ว่าจะได้รับการยอมรับหรือต่อต้านในระดับใด ซึ่งหลายฝ่ายคาดว่า จะไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควร เพราะการฉีดวัคซีนก็คือการฉีดเชื้อไวรัสเข้าในตัวไก่ เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกัน (anti-body) โรคไข้หวัดนกไม่ให้เกิดขึ้น ซึ่งโดยทางทฤษฏีแล้ว ย่อมส่งผลให้เกิดความหวั่นเกรงต่อผู้บริโภคไม่มากก็น้อย Related Items:
|
สถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดนกในกลุ่มประเทศสมาชิก EU
ผ่านทางThaiEurope.net – กรองยุโรปเพื่อไทย – สถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดนกในกลุ่มประเทศสมาชิก EU.
| สถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดนกในกลุ่มประเทศสมาชิก EU | ![]() |
![]() |
| Contributed by สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป | |
| Tuesday, 21 February 2006 | |
|
ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2549 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศยืนยันผลการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ชนิดความรุนแรงต่ำ (Low Pathogenic Avian Influenza : LPAI) สายพันธุ์ H5 ของเป็ดป่าที่เสียชีวิตในเขต Ain เมือง Lyon ประเทศฝรั่งเศส และขณะนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปกำลังรอผลการตรวจสอบจากห้องปฏิบัติการ Weybridge ในสหราชอาณาจักร ว่าเป็ดป่าดังกล่าวติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนก สายพันธุ์ H5N1 (Highly Pathogenic Avian Influenza : HPAI) หรือไม่ โดยคาดว่าจะทราบผลอย่างเป็นทางการภายในสัปดาห์นี้ อย่างไรก็ดี ขณะนี้ทางการฝรั่งเศสได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนท้องถิ่นระบุว่า 90% คาดว่าจะเป็นสายพันธุ์ H5N1 เดียวกับที่พบในกรีซ อิตาลี สโลวีเนีย เยอรมนี เดนมาร์ก ฮังการี และออสเตรีย ขณะนี้ ประเทศเยอรมนี ฝรั่งเศส สวีเดน เนเธอร์แลนด์ และเดนมาร์ก ได้ออกมาตรการให้มีการเก็บสัตว์ปีกในทุกเขตพื้นที่ทั่วประเทศ ไว้เพียงแต่ในโรงเลี้ยง (indoor) ซึ่งแต่เดิมได้บังคับแต่เฉพาะสัตว์ปีกที่อยู่ภายในเขตป้องกันโรค (Protection zone) และเขตเฝ้าระวังโรค (Surveillance zone) เท่านั้น ขณะนี้ การตรวจพบเชื้อไข้หวัดนกในกลุ่มประเทศสมาชิก EU มีเพิ่มขึ้นรวมแล้ว 8 ประเทศ หากยังคงเป็นการตรวจพบในนกป่า (หงส์ป่าและเป็ดป่า) เท่านั้น และยังไม่มีการตรวจพบการระบาดในฟาร์มสัตว์ปีกเลี้ยงเพื่อการค้า Related Items:
|
สถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดนกในกลุ่มประเทศสมาชิก EU
ผ่านทางThaiEurope.net – กรองยุโรปเพื่อไทย – สถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดนกในกลุ่มประเทศสมาชิก EU.
| สถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดนกในกลุ่มประเทศสมาชิก EU | ![]() |
![]() |
| Contributed by สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป | |
| Tuesday, 21 February 2006 | |
|
ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2549 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศยืนยันผลการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ชนิดความรุนแรงสูง (Highly Pathogenic Avian Influenza : HPAI) สายพันธุ์ H5N1 ของหงส์ป่าที่เสียชีวิตในประเทศเยอรมนี (เกาะ Rugen ในทะเลบัลติค) ภายหลังจากที่ได้รับผลการยืนยันการตรวจสอบจากห้องปฏิบัติการ Weybridge ในสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการ ขณะนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปกำลังรอผลการตรวจสอบจากห้องปฏิบัติการ Weybridge ในสหราชอาณาจักร กรณีที่หงส์ป่าเสียชีวิตในเขตเมือง Bacs-Kiskun ทางตอนใต้ของประเทศฮังการี และหงส์ป่าเสียชีวิตในเขตเมืองกราซ ประเทศออสเตรีย ว่าติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนก สายพันธุ์ H5N1 หรือไม่ โดยคาดว่าจะทราบผลอย่างเป็นทางการภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งหลายฝ่ายเกรงว่า จะเป็นสายพันธุ์ H5N1 เดียวกับที่พบในกรีซ อิตาลี สโลวีเนีย และเยอรมนี EU ออกมาตรการด่วนควบคุมเพิ่มอีก 3 ประเทศสมาชิก : จากสัปดาห์ที่ผ่านมา EU ได้ออกมาตรการเร่งด่วนควบคุมการระบาดของไข้หวัดนกครอบคลุมประเทศกรีซ อิตาลี และสโลวีเนีย ซึ่งขณะนี้ ได้เพิ่ม เยอรมนี ออสเตรีย ฮังการี อีก 3 ประเทศ รวมเป็น 6 ประเทศ โดยให้มีมาตรการควบคุมเช่นเดียวกัน คือ - จัดตั้งเขตป้องกันโรค (Protection zone) ภายในวงรัศมี 3 กิโลเมตรโดยรอบจุด ที่พบหงส์ป่าเสียชีวิต - กำหนดเขตเฝ้าระวังโรค (Surveillance zone) ภายในวงรัศมี 10 กิโลเมตร โดยรอบจุดที่พบหงส์ป่าเสียชีวิต ทั้งนี้ รวมเขตป้องกันโรคไว้ด้วยแล้ว - สัตว์ปีกทุกตัวที่อยู่ในเขตป้องกันโรคจะต้องถูกกักพื้นที่ไว้เพียงแต่ในโรงเลี้ยง (indoor) และอนุญาตให้ออกนอกพื้นที่ได้แต่เฉพาะเมื่อต้องมีการเคลื่อนย้ายไปยังโรงฆ่าแต่เพียงแห่งเดียวเท่านั้น ซึ่งหากเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกมีความจำเป็นต้องทำการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกของตนด้วยเหตุผลอื่นๆ จำต้องให้สัตว์ปีกจากเขตป้องกันโรคดังกล่าวผ่านการตรวจสอบหาเชื้อไข้หวัดนกของ EU ก่อน - ห้ามมีการล่าสัตว์ในเขตป้องกันโรคและเขตเฝ้าระวังโรค - CA ของ 6 ประเทศสมาชิกจำต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะอาการของสัตว์ปีกที่ ติดเชื้อไข้หวัดนกและแนวทางปฏิบัติเมื่อพบว่าสัตว์ปีกของตนติดเชื้อให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกได้ทราบรายละเอียดปรากฏตาม (1) Commission Decision 2006/94/EC of 14 February 2006 concerning certain interim protection measures in relation to suspected cases of highly pathogenic avian influenza in wild birds in Austria (2) Commission Decision 2006/104/EC of 15 February 2006 concerning certain interim protection measures in relation to suspected cases of highly pathogenic avian influenza in wild birds in Germany (3) Commission Decision 2006/105/EC of 15 February 2006 concerning certain interim protection measures in relation to suspected cases of highly pathogenic avian influenza in wild birds in Hungary จากผลการประชุมคณะกรรมการด้านห่วงโซ่อาหารและสุขภาพสัตว์ (Standing Commitee on the Food Chain and Animal Health : SCFCAH) เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2549 มีมติเห็นชอบร่วม 2 ประเด็น คือ - อนุมัติวงเงินร่วม (co-financing) จำนวนรวมทั้งสิ้น 1,964,800 ยูโร (หรือเท่ากับ 98,240,000 บาท) ในการมีส่วนรับภาระค่าใช้จ่ายอันพึงเกิดขึ้นในแต่ละประเทศสมาชิก ภายใต้แผนงานเฝ้าระวังไข้หวัดนก (Surveillance plans) กำหนดให้มีมาตรการสุ่มเก็บตัวอย่างสัตว์ปีกและนกป่าเพื่อตรวจสอบหาการติดเชื้อของไข้หวัดนก ครอบคลุมระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 31 ธันวาคม 2549 โดยคาดว่าเงินช่วยเหลือดังกล่าวจะส่งผลให้สามารถมีการสุ่มตรวจนกป่าได้เป็นจำนวน 60,000 ตัว และสัตว์ปีกที่เลี้ยงในฟาร์ม 30,000 ตัว - ระงับการนำเข้าขนสัตว์ปีกที่ยังไม่ได้ผ่านกระบวนการแปรสภาพอย่างถูกต้อง (untreated feathers) จากทุกประเทศที่สาม (all third countries) เพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อไข้หวัดนก ไปจนถึงวันที่ 31 กรกฏาคม 2549 จากการที่ประชุม SCFCAH ได้ลงมติเห็นชอบในสองประเด็นสำคัญข้างต้น เนื่องจากเล็งเห็นความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมที่จะต้องป้องกันและแก้ไขปัญหาการระบาดของโรคไข้หวัดนกที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้นี้ เพราะการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด คือ การสามารถตรวจพบ (detect) โรคดังกล่าวในฝูงสัตว์ปีกให้ได้เร็วที่สุด และจัดการทำลายสัตว์ปีกที่ติดเชื้อให้เสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อเป็นการควบคุมการแพร่กระจายของโรคได้อย่างฉับพลัน ดังนั้น มาตรการช่วยเหลือประเทศสมาชิกให้มีแผนการเฝ้าระวังโรคไข้หวัด โดยให้มีการสุ่มเก็บตรวจตัวอย่างสัตว์ปีกและนกป่านั้น จึงนับว่าเป็นหลักการที่รอบคอบ แม้ว่าขณะนี้ การตรวจพบเชื้อไข้หวัดนกในกลุ่มประเทศสมาชิก EU ทั้ง 6 ประเทศ ยังคงเป็นการตรวจพบในนกป่าเท่านั้น และยังไม่มีการตรวจพบการระบาดในฟาร์มสัตว์ปีกเลี้ยงเพื่อการค้าแต่อย่างใด Related Items:
|
สถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดนกในกลุ่มประเทศสมาชิก EU
ผ่านทางThaiEurope.net – กรองยุโรปเพื่อไทย – สถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดนกในกลุ่มประเทศสมาชิก EU.
| สถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดนกในกลุ่มประเทศสมาชิก EU | ![]() |
![]() |
| Contributed by สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป | |
| Tuesday, 21 February 2006 | |
|
ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2549 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศยืนยันผลการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ชนิดความรุนแรงสูง (Highly Pathogenic Avian Influenza : HPAI) สายพันธุ์ H5N1 ของหงส์ป่าที่เสียชีวิตในประเทศกรีซและอิตาลี ภายหลังจากที่กรีซได้รับผลการยืนยันการตรวจสอบจากห้องปฏิบัติการ Weybridge ในสหราชอาณาจักร และอิตาลีได้รับผลการยืนยันการตรวจสอบจากองค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (World Organisation for Animal Health : OIE) และองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (U.N. Food and Agriculture Organization : FAO) แล้วอย่างเป็นทางการ ขณะนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปกำลังรอผลการตรวจสอบจากห้องปฏิบัติการในสหราชอาณาจักร กรณีที่หงส์ป่าเสียชีวิตในประเทศสโลวีเนีย ว่าติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนก สายพันธุ์ H5N1 หรือไม่ โดยคาดว่าจะทราบผลอย่างเป็นทางการภายในวันที่ 15 – 16 กุมภาพันธ์ 2549 นี้ ซึ่งหลายฝ่ายเกรงว่า จะเป็นสายพันธุ์ H5N1 เดียวกับที่พบในกรีซและอิตาลี ขณะนี้ EU ได้ออกมาตรการเร่งด่วนครอบคลุมประเทศกรีซ อิตาลี และสโลวีเนีย แล้ว ดังนี้ - จัดตั้งเขตป้องกันโรค (Protection zone) ภายในวงรัศมี 3 กิโลเมตรโดยรอบจุดที่ พบหงส์ป่าเสียชีวิต - กำหนดเขตเฝ้าระวังโรค (Surveillance zone) ภายในวงรัศมี 10 กิโลเมตร โดยรอบจุดที่พบหงส์ป่าเสียชีวิต ทั้งนี้ รวมเขตป้องกันโรคไว้ด้วยแล้ว - สัตว์ปีกทุกตัวที่อยู่ในเขตป้องกันโรคจะต้องถูกกักพื้นที่ไว้เพียงแต่ในโรงเลี้ยง (indoor) และอนุญาตให้ออกนอกพื้นที่ได้แต่เฉพาะเมื่อต้องมีการเคลื่อนย้ายไปยังโรงฆ่าแต่เพียงแห่งเดียวเท่านั้น ซึ่งหากเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกมีความจำเป็นต้องทำการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกของตนด้วยเหตุผลอื่นๆ จำต้องให้สัตว์ปีกจากเขตป้องกันโรคดังกล่าวผ่านการตรวจสอบหาเชื้อไข้หวัดนกของ EU ก่อน - ห้ามมีการล่าสัตว์ในเขตป้องกันโรคและเขตเฝ้าระวังโรค - CA ของ 3 ประเทศสมาชิกจำต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะอาการของสัตว์ปีกที่ ติดเชื้อไข้หวัดนกและแนวทางปฏิบัติเมื่อพบว่าสัตว์ปีกของตนติดเชื้อให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกได้ทราบรายละเอียดปรากฏตาม (1) Commission Decision 2006/86/EC of 10 February 2006 concerning certain interim protection measures in relation to suspected cases of highly pathogenic avian influenza in wild birds in Greece (2) Commission Decision 2006/90/EC of 13 February 2006 concerning certain interim protection measures in relation to suspected cases of highly pathogenic avian influenza in wild birds in Italy (3) Commission Decision 2006/91/EC of 13 February 2006 concerning certain interim protection measures in relation to suspected cases of highly pathogenic avian influenza in wild birds in Slovenia คณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวว่า ขณะนี้ การตรวจพบเชื้อไข้หวัดนกยังคง เป็นการตรวจพบในนกป่าเท่านั้น และยังไม่มีการตรวจพบการระบาดในสัตว์ปีกเลี้ยงเพื่อการค้า อย่างไรก็ดี EU จะมีการจัดประชุมคณะกรรมการด้านห่วงโซ่อาหารและสุขภาพสัตว์ (Standing Commitee on the Food Chain and Animal Health : SCFCAH) เพื่อเตรียมการเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าว ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2549 นี้ ขณะนี้เยอรมนีและฝรั่งเศสเตรียมออกมาตรการให้มีการเก็บสัตว์ปีกไว้เพียงแต่ในโรงเลี้ยง (indoor) ด้วยแล้ว ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2549 คณะกรรมาธิการยุโรป ได้ประกาศยืนยันผลการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ชนิดความรุนแรงสูง สายพันธุ์ H5N1 ของหงส์ป่าที่เสียชีวิตในเขต Vidin ประเทศบัลกาเรีย ติดกับชายแดนประเทศโรมาเนีย อย่างไรก็ดี EU ได้ประกาศห้ามนำเข้าสัตว์ปีกจากบัลกาเรียแล้วก่อนหน้านี้ผลจากการระบาดของโรค Newcastle ที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2549 โครเอเชียได้ประกาศระงับการนำเข้าเนื้อสัตว์ปีกแล้วจาก EU ครอบคลุมกลุ่มประเทศสมาชิกทั้ง 25 ประเทศ ซึ่งประเทศสมาชิก EU ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ สโลวีเนีย เพราะเป็นประเทศที่ส่งออกเนื้อสัตว์ปีกไปยังโครเอเชียมากที่สุด ขณะนี้ EU กำลังเผชิญต่อสถานการณ์คับขันของการคุกคามแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนกที่เคลื่อนตัวจากตุรกี ไซปรัส (เขตแดนตุรกี) และโรมาเนียไปยังกรีซ อิตาลี สโลวีเนีย ซึ่งเป็นประเทศสมาชิก EU หน้าด่าน ทั้งนี้ การควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกจากประเทศสมาชิก EU ที่ติดเชื้อไข้หวัดนกไม่ให้แพร่ระบาดเข้าไปยังประเทศสมาชิก EU อื่น อยู่ในวิสัยที่กระทำได้ หากแต่การควบคุมทางธรรมชาติ (นกอพยพ นกป่า) ซึ่งเป็นพาหะสำคัญของโรคดังกล่าว ยังคงเป็นการควบคุมที่กระทำได้ยาก ดังนั้นจึงมีแนวโน้มว่านอกเหนือจาก 3 ประเทศนี้แล้ว อาจมีการระบาดของโรคไข้หวัดนกในบางประเทศสมาชิก EU อื่นๆ ในเร็ววันนี้เช่นกัน ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้น EU อาจหยิบยกมาตรการ Regionalisation มาใช้กับประเทศคู่ค้า เพราะขณะนี้ EU โดนระงับการนำเข้าเนื้อสัตว์ปีกจากโครเอเชีย ซึ่งครอบคลุมทั้ง 25 ประเทศสมาชิก EU ด้วยแล้ว ดังนั้น ไทยจึงควรใช้โอกาสดังกล่าวนี้ในการนำเสนอมาตรการดังกล่าวกับทาง EU เพื่อเปิดช่องทางให้ไทยสามารถส่งออกไก่ดิบจากบางพื้นที่ไปยัง EU ได้ง่ายขึ้น เพราะขณะนี้ EU ได้ออกมาตรการขยายเวลาห้ามนำเข้าไก่ดิบจากไทยออกไปเป็นระยะเวลาถึง 1 ปี (ตั้งแต่จากวันที่ 1 ตุลาคม 2548 จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2549) Related Items:
|
การป้องกันการระบาดของไข้หวัดนกในเบลเยียม
ผ่านทางThaiEurope.net – กรองยุโรปเพื่อไทย – การป้องกันการระบาดของไข้หวัดนกในเบลเยียม.
| การป้องกันการระบาดของไข้หวัดนกในเบลเยียม | ![]() |
![]() |
| Contributed by สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ | |
| Tuesday, 21 February 2006 | |
|
จากการที่ไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 ได้ระบาดสู่สัตว์ปีกในหลายประเทศในยุโรป นั้น แม้จะยังพบการระบาดเกิดขึ้นในเบลเยียม แต่ทางการเบลเยียมได้ประกาศใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อป้องกันการระบาดแล้ว โดยตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2549 เป็นต้นไป การเลี้ยงสัตว์ปีกในเบลเยียมต้องกระทำอยู่สถานที่ที่ปิดมิดชิด (indoor) เท่านั้น ทั้งนี้ รวมไปถึงผู้ที่เลี้ยงสัตว์ปีกเป็นงานอดิเรกด้วย นอกจากมาตรการข้างต้นแล้ว ทางการเบลเยียมยังจะดำเนินมาตรการอื่น ๆ ประกอบด้วย อาทิ การให้ข้อมูลข่าวสารแก่สาธารณชนถึงอันตรายและข้อควรระวังเพื่อให้พ้นจากไข้หวัดนก โดยจะใช้วิธีเผยแพร่ข้อมูลผ่านทางหน้าหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ ความจริงแล้ว เบลเยียมได้ใช้การเลี้ยงแบบปิดกับฟาร์มเลี้ยงสัตว์ปีกทั้งแบบเลี้ยงเป็นอาชีพและการเลี้ยงแบบส่วนตัวในเขตที่มีความเสี่ยงสูงมาตั้งแต่กลางปี 2548 แล้ว แต่ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมเป็นต้นไป ผู้เลี้ยงสัตว์ปีกทุกกรณีในเบลเยียมจะต้องเลี้ยงแบบปิดเท่านั้น สำหรับนกหายากและนกจากเขตร้อนในสวนสัตว์เบลเยียมและเขตอนุรักษ์ตามธรรมชาติจะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดนก ทั้งนี้ เบลเยียมได้สั่งซื้อวัคซีนป้องกันไข้หวัดประมาณ 7 ล้านยูนิต ซึ่งวัคซีนดังกล่าวมิได้นำมาใช้สำหรับป้องกันไข้หวัดนกโดยตรง แต่จะใช้สำหรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อไข้หวัดนกและผู้ป่วยไข้หวัดทั่วไป และจากการแพร่ระบาดของไข้หวัดนกดังกล่าว ส่งผลกระทบทำให้สัตว์ปีกในเบลเยียมมียอดขายลดลง โดยเฉพาะเนื้อไก่และไข่ไก่มียอดขายลดลง 15% ซึ่งเรื่องนี้ นาย Piet Vantemsche จาก Federal Food Safety Agency กล่าวว่า เนื้อไก่ที่วางจำหนายในซุปเปอร์มาร์เกตของเบลเยียมทั้งที่ผลิตจากภายในประเทศและที่นำเข้ามีความปลอดภัยเนื่องจากได้ผ่านการทดสอบหลายครั้งก่อนนำไปวางจำหนายในซุปเปอร์มาร์เก็ต ผู้บริโภคจึงไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกมากจนเกินไป นอกจากนี้ ตามทฤษฎีแล้ว ผู้ที่จะติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ H5N1 มักเป็นผู้ที่บริโภคเนื้อแบบดิบ ๆ ซึ่งวิธีบริโภคเช่นนี้ไม่เกิดขึ้นในเบลเยียม Related Items: |
|
| Last Updated ( Tuesday, 21 February 2006 ) |
ท่าทีของอังกฤษเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไข้หวัดนกในยุโรป
ผ่านทางThaiEurope.net – กรองยุโรปเพื่อไทย – ท่าทีของอังกฤษเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไข้หวัดนกในยุโรป.
| ท่าทีของอังกฤษเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไข้หวัดนกในยุโรป | ![]() |
![]() |
| Contributed by สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน | |
| Tuesday, 21 February 2006 | |
|
ข่าวการพบเป็ดตายด้วยเชื้อ H5N1 ในฝรั่งเศส ได้สร้างความตื่นตระหนกให้แก่หลายฝ่ายในอังกฤษ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สื่อมวลชน ประชาชนทั่วไป และองค์กรสิ่งแวดล้อมต่างๆ ทั้งนี้ เนื่องจากอังกฤษเป็นประเทศที่มีฟาร์มสัตว์ปีกแบบเปิดประมาณ 30 ล้านตัว และยังเป็นแหล่ง migrate ของนกนานาชนิดอีกด้วย ในฤดูใบไม้ผลิที่จะถึงนี้ คาดว่านกพันธุ์ต่างๆ อาทิ เป็ดดำ (pochard duck) ประมาณ 200 คู่ migrate จากทางใต้ของฝรั่งเศสเพื่อมาผสมพันธุ์ในอังกฤษ ทำให้ในระยะสั้นภาวะเสี่ยงของอังกฤษมีค่อนข้างสูง ทั้งนี้ ภายใต้แผนการฉุกเฉินของอังกฤษในปัจจุบัน หากมีการระบาดของไข้หวัดนก ฟาร์มสัตว์ปีกทั้งหมดในอังกฤษจะต้องเปลี่ยนเป็นแบบปิด ซึ่งแผนการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีก อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญด้าน virologist เห็นว่าอังกฤษควรเริ่มใช้แผนฉุกเฉินได้แล้วและควรทำฟาร์มแบบปิดจนกว่าจะพ้นช่วงความเสี่ยงจากการ migrate ของนกจากต่างประเทศ/ทวีป แผนการดำเนินการของกระทรวงสาธารณสุขอังกฤษ (Department for Health–DoH) กรณีมีการแพร่ระบาดของไข้หวัดนกในอังกฤษที่จะดำเนินการด้วยการกักตุน (stockpiling) ยา Tamiflu ได้ถูกโจมตีจาก ศ. Peter Dunnill อดีตที่ปรึกษาด้านสาธารณสุข ว่าไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เนื่องจากยา Tamiflu ซึ่งใช้ป้องกันและรักษาเชื้อ Influenzavirus A และ Influenzavirus B นั้น อาจใช้ไม่ได้ผลกับสายพันธุ์ H5N1 หากเชื้อไวรัสมีการดื้อยา ซึ่งได้มีการรายงานว่าเชื้อไวรัสดังกล่าวดื้อยาบ้างแล้ว นอกจากนี้ ยังมีปัญหาในเรื่องของการแจกจ่ายยา (distribution) อีกด้วย ทั้งนี้ ศ. Peter เห็นว่ารัฐบาลอังกฤษควรให้ความสำคัญต่อการผลิตวัคซีนเพื่อป้องกันโรคไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 จะได้ผลมากกว่า นอกจากนี้ ผอ. Advanced Centre for Biochemical Engineering แห่ง University College London ให้ความเห็นว่า DoH ได้ประเมินความสามารถในการผลิตวัคซีน Tamiflu ไว้เกินจริง เนื่องจากข้อจำกัดในขั้นตอนการผลิตยาดังกล่าวที่ใช้เวลานาน ซึ่งการที่จะให้ประชากรอังกฤษทุกคนได้รับวัคซีนตามที่รัฐบาลประกาศไว้ หมายถึงว่าอังกฤษจะต้องใช้ถึง 1 ใน 4 ของศักยภาพปริมาณยาที่จะสามารถผลิตได้จริงเพื่อประชากรทั้งโลก ภาพการรายงานข่าวการตายของหงษ์ขาว (mute swan) ในยุโรปก่อให้เกิดความสลดใจแก่ทั้งนักอนุรักษ์และประชาชนทั่วไปของอังกฤษ เนื่องจากหงส์ขาวเป็นสัญลักษณ์แห่งความสง่างามที่อยู่คู่กับ wetlands ทะเลสาบ แม่น้ำ และสวนธรรมชาติในอังกฤษมาหลายศตวรรษ รวมทั้งเป็นสัตว์ในความคุ้มครองของสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบทที่ 2 อีกด้วย และถึงแม้ว่าหงส์ขาวในอังกฤษกว่า 28,000 ตัว จะไม่ใช่สาเหตุของความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนก เพราะหงส์ขาวดังกล่าวไม่มีการ migrate ตลอดปี แต่การที่หงส์ต่างพันธุ์มีการ migrate จากที่อื่น* มาที่อังกฤษในช่วงฤดูหนาวทำให้เกิดความเสี่ยงแก่หงส์ขาวในอังกฤษในฤดูใบไม้ร่วงครั้งต่อไป เนื่องจากเส้นทางการ migrate ของหงส์พวกนี้ต้องผ่านประเทศบอลติกที่มีการพบการระบาดของไข้หวัดนก กระทรวงสิ่งแวดล้อม อาหาร และกิจการชนบท (Department for Environment, Food and Rural Affairs—defra) จะทำการซักซ้อมแผนปฏิบัติการเพื่อทดสอบควาพร้อมของอังกฤษในการรับมือกับการระบาดของไข้หวัดนกในวันที่ 5 และ 6 เม.ย. 49 ในฟาร์มใน Suffolk ตามด้วย York และบริเวณชายแดนของเวลส์ โดยทุกหน่วยงานและผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง และจะมีผู้สังเกตการณ์ประเมินประสิทธิภาพการทดสอบดังกล่าวเพื่อจัดทำรายงานเสนอในช่วงกลางปี 49 ข้อสังเกต ถึงแม้รัฐบาลจะแสดงความมั่นใจในประสิทธิภาพระบบการเฝ้าระวังของอังกฤษ แต่การที่ระบบเฝ้าระวังของเยอรมนีและฝรั่งเศสล้มเหลว ทำให้นักอนุรักษ์และประชาชนทั่วไปของอังกฤษมีความกังวลว่าเชื้อไวรัส H5N1 อาจอยู่ระหว่างการแพร่ขยายในยุโรปโดยไม่สามารถตรวจจับได้ *ในฤดูหนาว หงส์ Bewick จากไซบีเรีย migrate มาอังกฤษปีละ 10,000 ตัว และหงส์ Whooper จากไอซ์แลนด์ migrate มาอังกฤษปีละ 20,000 ตัว Related Items: |
|
| Last Updated ( Tuesday, 21 February 2006 ) |
Fish International 2006 ครั้งที่ 10
ผ่านทางThaiEurope.net – กรองยุโรปเพื่อไทย – Fish International 2006 ครั้งที่ 10.
| Fish International 2006 ครั้งที่ 10 | ![]() |
![]() |
| Written by สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป | ||||||
| Saturday, 18 February 2006 | ||||||
|
งาน Fish International เป็นงานแสดงสินค้าผลิตภัณฑ์อาหารทะเล และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องกับการประมง ที่สำคัญงานหนึ่งของยุโรป โดยจัดขึ้นเป็นประจำทุก 2 ปี ที่เมืองเบรเมน สหพันธรัฐเยอรมนี ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 10 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-14 กุมภาพันธ์ 2006 โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมจัดงานแสดงทั้งสิ้น 404 ราย ประกอบด้วย ผู้นำเข้าสินค้าอาหารทะเลของเยอรมนี และประเทศในยุโรป ผู้ประกอบการผลิตและส่งออกสินค้าอาหารทะเลจากหลายประเทศทั่วโลก
ผู้ประกอบอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องกับสินค้าอาหารทะเล อาทิ บริษัทขนส่งสินค้า ท่าเรือขนส่ง และผู้ประกอบการผลิตอุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับสินค้าอาหารทะเลและอาหารทะเลแปรรูป เช่น อุปกรณ์เกี่ยวกับการทำความเย็น เครื่องจักรสำหรับการบรรจุภัณฑ์ทั้งในรูปของหีบห่อและการบรรจุกระป๋อง อุปกรณ์เกี่ยวกับการรมควัน เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการออกบูธของสื่อสิ่งพิมพ์ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหารทะเลหลายฉบับ อาทิ Seafood International, Eurofish, Fisch Magazin, และ Fisch and Tipps เป็นต้น ทั้งนี้ การจัดงาน Fish International มีวัตถุประสงค์หลักให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมผลิตสินค้าอาหารประมงได้มีโอกาสหารือธุรกิจระหว่างกันโดยนอกจากจะเป็นการสร้างเครือข่ายด้านธุรกิจแล้ว ยังเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมใหม่ของสินค้าอาหารทะเลแปรรูประหว่างภาคธุรกิจด้วยกันอีกด้วย อย่างไรก็ดี นอกเหนือจากการเจรจาธุรกิจระหว่างภาคเอกชนแล้ว ยังมีกิจกรรมการจัดประชุมเชิงปฎิบัติการในหัวข้อที่น่าสนใจ อาทิ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกับการทำประมงที่ยั่งยืน แนวโน้มพฤติกรรมของผู้บริโภคต่ออาหารทะเลแช่แข็ง แนวทางการเพาะเลี้ยงกุ้งอินทรีย์ เป็นต้น โอกาสของไทย แม้ว่าในงาน Fish International ครั้งนี้ ไทยมิได้เข้าร่วมออกบูธจัดแสดงในงาน แต่ได้ส่งคณะผู้แทนไทย โดยมีรองอธิบดีกรมประมง ดร.สมหญิง เปี่ยมสมบูรณ์ เป็นหัวหน้าคณะ นำเจ้าหน้าที่เทคนิคของกรมประมง เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง และผู้ประกอบการส่งออกอาหารทะเล เข้าร่วมงาน ซึ่งการเดินทางเข้าร่วมงานดังกล่าวได้รับความสนับสนุนจาก German Technical Cooperation (GTZ) ภายใต้โครงการ Thai-German Programme for Enterprise Competitiveness ในโอกาสนี้ GTZ ได้จัดงาน Cocktail Reception เชิญผู้ประกอบการนำเข้าสินค้าอาหารทะเลรายใหญ่ของเยอรมนี ประธานสมาคมผู้นำเข้ากุ้งของเยอรมนี และบริษัทห้องเย็น เข้าร่วมหารือกับภาคเอกชนของไทย รวมทั้งรับฟังการบรรยายจากผู้แทนกรมประมงเกี่ยวกับ Thai Quality Shrimp เพื่อให้ผู้ประกอบการนำเข้ามีความเชื่อมั่นถึงระบบการผลิตและการควบคุมสินค้าอาหารทะเลของไทยเพื่อการส่งออก โดยเฉพาะสินค้ากุ้ง ซึ่งเป็นสินค้าเศรษฐกิจหลักที่สำคัญของไทย อย่างไรก็ดี แม้ว่าไทยไม่สามารถดำเนินนโยบายแบบก้าวกระโดดดังเช่นที่เวียดนามได้ดำเนินการอยู่ได้ เนื่องจากไทยเพิ่งได้รับคืนสิทธิ GSP เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2549 ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ไทยยังคงมีโอกาสในการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดยุโรปอันเนื่องมาจากข้อได้เปรียบที่สำคัญหลายประการ อาทิ ระบบการผลิตกุ้งของไทยที่ได้มาตรฐานระดับสากลตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่การผลิตอาหารกุ้ง การเลี้ยงในฟาร์ม โรงงานแปรรูป และการควบคุมตรวจสอบความปลอดภัยก่อนการส่งออก รวมทั้งระบบโครงสร้างสาธารณูปโภคของไทยที่มีความพร้อมสามารถรองรับการพัฒนาของอุตสาหกรรมได้ การเข้าร่วมงานของเวียดนาม VASEP (Vietnam Association of Seafood Exports and Producers) ซึ่งเป็น NGO ที่จัดตั้งขึ้นในปี 1998 เพื่อดำเนินบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและอำนวยความสะดวกให้อุตสาหกรรมสินค้าอาหารทะเลของเวียดนามมีการเติบโตในตลาดระหว่างประเทศ โดยทำหน้าที่เปรียบเหมือนสะพานเชื่อมโยงระหว่างผู้ประกอบการผลิตและส่งออกสินค้าอาหารทะเลของเวียดนาม และผู้นำเข้าจากทุกประเทศทั่วโลก ทั้งในบริบทของการให้ข้อมูลด้านการตลาด แนวโน้มที่น่าจับตามอง รวมทั้งการพัฒนายุทธศาสตร์ระดับชาติของอุตสาหกรรมสินค้าอาหารประมงของเวียดนามด้วย นอกจากนี้ VASEP ยังได้ให้ความช่วยเหลือในการหาแหล่งสนับสนุนด้านการเงินและด้านวิชาการเพื่อพัฒนาศักยภาพทั้งด้านการผลิตสินค้าประมงที่ได้มาตรฐานรวมทั้งสินค้าอาหารทะเลประเภทมูลค่าเพิ่มด้วย เพื่อให้สินค้าอาหารทะเลของเวียดนามสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ซึ่งในงาน Fish International ครั้งนี้ VASEP ได้นำบริษัทผู้ประกอบการผลิตและส่งออกสินค้าประมงของเวียดนาม เดินทางมาร่วมงาน โดยแต่ละบริษัทใช้พื้นที่จัดแสดงรวมอยู่ในบริเวณเดียวกันภายใต้ชื่อของ VASEP ซึ่งนอกจากการออกบูธตามปกติแล้ว เวียดนามยังได้การจัดสรรพื้นที่สำหรับการจัดทำ Business-to-business meeting (B2B) ระหว่างผู้นำเข้าในยุโรปและผู้ส่งออกของเวียดนาม ภายใต้โครงการ European Union’s Asia-Invest Programme ซึ่งเป็นโครงการของสหภาพยุโรปในการส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างยุโรปและเอเชียเพื่อเพิ่มปริมาณการค้าและการลงทุนระหว่างสองภูมิภาค โดย VASEP ได้เข้าร่วมโครงการภายใต้ชื่อ Asia-Invest Seafood การเข้าร่วมงานในครั้งนี้ของเวียดนามนับเป็นก้าวที่สำคัญในการเจาะตลาดสินค้าประมงในเยอรมนีและประเทศใกล้เคียง ซึ่งหมายถึงจำนวนผู้บริโภคกว่า 80 ล้านคน และเป็นการตอกย้ำถึงเจตนารมณ์ที่มุ่งมั่นและชัดเจนที่จะยกระดับอุตสาหกรรมสินค้าอาหารทะเลของตนให้เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง และสามารถครองตลาดสินค้าอาหารทะเลในตลาดยุโรปได้ ซึ่งเวียดนามมีการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารทะเลอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว โดยการเพิ่มความหลายหลายของประเภทอาหารทะเล การขยายตลาดอาหารทะเลแปรรูปพร้อมรับประทาน และรวมไปถึงการพัฒนาการเพาะเลี้ยงกุ้งอินทรีย์ ซึ่งกำลังเป็นตลาดใหม่ (Niche Market) ที่น่าจับตามอง นอกจากนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าเวียดนามได้มีการเตรียมความพร้อมเป็นอย่างดีในการเพิ่มศักยภาพและความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมอาหารในหลายบริบท โดยเริ่มต้นจากการรวมตัวกันอย่างมีเอกภาพของภาคอุตสาหกรรมอาหารทะเล การหาแหล่งสนับสนุนทางการเงินและวิชาการ ดังเช่นการเข้าร่วมโครงการ EU’s Asia-Invest และการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และลงโฆษณาผ่านสื่อสิ่งพิมพ์เกี่ยวกับอุตสาหกรรมอาหารทะเลที่สำคัญๆ อาทิ EUROFISH, Fisch Magazin และ Seafood International และยิ่งไปกว่านั้น VASEP ได้ริเริ่มจัดทำวารสาร VIETFISH International เพื่อให้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบันเกี่ยวกับความเคลื่อนไหว และแนวโน้มที่สำคัญของอุตสาหกรรมอาหารทะเลของเวียดนาม ซึ่งนับว่าเป็นกลไกและยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนและผลักดันให้อุตสาหกรรมอาหารทะเลของเวียดนามสามารถขึ้นไปอยู่ในระดับแนวหน้าของโลกได้ในอนาคตอันใกล้ บทสรุป งาน Fish International ได้สะท้อนให้เห็นถึงภาพรวมและแนวโน้มปัจจุบันของอุตสาหกรรมสินค้าอาหารทะเลในยุโรป รวมทั้งศักยภาพและความก้าวหน้าของคู่แข่งขันที่สำคัญ ขณะเดียวกัน ก็นำเสนอแนวคิดที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารทะเลของไทยในตลาดยุโรปอย่างน้อย 4 ประการ ดังนี้ 1. การผลักดันในระดับนโยบายให้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะสินค้าในอุตสาหกรรมอาหารทะเลที่ไทยคิดว่าเป็นสินค้าศักยภาพที่ต้องการส่งเสริมและเพิ่มส่วนแบ่งตลาด เช่น กุ้งกุลาดำ และกุ้งขาวของไทย ซึ่งทั้งภาครัฐทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะกระทรวงกำกับดูแลด้านการผลิต กระทรวงพาณิชย์ในฐานะกระทรวงกำกับดูแลด้านการส่งเสริมการตลาด ภาคเอกชนทั้งในส่วนสมาคม เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง และผู้ประกอบการโรงงานแปรรูปจำเป็นต้องประสานงานและร่วมมือกันในแสวงหาแนวทางและยุทธวิธีในการสร้างความเชื่อมั่นของผู้นำเข้า และกลุ่มผู้บริโภคต่อกุ้งไทย 2. การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์อุตสาหกรรมอาหารทะเล โดยเฉพาะกุ้งของไทยจำเป็นต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความตื่นตัวในกลุ่มผู้ประกอบการนำเข้าว่าไทยยังเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการนำเข้าสินค้ากุ้งคุณภาพ ซึ่งการดำเนินกิจกรรมการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สามารถดำเนินการได้ในหลายรูปแบบ อาทิ การลงบทความผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหารทะเลของยุโรป เช่น EUROFISH, Fisch Magazin, Seafood International ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นผู้ประกอบการนำเข้า หรือการลงบทความในวารสาร Fisch and Tipps ที่เจาะกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้บริโภคโดยตรง 3. การแสวงหาทางเลือกใหม่ให้กับตลาด โดยเฉพาะการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในเรื่องการคิดค้นสินค้าอาหารทะเลประเภทเพิ่มมูลค่า (Innovation on value-added seafood products) ชนิดใหม่ๆ โดยเฉพาะอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ซึ่งในปัจจุบัน สินค้าเพื่อสุขภาพกำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้บริโภคในตลาดยุโรปและทั่วโลก การศึกษาแนวทางในการผลิตกุ้งอินทรีย์ก็อาจเป็นทางเลือกทางใหม่สำรับตลาดได้เช่นกัน 4. ปัจจัยสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมอาหารทะเลของเวียดนามพัฒนาอย่างรวดเร็วและได้รับยอมรับอย่างกว้างขวางในระดับสากล คือ ความเป็นเอกภาพ ความต่อเนื่อง และความมุ่งมั่นอย่างจริงจัง จึงควรถึงเวลาที่ไทยต้องยอมรับความจริงว่าเวียดนามคือคู่ต่อสู้ที่สำคัญของไทย และไทยต้องพยายามทบทวนศักยภาพของตนเองที่จะแข่งขันกับประเทศคู่แข่งต่างๆ โดยเฉพาะเวียดนาม โดยการเรียนรู้กลยุทธ์ในการทำตลาดเชิงรุกของเวียดนาม และให้ความสำคัญกับความมีเอกภาพ ความต่อเนื่อง และความมุ่งมั่นอย่างจริงจังของเวียดนาม นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่ไทยต้องพึงระลึกไว้เสมอ คือ คู่แข่งขันของเราไม่เคยหยุดก้าว แม้เราจะยังไม่สามารถก้าวตามได้ทัน แต่หากเราหยุดนิ่งอยู่กับที่ ระยะห่างระหว่างไทยและคู่แข่งขันย่อมมีมากขึ้น จนอาจส่งผลให้อุตสาหกรรมอาหารทะเลของไทยไม่สามารถครองส่วนแบ่งตลาดในยุโรปซึ่งเป็นตลาดที่มีแนวโน้มการเติบโตสูง เลยก็เป็นได้ Related Items:
|
||||||
| Last Updated ( Monday, 20 February 2006 ) | ||||||
มาตรการควบคุมและป้องกันการระบาดของโรคไข้หวัดนกในกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป
กฏระเบียบควบคุมมาตรการไข้หวัดนกฉบับใหม่ของสหภาพยุโรป
ผ่านทางThaiEurope.net – กรองยุโรปเพื่อไทย – กฏระเบียบควบคุมมาตรการไข้หวัดนกฉบับใหม่ของสหภาพยุโรป.
| กฏระเบียบควบคุมมาตรการไข้หวัดนกฉบับใหม่ของสหภาพยุโรป | ![]() |
![]() |
| Contributed by สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป | |
| Tuesday, 24 January 2006 | |
|
เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2549 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ตีพิมพ์ประกาศกฏระเบียบ Council Directive 2005/94/EC of 20 December 2005 on Community measures for the control of avian influenza and repealing Directive 92/40/EEC ใน EU Official Journal L 10 Volume 16 เพื่อตราใช้เป็นกฏหมายแล้วอย่างเป็นทางการ 1. กฏระเบียบใหม่นี้เป็นกฏระเบียบกลาง ว่าด้วยการกำหนดควบคุมและจัดเกณฑ์บรรทัดฐานมาตรการไข้หวัดนก (Avian Influenza) ฉบับใหม่ของสหภาพยุโรป เนื่องจากไข้หวัดนกจัดว่าเป็นโรคอันตรายสูงสามารถติดต่อได้ในสัตว์ปีก (poultry) นก (birds) รวมทั้งสามารถติดต่อไปยังคน และสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนมบางชนิด สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้แก่อุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ปีกเป็นอย่างมาก ตลอดจนขณะนี้ กฏระเบียบเดิมในเรื่องดังกล่าว อันได้แก่ Directive 92/40/EEC ควรได้รับการปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องกับผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย ผนวกรวมกับประสบการณ์ของการระบาดโรคไข้หวัดนกในสหภาพยุโรปและในประเทศที่สามที่ผ่านมา เพื่อยกระดับการควบคุมความปลอดภัยของห่วงโซ่อาหาร สุขอนามัยสัตว์และผู้บริโภคในสหภาพยุโรปให้มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม และเป็นการยกเลิกกฏระเบียบเดิม อันได้แก่ Directive 92/40/EEC 2. หลักการทั่วไปของกฎระเบียบดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากคณะกรรมการด้านสุขอนามัยสัตว์และสวัสดิภาพสัตว์ประจำสหภาพยุโรป (Scientific Committee on Animal Health and Animal Welfare) หน่วยงานความปลอดภัยด้านอาหารประจำสหภาพยุโรป (The European Food Safety Authority : EFSA) และองค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (International Office of Epizootic : O.I.E.) ด้วยแล้ว อย่างไรก็ดี สหภาพยุโรปได้ก่อตั้งศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคประจำสหภาพยุโรป (The European Centre for Disease Prevention and Control : ECDC) ขึ้น ตามกฎระเบียบ Regulation (EC) No 851/2004 ซึ่งคณะกรรมาธิการยุโรปต้องทำงานกับ ECDC อย่างใกล้ชิด ในการประเมินความเสี่ยงของการระบาดและการวางแผนการควบคุมการระบาดไข้หวัดนกในประชาคม 3. วัตถุประสงค์ของกฎระเบียบดังกล่าว มีดังต่อไปนี้ 3.1 กำหนดมาตรการป้องกันในการเฝ้าระวังและตรวจหา (detect) ไข้หวัดนกเป็นการล่วงหน้า และช่วยให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ (Competent Authority : CA) และเกษตรกรได้เตรียมพร้อม รวมทั้งเพิ่มความระมัดระวังเกี่ยวกับการต้องเผชิญกับความเสี่ยงของไข้หวัดนก 3.2 กำหนดมาตรการขั้นต่ำในการต่อสู้กับไข้หวัดนกในกรณีที่มีการระบาดเกิดขึ้น รวมทั้งการมุ่งเน้นการตรวจหาการแพร่ระบาดของโรค (propagation) แบบล่วงหน้าในสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนม (mammals) 3.3 กำหนดมาตรการเสริมอื่นๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดนกในสัตว์ประเภทอื่นๆ ที่มิใช่สัตว์ปีก โดยทั้ง 3 ประเด็นนี้ ประเทศสมาชิกสามารถกำหนดมาตรการภายในประเทศของตนที่เข้มงวดกว่าตามที่ระบุในกฏระเบียบนี้ได้ 4. การกำหนดคำจำกัดความของโรคไข้หวัดนก ดังนี้ 4.1 Avian Influenza หมายถึง การติดเชื้อไวรัส Influenza ชนิด A ประเภท subtypes H5 หรือ H7 ในสัตว์ปีกหรือนกที่เลี้ยงไว้ (poultry or other captive birds) หรือการตรวจพบค่า IVPI (Intravenous pathogenicity index) สูงกว่า 1.2 ในไก่ที่มีอายุ 6 สัปดาห์ 4.2 Highly Pathogenic Avian Influenza (HPAI) หมายถึง การติดเชื้อไวรัส Avian influenza ประเภท subtypes H5 หรือ H7 ในสัตว์ปีกหรือนกที่เลี้ยงไว้ (poultry or other captive birds) หรือการตรวจพบค่า IVPI (Intravenous pathogenicity index) สูงกว่า 1.2, 2 ในไก่ที่มีอายุ 6 สัปดาห์ 4.3 Low Pathogenic Avian Influenza (LPAI) หมายถึง การติดเชื้อไวรัส Avian influenza ประเภท subtypes H5 หรือ H7 ในสัตว์ปีกหรือนกที่เลี้ยงไว้ (poultry or other captive birds) ซึ่งแตกต่างจากนิยามที่กำหนดไว้สำหรับ HPAI 5. ข้อกำหนดโดยทั่วไปของกฎระเบียบดังกล่าว สรุปได้ดังนี้ 5.1 ประเทศสมาชิกต้องกำหนดให้มีมาตรการป้องกันด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ (biosecurity) 5.2 ประเทศสมาชิกต้องกำหนดให้มีโปรแกรมเฝ้าระวัง (surveillance programmes) เพื่อตรวจหาเชื้อไข้หวัดนก ประเภท subtypes H5 และ H7 รวมทั้งเพื่อประเมินความเสี่ยงในส่วนของนกป่า (wild birds) ซึ่งเป็นพาหะของโรคไข้หวัดนก 5.3 ประเทศสมาชิกต้องรีบแจ้งให้แก่ CA ของตนทราบโดยทันที เมื่อพบกรณีการติดเชื้อหรือแม้แต่กรณีที่สงสัยว่าเกิดการติดเชื้อไข้หวัดนกขึ้นแล้วก็ต้องรีบทำการแจ้งโดยทันที 5.4 นอกเหนือจากการแจ้งการระบาดไข้หวัดนกในโรงเลี้ยงสัตว์ปีกให้แก่ CA ทราบแล้ว ยังต้องแจ้งในกรณีที่มีการระบาดเกิดขึ้นในโรงฆ่าสัตว์ พาหนะขนย้ายสัตว์ (transport) ด่านชายแดน และด่านกักกันสัตว์ รวมทั้งประเทศสมาชิกจะต้องแจ้งผลการเฝ้าระวังการระบาดของโรคไข้หวัดนกในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมด้วย 5.5 ประเทศสมาชิกต้องจัดทำการสำรวจการระบาดของโรค (Epidemiological inquiry) โดยใช้แบบสอบถาม (questionnaire) ในกรณีที่มีการระบาดเกิดขึ้น จำต้องมีการป้องกันอย่างเร่งด่วน ควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีก โดยใช้ระบบ ความปลอดภัยทางชีวภาพ (biosecurity) ล้างและฆ่าเชื้อโรงเลี้ยงสัตว์ปีก สร้างเขตเฝ้าระวัง (surveillance zones) รอบๆ พื้นที่ที่ระบาด และหากจำเป็นอาจต้องใช้วัคซีนเข้าช่วย รวมทั้งการทำลายฝูงสัตว์ปีกที่ติดเชื้อเมื่อมีการระบาดเกิดขึ้น 5.6 การใช้วัคซีนสามารถเป็นมาตรการเสริมช่วยต่อสู้และหลีกเลี่ยงการทำลายสัตว์ในปริมาณมาก ซึ่งนอกจากจะช่วยแก้ไขปัญหาในระยะสั้นอย่างเร่งด่วนแล้ว ยังสามารถช่วยแก้ไขในระยะยาวเพื่อป้องกันการระบาดของโรคไข้หวัดนกได้ เมื่อมีความเสี่ยงที่ได้รับจากสัตว์ป่าหรือปัจจัยอื่นๆ ดังนั้น จึงแยกการใช้วัคซีนออกเป็น 2 ประเภท คือ วัคซีนฉุกเฉิน (Emergency vaccination) และวัคซีนป้องกัน (Preventive vaccination) 5.7 แม้ว่าการใช้วัคซีนจะมีข้อดีข้างต้น แต่ยังมีข้อจำกัด กล่าวคือ สัตว์ปีกที่ได้รับการฉีดวัคซีนนั้น สามารถมีโอกาสติดเชื้อไข้หวัดนกได้ ดังนั้นควรมีการติดตามและเฝ้าระวังผลการฉีดวัคซีนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการสามารถแยกประเภทสัตว์ปีกที่ได้รับการฉีดวัคซีนออกจากสัตว์ปีกที่ได้รับการติดเชื้อ รวมทั้งมาตรการการวางจำหน่ายเนื้อสัตว์ปีกและไข่ที่ได้จากสัตว์ปีกที่ถูกฉีดวัคซีน 5.8 หากมีการตรวจพบเชื้อไข้หวัดนกจากการนำเข้าที่ศูนย์กักกัน (Quarantine Centre) ต้องแจ้งคณะกรรมาธิการยุโรปทันที 5.9 การทำความสะอาดและการฆ่าเชื้อจะต้องรวมอยู่ในแผนการต่อสู้และป้องกันไข้หวัดนก ซึ่งการใช้น้ำยาฆ่าเชื้อต้องเป็นไปตามระบุใน Directive 98/8/EC of the European Parliament and of the Council of 16 February 1998 concerning the placing of biocidal products on the market 5.10 กฏระเบียบฉบับนี้ เป็นการกำหนดมาตรการควบคุมขั้นต่ำสุด (minimum control measure) ในกรณีที่เกิดการระบาดของโรคไข้หวัดนกเกิดขึ้น หากแต่ประเทศสมาชิกสามารถกำหนดมาตรการในทางการปฏิบัติ (administrative action) และมาตรการด้านสุขอนามัย (sanitary action) ที่เข้มงวดกว่าที่สหภาพยุโรปกำหนดได้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของการระบาดที่เกิดขึ้นในแต่ละประเทศสมาชิกนั้นๆ 6. ในกรณีที่มีการระบาดที่ต้องสงสัย (suspected outbreaks) เกิดขึ้น ประเทศสมาชิกจำต้องปฏิบัติดังนี้ 6.1 CA ต้องเตรียมสืบสวนค้นหาเชื้อไข้หวัดนก ตามระบุในคู่มือวินิจฉัยโรค (diagnostic manual) รวมทั้งต้องกำหนดให้โรงเลี้ยงสัตว์ปีกที่ต้องสงสัยอยู่ภายใต้การเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด 6.2 ต้องมีการนับจำนวนสัตว์ปีก และสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนม 6.3 จัดทำบัญชีรายวัน แยกประเภทสัตว์ปีก นก และสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนมที่ป่วย เสียชีวิต หรือสงสัยว่าติดเชื้อ เพื่อส่งมอบให้ CA ทราบได้ทุกขณะ 6.4 จัดเก็บสัตว์ปีกไว้เพียงแต่ในโรงเลี้ยงแบบปิด ห้ามสัตว์ปีกเข้าหรือออกจากโรงเลี้ยง 6.5 ห้ามนำซากสัตว์ปีก เนื้อสัตว์ปีก ไข่ เครื่องใน อาหารสัตว์ปีก เครื่องใช้อุปกรณ์ในโรงเลี้ยง เศษขยะ เศษมูลสัตว์ เศษฟาง ออกจากโรงเลี้ยง นอกเสียจากได้รับการอนุญาตจาก CA รวมทั้งต้องปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพ (biosecurity) เพื่อลดการแพร่กระจายของไข้หวัดนกให้ลดน้อยลง 6.6 การเคลื่อนย้ายตัวบุคคล สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม พาหนะรถยนต์ และเครื่องใช้อุปกรณ์ ที่จะนำออกหรือนำเข้าไปยังโรงเลี้ยง ต้องได้รับการอนุญาตจาก CA ก่อน 6.7 วิธีการฆ่าเชื้อโรคในโรงเลี้ยงสัตว์ปีกต้องเป็นไปตามกรรมวิธีที่ CA กำหนด 7. ในกรณีที่ต้องมีการฆ่าและทำลายสัตว์ปีก ประเทศสมาชิกจำต้องปฏิบัติดังนี้ 7.1 จัดเก็บชิ้นส่วนตัวอย่างสัตว์ที่ถูกฆ่าไว้เพื่อตรวจสอบ 7.2 ในกรณีที่ต้องมีการทำลายฝูงสัตว์ปีกที่ติดเชื้อ จำต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบ Council Directive 93/119/EC of 22 December 1993 on the protection of animals at the time of slaughter or killing ซึ่งได้กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำสุดในการปกป้องสัตว์ขณะที่จะต้องถูกฆ่าทิ้ง 7.3 ในกรณีที่มีการระบาดของ HPAI เกิดขึ้น การฆ่าทำลายสัตว์ปีกและไข่ ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างใกล้ชิดของเจ้าหน้าที่ CA รวมทั้งการฆ่าและการขนส่งซากสัตว์ต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง ไม่ให้มีการแพร่กระจายของเชื้อโรคเกิดขึ้นได้ 7.4 ประเทศสมาชิกสามารถทำแผนประเมินความเสี่ยงของการระบาดที่เกิดขึ้น เพื่อขอยกเว้นไม่ให้มีการฆ่าทำลายสัตว์ปีกบางประเภทได้ 8. ในกรณีที่มีการระบาดเกิดขึ้นในสวนสัตว์ โรงละครสัตว์ ศูนย์วิจัยเพาะเลี้ยง หรือสถานที่ที่ไม่ได้มีการเลี้ยงสัตว์ปีกเพื่อการค้า (non – commercial holding) ประเทศสมาชิกจำต้องปฏิบัติดังนี้ 8.1 CA สามารถอนุโลมให้สัตว์ปีกที่อยู่ในสวนสัตว์ โรงละครสัตว์ ศูนย์วิจัยเพาะเลี้ยง หรือสถานที่ที่ไม่ได้มีการเลี้ยงสัตว์ปีกเพื่อการค้า ไม่ต้องฆ่าทำลายสัตว์ปีกที่หายากในทันที หากแต่จะต้องห้ามไม่ให้มีการเคลื่อนย้ายสัตว์ตัวดังกล่าวออกจากสถานที่นั้นๆ รวมทั้งห้ามไม่ให้มีการติดต่อกับสัตว์ปีกอื่นๆ ที่ อยู่ภายนอก และสัตว์ปีกตัวดังกล่าวต้องได้รับการตรวจหาเชื้อไข้หวัดนกต่อไป 9. ในกรณีที่มีการระบาด HPAI เกิดขึ้นในโรงเลี้ยง (holding) ซึ่งประกอบด้วยโรงเลี้ยงย่อย (production units) จำนวน 2 โรง หรือมากกว่านั้น ประเทศสมาชิกจำต้องปฏิบัติดังนี้ 9.1 CA สามารถอนุโลมให้โรงเลี้ยงดังกล่าวไม่จำเป็นต้องทำลายสัตว์ปีกในทุกโรงเลี้ยง โดยเฉพาะโรงเลี้ยงที่ไม่อยู่ในข่ายต้องสงสัยว่ามีการติดเชื้อ HPAI 9.2 การพิจารณาของ CA นั้น จะต้องเชื่อมโยงถึง ขนาด องค์ประกอบ และชนิดของโรงเลี้ยงนั้นๆ รวมถึงอาหาร น้ำ เครื่องมือเครื่องใช้ ผู้เลี้ยงสัตว์ปีก ผู้เยี่ยมชม ของโรงงานด้วย และที่สำคัญที่สุดคือโรงงานที่ได้รับการอนุโลมนั้นๆ จะต้องมีลักษณะที่ตั้งเป็นเอกเทศ (independent location) ไม่ขึ้นอยู่กับโรงเลี้ยงอื่นใดๆ และมีแผนบริหารงานประจำวัน (day-to-day management) เป็นของตนเอง 10. ในกรณีที่มีการระบาด HPAI เกิดขึ้นในโรงเลี้ยงสัตว์ปีก ประเทศสมาชิกจำต้องปฏิบัติดังนี้ 10.1 CA ต้องกำหนดเขตป้องกันโรค (protection zone) ภายในวงรัศมีอย่างน้อย 3 กิโลเมตรโดยรอบโรงเลี้ยงสัตว์ปีกที่ติดเชื้อ 10.2 นอกเหนือจากนี้ CA ต้องกำหนดเขตเฝ้าระวัง (surveillance zone) ภายในวงรัศมีอย่างน้อย 10 กิโลเมตรโดยรอบโรงเลี้ยงสัตว์ปีกที่ติดเชื้อ ทั้งนี้ รวมเขตป้องกันโรคไว้ด้วยแล้ว 11. การใช้วัคซีนไข้หวัดนก ประเทศสมาชิกจำต้องปฏิบัติดังนี้ 11.1 ประเทศสมาชิกมีหน้าที่ต้องคอยสอดส่องดูแลในการห้ามใช้วัคซีนไข้หวัดนกในเขตพื้นที่ (territory) ของตน 11.2 การจัดการ การผลิต การจัดเก็บ การจัดส่ง การแจกจ่าย และการขายวัคซีนไข้หวัดนกภายในประชาคม ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของ CA เท่านั้น 11.3 การใช้วัคซีนที่ได้รับการอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายของประชาคม ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของกฏระเบียบ 2 รายการ อันได้แก่ 11.3.1 Directive 2001/82/EC of the European Parliament and of the Council of 6 November 2001 on the Community code relating to veterinary medicinal products 11.3.2 Regulation No 726/2004 of the European Parliament and of the Council of 31 March 2004 laying down Community procedures for the authorization and supervision of medicinal products for human and veterinary use 12. การใช้วัคซีนในกรณีฉุกเฉิน (emergency vaccination) ประเทศสมาชิกจำต้องปฏิบัติดังนี้ 12.1 ประเทศสมาชิกสามารถใช้วัคซีนในกรณีฉุกเฉินได้ในสัตว์ปีกและนกเลี้ยงภายใต้มาตรการควบคุมไข้หวัดนกระยะสั้น (short term measure) ภายหลังจากที่ได้มีการประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการยับยั้งการระบาดได้ในกรณีดังต่อไปนี้ 12.1.1 เมื่อมีการระบาดเกิดขึ้นในประเทศของตน 12.1.2 เมื่อมีการระบาดเกิดขึ้นในประเทศสมาชิกใกล้เคียง 12.1.3 เมื่อมีการระบาดเกิดขึ้นในประเทศที่สามใกล้เคียง 12.2 เมื่อประเทศสมาชิกต้องการใช้วัคซีนฉุกเฉินต้องทำการขออนุญาตจากคณะกรรมาธิการยุโรป โดยจัดส่งแผนการใช้วัคซีนฉุกเฉิน (emergency vaccination plan) เป็นการล่วงหน้า 12.3 ประเทศสมาชิกสามารถใช้วัคซีนฉุกเฉินได้ทันทีเฉพาะแต่ในกรณีที่ 12.3.1 แผนวัคซีนฉุกเฉินและการแจ้งความจำนงที่จะใช้วัคซีนฉุกเฉินได้ถูกส่งมอบและแจ้งให้แก่คณะกรรมาธิการยุโรปทราบล่วงหน้าก่อนที่จะมีการใช้วัคซีนฉุกเฉินนี้ขึ้น 12.3.2 การใช้วัคซีนฉุกเฉินจะต้องไม่ส่งผลเสียหายต่อการควบคุมการระบาดของโรค (disease control) 13. การใช้วัคซีนเพื่อป้องกันโรค (preventive vaccination) ประเทศสมาชิกจำต้องปฏิบัติดังนี้ 13.1 ประเทศสมาชิกสามารถใช้วัคซีนเพื่อป้องกันไข้หวัดนกได้ในไก่และนกเลี้ยง ภายใต้มาตรการควบคุมไข้หวัดนกระยะยาว (long term measure) หากประเมินผลแล้วพบว่ามีความเสี่ยงในบางเขตพื้นที่ หรือในสัตว์เลี้ยงบางประเภท ที่อาจก่อให้เกิดการระบาดของโรคไข้หวัดนกได้ 13.2 เมื่อประเทศสมาชิกต้องการใช้วัคซีนเพื่อป้องกันโรค ต้องทำการขออนุญาตจากคณะกรรมาธิการยุโรป โดยจัดส่งแผนการใช้วัคซีนเพื่อป้องกันโรค (preventive vaccination plan) เป็นการล่วงหน้า 14. คลังวัคซีนประจำสหภาพยุโรป 14.1 ประเทศสมาชิกสามารถขอวัคซีนได้จากคลังวัคซีนประจำสหภาพยุโรปได้ โดยทำเรื่องขอไปยังคณะกรรมาธิการยุโรป 14.2 คณะกรรมาธิการยุโรปสามารถแจกจ่ายวัคซีนที่มีอยู่ในคลังวัคซีนให้แก่ประเทศที่สามได้ หากต้องได้รับความเห็นชอบจากกลุ่มประเทศสมาชิก 15. คลังวัคซีนแห่งชาติ (National vaccine bank) 15.1 ประเทศสมาชิกสามารถมีคลังวัคซีนเป็นของตนเองได้ หากต้องทำการแจ้งให้แก่คณะกรรมาธิการยุโรปทราบถึงปริมาณและชนิดของวัคซีนที่มีอยู่ 16. การปรับใช้กฏระเบียบ 16.1 กฎระเบียบ Council Directive 2005/94/EC of 20 December 2005 on Community measures for the control of avian influenza and repealing Directive 92/40/EEC นี้จะยกเลิกกฏระเบียบ Directive 92/40/EEC ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม 2550 (ค.ศ. 2007) เป็นต้นไป ซึ่งการแก้ไขเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างระหว่างสองกฎระเบียบเก่าและใหม่นี้ สามารถดูได้จากตารางเปรียบเทียบ (correlation table) ตามปรากฏใน Annex XI ของกฎระเบียบใหม่นี้ 16.2 ทั้งนี้ กฏระเบียบ Council Directive 2005/94/EC จะมีผลตามกฏหมาย 20 วันภายหลังจากที่มีการประกาศกฏระเบียบดังกล่าวใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 14 มกราคม 2549) หากแต่กฏระเบียบดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในทุกประเทศสมาชิก EU-25 ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม 2549 เป็นต้นไป 17. เงื่อนไขของช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน 17.1 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับแผนฉุกเฉิน (contingency plan) ในการควบคุมไข้หวัดนก ตามระบุในมาตรา 17 (4) ของ Directive 92/40/EEC ที่จะมีผลปรับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม 2550 นี้ให้ยังคงปรับใช้ต่อไป หากแต่ภายในวันที่ 30 กันยายน 2550 นี้ ประเทศสมาชิกจะต้องส่งมอบการแก้ไขแผนฉุกเฉินนี้ให้สอดคล้องกับกฏระเบียบใหม่นี้ (ตามมาตรา 64 (2)) 17.2 ในช่วงระหว่างก่อนที่กฎระเบียบนี้จะมีผลปรับใช้อย่างเป็นทางการ มาตรการชั่วคราวสามารถนำมาปรับใช้เพื่อให้สอดคล้องกับกฏระเบียบนี้ได้ โรคไข้หวัดนกยังคงเป็นประเด็นที่ทุกประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญอยู่ในขณะนี้ แม้ว่าใน EU เองจะยังไม่เกิดการระบาดขึ้นก็ตาม หากแต่ขณะนี้กลุ่มประเทศสมาชิก EU-25 ต่างได้ตระหนักถึงสถานการณ์การระบาดที่เกิดขึ้น ว่ากำลังเป็นปัญหาภัยคุกคามระดับโลก ไม่จำกัดอยู่เฉพาะภูมิภาคใดภูมิหนึ่งเท่านั้น ซึ่งทุกประเทศทั่วโลกควรต้องร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ไม่เฉพาะแต่ในประเทศที่ประสบโรคระบาดเท่านั้น ผลจากการประชุมนานาชาติเพื่อระดมเงินต่อสู้ไข้หวัดนก (The International Ministerial Pledging Conference on Avian and Human Pandemic Influenza) ซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ในระหว่างวันที่ 17 – 18 มกราคม 2549 ที่ผ่านมา สามารถรวบรวมเงินช่วยเหลือได้ 1,900 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งนาย Markos Kyprianou กรรมาธิการยุโรปด้านสาธารณสุขและการคุ้มครองผู้บริโภคได้กล่าวว่า EU ได้บริจาคเงินช่วยเหลือในครั้งนี้เป็นเงินถึง 214 ล้านยูโร (หรือเท่ากับ 260 ล้านเหรียญสหรัฐ) โดยคาดว่า เงินช่วยเหลือดังกล่าวจะนำไปช่วยเหลือประเทศที่มีความจำเป็นที่สุด เพื่อแก้ไข ป้องกัน และเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนกได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป ไทยอาจนำกฏระเบียบฉบับดังกล่าวไปปรับใช้ เป็นแบบอย่าง และผนวกใช้ในบริบทที่เหมาะสมกับแผนมาตรการควบคุมไข้หวัดนกของไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะมาตรการที่ EU อนุโลมให้โรงเลี้ยงสัตว์ปีก (holding) ซึ่งประกอบด้วยโรงเลี้ยงย่อย (production units) จำนวน 2 โรง หรือมากกว่านั้น ไม่จำเป็นต้องทำลายสัตว์ปีกลงทุกโรงเลี้ยง โดยเฉพาะโรงเลี้ยงที่ไม่อยู่ในข่ายต้องสงสัยว่ามีการติดเชื้อ HPAI หากแต่โรงงานที่ได้รับการอนุโลมนั้นๆ จะต้องมีลักษณะที่ตั้งเป็นเอกเทศ (independent location) ไม่ขึ้นอยู่กับโรงเลี้ยงอื่นใดๆ และมีแผนบริหารงานประจำวัน (day-to-day management) เป็นของตนเอง ซึ่งนับว่าเป็นแนวทางหนึ่งที่สอดคล้องกับแนวทาง Compartmentalization ของไทย สามารถศึกษากฏระเบียบดังกล่าวได้จากเว็ปไซด์ กรุณาคลิกที่นี่ Related Items: |
|
| Last Updated ( Tuesday, 24 January 2006 ) |
การพบเด็กเสียชีวิตจากไข้หวัดนกในตุรกีเป็นรายที่4
ผ่านทางThaiEurope.net – กรองยุโรปเพื่อไทย – การพบเด็กเสียชีวิตจากไข้หวัดนกในตุรกีเป็นรายที่4.
| การพบเด็กเสียชีวิตจากไข้หวัดนกในตุรกีเป็นรายที่4 | ![]() |
![]() |
| Contributed by สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา | |
| Wednesday, 18 January 2006 | |
|
สถานการณ์โรคไข้หวัดนกในตุรกี ขณะนี้มีเด็กที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อไข้หวัดนกเพิ่มขึ้นเป็น 4 ราย โดย 2 รายล่าสุดมาจากตำบลโดอุบายาซึด จังหวัดอารึ (Ağrı) ทั้งนี้ นับตั้งแต่การแพร่ระบาดเชื้อไข้หวัดนกในตุรกีเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่า มีผู้ติดเชื้อไข้หวัดนกในตุรกีในขณะนี้ทั้งสิ้น 21 ราย สถานการณ์โรคไข้หวัดนกในตุรกี ขณะนี้มีเด็กที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อไข้หวัดนกจากการรับประทานไก่ที่ติดเชื้อไข้หวัดนกซึ่งป่วยโดยไม่รู้เพิ่มขึ้นเป็นรายที่สาม ชื่อเด็กหญิง Hülya Koçyiğit อายุ 11 ปี ซึ่งเป็นพี่น้องกับเด็กสองคนแรกที่เสียชีวิต และรายที่ 4 คือเด็กหญิง Fatma Özcan อายุ 12 ปี โดยทั้งสองรายอาศัยอยู่ที่ตำบลโดอุบายาซึด (Doğubayazıt) จังหวัดอารึ (Ağrı) ทางภาคตะวันออกของตุรกี ในระหว่างนี้ น้องชายของเด็กหญิงคนดังกล่าวชื่อเด็กชาย Muhammad Özcan อายุ 5 ขวบซึ่งได้รับเชื้อไข้หวัดนกเช่นกันกำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล Van Yuzuncu Yıl University และหัวหน้าแพทย์ของโรงพยาบาลชื่อศาสตราจารย์ Hüseyin Avni Şahin รายงานว่าอาการของผู้ป่วยอยู่ในช่วงวิกฤตและแพทย์ต้องเฝ้าดูอาการเด็กชายคนดังกล่าวอย่างใกล้ชิด สำหรับจังหวัดอื่นๆ นั้น ได้แก่ อังการา ขณะนี้มีผู้ป่วยทั้งหมด 3 คน เป็นเด็ก 2 คนคือ Muharrem อายุ 5 ขวบ และ Iskenders อายุ 2 ขวบ กำลังได้รับการรักษาอยู่ในโรงพยาบาลและอยู่ในระหว่างการตรวจสอบในห้องแล็บโดยเจ้าหน้าที่แพทย์ และพบว่าเด็กทั้งสองได้รับเชื้อไข้หวัดนกเป็นบวก แต่ไม่แสดงอาการให้ปรากฎ สาเหตุที่เด็กทั้งสองคนป่วยเกิดจากการที่เด็กทั้งสองได้นำถุงมือของบิดาที่ใช้ในการเก็บซากเป็ดที่ตายและทิ้งไว้ไปเล่น และอีก 1 คน ชื่อ Mustafa Cankar อายุ 65 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ในเขต Sincan กรุงอังการาได้ล้มป่วยหลังจากได้สัมผัสกับไก่ที่ตายและติดเชื้อไวรัส แต่ยังไม่ปรากฎอาการที่บ่งบอกว่าติดเชื้อไข้หวัดนก ซึ่งขณะนี้ แพทย์กำลังเฝ้าดูอาการอยู่ ทางด้านนาย Kemal Önal ผู้ว่าการกรุงอังการา ได้ประกาศว่า เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะดำเนินมาตรการทำลายสัตว์ปีกอย่างกว้างขวางในเขต Beypazarı, Sincan และ Nalıhan นอกจากอังการาแล้ว ยังมีจังหวัดอื่นๆ ได้แก่ อิสตันบูล มีผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่เป็นที่น่าสงสัยว่าอาจได้รับเชื้อไข้หวัดนก นอกนั้น มีการพบสัตว์ปีกล้มตายเป็นที่น่าสงสัยและเจ้าหน้าที่กำลังเร่งทำลายสัตว์ปีกดังกล่าว ได้แก่จังหวัด Bursa, Eskişehir, Kars, Erzurum, Zonguldak, Yozgat, Hatay, Adana, Kayseri, Diyarbakir, Şanlıurfa ส่วนที่ Kastamonu, Çorum, Samsun นับตั้งแต่การแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดนกในตุรกีเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่า มีผู้ติดเชื้อไข้หวัดนกในตุรกีในขณะนี้ทั้งสิ้น 21 ราย เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทางการตุรกีได้ประกาศเตือนประชาชนให้ระวังและหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์ปีกที่ป่วย และทางด้านผู้ประกอบการเลี้ยงสัตว์ปีกของตุรกีจะร่วมกันหารืออย่างเร่งด่วนเกี่ยวกับวิธีการคัดเลือกสัตว์ปีก ส่วนองค์การอนามัยโลกได้ส่งคณะแพทย์และผู้เชี่ยวชาญประกอบด้วยคณะผู้แทนจากองค์การอนามัยโลก คณะจาก European Centre for Disease Prevention and Control และจาก European Commission ผู้เดินทางไปยังตุรกีเพื่อร่วมมือกับทางการตุรกีตรวจสอบและควบคุมการระบาดของโรค และเจ้าหน้าที่ขององค์การอนามัยโลก นาย Klaus Stöhr ได้กล่าวว่า การเพิ่มจำนวนของผู้ติดเชื้อไข้หวัดนกเกิดจากการดำเนินมาตรการป้องกันที่ไม่พอเพียง แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานยืนยันว่ามีการแพร่เชื้อจากมนุษย์สู่มนุษย์ก็ตาม ส่วนทางด้านเยอรมนีได้เสนอที่จะจัดส่งคณะเจ้าหน้าที่ไปยังตุรกีเพื่อช่วยดำเนินการควบคุมสถานการณ์ไข้หวัดนก ในขณะที่รัฐบาลกรีซก็ได้เสนอให้ความช่วยเหลือแก่ตุรกีเช่นกัน นาย Jim Adams เจ้าหน้าที่ธนาคารโลก ได้แถลงข่าวในกรุงปักกิ่งว่า ธนาคารโลกเตรียมพร้อมที่จะจัดสรรเงินงบประมาณไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อช่วยเหลือกลุ่มประเทศขาดแคลนเงินในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของไข้หวัดนก ทางการตุรกีได้ตั้งศูนย์ประสานงานแห่งชาติสำหรับไข้หวัดนก(National Coordination Centre for Bird Flu) ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลควบคุมโดยกระทรวงเกษตรและชุมชนร่วมกับกระทรวงสิ่งแวดล้อมและป่าไม้ ศูนย์ดังกล่าวตั้งขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ติดตามรายงานข้อมูลประจำวันเกี่ยวกับสถานการณ์ล่าสุดของไข้หวัดนกและประชาสัมพันธ์ไปยังประชาชนเพื่อให้ทราบข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อร่วมกันเตรียมการป้องกันที่รัดกุมต่อไป Related Items: |
EU มอบเงินจำนวน 214 ล้านยูโร ให้แก่นานาชาติเพื่อต่อสู้กับไข้หวัดนก
| EU มอบเงินจำนวน 214 ล้านยูโร ให้แก่นานาชาติเพื่อต่อสู้กับไข้หวัดนก | ![]() |
![]() |
| Written by คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป | |
| Friday, 13 January 2006 | |
|
โดยที่ประชุม ซึ่งประกอบด้วยประเทศต่างๆ กว่า 90 ประเทศ และ องค์กรนานาชาติต่างๆ กว่า 25 องค์การ รวมทั้ง องค์การ World Health Organisation (WHO) World Organisation for Animal Health (OIE) และ Food and Agriculture Organisation (FAO) สามารถระดมทุนได้ทั้งหมดกว่า 1,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้การสนับสนุนมาตรการความร่วมมือร่วมกันของชาติต่างๆที่กำลังประสบปัญหาไข้หวัดนก เงินบริจาคของสหภาพยุโรปประกอบด้วย งบประมาณจากส่วนของ DG External Relations เป็นจำนวน 80 ล้านยูโร ซึงจะมอบเป็นเงินบริจาคให้แก่ชาติต่างๆ โดยที่ชาติในภูมิภาคเอเชียจะได้รับเงินเป็นจำนวน 30 ล้านยูโร และ งบประมาณจาก European Development Fund อีก 20 ล้านยูโร ซึ่งจะนำไปใช้เพื่อการวิจัยเรื่องไข้หวัดนก นอกจากเงินจากคณะกรรมการธิการยุโรปแล้วแล้ว ยังมีเงินบริจาคของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปต่าง ๆ อีก 114 ล้านยูโร Related Items: |
|
| Last Updated ( Tuesday, 24 January 2006 ) |
-
ล่าสุด
- Sri Lanka Tamils defy ban on rebel memorial
- Anger as Afghan MPs halt women’s bill debate
- India says all issues ‘on the table’ on China PM’s visit
- Japanese switched-at-birth tale moves Cannes
- Pakistan adopts Chinese rival GPS satellite system
- Hong Kong launches first electric taxis
- Philippines rejects Taiwan ‘murder’ claims
- Yahoo Japan suspects 22m IDs stolen
- Lt. Gen. Scaparrotti picked to lead US forces in S.Korea
- Japan PM says shrine visits ‘natural’
- Pakistan mosque bombs kill 13: officials
- Aide to Japanese PM returns from North Korea
-
ลิงก์
- ศาสตร์และศิลป์ที่สอนในเมืองไทย
- SoClaimon.Facebook
- SootinClaimon.google
- DinPuiThai.google
- ChangChoice.Webs
- SoClaimon.blogspot
- Google แผนที่ตำบล 76 จังหวัด
- คำไทย:ThaiWords
- คำไทย:ThaiWords
- SoClaimon.Twitter
- แหล่งสรรพศาสตร์ศิลปวิทยาในเมืองไทย
- crystal-cream.com
- นพ. ต่อพงศ์ คล้ายมนต์
- Apichaya Claimon
- พญ.อภิชญา คล้ายมนต์
- ชมรมดินปุ๋ยบนเว็บ
- ตระกูล “คล้ายมนต์”
-
คลังเก็บ
- พฤษภาคม 2013 (1912)
- เมษายน 2013 (3184)
- มีนาคม 2013 (3832)
- กุมภาพันธ์ 2013 (3775)
- มกราคม 2013 (4245)
- ธันวาคม 2012 (4992)
- พฤศจิกายน 2012 (6067)
- ตุลาคม 2012 (5167)
- กันยายน 2012 (4160)
- สิงหาคม 2012 (6734)
- กรกฎาคม 2012 (4770)
- มิถุนายน 2012 (2887)
-
หมวดหมู่
- กรมวิชาการเกษตร-กสิกรรม
- กรมวิทยาศาสตร์บริการ
- กรมอุตุนิยมวิทยา
- ข้อมูลสมุนไพร
- คมชัดลึก
- ความรู้-ศัพท์
- Agrochemical
- ธาตุอาหารพืช
- ลักษณะขาดธาตุอาหารของพืช
- ศัพท์
- สถานการณ์พืชเศรษฐกิจ
- สรีรวิทยาของพืช
- หนังสือแนะนำ
- การใช้ปุ๋ยอินทรีย์กับพืชไร่เศรษฐกิจ
- การใช้ปุ๋ยเคมีในระบบปลูกพืชไร่
- คำแนะนำการใช้ปุ๋ยพืชไร่
- ปรับปรุงดินและใช้ปุ๋ยกับพืชไร่
- ปุ๋ยและการใช้ปุ๋ย
- พัฒนาคำแนะนำใช้ปุ๋ยพืชไร่
- สรุปงานวิจัยดินปุ๋ยพืชไร่ครั้งที่1
- Building Soils for Better Crops
- Fertilizer Best Management Practices
- Fertilizer Manual
- Fertilizers and their use
- Hydroponics: the complete guide to gardening without soil
- Micronutrients for Sustainable Production
- Plant Analysis Reference Procedures
- เกษตรอินทรีย์
- เศรษฐกิจพอเพียง
- Fertilizer news and articles
- Plant Nutrition
- Soil Taxonomy 2Ed.
- คำแนะนำด้านพืช
- คำแนะนำด้านสัตว์
- งานวิจัยดินปุ๋ย
- บ้านและสวน
- ผลิตภัณฑ์
- มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
- วารสารส่งเสริมการเกษตร
- สทท NBT
- สำนักข่าวอิศรา
- อสมท MCOT
- เดลินิวส์ออนไลน์
- เทคโนโลยีชาวบ้าน
- เส้นทางเศรษฐี
- แนวหน้า
- แผนที่
- โพสต์ทูเดย์
- ไทยพีบีเอส Thai PBS
- ไทยรัฐออนไลน์
- ไทยโพสต์
- BangkokPost
- Blog Stat
- FAO EcoCrop
- KU eMagazine
- NewCROP
- ThaiEurope
- The Nation
- Uncategorized
-
RSS
Entries RSS
Comments RSS












สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิก ประกาศว่าจะมอบเงินจำนวนทั้งสิ้น 214 ล้านยูโร หรือกว่า 260 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่นานาชาติเพื่อต่อสู้กับไข้หวัดนก ในที่ประชุมนานาชาติ International Donors Conference เพื่อป้องกันการระบาดของไข้หวัดนก ซึ่งมีขึ้น ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีนในวันที่ 17-18 มกราคม 2549 ที่ผ่านมา

