ผ่านทางThaiEurope.net – กรองยุโรปเพื่อไทย – CAP กับแผนการส่งเสริมเชิ้อเพลิงชีวภาพใน EU.
| CAP กับแผนการส่งเสริมเชิ้อเพลิงชีวภาพใน EU | ![]() |
![]() |
| Contributed by สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป | |
| Tuesday, 28 February 2006 | |
|
คณะกรรมาธิการยุโรปได้จัดทำรายงานเพื่อกำหนดแผนการส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพใน EU และมีประเด็นที่น่าสนใจ ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างแผนการส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ กับสถานการณ์การผลิตสินค้าเกษตรเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ (biofuel) ภายใต้นโยบายเกษตรร่วม (CAP) โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้ 1.รายงาน The Communication from Commission : An EU Strategy for Biofuel ของ EU ซึ่งกรรมาธิการยุโรปได้เสนอการปรับใช้แผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ โดยได้เสนอมาตรการต่างๆ เพื่อกระตุ้นการผลิตและการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพใน EU ซึ่งได้แก่ 1.1 การส่งเสริมอุปสงค์ของเชื้อเพลิงชีวภาพ EU จะมีการทบทวนแก้ไขกฎระเบียบเชื้อเพลิงชีวภาพ การส่งเสริมการผลิต second generation products (เช่น ligno-cullulosic ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพที่ทำมาจากฟางหรือเศษเหลือใช้จากสิ่งมีชีวิตหรือวัตถุดิบอินทรีย์) การสนับสนุนกฎหมายการใช้รถยนต์ที่สะอาดและมีประสิทธิภาพ เพื่อลดภาวะมลพิษ 1.2 การใช้ประโยชน์จากสิ่งแวดล้อม การศึกษาถึงประโยชน์สูงสุดของใช้เชื้อเพลิงชีวภาพและข้อจำกัดของเชื้อเพลิงชีวภาพในน้ำมันและดีเซล รวมถึงการเพาะปลูกวัตถุดิบที่ยั่งยืน
1.3 การพัฒนาและการกระจายภาคการผลิต กำหนดให้เชื้อเพลิงชีวภาพอยู่ในแผนพัฒนาชนบท และเพิ่มการตรวจสอบเพื่อทำให้ไม่เกิดการเลือกปฏิบัติ 1.4การขยายอุปทานของวัตถุดิบที่ใช้ผลิต การทำให้การผลิตน้ำตาลสำหรับไบโอเอธานอลได้รับการอุดหนุนภายใต้การช่วยเหลือพิเศษ “carbon credit” การประเมินความเป็นไปได้สำหรับการผลิตเชื้อเพลิงจากธัญพืชที่มีส่วนเหลือใช้จาการผลิต (เช่น ข้าวสาลี) การให้ข้อมูลต่างๆ แก่เจ้าของพื้นที่เกษตรและป่าไม้ และการศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้ผลผลิตที่ได้จากสัตว์ (animal by-product) และสิ่งเหลือใช้ที่สะอาด 1.5การส่งเสริมโอกาสทางการค้า การกำหนดแยกรหัสภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าเชื้อเพลิงชีวภาพเพื่อประโยชน์ทางการค้าและทำให้เกิดตลาดที่สมดุลใน EU รวมถึงการเสนอปรับแก้ไขมาตรฐานไบโอดีเซล 1.6การสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนา มาตรการช่วยเหลือกลุ่มประเทศที่มีข้อตกลงน้ำตาลกับ EU (ACP Sugar Protocol) ซึ่งได้รับผลกระทบจากการปฏิรูปน้ำตาลของ EU โดยสามารถใช้น้ำตาลผลิตเชื้อเพลิงไบโอทานอล รวมถึงการพัฒนาแผนงานการช่วยเหลือการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพในประเทศกำลังพัฒนา 1.7 การวิจัยและพัฒนา การสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ (ภายใต้กรอบแผนงาน ‘7th Framework Programme’) โดยเฉพาะในเรื่องแนวคิดการกลั่นไบโอ (bio-refinery) การค้นหาคุณค่าส่วนต่างๆ ของพืชทั้งหมด การลดต้นทุนค่าใช้จ่าย เป็นต้น 2. ข้อมูลเกี่ยวกับการสนับสนุนช่วยเหลือการส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ ภายใต้นโยบายเกษตรร่วม (Common Agriculture Policy = CAP) ของ EU สรุปได้ดังนี้ 2.1 การปรับนโยบายเกษตรร่วม เมื่อปี 2535 EU ได้มีนโยบายการลดการอุดหนุนด้านราคา และช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผลผลิตทางการเกษตรทั้งหมดของ EU เท่าที่จะเป็นไปได้ ทั้งสินค้าอาหาร อาหารสัตว์ และสินค้าเกษตรที่มิใช่เพื่อใช้เป็นอาหาร รวมถึงเชื้อเพลิงชีวภาพด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธัญพืช ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการผลิตไบโอเอธานอลของ EU อย่างไรก็ดี สำหรับการปฏิรูป CAP ใหม่ (CAP 2003) นั้น ระบบการอุดหนุนแบบ decoupling (การจ่ายอุดหนุนที่ไม่ขึ้นอยู่กับผลผลิต) ได้ช่วยสนับสนุนเกษตรกรให้สามารถมีพื้นที่เพาะปลูกเมล็ดพืชที่ให้พลังงานได้ โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดข้อกำหนดของการยกเลิกพื้นที่เพาะปลูก (set aside) ทั้งนี้ เนื่องจากพืชที่มิใช่เพื่อใช้เป็นอาหารบางชนิด (non-food) ต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดเรื่องการยกเลิกพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งได้นำมาปรับใช้ในปี 2535 โดยจำกัดการผลิตและลดการแทรกแซงทางด้านราคาเพื่อทำให้ตลาดสินค้าธัญพืชเกิดความสมดุล 2.2 นโยบายการช่วยเหลือพิเศษสำหรับพืชที่ให้พลังงาน มีการปรับใช้ในปี 2546 ได้กำหนดการช่วยเหลือเท่ากับ 45 ยูโรต่อเฮกตาร์ โดยมีพื้นที่สูงสุดไม่เกิน 1.5 ล้านเฮกตาร์ และจากการ ปฎิรูปน้ำตาล (เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2549) ได้มีการตกลงให้การปลูกพืชบีทน้ำตาลสำหรับการผลิตไบโอเอธานอล จะยังคงได้รับการยกเว้นจากการจำกัดโควตาการผลิตและได้มีการเสนอให้เกษตรกรการปลูกพืชบีทน้ำตาลมีสิทธิได้รับการช่วยเหลือเช่นเดียวพืชที่ให้พลังงานชนิดอื่น ทั้งในบริบทของการจำกัดพื้นที่ยกเลิกเพาะปลูกและการจ่ายอุดหนุน และในปี 2549 เป็นปีแรกที่ได้มีการเสนอการแทรกแซงทางด้านราคาของข้าวเรย์สำหรับการผลิตไบโอเอธานอล ด้วย 2.3 ภายใต้นโยบายการพัฒนาชนบท ได้มีการสนับสนุนการลงทุนการผลิตพลังงานชีวมวล (biomass) ซึ่งจะรวมถึงเชื้อเพลิงชีวภาพด้วย การยกเว้นภาษีที่อยู่ในรูปแบบการช่วยเหลืออย่างเป็นทางการหรือการสนับสนุนอื่นๆ จากภาครัฐของประเทศสมาชิก รวมถึงกองทุนต่างๆ ที่ได้สนับสนุนทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น the European Regional Development Fund (โดยเฉพาะในเขตชนบทในยุโรปกลางและตะวันออก) 3.ขณะที่ EU ได้มีประกาศแนวทางในการสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพมากขึ้นนั้น กลุ่มนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้ออกมาเตือนว่า การสนับสนุนการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพใน EU จะต้องไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือทำลายระบบนิเวศน์ (เช่น การทำลายป่า การเร่งใช้สารปราบศัตรูพืช) และควรจะมีการบังคับการใช้ใบรับรองสิ่งแวดล้อม (eco-certification) สำหรับเชื้อเพลิงชีวภาพทั้งหมด ทั้งนี้ ปัญหาที่สำคัญคือ ประเทศในแถบเอเชียได้มีการทำลายความสมดุลของป่าทึบ (rainforest) ในแถบเส้นศูนย์สูตรเพื่อพยายามที่จะทำให้เกิดประโยชน์โดยการขยายกิจการที่รุ่งเรืองของการเพาะปลูกปาล์มน้ำมัน อย่างไรก็ตาม EU จะมีการทบทวนกฎระเบียบเชื้อเพลิงชีวภาพ โดยจะตรวจสอบความเป็นไปได้ของมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพของ EU ทั้งหมดด้วย จากการตรวจสอบและรายงานของ EU พบว่าประเทศสมาชิกต่างๆ ยังมีการใช้พลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพที่ห่างไกลจากเป้าหมายของ EU ที่กำหนดไว้ ซึ่ง EU ได้กำหนดให้เชื้อเพลิงชีวภาพในการขนส่งจะต้องมีสัดส่วนเท่ากับ 2% ของการใช้พลังงานทั้งหมด และในปี 2553 เท่ากับ 5.75% (รายละเอียดอื่นๆ ตามบันทึกที่ 05008/334 ลงวันที่ 6 มิถุนายน 2548) ดังนั้น ขณะนี้กรรมาธิการยุโรปได้เสนอแผนยุทธศาสตร์เชื้อเพลิงชีวภาพใหม่ เพื่อกระตุ้นให้มีการผลิตและใช้เชื้อเพลิงชีวภาพตามให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ อย่างไรก็ดีหากทาง EU มีมาตรการสนับสนุนนโยบายการผลิตและการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ และบังคับให้ประเทศสมาชิกต้องปฎิบัติตาม จะมีผลต่อการเพิ่มอุปทานของวัตถุดิบเกษตรที่เกี่ยวข้องมากขึ้น ทั้งนี้ จากรายงานวิเคราะห์ใน EU ได้ประเมินว่า หากต้องมีการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพเท่ากับ 10% ของเชื้อเพลิงเพื่อการขนส่งทั้งหมด เฉพาะใน EU-15 จะต้องใช้พื้นที่ของธัญพืช เมล็ดพืช และพืชบีท ในปัจจุบันประมาณ 70% ทั้งนี้ ผลผลิตของ EU ทั้งหมดมีสัดส่วนเพียงครึ่งของการเพิ่มอุปสงค์เชื้อเพลิงชีวภาพ ตามที่ EU ได้กำหนดไว้ และปัญหาสำคัญคือ ต้นทุนการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ (ทั้งเชื้อเพลิงชีวภาพและวัตถุดิบที่ใช้การผลิต) ในประเทศอื่นๆ มีราคาถูกกว่า ดังนั้น อาจจะต้องมีการนำเข้าเชื้อเพลิงชีวภาพ หรือนำเข้าวัตถุดิบที่ใช้สำหรับขบวนการผลิตภายใน EU ซึ่งในปัจจุบัน EU ผลิตดีเซลชีวภาพมากกว่าเอธานอลชีวภาพ ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวสรุปว่า การขยายตัวของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพของ EU ซึ่งได้มีการชี้ให้เห็นถึงประโยชน์มากมายที่จะเกิดขึ้นในภาคเกษตรของ EU นั้น แต่อันที่จริงแล้ว ดูเหมือนว่าประโยชน์ที่อ้างว่าจะได้รับเพิ่มขึ้น กลายเป็นประโยชน์สำหรับประเทศที่สามอื่นๆ มากกว่า การกำหนดยุทธศาสตร์หรือนโยบายการส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพของ EU นอกเหนือจากเพื่อลดปัญหาในเรื่องราคาน้ำมันที่สูงขึ้น (ลดความจำเป็นที่ต้องขึ้นอยู่กับเชื้อเพลิงประเภทฟอสซิล) การบรรลุเป้าหมายการลดการแพร่กระจายก๊าซที่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจกแล้ว ในภาคเกษตรนั้น จะส่งผลต่อการช่วยเหลือเกษตรกรให้ยังคงอาชีพเกษตรกรรมได้ต่อไป (เมื่อการอุดหนุนสินค้าบางประเภทต้องลดลงตามข้อผูกพันของ WTO) และก่อให้เกิดโอกาสใหม่หรือการสร้างงานในพื้นที่ชนบทสำหรับการปลูกพืชเพื่อผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ รวมทั้ง ยังช่วยลดภาระในส่วนของงบค่าใช้จ่ายของนโยบายเกษตรร่วม และปัญหาสินค้าที่มีส่วนเกินมากมายในตลาด EU (เช่น ข้าวสาลี ไวน์ เพื่อใช้ทำไบโอธานอล) ซึ่ง EU ต้องจ่ายช่วยเหลือในการอุดหนุนส่งออกเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ยุทธ-ศาสตร์เชื้อเพลิงชีวภาพดังกล่าว อาจจะช่วยแก้ปัญหาผลกระทบของการปฏิรูปน้ำตาลที่ต้องจำกัดการผลิต (ทั้งจากประเทศสมาชิก EU และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ EU รับซื้อหรือให้การช่วยเหลือ) อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ต้นทุนการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพยังเป็นอุปสรรคที่สำคัญ ซึ่งนอกเหนือจากทาง EU จะเร่งหามาตรการช่วยเหลือในการลดภาษีทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคแล้ว ขณะนี้ ทาง EU กำลังเร่งศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ (ซึ่งขณะนี้ EU เป็นผู้นำการผลิตไบโอดีเซล และรายงานของ EU ชี้ว่า ขบวนการผลิต second-generation ของ EU ได้มีความก้าวหน้าเป็นอย่างดี) เพื่อทำให้สามารถแข่งขันได้ทั้งกับราคาน้ำมันฟอสซิลและน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพอื่นๆ จากประเทศที่สาม ทั้งนี้ ฝ่ายไทยควรให้ความสำคัญและศึกษารายงานยุทธศาสตร์การส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพของ EU และการพัฒนาการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพของ EU เพื่อนำประโยชน์มาปรับใช้กับการผลิตพืชเกษตรที่ให้พลังงานของไทย รวมถึงการขยายโอกาสส่งออกสินค้าพืชที่อาจใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพใน EU ในอนาคตต่อไป |












สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิก ประกาศว่าจะมอบเงินจำนวนทั้งสิ้น 214 ล้านยูโร หรือกว่า 260 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่นานาชาติเพื่อต่อสู้กับไข้หวัดนก ในที่ประชุมนานาชาติ International Donors Conference เพื่อป้องกันการระบาดของไข้หวัดนก ซึ่งมีขึ้น ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีนในวันที่ 17-18 มกราคม 2549 ที่ผ่านมา