ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน ปุ๋ย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ปลาช่อนทะเล 2011/07/30

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 6:04 am

http://www.ku.ac.th/e-magazine/dec50/agri/DPPH.htm.

       อีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจติดตามในฉบับนี้ ทีมงานเกษตรศาสตร์ก้าวหน้า ก็ได้หิ้วกล้องสพายเทปไปที่กรมประมงเพื่อติดตามถามข้อมูล จากรองอธิบดีกรมประมง นิวัติ สุธีมีชัยกุล เกี่ยวกับ “ช่อนทะเล” ปลาเศรษฐกิจที่น่าจับตามอง และเมื่อไปถึงท่านก็ได้กล่าวต้อนรับและถามไถ่ที่มาของการมาพบปะในวันนี้ ซึ่งทีมงานก็ได้ชี้แจงแถลงความตามประสาชาวรั้วนนททรีด้วยกันเอง ซึ่งก็ถือเป็นช่วงเวลาดีดี ที่ทีมงานได้โอกาสเข้าพบ เนื่องจากท่านรองฯ เองนั้นก็มีภารกิจมากพอสมควรทีเดียว ที่จะต้องเร่งรีบปฎิบัติ ดังนั้นเพื่อรักษาเวลาเราจึงต้องเข้าประเด็นเรื่องถาม

       ความเป็นมาของ ช่อนทะเล ปลาเศรษฐกิจที่น่าจับตามอง

       ท่านรองฯ นิวัติ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ปลาช่อนทะเลเป็นปลาที่พบทั่วไปในทะเลเขตร้อนและเขตอบอุ่น และที่สำคัญปลาชนิดนี้สามารถพบได้ในธรรมชาติของประเทศไทยด้วย และประกอบกับที่ได้เห็นถึงการตลาด คือเมื่อประมาณ 2549 จากที่ได้ไปดูงานที่บรัสเซล ประเทศเบลเยี่ยม ซึ่งได้จัดงานแสดงรวมร้านค้าอาหารทะเลสดต่างๆ และจริงๆ แล้วที่ไปนั้นก็เพราะไปดูเรื่องของกุ้งมากกว่า เนื่องจากดำรงตำแหน่งมิสเตอร์กุ้งของประเทศไทย และในที่ไปนั้นเองก็ได้เห็นว่ามีร้านค้าหนึ่งของไต้หวันได้นำปลาช่อนทะเลทาแสดงและขายในตลาดบรัสเซล ตรงนั้นจึงเป็นที่มาของความสนใจ เพราะแสดงว่าปลาช่อนทะเลนั้นสามารถเป็นตลาดทั้งภายในประเทศและยังค่อนข้างเป็นที่นิยมของตลาดสากลอีกด้วย

       หลังจากนั้นเมื่อกลับมาแล้วท่านเองก็ได้ดูรายการสารคดีหนึ่งในเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีการผลิตปลาช่อนทะเลของประเทศต่างๆ ท่านรองฯ นิวัติได้กล่าวว่า จากที่ดูสารคดีนี้เองทำให้เกิดแนวคิด โดยเห็นว่าประเทศไทยเราก็น่าจะสามารถเพาะเลี้ยงปลาช่อนทะเลได้ จึงได้เริ่มเดินทางไปตาม จังหวัดและศูนย์สถานีวิจัยต่างๆ เพื่อการรวบรวมข้อมูลการศึกษาค้นคว้าที่เกี่ยวข้องและที่น่าสนใจก็คือ พบว่าปลาช่อนทะเลนี้เองมีการเจริญเติบโตที่รวดเร็วมาก โดยทั่วไปใน 1 ปี จะเจริญเติบโตได้ถึง ประมาณ 5 – 7 กิโลกรัม

       และนอกจากนี้ที่ผ่านมาในช่วงปี 2548 นั้นเอง ทางกรมประมงก็ได้มีการดำเนินงานวิจัยใน โครงการนำร่องการเพาะเลี้ยงปลาในกระชังขนาดใหญ่โดยรัฐบาลนอร์เวย์ให้การสนับสนุนไทย ซึ่งทางกรมประมงก็ได้เลือกทดลองเลี้ยงปลาช่อนทะเลเพื่อศึกษาข้อมูลต่างๆ ให้ชัดเจนมากขึ้น เพื่อจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่ในการประกอบอาชีพสำหรับขาวประมงไทยต่อไป

       แหล่งที่เหมาะสมในการเลี้ยงปลาช่อนทะเล

       สำหรับเรื่องนี้ ท่านรองฯ นิวัติ กล่าวว่า เนื่องจากปลาช่อนทะเลเป็นปลาที่เจริญเติบโตได้รวดเร็วมาก ซึ่งเมื่อเทียบกับการเลี้ยงปลากระพงหรือปลาเก๋าโดยในเวลา 1 ปี ถ้าเลี้ยงปลากระพงจะเติบโตได้ประมาณ 6 – 7 ขีด แต่ถ้าเลี้ยงปลาช่อนทะเลจะสามารถเติบโตได้ถึงประมาณ 5 – 7 กิโลกรัมทีเดียว และการที่เจริญเติบโตได้รวดเร็วมากมายขนาดนี้จึงมีความต้องการสูงมากในเรื่องของ ออกซิเจนในแหล่งน้ำและความเค็มของน้ำต้องอยู่ในระดับที่เป็นน้ำเค็มไม่ใช่น้ำกร่อย ซึ่งก็เป็นอีกข้อจำกัดหนึ่ง เพราะฉะนั้นแหล่งที่เลี้ยงต้องเป็นปากแม่น้ำที่มีความเค็มค่อนข้างสูงหรือตามเกาะ ต่างๆ ที่มีพื้นที่เลี้ยงสัตว์น้ำอยู่

       และในปัจจุบันเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาที่อ่าวสนจังหวัดระยอง ก็ได้มีการเลี้ยงปลาช่อนทะเลกัน ซึ่งที่อ่าวสน นั้นจะมีเขื่อนกันคลื่น ตรงนั้นจะเป็นพื้นที่ที่มีความเค็มของน้ำปกติที่เดียวคือประมาณ 30 – 32 pbt โดยทั่วไปแล้วในพื้นที่การเลี้ยงปลาในกระชังใน 23 จังหวัดชายทะเลของบ้านเรานั้นก็สามารถเลี้ยงปลาช่อนทะเลได้แต่ต้องเลือกพื้นที่ที่อยู่ในบริวเณที่ไม่มีผลกระทบของมรสุมและมีความเค็มของน้ำที่พอเหมาะ ปลอดมลพิษจากบ้านเรือนที่อยู่อาศัย

       อาหารที่เลี้ยงปลาช่อนทะเล

       ท่านรองฯนิวัติ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า อาหารที่ใช้เลี้ยงปลาช่อนทะเลนับเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญ เนื่องจากอัตราการเจริญเติบโตของปลาช่อนทะเลนั้นมีปริมาณค่อนข้างสูงมาก ดังนั้นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญก็คืออาหารที่ใช้เลี้ยง โดยอาหารที่ใช้เลี้ยงปลาช่อนทะเลนั้นจะต้องมีปริมาณไขมันไม่น้อยกว่า 7 – 10 เปอร์เซ็นต์ ของปริมาณอาหาร ซึ่งนับว่าสูงมากกว่าอาหารที่ใช้เลี้ยงปลาชนิดอื่นทั่วๆ ไป ซึ่งมีปริมาณไขมันเพียง 3.4 – 3.5 เปอร์เซ็นต์ ของปริมาณอาหารเท่านั้นเอง และทางกรมประมงก็ได้แจ้งกับทางสมาคมอุตสาหกรรมอาหารสัตว์น้ำให้ทราบว่ากรมประมงจะมีการพัฒนาเรื่องการเลี้ยงปลาช่อนทะเล ซึ่งทางในเรื่องนี้ทางสมาคมอุตสาหกรรมสัตว์น้ำคงต้องมีการปรับตัว เนื่องจากเกษตรกรผู้เลี้ยงไม่สามารถทำอาหารที่ใช้เลี้ยงปลาช่อนทะเลที่มีเปอร์เซ็นต์ไขมันและโปรตีนในอาหารที่ปริมาณค่อนข้างสูง ซึ่งต่างจากอาหารที่ใช้เลี้ยงสัตว์น้ำโดยทั่วไปได้ และขณะนี้ก็ได้มีประมาณ 3 – 4 บริษัท ที่ได้มาพบและขอคำปรึกษาแนะนำจากกรมประมงแล้ว และกรมประมงก็ได้นำแนวคิดปริมาณเปอร์เซ็นต์ของไขมันและโปรตีนของอาหารที่ใช้เลี้ยงปลาช่อนทะเลในกระชังในโครงการที่ได้ร่วมมือกับทางรัฐบาลนอร์เวย์ ที่จัวหวัดภูเก็ต มาเป็นข้อมูลสำหรับการผลิตอาหารเลี้ยงปลาช่อนทะเลให้เกษตรกรต่อไป

       การส่งเสริมแนวทางการพัฒนาและการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเลี้ยงปลาช่อนทะเลของกรมประมง

       ในเรื่องของการส่งเสริมและแนวทางการพัฒนาการเลี้ยงปลาช่อนทะเลนั้น ท่านรองฯ นิวัติ กล่าวว่า จำเป็นที่จะต้องมองในเรื่องของการตลาดเป็นเสาหลักธงนำ เพราะการที่จะพัฒนาส่งเสริมอะไรให้เกษตรกรนั้นเรื่องของการตลาดและแนวโน้มการตลาดต้องไปได้ก่อน ประกอบกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีต้องสามารถให้เกษตรกรทำได้จริงในเชิงการค้า ซึ่งปลาช่อนทะเลนั้นก็อยู่ในข่ายที่สามารถพัฒนาส่งเสริมให้กับเกษตรกรได้ เพราะ นอกจากจะสามารถทำตลาดในประเทศแล้ว ยังสามารถทำตลาดสากลได้ด้วย โดยเฉพาะญี่ปุ่น ไต้หวัน และกลุ่มสหภาพยุโรป ปรือ อียู ในขณะเดียวกันราคาจำหน่ายก็ยังมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 90 – 120 บาทอีกด้วย

       และนอกจากนี้การที่จะดำเนินงานส่งเสริมและพัฒนาให้สำเร็จโดยเร็วรวดเร็วนั้นท่านรองฯ นิวัติ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ก็มีความจำเป็นที่ต้องประสานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ยกตัวอย่างเช่น ในเรื่องของอาหารที่ใช้เลี้ยงปลาช่อนทะเลนั้น ก็ได้มีการประชุมหารือกับสมาคมอุตสาหกรรมอาหารสัตว์น้ำตามที่ได้กล่าวมาแล้ว และในส่วนของการส่งเสริมด้านการตลาดก็ได้มีการปรึกษาหารือกับทางสมาคมแช่เยือกแข้ง และสำหรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีนั้น ทางกรมประมงก็มีข้อมูล ความรู้ต่างๆ จากการค้นคว้า วิจัยและมีนักวิชาการของกรมประมงที่สามารถให้คำปรึกษาแนะนำได้ซึ่งเกษตรกรผู้สนใจสามารถขอข้อมูลและความรู้ในเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับการเลี้ยงปลาช่อนทะเลได้กับกรมประมง

    

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 28 ธันวาคม 2550
 

ม.เกษตร พัฒนาผู้ประกอบการ SME สู่ระบบ HACCP 2011/07/30

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 6:01 am

http://www.ku.ac.th/e-magazine/dec50/agri/HACCP.htm.

       รองศาสตราจารย์วุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ลงนามสัญญา “โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตอาหารระดับ SME เตรียมเข้าสู่ระบบ HACCP (Hazzrd Analysis Control Point) หรือ Pre – HACCP กับ ดร.ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2550 ณ อาคารสารนิเทศ 50 ปี

       โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตอาหารระดับ SME เตรียมเข้าสู่ระบบ HACCP เป็นโครงการที่ทางกระทรวงอุตสาหกรรม ได้มีนโยบายในการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารไทย เพื่อยกระดับและแก้ไขปัญหาในการผลิตอาหารให้ได้มาตรฐานและมีคุณภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งอุตสาหกรรมอาหารของประเทศต้องได้รับการพัฒนาเป็นอย่างยิ่ง เพราะมีผลต่อการบริโภคของคนในประเทศและการส่งออกไปต่างประเทศด้วย ดังนั้น การพัฒนาศักยภาพของผู้ผลิตอุตสาหกรรมอาหารหรือผู้ประกอบการระดับ SME ให้สามารถพัฒนาตนเองเข้าสู่กรอบการประกันความปลอดภัยอาหารภายใต้ระบบ Hazard Analysis Control Point (HACCP) ซึ่งเป็นระบบประกันความปลอดภัยอาหารที่มีประสิทธิภาพเหมาะสมที่สุดสำหรับการผลิตอาหารของประเทศขณะนี้

       ดร.วารุณี วารัญญานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะหัวหน้าโครงการฯ ได้กล่าวว่า โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตอาหารระดับ SME เตรียมเข้าสู่ระบบ HACCP เกิดขึ้นได้จากการผลักดันของ ดร.กนิษฐา กาญจนจารี ที่ปรึกษาอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ดำเนินการโครงการดังกล่าว ซึ่งเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์กับโรงงานอุตสาหกรรมอาหาร ที่ต้องผลิตอาหารให้ปลอดภัย ทั้งนี้ได้มอบให้ศูนย์ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมอาหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (KU-FIRST) เป็นผู้ดำเนินการโครงการ ภายใต้งบประมาณจำนวน 40 ล้านบาท จากสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อจัดทำหลักสูตรการอบรม “ระบบการจัดการคุณภาพความปลอดภัยเตรียมความพร้อมสู่ระบบ HACCP หรือ Pre-HACCP ” รวมทั้งให้คำปรึกษาในฐานะพี่เลี้ยงทางวิชาการ ตามโรงงานผลิตหรือ “on-site consultation” แก่อุตสาหกรรมระดับ SME ใน 6 กลุ่ม คือ อาหารบรรจุในภาชนะปิดสนิท อาหารแห้งและกึ่งแห้ง อาหารแช่เย็น เครื่องดื่มและเครื่องปรุงรส โดยเป้าหมายที่จะพัฒนาศักยภาพของบุคคลผู้เกี่ยวข้องการผลิตอาหารให้เข้าใจและสามารถประยุกต์ทฤษฎีลงสู่การปฏิบัติจริงได้ โดยมีโรงงานผลิตอาหารระดับ SME กว่า 600 โรงงาน พร้อมที่จะพัฒนาตนเองเพื่อยื่นขอระบบ HACCP ได้ภายใน 2 ปี ตามที่โครงการตั้งเป้าหมายไว้และโรงงานที่เข้าร่วมและผ่านการประเมินจากคณะกรรมการฯ จะได้รับเครื่องหมาย NFI STAR จากสถาบันอาหาร อันเป็นเครื่องหมายแสดงถึงศักยภาพและความสามารถเพื่อพัฒนาเข้าสู่ระบบ HACCP ทั้งยั้งได้มีโอกาสได้รับการสนับสนุนสินเชื่อจากแหล่งทุน เช่น SME Bank เพื่อปรับปรุงโรงงานให้เข้าสู่ระบบมาตรฐานคุณภาพความปลอดภัยของอาหาร อันจะนำไปสู่การพัฒนาความเติบโตของโรงงานต่อไป

       ปัจจุบันมีโรงงานที่ผ่านการตรวจประเมินและได้รับการรับรอง HACCP มีเพียง 700 โรง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่เพื่อการส่งออก ในขณะที่โรงงานอุตสาหกรรมอาหารทั้งหมดกว่า 9,000 โรงงานที่ผลิตอาหารจำหน่ายแก่คนทั้งประเทศ ส่วนใหญ่ยังไม่มีระบบประกันคุณภาพความปลอดภัย HACCP และเป็นโรงงานที่มีผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME จึงจำเป็นที่ต้องได้รับความรู้ความเข้าใจในการผลิตอาหารให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น และต้องผลักดันให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่ม SME เข้าสู่มาตรฐาน HACCP โดยเร็ว

       โรงงานอุตสาหกรรมระดับ SME ที่สนใจเข้าร่วมโครงการดังกล่าว ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมอาหาร (KU-FIRST) สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทร. 0-2942-7990 และ 0-2942-8629 – 35 หรือ e-mail : ifrcch@ku.ac.th

      

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 28 ธันวาคม 2550
 

ข้าวแกงทอด กึ่งสำเร็จรูปชนิดแช่แข็ง 2011/07/30

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 5:57 am

http://www.ku.ac.th/e-magazine/dec50/agri/KURU-San.htm.

       ”KURU-San” (Kasetsart University Research Unit) ผลงานของนักวิจัยสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารชนะเลิศนวัตกรรมข้าวไทย รับโล่พระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกโดยมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)

       น.ส.เพลินใจ ตังคณะกุล นักวิจัยจากสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และคณะวิจัย เผยว่า “KURU-San” เป็นข้าวแกงทอดกึ่งสำเร็จรูปชนิดแช่แข็ง ที่เกิดจากแนวคิดของทีมวิจัยที่ต้องนำอาหารง่ายๆ ที่คนไทยนิยมรับประทานมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของคนไทยในยุดเร่งรีบได้และต้องเป็นสูตรอาหารที่คนทุกวัยสามารถรับประทานได้ด้วย ใช้เวลาคิดสูตรและดัดแปลงนานร่วม 8 เดือน “KURU-San” ผลิตภัณฑ์ข้าวแกงทอดเป็นข้าวแกงจานด่วนที่มีคุณค่าทางสุขภาพเนื่องจากมีคุณสมบัติต้านสารอนุมูลอิสระซึ่งได้จากสมุนไพรไทยและยังเป็นการเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคที่ต้องการความสะวกรวดเร็วในารปรุงอาหาร เป็นผลงานนวัตกรรมข้าวไทยที่มีส่วนประกอบหลักคือ ข้าวหอมมะลิหรือข้าวเหนียว มีสมุนไพรและเครื่องเทศปรุงแต่งกลิ่น รสชาติ ให้มีกลิ่นอายของอาหารไทย ซึ่งข้าวแกงทอดที่ผลิตในขั้นแรกนี้มี 4 สูตร คือ สูตรเครื่องแกงเหลือง สูตรเครื่องแกงเขียวหวาน สูตรข้าวหมก แลพสูตรแกงคั่ว ทั้งนี้ผลงานนวัตกรรมดังกล่าวสามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้แก่ผู่ประกอบการและขยายสู่แารผลิตเชิงพาณิชย์หรือพัฒนาเป็นสินค้าส่งออกได้

       ข้าวแกงทอดมีคุณค่าทางโภชนาการ คือ มีปริมาณโปรตีน 5 – 9 กรัม /100 กรัม ปริมาณไขมัน 13 – 17 กรัม /100 กรัม ปริมาณคาร์โบไฮเดรตอยู่ ในช่วง 70 – 80 กรัม /100 กรัม มีกากใย ระหว่าง 0.65 – 1.19 กรัม /100 กรัม และให้พลังงานอยู่ในช่วง 454.73 – 474.83 กิโลแคลอรี่ การผสมสมุนไพรและเครื่องเทศ ร้อยละ 10 – 37 จากการวิเคราะห์พบว่า ข้าวแกงทอดทั้ง 4 สูตร มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระอยู่ในช่วง 8.78 – 13.04 มิลลิกรัม วิตามินซีเปรียบเทียบ /100 กรัมอาหาร และมีปริมาณของสารฟินอลิคมีค่าระหว่าง 30.80 – 51.22 มก. กรดแกลลิคเปรียบเทียบ / 100 กรัมอาหาร ซึ่งประโยชน์และสารอาหารดังกล่าวทำให้ข้าวแกงทอดเหมาะที่จะนำมารับประทานเป็นอาหารมื้อหนึ่งมื้อใดได้อย่างมีคุรค่าต่อสุขภาพ สำหรับขั้นตอนการปรุงข้าวแกงทอด เริ่มจากการนำข้าวสุก(ข้าวเหนียวหรือข้าวเจ้า) มาผัดกับเครื่องแกง แล้วนำไปขึ้นรูปเป็นชิ้นกลมแบน ชุบแป้งสำหรับทอด คลุกเกร็ดขนมปังแล้วนำไปทอดกึ่งสุก ที่อุณหภูมิ 150 องศาเซลเซียส เป็นเวลานาน 30 วินาที ทิ้งไว้ให้เย็นและบรรจุในถุงไนลอนนำไปแช่เยือกแข็งที่อุณหภูมิ -18 องศาเซลเซียส เพื่อพร้อมนำมาทอดรับประทานตามต้องการ

       ขนมเบื้องนนทรี ได้รับรางวัลชมเชยในการประกวดนวัตกรรมข้าวไทย เฉลิมพระเกียรติ ประจำปี 2550 ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกโดยมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)

       ขนมเบื้องนนทรี สูตรจากแป้งข้าวเจ้าผสมข้าวกล้องเพื่อสุขภาพ คงความกรอบได้นานเหมาะส่งขายต่างประเทศ ชูสรรพคุณของสมุนไพรไทย และประโยชน์ด้านโภชนาการจากผัก ผลไม้ทีให้วิตามิน เกลือแร่ และโปรตีน ผลงานวิจัยของทีมนิสิตคณะอุตสาหกรรมเกษตร มก. ได้รับรางวัลชมเชยจากการประกวดนวัตกรรมข้าวไทย เฉลิมพระเกียรติ อีกหนึ่งรางวัล

       ทีมนิสิตภาควิชาพัฒนาผลิตภัณฑ์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร ประกอบด้วย น.ส.ฤทัยวรรณ ฤาชัย น.ส.สุพิชา กระจ่างเมธีกุล น.ส.สุมาภรณ์ บุญหล้า นายนที พฤฒิกุล และนายสิทธิพจน์ มาโนช โดยมี รศ.ดร.กมลวรรณ แจ้งชัด เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ทีมงานที่ทำการพัฒนาสูตรขนมเบื้องนนทรี กล่าวว่า ขนมเบื้องนนทรี เป็นขนมไทยที่มีส่วนผสมของแป้งซึ่งทำจากแป้งข้าวเจ้าผสมแป้งข้าวกล้อง 100% และได้นำวัตถุดิบทางการเกษตรของไทยมาเป็นส่วนผสมของไส้ขนมและครีม โดยมีวัตถุดิบหลักๆ คือ ผักโขม ใบเตย เห็ดนางฟ้า มะม่วง เปลือกส้ม มะนาวผง และถั่วทอง ได้พัฒนาสูตรออกมา 2 รสชาติ คือ รสเห็ดผักโขมครีมใบเตย และรสผลไม้รวใ ขนมเบื้องนนทรีนี้เหมาะสำหรับรับประทานเป็นอาหารว่างไทย ทั้งบริโภคในประเทศและเพื่อการส่งออกขายต่างประเทศ เผยแพร่ถึงเอกลักษณ์ของอาหารไทยที่มีความประณีต งดงาม มีลักษณะเฉพาะตัว แต่จุดขายสำคัญคือ ขนมเบื้องนนทรีมีคุณค่าทางโภชนาการทั้งวิตามิน เกลือแร่จากข้าวกล้อง สนุมไพร ผัก และผลไม้ และยังได้รับโปรตีนจากถั่วทอง อีกด้วย

       รศ.ดร.กมลวรรณ แจ้งชัด อาจารย์ที่ปรึกษา ประจำภาควิชาพัฒนาผลิตภัณฑ์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ก่อนที่จะมาเป็นนวัตกรรมขนมเบื้องนนทรี ทีมนิสิตได้ใช้ขั้นตอนการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างมีระบบเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ใหม่มีโอกาสประสบความสำเร็จทางการตลาดและเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค โดยใช้กระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เริ่มจากการกำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ การสร้างแนวความคิดผลิตภัณฑ์ การคัดเลือกแนวความคิดผลิตภัณฑ์ การพัฒนาและการทดสอบแนวความคิดผลิตภัณฑ์ และการทดสอบผลิตภัณฑ์ ก่อนที่จะทดสอบขยายขขนาดการผลิตเพื่อทดสอบตลาด ซึ่งในกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ นี้ นิสิตได้มีโอกาสฝึกฝน ทดลองและนำเอาทฤฎีที่ได้เรียนมาประยุกต์ใช้จริง เช่น การอภิปรายกลุ่ม การะดมสมอง การวิเคราะห์ความต้องการของผู้บริโภค การศึกษาความเป็นได้ของผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ยังมีการใช้เทคนิดทางสถิติในการวางแผนการทดลองเพื่อพัฒนาสูตรและกรรมวิธีการผลิต มีการประเมินคุรภาพผลิตภัณฑ์ด้านตางๆ เช่น ประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัส วิเคราะห์คุณภาพทางกายภาพ วิเคราะห์คุรภาพทางเคมีและทางโภชนาการ จนท้ายสุดสามารถพัฒนาขนมเบื้องนนทรีที่มีจุดเด่นไม่เหมือนผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดและสามารถผลิตได้จริงโดยมีคุณภาพได้มาตรฐานปลอดภัย และเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค

    

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 28 ธันวาคม 2550
 

หลักการออกแบบระบบน้ำแก่พืช แบบฉีดฝอย ตอนที่ 3 2011/07/30

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 5:54 am

http://www.ku.ac.th/e-magazine/dec50/agri/water3.htm.

       การคำนวณหาขนาดท่อและความดันสูญเสีย

       เกณฑ์ที่ใช้กำหนดขนาดและความยาวของท่อ คือ เกณฑ์ 20 % ซึ่งกล่าวว่า การแปรผันของความดันในท่อแขนง ซึ่งประกอบด้วยความดันสูญเสียและความแตกต่างของระดับ จะต้องไม่เกิน 20 % ของความดันของหัวจ่ายที่เลือกใช้ ในกรณีที่เกิน 20 % ต้องกำหนดขนาดท่อให้ใหญ่ขึ้น หรือ ลดความยาวของท่อลง การที่ความดันของหัวสปริงเกอร์ต้องแตกต่างกันไม่เกิน 20 % ก็เพื่อทำให้อัตราการไหลของน้ำที่ออกจากหัวสปริงเกอร์ต้องแตกต่างกันไม่เกิน 10 % ซึ่งจะทำให้น้ำมึความสม่ำเสมอ

       น้ำที่ไหลผ่านท่อจะเกิดการสูญเสียความดัน ความดันของน้ำต้นทางจะสูงกว่าปลายทางเสมอ ดังนั้น หัวสปริงเกอร์ที่อยู่ใกล้กับปากท่อก็จะมีความดันสูงกว่าปลายทาง ในกรณีที่มีหัวสปริงเกอร์หรือจุดที่น้ำออกมากกว่า 2 หัว มักจะใช้ตัวคูณ คูณกับความดันสูญเสียที่คำนวณได้ กล่าวคือ

       ถ้ามีจุดที่น้ำออก 2 จุด ตัวคูณ = 0.5

       ถ้ามีจุดที่น้ำออกมากกว่า 2 จุด ตัวคูณ = 0.4

       สำหรับการคำนวณหาความดันสูญเสียนั้น มักจะใช้สูตรซึ่งขึ้นอยู่กับขนาดและชนิดของท่อ รวมทั้งอัตราของน้ำที่ไหลผ่านท่อ แต่เพื่อความสะดวกก็สามารถหาได้จาก ตารางต่อไปนี้

       ตารางแสดง ความดันสูญเสียของน้ำที่ไหลในท่อพีวีซี ชั้น 8.5 ขนาด 1/2 , 3/4,1,1 1/4 นิ้ว

       ตารางแสดง ความดันสูญเสียของน้ำที่ไหลในท่อแอลดีพีอี ชั้น 2.5 ขนาด 16, 20, 25 ม.ม.

       ความเร็วของน้ำในท่อ ไม่ควรเกิน 2 เมตร/วินาที ถ้าเกินจะเป็นการไหลแบบอลหม่าน ซึ่งจะเกิดการสูญเสียความดันมาก ดังนั้น จึงกำหนดความเร็วสำหรับการคำนวณไว้ดังนี้

       1.5 เมตร/วินาที สำหรับความยาวท่อไม่เกิน 1,000 ม.

       1 เมตร/วินาที สำหรับความยาวเกิน 1,000 ม.

       การคำนวณหาขนาดของท่อ และความดันสูญสีย จะต้องเริามจากหัวสปริงเกอร์หัวสุดท้ายที่อยู่ในแปลงที่ไกลที่สุด โดยการคำนวณหาขนาดท่อแขนง ท่อเขาควาย ท่อรองประธาน ท่อประธาน กลับไปสู่จุดติดตั้งเครื่องสูบน้ำ จึงจะสามารถกำหนดความดันและอัตราการไหลของเครื่องสูบน้ำที่ต้องการใช้ได้

       โดยปกติ การสูญเสียความดันที่เกิดขึ้นจากท่อเนื่องจากน้ำไหลผ่าน จะมีความสำคัญมากกว่าการสูญเสียความดันเนื่องจากน้ำไหลผ่านอุปกรณ์ต่อท่อต่างๆ ดังนั้น ในการคำนวณจึงมักจะไม่คำนึงถึงการสูญเสียความดันในอุปกรณ์ต่อท่อ โดยมักจะตัดทิ้งไป แต่ถ้าหากว่าเป็นการไหลของน้ำในระบบท่อสั้นๆ และมีอุปกรณ์ต่อท่อมาก การสูญเสียความดันในอุปกรณ์ต่อท่อนี้จะมีความสำคัญขึ้นมา และเป็นตัวแปรที่จะต้องนำค่าเหล่านี้มาคำนวณ เพื่อหาการสูญเสียความดันทั้งหมดที่เกิดขึ้นของระบบท่อด้วย

       ตัวอย่างที่ 2

       สมมติว่าได้วางผังเดินท่อโดยแบ่งเป็น 4 โซล เท่าๆ กัน แต่ละโซนคุมด้วยประตูน้ำ 1 ตัว จงหาขนาดของท่อแขนง ก – ข ท่อเขาควาย ข – ค ท่อรองประธาน ค – ง ท่อประธาน ง – จ , จ – ฉ และความดันที่จุดต่างๆ โดยกำหนดให้พื้นที่ราบเรียบ ไม่มีความลาดเอียง

       การหาขนาดท่อแขนง ก - ข

       จากแผนผังในรูปที่ 3 อัตราไหลของน้ำในท่อแขนง ก – ข = 5 x 120 = 600 ลิตร / ซ.ม. = 0.6 ลูกบาศก์เมตร / ซ.ม.

       ความยาวท่อแขนง ก – ข =(5×4) + 2 = 22 ม.

       ถ้ากำหนดให้ความดันใช้งานของหัวสปริงเกอร์ 10 ม. และความดันของสปริงเกอร์ในแปลงแตกต่างกันไม่เกิน 20 % เพื่อทำให้อัตราให้น้ำมีความสม่ำเสมอ ซึ่งก็คือไม่ควรเกิน (10×20)/100 = 2 เมตร

       เมื่ออัตราการไหล = 0.6 ลูกบาศก์เมตร / ซ.ม. ความยาวท่อ 22 เมตร

       1. ถ้าเลือกใช้ท่อพีอี เส้นผ่าศูนย์กลาง 16 มิลลิเมตร จากตารางที่ 7 จะเกิดความดันสูญเสีย 15.2 % ความเร็ว 1.2 ม. / วินาที

       ดัวนั้น ความดันสูญเสีย = (15.2 x 22) / 100 = 3.34 ม.

       แต่มีจุดที่น้ำออกหรือหัวสปริงเกอร์มากกว่า 2 จุด ตัวคูณ = 0.4

       ความดันสูญเสียที่เกิดจริง = 3.34 x 0.4 = 1.34 เมตร

       2. ถ้าเลือกใช้ท่อพีอี เส้นผ่าศูนย์กลาง 20 มิลลิเมตร จากตารางที่ 7 จะเกิดความดันสูญเสีย 4.8 % ความเร็ว 0.7 ม. / วินาที

       ดังนั้น ความดันสูญเสีย = (4.8×22) / 100 = 1.06 ม.

       ความดันสูญเสียที่เกิดจริง = 1.06 x 0.4 = 0.42 ม.

       ในกรณีที่ความดันสูญเสียไม่เกิน 2 เมตร และความเร็วของน้ำในท่อไม่เกิน 1.5 ม./วินาที ก็สามารถเลือกใช้ท่อได้ทั้ง 2 ขนาด ในที่นี้สมมติว่าเลือกใช้ ท่อแขนง ก – ข เป็นท่อพีอี เส้นผ่าศูนย์กลาง 20 มิลลิเมตร ความดันสูญเสีย = 0.42 ม.

       การหาขนาดของท่อเขาควาย ข – ค

       เมื่อท่อแขนง ก – ข สูญเสียความดันไปแล้ว 0.4 เมตร

       ดังนั้น ท่อเขาควาย ข – ค ควรมีความดันสูญเสียไม่เกิน = 2 – 0.42 = 1.58 เมตร

       จากแผนผังในรูปที่ 3 ความยาวท่อเขาควาย ข – ค = (3×5) + 2.5 = 17.5 ม. โดยส่งน้ำให้ท่อแขนง 4 ท่อ

       ดังนั้น อัตราการไหลในท่อเขาควาย ข – ค = 0.6 x 4 = 2.4 ลูกบาศก์เมตร / ซ.ม.

       1. ถ้าเลือกใช้ท่อ เป็น พีวีซี เส้าผ่าศูนย์กลาง 3/4 นิ้ว จากตารางที่ 6 ความดันสูญเสีย = 17.7 % ความเร็ว 1.8 ม./วินาที โดยมีจุดที่น้ำออกมากกว่า 2 จุด

       ดังนั้น ความดันสูญเสีย = (17.7 x 17.5) / 100 x 0.4 = 1.24 ม.

       2. ถ้าเลือกท่อ เป็นพีวีซีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว จากตารางที่ 6 ความดันสูญเสีย = 3.9% ความเร็ว 0.9 ม./วินาที โดยมีจุที่น้ำออกมากกว่า 2 จุด

       ดังนั้น ความดันสูญเสีย = (3.9 x 17.5) / 100 x0.4 = 0.27 ม.

       ดังนั้น จึงควรเลือกใช้ท่อ พีวีซี เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว เพราะความดันสูญเสีย = 0.27 ม. ไม่เกิน 1.58 ม. และความเร็วไม่เกิน 1.5 ม./วินาที

       ดังนั้น ความดันที่จุด ค. = ความดันของมินิสปริงเกอร์ที่ ก. + ความดันสูญเสียในท่อ ก – ข + ความดันสูญเสียในท่อ ข – ค

                              = 10 + 0.42 + 0.27

                              = 10.69 ม.

       การหาขนาดของท่อรองประธาน ค – ง

       จากแผนผังในรูปที่ 3 ท่อรองประธาน ค – ง ยาว 2 เมตร ส่งน้ำให้ท่อเขาควาย 2 ท่อ คือ ข – ค 1 ท่อ และด้านล่างอีก 1 ท่อ

       ดังนั้น อัตราการไหล = 2400 x 2 = 4800 ลิตร / ซ.ม. = 4.8 ลูกบาศก์เมตร / ซ.ม.

       1. ถ้าเลือกใช้ท่อ พีวีซี เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว ความดันสูญเสีย = 14.1 % ความเร็ว 1.9 ม./วินาที

       2. ถ้าเลือกใช้ท่อ พีวีซี เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 1/4 นิ้ว ความดันสูญเสีญ = 4.5 % ความเร็ว 1.2 ม. / วินาที

       ในกรณีนี้ควรเลือกใช้ท่อ พีวีซี ขนาด 1 1/4 เพราะความเร็ว ไม่เกิน 1.5 ม. /วินาที

       ดังนั้น ความดันสูญเสีย = (4.5 x 2) / 100 = 0.09 ม.

       การหาขนาดของท่อประธาน ง – จ

       จากแผนผังในรูปที่ 3 ท่อ ง – จ ยาว 40 เมตร อัตราการไหล = 4.8 ลูกบาศก์เมตร / ซ.ม.

       1. ถ้าเลือกใช้ท่อ พีวีซี ขนาด 1นิ้ว ความดันสูญเสีย = 14.1 % ความเร็ว 1.9 ม. / วินาที

       2. ถ้าเลือกใช้อท่อ พีวีซี ขนาด 1 1/4 นิ้ว ความดันสูญเสีย = 4.5 % ความเร็ว 1.2 ม. / วินาที

       ดังนั้น ความดันสูญเสีย = (4.5 x 40) / 100 = 1.8 ม.

       ในกรณีนี้ ควรเลือกใช้ท่อพีวีซี ขนาด 1 1/4 นิ้ว เพราะความเร็ว ไม่เกิน 1.5 ม./ วินาที

       ดังนั้น ความดันที่จุด จ = 10.69 + 0.09 + 1.8 = 12.58 ม.

       การหาขนาดของท่อประธาน จ – ฉ

       จากแผนผังในรูปที่ 3 ท่อ จ – ฉ ยาว 27.5 อัตราการไหล = 4.8 ลูกบาศก์ / ซ.ม.

       1. ถ้าเลือกใช้ท่อพีวีซี ขนาด 1 นิ้ว ความดันสูญเสีย = 14.1 % ความเร็ว 1.9 ม. / วินาที

       2. ถ้าเลือกใช้ท่อ พีวีซี 1 1/4 นิ้ว ความดันสูญเสีย = 4.5 % ความเร็ว 1.2 ม. / วินาที

       ดังนั้น ความดันสูญเสีย = (4.5 x 27.5) / 100 = 1.24 ม.

       ในกรณีนี้ ควรเลือกใช้ท่อ พีวีซี ขนาด 1 1/4 นิ้ว เพราะความเร็ว ไม่เกิน 1.5 ม. / วินาที

       ดังนั้น ความดันที่จุด ฉ = 12.58 + 1.24 = 13.82 ม.

       สำหรับโซนอื่นๆ ที่เหลืออีก 3 โซนนั้น ท่อแขนง ท่อเขาควาย และท่อรองประธาน ก็จะมีขนาดเท่ากับท่อ ก – ข , ข – ค และ ค – ง

       การเลือกใช้เครื่องสูบน้ำ

       การเลือกใช้เครื่องสูบน้ำต้องคำนึงถึงอัตราการไหลสูงสุด และหัวน้ำสูงสุด เมื่อคำนวณหาอัตราหารไหลได้แล้ว ควรจะเพิ่มค่ามากขึ้นไปอีก 10% เพราะอัตราการไหลของน้ำที่ผ่านหัวจ่ายน้ำอาจจะมีความผันแปรเนื่องจากการผลิตสำหรับความดันสูงสุดนั้นคือผลรวมในหน่วย เมตร ของสิ่งต่างๆ ดังนี้

       1. ระยะจากผิวน้ำถึงจุดที่สูงที่สุดของระบบให้น้ำ

       2. ความดันของหัวจ่ายน้ำ

       3. ความดันสูญเสียเนื่องจากความฝืดในท่อต่างๆ ได้แก่ ท่อแขนง ท่อเขาควาย ท่อรองประธาน และท่อประธานที่มีความสูญเสียมากที่สุด

       4. ความดันสูญเสียของข้อต่อต่างๆ (ประมาณ 10 % ของความดันสูญเสียในข้อ 3

       5. อุปกรณ์ควบคุมต้นทาง (ประมาณ 5 – 10 ม. ขึ้นอยู่กับจำนวนและขนาดของอุปกรณ์ที่ใช้) ซึ่งประกอบด้วยกรอง เครื่องฉีดปุ๋ย ประตูน้ำ มาตรวัดน้ำ มาตรวัดความดัน เป็นต้น

       ดังนั้น ตัวอย่างที่ 2 และอาศัยหลักการเลือกใช้เครื่องสูบน้ำจึงสรุปได้ว่า

       อัตราการไหลสูงสุดของน้ำในระบบ        = 4.8 ลูกบาศก์เมตร / ซ.ม. + 10 %

                                                = 5.28 ลูกบาศก์เมตร / ซ.ม.

       สำหรับข้อ 1 นั้นได้จากการวัดในแนวดิ่งจากผิวน้ำถึงจุดที่สูงที่สุดของระบบน้ำ ซึ่งอาจจะเป็นส่วนปลายของหัวสปริงเกอร์ที่ติดตั้งอยู่บนท่อแขนงก็ได้

       ข้อ 2 ความดันของหัวมินิสปริงเกอร์ = 10 ม.

       ข้อ 3 ความดันสูญเสียที่เกิดจากน้ำที่ไหลผ่านท่อ ก – ฉ = 13.82 ม.

       ข้อ 4 ความดันสูญเสียของข้อต่อต่างๆ = 13.82 x 10 %   = 1.38 ม.

       ข้อ 5 อุปกรณ์ควบคุมต้นทาง = 5 ม.

             ดังนั้น ความดันสูงสุด = 8 + 10 + 13.82 +1.38 + 5

                                  = 38.2 ม.

       ดังนั้น การเลือกซื้อเครื่องสูบน้ำมาใช้ก็ควรจะตรวจสอบจากแคตตาล๊อกของบริษัทผู้ผลิตเครื่องสูบน้ำหลายๆ รายว่า ยี่ห้อไหน รุ่นไหน มีอัตราการไหล 5.28 ลูกบาศก์เมตร / ซ.ม. และความดันสูงสุด 38.2 ม. ตามความต้องการ ซึ่งในระบบน้ำมักเรียกว่าน้ำ 5.28 คิว และเฮด 38.2 ม. ถ้ามีซ้ำกันหลายยี่ห้อ หรือหลายรุ่นก็ควรจะเลือกใช้เครื่องสูบน้ำยี่ห้อมี่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด อย่างไรก็ตามไม่ควรจะเลือกใช้เครื่องสูบน้ำที่มีประสิทธิภาพต่ำกว่า 50 % นอกจากนั้น สิ่งที่ควรนำมาพิจารณาในการเลือกใช้ด้วยก็คือ ยี่ และชื่อเสียงของบริษัทผู้ผลิต ซึ่งจะทำให้ผู้ซื้อมั่นใจได้ว่าจะได้รับบริการหลังการขายตลอดระยะเวลาใช้งานของเครื่องสูบน้ำนั้นๆ กล่าวคือถ้าเกิดมีปัญหาใดๆ ขึ้นมากับเครื่องสูบน้ำ ก็จะได้รับการดูแล ซ่อมแซมอย่างรวดเร็ว เพราะมีอะไหล่และช่างไว้พร้อม นอกจากนั้น เครื่องสูบน้ำที่ได้รับมาตรฐาน เช่น ISO ก็ให้ความมั่นใจในการเลือกใช้เพิ่มขึ้นอีก

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 28 ธันวาคม 2550
 

ไตรโคเดอร์มา : เชื้อรามหัศจรรย์สำหรับใช้ควบคุมโรคพืช 2011/07/30

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 5:49 am

http://www.ku.ac.th/e-magazine/nov50/agri/trichoderma.htm.

       เชื้อราไตรโคเดอร์มา เป็นเชื้อราชั้นสูงที่ดำรงชีวิตอยู่ในดิน อาศัยเศษซากพืชซากสัตว์และอินทรีย์วัตถุเป็นแหล่งอาหาร เจริญได้รวดเร็วบนอาหารเลี้ยงเชื้อราหลายชนิด สร้างเส้นใยสีขาวและผลิตส่วนขยายพันธุ์ที่ เรียกว่า “โคนิเดีย” หรือ “สปอร์” จำนวนมากรวมเป็นกลุ่มหนาแน่นจนเห็นเป็นสีขาว เชื้อราไตรโคเดอร์มาเป็นศัตรูต่อเชื้อราสาเหตุโรคพืชหลายชนิดโดยวิธีการเบียดเบียน หรือเป็นปรสิตและแข่งขันหรือแย่งใช้อาหารที่เชื้อโรคต้องการ นอกจากนี้เชื้อราไตรโคเดอร์มายังสามารถผลิตปฏิชีวนสาร และสารพิษ ตลอดจนน้ำย่อยหรือเอนไซม์สำหรับช่วยละลายผนังเส้นใยของเชื้อโรคพืช คุณสมบัติพิเศษของเชื้อราไตรโคเดอร์มาคือ สามารถช่วนละลายแร่ธาตุให้อยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืช จึงช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชและชักนำให้ต้นพืชมีความต้านทานต่อเชื้อโรคพืชทั้งเชื้อราและแบคทีเรียสาเหตุโรค

       จากผลการดำเนินงานวิจัยตั้งแต่ พ.ศ.2528 ถึงปัจจุบัน สามารถคัดเลือกเชื้อราไตรโคเดอร์มา จากดินในธรรมชาติได้หลายสายพันธุ์ โดยเฉพาะสายพันธุ์ CB-Pin-01 มีประสิทธิภาพสูงในการควบคุมโรคของพืช เศรษฐกิจต่างๆทั้งพืชไร่ ไม้ผล พืชผัก และไม้ดอกไม้ประดับหลายชนิด ได้ในสภาพแปลงเกษตรกร ทั้งโรคที่เกิดบนส่วนของพืชที่อยู่ใต้ดิน เช่น โรคเมล็ดเน่า โรคเน่าระดับดิน (โรคกล้ายุบ) รากเน่า หัวหรือแง่งเน่า และโคนเน่า เป็นต้น โรคที่เกิดบนส่วนของพืชที่อยู่เหนือดินไม่ว่าจะเป็นส่วนของ กิ่ง ผล ใบ หรือดอก เช่น โรคลำต้นไหม้ของหน่อไม้ฝรั่ง โรคแคงเกอร์ของมะนาว โรคราดำของมะเขือเทศ โรคใบปื้นเหลืองและโรคดอกสนิมของกล้วยไม้ โรคแอนแทรคโนสของมะม่วงและพริกทั้งก่อนและหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต นอกจากนี้ยังสามารถใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา ควบคุมโรครากเน่าของพืชผักสลัดและผักกินใบต่างๆ ที่ปลูกในสารละลายธาตุอาหาร(ระบบไฮโดรโพนิกส์) และจากผลการวิจัยล่าสุดพบว่าการแช่เมล็ดข้าวเปลือกก่อนใช่หว่านลงในนาข้าว ช่วยลดการเกิดโรคเมล็ดด่าง เมล็ดลีบ ของข้าวที่เกิดจากการเข้าทำลายของเชื้อราหลายชนิด ตลอดจนช่วยเพิ่มความสมบูรณ์และน้ำหนักเมล็ด และเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้ด้วย

       ผู้วิจัยได้พัฒนาชีวภัณฑ์เชื้อราไตรโคเดอร์มา ให้อยู่ในรูปผลหัวเชื้อบริสุทธิ์ เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิต ขยาย เชื้อราไดรโคเดอร์มา ชนิดสดไว้ใช้ได้เองตามต้องการ ด้วยการหุงปลายข้าวให้สุกในหม้อหุงข้าวไฟฟ้า อัตราปลายข้าว 3 ส่วน น้ำ 2 ส่วน ตัดใส่ถุงพลาสติกแล้วใส่ผงหัวเชื้อลงไปเล็กน้อย บ่มไว้ 5 – 7 วัน ก็สามารถนำเชื้อสดไปใช้ได้ ขณะนี้ได้พัฒนาเชื้อสดดังกล่าวให้เป็นชีวภัณฑ์ในรูปน้ำและรูปผงแห้งผสมน้ำเพื่อใช้พ่นส่วนต่างๆ ของพืชและพ่นลงดินได้ ผงหัวเชื้อบริสุทธิ์นี้มีเชื้อราไตรโคเดอร์มาในปริมาณไม่น้อยกว่า 100 ล้านหน่วยชีวิต(สปอร์) ต่อผงเชื้อ 1 กรัม สามารถเก็บรักษาได้เป็นระยะเวลานานไม่น้อยกว่า 1 ปี ถ้าเก็บไว้ในตู้เย็น (ประมาณ 8 – 10 องศาเซลเซียส) แต่ถ้าเก็บที่อุณหภูมิในห้องปกติ (25 – 30 องศาเซลเซียส) สามารถเก็บไว้ได้นาน 6 เดือน

       การใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา ชนิดสด สามารถใช้ได้หลายวิธีตามโอกาสและควมสะดวกของเกษตรกร เช่น ใช้เชื้อสดผสมกับรำข้าวละเอียดและปุ๋ยอินทรีย์ในสัดส่วน 1 : 4 : 100 โดยน้ำหนักสำหรับใส่หลุมปลุก อัตรา 10 – 12 กรัม (1 – 2 ช้อนแกง) คลุกเคล้ากับดินในหลุมปลุกพืช ก่อนการหยอดเมล็ดพืช หรือหว่านลงแปลงปลูก ด้วยอัตรา 50 – 100 กรัมต่อตารางเมตร หรือใช้ผสมรวมกับวัสดุปลูกสำหรับการเพาะกล้าโดยใส่ส่วนผสมของเชื้อสด + ปุ๋ยอินทรีย์ ผสมร่วมกับดินหรือวัสดุปลุก อัตรา 1 : 4 โดยปริมาตร (20 %) นำดินหรือวัสดุปลูกที่ผสมด้วยส่วนผสมของเชื้อสดแล้วใส่กระบะเพาะเมล็ด ถุงหรือกระถางปลูกพืช กรณีของการคุลกเมล็ดพืชก่อนปลูกสามารถใช้เชื้อสดล้วนๆ อัตรา 10 กรัม ( 1 ช้อนแกง) ต่อเมล็ด 1 กิโลกรัม เติมน้ำ 10 ซีซี และถ้าต้องการเชื้อสดในรูปน้ำสามารถใช้เชื้อสดผสมน้ำในอัตรา 100 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร กรองน้ำเชื้อด้วยผ้าหรือกระชอนตาถี่ จะได้เชื้อชนิดน้ำสำหรับใช้พ่น ราด รดลงดิน หรือพ่นส่วนบนของต้นพืช หรือใช้ปล่อยไปพร้อมระบบการให้น้ำใต้ทรงพุ่มของพืช และใช้แช่ส่วนขยายพันธุ์พืช เช่นเมล็ด หัว เหง้า แง่ง ท่อนพันธุ์ ก็ได้ สำหรับเชื้อราไตรโคเดอร์มา ชนิดผงแห้งได้ทำสัญญาถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตและการประยุกต์ใช้กับบริษัทยูนิซีดส์ จำกัด ไปแล้ว

       ผู้ที่สนใจข้อมูลเกี่ยวกับชีวภัณฑ์เชื้อราไตรโคเดอร์มาและวิธีการใช้ โปรดติดต่อไปยังห้องปฏิบัติการควบคุมโรคพืชโดยชีวภาพ ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน นครปฐม 73140 โทรศัพท์ 0-34 28-1047 หรือ 0-2942-8200 – 45 ต่อ 3413, 3406, หรือ 3405

      

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 30 พฤศจิกายน 2550
 

นักวิจัย มก.ศึกษาคุณค่าอาหารพื้นบ้าน 2011/07/30

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 5:46 am

http://www.ku.ac.th/e-magazine/nov50/agri/DPPH.htm.

       นักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ศึกษาพบอาหารไทยพื้นบ้านมีส่วนผสมของสมุนไพรที่มีคุณค่าต่อสุขภาพ แม้ผ่านการหุงต้มแล้วยังคงประโยชน์สามารถต้านอนุมูลอิสระชะลอความแก่ และยังมีวิตามินสูง รับประทานเป็นประจำช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อร่างกาย

       นางสาวเพลินใจ ตังคณะกุล และนางสาวเกศศิณี ตระกูลทิวากร นักวิจัยจากฝ่ายวิจัยโภชนาการและสุขภาพ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เผยว่า อาหารไทยมีคุณค่าต่อสุขภาพเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศให้ความสนใจและนิยมรับประทานอาหารไทยมากขึ้น การทดสอบเพื่อหาสารที่เป็นประโยชน์ในผักพื้นบ้านและเครื่องเทศสมุนไพรจึงถูกหยิบขึ้นมาเป็นหัวข้อวิจัยในครั้งนี้ โดยคณะวิจัยได้ทำการทดสอบศักยภาพอาหารไทยในการต้านสารอนุมูลอิสระชนิดหนึ่ง คือ DPPH radical (1.1 Dipheny 1 – 2 picrylhydrazyl ) ซึ่งเป็นสารอนุมูลอิสระที่มีความเสถียร พบว่าอาหารไทยหลายชนิดที่มีสมุนไพรเป็นส่วนประกอบแม้ผ่านการหุงต้มแล้วยังคงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และมีสารประกอบ ฟิ นอลิคอยู่ ซึ่งสารทั้งสองตัวนี้จะช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงต่อการเป็นภาวะความจำเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ ระบบภูมิคุ้มกันลดลง และโรคมะเร็ง เป็นต้น

       การทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและปริมาณสารประกอบ ฟินอลิค ของอาหารไทย 8 ชนิด คือ น้ำปรุงรสห่อหมก น้ำปรุงรสฉู่ฉี่ ผัดพริกขิงหมู คั่วกลิ้งหมู น้ำปรุงรสหมี่กะทิ น้ำปรุงข้าวซอยเนื้อ น้ำปรุงรสเส้นเล็กผัดขี้เมา น้ำปรุงรสผัดหมี่ปักษ์ใต้ ผลการทดสอบพบว่า ผัดพริกขิงหมู มีฤทธิ์ต้านสารอนุมูลอิสระและสารประกอบ ฟินอลิคสูง เป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาคือ คั่วกลิ้งหมู น้ำปรุงรสเส้นเล็กผัดขี้เมา น้ำปรุงรสห่อหมก และน้ำปรุงรสผัดหมี่ปักษ์ใต้ ตามลำดับ

       จากการทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระชนิดก่อให้เกิดปัญหาในร่างกายมนุษย์ ซึ่งเป็นผลิตผลจากการสันดาปของออกซิเจน ในขบวนการหายใจ คือ ซุปเปอร์ออกไซด์   ( O 2 ) สารอนุมูลไฮดรอกไซด์ ( HO) หรือได้รับจากอาหาร คือ สารอนุมูลเปอร์ออกไซด์ ( ROO) พบว่าสมุนไพรที่นำมาประกอบอาหารทำเครื่องแกง เช่น พริก หอมแดง ตะไคร้ และข่า มีสรรพคุณในการขจัดสารอนุมูลอิสระ ดังรายละเอียดในตาราง ซึ่งแสดงศักยภาพด้วยตัวเลขเรียงตามลำดับ คือ 1 =   ดีที่สุด ( strong) , 6 = ดีน้อยที่สุด ( weak)

       ตาราง แสดงส่วนประกอบของเครื่องแกง ในการขจัดสารอนุมูลอิสระชนิดต่างๆ ที่ก่อให้เกิดปัญหาในร่างกาย

เครื่องแกง
สารอนุมูลอิสระชนิด ซุปเปอร์ออกไซด์ (O 2 )
สารอนุมูลอิสระชนิด อนุมูล ไฮ ดรอกไซด์ ( HO)
สารอนุมูลอิสระชนิด อนุมูล เปอร์ ออกไซด์ ( ROO)
เทียบฤทธิ์ตัวต่อตัว พริก

3

4

2

หอมแดง

4

2

4

ตะไคร้

2

3

1

ข่า
1
1
3
เข้าคู่กันแล้วใครดีกว่า พริก + หมอแดง
6
4
6
พริก + ตะไคร้
5
3
2
พริก + ข่า
2
2
3
หอมแดง + ตะไคร้
4
5
4
หอมแดง + ข่า
1
1
5
ตะไคร้ + ข่า
3
6
1
ทีละ 3 หมู่ไหนเด่นกว่า พริก + หอมแดง + ตะไคร้
4
2
3
พริก + หอมแดง + ข่า
3
1
4
พริก + ตะไคร้ + ข่า
2
4
1
หอมแดง + ตะไคร้ + ข่า
1
3
2

       จากผลวิจัยดังกล่าว จึงสามารถยืนยันได้ว่าอาหารไทยพื้นบ้านอุดมไปด้วยสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้านรสชาติที่มีทั้งความเผ็ด เค็ม หวาน และเปรี้ยว ผสมผสานอย่างกลมกลืนในอาหารชนิดเดียวซึ่งแตกต่างจากอาหารของชาติอื่น และเสน่ห์ของอาหารไทยอีกอย่างหนึ่งก็คือ กลิ่นหอมของเครื่องเทศสมุนไพรซึ่งสร้างความประทับใจให้กับชาวต่างชาติ และที่สำคัญพืชผักต่างๆ ที่นำมาปรุงอาหารยังเป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระและสารประกอบ ฟินอลิค โดยผลการวิจัยผักและธัญพืช 26 ชนิด คือ ผักคะน้า (ก้าน + ใบ )กระเทียม พริกไทยอ่อน หอมแดง ถั่วงอก โหระพา ใบกะเพราขาว ใบกุย ไช่ กะหล่ำปลี พริกเหลือง (ใหญ่) พริกชี้ฟ้าแดง   พริกจินดา แครอท ใบมะกรูด ตะไคร้ ข่า กระชาย ขมิ้น ขิง ผงกะ หรี่ตรา ปืนไขว้ ยี่หร่า (คั่ว) ลูกผักชี (คั่ว)   พริกขี้หนูแห้ง (บด) และ ผิวมะกรูด พบว่า ผักหรือธัญพืชที่มีฤทธิ์ต้านสารอนุมูลอิสระสูงที่สุด คือ ขมิ้น รองลงมาคือ ใบมะกรูด พริกขี้หนูแห้ง (บด) ผิวมะกรูด   ผงกะหรี่ตราปืนไขว้   ใบกะเพราขาว   พริกจินดา ยี่หร่า (คั่ว)   พริกไทยอ่อน และขิง ตามลำดับ

       จากผลการวิจัยทำให้ผู้ประกอบการด้านอาหารไทยส่งออกหันมาผลิตและส่งออกอาหารไทยเพื่อสุขภาพกันมากขึ้นด้วยปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพของมนุษย์ในปัจจุบันส่งผลให้คนทั่วโลกหันมาใส่ใจเรื่องอาหารการกินมากขึ้นทำให้พืชผักสมุนไพรในบ้านเราเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติ แต่ทุกวันนี้ผลิตภัณฑ์อาหารไทยที่ผลิตและส่งออกไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศนั้น ส่วนใหญ่เป็น อาหารไทยชนิดเดิมๆ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี ได้แก่ ต้มยำ แกงเขียวหวาน ต้มข่าไก่ ผัดไทย แกงเผ็ดไก่ เป็นต้น เสมือนว่าอาหารไทยมีอยู่ไม่กี่อย่าง ทั้งๆที่ ยังมีอาหารไทยอีกหลายชนิดซึ่งเป็นที่ยอมรับของชาวต่างประเทศ ดังจะเห็นได้จากอาหารภาคเหนือที่มีเอกลักษณ์ อาทิ น้ำพริกอ่อง และข้าวเหนียวดำเปียก เป็นต้น จึงทำให้ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้มีมูลค่าต่อหน่วยสูงควรแก่การสนับสนุนในการผลิตและส่งออก แต่ทั้งนี้อาหารไทยกลุ่มนี้จำเป็นต้องมีการพัฒนาส่งเสริมด้านการวิจัยตลาดความต้องการของผู้บริโภคและพฤติกรรมของผู้บริโภคอาหรอย่างเป็นระบบ การพัฒนาอาหารไทยชนิดใหม่ๆ ให้บรรลุเป้าหมายก็คือการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปชนิดพร้อมบริโภคและชนิดพร้อมปรุงอยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมสอดคล้องกับวิถีการดำเนินชีวิตของผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศ และอยากให้ทุกคนหันมาสำรวจตัวเองว่าในหนึ่งวันได้รับประทานผักประเภทใดบ้างและต่อไปนี้จะต้องรับประทานผักชนิดใดเพิ่มขึ้นบ้าง เพราะสุขภาพที่ดีเริ่มต้นจากอาหารที่คุณกิน

    

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 30 พฤศจิกายน 2550
 

ขิงแดง สายพันธุ์ใหม่ 2011/07/30

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 5:43 am

http://www.ku.ac.th/e-magazine/nov50/agri/red%20ginger.htm.

       ขิงแดง (Red Ginger) เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นสีเขียว ผอมเรียว แตกกอเป็นพุ่มแน่น สูงประมาณ 0.70 – 1.5 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยว ช่อดอกสีแดงเป็นมัน ให้ดอกตลอดปี ขิงแดงเป็นพืชที่มีการปลูกประดับบ้านเรือนมานานแล้ว และเนื่องจากขิงแดงมีช่อดอกที่สวยงามและมีอายุการเก็บรักษาดอกสดโดยการปักแจกันได้นานถึง 2 – 6 สัปดาห์ ทำให้เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ ปัจจุบันจึงมีการปลูกขิงแดงเพื่อตัดดอกเป็นการค้ามากขึ้น แต่เนื่องจากขิงแดงเป็นพืชที่มีการเจริญเติบโตช้า การขยายพันธุ์โดยปกติสามารถทำได้โดยการแยกหน่ออ่อน ใช้ส่วนตะเกียงจากดอกแก่หรือใช้เมล็ด แต่ขิงแดงในประเทศไทยไม่ค่อยติดเมล็ด

      ดร.ศิริวรรณ บุรีคำ จากฝ่ายเครื่องมือวิทยาศาสตร์กลาง สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ทำการศึกษาเพื่อหาแนวทางการขยายพันธุ์ และปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้เกิดความหลากหลายทางสายพันธุ์มากขึ้น ด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อร่วมกับการฉายรังสีแกมมา โดยได้นำหน่ออ่อนจากต้นขิงแดงมาฟอกฆ่าเชื้อที่ผิวด้วยสารละลายคลอร็อกซ์ แล้วลอกกาบหุ้มใบออก จากนั้นทำการเพาะเลี้ยงในสภาพปลอดเชื้อในอาหารแข้งสูตร MS ซึ่งเดิม BA (benzy adenine) ความเข้มข้น 1 – 2 มิลลิกรัมต่อลิตร เพื่อการชักนำให้เกิดต้นจำนวนมาก และทำการตัดแบ่งเพิ่มปริมาณต้นในสภาพปลอกเชื้อ จนกระทั่งมีปริมาณต้นมากพอจึงนำมาใช้ในการฉายรังสี นำต้นอ่อนขิงแดงที่ผ่านการตัดแบ่งและเปลี่ยนอาหารใหม่ อายุ 2 สัปดาห์ มาฉายรังสีแบบเรื้อรัง (chronic) โดยวางที่ชั้น ความเข้มแสงประมาณ 2,000 ลักซ์ ห่างจากแหล่งกำเนิดรังสีแกมมาระยะ 2 เมตร อัตรารังสีเริ่มต้น 104.3 rad/hr ได้รับรังสีแกมมาเป็นเวลานาน 168 ชั่วโมง คิดเป็นปริมาณรัวสีแกมมา 17,522 rad (175.22 Gy) ทำการตัดแบ่งและเปลี่ยนอาหารทุกๆ 2 เดือน ไม่พบการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น จึงนำมาทำการฉายรังสีแบบเรื้อรังซ้ำอีกครั้งหนึ่งโดยวางต้นขิงแดงในสภาพปลอดเชื้อ ให้ห่างจากแหล่งกำเนิดรังสีแกมมา 1.5 เมตร อัตรารังสีเริ่มต้น 168.5 rad/hr ได้รับรังสีแกมมาเป็นเวลานาน 148 ชั่วโมง คิดเป็นปริมาณรังสีแกมมา 24,938 rad (249.38 Gy) หลังจากที่นำมาตัดแบ่งเปลี่ยนอาหารครั้งที่ 2 (อายุ 4 เดือน) พบมีต้นขิงแดงที่แสดงอาการใบด่างในอัตราร้อยละ 19.1 โดยอาการใบด่างจะยังปรากฏให้เห็นแม้ว่าจะตัดใบออกเพื่อย้ายเปลี่ยนอาหารใหม่ นอกจากลักษณะของอาการใบด่างที่เกิดขึ้น ยังพบว่าร้อยละ 7.3 ของต้นขิงแดง แสดงอาการแคระแกร็น ต้นเตี้ยใบลีบเล็ก ทั้งนี้จะทำการตัดแบ่งเปลี่ยนอาหารต่อไปทุกๆ 2 เดือน เมื่ออาการใบด่างยังคงปรากฏอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง จะทำการย้ายปลูกต่อไป ในอนาคตอีกไม่นานเราคงได้เห็นขิงแดงสายพันธุ์ใหม่ที่สามารถตัดได้ทั้งดอกและใบจำหน่าย เนื่องจากลักษณะใบด่างที่เกิดขึ้นเป็นลักษณะใหม่ที่อาจจะเป็นที่ต้องการของตลาดสำหรับการเป็นใบประดับ หากท่านใดสนใจหรืออยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมโดยเฉพาะการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช และการพัฒนาสายพันธุ์พืชด้วยการใช้รังสีแกมมาร่วมกับเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช สามารถติดต่อได้ที่ ดร.ศิริวรรณ บุรีคำ จากฝ่ายเครื่องมือวิทยาศาสตร์กลาง สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน เบอร์โทรศัพท์ 0-2942-8740 ต่อ 403

      

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 30 พฤศจิกายน 2550
 

หลักการออกแบบระบบน้ำแก่พืช แบบฉีดฝอย ตอนที่ 2 2011/07/30

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 5:39 am

http://www.ku.ac.th/e-magazine/nov50/agri/water2.htm.

       การแบ่งโซนให้น้ำ

การให้น้ำทีเดียวพร้อมกันทั้งแปลงเหมาะสำหรับแปลงปลูกพืชที่มีขนาดเล็ก การแบ่งแปลงขนาดใหญ่ออกเป็นแปลงย่อยๆ เรียกว่าโซน แต่ละโซนควรจะมีขนาดใกล้เคียงกัน แล้วให้น้ำทีละโซนจะลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนติดตั้งระบบให้น้ำได้มาก เนื่องจากขนาดท่อและอุปกรณ์ต่างๆ จะเล็กลงเป็นสัดส่วนโดยตรงกับจำนวนโซน แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่ที่รอบเวรของการให้น้ำ ระยะเวลาในการให้น้ำ จำนวนชั่วโมงในการให้น้ำแต่ละวัน ซึ่งมีความสัมพันธ์กันดังนี้

จำนวนคาบการให้น้ำต่อวัน = จำนวนชั่วโมงในการให้น้ำแต่ละวัน / ระยะเวลาในการให้น้ำแต่ละรอบเวร
จำนวนโซนที่จะแบ่ง = จำนวนคาบการให้น้ำต่อวัน x รอบเวรของการให้น้ำ

โดยปกติมักจะให้น้ำวันละไม่เกิน 12 ช.ม. ในช่วงเช้ามืดถึงก่อนค่ำ เพื่อให้พืชมีโอกาสใช้น้ำในการสังเคราะห์แสง

ถ้ากำหนด 1 วัน มีเวลาให้น้ำ 8 ช.ม. ระยะเวลาในการให้น้ำแต่ละรอบเวรคือ 4 ช.ม.

ดังนั้น ใน 1 วัน มีเวลาให้น้ำ = 8 / 4 = 2 คาบ

ถ้ารอบเวรของการให้น้ำเท่ากับ 3 วันต่อครั้ง ดังนั้น จำนวนโซนของพื้นที่ที่จะแบ่งได้ = 2 x 3 = 6 โซน

       เมื่อได้จำนวนโซนที่จะแบ่งแล้ว จะต้องพิจารณาถึงลำดับของการให้น้ำที่ทำให้ผู้ใช้มีความสะดวกในการปฏิบัติงาน เช่น การเรียงลำดับประตูน้ำที่ควบคุมโซนให้อยู่ใกล้กัน ทำให้สามารถเปิดปิดได้ง่าย ไม่ต้องเสียเวลาเดินไปไกล นอกจากนั้นพื้นที่ ของแต่ละโซนควรจะมีความเหมือนกันมากที่สุด พื้นที่ที่แตกต่างออกไปมากควรแยกเป็นโซนพิเศษ ถ้าเป็นไปได้ควรจะแบ่งโซนให้มีรูปสมมาตรกัน เพื่อความสะดวกในการเดินท่อ และการติดตั้งอุปกรณ์ สำหรับข้อดีอีกประการหนึ่งที่สำคัญนั้น ก็คือเมื่อมีน้ำจำกัด แหล่งน้ำไม่สามารถผลิตน้ำในอัตราที่พอเพียงสำหรับการให้น้ำได้ครั้งเดียว ในโซนเดียว

       ระบบให้น้ำแบบฉีดฝอยขนาดเล็ก

       ระบบให้น้ำแบบฉีดฝอยขนาดเล็กเป็นการให้น้ำแก่พืชเป็นวง หรือหลายวงบนผิวดินบริเวณเขตรากพืช โดยมีการควบคุมปริมาณน้ำตามความต้องการของพืช น้ำจะถูกพ่นออกจากหัวฉีดฝอยที่ติดตั้งอยู่บนท่อแขนง ซึ่งจะรับน้ำมาจากท่อประธานที่ต่อมาจากเครื่องสูบน้ำ การให้น้ำแบบนี้จึงไม่มีการสูญเสียน้ำระหว่างการส่งน้ำ การสูญเสียของน้ำที่ไหลเลยเขตรากพืช หรือไหลนองไปตามผิวดินก็มีน้อย นอกจากนั้นยังสามารถใส่ปุ๋ย หรือสารเคมีลงไปในน้ำระหว่างการให้น้ำพร้อมกันได้ จึงถือว่าเป็นการให้น้ำแก่พืชที่มีประสิทธิภาพระบบหนึ่ง

       หัวฉีดฝอยขนาดเล็กมีให้เลือกใช้หลายชนิดขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของการออกแบบให้พ่นน้ำออกมา

มิสสเปรย์ เป็นหัวฉีดที่ให้ละอองน้ำขนาดเล็กมาก ฟุ้งกระจายได้ง่าย จึงไม่เหมาะที่จะนำไปใช้ในที่โล่งแจ้ง และลมแรง

 ไมโค รเจ๊ท หรือเจ็ทสเปรย์ หรือไมโครส เปรย์ มีรัศมีพ่นน้ำแคบเหมาะสำหรับพืชที่ปลูกระยะชิดหรือต้นไม้ที่ยังมีทรงพุ่มขนาดเล็ก

       มินิสปริงเกอร์ หรือไมโครส ปริงเกอร์ เหมาะสำหรับต้นพืชที่มีทรงพุ่มกว้างและระยะปลูกห่าง โดยปกติ หัวสปริงเก อร์ ชนิดนี้จะพ่นน้ำออกมาสู่บริเวณรอบๆ หัวในปริมาณที่มาก และลดน้อยลงเมื่อระยะห่างออกไป

       ส่วนการติดตั้งใช้งานระบบนี้นั้น ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของการใช้งานโดยอาจจะเป็นแบบวางบนพื้น ที่ทั้งหัวฉีดและท่อแขนงอยู่บนพื้นดิน แบบเหนือต้นไม้ ที่หัวฉีดอยู่สูงกว่าต้นไม้ แบบแขวนที่หัวฉีดและท่อแขนงยึดติดอยู่กับเส้นลวดเหนือพื้นดิน หรือแบบฝังดินที่ท่อแขวนถูกฝังอยู่ในดิน แต่หัวฉีดฝอยอยู่บนพื้นดิน

ตัวอย่างที่ 1 ถ้าจะปลูกส้มที่กำแพงเพชร เดือนมีนาคม ควรจะให้น้ำเมื่อใด และจะต้องให้เท่าไร โดยกำหนดให้ดินที่ปลูกเป็นดินร่วนปนทราย

จากตารางที่ 2 ดินร่วนปนทราย มีน้ำที่พืชจะนำไปใช้ได้ 0.75 – 1.15   ม.ม . น้ำ/ซม.ดิน   เฉลี่ย = 0.95 ม.ม. น้ำ/ซม.ดิน

จากตารางที่ 3 อัตราการระเหยน้ำวัดจากถาดวัดระเหยน้ำ = 5 ม.ม. / วัน

ค่าสัมประสิทธิ์ของถาดวัดการระเหย = 0.8

จากตารางที่ 4 ค่าสัมประสิทธิ์ของส้ม  = 0.75

ดังนั้น ความต้องการใช้น้ำของพืช = 5 x 0.8 x 0.75 = 3 ม.ม. / วัน

จากตารางที่ 5 ส้มมีระบบรากลึก = 120 ซม. แต่พืชใช้น้ำส่วนใหญ่ 40 % จากเขตรากที่นับจากผิวดินลงไป โดยอาศัยรากพืชส่วนบนที่ยาว 1/4 ของความยาวทั้งหมด

สมมติว่าส้มทนแล้งหรือการตอบสนองต่อการเครียดน้ำพอสมควร ดังนั้น จึงกำหนดว่าจะยอมให้พืชเอาไปใช้ได้ 50 % ก่อนที่จะให้น้ำครั้งต่อไป

ดังนั้น ความชื้นที่ยอมให้พืชนำไปใช้ได้ = 1/4 x 120 x 0.95 x 0.5 = 14.25 ม.ม.

ดังนั้น รอบเวรของการให้น้ำ = ความชื้นที่ยอมให้พืชนำไปใช้ได้ / ความต้องการใช้น้ำของพืช    = 14.25 / 3 = 4.75 หรือ 5 วัน

ทั้งนี้หมายความว่าจะต้องให้น้ำแก่ส้มทุก 5 วัน

ในกรณีนี้สมมติว่าเลือกมินิสปริงเกอร์ ซึ่งมีประสิทธิภาพ 80 % มาใช้งาน

การที่ได้รอบเวรของให้น้ำ 5 วันครั้ง และความต้องการใช้น้ำของส้ม 3 ม.ม ./ วัน

ดังนั้น ปริมาณน้ำที่จะให้ในแต่ละรอบเวร = ( 5 x 3) / 80% = 18.75 ม.ม.

ถ้าระยะปลูกส้ม = 5 x 5 ม. โดยที่ควรจะให้น้ำครอบคลุมพื้นที่ 80 % ของต้น

ดังนั้น พื้นที่วงเปียก     = ¶r 2 x 0.8

= 3.14 x 2.5 กำลัง 2 x 0.8

= 15.7 ตารางเมตร

ดังนั้น ปริมาณน้ำที่ต้องการให้ต่อรอบเวร = พื้นที่วงเปียก x ปริมาณน้ำที่จะให้ในแต่ละรอบเวร

= 15.7 x 18.75

=  294.4 ลิตร

ดังนั้น รัศมีวงเปียกที่ครอบคลุมพื้นที่ 80% ของต้น = √ 15.7 / 3.14

= 2.2 ม.

       หลังจากนั้นจึงตรวจสอบจาก แคตตาล็ อกของบริษัทผู้ผลิตจำหน่ายมินิสปริง เกอร์ ยี่ห้อต่างๆ   สมมติว่าเลือกใช้มินิสปริง เกอร์ ยี่ห้อ ก. ที่มีอัตราการให้น้ำ 120 ลิตรต่อชั่วโมง รัศมีวงเปียก 2.2 ม. ความดันใช้งาน 1 บาร์ ( 1 บาร์ มีค่าเท่ากับ 10 ม. ) โดยที่อัตราการให้น้ำที่เลือกใช้นี้ ถ้าคำนวณให้เป็นหน่วย ม.ม. / ซม. ก็จะได้ดังนี้

                อัตราการให้น้ำของมินิสปริง เกอร์       =   120 ลิตร / ซม. ÷ พื้นที่วงเปียก

=   0.12 ม 3 / ซม. ÷ 15.7 ม 2

= 7.6 ม.ม. / ซม.

อัตราการให้น้ำนี้มีค่าต่ำกว่าอัตราการซึมน้ำของดิน 10 ม.ม . / ซม.   (ตารางที่ 1 ) ซึ่งแสดงว่าจะไม่เกิดน้ำไหลมาชะล้างหน้าดิน

ดังนั้น หลักการที่ได้ดำเนินมาถือว่าใช้ได้

ส่วนระยะเวลาในการให้น้ำ                   = 294.4 ÷ 120

= 2.45 ชม.

ทั้งนี้หมายความว่า เมื่อเลือกใช้มินิสปริง เกอร์ ยี่ห้อ ก แล้วจะต้องให้น้ำนาน 2.45 ชม. หรือประมาณ   2.5 ซ.ม. จึงจะได้น้ำ   294.4 ลิตร

ถ้ากำหนดให้ 1 วัน มีเวลาให้น้ำ 8 ช.ม.

ดังนั้น จำนวนคาบการให้น้ำต่อวัน         = 8 ÷ 2.5   = 3.2 หรือ 3

ซึ่งกล่าวได้ว่าใน 1 วัน จะให้น้ำครบ (หรือ ครั้งๆ ) ละ 2.5   ชม. และจะมีการให้น้ำ ทุกๆ 5 วัน

ดังนั้น จำนวนโซนที่จะแบ่งได้              =  3   ครั้ง / วัน x 5 วัน / ครั้ง

= 15

การให้น้ำทุกๆ 5 วัน ให้ครบ 15 โซน หมายความว่าจะต้องมีการให้น้ำวันละ 15 ÷ 5 = 3 โซน

ถ้าสมมติว่าทีพื้นที่ปลูกส้ม 45 ไร่

ดังนั้น ขนาดของแปลงที่จะไห้น้ำต่อโซน = 45 / 15 = 3 ไร่

ดังนั้นจึงควรจะเริ่มต้นให้น้ำวันละ 3 โซน ๆ ละ 2.5 ช.ม. หรือ 3 ไร่ ทุกๆ   2.5   ช.ม. เป็นเช่นนี้ไปจนครบ 5 วัน ได้พื้นที่ 45 ไร่ แล้วก็จะวนกลับมาเริ่มต้นให้น้ำที่ 3 โซนแรก อีกครั้ง เป็นเช่นนี้เรื่อยไป

การวางผังเดินท่อ

       จำนวนโซนที่แบ่งได้จะเป็นแนวทางในการวางผังเดินท่อ โดยปกติท่อประธานจะถูกวางอยู่ระหว่างกลางของทุกโซน แล้วต่อท่อรองประธานออกไปพร้อมกับติดตั้งประตูน้ำคุมโซนไว้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเปิดปิด ให้น้ำ ท่อประธานควรจะอยู่ในแนวตรงและสั้นที่สุด ส่วนท่อแขนงที่นำน้ำไปสู่พืชนั้นจะต้องถูกวางให้ตามแนวระดับของพื้นที่ ไม่ควรวางไปตามแนวลาดเอียงของพื้นที่ เพราะอาจจะทำให้ความดันของน้ำในท่อมีความแตกต่างกันมาก ทำให้ต้นพืชได้รับน้ำไม่เท่ากัน

       สำหรับท่อ ที่ใช้ในการให้น้ำนั้น ปัจจุบันนิยมใช้ท่อ พีวีซี และท่อพีอี ซึ่งแต่ละชนิดต่างก็มีความเหมาะสมที่จะนำมาใช้งาน

       ท่อพีวีซี มีราคาต่ำ หาซื้อง่าย น้ำหนักเบา เชื่อมต่อได้ง่ายโดยใช้กาวและข้อต่อเกลียว โดยสามารถต่อเชื่อมกับท่อชนิดอื่นได้ด้วย นอกจากนี้ยังไม่เป็นสนิม และทนต่อการกัดกร่อนของสารเคมี แต่มีข้อเสียที่แตกหักง่าย ถ้ามีน้ำหนักมากๆ กดทับ ท่อพีวีซี ผลิตขึ้นมายาวท่อละ 4 เมตร และมี 3 ระดับชั้นความดัน (หรือสามารถทนความดันได้) คือ ชั้น 5 , 8.5 , และ 13.5 เมกาพาสคัล ( 1 เมกาพาสคัล มีค่าเท่ากับ 10 ม. )   มีขนาด 1/2 นิ้ว – 16 นิ้ว ( 18 – 600 ม.ม. ) โดยปกติชนิดสีฟ้าเท่านั้นที่เหมาะสมสำหรับระบบให้น้ำ เพราะท่อสีอื่นมีความบางกว่า ทำให้ไม่สามารถทนความดันน้ำได้สูง

       ข้อต่อพีวีซี ก็เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของท่อ เพราะท่อที่ผลิตจะมีความยาวที่เหมาะสมแก่การขนส่ง เช่น 4 ม.   ดังนั้น เมื่อจะต่อท่อให้เป็นท่อยาวๆ จึงต้องอาศัยข้อต่อมายึดเข้าด้วยกัน ข้อต่อดังกล่าวทีหลายแบบ เช่น สามตา หรือสามทาง สี่ทาง ข้องอ ข้อลด ข้อเพิ่ม ฝาอุดปลายท่อ

       ท่อพีอี เป็นท่อสีดำที่ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ในการเกษตร โดยมีราคาถูกกว่าท่อ พีวีซี การตัดต่อทำได้ง่าย มีน้ำหนักเบา และสามารถขดเป็นม้วนได้ ทำให้สะดวกในการขนส่ง และเคลื่อนย้าย ตลอดจนการวางท่อ นอกจากนี้ยังผลิตให้มีความยาวถึง 50 หรือ 100 เมตร ทำให้จำนวนข้อต่อที่ใช้ลดลง และการรั่วที่เกิดจากข้อต่อก็จะลดลงตาม ข้อดีของท่อ พีอี คือมีความยืดหยุ่นตัวสูงกว่า สามารถรับน้ำหนักกดทับได้โดยไม่แตกหัก นอกจากนั้นผิวภายในท่อยังเรียบทำให้การเสียพลังงานเนื่องจากความฝืดมีค่าต่ำ ขนาดของท่อพีอีทีตั้งแต่ขนาด 16 ม.ม. ถึง 400 ม.ม. โดยมีชั้นความดัน 5 ชั้น ได้แก่ 2.5 , 4 , 6.3 , 10 และ   16 บาร์

       เนื่องจากมาตรฐานการผลิตท่อพีอีแตกต่างกัน ข้อต่อพีอี จึงมีรูปแบบที่แตกต่างกัน ดังนั้น การเลือกใช้ท่อในระบบให้น้ำ จึงต้องพิจารณาเลือกใช้ท่อที่ทีข้อต่อที่สามารถต่อท่อทั้งสองชนิดเข้าด้วยกันได้ด้วย ความแตกต่างของข้อต่อเพียง 0.5 หรือ 1 ม.ม. สามารถทำให้น้ำรั่วได้ เพราะในท่อมีความดัน ดังนั้นในการเลือกใช้ท่อจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงข้อต่อพิเศษ ซึ่งราคาอาจจะสูง หรือหากจะเปลี่ยนท่อใหม่ก็จะหาข้อต่อได้ยาก

       การเลือกใช้ขนาดและชนิดของท่อนั้น บางครั้งก็อาจจะมรการติดตั้งใช้งานท่อทั้งสองชนิดร่วมกัน เช่น ท่อเมนซึ่งเป็นท่อที่มีความดันตลอดเวลาเป็นท่อพีวีซี ท่อแขนงเป็นท่อพีอีซึ่งมีความดันก็ต่อเมื่อมีการใช้น้ำ อย่างไรก็ตามก็ควรคำนึงความสะดวกในการหาซื้อท่อชนิดนั้นๆ และการซ่อมแซมในภายหลัง

                สำหรับการเดินท่อนั้น ก็ควรจะอาศัยหลักการ ดังนี้

1 . เดินท่อในแนวตรงให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

2. หลีกเลี่ยงการเดินท่อหัดมุม ซึ่งจะก่อให้เกิดแรงเสียดทานและสูญเสียความดัน โดยออกแบบให้มีการต่อท่อแขนงหลายๆ ท่อ ออกจากท่อประธาน

3. ถ้าเป็นไปได้ ควรหลีกเลี่ยงการเดินท่อผ่านทางเดิน หรือถนน

       นอกจากข้อต่อแล้ว การเดินท่อยังต้องอาศัย อุปกรณ์ควบคุมต้นทาง ซึ่งเป็นอุปกรณ์ต่างๆ ที่ต่อจากท่อส่งของเครื่องสูบน้ำ ซึ่งช่วยให้การทำงานของระบบให้น้ำเป็นไปด้วยดี   อุปกรณ์เหล่านี้ประกอบด้วย

       วาล์วกันกลับ เป็นวาล์วที่จะปล่อยให้น้ำไหลไปในทิศทางที่ต้องการ ไม่มีการย้อนหลัง โดยทั่วไปมี 2 แบบคือ แบบสปริงและแบบบานเหวี่ยง ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้น้ำในท่อไหลย้อนกลับเมื่อหยุดเครื่องสูบน้ำ

ประตูน้ำ ใช้เปิดและปิดในขณะเริ่มและหยุดใช้งานเครื่องสูบน้ำ เพื่อลดการเกิดกระแทกของน้ำ ซึ่งจะทำความเสียหายแก่ท่อและอุปกรณ์ต่างๆ

กรอง ทำหน้าที่ดักสิ่งปลอมปนไม่ให้เข้าไปในระบบน้ำ จนเกิดอุดตันที่หัวฉีดฝอยหรือกีดขวางทางเดินของน้ำ

มาตรวัดน้ำ นอกจากจะใช้ในการบอกปริมาณน้ำที่ให้แต่ละครั้งและยังเป็นตัวบ่งชี้ได้ในกรณีมีท่อรั่วหรือแตกในที่ลับตา

มาตรวัดแรงดัน ใช้เป็นตัวชี้ว่าแรงดันที่ส่งน้ำออกไปสู่ระบบตรงกับที่คำนวณไว้หรือไม่ กรองอยู่ในสภาพปกติหรือจะต้องทำความสะอาด

วาล์วไล่ลม เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ระบายอากาศที่อยู่ในท่อก่อนจะเดินเครื่องสูบน้ำให้ออกไปจากท่อเพื่อให้น้ำสามารถเข้ามาแทนที่ได้เต็ม ปราศจากฟองอากาศ ทำให้น้ำไหลสะดวก

      ลิ้นหัวกะโหลก หรือฟุตวาล์ว เป็นวาล์วกันกลับที่ได้รับการออกแบบมาใช้สำหรับทางด้านดูดของเครื่องสูบน้ำ เพื่อป้องกันการไหลย้อนกลับ และทำให้มีน้ำป้อนทางท่อดูดตลอดเวลา โดยจะติดตั้งอยู่กับส่วนตอนปลายของท่อทางด้านดูดที่จุ่มน้ำอยู่ในน้ำ และมีกรองติดอยู่ด้วย เพื่อป้องกันเศษหญ้าหรือวัตถุแปลกปลอมต่างๆ ไม่ให้เข้าไปในระบบน้ำ

พบกันฉบับหน้านะครับ

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 30 พฤศจิกายน 2550
 

การผลิตองุ่นพันธุ์รับประทานสดภายใต้โครงหลังคาพลาสติก 2011/07/30

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 5:35 am

http://www.ku.ac.th/e-magazine/oct50/agri/grape.htm.

       สถานีวิจัยกาญจนบุรี สถาบันค้นคว้าและพัฒนาระบบนิเวศเกษตร ได้ดำเนินการวิจัยการปลูกองุ่น ร่วมกับ ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มาตั้งแต่ปีงบประมาณ 2545 จนถึงปัจจุบัน ในโครงการวิจัย เรื่องการวิจัยและพัฒนาศักยภาพการผลิตองุ่นและการทำไวน์ในเขตภาคตะวันตกของประเทศไทย โดยได้รับทุนอุดหนุนวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปัญหาที่สำคัญของการผลิตองุ่นรับประทานสดในเขตร้อนชื้นและมีฝนตกเป็นสาเหตุให้มีการระบาดและทำลายจากโรคและแมลงสูง ทำให้ผลผลิตเสียหายและส่งผลให้คุณภาพของผลผลิตต่ำ สาเหตุนี้ทำให้เกษตรกรจำเป็นต้องมีการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูองุ่นในปริมาณที่มากเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต อีกทั้งยังเป็นอันตรายต่อเกษตรกรผู้ใช้สารเคมี และสารพิษตกค้างรวมทั้งคราบของสารเคมีบนผิวขององุ่นรับประทานสดซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค เป็นสาเหตุหนึ่งทำให้ผู้บริโภคไม่กล้าซื้อไปรับประทาน ผลผลิตราคาตกต่ำ และขายไม่ได้

       ในปัจจุบันการใช้หลังคาพลาสติกคลุมแปลงมีบทบาททางการเกษตรมากขึ้น ทั้งในด้านการผลิตไม้ ดอกไม้ประดับ พืชผัก และไม้ผล ดังจะเห็นได้จากประเทศต่างๆ เช่นญี่ปุ่น ไต้หวัน สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศษ อิตาลี อังกฤษ และอิสราเอล ได้มีการนำหลังคาพลาสติกมาใช้เพื่อประโยชน์ในทางเกษตรอย่างแพร่หลายและมีแนวโน้มการใช้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากประโยชน์ที่ได้รับจากหลังคาพลาสติกมีมาก โดยเฉพาะใช้ในการจัดการสภาพลมฟ้าอากาศให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช โดยการควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น ปริมาณน้ำฝน และปริมาณแสงแดด ตลอดจนป้องกันภัยธรรมชาติทั้งจากสภาพภูมิอากาศที่เป็นอันตรายต่อพืช เช่น พายุฝน จากโรคพืช และสัตว์ที่เป็นศัตรูพืช

       สำหรับการใช้หลังคาพลาสติกคลุมแปลงองุ่นในฤดูฝนนั้น ทวีศักดิ์ (2532) ทดลองการคลุมหลังคาพลาสติกกับองุ่นพันธุ์ Loose Perlette ในฤดูฝนที่จังหวัดเชียงใหม่ รายงานว่าจะทำให้เปอร์เซ็นต์ผลที่ดีสูง เปอร์เซ็นต์ผลที่แตกและผลที่เน่าต่ำ ให้เปอร์เซ็นต์ TSS สัดส่วน TSS/TA ขนาดช่อและน้ำหนักช่อสูงกว่าการไม่คลุมหลังคาพลาสติกและยังทำให้ใบและผลเป็นโรคและแมลงได้ อนุชา(2535) ได้ทดลองเช่นเดียวกันในพันธุ์ Beauty Seedless และมีการทดลองกับพันธุ์ไวน์มาละกา ก็ได้ผลเช่นเดียวกัน (จรัล, 2518) และจากการเปรียบเทียบในเรื่องการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูนั้น นับว่าประหยัดค่าใช้จ่ายและแรงงานในการป้องกันกำจัดศัตรูต่างๆ ไปได้มาก ผู้ปลูกและผู้บริโภคก็ปลอดภัยจากสารเคมีที่ใช้มากยิ่งขึ้น

       สถานีวิจัยกาญจนบุรีได้ทำการทดลองปลูกองุ่นพันธุ์รับประทานสดภายใต้โครงหลังคาพลาสติกขนาด 150 ไมครอน พบว่าสามารถลดค่าใช้จ่ายสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ (ในช่วงฤดูฝน ปี 2549) เมื่อเปรียบเทียบกับองุ่นที่ปลูกนอกโครงหลังคา และองุ่นที่ปลูกภายใต้โครงหลังคาสามารถเก็บผลผลิตได้มากและมีคุณภาพสูง ขณะที่องุ่นนอกโครงหลังได้ผลผลิตน้อยและมีคุณภาพต่ำ

             

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 31 ตุลาคม 2550
 

ศูนย์บริการประกันคุณภาพอาหาร มก. ได้ ISO/IEC 17025 2011/07/30

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 5:32 am

http://www.ku.ac.th/e-magazine/oct50/agri/iso.htm.

       ม.เกษตรฯ พร้อมบริการด้านประกันคุณภาพอาหารแบบครบวงจรการันตีผลการวิเคราะห์โดยนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหารไทยมีคุณภาพ ผ่านการับรองคุณภาพมาตรฐานสากล ISO/IEC 17025

       ดร.วารุณี วารัญญานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร กล่าวว่า ศูนย์บริการประกันคุณภาพอาหาร (FQA : Food Quality Assurance Service Center) สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาตร์ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นห้องปฏิบัติการที่มีความสามารถตามข้อกำหนดคุณภาพมาตรฐานสากล ISO/IEC 17025 และข้อกำหนดเงื่อนไขการขึ้นทะบียนเป็นห้องปฏิบัติการทดสอบด้านสินค้าเกษตรและอาหาร ของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ได้รับเครื่องหมาย เมื่อวันที่ 19 มีนาคม ที่ผ่านมา เครื่องหมาย คือเครื่องหมายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ใช้ในการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารเพื่อแสดงถึงความมีคุณภาพและความปลอดภัยตามมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือมาตรฐานสากลอื่นๆ พร้อมทั้งมีรหัสเพื่อป้องกันการปลอมแปลงใบรายงานผลการตรวจวิเคราะห์(Test Report) และตรวจสอบย้อนกลับได้เมื่อสินค้าเกิดปัญหา ศูนย์บริการประกันคุณภาพอาหารจะให้บริการด้านการวิเคราะห์ / ทดสอบคุณภาพของอาหาร เครื่องดื่มและผลิตผลทางการเกษตร ทางด้านเคมี กายภาพ จุลชีวภาพ (Chemical, Physical and Microbiological Testing) โดยมุ่งเน้นความถูกต้อง แม่นยำ ความรวดเร็ว และเชื่อถือได้ บริการทดสอบการกระจายความร้อนในหม้อฆ่าเชื้อ (Process Determination) และทดสอบหาค่า Fo ในผลิตภัณฑ์อาหารทดสอบทางชีวภาพด้านโภชนาการ และพิษวิทยาอาหาร (Biological and Toxicological Testing) และให้คำปรึกษาและกำหนดกระบวนให้ความร้อนในการฆ่าเชื้อผลิตภัณฑ์อาหารในภาชนะที่ปิดสนิท กฎหมายอาหาร และข้อกำหนดของมาตรฐานอาหาร รวมถึงถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยี ร่วมดำเนินการจัดฝึกอบรมกับศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาอุตสาหกรรมเกี่ยวกับวิธีทดสอบและระบบคุณภาพตามมาตรฐานสากล

       สำหรับรายการวิเคราะห์ / ทดสอบทางด้านเคมีของศูนย์บริการประกันคุณภาพอาหาร ประกอบด้วย NUTRITION AND OTHER FOOD CHEMICAL COMPOSITION, AMINO ACID, ORGANIC ACID, OTHER ORGANIC ACID, SUGAR, SWEETENER, SUGAR ALCOHOL, OTHER SWEETENER, VITAMIN, FOOD ADDITIVE, RANCIDITY ANALYSIS, MYCOTOXIN, MINERAL AND METAL, FOOD COLOR, ALCOHOL, OTHERS CHEMICAL ANALYSIS สำหรับรายการทดสอบทางด้านจุลชีววิทยา ประกอบด้วย Microbiological Examination of Water, Health Certificate / Sanitary Certificate กำหนดกระบวนการให้ความร้อนในการฆ่าเชื้ออาหารกระป๋อง (ค่า Fo) , บริการทดสอบทางชีวภาพด้านโภชนาการ และพิษวิทยาอาหาร

       ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการประกันคุณภาพ (อาคารอมรภูมิรัตน์) สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทรศัพท์ 0-2942-8629 – 35 ต่อ 800 , 811 หรือ www.ifrpd.ku.ac.th

      

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 31ตุลาคม 2550
 

หลังคาพลาสติกกับการลดปัญหาโรคแอนแทรคโนสของมะม่วง 2011/07/30

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 5:28 am

http://www.ku.ac.th/e-magazine/oct50/agri/mango.htm.

       มะม่วงเป็นไม้ผลที่นิยมปลูกันมาก ปลูกได้เกือบทุกภาคของประเทศไทย ซึ่งนอกจากจะใช้บริโภคกันภายในประเทศ ทั้งในรูปผลสดและแปรรูปแล้ว ยังสามารถส่งเป็นสินค้าออกทำรายได้เข้าสู่ประเทศได้อีกด้วย ปัจจุบันทีพื้นที่เพาะปลูกมะม่วงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาด ราคาผลผลิตที่เกษตรกรขายได้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นจึงต้องมีการแก้ไขปัญหาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งแนวทางหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าของมะม่วงนอกจากการแปรรูปแล้ว คือการทำให้มะม่วงออกผลผลิตนอกฤดูกาล โดยมะม่วงน้ำดอกไม้เป็นมะม่วงอีกพันธุ์หนึ่งที่มีการเจริญเติบโตรวดเร็ว ออกดอกดก ให้ผลทุกปี ผลมีขนาดใหญ่ เนื้อมาก เมล็ดเล็ก ผิวบาง เมื่อดิบผิวสีเขียวนวล มีรสเปรี้ยว เนื้อแน่น ผลสุกมีผิวสีเหลืองนวล รสหวาน เนื้อละเอียด มีเสี้ยมน้อย และมีกลิ่นหอม ที่สำคัญมะม่วงน้ำดอกไม้สามารถตอบสนองต่อการบังคับให้ออกผลนอกฤดูได้เป็นอย่างดี แต่การปลูกมะม่วงให้ออกนอกฤดูนั้น ก็ยังประสบปัญหากับการเกิดโรคแอนแทรคโนส ซึ่งโรคนี้เกิดจากการทำลายของเชื้อรา Collectotrichum gloeosporioides สาเหตุที่เกิดโรคนี้เนื่องจากมะม่วงนอกฤดูมีการออกดอกและติดผลในช่วงฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงที่ความชื้นสัมพัทธ์อากาศสูง จากการที่ความชื้นสัมพัทธ์อากาศสูงนี้เอง เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาดเข้าทำลายของเชื้อรา

       ด้วยเหตุนี้ รศ.ดร.คณพล จุฑามณี และนางสาวศิริลักษณ์ อ่อนน้อม จากภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงได้ทำการศึกษาเพื่อหารแนวทางในการควบคุมโรคแอนแทรคโนส โดยได้ทำการทดลองสร้างโรงเรือนด้วยไม้ไผ่สำหรับคลุมหลังคาพลาสติก หลังคามีลักษณะเป็นทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่ว กว้าง 3 เมตร ยอดจั่วสูงจากพื้นดิน 3.5 เมตร คลุมหลังคาพลาสติกพีวีซีใสชนิดกันรังสียูวี 5% ด้านข้างของโรงเรือนเปิดโล่ง ทดสอบกับมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้อายุ 10 ปี สูงประมาณ 3 เมตร ที่ปลูกในแปลงแบบยกร่อง ในเขตอำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ทำการคลุมหลังคาพลาสติกหลังจากมะม่วงออกดอกประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อป้องกันปัญหาการไม่ออกดอกภายใต้หลังคาพลาสติก ผลกาทดลองพบว่าการคลุมหลังงคาพลาสติกช่วยลดความชื้นสัมพัทธ์อากาศภายในทรงพุ่มในเวลากลางคืนได้ถึง 4.2% ความชื้นสัมพัทธ์อากาศที่ลดลงส่งผลให้เกิดโรคแอนแทรคโนสลดลงอย่างเห็นได้ชัด คือ สามารถลดการเกิดโรคแอนแทรคโนสมนระยะก่อนเก็บเกี่ยว (ผลดิบ) ได้ถึง 37% ลดการเกิดโรคแอนแทรคโนสในระยะหลังเก็บกี่ยว (ผลสุก) ได้ถึง 11% และลดระดับความรุนแรงของผลเน่าในระยะหลังเก็บเกี่ยวได้ โดยผลมะม่วงในสภาพคลุมหลังคาพลาสติกมีอาการของโรคปรากฏ 0 – 50% ของพื้นที่ผิวผล ในขณะที่ผลมะม่วงในสภาพธรรมชาติมีอาการของโรคปรากฏ 26 – 100% ของพื้นที่ผิวผล นอกจากนี้การคลุมหลังคาพลาสติกยังสามารถลดอาการผลลายจากการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟได้ถึง 100% ซึ่งการใช้หลังคาพลาสติกดังกล่าวลงทุนไม่มาก และยังเป็นอีกหนึ่งวิธีการที่จะช่วยควบคุมโรคแอนแทรคโนสและการทำลายของเพลี้ยไฟ อันจะนำไปสู่การเพิ่มปริมาณและมูลค่าของผลผลิตให้สูงขึ้น รวมทั้งช่วยลดค่าใช้จ่ายและอันตรายจากการใช้สารเคมีกำจัดเชื้อรา

       หากเกษตรกรท่านใดสนใจ และต้องการทราบข้อมูลเพิ่ม สามารถติดต่อได้ที่ รศ.ดร.คณพล จุฑามณี และนางสาวศิริลักษณ์ อ่อนน้อม ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เบอร์โทรศัพท์ 0-2562-5444 , 0-2562-5555 ต่อ 1321

      

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 31ตุลาคม 2550
 

หลักการออกแบบระบบน้ำแก่พืช แบบฉีดฝอย ตอนที่1 2011/07/30

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 5:24 am

http://www.ku.ac.th/e-magazine/oct50/agri/water.htm.

       ในกระบวนการสังเคราะห์แสงเพื่อการเจริญเติบโตนั้น พืชต้องอาศัยปัจจัยที่สำคัญคือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ โดยที่ปากใบจะเปิดในเวลากลางวัน เพื่อให้พืชดูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศเข้าไปใช้ และคายน้ำออกมา เมื่อมีการสูญเสียน้ำอกไปจากพืช ก็จะเกิดแรงดูด ดึงน้ำจากดินผ่านรากและต้นขึ้นมาแทน น้ำที่อยู่ในดินก็ลดลงน้อยลง จนในที่สุดก็จะไม่เหลือพอให้พืชดูดไปใช้ พืชก็จะเหี่ยวแห้งตายไป

       โดยปกติ ฝนที่ตกลงมาจำนวนพอเหมาะจะช่วยรักษาสมดุลของน้ำในดินไว้ แต่ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ในธรรมชาติไม่มีฝนตกลงมาตลอดปี ดังนั้นการให้น้ำจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับพืช เพื่อชดเชยน้ำฝนในธรรมชาติที่ขาดหายไป หลักการให้น้ำแก่พืชที่สำคัญคือ ต้องมีความรู้ความเข้าใจเรื่องดิน น้ำ และพืช เพื่อกำหนดว่าจะให้น้ำปริมาณเท่าไร และเมื่อไรก่อน จึงจะนำข้อกำหนดต่างๆ เหล่านี้ไปออกแบบวางผังเดินท่อน้ำ ตลอดจรเลือกใช้หัวฉีดฝอยหรือหัวสปริงเกอร์ และเครื่องสูบน้ำได้อย่างถูกต้อง

       ความสัมพันธ์ระหว่างดิน น้ำ และพืช

       ดินเป็นฐานให้พืชใช้เป็นที่ยึดเกาะ เป็นแหล่งให้น้ำ ธาตุอาหาร และอากาศที่สำคัญของพืช โดยที่น้ำจะเป็นตัวละลายธาตุอาหารที่อยู่ในดิน ให้อยู่ในสภาพของสารละลาย ซึ่งพืชสามารถลำเลียงไปสร้างความเจริญเติบโตได้ ขบวนการเจริญเติบโตของพืชจึงมีความสัมพันธ์มากกับดิน และน้ำในดิน การเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เกิดขึ้นกับดิน และสภาวะของน้ำในดิน ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงกับการเจริญเติบโตของพืช ดังนั้น ถ้าเข้าใจความสัมพันธ์ของดิน น้ำและพืชเป็นอย่างดีก็สามารถให้น้ำแก่ดินได้ตรงกับความต้องการของพืชในปริมาณและจังหวะเวลาที่เหมาะสม

       ดินมีคุณสมบัติหลายประการ แต่คุณสมบัติที่เกี่ยวข้องกับการให้น้ำคือ การซึมน้ำ ซึ่งเกิดจากการเคลื่อนที่ของน้ำจากผิวดิน เข้าไปในช่องว่างระหว่างเม็ดดินด้วยแรงดึงดูดของโลก และแรงเนื่องจากความกดดันของน้ำที่ขังอยู่บนผิวดิน ถ้ามีหน่วยต่อเวลา เช่น มม./ชม. ก็เรียกว่า อัตราการซึมน้ำของดิน อัตราการซึมน้ำนี้เป็นข้อมูลที่จะนำไปใช้มนการออกแบบระบบการให้น้ำ โดยเป็นตัวกำหนดอัตรา และระยะเวลาของการให้น้ำ เพื่อที่จะได้จัดส่งน้ำในอัตราและปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการใช้น้ำของพืช

       ตาราง แสดงอัตราการซึมน้ำของดิน

ชนิดของดิน
อัตราการซึมน้ำของดิน(มม./ชม.)
ดินทราย
มากกว่า 20
ดินร่วนปนทราย
10 – 20
ดินร่วน
5 – 10
ดินเหนียว
1 – 5

       น้ำหรือความชื้นในดิน ถ้ามีอยู่ในอัตราส่วนที่พอเหมาะก็จะเป็นประโยชน์ต่อพืช แต่ถ้ามีปริมาณมากเกินไป ก็สามารถให้โทษต่อพืชที่ปลุกได้เช่นกัน ความชื้นในดินแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ คือ

       1. ความชื้นที่จุดอิ่มตัว เป็นสภาวะที่น้ำเข้าไปแทนที่ช่องว่างระหว่างเม็ดดินเต็มทุกช่องว่าง จนไม่มีอากาศเหลืออยู่เลย หรืออาจจะมีอยู่บ้างในช่องว่างขนาดเล็กๆ แต่มีปริมาณน้อยมาก และน้ำที่อยู่ในช่องว่างทั้งหมดจะเป็นปริมาตรของน้ำสูงสุดที่ดินจะเก็บไว้ได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง

       2. ความชื้นชลประทาน เป็นระดับความชื้นที่ดินสามารถอุ้มไว้ได้ หลังจากน้ำถูกระบายออกไปหมดแล้ว โดยต้านทานกับแรงดึงดูดของโลก ในสภาวะนี้ปริมาณน้ำที่เหลืออยู่ในช่องว่างขนาดใหญ่ จะอยู่ได้ด้วยแรงดึงระหว่างโมเลกุลของน้ำกับเม้ดดิน ซึ่งมีค่ามากกว่าแรงดึงดูดของโลกที่ทำต่อโมเลกุลของน้ำ

       ตาราง แสดงความสามารถในการอุ้มน้ำของดินชนิดต่างๆ

ชนิดของดิน
ความสามารถในการอุ้มน้ำของดิน (ม.ม. น้ำ/ซ.ม. ดิน)
รวมทั้งหมด
พืชนำไปใช้ได้
พืชนำไปใช้ไม่ได้
ดินทราย 0.65 – 1.50 0.35 – 0.85 0.30 – 0.65
ดินร่วนปนทราย 1.50 – 2.30 0.75 – 1.15 0.75 – 1.15
ดินร่วน 2.30 – 3.40 1.15 – 1.70 1.15 – 1.70
ดินร่วนปนตะกอนทราย 3.40 – 4.00 1.70 – 2.00 1.70 – 2.00
ดินร่วนปนดินเหนียว 3.60 – 4.15 1.50 – 1.80 2.10 – 2.35
ดินเหนียว 3.80 – 4.15 1.50 – 1.60 2.30 – 2.55

       3. ความชื้นที่จุดเหี่ยวเฉาถาวร เป็นความชื้นในดินที่พืชไม่สามารถดูดไปใช้ให้เพียงพอต่อการคายน้ำได้อีกต่อไป พืชบางชนิดจะเกิดอาการเหี่ยวเฉาให้เห็นอย่างชัดเจนเมื่อความชื้นลดลงมาถึงจุดนี้

       หลังจากการให้น้ำ น้ำที่อยู่ระหว่างความชื้นที่จุดอิ่มตัว และความชื้นชลประทาน จะไหลลงสู่เบื้องล่างอย่างรวดเร็วด้วยแรงดูดของโลก พืชสามารถนำไปใช้ได้เพียงเล็กน้อย

       ปริมาณของน้ำที่อยู่ระหว่างความชื้นชลประทาน และความชื้นที่จุดเหี่ยวเฉาถาวร เป็นน้ำหรือความชื้นที่พืชสามารถดูดขึ้นไปใช้เพื่อการเจริญเติบโตได้ จนกว่าปริมาณของความชื้นในดินจะลดลงจนถึงจุดเหี่ยวเฉาถาวร น้ำดังกล่าวคือความชื้นที่พืชนำไปใช้ได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ในแง่ของการชลประทานหรือการให้น้ำแก่พืช ต้องให้น้ำแก่พืชก่อนที่ความชื้นในดินจะลดลงจนถึงจุดเหี่ยวเฉาถาวร หรือประมาณ 50 % ของความชื้นที่พืชนำไปใช้ได้ทั้งหมด ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับชนิดของพืชที่อาจทนแล้งได้มากหรือน้อย

       สำหรับพืชแต่ละชนิดนั้นมีความแตกต่างกัน เช่น ราก ทรงพุ่ม ความสามารถในการทนแล้ง ดังนั้น ความต้องการใช้น้ำของพืชในการเจริญเติบโตจึงแตกต่างกัน

       ความต้องการใช้น้ำของพืช เกิดจาก 2 กระบวนการคือ กระบวนการคายน้ำ ซึ่งเป็นกระบวนการที่พืชใช้ในการเจริญเติบโต และกระบวนการระเหยน้ำซึ่งเป็นการแพร่กระจายของน้ำในรูปของไอน้ำ จากน้ำที่อยู่บนใบพืช และผิวดินบริเวณต้นพืชสู่บรรยายกาศในเวลากลางวัน ทั้งนี้เมื่อกระบวนการคายน้ำ รวมกับกระบวนการระเหยน้ำจะถูกเรียกว่า กระบวนการคายระเหย หรือความต้องการใช้น้ำของพืช โดยมีหน่วยที่ใช้วัดเป็น ม.ม./วัน

       ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อความต้องการใช้น้ำของพืชมีอยู่ 4 อย่างด้วยกันคือ แสงแดด อุณหภูมิ ความชื้น และลม

       ความต้องการใช้น้ำของพืชจะสูงเมื่อมีแดดจัด อุณหภูมิสูง ความชื้นต่ำ และลมแรง แต่เนื่องจากการวัดค่าของปัจจัยทางภูมิอากาศหลายๆ อย่างนั้นทำได้ยากและเสียเวลา นักวิทยาศาสตร์จึงได้คิดวิธีประเมินความต้องการใช้น้ำของพืช โดยอาศัยตัวแปรต่างๆ มาทำเป็นสูตรคำนวณ วิธีที่สะดวก และยอมรับกันทั่วไป คือวิธีประเมินเปรียบเทียบกับการระเหยจากถาดระเหยน้ำ ที่เรียกว่า ถาดวัดการระเหยน้ำ มาตรฐานเอ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในสถานีอุตุนิยมวิทยาทั่วไป

ค่าความต้องการใช้น้ำของพืชจึงสามารถคำนวณได้จากสูตร

ความต้องการใช้น้ำของพืช = อัตราการระเหยน้ำวัดจากถาดวัดการระเหยน้ำ x ค่าสัมประสิทธิ์ของถาดวัดการระเหย x ค่าสัมปรัสิทธิ์ของพืช

       ค่าสัมประสิทธิ์ของถาดวัดการระเหยจะขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่วางถาดซึ่งเกี่ยวข้องกับความเร็วลม ความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศ ตลอดจนสถานที่วางถาดวัดการระเหยว่าเป็นที่ดินว่างเปล่าหรือมีหญ้าที่ตัดสั้นล้อมรอบ โดยปกติจะมีค่าระหว่าง 0.35 – 0.85 ในกรณีที่ไม่ทราบค่าแน่นอนมักจะใช้ 0.8

       ค่าสัมประสิทธิ์ของพืชจะแปรเปลี่ยนไปตามชนิด และช่วงระยะการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งได้จากการทดลอง เช่น พืชตามตาราง ในกรณีที่ไม่ทราบค่าแน่นอนมักจะใช้ 0.8

ช่วงพัฒนาของพืช
ชนิดของไม้ผล
ทุเรียน
เงาะ
มังคุด
ส้ม
อื่นๆ
การพัฒนาการทางด้านกิ่งก้าน
0.6
0.6
0.6
0.65
0.75
การชักนำการออกดอก
0.00
0.00 – 0.60 *
0.00
0.00 – 0.65*
0.00
การพัฒนาการของดอก
0.75
0.75
0.75
0.70
0.75
การติดผล
0.50
0.75
0.75
0.70
0.75
การพัฒนาการของผลอ่อน
0.60
0.80
0.80
0.70
0.75
การเจริญเติบโตของผล
0.85
0.85
0.85
0.75
0.80
การเริ่มสุกแก่
0.75
0.85
0.85
0.75
0.75

       * ในช่วงการชักนำให้ออกดอกของเงาะและส้ม ต้องผ่านช่วงแล้งระยะหนึ่ง จากนั้นจึงเริ่มให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อกระตุ้นการออกดอก

       สำหรับรากของพืชนั้น พืชแต่ละอย่างจะมีความยาวและลักษณะการกระจายไม่เหมือนกัน รากส่วนใหญ่หากินอยู่บริเวณผิวดิน แผ่ไปตามขนาดของทรงพุ่ม ถ้าหากแบ่งความลึกของรากออกเป็น 4 ส่วน พืชจะได้น้ำส่วนใหญ่จากดิน ตั้งแต่ผิวดินลงไปประมาณ 1/4 ของความลึกของระบบราก โดยใช้น้ำจากในดินส่วนนี้ถึง 40 % แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่า พืชใช้น้ำส่วนนี้ทั้งหมดก่อน แล้วจึงใช้น้ำส่วนที่ลึกลงไป การดูดน้ำไปใช้ของพืชจะเกิดขึ้นที่ทุกระดับความลึกพร้อมๆ กัน แต่ปริมาณน้ำในชั้นนี้สูญเสียไปมาก จะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของพืชได้ การกำหนดเวลาการให้น้ำจึงอาศัยการติดตามระดับความชื้นในดินชั้นบนสุดเป็นเกณฑ์

       ตาราง แสดงความลึกของรากพืชที่ใช้ในการดูดน้ำ

ชนิดไม้ผล
ความลึกของระบบราก (ซ.ม.)
          ทุเรียน
              10 – 30
          เงาะ
              30 – 60
          มังคุด
              90 – 120
          ส้มต่างๆ
             120 – 150
          ไม้ผลอื่นๆ
             100 – 200

       การให้น้ำแก่พืชนั้นสามารถทำได้หลายระบบ ระบบให้น้ำที่เหมาะสมแก่การนำมาใช้งานนั้นจะถูกกำหนดคุณสมบัติด้วยข้อมูลต่างๆ คือ ดิน และพืช ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เช่น อัตราการให้น้ำของระบบให้น้ำที่เลือก จะต้องต่ำกว่าอัตราการซึมน้ำของดิน สำหรับในส่วนของพืชนั้นการกระจายของราก การให้น้ำถูกใบได้หรือไม่เหล่านี้ เป็นต้น จะเป็นตัวบ่งชี้ว่า ควรจะนำระบบให้น้ำแบบใดมาใช้

       สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะต้องทราบในการให้น้ำแก่พืช คือ ต้องรู้ว่าพืชใช้น้ำไปเท่าไร ควรให้น้ำเมื่อใด และจะต้องให้เท่าไร จึงเหมาะสมกับข้อกำหนดของดินและพืช

       การให้น้ำในอัตราเท่ากับค่าความต้องการใช้น้ำของพืช ทุกวันย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะสิ้นเปลืองทั้งแรงงาน และเวลา จึงต้องหาช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะให้น้ำ โดยทั่วไป การให้น้ำจะเริ่มเมื่อความชื้นในเขตรากพืชถูกใช้ไปประมาณ 50 % หรือครึ่งหนึ่งความชื้นที่พืชนำไปใช้ทั้งหมด    แต่เปอร์เซ็นนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับการตอบสนองต่อการทนแล้งของพืช

ความชื้นในดินที่ยอมให้พืชนำไปใช้ได้ = (1/4) x ความลึกของราก x น้ำที่ดินอุ้มไว้ให้พืชนำไปใช้ได้ x 0.5

       เมื่อได้ค่าความชื้นในดินที่ยอมให้พืชนำไปใช้ได้แล้ว ก็คำนวณว่าควรจะให้น้ำเมื่อไร หรือเรียกว่ารอบเวรของการให้น้ำ ซึ่งก็หมายความว่าเมื่อให้น้ำวันใดแล้ว เว้นไปอีกกี่วันจึงจะให้น้ำอีกครั้ง เป็นเช่นนี้เรื่อยไป

รอบเวรของการให้น้ำ = ความชื้นในดินที่ยอมให้พืชนำไปใช้ได้ / ความต้องการใช้น้ำของพืช

       การให้น้ำแต่ละครั้งนั้น ต้องทราบปริมาณของน้ำด้วย ซึ่งค่านี้ก็คือ

ปริมาณน้ำที่จะให้ในแต่ละรอบเวร = ความชื้นในดินที่ยอมให้พืชนำไปใช้ได้ / (รอบเวรของการให้น้ำ x ความต้องการใช้น้ำของพืช)

       ระบบให้น้ำแต่ละระบบไม่มีประสิทธิภาพในการจ่ายน้ำให้แก่ดินได้ 100 % เต็ม ดังนั้น การให้น้ำจะต้องนำจำนวนเปอร์เซนต์ของน้ำส่วนที่ขาดไปมาเพิ่ม เพื่อให้น้ำได้คืนสู่ดินเท่ากับที่พืชใช้ไป โดยปกติ ระบบให้น้ำแบบสปริงเกอร์มีประสิทธิภาพ 70 – 80 % มินิสปริงเกอร์ 80 – 90 % และน้ำหยด 90 – 95 % ดังนั้น ปริมาณน้ำที่จะให้ในแต่ละรอบเวรที่แท้จริง คือ

ปริมาณน้ำที่จะให้ในแต่ละรอบเวร = (รอบเวรของการให้น้ำ x ความต้องการใช้น้ำของพืช) ประ สิทธิภาพของระบบให้น้ำ

       เมื่อได้ค่าปริมาณน้ำที่ให้ในแต่ละรอบเวรที่แท้จริงแล้ว ก็ต้องคำนวณว่าใช้เวลาในการให้น้ำเท่าไรจึงจะได้ค่านั้น โดยคำนวณจากสมการ

ระยะเวลาในการให้น้ำแต่ละรอบเวร = ปริมาณน้ำที่ให้ในแต่ละรอบเวร / อัตราการให้น้ำของระบบให้น้ำที่เลือกใช้

       ทั้งนี้ ต้องเลือกชนิดของหัวฉีดฝอยก่อน จึงจะทราบค่าอัตราการให้น้ำ รัศมีของการพ่น (รัศมีวงเปียก) และความดัน

พบกันฉบับหน้านะครับ

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 31 ตุลาคม 2550
 

มูลสุกร…ใครว่าไร้ค่า 2011/07/30

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 5:19 am

http://www.ku.ac.th/e-magazine/sep50/agri/pig.htm.

       เนื้อสุกร เป็นอาหารที่คนส่วนใหญ่นิยมรับประทาน อาจจะเป็นเพราะรสชาติที่อร่อยถูกปาก อีกทั้งในเนื้อสุกรและอวัยวะอื่นๆ นั้นยังมีสารอาหารต่างๆ อีกมากมายที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย จึงมีผลทำให้การเลี้ยงสุกรในประเทศไทยได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก การเลี้ยงสุกรภายในประเทศส่วนใหญ่จะเป็นฟาร์มใหญ่ๆ แต่ก็ยังมีเกษตรกรรายย่อยที่ทำการเลี้ยงสุกรรายละ 1 – 20 ตัว ตามหมู่บ้านอยู่เป็นจำนวนมาก ถึงแม้การเลี้ยงสุกรจะสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร แต่ก็ได้สร้างปัญหาในเรื่องของมลภาวะไว้มากทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลิ่นของมลสุกรนั้น ทำให้เกิดมลภาวะทางอากาศต่อผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น และผู้ที่สัญจรผ่านไปมา แม้ว่าจะมีการบำบัดมูลสัตว์โดยหมักให้เกิดก๊าซชีวภาพบ้างแล้ว แต่กากตะกอนและน้ำเสียที่ออกมาจากฟาร์มยังเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขอยู่

       อ.สุกัญญา จัตตุพรพงษ์ หัวหน้าศูนย์ค้นคว้าและพัฒนาวิชาการอาหารสัตว์ สถาบันสุวรรณวาจกกสิกิจเพื่อการค้นคว้าและพัฒนาปศุสัตว์และผลิตภัณฑ์ และคณะ ได้เสนอวิธีในการแก้ปัญหาของกลิ่นที่เกิดจากมูลสุกรที่ดีวิธีหนึ่ง นั้นก็คือ การใช้ประโยชน์จากของเสียเหล่านี้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ โดยการใส่ทางดินและการฉีดพ่นทางใบ ซึ่งในของเสียเหล่านี้มีธาตุอาหารต่างๆ อยู่มากมาย จึงช่วยทำให้ดินเป็นกลาง ช่วยเพิ่มธาตุอาหารให้กับดิน ทำให้ดินร่วนซุย พืชสามารถดูดและใช้ธาตุอาหารได้เต็มที่ ต้นพืชแข้งแรง พืชมีการสังเคราะห์ด้วยแสงได้มาก ส่งผลให้พืชให้ผลผลิตเต็มที่ มีคุณภาพดี อายุการเก็บเกี่ยวยาวนานขึ้น ช่วยป้องกันการทำลายของแมลงศัตรูพืช และยังช่วยให้จุลินทรีย์ในดินมีการเจริญเติบโตได้ดีขึ้น ถึงแม้การใช้ปุ๋ยมูลสัตว์จะเห็นผลช้าแต่ก็ไม่เป็นผลเสียต่อดิน และยังทำให้สภาพของดินมีความอุดมสมบูรณ์ในระยะยาวอีกด้วย

       การเตรียมน้ำสกัดมูลสุกรเพื่อใช้เป็นปุ๋ยกับพืชนั้น เพียงแค่นำมูลสุกรแห้งบรรจุลงในถุงไนลอนหรือมุ้งเขียว แล้วแช่ในน้ำ ในอัตราส่วนมูลสุกร 1 กิโลกรัมต่อน้ำ 10 ลิตร ปิดฝาถังให้สนิท และหมักไว้เป็นเวลา 24 ชั่วโมง จากนั้นยกถุงที่บรรจุมูลสุกรออกจากถัง นำน้ำสกัดส่วนใสที่ได้มาเจือจางกับน้ำในอัตราส่วน น้ำสกัดมูลสุกร 1 ลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อใช้รดดินและฉีดพ่นทางใบ ส่วนกากมูลสุกรที่เหลือก็สามารถนำไปทำปุ๋ยโดยการหว่านลงทางดินได้อีกด้วย

       ปุ๋ยอินทรีย์จากมูลสุกรนั้นสามารถนำไปใช้ประโยชน์กับพืชได้หลายชนิด เช่น ข้าว อ้อย ผักสวนครัว ไม้ยืนต้น ไม้ดอก เป็นต้น และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับพืชเพื่อให้พืชได้รับสารอาหารในหลายๆ รูปแบบด้วยกัน เช่น การนำเมล็ดข้าวมาแช่ในน้ำสกัดมูลสุกร ซึ่งจะช่วยให้ข้าวมีธาตุอาหารสะสมมากขึ้น การนำกากตะกอนจากบ่อหมักก๊าซชีวภาพมาหว่านลงในดิน เพื่อเป็นการเตรียมดินก่อนงเมล็ดผัก การนำน้ำจากบ่อพักน้ำในฟาร์มสุกร ปล่อยไปตามร่องในไร่อ้อย ช่วยให้อ้อยมีความหวานเพิ่มขึ้น การใช้น้ำสกัดมูลสุกรแบบเข้มข้นรดดินให้กับไม้ผล เพื่อเป็นการเร่งการเจริญเติบโตทางลำตันและใบ รวมถึงการใช้น้ำสกัดมูลสุกรฉีดพ่นทางใบให้กับกล้วยไม้ที่ยังไม่ออกดอกหรือต้นที่ตัดดอกไปแล้ว จะทำให้ต้นสมบูรณ์และสามารถออกดอกใหม่ได้เร็วขึ้น และเมื่อพบว่าไม้ดอกเริ่มโทรมหรือมีใบเหลือง ก็สามารถใช้น้ำสกัดมูลสุกรรดดินให้พืช หรือผสมกับน้ำที่ให้ทางระบบสปริงเกอร์หรือระบบน้ำหยดก็ได้ การนำปุ๋ยมูลสุกรมาผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ในรูปแบบต่างๆ นี้ ทำให้เราตระหนักได้ว่า สิ่งที่เราคิดว่าเป็นของเสีย ไร้ประโยชน์กลับให้คุณค่าและประโยชน์อย่างมากมายมหาศาลทีเดียว ถ้ามีวิธีการหรือกระบวนการผลิตที่ถูกวิธี สิ่งที่ดูว่าไร้ค่า ก็กลับมามีคุณค่าอีครั้งหนึ่ง

             

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 28 กันยายน 2550
 

นักวิจัยรับทุนลอรีอัล 2011/07/30

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 5:16 am

http://www.ku.ac.th/e-magazine/sep50/agri/Loreal.htm.

       อาจารย์จากภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 1 ใน 4 ของผู้ที่ได้รับการคัดเลือกผู้ได้รับรางวัลทุนวิจัย ลอรีอัล ประเทศ “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” เข้ารับประทานรางวัลจากทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2550 ณ วังพญาไท โดยการสนับสนุนของสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ในสาขา Material Science (สาขาวัสดุศาสตร์)

       รศ.ดร. เมตตา ผู้คว้ารางวัลทุนวิจัยส่งเสริมนักวิทยาศาสตร์สตรี “ลอรีอัล” ได้ทำการวิจัยเรื่อง “การสังเคราะห์ซิลิกาเมโซพอร์ชนิด SBA – 15 จากเถ้าแกลบและการใช้เป็นตัวรองรับในการเร่งปฏิกิริยาการผลิตน้ำมันดีเซลบริสุทธิ์” ซึ่งโครงการนี้ได้รับทุนสนับสนุนทุนวิจัยจากทุนเพิ่มขีดความสามารถด้านการวิจัยของอาจารย์รุ่นกลางในสถาบันอุดมศึกษา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และทุนสมทบจากสถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จำนวน 1,800,000 บาท โดยมีระยะเวลาการวิจัย 3 ปี (กรกฎาคม 2548 – มิถุนายน 2551)

       ที่มาของโครงการ เริ่มจากปัญหาวิกฤตการณ์พลังงาน โดยเฉพาะการขาดแคลนน้ำมันปีโตรเลียม จึงทำให้ รศ.ดร.เมตตา ริเริ่มโครงการวิจัยในการสังเคราะห์และพัฒนาตัวรองรับตัวเร่งปฏิกิริยาซิลิกาที่มีโครงสร้างที่เหมาะสม ขึ้นมาจากทรัพยากรทดแทนที่มีภายในประเทศ โดยการใช้เถ้าแกลบเป็นวัตถุดิบในการสังเคราะห์ซิลิกาที่มีรูพรุนขนาดกลาง (เมโซพอร์) ชนิด SBA – 15 เพื่อใช้เป็นตัวรองรับตัวเร่งปฏิกิริยาการสังเคราะห์น้ำมันดีเซล โดยผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนและการต่อสายโซ่ไฮโดรคาร์บอน (กระบวนการสังเคราะห์ฟิชเชอร์ – โทรปส์) ซึ่งกระบวนการที่ได้จะเป็นกระบวนการต้นแบบสำหรับการสังเคราะห์น้ำมันดีเซลจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซมีเทนต่อไป

       ในการวิจัย รศ.ดร.เมตตา ได้แบ่งเป็น 2 ขั้นตอนหลักคือ

       ขั้นตอนแรก เป็นการสังเคราะห์ซิลิกาเมโซฟอร์ชนิด SBA – 15 เพื่อใช้เป็นตัวรองรับตัวปฏิกิริยาโดยผ่านกระบวนการโซล – เจล ที่ใช้เถ้าแกลบเป็นสารตั้งต้น และทำการปรับปรุงคุณภาพภายใต้ความร้อนและความดัน เพื่อให้เกิดโครงข่ายซิลกาเมโซพอร์ที่สมบูรณ์และการเติมโลหะที่ว่องไวในการต่อสายโซ่ไฮโดรคาร์บอน

       ขั้นตอนที่ 2 เป็นการใช้ซิลิกาเมโซพอร์ชนิด SBA – 15 เป็นตัวรองรับตัวปฏิกิริยาการสังเคราะห์ น้ำมันก๊าซโซลีน และน้ำมันดีเซลจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นก๊าซทิ้งและก๊าซเหลือใช้จากโรงแยกก๊าซ ซึ่งก๊าซทั้ง 2 ชนิดนี้เป็นก๊าซเรือนกระจก

       รศ.ดร.เมตตา ยังกล่าวต่อไปอีกว่า ขณะนี้โลกของเรากำลังประสบกับปัญหาภาวะโลกร้อน ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะให้ความสนใจที่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กัน แต่ก๊าซมีเทนก็เป็นก๊าซเรือนกระจกอีกตัวที่ก่อให้เกิดปัญหาโลกร้อนมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 24 เท่า ดังนั้นถ้าสามารถนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซมีเทนมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้พร้อมๆ กัน ก็จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อโลกทั้งในแง่การแก้ปัญหาด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน

       ผลงานวิจัยเรื่อง “การสังเคราะห์ซิลิกาเมโซพอร์ ชนิด SBA – 15 จากเถ้าแกลบในการเร่งปฏิกิริยาการผลิตน้ำมันดีเซลบริสุทธิ์” จัดเป็นการนำเอาเทคโนโลยีสะอาดมาประยุกต์เข้ากับการแก้ปัญหาการขาดแคลนพลังงานเพื่อลดมลพิษ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการใช้น้ำมันดีเซล ซึ่งแต่เดิมมีกำมะถันและไน โตรเจนเป็นสารปนเปื้อน อีกทั้งยังเป็นการนำทรัพยากรทดแทนที่มีอยู่ภายในประเทศ รวมถึงทรัพยากรทดแทนและกากของเสียจากกระบสนการผลิตมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ยังเป็นการแก้ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ การขาดแคลนพลังงานในกลุ่มน้ำมันเชื้อเพลิงก๊าซโซลีนและดีเซล สารเคมีพื้นฐานในกระบวนการปิโตรเคมี ลดการนำเข้าวัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีจากต่างประเทศส่งผลให้ประเทศเพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเองได้

       การวิจัยขณะนี้ ผ่านไป 2 ปี หากผลงานวิจัยเสร็จสิ้นสมบูรณ์ การผลิตเชื้อเพลิงจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซมีเทนโดยผ่านตัวเร่งปฏิกิริยาที่เตรียมจากเถ้าแกลบ นอกจากจะเป็นผลงานที่เพิ่มพูนค่าให้เถ้าแกลบแล้วยังได้องค์ความรู้ใหม่ที่นำเอาเทคโนโลยีสะอาดมาประยุกต์เข้ากับการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนพลังงานได้มหาศาลและยังเป็นความหวังที่ไม่ไกลเกินเอื้อม

      

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 28 กันยายน 2550
 

ด้วงก้นกระดก 2011/07/30

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 5:12 am

http://www.ku.ac.th/e-magazine/sep50/agri/rove%20beetle.htm.

       ” ด้วงก้นกระดก ” ด้วงปีกสั้น หรือ ด้วงก้นงอน (Rove beetle) อันดับ Coleoptera วงศ์ Staphyinidae พบกระจายทั่วโลก กว่า 20 ชนิด สำหรับชนิดที่พบได้ในประเทศไทยมีชื่อวิทยาศาสตร์คือ Paederus fuscipes Curtis. เป็นด้วงขนาดเล็กประมาณ 7 มม. ส่วนหัวมีสีดำ ปีกน้ำเงินเข้ม และส่วนท้องมีสีส้มมีความสามารถในการเคลื่อนไหว ได้รวดเร็ว และมักจะงอส่วนท้องส่ายขึ้นลงเมื่อเกาะ อยู่กับพื้น จึงมักเรียกว่า “ด้วงก้นกระดก” ด้วงชนิดนี้อาศัยบริเวณพงหญ้าที่มีความชื้น ด้วงชนิดนี้สามารถปล่อยสารที่เรียกว่า “paederin” ออกมา สารชนิดนี้มีความเป็นพิษทพลายเนื้อเยื่อ

       ด้วงชนิดนี้ชอบออกมาเล่นไฟในยามค่ำคืน โดยเฉพาะจะมีมากในฤดูฝน ผู้ที่สัมผัสลำตัวด้วงชนิดนี้ หรือตบตีจนน้ำพิษแตก จะมีอาการปวดแสบปวดร้อน คัน ในรายที่เป็นมาก อาจมีไข้ปวดศรีษะ หากเข้าตาอาจทำให้ตาบอดได้ แผลจะมีลักษณะเป็นทางยาว อาจจะพบเป็นตุ๋มใส (vesicle) อาการเหล่านี้จะหายเองได้ภายใน 7 – 10 วัน ควรทำความสะอาดแผลและปิดปากแผลเพื่อป้องกันการติดเชื้อ อาจใช้ยาสมานแผลพวกยาแก้แพ้ได้ เบื้องต้นหลังจากทราบว่าสัมผัสด้วงชนิดนี้ควรล้างด้วยน้ำสะอาดทันที หากอาการไม่ดีขึ้นให้พบแพทย์

       ด้วงก้นกระดกมีการเจริญเติบโตแบบสมบูรณ์ (Complete metamorphosis) โดยมีการเจริญเติบโตแบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ ไข่ ตัวอ่อน ดักแด้ และตัวเต็มวัย

       ระยะไข่ โดยปกติแล้วจะพบเห็นการวางไข่ของตัวเมียในพื้นที่ที่มีความชื้นสูง เช่น ในดินร่วนที่มีวัตถุเน่าเปื่อยปกคลุม ที่ใกล้แหล่งน้ำ ซึ่งห่างจากผิวน้ำเล็กน้อย ในหนึ่งวันตัวเมียจะสามารถวางไข่ได้หลายฟอง โดยจะใช้เวลาในการฟัก 2 – 5 วัน จึงจะเป็นตัวอ่อน

       ตัวอ่อน ลักษณะเป็นแบบ Compodieform ลำตัวค่อนข้างยาว (ส่วนท้องจะยาวกว่าส่วนอื่น) สามารถเห็นหัวได้ชัดเจน หนวดสั้น กรามแข้ง มีขา 6 ขา ส่วนท้องมีแพนหาง 2 เส้น ดำรงชีพด้วยการกินวัตถุเน่าเปื่อย และหนอนเล็กๆ ของแมลงที่อาศัยอยู่ในดิน ใช้เวลา 6 – 10 วัน จึงจะเข้าดักแด้

       ดักแด้ ลักษณะใกล้เคียงกับดักแด้ผีเสื้อ แต่มีขนาดเล็กกว่ามาก สามารถมองเห็นขาที่ติดข้างลำตัวได้ชัดเจน ใช้ระยะเวลา 3 – 4 วัน จึงจะเป็นตัวเต็มวัย

       ตัวเต็มวัย ลำตัวยาวแคบ ความยาวของลำตัวประมาณ 6.5 – 7.0 มิลลิเมตร ลำตัวเป็นเงามัน มีสีฉุดฉาด ส่วนหัวมีสีดำ หนวดค่อนข้างยาว มี 12 – 13 ปล้อง

       ประโยชน์ นอกจากพิษภัยที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น ด้วงก้นกระดกก็ยังมีประโยชน์ในทางการควบคุมแมลงทางการเกษตร โดยด้วงก้นกระดกจะช่วยกำจัดไข่หนอนผีเสื้อ เป็นการควบคุมการระบาดของแมลงศัตรูพืช และยังสามารถใช้ประโยชน์ทางด้านนิติเวชกีฏวิทยาได้อีกด้วย กล่าวคือด้วงก้นกระดกจะทำลายไข่และหนอนของแมลงวัน

      

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 28 กันยายน 2550
 

การเพาะเลี้ยงกบ ตอนจบ 2011/07/30

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 5:08 am

http://www.ku.ac.th/e-magazine/sep50/agri/ranarugulosa4.htm.

       โรคและการป้องกันโรค

       ปัญหาโรคที่เกิดขึ้นนั้นโดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นปัญหาที่สืบเนื่องมาจากความผิดพลาดทางด้านการเลี้ยงและการจัดการ ทำให้มีการหมักหมมของเสียต่างๆ เกิดขึ้นในบ่อ โดยเฉพาะการเลี้ยงกบในปัจจุบันมักจะใช้บ่อซีเมนต์ และเลี้ยงกันอย่างหนาแน่น มีการให้อาหารมาก ประกอบกับการขาดความเอาใจใส่และไม่เข้าใจในเรื่องความสะอาดของบ่อรวมถึงน้ำที่เลี้ยง โอกาสที่กบจะเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียจึงมีมากขึ้น เท่าที่ได้รวบรวมข้อมูลทางด้านโรคต่างๆที่ตรวจพบจากกบนั้นพอจะแบ่งออกได้ดังนี้

       1. โรคติดเชื้อแบคทีเรีย เป็นโรคที่ทำความเสียหายให้กับผู้เลี้ยงกบมากที่สุด ทั้งในช่วงที่เป็นลุกอ๊อด และกบเต็มวัย ซึ่งในที่นี้จะแยกออกเป็น 2 ลักษณะ คือ

          1.1 โรคติดเชื้อแบคทีเรียในระยะลูกอ๊อด พบได้ตั้งแต่ระยะที่ไข่ฟักเป็นตัว จนกระทั่งพัฒนาเป็นตัวเต็มวัย อาการที่สังเกตได้คือ ลูกอ๊อดจะมีลำตัวด่าง คล้ายโรคตัวด่างในปลาดุก จากนั้นจะเริ่มพบอาการท้องบวมและตกเลือดตามครีบหรือระยางค์ต่างๆ

          สาเหตุของการเกิดโรคมักจะมากจากการปล่อยลูกอ๊อดในอัตราหนาแน่นเกินไป มีการให้อาหารมากทำให้คุณภาพน้ำไม่เหมาะสม โดยเฉพาะค่าพีเอช ของน้ำจะต่ำลงมาก นอกจากนี้ลูกอ๊อดยังกัดกันเองทำให้เกิดเป็นแผลตามลำตัวเปิดโอกาสให้เชื้อที่เป็นสาเหตุของโรค คือแบคทีเรียในกลุ่ม Flexibacteris เข้าทำอันตรายได้ง่ายขึ้น อาการของโรคทวีความรุนแรงถ้าคุณภาพน้ำที่ใช้เลี้ยงเสียมากขึ้น และเลี้ยงลูกอ๊อดหนาแน่นเกินไป ดังนั้นวิธีการป้องกัน คือ อนุบาลลูกอ๊อดในความหนาแน่นที่เหมาะสมตารางเมตรละ 1,000 ตัว และทำการคัดขนาดทุกๆ 2 – 3 วันต่อครั้ง จนกระทั่งเป็นลูกกบและอนุบาลให้ได้ขนาด 1 – 1.5 ซม. ในอัตราความหนาแน่นตารางเมตรละ 250 ตัว จากนั้นจึงปล่อยลูกกบลงเลี้ยงในอัตราตารางเมตรละ 100 ตัว ซึ่งเป็นความหนาแน่นที่เหมาะสมและลดปัญหาการเกิดโรค ทั้งนี้ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำสม่ำเสมอ และรักษาความสะอาดของบ่ออนุบาลเมื่อพบกบเริ่มแสดงอาการตัวด่างควรใช้เกลือแกงแช่ในอัตรา 0.5 % (5 กิโลกรัมต่อน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร) นาน 3 – 5 วัน หรือในรายที่มีอาการากอาจใช้ยาออกซิเททราไซคลินแช่ในอัตรา 10 – 20 กรัมต่อน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร ติดต่อกันทุกวันนาน 3 – 5 วัน และไม่ควรใช้ยาและเกลือแกงในเวลาเดียวกัน เพราะเกลือจะทำให้ประสิทธิภาพของยาลดต่ำลง

          1.2 โรคติดเชื้อแบคทีเรียในระยะเต็มวัย พบทั้งในกบขนาดเล็กและขนาดใหญ่ องค์ประกอบที่จะทำให้อาการของโรครุ่นแรงมากหรือน้อยคือ สายพันธุ์ของเชื้อแบคทีเรีย Aeromonas และ Paeudomonas และระยะเวลาของการเป็นโรค อาการของโรคโดยทั่วไปที่พบได้แก่ การเกิดแผลที่มีลักษณะเป็นจุดแดงๆ ตามขาและผิวหนังตามตัวโดยเฉพาะด้านท้อง จนถึงแผลเน่าเปื่อยบริเวณปาก ลำตัว และขา เป็นต้น

          เมื่อเปิดช่องท้องเพื่อดูอวัยวะภายในจะพบว่ามีของเหลวในช่องท้อง ตับมีขนาดใหญ่ขึ้นและมีจุดสีเหลืองซีดๆ กระจายอยู่ทั่วไป ไตขยายใหญ่บางครั้งพบตุ่มสีขาวขุ่นกระจายอยู่ สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรค คือ สภาพบ่อสกปรกมาก ดังนั้นจึงควรจัดการทำความสะอาดเปลี่ยนถ่ายน้ำบ่อยๆ ควบคุมปริมาณอาหารให้พอเหมาะและอย่าปล่อยกบลงเลี้ยงหนาแน่นเกินไป เมื่อกบเป็นโรค ควรใช้ยาปฏิชีวนะ เช่น ออกซิเททราไซคลินผสมอาหารให้กบกินในอัตรา 3 – 5 กรัม/อาหาร 1 กิโลกรัมต่อวัน กินติดต่อกันจนกว่าอาการจะดีขึ้น หรือให้กินไม่น้อยกว่าครั้งละ 5 – 7 วัน

       2. โรคที่เกิดจากโปรโตซัวในทางเดินอาหาร โดยทั่วไปจะพบในกบเล็กมากกว่ากบโต อาการทั่วไปจะพบว่ากบไม่ค่อยกินอาหาร ผอม ตัวซีด เมื่อตรวจดูในลำไส้จะพบโปรโตซัวในกลุ่ม Opalina sp. และ Balantidium sp. อยู่เป็นจำนวนมาก การติดเชื้อโปรโตซัวในทางเดินอาหารนี้ถ้าเป็นติดต่อกันเป็นเวลานานก็จะทำให้กบตายได้ การรักษาควรจะใช้ยา Metronidazole ผสมอาหารให้กินในอัตรา 3 – 5 กรัม / อาหาร 1 กิโลกรัม กินติดต่อกันครั้งละ 3 วัน แล้วเว้นระยะ 3 – 4 วัน แล้วให้ยาซ้ำอีก 2 – 3 ครั้ง หรือจนกว่ากบจะมีอาการดีขึ้นและกินอาหารตามปกติ

       3. โรคท้องบวม โดยทั่วไปจะเกิดกับลูกอ๊อดในฟาร์มที่ใช้น้ำบาดาล การเปลี่ยนน้ำอย่างรวดเร็วโดยใช้น้ำบาดาลที่ไม่ได้พักไว้ก่อน จะทำให้ความดันก๊าซที่ละลายอยู่ในน้ำลดต่ำลงอย่างเฉียบพลัน มีผลให้ร่างกายของลูกอ๊อดต้องปรับความดันก๊าซในตัวเองลงมาให้เท่ากับความดันของก๊าซในน้ำ ทำให้เกิดฟองก๊าซขึ้นในช่องว่างของลำตัว ท้องลูกอ๊อดจึงบวมขึ้นมา การแก้ไขจะกระทำได้ยากมาก จึงควรป้องกันโดยระมัดระวังในเรื่องการถ่ายน้ำอย่าเปลี่ยนน้ำปริมาณมากๆ ในเวลาสั้นๆ แลัควรจะมีการพักและเติมอากาศให้ดีก่อนนำมาใช้โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำบาดาล

       การป้องกันโรค

       การเลี้ยงกบที่จะลดอัตราการแพร่ของเชื้อโรคนั้น ความสำคัญอยู่ที่ลักษณะของบ่อเลี้ยงที่จะต้องสะอาด มีแสงแดดส่องลงถึงพื้นได้ ถึงแม้จะมีการพรางแสงไว้มุมใดมุมหนึ่งก็ตาม น้ำในบ่อเลี้ยงต้องสามารถถ่ายเทได้ ดังนั้น ในการเลี้ยงกบบางแห่ง จึงทำท่อน้ำที่รักษาระดับน้ำไว้ได้ โดยปล่อยน้ำเข้าทางหนึ่งและน้ำล้นออกอีกทางหนึ่ง ทำให้น้ำในบ่อสะอาดอยู่เสมอ หรือบ่อปูนซีเมนต์ที่มีน้ำสูงเพียง 1 ฟุต ภายใต้น้ำเลี้ยงปลาดุกในอัตราส่วน 100 : 20 หรือ กบ 1,000 ตัว ปล่อยปลาดุก 200 ตัว ปลาดุกจะช่วยทำความสะอาดโดยเก็บกินเศษอาหารและมูลกบ ทำให้น้ำในบ่อสะอาดอยู่ได้นานเมื่อเปรียบเทียบกับบ่อที่ไม่มีการเลี้ยงปลาดุก

       ถึงอย่างไรก็ตามไม่ควรเลี้ยงกบหนาแน่นจนเกินไป และถ้าพบกบตัวใดมีอาการผิดปกติควรจับแยกออกเลี้ยงต่างหาก

       ต้นทุนการเลี้ยงกบนา

       ปัจจุบันการเลี้ยงกบนาก็ยังเป็นที่สนใจของคนทั่วไปเนื่องจากกบนาเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย ใช้น้ำน้อย และใช้พื้นที่การเลี้ยงไม่มาก สามารถเลี้ยงได้ทั้งในบ่อดินและบ่อซีเมนต์ ขนาดเล็กประมาณ 6 – 12 ตารางเมตร ซึ่งสามารถเลี้ยงกบได้ประมาณ 400 – 800 ตัว/บ่อ ใช้เวลาในการเลี้ยง 3 – 4 เดือน ใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูป จะได้กบที่มีขนาดประมาณ 200 -250 กรัม / ตัว ซึ่งเป็นขนาดที่สามารถจับขายได้ ต้นทุนปัจจุบันจะอยู่ที่ประมาณ 25 – 30 บาท ต่อ กิโลกรัม

       แนวโน้นการเลี้ยงกบในอนาคต

       กบเป็นสัตว์เศรษฐกิจชนิดหนึ่งซึ่งตลาดบริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น สเปน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เยอรมัน สหรัฐอเมริกา ฯลฯ สำหรับผู้เลี้ยงกบหากหลีกเลี่ยงช่วงที่มีการจับกบในแหล่งธรรมชาติก็จะช่วยลดปัญหาด้านราคาตอฃกต่ำหรือมีการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูป ก็จะส่งผลให้การเพาะเลี้ยงกบมีแนวโน้นสดใสยิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทำให้แหล่งที่อยู่อาศัยเลี้ยงตัวตามธรรมชาติของกบลดลง ดังนั้นแนวโน้นการเลี้ยงกบในอนาคต จึงนับได้ว่ามีลู่ทางแจ่มใส ไม่มีปัญหาด้านการจำหน่าย และราคาก็ดีมีผลคุ้มค่าต่อการลงทุน ลงแรง สามารถส่งเป็นสินค้าออกช่วยการขาดดุลให้แก่ประเทศไทยอีกทางหนึ่งด้วย

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 28 กันยายน 2550
 

ก่อนเป็นสัตวบาลเต็มตัว 2011/07/30

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 5:04 am

http://www.ku.ac.th/e-magazine/aug50/agri/coban.htm.

       สัตวบาล อาชีพที่ต้องทำงานเป็นทีม เรียนรู้งานจากของจริงได้ประสบการณ์ตรง ตามไปดูนิสิตภาควิชาสัตวบาลฝึกงาน…ชีวิตที่ต้องลุยลูกเดียว

       ผศ.ดร.ศกร คุณวุฒิฤทธิรณ หัวหน้าโครงการฝึกภาคสนาม ภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ได้จัดทำโครงการฝึกประสบการณ์วิชาชีพเฉพาะด้านสาขาสัตวศาสตร์ขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของหลักสูตรปริญญาตรีวิทยาศาสตร์บัณฑิต(วิทยาศาสาตร์เกษตร) ที่นิสิตจำเป็นต้องได้รับการฝึกและเรียนรู้ประสบการณ์วิชาชีพเฉพาะทาง ให้เกิดทักษะและการเรียนรู้ในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมวิชาชีพที่ศึกษาอยู่โดยเฉพาะวิชาชีพสัตวบาลนี้ต้องทำงานเป็นตั้งแต่ช่วงเรียนหนังสือ เพราะเมื่อสำเร็จการศึกษาไปเป็นสัตวบาลเต็มตัวจะต้องเป็นที่พึ่งของเกษตรกรสามารถดูแลรับผิดชอบชีวิตสัตว์ในฟาร์มได้ตามความคาดหวังของเจ้าของฟาร์ม

       ดร.ธนาทิพย์ สุวรรณโสภี อาจารย์ประจำภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ประสานงานโครงการฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า กิจกรรมต่างๆ ที่โครงการจัดขึ้นนั้นมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตได้ใช้ความรู้ที่เรียนมาประยุกต์และปรับใช้กับการฝึกงานจากของจริง เพื่อสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่อาจเกิดขึ้นจริงในฟาร์มสัตว์เลี้ยงตลอดจนเปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้ระบบเทคโนโลยีและการบริหารจัดการการผลิตในสภาพความเป็นจริงในปัจจุบันทั้งในหน่วยงานของรัฐและสถานประกอบการที่มีชื่อเสียงที่ได้รับการยอมรับในมาตรฐานการผลิต ซึ่งจะช่วยให้นิสิตเหล่านั้นมีคุณภาพพิเศษ และเป็นที่ต้องการของผู้ประกอบการในสาขาอาชีพภายหลังจบการศึกษา นอกเหนือจากประสบการณ์ความรู้ที่ได้รับจากกิจกรรมนี้แล้ว นิสิตยังได้เรียนรู้ถึงการอยู่ร่วมกัน และการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ซึ่งเป็นประสบการณ์นอกห้องเรียนที่อาจมีส่วนช่วยให้นิสิตสามารถปฏิบัติตนที่เหมาะสมกับเพื่อนร่วมงานในอนาคตได้

       รูปแบบการดำเนินกิจกรรมสำหรับนิสิตแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงแรกเป็นการฝึกประสบการณ์พิเศษตามที่กำหนดในหลักสูตร และช่วงที่สองเป็นการฝึกประสบการณ์พิเศษในสถานประกอบการโดยความสมัครใจ นิสิตจะได้ฝึกงานตั้งแต่เรียนชั้นปีที่2 โดยไปฝึกประสบการณ์ด้านสัตว์ปีก สุกร และการกำจัดของเสียในฟาร์ม ที่ฟาร์มสัตว์ทดลองหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เป็นเวลา 18 วัน และการฝึกงานในช่วงชั้นปีที่ 3 โดยไปฝึกประสบการณ์ด้านโคนม โคเนื้อ สัตว์ปีก สุกร พืชอาหารสัตว์ การประกอบสูตรอาหาร การผสมเทียม และการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่สถาบันวิจัยและฝึกอบรมการเกษตรสกลนคร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล อ.พังโคน จ.สกลนคร เป็นเวลา 30 วัน และนอกจากนั้นยังมีการฝึกงานแบบสมัครใจ โดยไปฝึกประสบการณ์จากหน่วยงานของรัฐและเอกชน อาทิ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย(อ.ส.ค.) บริษัท สามฟาร์ม จำกัด และ บริษัท กรุงเทพโปรดิวซ์ จำกัด ซึ่งในระหว่างช่วงของการฝึกนั้นนิสิตจะได้รับการนิเทศ ติดตามการดำเนินกิจกรรม สอบถามปัญหา และให้คำแนะนำจากอาจารย์ของภาควิชาฯ และเมื่อเสร็จสิ้นการฝึกประสบการณ์แล้ว ความรู้และประสบการณ์ที่นิสิตได้รับจากการฝึกจะถูกนำมาถ่ายทอดเพื่อแลกเปลี่ยนกันในรูปแบบของการนำเสนอเป็นรายงานผลการฝึกประสบการณ์ และถ่ายทอดให้แก่นิสิตในชั้นปีเดียวกัน รุ่นพี่ และรุ่นน้อง รวมถึงได้รับคำแนะนำจากคณาจารย์ของภาควิชาฯที่เข้าร่วมกิจกรรมนี้ด้วย

       นายสัญญา บึงไกร (แจ็ค) นิสิตชั้นปีที่ 3 ภาควิชาสัตวบาล เล่าว่า เริ่มไปฝึกงานที่สถาบันวิจัยและฝึกอบรมการเกษตรสกลนคร ตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน ที่ผ่านมา งานที่ฟาร์มจะต้องตื่นตั้งแต่หกโมงเช้าเพื่อไปเข้าฟาร์มฟังการประชุมวางแผนงานประจำวัน ต่อจากนั้นก็พาวัวพ่อพันธุ์ไปเดินเล่นรอบๆ ฟาร์ม เพื่อเตรียมนำพ่อพันธุ์ไปรีดน้ำเชื้อ ซึ่งการพาวัวเดินเล่นจะทำให้วัวอารมณ์ดี ผ่อนคลายมีความพร้อมในการให้น้ำเชื้อ เมื่อพร้อมจะนำวัวเข้าคอกและจะมีอาจารย์มาสอนวิธีการรีดน้ำเชื้อพ่อพันธุ์ วัวในฟาร์มจะมีพ่อพันธุ์ทั้งหมด 3 พันธุ์ คือ อเมริกันบราห์มัน, แองกัส, แบงกัส หลังจากนั้นจะแบ่งกลุ่มไปงาน 4 กลุ่ม คือ โคเนื้อ / สัตว์ปีก / สุกร , อาหารสัตว์ / การประกอบอาหาร, การผสมเทียม และการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากสัตว์ และจะมีกิจกรรมสัมพันธ์ในช่วงเย็น นอกจากนี้ระหว่างวันจะมีกิจกรรมพิเศษ เช่น เรียนวิธีการทำแผล ล้างแผล ซึ่งแผลที่มีมักเกิดจากการตีเบอร์หูโคเนื้อ เพื่อบ่งบอกลักษณะประจำตัวของโค และโคบางตัวอาจเกิดจากอาการแผลติดเชื้อจากการตีเบอร์นี้ได้ สำหรับการลงฟาร์มจริงเพื่อฝึกงานในครั้งนี้ได้ประสบการณ์มากมาย ทั้งความรู้ ความสนุก และยังได้รู้จักเพื่อนมากขึ้นกว่าเดิมด้วยเพราะต้องกิน นอน และทำงานด้วยกันตั้ง 30 วัน และยังได้สัมผัสกับงานสัตวบาลจริงๆ ได้มีโอกาสวิ่งหนีวัวที่กำลังอารมณ์เสีย ได้นั่งบนรถขนฟางที่ขับเร็วมากจนเสียหลักตกคลองเพราะถนนขรุขระ ได้กรอกขึ้วัวแล้วเอาไปทำปุ๋ยขาย ได้เป็นลูกมืออาจารย์ฉีดวัคซีนบำรุงพันธุ์ และวัคซีนป้องกันโรค และผมขอบอกรุ่นน้องทุกๆ คน ว่าก่อนมาฝึกงานต้องเตรียมตัวอ่านตำราทบทวนวิชาการมาด้วย เพราะทุกตัวอักษร ทุกถ้อยคำที่อาจารย์สอนมาในห้องเรียน นั่นเป็นพื้นฐานที่จะช่วยให้เราทำงานได้ดียิ่งขึ้น และเราจะต้องทำงานให้ได้อย่างที่ได้เรียนมา และต้องมีน้ำใจ ต้องพร้อมจะช่วยเหลือเกษตรกรที่มาขอความช่วยเหลือได้ทุกเวลา ผมคิดว่าการฝึกงานครั้งนี้ก็เป็นเสมือนด่านแรกที่จะทดสอบว่าเราพร้อมที่จะลุยกับชีวิตการเป็นนักสัตวบาลหรือไม่

             

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 31 สิงหาคม 2550
 

บรรจุภัณฑ์สร้างสรรค์ ” Plub Thai ” ม.เกษตร ฯ คว้ารางวัล 2011/07/30

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 5:00 am

http://www.ku.ac.th/e-magazine/aug50/agri/plub.htm.

       ทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในโครงการ ”การวิจัยเพื่อการพัฒนาการปลูกพลับอย่างเป็นการค้าในพื้นที่ราบสูงของจังหวัดเพชรบูรณ์”สถาบันค้นคว้าและพัฒนาระบบนิเวศเกษตร ร่วมกับสถาบันวิจัยและวิทยาศาสตร์แก่งประเทศไทย ในนามตัวแทนของประเทศไทย นำผลงานจากการวิจัยของโครงการออกแบบเป็นบรรจุภัณฑ์ต้นแบบเพื่อการขายปลีกผลพลับสด ซึ่งได้รับรางวัล Good Packaging ประเภทต้นแบบบรรจุภัณฑ์สร้างสรรค์ จากการประกวดบรรจุภัณฑ์ไทย ประจำปี 2549 (Thai Star Packaging Award 2006) จัดโดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เมื่อเดือนมิถุนายน 2549 ที่ผ่านมา เข้าร่วมแข่งขันในการประกวดบรรจุภัณฑ์แห่งเอเชีย หรือ AsiaStar 2006 Award ที่เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย ในกลุ่มของประชาชน นิสิต นักศึกษา ผลปรากฏว่าผลงานในชื่อ “Plub Thai” ได้รับการตัดสินให้ได้รับรางวัล บรรจุภัณฑ์ระดับดีเลิศแห่งเอเชีย หรือ Award for Packaging Excellence AsiaStar 2006

       นายโอฬาร ตัณฑวิรุฬห์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ สถาบันคันคว้าและพัฒนาระบบนิเวศเกษตร มก. และผู้อำนวยการชุดโครงการ ”การวิจัยเพื่อการพัฒนาการปลูกพลับอย่างเป็นการค้าในพื้นที่ราบสูงของจังหวัดเพชรบูรณ์”  กล่าวว่า “Plub Thai” หรือบรรจุภัณฑ์ต้นแบบเพื่อการขายปลีกผลพลับสด มีแนวคิดการออกแบบโดยคำนึงถึงการถ่ายเทของอากาศภายในกล่องเป็นสำคัญ เพื่อช่วยในการยืดอายุการเก็บผลพลับให้นานขึ้น และช่วยในการปกป้องผลพลับในการเคลื่อนย้าย นอกจากนี้โครงสร้างของกล่องออกแบบเป็นหูหิ้วได้เพื่อความสะดวก ใช้สีสันสดใส เพื่อสื่อถึงความสดใหม่ของสินค้าที่ปลอดสารพิษ โดยมีภาพวิวของแหล่งเพาะปลูกผลพลับ คือเขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ เป็นบรรยายกาศเพื่อเพิ่มความสวยงามของบรรจุภัณฑ์อีกด้วย

      

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 31 สิงหาคม 2550
 

มก. น้อมเกล้าถวายเมล็ดพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 2011/07/30

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 4:57 am

http://www.ku.ac.th/e-magazine/aug50/agri/rice105.htm.

       มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมทูลเกล้าฯ ถวายเมล็ดพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ทนน้ำท่วมฉับพลันแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา เพื่อพระราชทานให้แก่เกษตรกรนำไปทดลองปลูกต่อไป เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2550 ที่ผ่านมา ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ

       รองศาสตราจารย์ ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร อาจารย์ประจำภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตรกำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และผู้อำนวยการหน่วยปฏิบัติการค้นหาและใช้ประโยชน์ยีนข้าว ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว และหัวหน้าศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันในปี 2545 พื้นที่นาข้าวทั่วประเทศได้รับความเสียหาย 6 ล้านไร่ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 8,000 ล้านบาท นับเป็นความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน ทางสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ศช.) ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสำนักวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว ดำเนินการปรับปรุงสายพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ให้มีคุณลักษณะในการทนน้ำท่วมฉับพลัน

       การปรับปรุงสายพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ให้ทนน้ำท่วมฉับพลัน ทำการคัดเลือกได้เป็นสายพันธุ์ขาวดอกมะลิเดิมที่เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่นาน้ำฝน ในเขตภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือกว่า 70 % ของพื้นที่ที่มีความเสี่ยงในการเกิดน้ำท่วมฉับพลัน ความสามารถในการทนน้ำท่วมแบบฉับพลันนี้มีได้ทุกระยะของการเจริญเติบโต โดยสามารถอยู่ใต้น้ำโดยไม่ตายนานถึง 2 – 3 สัปดาห์ หากปลูกสายพันธุ์ดังกล่าวในสภาพน้ำท่วมฉับพลัน สายพันธุ์ดังกล่าวจะฟื้นตัวหลังน้ำท่วมได้ดีกว่าพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 อย่างชัดเจน และโดยให้ผลเฉลี่ยประมาณ 300 กิโลกรัมต่อไร่ ขณะที่พันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 พันธุ์เดิม หากไม่ตายให้ผลผลิตเฉลี่ยเพียง 50 กิโลกรัมต่อไร่ สายพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ทนน้ำท่วมฉับพลันดังกล่าวยังคงมีลักษณะอื่นๆ เช่น ความหอม คุณภาพการหุงต้มเทียบเคียงพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105

       สายพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ทนน้ำท่วม เป็นลูกผสมกลับ (Backcross) ชั่วที่4 ระหว่างพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 (พันธุ์แม่) และสายพันธุ์ IR49830-7-1-2-2 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ทนน้ำท่วมจากสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ ประเทศฟิลิปปินส์ (สายพันธุ์พ่อ) โดยทำการผสมพันธุ์ที่สถานีทดลองข้าวบางเขน เมื่อปี 2538 จากนั้นทำการผสมกลับ (Backcross) เข้าหาพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 จำนวนสี่ชั่วผสม ( 2539 – 2542) แล้วปลูกคัดเลือกตามวิธีการปรับปรุงพันธุ์แบบมาตรฐาน และใช้ดีเอ็นเอเครื่องหมายที่เกี่ยวข้องกับยีนทนน้ำท่วมแบบฉับพลันช่วยในการคัดเลือก และทดสอบความสามารถในการทนน้ำท่วม ในสภาพแปลงที่ศูนย์วิจัยข้าวพระนครศรีอยุธยาและบ่อทดลองน้ำท่วมของภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตรกำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน โดยหน่วยปฏิบัติการค้นหาและใช้ประโยชน์ยีนข้าว ศูนย์พันธุ์วิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติฯ จากนั้นทำการปลูกทดสอบการให้ผลผลิตเบื้องต้นที่แปลงนาของหน่วยปฏิบัติการค้นหาและใช้ประโยชน์ยีนข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม โดยคัดเลือกสายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตดี และมีลักษณะทางการเกษตรใกล้เคียงกับพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 แต่มียีนที่ส่งผลให้มีความทนต่อน้ำท่วมฉับพลัน ต่อจากนั้นได้นำสายพันธุ์ที่คัดเลือกแล้วไปทดลองปลูกเพื่อประเมินความสามารถในการปรับตัวและให้ผลผลิตในสภาพน้ำฝนในศูนย์วิจัยข้าวและในพื้นที่นา เกษตรกรในภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นเวลา 2 ปี (2547 – 2548) จนได้สายพันธุ์ KPSKD5

       สายพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ทนน้ำท่วมฉับพลันที่ได้น้อมเกล้าฯ ถวายแด่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา ในปี 2550 จะพระราชทานในงานพิธีแรกนาขวัญในวันพืชมงคล เดือนพฤษภาคม 2550 และพระราชทานให้แก่เกษตรกรในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีความเสี่ยงในการเกิดน้ำท่วมฉับพลัน นำไปทดลองปลูกในช่วงเดือนสิงหาคม 2550 ต่อไป

การเปรียบเทียบลักษณะสายพันธุ์ KPSKD5 กับ พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105
ลักษณะประจำสายพันธุ์ KPSKD5
ลักษณะประจำสายพันธุ์ ขาวดอกมะลิ 105
 ทนน้ำท่วมแบบฉับพลันในทุกระยะการเจริญเติบโต  อ่อนแอต่อน้ำท่วมแบฉับพลัน
 ข้าวเจ้าหอม ความสูงประมาณ 155 เซนติเมตร  ข้าวเจ้าหอม ความสูงประมาณ 150 เซนติเมตร
 พันธุ์ข้าวไวต่อช่วงแสง ปลูกได้เฉพาะนาปี  พันธุข้าวไวต่อช่วงแสง ปลูกได้เฉพาะนาปี
 ลำต้นสีเขียวจาง ใบสีเขียวยาวค่อนข้างแคบ ฟางอ่อน  ใบธงทำมุม  กับคอรวง  เมล็ดข้าวรูปร่างเรียวยาว  ลำตันสีเขียวจาง ใบสีเขียวยาวค่อนข้างแคบ ฟางอ่อน  ใบธงทำมุมกับ  คอรวง  เมล็ดข้าวรูปร่างเรียวยาว
 ข้าวเปลือกสีฟางคล้ายพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105  ข้าวเปลือกสีฟาง
 อายุเก็บเกี่ยวประมาณช่วงวันที่ 25 – 30 พฤศจิกายน  ของทุก  ปี  อายุเก็บเกี่ยวระหว่างวันที่ 26 – 30 พฤศจิกายน ของทุกปี
 จำนวนรวงต่อกอประมาณ 10 – 12 รวง (นาดำ)  จำนวนรวงต่อกอประมาณ 10 – 12 รวง (นาดำ)
 เมล็ดข้าวกล้อง กว้าง x ยาว x หนา = 2.1 x 7.2 x 1.7  มิลลิเมตร  เมล็ดข้าวกล้อง กว้าง x ยาว x หนา = 2.1 x 7.5 x 1.8 มิลลิเมตร
 การเกิดท้องไข่ประมาณ 0.8  การเกิดท้องไข่ประมาณ 1.32
 ปริมาณอะไมโลส 14 – 15 %  ปริมาณอะไมโลส 14 – 15 %
 ระดับค่าการสลายตัวในด่าง ( 1.7 % KOH) ประมาณ 7  เหมือน  ข้าวขาวดอกมะลิ 105  ระดับค่าการสลายตัวในด่าง (1.7 % KOH) ประมาณ 7
 ค่าการยืดตัวของแป้งสุกประมาณ 70 – 95 มิลลิเมตร  ค่าการยืดตัวของแป้งสุกประมาณ 70 – 85 มิลลิเมตร
 คุณภาพข้าวสุก มีความนุ่มและกลิ่นหอม คล้ายพันธุ์ขาวดอกมะลิ  105  คุณภาพข้าวสุก  มีความนุ่มและมีกลิ่นหอม
 เปอร์เซ็นต์ต้นข้าวประมาณ 63 %  เปอร์เซ็นต์ต้นข้าวประมาณ 65 %

     

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 31สิงหาคม 2550
 

การเพาะเลี้ยงกบ ตอนที่ 3 จาก 4 ตอน 2011/07/30

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 4:53 am

http://www.ku.ac.th/e-magazine/aug50/agri/ranarugulosa.htm.

       การเลี้ยงกบในบ่อดิน ใช้พื้นที่ประมาณ 100 – 200 ตารางเมตร ภายในคอกเป็นบ่อน้ำลึกประมาณ 1 เมตร บางแห่งอาจจะทำเกาะกลางบ่อเพื่อเป็นที่พักของกบและที่ให้อาหาร แต่บางแห่งใช้ไม้กระดานทำเป็นพื้นลาดลงจากชานบ่อก็ได้ ส่วนพื้นที่รอบๆ ขอบบ่อภายในที่ห่างจากรั้วคอกอวนไนลอน กว้าง 1 เมตร ปล่อยให้หญ้าขึ้นหรือบางรายอาจปลูกตะไคร้เพื่อให้กบใช้เป็นที่หลบอาศัยภายในบ่อที่เป็นพื้นน้ำจะมีพวกผักตบชวา หรือพืชน้ำอื่นๆ ให้กบเป็นที่หลบซ่อนภัยและอาศัยความร่มเย็นเช่นกัน คอกที่ล้อมรอบด้วยอวนไนลอนนี้ ด้านล่างจะใช้ถังยางมะตอยผ่าซีก หรือแผ่นสังกะสีฝังลึกลงดินประมาณ 1 ศอก เพื่อป้องกันศัตรูบางชนิดเช่น หนู ขุดรูลอดเข้าไปทำอันตรายกับกบที่อยู่ในบ่อหรือในคอกส่วนด้ายบนของบ่อมุมใดมุมหนึ่ง จะมุงด้วยทางมะพร้าวเพื่อเป็นร่มเงาและยังใช้เป็นที่ให้อาหารกบอีกด้วย นอกจากนั้นบางแห่งยังใช้เสื่อรำแพนเก่าๆ ที่ใช้ทำเป็นฝาบ้าน นำมาวางซ้อนกัน โดยมีลำไม้ไผ่สอดกลางเพื่อให้เกิดช่องว่างให้กบเข้าไปหลบอาศัย และด้านบนนั้นก็เป็นที่รองรับอาหารที่โยนลงไปให้กบกินได้เช่นกัน

       ลักษณะบ่อเลี้ยงกบเช่นนี้มีเลี้ยงกันมากที่อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย โดยใช้พันธุ์กบที่ซื้อมาจากนักล่ากบในท้องถิ่น ที่ออกจับกบตามธรรมชาติเป็นลูกกบขนาด 20 – 30 ตัวต่อกิโลกรัม ซื้อขายกันมนราคา กก. ละ 20 – 30 บาท และ จะนำลูกกบที่มีน้ำหนักรวม 100 กก. ปล่อยลงในเนื้อที่ 100 ตารางเมตร หลังจากปล่อยลูกกบแล้ว 2 – 3 วัน จึงเริ่มให้อาหารเพราะเมื่อปล่อยลูกกบลงเลี้ยงใหม่ๆ ลูกกบยังเหนื่อยและตื่นต่อสภาพที่อยู่ใหม่ อาหารที่นำมาให้ไม่เป็นไปตามที่มันเคยชิน คือเป็นปลาสับหรือปลาบดที่โยนให้กินทีละน้อยๆ ก่อน จนกว่าลูกกบจะเคยชิน และเมื่อกบโตขึ้นจึงเปลี่ยนเป็นปลาหั่นแบบชิ้นๆ หรือถ้าเป็นปลาเล็กก็โยนให้ทั้งตัวหรือถ้าเป็นปูนาก็ต้องเด็ดขาเด็ดก้ามทิ้งเสียก่อน หรือถ้าเป็นหอยโข่งก็ทุบเอาเปลือกออกเอาเฉพาะเนื้อในแล้วโยนลงบนแผงที่ให้อาหารในบ่อเพื่อให้กบกินต่อไป

       การเลี้ยงกบในคอก เป็นการเลี้ยงกบอีกแบบหนึ่ง โดยเมื่อปรับพื้นที่ราบเรียบเสมอกันดีแล้ว ก็ทำการขุดแอ่งน้ำไว้ตรงกลางคอก เช่น คอกขนาด 4 x 4 เมตร ขนาด 6 x 6 เมตร หรือขนาด 8 x 8 เมตร ต้องทำแอ่งน้ำขนาด 2 x 3 เมตร มีความลึกประมาณ 20 ซม. เป็นบ่อซีเมนต์และลาดพื้นแอ่งน้ำขัดมันกันรั่ว ใส่ท่อระบายน้ำจากแอ่งขนาด 0.5 นิ้ว รอบๆ แอ่งน้ำเป็นพื้นที่ชานบ่อทั้ง 4 ด้าน เพื่อสะดวกต่อการให้อาหารและที่กบได้พักอาศัย รอบๆคอกปักเสาทั้ง 4 ด้านให้ห่างกัน ช่วงละ 2 เมตร ผูกเคร่าบนและล่างยึดเสาไว้นำอวนสีเขียวมาขึงรอบนอก ส่วนด้านล่างให้ฝังอวนลงใต้ดินลึก 20 ซม. แล้วเหยียบดินให้แน่น จากนั้นจึงนำไม้มาวางพาดด้านบนและผูกให้ติดกับเคร่าห่างช่วงละ 1 เมตร นำทางมะพร้าวแห้งมาพาดให้เต็มแต่อย่าแน่นเกินไป แล้วหากระบะไม้ กะละมังแตก หรือกระบอกไม้ไผ่อันใหญ่ๆ มาวางไว้ในคอกเพื่อให้กบหลบซ่อนตัวในเวลากลางวัน ส่วนกระบะหรือลังไม้ที่มำมาวาง ให้เจาะประตูเข้าออกทางด้านหัวและท้ายเพื่อสะดวกต่อการจับกบจำหน่าย

       การทำคอกเลี้ยงกบแบบนี้ มีอัตราปล่อยกบลงเลี้ยง คือ

       คอกขนาด 4 x 4 เมตร ปล่อยกบลงเลี้ยงได้ไม่เกิน 1,000 ตัว

       คอกขนาด 6 x 6 เมตร ปล่อยกบลงเลี้ยงได้ไม่เกิน 1,200 ตัว

       คอกขนาด 8 x 8 เมตร ปล่อยกบลงเลี้ยงได้ไม่เกิน 2,500 ตัว

       การเลี้ยงกบในบ่อปูซีเมนต์ เป็นการเลี้ยงที่มีผู้นิยมกันมากในปัจจุบัน เพราะดูแลรักษาง่าย กบมีความเป็นอยู่ดีและเจริญเติบโตดี อีกทั้งเป็นการสะดวกสบายต่อผู้เลี้ยงในด้านการดูแลรักษา บ่อกบดังกล่าวนี้สร้างด้วยการก่อแผ่นซีเมนต์ หรือที่เรียกว่าแผ่นซีเมนต์บล๊อก และฉาบด้วยปูนซีเมนต์ ปูนที่ฉาบจะหนาเป็นพิเศษตรงส่วนล่างที่เก็บขังน้ำ คือ มีความสูงจากพื้นเพียง 1 ฟุต พื้นล่างเทปูนหนาเพื่อรองรับน้ำ และมีท่อระบายน้ำอยู่ตรงส่วนที่ลาดสุด พื้นที่เป็นที่ขังน้ำนี้ นำวัสดุลอยน้ำ เช่น ไม้กระดาน ขอนไม้ ต้นมะพร้าว ให้ลอยน้ำ เพื่อให้กบขึ้นไปเป็นที่อยู่อาศัย บางแห่งในส่วนพื้นที่ใต้น้ำยังเป็นที่เลี้ยงปลาดุกได้อีก โดยปล่อยปลาดุกลงเลี้ยงร่วมกับกบในอัตรา กบ 100 ตัว ต่อปลาดุก 20 ตัว ซึ่งเป็นผลดีเมื่อเปรียบเทียบได้ชัด คือปลาดุกจะช่วยทำความสะอาดภายในบ่อ โดยเก็บเศษอาหารและมูลกบกิน ทำให้น้ำในบ่อสะอาดและอยู่ได้นานกว่าบ่อที่ไม่ได้ปล่อยปลาดุก ซึ่งนอกจากจะเป็นการทุ่นแรงงานแล้วยังทำให้ผู้เลี้ยงมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย อีกทั้งระยะเวลาเลี้ยง ตลอดจนการจำหน่ายกบและปลาดุกอยู่ในเวลาเดียวกัน

       สำหรับด้านบนของบ่อจะเปิดกว้างเพื่อให้แดดส่องลงไปทั่วถึง ซึ่งกบจะขึ้นมาตากแดดกันอย่างปกติสุข นอกเสียจากตัวแห้งมากๆ มันจะกระโดดลงในน้ำแล้วขึ้นมาใหม่ แต่ถึงอย่างไรที่มุมใดมุมหนึ่งของบ่อก็ต้องหาวัสดุ เช่น ทางมะพร้าว เพื่อเป็นส่วนของร่มและปิดบังเงาวูบวาบของนกที่บินผ่าน ซึ่งทำให้กบตกใจและไม่กินอาหาร รวมทั้งจะไม่ผสมพันธุ์อีกด้วย

       บ่อเลี้ยงกบนี้ เป็นขนาด 3 x 4 เมตร ปล่อยกบลงเลี้ยงได้ 1,000 ตัว และปลาดุกอีก 200 ตัว

       พื้นล่างของบ่อดังกล่าว นอกจากเป็นพื้นน้ำทั้งหมดและใช้วัสดุลอยน้ำให้กบได้อาศัยอยู้แล้ว บางแห่งอาจจะใช้ก่อปูนในลักษณะเกาะกลาง คือเป็นพื้นซีเมนต์และเป็นเนินลาดจากตรงกลางซึ่งไม่ควรทำแบบพื้นก้นกะทะ และมีชานบ่ออยู่ริมโดยรอบบ่อ เพราะจะทำให้กบมีแรงจากเท้าหลังยันพื้นกระโดดสูงไปได้ แต่ถ้าเป็นลักษณะเนินตรงกลางและมีพื้นน้ำรอบๆ กบก็จะไม่สามารถมีแรงกระโดดขึ้นจากน้ำได้ การเลี้ยงกบในบ่อลักษณะนี้ กบก็ไม่สามารถมองเห็นโลกภายนอก และไม่คิดดิ้นรนจะกระโดดหนีออกไปอยู่แล้ว

       การเลี้ยงกบในกระชัง โดยใช้กระชังเลี้ยงเช่นเดียวกับกระชังเลี้ยงปลา มีความกว้างประมาณ 1.50 เมตร และยาว 4 เมตร กระชังดังกล่าวนี้สืบเนื่องมาจากการเพาะพันธุ์กบ คือเมื่อเพาะกบและเลี้ยงลูกอ๊อดจนเป็นกบเต็มวัยแล้วจึงคัดขนาดลูกกบนำไปเลี้ยงในบ่อซีเมนต์หรือในกระชังอื่นๆ หรือจำหน่าย ส่วนที่เหลือก็เลี้ยงต่อในกระชังต่อไป พื้นที่ใต้กระชังใช้แผ่นกระดานหรือแผ่นโฟมสอดด้านล่าง เพื่อให้เกิดส่วนนูนในกระชังและกบได้ขึ้นไปอยู่อาศัยส่วนรอบๆ  ภายนอกกระชังใช้วัสดุ เช่น แฝก หญ้าคา หรือทางมะพร้าว เพื่อไม่ให้กบมองเห็นทิวทัศน์นอกกระชัง มิฉะนั้นกบจะหาหนทางหลบหนีออกโดยกระโดดและชนผืนอวนกระชังเป็นเหตุให้ปากเป็นบาดแผลและเจ็บปวดจนกินอาหารไม่ได้ ส่วนด้านบนกระชังก็มีวัสดุพรางแสงให้เช่นกัน

       การจับกบจำหน่าย

       เนื่องจากสภาพบ่อเลี้ยงกบมีความแตกต่างกัน ทำให้ความสะดวกในการดูแลรักษาย่อมแตกต่างกันดังกล่าวแล้ว ยังรวมไปถึงการจับกบจำหน่ายก็แตกต่างกันอีกด้วย กล่าวคือ

       1. การเลี้ยงกบในบ่อดิน ลักษณะการเลี้ยงกบแบบนี้จะจับกบจำหน่ายได้ครั้งเดียวในเวลาที่พร้อมกัน ไม่มีการจับกบจำหน่ายปลีก หรือเป็นครั้งคราว ทั้งนี้เพราะสภาพบ่อเลี้ยงไม่เอื้ออำนวย

       2. การเลี้ยงกบในคอก สามารถจับกบได้ทุกโอกาสไม่ว่าจะจับหมดทั้งคอกหรือมีการจำหน่ายปลีก โดยมีกระบะไม้และทำเป็นช่องเข้าออกในด้านตรงกันข้าม วางอยู่หลายอันบนพื้นดินภายในคอก ซึ่งกบจะเข้าไปอาศัยอยู่ เมื่อถึงเวลาจะจับกบก็ใช้กระสอบเปิดปากไว้รออยู่ที่ช่องด้านหนึ่งแล้วใช้มือล้วงเข้าไปในช่องด้านตรงข้าม กบจะหนีออกอีกช่องทางหนึ่งที่มีปากกระสอบรอรับอยู่และเข้าไปในกระสอบกันหมด เป็นการกระทำที่สะดวก กบไม่ตกใจและบอบช้ำ

       3. การเลี้ยงกบในบ่อปูนซีเมนต์ สามารถจับกบได้ทุกโอกาสไม่ว่าจะจับหมดทั้งบ่อหรือจับจำหน่ายปลีก โดยใช้คนเพียงคนเดียวพร้อมทั้งสวิงเมื่อลงบ่อซึ่งมีน้ำเพียง 1 ฟุต กบกระโดดลงไปมุดอยู่ในน้ำจึงใช้สวิงช้อนขึ้นมาหรือใช้มือจับใส่สวิงอย่างง่ายดาย ในบ่อหนึ่งๆ ขนาด 12 ตารางเมตร เลี้ยงกบประมาณ 1,000 ตัว ใช้คนๆเดียวจับเพียง 1 ชั่วโมงก็แล้วเสร็จ

       อนึ่ง การเลี้ยงกบควรคำนึงถึงระยะเวลาเลี้ยงควบคู่ไปกับระยะเวลาที่จะจับกบจำหน่าย เนื่องจากในฤดูฝนกบจะมีราคาถูก ถ้าผู้เลี้ยงจะต้องจับกบจำหน่ายในช่วงนี้ก็จะได้รับผลตอบแทนน้อย แต่ถ้ากะเวลาเลี้ยงและเวลาจับจำหน่ายให้ถูกต้อง คือเมื่อรู้ว่าจะต้องใช้ระยะเวลาเลี้ยงกบนาน 4 เดือน จึงต้องกะระยะเวลาเดือนที่ 4 ให้ตรงกับอยู่ในช่วงฤดูหนาวหรือฤดูร้อน เพราะในช่วงนี้กบราคาแพง ผู้เลี้ยงสามารถขายได้ในราคาที่ดีคุ้มกับการลงทุน อีกทั้งผู้ที่ต้องการจำหน่ายปลีกควรจะติดต่อตกลงราคาและจำนวนกับผู้ซื้อไม่ว่าจะเป็นตลาดสดหรือร้านอาหารให้เป็นที่แน่นอนก่อนจึงจับกบไปส่งจำหน่ายได้ต่อไป

       ในการลำเลียงกบไม่ว่าจะเป็นกบเล็กกบใหญ่ ในภาชนะลำเลียงกบควรมีน้ำเพียงเล็กน้อย และจะต้องมีวัสดุ เช่น หญ้า ฟาง ผักบุ้ง ผักตบชวา เพื่อให้กบเข้าไปซุกอาศัยอยู่ มิฉะนั้นในระหว่างเดินทางกบจะกระโดดเต้นไปมาเกิดอาการจุกเสียดแน่นและเป็นแผล

       การดูแลรักษา นอกจากจะเอาใจใส่ในเรื่องการให้อาหาร การรักษาความสะอาดของภาชนะที่ให้อาหารดังกล่าวแล้ว ในการเลี้ยงกบจะต้องคำนึงถึงความสะอาด โดยเฉพาะในแอ่งน้ำหรือการเลี้ยงกบในบ่อปูนซีเมนต์ ต้องมีการขัดล้างถ่ายเทน้ำในบางครั้ง ทั้งนี้ถ้าที่อยู่อาศัยของกบสะอาดและมีสุขลักษณะที่ดีความเป็นอยู่และการเจริญเติบโตของกบก็ดี ลดอัตราการเป็นโรคพยาธิเบียดเบียน แต่กบเป็นสัตว์ที่ตื่นและตกใจง่าย ซึ่งเมื่อเกิดการตกใจดังกล่าวกบจะเกิดการชัก เป็นตะคริวและถึงกับช็อกตายได้ หรือเมื่อเกิดตกใจก็กระโดดเต้นไปมาในบ่อและจะเกิดอาการกระทบกระแทกเป็นแผลฟกช้ำ จุกเสียด เมื่อเป็นมากๆ ก็มีโอกาสถึงตายได้เช่นกัน ดังนั้น การทำความสะอาดภายในบ่อเลี้ยงกบ จึงต้องระมัดระวังในเรื่องนี้

       1. งดให้อาหารกบก่อนลงไปทำความสะอาด เพราะถ้ากบกินอาหารแล้วต้องกระโดดเต้นไปมาเพราะตกใจเนื่องจากคนลงไปรบกวนที่อยู่อาศัย โอกาสจุกเสียดแน่นถึงตายมีมาก

       2. ควรกาวัสดุที่โปร่งเป็นโพรง เช่นทางมะพร้าวสุมทุมเพื่อให้กบเข้าไปหลบซ่อนตัวเมื่อเข้าไปทำความสะอาด โดยเฉพาะในบ่อซีเมนต์เมื่อปล่อยน้ำเก่าทิ้งจนแห้ง กบจะเข้าไปหลบตัวในสุมทุมนั้น จะไม่ออกมากระโดดเต้นจนเป็นเหตุให้เจ็บป่วย

       3. หลังจากทำความสะอาดแล้ว อาหารมื้อต่อไปควรผสมยาลงไปด้วยทุกครั้ง เพื่อบรรเทาอาการอักเสบลงได้ อนึ่ง ลักษณะการงดให้อาหารเช่นนี้จะต้องกระทำทุกครั้งที่มีการลำเลียงเคลื่อนย้ายกบ ไม่ว่าจะเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์หรือลูกกบก็ตาม ยาที่ผสมในอาหารให้กบกินนั้น ถ้ามีอาการไม่รุนแรงนักก็ใช้ออกซิเททราไซคลิน 1 ช้อนแกง ผสมลงในอาหาร 3 กก. เช่นกัน ทั้งนี้เพราะตัวยาแรงผิดกันและให้กบกินมื้อเดียวแล้วหยุดไปประมาณ 5 – 6 วัน (เฉพาะอาหารที่ผสมยา) เพื่อสังเกตดูอาการของกบว่าทุเลาลงแล้วหรือไม่ ถ้าไม่มีอาการดีขึ้นก็ให้อาหารผสมยาขนาดดังกล่าวเพิ่มขึ้นอีก 1 มื้อ

แล้วพบกับเนื้อหาตอนต่อไป ฉบับหน้า นะครับ

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 31 สิงหาคม 2550