ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน ปุ๋ย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

เครื่องตรวจความผิดปกตินมยู.เอช.ที.แบบไม่ทำลาย นวัตกรรมใหม่ของอาจารย์ มก. 2011/08/05

Filed under: 2551-2555,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 4:52 pm

http://www.ku.ac.th/e-magazine/may53/agri/agri1.htm.


          เครื่องตรวจสอบความผิดปกติของนม ยู.เอช.ที. หรือผลิตภัณฑ์อาหารเหลวบรรจุกล่องโดยไม่ทำลาย แบบรายงานผลโดยตรง
The On – Line Equipment for Detecting the Abnormal U.H.T. Milk or Fluid Food (Packed in Brick – Type Packages) by Non – Destruction

รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ประจำปี 2553 รางวัลระดับดี สาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรมวิจัย
จาก : สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาต

          ในการผลิตนมพร้อมดื่ม ยู.เอช.ที. ตั้งแต่เริ่มให้ความร้อนจนถึงการบรรจุกล่อง ผลิตภัณฑ์นมอาจเกิดการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์มาจากหลายสาเหตุ เช่น ท่อขนส่งนมไม่สะอาด หรือผู้ปฏิบัติงานมีความสะอาดไม่เพียงพอส่งผลให้ผลิตภัณฑ์หมดอายุก่อนกำหนดได้ จึงจำเป็นต้องตรวจนมที่บรรจุกล่องแล้ว เพื่อคัดนมที่ผิดปกติทิ้งก่อนจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภค เพราะฉะนั้น เจ้าหน้าที่ควบคุมคุณภาพ จึงต้องสุ่มตัวอย่างน้ำนมเป็นประจำทุก 10-20 นาที ไปเพาะเชื้อ และหากตัวอย่างใดมีปริมาณจุลินทรีย์เกินเกณฑ์มาตรฐานก็นำนมที่ผลิตในช่วงเวลาดังกล่าวมาตรวจด้วยเครื่องตรวจคุณภาพนมกล่องแบบไม่ทำลายเพื่อคัดกรองนมกล่องที่มีแนวโน้มเสียทิ้งก่อนจำหน่าย เนื่องจากนมที่ผลิตในช่วงเวลาดังกล่าวไม่ได้ปนเปื้อนจุลินทรีย์ทุกกล่อง (ทั้งนี้การปนเปื้อนจุลินทรีย์ในกระบวนการผลิตเป็นการปนเปื้อนเชื้อเพียงเล็กน้อย นมจึงไม่เสียทันที แต่จะค่อย ๆ เสีย โดยอาจทำให้นมมีรสเปรี้ยว จับตัวเป็นก้อน หรือแยกตกตะกอนอย่างชัดเจน ส่งผลให้หมดอายุก่อนกำหนด ซึ่งการเสียเหล่านี้ไม่มีทางทราบได้เลย เพราะนมอยู่ในกล่อง) พร้อมกันนี้ยังมีการสุ่มตัวอย่างนมกล่องที่ผลิตแล้วต้องเก็บไว้ 7 วัน ก่อนจำหน่ายมาเพาะเชื้อ ถ้าตัวอย่างใดพบเชื้อเกินมาตรฐานก็นำนมจากลังนั้นมาตรวจและคัดนมกล่องที่เสียทิ้งไปเช่นเดียวกัน ถ้าผู้ประกอบการไม่มีเครื่องตรวจความผิดปกติของนมกล่อง แต่คำนึงถึงความปลอดภัยผู้บริโภคก็จำเป็นต้องทิ้งผลิตภัณฑ์ในช่วงเวลาการผลิตเหล่านี้ทั้งหมด ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ดีเพราะได้ทำการเปิดกล่องออกดูแล้ว ส่งผลให้เกิดความสูญเสียอย่างรุนแรงกับผู้ผลิต ปัจจุบันในอุตสาหกรรมนมและอาหารจะใช้เครื่องมือชื่อ Electester มีส่วนประกอบของเครื่องซับซ้อนเป็นอุปกรณ์อีเล็คโทรนิคเกือบทั้งหมด ขั้นตอนและวิธีการอยู่บนเครื่องเดียวกันราคามากกว่า 3 ล้านบาทเป็นเครื่องตรวจโดยไม่ต้องเปิดกล่องออกดู

     ดังนั้นงานประดิษฐ์นี้จึงมุ่งพัฒนาสร้างเครื่องตรวจความผิดปกติของนมแบบไม่ทำลายโดยออกแบบและประดิษฐ์ขึ้นใหม่แทนการนำเข้าจากต่างประเทศเพื่อวัตถุประสงค์การทำงานอย่างเดียวกัน ให้มีประสิทธิภาพการทำงานและอ่านผลได้แม่นยำทัดเทียมกับเครื่อง Electester มีราคาถูก เพื่อใช้เป็นทางเลือก และลดต้นทุนการควบคุมคุณภาพให้แก่โรงงานนมและอาหารในประเทศ

ภาพแสดงเครื่องตรวจสอบความผิดปกติของนม ยู.เอช.ที. หรือผลิตภัณฑ์อาหารเหลวบรรจุกล่องโดยไม่ทำลาย แบบรายงานผลโดยตรง

ระยะเวลาที่ใช้ในการประดิษฐ์คิดค้น แบ่งเป็น 3 ช่วงเวลาดังนี้

  • 3.1 พ.ศ. 2543 – พ.ศ. 2548  (เริ่มศึกษาวิจัยทฤษฎีต่างๆที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสร้าง Prototype ทดสอบแนวคิดและศึกษาหาวิธีการตรวจคุณภาพนมกล่องตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2543 และประสบความสำเร็จในปี พ.ศ.2548 ในรูปของงานวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท 2 เรื่อง)
    3.2 พ.ศ. 2549 – ม.ค. 2550 (ทดสอบ พัฒนารูปแบบและลักษณะเครื่องให้เหมาะกับการใช้ในอุตสาหกรรมจริงรวมถึงจดสิทธิบัตร)
  • 3.3 ก.พ. 2550 – ม.ค. 2552 (สร้างจำหน่ายตามความต้องการของผู้ประกอบการ ในนามของโครงการพัฒนาวิชาการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

แสดงการส่งมอบเครื่องให้กับโรงงานผลิตนม ขององค์กรส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทยที่ จ.ขอนแก่น

คุณสมบัติและลักษณะเด่นของผลงานประดิษฐ์คิดค้น

             เป็นสิ่งที่คิดค้นขึ้นใหม่มีความแปลกใหม่คือ การประยุกต์ใช้ทฤษฎีการสั่นทางกล แบบการสั่นสะเทือนเสรีแบบมีตัวหน่วงชนิดของเหลวหนืดกรณีการหน่วงน้อยเกินไป เพื่อตรวจวิเคราะห์และคัดแยกนมรสชาติต่าง ๆ หรือผลิตภัณฑ์อาหารเหลวบรรจุกล่องขนาดต่าง ๆ ที่ปนเปื้อนเชื้อเพียงเล็กน้อย นมหรืออาหารเหลวจึงไม่เสียทันที แต่จะค่อย ๆ เสีย โดยอาจทำให้นมมีรสเปรี้ยว จับตัวเป็นก้อน หรือแยกตกตะกอนอย่างชัดเจน ส่งผลให้หมดอายุก่อนกำหนด จะมีความหนืดและพฤติกรรมการการไหลต่างกัน โดยการสั่นหรือเขย่าเป็นเครื่องวัดคุณภาพนมในกล่อง ส่งผลให้มีการตอบสนองต่อการสั่นต่างกัน  เมื่อประมวลผลสัญญาณการสั่นออกมาจะได้ค่าที่แตกต่างกัน โดยการตั้งค่ามาตรฐานที่จะแบ่งระหว่างนมหรือผลิตภัณฑ์ระงับ (เสียหรือมีแนวโน้มเสีย)และปกติได้ในตัวโปรแกรมของเครื่อง  ทำให้สามารถแยกนมหรืออาหารเหลวปกติออกจากผลิตภัณฑ์ที่มีแนวโน้มว่าจะเสียก่อนวันหมดอายุจริง หรือเริ่มเสียก่อนที่จะนำออกไปจำหน่าย โดยไม่ต้องทำการแกะกล่องออกดู ซึ่งจะทำให้ลดการสูญเสียของผลิตภัณฑ์ที่บรรจุกล่องแล้ว แทนการแกะออกดูทุกกล่องที่ต้องสงสัยว่ามีความผิดปกติในช่วงเวลาการผลิตผลิตภัณฑ์นั้น   มีความสามารถในการตรวจวิเคราะห์คัดแยกนมดีและนมเสีย สำหรับผลิตภัณฑ์นมบรรจุกล่องรสชาติต่างๆ รวมถึงขนาดบรรจุต่าง ๆ ได้ ตั้งแต่ 700 – 1200 กล่อง/ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความเร็วของผู้ใช้ในการวางลงบนถาด แสดงผลคัดแยกเป็นสัญญาณเสียงและภาพผ่านจอ โดยสามารถปรับค่าเกณฑ์การแบ่งนมดีและนมระงับบนโปรแกรมได้เลยทำให้ผลการตรวจถูกต้อง 100 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้อุปกรณ์แต่ละชิ้นของเครื่องที่ประดิษฐ์ขึ้นในส่วนทางกลและทางไฟฟ้าและระบบควบคุม แยกส่วนกันอย่างชัดเจน จึงสะดวกต่อการบำรุงรักษา เมื่ออุปกรณ์เสียก็ซ่อมแซมหรือนำอะไหล่ที่ผลิตได้เองในประเทศมาเปลี่ยนเฉพาะส่วน

หลักการและขั้นตอน รวมทั้งกรรมวิธี ที่ใช้ในการประดิษฐ์คิดค้น

  หลักการ  :   เน้นการสร้างสิ่งประดิษฐ์มีลักษณะที่แยกการทำงานชัดเจนสำหรับในส่วนทางกลและทางไฟฟ้าคือการประมวลผล มีกลไกการทำงานไม่ยุ่งยากสามารถเรียนรู้ได้ง่าย การทำชิ้นงาน ประกอบโครง และวัสดุต่าง ๆ สามารถหาและทำในประเทศเป็นส่วนใหญ่  และสามารถนำไปใช้ในกระบวนการสุดท้ายของการผลิตผลิตภัณฑ์นม หรืออาหารเหลว ในอุตสาหกรรมอาหารและยา ที่บรรจุลงกล่องขนาดต่างๆตั้งแต่ 100 ซี.ซี. ถึง 1000 ซี.ซี.  เพื่อทำการตรวจความผิดปกติที่ผู้ปฏิบัติงานไม่สามารถแยกได้ โดยไม่ต้องทำการเปิดทำลายกล่องออกดู

     ขั้นตอนรวมทั้งกรรมวิธี :  
1) ศึกษาถึงทฤษฎีต่างๆที่เกี่ยวข้องตั้งแต่พฤติกรรมของของไหล และทฤษฎีต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบและสร้างสิ่งประดิษฐ์
2)สร้าง prototype และทำการทดสอบตามทฤษฎีทั้งในระดับห้องปฏิบัติและโรงงานจริง ตลอดจนถึงศึกษาถึง repeatability ของเครื่องพร้อมทั้งแก้ไข
3) พัฒนารูปแบบและลักษณะเครื่องให้เหมาะกับการใช้ในอุตสาหกรรมจริง

     วัสดุที่ใช้ในการประดิษฐ์คิดค้นและแหล่งที่มา 
ส่วนใหญ่ผลิตและสามารถหาได้ภายในประเทศ เฉพาะอุปกรณ์พวกเซนเซอร์ และ อุปกรณ์ด้านเชื่อมต่อผ่านคอมพิวเตอร์ (A/D & D/A interfacing unit) มีตัวแทนจำหน่ายอยู่แล้วภายในประเทศ 

     งบประมาณที่ในการต่อเครื่อง 
       ผ่านทางโครงการพัฒนาวิชาการ  คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ประมาณ 500,000 บาทต่อเครื่อง

     

แสดงการส่งมอบเครื่องให้กับโรงงานผลิตนม ของบริษัทเชียงใหม่ เฟรชมิลล์ จำกัด
อ.สารภี จ.เชียงใหม่

ประโยชน์ที่จะได้รับจากผลงานประดิษฐ์คิดค้น

  • เมื่อยังไม่ได้ใช้ผลงานประดิษฐ์คิดค้น ผลิตบัณฑิตระดับปริญญาโท วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิศวกรรมการอาหาร  จำนวน 2 คน ในขั้นทดสอบแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสร้าง prototype ทำการทดสอบตามทฤษฎี
  • หลังจากที่ได้ใช้ผลงานประดิษฐ์คิดค้น เมื่อพัฒนารูปแบบและลักษณะเครื่องให้เหมาะกับการใช้ในอุตสาหกรรมจริง รวมถึงทำเรื่องจดสิทธิบัตรเมื่อวันที่  10 เมษายน พ.ศ 2550 แล้ว เป็นตัวแทนของการวิจัยและพัฒนาเครื่องมือตรวจสอบเฉพาะด้านขึ้นใช้เองแทนการนำเข้าเครื่องมือที่มีวัตถุประสงค์การใช้งานอย่างเดียวกัน ทำให้ประหยัดเงินตราได้มากกว่า 3 ล้านบาทต่อการซื้อ 1 เครื่อง ปัจจุบันสร้างไปแล้ว 4 เครื่อง

แสดงการใช้งานของเครื่องโดยพนักงานบริษัทบริษัทเชียงใหม่ เฟรชมิลล์ จำกัด
ใช้ในการคัดนมโรงเรียนที่ผิดปกติออกก่อนจะบรรจุลงลัง ทำงานวันละ 7-8 ชั่วโมง

การนำผลงานไปใช้ประโยชน์

  1. โรงงานผลิตนม  (องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย) อ.ส.ค. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  จ. ขอนแก่น จำนวน 1 เครื่อง
  2. โรงงานผลิตนม (องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย) อ.ส.ค. ภาคใต้  จำนวน 1 เครื่อง
  3. โรงงานนม บริษัทเชียงใหม่เฟรชมิลล์จำกัด อ.สารภี จ. เชียงใหม่ จำนวน 2 เครื่อง (ผลิตภัณฑ์นมโรงเรียน)
  4. อยู่ในระหว่างการดำเนินการทดสอบเพื่อตรวจกับน้ำนมถั่วเหลืองบรรจุกล่องขนาดต่าง ๆ ของบริษัท แลคตาซอ

     สถานที่ติดต่อ : 
ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล  คณะวิศวกรรมศาสตร์ กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  วิทยาเขตกำแพงแสน  จ. นครปฐม  73140  โทรศัพท์/โทรสาร (034)355310 

แหล่งค้นคว้าข้อมูลและภาพประกอบ

สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

ที่มา :
งานประชาสัมพันธ์ มก.

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (31 พฤษภาคม 2553)
http://www.cpc.ku.ac.th

 

นักวิจัย มก.คิดค้นสูตรเครื่องดื่มลดน้ำตาล”ทำจากผลไม้ พืชผักสมุนไพร 2011/08/05

Filed under: 2551-2555,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 4:47 pm

http://www.ku.ac.th/e-magazine/may53/agri/agri2.htm.


          ปัจจุบันคนไทยบริโภคน้ำตาลจากผลิตภัณฑ์อาหาร ขนม และเครื่องดื่ม ถึงวันละ 88 กรัมหรือ 22 ช้อนชา จากการสำรวจพบว่าเพิ่มขึ้น 2.3 เท่า ซึ่งมากเกินความต้องการของร่างกาย การบริโภคน้ำตาลมากเกินไปจะมีผลเสียต่อสุขภาพ ทำให้เกิดโรคต่าง ๆ เช่น โรคอ้วน โรคหัวใจ และโรคเบาหวาน เป็นต้น โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนควรได้รับการดูแลในการเลือกรับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และเพื่อสุขภาพฟันที่ดี


     เครื่องดื่มที่ทำจากผลไม้ พืชผัก และสมุนไพรไทยมีความโดดเด่นทั้งในด้านรสชาติ มีกลิ่นหอม สีสวยสะดุดตา มีสรรพคุณเป็นยา มีคุณค่าทางอาหาร ปัจจุบันเครื่องดื่มเหล่านี้ได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้รักสุขภาพเป็นอย่ายิ่ง พืชผักผลไม้หลากหลายชนิดนำมาปั่น คั้นเป็นน้ำผลไม้เพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกาย เป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้กับผู้ไม่ชอบกินผักผลไม้สด

     ด้วยเหตุนี้ นักวิจัยจากสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งประกอบด้วย ดร.เนตรนภิส วัฒนสุชาติ นางเพ็ญพิมล จาตุรนต์รัศมี นางสาวพิศมัย ศรีชาเยช นางพยอม อัตถวิบูลย์กุล นางสาวสมจิต อ่อนเหม นางสาวมาลา ศิรทรัพย์ไพสิฐ และนางปราณี เหลืองวรา ได้ทำการพัฒนาสูตรการผลิตเครื่องดื่ม ลดน้ำตาล ทำจากผลไม้ พืชผัก และสมุนไพร เพื่อสุขภาพที่ดี โดยได้รับทุนสนับสนุนจากกองทันตสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข

        ดร.เนตรนภิส วัฒนสุชาติ หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า ปัจจุบันเครื่องดื่มที่โรงเรียนจัดเตรียมให้เด็กนักเรียนทดแทนน้ำอัดลม ได้แก่ น้ำผลไม้ พืชผัก สมุนไพรต่างๆ น้ำหวาน น้ำปั่น รวมทั้งนมถั่วเหลือง เป็นต้น มีทั้งที่เตรียมโดยทางโรงเรียนและจ้างเหมาให้ร้านค้าผลิตเพื่อจำหน่าย ใช้วิธีการเตรียมที่ไม่ยุ่งยากโดยการต้มสกัดผลไม้ เติมน้ำตาล และชิมรสชาติ ซึ่งการเตรียมแต่ละครั้งอาจทำตามสูตรหรือใช้การประมาณ ทำให้น้ำผลไม้ที่เตรียมมีรสชาติไม่คงที่อาจหวานมากเกินไป และอาจมีการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในวัตถุดิบหรือจากการเตรียมที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากขาดความรู้พื้นฐานในการแปรรูป และสุขลักษณะที่ดีในการผลิตอาหาร ดังนั้น ผู้รับผิดชอบในการเตรียมเครื่องดื่มสำหรับโรงเรียนควรเข้าใจหลักการแปรรูป และการควบคุมคุณภาพ เพื่อสามารถผลิตเครื่องดื่มที่มีความปลอดภัยและมีคุณค่าทางโภชนาการในการบริโภคสำหรับเด็กนักเรียน

        ดังนั้น เด็กนักเรียนควรได้รับการดูแลในการเลือกรับประทานเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย การดื่มเครื่องดื่ม ลดน้ำตาล ที่ทำจากผลไม้ พืชผัก และสมุนไพร ที่มีคุณภาพปลอดภัย จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งนำไปสู่สุขภาพฟันและภาวะโภชนาการที่ดีของเด็กนักเรียนอีกด้วย

        คณะนักวิจัยจึงได้พัฒนาสูตรเครื่องดื่ม ลดน้ำตาล ที่ทำจากผลไม้ พืชผักและสมุนไพร จำนวน 15 สูตร ได้แก่ น้ำลำไย น้ำมะพร้าว น้ำมะตูม น้ำตะไคร้ใบเตย น้ำเก๊กฮวย น้ำมะนาว น้ำกระเจี๊ยบ น้ำส้ม น้ำผลไม้รวม น้ำเสาวรส น้ำเสาวรสผสมมะม่วง นมข้าวโพด นมถั่วเหลืองโกโก้ และนมเย็น

        เครื่องดื่มที่พัฒนาดังกล่าวมีระดับความหวานในระดับน้อย และ น้อยมาก หรือมีค่าระหว่าง 6 ถึง 7 ?Brix และ เครื่องดื่มน้ำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว มีค่าระหว่าง 10 ถึง 11 ?Brix จากนั้น ได้ทำการทดสอบความชอบและการยอมรับ โดยผู้ชิม จำนวน 20 คน ด้วยวิธีการให้คะแนน 1 ถึง 9 พบว่า ตัวอย่างที่มีความหวานระดับน้อยมาก ส่วนใหญ่ได้รับคะแนนมากกว่า 6 หมายถึงอยู่ระหว่าง ชอบน้อย – ชอบปานกลาง นอกจากนี้ยังได้ตรวจสอบคุณค่าทางโภชนาการ และปริมาณน้ำตาลทั้งหมด พร้อมกับรวบรวมสูตร และขั้นตอนการเตรียมเครื่องดื่มชนิดต่าง ๆ ได้แก่ น้ำกระเจี๊ยบ น้ำตะไคร้ใบเตย และน้ำมะตูม สูตรน้ำตาลน้อย หรือสูตรอ่อนหวาน ดังนี้

        น้ำกระเจี๊ยบสูตรอ่อนหวาน

ส่วนผสม สูตรหวานน้อยมาก สูตรหวานน้อย
ดอกกระเจี๊ยบแห้ง 40 40
น้ำ 2700 2700
เกลือ 2.5 2.5
น้ำตาลทราย 180 (6.3%)* 200 (6.9%)*

        ขั้นตอนการเตรียม นำดอกกระเจี๊ยบแห้งมาล้างน้ำอย่างรวดเร็ว 2 ครั้ง นำใส่หม้อน้ำ ตั้งไฟ เมื่อเดือดแล้วให้ลดไฟลง ต้มนาน 7-8 นาที ลง แล้วกรองด้วยกระชอนเติมน้ำตาลทรายและเกลือ คนจนละลาย กรองด้วยผ้าขาวบาง ต้มน้ำกระเจี๊ยบอีกครั้งพอเดือด ยกลง พักไว้รอให้อุณหภูมิลดลง บรรจุใส่ขวดพลาสติกที่ล้างสะอาดและแห้ง ปิดฝา ทำให้เย็นลงทันทีด้วยน้ำเย็น

        น้ำตะไคร้ใบเตย สูตรอ่อนหวาน

ส่วนผสม สูตรหวานน้อยมาก สูตรหวานน้อย
น้ำเปล่า 2500 2500
ตะไคร้ทั้งใบและต้น 100 100
ใบเตยตัดท่อน 25 (3-4 ใบ) 25 (3-4 ใบ)
น้ำตาลทราย 110 (4.2 %)* 130 (4.9 %)*

        ขั้นตอนการเตรียม ล้างตะไคร้ให้สะอาด แยกต้นและใบ ทุบต้นตะไคร้ให้แตก หั่นต้นและใบเป็นท่อนสั้นๆ นำน้ำตั้งไฟพอเดือด ใส่ต้นตะไคร้และใบเตยลงต้มจนเดือด นาน 2-3 นาทีใส่ใบตะไคร้ลงต้มให้เดือดสักครู่ ปิดไฟ ตักตะไคร้และใบเตยออก เติมน้ำตาลทราย คนให้ละลาย แล้วกรองด้วยผ้าขาวบางต้มอีกครั้งจนเดือด ยกลง พักไว้รอให้อุณหภูมิลดลงบรรจุใส่ขวดพลาสติกที่ล้างสะอาดและแห้ง ปิดฝา ทำให้เย็นลงทันทีด้วยน้ำเย็น

        น้ำมะตูม สูตรอ่อนหวาน

ส่วนผสม สูตรหวานน้อยมาก สูตรหวานน้อย
น้ำเปล่า 2500 2500
มะตูมแห้ง 100 100
น้ำตาลทราย 115 (4.4 %)* 140 (5.3 %)*

        ขั้นตอนการเตรียม   คั่วมะตูมให้หอม แล้ว แช่น้ำไว้ 30 นาทีนำหม้อน้ำที่แช่มะตูมไว้มาต้มจนเดือดสักครู่ ปิดไฟ ตักมะตูมออกเติมน้ำตาลทรายคนจนละลาย แล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง 3-4 ชั้น ตั้งไฟให้เดือด ยกลง พักไว้ รอให้อุณหภูมิลดลง บรรจุใส่ขวดพลาสติกที่ล้างสะอาดและแห้ง ปิดฝา ทำให้เย็นลงทันทีด้วยน้ำเย็น

        นอกจากนี้ ดร.เนตรนภิส ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงประโยชน์และสรรพคุณ ของเครื่องดื่ม จากผลไม้ พืชผัก และสมุนไพร สูตรอ่อนหวาน ดังต่อไปนี้ น้ำกระเจี๊ยบ มีธาตุแคลเซียมสูง มีวิตามิเอ ซี กรดซิตริกและฟอสฟอรัส เป็นยาระบายอ่อน ๆ ช่วยขับปัสสาวะทำให้ปัสสาวะคล่องขึ้น ลดความดันโลหิตสูง ช่วยแก้กระหายน้ำ น้ำตะไคร้ใบเตย มีน้ำมันหอมระเหย ชื่อ LemonGrass น้ำมันนี้ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ลดอาการกระหายน้ำ เพิ่มความสดชื่น บำรุงหัวใจ ทำให้ชุ่มชื่น แก้ปวดท้องขับปัสสาวะ แก้อาการขัดเบาน้ำมะตูม แก้ลม เสมหะ บำรุงไฟธาตุ แก้กระหายน้ำ ขับลม แก้ปวดศีรษะ ตาลาย ช่วยให้เจริญอาหารและลดความดันโลหิตสูง

        น้ำเก๊กฮวย แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ช่วยให้สดชื่น ลดอาการครั่นเนื้อครั่นตัวเพราะอากาศร้อน

        น้ำมะนาว มีวิตามินซีสูง มีกรดซิตริก จิบบ่อย ๆ แก้อาการเจ็บคอ ขับเสมหะ แก้อาการวิงเวียน คลื่นไส้ อาเจียน

        น้ำลำไย มีวิตามินซี แคลเซี่ยม ฟอสฟอรัส โปรตีนและน้ำตาล ช่วยบำรุงประสาท นอนไม่หลับ

        น้ำส้ม มีวิตามินซี เอ บี มีธาตุแคลเซี่ยม เล็กและฟอสฟอรัส ช่วยป้องกันและรักษาโรคเลือดออตามไรฟัน บำรุงร่างกาย แก้ไอและขับเสมหะ

        น้ำผลไม้รวม มีวิตามินซีจำนวนมาก ช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารหลากหลายชนิด และมีแร่ธาตุอาหารที่สำคัญ ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมมาใช้งานได้และ ทำให้สดชื่น อารมณ์ดี

        น้ำเสาวรส มีวิตามินเอสูง การดื่มน้ำเสาวรสเป็นประจำทุกวันจะดีต่อสุขภาพตา ทำให้การมองเห็นชัดเจน นอกจากนี้ยังช่วยรักษาอาการนอนไม่หลับ รักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ รสเปรี้ยวของเสาวรสยังช่วยลดอาการเจ็บคอ สร้างภูมิคุ้มกันโรค กำจัดสารพิษในเลือด บำรุงผิวพรรณ และช่วยฟื้นฟูตับและไตที่อ่อนแอ

        น้ำเสาวรสผสมมะม่วง มีวิตามินเอ และวิตามินซีสูง ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน เป็นยาระบายอ่อน ๆ ช่วยลดอาการเจ็บคอ

        น้ำนมข้าวโพด อุดมไปด้วยวิตามิน เอ และวิตามิน อี มีรสชาติอร่อยและเหมาะที่จะนำไปผลิตเป็นน้ำนมข้าวโพด มีกรดเฟรุลิก ซึ่งช่วยชะล้างสารพิษในร่างกายและเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ลดความเสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อม และนอกจากนี้ดูดซับคลื่นแสงที่ทำร้ายดวงตา อีกทั้งยังป้องกันการเสื่อมสภาพของตา ซึ่งร่างกายไม่สามารถสร้างได้ ต้องได้จากการรับประทานเท่านั้น

        นมถั่วเหลือง มีโปรตีน ไขมัน และคาร์ดโบไฮเดรท ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและมะเร็ง ช่วยดูดซับสารพิษและลดระดับคลอเลสเตอรอล ดีต่อระบบขับถ่าย

        โกโก้ มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความดันเลือด และผลจากการลดความดันเลือดมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงจากโรคอัมพฤกษ์-อัมพาต (stroke) และโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตันได้ 10-20%

        นมเย็น มีแคลเซีย มีสารอาหารสำคัญอื่น ๆ อาทิ แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส และอีกมากมาย และแคลเซี่ยมช่วยสลายไขมันส่วนเกินได้

        สำหรับ ผู้ปกครอง คุณครู และผู้ประกอบการที่ผลิตเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในเชิงการค้าสามารถนำสูตรการพัฒนามาปรับปรุงได้ ซึ่งเป็นการควบคุมปริมาณการบริโภคน้ำตาลไม่ให้มากเกินไป เพื่อเป็นการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตเครื่องดื่ม ลดน้ำตาล ทำจากผลไม้ พืชผัก และสมุนไพร สำหรับโภชนาการและสุขภาพฟันที่ดีของเด็กนักเรียน ทั้งนี้ ได้รวบรวมสูตรและขั้นตอนการเตรียมเครื่องดื่มชนิดต่าง ๆ ไว้ในคู่มือการเตรียม / ผลิตเครื่องดื่มทางเลือกเพื่อสุขภาพ สูตรน้ำตาลน้อย เพื่อเผยแพร่ให้กับ ผู้ปกครอง โรงเรียน ผู้ประกอบการ และผู้สนใจทั่วไป โดยสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ ดร.เนตรนภิส วัฒนสุชาติ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน โทร. 0 – 2942 – 8629 – 35

แหล่งค้นคว้าข้อมูลและภาพประกอบ

ศูนย์สารนิเทศทางอาหาร (FIC)
ผู้จัดการออนไลน์

ที่มา :
งานประชาสัมพันธ์ มก.

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (31 พฤษภาคม 2553)
http://www.cpc.ku.ac.th

 

ผลิตภัณฑ์แปรรูป “น้ำมะพร้าวอ่อน น้ำหอมผง” 2011/08/05

Filed under: 2551-2555,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 4:43 pm

http://www.ku.ac.th/e-magazine/may53/agri/agri3.htm.


          ”ผศ.ดร.วราภรณ์ บุญทรัพย์ทิพย์” อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะอุตสาหกรรมเกษตร สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ทำเป็น “น้ำมะพร้าวอ่อนน้ำหอมผง” ที่พกพาสะดวก สามารถชงได้ในน้ำเย็น ดื่มได้ทุกที่ ให้กลิ่นและรสเดิมๆ ที่สำคัญมีสารอาหารครบถ้วน เนื่องจากเห็นว่าน้ำมะพร้าวอ่อนมีประโยชน์มากมาย ที่ผ่านมามีการบริโภคจากผลสด ซึ่งบางครั้งอาจจะไม่สะดวก นอกจากนี้บางประเทศที่ไม่สามารถปลูกมะพร้าวน้ำหอมได้ ต้องอาศัยการนำเข้าผลมะพร้าวน้ำหอมสดไปจำหน่าย ทำให้ผู้บริโภคต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง

         ดังนั้นจึงคิดหากรรมวิธีและพัฒนาทำเป็นผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าวอ่อนน้ำหอมผง ประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง ที่นำน้ำมะพร้าวอ่อนน้ำหอมมาแปรรูปให้เป็นน้ำมะพร้าวอ่อนชนิดผง ที่ความชื้นของผลิตภัณฑ์เท่ากับ 4.43% สามารถละลายในอุณหภูมิห้อง โดยใช้มะพร้าวอ่อนน้ำหอมผง 10 กรัม ละลายในน้ำสะอาด 250 กรัม สามารถทำการละลายกลับมาเป็นน้ำมะพร้าวที่มีลักษณะกลิ่น รส และความหอมเหมือนกับน้ำมะพร้าวอ่อนน้ำหอมสดทุกประการ

     ”ตอนนี้งานวิจัยเรายังไม่เสร็จสมบูรณ์ ต้องใช้เวลาอีกราว 6 เดือน แต่ปัญหายังขาดผู้ร่วมงาน และงบประมาณ หากวิจัยเสร็จสมบูรณ์ เท่ากับเราสามารถแก้ปัญหาในจุดนี้ ต่อไปผู้ที่ชอบดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนน้ำหอมก็สามารถชงดื่มได้ทันที ทุกที่ ทุกเวลา พกพาสะดวก แต่หากจะนำไปต่อยอดเพื่อทำเป็นเชิงธุรกิจ อย่างน้อยต้องลงทุนซื้อเครื่องทำแห้งผง ขนาดเล็กอย่างน้อยราคา 5 ล้านบาท เมื่อคำนวณแล้วถามว่าราคากับน้ำสดๆ จากผลนั้นอาจแพงกว่า แต่ถ้าเทียบกับน้ำมะพร้อมน้ำหอมแปรรูปที่บรรจุกกล่องที่ขายทั่วไป กล่องละ 25 บาท ราคาสู้ได้ ที่สำคัญผลิตภัณฑ์ที่ได้มายังเหมาะกับการนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหาร เช่น อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง อุตสาหกรรมยา เป็นต้น” ผศ.ดร.วราภรณ์ กล่าว

     ด้านคุณค่าทางโภชนาการของน้ำมะพร้าวอ่อนน้ำหอมนั้น ผศ.ดร.วราภรณ์ บอกว่า เป็นแหล่งของเกลือแร่และวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย ได้แก่ โซเดียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม คลอไรด์ วิตามินซี บี 2, บี 5, บี 6 กรดโฟลิก กรดอะมิโน และกลูโคส ซึ่งช่วยบรรเทาความอ่อนเพลียเนื่องจากการท้องเสียหรือท้องร่วง และลดอาการเมาหลังจากการดื่มแอลกอฮอล์ นอกจากนี้น้ำมะพร้าวอ่อนยังเป็น “สปอร์ต ดริงก์” ที่สามารถดื่มหลังการสูญเสียเหงื่อจากการเล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย และยังมีเอสโตรเจนซึ่งสำคัญต่อการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน ทำให้ผิวกระชับ ยืดหยุ่นและชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยด้วย นับเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่น่าสนใจ ซึ่งนอกจากจะเป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรแล้ว ผู้ประกอบสามารถนำไปต่อยอดเพื่อการค้าได้ในอนาคต

ที่มา :
งานประชาสัมพันธ์ มก.

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (31 พฤษภาคม 2553)
http://www.cpc.ku.ac.th

 

อาหารเช้าจากธัญชาติเสริมผัก-ผลไม้สีม่วง 2011/08/05

Filed under: 2551-2555,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 4:39 pm

http://www.ku.ac.th/e-magazine/may53/agri/agri4.htm.


         อาหารเช้าซีเรียลที่เทกินกับนม กลายเป็นอาหารหลักมื้อเช้าของเด็กบางคนไปแล้ว แต่ไม่ต้องกังวลว่าจะด้อยคุณค่าทางโภชนาการ นางจุฬาลักษณ์ จารุนุช นักวิจัยสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์พัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเช้าธัญชาติชนิดพองกรอบพร้อมบริโภคเพื่อสุขภาพรับประทานกับนม (Puffed breakfast cereal) โดยเสริมคุณค่าทางด้าน Anthocyanin, Phenolic compounds และ Antioxidant activity จากพืชผักที่มีสีม่วงแดง ได้แก่ มันเทศสีม่วง กะหล่ำปลีม่วง บีทรูท และเปลือกมังคุด ซึ่งผ่านการทำแห้งและนำมาใช้เป็นวัตถุดิบร่วมกับข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลืองและอื่น ๆ  ออกจำหน่ายในนามของ “กรุ๊บกริ๊บเกษตร” หรือ Morning Pops โดยใช้กรรมวิธีการผลิตแบบเอกซ์ทรูชัน ซึ่งเป็นกระบวนการผลิตที่ได้รับความนิยมในอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวาง เนื่องจากให้อัตราการผลิตสูง ต้นทุนการผลิตต่ำ ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพ เนื้อสัมผัสและเลือกรูปร่างของผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย

         ทั้งนี้ เพราะกระแสความใส่ใจและตื่นตัวของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญต่อการรักษาสุขภาพของตนเอง ซึ่งการพิจารณาเลือกซื้ออาหารเช้าธัญชาติหรือซีเรียลที่ดีต่อสุขภาพนั้น ควรเลือกข้อมูลที่ปรากฏบนฉลากโภชนาการว่า หนึ่งหน่วยบริโภคของอาหารเช้าธัญชาติ (ประมาณ 30 กรัม) ประกอบด้วยพลังงาน 100-200 กิโลแคลอรี่ มีโปรตีนไม่น้อยกว่า 2 กรัม ใยอาหารไม่น้อยกว่า 3 กรัม น้ำตาลไม่มากกว่า 8 กรัม ไขมันไม่มากกว่า 3 กรัม และโซเดียมไม่เกิน 100-150 มิลลิกรัม

            นอกจากนั้นอาจมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น เหล็ก โฟเลท วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 ประมาณร้อยละ 25 ของปริมาณที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน เพื่อเสริมคุณค่าทางโภชนาการให้แก่ผู้บริโภคที่ส่วนใหญ่เป็นเด็กให้มากขึ้น นักวิจัยยังกล่าวอีกว่า การงดอาหารเช้าจะทำให้ระบบการเผาผลาญอาหารลดลง มีกรดในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้นทำให้เป็นโรคกระเพาะ ซึ่งการรับประทานอาหารเช้าที่ทำจากธัญชาติจะค่อย ๆ ปลดปล่อยพลังงานให้ร่างกายค่อย ๆ นำไปใช้ ทำให้ไม่หิวเร็ว และยังเพิ่มความสามารถในการเรียนรู้และทำงานซึ่งจะช่วยให้สมองเราทำงานได้เฉียบไว นอกจากนี้อาหารเช้ายังป้องกันโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคอ้วน เพราะธัญพืชไม่ขัดสีมีสารแอนติออกซิแดนท์และใยอาหารซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ ช่วยลดคอเลสเทอรอลในเลือดและความดันโลหิต

            ผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์อาหารเช้าธัญชาติพร้อมรับประทาน สามารถเลือกซื้อได้ที่ ร้านค้าจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ชั้น 1 อาคารอมรภูมิรัตน์ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน โทร. 0-2942-8629-35

ที่มา :
งานประชาสัมพันธ์ มก.

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (31 พฤษภาคม 2553)
http://www.cpc.ku.ac.th

 

พม.ยกย่อง ศ.ระพี สาคริกบิดากล้วยไม้ไทยเป็นผู้สูงอายุแห่งชาติ พ.ศ. 2553 2011/08/05

Filed under: 2551-2555,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 4:34 pm

http://www.ku.ac.th/e-magazine/mar53/agri/agri1.htm.


          เมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2553 นายอิสสระ สมชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยว่า  วันผู้สูงอายุแห่งชาติ ซึ่งตรงกับวันที่ 13 เมษายน ของทุกปี กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะมีการจัดงาน ซึ่งปีนี้ที่ประชุมคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ได้มีมติเห็นชอบประกาศสดุดีเกียรติคุณยกย่อง ศาสตราจารย์ระพี สาคริก เป็นผู้สูงอายุแห่งชาติ ประจำปี 2553 ตามมติคณะอนุกรรมการสรรหาผู้สูงอายุที่เป็นแบบอย่างที่ดีในสังคมเสนอมา

     โดย ศ.ระพี สาคริก อายุ 87 ปี 3 เดือน เป็นบุตรชายคนโตของขุนตำรวจเอก พระมหาเทพกษัตริยสมุห (เนื่อง สาคริก) และคุณแม่สนิท ภมรสูตร ส่วนเกียรติประวัติผลงานที่สำคัญ ได้แก่ การค้นคว้าและส่งเสริมในการปรับปรุงพันธ์ ขยายพันธ์กล้วยไม้ ตลอดจนธุรกิจการส่งออก ทำให้กล้วยไม้ไทยกลายเป็นสินค้าส่งออกด้านการเกษตรที่สำคัญชนิดหนึ่งของประเทศไทย จึงได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา สาขาเกษตรศาสตร์ เมื่อพ.ศ.2511 ซึ่งเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดด้านวิชาการ และได้รับการกล่าวขานว่าเป็น บิดาแห่งกล้วยไม้ไทย นอกจากนี้ ยังเคยดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในรัฐบาล พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ รวมทั้งตำแหน่งสำคัญอื่น ๆ อีกมากจึงควรยกย่องเป็นผู้สูงอายุแห่งชาติ ประจำปี 2553

     นายอิสสระ กล่าวด้วยว่า คณะอนุกรรมการจัดงานวันผู้สูงอายุแห่งชาติ ได้กำหนดให้ตลอดทั้งเดือนเม.ย. เป็นเดือนแห่งการจัดกิจกรรมเนื่องในวันผู้สูงอายุแห่งชาติประจำปี 2553 โดยมีพิธีเปิดงานในวันที่ 9 เมษายนนี้ เวลา 09.00 น. ที่สโมสรทหารบก โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี เพื่อรณรงค์เชิญชวนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ภาคประชาชนทั่วประเทศ จัดกิจกรรมภายใต้แนวคิด “พลังผู้สูงวัย สร้างสังคมไทยรู้รักสามัคคี” เพื่อสร้างความตระหนักแก่คนในสังคมได้เห็นคุณค่าและความสำคัญของผู้สูงอายุ

แหล่งค้นคว้าข้อมูลและภาพประกอบ

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 

ที่มา :
ข่าวสารกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (31 มีนาคม 2553)
http://www.cpc.ku.ac.th

 

โครงการเคยู-ไบโอดีเซล 2011/08/05

Filed under: 2551-2555,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 4:29 pm

http://www.ku.ac.th/e-magazine/mar53/agri/agri2.htm.


          โครงการเคยู-ไบโอดีเซล เป็นความร่วมมือของหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยได้จัดทำเว็บไซต์ของโครงการฯ ไว้ที่ http://www.biodiesel.rdi.ku.ac.th/ ภายในเว็บไซต์มีเนื้อหาเกี่ยวกับการบริหารงาน งานวิจัยของโครงการฯ ผลงาน ความรู้เกี่ยวกับไบโอดีเซล งานบริการ รวมทั้งลิงค์ความรู้ในด้านต่าง ๆ อีกมากมาย โดยเราจะนำทุกท่านเรียนรู้เกี่ยวกับไบโอดีเซล ณ บัดนี้

ไบโอดีเซลคืออะไร ? 

     จากปัญหาราคาน้ำมันปิโตรเลียมที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ต่อภาคเศรษฐกิจโดยรวม  และอาจเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบันและอนาคต  ทั้งนี้เพราะประเทศไทยมีแหล่งน้ำมันดิบไม่เพียงพอกับความต้องการ  ทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ  ขณะที่ความต้องการมีแนวโน้มสูงขึ้นเป็นลำดับ  โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่ใช้ในภาคขนส่งเป็นหลัก  ดังนั้นจึงต้องเร่งพัฒนาพลังงานทดแทนน้ำมันปิโตรเลียม  โดยเฉพาะพลังงานทดแทนน้ำมันดีเซล  โดยการศึกษาวิจัยและพัฒนาวัตถุดิบภายในประเทศ  เช่น น้ำมันพืชชนิดต่าง ๆ  มาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ใช้แทนน้ำมันดีเซล  เรียกว่า  ไบโอดีเซล (Biodiesel)

     ไบโอดีเซลเป็นเชื้อเพลิงดีเซลทางเลือกที่ผลิตจากแหล่งทรัพยากรหมุนเวียน เช่น น้ำมันจากพืช หรือไขมันจากสัตว์  โดยไบโอดีเซลมีคุณสมบัติที่สามารถย่อยสลายได้เองตามกระบวนการทางชีวภาพ (biodegradable)  และไม่มีพิษ (nontoxic)  ดังนั้นจึงไม่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม ไบโอดีเซลสามารถนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงกับยานพาหนะได้  ซึ่งมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซล  โดยไม่ต้องดัดแปลงเครื่องยนต์แต่อย่างใด     อีกทั้งยังช่วยรักษาสภาพเครื่องยนต์ให้ใช้งานได้นานกว่าอีกด้วย  เนื่องจากออกซิเจนในไบโอดีเซลให้การสันดาปที่สมบูรณ์กว่าน้ำมันดีเซล ทำให้มีควันดำและก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์น้อย  ช่วยลดมลพิษทางอากาศ รวมทั้งลดการอุดตันของระบบไอเสีย  เนื่องจากองค์ประกอบของไบโอดีเซลไม่มีธาตุกำมะถัน  แต่มีออกซิเจนเป็นองค์ประกอบประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก จึงช่วยการเผาไหม้ได้ดีขึ้น และลดมลพิษซัลเฟอร์ไดออกไซด์  ไฮโดรคาร์บอน  คาร์บอนมอนนอกไซด์  และฝุ่นละออง  ไบโอดีเซลจึงได้รับความสนใจอย่างยิ่ง

        วัตถุดิบสำหรับการผลิตไบโอดีเซล ได้แก่ น้ำมันพืช และน้ำมันพืชใช้แล้ว และไขมันสัตว์ อาทิ น้ำมันปาล์ม มะพร้าว ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ละหุ่ง งา และทานตะวัน แต่ยังมีพืชน้ำมันอีกชนิดหนึ่งที่มีการส่งเสริมให้นำมาใช้ผลิตเป็นไบโอดีเซลมากขึ้น      ได้แก่ สบู่ดำ เนื่องจากในเมล็ดของสบู่ดำ มีปริมาณน้ำมันสูงถึงร้อยละ 52.8 ของน้ำหนักเนื้อใน และในน้ำมันสบู่ดำมีปริมาณกรดไขมันไม่อิ่มตัวในปริมาณสูง กล่าวคือ มีปริมาณกรดโอเลอิก 44.8 เปอร์เซ็นต์ และกรดไลโนเลอิก 34.0 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งส่งผลให้ไบโอดีเซลที่ผลิตได้มีความหนืดที่เหมาะสมและมีคุณภาพดี นอกจากนี้การนำสบู่ดำมาผลิตเป็นไบโอดีเซลยังไม่เป็นการแย่งตลาดของน้ำมันที่ใช้บริโภค เนื่องจากน้ำมันสบู่ดำไม่สามารถนำมาบริโภคได้ (Kandpal and Madan, 1994)

        ขณะเดียวกัน ปาล์มน้ำมันก็เป็นพืชน้ำมันที่น่าสนใจนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโอดีเซล  ทั้งนี้เพราะปาล์มเป็นพืชที่ปลูกกันมากอยู่แล้ว แต่ละปีประเทศไทยมีผลผลิตของปาล์มจำนวนมาก  อนึ่งน้ำมันปาล์มมีทั้งกรดไขมันที่อิ่มตัวและไม่อิ่มตัวเป็นองค์ประกอบหลัก กล่าวคือ  มี Palmitic acid 42.6% และ Oleic acid 40.5% (Demirbas, 2002) การที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวมาก จะช่วยให้ไบโอดีเซลที่ผลิตได้เป็นผลิตภัณฑ์ชนิดอัลคิลเอสเทอร์ไม่อิ่มตัว (Unsaturated alkyl ester)  ซึ่งเป็นไบโอดีเซลที่มีคุณภาพดี  มีความหนืดไม่สูงเกินมาตรฐานสากล อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้วัตถุดิบเพื่อนำมาผลิตเป็นไบโอดีเซลโดยมากมักขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการหาวัตถุดิบ และราคาของวัตถุดิบเป็นสำคัญ

เทคนิคการผลิตไบโอดีเซล 

        ไบโอดีเซลสามารถผลิตได้หลายวิธีคือ การใช้โดยตรงและการผสม ไมโครอิมัลชัน (Microemulsion) กระบวนการแตกสลายด้วยความร้อน (Pyrolysis) กระบวนการทรานส์เอสเทอริฟิเคชันกระบวนการผลิตไบโอดีเซลโดยการทำปฏิกิริยากับเมทานอลในสภาวะเหนือวิกฤต นอกจากนั้นยังมีการผลิตไบโอดีเซลด้วยกระบวนการทรานส์เอสเทอริฟิเคชันโดยใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาแบบ วิวิธพันธ์ในการผลิตไบโอดีเซลด้วย (Heterogeneous Catalyst) (Ma and Hanna, 1999; Fukuda et al., 2001; Jitputti et al., 2005; Meher et al., 2004; Marchetti et al., 2005) วิธีการผลิตไบโอดีเซลดังกล่าวข้างต้นแสดงรายละเอียดดังนี้

        1.การใช้โดยตรงและการผสม  การใช้โดยตรงคือ น้ำมันไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชแท้ ๆ เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม น้ำมันถั่วลิสง น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันหมู ซึ่งสามารถนำเอามาใช้ได้เลยกับเครื่องยนต์ดีเซลโดยไม่ต้องผสมหรือผสมสารเคมีอื่นหรือไม่ต้องนำมาเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของน้ำมัน   ส่วนแบบผสมคือเป็นการผสมระหว่างน้ำมันพืช (หรือไขมันสัตว์) กับน้ำมันก๊าดหรือน้ำมันดีเซลหรืออื่น ๆ เพื่อให้ไบโอดีเซลที่ได้มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซลให้มากที่สุด เช่น โคโคดีเซลที่ประจวบคีรีขันธ์ซึ่งเป็นการผสมระหว่างน้ำมันมะพร้าวกับน้ำมันก๊าด หรือที่เรียกปาล์มดีเซล (กองบรรณาธิการ, 2548)

        2.ไมโครอิมัลชัน (Microemulsion) ไมโครอิมัลชัน คือ คอลลอยด์ที่กระจายตัวในสภาวะสมดุลโดยมีอนุภาคในคอลลอยด์ส่วนมากอยู่ในช่วง 1 ? 150 นาโนเมตร ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาค่าความหนืดสูงในน้ำมันพืชให้มีค่าความหนืดลดลง โดยใช้ควบคู่กับตัวทำละลายเช่น เมทานอล, เอทานอล และ 1 /  บิวทานอล (Srivasyava and Prasad, 1999) ไมโครอิมัลชั่นที่เกิดจากเมทานอลกับน้ำมันพืชจะได้น้ำมันที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซล แต่เมื่อนำมาทดสอบกับเครื่องยนต์พบว่ามีการสะสมตัวของคราบ (ซึ่งเป็นสารประกอบคาร์บอน) เกาะรอบ ๆ หัวฉีดและวาล์วของเครื่องยนต์ซึ่งเป็นข้อเสียของน้ำมันที่ผลิตโดยวิธีนี้ (Ma and Hanna, 1999)

         3.กระบวนการแตกสลายด้วยความร้อน (Pyrolysis) เป็นกระบวนการเปลี่ยนจากสารประกอบหนึ่งชนิดไปเป็นสารประกอบอื่นๆมากกว่าหนึ่งชนิด โดยใช้ความร้อนหรือใช้ความร้อนร่วมกับตัวเร่งปฏิกิริยา ทั้งนี้จะต้องจำกัดปริมาณอากาศหรือออกซิเจนที่ใช้ในกระบวนการด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ อุณหภูมิที่ใช้ในกระบวนการประมาณ 450 / 600 องศาเซลเซียส สารประกอบที่ผ่านกระบวนการไพโรไลซิสจะถูกทำให้มีขนาดโมเลกุลที่เล็กลง ซึ่งกระบวนการนี้ยากที่จะกำหนดหรือควบคุมให้ได้ผลิตตามที่ต้องการเนื่องด้วยความหลากหลายทางปฏิกิริยาและผลิตภัณฑ์ที่ได้จากกระบวนการ วัตถุดิบที่สามารถนำมาใช้ในกระบวนการไพโรไลซิสได้แก่ น้ำมันพืช ไขมันสัตว์ กรดไขมันธรรมชาติ (Natural Fatty Acid) และเมทิลเอสเทอร์ของกรดไขมัน (Ma and Hanna, 1999)

          4. การทำปฏิกิริยากับเมทานอลในสภาวะเหนือวิกฤต  เป็นกระบวนการผลิตไบโอดีเซลโดยไม่ใช้ตัวเร่งปฏิกิริยา ซึ่งวิธีนี้เป็นการนำเอาน้ำมันวัตถุดิบมาทำปฏิกิริยากับเมทานอลในสภาวะเหนือวิกฤต ใช้เวลาในการทำปฏิกิริยาน้อย พร้อมทั้งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมกล่าวคือ ไม่มีของเสียจากกระบวนการ แต่อย่างไรก็ตามวิธีนี้จะต้องใช้อุณหภูมิและความดันในระดับที่ค่อนข้างสูงประมาณ 512.2 เคลวิน และ8.1 เมกะปาสคาล ตามลำดับ เพื่อต้องทำให้เมทานอลอยู่ในสภาวะเหนือวิกฤต (Demirbas, 2002)

          5.ปฏิกิริยาทรานส์เอสเทอริฟิเคชัน (Transesterification) กระบวนการทรานส์เอสเทอริฟิเคชันเป็นการทำปฏิกิริยาเคมีระหว่างไขมันหรือน้ำมัน (Triglyceride) กับแอลกอฮอล์ได้ผลิตภัณฑ์เป็นเอสเทอร์และกลีเซอรอล โดยมีตัวเร่งในปฏิกิริยา   (Ma and Hanna, 1999)

          สำหรับท่านที่สนใจเรื่อง “ไบโอดีเซล” สามารถติดตามอ่านรายละเอียดได้ที่ http://www.biodiesel.rdi.ku.ac.th/index.php?option=com_content&task=view&id=7&Itemid=12

แหล่งค้นคว้าข้อมูลและภาพประกอบ

โครงการเคยู ไบโอดีเซล 

ที่มา :
สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (31 มีนาคม 2553)
http://www.cpc.ku.ac.th

 

เครื่องดองด้วยความดัน 2011/08/05

Filed under: 2551-2555,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 4:18 pm

http://www.ku.ac.th/e-magazine/mar53/agri/agri3.htm.


          ปัญหาผัก ผลไม้ ล้นตลาด เป็นปัญหาที่เกษตรกรไทยต้องประสบอยู่บ่อยครั้ง การถนอมอาหาร และการแปรรูป จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือก ที่มีการนำมาประยุกต์ใช้ เพื่อช่วยยืดอายุการเก็บรักษา และแก้ปัญหาด้านราคาผลิตผลตกต่ำ ในส่วนของการถนอมอาหารที่มีอยู่ด้วยกันหลายวิธี อาทิเช่น การตากแห้ง การต้ม การแช่แข็ง การรมควัน การเชื่อม การดอง การแช่อิ่ม บางครั้งอาจจะใช้วิธีเดียว หรือหลาย ๆ วิธีร่วมกัน เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพในการเก็บรักษาอาหารไว้ให้ได้นานที่สุด การดองเป็นวิธีการถนอมผลิตภัณพ์ผักและผลไม้ที่น่าสนใจ และเป็นที่นิยม เนื่องจากมีขั้นตอนการทำไม่ยุ่งยากนัก สามารถเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ได้นานหลายเดือน ผักและผลไม้ดองที่ได้ ยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ได้อีก

           ผศ.ดร. ศิวลักษณ์ ปฐวีรัตน์ และอาจารย์แก้วกานต์ บุญยะเพ็ญ ภาควิชาวิศวกรรมเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้ทำการออกแบบ และพัฒนาเครื่องดองผลไม้ ร่วมกับการใช้ความดันไฮโดรสแตติก เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดองผลไม้ เครื่องดองผลไม้ที่ออกแบบ ผลิตจากถังสเตนเลส ขนาด 15 ลิตร เส้นผ่านศูนย์กลางภายใน 20 เซนติเมตร สูง 40 เซนติเมตร มีความหนาของตัวถังทรงกระบอกเท่ากับ 4 มิลลิเมตร ความหนาของหัวถัง ครึ่งทรงกลม เท่ากับ 4 มิลลิเมตร และความหนาของหน้าแปลนเท่ากับ 3 มิลลิเมตร ประกอบเข้าด้วยกัน โดยการเชื่อมที่มีความหนารอยเชื่อมเท่ากับ 5 มิลลิเมตร ในการออกแบบและสร้างถังความดัน เลือกใช้วัสดุเหล็กกล้าไร้สนิม Stainiess Steel AISI 302 Code Work ใช้เครื่องอัดอากาศ แบบลูกสูบชนิด Single Staten มีระบบเปิด-ปิด โดยใช้วาล์ว มีวาล์วระบายความดัน เพื่อป้องกันความดันที่เกินความต้องการ และมีมาตรวัดความดัน

     ซึ่งจากการนำมะม่วงแก้วสดมาดองด้วยน้ำดอง ที่มีความเข้มข้นของเกลือ แคลเซียมคลอไรด์ และโปแตสเซียมเมตาไบซัลไฟท์ พบว่า ภายใต้ความดันที่ 500 kPa เป็นความดันเหมาะสมที่สุด โดยใช้ความเข้มข้นของแคลเซียมคลอไรด์ และโปแตสเซียมเมตาไบซัลไฟท์ ร้อยละ 0.5 และ 0.1 โดยน้ำหนักตามลำดับ และใช้ความเข้มข้นเกลือร้อยละ 10 โดยน้ำหนัก เป็นเวลา 6 วัน และที่ความเข้มข้นเกลือร้อยละ 15 โดยน้ำหนัก เป็นเวลา 4 วัน ทำให้มีลักษณะทางกายภาพและทางเคมีของมะม่วงดีที่สุด

     เทคโนโลยีความดันไฮโดรสแตติก เป็นวิธีที่ช่วยลดระยะเวลาในการผลิต ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ผลไม้ดองเร็วขึ้น เนื่องจากการผลิตมะม่วงดองโดยทั่วไป จะต้องใช้เวลานานถึง 1 เดือน ซึ่งการใช้ความดันสูง ถือเป็นกระบวนการแปรรูปอาหารแบบหนึ่ง ที่ไม่ใช้ความร้อน (Non thermal processing) จึงไม่ทำให้รสชาติ กลิ่น สี ของอาหารเปลี่ยนไป และช่วยรักษาความสดของอาหารได้ดีกว่ากระบวนการที่ใช้ความร้อน และยังสามารถช่วยลดแบคทีเรียที่ก่อให้อาหารเป็นพิษ ลดระยะเวลาในการผลิต ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มกำลังการผลิตได้เป็นอย่างดี

     เครื่องดองผลไม้ที่ออกแบบนี้ สามารถประยุกต์ใช้กับผลิตผลทางการเกษตรอื่น แต่ต้องทำการปรับความเข้มข้นของเกลือ น้ำตาล ในน้ำดอง และระยะเวลาในการอัดความดัน ให้มีความเหมาะต่อผัก หรือผลไม้ที่ต้องการต่อไป ท่านใดสนใจข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อได้ที่ ผศ.ดร.ศิวลักษณ์ ปฐวีรัตน์ และอาจารย์แก้วกานต์ บุญยะเพ็ญ ภาควิชาวิศวกรรมเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน หมายเลขโทรศัพท์ 034-351-896, 08-5136-5448 

     

ที่มา :
สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (31 มีนาคม 2553)
http://www.cpc.ku.ac.th

 

อุปกรณ์เก็บเกี่ยวผลสบู่ดำต้นแบบ 2011/08/05

Filed under: 2551-2555,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 4:12 pm

http://www.ku.ac.th/e-magazine/mar53/agri/agri4.htm.


          รศ. วิชา หมั่นทำการ นายกิตติพงศ์ คงศรี และนางสาวสุธาสินี นาล้วน ภาควิชาวิศวกรรมเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้ทำการศึกษาวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์เก็บเกี่ยวผลสบู่ดำต้นแบบ เพื่อให้สามารถเก็บเกี่ยวผลสบู่ดำที่อยู่สูงได้ เนื่องจากในการเก้บเกี่ยวผลสบู่ดำ หากต้นสบู่ดำสูงเกินความสูงของผู้เก็บเกี่ยว จะทำให้การเก็บเกี่ยวเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากมือ และเสื้อผ้าของผู้เก็บเกี่ยวจะถูกยางของผลสบู่ดำกัด


     อุปกรณ์เก็บเกี่ยวผลสบู่ดำประกอบด้วย ท่อพีวีซี ขนาด 76 มิลลิเมตร ยาว 2 เมตร ใช้เป็นทั้งด้ามจับ และที่เก็บผลสบู่ดำชั่วคราว ในขณะที่ตัดผลสบู่ดำออกจากต้น โดยที่ด้านท้ายท่อจะมีวาล์วเปิด-ปิดได้สำหรับนำผลสบู่ดำออกมาจากท่อ ส่วนที่ด้านหัวท่อจะติดหัวเก็บเกี่ยวผลสบู่ดำ มีลักษณะเป็นปากรูปทรงกรวยปลายแหลมผ่าครึ่งประกบกัน มีขนาดของฐานกรวย เส้นผ่าศูนย์กลาง 76 มิลลิเมตร ความสูง 170 มิลลิเมตร

     โดยที่ปากกรวยนี้ จะติดใบมีดไว้ที่ขอบของปากกรวย สำหรับตัดขั้วผลสบู่ดำ ในขณะปิดปากกรวย ใบมีดก็จะเข้ามาขบกันคล้ายกับกรรไกร ซึ่งทำให้ตัดขั้วผลสบู่ดำได้ ปากกรวยนี้ สามารถเปิด-ปิดได้ ด้วยกลไกคันบังคับที่ติดอยู่ที่ด้านท้ายท่อ ตรงบริเวณมือของผู้เก็บเกี่ยวจับท่อ อุปกรณ์เก็บเกี่ยวผลสบู่ดำนี้มีน้ำหนัก 1.8 กิโลกรัม มีจุดศูนย์ถ่วงห่างจากหัวเก็บเกี่ยวผลสบู่ดำเท่ากับ 81.20 เซนติเมตร สามารถเก็บเกี่ยวผลสบู่ดำที่อยู่ห่างจากผู้เก็บเกี่ยวได้ 2.00-3.50 เมตร โดยที่ผู้เก็บเกี่ยวไม่จำเป็นต้องเคลื่อนที่เข้าไปหาผลสบู่ดำ

    จากผลการทดสอบเก็บเกี่ยวผลสบู่ดำในแปลงที่ 1 ที่มีทรงพุ่ม ต้นสบู่ดำสูงเฉลี่ย 2.30-3.20 เมตร อุปกรณ์เก็บเกี่ยวผลสบู่ดำได้อัตราการเก็บเกี่ยวผลสบู่ดำ 5.77 กิโลกรัมต่อชั่วโมง และมีค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการเก็บเกี่ยว 3.29 บาทต่อกิโลกรัมของผลสบู่ดำ แต่ถ้าใช้แรงงานคนจะได้อัตราการเก็บเกี่ยวผลสบู่ดำ 0.60 กิโลกรัมต่อชั่วโมง และมีค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการเก็บเกี่ยว 31.25 บาทต่อกิโลกรัมของผลสบู่ดำ

    อุปกรณ์เก็บเกี่ยวผลสบู่ดำต้นแบบนี้ เหมาะสมกับต้นสบู่ดำที่มีความสูง 1-3.50 เมตร และขนาดของทรงพุ่มโต 1-3 เมตร ในการใช้ต้องลับใบมีดที่ติดตั้งไว้ที่ปากกรวยให้คมตลอดเวลา และต้องตรวจสอบระยะห่าง (Clearance) ของใบมีดไม่ให้ห่างมากเกินไป เพื่อลดแรงตัดขั้วผลให้น้อยลง อุปกรณ์เก็บเกี่ยวผลสบู่ดำนี้ ช่วยให้การเก็บเกี่ยวผลสบู่ดำมีความสะดวก รวดเร็ว ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวได้เป็นอย่างดี

     ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ รศ.วิชา หมั่นทำการ นายกิตติพงศ์ คงศรี และนางสาวสุธาสินี นาล้วน ภาควิชาวิศวกรรมเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน โทรศัพท์ 034-351-896

ที่มา :
สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (31 มีนาคม 2553)
http://www.cpc.ku.ac.th

 

บรรยายพิเศษการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยโดยนายกรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) 2011/08/05

Filed under: 2551-2555,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 2:29 pm

http://www.ku.ac.th/e-magazine/feb53/agri/agri1.htm.


          บรรยายพิเศษเรื่อง “การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” โดย นายกรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ในงานประชุมทางวิชาการ ครั้งที่ 48 ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 เวลา 8.15 น. ณ ห้องประชุมสุธรรมอารีกุล อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน

โครงสร้างเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน
          เมื่อมีการพูดถึงเรื่องของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เชื่อว่าส่วนใหญ่คงคิดถึงเรื่องกลไก การทำงานของรัฐบาลและราชการ แต่ว่าเราจะต้องมีความจำเป็นที่จะต้องมีความถนัดมากยิ่งขึ้น ทั้งในหมู่นักวิชาการและสังคม ก็คือข้อเท็จจริงของโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน
          ประการแรก คือ เรายังตระหนักถึงอิทธิพลของโลกที่เศรษฐกิจโลกมีต่อเศรษฐกิจไทยน้อยเกินไป จะเห็นว่าเวลามีการวิเคราะห์หรือวิจารณ์เรื่องของแนวโน้มของเศรษฐกิจ หรือปัญหาเศรษฐกิจต่าง ๆ บ่อยครั้งเรามองข้ามปัจจัยซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อเศรษฐกิจในปัจจุบันก็คือ สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในเศรษฐกิจหรือแม้แต่ในสังคมโลก จะเห็นได้ว่าในช่วงประมาณ 20 ปี ที่ผ่านมา เศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ซึ่งรวมทั้งไทยด้วย จะเคลื่อนไหวแทนจะเรียกว่า ตามวัฏจักรของเศรษฐกิจโลก และโดยเฉพาะเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งมีมูลค่าในเรื่องของการค้าระหว่างประเทศ คือการส่งออกนอก   การนำเข้า  มากกว่ามูลค่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ และการที่ประเทศไทยพึ่งพิงภาคการส่งออกก็ดี   การท่องเที่ยวก็ดี   การลงทุนกับต่างประเทศก็ดี นั่นหมายความว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยนั้น จะขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจไทยและการบริหารจัดการ ที่จะทำให้เกิดผลของการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจโลกกับเศรษฐกิจไทย นั่นเป็นประเด็นแรกซึ่งให้ข้อสังเกตเป็นสำคัญ
          ประเด็นที่ 2 คือ เศรษฐกิจของเราเช่นเดียวกับเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของโลกในปัจจุบัน เป็นเศรษฐกิจที่อิงกับกลไกการตลาด และผู้ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นหลักคือ ภาคเอกชน เรามักจะพูดถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจ เรามักจะพูดถึงตัวเลขของเศรษฐกิจต่าง ๆ และหลายครั้งเมื่อมีการวิเคราะห์ประหนึ่งว่า เป็นเรื่องของภาครัฐบาลที่สามารถเนรมิตขึ้นมาได้ กระทรวงพาณิชย์เนรมิตการส่งออก    กระทรวงการท่องเที่ยวเนรมิตการท่องเที่ยว   ข้อเท็จจริงไม่ใช่ครับ ข้อเท็จจริงก็คือว่า ตัวเลขหลักต่าง ๆ นี่เป็นเรื่องของการตัดสินใจการตอบสนองการทำงานของภาคเอกชน หลายครั้งเราเห็นความสำเร็จของการส่งออก ผมยกตัวอย่างของผู้ประกอบการไทยที่ไปประสบความสำเร็จในตลาดต่างประเทศ ความสำเร็จเหล่านั้นบางทีเกิดขึ้นภาครัฐไม่ทราบหรอกครับ แต่พอเกิดขึ้นแล้วเราก็ตามไปดู ตามไปวิเคราะห์ว่าปัจจัยความสำเร็จเกิดขึ้นได้อย่างไร เหมือนผมตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องของการเติบโตของการท่องเที่ยวของประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมของทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ บางทีไม่ได้อยู่ในแผนของการท่องเที่ยวของหน่วยราชการเลย แต่ว่ามันเกิดขึ้นเพราะว่าเป็นการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวเอง ในขณะที่บางครั้งเราไปวางแผนดิบดีว่าอยากจะให้แหล่งท่องเที่ยวไปเกิดขึ้นที่จังหวัดนั้นภาคนี้ แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนอง อย่างนี้เป็นต้น ที่พูดเพราะอยากให้เราเข้าใจในเรื่องของโครงสร้างของเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งผมเห็นว่าหลายครั้งการวิเคราะห์หรือการวิภาควิจารณ์เกี่ยวกับเศรษฐกิจมองข้ามปัจจัยพื้นฐานเหล่านี้ แต่ที่พูดก็ไม่ได้หมายความว่าภาคราชการหรือการขับเคลื่อนของรัฐบาลหรือในประเทศของเราเองไม่มีความสำคัญไม่ใช่ มีความสำคัญแต่ไม่ใช่ในความหมายที่พวกเราเข้าใจ บทบาทของภาครัฐที่สำคัญ ไม่ใช่เหมือนกันว่าเป็นผู้ไปส่งออก เป็นผู้ไปสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจขึ้นมาเอง แต่ว่าเป็นผู้ที่จะต้องสร้างสภาวะแวดล้อม กฎกติกา กำกับดูแลและส่งเสริมในลักษณะที่มีความเหมาะสม ให้ภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ สามารถขับเคลื่อนหรือเติบโตไปได้ตามเป้าหมาย และแน่นอนมีบางเรื่องซึ่งกลไกการตลาดหรือเศรษฐกิจเสรีไม่สามารถให้คำตอบได้เลย   แต่รัฐบาลจะต้องดำเนินการ เช่น การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจไม่ให้เกิดความผันผวนมากจนเกินไป การดูแลเรื่องของความเป็นธรรม การดูแลว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นเป็นการเติบโตที่มีความยั่งยืน มีความสมดุล และส่งผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนดีขึ้นอย่างเสมอภาคอย่างนี้ เป็นต้น
          เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมได้กล่าวมาและก็จะเน้นย้ำว่าเราจะต้องมาทบทวน และก็มองบทบาทของภาครัฐในการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างไร เพื่อเข้าใจถึงโครงสร้าง รูปแบบและวิธีการของการขับเคลื่อน

สภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทย

          ในปี 2551 ก็เป็นช่วงที่ท้าทายเป็นพิเศษ  เพราะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่จากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลก การส่งออก การท่องเที่ยวหดตัว เทียบกันปีต่อปี ร้อยละ 20-30 ในช่วงที่รัฐบาลเข้ามา ทำให้ทุกฝ่ายมีความวิตกกังวล นอกจากนั้น ทุกคนก็ทราบกันดีว่ารัฐบาลเข้ามาในช่วงที่เกิดความวุ่นวายทางการเมือง ซึ่งก็ส่งผลกระทบเป็นอย่างมากต่อนักลงทุนไม่ว่าในหรือนอกประเทศ โดยเฉพาะปลายปี 2551 ก็มีการตั้งคำถามว่า การบริหารราชการแผ่นดินในประเทศไทย หรือการขับเคลื่อนด้านนโยบายยังสามารถทำได้หรือไม่ เพราะเกิดปัญหาความไร้เสถียรภาพทางการเมือง และเหตุการณ์ความวุ่นวายต่าง ๆ มาถึงวันนี้ปีเศษ ๆ สามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า  เราได้ผ่านพ้นวิกฤตรอบนี้และเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างชัดเจน   จากภาวะเศรษฐกิจติดลบร้อยละ 7 บัดนี้เศรษฐกิจได้ขยายตัวขึ้นอย่างแน่นอน ทำให้ตอนนี้การประมาณการตัวเลขทางเศรษฐกิจ ซึ่งแต่เดิมเชื่อมั่นว่าจะมีการหดตัวของเศรษฐกิจไทย ร้อยละ 9 บ้าง 5 บ้าง ตัวเลขสุดท้ายในปี 2552 นั้นน่าจะติดลบ ไม่เกินร้อยละ 3 และการขยายตัวของเศรษฐกิจที่คาดว่า จะเป็นร้อยละ 3.5 ตอนนี้ขยายตัวที่ร้อยละ 4.7 ซึ่งก็เป็นตัวเลขที่ค่อนข้างจะตรงของนักวิเคราะห์ ที่สำคัญก็คือว่า ตัวเลขพื้นฐานต่าง ๆ ที่ปรากฏในปัจจุบันเป็นไปในทางที่ดีทั้งสิ้น ไม่ว่าจะในแง่ของการที่เรามีสินค้าที่เป็นที่ต้องการของชาวโลก หรือประเทศของเรายังเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวต่าง ๆ เข้ามาและตัวเลขของการลงทุนเพิ่มขึ้นถึง 60%   ซึ่งก็บ่งบอกว่าต่างประเทศยังคงเชื่อมั่นในไทยอยู่
 
กิจกรรมการดำเนินงานของรัฐบาล
          ส่วนหนึ่งจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเกิดขึ้นจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกด้วย   แต่ว่าปีที่ผ่านมา มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลก็มีส่วนไม่น้อย ทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปได้ค่อนข้างเร็วกว่าเศรษฐกิจโลก ในเดือนเมษายน-พฤษภาคม ซึ่งในช่วงนั้นเศรษฐกิจโลกยังหดตัวอยู่ ซึ่งรัฐบาลได้ใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายให้แก่ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นมาตรการลดรายจ่าย เช่น เรียนฟรี 6 เดือน หรือเพิ่มรายได้เช่นเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ หรือเช็ค 2,000 บาท     ซึ่งมีส่วนสำคัญทำให้เศรษฐกิจในประเทศสามารถขยายตัวขึ้น และที่สำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นรวดเร็วนั้นมาจากภาคเกษตรด้วย
          ในไตรมาตรแรกของปีนี้ มีการประกันรายได้ของเกษตรกร พืชผลทางการเกษตรมีราคาขยับสูงขึ้นตามเศรษฐกิจโลกด้วย ที่สุดแล้ว การที่จะขับเคลื่อนประคับประคอง หรือกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ถ้าประชาชนส่วนใหญ่มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินที่เป็นรายได้ เศรษฐกิจก็เป็นไปได้ การทำให้เกษตรกรของเราแรงงานของเรามีเงิน มีรายได้ที่แน่นอน    เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่แน่นอนและเป็นรูปธรรม   อย่างไรก็ตามเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นมา การขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปผมถือว่าท้าทายกว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ผ่านมา และโดยเฉพาะความจำเป็นที่เราจะต้องทำอย่างต่อเนื่องในเรื่องของการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ตรงนี้มีนโยบายของรัฐบาลอีกหลายนโยบายที่ต้องได้รับการสนับสนุนและมีความท้าทายเป็นอย่างยิ่ง
การปรับโครงสร้างการดำเนินงาน
          1. การปรับโครงสร้างที่สำคัญด้านแรกก็คือ ด้านการเกษตร รัฐบาลพยายามเพิ่มพูนความสำคัญด้านการเกษตรในการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลเห็นว่าเราจำเป็นที่จะเพิ่มความสำคัญของการเกษตรนั้น ก็เพราะมูลค่าการส่งออกของการผลิตของการเกษตรจะลดน้อยลง แต่สัดส่วนของประชากรที่ยังอิงอยู่กับภาคการเกษตรยังสูงมาก ในอนาคตสิ่งที่จะท้าทายเศรษฐกิจโลกมากที่สุดก็จะย้อนกลับมาที่ภาคอาหารและพลังงาน ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร และตรงนี้ก็ถือว่าประเทศของเราเป็นประเทศที่น่ายินดี   ที่เป็นประเทศที่มีทรัพยากรที่สมบูรณ์ในการที่จะส่งออกอาหาร   และสามารถผลิตพลังงานทดแทนที่สำคัญได้ด้วย เพราะฉะนั้น ถ้าเราสามารถพลิกฟื้นให้ภาคการเกษตรเป็นภาคที่มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็จะสอดคล้องกับแนวทางการในการแก้ปัญหาของเศรษฐกิจโลก ซึ่งเป็นการบ้านที่เราต้องทำอีกมาก ประการแรกก็คือ ระบบทางการเงิน การดูแลบริหารจัดการภาคเกษตร ที่มีความผันผวนทั้งทางด้านภัยธรรมชาติและราคาพืชผล ต้องทำอย่างเป็นระบบครับ เรื่องที่ทำกินก็ยังมีปัญหาอยู่ตลอดเวลา ซึ่งในรัฐบาลนี้มีแนวทางแก้ไขอยู่ 3 ประการ คือ

                       

          1)  การจัดทำเรื่องของภาษีที่ดินและทรัพย์สิน ที่จะเป็นตัวกระจายการถือครองที่ดินที่มีความเป็นธรรมมากขึ้น

                       

          2 ) การสำรวจเพื่อจำแนกประโยชน์การใช้ที่ดินต่าง ๆ   และแนวเขตต่าง ๆ เพื่อจะสามารถมาแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างเป็นระบบ

                       

          3) การทำโฉนดชุมชน การจัดตั้งกองทุนธนาคารที่ดินและมาตรการอื่นๆ อีกมาก
          สำหรับเรื่องของน้ำนั้น   ปฏิบัติการไทยเข้มแข็งก็ถือเป็นเรื่องสำคัญในเรื่องของแหล่งน้ำและการขนส่งซึ่งถือว่าเป็นการลงทุนครั้งหนึ่งของเศรษฐกิจ ที่สำคัญที่สุดเรื่องของการประกันรายได้ และประกันพืชผลของเกษตรกร ผมเชื่อว่าการผลิตอาหารและพลังงานจะเพิ่มพูนขึ้นตามกลไกของการตลาดโดยอัตโนมัติ อันนี้เป็นมาตรการสำคัญที่เราจะปรับโครงสร้างของเศรษฐกิจต่อไป และที่สำคัญก็คือการมุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าของไทยให้มากขึ้นโดยไม่ใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้น
          2. การท่องเที่ยวนั้นจะมีศักยภาพอีกมาก โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับภาคต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ   ประวัติศาสตร์ หรือภูมิปัญญาอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นการทำงานในเชิงของเศรษฐกิจในขณะนี้ถือว่าต้องมุ่งไปที่เรื่องของการปรับโครงสร้าง ให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นการขยายตัวอย่างสมบูรณ์ สมดุลเป็นธรรมและยิ่งยืน ซึ่งเป็นการสอดคล้องของปัญหาต่าง ๆ และแน่นอนที่สุด  การจะทำให้สำเร็จได้ก็ต้องได้รับการสนับสนุนด้านวิชาการในเรื่องความรู้ใหม่ ๆ เทคโนโลยีใหม ่ๆ อย่างนี้เป็นต้น ถ้าเราทำได้การกระตุ้นเศรษฐกิจของเราก็จะเป็นไปอย่างยั่งยืนอย่างไรก็ตาม
ปัญหาอุปสรรคที่สำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย
          ปัญหาอุปสรรคที่สำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเราก็มีข้อจำกัดและมีประเด็นที่จำเป็นจะต้องเผชิญเช่นกัน
          ประการแรก คือ การทำงานที่ต้องยอมรับว่าเราต้องแข่งขันกันมากขึ้น จากประเทศอื่น ๆ สิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่นอน คือ การเปลี่ยนแปลงและการผันผวนย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ ซึ่งแนวทางที่จะรับมือได้ดีที่สุดก็คือ การเพิ่มพูนทักษะและทำให้เกิดความคล่องตัวและความยืดหยุ่นของการเคลื่อนย้ายทรัพยากร ถ้าเราสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ได้   เราก็จะสามารถรับมือกับความผันผวนหรือการเปลี่ยนแปลง จากภายนอกได้
          ประการที่สอง  คือ ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งเป็นปัญหาที่สังคมต้องช่วยกันต่อสู้และแก้ไขปัญหาต่างๆ ร่วมกัน
          ประการสุดท้าย คือ การแตกแยกทางการเมืองที่ยังเป็นปัญหาสำคัญอยู่ เป็นสิ่งที่จะแก้ไขได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากสังคมและประชาชนทุกภาคส่วนนะครับ
          ขอเชิญชวนให้ทุกภาคส่วนช่วยกันรณรงค์ให้มากขึ้น เพื่อการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจเป็นไปได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนต่อไป

แหล่งค้นคว้าข้อมูลและภาพประกอบ

พิธีเปิดการประชุมวิชาการ ครั้งที่ 48 

ที่มา :
ประชาสัมพันธ์ มก. สำนักงานอธิการบดี อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
http://pr.ku.ac.th/

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (28 กุมภาพันธ์ 2553)
http://www.cpc.ku.ac.th

 

เชิญชมรายการพิเศษ 67 ปีเกษตรศาสตร์มหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำระดับโลก 2011/08/05

Filed under: 2551-2555,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 2:22 pm

http://www.ku.ac.th/e-magazine/feb53/agri/agri2.htm.

 


          เชิญทุกท่านร่วมชมรายการพิเศษ เนื่องในโอกาสมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครบรอบ ปีที่ 67  ในรายการ “67 ปี เกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำระดับโลก” ซึ่งได้ออกอากาศในวันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2553 ทางสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ ที่ผ่านมาแล้วนั้น ทั้งนี้มหาวิทยาลัยได้รวมคลิปวีดีโอ สำหรับผู้ที่สนใจ และพลาดโอกาสในการรับชม

โดยรูปแบบของรายการจะแบ่งเป็น 4 ช่วง ซึ่งแต่ละช่วงจะมีพิธีกรดารา นักร้อง ที่เป็นนิสิตเก่า นิสิตปัจจุบัน ของ มก. เป็นพิธีกรดำเนินรายการ และนิสิตเก่าที่มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จ รุ่นต่าง ๆ ได้กล่าวถึงความประทับใจที่มีต่อมหาวิทยาลัย ฯ

        ทุกท่านสามารถเข้าชมรายการพิเศษของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ที่ http://www.ku.ac.th/newwww/hilight_detail.php?highlightID=10

        

แหล่งค้นคว้าข้อมูลและภาพประกอบ

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

ที่มา :
ประชาสัมพันธ์ มก. สำนักงานอธิการบดี อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
http://pr.ku.ac.th/

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (28 กุมภาพันธ์ 2553)
http://www.cpc.ku.ac.th

 

รางวัลศาสตราจารย์ดีเด่น ประจำปี 2552 2011/08/05

Filed under: 2551-2555,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 2:18 pm

http://www.ku.ac.th/e-magazine/feb53/agri/agri3.htm.

 


          ศ.ดร.สายชล เกตุษา อาจารย์ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว ได้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับสรีระและเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวของผลิตผลพืชสวน ซึ่งได้แก่ ผัก ผลไม้ และไม้ดอกไม้ประดับ อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 30 ปี โดยเฉพาะผลิตผลพืชสวนเขตร้อน เช่น กล้วย มะม่วง มังคุด ทุเรียน เงาะ หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโพดฝักอ่อน กล้วยไม้ และกุหลาบ ฯลฯ

 งานวิจัยเกี่ยวกับสรีระและเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวของผลิตผลสดพืชสวน ได้ถูกนำไปใช้ในการปรับปรุงคุณภาพการยืดอายุการใช้ประดยชน์ และการลดความเสียหายของผลิตผลหลังการเก็บเกี่ยว

ศ.ดร.สายชล เกตุษา 
ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน


           นอกจากนี้ ศ.ดร.สายชล เกตุษา ยังมีการตีพิมพ์ผลงานวจัยในรูปของบทความทั่วไป บทความวิจัย และตำรา ซึ่งมีการตีพิมพ์ทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศ ผลงานวิจัยเหล่านี้ เป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ นับเป็นนักวิจัยที่ได้อุทิศตนให้กับการวิจัยพื้นฐาน และการวิจัยประยุกต์ด้านสรีรวิทยา และเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ผลงานวิจัยก่อให้เกิดผลกระทบ และเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีด้านสรีรวิทยา และเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว และมีผลในเชิงเศรษฐกิจ นำเงินเข้าประเทศได้เป็นจำนวนนับล้านบาทต่อปี รวมถึงมีผลงานตีพิมพ์ทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศ ศ.ดร.สายชล เกตุษา เคยได้รับรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ปี 2541 สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา และรางวัลเมธีวิจัยอาวุโส (สกว.) ปี 2545 สาขาเกษตร ล่าสุดได้รับรางวัล “นักวิทยาศาสตร์ดีเด่น” จากมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์

 


แหล่งค้นคว้าข้อมูลและภาพประกอบ

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ที่มา :
ประชาสัมพันธ์ มก. สำนักงานอธิการบดี อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
http://pr.ku.ac.th/

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (28 กุมภาพันธ์ 2553)
http://www.cpc.ku.ac.th

 

นิสิต มก.คิดสูตร”ซุปก้อนหอมหัวใหญ่”คว้ารางวัลชนะเลิศนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหารระดับประเทศ 2011/08/05

Filed under: 2551-2555,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 2:14 pm

http://www.ku.ac.th/e-magazine/feb53/agri/agri4.htm.

 


         นิสิตภาควิชาพัฒนาผลิตภัณฑ์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน คิดสูตรและพัฒนาผลิตภัณฑ์ “ซุปก้อนหอมหัวใหญ่” ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 จากการประกวดนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหารประจำปี 2552 (Food Innovation Contest 2009) จัดโดย สมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหารแห่งประเทศไทย ร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ และได้รับถ้วยรางวัลจาก ฯพณฯ นายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี

        หอมหัวใหญ่ เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดเชียงใหม่และอีกหลายจังหวัดทางภาคเหนือ  ผลผลิตออกสู่ตลาดมากช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน  ในบางปีผลผลิตมีมากเกินความต้องการของตลาด เกิดปัญหาหอมหัวใหญ่ล้นตลาดและราคาต่ำก่อความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกร(สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่, 2551)  การแปรรูปหอมหัวใหญ่อบแห้งเป็นแนวทางหนึ่งที่ลดปริมาณหอมหัวใหญ่สด  หอมหัวใหญ่สามารถอบแห้งโดยทำได้หลายรูปแบบ  เช่น หั่นฝอย  ชิ้น  หอมเกล็ด kibble และบดเป็นแป้ง  ผลิตภัณฑ์หอมหัวใหญ่ถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวาง  โดยใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์อาหารทั่วๆไป (Mazza and LeMeguer, 1980)  หอมหัวใหญ่อบแห้งใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องปรุงรสอาหารกึ่งสำเร็จรูป  เครื่องปรุงรสสำเร็จรูป  ผลิตภัณฑ์เนื้อ  ซุปผง  ซุปก้อน  ขนมขบเคี้ยว  โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารกึ่งสำเร็จรูปที่มีอัตราการขยายตัว 20-30%/ปี  ความต้องการผักอบแห้งจึงมีมากขึ้นในอนาคต (บริษัททีทีไอเอส จำกัด, 2540)

          นอกจากนี้ในปัจจุบันผู้บริโภคส่วนใหญ่หันมาใส่ใจในเรื่องสุขภาพมากขึ้น  ซุปผักจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง  ซึ่งหอมหัวใหญ่อุดมไปด้วยธาตุแคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม กำมะถัน ซีลีเนียม บีตาแคโรทีน กรดโฟลิก และฟลาโวนอยด์เควอเซทิน ซึ่งมีคุณประโยชน์มากมายทั้งลดโคเลสเตอรอลและความดันเลือด ลดอาการภูมิแพ้และหอบหืด ลดปริมาณน้ำตาลในเลือดทำให้มีอินซูลินอิสระเพิ่มขึ้นซึ่งช่วยในโรคเบาหวาน อุดมไปด้วยแมกนีเซียมซึ่งเป็นธาตุที่มีความสำคัญในการสร้างคอมพลีเมนต์ซึ่งมีความสำคัญในการทำลายเซลล์มะเร็ง และกำจัดไวรัส  นอกจากนี้ในหอมหัวใหญ่ยังมีอินนูลิน ซึ่งมีประโยชน์มากต่อร่างกาย คือ ช่วยป้องกันอาการท้องผูก  ทำให้ถ่ายอุจจาระได้ง่าย  อุจจาระไม่แข็งจึงไม่เจ็บขณะถ่ายอุจจาระ  ช่วยทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานเป็นปกติ  อีกทั้งยังช่วยให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรค  ป้องกันการเกิดโรคต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจ โรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคมะเร็ง เป็นต้น (สุจิตตา, 2546)

วัตถุประสงค์ของการศึกษา

          งานวิจัยนี้ได้ทำการพัฒนาซุปก้อนจากหอมหัวใหญ่ผง  เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ  รวมถึงผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกและรวดเร็วในการเตรียมอาหาร

สรุปผลการศึกษา

          งานวิจัยได้ทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความชื้นกับเวลาอบแห้งในการทำแห้งหอมหัวใหญ่สดที่อุณหภูมิ 50, 60 และ 70oC โดยใช้เครื่องอบแห้งแบบถาด  เพื่อนำไปเป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์ซุปก้อนจากหอมหัวใหญ่ผง  โดยใช้สมการความสัมพันธ์ระหว่างความชื้นกับเวลาอบแห้งเพื่อคำนวณหาเวลาสำหรับการอบแห้ง จากนั้นทำการทดสอบความชื้นของหอมหัวใหญ่ผงที่ได้จากการคำนวณและสภาวะการอบแห้งจริง พบว่าค่าที่ได้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p?0.05)  แต่ยังไม่เกินมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(มอก.) และแต่ละสภาวะจริงนั้นให้ค่าปริมาณความชื้นไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p?0.05)  จึงนำหอมหัวใหญ่ผงมาวัดค่าเพื่อเปรียบเทียบค่าคุณภาพทางกายภาพและเคมีในการคัดเลือกสภาวะที่เหมาะสม โดยสภาวะที่เหมาะสมสำหรับการทำแห้ง คือ อุณหภูมิ70oC เวลา 96 นาที  จากนั้นทำการจัดสิ่งทดลองแบบ Mixture Design  และทำการประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัส    และนำข้อมูลที่ได้มาสร้างแผนภาพคอนทัวร์ (Contour Plot)  โดยวิธี Response Surface Methodology (RSM)   ทำให้ได้ปริมาณเกลือ น้ำตาล และหอมหัวใหญ่ผงที่เหมาะสม  จากนั้นทำการศึกษาระดับกลีเซอรีนที่ร้อยละ 13, 15 และ 17 โดยพบว่าที่ระดับกลีเซอรีนร้อยละ 15 ให้ลักษณะปรากฎของผลิตภัณฑ์ที่เกาะตัวกันดี ไม่ติดแม่พิมพ์ ดังนั้นส่วนประกอบที่เหมาะสมในการผลิตผลิตภัณฑ์ซุปก้อนจากหอมหัวใหญ่ผง  ประกอบด้วย  เกลือ, น้ำตาล, หอมหัวใหญ่ผง, กลีเซอรีน, พริกไทย, ซีอิ๊ว  จากนั้นนำผลิตภัณฑ์ซุปก้อนจากหอมหัวใหญ่ผงที่ได้รับการพัฒนาไปศึกษาการยอมรับของผู้บริโภคโดยวิธี Home Use Test กับผู้บริโภคจำนวน 50 คน    ในด้านลักษณะปรากฏ  สี รสหวาน รสเค็ม กลิ่นรสหอมหัวใหญ่ และความชอบรวม  พบว่าความชอบในทุกๆด้านอยู่ในระดับปานกลาง และมีจำนวนผู้ยอมรับผลิตภัณฑ์ซุปก้อนจากหอมหัวใหญ่ผง ร้อยละ 80.00  แต่หลังจากผู้บริโภคได้รับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประโยชน์ของหอมหัวใหญ่  พบว่ามีผู้บริโภคยอมรับผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 80 เป็น ร้อยละ 86

          ”ซุปก้อนหอมหัวใหญ่” (KU Onion Cube) เป็นผลงานของ นางสาวอาจารีย์ เอี่ยมพงษ์ไพฑูรย์ นางสาวฐิติมา ธันวราคม นางสาววรินทร แซ่ฮุย และนางสาวมัลลิกา ตั้งตรงกิจเจริญ โดยมี ดร.พิสิฏฐ์ ธรรมวิถี เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา

แหล่งค้นคว้าข้อมูลและภาพประกอบ

สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

ที่มา :
ประชาสัมพันธ์ มก. สำนักงานอธิการบดี อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
http://pr.ku.ac.th/

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (28 กุมภาพันธ์ 2553)
http://www.cpc.ku.ac.th

 

นักวิจัยไทยศึกษาระบบภูมิคุ้มกันของยุงเพื่อทำลายเชื้อมาลาเรียไข้เลือดออกและชิคุณกุนยา 2011/08/05

Filed under: 2551-2555,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 2:09 pm

http://www.ku.ac.th/e-magazine/jan53/agri/agri1.htm.

 


          ”มาลาเรีย” เป็นโรคติดเชื้อปรสิตพลาสโม เดียม ที่มี “ยุงก้นปล่อง” เป็นพาหะ จากรายงานขององค์กรอนามัยโลก ปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อราว 300 ล้านคน และเสียชีวิตจากโรคนี้ 1-3 ล้านคนต่อปี ผู้ป่วยและตายส่วนใหญ่อยู่ในทวีปแอฟริกา

 ใน “ประเทศไทย” ยังพบในเขตชายแดนที่ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า กัมพูชา ซึ่งปัญหาสำคัญของมาลาเรียในปัจจุบัน คือ ยังไม่มี “วัคซีน” ป้องกันโรค การดื้อยาของเชื้อพลาสโมเดียมและการดื้อต่อยาฆ่าแมลงของยุงที่เป็นพาหะนำโรค ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์จึงพยายามค้นหาวิธีการใหม่ๆ เพื่อป้องกันและรักษาโรคมาลาเรีย

          น.สพ.วิน สุรเชษฐพงษ์ อาจารย์ภาควิชาจุลชีววิทยาและวิทยาภูมิคุ้มกัน คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และนักศึกษาปริญญาเอก University of California Davis ทุนรัฐบาล สำนักงานคณะกรรมการการศึกษา ได้วิจัยเกี่ยวกับการสื่อสารภายในเซลล์และระบบภูมิคุ้มกันของยุง ที่ทำหน้าที่ควบคุมการพัฒนาของเชื้อพลาสโมเดียม ซึ่งก่อให้เกิดโรคมาลาเรียที่มียุงก้นปล่องเป็นพาหะ โดยศึกษากลไกต่าง ๆ หรือ “ยีนเป้าหมาย” ที่ยุงใช้ควบคุมจำนวนและการพัฒนาของเชื้อ เพื่อนำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาสารที่มีความสามารถในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของยุงหรือดัด แปลงพันธุกรรมของยุง ทำให้ยุงมีความสามารถมากขึ้นในการทำ ลายเชื้อหรือป้องกันการพัฒนาของเชื้อในที่สุด

น.สพ.วิน สุรเชษฐพงษ์
อาจารย์ภาควิชาจุลชีววิทยาและวิทยาภูมิคุ้มกัน
คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

          การศึกษาวิจัยดังกล่าวได้รับรางวัล University of California Davis Graduate Student Association Travel award และรางวัล American Committee of Medical Entomology (ACME) จากการประชุมวิชาการประจำปีของสมาคมเวชศาสตร์และสุขอนามัยเขตร้อนของสหรัฐอเมริกา เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ณ กรุงวอชิงตันดี.ซี. สหรัฐ นับเป็นนักเรียนไทยคนแรกที่ได้รับรางวัลนี้

          สําหรับผลการวิจัยของน.สพ.วิน พบว่า “ระบบภูมิคุ้มกันของยุง” ตอบสนองต่อองค์ประกอบของ “เลือดคน” ที่ส่งผลต่อการสื่อสารภายในเซลล์ทางเดินอาหารยุงและการพัฒนาของเชื้อพลาสโมเดียม
โดยเซลล์ยุงตอบสนองต่อสาร cytokines และ growth factors ซึ่งเป็นองค์ประกอบของเลือดคน โดยการสื่อสารผ่านกลไก MEK/ERK signaling และส่งผลต่อกระบวนการควบคุมเชื้อพลาสโมเดียม

          ผลจากการยับยั้งการสื่อสารนี้ภายในยุงที่ติดเชื้อพบว่า ปริมาณเชื้อและการติดเชื้อของยุงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ อนุมูลอิสระซึ่งเป็นสารที่ระบบภูมิคุ้มกันของยุงใช้ในการฆ่าเชื้อปรสิตในทางเดินอาหารยังทำหน้าที่ควบคุมการสื่อสารภายในเซลล์และกระตุ้นการทำงานของภูมิคุ้มกันอีกด้วย

          จากการศึกษาและผลการวิจัยดังกล่าว ได้นำไปต่อยอดและประยุกต์ใช้เพื่อหาวิธีทดแทน “ยุงธรรมชาติ” ด้วย “ยุงที่ไม่นำโรค” เพื่อลดการติดต่อของโรคมาลาเรีย วิธีนี้สามารถนำมาใช้ร่วมกับวิธีอื่น ๆ เช่น การป้องกันยุงกัด พัฒนายารักษามาลาเรีย ไข้เลือดออก และโรคชิคุนกุนยาชนิดใหม่ ๆ หรือ การพัฒนาวัคซีนในอนาคต

ที่มา :
ประชาสัมพันธ์ มก. สำนักงานอธิการบดี อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
http://pr.ku.ac.th/

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (31 มกราคม 2553)
http://www.cpc.ku.ac.th

 

นักวิจัย มก.และญี่ปุ่นคิดค้นเครื่องคัดมังคุดด้วยระบบสายพานเครื่องแรกของโลก 2011/08/05

Filed under: 2551-2555,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 2:05 pm
Tags:

http://www.ku.ac.th/e-magazine/jan53/agri/agri2.htm.

 


          คณะนักวิจัยของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับทีมนักวิจัยของประเทศญี่ปุ่น คิดค้น สิ่งประดิษฐ์เครื่องคัดผลไม้ สามารถตรวจสอบคุณภาพภายในของมังคุด และ มะม่วง พร้อมวัดความสุกแก่ หรือความหวานของผลไม้ชนิดอื่น ๆ ได้อีกด้วย

        นางวารุณี ธนะแพสย์ รองผู้อำนวยการสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หนึ่งในทีมผู้ร่วมทำงานวิจัยเรื่อง “การพัฒนาเครื่องคัดมังคุดในระบบสายพานเพื่อตรวจสอบเนื้อแก้ว, ยางไหล และความหวาน” เล่าว่า โครงการนี้ได้ทุนสนับสนุนการวิจัยจากกระทรวงเกษตร, ป่าไม้ และประมง จากประเทศญี่ปุ่น (MAFF) ในปีงบประมาณ 2550 และ 2551 และได้ดำเนินงานวิจัยร่วมกันกับ 4 หน่วยงาน คือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร, มูลนิธิสถาบันเทคโนโลยี SAIKA ประเทศญี่ปุ่น สถาบันวิจัยอาหารแห่งชาติ ประเทศญี่ปุ่น และสมาคมนวัตกรรมเทคโนโลยีเกษตร ป่าไม้ และประมง แห่งประเทศญี่ปุ่น

นางวารุณี ธนะแพสย์
รองผู้อำนวยการสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

        เครื่องคัดผลไม้นี้สามารถตรวจสอบคุณภาพภายในของผลไม้ได้ผลแม่นยำ โดยการวิจัยได้เลือกตรวจสอบคุณภาพภายในของผลไม้ 2 ชนิด คือ มังคุด และ มะม่วง เนื่องจากเป็นผลไม้ที่ประเทศไทยมีการส่งออกไปต่างประเทศมากกว่าผลไม้ชนิด อื่น ๆ อีกทั้งมีราคาค่อนข้างสูง ประกอบกับชาวต่างชาตินิยมรับประทาน ส่วนผลไม้ชนิดอื่น ๆ ก็สามารถวัดได้เช่นกัน แต่ต้องมีการพัฒนาระบบต่อไปอีก       นางวารุณี เล่าถึงหลักการทำงานของเครื่องคัดผลไม้ด้วยระบบสายพานว่า เครื่อง คัดผลไม้มีขั้นตอนการทำงานหลัก 3 ขั้นตอน ขั้นตอนแรก คือ ระบบลำเลียงผลไม้จะผ่านระบบสายพานถูกลำเลียงไปยังจุดถ่ายภาพ เพื่อวัดขนาด และวัดสีผิวที่เปลือก หลัง จากนั้นจะส่งต่อไปยังจุดที่สองเพื่อสแกน ด้วยแสงย่านใกล้อินฟราเรด (Near Infrared Spectroscopy) และขั้นตอนสุดท้ายจะเป็นการคัดคุณภาพของมังคุดเนื้อแก้ว และยาง ไหลออกจากมังคุดดี

        นอกจากนี้เครื่องยังสามารถตรวจสอบความหวาน โดยแบ่งความหวานเป็นปริมาณมาก ปานกลางและน้อยตามลำดับได้       ขณะนี้ผลงานวิจัยดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนวิจัยขั้นสุดท้ายคือ การนำไปสู่การใช้ประโยชน์ได้จริงในเชิงอุตสาหกรรมส่งออกมังคุด ทีมนักวิจัยยังคงต้องดำเนินงานวิจัยไปอีกสักระยะหนึ่ง เพื่อเก็บข้อมูลให้ได้หลากหลายยิ่งขึ้น เพื่อที่จะทำให้การตรวจสอบโดยวิธีไม่ทำลายมีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพยิ่ง ขึ้น โดยจะนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับฤดูกาลปลูก, การดูแลรักษา, พื้นที่การปลูก เป็นต้น มาศึกษาเพิ่มเติม

        ทั้งนี้ทีมงานวิจัย คาดว่าจะสามารถพัฒนาเครื่องมือที่สมบูรณ์แบบในการตรวจสอบเนื้อแก้ว, ยางไหล และความหวานของมังคุด โดยไม่ทำลายได้ในลักษณะระบบสายพานที่จะใช้ในโรงบรรจุผลไม้ ซึ่งจะสามารถคัดมังคุดส่งออกให้มีคุณภาพดีไปยังต่างประเทศได้ และจะช่วยทำให้ประเทศชาติสามารถขยายการส่งออกมังคุดได้มากขึ้น นอกจากนี้เครื่องคัดผลไม้ระบบสายพานยังสามารถวัดความสุก แก่ หรือความหวานของผลไม้ชนิดอื่น ๆ ได้ เช่น มะม่วง ลิ้นจี่ เงาะ ส้มโอ เป็นต้น

        เครื่องคัดผลไม้ด้วยระบบสายพาน จึงเป็นนวัตกรรมใหม่อีกชิ้นหนึ่งที่จะเป็นประโยชน์แก่เกษตรกร ผู้ส่งออกมังคุด และส่งออกผลไม้ชนิดอื่น รวมถึงผู้ประ กอบการ หน่วยงานภาครัฐ และ เอกชน นอกจากนี้ยังถือเป็นความร่วมมือทางด้านวิชาการระหว่างประเทศไทย และประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย นับเป็นเครื่องคัดผลไม้เครื่องแรกของโลกที่สามารถตรวจสอบ คุณภาพภายใน และรสชาติของผลไม้เมืองร้อนที่มีเปลือกหนาได้ผลโดยไม่ต้องทำลาย ผลไม้

        สนใจข้อมูลสอบถามได้ที่ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทร.0-2942-8600-3 ต่อ 503 หรือ 506

ที่มา :
ประชาสัมพันธ์ มก. สำนักงานอธิการบดี อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
http://pr.ku.ac.th/

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (31 มกราคม 2553)
http://www.cpc.ku.ac.th

 

กินอย่างมีคุณค่า ต้อง “ปูม้านิ่ม” 2011/08/05

Filed under: 2551-2555,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 1:58 pm

http://www.ku.ac.th/e-magazine/jan53/agri/agri3.htm.

 


          สมัยก่อนยังไม่รู้จัก “ปูนิ่ม” ได้แต่นึกว่า ปูมันนิ่มได้อย่างไร ทำไมปูถึงนิ่ม…ตอนหลังจึงได้รู้ว่า ปูทุกตัวต้องผ่านการลอกคราบ กว่าจะโตเต็มที่ต้องลอกคราบกว่า 10 ครั้ง ปูนิ่มคือปูที่ลอกคราบใหม่ ๆ มันสลัดกระดองเก่าทิ้งไป เหลือแต่เยื่อบาง ๆ หุ้มตัวปูที่มีลักษณะนิ่ม นี่แหละที่เขาเรียกกันว่า ปูนิ่ม ที่สามารถบริโภคได้ทั้งตัว เป็นที่ชื่นชอบของผู้ชอบกินปูแต่ไม่ชอบแกะเปลือก คิดดูสิ รับประทานปูตอนที่มันกระดองแข็ง ๆ บางทีแกะไปมันก็ทิ่มตำมือเลือดไหลก็มี ต้องลำบากคนนั่งข้าง ๆ แกะให้รับประทานอีก…

 สำหรับวันนี้จะพูดถึง “ปูม้านิ่ม”ที่ยังรู้จักมักจี่กันไม่มากนัก เพราะส่วนใหญ่คนไทยรู้จักปูดำนิ่มมากกว่า ที่เห็นรับประทานกันอยู่ตามร้านอาหาร (ใหญ่ ๆ) ก็คือปูดำนิ่มนั่นเอง ส่วนปูม้านิ่มนั้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ มยุรี จัยวัฒน์ แห่งคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ดำเนินการร่วมกับเกษตรกร และผู้ประกอบการปูนิ่ม ผลิตปูม้านิ่ม นำร่องธุรกิจที่บ้านเกาะเตียบ ต.ปากคลอง อ.ปะทิว จ.ชุมพร แล้วนำไปทดสอบตลาด พบว่าได้รับการตอบรับสูง แต่ ผศ.มยุรี บอกว่า ปูม้านิ่มลอกคราบแล้วสร้างเปลือกแข็งเร็วมาก เร็วกว่าปูดำ ไม่ถึงชั่วโมงกระดองก็แข็งแล้ว ชาวประมงเมื่อจับได้ปูม้าสองกระดองหรือ ปูม้าที่เพิ่งลอกคราบใหม่ ๆ มักแยกไว้รับประทานกันเองเพราะอร่อยด้วยรสชาติแท้ ๆ ของปูและความนุ่มแน่นของเนื้อปู ปูม้านิ่มสำหรับคนไทยจึงเป็นของหายาก และเป็นของแปลกใหม่ ในขณะที่ปูม้านิ่มของฝรั่ง (soft shell blue crab) ซึ่งมีลักษณะคล้ายปูม้าของไทยมากกลับเป็นสินค้าที่ฝรั่งนิยมรับประทานมานานกว่า 100 ปี เพราะมีสีสันสวยงาม มีรูปลักษณ์น่ารับประทาน ไม่ต้องแกะกระดองปูออกก่อน และมีจำหน่ายเฉพาะบางช่วงฤดูกาลเท่านั้น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ มยุรี จัยวัฒน์
คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์


           “ไม่เฉพาะแต่กระดองปูที่แข็งตัวเร็ว แต่มีปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดความยุ่งยากมากขึ้นไปอีกที่นักวิจัยต้องใช้ความพยายามนำวิทยาศาสตร์ผสมผสานกับภูมิปัญญาคนไทย สร้างเทคโนโลยีใหม่ในการผลิตให้มีปริมาณผลผลิตมากขึ้นและดีขึ้นโดยลำดับ เพื่อเพิ่มมูลค่าทรัพยากรไทย และเพื่ออนาคตของเกษตรกรไทยจากปูกระดองแข็งเป็นปูกระดองนิ่ม หรือปูนิ่ม ธรรมชาติได้เพิ่มคุณค่าและมูลค่าให้กับการบริโภคปูในระดับหนึ่ง อย่างที่ทราบกันโดยทั่วไป ก่อนการลอกคราบ ปูจะลดการเคลื่อนไหว จะไม่กินอาหาร ปูนิ่มจึงสะอาด ปริมาณแบคทีเรียปนเปื้อนต่ำมาก ไม่พบแบคทีเรีย ก่อโรค ในขณะเดียวกันปูจะดูดซับและสะสมของดี ๆ เช่นธาตุอาหาร และสารอาหาร ทั้งจากน้ำทะเลและจากกระดองเดิมเข้าไว้ในตัวก่อนจะสลัดกระดองเก่าทิ้ง” ผศ.มยุรี กล่าว


           การเพิ่มคุณค่าทางอาหารของปูม้านิ่มเกิดจากการดูดซับและสะสมสารอาหารเข้าสู่ร่างกายเพื่อใช้ในการเจริญเติบโต ผลการวิเคราะห์ทางเคมีพบว่า ปูม้านิ่ม 100 กรัมให้สารอาหารแตกต่างจากปูม้ากระดองแข็งและแหล่งอาหารอื่น ๆ โดยให้คุณค่าทางอาหารที่เหมาะกับยุคสมัยของคนรักสุขภาพ เช่น ให้พลังงานต่ำ (56 กิโลแคลอรี) ไขมันต่ำ (1.1 ก.) คอเลสเตอรอลต่ำ (73 มก.) แคลเซียมสูง (257 มก.) ใยอาหารสูง (0.72 ก.) กินแล้วไม่ต้องกังวลเรื่องอ้วน เรื่องโรคหัวใจ  ให้ปวดศีรษะ

           จากผลการวิจัยพบว่า ปูม้าเพศผู้มีการเพิ่มขึ้นของขนาดและน้ำหนักสูงกว่าปูม้าเพศเมียอย่างมีนัยสำคัญ การทดลองปูม้าเพศผู้ ขนาดกระดองก่อนลอกคราบ 4.1-5.3 ซม. หนัก 38.9-85.6 ก. หลังลอกคราบ ขนาดกระดองเพิ่มขึ้น 0.4-0.9 ซม. คิดเป็นร้อยละ 9.76-19.51 เฉลี่ยร้อยละ 14.89 น้ำหนักเพิ่มขึ้น 23.5-50.7 ก. คิดเป็นร้อยละ 54.34-89.32 เฉลี่ยร้อยละ 65.79

           ส่วนปูม้าเพศเมีย ขนาดกระดองก่อนลอกคราบ 3.1-5.6 ซม. หนัก 20.1-78.2 ก. หลังลอกคราบขนาดกระดองเพิ่มขึ้น 0.4-0.8 ซม. คิดเป็นร้อยละ 9.26-17.02 เฉลี่ยร้อยละ 12.62 มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 9.4-23.5 ก. คิดเป็นร้อยละ 30.05-60.26 เฉลี่ยร้อยละ 43.32

           สำหรับผู้สนใจร่วมผลิตปูม้านิ่มเป็นการค้า โทรฯ ไปสนทนา กับ ผศ.มยุรี จัยวัฒน์ ได้ที่ 08-1341-7057

แหล่งค้นคว้าข้อมูลและภาพประกอบ

การเลี้ยงปูนิ่ม
คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

ที่มา :
ประชาสัมพันธ์ มก. สำนักงานอธิการบดี อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
http://pr.ku.ac.th/

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (31 มกราคม 2553)
http://www.cpc.ku.ac.th

 

นักวิชาการ มก. วิเคราะห์สถานการณ์การพัฒนาธุรกิจปลาสวยงามของประเทศไทย 2011/08/05

Filed under: 2551-2555,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 1:36 pm

http://www.ku.ac.th/e-magazine/jan53/agri/agri4.htm.

 


         ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) จัดการประชุมสัมมนา เรื่อง “การส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจปลาสวยงามของประเทศไทย” เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมหารือวิเคราะห์ปัญหาและศึกษาแนวทางการส่งเสริมพัฒนาธุรกิจปลาสวยงามของไทย

          จากการวิเคราะห์สถานการณ์พบว่า ปลาที่จำหน่ายในตลาดโลกร้อยละ 90 คือ ปลาสวยงามที่เป็นปลาน้ำจืด ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 10 จะเป็นปลาสวยงามที่เป็นปลาทะเล ซึ่งเฉลี่ยแล้วร้อยละ 90 ของปลาสวยงามที่เป็นปลาน้ำจืดได้จากการเพาะพันธุ์ในฟาร์ม ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 10 เป็นการจับจากธรรมชาติ ส่วนปลาสวยงามที่เป็นปลาทะเลร้อยละ 99 จับมาจากธรรมชาติ มีเพียงร้อยละ 1 เท่านั้นที่ได้จากการเพาะเลี้ยง

          สำหรับธุรกิจปลาสวยงามนั้นมีจำนวนประเทศผู้นำเข้าอยู่ระหว่าง 90 ถึง 110 ประเทศ ในขณะที่มีประเทศผู้ส่งออกอยู่ระหว่าง 64 ถึง 83 ประเทศ ตัวเลขสำหรับการนำเข้าของตลาดโลกในปี พ.ศ. 2550 มีมูลค่าเท่ากับ 344.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปเป็นกลุ่มประเทศที่มีการนำเข้าปลาสวยงามมากที่สุดในโลก คิดเป็นสัดส่วนการนำเข้าร้อยละ 37.09 ของตลาดโลกและมีมูลค่ารวม 127.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รองลงมาคือสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง และมาเลเซีย เป็นต้น แต่ถ้าแยกเป็นรายประเทศ สหรัฐอเมริกาจะเป็นประเทศที่นำเข้าปลาสวยงามมากที่สุดโดยมีมูลรวมค่าเท่ากับ 65.23 ล้านดอลลาร์สหรัฐและคิดเป็นร้อยละ 18.96 ของตลาดโลก

          ส่วนข้อมูลด้านการส่งออกในปี พ.ศ. 2550 เท่ากับ 298.62 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  โดยประเทศในทวีปเอเชียเป็นผู้ส่งออกปลาสวยงามที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยเฉพาะประเทศสิงคโปร์มีมูลค่าส่งออกในปี พ.ศ. 2550 เท่ากับ 66.11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 22.14 ของตลาดโลก) ตามมาด้วยประเทศสเปน มาเลเซีย ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเช็ค โดยมีมูลค่าเท่ากับ 31.39, 27.76, 20.68, และ 20.10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ  สำหรับประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ลำดับที่ 6 ของโลกและมีมูลค่าการส่งออกเท่ากับ 16.44 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี พ.ศ. 2550

          ธุรกิจปลาสวยงามของประเทศไทยมีความพร้อมของสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเพาะเลี้ยงปลาสวยงาม เนื่องจากมีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ และแนวทะเลทอดยาวทั้งฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย ทำให้มีพันธุ์ปลาหลากชนิดทั้งน้ำจืดและปลาทะเล นอกจากการเติบโตของธุรกิจปลาสวยงามแล้ว ยังก่อให้เกิดธุรกิจ ที่เกี่ยวเนื่องตามมาอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจการผลิตเครื่องมือและอุปกรณ์ตกแต่งตู้ปลา ยารักษาโรค และธุรกิจที่เกี่ยวข้องอื่นๆ อีกมาก  ซึ่งการเลี้ยงปลาสวยงามในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดเล็ก ใช้แรงงานในครอบครัว ใช้สถานที่ไม่มากนักและใช้การลงทุนน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำประเภทอื่น

           ในปี พ.ศ. 2551 ประเทศไทยมีการส่งออกปลาสวยงามมีมูลค่าประมาณ 22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยส่วนใหญ่จะถูกส่งออกไปที่ประเทศฮ่องกงมากที่สุด รองลงมาคือ ประเทศในแถบเอเชีย สหรัฐอเมริกา  สิงคโปร์ จีน และมาเลเซีย เป็นต้น  และในปีเดียวกันมีมูลค่าการนำเข้า 0.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยนำเข้า ปลาสวยงามจากประเทศมาเลเซียมูลค่าสูงที่สุด รองลงมาคืออินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ตามลำดับ

          สำหรับจุดแข็งของประเทศไทย ที่เหมาะสมต่อการเป็นแหล่งผลิตเพื่อส่งออกปลาสวยงาม คือ มีสภาพภูมิประเทศ สภาพภูมิอากาศ แหล่งน้ำและสาธารณูปโภค ที่มีความอุดมสมบูรณ์และมีความพร้อม  ต่อการเพาะเลี้ยงปลาสวยงาม ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมีความสามารถในการเพาะเลี้ยงปลาสวยงามอยู่แล้ว โดยเฉพาะ ปลากัด เป็นปลาที่เป็นเอกลักษณ์และเป็นที่รู้จักของตลาดโลก เป็นต้น จุดอ่อนของประเทศไทย คือ ผู้เพาะเลี้ยงส่วนใหญ่มีกำลังการผลิตน้อย จึงไม่สามารถผลิตให้ได้จำนวนที่ลูกค้าต้องการได้ และฟาร์มส่วนใหญ่ยังไม่ได้มาตรฐาน ขาดการรับข้อมูลข่าวสารที่ทันสมัย ไม่ทราบความต้องการของตลาด  ขาดการรวมตัว จึงขาดอำนาจต่อรองด้านราคา มีค่าระวางสูง     เสียภาษีนำเข้าปลาสวยงามในอัตราที่สูง ไม่มีการจัดเก็บฐานข้อมูลที่ดีโดยส่วนใหญ่เก็บในรูปเอกสารสิ่งพิมพ์ และไม่สามารถเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างหน่วยงานได้  ทำให้การบริหารจัดการและการวางแผน หรือการกำหนดยุทธศาสตร์ทำได้ไม่ถูกต้อง การดำเนินการภาครัฐในด้านกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับและขั้นตอนต่างๆ มีการดำเนินการที่ล่าช้าและใช้เอกสารหลักฐานจำนวนมาก  ทักษะและความสามารถด้านภาษามีน้อยโดยเฉพาะภาษาอังกฤษและภาษาจีน และงานวิจัยด้านปลาสวยงามและพรรณไม้น้ำมีน้อยเป็นต้น

ที่มา :
ประชาสัมพันธ์ มก. สำนักงานอธิการบดี อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
http://pr.ku.ac.th/

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (31 มกราคม 2553)
http://www.cpc.ku.ac.th

 

โครงการพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง 2011/08/05

Filed under: 2551-2555,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 1:03 pm

http://www.ku.ac.th/e-magazine/dec52/agri/agri1.htm.

 


          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเข้าพระราชหฤทัยในความเป็นไปของเมืองไทย และคนไทยอย่างลึกซึ้ง และกว้างไกล ได้ทรงวางรากฐานในการพัฒนาชนบท และช่วยเหลือประชาชนให้สามารถพึ่งตนเองได้มีความ “พอมีพอกิน” และมีความอิสระที่จะอยู๋ได้โดยไม่ต้องติดยึดอยู่กับเทคโนโลยี และความเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกาภิวัฒน์ ทรงวิเคราะห์ว่า หากประชาชนพึ่งตนเองได้แล้วก็จะมีส่วนช่วยเหลือเสริมสร้างประเทศชาติโดยส่วนรวมได้ในที่สุด พระราชดํารัสที่สะท้อนถึงพระวิสัยทัศน์ในการสร้างความเข้มแข็ง ในตนเองของประชาชนและสามารถทํามาหากินให้พออยู่พอกินได้ ดังนี้

           ”…ในการสร้างถนน สร้างชลประทานให้ประชาชนใช้นั้นจะต้องช่วยประชาชนในทางบุคคลหรือพัฒนาให้บุคคลมีความรู้ และอนามัยแข็งแรงด้วยการให้การศึกษา และการรักษาอนามัย เพื่อให้ประชาชนในท้องที่สามารถทําการเกษตรได้ และค้าขายได้….”

          ในสภาวการณ์ปัจจุบัน ซึ่งเกิดความถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงขึ้นนี้ จึงทําให้เกิดความเข้าใจได้ชัดเจนในแนวพระราชดําริของ “เศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งได้ทรงคิด และตระหนักมาช้านาน เพราะหากเราไม่ไปพึ่งพายึดติดอยู่กับกระแสจากภายนอกมากเกินไป จนได้ครอบงําความคิดในลักษณะดั้งเดิมแบบไทย ๆ ไปหมด มีแต่ความทะเยอทะยานบนรากฐานที่ไม่มั่นคงเหมือนลักษณะฟองสบู่ วิกฤตเศรษฐกิจเช่นนี้อาจไม่เกิดขึ้น หรือไม่หนักหนาสาหัสจนเกิดความเดือดร้อนกันถ้วนทั่วเช่นนี้ ดังนั้น “เศรษฐกิจพอเพียง” จึงได้สื่อความหมาย ความสําคัญในฐานะเป็นหลักการสังคมที่พึงยึดถือในทางปฏิบัติ จุดเริ่มต้นของการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงคือ การฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่นเศรษฐกิจพอเพียง เป็นทั้งหลักการ และกระบวนการทางสังคมตั้งแต่ขั้นฟื้นฟู และขยายเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืนเป็นการพัฒนาขีดความสามารถในการผลิต และบริโภคอย่างพออยู่พอกินขึ้นไปถึงขั้นแปรรูปอุตสาหกรรมครัวเรือน สร้างอาชีพ และทักษะวิชาการที่หลากหลาย เกิดตลาดซื้อขายสะสมทุน ฯลฯ บนพื้นฐานเครือข่ายเศรษฐกิจชุมชนนี้ เศรษฐกิจของ 3 ชาติ จะพัฒนาขึ้นมาจากฐานทรัพยากร และภูมิปัญญาที่มี่อยู่ภายในชาติ และทั้งที่จะพึงคัดสรรเรียนรู้จากโลกภายนอกเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเศรษฐกิจที่พอเพียงกับตัวเอง

          ทําให้อยู่ได้ ไม่ต้องเดือดร้อน มีสิ่งจําเป็นที่ทําได้โดยตัวเอง ไม่ต้องแข่งขันกับใคร และมีเหลือเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ไม่มี อันนําไปสู่การแลกเปลี่ยนในชุมชน และขยายไปจนสามารถที่จะเป็นสินค้าส่งออกเศรษฐกิจพอเพียง เป็นเศรษฐกิจระบบเปิดที่เริ่มจากตนเอง และความร่วมมือ วิธีการเช่นนี้จะดึงศักยภาพของประชากรออกมาสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว ซึ่งมีความผู้พันกับ “จิตวิญญาณ”คือ “คุณค่า” มากกว่า “มูลค่า” ในระบบเศรษฐกิจพอเพียงจะจัดลําดับความสําคัญของ ” คุณค่า “มากกว่า” มูลค่า “มูลค่านั้นขาดจิตวิญญาณ เพราะเป็นเศรษฐกิจภาคการเงิน เน้นที่จะตอบสนองต่อความต้องการที่ไม่จํากัดซึ่งไร้ขอบเขต ถ้าไม่สามรถควบคุมได้ การใช้ทรัพยากรอย่างทําลายล้างจะรวดเร็ว และปัญหาจะตามมา เป็นการบริโภคที่ก่อให้เกิดความทุกข์หรือพาไปหาความทุกข์ และจะไม่มีโอกาสบรรลุวัตถุประสงค์ในการบริโภค ที่จะก่อให้ความพอใจและความสุข (Maximization of Satisfaction) ผู้บริโภคต้องใช้หลักขาดทุนคือกําไร (Our loss is our gain) อย่างนี้จะควบคุมความต้องการที่ไม่จํากัดได้ และสามารถจะลดความต้องการลงมาได้ ก่อให้เกิดความพอใจ และความสุข เท่ากับได้ตระหนักในเรื่อง “คุณค่า” จะช่วยลดค่าใช้จ่ายลงได้ ไม่ต้องไปหาวิธีทําลายทรัพยากรเพื่อให้เกิดรายได้มาจัดสรรสิ่งที่เป็น “ความอยากที่ไม่มีที่สิ้นสุด” และขจัดความสําคัญของ “เงิน” ในรูปรายได้ที่เป็นตัวกําหนดการบริโภคลงได้ระดับหนึ่ง แล้วยังเป็นตัวแปรที่ไปลดภาระของกลไกของตลาด และการพึ่งพิงกลไกของตลาด ซึ่งบุคคลโดยทั่วไปไม่สามารถจะควบคุมได้ รวมทั้งได้มีส่วนในการป้องกันการบริโภคเลียนแบบ (Demonstration Effects) จะไม่ทําให้เกิดการสูญเสียจะทําให้ไม่เกิดการบริโภคเกิน (Over Consumption) ซึ่งก่อให้เกิดสภาพเศรษฐกิจดี สังคมไม่มีปัญหา การพัฒนายั่งยืนการบริโภคที่ฉลาดดังกล่าวจะช่วยป้องกันการขาดแคลน

แม้จะไม่รํ่ารวยรวดเร็ว แต่ในยามปกติก็จะทําให้รํ่ารวยมากขึ้น ในยามทุกข์ภัยก็ไม่ขาดแคลน และสามารถจะฟื้นตัวได้เร็วกว่า โดยไม่ต้องหวังความช่วยเหลือจากผู้อื่นมากเกินไป เพราะฉะนั้นความพอมีพอกินจะสามารถอุ้มชูตัวได้ ทําให้เกิดความเข้มแข็ง และความพอเพียงนั้นไม่ได้หมายความว่า ทุกครอบครัวต้องผลิตอาหารของตัวเอง จะต้องทอผ้าใส่เอง แต่มีการแลกเปลี่ยนกันได้ระหว่างหมู่บ้าน เมือง และแม้กระทั่งระหว่างประเทศ ที่สําคัญคือการบริโภคนั้นจะทําให้เกิดความรู้ที่จะอยุ่ร่วมกับระบบ รักธรรมชาติ ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง เพราะไม่ต้องทิ้งถิ่นไปหางานทํา เพื่อหารายได้มาเพื่อการบริโภคที่ไม่เพียงพอ

ประเทศไทยอุดมไปด้วยทรัพยากรและยังมีพอสําหรับประชาชนไทยถ้ามีการจัดสรรที่ดี โดยยึด “คุณค่า” มากกว่า “มูลค่า” ยึดความสัมพันธ์ของ “บุคคล” กับ “ระบบ” และปรับความต้องการที่ไม่จํากัดลงมาให้ได้ตามหลักขาดทุนเพื่อกําไร และอาศัยความร่วมือ เพื่อให้เกิดครอบครัวที่เข้มแข็ง อันเป็นรากฐานที่สําคัญของระบบสังคมการผลิต จะเสียค่าใช้จ่ายลดลง ถ้ารู้จักนําเอาสิ่งที่มีอยู่ในขบวนการธรรมชาติมาปรุงแต่ง ตามแนวพระราชดําริในเรื่องต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วซึ่งสรุปเป็นคําพูดที่เหมาะสมตามที่ ฯพณฯ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ที่ว่า ” ….ทรงปลูกแผ่นดิน ปลูกความสุข ปลดความทุกข์ของราษฎร ” ในการผลิตนั้นจะต้องทําด้วยความรอบคอบไม่เห็นแก่ได้จะต้องคิดถึงปัจจัยที่มีและประโยชน์ของผู้เกี่ยวข้อง มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาอย่างเช่นบางคนมีโอกาสทําโครงการแต่ไม่ได้คํานึงว่าปัจจัยต่าง ๆ ไม่ครบปัจจัยหนึ่งคือขนาดของโรงงาน หรือเครื่องจักรที่สามารถที่จะปฏิบัติได้ แต่ข้อสําคัญที่สุด คือวัตถุดิบ ถ้าไม่สามารถที่จะให้ค่าตอบแทนวัตถุดิบแก่เกษตรกรที่เหมาะสม เกษตรกรก็จะไม่ผลิต ยิ่งถ้าใช้วัตถุดิบสําหรับใช้ในโรงงานนั้น เป็นวัตถุดิบที่จะต้องนํามาจากระยะไกล หรือนําเข้าก็จะยิ่งยาก เพราะว่าวัตถุดิบที่นําเข้านั้นราคายิ่งแพง บางปีวัตถุดิบมีบริบูรณ์ ราคาอาจจะตํ่าลงมา แต่เวลาจะขายสิ่งของที่ผลิตจากโรงงานก็ขายยากเหมือนกัน เพราะมีมากจึงทําให้ราคาตกหรือกรณีใช้เทคโนโลยีทางการเกษตร เกษตรกรรู้ดีว่าเทคโนโลยีทําให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น และผลผลิตที่เพิ่มนั้นจะล้นตลาดขายได้ในราคาที่ลดลงทําให้ขาดทุน ต้องเป็นหนี้สิน การผลิตตามทฤษฎีใหม่สามารถเป็นต้นแบบการคิดในการผลิตที่ดีได้ ดังนี้

1. การผลิตนั้นมุ่งใช้เป็นอาหารประจําวันของครอบตรัว เพื่อให้มีพอเพียงในการบริโภคตลอดปี เพื่อใช้เป็นอาหารประจําวันและเพื่อจําหน่าย
2. การผลิตต้องอาศัยปัจจัยในการผลิต ซึ่งจะต้องเตรียมให้พร้อม เช่น การเกษตรต้องมีน้ำ การจัดให้มีและดูแหล่งน้ำ จะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งการผลิต และประโยชน์ใช้สอยอื่น ๆ
3. พออกพอใจ เราต้องรู้จักพอ รู้จักประมาณตน ไม่ใคร่อยากใคร่มีเช่นผู้อื่นเพราะเราจะหลงติดกับวัตถุ ปัญญาจะไม่เกิด “การจะเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เราพออยู่พอกิน และมีเศรษฐกิจการเป็นอยู่แบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินหมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ให้มีพอเพียงกับตัวเอง” “เศรษฐกิจพอเพียง” จะสำเร็จได้ด้วย“ ความพอดีของตน”

ที่มา :
ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ
กองบัญชาการตำรวจตระเวณชายแดน
http://www.bpp.go.th/project/

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (30 ธันวาคม 2552)
http://www.cpc.ku.ac.th

 

โครงการพระราชดำริฝนหลวง 2011/08/05

Filed under: 2551-2555,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 12:59 pm

http://www.ku.ac.th/e-magazine/dec52/agri/agri2.htm.

 


      โครงการพระราชดำริฝนหลวง เป็นโครงการที่ก่อกำเนิดจาก พระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงห่วงใยในความทุกข์ยากของพสกนิกรในท้องถิ่นทุรกันดาร ที่ต้องประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ เพื่ออุปโภคบริโภคและเกษตรกรรม อันเนื่องมาจากภาวะแห้งแล้งซึ่งมีสาเหตุมาจากความผันแปร และคลาดเคลื่อนของฤดูกาลตามธรรมชาติ กล่าวคือ ฤดูฝนเริ่มต้นล่าเกินไป หรือหมดเร็วกว่าปกติ หรือฝนทิ้งช่วงยาวในช่วงฤดูฝน จากพระราชกรณียกิจในการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกรในทุกภูมิภาคอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอนับแต่เสด็จขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ จนตราบเท่าทุกวันนี้ ทรงพบเห็นว่าภาวะแห้งแล้ง ได้ทวีความถี่ และมีแนวโน้มว่าจะรุนแรงยิ่งขึ้นตามลำดับ เพราะนอกจากความผันแปร และคลาดเคลื่อนของฤดูกาลตามธรรมชาติแล้ว การตัดไม้ทำลายป่า ยังเป็นสาเหตุให้สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้แก่ราษฎรในทุกภาคของประเทศ ทำความเสียหายแก่เศรษฐกิจโดยรวมของชาติ เป็นมูลค่ามหาศาลในแต่ละปี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในปี พ.ศ. 2498 ครั้งเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ตามเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินทรงสังเกตเห็นว่า 

         มีเมฆปริมาณมากปกคลุมท้องฟ้า แต่ไม่สามารถก่อรวมตัวกัน จนเกิดเป็นฝนได้ เป็นเหตุให้เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงระยะยาวทั้ง ๆ ที่เป็นช่วงฤดูฝน ทรงคิดคำนึงว่า น่าจะมีมาตรการทางวิทยาศาสตร์ ที่จะช่วยให้เมฆเหล่านั้นก่อรวมตัวกันจนเกิดเป็นฝนได้ ทรงเชื่อมั่นว่า ด้วยลักษณะของภูมิอากาศ และภูมิประเทศของประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่ในภูมิภาคเขตร้อน และอยู่ในอิทธิพลของฤดูมรสุมของทวีปเอเชีย โดยเฉพาะฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งเป็นฤดูฝน และเป็นฤดูเพาะปลูกประจำปีของประเทศไทย จะสามารถดัดแปรสภาพอากาศ ให้เกิดเป็นฝนตกได้ อย่างแน่นอน

          ตามที่ทรงเล่าไว้ใน The Rainmaking Story จากปี พ.ศ. 2498 เป็นต้นมา ทรงศึกษาค้นคว้า และวิจัยทางเอกสาร ทั้งด้านวิชาการอุตุนิยมวิทยา และการดัดแปรสภาพอากาศ ซึ่งทรงรอบรู้ และเชี่ยวชาญ เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ จนทรงมั่นพระทัย จึงพระราชทานแนวคิดนี้แก่ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล ผู้เชี่ยวชาญในการวิจัยประดิษฐ์ทางด้านเกษตรวิศวกรรม ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขณะนั้น ซึ่งในปีถัดมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้หาลู่ทางที่จะทำให้เกิดการทดลองปฏิบัติการในท้องฟ้าให้เป็นไปได้

การทดลองในท้องฟ้าเป็นครั้งแรก

           ปี พ.ศ. 2512 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดตั้งหน่วยบินปราบศัตรูพืชกรมการข้าว และพร้อมที่จะให้การสนับสนุนในการสนองพระราชประสงค์ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล จึงได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบว่า พร้อมที่จะดำเนินการตามพระราชประสงค์แล้ว ดังนั้นในปีเดียวกันนั้นเอง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำการทดลองปฏิบัติการจริงในท้องฟ้าเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 1-2 กรกฎาคม 2512 โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่งตั้งให้ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล เป็นผู้อำนวยการโครงการ และหัวหน้าคณะปฏิบัติการทดลอง เป็นคนแรก และเลือกพื้นที่วนอุทยานเขาใหญ่เป็นพื้นที่ทดลองเป็นแห่งแรก โดยทดลองหยอดก้อนน้ำแข็งแห้ง (Dry Ice หรือ Solid Carbon dioxide) ขนาดไม่เกิน 1 ลูกบาศก์นิ้ว เข้าไปในยอดเมฆสูงไม่เกิน 10,000 ฟุต ที่ลอยกระจัดกระจายอยู่เหนือพื้นที่ทดลองในขณะนั้น ทำให้กลุ่มเมฆทดลองเหล่านั้นมีการเปลี่ยนแปลงทางฟิสิกส์อย่างเห็นได้ชัดเจน เกิดการกลั่นรวมตัวกันหนาแน่น และก่อยอดสูงขึ้นเป็นเมฆฝนขนาดใหญ่ ในเวลาอันรวดเร็วแล้วเคลื่อนตัวตามทิศทางลมพ้นไปจากสายตา ไม่สามารถสังเกตได้เนื่องจากยอดเขาบัง แต่จากการติดตามผลโดยการสำรวจทางภาคพื้นดิน และได้รับรายงานยืนยันด้วยวาจาจากราษฎรว่า เกิดฝนตกลงสู่พื้นที่ทดลองวนอุทยานเขาใหญ่ในที่สุด นับเป็นนิมิตหมายบ่งชี้ให้เห็นว่าการบังคับเมฆให้เกิดฝนเป็นสิ่งที่เป็นไปได้

           การทำฝนหลวงเป็นกรรมวิธีการเหนี่ยวนำน้ำจากฟ้า จะต้องให้เครื่องบินที่มีอัตราการบรรทุกมากๆ บรรจุสารเคมีขึ้นไปโปรยในท้องฟ้า โดยดูจากความชื้นของจำนวนเมฆ และสภาพของทิศทางลมประกอบกัน ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดฝนคือ ความร้อนชื้นปะทะความเย็น และมีแกนกลั่นตัวที่มีประสิทธิภาพในปริมาณที่เหมาะสม กล่าวคือ เมื่อมวลอากาศร้อนชื้นที่ระดับผิวพื้นขึ้นสู่อากาศเบื้องบน อุณหภูมิของมวลอากาศ จะลดต่ำลงจนถึงความสูงที่ระดับหนึ่ง หากอุณหภูมิที่ลดต่ำลงนั้นมากพอก็จะทำให้ไอน้ำในมวลอากาศอิ่มตัว จะเกิดขบวนการกลั่นตัวเองของไอน้ำในมวลอากาศขึ้นบนแกนกลั่นตัว เกิดเป็นฝนตกลงมา ฉะนั้นสารเคมีที่ใช้จึงประกอบด้วย สูตรร้อน เพื่อใช้กระตุ้นเร่งเร้ากลไกการหมุนเวียนของบรรยากาศ สูตรเย็น ใช้เพื่อกระตุ้นกลไกการรวมตัวของละอองเมฆ ให้โตขึ้นเป็นเม็ดฝน และสูตรที่ใช้เป็นแกนดูดซับความชื้น เพื่อใช้กระตุ้นกลไก ระบบการกลั่นตัวให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

           พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงกำหนดขั้นตอนของกรรมวิธีการทำฝนหลวงขึ้นเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายๆ ตามลำดับ ดังนี้

           ขั้นตอนที่หนึ่ง : “ก่อกวน” เป็นขั้นตอนที่เมฆธรรมชาติ เริ่มก่อตัวทางแนวตั้ง การปฏิบัติการฝนหลวง ในขั้นตอนนี้ จะมุ่งใช้สารเคมีไปกระตุ้น ให้มวลอากาศเกิดการลอยตัวขึ้นสู่เบื้องบน เพื่อให้เกิดกระบวนการชักนำไอน้ำ หรือ ความชื้นเข้าสู่ระบบการเกิดเมฆ ระยะเวลาที่จะปฏิบัติการในขั้นตอนนี้ ไม่ควรเกิน ๑๐.๐๐ น. ของแต่ละวัน โดยการใช สารเคมีที่สามารถดูดซับไอน้ำจากมวล อากาศได้ แม้จะมีเปอร์เซ็นต์ความชื้นสัมพัทธ์ต่ำ (มี ค่า Critical relative humidity ต่ำ) เพื่อกระตุ้นกลไกของกระบวนการกลั่นตัวไอน้ำในมวล อากาศ (เป็นการสร้าง Surrounding ให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเมฆด้วย) ทางด้านเหนือลมของพื้นที่เป้าหมาย เมื่อเมฆเริ่มเกิดมีการก่อตัว และเจริญเติบโตทางตั้งแล้ว จึงใช้สารเคมีที่ให้ปฏิกิริยาคายความร้อนโปรยเป็นวงกลม หรือเป็นแนวถัดมาทางใต้ลมเป็นระยะทางสั้น ๆ เข้าสู่ก้อนเมฆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดกลุ่มแกนร่วม (main cloud core) ในบริเวณปฏิบัติการสำหรับใช้เป็นศูนย์กลาง ที่จะสร้างกลุ่มเมฆฝนในขั้นตอนต่อไป

           ขั้นตอนที่สอง : “เลี้ยงให้อ้วน” เป็นขั้นตอนที่เมฆกำลัง ก่อตัวเจริญเติบโตซึ่งเป็นระยะสำคัญมากในการปฏิบัติการฝนหลวง เพราะจะต้องไปเพิ่มพลังงานให้แก่ updraft ให้ยาวนานออกไป ต้องใช้เทคโนโลยีและประสบการณ์หรือศิลปะแห่งการทำฝนควบคู่ไปพร้อม ๆ กัน เพื่อตัดสินใจโปรยสารเคมีฝนหลวงชนิดใด ณ ที่ใดของกลุ่มก้อนเมฆ และในอัตราใดจึงเหมาะสม เพราะต้องให้กระบวนการเกิดละอองเมฆสมดุล กับความแรงของ updraft มิฉะนั้นจะทำให้เมฆสลาย

           ขั้นตอนที่สาม : “โจมตี” เป็นขั้นตอนสุดท้ายของกรรมวิธีปฏิบัติการฝนหลวง เมฆ หรือ กลุ่มเมฆฝนมีความหนาแน่นมากพอที่จะสามารถตกเป็นฝนได้ ภายในกลุ่มเมฆจะมีเม็ดน้ำขนาดใหญ่มากมาย หากเครื่องบินบินเข้าไปในกลุ่มเมฆฝนนี้ จะมีเม็ดน้ำเกาะตามปีก และกระจังหน้าของเครื่องบิน เป็นขั้นตอนที่สำคัญ และอาศัยประสบการณ์มาก เพราะจะต้องปฏิบัติการเพื่อลดความรุนแรงของ updraft หรือทำให้อายุของ updraft หมดไป สำหรับการปฏิบัติการในขั้นตอนนี้ จะต้องพิจารณาจุดมุ่งหมายของการทำฝนหลวง ซึ่งมีอยู่ ๒ ประเด็นคือเพื่อเพิ่มปริมาณฝนตก (Rain enhancement) และเพื่อให้เกิดการกระจายการตกของฝน (Rain redistribution)เครื่องมือและอุปกรณ์สำคัญที่ใช้ประกอบในการทำฝนหลวง

           เครื่องมืออุตุนิยมวิทยา ใช้ใน การตรวจวัด และศึกษาสภาพอากาศประกอบการ วางแผนปฏิบัติการ นอกเหนือจากแผนที่อากาศ ภาพถ่าย ดาวเทียมที่ได้รับสนับสนุนเป็นประจำวัน จากกรมอุตุนิยมวิทยาที่มีใช้ได้แก่

  • เครื่องวัดลมชั้นบน (Pilot Balloon) ใช้ตรวจวัดทิศทางและความเร็วลมระดับสูงจากผิวดินขึ้นไป
  • เครื่องวิทยุหยั่งอากาศ (Radiosonde) เป็นเครื่องมือ อิเล็คทรอนิคส์ประกอบด้วยเครื่องส่งวิทยุ ซึ่งจะ ติดไปกับบอลลูน และเครื่องรับสัญญาณวิทยุ ซึ่งจะบอกให้ทราบถึงข้อมูลอุณหภูมิความชื้น ของบรรยากาศในระดับต่าง ๆ
  • เครื่องเรดาร์ ตรวจอากาศ (Weather Radar) ที่มีใช้อยู่เป็นแบบติดรถยนต์ เคลื่อนที่ได้มีประสิทธิภาพ สามารถบอกบริเวณ ที่มีฝนตกและความแรง หรือปริมาณน้ำฝนและ การเคลื่อนที่ของกลุ่มฝนได้ในรัศมี ๒๐๐-๔๐๐ กม. ซึ่งนอกจากจะใช้ประกอบการวางแผนปฏิบัติการแล้ว ยังใช้เป็นหลักฐานในการประเมินผลปฏิบัติการฝนหลวงอีกด้วย
  • เครื่องมือตรวจ อากาศผิวพื้นต่าง ๆ เช่น เครื่องวัดอุณหภูมิเครื่องวัด ความเร็วและทิศทางลมเครื่องวัดปริมาณน้ำฝน เป็นต้น
  • เครื่องมือเตรียมสารเคมี ได้แก่เครื่อง บดสารเคมีเครื่องผสมสารเคมี ทั้งแบบน้ำและแบบผง ถัง และกรวยโปรยสารเคมี เป็นต้น
  • เครื่องมือ สื่อสาร ใช้ในการติดต่อ สื่อสารและสั่งการระหว่างนักวิชาการบน เครื่องบิน กับฐานปฏิบัติการ หรือระหว่างฐาน ปฏิบัติการ ๒ แห่ง หรือใช้รายงานผลระหว่างฐาน ปฏิบัติงานสำนักงานฯ ในส่วนกลางโดยอาศัยข่าย ร่วมของวิทยุตำรวจ ศูนย์สื่อสารสำนักงาน ปลัดกระทรวงมหาดไทย วิทยุเกษตร และกรม ไปรษณีย์โทรเลข เครื่องมือสื่อสารที่ใช้ในปัจจุบัน ได้แก่วิทยุซิงเกิลไซด์แบนด์ วิทยุ FM.๑, FM.๕ เครื่องทรพิมพ์ เป็นต้น
  • เครื่องมือ ทาง วิชาการ อื่น ๆ เช่นอุปกรณ์ ทางการวางแผนปฏิบัติการ เข็มทิศ แผนที่ กล้อง ส่อง ทางไกล เครื่องมือตรวจสอบสารเคมี กล้องถ่ายภาพ และ อื่น ๆ

          สถานี เรดาร์ฝนหลวง ในบรรดาเครื่องมืออุปกรณ์ วิทยาศาสตร์ ภายใต้โครงการวิจัยทรัพยากรบรรยากาศ ประยุกต์จำนวน ๘ รายการนั้น Doppler radar จัดเป็น เครื่องมืออุปกรณ์วิทยาศาสตร์ ที่มีมูลค่าสูงสุด Doppler radar นี้ใช้เพื่อวางแผนการทดลองและติดตาม ประเมินผลปฏิบัติการฝนหลวง สาธิตเครื่องมือชนิดนี้ ทำงานโดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์ (Microvax 3400) ควบคุม การสั่งการการ เก็บบันทึก รวบรวม ข้อมูล สามารถนำข้อมูลกลับมาแสดงใหม่จากเทปบันทึก ในรูปแบบการทำงานของ IRIS (IRIS Software) ผ่าน Processor (RUP-6) กล่าวคือ ข้อมูลจะถูกบันทึกไว้ในเทปบันทึกข้อมูล ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ที่สามารถนำมาใช้ได้ตลอด ซึ่งเชื่อมต่อกับระบบเรดาร์ การแสดงผล/ข้อมูล โดยจอภาพ (TV.monitor) ขนาด ๒๐ นิ้ว สถานที่ตั้ง Doppler radar หรือที่เรียกว่า สถานีเรดาร์ฝนหลวง นี้อยู่ที่ ตำบลยางเปียง อำเภออมก๋อย จังหวัด เชียงใหม่

ที่มา :
มหาวิทยาลัยราชภัฎธนบุรี
http://dit.dru.ac.th/ka/index.html

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (30 ธันวาคม 2552)
http://www.cpc.ku.ac.th

 

โครงการพระราชดำริกังหันน้ำชัยพัฒนา 2011/08/05

Filed under: 2551-2555,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 12:56 pm

http://www.ku.ac.th/e-magazine/dec52/agri/agri3.htm.

 


       กังหันน้ำชัยพัฒนา มีชื่อทางวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมว่า “เครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่นลอย (Low speed surface Aerator)” และมีชื่อในการจดสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช  ใช้ภาษาอังกฤษว่า “Chaipattana Low Speed Surface Aerator, Model RX-2)” โดยทั่วไปเรามักเรียกว่า”กังหันน้ำชัยพัฒนา” อันเป็นชื่อที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชานไว้ เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม

       ปัญหาเรื่องน้ำเสียมีประวัติความเป็นมาควบคู่ไปกับความเจริญเติบโตของชุมชน กล่าวคือ เมื่อครั้งประชากรยังน้อยและกระจัดกระจายก็ไม่เป็นปัญหาอะไรมากนัก ต่อมาเมื่อชุมชนเจริญเติบโตประชากรเพิ่มมากขึ้น ปัญหาเรื่องน้ำเสียก็ติดตามมาเป็นเงาตามตัว ทั้งนี้ เพราะว่าน้ำเสียเป็นผลิตผลอย่างหนึ่งในการดำเนินชีวิตประจำวันของคน และนับวันน้ำเสียจะมีปริมาณมากขึ้นเป็นทวีคูณ และมีสารใหม่ ๆ แปลก ๆ ของผลิตภัณฑ์สมัยใหม่เจือปนอยู่ด้วย ซึ่งจะทำให้น้ำเสียเป็นปัญหายุ่งยากมากขึ้นตามลำดับในอนาคต

       น้ำเสียนอกจากจะโสโครกมีกลิ่นเหม็นสีดำคล้ำ และอาจมีสารเคมีที่มีพิษเจือปนอยู่ด้วย เมื่อน้ำเสียไหลลงสู่แหล่งน้ำ เช่น แม่น้ำ ลำคลอง หนองบึง ก็จะแปรสภาพแหล่งน้ำสะอาดตามธรรมชาติให้กลายเป็นน้ำเสียไป ทำให้ไม่อาจใช้น้ำจากแหล่งน้ำแหล่งนั้นได้อีกต่อไป อีกทั้งยังส่งกลิ่นเหม็นตลบไปทั่วบริเวณ ทำให้อากาศหายใจไม่บริสุทธิ์เป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยและความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างร้ายแรง สัตว์น้ำทั้งหลายที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำหากไม่ตายก็ต้องต้องอพยพหนีไปอยู่ที่อื่น ส่วนที่ทนอาศัยอยู่ต่อไปได้ย่อมจะมีรสชาติของเนื้อผิดแผกไป ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่ในด้านอนามัยของประชาชนเท่านั้น หากยังกระทบกระเทือนถึงเศรษฐกิจของประเทศด้วย เพราะเหตุว่ากิจการที่ต้องใช้น้ำเป็นวัตถุดิบ เช่น การประปา และการอุตสาหกรรม ไม่อาจจะใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติเหล่านี้ได้ เป็นเหตุให้ต้นทุนการผลิตสูง

       ประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแหล่งชุมชนแออัดและที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมแหล่งน้ำกำลังประสบปัญหาภาวะน้ำเน่าเสียเช่นนี้ ซึ่งยิ่งนับวันจะมีความรุนแรงเป็นทวีคูณ และส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมต่อส่วนรวมและเป็นภาระอันยิ่งใหญ่ในปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยต่อสุขภาพของประชาชนที่อาศัยอยู่ในแหล่งชุมชน ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรสภาพน้ำเสียในพื้นที่หลาย ๆ แห่ง หลายครั้ง ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด พร้อมทั้งได้พระราชทานพระราชดำริเรื่องการแก้ไขน้ำเน่าเสีย เริ่มด้วยการแก้ไขน้ำเสียรูปแบบง่าย ในช่วงแรกระหว่าง พ.ศ. 2527 ถึง พ.ศ.2530 โดยการใช้น้ำที่มีคุณภาพดีช่วยบรรเทาน้ำเสียบ้าง ใช้วิธีกรองน้ำด้วยผักตบชวาบ้าง ซึ่งก็จะได้ผลเพียงระดับหนึ่งเท่านั้น ต่อมาตั้งแต่ พ.ส.2531 เป็นต้นมา สภาพความเน่าเสียของน้ำที่บริเวณต่าง ๆ มีความรุนแรงยิ่งขึ้น การแก้ไขน้ำเสียรูปแบบดังกล่าวข้างต้นไม่ได้ผลเท่าที่ควร จำเป็นต้องนำเครื่องกลเติมอากาศเข้าช่วยบำบัดน้ำเสียอีกทางหนึ่งด้วยจึงพระราชทานแนวพระราชดำริให้ประดิษฐ์เครื่องกลเติมอากาศแบบไทยทำไทยใช้ขึ้นมา เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2531 โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะช่วยเหลือรัฐบาลเพื่อบรรเทาน้ำเน่าเสียแบบใช้ค่าใช้จ่ายน้อย ไปตามที่ต่าง ๆ

         ”กังหันน้ำชัยพัฒนา” มีคุณสมบัติในการเติมออกซิเจนหรืออากาศลงไปในน้ำ สามารถนำไปใช้ในการปรับปรุงคุณภาพน้ำได้อย่างอเนกประสงค์ ติดตั้งง่าย เคลื่อนย้ายง่าย เหมาะสำหรับใช้ในแหล่งน้ำสาธารณะและแหล่งน้ำธรรมชาติ ได้แก่ สระน้ำ หนองน้ำ คลอง บึง ลำห้วย ฯลฯ

        ในแผนภูมิกังหันชัยพัฒนา (๑) แสดงส่วนประกอบของเครื่องกลเติมอากาศแบบทุ่นลอย สามารถปรับตัวขึ้นลงตามผิวน้ำ ส่วนส่วนประกอบที่สำคัญ ได้แก่ โครงกังหันน้ำรูป 12 เหลี่ยม มีซองตักวิดน้ำติดตั้งโดยรอบจำนวน 6 ซอง เจาะรูที่ซองตักวิดน้ำเป็นรูพรุนเพื่อให้น้ำไหลกระจายเป็นฝอย ซองน้ำนี้จะถูกขับเคลื่อนให้หมุนโดยรอบด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า อุปกรณ์ทั้งหมดประกอบยึดแน่นอยู่บนโครงเหล็กยึดทุ่นลอย และบริเวณใต้ทุ่นลอยจะติดตั้งแผ่นไฮโดรฟอยล์ จำนวน 2 แผ่น เพื่อช่วยลดการโยกตัว และช่วยขับเคลื่อนน้ำ

        ในแผนภูมิกังหันชัยพัฒนา (๒) แสดงให้เห็นถึงการทำงานเมื่อมอเตอร์ไฟฟ้าหมุนด้วยความเร็ว 1,450 รอบ/นาที จะส่งกำลังขับผ่านระบบเฟืองเกียร์ทดรอบหรือระบบเฟืองจานโซ่ไปยังซองตักวิดน้ำให้หมุนเคลื่อนตัวโดยรอบด้วยความเร็วที่ช้าลงเหลือ 5 รอบ/นาที สามารถวิดตักน้ำลึกลงไปจากใต้ผิวน้ำ 0.50 เมตร ยกขึ้นไปสาดกระจายเป็นฝอยเหนือผิวน้ำด้วยความสูง 1.0 เมตร ทำให้มีพื้นที่ผิวสัมผัสระหว่างน้ำกับอากาศกว้างขวางมากขึ้น เป็นผลทำให้ออกซิเจนในอากาศละลายเข้าไปในน้ำได้อย่างรวดเร็ว และในขณะที่น้ำเสียถูกยกขึ้นไปสาดกระจายสัมผัสกับอากาศแล้วตกลงไปยังผิวน้ำจนสิ้นสุดของการสาดน้ำดังแสดงในแผนภูมิกังหันน้ำชัยพัฒนา (๓) นั้น จะก่อให้เกิดฟองอากาศจมตามลงไปใต้ผิวน้ำด้วย อีกทั้งในขณะที่ซองตักวิดน้ำกำลังเคลื่อนที่ลงสู่ผิวน้ำแล้วกดลงไปใต้ผิวน้ำนั้น จะเกิดการอัดอากาศภายในซองน้ำน้ำภายใต้ผิวน้ำจนกระทั่งซองน้ำจมน้ำเต็มที่ ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการถ่ายเทออกซิเจนได้สูงขึ้นตามไปด้วย หลังจากนั้นน้ำที่ได้รับการเติมอากาศแล้ว จะเกิดการถ่ายเทของน้ำเคลื่อนที่ออกไปด้วยการผลักดันของซองน้ำ ด้วยความเร็วของการไหล 0.20 เมตร/วินาที จึงสามารถผลักดันน้ำออกไปจากเครื่องมีระยะทางประมาณ 10.0 เมตร และผลพลอยได้อีกประการหนึ่ง ได้แก่ การโยกตัวของทุ่นลอยในขณะทำงาน จะส่งผลให้แผ่นไฮโดรฟอยล์ที่ติดตั้งไว้ในส่วนใต้น้ำ สามารถผลักดันน้ำให้เคลื่อนที่ผสมผสานออกซิเจนเข้ากับน้ำในระดับความลึกใต้ผิวน้ำเป็นอย่างดีอีกด้วย จึงก่อให้เกิดกระบวนการทั้งการเติมอากาศ การกวนแบบผสมผสาน และทำให้เกิดการไหลของน้ำเสียไปตามทิศทางที่กำหนดโดยพร้อมกัน

ทฤษฎีเครื่องกลเติมอากาศ

การเติมออกซิเจน (oxygenation) หรือการเติมอากาศ หรือการเติมอากาศ (Aeration) เป็นหัวใจของการทำงานของระบบบำบัดน้ำเสีย เพราะหากระบบบำบัดน้ำเสียขาดออกซิเจน จุลินทรีย์ทั้งหลายก็ไม่สามารถทำงานได้ ถ้ามีปริมาณออกซิเจนละลายน้ำอยู่สูง ระบบก็สามารถบำบัดน้ำได้ดีหรือสามารถรับน้ำเสียได้มากขึ้น แต่เนื่องจากค่าการละลายน้ำของออกซิเจนที่ความดันบรรยากาศมีค่าต่ำย่อมจะทำให้มีแรงขับ (Driving Force) ต่ำตามไปด้วย

ดังนั้น การเพิ่มอัตราการละลายน้ำของออกซิเจนที่ความดันบรรยากาศ จึงได้แก่การเพิ่มผิวสัมผัส (Interfacia Area) ระหว่างอากาศกับน้ำให้มีค่ามากที่สุดสภาพการทำงานโดยทั่วไปของระบบบำบัดน้ำเสีย จะมีค่าความต้องการออกซิเจนเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาตามปริมาณการไหลของน้ำเสียและความเข้มข้นของมวลสารอินทรีย์ ซึ่งในการออกแบบจะต้องให้ออกซิเจนแก่ระบบที่ความต้องการสูงสุดได้เพียงพอ แต่ถ้าไม่มีการควบคุมที่ดีและระบบเติมอากาศก็ไม่สามารถลดการใช้พลังงานลงได้ ก็จะเกิดการสูญเสียพลังงานไปโดยเปล่าประโยชน์เครื่องกลเติมอากาศจะต้องมีหน้าที่อยู่ 2 ประการ คือ หน้าที่ในการให้ออกซิเจนแก่น้ำในระบบบำบัดน้ำเสียได้อย่างพอเพียง และหน้าที่ในการกวนน้ำเพื่อกระจายออกซิเจนให้มีค่าความเข้มข้นของออกซิเจนละลายน้ำอยู่เสมอทั่วทั้งบริเวณบ่อเติมอากาศพลังงานที่ใช้ในการกวนนี้จะต้องมีค่าพอเหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ เพราะถ้ากวนน้อยเกินไป ตะกอนจุลินทรีย์ (Floc) จะมีขนาดใหญ่เกินไป แต่ถ้ากวนแรงเกินไปก็จะเกิดแรงเฉือน (Shearing Force) สูง จนทำให้จุลินทรีย์แตกกระจาย เป็นผลให้ระบบไม่สามารถทำงานได้ดีเท่าที่ควร เครื่องกลเติมอากาศแต่ละชนิดมีทั้งข้อดีและข้อเสียในด้านต่าง ๆ ดังนั้นการออกแบบและประดิษฐ์เครื่องกลเติมอากาศ จะต้องเข้าใจหลักการทำงาน วิธีคำนวณ ตลอดจนเข้าใจถึงวิธีการทดสอบสมรรถนะในการถ่ายเทออกซิเจนลงไปในน้ำ (Performance of Oxygen Transfer in Water) หน่วยเป็นกิโลกรัมของออกซิเจน/แรงม้า-ชั่วโมง

วิธีการคำนวณหาจำนวนเครื่องกังหันน้ำชัยพัฒนา เพื่อใช้บำบัดน้ำเสียจากชุมชน

ก. ข้อมูลที่ได้จากการตรวจวัด
1. อัตราการไหลของน้ำเสีย (Q) มีหน่วยเป็น ม3 / วัน
2. ความสกปรกน้ำเสีย (BOD5) มีหน่วยเป็น ม.ก/ลิตร
3. สมรรถนะในการถ่ายเทออกซิเจนของกังหันน้ำชัยพัฒนา มีหน่วยเป็นกิโลกรัมของออกซิเจน/แรงม้า-ชั่วโมง
4. ขนาดแรงม้าของกังหันน้ำชัยพัฒนา
ข. ตัวอย่างการคำนวณ
สมมุติให้ อัตราการไหลของน้ำเสีย (Q) = 300 ม3 / วัน = 300 x 1,000 กก. / วัน
สมมุติให้ความสกปรกของน้ำเสีย (BOD5) = 250 x มก./ลิตร = 250 กก. 1,000 x 1,000
ปริมาณออกซิเจนที่ต้องการ = Q x BOD5 (BOD Loading)\ปริมาณออกซิเจนที่ต้องการ (BOD Loading) = 300 x 1,000 x 250 = 75 กก./วัน 1,000 x 1,000 หรือ = 75 = 3,125 กก./ชั่วโมง 24
ในการติดตั้งจะต้องเผื่อปริมาณออกซิเจนที่ต้องการเป็น 2 เท่า ( 2x 3.125) = 6.25 กก./ชั่วโมง
สมมุติให้เครื่องกังหันน้ำชัยพัฒนามีสมรรถนะในการถ่ายเทออกซิเจนที่สภาวะมาตรฐานเท่ากับ 1.2 กก./แรงม้า-ชั่วโมง
กำหนดให้ ความเข้มข้นออกซิเจนในน้ำเสีย = 2.0 ม.ก / ลิตร
อุณหภูมิของน้ำเสีย = 30 ? C
จะได้ประสิทธิภาพถ่ายเทออกซิเจน ที่อุณหภูมิของน้ำเสีย 30 ? C = 0.613
\         กำลังม้าที่ต้องการใช้ = ปริมาณออกซิเจนที่ต้องการ
อัตราการถ่ายเทออกซิเจนที่สภาวะใช้งาน = 6.25 = 8.49 แรงม้า 0.7356
สมมุติให้กังหันน้ำชัยพัฒนา 1 เครื่อง ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนขนาด 2 แรงม้า \ จะต้องใช้กังหันน้ำชัยพัฒนา = 8.49 = 4.242

         สรุป : กังหันน้ำชัยพัฒนาเป็นเครื่องกลเติมอากาศที่สร้างขึ้นมาภายในประเทศไทย แบบไทยทำ ไทยใช้ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานรูปแบบในการประดิษฐ์ จนกระทั่งสามารถนำมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์แก่ส่วนรวมเป็นอย่างยิ่ง กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรเลขที่ 3127 แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2536 คณะรัฐมนตรีมีมติให้กำหนดวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็น “วันนักประดิษฐ์” เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นการสืบเนื่องจากการที่ได้รับสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธย เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2536 นั่นเอง

          อนึ่ง ย่อมเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า สิ่งประดิษฐ์ดังกล่าวข้างต้น เป็นผลงานที่เกิดจากความห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีต่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของพสกนิกรไทยทุกหมู่เหล่า ซึ่งพระองค์ทรงมีประราชปณิธานแน่วแน่ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของพสกนิกร จนเป็นที่เลื่องลือไปถึงต่างประเทศถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพและพระวิริยะอันสูงส่ง ในการคิดค้นสิ่งประดิษฐ์เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสียที่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตโดยส่วนรวม นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวไทยเป็นล้นพ้นและทรงเป็นแบบอย่างให้กับนักประดิษฐ์เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทในการคิดประดิษฐ์สิ่งใหม่ ๆ ก่อให้เกิดการพัฒนาอันจะนำไปสู่การพึ่งตนเองในอนาคต

ที่มา :
มูลนิธิชัยพัฒนา
http://www.chaipat.or.th/chaipat/index.php?

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (30 ธันวาคม 2552)
http://www.cpc.ku.ac.th

 

โครงการพระราชดำริแก้มลิง 2011/08/05

Filed under: 2551-2555,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 12:52 pm

http://www.ku.ac.th/e-magazine/dec52/agri/agri4.htm.

 


ทฤษฎีการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอันเนื่องมาจากพระราชดำริตามแนวทางการบริหารจัดการด้านน้ำท่วมล้น (Flood Management)

          ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงตระหนักถึงภัยที่ร้ายแรงของวิกฤติน้ำท่วมกรุงเทพฯ และทรงมีพระราชดำริในการแก้ไขบัญหาเพื่อผ่อนคลายทุกข์เข็ญของพสกนิกรหลายประการ อาทิ การเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเล โดยผ่านแนวคลองทางฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ให้มีพื้นที่สีเขียว เพื่อกันการขยายตัวของเมืองและเพื่อแปรสภาพให้เป็นทางระบายน้ำเมื่อถึงฤดูน้ำหลาก ก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วม ขยายทางน้ำ หรือเปิดทางระบายน้ำในจุดเส้นทางคมนาคมสำคัญ ได้แก่ ทางหลวง และทางรถไฟ ประการสุดท้ายคือ การสร้างพื้นที่รับน้ำ หรือแก้มลิง เพื่อเก็บกักน้ำไว้ชั่งคราว ก่อนระบายลงสู่ทางระบายน้ำหลัก

          โครงการแก้มลิง คือการจัดให้มีสถานที่เก็บกักน้ำตามจุดต่างๆ ในกรุงเทพฯ เพื่อทำหน้าที่เป็นบึงพักน้ำให้หน้าน้ำ โดยรองรับน้ำฝนไว้ชั่วคราว ก่อนที่จะระบายลงทางระบายน้ำสาธารณะ ฉะนั้น เมื่อฝนตก น้ำฝนจึงไม่ไหลลงสู่ทางระบายน้ำในทันที แต่จะถูกขังไว้ในพื้นที่พักน้ำ รอเวลาให้คลองต่าง ๆ ซึ่งเป็นทางระบายน้ำหลักพร่องน้ำพอจะรับน้ำได้ จึงค่อย ๆ ระบายน้ำลง เป็นการช่วยลดปัญหาน้ำท่วมขัง ได้ในระดับหนึ่ง

          นอกจากวัตถุประสงค์เพื่อการระบายน้ำแล้ว แนวพระราชดำริ แก้มลิง จึงผสานแนวคิดในการอนุรักษ์น้ำและสิ่งแวดล้อมเข้าไปด้วย กล่าวคือ เมื่อน้ำที่ถูกเก็บกักไว้ถูกส่งเข้าไปในคลองต่าง ๆ ก็จะไปบำบัด เจือจางน้ำเน่าเสีย ในคลองเหล่านี้ให้เบาบางลงแล้วในที่สุดก็จะผลักน้ำเน่าเสียที่เจือจางแล้วลงสู่ทะเล

วิธีการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในภูมิภาคต่าง ๆ คือ

          1. การก่อสร้างคันกันน้ำ โดยการก่อสร้างคันดินกั้นน้ำขนานไปตามลำน้ำเพื่อป้องกันมิให้น้ำล้นตลิ่งไปท่วมในพื้นที่ต่าง ๆ ด้านใน

          2. การก่อสร้างทางผันน้ำ เพื่อผันน้ำทั้งหมดหรือบางส่วนที่ล้นตลิ่งท่วมล้นเข้ามาให้ออกไป

          3. การปรับปรุงและตกแต่งสภาพลำน้ำ เพื่อให้น้ำที่ท่วมทะลักสามารถไหลไปตามลำน้ำได้สะดวก หรือช่วยให้กระแสน้ำไหลเร็วยิ่งขึ้น

การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลตามพระราชดำริ “แก้มลิง”

ลักษณะและวิธีการของโครงการแก้มลิง

          1. ดำเนินการระบายน้ำออกจากพื้นที่ตอนบน ให้ไหลลงคลองพักน้ำขนาดใหญ่ที่บริเวณชายทะเล

          2. เมื่อระดับน้ำทะเลลดต่ำกว่าระดับน้ำในคลอง ก็ทำการระบายน้ำจากคลอง ดังกล่าว โดยใช้หลักการทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของโลก (Gravity Flow) ตามธรรมชาติ

          3. สูบน้ำออกจากคลองที่ทำหน้าที่ “แก้มลิง” นี้ เพื่อจะได้ทำให้น้ำตอนบนค่อยๆ ไหลมาเองตลอดเวลา ส่งผลให้ปริมาณน้ำท่วมพื้นที่ลดน้อยลง

          4. เมื่อระดับน้ำทะเลสูงกว่าระดับน้ำในลำคลองให้ทำการปิดประตูระบายน้ำ โดยยึดหลักน้ำไหลลงทางเดียว

(One Way Flow) หลักการ 3 ประเด็น ที่โครงการแก้มลิงจะสามารถมีประสิทธิภาพบรรลุผลสำเร็จตามแนวพระราชดำริคือ

          1. การพิจารณาสถานที่ที่จะทำหน้าที่เป็นบ่อพัก และวิธีการชักนำน้ำท่วมไหลเข้าสู่บ่อพักน้ำ

          2. เส้นทางน้ำไหลที่สะดวกต่อการระบายน้ำเข้าสู่แหล่งที่ทำหน้าที่บ่อพักน้ำ

          3. การระบายน้ำออกจากบ่อพักน้ำอย่างต่อเนื่อง

          โครงการแก้มลิงฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ใช้คลองชายทะเลที่ตั้งอยู่ริมทะเลด้านจังหวัดสมุทรปราการ ทำหน้าที่เป็นบ่อพักน้ำหรือบ่อรับน้ำ โครงการแก้มลิงในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ทำหน้าที่รับน้ำในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อระบายออกทะเลด้านจังหวัดสมุทรสาคร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้พระราชทานพระราชดำริเพื่อให้การระบายน้ำท่วมออกทะเลเร็วขึ้นด้วยวิธีการต่าง ๆ คือ โครงการแก้มลิง “แม่น้ำท่าจีนตอนล่าง” ซึ่งใช้หลักการในการควบคุมน้ำในแม่น้ำท่าจีน คือ เปิดระบายน้ำจำนวนมากลงสู่อ่าวไทยเมื่อระดับน้ำทะเลต่ำ โครงการแก้มลิงแม่น้ำท่าจีนตอนล่างจะมีประสิทธิภาพสมบูรณ์ต้องดำเนินการครบระบบ 3 โครงการ ด้วยกัน คือ

          1. โครงการแก้มลิง “แม่น้ำท่าจีนตอนล่าง”

          2. โครงการแก้มลิง “คลองมหาชัย-คลองสนามชัย”

          3. โครงการแก้มลิง “คลองสุนัขหอน”

          โครงการแก้มลิง นับเป็นนิมิตหมายอันเป็นสิ่งที่ชาวไทยทั้งหลายได้รอดพ้นจากทุกข์ภัย ที่นำความเดือดร้อนแสนลำเค็ญ มาสู่ชีวิตที่อบอุ่นปลอดภัย ซึ่งแนวพระราชดำริอันเป็นทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารจัดการด้านน้ำท่วมนี้ มีพระราชดำริเพิ่มเติมว่า “…ได้ดำเนินการในแนวทางที่ถูกต้องแล้ว ขอให้รีบเร่งหาวิธีปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพต่อไป เพราะโครงการแก้มลิงในอนาคตจะสามารถช่วยพื้นที่ได้หลายพื้นที่…”

การจัดหาและการออกแบบแก้มลิงเพื่อชะลอน้ำท่วม

          วัตถุประสงค์หลักของการดำเนินการ ให้มีการชะลอน้ำ หรือพื้นที่เก็บกักน้ำ ก็เพื่อลดหรือชะลออัตราการไหลของน้ำผิวดิน ที่เกิดจากการไหลที่เพิ่มขึ้น โดยการใช้พื้นที่ระบายน้ำก่อนปล่อยให้ไหลลงสู่ระบบ ระบายน้ำสาธารณะ           ในการพิจารณาออกแบบพื้นที่ชะลอน้ำหรือพื้นที่เก็บกักน้ำ จะต้องทราบปริมาตรน้ำผิวดินที่จะเก็บกักและอัตราการไหลผิวดินที่มากที่สุดที่จะยอมให้ปล่อยออกได้ในช่วงเวลาฝนตก ปริมาตรที่เก็บกัก ควรจะเป็นปริมาตรน้ำที่เพิ่มขึ้นเมื่อพื้นที่ระบายน้ำได้รับการพัฒนาแล้ว

          ในการจัดหาพื้นที่แก้มลิง ที่สำคัญที่สุดของการจัดหาพื้นที่ชะลอน้ำหรือพื้นที่เก็บกักน้ำ คือจะต้องพยายามจัดหาพื้นที่เก็บกักให้พอเพียง เพื่อที่จะได้ควบคุมอัตราการไหลออกจากพื้นที่ชะลอน้ำเหนือ พื้นที่เก็บกักน้ำไม่ให้เกินอัตราการไหลออกที่มากที่สุด ที่จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาการท่วมขังในระบบระบายน้ำสาธารณะหรือพื้นที่ต่ำ

          สำนักการระบายน้ำได้ดำเนินการจัดหาพื้นที่รองรับและเก็บกักน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม (แก้มลิง) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการระบายน้ำ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยใช้เก็บกักน้ำฝนชั่งคราวก่อนระบายลง ระบบระบายน้ำสาธารณะ ซึ่งในชั้นแรกจะทำการจัดหาพื้นฝั่งพระนคร โดยมีเป้าหมายในการจัดหาพื้นที่เก็บกักน้ำปริมาตร 13 ล้านลูกบาศก็เมตร

          ปัจจุบันสำนักการะบายน้ำได้จัดหาพื้นที่แก้มลิงได้จำนวน 20 แห่ง และมีความสามารถในการเก็บกักน้ำได้ 10,062,525 ลบ.ม. ส่วนในพื้นที่ทางด้านฝั่งธนบุรีจะมีคลองเป็นจำนวนมาก โดยคลองส่วนใหญ เห็นคลองตามแนวตะวันออกตะวันตก ซึ่งระบายน้ำออกทางด้านแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ในช่วงฤดูน้ำหลากจากทางเหนือน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาจะมีระดับสูงขึ้น จึงควรใช้คลองหลักที่มีอยู่นั้นเป็นแก้มลิง โดยทำการสร้างสถานีสูบน้ำและประตูระบายน้ำเพิ่มเติม เพื่อช่วยในการเก็บกักและระบายน้ำออกสู่ทะเล

        

ประเภทและขนาดของแก้มลิง

          1. แก้มลิงขนาดใหญ่ ( Retarding Basin) คือ สระน้ำหรือบึงขนาดใหญ่ ที่รวบรวมน้ำฝนจากพื้นที่บริเวณนั้นๆโดยจะกักเก็บไว้เป็นระยะเวลาหนึ่งก่อนที่จะระบายลงสู่ลำน้ำ การจัดสร้างพื้นที่ชะลอน้ำ หรือพื้นที่เก็บกักน้ำจะมีหลายประเภท คือ เขื่อน อ่างเก็บน้ำ ฝาย ทุ่งเกษตรกรรม เป็นต้น ลักษณะสิ่งก่อสร้างเหล่านี้จะมีจะมีวัตถุประสงค์อื่น ประกอบด้วย เช่น เพื่อการชลประทาน เพื่อการประมง เป็นต้น

          2. แก้มลิงขนาดกลาง เป็นพื้นที่ชะลอน้ำที่มีขนาดเล็กกว่า ได้มีการก่อสร้างในระดับลุ่มน้ำ ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ธรรมชาติ เช่น หนอง บึง คลอง เป็นต้น

          3. แก้มลิงขนาดเล็ก (Regulating Reservoir) คือแก้มลิงที่มีขนาดเล็กกว่า อาจเป็นพื้นที่สาธารณะ สนามเด็กเล่น ลานจอดรถ หรือสนามในบ้าน ซึ่งต่อเข้ากับระบบระบายน้ำหรือคลองแก้มลิงที่อยู่ในพื้นที่เอกชน เรียกว่า “แก้มลิงเอกชน“ ส่วนที่อยู่ในพื้นที่ของราชการและรัฐวิสาหกิจจะเรียกว่า “แก้มลิงสาธารณะ”

ความจำเป็นในการดำเนินโครงการแก้มลิง

          1. การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน จากลักษณะธรรมชาติ มาเป็นพื้นที่พัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร ทำให้ปริมาณและอัตราการไหลสูงสุดของน้ำผิวดินในพื้นที่เพิ่มขึ้น

          2. ปริมาตรและอัตราการไหลของน้ำผิวดินที่เพิ่มขึ้นของพื้นที่ทึบน้ำ จะก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วมทางด้านท้ายน้ำหรือที่ต่ำเพิ่มมากขึ้น ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นจึงขยายตัวเพิ่มขึ้น ไปทางด้านเหนือน้ำ

          3.ขนาดของคลองและความจุเก็บกักทางระบายน้ำเป็นประการสำคัญ เพราะมีขนาดเล็กกว่าความสามารถในการรองรับปริมาณ และอัตราการไหลสูงสุดของน้ำผิวดินที่เพิ่มขึ้นเพราะการรุกล้ำคูคลอง และพื้นที่สาธารณะ

คลองกับการแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพ

          ข้อเท็จจริงคลองเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยลดปัญหาน้ำท่วม ซึ่งเป็นปัญหาของเมืองหลวงมาช้านาน โครงการ พระราชดำริ เช่น โครงการแก้มลิงนั้น เป็นโครงการที่เหมาะสมยิ่ง สำหรับการระบายน้ำ จากทางเหนือ ที่ไหลบ่า ลงมาทุกปี ในฤดูน้ำหลาก การตัดสินใจของนายกทักษิณ ที่จะขุดลอกคูคลองทั้ง ๔๔ สาย เป็นความคิด ริเริ่มที่ดี ในการเอาน้ำดีไล่น้ำเสีย

ปัจจุบันโครงการแก้มลิงมีการดำเนินการแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ โครงการระบายน้ำ ในพื้นที่ฝั่งตะวันออก ของแม่น้ำ เจ้าพระยา โดยจะใช้คลองที่ตั้งอยู่ชายทะเลด้านจังหวัดสมุทรปราการ ทำหน้าที่ เป็นทางเดิน ของน้ำ ตั้งแต่จังหวัด สระบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร ส่วนที่สอง คือคลองในพื้นที่ฝั่งตะวันตก ของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งจะใช้คลองมหาชัย คลองสนามชัย และแม่น้ำท่าจีน ทำหน้าที่เป็นคลองรับน้ำ ในพื้นที่ ตั้งแต่ จังหวัดอ่างทอง อยุธยา ปทุมธานี นครปฐม และ กรุงเทพมหานคร แล้วระบายลงสู่ทะเล ด้านจังหวัด สมุทรสาคร

          ชาวกรุงเทพชั้นในจะได้รับประโยชน์จากโครงการขุดลอกคลองในเรื่อง ลดปัญหาน้ำเน่าเสีย น้ำท่วมขัง ในกรุงเทพมหานคร พื้นที่รอบกรุงเทพและปริมณฑล จะได้เครือข่ายของชีวิต และสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศน์ และลูกโซ่ของอาหาร จะฟื้นสภาพ ในระยะยาว ซึ่งทำให้มีแหล่งอาหารเพิ่มมากขึ้น

แหล่งค้นคว้าข้อมูลและภาพประกอบ

โครงการ แก้ม ลิง
โครงการปลูกป่า

โครงการฝนเทียม

ที่มา :
คลังปัญญาไทย

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (30 ธันวาคม 2552)
http://www.cpc.ku.ac.th