ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย ที่เกี่ยวข้อง

วิธีแก้ปัญหามะนาวล้นตลาด : การทำมะนาวผง มิถุนายน 17, 2011

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — sootin claimon @ 3:02 am

วิธีแก้ปัญหามะนาวล้นตลาด : การทำมะนาวผง.

      มะนาวเป็นไม้ยืนต้นขนาดย่อม จัดอยู่ในตระกูลส้ม (citrusfruit) มีหลายพันธุ์ แต่ที่แพร่หลายคือ มะนาวหนัง มีลักษณะเป็นลูกกลม ผิวบางเรียบค่อนข้างจะเป็นมัน มีผลดก หรือที่เรียกว่า “มะนาวสวน”

      มะนาวเป็นผลไม้ที่มีความสำคัญในชีวิตประจำวันของคนไทย เพราะใช้เป็นส่วนประกอบในการผลิตอาหาร และเป็นส่วนประกอบในการผลิตเครื่องสำอาง มะนาวให้ผลดกเฉพาะในฤดูฝนคือ เดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม จะเป็นช่วงที่มีมะนาวมาก เกิดภาวะล้นตลาด ราคาต่ำ อาจจะเหลือผลละ 20 สตางค์ แต่หลังเดือนตุลาคม ผลิตผลจะเริ่มน้อยลงและขาดแคลน ในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน ทำให้ราคามะนาวสูงขึ้น ดังนั้นการนำน้ำมะนาวมาแปรรูปเป็นมะนาวผง ซึ่งสามารถเก็บรักษาได้นานถึง 8 เดือน ที่อุณหภูมิห้อง เมื่อจะใช้ก็นำมาละลายน้ำตามสัดส่วนที่กำหนด จะช่วยแก้ปัญหามะนาวราคาตก และเป็นแนวทางหนึ่งในการผลิตน้ำมะนาวผง ในรูปผงแท่งในระดับอุตสาหกรรมหรือเพื่อการส่งออกต่อไป

      ประศาสตร์ ฟูตระกูล และคณะ จากภาควิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ทำการวิจัย “การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตมะนาวผง โดยวิธี spray drying ให้โรงงานอุตสาหกรรมเพื่อผลิตในระดับอุตสาหกรรม” โดยแปรรูปน้ำมะนาวสดเป็นมะนาวผง เพื่อแก้ปัญหาราคามะนาวตกต่ำในช่วงฤดูฝน โดยการลดความขมในน้ำมะนาวด้วยการลวกมะนาวที่ 100 องศาเซลเซียส นาน 1 นาที ช่วยลดปริมาณลิโมนิน ซึ่งสารให้รสขมในน้ำมะนาวใกล้เคียงกับมะนาวที่เตรียมจากผลมะนาวที่ปอกเปลือก จากการใช้สารตัวพาที่ให้ผลดีที่สุดคือ น้ำมะนาวต่อมอลโตเด็กซ์ทริน 100:30 จะช่วยให้มะนาวจับตัวกันเป็นผงเมื่อทำแห้งโดยเครื่องพ่นฝอย ที่อุณหภูมิร้อนขาเข้า 160-180 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิของลมร้อนขาออก 90-95 องศาเซลเซียส มะนาวผงที่เตรียมจากกลูโคสไซรับ หรือ D.E. 26 ให้ค่าการละลายต่ำสุดเฉลี่ย 30-40 วินาที ส่วนการใช้กับอารบิกเป็นสารตัวพาให้น้ำมะนาวที่เป็นสีเข้มเกินไป

      ในการผลิตแบบอุตสาหกรรม ใช้น้ำมะนาวผสมกับมอลโตเด็กซ์ทริน D.E. 10 ในอัตราส่วน 30:10 จะได้สารละลายผสม 392.6 กิโลกรัม เมื่อนำมาทำให้แห้งแล้วจะได้มะนาวผง 106.3 กิโลกรัม ใช้เวลาผลิต 14.25 ชั่วโมง ผลผลิตของการทำแห้งคิดเป็น 27.08 เปอร์เซ็นต์ ประสิทธิภาพในการผลิต 1 กิโลกรัมมะนาวผง ใช้เวลา 7.46 ชั่วโมง เพราะเครื่องพ่นฝอยเป็นแบบ Mini production

      ในการศึกษาคุณภาพอายุการเก็บรักษา พบว่าปริมาณกรดซิตริกและไวตามินซี มีค่าลดลงตามระยะเวลาการเก็บรักษาในภาชนะบรรจุสูญญากาศ ส่วน pH มีค่าคงที่ ทั้งที่อุณหภูมิห้อง และที่ 4 องศาเซลเซียส ตลอด 12 เดือน ส่วนค่าสี L มีค่าลดลง ขณะที่ค่าสี a และ b มีค่าเพิ่มขึ้น ทำให้น้ำมะนาวคืนรูป มีสีน้ำตาลเพิ่มขึ้น ค่าความชื้นอยู่ในช่วง 5-7 เปอร์เซ็นต์ ค่าการดูดกลืนแสง และค่าการละลายมีค่าเพิ่มขึ้นตลอดอายุการเก็บรักษา ผู้บริโภคให้การยอมรับมะนาวผงในช่วง 9 เดือนแรกของการเก็บรักษา หลังจากนั้นมะนาวผงจะให้รสขมมากขึ้น ในการทดสอบการยอมรับมะนาวผง ได้ทดลองทำน้ำมะนาวพร้อมดื่มจากมะนาวผงเทียบกับมะนาวสด พบว่าไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

ส่วนต้นทุนมะนาวผงโดยเฉลี่ยประมาณ 300-400 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นกับราคามะนาวสด และราคาภาชนะบรรจุข้อดีคือ สามารถเก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิห้องนาน 9 เดือน โดยยังมีคุณภาพดีและมีศักยภาพสูงเหมาะแก่การส่งออก สำหรับข้อเสนอแนะในการผลิตมะนาวผงในระดับอุตสาหกรรมสามารถทำได้ โดยได้มะนาวผงที่มีคุณภาพดี แต่มีข้อจำกัดที่มะนาวสดจะมีราคาถูกเฉพาะช่วงเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม เท่านั้น ส่วนช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายน ราคาจะค่อย ๆ สูงขึ้น ทำให้ไม่สามารถผลิตมะนาวผงได้ตลอดปี เพราะจะทำให้ต้นทุนสูง อย่างไรก็ดีเราสามารถเร่งผลิตมะนาวผงในช่วงที่มะนาวสดราคาถูก ไม่เกินผลละ 1 บาท และเก็บไว้ในภาชนะบรรจุสูญญากาศ เพื่อนำออกจำหน่ายในช่วงที่มะนาวสดราคาแพง หรือเพื่อการส่งออก เพราะมะนาวผงสามารถเก็บไว้ โดยมีรสชาติเปรี้ยวแบบมะนาวได้นานถึง 9 เดือน หรือนานกว่านี้ถ้าเก็บรักษาไว้ในห้องเย็น มะนาวผงมีน้ำหนักเบา และความชื้นต่ำ 4-5 เปอร์เซ็นต์ ผู้ผลิตมะนาวผงอาจเช่าโรงงานทำเครื่องพ่นฝอยผลิตเมื่อมีกำไร จึงซื้อเครื่องมาผลิตเอง หรือผลิตอาหารผงอย่างอื่นในช่วงมะนาวสดมีราคาแพงได้ เพื่อให้เครื่องจักรได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

อนึ่งมะนาวผงสะดวกต่อการใช้ ไม่ต้องปอกเปลือกหรือคั้นน้ำ แค่ฉีดซองก็ใช้ได้เลย อาจนำมาใช้เป็นเครื่องปรุงอาหารไทยได้หลายชนิด อาทิ ต้มยำ พร่า และอาหารอื่นที่มีการปรุงร้อน เพราะมะนาวผงต้องละลายในน้ำร้อน จึงจะละลายได้ดี ดังนั้นคณะผู้วิจัยจึงได้ทดลองผลิตมะนาวผงบรรจุซองสูญญากาศขนาดครึ่งกิโลกรัม หรือ 500 กรัม จำหน่ายให้ครัวการบินไทย โดยเฉลี่ยเดือนละ 100 กิโลกรัม เพื่อใช้ประกอบอาหารไทย อาทิ ต้มยำกุ้ง พร่า ยำ และอื่น ๆ ที่ต้องใช้มะนาวเป็นส่วนประกอบ เสริ์ฟให้ผู้โดยสารชั้น 1 ของการบินไทย พบว่าผู้บริโภคให้การยอมรับในรสชาติเป็นอย่างดี

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 30 มิถุนายน 2548
 

การปลูกพืชผักโดยวิธีเกษตรธรรมชาติ ตอน 1

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — sootin claimon @ 2:59 am

การปลูกพืชผักโดยวิธีเกษตรธรรมชาติ ตอน 1.

      จากพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวโรกาสเสด็จทอดพระเนตรโครงการศูนย์ฝึกอบรมเยาวชนเกษตร วัดญาณสังวราราม วรมหาวิหาร อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2530 โดยให้ศูนย์ฯ แห่งนี้ดำเนินการแก้ไขสภาพดินเสื่อมโทรมและให้ความรู้ด้านการอนุรักษ์ดินและน้ำแก่ราษฎรทั่วไป เนื่องจากบริเวณนี้มีสภาพแห้งแล้ง ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งในปัจจุบันการเพาะปลูกของประเทศไทยก็ประสบปัญหาหลายประการ

      ที่สำคัญประการแรกคือ ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ กล่าวคือพื้นที่การเกษตรของประเทศไทยประมาณ 80% เป็นดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ มีเป็นกรดสูง และที่สำคัญเป็นดินที่ขาดจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อดินและต่อพืช ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นดินตาย สาเหตุก็มาจากการปลูกพืชชนิดเดียวกันซ้ำ ๆ หลายปี ไม่มีการปลูกพืชหมุนเวียน อีกทั้งมีการใช้ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียวเป็นส่วนใหญ่ สุดท้ายก็ทำให้เกิดสภาพดินกรด ขาดความอุดมสมบูรณ์ เกษตรกรปลูกพืชแล้วให้ผลตอบแทนได้ไม่เต็มที่

      ประการที่สอง เกษตรกรประสบปัญหาแมลงศัตรูพืชชนิดต่าง ๆ รบกวนไม่ว่าจะเป็นสวนผัก สวนผลไม้ ไม้ดอก-ไม้ประดับ พืชไร่-นา ชนิดต่าง ๆ และหนทางที่เกษตรกรเลือกใช้แก้ปัญหาส่วนใหญ่ก็คือ สารเคมีฆ่าแมลง แต่จากการที่เกษตรกรขาดความรู้ความเข้าใจในการเลือกใช้สารเคมี วิธีการใช้ที่เหมาะสม ช่วงเวลาในการใช้ เกษตรกรใช้สารเคมีหลายชนิดซ้ำซ้อนกัน และในปริมาณที่มากเกินความจำเป็น มีผลทำให้สารพิษตกค้างในผลผลิต มีต้นทุนการผลิตสูง เป็นอันตรายต่อเกษตรกรผู้ผลิตเอง และผู้บริโภคก็ได้รับอันตรายเช่นกัน มีผู้บริดภคจำนวนมากที่ต้องหวาดระแวงกับพิษภัยของสารพิษตกค้างในอาหาร

      และที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือมีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมในภูมิภาคนั้น อีกทั้งในปัจจุบัน กระแสความต้องการผลผลิตทางการเกษตรที่ปลอดภัยจากสารพิษของผู้บริโภค ทั้งในและต่างประเทศกำลังมีความต้องการ และเป็นที่ยอมรับมากขึ้นเรื่อย ๆ และล่าสุดคือ นโยบายการควบคุมผักที่มีสารพิษตกค้างเกินกำหนดมิให้เข้ามาจำหน่ายในกรุงเทพฯ ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคปลอดภัยมากขึ้น และเกษตรกรเองก็ต้องปรับปรุงการเพาะปลูกให้ปลอดภัยตามความต้องการของตลาดด้วย ไม่ว่าเกษตรกรคนไหน ๆ ก็อยากปลอดภัยจากสารเคมี ไม่มีใครอยากใช้สารเคมี เพราะอันตรายทั้งตนเองและผู้บริโภค แต่ถ้าไม่ใช้แล้วจะใช้อะไรทดแทน ปัญหาในการเพาะปลูกที่เกษตรกรพบมี 2 ประการใหญ่คือ เรื่องความอุดมสมบูรณ์ของดิน ถ้าไม่ใช้ปุ๋ยเคมีแล้วจะใช้อะไรทดแทน เพื่อที่จะปลูกพืชให้ได้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพดี และอีกเรื่องหนึ่งก็คือการป้องกันและกำจัดศัตรูพืช ถ้าไม่ใช้สารเคมีแล้วจะใช้อะไรทดแทน

      แนวทางที่จะทำให้ดินเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์เป็นดินที่มีชีวิต สามารถเพาะปลูกพืชให้ได้ผลผลิตสูง และมีคุณภาพดี ไม่ว่าจะเป็นพืชไร่ นา ผัก ผลไม้ ดอกไม้ก็ตาม และจะเป็นแนวทางที่จะสามารถผลิตผลผลิตที่ปลอดภัยจากสารพิษทางการเกษตร ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม สามารถทำเป็นอาชีพได้อย่างยั่งยืน ซึ่งแนวทางนั้นก็คือ แนวทางเกษตรธรรมชาติ นั่นเอง

ถ้าจะกล่าวถึงในด้านโภชนาการ ผู้เขียนได้มีโอกาสทำงานทดลองร่วมกับนักวิจัยชาวญี่ปุ่นที่ Hokkaido Ornamental Plants and Vegetable Research Center ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี พ.ศ. 2541 โดยทำการทดลองปลูกผักฮ่องเต้และผักกาดหัวโดยใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยเคมีในอัตราต่าง ๆ กัน และไม่ใช้สารเคมีฆ่าแมลงทุกแปลงทดลอง ผลการทดลองพบว่า คุณภาพภายในผักที่ปลูกโดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ (ปุ๋ยหมักและปุ๋ยน้ำชีวภาพ) จะมีวิตามินซีสูงกว่าผักที่ปลูกโดยใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเดียว และยังมีค่าของ Brix และน้ำตาลสูงกว่าอีกด้วย ซึ่งทำให้ผักที่ปลูกโดยการใช้ปุ๋ยหมักจะมีรสชาติดีกว่าผักที่ปลูกโดยการใช้ปุ๋ยเคมี

นอกจากนี้ยังพบว่า ผักที่ปลูกโดยการใช้ปุ๋ยหมักจะมีค่า NO3-N (เป็นค่าที่บ่งบอกถึงความเป็นอันตรายของผักนั้น) ต่ำกว่าผักที่ปลูกโดยการใช้ปุ๋ยเคมี แต่จากการทดลองก็พบเช่นกันว่าในการปลูกผัก ถ้าให้ปุ๋ยมากเกินไปไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยเคมีก็ตาม จะมี สาร NO3-N สะสมในผักนั้นสูง ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภคได้ และสำหรับคุณภาพภายนอกก็พบว่า ผักที่ปลูกโดยการไม่ใช้สารเคมีฆ่าแมลงก็สามารถให้ผลผลิตที่สวยงามตามมาตรฐานที่ตลาดต้องการ

ที่กล่าวมาเป็นด้านคุณภาพของผักและสำหรับในด้านการให้ผลผลิตนั้น จากผลการทดลองนี้เราก็พบว่าผักที่ปลูกโดยการใช้ปุ๋ยหมักอย่างเดียว สามารถให้ผลผลิตในปริมาณไม่แตกต่างจากผักที่ปลูกโดยการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเดียว นั่นก็คือการปลูกพืชโดยวิธีเกษตรธรรมชาติสามารถปลูกเป็นอาชีพได้ มิใชแต่ปลูกเพื่อเป็นผักสวนครัวหลังบ้านเท่านั้น

ในการทำเกษตรธรรมชาตินั้นก็เป็นเรื่องที่ไม่ยาก แต่ต้องอาศัยความอดทนโดยเฉพาะในช่วงปีแรก ๆ หากผ่านปีที่ 3 ไปก็สามารถเพาะปลูกได้ง่ายขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดิน และสภาพแวดล้อมเดิม ถ้าดินดี สภาพแวดล้อมดี ก็สามารถทำเกษตรธรรมชาติได้อย่างง่าย ๆ ตั้งแต่ปีแรก จากประสบการณ์ที่ทำงานด้านเกษตรธรรมชาติมาเริ่มเข้าปีที่ 8 แล้วของผู้เขียน ทำให้ทราบว่าการเริ่มทำเกษตรธรรมชาติในปีแรก ถ้าดินขาดความอุดมสมบูรณ์ก็จะต้องใส่ปุ๋ยหมักและปุ๋ยน้ำชีวภาพมาก และปริมาณปุ๋ยที่ใส่จะลดลงเรื่อย ๆ ทุกปี แต่ในทางตรงกันข้าม ผลผลิตในปีแรกอาจได้ไม่มาก (แต่ก็คุ้มกับการลงทุน) และผลผลิตจะเพิ่มขึ้นในปีหลัง ๆ

ในด้านการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชก็เช่นกัน ในปีแรกอาจจะต้องมีการป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืชบ่อยครั้งและค่อย ๆ ลดลงในปีต่อ ๆ มา และในที่สุดก็มีแมลงศัตรูธรรมชาติมากขึ้น แมลงศัตรูธรรมชาติ หรือตัวห้ำ ตัวเบียน เหล่านี้ก็จะช่วยควบคุมแมลงศัตรูพืชให้เราเอง เกษตรกรเพียงแต่จัดสภาพแวดล้อมให้หลีกเลี่ยงการระบาดของศัตรูพืชก็เพียงพอแล้ว เช่น จัดระบบการปลูกพืชต่าง ๆ หมุนเวียน และการปลูกพืชแซมให้เหมาะสม มีการทำความสะอาดแปลงไม่ปล่อยทิ้งไว้จนเป็นแหล่งสะสมโรคแมลง เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าต้นทุนในการทำเกษตรธรรมชาติจะสูงเฉพาะในปีแรก และลดต่ำลงในปีหลัง แต่ผลผลิตจะเพิ่มขึ้นในปีหลังด้วย ซึ่งตรงกันข้ามกับการทำเกษตรเคมี จากนี้ต่อไปจะเป็นการแนะนำให้รู้จักกับความหมายและหลักการเกษตรธรรมชาติ ต่อด้วยวิธีการทำและใช้ปุ๋ยชนิดต่าง ๆ ทดแทนปุ๋ยเคมี รวมทั้งการใช้วิธีการต่าง ๆ ในการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชเพื่อทดแทนการใช้สารเคมี และสุดท้ายก็จะเป็นวิธีการปรับเปลี่ยนมาสู่แนวทางเกษตรธรรมชาติ ดังจะกล่าวต่อไปนี้

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 30 มิถุนายน 2548
 

สถานเพาะชำไม้ผล ตอน 2

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — sootin claimon @ 2:55 am

สถานเพาะชำไม้ผล ตอน 2.

 งานสำคัญในสถานเพาะชำไม้ผล

     การขยายพันธุ์ไม้ผลแต่ละวิธีมีขั้นตอนที่แตกต่างกันไป ขั้นตอนที่แตกต่างกันนี้ ส่งผลถึงขั้นตอนในการทำงานในสถานเพาะชำไม้ผลแต่ละแห่งด้วย และขึ้นกับว่าสถานเพาะชำไม้ผลนั้นเลือกใช้วิธีการขยายพันธุ์ไม้ผลเพียง 1 วิธี หรือมากกว่า 1 วิธี และแต่ละวิธีนั้น มีขั้นตอนที่แบ่งเป็นหลายขั้นตอน หรือมีเพียงขั้นตอนเดียว ยกตัวอย่างเช่น การใช้วิธีแยกหน่อจะผ่านขั้นตอนการแยกหน่อจากต้นแม่เพียงขั้นตอนเดียว จากนั้นสามารถนำหน่อหรือต้นอ่อนนั้น ไปชำที่โรงเรือนอนุบาลต้นอ่อนได้ทันที ในขณะที่วิธีการทาบกิ่งจะต้องมีการเตรียมการทั้งในแปลงปลูกต้นแม่พันธุ์ดี ซึ่งจะต้องเตรียมเลือกกิ่งพันธุ์ดีที่เหมาะสมพร้อมจะนำมาทาบกิ่งในเวลาที่กำหนดไว้ จากนั้นจึงจะถึงขั้นตอนการนำต้นตอขึ้นทาบกับกิ่งแม่พันธุ์ดี จนกระทั่งรอยทาบประสานกันดีแล้ว จึงย้ายต้นพันธุ์นั้นเข้าสู่โรงเรือนอนุบาลต้นอ่อนได้

      ลำดับขั้นตอนการเตรียมต้นพันธุ์ไม้ผลโดยวิธีขยายพันธุ์ทั้ง 8 วิธี โดยใช้แปลงปลูกแม่พันธุ์ด

      1. การแยกหน่อหรือไหล

      2. การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อให้เจริญปลายยอด

      3. นำกิ่งชำไปปักชำ

      4. การตอนกิ่ง

      5. การติดตา โดยใช้แปลงปลูกต้นตอ

      6. การทาบกิ่ง โดยใช้แปลงปลูกต้นตอ

      7. การต่อกิ่ง โดยใช้แปลงปลูกต้นตอ

      8. การเพาะเมล็ดในแปลงเพาะเมล็ด

      9. นำเข้าสู่โรงเรือนอนุบาลต้นอ่อน

     10. โรงเรือนงานจำหน่าย

     11. นำไปปลูกในแปลงปลูก

      เนื่องจากวิธีการขยายพันธุ์ไม้ผล ทำให้มีขั้นตอนการดำเนินงานในการผลิตต้นพันธุ์ไม้ผลแต่ละชนิดต่างกันไป หากจะกล่าวรายละเอียดทุกวิธี จะทำให้เอกสารนี้มีรายละเอียดปลีกย่อยมากเกินไป ดังนั้นจึงขอสรุปงานสำคัญในสถานเพาะชำไม้ผลโดยรวมไว้เป็น 5 ขั้นตอนดังนี้คือ

      1. การปลูกและดูแลรักษาต้นแม่พันธุ์ด

สถานเพาะชำไม้ผลแต่ละแห่ง จำเป็นต้องมีต้นแม่พันธุ์ไว้เพื่อการขยายพันธุ์ โดยเฉพาะการขยายพันธุ์แบบไม่ใช้เพศ หรือแบบที่ใช้ส่วนกิ่งใบในการขยายพันธุ์ ต้นแม่พันธุ์ดีนั้นอาจเป็นต้นที่อยู่ในแปลงผลิตบริเวณใกล้เคียงก็ได้ สิ่งสำคัญก็คือ ต้องจำแนกพันธุ์ให้ถูกต้องชัดเจน เพื่อให้ขยายพันธุ์ได้ตรงตามพันธุ์ที่ต้องการ อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปสถานเพาะชำไม้ผล มักจะมีการสร้างแปลงปลูกต้นแม่พันธุ์ดีไว้เป็นของตนเอง ซึ่งจะทำให้มีการดูแลรักษาใกล้ชิดเพื่อให้ได้กิ่งพันธุ์ที่แข็งแรงและปราศจากโรค รวมทั้งปราศจากปัญหาเรื่องความผิดพลาดในการใช้กิ่งพันธุ์ ทำให้แน่ใจได้ว่าจะขยายพันธุ์ได้ตรงตามพันธุ์ที่ต้องการ

ต้นแม่พันธุ์ดีที่รวบรวมไว้ ใช้สำหรับขยายพันธุ์ตามวิธีการขยายพันธุ์ที่สถานเพาะชำไม้ผลนั้นใช้อยู่ เช่น อาจตัดกิ่งไปใช้ปักชำ ตอนกิ่ง นำตาไปใช้ติดตา ใช้ทาบกิ่ง หรือนำส่วนยอดไปต่อกิ่ง เป็นต้น ต้นแม่พันธุ์ดีในแปลงปลูกนั้น นิยมปลูกระยะชิด ทั้งนี้เพราะกิ่งใบส่วนใหญ่จะถูกตัดไปใช้ขยายพันธุ์อยู่เป็นประจำ ทำให้สามารถควบคุมทรงพุ่มได้ดี นอกจากนี้การปลูกระยะชิด ยังช่วยให้มีการใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ การควบคุมให้ทรงพุ่มมีขนาดเล็ก จะช่วยให้ง่ายต่อการดูแลรักษาและการขยายพันธุ์ หากมีการนำกิ่งใบไปใช้ขยายพันธุ์อยู่เสมอ จะทำให้ต้นแม่พันธุ์ดีไม่ออกดอกผล ทั้งนี้เพราะต้องนำอาหารที่สร้างขึ้นไปสร้างกิ่งใบทดแทนส่วนที่ถูกนำไปขยายพันธุ์

 2. การเพาะเมล็ดเพื่อขยายพันธุ์และผลิตต้นตอ

โดยทั่วไปสถานเพาะชำไม้ผลจะมีงานเพาะเมล็ดเป็นส่วนหนึ่งของงานประจำในสถานเพาะชำไม้ผล งานเพาะเมล็ดนี้ อาจแยกตามวัตถุประสงค์ของการใช้ประโยชน์ได้เป็น 2 ประการคือ

2.1 เพาะเมล็ดเพื่อนำต้นที่ได้ไปใช้เป็นต้นตอในการขยายพันธุ์แบบใช้ต้นตอ เช่น การติดตา ต่อกิ่ง และทาบกิ่ง ในไม้ผลบางชนิด ได้แก่ ทุเรียน ลองกอง มะม่วง เงาะ เป็นต้น

2.2 เพาะเมล็ดเพื่อนำไปปลูกในแปลงปลูก สำหรับไม้ผลที่นิยมขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด เช่น มะละกอ มังคุด เป็นต้น ไม่ว่าจะเป็นการเพาะเมล็ดเพื่อวัตถุประสงค์ใดก็มีวิธีการเช่นเดียวกันคือ นำเมล็ดลงเพาะในแปลงปลูก เมื่อต้นโตได้ขนาดจึงย้ายลงปลูกในถุงหรือกระถาง เพื่อนำไปติดตา ต่อกิ่ง ทาบกิ่ง ในกรณีที่ใช้เป็นต้นตอ หรือเพื่อปลูกเลี้ยงต่อไปให้ได้ขนาดที่พร้อมจำหน่าย ในกรณีเป็นต้นพันธุ์ที่ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด ดังนั้นงานเพาะเมล็ดจึงเป็นงานประจำ ที่ต้องการทำทุกปี และจะต้องมีแปลงเพาะเมล็ดโดยเฉพาะ แยกเป็นสัดส่วนเพื่อความสะดวกในการดูแลรักษา

      3. การขยายพันธุ์

ดังได้กล่าวแล้วว่าการขยายพันธุ์มีหลายวิธีและแต่ละวิธีมีขั้นตอนของงานที่แตกต่างกันไป ในที่นี้จะกล่าวถึงวิธีการขยายพันธุ์ที่สำคัญ 2 วิธี ซึ่งต้องมีการเตรียมสถานที่เฉพาะในสถานเพาะชำ

3.1 การขยายพันธุ์โดยวิธีการปักชำ ซึ่งเน้นที่องค์ประกอบสำคัญ 2 ประการคือ วัสดุที่ใช้ปักชำ และการปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะแก่การปักชำ อันได้แก่ มีความชื้นสูงทั้งในอากาศและในวัสดุปลูก และมีแสงแดดเพียงพอแก่ความต้องการ ดังนั้นการขยายพันธุ์โดยวิธีปักชำจึงนิยมสร้างกระบะชำ ใช้วัสดุชำที่เหมาะสม เช่น เถ้าแกลบ หรือทราย เป็นต้น และมีการให้น้ำแบบพ่นหมอก หรือฉีดฝอยละเอียด เป็นระยะเพื่อให้วัสดุชำชื้น และเพิ่มความชื้นในอากาศ รวมทั้งการพรางแสงบาง ส่วนในกรณีที่ต้นพันธุ์ไม้ผลชนิดนั้นจำเป็นต้องได้รับการพรางแสง ซึ่งการขยายพันธุ์แบบนี้นิยมใช้กับไม้ผลหลายชนิด เช่น ชมพู่ ฝรั่ง เป็นต้น

3.2 วิธีการขยายพันธุ์โดยการต่อกิ่ง ซึ่งมีระยะวิกฤติอยู่ในช่วงตั้งแต่เริ่มต่อกิ่ง จนกระทั่งมีการประสานของรอยต่ออย่างสมบูรณ์ ระยะวิกฤตินี้จำเป็นต้องมีการปรับสภาพแวดล้อมช่วยเหลือเพื่อให้ต้นพันธุ์โดยเฉพาะกิ่งพันธุ์ดีส่วนบนอยู่รอดได้ จนกระทั่งรอยต่อกับต้นตอประสานกันอย่างสมบูรณ์ วิธีการปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมที่นิยมใช้กันในสถานเพาะชำในประเทศไทยก็คือ การสร้างกระโจมพลาสติกโดยใช้พลาสติกใส หรือฝ้าสีขาว สร้างเป็นกระโจมคลุมต้นพันธุ์ที่ได้ทำการต่อกิ่งแล้ว กระโจมที่สร้างมาคลุมนี้ จะช่วยรักษาความชื้นภายในให้อยู่ในระดับสูงและสม่ำเสมอตลอดเวลา และยังช่วยป้องกันน้ำฝนที่อาจซึมเข้าสู่รอยต่อ ทำให้เกิดการเน่าได้ กระโจมพลาสติกที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันไม่มีขนาดที่แน่นอน แต่กำหนดขึ้นโดยใช้ประสบการณ์และความชำนาญของเกษตรกรเป็นสำคัญ ข้อดีของกระโจมพลาสติกก็คือ ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการเชื่อม ประสานของรอยต่อระหว่างต้นตอกับกิ่งพันธุ์ดี และมีราคาถูก จัดทำได้ง่าย ส่วนใหญ่มักจะใช้เพียง 1-2 ครั้ง ทำให้ไม่เกิดการสะสมของโรค

      4. การชำหรือเลี้ยงอนุบาลต้นอ่อน

เมื่องานขยายพันธุ์เสร็จสิ้นลงหมายความว่า เราได้ต้นพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นแล้ว เปรียบเสมือนขั้นตอนของเด็กเกิดใหม่ ต้นอ่อนที่ได้มา แม้จะมีชีวิตสมบูรณ์และพร้อมที่จะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ก็อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า ยังมีความอ่อนแออยู่มาก และจำเป็นจะต้องนำต้นอ่อนเหล่านั้นมาดูแลรักษา ให้ได้รับสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการเจริญเติบโต และป้องกันอันตรายจากโรคหรือแมลงศัตรูที่จะมาเบียดเบียน ซึ่งสถานที่ที่เหมาะสมก็คือเรือนเพาะชำ เพราะสามารถปรับให้แสงได้อย่างพอเหมาะ มีความชื้นในอากาศอย่างเพียงพอ ได้รับปุ๋ยที่เหมาะกับการเติบโต งานในขั้นตอนนี้นอกจากจะคำนึงถึงการที่ต้นอ่อนได้รับสภาพแวดล้อมดังที่ต้องการแล้ว หากสามารถใช้พื้นที่ภายในโรงเรือนเพาะชำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ปล่อยให้มีที่ว่าง ก็จะทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำลงด้วย การชำต้นอ่อนอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ต้นอ่อนเติบโตถึงระยะวางจำหน่ายได้อย่างรวดเร็ว แข็งแรง และมีเปอร์เซ็นต์ต้นตายต่ำ ซึ่งหมายถึงว่าจะได้ผลกำไรเพิ่มมากขึ้นด้วย

       5. การจัดจำหน่ายต้นพันธุ์ไม้ผล

งานในขั้นตอนสุดท้ายนี้หากพิจารณาอย่างผิวเผิน อาจเห็นว่าไม่เป็นส่วนสำคัญ แต่หากพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วจะพบว่า มีความสำคัญมาก ไม่น้อยกว่าขั้นตอนอื่น ๆ งานจัดจำหน่ายมิได้หมายถึงการที่ผู้ซื้อมาเลือกซื้อต้นพันธุ์ จ่ายเงินแล้วมอบต้นพันธุ์ไม้ผลให้กับผู้ซื้อเท่านั้น แต่ครอบคลุมตั้งแต่การวางแผนการตลาด การโฆษณา การจัดเตรียมต้นไม้เพื่อจำหน่าย การจัดเตรียมความสะดวกสบายต่าง ๆ ให้กับผู้ซื้อพันธุ์ไม้ การเตรียมต้นพันธุ์ที่จะขายให้พร้อมสำหรับการขนส่ง และปลูกลงในแปลงปลูกที่มีสภาพแวดล้อมต่างจากเรือนเพาะชำ การบรรจุและขนส่งต้นพันธุ์ไม้ผลไปยังแหล่งปลูก และบริการหลังการขายต่าง ๆ เช่น การให้ข้อมูลสำหรับการเตรียมหลุมปลูก การป้องกันกำจัดศัตรูพืช เป็นต้น งานต่าง ๆ ในขั้นตอนนี้ล้วนเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ลูกค้าเกิดความประทับใจและพอใจในสินค้าและบริการ เป็นการสร้างความเชื่อถือ และจะทำให้ได้ลูกค้าใหม่อีกมาก จากการบอกกล่าวต่อกันไป

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 30 มิถุนายน 2548
 

การจัดการดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์เพื่อเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลัง

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — sootin claimon @ 2:52 am

การจัดการดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์เพื่อเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลัง.

ลักษณะดินและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

      มันสำปะหลังเป็นพืชหัว ผลผลิตที่ใช้ประโยชน์คือ รากที่มีการสะสมอาหาร เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทราย สภาพดินที่ไม่มีน้ำขัง มีการระบายและอากาศดี มีค่าความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ระหว่าง 5.5-8.0 มีความต้องการปริมาณธาตุอาหารไนโตรเจน 10-20 กิโลกรัมต่อไร่ ฟอสฟอรัส 6-10 กิโลกรัมต่อไร่ และโพแทสเซียม 8-12 กิโลกรัมต่อไร่ มีอุณหภูมิอยู่ในช่วง 10-30 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝน 500-2,500 มิลลิเมตรต่อปี

พันธุ์มันสำปะหลัง

      พันธุ์ที่นิยมปลูกได้แก่ พันธุ์ระยอง 1 พันธุ์ระยอง 60 พันธุ์ระยอง 90 อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 10-12 เดือน โดยใช้ระยะปลูกดังนี้

      – พันธุ์ระยอง 1 ระยะปลูก 100×100 เซนติเมตร

      – พันธุ์ระยอง 60 ระยะปลูก 60×100 เซนติเมตร

      – พันธุ์ระยอง 90 ระยะปลูก 80×100 เซนติเมตร

การเตรียมดิน

      ทำการไถกลบและพรวนอย่างน้อย 2-3 ครั้ง ลึก 20-30 เซนติเมตร เพื่อกลบเศษซากพืชจากฤดูก่อน และทำลายวัชพืชต่าง ๆ ให้ลดจำนวนลง ถ้าพื้นที่มีความลาดชัน ต้องไถพรวนตามแนวขวาง เพื่อป้องกันการชะล้างของดิน และถ้าดินระบายน้ำไม่ดี ต้องยกร่องปลูก และทำการปลูกพืชปุ๋ยสด เพื่อปรับปรุงบำรุงดินและตัดวงจรการระบาดของโรค ปุ๋ยพืชสดที่นิยมใช้ ได้แก่ ถั่วพร้า อัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่ หว่านหรือโรยเป็นแถวก่อนปลูกมันสำปะหลัง แล้วทำการไถกลบเมื่ออายุ 50 วัน ซึ่งเป็นช่วงระยะออกดอก แล้วปล่อยให้ย่อยสลาย 15 วัน จึงเตรียมแปลงปลูกมันสำปะหลัง หรืออาจใช้ถั่วพุ่ม อัตรา 8 กิโลกรัมต่อไร่ ทำการไถกลบเมื่ออายุ 40 วัน โดยทำวิธีการเดียวกับถั่วพร้า ในขณะเตรียมดินก่อนปลูกมันสำปะหลัง ให้ฉีดพ่นปุ๋ยอินทรีย์น้ำที่ผลิตจากสารเร่ง พด.2 โดยใช้อัตรา 5 ลิตรต่อไร่ นำมาเจือจาง 1:500 และก่อนปลูกมันสำปะหลัง ให้ใส่เชื้อจุลินทรีย์ควบคุมเชื้อสาเหตุโรคพืช (ผลิตจากสารเร่ง พด.3) ระหว่างแถวที่จะปลูกอัตรา 100 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อป้องกันโรคเน่าและลำต้นเน่าของมันสำปะหลัง

การปลูกมันสำปะหลัง

      โดยคัดเลือกต้นพันธุ์มันสำปะหลังที่สมบูรณ์มีอายุแก่ตั้งแต่ 8 เดือนขึ้นไป ตัดลำต้นให้เป็นท่อนยาว 15-20 เซนติเมตร แล้วนำไปแช่ในปุ๋ยอินทรีย์น้ำที่เจือจางด้วยน้ำในสัดส่วน 1:500 หรือ 1:1,000 เป็นเวลา 24 ชั่วโมง แล้วปลูกในพื้นที่ที่เตรียมไว้ โดยนำท่อนพันธุ์ที่เตรียมไว้ปักลงในดินให้ลึกประมาณ 2/3 ของท่อนพันธุ์ ควรระวังอย่าปักส่วนยอดลงดิน เพราะตาจะไม่งอก การปักตรง 90 องศา หรือปักเฉียง 45 องศากับพื้นดินให้ผลผลิตไม่แตกต่างกันแต่สะดวกต่อการกำจัดวัชพืช ง่ายต่อการเก็บเกี่ยวและให้ผลผลิตสูงกว่าการปลูกฝัง 10-15 เปอร์เซ็นต์

การปลูกพืชแซม

      หลังจากปลูกมันสำปะหลังได้ 15 วัน ให้ทำการปลูกพืชปุ๋ยสด เช่น ถั่วพุ่ม หรือถั่วพร้า โรยเป็นแถวแทรกระหว่างแถวมันสำปะหลัง เพื่อป้องกันวัชพืช เมื่อพืชปุ๋ยสดมีอายุ 50 วัน ให้ทำการตัดแล้วนำมาคลุมดินเพื่อรักษาความชื้นในดิน และเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน

      ในกรณีพื้นที่ลาดชันหรือมีการชะล้างพังทลายของดิน ควรปลูกแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยปลูกในช่วงต้นฤดูฝน เป็นแถวตามแนวระดับขวางความลาดเทของพื้นที่ ภายหลังจากที่ไถเตรียมดินแล้ว โดยการขุดหลุมในร่องที่ไถไว้สำหรับเป็นแนวระดับยาวตามพื้นที่ ให้แต่ละต้นห่างกัน 5 เซนติเมตร แฝกแนวต่อไปก็จะปลูกขนานไปกับแนวแรก โดยมีระยะห่างขึ้นกับสภาพความลาดชันของพื้นที่ เช่น ถ้าระยะตามแนวดิ่งคือ 2 เมตร แนวรั้วหญ้าแฝก ณ ความลาดเอียง 5, 10 และ 15 เปอร์เซ็นต์ จะอยู่ห่างกัน 40 เมตร 15 เมตร และ 10 เมตร ตามลำดับ ควรระมัดระวังในการไถเตรียมดิน โดยให้รักษาแนวแฝกไว้ นอกจากนี้ควรตัดใบแฝกให้อยู่ระดับ 30-50 เซนติเมตร และปลูกแฝก ซ่อมแซมให้หนาแน่น แนวรั้วแฝกที่หนาแน่นจะช่วยชะลอ และกระจายน้ำไหลบ่าเพิ่มการแทรกซึมลงสู่ผิวดินรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน

การดูแลรักษา

      ทำการฉีดพ่นปุ๋ยอินทรีย์น้ำให้กับพืชปุ๋ยสด ทุก 7 วัน อัตรา 2 ลิตรต่อไร่ เจือจาง 1:1,000 เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของพืชปุ๋ยสด และหลังจากปลูกมันสำปะหลัง 15 วัน ให้ฉีดพ่นปุ๋ยอินทรีย์น้ำทางใบหรือลำต้นให้กับมันสำปะหลังหรือรดลงดิน ทุก 1 เดือน จนถึงระยะเก็บเกี่ยว กรณีที่ปลูกพืชแซมในขณะที่ให้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำกับมันสำปะหลัง ควรฉีดพ่นปุ๋ยอินทรีย์น้ำให้กับพืชตระกูลถั่วที่ปลูกแซมแทรกระหว่างแถวมันสำปะหลังด้วย หากเกิดการระบาดของโรคใบจุดสีน้ำตาล โรคใบจุดไหม้ ใบจุดขาว และแมลงต่าง ๆ เป็นต้น ให้ใช้สารสกัดธรรมชาติหรือสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ส่วนการกำจัดวัชพืชที่ปลูกในช่วง 2-3 เดือนแรก สามารถกำจัดได้โดยวิธีกล

การจัดการดินหลังเก็บเกี่ยว

       หลังจากเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง ต้องตัดเหง้าและต้นออก และรีบส่งหัวมันสดเข้าโรงงานทันที ส่วนลำต้นเก็บเพื่อใช้ทำพันธุ์ต่อไป ส่วนกิ่ง ก้าน ใบ และส่วนที่เป็นวัสดุตอซัง ให้ไถกลบลงดินทุกครั้งหลังการเก็บเกี่ยว เป็นการเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุให้กับดิน และดำเนินการปรับปรุงบำรุงดิน โดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ ปุ๋ยพืชสด และใส่เชื้อจุลินทรีย์ควบคุมเชื้อสาเหตุโรคพืช การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ตามคำแนะนำ จะสามารถลดอัตราการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ หรือสามารถเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับวิธีการปฏิบัติเดิมของเกษตรกรได้ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 30 มิถุนายน 2548
 

ธนาคารพันธุกรรมพืช มก. คลังรวบรวมสุดยอดพันธุ์พืช มิถุนายน 16, 2011

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — sootin claimon @ 3:57 pm

ธนาคารพันธุกรรมพืช มก. คลังรวบรวมสุดยอดพันธุ์พืช.

      ที่ผ่านมา เกษตรกรไทยเมื่อมีเมล็ดพันธุ์พืชที่ดีมักจะถนอมเก็บรักษาไว้เพื่อนำมาเพาะปลูกทำรายได้ในรุ่นต่อไป โดยมีวิธีเก็บที่ถ่ายทอดต่อกันมาคือ การนำเมล็ดพันธุ์ไปตากแดดให้แห้ง แล้วบรรจุปิดผนึกใส่ขวดหรือใส่โหลเก็บไว้อย่างดี หากเป็นสถานศึกษามักจะเก็บไว้ให้ห้องเย็นที่มีอุณหภูมิเหมาะสม ซึ่งค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ประกอบกับสถานที่เก็บและระบบเก็บส่วนใหญ่ยังไม่ได้มาตรฐาน และยังมีปัญหาเรื่องกระแสไฟฟ้า ทำให้เชื้อพันธุ์ที่เก็บรักษาไว้เสื่อมคุณภาพการงอก อีกทั้งงานดังกล่าวยังต้องการบุคลากรที่มีความรู้เฉพาะพืชดูแลอย่างต่อเนื่องด้วย

      ดร.ภาณี ทองพำนัก นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญระดับ 10 ฝ่ายปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง สถาบันวิจัยและพัฒนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน และคณะจึงจัดทำโครงการธนาคารพันธุกรรมพืช 50 ปี แห่งการวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อเก็บรักษาพันธุ์พืชทั้งหลายให้อยู่ในสภาพที่ต้องการ โดยเก็บรวบรวมและอนุรักษ์เชื้อพันธุกรรมพืชที่ได้จากการวิจัยปรับปรุงพันธุ์แล้ว หรือพันธุ์ที่เป็นฐานพันธุกรรมสำหรับใช้ในการปรับปรุงพันธุ์พืชในอนาคตของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในสภาพที่มีการดูแลเป็นพิเศษโดยเฉพาะ

      ในระยะแรกทางโครงการฯ จะเน้นเก็บเมล็ดพันธุ์พืชเศรษฐกิจที่ปรับปรุงโดยนักปรับปรุงพันธุ์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งก่อนการเก็บและหลังเก็บเมล็ดพันธุ์ จะมีการทดสอบปลูกและทดสอบอัตราการงอกของเมล็ดเป็นระยะ ๆ เมล็ดพันธุ์ที่จะนำมาเก็บรักษา ต้องมีอัตราการงอกและคุณภาพสูงที่ได้มาจากนักวิจัยปรับปรุงพันธุ์ตามมาตรฐาน GAP ( Good Agricultural Practice) โดยจะเก็บประวัติข้อมูลของงานวิจัยสายพันธุ์ต่าง ๆ และลายพิมพ์ดีเอ็นเอของพืชไว้ด้วย เช่น งาดำพันธุ์ มก.18 เป็นพันธุ์แท้ได้จากการคัดเลือก โดยวิธีการจดประวัติจากคู่ผสมระหว่างซีแอลโอ 34 (โค้ด) กับพันธุ์งาดำนครสวรรค์ ลำต้นไม่แตกกิ่ง เมื่อฝักแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและร่วง ทำให้สะดวกในการเก็บเกี่ยวไม่ต้องบ่มงาหลังเก็บเกี่ยว เป็นต้น ในขณะที่พันธุ์ซีพลัสดี ฝักไม่แตก ต้องนวด มีข้อดีตรงที่ไม่ร่วงหล่นในแปลงเมื่อแก่ เป็นต้น นอกจากนี้เรายังเก็บข้อมูลเกี่ยวกับประวัตินักปรับปรุงพันธุ์ไว้ในฐานข้อมูล เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติแก่ผู้สร้างพันธุ์พืชด้วย เพราะที่ผ่านมา เรามักจะเก็บกันแต่ประวัติผู้เกษียณอายุ หรือทำงานวิจัยไว้ ในขณะที่เมล็ดพันธุ์ต่าง ๆ นั้นตายไปหมดแล้ว

รวบรวมเมล็ดเชื้อพันธุกรรมที่ปรับปรุงพันธุ์โดยบุคลากร มก.
เก็บรักษาภายใต้อุณหภูมิ -196 องศาเซลเซียส

      การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ในไนโตรเจนเหลวนั้น มีข้อจำกัดในเรื่องของพื้นที่การบรรจุในภาชนะเก็บรักษา โดยในถังขนาด 35 ลิตร สามารถเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ได้ 216 ตัวอย่าง (accessions) ซึ่งปริมาณการเก็บเมล็ดพืชแต่ละชนิด จะขึ้นอยู่กับขนาดของเมล็ดที่จะบรรจุลงในหลอดพลาสติกขนาด 2.5 มิลลิลิตร ซึ่งมีคุณสมบัติทนต่อสภาพใต้จุดเยือกแข็งได้ดี สำหรับพืชที่ผสมตัวเองได้ก็ไม่จำเป็นต้องเก็บไว้มาก เช่น ถั่วเก็บเพียงแค่ 5-10 เมล็ด ข้าวโพดจะเก็บไว้มากหน่อยคือ ประมาณ 50-100 เมล็ด เนื่องจากเป็นพืชที่ต้องผสมข้าม ถ้าปลูกไม่เพียงพอ ละอองเกสรก็จะผสมได้น้อย ทำให้ข้าวโพดฟันหลอได้ ถ้าเป็นเมล็ดพันธุ์เล็ก ๆ อย่างเมล็ดแมงลักก็สามารถเก็บได้มากถึง 1,218 เมล็ด กะเพรา 1,000 เมล็ด ผักกวางตุ้ง 714 เมล็ด คะน้า 216 เมล็ด มะเขือเทศ 265 เมล็ด พริก 170 เมล็ด แตงกวา 40 เมล็ด เป็นต้น

      ดร.ภาณี กล่าวเพิ่มเติมว่า เป้าหมายสูงสุดนั้นคือ ต้องการที่จะอนุรักษ์พันธุ์พืชที่ผู้มีความรู้ได้ทำไว้หรือปรับปรุงพันธุ์เอาไว้ให้สามารถเก็บรักษาได้นาน ๆ เพื่อที่คนรุ่นหลังจะสามารถนำเมล็ดพันธุ์ที่มีอยู่ไปก่อให้เกิดประโยชน์และสามารถจะนำไปปรับปรุงพันธุ์ใหม่ให้ทันกับยุคสมัยนั้น ๆ วิธีการนี้ยังช่วยให้เมล็ดพันธุ์ที่นักปรับปรุงพันธุ์ทั้งหลายได้ทำไว้ สามารถคงอยู่ตลอดไป และในอนาคตคณะทำงานจะนำพันธุ์พืชพื้นบ้านและสายพันธุ์ที่หายากมาเก็บรักษาไว้ในธนาคารเมล็ดพันธุ์แห่งนี้ด้วย

       ปัจจุบันธนาคารพันธุกรรมพืช 50 ปี แห่งนี้ ได้รวบรวมเมล็ดพันธุ์จากการปรับปรุงพันธุ์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเก็บรักษาไว้ในไนโตรเจนเหลวแล้ว 19 ชนิด 223 accessions (หน่วยทดลองที่ได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรม) และกำลังรอรับเมล็ดที่ปลูกอยู่อีกประมาณ 103 accessions พืชที่เก็บรักษาไว้แล้วในขณะนี้ได้แก่ ข้าวโพด ซึ่งภาควิชาพืชไร่นา ภาควิชาปฐพีวิทยา ภาควิชาโรคพืช ภาควิชากีฎวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ สถาบันอินทรีจันทรสถิตย์ฯ ร่วมมือกับกรมวิชาการเกษตร จนประสบความสำเร็จได้ข้าวโพดพันธุ์สุวรรณ 1 ซึ่งมีลักษณะต้านทานโรคราน้ำค้างดีเด่นเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก ซึ่งนักวิจัยที่ปรับปรุงพันธุ์ได้แก่ ศ.ดร.สุจินต์ จินายน และ ดร.สุทัศน์ ศรีวัฒนพงศ์ ข้าวโพดฝักอ่อนได้รับการปรับปรุงพันธุ์โดย ศ.ดร.ชำนาญ ฉัตรแก้ว และ ผศ.ธวัช ลวเปารยะ ได้สร้างพันธุ์ข้าวโพดหวานต้านทานโรคราน้ำค้างชื่อ ซุปเปอร์สวีทดีเอ็มอาร์ และยังมีนักปรับปรุงพันธุ์รุ่นต่อ ๆ มาที่ร่วมสร้างฐานพันธุกรรมข้าวโพดอีกหลายท่าน

      นอกจากนี้ โครงการฯ มีฐานพันธุกรรมพืชอื่น ๆ ที่ถือกำเนิดจากศูนย์วิจัยต่าง ๆ อีกมากมาย อาทิ ฝ้ายต้านทานแมลง ข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์ทนร้อนอายุสั้นคุณภาพดี หญ้าไข่มุก ข้าวฟ่าง ถั่วลิสงพันธุ์ดี ถั่วลิสงพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 งาดำและงาขาวพันธุ์ใหม่ ซีพลัส 1 เมื่อสุกแก่ฝักไม่แตก และยังมีถั่วเหลืองพันธุ์ดอยคำ และถั่วที่สูงในมูลนิธิโครงการหลวง ถั่วเหลืองพันธุ์จักรพันธุ์ที่พัฒนามาจากพันธุ์บราซิล ถั่วเขียวพันธุ์กำแพงแสน 1 และ 2 ผักกวางตุ้งนอกฤดู มะเขือเทศพันธุ์สีดา มก. ถั่วฝักยาวพันธุ์ มก. 7, 8 และถั่วฝักยาวพันธุ์ มก. 9 หรือพันธุ์กำแพงแสน 20 กระเจี๊ยบเขียวพันธุ์ OK-5 แตงกวาผลสั้นพันธุ์ ซี-4 มีดอกเพศเมียดก เป็นต้น

      โครงการธนาคารพันธุกรรมพืชฯ ยังทยอยรับเมล็ดพันธุ์อีกหลาย accessions เพื่อจัดเข้าในคลังเก็บรักษา นอกจากนี้ ยังจัดเก็บลักษณะประจำพันธุ์ ประวัติพันธุ์ ประวัติของนักปรับปรุงพันธุ์และผู้ร่วมวิจัยไว้ในฐานขัอมูลด้วย ผู้สนใจสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่http://www.rdi.ku.ac.th/WebProjectRes/Seed/Main_seed.html

      นับเป็นความก้าวหน้าในวงการเกษตรที่มีโครงการธนาคารพันธุกรรมพืช เข้ามาช่วยรวบรวมและเก็บรักษาพันธุ์พืชดี ๆ และหายากเอาไว้ เพื่อที่จะสามารถนำไปใช้ต่อยอดและพัฒนาพืชผลเกษตรกรไทยให้ก้าวไปสู่ระบบเกษตรแบบยั่งยืนต่อไปในอนาคต

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 27 พฤษภาคม 2548
 

การจัดการดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์เพื่อเพิ่มผลผลิตยางพารา

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — sootin claimon @ 3:54 pm

การจัดการดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์เพื่อเพิ่มผลผลิตยางพารา.

ลักษณะดินและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

      สภาพพื้นที่ควรเป็นที่ราบ ไม่มีน้ำท่วมขัง หรือมีความลาดเอียงต่ำกว่า 35 องศา ลักษณะดินที่เหมาะสมต่อการปลูกยางพารา ควรเป็นดินร่วนเหนียวถึงดินร่วนทราย มีความอุดมสมบูรณ์ หน้าดินลึกไม่น้อยกว่า 1 เมตร ไม่มีชั้นดินดาน มีการระบายและถ่ายเทอากาศดี มีค่าความเป็นกรดเป็นด่างระหว่าง 4.5-5.5 อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของยางพาราอยู่ระหว่าง 24-27 องศาเซลเซียส มีปริมาณน้ำฝนไม่ต่ำกว่า 1,250 มิลลิเมตรต่อปี มีจำนวนวันฝนตกประมาณ 120-145 วันต่อปี และมีความต้องการปริมาณธาตุอาหารไนโตรเจน 184 กรัมต่อตัน ฟอสฟอรัส 19 กรัมต่อตัน และโพแทสเซียม 145 กรัมต่อตัน ในแต่ละฤดูกาล

พันธุ์ยางพารา

      พันธุ์ยางพาราที่นิยมปลูกได้แก่ สถาบันวิจัยยาง 251 (RRIT 251) สงขลา 36 BPM 24 PM 255 PB 260 PR 255 RRIC 110 และ RRIM 600

การเตรียมดิน

      ทำการไถพลิกและไถพรวนอย่างน้อย 2 ครั้ง พร้อมทั้งเก็บตอไม้ เศษไม้ และเศษวัชพืชออกให้หมด เพื่อปรับหน้าดินให้เหมาะสมกับการปลูกยางพารา สำหรับพื้นที่ลาดเอียงมากกว่า 15 องศา จะต้องวางแนวปลูกตามขั้นบันได เพื่อลดอัตราการสูญเสียหน้าดิน โดยมีความกว้างของหน้าดินอย่างน้อย 1.5 เมตร เพื่อป้องกันต้นยางพาราล้ม หากขั้นบันไดเสียหาย ในกรณีพื้นที่ปลูกเป็นที่ราบก็ทำเฉพาะทางระบายน้ำเท่านั้น และทำการปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน พืชปุ๋ยสดที่นิยมใช้ ได้แก่ ปอเทือง อัตรา 5 กิโลกรัมต่อไร่ หรือโสนอัฟริกัน อัตรา 5 กิโลกรัมต่อไร่ หว่านหรือโรยเป็นแถว และไถกลบเมื่ออายุ 45 วัน และปล่อยให้ย่อยสลาย 15 วัน แล้วจึงเตรียมหลุมปลูกยางพารา

วิธีการปลูกยางพารา

      ต้องวางแนวปลูกตามแนวตะวันออก-ตะวันตก โดยมีระยะปลูก 2.5 x 8.0 เมตร หรือ 3.0 x 7.0 เมตร หรือ 3.0 x 6.0 เมตร ในแหล่งปลูกยางใหม่ โดยมีขนาดของหลุม 50 x 50 x 50 เซนติเมตร และทำการปลูกต้นกล้ายางพารา โดยคัดเลือกต้นกล้ายางพาราที่สมบูรณ์แข็งแรงปราศจากโรคและแมลงศัตรูพืช ขนาด 1-2 ฉัตร และคลุกปุ๋ยหมักอัตรา 15-25 กิโลกรัมต่อหลุม พร้อมกับใส่เชื้อจุลินทรีย์ควบคุมเชื้อสาเหตุโรคพืชที่ผลิตจากสารเร่ง พด.3 อัตรา 3 กิโลกรัมต่อตัน ใส่รองก้นหลุมและทำการปลูกต้นกล้ายางพารา หลังจากปลูกยางพาราได้ 15 วัน ให้ปลูกพืชตระกูลถั่วคลุมดิน เช่น ถั่วคาโลโปโกเนียม อัตรา 2 กิโลกรัมต่อไร่ หรือถั่วคุดซู อัตรา 2 กิโลกรัมต่อไร่ หรือถั่วฮามาด้า อัตรา 2 กิโลกรัมต่อไร่ โรยเป็นแถวแทรกระหว่างยางพารา เพื่อป้องกันกำจัดวัชพืช ป้องกันการชะล้างพังทลาย และเป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน

การดูแลรักษา

      ให้ทำการฉีดพ่นปุ๋ยอินทรีย์น้ำจากสารเร่ง พด.2 ให้พืชปุ๋ยสดทุก 7 วัน อัตรา 2 ลิตรต่อไร่ นำมาเจือจาง 1:1,000 เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของพืชปุ๋ยสด และหลังจากปลูกยางพาราแล้ว 15 วัน ให้ฉีดพ่นปุ๋ยอินทรีย์น้ำให้กับยางพาราทางใบ หรือราดรดลงดินทุก 1 เดือน และให้ฉีดพ่นปุ๋ยอินทรีย์น้ำกับพืชตระกูลถั่วที่ปลูกคลุมดินด้วย

การป้องกันกำจัดโรค

      โรคราแป้ง ราสีชมพู โรคใบร่วง และผักเน่า และแมลงต่าง ๆ เช่น ปลวก หนอนทราย รวมทั้งวัชพืชชนิดต่าง ๆ ทำได้โดยใช้สารสกัดธรรมชาติหรือสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช การกรีดยางสามารถทำการกรีดยางได้เมื่อต้นยางอายุ 6 ปี ขนาดเส้นรอบวงของลำต้น บริเวณที่ทำการกรีดยางไม่ต่ำกว่า 50 เซนติเมตร โดยกรีดครึ่งลำต้น ความสูง 150 เซนติเมตร จากพื้นดิน โดยกรีดทำมุม 30 องศา กับแนวระนาบ และเอียงจากซ้ายบนลงมาขวาล่าง ติดรางรองรับน้ำยางห่างด้านหน้าประมาณ 30 เซนติเมตร และติดลวดรับถ้วยน้ำยางให้ห่างจากรางรองรับน้ำยางลงมาประมาณ 10 เซนติเมตร กรีดยางให้ลึกใกล้เนื้อไม้มากที่สุด แต่ไม่ควรถึงเนื้อไม้ เมื่อกรีดยางเสร็จ ควรฉีดพ่นหรือทาบริเวณที่กรีดด้วยปุ๋ยอินทรีย์น้ำเจือจาง 1:1,000 เพื่อให้ยางมีน้ำยางมากที่สุด ยืดอายุการกรีดยางและต้นยางเสียหายน้อยที่สุด

การจัดการดินหลังเก็บเกี่ยว

       ยางพาราเป็นไม้ยืนต้นมีอายุยาว ดังนั้นในแต่ละปี จะต้องมีการปรับปรุงดินด้วยอินทรียวัตถุหรือปุ๋ยอินทรีย์ โดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ พืชตระกูลถั่วคลุมดิน พร้อมทั้งเชื้อจุลินทรีย์ควบคุมเชื้อสาเหตุโรคพืชรอบ ๆ โคนต้นยางพารา ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว การจัดการดินเพื่อปลูกยางพาราโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ดังกล่าวนี้จะสามารถลดอัตราการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ หรือสามารถเพิ่มผลผลิตยางพาราได้ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับวิธีการปฏิบัติเดิมของเกษตรกร

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 27 พฤษภาคม 2548
 

สถานเพาะชำไม้ผล ตอนที่ 1

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — sootin claimon @ 3:50 pm
Tags:

สถานเพาะชำไม้ผล ตอนที่ 1.

      ในการดำเนินอาชีพทำสวนไม้ผล หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การผลิตผลไม้เป็นการค้านั้น การที่กิจการนี้จะดำเนินไปได้ดี ต้องมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับกิจการอื่น ๆ อีกหลายกิจการ เช่น

       ธุรกิจการผลิตและค้าขายวัสดุการเกษตร เช่น ปุ๋ย สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ฯลฯ
 ธุรกิจการผลิตและค้าขายเครื่องมือและอุปกรณ์ในทางการเกษตร เช่น มีด กรรไกร จอบ เสียม ล้อเลื่อน รถบรรทุก รถแทรกเตอร์และอุปกรณ์พ่วง ฯลฯ
 ธุรกิจการตลาดของผลไม้

      นอกจากนี้ธุรกิจอีกแขนงหนึ่งที่มีส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงและสนับสนุนการดำเนินการผลิตผลไม้เป็นการค้า หรือการดำเนินกิจการสวนไม้ผลก็คือธุรกิจสถานเพาะชำไม้ผล ซึ่งเป็นสถานที่ผลิตต้นพันธุ์ไม้ผลเพื่อขายให้กับสวนไม้ผลการค้านำไปปลูกต่อไป ปัจจุบันมีเกษตรกรยึดธุรกิจนี้เป็นอาชีพอยู่เป็นจำนวนมาก และมีแนวโน้มว่าจะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ทำรายได้ดี และให้ผลตอบแทนเร็ว

ความหมาย

คำว่า “สถานเพาะชำ” นั้น หมายถึง สถานที่ที่มีการเพาะขยายและชำต้นพันธุ์ไม้ต่าง ๆ ก่อนที่จะนำไปปลูกในแปลงปลูกหรือสถานที่ปลูกถาวรต่อไป บางท่านได้ใช้คำว่า “เรือนเพาะชำ” ในความหมายเดียวกับคำว่า “สถานเพาะชำ” ซึ่งในทัศนะของผู้เขียนนั้น คำว่า “เรือนเพาะชำ” น่าจะมีความหมายจำกัดเพียงตัวโรงเรือนที่ใช้ประโยชน์ในการเพาะชำต้นไม้เท่านั้น ยังมีส่วนประกอบสำคัญอื่น ๆ อีกหลายอย่าง เช่น แปลงขยายพันธุ์หรือเพาะชำในที่แจ้ง แปลงปลูกต้นแม่พันธุ์ดี สถานที่เตรียมวัสดุปลูก เป็นต้น ดังนั้นจึงควรใช้คำว่า “สถานเพาะชำ” ในกรณีที่ต้องการให้มีความหมายครอบคลุมองค์ประกอบและกระบวนการต่าง ๆ ในการเพาะชำ และขยายพันธุ์ไม้ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์

      การเพาะชำและขยายพันธุ์ไม้ ซึ่งเป็นงานหลักในสถานเพาะชำนั้น มีทั้งการเพาะชำ และขยายพันธุ์ไม้ผล ไม้ดอกไม้ประดับ ไม้ป่าเพื่อปลูกป่าทดแทน ฯลฯ ตามความต้องการใช้ประโยชน์ ในกรณีของสถานเพาะชำไม้ผลนั้น มีลักษณะที่แตกต่างจากสถานเพาะชำต้นไม้ชนิดอื่น ๆ คือ

      1. การเพาะขยายและชำต้นพันธุ์ไม้ผล มักจะใช้เวลา 1-3 ปี โดยมีเป้าหมายเพียงให้ได้ต้นพันธุ์ที่แข็งแรงพร้อมลงปลูกในแปลงปลูกโดยเร็ว ไม่นิยมเก็บต้นพันธุ์ไว้ในสถานเพาะชำ จนกระทั่งออกดอกผล ทั้งนี้เพราะสภาพแวดล้อมในสถานเพาะชำเหมาะกับการเจริญเติบโต ทางกิ่งใบมากกว่าการให้ดอกผล และหากเก็บรักษาต้นพันธุ์ไว้ในสถานเพาะชำนานเกินไป ต้นพันธุ์ไม้ผลจะไม่สามารถหยั่งรากยึดลำต้นได้ดี เมื่อนำลงปลูกในแปลงปลูก ในขณะที่การเพาะชำไม้ประดับอาจจะเก็บรักษาต้นพันธุ์ไม้ จนกระทั่งถึงเวลาใช้ประโยชน์ จึงนำไปใช้ประโยชน์ เช่น ตั้งประดับหรือปลูกประดับได้ทันที ในกรณีเช่นนี้สถานเพาะชำนั้นจะทำหน้าที่เป็นทั้งแหล่งเพาะพันธุ์และแหล่งผลิตไปพร้อมกัน ซึ่งไม่สามารถกระทำได้ในสถานเพาะชำไม้ผล

       2. การเพาะขยายและชำต้นพันธุ์ไม้ผล มักจะทำในลักษณะที่มีน้อยชนิด แต่หลากพันธุ์ รวมทั้งมีวิธีการขยายพันธุ์ที่เป็นลักษณะเฉพาะสำหรับไม้ผลแต่ละชนิด ทั้งนี้เพราะจำนวนชนิดของไม้ผลที่ปลูกในแต่ละแหล่งปลูกมีไม่มากนัก เนื่องมาจากข้อจำกัดในทางพันธุกรรมและสภาพแวดล้อม และการปลูกใหม่มักจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงชนิดของไม้ผล แต่เปลี่ยนแปลงใช้พันธุ์ที่ดีกว่าพันธุ์เดิม หรือใช้พันธุ์ที่มีคุณสมบัติต่างไปตามความต้องการของตลาด ซึ่งต่างกับไม้ดอกไม้ประดับที่ผู้ซื้อนิยมให้มีความหลากหลายของชนิดพันธุ์ไม้ และนิยมซื้อพันธุ์ไม้ชนิดใหม่ นอกจากนี้วิธีการขยายพันธุ์ไม้ผลหลายชนิดจำเป็นต้องมีการเตรียมต้นตอเพื่อนำมาต่อกับกิ่งพันธุ์ดี เพื่อให้ได้ต้นพันธุ์ที่ได้มีระบบรากที่แข็งแรง อันเป็นวิธีการขยายพันธุ์ที่พบน้อยมากในการขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ หรือพันธุ์ไม้ที่ใช้ประโยชน์อื่น ๆ

ความสำคัญและประโยชน์ของสถานเพาะชำไม้ผล

      เป็นความจริงที่ว่า การปลูกไม้ผลนั้นไม่จำเป็นต้องมีการเพาะชำต้นพันธุ์ในสถานเพาะชำก็ได้ และในสมัยโบราณก็ไม่มีการเพาะขยายพันธุ์ไม้ผลในสถานเพาะชำ แต่จะขยายพันธุ์จากต้นแม่หรือเพาะเมล็ดแล้วนำลงปลูกในแปลงปลูกโดยตรง ทั้งนี้จากการทดลองเปรียบเทียบ และผลที่ปรากฏในการปฏิบัติทางการค้านั้นพบว่า หากชาวสวนไม้ผลต้องการปลูกไม้ผลเป็นการค้าในลักษณะธุรกิจที่มีการแข่งขันกันและสร้างผลกำไรให้เพียงพอแล้ว การเพาะขยายต้นพันธุ์ไม้ผลในสถานเพาะชำก่อนนำลงปลูกในแปลงปลูก จะให้ผลดีกว่าการปลูกต้นไม้ผลลงในแปลงปลูกโดยตรง โดยไม่ผ่านขั้นตอนการเพาะชำในสถานเพาะชำอยู่หลายประการคือ

      1. ต้นพันธุ์ไม้ผลที่ผ่านการเพาะชำในสถานเพาะชำ จะให้ดอกผลเร็วกว่าต้นที่ไม่ผ่านการเพาะชำในสถานเพาะชำ เนื่องจากระยะเวลาของความอ่อนวัย (juvenility) ของต้นไม้ผลจะลดลงได้ หากต้นไม้ผลเติบโตอย่างแข็งแรงและสมบูรณ์ และเลือกวิธีการขยายพันธุ์โดยทางกิ่งใบ ในขณะเดียวกันก็จะยืดออกไปได้ หากต้นไม้ผลแคระแกร็นไม่แข็งแรง

      2. ต้นพันธุ์ไม้ผลที่ได้จากสถานเพาะชำ เมื่อนำลงปลูกในแปลงปลูกจะเติบโตเร็วแข็งแรง เจริญเติบโตอย่างสม่ำเสมอกันมากกว่าการนำต้นพันธุ์ที่ขยายพันธุ์ได้ลงปลูกในแปลงปลูกโดยตรง เพราะสภาพแวดล้อมในแปลงปลูกส่วนใหญ่ไม่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตในช่วงวัยอ่อนของต้นพันธุ์ไม้ผล เมื่อนำต้นอ่อนลงปลูกในแปลงปลูกโดยตรง จึงทำให้มีอัตราการตายสูง ต้นแคระแกร็น เติบโตและให้ดอกผลไม่พร้อมกัน สร้างปัญหาในการดูแลรักษา

      3. ต้นพันธุ์ไม้ผลที่ได้จากการเพาะขยายและชำในสถานเพาะชำไม้ผล โดยทั่วไปปราศจากโรคและแมลงศัตรูที่ติดไปกับต้นพันธุ์ เพราะผ่านการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด ในขณะที่ต้นอ่อนซึ่งเติบโตในแปลงปลูกโดยตรงนั้น ผู้ปลูกไม่สามารถดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดและจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมให้ได้ ดังเช่นที่อยู่ในโรงเรือนหรือแปลงปลูกในสถานเพาะชำ ทำให้โรคและแมลงศัตรูเข้าทำลายได้ง่าย

      4. ต้นพันธุ์ไม้ผลที่ได้จากสถานเพาะชำจะสามารถผลิตต้นพันธุ์ที่มีอายุและมีขนาดต้นสม่ำเสมอกันเป็นจำนวนมากได้ในการผลิตแต่ละครั้ง เหมาะกับระบบการทำสวนไม้ผลในปัจจุบันที่นิยมปลูกต้นพันธุ์ไม้ผลที่มีอายุและขนาดต้นสม่ำเสมอกันเป็นจำนวนมากในคราวเดียวกัน เพราะสะดวกต่อการดูแลรักษา และสามารถออกดอกผลในเวลาเดียวกัน

      ผลดีดังกล่าวที่เกิดขึ้นกับต้นพันธุ์ไม้ผลที่ผ่านการเพาะขยายและชำในสถานเพาะชำไม้ผลนั้น เกิดขึ้นเนื่องจากต้นกล้าเจริญเติบโตในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ได้รับการดูแลรักษาและป้องกันกำจัดศัตรูพืชเป็นอย่างดี และสามารถคัดเลือกต้นพันธุ์ที่มีขนาดและความสมบูรณ์แข็งแรงใกล้เคียงกันไปปลูกพร้อมกัน ทำให้ต้นพันธุ์ไม้ผลที่ได้มีคุณสมบัติต่างจากต้นพันธุ์ที่นำไปปลูกลงในแปลงปลูกโดยตรง

      อย่างไรก็ตามการเพาะขยายและชำต้นพันธุ์ไม้ผลในสถานเพาะชำนั้น จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการผลิต หรือต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น เพราะการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการสร้างโรงเรือน การเตรียมวัสดุ การให้น้ำ ค่าแรงงาน ค่าเชื้อเพลิง สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช ฯลฯ แต่ทว่าตราบใดที่ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นยังต่ำกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับผลประโยชน์ที่ได้รับจากระยะเวลาคืนทุนที่เร็วกว่าเดิม เมื่อนั้นการเพาะขยายและชำต้นพันธุ์ไม้ผลในสถานเพาะชำก็ยังเป็นกระบวนการที่จำเป็นในการผลิตต้นพันธุ์ไม้ผลอยู่เสมอไป

การขยายพันธุ์ไม้ผล

      งานขยายพันธุ์พืชถือเป็นงานสำคัญในสถานเพาะชำไม้ผล หากปราศจากงานขยายพันธุ์พืช การดำเนินกิจการสถานเพาะชำไม้ผลก็ไม่อาจกระทำได้เลย นอกจากนี้วิธีการขยายพันธุ์ก็อาจจะเป็นข้อจำกัดต่อการเลือกชนิดไม้ผลมาเพาะขยายในสถานเพาะชำด้วย หรือในทางกลับกัน หากให้ความสำคัญกับชนิดพืชเป็นอันดับแรก ชนิดพืชหรือไม้ผลที่เลือกนั้นก็จะเป็นตัวบังคับให้สถานเพาะชำนั้นต้องใช้วิธีการขยายพันธุ์ที่เฉพาะเจาะจงกับชนิดพืชที่เลือกมานั้น ตัวอย่างเช่น สถานเพาะชำที่ใช้วิธีการขยายพันธุ์แบบปักชำ หรือตอนกิ่งเป็นหลัก จะผลิตต้นพันธุ์ทุเรียนและลองกองได้ยาก แต่เหมาะที่จะผลิตต้นพันธุ์ฝรั่งหรือชมพู่มากกว่า เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ สถานเพาะชำไม้ผลแต่ละแห่ง จึงมักเลือกใช้วิธีการขยายพันธุ์ไม้ผลเพียง 1-2 วิธี ตามความถนัดหรือตามชนิดพืชที่ผลิตมากที่สุด ในปัจจุบันวิธีการขยายพันธุ์ไม้ผลที่ปฏิบัติกันอยู่ในสถานเพาะชำไม้ผลเพื่อการค้าในประเทศไทย อาจแยกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่คือ การขยายพันธุ์โดยไม่ใช้ต้นตอและใช้ต้นตอ ซึ่งวิธีการขยายพันธุ์แต่ละวิธีใช้เฉพาะกับไม้ผลแต่ละชนิดไป มีไม้ผลเพียงบางชนิดเท่านั้นที่อาจใช้วิธีขยายพันธุ์เป็นการค้าได้หลายวิธี

วิธีการขยายพันธุ์ไม้ผลชนิดต่าง ๆ ที่นิยมใช้เป็นการค้าในปัจจุบัน

      1. การขยายพันธุ์โดยไม่ใช้ต้นตอ

          วิธีเพาะเมล็ด มังคุด มะละกอ มะพร้าว น้อยหน่า มะกรูด

          วิธีแยกหน่อหรือไหล กล้วย สับปะรด สตรอเบอรี่ สาเก สละ

          วิธีปักชำกิ่ง ฝรั่ง ชมพู่ มะกอกน้ำ

          วิธีตอนกิ่ง ฝรั่ง ชมพู่ ส้ม มะนาว มะกอกฝรั่ง มะกอกน้ำ ลำไย ลิ้นจี่ มะไฟ ส้มโอ กระท้อน ละมุด มะกรูด มะขามเทศ

          วิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ กล้วย มะละกอ สับปะรด

      2. การขยายพันธุ์โดยใช้ต้นตอ

          วิธีการติดตา เงาะ กระท้อน มะเฟือง องุ่น พุทรา อโวกาโด

          วิธีการต่อกิ่ง ลองกอง ทุเรียน มะปราง มะม่วง มะขาม

          วิธีการทาบกิ่ง ขนุน มะปราง มะม่วง

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 27 พฤษภาคม 2548
 

นักวิจัย มก.ใช้ระบบไหลลอยฟ้าขยายพันธุ์สตรอเบอรี่

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — sootin claimon @ 3:47 pm

นักวิจัย มก.ใช้ระบบไหลลอยฟ้าขยายพันธุ์สตรอเบอรี่.

      สตรอเบอรี่ พืชเศรษฐกิจต้นกำเนิดจากโครงการหลวง เป็นผลไม้ที่มีรสชาติอร่อยเป็นที่รู้จักกันมาหลายร้อยปีแล้ว ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ผลผลิตเพิ่มปริมาณอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ก็มาจากการผสมพันธุ์ใหม่ ที่ให้ผลผลิตที่ยาวนาน การนำระบบปลูกแบบดูแลอย่างใกล้ชิดมาใช้ ตลอดจนการเลือกพื้นที่ปลูกที่มีความเหมาะสมมากกว่าในอดีต ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกสตรอเบอรี่ส่วนใหญ่จะอยู่ทางภาคเหนือ เพราะมีอากาศหนาวเย็น เช่น จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และในพื้นที่บางจังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น เลย และเพชรบูรณ์ เป็นต้น และในอนาคตสตรอเบอรี่มีแนวโน้มที่สามารถปลูกได้ในพื้นที่ภาคกลางแถบจังหวัดกาญจนบุรี

        ดร.ณรงค์ชัย พิพัฒน์ธนวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันค้นคว้าและพัฒนาระบบนิเวศเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หัวหน้าโครงการวิจัยและพัฒนาพันธุ์สตรอเบอรี่ ได้เปิดเผยว่า พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงก่อตั้งโครงการหลวงหรือ “มูลนิธิโครงการหลวง” ในปัจจุบัน ซึ่งหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เป็นประธานมูลนิธิฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยอนุรักษ์ต้นน้ำลำธารของพื้นที่ทางภาคเหนือของประเทศไทย และหยุดยั้งการปลูกฝิ่นของชาวไทยภูเขา โดยหาพืชมาปลูกทดแทน โครงการวิจัยสตรอเบอรี่เป็นหนึ่งในโครงการดังกล่าวที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นผู้รับผิดชอบ โดยได้รับทุนวิจัยจากฝ่ายงานวิจัย กระทรวงเกษตร ประเทศสหรัฐอเมริกา Agricultural Research Service USDA ที่ได้สนับสนุนสตรอเบอรี่สายพันธุ์ต่าง ๆ เพื่อทดลองปลูกในสถานีทดลองเกษตรที่มีระดับความสูงที่ต่างกัน รวมทั้งศึกษาโรค แมลง การจัดการหลังเก็บเกี่ยว การบรรจุหีบห่อ ตลอดจนด้านการตลาดทั้งในและต่างประเทศ
        ปัจจุบันได้มีการส่งเสริมให้เกษตกรชาวเขาปลูกสตรอเบอรี่พันธุ์ใหม่ ๆ หลายสายพันธุ์ และพันธุ์ที่เกษตรกรนิยมปลูกเป็นการค้าส่วนใหญ่ของประเทศ ได้แก่ พันธุ์พระราชทาน 16, 50 70 และ 72 โดยเฉพาะพันธุ์ 72 (Tochiotome) ซึ่งเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 72 พรรษา ประสบความสำเร็จในการส่งเสริมเป็นการค้าแบบรับประทานผลสด และเมื่อปี พ.ศ. 2542 ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกกันอย่างแพร่หลายจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ยังได้นำเทคนิควิธีการปลูกและขยายพันธุ์สตรอเบอรี่แบบไหลลอยฟ้ามาใช้ เพื่อให้ได้ต้นแม่พันธุ์จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อที่ปราศจากโรค โดยเฉพาะโรคที่มักแพร่ระบาดทางดิน
        ดร.ณรงค์ชัย ได้กล่าวถึง “ระบบไหลลอยฟ้า” (Sky-runner system) ว่า เป็นการนำต้นแม่พันธุ์ที่ปลอดเชื้อโรคไปปลูกเป็นแถวในรางหรือภาชนะที่ยกขึ้นสูงจากระดับของพื้นดินประมาณ 1.6-1.8 เมตร ภายในโรงเรือนหลังคาพลาสติกมุงตาข่าย ปัจจุบันนิยมปลูกในวัสดุปลูกแบบที่ไม่มีดินเป็นส่วนผสม (Soilless media) และปล่อยให้ไหลแต่ละเส้นห้อยลงได้อย่างอิสระ ซึ่งไหลแต่ละต้นจะไม่สัมผัสกับพื้นดินเลย ทำให้ไหลและต้นไหลสตรอเบอรี่สะอาดและปราศจากโรค และได้ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับระบบไหลลอยฟ้านี้ ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกสตรอเบอรี่ได้รู้จักกันอย่างกว้างขวางด้วย
         ขณะนี้ทีมนักวิจัยกำลังผสมพันธุ์สตรอเบอรี่สายพันธุ์ใหม่ที่สถานีวิจัยดอยปุย และสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเป็นแปลงทดลองครบวงจรที่มีทั้งระบบการปลูก การผลิต การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อผลิตต้นพันธุ์ และศึกษาสายพันธุ์ต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งสตรอเบอรี่พันธุ์ใหม่ที่มีขนาดผลที่ใหญ่กว่าพันธุ์พระราชทาน 72 ที่มีรสหวาน เนื้อในสีแดงสด ผลรูปทรงหัวใจ และแข็งแรงทนต่อการขนส่ง ให้ผลผลิตต่อต้นสูง ซึ่งโดยรวมแล้วมีคุณสมบัติที่ดีเหมาะแก่การส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเพื่อการค้าประเภทรับประทานผลสด และยังเป็นสายพันธุ์ลูกผสมของประเทศไทยเองด้วย ขณะนี้นักวิจัยกำลังเร่งทำการขยายพันธุ์ให้มีปริมาณมาก เพื่อการทดสอบในขั้นต่อไป และให้เพียงพอต่อการนำไปส่งเสริมแก่เกษตรกรในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า

 

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 27 พฤษภาคม 2548
 

การผลิตน้ำหมักยอเพื่อบริโภค

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — sootin claimon @ 3:43 pm

การผลิตน้ำหมักยอเพื่อบริโภค.

ความเป็นมาของการบริโภคน้ำหมักยอ

     เมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธ์วงศ์ ได้นำน้ำหมักชีวภาพมาเผยแพร่และแนะนำสู่การบริโภค ส่งผลให้เกิดการนำวัตถุดิบต่าง ๆ มาหมักเพื่อบริโภค โดยเชื่อกันว่าในน้ำหมักมีเอ็นไซม์และจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ต่อมาประมาณปี พ.ศ. 2542 ได้มีการนำเข้าน้ำผลไม้โนนิมาขายในประเทศไทย โดยระบุสรรพคุณว่าสามารถฟื้นฟูและรักษาสุขภาพ โดยมีราคาขวดละประมาณ 1,000 บาท โนนิก็คือ “ผลยอ” นั่นเอง จึงทำให้ประชาชนสนใจและหันมาบริโภคผลยอ ซึ่งเดิมไม่มีราคา ปล่อยให้สุกหล่นอยู่ใต้ต้น และลองนำมาทำน้ำหมักชีวภาพเพื่อการบริโภค จากการบริโภคพบว่า ทำให้สุขภาพดีกว่าเดิม จึงทำให้มีการบริโภคกันมากขึ้นในช่วงปี 2543-44 และเมื่อประชาชนนิยมบริโภคกันมาก แต่ยังขาดองค์ความรู้พอเพียงต่อการยืนยันความปลอดภัยในการบริโภค ดังนั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ จึงได้เชิญนักวิชาการจากสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ทั่วประเทศมาจัดทำร่างงานวิจัยเรื่องน้ำหมักชีวภาพเพื่อการบริโภคขึ้นในปี 2545

ประโยชน์ของการบริโภคน้ำหมักยอ

      ผลจากการสำรวจโดยเก็บข้อมูลน้ำหนักชีวภาพทั่วไปในท้องตลาด พบว่า ผลิตจากผลยอมากเป็นอันดับหนึ่ง (ร้อยละ 61.1) รองลงมาคือ กระชายดำ ข้อมูลจากการสอบถามและสัมภาษณ์ผู้บริโภคน้ำหมักยอ จำนวน 235 ราย ให้คำตอบว่าขับถ่ายดีกว่าเดิม (ร้อยละ 67.7) นอนหลับมากกว่าเดิม (ร้อยละ 63.8) รู้สึกกระปรี้กระเปร่า (ร้อยละ 61.3) หายปวดข้อ (ร้อยละ 49.8) รับประทานอาหารได้มากขึ้น (ร้อยละ 41.7) และคุณภาพชีวิตด้านอื่น ๆ ดีขึ้น ได้แก่ อารมณ์ดีขึ้น (ร้อยละ 55.3) จิตใจปลอดโปร่งแจ่มใส (ร้อยละ 50.2) สบายใจ (ร้อยละ 43.0) (ธวัชชัยและคณะ, 2547)

      จากการให้ผู้มีอาการท้องผูกบริโภคน้ำหมักยอ 2 ช้อนแกง (60 ลูกบาศก์เซนติเมตร) หลังอาหารเย็นเป็นเวลา 3 วัน พบว่า มีการขับถ่ายได้มากกว่าเดิมคือ 1.1 ครั้งต่อวัน จากเดิมเคยถ่าย 0.57 ครั้งต่อวัน (วารุณีและประไพพรรณ, 2547)

      และเมื่อทดลองให้ผู้ป่วยโรคเอดส์บริโภคพบว่าอาการต่าง ๆ ดีขึ้น โดยเฉพาะอาการท้องร่วงลดลง (มปน, 2547)

สรรพคุณทางยาของน้ำหมักยอ

      การที่ผู้บริโภคมีอาการต่าง ๆ ดีขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากเชื่อว่าในผลยอมีสรรพคุณทางยาที่หลากหลายและสามารถแก้อาการต่าง ๆ ได้ดังนี้คือ

       แก้อาเจียน เนื่องจากมีสารแอสเปรูโลไซด์ (asperuloside)

       แก้อาการท้องผูก ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับพยาธิตัวกลม พยาธิเส้นด้าย และขับเลือดหลังคลอด เนื่องจากมีสารแอนทราควินโนน (anthraquinone)

       ลดอาการอักเสบ ฆ่าแบคทีเรียบางชนิด และลดความดันเนื่องจากมีสารสโคโปเลติน (scopoletin)

       ต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันมะเร็ง เนื่องจากมีสารแดนนาแคนทาล (dannacanthal)

       ป้องกันเซลล์จากสารพิษ และฟื้นฟูเซลล์ที่เสื่อมให้กลับทำงานได้เป็นปกติ กระตุ้นต่อมไพนีล (pineal gland) มีผลทำให้การทำงานของสมองดีขึ้น ช่วยควบคุมชีโรโตนีน (Serotonin) เพื่อสร้างฮอร์โมนมีลาโตนีน (melatonin) ซึ่งช่ยในการนอนหลับ ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย และสภาพอารมณ์ในวัยรุ่น ช่วยให้รังไข่เติบโตและทำงานได้อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากมีสารโปรเซโรนีน (proxeronin) ซึ่งจะเปลี่ยนไปเป็นเซโรนีน (xeronin) (กองบรรณาธิการ, 2544, นันทวันและอรนุช, 2543)

      จากการตรวจหาเมททิลแอลกอฮอล์ พบว่า มีในบางตัวอย่าง แต่ในตัวอย่างที่พบยังอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย นอกจากนี้จากการศึกษาความเป็นพิษของผลยอพบว่า ไม่เป็นพิษต่อตับ แต่การบริโภคน้ำหมักยอในปริมาณมาก ๆ อาจเป็นอันตรายต่อไต และเกิดโรคความดันขึ้นได้ โดยเฉพาะผู้ที่ป่วยด้วยโรคไต ไม่ควรบริโภค

การผลิตน้ำหมักยอ

      สูตรที่ใช้คือ ลูกยอ 3 ส่วน น้ำตาลทราย 1 ส่วน น้ำ 10 ส่วน และน้ำผักดองเปรี้ยว 1 ส่วน วัตถุดิบที่ใช้คือ ลูกยอ น้ำตาลทราย น้ำ น้ำผักดองเปรี้ยว อุปกรณ์ที่ใช้คือ หม้อ ขวดปากแคบหรือถังน้ำดื่มปากแคบที่มีฝาปิด

      วิธีการ

       คัดลูกยอเอาแต่ผลแก่ล้างน้ำให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นขนาดที่สามารถบรรจุลงในขวดหรือถังน้ำได้

       นำลูกยอที่หั่นแล้วมาลวกในน้ำเดือด (เช่นเดียวกับการลวกถั่วงอกในร้านขายก๋วยเตี๋ยว)

       นำยอที่ลวกแล้วมาบรรจุในถังน้ำหรือขวดที่ลวกด้วยน้ำเดือด

       ต้มน้ำให้เดือด ใส่น้ำตาลคนจนน้ำตาลละลาย แล้วปิดฝา (ฝาที่ใช้ต้องลวกด้วยน้ำเดือด) ทิ้งไว้ให้เย็นแล้วนำมาใส่ถังหรือขวดที่ใส่ลูกยอลวกไว้

       กรองเอาแต่น้ำผักดองเปรี้ยวมาใส่

       ตั้งถังไว้ในที่ร่ม เขย่าถังน้ำหรือขวดทุก 3 วัน โดยก่อนเขย่าให้คลายเกลียวฝาที่ปิดเพื่อระบายอากาศออกทุกครั้ง แล้วปิดให้แน่นเหมือนเดิมโดยไม่ยกฝาออกเพื่อป้องกันการปนเปื้อนของจุลินทรีย์อื่น ๆ หมักนาน 1 เดือน จะได้น้ำหมักยอเปรี้ยว

       กรองเอาแต่น้ำไปใส่ในขวดใบใหม่ที่ลวกด้วยน้ำร้อนแล้ว โดยบรรจุให้เต็มขวดแล้วปิดฝา

       ปล่อยให้ตกตะกอนจนน้ำใส แล้วทำกาลักน้ำ เอาเฉพาะส่วนน้ำใส นำไปต้มที่อุณหภูมิไม่เกิน 85 องศาเซลเซียส นาน 10 นาที บรรจุขวดขณะร้อนให้เต็มแล้วปิดฝา จะเก็บไว้บริโภคได้นาน

ข้อเสนอแนะ

      เมื่อใส่ทุกอย่างลงไปในถังหรือขวดแล้ว ควรให้เหลือช่องอากาศ หรือที่ว่างตรงปากถังหรือขวดประมาณ 1/5 ของถังหรือขวด เนื่องจากจุลินทรีย์ชนิดที่มีอยู่นี้ไม่ต้องการอากาศในการเจริญเติบโต จึงควรใช้ภาชนะในการหมักเป็นขวดหรือถังน้ำดื่มปากแคบ และขณะหมัก จุลินทรีย์จะสร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาจึงต้องมีการเขย่าเพื่อระบายก๊าซออกไปจากถัง มิฉะนั้นอาจทำให้ถังระเบิดได้ นอกจากนี้ภาชนะที่ใช้ควรเป็นขวดหรือถังพลาสติกที่ใช้ใส่น้ำดื่ม เพราะน้ำหมักที่ได้มีสภาวะเป็นกรด จึงไม่ควรใช้ภาชนะชนิดอื่น เพราะอาจทำปฏิกิริยากับกรด เช่น อลูมิเนียมทำปฏิกิริยากับกรดจะทำให้ภาชนะจะผุกร่อน ทำให้มีโลหะอลูมิเนียมตกค้างอยู่ในน้ำหมัก หรือการใช้ถังพลาสติกสีอาจมีโอละหนักที่ใช้เป็นเม็ดสีละลายออกมาอยู่ในน้ำหมักได้

      น้ำผักดองเปรี้ยวที่ใช้เป็นแหล่งของจุลินทรีย์เริ่มต้นในการหมักนั้น อาจใช้น้ำผักกาดเขียวปลีดองเปรี้ยวที่ซื้อมาจากร้านค้าที่ดองขายเป็นถุง ๆ ซึ่งยังมีการหมักอยู่โดยสังเกตได้จากการที่ยังมีฟองอากาศเล็ก ๆ อยู่ในถุง หรือจะทำเองก็ได้โดยใช้ผักชนิดใดก็ได้ แต่แนะนำให้ใช้ดอกโสน เนื่องจากดอกโสนค่อนข้างสะอาดปราศจากยาฆ่าแมลงและให้น้ำดองที่มีสีสวย โดยเริ่มจากนำผักหรือดอกโสนมาล้างให้สะอาด แล้วใส่ขวดหรือถุง จากนั้นใส่น้ำให้ท่วมผักหรือดอกโสนแล้วชั่งน้ำหนักของผักหรือดอกโสนกับน้ำรวมกัน แล้วนำมาคำนวณหาปริมาณเกลือที่จะใส่ลงไป โดยใส่เกลือ 3% ของน้ำหนักรวมของผักกับน้ำ กดทับผักให้จมลงใต้น้ำโดยใช้ถุงน้ำปิดอีกที หรือถ้าหมักในถุงก็ปิดปากถุงให้เกลืออากาศน้อยที่สุด หมักไว้นาน 7 วัน จึงนำมาใช้ โดยนำตัวผักหรือดอกโสนไปบริโภค แต่ส่วนน้ำนำมาใช้หมักน้ำหมักยอ

      น้ำหมักยอมีประโยชน์มากหากทานในปริมาณที่กำหนดและสามารถทำเองได้ง่าย ๆ เพื่อบริโภค หรือเป็นรายได้เสริม นอกจากนี้วิธีการทำน้ำหมักยอที่แนะนำนี้จะได้น้ำหมักที่ไม่มีแอลกอฮอล์ด้วย

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 25 เมษายน 2548
 

ลักษณะของพืชที่ขาดธาตุอาหาร

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — sootin claimon @ 3:37 pm

ลักษณะของพืชที่ขาดธาตุอาหาร.

       ไนโตรเจน ใบมีสีเขียวจางแล้วเหลือง โดยเฉพาะใบแก่ที่อยู่ตอนล่างของพืช ต้นพืชโตช้า ผลรากหรือส่วนที่สะสมอาหารมีขนาดลดลง

       ฟอสฟอรัส ใบมีลักษณะสีม่วงแดงบนแผ่นใบ เส้นใบ และลำต้นจะเห็นเด่นชัด ทางด้านใต้ใบสำหรับฝั่งใบจะมีสีทึบเข้ม ขอบใบม้วนงอไหม้ ต้นโตช้า ผอมสูง มีไฟเบอร์มาก ทำให้หยาบแข็ง ค่อนข้างจะสุกหรือแก่ช้ากว่าปกติ

       โพแทสเซียม ลักษณะอาการที่ใบคือ ขอบใบจะม้วนงอ ใบจะแห้งเป็นมัน มีจุดสีน้ำตาลอยู่ทั่วไป พบเห็นชัดเจนในใบตอนที่อยู่ส่วนล่าง ๆ ของต้นพืช ลักษณะอาการในต้นพืชคือ ต้นโตช้า อาการที่ผลราก ผลสุกไม่สม่ำเสมอ ถ้าเป็นมะเขือเทศเนื้อจะเละ
       แคลเซียม ลักษณะอาการที่ใบคือ ใบเหลือง มีจุดประขาวอยู่บนใบส่วนยอด ดูคล้ายอาการยอดด่าง และยอดอ่อนมักจะมีอาการม้วนงอ บางทีขอบใบก็หยักเป็นคลื่น ถ้าเป็นที่ลำต้น จะแสดงอาการต้นอ่อน โตช้า ที่ผลและรากมะเขือเทศเป็นก้นจุด ส่วนถ้าเป็นที่ขึ้นฉ่าย เป็นโรคไส้ดำ
       แมกนีเซียม ลักษณะอาการที่ใบจะมีจุดประสีเหลืองอยู่ทั่วทั้งใบ ที่ใบแก่หรือใบที่อยู่ตอนล่างของต้น ตรงขอบจะมีจุดสีน้ำตาล ปลายใบจะแห้งเป็นสีน้ำตาล สำหรับผักกาดใบจะมีสีซีดจางลง ลักษณะอาการที่แสดงที่ลำต้นคือ ต้นพืชจะมีขนาดเล็กลงมาก เปราะหักง่าย ส่วนที่ผลรากนั้นคือ ผลจะแก่ช้ากว่าปกติ

       กำมะถัน ลักษณะอาการแสดงที่ใบคือ ใบที่อยู่ส่วนล่างและใบแก่จะมีสีเหลือง ส่วนที่ลำต้นพืชนั้น ลำต้นจะแข็งแต่บอบบาง

       เหล็ก ลักษณะอาการที่แสดงที่ใบคือ ใบอ่อนหรือใบส่วนยอดมีสีเหลืองและมีขนาดเล็กกว่าปกติ

       สังกะสี ใบเลี้ยงของถั่วฝักยาว มีจุดสีน้ำตาลแดง ใบข้าวโพดมีแถบสีเขียวเหลืองที่โคนใบ ส่วนถ้าขาดในผักกาด จะทำให้เส้นใบของหัวผักกาดแดงมีสีเหลืองและมีอาการไหม้ ส่วนลักษณะอาการที่ผลคือ ไหมของข้าวโพดจะโผล่ออกมาช้ากว่าปกติมาก ข้าวโพดมีฝักน้อย เพราะขาดการผสมพันธุ์

       แมงกานีส ใบมีขนาดเล็กผิดปกติ ยอดมีสีเหลือง ใบมีสีเหลือง โดยที่เส้นใบยังคงมีสีเขียวอยู่ มีจุดสีน้ำตาลเล็ก ๆ และอาจจะขยายวงกว้าง สำหรับในข้าวโพดมีแถบสีเหลืองแคบ ๆ ส่วนลักษณะที่แสดงลำต้นคือ ต้นพืชผอมโกร่ง มีขนาดเล็ก ติดผลน้อย

       ทองแดง พืชผักบางอย่างแผ่นใบจะมีสีเหลือง บางอย่างใบจะยาวผิดปกติ เช่น ผักกาดหอม ลักษณะอาการที่แสดงที่ใบคือ ต้นพืชโตช้า ย่นและอ่อน ถ้าหัวหอมขาดธาตุแมงกานีสจะทำให้หัวหอมอ่อนนุ่ม เปลือกบาง สีขาวซีด
       โบรอน ขอบใบเหลืองปนน้ำตาล ใบอ่อนงอ ในพืชพวกที่ลงหัว เช่น ผักกาดหัว ใบจะเป็นจุด ๆ ลักษณะอาการที่แสดงที่ต้นพืชคือ ต้นพืชมีขนาดลดลง ยอดแห้งตาย ในหัวผักกาดแดงมีจุดประสีน้ำตาลหรือสีดำ ในกะหล่ำดอก ดอกจะเป็นสีน้ำตาล บรอคโคลีก็อาการเช่นเดียวกัน
       โมลิบดินั่ม ใบสีจางซีดผิดปกติ กะหล่ำดอกมีใบที่แคบ ช่องระหว่างเส้นใบจะเหลือง ต้นพืชแคระแกร็น ผลมีขนาดเล็กลง ดอกกะหล่ำหลวมไม่แน่น

      คุณผู้อ่านได้ทราบเรื่องราวของธาตุอาหารของพืช และลักษณะอาการที่ต้นพืชจะแสดงอาการ หากว่าขาดธาตุอาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง ก็ลองสังเกตดู จะได้ใส่ปุ๋ยได้ถูกต้อง เพราะว่าต้นพืชที่แสดงอาการต่าง ๆ บางครั้งไม่ใช่โรค ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีแต่อย่างใด เพียงแต่พืชขาดธาตุอาหารนั่นเอง

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 25 เมษายน 2548
 

การจัดการดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์เพื่อเพิ่มผลผลิตอ้อย

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — sootin claimon @ 3:32 pm

การจัดการดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์เพื่อเพิ่มผลผลิตอ้อย.

 ลักษณะดินและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

     สภาพพื้นที่ควรเป็นที่ดินหรือที่ลุ่มไม่มีน้ำท่วมขัง ลักษณะดินเป็นดินร่วน ดินร่วนเหนียว หรือดินร่วนปนทราย มีการระบายน้ำและอากาศดี มีค่าความเป็นกรดเป็นด่างอยู่ในช่วง 5.5-7.0 ค่าความเค็มไม่เกิน 4.0 เดซิซิเมนต่อเมตร อุณหภูมิ 30-35 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝน 1,000-1,500 มิลลิเมตรต่อปี และมีความต้องการปริมาณธาตุอาหารไนโตรเจน 14 กิโลกรัมต่อไร่ ฟอสฟอรัส 10 กิโลกรัมต่อไร่ และโพแทสเซียม 30 กิโลกรัมต่อไร่

พันธุ์อ้อย

      ควรคัดเลือกพันธุ์อ้อยที่มีความสมบูรณ์จากแปลงที่ไม่มีการระบาดของโรคใบขาว เหี่ยวเน่าแดง แส้ดำ กอตะไคร้ และหนอนกอลายจุด และมีอายุเก็บเกี่ยว 10-14 เดือน

การเตรียมดิน

      ก่อนปลูกทำการไถกลบด้วยผานสาม 1-2 ครั้ง ลึก 30-50 เซนติเมตร ตากดิน 7-10 วัน ถ้าเป็นต้นฤดูฝนให้พรวน 1 ครั้ง ถ้าปลายฤดูฝนต้องพรวนเพิ่มอีก 2-3 ครั้ง จนดินร่วนซุย เพื่อกลบเศษซากพืชจากฤดูก่อนและทำลายวัชพืชต่าง ๆ ให้ลดจำนวนลง ถ้ามีชั้นดินดาน หรือหลังการรื้อตอเพื่อเตรียมดินปลูกใหม่ทุกครั้งต้องไถระเบิดดินดานให้ลึก 50-75 เซนติเมตร และทำการปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อปรับปรุงบำรุงดินและตัดวงจรการระบาดของโรค พืชปุ๋ยสดที่นิยมปลูกในไร่อ้อย ได้แก่ ถั่วมะแฮะ อัตรา 6 กิโลกรัมต่อไร่ หรืออาจใช้ปอเทือง อัตรา 5 กิโลกรัมต่อไร่ หรือถั่วพร้า อัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่ หว่านหรือโรยเป็นแถวก่อนปลูกอ้อย แล้วทำการไถกลบเมื่อพืชปุ๋ยสดออกดอก หรือเมื่ออายุ 50 วัน แล้วปล่อยให้ย่อยสลาย 15 วัน จึงเตรียมแปลงปลูกอ้อย ในขณะเตรียมดินก่อนปลูกอ้อยให้ฉีดพ่นปุ๋ยอินทรีย์น้ำที่ผลิตจากสารเร่ง พด.2 อัตรา 5 ลิตรต่อไร่ นำมาเจือจาง 1:500 และก่อนการปลูกอ้อยให้ใส่เชื้อจุลินทรีย์ควบคุมเชื้อสาเหตุโรคพืชที่ผลิตจากสารเร่ง พด.3 ระหว่างแถวที่จะปลูกอ้อย อัตรา 100 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อป้องกันโรคเน่าคอดิน และลำต้นเน่าของอ้อย ทำการปลูก้อยในพื้นที่ที่เตรียมไว้ โดยทำการยกร่องปลูกให้มีระยะระหว่างร่อง 1.0-1.5 เมตร อ้อยที่มีการแตกกอมาก หรือปานกลางให้ปลูกเป็นแถวเดียว ส่วนอ้อยที่มีการแตกกอน้อยให้ปลูกเป็นแถวคู่ ระยะในแถวคู่ 30-50 เซนติเมตร

      การปลูกต้นฤดูฝนกลบตออ้อยด้วยดินให้สม่ำเสมอ หนา 3-5 เซนติเมตร ส่วนการปลูกปลายฤดูฝนกลบตออ้อยด้วยดินให้แน่นหนาประมาณ 20 เซนติเมตร ในพื้นที่ที่มีความลาดชัน ควรปลูกแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยปลูกในช่วงต้นฤดูฝนเป็นแถวตามแนวระดับขวางความลาดเทของพื้นที่ภายหลังจากที่ไถเตรียมดินแล้ว โดยการขุดหลุมในร่องที่ไถไว้สำหรับเป็นแนวระดับยาวตามพื้นที่ให้แต่ละต้นห่างกัน 5 เซนติเมตร แฝกแนวต่อไปก็จะปลูกขนานกับแนวแรก โดยมีระยะห่างขึ้นกับสภาพความลาดชันของพื้นที่ เช่น ถ้าระยะตามแนวดิ่งคือ 2 เมตร แนวรั้วแฝก ณ ความลาดเอียง 5% 10% และ 15% จะอยู่ห่างกัน 40 เมตร 15 เมตร และ 10 เมตร ตามลำดับ ควรระมัดระวังในการไถเตรียมดินโดยให้รักษาแนวแฝกไว้ นอกจากนี้ ควรตัดใบแฝกให้อยู่ระดับ 30-50 เซนติเมตร และปลูกแฝกซ่อมแซมให้หนาแน่น แนวรั้วแฝกที่หนาแน่นมีประสิทธิภาพในการช่วยชะลอและกระจายน้ำไหลบ่า เพิ่มการแทรกซึมน้ำลงสู่ผิวดิน รักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน

การปลูกพืชแซม

      ในพื้นที่ที่ไม่มีความลาดชันหลังจากปลูกอ้อยได้ 15 วัน ให้ทำการปลูกพืชปุ๋ยสด เช่น ถั่วพุ่มหรือถั่วพร้า โรยเป็นแถวแทรกระหว่างแถวอ้อย เพื่อป้องกันวัชพืช เมื่อพืชปุ๋ยสดมีอายุ 50 วัน ให้ทำการตัดแล้วนำมาคลุมดินเพื่อรักษาความชื้นในดินและเพิ่มอินทรียวัตถุกับดิน การปลูกพืชแซมสามารถปลูกได้ในอ้อยตอที่ปลูกปีแรก

ถั่วพุ่ม
ถั่วพร้า

การดูแลรักษา

      การให้น้ำสำหรับแหล่งปลูกอ้อยที่มีน้ำชลประทาน ควรให้น้ำทันทีหลังปลูก ต้องไม่ให้อ้อยขาดน้ำติดต่อกันนานกว่า 20 วัน และทำการฉีดพ่นปุ๋ยอินทรีย์น้ำให้กับพืชปุ๋ยสดทุก 7 วัน อัตรา 2 ลิตรต่อไร่ นำมาเจือจาง 1:1,000 เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของพืชปุ๋ยสด และหลังปลูกอ้อยแล้ว 15 วัน ให้ฉีดพ่นปุ๋ยอินทรีย์น้ำทางใบ และลำต้นหรือรดลงดินให้กับอ้อยทุก ๆ 1 เดือน จนถึงระยะเก็บเกี่ยว กรณีที่ปลูกพืชแซมในขณะที่ให้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำกับอ้อย ควรฉีดพ่นปุ๋ยอินทรีย์น้ำให้กับพืชตระกูลถั่วที่ปลูกแซมแทรกระหว่างแถวอ้อย

การป้องกันกำจัดโรคและแมลง

   โรคใบขาว โรคแส้ดำ โรคกอตะไคร้ หนอนกอจุดใหญ่ หนอนเจาะลำต้น เพลี้ยจั๊กจั่นสีน้ำตาล และแมลงศัตรูธรรมชาติ โดยใช้สารสกัดธรรมชาติหรือสารป้องกันกำจัดศัตรูอ้อย

การจัดการดินหลังเก็บเกี่ยว

       หลังจากตัดอ้อยส่งโรงงานแล้ว สามารถเก็บตอไว้ได้ 2 ปี ให้นำเศษเหลือจากการเก็บเกี่ยว เช่น ใบอ้อย และยอดอ้อยคลุมดิน เป็นการรักษาความชื้นและเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน และดำเนินการปรับปรุงบำรุงดิน โดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ การปลูกพืชปุ๋ยสดแซมระหว่างแถวอ้อย และใช้เชื้อจุลินทรีย์ควบคุมเชื้อ สาเหตุโรคพืชในอ้อยตอ ปีที่ 1 และอ้อยตอ ปีที่ 2 การจัดการดินเพื่อปลูกอ้อย โดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ดังกล่าวนี้ จะสามารถลดอัตราการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้ประมาณ 50% หรือสามารถเพิ่มผลผลิตอ้อยเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับวิธีการปฏิบัติเดิมของเกษตรกรได้ประมาณ 20%

 

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 25 เมษายน 2548
 

มันสำปะหลัง

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — sootin claimon @ 3:29 pm

มันสำปะหลัง.

      ประเทศไทยมีการปลูกมันสำปะหลังเชิงการค้ามาเป็นเวลานานกว่า 30 ปี โดยผลผลิตหัวมันสดที่ได้ส่วนหนึ่งจะถูกแปรรูปเป็นแป้งมันสำปะหลังเพื่อใช้เป็นอาหารคน และใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น การทำกาว อุตสาหกรรมกระดาษ สิ่งทอ เป็นต้น

      หัวมันสดอีกส่วนหนึ่งจะถูกแปรรูปเป็นมันเส้นและมันอัดเม็ดใช้เป็นอาหารสัตว์ ที่ผ่านมาประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกมันอัดเม็ดรายใหญ่ที่สุดของโลก ส่วนใหญ่นำไปใช้เลี้ยงสัตว์ โดยตลาดหลักได้แก่ ประเทศไทย สหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งเคยส่งออกได้ปีละ 5.5-7 ล้านตัน ในขณะที่การใช้มันสำปะหลังเป็นอาหารสัตว์ในประเทศในขณะนั้นยังน้อยมาก ทว่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 เป็นต้นมา สหภาพยุโรปมีนโยบายลดการสนับสนุนทางการเกษตร (CA reform policy) อย่างต่อเนื่อง ทำให้ธัญพืชในสหภาพยุโรปมีราคาลดลง ส่งผลให้มันอัดเม็ดในสหภาพยุโรปมีราคาลดลง และการใช้มันอัดเม็ดในอาหารสัตว์ก็ลดลงตามไปด้วย

     การส่งเสริมการใช้มันสำปะหลังเป็นอาหารสัตว์ในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดส่งออกให้น้อยลง ในปี พ.ศ. 2540 มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย ร่วมกับศูนย์ค้นคว้าและพัฒนาวิชาการอาหารสัตว์แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ดำเนินโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการส่งเสริมการใช้มันสำปะหลังเป็นอาหารสัตว์ในประเทศไทย โดยในช่วงแรกเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ยังไม่ค่อยให้การยอมรับเท่าใดนัก เพราะมีความคิดไม่ถูกต้อง และมีความไม่เข้าใจเกี่ยวกับมันสำปะหลังมาก่อน แต่ด้วยสถานการณ์และความจำเป็นบังคับ เนื่องจากผลพวงของวิกฤตเศรษฐกิจที่ทำให้วัตถุดิบอาหารต่าง ๆ มีราคาแพงขึ้น เพราะการลดค่าเงินบาท แต่ราคาสัตว์ชีวิตตกต่ำ เนื่องจากกำลังการบริโภคของประชาชนลดลง ประกอบกับราคามันสำปะหลังในขณะนั้นก็ตกต่ำมาก เพราะส่งออกได้น้อย จึงเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ จำเป็นต้องใช้มันสำปะหลังให้สูตรอาหารสัตว์ เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ แต่เกษตรกรใช้มันสำปะหลังเป็นอาหารสัตว์ด้วยความเข้าใจมากขึ้น จนกระทั่งปัจจุบันเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร โคเนื้อ และโคนม ทั้งรายเล็ก กลาง ใหญ่ ยอมรับการใช้มันสำปะหลังในสูตรอาหารสัตว์กันอย่างกว้างขวาง

      นอกจากนี้มันสำปะหลังยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพการเป็นวัตถุดิบอาหารที่เหมาะสมในการเลี้ยงไก่เนื้อ เพื่อการส่งออกด้วยจากการติดตามประเมินผลพบว่า เกษตรกรพอใจกับการใช้มันสำปะหลังในอาหารสัตว์ชนิดต่าง ๆ มาก เนื่องจากสัตว์เลี้ยงที่กินสูตรอาหารมันสำปะหลัง นอกจากจะเติบโตและให้ผลผลิตตามปกติแล้ว สัตว์เหล่านี้ยังมีสุขภาพดีขึ้นกว่าเดิมมาก ไม่ค่อยเจ็บป่วย ทำให้สามารถลดการใช้ยาปฏิชีวนะในสูตรอาหาร หรือในการเลี้ยงสัตว์ลงได้ อีกทั้งเนื้อสัตว์หรือผลผลิตจากสัตว์ เช่น ไข่ นม ก็มีรสชาติดีขึ้น มูลสัตว์มีกลิ่น และเกิดแมลงวันลดลง ที่สำคัญสัตว์มีความชอบในการกินสูตรอาหารมันสำปะหลังเป็นอย่างมาก หากสูตรอาหารนั้นได้รับการปรุงแต่งแก้ไขให้ถูกต้อง

      ปัจจุบันแม้ว่ามันสำปะหลัง (มันเส้น) มีราคาสูงขึ้น แต่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์จำนวนมากยังคงใช้มันสำปะหลังในสูตรอาหารเหมือนเดิม เนื่องจากข้อดีและข้อได้เปรียบของมันสำปะหลังที่เหนือกว่าข้าวโพด

      จากความพึงพอใจของสัตว์และเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ในการใช้มันสำปะหลังในสูตรอาหารเลี้ยงสัตว์ทำให้ต้องมีการวิเคราะห์ วิจัย รวมทั้งการหาสาเหตุและเหตุผลในข้อดีของมันสำปะหลังที่เหนือกว่าข้าวโพดที่เป็นคู่แข่งหลักในตลาดอาหารสัตว์พบว่า มันสำปะหลังมีลักษณะในเชิงอาหารสัตว์ที่โดดเด่นเหนือกว่าข้าวโพดหลายประการดังนี้

       แป้งมันสำปะหลังเป็นแป้งอ่อน (soft starch)  สามารถดูดน้ำได้เร็ว และเกิดการเจลลาติไนซ์ (gelatinization) ได้เร็วในระบบทางเดินอาหารของสัตว์ ซึ่งมีผลทำให้แป้งในมันสำปะหลังถูกย่อยได้เร็วในทางเดินอาหารเช่นกัน ปรากฎการณ์นี้ก่อให้เกิดผลดีกับตัวสัตว์เป็นอย่างมาก เพราะตัวสัตว์จะเกิดความเครียดจากการย่อยอาหารน้อยลง อีกทั้งแป้งที่ย่อยเร็วจะช่วยทำให้ประชากรของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย (non-pathogenic bacteria) ในทางเดินอาหารเพิ่มมากขึ้น และมีผลทำให้ปริมาณจุลินทรีย์ที่เป็นเชื้อโรคต่อร่างกาย (pathogenic bacteria) ในทางเดินอาหารลดลง ส่งผลต่อสัตว์ให้มีสุขภาพดีขึ้นโดยปริยาย ไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะในการควบคุมเชื้อโรค อีกทั้งยังมีผลทำให้มูลสัตว์มีกลิ่นลดลงเป็นอย่างมากด้วย ในขณะที่แป้งในข้าวโพดจะเป็นแป้งแข็ง (hard starch) ซึ่งดูดน้ำได้ช้า และเกิดการเจลลาติไนซ์ในระบบทางเดินอาหารช้าตามไปด้วย สัตว์ต้องใช้ระยะเวลานานขึ้นในการย่อยข้าวโพด ทำให้อึดอัดและเกิดความเครียดมากกว่าในการย่อยอาหาร นอกจากนี้แป้งที่ย่อยได้ช้าจะทำให้การเติบโตของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในทางเดินอาหารลดลง และมีส่วนทำให้ปริมาณจุลินทรีย์ที่เป็นเชื้อโรคในทางเดินอาหารเพิ่มมากขึ้น ตัวสัตว์จะได้ผลกระทบจากเชื้อโรคมากขึ้น อาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะเข้าช่วย อีกทั้งมูลสัตว์จะมีกลิ่นแรงมากขึ้นด้วย

        มันสำปะหลังมีการปนเปื้อนของสารพิษ เชื้อราน้อยมากหรือไม่มีเลย เมื่อเปรียบเทียบกับข้าวโพดที่มีโอกาสปนเปื้อนของสารพิษเชื้อรามากกว่า ได้แก่ สารพิษที่สร้างโดยเชื้อราที่ขึ้นบนวัตถุดิบอาหาร เช่น สารพิษอะฟลาทอกซิน สารพิษชีราลีโนน ฯลฯ สัตว์ที่กินอาหารปนเปื้อนสารพิษเชื้อราจะแสดงอาการกินอาหารน้อยลง การเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตน้อย สมรรถภาพการสืบพันธุ์ลดลง รวมทั้งมีผลทำให้การสร้างภูมิต้านทานโรคของสัตว์ลดลงด้วย ตัวสัตว์จะป่วยง่ายและต้องใช้ยาปฏิชีวนะในการเลี้ยงสัตว์มากขึ้น นับเป็นความโชคดีของคนไทยที่มีมันสำปะหลังเป็นพืชหลักของประเทศชนิดหนึ่ง และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่ใช้ในการเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ มันเส้น และมันอัดเม็ดที่ผลิตโดยทั่วไป ซึ่งมักจะมีการปนเปื้อนของเชื้อราหรือมีราขึ้นโดยธรรมชาติ แต่ผลจากการวิเคราะห์และวิจัยพบว่า เชื้อราที่ขึ้นบนมันสำปะหลังไม่มีการสร้างสารพิษเชื้อราที่เป็นปัญหาต่อการเลี้ยงสัตว์แต่ประการใด หรืออาจมีการสร้างสารพิษดังกล่าวบ้าง แต่ในปริมาณที่น้อยมาก จนไม่เป็นอันตรายต่อการเลี้ยงสัตว์

       มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบอาหารจากดิน ซึ่งจะมีจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะแบคทีเรียที่ผลิตกรดแลคติค (lactic acid bacteria) ปนเปื้อนมาด้วย ซึ่งแบคทีเรียชนิดนี้มีประโยชน์ต่อร่างกายสัตว์เป็นอย่างมาก โดยมีผลทำให้สัตว์มีสุขภาพดี มีความทนทานต่อเชื้อโรคต่าง ๆ ในสภาพแวดล้อมดี และทำให้การเลี้ยงสัตว์มีการใช้ยาปฏิชีวนะลดลงหรือไม่จำเป็นต้องใช้เลย

       หากพิจารณาข้อได้เปรียบของมันสำปะหลังในเชิงอาหารสัตว์ดังกล่าวข้างต้นแล้วจะพบว่า มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบอาหารสำหรับการเลี้ยงสัตว์ในสหัสวรรษใหม่ของโลกนี้ การเลี้ยงต้องเป็นธรรมชาติ ที่สำคัญต้องมีการใช้ยาปฏิชีวนะลดลง หรือต้องไม่ใช้เลย ซึ่งนอกจากการส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในประเทศแล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังได้ร่วมกับศูนย์ค้นคว้าและพัฒนาวิชาการอาหารสัตว์แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย ตลอดจนภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการพัฒนาสู่ทางการขยายตลาดการใช้ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในต่างประเทศให้มากยิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน ดังนั้น อนาคตของการใช้ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังเป็นอาหารสัตว์ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศจึงเริ่มสดใสขึ้นอีกครั้ง

 

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 25 เมษายน 2548
 

การจัดการดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์เพื่อเพิ่มผลผลิตพืชผัก

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — sootin claimon @ 3:21 pm

การจัดการดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์เพื่อเพิ่มผลผลิตพืชผัก.

ลักษณะดินและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

      พื้นที่ปลูกผักควรเป็นที่ราบ มีความสม่ำเสมอ ไม่ควรเป็นที่ต่ำที่อาจมีน้ำท่วมขังได้ง่าย แต่ควรมีน้ำเพียงพอสำหรับใช้ตลอดปี หรือตลอดฤดูกาล ดินที่เหมาะสมควรเป็นดินร่วนมีความอุดมสมบูรณ์สูง มีการระบายน้ำและการถ่ายเทอากาศดี มีค่าความเป็นกรดเป็นด่างประมาณ 6.0-6.5 ดินล่างไม่ควรเป็นชั้นของดินดาน เพราะจะทำให้น้ำซึมผ่านไม่สะดวก พืชอาจเหี่ยวเฉาได้ในกรณีที่มีฝนตกหนัก หรือให้น้ำมากเกินไป

การเลือกพันธุ์พืชผัก

    
      ควรเลือกพันธุ์ที่มีความต้านทานต่อศัตรูพืช ปราศจากเชื้อโรค ผลผลิตสูงและมีคุณภาพตรงตามที่ตลาดต้องการ รวมทั้งเลือกพันธุ์ที่เจริญเติบโตดีเหมาะสมกับฤดูปลูก และสภาพดินฟ้าอากาศที่ปลูก ควรแช่เมล็ดพันธุ์ผักในน้ำอุ่นที่มีอุณหภูมิ 50-55 องศาเซลเซียส นาน 10-15 นาที จะช่วยกำจัดเชื้อโรคพืชและเป็นการกระตุ้นให้เมล็ดพันธุ์งอกได้สม่ำเสมอ ช่วยลดปริมาณการใช้เมล็ดพันธุ์

การเตรียมดิน

      1. ทำการปรับระดับพื้นที่ให้ราบเรียบ ไม่เป็นแอ่งขังน้ำ ไถเตรียมดินด้วยการไถดะ 1 ครั้ง ตากดินทิ้งไว้ 7 วัน เพื่อกำจัดแมลง โรค และวัชพืช แล้วทำการไถพรวน 1 ครั้ง จะทำให้ดินมีเนื้อละเอียด ร่วนซุย เหมาะแก่การปลูกพืชผัก ในพื้นที่ที่มีปัญหาวัชพืชและเคยมีศัตรูพืชระบาดอย่างรุนแรงมาก่อน ควรจะตากดินทิ้งไว้อีก 7 วัน แล้วไถพรวนอีกครั้งหนึ่ง

      2. หลังจากนั้นให้ทำการยกร่องกว้างประมาณ 1.5 เมตร สูงประมาณ 25-30 เซนติเมตร เป็นอย่างน้อย จะช่วยในเรื่องการระบายน้ำได้ ระยะระหว่างร่อง 30-50 เซนติเมตร ให้หว่านปุ๋ยหมักอัตรา 4 ตันต่อไร่ หรือปุ๋ยคอก 2 ตันต่อไร่ ให้ทั่วพื้นที่ ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากับดิน

      3. ฉีดพ่นปุ๋ยอินทรีย์น้ำที่ผลิตจากสารเร่ง พด.2 ในอัตรา 5 ลิตรต่อไร่ เจือจาง 1:500 เพื่อเพิ่มธาตุอาหาร และสารเร่งการเจริญเติบโตแก่พืชและจุลินทรีย์ดิน

      4. หว่านเชื้อจุลินทรีย์ควบคุมเชื้อ สาเหตุโรคพืชที่ผลิตจากสารเร่ง พด.3 ในอัตรา 100 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อป้องกันโรครากเน่าและโคนเน่าในช่วงแรกที่ปลูก แล้วจึงปลูกพืชผัก

วิธีการปลูก

      1. ประเภทที่ต้องเพาะกล้าก่อนแล้วจึงย้ายปลูก เป็นพืชผักที่เมล็ดพันธุ์มีขนาดเล็ก ต้องการการดูแลรักษาระยะต้นกล้ามากกว่าพืชผักชนิดอื่น เช่น กะหล่ำดอก กะหล่ำปลี ผักกาดขาวปลี มะเขือเทศ เป็นต้น แปลงเพาะกล้าควรมีขนาดกว้าง 1 เมตร สูง 10 เซนติเมตร อาจปลูกโดยการหว่านเมล็ดผักให้สม่ำเสมอ อย่าให้แน่นเกินไป หรือโรยเมล็ดตามร่องเล็ก ๆ บนแปลงเพาะ แต่ละร่องห่างกัน 15-20 เซนติเมตร หลังจากนั้นเกลี่ยดินกลบบาง ๆ และใช้ฟางข้าวคลุมดินแล้วรดน้ำ ควรให้น้ำกล้าผักวันละ 2 ครั้ง เมื่อกล้าผักอายุได้ 1-2 สัปดาห์ ให้ถอนต้นกล้าอ่อนแอ เป็นโรค และต้นที่อยู่ชิดกันทิ้ง กล้าที่เหมาะสมจะย้ายปลูก ควรมีใบจริง 3-5 ใบ

      2. ประเภทที่หว่านเมล็ดลงในแปลงได้เลย ผักประเภทนี้มีอายุสั้น โตเร็ว มีระยะปลูกถี่ เมล็ดหาง่ายและราคาถูก เช่น ผักชี ผักกาดเขียว กวางตุ้ง คะน้า สามารถปลูกได้ 2 วิธีคือ

           2.1 โดยหว่านเมล็ดให้กระจายทั่วแปลง คลุมด้วยฟางบาง ๆ และรดน้ำเป็นฝอยละเอียดให้ทั่วแปลง เมื่อต้นกล้างอกและมีใบจริงประมาณ 1-2 ใบ ให้เริ่มถอนแยกโดยเลือกต้นกล้าที่แข็งแรงไว้ และจัดระยะปลูกให้พอเหมาะ

           2.2 โดยการโรยเป็นแถว วิธีนี้จะประหยัดเมล็ดพันธุ์ได้มากกว่าวิธีหว่าน โดยโรยเมล็ดให้เป็นแถวในร่องอีก 0.5-1 เซนติเมตร เมื่อต้นกล้างอกให้ถอนต้นที่อ่อนแอและเบียดชิดกันทิ้ง

      3. ประเภทที่ใช้ปลูกเป็นหลุม ผักประเภทนี้เป็นพวกที่มีเมล็ดดต เช่น ถั่วฝักยาว ถั่วลันเตา แตงกวา ฟักทอง มะระ ผักกาดหัว เป็นต้น โดยหยอดเมล็ดตามหลุมปลูกที่เตรียมไว้หลุมละ 2-3 เมล็ด ลึกประมาณ 1.2-2.5 เซนติเมตร กลบด้วยดิน เมื่อต้นกล้ามีใบจริงประมาณ 2 ใบ ให้ถอนต้นที่อ่อนแอทิ้ง เหลือไว้หลุมละ 1 ต้น

การดูแลรักษา

      1. หลังจากปลูกผักแล้วให้ใช้ฟางข้าว อัตรา 1 ตันต่อไร่ คลุมดินระหว่างแถวของพืชผักที่ปลูก เพื่อรักษาความชื้น ควบคุมวัชพืช และเมื่อฟางข้าวสลายตัว จะช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดินอีกทางหนึ่ง

      2. การใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ ฉีดพ่นปุ๋ยอินทรีย์น้ำ อัตรา 2 ลิตรต่อไร่ เจือจาง 1:1,000 ทางใบและลำต้น หรือรดลงดิน ควรทำในตอนเช้าหรือหลังจากฝนตก และให้อย่างสม่ำเสมอทุก 7 วัน จนกระทั่งเก็บเกี่ยวผลผลิต จะช่วยเร่งการเจริญเติบโตของรากพืช เพิ่มการขยายตัวของใบ การยืดตัวของลำต้น และส่งเสริมการออกดอกและติดผลดีขึ้น

      3. ในกรณีที่มีการใส่ปุ๋ยเคมีให้ทำการแบ่งใส่ 2 ครั้ง เท่า ๆ กัน ครั้งแรกหลังปลูกผักไปแล้ว 3 สัปดาห์ หรือหลังจากย้ายกล้าปลูกแล้ว 7 วัน ครั้งที่สองหลังจากครั้งแรก 2-3 สัปดาห์ หรือเมื่อผักเริ่มออกดอก ติดผลโดยโรยรอบ ๆ ต้น หรือโรยบาง ๆ ระหว่างแถวอย่าให้ชิดโคนต้น แล้วพรวนดินกลบ และรดน้ำตาม

      4. การให้น้ำ ควรรดน้ำอย่างสม่ำเสมอในช่วงเวลาเช้าและเย็น ไม่ควรรดตอนแดดจัด อย่าปล่อยให้น้ำขังแปลง

การจัดการดินหลังเก็บเกี่ยว

      หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ให้สับกลบเศษพืชผักลงดินและปล่อยให้ย่อยสลาย 7 วัน แล้วจึงเตรียมดินดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เพื่อปลูกพืชผักครั้งต่อไป การจัดการดินเพื่อปลูกพืชผักโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์จะสามารถลดอัตราการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ หรือสามารถเพิ่มผลผลิตได้ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการเดิมของเกษตรกร

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 11 มีนาคม 2548
 

การเลี้ยงปลาหมอตาล

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — sootin claimon @ 3:17 pm

การเลี้ยงปลาหมอตาล.

การเตรียมบ่อเลี้ยงปลาหมอตาล

      ขนาดของบ่อเลี้ยงขึ้นอยู่กับความสะดวกของผู้เลี้ยง แต่โดยทั่วไปบ่อเลี้ยงมีขนาดตั้งแต่ 400-1,000 ตารางเมตร หรือ 3-4 ไร่ขึ้นไป ความลึกของบ่อควรลึกประมาณ 1-1.5 เมตร ทั้งนี้ เพื่อจะได้ใช้เลี้ยงปลาซึ่งมีขนาดโต ถ้าพื้นที่กว้างจะทำให้ปลาเจริญเติบโตได้ดี และจะมีอาหารธรรมชาติมากขึ้น เพราะปลาหมอตาลเป็นปลาที่เพาะพันธุ์ทางธรรมชาติได้โดยการผสมพันธ์กันเอง ซึ่งขึ้นอยู่กับความสะอาดของบ่อ ต้องไม่มีศัตรูของปลาหมอตาลที่จะไปกินไข่ปลาในระหว่างปลาเริ่มวางไข่ ถ้ามีศัตรูของปลาจะทำให้ไข่ถูกทำลายได้ง่าย และไม่สามารถฟักเป็นตัวได้ คันบ่อต้องมีความลาดเอียงเพื่อป้องกันดินพัง จะลาดเอียงขนาดใดก็ขึ้นอยู่กับชนิดของดิน คันบ่อต้องมีขนาดใหญ่และสูงเพื่อป้องกันน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก ปลาชนิดนี้สามารถเลี้ยงได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย

การเตรียมบ่อใหม

      ถ้าเป็นบ่อใหม่ซึ่งดินมีสภาพเป็นกรด ควรใช้ปูนขาวปรับค่าความเป็นกรดและด่าง ในอัตราส่วน 100-300 กิโลกรัม เพื่อให้ค่าความเป็นกรดและด่างอยู่ในระดับ 7.5-8.5 ถ้าสภาพบ่อเป็นกรดมากคือ ในระดับต่ำกว่า 4 ควรใช้ปูนขาวประมาณ 300 กิโลกรัมต่อไร่ โรยที่พื้นบ่อก่อนปล่อยน้ำเข้าบ่อ ถ้าเป็นบ่อเก่าที่เคยเลี้ยงปลามาแล้ว จำเป็นต้องปรับปรุงบ่อโดยการกำจัดวัชพืช หรือพันธุ์ไม้น้ำออกให้หมด การที่บ่อสะอาดปราศจากวัชพืชต่าง ๆ จำพวกผักตบชวา จอก หรือแหน จะช่วยให้การหมุนเวียนของอากาศภายในบ่อดีขึ้น และยังเป็นการกำจัดที่อยู่อาศัยของศัตรูของปลาหมอตาลได้เป็นอย่างดี

ศัตรูของปลาหมอตาล

      เป็นพวกปลากินเนื้อ เช่น ปลาช่อน ปลาดุก และสัตว์ชนิดอื่น เช่น กบ เขียด และปู เป็นต้น ควรจับสัตว์เหล่านี้ออกเสียก่อนโดยวิธีระบายน้ำออกให้แห้งแล้วจับขึ้นมา พร้อมทำการล้างบ่อโดยการลอกเลนที่ก้นบ่อ หรือใช้โล่ติ๊นในอัตราส่วน 1 กิโลกรัมต่อพื้นที่ขนาด 100 ตารางเมตร ทุบหรือบดโล่ติ๊นให้ละเอียดแล้วแช่น้ำในปี๊บ นำน้ำไปราดให้ทั่วบ่อปลา ศัตรูของปลาจะตายและลอยขึ้นมา ต้องเก็บขึ้นไม่ให้เหลือซากเน่าในบ่อ ซึ่งอาจทำให้น้ำเสียในภายหลังได้ ก่อนปล่อยปลาหมอตาลลงเลี้ยง ควรทิ้งระยะไว้ประมาณ 10 วัน เพื่อให้ฤทธิ์ของโล่ติ๊นสลายตัวหมด

     ((โล่ติ๊น หรือชื่ออื่น ๆ เช่น กะลำเพาะ เครือไหลน้ำ หางไหลแดง ไหลน้ำ อวดน้ำ เป็นไม้เถาเนื้อแข็ง ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อยรูปไข่กลับแกมใบหอก หรือรูปไข่กลับแกมขอบขนาน กว้าง 5-7 เซนติเมตร ยาว 10-20 เซนติเมตร ดอกเป็นช่อสีชมพู ออกที่ซอกใบ ดอกย่อยรูปดอกถั่ว กลีบดอกสีชมพูแกมม่วง ผลเป็นฝัก สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยาคือ ราก ใช้รากฆ่าเหาและเรือด ฆ่าแมลง เบื่อปลา โดยนำรากมาทุบ แช่น้ำทิ้งไว้ ใช้เฉพาะส่วนน้ำ พบมีสารพิษชื่อ rotenone ซึ่งสลายตัวง่าย ถ้าใช้ฆ่าแมลง จะไม่มีพิษตกค้าง)

ารใส่ปุ๋ยในบ่อ

      ปลาหมอตาลเป็นปลากินพืช กินอาหารตามธรรมชาติพวกแพลงค์ตอน แต่ปริมาณอาหารพวกนี้อาจไม่เพียงพอ ซึ่งมีผลทำให้ปลาโตช้า ดังนั้นจึงต้องช่วยเพิ่มปริมาณอาหารในบ่อให้มากขึ้นอยู่เสมอ โดยการใส่ปุ๋ยเคมี และปุ๋ยคอก เช่น มูลวัว มูลสุกร หรือมูลไก่ แม้กระทั่งปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยพืชสดลงไปในบ่อ ปริมาณปุ๋ยที่เหมาะสมที่จะใส่ลงในบ่อนั้น ถ้าหากเป็นปุ๋ยหมักส่วนใหญ่จะใส่ในอัตราส่วน 500-700 กิโลกรัมต่อไร่ ถ้าเป็ยปุ๋ยคอกจะใส่ในอัตราส่วน 400-500 กิโลกรัมต่อไร่ และปุ๋ยเคมีใส่ในอัตราส่วน 16 กิโลกรัมต่อไร่

การปล่อยปลาลงบ่อที่เตรียมไว้แล้ว

      เมื่อเตรียมน้ำในบ่อให้มีธาตุอาหารตามธรรมชาติครบถ้วนแล้ว สามารถปล่อยลูกปลาหมอตาลลงบ่อได้ โดยขนาดของตัวปลาขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้เลี้ยง แต่จำนวนในการปล่อยปลาหมอตาลที่เหมาะสมคือประมาณ 5,000 ตัวต่อพื้นที่ 1 ไร่

ระยะเวลาในการเลี้ยงปลาหมอตาลเพื่อเป็นปลาเนื้อ

      ใช้ระยะเวลาประมาณ 7-8 เดือน เท่ากับปลานิล หรือปลาหมอกลม (ปลาหมอไทย) แต่จะแตกต่างกันที่ขนาดและน้ำหนัก ปลาหมอตาลที่มีขนาดพอเหมาะจะมีน้ำหนักประมาณตัวละครึ่งกิโลกรัม ถ้าต้องการน้ำหนักดี ให้เลี้ยงประมาณ 1 ปี จะได้น้ำหนัก 0.8-1 กิโลกรัม

การให้อาหารปลาหมอตาล

      โดยธรรมชาติปลาหมอตาลสามารถเจริญเติบโตได้จากการกินอาหารตามธรรมชาติที่มีอยู่ในบ่อ แต่เพื่อให้ปลาโตเร็ว ก็ควรให้อาหารเพิ่มจำพวกรำ ปลายข้าว กากถั่ว ขี้ไก่ไข่ กากน้ำปลา มูลหมู การให้อาหารจะให้วันละ 1-2 ครั้ง แล้วแต่ความสะดวกของผู้เลี้ยง ควรกะปริมาณให้พอดี ไม่ควรให้มากจนเกินไป ส่วนมากจะให้ประมาณ 4% ของน้ำหนักปลาที่เลี้ยง ถ้ามีการให้อาหารเม็ดโปรตีน 25% ก็ให้ได้วันละ 10% ของน้ำหนักปลา แล้วปรับปริมาณอาหารเพิ่มขึ้นได้ตามขนาดน้ำหนักปลาที่เพิ่มขึ้น การให้อาหารถ้าให้มากเกินไปปลาจะกินไม่หมด จะทำให้น้ำในบ่อเสียได้

การเจริญเติบโต

      ปลาหมอตาลเป็นปลาที่เจริญเติบโตได้เร็ว มีอัตราการรอดของลูกปลาสูง จึงไม่ควรปล่อยจำนวนปลามากเกินไป อัตราการปล่อยปลาหมอตาลที่ไม่รวมกับปลากินพืชชนิดอื่นจำนวนที่ปล่อยโดยทั่ว ๆ ไป 4,500-5,000 ตัวต่อไร่ ถ้ารวมกับปลากินพืชชนิดอื่นต้องลดจำนวนลงให้พอเหมาะ และควรให้อาหารเพียงพอกับความต้องการของปลาตามขนาด โดยทั่วไปเมื่อปลาหมอตาลอายุ 7-8 เดือน จะได้น้ำหนักตัวประมาณ 500-600 กรัม แต่ถ้าเลี้ยงปลาจนอายุ 10-12 เดือน จะได้น้ำหนักตัวปลาประมาณ 900-1,000 กรัม นับว่าเป็นปลาที่มีอัตราการแลกเนื้อที่ดี ปลาหมอตาลปกติสามารถวางไข่ได้ตามธรรมชาติ แต่อัตราการรอดของลูกปลาจะแตกต่างจากปลานิลมาก เพราะปลานิลมักอมไข่และลูกไว้ในปาก ขณะที่มีศัตรูเข้ามาใกล้ ปลาหมอตาลเป็นปลาที่ไข่ลอยน้ำ มักจะถูกศัตรูทำลายก่อนไข่จะฟักเป็นตัว ปลาหมอตาลเป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ จับได้ง่าย ทำให้ในอดีตปลาหมอตาลถูกจับมาบริโภคเป็นจำนวนมากจนใกล้จะสูญพันธุ์

การเลี้ยงปลาหมอตาลร่วมกับสัตว์น้ำชนิดอื่น

      การเลี้ยงใต้เล้าไก่ โดยการสร้างโรงเรือนเลี้ยงไก่ไว้บนบ่อปลา หรือเลี้ยงใต้เล้าหมู เพื่อให้มูลหมูลงไปในบ่อปลา การเลี้ยงด้วยวิธีนี้เป็นการเลี้ยงที่เป็นผลพลอยได้จากการเลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู เพราะการเลี้ยงปลาหมอตาลรวมกับปลานิล ปลาสวาย ปลาตะเพียน หรือปลาสลิด เมื่อปลามีน้ำหนักได้ประมาณ 200-300 กรัม ศัตรูจากปลากินเนื้อก็จะน้อยลง เพราะปลาหมอตาลสามารถหลบศัตรูได้แล้ว จึงไม่มีปัญหาเมื่อเลี้ยงรวมกับปลาชนิดอื่น ๆ ในบ่อเดียวกัน

การเลี้ยงปลาหมอตาลในนาข้าว

      ทำการปรับปรุงนาข้าว โดยการขุดคูรอบแปลงนาและเสริมคันดินให้สูง อาจแบ่งแปลงนาเป็นขนาดเล็ก ๆ ปล่อยปลาหมอขนาด 1-4 เซนติเมตร ลงไปจำนวน 1,000-1,500 ตัวต่อไร่ เมื่อปลูกข้าวได้ 1-2 สัปดาห์ หรือหลังจากเก็บเกี่ยวแล้ว แต่การเลี้ยงปลาในนาข้าวมีข้อจำกัดอยู่ที่ไม่สามารถใช้ยาปราบศัตรูพืชได้ เพราะจะเป็นอันตรายต่อปลา อาจทำให้ผลผลิตข้าวไม่ดีเท่าที่ควร แต่ก็ได้ผลผลิตของปลาหมอตาลทดแทนคือ จะได้ปลา 600-900 กิโลกรัมต่อไร่

      ปลาหมอตาลเป็นปลาที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีโปรตีนสูง เป็นปลาที่หายาก มีเนื้อมาก รสชาติดี และเป็นปลาที่ผู้เลี้ยงสามารถกำหนดราคาขายได้ ปัจจุบันราคาขายในท้องตลาด ขนาด 2-3 ตัวต่อกิโลกรัม ราคาขายกิโลกรัมละ 40-50 บาท หรือทำการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ปลา เช่น ปลาหมอตาลแดดเดียว ปลาหมอตาลเค็ม หรือนำไปปรุงอาหารชนิดต่าง ๆ เช่น ต้มยำ ฉู่ฉี่ นึ่งมะนาว ทอดราดพริก เป็นต้น นับว่าเป็นปลาที่ควรค่ากับการเลี้ยง

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 11 มีนาคม 2548
 

ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — sootin claimon @ 3:12 pm

ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ.

ปัจจุบันปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลเสื่อมโทรมลง แหล่งน้ำธรรมชาติเกิดมลภาวะหรือน้ำเสีย ซึ่งมีสาเหตุหลายประการดังนี้

      1. เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้ง ปล่อยกุ้งลงเลี้ยงในอัตราความหนาแน่นมากเกินไปคือ อัตราการปล่อยระหว่าง 40-110 ตัวต่อตารางเมตร เมื่อปล่อยกุ้งลงเลี้ยงหนาแน่นมาก มีการให้อาหารมากเกินไป เพื่อเร่งการเจริญเติบโตโดยไม่มีการตรวจสอบให้ถูกต้องเสียก่อนว่าควรเพิ่มอาหารหรือไม่ จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปริมาณสารอินทรีย์ในน้ำสูง ทำให้แหล่งน้ำซึ่งรองรับของเสียต่ำ

      2. การทำสีน้ำ เกษตรกรมักจะทำสีน้ำให้เข้ม เพราะเข้าใจว่ากุ้งชอบอยู่ในน้ำลักษณะดังกล่าว จึงมักมีการเติบปุ๋ยวิทยาศาสตร์ชนิดต่าง ๆ ลงไป เช่น สูตร 15-15-15 หรือ 20-20-20 ซึ่งปุ๋ยดังกล่าวจะไปช่วยเพิ่มปริมาณแพลงค์ตอนในน้ำ ในระหว่างการเลี้ยงตลอดเวลา เมื่อแพลงค์ตอนเหล่านี้ตาย เนื่องจากสาเหตุฝนตก น้ำเป็นกรด จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้กุ้งป่วยหรือตายในที่สุด

      3. การปล่อยน้ำเสียและโคลนเลนลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงมักนิยมในการเลี้ยงด้วยการปล่อยน้ำทิ้งลงในแหล่งน้ำธรรมชาติโดยตรง โดยไม่คิดถึงว่าธรรมชาติมีขีดจำกัดในการรองรับน้ำเสีย ไม่ว่าจะเป็นการดูดเลน หรือดูดขี้กุ้งลงแหล่งน้ำธรรมชาติระหว่างการเลี้ยง หรือฉีดเลนลงแม่น้ำลำคลอง เมื่อต้องการจะเตรียมบ่อ จึงเป็นสาเหตุทำให้แหล่งน้ำธรรมชาติเกิดมลภาวะและตื้นเขิน พื้นดินมีอินทรีย์วัตถุสูง เมื่อดำเนินการเลี้ยงใหม่ ของเสียเหล่านี้ก็จะกลับเข้าสู่บ่อเลี้ยงอีกครั้ง และจะเป็นสาเหตุของโรคตายเดือน และเกิดแพลงค์ตอนหนาแน่นมาก

      4. เกษตรกรขาดความรู้ทางด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ

         4.1 หลักการเลี้ยงกุ้งทะเล

               - การเตรียมบ่อ เกษตรกรมักไม่ตากบ่อให้นานพอ
- การเตรียมน้ำ เกษตรกรไม่ทราบวิธีการเตรียมน้ำที่ดีพอก่อนปล่อยกุ้งลงเลี้ยง
- อัตราการปล่อยกุ้ง เกษตรกรปล่อยกุ้งลงเลี้ยงในอัตราความหนาแน่นมากเกินไป 40-110 ตัวต่อตารางเมตร
 – การควบคุมคุณภาพน้ำ การเปลี่ยนถ่ายน้ำไม่เพียงพอ และการตรวจสอบน้ำไม่สม่ำเสมอ

          4.2 การใช้ยาและสารเคมี เกษตรกรขาดความรู้ในการใช้ยาและสารเคมี หรือยารักษาโรคกุ้ง โดยใช้ลอกเลียนแบบกัน ขาดหลักการพื้นฐาน สาเหตุตลอดจนคุณสมบัติของตัวยาและสารเคมี

          4.3 การจัดระบบน้ำและการวางผังบ่อ

               1. เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ทราบการเลี้ยงที่สมบูรณ์ ทั้งเพื่อการเลี้ยงและการบำบัดของเสียลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ เกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงมีการจัดการไม่ดีพอ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

               2. ทางน้ำเข้าและน้ำทิ้งเป็นคลองเดียวกัน ทำให้เกิดปัญหาน้ำเสียในช่วงน้ำตาย

               3. ไม่มีบ่อพักน้ำดีสำหรับส่งไปยังบ่อเลี้ยง

               4. ไม่มีบ่อกำจัดน้ำเสีย เพื่อใช้ทั้งทางด้านกายภาพ เคมีภาพ และชีวภาพ

          4.4 เกษตรกรขาดความรู้ทางด้านโรคกุ้ง ดังนี้

               1. ไม่สามารถวินัจฉัยได้ว่ากุ้งป่วย เนื่องจากสาเหตุใดบ้าง (คุณภาพน้ำหรือเชื้อโรค)

               2. ขาดความรู้เกี่ยวกับชนิดและลักษณะอาการของโรคกุ้ง

               3. ไม่ทราบวิธีการป้องกันโรคที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ส่วนมากจะเลียนแบบกัน

               4. ขาดความรู้ถึงวิธีการรักษาโรคกุ้ง

           4.5 การฉีดเลน

               ปัจจุบันเกษตรกรบางรายต้องการเลี้ยงกุ้งให้ได้มากรุ่น จึงไม่มีการตากบ่อ โดยจะทำการฉีดเลนออกจากบ่อเลี้ยงกุ้ง ซึ่งขี้เลนดังกล่าวเป็นของเสียจากเศษอาหารที่เหลือ ขี้กุ้งและจากการตายของแพลงค์ตอนในบ่อเลี้ยงนั่นเอง ซึ่งของเสียดังกล่าวมีปริมาณแอมโมเนียสูง จะก่อให้เกิดมลภาวะแก่แหล่งน้ำธรรมชาติ

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 11 มีนาคม 2548