ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

การปลูกกุหลาบตัดดอก ตอนที่ 2 กรกฎาคม 28, 2011

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — sootin claimon @ 7:40 am

http://www.ku.ac.th/e-magazine/oct49/agri/rose2.htm.

    

       การขยายพันธุ์กุหลาบ

       กุหลาบ สามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี เช่น การตัดชำ การตอน การติดตา และการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพื่อให้ได้ต้นกุหลาบที่มีระบบรากที่แข้งแรง และให้ผลผลิตสูง เกษตรกรมักนิยมกุหลาบพันธุ์ดีที่ติดตาบนตอกุหลาบป่า

       วิธีที่นิยมขยายพันธุ์กุหลาบเพื่อผลิตตัดดอก   มีดังนี้

       1. การตัดชำ

          ข้อดีของการปักชำคือ ทำได้ง่าย และเร็ว แต่มีข้อเสียคือ การออกรากจะออกได้ดีเฉพาะบางพันธุ์เท่านั้น และเมื่อนำไปปลูกตัดดอก ต้นจะโทรมเร็วภายใน 2-3 ปี การปักชำทำได้ 2 แบบ คือ

       # การตัดชำกิ่งอ่อน กิ่งชำอ่อนที่ใช้อายุไม่ควรเกิน 45 วัน นิยมกิ่งที่มีดอก กำลังจะบานภายใน 7 วัน จนถึงเมื่อดอกบานแล้ว ไม่เกิน 1 สัปดาห์ โดยตัดกิ่งยาว 12-15 เซนติเมตร ให้มีใบติดมาด้วย กรีดโคนเป็นทางยาว 1-1.5 เซนติเมตร 2 รอย แล้วนำไปจุ่มฮอร์โมนเร่งราก เช่น เซอราดิก เบอร์ 2หรือ ใช้ NAA ผสมกับ IBA อัตรา 1:1 ความเข้มข้นอย่างละ 4,450 ส่วนต่อล้านส่วน ผึ่งให้แห้งในร่ม แล้วนำไปปักชำในกระบะที่มีวัสดุชำ คือ ถ่านแกลบ หรือ ถ่านแกลบผสมทราย รดน้ำให้ชุ่มประมาณ 12-15 วัน กิ่งปักชำก็จะออกราก

       # การตัดชำกิ่งแก่ เพื่อทำเป็นต้นตอสำหรับติดตา การตัดชำกิ่งแก่ควรทำในช่วง ฤดูแล้ง เพราะเป็นระยะที่กิ่งแก่จัด มีอาหารสะสมมากจะช่วยให้ออกรากง่ายขึ้น ควรเลือกกิ่งที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3/8 นิ้ว ตัดกิ่งชำยาว 6-8 เซนติเมตร นำมาชำถุงชำ หรือปักชำในแปลงโดยตรงก็ได้

       2. การติดตา

          เป็นวิธีที่นิยมทำกันมากเพราะ ขยายพันธุ์ได้เร็วและสามารถคัดเลือกต้นตอที่เหมาะสมกับสภาพดินฟ้าอากาศของแต่ละท้องถิ่น ต้นกุหลาบติดตาจะมีระบบรากแข้งแรง มีอายุให้ผลผลิตนาน และให้ผลผลิตสูงกว่ากรปลูกกุหลาบจากการตัดชำ การติดตานั้น ควรเลือกต้นตอให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ ต้นตอที่นิยมใช้มีดังนี้

       @ อินดิก้าเมเจอร์ (Rose indica ‘ Major ‘ ) นิยมใช้เป็นต้นตอในอิสราเอลและประเทศในตอนใต้

          ข้อดี ปลูกได้ดีในดินทรายและดินที่มี ph สูง ทนต่ออากาศร้อน ให้ก้านดอกยาว และ แข้งแรง ให้ดอกสีดี ดูแลรักษาง่าย

          ข้อเสีย ต้นพันธุ์ดีจะตั้งตัวได้ช้า เมื่อตั้งตัวได้จะเติบโตได้เร็ว และ จะช้าลงตอนท้าย มักแสดงอาการกิ่งแห้งตายหลังการตัดดอกหรือตัดแต่ง ไม่ทนอากาศเย็น และอินดิก้าเมเจอร์ จำนวนมากมีเชื้อไวรัสอยู่

       @ มัลติฟลอร่า (Rose multiflora ) เป็นต้นตอที่นิยมในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นถิ่นกำเนิด ในอิสราแอล และ แอฟริกาตอนใต้

          ข้อดี โตเร็วและให้ผลผลิตสูง ง่ายต่อการดูแลรักษา ทนต่อโรคทั่วไปของกุหลาบดี

          ข้อเสีย ให้ดอกสีไม่เข้มมากนัก ต้นมักมีอายุสั้น และพันธุ์ที่ปลูกจากเมล็ดมักจะไม่ทนต่อโรค คราวน์กอล (crown gall)

       @ อินเนอมิส ( Rosa canina ‘Inermis’ ) เป็นต้นตอที่นิยมปลูกในโรงเรือน ในยุโรป

          ข้อดี ช่วยให้ต้นพันธุ์ดี ให้ผลผลิตสูงขึ้น สีดีขึ้น และทำให้ต้านทานต่อโรคราแป้งเพิ่มขึ้น

          ข้อเสีย ไม่ทนต่อสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงมาก นอกโรงเรือนอาจทำให้ใบร่วงได้ง่าย ไม่ต้านทานโรค ไม่ทนอากาศหนาว และมีหน่อจากต้นตอได้ง่าย

       @ มาเนติ ( Rosa maneti ) เป็นต้นต่อที่นิยมปลูกในประเทศอเมริกา และ ประเทศในแถบทวีปอเมริกาใต้

          ข้อดี เป็นต้นตอที่ดีกว่าอินดิก้าเมเจอร์ เพราะไม่ไวต่อความหนาวเย็น เจริญได้ดีในฤดูหนาว และสามารถขุดจากแปลงและเข้าห้องเย็นได้ทันที และมีข้อได้เปรียบอื่นๆ เหมือนอินดิก้าเมเจอร์

       @ เนทัล ไบร ( Rosa natal ‘Brier’ ) เป็นต้นตอที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในแอฟริกาใต้

          ข้อดี ให้ก้านดอกยาว และให้ผลผลิตสูงในเขตร้อน แต่ไม่ได้มีผลกับทุกๆ พันธุ์

       การติดตาในปัจจุบันเกษตรกรนิยมติดตาในถุงพลาสติก ส่วนในต่างประเทศนิยมขยายพันธุ์ โดยการติดตาในแปลง และ จำหน่ายต้นพันธุ์ล้างราก

       2.1 การติดตาในถุงพลาสติก วิธีการติดตากุหลาบปัจจุบัน นิยมการติดตาแบบชิบ ในประเทศไทยนิยมติดตาบนต้นตอ ซึ่งปักชำออกรากแล้วในถุงพลาสติก ซึ่งทำได้ดังนี้

       # เฉือนต้นตอเฉียงลงให้ลึกเข้าเนื้อไม้ราว 1/4 – 1/3 ของเส้นผ่าศูนย์กลางของต้น  ยาวประมาณ 1 นิ้ว

       # เฉือนต้นตอ ตัดโคนรอยเฉือนครั้งแรก เป็นมุม 45 องศา

       # เฉือนกิ่งพันธุ์ดี ขนาดเท่ากับรอยเฉือนบนต้นตอ

       # แกะส่วนของต้นตอที่เฉือนออก แล้วนำชิ้นส่วนของแผ่นตาเข้าใส่แทนที่

       # พันพลาสติกให้มิดแผ่นตา

       การบังคับตา หลังติดตาไปแล้ว 7-10 วัน ให้ตรวจดูแผ่นที่ติดตาไว้ ถ้าแผ่นตานั้นเป็นสีเขียวสดอยู่ แสดงว่า การติดตานั้นได้ผล ให้แกะแผ่นพลาสติกออก แล้วพันใหม่ โดยเว้นช่องตรงตาไว้เพื่อให้ตาเจริญออกมาได้ แล้วใช้มีดบากกิ่งเหนือตารอยติดตา เพื่อเร่งให้ตาเจริญเติบโตรวดเร็วยิ่งขึ้น ปล่อยให้กิ่งใหม่เจริญเติบโตมีความยาวพอสมควร ก็ตัดต้นตอที่อยู่เหนือกิ่งใหม่ออกทั้งหมด และแกะแผ่นพลาสติกออก ในกรณีที่การติดตาไม่ได้ผล คือแผ่นตาที่ติดกลายเป็นสีน้ำตาลหรือดำ ให้รีบแกะแผ่นพลาสติกและแผ่นตานั้นออก แล้วติดตาใหม่ ในด้านตรงข้ามกับของเดิม

       2.2 การผลิตกุหลาบล้างราก  ในต่างประเทศผู้ปลูกกุหลาบเป็นการค้า มักนิยมซื้อกุหลาบติดตาในลักษณะล้างรากไปปลูก ซึ่งการปลูกวิธีนี้จะลดความเสี่ยงต่อการติดตาไม่ได้ผล สามารถปลูกได้เป็นจำนวนมาก และต้นที่ได้มีความสม่ำเสมอ เพราะมีการคัดขนาดต้นตอและกิ่งพันธุ์ดี ตรงตามพันธุ์ และยังให้ผลผลิตเร็ว แต่ต้นพันธุ์จะมีราคาแพงกว่าที่จะติดตาเอง ต้นพันธุ์กุหลาบล้างรากแบ่งเป็น 2 ชนิด ได้แก่ กุหลาบล้างรากที่ตายังไม่แตก ( dormant eye rose ) และ กุหลาบล้างรากที่ตาแตกแล้วซึ่ง อาจมีอายุ 3 เดือน  6เดือน  1.5 ปี หรือ 2 ปี

       การปลูกและการจัดการ

       @ สภาพที่เหมาะสมในการปลูก

          – พื้นที่ปลูก ควรปลูกในที่ที่ ระบายน้ำได้ดี มีความเป็นกรดเล็กน้อย ph ประมาณ 6-6.5 และได้แสงอย่างน้อย 6 ชั่วโมง

          – อุณหภูมิ อุณหภูมิที่เหมาะสมในการเจริญของกุหลาบคือ กลางคืน 15-18 องศาเซลเซียส และกลางวัน 20-25 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นช่วงอุณหภูมิที่จะทำให้ได้ดอกที่มีคุณภาพ และให้ผลผลิตสูง หากอุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส การเจริญเติบโตและการออกดอกจะช้าอย่างมาก หากอุณหภูมิสูง กว่า 28 องศาเซลเซียส ควรให้มีความชื้นในอากาศสูงเพื่อชลอการคายน้ำ

          – ความชื้น ความชื้นสัมพัทธ์ ที่เหมาะสมกับการเจริญของกุหลาบ คือ ร้อยละ 70-80

          – แสง กุหลาบจะให้ผลผลิตสูง และดอกมีคุณภาพดี ถ้าความเข้มของแสงมาก และ ช่วงวันยาว

       @ โรงเรือนพลาสติก

          การผลิตกุหลาบให้ได้คุณภาพดี จำเป็นต้องปลูกภายในโรงเรือน ซึ่งมีส่วนของหลังคาเป็นพลาสติก หรือ กระจก   โรงเรือนในเขตร้อนช่วยป้องกันน้ำฝนไม่ให้สัมผัสกุหลาบโดยตรง ซึ่งจะช่วยให้ลดความช้ำของดอกและใบ ควบคุมการเกิดโรค เพิ่มประสิทธิภาพการให้ปุ๋ย และสารป้องกันกำจัดศัตรูกุหลาบ โรงเรือนในเขตร้อนควรระบายอากาศภายในโรงเรือนได้ดี โดยความสูงจากระดับพื้นดินถึงรางน้ำ ไม่ควรต่ำกว่า 3.5 เมตร หากโครงสร้างแข้งแรงอาจเพิ่มให้สูงได้ถึง 4 เมตร ความยาวไม่เกิน 28 เมตร และควรมีช่องระบายอากาศ เพื่อการระบายอากาศร้อนภายในโรงเรือน

       @ การปลูก

           การปลูกกุหลาบในโรงเรือน ควรไถดินลึก 50 เซนติเมตร เพื่อให้การระบายน้ำดี จากนั้นจึงผสมปุ๋ยรองพื้นและพรวนดินในช่วง 30 เซนติเมตร ซึ่งเป็นระดับที่รากกุหลาบสามารถดูดซับน้ำ และ ธาตุอาหาร ได้มีประสิทธิภาพที่สุด

       1. เตรียมแปลงโดยปรับหน้าดินให้เรียบ มีความลาดเท 2-4 % เพื่อการระบายน้ำ

       2. ไถลึก 50 เซนติเมตร เพื่อช่วยให้การระบายน้ำดี.

       3. ปรับ ph 5.5-6.5 และ EC ต่ำกว่า 1.25 mS/cm ( 1:2 )

       4. ปรับสภาพทางฟิสิกส์ดินให้ดินร่วนโปร่ง โดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และ แกลบดิบ ในอัตราส่วนดิน : ปุ๋ยอินทรีย์ : แกลบดิน ในอัตราส่วน 3:1:2 ในระดับความลึก 20 เซนติเมตร

          – แกลบดิบ 0.067 คิวบิคเมตร/ตารางเมตร ( 107 คิวบิคเมตร/ไร่ )

          – ปุ๋ยอินทรีย์ ( ปุ๋ยคอก หรือ ปุ๋ยหมัก ) 0.033 คิวบิคเมตร/ตารางเมตร ( 53 คิวบิคเมตร/ไร่ )

       5. เพิ่มธาตุอาหารในดิน ( ฟอสฟอรัส แคลเซียม กำมะถัน )

       6. ผสมให้เข้ากัน ในระดับความลึก 20 เซนติเมตร จากผิวดิน

       7. ยกแปลงกว้าง 90 เซนติเมตร ทางเดิน 60 เซนติเมตร   ในพื้นที่ๆ มีการระบายน้ำดี สามารถปลูกโดยไม่ต้องยกแปลงปลูกได้ แต่หากพื้นที่ระบายน้ำไม่ดี จำเป็นต้องยกแปลงให้สูงขึ้น เพื่อให้มีการระบายน้ำและอากาศได้ดี ซึ่งอาจทำได้โดยยกขอบแปลงโดยใช้อิฐบล๊อก หรือตาข่ายพลาสติกได้

       8. ปลูก 2 แถว   ปลูก 5.5-6 ต้น/ตารางเมตร   ระยะระหว่างต้น 20-25 เซนติเมตร  ระหว่างแถว 40 เซนติเมตร ในพื้นที่โรงเรือน 1 ไร่ จะต้องการต้นพันธุ์ประมาณ 8,000-10,000 ต้น

          การปลูกกุหลาบกลางแจ้ง โดยมากเกษตรกรจะยกแปลงปลูกกว้าง 1 เมตร ทางเดิน 50 เซนติเมตร ระยะปลูก 60 X 60 เซนติเมตร ซึ่งจะต้องใช้ต้นพันธุ์ประมาณ 3,200 ต้น/ไร่

          การปลุกกุหลาบล้างราก เมื่อพร้อมปลูกกุหลาบแบบล้างราก ให้จุ่มส่วนรากในโคลน ( ดินเหนียว ผสมน้ำ และสารเคมี ป้องกันเชื้อรา เช่น บีโนมิล ( เบนเลน ) และกวนให้เข้ากัน เพื่อไม่ให้รากแห้ง ไม่ต้องตัดราก ) จากนั้นจึงปลูกลงแปลงทันที โดยขุดเป็นร่องลึกประมาณ 35 เซนติเมตร และเรียงกุหลาบลงในแปลงโดยต้นตอตั้งตรง และหันตำแหน่งติดตาพันธุ์ดีที่แตกเข้าในแปลง แล้วกลบดินและรดน้ำให้ชุ่ม และรักษาให้ดินชื้นจนกว่าจะงอก

       การให้น้ำและปุ๋ยกุหลาบ

       @ การให้น้ำ

          ให้น้ำระบบน้ำหยด หรือใช้หัวพ่นระหว่างแถวปลูก อัตรา 6-7 ลิตร/ตารางเมตร/วัน หรือ 49 ลิตร/ตารางเมตร/สัปดาห์   อาจให้ทุกวัน  วันเว้นวัน  หรือ 2-3 วันต่อครั้ง แล้วแต่สภาพการอุ้มน้ำของดิน  อย่ารดน้ำให้ดินแฉะตลอดเวลา ควรให้ดินมีโอกาสระบายน้ำ และอากาศเข้าไปแทนที่บ้าง ดังนั้น ใน 1 สัปดาห์ หากปลุกในโรงเรือนจะต้องใช้น้ำประมาณ 78,400 ลิตร หรือ 78.4 คิวบิดเมตรต่อไร่   น้ำที่ใช้ควรมีคุณภาพดี มี ph 5.8-6.5

       @ การให้ปุ๋ยก่อนปลูก

          ปุ๋ยก่อนปลูกคือ ปุ๋ยที่ผสมกับเครื่องปลูกก่อนการปลูกพืช ซึ่งให้ประโยชน์ 2 ประการ คือ

       1. ให้ธาตุอาหารที่พืชต้องการอย่างเพียงพอตั้งแต่เริ่มปลูก

       2. ให้ธาตุอาหารบางชนิดในปริมาณมาก และ เพียงพอสำหรับการปลูกพืชตลอดฤดู ซึ่งทำให้สามารถงดหรือลดการให้ปุ๋ยนั้นๆ ได้

       ระหว่างการปลูกพืช  การให้ธาตุอาหารทุกชนิดแก่พืชในขณะปลูก ทำได้ลำบากเนื่องจากมีถึง 14 ธาตุ ธาตุบางชนิดจะมีอยู่ในดินอยู่แล้ว บางชนิดต้องให้เพิ่มเติม หากเป็นไปได้ควรส่งดินไปตรวจเพื่อรับคำแนะนำว่า ควรปรับปรุงดินได้อย่างไร เช่นที่กองเกษตรเคมี กรมวิชาการเกษตร กรุงเทพฯ หรือหน่วยบริการของมหาวิทยาลัยต่างๆ ในการเตรียมดิน นอกจากจะเพิ่มอินทรีย์วัตถุเพื่อให้ดินร่วนโปร่งแล้ว ยังสามารถเพิ่มธาตุอาหารบางชนิดก่อนปลูกพืชได้เลย โดยไม่ต้องให้อีก หลังปลูกระยะหนึ่ง ธาตุอาหารเหล่านี้คือ

       # แคลเซียม ( Ca ) และ แมกนีเซียม ( Mg ) ตามปกติจะต้องมีการปรับ ph ของดินก่อนปลูกพืช ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว หากใช้หินปูนบด ก็จะให้แต่ธาตุแคลเซียม หากใช้ปูนโดโลไม้ท์ ก็จะได้ทั้งแคลเซียม และ แมกนีเซียม จึงควรเลือกใช้ปูนโดโลไม้ท์ ในการปรับดิน หากดินมีสภาพเป็นกลาง ควรใช้ยิบซั่น ( CaSo4 ) อัตรา 60 กิโลกรัม/100 ตารางเมตร และ แมกนีเซียมซัลเฟต ( MgSo4 ) อัตรา 6 กิโลกรัม/100 ตารางเมตร แทน ทั้งนี้จะให้ธาตุแคลเซียมแก่พืชได้ประมาณ 1 ปี

       # ฟอสเฟต ( P ) และกำมะถัน ( S ) ปกติจะให้ปุ๋ยซุปเปอร์ฟอสเฟต ( 0-20-0 ) ทั้งนี้จะให้ธาตุฟอสเฟตแก่พืชประมาณ 1 ปี เช่นกัน และปุ๋ยซุปเปอร์ฟอสเฟตอัตรา 36 กิโลกรัม/100 ตารางเมตร ซึ่งโดยส่วนประกอบแล้วจะประกอบด้วยยิบซั่มครึ่งหนึ่ง ดังนั้นจึงให้ธาตุ กำมะถัน และแคลเซียมอีกด้วย หากไม่มีซุปเปอร์ฟอสเฟตอาจใช้ทริบเปิ้ลซุปเปอร์ฟอสเฟต ( 0-46-0 ) อัตรา 18 กิโลกรัม/100 ตารางเมตร แทนได้   แต่ ทริบเปิ้ลซุปเปอร์ฟอสเฟตไม่มีกำมะถัน จึงควรผสมยิบซั่มร่วมด้วยอีกหนึ่งส่วนด้วย

       # ธาตุอาหารเสริม โดยมากในดินจะมีธาตุอาหารเสริมอยู่บ้าง หากเป็นดินที่ปลูกพืชมาเป็นเวลานาน อาจขาดธาตุอาหารเสริมผสมลงในดินก่อนปลูกหรือให้หลังปลูกพืชก็ได้

       @ การให้ปุ๋ยระหว่างปลูก

       ปริมาณและสัดส่วนของธาตุอาหาร

       การให้ปุ๋ยระหว่างปลูกพืช เนื่องจากธาตุอาหารส่วนใหญ่จะมีอยู่ในดินแล้ว เมื่อปลูกพืชจึงยังคงเหลือธาตุ ไนโตรเจน และ โปแตสเซียม ซึ่งจะถูกชะล้างได้ง่าย ดังนั้นจึงต้องให้ปุ๋ย ทั้งสองในระหว่างที่พืชเจริญเติบโต ซึ่งการให้ปุ๋ยอาจทำได้โดยการให้พร้อมกับการให้น้ำ ( fertigation )

       การให้ปุ๋ยพร้อมกับน้ำ สำหรับกุหลาบ หากให้ทุกวันจะให้ในอัตราความเข้มข้นของไนโตเจน 160 มิลลิกรัม/ลิตร ( ppm ) และหากให้ปุ๋ยทุกสัปดาห์ควรให้ในอัตราความเข้มข้นของไนโตเจน 480 มิลลิกรัม/ลิตร

       หากจะผสมแม่ปุ๋ยเพื่อให้ปุ๋ยพร้อมน้ำแล้ว ควรกำหนดสัดส่วนของไนโตเจน ฟอสฟอรัส และโปแตสเซียม ตามความต้องการ ธาตุอาหารของกุหลาบในระยะต่างๆ ดังนี้

       # ระยะสร้างทรงพุ่ม       1 : 0.58 : 0.83

       # ระยะให้ดอก              1 : 0.5 : 0.78

       # ระยะตัดแต่งกิ่ง          1 : 0.8 : 0.9

       หากต้องการให้ปุ๋ยเม็ดหว่านรอบโคนต้น ควรให้ปุ๋ยที่มีธาตุไนโตเจน 0.5 กรัม/ต้น/สัปดาห์ หรือ อาจใส่ปุ๋ยสูตร 15 – 15 -15 ในอัตรา 3 กรัม/ต้น/สัปดาห์

       การตัดแต่งกิ่งกุหลาบ

       @ การดูแลกุหลาบระยะแรกหลังปลูก

          เมื่อตากุหลาบเริ่มแตก ควรส่งเสริมให้มีการเจริญทางใบ เพื่อการสะสมอาหาร และสร้างกิ่งกระโดง เพื่อให้ได้ดอกที่มีขนาดใหญ่ และก้านยาว ซึ่งทำได้ด้วยการเด็ดยอด เป็นระยะเวลาประมาณ 2-3 เดือน โดยเด็ดส่วนเหนือใบสมบูรณ์ ( 5 ใบย่อย ) ใบที่สองจากยอด เมื่อดอกมีขนาดเท่าเมล็ดถั่วลันตา จากนั้นกิ่งกระโดงจะเริ่มแทงออก ซึ่งกิ่งกระโดงนี้จะเป็นโครงสร้างหลักให้ต้นกุหลาบ ที่ให้ดอกมีคุณภาพดี

       @ การตัดแต่งกิ่ง

          การตัดแต่งกิ่งกุหลาบปฏิบัติได้หลายวิธ เช่น การตัดสูง ตัดต่ำ และการพับกิ่ง แต่ละวิธีจะใช้หลักการที่คล้ายกัน คือ ตัดแต่งเพื่อให้ได้กิ่งที่สมบูรณ์ เพื่อการตัดดอก และเพื่อให้ได้กิ่งกระโดง มากขึ้น และจะรักษาใบไว้กับต้นให้มากที่สุด เพื่อให้ได้กิ่งที่สมบูรณ์ที่สุด ควรรักษาให้พุ่มกุหลาบโปร่ง และไม่สูงมากเกินไปนัก เพื่อสะดวกต่อการดูแลรักษา และแสงที่กระทบโคนต้นกุหลาบ จะช่วยกระตุ้นให้เกิดกิ่งกระโดงอีกด้วย การตัดแต่งกิ่งที่นิยมในปัจจุบันได้แก่ การตัดแต่งกิ่งแบบ ตัดสูงตัดต่ำ ซึ่งปฏิบัติได้ดังนี้

          การตัดแต่งแบบ ตัดสูงตัดต่ำ ( สูงและต่ำ จากจุดกำเนิดของกิ่งสุดท้าย ) เป็นการตัดแต่งเพื่อให้มีการผลิตดอกสม่ำเสมอทั้งปี

          หลักการ ตัดกิ่งสูงจนกิ่งสุดท้ายมีขนาดเล็ก ให้ดอกที่ไม่ได้คุณภาพ ไม่เหมาะกับการตัดดอก จากนั้นจึงตัดต่ำ ดังนั้นในกุหลาบแต่ละต้น จะมีทั้งกิ่งที่ตัดสูงและต่ำ

       1. การตัดสูง

         1.1 กิ่งกระโดง เมื่อกิ่งกระโดงแทงออกมา ปกติจะไม่ตัดดอกแรกเพื่อขาย การตัดกิ่งกระโดง ควรรอให้ดอกเริ่มเห็นสี จากนั้นจึงตัดกิ่งให้เหลือใบสมบูรณ์ ( ใบที่มีใบย่อย 5 ใบขึ้นไป ) ประมาณ 5-6 ใบ หรือ หากกิ่งยาวและแข้งแรงมาก ให้ตัดสูงจากพื้นแปลงประมาณ 40-50 เซนติเมตร เหนือใบที่สมบูรณ์

         1.2 กิ่งรุ่นที่ 2 ที่แตกจากกิ่งกระโดง กิ่งรุ่นนจะเริ่มใช้ตัดดอก เมื่อดอกพร้อมตัดให้ตัดดอกเหลือใบสมบูรณ์ประมาณ 4 ใบ

         1.3 กิ่งรุ่นที่ 3 ถึง กิ่งที่ดอกไมาสามารถตัดเข้าตลาดได้ เมื่อดอกพร้อมตัด ตัดดอกให้เหลือใบสมบูรณ์ 2 ใบ

       2. การตัดต่ำ   เมื่อก้านและดอก มีขนาดเล็ก ขายไม่ได้นั้น สามารถตัดต่ำได้ 2 วิธี

         2.1 เมื่อดอกเริ่มเห็นสี ให้ตัดต่ำกว่าจุดกำเนิดกิ่งสุดท้าย เหนือใบที่สมบูรณ์ ถัดลงมา เพื่อให้ได้ดอกที่ตัดขายได้ จากนั้นจึงตัดต่ำลงเรื่อยๆ จนถึงกิ่งรุ่นที่ 2 ( มีตาสมบูรณ์อีก 2-3 ตา ) เมื่อตัดเหนือตาที่ 3 กิ่งที่ได้ควรจะเป็นกิ่งขนาดใหญ่ จากนั้นตัดดอกแบบสูง ต่อไป

         2.2 เมื่อดอกเริ่มเห็นสี ให้เด็ดดอกทิ้งที่ขั้วดอก สัปดาห์ต่อมาตาที่โคนใบ ส่วนบนจะเริ่มแตกแทงกิ่งขึ้นมา ให้เด็ดออก จากนั้นอีกหนึ่งสัปดาห์ จึงตัดกิ่งต่ำ วิธีนี้จะช่วยกระตุ้นให้มีการสะสมอาหาร และให้ดอกที่สมบูรณ์ และมีขนาดใหญ่ขึ้น

ในเดือนหน้าเรามาดูต่อว่า การป้องกัน กำจัดศัตรูกุหลาบ การเก็บเกี่ยวและการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว อย่าลืมแวะเข้ามาดูนะครับ

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 31 ตุลาคม 2549
 

ฟางมีค่ากว่าทองคำ ตอนจบ

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — sootin claimon @ 7:36 am

http://www.ku.ac.th/e-magazine/oct49/agri/fan2.htm.

       พืชตระกูลถั่ว

          ถ้าพูดถึงพืชตระกูลถั่วแล้ว ประเทศไทยเรามีถั่วหลายร้อยชนิด เริ่มตั้งแต่พืชตระกูลถั่วที่ใหญ่ที่สุด เช่น มะแต้ มะค่า มะขามเทศ จามจุรี จนถึง พืชตระกูลถั่วที่เล็กที่สุด เช่น ถั่วมะแฮะ ถั่วเขียว ถั่วพร้า ถั่วขอ พืชตระกูลถั่วเหล่านี้มีประโยชน์ต่อดินเป็นอย่างมาก ถ้าหากเรารู้และสามารถนำมาใช้ปุ๋ยบำรุงดินแล้ว ปุ๋ยเคมีก็จะไม่มีประโยชน์ต่อเราเลย        ประโยชน์และคุณสมบัติของพืชตระกูลถั่ว

1. ให้แร่ธาตุไนโตรเจนจำนวนมาก 70-78 %

2. เมื่อเราปลูกถั่ว คลุมด้วยฟาง จะได้แร่ธาตุ NPK ครบสมบูรณ์

3. ป้องกันศัตรูของพืชและโรคระบาดได้เป็นอย่างดี

4. เป็นอาหารที่ให้โปรตีนแก่มนุษย์เป็นอย่างมาก โดยที่เราไม่ต้องไปกินเนื้อสัตว์ต่างๆ

5. ใช้เป็นพืชปลูกคลุมดินและหญ้าชั้นเยี่ยม

ควรปลูกปลายฤดูร้อน ต้นฤดูฝน ซึ่งในฤดูกาลนี้ วัชพืชและหญ้าจะมีไม่มากนัก ถั่วที่คลุมดินได้ดีมีประสิทธิภาพ ปราบหญ้าได้อย่างดเยี่ยม คือ ถั่วขอ ถั่วพร้า

ปุ๋ยเคมีคืออะไร

ปุ๋ยเคมี คือ ปุ๋ยที่มีต้นกำเนิดจากสิ่งที่ไม่มีชีวิต หรือ อนินทรียสาร เมื่อเกษตรกรปลูกพืชและใส่ปุ๋ยเคมีลงไป พืชจะดูดสารเหล่านี้เข้าไปใช้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ส่วนที่เหลือก็จะเป็นสารพิษตกค้างในดินและน้ำ กลายเป็นมลภาวะต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ในที่สุด

การใช้ปุ๋ยเคมีติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้โครงสร้างของดินเสียไป ดินจะกลายเป็นดินด้าน ดินดาน ดินตาย ดินไม่มีชีวิตชีวา ( ดินป่วย ) เมื่อปลูกพืชผักในดินเหล่านี้ พืชผักจะไม่ค่อยแข้งแรง แมลงและศัตรูของพืชก็จะเข้ามาทำลายพืชผักทันที ดินป่วยปลูกพืชผักก็จะป่วย คนกินผักที่ป่วย ก็จะกลายเป็นคนป่วย สุขภาพไม่แข้งแรง สุดท้ายก็ไปหาหมอเพื่อเยียวยา รักษา ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ดังนั้น เราต้องมาเป็นหมอให้ตัวเอง โดยการเลิกใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี หันกลับมาใช้ฟางและถั่วเป็นพืชบำรุงดิน สุขภาพกายและจิตของเราจะดีถ้วนหน้า

ทำอย่างไรจึงจะเขียวตลอดปี

ในหนึ่งปี ถ้าหากคิดเป็นเดือน มีอยู่ 12 เดือน ถ้าคิดเป็นวันมี 365 วัน หรือ 366 วัน แบ่งออกเป็น 3 ฤดู คือ ฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาว พืชผักแต่ละชนิดจะเติบโตแตกต่างกันไป องค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้พืชผักเจริญเติบโต แข้งแรงนั้น คือ คน ดิน น้ำ อากาศ ในบรรดาสิ่งเหล่านี้ ถ้าหากจะจัดลำดับความสำคัญแล้ว คนสำคัญที่สุด ดินจะดี น้ำจะใสสะอาด อากาศจะปลอดโปร่งขนาดไหนก็ตาม ถ้าหากคนไม่รักไม่ศรัทธา ในอาชีพนี้แล้ว ก็ยากจะประสบความสำเร็จได้          ถามว่า อะไรเป็นตัวแปรที่จะทำให้พืชผักเจริญเติบโต แข้งแรง หรือไม่เจริญเติบโต

คำตอบ อากาศเป็นตัวแปรสำคัญที่สุด พืชผักบางชนิดชอบอากาศหนาว บางชนิดชอบอากาศร้อน บางชนิดชอบอากาศอบอุ่น ดังนั้น ถ้าหากเราศึกษาพฤติกรรมการเจริญเติบโตของพืชแต่ละชนิดให้ละเอียดแล้ว การปลูกผักไร้สารพิษที่พวกเรากำลังท้อแท้ก็เป็นสิ่งที่ไม่ยากเกินไปนัก

อีกประการหนึ่ง สิ่งที่เราน่าจะศึกษาเรียนรู้และปรับตัวเองให้เข้ากับสิ่งเหล่านี้คือ ศัตรูของพืชและแมลงต่างๆ ที่จริงสัตว์เหล่านี้ไม่ใช่เป็นสัตว์เลวร้ายที่จะต้องปราบหรือกำจัดมันด้วยสารเคมี และยาฆ่าแมลงที่รุนแรงเสมอไป แมลงเป็นสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลัง สมองนิดเดียว มีมากในฤดูฝน ฤดูร้อนจะวางไข่เป็นหนอน ดังนั้นแมลงในฤดูร้อนจึงมีน้อย ถ้าเราหมั่นศึกษาสิ่งเหล่านี้ และปรับวิถีชีวิตของเราให้เข้ากับธรรมชาติแล้ว คำว่า ไร้สารพิษ และเขียวตลอดทั้งปี  ก็จะเป็นสิ่งที่ไม่ไกลเกินหวังเกินไป

          หมายเหตุ       

          ฤดูร้อน  จะมีเพลี้ยต่างๆ มาก

          ฤดูฝน    จะมีแมลงมาก โดยเฉพาะปลายฤดูฝน แมลงจะเตรียมวางไข่

          ฤดูหนาว จะมีเพลี้ยและแมลงน้อย ดังนั้น ชาวไร่ ชาวนา จะนิยมปลูกพืชหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว

ตารางพืชผักที่ควรปลูกในแต่ละฤดู

ฤดูร้อน
พืชตระกูลเถา เลื้อย และถั่วชนิดต่างๆ จะเจริญเติบโต งอกงามได้ดี ทนแดด ทนร้อน เช่น ฟักแฟง แตงโม แตงไทย บวบ พริก มะเขือชนิดต่างๆ มันแกว มันเทศ ฟักทอง หอม ผักบุ้ง ข้าวโพด งา
ฤดูฝน
ข้าว พริก มะเขือ ตำลึง บวบ ฟักทอง มะระ ชะอม แตงกวา แตงไทย เผือก ฟัก แฟง ข้าวโพด มันแกว โหระพา แมงลัก ตะไคร้ ผักพื้นบ้านต่างๆ
ฤดูหนาว
กะหล่ำปลี คะน้า กวางตุ้ง ขาวปลี เขียวปลี ผักกาดหอม บล็อคโคลี่ หอมใหญ่ หอมแบ่ง มะเขือเทศ กระเทียม แครอท หัวไชเท้า ข้าวโพด พริก
จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 31 ตุลาคม 2549
 

สารธรรมชาติจากใบหูกวาง สามารถควบคุมแบคทีเรียในปลากัด

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — sootin claimon @ 7:32 am

http://www.ku.ac.th/e-magazine/oct49/agri/terminalia.htm.

   

       หูกวาง ( Terminalia catappa Linn. ) เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบ อยู่ในวงศ์ Combretaceae เช่นเดียวกับสมอไทย และ สมอพิเภก มีชื่อสามัญคือ Tropical Almond, Singapore Almond, Bengal Almond, Umbrella Tree และมีชื่ออื่นๆ ที่เรียกกันตามจังหวัดต่างๆ เช่น โคน ( นราธิวาส ) ดัดมือ ตัดมือ ( ตรัง ) ตาป่ง ( พิษณุโลก และ สตูล ) ตาแป่ห์ ( มาเลย์ – นราธิวาส )  หลุมปัง ( สุราษฎร์ธานี ) และ จัดเป็นพันธ์ไม้ชายหาด พบกระจัดกระจายตามชายฝั่ง ปลูกได้ทั่วไป ตั้งแต่ ประเทศอินเดีย ถึง ตอนเหนือของทวีปออสเตรเลีย ปัจจุบัน ได้มีการนำต้นหูกวางมาปลูกทั่วไปในพื้นที่เขตร้อนโดยเฉพาะ ทวีปเอเชีย

       ประเทศไทยสามารถพบต้นหูกวางได้ทั่วไป ตามชายฝั่งทะเลตะวันออกเฉียงใต้ โดยพบมากที่จังหวัดตราดและชลบุรี ภาคตะวันตกเฉียงใต้ พบมากที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และกาญจนบุรี ส่วนภาคใต้พบมากที่จังหวัดนราธิวาส ตรัง และ สุราษฎ์ธานี หูกวางเป็นต้นไม้ขนาดกลางสูง 8-28 เมตร เรือนยอดค่อนข้างกลมหรือทรงรูปพีรามิดหนาทึบ เปลือกต้นสีเทาแตกเป็นร่องตื้น แตกกิ่งในแนวราบเป็นชั้นๆ เมื่อโตเต็มที่ กิ่งปลายจะลู่ลง โตเร็ว ชอบแดดจัด ทนน้ำท่วมขัง ระบบรากแข้งแรง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเวียนสลับถี่ตอนปลายกิ่ง โคนใบสอบแคบ แผ่นใบหนา มีขนปุย ขอบใบเรียบ หูกวางจะผลัดใบในฤดูหนาว ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน

       ดอกออกเป็นช่อแบบติดดอกสลับตามซอกใบ ดอกสีขาวนวลมีขนาดเล็ก ออกดอกเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน และเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม ผลเป็นผลเดี่ยวรูปไข่ หรือ รูปรีป้อมและแบนเล็กน้อย สีเขียว ในแต่ละผลจะมี 1 เมล็ด ผลแก่จะมีสีเหลืองหรือสีเหลืองอมเขียว มีกลิ่นหอม เมื่อแห้งจะมีสีดำคล้ำ ผลจะแก่ในเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน และประมาณเดือน พฤษภาคมถึงมิถุนายน

       องค์ประกอบของใบหูกวาง มีทั้งพวกที่เป็นสารให้สีและแทนนิน ซึ่งเป็นสารที่มีรสฝาด และมีองค์ประกอบทางเคมีที่ค่อนข้างซับซ้อน ละลายน้ำได้ มักเป็นของเหลวที่ขับออกมาจากเปลือก ลำต้นและส่วนอื่นๆ ใบหูกวางมีสารแทนนินที่สลายตัวในน้ำ รวมทั้งสิ้น 12 ชนิด และ มีกรดต่างๆ หลาบชนิด ซึ่งแทนนินเป็นสารชนิดหนึ่งที่น่าสนใจ เนื่องจากบางชนิดสามารถลดอาการหอบหืด ลดความดันโลหิตสูง ต่อต้านอนุมูลอิสระ ทำให้เกิดฤทธิ์สมานและยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียได้

       ต้นหูกวางยังจัดเป็นไม้เอนกประสงค์ เปลือกไม้สามารถนำมาทำเป็นยาฝาดสมานแผล แก้ท้องเสียและแก้ซางในเด็ก ใบมีคุณสมบัติช่วยขับเหงื่อ ใช้รักษาอาการปวดตามข้อ ต้มเคี่ยว รับประทานเป็นยาถ่ายพยาธิ และผลิตสีย้อมผ้า ซึ่งช่วยให้สีติดแน่นทนทาน เนื่องจากมีคุณสมบัติในการช่วยให้โปรตีนตกตะกอน และสามารถจับกับไอออนของโลหะได้ดี รวมทั้งรากและผลดิบใช้ในการฟอกย้อมหนัง และผลิตสีดำ เพื่อใช้ในการย้อมผ้าฝ้าย เสื่อและทำหมึก เนื้อไม้มีคุณภาพดี ใช้ก่อสร้างบ้านเรือนและต่อเรือ เมล็ดกินได้มีรสชาติดี ในเมล็ดมีน้ำมันใส ไม่มีกลิ่น มีลักษณะคล้ายน้ำมันจากอัลมอนด์ เมื่อนำไปผสมกับใบหูกวางสามารถใช้รักษาโรคเรื้อน โรคผิวหนัง และโรคติดต่อทางผิวหนังอื่นๆ เนื้อของผลกินได้ แต่มีใยค่อนข้างมาก มีกลิ่นหอมน่ารับประทาน นอกจากนี้ใบหูกวางยังสามารถใช้ในการเลี้ยงปลากัด เมื่อปลากัดเป็นแผลหรือแสดงอาการผิดปกติ แทนการใช้ยาสังเคราะห์เคมี เพื่อรักษาโรค

       อาจารย์ ดร.วัชริยา ภูรีวิโรจน์ จากภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ และ ผศ.ดร.นนทวิทย์ อารีย์ชน จากภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัดใบหูกวางพบว่า ใบหูกวางมีคุณสมบัติในการต้านทานแบคทีเรีย เนื่องจากองค์ประกอบของใบหูกวางมีแทนนินและกรดหลายชนิด ดังนั้น เมื่อตรวจสอบคุณภาพของน้ำพบว่าน้ำที่มีสารสกัดใบหูกวางจะมีฤทธิ์เป็นกรดสูงขึ้น การที่น้ำมีสภาพเป็นกรดอาจเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้สารสกัดหูกวางมีผลในการยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย สำหรับอัตราส่วน ของการใช้ใบหูกวางที่เหมาะสม และมีประสิทธิภาพในการต้านทานแบคทีเรียนั้น ควรใช้ใบหูกวางประมาณ 40 ใบ ตากแห้งและบดให้ละเอียด ละลายน้ำ 2 ลิตร หมักทิ้งไว้ในภาชนะ ฝาปิด 1-2 คืน หลังจากนั้นกรองเอาส่วนของน้ำมาผสมกับน้ำเลี้ยงปลา โดยใช้น้ำหมัก 1 ส่วน ต่อ น้ำเลี้ยงปลา 10 ส่วน แต่ถ้าปลามีแผล หรือในน้ำเลี้ยงปลากัดมีแบคทีเรียมาก อาจทำการผสมน้ำหมัก 1 ส่วน ต่อ น้ำเลี้ยงปลา 5 ส่วนแทน ก็จะได้ยารักษาเจ้าปลากัดตัวน้อยๆ ของเรา โดยที่ไม่ต้องพึ่งสารสังเคราะห์เคมี

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์  , 31 ตุลาคม 2549
 

มก.เจ๋ง พัฒนาสตรอว์เบอร์รีลูกผสม

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — sootin claimon @ 7:28 am

http://www.ku.ac.th/e-magazine/oct49/agri/pharachatan60.htm.

       นักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สืบสานงานโครงการหลวงพัฒนาสตรอว์เบอร์รี ลูกผสมสายพันธุ์แรกในไทย ให้ผลใหญ่ หวาน เนื้อในแดงสด ผิวเป็นเงามัน มีกลิ่นหอม ชวนรับประทาน พร้อมชื่อเป็นมงคลพันธุ์   ” พระราชทาน 60 ”  ร่วมเฉลิมฉลอง 60 ปี ครองราชย์

ดร.ณรงค์ชัย พิพัฒน์ธนวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันค้นคว้าและพัฒนาระบบนิเวศเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ในฐานะหัวหน้าโครงการปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์สตรอว์เบอร์รี เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีการปลูกสตรอว์เบอร์รี เพื่อการค้ามาเป็นเวลานานจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ สร้างมูลค่าปีละหลายร้อยล้านบาท ซึ่งส่งเสริมโดยมูลนิธิโครงการหลวง ในฐานะพืชทดแทนการปลูกฝิ่นจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

“ช่วงที่ผ่านมาเราทดลองปลูกสตรอว์เบอร์รีสายพันธุ์ต่างๆ ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศและคัดเลือกจนได้พันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของไทย คือ Cambridge – Favorite, Tioga และ Sequoia ซึ่งรู้จักกันในนาม พันธุ์พระราชทาน 13 , 16 และ 20 ตามลำดับ ” ผู้อำนวยการฯ กล่าว และเสริมว่า

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้แก่เกษตรกร   ทั้งบนพื้นที่สูงและพื้นที่ราบได้ใช้พันธุ์เหล่านี้ ต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 30 ปี โดยมิได้มีการผสมพันธุ์หรือคัดเลือกพันธุ์ใหม่ๆ ที่ให้ผลผลิตตามความต้องการของตลาดและสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งเรื่องภัยธรรมชาติ ที่ทำให้ผลผลิตลดลง ปัญหาต้นไหลขาดความแข้งแรง ไม่ต้านทานต่อโรคแมลง เป็นต้น

ซึ่งต่อมาทางมูลนิธิโครงการหลวง โดยงานวิจัยและพัฒนาสตรอว์เบอร์รี ที่มีอาสาสมัครนักวิจัยจาก มก. เป็นหัวหน้าคณะผู้ดำเนินการ จึงทดลองนำพันธุ์พระราชทาน 50 ( B 5 ) และพันธุ์พระราชทาน 70 ( Toyonoka )    และ 72 ( Tochiotome ) ขณะเดียวกัน กรมส่งเสริมการเกษตรได้นำพันธุ์ 156 ( Malah ), 328 ( Tamar )  และ 329 ( Yael ) ที่มาจากต่างประเทศ มาทดลองปลูก หาสตรอว์เบอร์รีพันธุ์ที่แข้งแรงกว่า จะพบว่า พันธุ์ 329 สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในไทยได้ดี จึงเผยแพร่ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ ได้สักระยะ     แต่ทว่าถึงจะมีคุณภาพดี เหมาะแก่การปลูกเพื่อนำผลผลิตไปใช้แปรรูปทางอุตสาหกรรม แต่สายพันธุ์ 329 ก็ยังมิใช่สตรอว์เบอร์รี ที่เกิดจากการผสมพันธุ์ภายในประเทศไทยแท้ๆ    ทีมวิจัยจึงจำเป็นต้องคิดค้นผสมและคัดเลือกสตรอว์เบอร์รีสายพันธุ์ใหม่ เพื่อให้ได้คุณสมบัติตามที่ตลาดต้องการมาทดแทน    และที่สำคัญคือ   ต้องปรับตัวเข้ากับสภาพดินฟ้าอากาศของไทยได้มากที่สุด

ดร.ณรงค์ชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ทีมวิจัยของ มก. สามารถพัฒนาสายพันธุ์ จนได้สตรอว์เบอร์รีสายพันธุ์ใหม่ที่มีขนาดผลที่ใหญ่ รสชาติหวาน เนื้อในผลสีแดงสด ผิวแดงจัด เป็นเงามัน รูปทรงกรวยคล้ายหัวใจ กลิ่นหอม  และผลผลิตต่อต้นค่อนข้างสูงและจัดเป็นสตรอว์เบอร์รี ประเภทวันสั้น ( Short day type ) และต้องการความหนาวเย็นปานกลาง ( ประมาณ 15 – 18 องศาเซลเซียส ) ระยะเวลา 30 – 40 วัน สำหรับการเกิดตาดอก และยังทนต่อโรคราแป้ง และ รากเน่า รวมทั้งพวกไรสองจุด หรือเพลี้ยอ่อนได้ดีอีกด้วย

” สตรอว์เบอร์รีพันธุ์ใหม่นี้ หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ประธานมูลนิธิโครงการหลวงได้ประทานชื่อว่าพันธุ์ ” พระราชทาน 60 ” ( Pharachatan 60 ) เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติในโอกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี และมีรหัสเรียก 003-00 “

สำหรับสตรอว์เบอร์รี พันธุ์พระราชทาน 60 นี้ เจริญเติบโตอยู่ในแปลงทดลองของสถานีวิจัย ดอยปุ๋ย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นการผสมข้ามสายพันธุ์ ระหว่างพันธุ์ Rosa Linda และ Tochiotome ซึ่งให้ผลผลิตเร็ว ผลขนาดใหญ่ เนื้อผลสีแดงสด และรสชาติหวานมาก

ทำให้สตรอว์เบอร์รีพันธุ์ ” พระราชทาน 60 ” ( Pharachatan 60 )  เป็นสตรอว์เบอร์รีลูกผสมที่ได้คุณสมบัติเด่น และถือเป็นสตรอว์เบอร์รีคุณภาพสายพันธุ์แรกของไทย ที่จะช่วยให้เกษตรกรเพิ่มผลผลิตและเพิ่มรายได้ ตลอดจนเป็นการตอบสนองต่อตลาดทั้งใน และต่างประเทศ อีกหนึ่งสายพันธุ์ที่น่าจับตามอง

แต่ที่สำคัญที่สุดคือ สายพันธุ์นี้เป็นสตรอเบอร์รีลูกผสมสายพันธุ์แรกที่เกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยทางกรมวิชาการเกษตรได้ออกหนังสือรับรองพันธุ์พืชขึ้นทะเบียนตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 ( ร.พ.2 ) เลขที่ 276/2549 ลงวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2549 ให้กับมูลนิธิโครงการหลวงด้วย

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 31 ตุลาคม 2549
 

ตลาดพลับไทยจะสดใสถ้าผู้ผลิตร่วมใจกันรักษาคุณภาพ

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — sootin claimon @ 7:22 am

http://www.ku.ac.th/e-magazine/sep49/agri/plub.htm.

       การผลิตพลับในประเทศไทยได้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องเป็นลำดับ    ปัจจุบันเกษตรกรบนที่สูงให้ความสนใจและมีความกระตือรือร้นที่จะปลูกพลับกันเป็นจำนวนมาก พื้นที่การปลูกได้ขยายออกไปสู่ที่สูง     ของจังหวัดเพชรบูรณ์   พิษณุโลกและจังหวัดเลย          นอกเหนือไปจากที่เคยปลูกกันอยู่ในเขตภาคเหนือ     โดยเฉพาะอย่างยิ่ง   จังหวัดเชียงใหม่   และเชียงราย   ซึ่งเป็นแหล่งปลูกดั้งเดิมที่สำคัญ

        เนื่องจากพลับเป็นไม้ผลที่ปลูกง่าย     เจริญเติบโตรวดเร็ว    และให้ผลผลิตได้ดี    การใช้ยาป้องกันกำจัดศัตรูพืชต่าง ๆ มีน้อยมากหรือแทบจะไม่มีเลย         ซึ่งเหมาะกับการส่งเสริมการเกษตรบนพื้นที่สูงของประเทศ   ผลผลิตจึงเริ่มมีมากขึ้นเรื่อย ๆ     และปกติผลผลิตพลับจะออกสู่ตลาดในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน      และจะพบได้ทั่วไป     ทั้งในตลาดบนและตลาดล่าง    ไม่ว่าจะเป็นตามห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ตามร้านขายผลไม้ทั่วไป    หรือตามแผงขายผลไม้ตลาดนัดข้างถนน    สนนราคาก็แตกต่างกันไปตามสถานที่จำหน่ายและคุณภาพของผลผลิต        ดังนั้นในอนาคตเมื่อผลผลิตมีมากขึ้น    เกษตรกรผู้ปลูกจำเป็นที่จะต้องแข่งขันกันเรื่องคุณภาพ

        การที่จะขายได้ราคาสูงจำเป็นต้องเป็นผลพลับที่มีคุณภาพดี    การขจัดความฝาดจะต้องทำให้หมดสิ้นเพื่อป้องกันไม่ให้คนที่กินรู้สึกลิ้นเป็นฝ้าหนา   ไม่ต้องขย้อนออกเหมือนกินยาพิษ     หรือทำให้เสียความรู้สึก    เมื่อได้กินพลับของเมืองไทย

       ตัวอย่างเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้วคือ พ.ศ.2548      ผู้เขียนได้รับจดหมายผ่านมาทางกรมวิชาการเกษตร    เนื่องจากมีสุภาพสตรีท่านหนึ่ง      ได้ซื้อผลพลับไปรับประทานแล้วมีรสฝาด      และรู้สึกเหมือนมีฝ้าหนา ๆ ขึ้นมาเต็มปาก    แต่ไม่มีอาการคลื่นไส้   อาเจียน แต่อย่างใด      อย่างไรก็ตาม เขาก็คิดว่า   ผลพลับดังกล่าวอาจจะมีสารอะไรที่เป็นพิษต่อร่างกาย      จึงได้มีจดหมายถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ช่วยตรวจวิเคราะห์ลูกพลับด้วย ตามรายละเอียดดังนี้

 โดยจดหมายจากตรอกวังหลัง   ถนนพรานนก แขวงศิริราช   เขตบางกอกน้อย   กทม 10700 ลงวันที่ 7    สิงหาคม    2548

       ดิฉันได้พบผลไม้ที่มีปัญหาค่ะ    กล่าวคือ   เมื่อวันเสาร์ที่ 6 ส.ค. 48    ดิฉันได้ซื้อลูกพลับสดจากรถเข็นในตรอกวังหลัง ข้างร.พ.ศิริราช ซึ่งขาย 3 ผล 10 บาท  มารับประทาน        ลูกแรกทานเมื่อวันเสาร์ตอนเย็น       ลักษณะเป็นลูกกลมนูน ไม่มีรอยจีบ รสชาติก็กรอบดี   และออกหวานน้อย ๆ พอรับประทานได้

       วันอาทิตย์ดิฉันหยิบลูกที่ 2    ซึ่งลักษณะด้านบนเป็นจีบ 4 จีบ   มาปอกรับประทาน    โดยหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ตามขนาดที่แนบมา รับประทานไปชิ้นแรกก็มีรสกรอบออกหวานนิด ๆ แต่มีรสฝาดด้วย      รับประทานชิ้นที่ 2 รสชาติก็เหมือนเดิม พอหั่นชิ้นที่ 3 ออกมาก็มีความ รู้สึกว่าไม่กินดีกว่า     เพราะไม่อร่อยเท่าที่ควร   จึงเอาส่วนที่เหลือไปใส่ถุงขยะ (ซึ่งมีแต่เปลือกลูกพลับ)     และเดินเข้าไปในครัวเพื่อล้างมีด และบ้วนปาก   ซึ่งเป็นขณะเดียวกันที่มีความรู้สึกว่า   ในปากของดิฉันเหมือนรับประทานกล้วยดิบ   หรืออะไรที่ฝาดมาก ๆ ในความรู้สึกเหมือนมีฝ้าหนา ๆ ขึ้นมาเต็มปาก และลิ้นก็หนา     ดิฉันจึงรีบตักน้ำล้างปากบ้วนปากเกือบ 10 ครั้ง     และพยายามจะขย้อนเพื่อให้ลูกพลับชิ้นเล็ก ๆ 2 ชิ้นที่รับประทานเข้าไปให้ขย้อนออกมา     แต่ก็ไม่ออกเพราะคงลงไปถึงกระเพาะแล้ว   แต่อาการอื่น ๆ ก็ไม่ได้คลื่นไส้อาเจียนแต่อย่างใด

       ดิฉันนั่งดูทีวีอยู่สักพัก   ก็นึกขึ้นมาได้ว่าลูกพลับดังกล่าวอาจมีสารอะไรที่เป็นพิษต่อร่างกาย       ซึ่งหากลูกพลับดังกล่าวสุกกว่านี้   ดิฉันคงรับประทานชิ้นโตกว่านี้    และอาจเกิดอาการแพ้มากกว่านี้       ซึ่งความฝาดที่ทำให้เกิดฝ้าในปากอย่างมากมายและลิ้นหนา    หากรับประทานเข้าไปหมดลูก อาจทำให้ลำคอหรือหลอดลมตีบตันกว่าปกติ    อย่างกะทันหันจนหายใจไม่ออกได้    และถ้าดิฉันจะทิ้งลูกพลับที่เหลือลงถังขยะไปเฉย ๆ     ก็เพียงแต่เสียเงินซื้อของที่รับประทานไม่ได้มาเท่านั้น       แต่เมื่อคิดว่าอาจมีประชาชนคนอื่น ๆ ที่ซื้อลูกพลับเช่นเดียวกัน    และรับประทานเข้าไปหลายลูก และหากเกิดลูกพลับนั้นมีสารที่เป็นอันตราย ก็อาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

       ดิฉันจึงคิดว่า   ควรแจ้งกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งดูแลรับผิดชอบเกี่ยวกับพืชผลต่าง ๆ ได้ช่วยกรุณาตรวจ    วิเคราะห์     พิสูจน์     ลูกพลับที่ดิฉันส่งมาพร้อมนี้ว่าเป็นผลไม้ที่มีสารพิษหรือไม่    หากลูกพลับพันธุ์นี้มีสารพิษไม่สมควรรับประทาน   กรุณาประกาศให้ประชาชนทราบด้วย  ขอขอบพระคุณค่ะ

  

       จากข้อมูลของผู้บริโภคดังกล่าวแสดงให้เห็นได้ว่า       พลับที่ผลิตได้ในประเทศไทยมีจำหน่ายทั่วไปและมีผู้บริโภคมากขึ้น         แต่อย่างไรก็ตาม     ความรู้ทางด้านวิชาการเกี่ยวกับพลับอาจจะยังเข้าไปไม่ถึงทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคมากนัก      ซึ่งในครั้งนั้นผู้เขียนก็ได้มีโอกาสให้ข้อมูลชี้แจงแก่ผู้เกี่ยวข้องไปบ้างแล้วพอสมควร

       อย่างไรก็ตาม     เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2549 ปีนี้เอง        ซึ่งเวียนครบรอบปีที่พลับกำลังออกสู่ตลาด    ผู้เขียนได้มีโอกาสรับประทานผลพลับสด พันธุ์พี 2      ที่แม่บ้านซื้อมาจากตลาดนัดภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์       ปรากฏว่าพลับพันธุ์พี 2 ที่ซื้อมาในราคากิโลกรัมละ 50 บาท นั้น      มีรสค่อนข้างฝาด      เวลารับประทานแล้วทำให้ลิ้นเป็นฝ้า        ปากหนาขึ้นเหมือนกัน   จำเป็นต้องเก็บผลที่เหลือไว้ให้     สุกนิ่มก่อนแล้วจึงค่อยรับประทาน    แทนที่จะได้รับประทานผลพลับที่มีรสหวานกรอบ      กลับต้องไปรับประทานผลพลับชนิดหวาน – นิ่ม   ซึ่งก็ทำ ให้เสียความรู้สึกบ้างเหมือนกัน       สำหรับคนหนุ่มผู้มีสุขภาพฟันที่ยังดีอยู่          เพราะฉะนั้นเพื่อให้เกิดความประทับใจ    ของผู้ซื้อหรือผู้บริโภคผลพลับ       เกษตรกรผู้ผลิตหรือพ่อค้าผู้ขาย    จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตระหนักในเรื่องของคุณภาพผลผลิต      จะต้องพิถีพิถัน   ในเรื่องของการขจัดความฝาดให้หมดสิ้นก่อนออก จำหน่าย หรือให้คำแนะนำที่ถูกต้องแก่ผู้ซื้อก่อนการบริโภค         และเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องราวของพลับ      ผู้เขียนในฐานะนักวิจัยจากสถาบันค้นคว้าและพัฒนาระบบนิเวศเกษตร   ซึ่งทำงานวิจัยเกี่ยวกับผลไม้ชนิดนี้อยู่        ใคร่ขอให้ข้อมูลอันจะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจและผู้เกี่ยวข้อง        ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าผู้จำหน่ายพลับ   เกษตรกรชาวสวนผู้ปลูกพลับ    รวมทั้งผู้ที่บริโภคผลพลับ   อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนา การปลูกพลับของประเทศไทยให้ดียิ่งขึ้นต่อไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งพลับฝาด

       พลับที่ปลูกอยู่ทั่วโลก (รวมทั้งประเทศไทยด้วย) มีอยู่ 2 ชนิดด้วยกันคือ พลับหวาน และพลับฝาด

       1.   พลับหวาน   คือพลับที่สามารถรับประทานได้ทันทีหลังจากเก็บเกี่ยว เมื่อเก็บเกี่ยวในระยะที่แก่เต็มที่จะได้รสหวาน-กรอบ

       2.   พลับฝาด   คือพลับที่ต้องนำไปผ่านขบวนการขจัดความฝาดหลังจากเก็บเกี่ยวในระยะที่แก่เต็มที่ ก่อนที่จะนำมาบริโภค

     สิ่งที่ทำให้เกิดความฝาดในผลพลับ    คือสารที่เรียกว่าแทนนิน    เมื่อรับประทานพลับที่ยังไม่ได้ขจัดความฝาดเข้าไป   สารแทนนินจะละลายในปาก   ทำให้ผู้บริโภครู้สึกถึงความฝาด     แต่ความฝาดนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายแต่อย่างใด    (เช่นเดียวกันเมื่อรับประทานกล้วยดิบก็จะมีรสฝาดเกิดขึ้น)

       การขจัดความฝาด   คือการทำให้สารแทนนินที่อยู่ในผลพลับซึ่งอยู่ในรูปที่ละลายน้ำ    ได้ให้เปลี่ยนไปอยู่ในรูปที่ไม่ละลายน้ำ     เมื่อรับประทานผลพลับสารแทนนินก็จะไม่ละลายในปาก         จึงทำให้ผู้บริโภครับรู้แต่รสหวานของพลับ          และโดยธรรมชาติแล้วพลับจะหายฝาดได้เองเมื่อปล่อยให้ผลสุกนิ่ม

       ซึ่งผู้บริโภคโดยทั่วไปจะไม่ทราบข้อมูลเหล่านี้       และพลับฝาดมักจะสร้างปัญหาให้แก่ผู้บริโภคตามข้อมูล ดังกล่าวข้างต้น   ถึงกับทำให้ผู้บริโภคตกใจกลัวจะมีพิษจนทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย

         

       การขจัดความฝาดของพลับสามารถทำได้หลายวิธี       เช่น การแช่ในน้ำปูนใส   การบ่มด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์    หรือการบรรจุสุญญากาศ   แต่วิธีที่ปฏิบัติเป็นการค้าในปัจจุบันคือ     การบ่มด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์   ระยะเวลาในการขจัดความฝาด จะอยู่ในช่วง 4 – 7 วัน    ขึ้นอยู่กับวิธีการ สภาพอุณหภูมิ    และความสุกแก่ของผลพลับ    สิ่งที่ต้องคำนึงถึงอย่างมากในการขจัดความฝาดแต่ละวิธีคือ

      1.   ความสุกแก่ของผลพลับ        ในภาชนะบรรจุเดียวกัน   พลับต้องมีความสุกแก่อยู่ในระยะเดียวกัน   เพราะพลับที่แก่มาก (ผิวผลเปลี่ยนเป็นสีเหลืองมาก) จะใช้เวลาในการขจัดความฝาดน้อยกว่าพลับที่มีความแก่น้อยกว่า  (ผิวผลยังเปลี่ยนเป็นสีเหลืองไม่มาก)

       2.   การบรรจุในภาชนะสำหรับขจัดความฝาด      ซึ่งปัจจุบันใช้ถุงพลาสติกกันเป็นส่วนใหญ่ ในการบรรจุผลพลับในถุงพลาสติกนั้น     จะต้องไม่บรรจุผลมากเกินไป    โดยเฉพาะการขจัดความฝาดโดยวิธีบ่มด้วย  ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  เพราะถ้าบรรจุผลมากเกินไป ผลที่อยู่กันแน่นอาจจะไม่ได้สัมผัสกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างทั่วถึง   และผลจะซ้อนทับกันหลายชั้นอาจจะทำให้ผลเสียหายได้

       3.   ผลพลับต้องไม่มีแผลหรือตำหนิ   โอกาสที่ผลจะเน่าเสียหายภายในถุงก็มีมากและคุณภาพของผลผลิตก็ต่ำลงไปด้วย

  

       ในการทดสอบผลพลับที่ออกจำหน่ายว่าหายฝาดแล้วหรือยังนั้นโดยปกติผู้ปฏิบัติมักใช้วิธีการชิม เป็นการสุ่มชิมจากการขจัดความฝาดในแต่ละชุด    หรือแต่ละครั้งว่าหายฝาดแล้วหรือไม่ ถ้ายังก็บ่มต่อไปอีก    ไม่ได้มีปัญหาหรืออันตรายแต่อย่างใด   สุ่มชิมต่อไปจนกระทั่งเห็นว่าพลับหายฝาดดีแล้วจึงนำออกไปจำหน่าย    ดังนั้นการคัดเลือกผลพลับในแต่ละชุด     จะต้องมีความสุกแก่เท่า ๆ กันเพื่อจะทำให้ผลพลับหายฝาดพร้อมกันทั้งชุด          หากไม่ระมัดระวังในเรื่องนี้อาจจะมีผลพลับบางผลยังไม่หายฝาด      เมื่อผู้ซื้อรับประทานเข้าไปจะทำให้มีรสฝาด       และอาจเกิดความกังวลเกี่ยวกับสารที่จะก่อให้เกิดอันตราย ต่อร่างกายได ้     สำหรับผู้ที่ไม่ทราบข้อมูลลักษณะโดยทั่ว ๆ ไปของพลับ        หรือแม้แต่ผู้ที่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับความฝาดของผลพลับ    ก็อาจจะเกิดความไม่ประทับใจในการบริโภคผลพลับที่ปลูกในประเทศไทยก็เป็นได้    อย่างไรก็ตาม ความผิดพลาดของผลพลับที่ยังไม่หายฝาด  แล้วนำไปจำหน่ายให้ผู้บริโภคในตลาดนั้น   ไม่ได้มีเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น     ผลพลับจากประเทศญี่ปุ่น   ซึ่งเป็นจ้าวแห่งการปลูกพลับของโลก  เคยพบว่าพลับบางพันธุ์   บางชุดที่นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยก็ยังมีความฝาดอยู่      หรือแม้แต่พลับแห้งจากประเทศจีนในช่วงต้นฤดูกาลก็พบว่ายังมีความฝาดปรากฏอยู่เหมือนกัน

       ความจริงแล้วสารแทนนินที่มีอยู่ในผลพลับนั้น   มีคุณประโยชน์มากมาย    สารแทนนิน ในผลพลับนั้น    เป็นสารชนิดเดียวกันกับสารที่ทำให้เกิดความฝาดในรสชาติแห่งไวน์   จากองุ่นแดงพันธุ์ดี      ไวน์แดงเปรียบเสมือน “ เลือดแห่งพระเจ้า ” เป็นน้ำอมฤต ที่คนทั่วโลกต่างถวิลหา    และเป็นสารชนิดเดียวกับความฝาดในรสชาติแห่งใบชา  ที่ได้ดื่มกินกันมาเป็นเวลาหลายพันปีมาแล้ว     นั่นคือคุณค่าแห่งความฝาดอันเกิดจากสารแทนนินที่สร้างขึ้นมาจากพืชพรรณในธรรมชาติ         คุณสมบัติแห่งสารประกอบของพวก   “ แทนนิน ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผลพลับซึ่งมีปริมาณสูง   ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้พลับมีรสฝาดแล้ว    สามารถนำมาสกัดเป็นสารที่นำมาใช้ประโยชน์ได้ในหลาย ๆ ทางด้วยกัน   เช่นในทางอุตสาหกรรม    สารสกัดพวกแทนนินเป็นที่รู้จักกันเป็นเวลายาวนานในประเทศญี่ปุ่น ป้องกันการยุ่ยหรือสลายของกระดาษในอุตสาหกรรมการทำร่ม ใช้ย้อมแหหรืออวนให้เหนียวทนทานได้นานปี    สารแทนนิน ใช้เป็นตัวเร่งการตกตะกอนในอุตสาหกรรมทำเหล้าสาเก    ทำให้เหล้าใสและมีรสกลมกล่อม

       ในทางการแพทย์และเภสัชกรรม      สารประกอบแทนนินในผลพลับ  มีคุณสมบัติช่วยลดอาการเมาค้างในผู้ดื่มสุรา     สำหรับผู้มีความดันโลหิตสูง    สารประกอบแทนนินในผลพลับจะช่วยลดความดันโลหิต    ลดความเป็นพิษจากการโดนงูกัด      ลดการขยายตัวของมะเร็งและเชื้อไวรัสได้อีกด้วย   จากประสบการณ์ของผู้เขียนการรับประทานผลพลับ   จะช่วยลดอาการของโรคกระเพาะได้เป็นอย่างดี

       ในแง่ของการใช้เป็นเครื่องสำอาง     สารประกอบแทนนินที่ได้จากพลับ   สามารถนำไปผสมเป็นครีมใช้สำหรับทาผิวและมือให้อ่อนนุ่ม   น่าสัมผัสและลูบไล้ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมเสริมความงาม

  

       ปัจจุบันพลับที่ผลิตได้ในประเทศไทยปีหนึ่งประมาณ 300 ตัน     ในขณะที่ยังต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศปีหนึ่ง ๆ ประมาณ 700 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 50 ล้านบาท และในบ้านเราคงมีเพียง   พันธุ์ซิชู หรือ ซือโจ   หรือ   พี2 เป็นส่วนใหญ่       ซึ่งเป็นพลับฝาด จำเป็นที่จะต้องผ่านกรรมวิธีการขจัดความฝาดก่อนถึงจะออกจำหน่ายได้

        

   พันธุ์ซิชู

       ส่วนพลับพันธุ์ฟูยูซึ่งเป็นพลับหวานนั้นคุณภาพดี         แต่ผลผลิตมีเพียงจำนวนน้อย      สาเหตุมาจากการเจริญเติบโตค่อนข้างช้า   ต้นค่อนข้างอ่อนแอ   ไม่แข็งแรง ดูแลรักษายาก   ให้ผลผลิตต่ำ    และต้องการสภาพอากาศที่หนาวเย็นกว่า พันธุ์พี 2

พันธุ์ฟูยู

ในขณะที่พันธุ์พี 2     ไม่ต้องการอากาศที่หนาวเย็นมากนัก การเจริญเติบโตดี แข็งแรง ให้ผลผลิตสูง    แต่ผลมีขนาดเล็กและคุณภาพ ต่ำกว่าพันธุ์ฟูยู

       ดังนั้น การปลูกพลับในประเทศไทยยังคงต้องมีการพัฒนาอีกต่อไป       เพื่อให้ได้คุณภาพ ที่ดี    และมีความหลากหลายในเรื่องสายพันธุ์    ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะว่า    พลับเป็นไม้ผลที่มีศักยภาพมากสำหรับพื้นที่สูงของประเทศ     พลับเป็นผลไม้แห่งสุขภาพ    อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญต่อร่างกายของมนุษย์มากมาย    โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีวิตามินเอในปริมาณที่สูงกว่าผลไม้ชนิดอื่น ๆ หลายชนิด

       พลับนอกจากจะใช้รับประทานเป็นผลไม้สดแล้ว       ยังสามารถนำไปทำเป็นพลับแห้งเก็บรักษาไว้ได้นาน   และการปลูกพลับ   ซึ่งเป็นไม้ผลยืนต้น ยังสามารถที่จะช่วยทดแทนป่าไม้ที่ถูกทำลายโดยเฉพาะในพื้นที่สูง        ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่สำคัญของชาติ          การส่งเสริมให้มีการปลูกพลับ   ก็คือการส่งเสริมให้มีการปลูกป่า      ซึ่งเป็นป่าไม้ผล        นอกจากจะเป็นอาชีพ   เป็นรายได้ที่มั่นคงแก่เกษตรกรผู้ปลูก   และยังช่วยทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศแล้ว

   พลับซึ่งเป็นไม้ผลยืนต้น    ยังช่วยฟื้นฟูและรักษาสภาพแวดล้อมของระบบนิเวศเกษตรให้คงอยู่และยั่งยืนตลอดไป    และตลาดผลผลิต “ พลับไทย ” จะสดใสถ้าเกษตรกรผู้ปลูกและพ่อค้าร่วมใจกันรักษาคุณภาพ

    

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 29 กันยายน 2549
 

นักวิจัยม.เกษตรฯ พบไส้เดือนแอฟริกาไส้เดือนยักษ์ที่เลี้ยงได้

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — sootin claimon @ 7:18 am

http://www.ku.ac.th/e-magazine/sep49/agri/african.htm.

   

       มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำการศึกษาพบไส้เดือนแอฟริกาตัวใหญ่เจริญเติบโตเร็ว ให้ลูกมาก เหมาะสำหรับเลี้ยงเป็นอาหารสัตว์ และกำจัดขยะอินทรีย์ผลิตปุ๋ยหมักได้ดี

       รศ.ดร.สมชัย จันทร์สว่าง อาจารย์ประจำภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตรฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เริ่มศึกษาและทดสอบการเลี้ยงไส้เดือนแอฟริกาในประเทศไทย    ณ ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ทดลองของภาควิชาสัตวบาลมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2543    จนได้ผลเป็นที่แน่ใจแล้วว่า    ไส้เดือนชนิดนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ   และความหลากหลายทางชีวภาพของดิน  จึงได้เผยผพร่ไส้เดือนชนิดนี้ให้แก่เกษตรกร นักสิ่งแวดล้อมและผู้สนใจการเลี้ยงไส้เดือนโดยทั่วไป      และปัจจุบันไส้เดือนแอฟริกาได้รับความนิยมเลี้ยงกันอยู่ในกลุ่มคนเลี้ยงไส้เดือน    เพื่อการค้าและผู้ที่มีหัวก้าวหน้า รวมทั้งชาวต่างประเทศที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยจำนวนหนึ่ง

       ไส้เดือนแอฟริกาเป็นไส้เดือนที่อาศัยอยู่หน้าดิน ( soil surface dwelling species)    กินอาหารที่เป็นอินทรีย์วัตถุทุกชนิด เช่น มูลสัตว์ เศษอาหาร เศษเหลือทางการเกษตร    เศษผักหญ้า    และใบไม้ในปริมาณสูงมากต่อวัน เมื่อไส้เดือนชนิดนี้หลุดลงไปในดิน    จึงไม่สามารถเจริญเติบโตและอยู่รอดได้ในสภาพธรรมชาติโดยทั่วไป

       ดังนั้นการเลี้ยงดูต้องมีการควบคุมปัจจัยการเลี้ยงที่เหมาะสม    และให้อาหารมากสามารถเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว   และให้ลูกมาก ไส้เดือนชนิดนี้ได้รับความนิยมนำเข้าไปเลี้ยงในประเทศต่างๆทั่วโลก    จากการเก็บข้อมูลการเลี้ยงไส้เดือนแอฟริกาที่ภาควิชาสัตวบาลพบว่า ไส้เดือนชนิดนี้เป็นไส้เดือนขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาไส้เดือน 6 ชนิด ที่นิยมเลี้ยงกัน     โดยทั่วไป มีขนาดเมื่อโตเต็มที่ยาว 12 นิ้ว น้ำหนัก 1.8 กรัม ต่อตัว มีจำนวนปล้องโดยทั่วไป188 – 297 ปล้อง

       ไส้เดือนแอฟริกาผลิตไข่ซึ่งเป็นโคคูน 3.6 ใบต่อสัปดาห์    เปอร์เซ็นต์ฟัก 80 เปอร์เซ็นต์    ให้ลูกเฉลี่ย 2.3 ตัวต่อโคคูน    โดยใช้เวลาที่ไข่ฝัก 2-3 วัน ถึง 2 สัปดาห์ เจริญเติบโตจาก   ตัวอ่อนถึงเป็นหนุ่มสาว (เริ่มมีไคลเทลลัมหรือปลอกเนื้อ) ในระยะเวลา 1 เดือน ถึง 2 – 3 เดือน ขึ้นอยู่กับคุณภาพของอาหารที่ใช้เลี้ยง   และระยะจากไข่ถึงเป็นหนุ่มสาวใช้เวลา 40 วัน ถึง 3 – 4 เดือน

       การศึกษาทางสัณฐานวิทยา    ลักษณะภายนอกและภายในของไส้เดือนแอฟริกาของ     นางสาวสุพาภรณ์ ดาคง นิสิตปริญญาโท ภาควิชาสัตวบาล คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่า    ไส้เดือนแอฟริกามีลำตัวขนาดใหญ่    ลำตัวมีสีเทาอมม่วง    ลำตัวด้านท้องแบนเล็กน้อย   และมีสีชีดกว่าด้านหลัง ไคลเทลลัมสีขาวขุ่นอยู่ปล้องที่ 13 – 17     ช่องเพศเมียอยู่บริเวณปล้องที่ 13    ช่องเพศผู้วางตัวอยู่ระหว่างปล้องที่ 17 และ 18    ไม่มีช่องหลัง (dorsal pore) อัณฑะวางอยู่บริเวณผนังกั้นระหว่างปล้องที่ 10 กับ 11 และ 11 กับ 12    ถุงเก็บอสุจิอยู่ปล้องที่ 12 และ 13    รังไข่อยู่ระหว่างปล้องที่ 13 และ 14    ถุงรับอสุจิมี 2 คู่ วางตัวอยู่บริเวณปล้องที่ 10 และ 11

       ไส้เดือนแห้งป่นมีส่วนประกอบของโปรตีนประมาณ 62 เปอร์เซ็นต์     และโปรตีนมีส่วนประกอบของกรดอะมิโนที่จำเป็นอยู่ครบสมบูรณ์ มีส่วนประกอบ  ของกรดไขมันประมาณ 9 เปอร์เซนต์     และไขมันก็มีส่วนประกอบของกรดไขมันที่จำเป็นอยู่ครบ จึงเหมาะที่จะเลี้ยงเพื่อนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์เลี้ยง   ทั้งในสภาพไส้เดือนเป็น    เช่น ใช้เลี้ยงปลาสวยงาม    และเป็นเหยื่อตกเบ็ด ที่ปลาชอบและไม่มีกลิ่นคาวไส้เดือนติดมือ      และในสภาพไส้เดือนแห้งป่น   ทดแทนปลาป่นและกากถั่วเหลืองป่น ซึ่งถ้าเป็นการเลี้ยงไส้เดือน   เพื่อวัตถุประสงค์ข้อนี้ไส้เดือนแอฟริกาก็เป็นชนิดของไส้เดือนที่เหมาะสมมากที่สุด     เพราะมีขนาดตัวใหญ่   เจริญเติบโตได้รวดเร็ว ให้ลูกมาก   และกินอาหารได้มาก ทำให้เกิดประโยชน์ด้านอื่นไปพร้อมๆ กันด้วยคือ    กำจัดขยะอินทรีย์ และการผลิตปุ๋ยหมักจากไส้เดือนที่มีคุณภาพสูง

       สำหรับไส้เดือนแอฟริกามีชื่อสามัญ African Nightcrawler     ชื่อวิทยาศาสตร์ Eudrilus eugenine     เป็นไส้เดือนชนิดหนึ่งจากไส้เดือนจำนวน 6 ชนิด ที่นิยมเลี้ยงกันทั่วโลกในขณะนี้      เพื่อผลิตไส้เดือนเลี้ยงสัตว์    เลี้ยงเป็นเหยื่อตกเบ็ด    เพื่อกำจัดขยะอินทรีย์    และผลิตปุ๋ยหมัก ไส้เดือนแอฟริกาชนิดนี้มีกำเนิดในทวีปแอฟริกาตอนกลาง     แต่ปัจจุบันมีการนำไส้เดือนชนิดนี้เข้าไปเลี้ยงในประเทศต่างๆ ทั่วโลก เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา เม็กซิโก  อังกฤษ  ฝรั่งเศษ  สเปน  ออสเตรเลีย    และ ในทวีปเอเชีย เช่น  ประเทศอินเดีย  ฟิลิปปินส์  และไทย ในประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งมีการเลี้ยงไส้เดือนเป็นการค้ามานาน       มีมูลค่าทางการตลาดหลายล้านดอลลาร์ต่อปี ไส้เดือนแอฟริกา   ได้รับความนิยมใช้เป็นเหยื่อตกเบ็ดและขายได้ในราคาสูงเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับไส้เดือนชนิดอื่น     ทั้งนี้  เพราะไส้เดือนแอฟริกาตัวใหญ่เกี่ยวเบ็ดได้ง่าย ปลาชอบ   และเลี้ยงได้ค่อนข้างยากในสหรัฐอเมริกาเพราะเป็นไส้เดือนจากเขตร้อน

       สนใจไส้เดือนแอฟริกาและการเลี้ยงไส้เดือนเพื่อการย่อยสลายอินทรีย์วัตถุสอบถามข้อมูลได้ที่ รศ.ดร.สมชัย จันทร์สว่าง โทร 0-2579-1120 ,0-2579-0649

       แหล่งที่มาของภาพ : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์  , 29 กัยายน 2549
 

ฟางมีค่ากว่าทองคำ ตอนที่ 1

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — sootin claimon @ 7:15 am

http://www.ku.ac.th/e-magazine/sep49/agri/fan.htm.

       เคล็ดที่ (ไม่) ลับบนความสำเร็จของการทำกสิกรรมธรรมชาติ ในยุดที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ ฟางคือชิ้นส่วนของต้นข้าวที่ชาวนาเก็บเกี่ยวเอาเมล็ดข้าวเปลือกไปแล้ว ส่วนมากชาวนาเผาทิ้ง การเผาฟางทิ้งเป็นการสูญเสียทรัพยากรในประเทศโดยเปล่าประโยชน์ เคยมีผู้รู้และผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่งกล่าวเปรียบเปรยเอาไว้ว่า

” ผู้ใดเผาฟาง ผู้นั้นกำลังเผาธนบัตรฉบับละ 100 บาท ฉบับละ 500 บาท จำนวนมากของตนเองทิ้ง”

       ฟังท่านพูดดูเหมือนจะสมเหตุสมผลมากที่สุด เพราะฟางมีประโยชน์มากมายนับอนันต์จริงๆ โดยเฉพาะเป็นปัจจัยพื้นฐานในการบำรุงดินและสิ่งแวดล้อมให้เกิดความอุดมสมบูรณ์

       ประโยชน์ของฟาง

       1. เป็นหัวปุ๋ยชั้นดี ฟางอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุต่าง ๆ เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส และไนโตรเจน ฯลฯ     ถ้าหากเรานำฟางไปคลุมดิน    จะทำให้พืชผักเจริญเติบโต แข้งแรง ทนต่อศัตรูพืชได้อย่างดี   ท่านที่ไม่ชอบฟางอาจทำให้ระคายผิวบ้าง   จึงหันไปใช้มูลวัวมูลควายแทน    ท่านเคยสังเกตไหมครับว่า  วัวควายกินอะไร พวกมันกินหญ้า กินฟางก็นำไปบำรุงร่างกายของมันทั้งหมด     ส่วนที่เหลือก็ขับถ่ายออกมาเป็นกากเดนของฟางประโยชน์ก็มีน้อย     จึงเปรียบเทียบเอาไว้ว่ามูลวัวมูลควาย 10 ส่วนจะเท่ากับฟาง 1 ส่วน       หรือเปรียบเทียบให้ชัดเจนเข้าไปอีกว่า     ฟางเปรียบเหมือนรถมือหนึ่งหรือรถใหม่     มูลวัวมูลควายเปรียบเสมือนรถมือสอง ท่านจะเลือกเอาอะไร     ฟางเป็นส่วนหนึ่งของแม่โพสพ (ข้าว)     นอกจากฟางแล้วยังมีแกลบ   รำ ละอองข้าว (คายข้าว)     ทั้งหมดคือผลผลิตที่ออกมาจากข้าว  เป็น สิ่งที่เป็นประโยชน์ ต่อดินและมนุษย์เป็นอย่างมาก ถ้าหากชาวไร่ชาวนาหันมาใช้วัตถุดิบเหล่านี้แทนปุ๋ยเคมีแล้ว    จะทำให้ประเทศไทยไม่ต้องสั่งซื้อปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศ    ซึ่งทำให้เราขาดดุลการค้าอย่างมากมายมหาศาล

       2. ฟางช่วยปรับโครงสร้างของดิน ที่เป็นกรดหรือเป็นด่าง       ให้เกิดความสมดุลในตัวมันเองดินที่เป็นกรด (Acid Soils) หมายถึงดินที่มีค่า ph ต่ำกว่า 7.0    ดินที่เป็นด่าง (Alkaline Soils) หมายถึงดินที่มีค่า ph สูงกว่า 7.0    ไม่ว่าดินจะเป็นกรดหรือเป็นด่าง     ถ้าหากท่านเอาฟางไปคลุมดินไว้ สิ่งเหล่านี้จะค่อยๆ หายไปเองทันที     ช่วยรักษาหน้าดินตามธรรมชาติของดิน     ถ้าหากไม่มีอะไรปกคลุมหรือกั้นเอาไว้    หน้าของดินจะเสื่อมสลายและสูญเสียไปกับสายลม    น้ำและแสงแดด      ซึ่งจำทำให้ดินเป็นดินด้านอย่งรวดเร็ว     แต่ถ้าหากเรานำฟางไปคลุมดินไว้จะทำให้เกิดชั้นหน้าดินอีกทีหนึ่ง ช่วยคลุมหญ้าและวัชพืชต่างๆ เมื่อเรานำฟางไปคลุมหญ้าและวัชพืชหนาพอสมควร     โดยไม่ให้อากาศหรือแสงแดดส่องถึงพื้นดิน    จะทำให้หญ้าและวัชพืชเน่าเป็นปุ๋ยหมักตามธรรมชาติอย่างดี หลังจากนั้นเราก็จะสามารถแหวกฟางออกปลูกพืชผักต่างๆ ได้     โดยไม่ต้องออกแรงมากนัก      ฟางรักษาความชื้นให้แก่ดินเป็นการสร้างดินให้มีชีวิต

      3. สร้างระบบนิเวศ    ถ้าหากเราทำกสิกรรมที่ใช้ฟางเป็นหลัก จะทำให้ประหยัดน้ำมากขึ้น     ช่วยให้เกิดวัฏจักรชีวิตของสัตว์ที่มีประโยชน์ต่อดิน  ตามธรรมชาติดินที่ว่างเปล่าหรือดินโล้น   จะเป็นดินป่วย   ดินดาน     ดังนั้น ถ้าหากเราปลูกพืชลงไปพืชผักจะอ่อนแอ    ไม่เจริญเติบโต     ศัตรูของพืชก็จะมาทำลาย    แต่ดินที่คลุมด้วยฟาง     จะเป็นดินที่ร่วนซุยเพราะไส้เดือน จุลินทรีย์และสัตว์ต่างๆ ช่วยกันพรวนดิน        ดินที่คลุมด้วยฟางก็จะเป็นอาณาจักรของสัตว์ต่างๆ    เพราะระบบนิเวศวิทยาอุดมสมบูรณ์ เช่น คางคก แย้ จิ้งเหลน แมงมุม ฯลฯ    การระบาดของแมลงศัตรูพืชก็จะค่อยๆ หายไปโดยที่เราไม่ต้องไปใช้สารขับไล่แมลง       ดังนั้นการทำลายชีวิตของสัตว์ต่างๆ ในไร่นา นอกจากจะผิดศีลธรรมตามหลักของพระพุทธศาสนาแล้ว       ยังเป็นการทำลายทำลายสิ่งแวดล้อมที่เราอาศัยอยู่ให้เสื่อมลงไปอย่างน่าเสียดายเป็นที่สุด

       ถ้าหากเรานำไปคลุมสวนผักของเราทุกๆ ปี      จะเกิดความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ     พืชผักนานาชนิดจะเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ต้องไปดูแลประคบประหงมมากนัก      ยิ่งไปกว่านั้นจะเกิดเห็ดต่างๆ โดยเฉพาะเห็ดฟางให้เราได้มีอยู่มีกินทั้งปี     ดังนั้นจึงขอเชิญชวนให้พวกเราเห็นความสำคัญของฟาง      เมื่อเห็นกองฟาง หรือเส้นฟางจงระลึกอยู่เสมอว่า     นี่คือทองคำหรือทรัพยากรอันมีค่า และนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูง     ประหยัดสุด     เพื่อประโยชน์ของตนและผู้อื่นในโอกาสต่อไป      อีกอย่างหนึ่งการทำกสิกรรมธรรมชาติด้วยฟาง ควรเริ่มทำในพื้นที่ขนาดเล็กไปหาพื้นที่ขนาดใหญ่     หรือทำในสิ่งที่ใกล้ๆ ตัวไปหาสิ่งที่อยู่ไกลตัว       พยายามปลูกพืชผักที่ปลูกง่ายไปหาผักที่ปลูกยาก     หรือถ้าคิดอะไรไม่ออก ขอบอกให้ปลูกพืชตระกูลถั่ว เราจะประสบผลสำเร็จในที่สุด

       ในเดือนหน้าจะมาพูดถึงพืชตระกูลถั่ว และพืชผักที่ควรปลูกในแต่ละฤดู 

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 29 กันยายน 2549