พิพิธภัณฑ์ มด ความยิ่งใหญ่ของมดตัวจิ๋ว
ผ่านทางพิพิธภัณฑ์ มด ความยิ่งใหญ่ของมดตัวจิ๋ว.

“มด” เป็นสัตว์ที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสำคัญ ทั้ง ๆ ที่มดเป็นแมลงที่มีความผูกพันกับคนมาเป็นเวลาช้านานแล้ว แต่ไม่มีคนทำการศึกษาเกี่ยวกับมดอย่างจริงจัง ทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับมดมีไม่มากเพียงพอที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ด้วยแนวความคิดนี้ทำให้ ภาควิชาชีววิทยาป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย รศ.เดชา วิวัฒน์วิทยา ได้เริ่มจัดตั้งพิพิธภัณฑ์มดขึ้น ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2544
โดยมีวัตถุประสงค์ คือ
1. เพื่อเก็บรวบรวมตัวอย่างมดจากทั่วประเทศ
2. เพื่อเก็บรวบรวมตัวแทนสกุลมดจากประเทศต่างๆทั่วโลก โดยเฉพาะในแถบเอเซียตะวันออก เฉียงใต้
3. เพื่อศึกษาด้านอนุกรมวิธาน ชีววิทยา และนิเวศวิทยาของมด
4. เพื่อเป็นแหล่งความรู้แก่ผู้สนใจทั่วไป และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ต่อตนเองและประเทศชาติ
5. เพื่อเป็นศูนย์กลางการศึกษามดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
พิพิธภัณฑ์มด จัดแสดงตัวอย่างมดตามกลุ่มเป้าหมายและการใช้ประโยชน์ โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
กลุ่มแรก เป็นการจัดตัวอย่างมดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศอื่นๆ สำหรับนักอนุกรม วิธานมดเท่านั้น โดยจัดแสดงไว้ที่ห้องปฏิบัติการทางกีฏวิทยาป่าไม้ ตึกวนศาสตร์ 60 ปี
กลุ่มที่สอง เป็นการจัดแสดงตัวอย่างมดในประเทศไทย สำหรับนักวิจัยแมลงทั่วไป นักนิเวศวิทยา นักชีววิทยา เป็นต้น โดยจัดแสดงไว้ที่ห้องปฏิบัติการทางกีฏวิทยาป่าไม้ ตึกวนศาสตร์ 60 ปี
กลุ่มสุดท้าย เป็นการจัดแสดงตัวอย่างมดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้สำหรับประชาชนทั่วไป จัด แสดงไว้ที่ห้องพิพิธภัณฑ์มด ตึกวินิจวนันดร โดยเป็นการจัดเชิงประยุกต์ภายใต้แนวความคิดใหม่ เช่น มดกับสิ่งแวดล้อม มดกับมนุษย์ การประยุกต์ใช้มดกับงานด้านต่างๆ เป็นต้น เพื่อแสดงให้กับคนทุกเพศ ทุกวัย มุ่งเน้นการนำไปใช้ประโยชน์มากกว่าการเก็บรวบรวมตัวอย่าง
ลักษณะตัวอย่างมด ที่นำมาจัด แสดง มีทั้งตัวอย่างมดเปียก ซึ่งเป็น ตัวอย่างมดแบบชั่วคราวมี ประมาณ 100,000 กว่าตัว และตัวอย่างมดแห้ง เป็นการเก็บตัวอย่างแบบถาวร และจัดใน รูปแบบมาตรฐานสากลของนักอนุกรมวิธาน มด โดยจะมีการบันทึกข้อมูลด้านต่างๆ ประกอบด้วย สถานที่ ประเทศ วันเดือนปี ชื่อผู้เก็บ ชื่อชนิดมด ชื่อผู้จำแนก ซึ่งใน พิพิธภัณฑ์มดมีตัวอย่างมดแห้งมากกว่า 20,000 ตัว
สำหรับสถานที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์มด นี้มี 2 แห่ง เพื่อความสะดวกในการใช้ ประโยชน์ของผู้เยี่ยมชม ดังนี้
ห้องปฏิบัติการทางกีฏวิทยาป่าไม้ ตึกวนศาสตร์ 60 ปี สำหรับนักวิจัย
ห้องพิพิธภัณฑ์มด ชั้น 2 ตึกวินิจ วนันดร สำหรับประชาชนทั่วไป
พิพิธภัณฑ์มด เปิดให้เข้า ชมฟรี ระหว่างวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00- 16.00 น. สำหรับวันหยุดต้องติดต่อเป็น กรณีพิเศษ โดยทุกครั้งที่มีการเยี่ยมชมจะมี ผู้บรรยายตลอดการเข้าชม สนใจสอบถาม รายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อขอเข้า เยี่ยมชมได้ที่ รศ.เดชา วิวัฒน์วิทยา ภาควิชาวนชีววิทยาป่าไม้ คณะวน ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จตุจักร กรุงเทพฯ 10900 โทรศัพท์ 0-2579-0176 โทรสาร 0-2942-8107 E-mail address : ffordew@ku.ac.th
สไปรูลิน่า สาหร่ายเกลียวทอง
ผ่านทางสไปรูลิน่า สาหร่ายเกลียวทอง.

เรียบเรียงโดย … เยาวลักษณ์ พิพัฒน์จำเริญกุล
ฉบับนี้เราจะมาพูดถึง สาหร่ายตัวหนึ่ง ซึ่งมีผลต่อสุขภาพของผู้คนทั่วโลกอยู่ในขณะ นี้ มันมีชื่อว่าสาหร่ายสไป รูลิน่าหรือสาหร่าย เกลียวทอง ที่เรานำมาสกัดเป็นผลิตภัณฑ์ เสริมอาหาร เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้ กับร่างกาย.สไปรูลิน่า คือ สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน เจริญเติบโตในน้ำกร่อยและอุ่น ที่มีคุณ สมบัติเป็นด่าง คำว่าสไปรูลิน่ามาจากภาษา ลาติน Helex หรือ Spiral (เกลียว) ซึ่งหมายถึง รูปร่างที่มีลักษณะเส้นหมุนรอบขึ้นไปเหมือน ก้นหอย ในปีค.ศ.1827 ผู้เชี่ยวชาญทางด้าน สาหร่ายชาวเยอรมัน ชื่อ เดอเบน (Deurben) เป็นผู้ให้ชื่อทางวิทยาศาสตร์แก่สาหร่าย สไปรูลิน่า.สไปรูลิน่า จัดเป็น “พืชนิวเคลียร์” (nuclear plant) ซึ่งหมายถึง การอยู่กึ่งกลาง การปฏิรูปพัฒนาการแบ่งแยกระหว่างพืชกับ สัตว์ เซลล์ของสไปรูลิน่าจะสูงกว่าพืชเพราะ ขอบเซลล์ไม่แข็งเหมือนเซลล์ของพืช และใน นิวเคลียสของเซลล์สไปรูลิน่าก็ไม่ชัดเจน แน่นอนเหมือนของพืช แต่มันก็สามารถปรุง อาหารได้ โดยการสังเคราะห์แสงเช่นเดียว กับการปรุงอาหารของพืชชนิดอื่นๆ.มีคำยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญด้านสาหร่าย สไปรูลิน่าที่ทำการวิจัยทั่วโลกกว่า 4 หมื่นคน ในระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา บอกว่า สาหร่ายสไปรูลิน่านี้มีส่วนประกอบที่พิเศษ คือ มีอะมิโนโปรตีนที่จำเป็นต่อร่างกายสูง กว่าเนื้อสัตว์ ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่ร่างกายไม่ สามารถผลิตได้เอง แต่ร่างกายต้องการใช้ เป็นประจำทุกวัน มีวิตามินจำพวกเบตา คาโรทีนมากกว่าผักถึง 25 เท่า มีธาตุเหล็ก สูงกว่าตับถึง 28 เท่า และเป็นแหล่งรวมของ วิตามิน บี 12 ทั้งหมดนี้จึงทำให้สาหร่าย สไปรูลิน่าส่งผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพของ ระบบประสาท ป้องกันเซลล์สมอง และเสริม สร้างการส่งสัญญาณในระบบสมอง คนที่มี พฤติกรรมไม่ดีในการรับประทานอาหาร ไม่ ชอบทานผักผลไม้ หรือต้องเสียพลังงานกับ การออกกำลังกาย.ปัจจุบันสาหร่ายสไปรูลิน่าเป็นผลิตภัณฑ์ อาหารกว่า 70 ประเทศทั่วโลก อีกทั้งองค์การอนามัยโลกได้แนะนำว่า สาหร่ายสไป รูลิน่า เป็นอาหารที่ปลอดภัยจากสารพิษ และมีคุณค่าทางอาหารไม่มีสารตกค้าง สามารถใช้บริโภคได้อย่างดี มีรายงานผล การวิจัยอย่างมากมายว่าสไปรูลิน่าสามารถ ช่วยบังเกิดผลดีต่อการบำรุงและเสริมการ รักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เช่น.- เป็นอาหารสมอง ช่วยให้ความจำดีขึ้น- ลดโคเลสเตอรอล ลดน้ำตาลในเลือด โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคเบาหวานและความ ดันสูง- บำรุงผิวพรรณให้สดใส เปล่งปลั่ง และดูอ่อนเยาว์- ช่วยลดความเครียดและความไม่ สมดุลของร่างกาย- ลดกรดและช่วยเคลือบแผลใน กระเพาะอาหาร- ป้องกันเซลล์ตับไม่ให้ถูกทำลายจาก พิษของแอลกอฮอล์- ป้องกันและรักษาอาการเมาค้าง- ลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง- ระงับการลุกลามของโรคตา อาทิเช่น ตามัว ต้อหิน ต้อกระจก- เป็นอาหารเสริมสำหรับนักกีฬา เพื่อ เพิ่มพละกำลังที่ต้องเสียพลังงานกับการออก กำลังกาย- ช่วยรักษารูปร่างและทรวดทรงให้ สมส่วน เป็นต้น.สไปรูลิน่าจึงเป็นอาหารที่ทรงคุณค่า เหมาะสำหรับทุกคนโดยแท้จริง และใน ปัจจุบันบ้านเรา นอกจากเพาะพันธุ์สาหร่าย สไปรูลิน่ากันได้แล้วยังสามารถสกัดเป็น แคปซูลเพื่อการใช้งานได้รวดเร็วขึ้น ทำให้คน ไทยมีทางเลือกเพื่อสุขภาพกันอีกทางหนึ่ง
จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 10 ธันวาคม 2545
หญ้าแฝกหอม
ผ่านทางหญ้าแฝกหอม (ตอนจบ).

กมลพรรณ นามวงศ์พรหม
ตอนจบ
การขยายพันธุ์หญ้าแฝกหอม
หญ้าแฝกเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่แต่ละกอจะมีต้นหรือหน่อเป็นจำนวนมาก ขึ้นอัดกันแน่น ดังนั้นการขยายพันธุ์จึงนิยมใช้วิธีการแยกกอ แล้วนำ หน่อไปปลูกลงดิน หรือเพาะชำในถุงพลาสติก หรือถ้าต้องการขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วปัจจุบันนิยมการขยายพันธุ์โดยการเพาะ เลี้ยงเนื้อเยื่อ รายละเอียดในการขยายพันธุ์โดยวิธีการต่าง ๆ มีดังต่อไปนี้.1. การขยายพันธุ์ด้วยหน่อในแปลงกรมพัฒนาที่ดินแนะนำไว้ว่าในพื้นที่ที่มีการชลประทาน หรือพื้นที่ที่มีระบบการให้น้ำอย่างเพียงพอ สามารถใช้วิธีการขยายพันธุ์แบบนี้ได้ดี สามารถขยายได้คราวละจำนวนมาก ๆ ทำการขยายได้ตลอดทั้งปี แต่ถ้าเป็นพื้นที่ที่ไม่มีการชลประทานแนะนำให้ขยายพันธุ์ในช่วงกลางฤดูฝน หรือระหว่างกลางเดือนมิถุนายน ถึง กลางเดือนสิงหาคมการเตรียมพื้นที่เพื่อการขยายพันธุ์ อาจทำได้โดยการยกแปลงขนาดแปลงกว้าง 1 เมตร ระยะห่างระหว่างแปลง 1 เมตร ปลูกเป็นแถวคู่ โดย ใช้ระยะห่างระหว่างต้น 50 เซนติเมตร และระยะระหว่างแถว 50 เซนติเมตร ขุดกอหญ้าแฝกออกมา ตัดใบให้เหลือความยาว 20 เซนติเมตร และ ตัดรากให้เหลือความยาว 5 เซนติเมตร แยกหน่อแต่ละหน่อออกจากกัน นำมามัดรวมกัน แช่รากทิ้งไว้ในน้ำนานประมาณ 4-5 วัน หรือจนกว่าจะมี รากแตกออกมาใหม่ จากนั้นจึงนำลงปลูกในแปลง หลังปลูกต้องให้ดินมีความชุ่มชื้นอยู่เสมอหลังปลูก 1 เดือน ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 1 ช้อนชา ต่อต้น เมื่ออายุ 4-5 เดือน จะได้ผลผลิต 40-50 หน่อต่อกอ หรือประมาณ 120,000-150,000 หน่อต่อไร่ในพื้นที่ที่ไม่มีการชลประทาน หลังจากไถพรวนดินเป็นอย่างดีแล้ว ไม่ต้องยกร่อง นำหน่อพันธุ์หญ้าแฝกมาตัดให้เหลือใบยาว 20 เซนติเมตร และรากยาว 5 เซนติเมตร ปลูกลงแปลงเป็นแถว ใช้ระยะปลูกระหว่างแถว 50 เซนติเมตร และระยะระหว่างต้น 50 เซนติเมตร ใช้หน่อพันธุ์หลุมละ 2-3 หน่อ ดูแลรักษาเช่นเดียวกับวิธีการที่กล่าวมาแล้วข้างต้น การขยายพันธุ์วิธีนี้ เมื่อหญ้าแฝกอายุ 4-5 เดือน จะได้ผลผลิตเฉลี่ย 50 หน่อต่อกอ.2. การขยายพันธุ์ในถุงพลาสติกการขยายพันธุ์ในถุงพลาสติกตามวิธีการที่แนะนำโดยกรมพัฒนา ที่ดินมีดังนี้ขนาดของถุงพลาสติกนิยมใช้ 2 ขนาด คือ ขนาดถุงใหญ่ และถุงเล็ก ถุงใหญ่ทั่ว ๆ ไปจะใช้ถุงพลาสติกสีดำชนิดพับข้าง ขนาดตั้งแต่กว้าง 4 นิ้ว ยาว 9 นิ้ว ขึ้นไป เมื่อกรอกดินผสมลงถุงแล้วจะได้ขนาดถุงที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 15 ถึง 20 เซนติเมตร ขนาดถุงเล็กก็จะใช้ถุงที่มีขนาด ความกว้าง 2 นิ้ว ยาว 6 นิ้ว ถึง กว้าง 2 นิ้วครึ่ง ยาว 8 นิ้ว หรือเมื่อกรอกดินผสมลงถุงแล้ว จะได้เส้นผ่าศูนย์กลางของถุง 5 ถึง 10 เซนติเมตร การขยายลงถุงขนาดใหญ่จะได้ปริมาณหน่อมากเก็บรักษาไว้ได้เป็นเวลานานเหมาะ สำหรับไปขยายพันธุ์ต่ออีกครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่จะนำไปแยกกอ เพื่อปลูกขยายพันธุ์ลงดินเป็นแปลงขนาดใหญ่ ส่วนถุงเล็กเหมาะสำหรับนำไปปลูกลงดิน หรือปลูกเพื่อใช้ประโยชน์ต่าง ๆ หญ้าแฝกที่ได้จาก การขยายพันธุ์ในถุงเล็กจะมีอัตราการรอดตายสูงและตั้งตัวได้เร็วนำหญ้าแฝกมาแยกเป็นหน่อเดี่ยว ๆ ตัดยอดให้เหลือความยาวประมาณ 20 เซนติเมตร ตัดรากให้สั้น ลอกกาบใบแก่ออกให้หมด ล้างน้ำให้ สะอาด นำไปแช่น้ำหรือน้ำผสมฮอร์โมนเร่งรากเป็นเวลา 3-5 วัน หรือจนมีรากแตกออกมานำไปชำลงถุงพลาสติกต่อไปวัสดุเพาะชำนิยมใช้ผสมระหว่างดินร่วน ทรายและขี้เถ้าแกลบเป็นสัดส่วน 1 : 2 : 1 หรือทรายและขี้เถ้าแกลบเป็นสัดส่วน 2 : 1 ก็ได้ถึงเพาะชำ ทั้งหมดวางไว้ในที่ร่มเงาที่มีตาข่ายพรางแสง ให้แสงรอดได้ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ในที่ที่มีความชุ่มชื้นสูงอาจวางถุงไว้กลางแจ้งได้ การดูแลรักษา หลังปักชำ ควรให้น้ำแบบพ่นฝอยอย่างสม่ำเสมอ หลังปักชำประมาณ 1 เดือนให้หน่อชำได้รับแสงเต็มที่ เปิดตาข่ายพรางแสงออกให้หมด เมื่ออายุ 2 เดือน กล้าหญ้าแฝกที่ได้จะมีความแข็งแรงสมบูรณ์ พอที่จะนำไปใช้งานได้.3. การขยายพันธุ์ด้วยเทคนิคเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อถึงแม้ว่าแฝกหอมสามารถขยายพันธุ์ได้ง่ายโดยวิธีแตกหน่อ แต่ก็ขยายได้ช้ามากและปริมาณการขยายก็น้อยมาก คือประมาณ 80-100 หน่อ จากการขยายแฝก 1 กอ ที่ประกอบด้วย 5 หน่อย่อยในระยะเวลา 6 เดือน ดังนั้นการนำเอาเทคนิคการขยายพันธุ์โดยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมาใช้จะ สามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนหน่อพันธู์ได้ วิธีการขยายพันธุ์ด้วยเทคนิคเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมีขั้นตอนดังต่อไปนี้.3.1 การชักนำให้เกิดหน่อใหม่จากตาข้างและปลายยอดนำตาข้างและปลายยอดของหญ้าแฝกหอมมาฟอกฆ่าเชื้อ โดยตัดหน่อหญ้าแฝกอายุ 1-3 เดือน จากหญ้าที่ปลูกบำรุงไว้ในเรือนเพาะชำ นำมาล้างด้วยน้ำให้สะอาด ลอกกาบใบ 2-3 ชั้น ตัดปลายใบให้เหลือหน่อขนาดยาว 5 เซนติเมตร ส่วนนี้จะประกอบด้วยข้อ ซึ่งมีตาข้างอยู่จำนวน 4-5 ตาพร้อมปลายยอด นกมาแช่แอลกอฮอล์ 70% นาน 1 นาที เผาไฟอย่างรวดเร็ว แล้วนำไปฟอกฆ่าเชื้อต่อด้วยสารละลายคลอร็อกซ์ 15% ที่หยด triton-x2-3 หยดเขย่านาน 20 นาที นำมาล้างด้วยน้ำกลั่นนึ่งฆ่าเชื้อ 3 ครั้ง จากนั้นฟอกซ้ำด้วยสารละลาย mercurin chloride 0.1% นาน 2 นาที ล้างด้วยน้ำกลั่นนึ่งฆ่าเชื้อ 5 ครั้ง ตัดแต่งเนื้อเยื่อที่โดนสารฟอกฆ่าเชื้อทำลายออกแล้วตัดแบ่งเป็นท่อน ๆ ให้แต่ละท่อนมีตาติดอยู่ 1 ตานำตาข้างและปลายยอดที่ผ่านการฆ่าเชื้อดังกล่าวข้างต้นแล้วมา เลี้ยงบนอาหารแข็งที่เติมสารเร่งการเจริญเติบโต นำไปเลี้ยงไว้ที่อุณหภูมิ 25+2 องศาเซลเซียส ความเข้มแสง 2,000 ลักซ์ ช่วงรับแสง 16 ชั่วโมงสลับกับมืด 8 ชั่วโมงเมื่อเลี้ยงตาข้างและปลายยอดในอาหารสูตร MS (1962) เติม BAP 50 ไมโครโมลต่อลิตร ให้จำนวนหน่อใหม่ต่อการเลี้ยงตาหนึ่งตา จำนวนสูงที่สุด คือ 30 หน่อ อย่างไรก็ตามหน่อที่ได้จากการเลี้ยงในอาหารเติม BAP 50 ไมโครโมล ต่อลิตรจะมีขนาดของหน่อสั้นมาก และมี ลักษณะฉ่ำน้ำ ไม่แข็งแรง เหมือนหน่อที่เลี้ยงในอาหารที่เติม BAP 5 หรือ 10 ไมโครโมลต่อลิตร ดังนั้นแม้ว่าจะได้จำนวนหน่อต่ำกว่าก็ควรเลือก ใช้อาหารที่เติม BAP 10 ไมโครโมลต่อลิตร เพราะจะได้หน่อที่มีคุณภาพดี เจริญเติบโตได้เร็วกว่า ปริมาณการขยายประมาณ 20 หน่อต่อการเลี้ยง ตาหนึ่งตาในระยะเวลา 1 เดือน ดังนั้นในระยะเวลา 1 ปี สามารถขยายหน่อได้ประมาณ 8.19 x 1016 หน่อ.3.2 การเพิ่มปริมาณหน่อเมื่อนำแฝกหอมจากการเลี้ยงในอาหารที่มี BAP 10 ไมโครโมลต่อลิตร แต่ละกอไปตัดแยกเป็นหน่อเดี่ยว นำแต่ละหน่อไปเลี้ยงในอาหาร แข็งสูตรเดิม พบว่าเมื่อลดปริมาณ BAP ลงจากเดิมเป็น 5 ไมโครโมลต่อลิตร สามารถเพิ่มจำนวนหน่อได้ถึง 7 หน่อในระยะเวลา 2 สัปดาห์.3.3 การชักนำให้หน่อใหม่สร้างรากหน่อของแฝกหอมสามารถกระตุ้นให้แตกรากได้ในทุกสูตรอาหาร แม้ว่าจะไม่ให้สารเร่งการเจริญเติบโตเลยก็ตาม แต่จำนวนจะแตกต่างกัน ถ้าได้รับ IBA 0.5 ไมโครโมลต่อลิตร ให้จำนวนมากมากที่สุดคือ 8 รากในระยะเวลา 2 สัปดาห์.3.4 การย้ายปลูกเมื่อหน่อมีรากสมบูรณ์แข็งแรงย้ายลงปลูกในกระบะที่มีดินผสม ให้น้ำแบบพ่นฝอยเป็นเวลา 1 สัปดาห์ หลังจากนี้จึงย้ายปลูกลงถุงชำ ออกตั้งกลางแจ้งต่อไป
จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 10 ธันวาคม 2545
พรรณไม้หอม
ผ่านทางพรรณไม้หอม ตอนที่ 2.

วงศ์จันทร์ วงศ์แก้ว
ตอนที่ 2
6. กุหลาบ Rosa spp. and hybrid
วงศ์ Rosaceae
ชื่อสามัญ Rose
.
กุหลาบมีมากกว่า 1,000 ชนิด เป็นไม้นำเข้าจากต่างประเทศ มีทั้งไม้พุ่มสูง 1-3 เมตร และไม้เลื้อย ต้นและกิ่งมีหนาม ใบเป็นใบประกอบ แบบขนนก เรียงสลับ มีใบย่อย 5-7 ใบ รูปไข่ กว้าง 1.8-4 ซม. ยาว 3-7 ซม. ปลายใบแหลม โคนมน ขอบใบจักเป็นฟันเลื่อย หูใบแนบติดกับ ก้านใบ ดอกมีหลายสีแตกต่างกันตามพันธุ์ เช่น แดง ขาว ชมพู เหลือง ฯลฯ มีกลิ่นหอมตลอดวัน ดอกจะออกที่ปลายกิ่งอาจเป็นดอกเดี่ยวหรือ ดอกช่อ ฐานรองดอกเป็นรูปถ้วยมีกลีบเลี้ยงตั้งแต่ 5 กลีบขึ้นไป ลูกผสมจะมีกลีบดอกซ้อนหลายชั้น เกสรเพศผู้และเพศเมียมีจำนนมาก ผลรูปไข่ ผลสุกเป็นสีแดง เจริญเติบโตได้ทุกภาคของประเทศไทย ชอบดินกรดและที่มีอากาศเย็น ออกดอกได้ตลอดปี ขยายพันธุ์ด้วยการติดตา ตอน กิ่งปักชำ เมล็ด และแยกหน่อ ที่นิยมมากคือการติดตาเพราะสามารถใช้ต้นตอเป็นกุหลาบป่าที่มีระบบรากแข็งแรง และทนโรคในขณะที่ยอให้ ดอกที่มีคุณภาพตามที่ต้องการ
.กุหลาบใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ ดอกกุหลาบใช้ประดิษฐ์พวงมาลัยบูชาพระ และใช้ในงานพิธีต่าง ๆ ใช้ประดิษฐ์พานพุ่ม กลีบกุหลาบสีแดง นิยมใช้ประดับบนหน้าขนมตะโก้ หรือลอยน้ำหรือน้ำเชื่อมเพื่อให้มีกลิ่นหอม กุหลาบที่ใช้เป็นยา ได้แก่ กุหลาบหนูหรือกุหลาบแดง มีปลูกในยุโรป หรือเอเซีย ต่อมามีผู้นำไปปลูกในอินเดียและไทย กุหลาบชนิดนี้จะมีลำต้นตรง สูงประมาณ 60-90 ซม. มีกิ่งใหญ่ มีหนามแหลมและคม ใบเรียงสลับ มีขั้วใบสั้น ใบย่อยเป็นรูปไข่ ริมใบจัก ปลายใบแหลม มีดอกใหญ่และตั้งตรงเป็นดอกชั้นเดียว สีแดงจัด ดอกมีกลิ่นหอมเหมือนกลิ่นกุหลาบทั่วไป สรรพคุณทางยาใช้ดอกแห้งเป็นยาบำรุงธาตุ และยาสมานอ่อน ๆ แก้อาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรง.กุหลาบที่มีสรรพคุณทางยาอีกชนิดหนึ่ง คือ กุหลาบมอญ (Rosa damascena Mill) ซึ่งมีกลีบเลี้ยงสีเขียวขนาดใหญ่ ปลายงอ ตามใบมีหนาม ใบมีสีเขียวอมเทา กุหลาบมอญทางภาคใต้จะเป็นไม้เลื้อยขนาดใหญ่ กลีบสีชมพูอ่อน เมื่อบานจะมีขนาดใหญ่และบานเพียง 2-3 ชั้น แต่กุหลาบมอญ ชนิดนี้สูญพันธุ์ไปแล้ว คงพบแต่กุหลาบมอญที่มีขนาดเล็กกว่า ดอกซ้อนแน่นมากกว่า และมีสีชมพูเกือบขาว ชมพูเข้ม และแดง แต่มีลักษณะ เหมือนกัน คือกลิ่นหอมเฉพาะตัว (คล้ายกลิ่นสบู่) และใบสีเขียวอมเทา สรรพคุณทางยาของกุหลาบมอญใช้เป็นยาเย็น บำรุงหัวใจ ขับน้ำดี ทำให้ หัวใจเบิกบาน กลีบดอกเป็นยาสมาน.ส่วนกุหลาบหอมนั้นเป็นกุหลาบที่มีในอินเดียและไทย กุหลาบชนิดนี้มีลำต้นตั้งตรง มีหนามงอ ๆ ทั่วไปตามกิ่ง และก้านเป็นขนแข็งทั่วไป ทั้งลำต้น มีกลีบดอกใหญ่และซ้อนกันเป็นชั้น กลีบเลี้ยงป้อมและหนา ปลายกลีบเรียวเล็กตามริม กลีบมีขนอ่อน มีใบขนาดเล็กขึ้นแซมใบใหญ่ ดอกตั้งตรงและอ่อนโน้มลง มีสรรพคุณเป็นยาระบายอย่างอ่อน.น้ำมันกุหลาบและน้ำดอกไม้เทศ เป็นน้ำมันที่กลั่นได้จากดอกกุหลาบมอญชนิดหนึ่ง (Rosa damascena Mill) กุหลาบมอญชนิดมีในอินเดีย อาฟริกาตอนเหนือ และฝรั่งเศสตอนใต้ ในการกลั่นน้ำมันกุหลาบ ต้องเก็บดอกกุหลาบสดที่ยังตูมก่อนเวลาพระอาทิตย์ขึ้นจนถึง 10.00 น. สำหรับ วันที่มีเมฆหมอกครึ้มเก็บได้ตลอดทั้งวัน กล่าวคือพยายามหลีกเลี่ยงการเก็บดอกกุหลาบเวลามีแสงแดดจัด วิธีกลั่นแบบดั้งเดิมใช้หม้อกลั่น ที่ทำ ด้วยทองแดงเหมือนเครื่องกลั่นน้ำที่มีขนาดจุ 20 แกลลอน นำดอกกุหลาบสด 10 กิโลกรัม และน้ำ 75 ลิตร ใส่ลงในหม้อกลั่นแล้วใส่ไฟให้ร้อนจัด เช่นเดียวกับการกลั่นน้ำ เมื่อกลั่นนานประมาณ 2 ชั่วโมง จะได้น้ำกลั่นครั้งแรก 10 ลิตร เก็บไว้ส่วนหนึ่ง แล้วลดความร้อนลงเล็กน้อยกลั่นต่อไปอีก จนได้น้ำกลั่น 15 ลิตร จึงหยุดกลั่นแล้วเอาดอกกุหลาบที่กลั่นในหม้อทิ้ง ส่วนน้ำที่กลั่นได้ 15 ลิตรนั้นเทลงในหม้อกลั่น แล้วเพิ่มน้ำเย็นลงในหม้อ กลั่นอีก 75 ลิตร ใส่ดอกกุหลาบสดลงไปใหม่อีกเท่าจำนวนเดิม 10 กิโลกรัม กลั่นซ้ำ ๆ กันอย่างนี้ จนได้น้ำที่กลั่นรวมกันคราวละ 10 ลิตร จนถึง 40 ลิตร แล้วให้เอาน้ำกุหลาบที่กลั่นได้ 40 ลิตรที่ใส่ลงในหม้อกลั่น และกลั่นต่อไปอีกครั้งหนึ่ง เมื่อกลั่นได้ 5 ลิตรให้เอาน้ำ 5 ลิตรนี้ใส่ขวดกลม คอยาวเก็บไว้ ส่วนที่ยังเหลืออีก 35 ลิตร ให้นำไปใช้กลั่นดอกกุหลาบสดต่อไป ส่วนน้ำกุหลาบกลั่น 5 ลิตรที่ใส่ขวดไว้นั้น เมื่ออยู่นานหลายวัน เข้าจะมีน้ำมันลอยขึ้นข้างบนเป็นฝา ซ้อนเอาน้ำมันขึ้น น้ำมันนี้เรียกว่า น้ำมัน กุหลาบ ส่วนน้ำที่เหลืออยู่ในขวด ซึ่งเอาน้ำมันออกไปหมด แล้ว ใช้เป็นน้ำกุหลาบ เรียกว่า น้ำดอกไม้เทศ ซึ่งไทยเราใช้เป็นน้ำละลายยาใช้ทั่วไป น้ำดอกไม้เทศนี้มีสรรพคุณทำให้จิตใจผ่องใส ชื่นบาน แก้อาการอ่อนเพลีย ร้อนใน กระวนกระวาย.
7. จันทน์เทศ Myristica fragrans Houtt
วงศ์ Myristicaceae
ชื่ออื่น จันทน์บ้าน
ชื่อสามัญ Nutmeg tree.เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางสูง 5-18 เมตร ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปวงรีหรือไข่กลับแกมขอบขนาน กว้าง 4-5 ซม. ยาว 10-15 ซม. ผิวใบมัน ดอกเดี่ยว หรือช่อ 2-3 ดอกออกที่ซอกใบ ดอกแยกเพศต่างต้น ดอกมีขนาดเล็กรูปคนโท สีเหลืองนวล ผลเป็นผลสด กลม แกมรีมีร่องตาม แนวยาวโตประมาณผลไข่ไก่เนื้อฉ่ำน้ำ รกหุ้มเมล็ดมีสีแดง เรียกว่าดอกจันทน์ (mace) มี 1 เมล็ด เมื่ออ่อนสีขาว เมื่อแก่เป็นสีน้ำตาลเปลือกแข็ง ชื่อว่าลูกจันทน์ (nutmeg) เนื้อไม้และแก่นเรียกจันทน์เทศ.ลูกจันทน์และดอกจันทน์ใช้เป็นเครื่องเทศแต่งกลิ่นอาหาร ใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องแกงมัสหมั่นและแกงกะหรี่ เนื้อไม้และแก่นกลั่นน้ำมัน หอม ปรุงเครื่องสำอาง ทำเทียนอบ ทำธูปหอม ทำเครื่องเฟอร์นิเจอร์ชั้นดี ป้องกันมด ปลวกได้ดี ทำเกสรดอกไม้จันทน์ในงานศพ.ตำรายาไทยใช้แก่นลดไข้ บำรุงตับและปอด หัวใจ น้ำดี ลูกจันทน์หรือเมล็ดบำรุงกำลัง ขับลมจุกเสียด แก้ปวดมดลูก ขับลมในลำไส้ แท้ท้องร่วง ธาตุพิการ แก้บิดมูกเลือด ดอกจันทน์ (รกหุ้มเมล็ด) ใช้บำรุงโลหิต.
8. จำปา Michelia champaca Linn.
วงศ์ Magnoliaceae
ชื่ออื่น จำปาเขา (ตรัง), จำปาทอง (นครศรีธรรมราช), จำปาป่า (สุราษฎร์ธานี), จำปากอ (แหลมมาลายู)
ชื่อสามัญ OrangeChempaka, Champac, Champak, Sonchampa.จำปาเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่สูง 10-30 เมตร ลำต้นปลากลม กิ่งอ่อนเปราะและหักง่าย เรือนยอดเป็นรูปเจดีย์เมื่ออายุยังน้อย ใบเป็นใบเดี่ยวสีเขียวอ่อน ใบคล้ายใบมะม่วง หลังใบสีเกือบขาว แผ่นใบมีขนอ่อนด้านล่าง รูปไข่หรือรูปหอก ดอกเป็นดอกเดี่ยว เรียงสลับ ดอกสี ส้มให้กลิ่นหอมแรงตั้งแต่เย็นถึงเช้า ออกดอกตลอดปี กลีบซ้อนกัน 2-3 ชั้น มีกลีบดอกประมาณ 10-15 กลีบ เป็นรูปหอกกลับ กลีบชั้นในแคบกว่า กลีบชั้นนอก ผลเป็นช่อยาวประมาณ 6-9 ซม. ประกอบด้วยผลย่อย รูปร่างกลมหรือรูปไข่ เรียงตามแกนกลาง แต่ละผลแยกจากกัน ตามผิวมีจุด สีขาวนูนขึ้นเล็กน้อย ผลเมื่อแก่จะแตกด้านเดียว เมล็ดมีเนื้อหุ้มสีแดง เมื่อลอกออกจะเป็นสีดำหรือน้ำตาลเกือบดำ.จำปาขึ้นกระจายทั่วไปในป่าดิบและป่าดิบเขาทั่วประเทศ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ เนื้อไม้มีสีเหลืองถึงสีน้ำตาลอ่อน เสี้ยนตรง เนื้อค่อนข้าง หยาบแต่สม่ำเสมอ เป็นมันเลื่อม เหนียว เลื่อย ไสกบ ตบแต่งง่าย ขัดชักเงาได้ดี ผึ่งแห้งได้ง่ายและไม่เสื่อมเสีย มีความทนทานตามธรรมชาติ ตั้งแต่ 1-8 ปี คนพื้นบ้านเชื่อกันว่าปลวกและแมลงไม่ทำลายเนื้อไม้ จึงนิยมใช้ทำหีบใส่ของ ทำโลงศพชั้นดี ไม้จำปายังใช้ในการก่อสร้าง เช่น ทำพื้น ฝา ประตู หน้าต่าง เครื่องบน ทำเรือมาด เรือพาย เรือข้างกระดาน แจว พาย กรรเชียง เครื่องเรือน ไม้บุผนังที่สวยงาม ทำของ เด็กเล่น แกะสลัก ทำเครื่องกลึง ทำซี่ล้อและตัวถึงเกวียน สันแปรง กลอนประตู กระเบื้องไม้.ในประโยชน์ทางยานั้น ดอกจำปาแห้งใช้ปรุงยาหอมรับประทานเป็นยาบำรุงหัวใจ บำรุงประสาท บำรุงโลหิต จัดอยู่ในเกสรทั้งเจ็ด ดอกและ ลูกบำรุงธาตุ แก้คลื่นเหียน แก้ไข้ ขับปัสสาวะ ใบแก้โรคประสาท แก้ป่วง รากแห้ง และเปลือกหุ้มรากผสมกับนมสำหรับบ่อฝี เนื้อไม้บำรุงประจำ เดือนสตรี น้ำมันที่ได้จากดอกใช้ทาแก้ปวกศีรษะ และตาบวม เปลือกจากต้นแก้ไข้ ดอกจำปาใช้ทำอุบะในมาลัย มะลิบูชาพระหรือหุ้มไตรบวช นาค (4).สรรพคุณยาโบราณของกรมหลวงวงศาฯ กล่าวว่าในจำปาแก้ไขอภิญญาณ ดอกทำให้เลือดเย็น เปลือกทำให้เกิดเสมหะในลำคอ (แก้คอแห้ง) กระพี้แก้พิษสำแลง (ไข้ซ้ำ) แก่นแก้กุฏฐัง ยางแก้ริดสีดวงพรวก รากขับเลือดเน่า.ในภาษาสันสกฤตโบราณ กล่าวว่า ดอกจำปามีรสขม ใช้รักษาโรคเรื้อน และหิด ฝี ดอก และเมล็ดของจำปามีรสขมเย็น แก้ไขและแก้โรค ธาตุเสีย (Dyspepsia) คลื่นเหียนวิงเวียน (Nausea) และแก้ไข นอกจากนี้แพทย์หลายคนได้กล่าวถึงสรรพคุณของจำปาไว้ต่างกัน เช่น นายแพทย์เทเลอร์ (Taylor) กล่าวว่าดอกจำปา ผสมกับน้ำมันงาใช้เป็นยาภายนอกทาหน้า แก้ลมวิงเวียนซึ่งเกิดจากกระเพาะอาหารดีมาก ส่วนนายแพทย์รัมเฟียซ (Rumphius) กล่าวว่าดอกจำปาเป็นยาขับปัสสาวะแก้โรคทางไต แก้หนองใน นายแพทย์รีด (Rheede) กล่าวว่า รากจำปา แห้งและเปลือกของรากจำปาแห้งผสมกับกากนมพอกฝีจะเรียกหนองให้ขึ้นเร็วขึ้นทำ ให้ระงับการอักเสบได้ น้ำมันหอมของจำปา นอกจากจะใช้ทา แก้ปวดศีรษะ แก้ตาอักเสบแล้วยังใช้แก้โรคปวดข้อ (Gout) น้ำมันของเมล็ดจำปาทาหน้าท้อง แก้ท้องอืดเฟ้อ (Flatulence) ในสรรพคุณยาของ อังกฤษซึ่งกล่าวถึง สมุนไพรของอินเดีย (Pharmacopia of India) กล่าวไว้ว่า เปลือกจำปาเป็นยาแก้ไข นายแพทย์คาเนลานเด ลง ความเห็นว่า เป็นยาวิเศษใช้แทน Guaiacum ได้ดีใน หนังสือพิมพ์แพทย์ ชื่อ Azetteen oforissa กล่าวว่า เปลือกจำปาเป็นยาบำรุงกำลังใจ หัวใจ ขับเสมหะ และเป็นยาสมาน ผลแมลเมล็ดจำปาแก้แผลที่เท้าแตก ส่วนรากเป็นยาถ่าย ส่วนนายแพทย์ Moodeen Sherif กล่าวว่า ดอกจำปาเป็นยาบำรุงหัวใจ แก้เส้นกระตุก บำรุงธาตุ และขับลมในลำไส้ จึงทำเป็นยาดอง ยาต้ม และชงรับประทานแบบชา (จากตำราสรรพคุณยาไทยของโรงเรียนแพทย์ แผนโบราณ วัดพระเชตุพนฯ).
9. จำปี Michelia alba Dc.
วงศ์ Magnoliaceae
ชื่อพ้อง Michelia longifolia Bl.
ชื่ออื่น จำปีบ้าน
ชื่อสามัญ White Chempaka.จำปีเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง เรือนยอดเป็นรูปเจดีย์สูง 10-15 เมตร อาจสูงถึง 20 เมตร ถ้าปลูกในที่ชุ่มชื้นจะสูงใหญ่ทรงพุ่มแผ่กว้าง กิ่งแขนงหรือก้านอ่อนเปราะ หักง่ายใบเป็นใบเดียว เรียงสลับเวียน ใบรูปรีปลายเรียวแหลมเกลี้ยง ดอกเป็นดอกเดียว สีขาวออกตามซอกกิ่ง ดอกซ้อนกัน 2-3 ชั้น มี 8-12 กลีบ ออกดอกตลอดปี ดอกมีกลิ่นหอม ตอนเย็นไปจนถึงเช้าแล้วจึงโรย ออกดอกสม่ำเสมอตลอดปี ดอกให้ กลิ่นหอมไกลกว่าดอกจำปา กลิ่นหอมจัดเวลาเย็นจวนใกล้ค่ำ ลักษณะดอกคล้ายจำปา แต่กลีบเล็กกว่าและแข็งกว่าขึ้นได้ดีทั่วประเทศไทย เป็นไม้กลางแจ้ง เจริญเติบโตง่ายกว่าจำปา ไม่เลือกดิน ขยายพันธุ์โดยการตอน ยังไม่ปรากฎว่าจำปีติดผลในประเทศไทย.ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ ดอกใช้ทำอุบะ ห้อยชายพวงมาลัย และใช้บูชาพระ ดอกมีรสขมเย็น กลิ่นหอม ปรุงเป็นยาแก้ไข แก้ลม บำรุงหัวใจ (4).
10. จำปีสีนวล Michelia champaca x M. Alba
วงศ์ Magnoliaceae.เป็นลูกผสมระหว่างจำปีและจำปา ทรงพุ่มและเรือนยอดมีลักษณะคล้ายจำปี ใบมีลักษณะคล้ายจำปี แต่สีนวลกว่า ใบจำปีจะมีสีเขียวเข้มกว่า ลักษณะการเจริญเติบโตค่อนข้างไปทางจำปีแต่สีดอกจะมีสีเหลืองและกลีบดอกอ่อน และขนาดกว้างคล้ายจำปา ปลูกเป็นไม้ประดับ และใช้ ดอกบูชาพระ ร้อยอุบะ ยังมีไม่แพร่หลายนัก เนื่องจากเป็นลูกผสมที่เกิดใหม่จึงไม่มีการใช้เป็นยาพื้นบ้าน
จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 10 ธันวาคม 2545
การใช้ประโยชน์จากใยกล้วย
ผ่านทางการใช้ประโยชน์จากใยกล้วย.

บุษรา สร้อยระย้า
สถาบันเทคโนโลยี ราชมงคล วิทยาเขตโชติเวช กทม.
ต้นกล้วยเป็นพืชล้มลุกขนาดใหญ่ที่มีอายุหลายปี อยู่ในตระกูล MUSACEAE เมื่อโตเต็มที่จะมีความสูง 2-9 เมตร ลำต้นที่แท้จริงของกล้วย เกิดเป็นเหง้าอยู่ใต้ผิวดิน ส่วนลำต้นที่มองเห็นเป็นลำต้นเทียม ต้นกล้วยแบ่งออกเป็น 2 สกุล ตามลักษณะของการแตกกอคือ สกุลก้วยโทน (ENSETE) ได้แก่ กล้วยที่ไม่มีการแตกกอ จะขึ้นเป็นต้นเดี่ยว ๆ มีอายุประมาณ 2 ปี หรือมากกว่า ผลรับประทานไม่ได้ เมื่อออกผลแล้วต้นจะตายไป ใช้สำหรับทำแป้งหรือใช้เส้นใย ส่วนอีกสกุลหนึ่งคือ สกุลกล้วยแตกกอ (MUSA) ได้แก่ กล้วยที่ปลูกกันโดยทั่วไปในปัจจุบัน มีการแตกกอหรือแตกหน่อ ผลสามารถนำมาใช้เป็นอาหารรับประทานได้.ต้นกล้วยปลูกได้ทุกภาคของประเทศไทย เพราะเป็นพืชปลูกง่าย เติบโตเร็ว มีประโยชน์มากมาย โดยได้จากผลไว้ทำเป็นอาหาร ได้ทั้งอาหารคาว และหวาน ใบกล้วยหรือใบตองใช้ทำเป็นภาชนะห่ออาหารที่ใช้กันมาก่อนที่จะมีการใช้ พลาสติกทำเป็นภาชนะใส่อาหารในปัจจุบัน แต่อาหารไทยและขนมไทยบางชนิดยังต้องใช้ใบตองทำเป็นภาชนะอยู่ มิฉะนั้น รสชาติของอาหารจะไม่อร่อยและกลิ่นไม่หอม เช่น ขนมตาล ขนมใส่ไส้ นอกจากนั้น กาบกล้วยยังใช้ทำเป็นเชือกผูกมัดสิ่งของ ที่เรียกันโดยทั่วไปว่า เชือกกล้วยหรือเชือกมะลิลา ซึ่งมีคุณสมบัติเหนียวเป็นพิเศษเมื่อได้รับความชื้น และยังสามารถทนต่อน้ำทะเลได้ดี แต่ในปัจจุบันการใช้เชือกกล้วยไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากเทคโนโลยีเจริญก้าวหน้า ทำให้เกิดวัสดุอย่างอื่นขึ้นมาทดแทน และสะดวกขึ้น ดังนั้น กาบกล้วยจึงถูกทอดทิ้งไปกลายเป็นวัสดุเหลือใช้.จากการศึกษาเรื่องเส้นใยพบว่า เส้นใยที่ใช้กันอยู่โดยทั่วไปมีมากมายหลายชนิด ที่ได้มาจากพืชโดยได้มาจากส่วนต่าง ๆ ของพืช โดยได้เส้นใยจากส่วนที่เป็นเมล็ด ใบ และลำต้น เช่น ใยฝ้าย ใยลินิน และใยสับปะรด เป็นต้น ดังนั้น ต้นกล้วยน่าจะเป็นพืชชนิดหนึ่งที่สามารถนำมาแยกเส้นใยได้เช่นเดียวกัน จึงทำการทดลองแยกเส้นใยจากส่วนที่เป็นกาบกล้วย ด้วยวิธีการแยกแบบหัตถกรรม แล้วนำมาผลิตเป็นผืนผ้าด้วยเครื่องทอมือ.สรุปและเสนอแนะ- จากการทดลองแยกเส้นใย โดยเฉลี่ยได้ปริมาณเส้นใย 1.31%- เส้นใยกล้วยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางด้านสิ่งทอได้ ทั้งทำเป็นเส้นใย 100 เปอร์เซ็นต์ และผลิตเป็นเส้นด้ายใยผสมกับเส้นใยธรรมชาติจากพืช (ฝ้าย) คุณลักษณะของเส้นด้ายที่ผลิตได้นั้นจะมีความอ่อนนุ่ม มัน ส่วนความเหนียวจะแปรตามอัตราส่วนที่ใช้ผสม- อัตราส่วนที่ดีที่สุดคือ อัตราส่วนผสมใยกล้วย : ฝ้าย = 50 : 50 (โดยน้ำหนัก) เมื่อนำเส้นด้ายที่ทดลองไปย้อมสี ทั้งเส้นใย 100 เปอร์เซ็นต์ และเส้นด้ายผสม มีความสามารถในการดูดซึมสีได้ดี- นำเส้นใย 100 เปอร์เซ็นต์ และเส้นด้ายผสมที่ย้อมสีแล้ว ไปทดลองทอเป็นผืนผ้า สามารถทอเป็นผืนผ้าได้ และทดลองผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ก็สามารถผลิตได้หลายรูปแบบ และมีอายุการใช้งานค่อนข้างนาน (จากการศึกษาอายุการเก็บ)- เนื้อผ้าที่ผลิตจากใยกล้วย 100 เปอร์เซ็นต์ โดยใช้เส้นยืนเป็นไหม ค่อนข้างแข็งกระด้าง แต่มีความมันสวยงาม ส่วนผืนผ้าจากใยกล้วยผสม จะมีความอ่อนนุ่ม แต่มีความมันน้อยกว่า.กระบวนการผลิตเส้นใย กล้วย 
จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 11 พฤศิจกายน 2545
การปลูกมันสำปะหลังเชิงอนุรักษ์
ผ่านทางการปลูกมันสำปะหลังเชิงอนุรักษ์.

สุดประสงค์ สุวรรณเลิศ และปิยะ ดวงพัตรา
สำนักงานโครงการจัดตั้งสถาบันเกษตรในเขตวิกฤต มหาวิทยาลัยเกษตรศาตร์ .
ทำการทดลองเพื่อเปรียบเทียบวิธีการปลูกมันสำปะหลังเชิงอนุรักษ์ดิน และน้ำ บนพื้นที่ที่มีความลาดเอียง 6 เปอร์เซ็นต์ ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยใช้แฝกและสับปะรด ปลูกเป็นพืชสลับตามแนวระดับในแปลงปลูกมันสำปะหลัง ที่ปลูกเป็นพืชหลักโดยแบ่งวิธีการปลูกเป็น 3 วิธีคือ1. ปลูกแฝกสลับกับมันสำปะหลัง2. ปลูกสับปะรดสลับกับมันสำปะหลัง3. ปลูกมันสำปะหลังอย่างเดียวหลังจากนั้นทำการเก็บข้อมูลต่าง ๆ ได้แก่ การเจริญเติบโต และผลผลิตมันสำปะหลัง และปริมาณการสูญเสียเนื้อดิน.
![]() |
![]() |
| แปลงที่ไม่ มีการปลูก เกิดการชะล้างพังทายของดินรุนแรงมาก | แปลงมันสำปะหลังที่ ไม่มีการปลูกแฝก หรือพืชอื่นป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน ปรากฎมีตะกอนดินที่ถูกชะล้างจำนวนมาก |

แถวแฝกที่ปลูกสลับกับมันสำปะหลังขวางแนว slope ของพื้นที่.ผลการทดลองสรุปได้ว่า ในแปลงปลูกแฝกสลับกับมันสำปะหลังพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 ทุก ๆ ระยะ 20 เมตร มีการสูญเสียเนื้อดินน้อยที่สุดคือ 1,804 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี แปลงปลูกสับปะรดสลับกับมันสำปะหลัง มีการสูญเสียเนื้อดิน 2,320 กิโลกรัม และแปลงที่ปลูกมันสำปะหลังอย่างเดียวมีการสูญเสียเนื้อดินมากที่สุดคือ 4,119 กิโลกรัม ในด้านผลผลิตน้ำหนักหัวสดของมันสำปะหลัง พบว่าในแปลงที่ปลูกแฝกสลับกับมันสำปะหลัง มันสำปะหลังอายุ 12 เดือน ให้ผลผลิตสูงที่สุดคือ 9,260 กิโลกรัม/ไร่ เปรียบเทียบกับแปลงปลูกสับปะรดสลับกับมันสำปะหลัง และแปลงปลูกมันสำปะหลังอย่างเดียวให้ผลผลิตหัวมันสดเท่ากับ 8,820 กิโลกรัม/ไร่ และ 8,960 กิโลกรัม/ไร่ ตามลำดับ ผลการทดลองที่ได้แสดงให้เห็นว่าการปลูกมันสำปะหลังสลับกับแฝก ช่วยอนุรักษ์ดินหรือลดการสูญเสียเนื้อดินได้ในปริมาณมาก โดยที่ผลผลิตมันสำปะหลังไม่ได้มีปริมาณแตกต่างไปจากแปลงที่ปลูกมันสำปะหลัง อย่างเดียวแต่อย่างใด.
![]() ตะกอนดินที่สะสมบริเวณแถวแฝก |
![]() แปลงมันสำปะหลังที่ปลูกหญ้าแฝกสลับ มีตะกอนดินที่ถูกชะล้าง พังทลายน้อยที่สุด (สังเกตจากบ่อดักตะกอน) |
![]() การใช้สับปะรดปลูกสลับกับมันสำปะหลัง ช่วยป้องกันการชะล้าง พังทลายของดิน ได้น้อยกว่าการปลูกแฝกเป็นพืชสลับ |
| วิธีการปลูก | การเจริญเติบโต และ ผลผลิตมันสำปะหลัง |
ปริมาณการสูญเสียเนื้อดิน (กก.ไร่/ปี) |
||
|---|---|---|---|---|
| ความสูง (ซม.) |
น้ำหนักต้น (กก./ไร่) |
น้ำหนักหัวสด (กก./ไร่) |
||
| มันสำปะหลังอย่างเดียว | 183 | 6,040 | 8,960 | 4,119 |
| มันสำปะหลังสลับสับปะรด | 180 | 6,010 | 8,820 | 2,320 |
| มันสำปะหลังสลับแฝก | 186 | 7,035 | 9,260 | 1,804 |
จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 11 พฤศิจกายน 2545
หญ้าแฝกหอม
ผ่านทางหญ้าแฝกหอม.

กมลพรรณ นามวงศ์พรหม
หญ้าแฝกเป็นพืชพื้นบ้านพบได้ทั่วไปในประเทศไทย เป็นพืชที่คนไทยรู้จักใช้ประโยชน์มาตั้งแต่โบราณ โดยใช้มุงหลังคา จนมีคำกล่าวติดปากว่า “หลังคามุงแฝก” ตับแฝกที่ใช้มุงหลังคาในสมัยดั้งเดิมนั้น คงจะใช้หญ้าแฝกนำมาเย็บเข้าเป็นตับ ต่อมาอาจเป็นเพราะหญ้าแฝกขยายพันธุ์ตามธรรมชาติได้ช้า เจริญเติบโตไม่ทันใช้ จึงเปลี่ยนไปใช้จากหรือหญ้าคาเพื่อมุงหลังคาแทนหญ้าแฝก หญ้าแฝกจึงค่อย ๆ ลดความสำคัญลง จนเกือบจะไม่มีใครรู้จัก ตราบจนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักถึงความสำคัญ และความจำเป็นในเรื่องที่จะต้องมีมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหา การชะล้างพังทลายของดิน ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของประเทศ จึงได้มีหน่วยงานต่าง ๆ สนองพระราชดำริของพระองค์เพื่อดำเนินการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องการใช้ ประโยชน์ของหญ้าแฝก ทำให้เกิดการตื่นตัวกันทั่วประเทศ ในอันที่จะนำหญ้าแฝกที่มีแพร่กระจายอยู่ทั่วไป กลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้งหนึ่ง.หญ้าแฝกหอมเป็นพืชชนิดที่สะสมน้ำมันหอมไว้ที่ส่วนราก คนไทยสมัยก่อนใช้รากหญ้าแฝกเป็นเครื่องหอมอบเสื้อผ้า ไล่แมลงและกลิ่นอับในตู้เสื้อผ้า และใช้ผสมกับน้ำมันให้เกิดกลิ่นหอม นอกจากนี้ยังใช้ส่วนรากเป็นสมุนไพรรักษาโรคด้วย ในปัจจุบันยังสามารถหาซื้อรากหญ้าแฝกได้ตามร้านขายยาแผนโบราณ นับว่าหญ้าแฝกเป็นพืชหนึ่งที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับชีวิตของคนไทยเรามาแต่ โบราณกาล
.ถิ่นกำเนิดและการกระจาย.หญ้าแฝกหอมเป็นพืชที่มีการกระจายพันธุ์อย่างกว้างขวาง ถิ่นกำเนิดเดิมที่เป็นศูนย์กลางการกระจายพันธุ์ของพืชชนิดนี้ สันนิษฐานว่าอยู่ในประเทศอินเดีย โดยมีนักพฤกษศาสตร์ได้เก็บตัวอย่างหญ้าแฝกหอมนี้เป็นครั้งแรกจากประเทศ อินเดีย เมื่อปี ค.ศ. 1771 และได้เก็บรักษาตัวอย่างพันธุ์ไม้แม่แบบ (Type specimens) นี้ไว้ที่หอพรรณไม้ลินเนียส (Linnaeus Herbarium) ประเทศสวีเดน ซึ่งปัจจุบันได้ย้ายมาอยู่ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดย Linnaeus ได้ตรวจวิเคราะห์และตั้งชื่อพฤกษศาสตร์เป็น Phalaris zizanioides Linn. จากนั้นก็มีผู้เก็บตัวอย่างพืชชนิดนี้อีกหลายท่านและได้ให้คำอธิบาย ลักษณะของพืชชนิดนี้ต่างกันออกไป จึงปรากฎชื่อพ้องเกิดขึ้นมากมาย อาทิ Andropogon muricatus Retz. (1783), Agrostis verticillata Lamk. (1783), Vetiveria odoratissima Lem.-Lisanc. (1822), Andropogon festucoides J.S. Presl & C.B. Presl (1830) เป็นต้น.ต่อมาในปี ค.ศ. 1903 Nash ได้ตรวจสอบชื่อพ้องของพืชสกุลนี้ และได้เรียบเรียงจัดบรรยายลักษณะของหญ้าแฝกหอมนี้ขึ้นใหม่ และได้ให้ชื่อใหม่เป็น Vetiveria zizanioides (Linn). Nash ซึ่งถือเป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องของหญ้าแฝกหอมที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน.หญ้าแฝก (Vetiveria spp.) มีอยู่ในโลกประมาณ 11 ชนิด ในประเทศไทยนักพฤกษศาสตร์ได้ตรวจสอบพบว่ามีอยู่เพียง 2 ชนิดด้วยกัน ได้แก่ หญ้าแฝกหอม (Vetiveria zizanioides Nash) และหญ้าแฝกดอน (Vetiveria nemoralis A. Camus) ในธรรมชาติพบว่าหญ้าทั้งสองชนิดมีการกระจายทั่วไป ขึ้นได้ดีในสภาพพื้นที่ทั้งที่ลุ่มและที่ดอน ในดินสภาพต่าง ๆ จากความสูงใกล้ระดับน้ำทะเล จนถึงระดับประมาณ 800 เมตร.ลักษณะทางพฤกษศาสตร์.1. ลำต้น หญ้าแฝกเป็นหญ้าที่ขึ้นเป็นกอแน่น ใบยาวตั้งตรงขึ้นสูงมีความสูง 100-200 ซม. มักพบขึ้นอยู่เป็นกลุ่มใหญ่หรือกระจายกันอยู่ไม่ไกลกัน กอแฝกจะมีขนาดค่อนข้างใหญ่ โคนกอเบียดกันแน่นไม่มีไหล (stolon) เป็นลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่งที่แตกต่างจากหญ้าอื่นค่อนข้างชัดเจน ส่วนโคนของลำต้นจะแบน เกิดจากส่วนของโคนใบที่แบนเรียงซ้อนกัน ลำต้นแท้จะมีขนาดเล็กซ่อนอยู่ในกาบใบบริเวณคอดิน.ในประเทศไทย หญ้าแฝกจะพบมากในที่โล่งกลางแจ้ง โดยเฉพาะบริเวณใกล้น้ำ หรือที่ ๆ มีความชุ่มชื้นสูง และในป่าเต็งรัง การเจริญและแตกกอของหญ้าแฝก จะมีการแตกหน่อใหม่ทดแทนต้นเก่าอยู่เสมอ โดยจะแตกหน่อออกทางด้านข้างรอบกอเดิม ทำให้กอมีขนาดขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ โดยปกติแล้วหญ้าแฝกมีลำต้นสั้น จึงมีข้อและปล้องเห็นไม่ชัดเจน การแตกตะเกียง และการยกลำขึ้นเตี้ย ๆ เหนือพื้นดิน ไม่พบมากในสภาพธรรมชาติ.2. ใบใบของหญ้าแฝกแตกจากโคนกอ มีลักษณะของแผ่นใบแคบยาว ขอบใบขนานปลายใบสอบแหลม เนื้อของแผ่นใบกร้าน สากและคาย โดยเฉพาะใบแก่ ขอบใบและเส้นกลางใบมีหนามละเอียด (spinulose) หนามบนใบที่ส่วนโคนและกลางแผ่นใบจะมีน้อย แต่จะมีมากที่บริเวณปลายใบ มีลักษณะตั้งทะแยงปลายหนามชี้ขึ้นไปทางปลายใบกระจังหรือเยื่อกันน้ำฝนที่โคนใบจะลดรูป มีลักษณะเหลือเพียงแผ่นโค้งของขนสั้นละเอียด บางครั้งสังเกตได้ไม่ชัดเจน.เมื่อตัดแผ่นใบตามขวางและศึกษาดูภายใต้กล้องจุลทรรศน์ จะเห็นลักษณะการเรียงตัวของเนื้อเยื่อใบ ดังนี้ ด้านหลังใบที่มีสีเขียวเข้ม (abaxial) เป็นด้านที่มีการกระจายตัวของมัดท่อนำน้ำและอาหาร (vascular bundle) เรียงตัวขนานกันอย่างเป็นระเบียบ อยู่ใต้ชั้นผิวใบ (epidermis) มัดท่อนำน้ำและอาหารนี้ ห่อหุ้มด้วยกลุ่มเซลล์ผนังบาง (bundle sheath) ที่มีคลอโรพลาสต์อยู่ภายในเซลล์เหล่านี้ ทำหน้าที่เก็บสะสมอาหารและเป็นแหล่งพลังงานที่พืชได้จากการสังเคราะห์แสงตอน บนของมัดท่อนำน้ำและอาหาร จะมีเซลล์ที่ผนังหนา (sclerenchyma) เรียงตัวอยู่เป็นกลุ่มติดสีย้อมชัดเจน ทำหน้าที่เพิ่มความแข็แรงให้แก่แผ่นใบและมัดท่อนำน้ำและอาหาร (ดูภาพโครงสร้างภายในของใบประกอบ).ด้านท้องใบ (adaxial) มีสีจางกว่าด้านหลังใบ ส่วนผิวใบด้านนี้ประกอบด้วยเซลลืผนังบางชั้นเดียว ใต้ผิวใบประกอบด้วยเซลล์ผนังบางเป็นกลุ่ม จัดเรียงตัวเป็นลักษณะคล้ายสะพานต่อเชื่อมระหว่างมัดท่อลำเลียงกับผิวใบ ทำให้เกิดโพรงอากาศขนาดใหญ่ ทำหน้าที่เก็บสะสมน้ำและความชื้น บริเวณตอนกลางของแผ่นใบ (mesophyll) จะมีช่องว่างขนาดใหญ่ (air space) ปรากฎชัดเจนอยู่ทั่วไป ด้านหลังใบพบปากใบ (stomata) มากกว่าด้านท้องใบ.บริเวณกลางแผ่นใบ (ด้านท้องใบ) พบกลุ่มเซลล์ขนาดใหญ่ผนังบาง เรียงตัวอยู่ที่บริเวณรอยพับของใบ มีหน้าที่ควบคุมการห่อตัวและการพับของใบ ด้วยการพองและยุบตัวของเซลล์.จากการศึกษาเปรียบเทียบลักษณะภายนอกของหญ้าแฝกทั้งสองชนิด พบว่าลักษณะภายนอกของใบมีความแตกต่างกันอย่างเด่นชัด สามารถใช้จำแนกหญ้าแฝกทั้งสองชนิดออกจากกันได้ กล่าวคือ.1. หญ้าแฝกหอมมีใบยาว 45-90 (100) ซม. กว้าง 0.6-0.9 (1.2) ซม. มีหลังใบโค้งปลายแบน มีสีเขียวเข้ม เนื้อใบค่อนข้างเนียน มีไขเคลือบ (wax) มากทำให้ดูมัน ท้องใบออกสีขาวซีดกว่าด้านหลังใบ และเมื่อนำไปส่องดูกับแสงจะเห็นรอยกั้นขวางเนื้อใบ (septum) ชัดเจน โดยเฉพาะพื้นใบบริเวณส่วนโคนและกลางใบ เส้นกลางใบ (mid rib) ฝังตัวอยู่ใต้แผ่นใบ ไม่โตหรือเด่นชัดเจน2. หญ้าแฝกดอน มีใบยาว 35-60 (80) ซม. กว้าง 0.4-0.6 (0.8) ซม. ใบมีสีเขียวซีด หลังใบพับเป็นสันสามเหลี่ยม เนื้อใบหยาบ สากคาย มีไขเคลือบน้อยทำให้กร้าน ไม่เหลือบเป็นมัน ท้องใบสีเดียวกับด้านหลังใบ แต่จะมีสีซีดกว่า แผ่นใบเมื่อส่องกับแสงไม่เห็นรอยกั้นในเนื้อใบ เส้นกลางใบสังเกตได้ชัดเจน ลักษณะแข็ง เป็นแกนนูนทางด้านหลังสำหรับลักษณะโครงสร้างภายในของใบหญ้าแฝกทั้งสองชนิด เมื่อเปรียบเทียบกันมีความแตกต่างกันอย่างเด่นชัดกล่าวคือ ใบหญ้าแฝกหอม มีเนื้อใบ (mesophyll) หนากว่า และขนาดของช่องอากาศ (air space) ก็มีขนาดใหญ่กว่าแฝกดอนด้วย ใบแฝกดอนมีกลุ่มเซลล์ผนังหนา (bundle sheath extention) ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับมัดท่อน้ำ ท่ออาหารขนาดใหญ่.3. รากเป็นส่วนสำคัญและเป็นลักษณะพิเศษของหญ้าแฝก ที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์เป็นหลัก หญ้าส่วนใหญ่โดยทั่วไปจะมีรากลักษณะเป็นรากฝอย (fibrous roots) แตกจากส่วนลำต้นใต้ดิน กระจายแผ่กว้างออกเพื่อยึดพื้นดินตามแนวนอน การเจริญของระบบรากในแนวดิ่ง เจาะไม่ลึกมาก แต่ระบบรากของหญ้าแฝก จะแตกต่างจากรากหญ้าส่วนใหญ่ทั่วไป คือมีรากที่เจริญเติบโตเร็ว สานกันแน่น หยังลึกในแนวดิ่งลงในดิน ไม่แผ่ขนาน มีรากฝอยขนาดใหญ่จำนวนมาก.หญ้าแฝกที่มีอายุประมาณ 18 เดือน รากจะเจริญเต็มที่ รากแกนที่ส่วนโคนกอจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางโตประมาณ 2-3 มม. เปลือกราก มีลักษณะอวบน้ำคล้ายนวม ทำหน้าที่เพิ่มความหนา ความแข็งแรง ดูดน้ำและความชื้น และป้องกันส่วนลำเลียงน้ำและอาหารที่อยู่ภายใน.เมื่อตัดรากตามขวางและศึกษาภายใต้กล้องจุลทรรศน์ (ดูภาพโครงสร้างภายในของรากประกอบ) จะเห็นลักษณะการเรียงตัวของเนื้อเยื่อรากดังนี้ ชั้นนอกสุด ประกอบไปด้วยเซลล์ผิว ซึ่งเมื่อรากแก่มากก็จะตายไป ทำหน้าที่เสริมให้ความแข็งแก่เซลล์รากที่อยู่ด้านใน และถูกแทนด้วยเซลล์ชั้นที่อยู่ถัดไป ใต้เซลล์ชั้นผิวเป็นเซลล์ที่มีผนังหนาเรียงตัวอยู่หลายชั้น ทำหน้าที่ให้ความแข็งแรงและให้ความยืดหยุ่นแก่ราก เซลล์ชั้นถัดไปประกอบด้วยกลุ่มเซลล์ผนังบางที่เชื่อมต่อกันหลวม ๆ เป็นสายคล้ายสะพาน ทำให้เกิดช่องว่างขนาดใหญ่ (air space) อยู่มากมาย ซึ่งช่วยรากกักเก็บน้ำเมื่อความชุ่มชื้นสูง และเก็บอากาศขึ้นเมื่อในดินมีความแห้งแล้ง.เนื้อเยื่อรากด้านในส่วนแกนกลางประกอบด้วยเซลล์ผนังหนาเรียก เอนโดเดอร์มีส (endodermis) หนาหนึ่งชั้น เซลล์ถัดไปเป็นเซลล์ผนังหนา (sclerenchyma) เรียงตัวอยู่หลายชั้น แทรกอยู่ด้วยกลุ่มท่อลำเลียง ส่วนใจกลางของราก (pith) เป็นกลุ่มของเซลล์ผนังบาง (parenchyma) ที่เรียงตัวอัดกันแน่น ทำหน้าที่เป็นไส้กลางของราก.ความแตกต่างของลักษณะภายในรากหญ้าแฝกหอมและหญ้าแฝกดอนที่เห็นได้ ชัดเจนคือ รากหญ้าแฝกหอมมีโพรงอากาศ (air space) ในบริเวณคอร์เทกซ์ (cortex) ขนาดใหญ่กว่าแฝกดอน อย่างไรก็ตามลักษณะภายในของรากหญ้าแฝกมีลักษณะเหมือนกับรากพืชน้ำ (hydrophyte) ดังนั้นหญ้าแฝกโดยเฉพาะแฝกหอมจึงสามารถทนน้ำท่วมขังได้ดี.4. ช่อดอกหญ้าแฝกมีช่อดอกตั้ง มีลักษณะเป็นรวง ก้านช่อดอก (main axis) ยาวกลม ก้านช่อดอก และรวงสูงประมาณ 100-150 ซม. แต่ในต้นที่สมบูรณ์จะสูงจากพื้นดินเกินกว่า 200 ซม. เฉพาะส่วนช่อดอกหรือรวงสูงประมาณ 20-30 (40) ซม. แผ่กว้างเต็มที่ 10-15 ซม. ช่อดอกของหญ้าแฝกหอมส่วนใหญ่มีสีม่วง4.1 ระยะผสมเกสร (anthesis stage) เริ่มตั้งแต่ช่อดอกเริ่มแทงยอด โผล่พ้นใบธง (flagleaf) จนถึงระยะดอกหญ้าบานเต็มที่ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 4-5 วัน ในระยะนี้แกนช่อดอกจะยืดตัวอย่างรวดเร็ว ระยางค์ต่าง ๆ ในรวง จะมีน้ำ อาหาร และฮอร์โมนพืชต่าง ๆ อย่างสมบูรณ์ ส่วนโคนของแกนช่อย่อย (rachis) ซึ่งมีลักษระเป็นต่อม (pulvinus) เมื่อเต่งเต็มที่ จะดันให้แกนช่อย่อยกางแผ่ออก และเกสรหญ้าที่เต่งก็จะดีดตัวออกมาระโยงระยางนอกดอกหญ้า (spikelet) เพื่อพร้อมกับการผสมเกสร4.2 ระยะหลังผสมเกสร (Post-anthesis or embryo development stage) เมื่อดอกหญ้าได้รับการผสมแล้ว กระบวนการต่าง ๆ ในช่อดอกจะลดลงตามลำดับต่อมที่โคนแกนช่อย่อยจะแฟบลง ช่อดอกจะเริ่มห่อตัว โดยจะเริ่มรัดตัวจากปลายยอด ซึ่งเป็นส่วนที่ถูกผสมเกสรก่อน ลงมาหาส่วนโคนรวง ระยะนี้จะใช้เวลาประมาณ 8-10 วัน ช่อดอกในระยะนี้จะเปลี่ยนไปมีขนาดเล็กลง4.3 ระยะติดเมล็ด (Seed maturity stage) ดอกหญ้าที่ผสมแล้วและพัฒนาเต็มที่จะมีความสมบูรณ์ มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย และจะเกาะกันอยู่ในแกนช่อย่อยแบบตามยาวขนานกับแกน รวมกันทั้งรวงเป็นก้อนคล้ายรูปกระสวย ระยะนี้ช่อดอกจะรัดตัวแน่นเต็มที่จนเหลือขนาดเล็กที่สุด รังไข่ พัฒนาเต็มที่เป็นเมล็ด (seed) สีของรวงจะซีดลงเรื่อย ๆ ระยะนี้จะใช้เวลาประมาณ 10-12 วัน เมื่อเมล็ดแก่เต็มที่ก็จะร่วงหลุดจากรวง แบบหลุดไปทั้งดอก คงเหลือแต่ส่วนก้านอกยังคงติดอยู่กับแกนช่อย่อย.รวมระยะเวลาของการติดดอกทั้ง 3 ระยะ ตั้งแต่เริ่มการผสมเกสร ติดเมล็ดถึงดอกร่วงประมาณ 20-28 วัน.ในแต่ละรวงจะมีแกนช่อย่อย (rachis) ที่แตกแขนงออกในระดับใกล้เคียงกัน (pseudo-sympodial branching) จัดเรียงกันอยู่เป็นชั้น ๆ ประมาณ 8-12 ชั้น (whorl) ในแต่ละชั้นนี้จะมีแกนช่อย่อยอยู่ประมาณ 6-18 แกน ในแต่ละแกนจะมีดอกหญ้า (spikelet) อยู่ประมาณ 10-20 ดอก เมื่อรวมทั้งรวงจะมีอยู่ประมาณ 600-1,500 ดอก ทั้งนี้จำนวนดอกหญ้าทั้งหมดในหนึ่งช่อจะขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของหญ้าแฝก ต้นแม่ด้วย.5. ดอกหญ้า (Spikelets) หญ้าแฝกจะมีดอกหญ้าเรียงตัวอยู่ด้วยกันเป็นคู่ ๆ มีลักษณะและมีขนาดใกล้เคียงกัน แต่ละคู่ประกอบด้วยดอกชนิดที่ไม่มีก้าน (sessile spikelet) และดอกชนิดมีก้าน (pedicelled spikelet) ยกเว้นที่ส่วนปลายของก้านช่อย่อยมักจะจัดเรียงเป็น 3 ดอกอยู่ด้วยกัน ดอกที่ไม่มีก้านจะอยู่ด้านล่าง ส่วนดอกที่มีก้านจะชูอยู่ด้านบน ดอกที่ไม่มีก้านดอกจะเป็นดอกสมบูรณ์เพศ คือมีทั้งเกสรผู้และเกสรเมียอยู่ด้วยกัน (bisexual spikelet) ส่วนดอกมีก้านจะเป็นดอกตัวผู้ (male spikelet) ที่มีแต่เกสรผู้อยู่ภายใน แต่ละดอกประกอบไปด้วยดอกย่อย (floret) อีก 2 ดอก แต่ส่วนมากจะมีการลดรูป หรือเจริญไม่สมบูรณ์ จนเหลือดอกย่อยเพียงดอกเดียวกับดอกย่อยเปล่า ๆ ที่มีแต่กาบคลุม.ดอกหญ้าแฝกมีรูปร่างคล้ากระสวย ปลายสอบ ขนาดของดอกกว้าง 1.5-2.5 มม. ยาว 2.5-3.5 มม. ด้านหลังของดอกมีผิวขรุขระ มีหนามแหลมขนาดเล็ก (spinulose) โดยเฉพาะที่บริเวณขอบเห็นได้ชัดเจนเมื่อส่องดูด้วยแว่นขยายด้านล่างผิวเรียบ.6. ผล (Caryopsis)หญ้าแฝกมีผลเป็นแบบ caryopsis เมื่อดอกหญ้าแฝกได้รับการผสมแล้ว ดอกที่ไม่มีก้านดอก ซึ่งเป็นดอกสมบูรณ์ก็จะติดเมล็ด เมล็ดรูปกระสวย ผิวเรียบ หัวท้ายมน ขนาดกว้างประมาณ 1.0-1.5 มม. ยาว 2.5-3.0 มม. เมล็ดมีเปลือกบาง ดอกแฝกสามารถติดเมล็ดได้เพียง 50% เท่านั้น เพราะในแต่ละช่อดอก มีดอกสมบูรณ์อยู่ประมาณครึ่งหนึ่ง ประกอบกับการสุกของเกสรผู้และเกสรเมียที่อยู่ในดอกเดียวกัน หรือต่างดอกกัน มักจะไม่สัมพันธ์กัน ดังนั้นโอกาสที่จะผสมพันธุ์กันจึงมีน้อย ในสภาพธรรมชาติเมล็ดทั่วไปจะถูกทิ้งให้แก่คารวง และค่อย ๆ หลุดร่วงไปโดยที่ส่วนใหญ่ได้สูญเสียความสามารถในการงอกไปแล้ว เมล็ดที่เหลืออยู่ก็แทบไม่มีโอกาสที่จะงอกได้ นอกจากตกลงไปในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในทันทีจึงจะงอกได้ เมล็ดหญ้าแฝกมีความไวในการตอบสนองต่อปัจจัยของสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ได้ดี จึงเสียความสามารถในการงอกได้ง่าย เมื่อประสบกับสภาพความแห้งแล้ง ลมแรงและแดดจัด แม้เพียงช่วงระยะเวลาสั้น ๆ.การใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝกหอม.หญ้าแฝกสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในกิจกรรมต่าง ๆ ได้มากมาย และใช้ประโยชน์ได้ไม่ว่าจะเป็นใบหรือราก การใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝก อาจสรุปได้ดังนี้1. การใช้ประโยชน์เพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ- การปลูกเป็นแถวตามแนวระดับ ขวางความลาดเท- การปลูกเพื่อแก้ปัญหาการพังทลายของดิน- การปลูกเพื่อป้องกันการเสียหายของชั้นบันไดดินหรือคันคูรองรับน้ำรอบเขา- การใช้หญ้าแฝกเพื่อการป้องกันตะกอนดินลงสู่ทางน้ำ.2. การใช้ประโยชน์หญ้าแฝกในงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์.3. การปลูกหญ้าแฝกเพื่อรักษาการกัดเซาะของน้ำจากแม่น้ำบริเวณคอสะพาน.4. การใช้ประโยชน์แบบอื่น ๆ- ใช้มุงหลังคา- ใช้ในคอกสัตว์ รองนอนในเล้าสัตว์- ใช้เป็นปุ๋ยหมักและพืชคลุมดิน- ใช้รากแห้งแขวนในตู้เสื้อผ้า ทำให้มีกลิ่นหอม ไล่แมลง- ใช้รากแห้งมาทำพัด สำหรับพัดให้ความเย็น และเกิดกลิ่นหอมเย็น- ใบใช้เลี้ยงสัตว์- ใช้เป็นสมุนไพร เครื่องหอม และน้ำหอม
ต้นกล้าหญ้าแฝกหอม อายุ 2 เดือน ได้มาจากการขยายพันธุ์ โดยเทคนิคเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในฉบับหน้า จะเป็นเรื่อง การขยายพันธุ์หญ้าแฝกหอม ค่ะ
จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 12 พฤศจิกายน 2545
พรรณไม้หอม
ผ่านทางพรรณไม้หอม (ตอนที่ 1).

วงศ์จันทร์ วงศ์แก้ว
ตอนที่ 1
พรรณไม้หอมจัดเป็นพรรณพืชที่มีความสำคัญทางศิลปวัฒนธรรมไทยมากกลุ่ม หนึ่ง มีความผูกพันกับคนไทยมายาวนาน ในวรรณกรรมหลายยุคหลายสมัย จะต้องมีบทกวีที่กล่าวถึงพรรณไม้หอมอยู่เสมอ พรรณไม้หอมหลายชนิดนอกจากให้ดอกหอมชื่นใจแล้ว ยังเป็นสมุนไพรใช้ผสมเป็นยารักษาสุขภาพและโรคภัยไข้เจ็บ และใช้เนื้อไม้ทำเครื่องใช้และบ้านเรือนที่อยู่อาศัยได้อีกด้วย ประเทศไทยอยู่ในเขตศูนย์สูตร ซึ่งมีป่าที่เป็นที่อยู่ของพรรณพืชต่าง ๆ ชนิดกันจำนวนมาก พรรณไม้หอมหลายชนิดพบในป่าของไทย บางชนิดนำเข้าจากต่างประเทศ แต่ได้ปลูกกันไว้ใช้ประโยชน์มานานมาก ความรู้ที่คนไทยพื้นบ้านได้สั่งสมกันมาเป็นเวลายาวนานในการใช้ประโยชน์ของ พรรณพืชต่าง ๆ ถือเป็นมรดกทางภูมิปัญญาไทยที่สมควรอนุรักษ์ไว้ให้เป็นความภูใจของคนรุ่น หลัง ซึ่งนับวันจะมีโอกาสได้สัมผัสความรู้เหล่านี้น้อยลงทุกที.บทความนี้เป็นรายงานเพียงส่วนหนึ่งของผลการวิจัยเรื่องการอนุรักษ์ และการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพของพรรณพืชศิลปวัฒนธรรมไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางพฤกษศาสตร์ การเจริญเติบโต การกระจายพันธุ์ การออกดอก ระยะเวลาการให้กลิ่นหอม การขยายพันธุ์ และการใช้ประโยชน์พื้นบ้าน ในรายงานได้กล่าวถึงเพียง 16 ชนิด ได้แก่ กรรณิการ์ กระถินเทศ กระทิง กระเบา กันเกรา กุหลาบ จันทน์เทศ จำปา จำปี จำปีสีนวล นมแมว พญาสัตบรรณ พิกุล มะลิ ลำดวน และสารภี ซึ่งเป็นพรรณไม้หอมที่ให้ประโยชน์ได้หลายอย่าง ทั้งนี้ได้รวมเกร็ดประวัติ และตำรับยาที่ได้จากการสัมภาษณ์บุคคลไว้ด้วย เพราะเห็นว่าน่าจะเป็นที่สนใจสำหรับท่านผู้อ่าน หวังว่าการวิจัยครั้งนี้จะเป็นส่วนช่วยกระตุ้นให้เกิดความสนใจใคร่ศึกษาและ สนับสนุนให้ศึกษาพรรณไม้กลุ่มนี้ให้กว้างขวางและลึกซึ้งยิ่งขึ้น
.
1. กรรณิการ์ Nyctanthes arbor-tritis Linn.วงศ์ Verbenaceaeชื่ออื่น กณิการ์, กรณิการ์ (ภาคกลาง)ชื่อสามัญ Night Glooming Jasmine, Night Flower Jasmine, Night Blooming Jasmine, Tree of Sadness.กรรณิการ์ เป็นไม้พุ่มกึ่งไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูง 3-4 เมตร ลำต้นและกิ่งก้านเป็นเหลี่ยม ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม ใบสาก ขอบใบเรียบหรือมีจักเล็กน้อย ดอกออกตามโคนก้านใบหรือปลายกิ่ง มีขนาดเล็กออกเป็นช่อ กลีบดอกมีสีขาว มี 6 กลีบ โคนกลีบติดกันเป็นหลอดสีส้ม มีกลิ่นหอมเย็นในเวลากลางคืน เดิมเป็นไม้ต่างประเทศและนำเข้ามาปลูกแพร่หลายในประเทศไทย ปลูกทั่วไปกลางแจ้ง ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ตอน หรือปักชำ.กรรณิการ์ ก้านดอหให้สีเหลืองแสดหรือสีส้ม ใช้ย้อมผ้าไหมหรือทำสีใส่ขนมรับประทานได้ ต้นแก้ปวดศีรษะ ใบบำรุงน้ำดี ดอกแก้ไขและลมวิงเวียน รากแก้อุจจาระเป็นพรรดึก บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง แก้ผมหงอก บำรุงผิวหนังให้สดชื่น ต้นและรากต้มรับประทานแก้ไอ
.
2. กระถินเทศ Acacia farnesiana (L.) Willd.วงศ์ Mimosaceaeชื่ออื่น กระถิน, กระถินเทศ (กรุงเทพ), กระถินหอม, คำใต้, ดอกคำใต้ (ภาคเหนือ), มอนคำ (แม่ฮ่องสอน), เกากรึนอง (กาญจนบุรี), ถิน (แถบคาบสมุทร), บุหงาเซียม (แหลมมาลายู), บุหงา (อินโดนีเซีย), บุหงาละสะมะนา (ปัตตานี)ชื่อสามัญ Sponge Tree, Cassie Flower.กระถินเทศ เป็นไม้พุ่มกึ่งไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูง 3-5 เมตร มีหนามแหลมคมที่โคนก้านใบ ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ ช่อย่อยมีใบย่อย 10-21 คู่ รูปขอบขนานขนาดเล็ก ปลายแหลม โคนตัดตรง ดอกสีเหลือง กลิ่นหอมตลอดวัน ออกเป็นช่อตามซอกใบเป็นกระจุกประมาณ 5 ช่อ ช่อดอกเป็นรูปกลมคล้ายดอกกระถิน มีดอกย่อยจำนวนมาก โคนกลีบดอกเชื่อมกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 แฉก เกสรเพศผู้มีจำนวนมาก ผลเป็นฝักโค้ง กว้าง 1-2 ซม. ยาว 4-7.5 ซม. เมล็ดรูปรี กว้าง 0.5 ซม. ยาว 0.7-0.8 ซม. ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด เจริญเติบโตได้ดีในเขตร้อนทั่วโลก และมีดอกตลอดปี เดิมมาจากต่างประเทศ แต่ปลูกกันทั่วไปตามบ้านและวัด เนื่องจากใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ.สรรพคุณทางยา รากใช้เป็นยาอายุวัฒนะ แก้พิษสัตว์กัดต่อย ยางของไม้นี้เรียกว่า กัมอะเคเซีย.ในอำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร ใช้ลำต้นกระถินเทศ 2-3 กิ่ง ตำหรือทุบแล้วนำมาต้มกับน้ำครึ่งลิตรพอเดือด ทิ้งให้อุ่น ให้หญิงคลอดลูกที่อ่อนเพลียเนื่องจากการตกเลือด ดื่มบำรุงหัวใจจะสดชื่นขึ้นทันที แต่จะให้ดื่มหลังจากการดื่มน้ำใบเสนียด โดยนำใบเสนียดสด 5 ใบ มาโขลกกับเกลือเล็กน้อยดื่มเพื่อห้ามเลือด ถ้ายังไม่หายอ่อนเพลียก็จะให้รับประทานน้ำต้มกิ่งกระถินเทศ แม้ในปัจจุบันก็ยังใช้กันอยู่ตามพื้นบ้านทั่วไป เป็นตำรับยาบำรุงหัวใจพื้นบ้านของอำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร (ข้อมูลจากการสัมภาษณ์บุคคล แต่ผู้เขียนยังไม่ได้พิสูจน์
.
3. กระทิง Calophyllum inophyllum Linn.วงศ์ Guttiferaeชื่ออื่น กระทิง, กากะทิง (ภาคกลาง), สารภีแนน (ภาคเหนือ), ทิง (กระบี่), เนาวกาน (น่าน), สารภีทะเล (ประจวบฯ)ชื่อสามัญ Alexandrian Laurel, Borneo Mahogany.กระทิงเป็นไม้ยืนต้น สูงประมาณ 5-12 เมตร เรือนยอดแผ่เป็นพุ่มกลมทึบ เปลือกสีน้ำตาลปนเทา ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่กลับ กว้าง 4-8 ซม. ยาว 8-15 ซม. ใบคล้ายใบสารภีแต่กว้างกว่า ปลายกลมหรือเว้าเล็กน้อย โคนสอบ เส้นใบถี่และขนานกัน ใบมียางสีขาว ดอกสีขาว กลิ่นหอมคล้ายกลิ่นสารภี ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่งและซอกใบใกล้ปลายกิ่ง กลีบดอก 5-6 กลีบ เมื่อบานเส้นผ่านศูนย์กลาง 2-2.5 ซม. เกสรเพศผู้สีเหลืองมีจำนวนมาก ผลรูปกลมสีเขียวขนาดประมาณ 2 ซม. เมื่อผลแก่จะแห้ง ผิวย่น มีสีน้ำตาล สามารถปลูกได้ทั่วไป มีเขตการกระจายพันธุ์แถบป่าชายทะเล และตามป่าชื้นทั่วไปที่สูงจากระดับน้ำทะเล 5-50 เมตร.แก่นไม้มีสีน้ำตาลอมแดง มักมีเส้นสีแก่กว่าสีพื้นหนักปานกลาง ใช้ในน้ำได้ทนทาน เลื่อยไสกบ ตกแต่งไม่ยาก ไม้ใช้ทำเรือ กระดูกงูเรือ สร้างบ้านเรือน ทำตู้ น้ำมันที่ได้จากเมล็ดใช้จุดตะเกียง ผสมทำเครื่องสำอาง ในสรรพคุณยาไทยใช้ใบสดขยำแช่น้ำเอาน้ำล้างตา แก้ตาฝ้า ตามัว ตาแดง น้ำมันใช้ทาถูนวด แก้ปวดข้อ เคล็ด บวม ดอกปรุงเป็นยาหอม บำรุงหัวใจ.กากทิงค์ คือพรรณไม้ตรัสรู้ของพระศรีอาริยเมตไตรยในพระไตรปิฎกเล่มที่ 84 ของ ส.ธรรมภักดี กล่าวว่า พรรณไม้ที่ชื่อบาลีว่า กากทิงค์ จะเป็นไม้ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า นามว่าพระศรีอาริยเมตไตรย บางท้องที่ในภาคกลาง เรียกกระทิงว่า กากะทิง.กะลาจากผลกระทิงใช้หยอดขนมครกคนบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ใช้กะลาของผลกระทิงมาตักแป้งหยอดขนมครก โดยนำมาทำเป็นกระบวยแล้วใช้ไม้สักทำด้าม จะทำให้ได้ขนมครกที่ไม่หนาจนเกินไป และมีความกรอบพอเหมาะ โดยจะหยอดแป้งโรยไปตามขอบ ๆ หรือเทลงแล้วเอาก้นกระบวยเกลี่ยแป้งไปตามขอบ ประมาณปี พ.ศ. 2490-2495 มีขนมครกที่หยอดด้วยกระบวยกระทิงขายหน้าวัดมหาธาตุฯ ในกรุงเทพมหานคร (ข้อมูลจากการสัมภาษณ์บุคคล)
.
4. กระเบา Hydonocarpus anthelminthicus Pierreวงศ์ Flacourtiaceaeชื่ออื่น กระเบาน้ำ, กระเบาเบ้าแข็ง, กระเบาใหญ่, กาหลง, แก้วกาหลง, กระเบา (ภาคกลาง), กระเบาตึก (เขมร-อีสาน), ตัวโฮ่งจี๊ (จีน), เบา (สุราษฎร์).กระเบาเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ เรือนยอดเป็นพุ่มทึบ ลำต้นเปลาตรง ใบเดี่ยวเรียงสลับ กว้าง 4-6 ซม. ยาว 15-24 ซม. โคนใบมนปลายเรียวแหลม ดอกแยกเพศและอยู่ต่างต้น ดอกเพศผู้สีชมพูกลิ่นหอมมากเรียกกันว่า ดอกแก้วกาหลง ออกเดี่ยวตามซอกใบ กลีบเลี้ยง 5 กลีบ กลีบดอก 5 กลีบ เกสรเพศผู้ 5 อัน ดอกเพศเมียออกเป็นช่อสั้นตามซอกใบ ลักษณะคล้ายดอกเพศผู้ ผลกลม ขนาดเส้นผ่านศูนยืกลาง 8-10 ซม. ผิวเรียบ มีขนหรือเกล็ดสีน้ำตาลแดง ลักษณะคล้ายผลมะขวิด มีถิ่นกำเนิดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ มีเขตการกระจายพันธุ์ตามป่าดิบใกล้น้ำทางภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ออกดอกเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ขยายพันธุ์ด้วยเมล็๋ด.ผลสุกของกระเบารับประทานเนื้อหุ้มเมล็ดได้ เนื้อนุ่ม รสหวานมัน คล้ายเผือกต้ม มีเมล็ดกลมขนาดนิ้วมือ น้ำมันในเมล็ดใช้เป็นยารักษาโรคเรื้อนและโรคผิวหนังอื่น ๆ เป็นส่วนผสมของน้ำมันใส่ผมได้ดีที่สุด เพราะรักษาผิวหนังบนศีรษะด้วย เนื้อไม้มีสีแดงแกมน้ำตาลเมื่อตัดใหม่ แต่นานไปจะมีสีน้ำตาลอมเทา เสี้ยนตรง เนื้อละเอียดและสม่ำเสมอ แข็ง เลื่อยผ่าง่าย เนื้อไม้ใช้ทำกระดานพื้นบ้าน และทำพื้น.คนพื้นบ้านในพิจิตรใช้เมล้ดกระเบาตำให้ละเอียด อัดใส่ชิ้นตับควายสดให้คนหรือสุนัขกลืนดิบ ๆ จะทำให้ผิวหนังที่เป็นโรคเรื้อนหายเป็นปกติได้จนกว่าจะหมดฤทธิ์ยา เมล็ดกระเบาทำให้เมาได้ ต้องใช้ในปริมาณน้อย (ข้อมูลจากการสัมภาษณ์บุคคล ซึ่งผู้เขียนยังไม่ได้พิสูจน์ด้วยตนเอง).ในหนังสือพุทธประวัติของนักธรรมชั้นตรีกล่าวว่า กระเบาเป็นพรรณไม้ประจำตระกูลโกลิยวงศ์ ซึ่งเป็นตระกูลของพระนางพิมพา คำว่า โกลิยวงศ์ หมายถึงวงศ์ไม้กระเบา ในสมัยพุทธกาลนิยมตั้งชื่อพรรณไม้เป็นชื่อประจำวงศ์ตระกูล น่าจะเป็นการแสดงให้เห็นว่า มนุษย์ในยุคก่อนเห็นคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัว (ความเห็นของผู้เขียน)
.
5. กันเกรา Fagraea fragrans Roxb.วงศ์ Potaliaceaeชื่ออื่น ตำเสา, ทำเสา (ใต้), ตำเตรา (เขมร-ตะวันออก), มันปลา (เหนือ-ออกเฉียงเหนือ), ตำมะซู, ทำมะซู, ตะมะซู (มลายู-นราธิวาส)ชื่อสามัญ Anan, Tembusu.กันเกรา เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบ สูง 10-25 เมตร มักแตกกิ่งต่ำ ลำต้นเปลาตรง เรือนยอดแหลม แคบ หรือรูปกรวยทรงสูง ต้นใหญ่เรือนยอดไม่เป็นระเบียบ เปลือกนกหยาบสีน้ำตาลเข้ม แตกเป็นร่องลึกไม่สม่ำเสมอ เปลือกชั้นในสีเหลือง เป็นเสี้ยน เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล แตกกิ่งเว้นระยะใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามกันเป็นกลุ่มตอนปลายกิ่ง แผ่นใบรูปรี ยาว 5-10 ซม. กว้าง 2.5-4.5 ซม. ปลายเป็นติ่งเรียวแหลม โคนสอบเรียวแคบ ผิวใบเกลี้ยง เส้นใบไม่ชัด ก้านใบยาว 1-2 ซม. หูใบคล้ายถ้วยขนาดเล็ก ติดที่โคนก้านใบ ดอกสีขาวนวลเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อนเมื่อแก่ เมื่อใกล้ร่วงจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้ม มีกลิ่นหอมดอกออกเป็นกระจุกบนช่อสั้น ๆ ตามง่ามและปลายกิ่ง ยาวประมาณ 10 ซม. กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ โคนกลีบติดกันเป็นรูปถ้วย ยาวประมาณ 3 มม. กลีบดอก 5 กลีบ เชื่อมติดกันเป็นรูปแตร ยาวประมาณ 2 ซม. กว้างประมาณ 2 ซม. ผลกลมสีส้มถึงแดงเข้ม เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 8 มม. มีรสขม เมล็ดเล็ก มีจำนวนมาก รูปทรงไม่แน่นอน กันเกราสามารถขึ้นได้ดีในสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เช่น บนดอนหรือดินลูกรัง ขึ้นในที่ลุ่มบริเวณขอบพรุและพื้นที่น้ำขังชั่วคราว มีเขตการกระจายพันธุ์ทั่วทุกภาค แต่พบมากทางภาคใต้ของประเทศไทย ในต่างประเทศพบที่อินเดีย พม่าตอนล่าง หมู่เกาะอันดามัน คาบสมุทรอินโดจีน มาเลเซีย เกาะชวา เกาะสุมาตรา เกาะบอร์เนียว หมู่เกาะฟิลิปปินส์ถึงซีลีเบส ออกดอกระหว่างเดือนเมษายน-กรกฎาคม ผลแก่ระหว่างเดือนกรกฎาคม-พฤศจิกายน.เนื้อไม้สีเหลืองอ่อน เนื้อละเอียด เสี้ยนตรง เหนียวแข็ง และทนทานต่อปลวก เลื่อย ผ่า ไสกบ ตกแต่งง่าย มีน้ำมันในตัวชักเงาได้ดี ชาวจีนทางภาคใต้นิยมใช้ทำหีบจำปาบรรจุศพ ใช้ทำสิ่งปลูกสร้างที่ต้องรับน้ำหนักมาก เช่น เสา ทำเครื่องเรือน และเครื่องกลึง แกะสลัก กล่องบุหรี่ ทำพื้น ฝา วงกบ ประตู หน้าต่าง รอด ตง อกไก่ ต่อเรือ เช่น ทำกระดูกงู โครงเรือ ทำกระโดงเรือ ด้ามเครื่องมือการเกษตร กังหันน้ำ กระเบื้องไม้ หมอนรอง รางรถไฟ ไม้นี้มีชื่อทางการค้าว่า Anan ตามตำราสรรพคุณยาไทยแก่นกันเกรามีรถเฝื่อน ฝาด ขม เข้ายาบำรุงธาตุ แก้ไขจับสั่น แก้หืด ไอ ริดสีดวง ท้องมาน แน่นหน้าอก ลงท้อง เป็นมูกเลือด แก้พิษฝีกาฬ บำรุงม้าม แก้เลือดลมพิการ เป็นยาอายุวัฒนะ เปลือกบำรุงโลหิต มีศักยภาพเป็นไม้เบิกนำ และไม้ประดับข้างถนนด้วย.ในพิธีวางศิลาฤกษ์และพิธียกเสาเอก มีไม้มงคล 9 ชนิดที่ใช้ในพิธี กันเกราเป็นชนิดหนึ่งที่นำมาใช้.ฉบับหน้าจะเป็นเรื่องของ ดอกกุหลาบ จันทร์เทศ จำปา จำปี และจำปีสีนวล ติดตามได้ในฉบับหน้าค่ะ
สีอาหารจากพืช
ผ่านทางสีอาหารจากพืช ตอนที่ 3.

ตอนที่ 3 (ตอนจบ)
สำหรับฉบับนี้เป็นตอนที่ 3 ต่อจากฉบับที่แล้ว จะกล่าวถึงสีดำและ สีน้ำตาล
6. สีดำ
6.1 ถ่านกาบมะพร้าว
กาบมะพร้าวเป็นของหาง่ายที่มีอยู่ทุกครัวเรือน (เว้นในเมืองใหญ่ที่มีมะพร้าวขูดขาย) หรือบางท้องที่หาไม่ได้ก็อาจใช้พืชอื่นแทน เช่น ใบตาลแห้ง ใบจาก งวงตาลแห้ง กะลามะพร้าว
วิธีใช้ : นำกาบมะพร้าวมาจุดไฟเผาจนไหม้เป็นถ่านแดง รีบดับด้วยน้ำ นำไปบดให้ละเอียดที่สุด ผสมน้ำแก้วกรองผ่านผ้าขาวบาง
นิยมใช้กับ : ขนมเปียกปูน และใช้กับขนมอื่น ๆ ได้ ถ้าชอบสีดำหรือเทา
6.2 ดอกดิน เอื้องดิน หญ้าเข้าก่ำ

| ชื่ออังกฤษ : | Dok-dixn |
| ชื่อวิทยาศาสตร์ : | Aeginetia indica Roxb ดอกดินคือดอกของพืชเล็ก ๆ ชนิดหนึ่งที่เกาะดูดอาหารจากรากของต้นไม้อื่น ๆ เช่น ไผ่ หญ้าคา อ้อย ดอกดินนี้จะโผล่จากเง่าใบ ต้นฝน ไม่เห็นใบก้านดอกยาวประมาณ 10 ซม. หรือกว่านี้ ส่วนดอกมีลักษณะคล้าย ๆ ดอกกล้วยไม้ มีสีม่วง และม่วงแดงแทรกเป็นทาง |
| วิธีใช้ : | นำส่วนดอกมาโขลกผสมกับแป้งและน้ำตาลเช่นเดียวกันกับทำขนมกล้วยห่อนึ่งให้สุก จะได้ขนมสีดำ |
| นิยมใช้กับ : | ขนมดอกดิน |
6.3 ถั่วดำ

| ชื่ออังกฤษ : | Black Bean |
| ชื่อวิทยาศาสตร์ : | Vigna Sinensis Savi. ถั่วดำนี้จะมีสีดำเฉพาะส่วนเปลือกหุ้มเมล็ด ตัวเนื้อถั่วมีสีขาวเช่นเดียวกันกับถั่วอื่น ๆ ถั่วดำคนไทยนิยมนำมาทำขนมรับประทานทั้งเมล็ดอยู่แล้ว เพราะนอกจากมีโปรตีนอยู่มากพอควรแล้ว ยังมีกลิ่นและรสหอมชวนรับประทานกว่าถั่วเหลือง การใช้ควรเลือกซื้อในช่วงต้นฤดูเก็บเกี่ยว จะได้ถั่วใหม่ ไม่มีมอดรบกวน และไม่มียาฆ่าแมลงคลุก ผู้ขายนิยมใช้ยาฆ่าแมลงและผิวนวล คล้ายทาแป้ง ไม่ควรซื้อมาบริโภค แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้ ควรล้างน้ำหลาย ๆ ครั้ง และควรเทน้ำแช่ถั่วทิ้งด้วย |
| วิธีใช้ : | เก็บเมล็ดกลีบและกรวดทรายออกให้หมด ซาวหลาย ๆ ครั้งจนสะอาดดี จึงใส่น้ำให้ท่วม แช่ค้างคืนไว้ แล้วนำมาต้มหรือนึ่งให้สุกนิ่ม บดละเอียด |
| นิยมใช้กับ : | ขนมเค้ก คุกกี้ โดนัท และกวนเฉพาะถั่วดำล่วน จะได้ถั่วกวนสีดำสนิท ใช้สำหรับทำไส้ซาละเปาหวาน ซาละเปาทอด ขนมเปี๊ยะ เม็ดขนุน และทำขนมลูกชุบ (ปั้นเป็นลูกหยี) น้ำต้มถั่วดำปรุงเป็นพันธุ์สีม่วง |
| หมายเหตุ : | ถ้าต้องการแต่สี ให้ใช้น้ำต้มถั่วดำนวดกับแป้งจะออกสีม่วง ถ้ามีสภาพเป็นกรดจะออกสีม่วงแดง |
7. สีน้ำตาล
7.1 โกโก้ผง

| ชื่ออังกฤษ : | Cocoa powder โกโก้ผงผลิตจากเมล็ดพืชที่เรียกว่า CACao ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Theobroma cocoa โกโก้ลูกหนึ่งมีเมล็ดประมาณ 40 เมล็ด เมื่อเก็บมาแล้วผ่า แคะเม็ดออกหมัก ล้างเมล็ดให้สะอาดแล้วจีคั่ว กะเทาะเอาเปลือกหุ้มเมล็ดออก บดละเอียด บีบเอาน้ำมันออก การบีบน้ำมันจะทำให้เนื้อโกโก้เกาะตัวกันเป็นแท่ง ต้องนำมาบดอีกครั้งก็จะได้โกโก้ผง |
| วิธีใช้ : | ใช้โกโก้ผงผสมลงในขนมต่าง ๆ ที่ต้องการสีน้ำตาลได้เลย อาจจะใช้ในลักษณะเป็นผงหรือละลายในเครื่องปรุงที่เป็นน้ำก่อนก็ได้ |
| นิยมใช้กับ : | ขนมเค้ก ขนมปัง หน้าเค๊ก ขนมสัมปันนี ถั่วกวนที่จะทำลูกชุบ (ละมุด) |
7.2 น้ำตาลไหม้

| ชื่ออังกฤษ : | Caramel น้ำตาลไหม้คือการนำน้ำตาลทราย หรือน้ำตาลปึก ตั้งไฟจนละลาย แล้วเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลไหม้ (สีน้ำตาล) นอกจากให้สีแล้วยังให้กลิ่นหอมอีกด้วย |
| วิธีใช้ : | ตวงน้ำตาลใส่ภาชนะเติมน้ำนิดหน่อย (น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วยตวง เติมน้ำ 3 ช้อนโต๊ะ) ตั้งไฟกลาง ๆ ระยะแรกคนพอให้น้ำตาลติดก้นภาชนะ เมื่อน้ำตาลละลายหมดแล้วไม่ต้องคน ตั้งไฟให้น้ำตาลเดือด ต่อไปและเริ่มเปลี่ยนสีจากสีใส เป็นสีน้ำตาล ต้องการให้สีเข้มแค่ไหนก็ได้ แต่ต้องระวังอย่าให้สีเข้มเกินไปจะขม (การนำน้ำตาลไหม้ช่วงหลังต้องเฝ้าตลอดเวลา เพราะสีน้ำตาลจะเปลี่ยนรวดเร็วมาก) |
| นิยมใช้กับ : | คัสตาร์ดน้ำตาลไหม้รองหน้าเค๊กบางชนิด แต่งสีและกลิ่นน้ำนมสำหรับดื่ม แต่งหน้าครีมพัฟ |
ขนมไทยที่มีน้ำตาลเคี่ยวแต่งหน้าคือ นางเล็ด แต่เราใช้น้ำตาลปึกเคี่ยวจนหอมและสีเข้มขึ้น ส่วนอาหารคาวที่ใช้น้ำตาลปึกเคี่ยวจนสีเข้มแต่งได้ดีคือ ไข่ต้มเค็ม จะได้ไข่สีน้ำตาลทอง สวยกว่าใช้สีแต่งมาก
จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 2 ตุลาคม 2545
การปลูกพืชด้วยน้ำเอนไซม์
ผ่านทางการปลูกพืชด้วยน้ำเอนไซม์.
การปลูกพืชด้วยน้ำเอนไซม์ เป็นวิธีลดต้นทุนการซื้อปุ๋ยเคมี และยาปราบศัตรูพืช และเพิ่มผลผลิตที่ไร้สารพิษ ชีวิตและสุขภาพผู้บริโภคที่ปลอดภัย
การปลูกผักด้วยน้ำเอนไซม์และปุ๋ยหมักชีวภาพ
1. ใส่ปุ๋ยหมักชีวภาพคลุกเคล้าผสมดินในแปลงผัก อัตราส่วน 1/3/ตรม. ถ้าดินคุณภาพต่ำให้เพิ่มปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักมากขึ้น2. คลุมดินด้วยฟางหรือหญ้า หรือใบไม้ รดน้ำผสมน้ำเอนไซม์ 1/100 หมักดินไว้ 1-2 วัน3. หลังจากปลูกผักแล้ว ควรเพิ่มปุ๋ยหมักชีวภาพทุก ๆ 7 หรือ 10 วัน และรดน้ำเอนไซม์ 1/500 ทุกวัน เจือจางมากหรือน้อยขึ้นอยู่ที่กล้าผัก4. ก่อนหรือหลังเก็บเกี่ยวผัก 3 วัน ต้องปลูกผักใหม่ทันที ไม่ปล่อยให้แปลงผักว่างเปล่า5. การฉีดพ่นน้ำหมักชีวภาพสะเดาหรือสมุนไพรอื่น ๆ ควรทำอย่างสม่ำเสมอในอัตราส่วน 1/5006. อย่าปล่อยให้พืชผักมีอายุมากเกินกำหนด ควรเก็บเกี่ยวระยะที่มีอายุพอดีหรือก่อนกำหนด พืชผักจะมีรสชาติดี คุณภาพดี ถ้าพืชผักอายุมากกว่ากำหนดจะถูกทำลายจากแมลง7. ควรปลูกพืชอย่างต่อเนื่อง ถ้าดินร่วนซุยไม่จำเป็นต้องไถพรวน และไม่ต้องตากดิน เพราะจุลินทรีย์ในดินจะตาย โครงสร้างดินจะเสีย8. ปลูกพืชให้เหมาะสมกับฤดูกาล9. ควรปลูกพืชมากกว่า 2 ชนิด ในแปลงเดียวสลับกัน เพื่อป้องกันการทำลายของหนอนและแมลง10. พยายามป้องกันหนอนและแมลงก่อนที่จะเกิดขึ้นด้วยสารสกัดจากสมุนไพร
การปลูกพืชไร่
1. ไม่ควรเผาตอซังเก่าของพืชไร่ ควรทิ้งไว้ในไร่ หว่านปุ๋ยหมักชีวภาพลงไป 25 กก/ไร่/2 เดือน แล้วคลุมด้วยฟาง จึงปลูกพืชรอบใหม่ต่อไป2. หลังจากปลูกพืช หรือหยอดเมล็ดแล้ว ควรเติมปุ๋ยหมักชีวภาพตามความเหมาะสม ฉีดพ่นน้ำเอนไซม์ตามอย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง ในอัตราความเข้มข้น 1/5003. ควรฉีดพ่นน้ำเอนไซม์สะเดาหรือสมุนไพรไล่แมลงชนิดอื่นทุกสัปดาห์ถ้าจำเป็น4. การปลูกพืชไร่รอบ 1-2 อาจจะใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพ และฉีดพ่นน้ำเอนไซม์ปริมาณมาก แต่รอบต่อ ๆ ไป จะลดลง เพราะดินจะดีขึ้น ผลผลิตจะเพิ่มขึ้นด้วย5. เมื่อไม่ปลูกพืชเศรษฐกิจ ควรปลูกพืชคลุมดินตระกูลถั่วเพื่อรักษาดินให้ชุ่มชื้น เพื่อที่จะรักษาจุลินทรีย์ให้มีชีวิตต่อไป หรือปลูกพืชหมุนเวียนอื่น อย่าทิ้งให้ที่ว่างเปล่า
การปลูกพืชสวน
1. การปลูกพืชยืนต้น เช่น ไม้ผล ควรรองก้นหลุมด้วยอินทรีย์วัตถุ หญ้าแห้ง ฟาง ใบไม้แห้งที่หาได้ และใส่ปุ๋ยหมักชีวภาพ 1 กก. คลุกเคล้าผสมกับดินที่ขุดออกมาคลุมด้วยหญ้าแห้ง รดน้ำเอนไซม์ทิ้งไว้ 5-7 วัน จึงปลูกได้2. ควรรดน้ำเอนไซม์ 1/ น้ำ 100 ทุก ๆ 7 วัน3. ควรฉีดพ่นน้ำหมักสะเดา หรือสมุนไพรป้องกันโรคแมลงสัปดาห์ละครั้ง4. ไม้ผลที่โตแล้ว ใส่ปุ๋ยหมักชีวภาพบริเวณเชิงพุ่มอย่างน้อยตารางเมตรละครึ่ง กก. โดยมีหญ้าแห้ง ฟาง ใบไม้แห้งคลุมดิน รดน้ำผสมน้ำเอนไซม์อย่างน้อยเดือนละครั้ง5. ไม่ใช้ยาปราบวัชพืช แต่ใช้เครื่องตัดหญ้า ปล่อยให้คลุมดินจะเป็นประโยชน์มาก6. ควรตัดแต่งกิ่งหลังจากเก็บเกี่ยวผลไม้แล้ว7. เมื่อไม้ผลเริ่มผลิดอกให้ใส่ปุ๋ยหมักชีวภาพ รดน้ำไปอย่างต่อเนื่องอย่าให้ขาด8. การให้น้ำตามท่อ เช่น น้ำหยด สปริงเคอร์ จะสะดวกต่อการผสมน้ำ 100 ต่อ น้ำเอนไซม์ 19. โปรดสังเกตดินดี ปุ๋ยดี ใบพืชใบอ่อน หนอนไม่กิน แต่จะกินใบแก่10. ไม้ผลบางชนิดจะให้ผลตลอดปี หรือปีละสองครั้ง ถ้าดินดี ปุ๋ยดี เพราะปุ๋ยหมักชีวภาพ หรือน้ำเอนไซม์ มีฮิวมัส และฮิวมิคแอซิค
การใช้น้ำเอนไซม์และปุ๋ยหมักชีวภาพในนาข้าว
ปลูกโดยวิธีนาดำ1. แช่ข้าวเปลือกในน้ำเอนไซม์ 1 ต่อ น้ำ 100 แล้วนำเมล็ดข้าวไปหว่านในแปลงเพาะกล้า รดด้วยน้ำเอนไซม์ 1/น้ำ 500 เมื่ออายุของกล้าประมาณ 1 เดือน ต้นกล้าจะแข็งแรงเหมาะสำหรับปลูก2. หว่านถั่วเขียวหรือถั่วต่าง ๆ 5 กก./ไร่ พอถั่วขึ้นได้ประมาณ 1-3 คืบ ไถกลบหรือไขน้ำเข้านาให้ถั่วตายกลายเป็นปุ๋ย พร้อมกับใส่ปุ๋ยหมักชีวภาพอัตราส่วน 25 กก./ไร่3. ปักดำต้นกล้า4. หลังจากปักดำ 15 วัน เติมน้ำเอนไซม์ 50 ลิตร x น้ำ 100/ไร่ เพื่อเร่งให้ข้าวแตกกอได้เร็วยิ่งขึ้น ขยายกอมากขึ้น โดยทยอยใส่อาทิตย์ละ 10 กก.5. ช่วยข้าวตั้งท้อง ใส่ปุ๋ยหมักชีวภาพเพิ่ม 10 กก./ไร่- ผสมน้ำเอนไซม์ 1 + น้ำตาล 1 + น้ำ 100 ฉีดพ่นที่รวงข้าว หรือเทลงในนา เพื่อเพิ่มน้ำหนักข้าว เมล็ดข้าวเต็มเมล็ด เมล็ดลีบจะไม่ค่อยมี6. เวลาเก็บเกี่ยวตามชนิดของข้าว7. หลังเกี่ยวข้าวแล้วให้ปลูกถั่ว ปลูกงา หรือพืชพวกเถาต่อเลย เพื่อมิให้วัชพืชขึ้นมาแทนที่8. ถ้าทำนาโดยวิธีนี้ไปประมาณ 3 ปี พื้นดินจะร่วนซุย ปีต่อ ๆ ไป ก็ไม่ต้องไถอีก เพียงแต่ไขน้ำเข้านาให้ดินเป็นขี้ตม ก็สามารถปักดำได้โดยไม่ต้องไถ
หมายเหตุ
- น้ำเอนไซม์ที่หมักจากฟางข้าว และข้าว จะยิ่งช่วยให้ต้นข้าวเติบโตแข็งแรง และให้ผลผลิตได้รวดเร็ว- คันนาควรจะทำคันให้กว้างประมาณ 2 เมตร เพื่อเพาะปลูกพืชผัก ผลไม้ต่าง ๆ เป็นไร่นาสวนผสม จะได้มีพืชผักได้กินทั้งปี
| วิธีการใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพและน้ำเอนไซม์ | |
|---|---|
| ปุ๋ยหมักชีวภาพ | น้ำเอนไซม์ |
| 1. นาข้าว 25 กก./ไร่/2 เดือน | 1. นาข้าว 50 ลิตร x น้ำ 100/ไร่/2 เดือน |
| 2. ผัก 2×3 ตรม./3 กก./แปลง | 2. ผัก 2×3 ตรม./1 ลิตร x น้ำ 100 ทุกวัน |
| 3. ไม้ผลรองก้นหลุม 1 กก./ต้น | 3. ไม้ผล 1 ลิตร x น้ำ 100 /ต้น |
| 4. ไม้ผล 6 เดือน 1 กก./ต้น/2 เดือน | 4. ไม้ผล 6 เดือน 1 ลิตร/ต้น/2 เดือน |
| 5. ไม้ผล 1 ปี 1 กก./ต้น/2 เดือน | 5. ไม้ผล 1 ปี 1 ลิตร/ต้น/2 เดือน |
| 6. ไม้ผล 2 ปี 2 กก./ต้น/2 เดือน | 6. ไม้ผล 2 ปี 2 ลิตร/ต้น/2 เดือน |
| 7. ไม้ผล 3 ปี 3 กก./ต้น/2 เดือน | 7. ไม้ผล 3 ปี 2 ลิตร/ต้น/2 เดือน |
| 8. มากกว่า 3 ปี 4 กก./ต้น/2 เดือน | 8. มากกว่า 3 ปี 4 ลิตร/ต้น/2 เดือน |
| 9. สนามหญ้า 1 กก./50 ตรม./2 เดือน | 9. สนามหญ้า 1 x น้ำ 1,000 ทุก 7 วัน |
| 10. ไม้ประดับ 1 กก./2×3 ตรม. | 10. ไม้ประดับ 1 ลิตร x น้ำ 100 รดเช้า-เย็น |
หมายเหตุ ควรรดน้ำให้ชุ่มหลังใส่ปุ๋ยหมักชีวภาพหรือน้ำเอนไซม์ เพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่จุลินทรีย์ในดิน
จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 3 ตุลาคม 2545
นิสิต ปี 1 คณะวิทยาศาสตร์ มก. วิจัยพบ “ดอกจอกฆ่าเชื้อวัณโรค”
ผ่านทางนิสิต ปี 1 คณะวิทยาศาสตร์ มก. วิจัยพบ “ดอกจอกฆ่าเชื้อวัณโรค”.
นางสาวจันจิรา รุจิวณิช หรือน้องแนน นักเรียนทุนโครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) ของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จบชั้น ม.6 จากโรงเรียนศรีบุณยานนท์ และสอบเข้าคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ น้องแนนบอกว่า “ในโลกนี้มีอะไรมากมายที่เราไม่รู้ ไม่เข้าใจ แต่อยากรู้ อยากค้นหา ซึ่งสามารถอธิบายได้ด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์
“ดอกจอก” เป็นพืชเจ้าปัญหาในบริเวณบ้านของน้องแนนต้องคอยกำจัดมันทิ้งอยู่เรื่อย ๆ ก็เลยสงสัยว่าจะเอามาทำประโยชน์อะไรได้บ้าง ประกอบกับการศึกษาค้นคว้าพบว่า สรรพคุณทางการแพทย์แผนโบราณของต้นจอกสามารถรักษาวัณโรค และวัณโรคก็เป็นกันทุกประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในแถบเอเชีย เลยนำดอกจอกมาเก็บตัวอย่างทำโครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง “การสกัดการแยกและทดสอบสารออกฤทธิ์จากต้นจอกฆ่าเชื้อ Mycobactenium tuberculosis ซึ่งเป็นเชื้อวัณโรค โดยมี รศ.ดร. บุญส่ง คงคาทิพย์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อ.สมพร อัครธีรานนท์ และ อ.วินัย หิรัญศิริ จากหมวดวิทยาศาสตร์ โรงเรียนศรีบุณยานนท์ เป็นที่ปรึกษา
เริ่มต้นจากการศึกษาข้อมูลจากดอกจอก เก็บตัวอย่างพืชเพื่อนำมาสกัด และส่งไปให้นักพฤกษศาสตร์ตรวจสรรพคุณสกัดสารจากดอกจอกแห้ง จากนั้นส่งสารสกัดที่ได้ไปทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพที่หน่วยปฏิบัติการวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ จากนั้นแยกสารด้วยเทคนิค Chromatograhhy และส่งสารที่แยกได้ไปทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพอีกครั้ง หาจุดหลอมเหลวของสารบริสุทธิ์ที่แยกได้ และศึกษาโครงสร้างของสารบริสุทธิ์นั้น ซึ่งจะเป็นแนวทางให้ศึกษาวิจัยต่อในระดับอุดมศึกษา
“การทำโครงงานวิทยาศาสตร์นี้ทำให้ได้เรียนรู้กระบวนการทางเคมี และการทำงานของนักวิทยาศาสตร์จริง ๆ ได้เรียนรู้การแก้ปัญหา ได้เข้าไปทำงานในแล็บทั้งวัน จากการศึกษาพืชตัวนี้ ในอนาคตอาจนำไปผลิตเป็นยาได้ และจากคนที่เคยคิดกำจัดพืชชนิดนี้ ต่อไปอาจเป็นที่ต้องการ เพราะนำไปใช้ประโยชน์ได้ ก็อาจช่วยลดปัญหาวัชพืชในประเทศไทยได้อีกทาง” น้องแนนกล่าว
สาวน้อยคนนี้ตั้งเป้าหมายไว้ว่า อยากจะนำความรู้และประสบการณ์ไปช่วยเหลือสังคม แก้ปัญหาให้กับประเทศในด้านที่ตัวเองชอบและถนัด ได้ทำงานเป็นนักวิจัยหรือนักวิทยาศาสตร์ตามที่ตัวเองชอบ และทำให้ชีวิตมีความสุขก็พอใจแล้ว
น้องแนนเป็นนิสิตตัวอย่างคนหนึ่งที่จุดประกายงานวิจัยของเยาวชนรุ่นหลังให้เป็นนักวิทยาศาสตร์ต่อไป
จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 3 ตุลาคม 2545
จระเข้…สัตว์เศรษฐกิจที่น่าจับตามอง
ผ่านทางจระเข้…สัตว์เศรษฐกิจที่น่าจับตามอง.

เยาวดี คุปตะพันธ์
สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มก.
จระเข้มิใช่สัตว์ดึกดำบรรพ์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์ มิใช่มีแต่หนังที่ทำกระเป๋าและเข็มขัดเท่านั้น แต่เนื้อของจระเข้มีคุณค่าทางโภชนาการ และมีคุณค่าทางเภสัชวิทยาด้วย ถ้าผู้บริโภคเห็นคุณค่าของจระเข้ จระเข้จะมีสิทธิเป็นสัตว์เศรษฐกิจได้ในอนาคตอันใกล้นี้ย้อนหลังไปประมาณ 60 ปี ใครเลยจะคาดคิดว่าธุรกิจการเลี้ยงจระเข้จะทำรายได้ให้กับผู้เลี้ยงอย่างมากมายมหาศาลดังเช่นปัจจุบัน ก่อนอื่นมาลองทำความรู้จักกับจระเข้โดยสังเขปแต่เดิมจระเข้เป็นสัตว์ศาสตร์ที่ยังอยู่ในขอบเขตจำกัดไม่แพร่หลายนัก บรรดานักวิทยาศาสตร์ นักเคมี นักชีววิทยา นักอนุรักษ์ป่าและธรรมชาติ อีกทั้งผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย ยังคงต้องการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับจระเข้อยู่เป็นอย่างมาก ทั้งนี้เนื่องจากเชื่อว่า จระเข้เป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ร่วมสมัยกับไดโนเสาร์ที่มีขนาดโตไล่เลี่ยกัน
โดยหลักวิชาการได้แบ่งสัตว์เลื้อยคลาน (Reptiles) ออกเป็น 4 อันดับ (ORDER) ด้วยกัน1. คีโลเนีย (Chelonia) ได้แก่ เต่า ตะพาบน้ำ ฯลฯ สัตว์ในอันดับนี้มีอยู่ประมาณ 210 ชนิด2. รินโคซิฟาเลีย (Rhychocephalia) สัตว์ในอันดับนี้ได้สูญพันธุ์จากโลกไปเกือบหมด เมื่อประมาณ 160 กว่าปีมาแล้ว คงมีเหลืออยู่เพียงชนิดเดียวเท่านั้นคือ กิ้งก่าตัวตารา (Turtara หรือ Sphenedon punetatus) อาศัยอยู่ในประเทศนิวซีแลนด์3. สคิวมาตา (Squamata) ได้แก่ จิ้งเหลน เหี้ย ตะกวด กิ้งก่า ฯลฯ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 2,800 ชนิด และงูอีกประมาณ 1,700 ชนิด4. โครโคดีเลีย (Crocodylia) ได้แก่ สัตว์เลื้อยคลานจำพวกจระเข้ชนิดต่าง ๆจระเข้ดำรงชีวิตอยู่ทั้งในน้ำและบนบก โดยอาศัยอยู่ในน้ำในเวลากลางคืนเป็นส่วนใหญ่ สำหรับเวลากลางวันจะนอนอ้าปากผึ่งแดดบนบก อาจมีบ้างในบางตัวที่หลบเข้าอยู่ในร่มไม้หรือลงไปแช่น้ำ แต่ก็เป็นเพียงชั่วครู่ชั่วคราวเท่านั้นประเทศไทยเริ่มมีการค้าขายกับประเทศต่าง ๆ ราวปลายศตวรรษที่ 20 ทำให้สินค้าพื้นเมืองต่าง ๆ เริ่มเป็นที่น่าสนใจ และหนังจระเข้ก็เป็นอีกชนิดหนึ่งที่ได้กลายเป็นสินค้าที่มีค่า ทั้งความนิยมและความต้องการเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จระเข้ในธรรมชาติจึงถูกล่าจับด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อเอาหนังจระเข้มาขายโดยไม่เลือกประเภทและขนาด นานวันเข้าจึงทำให้ปริมาณจระเข้ตามธรรมชาติลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วจนเกือบสูญพันธุ์ไปปี พ.ศ. 2489 นายอุทัย ยังประภากร ได้เล็งเห็นปัญหานี้ เป็นคนแรกที่เริ่มเพาะจระเข้ ถึงแม้จะเกิดวิกฤติการณ์เกี่ยวกับการเลี้ยงมากมายก็ตาม แต่ปัจจุบันก็ได้ประสบผลสำเร็จ จนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วโลกในชื่อฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์ที่สมุทรปราการ ในฐานะเป็นผู้ศึกษาค้นคว้า เชี่ยวชาญ ทั้งเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการเพาะ และขยายพันธุ์สัตว์ป่าในเชิงพาณิชย์
รัฐบาลได้มีพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2535 โดยกำหนดให้จระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทย จระเข้น้ำเค็ม และตะโขง ทั้ง 3 ชนิด เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามกฎหมายแต่อย่างไรก็ตามกฎหมายอนุญาตให้ทำการเพาะเลี้ยงและค้าขายสัตว์ป่าคุ้มครองได้ หากสัตว์ป่าชนิดนั้นสามารถทำการเพาะเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ โดยได้ออกประกาศกฎหมายกระทรวงตามมาตรา 17 และมาตรา 18 ของพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 กำหนดให้จระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทย และจระเข้น้ำเค็ม เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองชนิดเพาะพันธุ์ได้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีองค์กรสหประชาชาติเข้ามาร่วมดูแล และมีหน่วยงานบริหารภายในร่วมกันรับผิดชอบ ได้แก่ คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Species Survival Commission หรือ SSC) และคณะกรรมการทำงานด้านอนุรักษ์สัตว์ป่าว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศพันธุ์พืชและสัตว์ป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ หรือเรียกกันว่า ไซเตส (CITES : Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora) ซึ่งเป็นองค์กรนานาชาติที่คุ้มครองพันธุ์พืชและสัตว์ป่าโดยกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นตัวแทนของประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก และไซเตสยังเป็นผู้ออกใบรับรองในการจำหน่ายเนื้อจระเข้ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายสากลด้วยประเทศไทยมีสถานเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์จระเข้ เพื่อนำจระเข้มาฆ่าชำแหละใช้ประโยชน์ต่าง ๆ ทดแทนจระเข้ตามธรรมชาติที่มีจำนวนลดน้อยลง ดังนี้1. บริษัทฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ เป็นฟาร์มจระเข้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก2. ฟาร์มจระเข้สวนสามพราน จังหวัดนครปฐม3. ฟาร์มงูบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา4. ฟาร์มแสงอาทิตย์ จังหวัดอุทัยธานี5. ฟาร์มจระเข้นครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์6. พิมพ์ใจเบิร์ด กรุงเทพมหานคร7. ศรีราชา ไทยเกอร์ซู (สวนเสือศรีราชา) จังหวัดชลบุรี
คุณประโยชน์ของจระเข้
จระเข้ถือเป็นสัตว์เศรษฐกิจมากกว่า 60 ปีแล้ว โดยที่จระเข้จะถูกนำมาแปรรูป หนังจระเข้ได้กลายเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียง รวมทั้งเนื้อจระเข้ที่นำมาบริโภคจนเป็นที่นิยมของชาวเอเชีย โดยเฉพาะชาวจีน ตามประวัติศาสตร์จีนกว่า 2,000 ปีมาแล้ว ที่ชาวจีนบริโภคเนื้อจระเข้ ปัจจุบันได้มีการวิเคราะห์เนื้อจระเข้ พบว่ามีคุณค่าทางโภชนาการดังตารางที่ 1
ตารางที่ 1 เปรียบเทียบคุณค่าทางโภชนาการของเนื้อจระเข้กับเนื้อสัตว์ชนิดต่าง ๆ
| โปรตีน (%) | ไขมัน (%) | พลังงาน (แคลอรี) | |
|---|---|---|---|
| เนื้อจระเข้ | 21.1 | 1.9 | 102 |
| เนื้อวัว | 19.3 | 16.0 | 221 |
| เนื้อหมู | 20.8 | 18.5 | 250 |
| เนื้อไก่ | 20.2 | 10.2 | 173 |
จากตารางที่ 1 พบว่า เนื้อจระเข้มีโปรตีนสูง ไขมันต่ำ ผู้ที่เคยบริโภคเนื้อจระเข้กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า รสชาติดี โดยเฉพาะเนื้อบริเวณโคนหางชื่อเรียกว่า “บ้องตัน” เป็นเนื้อส่วนที่อร่อยมากที่สุด และราคาแพงที่สุดด้วย (แพงกว่าเนื้อบริเวณอื่น ๆ) โดยมีความเชื่อว่า การบริโภคเนื้อจระเข้จะทำให้กลไกการทำงานของร่างกายดีขึ้น และสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคภัยไข้เจ็บ เนื่องจากเนื้อจระเข้มีคุณสมบัติในการเป็นยารักษาโรค โดยใช้เป็นส่วนประกอบผสมกับตัวยาสมุนไพรเพื่อใช้รักษาโรคหอบหืด โรคภูมิแพ้ และโรคเบาหวาน ตลอดจนช่วยบำรุงเลือดลม ทำให้กระดูกและเอ็นแข็งแรง ช่วยปรับสภาพความสมดุลของร่างกาย และยังช่วยให้อายุยืนด้วยสำหรับคนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า จระเข้จะมีประโยชน์เฉพาะส่วนหนังเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วทุกส่วนของจระเข้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ เช่นกระดูกและฟัน ใช้เป็นส่วนผสมของยากวาดคอเด็กไขมัน นำไปใช้เป็นน้ำมันทาถูนวด สำหรับแก้รอยฟกช้ำ น้ำร้อนลวกไฟลวก ตลอดจนใช้ทำยารักษาโรคผิวหนังและแผลสดอุ้งมือและอุ้งเท้า นำมาตุ๋นทำเป็นอาหารบำรุงสุขภาพ ช่วยป้องกันโรคตับแข็ง และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของไตมังกรตุ๋นโสม (อวัยวะเพศจระเข้เพศผู้) สรรพคุณช่วยบำรุงไต และเสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศคงความเป็นหนุ่มสาวอยู่เสมอไข่จระเข้ มีคุณสมบัติช่วยป้องกันความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคตับ โรคความจำเสื่อม และช่วยชะลอความแก่เลือดจระเข้ นำมาตากแห้ง ทำเป็นผงรักษาโรคมะเร็งได้การนำเนื้อจระเข้มารับประทาน จะช่วยป้องกันโรคที่อาจจะเกิดขึ้นดังกล่าว และทำให้ร่างกายได้รับคุณค่าทางอาหารสูงสุดสำหรับกระแสการรับประทานเนื้อจระเข้ในประเทศไทยเกิดขึ้นสองครั้งด้วยกันคือ ในช่วงปี พ.ศ. 2533 ซึ่งเป็นยุคเศรษฐกิจกำลังเฟื่องฟูมาก คนมีฐานะดีจะสรรหาอะไรแปลก ๆ มารับประทานกัน ส่วนครั้งที่สองคือ ในช่วงปี พ.ศ. 2539-2540 เกิดมีปัญหาเรื่องโรควัวบ้า กับโรคไข้หวัดไก่ คนเลยเริ่มมอง ๆ กันว่า ถ้าไม่รับประทานเนื้อสัตว์สองชนิดนี้แล้ว จะรับประทานเนื้ออะไรทดแทน ทำให้เนื้อจระเข้เข้ามามีบทบาทในการบริโภคเช่นกันในปัจจุบันได้มีบริษัทแห่งหนึ่งผลิตเนื้อจระเข้เพื่อจำหน่าย โดยใช้จระเข้อายุ 3-4 ปี ซึ่งยังไม่มีฮอร์โมนเพศ นำเนื้อจระเข้สดแช่แข็งจำหน่าย ซึ่งเป็นเนื้อจระเข้น้ำจืดจากฟาร์มเพาะเลี้ยงที่ได้รับการรับรองจากกรมประมง และจดทะเบียนกับ CITES โดยเนื้อจระเข้นี้ จะถูกนำมาแช่แข็งในอุณหภูมิ -18oซ. และบรรจุด้วยระบบสุญญากาศ จึงสะอาดปลอดภัยสามารถนำไปประกอบอาหารได้โดยไม่เสียคุณค่าทางโภชนาการ วางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าบางแห่งในกรุงเทพมหานคร โดยบรรจุแพ็คละ 250 กรัม และ 500 กรัมอย่างไรก็ตาม เนื้อจระเข้ถือเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ทั้งด้านคุณค่าทางโภชนาการและทางการแพทย์ที่หลายคนอาจมองข้าม ซึ่งบางครั้งอาจเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับคนไทยในการบริโภคเนื้อจระเข้ แต่เมื่อได้ศึกษาลงไปจะเห็นว่า เนื้อจระเข้มีคุณประโยชน์นานัปการที่เป็นเหตุผลที่ทำให้ชาวไทยอาจจะหันมารับประทานเนื้อจระเข้กันมากขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้
จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 2 ตุลาคม 2545
สีอาหารจากพืช
ผ่านทางสีอาหารจากพืช ตอนที่ 2.

ตอนที่ 2สำหรับฉบับนี้เป็นตอนที่ 2 ต่อจากฉบับที่แล้ว จะกล่าวถึงสีแดง สีน้ำเงิน และสีม่วง
3. สีแดง
3.1 หัวบีท

| ชื่ออังกฤษ : | Beet |
| ชื่อวิทยาศาสตร์ : | Beta vulgaris หัวบีทเป็นพืชเมืองหนาว แต่ปัจจุบันปลูกได้ดีในเมืองไทย ในช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น |
| วิธีใช้ : | ล้างสะอาด ปลอกเปลือก ฝานเป็นแว่นบาง ๆ แล้วสับโขลก หรือบดละเอียด ตักใส่ผ้าขาวบางคั้นเอาแต่น้ำ เนื่องจากสีที่สกัดได้จากหัวบีท ไม่คงตัว สลายได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อถูกความร้อนหรืออุณหภูมิสูง การสกัดจะใช้น้ำโดยปรับ pH 3-4 และทำให้เข้มข้นโดยใช้เครื่องระเหยแบบสูญญากาศ และเก็บในขวดสีชา หรือจะทำให้เป็นผงก็ได้ |
| นิยมใช้กับ : | ขนมบัวลอย ขนมชั้น ซ่าหริ่ม ถั่วแปบ รังไร น้ำดอกไม้อื่น ๆ และยังใช้แต่งสีไข่ดอง ซุป (soup) ไส้กรอก |
3.2 รังครั่ง

| ชื่ออังกฤษ : | Lac |
| ชื่อวิทยาศาสตร์ : | Tachardia lacca Kew. รังครั่งเป็นสารที่ตัวครั่งขับออกมาให้ติดอยู่ตามกิ่งไม้ เพื่อใช้เป็นที่อาศัย พบว่า ครั่งอาศัยอยู่ตามต้นไม้หลายชนิด และมีมากทางภาคเหนือ นำครั่งมาแช่น้ำร้อน หรือต้ม จะได้น้ำสีแดงคล้ำ ควรใช้น้ำอ่อน เช่น น้ำฝน สีจะแดงใสขึ้น และถ้าใช้สารส้มแกว่งในน้ำสีเล็กน้อย สีจะแดงสวยขึ้น |
| นิยมใช้กับ : | ขนมชั้น ขนมน้ำดอกไม้ ซ่าหริ่ม เม็ดทับทิม และอื่น ๆ |
3.3 ข้าวแดงเมืองจีน แป้งข้าวแดงอิ้งคั่ก

| ชื่ออังกฤษ : | - |
| ชื่อวิทยาศาสตร์ : | สีแดงที่เกิดขึ้นในข้าวนั้นคือ ราประเภท Monascus ที่เพาะกับเมล็ดข้าว หาซื้อได้ตามร้านขายยาจีน |
| วิธีใช้ : | นำเมล็ดข้าวแดงมาบดให้ละเอียด |
| นิยมใช้กับ : | หมูแดง เต้าหู้ยี้ ปลาจ่อม ไข่จ่อม |
3.4 พริกแดง
| ชื่ออังกฤษ : | Cayene, Chilli, Pepper |
| ชื่อวิทยาศาสตร์ : | Capsicum annuum. พริกที่สุกแดงแล้วทุกชนิดจะให้สีแดงใช้ได้ทั้งสดและตากแห้ง ชาวยุโรปใช้พริกแดงที่ไม่มีรสเผ็ดมาแคะเม็ดออก เอาเนื้อตากแห้ง แล้วบดเป็นพริกป่นบรรจุกระป๋องหรือขวด จำหน่ายเรียกว่า paprika ใช้แต่งอาหารเพื่อให้อาหารมีสีแดง คนไทยใช้โขลกเครื่องแดงทั้งสดและแห้ง นอกจากให้สีแล้วของไทยให้รสเผ็ดด้วย |
| วิธีใช้ : | โขลกละเอียดทั้งสดและแห้ง นิยมใช้กับแกงเผ็ด ผัดเผ็ด พะแนง น้ำยา น้ำพริก (ขนมจีน) ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย น้ำจิ้มอาหารสีแดง (แดงและเผ็ด) ของต่างประเทศ เช่น Hungarian Gulash |
3.5 มะเขือเทศ

| ชื่ออังกฤษ : | Tomato |
| ชื่อวิทยาศาสตร์ : | Lycopersicum สีของมะเขือเทศคือ Lycopene esculentum Mill. มะเขือเทศนิยมใช้แต่งสีและรสของอาหารคาว |
| วิธีใช้ : | มะเขือเทศสุกสด หั่น สับ ต้มแล้วยี และทำเป็นซอสเป็นเนื้อมะเขือเทศข้น ๆ (paste) บรรจุกระป๋อง |
| นิยมใช้กับ : | ข้าวผัด มูยาเบส ซอสทาหน้าพิซซ่า ผัดมักกะโรนี ฯลฯ |
3.6 กระเจี๊ยบ

| ชื่ออังกฤษ : | Roselle |
| ชื่อวิทยาศาสตร์ : | สีแดงจากกลีบหุ้มของกระเจี๊ยบคือ สีแอมโกไชยาฟิน ซึ่งจะให้สีแดงในสภาพที่เป็นกรดและสีน้ำเงิน-เขียว ในสภาพที่เป็นด่าง |
| วิธีใช้ : | เด็ดส่วนกลีบเลี้ยงที่มีสีแดงนำล้างน้ำให้สะอาด นำไปต้มกับน้ำและคั้นเอาแต่ส่วนที่เป็นน้ำสีแดงถ้าจะสกัดและเก็บไว้ใช้ได้นาน ๆ จะสกัดด้วยสารละลายผสมของ 85% เอฟีลแอลกอฮอล์ และ 1% HCL จะได้สีแอนโทไชยานินจากกลีบกระเจี๊ยบนำไปทำให้เป็นสีเข้มข้น หรือเป็นผลเก็บไว้ใช้ได้ |
| นิยมใช้กับ : | พันช์ (punch) สีชมพู ตัวกลีบกระเจี๊ยบนำมาทำซอสและแยม นำมาแต่งสีอาหารต่าง ๆ ได้ แต่สภาพความเป็นกรดและด่างของอาหารนั้นจะทำให้สีเปลี่ยนเป็นแดงสด หรือคล้ำจนออกม่วงก็ได้ |
4. สีน้ำเงิน
4.1 ดอกอัญชัญ
| ชื่ออังกฤษ : | Butterfly pea |
| ชื่อวิทยาศาสตร์ : | Clitorea ternatea Linn. ใช้ดอกอัญชัญสีน้ำเงินชนิดดอกซ้อนให้สีมาก และเข้มกว่าชนิดกลีบดอกชั้นเดียว |
| วิธีใช้ : | เด็ดส่วนโคนดอกที่เป็นสีเขียวออกใช้เฉพาะกลีบดอก ส่วนที่เป็นสีน้ำเงิน ใส่ถ้วยเติมน้ำเล็กน้อยบี้ให้ช้ำ เทใส่ผ้าขาวบางคั้นเอาแต่น้ำถ้าจะสกัดสีแอนโทไชยานินจากดอกอัญชัญ เพื่อจะเก็บไว้ใช้ได้นาน จะสกัดโดยใช้สารละลายผสมระหว่าง 94% เอทีลแอลกอฮอล์ต้ม 1% กรดเกลือสีที่สกัดได้นำไประเหยเอาน้ำออกจะได้สีดอกอัญชัญที่เข้มข้น และสามารถนำไปทำเป็นผงเก็บไว้ใช้ได้ต่อไป |
| นิยมใช้กับ : | ช่อม่วง ขนมชั้น ซ่าหริ่ม ขนมน้ำดอกไม้ ขนมเค้ก อาหารคาว ใช้หุงข้าวมันจะได้ข้าวมันสีสวย น่ารับประทานยิ่งขึ้น |
5. สีม่วง
5.1 น้ำดอกอัญชัญผสมกับน้ำมะนาว
| วิธีใช้ : | ผสมน้ำมะนาวเล็กน้อยลงในน้ำดอกอัญชัญจะออกสีม่วง |
| นิยมใช้กับ : | ช่อม่วงหรือขนมอื่น ๆ |
5.2 ข้าวเหนียวดำ
| ชื่ออังกฤษ : | Black glutinous rice |
| ชื่อวิทยาศาสตร์ : | Oryza sativa ถ้าท่านทำขนมที่ใช้เป็นข้าวเหนียว แล้วต้องการให้ขนมนั้นมีสีม่วง ลองใช้ข้าวเหนียวดำแช่ปนกับข้าวเหนียวขาว แล้วจึงบดหรือโม่ละเอียด ทับน้ำให้แห้งก็จะได้แป้งข้าวเหนียวสีม่วงดังวิธีใช้ |
| วิธีใช้ : | ใช้ข้าวเหนียวดำอัตราส่วนต่างกันก็จะได้สีม่วงที่ต่างกัน ดังนี้คือ ก. ม่วงอ่อน – ข้าวเหนียวขาว 4 ส่วน : ข้าวเหนียวดำ 1 ส่วน ข. ม่วงกลาง – ข้าวเหนียวขาว 3 ส่วน : ข้าวเหนียวดำ 1 ส่วน ค. ม่วงเข้ม – ข้าวเหนียวขาว 2 ส่วน : ข้าวเหนียวดำ 1 ส่วน อาจลดและเพิ่มอัตรส่วนได้ตามต้องการ |
| นิยมใช้กับ : | ขนมสอดไส้ ขนมถั่วแปบ ขนมต้ม |
5.3 ลูกผักปลัง
| ชื่ออังกฤษ : | - |
| ชื่อวิทยาศาสตร์ : | Basella alba Linn. ผักปลังเป็นไม้เถาคล้ายตำลึง นิยมปลูกตามบ้านเพื่อใช้ใบอ่อนทำอาหาร เมื่อออกดอกออกลูกและลูกแก่จนสุกจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงดำ |
| วิธีใช้ : | เก็บเอาเฉพาะลูกสุกสีม่วงดำใส่ในผ้าขาวบาง แล้วบิดคั้นเอาแต่น้ำจะได้น้ำสีม่วงงามมาก |
| นิยมใช้กับ : | ซ่าหริ่ม บัวลอย ถั่วแปบ น้ำดอกไม้ ไม่ควรใช้กับขนมที่ต้องทำให้สุกด้วยความร้อนสูง ๆ เช่น ขนมเค้ก หรือขนมปัง เพราะสีนี้จะสลายตัวสีจางหายไป เมื่อถูกความร้อนสูง และเก็บถูกอากาศนาน ๆ |
5.4 มันเลือดนก มันอัน มันเบร๋
ชื่ออังกฤษ :
ชื่อวิทยาศาสตร์ : เป็นมันที่ขึ้นอยู่ทั่วไป เนื้อในเป็นสีม่วงเข้ม มีมากทางภาคใต้
วิธีใช้ : ต้มสุก บดละเอียด ผสมกับอาหารต่าง ๆ ที่ต้องการให้มีสีม่วง
นิยมใช้กับ : ขนมเค้ก ไอศกรีม ข้าวเกรียบเห็ด ข้าวเกรียบไก่ ถั่วกวน มันกวน
ฉบับหน้าพบกับตอนจบค่ะ
จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 4 กันยายน 2545
น้ำมันและสารสกัดจาก “ใบพลู”
ผ่านทางน้ำมันและสารสกัดจาก “ใบพลู”.

โดย : ฝ่ายเทคโนโลยีพืชสมุนไพรและพืชอุตสาหกรรม
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Piper Betle Linn.ชื่ออังกฤษ : Betle Leaf, Betle Vine และ Betle Pepperชื่อพ้อง : พลูจีน, ซีเก๊ะ, เปล้ายวน, ปู, ดื่อเจี่ยวงศ์ : Piperaceae
พลูเป็นพืชสมุนไพรที่มีความเกี่ยวพันกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยมาเป็นเวลานาน ในลักษณะของการบริโภคกับหมากพลูเป็นพันธุ์ไม้จากต่างประเทศ ชอบอากาศร้อนชื้น มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย ต่อมาจึงแพร่กระจายไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วทวีปเอเชียและแอฟริกา พลูเป็นไม้เลื้อยเกาะหรือเกี่ยวพันกับไม้หรือหลักด้วยรากที่อยู่ตามข้อ ใบเป็นใบเดี่ยว รูปร่างรีถึงรูปไข่ ฐานใบป้านถึงมนกลมหรือเว้าเป็นรูปหัวใจ ปลายใบแหลม ใบยาวประมาณ 5-18 เซนติเมตร ก้านใบยาวติดกับลำต้น ใบมีสีเขียวเหลืองถึงเขียวเข้ม ผิวใบด้านบนมีสีเขียวเข้มกว่าผิวใบด้านล่าง ขอบใบเรียบมีกลิ่นฉุนและมีรสเผ็ด ดอกมีสีขาวขนาดเล็กเป็นช่อบนแกนยาว ผลมีรูปกลมเล็กเนื้อนุ่ม เมื่อสุกมีสีแดง แต่ละผลมีเมล็ด 1 เมล็ด ขยายพันธุ์ได้ดี โดยการปักชำด้วยเถายาวขนาด 3-5 ข้อ ชอบดินอุดมสมบูรณ์ที่มีการระบายน้ำที่ดี มีความชื้นสูง และอากาศไม่ร้อนจัดนักปลูกได้ทุกภาคของประเทศ แหล่งปลูกพลูที่สำคัญคือ จังหวัดฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี นครนายก นครปฐม กรุงเทพมหานคร มหาสารคาม ขอนแก่น และนครราชสีมา ในใบพลูมีน้ำมันหอมระเหย มีสีน้ำตาลปนเหลืองและมีกลิ่นฉุน เรียกว่าน้ำมันพลู ซึ่งมีรายงานถึงสารประกอบหลักในน้ำมันพลูเป็นสารประกอบฟีนอล สารที่พบมากในน้ำมันพลูได้แก่ isoeugenol chavicol eugenol ซึ่งสารเหล่านี้มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรคทำให้ปลายประสาทชา แก้อาการคันได้ ใบพลูได้ถูกนำมาใช้ในการบำบัดรักษาโรคต่าง ๆ ในตำรายาไทย โดยใบพลูมีสรรพคุณในการรักษาอาการช้ำบวม รักษาอาการปวดท้อง รักษาอาการไอเจ็บคอ และขับเสมหะ รักษาอาการผื่นคันเนื่องจากเกิดลมพิษ รักษาโรคผิวหนัง รักษาโรคกลากเกลื้อน ฮ่องกงฟุต แผลอักเสบ ฝีหนอง และสิว ในประเทศอินเดียมีการใช้น้ำคั้นจากใบพลูสดในการรักษาอาการเหล่านี้คือ เป็นยาถ่ายพยาธิ ยาระบายอาการท้องผูก ยาเจริญอาหาร ขับเสมหะ ลดไข้ แก้ปวดศีรษะ ขับลมในกระเพาะอาหาร ทำให้ลมหายใจหอมสดชื่น เป็นยาสมานแผล และใช้ป้องกันเชื้อจุลินทรีย์ น้ำมันและสารสกัดจากใบพลูมีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญของเชื้อแบคทีเรียทั้งแกรมลบและแกรมบวก และเชื้อราหลายชนิด เชื้อแบคทีเรียได้แก่ Bacillus subtilis, Salmonella sp., Escherichia coli, Pseudomonas solanacearum เชื้อราได้แก่ Aspergillus niger, A. flavus, A. fumigatua, A. parasiticus, Fusarium spp. นอกจากนี้น้ำมันพลูและสารสกัดจากใบพลูด้วยปิโตรเลียมอีเทอร์ ไดเอทิลอีเทอร์ อีเทอร์ คลอโรฟอร์ม และเอทานอล มีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคได้แก่ Staphylococcus aureus, B-hemolytic Streptococcus group A มีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อราที่ก่อให้เกิดโรคผิวหนังได้แก่ Trichophyton mentagrophytes และ Trichophyton rubrum, Epidermophyton floccosum, Microsporum gypseum จากการที่สารสกัดจากใบพลูและน้ำมันพลูออกฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราได้ดีหลายชนิด จึงเป็นที่น่าสนใจหากมีการนำสารสกัดจากใบพลูและน้ำมันพลูไปใช้ประโยชน์ในด้าน Antiseptic แทนการใช้สารเคมีสังเคราะห์ในปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมและช่วยเพิ่มรายได้ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ได้ทำการศึกษาค้นคว้าและวิจัยประสิทธิภาพของสารสกัดจากใบพลูและน้ำมันพลูในการนำไปใช้ประโยชน์ ในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากใบพลูและน้ำมันพลู เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่มีคุณสมบัติในการป้องกันเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคผิวหนัง |
จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 4 กันยายน 2545
การพัฒนา Gliocladium virens เป็นเชื้อราปฏิปักษ์ที่ใช้ควบคุมเชื้อราสาเหตุของโรคพืชโดยชีววิธี
ผ่านทางการพัฒนา Gliocladium virens เป็นเชื้อราปฏิปักษ์ที่ใช้ควบคุมเชื้อราสาเหตุของโรคพืชโดยชีววิธี.
โรคพืชที่เกิดจากการเข้าทำลายของเชื้อสาเหตุที่อาศัยอยู่ในดิน นับเป็นโรคสำคัญที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อพืชเศรษฐกิจต่าง ๆ ทั้งพืชไร่ ไม้ผล และพืชผัก โดยทำให้เกิดอาการเมล็ดเน่า เน่าระดับดินหรือเน่าคอดิน โรคกล้าไหม้ รากและโคนเน่า รวมทั้งโรคเหี่ยว เป็นต้น การใช้สารเคมี ก่อให้เกิดมลภาวะต่อสภาพแวดล้อมพิษของสารเคมีที่ตกค้างอยู่ในดิน ทำลายจุลินทรีย์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ในการควบคุมเชื้อโรคสาเหตุโรคพืช ประเทศที่เจริญได้ตื่นตัวและหันมาศึกษาวิธีการควบคุมโรคพืชในดินโดยชีววิธี ควบคู่ไปกับการปฏิบัติทางเขตกรรมกันมากขึ้น เพื่อลดการใช้สารเคมี ลง ทำให้สภาพนิเวศทางการเกษตรกลับคืนสู่สภาพสมดุล หลายประเทศได้มีการศึกษาและผลิตจุลินทรีย์เพื่อใช้แทนสารเคมีอย่างเป็นการค้าแล้ว เช่น เชื้อราTrichoderma เชื้อแบคทีเรีย Bacillus sp. และเชื้อรา Gliocladium virens เชื้อรา G. virens นี้สามารถควบคุมเชื้อราสาเหตุโรคพืชได้หลายชนิด เช่นPythium spp., Sclerotium rolfsii Phytophthora sp. และ Fusarium oxysporum
จิระเดช แจ่มสว่าง และคณะ จากภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร ได้ศึกษาการพัฒนา Gliocladium virensเป็นเชื้อราปฏิปักษ์ที่ใช้ควบคุม เชื้อสาเหตุโรคพืชโดยชีววิธี โดยการนำตัวอย่างดินในแปลงพืชผัก พืชไร่ ไม้ผล และสวนป่า รวม 200 ตัวอย่าง มาแยกเชื้อรา สามารถแยกเชื้อรา G. virens ได้ 101 ไอโซเลท เมื่อนำเชื้อดังกล่าวมาทดสอบประสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเส้นใยเชื้อราสาเหตุโรคพืช 6 ชนิด คือ เชื้อรา Pythuim aphanidermatum, Hyptophthora parasitica, Fusarium oxysporum, Sclerotium rolfsii Rhizoctonia solan และ Macrophomina phaseolina บนอาหาร potato dextrose agar (PDA) ปรากฏว่า เชื้อรา G. virens มีเปอร์เซ็นต์การยับยั้ง การเจริญและการเจริญของเส้นใยเชื้อโรคพืชถึง 4 ชนิด จากเชื้อโรคที่ทดสอบ 6 ชนิด ขณะที่ไอโซเลท 60 และ 49 มีค่าเฉลี่ยอัตราการเจริญคลุม ทับโคโลนีของเชื้อโรคพืชสูงในเชื้อโรค 5 ชนิด จากที่ทดสอบ 6 ชนิด อย่างไรก็ตามพบว่าไอโซเลท 49, 52, 61, 67, 68, 69, 71, 76, 77, 100 และ 101 มีคุณสมบัติที่ยับยั้งการเจริญและการเจริญคลุมทับเส้นใยเชื้อโรคได้
การศึกษาเพิ่มปริมาณเชื้อ G. virens บนเมล็ดข้าวโพด (ทุบแตก) ข้าวฟ่าง และข้าวเปลือก พบว่าหลังบ่มเชื้อเป็นเวลา 5 วัน เชื้อ G. virens สามารถเจริญและสร้างสปอร์ได้ดีมากบนอาหารดังกล่าว โดยมีระดับคะแนนการเจริญระหว่าง 3.9-4.0 (ระดับการเจริญสูงสุด) และมีปริมาณเชื้อ 2.1 x 1011, 1.1 x 1011และ 2.9 x 1011 หน่วยโคโลนี/เชื้อสด 1 กรัม ตามลำดับ สำหรับการเลี้ยงเชื้อรา G. virens บนอาหารแข็งจำนวน 6 สูตร ภายใต้ความชื้น อุณหภูมิและแสงระดับต่าง ๆ พบว่า เชื้อเจริญและสร้างสปอร์ได้ดีบนอาหารทุกสูตรใกล้เคียงกัน โดยมีปริมาณเชื้ออยู่ในช่วง 1.0 x 108 - 6.6 x 1010 หน่วยโคโลนี/เชื้อสด 1 กรัม และ 0.2 x 108 - 3.9 x 1010 หน่วยโคโลนี/ผงเชื้อแห้ง 1 กรัม เปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้งมีค่าระหว่าง 40.0-75.0 เปอร์เซ็นต์ จากการศึกษาครั้งนี้สรุปได้ว่า สูตรที่ 5 ซึ่งประกอบด้วย รำหยาบ 40 เปอร์เซ็นต์ ข้าวโพด 30 เปอร์เซ็นต์ ทรายแก้ว 10 เปอร์เซ็นต์ และดินขุยไผ่ 20 เปอร์เซ็นต์ มีความชื้นในสูตรอาหาร 40 เปอร์เซ็นต์ มีความชื้นในสูตรอาหาร 40 เปอร์เซ็นต์ เลี้ยงภายใต้แสง 24 ชั่วโมง/วัน ที่อุณหภูมิ 27-30 องศาเซลเซียส เป็นสูตรและวิธีการที่เหมาะสมที่สุดสำหรับใช้ในการเพิ่มปริมาณเชื้อรา G. virens
จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 3 กันยายน 2545
-
ล่าสุด
- Opposition demands water management scheme rethink
- Agreement set at Chiang Mai Water Summit
- NBTC fears loss of freedoms in new media frequencies
- ‘Patriots’ ordered out of Sanam Luang
- B450m drug bust at Chatuchak
- Ahmadinejad to speak at water summit
- Agency urged to mourn Woravat ‘failures’
- Siriphong denies hacker deal
- Ministers sign deals to bolster trust
- Abhisit asked to clarify draft dodge claim
- NACC denies Yuranunt probe foot-dragging
- Condo oasis in peril
-
ลิงก์
- ศาสตร์และศิลป์ที่สอนในเมืองไทย
- SoClaimon.Facebook
- SootinClaimon.google
- DinPuiThai.google
- ChangChoice.Webs
- SoClaimon.blogspot
- Google แผนที่ตำบล 76 จังหวัด
- คำไทย:ThaiWords
- คำไทย:ThaiWords
- SoClaimon.Twitter
- แหล่งสรรพศาสตร์ศิลปวิทยาในเมืองไทย
- crystal-cream.com
- นพ. ต่อพงศ์ คล้ายมนต์
- Apichaya Claimon
- พญ.อภิชญา คล้ายมนต์
- ชมรมดินปุ๋ยบนเว็บ
- ตระกูล “คล้ายมนต์”
-
คลังเก็บ
- พฤษภาคม 2013 (2157)
- เมษายน 2013 (3184)
- มีนาคม 2013 (3832)
- กุมภาพันธ์ 2013 (3775)
- มกราคม 2013 (4245)
- ธันวาคม 2012 (4992)
- พฤศจิกายน 2012 (6067)
- ตุลาคม 2012 (5167)
- กันยายน 2012 (4160)
- สิงหาคม 2012 (6734)
- กรกฎาคม 2012 (4770)
- มิถุนายน 2012 (2887)
-
หมวดหมู่
- กรมวิชาการเกษตร-กสิกรรม
- กรมวิทยาศาสตร์บริการ
- กรมอุตุนิยมวิทยา
- ข้อมูลสมุนไพร
- คมชัดลึก
- ความรู้-ศัพท์
- Agrochemical
- ธาตุอาหารพืช
- ลักษณะขาดธาตุอาหารของพืช
- ศัพท์
- สถานการณ์พืชเศรษฐกิจ
- สรีรวิทยาของพืช
- หนังสือแนะนำ
- การใช้ปุ๋ยอินทรีย์กับพืชไร่เศรษฐกิจ
- การใช้ปุ๋ยเคมีในระบบปลูกพืชไร่
- คำแนะนำการใช้ปุ๋ยพืชไร่
- ปรับปรุงดินและใช้ปุ๋ยกับพืชไร่
- ปุ๋ยและการใช้ปุ๋ย
- พัฒนาคำแนะนำใช้ปุ๋ยพืชไร่
- สรุปงานวิจัยดินปุ๋ยพืชไร่ครั้งที่1
- Building Soils for Better Crops
- Fertilizer Best Management Practices
- Fertilizer Manual
- Fertilizers and their use
- Hydroponics: the complete guide to gardening without soil
- Micronutrients for Sustainable Production
- Plant Analysis Reference Procedures
- เกษตรอินทรีย์
- เศรษฐกิจพอเพียง
- Fertilizer news and articles
- Plant Nutrition
- Soil Taxonomy 2Ed.
- คำแนะนำด้านพืช
- คำแนะนำด้านสัตว์
- งานวิจัยดินปุ๋ย
- บ้านและสวน
- ผลิตภัณฑ์
- มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
- วารสารส่งเสริมการเกษตร
- สทท NBT
- สำนักข่าวอิศรา
- อสมท MCOT
- เดลินิวส์ออนไลน์
- เทคโนโลยีชาวบ้าน
- เส้นทางเศรษฐี
- แนวหน้า
- แผนที่
- โพสต์ทูเดย์
- ไทยพีบีเอส Thai PBS
- ไทยรัฐออนไลน์
- ไทยโพสต์
- BangkokPost
- Blog Stat
- FAO EcoCrop
- KU eMagazine
- NewCROP
- ThaiEurope
- The Nation
- Uncategorized
-
RSS
Entries RSS
Comments RSS







