ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย ที่เกี่ยวข้อง

การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้

เรื่องน่ารู้  http://www.ku.ac.th/e-magazine/july43/.

สิงหาคม 10, 2011 Posted by | 2543-2545, เรื่องน่ารู้, KU eMagazine | ให้ความเห็น

การศึกษาคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงกุ้งกุลาดำ ในภาคตะวันออก

เรื่องน่ารู้  http://www.ku.ac.th/e-magazine/july43/.

http://www.ku.ac.th/e-magazine/july43/shirmp.pdf

สิงหาคม 10, 2011 Posted by | 2543-2545, เรื่องน่ารู้, KU eMagazine | ให้ความเห็น

น้ำมันเบนซินสูตรใหม่

http://www.ku.ac.th/e-magazine/july43/.

http://www.ku.ac.th/e-magazine/july43/benzin.pdf.

สิงหาคม 10, 2011 Posted by | 2543-2545, เรื่องน่ารู้, KU eMagazine | ให้ความเห็น

เครื่องตรวจความผิดปกตินมยู.เอช.ที.แบบไม่ทำลาย นวัตกรรมใหม่ของอาจารย์ มก.

http://www.ku.ac.th/e-magazine/may53/agri/agri1.htm.


          เครื่องตรวจสอบความผิดปกติของนม ยู.เอช.ที. หรือผลิตภัณฑ์อาหารเหลวบรรจุกล่องโดยไม่ทำลาย แบบรายงานผลโดยตรง
The On – Line Equipment for Detecting the Abnormal U.H.T. Milk or Fluid Food (Packed in Brick – Type Packages) by Non – Destruction

รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ประจำปี 2553 รางวัลระดับดี สาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรมวิจัย
จาก : สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาต

          ในการผลิตนมพร้อมดื่ม ยู.เอช.ที. ตั้งแต่เริ่มให้ความร้อนจนถึงการบรรจุกล่อง ผลิตภัณฑ์นมอาจเกิดการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์มาจากหลายสาเหตุ เช่น ท่อขนส่งนมไม่สะอาด หรือผู้ปฏิบัติงานมีความสะอาดไม่เพียงพอส่งผลให้ผลิตภัณฑ์หมดอายุก่อนกำหนดได้ จึงจำเป็นต้องตรวจนมที่บรรจุกล่องแล้ว เพื่อคัดนมที่ผิดปกติทิ้งก่อนจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภค เพราะฉะนั้น เจ้าหน้าที่ควบคุมคุณภาพ จึงต้องสุ่มตัวอย่างน้ำนมเป็นประจำทุก 10-20 นาที ไปเพาะเชื้อ และหากตัวอย่างใดมีปริมาณจุลินทรีย์เกินเกณฑ์มาตรฐานก็นำนมที่ผลิตในช่วงเวลาดังกล่าวมาตรวจด้วยเครื่องตรวจคุณภาพนมกล่องแบบไม่ทำลายเพื่อคัดกรองนมกล่องที่มีแนวโน้มเสียทิ้งก่อนจำหน่าย เนื่องจากนมที่ผลิตในช่วงเวลาดังกล่าวไม่ได้ปนเปื้อนจุลินทรีย์ทุกกล่อง (ทั้งนี้การปนเปื้อนจุลินทรีย์ในกระบวนการผลิตเป็นการปนเปื้อนเชื้อเพียงเล็กน้อย นมจึงไม่เสียทันที แต่จะค่อย ๆ เสีย โดยอาจทำให้นมมีรสเปรี้ยว จับตัวเป็นก้อน หรือแยกตกตะกอนอย่างชัดเจน ส่งผลให้หมดอายุก่อนกำหนด ซึ่งการเสียเหล่านี้ไม่มีทางทราบได้เลย เพราะนมอยู่ในกล่อง) พร้อมกันนี้ยังมีการสุ่มตัวอย่างนมกล่องที่ผลิตแล้วต้องเก็บไว้ 7 วัน ก่อนจำหน่ายมาเพาะเชื้อ ถ้าตัวอย่างใดพบเชื้อเกินมาตรฐานก็นำนมจากลังนั้นมาตรวจและคัดนมกล่องที่เสียทิ้งไปเช่นเดียวกัน ถ้าผู้ประกอบการไม่มีเครื่องตรวจความผิดปกติของนมกล่อง แต่คำนึงถึงความปลอดภัยผู้บริโภคก็จำเป็นต้องทิ้งผลิตภัณฑ์ในช่วงเวลาการผลิตเหล่านี้ทั้งหมด ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ดีเพราะได้ทำการเปิดกล่องออกดูแล้ว ส่งผลให้เกิดความสูญเสียอย่างรุนแรงกับผู้ผลิต ปัจจุบันในอุตสาหกรรมนมและอาหารจะใช้เครื่องมือชื่อ Electester มีส่วนประกอบของเครื่องซับซ้อนเป็นอุปกรณ์อีเล็คโทรนิคเกือบทั้งหมด ขั้นตอนและวิธีการอยู่บนเครื่องเดียวกันราคามากกว่า 3 ล้านบาทเป็นเครื่องตรวจโดยไม่ต้องเปิดกล่องออกดู

     ดังนั้นงานประดิษฐ์นี้จึงมุ่งพัฒนาสร้างเครื่องตรวจความผิดปกติของนมแบบไม่ทำลายโดยออกแบบและประดิษฐ์ขึ้นใหม่แทนการนำเข้าจากต่างประเทศเพื่อวัตถุประสงค์การทำงานอย่างเดียวกัน ให้มีประสิทธิภาพการทำงานและอ่านผลได้แม่นยำทัดเทียมกับเครื่อง Electester มีราคาถูก เพื่อใช้เป็นทางเลือก และลดต้นทุนการควบคุมคุณภาพให้แก่โรงงานนมและอาหารในประเทศ

ภาพแสดงเครื่องตรวจสอบความผิดปกติของนม ยู.เอช.ที. หรือผลิตภัณฑ์อาหารเหลวบรรจุกล่องโดยไม่ทำลาย แบบรายงานผลโดยตรง

ระยะเวลาที่ใช้ในการประดิษฐ์คิดค้น แบ่งเป็น 3 ช่วงเวลาดังนี้

  • 3.1 พ.ศ. 2543 – พ.ศ. 2548  (เริ่มศึกษาวิจัยทฤษฎีต่างๆที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสร้าง Prototype ทดสอบแนวคิดและศึกษาหาวิธีการตรวจคุณภาพนมกล่องตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2543 และประสบความสำเร็จในปี พ.ศ.2548 ในรูปของงานวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท 2 เรื่อง)
    3.2 พ.ศ. 2549 – ม.ค. 2550 (ทดสอบ พัฒนารูปแบบและลักษณะเครื่องให้เหมาะกับการใช้ในอุตสาหกรรมจริงรวมถึงจดสิทธิบัตร)
  • 3.3 ก.พ. 2550 – ม.ค. 2552 (สร้างจำหน่ายตามความต้องการของผู้ประกอบการ ในนามของโครงการพัฒนาวิชาการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

แสดงการส่งมอบเครื่องให้กับโรงงานผลิตนม ขององค์กรส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทยที่ จ.ขอนแก่น

คุณสมบัติและลักษณะเด่นของผลงานประดิษฐ์คิดค้น

             เป็นสิ่งที่คิดค้นขึ้นใหม่มีความแปลกใหม่คือ การประยุกต์ใช้ทฤษฎีการสั่นทางกล แบบการสั่นสะเทือนเสรีแบบมีตัวหน่วงชนิดของเหลวหนืดกรณีการหน่วงน้อยเกินไป เพื่อตรวจวิเคราะห์และคัดแยกนมรสชาติต่าง ๆ หรือผลิตภัณฑ์อาหารเหลวบรรจุกล่องขนาดต่าง ๆ ที่ปนเปื้อนเชื้อเพียงเล็กน้อย นมหรืออาหารเหลวจึงไม่เสียทันที แต่จะค่อย ๆ เสีย โดยอาจทำให้นมมีรสเปรี้ยว จับตัวเป็นก้อน หรือแยกตกตะกอนอย่างชัดเจน ส่งผลให้หมดอายุก่อนกำหนด จะมีความหนืดและพฤติกรรมการการไหลต่างกัน โดยการสั่นหรือเขย่าเป็นเครื่องวัดคุณภาพนมในกล่อง ส่งผลให้มีการตอบสนองต่อการสั่นต่างกัน  เมื่อประมวลผลสัญญาณการสั่นออกมาจะได้ค่าที่แตกต่างกัน โดยการตั้งค่ามาตรฐานที่จะแบ่งระหว่างนมหรือผลิตภัณฑ์ระงับ (เสียหรือมีแนวโน้มเสีย)และปกติได้ในตัวโปรแกรมของเครื่อง  ทำให้สามารถแยกนมหรืออาหารเหลวปกติออกจากผลิตภัณฑ์ที่มีแนวโน้มว่าจะเสียก่อนวันหมดอายุจริง หรือเริ่มเสียก่อนที่จะนำออกไปจำหน่าย โดยไม่ต้องทำการแกะกล่องออกดู ซึ่งจะทำให้ลดการสูญเสียของผลิตภัณฑ์ที่บรรจุกล่องแล้ว แทนการแกะออกดูทุกกล่องที่ต้องสงสัยว่ามีความผิดปกติในช่วงเวลาการผลิตผลิตภัณฑ์นั้น   มีความสามารถในการตรวจวิเคราะห์คัดแยกนมดีและนมเสีย สำหรับผลิตภัณฑ์นมบรรจุกล่องรสชาติต่างๆ รวมถึงขนาดบรรจุต่าง ๆ ได้ ตั้งแต่ 700 – 1200 กล่อง/ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความเร็วของผู้ใช้ในการวางลงบนถาด แสดงผลคัดแยกเป็นสัญญาณเสียงและภาพผ่านจอ โดยสามารถปรับค่าเกณฑ์การแบ่งนมดีและนมระงับบนโปรแกรมได้เลยทำให้ผลการตรวจถูกต้อง 100 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้อุปกรณ์แต่ละชิ้นของเครื่องที่ประดิษฐ์ขึ้นในส่วนทางกลและทางไฟฟ้าและระบบควบคุม แยกส่วนกันอย่างชัดเจน จึงสะดวกต่อการบำรุงรักษา เมื่ออุปกรณ์เสียก็ซ่อมแซมหรือนำอะไหล่ที่ผลิตได้เองในประเทศมาเปลี่ยนเฉพาะส่วน

หลักการและขั้นตอน รวมทั้งกรรมวิธี ที่ใช้ในการประดิษฐ์คิดค้น

  หลักการ  :   เน้นการสร้างสิ่งประดิษฐ์มีลักษณะที่แยกการทำงานชัดเจนสำหรับในส่วนทางกลและทางไฟฟ้าคือการประมวลผล มีกลไกการทำงานไม่ยุ่งยากสามารถเรียนรู้ได้ง่าย การทำชิ้นงาน ประกอบโครง และวัสดุต่าง ๆ สามารถหาและทำในประเทศเป็นส่วนใหญ่  และสามารถนำไปใช้ในกระบวนการสุดท้ายของการผลิตผลิตภัณฑ์นม หรืออาหารเหลว ในอุตสาหกรรมอาหารและยา ที่บรรจุลงกล่องขนาดต่างๆตั้งแต่ 100 ซี.ซี. ถึง 1000 ซี.ซี.  เพื่อทำการตรวจความผิดปกติที่ผู้ปฏิบัติงานไม่สามารถแยกได้ โดยไม่ต้องทำการเปิดทำลายกล่องออกดู

     ขั้นตอนรวมทั้งกรรมวิธี :  
1) ศึกษาถึงทฤษฎีต่างๆที่เกี่ยวข้องตั้งแต่พฤติกรรมของของไหล และทฤษฎีต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบและสร้างสิ่งประดิษฐ์
2)สร้าง prototype และทำการทดสอบตามทฤษฎีทั้งในระดับห้องปฏิบัติและโรงงานจริง ตลอดจนถึงศึกษาถึง repeatability ของเครื่องพร้อมทั้งแก้ไข
3) พัฒนารูปแบบและลักษณะเครื่องให้เหมาะกับการใช้ในอุตสาหกรรมจริง

     วัสดุที่ใช้ในการประดิษฐ์คิดค้นและแหล่งที่มา 
ส่วนใหญ่ผลิตและสามารถหาได้ภายในประเทศ เฉพาะอุปกรณ์พวกเซนเซอร์ และ อุปกรณ์ด้านเชื่อมต่อผ่านคอมพิวเตอร์ (A/D & D/A interfacing unit) มีตัวแทนจำหน่ายอยู่แล้วภายในประเทศ 

     งบประมาณที่ในการต่อเครื่อง 
       ผ่านทางโครงการพัฒนาวิชาการ  คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ประมาณ 500,000 บาทต่อเครื่อง

     

แสดงการส่งมอบเครื่องให้กับโรงงานผลิตนม ของบริษัทเชียงใหม่ เฟรชมิลล์ จำกัด
อ.สารภี จ.เชียงใหม่

ประโยชน์ที่จะได้รับจากผลงานประดิษฐ์คิดค้น

  • เมื่อยังไม่ได้ใช้ผลงานประดิษฐ์คิดค้น ผลิตบัณฑิตระดับปริญญาโท วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิศวกรรมการอาหาร  จำนวน 2 คน ในขั้นทดสอบแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสร้าง prototype ทำการทดสอบตามทฤษฎี
  • หลังจากที่ได้ใช้ผลงานประดิษฐ์คิดค้น เมื่อพัฒนารูปแบบและลักษณะเครื่องให้เหมาะกับการใช้ในอุตสาหกรรมจริง รวมถึงทำเรื่องจดสิทธิบัตรเมื่อวันที่  10 เมษายน พ.ศ 2550 แล้ว เป็นตัวแทนของการวิจัยและพัฒนาเครื่องมือตรวจสอบเฉพาะด้านขึ้นใช้เองแทนการนำเข้าเครื่องมือที่มีวัตถุประสงค์การใช้งานอย่างเดียวกัน ทำให้ประหยัดเงินตราได้มากกว่า 3 ล้านบาทต่อการซื้อ 1 เครื่อง ปัจจุบันสร้างไปแล้ว 4 เครื่อง

แสดงการใช้งานของเครื่องโดยพนักงานบริษัทบริษัทเชียงใหม่ เฟรชมิลล์ จำกัด
ใช้ในการคัดนมโรงเรียนที่ผิดปกติออกก่อนจะบรรจุลงลัง ทำงานวันละ 7-8 ชั่วโมง

การนำผลงานไปใช้ประโยชน์

  1. โรงงานผลิตนม  (องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย) อ.ส.ค. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  จ. ขอนแก่น จำนวน 1 เครื่อง
  2. โรงงานผลิตนม (องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย) อ.ส.ค. ภาคใต้  จำนวน 1 เครื่อง
  3. โรงงานนม บริษัทเชียงใหม่เฟรชมิลล์จำกัด อ.สารภี จ. เชียงใหม่ จำนวน 2 เครื่อง (ผลิตภัณฑ์นมโรงเรียน)
  4. อยู่ในระหว่างการดำเนินการทดสอบเพื่อตรวจกับน้ำนมถั่วเหลืองบรรจุกล่องขนาดต่าง ๆ ของบริษัท แลคตาซอ

     สถานที่ติดต่อ : 
ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล  คณะวิศวกรรมศาสตร์ กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  วิทยาเขตกำแพงแสน  จ. นครปฐม  73140  โทรศัพท์/โทรสาร (034)355310 

แหล่งค้นคว้าข้อมูลและภาพประกอบ

สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

ที่มา :
งานประชาสัมพันธ์ มก.

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (31 พฤษภาคม 2553)
http://www.cpc.ku.ac.th

สิงหาคม 5, 2011 Posted by | 2551-2555, การเกษตร, KU eMagazine | ให้ความเห็น

นักวิจัย มก.คิดค้นสูตรเครื่องดื่มลดน้ำตาล”ทำจากผลไม้ พืชผักสมุนไพร

http://www.ku.ac.th/e-magazine/may53/agri/agri2.htm.


          ปัจจุบันคนไทยบริโภคน้ำตาลจากผลิตภัณฑ์อาหาร ขนม และเครื่องดื่ม ถึงวันละ 88 กรัมหรือ 22 ช้อนชา จากการสำรวจพบว่าเพิ่มขึ้น 2.3 เท่า ซึ่งมากเกินความต้องการของร่างกาย การบริโภคน้ำตาลมากเกินไปจะมีผลเสียต่อสุขภาพ ทำให้เกิดโรคต่าง ๆ เช่น โรคอ้วน โรคหัวใจ และโรคเบาหวาน เป็นต้น โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนควรได้รับการดูแลในการเลือกรับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และเพื่อสุขภาพฟันที่ดี


     เครื่องดื่มที่ทำจากผลไม้ พืชผัก และสมุนไพรไทยมีความโดดเด่นทั้งในด้านรสชาติ มีกลิ่นหอม สีสวยสะดุดตา มีสรรพคุณเป็นยา มีคุณค่าทางอาหาร ปัจจุบันเครื่องดื่มเหล่านี้ได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้รักสุขภาพเป็นอย่ายิ่ง พืชผักผลไม้หลากหลายชนิดนำมาปั่น คั้นเป็นน้ำผลไม้เพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกาย เป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้กับผู้ไม่ชอบกินผักผลไม้สด

     ด้วยเหตุนี้ นักวิจัยจากสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งประกอบด้วย ดร.เนตรนภิส วัฒนสุชาติ นางเพ็ญพิมล จาตุรนต์รัศมี นางสาวพิศมัย ศรีชาเยช นางพยอม อัตถวิบูลย์กุล นางสาวสมจิต อ่อนเหม นางสาวมาลา ศิรทรัพย์ไพสิฐ และนางปราณี เหลืองวรา ได้ทำการพัฒนาสูตรการผลิตเครื่องดื่ม ลดน้ำตาล ทำจากผลไม้ พืชผัก และสมุนไพร เพื่อสุขภาพที่ดี โดยได้รับทุนสนับสนุนจากกองทันตสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข

        ดร.เนตรนภิส วัฒนสุชาติ หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า ปัจจุบันเครื่องดื่มที่โรงเรียนจัดเตรียมให้เด็กนักเรียนทดแทนน้ำอัดลม ได้แก่ น้ำผลไม้ พืชผัก สมุนไพรต่างๆ น้ำหวาน น้ำปั่น รวมทั้งนมถั่วเหลือง เป็นต้น มีทั้งที่เตรียมโดยทางโรงเรียนและจ้างเหมาให้ร้านค้าผลิตเพื่อจำหน่าย ใช้วิธีการเตรียมที่ไม่ยุ่งยากโดยการต้มสกัดผลไม้ เติมน้ำตาล และชิมรสชาติ ซึ่งการเตรียมแต่ละครั้งอาจทำตามสูตรหรือใช้การประมาณ ทำให้น้ำผลไม้ที่เตรียมมีรสชาติไม่คงที่อาจหวานมากเกินไป และอาจมีการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในวัตถุดิบหรือจากการเตรียมที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากขาดความรู้พื้นฐานในการแปรรูป และสุขลักษณะที่ดีในการผลิตอาหาร ดังนั้น ผู้รับผิดชอบในการเตรียมเครื่องดื่มสำหรับโรงเรียนควรเข้าใจหลักการแปรรูป และการควบคุมคุณภาพ เพื่อสามารถผลิตเครื่องดื่มที่มีความปลอดภัยและมีคุณค่าทางโภชนาการในการบริโภคสำหรับเด็กนักเรียน

        ดังนั้น เด็กนักเรียนควรได้รับการดูแลในการเลือกรับประทานเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย การดื่มเครื่องดื่ม ลดน้ำตาล ที่ทำจากผลไม้ พืชผัก และสมุนไพร ที่มีคุณภาพปลอดภัย จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งนำไปสู่สุขภาพฟันและภาวะโภชนาการที่ดีของเด็กนักเรียนอีกด้วย

        คณะนักวิจัยจึงได้พัฒนาสูตรเครื่องดื่ม ลดน้ำตาล ที่ทำจากผลไม้ พืชผักและสมุนไพร จำนวน 15 สูตร ได้แก่ น้ำลำไย น้ำมะพร้าว น้ำมะตูม น้ำตะไคร้ใบเตย น้ำเก๊กฮวย น้ำมะนาว น้ำกระเจี๊ยบ น้ำส้ม น้ำผลไม้รวม น้ำเสาวรส น้ำเสาวรสผสมมะม่วง นมข้าวโพด นมถั่วเหลืองโกโก้ และนมเย็น

        เครื่องดื่มที่พัฒนาดังกล่าวมีระดับความหวานในระดับน้อย และ น้อยมาก หรือมีค่าระหว่าง 6 ถึง 7 ?Brix และ เครื่องดื่มน้ำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว มีค่าระหว่าง 10 ถึง 11 ?Brix จากนั้น ได้ทำการทดสอบความชอบและการยอมรับ โดยผู้ชิม จำนวน 20 คน ด้วยวิธีการให้คะแนน 1 ถึง 9 พบว่า ตัวอย่างที่มีความหวานระดับน้อยมาก ส่วนใหญ่ได้รับคะแนนมากกว่า 6 หมายถึงอยู่ระหว่าง ชอบน้อย – ชอบปานกลาง นอกจากนี้ยังได้ตรวจสอบคุณค่าทางโภชนาการ และปริมาณน้ำตาลทั้งหมด พร้อมกับรวบรวมสูตร และขั้นตอนการเตรียมเครื่องดื่มชนิดต่าง ๆ ได้แก่ น้ำกระเจี๊ยบ น้ำตะไคร้ใบเตย และน้ำมะตูม สูตรน้ำตาลน้อย หรือสูตรอ่อนหวาน ดังนี้

        น้ำกระเจี๊ยบสูตรอ่อนหวาน

ส่วนผสม สูตรหวานน้อยมาก สูตรหวานน้อย
ดอกกระเจี๊ยบแห้ง 40 40
น้ำ 2700 2700
เกลือ 2.5 2.5
น้ำตาลทราย 180 (6.3%)* 200 (6.9%)*

        ขั้นตอนการเตรียม นำดอกกระเจี๊ยบแห้งมาล้างน้ำอย่างรวดเร็ว 2 ครั้ง นำใส่หม้อน้ำ ตั้งไฟ เมื่อเดือดแล้วให้ลดไฟลง ต้มนาน 7-8 นาที ลง แล้วกรองด้วยกระชอนเติมน้ำตาลทรายและเกลือ คนจนละลาย กรองด้วยผ้าขาวบาง ต้มน้ำกระเจี๊ยบอีกครั้งพอเดือด ยกลง พักไว้รอให้อุณหภูมิลดลง บรรจุใส่ขวดพลาสติกที่ล้างสะอาดและแห้ง ปิดฝา ทำให้เย็นลงทันทีด้วยน้ำเย็น

        น้ำตะไคร้ใบเตย สูตรอ่อนหวาน

ส่วนผสม สูตรหวานน้อยมาก สูตรหวานน้อย
น้ำเปล่า 2500 2500
ตะไคร้ทั้งใบและต้น 100 100
ใบเตยตัดท่อน 25 (3-4 ใบ) 25 (3-4 ใบ)
น้ำตาลทราย 110 (4.2 %)* 130 (4.9 %)*

        ขั้นตอนการเตรียม ล้างตะไคร้ให้สะอาด แยกต้นและใบ ทุบต้นตะไคร้ให้แตก หั่นต้นและใบเป็นท่อนสั้นๆ นำน้ำตั้งไฟพอเดือด ใส่ต้นตะไคร้และใบเตยลงต้มจนเดือด นาน 2-3 นาทีใส่ใบตะไคร้ลงต้มให้เดือดสักครู่ ปิดไฟ ตักตะไคร้และใบเตยออก เติมน้ำตาลทราย คนให้ละลาย แล้วกรองด้วยผ้าขาวบางต้มอีกครั้งจนเดือด ยกลง พักไว้รอให้อุณหภูมิลดลงบรรจุใส่ขวดพลาสติกที่ล้างสะอาดและแห้ง ปิดฝา ทำให้เย็นลงทันทีด้วยน้ำเย็น

        น้ำมะตูม สูตรอ่อนหวาน

ส่วนผสม สูตรหวานน้อยมาก สูตรหวานน้อย
น้ำเปล่า 2500 2500
มะตูมแห้ง 100 100
น้ำตาลทราย 115 (4.4 %)* 140 (5.3 %)*

        ขั้นตอนการเตรียม   คั่วมะตูมให้หอม แล้ว แช่น้ำไว้ 30 นาทีนำหม้อน้ำที่แช่มะตูมไว้มาต้มจนเดือดสักครู่ ปิดไฟ ตักมะตูมออกเติมน้ำตาลทรายคนจนละลาย แล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง 3-4 ชั้น ตั้งไฟให้เดือด ยกลง พักไว้ รอให้อุณหภูมิลดลง บรรจุใส่ขวดพลาสติกที่ล้างสะอาดและแห้ง ปิดฝา ทำให้เย็นลงทันทีด้วยน้ำเย็น

        นอกจากนี้ ดร.เนตรนภิส ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงประโยชน์และสรรพคุณ ของเครื่องดื่ม จากผลไม้ พืชผัก และสมุนไพร สูตรอ่อนหวาน ดังต่อไปนี้ น้ำกระเจี๊ยบ มีธาตุแคลเซียมสูง มีวิตามิเอ ซี กรดซิตริกและฟอสฟอรัส เป็นยาระบายอ่อน ๆ ช่วยขับปัสสาวะทำให้ปัสสาวะคล่องขึ้น ลดความดันโลหิตสูง ช่วยแก้กระหายน้ำ น้ำตะไคร้ใบเตย มีน้ำมันหอมระเหย ชื่อ LemonGrass น้ำมันนี้ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ลดอาการกระหายน้ำ เพิ่มความสดชื่น บำรุงหัวใจ ทำให้ชุ่มชื่น แก้ปวดท้องขับปัสสาวะ แก้อาการขัดเบาน้ำมะตูม แก้ลม เสมหะ บำรุงไฟธาตุ แก้กระหายน้ำ ขับลม แก้ปวดศีรษะ ตาลาย ช่วยให้เจริญอาหารและลดความดันโลหิตสูง

        น้ำเก๊กฮวย แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ช่วยให้สดชื่น ลดอาการครั่นเนื้อครั่นตัวเพราะอากาศร้อน

        น้ำมะนาว มีวิตามินซีสูง มีกรดซิตริก จิบบ่อย ๆ แก้อาการเจ็บคอ ขับเสมหะ แก้อาการวิงเวียน คลื่นไส้ อาเจียน

        น้ำลำไย มีวิตามินซี แคลเซี่ยม ฟอสฟอรัส โปรตีนและน้ำตาล ช่วยบำรุงประสาท นอนไม่หลับ

        น้ำส้ม มีวิตามินซี เอ บี มีธาตุแคลเซี่ยม เล็กและฟอสฟอรัส ช่วยป้องกันและรักษาโรคเลือดออตามไรฟัน บำรุงร่างกาย แก้ไอและขับเสมหะ

        น้ำผลไม้รวม มีวิตามินซีจำนวนมาก ช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารหลากหลายชนิด และมีแร่ธาตุอาหารที่สำคัญ ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมมาใช้งานได้และ ทำให้สดชื่น อารมณ์ดี

        น้ำเสาวรส มีวิตามินเอสูง การดื่มน้ำเสาวรสเป็นประจำทุกวันจะดีต่อสุขภาพตา ทำให้การมองเห็นชัดเจน นอกจากนี้ยังช่วยรักษาอาการนอนไม่หลับ รักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ รสเปรี้ยวของเสาวรสยังช่วยลดอาการเจ็บคอ สร้างภูมิคุ้มกันโรค กำจัดสารพิษในเลือด บำรุงผิวพรรณ และช่วยฟื้นฟูตับและไตที่อ่อนแอ

        น้ำเสาวรสผสมมะม่วง มีวิตามินเอ และวิตามินซีสูง ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน เป็นยาระบายอ่อน ๆ ช่วยลดอาการเจ็บคอ

        น้ำนมข้าวโพด อุดมไปด้วยวิตามิน เอ และวิตามิน อี มีรสชาติอร่อยและเหมาะที่จะนำไปผลิตเป็นน้ำนมข้าวโพด มีกรดเฟรุลิก ซึ่งช่วยชะล้างสารพิษในร่างกายและเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ลดความเสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อม และนอกจากนี้ดูดซับคลื่นแสงที่ทำร้ายดวงตา อีกทั้งยังป้องกันการเสื่อมสภาพของตา ซึ่งร่างกายไม่สามารถสร้างได้ ต้องได้จากการรับประทานเท่านั้น

        นมถั่วเหลือง มีโปรตีน ไขมัน และคาร์ดโบไฮเดรท ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและมะเร็ง ช่วยดูดซับสารพิษและลดระดับคลอเลสเตอรอล ดีต่อระบบขับถ่าย

        โกโก้ มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความดันเลือด และผลจากการลดความดันเลือดมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงจากโรคอัมพฤกษ์-อัมพาต (stroke) และโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตันได้ 10-20%

        นมเย็น มีแคลเซีย มีสารอาหารสำคัญอื่น ๆ อาทิ แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส และอีกมากมาย และแคลเซี่ยมช่วยสลายไขมันส่วนเกินได้

        สำหรับ ผู้ปกครอง คุณครู และผู้ประกอบการที่ผลิตเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในเชิงการค้าสามารถนำสูตรการพัฒนามาปรับปรุงได้ ซึ่งเป็นการควบคุมปริมาณการบริโภคน้ำตาลไม่ให้มากเกินไป เพื่อเป็นการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตเครื่องดื่ม ลดน้ำตาล ทำจากผลไม้ พืชผัก และสมุนไพร สำหรับโภชนาการและสุขภาพฟันที่ดีของเด็กนักเรียน ทั้งนี้ ได้รวบรวมสูตรและขั้นตอนการเตรียมเครื่องดื่มชนิดต่าง ๆ ไว้ในคู่มือการเตรียม / ผลิตเครื่องดื่มทางเลือกเพื่อสุขภาพ สูตรน้ำตาลน้อย เพื่อเผยแพร่ให้กับ ผู้ปกครอง โรงเรียน ผู้ประกอบการ และผู้สนใจทั่วไป โดยสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ ดร.เนตรนภิส วัฒนสุชาติ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน โทร. 0 – 2942 – 8629 – 35

แหล่งค้นคว้าข้อมูลและภาพประกอบ

ศูนย์สารนิเทศทางอาหาร (FIC)
ผู้จัดการออนไลน์

ที่มา :
งานประชาสัมพันธ์ มก.

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (31 พฤษภาคม 2553)
http://www.cpc.ku.ac.th

สิงหาคม 5, 2011 Posted by | 2551-2555, การเกษตร, KU eMagazine | ให้ความเห็น

ผลิตภัณฑ์แปรรูป “น้ำมะพร้าวอ่อน น้ำหอมผง”

http://www.ku.ac.th/e-magazine/may53/agri/agri3.htm.


          ”ผศ.ดร.วราภรณ์ บุญทรัพย์ทิพย์” อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะอุตสาหกรรมเกษตร สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ทำเป็น “น้ำมะพร้าวอ่อนน้ำหอมผง” ที่พกพาสะดวก สามารถชงได้ในน้ำเย็น ดื่มได้ทุกที่ ให้กลิ่นและรสเดิมๆ ที่สำคัญมีสารอาหารครบถ้วน เนื่องจากเห็นว่าน้ำมะพร้าวอ่อนมีประโยชน์มากมาย ที่ผ่านมามีการบริโภคจากผลสด ซึ่งบางครั้งอาจจะไม่สะดวก นอกจากนี้บางประเทศที่ไม่สามารถปลูกมะพร้าวน้ำหอมได้ ต้องอาศัยการนำเข้าผลมะพร้าวน้ำหอมสดไปจำหน่าย ทำให้ผู้บริโภคต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง

         ดังนั้นจึงคิดหากรรมวิธีและพัฒนาทำเป็นผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าวอ่อนน้ำหอมผง ประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง ที่นำน้ำมะพร้าวอ่อนน้ำหอมมาแปรรูปให้เป็นน้ำมะพร้าวอ่อนชนิดผง ที่ความชื้นของผลิตภัณฑ์เท่ากับ 4.43% สามารถละลายในอุณหภูมิห้อง โดยใช้มะพร้าวอ่อนน้ำหอมผง 10 กรัม ละลายในน้ำสะอาด 250 กรัม สามารถทำการละลายกลับมาเป็นน้ำมะพร้าวที่มีลักษณะกลิ่น รส และความหอมเหมือนกับน้ำมะพร้าวอ่อนน้ำหอมสดทุกประการ

     ”ตอนนี้งานวิจัยเรายังไม่เสร็จสมบูรณ์ ต้องใช้เวลาอีกราว 6 เดือน แต่ปัญหายังขาดผู้ร่วมงาน และงบประมาณ หากวิจัยเสร็จสมบูรณ์ เท่ากับเราสามารถแก้ปัญหาในจุดนี้ ต่อไปผู้ที่ชอบดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนน้ำหอมก็สามารถชงดื่มได้ทันที ทุกที่ ทุกเวลา พกพาสะดวก แต่หากจะนำไปต่อยอดเพื่อทำเป็นเชิงธุรกิจ อย่างน้อยต้องลงทุนซื้อเครื่องทำแห้งผง ขนาดเล็กอย่างน้อยราคา 5 ล้านบาท เมื่อคำนวณแล้วถามว่าราคากับน้ำสดๆ จากผลนั้นอาจแพงกว่า แต่ถ้าเทียบกับน้ำมะพร้อมน้ำหอมแปรรูปที่บรรจุกกล่องที่ขายทั่วไป กล่องละ 25 บาท ราคาสู้ได้ ที่สำคัญผลิตภัณฑ์ที่ได้มายังเหมาะกับการนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหาร เช่น อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง อุตสาหกรรมยา เป็นต้น” ผศ.ดร.วราภรณ์ กล่าว

     ด้านคุณค่าทางโภชนาการของน้ำมะพร้าวอ่อนน้ำหอมนั้น ผศ.ดร.วราภรณ์ บอกว่า เป็นแหล่งของเกลือแร่และวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย ได้แก่ โซเดียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม คลอไรด์ วิตามินซี บี 2, บี 5, บี 6 กรดโฟลิก กรดอะมิโน และกลูโคส ซึ่งช่วยบรรเทาความอ่อนเพลียเนื่องจากการท้องเสียหรือท้องร่วง และลดอาการเมาหลังจากการดื่มแอลกอฮอล์ นอกจากนี้น้ำมะพร้าวอ่อนยังเป็น “สปอร์ต ดริงก์” ที่สามารถดื่มหลังการสูญเสียเหงื่อจากการเล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย และยังมีเอสโตรเจนซึ่งสำคัญต่อการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน ทำให้ผิวกระชับ ยืดหยุ่นและชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยด้วย นับเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่น่าสนใจ ซึ่งนอกจากจะเป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรแล้ว ผู้ประกอบสามารถนำไปต่อยอดเพื่อการค้าได้ในอนาคต

ที่มา :
งานประชาสัมพันธ์ มก.

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (31 พฤษภาคม 2553)
http://www.cpc.ku.ac.th

สิงหาคม 5, 2011 Posted by | 2551-2555, การเกษตร, KU eMagazine | ให้ความเห็น

อาหารเช้าจากธัญชาติเสริมผัก-ผลไม้สีม่วง

http://www.ku.ac.th/e-magazine/may53/agri/agri4.htm.


         อาหารเช้าซีเรียลที่เทกินกับนม กลายเป็นอาหารหลักมื้อเช้าของเด็กบางคนไปแล้ว แต่ไม่ต้องกังวลว่าจะด้อยคุณค่าทางโภชนาการ นางจุฬาลักษณ์ จารุนุช นักวิจัยสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์พัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเช้าธัญชาติชนิดพองกรอบพร้อมบริโภคเพื่อสุขภาพรับประทานกับนม (Puffed breakfast cereal) โดยเสริมคุณค่าทางด้าน Anthocyanin, Phenolic compounds และ Antioxidant activity จากพืชผักที่มีสีม่วงแดง ได้แก่ มันเทศสีม่วง กะหล่ำปลีม่วง บีทรูท และเปลือกมังคุด ซึ่งผ่านการทำแห้งและนำมาใช้เป็นวัตถุดิบร่วมกับข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลืองและอื่น ๆ  ออกจำหน่ายในนามของ “กรุ๊บกริ๊บเกษตร” หรือ Morning Pops โดยใช้กรรมวิธีการผลิตแบบเอกซ์ทรูชัน ซึ่งเป็นกระบวนการผลิตที่ได้รับความนิยมในอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวาง เนื่องจากให้อัตราการผลิตสูง ต้นทุนการผลิตต่ำ ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพ เนื้อสัมผัสและเลือกรูปร่างของผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย

         ทั้งนี้ เพราะกระแสความใส่ใจและตื่นตัวของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญต่อการรักษาสุขภาพของตนเอง ซึ่งการพิจารณาเลือกซื้ออาหารเช้าธัญชาติหรือซีเรียลที่ดีต่อสุขภาพนั้น ควรเลือกข้อมูลที่ปรากฏบนฉลากโภชนาการว่า หนึ่งหน่วยบริโภคของอาหารเช้าธัญชาติ (ประมาณ 30 กรัม) ประกอบด้วยพลังงาน 100-200 กิโลแคลอรี่ มีโปรตีนไม่น้อยกว่า 2 กรัม ใยอาหารไม่น้อยกว่า 3 กรัม น้ำตาลไม่มากกว่า 8 กรัม ไขมันไม่มากกว่า 3 กรัม และโซเดียมไม่เกิน 100-150 มิลลิกรัม

            นอกจากนั้นอาจมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น เหล็ก โฟเลท วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 ประมาณร้อยละ 25 ของปริมาณที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน เพื่อเสริมคุณค่าทางโภชนาการให้แก่ผู้บริโภคที่ส่วนใหญ่เป็นเด็กให้มากขึ้น นักวิจัยยังกล่าวอีกว่า การงดอาหารเช้าจะทำให้ระบบการเผาผลาญอาหารลดลง มีกรดในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้นทำให้เป็นโรคกระเพาะ ซึ่งการรับประทานอาหารเช้าที่ทำจากธัญชาติจะค่อย ๆ ปลดปล่อยพลังงานให้ร่างกายค่อย ๆ นำไปใช้ ทำให้ไม่หิวเร็ว และยังเพิ่มความสามารถในการเรียนรู้และทำงานซึ่งจะช่วยให้สมองเราทำงานได้เฉียบไว นอกจากนี้อาหารเช้ายังป้องกันโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคอ้วน เพราะธัญพืชไม่ขัดสีมีสารแอนติออกซิแดนท์และใยอาหารซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ ช่วยลดคอเลสเทอรอลในเลือดและความดันโลหิต

            ผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์อาหารเช้าธัญชาติพร้อมรับประทาน สามารถเลือกซื้อได้ที่ ร้านค้าจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ชั้น 1 อาคารอมรภูมิรัตน์ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน โทร. 0-2942-8629-35

ที่มา :
งานประชาสัมพันธ์ มก.

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (31 พฤษภาคม 2553)
http://www.cpc.ku.ac.th

สิงหาคม 5, 2011 Posted by | 2551-2555, การเกษตร, KU eMagazine | ให้ความเห็น

พม.ยกย่อง ศ.ระพี สาคริกบิดากล้วยไม้ไทยเป็นผู้สูงอายุแห่งชาติ พ.ศ. 2553

http://www.ku.ac.th/e-magazine/mar53/agri/agri1.htm.


          เมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2553 นายอิสสระ สมชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยว่า  วันผู้สูงอายุแห่งชาติ ซึ่งตรงกับวันที่ 13 เมษายน ของทุกปี กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะมีการจัดงาน ซึ่งปีนี้ที่ประชุมคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ได้มีมติเห็นชอบประกาศสดุดีเกียรติคุณยกย่อง ศาสตราจารย์ระพี สาคริก เป็นผู้สูงอายุแห่งชาติ ประจำปี 2553 ตามมติคณะอนุกรรมการสรรหาผู้สูงอายุที่เป็นแบบอย่างที่ดีในสังคมเสนอมา

     โดย ศ.ระพี สาคริก อายุ 87 ปี 3 เดือน เป็นบุตรชายคนโตของขุนตำรวจเอก พระมหาเทพกษัตริยสมุห (เนื่อง สาคริก) และคุณแม่สนิท ภมรสูตร ส่วนเกียรติประวัติผลงานที่สำคัญ ได้แก่ การค้นคว้าและส่งเสริมในการปรับปรุงพันธ์ ขยายพันธ์กล้วยไม้ ตลอดจนธุรกิจการส่งออก ทำให้กล้วยไม้ไทยกลายเป็นสินค้าส่งออกด้านการเกษตรที่สำคัญชนิดหนึ่งของประเทศไทย จึงได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา สาขาเกษตรศาสตร์ เมื่อพ.ศ.2511 ซึ่งเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดด้านวิชาการ และได้รับการกล่าวขานว่าเป็น บิดาแห่งกล้วยไม้ไทย นอกจากนี้ ยังเคยดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในรัฐบาล พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ รวมทั้งตำแหน่งสำคัญอื่น ๆ อีกมากจึงควรยกย่องเป็นผู้สูงอายุแห่งชาติ ประจำปี 2553

     นายอิสสระ กล่าวด้วยว่า คณะอนุกรรมการจัดงานวันผู้สูงอายุแห่งชาติ ได้กำหนดให้ตลอดทั้งเดือนเม.ย. เป็นเดือนแห่งการจัดกิจกรรมเนื่องในวันผู้สูงอายุแห่งชาติประจำปี 2553 โดยมีพิธีเปิดงานในวันที่ 9 เมษายนนี้ เวลา 09.00 น. ที่สโมสรทหารบก โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี เพื่อรณรงค์เชิญชวนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ภาคประชาชนทั่วประเทศ จัดกิจกรรมภายใต้แนวคิด “พลังผู้สูงวัย สร้างสังคมไทยรู้รักสามัคคี” เพื่อสร้างความตระหนักแก่คนในสังคมได้เห็นคุณค่าและความสำคัญของผู้สูงอายุ

แหล่งค้นคว้าข้อมูลและภาพประกอบ

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 

ที่มา :
ข่าวสารกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (31 มีนาคม 2553)
http://www.cpc.ku.ac.th

สิงหาคม 5, 2011 Posted by | 2551-2555, การเกษตร, KU eMagazine | ให้ความเห็น

โครงการเคยู-ไบโอดีเซล

http://www.ku.ac.th/e-magazine/mar53/agri/agri2.htm.


          โครงการเคยู-ไบโอดีเซล เป็นความร่วมมือของหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยได้จัดทำเว็บไซต์ของโครงการฯ ไว้ที่ http://www.biodiesel.rdi.ku.ac.th/ ภายในเว็บไซต์มีเนื้อหาเกี่ยวกับการบริหารงาน งานวิจัยของโครงการฯ ผลงาน ความรู้เกี่ยวกับไบโอดีเซล งานบริการ รวมทั้งลิงค์ความรู้ในด้านต่าง ๆ อีกมากมาย โดยเราจะนำทุกท่านเรียนรู้เกี่ยวกับไบโอดีเซล ณ บัดนี้

ไบโอดีเซลคืออะไร ? 

     จากปัญหาราคาน้ำมันปิโตรเลียมที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ต่อภาคเศรษฐกิจโดยรวม  และอาจเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบันและอนาคต  ทั้งนี้เพราะประเทศไทยมีแหล่งน้ำมันดิบไม่เพียงพอกับความต้องการ  ทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ  ขณะที่ความต้องการมีแนวโน้มสูงขึ้นเป็นลำดับ  โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่ใช้ในภาคขนส่งเป็นหลัก  ดังนั้นจึงต้องเร่งพัฒนาพลังงานทดแทนน้ำมันปิโตรเลียม  โดยเฉพาะพลังงานทดแทนน้ำมันดีเซล  โดยการศึกษาวิจัยและพัฒนาวัตถุดิบภายในประเทศ  เช่น น้ำมันพืชชนิดต่าง ๆ  มาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ใช้แทนน้ำมันดีเซล  เรียกว่า  ไบโอดีเซล (Biodiesel)

     ไบโอดีเซลเป็นเชื้อเพลิงดีเซลทางเลือกที่ผลิตจากแหล่งทรัพยากรหมุนเวียน เช่น น้ำมันจากพืช หรือไขมันจากสัตว์  โดยไบโอดีเซลมีคุณสมบัติที่สามารถย่อยสลายได้เองตามกระบวนการทางชีวภาพ (biodegradable)  และไม่มีพิษ (nontoxic)  ดังนั้นจึงไม่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม ไบโอดีเซลสามารถนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงกับยานพาหนะได้  ซึ่งมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซล  โดยไม่ต้องดัดแปลงเครื่องยนต์แต่อย่างใด     อีกทั้งยังช่วยรักษาสภาพเครื่องยนต์ให้ใช้งานได้นานกว่าอีกด้วย  เนื่องจากออกซิเจนในไบโอดีเซลให้การสันดาปที่สมบูรณ์กว่าน้ำมันดีเซล ทำให้มีควันดำและก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์น้อย  ช่วยลดมลพิษทางอากาศ รวมทั้งลดการอุดตันของระบบไอเสีย  เนื่องจากองค์ประกอบของไบโอดีเซลไม่มีธาตุกำมะถัน  แต่มีออกซิเจนเป็นองค์ประกอบประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก จึงช่วยการเผาไหม้ได้ดีขึ้น และลดมลพิษซัลเฟอร์ไดออกไซด์  ไฮโดรคาร์บอน  คาร์บอนมอนนอกไซด์  และฝุ่นละออง  ไบโอดีเซลจึงได้รับความสนใจอย่างยิ่ง

        วัตถุดิบสำหรับการผลิตไบโอดีเซล ได้แก่ น้ำมันพืช และน้ำมันพืชใช้แล้ว และไขมันสัตว์ อาทิ น้ำมันปาล์ม มะพร้าว ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ละหุ่ง งา และทานตะวัน แต่ยังมีพืชน้ำมันอีกชนิดหนึ่งที่มีการส่งเสริมให้นำมาใช้ผลิตเป็นไบโอดีเซลมากขึ้น      ได้แก่ สบู่ดำ เนื่องจากในเมล็ดของสบู่ดำ มีปริมาณน้ำมันสูงถึงร้อยละ 52.8 ของน้ำหนักเนื้อใน และในน้ำมันสบู่ดำมีปริมาณกรดไขมันไม่อิ่มตัวในปริมาณสูง กล่าวคือ มีปริมาณกรดโอเลอิก 44.8 เปอร์เซ็นต์ และกรดไลโนเลอิก 34.0 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งส่งผลให้ไบโอดีเซลที่ผลิตได้มีความหนืดที่เหมาะสมและมีคุณภาพดี นอกจากนี้การนำสบู่ดำมาผลิตเป็นไบโอดีเซลยังไม่เป็นการแย่งตลาดของน้ำมันที่ใช้บริโภค เนื่องจากน้ำมันสบู่ดำไม่สามารถนำมาบริโภคได้ (Kandpal and Madan, 1994)

        ขณะเดียวกัน ปาล์มน้ำมันก็เป็นพืชน้ำมันที่น่าสนใจนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโอดีเซล  ทั้งนี้เพราะปาล์มเป็นพืชที่ปลูกกันมากอยู่แล้ว แต่ละปีประเทศไทยมีผลผลิตของปาล์มจำนวนมาก  อนึ่งน้ำมันปาล์มมีทั้งกรดไขมันที่อิ่มตัวและไม่อิ่มตัวเป็นองค์ประกอบหลัก กล่าวคือ  มี Palmitic acid 42.6% และ Oleic acid 40.5% (Demirbas, 2002) การที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวมาก จะช่วยให้ไบโอดีเซลที่ผลิตได้เป็นผลิตภัณฑ์ชนิดอัลคิลเอสเทอร์ไม่อิ่มตัว (Unsaturated alkyl ester)  ซึ่งเป็นไบโอดีเซลที่มีคุณภาพดี  มีความหนืดไม่สูงเกินมาตรฐานสากล อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้วัตถุดิบเพื่อนำมาผลิตเป็นไบโอดีเซลโดยมากมักขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการหาวัตถุดิบ และราคาของวัตถุดิบเป็นสำคัญ

เทคนิคการผลิตไบโอดีเซล 

        ไบโอดีเซลสามารถผลิตได้หลายวิธีคือ การใช้โดยตรงและการผสม ไมโครอิมัลชัน (Microemulsion) กระบวนการแตกสลายด้วยความร้อน (Pyrolysis) กระบวนการทรานส์เอสเทอริฟิเคชันกระบวนการผลิตไบโอดีเซลโดยการทำปฏิกิริยากับเมทานอลในสภาวะเหนือวิกฤต นอกจากนั้นยังมีการผลิตไบโอดีเซลด้วยกระบวนการทรานส์เอสเทอริฟิเคชันโดยใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาแบบ วิวิธพันธ์ในการผลิตไบโอดีเซลด้วย (Heterogeneous Catalyst) (Ma and Hanna, 1999; Fukuda et al., 2001; Jitputti et al., 2005; Meher et al., 2004; Marchetti et al., 2005) วิธีการผลิตไบโอดีเซลดังกล่าวข้างต้นแสดงรายละเอียดดังนี้

        1.การใช้โดยตรงและการผสม  การใช้โดยตรงคือ น้ำมันไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชแท้ ๆ เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม น้ำมันถั่วลิสง น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันหมู ซึ่งสามารถนำเอามาใช้ได้เลยกับเครื่องยนต์ดีเซลโดยไม่ต้องผสมหรือผสมสารเคมีอื่นหรือไม่ต้องนำมาเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของน้ำมัน   ส่วนแบบผสมคือเป็นการผสมระหว่างน้ำมันพืช (หรือไขมันสัตว์) กับน้ำมันก๊าดหรือน้ำมันดีเซลหรืออื่น ๆ เพื่อให้ไบโอดีเซลที่ได้มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซลให้มากที่สุด เช่น โคโคดีเซลที่ประจวบคีรีขันธ์ซึ่งเป็นการผสมระหว่างน้ำมันมะพร้าวกับน้ำมันก๊าด หรือที่เรียกปาล์มดีเซล (กองบรรณาธิการ, 2548)

        2.ไมโครอิมัลชัน (Microemulsion) ไมโครอิมัลชัน คือ คอลลอยด์ที่กระจายตัวในสภาวะสมดุลโดยมีอนุภาคในคอลลอยด์ส่วนมากอยู่ในช่วง 1 ? 150 นาโนเมตร ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาค่าความหนืดสูงในน้ำมันพืชให้มีค่าความหนืดลดลง โดยใช้ควบคู่กับตัวทำละลายเช่น เมทานอล, เอทานอล และ 1 /  บิวทานอล (Srivasyava and Prasad, 1999) ไมโครอิมัลชั่นที่เกิดจากเมทานอลกับน้ำมันพืชจะได้น้ำมันที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซล แต่เมื่อนำมาทดสอบกับเครื่องยนต์พบว่ามีการสะสมตัวของคราบ (ซึ่งเป็นสารประกอบคาร์บอน) เกาะรอบ ๆ หัวฉีดและวาล์วของเครื่องยนต์ซึ่งเป็นข้อเสียของน้ำมันที่ผลิตโดยวิธีนี้ (Ma and Hanna, 1999)

         3.กระบวนการแตกสลายด้วยความร้อน (Pyrolysis) เป็นกระบวนการเปลี่ยนจากสารประกอบหนึ่งชนิดไปเป็นสารประกอบอื่นๆมากกว่าหนึ่งชนิด โดยใช้ความร้อนหรือใช้ความร้อนร่วมกับตัวเร่งปฏิกิริยา ทั้งนี้จะต้องจำกัดปริมาณอากาศหรือออกซิเจนที่ใช้ในกระบวนการด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ อุณหภูมิที่ใช้ในกระบวนการประมาณ 450 / 600 องศาเซลเซียส สารประกอบที่ผ่านกระบวนการไพโรไลซิสจะถูกทำให้มีขนาดโมเลกุลที่เล็กลง ซึ่งกระบวนการนี้ยากที่จะกำหนดหรือควบคุมให้ได้ผลิตตามที่ต้องการเนื่องด้วยความหลากหลายทางปฏิกิริยาและผลิตภัณฑ์ที่ได้จากกระบวนการ วัตถุดิบที่สามารถนำมาใช้ในกระบวนการไพโรไลซิสได้แก่ น้ำมันพืช ไขมันสัตว์ กรดไขมันธรรมชาติ (Natural Fatty Acid) และเมทิลเอสเทอร์ของกรดไขมัน (Ma and Hanna, 1999)

          4. การทำปฏิกิริยากับเมทานอลในสภาวะเหนือวิกฤต  เป็นกระบวนการผลิตไบโอดีเซลโดยไม่ใช้ตัวเร่งปฏิกิริยา ซึ่งวิธีนี้เป็นการนำเอาน้ำมันวัตถุดิบมาทำปฏิกิริยากับเมทานอลในสภาวะเหนือวิกฤต ใช้เวลาในการทำปฏิกิริยาน้อย พร้อมทั้งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมกล่าวคือ ไม่มีของเสียจากกระบวนการ แต่อย่างไรก็ตามวิธีนี้จะต้องใช้อุณหภูมิและความดันในระดับที่ค่อนข้างสูงประมาณ 512.2 เคลวิน และ8.1 เมกะปาสคาล ตามลำดับ เพื่อต้องทำให้เมทานอลอยู่ในสภาวะเหนือวิกฤต (Demirbas, 2002)

          5.ปฏิกิริยาทรานส์เอสเทอริฟิเคชัน (Transesterification) กระบวนการทรานส์เอสเทอริฟิเคชันเป็นการทำปฏิกิริยาเคมีระหว่างไขมันหรือน้ำมัน (Triglyceride) กับแอลกอฮอล์ได้ผลิตภัณฑ์เป็นเอสเทอร์และกลีเซอรอล โดยมีตัวเร่งในปฏิกิริยา   (Ma and Hanna, 1999)

          สำหรับท่านที่สนใจเรื่อง “ไบโอดีเซล” สามารถติดตามอ่านรายละเอียดได้ที่ http://www.biodiesel.rdi.ku.ac.th/index.php?option=com_content&task=view&id=7&Itemid=12

แหล่งค้นคว้าข้อมูลและภาพประกอบ

โครงการเคยู ไบโอดีเซล 

ที่มา :
สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (31 มีนาคม 2553)
http://www.cpc.ku.ac.th

สิงหาคม 5, 2011 Posted by | 2551-2555, การเกษตร, KU eMagazine | ให้ความเห็น

เครื่องดองด้วยความดัน

http://www.ku.ac.th/e-magazine/mar53/agri/agri3.htm.


          ปัญหาผัก ผลไม้ ล้นตลาด เป็นปัญหาที่เกษตรกรไทยต้องประสบอยู่บ่อยครั้ง การถนอมอาหาร และการแปรรูป จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือก ที่มีการนำมาประยุกต์ใช้ เพื่อช่วยยืดอายุการเก็บรักษา และแก้ปัญหาด้านราคาผลิตผลตกต่ำ ในส่วนของการถนอมอาหารที่มีอยู่ด้วยกันหลายวิธี อาทิเช่น การตากแห้ง การต้ม การแช่แข็ง การรมควัน การเชื่อม การดอง การแช่อิ่ม บางครั้งอาจจะใช้วิธีเดียว หรือหลาย ๆ วิธีร่วมกัน เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพในการเก็บรักษาอาหารไว้ให้ได้นานที่สุด การดองเป็นวิธีการถนอมผลิตภัณพ์ผักและผลไม้ที่น่าสนใจ และเป็นที่นิยม เนื่องจากมีขั้นตอนการทำไม่ยุ่งยากนัก สามารถเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ได้นานหลายเดือน ผักและผลไม้ดองที่ได้ ยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ได้อีก

           ผศ.ดร. ศิวลักษณ์ ปฐวีรัตน์ และอาจารย์แก้วกานต์ บุญยะเพ็ญ ภาควิชาวิศวกรรมเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้ทำการออกแบบ และพัฒนาเครื่องดองผลไม้ ร่วมกับการใช้ความดันไฮโดรสแตติก เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดองผลไม้ เครื่องดองผลไม้ที่ออกแบบ ผลิตจากถังสเตนเลส ขนาด 15 ลิตร เส้นผ่านศูนย์กลางภายใน 20 เซนติเมตร สูง 40 เซนติเมตร มีความหนาของตัวถังทรงกระบอกเท่ากับ 4 มิลลิเมตร ความหนาของหัวถัง ครึ่งทรงกลม เท่ากับ 4 มิลลิเมตร และความหนาของหน้าแปลนเท่ากับ 3 มิลลิเมตร ประกอบเข้าด้วยกัน โดยการเชื่อมที่มีความหนารอยเชื่อมเท่ากับ 5 มิลลิเมตร ในการออกแบบและสร้างถังความดัน เลือกใช้วัสดุเหล็กกล้าไร้สนิม Stainiess Steel AISI 302 Code Work ใช้เครื่องอัดอากาศ แบบลูกสูบชนิด Single Staten มีระบบเปิด-ปิด โดยใช้วาล์ว มีวาล์วระบายความดัน เพื่อป้องกันความดันที่เกินความต้องการ และมีมาตรวัดความดัน

     ซึ่งจากการนำมะม่วงแก้วสดมาดองด้วยน้ำดอง ที่มีความเข้มข้นของเกลือ แคลเซียมคลอไรด์ และโปแตสเซียมเมตาไบซัลไฟท์ พบว่า ภายใต้ความดันที่ 500 kPa เป็นความดันเหมาะสมที่สุด โดยใช้ความเข้มข้นของแคลเซียมคลอไรด์ และโปแตสเซียมเมตาไบซัลไฟท์ ร้อยละ 0.5 และ 0.1 โดยน้ำหนักตามลำดับ และใช้ความเข้มข้นเกลือร้อยละ 10 โดยน้ำหนัก เป็นเวลา 6 วัน และที่ความเข้มข้นเกลือร้อยละ 15 โดยน้ำหนัก เป็นเวลา 4 วัน ทำให้มีลักษณะทางกายภาพและทางเคมีของมะม่วงดีที่สุด

     เทคโนโลยีความดันไฮโดรสแตติก เป็นวิธีที่ช่วยลดระยะเวลาในการผลิต ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ผลไม้ดองเร็วขึ้น เนื่องจากการผลิตมะม่วงดองโดยทั่วไป จะต้องใช้เวลานานถึง 1 เดือน ซึ่งการใช้ความดันสูง ถือเป็นกระบวนการแปรรูปอาหารแบบหนึ่ง ที่ไม่ใช้ความร้อน (Non thermal processing) จึงไม่ทำให้รสชาติ กลิ่น สี ของอาหารเปลี่ยนไป และช่วยรักษาความสดของอาหารได้ดีกว่ากระบวนการที่ใช้ความร้อน และยังสามารถช่วยลดแบคทีเรียที่ก่อให้อาหารเป็นพิษ ลดระยะเวลาในการผลิต ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มกำลังการผลิตได้เป็นอย่างดี

     เครื่องดองผลไม้ที่ออกแบบนี้ สามารถประยุกต์ใช้กับผลิตผลทางการเกษตรอื่น แต่ต้องทำการปรับความเข้มข้นของเกลือ น้ำตาล ในน้ำดอง และระยะเวลาในการอัดความดัน ให้มีความเหมาะต่อผัก หรือผลไม้ที่ต้องการต่อไป ท่านใดสนใจข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อได้ที่ ผศ.ดร.ศิวลักษณ์ ปฐวีรัตน์ และอาจารย์แก้วกานต์ บุญยะเพ็ญ ภาควิชาวิศวกรรมเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน หมายเลขโทรศัพท์ 034-351-896, 08-5136-5448 

     

ที่มา :
สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (31 มีนาคม 2553)
http://www.cpc.ku.ac.th

สิงหาคม 5, 2011 Posted by | 2551-2555, การเกษตร, KU eMagazine | ให้ความเห็น

อุปกรณ์เก็บเกี่ยวผลสบู่ดำต้นแบบ

http://www.ku.ac.th/e-magazine/mar53/agri/agri4.htm.


          รศ. วิชา หมั่นทำการ นายกิตติพงศ์ คงศรี และนางสาวสุธาสินี นาล้วน ภาควิชาวิศวกรรมเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้ทำการศึกษาวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์เก็บเกี่ยวผลสบู่ดำต้นแบบ เพื่อให้สามารถเก็บเกี่ยวผลสบู่ดำที่อยู่สูงได้ เนื่องจากในการเก้บเกี่ยวผลสบู่ดำ หากต้นสบู่ดำสูงเกินความสูงของผู้เก็บเกี่ยว จะทำให้การเก็บเกี่ยวเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากมือ และเสื้อผ้าของผู้เก็บเกี่ยวจะถูกยางของผลสบู่ดำกัด


     อุปกรณ์เก็บเกี่ยวผลสบู่ดำประกอบด้วย ท่อพีวีซี ขนาด 76 มิลลิเมตร ยาว 2 เมตร ใช้เป็นทั้งด้ามจับ และที่เก็บผลสบู่ดำชั่วคราว ในขณะที่ตัดผลสบู่ดำออกจากต้น โดยที่ด้านท้ายท่อจะมีวาล์วเปิด-ปิดได้สำหรับนำผลสบู่ดำออกมาจากท่อ ส่วนที่ด้านหัวท่อจะติดหัวเก็บเกี่ยวผลสบู่ดำ มีลักษณะเป็นปากรูปทรงกรวยปลายแหลมผ่าครึ่งประกบกัน มีขนาดของฐานกรวย เส้นผ่าศูนย์กลาง 76 มิลลิเมตร ความสูง 170 มิลลิเมตร

     โดยที่ปากกรวยนี้ จะติดใบมีดไว้ที่ขอบของปากกรวย สำหรับตัดขั้วผลสบู่ดำ ในขณะปิดปากกรวย ใบมีดก็จะเข้ามาขบกันคล้ายกับกรรไกร ซึ่งทำให้ตัดขั้วผลสบู่ดำได้ ปากกรวยนี้ สามารถเปิด-ปิดได้ ด้วยกลไกคันบังคับที่ติดอยู่ที่ด้านท้ายท่อ ตรงบริเวณมือของผู้เก็บเกี่ยวจับท่อ อุปกรณ์เก็บเกี่ยวผลสบู่ดำนี้มีน้ำหนัก 1.8 กิโลกรัม มีจุดศูนย์ถ่วงห่างจากหัวเก็บเกี่ยวผลสบู่ดำเท่ากับ 81.20 เซนติเมตร สามารถเก็บเกี่ยวผลสบู่ดำที่อยู่ห่างจากผู้เก็บเกี่ยวได้ 2.00-3.50 เมตร โดยที่ผู้เก็บเกี่ยวไม่จำเป็นต้องเคลื่อนที่เข้าไปหาผลสบู่ดำ

    จากผลการทดสอบเก็บเกี่ยวผลสบู่ดำในแปลงที่ 1 ที่มีทรงพุ่ม ต้นสบู่ดำสูงเฉลี่ย 2.30-3.20 เมตร อุปกรณ์เก็บเกี่ยวผลสบู่ดำได้อัตราการเก็บเกี่ยวผลสบู่ดำ 5.77 กิโลกรัมต่อชั่วโมง และมีค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการเก็บเกี่ยว 3.29 บาทต่อกิโลกรัมของผลสบู่ดำ แต่ถ้าใช้แรงงานคนจะได้อัตราการเก็บเกี่ยวผลสบู่ดำ 0.60 กิโลกรัมต่อชั่วโมง และมีค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการเก็บเกี่ยว 31.25 บาทต่อกิโลกรัมของผลสบู่ดำ

    อุปกรณ์เก็บเกี่ยวผลสบู่ดำต้นแบบนี้ เหมาะสมกับต้นสบู่ดำที่มีความสูง 1-3.50 เมตร และขนาดของทรงพุ่มโต 1-3 เมตร ในการใช้ต้องลับใบมีดที่ติดตั้งไว้ที่ปากกรวยให้คมตลอดเวลา และต้องตรวจสอบระยะห่าง (Clearance) ของใบมีดไม่ให้ห่างมากเกินไป เพื่อลดแรงตัดขั้วผลให้น้อยลง อุปกรณ์เก็บเกี่ยวผลสบู่ดำนี้ ช่วยให้การเก็บเกี่ยวผลสบู่ดำมีความสะดวก รวดเร็ว ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวได้เป็นอย่างดี

     ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ รศ.วิชา หมั่นทำการ นายกิตติพงศ์ คงศรี และนางสาวสุธาสินี นาล้วน ภาควิชาวิศวกรรมเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน โทรศัพท์ 034-351-896

ที่มา :
สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (31 มีนาคม 2553)
http://www.cpc.ku.ac.th

สิงหาคม 5, 2011 Posted by | 2551-2555, การเกษตร, KU eMagazine | ให้ความเห็น

บรรยายพิเศษการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยโดยนายกรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ)

http://www.ku.ac.th/e-magazine/feb53/agri/agri1.htm.


          บรรยายพิเศษเรื่อง “การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” โดย นายกรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ในงานประชุมทางวิชาการ ครั้งที่ 48 ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 เวลา 8.15 น. ณ ห้องประชุมสุธรรมอารีกุล อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน

โครงสร้างเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน
          เมื่อมีการพูดถึงเรื่องของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เชื่อว่าส่วนใหญ่คงคิดถึงเรื่องกลไก การทำงานของรัฐบาลและราชการ แต่ว่าเราจะต้องมีความจำเป็นที่จะต้องมีความถนัดมากยิ่งขึ้น ทั้งในหมู่นักวิชาการและสังคม ก็คือข้อเท็จจริงของโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน
          ประการแรก คือ เรายังตระหนักถึงอิทธิพลของโลกที่เศรษฐกิจโลกมีต่อเศรษฐกิจไทยน้อยเกินไป จะเห็นว่าเวลามีการวิเคราะห์หรือวิจารณ์เรื่องของแนวโน้มของเศรษฐกิจ หรือปัญหาเศรษฐกิจต่าง ๆ บ่อยครั้งเรามองข้ามปัจจัยซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อเศรษฐกิจในปัจจุบันก็คือ สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในเศรษฐกิจหรือแม้แต่ในสังคมโลก จะเห็นได้ว่าในช่วงประมาณ 20 ปี ที่ผ่านมา เศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ซึ่งรวมทั้งไทยด้วย จะเคลื่อนไหวแทนจะเรียกว่า ตามวัฏจักรของเศรษฐกิจโลก และโดยเฉพาะเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งมีมูลค่าในเรื่องของการค้าระหว่างประเทศ คือการส่งออกนอก   การนำเข้า  มากกว่ามูลค่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ และการที่ประเทศไทยพึ่งพิงภาคการส่งออกก็ดี   การท่องเที่ยวก็ดี   การลงทุนกับต่างประเทศก็ดี นั่นหมายความว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยนั้น จะขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจไทยและการบริหารจัดการ ที่จะทำให้เกิดผลของการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจโลกกับเศรษฐกิจไทย นั่นเป็นประเด็นแรกซึ่งให้ข้อสังเกตเป็นสำคัญ
          ประเด็นที่ 2 คือ เศรษฐกิจของเราเช่นเดียวกับเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของโลกในปัจจุบัน เป็นเศรษฐกิจที่อิงกับกลไกการตลาด และผู้ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นหลักคือ ภาคเอกชน เรามักจะพูดถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจ เรามักจะพูดถึงตัวเลขของเศรษฐกิจต่าง ๆ และหลายครั้งเมื่อมีการวิเคราะห์ประหนึ่งว่า เป็นเรื่องของภาครัฐบาลที่สามารถเนรมิตขึ้นมาได้ กระทรวงพาณิชย์เนรมิตการส่งออก    กระทรวงการท่องเที่ยวเนรมิตการท่องเที่ยว   ข้อเท็จจริงไม่ใช่ครับ ข้อเท็จจริงก็คือว่า ตัวเลขหลักต่าง ๆ นี่เป็นเรื่องของการตัดสินใจการตอบสนองการทำงานของภาคเอกชน หลายครั้งเราเห็นความสำเร็จของการส่งออก ผมยกตัวอย่างของผู้ประกอบการไทยที่ไปประสบความสำเร็จในตลาดต่างประเทศ ความสำเร็จเหล่านั้นบางทีเกิดขึ้นภาครัฐไม่ทราบหรอกครับ แต่พอเกิดขึ้นแล้วเราก็ตามไปดู ตามไปวิเคราะห์ว่าปัจจัยความสำเร็จเกิดขึ้นได้อย่างไร เหมือนผมตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องของการเติบโตของการท่องเที่ยวของประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมของทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ บางทีไม่ได้อยู่ในแผนของการท่องเที่ยวของหน่วยราชการเลย แต่ว่ามันเกิดขึ้นเพราะว่าเป็นการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวเอง ในขณะที่บางครั้งเราไปวางแผนดิบดีว่าอยากจะให้แหล่งท่องเที่ยวไปเกิดขึ้นที่จังหวัดนั้นภาคนี้ แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนอง อย่างนี้เป็นต้น ที่พูดเพราะอยากให้เราเข้าใจในเรื่องของโครงสร้างของเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งผมเห็นว่าหลายครั้งการวิเคราะห์หรือการวิภาควิจารณ์เกี่ยวกับเศรษฐกิจมองข้ามปัจจัยพื้นฐานเหล่านี้ แต่ที่พูดก็ไม่ได้หมายความว่าภาคราชการหรือการขับเคลื่อนของรัฐบาลหรือในประเทศของเราเองไม่มีความสำคัญไม่ใช่ มีความสำคัญแต่ไม่ใช่ในความหมายที่พวกเราเข้าใจ บทบาทของภาครัฐที่สำคัญ ไม่ใช่เหมือนกันว่าเป็นผู้ไปส่งออก เป็นผู้ไปสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจขึ้นมาเอง แต่ว่าเป็นผู้ที่จะต้องสร้างสภาวะแวดล้อม กฎกติกา กำกับดูแลและส่งเสริมในลักษณะที่มีความเหมาะสม ให้ภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ สามารถขับเคลื่อนหรือเติบโตไปได้ตามเป้าหมาย และแน่นอนมีบางเรื่องซึ่งกลไกการตลาดหรือเศรษฐกิจเสรีไม่สามารถให้คำตอบได้เลย   แต่รัฐบาลจะต้องดำเนินการ เช่น การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจไม่ให้เกิดความผันผวนมากจนเกินไป การดูแลเรื่องของความเป็นธรรม การดูแลว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นเป็นการเติบโตที่มีความยั่งยืน มีความสมดุล และส่งผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนดีขึ้นอย่างเสมอภาคอย่างนี้ เป็นต้น
          เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมได้กล่าวมาและก็จะเน้นย้ำว่าเราจะต้องมาทบทวน และก็มองบทบาทของภาครัฐในการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างไร เพื่อเข้าใจถึงโครงสร้าง รูปแบบและวิธีการของการขับเคลื่อน

สภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทย

          ในปี 2551 ก็เป็นช่วงที่ท้าทายเป็นพิเศษ  เพราะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่จากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลก การส่งออก การท่องเที่ยวหดตัว เทียบกันปีต่อปี ร้อยละ 20-30 ในช่วงที่รัฐบาลเข้ามา ทำให้ทุกฝ่ายมีความวิตกกังวล นอกจากนั้น ทุกคนก็ทราบกันดีว่ารัฐบาลเข้ามาในช่วงที่เกิดความวุ่นวายทางการเมือง ซึ่งก็ส่งผลกระทบเป็นอย่างมากต่อนักลงทุนไม่ว่าในหรือนอกประเทศ โดยเฉพาะปลายปี 2551 ก็มีการตั้งคำถามว่า การบริหารราชการแผ่นดินในประเทศไทย หรือการขับเคลื่อนด้านนโยบายยังสามารถทำได้หรือไม่ เพราะเกิดปัญหาความไร้เสถียรภาพทางการเมือง และเหตุการณ์ความวุ่นวายต่าง ๆ มาถึงวันนี้ปีเศษ ๆ สามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า  เราได้ผ่านพ้นวิกฤตรอบนี้และเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างชัดเจน   จากภาวะเศรษฐกิจติดลบร้อยละ 7 บัดนี้เศรษฐกิจได้ขยายตัวขึ้นอย่างแน่นอน ทำให้ตอนนี้การประมาณการตัวเลขทางเศรษฐกิจ ซึ่งแต่เดิมเชื่อมั่นว่าจะมีการหดตัวของเศรษฐกิจไทย ร้อยละ 9 บ้าง 5 บ้าง ตัวเลขสุดท้ายในปี 2552 นั้นน่าจะติดลบ ไม่เกินร้อยละ 3 และการขยายตัวของเศรษฐกิจที่คาดว่า จะเป็นร้อยละ 3.5 ตอนนี้ขยายตัวที่ร้อยละ 4.7 ซึ่งก็เป็นตัวเลขที่ค่อนข้างจะตรงของนักวิเคราะห์ ที่สำคัญก็คือว่า ตัวเลขพื้นฐานต่าง ๆ ที่ปรากฏในปัจจุบันเป็นไปในทางที่ดีทั้งสิ้น ไม่ว่าจะในแง่ของการที่เรามีสินค้าที่เป็นที่ต้องการของชาวโลก หรือประเทศของเรายังเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวต่าง ๆ เข้ามาและตัวเลขของการลงทุนเพิ่มขึ้นถึง 60%   ซึ่งก็บ่งบอกว่าต่างประเทศยังคงเชื่อมั่นในไทยอยู่
 
กิจกรรมการดำเนินงานของรัฐบาล
          ส่วนหนึ่งจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเกิดขึ้นจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกด้วย   แต่ว่าปีที่ผ่านมา มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลก็มีส่วนไม่น้อย ทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปได้ค่อนข้างเร็วกว่าเศรษฐกิจโลก ในเดือนเมษายน-พฤษภาคม ซึ่งในช่วงนั้นเศรษฐกิจโลกยังหดตัวอยู่ ซึ่งรัฐบาลได้ใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายให้แก่ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นมาตรการลดรายจ่าย เช่น เรียนฟรี 6 เดือน หรือเพิ่มรายได้เช่นเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ หรือเช็ค 2,000 บาท     ซึ่งมีส่วนสำคัญทำให้เศรษฐกิจในประเทศสามารถขยายตัวขึ้น และที่สำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นรวดเร็วนั้นมาจากภาคเกษตรด้วย
          ในไตรมาตรแรกของปีนี้ มีการประกันรายได้ของเกษตรกร พืชผลทางการเกษตรมีราคาขยับสูงขึ้นตามเศรษฐกิจโลกด้วย ที่สุดแล้ว การที่จะขับเคลื่อนประคับประคอง หรือกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ถ้าประชาชนส่วนใหญ่มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินที่เป็นรายได้ เศรษฐกิจก็เป็นไปได้ การทำให้เกษตรกรของเราแรงงานของเรามีเงิน มีรายได้ที่แน่นอน    เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่แน่นอนและเป็นรูปธรรม   อย่างไรก็ตามเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นมา การขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปผมถือว่าท้าทายกว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ผ่านมา และโดยเฉพาะความจำเป็นที่เราจะต้องทำอย่างต่อเนื่องในเรื่องของการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ตรงนี้มีนโยบายของรัฐบาลอีกหลายนโยบายที่ต้องได้รับการสนับสนุนและมีความท้าทายเป็นอย่างยิ่ง
การปรับโครงสร้างการดำเนินงาน
          1. การปรับโครงสร้างที่สำคัญด้านแรกก็คือ ด้านการเกษตร รัฐบาลพยายามเพิ่มพูนความสำคัญด้านการเกษตรในการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลเห็นว่าเราจำเป็นที่จะเพิ่มความสำคัญของการเกษตรนั้น ก็เพราะมูลค่าการส่งออกของการผลิตของการเกษตรจะลดน้อยลง แต่สัดส่วนของประชากรที่ยังอิงอยู่กับภาคการเกษตรยังสูงมาก ในอนาคตสิ่งที่จะท้าทายเศรษฐกิจโลกมากที่สุดก็จะย้อนกลับมาที่ภาคอาหารและพลังงาน ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร และตรงนี้ก็ถือว่าประเทศของเราเป็นประเทศที่น่ายินดี   ที่เป็นประเทศที่มีทรัพยากรที่สมบูรณ์ในการที่จะส่งออกอาหาร   และสามารถผลิตพลังงานทดแทนที่สำคัญได้ด้วย เพราะฉะนั้น ถ้าเราสามารถพลิกฟื้นให้ภาคการเกษตรเป็นภาคที่มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็จะสอดคล้องกับแนวทางการในการแก้ปัญหาของเศรษฐกิจโลก ซึ่งเป็นการบ้านที่เราต้องทำอีกมาก ประการแรกก็คือ ระบบทางการเงิน การดูแลบริหารจัดการภาคเกษตร ที่มีความผันผวนทั้งทางด้านภัยธรรมชาติและราคาพืชผล ต้องทำอย่างเป็นระบบครับ เรื่องที่ทำกินก็ยังมีปัญหาอยู่ตลอดเวลา ซึ่งในรัฐบาลนี้มีแนวทางแก้ไขอยู่ 3 ประการ คือ

                       

          1)  การจัดทำเรื่องของภาษีที่ดินและทรัพย์สิน ที่จะเป็นตัวกระจายการถือครองที่ดินที่มีความเป็นธรรมมากขึ้น

                       

          2 ) การสำรวจเพื่อจำแนกประโยชน์การใช้ที่ดินต่าง ๆ   และแนวเขตต่าง ๆ เพื่อจะสามารถมาแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างเป็นระบบ

                       

          3) การทำโฉนดชุมชน การจัดตั้งกองทุนธนาคารที่ดินและมาตรการอื่นๆ อีกมาก
          สำหรับเรื่องของน้ำนั้น   ปฏิบัติการไทยเข้มแข็งก็ถือเป็นเรื่องสำคัญในเรื่องของแหล่งน้ำและการขนส่งซึ่งถือว่าเป็นการลงทุนครั้งหนึ่งของเศรษฐกิจ ที่สำคัญที่สุดเรื่องของการประกันรายได้ และประกันพืชผลของเกษตรกร ผมเชื่อว่าการผลิตอาหารและพลังงานจะเพิ่มพูนขึ้นตามกลไกของการตลาดโดยอัตโนมัติ อันนี้เป็นมาตรการสำคัญที่เราจะปรับโครงสร้างของเศรษฐกิจต่อไป และที่สำคัญก็คือการมุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าของไทยให้มากขึ้นโดยไม่ใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้น
          2. การท่องเที่ยวนั้นจะมีศักยภาพอีกมาก โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับภาคต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ   ประวัติศาสตร์ หรือภูมิปัญญาอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นการทำงานในเชิงของเศรษฐกิจในขณะนี้ถือว่าต้องมุ่งไปที่เรื่องของการปรับโครงสร้าง ให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นการขยายตัวอย่างสมบูรณ์ สมดุลเป็นธรรมและยิ่งยืน ซึ่งเป็นการสอดคล้องของปัญหาต่าง ๆ และแน่นอนที่สุด  การจะทำให้สำเร็จได้ก็ต้องได้รับการสนับสนุนด้านวิชาการในเรื่องความรู้ใหม่ ๆ เทคโนโลยีใหม ่ๆ อย่างนี้เป็นต้น ถ้าเราทำได้การกระตุ้นเศรษฐกิจของเราก็จะเป็นไปอย่างยั่งยืนอย่างไรก็ตาม
ปัญหาอุปสรรคที่สำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย
          ปัญหาอุปสรรคที่สำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเราก็มีข้อจำกัดและมีประเด็นที่จำเป็นจะต้องเผชิญเช่นกัน
          ประการแรก คือ การทำงานที่ต้องยอมรับว่าเราต้องแข่งขันกันมากขึ้น จากประเทศอื่น ๆ สิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่นอน คือ การเปลี่ยนแปลงและการผันผวนย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ ซึ่งแนวทางที่จะรับมือได้ดีที่สุดก็คือ การเพิ่มพูนทักษะและทำให้เกิดความคล่องตัวและความยืดหยุ่นของการเคลื่อนย้ายทรัพยากร ถ้าเราสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ได้   เราก็จะสามารถรับมือกับความผันผวนหรือการเปลี่ยนแปลง จากภายนอกได้
          ประการที่สอง  คือ ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งเป็นปัญหาที่สังคมต้องช่วยกันต่อสู้และแก้ไขปัญหาต่างๆ ร่วมกัน
          ประการสุดท้าย คือ การแตกแยกทางการเมืองที่ยังเป็นปัญหาสำคัญอยู่ เป็นสิ่งที่จะแก้ไขได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากสังคมและประชาชนทุกภาคส่วนนะครับ
          ขอเชิญชวนให้ทุกภาคส่วนช่วยกันรณรงค์ให้มากขึ้น เพื่อการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจเป็นไปได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนต่อไป

แหล่งค้นคว้าข้อมูลและภาพประกอบ

พิธีเปิดการประชุมวิชาการ ครั้งที่ 48 

ที่มา :
ประชาสัมพันธ์ มก. สำนักงานอธิการบดี อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
http://pr.ku.ac.th/

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (28 กุมภาพันธ์ 2553)
http://www.cpc.ku.ac.th

สิงหาคม 5, 2011 Posted by | 2551-2555, การเกษตร, KU eMagazine | ให้ความเห็น

เชิญชมรายการพิเศษ 67 ปีเกษตรศาสตร์มหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำระดับโลก

http://www.ku.ac.th/e-magazine/feb53/agri/agri2.htm.

 


          เชิญทุกท่านร่วมชมรายการพิเศษ เนื่องในโอกาสมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครบรอบ ปีที่ 67  ในรายการ “67 ปี เกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำระดับโลก” ซึ่งได้ออกอากาศในวันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2553 ทางสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ ที่ผ่านมาแล้วนั้น ทั้งนี้มหาวิทยาลัยได้รวมคลิปวีดีโอ สำหรับผู้ที่สนใจ และพลาดโอกาสในการรับชม

โดยรูปแบบของรายการจะแบ่งเป็น 4 ช่วง ซึ่งแต่ละช่วงจะมีพิธีกรดารา นักร้อง ที่เป็นนิสิตเก่า นิสิตปัจจุบัน ของ มก. เป็นพิธีกรดำเนินรายการ และนิสิตเก่าที่มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จ รุ่นต่าง ๆ ได้กล่าวถึงความประทับใจที่มีต่อมหาวิทยาลัย ฯ

        ทุกท่านสามารถเข้าชมรายการพิเศษของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ที่ http://www.ku.ac.th/newwww/hilight_detail.php?highlightID=10

        

แหล่งค้นคว้าข้อมูลและภาพประกอบ

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

ที่มา :
ประชาสัมพันธ์ มก. สำนักงานอธิการบดี อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
http://pr.ku.ac.th/

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (28 กุมภาพันธ์ 2553)
http://www.cpc.ku.ac.th

สิงหาคม 5, 2011 Posted by | 2551-2555, การเกษตร, KU eMagazine | ให้ความเห็น

รางวัลศาสตราจารย์ดีเด่น ประจำปี 2552

http://www.ku.ac.th/e-magazine/feb53/agri/agri3.htm.

 


          ศ.ดร.สายชล เกตุษา อาจารย์ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว ได้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับสรีระและเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวของผลิตผลพืชสวน ซึ่งได้แก่ ผัก ผลไม้ และไม้ดอกไม้ประดับ อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 30 ปี โดยเฉพาะผลิตผลพืชสวนเขตร้อน เช่น กล้วย มะม่วง มังคุด ทุเรียน เงาะ หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโพดฝักอ่อน กล้วยไม้ และกุหลาบ ฯลฯ

 งานวิจัยเกี่ยวกับสรีระและเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวของผลิตผลสดพืชสวน ได้ถูกนำไปใช้ในการปรับปรุงคุณภาพการยืดอายุการใช้ประดยชน์ และการลดความเสียหายของผลิตผลหลังการเก็บเกี่ยว

ศ.ดร.สายชล เกตุษา 
ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน


           นอกจากนี้ ศ.ดร.สายชล เกตุษา ยังมีการตีพิมพ์ผลงานวจัยในรูปของบทความทั่วไป บทความวิจัย และตำรา ซึ่งมีการตีพิมพ์ทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศ ผลงานวิจัยเหล่านี้ เป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ นับเป็นนักวิจัยที่ได้อุทิศตนให้กับการวิจัยพื้นฐาน และการวิจัยประยุกต์ด้านสรีรวิทยา และเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ผลงานวิจัยก่อให้เกิดผลกระทบ และเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีด้านสรีรวิทยา และเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว และมีผลในเชิงเศรษฐกิจ นำเงินเข้าประเทศได้เป็นจำนวนนับล้านบาทต่อปี รวมถึงมีผลงานตีพิมพ์ทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศ ศ.ดร.สายชล เกตุษา เคยได้รับรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ปี 2541 สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา และรางวัลเมธีวิจัยอาวุโส (สกว.) ปี 2545 สาขาเกษตร ล่าสุดได้รับรางวัล “นักวิทยาศาสตร์ดีเด่น” จากมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์

 


แหล่งค้นคว้าข้อมูลและภาพประกอบ

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ที่มา :
ประชาสัมพันธ์ มก. สำนักงานอธิการบดี อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
http://pr.ku.ac.th/

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (28 กุมภาพันธ์ 2553)
http://www.cpc.ku.ac.th

สิงหาคม 5, 2011 Posted by | 2551-2555, การเกษตร, KU eMagazine | ให้ความเห็น

นิสิต มก.คิดสูตร”ซุปก้อนหอมหัวใหญ่”คว้ารางวัลชนะเลิศนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหารระดับประเทศ

http://www.ku.ac.th/e-magazine/feb53/agri/agri4.htm.

 


         นิสิตภาควิชาพัฒนาผลิตภัณฑ์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน คิดสูตรและพัฒนาผลิตภัณฑ์ “ซุปก้อนหอมหัวใหญ่” ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 จากการประกวดนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหารประจำปี 2552 (Food Innovation Contest 2009) จัดโดย สมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหารแห่งประเทศไทย ร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ และได้รับถ้วยรางวัลจาก ฯพณฯ นายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี

        หอมหัวใหญ่ เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดเชียงใหม่และอีกหลายจังหวัดทางภาคเหนือ  ผลผลิตออกสู่ตลาดมากช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน  ในบางปีผลผลิตมีมากเกินความต้องการของตลาด เกิดปัญหาหอมหัวใหญ่ล้นตลาดและราคาต่ำก่อความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกร(สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่, 2551)  การแปรรูปหอมหัวใหญ่อบแห้งเป็นแนวทางหนึ่งที่ลดปริมาณหอมหัวใหญ่สด  หอมหัวใหญ่สามารถอบแห้งโดยทำได้หลายรูปแบบ  เช่น หั่นฝอย  ชิ้น  หอมเกล็ด kibble และบดเป็นแป้ง  ผลิตภัณฑ์หอมหัวใหญ่ถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวาง  โดยใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์อาหารทั่วๆไป (Mazza and LeMeguer, 1980)  หอมหัวใหญ่อบแห้งใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องปรุงรสอาหารกึ่งสำเร็จรูป  เครื่องปรุงรสสำเร็จรูป  ผลิตภัณฑ์เนื้อ  ซุปผง  ซุปก้อน  ขนมขบเคี้ยว  โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารกึ่งสำเร็จรูปที่มีอัตราการขยายตัว 20-30%/ปี  ความต้องการผักอบแห้งจึงมีมากขึ้นในอนาคต (บริษัททีทีไอเอส จำกัด, 2540)

          นอกจากนี้ในปัจจุบันผู้บริโภคส่วนใหญ่หันมาใส่ใจในเรื่องสุขภาพมากขึ้น  ซุปผักจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง  ซึ่งหอมหัวใหญ่อุดมไปด้วยธาตุแคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม กำมะถัน ซีลีเนียม บีตาแคโรทีน กรดโฟลิก และฟลาโวนอยด์เควอเซทิน ซึ่งมีคุณประโยชน์มากมายทั้งลดโคเลสเตอรอลและความดันเลือด ลดอาการภูมิแพ้และหอบหืด ลดปริมาณน้ำตาลในเลือดทำให้มีอินซูลินอิสระเพิ่มขึ้นซึ่งช่วยในโรคเบาหวาน อุดมไปด้วยแมกนีเซียมซึ่งเป็นธาตุที่มีความสำคัญในการสร้างคอมพลีเมนต์ซึ่งมีความสำคัญในการทำลายเซลล์มะเร็ง และกำจัดไวรัส  นอกจากนี้ในหอมหัวใหญ่ยังมีอินนูลิน ซึ่งมีประโยชน์มากต่อร่างกาย คือ ช่วยป้องกันอาการท้องผูก  ทำให้ถ่ายอุจจาระได้ง่าย  อุจจาระไม่แข็งจึงไม่เจ็บขณะถ่ายอุจจาระ  ช่วยทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานเป็นปกติ  อีกทั้งยังช่วยให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรค  ป้องกันการเกิดโรคต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจ โรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคมะเร็ง เป็นต้น (สุจิตตา, 2546)

วัตถุประสงค์ของการศึกษา

          งานวิจัยนี้ได้ทำการพัฒนาซุปก้อนจากหอมหัวใหญ่ผง  เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ  รวมถึงผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกและรวดเร็วในการเตรียมอาหาร

สรุปผลการศึกษา

          งานวิจัยได้ทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความชื้นกับเวลาอบแห้งในการทำแห้งหอมหัวใหญ่สดที่อุณหภูมิ 50, 60 และ 70oC โดยใช้เครื่องอบแห้งแบบถาด  เพื่อนำไปเป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์ซุปก้อนจากหอมหัวใหญ่ผง  โดยใช้สมการความสัมพันธ์ระหว่างความชื้นกับเวลาอบแห้งเพื่อคำนวณหาเวลาสำหรับการอบแห้ง จากนั้นทำการทดสอบความชื้นของหอมหัวใหญ่ผงที่ได้จากการคำนวณและสภาวะการอบแห้งจริง พบว่าค่าที่ได้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p?0.05)  แต่ยังไม่เกินมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(มอก.) และแต่ละสภาวะจริงนั้นให้ค่าปริมาณความชื้นไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p?0.05)  จึงนำหอมหัวใหญ่ผงมาวัดค่าเพื่อเปรียบเทียบค่าคุณภาพทางกายภาพและเคมีในการคัดเลือกสภาวะที่เหมาะสม โดยสภาวะที่เหมาะสมสำหรับการทำแห้ง คือ อุณหภูมิ70oC เวลา 96 นาที  จากนั้นทำการจัดสิ่งทดลองแบบ Mixture Design  และทำการประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัส    และนำข้อมูลที่ได้มาสร้างแผนภาพคอนทัวร์ (Contour Plot)  โดยวิธี Response Surface Methodology (RSM)   ทำให้ได้ปริมาณเกลือ น้ำตาล และหอมหัวใหญ่ผงที่เหมาะสม  จากนั้นทำการศึกษาระดับกลีเซอรีนที่ร้อยละ 13, 15 และ 17 โดยพบว่าที่ระดับกลีเซอรีนร้อยละ 15 ให้ลักษณะปรากฎของผลิตภัณฑ์ที่เกาะตัวกันดี ไม่ติดแม่พิมพ์ ดังนั้นส่วนประกอบที่เหมาะสมในการผลิตผลิตภัณฑ์ซุปก้อนจากหอมหัวใหญ่ผง  ประกอบด้วย  เกลือ, น้ำตาล, หอมหัวใหญ่ผง, กลีเซอรีน, พริกไทย, ซีอิ๊ว  จากนั้นนำผลิตภัณฑ์ซุปก้อนจากหอมหัวใหญ่ผงที่ได้รับการพัฒนาไปศึกษาการยอมรับของผู้บริโภคโดยวิธี Home Use Test กับผู้บริโภคจำนวน 50 คน    ในด้านลักษณะปรากฏ  สี รสหวาน รสเค็ม กลิ่นรสหอมหัวใหญ่ และความชอบรวม  พบว่าความชอบในทุกๆด้านอยู่ในระดับปานกลาง และมีจำนวนผู้ยอมรับผลิตภัณฑ์ซุปก้อนจากหอมหัวใหญ่ผง ร้อยละ 80.00  แต่หลังจากผู้บริโภคได้รับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประโยชน์ของหอมหัวใหญ่  พบว่ามีผู้บริโภคยอมรับผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 80 เป็น ร้อยละ 86

          ”ซุปก้อนหอมหัวใหญ่” (KU Onion Cube) เป็นผลงานของ นางสาวอาจารีย์ เอี่ยมพงษ์ไพฑูรย์ นางสาวฐิติมา ธันวราคม นางสาววรินทร แซ่ฮุย และนางสาวมัลลิกา ตั้งตรงกิจเจริญ โดยมี ดร.พิสิฏฐ์ ธรรมวิถี เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา

แหล่งค้นคว้าข้อมูลและภาพประกอบ

สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

ที่มา :
ประชาสัมพันธ์ มก. สำนักงานอธิการบดี อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
http://pr.ku.ac.th/

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (28 กุมภาพันธ์ 2553)
http://www.cpc.ku.ac.th

สิงหาคม 5, 2011 Posted by | 2551-2555, การเกษตร, KU eMagazine | ให้ความเห็น