ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน ปุ๋ย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ปลด-โยกย้าย-เด้งฟ้าผ่า”ใบสั่งทางการเมือง” 2012/05/30

http://www.thaipost.net/news/280512/57430

28 May 2555

หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจทางการเมือง สิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงตามมา คือ การเปลี่ยนแปลงตัวผู้บริหารของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจต่างๆ เช่นเดียวกับในครั้งนี้หลังจากพรรคประชาธิปัตย์หมดอำนาจลง พรรคเพื่อไทยขึ้นกุมบังเหียนประเทศ โดยมีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็ยอมมีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ครั้งนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของประชาชนและถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากเลยทีเดียว คือกรณีการยกเลิกการจ้าง นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ออกจากตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) บมจ.การบินไทย อย่างกะทันหัน
สำหรับกรณีดังกล่าวนั้น หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด)บมจ.การบินไทย ซึ่งมี นายอำพน กิตติอำพน เป็นประธานบอร์ด เมื่อวันที่ 21 พ.ค.2555 ที่ผ่านมา มีมติเลิกจ้าง นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ โดยให้เหตุผลสาเหตุของการเลิกจ้าง ว่า ในด้านการทำงานแล้วนายปิยสวัสดิ์มีปัญหาในด้านการสื่อสารกับคณะกรรมการและผู้บริหาร ทำให้การทำงานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ต่างๆ ไม่เป็นเอกภาพ จนเกิดการถกเถียงกัน ทำให้นโยบายสำคัญ เช่น การตลาด การพัฒนาบุคลากร มีปัญหาตามไปด้วย จึงตัดสินใจเลิกจ้าง พร้อมทั้งจ่ายเงินชดเชยให้นายปิยสวัสดิ์ 6 เดือน รวมเป็นเงินประมาณ 6 ล้านบาท ตามเงื่อนไขสัญญาการจ้างตามข้อ 6.2 สัญญาจ้าง
ซึ่งเรื่องนี้นายอำพนออกมาย้ำยืนยันอย่างเอาเป็นเอาตายว่า ไม่มีใบสั่งทางการเมือง พร้อมชี้แจงว่า คณะกรรมการฯ ชุดนี้ 7 คน เป็นคณะกรรมการฯ จากที่แต่งตั้งจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ไม่ใช่ว่านายปิยสวัสดิ์ไม่มีความสามารถ แต่ที่ผ่านมาการสื่อสารระหว่างนายปิยสวัสดิ์กับบอร์ดไม่มีเอกภาพเท่าที่ควร เพื่อให้การบินไทยบรรลุเป้าหมายในการทำกำไรที่ตั้งเป้าในปีนี้ จึงต้องเลิกจ้าง ซึ่งเป็นการจากกันด้วยดี
พร้อมระบุว่า สาเหตุที่เป็นความไม่เข้าใจกันระหว่างผมกับบอร์ด ก็คงจะมีหลายเรื่อง เช่น เรื่องการกระทำผิดของพนักงานที่นี่ซึ่งมีปัญหามาก เนื่องจากมีพนักงานราว 25,000 คน คนที่ทำผิดก็ต้องถูกลงโทษ อาจจะทำให้บอร์ดไม่พอใจ บางทีก็มีเรื่องทุจริตที่กำลังสอบสวนอยู่ ประกอบกับความขัดแย้งส่วนตัวกับประธานบอร์ด อาจจะมีความเห็นไม่ตรงกันของการลงโทษพนักงานที่ทำผิด ซึ่งผมทำตามระเบียบ ใครผิดก็ว่าผิด ใครถูกก็ว่าถูก และอาจจะผสมกันไประหว่างเรื่องการเมืองและเรื่องส่วนตัว
แต่หลังจากนั้นอีก 3-4 วัน นายอำพน ในฐานะประธานบอร์ดก็ออกมาแถลงข่าวถึงสาเหตุที่ต้องปลดนายปิยสวัสดิ์ โดยนัดหมายกับบรรดาสื่อมวลชนเป็นอย่างดี แต่พอถึงเวลากลับไม่มา แต่มอบหมายให้ นายโชคชัย ปัญญายงค์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ รับหน้าเสื่ออ่านแถลงการณ์ของบอร์ดแทน โดยมีใจความว่า การเลิกจ้างนายปิยสวัสดิ์นั้นเป็นเพราะมีความเห็นต่างกับกับบอร์ด โดยเฉพาะเรื่องการจัดซื้อเครื่องบินใหม่ 12 ลำที่ถูกเสนอเป็นวาระถูกเสนอเข้าบอร์ดในวันที่ 16 มี.ค.2555 เป็นวาระอื่นๆ หรือวาระจรทำให้บอร์ดไม่มีโอกาสได้ใช้เวลาอันสมควรที่จะศึกษารายละเอียดล่วงหน้าเพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินใจ ทั้งๆ ที่เป็นการลงทุนที่มีมูลค่าสูง และเป็นเรื่องที่จะมีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อธุรกิจและสถานะทางการเงินในอนาคตของบริษัท
ซึ่งในแถลงการณ์ยังระบุอีกว่า นายปิยสวัสดิ์ได้ทำบันทึกระหว่างการประชุมว่า การไม่อนุมัติให้จัดซื้อทันที อาจสร้างความเสียหายให้การบินไทย ซึ่งเรื่องนี้บอร์ดเห็นว่าการจัดซื้อเครื่องบินมีความสำคัญ แต่ดีดีกลับตัดสินใจด้วยความรวดเร็ว ทำให้บอร์ดมีความสงสัยในการใช้ดุลยพินิจในการปฏิบัติหน้าที่ของดีดี ที่ต้องสอดคล้องกับแนวนโยบายของบอร์ดที่วางไว้ และเป็นที่มาของการเลิกจ้างดังกล่าว
และระบุต่อไปว่าผลประกอบการในปี 2551 ที่ขาดทุน 21,450 ล้านบาท ซึ่งบอร์ดชุดนี้ได้เข้ามาแก้ปัญหาตั้งแต่ก่อนนายปิยสวัสดิ์จะเข้ารับตำแหน่ง จนปี 2552 การบินไทยกลับมามีกำไร 7,344 ล้านบาท ดังนั้น จึงเห็นได้ชัดว่าการฝ่าวิกฤติที่ผ่านมาไม่ใช่ผลงานของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นของบอร์ด ฝ่ายบริหารและพนักงานทุกคน
หลังจากที่มีมติเลิกจ้าง นายปิยสวัสดิ์ ได้ออกมาตอบโต้ด้วยการแถลงข่าวเปิดใจ ถึงกรณี ”ปลดฟ้าผ่า” รู้ว่าจะมีการประเมินผลทำงาน แต่ไม่รู้ว่าจะมีการเลิกจ้าง ซึ่งบอร์ดชี้แจงเป็นเหตุผลที่แปลกประหลาด ถึงแม้มีเงื่อนไขสัญญาที่สามารถเลิกจ้างได้ แต่บอร์ดต้องชี้แจงว่าเลิกจ้างเพราะอะไร ควรให้เหตุผลที่ชัดเจน ยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงได้ และเข้าใจการปลดเป็นเรื่องไม่แปลกในการเมืองไทย หากการปลดโดยที่ทำให้บริษัทเสียหาย หรือทุจริตก็ไม่ติดใจ และหวังว่าในอนาคตการบินไทยจะเดินหน้าต่อไปได้ หากไม่มีเรื่องของการขาดธรรมาภิบาล ถ้าปล่อยให้มีการแทรกแซงก็จะไม่มีการพัฒนา ผมอยากทราบว่าเข้ากันไม่ได้ด้วยเรื่องอะไร ซึ่งที่ผ่านมาส่วนใหญ่ความเห็นก็ไปในทิศทางเดียวกัน
นอกจากนี้ นายปิยสวัสดิ์ยังย้ำอีกว่า เรื่องที่ประธานบอร์ดกล่าวว่า ผมและประธานบอร์ดมีการทำงานใกล้ชิดกันมา แบบพี่น้อง ผมว่าความสัมพันธ์ควรจะเป็นแบบมืออาชีพมากกว่าพี่น้อง และมีเหตุผลหลายอย่างที่เป็นเหตุผลที่แท้จริง รวมถึงอาจจะเป็นเหตุผลที่มีการลงข่าวไปแล้วของสื่อมวลชนหลายฉบับ และหากถามว่าการเมืองแทรกแซงหรือไม่ ผมไม่ทราบ หากผมทำเรื่องเสียหายหรือทุจริต หรือทำงานได้ไม่ดีก็ต้องให้เหตุผล ก็ไม่ติดใจ แต่ต้องบอกเหตุผลมา เพราะเหตุผลที่ให้มามันกำกวม ซึ่งคนที่เสียชื่อเสียงคือคนที่เลิกจ้าง ไม่ใช่คนที่ถูกบอกเลิกจ้าง
อย่างไรก็ตาม ตัวองค์กรจำเป็นต้องมีการขับเคลื่อน ดังนั้น บอร์ดการบินไทยได้แต่งตั้ง นายโชคชัย ปัญญายงค์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ ปฏิบัติหน้าที่กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค.55 จนกว่าการสรรหากรรมการผู้อำนวยการใหญ่จะแล้วเสร็จ พร้อมแต่งตั้งกรรมการตรวจสอบจำนวน 3 คน มีผลตั้งแต่วันที่ 25 เม.ย.55 เป็นต้นไป ดังนี้ 1.นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ ประธานกรรมการตรวจสอบ 2.นายวีระวงค์ จิตต์มิตรภาพ กรรมการตรวจสอบ 3.นายจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี กรรมการตรวจสอบ รวมทั้งแต่งตั้งรองประธานกรรมการบริษัทฯ เพิ่มเติม มีผลตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค.55 1.นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม รองประธานกรรมการ 2.พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รองประธานกรรมการ
นอกจากนี้ บอร์ดการบินไทยยังแขวนตำแหน่งนายสาธก วรศะริน รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายทรัพยากรบุคคลและบริหารทั่วไป และให้นายนิรุจน์ มณีพันธ์ รักษาการแทน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามีความพยายามแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายและการสอบสวนการทุจริต ดังนั้น ปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นควรมีคำตอบที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้ถือหุ้นและประชาชนผู้เป็นเจ้าของการบินไทยได้มั่นใจในการบริหารที่มีธรรมาภิบาล
ไม่ต่างอะไรกับ บมจ.ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) หลังจากพรรคเพื่อไทยขึ้นเป็นรัฐบาลบรรดาบอร์ดเก่าก็ทยอยลาออก และก็มีการแต่งตั้งบอร์ดใหม่ขึ้นมาแทน ซึ่งล่าสุดก็มีการประชุมบอร์ด พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี เป็นประธานเมื่อวันที่ 17 พ.ค.2555 ที่ผ่านมานั้น ก็ได้มีมติโยกย้ายผู้บริหารระดับ 10-11 รวม 10 ตำแหน่ง โดยเหตุผลหลักการโยกย้ายเพื่อความเหมาะสมและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้กับ ทอท. ไม่มีใบสั่งหรือการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เพื่อการทำงานที่เหมาะสมเท่านั้น
ซึ่งการโยกย้ายครั้งนี้มีกระแสจากพนักงานว่าเป็นการดำเนินการที่เงียบมาก และการจัดโผนั้นก็ทำโดยผู้บริหารระดับสูง ทอท. เพื่อจัดวางคนที่สามารถสนองนโยบายการทำงานให้กับฝ่ายตัวเองได้ เพราะที่ผ่านมานั้นการทำงานไม่เป็นไปตามนโยบายการทำงาน ซึ่งเรื่องนี้ก็อีกตามเคยที่บอร์ด ทอท.ก็ออกมาประกาศยืนยันว่าเป็นการโยกย้ายเพื่อความเหมาะสม และไม่มีใบสั่งทางการเมือง
เช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ก็มีการปรับโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงของ รฟม. โดยคณะกรรมการบอร์ด รฟม. ซึ่งมี นางสาวรัชนี ตรีพิพัฒน์กุล เป็นประธาน ก็เด้งฟ้าผ่า “รณชิต แย้มสอาด” ให้ไปนั่งตำแหน่งที่ปรึกษา 14 อ้าง 1 ปี 8 เดือนโครงการรถไฟฟ้าไม่คืบ เพราะงัดข้อระหว่างผู้บริหาร  และเพื่อความเหมาะสมกับการทำงาน อย่างไรก็ตาม ในอดีตนายรณชิตเคยเป็นมือขาวของนายประภัสร์ จงสงวน อดีตผู้ว่า รฟม.ที่ลาออกไปเล่นการเมือง และปัจจุบันก็นั่งตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
และแต่งตั้ง นางกฤตยา สุมิตนันท์ รองผู้ว่าการ (บริหาร) เป็นผู้รักษาการแทนในตำแหน่งผู้ว่าการ รฟม. ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่ 30 มี.ค.55 แต่ก่อนที่จะมีคำสั่งย้ายนายรณชิต ก็ได้สั่งย้าย นายชัยสิทธิ์ คุรุรัตน์ รองผู้ว่าการ รฟม. (วิศวกรรมและก่อสร้าง) ให้ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา 14 เช่นกัน โดยอ้างว่าเพื่อไปดูงานที่เหมาะสมในด้านกลยุทธ์และแผนได้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม การโยกย้ายนายรณชิตและนายชัยสิทธิ์ก็เช่นกัน ไม่มีการบอกอย่างชัดเจนว่าจะมีการโยกย้าย และอ้างเหตุผลว่าทำงานล่าช้า โครงการไม่เดินหน้าเป็นไปไม่ได้ เพราะถือว่าที่ผ่านมานายรณชิตเป็นบุคคลที่ทุกคนให้การยอมรับในเรื่องการทำงานถือว่าที่ผ่านมาทำงานได้ดี
และขณะนี้ รฟม.อยู่ระหว่างการสรรหาประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน (CFO) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 28 พ.ค.2555 ซึ่งมีเสียงลือออกมาสู่ภายนอกว่า การสรรหาครั้งนี้ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองเพราะมีความพยายามที่จะส่งเด็กของตนเอง ซึ่งเคยเข้าเป็นที่ปรึกษาในด้านต่างๆ ภายใน รฟม. ซึ่งการเข้ามาในตำแหน่งนี้เพราะต้องการที่จะเข้าไปนั่งกุมด้านการเงินของ รฟม. เพราะในอนาคตจะมีโครงการลงทุนรถไฟฟ้าอีกหลายโครงการ และมีมูลค่ามหาศาล ทำให้เกิดคำถามว่าแล้วตำแหน่งผู้ว่าการ รฟม. ซึ่งว่างเว้นมาหลายปีแล้วทำไมไม่รีบสรรหากลับไปสรรหา CFO
ดังนั้น หากมีการพิจารณาจากการโยกย้าย ที่ผ่านมาก็ถือว่าเป็นธรรมดาของการเมืองเปลี่ยนขั้ว ก็ต้องเปลี่ยนตัวเอาคนของตัวเองขึ้นมาแต่งตั้งให้ดำรงในตำแหน่งนั้น และหลังจากได้สมใจหมายแล้วก็จะต้องมีผู้ที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจง ว่ากรณีโยกย้าย เช่น งานไม่เดินหน้า ไม่ตอบสนองฝ่ายการเมือง (หรือบางกรณีถึงกับมีการบีบให้ออกกันเลยทีเดียว) อีกไม่นานคงมีกรณีนี้ แต่ส่วนใหญ่จะต้องออกมาปฏิเสธว่า “ไม่มีใบสั่งทางการเมือง” ซึ่งเป็นประโยคที่พูดกันติดปาก แต่สำหรับผู้ที่โดนกระทำแล้ว จะรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น
อย่างไรก็ตาม คงปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ผ่านมานั้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก็จะมีการโยกย้ายผู้บริหารระดับสูง เกิดขึ้นกับทุกรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานในสังกัด เพื่อที่จะเอาคนของตนเองเข้ามาบริหารงาน และเหตุผลที่บรรดานักการเมืองมักจะอ้างเป็นเสียงเดียวกันว่า เพื่อความสะดวกในการทำงานบ้าง เพื่อความคล่องตัวบ้าง แต่ถ้าหากการเมืองยังแทรกแซง คนทำงานจะอยู่ได้ยังไง เปลี่ยนขั้วเปลี่ยนอำนาจ ถอยหลังเข้าคลองชัดๆ.

 

“ปราบคอรัปชั่น..รัฐบาลยังไม่ใส่ใจ” 2012/05/30

http://www.thaipost.net/news/210512/57110

21 May 2555

แม้ว่ารัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะแสดงท่าทีเอาจริงเอาจังกับการปราบทุจริต คอรัปชั่น แต่ทว่า ในช่วงที่ผ่านมา ดูเหมือนว่ารัฐบาลจะไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องนี้เลย เห็นได้จากหลายครั้งที่มีข้อเสนอจากภาคเอกชน นักธุรกิจ แต่รัฐบาลไม่ตอบสนองและนำมาปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานภาคีเครือข่ายต่อต้านคอรัปชั่น และพ่วงตำแหน่งประธานกรรมการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “อีโคโฟกัส” เอาไว้
0 สถานการณ์การทุจริตคอรัปชั่น เท่าที่ได้รับฟังมาเป็นอย่างไร
เรื่องที่ปรากฏออกมาเป็นข่าวในลักษณะที่ว่ามีการทุจริตคอรัปชั่น เพราะอันนี้เป็นเรื่องที่สะท้อนถึงความเป็นจริง และเมื่อเราไปคุยกับผู้ประกอบการที่อยู่ในวงการธุรกิจ ก็ออกมาเป็นข้อเท็จจริงอย่างนั้น ว่าขณะนี้เรื่องของทุจริตคอรัปชั่นมันหนักยิ่งขึ้น มันมีการปฏิบัติที่ทำให้คอรัปชั่นกันอย่างแพร่หลาย
0 เท่าที่ดูพฤติกรรม วิธีการ รูปแบบการเสนอ และการรับข้อเสนอในการคอรัปชั่นเป็นอย่างไรบ้าง
คือรูปแบบของการคอรัปชั่นแบบเดิมๆ มันก็มีอยู่เยอะ ที่เราเห็นอยู่เป็นประจำก็คือเรื่องของการให้สินบน หรือจ่ายเบี้ยใบ้รายทางเล็กน้อย ยังมีอยู่เป็นประจำ แต่ที่มันเริ่มหนักหนาสาหัส ก็เพราะว่าในกรณีมีการประมูลงานรัฐบาลใหญ่ๆ การเรียกผลตอบแทนมันสูงขึ้น และหลังๆ จะได้ยินคนพูดกันว่าถึง 30% ก็มี ซึ่งถ้าเทียบกับสมัยก่อนจะอยู่ที่ 5-6% ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีต แต่ขณะนี้ถึงขั้นวิกฤติ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เงินงบประมาณของรัฐบาลที่ใช้จ่ายไปในการบริหารประเทศ ถ้ามันรั่วไหลไปได้ถึง 10-30% ก็เป็นเงินเยอะ
0 มีการตั้งข้อสังเกตว่าในการทำให้เกิดการทุจริตคอรัปชั่น แม้ว่าฝั่งการเมืองหรือผู้มีอำนาจเสนอมา แต่ถ้านักธุรกิจไม่ให้ ไม่จ่าย มันก็จะไม่เกิดขึ้น แต่ที่ผ่านมามีการจ่าย มีการให้ เป็นเพราะว่ายังไง โดนบีบบังคับหรือว่าสมยอม
ก็คงจะประสมประสานกัน แต่ผมคิดว่าทางภาคเอกชนเองก็มีส่วนในการที่ก่อให้เกิดปัญหา มันจะมีคนประเภทที่ต้องการผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม ก็ไปนำเสนอให้กับทางผู้มีอำนาจที่จะตั้งเงื่อนไขหรืออะไรต่างๆ ที่จะเป็นผลประโยชน์กับตัว ซึ่งอันนี้ก็เพื่อทำให้ตัวเองมีการแข่งขันที่ได้เปรียบกว่าคนอื่น แต่ในทางตรงกันข้ามมันก็มีที่ว่าผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ เรียกร้องที่จะให้ผู้ที่เข้ามาร่วมด้วยต้องจ่ายเป็นค่าตอบแทน เพราะฉะนั้นทางภาคเอกชนเองก็โดนทั้งสองทาง แล้วก็ไปร่วมกับเขาด้วย ถ้าเผื่อไม่ทำ ก็เกรงว่าจะเสียงาน ไม่ได้งาน มันก็เลยเป็นกระบวนการ ไม่ทำก็อยู่ไม่ได้ ถ้าทำก็ทำให้มีความรู้สึกว่ามันจะหนักขึ้นเรื่อยๆ และจะทนไม่ไหวอยู่ดีเหมือนกัน
0 หลังจากมีการปลุกกระแสต่อต้านเรื่องนี้ขึ้นมา ทำให้สถานการณ์เริ่มดีขึ้นหรือไม่ อย่างไร
เราสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทุกๆ 6 เดือน ที่ทำมาครั้งนี้จะเป็น 2 หรือ 3 เมื่อเร็วๆ นี้สิ่งที่สะท้อนในเรื่องของภาพลักษณ์ของประชาชนคิดว่าดีหรือยัง ซึ่งประชาชนคิดว่ายังไม่ดีขึ้น การรณรงค์ของเรา ถึงแม้จะเริ่มเป็นที่รู้จัก เริ่มรับรู้มากขึ้น แต่ความรู้สึกลึกๆ ก็ยังเห็นว่าไม่ดีขึ้น
สมัยก่อนเราถามประชาชนว่า เวลามีทุจริตคอรัปชั่น ประชาชนรู้สึกเป็นห่วงไหม มันเกี่ยวข้องกับเขาหรือเปล่า ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ตอบว่า มันไม่เกี่ยวกับเขาหรอก เพราะคล้ายว่ามันไกลตัวเหลือเกิน แต่หลังๆ เมื่อเราถามจะเริ่มมีความรู้สึกที่เปลี่ยนไป จะมีคนกลุ่มหนึ่งออกมาพูดว่า เป็นเรื่องใกล้ตัว เป็นเรื่องที่เราเดือดร้อน เรื่องที่เราต้องรับรู้ แล้วก็อยากมีส่วนร่วม อันนี้คงจะดีขึ้น เพราะทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งเริ่มตระหนักว่าการที่ประเทศมีความเสียหายจากการคดโกง จริงๆ แล้วมันก็ทำให้เขาเดือดร้อนด้วยในที่สุด
ยกตัวอย่างที่เห็นชัดเจนจากปัญหาเกิดน้ำท่วมที่เกิดขึ้นเมื่อปลายปีที่แล้ว คนก็เลยมีความรู้สึกว่าปัญหาน้ำท่วม เป็นเพราะว่าการบริหารการจัดการที่ไม่ถูกต้อง การทุจริตคอรัปชั่นที่เกิดขึ้นในอดีต จึงทำให้การป้องกันน้ำไม่ดีหรือเปล่า แล้วก็ทำให้ประชาชนเดือดร้อนและเสียหาย เป็นต้น
0 ในส่วนของภาคเอกชน ตอนนี้มีกี่กลุ่มที่มาเป็นสมาชิกภาคีฯ
ตอนนี้เรามี 40 องค์กรที่มาร่วมด้วย แต่ไม่ใช่ภาคเอกชนทั้งหมด จะมีทั้งเอกชนและภาครัฐ ซึ่งก็จะมีองค์กรอิสระ หรือองค์กรภาครัฐหลายแห่งเหมือนกันที่มาเข้าร่วม เช่น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ผู้ตรวจการแผ่นดิน
0 โครงการที่ได้เปิดไปชุดแรก “หมาเฝ้าบ้าน” ตอนนี้ได้มีการดำเนินการอย่างไรบ้าง
โครงการหมาเฝ้าบ้านได้มีการอบรมไปแล้วประมาณ 200 คน ชุดนี้ได้มีการจัดเป็นกลุ่มเป็นก้อนว่าใครชำนาญด้านไหน ใครสนใจงานประเภทไหน แล้วก็จะจัดงานให้เข้าไปดู ไปเฝ้าระวังในโครงการต่างๆ ก็เข้าไปดูว่ามีการทุจริตคอรัปชั่น หรืออะไรที่ไม่ชอบมาพากลหรือเปล่า แล้วก็มีกระบวนการให้เขารายงานกลับเข้ามา ถ้าไปพบเห็นอะไรที่ให้เห็นว่าอาจจะทำอะไรที่ประพฤติมิชอบ เราก็จะมีคนที่มีความรู้ความชำนาญเพิ่มเติมไปดูลึกลงไปอีก
ถ้ามีเหตุผลพอ เราก็จะรายงานตรงต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น ปปช. ซึ่งเราก็จะส่งเรื่องไป เราก็คิดว่า ปปช.อย่างน้อยคงจะมีอำนาจที่จะเรียกหน่วยงานนั้นมาอธิบาย เพราะเราไม่มีอำนาจ เราเป็นแค่ภาคเอกชนที่ชี้เบาะแสเท่านั้นเอง แล้วเราจะทำเข้มไปกว่านั้นก็คือ เราจะเอาประมาณ 30 คน จาก 200 คนมาฝึกอบรมเข้ม ให้รู้กระบวนการที่เจาะลึกได้ ก็เหมือนกับพวกนักข่าวที่ทำข่าวสืบสวน สอบสวน แล้วจะให้เครื่องมือด้วย ว่า ถ่ายรูปยังไงถ้าพบเห็น ส่งข่าวยังไง ซึ่งจะทำให้กลุ่มคนนี้มีความรู้ความชำนาญเพิ่มขึ้น
เราหวังว่าคนพวกนี้จะเป็นคนที่ช่วยเฝ้าระวัง แล้วก็เตือนใจให้กับทางหน่วยงานรัฐที่มีการทำงานในเรื่องของการใช้งบประมาณเยอะๆ ได้พึงสำนึกว่าเราต้องการตรวจสอบ
0 หมาเฝ้าบ้านนี้คัดมาจากไหน
เราจะรับอาสาสมัคร ดูคุณสมบัติ แล้วเอามาฝึกอบรม และให้ลองทำงานดู ถ้าเผื่อว่ามีความรู้ความสามารถที่ทำได้ เราก็จะพยายามขอความร่วมมือเขาต่อไป
0 หลังจากที่ทีมหมาเฝ้าบ้านเริ่มทำงาน มีการรายงานผลเข้ามาบ้างยัง
ก็มีรายงานกลับเข้ามาบ้าง แต่ยังไม่ถึงขั้นที่เราจะสามารถตอบโจทย์ได้ทีเดียว ซึ่งสำหรับผมคิดว่าระยะนี้ยังถือเป็นระยะที่ฝึกทดลองอยู่ แต่คาดว่า 2-3 เดือนข้างหน้าจะมีความชัดเจนเกิดขึ้น
0 ก่อนหน้านี้มีการเรียกร้องให้ภาครัฐเปิดข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างการประมูลงาน จนถึงตอนนี้ได้รับการตอบรับบ้างหรือยัง
ก็ยังไม่เป็นที่พอใจ เพราะว่าในกระบวนการที่เราคิดว่า การที่จะต่อต้านคอรัปชั่นได้ดี ก็คือให้มีการเปิดเผยข้อมูลให้มีความชัดเจน ถ้าเรามีข้อมูลพวกนี้ เราก็จะได้ช่วยไปติดตามตรวจสอบ ซึ่งข้อเสนอการเปิดเผยข้อมูลนั้น ก็มาจากการเสนอของ ปปช. ที่ทำโดยคณะรัฐมนตรีตามกฎหมายในมาตราที่ 103/7, 103/8 ซึ่งพูดไว้สองส่วน ส่วนหนึ่งก็คือว่า เอกชนที่ทำธุรกิจกับรัฐ ที่เริ่มตั้งแต่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา จะต้องทำบัญชีรายละเอียด จะต้องส่งสรรพากร เพื่อให้ทราบการใช้จ่ายที่ชัดเจน และรับรู้ว่ารับงานมาเท่าไร ใช้จ่ายไปเท่าไร และอีกส่วนหนึ่งที่อยู่ในกฎหมายฉบับนี้ก็คือ ภาครัฐเองก็ต้องเปิดเผยข้อมูลว่าโครงการอยู่ที่ไหน เป็นเงินเท่าไร แล้วขณะเดียวกัน ก็ให้เปิดเผยราคากลางของโครงการนั้นๆ เพื่อที่เราจะได้รู้ว่ามันสมเหตุสมผลหรือไม่ ในส่วนนี้ยังไม่เรียบร้อย เพราะ ครม.เองยังสงสัยในเรื่องของกฎหมาย ซึ่งก็ผ่านมาหลายเดือนแล้ว
0 ถ้าให้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา มองว่ามีจุดหรือข้อแนะนำยังไงบ้าง รัฐบาลจะต้องเร่งเข้าไปดำเนินการให้นโยบายเกิดความต่อเนื่องและให้เกิดผลดีต่อประชาชน
ผมไม่อยากจะวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลโดยรวมนะ ซึ่งผมไม่ถือว่าอยู่ในหน้าที่ ซึ่งถ้าจะให้วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ควรจะเป็นหน้าที่ของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หรือสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพราะเขาจะมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง
ผมอยากจะมองให้หน้าที่การรับผิดชอบของรัฐบาล คือเรื่องของการรณรงค์ต่อต้านคอรัปชั่น คือในประเด็นนี้ทางรัฐบาลยังไม่กระตือรือร้นเท่าที่ควร ทั้งๆ ที่ได้ประกาศเป็นนโยบายตอนที่แถลงต่อรัฐสภา เป็นนโยบายหลักว่าจะรณรงค์ต่อต้านคอรัปชั่น แต่หากรัฐบาลประกาศให้เรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติจริงตามที่พูดไว้ รัฐบาลก็คงจะหันมาสนใจในเรื่องนี้มากขึ้น และถ้าเพื่อเราสามารถทำงานร่วมกันได้ของภาครัฐและเอกชน ผมคิดว่าโอกาสในการประสบความสำเร็จก็จะมีมากขึ้นไปอีก
0 กรณีประเทศไทยถูกขึ้นบัญชีดำด้านการฟอกเงิน มีผลกระทบอย่างไร
คืออันนั้นมันก็เกี่ยวโยงกับคอรัปชั่นบ้าง มันไม่โดยตรง แต่เหมือนกับว่ากระบวนการของประเทศไทยมันไม่โปร่งใส แล้วอาจจะมีการฟอกเงินได้ เพราะฉะนั้นทางต่างประเทศเขาก็จะตั้งข้อรังเกียจที่จะทำธุรกรรมทางด้านการเงินกับประเทศไทย แล้วเผลอๆ อาจจะทำการห้ามประเทศไทยทำธุรกรรมบางอย่าง ซึ่งอันนั้นก็จะเป็นผลร้าย มันไม่ใช่คอรัปชั่นที่เราพูดกัน แต่มันเป็นส่วนหนึ่งที่มีการฟอกเงินที่มีส่วนพัวพันเรื่องของการทุจริตด้วย
0 มีข้อสะท้อนของนักธุรกิจต่างชาติผ่านทางภาคเอกชนมาหรือไม่ ว่าเขามองนโยบายการทำงานของรัฐบาลเป็นอย่างไร มองว่าสถานการณ์ในบ้านเราตอนนี้เรื่องการคอรัปชั่น การฟอกเงิน น่าเป็นห่วงขนาดไหน
อันนี้มีแน่ เพราะว่าสถาบันเอกชนต่างประเทศที่อยู่ในประเทศไทย หอการค้า สถานทูต เพราะเขามีความเป็นห่วงในเรื่องของความโปร่งใสของประเทศ ในเรื่องของการทำงาน อาจจะมีความไม่เรียบร้อย และมันกระทบต่อการตัดสินใจของเขา เพราะว่าหลายๆ บริษัทที่มาจากความเข้มงวดในเรื่องนี้ ถ้าเผื่อเขาคิดว่าการทำธุรกิจในประเทศไทยไม่สามารถตรงไปตรงมาได้ เขาก็อาจจะเลือกที่ไม่ทำธุรกิจกับประเทศไทย หรือว่าไปลงทุนที่อื่น ซึ่งตรงนี้มีผลกระทบในธุรกิจแน่ เพราะว่าประเทศเรามันโกงกันเยอะ ไม่ลงทุน ย้ายไปประเทศอื่นดีกว่า ก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจบ้านเรา
0 โตโยต้ายังลงทุนในประเทศไทยแน่นอน
ทางโตโยต้าเขาก็ได้ประกาศแล้ว เพราะตอนน้ำท่วมก็ประกาศชัดเจนว่า โตโยต้าเองยังสนับสนุนและมีการขยายงาน ซึ่งก็ได้ดำเนินการไปแล้ว โตโยต้าลงทุนกับประเทศไทยเฉพาะรายปีก็หลายหมื่นล้าน ซึ่งการลงทุนทั้งหมดก็คงเป็นแสนล้านบาท โรงงานใหม่ที่ขยายไปก็หลายพันล้านบาท
สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งหมด รวมทั้งโตโยต้าด้วย ผมคิดว่าเรายังมีความมั่นคงในระดับหนึ่งที่จะเป็นฐานการลงทุน แต่ว่ายังไม่อยากวางใจ เพราะคู่แข่งของเรามี ถ้าเผื่อมีการปฏิบัติที่กระทบต่อความเจริญเติบโตของธุรกิจประเภทนี้เข้าเมื่อไร ก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของแนวความคิด อย่างเช่น นโยบายปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ ก็มีส่วนว่า ถูกต้องไหม แฟร์ไหม มันเป็นเรื่องที่ไปทำให้กระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์มากน้อยแค่ไหน ซึ่งต้องดูรายละเอียดอีกที เพราะต้องเอาตัวเลขมาเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในเชิงการแข่งขันภายในและภายนอกว่าเป็นธรรมไหม.

 

“มหกรรมถูกทั้งแผ่นดิน” แก้เกี้ยว..นโยบาย”ปู”ผิดทาง 2012/05/30

http://www.thaipost.net/news/140512/56748

14 May 2555

ถึงนาทีนี้ รัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คงมะงุงมะงาหรากับการหามาตรการแก้ปัญหาสินค้า “แพงทั้งแผ่นดิน” หลังจากการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา งัดแผนกดราคาสินค้า “ถูกทั้งแผ่นดิน” มาใช้ ในภาวะที่ราคาสินค้าขึ้นไปชนิดกู่ไม่กลับ และประชาชน ผู้บริโภคทั่วประเทศ “ตาเหลือก ขาชี้” เพราะรายได้วิ่งไม่ทันรายจ่าย
ซึ่งภายหลังการประชุม ครม. นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง ออกมาระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้สั่งการให้ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อป้องกันปัญหาราคาสินค้าแพง พร้อมทั้งระบุว่า ราคาสินค้าไม่ควรถูกช่วงต้นน้ำ และมาแพงช่วงปลายน้ำ
“ยอมรับว่ามีสินค้าบางชนิดที่ราคาปรับตัวสูงขึ้นกว่าช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา แต่ถ้าเปรียบเทียบกับปีก่อน ราคาไม่ต่างกัน ถือว่าค่อนข้างทรงตัว ส่วนถ้ากรณีราคาสินค้าสูงตั้งแต่ต้นทางด้วยหตุผลหลายอย่าง ทุกส่วนก็ควรจะยอมรับ ไม่ควรไปปฏิเสธ เช่น ราคามะนาว ที่ยอมรับว่าราคาขายลูกละ 8 บาทมีในท้องตลาดจริง แต่ราคาอื่นๆ ก็มี เช่น ลูกละ 1-2-3-4 บาท ซึ่งส่วนนี้พ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่ก็เลือกใช้ลูกที่มีราคาขาย 3-4 บาท ก็ไม่ได้มีผลกระทบแต่อย่างใด”
ด้าน นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมาตรี กล่าวว่า หลังจากนี้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะจัด “มหกรรมถูกทั้งแผ่นดิน” เพื่อจำหน่ายสินค้า ทั้งอาหารปรุงสุก ผัก ผลไม้ราคาถูก ในพื้นที่ กทม. ปริมณฑล และต่างจังหวัด ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมจะมีการจัด “มหกรรมสินค้าราคาโรงงาน” เพื่อจำหน่ายสินค้าต่างๆ ในราคาโรงงาน นอกจากนี้ ยังมอบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์วางแผนการผลิตสินค้าเกษตร เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสินค้าล้นหรือขาดตลาด
ฝั่ง นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน สรุปผลการสำรวจสถานการณ์ราคาสินค้าใน 11 ตลาดตามที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้รัฐมนตรีลงพื้นที่ไปตรวจสอบ พบว่า ภาพรวมสินค้ามีทั้งลดลง ทรงตัว และสูงขึ้น โดยกลุ่มที่ลดลง ได้แก่ เนื้อหมูลดลง 9.35% ไก่ลดลง 22.5% และไข่ไก่ลดลง 10.8% กลุ่มที่ราคาทรงตัว ได้แก่ น้ำมันพืชและน้ำตาลทราย ส่วนกลุ่มที่ราคาสูงขึ้น ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผักสด เช่น กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว ผักคะน้า ผักชี ต้นหอม ขึ้นฉ่าย เป็นต้น เพราะมีปัญหาผลผลิตน้อย จากสภาพอากาศร้อน
ส่วนสินค้าอุปโภคบริโภค พบว่า ราคาต้นทางไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้น แต่ราคาปลายทางมีราคาสูงขึ้นบ้าง เนื่องจากค่าขนส่งและค่าแรง โดยเฉพาะสินค้าที่มีน้ำหนักมาก
สำหรับอาหารปรุงสำเร็จ ราคาปรับตัวสูงขึ้นบ้าง ตั้งแต่ 2.50-5 บาท เมื่อเทียบกับปีก่อน ยกเว้นไข่ดาวที่ราคาลดลงเหลือฟองละ 5 บาท จากเดิม 7 บาท โดยราคาเฉลี่ยอยู่ที่เมนูละ 25-35 บาท และเชื่อว่าแนวโน้มราคาจะปรับลดลงได้อีก
นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า จากการประเมินราคาวัตถุดิบผลิตสินค้าที่สำคัญไม่มีรายการใดปรับเพิ่มขึ้น ยกเว้นสินค้าอาหารที่ปรับเพิ่มขึ้นตามฤดูกาลหากเฉลี่ยสัดส่วนราคาขึ้น-ลงแล้วจะไม่ทำให้การผลิตในอุตสาหกรรมอาหารเพิ่มขึ้น เช่น น้ำปลา ตอนนี้ราคาอาหารทะเลไม่ได้ขึ้น และน้ำปลาก็ต้องผลิตมานานหลายเดือนก่อนหน้านี้แล้ว แต่ยอมรับว่าการปรับขึ้นค่าแรงงานอาจกระทบต่อต้นทุนบ้าง ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ประเมินแล้วจะกระทบไม่ถึง 1% จึงสั่งการให้ติดตามราคาสินค้าไม่ให้มีการปรับเพิ่มขึ้นมากจนเกินไป
“ถ้าผมยังเป็นปลัดอยู่ บอกได้เลยว่าไม่ให้สินค้าใดขึ้นราคา เพราะตอนนี้เราว่าต้นทุนการผลิตไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นเลย เนื่องจากเศรษฐกิจไม่ได้ดีมากจนทำให้ต้นทุนสำคัญๆ ต้องปรับเพิ่ม ยกเว้นค่าแรงงานซึ่งก็ไม่ถึง 1% แต่ต้องเข้าใจว่าสินค้าจะมีราคาเพดานอยู่ ตอนนี้ยังไม่มีรายการใดปรับเกินราคาเพดานแต่อย่างใด” นายยรรยงกล่าว
หันไปทางกระทรวงพาณิชย์ นอกจากจะไร้มาตรการใหม่ๆ ออกมาต่อสู้กับสินค้าแพงแล้ว งัดแต่มุกเก่าๆ เดิม อย่าง “ธงฟ้า” ซึ่งดำเนินการทุกยุคทุกสมัย แต่ไม่รู้ทำไมไม่ได้ทำให้สินค้าถูกลง
และล่าสุดมีของเล่นใหม่ “ร้านค้าถูกใจ” ที่กำลังเป็นลูกผีลูกคน
ฟากฝั่งของ นายบุญทรง กล่าวว่า มาตรการที่จะช่วยแก้ปัญหาสินค้าราคาแพง เบื้องต้นจะใช้โครงการที่มีอยู่เดิม คือ “โครงการธงฟ้า” ที่จะมีการนำสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพออกจำหน่ายในราคาพิเศษ โดยนำร่องออกจำหน่ายสินค้าใน กทม. ประมาณ 10 เขต ช่วงวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการจัดหาสถานที่ในแต่ละเขตเพื่อจำหน่ายสินค้าประเภท เนื้อหมู ไข่ไก่ ผักสด และสินค้าที่จำเป็นอื่นๆ ในราคาต่ำกว่าท้องตลาด 20-25%
“คาดว่าจะสามารถจัดจำหน่ายสินค้าธงฟ้าได้ครบทุกเขตภายในสิ้นเดือน พ.ค.นี้อย่างแน่นอน ส่วนในต่างจังหวัดอยู่ในช่วงประสานงานใช้พื้นที่ศาลากลางทุกจังหวัดในการจัดงาน” นายบุญทรงกล่าว
สำหรับการดูแลราคาสินค้าอีกส่วน จะมีการติดตามภาวะราคาสินค้าอย่างเข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของอาหารสำเร็จรูป จะขอความร่วมมือกับหน่วยงานราชการต่างๆ จัดหาสถานที่เพื่อนำสินค้าอาหารไปจำหน่าย โดยจะเพิ่มพื้นที่การจำหน่าย โดยจะขอใช้พื้นที่ใต้ทางด่วน เพื่อนำสินค้าอาหารไปจำหน่ายให้กับประชาชน โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 2 เดือน
ล่าสุด ได้ขอความร่วมมือกับศูนย์อาหารในห้างค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่ ตลาดสด ย่านชุมชนและย่านธุรกิจ 10 แห่ง ได้แก่ อาคารซันทาวเวอร์ อาคารเอ็มไพร์ อาคารวรรณสรณ์ อาคารอื้อจือเหลียง อาคารสยามสินธรทาวเวอร์ อาคารอินเตอร์เซนจ์ อาคารสาธรซิตี้ อาคารยูไนเต็ด อาคาร SCB Park และอาคารจัสมิน จัดจำหน่ายอาหารราคาถูกเมนูละไม่เกิน 30 บาท โดยกรมการค้าภายในจะเข้าไปช่วยเหลือด้านต้นทุนวัตถุดิบ และกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเพิ่มพื้นที่ให้มากขึ้น
นอกจากนี้ ได้สั่งการให้ กรมการค้าภายใน ทำหนังสือถึงผู้ประกอบการสินค้า เพื่อขอความร่วมมือตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค กำหนดระยะเวลา 4 เดือน เพราะขณะนี้สถานการณ์วัตถุดิบไม่ได้ปรับเพิ่มสูงขึ้น มีแต่ราคาน้ำมันที่เป็นต้นทุนด้านการขนส่งที่สูงขึ้น โดยจะหารือกับกระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงแรงงาน เพื่อพิจารณามาตรการช่วยเหลือในภาพรวม
ข้อมูลร้านถูกใจ//ต่ออีโค
ส่วนโครงการร้านถูกใจ หรือโชห่วยช่วยชาติ ล่าสุดมีร้านค้าปลีกสมัครเข้าร่วมโครงการแล้ว 5,500 ร้าน ณ วันที่ 30 เม.ย.55 ซึ่งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพประชาชนเขตกรุงเทพมหานคร จะเป็นผู้พิจารณาและคัดเลือก ส่วนต่างจังหวัด คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพประชาชนระดับจังหวัดจะเป็นผู้พิจารณาและคัดเลือก โดยขณะนี้ มีการเปิดบริการนำร่องแล้ว 50 ร้านในเขตกรุงเทพมหานคร โดยในวันที่ 20 พ.ค.นี้ คาดว่าจะมีความพร้อมในการเปิดบริการของร้านถูกใจได้ทั่วประเทศ
สำหรับร้านถูกใจได้รับอนุมัติงบจาก ครม. 1,340 ล้านบาท ในการขอความร่วมมือร้านค้าปลีกทั่วประเทศ จัดมุมในการจำหน่ายสินค้าราคาถูกกว่าท้องตลาด 20% โดยมีสินค้าสำคัญ ได้แก่ สินค้าเบื้องต้น 20 รายการ ได้แก่ ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมันพืช น้ำตาลทราย ผงชูรส น้ำปลา ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นมยูเอชที ซอสปรุงรส เนื้อสุกร เนื้อไก่ สบู่ ยาสีฟัน แชมพู ผงซักฟอก แป้งผงโรยตัว น้ำยาล้างจาน ผ้าอนามัย ยากำจัดยุงและแมลง
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) กล่าวว่า ผู้ประกอบการพร้อมให้ความร่วมมือกับรัฐบาลที่ร้องขอให้ผู้ประกอบการตรึงราคาสินค้าออกไปอีก 4 เดือน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่าขณะนี้ต้นทุนสินค้าประเภทต่างๆ ยังมีการแกว่งตัวซึ่งส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากการปรับตัวขึ้นของค่าแรงขั้นต่ำ และราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น
“รัฐบาลไม่ควรสร้างตัวแปรที่ทำให้ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากที่ผ่านมาต้นทุนการผลิตได้รับผลกระทบจากนโยบายการปรับค่าแรงขั้นต่ำ และราคาน้ำมันไปแล้ว ซึ่งขณะนี้ต้นทุนราคาสินค้าก็ยังปรับขึ้น-ลงยังไม่นิ่ง หากมีปัจจัย เช่น การปรับขึ้นราคาค่าไฟ ราคาพลังงานเพิ่มขึ้น อาจทำให้ต้นทุนราคาสินค้าแกว่งตัว จนผู้ประกอบการต้องปรับราคาสินค้าเพิ่มอีก”
แม้ว่าเกมรุกของรัฐบาลที่ออกมาล่าสุด จะหวังให้สินค้า “ถูกลงทั้งแผ่นดิน” แต่ทว่าเป็นเพียงมาตรการ “แก้เกี้ยว” จากนโยบายประชานิยมที่ “หลงทาง” ต่างหาก
ไม่ว่าจะเป็น…
การรับจำนำข้าวตันละ 15,000 บาท..ชาวนาถูกเอาเปรียบ ข้าวราคาไม่ขึ้น
เงินเดือนข้าราชการปริญญาตรี 15,000 บาท..ยังไม่มีผลในทางปฏิบัติ
ขึ้นค่าแรง 300 บาททั่วประเทศ..ยังทำไม่ได้ แต่นำร่องก่อน 7 จังหวัด
ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน..กดราคาน้ำมันลงช่วงเวลาอันสั้น แต่ปัจจุบันสูงปรี๊ด คนใช้รถร้องจ๊าก
สินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีพ ต่างปรับราคาขึ้นไปดักหน้าประชานิยมเป็นปี และมีอีกหลายรายการที่จ่อคิวปรับสูงขึ้น
โดยเฉพาะ “ราคาพลังงาน” ที่จะปรับขึ้นตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้แก่
1.การปรับโครงสร้างราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) แบ่งเป็นแอลพีจีภาคครัวเรือน ขยายระยะเวลาการตรึงราคาขายปลีกที่ 18.13 บาท/กิโลกรัม (กก.) จากเดิมสิ้นสุดเดือน ก.ย.2554 ไปจนถึงสิ้นปี 2555, แอลพีจีภาคขนส่งเริ่มปรับขึ้นราคาขายปลีกเพิ่มเดือนละ 0.41 บาท/ลิตร หรือเดือนละ 75 สตางค์ต่อ กก. เริ่มทุกวันที่ 16 ของทุกเดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 16 ม.ค.2555 เป็นต้นไป จนกว่าราคาจะไปถึงเพดานที่กำหนดคือ 27.13 บาทต่อ กก. ซึ่งปัจจุบันขึ้นมาแล้ว 3 บาท/กก. มาอยู่ที่ 21.13 บาท/กก. และแอลพีจีภาคอุตสาหกรรม กำหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 1 บาท/กก. ตั้งแต่ 1 ม.ค.2555 เป็นต้นไป เพื่อเป็นการลดภาระกองทุนน้ำมันฯ จากการชดเชยการนำเข้าก๊าซแอลพีจีจากต่างประเทศ
2.แนวทางการปรับราคาขายปลีกก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) ให้ทยอยปรับขึ้นราคาขายปลีกเอ็นจีวีเดือนละ 0.50 บาท/กก. ตั้งแต่วันที่ 16 ม.ค.2555 ถึง ธ.ค.2555 หรือเป็นเวลา 12 เดือน เริ่มทุกวันที่ 16 ของทุกเดือน และเริ่มขึ้นราคาครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 ม.ค.2555 เพื่อให้ราคาสุดท้ายอยู่ที่ 14.50 บาท/กก. ปัจจุบันได้มีการขึ้นไปแล้ว 2 บาท/กก. ทำให้ราคาอยู่ที่ 10.50 บาท/กก.
3.การปรับราคาน้ำมันเชื้อเพลิง โดยปรับเพิ่มอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ของน้ำมันเบนซิน และน้ำมันแก๊สโซฮอล์เดือนละ 1 บาท/ลิตร ตั้งแต่ 16 ม.ค.2555 และปรับเพิ่มอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ของน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว อัตรา 0.60 บาท/ลิตร ตั้งแต่ 16 ม.ค.2555 เป็นต้นไป โดยมอบให้  กบง.พิจารณาระยะเวลาการส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ตามความเหมาะสม
นโยบายการปรับโครงสร้างราคาดังกล่าว ส่งผลกระทบไปยังค่ารถโดยสาร ทำให้คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง ซึ่งมี นายศรศักดิ์ แสนสมบัติ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ได้มีมติเห็นชอบให้รถโดยสารหมวด 2, 3 และ 4 ปรับขึ้นค่าโดยสารได้ ซึ่งจะมีผลวันที่ 15 พ.ค.2555 เป็นต้นไป โดยรถสองแถวปรับจาก 5.50 บาท เป็น 7 บาท, รถมินิบัสปรับจาก 6.50 บาท เป็น 8 บาท, รถ บขส. และรถร่วม บขส. ปรับขึ้นสูงสุด 4 สตางค์ต่อกิโลเมตร
สำหรับรถแท็กซี่ ยื่นขอปรับค่าโดยสารเพิ่มขึ้นเช่นกัน คือคงค่ามิเตอร์เริ่มแรกไว้ที่ 35 บาท แต่ให้ปรับขึ้นตามระยะทางจากกิโลเมตรที่ 1-50 เพิ่มขึ้น 12% ส่วนระยะทางกิโลเมตรที่ 50-150 เพิ่มขึ้น 8% และระยะทางกิโลเมตรที่ 150 ขึ้นไป ปรับขึ้น 15% และหากรถติด ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ เพิ่มขึ้นจากเดิม 1.50 บาทต่อนาที เป็น 2.50 บาทต่อนาที แต่ยังไม่ได้รับการอนุมัติจากกรมการขนส่งทางบก (ขบ.)
และ มติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 9 พ.ค.2555 เห็นชอบให้ตรึงราคาพลังงานทั้ง 3 กลุ่มออกไปอีก 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค.-16 ส.ค.2555 คือ เอ็นจีวีรถยนต์ ให้คงไว้ที่ 10.50 บาท/กก. และแอลพีจีที่ 21.13 บาท/กก. รวมทั้งชะลอการเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันเบนซิน 95 และ 91 ส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยให้จัดเก็บเท่าเดิมที่ 4 บาท/ลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล์ 95 ให้จัดเก็บที่ 2.20 บาท/ลิตร น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ที่ 60 สตางค์/ลิตร และน้ำมันดีเซล 60 สตางค์/ลิตร
มติดังกล่าวจะเสนอให้ กพช.พิจารณา และเข้าสู่ที่ประชุม ครม.วันที่ 15 พ.ค.2555 นี้ เพื่อให้มีผลในวันที่ 16 พ.ค.2555
นอกจากนี้ ยังให้ตรึงค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (เอฟที) เดือน พ.ค.นี้ออกไป 1 เดือน จากมติเดิมที่ให้ปรับขึ้น 30 สตางค์/หน่วย เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน โดยเลื่อนการปรับค่าเอฟทีออกไปเป็นเดือน มิ.ย.-ส.ค.แทน
แม้ปัจจุบันรัฐบาลจะสั่งเบรกการปรับราคาพลังงานและค่าขนส่ง แต่เมื่อถึงกำหนดเวลา คงไม่สามารถยื้อต่อไปได้อีก เพราะยิ่งยื้อเท่าไร ประชาชน ผู้บริโภค จะรับกรรมมากขึ้นจากความผิดพลาดของนโยบายรัฐบาล.

 

เศรษฐกิจฟื้น ค่าแรงขึ้น ชาวบ้านอ่วม สินค้าแพง รายจ่ายพุ่ง 2012/05/30

http://www.thaipost.net/news/070512/56412

7 May 2555

ณ เวลานี้ ไตรมาสแรกของปี 2555 เพิ่งจะผ่านไป แต่คนในฝั่งรัฐบาลต่างดาหน้าออกมาตีปี๊บว่า “เศรษฐกิจฟื้น” อย่างเห็นได้ชัด หลังจากประสบปัญหาน้ำท่วมหนักเมื่อช่วงปลายปี 2554 ขณะที่หน่วยงานสำคัญด้านเศรษฐกิจ เตรียมปรับเพิ่มประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2555 กันใหม่อีกรอบแล้ว ทั้งที่สถานการณ์ ปัจจัยเสี่ยงที่แวดล้อม ยังวางใจไม่ได้
เริ่มจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
โดย นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจในประเทศ ธปท. ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยกลับมาขยายตัวได้อย่างเต็มที่ในทุกภาคของเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสแรกปี 2555 หลังจากซบเซาอย่างหนักจากปัญหาน้ำท่วมไตรมาส 4 ปี 2554 และการเติบโตยังคงมีแนวโน้มต่อเนื่องไปยังไตรมาส 2
เหตุผลหลักมาจากภาคการผลิต การลงทุน การอุปโภคบริโภค ได้กลับมาฟื้นตัวอย่างเต็มกำลัง ประกอบกับรัฐบาลยังสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากขึ้น หลัง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 ประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา
“เศรษฐกิจเดือน มี.ค.ฟื้นตัวดีขึ้น ทั้งการส่งออก การบริโภค การลงทุน การผลิต ส่งผลให้ในไตรมาสแรกเศรษฐกิจฟื้นตัวในทุกภาคส่วน ซึ่งเร็วกว่าที่แบงก์ชาติเคยคาดการณ์ไว้ ทำให้ช่องว่างการผลิตมีแนวโน้มแคบลงกว่าเดิมที่คาดว่าจะอยู่ต้นไตรมาส 3 ดังนั้น เชื่อว่าการขยายตัวเศรษฐกิจไทยยังจะมีต่อเนื่องไปยังไตรมาส 2 ของปี” นายเมธี ระบุ
โดยในไตรมาสแรก สถานะการค้าขายของไทยเกินดุลการค้า 1,173 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการเกินดุลในไตรมาส 4/2554 ที่ 993 ล้านเหรียญสหรัฐ แม้จะขาดดุลในเดือน มี.ค. 1,401 ล้านเหรียญสหรัฐก็ตาม
เหตุผลดังกล่าว ส่งผลให้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3% ต่อปี เป้าครั้งที่ 2 ในการประชุมเมื่อวันที่ 2 พ.ค.ที่ผ่านมา
โดย นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน เลขานุการ กนง. ให้เหตุผลว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันยังเป็นระดับที่เหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องให้เข้าสู่ภาวะปกติ และสอดคล้องกับการรักษาเงินเฟ้อในกรอบเป้าหมาย
ขณะเดียวกัน ภาวะเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสแรกที่ฟื้นตัวได้เร็วกว่าที่ธปท.คาดการณ์ไว้ และยังคงมีแรงส่งไปยังการขยายตัวเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง ส่งผลให้ กนง.เตรียมปรับขึ้นประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจจากที่ตั้งไว้ 4.9% ต่อปี และอัตราเงินเฟ้อที่ 3.2% ต่อปี โดยกำหนดแถลงในวันที่ 11 พ.ค.นี้
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจที่มีทิศทางดีขึ้น มีผลต่อการอุปสงค์ในประเทศที่เร่งตัว ประกอบกับการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และราคาน้ำมันดิบตลาดโลกแพง จะสร้างแรงกดดันทางด้านราคาและเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่ง กนง.ต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิด และ กนง.พร้อมที่จะปรับทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ
ด้าน น.ส.สุทธาภา อมรวิวัฒน์ Chief Economist และผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ธนาคารปรับประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้เป็น 5.6-5.8% ซึ่งเป็นผลมาจากการฟื้นตัวที่รวดเร็วของภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการใช้จ่ายในประเทศที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะการลงทุน
ขณะที่ก่อนหน้านี้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ออกมาตีปี๊บล่วงหน้าแล้วว่า จะปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจขึ้นแน่นอน โดย นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการ สศค. กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/2555 มีโอกาสขยายตัวได้ที่ระดับ 2-2.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
“เบื้องต้นประเมินว่า แนวโน้มการเติบโตของจีดีพีปีนี้ มีโอกาสเติบโตได้สูงถึง 6-7% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่คาดการณ์ที่ 5.5% หรือช่วงคาดการณ์ 5-6% หากทิศทางเศรษฐกิจในประเทศยังขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่ง โดยในเดือน มิ.ย.นี้ สศค.จะมีการปรับประมาณการจีดีพีปี 2555 อีกครั้ง โดยหลังจากนี้อาจต้องมีการพิจารณาปัจจัยเสี่ยงเรื่องปัญหาค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นเข้าไปด้วย ซึ่งต้องยอมรับว่าปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวมีผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจอย่างแน่นอน แต่คงไม่มีนัยยะสำคัญอะไร” นายสมชัยกล่าว    นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่ต้องจับตา อาทิ ราคาน้ำมันในตลาดโลก ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ในสหรัฐ ยุโรป และจีน รวมถึงสถานการณ์การเมือง การบริโภคภาคประชาชน และปัญหาภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะภัยแล้งที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมของไทย รวมถึงแนวโน้มการเร่งลงทุนในโครงการเมกะโปรเจ็กต์ของรัฐบาล และการออกมาตรการกระตุ้นภาคธุรกิจเอสเอ็มอีในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งจะช่วยเสริมประสิทธิภาพของกลุ่มธุรกิจดังกล่าวให้แข็งแกร่งขึ้นอีกด้วย
ก็อย่างที่นายสมชัยทิ้งท้ายเอาไว้นั่นแหละว่า “ค่าครองชีพ” ที่ปรับตัวสูงขึ้น เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อการลดลงของเศรษฐกิจไทย
ปัญหาค่าครองชีพแพงขึ้น มาจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาล ภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นั่นแหละ โดยเฉพาะนโยบายการปรับขึ้นค่าแรงวันละ 300 บาท โดยเมื่อวันที่ 1 เม.ย.2555 แม้จะนำร่องก่อนใน 7 จังหวัด แต่ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งประเทศ เนื่องจากราคาสินค้าได้ปรับขึ้นไปดักหน้าไว้ก่อนแล้ว
โดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า ผู้บริโภคยังวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาค่าครองชีพสูง และราคาสินค้าแพง ความไม่แน่นอนทางการเมือง และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
เห็นได้จากดัชนีภาวะค่าครองชีพอยู่ที่ 50.7 สูงสุดในรอบ 21 เดือนนับจากเดือน ก.ค.2553 เพราะรายได้ยังไม่เพิ่มสูงขึ้นเท่ากับค่าครองชีพ และคาดว่าในอีก 3 เดือนข้างหน้าค่าครองชีพจะยิ่งแย่ลงอีก เพราะราคาพลังงานมีแนวโน้มสูงขึ้น และราคาสินค้าเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ค่าดัชนีภาวะค่าครองชีพในอนาคตอยู่ที่ 70.5 สูงสุดในรอบ 23 เดือน นับตั้งแต่เดือน มิ.ย.2553
“เงินเฟ้อ” เป็นตัวสะท้อนภาวะราคาสินค้าแพงได้เป็นอย่างดี
เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงพาณิชย์แถลงตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปของเดือน เม.ย.2555 เท่ากับ 114.78 สูงขึ้น 0.42% จากเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา และสูงขึ้นเพียง 2.47% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน และเป็นอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวลดลงต่ำสุดในรอบ 2 ปี 4 เดือน ภายหลังจากที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้านี้ ส่งผลให้เงินเฟ้อในช่วง 4 เดือนแรก (ม.ค.-เม.ย.) สูงขึ้น 3.16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน
สำหรับดัชนีเงินเฟ้อพื้นฐานเท่ากับ 107.84 สูงขึ้น 0.33% เมื่อเทียบกับเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา และสูงขึ้น 2.77% เมื่อเทียบกับช่วงเดือนเดียวกันปีก่อน
การที่เงินเฟ้อลดลงในเดือน เม.ย. สวนทางภาวะราคาสินค้าที่ยังสูงขึ้น ก่อให้เกิดข้อกังขาขึ้นมาทันที
โดย นายธนวรรธน์ พลวิชัย โดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า การที่เงินเฟ้อเดือน เม.ย.ที่ลดลงเหลือ 2.47% จากเดือน มี.ค.ที่สูงถึง 3.45% “เป็นไปไม่ได้” ที่ในเดือนเดียวอัตราเงินเฟ้อจะลดลงมากถึง 1% เพราะราคาสินค้าไม่ได้ลดลงมากขนาดนั้น
พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่า ในการสำรวจราคาสินค้าทั่วประเทศ เชื่อว่ากระทรวงพาณิชย์ออกสำรวจจริง แต่คงสำรวจในตลาดที่ราคาไม่แพงมาก และไม่ได้สำรวจตลาดใหญ่ๆ จึงทำให้ผลที่ออกมาไม่สะท้อนความเป็นจริง ทั้งที่ในสินค้ากว่า 400 รายการที่นำมาคำนวณเงินเฟ้อ มีสินค้ามากถึง 187 รายการที่ราคาเพิ่มขึ้น และ 69 รายการที่ราคาลดลง
“กระทรวงพาณิชย์จะต้องตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้ว่า การที่เงินเฟ้อลดลงมากนั้น เป็นเพราะอะไร” นายธนวรรธน์กล่าว
ด้าน นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงว่า สาเหตุที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวลดลงอยู่ที่ระดับ 2.47% เนื่องมาจากภาพราคาสินค้าทั่วไปไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้น เพราะวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตไม่ขึ้น ผู้ผลิตจึงไม่มีการปรับราคาสินค้าขึ้น ขณะที่ความต้องการสินค้ายังทรงตัวอยู่ในระดับปกติ ไม่ได้เพิ่มขึ้นรุนแรงจนทำให้สินค้าไม่เพียงพอต่อความต้องการ นอกจากนี้ ฐานอัตราเงินเฟ้อในเดือน เม.ย.ปีก่อนอยู่ในระดับที่สูงถึง 4.04% เมื่อเปรียบเทียบแล้วทำให้อัตราเงินเฟ้อเดือนนี้ลดลง
“เงินเฟ้อที่ลดลงเกือบ 1% จากเดือน มี.ค.จากอัตรา 3.45% มาเหลือ 2.47% ในเดือน เม.ย. เป็นผลสำรวจที่ออกมาจริง ไม่ได้ตกแต่งตัวเลข ถ้าตกแต่งหรือเมกตัวเลข คงจะทำได้เนียนกว่านี้” นายยรรยงระบุ
นายยรรยงกล่าวอีกว่า มั่นใจว่าเดือนต่อๆ ไปแนวโน้มเงินเฟ้อน่าจะลดลงต่อเนื่อง จากมาตรการดูแลค่าครองชีพของรัฐบาลที่กำลังดำเนินการ และการดูแลราคาสินค้าอย่างใกล้ชิดของกระทรวงพาณิชย์ โดยไตรมาส 2 คาดว่าเงินเฟ้อจะอยู่ที่เฉลี่ย 3.5% และทั้งปีอยู่ในเป้า 3.3-3.8% แน่นอน
อย่างไรก็ดี ในการนำคณะออกสำรวจภาวะราคาสินค้าในตลาดสดเตาปูนของกระทรวงพาณิชย์ ทำเอา “หน้าแหก” เมื่อพบว่าสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพของประชาชน “สูงขึ้น” ถ้วนหน้า และสูงกว่า “ราคาแนะนำ” ของกรมการค้าภายในซะอีก
อาทิ เนื้อสุกร เนื้อแดง (สันนอก-สันใน) ราคาอยู่ที่กิโลกรัม (กก.) ละ 140 บาท ขณะที่ราคาแนะนำเดือน เม.ย.อยู่ที่ กก.ละ 123.50 บาท ไก่สด-ทั้งตัว ราคาอยู่ที่ ก.ก.ละ 80 บาท ขณะที่ราคาแนะนำอยู่ที่ กก.ละ 68.99 บาท มะนาวอยู่ที่ลูกละ 7 บาท ขณะที่ราคาแนะนำอยู่ที่ลูกละ 6.86 บาท ผักกาดขาวราคา กก.ละ 40 บาท ราคาแนะนำอยู่ที่ กก.ละ 31.78 บาท แตงกวาราคา กก.ละ 40 บาท ราคาแนะนำอยู่ที่ กก.ละ 22.64 บาท ผักคะน้ามีราคา กก.ละ 55 บาท ขณะที่ราคาแนะนำอยู่ที่ กก.ละ 31.96 บาท ถั่วฝักยาวราคาสูงถึง กก.ละ 60 บาท ปรับตัวสูงขึ้นจากราคาแนะนำเดือน เม.ย.ที่ กก.ละ 30 บาท โดยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยกว่าปกติ
โดยพ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่ให้เหตุผลถึงราคาผักสดที่มีราคาสูงขึ้นว่า เกิดจากสภาวะอากาศที่ร้อนขึ้น และอยู่ในช่วงหน้าแล้ง ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย ทำให้ต้นทุนในการจำหน่ายสูงขึ้นตามไปด้วย
ถึงตอนนี้ คงไม่ต้องบอกรัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์แล้วล่ะว่า ภายใต้การบริหารประเทศของทั่นๆ ทั้งหลาย เศรษฐกิจดีขึ้นจริงหรือไม่
แต่มันจะมีประโยชน์อะไร ถ้าประชาชนในประเทศยังอ่วมอรทัย รายจ่ายเพิ่ม รายได้มีแต่ทรงกับทรุด หาได้มาเท่าไร ไม่พอกับค่าใช้จ่ายในครัวเรือน
ตัวเลขจีดีพี “สูง” ก็ไร้ประโยชน์ ถ้าเงินในกระเป๋าประชาชน “ต่ำ”.

 

รถไฟฟ้า-ไฮสปีดเทรน ทำได้แค่นโยบายสร้างภาพ-หาเสียง 2012/05/30

http://www.thaipost.net/news/300412/56111

30 April 2555

โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของประเทศ หรือเมกะโปรเจ็กต์ของภาครัฐบาลพยายามทำกันมาหลายยุคหลายสมัยก็หนีไม่พ้นโครงการพัฒนาระบบรถไฟฟ้าบางรัฐบาลก็ 10 สายบ้าง 12 สายบ้าง รวมถึงโครงการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) ซึ่งมาถึงยุคของพรรคเพื่อไทยบริหารประเทศ ก็เน้นในเรื่องดังกล่าวเช่นกัน โดยตั้งเป้าจะพัฒนาให้แล้วเสร็จทั้ง 10 สายทาง พร้อมรถไฟความเร็วสูง 4 สายทาง
สำหรับความคืบหน้าโครงการพัฒนาระบบรถไฟฟ้า 10 เส้นทางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนบริเวณพื้นที่ปริมณฑล ทั้งทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก และตะวันตก เข้าสู่พื้นที่เขตเมืองชั้นในกรุงเทพมหานครได้อย่างรวดเร็ว ตามแผนที่วางไว้จะสามารถเริ่มก่อสร้างได้ครบใน 4 ปี ระยะทาง 410 กิโลเมตร (ภายในปี พ.ศ.2562) และต่อขยายจนครบ 464 กิโลเมตร ในระยะต่อไป (ภายในปี พ.ศ.2572)
หลังจากที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยเข้ามาบริหารประเทศได้มีนโยบายเร่งผลักดันโครงการรถไฟฟ้า 10 สาย ซึ่งนาย จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ประกาศว่าโครงการรถไฟฟ้า 10 สายต้องเกิดในรัฐบาลนี้ หรือภายใน 4 ปี ได้สั่งให้ รถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ตั้งคณะทำงาน 10 กลุ่มแยกดูแต่ละสาย เพื่อผลักดันโครงการรถไฟฟ้า 10 สายให้สามารถลงนามในสัญญาได้ทั้งหมดในรัฐบาลชุดนี้ หรือภายในระยะเวลา 4 ปี
โดยคณะทำงานทั้งหมดจะต้องทำงานอย่างเป็นระบบและสอดคล้องกัน คือต้องพิจารณาในทุกเรื่องตั้งแต่การออกแบบก่อสร้าง ควบคุมการก่อสร้าง การเดินรถ รวมถึงการศึกษาแนวทางการให้บริการรถไฟฟ้าในราคา 20 บาทตลอดสาย ทั้งนี้ ได้ให้ รฟม.นำรายละเอียดการดำเนินโครงการรถไฟฟ้าทั้งหมดเสนอกระทรวงการคมนาคมเพื่อพิจารณาต่อไป     นอกจากนี้ ยังมี โครงการระบบตั๋วรวม หรือการจัดเก็บค่าโดยสารในอัตราเดียวคือ 20 บาทตลอดสาย ที่พรรคเพื่อไทยได้ทำการหาเสียงไว้และพยายามที่จะเร่งผลักดัน ทั้งนี้ ในด้านเทคนิคสามารถดำเนินการได้ แต่ต้องให้มีรถไฟฟ้าครบทั้ง 10 สายก่อน เพราะจะเกิดการเชื่อมต่อของผู้โดยสาร ทำให้รถไฟฟ้าสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ แต่หากจะดำเนินการในขณะนี้ต้องมีการจ่ายชดเชยให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งจะไม่เป็นธรรมกับประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้ใช้บริการ
สำหรับความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าทั้ง 10 สายทางนั้น รฟม.ได้ชี้แจงรายละเอียดไว้ว่ารถไฟฟ้าที่อยู่ในความรับผิดชอบของ รฟม. และอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างมี 3 สายทาง ประกอบด้วย 1.สายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ ความคืบหน้า 41.37% มีกำหนดเปิดบริการปี 2558 2.สายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค และช่วงบางซื่อ-ท่าพระ มีความคืบหน้า 12.72% กำหนดเปิดให้บริการปี 2559 3.สายสีเขียว ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ เริ่มก่อสร้าง 1 มีนาคมที่ผ่านมา อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมและดำเนินการสำรวจพื้นที่เพื่อวางแผนรื้อย้ายระบบสาธารณูปโภค     นอกจากนี้ ยังอีก 5 โครงการที่คาดว่าจะเริ่มลงนามในสัญญาและลงมือก่อสร้างได้ภายในปี 2555 นี้ ประกอบด้วย รถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ขณะนี้อยู่ระหว่างที่สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กลับไปทบทวนรูปแบบการใช้พื้นที่ วัดพระศรีมหาธาตุสร้างสถานี ซึ่งเดิมได้ออกแบบใช้พื้นที่เกาะกลางถนนพหลโยธินบริเวณวงเวียนอนุสาวรีย์หลักสี่ไว้ แต่หลังจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) พิจารณา แล้วเห็นว่าไม่เหมาะสมควรที่จะกลับไปใช้พื้นที่สำนักงานเขตบางเขน ตามเดิมที่มีการออกแบบไว้ก่อนหน้านี้นั้นคาดว่าจะใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 เดือน จากนั้นจะต้องส่งผลศึกษา
สายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี อยู่ระหว่างศึกษาทบทวนรายละเอียดต่างๆ ของโครงการ โดยเฉพาะรูปแบบรถไฟฟ้ายังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะเป็นโมโลเรล หรือเฮฟวีเวล, สายสีส้ม ช่วงตลิ่งชัน-มีนบุรี ลงนามว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาเอ็มเอเอฯ เพื่อศึกษาทบทวนรายละเอียดต่างๆ สายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ และสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง ออกประกาศเชิญชวนบริษัทที่ปรึกษา โดยจะเปิดให้รับเอกสารได้ระหว่าง 2-19 เมษายนนี้ กำหนดยื่นซอง 5 มิถุนายน 2555
ส่วนที่อยู่ในความรับผิดชอบของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ซึ่ง นายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการ ร.ฟ.ท. กล่าวถึงความคืบหน้าว่า โครงการสายสีแดงช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน ร.ฟ.ท.จะรับมอบงานโยธา พร้อมเปิดใช้โครงสร้างเดินรถไฟภายในเดือนเมษายน 2555 นี้ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโครงการดังกล่าวถูกออกแบบไว้รองรับระบบรถไฟฟ้า แต่ระยะแรก ร.ฟ.ท.จะนำรถไฟธรรมดาวิ่งให้บริการก่อน เนื่องจากระบบอาณัติสัญญาณสำหรับรถไฟฟ้าจะติดตั้งและเปิดให้บริการเดินรถพร้อมกับส่วนต่อขยายช่วงบางซื่อ-รังสิต คาดว่าจะใช้เวลาอีก 4 ปี จึงจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการระบบรถไฟฟ้าได้สมบูรณ์
โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต ระยะทาง 26 กม. ร.ฟ.ท.เตรียมเสนอให้คณะกรรมการ ร.ฟ.ท.พิจารณาปรับเพิ่มกรอบวงเงินโครงการรถไฟสายสีแดงเป็นเงิน 80,373 ล้านบาท จากเดิม 75,548 ล้านบาท และจะเสนอให้ ครม.พิจารณาต่อไป เพื่อแก้ปัญหาการประกวดราคาที่ล่าช้ามากว่า 1 ปี เนื่องจากการเปิดซองราคาสัญญาที่ 1 หรืองานก่อสร้างงานโยธา สถานีกลางบางซื่อและศูนย์ซ่อมบำรุง พบว่ากลุ่มกิจการร่วมค้า SU ประกอบด้วย บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้เสนอราคาต่ำสุดเสนอราคาที่ต่อรองแล้วเหลือ 31,170 ล้านบาท ขณะที่กรอบวงเงินของ ร.ฟ.ท.อยู่ที่ 27,344 ล้านบาท ซึ่งตามระเบียบการประกวดราคาของไทยไม่สามารถดำเนินการได้
นายยุทธนากล่าวว่า การปรับกรอบวงเงินดังกล่าว เป็นการปรับเพิ่มกรอบวงเงินตามระเบียบพัสดุของการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2544 ที่เปิดโอกาสให้ปรับเพิ่มกรอบวงเงินได้ไม่เกิน 10% สาเหตุที่ต้องปรับกรอบวงเงิน เพราะกรอบวงเงินเดิมคิดเมื่อปี 2552 แต่ขั้นตอนดำเนินงานจนกว่าจะประกวดราคาแบบนานาชาติใช้เวลากว่า 4 ปี ทำให้ราคาไม่เป็นปัจจุบัน
สำหรับกรอบวงเงินใหม่ แบ่งเป็น 3 สัญญา ได้แก่ สัญญาที่ 1 เพิ่มเป็น 30,078 ล้านบาท จากเดิม 27,344 ล้านบาท สัญญาที่ 2 งานโยธาสำหรับทางรถไฟ ระยะทาง 21 กม. เพิ่มเป็น 21,406 ล้านบาท จากเดิม 18,861 ล้านบาท และสัญญาที่ 3 งานระบบรถไฟฟ้าและเครื่องกลรวมงานจัดซื้อตู้รถไฟฟ้าช่วงตลิ่งชัน-บางซื่อ-รังสิต เพิ่มเป็น 28,899 ล้านบาท จากเดิม 26,272 ล้านบาท ต้องเร่งยุติเรื่องกรอบวงเงินให้ชัดเจน เพื่อจะได้เจรจาต่อรองกับกลุ่มกิจการร่วมค้า SU ให้ปรับลดวงเงินอีกกว่า 1 พันล้านบาท เพื่อให้วงเงินอยู่ในกรอบ หากบริษัทแรกไม่ยอมจะได้เจรจากับบริษัทที่ 2 ต่อไป
โครงการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูง นั้น สนข.ได้ศึกษาแผนแม่บทพัฒนารถไฟและรถไฟความเร็วสูง จำนวน 5 เส้นทาง รวมระยะทาง 3,133 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 983,472 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ระยะทาง 745 กิโลเมตร เงินลงทุน 229,800 ล้านบาท 2.กรุงเทพฯ-หนองคาย 615 กิโลเมตร เงินลงทุน 201,140 ล้านบาท 3.กรุงเทพฯ-อุบลราชธานี ระยะทาง 570 กิโลเมตร เงินลงทุน 172,069 ล้านบาท 4.กรุงเทพฯ-ระยอง ระยะทาง 221 กิโลเมตร เงินลงทุน 72,265 ล้านบาท และ 5.กรุงเทพฯ-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 982 กิโลเมตร เงินลงทุน 287,880 ล้านบาท ซึ่งตามนโยบายของพรรคเพื่อไทยนั้น มีความชัดเจนว่าจะผลักดันโครงการรถไฟความเร็วสูงเส้นทางแรก คือ เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่
ซึ่งเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2555 นายเฉินเจี้ยน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ สาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมคณะได้หารือร่วมกับ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) เกี่ยวกับการดำเนินโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) เบื้องต้นได้ตั้งคณะทำงาน 2 ฝ่ายพิจารณารายละเอียดการดำเนินโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงมี นายเจิ้งหมิงหลี่ หัวหน้าหน่วยงานประสานงานโครงการทางรถไฟจีน-ไทย กระทรวงรถไฟของจีน เป็นประธานฝ่ายจีน ส่วนนายชัชชาติเป็นประธานฝ่ายไทย โดยจะมีการพิจารณาด้านเทคนิค และแนวเส้นทางก่อสร้างร่วมกันก่อน คาดว่าจะเริ่มสำรวจศึกษาใน 3 เดือน และออกแบบรายละเอียดเสร็จใน 6 เดือน
แต่หลังจากที่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปดูงานรถไฟความเร็วสูงและเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการสถานีรถไฟกรุงปักกิ่ง (หนานจ้าน) สถานีรถไฟเมืองอู่ซิงของจีน และดำเนินงานของการดำเนินกิจการรถไฟซินคันเซ็น และระบบความปลอดภัยของประเทศญี่ปุ่น เพื่อนำมาศึกษาปรับใช้เป็นแนวทางในโครงการรถไฟความเร็วสูงของประเทศไทย ได้สั่งการให้กระทรวงคมนาคมปรับแผนการลงทุนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูง จำนวน 4 สายทาง ตามนโยบายของรัฐบาลใหม่อีกรอบ โดยให้ปรับระยะทางการก่อสร้างให้สั้นลง เพื่อให้สามารถผลักดันโครงการที่พรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้ให้มีผลงานเกิดเป็นรูปธรรมได้เร็วขึ้น และให้เป็นจริงมากที่สุดภายใน 4-5 ปีนี้ ตามกรอบระยะเวลาที่รัฐบาลบริหารประเทศ
โดยรายละเอียดแผนและเส้นทาง 4 สายทาง ประกอบด้วย สายกรุงเทพฯ-พิษณุโลก ระยะทาง 328 กิโลเมตร เงินลงทุน 121,014 ล้านบาท ปรับลดระยะทางจากเดิม 745 กิโลเมตร เงินลงทุนเดิม 229,809 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นสายทางแรกที่คาดว่าจะเริ่มดำเนินการ เพราะทั้งจีนและญี่ปุ่นต่างก็ให้ความสนใจ, สายกรุงเทพฯ-พัทยา ระยะทาง 187 กิโลเมตร เงินลงทุน 59,000 ล้านบาท ปรับลดระยะทางจากเดิมเป็นสายกรุงเทพฯ-ระยอง ซึ่งระยะทางรวม 221 กิโลเมตร เงินลงทุนเดิม 72,265 ล้านบาท, สายกรุงเทพฯ-โคราช ระยะทาง 256 กิโลเมตร เงินลงทุน 96,826 ล้านบาท และ สายกรุงเทพฯ-หัวหิน ระยะทาง 225 กิโลเมตร เงินลงทุน 82,166 ล้านบาท
ซึ่งล่าสุดรัฐบาลได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการกำกับพัฒนารถไฟความเร็วสูงขึ้น โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน กำกับดูแล 5 ข้อ ประกอบด้วย 1.คณะกรรมการร่างกรอบความต้องการของประเทศเพื่อดำเนินงานระบบรถไฟฟ้าความเร็วสูง 2.ด้านเทคนิควิศวกรรม 3.ด้านการเงินการลงทุน 4.การเพิ่มมูลค่าโครงการ และ 5.คณะกรรมการด้านบริหารการเดินรถ
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะโครงการพัฒนาระบบรถไฟฟ้า 10 เส้นทางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โครงการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) ก็ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์แก่ประชาชนและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ดังนั้นรัฐบาลในฐานะเป็นผู้กำหนดนโยบาย และยังได้ใช้เป็นเครื่องมือในการหาเสียงมาตั้งแต่ต้น ควรที่จะเร่งผลักดันโครงการให้สามารถเห็นเป็นรูปธรรมได้อย่างแท้จริงไม่ใช่แค่ลมปาก ที่สำคัญควรคำนึงถึงประโยชน์ส่วนร่วมเป็นหลัก และต้องยอมรับตัวเองด้วย เพราะเสียงจากประชาชนส่วนใหญ่ที่ได้เทคะแนนเสียงให้ ก็หวังที่จะให้ท่านได้ไปเป็นตัวแทนในการพัฒนาประเทศ ไม่ใช่มาเล่นขายของในสภาผู้แทนราษฎรเหมือนทุกวันนี้.

 

กฟผ. : ภารกิจหาไฟฟ้าเลี้ยงประเทศ 2012/05/30

http://www.thaipost.net/news/230412/55823

23 April 2555

“ถ้าเรามองประเทศว่ามีความต้องการใช้ไฟฟ้าหรือไม่ โดยเฉพาะความต้องการใช้ไฟฟ้าในกลุ่มผู้อยู่อาศัยนั้นโตทุกปี อุตสาหกรรมต้องการหรือไม่ ประเทศเราต้องพัฒนาหรือไม่ ถ้าเรายังต้องการพัฒนาประเทศ อุตสาหกรรมก็ต้องขยายตัว ก็ต้องใช้ไฟฟ้า ถ้าไฟฟ้าแพงเราก็แข่งขันไม่ได้ แต่ถ้าถามว่าอุตสาหกรรมกระทบสิ่งแวดล้อมหรือไม่กระทบ เราจะเอาบวกอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีทั้งบวกและลบ ต้องรู้จักบริหารจัดการ ถ้ามีความจำเป็นบวกต้องมากกว่าลบ อะไรที่เป็นด้านลบเราก็ต้องบริหารจัดการ แต่สิ่งที่เป็นด้านบวกก็ต้องสนับสนุน”
———————————————–
การใช้ไฟฟ้าในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง 4-5% ต่อปี กระทรวงพลังงาน ในฐานะที่ดูแลด้านพลังงานของประเทศ จึงได้มอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งมีหน้าที่ในการจัดหาพลังงานไฟฟ้าเพื่อหล่อเลี้ยงประเทศ ทั้งด้านอุตสาหกรรมและภาคครัวเรือน ต้องจัดทำแผนเพื่อการผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ ซึ่ง นายมงคล สกุลแก้ว รองผู้ว่าการนโยบายและแผน กฟผ. ได้เตรียมพร้อมด้านพลังงานไฟฟ้าไว้รองรับ
0 แผนการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือพีดีพีฉบับใหม่ ปี 2555-2574 มีความคืบหน้าไปถึงไหน
แผนพีดีพีขณะนี้กระทรวงพลังงานจัดทำเสร็จแล้ว ซึ่งวิธีการทำนั้น กระทรวงพลังงานจะเป็นคนให้กรอบที่สำคัญมา เช่นว่า การจัดซื้อต่างประเทศควรจำกัดไว้เท่าไหร่ ซึ่งครั้งนี้กำหนดไว้ไม่เกิน 15% และนโยบายสำคัญ เช่น จะใช้เชื้อเพลิงอะไร จะมีการเปิดประมูลรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน (Independent Power Producer – IPP) และผู้ผลิตฟ้าเอกชนรายเล็ก (SPP) หรือไม่ กฟผ.ควรที่จะทำโรงไฟฟ้าอะไรบ้าง ซึ่ง กฟผ.จะจัดทำรายละเอียดตามกรอบส่งไปที่กระทรวง
0 ตามแผนแล้ว กฟผ.ต้องมีโครงการสร้างโรงไฟฟ้าอะไรบ้าง
สิ่งที่ กฟผ.จะต้องทำคือ เมื่อมีกำลังการผลิตใหม่ที่ต้องการ กฟผ.ก็จะไปมองที่โรงไฟฟ้าเดิมที่มีอยู่ก่อน โดยเน้นโรงไฟฟ้าที่หมดอายุแล้วเช่นที่บางปะกง วังน้อยและพระนครใต้ ซึ่งมีโรงไฟฟ้าที่จะต้องปลดออกจากระบบเมื่อครบอายุการใช้งาน ประมาณ 25-30 ปี จากนั้นก็จะเอาโรงไฟฟ้าใหม่เข้าไปแทนที่เดิม ต้องยอมรับว่าการหาสถานที่ใหม่เพื่อก่อสร้าง โดยการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่นั้นเป็นที่รู้กันว่า จะมีปัญหาการต่อต้านจากชุมชน ดังนั้นเราจึงต้องเน้นใช้สถานที่เดิมเป็นหลักก่อน
อย่างไรก็ตาม การสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ตามแผนนั้น กฟผ.จะเริ่มที่โรงไฟฟ้าบางปะกงและพระนครใต้ก่อน เนื่องจากเพราะในเชิงเทคนิคของระบบแล้วเป็นสถานที่ที่มีความเหมาะสม เพราะตั้งอยู่ตรงจุดศูนย์กลางโหลดจะช่วยระบบได้ แต่ถ้าไปสร้างที่อื่นนั้นไกลโหลดเกินไป โดยส่วนใหญ่จะใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง เพราะเรามีท่อก๊าซธรรมชาติอยู่แล้ว ซึ่งตามแผนแล้วหลังจากปลดโรงไฟฟ้าเก่าออกโรงไฟฟ้าใหม่ที่คาดว่าจะเข้าระบบน่าจะอยู่ที่ 800-900 เมกะวัตต์
นอกจากนี้ ก็มีโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จังหวัดลำปาง คือ โรงไฟฟ้าที่ 4-7 มีกำลังการผลิตตัวละ 150 เมกะวัตต์ รวมแล้ว 600 เมกะวัตต์ กฟผ.จะทำการปลดออกเพราะประสิทธิภาพแย่แล้ว และจะเอาโรงไฟฟ้าใหม่เข้ามาแทน สำหรับงบลงทุนโรงไฟฟ้าประมาณ 20,000-25,000 ล้านบาทต่อโรงไฟฟ้า 1 แห่ง แต่ในอนาคตก็จะปรับสูงขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งนี้ ตามแผนพีดีพี ตั้งแต่ปี 2556-2562 จะมีโครงการที่มีความแน่นอนคือ IPP, SPP โรงไฟฟ้าของ กฟผ. และซื้อไฟจากต่างประเทศ ซึ่งลักษณะของแผนพีดีพีก็จะไม่ต่างจากเดิมนัก ยกเว้น SPP ที่เดิมประกาศรับซื้อไฟ 2,000 เมกะวัตต์ แต่ซื้อจริง 3,500 เมกะวัตต์ ซึ่งปริมาณยังอยู่ในแผนเดิม แต่กำหนดแล้วเสร็จจะมีการปรับเปลี่ยนจากเดิมนิดหน่อย ดังนั้น ช่วง 2556-2562 ตัวโรงไฟฟ้าจะไม่ค่อยได้เปลี่ยน เพราะการสร้างโรงไฟฟ้าต้องใช้เวลา ซึ่งถ้าเป็นโรงไฟฟ้าใหม่จะใช้เวลาประมาณ 8 ปี ดังนั้น ต้องวางแผนล่วงหน้า
ส่วนที่บอกว่าปลดแล้วจะต้องมาปรับปรุงประสิทธิภาพใหม่นั้น ต้องหลังจากปี 2562 ยกเว้นแม่เมาะจะเริ่มปี 2563 ซึ่งหลักการพิจารณาสร้างโรงฟ้าใหม่ในสถานที่เดิมนั้นจะพิจารณาว่าถ้าโรงเก่าประสิทธิภาพไม่ เราสามารถหาโรงใหม่ที่มีประสิทธิภาพดีขึ้นคำนวณต้นทุนดูแล้วถ้าเอาของใหม่มาตั้งดีกว่า ทั้งค่าลงทุนและค่าเชื้อเพลิงก็จะเปลี่ยน
0 ปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ปรับเพิ่มขึ้นมีอะไรบ้าง
เงินเฟ้อจะเป็นตัวหลัก แต่ถ้าเป็นเครื่องจักรและอุปกรณ์ตัวที่เป็นปัจจัยกระทบก็คือ ดีมานด์ ซัพพลายของตลาดโลก โดยเฉพาะกลุ่มโลหะ
0 สำรองไฟฟ้าของเราเพียงพอหรือไม่
ตอนนี้เรามีสำรองไป 20% ในแง่ตัวเลขนั้นก็ยังเพียงพอ แต่ที่เป็นประเด็นคือ เรื่องการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้ามากถึง 70% และในจำนวนนี้มาจากฝั่งตะวันตกหรือพม่าคือ 1 ใน 3 ของการใช้ ซึ่งก๊าซธรรมชาติจากแหล่งตะวันตกนั้นมี 2 แหล่ง คือ เยตากุนและยาดานา และเนื่องจากคุณสมบัติของก๊าซทั้ง 2 แหล่งต่างกัน โดยเฉพาะค่าความร้อนที่แตกต่างกันมาก ทำให้เวลาส่งก๊าซฯ มายังประเทศไทย จะต้องมีการนำก๊าซฯ ทั้งสองแหล่งมาผสมกันก่อนเพื่อให้ค่าความร้อนอยู่ในระดับที่พอเหมาะกับสเปกของโรงไฟฟ้า ทำให้เมื่อแหล่งใดแหล่งหนึ่งหยุดจ่ายก๊าซฯ ก็จะต้องหยุดทั้งสองแหล่งพร้อมกัน ซึ่งจะทำให้กำลังการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.หายไป 20%
ดังนั้น จะเห็นว่าการที่เราพูดว่าสำรองไฟฟ้าไม่ต่ำกว่า 15% เราคิดกันในภาพรวมของระบบ แต่ถ้ามาพูดกันในกรณีที่ก๊าซของพม่าซึ่ง 1 ใน 3 ของระบบหายไป ทำให้การผลิตไฟฟ้าหายไป 6,000 เมกะวัตต์นั้น สำรอง 15% เอามาอยู่ จริงแล้วจากนี้ไปอีก 10 ปีข้างหน้าสำรองไฟฟ้าไม่ควรต่ำกว่า 20%
0 กรณีแหล่งก๊าซจากพม่าที่จะต้องมีการหยุดซ่อมประจำปีและส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าของไทย กฟผ.เตรียมแผนรองรับอย่างไร
การหยุดครั้งนี้นานกว่าปกติเพราะหลุมแก๊สใช้งานมานานและแรงดันตก ดังนั้นจึงต้องมีการปรับปรุงเพื่อรักษาแรงดัน กฟผ.ได้เตรียมพร้อมโดยการใช้น้ำมันดีเซลและน้ำมันเตามาเดินเครื่องแทน ซึ่ง กฟผ.พยายามที่จะใช้น้ำมันเตาให้มากที่สุด เพราะมีราคาถูกกว่าน้ำมันดีเซล บมจ.ปตท.ในฐานะผู้จัดหาเชื้อเพลิงให้ กฟผ.ก็ได้จัดหาน้ำมันดีเซลและน้ำมันเตา ซึ่งมีคณะกรรมการบริหารเชื้อเพลิงโดยมีปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธานจะร่วมกันหารือเพื่อจัดหาเชื้อเพลิงให้เพียงพอกับความต้องการ
ในด้านการช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นนั้น ในแง่ของสัญญาไม่ใช่สัญญาที่การันตี เพราะการการันตีนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์หยุดซ่อมบำรุง เช่นที่ผ่านมานั้น ปตท.ต้องจัดหาก๊าซมาให้ ทำให้ราคาก๊าซจะแพงกว่าในปัจจุบันที่ กฟผ.ซื้อจาก ปตท. อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับ ปตท.ในเรื่องดังกล่าว
0 ความต้องการใช้ไฟฟ้าของเรามีการเติบโตเท่าไหร่
เมื่อวันที่ 20 เม.ย.2555 ปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุด หรือพีก (Peak) ได้พุ่งสูงสุดถึง 25,178 เมกะวัตต์ ทำลายสถิติเดิมวันที่ 19 เม.ย 2555 ที่ 24,882 เมกะวัตต์ จากสาเหตุสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว ถ้าดูความต้องการใช้ไฟนั้นจะมาจากภาคอุตสาหกรรม พาณิชย์ ที่อยู่อาศัย แต่ตัวที่สำคัญคือเครื่องปรับอากาศ ซึ่งอุณหภูมิที่เปลี่ยนไป 1 องศา จะทำให้การใช้ไฟต่างออกไป 250-300 เมกะวัตต์ ซึ่งอุณหภูมิปีนี้ขึ้นมาที่ 37 องศา สูงกว่าปี 2554 ก็ 1000 เมกะวัตต์ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงหรือการจะจัดหาไฟฟ้าเข้าระบบนั้น เราไม่ได้ดูแค่ปีต่อปี แต่ต้องดูภาพรวมในระยะยาว  อย่างไรก็ตาม โดยรวมแล้วความต้องการใช้ไฟฟ้าในปี 2555 นี้น่าจะเติบโตขึ้น 4-5%
0 แผนการรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศมีที่ไหนบ้าง
ปัจจุบันเราทำสัญญา MOU กับทาง สปป.ลาวไว้ที่ 7,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นการเซ็นระหว่างรัฐกับรัฐ และในจำนวนนี้ กฟผ.ได้ดำเนินการรับซื้อไว้แล้ว มีทั้งโครงการที่เดินเครื่องแล้ว โครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง โครงการที่อยู่ระหว่างการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจำนวน 6,000 เมกะวัตต์  อย่างไรก็ตาม การทำ MOU กับทาง สปป.ลาวนั้น กฟผ.ซื้อทั้งโรงไฟฟ้าและการผลิตไฟฟ้า ซึ่งถือว่าโรงไฟฟ้าที่ สปป.ลาวนั้น เป็นส่วนหนึ่งของระบบ และตามข้อตกลงแล้วห้ามขายไฟฟ้าให้กับคนอื่น ห้ามเชื่อมโยงกับใครด้วย
สำหรับไฟฟ้าที่รับซื้อมาจากลาวนั้นส่วนใหญ่จะส่งเข้าระบบเพื่อจ่ายไฟฟ้าให้กับทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้งหมด เหลือจากนั้นจะส่งเข้าภาคกลาง
แต่ที่น่ากังวลคือภาคใต้นั้น ตอนนี้เรากำลังเสริมไฟฟ้าไปที่ภาคใต้ เพราะขณะนี้กำลังมีปัญหา เนื่องจากกำลังการผลิตที่มีอยู่นั้นไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ถึง 2,000 เมกะวัตต์ เพราะมีแค่โรงไฟฟ้าจะนะ ขนอม ส่วนหนึ่งส่งไปจากภาคกลางประมาณ 500 เมกะวัตต์ และซื้อไฟจากมาเลเซีย 300 เมกะวัตต์ ซึ่งก็ไม่มีความมั่นคง เพราะมาเลเซียก็มีความต้องการใช้ไฟฟ้า จึงไม่อยากขายให้ไทย
ในอนาคตนั้นภาคใต้ต้องการโรงไฟฟ้า 3 ปี 1 โรง หมายความว่าต้องมีโรงไฟฟ้าใหม่เข้ามาเพื่อสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าภาคใต้ แต่ก็มีปัญหาว่าไม่มีเชื้อเพลิง เนื่องจากก๊าซธรรมชาติมีจำกัด ดังนั้น เมื่อก๊าซธรรมชาติไม่มี ก็จำเป็นต้องใช้ถ่านหิน ซึ่งเราพยายามที่จะสร้างโรงไฟฟ้าโดยใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง แต่ก็มีการต่อต้าน ดังนั้น ถ้าสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินสร้างไม่ได้ ก็ต้องใช้น้ำมันดีเซล ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าแพงมากขึ้น ซึ่งในปี 2562 จำเป็นที่จะต้องมีโรงไฟฟ้าใหม่ 1 โรง แต่การสร้างโรงไฟฟ้านั้นต้องใช้เวลาอย่างน้อย 7-8 ปี
0 กฟผ.มีแผนที่จะสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ที่ อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ หรือไม่
ทับสะแกนั้นถือว่าเป็นทรัพยากรของประเทศ ซึ่งต้องใช้ประโยชน์จากภูมิประเทศ แต่ด้วยสภาพการต่อต้านที่รุนแรง ทำให้โรงไฟฟ้าเกิดไม่ได้ แต่ในอนาคตถ้ามีการยอมรับก็ถือว่าบริเวณดังกล่าว ร่วมทั้งพื้นที่บริเวณบ้านหินกรูด บ่อนอก เป็นจุดที่มีความเหมาะสม ด้วยสภาพของภูมิประเทศแล้ว ที่สำคัญยังเป็นจุดที่ติดทะเลและน้ำลึก
ทั้งหลายทั้งปวงนั้น มันมีที่มาที่ไปทั้งนั้น เพียงแต่ว่าเราจะมอบภาพรวมครบหรือไม่ ถ้าเราเลือกมองเพียงจุดเดียว การแก้ปัญหาจุดหนึ่งก็กระทบอีกจุดหนึ่งนั่นเอง ดังนั้น ถ้าเรามองประเทศว่ามีความต้องการใช้ไฟฟ้าหรือไม่ โดยเฉพาะความต้องการใช้ไฟฟ้าในกลุ่มผู้อยู่อาศัยนั้นโตทุกปี อุตสาหกรรมต้องการหรือไม่ ประเทศเราต้องพัฒนาหรือไม่ ถ้าเรายังต้องการพัฒนาประเทศ อุตสาหกรรมก็ต้องขยายตัว ก็ต้องใช้ไฟฟ้า ถ้าไฟฟ้าแพงเราก็แข่งขันไม่ได้ แต่ถ้าถามว่าอุตสาหกรรมกระทบสิ่งแวดล้อมหรือไม่กระทบ เราจะเอาบวกอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีทั้งบวกและลบ ต้องรู้จักบริหารจัดการ ถ้ามีความจำเป็นบวกต้องมากกว่าลบ อะไรที่เป็นด้านลบเราก็ต้องบริหารจัดการ แต่สิ่งที่เป็นด้านบวกก็ต้องสนับสนุน.

 

สินค้าแพง…ปัญหาตำตารัฐบาล ปัญหาแทงใจ ผู้บริโภค 2012/05/30

http://www.thaipost.net/news/160412/55512

16 April 2555

“พูดง่ายๆ ก็คือ จากเดิมที่ใช้จ่ายวันละ 100 บาท ในการใช้เป็นค่าเดินทางไปทำงาน ค่าอาหารกลางวัน และค่าซื้อของอีกเล็กน้อย สามารถทำได้เพียงพอกับเงินจำนวนดังกล่าว แต่ในขณะนี้กลับพบว่าเงินจำนวนดังกล่าว ไม่เพียงพอที่จะใช้จ่ายได้ ทั้งที่เคยทำได้ สาเหตุจากราคาอาหารที่เพิ่มขึ้น แม้จะเพิ่มขึ้นไม่มากนัก แต่เมื่อรวมกับราคาค่าสินค้าของใช้อื่นๆ โดยรวมจึงทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น”

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน มี.ค. ล่าสุดเท่ากับ 114.3 สูงขึ้น 3.45% เทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน และสูงขึ้น 0.59% เทียบกับเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ถือเป็นอัตราที่สูงที่สุดในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ ทำให้โดยเฉลี่ย 3 เดือน (ม.ค.-มี.ค.) อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น 3.39%
สัญญาณดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์ราคาสินค้าโดยรวม “ปรับตัวสูงขึ้น” อย่างเห็นได้ชัด
สาเหตุที่อัตราเงินเฟ้อในเดือน มี.ค.สูงขึ้น 3.45% มาจากการสูงขึ้นของดัชนีราคาหมวดอาหารและเครื่องดื่ม 7.07% สินค้าสำคัญ ได้แก่ ข้าว แป้งและผลิตภัณฑ์จากแป้งสูงขึ้น 2.55% เนื้อสัตว์ เป็ด และสัตว์น้ำ สูงขึ้น 3.75% ไข่และผลิตภัณฑ์นม 2.63% ผักและผลไม้ 10.41% เครื่องประกอบอาหาร 9.38% เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 2.52% และอาหารสำเร็จรูป 9.33%
ส่วนดัชนีราคาหมวดอื่นๆ ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้น 1.23% จากการสูงขึ้นของหมวดพาหนะ ขนส่งและการสื่อสาร สูงขึ้น 0.63% หมวดเคหสถาน สูงขึ้น 2.28% หมวดการตรวจรักษาและบริการส่วนบุคคล สูงขึ้น 1.12% หมวดเครื่องนุ่งห่มและรองเท้า 1.12% หมวดยาสูบและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 0.32% น้ำมันเชื้อเพลิง 2.63%
นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า แม้อัตราเงินเฟ้อในเดือน มี.ค.จะสูงขึ้น แต่ยืนยันว่าอัตราเงินเฟ้อทั้งปีจะยังอยู่ในกรอบเป้าหมายเดิมที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งไว้ 3.3-3.8% ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบทั้งปีเฉลี่ยอยู่ที่ 100-115 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 29.33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และมาตรการลดค่าครองชีพประชาชนของรัฐบาลยังดำเนินอยู่ ทั้งรถเมล์ฟรีบางสาย ตรึงราคาแก๊สหุงต้ม ค่ารถไฟชั้น 3 ฟรี เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม จากการปรับตัวสูงขึ้นของอัตราเงินเฟ้อในเดือน มี.ค.ส่วนหนึ่งจากราคาน้ำมัน ทำให้กระทรวงพาณิชย์ได้ศึกษาปัจจัยเสี่ยงที่กระทบกับเงินเฟ้อ ได้แก่ ราคาน้ำมันที่ได้ตั้งสมมติฐานราคาน้ำมันที่จะกระทบกับเงินเฟ้อไว้ 3 กรณี
กรณีที่ 1 ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปี 2555 อยู่ที่ 120-130 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จะกระทบเงินเฟ้อสูงขึ้น 0.1% หรือทำให้เงินเฟ้อทั้งปีขยายตัวอยู่ที่ 3.9% กรณีที่ 2 ราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 130-150 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จะกระทบเงินเฟ้อสูงขึ้น 0.1-0.5% ทำให้เงินเฟ้อทั้งปีขยายตัวอยู่ที่ 3.9-4.4% กรณีที่ 3 ราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 150-200 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จะกระทบเงินเฟ้อสูงขึ้น 0.5-1.7% ทำให้เงินเฟ้อทั้งปีขยายตัวอยู่ที่ 4.4-5.5%
ในส่วนของผลกระทบต่อสินค้าแต่ละประเภท พบว่า หากขึ้นราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ 29.44 บาท เป็นลิตรละ 32.33 บาท จะมีผลกระทบต่อสินค้าทุกกลุ่มเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เฉลี่ย 0.0031-0.8541% โดยสินค้าที่ได้รับผลกระทบน้อยสุด คือ ผ้าอนามัย และมากสุดเป็นปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ เนื่องจากมีปริมาตรและน้ำหนักมาก ทำให้ต้องใช้น้ำมันและค่าขนส่งมาก
ทั้งนี้ เมื่อแยกตามหมวดสินค้า พบว่า หมวดอาหารและเครื่องดื่มเพิ่ม 0.013-0.3467% กระทบต่ำสุดเส้นหมี่อบแห้ง สูงสุดน้ำดื่ม หมวดของใช้ประจำวันเพิ่ม 0.003-0.265% กระทบต่ำสุดผ้าอนามัย สูงสุดผงซักฟอก หมวดกระดาษและผลิตภัณฑ์เพิ่ม 0.03-0.264% กระทบต่ำสุดเยื่อกระดาษ มากสุดกระดาษชำระ หมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่ม 0.056-0.356% กระทบต่ำสุดเตารีด สูงสุดพัดลม
ส่วนหมวดบริภัณฑ์ขนส่งกระทบ 0.011-0.144% กระทบต่ำสุดรถยนต์ สูงสุดหมวกนิรภัย หมวดก่อสร้างเพิ่ม 0.018-0.854% กระทบต่ำสุดอลูมิเนียมเส้นหน้าตัด สูงสุดปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ หมวดผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม 0.014-0.044% กระทบต่ำสุดถุงพลาสติก สูงสุดน้ำมันหล่อลื่น หมวดปัจจัยการเกษตรเพิ่ม 0.021-0.062% กระทบต่ำสุดเครื่องสูบน้ำ สูงสุดยาป้องกันและกำจัดศัตรูพืช และหมวดทั่วไปเพิ่ม 0.015-0.034% กระทบต่ำสุดรองเท้านักเรียน สูงสุดเครื่องปั๊มน้ำ
นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังได้ศึกษาผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ซึ่งคาดว่าจะกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อทั้งปีเพียง 0.1% ส่วนการขึ้นเงินเดือนข้าราชการจะกระทบให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น 0.01% และ การปรับขึ้นค่าโดยสารรถแท็กซี่เฉลี่ย 12% จากราคาเริ่มต้น 35 บาท จะกระทบอัตราเงินเฟ้อเพียง 0.028% เช่นเดียวกับการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตเครื่องปรับอากาศ จะกระทบอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น 0.07% เท่านั้น
ส่วนผลกระทบต่อประเภทสินค้า พบว่า การที่ค่าแรงขึ้นทั้งประเทศ 300 บาท จะส่งผลกระทบทุกหมวดสินค้าให้ราคาปรับเพิ่มขึ้น 0.092-8.565% โดยสินค้าหมวดอาหารและเครื่องดื่ม ราคาเพิ่มเฉลี่ย 0.31-2.27% สินค้าที่ได้รับผลกระทบต่ำสุดคือแป้งสาลี มากสุดเป็นนมถั่วเหลืองยูเอชที หมวดของใช้ประจำวันเพิ่ม 0.092-3.106% กระทบต่ำสุดยาสีฟันและสูงสุดแป้งเด็ก หมวดกระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษเพิ่ม 0.491-5.311% กระทบต่ำสุดกระดาษชำระ สูงสุดเยื่อกระดาษ
สำหรับหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่ม 0.54-2.118% กระทบต่ำสุดตู้เย็น สูงสุดหลอดไฟฟ้า หมวดบริภัณฑ์ขนส่งเพิ่ม 0.293-2.911% กระทบต่ำสุดรถยนต์นั่ง สูงสุดหมวกนิรภัย หมวดวัสดุก่อสร้างเพิ่ม 0.189-4.372% กระทบต่ำสุดเหล็กแผ่นรีดร้อน สูงสุดไม้อัดสลับชั้น หมวดผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีเพิ่ม 0.381-2.59% กระทบต่ำสุดเม็ดพลาสติก สูงสุดถุงพลาสติก หมวดปัจจัยทางเกษตรเพิ่ม 0.126-2.013% กระทบต่ำสุดปุ๋ยเคมี สูงสุดจอบ และหมวดทั่วไปเพิ่ม 1.075-8.565% กระทบต่ำสุดแถบบันทึกเสียง สูงสุดเครื่องแบบนักเรียน ค่าขนส่ง (150 กม.ต่อเที่ยว) กระทบ 4.458% ค่าชมภาพยนตร์เพิ่ม 0.686%
ส่วนสถานการณ์ราคาสินค้าในช่วงไตรมาสที่ 2 หรือในเดือน เม.ย.เป็นต้นไป คาดว่าจะมีการปรับตัวสูงขึ้นของราคาหมวดอาหาร โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติจากการเข้าสู่ช่วงหน้าร้อนซึ่งทำให้พืชและสัตว์บางชนิดเติบโตช้า ซึ่งจะทำให้ปริมาณการผลิตหมูลดลง ไปจนถึงปริมาณการผลิตไข่ไก่ที่ลดลงตามฤดูกาล ทำให้ราคาขายปลีกมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นจากช่วงที่ผ่านมาได้
สำหรับความคิดเห็นของประชาชนผู้บริโภคที่มีต่อสถานการณ์ราคาสินค้าขณะนี้เป็นอย่างไรบ้างนั้น
นางอัจฉรา จินดานงค์ อาชีพพนักงานบริษัทเอกชน ระบุว่า ราคาสินค้าปัจจุบัน ในภาพรวมถือว่ามีราคาที่สูงขึ้น เพราะความรู้สึกจากการที่ได้จับจ่ายใช้สอยหรือซื้อสินค้าในแต่ละครั้ง จะรู้สึกได้เลยว่าใช้เงินในการซื้อสินค้ามากขึ้น ทั้งที่พฤติกรรมการใช้จ่ายและซื้อสินค้าในชีวิตประจำวัน แทบจะไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงหรือมีการซื้อสินค้าเพิ่มจากเดิมเลย
“พูดง่ายๆ ก็คือ จากเดิมที่ใช้จ่ายวันละ 100 บาท ในการใช้เป็นค่าเดินทางไปทำงาน ค่าอาหารกลางวัน และค่าซื้อของอีกเล็กน้อย สามารถทำได้เพียงพอกับเงินจำนวนดังกล่าว แต่ในขณะนี้กลับพบว่าเงินจำนวนดังกล่าวไม่เพียงพอที่จะใช้จ่ายได้ ทั้งที่เคยทำได้ สาเหตุจากราคาอาหารที่เพิ่มขึ้น แม้จะเพิ่มขึ้นไม่มากนัก แต่เมื่อรวมกับราคาค่าสินค้าของใช้อื่นๆ โดยรวมจึงทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น” นางอัจฉรา ระบุ
เช่นเดียวกับ นางบุญเรือน ผลศิริ อาชีพแม่บ้าน ระบุว่า ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นพอสมควร โดยเฉพาะราคาสินค้าที่จำเป็น ซึ่งมีราคาสูงขึ้น ทั้งผักบางชนิด และส่วนประกอบอาหาร รวมทั้งข้าวสารบรรจุถุง นอกจากนี้ ยังมีนมสดพาสเจอไรซ์หรือประเภทนมกล่องที่มีความรู้สึกว่าแพงขึ้นมาเล็กน้อย ซึ่งถือว่าทั้งหมดเป็นสินค้าที่มีความจำเป็นในชีวิตประจำวันในครอบครัว
“ต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลราคาสินค้าไม่ให้ขยับเพิ่มขึ้นมาก และขยับสินค้าขึ้นพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะสินค้าที่มีความจำเป็นต่อประชาชน ที่จำเป็นต้องกินต้องใช้มากๆ เพราะแม้ราคาสินค้าแต่ละชนิดจะขยับเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่หากขยับเพิ่มพร้อมกัน ก็จะกระทบต่อภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนโดยทันที” นางบุญเรือน กล่าว
ด้านผู้ประกอบการจำหน่ายสินค้า น.ส.นฤมล บุญวงษ์ ผู้จำหน่ายอาหารสำเร็จรูปตามสั่งย่านบางกะปิ ระบุว่า ได้ปรับราคาเมนูอาหารขึ้นจากจานล่ะ 25-30 บาท เป็น 30-35 บาทในช่วงปลายปีที่ผ่านมา หลังจากในช่วงนั้นราคาวัตถุดิบในการประกอบอาหารมีราคาสูงขึ้น ส่วนหนึ่งจากผลกระทบน้ำท่วม แม้ย่านบางกะปิจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่ทำให้การขนส่งได้รับผลกระทบ จนทำให้ราคาวัตถุดิบ ทั้งเนื้อหมู ไข่ไก่ ผักบางชนิด มีราคาสูงขึ้นตาม
“แม้ว่าผลกระทบจากน้ำท่วมจะหมดลงไปแล้ว แต่จากการที่ต้องแบกภาระต้นทุนมาก่อนหน้านี้ จึงตัดสินใจปรับราคาอาหารขึ้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการค้า เพราะถึงแม้ราคาวัตถุดิบบางชนิดจะลดลงตามภาวะตลาด แต่เมื่อคำนวณต้นทุนโดยภาพรวมแล้วก็ยังถือว่ามีราคาสูงอยู่ และถือว่ายังอยู่ในสถานการณ์ราคาที่มีการปรับราคาขึ้นลงอย่างต่อเนื่อง เช่น เครื่องปรุงอาหาร ในช่วงที่ผ่านมาก็เป็นมะนาว ผักชี ผักบุ้ง มะเขือ เป็นต้น นอกจากนี้อาหารประเภทเนื้อสัตว์ก็มีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นอีกเช่นกัน” น.ส.นฤมล ระบุ
ด้านสถิติการรับเรื่องร้องเรียน ผ่านสายด่วน 1569 ของกรมการค้าภายใน ในเดือน มี.ค. มีจำนวนเรื่องร้องเรียน 139 ราย แบ่งเป็นหมวดอาหารและเครื่องดื่ม 61 ราย ของใช้ประจำวัน 3 ราย ของใช้ส่วนบุคคล 1 ราย ยานยนต์และอุปกรณ์ 1 ราย หมวดการเกษตร 50 ราย วัสดุก่อสร้าง 9 ราย หมวดผลิตภัณฑ์ปิโตเลียม 3 ราย หมวดอื่นๆ 12 ราย และบริการ 5 ราย
ส่วนการร้องเรียนตั้งแต่เดือน ม.ค.-มี.ค.2555 รวม 571 ราย หมวดอาหารและเครื่องดื่ม 287 ราย มีสถิติสูงสูงในช่วง ก.พ. 166 ราย ส่วนใหญ่เป็นการร้องเรียนเรื่องอาหารสำเร็จรูปแพง หมวดของใช้ประจำวัน 7 ราย หมวดของใช้ส่วนบุคคล 8 ราย กระดาษและผลิตภัณฑ์ฯ 1 ราย เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ 2 ราย ยานยนต์ฯ 3 ราย การเกษตร 145 รายส่วนใหญ่เป็นการสอบถามและร้องเรียนเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวเปลือกและมันสำปะหลัง หมวดก่อสร้าง 9 ราย หมวดผลิตภัณฑ์ปิโตเลียม 35 ราย หมวดอื่นๆ 61 ราย และบริการ 18 ราย
จากสถานการณ์ดังกล่าวในส่วนการแก้ปัญหาราคาสินค้าแพงของรัฐบาลนั้น คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติงบประมาณจำนวน 1,320 ล้านบาท ในการดำเนินงานโครงการ ”โชห่วย ช่วยชาติ” ในระยะเวลาโครงการตั้งแต่เดือน เม.ย.-ก.ย.2555 ภายใต้ชื่อ “ร้านถูกใจ” ที่จะมีการขอความร่วมมือให้ร้านค้าปลีกที่ทำการค้าขายสินค้าอุปโภคบริโภคอยู่แล้วเข้าร่วมโครงการ โดยจะมีการขอพื้นที่ในร้านประมาณ 6 ตารางเมตร เพื่อเป็นมุมในการนำสินค้าที่ได้มีการเชื่อมโยงกับผู้ผลิตสินค้าโดยตรงมาวางจำหน่ายในราคาถูกกว่าท้องตลาด 20%
สินค้าที่กำหนดไว้ 20 รายการ ได้แก่ ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมันพืช น้ำตาลทราย ผงชูรส น้ำปลา ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นมยูเอชที ซอสปรุงรส เนื้อสุกร เนื้อไก่ สบู่ ยาสีฟัน แชมพู ผงซักฟอก แป้งผงโรยตัว น้ำยาล้างจาน ผ้าอนามัย ยากำจัดยุงและแมลง ซึ่งเป็นสินค้าที่เป็นยี่ห้อทั่วไปที่ขายตามท้องตลาด
โดยกระทรวงพาณิชย์จะสนับสนุนงบให้ร้านค้าปลีกที่เข้าร่วมโครงการในส่วนของชั้นวางสินค้า ช่วยในการตกแต่งร้านค้า และค่าขนส่งสินค้าจากโรงงานผู้ผลิตสินค้า พร้อมเชื่อมโยงสินค้าให้ถึงร้านที่เข้าร่วมโครงการโดยตรง
เบื้องต้น ตั้งเป้าไว้ว่าจะมีร้านถูกใจทั่วประเทศ 10,000 แห่ง กระจายอยู่ในเขตกรุงเทพฯ 2,000 แห่ง ที่เหลืออีก 8,000 แห่งจะกระจายใน 76 จังหวัด และคาดว่าจะเปิดร้านแรกได้อย่างเป็นทางการในวันที่ 19 เม.ย.นี้
นอกจากนี้ ยังมีงบประมาณอีกจำนวน 300 ล้านบาท ที่ได้รับจากความเห็นชอบจาก ครม. ซึ่งจะให้นำมาจัดงานมหกรรมธงฟ้า ระดับภาค ภาคละ 2-4 ครั้ง รวม 12 ครั้ง ระดับจังหวัดทุกจังหวัด รวม 76 ครั้ง และระดับอำเภอทุกอำเภอ รวม 878 ครั้ง โดยงานดังกล่าวจะมีการนำสินค้าที่มีความจำเป็นกับการครองชีพของประชาชนมาจำหน่ายในราคาที่ถูกกว่าตลาด 20-40% โดยเชื่อว่าจะช่วยประชาชนได้ประมาณ 5 ล้านคน หรือสามารถลดค่าครองชีพประมาณ 1,000-1,200 ล้านบาท และเพิ่มเงินหมุนเวียนในการจับจ่ายใช้สอยได้อีก 2,000-2,500 ล้านบาท
คงต้องมาดูว่า เงินงบประมาณและมาตรการที่รัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ใช้ในการดำเนินโครงการ “ร้านถูกใจ” และ “มหกรรมธงฟ้า” ในครั้งนี้ จะช่วยลดค่าครองชีพและแก้ปัญหาราคาสินค้าแพงที่เป็นหนามตำใจประชาชนผู้บริโภคได้หรือไม่.

 

ชาติชาย ทิพย์สุนาวี ซ่อม สร้าง ทางทั่วไทย 2.3 หมื่นล้าน 2012/05/30

http://www.thaipost.net/node/55212

9 April 2555

“อีโคโฟกัส” ฉบับนี้ ได้มีโอกาสพูดคุยกับ นายชาติชาย ทิพย์สุนาวี อธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.) ถึงแนวทางการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ในปี 2555 และปี 2556 ของกรมทางหลวงชนบท ในฐานะที่มีหน้าที่หลักเกี่ยวกับการพัฒนาโครงข่ายถนนสายรอง ซึ่งเป็นระบบโครงข่ายถนนระหว่างกลางที่เชื่อมทางหลวงสายหลักของกรมทางหลวง และทางหลวงสายย่อยหรือทางหลวงท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มุ่งการเข้าถึงพื้นที่มากกว่าทางหลวงสายหลัก และเป็นทางหลวงที่พัฒนาเพื่อรองรับด้านเศรษฐกิจและสังคมควบคู่กัน
และขณะเดียวกัน เมื่อปลายปี 2554 ได้เกิดมหาอุทกภัยครั้งยิ่งใหญ่ ทำให้ถนนที่อยู่ในการดูแลของกรมทางหลวงชนบท ได้รับความเสียหาย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างซ่อมแซมให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ

0 งบประมาณปี 2555 ที่กรมทางหลวงชนบทได้รับเท่าไร
สำหรับปี 2555 กรมทางหลวงชนบทได้รับการจัดสรรงบประมาณจำนวนทั้งสิ้น 23,590 ล้านบาท เพื่อดำเนินการในกิจกรรมหลัก 11 โครงการ ได้แก่ 1.กิจกรรมยกระดับมาตรฐานทางถนนลูกรังให้เป็นถนนลาดยางหรือคอนกรีต 2.พัฒนาโครงข่ายสะพาน 3.แก้ไขปัญหาจราจรในปริมณฑลและภูมิภาค 4.พัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 5.สนับสนุนโครงการพระราชดำริและโครงการหลวง 6.สนับสนุนถนนเพื่อการท่องเที่ยว 7.สนับสนุนถนนเพื่อเชื่อมต่อระบบขนส่งหรือโลจิสติกส์ 8.บำรุงถนนทางและสะพาน 9.อำนวยความปลอดภัย 10.บูรณะและฟื้นฟูถนนและสะพานหลังน้ำท่วม 11.พัฒนาบุคลากรด้านช่างให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
โดยงบประมาณส่วนใหญ่ที่ได้นี้ไปที่การบูรณะและฟื้นฟูทางและสะพานที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติน้ำท่วม ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ได้เร่งฟื้นฟูถนนและสะพานที่ได้รับความเสียหายกลับคืนสู่สภาพเดิมให้เร็วที่สุด เพื่ออำนวยความสะดวก ปลอดภัย ให้กับประชาชน
ซึ่งขณะนี้โครงการของปี 2555 อยู่ระหว่างจัดซื้อจัดจ้าง และเริ่มก่อสร้างในเดือนเมษายนนี้ คาดว่าส่วนใหญ่จะเสร็จในเดือนกันยายนนี้ สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2556 ก็คงดำเนินงานใน 11 เหมือนเดิม แต่จะมีส่วนเพิ่มเข้ามา คือ การก่อสร้างยกระดับถนนเลียบแม่น้ำ เพื่อพัฒนาเป็นถนนกั้นน้ำท่วมตามนโยบายของรัฐบาล ขณะนี้ได้เตรียมการสำรวจถนนที่มีลักษณะดังกล่าวแล้ว จากนั้นจะดำเนินการออกแบบให้เหมาะสม เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการดำเนินงานในปี 2556 ต่อไป

0 หากเกิดเหตุอุทกภัยเกิดขึ้น กรมทางหลวงมีมาตรการรองรับอย่างไร
กรมฯ มั่นใจว่าจะไม่เกิดอุทกภัยอีก แต่ก็ไม่ได้ประมาท ซึ่งเราได้เตรียมมาตรการในการแก้ไข้ปัญหาหากเกิดอุทกภัย ในส่วนของถนนและสะพานในความรับผิดชอบ โดยแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือ 1.การเตรียมความพร้อม มีการตั้งศูนย์ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในระดับส่วนกลาง ระดับสำนักงานทางหลวงชนบท (สทช.) 18 แห่ง และระดับจังหวัด 75 แห่ง มีการเตรียมความพร้อมทั้งสถานการณ์และบุคลากร เครื่องจักรกล ยานพาหนะ เพื่อแก้ไข้ปัญหาเมื่อเกิดเหตุได้ทันที
2.เมื่อเกิดเหตุการณ์ สำนักทางหลวงชนบทจังหวัดพื้นที่จะเข้าดำเนินการทันที ให้เส้นทางสามารถสัญจรไปมาได้ เคลื่อนย้ายประชาชน รวมถึงประสานข้อมูลกับจังหวัด 3.หลังเกิดเหตุการณ์ จะเข้าทำการซ่อมแซมสู่สภาพปกติทันที ตากรณีที่มีความเสียหายรุนแรง จะเร่งเข้าซ่อมฉุกเฉินเป็นการชั่วคราว และสั่งเจ้าหน้าที่เร่งสำรวจพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย เพื่อฟื้นฟูให้กลับเข้าสู่สภาพปกติ หรือหากสำรวจตรวจสอบสภาพความเสียหายแล้วพบว่าต้องออกแบบป้องกัน เช่น เพิ่มช่องระบายน้ำ ยกระดับคั้นทาง ก็จะมีการสำรวจและออกแบบแก้ไขเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำซาก

0 ภารกิจที่กรมฯ ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการหลังน้ำลดมีอะไรบ้าง
ภารกิจที่กรมทางหลวงชนบทได้รับหน้าที่ในการดำเนินการหลังน้ำลด ซึ่งเป็นแนวคันกั้นน้ำ ต้องเร่งดำเนินการเพื่อปรับปรุงแนวป้องกันปัญหาอุทกภัยในระยะเร่งด่วน ตามมติ ครม. วันที่ 6 มีนาคม 2555 เพื่อป้องกันเขตเศรษฐกิจ ด้านตะวันออกและตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา
ซึ่งแนวคันกั้นน้ำที่กรมทางหลวงชนบทรับผิดชอบและต้องเร่งดำเนินการ ได้แก่ 1.แนวคันกั้นน้ำตามแนว King dike แนวใหม่ ระยะทาง 11.500 กม. วงเงิน 230 ล้านบาท 2.แนวคันกั้นน้ำตามคลองระพีพัฒน์แยกตก ระยะทาง 42.500 กม. วงเงิน 850 ล้านบาท 3.แนวคันกั้นน้ำตามแนวตะวันออกแม่น้ำเจ้าพระยา ระยะทาง 6.500 กม. วงเงิน 98 ล้านบาท 4.แนวคันกั้นน้ำตามแนวตะวันตกแม่น้ำเจ้าพระยา ระยะทาง 8.000 กม. วงเงิน 160 ล้านบาท
5.แนวคันกั้นน้ำตามแนวคลองพระยาบันลือ ระยะทาง 54.745 กม. วงเงิน 820 ล้านบาท 6.แนวคันกั้นน้ำตามแนวคลองพระพิมล ระยะทาง 12.860 กม. วงเงิน 260 ล้านบาท 7.แนวคันกั้นน้ำตามแนวคลองมหาสวัสดิ์ ระยะทาง 15.840 กม. วงเงิน 875 ล้านบาท 8.แนวคันกั้นน้ำตามแนวตะวันออกแม่น้ำท่าจีน ระยะทาง 51.960 กม. วงเงิน 1,223 ล้านบาท ในงบประมาณ 4,000 ล้านบาท มีทั้งงานที่ใช้แนวถนนเดิมยกระดับเป็นคันกั้นน้ำ งานปรับปรุงถนนริมคลอง พร้อมทั้งงานก่อสร้างกำแพงกั้นน้ำ ซึ่งเป็นแผนงานก่อสร้างเร่งด่วนในระยะเวลา 6 เดือนเพื่อให้โครงการสร้างส่วนที่ป้องกันน้ำท่วมสามารถป้องกันอุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้นได้ก่อน
โดยในการสำรวจออกแบบการก่อสร้างแนวคันกั้นน้ำ กรมทางหลวงชนบทได้คำนึงถึงผลกระทบกับประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในแนวก่อสร้างและบริเวณใกล้เคียงให้น้อยที่สุด และประชาชนจะต้องได้รับประโยชน์ในการก่อสร้างครั้งนี้มากที่สุด

0 ความคืบหน้าของโครงการถนนลาดยาง หรือถนนไรฝุ่น เฟส 2
โครงการที่กรมทางหลวงชนบทจะดำเนินการเร่งรัดต่อจากนี้ คือ โครงการถนนลาดยาง (เดิมคือถนนไร้ฝุ่น) เฟส 2 ระยะทางรวม 5,100 กม. จะดำเนินการภายใน 4 ปี ระหว่างปี 2556-2559 โดยจะใช้งบประมาณการก่อสร้าง กม.ละ 5 ล้านบาท ส่วนที่ก่อนหน้านี้โครงการฯ มีข้อครหาเรื่องความทุจริตและไม่โปร่งใส ให้ชาวบ้านที่เป็นตัวแทนของชุมชนมาเป็นตัวแทนเพื่อร่วมตรวจสอบการทำงานกับกรมฯ โดยเราเน้นการเข้ามามีส่วนร่วมของประชาชน ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบการทำงาน
ผมได้มอบนโยบายในการทำงาน คือ รวดเร็ว โปร่งใส มีคุณภาพ ให้ประชาชนตรวจสอบได้ การวางแผนต้องมีระบบ เนื่องจากงบประมาณที่ได้อาจจะล่าช้า การลงมือทำงาน หากเปิดประมูล ได้ตัวผู้รับจ้าง ก็ต้องมีประชาชนเข้ามามีส่วนรวม มีส่วนในการตรวจสอบ หากพบความผิดปกติก็สามารถแจ้งเข้ามาได้ทันที ที่หมายเลข 1146
ซึ่งหน้าที่ของกรมฯ นอกจากดูแลซ่อมแซมถนนทั่วประเทศแล้ว ก็ยังดำเนินการก่อสร้างในส่วนของสะพาน เช่น โครงการก่อสร้างสะพานข้ามเจ้าพระยา บริเวณถนนนนทบุรี 1 วงเงินงบประมาณ 3,395 ล้านบาท โดยเป็นเงินงบประมาณก่อหนี้ผูกพันรวม 1,141 ล้านบาท และวงเงินกู้จากต่างประเทศอีก 2,654 ล้านบาท ซึ่งโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลต่อไปในอนาคต
เพื่อให้การพัฒนาโครงข่ายทางบริเวณเลียบชายฝั่งทะเลตะวันออกจากจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องตลอดเส้นทาง จึงจำเป็นที่จะต้องก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำประแสร์เชื่อมระหว่างบ้านสามแยก ตำบลปากน้ำประแสร์ อำเภอแกลง และบ้านแหลมสน ตำบลเนินฆ้อ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างโครงสร้างสะพานช่วงกลางน้ำ (ตอนที่ 1) คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณปลายปี 2556
เมื่อสะพานประแสร์แล้วเสร็จจะพัฒนาโครงข่ายถนนสำหรับการท่องเที่ยวชายฝั่งทะเลตะวันออก ทำให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางจากจังหวัดระยองสู่พื้นที่จันทบุรีและตราดได้อย่างต่อเนื่อง เชื่อมการเดินทางระหว่าง 2 ฝั่งแม่น้ำ สามารถร่นระยะทางได้กว่า 30 กิโลเมตร เป็นทางเลือกในการเดินทางได้อีกเส้นทางหนึ่ง ช่วยแบ่งเบาการจราจรสายหลักซึ่งในปัจจุบันมีทางหลวงหมายเลข 3 (ถนนสุขุมวิท) เป็นเส้นทางหลักเพียงเส้นทางเดียว

0 โครงการก่อสร้างถนนเชื่อมต่อราชพฤกษ์-กาญจนาภิเษก แนวตะวันออก-ตะวันตก ถึงไหนแล้ว
ได้เร่งรัดให้ผู้รับเหมาเข้าดำเนินการก่อสร้างโครงการก่อสร้างถนนราชพฤกษ์-ถนนกาญจนาภิเษก (แนวตะวันออก-ตะวันตก) พร้อมสะพานกลับรถแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมพื้นที่เพื่อดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งโครงการดังกล่าวมีระยะเวลาการก่อสร้าง 30 เดือน งบประมาณก่อสร้าง 2,444,744,132 บาท
จะสามารถรองรับการขยายตัวของปริมาณการจราจรในโครงข่ายเส้นทางคมนาคมของกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณอำเภอบางบัวทอง (นนทบุรี) และลาดหลุมแก้ว (ปทุมธานี) ช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพิ่มประสิทธิภาพด้านคมนาคมขนส่งและเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาพื้นที่เขตเมืองเชื่อมโยงโครงข่ายเส้นทางคมนาคมให้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น
สำหรับจุดเริ่มต้นโครงการบนถนนทางหลวงหมายเลข 3215 (ถนนบางกรวย-ไทรน้อย) ห่างจากทางแยกจุดตัดกับถนนกาญจนาภิเษกไปทางทิศตะวันออก ระยะทางประมาณ 450 เมตร จากนั้นแนวเส้นทางจะเบนไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ขนาด 6 ช่องจราจร โดยมีงานก่อสร้างสะพานข้ามคลองลำโพธิ์ คลองขุดชลประทาน และคลองขุนมหาดไทย แล้วตรงเข้าบรรจบกับถนนชัยพฤกษ์ โดยสร้างทางแยกต่างระดับสาลิโขในบริเวณจุดต่อเชื่อม 1 แห่ง พร้อมงานก่อสร้างสะพานกลับรถ 2 แห่ง รวมระยะทางก่อสร้างประมาณ 4.6 กิโลเมตร
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ในส่วนของการดำเนินงานในทุกโครงการ ต้องอาศัยงบประมาณในการก่อสร้าง แต่เนื่องจากปลายปีที่ผ่านมาเกิดอุทกภัยขึ้น ทำให้ถนนที่อยู่ในความดูแลของกรมทางหลวงชนบทได้รับความเสียหายอย่างหนัก จึงจำเป็นที่จะต้องนำงบประมาณที่ได้ไปซ่อมแซมในส่วนของถนนที่เสียหายก่อน ซึ่งก็แน่นอนว่าต้องส่งผลกระทบให้อีกในหลายโครงการ แต่ถึงอย่างไรกรมฯ ก็จะเร่งเดินหน้าทุกโครงการให้บรรลุตามเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์เยอะที่สุด.

 

“การอุ้มราคาแอลพีจีทำให้ต้องกู้เงิน” 2012/05/30

http://www.thaipost.net/node/54889

2 April 2555

ราคาพลังงานในตลาดโลกที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มอย่างต่อเนื่อง เช่น ราคาน้ำมันดีเซลขณะนี้ขยับไปอยู่ที่ 32.33 บาทแล้ว ได้ส่งผลกระทบกับราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้นไปด้วย นอกจากนี้ ยังมีผลต่อเนื่องไปยังราคาก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) และก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) หรือที่รู้จักกัน “ก๊าซหุงต้ม” ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างต่อเนื่อง
นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ในฐานะที่กำกับดูแลพลังงานของประเทศ ได้ชี้แจงถึงความพร้อมในการรับมือ

0 แนวโน้มราคาพลังงาน 6 เดือนแรกและตลอดทั้งปีเป็นอย่างไร    ราคาน้ำมันในขณะนี้มีการเปลี่ยนแปลงที่เร็วมาก แนวโน้มราคาน้ำมันดิบที่ตลาดดูไบต่ำกว่า 120 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยน่าจะอยู่ที่ระดับ 117 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งปัจจัยหลักที่มีผลกับการเปลี่ยนแปลงคือ 1.ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ขณะนี้อยู่ในภาวะที่ทรงตัว ทำให้ราคาน้ำมันดิบไม่พุ่งไปที่ 150 หรือ 200 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่ทั้งนี้ต้องอยู่บนพื้นฐานว่าอิสราเอลจะต้องไม่โจมตีอิหร่าน 2.ภาวะเศรษฐกิจของยุโรปไม่ได้ย่ำแย่เหมือนอย่างที่คาดการณ์ไว้ ส่วนสหรัฐอเมริกาก็เริ่มดีขึ้น แต่ทางด้านจีนและอินเดียกับมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันที่เดิมสู้รบกันเริ่มทยอยส่งน้ำมันออกสู่ตลาด
จากปัจจัยดังกล่าว โดยเฉพาะกรณีของจีนนั้นทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกไม่ปรับตัวเพิ่มสูงมากนัก ดังนั้นราคาน้ำมันในช่วงนี้จึงอยู่ที่ 201 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล บวก-ลบไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม โดยรวมแล้วเมื่อก้าวเข้าสู่ฤดูร้อน การใช้พลังงานของโลกก็จะลดลงประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐตอบาร์เรล ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสงครามในตะวันออกกลางจะเกิดขึ้นหรือไม่

0 อะไรเป็นปัจจัยภายในประเทศที่จะทำให้ราคาน้ำมันปรับเพิ่มสูงขึ้น
ราคาน้ำมันที่มีผลต่อเศรษฐกิจมากที่สุดคือภาคขนส่ง โดยรวมแล้วการขนส่งสินค้าจะใช้น้ำมันดีเซลถึง 95% เอ็นจีวี 5-% ดังนั้นปัจจัยที่จะกระทบกับราคาน้ำมันในประเทศคือราคาน้ำมันตลาดโลก ซึ่งประเทศไทยใช้ราคาน้ำมันของประเทศสิงคโปร์เป็นตัวเปรียบเทียบ ส่วนราคาน้ำมันเบนซิน และแก๊สโซลฮอล์นั้นคงต้องให้ทยอยปรับเพิ่มขึ้นไปเพราะเป็นเรื่องยานพาหนะ ส่วนตัวไม่กระทบเศรษฐกิจเท่าไหร่
อย่างไรก็ตาม ถ้าพูดถึงราคาพลังงานนั้น จะมีตัวหนึ่งซึ่งเป็นปัจจัยหลักคือแอลพีจี เนื่องจากรัฐบาลควบคุมราคาไว้ที่ 333 เหรียญสหรัฐต่อตัน ซึ่งเราอุดหนุนมานาน ทำให้ภาระการชดเชยสูงมาก แม้ว่าเราจะผลิตก๊าซในอ่าวไทย ซึ่งราคาก็ไปผูกพันกับราคาน้ำมันตลาดโลกด้วย ซึ่งขณะนี้ราคา ณ โรงแยกก๊าซสูงกว่า 333 เหรียญสหรัฐมาก โดยอยู่ที่ 1,200 เหรียญสหรัฐต่อตัน
ดังนั้น การที่ราคาถูกจึงเป็นปัจจัยที่ทำให้คนหันมาใช้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้องนำเข้าก๊าซแอลพีจีเพิ่มขึ้น ซึ่งจากเดิมเมื่อ 5-6 ปีที่ผ่านมานั้นเราส่งออก แต่ปัจจุบันต้องนำเข้า ซึ่งราคาสูง ทำให้เกิดการชดเชยสูง
ปัจจัยหลักขณะนี้คือราคาน้ำมันในต่างประเทศและการอุดหนุนเชื้อเพลิงบางชนิด ทำให้เกิดการนำเข้าและเกิดภาระการชดเชยมาก จะเห็นว่ามติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ให้กองทุนกู้เพิ่มอีก 20,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะพอหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เงินกู้ทั้งหมดที่กู้มานั้นส่วนใหญ่จะนำมาใช้อุดหนุนราคาก๊าซแอลพีจีทั้งสิ้น ส่วนกลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ยังเก็บเป็นบวก ดีเซลก็ยังมีเก็บ 60 สตางค์ เพื่อมาชดเชยแอลพีจี แต่ก็นำมาชดเชยแอลพีจีไม่พอ ก็ต้องกู้เพิ่ม ซึ่งเฉพาะเอ็นจีวีชดเชยไม่ถึง 400 บาทต่อเดือน นอกนั้นแอลพีจีทั้งหมดประมาณ 4-5 พันบาทต่อเดือน ตัวนี้จึงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาพลังงานของประเทศเปลี่ยนแปลง
ตัวที่จะปรับคือแอลพีจีและเอ็นจีวี แต่เอ็นจีวีคงเป็นส่วนน้อย ส่วนแอลพีจีนั้นอยู่ที่นโยบายของรัฐบาล เราจะปรับขึ้นราคาในภาคอุตสาหกรรมและขนส่ง แต่ในภาคครัวเรือนนั้น จะต้องปรับขึ้นบ้าง แต่ต้องชดเชยให้ตรงกลุ่ม แต่รัฐบาลยังไม่ต้องการให้มีผลกระทบในวงกว้างขณะนี้ จึงได้ยืดระยะเวลาที่จะปรับขึ้นราคาแอลพีจีในภาคครัวเรือนออกไปจนถึงสิ้นปี 2555 นี้ ดังนั้นราคาพลังงานโดยเฉพาะแอลพีจีสำหรับครัวเรือนเราก็ต้องอุดหนุนอยู่แค่ภายในขนส่งและอุตสาหกรรม ก็จะทยอยปรับขึ้นรวมทั้งกลุ่มเบนซินและดีเซล

0 ปัจจุบันราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นเป็นไปได้หรือไม่ที่จะชะลอการจัดเก็บ
เป็นไปได้ถ้ามีผลกระทบ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี และท่านรัฐมนตรีพลังงาน แต่ก็จะทำให้กองทุนน้ำมันมีภาระเพิ่มขึ้นตามสถานการณ์ราคาน้ำมัน ซึ่งเราไม่รู้เลยว่าราคาน้ำมันจะขึ้นเท่าไหร่เพราะปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

0 ขณะนี้ สนพ.ได้เตรียมแนวทางเลือกเพื่อรองรับปัญหาราคาน้ำมันแพงอย่างไร
สนพ.ได้จัดทำสถานการณ์จำลองราคาพลังงาน หรือซีนารีโอ ในภาวะที่ราคาพลังงานสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อติดตามราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด ประกอบการตัดสินใจในการดำเนินนโยบายด้านพลังงานและการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องพิจารณาตามสถานการณ์หากราคาน้ำมันสูงขึ้นอีก จะจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ เพิ่มได้หรือไม่ จากปัจจุบันที่จัดเก็บจากกลุ่มเบนซินลิตรละ 3 บาท และโซฮอลล์ 3 บาท และดีเซลลิตรละ 60 สตางค์ และการบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน
สำหรับซีนารีโอที่จัดทำไว้ 3 รูปแบบ ประกอบด้วย 1.กรณีราคาน้ำมันดิบดูไบปรับตัวขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 135 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อาจทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศปรับตัวสูงขึ้น จึงอาจต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ เข้ามาช่วย เช่น การลดเก็บเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ในส่วนของดีเซลที่ปัจจุบันเก็บอยู่ที่ระดับ 0.60 บาทต่อลิตร และหากเกินกว่านั้น ก็อาจลดการเก็บเงินกองทุนอนุรักษ์ฯ ในส่วนของดีเซลที่เก็บอยู่ 0.25 บาทต่อลิตรด้วย
2.กรณีที่ราคาน้ำมันดิบดูไบปรับตัวขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 140 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ก็อาจต้องใช้วิธีการจ่ายชดเชยเงินกองทุนน้ำมันฯ โดยจะดูราคาน้ำมันเฉลี่ยทุก 3 วัน ซึ่งการปรับขึ้นทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล กองทุนน้ำมันฯ จะต้องจ่ายเงินชดเชย 0.18 บาทต่อลิตร
3.ถือว่าเป็นกรณีเลวร้ายที่สุด ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 150 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล กองทุนน้ำมันฯ จะต้องจ่ายเงินชดเชยประมาณ 1.80-2 บาทต่อลิตร หรือกองทุนน้ำมันฯ จะต้องจ่ายเงินชดเชยราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลเฉลี่ยตกประมาณวันละ 91 ล้านบาท หรือประมาณเดือนละ 2,730 ล้านบาท

0 เมื่อเตรียมแผนรองรับทางด้านน้ำมันแล้ว ก๊าซทั้งแอลพีจีและเอ็นจีวีเตรียมพร้อมอย่างไร
เอ็นจีวีกำลังศึกษาอยู่ในวันที่ 10 เม.ย.2555 นี้ การศึกษาทางด้านราคาก๊าซเอ็นจีวีที่ สนพ.ได้ว่าจากจุฬาฯ จะแล้วเสร็จ ซึ่งโครงสร้างราคาเอ็นจีวีจะเป็นอย่างไร อย่างไรก็ต้องรอดูผลการศึกษาของจุฬาฯ แต่อย่างไรก็ตาม 16 เม.ย.2555 นี้ต้องปรับขึ้นเอ็นจีวี 50 สตางค์ต่อกิโลกรัมก่อน ส่วนเดือน พ.ค.2555 ก็ต้องดูที่ผลการศึกษา ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นผลการศึกษาคืบหน้าไปกว่า 60-70% แล้ว โดยผลการศึกษาของจุฬาฯ น่าจะเป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย เพราะจุฬาฯ ได้เชิญตัวแทนจากกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งทุกกลุ่ม
ส่วนแอลพีจีบางกลุ่มก็ได้มีการปรับขึ้นไปบางแล้ว เช่น ภาคการขนส่ง แต่ภาคครัวเรือน รัฐบาลให้ตรึงไว้ก่อนถึงสิ้นปี ซึ่งตรงนี้ถามว่าราคาพลังงานเป็นอย่างไร คือตรึงไง ก็คือการเอาเงินมาอุดหนุนไว้ ส่วนเงินกู้ที่กู้มานั้นกองทุนก็จะทยอยเรียกเก็บคืนจากราคาน้ำมัน ซึ่งจะใช้เวลา 2 หรือ 3 ปี

0 แนวโน้มอัตราค่าไฟฟ้าจะเป็นอย่างไร
อัตราค่าไฟฟ้านั้นขึ้นอยู่กับราคาเชื้อเพลิง ซึ่งสะท้อนอยู่ที่ค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) ซึ่งในช่วงเดือน พ.ค.-ส.ค.2555 จะปรับขึ้นค่าเอฟทีอีก 30 สตางค์ต่อหน่วยนั้น เป็นเพราะราคาน้ำมัน ราคาก๊าซปรับเพิ่มขึ้น แต่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาความเหมาะสมของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือเรกูเลเตอร์

0 การก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ไม่ว่าจะใช้เชื้อเพลิงประเภทไหนก็จะถูกต่อต้านจากชุมชน เราเตรียมแผนรองรับอย่างไร
ก็หันมาใช้พลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น ซึ่งจากมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ วันที่ 30 พ.ย.2554 รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานจัดทำแผนการพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก 25% ใน 10 ปี (พ.ศ.2555-2564) หรือ Alternative Energy Development Plan : AEDP (2012 – 2021) เพื่อกำหนดกรอบและทิศทางการพัฒนาพลังงานทดแทนของประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงและพลังงานชนิดอื่น และยังช่วยกระจายความเสี่ยงในการจัดหาเชื้อเพลิงเพื่อการผลิตไฟฟ้า รวมถึงลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
โดยคาดว่าในปี 2564 ความต้องการพลังงานในอนาคตของประเทศ เพิ่มขึ้น 99,838 ktoe จากปัจจุบัน 71,728 ktoe โดยในส่วนของพลังงานทดแทนตาม PDP 2010 และแผน AEDP (2012 – 2021) กำหนดให้มีสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นจาก 7,413 ktoe ในปี 2555 เป็น 25,000 ktoe ในปี 2564 หรือคิดเป็น 25% ของการใช้พลังงานรวม

0 ตามแผนการพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก 25% ใน 10 ปี (2555 – 2564) มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร
วัตถุประสงค์หลักคือให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาพลังงานทดแทนให้เป็นพลังงานหลักของประเทศทดแทนการนำเข้าน้ำมันได้ในอนาคต เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ สนับสนุนอุตสาหกรรมการผลิตเทคโนโลยีพลังงานทดแทนในประเทศ และเพื่อวิจัยพัฒนาส่งเสริมเทคโนโลยีพลังงานทดแทนสัญชาติไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดสากล
และยังได้กำหนดยุทธศาสตร์ส่งเสริมการพัฒนาพลังงานทดแทนตามแผน AEDP 6 ประเด็น ประกอบด้วย (1) การส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการผลิตและการใช้พลังงานทดแทนอย่างกว้างขวาง (2) การปรับมาตรการจูงใจสำหรับการลงทุนจากภาคเอกชนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ (3) การแก้ไขกฎหมาย และกฎระเบียบที่ยังไม่เอื้อต่อการพัฒนาพลังงานทดแทน (4) การปรับปรุงระบบโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบสายส่ง สายจำหน่ายไฟฟ้ารวมทั้งการพัฒนาสู่ระบบ Smart Grid (5) การประชาสัมพันธ์ และสร้างความรู้ความเข้าใจต่อประชาชน และ (6) การส่งเสริมให้งานวิจัยเป็นเครื่องมือในการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนแบบครบวงจร
ขณะนี้ได้มีการปรับแผนพีดีพีให้รับซื้อพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น เช่น ไบโอแมส และไบโอแก๊สมีจำนวนมาก ซึ่งขณะนี้มีนักลงทุนจากเยอรมนี ได้นำหญ้ามาทำเป็นไบโอแมสเพื่อผลิตเชื้อเพลิง ซึ่งปัจจุบันมีถึง 8,000 แห่ง สำหรับในประเทศไทยนั้นขณะนี้ได้เริ่มก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้หญ้าเลี้ยงช้างเป็นเชื้อเพลิงแล้วที่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ในแผนพีดีพีนั้นจะปรับเพิ่มพลังงานทดแทนจาก 4,000-5,000 เมกะวัตต์ เป็น 8,000 เมกะวัตต์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพลังงานจากชีวมวล ส่วนพลังงานแสงอาทิตย์มีเพียงเล็กน้อย ซึ่งขณะนี้มีบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าต่างประเทศให้ความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนการผลิตไฟฟ้าจากไบโอแมสจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม การผลิตไฟฟ้าจากไบโอแมสจะดีกว่าจากพลังงานแสงอาทิตย์ โดยโซล่าเซลล์ให้แอดเดอร์ 8 บาท แต่ไบโอแมสให้แอดเดอร์ 30 สตางค์ นอกจากนี้ การทำโซล่าเซลล์ชาวบ้านไม่ได้รับประโยชน์ เพราะอุปกรณ์ทั้งหมดต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ต่างจากไบโอแมส ชาวบ้านจะได้รับประโยชน์มากกว่า นอกจากนี้ ไบโอแมสยังมีบริมาณที่มาก เพราะนอกจากหญ้าแล้ว ยังสามารถใช้วัตถุดิบประเภทอื่นได้อีก เช่น ข้าวโพด ในภาคเหนือมีจำนวนมาก และส่วนใหญ่ชาวบ้านจะเผาซังข้าวโพดทิ้งทั้งหมด ทำให้เกิดปัญหามลพิษ.

 

เผดิมชัย สะสมทรัพย์ ค่าจ้าง 300 บาท เพื่อความเป็นธรรมกับแรงงาน 2012/05/30

http://www.thaipost.net/node/54543

26 March 2555

รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศให้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 แรงงานในประเทศไทยจะได้รับค่าแรงขั้นต่ำที่ 300 บาททั่วทั้งประเทศ แต่จะจริงแท้แค่ไหน นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ให้ความกระจ่างในเรื่องนี้

0 นโยบายนของรัฐบาลในการปรับขึ้นค่าแรง 1 เมษายน ยังคงดำเนินการตามที่ประกาศไว้ ใช่หรือไม่ และมีแนวทางในการปรับอย่างไร
ทุกพรรคใช้นโยบายค่าแรงในการหาเสียง ไม่ใช่เฉพาะแค่พรรคเพื่อไทยเท่านั้น พรรคอื่นก็มี เช่น อัตราค่าแรง 25% ขึ้นภายใน 2 ปี อันนั้นเป็นกติกาอันหนึ่ง ซึ่งคำว่าอัตราค่าจ้าง ในหลักของกฎหมายจะต้องเกิดขึ้นโดยการกำหนดของคณะกรรมการไตรภาคี ที่ประกอบด้วย นายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล ฝ่ายละ 5 คนเป็นคนตัดสินด้วยหลักการว่า การปรับขึ้นอัตราค่าจ้างแต่ละครั้งเป็นอย่างไร
พรรคเพื่อไทยบอกว่าจะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศ ไม่ได้หมายความว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในแง่ของกฎหมายจะไปสั่งไตรภาคีล่วงหน้าไม่ได้ เราไม่มีสิทธิ์ที่จะไม่ทำ เพราะอัตราค่าจ้างอยู่ที่ไตรภาคี แต่ถ้าไปโฆษณาล่วงหน้าว่าอัตราค่าจ้างจะขึ้นภายใน 2 ปี 25% แสดงว่าคุณรู้และไปสั่งไตรภาคี
สำหรับพรรคเพื่อไทยเห็นว่ารัฐบาลบริหารประเทศให้ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทไม่ใช่อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งเป็นความตั้งใจ นโยบายเราติดว่าจะทำอย่างไรจึงจะมีค่าครองชีพที่เหมาะสม ที่คนจะเอาเงินกลับบ้านหลังจากทำงาน 8 ชั่วโมงคือ 300 บาท ซึ่งน่าจะมีชีวิตอยู่ได้ และไม่ให้หนีไปทำกิจกรรมอย่างอื่น
เกณฑ์ที่อัตราค่าจ้างซึ่งคณะกรรมการไตรภาคีให้มานั้น แต่ละจังหวัดไม่เคยเท่ากันเลย ในอดีต 10 กว่าปีที่ผ่านมา พะเยา 159 บาท ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีค่าแรงขั้นต่ำสุดของประเทศ ภูเก็ตสูงสุดอยู่ที่ 221 บาท ส่วนปริมณฑลรอบกรุงเทพฯ 215 บาท ก็มี 6-7 จังหวัด นอกนั้นก็มี 160 บ้าง 180 บ้าง กระจายกับไปทั้ง 77 จังหวัด ดังนั้น ต้องเข้าใจว่าพื้นฐานของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำไม่ได้เสมอภาคกันในประเทศไทย
พอผมมาอยู่จุดนี้ เห็นว่าการใช้เกณฑ์ดังกล่าวนั้นตัดสินไม่ถูกต้อง ดังนั้น เห็นว่าค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทนั้นควรจะเป็นพื้นฐานค่าแรงขั้นต่ำของแรงงาน แต่เมื่อมาเป็นแล้วมีการพูดกันไปพูดกันมา ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าเมื่อพรรคเพื่อไทยมาเป็น จะต้องขึ้นอัตราค่าจ้าง 300 บาท ซึ่งถูกดึงเข้าไปที่อัตราค่าจ้างขั้นต่ำไม่ใช่ค่าครองชีพแล้ว ซึ่งนี่คือที่มาที่ไป

0 ได้มีการเตรียมการรับมือถึงผลกระทบที่จะตามมาหรือไม่ อย่างไร
เมื่อมาศึกษาจะพบว่าอัตราว่างงานของแรงงานไทยนั้นมีเพียง 0.4% จากมวลรวมทั้งหมด 38 ล้านคนของผู้ใช้แรง และเห็นว่ากลุ่มที่อยู่ในระบบควรที่จะได้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นมาถึง 300 บาทตามกฎหมาย ซึ่งก็ดี เพราะเรามีอัตราว่างงานเพียงแค่ 0.4% เท่านั้น แสดงว่าแรงงานไทยเรามีคุณภาพความต้องการสูง ดังนั้นเราจึงบอกว่า 300 บาทเป็นกติกาให้เท่ากันทั้งประเทศก่อน
แต่ก็ต้องมีวิธีขึ้น จะขึ้นอย่างไรเพื่อไม่ให้มีความบอบช้ำทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีนายจ้างและลูกจ้าง เราเป็นรัฐบาล เราต้องเสียสละอะไรบ้างใน 3 องค์ประกอบเพื่อให้ทุกอย่างเดินไปด้วยกันได้ ไม่สะดุดหรือฝ่ายหนึ่งฝ่ายได้ ไม่ใช่รัฐบาลจะต้องได้หน้าเป็นผลงาน นายจ้างก็ต้องไม่สะดุด และรัฐบาลจะให้อะไรเมื่อมีการเสียสละ ดังนั้นผู้ที่ได้มีฝ่ายเดียวคือลูกจ้าง
กระทรวงแรงงานจึงมีหน้าที่ในการดูแลเรื่องนี้แทนรัฐบาล ซึ่งทางกระทรวงก็มีกรมการจัดหางาน สำนักงานปลัด กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และก็มีประกันสังคม ซึ่งทั้ง 5 กรมเป็นกลไกของรัฐบาล ดังนั้น จึงต้องดูว่าจะกลไกทั้ง 5 ตัวนี้จะช่วยอะไรให้เปิดความเป็นธรรมกับนายจ้างและลูกจ้าง และจึงนำเสนอบางส่วนให้กับรัฐบาลช่วย เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม จะช่วยอะไร เราจะเป็นตัวกลางที่จะเป็นตัวเชื่อมเพื่อให้เกิด 300 บาทที่ถูกต้อง และไม่ให้ทุกฝ่ายต้องเดือดร้อน
นั่นคือที่มาที่ไป ไม่ใช่นั่งเทียนอยากจะหาคะแนนนิยม ไม่ใช่ และรัฐบาลเองก็มีกลไกอยู่คือ 1.รัฐบาลมีกลไกอยู่แล้วว่าจะต้องลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% ในปีแรก และปีที่ 2 ลดอีก 3% ซึ่งกระทรวงการคลังยอมเสียรายได้ เพราะเอาเงินตรงนี้ผ่านช่องนายจ้างไปสู่ลูกจ้าง คือลดภาระในการเสียภาษี 2.กระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือฯ จะทำอะไรให้กับลูกจ้างมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นเพิ่มผลผลิตให้กับนายจ้าง เช่นเคยผลิตได้ 100 ชิ้น โดยคนกลุ่มเดียวกัน แต่จะทำอย่างไรให้ผลิตได้ 120 ชิ้น โดยคนกลุ่มเดียวกันเวลาเท่ากัน ซึ่งเป็นหน้าที่ ซึ่งกระทรวงแรงงานต้องลงไปทำและพัฒนาฝีมือแรงงาน
นี่คือจุดเริ่มต้นที่ระยะแรกที่จะต้องทำ เพราะในปี 2558 ซึ่งเป็นปีที่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เกิดขึ้น ซึ่งต้องรองรับ และปัจจุบันทุกคนไม่เข้าใจที่ลึกซึ้ง และกระทรวงแรงงานเองก็มีประกาศมาตรฐานฝีมือแรงงานระดับชาติ (มรช.) มีผลตั้งแต่ ส.ค.2554 อยู่ 22 อาชีพ ซึ่งแรงงานทั้ง 22 กลุ่มนี้มีค่าแรงต่ำสุดอยู่ที่ 250 บาท สูงสุด 690 บาท แต่เมื่อขยับ 300 บาทขึ้น ฐานก็ขึ้น 40% กลายเป็นว่ามาตรฐานฝีมือแรงงานทั้ง 22 อาชีพต่ำสุด 320 บาท และสูงสุดคือ 770 บาท

0 ขึ้น 300 บาทแล้วจะกระทบกับ SME หรือไม่
ในกลุ่มนี้เราก็มีฐานรองรับอยู่แล้วในด้านฐานการเสียภาษี เช่น ถ้าทำกำไรได้ 5 แสน – 1 ล้านบาท เสียภาษี 15% เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีศูนย์ปฏิบัติการ 300 บาท ตั้งอยู่ที่กระทรวงแรงงาน ซึ่ง SME สามารถที่จะแจ้งข้อมูลหรือสอบถามมายังศูนย์ฯ ได้ทั้งโทรศัพท์ อีเมล์ หรือแรงงานจังหวัด และหน่วยงานในสังกัดทั้ง 5 หน่วยประจำอยู่ทุกจังหวัด เราก็พยายามโฆษณาประชาสัมพันธ์ ใครที่ทำได้หรือไม่ได้ ให้ช่วยแจ้งข้อมูลให้ทราบได้หรือไม่ เราจะได้เก็บข้อมูลประกอบและแก้ไขปัญหาร่วมกัน เพราะบางอันเราตอบไม่สามารถจะตอบได้ว่าขาดทุนเพราะอะไร

0 วันที่ 1 เมษายน 7 จังหวัดขึ้น 40% ใช่หรือไม่
เราขึ้น 40% ทั้งประเทศ เช่น อยุธยา ค่าจ้างจาก 180 ขึ้นเป็น 265 บาท ซึ่งเป็นอัตราที่ทุกจังหวัดขึ้น 40% และจากนั้น 1 มกราคม 2556 จะขึ้นเป็น 300 บาททุกจังหวัด
สำหรับการประกาศ 1 เมษายน ที่จะเริ่มใช้ 7 จังหวัด เผอิญ 7 จังหวัดนั้นพื้นฐานสูงเลยได้ 300 บาท แต่พื้นฐานต่ำของจังหวัดอื่นก็ได้เพิ่มมา 40% โดยประมาณ ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว และจำได้ เข้าใจว่าทำไมขึ้นไม่เหมือนกัน แต่ 1 มกราคม 2556 นั้นจะขึ้นเหมือนกันหมด เนื่องจากว่าเราเหลือภาษีอีก 3% ที่จะค่อยๆ ไม่ให้สำลักขึ้น จริงๆ แล้วการปรับค่าแรงขั้นต่ำนั้นจะมีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2555 แต่ผู้ประกอบการมาขอไว้เพราะน้ำท่วม เลื่อนเป็น 1 เมษายน 2555

0 ดูเหมือนว่าข้าวของได้ปรับราคาขึ้นไปรอก่อนที่จะมีการปรับขึ้นค่าจ้าง
ก็ถ้าผมไม่ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแล้วไม่ปล้นกันตายเลยหรือ ซึ่งจุดนี้อยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ที่จะควบคุมราคา ซึ่งผมแตะไม่ได้ เนื่องจากข้ามกระทรวง แต่เมื่อขึ้นค่าแรง คนจนไม่เคยเก็บเงิน เพราะไม่มีเงินเก็บ ดังนั้น สภาพเศรษฐกิจเมื่อเงินเพิ่มขึ้นก็จะไหลเข้าสู่ตลาด เพราะมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น เกิดการหมุนเวียน

0 ศูนย์ปฏิบัติการ 300 หลังจากที่ตั้งไปแล้ว มีผลสะท้อนกลับมาจากนายจ้างและลูกจ้างอย่างไร
ผมแปลกใจ แม้กระทั่งในต่างจังหวัดที่เปิดศูนย์ร้องเรียน ก็ไปเช็กมา อย่างกรมจัดหางานไปเช็ก มีแต่คนตกงาน อย่างบางบริษัทประกาศรับสมัครพนักงานจำนวนมาก ให้ค่าแรง 300 บาท กลับไม่มีคนสมัคร ผมก็แปลกใจ วันนี้มีแต่ขาดแคลนแรงงาน ไม่มีใครเชื่อ ซึ่งขณะนี้แม้กระทั่งเปิดรับสมัครงานก็ไม่มีคนสมัคร

0 ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่ม SME ต้องการให้ชะลอการปรับค่าแรง 300 บาทไว้ก่อน
เราอยากฟังเหตุผล แต่ผมไม่เคยได้รับฟังเหตุผลว่าทำ ไม่ได้ตรงไหน หรือมีปัญหาตรงไหน อย่างอาจารย์ไม่ให้การบ้าน แล้วเราจะไปทำตรงไหน ก็ SME เขาไม่ให้การบ้านผมเลยว่าเขามีจุดอ่อนตรงไหน คือไปบ่นข้างนอ กแต่ไม่ได้ให้ข้อมูลเรา ซึ่งเราก็ช่วยทั้งภาษี เงินกู้ แถมมีการอบรมพนักงานให้ทำงานได้ทันที

0 มีการตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อค่าแรงของเราปรับสูงขึ้น ทำให้แรงงานต่างด้าวไหลเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น ประกอบกับจะเปิด AEC ในอีก 3 ปี เรามีมาตรการดูแลอย่างไร
ก็ต้องเสริมฝีมือ แต่เพิ่มศักยภาพให้กับแรงงานฝีมือ โดยกรมพัฒนาแรงงานฝีมือ เช่น ช่างเชื่อม ค่าแรงกว่า 700 บาท ยิ่งที่ดำน้ำเชื่อม ค่าแรงสูงมาก และเรามีมาตรฐาน และการทำงานต้องรู้ว่า ทำอย่างไรให้คุ้ม ใช้เงินให้ถูกประเภท กรมสวัสดิการฯ ก็ดูแลในด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย ประกันสังคม เงินกู้เมื่อขัดสน เรากำลังจะบอกให้รู้ว่า กระทรวงแรงงานมีอะไรบ้าง และที่สำคัญต้องทั้ง 5 กรมต้องออกไปข้างนอก ที่กระทรวงเป็นเพียงที่ตั้งรับ

0 เงินประกันสังคมที่ปรับลดเงินสมทบลงเพื่อช่วยเหลือน้ำท่วม หลังจากสิ้นกลางปี 2555 จะเป็นอย่างไร
6 เดือนแรก ลดการส่งเงินสมทบลงเหลือ 3% จากเดิมที่นายจ้าง 5% และลูกจ้าง 5% เพื่อลดภาระ และ 6 เดือนหลังก็จะเก็บเพิ่มขึ้นอีก 1% เป็น 4% ซึ่งในส่วนของรัฐบาลไม่มีการปรับลดแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม รัฐบาลให้อย่างเดียว เราไปแตะไตรภาคีไม่ได้ ต้องให้เกียรติเขา เพราะเขาเป็นผู้ลงทุน เราต้องพึ่งคนลงทุน ดังนั้น มาตรการของรัฐบาลก็ต้องมีหย่อนให้ เช่น ให้บีโอไอเครื่องจักรไม่คิดภาษี เพื่อดึงภาคการลงทุนมาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งจะช่วยดึงภาคแรงงานให้ดีขึ้น

0 อีก 2 ปี ประเทศไทยจะขาดแรงงาน เพราะแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะพม่า เริ่มกลับไปทำงานในประเทศตัวเองหลังพม่าเปิดประเทศ
เราเตรียมแผน ซึ่งต้องเตรียมตั้งแต่กระทรวงศึกษาธิการ ต้องปรับปรุงคน เมื่อดึงการลงทุนมา คนของเราก็ต้องรับเทคโนโลยี เราต้องพัฒนาฝีมือแรงงานและทักษะการทำงาน รวมถึงวินัยในการทำงาน ซึ่งเด็ก ปวช.  ปวส.ต้องเริ่มที่จะบูรณาการกับเรา การเรียนต้องไม่เรียนตามกระแส ต้องเรียนให้ตรงกับเป้าหมาของประเทศ เช่น กระทรวงคมนาคม พาณิชย์นาวี มีอะไร ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ท่องเที่ยวมีอะไร ต้องแยกเป้าหมายให้ชัดเจนตรงกับความต้องการ.

 

พม่าเปิดประเทศ แรงงานกลับบ้าน จุดเริ่มต้นไทยเข้ายุค..ขาดแคลน 2012/05/30

http://www.thaipost.net/node/54220

19 March 2555

“ช่วงนี้ผู้ประกอบการในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต่างเร่งลงทุนจำนวนมาก เพราะเห็นว่าแนวโน้มเศรษฐกิจในประเทศเริ่มดีขึ้น  และภาครัฐเองก็ออกมาสร้างความมั่นใจจะไม่เกิดปัญหาน้ำท่วมขึ้นอีก ทำให้ผู้ประกอบการกลับมาลงทุนใหม่อีกครั้ง และคนที่อยากซ่อมบ้านก็เร่งซ่อมบ้านใหม่ แต่กลับเจอปัญหาแรงงานมีไม่เพียงพอ หากประเทศพม่าเปิดประเทศเต็มที่ ประเทศไทยอาจต้องเจอปัญหาแรงงานขาดอย่างหนัก”
หลังจากวิกฤติน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปีที่ผ่านมา หลายหน่วยงานออกมาแสดงความเป็นห่วงว่าพนักงานที่ทำงานอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรมอาจถูกลอยแพ เพราะหลังน้ำลดโรงงานที่ถูกน้ำท่วมก็ต้องทำการปรับปรุงโรงงานกว่าจะปรับปรุงโรงงานแล้วเสร็จ เรียกพนักงานกลับเข้ามาทำงานได้ คงต้องใช้ระยะเวลาพักใหญ่ และเนื่องจากมีโรงงานบางแห่งอาจต้องปิดกิจการ เพราะเงินไม่หนาพอที่จะกลับมาฟื้นฟูโรงงาน และบางแห่งก็อาจจะถูกย้ายฐานการผลิตไปที่อื่น
ล้วนเป็นสิ่งที่น่ากลัวหลังน้ำลด
แต่หลังจากสถานการณ์น้ำท่วมได้คลี่คลายกลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติ สิ่งที่หวั่นเกรงว่าจะเกิดขึ้นกับบรรดาแรงงานทั้งไทยและต่างด้าวกลับเปลี่ยนไป จากที่กลัวว่าแรงงานจะตกงาน ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าแรงงานไม่เพียงพอกับความต้องการของบรรดาผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นโรงงานอุตสาหกรรม หรือธุรกิจก่อสร้าง ซึ่งต่างต้องใช้แรงงานคนเป็นหลัก
ยิ่งแรงงานไทยไม่ต้องพูดถึง เพราะแทบไม่มีให้เห็นแล้ว ยิ่งพืชผลทางการเกษตรมีราคาสูงขึ้น แรงงานต่างจังหวัดที่เคยทิ้งบ้านเรือนมาขายแรงงานในโรงงานอุตสาหกรรม หรือสถานที่ก่อสร้าง ต่างปรับแผนขอไปทำไร่ทำนา เนื่องจากได้ผลตอบแทนสูงกว่า
ด้วยเหตุนี้ หลายธุรกิจจึงหันไปใช้แรงงานต่างด้าวที่มาจากพม่า กัมพูชา หรือลาว แต่ด้วยเหตุน้ำท่วมที่เกิดขึ้น ประกอบกับประเทศไทยมีความเข้มงวดในการตรวจสอบสัญชาติ จึงทำให้แรงงานต่างด้าวส่วนหนึ่งหนีกลับประเทศตัวเอง
นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการ และผู้จัดการ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การขาดแคลนแรงงานต่างด้าวในช่วงนี้ น่าจะเป็นเพียงแค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆ โดยเฉพาะแรงงานจากประเทศพม่า เพราะการเข้ามาขายแรงงานในไทย มีรายได้ดีกว่าการขายแรงงานในประเทศตัวเองในช่วงนี้
สาเหตุที่พม่าเดินทางกลับประเทศเป็นจำนวนมากในช่วงนี้ ส่วนหนึ่งต่อเนื่องมาจากน้ำท่วมช่วงปลายปีที่ผ่านมา และมีกระแสข่าวออกมาว่าจะเกิดน้ำท่วมใหญ่กับประเทศไทยอีกครั้ง นอกจากนี้ ยังมีกระแสข่าวว่าประเทศไทยจะเกิดสึนามิ จึงทำให้แรงงานพม่าเดินทางกลับบ้าน
“พม่ามีความเชื่อเรื่องพายุ เพราะก่อนหน้านี้มีพายุพัดเข้าถล่มเมืองอิระวดี ทำให้ประชาชนพม่าล้มตายเป็นจำนวนมาก พ่อแม่ของแรงงานพม่าที่เข้ามาใช้แรงงานในไทย จึงเรียกลูกหลานให้กลับบ้านไปก่อน นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการพิสูจน์สัญชาติที่แรงงานพม่ากลัวเรื่องนี้มาก โดยเฉพาะแรงงานที่เข้ามาแบบผิดกฎหมาย ด้วยเหตุนี้ แรงงานส่วนหนึ่งจึงต้องเดินทางกลับประเทศ เพื่อไปพิสูจน์สัญชาติที่ชายแดนให้ถูกต้องตามกฎหมายก่อนเข้ามาทำงานในประเทศไทย”
สิ่งที่รัฐบาลควรทำในขณะนี้คือ การสร้างความเชื่อมั่นในด้านของการป้องกันปัญหาน้ำท่วม และกล้าที่จะออกมารับประกันว่าปีนี้จะไม่เกิดน้ำท่วมใหญ่ในประเทศไทยอีก เพราะการออกมาประกาศดังกล่าว นอกจากจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนแล้ว ยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับบรรดาแรงงานต่างด้างด้วย
กลุ่มธุรกิจที่เริ่มได้รับผลกระทบจากปัญหาแรงงานขาดแคลน ก็คือ อสังหาริมทรัพย์ เพราะบ้านแต่ละหลังกว่าจะสร้างเสร็จต้องเกิดจากแรงงานคน ซึ่งหลังจากแรงงานพม่าเลือกที่จะเดินทางกลับประเทศ ผลกระทบก็เริ่มส่งสัญญาณถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
นายกิตติพล ปราโมช ณ อยุธยา นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่า ขณะนี้ตลาดอสังหาริมทรัพย์กำลังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานสำหรับก่อสร้างบ้าน และซ่อมแซมบ้านเรือนอย่างมาก ทำให้งานก่อสร้างบ้านในโครงการต่างๆ เริ่มมีความล่าช้าจากกำหนดไปประมาณ 1-2 เดือน
สาเหตุหลักมาจากแรงงานก่อสร้างส่วนใหญ่เป็นคนต่างประเทศ  โดยเฉพาะแรงงานจากพม่าที่มีการเข้ามาขายแรงงานมากที่สุด และเมื่อเกิดปัญหาน้ำท่วมแรงงานก็เดินทางกลับบ้าน ประกอบกับเมื่อพม่าเปิดประเทศมากขึ้น แรงงานจึงเลือกที่จะทำงานบ้าน และไม่กลับเข้ามาทำงานในไทยอีก
“ช่วงนี้ผู้ประกอบการในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต่างเร่งลงทุนจำนวนมาก เพราะเห็นว่าแนวโน้มเศรษฐกิจในประเทศเริ่มดีขึ้น  และภาครัฐเองก็ออกมาสร้างความมั่นใจจะไม่เกิดปัญหาน้ำท่วมขึ้นอีก ทำให้ผู้ประกอบการกลับมาลงทุนใหม่อีกครั้ง และคนที่อยากซ่อมบ้านก็เร่งซ่อมบ้านใหม่ แต่กลับเจอปัญหาแรงงานมีไม่เพียงพอ หากประเทศพม่าเปิดประเทศเต็มที่ ประเทศไทยอาจต้องเจอปัญหาแรงงานขาดอย่างหนัก”
ขณะที่ภาคเอกชนกำลังหวั่นเกรงแรงงานขาดในช่วงนี้ ด้าน “นักวิชาการ” ขอมองยาวไปอีก 5 ปีข้างหน้าว่าจะเกิดขึ้นอะไรกับแรงงานไทย ซึ่งจากการวิเคราะห์สถานการณ์ถือว่าน่าวิตกกังวลมากเลยทีเดียว
รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ กล่าวว่า ภายใน 5 ปีนับจากนี้ ภาคการผลิตแรงงานไทยในภาพรวมทั้งจากสถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จะต้องเร่งดำเนินการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาด้านวิชาชีพ เพื่อยกเครื่องแรงงานไทยอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากในปี 2558 จะมีการเปิดประเทศไปประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี
ปัจจุบันพบว่าแรงงานไทยในภาคระดับปริญญาตรีมีแนวโน้มตกงานราว 1 แสนคนต่อปี จากหลักสูตรที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ส่งผลให้ปัจจุบันแรงงานไทยจะอยู่ในสภาพขาดๆ เกินๆ ความต้องการก็ตาม เห็นได้จากการขาดแรงงานภาคบริการในกลุ่มครัวเรือน และแรงงานในภาคโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้ต้องมีการนำเข้าแรงงานมาจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทดแทน
ขณะที่กลุ่มแรงงานระดับองค์กรก็มีปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่เป็นคนเก่ง หรือมีจำนวนไม่เพียงพอในสายนั้นๆ แต่กลับพบว่ามีสัดส่วนของแรงงานหรือพนักงานที่ขาดทักษะที่จำเป็นในแต่ละหน่วยงานแฝงอยู่จนเกินความต้องการขององค์กร
“จากความขาดๆ เกินๆ ของแรงงานที่ประเทศไทยมีอยู่ เมื่อกลุ่มประเทศอาเซียนมีการเปิดประเทศ ก็อาจจะทำให้ไทยเสียเปรียบในด้านการแข่งขัน โดยเฉพาะประเทศค่าแรงงานถูกอย่างพม่า ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของนักลงทุนในขณะนี้ ด้วยเหตุนี้ อาจส่งผลให้แรงงานจากประเทศดังกล่าวหันกลับไปทำงานในประเทศของตนเอง ซึ่งประเทศไทยคงจำเป็นต้องหาจุดแข็งใหม่ทางด้านการผลิตสินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพสูง เพื่อเป็นจุดขายใหม่ดึงดูดการลงทุน”
นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า คงยังไม่เห็นแรงงานต่างด้าวหนีกลับบ้านอย่างเป็นล่ำเป็นสันตอนนี้ แต่ก็ยอมรับว่าอาจมีบ้าง เพราะเชื่อว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่า กว่าจะเปิดประเทศได้จริง ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปีในการเตรียมตัว โดยเฉพาะเรื่องการสร้างระบบอัตราแลกเปลี่ยน ระบบสาธารณูปโภค ทั้งถนน ไฟฟ้า และที่สำคัญต้องมีท่าเรือน้ำลึก ซึ่งโครงการพัฒนาพื้นที่ทวาย ขณะนี้ยังไม่เป็นรูปธรรม
“อาจมีบ้างที่แรงงานต่างด้าวหนีกลับบ้าน แต่คงไม่เหมือนผึ้งแตกรัง เพราะเวลานี้ค่าจ้างของไทยยังสูงกว่าพม่าหลายเท่าตัว โดยค่าจ้างในไทยอยู่ที่วันละ 300 บาท ขณะที่พม่ามีค่าจ้างอยู่แค่ 70 บาทต่อวันเท่านั้น”
ปัจจุบันแรงงานที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมมีอยู่ประมาณ 8.099 ล้านคน หรือประมาณ 20% ของแรงงานที่อยู่ในระบบทั้งหมด โดยในช่วงปีที่ผ่านมา ภาคอุตสาหกรรมประสบปัญหาแรงงานหายไปจากระบบประมาณ 700,000-800,000 คน ทำให้แรงงานภาคอุตสาหกรรมตึงตัวมาก
โดยแรงงานส่วนใหญ่ที่หายออกไปจากระบบ ไหลไปอยู่ในภาคเกษตรกรแทน เพราะราคาพืชผลทางเกษตรดี ทั้งข้าว อ้อย และยางพารา เป็นต้น รวมทั้งแรงงานที่ถูกเลิกจ้างในช่วงน้ำท่วมเมื่อปลายปี 2554 ก็ยังกลับเข้าระบบไม่ครบ เพราะแรงงานพวกนี้ยังได้เงินประกันการว่างงาน 180 วัน
นายธนิต กล่าวว่า เมื่อเปิดเออีซีจะยิ่งเกิดปัญหาแรงงานขาดแคลนในทุกระดับชั้น ขนาดแรงงานยกของขึ้นตู้คอนเทรนเนอร์ที่จ่ายค่าจ้างให้วันละ 500 บาท ก็ยังไม่มีใครทำ และเด็กรุ่นใหม่ที่จบมา ก็ถามหาแต่เงินเดือน 15,000 บาท จึงทำให้โครงสร้างภาคอุตสาหกรรมของไทยบิดเบี้ยว เพราะเด็กรุ่นใหม่จะไม่เรียนอาชีวะ ทั้งๆ ที่โครงสร้างอุตสาหกรรมของไทยต้องการเด็กที่จบระดับอาชีวะมากกว่า ดังนั้น ในระหว่างนี้ ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับตัว ไม่ใช่ทอดเวลาออกไปจนสุดท้ายก็อยู่ไม่ได้
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลควรปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมให้สมดุล โดยต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้แทนในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น ต้องมีการส่งเสริมการลงทุนต่างประเทศและต้องมีกฎหมายแรงงานข้ามชาติอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งกระทรวงแรงงานจะต้องปรับบทบาทตัวเองให้สอดคล้องกับสถานการณ์ด้วย
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต การปรับตัวให้สอดคลังกับสถานการณ์ และเพิ่มศักยภาพของแรงงานไทย และการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพที่สูงขึ้น จึงน่าจะเป็นจุดขายของไทยต่อไปได้ในอนาคต.

 

เดินหน้าคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ปลดล็อก 5 ปี ไทยติดบัญชี PWL 2012/05/30

http://www.thaipost.net/node/53844

12 March 2555

จากการที่ประเทศไทยถูกสำนักผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) จัดอันดับสถานะทางการค้าอยู่ในบัญชีประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ (PWL) ในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ตามกฎหมายการค้าสหรัฐ มาตรา 301 พิเศษ ตั้งแต่ปี 2550 เป็นเวลาถึง 5 ปี ที่ทำให้ไทยต้องถูกตัดสิทธิพิเศษทางการค้าจากสหรัฐ
สำหรับความคืบหน้าในการดำเนินการของไทยในปัจจุบันที่จะให้ USTR ทบทวนสถานะของไทย ประจำปี 2555 เป็นอย่างไรบ้างนั้น นางปัจฉิมา ธนสันติ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “ไทยโพสต์” ในกรณีดังกล่าว
0 ล่าสุดทราบว่าได้มีการเดินทางไปสหรัฐเพื่อหารือในประเด็นด้านทรัพย์สินทางปัญญา ได้ชี้แจงในประเด็นอะไรบ้าง
ในการเดินทางเยือนสหรัฐระหว่างวันที่ 13-17 ก.พ.ที่ผ่านมา เพื่อพบหารือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนสหรัฐ คือ USTR สมาคมทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ (IIPA) สมาพันธ์ธุรกิจซอฟแวร์ (BSA) และสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์สหรัฐ (PhRMA) เกี่ยวกับสถานการณ์และพัฒนาการด้านทรัพย์สินทางปัญญาไทยในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา
ประการแรก ฝ่ายไทยเราได้มีการยืนยันว่ายังให้ความสำคัญในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเป็นนโยบายแห่งชาติ ประการที่ 2 เราได้มีการหารือในมาตรการที่เราได้มีการดำเนินการต่างๆ ทั้งมาตรการป้องกันด้านทรัพย์สินทางปัญญา และการออกกฎหมายเรื่องของการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา การรณรงค์ การประชุมร่วมกับผู้ประกอบการทางด้านการค้าของสหรัฐในประเทศไทย เป็นต้น
เราได้หารือและมีการนำเสนอว่า เรามีการทำอะไรไปบ้าง โดยเจตนารมณ์ในการเดินทางไปครั้งนี้เพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยเราเองมีความตั้งใจที่จะทำอะไรบ้าง ไม่ได้ไปอ้อนวอนว่าต้องปลดให้ไทยหลุดจากบัญชีดังกล่าวให้ได้เลย เพราะมันคงหมดยุคสมัยแบบนั้นแล้วที่จะไปอ้อนวอนเขา เราใช้วิธีนำเสนอว่าเราทำอะไรบ้าง เพื่อแสดงให้เห็นว่าความจริงใจและตั้งใจของเราจะทำอะไร
เท่าที่หารือ ผลตอบรับได้กลับมานั้น ทางสหรัฐก็เห็นว่าไทยเรามีความตั้งใจดีที่จะมีการพัฒนา สนับสนุนในการที่จะคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศไทย ซึ่งในครั้งนี้ตลอดปีที่ผ่านมานั้นเห็นได้ว่า อย่าง สมาคมยา PhRMA ของเขาเอง ทุกปีมีการเสนอไทยมาตลอดให้อยู่ในบัญชีประเทศที่ถูกจับตามองมากที่สุด หรือ PFC แต่ปีนี้จากน้ำเสียงจากการหารือในครั้งนี้กับหน่วยงานทั้งหมด แนวโน้มมองว่าหากไทยมีการออกกฎหมายการคุ้มครองงานลิขสิทธิ์บนอินเทอร์เน็ตได้ กับการออกกฎหมายเรื่องของการลักลอบแอบถ่ายในโรงภาพยนตร์ได้ในส่วนตรงนี้เอง ก็น่าจะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะทำให้ประเทศไทยหลุดออกจากบัญชี PWL ได้
0 นอกจากเรื่องนี้แล้ว ได้มีการชี้แจงในมาตรการหรือแผนงานด้านใดอีกบ้าง
จากภายใต้นโยบายทรัพย์ทางปัญญาแห่งชาติ ได้มีการเสนอแผนแห่งชาติ ตั้งศูนย์เฉพาะกิจด้านการปราบปรามทรัพย์สินทางปัญญา โดยศูนย์ฯ นี้เป็นการประสานด้านการปราบปรามทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมกันหลายหน่วยงาน นอกจากกรมฯ ที่ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กรมสรรพสามิต ยังมีองค์การอาหารและยา เข้าร่วมประสานการทำงานใช้กฎหมายหลายกฎหมายมาทำงานร่วมกัน
ซึ่งในส่วนของศูนย์ฯ นี้ ไม่ใช่การจัดตั้งเสร็จแล้วก็หมดไป แต่จะเป็นศูนย์ที่เข้ามาดูแลในเรื่องการปราบปรามร่วมกันในงานใหญ่เป็นครั้งคราว เป็นแต่ละกรณีไป ซึ่งหากต้องมีการสืบสวนสอบสวนนาน ก็อาจจะมีการร่วมกันเดือนละ 2 ครั้ง เป็นต้น นอกจากนี้ กรมฯ ได้มีการลงนามบันทึกความร่วมมือทวิภาคี กับสำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าสหรัฐ (USPTO) ในการที่จะแลกเปลี่ยนความรู้ การแลกเปลี่ยนบุคลากร การพัฒนางานด้านทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างกัน รวมไปถึงเรื่องของการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
0 ฝ่ายสหรัฐมีข้อเสนอแนะอะไรบ้าง
อีกส่วนที่มีความกังวลใจก็คือ เรื่องของผู้ส่งออกไทยที่จะมีการส่งสินค้าไปยังสหรัฐ ตั้งแต่เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา มี 2 รัฐมีการประกาศว่าหากมีสินค้าไทยใช้โปรแกรมในการประกอบธุรกิจมีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา แล้วมีการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐ เขาจะมีการกักสินค้าและดำเนินคดีทางกฎหมาย ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เดิมทีมีแค่ 2 รัฐ คือหลุยเซียนาและวอชิงตัน แต่ตอนนี้จะมีการขยายเพิ่มเป็น 26 รัฐ โดยรัฐต่างๆ จะมีการผลักดันเรื่องนี้ ซึ่งตรงนี้เป็นธรรมดาที่สหรัฐเขาจะต้องมีการปกป้องสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัทเขา ก็คือบรรดาซอฟต์แวร์ทั้งหลาย เพราะฉะนั้นผู้ส่งออกที่มีการส่งออกไปยังสหรัฐจะกระเทือน หากยังมีการใช้ซอฟต์แวร์ที่ผิดกฎหมายในการผลิต
หากถามว่าเขาจะรู้ได้อย่างไรว่ามีการใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ ต้องตอบอย่างนี้ว่า การซื้อสินค้าของเขา เขามีระบบที่ทันสมัยและข้อมูลของสหรัฐค่อนข้างดี เวลาเราซื้อซอฟต์แวร์ ก็จะมีรหัสโปรแกรมในการลงว่าใครเป็นคนซื้อ เขาจะมีการลงข้อมูลตรงนี้ไว้ว่าบริษัทใดเป็นผู้ซื้อ ซึ่งหากบริษัทที่มีการส่งสินค้ากับเขาไม่ได้เป็นผู้ซื้อซอฟต์แวร์ดังกล่าว เขาก็จะมีการประเมินว่าบริษัทนั้นไม่ได้ใช้ซอฟต์แวร์ที่ถูกกฎหมายในการผลิตสินค้า ซึ่งจะมีการใช้อัยการเป็นคนฟ้องดำเนินคดีทันทีเลย
0 ฝ่าย USTR มีข้อกังวลใจและกล่าวถึงในเรื่องใดบ้างในการดำเนินการของเรา
ที่เขากังวลใจมากก็คือ ในส่วนกฎหมายการแอบถ่ายในโรงภาพยนตร์ ในเรื่องการปกป้องการละเมิดในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และเรื่องการแก้ไขในเรื่องอำนาจของศุลกากร และเรื่องของการเพิ่มกฎหมายที่จะเอาผิดกับเจ้าของสถานที่ในการจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ รวมแล้วก็มีเรื่องของข้อกฎหมาย เรื่องของการป้องกันและปราบปราม ซึ่งเราก็ปราบปรามต่อเนื่อง
นอกจากนี้ สิ่งที่เขายกขึ้นมาอีกประเด็นคือ เรื่องที่ไทยได้ขอสิทธิพิเศษทางภาษี (GSP) ทั้งหมด 6 รายการนั้น เขาก็ระบุว่าคงจะมีแค่ 3 รายการน่าจะไม่มีปัญหา ได้แก่ ถุงมือยาง ส่วนประกอบของเครื่องปรับอากาศ และสินค้าประเภทผลิตภัณฑ์พลาสติกถุงซิปล็อก อย่างไรก็ตาม เขาก็ได้กล่าวถึงเรื่องข้อกังวลในเรื่องการส่งออกหมูของเขา ที่สมาคม MPPC ของเขามีความกังวลในเรื่องการนำเข้าสุกรที่มีการใช้สารเร่งเนื้อแดง ซึ่งในส่วนตรงนี้ยังไม่มีบทพิสูจน์ในด้านวิทยาศาสตร์ว่ามีข้อเสียอย่างไร ทำไมไทยถึงไม่มีการนำเข้า แต่ไทยก็ยืนยันว่า เราได้ถือมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ หรือ CODEX ที่ไม่ให้มีการนำเข้า
0 ในครั้งนี้ มีการถามถึงในเรื่องสิทธิบัตรยาที่ถือว่าเป็นปัญหาที่ทำให้ไทยถูกขึ้นบัญชี PWL หรือไม่ และมีรายละเอียดอย่างไร
มีการหารือกับสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ และสมาคมอุตสาหกรรมชีวภาพ เขาก็ยังมีข้อกังวลเรื่องการบังคับใช้สิทธิบัตรยาในส่วนของ CL ของไทยอยู่ และเรื่องความโปร่งใสของภาครัฐในเรื่องการจัดการในด้านอุตสาหกรรมยา และเขามีความกังวลในเรื่องของยาปลอมในประเทศไทย และเรื่องของการคุ้มครองข้อมูลการทดสอบยาและเรื่องการคุ้มครองสิทธิบัตรยาที่เกิดจากการทำวิจัยคิดค้นต่อยอดของเดิม
หากถามว่าเขายังติดใจที่ไทยทำ CL ยาหรือไม่ เขายังคงติดใจ แต่ในส่วนที่เขากังวลนั้น เราก็ได้เป็นตัวกลางในการประชุมเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ระหว่างภาคผู้ประกอบการยา และกลุ่มของภาคประชาสังคม มีการหารือกันซึ่งยังคงต้องหาข้อสรุปกันต่อไป เพราะเรื่องยาเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน จึงต้องมีการพิจารณาถึงผลได้ผลเสียของประชนไทยอย่างรอบคอบ คาดว่าจะมีการประชุมอีกครั้งในเดือน เม.ย.นี้
0 ในเรื่องสิทธิบัตรยา ถือว่าจะคงเป็นจุดเสี่ยงที่จะทำให้เรายังถูกคงสถานะ PWL อีกหรือไม่
พูดตรงๆ ถ้าเรารับฟังทุกฝ่ายด้วยความเป็นธรรม ในจุดนี้เองน่าจะทำให้สถานการณ์มันดีขึ้น เพราะทุกฝ่ายต้องยอมรับว่าโลกมันกว้างขึ้น หลักวิชาการก็จะต้องไปด้วยกัน ซึ่งตรงนี้ต้องมีการหารือกันต่อไป ซึ่งทุกฝ่ายหารือเข้าใจกันตรงนี้ได้ ประเทศชาติจะได้ประโยชน์มาก
0 สิ่งที่สหรัฐต้องการให้เราดำเนินการเพื่อโอกาสที่เขาจะได้มีการทบทวนสถานะของเรามีอะไรบ้าง
เขาอยากจะให้ฝ่ายไทยออกกฎหมายมาก จากฝ่ายที่ดูแลเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ที่นอกจากเรื่องยา ก็คือในเรื่องกฎหมายการป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทางอินเทอร์เน็ต เรื่องการป้องกันการลักลอบแอบถ่ายในโรงภาพยนตร์
0 ความคืบหน้าในการออกกฎหมายดังกล่าวดำเนินการถึงไหนแล้ว
การออกกฎหมายในเรื่องการคุ้มครองในด้านดิจิตอล ก็จะออกจากการพิจารณาจากกฤษฎีกาแล้วและจะกลับเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อเข้าสู่การพิจารณาในสภา ซึ่งน่าจะออกจากกฤษฎีกาในเร็ววันนี้ ส่วนเรื่องของการลักลอบแอบถ่ายในโรงภาพยนตร์นั้น ครม.ได้มีการส่งไปที่กฤษฎีกาแล้วและจะมีการประชุมในเดือน เม.ย.นี้ ซึ่งเป็นการแก้กฎหมายฉบับเดียวกันแต่คนละมาตรา ซึ่งความเป็นจริงก็ควรที่จะให้ทันใช้ภายในปีนี้
0 ในส่วนของการป้องกันและปราบปรามมีรูปแบบและความคืบหน้าอย่างไรบ้าง
เรามีลู่ทางและกลยุทธ์ใหม่ในการปราบปรามขึ้นมาเรื่อยๆ ได้แก่ การตั้งศูนย์ โดยล่าสุดกรมฯ ได้มอบเงินในการใช้จ่ายให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวน 3 ล้านบาท เพื่อเป็นการจัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจในการปราบปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาจำนวน 5แห่ง นำร่องในพื้นที่สีแดง ซึ่งจะเป็นการทดลองก่อนในรอบ 2 เดือน ว่างานจะไปได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าดีก็จะมีการทำต่อ โดยศูนย์เฉพาะกิจในการปราบปรามนี้จะอยู่ที่กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น ภูเก็ต ชลบุรี
ส่วนสถิติการปราบปรามล่าสุดในปี 2554 มีการดำเนินคดีรวม 10,453 คดี รวมของกลางจำนวน 4,869,730 ชิ้น ส่วนปี 2555 ณ เดือนม.ค. เราปราบปรามดำเนินคดีรวม 486 คดี รวมของกลาง 94,449 ชิ้น
0 จากการหารือและชี้แจงรายละเอียดที่ได้ดำเนินการของไทย มีโอกาสหรือไม่ที่ไทยจะหลุดจากบัญชี PWL
ก็ต้องบอกอย่างนี้ว่า เป็นการชี้แจงที่ให้เขาเห็นว่าประเทศไทยมีการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่ดีขึ้น เปิดช่องทางธุรกิจใหม่ๆ มีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่หลากหลายในอนาคต เราก็ขยายช่องทาง ซึ่งมองว่าเราเปิดเผยให้เห็นถึงความจริงใจของเราให้เห็นว่าเรามีการปกป้องคุ้มครองสินค้าทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เรื่องของการทำแผนต่างๆ ทั้งการผลักดันการออกกฎหมาย และแผนการป้องกันและปราบปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เราทำไปค่อนข้างมาก มันก็น่าจะเป็นจุดให้ได้เห็นว่าจริงๆ แล้ว ไทยมีความตั้งใจในเรื่องการคุ้มครองด้านทรัพย์สินทางปัญญา จึงคาดว่าไทยจะออกจากบัญชี PWL ได้ในอนาคต
0 คาดว่าจะออกจากบัญชี PWL ในการทบทวนสถานะที่จะประกาศผลในวันที่ 30 เม.ย.นี้เลยไหม
อาจจะยังไม่ทันที ไทยจะออกจากบัญชี PWL ในการทบทวนสถานะของไทยที่ USTR จะประกาศผลในรอบปีนี้ ซึ่งปีนี้อาจจะมีการคงอันดับไทยอยู่ในบัญชี PWL อยู่ เพราะการออกกฎหมายป้องกันการแอบถ่าย การป้องกันการละเมิดทางอินเทอร์เน็ต และเอาผิดเจ้าของสถานที่ เรายังออกไม่ทันที่เขาจะมีการพิจาณาในรอบนี้ เพียงแต่เป็นแผนงานที่เราได้ดำเนินการมาตลอดในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมาว่าเราทำอะไรไปบ้าง ซึ่งในการออกเป็นกฎหมายนั้น น่าจะออกได้ทันในปีนี้ ซึ่งจะทำให้ในปีหน้าในรอบการพิจารณา 2556 ไทยมีโอกาสที่จะเลื่อนสถานะดีขึ้นมาอยู่ในบัญชีประเทศที่ถูกจับตามอง (WL).

 

ราคาพลังงานทะลักจุดเดือด ร้อนเร็ว ไฟพีค-จ่อขึ้น..น้ำมันแพง 2012/05/30

http://www.thaipost.net/node/53506

5 March 2555

ปกติช่วงเดือน เม.ย. – ต้นเดือน พ.ค.ของทุกปี นอกจากจะเป็นช่วงที่อุณหภูมิทางการเมืองร้อนระอุแล้ว อุณหภูมิอากาศก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน โดยเฉพาะปริมาณ การใช้ไฟฟ้าของประเทศสูงสุด (พีก) ที่พุ่งปรี๊ดๆ เพิ่มสูงขึ้นทุกปี ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือน เม.ย.ที่เป็นช่วงที่ดวงอาทิตย์ทำมุมตรงกับประเทศไทยมากที่สุด ทำให้ช่วงนั้นยอดขายเครื่องปรับอากาศและพัดลมพลอยได้อานิสงส์ไปด้วย
หากไล่ดูย้อนหลังไปช่วงปี 2553 จะพบว่า ปีนั้นเป็นปีที่มีการรายงานข่าวไฟพีกทำลายสถิติกันแทบแบบรายวัน เพราะแค่ปีเดียวก็พาเข้าไป 8 ครั้ง
โดยพบว่า ยอดใช้ไฟฟ้าพีกครั้งแรกของปี 2553 เกิดเมื่อวันที่ 2 มี.ค.2553 อยู่ที่ 22,185.8 เมกะวัตต์ และเกิดขึ้นอีก 7 ครั้งตามมาติดๆ คือ เมื่อวันที่ 3 มี.ค.2553 อยู่ที่ 22,406.40 เมกะวัตต์ วันที่ 8 มี.ค.2553 อยู่ที่ 22,542.20 เมกะวัตต์ วันที่ 9 มี.ค.2553 อยู่ที่ 22,649.78 เมกะวัตต์
วันที่ 16 มี.ค.2553 อยู่ที่ 23,143.26 เมกะวัตต์ วันที่ 25 มี.ค.2553 อยู่ที่ 23,304.05 เมกะวัตต์ วันที่ 5 เม.ย.2553 อยู่ที่ 23,529.69 เมกะวัตต์ และสถิติไฟพีกสูงสุดของปีนั้น เกิดเมื่อวันที่ 6 เม.ย.2553 ไฟพีกอยู่ที่ 23,730.21 เมกะวัตต์ ทำลายสถิติปี 2552 (24 เม.ย.2552 เท่ากับ 22,044.9 เมกะวัตต์)
พอมาถึงปี 2554 ปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดก็ยังทุบสถิติไม่หยุด โดยเมื่อวันที่ 4 พ.ค.2554 มีสถิติยอดการใช้ไฟพีกอยู่ที่ 23,567 เมกะวัตต์ อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 35 องศาเซลเซียส ซึ่งทำให้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ออกมาคาดการณ์ว่า สถิติไฟพีกปี 2555 น่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 24,000 เมกะวัตต์
แต่เมื่อวันที่ 27 ก.พ.2555 กฟผ. โดย นายพิบูลย์ บัวแช่ม ผู้ช่วยผู้ว่าการควบคุมระบบกำลังไฟฟ้า ได้ปรับตัวเลขประมาณการณ์ความต้องการใช้ไฟพีกปี 2555 ใหม่ มาอยู่ที่ 25,230 เมกะวัตต์ จากเดิมที่เคยกำหนดไว้ที่ระดับ 24,000 เมกะวัตต์ เนื่องจากปัจจัยจากสภาพอากาศที่เข้าสู่ฤดูร้อนเร็วกว่าปกติ และมีการคาดการณ์จะมีอุณหภูมิที่สูงขึ้นมากกว่า 40 องศาเซลเซียส ตลอดจนปัจจัยการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ
ทั้งนี้ ตัวเลขไฟพีกปรับเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 5.5% คาดว่าจะเกิดระหว่างเดือน มี.ค.-พ.ค. โดย กฟผ.ได้เตรียมปริมาณไฟฟ้าสำรองพร้อมจ่ายในสัดส่วนอยู่ 23% ของกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ซึ่งปัญหาเรื่องไฟฟ้าขาดแคลนจึงยืนยันได้ว่าไม่มีแน่นอน แม้ว่าในช่วงวันที่ 8-17 เม.ย.นี้ การจัดส่งก๊าซธรรมชาติจากแหล่งเยตากุน สหภาพพม่าจะหยุดชั่วคราวก็ตาม แต่ก็เป็นช่วงของวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ที่ปกติความต้องการใช้ไฟฟ้าจะลดลงอยู่แล้ว
“การปรับตัวเลขไฟพีกใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับตัวเลขการใช้ไฟฟ้าจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งมีปัจจัยสำคัญจากอากาศร้อนและการเคลื่อนไหวของระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากตัวเลขการใช้ไฟฟ้าสูงสุดที่วัดได้ล่าสุดอยู่ที่ 23,5000 เมกะวัตต์ ในขณะที่ตัวเลขไฟพีกที่เดิมคาดการณ์ไว้อยู่ที่ 24,000 เมกะวัตต์ ดังนั้นจึงมีโอกาสที่ไฟพีกจะทำลายสถิติมากกว่านี้ได้อีก โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่สภาพอากาศที่ร้อนขึ้นและหากยังทรงตัวในระดับนี้ คาดว่าในช่วงปลายสัปดาห์อาจเห็นตัวเลขไฟพีกก็ได้” นายพิบูลย์กล่าว
นอกจากนี้ กฟผ.ยังได้ประมาณการณ์การใช้ไฟฟ้าในปี 2555 นี้ว่า จะมีการใช้อยู่ที่ 116,457 ล้านหน่วย หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณ 5% ซึ่งสอดคล้องกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมเริ่มฟื้นตัวหลังประสบปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในช่วงเดือนพ.ย.2554
ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมัน ในตลาดโลกช่วงนี้ก็ดีดตัวสูงขึ้นไม่แพ้กับปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีก) ถึงขนาดงานนี้ทำให้บรรดาเซียน-กูรูราคาน้ำมันหลายสำนักออกอาการเขว จากเดิมที่เคยมองกันไว้ว่าทั้งปี 2555 นี้เฉลี่ยไม่น่าจะเกิน 107-108 เหรียญสหรัฐ ก็ต้องปรับประเมินการณ์ราคาน้ำมันเฉลี่ยปีนี้กันใหม่ ขึ้นมาเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 110 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลอัพ
พร้อมขอวงเล็บไว้ด้วยว่า สมมติฐานนี้อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสถานการณ์ในประเทศอิหร่านจะรุนแรงและยืดเยื้อแค่ไหนด้วย
โดยล่าสุด ราคาน้ำมันดิบดูไบทะลุ 110 เหรียญไปแตะอยู่ที่ระดับ 121.69 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลแล้ว (แม้จะปรับลดลงเล็กน้อย) ไม่ต้องพูดถึงราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดสิงคโปร์ที่ต้องสูงกว่านี้แน่นอน โดยน้ำมันสำเร็จรูปเบนซินอยู่ที่ 134.64 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล น้ำมันดีเซลอยู่ที่ 135.83 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลแล้ว
ดังนั้น โอกาสที่จะเห็นราคาน้ำมันปีนี้ไต่ระดับไปแตะที่เพดาน 150 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จึงไม่ใช่เรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้อีกแล้ว
ซึ่ง นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เองก็มีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ราคาน้ำมันที่พุ่งทะยานเร็วแบบนี้เช่นกัน
โดยระบุว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกปีนี้มีโอกาสที่จะแตะระดับ 150 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แม้จะไม่เกิดสงครามขึ้นในตะวันออกกลางก็ตาม ซึ่งจะเป็นการทำลายสถิติราคาน้ำมันแพงที่สุด 147 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในปี 2551 เพราะยังมีปัจจัยลบทำให้ราคาน้ำมันมีราคาแพงขึ้น ได้แก่ ความต้องการใช้เชื้อเพลิงอื่นมาทดแทนนิวเคลียร์ในญี่ปุ่น เช่น น้ำมันเตาและก๊าซฯ อัตราการว่างงานในสหรัฐลดลง เนื่องจากเศรษฐกิจดีขึ้น ประกอบช่วงเข้าสู่ฤดูร้อนของสหรัฐที่ประชาชนจะขับรถไปท่องเที่ยว ทำให้ต้องการใช้น้ำมันเบนซินมากขึ้น ขณะที่ปัญหาหนี้สาธารณะของกรีซได้รับการช่วยเหลือจากสหภาพยุโรปอย่างเต็มที่
“ปีนี้ราคาน้ำมันน่าเป็นห่วง เพราะในเดือน มี.ค.นี้ ญี่ปุ่นจะลดการใช้พลังงานนิวเคลียร์ ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันและก๊าซฯ เพิ่มขึ้น ดันให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้น อาจทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันในไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วยทั้งเบนซินและดีเซล โดยเบนซินมีโอกาสแตะที่ระดับ 50 บาทต่อลิตร ส่วนดีเซลหากไม่ได้มีการตรึงราคาไว้ที่ 30 บาทต่อลิตร ตอนนี้คงไปอยู่ที่ระดับ 36 บาทต่อลิตรแล้วเช่นกัน” นายสุเทพกล่าว
อย่างไรก็ตาม สนพ.เองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ จึงได้มีการเตรียมจัดทำสถานการณ์จำลองราคาพลังงานในภาวะที่ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจต่อนโยบายพลังงาน รวมถึงการบริหารกองทุนน้ำมันฯ และกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานให้เหมาะสม ซึ่งหากน้ำมันสูงขึ้นมากจะต้องพิจารณาถึงความจำเป็นในการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ เพิ่ม
รวมทั้งการพิจารณาขยายเพดานวงเงินกู้ให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอีก 10,000 ล้านบาท จากเดิมที่ได้รับอนุมัติกรอบวงเงินกู้ก้อนแรกไว้แล้ว 10,000 ล้านบาท เพื่อเตรียมสำรองเป็นสภาพคล่องในการดูแล้วราคาพลังงาน โดยเฉพาะภาระในการชดเชยราคานำเข้าก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ที่ราคาในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากระดับ 700 เหรียญสหรัฐต่อตัน เป็น 1,100 เหรียญสหรัฐต่อตันนั้น ส่งผลให้ต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ เข้าไปดูแลเพิ่มเป็น 4,000 ล้านบาท จากปกติเดือนละ 2,000- 3,000 ล้านบาท
จึงไม่ต้องแปลกใจที่ฐานะกองทุนน้ำมันฯ ณ 26 ก.พ.55 จะติดลบเกือบ 20,000 ล้านบาท และมีการดึงเงินกู้ก้อนแรกมาใช้ไปแล้วถึง 6,000 ล้านบาท
นี่ยังไม่รวมภาระค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) ที่ได้รับผลกระทบจากการที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นทำสถิติ เพราะราคาเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าจะอิงราคาน้ำมันย้อนหลัง 6 เดือน ซึ่งไล่ดูแล้วในช่วงนั้น ราคาน้ำมันมีแต่จะขึ้นกับขึ้น
ซึ่งหากรัฐบาลจะมัวแต่มานั่งเป็นเตี้ยอุ้มค่อมกันอยู่แบบนี้ตลอดไปก็คงไม่ไหว เพราะแค่นี้ประชาชนคนชั้นกลางอย่างเราๆ ก็โดนรีดเนื้อ (ภาษี) กันจนบักโกรกไปหมดแล้ว
สอดคล้องกับความเห็นของ นายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการ กฟผ.ที่ทนถูกบีบคอไม่ไหวแล้วเช่นกัน จนต้องออกมาส่งสัญญาณว่า หมดสมัยแล้วที่จะมานั่งพยุงราคาค่าไฟฟ้านานๆ เพราะจะทำให้โครงสร้างบิดเบี้ยวไปหมด จะไปแก้ทีหลังก็คงยาก และ กฟผ.เองก็คงไม่มีความสามารถที่จะช่วยได้แล้ว เพราะในอนาคต กฟผ.เองก็มีแผนการลงทุนที่ต้องใช้เงินเยอะอยู่ ดังนั้น เชื่อว่าค่าเอฟทีงวดต่อไปต้องปรับขึ้นไปตามสภาพความเป็นจริง
เพราะเมื่อดูจากราคาน้ำมันแล้ว ทำนายได้เลยว่าราคาก๊าซฯ มีแต่จะผงกหัวขึ้น ซึ่งทำให้ค่าเอฟทีในปี 2555 นี้มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะค่าเอฟทีงวดเดือน พ.ค.-ส.ค.2555 นี้ คาดว่าตัวเลขน่าจะขึ้นไปไม่น้อยกว่า 20-30 สตางค์ต่อหน่วยแน่นอน..ฟันธง!!
งานนี้คงต้องรอดูกึ๋นนายกฯ “ปู” แล้วล่ะ ว่าจะหาวิธีไหนมาบริหารจัดการราคาพลังงานไม่ให้โดดเด้งจนเกินไป ขณะเดียวกัน ก็ต้องคำนึงถึงเงินในกระเป๋าตัวเองด้วยว่า หนักพอที่จะแบกภาระทั้งหมดไว้หรือเปล่า
แต่หวังว่าคงไม่เลือกวิธีเดินตามรอยพี่ชาย สมัยอดีตนายกฯ ทักษิณ ที่ให้กองทุนน้ำมันกู้เงินเพื่อมาพยุงราคาพลังงานทั้งกระบิจนตัวแดงติดลบเฉียด 100,000 ล้านบาท แล้วมาขูดรีดเอากับประชาชนตาดำๆ นะ.

 

บุญทรงเอาไม่อยู่..ประชาชนอ่วม ดันราคาข้าวต่ำเป้า อาหารแพงลิ่ว 2012/05/30

http://www.thaipost.net/node/53173

27 February 2555

หลังจาก นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ เข้ารับตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ ภายหลังการปรับคณะรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ 2 ได้มีการปรับงานภายในกระทรวงใหม่ โดยนายบุญทรงได้ยึดงานในส่วนของ นายภูมิ สาระผล รมช.พาณิชย์ มาดูแลเอง ทั้งงานกับกำดูแลค่าครองชีพ การดูแลสินค้าเกษตร โดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าว และการระบายข้าวในสต็อกรัฐบาลที่มีอยู่กว่า 5 ล้านตัน
ในส่วนของนโยบายเรื่องข้าว เมื่อวันที่ 13 ก.พ.ที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) มีมติให้เปิดโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ฤดูกาล 2555 โดยให้เริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.-30 มิ.ย. ซึ่งเป็นการรับจำนำต่อเนื่องหลังจากที่โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ฤดูกาล 54/55 จะสิ้นสุดระยะเวลา 29 ก.พ.นี้
ส่วนราคารับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง กำหนดเท่ากับโครงการรับจำนำนาปี หรือข้าวเปลือกเจ้าตันละ 1.5 หมื่นบาท โดยคาดการณ์ว่าผลผลิตข้าวเปลือกนาปรังปีนี้จะมีปริมาณ 6-7 ล้านตัน
นอกจากนี้ ได้ปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังให้รัดกุมมากขึ้น โดยกำหนดให้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สามารถนำข้าวเปลือกเข้าโครงการมากกว่าปริมาณที่ขึ้นทะเบียนไว้ไม่เกิน 20% หรือไม่เกิน 5 แสนบาท/ครัวเรือน เพราะที่ประชุมเห็นว่าปริมาณข้าวที่เกษตรกรนำเข้าโครงการรับจำนำกับรัฐบาล ส่วนใหญ่จะมีปริมาณมากหรือน้อยไม่เกิน 20% จากผลผลิตที่คาดการณ์ไว้
สำหรับการดูแลราคาข้าว นายบุญทรงได้มีนโยบายขอความร่วมมือภาคเอกชนทำงานร่วมกับภาครัฐในการผลักดันราคาข้าว และเพิ่มมูลค่าให้กับข้าวไทย ซึ่งจะไม่เน้นการส่งออกข้าวในเชิงปริมาณ แต่จะเน้นที่มูลค่า เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนการปลูกข้าวของเกษตรกร
“ส่วนความกังวลของผู้ส่งออกที่ไม่สามารถจำหน่ายข้าวในตลาดต่างประเทศได้ เนื่องจากราคารับจำนำสูงนั้น มาตรการในระยะกลางและระยะยาวภาครัฐและเอกชนอาจจะมีการร่วมกันกำหนดมาตรฐานข้าวเพิ่ม 2-3 มาตรฐาน เพื่อการกำหนดราคาส่งออกข้าวให้มีความหลากหลายและสามารถแข่งขันในตลาดส่งออกได้มากขึ้น” นายบุญทรงระบุ
ทั้งนี้ จะมีการผลักดันให้ราคาส่งออกข้าวมีราคาสูงสอดคล้องกับราคารับจำนำ และไม่ทำให้ผู้ส่งออกข้าวต้องขาดทุน โดยให้กรมการค้าต่างประเทศเป็นเจ้าภาพในการหารือเพื่อจำหน่ายข้าวในต่างประเทศ และ บุกเจาะตลาดใหม่เพิ่มขึ้น เช่น ในตลาดแอฟริกา เป็นต้น พร้อมให้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารของรัฐ จะเข้ามาช่วยเหลือผู้ส่งออกด้านการให้สินเชื่อ อัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน รวมทั้งจะใช้กลไกตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้ามาเป็นเครื่องมือผลักดันสินค้าเกษตรด้วย ส่วนการระบายข้าวสารในสต็อกรัฐบาล จะดำเนินการอย่างต่อเนื่องและหลายช่องทางมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังเตรียมเพิ่มความร่วมมือในการทำตลาดข้าวกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อยกระดับราคาข้าวในตลาดโลก โดยในเดือน มี.ค.นี้ มีแผนที่จะเดินทางไปหารือกับเวียดนามเพื่อยกระดับความร่วมมือในการค้าข้าว หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้เคยมีการพูดคุยกันมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งให้ไปเพิ่มความร่วมมือในสินค้าอื่นๆ ด้วย ทั้งยางพารา มันสำปะหลัง และข้าวโพด เพื่อไม่ให้มีการขายตัดราคากัน และช่วยกันยกระดับราคา
“การที่เป็นประเทศในอาเซียนเหมือนกัน น่าจะคุยกันได้ และที่ผ่านๆ มาก็คุยกันมาบ้างแล้ว โดยเรื่องข้าวเป็นเรื่องต่อเนื่องที่จะต้องคุยกับเวียดนาม และไม่กังวลว่าจะเสียแชมป์ส่งออกข้าว เพราะเป้าหมายของรัฐบาลคือการขายข้าวให้ได้ราคาแพง และช่วยให้เกษตรกรมีรายได้สูงขึ้น ส่วนยางพาราก็จะคุยกับมาเลเซีย มันสำปะหลัง ข้าวโพด ก็คุยกับลาว กัมพูชา ซึ่งคิดว่าความร่วมมือจะเกิดขึ้นได้”
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของสถานการณ์ราคาข้าวในประเทศเดือน ก.พ. ข้าวขาวความชื้นไม่เกิน 15% มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 8,000-10,000 บาทต่อตัน ส่วนข้าวหอมมะลิราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 15,500 บาทต่อตัน ขณะที่ราคาข้าวส่งออก ข้าวขาวราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 565 เหรียญสหรัฐต่อตัน ข้าวหอมมะลิราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 1,115 เหรียญสหรัฐต่อตัน
ราคาข้าวส่งออกของไทยถือว่าสูงกว่าประเทศคู่แข่งที่มีราคาข้าวขาวเฉลี่ยอยู่ที่ 550 เหรียญสหรัฐต่อตัน ส่งผลทำให้การส่งออกในช่วง 1 ม.ค.-10 ก.พ.ที่ผ่านมา ไทยส่งออกข้าวได้ 788,016 ตัน ปริมาณลดลง 50.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2553 ที่มีปริมาณส่งออกรวม 1,595,561 ตัน
ทำให้ดูเหมือนว่านโยบายการรับจำนำข้าวของรัฐบาล แม้จะดันให้ราคาข้าวสูงขึ้นได้บ้าง แต่ทำให้โอกาสในการส่งออกข้าวของไทยลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับราคาข้าวของคู่แข่งที่เฉลี่ยต่ำกว่าราคาข้าวไทย ซึ่ง น.ส.กอบสุข เอี่ยมสุรีย์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ได้ระบุว่า ประเทศไทยอาจสูญเสียตำแหน่งผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลกในไม่ช้านี้ เนื่องจากรัฐบาลยืนยันที่จะอุดหนุนราคาข้าวไทยในระดับสูง แต่การส่งออกกลับต้องเจอการแข่งขันในด้านราคาที่รุนแรงในตลาดโลก
จึงต้องจับตาดูว่า นายบุญทรงจะดำเนินนโยบายในการบริหารจัดการข้าวอย่างไร ให้ราคาข้าวในการรับจำนำสอดคล้องกับราคาส่งออกในตลาดโลก ซึ่งหากราคาข้าวไทยในตลาดโลกยังคงสูง โอกาสที่รัฐบาลจะระบายข้าวในโครงการรับจำนำในราคาที่ต่ำกว่าราคารับจำนำมีอย่างแน่นอน
ถือว่าขาดทุน!!
หันมาดูที่นโยบายในการดูแลราคาสินค้าและค่าครองชีพกันบ้าง โดยเฉพาะเรื่องของราคาอาหารสำเร็จรูปที่มีการขยับราคาสูงขึ้น เบื้องต้นนายบุญทรงได้มีการแก้ปัญหา โดยได้เห็นชอบให้กรมการค้าภายในประกาศใช้ราคาแนะนำอาหารสำเร็จรูปจานเดียว เพื่อแก้ปัญหาอาหารจานด่วนราคาแพง ซึ่งได้มีการประกาศราคาแนะนำอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา
โดยรายละเอียดราคาแนะนำอาหารปรุงสำเร็จ แบ่งออกเป็น 10 เมนู (ไม่รวมอาหารประเภทที่มีต้นทุนวัตถุดิบสูง เช่น อาหารทะเล) ซึ่งจะออกราคาแนะนำใช้ใน 3 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ร้านอาหารทั่วไปและศูนย์อาหารในอาคารสำนักงาน ให้จำหน่ายข้าวไข่เจียวราคาไม่เกิน 20 บาท ข้าวราดแกงหรือกับข้าว 1 อย่าง เช่น ข้าวไข่พะโล้ไม่เกิน 25 บาท ข้าวราดแกงหรือกับข้าว 2 อย่าง ไม่เกิน 30 บาท ก๋วยเตี๋ยวหมู/ไก่/ลูกชิ้นปลา ไม่เกิน 25-30 บาท อาหารตามสั่ง เช่น ข้าวกระเพราหมู/ไก่ ข้าวผัดหมู/ไก่ ก๋วยเตี๋ยวราดหน้า/ผัดซีอิ๊ว 25-30 บาท ข้าวขาหมู ขนมจีนน้ำยา/แกงไก่ 25-30 บาท ไข่ดาวฟองละ 5 บาท
ใน ส่วนศูนย์อาหารในห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีกที่บริการตนเอง ร้านอาหารหรือศูนย์อาหารในอาคารสำนักงานที่อยู่ในพื้นที่ศูนย์กลางธุรกิจ ให้จำหน่ายข้าวไข่เจียวไม่เกิน 20 บาท ข้าวราดแกง 1 อย่าง 30 บาท ข้าวราดแกง 2 อย่าง 35 บาท ก๋วยเตี๋ยวหมู/ไก่/ลูกชิ้นปลา 35 บาท อาหารตามสั่ง 35 บาท ข้าวขาหมู ขนมจีนน้ำยา/แกงไก่ 35 บาท และไข่ดาวฟองละ 6 บาท
และ ร้านอาหารธงฟ้า ให้จำหน่ายข้าวไข่เจียวไม่เกิน 15 บาท ข้าวราดแกง 1 อย่าง 20-25 บาท ข้าวราดแกง 2 อย่าง 25-30 บาท ก๋วยเตี๋ยวหมู/ไก่/ลูกชิ้นปลา 25-30 บาท อาหารตามสั่ง 25-30 บาท ข้าวขาหมู ขนมจีนน้ำยา/แกงไก่ 25-30 บาท และไข่ดาวฟองละ 5 บาท
นอกจากนี้ ได้ปัดฝุ่นโครงการผลักดันโครงการร้านอาหารธงฟ้าเพื่อใช้เป็นเครื่องมือแข่งขันกับร้านอาหารที่ขายแพง ซึ่งกำหนดเปิดพร้อมกันทั่วประเทศในช่วงแรก 500 แห่ง โดยตั้งเป้าหมายให้มีร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 8,000 แห่งทั่วประเทศภายใน 1 เดือน ซึ่งแบ่งเป็นร้านอาหารในเขตกรุงเทพมหานครจำนวน 1,000 แห่ง เพราะเป็นพื้นที่ประชาชนร้องเรียนปัญหาอาหารจานด่วนราคาแพงมากที่สุด
พร้อมทั้งสั่งการให้กรมการค้าภายในและองค์การคลังสินค้า (อคส.) ช่วยกระจายสินค้าวัตถุดิบราคาถูกแก่ผู้ประกอบอาหารที่เข้าร่วมโครงการในราคาถูก เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระต้นทุนแก่ร้านค้า เช่น ข้าวถุง อคส.ขนาด 5 กก.จะขายให้ 70 บาท และยังมีน้ำมันพืช น้ำตาลทราย ไข่ไก่ เนื้อหมู เนื้อไก่ เครื่องปรุงอาหารต่างๆ ในราคาถูกอีกด้วย โดยหลังจากนี้กระทรวงพาณิชย์จะเร่งแก้ปัญหาสินค้าอุปโภค-บริโภค กลุ่มของใช้ส่วนตัว และของใช้ทั่วไป ให้มีราคาเป็นธรรมต่อไป
แถมนำร่องลดค่าเช่าพื้นที่จำหน่ายอาหารสำเร็จรูป ให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการร้านอาหารธงฟ้าภายในกระทรวงพาณิชย์ โดยปรับลดลง 5% หรือเฉลี่ยลดลงรายละ 200-500 บาท จากปกติที่เก็บค่าเช่าเดือนละ 4,200-6,000 บาท เพื่อช่วยลดต้นทุนแก่ร้านค้าให้สามารถขายอาหารสำเร็จได้ในราคาแนะนำที่กรมการค้าภายในกำหนด เมนูหลักไม่เกินจานละ 25-30 บาท ซึ่งจะมีการขอความร่วมมือกับกระทรวง ทบวง กรม หน่วยงานราชการอื่น รวมถึงรัฐวิสาหกิจ ให้พิจารณาปรับค่าเช่าสถานที่ขายร้านอาหารในพื้นที่ลงตามด้วย เพื่อช่วยลดต้นทุนอีกทางหนึ่ง
สารพัดนโยบายที่ออกมา เพื่อจะให้มีร้านอาหารถูกล้อมร้านอาหารแพง เพื่อจะกดดันให้การจำหน่ายอาหารสำเร็จรูปมีราคาที่ลดลง ปรากฏว่าหลังจากเริ่มประกาศราคาแนะนำอาหารสำเร็จรูปไปเมื่อวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา ร้านอาหารทั่วไปส่วนใหญ่ยังมีการจำหน่ายอาหารในราคาที่สูงอยู่ ในราคาเฉลี่ย 35-40 บาท ไม่มีการปรับลดลงมาตามราคาแนะนำของกระทรวงพาณิชย์
ส่วนการจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีก ศูนย์ราชการ และอาคารสำนักงาน พบว่า ร้านค้าเกือบทุกแห่งขายเกินราคาแนะนำที่กำหนด โดยเริ่มต้นที่ 40 บาทขึ้นไป ยกเว้นข้าวราดแกงกับข้าว 1 อย่างที่ขายในราคา 35 บาท
นอกจากนี้ ในเว็บไซต์ของกรมการค้าภายใน www.dit.go.th ยังพบว่ามีการแจ้งรายชื่อร้านอาหารมิตรธงฟ้าทั้งประเทศไว้เพียง 4,143 ร้านเท่านั้น ซึ่งไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่นายบุญทรงระบุไว้ว่า ขณะนี้มีร้านเข้าร่วมแล้ว 5,000 ร้าน และจะเพิ่มเป็น 8,000 ร้านภายใน 1-2 เดือนนี้อีกด้วย
ไม่อยากให้คะแนน เพราะรัฐบาลบอกว่า “เอาอยู่” แต่ประชาชนผู้บริโภค “อ่วมอรทัย”.

 

“พยุงศักดิ์”ยันสุจริต โปร่งใส คุมกองทุนประกัน 5 หมื่นล้าน 2012/05/30

http://www.thaipost.net/node/52826

20 February 2555

“พอมาทำแล้ว เห็นว่าเรื่องประกันภัยก็มีความสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องในกระบวนการทำธุรกิจ ความเชื่อมั่นและต้นทุน ไม่อย่างนั้นจะติดขัดไปหมด ดังนั้น การทำต้องโปร่งใส ชัดเจน เป็นกลาง เพราะมีบริษัทที่เกี่ยวข้องอยู่ที่จำนวนมาก และยังเกี่ยวข้องกับบ้านเรือนที่อยู่อาศัย และเกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก รวมทั้งเกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่ เรียกว่าครอบคลุมหมด”
ภัยพิบัติน้ำท่วมที่เกิดขึ้นช่วงปลายปี 2554 สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมาก และรัฐบาลได้พยายามหามาตรการเยียวยา ฟิ้นฟูภาคธุรกิจและประชาชนทุกวิถีทาง รวมทั้งการให้ความเห็นชอบ กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ
และล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 ม.ค.2555 อนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา 19 ของพระราชกำหนดกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ พ.ศ.2555 โดยนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เป็นประธานกรรมการกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) นายประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย นายชูเกียรติ ทรัพย์ไพศาล (ผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติ) นายเสรี จินตนเสรี (ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย) นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) และนายอิสระ ว่องกุศลกิจ (ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน) เป็นกรรมการ
สำหรับกองทุนส่งเสริมประกันภัยพิบัติ มีวงเงิน 50,000 ล้านบาท ตามมติ ครม.
“อีโค โฟกัส” ฉบับนี้ได้สัมภาษณ์ นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ถึงความคืบหน้าและแนวทางในการบริหารกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ

0 ไปมาอย่างไรถึงได้รับเสนอชื่อแต่งตั้งให้เป็นประธานกองทุนฯ
ท่านรองนายกฯ (กิตติรัตน์ ณ ระนอง) บอกว่าให้ช่วยดู เนื่องจากเห็นว่าทราบเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์น้ำท่วม และแนวทางต่างๆ ดี ท่านก็ชวนให้มาช่วย และผมคิดว่าอะไรที่ช่วยกันได้และเป็นประโยชน์ของประเทศและผมพอทำได้ ก็ยินดี และเห็นว่าผมเหมาะสมที่จะทำก็ยินดี
พอมาทำแล้ว เห็นว่าเรื่องประกันภัยก็มีความสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องในการกระบวนการทำธุรกิจ ความเชื่อมั่นและต้นทุน ไม่อย่างนั้นจะติดขัดไปหมด ดังนั้น การทำต้องโปร่งใส ชัดเจน เป็นกลาง เพราะมีบริษัทที่เกี่ยวข้องอยู่ที่จำนวนมาก และยังเกี่ยวข้องกับบ้านเรือนที่อยู่อาศัย และเกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก รวมทั้งเกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่ เรียกว่าครอบคลุมหมด ต้องดูแลให้เต็มที่ทุกภาคส่วน ในขณะที่เรามีกองทุนอยู่ 50,000 ล้านบาท
เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา ต้องมีการหารือกับบริษัทประกันภัย โชคดีว่ามีเลขาฯ คปภ.เป็นกรรมการอยู่ด้วย มีคุณเสรี อ.ชูเกียรติ มีคุณอิสระ ว่องกุศลกิจ มีปลัดคลัง ผู้อำนวยการ สบน. ฯลฯ ถือว่าครบถ้วน เพียงแต่ว่าในช่วงต้นเราต้องเร่งหารือในเรื่องกรอบการทำงาน

0 ที่ได้หารือไปแล้ว มีการวางกรอบอย่างไรบ้าง
ที่คุยไว้เป็นกรอบเบื้องต้น กองทุนตั้งใหม่ กฎระเบียบต่างๆ ยังไม่มี  และแนวทางที่จะให้ใครมารับดูแลการประกันต่อ ซึ่งการทำงานของเราช้าไม่ได้ เพราะอาจจะมีแนวทางว่า คนที่มีความชำนาญในเรื่องนี้แล้วดูแลต่อจากเรา ส่วนเราก็ดูแลในเรื่องแนวทางและนโยบาย และขั้นตอนต่างๆ เราอยากทำให้เร็ว เพราะยิ่งเร็ว ความเชื่อมั่นจะยิ่งดี รวมทั้งแนวทางที่จะให้มีการลดความเสี่ยงเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นแนวทางการสร้างคันกันน้ำรอบนิคม ต้องรีบ
ถ้าทำออกมาแล้วและได้รับการดูแล ความเชื่อมั่นก็จะสูงขึ้น เบี้ยก็จะลง แต่เรื่อง พ.ร.ก.ที่ยังค้างอยู่ จะมีความสำคัญหรือไม่ แต่โอเคเงินอาจจะยังไม่ได้ใช้ แต่เรามีแผน ปีนี้เป็นอย่างไร ปีหน้าเป็นอย่างไร และถ้าเราให้ความเชื่อมั่นในปีนี้แล้ว แล้วปีถัดๆ ไปล่ะ เราต้องมีแผนระยะยาวว่าจะลงทุนฟื้นฟูและสร้างอย่างไร

0 ตอนประชุมนัดแรกได้มีการเอาตัวเลขมาดูหรือไม่ว่ามีความเสียหายของธุรกิจประกันเท่าไหร่
ที่ประเมินกันก็ประมาณ 2-3 แสนล้านบาท หรือประมาณ 20-30%  เพราะน้ำท่วมเสียไม่หมด มีบางรายเสียหายเยอะ ระบบประกันภัยของเรามีทุนประกันเพียง 7-9 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เราจะรีไปต่างประเทศ เราคงรับไม่ไหว ส่วนใหญ่รับมาก็รีไปต่างประเทศ จะเก็บไว้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น

0 มีการตกผลึกกันหรือว่าเงินของกองทุนจะเอามาจากไหน
เป็นหน้าที่ตาม พ.ร.ก. คือกระทรวงการคลัง ที่จะต้องไปหามา ซึ่งเขาก็ไม่หนักใจ และเงินเราเองก็ยังไม่ได้ใช้ทันทีทั้ง 5 หมื่นล้าน จะเป็นการทยอยใช้ทยอยหาเข้ามา เรื่องเงินไม่น่าเป็นห่วง ส่วนรูปแบบนั้น กองทุนจะเป็นคนรับประกันเอง ซึ่งกองทุนตั้งขึ้นมาเพื่อรับประกันทั้งหมด จากนั้นจะบริหารจัดการว่าจะไปประกันภัยต่อหรือไม่ ไปที่ไหนอย่างไร เพื่อให้ต้นทุนต่ำสุด ซึ่งเราคล้ายกับบริษัทๆ หนึ่ง เรามีหน้าที่เป็นคนกลางที่เข้าไปรับประกันภัยให้

0 อัตราเบี้ยประกันภัยจะกำหนดอย่างไร
จะกำหนดให้เหมาะสมกับต้นทุน คือถ้าเราทำเอง ก็ใช้เงินกองทุน โดยรัฐบาลรับประกันโดยใช้เงินกองทุน มีความเชื่อมั่น บวกลบค่าตอบแทนอะไรต่างๆ แล้วเหลือ 5% ดังนั้นก็เหลือ 3-5% ของทุนประกัน ดังนั้น ทั้งหมดไม่ใช่ว่าเสียหายทั้งหมด คงต้องไปคิดว่าอัตราเบี้ยจะอยู่ที่เท่าไหร่ แต่ตอนนี้ที่คุยกันคราวๆ ก็ไม่ถึง 5% ของทุนประกัน ในตลาดเขาพูดกันที่ 8-10%

0 เท่าที่ดูมีเสียงสะท้อนหรือไม่ว่า บริษัทต่างชาติอาจจะไม่รับประกันต่อจากเรา
เท่าที่ดูมี ที่รับก็มี จะเป็นลักษณะว่า ดูว่าเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าไม่รับเลย รัฐบาลก็ต้องรับ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เรายังไม่มีการหารือกับทางบริษัทประกันภัย แต่จะเป็นการหารือกันภายในก่อน เมื่อได้ข้อสรุปแล้วก็จะคุยกับบริษัทประกันภัย เพื่อให้เกิดความชัดเจน เราต้องการความร่วมมือ และต้องการให้เขาทำธุรกิจต่อไป ไม่ใช่มาแล้วเกิดปัญหา มาเพื่อช่วยบรรเทาปัญหา และแก้ปัญหาช่วยให้เกิดความเชื่อมั่น

0 เดิมที่กำหนดว่าวันที่ 20-24 ก.พ.นี้ เปิดตัวกองทุนและเริ่มรับประกัน
ยังครับ เพราะยังไม่เป็นแผน เพราะต้องรอดูว่า เช่น มีแนวคิดอื่น รัฐบาลรับประกันหมด ก็ไม่ ต้องรีไปต่างประเทศ เงินตกอยู่ในประเทศไทย จะเอาหรือไม่ หรือถ้ารับก็แค่ 20% แต่ถ้าจะรับไม่จำกัดเลยได้หรือไม่ ในทางปฏิบัติทำได้หรือไม่ กฎหมายให้ทำหรือไม่ ต้องดูก่อน คณะกรรมการทำงานด้วยความสุจริตใจ ที่ต้องการให้เห็นความเรียบร้อย

0 เงิน 50,000 ล้านบาทพอหรือไม่
คงต้องไปดูก่อนว่าพอหรือไม่ แต่คิดว่าพอ เพียงแต่ว่าคนจะรู้สึกว่าได้รับการการคุ้มครองหมดหรือไม่ แต่บ้านเรือนโอเค และภัยที่จะรับก็ 3 ตัวตามที่ประกาศ ซึ่งทุกตัวมีเกณฑ์อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับกรรมการว่าจะแยกเป็นอย่างไร ขีดคั่นอยู่ตรงไหน อันไหนท่วม ไม่ท่วม อย่างไหนเรียกภัยพิบัติ แล้วน้ำท่วมไม่เสีย ซึ่งเราต้องแก้ตรงนี้.

 

น้ำท่วมซ้ำ ประเทศไทยวิกฤติแน่! 2012/05/29

http://www.thaipost.net/node/52464

13 February 2555

วิกฤติน้ำท่วมในช่วงปลายปี 2554 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ 7 นิคมอุตสาหกรรม ประกอบด้วย นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร, เขตประกอบการอุตสาหกรรมโรจนะ, นิคมฯ ไฮเทค, นิคมฯ บางปะอิน, เขตประกอบการอุตสาหกรรมแฟคตอรี่แลนด์, เขตประกอบการอุตสาหกรรมนวนคร และสวนอุตสาหกรรมบางกะดี จมอยู่ใต้น้ำเป็นเวลานาน จนสร้างความเสียหายให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศ และยังส่งผลต่อเนื่องให้มีแรงงานตกงานกว่า 1 แสนคน     ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา “หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์” ได้มีโอกาสไปตระเวนสำรวจพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมที่ถูกน้ำท่วม พบว่าโรงงานที่อยู่ในนิคมฯ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก และส่วนใหญ่อยู่ระหว่างการซ่อมแซมโรงงาน บางส่วนก็ย้ายหนีไปลงทุนในพื้นที่อื่น แต่ก็มีบางกลุ่มที่ไม่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะป้องกันไม่ให้เกิดน้ำท่วมได้ ก็ย้ายโรงงานหนีไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน แต่ละแห่งจะมีโรงงานกลับมาเดินเครื่องผลิตไม่ถึง 50% ของโรงงานทั้งหมด ซึ่งเห็นได้ชัดจากนิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร มีโรงงานที่เดินเครื่องเพียง 9 แห่งเท่านั้น จากทั้งหมด 43 แห่ง
นอกจากนี้ ยังพบว่าแต่ละนิคมอุตสาหกรรมต่างกำลังเร่งก่อสร้างคันกันน้ำรอบนิคมอุตสาหกรรมเพื่อให้ทันกับฤดูฝนที่จะมาถึงในอีกไม่กี่เดือน
ซึ่งจากการสอบถามผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมว่า ขณะนี้รัฐบาลมีความชัดเจนในการให้ความช่วยเหลืออย่างไรบ้าง ก็จะได้รับคำตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่มี และที่ลงทุนสร้างคันกั้นน้ำขณะนี้ก็ใช้งบประมาณของตัวเองไม่รอรัฐบาลแล้ว เพราะยังไม่มีความแน่นอนของนโยบาย ซึ่ง นิพิฐ อรุณวงษ์ ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท นวนคร จำกัด(มหาชน) หนึ่งในผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความพร้อมในการรับสถานการณ์น้ำท่วมในปี 2555 ของรัฐบาลไว้อย่างชัดเจน

0 มองว่าปีนี้น้ำจะท่วมอีกหรือเปล่า
ปีนี้มีความเป็นไปได้ที่น้ำจะท่วมอีกรอบ หากรัฐบาลยังไม่มีความชัดเจนในแผนบริหารจัดการน้ำ เพราะปีที่แล้วปริมาณน้ำไม่ได้มากกว่าเมื่อปี 2538 ที่เกิดปัญหาน้ำท่วมใหญ่เลย หากเป็นเช่นนั้น เชื่อว่าจะเป็นวิกฤติแน่ๆ เพราะแค่ความเสียหายที่เกิดขึ้นรอบนี้ก็กระทบต่อจีดีพีประเทศถึง 2% แล้ว หากเกิดซ้ำอีกนักลงทุนกว่าครึ่งที่เข้ามาลงทุนไทยคงตัดสินใจย้ายไปลงทุนที่อื่นแทน ทำให้มีคนตกงานเป็นแสนๆ คน โดยเฉพาะโรงงานที่เป็นแบบตั้งเดี่ยว (สแตนอโลน) ที่อยู่นอกนิคมฯ อีกจำนวนมาก

0 แสดงว่าหากเกิดน้ำท่วมซ้ำอีกรอบนี้จะเป็นวิกฤติของภาคอุตสาหกรรม?
ใช่ และจะไม่ใช่แค่วิกฤติเฉพาะภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่เป็นวิกฤติของประเทศไทย ถ้ารัฐบาลยังไม่ออกมาปฏิบัติให้ชัดเจน เชื่อว่าจะเกิดการย้ายฐานลงทุนอีกเยอะ และถ้าย้ายไปอยู่ในปะเทศก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าย้ายไปอยู่ต่างประเทศน่ากลัว ซึ่งที่ผ่านมาเรื่องการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาทต่อวันก็ทำให้นักลงทุนเริ่มลังเลอยู่แล้ว พอเจอปัญหาน้ำท่วมเลยเป็นแรงกระตุ้นให้ตัดสินใจย้ายฐานลงทุนไปได้ง่ายและเร็วขึ้น

0 แนวโน้มจะเป็นแบบนี้อีกเยอะไหม
ผมถึงได้บอกไงว่ารัฐบาลไม่เข้าใจและไม่พยายามพูดความจริงออกมา อย่างตอนที่บอกว่าให้ไปเก็บค่าส่วนกลางเพิ่มจากผู้ประกอบการในนิคมฯ เพราะต้องนำเงินส่วนนั้นมาลงทุนสร้างเขื่อนกั้นน้ำ ซึ่งผู้ประกอบการบอกว่ารับได้ ก็ไม่จริง ใครบอกรับได้ มีใครที่ไหนรับได้ พูดเองคิดเองทั้งนั้น เพราะนักลงทุนก็คิดว่า ทำไมต้องจ่าย ทำไมต้องรับภาระเพิ่ม เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของเขา ส่วนหนึ่งมาจากความผิดของรัฐบาลไม่ใช่หรอที่บริหารจัดการผิดพลาดจนเกิดน้ำท่วม

0 กองทุนส่งเสริมประกันภัยที่ตั้งขึ้นมาวงเงิน 50,000 ล้านบาท เหมาะไหม
ก็ช่วยได้ส่วนหนึ่ง แต่ว่า…ทุนประกันจริงๆ 500,000-600,000 ล้านบาท แค่ 50,000 ล้านบาท ต้องกระจายไปทั่วทั้งที่อยู่อาศัย เอสเอ็มอี และอุตสาหกรรม เฉพาะในนวนครเองก็เกือบ 50,000 ล้านบาทแล้ว โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่หน้าที่ที่รัฐบาลจะมา เพราะหน้าที่หลักของรัฐบาลคือควรที่จะสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้บริษัทประกันภัยมั่นใจดีกว่า แล้วเอาเงินส่วนนี้ไปลงทุนทำระบบสาธารณูปโภคเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำท่วมดีกว่า จะไปแข่งกับบริษัทประกันภัยไม่ได้ เพราะบริษัทประกันภัยไทยไม่มีทุนประกันมากขนาดนั้น

0 กลุ่มนักลงทุนในนิคมฯ ส่วนใหญ่เชื่อมั่นนโยบายต่างๆ ของรัฐที่ประกาศออกมาไหม
ไม่เชื่อ เพราะจนป่านนี้ยังไม่ชัดเจน แต่ผมยังหวังอยู่ หากสามารถทำได้ตามที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) กำหนดไว้ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว และที่สำคัญรัฐบาลต้องทำแผนระบบโลจิสติกส์ไว้รองรับกรณีน้ำท่วมนิคมฯ ด้วย แต่ปัญหามาจากการเมืองมากกว่าที่ทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจว่าจะทำได้ตามนั้นหรือไม่ และจะสามารถทำได้เร็วแค่ไหน

0 คณะกรรมการชุดต่างๆ ที่ตั้งขึ้นมา ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาให้ดีขึ้นเลยหรอ
วันนี้มีคณะกรรมการมากมายไปหมด จนไม่รู้ว่าใครเป็นใครบ้าง และที่สำคัญการที่มีคณะกรรมการหลายชุดทำให้ตัดสินใจไม่เด็ดขาด เพราะสั่งกันไปสั่งกันมาจนสุดท้ายก็ตายกันหมด จึงเห็นว่าคนที่มีอำนาจสั่งการควรมีเพียงคนเดียว นั่นก็คือนายกรัฐมนตรี แต่คนที่มีอำนาจในการสั่งการตอนนี้ก็ไม่สามารถตัดสินใจเองได้ เพราะมัวฟังความเห็นจากหลายคน และก็ไม่ใช้คนที่รู้จริงจึงทำให้เกิดความผิดพลาด
จริงๆ แล้วมันมีวิธีเดียวที่แก้ปัญหาน้ำท่วมได้คือ การกำหนดพื้นที่ทุ่งทางเหนือจำนวน 2 ล้านไร่เป็นพื้นที่รับน้ำ โดยรัฐบาลจะจ่ายเงินชดเชยให้พื้นที่ทุ่งนา ไร่และสวนชาวบ้านในพื้นที่นั้น ซึ่งทำเหมือนการจ้างชาวนาไปเลยว่าในช่วงน้ำมานี้ไม่ต้องปลูกข้าว คิดหักลบต้นทุนการปลูกข้าวเหลือกำไรเฉลี่ยไร่ละเท่าไหร่ แล้วให้ไปเลยอย่างน้อยไร่ละ 3,000-4,000 บาท รวมทั้งหมดก็ใช้เงินไม่เกิน 8,000 กว่าล้านบาท แล้วมาเพิ่มภาษีของคนในพื้นที่ที่เขายอมเสียสละรับน้ำท่วมแทน ผมคิดว่านักลงทุนใหญ่ๆ เขายอมนะ ซึ่งเมื่อมาดูแล้วมันคุ้มกว่าการที่จะปล่อยให้พื้นที่อุตสาหกรรมเสียหายมูลค่าสูงถึง 500,000 ล้านบาท

0 เรื่องนี้เราเคยเสนอให้รัฐบาลฟังบ้างไหม
เรื่องนี้ผมเคยประชุมร่วมกับคณะกรรมการ กยน. แต่ปัญหาคือ ส.ส.ในพื้นที่ต่างก็ไม่ยอมรับน้ำ ต่างผลักน้ำออกไปจากพื้นที่ตัวเอง

0 มีอะไรอยากฝากไปถึงรัฐบาลไหม
อยากให้คิดให้ลึกซึ้งและทำเร็วๆ และนายกฯ ต้องเป็นคนตัดสินใจเอง ไม่ใช่ไปฟังแต่นักการเมือง ต้องฟังผู้เชี่ยวชาญจริงๆ ไม่ใช่ฟังคนที่ไม่รู้เรื่อง หากเป็นแบบนั้นก็คงแก้อะไรไม่ได้ อย่าเห็นแก่ตัวกัน ไม่ใช่ทำเพื่อแค่รักษาฐานคะแนนเสียงตัวเองไว้ และอย่าปกปิดข้อมูล และในช่วงที่ไม่มีฝนรัฐบาลควรเร่งซ่อมแซมประตูระบายน้ำต่างๆ ให้อยู่ในสภาพดี พร้อมใช้งานรับมือน้ำรอบใหม่ที่จะมาถึงนี้ได้ทัน เพราะจะมัวรีรอไม่ได้แล้ว
ผมบอกเลยว่ารัฐบาลจะเป็นรัฐบาลแดง ดำ เหลือง ขาว หรือเขียวอะไรก็ได้ ขอแค่ให้ผู้นำประเทศเข้มแข็ง กล้าตัดสินใจก็พอ แต่ถ้าทำอะไรไม่ได้เลยก็น่าสงสารประเทศไทย.

+++++++++++
ล้อมกรอบ

รอความชัดเจนจากรัฐบาล

นางกรกฎ รัศมี ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการในนิคมสหรัตนนครอยากเห็นภาพรวมแผนบริหารจัดการน้ำของประเทศว่าจะเป็นอย่างไร และพื้นที่ใดบ้างที่จะใช้เป็นพื้นที่รับน้ำ รวมทั้งนโยบายการให้ผู้ประกอบการนิคมฯ กู้เงินเพื่อนำมาใช้สร้างเขื่อนกั้นน้ำที่ชัดเจน โดยจะรอฟังนโยบายที่ชัดเจนจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่จะมาประชุมร่วมกับทั้ง 7 นิคมฯ ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมว่าจะมีความชัดเจนแค่ไหน
“ยังหวังว่าในวันที่ 16 ก.พ.นี้ จะมีความชัดเจนในเรื่องของเงินกู้สร้างเขื่อนกั้นน้ำรอบนิคมฯ เพื่อสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนที่อยู่ในนิคมฯ ขณะเดียวกันทางผู้พัฒนานิคมฯ ก็ไม่ได้อยู่นิ่ง ได้มีการหารือร่วมกับธนาคารออมสินตลอด ซึ่งยอมรับว่ากระบวนการของนิคมฯ สหรัตนนครอาจจะล่าช้ากว่าที่อื่นเพราะมีความซับซ้อนมากกว่า เนื่องจากอยู่ในแผนฟื้นฟู” นางกรกฎ กล่าว
ทั้งนี้ ได้ว่าจ้างบริษัท ทีม คอนเซ้าท์ติ้ง เอ็นจิเนียริ่ง หรือทีมกรุ๊ป ให้เป็นผู้ออกแบบเขื่อนกั้นน้ำรอบนิคมอุตสาหกรรม คาดว่าจะส่งแบบให้ได้ช่วงปลายเดือน ก.พ.นี้ ซึ่งเมื่อได้แบบเขื่อนที่ชัดเจนแล้วก็จะนำไปประกอบเรื่องกู้เงินกับธนาคารออมสินตามนโยบายของรัฐบาล วงเงินประมาณ 500 ล้านบาท เบื้องต้นเขื่อนกั้นน้ำรอบนิคมสหรัตนนครจะทำคันดินสูง 7.50 เมตร รวมระยะทาง 13 กิโลเมตร ส่วนด้านหน้านิคมฯ จะใช้ถนนที่กรมทางหลวงชนบทสร้างให้ ซึ่งมีความสูง 8 เมตร และมีฐานกว้าง 32 เมตร รวมระยะทาง 3 กิโลเมตรเป็นแนวกั้น
สำหรับสถานภาพผู้ประกอบการในนิคมสหรัตนนคร ที่มีทั้งหมด 43 โรงงาน ล่าสุด (9 ก.พ.2555) พบว่า มีผู้ประกอบการเพียง 9 รายเท่านั้นที่กลับมาเปิดกิจการได้ 100% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้เครื่องจักรไม่มากและมีความซับซ้อนน้อย เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ มีผู้ประกอบการเพียง 4 รายที่เปิดกิจการได้บางส่วน อีก 24 รายอยู่ระหว่างฟื้นฟูโรงงาน เพราะส่วนหนึ่งต้องรอเคลมประกันก่อน และมีผู้ประกอบการจำนวน 6 รายที่แจ้งเลิกกิจการและแจ้งขอย้ายสถานประกอบการไปอยู่ที่อื่นชั่วคราว ส่งผลให้มีการเลิกจ้างแรงงานประมาณ 212 คน
ส่วนกรณีที่รัฐบาลมีแนวคิดว่าจะช่วยลงทุนสร้างเขื่อนกั้นน้ำรอบนิคมฯ ให้ 2 ใน 3 ของวงเงินทั้งหมด แต่ต้องแลกกับการโอนสิทธิ์ให้รัฐนั้น นางกรกฎกล่าวว่า เรื่องนี้คงต้องถามเจ้าหนี้ของนิคมฯ สหรัตนนคร ซึ่งก็คือ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ว่าจะยอมหรือไม่    อย่างไรก็ตาม ขณะนี้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)ยังไม่มีแนวคิดที่จะซื้อนิคมฯ สหรัตนนครมาบริหารเอง เนื่องจากติดพระราชบัญญัติ กนอ. แต่หากตัวผู้พัฒนานิคมฯ ถูกระบุว่าเป็นผู้ล้มละลายก็ค่อยมาพิจารณาอีกครั้ง
ส่วนนิคมอุตสาหกรรมบางปะอินนั้น ล่าสุด “ปิยวดี โกศลานันท์” หัวหน้าส่วนปฏิบัตการและวิศวกรรม บริษัท ที่ดินบางปะอิน จำกัด ได้มาอัพเดตให้ฟังถึงแผนการสร้างเขื่อนกั้นน้ำรอบนิคมฯ รวมระยะทาง 11 กิโลเมตร ว่า ได้จ้างบริษัท ทีมกรุ๊ป มาออกแบบเขื่อนให้ เบื้องต้นเป็นแบบผสมผสาน เพราะสำรวจพบว่าสภาพดินที่นี้ไม่อุ้มน้ำ จึงสามารถทำคันดินขนาดความกว้าง 9.40 เมตร สูง 6 เมตร (วัดจากระดับน้ำทะเลปานกลาง) ผสมกับเสริมคอนกรีตรูปตัวยูไว้ใต้ดินแทนชีทพาย ใช้วงเงินรวม 700 ล้านบาท
สำหรับสถานภาพผู้ประกอบการในเขตประกอบการอุตสาหกรรมนวนครขณะนี้ ค่อนข้างเริ่มกลับมาเดินเครื่องผลิตกันแล้ว 85 รายจากทั้งหมด 227 ราย ส่วนที่แจ้งยกเลิกกิจการยังไม่มีการแจ้งที่ชัดเจนเข้ามา แต่ก็มีแจ้งขอย้ายฐานการผลิตชั่วคราวไปที่อื่นเพียงแค่ 5-6 รายเท่านั้น.

 

เศรษฐกิจไทย..เริ่มฟื้น? หนี้ยุโรป-การเมืองยังเสี่ยง 2012/05/29

http://www.thaipost.net/node/52143

6 February 2555

ล่วงเข้าสู่เดือนที่ 2 ของเศรษฐกิจไทยในปี 2555 ดูเหมือนว่าปัจจัยเสี่ยงหลากหลายด้านจากไตรมาส 4 ปี 2554 ซึ่งซบเซาซะเหลือเกินจากมหาอุทุกภัย กำลังจะสะเด็ดน้ำตั้งแต่ช่วงต้นของปีนี้
หลายสำนักงานเศรษฐกิจ ทั้งไทยและเทศ ต่างพยากรณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2555 ไปในทิศทางเดียวกันว่า การขยายตัวจะสูงกว่าปี 2554 แม้ว่าส่วนหนึ่งจะเป็นผลจากฐานเศรษฐกิจที่ตกต่ำก็ตาม
ทั้งนี้ เมื่อกลับไปสู่การขยายตัวเศรษฐกิจไทยในปี 2554 ช่วง 9 เดือนแรกของปีอยู่ในภาวะสดใสอย่างมาก โดย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประมาณการเติบโตทั้งปีที่ 4.2% แต่กลับดิ่งเหวไม่เป็นดังคาด เนื่องจากมหาอุทกภัยช่วงสุดท้ายของปี
ซึ่งโดยรวมแล้วสร้างความเสียหายทำให้จีดีพีติดลบ 7.4% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปีเดียวกัน และลดลง 5.1% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปี 2553 ทุบสถิติเศรษฐกิจเลวร้ายที่สุดในประวัติการณ์ไทย เพราะสูงกว่าความเสียหายช่วงวิกฤติเศรษฐกิจไทยปี 2540 และวิกฤติซับไพรม์สหรัฐในปี 2551 ซึ่งทำให้จีดีพีหดตัวเพียง 5.1% เท่านั้น
สำหรับการขยายตัวเศรษฐกิจไทยในปี 2555 นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธปท. ระบุว่า การขยายตัวจะอยู่ที่ 4.9% ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากประมาณการครั้งก่อน ซึ่งอยู่ที่ 4.8%  โดยเศรษฐกิจจะกลับมาขยายตัวเป็นปกติหลังจากซบเซาเพราะปัญหาน้ำท่วมตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปีเป็นต้นไป
“แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากอุปสงค์ในประเทศเป็นหลัก ทั้งการอุปโภคบริโภค การลงทุนทั้งรัฐและเอกชน โดยเฉพาะเม็ดเงินที่รัฐบาลทำงบประมาณขาดดุล 400,000 ล้านบาท โครงการบริหารจัดการน้ำ 350,000 ล้านบาท การลงทุนของรัฐวิสาหกิจ เข้ามาสนับสนุน ส่วนการขยายตัวของการส่งออกจะขยายตัวชะลอลงเหลือเพียง 16% เหลือเติบโต 7.8% ในปีนี้” นายไพบูลย์ระบุ
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงต่อการเติบโตที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ที่สำคัญคือ ภาวะเศรษฐกิจโลก จากความถดถอยของเศรษฐกิจยุโรป ที่อาจกระทบต่อเศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญของไทย ซึ่ง ธปท.คาดว่าจีดีพีโลกจะขยายตัวที่ 3% และ 4.8% สำหรับประเทศคู่ค้า
นอกจากนั้น ยังมีความเสี่ยงของแนวนโยบายของภาครัฐในการบริหารจัดการน้ำ จะสามารถฟื้นความเชื่อมั่นของภาคเอกชนให้กลับมาผลิตและลงทุนได้เร็วแค่ไหน
ทั้งนี้ ธปท.ประมาณการว่า จีดีพีปี 2554 จะขยายตัวเพียง 1% เพิ่มเป็น 4.9% ในปี 2555 และขยายตัวเป็น 5.6% ในปี 2556
ก่อนหน้านี้ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท.ได้แถลง “ทิศทางการดำเนินโยบายของ ธปท.ในปี 2555” เพื่อเดินหน้าสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจ รองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยจะเน้นการดูแลรักษาเสถียรภาพทางด้านเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับวัฏจักรโลก จากปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจจะกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
ขณะเดียวกัน ที่แรงกดดันต่อเงินเฟ้อที่จะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยน้อยลงเมื่อเทียบกับปี 2554 ดังนั้น แนวนโยบายการเงินของ ธปท.จะเน้นทำให้ธุรกิจไทยเติบโตและรับมือความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ นโยบายอัตราแลกเปลี่ยน จะบริหารโดยยึดหลักการให้ค่าเงินปรับเปลี่ยนได้ตามปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เพราะ ธปท.เองก็มีข้อจำกัด ซึ่งทุกครั้งที่แทรกแซงจะเกิดผลข้างเคียงตามมา
“แนวนโยบายที่ตั้งใจจะดำเนินการในปีนี้จะเป็นการสานต่อปณิธานจุดยืนของ ธปท.ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตลอด 70 ปีที่ผ่านมา ที่หวังจะเห็นเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง และประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืน แม้ขณะนี้ดูเหมือนปัญหาต่างๆ จะประดังเข้าใกล้ตัวมากขึ้น แต่ความท้าทายโดยรวมยังคงไม่เปลี่ยนแปลง สิ่งที่ควรจะเปลี่ยนแปลง คือ จะนิ่งอยู่เฉยไม่ได้ เพราะการนิ่งอยู่เฉยท่ามกลางกระแสการแข่งขันอาจทำให้เราตกขบวนรถไฟได้” นายประสารระบุ
ด้านธนาคารกรุงเทพ โดย นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ กิจการธนาคารต่างประเทศ มองว่าการขยายตัวจีดีพีที่ 5% ในปีนี้ทำได้ไม่ยาก โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากอุปสงค์ภายในประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะการลงทุนของภาครัฐจากโครงการลงทุนที่เกี่ยวกับน้ำ และการบริหารจัดการน้ำประมาณ 300,000-350,000 ล้านบาท โครงการลงทุนเพื่อสร้างอนาคตในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่เกี่ยวกับระบบขนส่งทั้งทางบก ทางอากาศ และทางน้ำ (ปี 2555-2564) และการลงทุนในสาขาพลังงาน สื่อสารและสาธารณูปโภค (ปี 2555-2559) ประมาณ 2.3 ล้านล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีโครงการปล่อยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ เพิ่มเติมอีก 300,000 ล้านบาท รวมทั้งการลงทุนของเอกชนและการบริโภคของประชาชน โดยเริ่มเห็นตัวเลขการฟื้นตัวมาตั้งแต่เดือน ธ.ค.2554 ภายใต้สมมติฐานที่การเมืองไม่มีความรุนแรง เพราะผลกระทบจากน้ำท่วมเป็นปัญหาระยะสั้น แต่ปัจจัยเสี่ยงจากความผันผวนของสถานการณ์เศรษฐกิจโลก
ด้าน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ทิศทางการหดตัวของเศรษฐกิจไทยน่าจะสิ้นสุดลงแล้วในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2554 และเศรษฐกิจไทยน่าจะกลับมาขยายตัวได้ตั้งแต่ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2555 นี้เป็นต้นไป โดยเบื้องต้นคาดว่าจีดีพีช่วงดังกล่าวน่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.0% เมื่อเทียบระยะเดียวกันปีก่อน ซึ่งดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับอัตราการหดตัวที่รุนแรงในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2554 ซึ่งโดยรวมแล้วคาดว่าจีดีพีทั้งปีจะขยายตัวที่ 4.3%
อย่างไรก็ดี คงต้องติดตามตัวแปรที่จะมีนัยสำคัญต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2555 เช่น ผลกระทบของเศรษฐกิจโลกจากวิกฤติหนี้ยุโรป ระดับการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ตลอดจนความต่อเนื่องของแรงกระตุ้นบรรยากาศการใช้จ่ายในประเทศจากนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลในระยะข้างหน้าอย่างต่อเนื่องต่อไป
คงต้องลุ้นกันว่า เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวจริงหรือไม่ ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงที่ยังรายล้อม วิกฤติหนี้ยุโรป สถานการณ์การเมืองไทย และประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล.

 

กบข.ปรับแผนลงทุนรับเศรษฐกิจเสี่ยง 2012/05/29

http://www.thaipost.net/node/51811

30 January 2555

ช่วงปี 2552 ถือเป็นช่วงวิกฤติของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เดินหน้าแฉรายวันว่า กบข.บริหารพอร์ตลงทุนปี 2551 เจ๊งไม่เป็นท่า ประกอบกับผู้บริหาร กบข.สมัยนั้นมี “บัญชีพิเศษ” สั่งซื้อหุ้นได้โดยไม่ผ่านบอร์ด ทำให้เป็นข่าวฮอตหน้าหนึ่ง จนส่งผลให้ กบข.ตกเป็นที่จับตาของสังคม
ส่งผลให้นายวิสิฐ ตันติสุนทร เลขาธิการ กบข.ในสมัยนั้น ต้องประกาศลาออกจากตำแหน่งและนำไปสู่การแต่งตั้งเลขาธิการ กบข.คนใหม่ คือ น.ส.โสภาวดี เลิศมนัสชัย ซึ่งเริ่มเข้าทำงานใน กบข.เมื่อวันที่ 18 ม.ค.2553 หลังจากนั้นชื่อเสียงในด้านลบของ กบข.ก็ค่อยๆ จางลงไปด้วย
0 หลังจากทำงานในตำแหน่งเลขาธิการ กบข.มา 2 ปี เป็นอย่างไรบ้าง
ภารกิจหลักที่ต้องทำช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ก็เริ่มตั้งแต่วางแผนการทำงานใหม่ เพื่อแก้ข่าวด้านลบที่เคยเกิดขึ้น รวมถึงการทำความเข้าใจกับสมาชิก ซึ่งเป็นข้าราชการทั่วประเทศจำนวนกว่า 1.2 ล้านคน เราใช้เวลาในช่วงปีแรกในการสร้างความเข้าใจให้กับสมาชิกของเราที่มีกระจายอยู่ทั่วประเทศให้มีความเข้าใจการทำงานของ กบข.มากขึ้น อย่างเช่น การลงพื้นที่เพื่อเข้าพบสมาชิกทุกคน ให้ความรู้ความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับ กบข.ให้เขา จากนั้นก็วางเจ้าหน้าที่ของ กบข.ไว้ในหน่วยงานหลักๆ เพื่อให้สมาชิกสามารถสอบถามรายละเอียดต่างๆ ได้ โดยไม่ต้องเข้ามายังส่วนกลาง และการสื่อสารผ่านสื่อทั้งโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ และสื่อของแต่ละองค์กรทั้งจุลสารและวารสาร เพราะความต้องการของสมาชิกแต่ละกลุ่มค่อนข้างจะแตกต่างกัน
ซึ่งแรกๆ สมาชิกก็ไม่ค่อยเข้าใจ จะคิดแค่เพียงว่า ที่ผลตอบแทนการลงทุนติดลบเป็นเพราะ กบข.โกง ซึ่งมันไม่ใช่ เพราะการลงทุนแต่ละครั้งเรามีทั้งคณะกรรมการและคณะอนุฯ
พอเข้าปีที่สอง เราก็เริ่มมาพิจารณาว่า เราจะทำอะไรใหม่ๆ ให้กับสมาชิกได้บ้าง อย่างเช่น เราได้เพิ่มทางเลือกการลงทุนใหม่ให้กับสมาชิก ให้สามารถเลือกทิศทางการลงทุนของตนเองได้ และช่วงปีที่ 3-4 ก็จะเป็นช่วงวางแผนและวางระบบให้ กบข.สามารถเดินไปเองได้ เราต้องวาง กบข.ให้เป็นสถาบันในการทำงาน ที่สามารถเดินหน้าไปได้อย่างเป็นระบบแม้จะไม่มีเรา
0 วางยุทธศาสตร์ในปี 2555 ไว้อย่างไรบ้าง
เราวางยุทธศาสตร์ 4 ด้าน เพื่อเตรียมรับมือกับความผันผวนของตลาดโลก และสร้างความพึงพอใจให้แก่สมาชิก กบข. 1.ด้านสมาชิก กบข.กำหนดให้เป็นปีแห่งการสร้างความผูกพัน เพื่อเป็นคู่คิดตลอดชีวิตของสมาชิก นอกจากการสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงในระยะยาวแล้ว การตอบสนองความต้องการและสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่สมาชิกเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญ ซึ่งในปีนี้ กบข.เตรียมจัดสวัสดิการและแคมเปญต่างๆ เพื่อตอบโจทย์สมาชิกแต่ละช่วงชีวิต และยังมีแผนสร้างเครือข่ายพันธมิตรในหน่วยงานราชการทั่วประเทศ ให้เสมือนสำนักงานย่อยของ กบข. เพื่อเข้าถึงสมาชิกได้รวดเร็วและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
2.ด้านการลงทุน ในปีนี้ กบข.จึงมีแผนที่จะพัฒนาวิธีการจัดพอร์ตการลงทุนของ กบข.ให้มีความคล่องตัวมากกว่าในอดีต และเริ่มขยายการลงทุนไปในสินทรัพย์การลงทุนทางเลือกกลุ่มใหม่ เช่น อสังหาริมทรัพย์โลก และโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมทั้งศึกษาหลักเกณฑ์การลงทุนในนิติบุคคลเอกชนโลก เพื่อสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอและต่อเนื่องในระยะยาว รวมทั้งขยายการลงทุนไปต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเกิดใหม่ ที่มีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีกว่าประเทศพัฒนาแล้ว โดย กบข.มีแผนจะขยายการลงทุนในพันธบัตรในแถบเอเชีย เช่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย ออสเตรเลีย เป็นต้น
3.ด้านองค์กร กบข. เตรียมนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้านการลงทุนและด้านสมาชิก โดยเตรียมพัฒนาระบบ E-Claim เพื่อให้บริการสมาชิกที่เกษียณอายุ พร้อมปรับปรุงแนวทางการกำกับดูแลกิจการที่ดีให้เข้มข้นมากขึ้น
4.ด้านบุคลากร กบข. เตรียมกำหนดแผนแม่บทในการพัฒนาบุคลากร เริ่มตั้งแต่การสรรหาบุคลากร พัฒนาพนักงานให้มีศักยภาพสูงและความก้าวหน้าในอาชีพ ผ่านแผนงานพัฒนาบุคลากรรายบุคคล รวมทั้งจัดทำตัวชี้วัดให้เชื่อมโยงกับการประเมินผลปฏิบัติงานมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ แผนยุทธศาสตร์ทั้ง 4 ด้านจัดทำขึ้น เพื่อผลักดันให้ กบข.เป็นสถาบันบริหารจัดการเงินออมชั้นนำของประเทศที่โปร่งใส เชื่อถือได้ ตอบสนองความต้องการและสร้างความพึงพอใจให้แก่สมาชิก รวมทั้งสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงในระยะยาว เพื่อให้สมาชิกมีเงินออมเพียงพอในวัยเกษียณตามภารกิจหลักของ กบข.อย่างสมบูรณ์แบบ
0 แบ่งสัดส่วนการลงทุนในปี 2555 ไว้อย่างไรบ้าง
พอร์ตการลงทุนของ กบข.ในปีนี้จะแบ่งเป็น ตราสารทุนไทย 8%, ตราสารทุนโลก 9%, ตราสารหนี้ไทย 65%, ตราสารหนี้โลก 10%, สินค้าโภคภัณฑ์ 1%, อสังหาริมทรัพย์ไทย 4.5%, อสังหาริมทรัพย์โลก 0.7%, โครงสร้างพื้นฐาน 0.3% และนิติบุคคลเอกชนไทย 1.5%
อย่างไรก็ตาม ปีนี้ กบข.จะเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกเพิ่มขึ้น และลดสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ทั่วไปอย่างหุ้นและตราสารหนี้เพื่อกระจายความเสี่ยง ขณะที่การลงทุนในตลาดหุ้นไทยจะกลับมาอยู่ที่ระดับ 8% จากปีก่อนที่ 7.9% ซึ่งเท่ากับแผนการจัดสรรการลงทุนระยะยาว 3 ปี (2554-56)
ขณะที่การลงทุนของ กบข. ณ ธ.ค.2554 แบ่งเป็นตราสารหนี้ในประเทศ 68.70% คิดเป็นเงินลงทุน 266,969 ล้านบาท ตราสารหนี้ต่างประเทศ 9.43% คิดเป็นเงินลงทุน 36,660 ล้านบาท ตราสารทุนต่างประเทศ 7.92% คิดเป็นเงินลงทุน 30,767 ล้านบาท ตราสารทุนไทย 7.89% 30,645 ล้านบาท อสังหาริมทรัพย์ไทย 3.49% คิดเป็นเงินลงทุน 13,543 ล้านบาท นิติบุคคลเอกชนไทย 2.35% คิดเป็นเงินลงทุน 9,117 ล้านบาท และสินค้าโภคภัณฑ์ 0.23% คิดเป็นเงินลงทุน 906 ล้านบาท รวมเป็นเงินลงทุน 388,609 ล้านบาท
0 แนวโน้มผลตอบแทนในปี 2555 จะเป็นอย่างไร
เรามองว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในปีนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศเป็นสำคัญ โดยเฉพาะความคืบหน้าเรื่องการแก้ปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรป ซึ่งเบื้องต้นประเมินว่าผลตอบแทนน่าจะใกล้เคียงกับปี 54 ที่ยังเป็นบวก และในกรณีดีที่สุดผลตอบแทนอาจสูงที่ระดับ 8-9% แต่หากวิกฤติในยุโรปรุนแรงขึ้น เช่น ยูโรโซนเกิดการแตกสลาย ผลตอบแทนก็คงจะติดลบ อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี เฉลี่ยอยู่ที่ 6.83% และ 5 ปีเฉลี่ยอยู่ที่ 4.85% ซึ่งถือว่าสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ที่ระดับ 3.74% และ 2.75% ตามลำดับ ทั้งนี้ ณ ปี 2554 มีสินทรัพย์การลงทุนสุทธิ 522,435 ล้านบาท
0 รู้สึกอย่างไร ที่ช่วงที่รับตำแหน่งถือเป็นช่วงวิกฤติที่มีแต่ข่าวด้านลบของ กบข.
จริงๆ แล้วช่วงนี้ก็ยังมีข่าวด้านลบ มีการโจมตีการทำงานของ กบข.อยู่เป็นระยะๆ แต่ก็ต้องบอกกับสมาชิกว่ามันไม่ใช่เรื่องที่จะมาเรียกร้องที่เรา อย่างเรื่องบำนาญ ก็มาเรียกร้องที่ กบข. ซึ่งจริงๆ แล้วไม่เกี่ยวกับเรา ต้องไปเรียกร้องที่กรมบัญชีกลาง ไม่เกี่ยวกับ กบข. ส่วนเจ้าของเรื่องที่ต้องรับผิดชอบก็เฉยไม่ออกมาชี้แจงอะไร ไม่เดือดร้อนเลย เราก็กลายเป็นจำเลยของสังคม เพราะความไม่เข้าใจ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกตินะ เรื่องความดีความชอบก็ไปรับอีกที่หนึ่ง พอรับความชั่วก็มารับที่เรา ก็อยากบอกสมาชิกว่าเราทำงานเพื่อเขา คุณก็ต้องพิจารณาด้วยว่าอะไรคือความถูกต้อง อะไรคือข้อเท็จจริง อย่างการสร้างความเข้าใจกับสมาชิกก็ลำบาก เพราะจะมีคนกลุ่มหนึ่งที่คอยแย้ง คอยขัด เพื่อหวังเป็นประเด็นการเมืองภายในกลุ่มตัวเอง บางคนมีประเด็นซ่อนเร้นต่อให้เราชี้แจงไปเท่าไรก็ทำตัวไม่เข้าใจอยู่ดี ทำเหมือน กบข.เป็นเครื่องมือ เป็นบันไดให้เขาปีนขึ้นไป
0 จากการลงพื้นที่ชี้แจงอย่างต่อเนื่อง ทำให้สัดส่วนของสมาชิกที่ตั้งใจจะไม่เข้าใจการทำงานของ กบข.ลดลงหรือไม่
จริงๆ กลุ่มที่มีประเด็นซ่อนเร้นค่อนข้างเยอะ คือกลุ่มครู เหมือนครูจะกินครูด้วยกันเอง แต่เราก็พยายามลงพื้นที่เข้าไปให้ถึงตัวสมาชิกแล้วชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมด เพื่อทำความเข้าใจ พี่เชื่อว่าบางคนเข้าใจดีขึ้น แต่ก็มีคนบางกลุ่มที่มีประเด็นช่อนเร้น พยายามแย้ง พยายามขัดให้ดูเป็นคนหนักแน่น แก้ปัญหาได้ แล้วก็ไปลงการเมืองท้องถิ่น การเมืองระดับชาติอะไรประมาณนี้ อย่างกรณีสูตรบำนาญ ก็ต้องไปหากรมบัญชีกลาง ว่าจะแก้ไขอะไรได้บ้าง แต่ก็เข้าใจรัฐบาลว่าหากมีการแก้ไขสูตรจริงๆ รัฐบาลก็จะมีภาระงบประมาณที่เพิ่มสูงขึ้นมาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องย้อนไปตั้งแต่แรกที่เขาเข้ามาเป็นสมาชิกว่า ตอนที่กรมบัญชีกลางชักชวนได้ให้ข้อมูลอย่างไรบ้างที่ทำให้เขาเข้ามาเป็นสมาชิก ซึ่งการเป็นสมาชิกก็เข้ามาด้วยความสมัครใจ ซึ่งคนที่เข้ามาก็ต้องรู้ข้อเท็จจริงในการตัดสินใจ แต่ก็ชอบมีเสียงบ่นว่า ชอบเอาคนสวยๆ มาชี้แจงนี่นา ก็เลยตัดสินใจไป
0 คิดจะต่อวาระการเป็นเลขาธิการ กบข.อีกสมัยหรือไม่
คงไม่สมัครต่อหรอก ยังไงก็ไม่สมัคร แม้ว่าจะไม่เกษียณก็คงไม่สมัครต่อ เพราะตอนที่ตัดสินใจจะมาทำงานที่นี่ เห็นว่าเป็นช่วงวิกฤติที่เราสามารถทำงานได้เต็มที่จริงๆ แต่ตอนนั้นข้อมูลภายในของ กบข. เราก็ไม่ได้รับรู้มากมาย ซึ่งถ้ารู้ก็คงไม่ได้เข้ามาทำ คนชอบบอกว่า ผู้ชายชอบสร้างปัญหาให้ผู้หญิงเข้ามาแก้ ซึ่งก็ต้องมานั่งแก้เกือบทุกเรื่องจริงๆ ซึ่งการที่เข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหา ก็แค่ช่วงไม่นานเท่านั้น ปีแรกก็เดินสายแก้ไขปัญหา สร้างความเข้าใจ ทำกฎกติกาใหม่ ปีที่สองหาสิ่งใหม่ๆ ให้สมาชิก ปีที่สาม-สี่ก็วางแผนระยะยาว เพราะสมาชิกบางคนก็กลัวการเมืองเข้ามาแทรกแซง เพราะ กบข.องค์กรใหญ่บริการเงินจำนวนมาก
0 ช่วงที่ผ่านมาถือว่าภาระหน้าที่ค่อนข้างหนักมากกว่าปกติหรือไม่
ก็ถือว่าค่อนข้างหนักและเหนื่อย เพราะเป็นงานที่มีปัญหาอยู่และต้องคอยมาแก้ไข เป็นงานที่ท้าทาย ถ้าเราทำสำเร็จได้ ก็ถือเป็นการทำเพื่อชาติ ไม่ใช่ทำเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง ตั้งแต่พี่เริ่มทำงาน พี่จะเลือกทำงานในองค์กรที่ไม่ใช่เอกชน แต่จะเลือกองค์กรที่สามารถทำประโยชน์เพื่อคนส่วนรวมได้ อย่างตอนที่อยู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ก็มองว่าเป็นองค์กรที่ช่วยผลักดันเรื่องเศรษฐกิจ พอมาที่นี่ไม่ได้คิดอะไรมาก มองว่า กบข.เป็นกองทุนที่เป็นสถาบัน มีข้าราชการเป็นสมาชิก 1.2 ล้านคน ไม่ได้ทำเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง ซึ่งเราก็พยายามทำทุกอย่าง นอกจากจะเข้ามาแก้ไข สะสางปัญหา พี่ก็พยายามจะประหยัดรายจ่ายของ กบข.ทุกอย่าง ช่วงก่อนหน้าที่พี่จะมาทำงาน กบข.จะตั้งงบประมาณรายจ่ายแต่ละปีประมาณปีละ 1 พันล้านบาท แต่หลังจากที่พี่มาทำงานพี่ก็พยายามตัดลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป ปีที่แล้วก็เหลือแค่ 700 ล้านบาท.

 

ปรับโครงสร้างราคาพลังงาน รื้อ ครม.ปู 2 – หมดเวลา “พิชัย” 2012/05/29

http://www.thaipost.net/node/51457

23 January 2555

“..ต้องไม่ลืมว่ายังมีภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลที่กระทรวงการคลังในสมัยรัฐบาล “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ลดให้อีก 5.31 บาทต่อลิตร เพื่อตรึงเพดานราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ซึ่งเดิมนั้นครบกำหนดอายุมาตรการช่วงเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา แต่รัฐบาลชุดนี้ได้ต่ออายุมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลต่อจนถึงสิ้นเดือน ม.ค.2555 แต่พอเอาเข้าจริงแล้ว คงยากที่จะยกเลิกมาตรการนี้ทันที เนื่องจากขณะนี้เป็นช่วงขาขึ้นของราคาน้ำมันดีเซล แถมยังมีภาระต้นทุนน้ำมันมาตรฐานสากลยูโร 4 ที่จะตามมาอีกเกือบ 1 บาทต่อลิตร..”

เริ่มต้นเข้าสู่ปี 2555 มาตรการ ประชานิยม หลายๆ มาตรการที่รัฐบาลได้ประกาศใช้ไปในปีที่ผ่านมา ประชาชนก็จะเริ่มเห็นผลลัพธ์ของมาตรการประชานิยมเหล่านั้น เพราะจะเป็นอีกปีที่ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงมากขึ้น หลังจากที่ปีก่อนเจอน้องน้ำเล่นน้ำจนอ่วมไปแล้ว
โดยเฉพาะราคาพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) และก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ที่ต่างชักแถวกันปรับขึ้นราคา
ไล่เรียงจากราคาน้ำมัน ที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่ 30 ก.ย.2554 เห็นชอบให้ปรับโครงสร้างราคาพลังงาน โดยให้ทยอยเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงคืน ทั้งในส่วนของน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ เดือนละ 1 บาทต่อลิตร และกลุ่มน้ำมันดีเซล เดือนละ 60 สตางค์ต่อลิตร เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 16 ม.ค.2555
ทั้งๆ ที่การปรับลดเงินกองทุนน้ำมันฯ นี้ รัฐบาลเพิ่งจะประกาศใช้เมื่อตอนที่รับตำแหน่งใหม่ๆ เมื่อ 26 ส.ค.2554
เบ็ดเสร็จแล้วคนไทยได้เฮ ช้น้ำมันถูกได้ไม่เกิน 5 เดือน
นอกจากนี้ ราคาก๊าซแอลพีจีและเอ็นจีวีในปี 2555 ต่างก็พากันขยับขึ้นเช่นกัน
โดยราคาก๊าซแอลพีจีในภาคขนส่งก็เตรียมปรับขึ้นเดือนละ 75 สตางค์ต่อกิโลกรัม จนครบ 9 บาทต่อกิโลกรัม จากปัจจุบันที่ตรึงราคาอยู่ที่ 18.13 บาทต่อกิโลกรัม เช่นเดียวกับราคาก๊าซแอลพีจีภาคอุตสาหกรรมที่ตอนนี้ปรับขึ้นไปแล้ว 3 ครั้ง รวมขึ้นไปแล้ว 9 บาทต่อกิโลกรัม เหลือเพียงอีกแค่ครั้งเดียวก็จะเต็มเพดานที่กำหนดไว้ 12 บาทต่อกิโลกรัม
ส่วนราคาก๊าซเอ็นจีวีก็ไม่น้อยหน้า จ่อปรับขึ้นจากเดิมที่ตรึงไว้ 8.50 บาทต่อกิโลกรัม โดยจะปรับขึ้นในวันที่ 16 ม.ค.2555 อีกเดือนละ 50 สตางค์ต่อกิโลกรัม รวมทั้งปีปรับขึ้น 6 บาทต่อลิตร
แม้ว่าจะมีการประกาศแจ้งให้ประชาชนผู้ใช้น้ำมันและก๊าซฯ รับทราบ และทำใจมาสักระยะหนึ่งแล้วว่า ยังไง 16 ม.ค.2555 ยังต้องเดินหน้าปรับโครงสร้างราคาพลังงานต่อแน่นอน เพราะจะให้มานั่งอุ้มตลอดก็คงไม่ไหว
ในส่วนของราคาน้ำมันที่ 16 ม.ค.เริ่มทยอยเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงคืนงวดแรก โดยกลุ่มน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์มีการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันคืน 1.04 บาทต่อลิตร (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ส่วนดีเซลมีการเก็บคืน 0.64 บาทต่อลิตร ซึ่งมีผลต่อราคาขายปลีกน้ำมันให้ปรับตัวเพิ่มขึ้นทันที โดยเฉพาะราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลที่ส่งผลให้ขณะนี้ราคาทะลุเพดาน 30 บาทต่อลิตรไปแล้ว
ทั้งนี้ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 30 ส.ค.2554 ซึ่งถือเป็นการประชุม กบง.นัดแรกของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ได้มีมติให้ลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในส่วนของน้ำมันเบนซิน 95 ลง 8.02 บาทต่อลิตร (รวมภาษีมูลค่า) เบนซิน 91 ลดลง 7.17 บาทต่อลิตร และดีเซล 3 บาทต่อลิตร เพื่อหวังกระชากราคาพลังงานลงมาตามนโยบายลดภาระค่าครองชีพประชาชน
กรณีการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงคืนนั้น ดูเหมือนจะเป็นเรื่องจิ๊บๆ เพราะเป็นเรื่องที่ผู้ใช้น้ำมันเข้าใจและยังพอรับได้ แต่ก็มีเสียงจากนักวิชาการและผู้ค้าน้ำมันค่ายต่างๆ ที่ออกมาเตือนว่า รอบนี้แค่ “น้ำจิ้ม” แต่ “ของจริง” ยังรออยู่
เพราะต้องไม่ลืมว่า ยังมีภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลที่กระทรวงการคลังในสมัยรัฐบาล ”อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ลดให้อีก 5.31 บาทต่อลิตร เพื่อตรึงเพดานราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ซึ่งเดิมนั้น ครบกำหนดอายุมาตรการช่วงเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา แต่รัฐบาลชุดนี้ได้ต่ออายุมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลต่อจนถึงสิ้นเดือน ม.ค.2555 แต่พอเอาเข้าจริงแล้ว คงยากที่จะยกเลิกมาตรการนี้ทันที เนื่องจากขณะนี้เป็นช่วงขาขึ้นของราคาน้ำมันดีเซล แถมยังมีภาระต้นทุนน้ำมันมาตรฐานสากลยูโร 4 ที่จะตามมาอีกเกือบ 1 บาทต่อลิตร จึงคาดว่ามาตรการนี้น่าจะยืดต่อไปอีก
สำหรับกรณีการปรับขึ้นราคาก๊าซเอ็นจีวี และก๊าซแอลพีจี นี่ซีที่กลายเป็นปัญหาร้อน เพราะจะเรียกว่าก๊าซทั้ง 2 ชนิดนี้กลายเป็นสินค้าทางการเมืองแล้วก็ว่าได้ โดยเฉพาะก๊าซเอ็นจีวีไม่ได้มีการปรับขึ้นมานานนับ 10 ปี ส่วนก๊าซแอลพีจีก็มีโอกาสได้ปรับขึ้นไปรอบหนึ่งเมื่อช่วงสมัย “รัฐบาลขิงแก่” ที่นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันท์ นั่งเก้าอี้ รมว.พลังงาน
ประเด็นนี้เองที่กลายเป็นประเด็นร้อนของรัฐบาลยิ่งลักษณ์
เพราะลูกค้าหลักของก๊าซทั้ง 2 ชนิดนี้ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มรถแท็กซี่ รถบรรทุก รถร่วม ขสมก. และรถตุ๊กตุ๊ก ซึ่งบรรดาผู้ใช้กลุ่มนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นฐานเสียงใหญ่ของรัฐบาลชุดนี้ด้วยเช่นกัน จนสร้างความไม่พอใจให้กลับฐานเสียงใหญ่เหล่านี้อย่างมาก
แม้ว่ารัฐบาลโดยกระทรวงพลังงานจะมีมาตรการช่วยเหลือด้วยการออก “บัตรเครดิตพลังงาน” ให้ ก็ไม่ได้ช่วยอะไร เพราะความไม่พร้อมของรัฐบาลเอง แทนที่จะช่วย กลับยิ่งซ้ำหนักเข้าไปอีก
จนเป็นที่มาของขบวนการ “ม็อบก๊าซ” ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ประกอบการแท็กซี่ และกลุ่มรถบรรทุกและรถร่วม ขสมก.ที่เคลื่อนพลพรรคคน (เคย) รักรัฐบาลยิ่งลักษณ์เข้ากรุง เพื่อขอให้ชะลอการปรับขึ้นราคาก๊าซทั้ง 2 ชนิดออกไป หรือหากต้องการปรับขึ้นจริง ก็ยอมรับได้ที่ระดับ 2 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น ไม่ใช่เต็มเพดานที่ตั้งไว้ 6 บาทต่อกิโลกรัม
งานนี้ทำให้ได้เห็นและได้ยินคำตัดพ้อจากกลุ่มคน (เคย) รักรัฐบาลชุดนี้มากมายในทำนองว่า ยอมรับว่าพวกเราเป็นฐานเสียงส่วนใหญ่ที่ลงคะแนนเลือกรัฐบาลชุดนี้เข้ามา แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมเวลานี้ถึงลืม (บุญคุณ) กันซะงั้น
จากปัญหานี้เอง ทำให้กลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ของรัฐบาลชุดนี้!!!
ฟาก “รสนา โตสิตระกูล” กรรมาธิการวุฒิสภา ที่เป็นคู่รักคู่แค้นกับ ปตท.อยู่แล้ว ก็เลยได้ที แนะให้ผู้ใช้ก๊าซทั้ง 2 ชนิด ยื่นคำร้องให้ศาลปกครองพิจารณไต่สวนฉุกเฉินเพื่อให้มีคำสั่งระงับการปรับขึ้นราคาชั่วคราวผ่านมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ควบคู่ขนานกับที่ตัวเองจะยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
โดยเมื่อวันที่ 16 ม.ค.ที่ผ่านมา นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองให้พิจารณา ซึ่งศาลปกครองได้มีการนัดทั้งฝ่ายผู้ฟ้องและผู้ถูกฟ้องไปไต่สวน ก่อนที่จะมีคำพิจารณาออกมา “ไม่รับคำฟ้อง” เนื่องจากเห็นว่าการปรับขึ้นราคาก๊าซทั้ง 2 ชนิดนี้ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ไม่ขัดกับข้อกฎหมาย และเห็นว่าที่ผ่านมารัฐบาลได้มีการชะลอการปรับขึ้นราคามาหลายครั้ง จนกลายเป็นภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องชดเชย
แต่เรื่องนี้ยังไม่จบ
เพราะล่าสุด มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคกำลังหารือร่วมกันใน 2 เรื่อง คือ การพิจารณาในคำสั่งศาลปกครอง ว่าจะสามารถอุทธรณ์ได้หรือไม่ รวมถึงดูข้อมูลและรายละเอียดองค์ประกอบให้ครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด โดยในวันที่ 19 ม.ค.ได้เชิญนักกฎหมายและนักวิชาการมาหารือในรายละเอียดข้อกฎหมายว่ามีกฎหมายใด มาตราใดบ้าง ที่จะมีอำนาจคุ้มครองชั่วคราวให้ชะลอปรับขึ้นราคาก๊าซทั้ง 2 ชนิดได้
เนื่องจากยังผิดหวังกับคำตอบที่ได้จากรัฐบาล ที่ไม่สามารถตอบคำถามได้ว่า การปรับขึ้นราคาก๊าซทั้ง 2 ชนิดมีการตรวจสอบอย่างรอบคอบ หรือมีข้อกำหนดราคาผิดพลาดหรือไม่อย่างไร เพราะราคาที่กำหนดอาจสูงเกินจริง จึงอยากให้รัฐบาลออกมาตอบคำถามว่า การคำนวณราคาที่กำหนดนั้น “เกินจริง” หรือไม่
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้สะเทือนต่อรัฐบาลชุดนี้อยู่ไม่น้อย เพราะถือว่าเป็นความเสี่ยงต่อฐานคะแนนเสียงก้อนใหญ่ของรัฐบาล จนเป็นที่มาของการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ หรือ “ครม.ปู 2″ เพื่อเขย่าไปที่เสนาบดีที่ “ผลงานไม่เข้าตา” ออกไป
แน่นอนแล้วว่า 1 ในรัฐมนตรีที่ “ผลงานเป็นลบ” ต่อรัฐบาลที่ถูกปรับออกและหลุดขบวน ครม.ปู 2 มีรายชื่อของ รมว.พลังงาน “พิชัย นริพทะพันธุ์” อยู่ด้วย ส่วนคนที่จะมาแทน ก็มีการวางตัว “เครือข่าย” ชินวัตร” อย่าง “อารักษ์ ชลธาร์นนท์” อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ชินแซตเทิลไลท์ หรือ “บมจ.ไทยคม” ในปัจจุบัน
ก็อย่างว่าล่ะ อะไรที่เคยให้จนเคยตัว อยู่ดีๆ พอจะเอาคืนก็ย่อมทำได้ยากเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว ส่วนจะมีการเขย่าโผอีกรอบหรือไม่ เมื่อไร ก็คงต้องรอลุ้นดูผลงานของรัฐมนตรีหน้าใหม่ รอบใหม่ ว่าแต่ละคนโชว์ผลงานเข้าตา และสนอง “นายใหญ่” ได้ดีแค่ไหน
เคยได้ยิน “เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล” ยังถูกนำมาใช้สำหรับ “ชินวัตร คาบิเนต” ให้เห็นกันแล้ว
สงสารประเทศไทย!!!.

 

ลดอุปสรรคทางธุรกิจ ดึงดูดเงินลงทุน 2012/05/29

http://www.thaipost.net/node/51139

16 January 2555

ปัจจุบันในประเทศไทยมีนิติบุคคลคงอยู่และดำเนินธุรกิจประมาณ 5 แสนกว่าราย ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่เริ่มจัดตั้งธุรกิจยันเลิกกิจการก็คือ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่เปลี่ยนชื่อมาจากกรมทะเบียนการค้าเดิมนั่นเอง
หลายคนอาจสงสัยว่า กรมฯ นี้มีหน้าที่แค่รับจดทะเบียนบริษัทและรับส่งงบดุลในแต่ละปีเองหรือ จริงๆ แล้วภารกิจของกรมฯ นี้เรียกว่า มีตั้งแต่ “สากกระเบือ” ยัน “เรือรบ” เลยทีเดียว และในปีนี้ นายบรรยงค์ ลิ้มประยูรวงศ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า วางแผนการทำงานเพื่อก้าวสู่ “นวัตกรรมการบริการภาครัฐอย่างมืออาชีพ” ในโอกาสที่กรมฯ ครบรอบ 89 ปีอีกด้วย ซึ่งรายละเอียดของแผนดำเนินงานน่าสนใจไม่น้อยทีเดียว
0 ปัจจุบันงานของกรมฯ มีอะไรบ้าง
งานหลักของกรมฯ อย่างที่รู้ว่ามี 4 ด้าน เราเป็นต้นสายปลายทางของการทำธุรกิจ เราเป็นคนให้เราเป็นคนทำธุรกิจทุกประเภทในประเทศไทย ยกตัวอย่างมนุษย์เกิดมามีเลขหลักประจำตัว 13 ตัวแสดงสถานะของตัวเองว่าเป็นใคร ก็คือมีบัตรประชาชน มีทะเบียนบ้าน นิติบุคคลก็เช่นเดียวกัน กรมฯ มีหน้าที่ทำให้เขาเกิด เราก็ให้เลขประจำตัวเขา 13 หลักเช่นกัน
แต่วันนี้เลขประจำตัวนั้นแทนที่จะใช้ได้ทั่วไป ซึ่งพอไปถึงกรมอื่นหน่วยงานอื่นก็ต้องเปลี่ยนเลข ซึ่งในอนาคตต่อไปจะปรับเปลี่ยนตัวเลขนี้ให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกันได้ในทุกหน่วยงาน โดยต่อไปนิติบุคคลจะมีหนังสือรับรองเพื่อแสดงสถานะตัวเอง โดยจะทำหน้าที่เป็นทั้งบัตรประจำตัวประชาชนของตัวเอง และก็ทะเบียนบ้านไปในตัว ในแต่ละปีในการทำธุรกิจธุรกรรมของนิติบุคคล ไม่ว่าจะเป็นกู้เงินแบงก์ ไปเสียภาษี ไปโอนโฉนดที่ดิน ไปทำอะไรก็แล้วแต่ที่เป็นนิติกรรมสัญญา จะต้องแสดงตัวตนโดยเอาหนังสือรับรองไป
นั่นแสดงให้เห็นว่า ในแต่ละปีกรมฯ มีหน้าที่ออกหนังสือรับรองปีละประมาณ 1 ล้านฉบับที่เป็นหนังสือรับรองที่ออกโดยนายทะเบียน นอกจากนั้นยังมีเอกสารทางทะเบียนอีก เรามีการมาตรวจค้นทางทะเบียนในแต่ละปี 1.5 ล้านรายเดินเข้ามาหาเรา ในอดีตที่ผ่านมาเราก็ออกแค่วิธีการเดียวคือการไปที่ศูนย์ใกล้บ้าน ซึ่งเราก็มีแค่ 76 จังหวัดและในกรุงเทพฯ รวมแล้วแค่ 86 ศูนย์เท่านั้น
จึงคิดว่าจะทำยังไงให้ลดภาระของประชาชน ก็เลยเสนอบริการที่เรียกว่าปรากฏการณ์บริการใหม่ภาครัฐจากการที่เราทำ อี-เซอร์วิส ก็คือเปิดโอกาสให้ผู้ใช้บริการเข้าใช้บริการผ่านเว็บไซต์ แล้วก็สามารถเลือกที่จะใช้หนังสือรับรองเพื่อที่จะขอเอกสารทางทะเบียนกับเราได้ เมื่อรู้เลขทะเบียนอะไรแล้วก็เดินไปที่ธนาคารไปที่เคาน์เตอร์ธนาคารโดยตรง หรือใช้อินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งไปเสียเงิน และระบบก็ส่งผ่านมาที่กรมฯ เสร็จแล้วเราให้เลือกรับ 3 วิธี คือ 1.ยังเดินเข้ามารับที่กรมฯ เหมือนเดิม แต่มาถึงแล้วสามารถมารับไปได้เลย วิธีที่ 2 นั่งรอรับจากอีเอ็มเอสภายใน 24 ชั่วโมง และวิธีที่ 3 คือการส่งแบบเดลิเวอรี หรือการส่งผ่านมอเตอร์ไซค์ภายใน 3 ชั่วโมงถึงมือ
0 งานหลักในอนาคตของกรมฯ คือการเชื่อมโยงการบริการในด้านการออกเอกสารทะเบียนใช่ไหม
เราทำเรื่องนี้แล้วถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก แต่เป้าหมายสูงสุดในระหว่างนั้นเราก็เตรียมการ เราอยากเห็นผู้ใช้บริการหรือภาคธุรกิจเขาได้รับความสะดวกรวดเร็วมาก ซึ่งมานั่งวิเคราะห์พบว่า ธนาคารของไทยมีสาขาทั่วประเทศกว่า 8 พันกว่าแห่ง จึงอยากใช้ตรงนี้ให้เป็นประโยชน์ สาขาของธนาคารถือว่าเป็นเอาต์เล็ตของเรา คือหากมีการมาร่วมมือเป็นพันธมิตรกัน มาร่วมกันออกหนังสือรับรองให้กับประชาชนได้ก็จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด คือ 1.ประหยัดค่าเดินทาง 2.ประหยัดเวลา และ 3.เวลาที่ประหยัดทั้งหมดนั้นนำไปทำอย่างอื่นได้มูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ก็จะดีมากขึ้น
0 ที่ผ่านมามีปัญหาอุปสรรคหรือไม่ในการประสานความร่วมมือในการออกเอกสารรับรองทางอินเทอร์เน็ต
เราทำโครงการนี้ขึ้นมาภายใต้อุปสรรค 3 เรื่องที่จะต้องแก้ไขปัญหา 1.ปัญหาทางด้านข้อกฎหมายเป็นข้อกฎหมายที่เรียกว่าธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งกระทรวงเทคโนโลยีและการสื่อสาร หรือไอซีที เป็นผู้ดูแล เพราะกฎหมายฉบับนี้กำหนดไว้เลยว่าใครที่จะเอาเอกสารหรือหนังสือรับรองไปออกทางอิเล็กทรอนิกส์ จะต้องให้กระทรวงไอซีทีเป็นคนประกาศกำหนดให้หน่วยงานนั้นๆ สามารถออกสิ่งพิมพ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ กระบวนการนี้เราก็ตั้งคณะทำงานขึ้นไปดูแลส่งเรื่องให้กระทรวงไอซีทีตีความเกือบ 2 ปี ขณะนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีเรียบร้อย และกำลังจะออกประกาศของไอซีทีอยู่ ยังไงก็ทันวันที่ 20 ม.ค.นี้แน่นอน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จะเป็นหน่วยงานแรกในประเทศไทยที่สามารถออกสิ่งพิมพ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ได้
อุปสรรคเรื่องที่ 2 ก็คือเรื่องการเชื่อมโยงข้อมูล ปรากฏว่าปัจจุบันนี้เรื่องไอทีก้าวหน้าไปมาก เราได้จัดทำซอฟแวร์ จัดทำฮาร์ดแวร์ฉบับเชื่อมโยง วันนี้สำเร็จลุล่วงแล้ว กำลังทดลองใช้อยู่ว่าจะทำยังไงสามารถจะให้รักษาเวลาได้ โดยขณะนี้ถือว่าเรียบร้อยแล้ว
อุปสรรคที่ 3 ซึ่งเราสามารถแก้ไขได้สำเร็จ คือการบริหารจัดการโดยเฉพาะการหาพันธมิตรซึ่งเรามีพันธมิตรเบื้องต้นที่ร่วมมือกับเรา 6 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารกสิกรไทย,  ธนาคารไทยพาณิชย์, ธนาคารธนชาต และธนาคารออมสิน ซึ่งเรามีการทำข้อตกลงความร่วมมือกัน เมื่อปลายปี 2554 โดยเริ่มแรกตั้งใจให้มีการออกพร้อมกัน แต่โดยที่เรื่องระบบไอทีที่ต่างคนต่างไม่เหมือนกัน ทำให้ต้องใช้เวลาปรับให้ตรงกัน จากเดิมที่จะออกให้ได้ในวันเกิดกรมฯ วันที่ 20 ม.ค.นี้ จึงมีแค่ 3 ธนาคาร คือ กรุงไทย 1,008 สาขาทั่วประเทศ ธนาคารออมสิน 848 สาขาทั่วประเทศ และธนาคารกรุงเทพ ขอเริ่มต้นให้บริการเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมลฑลก่อน ในช่วงแรก 34 สาขา นั่นแปลว่าเราจะมีธนาคารที่พร้อมให้บริการวันที่ 20 ม.ค.ทั้งหมดรวม 1,890 สาขา นั่นแสดงว่าในวันที่ 20 ม.ค.กรมฯ จะมีเอาต์เล็ตที่เกิดจากความร่วมมือของพันธมิตรต่างๆ ให้บริการทั่วประเทศในการออกหนังสือรับรอง
0 การออกหนังสือรับรองผ่านอินเทอร์เน็ตและผ่านพันธมิตร จะเป็นหนังสือรับรองที่สามารถทำได้ถูกต้องตามหลักกฎหมายหรือไม่
ก็ถือว่าเป็นครั้งแรกในการร่วมมือนี้ ก็มีคนสงสัยว่าหนังสือรับรองจะสามารถใช้ได้จริงหรือไม่ เพราะมันไม่เป็นลายเซ็นจริง ขอระบุว่าใช้ได้ตามข้อกฎหมายตามการออกสิ่งพิมพ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยหน่วยงานที่ได้รับอนุญาต หน่วยงานที่อยู่ภายใต้กฎหมายถือว่าเอกสารนั้นสมบูรณ์ถูกต้อง เป็นต้นฉบับ ส่วนหนังสือฉบับเดิมที่ออกด้วยลายเซ็นมือกับการที่ออกจากอิเล็กทรอนิกส์แตกต่างกันยังไง คำตอบคือ ไม่มีความแตกต่างกันเลย เนื้อหาสาระสำคัญก็ยังคงเป็นไปตามข้อกฎหมายทุกประการ เพียงแต่มีการเพิ่มระบบรักษาความปลอดภัย ระบบการตรวจสอบว่าเป็นของแท้ ของปลอม ซึ่งทำให้สามารถตรวจสอบได้ง่ายหนังสือรับรองจากอิเล็กทรอนิกส์
0 มีระบบตรวจสอบอย่างไรบ้าง
มี 4 อย่างพิเศษเพิ่มขึ้น มี QR โค้ด ย่อมาจากการตอบสนองอย่างรวดเร็ว เป็นตัวแผ่นสี่เหลี่ยมบรรจุตัวอักษร 250 ตัวอักษร เพื่อให้เครื่องมือสามารถสแกนได้ ก็จะพบตัวอักษรไล่ตั้งแต่ชื่อนิติบุคคล เลขทะเบียนตั้งอยู่ที่ไหน กรรมการเป็นใคร มีครบถ้วน ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่าของแท้เมื่อมีการสแกนแล้วจะเจอรูปแบบอย่างที่อธิบาย ตัวตรวจสอบที่ 2 เรียกว่า ไมโครเท็กซ์ เป็นตัวอักษรเหมือนเส้นขีดธรรมดาอยู่ใต้ QR โค้ด ตัวนี้หากเอาแว่นขยายส่องดูจะพบคำ 2 คำ คือ ภาษาไทยเป็น ชื่อ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ภาษาอังกฤษ อ่านว่า Department of business development ตัวตรวจสอบที่ 3 รีเฟอร์เรนซ์นัมเบอร์ เป็นตัวโค้ดที่ใช้อ้างอิง ซึ่งนำตัวเลขนี้ไปตรวจสอบกับกรมฯ ก็จะสามารถรู้ว่าหนังสือรับรองนี้เป็นของบริษัทอะไร และ ตัวตรวจสอบที่ 4 เป็นลายน้ำสีเทา ออกว่า DBD ซึ่งเป็นชื่อย่อภาษาอังกฤษของกรม
4 อย่างนี้เป็นส่วนที่มีไว้เพื่อการตรวจสอบหนังสือรับรองที่ออกผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมฯ เป็น 4 จุดที่พิเศษขึ้นมา และความสำคัญของหนังสือรับรองอีกอย่างเมื่อมีการนำไปถ่ายเอกสารแล้ว ระบบดังกล่าวนั้นจะไม่สามารถอ่านได้ ต้องเป็นตัวจริงเท่านั้น และนี่เป็นระบบการป้องกันในระดับสากลที่ได้ทำกัน ซึ่งหากมีการออกหนังสือรับรองผ่านอิเล็กทรอนิกส์ก็จะมีระบบการป้องกันการปลอมแปลงแบบที่กล่าวมา นอกเหนือจากแบบมาขอที่กรมฯ ที่มีลายเซ็นรับรองอย่างถูกต้องตามปกติ
0 วิธีการในการขอหนังสือรับรองผ่านช่องทางธนาคารเป็นอย่างไร
การขอหนังสือรับรองผ่านอิเล็กทรอนิกส์นั้นก็เป็นไปตามปกติ เมื่อเดินไปแบงก์ ก็เดินเข้าไปยื่นขอหนังสือรับรอง แบงก์ก็จะป้อนข้อมูลมาทางกรมฯ โดยแบงก์มีหน้าที่ให้บริการแค่ส่งผ่านข้อมูลจากกรมฯ และเก็บค่าธรรมเนียมการให้บริการเท่านั้น โดยแบงก์ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลอะไรได้ คลังข้อมูลที่เป็นราชการยังเป็นของกรมฯ
ต้องบอกว่าเรื่องนี้จะเป็นประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่นำเอาดิจิตอลซิกเนเจอร์ มาใช้ในการให้บริการประชาชน โดยการออกหนังสือรับรองและเป็นครั้งแรกที่หน่วยงานราชการของรัฐนำระบบนี้มาใช้ถือว่าเป็นหน่วยงานแรกที่ทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เป็นหน่วยงานนำร่องที่หวังว่าถ้ามีการเริ่มต้นในวันที่ 20 ม.ค.นี้แล้ว หน่วยงานอื่นก็คงจะเดินตามอีกมากมาย และกรมฯ ก็จะสานต่อการออกทะเบียนอย่างอื่นอีก
0 จะมีโครงการหรือการเพิ่มช่องทางอื่นๆ อีกหรือไม่ในอาคตเกี่ยวกับการขอเอกสารรับรองการทำธุรกิจ
โครงการในอนาคตเช่นการยื่นงบดุล ที่ปกติจะต้องยื่นด้วยตัวเอง ต่อไปสามารถยื่นผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ และระบบก็จะเก็บโดยอัตโนมัติทำให้การเป็นคลังข้อมูลจะครบถ้วนสมบูรญ์แบบมากขึ้น และก็หวังต่อไปว่ากรมสรรพากรก็ดี หน่วยงานอื่นก็ดี ที่ต้องการใช้งบดุลก็ไม่ต้องไปนั่งรับเอกสารงบ สามารถมาใช้ฐานข้อมูลในระบบได้
ในอนาคตเราอยากมองเห็นว่า 7,776 คือ ตัวเลของค์การบริหารส่วนตำบล หรือ อบต.ทั่วประเทศ เมื่อระบบไอทีสมบูรณ์ทั่วประเทศมีการเชื่อมโยงข้อมูลที่เรียบร้อย แล้วสามารถออกหนังสือรับรองที่ อบต.ที่ไหนก็ได้ ทำให้การทำธุรกิจธุรกรรมจะสะดวกขึ้น ภาคราชการก็ประหยัดเรื่องเอกสาร ภาคเอกชนก็ประหยัดเรื่องค่าใช้จ่ายการเดินทางมาขอหนังสือรับรองด้วยตัวเอง
0 งานในส่วนอื่น เช่น การจดทะเบียนบริษัทมีการพัฒนาไปอย่างไร
เรื่องการจดทะเบียนผลที่ทำโครงการซิงเกิลพอยท์ เมื่อปี 2553 ที่ผ่านมา มันเกิดประโยชน์ต่อประเทศมาก เพราะธนาคารโลก หรือเวิลด์แบงก์ ได้มีการจัดอันดับประเทศที่ง่ายต่อการทำธุรกิจ โดยจัดอันดับจากลำดับที่ 96 เป็นตัวเลขที่ดีขึ้นถึง 19 อันดับเป็นอันดับที่ 77 เป็นเรื่องที่เราก้าวหน้าอย่างมาก ในขั้นตอนจดทะเบียนจากเดิมที่ใช้ 7 ขั้นตอน ซึ่งเราได้ลดการขอจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจจาก 3 หน่วยงานเหลือหน่วยงานเดียว จาก 4 วัน เหลือ 60 นาที
หลังจากนี้ เราจะมีการเพิ่มกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเข้าไป ซึ่งเมื่อก่อนการประกาศที่จะให้คนที่จะมีลูกจ้างต้องใช้เวลา 21 วันในการประกาศข้อบังคับ ซึ่งเราหวังว่าจะทำให้การจดทะเบียนโดย 3 หน่วยงาน เป็น 4 หน่วยงาน เหลือจดเพียงหน่วยงานเดียว ถ้าทำได้ มั่นใจว่าอันดับของประเทศไทยในการอำนวยความสะดวกในการเริ่มต้นประกอบธุรกิจจะดีขึ้นกว่าอันดับที่ 77 คาดว่าไม่เกินอันดับที่ 60 และจะส่งผลให้อันดับประเทศที่ง่ายในการดำเนินธุรกิจไทยจะติดอันดับท็อปเท็นของโลกในอนาคต
ปกติเรื่องซิงเกิลพอยท์ ที่ปกติพูดแค่เรื่องห้างหุ้นส่วน บริษัทเอกชนเท่านั้น เรากำลังจะขยายครอบคลุมไปสู่บริษัทมหาชนจำกัดด้วย เราจะขยายไปคลอบคลุมไปถึงการจดจัดตั้งสมาคมหรือหอการค้าด้วย ขยายไปจนธุรกิจของคนต่างด้าวที่ขอมาจดทะเบียนกับกรมด้วย จะเป็นซิงเกิลพอยท์หมด โดยการแบ่งปันข้อมูลอย่างเรื่องการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เราก็จะไปแชร์หรือแบ่งปันข้อมูลกับสำนักงานส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ และทางนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งแทนที่จะยื่นหลายหน่วยงาน เราสามารถใช้ข้อมูลที่จดนี้ส่งไปยังหน่วยงานต่างๆ แทน ซึ่งถือว่าจะเป็นงานต่อไป
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ก็จะเริ่มเฟส 2 ของโครงการซิงเกิลพอยท์ คือเรื่องของซิงเกิลนัมเบอร์ กล่าวคือ นิติบุคคลทุกวันนี้ ไปกรมไหน หน่วยงานไหนก็เปลี่ยนเลข แม้จะมีระบบซิงเกิลพอยท์ ก็ยังใช้ 3 เลข 4 เลขอยู่ ซึ่งเบื้องต้นได้คุยกับกรมสรรพากรที่ออกเลขประจำตัวผู้เสียภาษีมาหลายตัวเลขมาก
หวังว่าในเดือน มี.ค.ปีนี้ ภาคราชการไทยที่สามารถใช้ซิงเกิลนัมเบอร์ได้ ก็จะเริ่มให้เลขทะเบียนนิติบุคคลตัวเลขเดียวใช้ได้ทุกหน่วยงานราชการของไทย เพื่อการติดต่อทำธุรกรรมทั้งหมด ทั้งเสียภาษี การจ่ายประกันสังคม เป็นระบบตัวเลขเดียวกัน อันนี้เป็นความคาดหวัง และอยากจะเรียกว่าถ้าทำได้ก็จะเป็น “นวัตกรรมการบริการภาครัฐอย่างมืออาชีพ”.