http://www.thaipost.net/news/280512/57430
28 May 2555
หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจทางการเมือง สิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงตามมา คือ การเปลี่ยนแปลงตัวผู้บริหารของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจต่างๆ เช่นเดียวกับในครั้งนี้หลังจากพรรคประชาธิปัตย์หมดอำนาจลง พรรคเพื่อไทยขึ้นกุมบังเหียนประเทศ โดยมีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็ยอมมีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ครั้งนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของประชาชนและถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากเลยทีเดียว คือกรณีการยกเลิกการจ้าง นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ออกจากตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) บมจ.การบินไทย อย่างกะทันหัน
สำหรับกรณีดังกล่าวนั้น หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด)บมจ.การบินไทย ซึ่งมี นายอำพน กิตติอำพน เป็นประธานบอร์ด เมื่อวันที่ 21 พ.ค.2555 ที่ผ่านมา มีมติเลิกจ้าง นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ โดยให้เหตุผลสาเหตุของการเลิกจ้าง ว่า ในด้านการทำงานแล้วนายปิยสวัสดิ์มีปัญหาในด้านการสื่อสารกับคณะกรรมการและผู้บริหาร ทำให้การทำงานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ต่างๆ ไม่เป็นเอกภาพ จนเกิดการถกเถียงกัน ทำให้นโยบายสำคัญ เช่น การตลาด การพัฒนาบุคลากร มีปัญหาตามไปด้วย จึงตัดสินใจเลิกจ้าง พร้อมทั้งจ่ายเงินชดเชยให้นายปิยสวัสดิ์ 6 เดือน รวมเป็นเงินประมาณ 6 ล้านบาท ตามเงื่อนไขสัญญาการจ้างตามข้อ 6.2 สัญญาจ้าง
ซึ่งเรื่องนี้นายอำพนออกมาย้ำยืนยันอย่างเอาเป็นเอาตายว่า ไม่มีใบสั่งทางการเมือง พร้อมชี้แจงว่า คณะกรรมการฯ ชุดนี้ 7 คน เป็นคณะกรรมการฯ จากที่แต่งตั้งจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ไม่ใช่ว่านายปิยสวัสดิ์ไม่มีความสามารถ แต่ที่ผ่านมาการสื่อสารระหว่างนายปิยสวัสดิ์กับบอร์ดไม่มีเอกภาพเท่าที่ควร เพื่อให้การบินไทยบรรลุเป้าหมายในการทำกำไรที่ตั้งเป้าในปีนี้ จึงต้องเลิกจ้าง ซึ่งเป็นการจากกันด้วยดี
พร้อมระบุว่า สาเหตุที่เป็นความไม่เข้าใจกันระหว่างผมกับบอร์ด ก็คงจะมีหลายเรื่อง เช่น เรื่องการกระทำผิดของพนักงานที่นี่ซึ่งมีปัญหามาก เนื่องจากมีพนักงานราว 25,000 คน คนที่ทำผิดก็ต้องถูกลงโทษ อาจจะทำให้บอร์ดไม่พอใจ บางทีก็มีเรื่องทุจริตที่กำลังสอบสวนอยู่ ประกอบกับความขัดแย้งส่วนตัวกับประธานบอร์ด อาจจะมีความเห็นไม่ตรงกันของการลงโทษพนักงานที่ทำผิด ซึ่งผมทำตามระเบียบ ใครผิดก็ว่าผิด ใครถูกก็ว่าถูก และอาจจะผสมกันไประหว่างเรื่องการเมืองและเรื่องส่วนตัว
แต่หลังจากนั้นอีก 3-4 วัน นายอำพน ในฐานะประธานบอร์ดก็ออกมาแถลงข่าวถึงสาเหตุที่ต้องปลดนายปิยสวัสดิ์ โดยนัดหมายกับบรรดาสื่อมวลชนเป็นอย่างดี แต่พอถึงเวลากลับไม่มา แต่มอบหมายให้ นายโชคชัย ปัญญายงค์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ รับหน้าเสื่ออ่านแถลงการณ์ของบอร์ดแทน โดยมีใจความว่า การเลิกจ้างนายปิยสวัสดิ์นั้นเป็นเพราะมีความเห็นต่างกับกับบอร์ด โดยเฉพาะเรื่องการจัดซื้อเครื่องบินใหม่ 12 ลำที่ถูกเสนอเป็นวาระถูกเสนอเข้าบอร์ดในวันที่ 16 มี.ค.2555 เป็นวาระอื่นๆ หรือวาระจรทำให้บอร์ดไม่มีโอกาสได้ใช้เวลาอันสมควรที่จะศึกษารายละเอียดล่วงหน้าเพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินใจ ทั้งๆ ที่เป็นการลงทุนที่มีมูลค่าสูง และเป็นเรื่องที่จะมีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อธุรกิจและสถานะทางการเงินในอนาคตของบริษัท
ซึ่งในแถลงการณ์ยังระบุอีกว่า นายปิยสวัสดิ์ได้ทำบันทึกระหว่างการประชุมว่า การไม่อนุมัติให้จัดซื้อทันที อาจสร้างความเสียหายให้การบินไทย ซึ่งเรื่องนี้บอร์ดเห็นว่าการจัดซื้อเครื่องบินมีความสำคัญ แต่ดีดีกลับตัดสินใจด้วยความรวดเร็ว ทำให้บอร์ดมีความสงสัยในการใช้ดุลยพินิจในการปฏิบัติหน้าที่ของดีดี ที่ต้องสอดคล้องกับแนวนโยบายของบอร์ดที่วางไว้ และเป็นที่มาของการเลิกจ้างดังกล่าว
และระบุต่อไปว่าผลประกอบการในปี 2551 ที่ขาดทุน 21,450 ล้านบาท ซึ่งบอร์ดชุดนี้ได้เข้ามาแก้ปัญหาตั้งแต่ก่อนนายปิยสวัสดิ์จะเข้ารับตำแหน่ง จนปี 2552 การบินไทยกลับมามีกำไร 7,344 ล้านบาท ดังนั้น จึงเห็นได้ชัดว่าการฝ่าวิกฤติที่ผ่านมาไม่ใช่ผลงานของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นของบอร์ด ฝ่ายบริหารและพนักงานทุกคน
หลังจากที่มีมติเลิกจ้าง นายปิยสวัสดิ์ ได้ออกมาตอบโต้ด้วยการแถลงข่าวเปิดใจ ถึงกรณี ”ปลดฟ้าผ่า” รู้ว่าจะมีการประเมินผลทำงาน แต่ไม่รู้ว่าจะมีการเลิกจ้าง ซึ่งบอร์ดชี้แจงเป็นเหตุผลที่แปลกประหลาด ถึงแม้มีเงื่อนไขสัญญาที่สามารถเลิกจ้างได้ แต่บอร์ดต้องชี้แจงว่าเลิกจ้างเพราะอะไร ควรให้เหตุผลที่ชัดเจน ยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงได้ และเข้าใจการปลดเป็นเรื่องไม่แปลกในการเมืองไทย หากการปลดโดยที่ทำให้บริษัทเสียหาย หรือทุจริตก็ไม่ติดใจ และหวังว่าในอนาคตการบินไทยจะเดินหน้าต่อไปได้ หากไม่มีเรื่องของการขาดธรรมาภิบาล ถ้าปล่อยให้มีการแทรกแซงก็จะไม่มีการพัฒนา ผมอยากทราบว่าเข้ากันไม่ได้ด้วยเรื่องอะไร ซึ่งที่ผ่านมาส่วนใหญ่ความเห็นก็ไปในทิศทางเดียวกัน
นอกจากนี้ นายปิยสวัสดิ์ยังย้ำอีกว่า เรื่องที่ประธานบอร์ดกล่าวว่า ผมและประธานบอร์ดมีการทำงานใกล้ชิดกันมา แบบพี่น้อง ผมว่าความสัมพันธ์ควรจะเป็นแบบมืออาชีพมากกว่าพี่น้อง และมีเหตุผลหลายอย่างที่เป็นเหตุผลที่แท้จริง รวมถึงอาจจะเป็นเหตุผลที่มีการลงข่าวไปแล้วของสื่อมวลชนหลายฉบับ และหากถามว่าการเมืองแทรกแซงหรือไม่ ผมไม่ทราบ หากผมทำเรื่องเสียหายหรือทุจริต หรือทำงานได้ไม่ดีก็ต้องให้เหตุผล ก็ไม่ติดใจ แต่ต้องบอกเหตุผลมา เพราะเหตุผลที่ให้มามันกำกวม ซึ่งคนที่เสียชื่อเสียงคือคนที่เลิกจ้าง ไม่ใช่คนที่ถูกบอกเลิกจ้าง
อย่างไรก็ตาม ตัวองค์กรจำเป็นต้องมีการขับเคลื่อน ดังนั้น บอร์ดการบินไทยได้แต่งตั้ง นายโชคชัย ปัญญายงค์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ ปฏิบัติหน้าที่กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค.55 จนกว่าการสรรหากรรมการผู้อำนวยการใหญ่จะแล้วเสร็จ พร้อมแต่งตั้งกรรมการตรวจสอบจำนวน 3 คน มีผลตั้งแต่วันที่ 25 เม.ย.55 เป็นต้นไป ดังนี้ 1.นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ ประธานกรรมการตรวจสอบ 2.นายวีระวงค์ จิตต์มิตรภาพ กรรมการตรวจสอบ 3.นายจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี กรรมการตรวจสอบ รวมทั้งแต่งตั้งรองประธานกรรมการบริษัทฯ เพิ่มเติม มีผลตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค.55 1.นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม รองประธานกรรมการ 2.พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รองประธานกรรมการ
นอกจากนี้ บอร์ดการบินไทยยังแขวนตำแหน่งนายสาธก วรศะริน รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายทรัพยากรบุคคลและบริหารทั่วไป และให้นายนิรุจน์ มณีพันธ์ รักษาการแทน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามีความพยายามแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายและการสอบสวนการทุจริต ดังนั้น ปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นควรมีคำตอบที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้ถือหุ้นและประชาชนผู้เป็นเจ้าของการบินไทยได้มั่นใจในการบริหารที่มีธรรมาภิบาล
ไม่ต่างอะไรกับ บมจ.ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) หลังจากพรรคเพื่อไทยขึ้นเป็นรัฐบาลบรรดาบอร์ดเก่าก็ทยอยลาออก และก็มีการแต่งตั้งบอร์ดใหม่ขึ้นมาแทน ซึ่งล่าสุดก็มีการประชุมบอร์ด พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี เป็นประธานเมื่อวันที่ 17 พ.ค.2555 ที่ผ่านมานั้น ก็ได้มีมติโยกย้ายผู้บริหารระดับ 10-11 รวม 10 ตำแหน่ง โดยเหตุผลหลักการโยกย้ายเพื่อความเหมาะสมและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้กับ ทอท. ไม่มีใบสั่งหรือการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เพื่อการทำงานที่เหมาะสมเท่านั้น
ซึ่งการโยกย้ายครั้งนี้มีกระแสจากพนักงานว่าเป็นการดำเนินการที่เงียบมาก และการจัดโผนั้นก็ทำโดยผู้บริหารระดับสูง ทอท. เพื่อจัดวางคนที่สามารถสนองนโยบายการทำงานให้กับฝ่ายตัวเองได้ เพราะที่ผ่านมานั้นการทำงานไม่เป็นไปตามนโยบายการทำงาน ซึ่งเรื่องนี้ก็อีกตามเคยที่บอร์ด ทอท.ก็ออกมาประกาศยืนยันว่าเป็นการโยกย้ายเพื่อความเหมาะสม และไม่มีใบสั่งทางการเมือง
เช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ก็มีการปรับโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงของ รฟม. โดยคณะกรรมการบอร์ด รฟม. ซึ่งมี นางสาวรัชนี ตรีพิพัฒน์กุล เป็นประธาน ก็เด้งฟ้าผ่า “รณชิต แย้มสอาด” ให้ไปนั่งตำแหน่งที่ปรึกษา 14 อ้าง 1 ปี 8 เดือนโครงการรถไฟฟ้าไม่คืบ เพราะงัดข้อระหว่างผู้บริหาร และเพื่อความเหมาะสมกับการทำงาน อย่างไรก็ตาม ในอดีตนายรณชิตเคยเป็นมือขาวของนายประภัสร์ จงสงวน อดีตผู้ว่า รฟม.ที่ลาออกไปเล่นการเมือง และปัจจุบันก็นั่งตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
และแต่งตั้ง นางกฤตยา สุมิตนันท์ รองผู้ว่าการ (บริหาร) เป็นผู้รักษาการแทนในตำแหน่งผู้ว่าการ รฟม. ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่ 30 มี.ค.55 แต่ก่อนที่จะมีคำสั่งย้ายนายรณชิต ก็ได้สั่งย้าย นายชัยสิทธิ์ คุรุรัตน์ รองผู้ว่าการ รฟม. (วิศวกรรมและก่อสร้าง) ให้ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา 14 เช่นกัน โดยอ้างว่าเพื่อไปดูงานที่เหมาะสมในด้านกลยุทธ์และแผนได้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม การโยกย้ายนายรณชิตและนายชัยสิทธิ์ก็เช่นกัน ไม่มีการบอกอย่างชัดเจนว่าจะมีการโยกย้าย และอ้างเหตุผลว่าทำงานล่าช้า โครงการไม่เดินหน้าเป็นไปไม่ได้ เพราะถือว่าที่ผ่านมานายรณชิตเป็นบุคคลที่ทุกคนให้การยอมรับในเรื่องการทำงานถือว่าที่ผ่านมาทำงานได้ดี
และขณะนี้ รฟม.อยู่ระหว่างการสรรหาประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน (CFO) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 28 พ.ค.2555 ซึ่งมีเสียงลือออกมาสู่ภายนอกว่า การสรรหาครั้งนี้ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองเพราะมีความพยายามที่จะส่งเด็กของตนเอง ซึ่งเคยเข้าเป็นที่ปรึกษาในด้านต่างๆ ภายใน รฟม. ซึ่งการเข้ามาในตำแหน่งนี้เพราะต้องการที่จะเข้าไปนั่งกุมด้านการเงินของ รฟม. เพราะในอนาคตจะมีโครงการลงทุนรถไฟฟ้าอีกหลายโครงการ และมีมูลค่ามหาศาล ทำให้เกิดคำถามว่าแล้วตำแหน่งผู้ว่าการ รฟม. ซึ่งว่างเว้นมาหลายปีแล้วทำไมไม่รีบสรรหากลับไปสรรหา CFO
ดังนั้น หากมีการพิจารณาจากการโยกย้าย ที่ผ่านมาก็ถือว่าเป็นธรรมดาของการเมืองเปลี่ยนขั้ว ก็ต้องเปลี่ยนตัวเอาคนของตัวเองขึ้นมาแต่งตั้งให้ดำรงในตำแหน่งนั้น และหลังจากได้สมใจหมายแล้วก็จะต้องมีผู้ที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจง ว่ากรณีโยกย้าย เช่น งานไม่เดินหน้า ไม่ตอบสนองฝ่ายการเมือง (หรือบางกรณีถึงกับมีการบีบให้ออกกันเลยทีเดียว) อีกไม่นานคงมีกรณีนี้ แต่ส่วนใหญ่จะต้องออกมาปฏิเสธว่า “ไม่มีใบสั่งทางการเมือง” ซึ่งเป็นประโยคที่พูดกันติดปาก แต่สำหรับผู้ที่โดนกระทำแล้ว จะรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น
อย่างไรก็ตาม คงปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ผ่านมานั้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก็จะมีการโยกย้ายผู้บริหารระดับสูง เกิดขึ้นกับทุกรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานในสังกัด เพื่อที่จะเอาคนของตนเองเข้ามาบริหารงาน และเหตุผลที่บรรดานักการเมืองมักจะอ้างเป็นเสียงเดียวกันว่า เพื่อความสะดวกในการทำงานบ้าง เพื่อความคล่องตัวบ้าง แต่ถ้าหากการเมืองยังแทรกแซง คนทำงานจะอยู่ได้ยังไง เปลี่ยนขั้วเปลี่ยนอำนาจ ถอยหลังเข้าคลองชัดๆ.