ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน ปุ๋ย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ชี้คนมีไฝเยอะแก่ช้า-แถมสุขภาพดี 2012/05/30

http://www.thaipost.net/node/30900

2 December 2553

เรามักไม่ชอบที่มีไฝตามตัวหรือใบหน้าเยอะๆ แต่นักวิทยาศาสตร์บอกว่าคนมีไฝดกนับว่าโชคดี เพราะผู้ชายและผู้หญิงที่มีไฝมากกว่า 100 เม็ดขึ้นไปมักมีเนื้อกระดูกแน่นแกร่งกว่าปกติ จึงมีแนวโน้มลดลงที่จะเป็นโรคกระดูกพรุน คนมีไฝเยอะมักมีรอยย่นรอยตีนกาน้อยด้วย ช่วยให้ดูอ่อนเยาว์กว่าวัยจริงถึง 7 ปี
นอกจากนี้ คนไฝดกมักมีกล้ามเนื้อที่เต่งตึง มีดวงตาและหัวใจที่ห่างไกลโรคมากกว่าคนที่มีไฝน้อยๆ ประโยชน์เหล่านี้นับว่ามากมายเมื่อเทียบกับข้อเสียที่ว่า คนมีไฝมากจะเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนังมากกว่า ซึ่งอาจพัฒนาเป็นเนื้องอกมะเร็งดำเมื่อถูกแสงแดดมากเกินไป
ทีมวิจัยของคอลเลจ ลอนดอน บอกว่า ข้อค้นพบนี้จะนำไปสู่การพัฒนาครีมทาผิวที่จะลบรอยเหี่ยวย่น และคนที่มีไฝมากก็จะไม่จำเป็นต้องไปฉีดคอลลาเจนหรือทำศัลยกรรมตกแต่ง
ศาสตราจารย์ทิม สเปกเตอร์ ศาสตราจารย์ด้านพันธุศาสตร์ บอกว่า ไฝตามตัวของคนเราจะหายไปเองเมื่อถึงวัย 40 เราพบว่า คนที่มีไฝดกจะดูไม่แก่แม้มีอายุถึง 60 ปีแล้วก็ตาม
ไฝเกิดจากการแบ่งตัวอย่างรวดเร็วของเซลล์ ซึ่งทำให้เกิดเม็ดสีสีดำในผิวหนัง ซึ่งมักเกิดขึ้นในตอนเป็นเด็ก และจะเริ่มหายไปเองเมื่ออายุถึงวัยกลางคน แต่บางรายก็ยิ่งมีไฝมากขึ้น
ทีมวิจัยของคิงส์คอลเลจ ได้ศึกษาสตรีที่เป็นแฝดต่างจำนวน 1,200 คน อายุระหว่าง 18-79 ปี พบว่า คนที่มีไฝ 100 เม็ดขึ้นไปมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคกระดูกพรุนน้อยกว่าคนที่มีไฝไม่ถึง 25 เม็ดราวครึ่งหนึ่ง
คนที่มีไฝดกมักมีการผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาวซึ่งมีส่วนปลายของแขนโครโมโซม หรือเทโลแมร์ ยืดยาวกว่าปกติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของดีเอ็นเอที่ทำให้เซลล์มีการผลิตซ้ำและป้องกันการเสื่อมสภาพ
ศาสตราจารย์สเปกเตอร์บอกว่า การศึกษาที่บริสเบน ประเทศออสเตรเลีย ก็ได้ข้อสรุปในทำนองเดียวกันทั้งกลุ่มผู้ชายและผู้หญิง
คณะนักวิจัยได้เสนอผลการศึกษานี้ในการประชุมของราชสมาคมแพทย์แห่งอังกฤษ
คนส่วนใหญ่มีไฝประมาณ 30 เม็ด แต่บางคนมีถึง 400 เม็ด และคนประมาณ 10% มีไฝราว 100 เม็ดขึ้นไป นั่นหมายความว่าประชาชนหลายล้านคนจะได้ประโยชน์จากการมีไฝดก.

 

งดอาหารเช้าบ่อยเสี่ยงโรคหัวใจ 2012/05/30

http://www.thaipost.net/node/30807

30 November 2553

นักวิจัยบอกว่า การออกจากบ้านทั้งที่ท้องยังว่างทำให้เป็นโรคอ้วน มีไขมันสะสมบริเวณท้อง และมีคอเลสเตอรอลสูงขึ้น ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังทำให้มีระดับอินซูลินในเลือดสูงขึ้นด้วย ซึ่งอาจนำไปสู่โรคเบาหวาน
คนที่มีความเสี่ยงเหล่านี้มากที่สุดคือ ผู้ใหญ่รายที่มักไม่ทานอาหารเช้าเมื่อสมัยยังเด็ก และยังคงทำเช่นนี้มาตลอดเมื่อโตขึ้น
แม้ผลวิจัยก่อนหน้านี้ระบุว่า อาหารเช้าส่งผลดีต่อหัวใจ แต่งานชิ้นนี้เป็นครั้งแรกที่ติดตามผลเสียในระยะยาว
งานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ใน American Journal of Clinical Nutrition แสดงให้เห็นว่า เมื่อมีอายุถึงช่วง 20 ปลายๆ คนที่ไม่ค่อยทานอาหารเช้าเมื่อตอนเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ จะเริ่มมีอาการของโรคหัวใจ
นักวิทยาศาสตร์คิดว่า เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะคนเหล่านี้มีแนวโน้มจะกินอาหารที่มีน้ำตาลสูง และไม่ค่อยออกกำลังกาย รวมทั้งได้รับใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ ในปริมาณน้อย
นักวิจัยของมหาวิทยาลัยแทสเมเนีย ซึ่งติดตามศึกษาอาสาสมัคร 2,184 คนในช่วงเวลา 20 ปี พบว่า การงดอาหารเช้าจะทำให้ลักษณะการสะสมไขมันของร่างกายเปลี่ยนแปลงไป และคนเหล่านี้มักทานอาหารไม่ตรงเวลา.

 

มหัศจรรย์น้ำมันงา มีประโยชน์ท้าลมหนาว 2012/05/30

http://www.thaipost.net/node/30808

30 November 2553

“ฤดูหนาว” มาเยือนทีไร สุขภาพที่เคยดีก็อาจป่วยได้ง่าย ดูไม่สดใส ผิวพรรณขาดความชุ่มชื่น สร้างความกังวลใจให้หลายคนไม่น้อย โดยเฉพาะใครที่กำลังวางแผนท่องเที่ยวตะลุยท้าลมหนาวช่วงปลายปี อาจทำให้หมดสนุกถ้าร่างกายไม่พร้อมดั่งใจ ดังนั้น เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวจึงจำเป็นต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษ
นางสาวอนันดา หวังวณิชกุล ผู้บริหารยูเนียนฟูดอินดัสตรี เจ้าแม่น้ำมันงา มีเคล็ดไม่ลับแบบฉบับใครก็ทำได้ เพื่อการมีสุขภาพที่ดีท้าลมหนาวมาฝากกันในวันนี้ โดยเธอบอกว่า นอกจากการดูแลร่างกายให้อบอุ่นแล้ว ที่สำคัญก็อย่าลืมดูแลเรื่องอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย เริ่มกันตั้งแต่การรับประทานอาหาร โดยอาหารการกินในช่วงฤดูหนาวนั้น ที่สำคัญควรเลือกรับประทานอาหารร้อนปรุงเสร็จใหม่ๆ เน้นเมนูที่มีส่วนผสมของสมุนไพร เป็นยาขนานเอกที่หาทานได้ง่ายในบ้านเมืองเรา
“ส่วนใหญ่เรามักใช้พืชผักสมุนไพรเป็นส่วนผสมหลักในการปรุงอาหารเกือบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นหอมแดง ช่วยต้านหวัดคัดจมูก ลดความร้อนในร่างกาย, พริกไทย ช่วยขับเสมหะ บำรุงธาตุ, สะเดา ก็แก้ไข้ได้แถมทำให้เจริญอาหารอีกด้วย, ดอกแค แก้ไข้หัวลม และพริก ช่วยขับเสมหะทำให้ทางเดินหายใจโล่ง แต่ที่กล่าวมาข้างต้นนี้เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้ว ดังนั้น เคล็ดไม่ลับ…สู่การมีสุขภาพดีท้าลมหนาวในวันนี้ จะขอแนะนำให้รู้จักความมหัศจรรย์ของน้ำมันงาที่สกัดจากเมล็ดงาเมล็ดจิ๋ว ธัญพืชสารพัดประโยชน์ นางเอกแห่งสมุนไพรไทยกันค่ะ” คุณอนันดากล่าว และว่า
“น้ำมันงา” แท้จริงแล้วมีคุณค่าทางโภชนาการมากมาย ชาวฮินดูเชื่อว่าเมล็ดงาเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นอมตะ ด้วยเหตุผลนี้จึงถือว่าน้ำมันงาเป็นน้ำมันที่เป็นมงคลที่สุดรองจาก “ฆี” (ghee) หรือเนยไส และถูกใช้ในพิธีกรรมและการสวดต่างๆ สำหรับบ้านเรางาถือเป็นพืชสมุนไพร ด้วยประโยชน์และสรรพคุณมากมายของเมล็ดงา ทำให้มีการใช้งาเป็นส่วนผสมในอาหารและทำเป็นขนมหลากหลายชนิดในวัฒนธรรมต่างๆ เกือบทั่วโลกมาแต่ครั้งโบราณกาล
ฉะนั้น หน้าหนาวนี้สาวๆ จึงไม่ควรพลาดนำคุณประโยชน์ของน้ำมันงามาเป็นเกราะป้องกันให้ร่างกายเราแข็งแรง เนื่องจากอุดมด้วยวิตามินบี 1, บี 2, บี 3, บี 5, บี 6, บี 9, วิตามินไบโอติน โคลีน ไอโนสิตอล และยังมีกรดพาราอะมิโน แบนโซอิค ซึ่งช่วยบำรุงประสาท ตลอดจนกรดไขมันไลโนเลอิก ทำให้ผิวหนังชุ่มชื่น ช่วยบำรุงผิวพรรณให้ผุดผ่อง ไม่หยาบกระด้าง อีกทั้งยังมีคุณประโยชน์อื่นๆ อาทิ บำรุงสุขภาพเส้นผมให้แข็งแรง ดกดำ นิ่มสลวย เงางาม ไม่แห้งแตกปลาย และยังช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตรอบๆ รูขุมขนบนหนังศีรษะ ที่สำคัญยังต้านอนุมูลอิสระ ยืดอายุเซลล์ผิวหนังได้เมื่อบริโภคเป็นประจำ
ส่วนการดูแลผิวพรรณ สำหรับใครที่ชอบอาบน้ำอุ่นหน้าหนาว อาจเจอปัญญาผิวแห้งง่ายกว่าอาบน้ำเย็น เพราะน้ำมันที่ผิวหนังจะถูกชะล้างออกไป รวมทั้งความชื้นของอากาศที่ลดลง ยิ่งทำให้ผิวแห้งแตกและคันได้ง่าย ดังนั้นจึงไม่ควรมองข้ามการดูแลผิวหลังอาบน้ำ ซึ่งน้ำมันงาบริสุทธิ์สามารถช่วยบำรุงผิวหลังอาบน้ำได้เป็นอย่างดี เพราะน้ำมันสามารถซึมซับเข้าสู่ผิวหนังได้รวดเร็ว เพียงทาเช้าและก่อนนอน ทำให้ผิวชุ่มชื้น ลดอาการแห้งแตกและคันได้
เรียกได้ว่าน้ำมันงาจากธัญพืชเมล็ดจิ๋วนี้มีประโยชน์ครบถ้วน ทั้งเรื่องสุขภาพและความงาม เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลสุขภาพที่น่าสนใจ หน้าหนาวนี้อย่าลืมเตรียมสุขภาพให้พร้อมด้วย “น้ำมันงา” รับรองว่าจะมีสุขภาพแข็งแรง ดูดีได้จากภายในสู่ภายนอก ท้าลมหนาวได้อย่างไร้กังวลแน่นอน.

 

มหกรรมรวมพลคนรักสุขภาพ 2012/05/30

http://www.thaipost.net/node/30588

25 November 2553

เนื่องในวาระครบรอบ 42 ปีแพทยสภา และ 120 ปีแห่งการพระราชสมภพ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระบิดาแห่งการแพทย์ไทย แพทยสภาร่วมกับโรงเรียนแพทย์ 18 แห่ง ราชวิทยาลัยแพทย์ 14 สถาบัน ตลอดจนโรงพยาบาลและสถาบันการแพทย์ทั้งภาครัฐและเอกชน จัดงาน ”มหกรรมรวมพลคนรักสุขภาพแห่งชาติกับแพทยสภา” (Thailand Medical Expo 2010) นำเสนอวิทยาการและนวัตกรรมด้านการแพทย์ในทุกสาขา พร้อมกิจกรรมให้ความรู้ความบันเทิงมากมาย ในระหว่างวันที่ 26-28 พฤศจิกายน 2553 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา กล่าวว่า มหกรรมรวมพลคนรักสุขภาพแห่งชาติกับแพทยสภาเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่แพทยสภาตั้งใจทำเพื่อประชาชน โดยจัดขึ้นภายใต้แนวคิด ”แพทยสภาดูแลคุณตั้งแต่เกิด การศึกษา เสริมสร้างสุขภาพในวัยทำงาน วัยทอง วัยชรา เจ็บป่วย ตราบจนวาระสุดท้าย” โดยมุ่งเผยแพร่วิทยาการด้านการแพทย์ และเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคต่างๆ และการดูแลสุขภาพแก่ประชาชน
กิจกรรมภายในงานแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ส่วนแรกคือ เมืองการศึกษาและวิชาการ ซึ่งโรงเรียนแพทย์ 18 แห่ง ราชวิทยาลัยแพทย์ 14 แห่ง โรงพยาบาลและสถาบันการแพทย์ทั้งภาครัฐและเอกชนจากทั่วประเทศกว่า 100 แห่ง จะนำเสนอวิทยาการและนวัตกรรมชั้นนำด้านการแพทย์และการพยาบาล อาทิ ราชวิทยาลัยเวชศาสตร์ฟื้นฟู เบื้องหลังการพลิกฟื้นชีวิตของนักกีฬาคนพิการกว่า 30 คนจนประสบความสำเร็จในการแข่งขันกีฬาเฟสปิกเกมส์ จนได้เหรียญรางวัล เพื่อให้ความหวังและกำลังใจแก่ผู้ป่วยอื่นๆ ในการสู้ชีวิต
สำหรับราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทยนำเสนอเรื่องมะเร็งเต้านม และการผ่าตัดโดยใช้กล้อง แผลเล็ก ฟื้นตัวเร็ว ราชวิทยาลัย โสต ศอ นาสิก จะมาไขปัญหาในเรื่องการนอนกรน ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยจะให้ความรู้แนะแนวทางป้องกันโรคและสุขอนามัยต่างๆ แก่ประชาชนทั่วไป พร้อมการเสวนาในหัวข้อ “คนไทยไร้พุง” ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยให้ความรู้เกี่ยวกับของเล่นเด็กปลอดภัย และราชวิทยาลัยวิสัญญีแพทย์แห่งประเทศไทยให้ความรู้ในเรื่องการรักษาโรคปวดเรื้อรัง เป็นต้น
ใครสนใจสามารถร่วมกิจกรรมได้ระหว่างวันที่ 26-28 พฤศจิกายน 2553 ณ ห้องแพลนนารีฮอลล์ 1-3 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เปิดให้เข้าชมตั้งแต่แเวลา 10.00 น.-20.00 น.

 

นั่งนานๆ “รวยโรค” ไม่รู้ตัว 2012/05/30

http://www.thaipost.net/node/30589

25 November 2553

ใครที่ชอบนั่งทำงาน หรือนั่งจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งนานเกินไป พิจารณาข่าวนี้ให้ดีๆ เพราะล่าสุดมีนักวิจัยทางการแพทย์สหรัฐออกมาบอกว่า การนั่งทำงานรวดเดียวเป็นเวลานานหลายชั่วโมง ถึงแม้จะออกกำลังกายประจำ ก็ยังเสี่ยงอายุสั้นอยู่ดี
งานวิจัยข้างต้น แพทย์หญิงกรุณา อธิกิจ อายุรกรรมทั่วไป โรงพยาบาลปิยะเวท ได้กล่าวว่า การนั่งนานๆ เป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยการศึกษาวิจัยพบว่า ผู้ชายที่นั่งทำงานอยู่กับที่มากเกินไป เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจถึง 2 เท่า และเสียชีวิตจากโรคหัวใจเทียบกับการทำงานที่ต้องเดิน สอดรับกับการศึกษาจากสมาพันธ์มะเร็งอเมริกา ที่ทำการศึกษาถึงเวลานั่งและการออกกำลังกาย กับอัตราการเสียชีวิตองอาสาสมัครระหว่างปี 1993-2006 ของอาสาสมัครชายหญิงจำนวน 53,440 และ 69,776 คนตามลำดับ ซึ่งไม่มีใครเป็นโรคมะเร็ง โรคหัวใจ อัมพาต และโรคปอดเลย
โดยระหว่างช่วงทำการศึกษา ทีมวิจัยพบว่า ยิ่งนั่งพักนานเท่าไรยิ่งเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิง มีรายงานว่าผู้หญิงที่นั่งเกินวันละ 6 ชม. เสี่ยงเสียชีวิตสูงกว่าผู้หญิงที่นั่งวันละ 3 ชม. หรือประมาณ 37 เปอร์เซ็นต์ ส่วนผู้ชายที่นั่งนานเกินวันละ 6 ชม. มีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าผู้ชายที่นั่งวันละ 3 ชม. หรือประมาณ 18 เปอร์เซ็นต์
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์นี้ไม่เปลี่ยนแปลงหลังหักลบเวลาออกกำลังกาย นอกจากนั้นยังพบว่า อาสาสมัครส่วนใหญ่เสียชีวิตเพราะโรคหัวใจมากกว่าโรคมะเร็ง ดังนั้น ไม่ว่าจะออกกำลังกาย 30-60 นาที แต่หากใช้เวลาที่เหลือของวันกับการนั่งนานๆ ย่อมมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและเสียชีวิตได้
ไม่เพียงแค่โรคหัวใจเท่านั้น การนั่งนานๆ ติดต่อกันหลายชั่วโมง แพทย์สาขาอายุรกรรมท่านนี้บอกต่อว่า ยังเพิ่มปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคระบบหลอดเลือด เช่น ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึกได้ง่าย ส่วนมากจะเกิดกับผู้โดยสารบนเครื่องบินที่ต้องบินเป็นระยะเวลานานนับสิบชั่วโมงโดยไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวร่างกาย หรือคนขับรถเป็นเวลานาน เสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้สูง
นอกจากนี้ยังรวมไปถึงโรคทางระบบเมตาโบลิก (ระบบการเผาผลาญพลังงานในร่างกายช้าลง) เป็นสาเหตุให้เกิดโรคน้ำหนักเกิน อ้วนลงพุง โรคเบาหวานชนิดที่สอง ระดับคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ลดลง 20 เปอร์เซ็นต์ เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจได้สูง ตลอดจนโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ โรคทางกระดูกและกล้ามเนื้อ เป็นต้น
อย่างไรก็ดี การลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคดังกล่าวนั้น แพทย์สาขาอายุรกรรมรายนี้ แนะนำสมาชิกทุกบ้านว่า ควรออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบแอโรบิกให้ได้ทุกวัน ประมาณวันละ 30-60 นาที ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและโรคอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญควรลดการเวลาการนั่งนานๆ ด้วยการเปลี่ยนท่วงท่า หรือเดินยืดเส้นยืดสายบ้าง
“คนที่ชอบนั่งทำงานอยู่กับที่ติดต่อกันหลายชั่วโมงควรเปลี่ยนท่าทางบ่อยๆ โดยทุก 1 ชม. ควรใช้เวลาเดินเล่นหรือทำกิจกรรมอื่นๆ บ้าง เช่น เดินขึ้นลงบันได 1-2 ชั้น หรือลดการพูดคุยสื่อสารทางอีเมล์ แต่ใช้การสื่อสารโดยตัวท่านเองในระหว่างเพื่อนร่วมงาน” แพทย์หญิงกรุณาฝากทิ้งท้าย.

 

เครื่ององศาบริกซ์ ตรวจปุ๊ปรู้”หวาน”ปั๊บ 2012/05/30

http://www.thaipost.net/node/30480

23 November 2553

อย่างที่ทราบกันดีว่าสถานการณ์โรคเบาหวานในปัจจุบันนั้น เรียกได้ว่าเป็นต้นเหตุของการเสียชีวิตเป็นอันดับสองรองจากโรคเอดส์ และในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาพบว่าวัยรุ่นมีอัตราการเป็นโรคเบาหวานเพิ่มมากขึ้น แต่เราจะทราบได้อย่างไรว่า ภายในเครื่องดื่มแต่ละชนิดนั้นมีน้ำตาลอยู่ในปริมาณเท่าไร ปัจจุบันจึงมีเครื่องมือสำหรับวัดน้ำตาลในเครื่องดื่ม ที่เรียกกันว่า Refractometer หรือเครื่อง “องศาบริกซ์” ที่ช่วยให้เราทราบถึงค่าน้ำตาลที่มีอยู่ในเครื่องดื่ม ทั้งนี้เพื่อช่วยให้เราบริโภคน้ำตาลอยู่ในปริมาณที่กำหนดไว้คือ 6-8 ช้อนชาต่อวัน
นางกุลพร สุขุมาลตระกูล นักโภชนาการชำนาญการ สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กล่าวถึงหลักการทำงานของเครื่ององศาบริกซ์ว่า ทำงานโดยใช้การหักเหของแสง เพื่อบอกค่าน้ำตาลที่มีอยู่ในเครื่องดื่มต่างๆ โดยค่าตัวเลขที่ได้จากเครื่ององศาบริกซ์นั้น จะออกมาใกล้เคียงกับการทดสอบในห้องปฏิบัติการ โดยขั้นตอนแรกเริ่มจากการตั้งค่าตัวเลขที่เครื่ององศาบริกซ์ให้อยู่ที่เลขศูนย์ หลังจากนั้นหยดน้ำกลั่นที่เป็นตัวทดสอบแรกลงไปที่บริเวณช่องสี่เหลี่ยมด้านหน้าของเครื่อง จากนั้นนำเครื่องดื่มที่เป็นน้ำผลไม้หรือน้ำอัดลมต่างๆ หยดลงไปที่บริเวณด้านหน้าของตัวเครื่อง แล้วกดที่ปุ่ม Start เครื่ององศาบริกซ์จะทำการอ่านค่าตัวเลขน้ำตาลที่อยู่ภายในเครื่องดื่มออกมา แล้วแสดงออกมาให้เห็นได้ทันที เช่น จากการทดสอบน้ำฝรั่ง ตัวเลขที่ออกมาคือ 16 กรัม (1 ช้อนชา = 4 กรัม)
ขณะเดียวกันหากเรากำหนดให้ภายใน 1 วัน เด็กควรรับประทานน้ำตาลไม่เกินวันละ 24 กรัม (24 กรัม = 6 ช้อนชา) ซึ่งน้ำตาล 24 กรัมนั้นอาจมาจากเครื่องดื่มและขนมที่เป็นอาหารว่าง แต่ค่าของน้ำฝรั่งที่วัดออกมาได้เป็นค่า 16 ก็แสดงว่าเด็กเหลือโควตาในการรับประทานน้ำตาลได้อีกไม่เกินประมาณ 8 กรัมเท่านั้น ฉะนั้นหากเด็กรับประทานน้ำฝรั่งไป 2 แก้ว (1 แก้ว = 200 ซีซี) ก็ได้รับน้ำตาลในปริมาณที่มากจนเกินไป ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเราควรรับประทานน้ำตาลไม่เกินวันละ 6-8 ช้อนชาภายใน 1 วัน ตรงนี้จึงเป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน ตลอดจนโรคฟันผุ ฯลฯ ในเด็กที่พบได้เป็นจำนวนมากในปัจจุบัน
นางกุลพรยังกล่าวถึงข้อจำกัดของเครื่ององศาบริกซ์ว่า จะใช้ได้ดีกับเครื่องดื่มที่มีลักษณะน้ำใสๆ เช่น น้ำหวานกลิ่นผลไม้ น้ำอัดลม ชา-กาแฟ แต่ถ้าหากเป็นนมหรือเจลลี่ เมื่อตรวจด้วยเครื่ององศาบริกซ์จะทำให้ผลการตรวจคลาดเคลื่อนเล็กน้อย เนื่องจากในนมและเจลลี่จะมีตะกอนที่ไปขัดขวางระบบการทำงาน เนื่องจากเครื่ององศาบริกซ์ทำงานโดยใช้หลักการหักเหของแสง แต่อย่างไรก็ตาม ผลที่ออกมาก็จะไม่คลาดเคลื่อนไปจากการตรวจในห้องปฏิบัติการมากนัก ส่วนใหญ่จะอยู่เพียงแค่ 1 หลักเท่านั้น
นอกเหนือจากการตรวจหาค่าน้ำตาลในเครื่องดื่มแล้ว เครื่ององศาบริกซ์ยังสามารถตรวจหาเกลือหรือโซเดียมในร่างกายเพื่อป้องกันการเกิดโรคไตได้อีกด้วย สำหรับราคาจำหน่ายของเครื่ององศาบริกซ์นั้น อยู่ที่ประมาณ 8,000-9,000 บาท และที่สำคัญคนทั่วไปหรือบรรดาพ่อค้าแม่ค้ายังสามารถหาซื้อเครื่ององศาบริกซ์ เพื่อน้ำไปใช้วัดปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มที่จำหน่ายได้ เนื่องจากเป็นเครื่องมือที่สามารถพกพาสะดวกไปได้ทุกที่.

 

โรคที่มากับน้ำท่วม 2012/05/30

http://www.thaipost.net/node/30272

18 November 2553

จากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัด ส่งผลให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ต่างๆ ได้รับผลกระทบและความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ประชาชนในหลายจังหวัดจำเป็นต้องดำเนินชีวิตอยู่ท่ามกลางน้ำที่ท่วมขังบ้านเรือนของตนเอง ทั้งหมดนี้อาจนำพามาซึ่งโรคภัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้จากสาเหตุน้ำท่วม ไม่ว่าจะเป็นโรคผิวหนัง เช่น แผลจากน้ำกัดเท้า โรคระบบทางเดินหายใจ โรคตาแดง โรคระบบทางเดินอาหารติดเชื้อ โรคฉี่หนู โรคไข้เลือดออก โรคหัด และโรคไข้มาลาเรีย นอกจากนี้อาหารที่ไม่สะอาดก็เป็นปัจจัยหนึ่งของการก่อให้เกิดโรค รวมถึงควรต้องระวังสัตว์ที่มีพิษกัดต่อย ในด้านจิตใจก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญ คือ ต้องระวังภาวะเครียด วิตกกังวล
นายแพทย์วิโรจน์ ตระการวิจิตร ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลนครธน ได้ให้ความรู้และคำแนะนำเกี่ยวกับโรคภัยในการดูแลตนเองจากโรคภัยต่างๆ ดังนี้
โรคผิวหนัง ที่พบบ่อยจากการเกิดน้ำท่วม ได้แก่ โรคน้ำกัดเท้าจากเชื้อรา ซึ่งเกิดจากการย่ำน้ำหรือแช่น้ำที่มีเชื้อโรค หรือความอับชื้นจากเสื้อผ้าเป็นเวลานาน อาจมีอาการเท้าเปื่อย คันตามซอกนิ้วเท้า ถ้าจำเป็นต้องย่ำน้ำ หลังจากเสร็จภารกิจแล้วควรล้างเท้าให้สะอาดด้วยน้ำสบู่แล้วเช็ดให้แห้ง หากมีบาดแผลควรใช้แอลกอฮอล์เช็ดแผลแล้วทาด้วยยาฆ่าเชื้อ
โรคปอดบวม ผู้ประสบภัยน้ำท่วม หากมีการสำลักน้ำหรือสิ่งสกปรกต่างๆ เข้าไปในปอด ก็มีโอกาสเป็นโรคปอดบวมได้ มีอาการเช่น ไข้สูง ไอมาก หายใจหอบและเร็ว ถ้าเป็นมากจะหายใจหอบเหนื่อย เมื่อมีอาการสงสัยว่าเป็นโรคปอดบวมต้องรีบไปพบแพทย์ทันที
โรคตาแดง เป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายทั้งเด็กและผู้ใหญ่โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส แต่ถ้าไม่รับการรักษาตั้งแต่เริ่มเป็นอาจติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้ ติดต่อจากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย ได้แก่ การสัมผัสโดยตรงกับน้ำตา ขี้ตา น้ำมูกของผู้ป่วย หรือจากใช้สิ่งของเครื่องใช้ร่วมกับผู้ป่วย เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว หรือจากแมลงวันแมลงหวี่ตอมตา หลังจากได้รับเชื้อประมาณ 1-2 วัน จะเริ่มมีอาการระคายเคืองตา ปวดตา น้ำตาไหล กลัวแสง มีขี้ตามาก หนังตาบวม เยื่อบุตาขาวอักเสบแดง โดยอาจเริ่มที่ตาข้างหนึ่งก่อน แล้วจึงลามไปตาอีกข้าง การป้องกันทำได้โดยล้างมือด้วยน้ำและสบู่ให้สะอาดอยู่เสมอ ไม่คลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วย และหมั่นดูแลรักษาความสะอาดของร่างกาย สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอนให้สะอาดอยู่เสมอ
โรคติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ โรคอุจจาระร่วง อหิวาตกโรค อาหารเป็นพิษ บิดตับอักเสบเอ และไข้ไทฟอยด์ เป็นต้น เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายโดยการรับประทานอาหาร หรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าไป โรคอุจจาระร่วงมีอาการถ่ายอุจจาระเหลว หรือถ่ายเป็นน้ำ หรือถ่ายมีมูกเลือด อาจมีอาเจียนร่วมด้วย กรณีอาหารเป็นพิษ มักมีอาการปวดท้องร่วมกับถ่ายอุจจาระเหลว คลื่นไส้ อาเจียน อาจมีอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว โรคอุจจาระร่วงจะมีการถ่ายอุจจาระเหลวจำนวนมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน หรือมูกปนเลือด หรือถ่ายเป็นน้ำมากกว่า 1 ครั้งต่อวัน ทำให้ร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่ อาจทำให้ช็อกหมดสติ โดยเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส โปรโตซัว และปรสิตหนอนพยาธิ ที่มากับการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่สะอาด การไม่ล้างมือให้สะอาดก่อนการปรุงอาหาร และภาชนะสกปรก ผู้ป่วยควรกินหรือดื่มของเหลวมากกว่าปกติ เพื่อป้องกันการขาดน้ำและเกลือแร่ ได้แก่ สารละลายน้ำตาลเกลือแร่ โออาร์เอส น้ำแกงจืด หรือน้ำข้าวใส่เกลือ ถ้าอาการไม่ดีขึ้นควรรีบไปพบแพทย์
โรคฉี่หนู หรือโรคเลปโตสไปโรสิส เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน มีหนูเป็นตัวแพร่โรคที่สำคัญเชื้อออกมากับปัสสาวะสัตว์แล้วปนเปื้อนอยู่ในน้ำท่วมขังพื้นดินที่ชื้นแฉะได้นาน เชื้อเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล รอยขีดข่วน รอยถลอก หรือไชเข้าเยื่อบุตา จมูก ปาก หรือผิวหนังที่แช่น้ำนาน หรืออาจติดเชื้อจากการรับประทานอาหารที่หนูฉี่รด มีอาการหลังได้รับเชื้อประมาณ 4-10 วัน โดยจะมีไข้สูงทันทีทันใด ปวดศีรษะและปวดกล้ามเนื้อมาก โดยเฉพาะน่องและโคนขา หรือปวดหลัง บางคนมีอาการตาแดง อาจมีอาการเจ็บคอ เบื่ออาหาร หรือท้องเดิน หากมีอาการดังกล่าวหลังจากสัมผัสสัตว์หรือลุยน้ำ ย่ำโคลน ต้องรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลหรือหน่วยแพทย์ในพื้นที่ทันที ป้องกันโดยสวมรองเท้าบู๊ตยางกันน้ำหากต้องลุยน้ำ ย่ำโคลน โดยเฉพาะถ้ามีบาดแผล หลีกเลี่ยงการแช่น้ำ ย่ำโคลนนานๆ เมื่อขึ้นจากน้ำแล้วต้องรีบอาบชำระร่างกายให้สะอาดโดยเร็วที่สุด
โรคเครียดวิตกกังวล เป็นสิ่งที่คนเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าจิตใจอ่อนแอร่างกายก็จะอ่อนแออย่าพึ่งสารอาหารใดสารอาหารหนึ่งเพื่อลดความเครียด แต่ควรพยายามออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และรู้จักผ่อนคลายก็จะสามารถรับมือกับทุกสถานการณ์ได้.

 

แตงโมอัดเม็ดช่วยลดความดันโลหิต 2012/05/30

http://www.thaipost.net/node/30151

16 November 2553

มีรายงานข่าวระบุว่า แตงโมสามารถช่วยลดความดันโลหิตและป้องกันเส้นเลือดสมองแตกได้
ทั้งนี้ นักวิจัยพบว่าแตงโมมีสารที่ช่วยขยายหลอดเลือด ซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจได้ด้วย
โรคความดันโลหิตสูงเพิ่มความเสี่ยงขึ้นสองเท่าที่จะเกิดอาการหัวใจวาย หรือเส้นเลือดสมองแตก ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตปีละ 600,000 ราย
แตงโมมีสารที่เรียกว่า แอล-ไซทรูลีน ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างกรดไนตริก ซึ่งเป็นก๊าซที่ช่วยขยายหลอดเลือด
นักวิจัยในสหรัฐได้ให้อาสาสมัครกินสารสกัดแอล-ไซทรูลีนวันละ 6 กรัม หรือราวช้อนเศษๆ คนที่เข้าร่วมทุกรายมีความดันในระดับที่ปริ่มจะเป็นโรคความดันสูง หลังผ่านไป 6 สัปดาห์ คนไข้ทั้ง 6 รายที่เข้าร่วมมีความดันลดลง และไม่มีใครเกิดอาการข้างเคียง แต่ถ้าจะใช้แตงโมสด เราจะต้องกินถึงวันละลูกครึ่งจึงจะได้รับผลอย่างเดียวกันนี้
ดร.อาร์ทูโร ฟิกูโร แห่งมหาวิทยาลัยฟลอริดา บอกว่า แตงโมอัดเม็ดอาจช่วยป้องกันคนที่กำลังจะเป็นโรคความดันไม่ให้กลายเป็นโรคนี้ได้ ซึ่งโรคนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงต่ออาการหัวใจวายและเส้นเลือดสมองแตก
เขาบอกว่า การศึกษาในเบื้องต้นครั้งนี้ให้ผลเป็นที่น่าพอใจ ในครั้งต่อไปจะเพิ่มจำนวนคนเข้าร่วมให้มากขึ้น
นักวิจัยร่วม ศาสตราจารย์บาห์รัม อัจมันดี เสริมว่า แตงโมที่มีเนื้อสีออกส้มจะมีสารแอล-ไซทรูลีนมากกว่าที่มีเนื้อสีแดง
ทั้งสองสายพันธุ์ต่างอุดมด้วยวิตามินเอ บี 6 และมีใยอาหารมาก รวมทั้งมีโปแตสเซียมสูงซึ่งช่วยลดความดันโลหิตได้
ไลโซพีน ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดสีในผลไม้ก็มีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายอย่าง เช่น ป้องกันมะเร็ง และสร้างเสริมความสามารถในการเจริญพันธุ์
ถ้าใครไม่ชอบแตงโมสดก็สามารถหาซื้อแอล-ไซทรูลีนในรูปของเม็ดยามารับประทานได้.

 

เรียนรู้โรคถุงลมโป่งพอง ปัญหาสุขภาพกำลังมาแรง 2012/05/30

http://www.thaipost.net/node/29948

11 November 2553

ศาสตราจารย์กิตติคุณนายแพทย์ชัยเวช นุชประยูร รองประธานมูลนิธิโรคหืดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โรคถุงลมโป่งพอง (COPD) เป็นสาเหตุการตายของประชากรทั่วโลกเป็นลำดับที่ 6 ในปี ค.ศ. 1990 และเป็นลำดับที่ 5 ในปี ค.ศ. 2001 โดยมีสาเหตุสำคัญคือควันบุหรี่และควันจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง องค์การอนามัยโลกประมาณการว่า ทั่วโลกมีผู้ป่วยเสียชีวิตด้วยโรคดังกล่าวประมาณปีละ 3 ล้านคน และโรคนี้จะเลื่อนขึ้นมาเป็นสาเหตุการตายของประชากรโลกเป็นลำดับที่ 4 ในปี ค.ศ. 2030 ด้วยเหตุนี้ องค์การอนามัยโลกและองค์การโรคถุงลมโป่งพองแห่งโลก (Global Initiative for Chronic Obstructive Lung Disease-GOLD) จึงได้ร่วมกันกำหนดให้มีวันถุงลมโป่งพองโลก (World COPD Day) ขึ้นเป็นประจำทุกปีตั้งแต่ปี ค.ศ. 2002 เป็นต้นมา โดยกำหนดให้วันพุธสัปดาห์ที่ 2 หรือ 3 ของเดือนพฤศจิกายนเป็นวันดังกล่าว เพื่อกระตุ้นเตือนให้บุคลากรทางการแพทย์และการสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง ได้ตระหนักว่าโรคนี้เป็นปัญหาทางสาธารณสุขของประเทศที่สำคัญโรคหนึ่ง อันเนื่องมาจากการสูบบุหรี่
คุณหมอชัยเวชเปิดเผยว่า ผู้ป่วยด้วยโรคนี้ต้องทุกข์ทรมานจากอาการไอเรื้อรัง เหนื่อย และหายใจลำบาก ซึ่งเนื่องจากความเสื่อมของถุงลมและปอด ซึ่งผู้ป่วยควรได้รับการดูแลรักษาเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคควรได้รับการตรวจสมรรถภาพปอด เพื่อให้พบโรคในระยะแรกๆ
โรคถุงลมโป่งพองเป็นโรคที่มีภาวะของการอุดกั้นอย่างเรื้อรังของหลอดลมทั่วปอดทั้งสองข้าง โดยมีพยาธิสภาพเกิดขึ้นที่หลอดลมขนาดเล็กและที่ถุงลม เนื่องจากการสูบบุหรี่อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาแรมปี สารมลพิษในควันบุหรี่หลายชนิดก่อการระคายเคืองต่อหลอดลม และทำลายผนังถุงลม ทำให้เนื้อเยื่อซึ่งโยงยึดหลอดลมและถุงลมเสื่อมลง หลอดลมเล็กๆ ขาดการยึดโยงที่ดีจึงแฟบตัวได้ง่าย เกิดการอุดกั้นของอากาศที่ผ่านหลอดลม โดยเฉพาะในจังหวะของการหายใจออก ทำให้มีลมค้างอยู่ในถุงลมมากขึ้น (ถุงลมโป่งพอง) การมีลมค้างในถุงลมทำให้ผู้ป่วยสูดหายใจเข้าได้ไม่เต็มที่ และเกิดอาการเหนื่อย นอกจากนี้ ควันบุหรี่ที่ระคายเคืองหลอดลมอยู่นานๆ ทำให้ผนังหลอดลมอักเสบและหนาขึ้น มีเสมหะมากขึ้น
อาการสำคัญของผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพองก็คือ อาการไอเรื้อรังมีเสมหะและอาการเหนื่อย ซึ่งจะค่อยๆ เป็นมากขึ้นตามการเสื่อมของถุงลมในปอด และในที่สุดจะมีภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำและหัวใจวายตามมา ผู้ป่วยเหล่านี้จะเสียชีวิตจากโรคแทรกซ้อนซึ่งได้แก่ ปอดบวม ภาวการณ์หายใจวาย และภาวะหัวใจวาย
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโรคถุงลมโป่งพองจะเป็นปัญหาที่สำคัญทางสาธารณสุขโรคหนึ่งทั้งในปัจจุบันและอนาคต แต่ความตระหนักและการรับรู้ของประชาชนในโรคนี้ยังมีไม่มากเท่าที่ควร ในการรณรงค์ให้ประชาชนมีความรู้และความตระหนักต่ออันตรายของโรคนี้ที่มีต่อคุณภาพชีวิต จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ซึ่งได้แก่บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วย สื่อมวลชน และประชาชน ดังนั้น ชมรมถุงลมโป่งพองจึงได้ร่วมกับมูลนิธิโรคหืดแห่งประเทศไทย กำหนดจัดงานวันถุงลมโป่งพองโลก (World COPD Day) ขึ้นในวันที่ 14 พ.ย. 53 เวลา 12.00-16.00 น. ณ ห้องศรี สุริยวงศ์ ชั้น 11 โรงแรมตวันนา ถนนสุรวงศ์
ภายในงานมีการจัดนิทรรศการ ให้บริการตรวจสมรรถภาพการทำงานของปอด วัดปริมาณน้ำตาลในกระแสเลือด วัดความดันของโลหิต การแสดงบนเวที พร้อมเล่นเกมรับของที่ระลึกในงาน และร่วมออกกำลังกายกับทีมกายภาพบำบัด นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมการอภิปรายให้ความรู้เรื่องอาหารและยาสำหรับผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพอง สิ่งแวดล้อมในอาชีพและในบ้านที่มีผลเสียสำหรับถุงลมโป่งพองให้กับผู้สนใจฟรี! ตลอดงาน จึงขอเชิญชวนสมาชิกหรือผู้สนใจเข้าร่วมงาน โปรดแจ้งได้ที่ มูลนิธิโรคหืดแห่งประเทศไทย โทร. 0-2617-0649, 08-6535-0872.

 

สารเคมีในห้องนอน เพิ่มเสี่ยงโรคภูมิแพ้ 2012/05/30

http://www.thaipost.net/node/29834

9 November 2553

สารเคมีจากสีทาบ้านและน้ำยาถูพื้นทำให้เด็กๆ มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 3 เท่าที่จะเป็นโรคหอบหืดและไข้ละลองฟาง
นักวิจัยของมหาวิทยาลัยคาร์ลสตัดในสวีเดน พบว่า เด็กๆ มีโอกาสเพิ่มขึ้นถึง 180% ที่จะเป็นโรคภูมิแพ้ต่างๆ หากได้รับสารพีจีอีภายในห้องนอน
ศาสตราจารย์คาร์ล กุสตาฟ บอร์นแฮ็ก บอกว่า ผลวิจัยนี้ได้แสดงให้เห็นเป็นครั้งแรกว่า สารในกลุ่มพีจีอี คือ โพรพีลีนไกลโคลและไกลโคลอีเธอร์ ในอากาศภายในห้องนอน มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เด็กๆ จะเป็นโรคหอบหืด เยื่อจมูกอักเสบ และผิวหนังอักเสบ
ความเสี่ยงนี้อาจเพิ่มขึ้น 50-180% และพบด้วยว่า สารพีจีอีที่เข้มข้นในอากาศภายในอาคาร มีความสัมพันธ์กับการที่เด็กแสดงอาการแพ้ต่อพวกแมว สุนัข และเกสรดอกไม้
สารเคมีเหล่านี้ยังพบได้ในของเล่นพลาสติก และภาชนะต่างๆ ด้วย
นักวิจัยได้ศึกษาเด็กอนุบาล 198 คนซึ่งเป็นโรคหอบหืดและภูมิแพ้ ควบคู่กับเด็กที่มีสุขภาพดี 202 คนในวีเดน และเก็บตัวอย่างจากห้องนอนของเด็กเพื่อวิเคราะห์สารระเหย 8 กลุ่ม จากนั้น แพทย์ได้ตรวจร่างกายเด็ก ขณะที่พ่อแม่ได้ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะสุขภาพและการใช้ชีวิตของคนในครอบครัว
ศาสตราจารย์บอร์นแฮ็ก บอกว่า ผลการศึกษานี้ได้ชี้ถึงปัญหาของการใช้สารเคมีในชีวิตประจำวันของคนเรา โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมภายในบ้าน เนื่องจากเด็กและหญิงมีครรภ์มักใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในบ้าน ซึ่งพบว่าทารกในครรภ์และเด็กเล็กมีความเสี่ยงสูง
นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ได้รายงานผลวิจัยดังกล่าวในวารสาร PloS One โดยบอกว่า ต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมว่า การได้รับสารเคมีในวัยเด็กได้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเรื้อรังต่างๆ อย่างไรบ้าง.

 

ขนมผิงผสมหญ้าปักกิ่งอร่อยได้คุณทางยา 2010/05/01

http://www.thaipost.net/node/13573

16 พฤศจิกายน 2552 – 00:00

หญ้าปักกิ่ง   หรือหญ้าเทวดา  เป็นสมุนไพรรักษาโรคครอบจักรวาล  ที่ชาวจีนสมัยโบราณใช้รักษาโรคมาเป็นเวลาหลายพันปี  ทั้งใช้บำรุงพลังปราณ  ปรับสมดุลในร่างกาย  เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน   มีสรรพคุณในการยับยั้งมะเร็งได้ในระดับหนึ่ง  เช่น  มะเร็งตับ  มะเร็งในลำคอ  มะเร็งมดลูก  กระเพาะอาหาร  ลำไส้  ต่อมน้ำเหลือง  เม็ดโลหิต  (ลูคีเมีย)  รักษาไทรอยด์   ไตอักเสบ   เบาหวาน  ความดันโลหิตสูงหรือต่ำ  โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ  โรคหัวใจ  แก้ไอ  ระงับปวด  บำรุงหัวใจ  ไมเกรน  ภูมิแพ้  ทำให้น้ำเหลืองแห้ง  และสามารถนำหญ้าปักกิ่งมาตำพอกรักษาแผลต่างๆ  เช่น  งูสวัด  เริม  แผลเบาหวาน  และยังช่วยให้ขับถ่ายดีมาก

ด้วยสรรพคุณที่ครอบจักรวาลดังกล่าว  ทำให้  น.ส.ละอองดาว  โฮกอ่อน  และ  น.ส.ภามาศ  ทองอรุณ  น.ส.ปัทมา  กาญจนรักษ์  นายศรวัสย์  กุสุมาลย์  นักศึกษาจากสาขาวิชาอาหารและโภชนาการ  คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี  เลือกหญ้าปักกิ่งมาพัฒนาเป็นส่วนผสมสำคัญในขนมผิง  ขนมไทยโบราณที่ได้ทั้งความอร่อยแบบดั้งเดิมและได้คุณค่าทางยาไปพร้อมๆ  กัน

น.ส.ละอองดาวกล่าวว่า  ขนมผิงเป็นขนมไทยโบราณกลิ่นหอม  รสหวาน  สีน้ำตาลอ่อนและสีชมพูอ่อน  กินแล้วละลายในปากทันที  แต่ขนมผิงที่ทำขายในปัจจุบันแป้งจะแข็งขึ้น  เวลาบรรจุถุงจะได้ไม่แตกง่าย  ดังนั้น  ถ้าอยากรับประทานขนมผิงโบราณให้อร่อยและได้รสชาติดั้งเดิมจริงๆ  ต้องทำกินเอง  หลายคนอาจเห็นว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก

ทั้งนี้  ส่วนประกอบของการทำขนมผิงหญ้าปักที่ต้องเตรียมมี  แป้งมัน  1  ถ้วยครึ่ง  น้ำตาลทรายครึ่งถ้วย  กะทิ  1  ถ้วย  ไข่แดง  1  ฟอง  หญ้าปักกิ่งแห้งบดละเอียด  1  ช้อนโต๊ะ

วิธิทำเริ่มจากคั่วแป้งมันด้วยไฟอ่อนๆ  จนมีสีเหลืองนวลและมีกลิ่นหอม  ในขณะที่อีกด้านหนึ่งให้ใส่น้ำตาล  กะทิ  ลงในกระทะทองเหลือง  ตั้งไฟกลางๆ  ค่อนข้างอ่อน  เคี่ยวจนเป็นยางมะตูม  ปล่อยให้เย็นจึงใส่ไข่แดงและหญ้าปักกิ่งบดคนให้เข้ากัน  จากนั้นร่อนแป้งที่คั่วไว้ผสมลงไป  คนให้เข้ากัน  หมักทิ้งไว้  1  คืนจึงนำมาปั้นเป็นก้อนกลุ่ม  ใส่ในถาดรองด้วยกระดาษไข  อบไฟ  350  องศาฟาห์เรนไฮต์ประมาณ  10  นาที  หรือจนขนมมีสีเหลืองนวลเป็นอันเสร็จขั้นตอน

ทั้งนี้  สิ่งที่สำคัญคือหญ้าปักกิ่งที่นำมาใช้จะต้องล้างให้สะอาด  อบในเครื่องอบลม ร้อนเพื่อให้ความชื้นออกหมด  จากนั้นถึงจะนำมาปั่นจนเป็นผงก่อนนำมาใช้

น.ส.ละอองดาวกล่าวด้วยว่า  โครงการนี้สามารถสำเร็จลุล่วงจนออกมาเผยแพร่ได้เพราะมี   ผศ.ดุจิตชญา  จิตรวิมล  และ  ผศ.อภิญญา  พุกผาสุก  เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาคอยให้คำแนะนำ  หากผู้ใดสนใจหรืออยากทราบข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติม  สามารถสอบถามได้ที่โทร.08-3617-5269,  08-3789-0639.

 

น้ำหนัก…ปัจจัยเสี่ยงข้อเข่าเสื่อม 2010/05/01

http://www.thaipost.net/node/12679

28 ตุลาคม 2552 – 00:00

เนื่องในวันโรคข้อสากล  ชมรมศัลยแพทย์ข้อเข่าข้อสะโพกประเทศไทย  จับมือภาคเอกชนจัดงาน  “ข้อเสื่อมบรรเทา  ข้อเข่าแข็งแรง”  ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก  เพื่อรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคข้อเสื่อม  รวมถึงแนวทางในการป้องกันและรักษาโรคข้อเสื่อมที่ถูกต้องให้แก่ประชาชน  ณ  โซนบีคอน  ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์  โดยมี  รศ.นพ.ธไนนิธย์  โชตนภูติ  ประธานชมรมศัลยแพทย์ข้อเข่าข้อสะโพกประเทศไทย  เป็นประธานเปิดงาน

ในโอกาสนี้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคข้อเข่าเปิดเผยว่า  โรคข้อเข่าเสื่อม เกิดขึ้นจากการที่กระดูกอ่อนผิวข้อถูกทำลาย  บางลง  อาจมีการแตกและเปื่อยยุ่ย  หรือมีอาการสูญเสียน้ำเลี้ยงในข้อต่อ  จนในที่สุดจะมีการสูญเสียกระดูกอ่อนผิวข้อไป  ผู้ป่วยมักมีอาการปวดเวลา เคลื่อนไหวข้อมากๆ  บางครั้งมีเสียงดังที่ข้อขณะเคลื่อนไหว  เจ็บแปลบตามแนวบริเวณข้อเข่า  โดยความเจ็บปวดมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเมื่อผิวข้อถูกทำลายมากขึ้น  รวมถึงอาจ มีการอักเสบของเยื่อบุข้อทำให้มีน้ำในข้อมากขึ้น  จนมีการบวมของข้อเข่าให้สังเกตได้  และจะมีกระดูกงอกตามขอบผิวข้อเดิมร่วมกับจะมีการโก่งผิดรูปของข้อเข่าในระยะ ท้ายของโรค

รศ.นพ.  พัชรพล  อุดมเกียรติ  ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์  ภาควิชาศัลยศาตร์ออร์โธปิดิกส์  คณะแพทย์ศาสาตร์ศิริราชพยาบาล  กล่าวว่า  โรคข้อเข่าเสื่อมมักพบในผู้สูงอายุ  และอุบัติการณ์ของโรคจะเกิดในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย  ซึ่งอาจเป็นผลเนื่องจากวัยทองหรือช่วงวัยหมดประจำเดือน  ที่มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทางเพศ

โดยผลการศึกษาล่าสุดจากวารสาร  New  England  Journal  of  Medicine  พบว่าผู้หญิงมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคข้อเสื่อม  และต้องทนทุกข์ทรมานกับอาการปวดเข่ามากกว่าผู้ชายถึง  3  เท่า  และยังพบมากขึ้นในกลุ่มที่มีน้ำหนักตัวมากกว่าเกณฑ์มาตรฐาน  นอกจากนี้  กิจกรรมการใช้ชีวิตประจำวันที่ใช้ข้อเข่ามาก  การนั่งยองๆ  นั่งพับเพียบ  หรือการนั่งขัดสมาธิ  ก็ถือเป็นความเสี่ยงเช่นกัน  โดยสาเหตุของโรคข้อเข่าเสื่อมที่พบบ่อยคือ  มีประวัติการเกิดอุบัติเหตุที่บริเวณข้อเข่า  การบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา  โรคประจำตัวบางชนิด  เช่น  โรคเกาต์  โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์  หรือมีประวัติการติดเชื้อในข้อเข่า  โดยปัจจุบันคาดว่ามีผู้สูงอายุทั้งหญิงและชายในประเทศไทยเป็นโรคข้อเสื่อม ประมาณหกล้านคน  ดังนั้น  หากคนไทยมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคดังกล่าว  และรู้ถึงแนวทางป้องกันตนเองให้พ้นจากโรค  ก็จะสามารถลดปัจจัยเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การเกิดข้อผิดรูปหรือพิการ  ตลอดจนช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลได้

รศ.นพ.  ธไนนิธย์  โชตนภูติ  ประธานชมรมศัลยแพทย์ข้อเข่าข้อสะโพกประเทศไทย  กล่าวว่า  การควบคุมน้ำหนักตัวเป็นปัจจัยที่สำคัญ  เพราะแรงกดที่ข้อเข่าจะต้องแบกรับถึง  6  เท่าของน้ำหนักตัวเพียง  1  กิโลกรัม  ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความล้าและเป็นปัจจัยที่ทำให้ข้อเข่าเสื่อม เร็วขึ้น  โรคนี้หากปล่อยทิ้งไว้โดยปราศจากการดูแลที่ถูกต้อง  อาจทำให้ผู้ป่วยเคลื่อน ไหวได้ยากลำบากและถึงขั้นที่ไม่สามารถลุกขึ้นยืนหรือเดินได้ด้วยตนเอง  นอกจากนี้  โรคไขข้ออักเสบรูมาตอยด์  หากปล่อยทิ้งไว้อาจส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อกระดูกและนำไปสู่โรคข้อเสื่อม ได้  อย่างไรก็ตาม  หากผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมรักษาด้วยวิธีการรับประทาน ยา  ออกกำลังกาย  ทำกายภาพบำบัด  และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น  แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอาจแนะนำให้ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด เปลี่ยนข้อเข่าเทียมที่มีความคงทนสูง  ซึ่งเป็นการรักษาด้วยวิธีเปลี่ยนผิว ข้อเข่าทั้งหมด  (Total  Knee  Replacement)  ที่สามารถหมุนและเคลื่อนไหวได้ใกล้เคียงกับข้อเข่าจริง  ซึ่ง มีการพัฒนาทั้งในด้านการออกแบบให้มีความสึกหรอต่ำโดยให้ชิ้นส่วนรับน้ำหนัก ที่เป็นพลาสติกสังเคราะห์  มีการเคลื่อนไหวได้  และด้านเทคนิคการผ่าตัดเพื่อให้ได้ข้อเข่าเทียมที่มีอายุการใช้งานสูงสุดถึง กว่าสิบปี  จึงสามารถช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วยได้

นพ.  พฤกษ์  ไชยกิจ  ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์  และผู้เชี่ยวชาญด้านระบบคอมพิวเตอร์เนวิเกเตอร์การผ่าตัดข้อเข่า  วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาล  กล่าวว่า  การวางตำแหน่งของข้อเข่าเทียมให้ถูกต้อง  แม่นยำ  เป็นกุญแจสำคัญในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม  ซึ่งปัจจุบันมีคอมพิวเตอร์เนวิเกเตอร์  ที่ใช้ในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม  จึงช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการวาง ตำแหน่งของข้อเข่าเทียม  ซึ่งจะส่งผลให้ข้อเข่าเทียมสามารถใช้งานได้ยาวนานโดยปราศจากปัญหาใดๆ

“การใช้คอมพิวเตอร์เนวิเกเตอร์ช่วยในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่านั้นมีข้อได้ เปรียบ  และนำไปสู่การพัฒนาเกี่ยวกับเรื่องซอฟต์แวร์  ที่จะสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการติดตามการวางตำแหน่งของข้อเข่าเทียมใน ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดไปแล้ว  และจะสามารถให้ข้อมูลความแน่นอนของการใช้งานข้อเข่าเทียมให้ดีและยาวนาน ขึ้น  อย่างไรก็ตาม  การรักษาผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมนั้นขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคในผู้ป่วยแต่ ละราย  นอกจากนี้  ยังต้องพิจารณาถึงอายุ  น้ำหนัก  ความหนาแน่นของมวลกระดูก  สภาพร่างกายและจิตใจ  ดังนั้น  สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ  หากมีอาการเพียงเล็กน้อย  ก็ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อหาวิธีป้องกันและรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ”  นพ.  พฤกษ์กล่าวเสริม

เพื่อป้องกันการสึกหรอของกระดูกข้อไม่ให้เพิ่มมากขึ้น  ควรควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วนเกิน  หลีกเลี่ยงการคุกเข่า  หรือนั่งยองๆ  รวมทั้งการขึ้นลงบันไดบ่อยๆ  โดยไม่จำเป็น  ผู้ที่มีการบริหารกล้ามเนื้อเข่าให้แข็งแรงจะช่วยให้การใช้งานข้อได้ดี ขึ้น  และออกกำลังกายให้เหมาะสม  เช่น  การเดิน  การปั่นจักรยาน  หรือการออกกำลังกายในน้ำ  ก็จะสามารถยืดอายุการใช้งานและรักษาข้อเข่าให้อยู่คู่ร่างกายได้เป็นอย่าง ดี.

 

ผู้บริหารทำงานหนัก ต้องระวังโรคหัวใจ 2010/05/01

http://www.thaipost.net/node/12678

28 ตุลาคม 2552 – 00:00

นพ.กิติพันธ์  วิสุทธารมณ์  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ  เป็นประธานเปิดงาน  “เวิร์กช็อป  ดูแลหัวใจให้กับผู้บริหาร”  ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมให้ความรู้เรื่องโรคหัวใจ  อาทิ  สัญญาณอันตรายหลอดเลือดหัวใจตีบและอันตรายเมื่อหัวใจเต้นผิดจังหวะ  การสาธิตเมนูเพื่อสุขภาพหัวใจ  เช่น  ผักปวยเล้งลวกราดซอสงา  ซูชิสุขภาพ  โดยมีผู้บริหารและบุคคลสำคัญ  อาทิ  พล.อ.สุรยุทธ์  จุลานนท์  องคมนตรี  มาร่วมงาน

นพ.กิติพันธ์เปิดเผยว่า  ปัจจุบันโรคหัวใจเป็นโรคที่พบมากในผู้สูงอายุ  โดยเฉพาะช่วงอายุ  50  ปีขึ้นไป  และมีอัตราการเสียชีวิตมากเป็นอันดับต้นๆ  ของไทย  รองลงมาจากอุบัติเหตุและมะเร็ง  ดังนั้น  กิจกรรมนี้จะช่วยให้ความรู้ความเข้าใจว่า  โรคหัวใจไม่ใช่เรื่องไกลตัว  โดยเฉพาะผู้บริหารส่วนมากที่มักมีความเสี่ยงของโรคหัวใจมากขึ้น  เนื่องจากต้องทำงานหนัก  ไม่มีเวลาดูแลตัวเองหรือออกกำลังกาย  ทั้งนี้เพื่อนำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์กับสุขภาพในอนาคต

นอกจากนั้นมีรายงานข่าวแจ้งว่า  นักวิจัยในอังกฤษใช้แบบคำนวณทางคณิตศาสตร์พบว่า  การได้รับรังสีแม้เป็นปริมาณน้อยก็ทำให้เสี่ยงเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด หัวใจได้  แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนติงว่า  ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปโดยไม่มีหลักฐานทางชีววิทยาสนับสนุน

คณะนักคณิตศาสตร์ที่อิมพีเรียลคอลเลจ  ลอนดอน  ใช้แบบคำนวณทางคณิตศาสตร์พบว่า  รังสีทำลายโมโนไซต์  เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่สามารถแทรกผ่านผนังหลอดเลือด  ไปกำจัดโปรตีน  MCP-1  เชื่อกันว่าโปรตีนนี้หากมีมากจะทำให้เกิดการอักเสบ  นำไปสู่การเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ  ผลที่ได้จากแบบคำนวณนี้สอดคล้องกับอัตราการเป็นโรคหัวใจของผู้ทำงานเกี่ยว กับรังสี

คณะนักวิจัยระบุว่า  เป็นครั้งแรกที่พบกลไกเพื่อใช้อธิบายความเสี่ยงโรคหัวใจ  จากการทำงานเกี่ยวกับรังสีตามที่เคยมีงานวิจัยหลายชิ้นระบุว่า  ผู้ได้รับรังสีจากการทำงานเป็นเวลานานมักเป็นโรคหัวใจมากขึ้น  ดังนั้น  การได้รับรังสีแม้เป็นปริมาณน้อย  เช่น  รังสีทางการแพทย์  รังสีเอกซเรย์ในการทำฟัน  อาจมีความเสี่ยงมากกว่าที่คิด  นอกเหนือจากการทำให้เป็นมะเร็งอย่างที่เชื่อกันในขณะนี้.

 

สาวแต่งหน้าขณะขับรถ ก่ออุบัติเหตุ5แสนครั้ง/ปี 2010/05/01

http://www.thaipost.net/node/12237

15 ตุลาคม 2552 – 00:00

ว่ากันว่าผู้หญิงถนัดมากในเรื่องชอบทำอะไรหลายๆ  อย่างในเวลาเดียวกัน  แต่เรื่องหนึ่งที่พวกสาวๆ  ดูจะไม่เก่งเท่าไหร่ก็คือ  ขับรถไปแต่งหน้าไป

สายตาจ้องที่กระจกมองหลัง  มือหนึ่งถือมาสคาราหรือลิปสติกอีกมือถือพวงมาลัย  ได้กลายเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุปีละเกือบ  5  แสนครั้ง

แม้มีอันตรายขนาดนั้น  สาวนักขับราว  1  ใน  5  ยังยอมรับว่าตัวเองแต่งหน้าเวลาขับรถ  และผู้หญิง  3%  ยอมรับว่าเคยขับรถชนขณะกำลังแต่งหน้า  ฉะนั้นคำนวณได้ว่า  สาวๆ  ที่แต่งหน้าเวลาขับรถได้ขับรถชนปีละประมาณ  450,000  กรณี

กลุ่มรณรงค์ความปลอดภัยบนท้องถนนเตือนว่า  คนที่ขับรถต้องมีสมาธิเต็มที่  การสำรวจผู้หญิงนักขับ  4,000  ราย  ของบริษัทประกันภัยไดมอนด์ชิ้นนี้มีขึ้นหนึ่งปีหลังจากมีการออกกฎหมายกำหนด โทษจำคุก  2  ปี  สำหรับคนที่ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

ก่อนหน้านี้  ความผิดฐานขับรถโดยประมาท  เช่น  แต่งหน้า  กินอาหาร  หรือดูแผนที่ขณะขับขี่มีโทษแค่ปรับ  ผู้หญิงอายุระหว่าง  17-21  ปีมีแนวโน้มสูงที่สุดที่จะแต่งหน้าขณะขับรถ  จึงมีโอกาสสูงที่สุดที่จะชน

กว่า  1  ใน  4  หรือ  27%  สารภาพว่าแต่งหน้า  และ  9%  ในกลุ่มผู้หญิงอายุ  18  ปีลงไปได้ขับรถชน  ซึ่งมากกว่าสถิติเฉลี่ยของผู้หญิงทั่วไปถึง  3  เท่า  ขณะที่ผู้หญิงอายุ 56  ปีขึ้นไปมีการขับชนแค่  6%  ผู้หญิงกลุ่มนี้มีแค่ครึ่งเปอร์เซ็นต์ที่ขับชนขณะแต่งหน้า

ซีแอน  ลูอิส  ผู้จัดการบริษัทไดมอนด์  บอกว่า  เป็นเรื่องน่าวิตกที่ผู้หญิงจำนวนมากทำให้ตัวเองและคนอื่นตกอยู่ในความ เสี่ยงอย่างนั้น  ”มาสคาราสำคัญกว่าความปลอดภัยของตัวคุณเองและคนอื่นงั้น หรือ  แม้คุณโชคดีขับรถถึงที่หมาย  แต่ก็อาจถูกตำรวจจับในข้อหาขับรถโดยประมาท  ผู้หญิงมีความเก่งในการทำอะไรหลายๆ  อย่างพร้อมกัน  แต่เรื่องนี้ไม่ควรทำ”

เมื่อเดือนมีนาคม  2549  นางแบบสมัครเล่นวัย  22  ปี  ดอนนา  แมดด็อก  ในนอร์ทเวลส์  ประเทศอังกฤษ  ถูกปรับเป็นเงินราว  10,000  บาท  และถูกตัดคะแนน  6  แต้ม  เพราะแต่งหน้าขณะขับรถด้วยความเร็ว  50  กม./ชม.

ราชสมาคมป้องกันอุบัติเหตุเตือนว่า  ผู้หญิงต้องขับรถอย่างมีสมาธิ  การวอกแวกอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุถึงเสียชีวิตได้  ควรแต่งหน้าก่อนขับหรือหลังจากขับรถ.

 

ความสำเร็จของชุมชนป่าแดด เลี้ยงลูกด้วยนมแม่สูงถึง 82 % 2010/05/01

http://www.thaipost.net/node/12180

14 ตุลาคม 2552 – 00:00

เป็นที่ยอมรับว่า  การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ส่งผลต่อการมีสุขภาพที่ดีและแข็ง แรงของเด็กตั้งแต่วันนี้จนถึงอนาคตข้างหน้าอย่างมาก  แต่ดูเหมือนก็ยังมีคนมากมายที่ยังมองไม่เห็นความสำคัญที่เป็นหัวใจไขชีวิต สู่ความมีคุณภาพที่ยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม  ไม่ได้หมายความว่าไม่มีที่ไหนในประเทศไทยจะสนใจเรื่องการ เลี้ยงลูกด้วยนมแม่  อย่างน้อยที่สุด  ชุมชนป่าแดดในพื้นที่อำเภอเมือง  จังหวัดเชียงใหม่  ก็ได้ชื่อว่าประสบความสำเร็จในการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่าง เดียวจนครบ  6  เดือน  โดยมีตัวเลขที่สูงกว่าตัวชี้วัดของประเทศ

ความสำเร็จของการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของชาวตำบลป่าแดด  เริ่มจาก สมาชิกชมรมนมแม่  เข้าไปริเริ่มชักชวนให้สมาชิกในชุมชน  ให้เห็นความสำคัญของการสร้างคนให้เป็นคนเต็มร้อยด้วย  “นมแม่และสายใยรัก”  ก่อให้เกิด  “อาสาสมัครนมแม่”  ที่ทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน  ตั้งแต่ผู้นำชุมชน  องค์การบริการส่วนท้องถิ่นทั้งในระดับตำบลและอำเภอ  ส่งผลให้อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในปี  2548  ที่มีเพียงร้อยละ  19  เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยปัจจุบันมีตัวเลขที่สูงถึงร้อยละ  82

ด้วยเหตุนี้  ทางศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย,  ศูนย์อนามัยที่  10  จังหวัดเชียงใหม่  และภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน  ครอบครัวและอาชีวศาสตร์  คณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยนเรศวร  จ.พิษณุโลก  จึงได้ร่วมกันศึกษาเพื่อถอดบทเรียนความสำเร็จของ  “โครงการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่  กรณีศึกษา  :  โครงการสายใยรักแห่งครอบครัว  ต.ป่าแดด  อ.เมือง  จ.เชียงใหม่”  โดยการสนับสนุนจาก  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ  (สสส.)  ด้วยการจัดเวทีนำเสนอบทเรียนที่มีคุณค่าเหล่านี้แก่ชุมชนและหน่วยงานที่ เกี่ยวข้อง  เพื่อนำไปสู่การจัดแผนชุมชนและแผนของหน่วยงานต่างๆ  ในการขับเคลื่อนทางสังคมให้เกิดการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ครบ  6  เดือน  และขยายผลแนวคิดโครงการพระราชดำริ  สายใยรักแห่งครอบครัวลงสู่ชุมชนและพหุภาคี

นพ.ทวีศักดิ์  นพเกษร  หัวหน้าคณะผู้วิจัยฯ  จากคณะแพทย์ศาสตร์  มหาวิทยาลัยนเรศวร  เปิดเผยถึงงานวิจัยชิ้นนี้ว่า  จัดทำขึ้นเพื่อศึกษากระบวนการขับเคลื่อนทางสังคมด้วยตนเองของชุมชน  โดยพบว่า  มีพื้นฐานที่สำคัญมาจากคณะเจ้าหน้าที่และระบบการบริการด้านสาธารณสุขที่มี ความทุ่มเทและมีความรู้ความสามารถ  จนผู้รับบริการเกิดจิตอาสาต้องการถ่ายทอดความสำเร็จที่เขาฝ่าฟันมาได้ภายใต้ การประคับประคองของคลินิกนมแม่  โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ  ศูนย์อนามัยที่  10  เชียงใหม่ไปสู่ชุมชนอื่นๆ

“การตั้งชมรมนมแม่เชียงใหม่  ทำไห้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันช่วยกันแก้ปัญหา  ทำให้กระบวนการจิตอาสาพัฒนาขึ้นโดยตัวของมันเอง  และเมื่อสมาชิกในชมรมนมแม่ ลงไปในพื้นที่  เขาก็ใช้หลักของการเข้าถึงองค์กรและภาคีที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ทั้งหมด  เพื่อพบปะพูดคุยสร้างความเข้าใจกัน  นอกจากนี้  ยังมีการแบ่งระบบงานที่ดีกระจายงานให้อาสาสมัครเท่าๆ  กัน  มีการแบ่งเป็นโซนในการทำงาน  ดูแลกันด้วยใจ  สามารถที่จะให้การแก้ปัญหาได้ทุกเมื่อตามปัญหาที่เกิดขึ้นจริง  และมีระบบของการเรียนรู้ร่วมกัน  เช่นไปดูแม่ที่ตั้งครรภ์และหลังคลอดกันเป็นทีม  ช่วยกันคิด  ช่วยกันแก้ปัญหา  คนที่มีความรู้มากกว่าก็ไปเพื่อให้คำชี้แนะ  ถ้าแก้ปัญหาไม่ได้ก็มีระบบที่สูงขึ้นไปถึงสถานีอนามัยหรือคลินิกนมแม่คอยให้ ความช่วยเหลือ  ซึ่งทุกคนที่เกี่ยวข้องก็เต็มอกเต็มใจที่จะทำให้  โดยไม่เกี่ยงว่าเป็นเวลาใด  เพราะเข้าใจสภาพปัญหาเป็นอย่างดีว่า  ปัญหาแบบนี้ถ้ามันเกิดขึ้นแล้วมันทรมาน  เช่น  เต้านมคัด  น้ำนมไม่ไหล  ปวดนม  สิ่งต่างๆ  เหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบของความสำเร็จในการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนม แม่ของชุมชน”  นพ.ทวีศักดิ์กล่าวถึงผลของการถอดบทเรียน

พญ.กรรณิการ์  บางสายน้อย  รองผู้อำนวยการ  ศูนย์อนามัยที่  10  เชียงใหม่  กล่าวถึงการถอดบทเรียนของชุมชนป่าแดด  พบว่า  เป็นชุมชนที่มีผู้นำที่เข้มแข็งและชุมชนเข้มแข็ง  มีการประชุมร่วมกันอย่างสม่ำเสมอเพื่อระดมความคิดช่วยกันแก้ไขปัญหา  กลุ่ม ทำงานมีจิตอาสาทำงานด้วยความสุขและความสมัครใจ  มีการออกแบบสื่อรณรงค์ของตัวเองด้วยรถหาเสียงเหมือนกับนักการเมือง  เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ชุมชนได้รับทราบ  นอกจากนี้ชุมชนเองก็มีทักษะในการ บริการจัดการที่ดี  ซึ่งเป็นงานที่เกิดจากตัวของชุมชนเอง  จนได้รับการสนับสนุนทั้งในด้านเงินทุน  และด้านอื่นๆ  จากองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น

“การที่จะให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ประสบความสำเร็จอย่างที่เราต้องการก็ คือ  การกินนมแม่อย่างเดียว  6  เดือน  หลังจากนั้นจึงให้กินนมแม่ร่วมกับอาหารตามวัยจนถึง  2  ปี  หรือมากกว่า  ดูเหมือนไม่ใช่เรื่องง่ายๆ  แต่ก็สามารถทำได้ถ้าหากทุกคนช่วยกัน  เริ่มแรกก็คือแม่จะต้องอยากให้ลูกได้กินนมแม่  แล้วคุณพ่อรวมถึงทุกคนในครอบครัวและเพื่อนบ้านก็ต้องมีส่วนร่วมช่วยสนับ สนุน  อาสาสมัครสาธารณสุขก็จะต้องไปเยี่ยมเยียนให้กำลังใจ  ก็จะทำให้แม่ประสบความ สำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้”  พญ.กรรณิการ์ระบุ.

 

เด็กนักเรียนก็เสี่ยง! หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท 2010/05/01

http://www.thaipost.net/node/7056

1 กรกฎาคม 2552 – 00:00

เปิดเทอมทีไร…เห็นเด็กนักเรียนทั้งแบก   ทั้งหิ้ว  กระเป๋านักเรียนใบใหญ่  ที่ข้างในเต็มไปด้วยสมุด  หนังสือ  อุปกรณ์การเรียน  ของเล่น  หรืออื่นๆ  อีกมากมาย  โดยไม่เคยรู้เลยว่าการแบกน้ำหนักเกินตัวเกือบ  10  กิโลกรัมไปโรงเรียนทุกวัน  อาจกลายเป็นอันตรายต่อระบบโครงสร้างร่างกาย  กระดูกสันหลัง  ส่งผลเสียในระยะยาวโดยที่พ่อแม่อาจคาดไม่ถึง

นางบัณลักข  ถิรมงคล  ผู้อำนวยการคลินิกกายภาพบำบัด  ดีสปายน์  ไคโรแพรคติก  ให้ข้อมูลว่า  สภาพร่างกายและโครงสร้างทางร่างกายของเด็กไทยในยุคปัจจุบันผิดปกติไปจากเดิม มาก  ทั้งนี้  เป็นผลมาจากการดำรงชีวิตที่ไม่สมดุล  ทั้งการเดิน  นั่ง  นอน  หรือแม้แต่การแบกกระเป๋าหนักๆ  ก็อาจส่งผลทำให้โครงสร้างร่างกายของเด็กผิดปกติได้

จากข้อมูลของมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภคระบุว่า   เด็กน้อยในระดับชั้น   ป.1  ป.2  และ  ป.3  ไม่ควรแบกกระเป๋าหนักเกินร้อยละ  10  ของน้ำหนักตัว  แต่ในปัจจุบันกลับพบว่ากระเป๋านักเรียนของเด็กๆ  มีน้ำหนักเกินกว่าร้อยละ  20  ของน้ำหนักตัว  สมมติว่าน้ำหนักตัว  30   กิโลกรัม  กระเป๋านักเรียนจะต้องไม่หนักกว่า  3  กิโลกรัม  แต่ประมาณ  80  เปอร์เซ็นต์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาใช้กระเป๋าหนักเกินร้อยละ  20  ของน้ำหนักตัว  ถือว่าอยู่ในขั้นวิกฤติและไม่เหมาะสมกับวัยจะส่งผลเสียต่อกระดูกสันหลัง   ทำให้ความโค้งของกระดูกสันหลังผิดรูปร่างได้

นางบัณลักขกล่าวว่า   นักเรียนส่วนใหญ่จะใช้กระเป๋าประเภทสะพายไว้ข้างหลัง  ทำให้น้ำหนักของกระเป๋ากดทับโดยตรงกล้ามเนื้อต้นคอ   ไหล่  หลัง  และกระดูกสันหลัง  ทำให้เด็กประมาณ   29  เปอร์เซ็นต์  มีอาการปวดคอ  ไหล่  หลัง  หรือแม้กระทั่งอาการปวดศีรษะ   หากไม่ได้รับการดูแล  การกดทับของน้ำหนักกระเป๋าจะลงไปสู่กระดูกสันหลังของเด็ก  และหมอนรองกระดูกอาจจะเกิดปัญหาได้   หากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทจะเกิดผลเสียต่อพัฒนาการทางด้านร่างกายและ สุขภาพของนักเรียนต่อไปในอนาคต

สำหรับแนวทางการป้องกันนั้น   นางบัณลักขให้คำแนะนำว่า  วิธีดีที่สุดก็คือการใช้กระเป๋านักเรียนที่ใส่สัมภาระน้ำหนักไม่เกินร้อย ละ   10  ของน้ำหนักตัว  และที่สำคัญขนาดของกระเป๋าก็จะต้องมีขนาดและรูปร่างที่พอดีกับตัวของเด็ก   โดยจัดวางสิ่งของในกระเป๋าอย่างเหมาะสม   โดยให้กระจายน้ำหนักเท่ากันทั้ง   2   ด้าน  หลีกเลี่ยงการวางสิ่งของหนักเพียงด้านเดียว   ถ้าหากเป็นกระเป๋าสำหรับสะพายไหล่   ควรจะมีความกว้างมากกว่า  6  ซม.  เพราะสายเล็กจะทำให้เกิดการกดทับบริเวณไหล่ได้  และอาจกดลึกจนมีผลต่อกล้ามเนื้อและเส้นประสาทได้   ถ้าหากเป็นกระเป๋าสำหรับสะพายหลัง    ควรปรับสายสะพายเพื่อให้กระเป๋าแนบบริเวณหลัง  ไม่ห้อยต่ำ  ก้นกระเป๋าต้องไม่อยู่ในตำแหน่งที่ต่ำกว่าบั้นเอว  ควรแนะนำเด็กให้เดินตัวตรง  ไม่เอนตัวไปข้างหน้า  หรือทำหลังค่อมเพื่อรับน้ำหนัก  การแบกกระเป๋าจะต้องใช้สายสะพายไหล่ทั้งสองข้างเพื่อให้เกิดความสมดุล  หากสะพายข้างใดข้างหนึ่งอาจทำให้ไหล่รับน้ำหนักไม่เท่ากัน   และส่งผลทำให้ไหล่ไม่เสมอเท่ากัน  และอาจทำให้มีความเสี่ยงต่อการปวดต้นคอ  ไหล่  และหลังได้

นางบัณลักขกล่าวทิ้งท้ายว่า  ถ้าหากเด็กเกิดอาการปวดหลัง  ปวดคอ  ปวดไหล่  หรือปวดศีรษะ  ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบโครงสร้างร่างกาย  เพราะหากเกิดการกดทับของแนวเส้นประสาทแล้วจะทำให้ระบบต่างๆ   ที่สัมพันธ์กันถูกรบกวน   ทำให้เกิดความเจ็บปวด  แต่ในปัจจุบันได้มีการนำเอาศาสตร์การแพทย์ไคโรแพรคติกมาใช้ในการป้องกัน รักษาเกี่ยวกับระบบโครงสร้างของร่างกาย  โดยเฉพาะกระดูกสันหลังของเด็ก  ซึ่งจะเป็นการรักษาแบบไม่ใช้ยาหรือผ่าตัด  ขั้นตอนการตรวจรักษาจะใช้มือเป็นหลัก  ขึ้นอยู่กับเทคนิคการรักษาของผู้เชี่ยวชาญแต่ละคน  ซึ่งจะเป็นโอกาสดีที่เด็กจะได้รับการตรวจสุขภาพกระดูกสันหลังแต่เนิ่นๆ  หลังจากที่มีการปรับโครงสร้างร่างกายที่มีปัญหากลับเข้าที่  ก็จะทำให้ระบบการทำงานต่างๆ  ของร่างกายทำงานได้อย่างสมดุล  กลไกอัจฉริยะที่มาพร้อมกับร่างกายอยู่แล้ว  ก็จะสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่  อาการปวดหรือเจ็บป่วยก็จะลดลง  ทั้งยังส่งเสริมบุคลิกภาพที่ดีให้เกิดความมั่นใจมากยิ่งขึ้นอีกด้วย.

 

กินดีและออกกำลังกาย สูตรบำรุงสมองคนสูงวัย 2010/05/01

http://www.thaipost.net/node/7057

1 กรกฎาคม 2552 – 00:00

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบสูตรง่ายๆ  สำหรับคนสูงอายุ  หากต้องการให้สมองแล่น  ความจำดี  ต้องหมั่นออกกำลังกาย  มีการเรียนรู้  มีการคบหาผู้คน  และไม่สูบบุหรี่

นักวิจัยได้ทดสอบความจำและทักษะทางสมองของชายหญิงอายุ  70-79  ปี  จำนวน  2,500  คน  เป็นเวลา  8  ปี

ผู้เข้าร่วมในจำนวนเกินครึ่งมีการเสื่อมตามวัยในอัตราปกติ   ขณะที่  16%  มีความคิดจิตใจเสื่อมถอยลงอย่างมาก

นักวิทยาศาสตร์พบว่า  การออกกำลังกายเป็นปัจจัยหนึ่งใน  4  อย่างที่ช่วยป้องกันการเสื่อมของสมองในผู้สูงอายุได้

อย่างไรก็ตาม  อาสาสมัครราว  30%  ไม่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลง  แถมบางรายยังแสดงให้เห็นว่าสมองทำงานได้ดีขึ้นด้วยซ้ำเมื่อเวลาผ่านไปหลายๆ  ปี

นักวิจัยจึงค้นหาว่าปัจจัยเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตตัวไหน  ที่ช่วยให้คนสูงอายุยังคงมีสมองแจ่มใสได้แม้อายุจะมากขึ้นเรื่อยๆ

รายงานซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร  Neurology  ชิ้นนี้  เผยว่า  คนที่ออกกำลังกายปานกลางหรือมากอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง  มีโอกาสเพิ่มขึ้น  30%  ที่จะมีสมองที่คิดอ่านจดจำได้ดีกว่าคนที่ไม่ได้ออกกำลังกาย

คนที่มีการศึกษาสูงมีโอกาสมากกว่าคนที่ได้รับการศึกษาน้อยเกือบ   3  เท่าที่จะยังคงมีสมองดี  และคนที่ไม่สูบบุหรี่ก็มีโอกาสมากกว่าคนสูบบุหรี่เกือบ  2  เท่าที่จะยังคงมีความคิดความอ่านเฉียบคม

นอกจากนี้  คนที่เข้าสังคมมาก  เช่น  โดยการทำงานหรือเป็นอาสาสมัคร  หรืออาศัยอยู่กับญาติ  ก็มีโอกาสเพิ่มขึ้น  24%  ที่จะป้องกันการเสื่อมของสมองในบั้นปลายของชีวิต

“ปัจจัยบางอย่าง   เช่น  การออกกำลังกายและการสูบบุหรี่  เป็นพฤติกรรมที่คนเราสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้”  หัวหน้าทีมวิจัย  ดร.อเล็กซานดรา  ฟีออกโก  แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย  ซานฟรานซิสโก  บอก  “ปัจจัยเหล่านี้ช่วยให้เราเข้าใจถึงกลไกต่างๆ  ที่จะช่วยให้เราแก่ตัวลงอย่างมีคุณภาพ”.

 

คนอีสานเป็นมะเร็งท่อน้ำดีมากสุดในโลก 2010/05/01

http://www.thaipost.net/node/7000

30 มิถุนายน 2552 – 00:00

นพ.เรวัต  วิศรุตเวช  อธิบดีกรมการแพทย์  เผยว่า  ขณะนี้โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับแรกของคนไทย  สำหรับโรคมะเร็งตับชนิดเซลล์ท่อน้ำดี  พบมากเป็นอันดับ  1  ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  และยังพบมากที่สุดในโลกด้วย  โดยแต่ละปีจะพบผู้ป่วยรายใหม่กว่า  6,000  คน  ส่วนใหญ่ร้อยละ  80  มาพบแพทย์ในระยะลุกลามแล้ว  ทำให้เสียชีวิตในเวลาเพียง  3-6  เดือน  หลังจากที่รู้ว่าป่วย  ซึ่งต้นเหตุสำคัญมาจากพยาธิใบไม้  ซึ่งเกิดจากการบริโภคอาหารสุกๆ  ดิบๆ  รวมทั้งอาหารหมักดอง  ทั้งปลาร้า  ปลาเจ่า  ปลาจ่อม  ปลาส้ม  ที่มีสารไนโตรซามีน  ส่วนดินประสิวในอาหารประเภทไส้กรอก  กุนเชียง  เพื่อให้ดูสีสด  จะช่วยเป็นตัวเร่งให้เกิดมะเร็งได้เร็วขึ้น

สำหรับโรคนี้ไม่สามารถตรวจพบในระยะเริ่มต้น  แต่จะมีสัญญาณของโรค  คือ  เบื่ออาหาร  แน่นท้อง  ท้องโต  ขาบวมทั้ง  2  ข้าง  ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขเตรียมรณรงค์สร้างความเข้าใจกับประชาชนปรับเปลี่ยน พฤติกรรมการบริโภค  เพื่อป้องกันการเกิดโรค.

 

แอปเปิล-ไวน์แดงช่วยบรรเทา’ข้ออักเสบ’ 2010/05/01

http://www.thaipost.net/node/7004

30 มิถุนายน 2552 – 00:00

โรคข้ออักเสบที่ทำให้ปวดตามข้อและกระดูกนั้น  มีอาการแยกย่อยเกือบ  200  แบบ  ทุกแบบมีอาการคล้ายคลึงกันคือ  บวม  อักเสบตามข้อ  ขยับเคลื่อนไหวร่างกายได้ลำบาก  คนทั่วไปมักมองข้ามเรื่องข้อจนกระทั่งเกิดอาการ  ข่าวดีก็คือ  โรคข้ออักเสบนี้มีวิธีบรรเทาและป้องกันได้

ผลวิจัยได้ค้นพบความเชื่อมโยงระหว่างอาหารที่เรากินกับความรุนแรงของอาการ นี้  การกินผักผลไม้มากๆ  ช่วยได้  ขอให้พยายามกินทุกวัน

ผักผลไม้ให้สารต้านอนุมูลอิสระ  ช่วยลดอัตราการฉีกขาดของเส้นเอ็น  ช่วยชะลอกระบวนการของโรคข้อกระดูกอักเสบ  สารต้านอนุมูลอิสระยังช่วยลดการอักเสบและสู้กับโรคเกาต์  โรคข้ออักเสบรูมา ตอยด์ได้ด้วย

แอปเปิลกับอะโวคาโดเป็นอาหารที่ต่อต้านการอักเสบ  ควรกินแอปเปิลทั้งเปลือก  ที่เปลือกมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าที่เนื้อถึง  5  เท่า  ขณะที่น้ำมันปลามีกรดไขมันโอเมกา-3  ที่ช่วยหล่อลื่นข้อและลดการอักเสบ

งานวิจัยพบว่า  โอเมกา-3  ช่วยลดการใช้ยาแก้ปวดในคนที่เป็นโรคข้อได้  ควรกินน้ำมันปลาสัปดาห์ละ  2-4  ครั้ง  หรือจะกินอาหารเสริมโอเมกา-3  ก็ได้

ควรดื่มน้ำวันละ  2-3  ลิตร  เพื่อให้ร่างกายไม่ขาดน้ำ  และทำให้สารอาหารไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงตามข้อ

บางคนกินอาหารบางอย่างแล้วเกิดอาการปวดข้อ  ควรสังเกตให้ดีว่าอาหารชนิดไหนไม่ถูกโรคกับตัวเอง  บางรายกินแล้วทำให้ปวดข้ออยู่นานถึง  36  ชั่วโมงเลยทีเดียว

อาหารที่มักพบว่าทำให้โรคข้ออักเสบกำเริบก็คือ  ข้าวสาลี  ข้าวโพด  ข้าวไรย์  น้ำตาล  คาเฟอีน  ยีสต์  มอลต์  ผลิตภัณฑ์นม  น้ำส้ม  ส้มเกลี้ยง  มะนาวและมะเขือเทศ  เนื้อจำพวกที่อาจทำให้อาการกำเริบได้คือ  เบคอน  เนื้อหมู  เนื้อวัวและเนื้อแกะ

นักวิจัยพบว่าคนที่เป็นโรคข้อ  หากหลีกเลี่ยงอาหารพวกนี้  ราว  70%  บอกว่า  ตัวเองรู้สึกปวดน้อยลง  และเคลื่อนไหวร่างกายได้ดีขึ้น

ลองพยายามลดการบริโภคน้ำมันพืชที่มีโอเมกา-6  ในปริมาณสูง  เช่น  น้ำมันทานตะวัน  เพราะทำให้เกิดอาการอักเสบ  ควรเปลี่ยนไปใช้น้ำมันมะกอกปรุงอาหาร  และใช้น้ำมันถั่วมะคาเดเมียหรือวอลนัตเป็นน้ำสลัด

งานวิจัยยังพบด้วยว่า  ปริมาณเนื้อกับเครื่องในที่เรากินนั้นมีความสัมพันธ์กับโรคข้ออักเสบ  การกินมังสวิรัตช่วยลดอาการบวมของเส้นเอ็นและข้อได้

การลดน้ำหนักตัวเป็นวิธีที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งในการลดอาการปวดเข่าและสะโพก  ขณะที่คนเราเดินนั้น  น้ำหนักที่ข้อเข่าแบกรับจะเพิ่มขึ้นเป็น  4  เท่าของน้ำหนักตัว  ฉะนั้นคนที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานไป  4.5  กก.  ก็จะต้องแบกรับน้ำหนักมากกว่าในกรณีน้ำหนักตัวปกติถึง  18  กก.

นั่นเป็นการเดินบนพื้นราบ  หากเดินลงทางลาดชัน  แรงกดที่หัวเข่าจะเพิ่มเป็น  8  เท่าของน้ำหนักตัว  ทำให้ข้อต้องแบกรับแรงเค้นอย่างมาก  หากลดน้ำหนักตัวลงสักครึ่งกิโลกรัม  ก็จะลดน้ำหนักที่ข้อเข่าต้องแบกรับลงไปได้  1.8  กก.

ผลวิจัยชี้ว่า  การลดน้ำหนักช่วยลดอาการปวดในคนที่เป็นโรคข้ออักเสบในส่วนขาลงได้อย่างน้อย ครึ่งหนึ่ง  ซึ่งนับว่าให้ผลดีกว่าการรักษาโดยใช้ยาเสียอีก

มีวิธีบำบัดที่ช่วยเสริมการรักษาด้วยยาอยู่หลายแบบ  เช่น  กายภาพบำบัด  การนวดกระดูกสันหลัง  ซึ่งช่วยลดอาการปวดและตึงเรื้อรังได้

นอกจากนี้  การบำบัดด้วยตนเองบางแบบ  เช่น  ออกกำลังกายในน้ำ  เซานา  อบไอน้ำ  แช่น้ำอุ่น  ประคบเย็น  นั่งสมาธิ  โยคะ  รวมทั้งการบำบัดบางชนิด  เช่น  ฝังเข็ม  และอะโรมาเธอราพีก็ช่วยบรรเทาปวดได้เช่นกัน.

 

ศึกษาเปรียบเทียบ อุดฟันผุให้เด็กจำเป็นหรือไม่ 2010/05/01

http://www.thaipost.net/node/6947

29 มิถุนายน 2552 – 00:00

ผู้เชี่ยวชาญในอังกฤษระบุว่า  การอุดฟันผุให้เด็กอาจไม่ใช่เรื่องจำเป็นเสมอไป  และเตรียมรับสมัครเด็กทั่วประเทศร่วมการทดลองเปรียบเทียบว่า  การรักษาฟันผุด้วยการอุดฟัน  การเคลือบหรือปล่อยไว้ไม่รักษาเลย  ให้ผลแตกต่างกันอย่างไร

เด็กวัย  5  ขวบในอังกฤษฟันผุราวร้อยละ  40  ในจำนวนนี้  1  ใน  10  รักษาด้วยการอุดฟัน  บางรายปล่อยไว้ไม่รักษา  บางรายผุมากถึงขั้นต้องถอนฟันออก  ทันตแพทย์ส่วนใหญ่อาศัยประสบการณ์และดุลยพินิจในการตัดสินใจว่า  จะใช้วิธีใดเนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีแนวทางชัดเจนในเรื่องนี้

คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์รวบรวมความเห็นของทันตแพทย์  50  คนพบว่า  การอุดฟันอาจไม่จำเป็นเสมอไป  เพราะพบว่า  เด็กที่อุดฟันรักษาฟันผุกับเด็กที่ปล่อยไว้ไม่รักษามีจำนวนฟันผุมากถึงขั้น ต้องถอนไม่ต่างกัน

เพื่อพิสูจน์เรื่องนี้  ผู้เชี่ยวชาญในโครงการประเมินเทคโนโลยีสุขภาพของทางการอังกฤษเตรียมรับสมัคร เด็ก  1,000  คนทั่วประเทศ  ร่วมการทดลองเปรียบเทียบว่า  การอุดฟัน  การเคลือบฟันด้วยฟลูออไรด์เข้มข้น  และการไม่รักษา  ให้ผลแตกต่างกันอย่างไร

ด้าน  ดร.คามินิ  ชาห์  ทันตแพทย์และเลขาธิการกิตติมศักดิ์  สมาคมเพื่อการศึกษาทันตกรรมชุมชนแห่งอังกฤษระบุว่า  แวดวงทันตแพทย์มีทัศนะต่อการรักษาฟันผุในเด็ก  2  แนวคิด  แนวคิดแรกเห็นว่า  ควรอุดฟันเพื่อไม่ให้เด็กปวดถึงขั้นนอนไม่หลับ  แนวคิดที่สองไม่ค่อยเห็นด้วยกับการอุดฟัน  ดังนั้นการจะใช้วิธีรักษาใดควรพิจารณาเป็นกรณีไป  หากเด็กไม่ยอมให้ความร่วมมือและมีฟันผุที่ไม่ทำให้ปวดอาจใช้ฟลูออไรด์เข้ม ข้นเคลือบแทนการอุดฟัน  วิธีนี้นอกจากยับยั้งไม่ให้ฟันผุลุกลามแล้วยังทำให้เด็กไม่กลัวการรักษาฟัน ในอนาคต  เพราะเด็กที่เคยมีประสบการณ์ไม่ดีในการรักษาฟันครั้งแรกเมื่ออายุ  3-4  ปี  จะกลัวและไม่ยอมให้ความร่วมมือกับทันตแแพทย์  เมื่อไม่นานมานี้มีเด็กหญิงวัย  8  ขวบคนหนึ่ง  อดอาหารจนเสียชีวิตเพราะกลัวการรักษาฟันอย่างหนักหลังจากทันตแพทย์วางยาสลบ เพื่อถอนฟันเธอออกไปถึง  8  ซี่.