ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน ปุ๋ย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

‘แผนที่เสี่ยงภัย-แผนที่คน’ ชาวบ้านทำ ชาวบ้านใช้ อย่ารอรัฐ 2012/05/17

http://www.thaipost.net/sunday/130512/56732

13 May 2555

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยประกาศพื้นที่ภัยแล้งเพิ่ม 51 จังหวัดทั่วประเทศ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา จากนั้นไม่กี่วันกรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนภัยฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากอีก และที่ตื่นตระหนกกันมากๆ คือ แผ่นดินไหวเกาะสุมาตรา เตือนสึนามิชายฝั่งอันดามันไทย และแผ่นดินไหวจุดศูนย์กลางที่ อ.ถลาง จ.ภูเก็ต มีอาฟเตอร์ช็อกเขย่าตามมา จนต้องประกาศพื้นที่เป็นเขตภัยพิบัติ
ยังไม่รวมเรื่องน้ำท่วมที่ไม่รู้ว่าปีนี้จะเกิดมหาอุทกภัยใหญ่ซ้ำรอยปี 2554 หรือไม่ เพราะจนถึงวันนี้แผนป้องกันและรับมือน้ำท่วมของรัฐบาลยังล่าช้า ไม่คืบหน้า เห็นแต่โครงการก่อสร้างกำแพงป้องกันน้ำท่วมในนิคมอุตสาหกรรมบางแห่ง หรือโครงการปรับปรุงยกถนนให้สูงขึ้นๆ เท่านั้น
ไม่รวมโครงการเขื่อนแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ ที่รัฐบาลเร่งผลักดัน และยืนยันขันแข็งว่า ป้องกันน้ำท่วมลุ่มน้ำสะแกกรังและภาคกลางได้ แม้จะต้องสูญเสียป่าอนุรักษ์ในเขตอุทยานแห่งชาติแม่วงก์กว่าหมื่นไร่เพื่อแลกเขื่อนแห่งนี้ ซึ่งมูลนิธิสืบนาคะเสถียรออกโรงค้านพร้อมให้ข้อมูลชัดๆ เขื่อนแก้น้ำท่วมได้ 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ช่วงวันที่ 5 เดือน 5 ปี 55 ที่ผ่านมา ภาคประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติได้ออกมาส่งสัญญาณให้รัฐบาลปูรู้ว่า พวกเขาใส่ใจรับมือภัยพิบัติ และไม่ได้รอโครงการหรือแผนป้องกันระดับชาติจากรัฐ ด้วยมีสัญญาณเตือนแนวโน้มภัยพิบัติเกิดถี่ขึ้น โดยใช้ชื่องาน “วันรวมพลังรับมือภัยพิบัติ” (National Disaster Preparedness Day 2012)
เวทีไทยฟลัด (www.thaiflood.com) โซเชียลมีเดียที่มีบทบาทสื่อสารข้อมูลภัยน้ำท่วมปี 54 และช่วยเหลือผู้ประสบภัย เป็นแกนหลักของโครงการรวมพลังรับมือภัยพิบัติภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ได้ดึงชุมชนเครือข่ายจากพื้นที่ประสบภัยพิบัติทั่วประเทศร่วมกัน “สร้างแผนที่ความเสี่ยงและแผนที่มนุษย์” ที่เน้นรับมือภัยพิบัติในพื้นที่ เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว พายุ ฯลฯ
ปรเมศวร์ มินศิริ นักพัฒนาเครือข่ายออนไลน์จากไทยฟลัด ในฐานะผู้จัดการโครงการรวมพลังรับมือภัยพิบัติ กล่าวว่า  แม้ผ่านช่วงวิกฤติน้ำท่วมไปแล้ว แต่ทางไทยฟลัดยังใช้ช่องทางออนไลน์นี้สื่อสารความเคลื่อนไหวและแผนป้องกันน้ำท่วมของรัฐบาล และชุมชนต่างๆ จนเกิดภาคีเครือข่ายมีการประสานข้อมูลที่ถูกต้องร่วมกัน การโพสต์บนเว็บไซต์ ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก ช่วยเตือนให้คนเฝ้าระวังและเตรียมรับมือเมื่อเกิดภัยพิบัติ
ปัจจุบันกำลังรวบรวมข้อมูลแผนที่เสี่ยงภัยพิบัติน้ำท่วมเพื่อจัดทำเป็นฐานข้อมูลสาธารณะเผยแพร่ให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้งานต่อ โดยงานวันรวมพลังรับมือภัยพิบัตินี้ชวนชุมชนสำรวจความพร้อมรับมือภัยพิบัติ และร่วมกันสร้างแผนที่เสี่ยงภัยให้สมบูรณ์คาดว่าจะแล้วเสร็จปลายเดือนพฤษภาคมนี้ ที่สำคัญยังเป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างเป็นรูปธรรม มีแกนนำแต่ละพื้นที่ตั้งแต่ จ.แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ นครราชสีมา ไล่ลงมาถึงพื้นที่อ่าวตัว ก. จนถึงใต้ จ.นครศรีธรรมราช
“รัฐเชื่อจะเอาอยู่ แต่เราไม่เชื่อ การเตรียมรับมือภัยพิบัติเน้นเตรียมพร้อม ชุมชนต้องเป็นฐาน ขณะที่รัฐบาลต้องปรับนโยบายหนุน ดีกว่าคิดจากข้างบน อาจไม่ตอบโจทย์ชุมชน ผมเคยไปซานฟรานซิสโก บนรถไฟติดป้ายเตือนให้ประชาชนเตรียมไฟฉายส่องสว่าง ยา น้ำ เอาไว้ให้เพียงพอสำหรับ 72 ชั่วโมง เพราะภาครัฐอาจเข้าไปไม่ถึงช่วงแรกที่เกิดภัยพิบัติวงกว้าง นี่คือ การบอกความจริงกับประชาชน ก็อยากชวนรัฐบาลไทยบอกให้รู้ถึงความเสี่ยง ชุมชนต้องเตรียมตัว ไม่จำเป็นต้องรอคอยความช่วยเหลือจากรัฐ” ปรเมศวร์ย้ำ
เรื่องแผนที่ความเสี่ยงได้ถูกหยิบยกมาแนะนำเครือข่ายชุมชน ซึ่งจริงๆ แล้วแต่ละพื้นที่สามารถสร้างแผนที่เฝ้าระวังภัยพิบัติได้ด้วยตัวเอง เพื่อสร้างความตระหนักว่ามีความเสี่ยงอยู่ในพื้นที่ใดบ้าง และทำแผนที่สถานการณ์หากเกิดภัย เช่น แผ่นดินไหว สึนามิ ความเสียหายขนาดใหญ่จากพายุและน้ำท่วม มีระบบเตือนภัยภาคประชาชน
รวมถึงการจัดทำแผนที่มนุษย์ หรือแผนที่คนไทย โดยปรเมศวร์แนะนำให้แต่ละชุมชนเข้าสำรวจพื้นที่เพื่อถอดบทเรียนองค์ความรู้และสร้างเครือข่าย เกิดการทำงานร่วมกันกับอาสาสมัครนอกพื้นที่กับในพื้นที่ แผนที่มนุษย์รับมือภัยพิบัติยังต้องเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงลึกรองรับภัยพิบัติ เช่น ศูนย์ดูแลผู้อพยพ  วัด โรงเรียน เส้นทางการอพยพ    ทรัพยากรบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญ รวมถึงเครือข่ายในพื้นที่ นักวิทยุสมัครเล่น วิทยุชุมชน กู้ชีพ กู้ภัย ถ้าทำแผนที่คนไทยทุกพื้นที่ แล้วเอาข้อมูลที่ได้ไปเข้าข้อมูลระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ทุกคนเข้าถึงได้จะเกิดประโยชน์มาก เป็นฐานข้อมูลความรู้ในตัวคน
“ล่าสุด ธนาคารโลกออกมาระบุแผนที่เสี่ยงภัยมีความสำคัญยิ่งต่อการรับมือกับภัยพิบัติ รวมถึงการเตรียมการ และปรับตัว โดยสนับสนุนประเทศด้อยพัฒนา 15 ประเทศ สร้างแผนที่ดังกล่าวนำร่องระดับชุมชนที่เฮติ ซึ่งเคยเกิดแผ่นดินไหว 7.0 ริกเตอร์ คนไทยทุกคนก็ต้องตระหนักถึงการเตรียมตัวรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่อาจรู้ล่วงหน้า”
การจัดตั้งวอร์รูมภาคประชาชนเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ซึ่งจะจัดอบรมเวิร์กช็อปเกี่ยวกับการจัดการภัยพิบัติ เช่น การสังเกตและแจ้งเหตุผิดปกติในพื้นที่ การปฐมพยาบาลเบื้องต้น การจัดถุงยังชีพ เพื่อให้เครือข่ายด้านภัยพิบัติประชาชนมีความพร้อมมากขึ้น และมีโอกาสรอดชีวิตสูงขึ้นในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของปรเมศวร์ต่อทิศทางการป้องกันน้ำท่วมของรัฐบาล เขาพูดถึงแผนบริหารน้ำของ กยน. ที่เสนอภาครัฐเช่าพื้นที่ให้น้ำอยู่ว่า งบประมาณ 3.5 แสนล้านบาท เป็นงบปลูกป่า 10,000 ล้านบาท เห็นงานหลักมีโครงการเมกะโปรเจ็กต์ทำทางหลวง ทางผันน้ำ 1.2 แสนล้านบาท แล้วยังจุดพลุโครงการสร้างเขื่อนแม่วงก์มูลค่า 1.3 หมื่นล้าน อ้างช่วยบรรเทาน้ำท่วม-น้ำแล้ง เพิ่มพื้นที่ชลประทาน ทำลายป่าแม่วงก์สมบูรณ์จนมีหลายฝ่ายคัดค้านให้ยุติโครงการ
“น้ำเป็นทุน ไม่ใช่ภัยพิบัติ แต่การปราศจากการจัดการน้ำที่ดี คือ ภัยพิบัติ ภาคประชาชนเสนอให้รัฐเปลี่ยนมุมมอง มองน้ำเป็นภาระต้องผลักลงทะเลเร็วที่สุด ซึ่งนำไปสู่การปรับแผนจัดการน้ำ ปริมาณน้ำมหาศาลที่ระบาย ควรจัดการให้เกิดประโยชน์แก้น้ำแล้ง ช่วยภาคเกษตรกรรม” ปรเมศวร์เสนอแนะ
นอกจากนี้ เขายังบอกอีกว่า สถาบันการศึกษา โดยเฉพาะอุดมศึกษา ควรร่วมกับชุมชนในพื้นที่สร้างโมเดลหรือแผนปฏิบัติการรับมือภัยพิบัติ เพราะมีศักยภาพและความพร้อม ทั้งคน องค์ความรู้ ตลอดจนสถานที่ หากขับเคลื่อนเตรียมการกับชุมชนใกล้เคียงได้จะเกิดพลังมหาศาล ซึ่งขอยกตัวอย่าง “ลาดกระบังโมเดล” ที่ทางสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง (มทจ.) ทำงานร่วมกับชุมชน 61 แห่ง รอบสถาบัน กำหนดแผนรับมือน้ำท่วมอย่างเป็นระบบเมื่อวิกฤติน้ำท่วมที่ผ่านมา ชุมชนพื้นที่ประสบภัยสามารถนำไปปรับใช้ได้
ด้าน ดร.คมสัน มาลีสี รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มทจ. ที่ร่วมผนึกกำลังและเป็นเครือข่ายรับมือภัยพิบัติโครงการนี้ด้วย กล่าวว่า อุทกภัยปลายปี 54 ผู้คนเดือดร้อนแสนสาหัส แต่นำพาเกิดเครือข่ายระดับพื้นที่ จังหวัด และภาค ขณะนี้คนส่วนใหญ่กังวลเกี่ยวกับการเตรียมตัวรับมือภัยพิบัติ เพราะทุกสิ่งที่เราคุ้นเคยได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ภัยพิบัติในอนาคต ประชาชนเจ้าของประเทศต้องช่วยกันดูแลพื้นที่ชัยภูมิของตัวเอง พร้อมกับเชื่อมประสานกันในกลุ่มเฝ้าระวังภัยพิบัติ
“ปี 55 ภัยน้ำท่วมอาจไม่รุนแรงเหมือนปีที่แล้ว อย่างไรก็ดี วัฏจักรภัยพิบัติปกติเกิดทุก 5 ปี แต่ตอนนี้ 2-3 ปีเกิดครั้ง เพราะมีการทำลายทรัพยากรป่าไม้ ส่งผลให้ระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงมหาศาล โลกจึงพบมหันตภัยจากภัยพิบัติถี่ขึ้น หนักขึ้นกว่าเดิม ระบบเตือนภัยต้องมีประสิทธิภาพ การเมืองไม่นิ่งทำให้ระบบขาดความต่อเนื่อง หากพึ่งรัฐบาลอย่างเดียวเสี่ยง ฉะนั้น ประชาชนต้องตระหนักถึงประสิทธิภาพแผนรับมือที่ได้เตรียมไว้ ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดให้แผนสำเร็จ คือ ผู้คน”  อาจารย์คมสันเน้นย้ำ
อย่างไรก็ตาม สำหรับ “ลาดกระบังโมเดล” ที่ชูขึ้นมาเป็นต้นแบบแห่งการเรียนรู้นั้น อาจารย์คมสันระบุ วันนี้มีความคืบหน้าในการวางแผนป้องกันภัยพิบัติและเชื่อมโยงเครือข่ายกว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่เพียงป้องกันน้ำท่วม แต่เป็นจุดเริ่มต้นการวางแผนจัดการภัยพิบัติในอนาคตของพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก
อาจารย์คมสันอธิบาย ลาดกระบังโมเดลมี 5 ขั้นตอนสำคัญ คือ สำรวจ ตั้งรับ เฝ้าระวัง ดูแล และฟื้นฟู โมเดลนี้พื้นที่ประสบภัยอื่นสามารถตัดลดหรือเพิ่มเติมได้เพื่อเหมาะกับสภาพพื้นที่ สิ่งสำคัญ คือ ต้องรู้จักวิเคราะห์ตัวเอง หากพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม ชุมชนต้องวัดระดับความสูงของน้ำ โดยอ้างอิงระดับน้ำทะเลเฉลี่ยปานกลาง เฝ้าระวังความเร็วการเคลื่อนตัวของน้ำ ตั้งแต่นครสวรรค์ไล่ลงมาถึงกรุงเทพฯ ทำหมุดวัดระดับน้ำบริเวณลำคลองต่างๆ ชาวบ้านต้องมีความรู้เรื่องอ่านสเกลและรายงานระดับน้ำ รวมถึงย้อนดูสถิติระดับน้ำสูงสุด เหตุที่ต้องสำรวจทั้งทางน้ำและทางบก วิเคราะห์สภาพพื้นที่เพื่อประเมินเตรียมการรับมือและป้องกัน
“แผนตั้งรับ มทร.ประชุมร่วมกับ 61 ชุมชนรอบสถาบัน เราไม่ได้ป้องไม่ให้น้ำไหลเข้าพื้นที่ เพราะที่นี่เป็นทางน้ำผ่าน แต่กำหนดวิธีการน้ำไหลเข้ามาเท่าไหร่ ผลักดันน้ำออกให้เร็วที่สุด สำหรับโครงการของรัฐที่ออกแบบกั้นน้ำ จะเป็นถนนหรือคันกั้นน้ำ ในระบบต้องมีทางให้น้ำไป ทางเบี่ยงน้ำ มิฉะนั้น มวลน้ำจะสะสมและยกตัวสูงขึ้น พื้นที่หลังคันตาย รับกรรม” นักวิชาการ มทร.กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมทั้งประเทศ อาจารย์คมสันฝากทิ้งท้ายถึงประสิทธิภาพของแผนรับมือต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ เพราะภัยพิบัติอาจเกิดในพื้นที่ใกล้บ้าน เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่อาจรู้ล่วงหน้า เน้นกระตุ้นให้ชุมชนเสี่ยงภัยเตรียมคิดถึงแผนการติดต่อ แผนรับมือฉุกเฉิน คิดถึงสิ่งที่ต้องทำเมื่อสถานการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้น ทุกชีวิตในพื้นที่มีค่าไม่ควรเสี่ยงหรือละเลยประเด็นเหล่านี้
ปลายเดือนพฤษภาคมนี้ผลลัพธ์จากโครงการฯ ไม่ว่าจะเป็น แผนที่เสี่ยงภัยพิบัติ โดยเฉพาะภัยน้ำท่วม จะเสร็จพร้อมเผยแพร่ ไม่ว่าภัยพิบัติธรรมชาติครั้งใหญ่จะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่อย่างน้อยสิ่งที่ชุมชนเตรียมการ โมเดลรับมือ แผนหรือองค์ความรู้ต่างๆ ทำให้ลดความโกลาหลในสถานการณ์ภัยพิบัติ ลดคนเจ็บคนตาย และปรับตัวในภาวะภัยพิบัติได้ไม่มากก็น้อย.
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
ล้อมกรอบ
กระบวนการออกแบบจัดทำร่างแผนที่ภัยพิบัติ
1.จากบทเรียนวิเคราะห์พื้นที่ ปักหมุดพื้นที่ เสี่ยงน้อยจนถึงมากที่สุด
2.ปักหมุดต้นทุนคน ทำแผนที่คนในแต่ละพื้นที่ กำหนดรายชื่อ เบอร์โทร ใคร ทำอะไร อย่างไร แกนกลางในการประสานติดต่อ
3.ปักหมุด หน่วยงานทุกภาคส่วนพื้นที่ หน่วยงานราชการ เอกชน ประชาสังคม  โรงเรียน อนามัย ศาสนสถาน
4.ออกแบบวิธีการ ขั้นตอนการรับมือ โจทย์ร่วม คือ เตรียมตัวอะไรบ้าง อย่างไรบ้าง องค์ประกอบแต่ละระดับจำเป็นต้องมีใคร รวมตัวจะเชื่อมกันยังไง การติดต่อสื่อสาร รับ-ส่งข้อมูลข่าวสารอะไร อย่างไร แชร์แบ่งปันส่งต่อข้อมูลระหว่างกันยังไง
5.ออกแบบเส้นทางในการเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัย ผู้บาดเจ็บ ใครเกี่ยวข้อง เครื่องมือ ช่องทาง เส้นทางหลัก เส้นทางรอง เส้นทางเฉพาะกิจกรณีฉุกเฉิน
6.ออกแบบโมเดลจัดการศูนย์หรือพื้นที่อพยพ รูปแบบการใช้ศูนย์ การระดมสิ่งของ การจัดสรร บริหารความเสี่ยงในศูนย์ การจัดการเงิน เครื่องอุปโภค ระบบขนส่ง
7.ออกแบบเครื่องมือสื่อสาร นวัตกรรมยังชีพในสถานการณ์ภัยพิบัติ การใช้เทคโนโลยีในภาวะไร้อินเทอร์เน็ต ไร้สัญญาณโทรศัพท์
8.ออกแบบวิธีการยังชีพในภาวะภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วมขัง ปรับตัวสร้างอาชีพนำองค์ความรู้ท้องถิ่นผันวิกฤติเป็นโอกาส เช่น ประมง เกษตรอินทรีย์
9.ออกแบบวิธีการรับมือ จัดการกับความขัดแย้ง ท่ามกลางสถานการณ์ขัดแย้งระหว่างพื้นที่ใกล้เคียง ใครจะเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย จุดสมดุลที่ความขัดแย้งจะรอมชอมได้
10.ออกแบบวิธีการฟื้นฟู เยียวยาหลังภัยพิบัติผ่านพ้น มองการฟื้นฟู 7 ระดับ ตั้งแต่การจัดการที่อยู่อาศัย การจัดการอาชีพ ที่ทำกิน การจัดการฟื้นฟูวิถีชีวิต สุขภาพกายใจ
11.ออกแบบกระบวนการสร้างการเรียนรู้ ทำยังไงให้ข้อมูลข่าวสาร ภูมิปัญญาต่างๆ เกี่ยวกับภัยพิบัติเข้าถึงคนกลุ่มต่างๆ ทำยังไงให้คนในแต่ละพื้นที่รู้วิธีเอาตัวรอด
12.สร้างการเรียนรู้ตั้งแต่การเรียนในโรงเรียน หลักสูตรท้องถิ่น หลักสูตรบังคับ การใช้เทคโนโลยีเครื่องมือสื่อสาร การเข้าถึงข้อมูล ทั้งในสถานะผู้ส่งสาร และผู้รับสาร นักข่าวเฉพาะกิจ ผู้สื่อข่าวจำเป็น อาสาสมัครภัยพิบัติ

 

2 ชุมชนในกระบี่ “ตัวอย่าง” รับมือ “เสี่ยง” ภัยพิบัติ 2012/05/17

http://www.thaipost.net/sunday/060512/56394

6 May 2555

เหตุการณ์แผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 เป็นสิ่งที่คนไทยไม่เคยคาดคิดว่าจะประสบพบเจอ แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการตระหนักในภัยพิบัติทางธรรมชาติ ว่าสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา อีกทั้งเมื่อเกิดเหตุการณ์มหาอุทกภัยเมื่อปี 2554 ก็ทำให้ผู้คนเข้าใจในภัยธรรมชาติมากยิ่งขึ้นว่าเป็นสิ่งที่ไว้วางใจไม่ได้  และล่าสุดเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกาะสุมาตรา 8.6 ริกเตอร์ เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2555 ที่เขย่าจังหวัดแถบชายฝั่งอันดามัน ก็ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าการตื่นตัวและการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติธรรมชาติเป็นสิ่งจำเป็นมากยิ่งขึ้นทุกวัน

หลังจากผ่านเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งล่าสุดไม่กี่วัน  ชุมชน 2 ตำบล ในจังหวัดกระบี่ คือ ต.คลองประสงค์ อ.เมืองฯ จ.กระบี่ ที่มีชุมชนย่อย 4 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนเกาะกลาง ชุมชนบางขนุน ชุมชนคลองประสงค์ และชุมชนคลองกำ อีกแห่งคือ ต.เกาะกลาง อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ จำนวน 2 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนท่าคลอง และชุมชนปากคลอง ซึ่งทั้งหมดตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลอันดามัน จัดเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยรุนแรง ได้จัดการเสวนาย่อย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดการความเสี่ยง การรับมือภัยพิบัติ รวมทั้งการซ้อมอพยพหนีภัย

การดำเนินการดังกล่าวได้มี มูลนิธิรักษ์ไทย เป็นองค์กรหลักในการผลักดัน ภายใต้การสนับสนุนจากคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียแปซิฟิก หรือ ESCAPE หน่วยงานหนึ่งในองค์การสหประชาชาติ รวมทั้งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สังกัดกระทรวงมหาดไทย

ประสาร สถานสถิตย์ ผู้จัดการโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชนจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติ มูลนิธิรักษ์ไทย กล่าวว่า นับจากหลังเกิดเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิถล่มจังหวัดชายฝั่งอันดามันของไทยเมื่อปี 2547 เป็นต้นมา มูลนิธิรักษ์ไทยได้เข้าไปปักหลักในจังหวัดกระบี่และจังหวัดภาคใต้ ภายใต้การดำเนินงานในโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชนจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติ เป้าหมายหลักคือ เข้าไปเสริมสร้างศักยภาพชุมชน ในการจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน รวมทั้งบูรณาการให้ชาวบ้านเตรียมพร้อมปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งประเด็นหลังนี้มีพื้นที่ที่เป็นปัญหาหลายจังหวัดในภาคใต้ ไม่ได้มีแต่เฉพาะจังหวัดติดทะเลอันดามันเท่านั้น

สำหรับเรื่องการเตือนภัยพิบัติธรรมชาติ ESCAPE มองว่าประเทศชายฝั่ง ทั้งมัลดีฟส์ ศรีลังกา อินโดนีเซีย อินเดีย ต้องเตรียมการรับมือ และขณะนี้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC ก็ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ ส่วนทางมูลนิธิรักษ์ไทยเอง แม้จะเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านมานานในเรื่องการเตือนภัยมานาน แต่ก็มองว่าเราจะต้องมีการพัฒนาแผนรับมือขึ้นไปเรื่อยๆ
“สำหรับกิจกรรมการเรียนรู้จัดการภัยพิบัติของประชาชนในพื้นที่ทั้ง 2 ตำบลนี้ เราหวังว่าจะสามารถขยายผลไปสู่จังหวัดใกล้เคียง และเป็นนโยบายระดับประเทศ รวมทั้งขยายผลถอดบทเรียนไปสู่ระดับภูมิภาค” ประสารกล่าว
ด้าน เสกสรร ชัญถาวร เจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชนจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติ  มูลนิธิรักษ์ไทย กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของโครงการจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติคือ การเห็นความสำคัญของชีวิตชาวบ้าน   และจากการดำเนินงานของมูลนิธิรักษ์ไทยในจังหวัดกระบี่ ซึ่งเข้าไปดูแลชุมชนกว่า 150 ชุมชน และได้ประเมินความพร้อมในด้านต่างๆ พบว่า 2 ชุมชน ต.บ้านเกาะกลาง ต.คลองประสงค์ เท่านั้น ที่มีความพร้อมและตื่นตัวในเรื่องการรับมือภัยพิบัติมากกว่าชุมชนแห่งอื่นๆ อีกทั้งจำนวนประชากรใน 2 ตำบลดังกล่าวก็มีจำนวนมากกว่า 4-5 พันคน ทำให้มีเหตุผลมากพอที่จะทำแผนรับมือในสองชุมชนนี้
“เราพบว่า 2 ตำบลเขายินดีที่จะทำแผนรับมือภัยพิบัติ ทางแกนนำเขาก็มีความพร้อม ทำงานร่วมกับทางรักษ์ไทยในการจัดทำแผน หรือซ้อมอพยพ แต่ชุมชนอื่นๆ เขามองว่า การทำอย่างนี้เสียเวลา เราจึงเลือกสองตำบลนี้เป็นโครงการนำร่อง เพื่อเป็นต้นแบบก่อนขยายผลไปสู่ชุมชนอื่นๆ หรือนำแผนนี้ไปสู่ในระดับจังหวัดได้” เสกสรรกล่าว
ย้อนกลับมาที่วงเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นการจัดการความเสี่ยงและรับมือภัยพิบัติ นอกจากมีชาวบ้าน เจ้าหน้าที่จากมูลนิธิรักษ์ไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ยังมีตัวแทนจากศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หนึ่งในหน่วยงานของกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมในวงเสวนาด้วย
จุดแรกที่มีการพูดคุยกันถึงการจัดการความเสี่ยงและการรับมือภัยพิบัติก็คือ ชุมชนเกาะกลาง ที่มี 2 หมู่บ้านคือ ท่าคลอง และปากคลอง พื้นที่ตั้งวงพูดคุย ตั้งอยู่ริมหาดติดทะเลอันดามัน ซึ่งจุดนี้เคยโดนคลื่นสึนามิไม่ต่ำกว่า 5 เมตร โถมใส่มาแล้วเมื่อปี 47 ส่งผลให้มีชาวบ้านตาย 2 คน
ประเด็นปัญหาหลักการพูดคุยอยู่ที่ 2 ประเด็น คือ 1.การเตือนภัย หากเกิดแผ่นดินไหว คลื่นยักษ์ และการอพยพ ซึ่งรวมถึงการซ้อมอพยพด้วย และปัญหาการสื่อสารที่ขัดข้องในวันเกิดเหตุ โดยยกเหตุการณ์เมื่อวันที่ 11 เมษายน ที่ประชาชนยังไม่รู้ข่าวสาร เนื่องจากแถบจังหวัดกระบี่ไม่ค่อยเกิดแรงสั่นสะเทือนมากนัก และการสื่อสารทางโทรศัพท์มือถือขัดข้อง และการใช้ให้เห็นความสำคัญของการมีวิทยุคลื่นสั้นไว้ใช้ ซึ่งควรมีการตั้งงบประมาณจัดซื้อ
ศรีเภา รุจิพัชรกุล นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ต.เกาะกลาง กล่าวว่า หลังเกิดสึนามิปี 47 ทำให้ชุมชนตื่นตัวเรื่องเตือนภัยมาก และยิ่งมาเกิดแผ่นดินไหวในวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา ก็ยิ่งทำให้ชาวบ้านกังวลใจมากยิ่งขึ้น อยากเตรียมพร้อมเรื่องการเตือนภัย และอพยพมากยิ่งขึ้น สำหรับตนมีข้อเสนอแนะว่า การซ้อมอพยพไม่ควรซ้อมเฉพาะตอนกลางวันเท่านั้น แต่ควรซ้อมในช่วงกลางคืนด้วย เพราะภัยพิบัติสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลา
“ถ้าไหวตอนเที่ยงคืน สึนามิเข้าตอนตี 3 ตี 4 คนอยู่ริมฝั่งจะเกิดอันตรายได้ เราก็ควรจะมีการซ้อมอพยพตอนกลางคืนด้วย เพื่อความไม่ประมาท เราต้องซ้อมว่าถ้าเกิดกลางคืน ทางวิ่งมืดไหม มีไฟฟ้าไหม และสัญญาณเตือนภัยจะเตือนกันแบบไหน เพราะการเตือนกลางคืนมันคนละเรื่องกับเตือนกลางวัน”  นายก อบต.เกาะกลางเสนอ และเห็นว่า ประชาชนริมฝั่งทะเลควรจะมีเรือเตรียมพร้อมไว้ เวลาเกิดคลื่นยักษ์แล้ว สามารถนำเรือไปช่วยเหลือคนอื่นที่อยู่ในทะเลได้อีกด้วย
ด้าน ปัญญา หวังมาก ประธานชุมชนบ้านเกาะกลาง ผู้ประสานงานกับมูลนิธิรักษ์ไทย เพื่อดูแลจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ กล่าวว่า เหตุการณ์สึนามิเมื่อปี 47 ทำให้ชาวบ้านรวมตัวกัน มีการตั้งกองทุนฟื้นฟูผู้ประสบภัยสึนามิ และมองไกลไปอีก ดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติไปด้วย ต่อมาในปี 2550 ชาวบ้านได้ช่วยกันทำระบบเตือนภัยขึ้น มีการซ้อมอพยพในบางครั้ง ซึ่งการเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งล่าสุดนี้ ทำให้ชาวบ้านตระหนัก และเห็นความสำคัญการเตือนภัยอย่างมาก และเห็นว่าเราควรมีการจัดการหรือพัฒนาแผนให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม
“เหตุการณ์วันที่ 11 เมษายน ทำให้เรารู้ว่า เราจะพึ่งข่าวสารจากกรุงเทพฯ เพียงจุดเดียวไม่ได้ เพราะการสื่อสารวันนั้นขัดข้องทั้งหมด พอดีตอนนั้นที่กระบี่เกิดฝนตกไฟดับ โทรศัพท์มือถือใช้ไม่ได้ ดังนั้น เราจึงเห็นความสำคัญของวิทยุสื่อสาร ว่าควรมีการจัดไว้ให้เตรียมพร้อมเตือนภัย และยังเห็นอีกว่า ถ้าหากมีศูนย์เตือนภัยระดับจังหวัด จะทำให้เรารู้ข่าวสารเร็ว สามารถประกาศเตือนภัยชาวบ้านได้ในทันที ถึงคลื่นจะมาหรือไม่ เราก็จะต้องเตือนไว้ก่อน แต่ถ้าไม่มาเราก็ให้ชาวบ้านกลับบ้านไป”
แกนนำชุมชน ต.เกาะกลาง ยังเสนอแนะอีกด้วยว่า กองทุนภัยพิบัติในชุมชนบ้านเกาะกลาง จะต้องมีการระดมทุนเพิ่มเติม เผื่อไว้เวลาเกิดภัยธรรมชาติขึ้นมาจริงๆ ชาวบ้านจะได้ไม่ต้องหวังพึ่งความช่วยเหลือจากเทศบาลหรือจังหวัดเพียงอย่างเดียว แต่สามารถใช้เงินจากกองทุนนี้ได้เวลาฉุกเฉิน
“เราเห็นภาพในทีวี เวลาเกิดแผ่นดินไหว ภัยพิบัติทีไร ชาวบ้านจะต้องเข้าแถวรอความช่วยเหลือจากเทศบาล ซึ่งเราไม่อยากเห็นภาพอย่างนี้ ซึ่งเราจะต้องมีกองทุนของตัวเอง ตัวกองทุนจะต้องมีรายได้ ดูแลสิ่งแวดล้อม และใช้จ่ายเวลาฉุกเฉิน”
ปัญญามองว่า อีกข้อเสนอก็คือ ควรมีการสร้างหอสังเกตการณ์สูง 10 เมตร ออกไปในทะเล และติดไซเรนที่หอนี้ เพราะเชื่อว่าเวลาหอเตือนภัยส่งสัญญาณ แต่พวกอยู่ทะเลจะไม่ได้ยิน  ซึ่งไซเรนจากหอสังเกตการณ์นี้จะดังได้ไกลได้ถึงระยะ 2,000 เมตร หากเรือได้ยินรู้ว่าจะมีคลื่นสึนามิมา ก็จะเข้าฝั่งได้ทัน
ในฐานะแกนนำชาวบ้านที่ต้องเข้มแข็ง แต่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ปัญญายอมรับว่าเขายังกลัวคลื่นยักษ์สึนามิ เหตุการณ์เมื่อปี 47 ยังฝังใจเขามาตลอด และเชื่อว่าชาวบ้านอีกหลายคนก็ยังคงกลัวคลื่นยักษ์ แม้ในชุมชนของเขามีแค่ 13 หลังคาเรือน เสียชีวิตจากคลื่นสึนามิถาโถมเพียงแค่ 2 คน แต่ในระยะ 7-8 ปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์แผ่นดินไหวตลอด เกิดขึ้นที่ประเทศโน้นประเทศนี้ โดยเฉพาะที่เกิดกับประเทศญี่ปุ่น ยิ่งทำให้เขาคิดได้ว่าแผ่นดินไหวสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ ดังนั้น จึงต้องมีการเตรียมพร้อมเรื่องการเตือนภัยและการอพยพไว้ตลอดเวลา และยิ่งมาเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกาะสุมาตราอีกครั้ง เมื่อเร็วๆนี้ ก็ทำให้เขามั่นใจมากขึ้นว่า การจัดสร้างระบบเตือนภัย และการมีแผนอพยพที่ดี เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชุมชนที่อยู่ชายฝั่งทะเล และการทำให้ชาวบ้านรู้ว่า หากมีเสียงสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรถึงจะปลอดภัยนั้น เป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก
“ผมยอมรับว่าผมยังกลัวคลื่นสึนามิอยู่ บางคืนผมนึกอะไรขึ้นมา เกิดกลัวคลื่นจะมาอีก ผมขนลูก เมีย หนีไปนอนข้างบนไกลๆ จากฝั่ง เรื่องนี้มันยังฝังใจผมอยู่” ปัญญาเล่า
อีกชุมชนหนึ่งที่มีความตื่นตัวรับภัยพิบัติ ณ ตำบลคลองประสงค์ เวลา 09.30 น. ในวันที่ 24 เมษายนที่ผ่านมา ชาวบ้าน 4 ชุมชนแห่งนี้ ได้จัดซ้อมใหญ่การอพยพหนีคลื่นยักษ์ การซักซ้อมครั้งนี้มีชาวบ้านเข้าร่วมจำนวนมาก มีทั้งผู้หญิง คนแก่ ลูกเด็กเล็กแดง รวมทั้งคนพิการ และมีคนบาดเจ็บสมมติ
บรรยากาศสมจริงมาก เป็นที่รู้กันว่าพอเสียงสัญญาณเตือนภัยดังขึ้น ชาวบ้านจากทุกหมู่จะต้องอพยพมารวมตัวกันที่มัสยิดและโรงเรียนที่ตั้งในหมู่ 1 ซึ่งเป็นจุดที่สูงจากระดับน้ำทะเลที่สุดในเกาะแห่งนี้ และแกนนำซึ่งมีวิทยุคลื่นสั้นติดตัวจะทำหน้าที่แจ้งเตือน สำรวจตรวจนับจำนวนชาวบ้านในความรับผิดชอบว่ามีใครตกหล่นจากการอพยพบ้างหรือไม่ นอกจากนี้ ยังมีการจำลองเหตุการณ์นำส่งชาวบ้านที่บาดเจ็บส่งศูนย์กู้ชีพฉุกเฉิน ว่าสามารถดำเนินการภายในเวลาที่กำหนดหรือไม่
“ที่เราซักซ้อมไว้ก็คือ ถ้าเสียงหวอเตือนภัยดังขึ้น เราสั่งไว้ว่าทุกคนจะต้องไม่เอาทรัพย์สินอะไรที่เป็นภาระไป มีเพียงแค่เอกสารสำคัญเท่านั้นที่ต้องเตรียมพร้อมเอาไว้ เพราะตอนอพยพปี 47 บางคนหิ้วกระเป๋า ทีวี ตู้เย็น ทำให้การอพยพลำบากมาก เราเลยสอนไว้ว่าชีวิตสำคัญกว่า ที่ติดตัวได้คือ เอกสารสำคัญเท่านั้น” คณิต สุขแดง อาสาสมัครเตือนภัยที่ควบคุมการฝึกซ้อมอพยพกล่าว
คณิตยังบอกอีกว่า ไม่ได้มีแต่เพียงเขาเท่านั้นที่เป็นอาสาสมัครเตือนภัย ยังมีอีกกว่า 20 คนที่ช่วยกันทำหน้าที่นี้ แม้แต่ผู้หญิงก็มี อย่างคนขายกาแฟที่เป็นผู้หญิงก็เป็นอาสาสมัครเตือนภัย เนื่องจากร้านกาแฟมักจะเป็นจุดศูนย็รวมผู้คน เจ้าของร้านสามารถถ่ายทอดบอกเล่าข้อมูลเกี่ยวกับการเตือนภัยให้ชาวบ้านได้ทราบเป็นอย่างดี
หลังจากซ้อมอพยพ มีตัวแทนจากศูนย์เตือนภัยพิบัติแแห่งชาติเข้ามาให้ข้อมูลกับชาวบ้าน และขั้นตอนสุดท้ายของการซ้อม คือ การให้ชาวบ้านมาลงชื่อในสมุดทะเบียน เพื่อประเมินผลต่อไป
ประดิษฐ์ จันทร์ทอง นายก อบต.ตำบลคลองประสงค์  กล่าวว่า ที่ผ่านมาทาง ต.คลองประสงค์ได้ร่วมกับมูลนิธิรักษ์ไทยจัดทำคู่มือชุมชนจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติบ้านเกาะกลาง ต.คลองประสงค์ขึ้น เพราะที่นี่มีจุดเสี่ยงที่เปราะบางมาก ตรงพื้นที่ชุมชนคลองประสงค์เป็นพื้นที่เชื่อมต่อกับชุมชนคลองก่ำ ซึ่งพื้นที่ตรงนี้ติดกับทะเลอันดามัน ต่ำกว่าระดับน้ำทะล มีคลื่นลมแรงตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงน้ำเกิดลมมักจะแรงกว่าปกติ หรือในช่วง 1, 2, 3 ค่ำ เกิดน้ำท่วมตรงหาดนี้เป็นปกติ ไม่สามาถปลูกต้นไม้อะไรได้ในบริเวณนี้ เพราะต้นไม้จะทนคลื่นลมไม่ไหวตายก่อนที่จะโต และเมื่อปี 47 คลื่นสึนามิก็เข้าตรงจุดนี้ รุนแรงมาก การแก้ปัญหาทำได้เพียงรักษาป่าชายเลนใกล้จุดเสี่ยงนี้ไว้ให้ได้ เพื่อเป็นตัวกันพายุและคลื่น ซึ่งแต่ก่อนชาวบ้านไม่เห็นความสำคัญของป่าตรงนี้ แต่ตอนนี้ทุกคนรู้แล้ว และช่วยกันอนุรักษ์ ไม่ตัดไม้ทำลาย
“แผนรับมือของเรานอกจากที่มูลนิธิรักษ์ไทยสอน คือ ชุมชนต้องรู้จักตัวเองก่อน ไม่ควรอยู่กันกระจัดกระจาย และถ้าเกินความสามารถ จัดการไม่ได้ เราถึงจะให้จังหวัดเข้ามาดูแล แต่ทั้งหมดนี้เราก็พร้อมรับฟังความเห็นชี้แนะ”
“เราคำนวณแล้วว่า หากเกิดคลื่นยักษ์จริง ชาวบ้านจากชุมชนบ้านก่ำจะต้องใช้ถนนที่ผ่านจุดเสี่ยงนี้อพยพ ดังนั้น อาจจะต้องมีการสร้างถนนอีกเส้น หากจากจุดเสี่ยงนี้ประมาณ 500 เมตร เพื่อให้ชาวบ้านจากหมู่ 1 และหมู่ 3 อพยพได้ ซึ่งถนนนี้จะต้องใช้งบประมาณ 50 ล้านบาท”
สำหรับการเกิดแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา แม้ที่ ต.คลองประสงค์จะไม่ได้รู้สึกว่าไหวรุนแรง แต่น้ำในกระชังก็กระเพื่อม แต่ในวันนั้น อบต.ได้สั่งให้ชาวบ้านอพยพจากจุดที่เคยเกิดคลื่นยักษ์ไปยังมัสยิดที่เตรียมไว้เป็นศูนย์รองรับผู้อพยพ ซึ่งพอได้รับการยืนยันว่าจะไม่เกิดคลื่นยักษ์ ก็ให้ชาวบ้านกลับบ้าน
“แผ่นดินไหวเกิดมา 2 ครั้งแล้ว ชาวบ้านบอกตัวเองว่า จะพาตัวเองรอดได้อย่างไร แต่สำหรับ อบต.เราต้องดูแลชาวบ้าน จึงมาคิดว่าเราจะเตรียมพร้อมอย่างไร เราต้องอ่านแผนให้ขาด ตรงไหนเสี่ยงมาก การแก้ปัญหาต้องทำอย่างไร”
นายก อบต.ต.คลองประสงค์กล่าวอีกว่า การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติพบว่า ที่ ต.คลองประสงค์ต้องการอาคารสูงไม่ต่ำกว่า 3 ชั้นไว้รองรับผู้อพยพ ซึ่งจะทำให้การเคลื่อนย้ายชาวบ้านคล่องตัว ส่วนอาคารที่มีอยู่ต่ำเกินไปไม่เพียงพอกับชาวบ้าน 3-4 พันคน นอกจากนี้ ท่าเรือที่มีอยู่ก็ไม่ได้มาตรฐาน เวลาน้ำลดลงมากๆ จะลาดชันมาก ทำให้ลำบากในการอพยพ ดังนั้น อาจต้องมีการสร้างท่าเรือที่ได้มาตรฐานเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งท่า
รวมทั้งการตั้งจุดขยายสัญญาณวิทยุคลื่นสั้นในเกาะ เนื่องจากเวลาเกิดเหตุจะใช้โทรศัพท์มือถือไม่ได้ ต้องใช้วิทยุคลื่นสั้นเท่านั้น แต่วิทยุพวกนี้ก็มีข้อจำกัด ตรงที่ส่งสัญญาณได้ในวงจำกัด ซึ่งหากมีการตั้งจุดขยายสัญญาณก็จะทำให้การส่งข้อมูลข่าวสารครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดได้
นอกจากนี้ ในการช่วยเหลือที่ผ่านมา อบต.ประสบปัญหางบประมาณ เพราะเวลาเกิดเหตุสิ่งที่สำคัญมากก็คือต้องใช้เงิน และการอพยพเมื่อวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งต้องใช้งบส่วนตัวที่ไม่ใช่งบราชการมาดำเนินการอพยพ
“ผมอยากบอกท่านผู้แทนจากหน่วยราชการหรือศูนย์เตือนภัยว่า เราต้องมีงบประมาณส่วนหนึ่งเข้ามา เพื่อให้ชุมชนสามารถจัดการตัวเองได้” นายก อบต.กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในการประเมินผลการเตือนภัยและอพยพ ซึ่งมีหลายภาคส่วนเข้าร่วม มีการประเมินผล มีข้อเสนอแนะและติติง บางคนเห็นว่า ข้อความประกาศเตือนภัยที่ระบุออกมา มีข้อความที่ยาวมากเกินไป และใช้ภาษาทางราชการมาก ในช่วงเวลาฉุกเฉินและตื่นตระหนกอาจทำให้ชาวบ้านจับใจความไม่ทัน
อีกประเด็นคือ การตื่นตัวของชุมชน ที่เป็นไปอย่างดีในวันนั้น เนื่องจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว 11 เมษายนเพิ่งผ่านไปหมาดๆ แต่หากผ่านไปนานๆ เข้า ไม่มีเหตุการณ์แผ่นดินไหวเกิดขึ้น ก็อาจจะทำให้ชาวบ้านและชุมชนเฉยชาในการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ
ในประเด็นนี้ นายก อบต.ตำบลคลองประสงค์ ยืนยันว่า พร้อมจะให้ชาวบ้านตระหนักในภัยพิบัติธรรมชาติ การซ้อมเตือนภัยอพยพจะต้องดำเนินต่อไป และพร้อมจะนำความรู้เรื่องภัยธรรมชาติ การเตือนภัย ใส่ลงในบทเรียนโรงเรียนในชุมชน เพื่อให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ พร้อมรับมือกับภัยพิบัติในอนาคตได้อย่างดี
“ในฐานะนายก อบต. ผมเห็นว่า แผนรับมือของเรานอกจากที่มูลนิธิรักษ์ไทยสอน คือ ชุมชนต้องรู้จักตัวเองก่อน ไม่ควรอยู่กันกระจัดกระจาย และถ้าเกินความสามารถ จัดการไม่ได้ เราถึงจะให้จังหวัดเข้ามาดูแล แต่ทั้งหมดนี้เราก็พร้อมรับฟังความเห็นชี้แนะ” ประดิษฐ์กล่าว.

 

ยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาด “เขื่อนแม่วงก์” แก้น้ำท่วมได้ไม่จริง 2012/05/17

http://www.thaipost.net/sunday/290412/56075

29 April 2555

ทันทีที่รัฐบาลของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินหน้าผลักดันโครงการสร้างเขื่อนแม่วงก์ อ.แม่วงก์ จ.นครสวรรค์ จนมติคณะรัฐมนตรีอนุมัติไปตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน วงเงิน 13,280 ล้านบาท เพื่อเก็บกักน้ำจากลุ่มน้ำสะแกกรังก่อนไหลลงสู่เจ้าพระยาช่วยป้องกันน้ำท่วมภาคกลาง ตลอดจนใช้เป็นแหล่งน้ำสำหรับพื้นชลประทานตามโครงการ 291,900 ไร่ โดยจะใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 8 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2555-2562
ต่อมาได้มีกลุ่มราษฎร องค์กรด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกแถลงการณ์คัดค้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์ ยื่นหนังสือคัดค้านโครงการก่อสร้าง รวมไปถึงจัดเวทีเสวนาเพื่อนำเสนอถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ซึ่งหากก่อสร้างเขื่อนเสร็จจะสูญเสียพื้นที่ป่ากว่า 11,000 ไร่ ตลอดจนกระทบพืชพันธุ์และสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์อีกมากมาย
และอีกข้อทักท้วงกรณีเขื่อนแม่วงก์ที่กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนหลายองค์กรใช้เป็นเหตุผลคัดค้าน คือ พื้นที่ใช้สร้างเขื่อนไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งได้อย่างแท้จริง เพราะในพื้นที่ใกล้เคียงเคยสร้างเขื่อนขนาดเล็กขนาดนี้มาแล้ว แต่ไม่ได้บรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ
หาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ กล่าวว่า ฝั่งตะวันตกของไทยในพื้นที่ลุ่มน้ำสะแกกรังมีเขื่อนที่สร้างแล้ว คือ เขื่อนทับเสลา เขื่อนคลองโพธิ์ และห้วยขุมแก้ว แต่พบปัญหาปริมาณน้ำไม่เต็มความจุที่เขื่อนเก็บกักได้ หรือเวลาน้ำเต็มเขื่อนก็ไม่จัดการน้ำได้อย่างเหมาะสมส่งผลให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่ด้านล่าง โดยเฉพาะเขื่อนทับเสลา จ.อุทัยธานี ซึ่งรับน้ำจากห้วยขาแข้งสร้างมากว่า 20 ปีแล้ว แต่ไม่สามารถแก้ภัยแล้งและน้ำท่วม เพราะเขื่อนตั้งอยู่ในจุดอับฝนและฝนตกท้ายเขื่อน ฤดูแล้งน้ำในเขื่อนลงระดับต่ำสุด ส่งน้ำผ่านระบบชลประทานในพื้นที่ไม่ได้ทั่วถึง เกษตรกรยังขาดแคลนน้ำอยู่ ฉะนั้น ก่อนจะดำเนินโครงการเขื่อนแม่วงก์ซึ่งรัฐอ้างเหตุผลก่อสร้างเพื่อบรรเทาอุทกภัยและใช้เป็นแหล่งน้ำแก้ภัยแล้ง จะต้องทบทวนและศึกษาบทเรียนจากเขื่อนที่สร้างแล้วด้วย
“รัฐบาลใช้เหตุผลสร้างเขื่อนเพื่อควบคุมน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาให้ดีขึ้น เราพบว่าช่วงที่น้ำหลากสูงสุดเมื่อปี 2554 ที่เกิดอุทกภัยใหญ่ อยู่ที่ปริมาณ 3,800-4,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือ 330-350 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ขณะที่เขื่อนแม่วงก์สามารถเก็บน้ำได้สูงสุดเพียง 250 ล้านลูกบาศก์เมตร แสดงให้เห็นว่าไม่ได้ตอบโจทย์แก้น้ำท่วม หากเกิดสถานการณ์น้ำแบบปีที่แล้ว อยากเสนอให้รัฐใช้หลักการบริหารจัดการน้ำ พัฒนาระบบฝาย กระจายปริมาณน้ำ และเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ ส่วนพื้นที่รับน้ำตอนบนในลุ่มน้ำสะแกกรังก่อนจะไหลลงเจ้าพระยาให้หาแนวทางจราจรน้ำแทน ไม่จำเป็นต้องสร้างเขื่อนแม่วงก์ ยิ่งกว่านั้นโครงการนี้ใช้งบประมาณสูงถึง 1.3 หมื่นล้านบาท ไม่คุ้มทุน” หาญณรงค์ระบุ
ด้าน อุทัย เดชยศดี เจ้าหน้าที่สารสนเทศภูมิศาสตร์ WWF ประเทศไทย กล่าวว่า ในพื้นที่มีปัญหาภัยแล้งจริง แต่ไม่ได้จะไม่มีน้ำในพื้นที่ เพราะจากข้อมูลโครงการศึกษาวางระบบและติดตั้งระบบโทรมาตรเพื่อพยากรณ์น้ำและเตือนภัยลุ่มน้ำสะแกกรังของกรมชลประทาน ล่าสุด (วันที่ 27 เม.ย.55 เวลา 15.00 น.) ณ สถานีบ้านวังม้า อยู่ด้านล่างอุทยานฯ แม่วงก์ ปริมาณน้ำมีอัตราการไหล 8.37 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่วนค่าเฉลี่ยรายเดือนเมษายน 8.05 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ชี้ให้เห็นว่าปริมาณน้ำมีมหาศาล ปัญหาอยู่ที่ขาดการจัดการน้ำต่างหาก ฉะนั้น ภัยแล้งตัดทิ้ง ขึ้นอยู่กับว่าจะดำเนินการจัดการน้ำที่ไหลจากป่าแม่วงก์อย่างไร เพราะผืนป่าเปรียบเสมือนเขื่อนธรรมชาติอยู่แล้ว
เจ้าหน้าที่ WWF ประเทศไทยได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจเพิ่มอีกว่า ถ้ามีเขื่อนแม่วงก์จะส่งผลกระทบกับลุ่มน้ำแม่วงก์ ซึ่งเป็นลุ่มน้ำสาขาหนึ่งของลุ่มน้ำสะแกกรัง เนื่องจากผลการคำนวณโมเดลพบว่า จะทำให้ปริมาณน้ำท่าไหลผ่านรายปีเฉลี่ยจากเดิม 424 ล้านลูกบาศก์เมตร ลดเหลือ 361 ล้านลูกบากศ์เมตร การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ไปสร้างเขื่อนทำให้แนวโน้มปริมาณน้ำท่าไหลในระบบลดน้อยลงไปอีก นอกจากนี้ พื้นที่ป่าสามารถเก็บกักคาร์บอนได้ประมาณ 75 ล้านตันคาร์บอน ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่แค่มีโครงการเขื่อนอย่างเดียวจะทำให้เก็บกักคาร์บอนได้ลดลงเหลือ 73 ล้านตันคาร์บอน
พร้อมทั้งยังบอกอีกว่า WWF ดำเนินโครงการฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งในพื้นที่ร่วมกับกรมอุทยานฯ ทั้งทำวิจัยและลาดตระเวน ในแผนสำรวจได้ติดตั้งกล้องดักภาพในป่าแม่วงก์เชื่อมต่อกับอุทยานฯ คลองลาน จากการสำรวจครั้งที่ 1 เมื่อสองเดือนก่อน พบเสือโคร่ง 8 ตัว โดยผลสำรวจครั้งล่าสุดจะเสร็จสิ้นเดือนนี้ คาดว่าจะได้ภาพเสือโคร่งเพิ่มเติมอย่างแน่นอน นอกจากเสือโคร่งแล้ว เรายังพบเหยื่อของสัตว์ผู้ล่า ทั้งเก้ง กวาง กระทิง หมู่ป่า ช้าง โดยมีสัญญาณชี้ให้เห็นว่าเหยื่อกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วบริเวณห้วยแม่วงก์ ซึ่งพื้นที่สร้างเขื่อนสัมพันธ์กับพื้นที่หากินของเหยื่อเสือโคร่งมาก
โรเบิร์ต สไตเมทซ์ หัวหน้าฝ่ายชีววิทยาการอนุรักษ์ WWF ประเทศไทย ย้ำประเด็นผลกระทบการสร้างเขื่อนต่อประชากรเสือโคร่งด้วยว่า ประเทศไทยประกาศต่อที่ประชุมด้านอนุรักษ์ในระดับนานาชาติจะฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งในประเทศให้เพิ่มขึ้น 50% ก่อนปี 2565 แต่ไทยกำลังทำลายคำมั่นสัญญาและลดโอกาสฟื้นฟูเสือโคร่ง ขณะนี้ทั่วโลกมีประชากรเสือโคร่ง 3,000 ตัว ใน 13 ประเทศ ซึ่งไทยมี 150 ตัว ส่วนใหญ่หากินในป่ามรดกโลกห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่นเรศวร รวมทั้งอุทยานฯ แม่วงก์ที่มีพื้นที่ติดต่อกัน
“รัฐบาลไทยเคยสัญญาว่า หากจะตัดสินใจสร้างโครงการใดๆ จะคำนึงถึงการฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งด้วย แต่การผลักดันสร้างเขื่อนแม่วงก์ผิดสัญญาในการฟื้นฟูประชากรเสือโคร่ง ซึ่งจัดว่ามีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งไม่สมควรอย่างมาก” นักอนุรักษ์คนเดิมกล่าว
ประเด็นความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าแม่วงก์เป็นอีกเหตุผลที่มีการคัดค้านสร้างเขื่อนนี้ โดย ยุพา สังขะมาน เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร หนึ่งในเจ้าหน้าที่มูลนิธิสืบฯ ที่ลงพื้นที่สำรวจอุทยานฯ แม่วงก์ เมื่อวันที่ 23-24 เมษายนที่ผ่านมา ให้ข้อมูลว่า การเดินเท้าสำรวจเป็นวงรอบระยะทาง 18 กิโลเมตร เริ่มตั้งแต่บริเวณเขาสบกก จุดที่จะเป็นสันเขื่อนแม่วงก์จนถึงมออีหืด จุดพักที่ 1 ซึ่งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 200 เมตร พบว่า บ้านพักหน่วยพิทักษ์ป่าแม่เรวาน้ำจะท่วม นอกจากนี้จะรวมป่าสักธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ไม่เพียงเท่านั้น ใกล้แก่งลานนกยูงยังมีต้นกระบากยักษ์ อายุ 200 ปี วัดรอบลำต้นกว่า 600 เซนติเมตร แม่วงก์เป็นป่าเบญจพรรณผสมป่าใหญ่ มีลำน้ำแม่วงก์แบ่ง จ.นครสวรรค์กับ จ.กำแพงเพชร
จนท.ฝ่ายวิชาการ กล่าวอีกว่า 30 ปีที่แล้ว อุทยานฯ แม่วงก์เคยเป็นพื้นที่สัมปทานป่าไม้และมีชุมชนอพยพมาอาศัยอยู่ ปี 2530 ประกาศเขตอุทยานฯ ย้ายชุมชนออกนอกผืนป่า ปัจจุบันไม่มีแล้ว จากการสำรวจเห็นร่องรอยการตัดไม้เก่า แต่มีการแทงยอดออกมาแสดงถึงการเติบโต ขณะที่ต้นสักก็เติบโตเต็มที่ พบไม้ใหญ่ วงรอบกว้างและลำต้นสูงตลอดเส้นทาง นอกจาก ดร.อนรรฆ พัฒนวิบูลย์ ผู้อำนวยการสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่าสากล (WCS) ประเทศไทย ได้มาให้ข้อมูลกับมูลนิธิเมื่อสัปดาห์ก่อน ระบุ 20 ปีที่แล้วเคยมีโครงการจะสร้างเขื่อนแม่วงก์จึงเดินสำรวจพื้นที่ ไม่พบร่องรอยกวางป่า แต่ปัจจุบันเห็นร่องรอยได้ง่าย ซึ่งทีมเราเจอร่องรอยกวางเยอะมาก รวมถึงหมูป่า ช่วงนี้หน้าฝนหญ้าแตกกอบริเวณแม่เล่ย์พบได้ตลอด ขึ้นมออีหืดความชัน 45 องศา เจอว่านจูงนางสยาม ว่านหาวนอน ว่านจูงนางหรือว่านอึ่งเปราะ สภาพธรรมชาติที่ทีมมูลนิธิพบเห็นต่างจากที่รัฐให้ข้อมูลแม่วงก์เป็นป่าเสื่อมโทรม
“หากสร้างเขื่อนแม่วงก์ แก่งลานนกยูงจะหมดไป ลูกไม้ไม่มีวันเจริญเติบโตได้อย่างแข็งแรง แม้ยังไม่มีเขื่อน เราพบปัจจัยคุกคามเจอร่องรอยการหาของป่า ลักลอบล่าสัตว์ ลักษณะค้างคืน หากมีเขื่อนการบุกรุกจะยิ่งทำได้ง่ายขึ้น” ยุพากล่าวทิ้งท้าย พร้อมแสดงภาพเปรียบเทียบให้เห็นว่า ภาพจากมออีหืด ปี 2550 เทียบกับภาพถ่ายล่าสุดในปีนี้ ต้นไม้ขึ้นหนาแน่นมากขึ้นไปอีก เธอเรียกร้องรัฐยุติโครงการและขอโอกาสให้ป่าสมบูรณ์ได้เติบโต เป็นที่พึ่งพิงของสัตว์ป่า หากสร้างเขื่อนทำลายป่า ไม่รู้ต้องใช้เวลานานกี่สิบปีถึงฟื้นกลับคืนมาสมบูรณ์ดังเดิม
ตะวันฉาย หงส์วิลัย หัวหน้าภาคสนาม มูลนิธิสืบนาคะเสถียร พื้นที่นครสวรรค์ กล่าวว่า การสร้างเขื่อนไม่สามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้ และที่อ้างจะช่วยให้ไม่ท่วมตัวเมือง อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ ก็ไม่จริง เพราะแม่น้ำแม่วงก์ไม่ได้ไหลผ่านตัวอำเภอ แต่อ้อมผ่านห่างไปราว 4 กิโลเมตร ส่วนสาเหตุที่ตัวเมืองลาดยาวท่วมมาจากห้วยคลองม่วงและลำน้ำอีกหลายสาขาที่ไหลลงมาสมทบ บวกกับสภาพพื้นที่เป็นแอ่งกระทะ ทำให้น้ำจากหลายทิศทางเทลงมาลาดยาว ซึ่งลาดยาวเป็นพื้นที่น้ำหลาก 7 วันผ่านไปน้ำแห้งเป็นปกติ แล้วก็ไม่เห็นด้วยที่มีการสร้างกระแสน้ำจากแม่วงก์เป็นส่วนหนึ่งปัญหาน้ำท่วมภาคกลาง แล้วเมื่อปี 54 ลาดยาวและสว่างอารมณ์น้ำก็ไม่ท่วมด้วย
หัวหน้าภาคสนามชาวนครสวรรค์ผู้นี้ให้ข้อมูลด้วยว่า จากการสำรวจ 40 ชุมชนโดยรอบ พบว่าชาวบ้านไม่ทราบข้อมูลเขื่อนจะมีประโยชน์ช่วยแก้ปัญหาอะไร ขณะเดียวกันมีกลุ่มสนับสนุนโครงการลงพื้นที่ให้ข้อมูลเขื่อน จะทำให้มีเงินหมุนเวียนในพื้นที่เป็นสิบล้านบาท กินดีอยู่ดี และมีกระบวนการพาผู้นำ ผู้ใหญ่บ้าน นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ไปดูงานเขื่อนท่าด่านในพระราชดำริ โดยเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดี ตอนนี้ชุมชนโดยรอบเกิดความขัดแย้ง แบ่งเป็น 2 ฝ่าย ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
“ส่วนที่อ้างจะแก้ปัญหาภัยแล้งทุกวันนี้คนลาดยาวทำนาปีละ 3 ครั้งได้สบาย หน้าแล้งตอนนี้ก็สามารถสูบน้ำใต้ดินมาทำนากันอยู่ พูดจริงๆ แล้วถ้ามีเขื่อนแก้น้ำแล้งได้บางส่วน ปริมาณความจุ 250 ล้านลูกบาศก์เมตร แล้วจำเป็นต้องเก็บน้ำไว้หล่อเขื่อนอีก 100 ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาณน้ำที่เหลือไม่เพียงพอแจกจ่ายส่งน้ำผ่านให้กับระบบชลประทานพื้นที่เกือบ 3 แสนไร่ จะแก้ภัยแล้งได้ยังไง” ตะวันฉายกล่าว
เขายังเสนอหากจะแก้ปัญหาน้ำท่วมลุ่มน้ำสะแกกรังควรพัฒนาระบบคูคลองที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ซึ่งปัจจุบันตื้นเขิน ทำให้การระบายน้ำไม่มีประสิทธิภาพ ผลจากตะกอนหน้าดินจากพื้นที่เกษตรเชิงเดี่ยวทั้งไร่อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด ไหลลงคลองเมื่อฝนตก ซึ่งที่ผ่านมาชาวบ้านเสนอให้พัฒนาระบบชลประทาน ผันน้ำจากแม่วงก์เข้าระบบคูคลองธรรมชาติ กระจายเข้าพื้นที่เกษตร แต่กรมชลประทานกลับนำมาเป็นทางเลือกในการแก้ปัญหาทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้ง
นอกจากนี้ ผืนป่าแม่วงก์ยังช่วยให้เศรษฐกิจชุมชนหมุนเวียน ตะวันฉายฝากทิ้งท้ายว่า จากการเก็บข้อมูลชุมชนรอยต่อห้วยขาแข้งจนถึงแม่เรวา จำนวน 19 ชุมชน ชุมชนละ 150 ครอบครัว พบว่าชุมชนได้ประโยชย์จากป่าแห่งนี้ เก็บหาของป่าในเขตป่ากันชนและพื้นที่อุทยานบางส่วน ทั้งเห็ดโคน เห็ดดินกว่า 10 ชนิด เฉลี่ย 21 ล้านบาทต่อปี หากหน้าเห็ดโคนชาวบ้านมีรายได้ 1,000-2,000 บาทต่อวัน ช่วยลดค่าใช้จ่ายและกินดีอยู่ดี
“ภาคประชาชน ชาวบ้านตัวเล็กๆ มีกระบวนการจัดการชุมชน ดูแลเก็บรักษาพื้นที่ป่าไว้ และลดการพึ่งพิงป่าอนุรักษ์ ปัจจุบันชุมชนโดยรอบโดยเฉพาะป่าแนวป่ากันชน ทุกคนกำลังสร้างความตระหนักและดูแลปกป้องร่วมกันกับเจ้าหน้าที่รัฐ  พลันที่รัฐประกาศสร้างเขื่อนแม่วงก์ทุกคนสงสัย สะเทือนใจ  และไม่ต้องการสูญเสียป่าเพื่อแลกเขื่อน”
ปิดท้ายด้วยความเห็นของ รัตยา จันทรเพียร ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ซึ่งยังยืนยันเขื่อนแม่วงก์ไม่ได้ป้องกันน้ำท่วมลุ่มน้ำเจ้าพระยา และอยากให้ศึกษาบทเรียนเขื่อนทับเสลา เขื่อนคลองโพธิ์ที่มีอยู่แล้ว แต่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ตามเป้าประสงค์
“ถ้ามีเขื่อนแม่วงก์ น้ำท่วมสูงประมาณ 1 เมตร ปริมาณน้ำจะลดลงเพียง 1 เซนติเมตร เมื่อมาถึงหน้าบ้านเรา ฉะนั้น อุทยานฯ แม่วงก์เป็นผืนป่าตะวันตกต่อเนื่องกับห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่นเรศวร ไม่สมควรก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ ทุกคนต้องช่วยกันต่อสู้เพื่อรักษาป่าที่เหลืออยู่ไว้ให้ลูกหลาน” ประธานมูลนิธิสืบฯ กล่าวสรุปด้วยเหตุผล.

 

ต่อไปนี้ไทยจะได้เห็น แผ่นดินไหว “5 ริกเตอร์” บ่อยขึ้น 2012/05/17

http://www.thaipost.net/sunday/220412/55782

22 April 2555

ตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ 8.6 ริกเตอร์ บริเวณชายฝั่งตะวันตกทางตอนเหนือเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2555 และเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาหลายครั้ง ขนาด 4.3 ริกเตอร์ใจกลางเกาะภูเก็ตที่ อ.ถลาง เมื่อวันที่ 16 เมษายน ที่ผ่านมา จนถึงวันนี้มีอาฟเตอร์ช็อกยังไม่หยุด แม้ขนาดลดลง แต่คนภูเก็ตก็ยังรู้สึกถึงแรงสั่นไหวได้ รวมถึงเหตุแผ่นดินไหวใหญ่ทุกครั้ง คนกรุงเทพฯ รับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือน ต่างพากันหนีลงจากตึกระฟ้ากันจ้าละหวั่น เกรงตึกถล่ม ซึ่งตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาคนไทยเกิดความวิตกต่อภัยแผ่นดินไหวและรับรู้ว่าเป็นภัยพิบัติที่ไม่ไกลตัวคนไทยอีกต่อไปแล้ว จำเป็นต้องรู้ความเสี่ยงและเตรียมรับมือ

จากการจัดประชุมเวที สกว.เรื่อง “การจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติในประเทศไทย กรณีแผ่นดินไหวและสึนามิ” เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ห้องประชุม 1 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) รศ.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) อธิบายภาพรวมของการเกิดแผ่นดินไหวว่า ในโลกใบนี้ไม่ได้เกิดแผ่นดินไหวทุกที่ แต่แผ่นดินไหวจะเกิดชุกชุมในบางบริเวณ บางประเทศแสดงตำแหน่งของแผ่นดินไหวที่เกิดชุกชุมจนหาประเทศไม่เจอ อย่าง ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ซึ่งรวมถึงเกาะสุมาตราและทะเลอันดามัน ส่งผลกระทบเกิดสึนามิในไทย

ส่อไหวชุก : เหตุตั้งอยู่แนวเปลือกโลกมุดตัว

“แนวแผ่นดินไหวที่ชุกชุมแท้จริงเป็นแนวรอยต่อระหว่างแผ่นเปลือกโลก โลกเรามีหลายแผ่น ไทยตั้งอยู่บนแผ่นเปลือกโลกยูเรเชีย และกำลังมีแผ่นเปลือกอินเดียและออสเตรเลียมุดใต้แผ่นเปลือกของเราอยู่ แนวที่แผ่นอินโดออสเตรเลียกำลังมุดนี้เป็นแนวมุดตัวขนาดยักษ์ เคลื่อนเข้าหาแผ่นเราด้วยปริมาณ 65 มิลลิเมตรต่อปี จะทำให้เกิดแผ่นดินไหวเยอะมากตามแนวมุดตัวนี้ รวมตัวยักษ์ 9 ริกเตอร์ที่เกาะสุมาตรา ปี 47 ด้วย “

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหวผู้นี้กล่าวด้วยว่า ในแผ่นเปลือกโลกยูเรเชียเองก็สภาพไม่ดี มีรอยร้าวรอยแตกจำนวนมาก จึงแบ่งเป็นแผ่นเปลือกโลกย่อยอีก นั่นคือ รอยเลื่อนที่เราวิตกกัน เช่น รอยเลื่อนสะแกง รอยเลื่อนสุมาตรา เป็นรอยเลื่อนขนาดใหญ่และเกิดแผ่นดินไหวชุกชุม รวมถึงรอยเลื่อนแม่น้ำแดงทางตอนเหนือของเวียดนาม แล้วในรอยเลื่อนใหญ่พวกนี้ยังมีรอยเลื่อนเล็กๆ แยกย่อยเข้ามาประปราย ทะลุเข้ามาในฝั่งไทย ทำให้เกิดแผ่นดินไหวในประเทศไทย ซึ่งภาคเหนือและตะวันตก บริเวณกาญจนบุรีเยอะ เมื่อเทียบกับภาคอื่น ขณะที่ภาคใต้และอีสานน้อยมาก

สำหรับแผ่นดินไหว อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ที่เพิ่งสร้างความแตกตื่นนั้น อาจารย์เป็นหนึ่งระบุ แผ่นดินไหวขนาด 4.1 ริกเตอร์นั้น ไม่เกิดมานานแล้ว และที่เคยเกิดในบริเวณนี้แต่ละครั้งขนาดไม่ใหญ่ประมาณ 2-4 ริกเตอร์ เวลานี้มีข่าวน่ากลัวเกิดขึ้นมาก ทั้งที่ถ้าไหวขนาด 4 ริกเตอร์ แม้รับรู้แรงสั่นสะเทือนได้ แต่ไม่เป็นอันตราย ต้องระดับกลาง 5-6 ริกเตอร์ที่รุนแรงทำลายอาคารบ้านเรือนได้ ซึ่งที่ภาคเหนือและฝั่งตะวันตกเสี่ยงจากแผ่นดินไหวขนาด 5-6 ริกเตอร์ ที่สำคัญมีขนาดใหญ่ 7 ริกเตอร์เกิดขึ้นได้

ในเวทีนี้เขายังได้คัดข้อมูล เฉพาะแผ่นดินไหวซึ่งถือเป็นตัวอันตรายขนาดตั้งแต่ 5 ริกเตอร์ขึ้นไป ที่เคยตรวจวัดได้ในประเทศไทยมาขึ้นจอห้องประชุมให้ดู เพื่อบอกและเตือนให้ใส่ใจในสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด ได้แก่ วันที่ 13 พ.ค.2478 ที่ จ.น่าน ขนาด 6.5 ริกเตอร์, วันที่ 17 ก.พ.2518 อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ขนาด 5.6 ริกเตอร์, วันที่ 15-22 เม.ย.2526 อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี ไหว 3 ครั้ง ขนาด 5.3 ,5.9 และ 5.2 ริกเตอร์, วันที่ 11 ก.ย.2537 อ.พาน จ.เชียงราย ขนาด 5.1 ริกเตอร์ , วันที่ 9 ธ.ค. 2538 อ.ร้องกวาง จ.แพร่ ขนาด 5.1 ริกเตอร์, วันที่ 21 ธ.ค.2538 อ.พร้าว จ.เชียงราย ขนาด 5.2 ริกเตอร์, วันที่ 22 ธันวาคม 2539 พรมแดนไทย-ลาว-พม่า ใกล้ อ.ดอยหลวง จ.เชียงราย ขนาด 5.5 ริกเตอร์, วันที่ 16 พ.ค.2550 ไหวที่ประเทศลาวใกล้เชียงราย 6.3 ริกเตอร์ และวันที่ 24 มี.ค.2554 ที่ประเทศพม่าใกล้เชียงราย ขนาด 6.8 ริกเตอร์

จับตารอยเลื่อนแขนง

“ขนาด 6.8 ริกเตอร์เมื่อปี 54 โชคดีเกิดเฉียดไทย ตำแหน่งอยู่ในพม่า ทำลายเมืองเล็กๆ มีคนตายกว่า 300 คน เกิดจากกลุ่มรอยเลื่อนขนานกับกลุ่มรอยเลื่อนแม่จัน จ.เชียงราย ซึ่งมีศักยภาพให้เกิดแผ่นดินไหวตัวใหญ่ นี่เป็นภาพความเสี่ยงของไทย เป็นแผ่นดินไหวอันตราย แต่ที่ยังไม่เห็นพังเป็นเมืองๆ เพราะยังไม่เคยเกิดตรงตัวเมืองซักครั้ง ถ้าเรารอดูเรื่อยๆ ซักวันต้องตรง เราจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับแผ่นดินไหว” อาจารย์เป็นหนึ่งย้ำ ไทยต้องรับมือ

ประเด็นความเสี่ยงของไทยต่อแผ่นดินไหวที่กลายเป็นคำถามยอดฮิตช่วงนี้  อาจารย์เป็นหนึ่งยกกรณีแผ่นดินไหวที่เมืองโกเบ ญี่ปุ่น ขนาด 7.2 ริกเตอร์ คนเสียชีวิตมากกว่า 6,000 คน เพื่อชี้ให้เห็นไทยต้องเตรียมป้องกันภัยพิบัติจากแผ่นดินไหว โดยกล่าวว่า แผ่นดินไหวโกเบ ปี 2538 เกิดจากรอยเลื่อนโนจิม่ารอกเกอร์ ซึ่งเป็นรอยเลื่อนแขนงย่อย สะสมพลังงานช้า ใช้เวลาพันๆ ปี กว่าจะผลิตแผ่นดินไหวใหญ่ซักตัว แต่ที่เกิดเป็นหายนะ เพราะเกิดเอยู่ใต้เมืองพอดีและมีขนาดใหญ่ หลังเหตุการณ์นี้ ญี่ปุ่นให้ความสนใจรอยเลื่อนแขนงย่อยที่กระจายอยู่เต็มเกาะ 200-300 รอย

“ไทยมีรอยเลื่อนแขนงย่อย 14 รอย เป็นรอยเลื่อนมีพลัง อาจเลื่อนตัวได้เพราะได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลกขนาดใหญ่ แต่เรารู้จักมันน้อย ไม่รู้มีอานุภาพแค่ไหน รู้อย่างเดียวไม่สะสมพลังงานเร็วเหมือนรอยเลื่อนสุมาตรา”
กรุงเทพฯ เสี่ยงเหมือนเม็กซิโกซิตี

ส่วนคนกรุงเทพฯ ที่กำลังผวาภัยแผ่นดินไหว และหวาดกลัวตึกระฟ้าจะถล่ม นักวิชาการแผ่นดินไหวคนเดิมพูดชัดๆ ว่า กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีโอกาสเกิดภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ระยะไกล เพราะสภาพดินอ่อนในกรุงเทพฯ สามารถขยายความรุนแรงของแผ่นดินไหวได้มากกว่าปกติ 3 เท่า และอาคารสูงจำนวนมากอาจเกิดการกำธรทำให้โยกไหวตัวรุนแรงจนเกิดความเสียหาย

เขายกกรณีปี 2538 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 8.1 ริกเตอร์ ห่างจากกรุงเม็กซิโกซิตีถึง 350 กิโลเมตร แต่ส่งผลให้อาคารในกรุงเม็กซิโกซิตีมากกว่า 600 หลัง เสียหายรุนแรงและมีคนตายมากกว่า 10,000 คน เพราะสภาพดินอ่อนในแอ่งเม็กซิโกขยายความรุนแรง 3 เท่า เช่นเดียวกับกรุงเทพฯ ถ้าเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ระยะไกลตึกสูงจะโยกแรง

“3 แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ระยะไกลที่กรุงเทพฯ จะเสี่ยงภัยพิบัติ คือ หากเกิดแผ่นดินไหว 7-7.5 ริกเตอร์ ที่รอยเลื่อน จ.กาญจนบุรี ห่างจากกรุงเทพฯ 200 กิโลเมตร อีกบริเวณขนาด 8 ริกเตอร์ที่รอยเลื่อนสะแกง ประเทศพม่า ห่างกรุงเทพฯ 400 กิโลเมตร สุดท้ายแผ่นดินไหว 8-9 ริกเตอร์ในแนวมุดตัวหมู่เกาะนิโคบาร์ อินเดียและทะเลอันดามัน ห่างออกไป 600 กิโลเมตร” อาจารย์เป็นหนึ่ง เผยความเสี่ยง

นอกจากนี้ เขาชี้ให้เห็นปัญหาสำคัญ ก็คือ อาคารที่มีอยู่เป็นจำนวนมากอาจไม่สามารถต้านทานความรุนแรงของแผ่นดินไหวได้ ทั้งตึกแถว ห้างร้าน อาคารที่พักอาศัย อาคารคอนกรีตขนาดเล็ก พบจุดอ่อนเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นเสาที่มีขนาดเล็ก มีกำแพงน้อยในชั้นล่าง หรือลักษณะการเรียงตัวด้านหน้า-ด้านข้างเปิด ด้านหลังปิด เมื่อเกิดแผ่นดินไหว ทำให้เสาชั้นล่างรับบทหนัก มีตัวอย่างที่ไต้หวัน เกิดแผ่นดินไหวตึกแถวพังชั้นล่าง มีคนตาย ซึ่งในทางวิศวกรรมสามารถปรับปรุงและเสริมกำลังอาคารเหล่านั้น ให้ต้านทานแผ่นดินไหวได้ เช่น การเพิ่มความเหนียวแก่เสาคอนกรีตเสริมเหล็ก ด้วยการห่อเสาช่วงล่างด้วยแผ่นคาร์บอนไฟเบอร์ ซึ่งรองรับการโยกตัวของอาคารจากแผ่นดินไหวมากกว่ามาตรฐานกำหนดไว้ 2-3 เท่า แล้วสภาพเนื้อคอนกรีตภายในเสาที่พันคาร์บอนไฟเบอร์ยังดีอยู่

วิจัยแผ่นดินไหวต้องลงจากหิ้ง

ในฐานะหัวหน้าโครงการลดภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวในประเทศไทย ซึ่ง สกว. สนับสนุนทุนวิจัยโครงการอย่างต่อเนื่อง อาจารย์เป็นหนึ่งกล่าวว่า จากการสำรวจและวิจัยในโครงการย่อยๆ หลายโครงการได้ยกระดับความรู้ความเข้าใจภัยแผ่นดินไหว และได้ข้อมูลหลักฐานที่สมบูรณ์ชัดเจนเพียงพอใช้เป็นฐานในการกำหนดนโยบายและวางมาตรการป้องกันบรรเทาภัยพิบัติได้มีประสิทธิภาพ ข้อมูลวิจัยไม่ได้เก็บไว้บนหิ้ง เมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว นำมาสร้างแผนที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหวฉบับใหม่ ชัดเจนขึ้นพื้นที่ใดหนัก-เบา ละเอียดทุกอำเภอและจังหวัด สอดคล้องกับการกระจายตัวของแผ่นดินไหวที่เสี่ยงสูงในภาคเหนือและฝั่งตะวันตก

รวมถึงนำข้อมูลเหล่านี้ใช้เป็นมาตรฐานการออกแบบอาคารต้านทานการสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว หรือ มยผ.1302 ของกรมโยธาธิการและผังเมือง ตลอดจนโครงการจัดทำแผนแม่บทป้องกันและบรรเทาจากแผ่นดินไหวและอาคารถล่ม (ระยะที่1) ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

อาจารย์เป็นหนึ่งบอกด้วยว่า ปัจจุบันนักวิจัยในโครงการลดภัยพิบัติแผ่นดินไหวฯ กำลังศึกษาอัตราการขยายตัวของคลื่นแผ่นดินไหวในพื้นที่เสี่ยงภัยรวมถึงพัฒนาเทคนิคใหม่ที่ใช้สำรวจสภาพทางธรณีวิทยาที่ส่งผลต่อความรุนแรงของแผ่นดินไหว ในขณะนี้กำลังนำเทคนิคนี้ไปใช้สร้างแผนที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหวระดับจังหวัดของเชียงใหม่และกาญจนบุรี

“เราต้องทำนำหน้า หน่วยงานรัฐออกนโยบายจะได้มีข้อมูลเตรียมพร้อม นักวิจัยทำแผนที่แสดงความรุนแรงของสถานการณ์แผ่นดินไหวจำลอง จ.เชียงใหม่ ขนาด 5.9 ริกเตอร์ ศูนย์กลางแผ่นดินไหวห่างจากตัวเมือง 7 กิโลเมตร พบว่าอาคารสูง 1-3 ชั้น และอาคารสูง 4-7 ชั้น จะได้รับความเสียหาย มูลค่าความเสียหาย ประมาณ 150,000 ล้านบาท หากเกิดขึ้นจริงจะทำให้เมืองเชียงใหม่เป็นอัมพาตทางเศรษฐกิจหลายปี และคาดการณ์จำนวนผู้เสียชีวิต 8,000 คน ถ้าไม่พร้อมทำอะไร” อาจารย์เป็นหนึ่ง กล่าวทิ้งท้าย

หากทบทวนเหตุการณ์แผ่นดินไหวระยะหลัง เมื่อปี 2554 เกิดแผ่นดินไหวที่ไครสต์เชิร์ช วันที่ 22 ก.พ.55 ขนาด 6.1 ริกเตอร์ ลึก 5 กิโลเมตร ห่างจากเมือง
ไครสต์เชิร์ชเพียง 6 กิโลเมตร มีผู้เสียชีวิต 172 คน ถัดมาเกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น 11 มี.ค. ขนาด 9 ริกเตอร์ ห่างจากชายฝั่งเมืองเซนได 130 กิโลเมตร ลึก 30 กิโลเมตร คนตายและสูญหายราว 30,000 คน เกิดอาฟ
เตอร์ช็อกมากกว่า 900 ครั้ง ขนาดเกิน 6 ริกเตอร์มากกว่า 60 ครั้ง ตามด้วยแผ่นดินไหวที่พม่า วันที่ 24 มี.ค. ขนาด 6.8 ริกเตอร์ ลึก 10 กิโลเมตร ห่างจากเชียงราย 89 กิโลเมตร 770 กิโลเมตรจากกรุงเทพฯ ตายมากกว่า 75 คน และปี 2555 วันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา แผ่นดินไหว 8.6 ริกเตอร์ที่เกาะสุมาตรา ห่างจาก กทม. 1,200 กิโลเมตร ซึ่งเป็นบริเวณเดียวกับปี 2547 ที่เกิดแผ่นดินไหวและสึนามิสร้างความสูญเสียครั้งใหญ่

หลังสึนามิ’47 โลกไม่เหมือนเดิม

รศ.ดร.อมร พิมานเมศ ภาควิชาวิศวกรรมและเทคโนโลยีโยธา สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และประธานคณะอนุกรรมการสาขาวิศวกรรมโครงสร้างและสะพาน วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ที่มาร่วมอภิปรายในการประชุมเวที สกว. ครั้งนี้ด้วย กล่าวว่า ได้รับคำถามไทยอยู่แนวเสี่ยงภัยแผ่นดินไหวแค่ไหนบ่อยครั้ง หากมาดูวงแหวนแห่งไฟยาว 40,000 กิโลเมตร ปี 47 ไหวที่เกาะสุมาตรา 9.1 ริกเตอร์ ปี 53 ที่ชิลี 8.8 ริกเตอร์ ปลายหางด้านหนึ่งของวงแหวนไฟ ปี 54 ที่นิวซีแลนด์ 6.1 ริกเตอร์ อีกปลายหาง ถัดมา 9.0 ที่ญี่ปุ่น ตรงกลางวงแหวนแห่งไฟ จากนั้นเกิดที่พม่า 6.8 ริกเตอร์ และล่าสุดวันที่ 11 เม.ย. ปี 55 ขนาด 8.6 ริกเตอร์ที่สุมาตรา สะท้อนว่าแผ่นดินไหวไม่สามารถบอกได้ว่าตำแหน่งที่จะเกิดต่อไปอยู่ที่ใด เป็นเหตุให้เราต้องเตรียมพร้อมรับมือตลอดเวลา

ในการประชุมนี้ อาจารย์อมรได้ย้อนสถิติเกิดแผ่นดินไหวทั่วโลกเพื่อตอบคำถามช่วงระยะหลังนี้แผ่นดินไหวเกิดถี่ขึ้นจริงหรือ ซึ่งขนาด 8.0-9.5 ริกเตอร์ เกิด 1 ครั้ง/ปี 7.0-7.9 15 ครั้ง/ปี 6.0-6.9 150 ครั้ง/ปี และขนาด 5.0-5.6 1,500 ครั้ง/ปี แต่ที่น่าสังเกตแผ่นดินไหว 7.0-7.9 ริกเตอร์ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2550     ขณะที่ 6.0-6.9 ไม่ลดและไม่เพิ่ม ที่น่ากังวลจากสถิติไหวขนาด 5.0-5.9 ริกเตอร์ ซึ่งจัดเป็นแผ่นดินไหวขนาดกลางมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่เหตุสึนามิปี 2547 ส่วนไทยสถิติการเกิดแผ่นดินไหว 5 ริกเตอร์ขึ้นไป เฉลี่ย 1 ครั้งในรอบ 1 ปี ภาคเหนือ 5 ครั้ง ภาคตะวันตก 3 ครั้ง ส่วนใหญ่ไม่เกิด 6 ริกเตอร์ แผ่นดินไหวที่เกิดมากกว่า 6 ริกเตอร์ จะเกิดนอกประเทศทั้งนั้น

“มีนักวิชาการต่างประเทศบางกลุ่มเชื่อว่า นับแต่เกิดแผ่นดินไหวปี 47 ทุกอย่างในโลกไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว นอกจากนี้ จากสถิติหลังเกิดแผ่นดินไหวที่สุมาตราปี 47 พบปริมาณการเกิดแผ่นดินไหวขนาดกลางเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งแผ่นดินไหวขนาดกลางเกิดขึ้นได้กับไทยที่เสี่ยงและมีพลังชัดเจน คือ ภาคเหนือและตะวันตก ส่วนภาคใต้มี 2 รอยเลื่อน ระนองและคลองมะรุ่ย ซึ่ง จ.ภูเก็ต ถูกขนาบด้วย 2 แนวนี้ เมื่อก่อนไม่ค่อยเคลื่อนตัว แต่ปัจจุบันต้องเฝ้าระวัง” อาจารย์อมรให้ข้อมูล

ในประเด็นความเสี่ยงของกรุงเทพฯ นั้น นักวิชาการผู้นี้ย้ำกรณีแผ่นดินไหวที่เม็กซิโกซิตี ปี 2538 เป็นอุทาหรณ์ที่ดีเตือนคน กทม. เพราะคล้ายกันตั้งแต่เมืองรองรับด้วยชั้นดินอ่อน ไม่มีรอยเลื่อนใต้กรุง และประชาชนนิ่งนอนใจ รัฐบาลไม่เตรียมป้องกันและบรรเทาภัย อาคารไม่ได้ออกแบบรองรับแผ่นดินไหว สำหรับกรุงเทพฯ เสี่ยงมากหากเกิดแผ่นดินไหวขนาด 9 ริกเตอร์ ที่ 2 รอยเลื่อนสำคัญ ได้แก่ ศรีสวัสดิ์ และเจดีย์สามองค์ ด้วยแนวเชื่อมรอยเลื่อนสะแกงในพม่า ซึ่งเป็นรอยเลื่อนขนาดใหญ่ เมื่อ 70 ปีที่แล้ว เคยเกิดแผ่นดินไหว 8 ริกเตอร์ หากเกิดไหวอีกกระทบ กทม.แน่

“เราจะปลอดภัยจากแผ่นดินไหวได้ มาตรการออกแบบอาคารรับแผ่นดินไหวจำเป็นที่สุด อาคารที่จะก่อสร้างใหม่ต้องออกแบบอาคารตามกฎกระทรวง พ.ศ.2550 ส่วนอาคารเก่าก่อนปี 2550 ควรตรวจสอบและประเมิน ไม่เฉพาะตึก ต้องรวมโรงงานอุตสาหกรรม เราไม่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แต่มีโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้สารเคมี ซึ่งจะเสียหายจากแผ่นดินไหวเกิดก๊าซรั่วซึมและเพลิงไหม้ จะเป็นการซ้ำเติม กฎที่มีอยู่ไม่เพียงพอ ต้องทำให้ดีขึ้นอีกเพื่อลดความเสี่ยง ” อาจารย์อมรย้ำ ต้องปรับปรุงกฎระเบียบ

ต้องแก้ กม.อาคารรับสถานการณ์

ในเวทีเดียวกัน เขาได้เสนอแนวทางแก้ไขกฎกระทรวง ปี 2550 ประกอบด้วย 1.ขยายขอบเขตบังคับใช้อาคารที่สูงต่ำกว่า 15 เมตรลงมา 2.ขยายขอบเขตบังคับใช้พื้นที่แอ่งดินอ่อนให้ครอบคลุม 14 จังหวัด 3.ขยายขอบเขตบังคับใช้พื้นที่ให้ครอบคลุมอีสานเหนือ และ 4.ขยายขอบเขตบังคับระบบโครงสร้างที่รองรับระบบอุตสาหกรรม

ประธานคณะอนุกรรมการสาขาวิศวกรรมโครงสร้างและสะพาน กล่าวว่า กฎกระทรวงบังคับอาคารสูง 15 เมตรขึ้นไป อาคาร 1 หรือ 2 ชั้นก็เสี่ยง แล้วก็ไม่ครอบคลุมตึกแถว อย่างภาคเหนือบ้านเรือนไม่มีเสาคอนกรีต สร้างไม่ดีไม่มีมาตรฐาน ก่อผนังอิฐ 4 ด้าน เกิดแผ่นดินไหวถล่มได้ ที่เชียงรายมีคนตาย 1 ราย เป็นข้อเตือนใจ ซึ่งอาคารเหล่านี้เสริมความแข็งแรงได้ เสริมเหล็กและใช้ลวดกรงไก่ขึง แล้วฉาบด้วยปูนปิด ทำให้โครงสร้างแข็งแรง ต้นทุนไม่แพง

“กฎกระทรวงบังคับใช้พื้นที่แอ่งดินอ่อน 5 จังหวัด กรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่ความจริงไม่ได้มีแค่นั้น ครอบคลุม 14 จังหวัด ชั้นดินชุ่มน้ำไม่ได้มีแค่เจ้าพระยาสายเดียว มีบางปะกง ท่าจีน แม่กลอง แอ่งดินอ่อนครอบคลุมพื้นที่ 14,000 ตารางกิโลเมตร ส่วนอีสานเหนือนั้นเสี่ยงแผ่นดินไหวที่เกิดนอกประเทศในลาว จำเป็นต้องขยายกฎบังคับให้ครอบคลุม”

ตึกแถว-อาคารเล็กเสี่ยงสุด

นอกจากนี้ วิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างให้ภาพชัดเจนถึงอาคารเสี่ยงถล่มจากเหตุแผ่นดินไหว ได้แก่ ตึกแถว เสาเล็กเกินไป โดยเฉพาะอาคารสูงไม่เกิน 4-5 ชั้น อาคารพื้นท้องเรียบไร้คานโดยเฉพาะพื้นโพสต์ เช่น อาคารจอดรถ คอนโด ซึ่งมีโอกาสเกิดวิบัติแบบพื้นเจาะทะลุเสาลงไปกระแทกพื้นชั้นล่าง รวมถึงตึกสูงดีไซน์แปลกๆ ลูกเล่นมากๆ มีการเยื้องหนีศูนย์มากหรือที่ชั้นล่างเปิดโล่ง ต้องระวัง เพราะเป็นชั้นอ่อนได้ง่าย ตลอดจนอาคารและบ้านเดี่ยวที่ก่อสร้างด้วยระบบชิ้นส่วนสำเร็จรูป อาคารที่ทำการต่อเติมและทางเดินเชื่อมต่อกัน สุดท้ายอาคารที่ก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน เช่น อาคารที่ทำจากอิฐไม่เสริมเหล็ก แต่ก็สามารถเสริมความแข็งแกร่งให้กำแพงอิฐได้

“อาคารเก่า ตึกแถว ทาวน์เฮาส์ ที่ไม่มีงบเสริมกำลังเสา คสล. ด้วยแผ่นคาร์บอนไฟเบอร์ ผมเสนอเทคนิคชาวบ้านๆ เสริมเหล็กปลอกให้แน่นหนา แล้วพันลวดกรงไก่อีกชั้น พันถี่เฉพาะบริเวณ 50 เซนติเมตรจากโคนเสาล่าง จากนั้นฉาบปูนปิด จะได้เสาใหญ่ขึ้น แข็งแรงขึ้น โยกตัวรับไหวได้นานขึ้น ระยะเวลาเสริมความมั่นคงด้วยเทคนิคนี้ 3 ชั่วโมง/เสา 1 ต้น ราคา 1,500 บาท/ต้น ถูกกว่าคาร์บอนไฟเบอร์ 10 เท่า ผมเรียกว่า “แจ็กเกต คสล.” เป็นทางเลือกที่อยากเผยแพร่ให้ประชาชนได้รับทราบและใช้รับมือแผ่นดินไหว” อาจารย์อมร แนะวิธีเสริมความมั่นคงอาคารเก่าให้รองรับแผ่นดินไหว

ประเด็นสุดท้าย ที่ฝากนักวิชาการผู้นี้ฝากในเวทีเป็นเรื่องการสร้างอาคารหลบภัยสึนามิ โดยแสดงตัวอย่างอาคารหลบภัยชั่วคราวและอาคารหลบภัยถาวรในพื้นที่เสี่ยงภัย อาจารย์ระบุ แม้เรากังวลแผ่นดินไหว แต่จากอดีตถึงปัจจุบัน ไทยมีผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหว 1 คน แต่สึนามิ 5,000 คน หากรวมสูญหายมากถึง 8,000 คน ฉะนั้น สึนามิเป็นภัยพิบัติที่มีความเสี่ยงและคนตายมหาศาล

รัฐต้องตื่นตัวผุดอาคารหลบภัยชั่วคราว

สิ่งที่ต้องทำ คือ เร่งสร้างอาคารหลบภัยชั่วคราวติดตั้งตามชายหาดและจุดต่างๆ ลดความโกลาหล ลักษณะพื้นยกสูงและมีบันไดขึ้นไป รวมถึงรีสอร์ตตามชายฝั่งอันดามันต้องสนับสนุน เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว เหตุที่ภูเก็ตคนพยายามวิ่งหนีขึ้นที่สูงหนีตายกันโกลาหล และหากจะก่อสร้างอาคารหลบภัยถาวร หลักสำคัญต้องมั่นใจว่าอพยพหนีภัยไปอาคารนั้นแล้วปลอดภัยจริงๆ ไม่งั้นจะกลายเป็นสุสาน ซึ่งแบบอาคารที่เหมาะสมมีอยู่แล้วที่กรมโยธาฯ หน่วยงานเกี่ยวข้องสามารถนำไปใช้ได้ รูปแบบมีเสาเรียงรายด้านนอกอาคารเป็นป้อมปราการ ไม่ได้กลัวแรงกระแทกจากคลื่น แต่ป้องกันสิ่งที่พัดมาพร้อมคลื่น อย่าง เรือประมง

 

แผ่นดินไหว “เล็ก-ใหญ่” เตือนภัยต้องพร้อม!!! 2012/05/17

http://www.thaipost.net/sunday/150412/55472

15 April 2555

หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 8.6 ริกเตอร์ ลึกลงไปในทะเล 22.9 กิโลเมตร บริเวณทางตอนเหนือของเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อเวลา 15.38 น. วันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งย้อนไปเมื่อปี 2547 บริเวณเกาะสุมาตราแห่งนี้เคยเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ขนาด 9 ริกเตอร์ ส่งผลให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิคร่าชีวิตประชาชนในหลายประเทศ รวมถึงผู้คนในพื้นที่ชายฝั่งอันดามันของไทย ทำให้นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหวให้ความสนใจวิเคราะห์ถึงเหตุแผ่นดินไหวใหญ่ที่เกิดขึ้น
ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล หัวหน้าหน่วยศึกษาพิบัติภัยและข้อสนเทศเชิงพื้นที่ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์สถานการณ์แผ่นดินไหวที่ประเทศอินโดนีเซียว่า เหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา เป็นแผ่นดินไหวที่เรียกว่า Transform fault ซึ่งคือรอยเลื่อนที่มีลักษณะซิกแซ็ก และจุดศูนย์กลางอยู่ที่ระดับความลึก 22 กิโลเมตร บางแหล่งระบุถึง 33 กิโลเมตร ทะลุไปถึงชั้นที่ลึกกว่าตัวเปลือกโลก ปกติความหนาของเปลือกโลก เริ่มตั้งแต่ 0 เมตร ถึง 50 กิโลเมตร แต่ในทางทะเลความหนาเปลือกโลกเฉลี่ยประมาณ 10 กิโลเมตร โดยการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกต่างจากปี 2547 ซึ่งแผ่นดินไหวเกิดจากแผ่นเปลือกโลกสองแผ่นมุดตัว โดยมีระยะเวลาสะสมพลังงาน 200-600 ปี นานๆ จะเกิดครั้งหนึ่ง เหมือนเหตุแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่นเมื่อเดือนมีนาคมปี 2554 แต่เหตุแผ่นดินไหวล่าสุด คือ Tranform fault เป็นการเคลื่อนที่ของเปลือกโลกในลักษณะซ้าย-ขวาๆ
“ตรวจสอบเมื่อวันที่ 11 เมษายน แผ่นดินไหวที่เกาะสุมาตรา ระดับ 8.6 และ 8.2 มีกว่า 30 จุด และแผ่นดินไหวตามมาหรืออาฟเตอร์ช็อกมีขนาดมากกว่า 5 ริกเตอร์ มากกว่า 25 ตัว ผิดปกติ เราสนใจเพราะเป็นอาฟเตอร์ช็อกขนาดกลาง ไม่ใช่ขนาดเล็ก มันบ่งบอกถึงพลังงานมหาศาล”
อาจารย์ธนวัฒน์กล่าวด้วยว่า ลอยเลื่อนที่ระดับความลึก 22-30 กิโลเมตร ไม่จำเป็นต้องสะสมพลังงานเป็น 100-200 ปี  เพราะจุดศูนย์กลางอยู่ในจุดที่มีพลังงาน เมื่อลอยเลื่อนเคลื่อนตัวแล้วก็ทะลุลงไปในชั้นที่มีพลังงาน มีความร้อน มีลาวา ไม่ใช่พลังงานที่เกิดจากความสะสม เกิดการมุดตัวของแผ่นเปลือกโลกแล้วดีดเหมือนแผ่นดินไหวที่เกาะสุมาตราเมื่อ 8 ปีก่อน
ไม่แปลกที่เกิดซ้ำใกล้เคียงจุดเดิมในระยะเวลาที่สั้น  เพราะเป็นแผ่นดินไหวคนละแบบ เราไม่ได้พบที่นี่ครั้งแรก กลางมหาสมุทรก็มี อย่างเมืองลิสบอน ประเทศโปรตุเกส ปี 2298 เคยเกิดลักษณะแบบนี้แล้วถล่มทั้งเมืองเลย ตัวอย่างลอยเลื่อนที่เป็นแบบ Transform fault และเป็นที่รู้จักมาก คือ ลอยเลื่อนที่ซานฟรานซิสโก แล้วยังมีรอยเลื่อนเมืองลิสบอนที่น่ากลัว เคยเกิดแผ่นดินไหว 8.5-8.6 ริกเตอร์ มีแรงบดอัดมาก และเกิดสึนามิใหญ่ถล่มทั้งเมืองหายไปเลย
“แนวรอยเลื่อนที่ผมกลัวว่าจะเกิดผลกระทบกับไทย คือ ที่บริเวณเกาะแบรอน (Barren Island) ในอันดามัน เป็นลอยเลื่อนใต้มหาสมุทรที่ลากยาวต่อถึงพื้นดินที่สแกนดิเนเวีย ซานฟรานอันตรายน้อยกว่า เป็นแนวตรงๆ เกิดคลื่นสึนามิเล็ก แต่ที่กลัวแถวแบรอนเป็นลอยเลื่อนหยึกหยักๆ ห่างจากประเทศไทยประมาณ 300 กิโลเมตร หากคิดแบบเหตุการณ์เลวร้ายสุดเมื่อแผ่นดินไหวที่เกาะแบรอน คลื่นสึนามิขนาดใหญ่จะใช้เวลาไม่ถึง 30 นาที เข้าชายฝั่งระนอง โอกาสความเป็นไปได้ในเชิงวิชาการมีและว่างเว้นเกิดแผ่นดินไหวมานานมาก เกรงว่าจะไปกระตุ้นมันขึ้นมา และภาคใต้มีภูเขาไฟใต้ทะเล เพราะต่อแนวจากสุมาตรา ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเรื่องการเตือนภัยและการป้องกันชีวิตและทรัพย์สินประชาชนควรนำข้อมูลตรงนี้ไปรวมและช่วยหาทางป้องกันรับมือต่อไป” ผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหวผู้นี้กล่าว
นอกจากนี้ อาจารย์ธนวัฒน์ยังบอกด้วยว่า การเตือนภัยแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมาต้องขอบคุณศูนย์เตือนภัยสึนามิฮาวาย ประเทศสหรัฐ ที่ให้ข้อมูลและแจ้งเตือนให้ประเทศไทยเฝ้าระวังจับตาว่าจะเกิดคลื่นสึนามิตามมา ในบ้านเราหน่วยงานรัฐก็ตอบสนองดี ถึงครั้งนี้จะผิดพลาดประกาศเตือนสึนามิในพื้นที่ชายฝั่งอันดามัน แต่ไม่เกิดสึนามิ ก็ช่วยลดความเสี่ยงให้ประชาชน อย่างศูนย์เตือนภัยอเมริกา เตือน 10 ครั้ง ผิด 3 ครั้ง ฉะนั้น ต้องให้กำลังใจคนทำงาน ถ้าไปวิจารณ์เตือนภัยไม่แม่น แล้วประชาชนเกิดความไม่มั่นใจระบบเตือนภัยรัฐ หากเกิดเหตุครั้งต่อไป เตือนแล้วไม่มีใครฟังจะกลายเป็นเรื่องใหญ่
อาจารย์สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากการติดตามเฝ้าระวังจนถึงเวลา 17.00 น. วันที่ 13 เมษายน 2555 ยังไม่เกิดอาฟเตอร์ช็อกอีกเลย ขณะที่เมื่อวันที่ 12 เมษายน พื้นที่เดียวกันเกิดอาฟเตอร์ช็อกใหญ่กว่า 5 ริกเตอร์ 5 ครั้ง ตอนนี้เหตุการณ์ยุติแล้วภัยสึนามิจะไม่เกิดขึ้นในไทย อยากให้ชาวบ้านในฝั่งอันดามันคลายความกังวล
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์แผ่นดินไหวนั้นคาดเดาไม่ได้ แต่สิ่งที่ทำได้คือ การบริหารจัดการภัยพิบัติและการเตือนภัย  เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นยังเห็นข้อบกพร่องในการรับมือ หลังเตือนภัยประชาชนและนักท่องเที่ยวอพยพไปอยู่ยังพื้นที่ปลอดภัย สิ่งที่เกิดตามมาคือ ขาดแคลนอาหารและน้ำในช่วงฉุกเฉิน อีกจุดหนึ่งที่ต้องเร่งปรับปรุงคือ ระดับการเตือนภัยต้องแบ่งเป็นหลายระดับและสร้างความเข้าใจ เช่น คลื่นสูง 1-2 เมตร งดกิจกรรมชายหาด หากสูงกว่านั้นประกาศให้อพยพเคลื่อนย้ายไปพื้นที่โซนปลอดภัย เพื่อลดความโกลาหล เพราะคราวนี้หลังประกาศเตือนวุ่นวายหนัก ทั้งการจราจรติดขัดและคนจำนวนมาก
“เราไม่รู้จะเจอเหตุการณ์แบบนี้อีกเมื่อไหร่ ในพื้นที่เสี่ยงภัยต้องมีแผนจัดการภัยพิบัติระดับชุมชน มีจุดรวมพล พื้นที่ปลอดภัยเมื่อเกิดเหตุ ซักซ้อมแผนอพยพ รวมถึงแบ่งภาระหน้าที่ดูแลคนเจ็บป่วย คนชรา เด็ก จะรอเจ้าหน้าที่ไม่ได้ เพราะกำลังจำกัดและเข้าถึงพื้นที่ช้า ฉะนั้น ประชาชนต้องช่วยเหลือตัวเอง ด้านผู้ประกอบการโรงแรมในพื้นที่เสี่ยงภัย เมื่อเกิดเหตุมีการเตือนภัยแล้วจะให้รถอพยพพานักท่องเที่ยวไปยังพื้นที่ใดหรือวิ่งขึ้นไปยังโรงแรมในที่สูง” อาจารย์สธนย้ำถึงการเตรียมการณ์รับมือภัยพิบัติ
สำหรับการเตือนภัยแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อาจารย์สธนแสดงทัศนะว่า มีประสิทธิภาพมากกว่า 8 ปีที่แล้ว ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติได้ออกประกาศแจ้งเตือนให้ประชาชนฝั่งทะเลอันดามันอพยพพ้นพื้นที่เสี่ยงภัยคลื่นยักษ์สึนามิ หอเตือนภัยทำงานขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็บริหารจัดการไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งกรมอุตุนิยมวิทยาและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เห็นการทำงานที่มีเอกภาพมากขึ้น และเห็นว่าหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหว หากระบบเตือนภัยสึนามิทำงานได้ภายใน 50 นาที ความสูญเสียจะน้อยมาก ต่อให้แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ 9 ริกเตอร์ ก็ช่วยชีวิตคนได้ทันการณ์
“แต่ที่ยังล่าช้าเกินไป คือ การเตือนภัยของรัฐบาล เหตุการณ์เสี่ยงต้องตัดเข้ารายการเพื่อออกประกาศแจ้งเตือนประชาชนต่อเหตุแผ่นดินไหว ได้รับรู้ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่อัดเทปเตือนภัย หรือใช้ตัววิ่งตามช่องต่างๆ ไม่เพียงพอ บทเรียนจากแผ่นดินไหวครั้งนี้ต้องเร่งปรับปรุงระบบการสื่อสาร เพื่อลดความสับสน ความตระหนกตกใจ และความหวาดกลัวของผู้คน นักท่องเที่ยว”
นักวิทยาศาสตร์ผู้นี้ยังวิเคราะห์ถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวทิ้งท้ายด้วยว่า แผ่นดินไหวรุนแรงระดับโลกขนาด 9 ริกเตอร์ ในรอบ 500 ปี เกิดขึ้น 8 ครั้งทั่วโลก ขณะที่ขนาด 8 ริกเตอร์ เกิด 40 ครั้ง ในรอบ 500 ปี เฉลี่ยแล้วประมาณ 10 ปี จะมีโอกาสเกิดเหตุแผ่นดินไหวใหญ่สักครั้ง ฉะนั้น ไม่อยากให้คนหวาดกลัวภัยแผ่นดินไหวและสึนามิมากเกินไป เพราะมีระยะเวลานานจะเกิดสักครั้ง เทียบกับน้ำท่วม-ภัยแล้งไม่ได้เลย ประเทศไทยเจอทุกปี เพียงแต่มาตรการรับมือสึนามิต้องเตรียมให้พร้อม เน้นการช่วยเหลือที่สอดคล้องกับความเป็นจริง 6 จังหวัดฝั่งอันดามันต้องมีแผนจัดการภัยพิบัติชุมชน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยปี 2547 สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 เมษายน เป็นอีกบทเรียนที่ทุกฝ่ายทั้งรัฐบาลและประชาชนในพื้นที่จะต้องเรียนรู้.

 

ฟื้นฟูป่าให้เป็นป่า ป้องอุทกภัยนั้น ควรทำอย่างไร? 2012/05/17

http://www.thaipost.net/node/55166

8 April 2555

จากมหาอุทกภัยที่รุนแรงในปี 2554 ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างรุนแรงและยาวนาน เป็นครั้งที่ร้ายแรงที่สุดในประเทศไทย สาเหตุสำคัญคือการเสื่อมโทรมของทรัพยากรป่าไม้ที่เป็นต้นน้ำลำธาร การบุกรุกป่าเพื่อทำเป็นพื้นที่เกษตร รวมถึงการหย่อนยานในการปฏิบัติหน้าที่สกัดกั้นขบวนการทำลายป่าที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ ของนายทุน ทำให้ป่าที่เหลืออยู่ไม่สามารถทำหน้าที่กักเก็บน้ำฝนไว้ได้ ทั้งหมดเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดมหาอุทกภัยในปี 2554 ดังนั้น การปลูกป่าฟื้นฟูต้นน้ำจึงมีความสำคัญที่สุด
ทั้งนี้ มูลนิธิสืบนาคะเสถียรระบุสถานการณ์ป่าล่าสุดพบว่า  ปัจจุบันเนื้อที่ป่าไม้ในประเทศไทยมีการสำรวจล่าสุดถึงปี 2552 มีเนื้อที่ 171,585.65 ตารางกิโลเมตร หรือ 33.44% ลดลงจาก ข้อมูลในปี 2504 ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีการสำรวจโดยวิธีการแปลภาพถ่ายดาวเทียมในปีแรกที่มีการจัดเก็บข้อมูล ที่มีเนื้อที่ 273,629.00 ตารางกิโลเมตร หรือ 53.33% ถึง 102,043.35 ตารางกิโลเมตร หรือ 19.89% หรือลดลงร้อยละ 37.3% ของพื้นที่ป่าไม้ที่เคยมีในปี 2504
นั่นหมายถึงว่า ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา เราใช้พื้นที่ป่าไปเท่ากับเนื้อที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ 88 ที่ จึงสรุปได้ว่าประเทศไทยบริโภคเนื้อที่ป่าเฉลี่ยปีละเกือบสองเท่าของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา
จากปัจจัยดังกล่าว ทำให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยสำนักบริการวิชาการ และศูนย์วิทยาการขั้นสูงด้านทรัพยากรธรรมชาติเขตร้อน จึงได้จัดสัมนาหัวข้อ “สนองแนวพระราชดำริ   : แนวทางปลูกป่าฟื้นฟูพื้นที่ต้นน้ำ 5W1H” ขึ้น เมื่อช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
ดร.ดำรงค์ ศรีพิราม รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า การสัมมนาครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจาก ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2555 นายกรัฐมนตรีนำคณะนักวิชาการด้านน้ำหลายสาขานับร้อยคน เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อถวายรายงานการแก้ปัญหาน้ำท่วม แต่เกิดเหตุการณ์พลิกล็อกขึ้น เพราะทรงตรัสถึงเรื่องการแกัปัญหาน้ำท่วมอยู่ที่ป่าไม้ว่าเป็นเรื่องหลัก ซึ่งในวันนั้นไม่มีนักวิชาการป่าไม้อยู่ในคณะที่เข้าเฝ้าสักคน ทั้งหมดก็เป็นที่มาทำให้รัฐบาลมีนโยบายฟื้นป่าตามแนวพระราชดำริ
“วันนั้นทรงตรัสว่า การแก้ปัญหาน้ำท่วม ที่นอกจากดูการระบายน้ำแล้ว ต้องดูแลดิน ดูแลป่าไม้ ป้องกันไม่ให้มีการบุกรุกทำลายป่ามากไปกว่านี้ หรือควรมีการปลูกต้นไม้ทดแทนต้นไม้ที่สูญเสียไป และยังทรงมีพระราชดำรัสว่า ให้ปลูกร่วมกันระหว่างไม้โตเร็ว ที่เป็นไม้เนื้ออ่อนกับไม้โตช้า ที่เป็นไม้เนื้อแข็ง ซึ่งจะทำให้เกิดสภาพป่าที่ยั่งยืน ป่าต้นน้ำจะกลับคืนมา ทั้งหมดจึงเป็นที่มาของการสัมมนาครั้งนี้”
ด้าน ดร.บุญวงศ์ ไทยอุตส่าห์ จากคณะวนศาสตร์ มก. กล่าวว่า ในช่วง 12 เดือนให้หลังมานี้ เรื่องปัญหาป่าไม้เป็นประเด็น Hot Issue มาก ทั้งการบุกรุก ช้างป่า น้ำท่วม และปัญหาหมอกควันเพราะเผาป่าในภาคเหนือ และการที่ป่าลดลงเป็นตัวการทำให้เกิดภัยแล้ง จริงๆ แล้วป่ามีความสำคัญต่อคนเรามาก เป็นต้นน้ำลำธาร ดูดซับน้ำไม่ให้ท่วม อยากให้คนไทยมองปัญหาป่าไม้เป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่าวัตถุ และอยากให้คนไทยตระหนักในความสำคัญของป่า
นายชลทิศ สุรัสวดี รองอธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า  ปัจจุบันเราเหลือพื้นที่ป่าประมาณ 320.7 ล้านไร่ ป่ามีหลายสภาพ ป่าเสื่อมโทรม ป่าอนุรักษ์ และป่าต้องฟื้นฟู ซึ่งขณะนี้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีนโยบายที่จะฟื้นฟูป่า 8 ลุ่มน้ำหลักของประเทศ ได้แก่ ปิง วัง ยม น่าน เจ้าพระยา ป่าสัก ท่าจีน สะแกกรัง และอีก 25 ลุ่มน้ำย่อย ทั้งหมดจะเป็นแพ็กเกจในการฟื้นฟูป่า เพราะขณะนี้เรามีป่าเสื่อมโทรม 8.4 ล้านไร่ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ใน 8 ลุ่มน้ำหลัก
“การปลูกจะดูตามสภาพแวดล้อมเป็นหลัก การเลือกต้นไม้ก็จะเลือกให้สอดคล้องกับไม้ในพื้นที่ ส่วนหลักการปลูกก็จะเป็นไม้โตเร็ว ไม้โตช้า” รองอธิบดีกรมป่าไม้กล่าว
ในประเด็นแนวทางปลูกป่าฟื้นฟูพื้นที่ต้นน้ำที่ต้องอาศัยหลัก “5W1H” ผศ.ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ หัวหน้าภาควิชาวนวัฒนวิทยา คณะวนศาสตร์ มก. กล่าวว่า ป่าไม้มีคุณอเนกอนันต์กับมนุษย์อยู่แล้ว ไม่นับการทำให้เกิดต้นน้ำลำธาร ชะลอการไหลของน้ำบ่า ยังป้องกันไม่ให้เกิดน้ำท่วมอีกด้วย ตลอดจนทำให้สภาพแวดล้อมอากาศสมดุล ไม่เกิดภาวะโลกร้อน สำหรับพื้นที่ต้นน้ำนั้น จำเป็นที่จะต้องมีสภาพป่าไม่ต่ำกว่า 47% หรือไม่ต่ำกว่า 50% ของพื้นที่ทั้งหมด
เขาอธิบายอีกว่า ฝนตกลงมาวันนี้เราคงไม่ลำบากถ้ามีป่าอยู่ เพราะต้นไม้จะช่วยดูดซับน้ำฝนไว้ประมาณ 20% ที่เหลืออีก 80% ไหลลงดิน เและไหลลงเบื้องล่าง 20-30% เหลือน้ำกักเก็บไว้ในดิน 50-60% น้ำจำนวนนี้จะทำให้ไม่เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำ หรือภัยแล้งในช่วงหน้าแล้ง
“ที่ผมเคยไปประเทศออสเตรียพบว่า ป่าจากยอดเขาสูง 10กิโลเมตร กว่าที่น้ำจากยอดเขาจะไหลมาถึงน้ำซับ ที่เป็นตาน้ำ ข้างล่าง ต้องใช้เวลานานถึงกว่า 10 ปีจะไหลมาถึง แสดงว่าป่าช่วยดูดซับน้ำไว้ได้มาก กว่าน้ำจะไหลลงเบื้องล่างต้องใช้เวลานาน ดังนั้น ป่าจึงมีประโยชน์มาก ช่วยดูดซับน้ำไว้ใต้ดิน ช่วยให้เรามีน้ำใช้ ไม่หมดง่ายๆ และป้องกันไม่ให้เกิดน้ำท่วมอย่างประเทศไทยเรา ป่าจะช่วยชะลอไม่ให้น้ำไหลลงมาเร็ว เหมือนมีฟิล์มเคลือบผิวดินเอาไว้ แต่ถ้าไม่มีป่า ไม่มีต้นไม้ ฝนจะกระแทกผิวดินแตก ทำให้เกิดดินถล่ม น้ำชะเอาดินไปด้วย เกิดการระเหยและคายน้ำในดินเร็ว
ผศ.ดร.จงรักกล่าวอีกว่า สำหรับการปลูกป่านั้น จะต้องใช้เวลาดูแลไม่น้อยกว่า 6-7 ปี เหมือนโครงการที่ ปตท.ทำคือโครงการการปลูกป่า 1 ล้านไร่ เป็นโครงการอภิโปรเจ็กต์ ซึ่งต้องใช้เงินทุนมาก และใช้เวลานานนับ 10 ปี กว่าจะเห็นผล ดังนั้น เมื่อทราบว่ารัฐบาลประกาศว่าการแก้ปัญหาน้ำท่วมจะปลูกป่าภายใน 3 เดือน จึงตกใจมาก เพราะการปลูกป่านั้นจะต้องมีขั้นตอนเตรียมการต่างๆ มากมาย และกินเวลานาน ตั้งแต่การหาเมล็ด การเพาะต้นกล้า ทั้งหมดนี้จะต้องใช้เวลานับถอยหลังจากวันก่อนปลูกไม่ต่ำกว่า 2 ปี
“ดังนั้น การที่รัฐบาลบอกว่าจะปลูกป่าทันที จึงอยากถามว่าในวันนี้เรามีเมล็ดและมีกล้าไม้แล้วหรือยัง และในการปลูกต้นไม้ ก่อนปลูกเราต้องเตรียมเมล็ด ต้องเพาะเมล็ด เรามีเมล็ดแล้วหรือยัง นอกจากนี้ยังมีขั้นตอนการเตรียมพื้นที่ใช้เวลา ประมาณ 0.4-1 ปี การปลูกต้องทำแผนให้ดีๆ และไม่ใช่แค่เรื่องเมล็ด เราต้องรอให้กล้าโต ครึ่งปี-1 ปี  และต้องดูแลกว่าไม้จะโตไม่ตาย รวมแล้วการปลูกป่าต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปีถึงจะสำเร็จ”
นักวิชาการรายนี้ยังระบุอีกว่า ขอให้เลิกเสียทีที่จะบอกว่าปลูกป่าให้ได้ใน 2 ปี แล้วต่อมาก็เลิกทำ ก็จะกลับไปสู่สภาพเดิมๆ อีก
“รัฐบาลควรจะประกาศให้ชัดว่าจะสนับสนุนการปลูกป่า 10 ปี ใครมาเป็นรัฐบาลก็มาแก้ไขไม่ได้ ถ้าปลูกได้ 10 ปี ถือว่ามีโอกาสสำเร็จ แต่ถ้าใช้เวลาน้อยกว่านี้ผมไม่ค่อยมั่นใจ”
ผศ.ดร.จงรักบอกอีกว่า ลักษณะป่าจะแตกต่างกันไป เช่น ป่าดิบแล้ง ป่าสนเขา หรือป่าเบญจพรรณ หรือป่าอนุรักษ์ ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง     นอกจากนั้น พื้นที่ก็เป็นตัวกำหนดในการเลือกไม้ชนิดไหนมาปลูก โดยเฉพาะพื้นที่ภูเขาที่มีความลาดชันไม่เท่ากัน โดยวัดจากระดับน้ำทะเล การเลือกไม้ก็จะแตกต่างกัน เช่น ถ้าเป็นพื้นที่ลาดชันตอนล่าง ก็สามารถปลูกต้นสัก ยางนา ประดู่ จันทร์ทองเทศ ไผ่รวกดำ ไผ่หวานที่ปลูกได้ในจังหวัดน่าน ซึ่งจำเป็นต้องใช้ไม้ต่างถิ่นที่โตเร็วมาปลูกก่อนเป็นไม้เบิกนำ ผสมกับไม้ยืนต้นที่มีอายุหลายปี
ส่วนไม้ที่จะนำมาปลูกก็ควรมีการผสมผสานทั้งไม้เนื้ออ่อน ไม้เนื้อแข็ง ไม้โตเร็ว กับไม้โตช้า ไม้พื้นเมือง ไม้ต่างถิ่น โดยไม้เนื้ออ่อนนั้นอาจจะต้องปลูกเป็นไม้เบิกนำ ร่วมผสมกัน เพราะไม้โตเร็วอาจจะตายในวันหน้า แต่ไม้หลักที่เป็นไม้โตช้าจะยังมีอายุอยู่ นานๆ เข้าพื้นที่นั้นก็จะกลายสภาพเป็นป่าได้ในที่สุด
ปัญหาว่าจะปลูกที่ไหน นักวิชาการด้านวนศาสตร์กล่าวว่า จากข้อมูลพบว่า ป่าต้นน้ำชั้น 1A หรือชั้น 1B ทางภาคเหนือ ส่วนใหญ่ยังมีสภาพสมบูรณ์ ไม่เป็นป่าประมาณแค่ 3% เท่านั้น แต่ที่เป็นปัญหาน่าจะเป็นป่าชั้น 2A แถบตะวันออกเฉียงเหนือ ที่น่าวิตกมากกว่าทางภาคเหนือ เพราะโดนบุกรุกทำลายป่าไปมาก
“ป่าชั้น 2 แถวอีสานนี่แหละตัวปัญหา ที่จะต้องปลูกฟื้นฟูสภาพป่า เพราะโดนบุกรุกทำลายไปมาก” ผศ.ดร.จงรักกล่าว
พร้อมกับชี้ปัญหาอีกประการที่รัฐบาลอาจจะมองไม่เห็นว่า การปลูกป่าในพื้นที่เป็นป่าเสื่อมโทรมไปแล้ว และมีประชาชนครอบครองอยู่ไม่ใช่เรื่องง่าย จะใช้วิธีการไล่คนออกไปจากพื้นที่ หรือใช้วิธีการยึดพื้นที่กลับคืนมา โอกาสสำเร็จมีน้อยมาก
“ผมอยากเสนอว่าให้ทำอย่างนี้ได้ไหม ถ้าพื้นที่ไหนมีคนอยู่แล้ว ให้เป็นพื้นที่เกษตรผสมไม้ยืนต้น ที่เรียกว่าวนเกษตรได้หรือเปล่า เพราะไม้ยืนต้นแค่ 1 ต้นก็มีบทบาทไม่น้อยในการอนุรักษ์ดิน น้ำ แทบไม่แตกต่างไปจากป่าธรรมชาติ ถ้าเราปลูกไม้พวกนี้ ตรงยอดเขา ร่องน้ำ ร่องเขา ขอบรั้ว ขอบคันนา โดยไม่ต้องไปไล่เขา”
แล้วใครล่ะจะรับหน้าที่เป็นคนปลูกและดูแลป่าที่ปลูก ผศ.ดร.จงรักกล่าวว่า แน่นอน ต้องเป็นหน่วยงานรัฐ และหน่วยงานท้องถิ่น แต่ใช่ว่าจะเพียงพอ กำลังสำคัญหลักนั้นอยู่ที่ประชาชนมากกว่า เพราะประชาชนคือคนที่ตัดไม้ ซึ่งเราต้องพยายามเปลี่ยนบทบาทคนพวกนี้จากคนที่ตัดไม้ทำลายป่า ให้เป็นคนที่มาช่วยมาดูแลป่า ที่เห็นได้ชัดเจนคือป่าชุมชน ที่ตอนนี้ขึ้นทะเบียนเป็นป่าชุมชนแล้ว 8 พันหมู่บ้าน แต่ถ้าเราเพิ่มอีก 10% ของชุมชนในประเทศให้เป็นป่าชุมชน ช่วยกันปลูกต้นไม้ ดูแลป่า ป่าก็จะน่าอยู่ได้ การปลูกป่าก็น่าจะสำเร็จได้.

 

แผน ‘พีดีพี” ฉบับใหม่ ใส่ความคิดอนุรักษ์พลังงานแล้วหรือยัง 2012/05/17

http://www.thaipost.net/node/54836

1 April 2555

ในขณะที่กระทรวงพลังงานเตรียมการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ พีดีพี ฉบับใหม่ (ปี 2555-2574) เนื่องจากแผนพีดีพี 2010 ซึ่งเป็นแผนการลงทุนขยายระบบไฟฟ้าในระยะเวลา 20 ปี ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน ทำให้การเดินหน้าโครงการตามแผน ไม่ว่าจะเป็นโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และโรงไฟฟ้าถ่านหินหยุดชะงัก ปรับปรุงใหม่ เวลานี้ภาคประชาชนและนักวิชาการด้านพลังงานก็จับตาการจัดทำแผนพีดีพี โดยแสดงความกังวลว่าจะซ้ำรอยเดิม
จากการประชุมชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีปัญหาในการจัดทำ “แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP)” โดยคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เมื่อเร็วๆ นี้
สุรีรัตน์ แต้ชูตระกูล กลุ่มอนุรักษ์ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ผู้ร้องเรียนเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ มาที่ กสม. กล่าวว่า ขณะนี้กำลังปรับปรุงแผนพีดีพี จากการติดตามเรื่องนี้มา 10 ปี พบว่า มีข้อผิดพลาดโดยตลอดและไม่ได้รับการแก้ไข ช่วงที่รัฐบาลกำลังปรับแผน จึงเป็นโอกาสที่ดีหน่วยงานวางแผนควรรับฟังก่อนสรุปแผน ตนอยากสะท้อนปัญหาการทำแผน ซึ่งเป็นประเด็นในข้อร้องเรียน คือ การวางแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าพีดีพี ซึ่งเป็นแผนแม่บทที่กำหนดการลงทุนขยายระบบไฟฟ้าในไทย วางแผนล่วงหน้า 10-15 ปี  มีความผิดพลาด เห็นได้ชัดจาก 1-2 ปี จะถูกปรับปรุงใหม่ ไม่สามารถใช้ระยะยาวได้ โดยเฉพาะการวางแผนพยากรณ์การใช้ไฟฟ้า
จากการศึกษาของชื่นชม สง่าราศี กรีเซน นักวิชาการอิสระ พบว่า แผนพีดีพี 2010 มีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1,491 เมกะวัตต์ต่อปี ขณะที่ค่าเฉลี่ยจริงที่ผ่านมาของไทย เติบโตสูงสุด 25 ปี เพียง 830 เมกะวัตต์ ซึ่งการพยากรณ์การใช้ไฟฟ้าที่สูง ส่งผลให้แผนพีดีพี 2010 ไฟฟ้าสำรองช่วง 20 ปี สูงถึง 20-40% ทั้งที่ไม่ควรสำรองเกิน 15% มีการประเมินผลการวางแผนทำผิดพลาดมาต่อเนื่อง 14 ปี ทำให้เกิดการใช้พลังงานไฟฟ้าไม่มีประสิทธิภาพ กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมถึงผลการศึกษาการใช้พลังงานต่อจีดีพีของไทย อัตราการใช้ของเราสิ้นเปลืองมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยประเทศอื่นๆ ในภาคสังคมก็เกิดความขัดแย้งจากการสร้างโรงไฟฟ้า มีการร้องเรียนทั่วประเทศก็เป็นผลจากการพยากรณ์การใช้ไฟฟ้ามากเกินความจำเป็น แกนนำกลุ่มอนุรักษ์ทับสะแกยังเปิดประเด็นการวางแผนพยากรณ์ใช้ไฟฟ้าเกินความจำเป็น กฟผ.ได้ทำแผนเสนอ สนพ. กระทรวงพลังงาน ปิดซ่อมโรงไฟฟ้าในหน้าร้อน ช่วงที่มีการใช้ไฟฟ้ามากที่สุดของประเทศ ทำแผนแบบนี้ตั้งแต่ปี 52, 53, 54 และ 55 มาโดยตลอด ทำให้ไฟฟ้าสำรองต่ำกว่าความเป็นจริง ใช้เป็นเหตุผลสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ จึงร้องให้ กสม.ช่วยตรวจสอบประเด็นนี้
ตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์ฯ เสนอว่า ควรมีการเพิ่มประสิทธิภาพด้วยการบริหารการใช้ไฟฟ้าสูงสุด หรือ Peak คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานควรมีมาตรการรับซื้อไฟฟ้าช่วงการใช้ไฟฟ้าสูงสุด ดีกว่าจะให้กระทรวงพลังงานมีนโยบายสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ เพราะในหนึ่งปีมีการใช้ไฟฟ้าฟ้าสูงสุด 72 ชั่วโมง หากมีการบริหารที่ดีลดการสร้างโรงใหม่ได้มาก ขณะนี้รัฐบาลมีแผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี ที่ผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2553 แต่กระทรวงพลังงานและ กฟผ.หลีกเลี่ยงนำมาใช้เป็นแผนหลักในการจัดทำวางแผนพีดีพี ทั้งๆ ที่แผนอนุรักษ์ 20 ปี เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ไฟฟ้า ลดความต้องการใช้ไฟฟ้าโดยรวมของประเทศลงได้ โดยไม่ต้องสร้างโรงใหม่
“สาระสำคัญของแผนอนุรักษ์พลังงานก็คือ ลดความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศโดยรวมได้ 12,077 เมกะวัตต์ ประมาณ 22% ใน 20 ปี เทียบเท่ากำลังการผลิตโรงไฟฟ้าถ่านหิน 9 โรง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 5 โรง ค่าใช้จ่ายน้อย ลงทุนปีละ 5,900 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนแผนอนุรักษ์ให้เป็นจริง ถ้ารัฐบาลต้องการให้เกิดการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพหลีกเลี่ยงไม่ได้กับแผนนี้เป็นแผนหลักทำพีดีพี” สุรีรัตน์กล่าว
และเห็นว่าเป้าหมายหลักของแผนอนุรักษ์พลังงาน รัฐควรมุ่งไปที่อุตสาหกรรมและธุรกิจ ซึ่งใช้ไฟฟ้ารวม 72% ของประเทศ จะได้ผลมากกว่า เพราะภาคครัวเรือน 22% เห็นว่าการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานไม่ใช่เรื่องใหม่ มีภาคอุตสาหกรรมตัวอย่าง ผลิตไฟฟ้าจากความร้อนเหลือทิ้งซีเมนต์ 3 ทุ่งสง ปี 2550 กำลังผลิต 12 เมกะวัตต์ ซีเมนต์ 6 ทุ่งสง ปี 2552 กำลังผลิต 25 เมกะวัตต์ รวมถึงผลิตไฟฟ้าจากความร้อนเหลือทิ้งซีเมนต์ 4 แก่งคอย ปี 2552 กำลังผลิต 25 เมกะวัตต์, ซีเมนต์ 5 ท่าหลวง ปีเดียวกัน 18 เมกะวัตต์
“หากมีการวางแผนที่โปร่งใสจะสามารถตอบคำถามประชาชนได้ แต่การเลี่ยงตอบคำถามส่อเจตนาไม่สุจริต ทำให้ชาวบ้านหวาดระแวงและต้องติดตามเรื่องนี้อย่างเข้มข้น รวมถึงอยากเห็นการตรวจสอบแผน PDP อย่างเข้มข้น เพื่อให้แผนพลังงานไทยมีประสิทธิภาพมากขึ้น” ตัวแทนอนุรักษ์จากกลุ่มทับสะแกสรุป
ดร.เดชรัตน์ สุขกำเนิด ผู้ชำนาญการด้านพลังงาน และเคยเป็นอนุกรรมการแผนพีดีพี 2010 กล่าวว่า ในการประชุมครั้งแรกของคณะอนุกรรมการจัดทำแผนพีดีพี 2010 มีการสรุปบทเรียนและปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในแผนพีดีพี 2007 ตนเสนอปัญหากระบวนการจัดทำแผนว่ารวบรัดเกินไป เพราะมีการจัดรับฟังความคิดเห็นเพียงครั้งเดียว แล้วยังเป็นการรับฟังที่รวมทุกเรื่องไว้ในครั้งเดียวกัน
ฉะนั้น การประชุมครั้งแรกของอนุกรรมการแผนพีดีพี 2010 มีการสรุปชัดเจน การดำเนินการรับฟังความคิดเห็นต้องทำเป็นขั้นตอน ใน 3 ส่วนด้วยกัน คือ การพยากรณ์ความต้องการ ต้องแยกการรับฟังความคิดเห็นให้ตกผลึกตัวเลขที่เหมาะสม ถัดมาการจัดทำสมมติฐานในแผนพีดีพี ทั้งเรื่องต้นทุน ศักยภาพพลังงานหมุนเวียน การประหยัดและอนุรักษ์พลังงาน หากตัวเลขต่างกัน ผลของแผนต่างกัน ครั้งนั้นมีการตั้งคณะทำงานจัดทำสมมติฐานด้วย เป็นพัฒนาการขั้นหนึ่ง แต่ไม่ได้ก้าวข้ามสู่การมีส่วนร่วมว่าสมมติฐานถูกต้องหรือไม่ สุดท้ายเรื่องทางเลือกในแผน PDP สามารถเปรียบเทียบได้มากกว่า 1 ทางเลือก จึงมีคำถามแต่ละทางเลือกให้ต้นทุนและผลกระทบสิ่งแวดล้อมต่างกันไหม
“อยากย้ำการจัดทำแผนพีดีพี 2010 เราไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ แต่เริ่มต้นจากสรุปบทเรียนพีดีพี 2007 ปัญหาที่เกิดทำไมภาคการเมืองเข้ามารวบรัด ผมไม่ได้โทษใคร แต่เราจะมีโจทย์อย่างไรไม่ให้เกิดแบบนี้อีก อนุกรรมการฯ ได้ข้อสรุปถ้าทำแผนพีดีพีให้ผ่านไป ครม.อนุมัติออกไป สุดท้ายสร้างไม่ได้ ก็ทำให้เกิดความขัดแย้งตามมา ทำพีดีพี 2007 ก็ขัดแย้ง ทำพีดีพี 2010 ความขัดแย้งตามมาแบบเดิม เหตุใดกระบวนการที่เคยตั้งใจไว้อย่างดีมีความเบี่ยงเบนไป ฝากคณะกรรมการสิทธิฯ เคลื่อนในเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ให้เกิดการเบี่ยงเบนหรือซ้ำรอยเดิม ต้องสรุปถ้าไม่เป็นตามนี้ ไม่เป็นตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ จะเป็นหลักประกันให้ทุกฝ่ายจัดทำแผนพีดีพีเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หาทางออกร่วมกันแทนถูกเร่งรัด” นักวิชาการสรุปบทเรียนให้ฟัง
อาจารย์เดชรัตน์เสนออีกว่า การจัดทำแผนพีดีพีของกระทรวงพลังงานที่ไม่ระบุสถานที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ชัดเจน เว้นช่องว่างเอาไว้ จะไม่สอดคล้องกับสถานการณ์การมีส่วนร่วมของประชาชนภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน อย่างน้อยควรระบุพื้นที่เหมาะสมการก่อสร้าง เช่น จังหวัดใด และหากทำเลเหมาะไม่ใช่แค่จังหวัดเดียว ก็ต้องระบุกี่แห่ง มิฉะนั้น จะเกิดความไม่สบายใจต่อประชาชน และเกิดความรู้สึกเหมือนต้องเฝ้าบ้านให้ดี ไม่รู้จะมาลงที่บ้านตัวเองเมื่อไหร่ เกิดความสับสน
วิฑูรย์ เพิ่งพงศาเจริญ มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ ชี้ว่า สถานการณ์ปัจจุบันความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ ปี 50, 51, 52 ไม่โต ปี 53 เพิ่มขึ้น แต่ปี 54 ไม่เพิ่ม แต่เราไม่มีมาตรการจริงจังจะจัดการความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดอย่างไร ทำให้ Peak ไม่สูงได้อย่างไร ในทางตรงกันข้าม กลับพูดตัวเลขที่จะโตและสูงเท่านั้นเท่านี้ เพื่อนำไปสู่ตรรกะที่ว่าไฟจะขาด ต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้น เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ปลัดกระทรวงพลังงานออกมาระบุ วันที่ 8-17 เมษายนนี้ ก๊าซจากพม่าจะปิดซ่อม ทำให้ก๊าซ 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ป้อนโรงไฟฟ้าประมาณ 2,000 เมกะวัตต์ ขาดหายจากระบบ จะมีกำลังสำรองต่ำกว่า 7% นำมาสู่มาตรการเตรียมน้ำมันเตามาทดแทน และมีผลให้ค่าเอฟทีเพิ่ม 5 สตางค์ต่อหน่วย
ฟังดูเผินๆ คล้ายพม่าเล่นงาน เพราะเราพึ่งพาก๊าซจากพม่า แต่ข้อเท็จจริงแหล่งก๊าซทั้ง 3 แหล่ง ผู้เป็นเจ้าของนำก๊าซขึ้นมา คือ ปตท.สผ. ท่อก๊าซที่จะปิดซ่อมเป็นของ ปตท. 100% และ ปตท.ผูกขาดการจัดส่งก๊าซให้ กฟผ. 100% ไม่เกี่ยวกับพม่าเลย ทำให้ ปตท.จึงหยุดซ่อมช่วงเดือนเมษายน ทั้งๆ ที่สามารถเลี่ยงได้ บวกกับ กฟผ.ก็มีแผนหยุดซ่อม ปี 54 หยุดซ่อม 11% ประเดประดังมาช่วง Peak ข้อเท็จจริงปลัดกระทรวงพลังงานยังสวมหมวกประธานกรรมการ ปตท. หมวกที่สามประธานกรรมการ ปตท.สผ. น่าตกใจประชาชนต้องจ่ายเพิ่ม ถามว่าผิดอะไร เหตุใดคนก่อความเสียหายไม่ต้องรับผิดชอบ     ฝาก กสม. ข้อเท็จจริงคืออะไร ต้องกระจ่าง
ระบบที่เราเคยเชื่อให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่คุมรัฐวิสาหกิจเพื่อให้เกิดความมั่นใจเรื่องความมั่นคงด้านพลังงาน ปัจจุบันมีกฎหมายใหม่ มีองค์กรกำกับที่เป็นอิสระ ถึงเวลาแล้วเลิกนำข้าราชการชั้นผู้ใหญ่นั่งในบอร์ดต่างๆ เป็นผลประโยชน์ขัดกัน ฝาก กสม. ประสาน ป.ป.ช. ศาลปกครอง ตรวจสอบว่า เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ มี พ.ร.บ.ประกอบกิจการพลังงาน และองค์กรกำกับแล้ว มีกฎระเบียบเข้ายุคใหม่ แต่องคาพยพ ผลประโยชน์ และโครงสร้างยังไม่ปรับ หากไม่ใช้โอกาสนี้ แผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี ซึ่งมีคนบอกเป็นแค่ลิเก
“อยากเห็นการจัดทำแผนพีดีพี 2012 บนโจทย์ปรับการพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าและนำแผนอนุรักษ์พลังงานใส่ลงไป เป็นแผนที่ ครม.อนุมัติไว้ เรื่องนี้ต้องพิจารณาและจัดการอย่างตรงไปตรงมา หากปล่อยให้กำลังผลิตเป็นไปตามแผนพีดีพี 2010 จะต้องสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หลายโรง แต่หากใช้แผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปีเข้ามาสวม โครงการปรับประสิทธิภาพพลังงานจะทดแทนนิวเคลียร์ ถ่านหิน มันตอบคำถามได้หมด ลดการพึ่งพิงก๊าซน้อยลง ไม่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทำให้เกิดโลกร้อน ความเข้มข้นในการใช้พลังงานก็ดีขึ้น” นักวิชาการด้านพลังงานกล่าว และฝากให้รัฐทบทวนแผนปลดโรงไฟฟ้า หากโรงใดใช้การได้ ไม่ควรปลด เนื่องจากตั้งแต่ปี 2540 มีอัตราเร่งสูงเกินจำเป็น โดยไม่พิจารณาให้ถี่ถ้วน
ด้าน นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวช่วงท้ายการประชุมชี้แจงครั้งนี้ว่า คณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาพลังงานไฟฟ้ามากที่สุด ทั้งพลังงานไฟฟ้าถ่านหิน พลังงานไฟฟ้าชีวมวล พลังงานน้ำ และพลังงานแสงอาทิตย์  โดยจากการลงพื้นที่กรณีโรงไฟฟ้า จ.ประจวบคีรีขันธ์ กลุ่มอนุรักษ์ทับสะแก และเครือข่ายอนุรักษ์ทัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.ประจวบฯ เสนอให้ กสม.เข้าไปตรวจสอบเชิงนโยบายในการจัดทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าว่า ละเมิดสิทธิชุมชนอย่างไรบ้าง จึงเชิญหน่วยงานชี้แจง โดย รมว.พลังงาน และเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงานส่งผู้แทนมาชี้แจง เช่นเดียวกับผู้ว่าฯ กฟผ. ส่งตัวแทน ขณะที่ประธานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานปฏิเสธเข้าชี้แจง โดยให้เหตุผลแผนพีดีพียังไม่เสร็จ
นิรันดร์ย้ำว่า ต้องทำความจริงให้กระจ่าง ขณะนี้ภาคประชาชนที่ได้รับผลกระทบก้าวข้าม ไม่ใช่แค่คัดค้าน แต่ต้องการมีส่วมร่วมตัดสินใจเชิงนโยบาย การทำแผนต้องคำนึงถึงสิทธิชุมชน วิถีชุมชน การทำลายฐานทรัพยากรที่ผ่านมาส่วนหนึ่งเกิดจากแผนพัฒนาที่ไม่สมดุล ไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ความมั่นคงทางอาหารเป็นประเด็นสำคัญและจะนำพาประเทศไปสู่ความอยู่รอดในอนาคต
“วันนี้ชาวบ้านติดใจการจัดทำแผนพีดีพีในอดีต และแผนพีดีพี 2012 ที่กำลังเตรียมการปรับแผนกัน ซึ่งกระบวนการจัดทำต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ แผนพีดีพีจะเป็นที่ยอมรับต้องเน้นกระบวนการมีส่วนร่วม ส่วนปัญหาการสวมหมวกหลายใบของข้าราชการระดับสูงในรัฐวิสาหกิจ จนเกิดปัญหาการตัดสินใจเชิงนโยบายและผลประโยชน์ กสม.จะประสานกรรมาธิการวุฒิสภา และ ป.ป.ช.ตรวจสอบข้อเท็จจริง ขณะที่ภาคประชาชนสามารถกำกับตรวจสอบการกระทำไม่ชอบ ตรวจสอบถอดถอนการปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อกฎหมายได้ตามสิทธิรัฐธรรมนูญ” นิรันดร์กล่าวทิ้งท้าย
หลังจากนั้นก็รับเรื่องร้องเรียนจากเครือข่ายชุมชนรักบ้านเกิด อ.กันตัง จ.ตรัง ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.ตรัง และหนังสือร้องเรียนให้ตรวจสอบการออกใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าให้กับ บริษัท กัลฟ์ เจพี เอ็นเอส จำกัด โดยเครือข่ายอนุรักษ์วิถี-เกษตรกรรม หนองแซง -ภาชี จ.สระบุรี ซึ่งเข้าร่วมประชุมเช่นเดียวกับผู้ร้องกรณีโรงไฟฟ้ามาที่  กสม.อีกหลายพื้นที่.

 

ปทุมธานีปรับแผนน้ำ ไม่ป้อง ต้องให้น้ำไป 2012/05/17

http://www.thaipost.net/node/54838

1 April 2555

ปทุมธานีเป็น 1 ใน 7 จังหวัดปลายน้ำ ซึ่งอุทกภัยใหญ่เมื่อปลายปี 2554 ที่ผ่านมา เมืองปทุมธานีจมบาดาล นอกจากบ้านเรือน พื้นที่เกษตร และโรงงานอุตสาหกรรมเสียหาย ยังมีสถาบันการศึกษาทั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ที่ได้ทำหน้าที่เป็นแหล่งพักพิงผู้ประสบภัยและมหาวิทยาลัยกรุงเทพถูกน้ำเข้าท่วมสูงเต็มพื้นที่ แผนการเตรียมพร้อมป้องกันและบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง
วงเสนาเรื่อง “จังหวัดปทุมธานีกับการรับมือน้ำท่วม’55″ ซึ่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ที่สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มธ.ศูนย์รังสิต พูดถึงการปรับยุทธศาสตร์น้ำจากที่เคยกั้นน้ำหรือไม่ยอมให้ไหลผ่านพื้นที่  เปลี่ยนมาเป็นการบริหารจัดการน้ำให้น้องน้ำมีที่ไป ทั้งระบบคูคลอง ทางผันน้ำ
ขจรศักดิ์ สิงโตกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ปีที่แล้ว เกิดจากการบริหารจัดการน้ำผิดพลาด มวลน้ำมหาศาลสร้างความเสียหายให้กับประตูระบายน้ำ 13 บาน ในชลประทานปทุมธานีพัง และกลายเป็นเมืองบาดาล เวลานี้รัฐบาลตั้งหลักและแบ่งพื้นที่ในการบริหารน้ำ ต้นน้ำ ให้ป่าซับน้ำและเก็บในเขื่อน เพื่อตัดยอดน้ำ เมื่อถึงกลางน้ำก็หาพื้นที่แก้มลิงรับน้ำ หากบริหารน้ำได้ดังนี้ปริมาณน้ำที่ไหลสู่ปลายน้ำจะเหลือ 10,000 ล้านลูกบาศก์เมตร จังหวัดปลายน้ำมีหน้าที่บริหารจัดการน้ำให้ไหลลงอ่าวไทยอย่างรวดเร็ว โดยไม่กักไม่กั้น แต่กรุงเทพมหานครก็ต้องเข้าใจและให้ความร่วมมือ ต้องยอมรับโดยให้น้ำเหนือกรุงเทพฯ ไหลผ่าน เห็นว่าการจัดการน้ำต้องทำเป็นทีม จะต้องประสานกับจังหวัดและหน่วยงานข้างเคียงด้วยความเข้าใจ ป้องกันไม่ให้เกิดน้ำท่วมเหมือนปี 54 ซ้ำอีก
“แผนป้องกันน้ำท่วมระยะเร่งด่วนที่จังหวัดจะเร่งทำให้เสร็จทันฤดูฝนปีนี้ คือ เสริมคันกั้นน้ำ ซ่อมแซมประตูระบายน้ำ 13 บาน พัฒนาทางผันน้ำหรือฟลัดเวย์ แล้วยังมีโครงการปรับปรุงระบบคลอง ขุดลอกเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการระบายน้ำ และกำจัดวัชพืชที่กีดขวางทางน้ำ นอกจากนี้ จะมีโครงการก่อสร้างสถานีและประตูระบายน้ำคลองรังสิตประยูรศักดิ์เพิ่มอีก 1 บาน ใกล้ถนนติวานนท์ เพราะระยะทาง 10 กิโลเมตรถึงปากคลองรังสิต มีประตูบานเดียว มวลน้ำจึงไหลทะลักถึงเขื่อนประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ได้ง่ายๆ จะเร่งทำ แต่เบื้องต้นจะทำเป็นเขื่อนชั่วคราวก่อน ยามน้ำมากประตูจะทำหน้าที่สูบน้ำจากคลองรังสิตออกเจ้าพระยา ยามน้ำน้อยก็สูบน้ำเจ้าพระยามาเติมเต็มในพื้นที่ได้ด้วย” พ่อเมืองปทุมธานีกล่าว
ด้าน ชูชาติ ศุภวรรธนากูร ผู้อำนวยการโครงการชลประทานปทุมธานี กล่าวเสริมถึงการเพิ่มความสามารถในระบายน้ำลงอ่าวไทยว่า ประตูระบายน้ำจุฬาฯ รับน้ำได้ประมาณ 70 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที รัฐบาลสั่งการภายในปลายปีนี้ กรมชลประทานต้องติดตั้งเครื่องสูบน้ำให้ได้ 108 ลบ.ม.ต่อวินาที และภายใน 6 เดือนต้องเพิ่มเป็น 144 ลบ.ม.ต่อวินาที หากสามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จพอจะเป็นหลักประกันให้ชุมชน เพราะการผันไหลน้ำลงทะเลจะรวดเร็ว
“ต่อไปนี้ทางกรุงเทพมหานครจะต้องรับน้ำให้ไหลผ่าน กทม. แล้ว กรมชลฯ กำลังประชุมตกลงตัวเลขที่ชัดเจนกับสำนักการระบายน้ำ กทม. 10 ปีที่ผ่านมาการไหลของน้ำเคลื่อนตัวไปสิ้นสุดที่คลองรังสิตประยูรศักดิ์เสมอ ปีนี้กรมชลฯ จะทวงสัญญาเกณฑ์รับน้ำเข้า จะจับตามองประตูคลอง 7 คลอง 8 คลอง 9 คลอง 10 เขตสายไหม มีนบุรี หนองจอก ก็ยังกังวลถึงเวลาทำตามแผนปฏิบัติการจะไม่เป็นไปตามข้อตกลง ถ้าเป็นเช่นนั้นอาจต้องอาศัยมวลชนมาแสดงความจริงใจกัน เป็นอีกการบูรณาการบังคับใช้ข้อตกลง”
ผอ.โครงการชลประทานปทุมธานีให้ข้อมูลเพิ่มถึงระบบป้องกันน้ำท่วม เช่น ทิศเหนือและตะวันตกกรมทางหลวงกับกรมชลฯ บูรณาการวางแนวยกคันถนนริมเจ้าพระยา ตั้งแต่สะพานพระราม 5 วิ่งมาตาม จ.นนทบุรี แม่น้ำเจ้าพระยา และป่าสัก และเสริมแนวกระสอบหากเกิดน้ำมาก ส่วนพื้นที่ด้านตะวันตก ลักษณะเป็นคลองขวางตรงข้ามกับฝั่งตะวันออก หรือ ‘ทุ่งหลวงรังสิต’ ที่เป็นลักษณะคลองตั้งส่งน้ำได้ดีกว่า ก็มีแผนป้องกันน้ำท่วมเหนือพื้นที่ จะเข้าไปเสริมคันกั้นน้ำคลองพระยาบรรลือ จ.อยุธยา โดยใต้คลองที่มีคลองญี่ปุ่นใต้และคลองรากฆ้อน จะมีประตูน้ำปิด-เปิด ไม่ให้น้ำจากอยุธยาไหลเข้ามา แต่ฤดูน้ำหลากจะเปิดบานประตูให้น้ำหลากเข้ามาเต็มที่ ไม่ใช่กั้นให้ปทุมธานีแห้ง แล้วคนอยุธยาน้ำท่วมแทบตาย
อาจารย์นิพนธ์ ลาวัณย์โกวิท ผู้อำนวยการฝ่ายอาคารสถานที่ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวว่า อดีตปทุมธานีเป็นแหล่งผลิตข้าว เรามีระบบคูคลองชลประทานอย่างดี ฝั่งตะวันออกเลือกให้น้ำผ่านจากเหนือลงใต้ ซีกตะวันตกน้ำไม่ไป เพราะทิศทางการไหลแนวขวาง พื้นที่ 400 ไร่ของมหาวิทยาลัยตั้งในทางน้ำผ่าน ระบบป้องกันที่ทำตั้งแต่แรก คือ เขื่อนคันดินปิดล้อม ความสูง 2.80 เมตร โดยคำนวณจากสถิติปริมาณน้ำฝนและระดับน้ำท่วมสูงสุดในรอบ 50 ปี แต่ปี 54 น้ำมา 4.40 เมตร เอาไม่อยู่ ในปี 2555 ก็เตรียมการป้องกันเหมือนนิคมอุตสาหกรรม เป็นกำแพงกั้นน้ำคอนกรีตรูปตัว W ตอกสลับให้ล็อก นิคมทำลึกลงไปในดิน 6 เมตร กำแพงโผล่ขึ้นมา 4-5 เมตร
“นิคมอุตสาหกรรม ม.กรุงเทพ รวมถึงธรรมศาสตร์ ก็ทำกำแพง สร้างคุกปกป้องตัวเอง เป็นโอเอซิส ที่แห้งกลางน้ำ เพราะ จ.ปทุมธานีจะเป็น Buffer ตามนโยบายรัฐบาลที่ไม่ยอมให้น้ำไหลผ่านเข้า กทม. ใช้ปทุมฯ เป็นตัวกั้น แล้วบังคับน้ำออกซ้าย-ขวา การไหลของน้ำคงไปได้ช้า และพยายามจะกลับมาในทางของมัน น้ำมาทุกปี แต่มาแล้วไป ปัญหาไม่ใช่เราป้องกันน้ำอยู่หรือไม่ ปีที่แล้วมีบทเรียนเอาไม่อยู่ซักที่ ปัญหาคือ น้ำมาแล้วไม่มีที่ไป หากมาตรการจัดการไม่ดี ไร้ผล จะกลายเป็นถังน้ำดีๆ แล้วห่วงเวลานี้ยุทธศาสตร์น้ำของรัฐบาลหรือระดับจังหวัดมีเรื่องพื้นที่รับน้ำ ตั้งแต่ท่วมมาก ท่วมน้อย จะได้รับการชดเชย แต่ไม่เคยพูดจะท่วมนานเท่าใด จะต้องดูแลอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม” อาจารย์นิพนธ์ย้ำหากระบบป้องกันน้ำท่วมไม่เหมาะสมจะไม่สามารถรองรับปัญหาน้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคตอันใกล้ได้.

 

นักอุตุนิยมวิทยาเสนอระบบพยากรณ์แบบใหม่รับภัยพิบัติ 2012/05/17

http://www.thaipost.net/node/54504

25 March 2555

ท่ามกลางความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่ทั่วโลกและไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติซึ่งมีแนวโน้มถี่และรุนแรงขึ้น มีความจำเป็นที่จะต้องมีการพยากรณ์อากาศที่ถูกต้องแม่นยำและคาดการณ์ล่วงหน้าได้ยาวนานขึ้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะไปให้ไกลกว่าด้วยการปรับปรุงการเฝ้าระวัง ติดตาม พยากรณ์ เพื่อเริ่มต้นการทำงานในแบบบูรณาการให้ตอบสนองต่อปัญหาที่เกิดขึ้น ไปจนถึงการออกมาตรการรับมือกับภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วม ซึ่งปีที่ผ่านมามหาอุทกภัยสร้างความเสียหายมหาศาล
เมื่อเร็วๆ นี้ กรมอุตุนิยมวิทยาจัดสัมมนาวิชาการเนื่องในวันอุตุนิยมวิทยาโลก 2555 ซึ่งตรงกับวันที่ 23 มีนาคมของทุกปี ในเวทีดังกล่าวมีการพูดถึงการนำข้อมูลอุตุนิยมวิทยาไปใช้ในการบริหารจัดการน้ำ การเกษตร การแจ้งเตือนภัย เพื่อความปลอดภัยของประชาชน ลดความสูญเสียจากภัยพิบัติ นักอุตุนิยมวิทยายังเสนอการพยากรณ์รูปแบบใหม่สำหรับไทยที่รวดเร็วและแม่นยำขึ้น
บุญเลิศ อาชีวระงับโรค นักอุตุนิยมวิทยา ชำนาญการพิเศษ ศูนย์ภูมิอากาศ สำนักพัฒนาอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า 15 ปีที่ผ่านมา เราพยากรณ์อากาศมองกันเฉพาะบรรยากาศศาสตร์ คือ การแผ่รังสี ฝน ลม อุณหภูมิ ความชื้น ความกด และอุณหภูมิผิวพื้น ไม่มีการพยากรณ์ควบคู่ไปกับสมุทรศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นระดับน้ำ ปริมาณและการไหลของน้ำ รวมไปถึงโลกศาสตร์ นิเวศศาสตร์ และอุทกศาสตร์ ขณะที่ในเวทีอุตุนิยมวิทยาโลกกำลังเดินไปในทิศทางนี้ และทั่วโลกมุ่งสู่เทคโนโลยีการพยากรณ์อากาศ ซึ่งเป็นการดำเนินงานแบบบูรณาการอย่างสมดุล เริ่มตั้งแต่สังเกตเฝ้าระวัง ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยเก็บข้อมูล แล้วนำไปสู่การพัฒนาแบบจำลองพยากรณ์อากาศ ทำข้อมูล เพื่อพยากรณ์หรือคาดการณ์ สู่แผนปฏิบัติ โซ่ห่วงใดห่วงหนึ่งหลุดหรือสั่นคลอนไม่ได้
“โซ่ที่มีความสำคัญ คือ การพยากรณ์หรือคาดการณ์ จะมองแต่บรรยากาศศาสตร์ไม่ได้ เทคโนโลยีปัจจุบันผสมผสานหลายศาสตร์ ถึงเวลาแล้วที่กรมอุตุฯ ต้องเปลี่ยนวิธีคิดและดำเนินการให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้มากขึ้น รัฐบาลต้องนำเรื่องเทคโนโลยีการประมาณค่าและพยากรณ์ปริมาณฝน QPE & QPF ที่กรมอุตุฯ เสนอมาพิจารณาเพื่อบรรจุในแผนจัดการน้ำ เป็นการพยากรณ์ปริมาณฝนทุก 15 นาที-3 ชั่วโมง ระบบนี้ถือว่ามีประสิทธิภาพมากกว่า 80%” บุญเลิศกล่าว
นักอุตุนิยมวิทยาขยายความว่า ปัจจุบันกรมอุตุฯ มีโครงข่ายเรดาร์ตรวจวัดสภาพอากาศทุก 1 ชั่วโมง หากจะปรับปรุงศักยภาพให้ตอบสนองปัญหาภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะพายุฝนฟ้าคะนองที่เกิดขึ้นช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูกาล ต้องหาศาสตร์ใหม่มาบอกและเตือนภัยชาวบ้าน ซึ่งระบบ QPE&QPF เป็นการใช้ข้อมูลจากเรดาร์ผสมผสานกับข้อมูลโทรมาตร ข้อมูลจากถังวัดน้ำฝนจากพื้นดิน ประมาณค่าปริมาณน้ำฝนทุก 15 นาที จนถึง 3 ชั่วโมง โดยผลพยากรณ์ 15-60 นาทีแรก มีความน่าเชื่อถือถึง 80% หากไทยทำระบบนี้สำเร็จ และมีการประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมชลประทาน กรมป้องกันสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร นำข้อมูลการพยากรณ์มาปฏิบัติจริง จะช่วยลดความสูญเสียจากภัยพิบัติ เนื่องจากสามารถจำแนกพื้นที่ชัดเจนและแสดงเวลาที่เกิดฝนอย่างละเอียด สามารถประมาณค่าปริมาณฝนจากพายุลูกนั้นๆ เป็นหน่วยมิลลิเมตร ซึ่งในประเทศพัฒนาแล้วใช้กันมานาน แต่มีการพยากรณ์อากาศทุก 5 นาที ขณะนี้เรามีโครงการนำร่องที่ภาคใต้ 3 แห่ง คือ สทิงพระ, ภูเก็ต และกระบี่
ด้าน ประวิทย์ แจ่มปัญญา ผู้อำนวยการส่วนพยากรณ์อากาศ สำนักพยากรณ์อากาศ กล่าวว่า การบ้านของรัฐบาลที่ให้กรมอุตุฯ ไปหาแนวทางจะทำอย่างไรให้ระบบพยากรณ์แม่นยำและเป็นระยะยาวนั้น เห็นว่าปัจจัยสำคัญ คือ ข้อมูลตรวจวัดที่ถูกต้อง นักพยากรณ์อากาศมีความสามารถ และเครื่องมือมีประสิทธิภาพ ทุกวันนี้เทคโนโลยีก้าวหน้าแข่งกับภัยธรรมชาติที่เกิดถี่ขึ้น กรมไม่ได้นิ่งเฉย แต่กำลังปรับตัวและปรับเครื่องมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง แต่เรายังมีช่องโหว่ด้านการตรวจวัดสภาพอากาศในบางพื้นที่ เครื่องมือไม่สมบูรณ์ การตรวจวัดความถี่ไม่ต่อเนื่อง ละเลยการวิเคราะห์ตัวแปรบางตัว และการเผยแพร่ข้อมูลสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย แล้วก็มีปัญหาขาดบุคลากรที่ศึกษาด้านอุตุนิยมวิทยาโดยตรง การพัฒนาบุคลากรเป็นอีกแนวทางสำคัญไม่แพ้กัน
กรรวี สิทธิชีวภาค ผู้อำนวยการศูนย์ภูมิอากาศ กล่าวว่า ปัจจุบันภัยธรรมชาติเห็นเด่นชัดและประชาชนได้รับผลกระทบรุนแรง หลายปีมานี้ไทยเผชิญน้ำท่วมรุนแรง ปี 54 เกิดมหาอุทกภัย สาเหตุหนึ่งเกิดจากปริมาณฝนสูงมาก เดือนมีนาคม ปี 54 ปริมาณฝนเฉลี่ยสูงขึ้นเกือบทุกภาค ภาคใต้ฝั่งตะวันออกสูงกว่าค่าปกติถึง 1000% ภาคเหนือและภาคกลาง 300% สำหรับการวิเคราะห์สภาพอากาศปีนี้ต่อเนื่องถึงปีหน้าไทยจะได้รับผลกระทบจากภัยแล้งมากกว่าน้ำท่วม
“ปี 54 มีสภาพอากาศแปรปรวนและเลวร้ายอยู่ 2 ช่วง คือ ในฤดูร้อนประเทศไทยตอนบนกลับมีอากาศหนาวเย็น เดือนมีนาคมมีฝนตกหนัก น้ำทวมรุนแรงภาคใต้ ช่วงฤดูฝนมีฝนตกหนักต่อเนื่องจนเกิดน้ำท่วมใหญ่ ซึ่งความรุนแรงติดอันดับ 2 ของโลก เราเห็นถึงความผันแปรด้านภูมิอากาศ ไทยซึ่งเป็นสมาชิกองค์การอุตุนิยมวิทยาโลกเห็นด้วยกับการจัดทำกรอบดำเนินงานระดับโลกสำหรับงานบริการด้านภูมิอากาศ ปัจจุบันไทยเรายังไม่มีประสิทธิภาพ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นโอกาสพัฒนาข้อมูลข่าวสารภูมิอากาศและการพยากรณ์ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติที่จะเกิดขึ้น รัฐบาลจำเป็นต้องสนับสนุนอย่างจริงจัง ส่วนประชาชนต้องใส่ใจลมฟ้าอากาศ หยุดกิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อภูมิอากาศด้วย” ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศกล่าว
ในเวทียังมีการนำเสนอผลงานวิชาการใหม่ชื่อเรื่อง “แนวโน้มดัชนีที่เป็นที่สุดของอุณหภูมิและฝนรายวันของประเทศไทย” โดย ยุวดี สุวรรณมณี  ศูนย์ภูมิอากาศ สรุปผลงานนี้ให้ฟังพบว่า จำนวนวันและคืนที่มีอากาศหนาวเย็นลดลงในแต่ละปี จำนวนวันที่มีอากาศหนาวเย็นต่อเนื่องจะสั้นลง อุณหภูมิสูงที่สุดและต่ำสุดรายวันจะสูงขึ้น ช่วงเวลากลางคืนและกลางวันจะมีอากาศร้อนมากขึ้น ไปจนถึงจำนวนวันที่มีอากาศร้อนต่อเนื่องจะยาวนานขึ้น หากดูจากผลการศึกษาความเข้มของฝนรายวันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ไทยต้องเตรียมแผนรับมือกับความเสี่ยงนี้ รวมถึงช่วงฝนแล้งต่อเนื่องยาวนานมากขึ้น.

 

อุโมงค์ใต้ดิน บริหารน้ำ อีกหนึ่งทางออก-ป้องกันน้ำท่วมกรุง 2012/05/17

http://www.thaipost.net/node/54169

18 March 2555

หนึ่งในทางเลือกของการแก้ปัญหาป้องกันกรุงเทพฯ ไม่ให้ประสบอุทกภัย ก็คือ การใช้พื้นที่ใต้ดินและอุโมงค์เป็นทางด่วนขนาดใหญ่ ระยะทางประมาณ 100 กม. วางตัวใต้แนวถนนวงแหวนรอบนอกทิศตะวันออกของกรุงเทพฯ จาก อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา-จ.สมุทราปราการ ความกว้าง 30 เมตร เพื่อตัดยอดน้ำลงอ่าวไทย  ซึ่งมาตรการจัดการนี้เป็นแผนระยะยาว   ที่นักวิชาการเสนอโมเดลให้รัฐบาลหยิบมาพิจารณา
ผู้เสนอแนวความคิดนี้ก็คือ ผศ.ดร.ธเนศ ศรีศิริโรจนากร คณะกรรมการงานก่อสร้างใต้ดินและอุโมงค์ (TUTG) วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ปัญหาน้ำท่วมปี 2554 สร้างความเสียหายต่อประเทศไทยมูลค่า 1.4 ล้านล้านบาท หากไม่มีการบริหารจัดการน้ำและวางแผนป้องกันน้ำท่วม โดยไม่นำความรู้ทางวิศวกรรมและการจัดการเชิงนวัตกรรมมาใช้รับมือแล้ว ปัญหาน้ำท่วมจะเกิดซ้ำอีก และกรุงเทพฯ  อาจจะเป็นเมืองจมน้ำใน พ.ศ.2593 หรือในอีก 38 ปีข้างหน้า และเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เราได้เสนอแนวคิดระบบอุโมงค์ใต้ดินป้องกันน้ำท่วมอย่างยั่งยืนต่อภาครัฐกันมาแล้ว แต่ยังไม่มีการนำมาพิจารณาไว้ในแผนบริหารน้ำเพื่อดำเนินการป้องกันในระยะยาว
นักวิชาการด้านวิศวกรรมศาสตร์รายนี้ได้ยกสถิติจากสหประชาชาติ UNISDR เกี่ยวกับพิบัติภัยทั่วโลกที่เกิดขึ้นในปี 2554 เป็นภัยพิบัติจากน้ำท่วมและพายุกว่า 70% มีประชาชนได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในเอเชียและอเมริกาจำนวน 106 ล้านคน ไทยจำเป็นต้องลดความเสียหายจากน้ำท่วม พัฒนาระบบสาธารณูปโภคให้มีประสิทธิภาพ มีระบบบริหารจัดการเมือง ไปสู่การเป็นเมืองไวต่อน้ำ ปรับตัวรับกับภัยพิบัติได้ง่าย เดิมเมืองที่คนอาศัยไม่มาก เน้นจัดหาน้ำอุปโภคบริโภคให้ผู้อยู่อาศัยได้ใช้ ต่อมาเป็นชุมชนและมีธุรกิจอุตสาหกรรมมากขึ้น ทำให้ต้องมีระบบระบายน้ำเสีย เมื่อเมืองขยายตัวบ้านเรือนหนาแน่น พื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติน้อยลง ทำให้เกิดน้ำฝนท่วมขังก็ต้องพัฒนาระบบระบายน้ำเมือง
สำหรับเมืองใหญ่จำเป็นต้องมีระบบทางน้ำที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพทั้งบนดิน-ใต้ดิน พัฒนาหมุนเวียนน้ำจากแหล่งต่างๆ มาใช้ประโยชน์ และในที่สุดเป็นเมืองไวต่อน้ำ สาธารณูปโภคครบครัน รู้คุณค่าของน้ำ และอยู่กับน้ำอย่างมีความสุข
ส่วนแนวคิด MUSTS หรือระบบอุโมงค์ใต้ดินป้องกันน้ำท่วมที่เสนอไป นอกจากระบายน้ำอุทกภัยไหลลงอ่าวไทย ยังมีประโยชน์การใช้งานอื่นๆ ชั้นบนเป็นถนนขนาด 6 เลน ชั้นล่างเป็นทางระบายน้ำขนาดใหญ่ และยังนำน้ำจากอุทกภัยผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ รวมถึงนำน้ำอุทกภัยจากพื้นที่น้ำท่วมผ่านอุโมงค์ไปเก็บในอ่างเก็บน้ำใต้ดิน หรือแก้มลิง บำบัดและส่งจ่ายผ่านเครือข่ายอุโมงค์ย่อยไปพื้นที่ประสบภัยแล้งได้
“เมืองที่ยั่งยืนและฟื้นตัวเร็วจำเป็นต้องมีการออกแบบระบบน้ำเพื่อบริหารจัดการองค์รวม ส่งเสริมวิถีชีวิตที่ประหยัดพลังงานและลดผลกระทบต่อภาวะโลกร้อน ต้องนำนวัตกรรมมาใช้บรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติธรรมชาติ”
อย่างไรก็ตาม อาจารย์ธเนศยืนยันว่า อุโมงค์ยักษ์ดังกล่าว ยังไม่ใช่คำตอบเดียวในการแก้น้ำท่วม แต่จำเป็นที่จะต้องมีธรรมาภิบาลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงนโยบาย กฎหมาย แล้วยังต้องปรับปรุงการวิเคราะห์ความเสี่ยงและประเมินสถานการณ์ การเตรียมพร้อมต่อเหตุการณ์ภัยพิบัติ
สำหรับการลงทุนระบบอุโมงค์นี้ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านวิศวกรรมระบุว่า ต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 2 แสนล้านบาท แต่รัฐบาลต้องคำนึงถึงแผนป้องกันระยะยาว 10-20 ปีข้างหน้า ต้องเตรียมรับเมืองกรุงเทพฯ จะขยายตัวเพิ่มขึ้น สิ่งปลูกสร้างอสังหาริมทรัพย์เติบโตเพิ่มขึ้น กีดขวางการระบายน้ำของเมือง และการจราจรคับคั่งขึ้น รวมไปถึงทรัพยากรน้ำหายาก ทำให้ต้องนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ วิธีที่เสนอเป็นการบูรณาการระบบน้ำ อยากให้ภาครัฐรับไปวางแผนน้ำตระหนักการเติบโตเมืองในอนาคต หากเริ่มก่อสร้างวันนี้อีก 5 ปีจึงแล้วเสร็จ ซึ่งในเมืองใหญ่ทั่วโลกใช้ระบบอุโมงค์ลักษณะนี้ป้องกันน้ำท่วม ทั้งที่ชิคาโก สหรัฐ, ฮ่องกง, มาเลเซีย และญี่ปุ่น
อาจารย์ธเนศย้ำด้วยว่า การจัดการน้ำที่ดีไม่ได้แก้ด้วยมาตรการสิ่งก่อสร้างอย่างเดียว ต้องแก้ด้วยความรู้ความเข้าใจ และทัศนคติของประชาชน ที่สำคัญการมีส่วนร่วม คนมองน้ำท่วมต้องสร้างกำแพงกั้นน้ำ ในแต่ละนิคมก็ปกป้องพื้นที่ของตัวเอง การมองน้ำเป็นศัตรูไม่ช่วยให้ปัญหาอุทกภัยลดลง
ด้าน ดร.อภิชาติ สระมูล คณะกรรมการงานก่อสร้างใต้ดินและอุโมงค์ บอกว่า ระบบอุโมงค์นี้เป็นยุทธศาสตร์เชิงนวัตกรรม ใช้บริหารจัดการน้ำช่วงเกิดอุทกภัย เปลี่ยนจากการควบคุมน้ำมาเป็นบริหารน้ำอย่างเต็มรูปแบบและให้ประโยชน์แก่ประชาชน และสามารถที่จะทำให้เกิดขึ้นได้จริง เพราะงานก่อสร้างใต้ดินและอุโมงค์กระทบชีวิตความเป็นอยู่ของคนน้อย ไม่มีค่าเวนคืน รวมถึงใช้เวลาก่อสร้างเร็ว นอกจากนี้ จะเป็นทางเลือกเหมาะสมกับสภาพเมืองใหญ่ คนอยู่อาศัยหนาแน่น จำเป็นต้องส่งเสริมการใช้พื้นที่ใต้ดินเพื่อยกระดับความปลอดภัยในชีวิต
“ในสภาวะปกติ อุโมงค์นี้เป็นถนนใต้ดินใช้สัญจร บรรเทาการจราจร ยามที่มีน้ำท่วมระดับปานกลางหรือท่วมหนักจะใช้เป็นทางระบายน้ำใต้ดินในตัว ตัดยอดน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาช่วง อ.บางปะอิน จ.อยุธยา ไหลลงสู่ทะเลอ่าวไทยอย่างรวดเร็ว”
นอกจากนี้ ระหว่างทางอุโมงค์ยังเชื่อมระบบคูคลองใน  กทม. มีประตูเปิด-ปิด โดยการไหลของน้ำประมาณ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที สามารถควบคุมปริมาณน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาที่จะไหลผ่านกรุงเทพฯ เดิมสูบน้ำระบายลงทะเล แต่ระบบ 4 in 1 ติดตั้งเครื่องปั่นกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ ไปจนถึงออกแบบทำอ่างเก็บน้ำใต้ดิน จ่ายน้ำให้พื้นที่เกษตร เราถือเอาน้ำจากอุทกภัยเป็นหนึ่งในแหล่งน้ำที่ใช้ประโยชน์ได้ ทุกวันนี้เกิดน้ำท่วมที่หนึ่ง แต่อีกหลายพื้นที่เจอภัยแล้ง การบริหารน้ำต้องบูรณาการทั้งน้ำท่วม-น้ำแล้ง
ในปีนี้ประเทศไทยโดยคณะกรรมการงานก่อสร้างใต้ดินและอุโมงค์ จะเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมอุโมงค์โลก 2012 ระหว่างวันที่ 18-23 พฤษภาคม 2555 ภายใต้แนวคิดหลัก “อุโมงค์และการใช้พื้นที่ใต้ดินเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประเทศ” โดยจะมีสมาชิก 64 ประเทศมาร่วมประชุมและถกกันเรื่อง “การวางแผนเมืองที่ยั่งยืนฟื้นตัวเร็ว” ส่วนไทยเองต้องการเป็นศูนย์กลาง หรือ “ฮับ” ด้านอุโมงค์ของอาเซียน
ซอว์ ซอว์ เอย์ เลขาธิการคณะกรรมการจัดงานประชุมอุโมงค์โลก 2012 กล่าวว่า ช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เจอภัยน้ำท่วมและดินถล่มราว 44% รวมถึงเมืองใหญ่ในภูมิภาคนี้เผชิญอุทกภัยถึง 30% ของภัยพิบัติทั้งหมด ท่ามกลางสภาพภูมิอากาศแปรปรวนและมีแนวโน้มรุนแรงและเกิดบ่อยขึ้น ขณะนี้ปัจจุบันประชากรโลกราว 50% อาศัยในเขตเมือง และอีก 20 ปีข้างหน้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 70% การยกระดับเป็นเมืองที่ยั่งยืนและฟื้นตัวเร็วจากภัยพิบัติจึงสำคัญ
เลขาธิการคณะกรรมการฯ ได้ระบุ 10 มาตรการ ที่ดูเหมือนจะเป็นจุดอ่อนของประเทศไทยในการก้าวเข้าสู่เมืองยั่งยืนฟื้นตัวเร็ว ซึ่งจะมีผลต่ออนาคตของบ้านเมืองเราอย่างยิ่ง คือ
1.การจัดหน่วยงาน องค์กร ให้ถูกหน้าที่และมีการประสานกับหน่วยงานบริหารท้องถิ่น เพื่อเข้าใจปัญหาในพื้นที่ได้ดีขึ้น และลดความเสี่ยงเสียหาย ให้สังคมมีส่วนร่วม ทำให้แน่ใจว่าทุกหน่วยงานเข้าใจบทบาทหน้าที่ ทุ่มเทกำลังเตรียมพร้อม ไม่เกิดสุญญากาศช่วงภัยพิบัติ
2.จัดสรรงบประมาณบรรเทาความเสี่ยงและจัดงบชดเชยเยียวยาให้เจ้าของบ้าน ครอบครัวยากจน รวมไปถึงเงินกู้บรรเทาธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ
3.มาตรการติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด จัดประเมินความเสี่ยง ใช้เป็นข้อมูลวางแผนตัดสินใจ ซึ่งต้องมั่นใจว่าข้อมูลนี้รองรับสถานการณ์ของเมืองได้
4.ลงทุนและปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคลดปัจจัยเสี่ยง เช่น ระบบระบายน้ำอุทกภัยพร้อมกับสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง เพราะหากเกิดวิกฤติแล้วระบบไม่ทำงานจะซ้ำเติมวิกฤติให้สาหัสมากขึ้น
5.ประเมินและหาทางป้องกันความปลอดภัยของโรงเรียน โรงพยาบาล และสถานบริการสุขภาพ เพราะสถานที่เหล่านี้เป็นที่พักพิงและช่วยชีวิตผู้ประสบภัย ในไทยปี 54 ได้บทเรียนจากการย้ายแล้วย้ายอีกศูนย์พักพิง รวมถึงน้ำเข้าท่วมโรงพยาบาลในหลายพื้นที่
6.จัดทำและดำเนินการรับเรื่องร้องทุกข์ และวางแผนกำหนดพื้นที่ปลอดภัยสำหรับคนที่ยากจน และพัฒนาแหล่งพักพิงแก่ผู้ประสบภัย
7. จัดฝึกอบรมและให้ความรู้ในโรงเรียนและชุมชนเกี่ยวกับการลดความเสี่ยงความเสียหายจากภัยพิบัติ อาจใช้โรงเรียนและชุมชนเป็นจุดอบรม
8.หาทางป้องกันระบบนิเวศของเมือง และทำแนวกันชนธรรมชาติเพื่อลดภัยน้ำท่วม สตอร์ม เซิร์จ ไม่ใช่ปกป้องแต่อาคารบ้านเรือน
9.ติดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้า และทีมงานจัดการฉุกเฉินในเมืองแต่ละแห่ง ซักซ้อมเตรียมความพร้อมของประชาชน ให้ทุกคนมีส่วนร่วม
และมาตรการสุดท้ายที่อยากให้ตรวจสอบว่าไทยมีหรือไม่ คือ หลังภัยพิบัติต้องมั่นใจว่าผู้ประสบภัยจะได้รับการฟื้นฟูเยียวยา รวมทั้งการสร้างบ้านใหม่และการยังชีพหลังภัยพิบัติ
“เมืองต่างๆ ทั่วโลกมีการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก และมี 10 อันดับเมืองที่ยั่งยืนและสามารถฟื้นตัวได้เร็วจากภัยพิบัติ อันดับ 1 เมืองโคเปนเฮเกน ร้อยละ 40 ของประชาชนที่นี่ ขี่จักรยานไปทำงาน เป็นเมืองที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนต่อหัวต่ำที่สุด อันดับ 2 เมืองกูรีตีบา บราซิล, บาร์เซโลนา สเปน, สตอกโฮล์ม สวีเดน, แวนคูเวอร์ แคนาดา, ปารีส ฝรั่งเศส, ซานฟรานซิสโก สหรัฐ, นิวยอร์ก สหรัฐ, ลอนดอน อังกฤษ และอันดับ 10 เมืองโตเกียว ญี่ปุ่น หวังว่าเมืองกรุงเทพฯ จะมีแนวทางเป็นเมืองยั่งยืน ทุกฝ่ายรวมตัวกันผลักดันเป็นรูปธรรม” ซอว์ ซอว์ เอย์ กล่าวในท้ายที่สุด.

 

ถึงเวลา “อปท.” ต้องเข้มแข็งรับมือภัยพิบัติ 2012/05/17

http://www.thaipost.net/node/54170

18 March 2555

วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น สถาบันพระปกเกล้า จัดสัมมนา “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับการจัดการภัยพิบัติเชิงรุกและตั้งรับ” เพื่อกระตุ้นให้หน่วยงานท้องถิ่นเกิดการยกระดับเตรียมพร้อมรับมือสู้กับภัยพิบัติที่มีแนวโน้มรุนแรงและถี่ขึ้น เพราะจากน้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมาเห็นชัดว่า พื้นที่ใดชุมชนและท้องถิ่นรวมพลังเตรียมรับน้ำอุทกภัยจะลดความเสียหายและมีประสิทธิภาพในการป้องกันมากกว่าภาครัฐหลายเท่านัก
รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า องค์การปกครองในท้องถิ่นที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติทั้งอุทกภัย ดินโคลนถล่ม หรือสึนามิ ต้องตระหนักถึงโอกาสเสี่ยงเผชิญเหตุ หมายถึงการมีแผนรับมือภัยพิบัติและการบริหารจัดการ ยกตัวอย่างเหตุการณ์สึนามิ ปี 2554 ครบรอบ 1 ปี เมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา หมู่บ้านทาโร เมืองมิยาโกะ จ.อิวาเตะ มีกำแพงกันคลื่นสูง 10 เมตร เมื่อเกิดแผ่นดินไหวและกรมอุตุฯ ประกาศเตือนภัยคลื่นสูง 6 เมตร คนจึงเชื่อมั่นระบบป้องกัน แต่ปรากฏคลื่นสูง 40 เมตร เท่ากับตึก 13 ชั้น จึงมีผู้เสียชีวิตมากมาย ขณะที่เด็กนักเรียนของโรงเรียนแห่งหนึ่งรอดชีวิตทุกคนและช่วยรักษาชีวิตคนชราในหมู่บ้าน ผลจากการถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับภัยสึนามิในโรงเรียนและการซักซ้อมเตรียมพร้อม หลังเกิดสึนามิ 1 ปี ขณะนี้ประชาชนยังกลับไปอยู่อาศัยในพื้นที่เดิมไม่ได้ เพราะมีการปฏิรูปผังเมืองลดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สิน แต่สึนามิไทยไม่เรียนรู้บทเรียน สิ่งปลูกสร้างทั้งรัฐและเอกชนกลับไปอยู่ที่เดิม
นักวิชาการด้านภัยพิบัติกล่าวอีกว่า มีแรงขับเคลื่อนที่ทำให้เกิดน้ำท่วมในอนาคต ซึ่งองค์การปกครองท้องถิ่น (อปท.) ต้องรู้ คือ สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอุณหภูมิสูงขึ้น จะส่งผลให้ฝนตกหนัก น้ำเหนือมากขึ้น แผ่นดินทรุดตัว รวมถึงผังเมืองแออัด มีสิ่งก่อสร้างขวางทางระบายน้ำและพื้นที่รับน้ำธรรมชาติน้อยลงจากความหนาแน่นของเมือง สุดท้ายการบริหารจัดการน้ำที่ไม่มีประสิทธิภาพ เห็นว่านอกจากมาตรการสิ่งปลูกสร้างหรือระบบป้องกันน้ำท่วม ต้องปรับตัวให้อยู่กับภัยธรรมชาติ พร้อมกับกระตุ้นให้ชุมชนตื่นตัวเรื่องภัยพิบัติ ซักซ้อมแผน และให้เกิดการจัดการแบบมีส่วนร่วม ในระดับท้องถิ่นต้องพร้อมก่อนเกิดภัย และขณะเผชิญเหตุก่อนจะรับความช่วยเหลือจากภายนอก แต่ปี 2554 เราขาดการกระจายข้อมูลความเสี่ยงกับชุมชน ส่งผลให้ระดับพื้นที่ไม่มีข้อมูลในการวางแผนตัดสิน
“ในคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบและการบริหารจัดการน้ำ (กยน.) ผมเน้นระบบสนับสนุนการตัดสินใจ เพื่อประเมินความเสี่ยงก่อนสถานการณ์จะเกิดขึ้น เพื่อให้มีข้อมูลและแผนได้สื่อสารให้ประชาชนได้ทราบ ปีนี้จะไม่เกิดน้ำท่วมใหญ่แบบปี 54 และมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์คาดการณ์ไทยจะเข้าสู่ภัยแล้ง และเผชิญแล้งรุนแรงในปี 2556 หาก อปท.แต่ละแห่งรู้ล่วงหน้าเช่นนี้จะวางแผนรับภัยอย่างไร ต้องสื่อสารความเสี่ยงให้คนในพื้นที่ ทำข้าวนาปรัง 2 ครั้งอาจไม่พอ จะเปลี่ยนมาปลูกถั่ว พืชระยะสั้น พืชหมุนเวียนหรือทนแล้งได้หรือไม่ ต้องเร่งทำความเข้าใจ เพราะน้ำไม่เพียงพอแน่ๆ หากเสี่ยงทำเชื่อว่าจะเสียหายรุนแรง” อาจารย์เสรีย้ำสถานการณ์น้ำฝนในปี 2555-2556 จะลดลง น้ำจะขาดแคลนส่งผลโดยตรงภาคเกษตร
สำหรับบทบาทของ อปท.นั้น นักวิชาการด้านน้ำชี้ว่าต้องจัดการภัยพิบัติเชิงรุกมากกว่าตั้งรับ ถึงเวลาต้องจัดทำแผนจัดการภัยพิบัติขึ้นมาอย่างจริงจัง สามารถดำเนินการได้จริง ไม่ใช่ล้มเหลวเมื่อเกิดภัย โดยเฉพาะภารกิจการป้องกันและลดผลกระทบ การเตรียมรับภัย แล้วยังต้องปกป้องสิ่งสำคัญในท้องถิ่น  ประกอบด้วยเส้นทางคมนาคมหลัก สถานีไฟฟ้า ประปา โรงพยาบาล และโรงเรียน ต้องเอาให้อยู่ รวมไปถึงศูนย์บัญชาการภัยพิบัติในท้องถิ่นต้องเอาอยู่ ประเมินพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเป็นจุดอพยพหรือศูนย์พักพิง ไม่ใช่กำหนดพื้นที่เสี่ยงมีความล่อแหลมให้ชาวบ้านย้ายแล้วย้ายอีก อปท.ต้องมีมาตรการเตรียมพร้อมรับภัยที่ยืดหยุ่น และมีหน้าที่ให้ความรู้ให้ชุมชนตระหนักต่อภัยที่จะเกิดขึ้น มีความชำนาญในการป้องกันตัวเอง จะเกิดภูมิคุ้มกัน นำไปสู่ชุมชนเข้มแข็งในที่สุด
“ไม่ว่าจะเป็น 2 P หรือ 2 R หน่วยงานท้องถิ่นสนใจให้เกิดขึ้นอย่างจริงจังหรือยัง ไม่ว่าจะเป็นแผนประเมินความเสี่ยงน้ำท่วม ภัยแล้ง พายุ แผ่นดินไหว อย่างพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมจัดหาพื้นแก้มลิงรับน้ำ 1 สระ 1 ตำบล มีหรือยัง ปีนี้โอกาสน้ำท่วมน้อยมาก แต่ในอนาคตหนีไม่พ้น คาดการณ์ปี 59-60 น้ำจะมาและรุนแรงขึ้น พื้นที่ที่ไม่เคยท่วมก็จะท่วม เพราะพื้นที่เคยท่วมสร้างคันกั้นน้ำสูงขึ้นปิดล้อม เหนือน้ำมีแต่ต่อผนังกั้นน้ำสูงขึ้นๆ  น้ำจะล้นผลกระทบจะรุนแรง”
ดร.เสรีได้ฝากว่า มาตรการป้องกันโดยใช้สิ่งก่อสร้างยังจำเป็นในระดับท้องถิ่น ทั้งอ่างเก็บน้ำ แต่ไม่จำเป็นต้องสร้างอ่างขนาดใหญ่ การทำคลองผันน้ำ ส่วนผนังกั้นน้ำ อปท.ต่างๆ สามารถดำเนินการได้เพื่อปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจ แต่วิธีการต้องยอมให้น้ำผ่านบ้าง รวมไปถึงการจัดหาหรือปรับปรุงพื้นที่ให้เป็นแก้มลิง มาตรการสุดท้ายคือ ขุดลอกคูคลองขยายลำน้ำ เพื่อให้การระบายน้ำราบรื่น แต่ต้องขุดลอกโดยคำนึงถึงระบบนิเวศด้วย
อย่างไรก็ตาม ในฐานะคณะกรรมการ กยน. อาจารย์เสรีสรุปถึงแนวทางลดผลกระทบน้ำท่วมให้ฟังทิ้งท้ายว่า ขณะนี้แผนเร่งด่วน กยน.ที่ดำเนินการไปแล้วคือ การบริหารจัดการเขื่อนหลัก การพัฒนาแผนเผชิญเหตุเฉพาะพื้นที่ และการปรับปรุงองค์กรเพื่อบริหารจัดการน้ำ ส่วนที่อยู่ระหว่างดำเนินการ คือ การฟื้นฟูและปรับปรุงประสิทธิภาพสิ่งก่อสร้าง การพัฒนาระบบเตือนภัยและคลังข้อมูล รวมไปถึงการกำหนดพื้นที่รับน้ำนองและการช่วยเหลือ
“การประเมินผลขั้นต้น ปี 2554 ไม่ทำอะไรเลย ส่งผลพื้นที่น้ำท่วม 8.8 ล้านไร่ แต่ถ้ามีการพัฒนาพื้นที่แก้มลิง 2 ล้านไร่ ตามแผนเร่งด่วน พื้นที่ท่วมจะลดลงเหลือ 7.2 ล้านไร่ ท่วมไม่นานและระดับความสูงของน้ำลดลง น้ำจากนครสวรรค์จะเข้าทุ่งเชียงราก ทุ่งท่าวุ้ง ทุ่งบางกุ่ม ทุ่งวัดอุโลม ทุ่งบางกุ้ง และตามแผนระยะยาวป้องกันน้ำท่วม มีแก้มลิง และฟลัดเวย์ฝั่งตะวันออก พื้นที่น้ำท่วมอยู่ที่ 5.7 ล้านไร่ และถ้ามีแก้มลิง และฟลัดเวย์ทั้งตะวันออก-ตก พื้นที่น้ำท่วมเหลือ 4.2 ล้านไร่ ซึ่งจะเกิดปัญหาขัดแย้งระหว่างชุมชนในคันกับเหนือคัน ต้องมีการเจรจาและทำความเข้าใจ และมาตรการช่วยเหลือที่ชัดเจน เวลานี้หลายโครงการยังไม่เคาะ บางโครงการเคาะแล้วแต่หน่วยงานระดับท้องถิ่นยังไม่รับรู้ข้อมูลความเสี่ยง จะต้องเร่งทำความเข้าใจกับชาวบ้านในพื้นที่” ดร.เสรี กรรมการ กยน.กล่าวทิ้งท้าย.

 

แก้วิกฤติหมอกควัน รัฐ”เข้าใจ-เข้าถึง” ชาวบ้านหรือยัง? 2012/05/17

http://www.thaipost.net/node/53812

11 March 2555

เริ่มเข้าสู่ฤดูแล้งเมื่อใด ปัญหามลภาวะจากหมอกควันในภาคเหนือตอนบนที่เกิดจากการเผาในที่โล่งจะสร้างผลกระทบทุกปี แต่ในปี 2555 นี้ ได้เกิดสถานการณ์หมอกควันอย่างรุนแรงทำลายสถิติปี 2553 ที่เคยรุนแรงมากที่สุด วิกฤติหมอกควันใน จ.เชียงราย มีค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กทะลุถึง 400 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพประชาชนอย่างมาก
คุณภาพอากาศที่เกินค่ามาตรฐานยังมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ตัวเลขผู้ป่วยพิษหมอกควันใน 8 จังหวัดภาคเหนือเพิ่มจำนวนขึ้นทุกวันๆ ยอดรวมขณะนี้ไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นคน
แน่นอนว่าปัญหาหมอกควันไม่อาจแก้ได้ภายใน 7 วัน ตามที่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศขีดเส้นตายไว้เมื่อต้นสัปดาห์ อีกทั้งชัดเจนว่าวิธีการแก้ปัญหาหมอกควันที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำๆ กัน ยังเป็นแนวทางที่ไร้ประสิทธิภาพ จึงเกิดหมอกควันและมลภาวะหนักในปีนี้
ผศ.ดร.ศุทธินี ดนตรี อาจารย์ประจำภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และหัวหน้า โครงการวิจัย : การจัดลำดับความสำคัญของพื้นที่เผาจากข้อมูลเชิงพื้นที่หลายแหล่งเพื่อการเฝ้าระวังและการป้องกันการเผาในที่โล่งในจังหวัดเชียงใหม่ ได้ให้ภาพรวมของสาเหตุปัญหาวิกฤติหมอกควันในปี 2555 ว่า แนวโน้มปัญหาหมอกควันในภาคเหนือ โดยเฉพาะในเชียงใหม่ ปีนี้จะทวีความรุนแรงมากขึ้น เพราะจากข้อมูลจุดความร้อน หรือ Hot Spot ในปี 2550 และ 2553 ปีที่มีปัญหารุนแรง เดือนกุมภาพันธ์ มีจำนวน 400 จุด แต่กุมภาพันธ์ปีนี้ สูงถึง 900 จุด และเมื่อเปรียบเทียบในเดือนมีนาคม ปี 50 และ 53 มี 2,000 จุด ในปีนี้เพียงสัปดาห์แรกของเดือนมีนา มีถึง 2,000 จุดไปแล้วในเขตเชียงใหม่ เป็นสถานการณ์ที่น่าตกใจ
ส่วนปี 2554 ไม่เกิดปัญหาหมอกควัน เพราะมีปริมาณฝนตกมากผิดปกติ ผลจากปรากฏการณ์ลานีญา ความชื้นสูงเกษตรกรไม่สามารถเผาใบไม้ในเขตป่าและเศษวัชพืช เช่น ตอข้าว ตอซังข้าวโพด เพื่อเตรียมทำเกษตรได้ จึงมีปริมาณเชื้อเพลิงตกค้างจำนวนมาก รวมกับเศษซากพืชปีนี้จึงกลายเป็นปริมาณเชื้อเพลิงสะสม ทำให้การเผาก่อนเตรียมดินเพาะปลูกในปีนี้เกิดปัญหามหมอกควันรุนแรง
“ปีนี้แนวโน้มรุนแรงมากขึ้น และคุณภาพอากาศเกินมาตรฐานจะสูงขึ้นต่อเนื่อง เพราะเศษซากพืชปริมาณเชื้อเพลิงสะสมมาก และจากการพยากรณ์ปี 55 ฝนตกมาก เกษตรกรก็กลัว ชิงเผาเร็วขึ้น รวมถึงมีการขยายพื้นที่เกษตรเพื่อเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และข้าวไร่เพิ่มมากขึ้น ไร่หมุนเวียนบางแห่งขยายแปลงขนาดใหญ่ขึ้น ชาวบ้านนิยมกำจัดเชื้อเพลิงก่อนเพาะปลูกพร้อมกัน ทำให้พื้นที่เผาเพิ่มขึ้น ปีนี้อากาศแห้งมาก คนเผาหัวไร่ปลายนาไม่ทำแนวกันไฟเกิดไฟลุกลามออกนอกพื้นที่ และลามเข้าป่า ก่อปัญหาหมอกควันรุนแรง” อาจารย์ศุทธินีเปิดเผยถึงต้นเหตุสำคัญหมอกควันปีนี้
ยิ่งไปกว่านั้นการเผาส่วนใหญ่ยังทำซ้ำในพื้นที่เดิมทุกปี โดยเฉพาะในเชียงใหม่ร่องรอยจุดความร้อนซ้ำๆ กัน โดยเฉพาะในเขตอำเภอที่เป็นพื้นที่สูงและพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าไม้  อาจารย์ศุทธินีบอกว่า อำเภอแม่แจ่ม อมก๋อย และเชียงดาว มีจำนวนจุดความร้อนมากขึ้น รองๆ ลงมา คือ อำเภอสะเมิง เวียงแหง ฮอด และแม่แตง ซึ่งสัมพันธ์กับการใช้ประโยชน์ที่ดิน อย่างเวียงแหงเป็นพื้นที่สูง เป็นไร่ชาวบ้าน เวลาจะกลับมาเพาะปลูกใหม่ใหม่ปีนี้จะเผาเตรียมดิน ประกอบกับพื้นที่มีขนาดใหญ่ แล้วยังมีปัญหาที่ดินทำกินซ้อนทับการเขตอุทยานฯ ดอยผาแดง ไฟลามเป็นวงกว้าง ส่วน อ.เชียงดาว พบการขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยมีกลุ่มนายทุนจ้างชาวต่างด้าวเพาะปลูกและรุกไปในที่เขตป่าไม้ ขนาดพื้นที่ไร่มาก การเผาในที่โล่งก็มากขึ้น เพราะการเผากำจัดเชื้อเพลิงเป็นวิธีที่ประหยัด รวดเร็ว และไม่ต้องใช้กำลังคนมาก
“ทางหนึ่งในการลดปัญหาหมอกควันควรไปควบคุมอำเภอที่มีพฤติกรรมการเผาที่ทำซ้ำๆ มาตลอด อย่าง จ.เชียงใหม่ ต้องให้ความสำคัญ 6 อำเภอ คือ แม่แจ่ม ฮอด เชียงดาว อมก๋อย จอมทอง และฮอด เพราะเป็นอำเภอที่มีพื้นที่เผาซ้ำมากกว่า 30,000 ไร่ และยังมีอำเภอที่มีพื้นที่เผามากกว่า 40% ของพื้นที่อีก 9 แห่ง ก็ต้องไปหาทางลด จังหวัดอื่นในภาคเหนือตอนบนก็ต้องทำด้วย” ผู้เชี่ยวชาญด้านหมอกควันเสนอแนะ
อย่างไรก็ตาม การบรรเทาความรุนแรงของปัญหาหมอกควันก็มีข้อจำกัดสภาพพื้นที่ ซึ่งอาจารย์ระบุภูมิประเทศมีที่ราบจำกัดและเป็นแอ่งที่ราบ ทำให้มีปัญหาการระบายอากาศและฝุ่นละออง ประกอบกับสภาพอากาศในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน มีไฟป่าและหมอกควันเกิดขึ้นมาก มีความชื้นน้อย แห้งแล้ง และลมมีกำลังอ่อนมาก ทำให้ประสบปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินมาตรฐานในช่วงเวลานี้ทุกปี ในปีนี้ความเร็วลมเฉลี่ยน้อยมากไม่เกิน 5-6 นอตต่อชั่วโมง ก็ไม่สามารถพัดฝุ่นละอองจากการเผาไหม้ออกไปได้มาก จนหลายจังหวัดค่าตรวจวัดเกินมาตรฐาน 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรหลายเท่าตัว
สำหรับมาตรการเฉพาะหน้าเพื่อคลี่คลายสถานการณ์หมอกควันรุนแรงในภาคเหนือตอนบนนั้น อาจารย์ศุทธินีเห็นว่าเดือนมีนาคมซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีสถิติการเผามากที่สุด ควรเน้นการจัดระเบียบช่วงเวลาการเผาของเกษตรกร ทั้งการชิงเผาลดจำนวนเชื้อเพลิงให้น้อยลงด้วยการเผาเชื้อเพลิงบางส่วนล่วงหน้าตามจำเป็น ไม่ให้เชื้อเพลิงสะสมมากไป ช่วยลดความรุนแรงเกิดไฟป่า จะต้องแจ้งผู้นำท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่ควบคุมไฟป่าให้มีการกำหนดขอบเขตพื้นที่ชิงเผา ทำแนวกันไฟ โดยให้จัดช่วงเวลาสลับกันเผาในช่วงเวลาที่สภาพภูมิอากาศเอื้ออำนวย ควบคุมไม่ให้เผาพร้อมๆ กัน เพื่อชะลอและลดปริมาณฝุ่นละอองไม่ให้มากกว่าที่เป็นอยู่ขณะนี้
มาตรการระยะยาว คือ ต้องหาอาชีพทางเลือกหรือเกษตรทางเลือกที่ไม่ต้องเผาเพื่อเตรียมพื้นที่ทำการเกษตร จากการลงพื้นที่พบว่า หากเกษตรกรมีอาชีพทางเลือกที่ดีกว่า เช่น บางพื้นที่ปลูกลำไยให้ผลผลิตที่ดีกว่า พื้นที่เหล่านั้นก็พบการเผาลดลง บางพื้นที่ชาวบ้านอยากเปลี่ยนไปปลูกไม้ยืนต้นตัดขาย แต่กลัวผิดกฎหมายและถูกเจ้าหน้าที่จับกุม เรามีพื้นที่ศึกษาที่ ต.สบเตี๊ยะ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ มีแผนจัดการไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่ ชุมชนนี้มีบทเรียนถูกไฟป่าทำลายป่าต้นน้ำ ชาวบ้านเห็นว่าการเกิดไฟป่าเป็นปัญหาจึงช่วยกันดูแลรักษา ป่าและน้ำฟื้นคืนมาตั้งแต่ปี 2538 ที่นี่ทำการเกษตรต้องพึ่งแหล่งน้ำจากขุนน้ำในลุ่มน้ำแม่เตี๊ยะ-แม่แตะ หล่อเลี้ยงสวนลำไยและที่นา ถ้าป่าต้นน้ำถูกไฟไหม้จะกระทบชุมชน ทั้งขาดน้ำและแห้งแล้ง ก็เป็นชุมชนนำร่องมีการจัดการไฟป่าอย่างเข้มแข็ง ตั้งฝาย สลับกันเผา ทำแนวกันไฟ ไม่มีปัญหาไฟลามป่าต้นน้ำและภาวะหมอกควัน
“ทุกวันนี้ที่ยังแก้ปัญหาหมอกควันไม่ได้ เพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ปรับเปลี่ยนแนวคิดในการมองเรื่องการเผาในที่โล่ง จะห้ามเผาอย่างเด็ดขาด หรือ zero burning เน้นแต่เรื่องลดการเผาอย่างเดียว ใช้มาตรการแบบเดียวกันนี้กับทุกพื้นที่ การแก้ปัญหาก็ขาดประสิทธิภาพ ในหลายท้องถิ่นยังมีวิถีชีวิต วัฒนธรรมการใช้ไฟและควบคุมไฟ วิธีแก้ปัญหาต้องเน้นให้ชาวบ้าน ท้องถิ่น มีส่วนร่วมจัดการกับเจ้าหน้าที่รัฐ ค่อยๆ ลดการเผาลง ลดปริมาณเชื้อเพลิง ต้องให้องค์ความรู้ เทคโนโลยีสนับสนุนการเพาะปลูกโดยที่ไม่ต้องเผา คงหยุดทันทีไม่ได้ เป็นเรื่องการทำมาหากิน ถ้าท้องยังไม่อิ่ม ไม่มีทางที่พวกเขาจะคิดเรื่อง zero burning และยอมตายผ่อนส่งจากมลภาวะหมอกควันดีกว่าอดตาย ไม่มีเงินเลี้ยงครอบครัว”
นักวิชาการด้านหมอกควันกล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า วันนี้แต่ละจังหวัดในภาคเหนือยังแก้ปัญหาในแบบพิธีกรรม ให้งบท้องถิ่นจ้างรถน้ำเข้าไปฉีดพ่น ดับไฟป่า เดินรณรงค์ เชียงใหม่อยู่ที่ตำบลละ 27,000 บาท ไม่ปรับวิธีคิดและวิธีการ ผู้ใหญ่ระดับจังหวัดบอกในที่ประชุมทนอีกหน่อย เข้าเดือนพฤษภาคมเมื่อมีปริมาณฝนเพิ่มขึ้น ปริมาณฝุ่นละอองจะลดลงเข้าสู่ภาวะปกติ ปีหน้าเกิดปัญหาหมอกควันก็มาตีปี๊ปกันใหม่ ซึ่งการแก้ปัญหาในระยะยาวต้องมีแผนการจัดการตลอดทั้งปี ไม่ใช่เฉพาะช่วงเดือนที่มีการเผา คือ มกราคม-มีนาคม แล้วก็ต้องไม่ใช่การแก้ปัญหาด้วยวิธีการสั่งการจากส่วนกลางด้วย
หากรัฐยังแก้ปัญหาหมอกควันเหมือนเดิมหรือไม่มีมาตรการป้องกันการเผาในที่โล่งในภาคเหนือตอนบนอย่างเป็นรูปธรรม ทุกช่วงฤดูแล้งเกิดหมอกควันก็ฉีดน้ำ ดับไฟ เชื่อว่าปีหน้าก็มีโอกาสจะทำลายสถิติการเผาในที่โล่งที่รุนแรงมากสุดเหมือนปีนี้ ที่มีควันไฟกระจายคละคลุ้งอยู่ทั่วบ้านทั่วเมือง โดยทุบสถิติหมอกควันรุนแรงที่สุดในปี 2553 ไปอย่างขาดลอย.

 

จับตาแนวฟลัดเวย์-แก้มลิง รับมือน้ำท่วมของ “กยน.” 2012/05/17

http://www.thaipost.net/node/53484

4 March 2555

ไม่มีใครรู้ว่าแผนรับมือน้ำท่วมของรัฐบาล ที่มีกระแสข่าวเล็ดลอดออกมาแบบไม่เป็นทางการว่า อาทิ การกำหนดพื้นที่ฟลัดเวย์จากที่ต่ำดันไปที่สูง นครปฐมน้ำจะท่วมทั้งจังหวัด ทำทางยกระดับเพื่อหนีน้ำท่วม หรือล่าสุด การเตรียมจัดสรรงบประมาณไม่ต่ำกว่า 6 หมื่นล้านบาทในการบริหารจัดการน้ำ ระยะเร่งด่วน 6 เดือน และระยะสั้น 3 ปี เพื่อชดเชยเกษตรกรที่ท้องไร่ท้องนากลายเป็นพื้นที่รับน้ำ ให้ไร่ละ 10,600 บาท และหากต้องเช่าพื้นที่นาจะคิดให้ไร่ละ 600 บาท
ทั้งหมดเป็นเพียงแค่กระแสข่าวที่ออกมาเป็นระยะๆ แต่ไม่มีใครในรัฐบาลยืนยันหรือคนในคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) จะออกมาช่วยยืนยันว่า นี่คือแนวทางคร่าวๆ ที่รัฐบาลจะบริหารจัดการน้ำ โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วม
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาหลังน้ำลด รัฐบาลจะไม่เคยพูดถึงเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน หรือการเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนแสดงความคิดเห็นการบริหารจัดการน้ำของ กยน.แต่อย่างใด แต่ “แผนรับมือน้ำท่วม” ที่เล็ดลอดออกมานี้ ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในแง่มุมต่างๆ กันแล้ว ดังนี้
ศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล หน่วยศึกษาพิบัติภัยและข้อสนเทศเชิงพื้นที่ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากแผนที่แนวฟลัดเวย์ฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกที่ออกมานั้น ซึ่งกำหนดความจุฝั่งละ 1 พันล้านลูกบาศก์เมตร  แผนที่ที่ออกมานั้นมีแต่การก่อสร้าง ใช้เม็ดเงินมหาศาล โดยไม่คำนึงถึงสภาพภูมิประเทศเป็นหลักว่า เป็นทางน้ำธรรมชาติ ทางน้ำหลาก ฟลัดเวย์จริงหรือไม่ บางพื้นที่เป็นพื้นที่เขาสูง ซึ่งหากไม่ใช่ทางน้ำหลาก แต่ถูกขีดเส้นจะปรับปรุงเป็นฟลัดเวย์ต้องให้คำตอบกับประชาชนให้ได้ สิ่งที่ทำคุ้มค่ากับผลตอบแทนที่ได้รับหรือไม่ เช่น การเป็นฟลัดเวย์รองรับน้ำท่วมได้เท่าไหร่ ส่งผลกระทบวิถีชีวิตพวกเขาอย่างไร
นอกจากนี้ แนวฟลัดเวย์ทั้งสองข้างหากบริหารจัดการและผันน้ำในอัตราไหลไม่เหมาะสม ปล่อยให้มวลน้ำไหลลงมาอย่างรวดเร็วจำนวนมาก จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศปากอ่าว โดยเฉพาะผู้เลี้ยงปลา วิถีประมงชายฝั่ง และการเพาะเลี้ยงสัตว์ชายฝั่ง การกำหนดพื้นที่ฟลัดเวย์ไม่เคยสอบถามความเห็นของประชาชน ตนเคยเสนอให้รัฐดำเนินการสร้างระบบเส้นทางด่วนระบายน้ำท่วม หรือฟลัดซูเปอร์ไฮเวย์ ให้ภาคกลางตอนล่าง แต่ก็ไม่มีการนำโครงการนี้ไปศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการป้องกันน้ำท่วม
นอกจากนี้พื้นที่รับน้ำหรือแก้มลิง 2 ล้านไร่ ตามแผน  กยน. พบว่าไปขีดเส้นในพื้นที่น้ำไม่ท่วมถึง จำนวน 13 พื้นที่ อย่างในเขตจังหวัดพิจิตร อำเภอตะพานหิน มีชุมชนโบราณตั้งอยู่ ซึ่งต้องกลายเป็นพื้นที่รับน้ำท่วม รวมถึงพื้นที่แถวอยุธยาหลายพื้นที่ก็เป็นที่สูงและชุมชนอาศัยอย่างหนาแน่น เชื่อว่าจะสร้างความขัดแย้งอย่างมาก การกำหนดพื้นที่แก้มลิงเช่นนี้สะท้อนถึงความไม่เข้าใจสภาพธรรมชาติ เห็นว่าการกำหนดโครงการต่างๆ ในแผนป้องกันน้ำท่วม กยน. ต้องมีการพูดคุยและถกเถียงเพื่อหาวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันน้ำท่วมประเทศ และประหยัดงบประมาณแผ่นดิน หากมีวิธีที่ดีกว่า ประสิทธิภาพมากกว่า แล้วยังประหยัดกว่า ถามว่าทำไมถึงไม่พิจารณาให้รอบคอบ ขณะนี้แผนใช้เงินมากเกินไป ประสิทธิภาพต่ำ ที่สำคัญผลกระทบกว้างขวาง
อีกโครงการที่น่าวิตก นั่นคือ การก่อสร้างแนวกำแพงกั้นน้ำริมฝั่งเจ้าพระยาเป็นการถาวรทดแทนแนวกระสอบทรายเดิมในปีนี้ที่แล้ว ระยะทาง 180 กิโลเมตร ครม.อนุมัติใช้เงิน 3 หมื่นล้านบาท จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศแม่น้ำ รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมลุ่มเจ้าพระยาที่ก่อสร้างกำแพงป้องกัน ชาวบ้านรอบนิคมอาจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมมากขึ้น ต่างคนต่างป้องกันพื้นที่ตนเองโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบ ซึ่งโครงการใดๆ ก็ตามที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตชุมชนต้องศึกษาอีไอเอ มีการจัดฟังความคิดเห็น นี่ยังไม่พูดถึงการชดเชยเยียวยาความเสียหายในแผนยังไม่ชัด ตนยังยืนยัน แผน กยน.ต้องปรับ โดยมองประสิทธิภาพการป้องกันและต้องถามความคิดเห็นประชาชน หากยังใช้แผนป้องน้ำแบบนี้ไม่รอดแน่
ปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน และกรรมการใน กยน.บอกว่า ยังไม่ขอวิจารณ์แผนรับมือน้ำ เพราะแผนตัวจริงยังไม่ออกมา และช่วงนี้ขอจับตาดูดีกว่า ว่ารัฐบาลจะจัดการแก้ปัญหาอย่างไร คิดว่าขณะนี้อนุกรรมการที่เป็นคณะทำงานของ กยน.กำลังคิดแผน ส่วนข่าวที่ออกมาว่าจะมีแผนทำอย่างโน้นอย่างนี้ เป็นเรื่องน่าตกใจ เพราะลักษณะแนวคิดกับการปฏิบัติจริงเป็นเรื่องต่างกัน
“ตอนนี้คงต้องรอมาตรการชัดๆ ออกมา ซึ่งพอแผนจริงๆออกมาแล้วต้องมีการศึกษาวิเคราะห์ ต้องมีขั้นตอนการมีส่วนร่วมของประชาชน ใครได้รับผลกระทบอะไร รัฐบาลต้องตอบคำถามให้ชัดเจนให้ได้”
เมื่อถามว่า ที่ผ่านมารัฐบาลไม่เคยพูดถึงขั้นตอนการมีส่วนร่วมของประชาชนเลย ปราโมทย์ตอบว่า “ใช่” และย้ำว่า เรื่องแบบนี้ไม่ทำไม่ได้ รัฐบาลจำเป็นต้องทำ Public Hearing
รศ.ดร.อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย (ทีดีดาร์ไอ) ให้ความเห็นว่า การเตรียมรับมือน้ำท่วมของรัฐบาล พูดรวมๆ ถือว่ามาถูกทางแล้ว เช่น มีโครงการปลูกป่า และการทำฟลัดเวย์ผันน้ำลงมาตะวันออก แต่โครงการเหล่านี้ในความเป็นจริงอาจจะทำไม่ได้จริง เพราะจะเจออุปสรรคเยอะมาก  เช่น โครงการปลูกป่าอาจทำได้แค่ 20% ของที่ตั้งใจไว้
ส่วนโครงการทำฟลัดเวย์ จะต้องเจอกับสนามกอล์ฟ หมู่บ้านจัดสรร นอกจากนี้ การทำงานของ กยน.จะต้องมีคนสั่งการคนเดียว แต่ในความเป็นจริงกรรมการใน กยน.อาจไม่สามารถสั่งการอธิบดีแต่ละกรมกองให้ทำตามได้
“อยากให้กำลังใจ แต่คนมีอำนาจสั่งการต้องมีบารมีและต้องใช้ให้ถูกทาง อย่าให้ถูกกลุ่มผลประโยชน์ธุรกิจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมาครอบงำ เพราะการทำฟลัดเวย์จะมีทั้งพื้นที่โดนน้ำท่วม พื้นที่แก้มลิง หรือบางที่โดนภาษีเจ้าพ่อที่ดินก็อาจจะวิ่งเต้น โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี จะต้องไม่เอื้อประโยชน์ให้ใคร หรือไปเจอนักธุรกิจคนโน้นคนนี้ในโรงแรม เรื่องนี้ถือว่าทำให้เสียฟอร์มไปเยอะ”
พื้นที่ ต.บางระกำ จ.นครปฐม ซึ่งคนละที่กับ “บางระกำโมเดล” จ.พิษณุโลก ต้นแบบรับมือน้ำท่วมของรัฐบาลเพื่อไทย ณัฐวัฒน์ ชั้นอินทร์งาม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางระกำ จ.นครปฐม ได้ออกมาคัดค้านต่อแผน กยน. ทั้งแนวฟลัดเวย์และพื้นที่แก้มลิงที่รัฐบาลจะกำหนด พร้อมกับเสนอให้พื้นที่ ต.บางระกำของตนเองเป็นพื้นที่รับน้ำ เนื่องจาก ต.บางระกำ ประสบปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี เพราะเป็นพื้นที่ปลายน้ำ
ณัฐวัฒน์กล่าวว่า ต.บางระกำเคยเจอน้ำท่วมใหญ่ เมื่อปี 2538 เสียหายมาก เพราะชาวบ้านไม่ได้เตรียมการรับมือ พอปี 2549 ก็เจอน้ำท่วมอีก จากบทเรียนในปี 2549 คนในชุมชนมีแนวคิดป้องน้ำ ทำคันกั้นสองฝั่งแม่น้ำอย่างดี ปี 2554 คนในชุมชนวางแผนจัดการน้ำอย่างดีกับตำบลใกล้เคียง เตรียมการและคาดการณ์ระดับน้ำสูงสุดในพื้นที่ไว้แล้ว แต่สุดท้ายท่วมหมด น้ำไม่ได้ล้นตลิ่งท่าจีน แต่ตีตลบหลังเข้ามาจากบางบัวทอง ไทรน้อย เข้าคลองโยง พุทธมณฑล มวลน้ำไหลเข้าท่วมเต็มพื้นที่ ต.บางระกำ มีผู้ประสบภัยกว่า 2,000 คน ก่อนหน้านั้นสอบถามกรมชลประทานถึงระดับน้ำในพื้นที่ แต่ไม่มีใครตอบได้
หลังประสบภัยจึงวางแผนกอบกู้สำนักงาน อบต.หาที่แห้งทำงาน จัดระบบ สั่งซื้อเรือแจกผู้ใหญ่บ้านหมู่ละ 1 ลำ เช่าเรือของชาวบ้าน เพราะเส้นทางถูกตัดขาด พร้อมติดต่อเครือข่ายส่งเรือขนาดใหญ่วิ่งในแม่น้ำมาช่วย เพื่อขนคน ผู้ป่วย และสิ่งของ รวมถึงจัดระบบรับสิ่งของบริจาค ตั้งโรงครัว รับบริจาคแต่ของสด แก้ปัญหาข้าวกล่องบูด กว่า 2 เดือนตั้งโรงครัวก็มีผู้มาสนับสนุน ส่วนระบบสุขภาพมาตั้งหลักได้หลังท่วม 1 เดือน ดึงเครือข่ายตำบลสุขภาวะ 20 ตำบล ช่วยเหลือส่งเครื่องไม้เครื่องมือ บุคลากร ขณะเดียวกันก็ปลุกระดมให้ผู้นำในชุมชนฮึกเหิม ไม่ทอดทิ้งกัน
“เป็นบทเรียนหนึ่งถ้าภัยพิบัติใหญ่เกินกว่าข้างนอกจะช่วยได้ ข้างในต้องจัดการระบบของตัวเองให้ได้” นายก อบต.บางระกำย้ำ
จากวิกฤติมหาอุทกภัยปี 54 ที่ผ่านมา ณัฐวัฒน์เล่าว่า   ชุมชนปรับวิถีเตรียมรองรับน้ำเป็นส่วนใหญ่จากเดิมวางแผนเรื่องต่อสู้ เป็นบทเรียนปี 54 เพราะโอกาสเหตุการณ์จะอยู่นอกเหนือการควบคุมมีสูง ชาว ต.บางระกำต้องซักซ้อมแผนรับมือน้ำท่วม แม้ชำนาญการด้านน้ำท่วม เป็น “บางระกำโมเดล” ตั้งศูนย์ภัยพิบัติประจำตำบล เมื่อปี 2549 แต่ยังคิดถึงภัยพิบัติขนาดเล็ก ขณะนี้คิดวางแผนรับมือระดับน้ำที่สูงกว่า 1 เมตร หาพื้นที่เตรียมไว้เป็นศูนย์อพยพ ชุมชนได้รับบริจาคสร้างโรงเรียนใหม่ 1 หลัง ก็ร่วมกับเอสซีจี ออกแบบอาคารใต้ถุนสูง 3 เมตร ติดตั้งอุปกรณ์ที่จำเป็นเมื่อเกิดน้ำท่วม โรงเรียนจะกลายเป็นศูนย์พักพิงผู้ประสบภัยทันทีเมื่อน้ำมา หวังให้เป็นต้นแบบโรงเรียนในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม และเห็นว่าจำเป็นมากต้องตั้งกองทุนภัยพิบัติทุกตำบลที่เสี่ยงภัย โมเดลลักษณะนี้ต้องเกิด ไม่ใช่ทำคันกั้นน้ำลงทุนมหาศาล ถ้าเอาไม่อยู่ก็กลับมาท่วม
“คนบางระกำต้องอยู่กับน้ำ อย่าสู้น้ำ ปีนี้ทุกคนลงมติ นายก อบต.ห้ามลงทุนกั้นน้ำ หมดไป 5 ล้าน เก็บมาชดเชยพวกเขาดีกว่า ไว้ใช้ดูแลหลังน้ำลด เป็นข้อตกลง เพราะรู้ว่าสู้ไปก็แพ้อยู่ดี เรากำลังวางแผนเส้นทางสัญจรทางเรือของแต่ละหมู่ ศูนย์อพยพจะอยู่ที่ไหน ครัวเคลื่อนที่ต้องมีมากกว่า 1 จุด กองทุนภัยพิบัติตำบลต้องเกิด เพราะจะตัดสินใจช่วยเหลือได้ทันการณ์”
นายก อบต.บางระกำ กล่าวว่า พอเขาเห็นพื้นที่รับน้ำนองหรือแก้มลิงตามแผนน้ำของ กยน. ซึ่งไม่เลือก ต.บางระกำ เป็นพื้นที่รับน้ำ ทั้งที่ท่วมประจำทุกปี ก็คิดว่าแผน กยน.เป็นไปไม่ได้  เพราะ กยน.จะผลักน้ำขึ้นเหนือออกทางกำแพงแสน ราชบุรี กาญจนบุรี เอาน้ำที่ลุ่มขึ้นที่ดอน เมื่อน้ำไม่ขึ้นก็กลับมาตีท่าจีนตอนกลาง นครชัยศรีท่วมมหาศาล เพชรเกษมอ่วม จึงเชื่อว่าพอถึงเวลาจริงๆ คงผลักน้ำออกไปไม่ได้
“ผมและคนทุ่งพระพิมลจึงเรียกร้องขอเป็นพื้นที่รับน้ำ เรามีพื้นที่พร้อมจะเป็นแก้มลิง 100,000 ไร่ โดยอยู่ในบางระกำ 3,000-4,000 ไร่ ให้น้ำมาเถอะ มันแบบเรารู้ตัว ค่อยขึ้นวันละ 5 ซม. 10 ซม. ชาวบ้านจะได้วางแผนชีวิตได้ เราอยากออกแบบอนาคตชุมชนจะอยู่กับน้ำอย่างไร การที่คุณไปกั้นแล้วไม่เห็นน้ำเลย วันดีคืนดีคันพัง ความวุ่นวายจะเกิด ความเสียหายจะสูงมาก เพราะแรงน้ำมหาศาล แต่การเป็นแก้มลิงก็ห่วงส่วนกลางควบคุมน้ำได้ระดับไหน ถ้าบอกมาระดับ 1 เมตร เราต่อสู้ได้ แต่ปรากฏว่ามา 2-3 เมตร จะเกิดภัยพิบัติซ้ำซากเหมือนเดิม”  ณัฐวัฒน์กล่าว.

 

เปิดแหล่งเรียนรู้คู่อนุรักษ์สองป่ามรดกโลก 2012/05/17

http://www.thaipost.net/node/53128

26 February 2555

นับตั้งแต่ทุ่งใหญ่นเรศวร-ห้วยขาแข้ง และดงพญาเย็น-เขาใหญ่ สร้างความภูมิใจให้คนไทยได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลก ทำให้สองผืนป่ากลายเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติและแหล่งเรียนรู้นิเวศวิทยาที่สำคัญของคนไทยตลอดมา ช่วยสร้างจิตสำนึกอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
เมื่อเร็วๆ นี้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช  และบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ได้ร่วมใจกันลงนามในโครงการความร่วมมือ สงวน คุ้มครอง อนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่มรดกโลกทุ่งใหญ่นเรศวร-ห้วยขาแข้ง และดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ภายใต้กรอบระยะเวลา ปี 55-58 (ระยะ 2) พร้อมเตรียมเปิดแหล่งเรียนรู้มรดกโลกทุ่งใหญ่นเรศวร-ห้วยขาแข้ง และดงพญาเย็น-เขาใหญ่
โครงการในเฟส 2 เกิดขึ้นจากผลสำเร็จการดำเนินงานในระยะที่ 1 เริ่มตั้งแต่ปี 2550-2554 ทั้ง 2 หน่วยงานร่วมกันส่งเสริมการอนุรักษ์ผืนป่ามรดกโลกในหลายด้าน อาทิ การพัฒนาระบบสื่อความหมายธรรมชาติ การส่งเสริมเครือข่ายชุมชนคนรักษ์มรดกโลก การศึกษาวิจัยเสือโคร่งและนกเงือก การพัฒนาระบบลาดตระเวนเพื่อป้องกันการบุกรุกพื้นที่มรดกโลก ตลอดจนการผลิตสื่อเผยแพร่ความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับธรรมชาติ โดยเฉพาะการพัฒนาระบบสื่อความหมายทางธรรมชาติ ป้ายให้ความรู้ทางนิเวศวิทยาในเส้นทางศึกษาธรรมชาติ และการจัดทำนิทรรรศการพร้อมพัฒนาศูนย์บริการนักท่องเที่ยว
สุรพล ปัตตานี รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เผยว่า โครงการความร่วมมือครั้งนี้เป็นการดำเนินงานที่มีคุณค่าต่อมรดกไทย ทำต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2550 เพื่อส่งเสริมให้คนไทยเห็นความสำคัญและตระหนักในคุณค่าของผืนป่าธรรมชาติ และเป็นตัวอย่างที่ดีของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชนในการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม
เริงชัย ประยูรเวร รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า ข้อตกลงในบันทึกการตกลง ระยะที่ 2 นี้ ทั้ง 2 หน่วยงานจะร่วมกันในพันธกิจอันประกอบด้วย 1.รณรงค์และประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเชิงนิเวศของผืนป่าโลก 2.การบำรุงรักษาและปรับปรุงพื้นที่ เช่น ป้ายสื่อความหมายต่างๆ 3.การบริหารจัดการเขตพื้นที่อุทยาน 4.พัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์ระบบสื่อความหมายทางธรรมชาติในพื้นที่ของอุทยานได้ดียิ่งขึ้น และ 5.ร่วมมือกับโรงเรียนและครอบครัว ในเรื่องการจัดค่ายเยาวชนเผยแพร่ความรู้ความสำคัญของมรดกโลก เชื่อว่าแผนงานเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยเผยแพร่ความรู้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์แหล่งมรดกทางธรรมชาติสืบต่อไปได้อย่างยั่งยืน
ด้าน อนนต์ สิริแสงทักษิณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท.สผ. กล่าวว่า ผืนป่าเป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งในการช่วยลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับนโยบายบริษัทในการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างยั่งยืน รวมทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “รวมใจภักดิ์ รักษ์มรดกไทย มรดกโลก” เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะ ”พระบิดาแห่งการอนุรักษ์มรดกไทย”
การลงนามในครั้งนี้ จึงจะทำให้อุทยานเขาใหญ่และห้วยขาแข้งกลายเป็นศูนย์การเรียนรู้เรื่องการอนุรักษ์ผืนป่าแก่ประชาชนทั่วไปได้อย่างยั่งยืน ซึ่งเมื่อผืนป่าอนุรักษ์พัฒนาอย่างต่อเนื่องจะส่งผลต่อการลดปัญหาสภาวะโลกร้อน อันเป็นบ่อเกิดของความรุนแรงในวิกฤติอุทกภัยที่เราได้ประสบมา โดยนิทรรศการที่จะจัดขึ้นในศูนย์บริการนักท่องเที่ยวของทั้ง 2 ผืนป่านั้น มี 3 ส่วนด้วยกัน คือ นิทรรศการแนะนำแหล่งท่องเที่ยวของผืนป่า นิทรรศการเรียนรู้เรื่องผืนป่ามรดกโลก และนิทรรศการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ยุพาวดี วัลยะเพ็ชร์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายสื่อสารและบริหารภาพลักษณ์องค์การ ปตท.สผ. กล่าวเสริมว่า รูปแบบนิทรรศการที่แหล่งเรียนรู้ดงพญาเย็น เขาใหญ่ จะนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ อย่างห้องฉายวีดิทัศน์แบบ 360 องศา ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจมาดึงดูดคนเข้าชม ต่างกับที่การนำเสนอที่ทุ่งใหญ่นเรศวร-ห้วยขาแข้ง จะเป็น LCD บอร์ดเท่านั้น เพราะเป็นอาคารประหยัดพลังงานที่ไม่ใช้ไฟฟ้า อาศัยเพียงไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ผู้ที่มาศูนย์นี้จึงจะได้เรียนรู้เรื่องพลังงานไปด้วยในตัว

 

จัดการ “น้ำ” ก่อนถล่มกรุง ต้องบูรณาการตั้งแต่ “ต้นน้ำ-ปลายน้ำ” 2012/05/17

http://www.thaipost.net/node/53129

26 February 2555

วันศุกร์ที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นำคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตของประเทศ (กยอ.) คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) เฝ้าฯ กราบบังคมทูลรายงานการวางระบบการบริหารจัดการน้ำ และรับพระราชทานพระราชดำริเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงาน ทรงแนะแก้ปัญหาน้ำท่วมต้องหาวิธีระบายน้ำให้น้ำไหลได้อย่างสม่ำเสมอ ต้องเร่งปลูกป่าขึ้นมาทดแทนที่ถูกทำลาย ทรงย้ำให้เพิ่มโทษเพื่อแก้ไขปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรนำกระแสรับสั่งในวันนั้นมาสานต่อให้เป็นรูปธรรม
การบูรณาการแก้น้ำท่วมตั้งแต่พื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ จึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อเตรียมพร้อมรับมืออุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้นซ้ำ และช่วยลดความเสียหายจากเหตุการณ์ได้ ซึ่งในเวทีสัมมนาถอดบทเรียนมหาอุทกภัย ปี 2554 จัดโดยสมาคมทรัพยากรน้ำแห่งประเทศ และการประปานครหลวง ฯลฯ มีทั้งคำเตือนและการนำเสนอแนวคิดในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่ต้องรับฟัง
ดร.รอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) และกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) กล่าวว่า ผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้น เราคงใช้อนุกรมของเวลาหรือสถิติย้อนหลังกลับไป 50 ปี ในการบริหารจัดการน้ำและวางแผนเหมือนเคยไม่ได้แล้ว แม้แต่ออสเตรเลียก็ผิดพลาดเรื่องการจัดการน้ำมาแล้วเมื่อ 6-7 ปี ก่อน เพราะใช้สถิติ แต่วันดีคืนดีฝนน้อยลง 70% ประเทศไทยก็เช่นกัน วันนี้เกิดสถานการณ์ฝนที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ฝนไม่มาเป็นเวลา และตกผิดที่ด้วย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตรแผนที่ฝนตอนที่ตนเองตาม ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เข้าเฝ้า เมื่อปี 2551 ทรงรับสั่งว่า พร้อมหรือยังที่จะปรับเปลี่ยนการบริหารเขื่อน ความบริหารจัดการน้ำ จำเป็นต้องเปลี่ยนทั้งระบบ
แนวคิดและหลักการในการแก้ไขปัญหาน้ำนั้น จะแก้ได้ต้องรู้ก่อนว่า โจทย์ของประเทศไทยคืออะไร แล้วทำให้เกิดการจัดการเชิงพื้นที่ เพราะเราชอบออกนโยบายประเภทที่ทำเหมือนกันหมดทั้งประเทศ จากรายงานไอพีซีซี ปี 2551 แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของปริมาณฝน ไทยได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศค่อนข้างน้อย แต่แนวโน้มฝนมากขึ้น ไทยจะไม่เผชิญปัญหาแล้งเหมือนพื้นที่อื่นๆ ซึ่งจะเจอปัญหาแล้งหนักมาก และมีฝนเพิ่มขึ้นแต่ไม่มากถ้าเทียบกับเวียดนาม กัมพูชา และทางตอนใต้ของประเทศจีน “ถ้าดูค่าเฉลี่ยปริมาณฝนของไทย 47 ปี ระหว่างปี 2493-2540 ค่าเฉลี่ย 1,374 มิลลิเมตรต่อปี เทียบกับปริมาณฝนรายปี 2549-2554 พบว่าปัจจุบันสถานการณ์ฝนของไทยมีความเบี่ยงเบนจากค่าเฉลี่ยมากขึ้น แนวโน้มปริมาณฝนมากขึ้น ปี 2554 ฝนบวกขึ้นไป 33% โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคอีสานสูงมาก ปีที่แล้วได้ศึกษาแผนภาพฝนสะสมรายเดือนมันจลาจล เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อุณหภูมิบริเวณขั้วโลกเหนือ และอุณหภูมิขั้วโลกใต้ที่ต่างกันรุนแรง ทำให้เกิดลมสินค้าที่รุนแรงกว่าเดิม มีบทบาทกำหนดปริมาณฝนในช่วงฝนทิ้งช่วง รวมถึงลมตะวันออกเฉียงเหนือกับลมตะวันตกเฉียงใต้ก็เป็นตัวกำหนดว่าฝนจะทิ้งช่วงหรือไม่ ปี 2554 ลมตะวันออกเฉียงเหนือรุนแรงมากๆ ทำให้เกิดพายุ มีนาคมเดือนเดียวฝนตกกว่า 1,000 มิลลิเมตร เป็นปีแรกที่ปริมาณน้ำเต็มทั้งเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ แล้วก็จะเห็นได้ว่าปีที่แล้วน้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ เพราะฝน 3 วัน เท่ากับฝน 70% ของปริมาณฝนทั้งปีที่เคยตก” นักวิชาการด้านน้ำให้ภาพสถานการณ์ฝนที่เปลี่ยนแปลงไป
นอกจากนี้ ดร.รอยลย้ำรูปแบบฝนตกเปลี่ยนจากอดีตอย่างมาก จากเดิมผู้ที่ทำงานเรื่องน้ำมีความเชื่อในรอบ 8 ปี จะมีปีที่ฝนมาก 5 ปี ฝนน้อย 3 ปี แต่ช่วง 7-8 ปี ที่ผ่านมา ฝนเยอะมาตลอด ไม่เคยมีปีที่ฝนน้อยเลย ยิ่งไปกว่านั้น การกระจายตัวของฝนรายปี ปี 2549 -2554 เทียบกับค่าเฉลี่ยปี 2493-2540 ฝนมีความแปรปรวนทั้งปริมาณและการกระจายตัว ปริมาณฝนเปรียบเทียบรายภาคแล้วยังพบว่า ปริมาณฝนสะสมรายภาค ทั้งภาคเหนือ อีสาน กลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ฝั่งตะวันตก ภาคใต้ฝั่งตะวันออก แต่ละภาคมีความแปรปวนของปริมาณฝน และฝนปี 2554 สูงกว่าทุกปีในทุกภาค ซึ่งในปี 2555 นี้มีข้อมูลบ่งชี้ว่าแนวโน้มปริมาณฝนมาก แต่ไม่เท่าปี 2554 อิทธิพลจากปรากฏการณ์ลานีญา รวมถึงร่องมรสุม จะส่งผลให้เกิดพายุ ทั้งภาคเหนือตอนบน ภาคอีสาน ปีนี้รูปแบบอากาศของไทยเหมือนในปี 2551 มาก ปีนั้นเกิดพายุไซโคลนนาร์กีสถล่มพม่าเกิดความสูญเสียมาก แต่ไม่ส่งผลกระทบถึงไทย
สำหรับแนวคิดและหลักการแก้ไขปัญหาน้ำ อ.รอยลเห็นด้วยในภาพรวมแผนแม่บทจัดการน้ำของ กยน. ที่จะดำเนินการปรับปรุงและฟื้นฟูระบบป้องกันน้ำท่วมที่มีอยู่ให้สมบูรณ์ และเร่งสร้างเสริมศักยภาพในการป้องกันน้ำท่วมอย่างยั่งยืนในระยะยาว รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นในการป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชน พื้นที่เกษตร พื้นที่อุตสาหกรรม และพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ รวมถึงการบูรณาการเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ โดยการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อบริหารจัดการน้ำให้ลงสู่ทะเลโดยเร็ว
พื้นที่ต้นน้ำให้ความสำคัญกับการซับน้ำ ชะลอน้ำไม่ให้ไหลบ่าอย่างรุนแรง     พื้นที่กลางน้ำให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำ เช่น การระบายน้ำจากเขื่อน ทางระบายน้ำหลาก หรือฟลัดเวย์ พื้นที่แก้มลิง จนถึงพื้นที่ปลายน้ำให้ความสำคัญกับการเร่งระบายน้ำและผลักดันน้ำออกสู่ทะเลอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม ดร.รอยลเห็นว่า พื้นที่ต้นน้ำจะต้องให้ความสำคัญเรื่องลดตะกอน เพราะเขื่อนสิริกิติ์เผชิญปัญหาอย่างหนักในเรื่องนี้ มีสภาพตื้นเขิน ฝนตก 100 มิลลิเมตร ป่าซับน้ำ 70 มิลลิเมตร ไหลลงสู่แม่น้ำ 30 มิลลิเมตร ปัจจุบันฝนตก 100 น้ำไหลออกมา 70 หากสำรวจลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำน่าน ฝนตกระดับน้ำในลำน้ำเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 เมตร ส่วนพื้นที่กลางน้ำ จ.นครสวรรค์ จำเป็นต้องทำแก้มลิง ชัดเจนว่าพื้นที่บึงบอระเพ็ดกว่า 130,000 ไร่ เวลานี้เหลืออยู่ 36,000 ไร่เท่านั้น เดิมเคยหน่วงน้ำที่มาจากเพชรบูรณ์ ทุกปีไหลเข้าบึงแห่งนี้ 500 ล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันความสามารถในการเก็บกักน้ำเหลือเพียง 80 ล้านลูกบาศก์เมตร รายงานกรมประมงยังระบุตัวเลขตะกอนเข้ามาในบึงบอระเพ็ด 2.2 ล้านตัน
“นี่คือโจทย์ที่ท้าทาย หลายหน่วยงานคิดแก้ปัญหาด้วยวิธีขุดลอกตะกอนให้ได้ 3 ล้านตัน ซึ่งไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้อง ทำไมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทำเรื่องหญ้าแฝก ทำเรื่องจัดการน้ำ จัดการดิน เพราะพระองค์ต้องการลดตะกอน บึงบอระเพ็ดลดตะกอนได้ ใช้พื้นที่เขาพนมเศษ คลองที่มีเดิมจัดระบบชลประทานให้ดี ทำไมพื้นที่เหล่านี้ถึงตาย เพราะเราไปจัดบึงบอระเพ็ดเป็นสวนสนุก ปลูกยูคาลิปตัสแทนพืชพื้นเมืองรอบบึง นกยังหนีเลย ย้อนกลับไปดูบึงสีไฟ จ.พิจิตร บึงขนาดใหญ่อันดับ 3 ของประเทศ พื้นที่ชุ่มน้ำถูกปิดล้อม ไม่มีน้ำเข้า-น้ำออก ก็ไม่มีชีวิต พื้นที่ Green belt พื้นที่สีเขียวที่ทรงรับสั่ง หายไปหมด” ดร.รอยลกล่าวถึงการฟื้นคืนชีวิตให้พื้นที่ชุ่มน้ำซึ่งจะช่วยลดความสูญเสียจากน้ำท่วม
สำหรับพื้นที่ปลายน้ำนั้น ผอ.สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตรฯ เห็นว่า ควรเร่งระบายน้ำ เหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ เราสามารถรู้ล่วงหน้า 1-2 เดือน ปีที่ผ่านมา จ.สมุทรสาคร เตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมก่อน มีการดูแลแก้ไขขุดลอกคลอง กำจัดสวะที่ประตูระบายน้ำกลางคลองตาขำ ชุมชนช่วยเร่งดันน้ำสู่แม่น้ำท่าจีน และคูคลองเดิมที่เชื่อมแม่น้ำท่าจีน รวมถึงที่คลองสี่วาพาสวัสดิ์ แล้วที่ถนนพระราม 2 น้ำไม่ท่วม เกิดจากการจัดการของท้องถิ่นช่วยเหลือตัวเอง โดยมีระดับจังหวัดเข้าไปประสานสนับสนุน รวมถึงส่วนกลางทั้งรัฐบาลและกองทัพเข้าไปหนุนเสริม ความร่วมมือและการปรึกษาหารือเป็นหัวใจสำคัญแก้ปัญหา
“จากแผนที่น้ำท่วมลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง พบว่าการผ่านน้ำลงสู่ทะเลจะติดขัดเป็นช่วงๆ ปี 2538 พื้นที่น้ำท่วม 6.1 ล้านไร่ ปี 2549 เพิ่มเป็น 7.4 ล้านไร่ ปี 2553 ท่วม 6.8 ล้านไร่ และปี 2554 ท่วมขังถึง 11.4 ล้านไร่  ทั้งๆ ที่มีตัวเลขลงทุนสร้างคันกั้นน้ำ 1,000 ล้านบาทต่อปี ไม่รวมกำแพงกั้นน้ำริมแม่น้ำโขงอีกเกือบ 1,000 ล้านบาทต่อปี แล้วเราใช้เงินในการขุดลอก ระบายน้ำเท่าไหร่ น้อยกว่านั้นเยอะ สิ่งที่พระองค์ท่านรับสั่งคือ หากคิดจะกั้น ต้องคิดถึงการผัน การระบายด้วย ถ้ากั้นอย่างเดียวจลาจล แต่สิ่งที่ขาดหายไปจากการจัดการน้ำมาตลอด คือ การบูรณาการ อยากเห็นการจัดการลุ่มน้ำแบบบูรณาการ มียุทธศาสตร์และแผนงานแก้ไขทั้งพื้นที่น้ำท่วมและพื้นที่น้ำแล้ง”  ดร.รอยลกล่าวทิ้งท้ายซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศไทย
หาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ ร่วมถอดบทเรียนป้องกันน้ำท่วมให้ฟังว่า ฝนตกเร็วผิดปกติ ฝนแรกตกเดือนกรกฎาคมในลุ่มน้ำตอนบน และไหลเข้าท่วมที่นาบางส่วนใน อ.บางระกำ จ.สุโขทัย 1 เดือนต่อมาฝนตกเหนือน้ำ แต่เราคิดว่าเอาอยู่ จัดการน้ำเข้าเขื่อนได้หมด สุดท้ายน้ำเต็มเขื่อน ภาครัฐขาดข้อมูลในการจัดการน้ำ การพยากรณ์ความเสี่ยง และไม่กล้าตัดสินอย่างเด็ดขาด จนเกิดความเสียหายตัวเลข 1.42 ล้านล้านบาท นิคมอุตสาหกรรม 7 แห่ง จมน้ำ แม้แต่ศูนย์ ศปภ. ยังต้องย้ายจากดอนเมืองหนีน้ำ อุทกภัยปี 2554 นอกจากเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การบริหารจัดการน้ำ ยังรวมถึงเราไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำหรือชะลอน้ำที่เพียงพอ ทางน้ำธรรมชาติถูกกีดขวาง และพื้นที่ชุ่มน้ำเดิมถูกเปลี่ยนแปลงใช้ประโยชน์ วันนี้มีชาวบ้านร้องเรียนมากเรื่องถนนกีดขวางทางน้ำ
“น้ำท่วมปี 54 เป็นโอกาสให้เราต้องรื้อหลายระบบ ทั้งการพร่องน้ำของเขื่อน การปรับปรุงทางน้ำธรรมชาติให้ดีขึ้น โดยบอกกล่าวข้อมูลความจริงกับประชาชน อีกมาตรการสำคัญ คือ พื้นที่ชุ่มน้ำที่เป็นบึงขนาดใหญ่ ไม่ใช่แค่บึงสีไฟ บึงบอระเพ็ด ตอนบนเจ้าพระยามีทุ่งกะโล่ เนื้อที่ 5,700 ไร่ บึงราชชนก จ.พิษณุโลก ไม่ถูกรวมอยู่ในแผนแก้น้ำท่วมของนายกฯ การสรุปบทเรียนไม่ใช่ฟังแต่ผู้ว่าฯ ต้องรับฟังจากชาวบ้าน เครือข่ายลุ่มน้ำ กรรมการลุ่มน้ำด้วย ทำแผนขึ้นมาใช้งบ 350,000 ล้าน แต่ไม่พบการเรียกประชุมคณะกรรมการลุ่มน้ำ ผมคิดว่าหากแก้อย่างเป็นระบบ ทำงานอย่างถูกวิธี จะไม่เกิดน้ำท่วมซ้ำ” ประธานมูลนิธิฯ ย้ำ
พร้อมทั้งกล่าวด้วยว่า จากการเดินทางลงพื้นที่ซึ่งอยู่ในแผนแม่บทเป็นพื้นที่รับน้ำ ชาวบ้านอยากให้รัฐสนับสนุนงบประมาณในการยกบ้าน ขอเงินกู้ ปลอดดอกเบี้ย เพื่อวางแผนปรับปรุงบ้านรับน้ำท่วม ปัจจุบันชาวบ้านเข้าไม่ถึงแหล่งทุน ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมรัฐบาลอนุมัติงบลงทุนช่วยสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมแสนล้าน ดอกเบี้ย 0%
ด้าน ดร.วสันต์ จอมภักดี ประธานคณะกรรมการอนุรักษ์แม่ปิงและสิ่งแวดล้อม สะท้อนสภาพอันน่าวิตกของพื้นที่ต้นน้ำ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการจัดการน้ำท่วมไทยให้ฟังว่า เวลานี้จากป่าต้นน้ำที่เคยอุดมสมบูรณ์ถูกบุกรุกทำลาย จากป่าธรรมชาติเปลี่ยนเป็นสวนส้ม พืชเศรษฐกิจอย่างยางพารา หากไม่แก้หายนะตั้งแต่ต้น ทางบนยอดดอยจะต้องตามสางปัญหาไม่จบสิ้น พื้นที่ลาดชันหากบริหารจัดการไม่ถูกต้องจะเกิดปัญหาน้ำหลาก หน้าดินพังทลายลงแม่น้ำ เมื่อที่งอกก็ออกโฉนดทับพื้นที่แม่น้ำเดิม จากการศึกษาพบว่าพื้นที่ภาคเหนือเกิดอุทกภัยถี่มากขึ้น
“ป่าต้นน้ำภาคเหนือถูกทำลายจนหมดสภาพ น่าน เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน สภาพไม่ต่างกัน เป็นสาเหตุเกิดน้ำป่าไหลหลากและดินถล่ม ปี 2548 น้ำท่วมเมืองปาย แทนที่น้ำจะไหลลงแม่น้ำกลับมาไหลตามถนน แม้ไม่มีผู้เสียชีวิต แต่หลังน้ำป่าสร้างความเสียหายเมืองท่องเที่ยว ส่วนสภาพลำน้ำในเมือง ในชุมชน ถูกบุกรุกและบีบจนแคบ จาก 10-20 เมตร เหลือ 2 เมตร มีปัญหาการสร้างอาคารบุกรุกยื่นล้ำไปในแม่น้ำ ถ้าแม่น้ำใหญ่ก็ถมสร้างรีสอร์ต เพราะอยากสัมผัสธรรมชาติ แล้วยังพบการขุดลอกริมฝั่งแม่น้ำทำลายระบบนิเวศ แม่น้ำวังที่ จ.ลำปางถมไปกว่าครึ่งเพื่อสร้างถนน การทำดาดคอนกรีตน้ำธรรมชาติซึมผ่านไม่ได้ก็สร้างปัญหาทั้งน้ำท่วม-น้ำแล้ง ถมที่ชายตลิ่งทำลายพื้นที่รับน้ำ บางพื้นที่หน่วยงานราชการทำเสียเอง พื้นที่น้ำท่วมภาคเหนือขยายวงกว้างมากขึ้น เราจำเป็นต้องรักษาพื้นที่ชุ่มน้ำเอาไว้ให้ได้สัดส่วน เพราะไม่ว่าจะขุดแม่น้ำให้ลึกและกว้างเพียงใด ก็ไม่เพียงพอต่อการระบายน้ำ” ดร.วสันต์ อธิบายสภาพปัญหา
นอกจากนี้ นักวิชาการคนเดิมแสดงทัศนะว่า การแก้น้ำท่วมประเทศไทยจะต้องเกิดจากความรู้ ข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ และการถอดบทเรียนอุทกภัยปี 2554 ให้ชัดเจน มิฉะนั้นจะสร้างปัญหาใหม่ไม่จบสิ้น ส่วนงบประมาณแก้น้ำท่วม 3.5 ล้านบาท จะเป็นชัยชนะหรือหายนะขึ้นกับเราทุกคน
สภาพของแม่น้ำคูคลองในพื้นที่ปลายน้ำก็เผชิญปัญหาไม่แพ้กัน น.อ.ดร.สมัย ใจอินทร์ กล่าวว่า การฟื้นฟูขุดลอกคูคลองเพื่อระบายน้ำให้ลงสู่ทะเลโดยเร็วต้องเร่งดำเนินการให้เสร็จทันฤดูฝนปีนี้ เพราะเป็นเส้นทางผลักดันการระบายน้ำที่สำคัญ โดยเฉพาะคูคลองในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จากการสำรวจมีความตื้นเขินและแคบอย่างมาก อย่างคลองลาดพร้าว คลองสอง คลองถนน คลองบางบัว สภาพคลองถูกบีบให้ไหลได้แค่ช่องเปิดสะพาน ช่องด้านข้างถูกรุกล้ำ ต้นไม้ใหญ่โตขึ้นกลางลำคลอง บริเวณบางบัวตอม่อสะพานถนนพหลโยธินขวางทิศทางการไหล มีบ้านรุกล้ำลำน้ำออกมาถึงครึ่งคลอง คลองบางซื่อก็พบบ้านรุกล้ำลำน้ำ คลองบางเขนถูกรุกสองฝั่ง น้ำไหลได้เพียงช่องแคบๆ โดยเฉพาะบริเวณลอดถนนประชาชื่นมีการก่อสร้างที่อยู่อาศัยรุกลำคลองประมาณ 30 หลัง   ในระยะยาวควรรื้อถอนเพื่อเปิดช่องระบายน้ำ คลองพระยาสุเรนทร์ก็ตื้นเขินแทบไม่หลงเหลือสภาพคลอง นอกจากนี้ บริเวณคลองหลายแห่งยังมีปัญหาขยายถนนล้ำแนวคลองเดิม สร้างสะพานกีดขวางทางน้ำ บ้านปิดช่องระบายน้ำ มีผักตบชวาและสวะ รวมถึงหลายพื้นที่ประตูน้ำมีช่องเปิดแคบกว่าความกว้างคลองมาก สภาพคูคลองเช่นนี้จึงไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำที่ไหลลงมาตลอดลำน้ำได้ ส่งผลให้น้ำท่วมกรุงเมื่อปีที่ผ่านมา.

 

สภาพอากาศแปรปรวนภัยคุกคามนกเงือกไทย 2012/05/17

http://www.thaipost.net/node/52772

19 February 2555

สภาพอากาศที่แห้งแล้งผิดปกติเกิดขึ้นในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จ.อุทัยธานี เมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้ลูกนกเงือกลืมตาขึ้นมาดูโลกลดลงจนเห็นได้ชัดจากงานวิจัยของมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล      ซึ่งมีการรายงานสถานการณ์นกเงือกไทย เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา วันรักนกเงือก ณ บริเวณสวนนกเงือก คณะวิทยาศาสตร์ มหิดล
ผศ.ดร.วิจักขณ์ ฉิมโฉม เลขาธิการมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก สันนิษฐานว่า สถานการณ์นี้อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในปีที่แห้งแล้งได้ส่งผลให้เมล็ดไม้หรือผลไม้ในป่าอาหารของนกเงือกลดน้อยลง ทั้งตาเสือ ยางโอน และไทร ซึ่งมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการขยายพันธุ์นกเงือก หากสภาพแวดล้อมไม่พร้อม อาหารไม่พร้อม นกเงือกตัวเมียจะไม่เข้าทำรัง ซึ่งฤดูผสมพันธุ์ของนกเงือกเริ่มตั้งแต่กุมภาพันธ์ถึงมิถุนายนของแต่ละปี หรืออาจเกิดปัจจัยวัฏจักรธรรมชาติจะมีปีที่ผลไม้ดกและปีที่ไม่ออกดอกออกผล แม้งานวิจัยนี้ไม่ได้ติดตามเรื่องโลกร้อนโดยตรง แต่ที่เขาใหญ่ทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออก เรามีพื้นที่ศึกษาการออกดอกและผลของต้นไม้ อาหารของนกเงือก จากรายงานพบสภาพอากาศแห้งแล้งลงและปริมาณฝนลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นไม้ไม่สมบูรณ์ แม้ปีที่แล้วฝนตกหนักเกิดมหาอุทกภัยใหญ่ในไทย แต่ในป่าไม่มีผล
และเมื่อมาดูสรุปงานวิจัยนั้น นกเงือกในอุทยานฯ เขาใหญ่ พบ 4 ชนิด คือ นกกก นกเงือกกรามช้าง นกเงือกสีน้ำตาลคอขาว และนกแก๊ก จากการวิจัยและอนุรักษ์ต่อเนื่องถึงปัจจุบัน รวม 30 ปี พบต้นไม้ที่เป็นโพรงรังนกเงือกทั้งหมด 283 ต้น เป็นโพรงที่นกใช้ได้ 199 โพรง ประมาณ 70% มีลูกนกเงือกออกสู่ธรรมชาติรวมทั้งสิ้น 1,867 ตัว เฉพาะปี 2554 ได้ลูกนกเงือก 138 ตัว ซึ่งกล่าวได้ว่าจำนวนประชากรนกเงือกอยู่ในระดับที่อุ่นใจได้
แต่หากติดตามสถานภาพนกเงือกในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จ.อุทัยธานี พบนกเงือก 6 ชนิด คือ นกกก นกเงือกคอแดง นกเงือกกรามช้าง นกเงือกกรามช้างปากเรียบ นกเงือกสีน้ำตาล และนกแก๊ก พบต้นไม้ที่เป็นโพรงรังทั้งหมด 228 ต้น เป็นโพรงที่นกเงือกใช้ได้ 115 โพรงรัง มีลูกนกออกสู่ธรรมชาติ 511 ตัวแล้ว แต่ที่น่ากังวลปีที่ผ่านมา ได้ลูกนกเงือก 67 ตัว เท่านั้น จากปีปกติ 100 ตัว
“ปริมาณทำรังลดลงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน นกเงือกสีน้ำตาลไม่เข้าทำรังเลย จำนวนลูกนกที่น้อยลงไม่เกี่ยวข้องกับการทำลายป่าหรือถูกล่า เพราะเป็นพื้นที่ใจกลางป่าอนุรักษ์ คาดว่าเกิดจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง “
ส่วนนกเงือกในอุทยานฯ บูโด-สุไหงปาดี จ.นราธิวาส มีนกเงือก 6 ชนิด คือ นกกก นกเงือกหัวแรด นกเงือกกรามช้าง นกเงือกหัวหงอก นกชนหิน และนกเงือกปากดำ ที่นี่ได้ทำงานวิจัยมา 18 ปีแล้ว พบต้นไม้โพรงรังนกทั้งหมด 192 ต้น และเป็นโพรงที่ใช้ได้ 120 โพรง มีลูกนกเงือกออกสู่ธรรมชาติ 536 ตัว เฉพาะปี 2554 ได้ลูกนกเงือก 16 ตัว ซึ่งในมุมมองของนักอนุรักษ์นกเงือกผู้นี้เห็นว่า เป็นจำนวนที่ไม่น้อยเกินไปเมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่ป่าแสนกว่าไร่
อาจารย์วิจักขณ์กล่าวอีกว่า ที่เทือกเขาบูโดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ปัตตานี นราธิวาส และยะลา มีโครงการชุมชนอนุรักษ์นกเงือก เริ่มตั้งแต่ปี 2537 ตอนนี้มีชาวบ้าน 15 คน และดึงกลุ่มคนรุ่นใหม่เพิ่มเข้ามาอีก 6 คน มีหน้าที่ช่วยกันเฝ้าระวังนกเงือก และช่วยนักวิจัยเก็บข้อมูลทางวิชาการ ช่วยกันซ่อมแซมโพรงรัง ติดตั้งโพรงเทียม และสำรวจกล้าไม้พืชอาหารของนกเงือกบนเทือกเขาบูโด
“รอบเทือกเขาบูโดมีชาวบ้านปลูกพืชไร่ ทำสวนผลไม้ สวนยางพารา ซึ่งยังมีการบุกรุกป่าเพื่อทำการเกษตรอาจส่งผลกระทบต่อผืนป่าแหล่งอาศัยของนกเงือก ทางมูลนิธิเน้นให้ความรู้เรื่องนกเงือก เมื่อตระหนักถึงความสำคัญจะดึงชาวบ้าน อดีตพรานลักลอบขโมยลูกนกเงือก เข้ามาเป็นนักวิจัยผู้ช่วยร่วมอนุรักษ์นกด้วยกัน รวมถึงกระตุ้นจิตสำนึกทั้งเด็กผู้ใหญ่ให้รักษาทรัพยากรในท้องถิ่น อย่างน้อยชะลอให้งานอนุรักษ์สำเร็จและนกเงือกสูญพันธุ์ลดลง ขณะนี้ยังมีตลาดมืดหรือสวนสัตว์ตั้งค่าหัวลูกนกเงือกให้ชาวบ้านจับลูกนกมาขาย” นักวิจัยผู้เป็นกำลังสำคัญขับเคลื่อนงานช่วย ศ.ดร.พิไล พูลสวัสดิ์ ผู้เริ่มวิจัยนกเงือกเน้นย้ำ
ซึ่งนอกจากชุมชนรอบเทือกเขาบูโดแล้ว ยังทำโครงการเยาวชนอนุรักษ์นกเงือกและป่าถิ่นอาศัย ร่วมกับโรงเรียนต่างๆ ในพื้นที่รอบเขาใหญ่ตะวันออก บรรยายให้ความรู้ จัดค่ายเยาวชน เรียนศิลปะวาดภาพนกเงือก รวมถึงให้เด็กๆ เก็บเมล็ดผลไม้อาหารนกและต้นไม้ที่เป็นโพรงรังมาเพาะกล้า แล้วนำกลับไปปลูกในพื้นที่ กลายเป็นแนวร่วมคนรุ่นใหม่สืบทอดงานอนุรักษ์ แล้วยังมีโครงการอุปการะนกเงือกให้คนเมืองที่อยู่ห่างไกลจากป่าที่ต้องการอนุรักษ์นกเงือกสมทบทุนร่วมสนับสนุนชาวบ้านบูโดที่ดูแลนกเงือก
นิมุ รายอคารี ชาวบ้านบูโดวัย 66 ปี จากหมู่บ้านตะโละตา อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ในฐานะผู้นำชุมชนอนุรักษ์นกเงือก และอดีตพรานจับลูกนกไปขาย ซึ่งเดินทางไกลจากทางใต้มาร่วมในงานวันรักนกเงือก บอกว่า เคยจับลูกนกจากรังไปขาย เป็นรายได้เสริม สมัยนั้นตัวละ 500-1,500 บาท นกเงือกหัวแรดราคาดีที่สุด แต่เมื่อมีโครงการวิจัยและอนุรักษ์นกเงือกเข้ามา แรกๆ ไม่เชื่อ เพราะไม่รู้ว่านกเงือกสำคัญยังไง หลังจากนั้น ได้ความรู้ และอาจารย์พิไลชวนให้มาช่วยเก็บข้อมูล ตนก็ชวนชาวบ้านอีก 9 หมู่บ้าน เข้ามาร่วมกัน มีลูกนกออกสู่ธรรมชาติมากกว่า 20 ตัวแล้ว ที่นี่ประกาศห้ามจับลูกนก คอยระวังในพื้นที่ ตั้งใจอนุรักษ์นกเงือกให้อยู่ชั่วลูกชั่วหลาน
ในงานวิจัยอนุรักษ์นกเงือกไทยนี้รวมถึงการติดเครื่องส่งสัญญาณวิทยุติดตามตัวสัตว์ผ่านดาวเทียม หรือ PTTs ที่ทำให้ติดตามพื้นที่หากินของนกเงือกได้กว้างไกลมากขึ้น อ.วิจักขณ์ ระบุว่า นกเงือกเป็นนกขนาดใหญ่และกินผลไม้ป่าเป็นหลัก การติด PTTs ทำให้รู้พื้นที่สำคัญที่นกเงือกใช้ ทั้งแหล่งอาหารและแหล่งที่นอน จากการศึกษาในพื้นที่มรดกโลกทั้ง 2 แห่ง พบว่า นกเงือกคอแดง ป่าห้วยขาแข้ง มีขนาดพื้นที่อาศัยตลอดปี 349 ตารางกิโลเมตร สื่อถึงพฤติกรรมหากินเคลื่อนที่ตลอด ส่วนเขาใหญ่ก็ได้ข้อมูลใหม่ นกเงือกกรามช้าง พื้นที่หากินกว้างไกลถึง 883 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมไปถึงอุทยานฯ ทับลาน ขณะที่นกกกมีพื้นที่อาศัย 184- 619 ตารางกิโลเมตร นกเงือกทั้งสองชนิดอาศัยอยู่ที่ความสูง 20-1,340 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ครอบคลุมป่าดิบชื้น ดิบแล้ง ดิบเขา ป่าเบญจพรรณ ป่าเบญจพรรณผสมต้นลาน ป่าไผ่ ทุ่งหญ้า และพื้นที่เกษตรกรรม
ในงานวันรักนกเงือกที่ผ่านมา บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ได้มอบเงินสนับสนุนทุนวิจัย 15,628,000 บาท ให้โครงการวิจัยเพื่อการอนุรักษ์นกเงือกในผืนป่ามรดกโลก (ระยะที่ 3) โดยมี ศ.ดร.พิไล พูลสวัสดิ์ เป็นผู้รับมอบทุน
การติดตามนกเงือกกรามช้างปากเรียบในผืนป่าห้วยขาแข้ง คือ งานวิจัยเร่งด่วนในเฟส 3 นี้ ซึ่งเลขาธิการมูลนิธิคนเดิมกล่าวว่า นอกฤดูผสมพันธุ์ของนกจะหายไปเลย และกลับมาในผืนป่าอีกครั้งเมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ ซึ่งการสำรวจและติดตามระยะแรกทำไม่ได้ เพราะอุปกรณ์ไม่มีประสิทธิภาพพอ ตัวนกห่างไป 5-10 กิโลเมตร เครื่องก็รับสัญญาณไม่ได้ ตอนนี้เราวางแผนติดเครื่องส่งสัญญาณผ่านดาวเทียม นกเงือกกรามช้างปากเรียบ 8 ตัว ในแผนรวมถึงนกกกด้วย เพราะมีประชากรมาก อยากทราบพื้นที่หากินไปมาหาสู่ และวิเคราะห์เรื่องพันธุกรรม ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 2 แสนบาทต่อตัว อายุการใช้งาน 3 ปี
“การอนุรักษ์ป่าเขาใหญ่ถิ่นอาศัยนกเงือกก็อยู่ในแผนงานด้วย คนเมืองที่อยากเห็นนกเงือกบินเป็นฝูงที่นี่มองเห็นได้ชัด แต่ถ้าลึกไปในหุบเขา ซึ่งเป็นแหล่งที่นอน มีนกเงือกหกเจ็ดร้อยตัวพร้อมใจบินเป็นฝูงบนท้องฟ้า” นักอนุรักษ์ให้ภาพสัตว์และธรรมชาติอันน่ามหัศจรรย์
อีกงานอนุรักษ์ในภาคสนามที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ การซ่อมแซมและปรับปรุงโพรงรังธรรมชาติ ซึ่งเป็นการจัดการประชากรนกเงือกไม่ให้สูญพันธุ์ เลขาธิการมูลนิธิฯ ระบุว่า ทุกพื้นที่ทำงานอนุรักษ์นกเงือกจะสำรวจโพรงรัง หากพบพื้นโพรงทรุดช่วยกันซ่อม โดย 1 โพรงรัง มีอายุใช้งาน 3-8 ปี ซึ่งพบว่าโพรงเสียทุกปี รวมถึงโพรงรังของสัตว์ชนิดอื่นๆ ก็ปรับปรุงทำปากโพรงสำหรับนกเงือก สำหรับการจัดสร้างโพรงเทียมเหมาะกับพื้นที่ที่ขาดแคลนโพรงรังธรรมชาติและต้นไม้ใหญ่ อย่างบูโดก็ได้ใช้โพรงเทียมช่วยนกกกหลายครอบครัวเป็นบ้าน
“แต่ผลการติดตั้งโพรงเทียม 18 โพรง ที่บูโด แม้มีนกเงือกเข้าใช้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็ยังมีข้อจำกัด โพรงเทียมสร้างขึ้นจากไฟเบอร์กลาส ใช้ฉนวนกันความร้อน นกกกหลายครอบครัวเข้าใช้ อาจเพราะนกชนิดนี้ปรับตัวได้ดี แต่นกเงือกหัวแรดเข้าวางไข่  แล้วทิ้งรัง พบไข่ไม่ฟัก ก็ต้องหาสาเหตุ แต่ผลการศึกษาพบว่าโพรงธรรมชาติอุณหภูมิสม่ำเสมอ และควบคุมความชื้นได้ดีกว่า ส่วนโพรงเทียมกลางวันความชื้นต่ำ อุณหภูมิสูง กลางคืนชื้นมาก อุณหภูมิเย็น ไม่คงที่ เป็นงานวิจัยที่ต้องศึกษา และต้องการพลังคนรุ่นใหม่มาสานงานและเจตนารมณ์นี้ ตอนนี้ขาดแคลนนักวิจัยเกี่ยวกับนกเงือก” เลขาธิการมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก ฝากทิ้งท้าย สะท้อนถึงความจำเป็นในการรักษาป่าไม้และต้นไม้ ถิ่นที่อยู่นก เพราะถึงอย่างไร โพรงไม้ธรรมชาติยังเป็นสิ่งที่เหมาะสมต่อการขยายพันธุ์ของนกเงือกที่สุดนั่นเอง.

 

ชี้ช่องป้องกันน้ำท่วม แนะชุมชนใช้กูเกิลเอิร์ธ 2012/05/17

http://www.thaipost.net/node/52773

19 February 2555

นักวิชาการ สสส. แนะชุมชนใช้ระบบภูมิสารสนเทศรับมือภัยพิบัติ ช่วยจัดการตั้งต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมสอนวิธีการอย่างง่าย เพียงแค่มีคอมพิวเตอร์ดาวน์โหลดกูเกิลเอิร์ธมาใช้ ควบคู่เดินสำรวจชุมชน ช่วยป้องกันน้ำท่วม ภูเขาถล่ม ดินสไลด์ได้
นายกิติชัย รัตนะ หัวหน้าโครงการฟื้นฟูสุขภาวะชุมชนหลังประสบอุทกภัย และเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ จากการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ทุกวันนี้งานวางแผนการจัดการทรัพยากรในพื้นที่ลุ่มน้ำ เป็นงานจัดการเชิงพื้นที่ ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ หรือที่เรียกว่า ภูมินิเวศลุ่มน้ำ ไม่ใช่จุดใดจุดหนึ่งอีกต่อไป ขณะเดียวกันยังถือเป็นการจัดการทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า รวมทั้งวิถีชีวิตของชุมชนด้วย ดังนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการพื้นที่ลุ่มน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำขนาดเล็ก จะต้องมองภาพการเชื่อมโยงของทรัพยากรในพื้นที่
นายกิติชัยอธิบายเพิ่มเติมว่า เพราะฉะนั้นวิธีการที่จะทำให้มีการเรียนรู้ร่วมกันได้คือ การวางแผนการจัดการบนพื้นที่ทางกายภาพ ต้องทำแผนที่ขึ้นมาชุดหนึ่งใช้เป็นตัวแทนพื้นที่ศึกษา เหตุนี้ระบบภูมิสาระสนเทศ หรือระบบ 3s ได้แก่ GPS หรือเครื่องที่ใช้หาพิกัดทางภูมิศาสตร์ GIS หรือสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ที่นำมาทำระบบแผนที่ และ RS หรือ Remote Sensing หรือภาพถ่ายดาวเทียม ถ้านำเทคโนโลยีทั้งสามส่วนนี้มาประกอบกัน ก็จะช่วยให้เราวางแผนว่าพื้นที่ลุ่มน้ำหนึ่งๆ มีพื้นที่ป่าหรือไม่ พื้นที่กลางน้ำมีพื้นที่เกษตรกรรมกี่ไร่ พื้นที่ปลายน้ำเป็นชุมชนหรือไม่
“คนทั่วไปสามารถใช้ทักษะเหล่านี้ เพราะผมเชื่อว่าชุมชุมส่วนใหญ่มีเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นของตัวเอง สามารถดาวน์โหลดผ่านอินเทอร์เน็ตได้อยู่แล้ว เพียงฝึกให้รู้จักการใช้เครื่องมืออย่างง่ายในการวางแผน เช่น การใช้เครื่อง GPS เราก็สามารถรู้ตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ความสูงของพื้นที่ หรือการหาจุดต่างๆ เช่น การจะหาจุดสร้างแนวกันไฟ เป็นต้น” นายกิติชัยกล่าว
หัวหน้าโครงการฟื้นฟูสุขภาวะชุมชนหลังประสบอุทกภัย โดย สสส. กล่าวด้วยว่า หากชุมชนจะทำอย่างง่ายๆ เพียงแค่หาตำแหน่งที่ตั้งของชุมชนผ่านทาง Google Earth ควบคู่กับแผนที่เดินดินที่ชาวบ้านเคยใช้ แต่ถ้าจะให้ละเอียดมากขึ้น ก็ควรผสานข้อมูลเข้ากับเครื่อง GPS ซึ่งทุกวันนี้เทศบาลหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็มีใช้กันทั่วไป
“การดำเนินการเหล่านี้จะช่วยให้ชุมชนทราบว่าจุดเสี่ยงอยู่ตรงไหน ชุมชนควรจะเพิ่มทรัพยากรบุคคล เฝ้าระวังจุดเสี่ยงได้อย่างถูกต้องแม่นยำ โคลนถล่ม ดินสไลด์ น้ำท่วม สามารถใช้ได้หมด” หัวหน้าโครงการฟื้นฟูสุขภาวะชุมชนกล่าว
นายกิติชัยยังกล่าวอีกว่า การที่จะฝึกให้ชาวบ้านหรือชุมชนมีทักษะเหล่านี้มาขึ้นนั้น สสส.ได้ให้ความสำคัญกับการประยุกต์ใช้ภูมิสารสนเทศ เพื่อการวางแผนการขับเคลื่อนการดำเนินงานของโครงการฟื้นฟูระบบนิเวศลุ่มน้ำและอนุรักษ์แม่น้ำลำคลอง เพื่อรับมือกับภัยพิบัติ ดังนั้นจึงจัดอบรมพัฒนาศักยภาพ เริ่มจากผู้รับทุนในโครงการของ สสส.ก่อน ต่อไปก็จะใช้ระบบการสร้างเครือข่าย ขยายองค์ความรู้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น.

 

ปราการป้องกันน้ำท่วม มธ. กับบทบาทผู้นำลดเหลื่อมล้ำ??? 2012/05/17

http://www.thaipost.net/node/52095

5 February 2555

ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)  ได้แถลงข่าวโครงการ “รักษ์ยูงทองงามเด่นเหนือนที” ซึ่งเป็นการระดมทุนเพื่อมาฟื้นฟูมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และชุมชนโดยรอบ ที่ได้รับความเสียหายกว่า 2,800 ล้านบาท จากมหาอุทกภัย เมื่อปลายปี 2554 โดยตั้งเป้าหมายการระดมทุนไว้จำนวน 130 ล้านบาท นับเป็นการพลิกฟื้นมหาวิทยาลัยของประชาชนที่ทุกคนมาร่วมฟื้นฟูได้
นอกจากนั้นยังมีวงเสวนาเรื่อง “บทเรียนน้ำท่วม’54 สู่การรับมือปี 55″ ซึ่งเป็นเรื่องที่คนไทยยังหวาดผวาว่าจะเกิดอุทกภัยซ้ำอีกหรือไม่ และให้ความสนใจกับการเตรียมพร้อมรับมือมากเป็นพิเศษ เพราะร่องรอยความเสียหายจากปีที่แล้วยังไม่จางหายไป แถมช่วงนี้อากาศแปรปรวน กรุงเทพฯ เจอฝนตกหนักในช่วงปลายหน้าหนาว แผนการบริหารจัดการน้ำท่วมของรัฐบาลก็กำลังถูกทวงถาม ความคืบหน้าและทิศทางว่าจะดำเนินไปในทิศทางใด
ในฐานะที่มหาวิทยาลัยได้รับผลกระทบน้ำท่วมอย่างหนัก และธรรมศาสตร์ รังสิต ก็มีสภาพไม่ต่างไปจากฟลัดเวย์หรือทางน้ำผ่าน วงเสวนาจึงเน้นหนักไปที่การวางแนวทางป้องกันน้ำท่วมมหาวิทยาลัย และข้อเสนอ “สร้างปราการป้องกันอุทกภัย”  หรือแนวกำแพงป้องกันน้ำในบริเวณที่คาดว่าจะเกิดน้ำล้นหรือน้ำหลาก กลายเป็นหัวข้อหลักที่มีการพูดคุยถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง และแน่นอนว่าต้องมีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษา มธ. มีความเห็นว่า ธรรมศาสตร์ รังสิต ตั้งมา 25 ปี ไม่เคยถูกน้ำท่วม และน้ำท่วมปี 2554 ปริมาณน้ำน้อยกว่าน้ำท่วมใหญ่ในอดีตด้วยซ้ำไป เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ผลจากธรรมชาติอย่างเดียวที่ทำให้ท่วมกว้างขวางและท่วมนาน แต่เกิดจากการบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาดหรือไม่ ถึงวันนี้ก็ยังไม่มีข้อสรุป   ขณะที่ภัยธรรมชาติมีแนวโน้มเกิดถี่และรุนแรงขึ้น จากเดิม 10-20 ปี/ครั้ง กลับเกิดทุกปี จำนวนพายุไซโคลน พายุทอร์นาโด เพิ่มขึ้น เราพบเห็นข่าวน้ำท่วมใหญ่ทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศติดชายฝั่งทะเล มีรายงานโลกร้อนขึ้นเพียง 1 องศา ภัยธรรมชาติเกิดถี่ขึ้นถึง 5 เท่า เรากำลังรับผลกระทบจากโลกร้อน
อย่างไรก็ตาม อาจารย์ปริญญาบอกว่า ธรรมศาสตร์ตั้งขวางทางน้ำไหล แต่เมื่อไม่สามารถย้ายมหาวิทยาลัยและชาวปทุมธานีที่ตั้งบ้านเรือนในทางน้ำผ่านได้ ฉะนั้น ต้องมีแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วม ที่ไม่ใช่ธรรมศาสตร์เอาตัวรอดแต่ประชาชนไม่รอด หากจะแก้ปัญหาน้ำท่วมระยะยาวต้องตระหนักถึงการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องช่วยกัน ในระยะสั้นจะเตรียมพร้อมรับมืออย่างไร ยืนยันว่าการสร้างเขื่อนป้องกันน้ำต่อให้ทำดีแค่ไหนก็ไม่ได้ผล เพราะต้องสูบน้ำออกจากพื้นที่ด้วย หากเราสูบน้ำใส่พื้นที่ชาวบ้าน สุดท้ายพวกเขาทนไม่ได้ ภาพการทำลายเขื่อน ประตูน้ำ หรือรื้อบิ๊กแบ็กจะเกิดซ้ำขึ้น
“การแก้ปัญหาที่ดูเหมือนเป็นทิศทางหลักของทุกภาคส่วนที่พอมีกำลังงบประมาณ คือ สร้างแนวกำแพงป้องกันน้ำท่วม คำถามคือ ถ้าทุกคนสร้างเขื่อนเหมือนกันหมดจะเกิดอะไรขึ้น น้ำจะไปไหน สุดท้ายจะเหลือคนจน ประชาชนที่ไม่มีสตางค์จะถูกน้ำท่วมสูงขึ้นและนานขึ้น ยิ่งเรากั้นเขื่อนมากเท่าไหร่ พื้นที่รับน้ำก็น้อยลง คนชนชั้นล่างกลายเป็นผู้รับน้ำ ระดับน้ำสูงขึ้นๆ ระดับความสูงของเขื่อนต้องเพิ่มขึ้นไปอีก นี่ไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่ดี จะยิ่งทำให้ความเหลื่อมล้ำในสังคมถี่ห่างออกไป สุดท้ายพังกันหมด” อ.ปริญญาเน้ยย้ำการแก้ปัญหาต้องอยู่บนพื้นฐานลดความเหลื่อมล้ำ
รองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษาระบุไม่สบายใจหากมหาวิทยาลัยจะทำกำแพงปิดล้อมป้องกันน้ำท่วม และเสนอแนวทางให้ชาว มธ.ช่วยกันคิดในภาพรวมระดับจังหวัด โดยแสดงทัศนะว่า แทนที่จะแก้ปัญหาแบบต่างคนต่างเอาตัวรอด สำหรับธรรมศาสตร์ รังสิต อยู่ในพื้นที่ปทุมธานี จะต้องเป็นผู้นำช่วยคิดแนวทางระบายน้ำให้ไหลผ่านไปโดยเร็วที่สุด หรือพูดให้ชัดเจนจัดทำแผนป้องกันน้ำท่วมปทุมธานี
โดยดึงหน่วยงานจังหวัด นิคมอุตสาหกรรม ประชาชนรอบมหาวิทยาลัย และกรุงเทพมหานครเข้ามามีส่วนร่วมวางแผนบริหารจัดการน้ำร่วมกัน ส่วนรูปแบบป้องกันน้ำท่วมมหาวิทยาลัยอาจป้องกันเฉพาะพื้นที่สำคัญ เช่น โรงพยาบาล ส่วนในอาคารก็ยกอุปกรณ์ เครื่องมือสำคัญและระบบไฟฟ้าขึ้นชั้นบนให้พ้นน้ำท่วม ตนเคยเสนอให้ชั้นล่างของอาคารเปิดโล่งเหมือนบ้านเรือนไทยสมัยก่อนซึ่งพร้อมรับมือน้ำท่วม เป็นภูมิปัญญาไทย ขณะนี้ มธ.กำลังปรับปรุงผังแม่บทธรรมศาสตร์ขึ้นใหม่ และน้ำท่วมเป็นเรื่องใหญ่ที่จะใส่ไว้ด้วย รวมถึงการเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว หากน้ำท่วมเป็นผลจากภาวะโลกร้อน มหาวิทยาลัยต้องร่วมรับผิดชอบ ไม่เป็นส่วนหนึ่งก่อปัญหาโลกร้อน ซึ่งการก้าวสู่มหาวิทยาลัยสีเขียว ไม่ได้แปลว่าต้องมีต้นไม้อย่างเดียว แต่เราต้องไม่เป็นภาระต่อสิ่งแวดล้อม ไม่สร้างก๊าซเรือนกระจก ลดปริมาณขยะ รวมถึงประหยัดพลังงาน เวลานี้กำลังขบคิดวางทิศทางกันในผังแม่บท เขื่อนกั้นน้ำอาจไม่ใช่แนวทางยั่งยืนหรือสามารถบอกกับใครว่าเป็นธรรมศาสตร์โมเดลได้
“ที่ผ่านมาเราทำในสิ่งที่ขัดกับวิถีชีวิตดั้งเดิม สุดท้ายเมื่อเกิดภัยธรรมชาติ มนุษย์จะเห็นแก่ตัวกันมาก กักตุนอาหาร จอดรถบนทางด่วนแม้กระทั่งกีดขวางการจราจร เราจะแย่งกันซื้อน้ำ ถุงยังชีพ เรือ เกิดการฉวยโอกาส มีอาชีพเรือแท็กซี่รับ-ส่งคิดราคาแพงมาก แต่อีกด้าน คนจำนวนหนึ่งเมื่อเกิดวิกฤตการณ์จะออกมาช่วยเหลือผู้อื่น เราได้เห็นภาพจิตอาสาที่จะฝ่าวิกฤติไปได้ ทั้งสองสิ่งเกิดขึ้นพร้อมกัน”
และอาจารย์ปริญญากล่าวด้วยว่า จากวิกฤติน้ำท่วม ชุมชนเมืองเกิดการรวมตัวกันจากเดิมต่างคนต่างอยู่ นี่คือโอกาสสำคัญจะส่งเสริมให้เกิดชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืนได้อย่างไร สุดท้ายแล้วไม่ใช่ภาครัฐแก้ปัญหาได้ ศปภ.ตอนนี้ก็ลอยตัวแล้ว ประชาชนต้องพึ่งตัวเองรวมตัวกันรับมือกับน้ำท่วมครั้งต่อไปในปีนี้หรือปัญหาภัยพิบัติอื่นๆ ที่อาจจะตามมา
สำหรับปัญหาการบุกรุกแม่น้ำลำคลอง ทำให้ทางน้ำตื้นเขิน รวมถึงการปลูกสร้างในพื้นที่สาธารณะซึ่งเป็นทางน้ำผ่านนั้น ในฐานะนักวิชาการด้านกฎหมาย อ.ปริญญาระบุพื้นที่สาธารณะถูกบุกรุกทำลายจนเป็นเรื่องปกติ คูคลองจำนวนมากถูกถม และขยายที่ดินยื่นออกไป สร้างทับคลองก็มี ฉะนั้น หากจะแก้ปัญหาน้ำท่วมต้องเร่งสำรวจคลองระบายน้ำในทุกพื้นที่และรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ ใครสร้างขวางทางน้ำต้องรื้อ เพราะไม่มีสิทธิในที่สาธารณะ ถ้าเป็นโฉนดก็เป็นโฉนดโมฆะ ผิดกฎหมาย         เรื่องนี้ต้องการความเข้มแข็งของชุมชนด้วย รวมถึงคนยอมรับผิด ถ้าทำโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซื้อโฉนดที่เป็นโมฆะ ก็ต้องชดเชย ทางกฎหมายทำได้ สำคัญคือได้ทำแล้วหรือยัง
ด้าน ธเนศ วีระศิริ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. และเลขาธิการวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ มีความเห็นว่า การป้องกันน้ำท่วมในปีนี้ซึ่งเหลือเวลาอีกไม่เกิน 4 เดือน ควรเร่งขุดลอกคูคลองอย่างจริงจังเพื่อเปิดทางน้ำไหล ขณะนี้หลายคลองยังเต็มไปผักตบชวาซึ่งกีดขวางการไหลของน้ำ หรือคลองแสนแสบพบว่าตื้นเขินมาก มีช่วงหนึ่งของคลองระยะทาง 6 กิโลเมตร พื้นน้ำราบเรียบเสมอกัน แต่เลยจากวัดศรีบุญเรืองไปลึก การปรับปรุงแต่ละคลองให้ใช้การได้ต้องใช้เวลา อีกจุดอ่อนในการระบายน้ำ คือ ฟลัดเวย์ทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกมีสิ่งปลูกสร้างเต็มหมด นิคมอุตสาหกรรมบางแห่งรุกล้ำฟลัดเวย์ชัดเจน ต้องจัดการพื้นที่คืนมาให้ได้ อย่าแก้ปัญหาแบบมวยวัดเหมือนปีที่ผ่านมา อย่าขุดลอกตอนน้ำจ่อคอหอย หากเตรียมรับมือแต่ต้นจะเกิดประสิทธิภาพในการบริหารน้ำท่วม ปัญหาต่างๆ ยังไม่สายเกินไปแก้ไขได้
อาจารย์ธเนศกล่าวด้วยว่า น้ำท่วมสามารถเกิดขึ้นได้ แต่จะเกิดในพื้นที่ไหนต้องประเมินสถานการณ์ตามจริงที่เกิดขึ้น ถ้าใช้กรณีศึกษาปี 2554 และในอดีตมาประมวลข้อมูล จะเห็นว่าประเทศไทยมีปัญหาน้ำท่วมมาตลอด ปี 2553 น้ำท่วมโคราช ลพบุรี หาดใหญ่ ปี 2554 ท่วมภาคกลางและกรุงเทพฯ ถ้าปี 2555 น้ำไม่ท่วม อนาคตอาจท่วมได้ ต้องวางระบบป้องกันและมาตรการไว้ให้พร้อมรับมือตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และท้ายน้ำ   รวมถึงจะต้องเฝ้าระวังเมื่อใดปริมาณน้ำไหลผ่าน จ.นครสวรรค์ ด้วยความเร็ว 3,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะเกิดน้ำล้นตลิ่ง  เป็นสัญญาณเกิดเหตุจะต้องวางแนวทางป้องกันให้ทันท่วงที จังหวัดในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างต้องเฝ้าดูเฝ้าระวัง
“ปีนี้จะเกิดน้ำท่วมซ้ำหรือไม่ เห็นว่ามีโอกาสจะท่วมอีก หากมีพายุลูกใหญ่ๆ มาติดๆ กัน แล้วมีปัจจัยเร่งให้น้ำจากเหนือลงมาเร็วด้วย เพราะน้ำค้างทุ่งมีเยอะในภาคเหนือ กลาง โดยเฉพาะในพื้นที่เกษตร ภาครัฐต้องเร่งสูบและระบายออกจากพื้นที่ อย่าช้า ปี 54 น้ำท่วมใหญ่ เราประมาทไม่ได้แล้ว สภาวะอากาศก็แปรปรวน จะผันน้ำ ระบายน้ำอย่างไรต้องมีแผนงานชัดเจน และรัฐต้องร่วมกับชุมชนวางแผน” อาจารย์ธเนศกล่าว
ในประเด็นแนวทางป้องกันน้ำท่วมธรรมศาสตร์ รังสิต นักวิชาการด้านวิทยาศาสตร์มีความเห็นสอดคล้องกับ อ.ปริญญา โดยเสนอรูปแบบการผ่อนปรนหรือยอมให้น้ำไหลผ่านเข้ามาในพื้นที่ได้ในบางบริเวณ เพราะไม่ไปฝืนหรือต้านธรรมชาติการไหลของน้ำ น้ำที่ยอมให้ไหลผ่านไม่ใช่ระดับอกหรือมิดหัว แต่ความสูงไม่เกิน 20 เซนติเมตร ต้องดูจากข้อมูลความสูงต่ำของพื้นที่ มาคำนวณหาปริมาตรน้ำว่ามีจำนวนเท่าไหร่ และกำหนดทิศทางการไหลผ่านลงสู่แม่น้ำหรือลำคลอง จึงต้องมีข้อมูลคูคลองและแม่น้ำที่อยู่ใกล้ๆ มาประกอบการวางระบบระบายน้ำด้วย เพื่อคำนวณหาขนาดของปั๊มน้ำ จำนวน และตำแหน่งการติดตั้งว่าจะสูบน้ำออกจากพื้นที่ได้ในบริเวณไหน ใช้เวลาสูบนานเท่าไหร่
แต่ระยะสั้น มธ.ต้องปรับปรุงคันดินกั้นน้ำให้สมบูรณ์และแข็งแรง ขุดลอกคูคลองภายในไม่ให้ตื้นเขิน และซ่อมแซมที่เสียหาย น้ำอาจจะกลับมาท่วมอีกในปีนี้ การย้ายอุปกรณ์ที่สำคัญและมีมูลค่าสูงไว้ในพื้นที่สูงถูกต้องแล้ว ทางวิศวกรรมสามารถทำได้ จะใช้การเพิ่มความแข็งแรงของพื้นและการรับน้ำหนัก  จะต้องอยู่กับน้ำให้ได้
“ถ้า มธ.คิดสู้น้ำ ป้องกันไม่ให้เข้าพื้นที่ทั้งหมดทำไม่ไหวและจะมั่นใจได้ยังไง โซ่หนึ่งเส้นถ้ามันหลุดไปข้อเดียวก็ขาดเหมือนกัน มธ.กั้นหมด แต่ชาวบ้านรอบน้ำท่วมหมด หากไม่ให้ใช้เป็นศูนย์พักพิง ชาวบ้านรื้อทำลายแนวป้องกันก็จบ ธรรมศาสตร์ควรเป็นศูนย์กลางในการศึกษาและวางแผนกำหนดทิศทางการไหลผ่านของน้ำใน จ.ปทุมธานีลงแม่น้ำ จะทำยังไงให้น้ำที่หลงทางมากลับเข้าเส้นทางระบายน้ำให้เร็วที่สุด โดยใช้ความรู้ความสามารถของนักวิชาการช่วยกันให้เกิดภาคปฏิบัติออกมา น่าจะเป็นผลดีที่สุด”

 

รับมือสู้อุทกภัย 55 ในมุมมอง “ปราโมทย์ ไม้กลัด” 2012/05/17

http://www.thaipost.net/node/51762

29 January 2555

มหาอุทกภัยปี 2554 ที่ผ่านมา บ้านเมืองเสียหาย ผู้คนเดือดร้อนลำบากจากมวลน้ำที่เคลื่อนเข้าถล่มจากทุกสารทิศ ทำให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องเร่งวางแผนป้องกันเพื่อไม่ให้น้ำท่วมใหญ่เกิดซ้ำอีก ประเด็นสำคัญในระยะเวลาเร่งด่วนเหลือเวลาเตรียมตัวรับมืออุทกภัยปีนี้อีกเพียง 4 เดือน รัฐบาลและหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้เดินหน้าตามแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำของกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) จึงต้องไปดำเนินงานปรับปรุงแก้ไขฟื้นฟูระบบป้องกันน้ำท่วมที่มีอยู่ให้สมบูรณ์
แนวพระราชดำริและการบริหารจัดการน้ำของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นแนวทางที่ดีในการจัดการน้ำอุทกภัยบริเวณกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน กรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา บรรยายเกี่ยวกับหลักการทรงงานแก้ไขปัญหาอุทกภัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมถึงเปิดประเด็นการรับมือสู้อุทกภัยในแง่มุมที่จำเป็นต้องฟังกลางเวทีสาธารณะอาทรเสวนา “อภิมหาโปรเจ็กต์ สู้น้ำ : คิดดี คิดชอบ คิดรอบ หรือยัง?” ที่ทางสถาบันเอเชียศึกษาร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า โดยนักศึกษาหลักสูตรการเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ 3 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2555
ปราโมทย์ ไม้กลัด กล่าวว่า น้ำท่วมในอดีตที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลได้รับผลกระทบรุนแรงคือ ปี 2485 เป็นน้ำท่วมใหญ่มหาอุทกภัยที่ยังอยู่ในความทรงจำของคนจำนวนมาก เรือกสวนไร่นา พืชผลเสียหาย เพราะน้ำท่วมขังแช่อยู่นานหลายเดือน แต่สมัยนั้นไม่มีการเก็บข้อมูลปริมาณน้ำฝนและปริมาณน้ำเหนือที่ไหลบ่า แต่ในระยะ 35 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพฯ และปริมณฑลได้ผลกระทบจากน้ำท่วมรุนแรง 11 ปี รวม 11 ครั้ง พระองค์ทรงงานแก้ไขปัญหาอุทกภัยมาก ทรงห่วงใยการเกิดอุทกภัยและน้ำท่วมขังที่เกิดขึ้นแทบทุกปี ได้พระราชทานพระราชดำริให้หาทางบรรเทาแก้ไขน้ำท่วมด้านตะวันออกของกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี 2523
“พระราชดำริของพระองค์เมื่อปี 2523 เป็นหลักคิด หลักทำที่ถูกต้อง โดยทรงแนะนำให้เร่งระบายน้ำออกสู่ทะเลผ่านตามคลองต่างๆ ด้านตะวันออกของกรุงเทพฯ กำหนดให้เขตพื้นที่สีเขียว (Green Belt) ในพื้นที่ด้านตะวันออกของกรุงเทพฯ  แปรสภาพได้เมื่อมีน้ำหลาก เป็นทางระบายน้ำ สร้างระบบป้องกันน้ำท่วมในเขตชุมชนของกรุงเทพฯ ขยายทางน้ำในจุดที่ผ่านทางหลวงหรือทางรถไฟ”
ส่วน พ.ศ.2526 เกิดน้ำท่วมในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นบริเวณกว้าง ได้เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรพื้นที่น้ำท่วมด้วยความสนพระราชหฤทัยและห่วงใย 6 ครั้ง เมื่อทรงสำรวจเสร็จก็ทรงมีพระราชดำริว่าควรจะบรรเทาปัญหาและวางยุทธศาสตร์สำคัญ คือ ให้เร่งระบายน้ำลงสู่ทะเลด้วยวิธีต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ เร่งสร้างทำนบกั้นน้ำในคลองแสนแสบ คลองประเวศบุรีรมย์ และคลองสำโรง เพื่อกั้นน้ำไม่ให้เข้าเขตเศรษฐกิจกรุงเทพฯ ชั้นใน หรือให้เข้าในปริมาณน้อย
พ.ศ.2533 ระหว่างวันที่ 3-5 ตุลาคม มีพายุเข้าไทยเกิดฝนตกหนักภาคกลางตอนล่างเหนือกรุงเทพฯ พระองค์พระราชทานพระราชดำริถึงการระบายน้ำท่วมขังจากพื้นที่ปริมณฑลกรุงเทพฯ ด้านตะวันออกลงสู่แนวล่างเพื่อระบายลงทะเลมีปัญหา เพราะมีถนนหลายสาย ทางรถไฟ หมู่บ้านจัดสรร และโรงงานจำนวนมากขวางทางน้ำไหล เดิมเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ให้เร่งแก้ไขโดยด่วน ควรจะสร้างประตูระบายน้ำที่ชายทะเลและโรงสูบน้ำเพิ่ม ขุดลอกคูคลองทุกสาย กำหนดให้หมู่บ้านจัดสรรสร้างเว้นช่องทางน้ำไหลตามแนวเหนือ ใต้ เป็นระยะๆ และต้องศึกษาทางระบายน้ำฉุกเฉิน เรียกว่า Green Belt ขนาดกว้าง 1-2 กิโลเมตร ตามที่ทรงพระราชทานหลักคิดไว้เมื่อ 6-7 ปีนั้น มีลู่ทางทำได้หรือไม่ ถ้าจะทำ Green Belt ต้องไม่ให้สิ่งกีดขวาง และให้ทำนาเท่านั้น
“เราต้องเรียนรู้ภัยธรรมชาติ แล้วใช้ภัยธรรมชาติเป็นครูที่จะสอนเรา พระองค์พระราชทานเมื่อ 4 ธันวา 2533 ในปี 2538 พายุดีเปรสชันหลายลูกเข้าไทย น้ำท่วมรุนแรงมามากกว่าทุกปีในอดีต ให้เร่งระบายน้ำออกจากทุ่งด้านตะวันออกของกรุงเทพฯ  ไปลงแม่น้ำบางปะกงหรือลงทะเลโดยตรง ไม่ใช่กั้นไว้ ต้องจัดการให้มวลน้ำไหลคล่องๆ เน้นระบายไปตามฟลัดเวย์ ซึ่งเป็นพื้นที่สมัยรัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 ได้มีพระบรมราชโองการเวนคืนไว้แล้ว 30,000-40,000 ไร่ เป็นแนวทางน้ำไหลบ่าได้ตามธรรมชาติ ปัจจุบันมีสิ่งกีดขวางต้องไปจัดการ รวมถึงทรงให้พิจารณาทำโครงการแก้มลิงทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา” ได้ฟังอาจารย์ปราโมทย์เล่าก็ยิ่งคลางแคลงใจเหตุใดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงได้ไม่ดำเนินการตามแนวพระราชดำริในปีต่างๆ ที่พระราชทานมาขยายผลอย่างจริงจัง จะได้ไม่สูญเสียจากน้ำท่วมใหญ่ปี 2554
สำหรับการจัดการปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ และปริมณฑลนั้น จำเป็นต้องมีระบบป้องกันน้ำท่วมที่มีประสิทธิภาพ ผู้รู้ผู้นี้ยืนยันในหลักคิดหลักทำของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องนำมาขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงยึดยุทธศาสตร์สู้ภัยเป็นหลัก มีมาตรการที่เหมาะสมและบูรณาการกันชัดเจน
อาจารย์ปราโมทย์เน้นย้ำว่า หลักสำคัญต้องมีมาตรการควบคุมระดับน้ำอุทกภัยในแม่น้ำเจ้าพระยาไม่ให้ล้นตลิ่งที่บริเวณ อ.บางปะอิน จ.อยุธยา ที่พูดจะขับเคลื่อนถึงนครสวรรค์ อย่าเพิ่ง ปีนี้เอาแค่อยุธยาก่อน แล้วน้ำอุทกภัยที่มากล้นตลิ่งให้ไหลไปตามฟลัดเวย์ ตามแนวที่เหมาะสมสามารถจัดการได้ ตามพระราชดำริ ส่วนสิ่งก่อสร้างของฟลัดเวย์ มีลักษณะยังไงขึ้นอยู่กับการศึกษาวิเคราะห์ทางวิศวกรรม และการมีส่วนร่วมของสังคม แต่ละคนพูดกันเจื้อยแจ้ว การทำต้องใช้เวลาศึกษาเพื่อให้การแก้ปัญหายั่งยืน ส่วนงานคันกั้นน้ำต้องการเพียงเล็กน้อย ไม่ใช่ระดับคันสูงมากมาย เพราะเมื่อมีฟลัดเวย์ที่สมบูรณ์แล้ว จะลดผลกระทบหรือแทบไม่มีผลกระทบเลยระหว่างชาวบ้านด้านหน้าและด้านหลังคันกั้นน้ำ
“พื้นที่กรุงเทพฯ ทั้งตะวันออกและตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงจังหวัดในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างถึงอยุธยา จะปลอดจากปัญหาน้ำท่วมรุนแรงต้องมีทางระบายน้ำฉุกเฉินตามแนวพระราชดำริ อย่ากักกั้น แต่หากจำเป็นต้องกักกั้น ให้เร่งระบายลงสู่ทะเลโดยเร็ว ต้องศึกษาวิเคราะห์ เรื่องเงินล้านล้านบาทไว้ทีหลัง ตอนนี้แนวคิดแนวทางยังไม่ตกผลึก ยังไม่รู้จะทำอะไรเลย แต่นายกรัฐมนตรีแถลงแผนแม่บทจัดการน้ำแล้ว ทางน้ำอุทกภัยผ่านต้องศึกษาและออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ จ้างบริษัทที่ปรึกษา หาข้อยุติ รวมถึงจัดการความขัดแย้งในพื้นที่ เชื่อมั่นแก้ไขได้ ขอให้ทำ ไม่ใช่คิดแค่เป็นแผนในกระดาษ จะขับเคลื่อนอย่างไรนั้นสำคัญ”
วิกฤติน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ปัญหาสำคัญอาจารย์ปราโมทย์บอกเกิดจากหน่วยงานรัฐบริหารจัดการน้ำแบบปกติภายในสภาวการณ์ที่ไม่ปกติ ไม่มีแผนป้องกันและรับมือ ข้อมูลน้ำมีแต่ไม่ใช่บริหารจัดการน้ำล่วงหน้า ต้นเดือนกันยายนน้ำล้นตลิ่งแม่น้ำเจ้าพระยาที่ จ.นครสวรรค์ ยังปฏิบัติหน้าที่แบบเดิม ไม่เฉลียวใจ เวลาผ่านไปน้ำล้นตลิ่งบ่าทุ่ง จ.ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา มวลน้ำกระทุ้งมาเรื่อยๆ ไม่หยุดยั้ง จนกระทั่งน้ำเข้ากรุงเทพฯ นี่คือจุดอ่อน อย่าโทษพายุไหหม่า นกเต็น เนสาด นาลแก อุทกภัยครั้งนี้เกิดจากเราบริหารสภาวะวิกฤติไม่เป็น จนกลายเป็นมหาอุทกภัยครั้งประวัติศาสตร์ แม้จะมีการตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) แต่บริหารจัดการน้ำแบบไร้ทิศทาง จนเกิดความโกลาหล อีกจุดอ่อนเป็นเรื่องการบริหารจัดการข้อมูลความเสี่ยงตั้งแต่แรก ต้องแปลงปริมาณฝนเป็นปริมาณน้ำท่า ปริมาณน้ำไหลผ่าน จ.ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพราะอุทกภัยเกิดจากน้ำล้นตลิ่งบ่าทุ่ง ต้องแจ้งข้อมูลข่าวสารสำคัญกับประชาชน ไม่ใช่เผยแพร่ในเว็บไซต์เพียงอย่างเดียว
ข้อสำคัญเหลือเวลาเตรียมรับมือน้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นในปี 2555 อีกไม่มาก ขณะที่ประเทศไทยไม่มีความพร้อมทั้งในเรื่องอุปกรณ์และเครื่องมือป้องกันน้ำท่วมขนาดใหญ่ อาจารย์ปราโมทย์บอกว่า สิ่งสำคัญต้องตั้งสติเมื่อน้ำมา และให้ความสำคัญกับการกระจายน้ำเข้าทุ่งทั้งทางฝั่งตะวันออกและตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยใช้หลักเฉลี่ยน้ำ เพื่อลดระดับปริมาณน้ำไหลผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา
“การเฉลี่ยน้ำนั้นสำคัญ กรมชลประทานต้องบอกกล่าวประชาชน อย่าให้เกิดความตื่นตระหนก จากนี้ไปองค์กรท้องถิ่นต้องไปให้ความรู้กับผู้คน รวมถึงยึดยุทธศาสตร์การปรับตัวอยู่กับธรรมชาติอย่างปลอดภัย ถ้าท้องถิ่นไม่ยอมให้ใช้พื้นที่รับน้ำ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลต้องไปเจรจา เรื่องค่าชดเชย ค่าตอบแทน ถ้าจะเป็นพื้นที่รับน้ำผู้ว่าราชการจังหวัดนั้นต้องทำให้งานไปในแนวทางเดียวกัน ไม่ใช่จังหวัดผมไม่ต้องการน้ำ ต้องวางเป้าหมาย ไม่ใช่ถกเถียงแสดงอาณาเขตจังหวัดปกป้องน้ำ พอเกิดน้ำท่วมจริงต่างพื้นที่ต่างป้องกันน้ำท่วม”
อาจารย์ปราโมทย์ยังพูดถึงประเด็นเขื่อน ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากอุทกภัยปีที่ผ่านมาด้วยว่า เวลานี้ระดับน้ำในเขื่อน 3 แห่งหลักๆ ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนแควน้อย เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ น้ำยังเกือบเต็มความจุ ซึ่งในช่วงหน้าแล้ง 5 เดือน ต้องเร่งพร่องน้ำให้เกษตรกรทำไร่ทำนา เมื่อเข้าหน้าฝนระดับน้ำจะอยู่ในภาวะต่ำ ปี 2554 ถูกตำหนิเรื่องการพร่องน้ำ เป็นบทเรียนที่ต้องเรียนรู้และป้องกันน้ำท่วม หน่วยงานต้องมีแผนการจัดการกระจายน้ำที่ชัดเจน
ในช่วงท้ายของเวที อาจารย์ปราโมทย์กล่าวด้วยว่า ตอนนี้เห็นแต่แผนแม่บทในกระดาษของรัฐบาล มีการประกาศเงินงบประมาณชัดเจน แต่ไม่เห็นแผนการดำเนินการระบายน้ำป้องกันน้ำท่วม ฉะนั้น หมู่บ้าน ชุมชน และเขตเทศบาล ในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมหรือประสบภัยน้ำท่วมหลายปีที่ผ่านมา หากจะเร่งทำแนวกำแพงกั้นน้ำ ที่เรียกว่า ‘ระบบปิดล้อม’ ซึ่งไม่กีดขวางทางน้ำ คงจะไม่เลวร้ายนัก โดยระดับความสูงขึ้นกับสภาพพื้นที่และให้เหนือระดับน้ำที่ท่วมในปีนี้ เพราะจะไม่มีประวัติศาสตร์น้ำท่วมปีไหนสูงเกินปี 2554 ดังนั้น อย่าไปคาดหวังกับแผนบริหารจัดการน้ำท่วมแบบยั่งยืนของรัฐบาล.

 

คลองสวยน้ำใสถวายในหลวง ปี 5 ชวนเรียนรู้ ‘พอเพียงตาม…พ่อ’ 2012/05/17

http://www.thaipost.net/node/51763

29 January 2555

เมื่อวันที่ 24 มกราคมที่ผ่านมา ณ อาคารศาลากลางจังหวัดนนทบุรี (ใหม่) มีแถลงข่าวการจัดงาน “คลองสวย น้ำใส ถวายในหลวง” ขึ้น ซึ่งในปีนี้จังหวัดนนทบุรีได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน อาทิ องค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี  สมาคมผู้ประกอบวิชาชีพบริหาร และห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ จัดงานสนองแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
วิเชียร พุฒิวิญญู ผู้ว่าฯ นนทบุรี กล่าวว่า ปีนี้โครงการได้ดำเนินงานเป็นปีที่ 5 เราจะต่อยอดและปลูกจิตสำนึกในการดูแลและแก้ไขปัญหาน้ำเสียที่เกิดขึ้น เน้นสร้างเยาวชนใน จ.นนทบุรี ให้เป็นผู้นำดูแลและรักษ์น้ำ ได้เรียนรู้และซึมซับ เกิดการบ่มเพาะนิสัยรักสิ่งแวดล้อม ต่อไปพวกเขาจะเป็นผู้ขับเคลื่อนขยายผลไปเรื่อยๆ เยาวชนเปรียบเสมือนผ้าขาว หากผู้ใหญ่นำสิ่งดีๆ ที่มีสีสันสวยงามไปวาดลงบนผ้าขาวเหล่านั้น จะเกิดเป็นผ้าที่สวยงามควรค่าแก่การเก็บรักษา เช่นเดียวกับการบ่มนิสัยให้พวกเขารักสิ่งแวดล้อมที่อยู่ตั้งแต่วัยเยาว์ จะซึมซับและเกิดเป็นนิสัย เพราะเด็กปรับนิสัยและพฤติกรรมง่ายกว่าผู้ใหญ่ พวกเขาจะเป็นขับเคลื่อนให้โครงการนี้เดินหน้าไปอย่างต่อเนื่อง “เราใช้กลยุทธ์ให้เด็กซึมซับปรับพฤติกรรม ซึ่งเด็กจะกลับมากดดันผู้ปกครองที่ยังมีพฤติกรรมทำลายสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะน้ำ ที่จำเป็นต้องอุปโภคและบริโภคอยู่ทุกวัน แต่กลับไม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญ อีกประการจากน้ำท่วมใหญ่ที่เกิดขึ้น ขยะที่อุดตันตามท่อ ขวางทางเดินน้ำ ทำให้น้ำท่วมขัง เพราะระบายน้ำไม่ทัน  เราเชื่อมโยงกิจกรรมให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบันด้วย  เกิดความเข้าใจได้ง่ายขึ้น” พ่อเมืองนนท์เน้นย้ำ
วิเชียรกล่าวต่ออีกว่า โครงการที่ผ่านมาเป็นไปตามเป้าที่เราตั้งไว้ โดยได้รับความร่วมมือจากโรงเรียนในจังหวัดด้วยดี  นอกจากนั้น การศึกษาเอกชนนนทบุรียังร่วมสานงานแก้ปัญหาน้ำเสียในคูคลองและสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ซึ่งผลที่ได้น่าพอใจ เรามีสำนักงานสถิติจังหวัดคอยติดตามประเมินผล สิ่งที่ได้รับรายงานกลับมาก็คือ พฤติกรรมของเด็กๆ ที่มีต่อผู้ใหญ่ใกล้ตัว  หากเขาเห็นว่าการกระทำบางอย่างที่เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม ก็จะทักหรือห้ามขึ้นมาทันที ก็เป็นไปตามกลยุทธ์กดดันผู้ใหญ่ให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่ดีได้
สำหรับกิจกรรมในโครงการ “คลองสวยน้ำใสถวายในหลวง” ในปีนี้ ใช้ชื่อตอนว่า “พอเพียง…ตามพ่อ” ได้รับความร่วมมือด้านสถานที่จัดงานจากห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ ณ บริเวณแจ้งวัฒนะฮอลล์ จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 11-12 กุมภาพันธ์ 2555 ภายในงานจะมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย  แบ่งเป็นสถานีต่างๆ อาทิ สถานีนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ปีนี้เป็นปีมหามงคลเฉลิมพระชนพรรษา 7 รอบ 84 พรรษา สถานีแห่งนี้น้อมนำปรัชญาที่พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด โดย“ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาที่ทรงแนะ ตั้งแต่ก่อนวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ
สถานีนิทรรศการด้านสิ่งแวดล้อม โดย อบจ.นนทบุรี ชูเรื่อง “บ้านแห่งพอเพียง” จำลองตัวอย่างบ้านที่ดำเนินชีวิตด้วยความพอเพียงนำวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินชีวิต ถัดมาสถานีการเรียนรู้ “พอเพียงตาม…พ่อ” นำแนวความคิดสร้างสรรค์จากเยาวชนนนทบุรี 4 ระดับชั้น ได้แก่ อนุบาล, ประถม, มัธยมและอาชีวะ นำเสนอการดำเนินการตาม “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” รูปแบบต่างๆ อาทิ ซูเปอร์มาร์เก็ตพอเพียง มีการโชว์ผลงานสร้างสรรค์ของเยาวชนโดยการนำวัสดุเหลือใช้มาทำเป็นชุดต่างๆ มีโชว์ในงานนี้เท่านั้น
นอกจากนี้ยังมี “สถานีอนุรักษ์น้ำ” มีกังหันชัยพัฒนามาแสดง, สถานีรักษ์ต้นไม้ เพื่อให้เด็กรุ่นใหม่เห็นคุณค่าของต้นไม้ เพราะการปลูกต้นไม้จะเป็นการสร้างแหล่งน้ำให้กับประเทศ, สถานีไฟฟ้ามีคุณภาพใช้อย่างพอเพียง โดยจัดแสดงนิทรรศการและสาธิตการใช้ไฟแบบประหยัด โดยทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตและการไฟฟ้านครหลวงจะนำของโชว์ชิ้นใหญ่มาให้เด็กได้ทดลองใช้จริง เพื่อเรียนรู้และเข้าใจถึงการอนุรักษ์พลังงาน
“เหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาทำให้คนตระหนักและรักสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ในปีนี้จึงเหมือนกับเหล็กที่กำลังร้อน เราต้องรีบตี ครูอาจารย์ช่วยกันคิด พร้อมปลูกฝังค่านิยมให้เด็กรักษ์สิ่งแวดล้อม ไม่ทิ้งของเน่าเสียในคูคลอง เมื่อเด็กมีจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมแล้ว เขาเป็นฟันเฟืองสำคัญบอกกล่าวผู้ปกครองและผู้ใหญ่ ไม่ให้เพิกเฉยละเลยดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม เมื่อสิ่งแวดล้อมในถิ่นที่เราอยู่ดี ผู้คนไม่ละทิ้งไปอยู่ที่อื่น” วิเชียรกล่าว โดยคาดว่าผลที่จะได้รับจากการจัดงานจะเสริมสร้างให้นนทบุรีเป็นเมืองที่น่าอยู่อาศัยของคนทุกระดับ ตามวิสัยทัศน์การพัฒนาที่กำหนดไว้ว่า “นนทบุรีที่อยู่อาศัยชั้นดีของคนทุกระดับ พร้อมสรรพธุรกิจภาคบริการที่ได้มาตรฐาน” ที่มีผลต่อการดำเนินวิถีชีวิตและวัฒนธรรมประเพณีที่งดงามของคนนนทบุรีและผู้คนสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ให้ดำรงคงอยู่คู่ผืนแผ่นดินไทยเป็นมรดกให้กับลูกหลานตลอดไป.