http://www.thaipost.net/sunday/200512/57065
20 May 2555
ตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อ 24 มิ.ย.2475 หรือ 80 ปีที่ผ่านมา ระบอบประชาธิปไตยของไทยได้ผ่านการล้มลุกคลุกคลานหรือผ่านความขัดแย้งความรุนแรงมาอย่างโชกโชน มีผู้คนบาดเจ็บล้มตายไปมากมาย
หากเปรียบระบอบประชาธิปไตยเป็นมนุษย์คนหนึ่งก็ถือว่าโตเป็นผู้ใหญ่ที่ใกล้ลงโลงแล้ว แต่ในความเป็นจริง “ประชาธิปไตย” ที่ว่ายังไปไม่ถึงไหน กลับวนเวียนอยู่กับประเด็นข้อเรียกร้องเดิมๆ แถมยัง “ติดหล่มความขัดแย้งทางการเมือง” ที่ยังหาทางออกไม่ได้
ในระยะเวลาที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ทางการเมืองสำคัญๆ ที่คิดว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในเชิงคุณภาพ ทำให้ระบอบประชาธิปไตยลงหลักปักฐานในสังคมให้มั่นคงและยั่งยืนได้ โดยเฉพาะเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 ที่ขบวนการนักศึกษาประชาชนลุกขึ้นขับไล่เผด็จการ “ถนอม-ณรงค์-ประภาส” จนได้รับชัยชนะ แต่ชัยชนะดังกล่าวต้องมาสะดุดลงในเหตุการณ์ล้อมปราบ เมื่อ 6 ตุลา 19 นักศึกษาต้องหนีเข้าป่าจับอาวุธลุกขึ้นสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) หลังสถานการณ์คลี่คลายเข้าสู่ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ ก็มาเกิดรัฐประหารเมื่อ 23 ก.พ.34 อันนำไปสู่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535
หลังยุคพฤษภา’35 สังคมไทยได้พยายามสรุปบทเรียนทางการเมืองเพื่อไม่ให้การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ต้องสูญเปล่า มีการรณรงค์ปฏิรูปการเมืองจนเกิดรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน พ.ศ.2540 กำหนดให้มีโครงสร้างองค์กรอิสระตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน และเพิ่มความเข้มแข็งของฝ่ายบริหาร เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการบริหารตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาประชาชน
ผลพวงรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ได้สร้างผู้นำทางการเมืองที่เข้มแข็งเกิดขึ้นคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งได้บริหารประเทศได้ 5 ปี สังคมไทยก็ต้องมาเจอกับรัฐประหารอีกครั้งเมื่อ 19 ก.ย.49 และเป็นเงื่อนไขสำคัญนำไปสู่ความขัดแย้งถึงทุกวันนี้
ในยุคที่ ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี นอกจากประชาชนรากหญ้าคลั่งไคล้และชื่นชอบนโยบายประชานิยมแล้ว ผู้นำภาคประชาชนและภาคส่วนต่างๆ ชื่นชมและคาดหวังว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ ทักษิณ จะเปลี่ยนแปลงสังคมและนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาที่ก้าวหน้าได้
แต่เพียงไม่กี่ปี ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเติบโตมาจากการทำธุรกิจผูกขาดตัดตอน ก็เผยธาตุแท้ของ “ทุนสามานย์” ใช้อำนาจรัฐเอื้อผลประโยชน์ธุรกิจตัวเอง มีการทุจริตคอรัปชั่นอย่างมโหราฬ โดยใช้นโยบาย ประชานิยม หว่านล้อม ให้ประชนเคลิบเคลิ้มกับผู้นำประเทศ
ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งคนนี้ ยังใช้อำนาจแก้ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยเฉพาะการฆ่าตัดตอนในสงครามยาเสพติด 2,500 ศพ การอุ้มฆ่าในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จุดชนวนความรุนแรงมาถึงปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 5,000 ราย และยังมีการแทรกแซงกระบวนการยุติกรรมและสื่อมวลชนในหลายรูปแบบ หรือที่เรียกว่า “แทรกซึม แทรกแซง แทรกซื้อ”
นอกจากนี้ นายกฯ ทักษิณยังมีพฤติกรรมจาบจ้วงสถาบันต่างกรรมต่างวาระ จนทำให้ประชาชนสุดจะทนกับพฤติกรรมเหิมเกริมดังกล่าว รวมทั้งเครือข่ายแวดล้อมก็มีพฤติกรรมที่หมิ่นสถาบันมากขึ้น พฤติกรรมต่างๆ เหล่านี้ของผู้นำประเทศได้นำมาซึ่งกระแสต่อต้านอย่างกว้างขวางและเกิดความขัดแย้งกับผู้สนับสนุนรัฐบาล การรัฐประหาร 19 ก.ย. ที่หลายฝ่ายเชื่อว่าจะยุติความขัดแย้งลงได้ กลับทำให้ความขัดแย้งขยายวงกว้างและบาดลึกกว่าเดิม
ประชาชนผู้สนับสนุนทักษิณ และกลุ่มคนที่ปฏิเสธการรัฐประหาร ได้รวมตัวกันในนาม กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ชุมนุมเรียกร้องต่อต้านรัฐบาลที่มองว่าเป็นตัวแทนของคณะรัฐประหารมีการปะทะกันถึงเลือดตกยางออกหลายครั้ง โดยเฉพาะเหตุการณ์เดือน เม.ย.-พ.ค.53 มีประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐเสียชีวิตถึง 89 ราย
บรรดาผู้สนับสนุนทักษิณและนักวิชาการส่วนหนึ่งมองว่าต้นเหตุปัญหาทั้งปวงล้วนมาจากการรัฐประหารของกองทัพใช้รถถังฉีกรัฐธรรมนูญ จึงได้เสนอทางออกด้วยการล้มล้างผลพวงการรัฐประหาร 19 ก.ย. และล้างความผิดให้กับ อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ถึงขนาดเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เพียงเพื่อช่วยคนคนเดียว ด้วยการอ้างว่าเพื่อประชาธิปไตย
แนวทางดังกล่าวหาได้มีหลักวิชาการรองรับไม่ว่าทำไมต้องย้อนไปแค่ 19 ก.ย. เพราะต้นเหตุความขัดแย้งมีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้นำที่ใช้อำนาจเกินขอบเขตนำพาประเทศเข้าสู่วิกฤติ การตัดตอนประวัติศาสตร์อธิบายความจริงครึ่งเดียว จึงทำให้มองไม่เห็นบริบทความขัดแย้งทั้งหมด ขัดกับหลัก อิทัปจจัยตา ของพุทธศาสนา ที่อธิบายถึงสรรพสิ่งต่างๆ ล้วนมีความเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน
หากจะย้อนไปไกลกว่า 19 ก.ย. ในช่วงรัฐประหาร 23 ก.พ.34 จะพบว่า ถ้าไม่มีรัฐประหาร 23 ก.พ. ก็คงไม่มีดาวเทียมไทยคม คงไม่มีพรรคไทยรักไทย คงไม่มีนายกฯ ชื่อทักษิณ และคงไม่มีกลุ่ม นปช.ในปัจจุบัน เพราะ ทักษิณ ได้ก้มกราบหัวหน้าคณะรัฐประหารที่ชื่อ พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ จนได้สัมปทานดาวเทียมไทยคม ทำธุรกิจโทรคมนาคมกลายเป็นอัศวินคลื่นลูกที่สาม จนร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีถึงบัดนี้ ซึ่งทักษิณยังเคยยอมรับเอง ”ถ้าไม่มีบิ๊กจ๊อดก็คงไม่มีผมในวันนี้”
ดังนั้นจะเห็นว่า ทักษิณ ชินวัตร ได้เติบโตมาจากผลพวงการรัฐประหาร แต่ปัจจุบันบางคนกลับเชิดชูเขาว่าเป็นสัญลักษณ์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย การเรียกร้องประชาธิปไตยของเครือข่ายทักษิณจึงถูกต่อต้านจากประชาชนอีกฝ่ายว่าแท้จริงแล้วก็คือการต่อสู้เพื่อตัวบุคคลหรือเพื่อประโยชน์ของกลุ่มตัวเอง
ในขณะที่ประชาชนเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายในม็อบ ทักษิณ เคยประกาศว่า หากเสียงปืนแตก ตนเองจะกลับมาเดินนำหน้าประชาชน แต่สิ้นเสียงปืนสงบแล้วก็ไม่เห็นวี่แววว่าจะกล้ามาตามที่คุยโว
หลังเหตุการณ์ชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์เกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่รัฐ และมีการสลายผู้ชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พ.ค.53 มีประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐเสียชีวิต 89 ราย ทักษิณ ประกาศว่าประชาชนจะไม่ตายฟรี ต้องนำคนสั่งฆ่าประชานมาลงโทษตามกฎหมาย
แต่เมื่อ ทักษิณ ไม่สามารถหาช่องทางที่จะลบล้างความผิดของตัวเองได้ สุดท้ายก็ยอม “เกี้ยเซี้ย” กับกลุ่ม อำมาตย์ ภายใต้วาทกรรม “ปรองดอง” โดยหวังว่าจะช่วยให้ตัวเองพ้นความผิดได้ และเรียกร้องให้ญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวลืมอดีตเสียสละเพื่อส่วนรวม ไม่ไยดีต่อความรู้สึกประชาชนที่ร่วมต่อสู้กันมาแต่อย่างใด
ที่น่าสนใจ เว็บไซต์ไทยอีนิวส์ ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของคนเสื้อแดง ได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของคนเสื้อแดง เรื่อง “ความรู้สึกครบ 2 ปี 19 พฤษภา” พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 50 ระบุผิดหวัง : แลกเลือดให้เพื่อไทยตั้งรัฐบาล แต่ไปยอมอำมาตย์หมด รองลงมา ร้อยละ 20 สมใจ : ประเทศไทยไม่เหมือนเดิม อำมาตย์สูญเสียสถานะ ประชาชนกำหนดอนาคตชาติเอง ร้อยละ 14 สมหวัง : ไล่ประชาธิปัตย์สำเร็จ ตั้งรัฐบาลที่เราเลือกเอง ร้อยละ 9 แค้น : แลกเลือดแลกเนื้อมา ทักษิณ + เพื่อไทยทรยศ และร้อยละ 5 เสียเวลา : ไม่มีใครได้ประโยชน์ ขอความสงบคืนมา
นั่นคือความรู้สึกที่แท้จริงของคนเสื้อแดงกลุ่มหนึ่ง หรืออาจเรียกว่าเป็น “คนเสื้อแดงอิสระ” ที่ไม่ขึ้นตรงกับ ทักษิณ ขณะที่แกนนำคนเสื้อแดงบางคนกลับยอมศิโรราบให้กับ ทักษิณ โดยอ้างแนวทางปรองดองเพียงเพื่อแลกกับตัวเองได้เป็นรัฐมนตรี ได้เลื่อนชั้นจาก “ไพร่” เป็น “อำมาตย์”
2 ปีเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์ หากคนเสื้อแดงที่รักประชาธิปไตยอย่างแท้จริงน่าจะได้บทสรุปแล้วว่า ผู้นำสูงสุดของกลุ่มเสื้อแดง ที่ชื่อ ทักษิณ ชินวัตร นั้น หาได้มีสำนึกเพื่อประชาธิปไตยแต่อย่างใด ความเชื่อที่ว่าจะใช้ทักษิณเป็นเครื่องมือล้มอำมาตย์สร้างรัฐไทยใหม่นั้นอาจเป็นเพียงความฝันที่เลื่อนลอย เพราะ ทักษิณ รู้เท่าทันแกนนำเสื้อแดงที่หวังหลอกใช้เขาเช่นกัน และก็พร้อมจะสลัดทิ้งได้ทุกเมื่อหากเขาสมประโยชน์กับอำมาตย์ และทักษิณคงไม่ยอมให้ใครมีอำนาจเหนือพรรคเพื่อไทยที่ตนเองคือเจ้าของตัวจริง มาบงการชี้นิ้วแทนได้ และเขาเชื่อว่ามวลชนส่วนใหญ่ขึ้นตรงกับ ส.ส.ของพรรค โดยมีคนชื่อ ทักษิณ เป็น “แม่เหล็ก” และ “แม่ทัพ” ตัวจริง ไม่ได้ขึ้นตรงกับแกนนำ นปช.อย่างที่แกนนำคุยโว
ต้องยอมรับว่า เหตุการณ์พฤษภา ’35 ได้ปลุกให้สังคมตื่นตัวทางการเมือง และนำไปสู่การปฏิรูปการเมืองเป็นรูปธรรมระดับหนึ่ง จนเกิดรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ปี 2540 แต่เหตุการณ์เผาบ้าน-เผาเมือง แม้จะปลุกประชาชนรากหญ้าตื่นตัวทางการเมืองอย่างไม่เคยมีมาก่อน แต่ก็ยังไม่เห็นทิศทางว่าความตื่นตัวทางการเมืองดังกล่าวจะนำไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างการเมืองและโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำแต่อย่างใด
ทั้งนี้ คงเป็นเพราะกลุ่มประชาชนรากหญ้าดังกล่าวยังอยู่ภายใต้การบงการของพรรคการเมืองและนักการเมืองที่ยึดประโยชน์ตัวเองเป็นตัวตั้ง และยังใช้ประชาชนเป็น “เหยื่อ” เพื่อไต่เต้าไปสู่อำนาจรัฐเท่านั้น โดยเฉพาะการปลุกเร้าประชาชนนำไปสู่ความรุนแรง การเคลื่อนไหวที่คุกคามละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชนด้วยกัน ซึ่งกลับจะทำลายความชอบธรรมของตัวเองลงเรื่อยๆ
ดังนั้นประชาชนที่รวมกลุ่มภายใต้การบงการนักการเมืองจึงไม่ใช่ “ขบวนการประชาชน” ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมให้เกิดประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
20 ปี พฤษภา 35 – 2 ปีเหตุการณ์การเผาบ้าน-เผาเมือง ประชาธิปไตยของไทยจึงวนเวียนอยู่ที่เดิม แต่ซับซ้อนกว่าเดิม และยังไร้ทิศทางว่าปลายทางที่ฝันนั้นจะเป็นจริงเมื่อไหร่!.