ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน ปุ๋ย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

20ปีพฤษภาทมิฬ-2ปีเผาเมือง ‘ประชาธิปไตย’ยังไร้ทิศทาง 2012/05/26

http://www.thaipost.net/sunday/200512/57065

20 May 2555

ตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อ 24 มิ.ย.2475 หรือ 80 ปีที่ผ่านมา ระบอบประชาธิปไตยของไทยได้ผ่านการล้มลุกคลุกคลานหรือผ่านความขัดแย้งความรุนแรงมาอย่างโชกโชน มีผู้คนบาดเจ็บล้มตายไปมากมาย
หากเปรียบระบอบประชาธิปไตยเป็นมนุษย์คนหนึ่งก็ถือว่าโตเป็นผู้ใหญ่ที่ใกล้ลงโลงแล้ว แต่ในความเป็นจริง “ประชาธิปไตย” ที่ว่ายังไปไม่ถึงไหน กลับวนเวียนอยู่กับประเด็นข้อเรียกร้องเดิมๆ แถมยัง “ติดหล่มความขัดแย้งทางการเมือง” ที่ยังหาทางออกไม่ได้
ในระยะเวลาที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ทางการเมืองสำคัญๆ ที่คิดว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในเชิงคุณภาพ ทำให้ระบอบประชาธิปไตยลงหลักปักฐานในสังคมให้มั่นคงและยั่งยืนได้ โดยเฉพาะเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 ที่ขบวนการนักศึกษาประชาชนลุกขึ้นขับไล่เผด็จการ “ถนอม-ณรงค์-ประภาส” จนได้รับชัยชนะ แต่ชัยชนะดังกล่าวต้องมาสะดุดลงในเหตุการณ์ล้อมปราบ เมื่อ 6 ตุลา 19  นักศึกษาต้องหนีเข้าป่าจับอาวุธลุกขึ้นสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) หลังสถานการณ์คลี่คลายเข้าสู่ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ ก็มาเกิดรัฐประหารเมื่อ 23 ก.พ.34 อันนำไปสู่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535
หลังยุคพฤษภา’35 สังคมไทยได้พยายามสรุปบทเรียนทางการเมืองเพื่อไม่ให้การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ต้องสูญเปล่า มีการรณรงค์ปฏิรูปการเมืองจนเกิดรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน พ.ศ.2540 กำหนดให้มีโครงสร้างองค์กรอิสระตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน และเพิ่มความเข้มแข็งของฝ่ายบริหาร เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการบริหารตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาประชาชน
ผลพวงรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ได้สร้างผู้นำทางการเมืองที่เข้มแข็งเกิดขึ้นคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งได้บริหารประเทศได้ 5 ปี สังคมไทยก็ต้องมาเจอกับรัฐประหารอีกครั้งเมื่อ 19 ก.ย.49 และเป็นเงื่อนไขสำคัญนำไปสู่ความขัดแย้งถึงทุกวันนี้
ในยุคที่ ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี นอกจากประชาชนรากหญ้าคลั่งไคล้และชื่นชอบนโยบายประชานิยมแล้ว ผู้นำภาคประชาชนและภาคส่วนต่างๆ ชื่นชมและคาดหวังว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ ทักษิณ จะเปลี่ยนแปลงสังคมและนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาที่ก้าวหน้าได้
แต่เพียงไม่กี่ปี ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเติบโตมาจากการทำธุรกิจผูกขาดตัดตอน ก็เผยธาตุแท้ของ “ทุนสามานย์” ใช้อำนาจรัฐเอื้อผลประโยชน์ธุรกิจตัวเอง  มีการทุจริตคอรัปชั่นอย่างมโหราฬ โดยใช้นโยบาย ประชานิยม หว่านล้อม ให้ประชนเคลิบเคลิ้มกับผู้นำประเทศ
ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งคนนี้ ยังใช้อำนาจแก้ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยเฉพาะการฆ่าตัดตอนในสงครามยาเสพติด 2,500 ศพ การอุ้มฆ่าในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จุดชนวนความรุนแรงมาถึงปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า  5,000 ราย และยังมีการแทรกแซงกระบวนการยุติกรรมและสื่อมวลชนในหลายรูปแบบ หรือที่เรียกว่า “แทรกซึม แทรกแซง แทรกซื้อ”
นอกจากนี้ นายกฯ ทักษิณยังมีพฤติกรรมจาบจ้วงสถาบันต่างกรรมต่างวาระ จนทำให้ประชาชนสุดจะทนกับพฤติกรรมเหิมเกริมดังกล่าว รวมทั้งเครือข่ายแวดล้อมก็มีพฤติกรรมที่หมิ่นสถาบันมากขึ้น พฤติกรรมต่างๆ เหล่านี้ของผู้นำประเทศได้นำมาซึ่งกระแสต่อต้านอย่างกว้างขวางและเกิดความขัดแย้งกับผู้สนับสนุนรัฐบาล การรัฐประหาร 19 ก.ย. ที่หลายฝ่ายเชื่อว่าจะยุติความขัดแย้งลงได้ กลับทำให้ความขัดแย้งขยายวงกว้างและบาดลึกกว่าเดิม
ประชาชนผู้สนับสนุนทักษิณ และกลุ่มคนที่ปฏิเสธการรัฐประหาร ได้รวมตัวกันในนาม กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ชุมนุมเรียกร้องต่อต้านรัฐบาลที่มองว่าเป็นตัวแทนของคณะรัฐประหารมีการปะทะกันถึงเลือดตกยางออกหลายครั้ง โดยเฉพาะเหตุการณ์เดือน เม.ย.-พ.ค.53 มีประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐเสียชีวิตถึง 89 ราย
บรรดาผู้สนับสนุนทักษิณและนักวิชาการส่วนหนึ่งมองว่าต้นเหตุปัญหาทั้งปวงล้วนมาจากการรัฐประหารของกองทัพใช้รถถังฉีกรัฐธรรมนูญ จึงได้เสนอทางออกด้วยการล้มล้างผลพวงการรัฐประหาร 19 ก.ย. และล้างความผิดให้กับ อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ถึงขนาดเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เพียงเพื่อช่วยคนคนเดียว ด้วยการอ้างว่าเพื่อประชาธิปไตย
แนวทางดังกล่าวหาได้มีหลักวิชาการรองรับไม่ว่าทำไมต้องย้อนไปแค่ 19 ก.ย. เพราะต้นเหตุความขัดแย้งมีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้นำที่ใช้อำนาจเกินขอบเขตนำพาประเทศเข้าสู่วิกฤติ การตัดตอนประวัติศาสตร์อธิบายความจริงครึ่งเดียว จึงทำให้มองไม่เห็นบริบทความขัดแย้งทั้งหมด ขัดกับหลัก อิทัปจจัยตา ของพุทธศาสนา ที่อธิบายถึงสรรพสิ่งต่างๆ ล้วนมีความเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน
หากจะย้อนไปไกลกว่า 19 ก.ย. ในช่วงรัฐประหาร 23 ก.พ.34 จะพบว่า ถ้าไม่มีรัฐประหาร 23 ก.พ. ก็คงไม่มีดาวเทียมไทยคม คงไม่มีพรรคไทยรักไทย  คงไม่มีนายกฯ ชื่อทักษิณ และคงไม่มีกลุ่ม นปช.ในปัจจุบัน เพราะ ทักษิณ ได้ก้มกราบหัวหน้าคณะรัฐประหารที่ชื่อ พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ จนได้สัมปทานดาวเทียมไทยคม ทำธุรกิจโทรคมนาคมกลายเป็นอัศวินคลื่นลูกที่สาม จนร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีถึงบัดนี้ ซึ่งทักษิณยังเคยยอมรับเอง ”ถ้าไม่มีบิ๊กจ๊อดก็คงไม่มีผมในวันนี้”
ดังนั้นจะเห็นว่า ทักษิณ ชินวัตร ได้เติบโตมาจากผลพวงการรัฐประหาร  แต่ปัจจุบันบางคนกลับเชิดชูเขาว่าเป็นสัญลักษณ์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย  การเรียกร้องประชาธิปไตยของเครือข่ายทักษิณจึงถูกต่อต้านจากประชาชนอีกฝ่ายว่าแท้จริงแล้วก็คือการต่อสู้เพื่อตัวบุคคลหรือเพื่อประโยชน์ของกลุ่มตัวเอง
ในขณะที่ประชาชนเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายในม็อบ ทักษิณ เคยประกาศว่า หากเสียงปืนแตก ตนเองจะกลับมาเดินนำหน้าประชาชน แต่สิ้นเสียงปืนสงบแล้วก็ไม่เห็นวี่แววว่าจะกล้ามาตามที่คุยโว
หลังเหตุการณ์ชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์เกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่รัฐ และมีการสลายผู้ชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พ.ค.53 มีประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐเสียชีวิต 89 ราย ทักษิณ ประกาศว่าประชาชนจะไม่ตายฟรี ต้องนำคนสั่งฆ่าประชานมาลงโทษตามกฎหมาย
แต่เมื่อ ทักษิณ ไม่สามารถหาช่องทางที่จะลบล้างความผิดของตัวเองได้  สุดท้ายก็ยอม “เกี้ยเซี้ย” กับกลุ่ม อำมาตย์ ภายใต้วาทกรรม “ปรองดอง”  โดยหวังว่าจะช่วยให้ตัวเองพ้นความผิดได้ และเรียกร้องให้ญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวลืมอดีตเสียสละเพื่อส่วนรวม ไม่ไยดีต่อความรู้สึกประชาชนที่ร่วมต่อสู้กันมาแต่อย่างใด
ที่น่าสนใจ เว็บไซต์ไทยอีนิวส์ ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของคนเสื้อแดง ได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของคนเสื้อแดง เรื่อง “ความรู้สึกครบ 2 ปี 19  พฤษภา” พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 50 ระบุผิดหวัง : แลกเลือดให้เพื่อไทยตั้งรัฐบาล แต่ไปยอมอำมาตย์หมด รองลงมา ร้อยละ 20 สมใจ : ประเทศไทยไม่เหมือนเดิม อำมาตย์สูญเสียสถานะ ประชาชนกำหนดอนาคตชาติเอง ร้อยละ 14  สมหวัง : ไล่ประชาธิปัตย์สำเร็จ ตั้งรัฐบาลที่เราเลือกเอง ร้อยละ 9 แค้น : แลกเลือดแลกเนื้อมา ทักษิณ + เพื่อไทยทรยศ และร้อยละ 5 เสียเวลา : ไม่มีใครได้ประโยชน์ ขอความสงบคืนมา
นั่นคือความรู้สึกที่แท้จริงของคนเสื้อแดงกลุ่มหนึ่ง หรืออาจเรียกว่าเป็น “คนเสื้อแดงอิสระ” ที่ไม่ขึ้นตรงกับ ทักษิณ ขณะที่แกนนำคนเสื้อแดงบางคนกลับยอมศิโรราบให้กับ ทักษิณ โดยอ้างแนวทางปรองดองเพียงเพื่อแลกกับตัวเองได้เป็นรัฐมนตรี ได้เลื่อนชั้นจาก “ไพร่” เป็น “อำมาตย์”
2 ปีเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์ หากคนเสื้อแดงที่รักประชาธิปไตยอย่างแท้จริงน่าจะได้บทสรุปแล้วว่า ผู้นำสูงสุดของกลุ่มเสื้อแดง ที่ชื่อ ทักษิณ ชินวัตร นั้น หาได้มีสำนึกเพื่อประชาธิปไตยแต่อย่างใด ความเชื่อที่ว่าจะใช้ทักษิณเป็นเครื่องมือล้มอำมาตย์สร้างรัฐไทยใหม่นั้นอาจเป็นเพียงความฝันที่เลื่อนลอย เพราะ ทักษิณ รู้เท่าทันแกนนำเสื้อแดงที่หวังหลอกใช้เขาเช่นกัน และก็พร้อมจะสลัดทิ้งได้ทุกเมื่อหากเขาสมประโยชน์กับอำมาตย์ และทักษิณคงไม่ยอมให้ใครมีอำนาจเหนือพรรคเพื่อไทยที่ตนเองคือเจ้าของตัวจริง มาบงการชี้นิ้วแทนได้ และเขาเชื่อว่ามวลชนส่วนใหญ่ขึ้นตรงกับ ส.ส.ของพรรค  โดยมีคนชื่อ ทักษิณ เป็น “แม่เหล็ก” และ “แม่ทัพ” ตัวจริง ไม่ได้ขึ้นตรงกับแกนนำ นปช.อย่างที่แกนนำคุยโว
ต้องยอมรับว่า เหตุการณ์พฤษภา ’35 ได้ปลุกให้สังคมตื่นตัวทางการเมือง และนำไปสู่การปฏิรูปการเมืองเป็นรูปธรรมระดับหนึ่ง จนเกิดรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ปี 2540 แต่เหตุการณ์เผาบ้าน-เผาเมือง แม้จะปลุกประชาชนรากหญ้าตื่นตัวทางการเมืองอย่างไม่เคยมีมาก่อน แต่ก็ยังไม่เห็นทิศทางว่าความตื่นตัวทางการเมืองดังกล่าวจะนำไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างการเมืองและโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำแต่อย่างใด
ทั้งนี้ คงเป็นเพราะกลุ่มประชาชนรากหญ้าดังกล่าวยังอยู่ภายใต้การบงการของพรรคการเมืองและนักการเมืองที่ยึดประโยชน์ตัวเองเป็นตัวตั้ง และยังใช้ประชาชนเป็น “เหยื่อ” เพื่อไต่เต้าไปสู่อำนาจรัฐเท่านั้น โดยเฉพาะการปลุกเร้าประชาชนนำไปสู่ความรุนแรง การเคลื่อนไหวที่คุกคามละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชนด้วยกัน ซึ่งกลับจะทำลายความชอบธรรมของตัวเองลงเรื่อยๆ
ดังนั้นประชาชนที่รวมกลุ่มภายใต้การบงการนักการเมืองจึงไม่ใช่ “ขบวนการประชาชน” ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมให้เกิดประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
20 ปี พฤษภา 35 – 2 ปีเหตุการณ์การเผาบ้าน-เผาเมือง ประชาธิปไตยของไทยจึงวนเวียนอยู่ที่เดิม แต่ซับซ้อนกว่าเดิม และยังไร้ทิศทางว่าปลายทางที่ฝันนั้นจะเป็นจริงเมื่อไหร่!.

 

ยุติธรรมที่ล่าช้า คือความอยุติธรรม Justice delayed is justice denied คนละกรณี โหมปลุกแก้ 112 2012/05/26

http://www.thaipost.net/sunday/130512/56730

13 May 2555

ท่าทีของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี ตอกย้ำความชัดเจนอีกครั้งกับจุดยืนของรัฐบาลเพื่อไทยในเรื่องการแก้ไขหรือยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อ 11 พ.ค.2555
“ยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีนโยบายในเรื่องนี้ รัฐบาลเคยพูดไปแล้ว หน้าที่ของรัฐบาลคือเรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเป็นภาระเร่งด่วน”
กระแสการเสนอแก้ไขมาตรา 112 จากฝ่ายต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มคณะกรรมการรณรงค์แก้ไข มาตรา 112 (ครก.112) รวมถึงคนเสื้อแดง และนักการเมืองบางส่วน เกิดขึ้นอีกครั้งหลังการเสียชีวิตของนายอำพล หรือ “อากง” ผู้ถูกคุมขังในคดีความผิดตามมาตรา 112 เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา
ในยามนี้หลังมีบางฝ่ายหยิบยกคดีอากงขึ้นมาสนับสนุนเหตุผลในการแก้ไขมาตรา 112 ได้นำมาซึ่งความเห็นที่คัดค้านและสนับสนุนจากฝ่ายต่างๆ  อยู่ในเวลานี้
ฝ่ายเสื้อแดงชัดเจนที่สุดกับการเปิดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการของแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อวันศุกร์ที่  11 พ.ค.2555 ที่ผ่านมา อันเป็นการแถลงข่าวที่นำโดยนางธิดา ถาวรเศรษฐ  ประธาน นปช. ที่เรียกร้องขอให้รัฐบาลปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเป็นกรณีเร่งด่วน โดยยกการเสียชีวิตของนายอำพลขึ้นมาเป็นบทเรียนที่บอกว่าสังคมควรต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับเรื่องนี้
“เหตุการณ์นี้จะส่งผลต่อระบบยุติธรรมของไทย เนื่องจากต่างประเทศกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด ต้องทบทวนและแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน
กรณีนี้ผลพวงจาก ป.อาญา มาตรา 112 เป็นการตั้งข้อกล่าวหาที่รุนแรงและไม่ได้ประกันตัว จึงต้องมีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมก่อนที่จะเกิดความเสียหายไปมากกว่านี้ “
ขณะที่ทาง ครก.112 ก็ได้ออกแถลงการณ์เมื่อ 10 พ.ค.2555 เรื่อง ”ขอไว้อาลัยต่อการจากไปของนายอำพล หรืออากง เหยื่อมาตรา 112” โดยแถลงการณ์ดังกล่าวยังคงแสดงความชัดเจนว่าทาง ครก.112 จะเคลื่อนไหวในการแก้ไขมาตรา 112 ต่อไป
แม้จะไม่มีพรรคการเมืองไหนแม้แต่กับเพื่อไทย ที่มี ส.ส.เกินกึ่งหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎรอันสามารถผลักดันการแก้ไขกฎหมายได้ทันที แต่เพื่อไทยและทุกพรรคการเมืองก็ประกาศตรงกันว่าไม่เอาด้วยกับเรื่องแก้ไขมาตรา 112 อันเท่ากับดูแล้วประตูที่จะนำไปสู่การแก้ไขมาตรา 112 ในกระบวนการทางนิติบัญญัติตามที่ ครก.112 เรียกร้องแทบเป็นไปไม่ได้เลย
กระนั้น ครก.112 ก็แจ้งว่าในแถลงการณ์ดังกล่าว ในส่วนของการรวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 ตอนนี้ได้รายชื่อประชาชนมากกว่า 10,000 รายชื่อแล้ว อันเป็นจำนวนขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด แต่ ครก.112 จะทำอย่างไรต่อไปยังไม่ชัดในเรื่องนี้ แต่ได้ย้ำถึงเรื่องมาตรา 112 ไว้ในแถลงการณ์ตอนหนึ่งว่า
“เราหวังว่าประชาชนที่ได้ติดตามคดีของนายอำพลอย่างต่อเนื่อง และตระหนักถึงปัญหาของมาตรา 112 จะช่วยกันทำให้กฎหมายที่อยุติธรรมนี้ยุติการทำร้ายประชาชนเสียที แม้ว่าจะต้องใช้เวลานานก็ตาม”
จึงน่าติดตามไม่น้อยว่ากลุ่มคนเสื้อแดง – ครก.112 – กลุ่มคณาจารย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในชื่อ “นิติราษฎร์” รวมถึงประชาชนที่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ แล้วต่อจากนี้จะมีการขับเคลื่อนออกมาในทิศทางใดเพื่อให้เป้าหมายนี้สำเร็จ ภายใต้การพยายามบอกกับสังคมว่า มาตรา 112 จำเป็นต้องแก้ไขหรือแม้แต่ยกเลิก
ขณะที่ฝ่ายไม่เห็นด้วย และสนับสนุนการคงไว้ซึ่งมาตรา 112 ก็แย้งว่า ในอดีตที่ผ่านมาหลายสิบปี มาตรา 112 ก็คงมีตลอด แต่ก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับใคร แล้วทำไมต้องแก้ไขหรือยกเลิก หากไม่ได้ไปกระทำความผิด หรือมีเจตนาคิดจะกระทำผิด เพราะจู่ๆ จะมีใครไปดำเนินการเอาผิดมาตรา 112 ได้อย่างไร หากว่าไม่มีการล่วงละเมิดตามข้อห้ามในบทบัญญัติของกฎหมาย บนการตั้งข้อสงสัยว่า กลุ่มที่หนุนแก้ไขมาตรา 112 มีเจตนาหรือมุ่งหมายประการใดเป็นสำคัญ
จะเห็นได้ว่า ทั้งฝ่ายสนับสนุนแก้ไข 112 กับฝ่ายหนุนให้คงไว้ซึ่งมาตรา  112 จนถึงวันนี้ทั้ง 2 ฝ่ายก็ยังยืนหยัดในหลักการอันเหนียวแน่นของตัวเองอย่างคงที่
ยังดีที่ว่าความเห็นอันแตกต่างของฝ่ายหนุนกับฝ่ายคัดค้านในการแก้ไข  112 ยังคงไว้ซึ่งการแสดงบนหลักการของเหตุและผล ยังไม่มีการใช้ความรุนแรงมาเผชิญหน้ากัน แม้ก่อนหน้านี้จะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่เหมาะสมขึ้นบ้างหลายกรณี
อาทิ การที่พี่น้องฝาแฝดไปบุกต่อยทำร้ายร่างกาย ”วรเจตน์ ภาคีรัตน์” แกนนำกลุ่มนิติราษฎร์ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ อันเป็นพฤติกรรมที่สมควรต้องประณาม และไม่ควรเอาเยี่ยงอย่างกับการใช้ความรุนแรง เพื่อตอบสนองความคิดที่แตกต่างกันทางการเมือง
แต่ในส่วนของความรุนแรงอย่างอื่นที่เป็นการเผชิญหน้ากันของฝ่ายหนุนแก้ไข 112 กับฝ่ายคัดค้าน ก็ยังไม่มีอะไรนอกจากนั้น อันเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่ง  เพราะความคิดเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องการเมือง หรือทัศนคติทางการเมือง  เป็นธรรมดาที่ย่อมเห็นต่างกัน แต่ก็ควรคงไว้ซึ่งหลักการของการแสดงความคิดเห็นอย่างมีหลักการ ถกเถียงแย้งกันด้วยเหตุผล ไม่ใช้ความรุนแรง ต้องเคารพความคิดเห็นและให้เกียรติอีกฝ่ายด้วย
อย่างไรก็ตาม การจะโหมปลุกกระแสแก้ไข 112 ขึ้นมาอีกครั้ง ประเมินดูแล้ว หากฝ่ายการเมืองไม่เล่นด้วย โดยเฉพาะเพื่อไทยและรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ก็ยากที่เรื่องนี้จะได้เห็นผลในทางรูปธรรม
เพราะฝ่ายสมาชิกรัฐสภา ทั้งฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้านและสมาชิกวุฒิสภา ไม่มีใครอยากยุ่งกับเรื่องนี้ และมองว่าไม่เห็นมีความจำเป็นหรือความสำคัญอะไรที่ต้องแก้ไขมาตรา 112 ในเมื่อเรื่องสำคัญอื่นๆ เช่น ปัญหาความแตกแยกทางการเมือง การเดินหน้าสร้างความปรองดอง การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เป็นเรื่องที่ควรต้องรีบกระทำก่อน
ทำให้ประตูที่จะนำไปสู่การแก้ไขมาตรา 112 ที่ต้องทำผ่านขั้นตอนทางนิติบัญญัติ ถูกปิดประตูล็อกกลอนอย่างแน่นหนา แม้ฝ่ายหนุนแก้ไข 112 จะมองว่า หากเสียงเรียกร้องในเรื่องนี้มีจำนวนมาก ก็ย่อมทำให้ประตูที่ล็อกเอาไว้ วันหนึ่งก็ต้องถูกเปิดออก
แน่นอนว่าฝ่ายเสื้อแดงหรือ นปช.เอง ก็ย่อมมีหลายสาย อาจมีทั้งแดงที่ไม่ชอบประชาธิปัตย์ ไม่ชอบทหาร ต่อต้านการทำรัฐประหาร แต่ชื่นชมในตัวทักษิณ ชินวัตร จึงอยากให้ทักษิณกลับประเทศไทยอย่างเดียว ไม่ได้คิดเรื่องอื่นโดยเฉพาะเรื่อง 112
และเช่นกัน ก็มีเสื้อแดงซึ่งไม่ชอบเรื่องอำมาตย์ ต้องการเห็นความเท่าเทียมกันในสังคม แต่ก็เฉยๆ กับทักษิณและยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และไม่ได้ชอบพรรคเพื่อไทยอะไร แต่ที่มายืนฝั่งเดียวกับคนเสื้อแดงก็เพราะเห็นด้วยกับการแก้ไข 112 หนุนแนวคิดหลายอย่างตามที่นิติราษฎร์เสนอต่อสังคม
เมื่อฝ่ายรัฐบาลเพื่อไทยดูจะเพิกเฉยและไม่ตอบรับกับเรื่อง “แก้ไข 112” เพราะมองว่าเป็นเรื่องสุ่มเสี่ยงทางการเมือง จะเป็นเผือกร้อนทำให้รัฐบาลอายุขัยสั้นและเปิดแนวรบกับบางฝ่ายในสังคมโดยไม่จำเป็น
ก็ย่อมทำให้ฝ่ายที่หนุนเรื่อง 112 ย่อมผิดหวัง ไม่พอใจ ในรัฐบาลเพื่อไทยและแกนนำ นปช.หลายคนที่เพิกเฉยต่อเรื่อง 112 จนวันข้างหน้าก็พร้อมแยกทางกันเดินกับฝ่ายเพื่อไทยและแกนนำ นปช.ในค่ายเพื่อไทยได้ แต่จะถึงขั้นเป็นคนละฝ่ายกันกับรัฐบาลเพื่อไทยเลยหรือไม่ ตรงนี้ต้องดูกันยาวๆ ต่อไป
การกลับมาโหมกระแสแก้ไข 112 อีกรอบในยามนี้ แม้ดูแล้วว่ากันตามจริงก็คงเหมือนเดิม คือยากจะสำเร็จในเชิงรูปธรรม แต่ในแง่การทำให้สังคมพยายามคล้อยตามเห็นด้วยในบางมิติโดยเฉพาะการเน้นเรื่อง
ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความอยุติธรรม
ตรงนี้อาจมีผลระดับหนึ่งกับฝ่ายที่ดูจะเอาด้วยกับเรื่อง 112 อยู่แล้ว แต่อีกฝ่ายหนึ่งก็จะแย้งเรื่องรูปคดีอากงตั้งแต่ต้น จนถึงขั้นตอนการรักษาอาการเจ็บป่วยของอากง ว่าไม่ได้เกี่ยวกับศาลยุติธรรมหรือการตัดสินคดีใดๆ เพื่อต้องการให้แยกเรื่อง 112 กับเรื่องการเสียชีวิตของอากงออกจากกัน
อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวเรื่อง 112 ที่กลับมาอีกครั้ง ก็เป็นอีกมิติการเมืองที่ต้องจับตามองต่อไป.

ทีมข่าวการเมือง

 

ปู + เปรม” = แม้ว ยุทธการสาดน้ำปรองดอง “แดง” ถูกหลอกแดกอีกครั้ง? 2012/05/26

http://www.thaipost.net/sunday/290412/56076

29 April 2555

สภาวะอากาศร้อนแรงจนทำให้ควายถึงขั้นตับแตกตายนั้น คงไม่ใช่เรื่องธรรมดาที่จะเห็นกันอยู่เนืองนิตย์ในทุกฤดูร้อน เฉกเช่นเดียวกับกรณี “แผ่นดินลุกเป็นไฟ” ในหลายพื้นที่ หลายจังหวัดที่เกิดขึ้นแบบมิได้นัดหมาย
แม้ในทางวิทยาศาสตร์จะมีการอรรถาธิบายไว้ว่า พื้นที่ที่เกิดแผ่นดินลุกเป็นไฟนั้นเกิดขึ้นจากการสะสมของกองขยะหรือวัตถุเชื้อไฟอย่างขี้เลื่อยมานานหลายปีดีดัก และเมื่อเผชิญกับอากาศร้อนตับแลบในปัจจุบัน จึงก่อให้เกิดปฏิกิริยาไฟลุกกันแบบไม่ได้คาดคิด
แต่ก็มีหลายคนตั้งคำถามให้น่าฉงนเช่นกันว่า การสะสมของเชื้อไฟดังกล่าวนั้นก็มีมาหลายปีแล้ว และอากาศร้อนก็เกิดขึ้นทุกปีเช่นกัน ทำมั้ยทำไมจึงมาเกิดเหตุแผ่นดินลุกเป็นไฟในขณะนี้ได้ ทำไมไม่เกิดเมื่อปี 2553 หรือปี 2554  หรือปีอื่นใดไพล่ต้องมาเกิดในปีนี้ จึงไม่น่าแปลกที่จะมีอีกหลายฝ่ายตั้งประเด็นในแง่อุบัติการณ์เหนือธรรมชาติเหล่านี้ เกี่ยวพันไม่มากก็น้อยกับการบ้านการเมืองไทย
และยิ่งไล่ดูร้อยเรียงเรื่องต่างๆ ในเหตุบ้านการเมืองตั้งแต่ “ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร” ใช้เวลาไม่ถึง 50 วันก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ จวบจนถึงปัจจุบัน ก็เหมือนยิ่งตอกย้ำให้เรื่องเหนือธรรมชาติดังกล่าว นับวันได้ถูกหยิบถูกโยงหนาหูมากยิ่งขึ้น ทั้งเรื่องคำทำนายของฤๅษีลิงดำบ้าง  ทั้งเพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยาบ้าง
ไม่ว่าจะหลักวิทยาศาสตร์หรือไสยศาสตร์ก็ตามที แต่ภาพข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์ หรือจอทีวีก็ยิ่งทำให้มโนทัศน์ถึงอนาคตข้างหน้าของประเทศน่าหวาดหวั่นไม่น้อย หากคิดว่าภัยทั้งหลายที่เหนือธรรมชาติเป็นการส่งสัญญาณจากฟากฟ้า หรือสิ่งที่มองไม่เห็น
เราต้องยอมรับว่าสิ่งที่เกิดจากเรื่องที่มองไม่เห็นนั้นย่อมทำให้เกิดการคาดเดาไปในหลายรูปแบบ และยิ่งผสมปนเปกับท่าทีของสิ่งที่จับต้องได้ โดยเฉพาะการก้าวย่างของคนชื่อ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” ก็ยิ่งทำให้สิ่งที่ไม่คาดว่าจะเกิดขึ้นตั้งแต่สยามประเทศก่อกำเนิด อาจอุบัติขึ้น ณ เพลานี้ก็เป็นไปได้อย่างยิ่ง
เพราะนับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2555 ที่ “เจ้ามูลเมือง” ได้ใช้เทคโนโลยีสไกป์มายังบริเวณสนามกีฬากลาง จังหวัดหนองคาย ในงาน “ตุ้มโฮม ประชาธิปไตย ส่งใจให้ พ.ต.ท.ทักษิณ” จากนครเวียนจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปปล.) โดยกล่าวกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หลายพันคนที่ชุมนุมว่า
“อยากเข้าไปเมืองไทยเท่ๆ ให้พี่น้องรับที่สนามบิน และอยากมานอนหนองคายสักคืน…ผมน่าจะกลับเมืองไทยปีนี้นะครับ”
ใครหลายคนอาจคิดว่าเป็น “วจี” ออกแขกเป็นประจำของ “ทักษิณ” ในการพูดเอาใจบรรดาแม่ยกและกองเชียร์คนเสื้อแดง รวมถึงสาวกได้เฮ ได้ปรบมือ เป็นสีสันในการชุมนุมก็จริง แต่ความหมายซึ่งซ่อนอยู่ใต้คำประกาศดังกล่าวก็น่าขบคิด และน่าติดตามเป็นอย่างยิ่งว่าทำไม “นักโทษหนีโทษจำคุก 2 ปี”  จึงกล้าประกาศกร้าวอย่างเป็นรูปธรรมจับต้องได้เป็นครั้งแรก
แม้มีหลายฝ่ายจะอ้างอิงเช่นกันว่า “ทักษิณ” ก็เคยพูดอย่างนี้มาแล้วเมื่อคราวชุมนุมของคนเสื้อแดงในเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองในท่วงทำนองที่ว่า หากมีการสลายการชุมนุม จะมาเดินนำหน้าร่วมต่อสู้ด้วยทันที แต่ทุกคนต่างก็รู้ดีว่า การพูดครานั้นเป็นการพูดแบบเชียร์แขกของแท้ ทั้งด้วยความไกลของภูมิประเทศ ที่เจ้าตัววิดีโอลิงค์จากดูไบ และด้วยสภาพความเป็นจริงที่ว่า “ใครหน้าเหลี่ยม หรือกลม” ที่ไหนจะกล้าเอาชีวิตมาเสี่ยงมาแลก เพราะขนาดรู้ตัวว่าต้องเข้าคุกยังหนีไปต่างประเทศ แบบทิ้งลูกทิ้งเมียอยู่เมืองไทยให้เห็นกันจะจะมาแล้ว
คำพูดคำจาเมื่อคราว “เผาบ้านเผาเมือง” จึงเป็นเพียงวาทกรรมสร้างกลลวงทางการตลาดที่เจ้าตัวชอบใช้เป็นประจำนั่นเอง
แต่คำพูดของ “ทักษิณ” เมื่อวันที่ 11 เม.ย.นั้นมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ทั้งสภาพภูมิประเทศที่เรียกได้ว่ามาเหยียบจมูกประเทศไทย โดยมาพูดที่ลาว และไม่กี่วันต่อมาก็มาตอกย้ำที่กัมพูชา ก็ย่อมแสดงให้เห็นถึง “ความจริงจัง” ของเนื้อหาได้ไม่ยาก และโดยเฉพาะการอ้างอิง “สถาบัน” หลายครั้งก็ตาม ว่าด้วยวโรกาสอันเป็นมงคล ก็ยิ่งทำให้การกลับมาเท่ๆ ของทักษิณน่าจะมีความหมายตามที่พูดมากกว่าการออกแขกธรรมดา
และนับตั้งแต่วันที่ 11 เม.ย.เป็นต้นมา รวมถึงการจัดงานรดน้ำดำหัวนายใหญ่ ทั้งที่ สปปล.และเขมร ก็จะเห็นก้าวย่างความขมีขมันชัดแจ้งของบรรดาไพร่ราบพลเลวในการทำฝันของนายเหนือให้บรรลุมาโดยตลอด
เริ่มตั้งแต่การเดินเกมว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถึงแม้ปัจจุบันจะยังไม่เสร็จสมอารมณ์หมาย เนื่องจากถูกการกระตุกขาตามแนวถนัดของพรรคฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์ และสมาชิกวุฒิสภาฝ่ายเกลียดทักษิณ ด้วยการแปรญัตติเรียงมาตราแบบยืดเยื้อมาเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์ และคาดว่าจะยังยืดเยื้อกันต่อไปอีกก็ตามที แต่สุดท้ายแล้วก็เชื่อว่าเสียงข้างมากของสภาฝักถั่ว พรรคชินวัตร และบรรดาพรรคร่วมรัฐบาล รวมถึง ส.ว.ผู้ใฝ่ระบอบทักษิณก็คงผ่านตามที่กรรมาธิการเสียงข้างมากเสนอเข้ามา แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงตามข้อเรียกร้องบ้าง เพื่อเป็นยันต์ว่าไม่ได้ชำเรารัฐธรรมนูญฝ่ายเดียว โดยมีมติให้ใช้กฎหมายการเลือกตั้ง ส.ส.-ส.ว.ในการสรรหาสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญก็ตาม แต่นั่นก็เป็นเพียงกระพี้เล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น เพราะประเด็นหลักเรื่องที่มา และจำนวน ส.ส.ร.เรียบร้อยโรงเรียนแม้วไปแล้ว
ในขณะที่สมุนได้ทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติเดินเกมในรัฐสภาโดยไม่มีเงาร่างของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ให้เปื้อนราคีคาวแต่อย่างใด ด้วยการติดภารกิจแบบล่วงหน้าบ้าง หรือภารกิจกะทันหันบ้าง แต่น้องสาวคนสวยก็ใช่ว่าไม่ได้ทำอะไรเพื่อพี่ชายเลย เพราะอย่างน้อยเธอก็เล่นบทบาทผู้น้อยเข้าหาผู้ใหญ่ โดยเฉพาะการเข้าพบ “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ  ถึง 2 ครั้งคราในเวลาไม่ถึง 2 เดือน!!!
แม้ในครั้งแรกที่พบกันเมื่อวันที่ 11 ก.พ.2555 ในงาน “รักเมืองไทย เดินหน้าประเทศไทย” ได้เกิดขึ้น เพราะปัจจัยหลักมาจาก “สวนกุหลาบคอนเน็กชั่น” และมีมือประสานอย่าง “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” รองนายกฯ และ รมว.การคลัง เป็นตัวช่วยก็ตามที แต่อย่างน้อยก็ทำให้ภาพของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และ พล.อ.เปรม ได้ปรากฏต่อสายตาคนทั่วประเทศและคนแดนไกล จนทำให้วจีของ  “พี่ทักษิณ” ที่พูดต่อๆ มาหลังวันที่ 11 ก.พ. ถึง พล.อ.เปรมนั้นช่างแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากเมื่อครั้งตัวเองถูกรัฐประหาร หรือแม้กระทั่งช่วงเผาบ้านเผาเมือง เปรียบดั่งหน้ามือกับหลังเท้าเลยทีเดียว
แต่ในขณะนั้นฟากฝั่งเงาอย่างคนเสื้อแดงจะมีปฏิกิริยาด้านลบบ้าง แต่ก็ดูเหมือนว่าเป็นเพียงกระแสเล็กๆ น้อยๆ อ่อนแรงเต็มที ซึ่งอาจเป็นเพราะยังไม่ทันตั้งตัว รวมทั้งถูกบรรยากาศของเงินเยียวยา 7.5 ล้านบาท ทำให้มึนงงอยู่  ช่างแตกต่างกับการพบปะครั้งที่ 2 ของยิ่งลักษณ์กับป๋าเปรมอย่างสิ้นเชิง
การพบปะครั้งที่ 2 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 เม.ย.นั้นถูกเสียงต่อต้านมาตั้งแต่ไก่โห่ โดยเฉพาะจากแดงภูธร และแดงฮาร์ดคอร์ทั้งหลายแหล่ที่ต่างมองตรงกันว่า การเข้าไปรดน้ำดำหัวนั้นก็เหมือนกับการไปศิโรราบ พล.อ.เปรม มีการเปรียบเทียบถึงขั้นว่าได้กลับไปอยู่ใต้อุ้งเท้าอำมาตย์อีกครั้ง
และด้วยเสียงต้านที่ผ่านมาตั้งแต่รู้กำหนดการดังกล่าว จึงทำให้ยิ่งลักษณ์และกุนซือภายใต้อาณัติของทักษิณต่างลดดีกรีความร้อนฉ่าของคนเสื้อแดงลง จากเดิมที่จะให้นายกฯ นำคณะรัฐมนตรีทุกชีวิตเข้ารดน้ำดำหัวเหมือนกรณี รมว.กลาโหมนำ ผบ.เหล่าทัพเข้ารดน้ำ ก็ลดจำนวนเป็นเพียงนำ 3 รองนายกฯ เข้าไปเท่านั้น เพราะตระหนักดีว่าหนึ่งใน ครม.นั้นมีแกนนำคนเสื้อแดงอย่าง “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” รมช.เกษตรฯ รวมอยู่ด้วย
เป็นอำมาตย์ไพร่ที่เคยด่าสาดเสียเทเสีย พล.อ.เปรมมาอย่างต่อเนื่อง และยังเป็นหนึ่งในผู้นำคนเสื้อแดงมาที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ หาก รมช.เต้นต้องจับพลัดจับผลูไปร่วมงานสงกรานต์การเมืองครั้งนี้ด้วย ก็ไม่รู้ว่าจะสามารถใช้ฝีปากสภาโจ๊กแถไถลให้คนเสื้อแดงสายต้องการรัฐไทยใหม่เข้าใจได้อย่างไร แบบไม่ให้หยิกเล็บก็เจ็บเนื้อ
ฉะนั้นจึงต้องผ่าทางตัน โดยปูนำแค่ 3 รองนายกฯ เข้าหาป๋าเท่านั้น แต่ดูเหมือนเสียงของ “แดง” ก็ยังดังกระหึ่มอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบรรดาแดงในสื่อสังคมออนไลน์ ที่ดูจะดุเดือดต่อภารกิจของยิ่งลักษณ์ในครั้งนี้อย่างยิ่ง ถึงขนาดขุดและคุ้ยวาทกรรมของพี่ชายนายกฯ ที่เคยพูดถึง พล.อ.เปรมมาให้รำลึก  หรือแม้กระทั่งการประชดประเทียบด้วยการจัดงานรำลึกวันเสียชีวิตของ น.ส.กมนเกด แบบไม่รู้ว่าตั้งใจหรือไม่ เพราะเป็นวันและเวลาที่ใกล้เคียงกับกำหนดการของ น.ส.ยิ่งลักษณ์อย่างยิ่ง
โดยเฉพาะท่าทีของ นายชินวัฒน์ หาบุญพาด แกนนำคนเสื้อแดงและสวมหัวโขนที่ปรึกษา รมช.คมนาคม ที่เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันต่อต้านการพบปะดังกล่าว เห็นได้จากทัศนคติการสัมภาษณ์หลายครั้งครา ตั้งแต่ก่อนและหลังการพบปะที่ดุเดือดแบบไม่เผาผีกันเลยทีเดียว รวมทั้งการขู่ถึงขั้นว่าแดงอาจจำเป็นต้องไปตั้งพรรคใหม่
แต่หากดูท่าทีของบรรดาแกนนำแดงส่วนกลาง ไล่ตั้งแต่ “ธิดา ถาวรเศรษฐ” ประธาน นปช. หรือแม้กระทั่งระดับแกนนำพรรคเพื่อไทยแล้ว จะเห็นว่าออกมาคนละด้านกับนายชินวัฒน์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะการแสดงท่าทีของเจ๊ธิดา ที่ยอมรับว่าเป็นการเมืองสองขา ซึ่งนายกฯ ก็ต้องทำหน้าที่ไป ส่วนคนเสื้อแดงก็ต้องต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและอำมาตย์ต่อไป แต่ดูเหมือนเสียงว่าด้วยการต่อต้านจะเริ่มอ่อยลง เพราะอย่าลืมว่าทั้งสามีและแกนนำเสื้อแดงอย่างณัฐวุฒินั้น เสวยสุขเป็น ส.ส.และ รมต.หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็นอำมาตย์ขั้นหนึ่งเหมือนกัน
แม้ใครหลายคนจะเชื่อว่าการพบปะของปู+ป๋าครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความเสื่อมและรอยร้าวของคนเสื้อแดงที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยก็ตาม แต่ก็ต้องไม่ลืมเช่นกันว่า “ผลประโยชน์” ทั้งในรูปเงินทองและอำนาจนั้นไม่เข้าใครออกใคร ไม่เช่นนั้นคงไม่มีวลีที่ว่ามีเงินก็จ้างผีโม่แป้งได้ และยิ่งคนเสื้อแดงที่ได้เสวยอำนาจอยู่แล้ว การจะเปลี่ยนบทบาทกลับไปสู่ท้องถนนตามเดิมหรือต้องมานั่งนับหนึ่งใหม่ก็ยากที่จะหาใครยอมได้ ในขณะที่ “แดงไพร่” หากได้รับการตบรางวัล หรือโบนัส ในรูปแบบต่างๆ หรือโยนกระดูกให้แทะ ก็เชื่อว่าเรื่องดังกล่าวจะถูกลืมไปอีกครั้ง
ก็เหมือนกับวลีของ รมต.เต้นที่ออกมาตอกย้ำหลายครั้งคราในช่วงนี้ว่าเราต้องลืมๆ กันไปบ้าง ไม่ต้องหาคนผิดหรือหาพระเอก ก็ย่อมสะท้อนตรรกะดังกล่าวได้อย่างดี ว่าอำนาจนั้นหอมหวานและน่าติดใจเพียงใด
งานนี้จึงกลายเป็นเรื่องของ “วิน วิน” ตามสไตล์ถนัดของนายใหญ่อีกครั้งหนึ่ง แล้วเสื้อแดงทั้งหลายก็กลายเป็นเหยื่อการตลาดอันโอชะอีกเช่นกันของคนชื่อ “ทักษิณ” หลังจากได้สังเวย 91 ชีวิตเพื่อให้น้องสาวทักษิณก้าวขึ้นมาเป็นนายกฯ มาแล้ว ครั้งนี้ก็เลยต้องเป็นข้ารองบาทอีกครั้งให้ทักษิณใช้เป็นบันไดกลับประเทศไทยอย่างเท่ๆ
แหม! ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด ต่างก็หลอกกันไปมา แต่ดูเหมือนคนเสื้อแดงจะถูกหลอกแดก (ไม่) ฟรีอีกครั้ง ก็เท่านั้นเอง อย่าคิดมากเลย เพราะเลือกจะเป็นขี้ข้าของคนชื่อทักษิณ เมื่อมีประโยชน์ให้ใช้อยู่ ก็จะถูกใช้ต่างม้าต่างลา แต่เมื่อหมดประโยชน์ก็ต้องถูกเขี่ยทิ้งเป็นธรรมดา ก็ดูอุทาหรณ์ง่ายๆ จากชายที่ชื่อ “ว่าที่ ร.ต.สุเมธ ฤทธาคนี” ก็ได้.

 

ปาร์ตี้ไนท์-แดนซ์กระจาย ทักษิณ ชนไวน์ ชา ลา ลา “นิรโทษ” ไร้แรงต้าน 2012/05/26

http://www.thaipost.net/sunday/220412/55784

22 April 2555

แม้ทักษิณ ชินวัตร จะย้ำมาตลอดว่าการเมืองต้องข้ามตัวเขาไป หากข้ามไม่พ้น การเมือง-ปัญหาความขัดแย้งก็ยังคงอยู่เช่นนี้ตลอดไป จนทำให้ประเทศไทยย่ำอยู่กับที่ แข่งขันกับต่างประเทศไม่ได้
แต่ดูเหมือนสิ่งที่ทักษิณพูดกับการปฏิบัติของตัวทักษิณเองจะสวนทางกันมาตลอด เมื่อความจริงยังเป็นที่ปรากฏชัดว่า
ทักษิณยังคงทำตัวเป็นศูนย์กลางอำนาจทุกอย่างในรัฐบาลและในพรรคเพื่อไทย และกับมวลชนคนเสื้อแดง แบบไม่มีการปล่อยวาง
ทุกภาคส่วนของสังคมไทย ทุกคนล้วนต้องการ ”ก้าวข้ามทักษิณ” แม้แต่กับสื่อมวลชนก็เช่นกัน สื่อก็ล้วนต้องการก้าวข้ามให้พ้นทักษิณมานานแล้ว
ทว่าเมื่อทักษิณยังคงทำตัวเป็นศูนย์กลางอำนาจ บริหารจัดการอำนาจทุกอย่าง ทั้งอำนาจฝ่ายบริหาร-นิติบัญญัติ แล้วจะให้สังคมก้าวข้ามทักษิณไปได้อย่างไร ในเมื่อทักษิณคือผู้มีอำนาจตัวจริงของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ คำกล่าวที่ว่า ทักษิณคือนายกฯ ตัวจริง จึงไม่ใช่การพูดที่เกินเลยแต่อย่างใด
การเมืองไทยจึงยังคงก้าวข้ามไม่พ้นทักษิณเสียที
และเชื่อว่าความจริงแล้วทักษิณก็ต้องการให้ตัวเองเป็นศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองเช่นนี้ไปเรื่อยๆ
ขณะที่การเดินทางกลับประเทศไทยของทักษิณ หากดูจากปัจจัยแวดล้อมทางการเมืองแล้ว ทักษิณและเพื่อไทยดูจะมั่นใจอย่างมากว่าเคลียร์รันเวย์ได้หมดแล้ว เหตุจากปัจจุบันกุมอำนาจทุกภาคส่วนไว้หมดแล้ว แรงต้านแทบไม่มีหรือมีแต่ก็ไร้พลังพอจะทัดทานได้
เหลือเพียงแค่หาจังหวะเวลาที่สุกงอมเท่านั้นกับการทำให้ช่องทางกลับไทยของทักษิณบรรลุผลที่สำคัญ ต้องไม่รับผิดถูกดำเนินคดี ผ่าน 3 ช่องทางสำคัญคือ
1.การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
แม้เป้าหมายหลักของสภาฯ เพื่อไทยที่ทำการฉีก รธน.ปี 50 แล้วยกร่าง รธน.ฉบับใหม่ คือเพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ออกมาแล้วจะต้องเสริมความแข็งแกร่งให้กับฝ่ายตัวเองให้อยู่ได้นานที่สุด และถูกซัดกร่อนทำลายได้ยาก ที่สำคัญคือทำลายอำนาจฝ่ายที่เห็นว่าน่าจะเป็นเสี้ยนหนามทางการเมือง เช่น องค์กรอิสระ-ศาล ซึ่งฝ่ายการเมืองครอบงำหรือแทรกแซงได้ยาก และการอยู่ขององค์กรเหล่านี้ ทำให้คนของฝ่ายเพื่อไทยถูกเด็ดปีกไปนักต่อนัก
อย่างกรณีล่าสุด เช่น การที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำตัดสินตามคำร้องของ ป.ป.ช. เมื่อ 19 เมษายน 2555 ให้นางสาวชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่องดวงใจของเจ๊แดง  เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เจ๊ใหญ่ของรัฐบาลเพื่อไทย ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี กรณีแจ้งบัญชีทรัพย์สินหนี้สินต่อ ป.ป.ช.อันเป็นเท็จ
มันก็ยิ่งเป็นแรงเร่งให้สภาฯ เพื่อไทย ยิ่งต้องแก้ไข รธน.เพื่อลดทอนอำนาจองค์กรอิสระและศาลโดยเร็วที่สุดเพื่อความปลอดภัย
ขณะที่ฝ่ายทักษิณก็อาจได้ประโยชน์จากการนี้ หากมีการเขียนบทบัญญัติหรือบทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญบางตอน ที่จะเป็นการเอื้อประโยชน์ทางการเมืองต่อทักษิณ ชินวัตร
2.ออกกฎหมายนิรโทษกรรมหรือ พ.ร.บ.ปรองดอง
ซึ่งดูแล้วเป็นหนทางที่ทักษิณและเพื่อไทยมองว่าได้ผลมากที่สุด และคอนโทรลได้ง่ายที่สุดกับการมีเสียงข้างมากในรัฐสภา ที่จะออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว
แม้จนถึงขณะนี้ยังคงมีความเห็นที่ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันของฝ่ายต่างๆ ทั้งรัฐมนตรี-ส.ส.-แกนนำเสื้อแดง ถึงขอบเขตการออกกฎหมายนิรโทษกรรมว่าควรทำอย่างไร ใช้โมเดลแบบไหน รวมถึงการยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าช่วงที่เหมาะสมในการออกกฎหมายคือช่วงเวลาใด
แต่ทุกความเห็นที่ยังไม่ประสานกัน ก็พบจุดร่วมตรงกันอย่างหนึ่งว่า ออกกฎหมายนิรโทษกรรมแน่นอน
3.การออกพระราชกฤษฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ
ช่องทางดังกล่าวถูกพูดถึงอีกครั้ง หลังคำปราศรัยของทักษิณ ชินวัตร  ระหว่างเดินทางไปกัมพูชา ที่เสียมราฐ เมื่อ 14 เมษายน 2555 ที่ระบุตอนหนึ่งว่า
“คงไม่นานเกินรอจะกลับไปอยู่กับประชาชน เชื่อว่าไม่นานเกินรอหรอกครับ ไม่นานแน่ มั่นใจไม่นานหรอกครับจะกลับไปอยู่ด้วยกัน
เป็นปีที่ผมรู้สึกและมั่นใจว่าเป็นปีที่ดีของพวกเราทุกคน เราจะอยู่กันแบบ นักสู้ที่มีแต่สันติสุข ไม่มีการรุนแรงท้าทายใดๆ ปีนี้เป็นวาระสำคัญ 28 กรกฏาคม  พระบรมโอรสาธิราชเจริญพระชนมายุครบ 60 พรรษา และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะมีพระชนมายุครบ 80 พรรษา เป็นอะไรหลายอย่างที่บอกเหตุว่าผมจะได้กลับไปอยู่กับพี่น้อง”
แม้ทักษิณจะบอกต่อมาว่า การเอ่ยอ้างถึง ”ปีมหามงคล” ไม่ได้มีอะไรทางการเมืองที่เกี่ยวกับเรื่องการกลับประเทศไทย กระนั้นหลายคนก็ถอดรหัสเรื่องนี้ไปต่างๆ ว่า การที่ทักษิณพูดถึงเรื่องนี้อย่างน้อย 2 รอบที่กัมพูชา ตัวทักษิณน่าจะต้องมีอะไรเป็นพิเศษ
ช่องทางการกลับไทยผ่าน พ.ร.ฎ.อภัยโทษ ก่อนหน้านี้พวก ส.ส.เพื่อไทยเองเชื่อว่า น่าจะปิดประตูไปได้แล้ว แต่เมื่อทักษิณกล่าวปราศรัยดังกล่าวก็ทำให้ต้องถูกจับตาอีกครั้ง
แม้ช่องทางนี้ติดเงื่อนไขสำคัญคือ คนที่จะได้รับการอภัยโทษต้องเคยรับโทษหรือติดคุกมาก่อน แต่ทักษิณไม่ยอมแน่นอนที่จะต้องติดคุกในคดีที่ดินรัชดาฯ ซึ่งศาลฎีกาตัดสินไปแล้วแม้แค่วันเดียวก็ตาม แถมยังต้องเสี่ยงกับอีก 5-6  คดีที่ค้างคาอยู่ในศาล ซึ่งเสี่ยงอย่างมากกับการไม่ได้รับการประกันตัว
ที่สำคัญผู้ที่จะออก พ.ร.ฎ.อภัยโทษได้คือ คณะรัฐมนตรี ที่มียิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวทักษิณเป็นนายกฯ หากมีการออก พ.ร.ฎ.อภัยโทษโดยทักษิณได้ประโยชน์ด้วย คงทำให้ยิ่งลักษณ์โดนแรงต้านแน่นอน
เว้นแต่ว่าช่องทางนี้ทุกอย่างมีการเคลียร์กันหมดแล้ว ความเป็นไปได้ก็ยังมีอยู่ แต่น้ำหนักความเป็นไปได้น้อยมาก สู้การยกร่าง รธน.ฉบับใหม่กับการออกกฎหมายนิรโทษกรรมไม่ได้
อย่างไรก็ตาม หากใครได้พบเห็นสีหน้าท่าทางของทักษิณในช่วงหลัง โดยเฉพาะที่ลาวและกัมพูชา
ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ทักษิณได้เจอเครือญาติ-รัฐมนตรี-ส.ส.-แกนนำ นปช.-คนไทยกลุ่มเสื้อแดงหลายหมื่นคน ที่มากที่สุดในรอบหลายปีนับแต่หนีคดีออกไปนอกประเทศ ยิ่งเป็นการเจอกันบนการต้อนรับที่อบอุ่นทั้งที่ไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทย มันก็ยิ่งทำให้ทักษิณมีความเชื่อมั่นว่าอีกไม่นานเกินรอได้กลับประเทศไทยแน่นอน
ความมั่นใจดังกล่าวกลายเป็นความสุข สนุกสนานของทักษิณ ที่ระบายออกเต็มที่ในงานปาร์ตี้เล็กๆ คืนวันที่ 15 เมษายน ซึ่งเป็นคืนสุดท้ายที่ทักษิณไปลาว-กัมพูชา ที่จัดขึ้น ณ ห้องรับรอง โรงแรมอังกอร์ซิตี้ เมืองเสียมราฐ
หลังช่วงเช้าวันดังกล่าวทักษิณได้ไปตักบาตร เล่นน้ำสงกรานต์กับคนเสื้อแดงที่นครวัด แล้วช่วงบ่ายกลับโรงแรมเพื่อพบปะกับนักการเมือง-แกนนำ นปช.-คนเสื้อแดงจนถึงค่ำ แล้วก็ปิดท้ายด้วยงานเลี้ยงร้องเพลง ชนไวน์ ของทักษิณกับพวกนักการเมืองเพื่อไทยและแกนนำ นปช.
โดยค่ำคืนนั้นทักษิณควงไมค์ ถือแก้วไวน์แดง พูดคุยร้องเพลงอย่างมีความสุข แม้จะไร้บทเพลง “Let it be-ช่างแม่มัน” อันลือลั่น แต่ทักษิณก็ใส่ลีลาขยับตัวไปตามจังหวะเพลง ชา ลา ลา อย่างสนุกสนาน โดยมี อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง เป็นลูกคู่คอยประสานเสียง
โดยไม่มีใครรู้ว่าค่ำคืนนั้น ทักษิณคิดเรื่องการเมืองอยู่หรือไม่ แล้วหากคิด  ทักษิณคิดถึงเรื่องการกลับประเทศด้วยหนทางใด และตอนไหน ทั้งที่หลายคนมองว่านี่คือโอกาสที่พร้อมที่สุด ดีที่สุดแล้ว แต่ทำไมจึงไม่เร่งให้จบๆ ไป
หรือเพราะทักษิณก็มั่นใจและพร้อมแล้ว แต่ที่ยังไม่ทำเพราะยังรอ
ฟ้าลิขิต.

ทีมข่าวการเมือง

 

‘ทักษิณ’ ไม่หยุดป่วน ประเทศชาติไม่สงบ 2012/05/26

http://www.thaipost.net/sunday/150412/55478

15 April 2555

เทศกาลสงกรานต์ หรือวันขึ้นปีใหม่ของคนไทย ทำให้บรรยากาศการเมืองในระบบรัฐสภาพักรบไปชั่วคราวกับวันหยุดยาวหลายวัน เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมประเพณีรดน้ำดำหัวขอพรจากผู้ใหญ่ ได้แสดงการรำลึกและกตัญญูต่อบรรพบุรุษ รวมทั้งสรงน้ำพระเพื่อเป็นศิริมงคลในการเริ่มต้นใหม่ของชีวิต
แต่มีคนหนึ่งงดเว้นการร่วมประเพณีสำคัญในชาติตัวเอง ลงทุนข้ามชายแดนไปยังประเทศลาวและกัมพูชา เพื่อรดน้ำดำหัวคนที่ตนเองรักเทิดทูนยิ่งกว่าพ่อบังเกิดเกล้าและบรรพบุรุษ
ภาพ ส.ส.พรรคเพื่อไทย คุกเข่าเข้าไปรดนำดำหัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่กรุงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เมื่อวันที่ 13 เมษายนที่ผ่านมา และรัฐมนตรีบางคนคุกเข่าคารวะทักษิณที่เมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา บ่งบอกถึงนัยทางการเมืองหลายประการ
อย่างแรกสะท้อนว่า ทักษิณ ชินวัตร ยังมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางความเป็นไปในพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลที่มีน้องสาวตัวเอง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หรือหมายถึงทักษิณคือศูนย์กลางอำนาจอย่างแท้จริงนั่นเอง!
นอกจากนี้บรรดาสาวกจะได้แสดงความสวามิภักดิ์ต่อผู้เป็น “นายใหญ” แล้ว ผู้เป็นนายก็จะได้เช็กเรตติ้งของตัวเองและใช้เป็นเงื่อนไขในการแสดงบทบาททางการเมืองไม่ให้หลุดหายไปจากกระแส
รวมทั้งวาระซ่อนเร้นที่มา สะเดาะเคราะห์-แก้กรรม ตามความเชื่อแบบงมงาย ที่คิดว่าจะช่วยให้รอดพ้นจากชะตากรรมตัวเองและกลับมามีอำนาจได้
ที่สำคัญและขาดไม่ได้สำหรับ นักโทษหนีคุก คนนี้คือ การได้แสดงความคิดเห็นผ่านสื่อต่างๆ วิพากษ์วิจารณ์ชี้นำการเมืองไทยเหมือนอย่างทุกครั้งที่ผ่านมา โดยเขาบอกว่า อยากเห็นบ้านเมืองสงบ ตนเองพร้อมที่จะทำให้เกิดความปรองดอง และปฏิเสธว่าตนเองไม่ใช่เงื่อนไขของความขัดแย้ง
ทักษิณ กล่าวกับคนเสื้อแดงภายหลังกลับมาจากพิธีบายศรีสู่ขวัญ ว่า  “ผมจะได้กลับไปอยู่ใกล้ชิดพี่น้อง ไปช่วยกันเพื่อให้ชีวิตพวกเราดีขึ้น ขอให้พี่น้องมีกำลังใจ…พี่น้องจะเอาผมกลับบ้านหรือไม่ครับ ใจผมก็อยากกลับ รอให้บ้านเมืองดีกว่านี้ อีกนิดเดียว อีกไม่นานเกินรอ จะกลับไปอยู่กับพี่น้อง”
พร้อมให้สัมภาษณ์ว่า “เลิกทะเลาะกัน เพราะโลภ โกรธ หลง มันทำให้โง่  ถ้าเลิกโลภ โกรธ หลง มีสติที่เป็นจิตว่าง จะทำให้ทุกคนมีสมองที่จะแก้ปัญหาของตัวเองได้…ให้สงกรานต์เป็นวันเริ่มต้นที่ดีกับพี่น้องคนไทยทั้งประเทศ ว่าเราจะรักกัน เราจะทำเพื่อพระเจ้าอยู่หัวของเรา จะทำเพื่อให้บ้านเมืองเข้มแข็ง”
อดีตนายกฯ ที่ตกเก้าอี้จากการยึดอำนาจเมื่อ 19 ก.ย.49 ยังกล่าวถึง  พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ว่า ”ป๋าเปรมเป็นผู้ใหญ่ที่ผมเคารพรักท่าน ตอนที่อยู่ไปกราบเคารพท่านเป็นประจำ ปีนี้ท่านอายุมาก แต่ยังท่านแข็งแรง…ก็ฝากกราบความปรารถนาดีให้สุขภาพท่านดีต่อไป  เพราะสุขภาพท่านดีมาก ทั้งสุขภาพกายและจิต เป็นการรักษาสุขภาพที่เราน่าเอาอย่าง”
เป็นท่วงทำนองที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง เมื่อครั้งที่ ผู้ต้องหาคดีก่อการร้าย เคยโฟนอินมายังเวทีเสื้อแดง เมื่อปี 2552 ว่า ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ  ที่เขาเคยเอ่ยถึงนั้นหมายถึง พล.อ.เปรม และโจมตีประธานองคมนตรีว่าแทรกแซงการเมือง รวมทั้งมีพฤติกรรมจาบจ้วงสถาบันต่างกรรมต่างวาระหลายครั้งหลายหน
อดีตนักโทษหนีคุกยังกล่าวถึง พ.ร.บ.ปรองดอง หรือ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่จะเป็นเงื่อนไขทำให้ได้กลับประเทศว่า “มีเงื่อนไขหลายอย่าง พ.ร.บ.เป็นบทสุดท้าย ก่อนจะถึงบทสุดท้ายต้องมีบท 1-2-3-4-5 ไปเรื่อยๆ”
เท่ากับเขาแบไต๋ว่า เป็นคนกำกับทิศทางการปรองดองนั่นเอง
ช่วงค่ำวันที่ 13 เม.ย. ทักษิณขึ้นเวทีพบปะคนเสื้อแดง ที่โรงแรมจำปาสัก แกรนด์โฮเต็ล สปป.ลาว ว่า “สงกรานต์ปีนี้มีนิมิตหมายอันดีที่จะมีความสุขด้วยกัน โดย 3-4 เดือนข้างหน้า ผมกลับมาแน่ แล้วชาวไทยจะมีความสุขทั่วหน้า ซึ่งต่อจากนี้ไปจะไม่มีสีเหลือง หรือแดง เพราะคนไทยจะหันหน้าเข้าหากัน แต่หากใครไม่ปรองดองผมก็ช่วยไม่ได้”
สอดรับกับท่าทีของ น้องสาว-นายกฯ ยิ่งลักษณ์ กล่าวถึงบรรยากาศทางการเมืองหลังสงกรานต์ ว่า “คนเราต้องมีความหวังในสิ่งที่ดี จะทำให้เราคิดดี มองโลกในแง่ดี รู้จักให้อภัยซึ่งกันและกัน ถ้าคิดสิ่งดีเป็นที่ตั้งจะทำให้บรรยากาศต่างๆ ดีขึ้น”
จังหวะก้าวและท่าทีของ ทักษิณ ดังกล่าว เป็นไปตามเป้าหมายที่จะกลับประเทศโดยไม่มีความผิด ด้วยกระบวนการสร้างความปรองดองอย่างเป็นขั้นตอน จนเขามั่นใจและเชื่อว่าเหลือเวลาอีกไม่กี่เดือนก็จะได้กลับบ้านอย่างเท่ๆ ตามที่ประกาศมาก่อนหน้านี้
โดยเฉพาะหลังจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบให้ส่งรายงานการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง ของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาพิจารณาการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ที่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน  ประธาน กมธ.ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาดำเนินการต่อไป
ขณะที่ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.) ระบุว่า หลังวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ภายในเดือน เม.ย.นี้ ตนจะเรียกประชุม ปคอป.โดยเร็วที่สุด เพื่อให้มีความชัดเจน “มันช้าไม่ได้ ซึ่งก็ต้องออกเป็น พ.ร.บ.นิรโทษกรรม หรือ พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ ก็เข้าใกล้มาทุกทีแล้ว ก็จะได้เป็นข้อยุติในเรื่องของการปรองดอง”
ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 2 แม้จะสะดุดจากเหตุแผ่นดินไหว และเลื่อนไปพิจารณาต่อในวันที่ 18-19 เม.ย.นี้ แต่ก็ฟันธงล่วงหน้าว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามกระบวนการที่รัฐบาลกำหนดไว้ นั่นคือ จะมีการลงมติในวาระ 3 วันที่  8 พ.ค. โดย นายสามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พ.ศ…กางปฏิทินว่า หลังผ่านวาระ 3 จะได้ ส.ส.ร.ในเดือน ส.ค. ประมาณเดือน เม.ย.2556 จะมีรัฐธรรมนูญที่ผ่านการยกร่างจาก ส.ร.ร. และประมาณเดือน ส.ค. จะมีรัฐธรรมนูญสมบูรณ์แบบ
แม้กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญจะอีกนานถึงจะแล้วเสร็จ แต่การแก้รัฐธรรมนูญก็มีเป้าหมายชัดเจนว่า ต้องการรื้อโครงสร้างองค์กรอิสระ เพิ่มอำนาจฝ่ายบริหารเข้าไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นสถาบันสำคัญในการตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร
ทั้งนี้ ในระยะเวลาอันสั้น หรือ 3-4 เดือนข้างหน้าตามที่ทักษิณว่าไว้  รัฐบาลสามารถผลักดัน พ.ร.บ.ปรองดอง หรือ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ได้อยู่แล้ว  เพราะรัฐบาลกุมเสียงข้างมากในสภาฯ หลังจากที่ขยายเวลาเปิดประชุมสภาฯ ไปอย่างไม่มีกำหนด หรือสามารถเปิดสมัยประชุมวิสามัญเมื่อไหรก็ได้
ภายใต้การท่องคาถา ปรองดอง-สมานฉันท์!
โดยในความหมายของคำว่า ปรอดอง-สมานฉันท์-ให้อภัย-หันหน้าเข้าหากัน นั้น หมายถึงให้ทุกคนในสังคมไทยลืมทุกอย่างที่ ระบอบทักษิณ เคยทำร้ายประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น การทุจริตคอรัปชั่นแบบโกงทั้งโคตร การฆ่าตัดตอน 2,500 ราย การอุ้มฆ่าในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เหตุการณ์ที่กรือเซะ-ตากใบ เป็นต้น
รวมทั้งเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ตั้งแต่การรัฐประหาร 19  ก.ย.49 ที่ฝ่ายตนเองเคยโจมตีว่าเป็นเผด็จการ การสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เหตุการณ์เผาบ้าน-เผาเมือง เดือน พ.ค.2553 หรือที่เคยโจมตีอำมาตย์ว่า 2 มาตรฐาน ก็ให้ลืมๆ ไปให้หมด
พร้อมยอมกลืนน้ำลาย-ทำลายหลักการ ที่พวกตัวเองเคยใช้ปลุกระดมมวลชนเอาไว้ เพียงเพื่อให้ตัวเองพ้นผิด
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้คนในสังคมไทยอยากเห็นบ้านเมืองสงบ เพราะเบื่อหน่ายความขัดแย้งทางการเมืองที่สู้รบกันมาหลายปี หากคนที่เกี่ยวข้องปรองดอง-สมานฉันท์กันได้ ก็คงสนับสนุน
แต่คนที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย โดยเฉพาะที่ ทักษิณ การันตีว่า “ต่อจากนี้ไปจะไม่มีสีเหลือง หรือแดง เพราะคนไทยจะหันหน้าเข้าหากัน แต่หากใครไม่ปรองดองผมก็ช่วยไม่ได้” นั้นจะเป็นจริงได้หรือ?
ในเมื่อ นางพะเยาว์ อัคฮาด มารดาของ น.ส.กมนเกด อัคฮาด (น้องเกด) พยาบาลอาสาที่ถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม และญาติๆ ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์การสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง ได้เข้ายื่นหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ไปสอบถาม พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธาน กมธ.ปรองดองแห่งชาติ ว่า “จะปรองดองไปเพื่ออะไร ในเมื่อยังหาคนที่มายิงประชาชนเสียชีวิตมากมายไม่ได้”
แกนนำเสื้อแดง-นปช.ทั้ง นางธิดา ถาวรเศรษฐ นายจตุพร พรหมพันธุ์  ก็ป่าวประกาศอยู่เสมอว่า “จะไม่ปรองดองกับฆาตกรที่สั่งฆ่าประชาชน การปรองดองจะเกิดขึ้นได้ต้องเอาคนผิดมาลงโทษ”
ส่วนญาติผู้เสียชีวิตฝั่งเจ้าหน้าที่รัฐ นางนิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม  ภรรยา พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม อดีตรองเสนาธิการ พล.ร.2 รอ. กล่าวถึงความปรองดองสมานฉันท์อย่างน่าสนใจว่า “ไม่ใช่มีแค่การนิรโทษกรรม แต่มีองค์ประกอบ 4 อย่าง คือ การค้นหาความจริง การเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม การเยียวยา การนิรโทษกรรม ไม่สามารถจะแตะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วบอกว่านี่คือการปรองดอง ทุกอย่างต้องไปทั้ง 4 ตัวแปร แล้วควรต้องเรียงลำดับจาก 1 ไปสู่  2, 3 และ 4 แต่วันนี้ต้องการคำอธิบายว่าทำไมข้ามขั้นตอนการค้นหาความจริง แล้วกระโดดไปสู่นิรโทษกรรม
“ความปรองดองสมานฉันท์เป็นเรื่องของคนในชาติ ประชาชนทุกคน…วันนี้เรายังไม่รู้ว่าคำว่าปรองดองหมายถึงอะไร เราพูดกันจนเป็นวาทกรรม แต่ความปรองดองคือการยอมรับของคู่กรณีทุกฝ่าย ต้องใช้เวลา เพราะเป็นเรื่องของความรู้สึกที่ขัดแย้งในหัวใจของเราให้คลี่คลายออกไปได้”
แต่ ทักษิณ และบริวารไม่สนใจเสียงทักท้วง กลับใช้เสียงข้างมากหักดิบ-เร่งรัด ผ่านแผนฟอกผิดให้ตัวเอง ข้ามขั้นตอนดังที่ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้ง 2 ฝ่ายกล่าวเตือนไว้
อดีตนายกฯ และนักโทษหนีคุกคนนี้คงลืมไปว่า เมื่อครั้งที่ตนเองเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นรัฐบาลมีเสียงข้างมาก กุมอำนาจรัฐเบ็ดเสร็จกว่านี้ ยังถูกโค่นอำนาจไปแบบตั้งตัวไม่ติด แม้จะมีรัฐบาลนอมินี 2 สมัย มาทำหน้าที่แทน แต่ก็ไม่สามารถหาทางช่วยตัวเองกลับมาได้
แม้รัฐบาลนี้มีน้องสาวตัวเองนั่งในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สามารถสั่งซ้ายหัน-ขวาหันได้ดังใจ และกำลังเร่งผลักดันแผนฟอกผิดเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง แต่ก็ไม่มีหลักประกันว่าตนเองจะได้กลับมาอย่างปลอดภัย
เพราะปัจจัยสำคัญ และปัจจัยชี้ขาด ไม่ใช่เสียงข้างมาก แต่คือ ความชอบธรรม และการเห็นพ้องของคนในสังคม
ทั้งนี้ ทักษิณและบริวารคงประเมินแล้วว่าฝ่ายตรงข้ามอ่อนแรง ไม่สามารถขัดขวางกระบวนการฟอกผิดตนเองได้ แต่หารู้ไม่ว่า พฤติกรรมลุอำนาจ หลายอย่างของรัฐบาล ได้สะสมความคับข้องใจให้กับคนในสังคมไว้มากมาย  พร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ หากมีเงื่อนไขและมีการนำชัดเจน ก็พร้อมออกมาเดินบนท้องถนน
ถึงวันนั้นสังคมไทยก็ต้องเผชิญ โศกนาฏกรรม จากน้ำมือของคนชื่อ  ทักษิณ ชินวัตร อีกครั้ง!.

 

“บิ๊กบัง-กมธ.ปรองดอง” ปิดจ๊อบแรก สร้างบันไดนิรโทษ “บวรศักดิ์”ถอน-“ยิ่งลักษณ์”เดินหน้า 2012/05/26

http://www.thaipost.net/node/55156

8 April 2555

ถึงตอนนี้ต้องโฟกัสไปที่ท่าทีของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับสถาบันพระปกเกล้าเป็นสำคัญ ว่าจะมีท่าทีอย่างไรกันต่อไป
หลังสภาผู้แทนราษฎรรับทราบรายงานผลการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร หรือ กมธ.ปรองดอง ชุด “บิ๊กบัง-พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน”
และลงมติเห็นชอบด้วยกับการให้ส่ง “ข้อสังเกต” ของ กมธ.ปรองดองไปให้คณะรัฐมนตรี เมื่อช่วงดึกของคืนวันที่ 5 เมษายน 2555 ที่ผ่านมา ด้วยคะแนนเสียง 307 เสียง เมื่อเป็นเช่นนี้ ประธานสภาผู้แทนราษฎรก็จะส่งข้อสังเกตดังกล่าวของ กมธ.ปรองดองไปให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์
ทั้งนี้ ข้อสังเกตของ กมธ.ปรองดองมีสาระสำคัญอยู่ในถ้อยคำที่ระบุไว้ว่า
“ผลของความขัดแย้งทางการเมืองในสังคมเวลานี้ได้สร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และความมั่นคงในระดับอันตรายสูงสุด ทำให้ประเทศชาติขาดความมั่นคง จึงจำเป็นที่ต้องยุติความขัดแย้ง และความปรองดองให้เกิดขึ้นกับคนในชาติโดยเร็วที่สุด
กมธ.มีข้อสังเกตและความเห็นว่า เห็นด้วยกับข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้าที่ให้นิรโทษกรรมคดีความผิดที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง
ต่อข้อเสนอที่ให้ลบล้างผลทางกฎหมายที่ดำเนินการโดย คตส.ทั้งหมด กมธ.จำนวนหนึ่งมีข้อสังเกตว่าในอดีตที่ผ่านมาก็เคยมีการลบล้างผลการดำเนินการโดยองค์กรที่ถูกจัดตั้งขึ้นตามคำสั่งของคณะปฏิวัติเช่นเดียวกับ คตส.มาแล้วเช่นกัน ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9132/2536 ในสมัย รสช.”
สรุปได้ก็คือ ข้อสังเกตของ กมธ.ปรองดองเห็นด้วยกับการให้นิรโทษกรรมคดีชุมนุมการเมืองและล้มล้างคดีความของ คตส. เพียงแต่จะใช้รูปแบบไหนอยู่ที่ผู้เกี่ยวข้อง เช่น ครม. หรือฝ่ายนิติบัญญัติ-พรรคการเมืองต่างๆ จะเห็นควรอย่างไร
เมื่อทั้ง กมธ.ปรองดองและสภาฯ ไม่ได้ปฏิบัติตามแถลงการณ์ของ “สถาบันพระปกเกล้า” ที่ได้ออกแถลงการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ให้สภาฯ ขยายอายุการทำงานของ กมธ.ปรองดองไปอีก และไม่ควรรีบเร่งส่งรายงาน กมธ.ปรองดองและผลวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าไปให้ ครม.เลย แต่ต้องไปเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ เพิ่มขึ้น
สถาบันพระปกเกล้า-บวรศักดิ์ ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องถอนรายงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าออกทันทีแม้จะเป็นการถอนซึ่งดูจะไม่ทันการเสียแล้ว
ถึงตอนนี้ก็เห็นได้แล้วว่า บันไดขั้นแรกของการเตรียมออกกฎหมายนิรโทษกรรมบรรลุผลแล้ว สามารถอ้างได้แล้วว่าฝ่ายนิติบัญญัติ คือ กมธ.ปรองดอง เห็นด้วยกับการออกกฎหมายนิรโทษกรรม แล้วสภาฯ เสียงข้างมากก็รับทราบรายงานนี้และมีมติด้วยเสียงข้างมาก เห็นชอบให้ส่งข้อสังเกตนี้ไปให้ ครม.รับทราบแล้ว
หากทีมวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าถอนผลวิจัยตอนนี้ออกไป แน่นอนว่าทำให้ทีมวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าย่อมกันตัวเองออกมาจากความขัดแย้งทางการเมืองในอนาคตได้ และทำให้ความชอบธรรมของการนำข้อสังเกตของสถาบันพระปกเกล้าไปใช้ขยายผลทางการเมืองของ ครม. หรือสภาฯ เสียงข้างมากในอนาคตถูกลดทอนลง แต่ก็ไม่ได้ทำให้บันไดที่พรรคเพื่อไทยวางไว้ต้องพังลงมา
นอกเสียจากบวรศักดิ์ ในฐานะผู้นำสถาบันพระปกเกล้า จะมีทีเด็ดทีขาดออกมาอย่างไรที่มากกว่าแค่การถอนรายงานการวิจัย เพื่อกันองค์กรไม่ให้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง ตรงนี้ต้องโปรดติดตาม
เพราะท่าทีของกรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้าพบว่าหลายคนที่ไม่ได้อยู่ในสายรัฐบาล-เพื่อไทย ต่างไม่สบอารมณ์นักที่บวรศักดิ์ไม่รีบถอนผลวิจัยออกมาก่อนที่สภาฯ จะพิจารณารายงาน กมธ.ปรองดองเมื่อ 4-5 เมษายนที่ผ่านมา ทำให้ตลอดการประชุมสภาฯ 2 วันดังกล่าวที่ผ่านมา เครดิตขององค์กรโดนถล่มเละในสภาฯ
แม้ต่อให้บิ๊กบัง-กมธ.ปรองดอง จะนำแถลงการณ์ของสถาบันพระปกเกล้าเมื่อ 3 เมษายน 2555 ที่ไม่ให้มีการนำผลวิจัยของสถาบันฯ ไปใช้จนเกิดสงครามปรองดองแนบพ่วงเป็นภาคผนวกส่งไปให้ ครม.ด้วย แต่ก็ไม่ได้มีผลใดๆ อยู่แล้ว
ขณะที่อีกหนึ่งฟากฝั่งที่ต้องเพ่งเล็งกันต่อไปก็คือ ฝ่ายบริหาร-ครม.เพื่อไทย ที่จะต้องพิจารณาข้อสังเกตของ กมธ.ปรองดอง ซึ่งก็คือการเห็นด้วยกับการนิรโทษกรรม แม้ กมธ.ปรองดองจะเขียนไว้ตอนหนึ่งในข้อสังเกตของ กมธ.ว่า
“การนิรโทษกรรมแก่ผู้เกี่ยวข้องจึงจำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องมีความระมัดระวังในการนำเสนอ เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งอันอาจนำไปสู่ความรุนแรงได้อีก”
แต่เชื่อว่าสุดท้าย รัฐบาลเพื่อไทยก็คงต้องนำรายงานของ กมธ.ปรองดองไปใช้ให้เกิดประโยชน์ทางการเมืองในอนาคตข้างหน้านี้แน่นอน
กระนั้น เมื่อดูจากทิศทางการเมืองโดยรอบแล้ว เชื่อว่ารัฐบาลและพรรคเพื่อไทยคงไม่รีบเร่งนำเสนอ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม หรือ พ.ร.บ.ปรองดอง หรือแม้แต่การออกเป็นพระราชกำหนดในช่วงสมัยประชุมสภาฯ นี้
เพราะเมื่อบันไดขั้นแรกเพิ่งสำเร็จโดยที่ทักษิณ ชินวัตร และฝ่ายรัฐบาลเพื่อไทยถูกฝายค้านซัดหนัก 2 วัน 2 คืนว่ามีการ
“หมกเม็ด-วางแผนซ่อนเร้น”
จะนำรายงานของ กมธ.ปรองดองไปประทับตราความชอบธรรมในการออกกฎหมายนิรโทษกรรม
ทักษิณ-รัฐบาลเพื่อไทยคงทอดเวลาไปสักช่วงหนึ่งก่อนเพื่อให้ตัวเองได้พักฟื้น ไม่ต้องรีบเร่งเหยียบคันเร่งอะไรตอนนี้ เพราะแค่จำนวนเสียงในสภาฯ ของฝ่ายรัฐบาลก็เหยียบ 300 อยู่แล้ว
ยิ่งเมื่อดูจากคะแนนเสียงที่สภาฯ โหวตเห็นชอบให้ส่งข้อสังเกตของ กมธ.ปรองดองไปให้ ครม. ยังพบว่าฝ่ายค้านอย่างภูมิใจไทยก็ส่ง ส.ส.ในพรรคมาโหวตหนุนให้ สอดรับกับที่แกนนำพรรคอย่าง อนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่ หน.พรรคภูมิใจไทย ก็ยังบอกให้ปิดตาข้างหนึ่งหากต้องการเห็นการปรองดอง
แสดงให้เห็นว่าหากจะมีการเสนอ กม.นิรโทษกรรมในอนาคต ก็คงมีแค่ประชาธิปัตย์พรรคเดียวที่ยืนต้านทาน
อีกทั้งท่าทีของฝ่าย “สภาสูง-วุฒิสภา” ก็เห็นได้ว่า พวก ส.ว.เลือกตั้งรวมถึง ส.ว.สรรหาจำนวนมากก็เทใจและเทเสียงมายังฝ่ายรัฐบาลหลายครั้งผ่านการลงมติสำคัญๆ หลายรอบ เช่น การเสนอแก้ไข รธน.
ความพร้อมทั้งหมดทำให้เกิดกระแสข่าวว่าแกนนำพรรคเพื่อไทยเคาะไว้ว่าอาจเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมได้ในช่วงสิงหาคม-กันยายนปีนี้ โดยที่รัฐบาลคงไม่กังวลมากนักสำหรับเสียงหนุนทั้งสภาล่าง-สภาสูง
ที่ต้องคิดหนักก็คือ แรงคัดค้านของสังคมหากคิดจะใช้เสียงข้างมากลากไปออกกฎหมายนิรโทษกรรมโดยแจงเหตุผลและความจำเป็นให้คนทั้งประเทศเห็นด้วยไม่ได้
นี่คือโจทย์ใหญ่ของทักษิณ-รัฐบาลยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทย ที่วันนี้มองข้ามแรงต้านในสภาฯ ไปแล้ว
ขณะที่ “บิ๊กบัง-กมธ.ปรองดอง” ก็ถือว่าเสร็จสิ้นภารกิจนี้ไปแล้ว เป็นการปิดภารกิจที่บิ๊กบังน่วมกลางสภาฯ ไปทั้งตัว แม้จะเล่นบทอ่อนนุ่ม-ประนีประนอม-ปรองดอง ใครจะด่าจะว่าอย่างไรก็ไม่โกรธ
จนถูกมองว่าปฏิบัติการเข็นแผนปรองดองรอบนี้ บิ๊กบังยอมเจ็บเพื่อเป้าหมายและข้อตกลงแลกเปลี่ยนที่ซ่อนอยู่
ส่วนจะเป็นอะไร คำเฉลยได้เห็นกันแน่ ไม่นานจากนี้?.

ทีมข่าวการเมือง

 

“ปรองดอง-รัฐธรรมนูญ” จุดสตาร์ท “สงคราม” รอบใหม่ 2012/05/26

http://www.thaipost.net/node/54850

1 April 2555

ต้องยอมรับว่าภาวะการเมืองไทยยามนี้ แม้ดูนิ่งสงบแทบไม่มีคลื่นลมใดๆ  มากระทบรัฐนาวา “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ให้สั่นไหวหรือปรวนแปร โดยเฉพาะบรรดา “ตำรวจ-ทหาร” นั้นเรียกว่าอยู่ในกำมือ ให้ซ้ายหัน-ขวาหันได้ตามใจ
“ตำรวจ” ก็มีพี่ชายของอดีตพี่สะใภ้คอยจัดแถว ในขณะที่บรรดาทหารก็ดูเหมือนจะศิโรราบภายใต้การบังคับบัญชาของ “พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต”  รัฐมนตรีว่าการการกระทรวงกลาโหม เพื่อนร่วมรุ่น ตท.10 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พี่ชาย
เรียกว่าทั้ง “สีกากี-สีเขียว” อยู่ในคอนโทรล ไม่นับ “สีแดง” ที่ชี้ให้ไปตายแทนได้ตลอดเวลา และเมื่อรวมเสียงในรัฐสภาทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝากฝั่งรัฐบาล และวุฒิสภาที่ใจเทให้ด้วยแล้ว
ก็บอกคำเดียวว่า เบ็ดเสร็จ!!! แบบไม่ต้องกังขาใดๆ ทั้งสิ้น
ด้วย “อำนาจ” ที่เต็มไม้เต็มมือนั่นเอง เราจึงได้เห็นพฤติกรรม “หลิวลู่ลม” ที่ออกเป็นขยักอย่างต่อเนื่องของบรรดา “ข้า-รา-ชะ-การ” รวมถึงหน่วยงาน หรือองค์กรต่างๆ อยู่เนืองๆ โดยมิพักได้สำเหนียกเลยว่า การสนองพระเดชพระคุณแบบไม่ลืมหูลืมตาอย่างนี้จะมีผลสะท้อนกลับมาในอนาคตอย่างไรบ้าง
ยกตัวอย่างกรณีการเก็บ “ภาษีหุ้นชินคอร์ป” 1.2 หมื่นล้านบาท ที่ “กรมสรรพากร” เชลียร์สุดตัวว่า “ครอบครัวชินวัตร” ไม่ต้องเสียภาษีซักบาทเดียว โดยโมเมคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมืองว่าด้วย หุ้นชินคอร์ปเป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณคนเดียว จึงทำให้การซื้อขายของบุตรทั้งสองเป็นโมฆะ??? พร้อมทั้งคืนเงินภาษีที่เก็บมาคืนให้
แต่หุ้นตัวเดียวกันนี้ “สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์” หรือ ก.ล.ต. กลับเล่นอีกบทบาทหนึ่ง โดยไม่ยอมคืนเงินค่าปรับ “นายพานทองแท้ ชินวัตร” เพราะหากมีการคืนเงินค่าปรับและตีความตามที่ “สรรพากร” อ้าง ก็จะเป็นหอกข้างแคร่ทิ่มตำ “นายใหญ่” ทันทีว่าในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมีการถือครองหุ้นสัมปทานรัฐ และจะกลายเป็นประเด็นเล่นงานใหม่เพิ่มเติมขึ้นมาทีเดียว
แต่หาก ก.ล.ต.คิดซักนิดตามตรรกะของ “ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง” ที่เคยเอ่ยอ้างวจีที่ว่า “พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้ทำผิดกฎหมาย เพียงแต่ทำสิ่งที่กฎหมายห้าม” แล้วล่ะก็ คงไม่เกิดกรณีอิหลักอิเหลื่อให้กลายเป็นกรณีตัวอย่างในอนาคตอันใกล้แน่ เพราะ คงไม่มีที่ไหนในโลก ที่ “หุ้น” ตัวเดียวกันแท้ๆ  หน่วยงานหนึ่งบอกถูก แต่อีกหน่วยงานบอกผิด
คงต้องมีใครเป็น “โจร” และใครเป็น “ผู้ร้าย” แน่ๆ หรือว่าต่างเป็นสมุนโจรทั้งคู่ งานนี้คงต้องติดตามดูกันต่อไป เพราะคงไม่จบและสรุปตามการขาดอายุความ 31 มีนาคมนี้แน่นอน
นี่เป็นตัวอย่างการเชลียร์ด้านเงินๆ ทองๆ ในขณะที่ด้านการเมืองก็รู้เช่นเห็นชาติกันอย่างดี มิเช่นนั้นคงไม่มีความเห็นจากกูรูที่อ่านกฎหมายรู้ ดูกฎหมายเป็นที่ออกความเห็นกรณีที่ดินรัชดาฯ จนสะเทือนวงการนิติศาสตร์ไปถ้วนทั่ว
แต่ที่สุดลิ่มทิ่มประตูคงไม่มีใครเกิน “กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)”  ที่ใครต่อใครอุตส่าห์ดีใจในตอนก่อตั้ง เพราะลอกเลียน “เอฟบีไอ” จากสหรัฐอเมริกามา แต่ที่ไหนได้ กลับไม่มีความน่าเชื่อถือซักกระผีก หากมีเรื่องหรือคดีที่ข้องเกี่ยวกับการเมือง เพราะมีความผันแปรยิ่งกว่า “เรือไร้หางเสือ” เสียอีก
ล่าสุดก็มีทั้งการฟอกคดีการปกปิดหุ้น (อีกแล้ว) ให้นายกรัฐมนตรี โดยทำตัวเป็นทั้งอัยการและผู้พิพากษาแบบเสร็จสรรพ เรียกว่า “ตัดตอน” แบบจบถ้อยกระบวนความในคราเดียว แต่ที่น่ากินแหนงแคลงใจมากที่สุดคือ กรณีผังล้มเจ้า ซึ่งในวันที่ 2 เมษายนนี้ ดีเอสไอก็จะโป้งปิดบัญชีเรียบร้อย “แดงทั้งแผ่นดิน” อีกแล้ว ด้วยเหตุผลข้อกล่าวหาลอยๆ
พิโธ่! แล้วอย่างกรณี “ดา ตอร์ปิโด” รวมถึง “อากง” จะเข้าข่ายข้อกล่าวหาลอยๆ หรือไม่เอ่ย แต่ที่รอดตัวแล้วอาจกลับมาอย่างเท่ๆ เหมือนที่ “นายใหญ่” พร่ำเพ้อเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาคือ “จักรภพ เพ็ญแข” ซึ่งอัยการงุบงิบสั่งไม่ฟ้องไปแล้วเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว ในช่วงชุลมุนชุลเกเรื่องมหาอุทกภัย
แต่ที่สะท้อนความหยิ่งผยองในอำนาจแบบไม่เกรงกลัวใคร คงไม่มีอะไรเกินกรณี เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่รัฐสภามีมติรับหลักการด้วยคะแนนเสียง 399 เสียง ไม่รับหลักการ 199 เสียง และงดออกเสียง 14 เสียง ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ และเมื่อ วันที่ 27 มีนาคม ที่รัฐสภามีมติเห็นชอบ ด้วยคะแนน 346 ต่อ 17 งดออกเสียง 7 ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ตามที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธาน กมธ.และคณะเสนอ และจะนำเข้าสู่การพิจารณาสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 4 เม.ย.นี้
การใช้เสียงข้างมากลากไปทั้ง 2 กรณี รวมทั้งการควบคุมทุกองคาพยพทางอำนาจนี่เอง เราจึงได้ยินการลั่นวาจาแบบอหังการจาก “นักโทษหนีคดี” ที่ว่าจะมีการพูดคุยกับผู้พิพากษาในการปลดปล่อยคนเสื้อแดง รวมทั้งจะกลับมาเมืองไทยอย่างเท่ๆ ยิ่งเมื่อผสมรวมกับคำให้สัมภาษณ์ของ “ทนายหน้าหอ”  อย่าง “นพดล ปัทมะ” ที่บอกว่า ถ้ามาแบบต้องไปคลองเปรมจะมาทำไม ก็ชัดแจ้งแดงแจ๋แบบไม่ต้องตีความใดๆ ว่าเป้าประสงค์ทั้งเรื่องการปรองดอง และการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นต้องการบทสรุปอย่างไร
แล้วที่สุดอัปยศเกินบรรยายนั้นคงไม่มีอะไรเกินการแหวกธรรมเนียม การแหกประเพณีทั้ง 2 กรณี กรณีชำเรารัฐธรรมนูญ ก็กลับมติว่าด้วยการได้มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) จากที่ลงมติไปแล้วว่าจะใช้โมเดล ส.ส.ร.  200 คนเลือกตั้งทั้งหมด มาเป็นแบบเลือกตั้งจังหวัดละ 1 คน รวม 77 คน และแต่งตั้งอีก 22 คน รวม 99 คนแทน ส่วนกรณีปรองดองก็ชัดเกินคำบรรยาย ที่ใช้สมัยประชุมนิติบัญญัติสอดแทรกเรื่องที่ไม่ใช่การเสนอกฎหมายเข้ามา
เพราะเพื่อต้องการความเท่ของคนคนเดียว ก็สามารถเบียดบังกฎหมายการกู้เงินเพื่อมาสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงซะกระจุยแบบไม่เหลือชิ้นดี
นี่ยังไม่ต้องพูดถึงตัวรายงานการปรองดองที่ยังไม่สะเด็ดน้ำดี แต่ “พล.อ.สนธิ” กลับกระเหี้ยนกระหือรือยิ่งกว่า “หมอ” จับผีลงหม้อ พยายามเสนอเรื่อง  เรียกว่าเป็นความพิสดารหาที่ใดไม่มีในโลกอีกแล้ว ที่คนทำการรัฐประหารเห็นอกเห็นใจผู้ถูกทำรัฐประหาร เล่นเอาบรรดาลูกหาบของ “นายใหญ” ถึงกับแซ่ซ้องสรรเสริญเยินยอ “บิ๊กบัง” จนอาจถึงขั้นเรียกว่า “เอกบุรุษ” เลยทีเดียว
เราเคยมี “นายพล” ที่เคยเป็นนายกฯ มาแล้วยอมมาเป็นรองนายกฯ เพื่อเป็นข้ารองบาท แต่วันนี้เราก็มี “นายพล” อีกรายที่ทำรัฐประหารแล้วก็มาจูบปากคนที่เจ้าตัวยึดอำนาจเขามา ทั้งหลายทั้งมวลที่ทำให้ชายชาติทหารเปลี๊ยนไป๋ได้ขนาดนี้ก็เพราะ “อำนาจ” ตัวเดียวเท่านั้นเอง
ปฏิเสธไม่ได้ว่า “การปรองดอง” เป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง แต่ดูเหมือนรัฐบาลกลับมองว่าเป็นเรื่อง “ลูกไก่อยู่ในกำมือ” เพราะได้ใจจากกรณีการจ่ายเงินเยียวยาผู้รับผลกระทบทางการเมืองรายละ 7.5 ล้านบาท ที่สะดวกโยธินมาแล้ว และเมื่อยึดภาษิตที่ว่า “ตีเหล็กเมื่อยามร้อน” จึงไม่มีโอกาสใดเหมาะสมอีกแล้วที่จะ “หักด้ามพร้าด้วยเข่า” และใช้เสียงข้างมากให้สภาผู้แทนราษฎรต้องพิจารณาเรื่องดังกล่าวในวันที่ 4 เมษายน
แล้ว “หนังหน้าไฟ” ที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ผลวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าจำนวน 157 หน้า แบบไม่นับบรรณานุกรม ซึ่งจะถูกหยิกยกมาเป็น “คัมภีร์”  หลักในการเดินสู่ถนนสายปรองดอง!!! ท่ามกลางความกังขาจากหลากหลายฝ่ายว่า “ผลวิจัย” เพียงไม่กี่ร้อยหน้านี้หรือ จะกลายเป็น “แก้วสารพัดนึก” เปลี่ยนประเทศที่เต็มไปด้วยความแตกแยกแตกเหล่าแตกกอให้มารวมกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวได้เหมือนเดิม
โธ่! ถ้าเป็นอย่างนั้นได้จริงตามที่ “บิ๊กบัง” คิดสะระตะอย่างนั้นแล้ว ต่อไปทั้งคณะ กมธ.ปรองดองเอย คณะผู้วิจัยสถาบันพระปกเกล้า 20 รายเอย ผู้ทรงคุณวุฒิ 47 ราย ที่ผู้วิจัยสัมภาษณ์และให้ตอบคำถามเอย รวมๆ แล้วเกือบ 100  คน ก็คงได้กลายเป็น “ศาสดา” ทั้งที่ยังมีชีวิต หัวกระไดบ้านคงไม่แห้ง เพราะคนทั้งประเทศ 63 ล้าน คงต้องไปกราบไหว้ ผูกผ้าสีบูชากันทั่ว
แล้วต่อไปเราคงไม่ได้ยินข่าวช่างกล หรืออาชีวะตีกันอีก เพราะขนาดเรื่องความเชื่อ ความศรัทธา การเผาบ้านเผาเมือง คนเหยียบ 100 เหล่านี้ยังคิดทฤษฎี หยิบนี่ผสมนั่นให้ปรองดองอยู่กันบนความผาสุกได้ โธ่!!! นี่อยู่ในโลกยูโทเปีย หรืออยู่ในโลกความจริงกันแน่มิทราบ
แค่ช่วงค่ำ วันประชุม 27 มี.ค. ก็มีตัวอย่าง หรือออเดิร์ฟให้รู้เช่นเห็นชาติกันแล้วใช่หรือ ว่าเรื่องมันเละต้มเป๊ะขนาดไหน ไม่อยากนึกว่าในวันที่ 4 เม.ย.ที่เรื่องดังกล่าวจะมีการหารือกันอย่างจริงๆ จังๆ เรื่องจะโกลาหลอลหม่านขนาดไหน
แต่ก็ดูเหมือน “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” จะจับทิศทางลมเรื่องดังกล่าวได้  หลังจากเงียบฉี่ไม่เคยเอ่ยอ้างในเรื่องผลวิจัยนี้เลย แม้ดำรงสถานะเป็น  “เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า” โดยเจ้าตัวเตรียมแถลงถึงท่าทีในวันที่ 3  เมษายนนี้ ซึ่งหลายฝ่ายต่างแสดงความหวังว่า บวรศักดิ์จะมีการราฟืนจากกองไฟด้วยการขอถอนผลวิจัยออกมาตามที่ “วุฒิสาร ตันไชย” รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าเคยทำจดหมายเปิดผนึกไปแล้วว่า หากใช้เสียงข้างมากลากไปก็จะไม่ยอมให้นำผลวิจัยไปเป็นเกราะกำบังให้ แต่ “เหรียญย่อมมีสองด้าน”  ผู้ที่คิดด้านบวกก็อาจต้องคิดด้านลบเอาไว้ด้วยเช่นกันว่า ในวันอังคารที่ 3 เม.ย.  “บวรศักดิ์” อาจแถลงเปิดตัวสนับสนุนให้เดินหน้าผลวิจัยก็เป็นได้
แต่อย่างน้อยก็อาจมีสัญญาณที่ดีก็ได้ หลังจากสถาบันพระปกเกล้าได้ผนึกกำลังกับ 4 สถาบัน คือ สถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ), สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ที่จะร่วมหาทางออกจากความขัดแย้งอีกทางหนึ่ง เป็นการประกาศท่ามกลางความร้อนแรงของผลวิจัยสถาบันพระปกเกล้าถูกนำมาเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้คนบางกลุ่มบางจำพวก
ปฏิเสธไม่ได้ว่าผลวิจัยของสถาบันพระปกเกล้า 157 หน้านั้นเป็นข้อสรุปและหาแนวทางการปรองดองได้ในระดับหนึ่ง แต่คงไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของการปรองดอง เพราะผลวิจัยเองก็มีข้อติติงทั้งจากฟากการเมืองและฟากวิชาการ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายชื่อ 47 ผู้ทรงคุณวุฒินั้น เพราะดูเหมือนเลือกจากชื่อที่โผล่ตามหน้าหนังสือพิมพ์ หน้าทีวี-วิทยุ มากกว่าที่จะเป็นผู้มีคุณวุฒิหรือผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์อย่างแท้จริง
ตัวอย่างง่ายๆ ในเมื่อเลือก อดีตนายกฯ ที่ยังมีชีวิตอยู่มา ทำไม่มีชื่อ  “ชวน หลีกภัย” หรือ “พล.อ.สุจินดา คราประยูร” หรือ “อานันท์ ปันยารชุน” แล้วกรณีเลือกคนเสื้อแดงทำไมมีกรณีคู่สามี-ภรรยาอย่าง “หมอเหวงและธิดาแดง” ทั้งที่ตามกฎหมายสามีภรรยาก็ถือเป็นคนคนเดียวกันอยู่แล้ว เพราะหากมองเป็นคนละคนกัน ในเมื่อเลือก สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ทำไมไม่เชิญ “เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ มาด้วยเล่า
นี่ยังไม่นับรวมชื่อนักการเมืองอย่าง “จาตุรนต์ ฉายแสง” หรือ “ขจิต ชัยนิคม” หรือ “ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์” เลือกมาด้วยเหตุใดมิทราบ แต่กลับไม่มีชื่อ “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” แล้ว ที่น่าข้องใจมากขึ้นไปอีก เมื่อเลือกผู้สูญเสียอย่าง “น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล” ลูกสาว เสธ.แดงมาเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ  ทำไมไม่มีผู้สูญเสียที่ชื่อ “พะเยาว์ อัคฮาด” มารดาของ น.ส.กมนเกด อัคฮาด (น้องเกด) หรือ “นิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม” ภรรยา พล.อ.ร่มเกล้าบ้างเล่า
หากยึดโยงตามคำที่ฮิตติดลมบนกันเสียเหลือเกินในช่วงนี้ว่าด้วยเรื่อง ต้นไม้พิษย่อมก่อให้เกิดผลไม้พิษแล้วล่ะก็ การเริ่มต้นด้วยการเลือกผู้ทรงคุณวุฒิอย่างนี้จะถือเป็นกรณีต้นไม้พิษได้หรือไม่เอ่ย
ไม่รู้ว่าจะสายเกินไปหรือไม่กับการแสดงท่าทีของ “บวรศักดิ์” ในเรื่องผลวิจัยดังกล่าว แต่ที่น่าหวาดระแวงและหวาดวิตกอย่างยิ่งคือ การเดินเกมว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และปูทางปรองดองแบบไม่ฟังอีร้าค่าอีรมด้วยอาศัย  “อำนาจ” และเสียงในมือแบบไม่ฟังใคร โดยอ้างว่ามติเสียงส่วนใหญ่ 11 ล้านเสียงบ้าง 14 ล้านเสียงบ้างนั้น คงไม่สามารถอยู่ยั้งยืนยงได้ตลอดไป
การอยากได้ใคร่ดีเพื่อสนองความต้องการของคนคนเดียวแบบ “คนป่าได้ปืน” จนทำให้คนบางคนฮึกเหิมถึงขั้นมาจัดงานสงกรานต์เลียบค่ายที่ลาวและเขมร เพราะรู้ดีว่าคุมทุกอย่างอยู่ในมือ แต่คนคนนั้นอาจลืมไปว่า ประเทศไทยมีพระสยามเทวาธิราชคอยปกปักรักษา ไม่เคยปล่อยให้คนโกงชาติบ้านเมืองอยู่ให้หนักแผ่นดินถิ่นเกิดหรอก ยามนี้อาจได้ใจ เพราะเรื่องทุกอย่างเป็นไปตามที่ชี้นิ้วทุกประการ
แต่ อย่าลืมว่า “นนทก” ที่มีนิ้วเพชรชี้เป็นชี้ตายใครต่อใคร สุดท้ายก็ต้องมาแพ้ย่อยยับอัปราให้กับนางอัปสรอวตารของพระนารายณ์นั่นเอง  ฉันใดก็ฉันนั้น การถูลู่ถูกังทั้งเรื่องรัฐธรรมนูญ รวมถึงการสร้างถนนปรองดอง โดยมีธงว่าไม่มีความผิด พร้อมทั้งได้รับเงินคืน โดยใช้เพียงหลักกู เพราะถือว่ามีอำนาจทั้งในสภาและมีรากหญ้ากล้าตายแทน จนอาจลืมเลือนไปว่า “กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นต้องคืนสนอง”
การกลับมาใหญ่ในวันนี้ ด้วยการทำความฉิบหายให้กับบ้านเรือนถิ่นเกิดด้วยการเผาบ้านเผาเมืองนั้น ไม่ใช่เรื่องผิดบาป หรือกฎหมายอาญาบ้านเมืองเล็กๆ น้อยๆ แบบลหุโทษ และคงไม่มีการตู๊ๆ กันไปได้แน่นอน ยิ่งใช้อำนาจบาตรใหญ่แบบวิปลาสด้วยแล้ว ก็ ยิ่งน่าคิดว่าเพลานี้อาจถึงเวลาเริ่มนับหนึ่ง  “สงครามกลางเมือง” รอบใหม่แล้วก็ได้ แล้วที่สำคัญเราอาจได้เห็นพระนารายณ์อวตารลงมาปราบความหยิ่งยโสของนนทกแม้วในเร็ววันนี้ก็เป็นได้.
ทีมข่าวการเมือง

 

“ทักษิณ-บังธิ” เสน่หาสมคบคิด ปรองดองกับการคอรัปชั่นโกงกิน 2012/05/26

http://www.thaipost.net/node/54509

25 March 2555

บรรทัดฐานในกระบวนการยุติธรรมที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์สร้างขึ้นมาใหม่ จะส่งผลร้ายต่อกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบในอีกไม่นาน
เมื่อรัฐไทยซึ่งมีหน้าที่ต้องบังคับใช้กฎหมายกลับเพิกเฉย มองคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นการเล่นขายของ
ฝ่ายบริหารไม่บังคับใช้กฎหมายไม่พอ ยังท้าทายกระบวนการยุติธรรม  ข่มขู่สารพัดต่างๆ นานาว่าไทยไม่เหมาะกับระบบศาลคู่
การเดินทางเข้ากัมพูชาของ “น.ช.ทักษิณ ชินวัตร” เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน  โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐของไทย ทั้งฝ่ายการเมือง และฝ่ายประจำแห่ไปคำนับ โดยไม่ตระหนักว่าการแสดงความเคารพนักโทษหนีคุก นักโทษที่ศาลพิพากษาไปแล้ว  คือการละเว้นปฏิบัติหน้าที่
แต่ตั้งแต่หัวแถวยันหางแถวระริกระรี้โดยไม่สนใจกฎหมายบ้านเมือง
นี่คือบรรทัดฐานที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้สร้างขึ้นแล้ว ในภายภาคหน้าบรรดานักโทษหนีคุกทุกคดีสามารถเดินเหินในประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างสง่าผ่าเผย
ไม่เท่านั้น เพราะยังเล่นกันถึงขนาดฉายสไลด์นักโทษหนีคุกเทิดทูนคุณงามความดี ประกอบการประชุมวิชาการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เป็นประธานในงาน
ถือเป็นการเชิดชูบุคคลที่ถูกศาลตัดสินจำคุกแล้วหนีความผิดอย่างเป็นทางการ
รัฐบาลนี้มีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หลายครั้ง และยังประกาศตัวเป็นปฏิปักษ์กับศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างเป็นทางการเช่นกัน
ระบอบทักษิณเครือข่ายกว้างไกลกว่าที่คิดเสียแล้ว นับวันเรายิ่งเห็นบุคคลในเครือข่ายนี้เพิ่มมากขึ้นทุกที
บทบาทการสร้างความปรองดองของ “สนธิ บุญยรัตกลิน” ถือว่าไม่ธรรมดาทีเดียว มีหลายสิ่งชวนให้สงสัยว่า เขาเป็นคนอย่างไรกันแน่
หากเรามองผลลัพธ์ที่ออกมาในเวลานี้ “สนธิ บุญยรัตกลิน” กำลังเป็นแกนนำหลักในการสร้างความปรองดองในมิติของ “น.ช.ทักษิณ ชินวัตร”
เขาเป็นหัวโจกเดินนำหน้าแกนนำแดงทั้งมวล ยอมถูกกระแทกแดกดันว่าเป็นคนไม่เอาไหน เพื่อแลกกับการปรองดองที่ฝ่ายต่อต้าน “น.ช.ทักษิณ ชินวัตร ” มิอาจรับได้
เพราะ “สนธิ บุญยรัตกลิน” กำลังปรองดองกับการคอรัปชั่น!
เขียนด้วยมือ ลบด้วยเท้า สำหรับ “สนธิ บุญยรัตกลิน” นั้นคงเบาไป  เพราะเริ่มมีบางพฤติการณ์ที่ปรากฏให้เห็นว่า นี่เป็นอีกครั้งที่ “น.ช.ทักษิณ” ใช้นอมินีในการแก้ไขปัญหาให้ตัวเอง
ความเคลือบแคลงสงสัยว่า หุ้นในกลุ่มชินคอร์ปนั้น “น.ช.ทักษิณ ชินวัตร”  ขายให้เทมาเส็กแห่งสิงคโปร์จริงหรือไม่ ใครเป็นนอมินีของใคร กรณีคล้ายกันนี้เริ่มปรากฏเป็นความสงสัยในลักษณะเดียวกันคือการทำรัฐประหาร 19 กันยายน  2549
“สนธิ บุญยรัตกลิน” ทำรัฐประหารเพื่อใคร?
คงจำกันได้ รัฐบาลสุรยุทธ์ จุลานนท์ ถูกด่า 3 เวลาหลังอาหารว่า ไม่ขุดรากถอนโคนจนทำให้ระบอบทักษิณคืนชีพกลับมาอย่างรวดเร็ว
แต่หากดูในข้อเท็จจริงแล้ว รัฐบาลสุรยุทธ์ทำอะไรได้ไม่มาก เพราะกระบวนการตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่นยุคทักษิณนั้น เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)
คตส.ตั้งขึ้นตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย  อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 วันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2549  ลงนามโดยพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั่นเอง
คตส.ทำงานได้เกือบครบถ้วนสมบูรณ์ ขุดคุ้ยทุจริตในระบอบทักษิณมากองให้ประชาชนได้เห็น แต่จู่ๆ “สนธิ บุญยรัตกลิน” กลับมาบอกว่า การตั้ง คตส.คือความผิดพลาด
โดยตรรกะแล้วการทำรัฐประหารคือการกระทำที่อัปรีย์จัญไรสร้างความฉิบหายให้กับประเทศ ถ้าจะบอกว่าผิดพลาดเฉพาะการตั้ง คตส.ขึ้นมาทำคดีคอรัปชั่นนั้น ไม่น่าจะถูกต้องนัก
การฉีกรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนของคณะปฏิบัติก็ควรเป็นความผิดพลาดที่ไม่อาจนิรโทษกรรมให้ได้เช่นกันใช่หรือไม่
แต่เมื่อเราปกครองโดยนิติรัฐ คำสั่งคณะปฏิวัติก็เป็นส่วนหนึ่งของนิติรัฐ  และเรายึดถืออย่างนี้มาโดยตลอด
และในปัจจุบันยังคงมีคำสั่งคณะปฏิวัติเมื่อครั้งก่อนๆ มีผลบังคับใช้อยู่มากมาย
ถ้าจะยกเลิกก็ต้องเลิกทั้งหมด จะเลิกเฉพาะผลพวง 19 กันยายน 2549  ตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์มิได้
แต่เมื่อมิได้ก็ต้องยึดถือตามนั้น!
ดังนั้นการล้ม คตส.เพียงอย่างเดียว ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอของนิติราษฎร์นั้น สังคมคงอยากรู้ว่าเหตุผลที่แท้จริงของ “สนธิ บุญยรัตกลิน” คืออะไรกันแน่
เพราะคนที่ได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ คือ “น.ช.ทักษิณ ชินวัตร” แต่ประชาชนแทบไม่ได้อะไรเลย หนำซ้ำขบวนการคอรัปชั่นที่กัดกินถึงดีเอ็นเอของประเทศคงนั่งหัวร่อ เพราะสุดท้ายคนขี้โกงคือผู้ชนะ
“น.ช.ทักษิณ” สู้กับใครนั้นชัดเจนตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เขาเปิดสงครามกับ  “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” มาตั้งแต่เขายังนั่งอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ในขณะที่สังคมพากันคาดเดาว่า “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” ใช่ “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” หรือเป็นคนอื่น
กลับพบว่ามีการจาบจ้วงสถาบันบ่อยครั้ง โดยรัฐบาลทักษิณ และตัว “น.ช.ทักษิณ” เอง
เหตุการณ์พัฒนาไปสู่ทางตัน รัฐบาลทักษิณที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน กลับไม่อาจเดินในเส้นทางประชาธิปไตยต่อไปได้ เพราะการคอรัปชั่นอันมโหฬารถูกขุดคุ้ย
ชนวนเหตุแห่งการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่แวดล้อมไปด้วย การคอรัปชั่นที่ก้าวขาไม่ออก เพราะมีพลังมวลชนสวมเสื้อสีเหลืองออกมาขับไล่
เป็นทางตันนำไปสู่การสมคบคิด เพื่อดึงสถาบันลงมาเล่นการเมืองใช่หรือไม่ อย่างน้อยมวลชนในระบอบทักษิณอ้างเหตุผลรัฐประหาร 19 กันยายน 2549  เพื่อวิพากษ์วิจารณ์สถาบันเบื้องสูงกันอย่างต่อเนื่องและรุนแรง โดยที่ “สนธิ บุญยรัตกลิน” ไม่เคยปริปากว่าใครอยู่เบื้องหลัง
แต่ยืนดูให้เกิดความเข้าใจผิดในสถาบันมาร่วม 6 ปีเต็ม
กลับไปดูว่า หลังรัฐประหาร 1 ปี “สนธิ บุญยรัตกลิน” พูดอะไรไว้บ้าง
1 กันยายน 2550 เขาพูดเอาไว้ว่า
“รู้สึกผิดหวังหรือไม่ที่เสี่ยงตายทำรัฐประหารแล้วนักการเมืองยังหน้าเดิมๆ เพราะจริงๆ แล้วปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ที่แกนนำนักการเมือง แกนนำนักการเมืองในอนาคตน่าจะทำให้พัฒนาการไปสู่สิ่งที่ดี เชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งใหม่จะทำให้ได้นักการเมืองหน้าใหม่มากขึ้น”
“ผมคิดว่าเหตุผล 4 ข้อที่ทำรัฐประหารสามารถตอบประชาชนได้หมด  เพราะสำเร็จไปเกือบหมด เช่น เรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ก็รู้ๆ กันอยู่ แต่ไม่อยากให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท เรื่องทุจริตคอรัปชั่นผลก็ออกมา การครอบงำองค์กรอิสระมีการแต่งตั้งบุคคลเข้าไปใหม่ ส่วนความรักสามัคคีกำลังทำ  เพราะเป็นนามธรรม ต้องใช้เวลา เร็วไม่ได้ ต้องมีแรงจูงใจให้ช่วยกัน”
เป็นคำพูดในวันที่ “สนธิ บุญยรัตกลิน” ใหญ่คับประเทศ
แต่วันนี้กลับมาปรองดองกับการคอรัปชั่น
นับเป็นเหตุการณ์ที่แปลกประหลาด ที่วันนี้แม้แต่พรรคเพื่อไทย คนเสื้อแดง ต่างก็ไม่อยากรู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร แถมยังให้คนทำรัฐประหารไปยืนแถวหน้าเสียอย่างนั้น.

 

เด้งปลัดพม.สังเวยแก๊งสี่คน “พนิตาVSสันติ” กับชนักที่ต้องเคลียร์ 2012/05/26

http://www.thaipost.net/node/54164

18 March 2555

แล้ว ”พนิตา กำภู ณ อยุธยา” อดีตปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ก็เลือกที่จะยุติการเคลื่อนไหวและการให้สัมภาษณ์ใดๆ ในช่วงนี้
เหตุเพราะต้องการดูทีท่าของคณะรัฐมนตรีว่าจะมีการพิจารณาทบทวนมติ ครม. เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2555 ที่สั่งเด้งตัวเธอไปนั่งตบยุงในเก้าอี้ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำหรือไม่ หลังจากออกมาแถลงข่าวดับเครื่องชน “สันติ พร้อมพัฒน์” รมว.พม. ที่ยามนี้คือศัตรูกันชัดเจนแล้ว
รวมถึงได้พยายามเคลื่อนไหวผ่านการพบยิ่งลักษณ์ ชินวัตร-นายกรัฐมนตรีที่โดยตำแหน่งก็คือ ประธานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน และนั่งเป็นประธานการประชุม ครม. เมื่อ 13 มี.ค.ที่ผ่านมา
ผสมกับการเขย่าการเมืองผ่านน้องชาย “ประวัฒน์ อุตตะโมต” ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เพื่อไทย ที่คอยช่วยพี่สาวเต็มที่ บนการเคลื่อนไหวในทางการเมืองผ่านสื่อและการเคลื่อนไหวในพรรคเพื่อไทย
แต่ให้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า คงยากที่การประชุม ครม.สัญจรที่ภูเก็ต วันจันทร์ที่ 20 มีนาคมนี้ จะมีการทบทวนมติ ครม. โดยเห็นชอบให้นางพนิตากลับไปรับตำแหน่งปลัด พม.อีกครั้งภายในเวลาไม่ถึง 7 วัน
เพราะหาก ครม.ยิ่งลักษณ์มีมติ ครม.กลับไปกลับมาภายในไม่ถึง 7 วัน  อย่างที่พนิตาและประวัฒน์เรียกร้อง ทั้งยิ่งลักษณ์และ ครม.พังแน่นอนกับการบริหารราชการแผ่นดินที่เละเทะแบบนั้น ความเชื่อถือจากสังคมจะไม่มี โดยเฉพาะมติ ครม.เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล
ประเมินแล้วมีความเป็นไปได้ที่ ครม.ยิ่งลักษณ์จะทอดเวลาเรื่องนี้ให้เนิ่นนานออกไป คงไม่มีการนำเรื่องทบทวนการเด้งพนิตาเข้า ครม.ภายในเวลาอันรวดเร็วแน่นอน
และคนที่จะหนักสุดก็คือ ”สันติ” ที่แทบไม่มีแนวร่วมที่เป็นข้าราชการในกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ผนวกกับต้องยอมรับว่า คนส่วนใหญ่ในสังคมไม่ใช่แค่ข้าราชการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ต่างวางน้ำหนักเชื่อว่าการย้ายนางพนิตาครั้งนี้มีเรื่องเกี่ยวกับผลประโยชน์ในกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เป็นมูลเหตุสำคัญ
หากเรื่องยืดเยื้อออกไป สันติไม่สามารถแจงข้อสงสัยของสังคมถึงเบื้องหลังการโยกย้ายนางพนิตาได้ คนที่จะพังก่อนเพื่อนในรัฐบาลก็คือสันติ แม้ก่อนการนำเรื่องเข้า ครม. จะมีการแจ้งให้ยิ่งลักษณ์และทักษิณ ชินวัตร นายกฯ ตัวจริงทราบก่อนแล้วเพื่อขอไฟเขียว
แต่หากสันติยังแจงข้อสงสัยของ ขรก.และสังคมไม่ได้ แม้จะนำเรื่องกรณีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สอบสวนนางพนิตาในเรื่องสมัยเป็นอธิบดีกรมการพัฒนาสังคมและสวัสดิการ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับรู้และอนุมัติ การใช้งบของกรมไปต่างประเทศถึง 22 ครั้ง ในช่วงปี 2541-2544 มาเป็นเหตุสำคัญในการเด้งพนิตา แต่ปมนี้ก็ยังมีข้อน่าสงสัยหลายประการ
อาทิเช่น เหตุใดสันติจึงดองเรื่องหลังได้รับหนังสือจาก สตง.แจ้งผลการตรวจสอบดังกล่าว และขอให้สันติทำความเห็นในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกระทรวง พม.มาให้ สตง. อันเป็นหนังสือที่ สตง.ส่งไปตั้งแต่สิงหาคม 2554  หลังสันติเข้ารับตำแหน่ง รมว.พม.อย่างเป็นทางการไม่กี่วัน
กระนั้นกลับพบว่าสันติกลับไม่ได้ดำเนินการใดๆ ในเรื่องนี้ ไม่มีการส่งหนังสือกลับไปให้ สตง.เลยเป็นเวลาถึง 7 เดือน
แล้วจู่ๆ ก็นำเหตุผลเรื่องนี้มาจัดการเด้งพนิตา หลังมีการตั้งกรรมการสอบวินัยพนิตา ก่อนการชงเรื่องให้ ครม.เด้งเพียงแค่ 5 วัน
ท่ามกลางข่าวว่าทั้ง 2 คนเกิดปัญหาการทำงานร่วมกันในโครงการก่อสร้างอาคารของกระทรวง พม. มูลค่า 1.2 พันล้านบาท ซึ่งโครงการนี้สันติก็พยายามดิสเครดิตพนิตา ว่าไปดำเนินการขออนุมัติขยายวงเงินงบประมาณก่อสร้างเพิ่ม 400 ล้านบาท โดยไม่ถูกต้อง มีการทักท้วงจากกรมบัญชีกลางเพื่อหวังสร้างน้ำหนักให้การย้ายพนิตามีเหตุผลมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ประเมินจากกระแสภายนอก ไม่เกี่ยวกับการเมืองในพรรคเพื่อไทย ซึ่งผู้คนพูดถึงเบื้องหลังการย้ายพนิตาแล้วก็ต้องยอมรับว่า
“สันติยังเป็นรองพนิตาอยู่หลายช่วงตัว”
จึงเชื่อว่ายิ่งลักษณ์กับทักษิณที่ให้ท้ายและหนุนหลังสันติ ซึ่งเป็นกลุ่มทุนคนหนึ่งของเพื่อไทยและมีบทบาทในพรรคเพื่อไทยมากกว่าประวัฒน์ อุตตะโมต  ซึ่งที่ผ่านมาสอบตกมาตลอดในการลง ส.ส.ที่จันทบุรี
ตอนนี้ทักษิณคงจะสั่งการให้สันติต้องเคลียร์ทุกข้อสงสัยของสังคมให้จบให้ได้ในเวลาอันรวดเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เรื่องนี้บานปลายออกไปจนกลายเป็นเรื่องปัญหาผลประโยชน์ที่จะส่งผลต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ถ้าเคลียร์ไม่จบ
ประเมินดูแล้วพนิตาคงยากที่จะกลับไปเป็นปลัด พม.อีกครั้งในช่วงนี้ แม้ต่อให้เคลื่อนไหวอย่างหนัก แต่สุดท้ายคงต้องพึ่งขั้นตอนการต่อสู้ในระบบไปสักระยะหนึ่งก่อน
ทั้งการยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการพิทักษณ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ในชั้นแรก แต่หากผลการพิจารณาไม่ออกมาตามที่พนิตาต้องการหรือล่าช้า ก็คงต้องพึ่งศาลปกครองตามลำดับขั้นตอนต่อไป
อย่างไรก็ตาม สังคมก็ต้องการเห็นตัวพนิตาเคลียร์ทุกข้อกังขาด้วย  เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าเธอเป็นของจริง และถูกการเมืองกลั่นแกล้งรังแก  หากทำได้ก็เชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะยืนข้างพนิตามากกว่านักการเมืองอย่างสันติแน่นอน
ข้อสงสัยที่พนิตาต้องเคลียร์ให้ได้ก็คือ กรณีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ใช้งบไปต่างประเทศ 32,906,146 บาท  มีการดำเนินการถูกต้องตามระเบียบจริงหรือไม่ ?
ทำไมที่ สตง.บอกว่า เอาเงินบริจาคของประชาชนที่บริจาคให้เพื่อนำไปใช้ช่วยเหลือสังคม แต่กรมและกระทรวง พม.กลับเอาไปจัดสรรเป็นงบไปต่างประเทศ โดยขนพวกบิ๊ก ขรก.พม.จำนวนมากไปต่างประเทศถึง 22 ครั้ง เป็นการใช้งบที่ถูกกฎหมายหรือไม่ ทำไมต้องไปต่างประเทศบ่อยครั้งขนาดนั้น ไปแล้วได้ประโยชน์อะไร มีใครร่วมคณะไปบ้าง มีข้าราชการคนไหนเกี่ยวข้องบ้าง
ทุกข้อกังขา พนิตาต้องเคลียร์ให้จบ เพราะสังคมก็ย่อมอยากรู้ข้อเท็จจริง กับเรื่องที่พวกหน่วยงานราชการมักใช้งบที่เป็นเงินภาษีประชาชนไปต่างประเทศ ที่ก็ต้องยอมรับความจริงกันว่าก็ต้องมีการไปพักผ่อนไปเที่ยวกันด้วยในการไปต่างประเทศแต่ละครั้ง ยิ่งกรณี สตง.บอกว่างบก้อนนี้เป็นเงินบริจาคที่องค์กรต่างๆ บริจาคผ่านกรมพัฒนาสังคมฯ แล้วทำไมถึงไม่เอาไปใช้เพื่อส่วนรวม แต่กลับเอาไปใช้เป็นงบไปต่างประเทศ ตรงนี้ตามข่าวพบว่าพนิตายังแจงไม่สิ้นกระแสความ
ที่พนิตาแจงกับ สตง.ผ่านหนังสือเมื่อมกราคม 2555 ว่าทั้งหมดทำโดยถูกต้อง ไม่ได้ทำผิดระเบียบการใช้งบ แต่ สตง.ก็ยังยืนยันว่า ผลการตรวจสอบพบว่าน่าจะผิดระเบียบ ก็ควรที่พนิตาหากจะแถลงข่าวอีกครั้ง ก็ต้องทำให้หมดจดทุกข้อกังขาไปด้วยเพื่อจะได้เป็นเกราะป้องกันตัวเอง
เช่นเดียวกับโครงการก่อสร้างตึกของ พม. 1.2 พันล้านบาท พนิตาก็ควรต้องบอกความจริงกับสังคมว่า มีอะไรเบื้องหน้าเบื้องหลังหรือไม่ โดยเฉพาะจริงหรือไม่ที่ พม. มี Gang of Four หรือแก๊ง 4 คน ตั้งวอร์รูมบัญชาการทุกอย่างใน  พม. แต่เมื่อแผนที่วางไว้ไม่เป็นไปตามที่ต้องการของ Gang of Four จึงมีการเชือดพนิตาให้หลุดไปจากวงโคจรการขวางผลประโยชน์ใน พม.
คนที่จะรู้เรื่องดีที่สุด พูดแล้วมีน้ำหนักมากที่สุดก็คือพนิตานั่นเอง จึงควรที่ พนิตาจะต้องบอกทุกความจริงกับสังคมควบคู่ไปกับการเคลียร์ข้อกังขาที่เกิดขึ้นกับตัวเองให้สังคมวางใจได้ว่า อดีต พม.คนนี้ทำงานโปร่งใสทุกย่างก้าว ไปพร้อมๆ กัน
เพื่อให้สุดท้ายสังคมจะได้รู้ความจริงกันว่า เบื้องหลังการย้ายครั้งนี้ เกิดจากการจัดสรรผลประโยชน์และอำนาจที่ไม่ลงตัวใน พม.อย่างที่ผู้คนพูดกันไปทั่วเวลานี้จริงหรือไม่.
ทีมข่าวการเมือง

 

รื้อสถาบันศาล-ล้างองค์กรอิสระ ฟื้น “ระบอบทักษิณ” สัญญาณอันตราย! 2012/05/26

http://www.thaipost.net/node/53811

11 March 2555

หลังรัฐสภารับหลักการและมีการตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย รัฐบาลพรรคเพื่อไทยก็เริ่มมีการ แบไต๋- เปิดหน้าชก ชัดเจนขึ้นทุกวันว่าเจตนารมณ์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีปลายทางที่ใด
ปลายทางที่ว่าก็คือการล้างองค์กรอิสระ เปลี่ยนสถาบันศาลยุติธรรมทั้งระบบ และอาจเข้าแก้ไขหมวดพระมหากษัตริย์อีกด้วย
ถึงแม้กรรมาธิการจากพรรคประชาธิปัตย์พยายามเสนอให้บรรจุหลักการสำคัญๆ เอาไว้ คือ 1.ไม่ก้าวล่วงสถาบันพระมหากษัตริย์ 2.ไม่ก้าวล่วงสถาบันศาล องค์กรอิสระ 3.ไม่แก้ไขเพื่อประโยชน์ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่กรรมาธิการจากพรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วย อ้างว่าจะทำให้การทำงานของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ไม่อิสระ
แต่ขณะเดียวกัน แกนนำพรรคเพื่อไทยก็ออกมาชี้นำการยกร่างรัฐธรรมนูญแบบรายวัน โดยเฉพาะ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ที่ประกาศชัดเจนว่า ประเทศไทยเหมาะสมกับระบบศาลเดี่ยวมากกว่าคือ ศาลยุติธรรม เพราะสามารถตรวจสอบการทำงานของผู้พิพากษาได้
“ระบบศาลคู่ ที่มีศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญแยกออกมา ไม่สามารถตรวจสอบได้ อีกทั้งระบบการตรวจสอบด้อยกว่าศาลยุติธรรม โดยระบบศาลคู่ เหมาะสมกับประเทศมี่เจริญแล้ว อาทิ ฝรั่งเศส เยอรมัน” ร.ต.อ.เฉลิม ระบุ
ในขณะที่ นายสามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ระบุว่า “ในหมวดที่เกี่ยวกับศาลทุกฝ่ายมีความเห็นตรงกันให้ศาลปฏิบัติหน้าที่โดยอิสระ โดยทุกฝ่ายมองว่าเมื่ออำนาจของฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติมีส่วนยึดโยงกับประชาชน จึงมีคนเห็นว่าอำนาจของศาลน่าจะมีส่วนยึดโยงกับประชาชน”
นี่คือเจตนาที่แท้จริงที่พรรคเพื่อไทยอ้างว่าอยากให้ ส.ส.ร.มีอิสระ แต่กรรมาธิการก็ขีดเส้น กำหนดทิศทางการแก้ไขให้ ส.ส.ร.เสร็จสรรพแล้ว ซึ่งก็เป็นที่คาดการณ์ได้ล่วงหน้าว่า ส.ส.ร.ส่วนใหญ่ก็จะเป็นบุคคลที่พรรคเพื่อไทยสามารถบงการได้นั่นเอง
สำหรับวาระซ่อนเร้นที่ต้องการรื้อศาลและยุบศาลปกครองนั้น นายคมสัน โพธิ์คง อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช  ระบุว่า “เพราะที่ผ่านมาถือว่าเป็นองค์กรที่ตรวจสอบการกระทำของฝ่ายบริหาร  ซึ่งอาจจะส่งผลให้รัฐบาลทำอะไรตามอำเภอใจได้อย่างสะดวก และหากมีการเลิกศาลปกครอง ก็จะทำให้ระบบการตรวจสอบฝ่ายบริหารถูกทำลายได้ เพราะเจตนาของการตั้งศาลปกครองเพื่อต้องการนำผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ มาทำงานควบคุมฝ่ายบริหาร และแนวคิดนี้มีมาตั้งแต่ปี 2476 แต่ถูกขัดขวางจนมาสำเร็จในช่วงรัฐธรรมนูญปี 2540”
ส่วนที่อ้างว่า ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถตรวจสอบได้นั้น  นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ประธานศาลปกครองสูงสุด ยืนยันว่า มีการควบคุมความชอบธรรมด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครองโดยองค์กรตุลาการ  และมีระบบหรือวิธีพิจารณาเพื่อตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองด้วย ซึ่งไม่ได้ด้อยกว่าศาลอื่น นอกจากนี้ตุลาการศาลปกครองก็ต้องผ่านการรับรองจากรัฐสภาอยู่แล้ว และสามารถถูกตรวจสอบถอดถอนโดยมติของสภาได้ตลอดเวลา
สำหรับองค์กรอิสระสำคัญๆ ที่จะถูกรื้อนั่นก็คือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นองค์กรที่เคยวินิจฉัยคดี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในคดีซุกหุ้น เมื่อปี 2544 ว่าชี้แจงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ ก่อนจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับชนะมาด้วยคะแนนเสียง 8 ต่อ7 ท่ามกลางข้อกังขาว่าเป็น คำวินิจฉัยสีเทา
อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญก็เป็นองค์กรหนึ่งที่จะถูกล้มล้าง เพราะเคยวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักไทยกับพรรคพลังประชาชนมาแล้ว แต่ไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ จนมีการนำไปโจมตีว่า 2 มาตรฐาน
รวมทั้งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ชี้ขาดคดีทุจริตการจัดซื้อที่ดินรัชดาฯ สั่งจำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 2 ปี ทำให้ต้องหลบหนีอยู่ต่างแดนจนถึงปัจจุบันนี้
ทั้งนี้ ได้มีปรากฏการณ์ที่น่าสนใจคือกรณี น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ยื่นคำร้องขอให้วุฒิสภามีมติให้ นายภักดี โพธิศิริ กรรมการ  ป.ป.ช. พ้นจากตำแหน่ง ตามมาตรา 248 ของรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเห็นว่านายภักดีดำเนินการขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรค 2 มาตรา 39, 40 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ กรณีมติ ป.ป.ช.แต่งตั้งนายภักดีเป็นประธานอนุกรรมการไต่สวนคดีการจัดซื้อคอมพิวเตอร์ของกระทรวงสาธารณสุข ในสมัยที่ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็น รมว.สาธารณสุข ทั้งที่ตัวเองเคยเป็นรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข รู้เห็นเหตุการณ์คดีที่ตัวเองรับไต่สวนมาตั้งแต่ต้น
โดยที่ประชุมวุฒิสถาลงมติไม่เห็นชอบให้นายภักดีพ้นจากตำแหน่ง ด้วยคะแนน 84 เสียง เห็นชอบ 56 เสียง และงดออกเสียง 2 เสียง จากจำนวนสมาชิกที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด 142 คน แม้ขบวนการถอดถอนกรรมการ  ป.ป.ช.รายนี้ไม่สำเร็จ แต่ตัวเลขคะแนนเสียงเห็นชอบให้พ้นตำแหน่ง 56 เสียง  ถือว่าไม่น้อย น่าจับตาว่าหากมีกรณีอื่นและมีการใช้กำลังภายในมากกว่านี้  กรรมการองค์กรอิสระที่เป็นปฏิปักษ์กับกลุ่มทุนสามานย์จะถูกถอดถอนสำเร็จก็เป็นได้
นอกจากมีความพยายามรื้อองค์กรอิสระและสถาบันศาลแล้ว ยังเตรียมยกเลิกกฎหมายที่ออกโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อีกด้วย โดย นายประสพ บุษราคัม ประธานคณะกรรมการปรับปรุงและพัฒนากฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน (กปพ.) และคณะ แถลงว่า กปพ.ได้มีการจัดทำร่างกฎหมายขึ้นเพื่อยกเลิก พ.ร.บ.ที่ตราออกบังคับใช้โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จำนวน 191 ฉบับ พ.ศ….เป็นที่เสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งคาดว่าจะสามารถเสนอต่อประธานสภาฯ ให้ความเห็นชอบได้ในกลางสัปดาห์หน้า
ประธาน กพป.อ้างว่า เนื่องจากการพิจารณาตรวจสอบการตราออกบังคับใช้กฎหมายทั้ง 191 ฉบับดังกล่าว เห็นว่าไม่ได้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ 40 และ 50 แต่ สนช.กลับออกบังคับใช้กฎหมายแบบสุกเอาเผากิน  เพราะไม่ได้มาจากเสียงของจำนวนสมาชิก สนช.จำนวนกึ่งหนึ่งตามกฎหมาย
ทั้งนี้ กฎหมายที่ออกในยุค สนช. คือในยุคที่ “ระบอบทักษิณ” ถูกโค่นล้ม โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ส่วนหนึ่งได้พยายามร่างกฎหมายต่างๆ สกัดขบวนการทุนสามานย์ที่ทุจริตคอรัปชั่น แบบ ”โกงทั้งโคตร” อันเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ประชาชนลุกขึ้นมาขับไล่ระบอบทักษิณนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม แม้ระบบกลไกการตรวจสอบยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ ก็เป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายที่จะช่วยปรับปรุง-อุดช่องโหว่ เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
แต่วันนี้ เครือข่ายทักษิณ-รัฐบาลทักษิณส่วนหน้า กำลังทำทุกวิถีทางที่จะทำลายล้างกลไกการถ่วงดุลฝ่ายบริหาร อันเป็นหัวใจสำคัญอย่างหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย โดยการอ้างเสียงข้างมากในสภา และมาจาก 15 ล้านเสียง ที่จะทำอะไรตามอำเภอใจได้
ที่เห็นชัดเจนแม้แต่กระบวนการตรวจสอบในระบบปกติ รัฐบาลชุดนี้และรัฐบาลทักษิณก็ไม่ให้ความสำคัญ เช่น การตอบกระทู้สดในสภา ล่าสุด กรณี  “ว.5 ชั้น 7 โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์” นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็บ่ายเบี่ยงที่จะมาตอบด้วยตนเอง
หรือกรณีกลุ่มกรีนร้องเรียนให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการกระทำไม่เป็นไปตามประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ….ของบุคคล 4 คน  คือ นางนลินี ทวีสิน รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรและสหกรณ์ นายอำพล กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี รัฐบาลก็ตั้งคำถามกับบทบาทและอำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการ หาว่าก้าวก่ายดุลยพินิจของฝ่ายบริหาร
เมื่อ รัฐบาลทักษิณส่วนหน้า ยึดอำนาจฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติได้แล้ว ก็เหลือเพียงฝ่ายตุลาการและองค์กรอิสระ ที่ยังเป็น ก้างขวางคอ และ  เสี้ยนหนาม ของทุนสามานย์ ซึ่งหากกำจัดไม่ได้ก็ต้องเข้ายึดกุมมาเป็นของฝ่ายตัวเอง!
ที่สำคัญยังมีความพยายามออกกฎหมายมาล้มล้างความผิดให้กับ น.ช.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ หนีคุก ที่ป่าวประกาศว่าจะสามารถกลับประเทศไทยเร็วๆ นี้โดยไม่ต้องมีความผิด
ดังนั้นหากปฏิบัติการดังกล่าวสำเร็จ ก็เท่ากับรัฐบาลทุนสามานย์สามารถยึดกุมอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ และองค์กรอิสระ ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็ไม่ต่างจากรัฐบาลเผด็จการ และคือการฟื้นคืนชีพของ ระบอบทักษิณ อันเป็นเงื่อนไขนำไปสู่วิกฤติซ้ำซากที่สังคมไทยยังหาทางออกไม่เจอ.
ทีมข่าวการเมือง

 

“112-รธน.-7.5ล้าน” ชนวนที่รอจุดระเบิด 2012/05/26

http://www.thaipost.net/node/53481

4 March 2555

ดูเหมือนสัปดาห์ที่กำลังผ่านพ้นไป มีเรื่องน่าตื่นเต้นและน่าสนใจหลายเรื่อง ที่เมื่อมองผ่านๆ อาจเป็นคนละเรื่อง คนละบทบาทกัน แต่หากส่องกล้องมองเข้าไปลึกๆ ด้วยแล้ว เรื่องทั้งหลายทั้งปวงนั้นอาจมีการเขียนบท และเมื่อถึงคราวเรื่องจบลง อาจเกิดจากน้ำมือคนคนเดียว และเพื่อคนคนเดียวเท่านั้น
ไล่เรียงมาตั้งแต่เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2550 ที่ยังคงความร้อนแรงมาอย่างต่อเนื่องหลังจาก รัฐสภาเสียงข้างมากในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ มีมติรับหลักการด้วยคะแนนเสียง 399 เสียง ไม่รับหลักการ 199 เสียง และงดออกเสียง 14 เสียง ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ
โดยร่าง รธน.ที่ได้รับหลักการ และอยู่ในขั้นตอนแปรญัตติของกรรมาธิการ 45 คนนั้น เสนอโดยพรรคชาติไทยพัฒนา พรรคเพื่อไทย และคณะรัฐมนตรี!!!
และยังไม่นับรวมร่างที่เตรียมเสนอของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.ที่จ่อรอยื่นอีก
เรียกว่าเป็นบทละครสไตล์เหลี่ยมที่ใช้ทีไรก็ได้ผลครานั้น นั่นคือ การแยกกันตีเพื่อจุดมุ่งหมายเดียว ดูง่ายๆ จาก 3 ร่างรัฐธรรมนูญที่อยู่ในมือของ กมธ.นั้น 2 ใน 3 ก็เรียกได้ว่าเป็นกรอบในความต้องการของนายใหญ่นั่นเอง เพราะคณะรัฐมนตรีนั้นก็รู้เช่นเห็นชาติกันดีว่าใครเป็นคนเลือกรัฐมนตรี มิพักต้องพูดถึงร่างที่เสนอโดยพรรคเพื่อไทย ที่เป็นสมบัติของครอบครัวชินวัตร
การเล่นมุกเสนอร่างรัฐธรรมนูญโดย ครม.และเพื่อไทย จึงเป็นแค่ปาหี่สร้างราคาเท่านั้นเอง
ยังไม่ต้องพูดถึงความซับซ้อนและปัญหาที่จะตามมาอีกในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
เอาแค่ในการพิจารณาเรื่องดังกล่าวในวาระแรก โดยเฉพาะในช่วงท้ายของการประชุมก็เกิดเรื่องฉาวโฉ่แบบไม่น่าให้อภัย และยังส่งผลต่อการทำหน้าที่ของ “ท่านผู้ทรงเกียรติ” ทั้งหลายอีกด้วยว่าเหมาะสมกับคำดังกล่าวหรือไม่
เพราะกรณี “เมารัก” หรือก้านหูอักเสบก็ตามทีนั้น ภาพการถ่ายทอดอย่างชัดเจนว่ามันเป็นอย่างไร โดยเฉพาะคนที่เคยมีประวัติเรื่องครองสติมาแล้วในอดีต ที่เคยขึ้นสถานีตำรวจด่ากราดเพื่อปกป้องลูกสุดที่รักด้วยอาการฉ่ำไวน์ และสุดท้ายก็ต้องไปขอขมาลาโทษทีหลัง
และยิ่งมีปฏิกิริยาที่ไม่ปกติของ “สุนัย จุลพงศธร” ในการขอโทษ และแบ่งรับแบ่งสู้กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ด้วยแล้ว ยิ่งเป็นเครื่องตอกย้ำไปใหญ่ เพราะจากพฤติกรรมของสุนัยในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านมา ก็รู้ชัดแจ้งว่าเป็นไม้เบื่อไม้เมากับพรรคประชาธิปัตย์
การจะยอมงอยอมลงจาก “สุนัย” จึงเป็นไม่ได้ หากเขาไม่รู้สึกรู้สาหรือเห็นอะไรที่จะจะตา
เรียกว่าเป็นความฉาวเพิ่มเติมจากความขัดแย้งที่รอท่ารอวันปะทุในอนาคตอันใกล้จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
แต่หากคิดอีกมุมหนึ่ง อาจเป็นการยอมเสียสละ ยอมบาดเจ็บเล็กๆ น้อยๆ ในการสร้างราคาจาก “นายใหญ่” เพราะ สามารถเบี่ยงเบนความสนใจของสังคมจากกรณีปฏิบัติภารกิจลับ (ว.5) ชั้น 7 โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ให้เบาบางลง โดยหันไปสนใจเรื่อง “ความเมา” แทนเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน หรือเรื่องอื่นๆ
เป็นการเจ็บแบบจิ๊บๆ แต่ซื้อใจทั้งนายกฯ และอดีตนายกฯ ได้อักโขทีเดียวเชียว
“วิน-วิน” อีกแล้วครับท่าน
แต่ดูเหมือนเหตุการณ์โฟร์ซีซั่นส์ยังคงเป็นเรื่องซุบซิบในแวดวงสังคม รวมทั้งยังเป็นข้อกังขาให้สังคมแบบยืนระยะได้นานกว่าปกติ ตราบใดที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรียังคงเล่นบทเป็น “เตมีย์ใบ้” ไม่ยอมแสดงความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว เพราะการตอบข้อสงสัยแค่ในเฟซบุ๊กส่วนตัวนั้น สังคมต่างมองแทบตรงกันว่าเหมือนไม่ได้ตอบอะไรทั้งสิ้น
ไม่รู้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ทำบุญด้วยอะไร หรือเป็นการบรรจงสร้างบทให้กับนายกฯ หญิงกันแน่ เพราะแม้เรื่องของความมึนเมาไม่สามารถกลบกระแสขาว ว.5 ได้ แต่ก็บังเอิ๊ญบังเอิญที่มี “คู่แฝดศิลารัตน์” มารุมต่อย “วรเจตน์ ภาคีรัตน์” อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แกนนำกลุ่มนิติราษฎร์จนหน้าตาปูดและเลือดซิบ
กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งทุกฉบับ และยังเป็นข่าวนำในสื่อทีวีและวิทยุแบบไม่ได้นัดหมายเลยทีเดียว
เป็นความอัศจรรย์พันลึกแบบไม่น่าเชื่อ เพราะยิ่งตรวจสอบลงไปในประวัติของแฝดศิลารัตน์แล้วก็ยิ่งน่าสนใจมากขึ้น เนื่องจากทั้งคู่ไม่มีความฝักใฝ่ทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นสีเหลือง แดง หรือสารพัดสี
คนที่ไม่สนใจการเมืองเลยกลับยอมไปนั่งเฝ้าเพื่อดักรอทำร้าย อ.วรเจตน์นานนับชั่วโมง นี่ยังไม่นับคำถามที่น่าสงสัยอีกพะเรอเกวียนจากการให้คำตอบของ “สุพจน์-สุพัฒน์” นอกเหนือจากการอยากเตะนักข่าวแล้วคือ ทั้งคู่รู้หรือไม่ว่า “มาตรา 112” ที่เป็นบริบทความเคลื่อนไหวของคณะนิติราษฎร์คืออะไร กระทำเพื่ออะไร
กรณีการแจกหมัดให้ อ.วรเจตน์จึงเป็นปริศนาที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง
แต่ที่ไม่ต้องตีความให้มากมายนักก็คือ การปลุกเร้าให้เรื่องการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่เงียบเหงาไปแล้ว กลับกลายมาเป็นประเด็นเด่นประเด็นดัง ตีคู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเหมือนแฝดคนละฝาเดียวกัน
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นยังเป็นการเบียดข่าว ว.5 ชั้น 7 ให้ตกกระป๋องแบบแทบถูกลืมไปเลยทีเดียว
เป็นยุทธศาสตร์ข่าวใหม่กลบข่าวเก่าที่ได้ผลชะงัดนักแล
วกกลับมาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ชัดแจ้งอีกเช่นกันว่า เป็นความกระหือรือเป็นอย่างมาก จะด้วยข้ออ้างว่าได้ปราศรัยหาเสียงไว้ในช่วงก่อนการเลือกตั้งวันที่ 3 ก.ค. 2554 แล้วเมื่อประชาชนมีฉันทามติเทเสียงให้ถล่มทลาย ก็เลยต้องทำตามสัญญาประชาคมที่ให้ไว้ก็ตามที
แต่จากคำแถลงนโยบายรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2544 นั้น แม้มีเรื่องการแก้ไข รธน.เป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนที่จะดำเนินการในปีแรกก็ตาม แต่เรื่องดังกล่าวก็เป็นนโยบายเร่งด่วนข้อ 18 ซึ่งเป็นข้อสุดท้าย แม้พรรคเพื่อไทยจะสามารถอ้างว่าไม่จำเป็นต้องทำเรียงตามลำดับ โดยสามารถทำหลายๆ ข้อไปพร้อมๆ กันได้ ก็มีคำถามและข้อสงสัยอีกเช่นกันว่า มันจำเป็นเร่งด่วนมากขนาดรอไม่ไหวเชียว
หรือเพราะ ใครบางคนทนรอกลับประเทศไม่ไหว เนื่องจากความอาลัยในอำนาจ หรือเพราะโรคาพยาธิที่กำลังกัดกินร่างกายที่ต้องการกลับมาสิ้นลมในผืนแผ่นดินไทย!!!
แม้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งเป็นความหวังสูงสุดของพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลได้เริ่มนับหนึ่งแล้วก็ตามที แต่คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะใช้เพียงเสียงข้างมากเท่านั้นในการลากถูเหมือนกรณีวาระ 1 ได้ตลอดรอดฝั่ง เพราะอย่างน้อยก็ยังมีขวากหนามทั้งเรื่องการต่อต้านของกลุ่มต่างๆ ทั้งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กลุ่มสยามสามัคคี หรือแม้กระทั่งพรรคประชาธิปัตย์
นี่ยังไม่นับรวมข้อข้องใจว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นสามารถฉีกทิ้งได้ทั้งฉบับ หรือทำได้เฉพาะรายมาตราเท่านั้น และเรื่องดังกล่าวก็ไม่ใช่เรื่องที่จะปล่อยให้ผ่านเลย แต่ต้องติดตามและเกาะติดไม่ต่างจากความเห็นแย้งของกลุ่มต่างๆ
และ ตราบใดที่ยังไม่มีคำยืนยันอย่างชัดเจนจริงจังจากผู้นำรัฐบาล หรือแม้กระทั่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าจะไม่มีการแตะต้องหมวดพระมหากษัตริย์ หรือแม้กระทั่งศาล และองค์กรอิสระ รวมถึงการนิรโทษกรรมหรือทำเพื่อคนคนเดียวด้วยแล้ว ก็เชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนับวันจะเพิ่มแรงต้าน-แรงหนุนมากขึ้น และก็เป็นไปได้อีกเช่นกันว่า สักวันมันอาจระเบิดขึ้นเหมือนกรณี “วรเจตน์” ซ้ำร้ายอาจเป็นระเบิดที่รุนแรงมากกว่าหลายเท่านักก็เป็นได้
แต่ดูเหมือนว่าพรรคเพื่อไทยยังคงไม่สาแก่ใจ ในการตอกลิ่มสร้างความร้าวฉานและข้อกังขาให้สังคมถ่างกว้างมากขึ้น เพราะล่าสุดนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย ที่ยังสวมหมวกหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงาน ตามข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.) เตรียมที่จะเสนอ ครม.ในวันที่ 6 มีนาคมนี้ ให้จ่ายเงินเยียวยาคนเสื้อแดงในเหตุการณ์ทางการเมือง 102 คน วงเงินรวม 2 พันล้านบาท หลังจากได้บทสรุปมาก่อนหน้านี้แล้วในราคาการเผาเมืองที่รายละ 7.5 ล้านบาท
ที่สำคัญเมื่ออนุมัติเสร็จก็จะให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์นำเงินบินไปถึงประเทศญี่ปุ่น เพื่อมอบให้กับครอบครัวนายฮิโร มูราโมโต ที่เสียชีวิตในระหว่างที่นายกฯ นำพารัฐมนตรีและนักธุรกิจไปเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ!!!
อย่าลืมว่าเรื่องดังกล่าวแม้ศาลปกครองจะไม่รับคุ้มครองชั่วคราวจากกรณีที่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ยื่นตีความในการเยียวยาคนเสื้อแดง โดยศาลให้เหตุผลว่ายังไม่มีการดำเนินการ “จ่าย” แต่หากมีมติในวันที่ 6 มี.ค.แล้ว ศาลปกครองมีการพิจารณาตีความเพิกถอนมติ ครม.เมื่อวันที่ 10 ม.ค. ในการเยียวยา 7.5 ล้านบาทขึ้นมา จะมีการดำเนินการอย่างไร
การคิดแต่เรื่องการตลาดสร้างภาพ โดยให้นายกฯ นำเงินไปให้ครอบครัวนักข่าวชาวญี่ปุ่นนั้น จะมิกลายเป็นเรื่องตลกในระดับระหว่างประเทศหรอกหรือ หากจะต้องมีการทวงเงินดังกล่าวกลับคืน
หรือเป็นเพราะนิสัยสร้างภาพโดยใช้เงินภาษีของคนทั้งประเทศ โดยไม่ได้ควักกระเป๋าจนเป็นนิจ ลุกลามจากพี่มาสู่น้องเสียแล้ว ซึ่งก็ไม่แปลกอีกเช่นกันเพราะคำให้สัมภาษณ์หลายๆ ครั้งก่อนที่ “ยิ่งลักษณ์” จะนั่งเก้าอี้นายกฯ คือ เธอเป็นโคลนนิงของผม
ทั้งหลายทั้งปวงที่ไล่เรียงมาในรอบสัปดาห์ และที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ หากมองแยกแต่ละเรื่องแต่ละราวแล้วต่างก็เป็นเรื่องเอกเทศซึ่งกันและกัน แต่หากลองมองแบบบูรณาการที่นายกฯ ปูมักชอบใช้อ้างนั้น ก็จะเห็นว่าต่างก็เป็นชิ้นส่วนของกันและกันอย่างแทบแยกไม่ออก
เป็นจิ๊กซอว์ที่รอประกอบเข้าด้วยกันเท่านั้น และหากสำเร็จเมื่อไหร่ ไม่ใช่คนไทย 63 ล้านคนหรอกที่ได้รับประโยชน์ แต่เป็นคนหน้าเหลี่ยมคนเดียวเท่านั้น ที่สำคัญเป็นความสำเร็จบนซากของชาติ และเลือดเนื้อที่จะต้องสูญเสียมากกว่า 91 ศพแน่นอน.

 

รัฐธรรมนูญขี้เมา อัปยศ-ขยะแขยง-น่ารังเกียจ 2012/05/26

http://www.thaipost.net/node/53136

26 February 2555

ผ่านไปแล้วสำหรับการชำเรารัฐธรรมนูญขั้นเบื้องต้นโดยรัฐสภาไทย ที่ยังมีข้อกังขาว่า เหตุแห่งความจำเป็นในการต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น คืออะไร?
จะมีคนไทยสักกี่คนที่เคยเปรียบเทียบระหว่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 เป็นรายมาตราว่าฉบับไหนดีกว่ากัน
แต่เท่าที่สดับตรับฟัง เหตุผลหลักแห่งการล้มล้างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 คือ เป็นมรดกของเผด็จการทหาร นอกนั้นเป็นความคับแค้นจากการที่รัฐธรรมนูญคุมเข้มการเข้าสู่อำนาจองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็น
ศาลรัฐธรรมนูญ
ศาลปกครอง
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
รวมไปถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ  (ป.ป.ช.)
ทั้งหมดนี้อยู่ในข่ายถูกรื้อครั้งใหญ่
ให้จับตาข้ออ้างที่ว่าองค์กรอิสระมาจากอำนาจเผด็จการ ไม่ยึดโยงกับประชาชน จะนำมาซึ่งการถูกครอบงำโดยฝ่ายการเมือง
ตราบเท่าที่นักการเมืองอ้างว่า ประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง และเมื่อเลือกตั้งแล้วประชาชนมอบสิทธิ์ทุกประการให้นักการเมือง ตราบนั้นความขัดแย้งทางการเมืองจะไม่มีวันจบสิ้น
เป็นเรื่องน่าประหลาดที่นักการเมืองอ้างว่าองค์กรอิสระมาจากเผด็จการ  ไม่ยึดโยงกับประชาชน และผู้คนก็เชื่อตามนั้น ทั้งที่ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ  องค์กรอิสระล้วนมีที่มาชัดเจน เพียงแต่คณะกรรมการในองค์กรอิสระคือศาลรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการการเลือกตั้งในชุดปัจจุบันเท่านั้นที่มาจากการแต่งตั้งโดยอำนาจเผด็จการทหาร
ด้วยเหตุผลนี้ต้องล้มรัฐธรรมนูญเพียงเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงในตัวคณะกรรมการองค์กรอิสระ 2 องค์กรเชียวหรือ
แน่นอนถ้าพรรคเพื่อไทยคิดเพียงแค่นั้นคงไม่ต้องล้มรัฐธรรมนูญ แต่พวกเขาคิดไปไกลกว่านั้น ไปไกลถึงขนาดว่าจะเข้าควบคุมองค์กรอิสระทั้งหมด หรือไม่ก็ยุบทิ้งไปเลย
บทเฉพาะกาลของ “รัฐธรรมนูญฉบับขี้เมา” จะเป็นประเด็นที่น่าจับตามองที่สุด เพราะการเปลี่ยนผ่านรัฐธรรมนูญจำต้องมีบทบัญญัติที่ระบุถึงสถานภาพขององค์กรต่างๆ ในรัฐรรมนูญว่าจะยังคงปฏิบัติหน้าที่สืบไป หรือกำหนดระยะเวลาที่สั้นลงกว่าวาระปกติที่เป็นอยู่ เพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงตัวคณะกรรมการในองค์กรอิสระ
ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยจึงต้องเร่งทำในขณะที่ครองเสียงข้างมากในสภาโดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และเหตุผลที่ต้องเร่งดำเนินการก็ไม่มีอะไรซับซ้อน เป็นเพราะกระบวนการปลุกเสกรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องใช้เวลาร่วม 1 ปี ฉะนั้นเมื่อมองไป 1 ปีข้างหน้า ความได้เปรียบทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยอาจลดลง
ถ้าไปเริ่มต้นแก้ไขรัฐรรมนูญต้นปีหน้า ก็ต้องนับไปอีก 1 ปี นั่นจึงเป็นที่มาของหลักประกันที่ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะสำเร็จได้ ต้องแก้ไขให้เร็วที่สุด!
แล้วเหตุใดรัฐบาล โดยฉพาะ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ถึงไม่ตอบให้ชัดเจนว่า จะเขียนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญล็อกเอาไว้ว่า ห้ามสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) แก้ไขหมวด 2 ของรัฐธรรมนูญ คือหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์
กลับพบว่ามีความพยายามชี้แจงในประเด็นที่ว่า จะไม่มีการแก้ไขเพื่อให้เปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไปเป็นอย่างอื่น
รัฐบาลไม่เคยตอบคำถามที่ว่า การรื้อหมวด 2 โดยการคงสถาบันพระมหากษัตริย์เอาไว้ ก็ยังคงเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอยู่เช่นเดิม แต่สิ่งที่จะเปลี่ยนไปคือสถานะบางประการของสถาบันพระมหากษัตริย์
ยกตัวอย่างเช่น มาตรา 8 องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้ ซึ่งมาตรานี้เกี่ยวเนื่องไปถึงประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา 112 ที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทยบางคน และเครือข่ายเสื้อแดงของพรรคเพื่อไทยกระเหี้ยนกระหือรืออยากจะแก้ไขกัน
มาตรานี้เมื่อแก้ไขไป ระบอบการปกครองของไทยก็ยังคงรูปการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอยู่ตามเดิม
ให้ชัดยิ่งขึ้น หากมีการแก้มาตรา 12 พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและทรงแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานองคมนตรีคนหนึ่ง และองคมนตรีอื่นอีกไม่เกิน  18 คน ประกอบเป็นคณะองคมนตรี และมาตรา 13 การเลือกและแต่งตั้งองคมนตรีหรือการให้องคมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย  ระบอบการปกครองของประเทศไทยก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง
แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงคือ สถานภาพที่เปลี่ยนไปของสถาบันพระมหากษัตริย์
จับตาดูว่า พรรคเพื่อไทยจะล้มล้างสถาบันองคมนตรีตามที่ประกาศไว้บนเวทีเสื้อแเดงก่อนที่จะมีการเผาบ้านเผาเมืองหรือไม่
หรือจะสวมวิญญาณประชาธิปไตยจ๋า ให้สถาบันองคมนตรียึดโยงกับประชาชน เปลี่ยนที่มาโดยให้รัฐสภาเป็นคนแต่งตั้ง
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่การตีตนไปก่อนไข้ เพียงแต่มีเหตุปัจจัยที่เชื่อได้ว่าอาจเกิดขึ้นได้ เพราะพฤติกรรมของพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงเป็นเช่นนั้น และทุกวันนี้การจาบจ้วงและท้าทายสถาบันยังคงดำเนินอยู่มิขาดสาย ซึ่งพบได้เป็นการทั่วไปในเว็บไซต์คนเสื้อแดง
ยังไม่เห็นว่าหากมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วประชาชนรู้สึกได้ถึงความแตกต่างที่ชัดเจน! นอกจากอาจได้ตกใจที่เห็นโครงสร้างขององค์กรที่เรียกได้ว่าเป็นวัฒนธรรมของคนไทยเปลี่ยนแปลงไป
เป็นเรื่องที่น่าแปลก คนไทยชินชากับการเปลี่ยนแปลงกติกาไปมาเป็นว่าเล่น ในขณะที่เรื่องเดียวกันนี้เป็นเรื่องใหญ่โตสำหรับประเทศพัฒนาแล้ว
นักการเมืองไทยใช้ความอ่อนแอของประชาชนมาใช้เป็นประโยชน์ เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในทุกวิถีทาง และทุกรูปแบบ แม้กระทั่งการล้มล้างรัฐธรรมนูญก็อยู่ในวิสัยที่นักการเมืองกำลังดำเนินการอยู่
แต่ต้องยอมรับความเป็นจริง พรรคเพื่อไทยใช้กระบวนการของรัฐสภาเพื่อตนเองมิต้องรับผิดชอบต่อผลที่จะออกมา โดยนิตินัยพรรคเพื่อไทยจะกันตัวเองออกจาก ส.ส.ร. แต่ทางพฤตินัย ส.ส.ร.จะเป็นเพียงนอมินีของพรรคเพื่อไทย
ร่างรัฐธรรมนูญผ่านการพิจารณาของรัฐสภาวาระที่ 1 ไปแล้ว เมื่อคัดค้านไม่ได้ ก็ต้องมองไปข้างหน้า หนทางที่จะทำให้รัฐธรรมนูญใหม่ได้รับการยอมรับ คือที่มาของ ส.ส.ร.
โอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะทำเพื่อประชาชนนั้นยังมีอยู่ การพิจารณาในขั้นกรรมาธิการจะพิสูจน์ถึงความจริงใจ ซึ่งพรรคเพื่อไทยต้องแสดงให้สังคมได้เห็นนั่นคือ กำหนดที่มาของ ส.ส.ร.เสียใหม่
การให้ ส.ส.ร.ตัดขาดจากฝ่ายการเมือง อาจต้องใช้ยาแรงถึงขั้นกำหนดคุณสมบัติห้ามมิให้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา เพราะไม่เช่นนั้น ส.ส.ร.จะเต็มไปด้วยนักการเมืองเกรดซี หรือบรรดา ส.ส.สอบตก
ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่เห็นความสำคัญประเด็นนี้ก็เท่ากับว่า มีเป้าหมายครอบงำ ส.ส.ร.มาตั้งแต่ต้น
แต่ก็มีข้อสังเกตบางประการที่ทำให้เห็นว่า พรรคเพื่อไทยมิได้มีความจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่ดีกว่าเก่า แต่เพื่อช่วย “น.ช.ทักษิณ ชินวัตร” ให้พ้นผิดเท่านั้น
“เท่านั้น” ในความหมายของพรรคเพื่อไทยก็ยังมีผลประโยชน์ในซ่อนอยู่  โดยนำการช่วยเหลือ “น.ช.ทักษิณ ชินวัตร” มาเป็นเงื่อนไขต่อรองกันเอง
มีความผิดปกติในพฤติกรรมของ “ดร.เหลิม อยู่บำรุง” นับแต่วินาทีแรกที่ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม
ท่าทีแข็งกร้าวเกินความจำเป็นต่อสถานการณ์ ณ เวลานั้น ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า “ดร.เหลิม” กำลังคิดจะทำอะไร ถึงขั้นคนในพรรคเพื่อไทยอย่าง “สุนัย  จุลพงศธร” ที่แรงไม่แพ้กัน ยังต้องออกมาร้องขอให้เบาลงถึง 2 รอบ
จากความขัดแย้งระหว่าง “ดร.เหลิม” กับกลุ่ม “คนตระกูลชินวัตร”  ว่าด้วยเรื่องการโยกย้ายนายพลพื้นที่ภาคเหนือ จรดสามเหลี่ยมทองคำดินแดนกาสิโนนั้น เป็นเหตุให้ “ดร.เหลิม” แสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อ “นายใหญ่” หรือไม่
นั่นมิใช่ข้อกล่าวหา แต่คือคำถามที่ต้องการคำตอบ
การตั้งวงเหล้าเข้าไปเมามายในห้องประชุมสภาฯ ซึ่งเป็นความประพฤติที่อัปยศอย่างรุนแรง วัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเป็นประชาธิปไตยให้กับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างนั้นหรือ?
เมื่อเกิดภาพคนเมาเขียนกฎหมายเพื่อบังคับใช้กับปวงชนชาวไทยทุกคน  แล้วใครจะได้ใครจะเสีย
ดังนั้นเป็นหน้าที่ของประชาชนที่ต้องรู้เท่าทันนักการเมือง อย่าปล่อยให้นักการเมือง “สนตะพาย” ลากลงนรกก็ลงตามด้วยความยินดีปรีดา
ใครเคยดูสารคดีชีวิตสัตว์ในทุ่ง “มาไซมารา” น่าจะเคยเห็นพฤติกรรมพิเศษของควายป่าแอฟริกา ที่บางครั้งหันมาต่อกรกับฝูงสิงโต รวมตัวกันไล่ขวิดนักล่าเพื่อปกป้องสมาชิกในฝูง
บางที “ควายป่า” อาจเป็นแรงบันดาลใจให้กับมนุษย์ในการต่อสู้กับชนชั้นนำที่ชั่วช้าได้.

 

บึ้มกรุงเทพฯ-บัญชีดำฟอกเงิน ไทยติดหล่ม ก่อการร้ายใหม่ 2012/05/26

http://www.thaipost.net/node/52780

19 February 2555

อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ค่อยสู้ดีนักสำหรับประเทศไทยท่ามกลางข่าวสารระหว่างประเทศ
เพราะหลังจากเกิดเหตุการณ์ ”ระเบิดกลางกรุง” 3 จุด ที่สุขุมวิท 71  ระหว่างซอยปรีดี พนมยงค์ 31-42 เมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2555 ที่ผ่านมา โดยแม้ยังไม่สามารถระบุเบื้องหลังเหตุการณ์ได้
แต่จากการข่าวหลายฝ่าย แม้แต่กับฝ่ายไทยและการข่าวของสถานทูตบางประเทศในประเทศไทย พุ่งเป้าไปว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุสัญชาติ ”อิหร่าน” ที่น่าจะมีไม่ต่ำกว่า 5 คน มีเป้าหมายจะลอบทำร้ายและก่อเหตุความรุนแรงกับเจ้าหน้าที่การทูตของประเทศ ”อิสราเอล” หลังก่อนหน้านี้เคยมีเหตุการณ์ความพยายามลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่การทูตอิสราเอลที่อินเดียและจอร์เจียมาแล้ว
หากไม่เกิดเหตุผิดพลาดขึ้นเสียก่อนเมื่อ 14 ก.พ.55 ไทยก็จะเป็นประเทศที่ 3 ตามมา
ยิ่งเมื่อก่อนหน้านี้ทางการไทยจับกุมตัว ”อาทริส ฮุสเซน” ผู้ถือพาสปอร์ตสวีเดนและเลบานอน ได้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อ 12 มกราคมที่ผ่านมา เพื่อเตรียมเดินทางกลับเลบานอน
อันเป็นการจับกุมตัวได้หลังจากข่าวทางลับที่ไทยได้รับจากหน่วยสืบราชการลับของอิสราเอลหรือมอสสาด ให้ระวังการเคลื่อนไหวก่อเหตุทำร้ายเจ้าหน้าที่การทูตและชาวอิสราเอลในไทย รวมถึงสถานทูตหลายแห่งในไทย เช่น  สหรัฐอเมริกา อังกฤษ จากกลุ่ม Hizboliah
การจับกุมตัวเครือข่าย Hizboliah ได้ในไทย แม้จะไม่มีการก่อเหตุใดๆ  แต่ก็ใช้ไทยเป็น ”ศูนย์กลาง” ความเคลื่อนไหวในการวางแผนและส่งอุปกรณ์การสร้างระเบิดไปก่อเหตุยังประเทศอื่น รวมถึงเหตุระเบิดกรุงเทพฯ 3 จุด ที่มีข่าวว่าวางแผนจะก่อเหตุกับเจ้าหน้าที่ทูตอิสราเอลในไทย หลังอิหร่านกับอิสราเอลกำลังมีปัญหาการเมืองระหว่างประเทศอย่างรุนแรงจนอาจเกิดการสู้รบกันในอนาคตอันใกล้นี้
ทั้ง 2 เหตุการณ์ทำให้ไทยติดหล่มในสถานการณ์ ”ก่อการร้ายใหม่”  (New Terrorism) ไปด้วยโดยทันที!
ทั้งเมื่อล่าสุดคณะทำงานเฉพาะกิจปราบปรามการฟอกเงิน (ไฟแนนเชียลแอคชั่นทาสก์ฟอร์ซ) หรือเอฟเอทีเอฟ ซึ่งเป็นหน่วยงานระหว่างประเทศที่ทำงานจับตาปัญหาการฟอกเงิน ได้ออกรายงานเรื่อง มาตรฐานระหว่างประเทศว่าด้วยการต่อต้านการฟอกเงิน และการจัดหาเงินและอาวุธเพื่อขบวนการก่อการร้ายประจำปี 2555 เมื่อวันที่ 16 ก.พ.
โดยเอฟเอทีเอฟได้ขึ้นบัญชีประเทศที่มีปัญหาเรื่องการฟอกเงินเพิ่มเติมคือ ปากีสถาน อินโดนีเซีย กานา แทนซาเนีย และประเทศไทย เข้าในบัญชีดำกลุ่มประเทศที่มีการดำเนินมาตรการปราบปรามการฟอกเงินไม่ได้มาตรฐานตามหลักสากล
มีคำอธิบายจาก ”ริก แม็กโดนัลด์” เลขาธิการเอฟเอทีเอฟ ว่าสาเหตุการขึ้นบัญชีดำไทยกับอีก 4 ประเทศดังกล่าวว่า เป็นเพราะทั้ง 5 ประเทศไม่ได้ปฏิบัติตามคำแนะนำของเอฟเอทีเอฟในการปราบปรามการฟอกเงินและการให้ทุนสนับสนุนการก่อการร้าย
ทำให้ไทยกลายเป็น 1 ใน 17 ประเทศที่ถูกขึ้นบัญชีดำว่าเป็นประเทศที่ไม่เคร่งครัดในเรื่องการฟอกเงินและการให้ทุนสนับสนุนการก่อการร้าย
ซึ่งถ้าไม่รวม 5 ประเทศล่าสุดข้างต้นแล้ว 17 ประเทศที่ถูกขึ้นแบล็กลิสต์ก่อนหน้านี้ก็มีโบลิเวีย, คิวบา, เอธิโอเปีย, อิหร่าน, เคนยา, พม่า, ไนจีเรีย,  เกาหลีเหนือ, เซาตูเม และปรินซิปี, ศรีลังกา, ซีเรีย และตุรกี
ส่วนประเทศที่ถูกขึ้นบัญชีสีเทามี 22 ประเทศ เช่น แอลจีเรีย, บังกลาเทศ,  บรูไน, กัมพูชา, เวเนซุเอลา, เวียดนาม, เยเมน และซิมบับเว เป็นต้น
เหตุผลอย่างเป็นทางการตามรายงานของเอฟเอทีเอฟระบุถึงประเทศไทยว่า
“ไทยควรปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการเพื่อปรับปรุงข้อด้อยต่างๆ เช่น  ออกกฎหมายเอาผิดการให้ทุนสนับสนุนการก่อการร้าย, ออกระเบียบปฏิบัติเพื่อระบุและอายัดสินทรัพย์ของผู้ก่อการร้าย และเพื่อความเข้มงวดในการควบคุมดูแลการปราบปรามการฟอกเงินและการให้ทุนสนับสนุนการก่อการร้าย ควบคุมดูแลการปราบปรามการฟอกเงินและการให้ทุนสนับสนุนการก่อการร้าย”
การที่ไทยถูกขี้นบัญชีประเทศที่ต้องถูกตรวจสอบรายละเอียดเอกสารทางการเงินมากขึ้น หากต้องทำธุรกิจการเงินระหว่างประเทศ ผสมกับเหตุระเบิด 3  จุด เมื่อ 14 ก.พ.55 โดยมีเบื้องหลังว่ามีเรื่องของการ “ก่อการร้าย” เกี่ยวข้องด้วย ก็ทำให้ไทยอยู่ในสถานการณ์ไม่สู้ดีนัก
อันเป็นปัญหาที่ดูเหมือนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สภาความมั่นคงแห่งชาติ ไม่เคยเตรียมพร้อมรับมือการเผชิญเหตุใดๆ ไว้เลย
จริงอยู่ว่าแม้ไทยจะยังไม่เคยเกิดเหตุรุนแรงที่เป็นฝีมือของพวกก่อการร้ายแบบที่เกิดขึ้นกับหลายประเทศก่อนหน้านี้ เช่น เหตุระเบิดสถานีรถไฟ 3  สถานีในกรุงมาดริด ประเทศสเปน เมื่อปี 48, เหตุระเบิดสถานีรถไฟใต้ดินในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ, เหตุระเบิดที่บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย
แต่จากการตรวจสอบที่พบว่าคนในเครือข่ายผู้ก่อการร้ายเดินทางเข้า-ออกในไทยอย่างถี่ยิบ มีการสร้างแหล่งเก็บอุปกรณ์ทำระเบิดอานุภาพสูงในไทยอย่างที่มีการตรวจค้นโกดังที่สมุทรสาคร ซึ่งอาทริส ฮุสเซน ได้เช่าอาคารพาณิชย์เก็บวัตถุอันตรายอย่างปุ๋ยยูเรียและสารแอมโมเนีย และถึงขั้นร่วมกันวางแผนจะก่อเหตุทำร้ายเจ้าหน้าที่การทูตของอิสราเอลในไทย แม้แผนที่เตรียมไว้อาจจะไม่ใช่การก่อเหตุใหญ่ๆ แต่เมื่อกลุ่มผู้เตรียมก่อเหตุชาวต่างชาติ ซึ่งทั้งหมดใช้ไทยเป็นจุดพบปะวางแผนและเตรียมก่อการ
ก็ทำให้ไทยย่อมถูกมองว่ามีข้อบกพร่องหรือการข่าวความมั่นคงระดับสูงไม่ดี ไม่มีประสิทธิภาพหรือไม่ ในการป้องกันการก่อการร้ายระดับสากล
ส่วนว่าจะถึงขั้นเป็นสวรรค์ของผู้ก่อการร้ายหรือไม่ที่จะใช้ไทยเป็นศูนย์กลางในการเคลื่อนไหว ดูแล้วคงยังไม่ถึงขั้นนั้น แต่หากรัฐบาลและหน่วยข่าวความมั่นคงของไทยทำงานแบบหละหลวม ไม่บังคับใช้กฎหมายให้เข้มงวดในการป้องกันและตรวจตราการเข้าออกประเทศไทยของกลุ่มคนต่างๆ
ก็ไม่แน่ในอนาคตก็อาจทำให้ไทยมีภาพลักษณ์ที่ไม่สู้ดีนักในเรื่องระบบการป้องกันการก่อการร้ายได้ ถ้าเป็นแบบนั้นจะมีผลทางลบตามมาในด้านความน่าเชื่อถือบนเวทีนานาชาติ รวมถึงผลกระทบด้านการท่องเที่ยว การลงทุน เป็นต้น
จึงควรที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการต่างประเทศ  สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะต้องมีแผนปฏิบัติการในการรับมือกับ ”การก่อการร้ายใหม่” ที่ปัจจุบันมีพัฒนาการวางแผนเพื่อก่อเหตุก่อการร้ายไปมากกว่าในอดีตมาก
แม้ก่อนหน้านี้ไทยจะสร้างชื่อเสียงไปทั่วโลกกับการจับกุมตัว “ริดวาน อิซามุดดีน หรือฮัมบาลี” แกนนำฝ่ายปฏิบัติของกลุ่ม Jemmah Islamuyah  หรือเจไอ ซึ่งเป็นแกนนำตัวจริงของกลุ่มก่อการร้ายระดับโลก ได้ที่อยุธยา เมื่อ  12 สิงหาคม 2003 ทั้งที่กลุ่มเจไอไม่เคยเข้ามาปฏิบัติการอะไรในไทย แต่แกนนำกลุ่มเจไอกลับเข้ามาหลบหนีการจับกุมในไทย
ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า แม้ไทยจะไม่มีเหตุก่อการร้ายใหญ่ๆ แต่การที่เครือข่ายก่อการร้ายเข้ามาในไทยก็เพราะอาจมองว่าไทยเป็นแหล่งพักพิงเพื่อเตรียมวางแผนก่อเหตุได้ดี
หากไทยยังล้าหลังและทำงานแบบตามหลังเครือข่ายผู้ก่อการร้าย โดยไม่มีการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน เช่น การเพิ่มความเข้มข้นในปฏิบัติการลับภารกิจข่าวกรอง ก็น่าหวั่นใจที่อนาคต ผู้ก่อการร้ายอาจเห็นไทยเป็นสวรรค์ของพวกนี้จริงๆ ขึ้นมาก็ได้!.

ทีมข่าวการเมือง

 

อำมาตย์-ไพร่แดง ‘ปรองดอง’ หรือแค่ ‘ภาพลวงตา’ 2012/05/26

http://www.thaipost.net/node/52440

12 February 2555

เห็นภาพชื่นมื่นของบุคคลสำคัญในแวดวงต่างๆ ที่มาร่วมงาน “รักเมืองไทย เดินหน้าประเทศไทย” ซึ่งรัฐบาลจัดขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อค่ำวันศุกร์แล้ว หลายฝ่ายอาจโล่งอก-โล่งใจว่าความขัดแย้งในสังคมไทยที่สะสมมาตลอดระยะเวลา 5-6 ปี คงจะคลี่คลายลงได้
โดยเฉพาะภาพที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และแกนนำรัฐบาลต้อนรับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ อย่างพินอบพิเทาและสนทนาอย่างเป็นกันเอง สลายภาพความขัดแย้งระหว่าง  “อำมาตย์” กับ “ไพร่แดง” ลงไปอย่างสิ้นเชิง
หากย้อนไป 5-6 ปีที่ผ่านมา ก่อนที่จะเกิดรัฐประหาร 19 ก.ย.2549  พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พี่ชายของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น กล่าวโจมตีว่ามี “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” คอยสกัดกั้นการทำงานจนรัฐบาลทำงานไม่ได้ หลังจากนั้นระหว่างการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงหน้าทำเนียบรัฐบาล เมื่อต้นปี 2550 อดีตนายกฯ พลัดถิ่นได้วิดีโอลิงค์เฉลยว่า ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญที่กล่าวถึงคือ “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” นั่นเอง
พร้อมกับเปิดโปงว่า พล.อ.เปรมแต่งชุดเครื่องแบบทหารบก เรือ อากาศ  เดินสายไปพูดตามเวทีต่างๆ โดยมี พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ องคมนตรี และอดีตนายกฯ เป็นคู่หูไปด้วย โดยมีการวางแผนล้มรัฐบาลที่บ้าน นายปีย์ มาลากุล  ย่านสุขุมวิท
ต่อมาเดือน ก.ค.2550 กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)-กลุ่มเสื้อแดง นำโดย นายวีระ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้นำผู้ชุมนุมบุกหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ บ้านพักของ พล.อ.เปรม เพื่อกดดันให้ลาออกจากองคมนตรี กระทั่งถูกดำเนินคดีฐานมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง
กลุ่มเสื้อแดง ซึ่งอุปโลกน์ตัวเองว่าเป็น “ไพร่” ได้สร้างวาทกรรม  “อำมาตย์” โดยมี พล.อ.เปรมเป็นสัญลักษณ์ว่าอยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร โดยนายณัฐวุฒิเคยระบุว่า “พล.อ.เปรมเป็นศูนย์กลางของระบอบอำมาตยาธิปไตย ที่เราต่อสู้อยู่ และบทบาทของท่านทำให้บ้านเมืองไม่พัฒนาไปสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริงและเป็นปัญหา ผมต้องการให้เครือข่ายอำนาจที่ท่านนั่งเป็นศูนย์กลางอยู่มันอ่อนแอลงจนไม่สามารถแทรกแซงการเมืองและประชาธิปไตยได้”
อย่างไรก็ตาม วันนี้นายณัฐวุฒิซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กล่าวถึงการที่รัฐบาลเชิญ พล.อ.เปรม เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “รักเมืองไทย เดินหน้าประเทศไทย” ว่า “เมื่อรัฐบาลตั้งใจดีที่จะจัดงานนี้เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ และขอบคุณฝ่ายราชการ เอกชน  ประชาชน ที่ร่วมกันทำงานในช่วงน้ำท่วมใหญ่ วันนี้สัญญาณที่คนทั้งบ้านเมืองนี้เขารอคอย แล้วสิ่งที่รัฐบาลจัดกิจกรรมนี้ ดูให้ดีก็จะเห็นสัญญาณนี้อยู่บ้าง เชื่อว่า ประชาชนจะมีความสุข ข้างหน้าอนาคตของประเทศกำลังจะเกิดสิ่งที่ดีๆ  สัญญาณของความปรองดอง สัญญาณความสามัคคี”
เช่นเดียวกับนายจตุพร พรหมพันธุ์ นายก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำเสื้อแดง ปฏิเสธว่าไม่ได้มีความขัดแย้งส่วนตัวกับ  พล.อ.เปรม แต่เป็นการต่อสู้ตามระบอบประชาธิปไตย และถึงเวลาต้องให้อภัยและปรองดอง
สอดรับกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศว่า อยากกลับบ้าน หากได้กลับจะไม่แก้แค้น จะให้อภัยทุกคน หากไม่ให้อภัยจะปรองดองไม่ได้
ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษ์กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดงานรักเมืองไทยฯ ตอนหนึ่งว่า ขอความร่วมมือในการสร้างความสามัคคีรวมพลังช่วยขับเคลื่อนองคาพยพต่างๆ และร่วมกันฟื้นฟูประเทศในการดำเนินการต่างๆ ตามแนวทาง  รวมถึงการบริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริมา และเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ในภายภาคหน้าอย่างมั่นคง ด้วยพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ ทำให้ประเทศไทยอยู่รอด ปลอดภัยมาได้
“พร้อมกันนั้นก็เป็นการยืนยันชัดเจนอีกครั้งว่าบนพื้นฐานของความสามัคคี ปรองดองของคนไทยทั้งชาติ เราจะร่วมกันทำทุกวิถีทางเพื่อสร้างความเชื่อมั่น และความเจริญก้าวหน้าให้กับประเทศอันเป็นที่รักของเราจนสุดกำลังและความสามารถ เพื่อให้ประเทศของเรายืนอยู่ได้อย่างสง่างาม ยืนยง มั่นคง  เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในปีมหามงคล ทั้งเป็นการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่คนไทยทุกคนได้อยู่ร่วมกันอย่างสงบ สันติ ภายใต้พระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐของปวงชนชาวไทย”  นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้าย
มิพักต้องพูดถึงท่าทีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งส่งสัญญาณผ่านนายนพดล  ปัทมะ หลังการจัดงานว่า “ดีใจที่ได้เห็นภาพ พล.อ.เปรม และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ พูดคุยกันอย่างชื่นมื่นในการจัดงานดังกล่าว…บรรยากาศที่เห็นถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ทุกฝ่ายจะร่วมมือกันให้บ้านเมืองเดินหน้าไปสู่ความปรองดอง สมานฉันท์…”
ขณะที่ผู้นำรัฐบาลและแกนนำเสื้อแดงแสดงท่าทีและจุดยืนต่อสาธารณะ  ส่งสัญญาณถึงความปรองดอง-สมานฉันท์ของคนในชาติ ซึ่งขัดแย้งกับจุดยืนของฝ่ายตัวเองที่ขับเคลื่อนมาโดยตลอด
ทว่าอีกหน้าฉากหนึ่ง คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ได้นำรายชื่อ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล จำนวน 275 รายชื่อ เสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่…พ.ศ….ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ขณะเดียวกันกลุ่ม นปช. โดยนางธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธาน นปช.ได้เข้ายื่นหลักฐานเอกสารรายชื่อประมาณ 60,000 รายชื่อ เพื่อเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมทั้งนายสงวน พงษ์มณี ส.ส.ลำพูน พรรคเพื่อไทย  และภาคประชาชน ก็ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเช่นกัน
“โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มีบทบัญญัติหลายประการที่ไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย ไม่เสริมระบบพรรคการเมือง ทำให้ระบบพรรคการเมืองอ่อนแอลง เกิดความไม่มั่นคงและต่อเนื่องในการบริหารราชการแผ่นดิน กระบวนการได้มาซึ่งองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตย และการได้มาซึ่งบุคคลในองค์กรอิสระต่างๆ ขาดการเชื่อมโยงกับอำนาจประชาชน  และขัดต่อหลักความเป็นประชาธิปไตย ไม่มีระบบการถ่วงดุลอำนาจขององค์กรตุลาการ และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่มีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบอำนวยความยุติธรรมกับประชาชน เปิดช่องให้มีการเลือกปฏิบัติเป็นสองมาตรฐาน และมีการใช้ดุลยพินิจที่เกินขอบเขต”
นั่นคือเหตุผลในการยื่นแก้ไข รธน.ของวิปรัฐบาล อันเป็นสัญญาณที่เชื่อว่า เมื่อแก้ รธน. ม.291 เพื่อเปิดช่องให้เลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)  โดยคาดว่า ส.ส.ร.ส่วนใหญ่จะมาจากตัวแทนของพรรคเพื่อไทย ซึ่งจะเปิดทางแก้ รธน.ตาม “ใบสั่ง” ได้
โดยเฉพาะการรื้อกลไกองค์กรอิสระที่เปรียบเสมือนอำนาจที่ 4 คอยคาน  “ระบอบทักษิณ” และหาทางล้มล้างความผิดให้กับ น.ช.ทักษิณ รวมทั้งอาจเข้าไปแตะหมวดพระมหากษัตริย์ อันสอดรับกับ คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112  (ครก.112) ที่กำลังรณรงค์แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ขณะที่กลุ่มเสื้อแดงได้นำแผ่นพับของ ครก.112 ไปแจกในพื้นที่ภาคอีสาน-เหนือนับ 10  ล้านแผ่น
เหล่านี้คือปรากฏการณ์ความเคลื่อนไหวที่ขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับภาพความปรองดองที่เกิดขึ้น ณ ทำเนียบรัฐบาล ในงานรักเมืองไทย เดินหน้าประเทศไทย เมื่อค่ำคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เพราะมันคือชนวนที่สามารถจุดไฟการเมืองลุกโชนได้ตลอดเวลา
อย่างไรก็ตาม หากมองปรากฏการณ์ทั้งหมด น.ช.ทักษิณ หัวขบวนใหญ่ของไพร่แดง คงกำลังบอกว่าได้ส่งสัญญาณให้ “อำมาตย์” ได้มั่นใจว่าเขาพร้อมจะประนีประนอม เกี้ยเซี้ยซูเอี๋ย และปรองดอง อย่างเต็มที่แล้ว
ส่วนฝ่ายอำมาตย์ก็แสดงออกว่าพร้อมปรองดองเช่นกัน?
การเดินหมากเกมของทั้ง 2 ขั้ว คงต้องประเมินทีละช็อตว่าใครได้-ใครเสีย…
การที่ พล.อ.เปรม หรือฉายา “นักฆ่าลุ่มน้ำเจ้าพระยา” ย่างก้าวเข้ามายังทำเนียบรัฐบาล เท่ากับได้กระแทกลงไปยังใจกลางขบวนของคนเสื้อแดง-เพื่อไทย-เครือข่ายทักษิณ ให้เกิดความระส่ำทันที แกนนำแดงสายฮาร์ดคอร์-นักวิชาการปีกซ้าย วิพากษ์รัฐบาลทันทีว่า กำลังทรยศต่ออุดมการณ์คนเสื้อแดงที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก บางคนก็ยังนอนอยู่ในคุก  เงินเยียวยาก็ยังไม่ได้
แต่สุดท้ายทักษิณเลือกประนีประนอมกับชนชั้นนำ แชร์อำนาจกับกลุ่มอำมาตย์ ละทิ้งประชน!
อย่างไรก็ตาม แม้พรรคเพื่อไทยจะยึดอำนาจฝ่ายบริหารได้ แต่ในความเป็นจริงก็ยังไม่สามารถกุม “อำนาจรัฐ” ได้อย่างเบ็ดเสร็จ แม้แต่จะย้าย ผบ.เหล่าทัพ ก็ไม่สามารถทำตามอำเภอใจได้ การถอยเพื่อรุก ปรับเปลี่ยนยุทธวิธี เพื่อตอบสนองยุทธศาสตร์ใหญ่ เป็นสิ่งจำเป็นและจำใจต้องทำ
เมื่อภาพความปรองดองเริ่มส่งสัญญาณให้เห็นแล้ว แต่ขณะเดียวกันภาพความขัดแย้งก็ผุดขึ้นมาเช่นกัน และเมื่อใดเส้นทาง 2 สายมาบรรจบกันก็จะได้เห็นบทสรุปสุดท้ายว่าเป็น “ความปรองดอง” หรือแค่ “ภาพลวงตา”.

 

เชื้อไฟแก้กฎหมายอาญา มาตรา 112 ทางแพร่งประเทศไทย!!! 2012/05/26

http://www.thaipost.net/node/52099

5 February 2555

ตั้งแต่เริ่มปีมังกรทองเป็นต้นมา ดูเหมือนประเทศไทยจะอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงรุมล้อมหลากหลายด้านเหลือเกิน ไล่มาตั้งแต่เรื่องระหว่างประเทศ ที่  “สหรัฐอเมริกา” และผองพันธมิตรต่างดาหน้าออกประกาศเตือนคนในชาติตัวเองให้ระวังการก่อการร้ายในประเทศไทย!!! หลังจากลูกพี่อเมริกาออกประกาศนำร่อง
ในขณะที่เรื่องภายในประเทศก็ไม่ใช่ย่อย มีหลากหลายเรื่องรุมเร้าแทบจะรอบด้าน
ด้านเศรษฐกิจ สภาพการฟื้นตัวจากผลพวง “มหาอุทกภัย” ที่โหมกระหน่ำไทยในช่วงปลายปี 2553 ยังคงทิ้งความเสียหาย และซากความเจ็บช้ำของมาตรการ “เอาอยู่” ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีชอบพูดเป็นประจำช่วงน้ำท่วมให้เห็นเป็นอนุสรณ์อยู่เนืองๆ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปิดโรงงาน การประกาศขายที่ดิน และที่เห็นเป็นประจำอยู่แทบทุกสัปดาห์คือ การปิดถนน หรือรวมตัวประท้วงเพื่อเรียกร้องเงินเยียว 5,000 บาท ฯลฯ
นี่ยังไม่นับความอีนุงตุงนังกันอยู่ ในการออก “พระราชกำหนด (พ.ร.ก.)  4 ฉบับ” ที่ถึงแม้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรไป 2 ฉบับ แบบอิหลักอิเหลื่อ เพราะเสียงข้างมากลากไปแล้วก็ตาม แต่ปัญหาก็ใช่จะหมดจบลงอย่างง่ายๆ เพราะยังมี พ.ร.ก.อีก 2 ฉบับที่ยังค้างเติ่งอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อรอตีความว่าขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่
แม้ว่าคนในรัฐบาลจะเชื่อเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า จะราบรื่นไร้ปัญหาก็ตาม  เพราะมีการลอกการบ้านรัฐบาล “พรรคประชาธิปัตย์” มาแทบทุกตัวอักษรก็ตาม เมื่อครั้นออก พ.ร.ก.เงินกู้ในโครงการไทยเข้มแข็ง แต่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์อาจลืมประเด็นสำคัญไปว่า “บริบท” ในการดำเนินการ ณ ขณะนั้น และปัจจุบันมันเหมือนหรือต่างกันอย่างไร
และสิ่งที่น่าจะเป็นปัญหา และต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือ หากจับพลัดจับผลูศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า พ.ร.ก.ทั้ง 2 ฉบับ หรือ 1 ใน 2 ฉบับขัดกับรัฐธรรมนูญขึ้นมา รัฐบาลจะวางตัวหรือยอมรับผิดเรื่องนี้อย่างไร
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นของปัญหาที่รุมล้อมประเทศอยู่ ยังไม่นับรวม  “แผนบริหารจัดการน้ำ” ที่ผู้เชี่ยวชาญหลากหลายฝ่ายเริ่มติติงมาแล้วว่า ยังเป็นแค่การพูด หรืออยู่บนกระดาษแบบเป็นคุ้งเป็นแควยังไม่สามารถจับต้องอะไรได้เลย
ในด้านการเมืองนั้นมิพักต้องไปพูดถึง นอกจากเรื่องราวที่ค้างคามาตั้งแต่ปลายปี 2554 ว่าด้วยจำนวน “เงินเยียวยาคนเสื้อแดง” “การแก้ไขรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2550” “การสร้างความปรองดองหรือการนิรโทษกรรม” ฯลฯ และเรื่องที่เป็นเชื้อไฟปลายปีที่แล้วก่อนลุกลามเป็นไฟกองใหญ่รอการเผาไหม้อย่าง “ไฟลามทุ่ง” คือข้อเสนอของคณาจารย์นิติศาสตร์  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เรียกตนเองว่า “กลุ่มนิติราษฎร์” ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นเรื่องร้อนฉ่ามากที่สุดในเพลานี้เลยก็ว่าได้
นั่นคือ “ข้อเสนอการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112”
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 นั้น อยู่ในหมวด 1 ว่าด้วยความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทน โดยเนื้อหาของมาตรา 112 ระบุเพียงสั้นๆ ว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี”
ด้วยเนื้อหาเพียงไม่ถึง 3 บรรทัดของมาตราดังกล่าวที่ผ่านวันเวลามานับสิบๆ ปี โดยไม่มีการกล่าวอ้าง หรือพูดพาดพิงถึงแต่อย่างใด อาจจะมีพอเป็นกระสายบ้างก็อยู่ในแวดวงต่างประเทศซะเป็นส่วนใหญ่ แต่ครั้งนี้กลับเกิดจากการจุดประเด็นของนักวิชาการในมหาวิทยาลัยระดับชั้นนำของประเทศ
และการจุดพลุเรื่องดังกล่าวจากเนื้อหาสั้นๆ ของกฎหมายกำลังกลายสภาพเป็นประเด็นที่อาจแบ่งแยกคนเป็น 2 ฟากฝั่ง และ หากกระบวนการขยับขับเคลื่อนด้วย “อคติ” รวมทั้งซ่อนเร้นไปด้วยวาระแอบแฝง ก็เป็นไปได้ที่กงล้อประวัติศาสตร์ 6 ตุลาคม 2519 ก็อาจหวนกลับคืนให้คนในยุคแห่งการกดไลค์ และคุยแบบ SimSimi ได้บันทึกไว้อีกหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
ต้องยอมรับว่า ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์วางอยู่เส้นบางๆ และละเอียดอ่อนในสังคมไทย จึงไม่แปลกที่จะถูกสังคมจับตาอย่างปฏิเสธไม่ได้ และยิ่งข้อเสนอในช่วงหลังที่พ่วงไปกับกรอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ส่งให้ยิ่งความเปราะบางหมิ่นเหม่หนักเข้าไปทุกทีในด้านความรู้สึก แม้ว่าคณะนิติราษฎ์จะนั่งยันนอนยันในแถลงการณ์และการให้สัมภาษณ์หลากหลายครั้งว่าเป็นข้อเสนอที่ตั้งอยู่บนหลักวิชาการก็ตามที
ไม่แปลกอีกเช่นกันที่ฟากฝั่งตรงข้ามจะมองข้อเสนอดังกล่าวแบบคู่ขนาน  รวมทั้งการตั้งข้อสังเกตถึง “วาระแอบแฝง” หรือ “ซ่อนเร้น” ไพล่ไปถึงการรับงาน หรือการถูกหยิบจับเป็น “เครื่องมือ” ของใครบางคน หรือแม้กระทั่งการหลอกใช้กันและกันเอง
เนื่องจากก้าวย่างของกลุ่มนิติราษฎร์นั้น มีจังหวะเวลาที่สอดรับและน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง
เนื่องจากกลุ่มตั้งเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2553 โดยแถลงการณ์และเนื้อหาส่วนใหญ่ในช่วงแรกๆ มักเกี่ยวเนื่องกับการรัฐประหาร คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ และเรื่องกฎหมายมหาชนเป็นด้านหลัก จะมีเนื้อหาที่เกี่ยวกับมาตรา  112 แบบประดับแซมบ้างเล็กๆ น้อยๆ
ปรากฏการณ์แสดงความคิดเห็นเรื่อง ม.112 จากคณะนิติราษฎร์เริ่มถี่และมากขึ้นในช่วงกลางปี 2554 ในจังหวะที่ “รัฐบาลประชาธิปัตย์” เริ่มอยู่ในช่วงท้ายๆ ของการบริหารประเทศ และนับถอยหลังสู่การเลือกตั้งใหญ่ 3  กรกฎาคม
และเมื่อ “พรรคเพื่อไทย” ได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้ง ดูเหมือนเสียงเรียกร้องว่าด้วยมาตรา 112 ก็ดังกระหึ่มขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยเช่นกัน ซึ่งเหตุผลที่มักถูกหยิบถูกจับเพื่อบอกที่มาที่ไปในการสร้างบริบทความชอบธรรมต่อการเสนอเรื่องดังกล่าวคือ การบอกว่ามีการนำสถาบันมาเล่นการเมืองเพื่อขจัดคู่แข่งตรงข้าม ทั้งเรื่องผังล้มเจ้า ทั้งคดีกล่าวหาที่มีจำนวนมาก
และก็เหมือนเหตุบังเอิญอีกเช่นกันที่มีการขยับจาก “โรเบิร์ต  อัมสเตอร์ดัม” ทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ออกมาเรียกร้องในเรื่องดังกล่าว พร้อมกันนั้นก็มีนักวิชาการจากต่างประเทศที่ร่วมลงนามทำข้อเสนอมายังรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในห้วงเวลาไล่เลี่ยกัน!!!
นี่ยังไม่นับถึงเสียงเชียร์และเชิดชูจาก “กลุ่มคนเสื้อแดง” อยู่แทบทุกวาระในข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ ซึ่งพฤติกรรมที่ผ่านมาของคนเสื้อแดงในหลากหลายเวทีว่าตั้งแต่ก่อนและหลังสลายการชุมนุมที่ราชประสงค์ ประเด็นหลักอย่างหนึ่งคือ การล้มล้างอำมาตย์!
จึงไม่แปลกใจอีกเช่นกันที่ หลายคนตั้งคำถามว่า การแก้ไขเปลี่ยนแปลงมาตรา 112 คือการต่อยอดของการล้มล้างอำมาตย์หรือไม่ และบางคนยังไพล่ไปคิดถึงปฏิญญาฟินแลนด์ หรือระบบประธานาธิบดีกันเลยทีเดียว
เพราะยิ่งผสมรวมกับพฤติกรรมผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทยที่สวมหมวกอีกใบเป็นแกนนำคนเสื้อแดงหลายคนที่พร่ำพูดเรื่องราชวงศ์โรมานอฟบ้าง  ปฏิวัติฝรั่งเศสบ้าง ข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์จึงหลีกไม่พ้นที่จะถูกจับโยงใยว่าเป็น “ปลาในข้องเดียวกัน” อย่างหลีกไม่พ้น
และแม้ว่าแกนนำพรรคเพื่อไทยไล่ตั้งแต่ “ยงยุทธ วิชัยดิษฐ” “ร.ต.อ.เฉลิม  อยู่บำรุง” หรือแม้กระทั่งไพร่ราบพลเลวอย่าง “ประชา ประสพดี” “พร้อมพงศ์  นพฤทธิ์” ต่างออกมาปัด มาปฏิเสธสายสัมพันธ์ในข้อเสนอดังกล่าวก็ตามที แต่คง “ขว้างงูไม่พ้นคอ” แน่นอน ไม่เช่นนั้นพรรคไทยรักไทย (ทรท.) แม่พิมพ์พรรคเพื่อไทยวันนี้จะจัดตั้งในวันที่ 14 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันปฏิวัติฝรั่งเศสเหรอ
เนื้อหาและแนวคิดของการแก้ไขมาตรา 112 แม้จะร้อนแรงมาตั้งแต่ต้นปีอย่างต่อเนื่อง แต่ดูเหมือนยามนี้ได้ถูกเติมเชื้อไฟด้วยมติกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพิ่มเข้าไปอีกในการห้ามเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว แม้เป็นความชอบธรรมในฐานะเจ้าของบ้านและผู้รับผิดชอบย่อมมีสิทธิ์ขาดในการกำหนดและขีดเส้นการเคลื่อนไหวก็ตามที แต่ด้วยคำพูดที่ว่า “ธรรมศาสตร์มีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว” ซึ่งค้ำคอชาวเหลือง-แดงอยู่ ก็ทำให้เรื่องดังกล่าวยังรอเวลาปะทุดุเดือดขึ้นมาอีกระลอกหนึ่ง
และนับวันเรื่องดังกล่าวก็ขยายวงมากกว่าการถกเถียงทางวิชาการ กลายเป็นเรื่องการเมืองระดับประเทศที่คณะนิติราษฎร์แสดงความรังเกียจเดียดฉันท์เสียเต็มประดาซะฉิบ จะด้วยเหตุบังเอิญหรือเจตนาก็ตามที ก็ทำให้เรื่องดังกล่าวเริ่มแหลมคมเข้าไปทุกที
ประกอบกับความเคลื่อนไหวทั้งกลุ่มเชียร์ กลุ่มต้านที่นับวันเริ่มแพร่ขยายวงจากส่วนกลางออกไปในหลายพื้นที่เหมือนการฉายภาพยนตร์เรื่องการรุกคืบของคนเสื้อแดงอีกครั้ง ก็ยิ่งทำให้ความน่าปริวิตกถึงภาพที่เพิ่งผ่านมาไม่นานเริ่มย้อนกลับอีกครั้ง
ยิ่งผสมกับบทบาทต่อเนื่องของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ผู้บัญชาการทหารบก และล่าสุดคือปฏิกิริยาของ “พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร” ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ที่แสดงทัศนะไม่เห็นด้วยในเรื่องดังกล่าว ก็ยิ่งสะท้อนความหนักหนาสาหัสของเรื่องดังกล่าวเลยทีเดียว
ณ วันนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการเสนอแก้ไขมาตรา 112 มาไกลเกินกว่าความขัดแย้งภายในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนอยากที่จะกู่ให้ถอยหลังกลับ หรือปล่อยให้เป็นแค่เรื่องลมเพลมพัดเท่านั้น เพราะมีการจุดไฟและเติมเชื้อกันแบบต่อเนื่องเหมือนกลัวมอดดับไป ซึ่งก็อาจสมประโยชน์หรือสมประสงค์ของใครบางคน
ประเทศไทยยามนี้จึงเดินอยู่บนทางแพร่ง หรือทางแยกที่ (อาจ)  เปลี่ยนโฉมหน้าประเทศไทยครั้งใหญ่ และเมื่อผสมกับการจัดตั้งแถวทหารกลางปีครั้งแรกของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้หนทางข้างหน้าของสยามประเทศตั้งอยู่บนเส้นด้ายเข้าไปทุกที จนอาจกลายเป็นประเทศเดียวในโลกที่ไม่ต้องรอถึงวันที่ 21 ธันวาคม 2012 ก็เป็นได้.
ทีมข่าวการเมือง

 

ยื่นตีความ พ.ร.ก.การเงิน หวัง “ธีระชัย” ตัวเปลี่ยนเกม แม้ศาล รธน.ไม่เคยตีตก 2012/05/26

http://www.thaipost.net/node/51759

29 January 2555

เป็นอีกหนึ่งเรื่องใหม่ทางการเมืองที่รัฐบาลเพื่อไทย-นางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร นายกรัฐมนตรีต้องลุ้นว่าจะออกหัวหรือก้อย กับการเคลื่อนไหวที่ออกมาในจังหวะเดียวกันของทั้ง ส.ส.ฝ่ายค้าน พรรคประชาธิปัตย์ กับสมาชิกวุฒิสภากลุ่มหนึ่งประมาณ 47 คน
ที่จะร่วมกันลงชื่อยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ทางการเงิน 4 ฉบับ ซึ่งบัดนี้ได้มีการประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อ 27 มกราคมที่ผ่านมา โดย พ.ร.ก.ทั้ง 4 ฉบับประกอบด้วย
1.พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ.2555
สาระสำคัญคือเป็น พ.ร.ก.ที่ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ.2555 วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท
ตามข้อเสนอของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ที่มีวีรพงษ์ รามางกูร เป็นประธาน ทั้งนี้ วงเงิน 3.5  แสนล้านบาท ดังกล่าว ได้กำหนดให้กู้เงินได้ไม่เกินวันที่ 30 มิ.ย.2556
2.พ.ร.ก.กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ พ.ศ.2555
สาระสำคัญคือการให้จัดตั้งกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ วงเงินไม่เกิน 5 หมื่นล้านบาท เป็นนิติบุคคล
3.พ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย พ.ศ.2555 วงเงิน 3 แสนล้านบาท
4.พ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2555 วงเงิน 1.14 ล้านล้านบาท
ซึ่ง พ.ร.ก.ที่ฝ่ายค้าน-ส.ว. รวมถึงอีกหลายฝ่ายเห็นว่าไม่น่าจะเข้าข่ายการออกพระราชกำหนดได้ก็คือ พ.ร.ก. โอนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ 1.14 ล้านล้านบาท ให้ ธปท. และ พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท
เหตุผลหลักที่ทั้ง ส.ส.ประชาธิปัตย์และ ส.ว.เห็นว่าควรต้องยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก็คือ
“เห็นว่าการที่ ครม.เห็นชอบ พ.ร.ก.การเงินดังกล่าว ไม่เข้าข่ายความจำเป็นเร่งด่วนในการออกพระราชกำหนดตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 184
ที่บัญญัติว่าในกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยของสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศหรือป้องปัดภัยพิบัติของสาธารณะ พระมหากษัตริย์จะทรงตราพระราชกำหนดให้ใช้บังคับดังเช่นพระราชบัญญัติก็ได้
การตราพระราชกำหนดตามวรรคหนึ่ง ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่เป็นความจำเป็นเร่งด่วน อันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้
ทำให้ทั้ง ส.ส.ประชาธิปัตย์และสมาชิกวุฒิสภายื่นตีความเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยกเลิก พ.ร.ก.ดังกล่าวให้สิ้นผลการบังคับใช้ไป”
ในส่วนของ ส.ส.ประชาธิปัตย์ แกนนำในการยื่นเรื่องคือ “กรณ์ จาติกวณิช” ส.ส.บัญชีรายชื่อและอดีต รมว.คลัง ที่จะยื่นเรื่องผ่านสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในวันจันทร์ที่ 30 มกราคมนี้
ส่วนซีกสภาสูง แกนนำในการยื่นเรื่องพบว่าทำผ่าน “คำนูณ สิทธิสมาน” ส.ว.สรรหา ที่จะยื่นผ่าน พลเอกธีรเดช มีเพียร ประธานวุฒิสภา ในวันที่ 31 มกราคม
ขั้นตอนหลังจากมีการยื่นเรื่องไปแล้ว ทาง “สมศักดิ์-พลเอกธีรเดช” ก็จะมีการตรวจทานความถูกต้องตามขั้นตอนเอกสาร จากนั้นก็จะส่งเรื่องไปให้สำนักงานเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญเพื่อส่งเข้าบรรจุเป็นระเบียบวาระการประชุมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต่อไป
ดูแล้วเนื่องจากเรื่องนี้เป็น “เรื่องเร่งด่วน” เนื่องจาก พ.ร.ก.ได้มีการประกาศใช้แล้วถือว่ามีความสมบูรณ์ทางกฎหมาย แต่เมื่อทั้ง ส.ส.-ส.ว.ประกาศว่าจะยื่นเรื่องโดยด่วนต่อศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้กระบวนการต่างๆ ใน  พ.ร.ก.ดังกล่าว คงต้องหยุดชะงักไว้ก่อน เพื่อรอผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ดังนั้น ศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องวินิจฉัยเรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน โดยลำดับขั้นตอนก็จะมีการประชุมกันว่าจะรับคำร้องไว้วินิจฉัยหรือไม่ ซึ่งดูแล้วก็ไม่น่าจะพลิกความคาดหมาย คือคงจะรับคำร้องไว้พิจารณาโดยรวมคำร้องทั้งของฝ่ายประชาธิปัตย์และ ส.ว.ไว้ด้วยกัน เพราะถือเป็นเรื่องเดียวกัน จากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการวินิจฉัยต่อไป
โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอาจจะมีการเรียกตัวแทนฝ่ายผู้ร้อง ทั้งประชาธิปัตย์-ส.ว.มาเบิกคำให้การต่อศาลถึงเหตุผลในการยื่นคำร้องว่าเพราะเหตุใดจึงยื่นคำร้องดังกล่าว และคำชี้แจงจากฝ่ายรัฐบาลถึงเหตุผลความจำเป็นในการออก พ.ร.ก.
เช่น “คำนูณ” ที่บอกว่าสาเหตุที่ต้องยื่นตีความเพราะมองว่าการออก พ.ร.ก.เงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน เป็นการใช้เงินนอกงบประมาณ และเป็นการตั้งตัวเลขแบบประมาณการลอยๆ ไม่มีรายละเอียดยากต่อการตรวจสอบ
ขณะที่ฝ่ายประชาธิปัตย์ “กรณ์ อดีต รมว.คลัง” ชี้ว่า พ.ร.ก.โอนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ 1.14 ล้านล้านบาท ให้ ธปท. และ พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท ขัด รธน. เพราะไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ  ทำให้ขาดการตรวจสอบจากฝ่ายนิติบัญญัติ อีกทั้งยังไม่มีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจตามที่รัฐบาลกล่าวอ้าง
เมื่อยื่นเรื่องไปแล้วก็ต้องลุ้นกันต่อไปว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยออกมาอย่างไร
แม้ที่ผ่านมา นับแต่มีศาลรัฐธรรมนูญมา 10 กว่าปี จะมีการยื่นเรื่องให้ตีความการออก พ.ร.ก.มาแล้วหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นสมัยประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน หรือสมัยเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้าน ต่างก็มีการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการออกพระราชกำหนดเมื่ออีกฝ่ายเป็นรัฐบาลแล้วออก พ.ร.ก.กันทั้งสิ้น
ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็ “ยกคำร้อง” ทั้งหมดด้วยเหตุผลว่า รัฐธรรมนูญให้อำนาจ ครม.ในเรื่องการออก พ.ร.ก.เอาไว้ แต่รอบนี้ดูเหมือน ปชป.จะมั่นใจเป็นพิเศษว่า “น็อกรัฐบาลได้”
ด้วยเหตุผลว่ารัฐธรรมนูญ หมวด 8 ว่าด้วยการเงิน การคลัง การงบประมาณ มีบทบัญญัติเรื่องการตีกรอบรัฐบาลจะกู้ยืมเงินได้ไม่เกินเท่าไหร่ในแต่ละปีงบประมาณ หากปล่อยให้รัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงินโดยไม่อยู่ในกรอบวินัยการคลัง งบประมาณจะทำลายหลักวินัยการคลังทั้งหมด ขัดเจตนาของรัฐธรรมนูญ
ที่สำคัญ ปชป.ยังหวังในน้ำหนักของ “พยานปากเอก” คือ “ธีระชัย  ภูวนาถนรานุบาล” อดีต รมว.คลังที่มีส่วนร่วมสำคัญในการออก พ.ร.ก.ทั้ง 4  ฉบับ ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลสำคัญผ่านเฟซบุ๊กเมื่อเร็วๆ นี้ ถึง “เบื้องหลัง”  การออก พ.ร.ก.นี้เอาไว้ว่ามีการ
“อำพรางอัตราส่วนภาระหนี้ต่องบประมาณ”
คือตัวเลขที่แท้จริงอยู่ที่ 9.33% ไม่ใช่ 12% อย่างที่นายกิตติรัตน์ ณ  ระนอง รองนายกรัฐมนตรีนำไปแจ้งต่อที่ประชุม ครม.เพื่อให้ออก พ.ร.ก.ทั้ง 4  ฉบับ พร้อมกับระบุว่าหากเป็นเช่นนี้จะเป็นความเสี่ยงที่ทำให้ พ.ร.ก.ทั้งหมดขัดรัฐธรรมนูญ
อันถือเป็นข้อมูลที่สร้างความฮือฮาให้กับหลายฝ่ายมากว่ารัฐบาลมีการอำพรางข้อมูลสำคัญเพื่อออก พ.ร.ก.
โดยประชาธิปัตย์ ได้นำชื่อ “ธีระชัย” บรรจุไว้เป็น “พยานฝ่ายผู้ร้อง” ไว้แล้วด้วย เพื่อรอให้ศาล รธน.เรียกไปเบิกความ หรือหากไม่เรียก แต่ก็จะนำเอกสารข้อความที่ธีระชัยเปิดเผยไว้ดังกล่าวแนบไปให้ศาลรัฐธรรมนูญด้วยแน่นอน
อันจะทำให้การวินิจฉัยคดีนี้คงน่าติดตามไม่น้อยว่าผลจะออกมาอย่างไร  แม้ที่ผ่านมาจะไม่เคยมีการวินิจฉัยของศาล รธน.มาก่อนว่า พ.ร.ก.ฉบับไหนขัดรัฐธรรมนูญ
ทางการเมืองแล้ว หากปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมาไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาล ก็จะส่งผลต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์อย่างมากที่ออก พ.ร.ก.ขัดรัฐธรรมนูญ
ที่เชื่อว่าแกนนำเพื่อไทยคงมีการเตรียมการสู้คดีและเตรียมพร้อมทางการเมืองเอาไว้ให้แล้ว แต่เรื่องว่าจะให้ยิ่งลักษณ์ “ลาออก” คงไม่มีทางเกิดขึ้น

ทีมข่าวการเมือง

 

บอยคอต “นลินี”-บัญชีดำ “ทักษิณ” คนไทยซวย! 2012/05/26

http://www.thaipost.net/node/51418

22 January 2555

นับเป็นความตกต่ำอย่างสุดขีดของการเมืองไทย ที่ปล่อยให้นักโทษหนีคดีคอรัปชั่นมากำหนดว่าใครควรได้เป็นรัฐมนตรี ที่น่ากังวลคือต่อไปตรรกะนี้อาจกลายเป็นแบบอย่างให้คนรุ่นหลังทำตาม หลัง “น.ช.ทักษิณ ชินวัตร” เคยทำสำเร็จมาแล้วกับความเชื่อที่ว่า
“โกงไม่เป็นไรขอให้”
หรือว่า “โกงไม่เป็นไรขอให้แบ่ง”
ไม่มีวันที่ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” จะตอบคำถามได้ว่า ทำไมรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีต้องเป็น “นลินี ทวีสิน” และ “นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล”
และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต้องเป็น “อารักษ์ ชลธาร์นนท์”
แม้ทั้งหมดจะมาจากบริษัทในเครือชินคอร์ป และนอมินีของ “น.ช.ทักษิณ  ชินวัตร”
แต่สิ่งที่ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” รู้ดีกว่าใครนั่นก็คือ การมาของทั้ง 3 คน ไม่ต่างจากการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของเธอ
เป็นการมาเพื่อทำงานให้ “พี่ชาย” มีหน้าที่ทำ ไม่มีหน้าที่คิด นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราไม่สามารถต่อจิ๊กซอว์ระหว่าง “นลินี ทวีสิน” กับ “ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร” ได้เลย ถ้าการมาของ “นลินี ทวีสิน” มิใช่การมาในฐานะลูกน้องของพี่ชาย
ที่จริงแล้ว “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” แทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะให้ “นลินี ทวีสิน” ทำงานอะไร! ถ้า “นลินี ทวีสิน” ไม่ใช่คนที่ “น.ช.ทักษิณ ชินวัตร” ส่งมา
2 เหตุผลของการปรับคณะรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ 2 จนหน้าตาออกมาอย่างที่เห็น
ประการแรก “น.ช.ทักษิณ ชินวัตร” แจกแต๊ะเอียให้ลูกน้องผู้ซื่อสัตย์ หลังคนเหล่านี้ทำงานให้เขาอย่างทุ่มเทเป็นที่ประจักษ์ เฉกเช่นกับที่เคยแจกโบนัสให้รัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ 1
ไม่ว่าจะเป็น “ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
หรือ “กฤษณา สีหลักษณ์” อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ประการที่สอง “น.ช.ทักษิณ ชินวัตร” ดึงคนใกล้ชิดมาใช้งาน โดยมีเป้าหมายที่น่าสนใจ ซึ่งแน่นอนว่าหน้าตาคณะรัฐมนตรีแบบนี้มิได้มีจุดประสงค์หลักเพื่อทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติประชาชน
แต่ “น.ช.ทักษิณ ชินวัตร” กำลังเดินตามแผนการเดิมต่อไป เพื่อความมั่งคั่งของตนเองอีกครั้งหลังสูญเสียหลายสิ่งหลายอย่างไปจากการรัฐประหาร  19 กันยายน 2549
จึงมีเพียง “น.ช.ทักษิณ ชินวัตร” เพียงคนเดียวเท่านั้นที่สามารถตอบคำถามได้ว่า ต้องส่ง 3 ทหารเสือคือ
“นลินี ทวีสิน-นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล-อารักษ์ ชลธาร์นนท์”   เข้ามาอยู่ในคณะรัฐมนตรี
หากดูบทบาทของทั้ง 3 คนในห้วงเวลาที่ผ่านมา ล้วนรับใช้ “น.ช.ทักษิณ  ชินวัตร” อย่างจงรักภักดี ทั้งในชินคอร์ป ในไทยคม และนอมินีทำธุรกิจบาปในแอฟริกา
ความเชี่ยวชาญของทั้ง 3 คนนี้จะช่วย “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” บริหารประเทศอย่างไร
ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน “อารักษ์ ชลธาร์นนท์” มิใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน แต่เชี่ยวชาญการทำธุรกิจ ฉะนั้นการทำธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานของ “น.ช.ทิกษิณ ชินวัตร” จะถูกจับตาอย่างใกล้ชิดว่า “อารักษ์ ชลธาร์นนท์” จะเอื้อประโยชน์ให้ “น.ช.ทักษิณ ชินวัตร” กี่มากน้อย
“นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่จริงเขาน่าจะได้ตำแหน่งใหญ่กว่านี้ แต่ถูกกำหนดด้วยภารกิจที่ชัดเจน น่าจะเข้ามาดูแลสื่อของรัฐตามความเชี่ยวชาญในฐานะอดีตประธานกรรมการบริหาร บริษัท  ไอทีวี จำกัด (มหาชน)
น่าจะสร้างภาพพจน์ให้กับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้ราบรื่นกว่าที่เป็นอยู่      และด้วยความที่ “นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล” มิใช่คนที่สร้างศัตรู ไม่นิยมความรุนแรง จึงสามารถลดอุณหภูมิการเมืองจากฝ่ายตรงข้ามได้พอประมาณ
เขาน่าจะถูกกำหนดให้เป็นหนังหน้าไฟให้กับ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”
สำหรับ “นลินี ทวีสิน” น่าสนใจที่สุด เธอคนนี้มาทำอะไรกัน เพราะดูจากประวัติแล้วเป็นคนที่ “น.ช.ทักษิณ ชินวัตร” เรียกใช้งานมาตลอดนับแต่ถูกรัฐประหาร และเป็นงานซึ่งไม่ได้รับการเปิดเผยต่อสาธารณชนมากนัก
ความฉาวโฉ่ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องเล็ก ถึงอเมริกาไม่ใช่พ่อ แต่ไทยไม่มีทางที่จะคานกับอเมริกาในประเด็นเกี่ยวกับการต่อต้านคอรัปชั่นเป็นแน่
เพราะแค่ “นลินี ทวีสิน” ได้เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โลกก็มองไทยในแง่ลบแล้ว
ประเทศนี้ยังคงเต็มไปด้วยคอรัปชั่น!
“น.ช.ทักษิณ ชินวัตร” รู้ดีว่า “นลินี ทวีสิน” ถูกแบล็กลิสต์จากรัฐบาลอเมริกา แต่ก็ยังใส่ชื่อมาเป็นรัฐมนตรี
จุดประสงค์ต้องการตอบแทนบุญคุณ “นลินี ทวีสิน” หรือเรียกมาใช้งานอีกครั้งกันแน่ แต่ด้วยตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เธอจะไปทำอะไรได้
ก็ไม่แน่!
คำเตือนจาก “คลิฟ เบิร์นส์” ทนายความบริษัทที่ปรึกษากฎหมายไบรอันเคฟ ในกรุงวอชิงตัน ดีซี ที่ไปถึงบริษัทธุรกิจสหรัฐที่จะเข้ามาทำธุรกรรมในเมืองไทย นับว่าน่าสนใจทีเดียว
การที่ “นลินี ทวีสิน” ถูกขึ้นบัญชี Specially Designated Nationals  (SDN) ของสำนักงานควบคุมสินทรัพย์ต่างชาติ กระทรวงการคลังสหรัฐ หมายถึงการห้ามบริษัทสัญชาติอเมริกันทำธุรกรรมร่วมกับรัฐมนตรีของไทยรายนี้
นี่คือการบอยคอตชัดๆ!
เช่นเดียวกับคำให้สัมภาษณ์ของ “จอห์น แม็กเคน” สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐอเมริกา ประจำมลรัฐแอริโซนา อดีตตัวแทนพรรครีพับลิกันลงชิงเก้าอี้ประธานาธิบดี เมื่อปี 2008 ที่ระบุว่าเรื่องนี้ไม่กระทบต่อการทำงาน และไม่กระทบความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ
แต่ห้ามทำธุรกรรมกับสหรัฐ ก็หมายถึงการบอยคอต “นลินี ทวีสิน” ที่จะเลยไปถึงการบอยคอตตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไปโดยอัตโนมัติ
เรามีรัฐมนตรีที่พี่เบิ้มของโลกไม่ปรารถนา เรามีสิทธิ์ท้าทายสหรัฐได้ แต่ไม่ใช่ด้วยวิธีการให้ท้ายรัฐมนตรีที่มีความอื้อฉาวจากการคบค้าสมาคมกับผู้นำที่โลกตราหน้าว่า จอมเผด็จการ และคอรัปชั่น
อย่าได้แปลกใจว่าทำไม “น.ช.ทักษิณ ชินวัตร” นักโทษหนีคุกในคดีคอรัปชั่นจากประเทศไทย ถึงได้คบค้าสมาคมทำธุรกิจกับประธานาธิบดีมูกาเบจอมคอรัปชั่นแห่งซิมบับเว
และไม่ต้องแปลกใจว่าทำไม “น.ช.ทักษิณ ชินวัตร” ไม่เคยเดินทางเข้าอเมริกาแม้แต่ครั้งเดียว
โอกาสหน้าไว้ “น.ช.ทักษิณ ชินวัตร” กลับเข้าสู่อำนาจ เรื่องราวจะใหญ่โตกว่ากรณี “นลินี ทวีสิน” หลายเท่าตัว
บอยคอต “นลินี” ยังไม่ใช่เรื่องใหญ่โตเท่าบัญชีดำ “น.ช.ทักษิณ”
ถ้าวันหนึ่งนักการเมืองในดวงใจของคนเสื้อแดงกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี  จะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย จะใช้มุกเก่า “อเมริกาไม่ใช่พ่อ” คงจะจืดไปสนิทเสียแล้ว
“น.ช.ทักษิณ” ช่วยพิสูจน์ทีเข้าอเมริกาได้หรือไม่ ถ้าหากว่า “นลินี ทวีสิน” มิใช่ลูกน้องคนโปรด ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับธุรกิจบาปที่ไปทำร่วมกับจอมเผด็จการในแอฟริกา ก็น่าลองดูมิใช่หรือ
อันที่จริง “น.ช.ทักษิณ ชินวัตร” ตีปี๊บจะเข้าอเมริกาทั้งที่รู้ว่าตัวเองเข้าไม่ได้มาตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว ถ้าจำกันได้บรรดาลิ่วล้อออกมาการันตีว่า “นายใหญ่” จะเดินทางเข้าอเมริกาในวันที่ 16 ธันวาคม 2553 ตามคำเชิญของ
กรรมาธิการด้านความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (ซีเอสซีอี) จุดประสงค์คือไปฟ้องว่า “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” สั่งฆ่าเสื้อแดงนั่นแหละ
แต่ “น.ช.ทักษิณ ชินวัตร” ไปไม่ถึงจุดไคลแมกซ์ เพราะรู้ดีว่า “ความเสี่ยงสูง”
ก็เอาเป็นว่าลองดูสักครั้ง วันข้างหน้าประชาชนจะได้เลือกกำหนดชะตากรรมตัวเองได้ถูกทาง!.

 

รัฐบาล’มาตรฐานโจร’ ปลุกมวลชนเผชิญหน้า 2012/05/26

http://www.thaipost.net/node/51098

15 January 2555

ดูเหมือนว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา “รัฐบาลทักษิณส่วนหน้า” ที่มี น้องปู-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั่งหัวโต๊ะที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะแสดงความกล้าหาญ เดินหน้าผลักดันนโยบายสำคัญๆ โดยไม่หวั่นเกรงต่อความถูกต้องชอบธรรมแต่อย่างใด ซึ่งเชื่อได้ว่าความกล้าหาญของ นายกฯ นกแก้ว ครั้งนี้มีวาระซ่อนเร้นเพื่อตอบสนองผลประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าผลประโยชน์ประเทศชาติ
ทั้งนี้ เมื่อวันอังคารที่ 10 มกราคม ครม.ได้เห็นชอบให้ออกร่าง พ.ร.ก. 4 ฉบับ คือ 1.พ.ร.ก.การบริหารหนี้เงินกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบ สถาบันการเงิน พ.ศ…. วงเงิน 1.14 ล้านล้านบาท 2.พ.ร.ก.เงินกู้เพื่อการบูรณะและฟื้นฟูประเทศที่ได้รับความเสียหายจากปัญหาอุทกภัย พ.ศ…. วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท 3.พ.ร.ก.จัดตั้งกองทุนประกันภัย วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท พ.ศ…. และ 4.พ.ร.ก.แก้ไขพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ ธปท.สามารถปล่อยสินเชื่อเงื่อนไขผ่อนปรนให้แก่สถาบันการเงินรัฐและเอกชน วงเงิน 3 แสนล้านบาท
โดยอ้างว่า พ.ร.ก. 4 ฉบับเป็นมาตรการบริหารจัดการหนี้ที่คงค้าง และเตรียมความพร้อมด้านการคลังเพื่อลงทุนวางแผนป้องกันน้ำท่วมทั้ง ระยะสั้นและยาว รวมไปถึงการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
วันเดียวกัน ครม.เห็นชอบในหลักการพิจารณาข้อเสนอแนะ เพื่อส่งเสริมให้การเยียวยาและฟื้นฟูเหยื่อและผู้เสียหาย ตลอดจนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงหรือความขัดแย้งทางการเมือง ตามที่คณะกรรมการประสานงานและติดตามผลการดำเนินงาน ตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.) ที่มี นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน
โดยมีกรอบอัตราเงินช่วยเหลือเยียวยาความเสียหาย โดยเฉพาะกรณีเสียชีวิต ได้รับค่าเยียวยาถึง 7.75 ล้านบาท แยกเป็น เงินชดเชยกรณีการเสียชีวิต 4.5 ล้านบาท ช่วยเหลือสำหรับค่าปลงศพ 2.5 แสนบาท ชดเชยเยียวยาความสูญเสียทางด้านจิตใจ อีก 3 ล้านบาท ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บ ได้ลดหลั่นลงไป
นอกจากนี้ยังมีเงินชดเชยเยียวยาผู้ที่ถูกดำเนินคดีจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองอีกด้วย อาทิ กรณีศาลมีคำสั่ง/คำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง และได้ถูกควบคุมหรือคุมขังเกินระยะเวลาที่กำหนด หรือก่อนศาลมีคำสั่ง/พิพากษา ก็ได้รับค่าชดเชยเช่นกัน โดยเป็นการเยียวยาทุกฝ่าย อ้างว่าเพื่อนำไปสู่ความปรองดอง
ขณะเดียวกัน คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ก็เห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญเฉพาะมาตรา 291 เพื่อเปิดโอกาสให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) นำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ จะเริ่มดำเนินการได้ในต้นเดือน ก.พ.นี้
สอดรับกับเสียงส่วนใหญ่ในพรรคเพื่อไทยก็เห็นควรต้องมีการแก้ไขมาตรา 291 ขณะที่ฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทยเปิดเผยว่า ได้เตรียมยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใกล้เสร็จแล้ว นอกจากนี้กลุ่มแนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก็ได้รณรงค์ให้คนเสื้อแดงเร่งส่งแบบฟอร์ม เพื่อรวบรวมรายชื่อให้ครบ 5 หมื่นรายชื่อ ใช้แก้ไขในรัฐธรรมนูญมาตรา 291 โดยจะเร่งให้เสร็จภายในสิ้นเดือน ม.ค.นี้ ซึ่งแนวทางของ นปช.คือการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ
ซึ่งการเดินหน้าผลักดันนโยบายสำคัญๆ ดังกล่าวมีเสียงทักท้วงว่าเป็นการดำเนินการที่ไม่ถูกต้อง และหมิ่นเหม่ต่อการขัดต่อกฎหมายและรัฐธรรมนูญ
โดยฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมองว่า การออก พ.ร.ก. 4 ฉบับ ตอกย้ำความเป็นเผด็จการเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ใช้อำนาจฝ่ายบริหารไปบังคับธนาคารกลาง และขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 184 เพราะเรื่องนี้ยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน เพราะรายได้และการกู้เงินของรัฐบาลยังมีการดำเนินการได้ จึงจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ จึงมีความเสี่ยงที่จะเป็นโมฆะ อาจกระทบต่อความเป็นอิสระในการทำงานของแบงก์ชาติ และอาจส่งผลกระทบต่อภาคการเงินของประเทศอย่างรุนแรง และอาจขัดกับ พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย
สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นความประสงค์ของพรรคเพื่อไทยและกลุ่มเสื้อแดงมาตั้งแต่ต้น ผนวกกับความพยายามผลักดัน กฎหมายนิรโทษกรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อลบล้างความผิดให้ นายใหญ่-ทักษิณ ชินวัตร พ้นผิดจากคดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์รัฐประหาร 19 ก.ย. 49
แม้รัฐบาลจะตั้งคณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.) ที่มี นายอุกฤษ มงคลนาวิน เป็นประธาน ซึ่งได้เสนอให้มีคณะกรรมการยกร่าง 34 คน แต่ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลหน้า 11 ข้อ 1.16 ก็ระบุชัดว่าจะมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ดี นางยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณพงศ์ อดีตผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ได้เขียนบทความทักท้วงว่า รัฐธรรมนูญ 2550 เป็นรัฐธรรมนูญที่แก้ไขยาก (Rigid Constitution) ไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่แก้ไขง่าย (Flexible Constitution) การแก้ไขจะต้องมีข้อขัดข้องในการใช้รัฐธรรมนูญมาตราหนึ่งมาตราใดในการบริหารประเทศ หรือขัดแย้งต่อความเป็นอยู่แห่งประชาคมของประเทศ มิจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อช่วยเหลือผู้กระทำความผิดอาญา หาอาจทำได้ไม่
“การยกเลิกเพิกถอนหรือการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญก็จะต้องทำอย่างเดียวกัน เมื่อรัฐธรรมนูญ 2550 ออกใช้บังคับโดยการออกเสียงประชามติ คือต้องได้รับความเห็นชอบจากมติของมหาชนเสียก่อน”
อดีตผู้พิพากษายังเตือนว่า หากยังเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญตามแนวทางดังกล่าว อาจเป็นการกระทำผิดกฎหมายและเป็นกบฏ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 ได้
สำหรับการจ่ายค่าชดเชยเยียวยา ถือว่าเป็นนโยบายที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างมากที่สุด เพราะเจตนาจริงๆ ของรัฐบาลนี้คือต้องการแจกเงินให้กับ กลุ่มคนเสื้อแดง ที่เป็นมวลชนของตัวเอง ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้หาเสียงไว้ว่าจะชดเชยให้ถึง 10 ล้านบาท เพียงแต่มติ ครม.ดังกล่าวได้พ่วงเอากลุ่มพันธมิตรฯ รวมทั้งเจ้าหน้าที่เข้าไปด้วย เพื่อสร้างความชอบธรรมว่าไม่ได้เลือกปฏิบัติ
แต่ก็เกิดคำถามมากมาย เพราะโดยหลักเกณฑ์การจ่ายค่าชดเชยนั้น จะใช้กรณีประชาชนผู้บริสุทธิ์ได้รับความเสียหายจากการกระทำเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำเกินกว่าเหตุ แต่กรณีการชุมนุมของคนเสื้อแดง เป็นสัญลักษณ์ว่า เป็น พวกเผาบ้าน-เผาเมือง บางรายยังถูกฟ้องในข้อหาร้ายแรง โดยเฉพาะคดี “ก่อการร้าย” ซึ่งแตกต่างจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516, 6 ตุลาคม 2519 และพฤษภาทมิฬ 2535 และเหตุการณ์ตากใบ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2547 ซึ่งเป็นการชุมนุมโดยสงบแต่ถูกสลายการชุมนุมจากเจ้าหน้าที่รัฐ หรือกรณีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ไม่มีแกนนำยุยงให้ใช้ความรุนแรง แต่ก็ถูกสลายการชุมนุมเช่นกัน
นอกจากนี้มีผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ อันเป็นผลพวงความผิดพลาดของนโยบาย รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร มีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 5,243 ราย บาดเจ็บ 8,941 ราย (ข้อมูล ณ สิ้นปี 2554) หรือกรณีสงครามปราบปรามยาเสพติด มีผู้ถูกวิสามัญฆาตกรรมกว่า 2,500 ราย รัฐบาลจะชดเชยอย่างไร?
ข้อแตกต่างคือ การชุมชุมคนเสื้อแดง มีการตั้ง กองกำลังชุดดำ โจมตีเจ้าหน้าที่รัฐด้วยอาวุธสงคราม ผู้นำบนเวทีก็ปลุกปั่นยุยงให้ใช้ความรุนแรง อาทิ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ปราศรัยผ่านวิดีโอลิงค์ว่า “พี่น้องชาวเสื้อแดงทั่วประเทศไทย หากมีอะไรเกิดขึ้นกับคนเลื้อแดง ให้ไปรวมตัวกันที่ศาลากลางจังหวัดได้เลย” นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช.ปราศรัยว่า “จอมืดเมื่อไหร่ ให้ไปศาลากลางและใช้ดุลพินิจจัดการได้ทันที” ขณะที่ นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำ นปช.ปราศรัย “ถ้ารู้ว่าเขาจะจัดการ ไม่ต้องเตรียมอะไรมาก มาด้วยกัน ขวดแก้วคนละใบมาเติมน้ำมันเอาข้างหน้า ถ้าเรามา 1 ล้านคน มีน้ำมัน 1 ล้านลิตร รับรองว่า กทม. เป็นทะเลเพลิงอย่างแน่นอน”
คือหลักฐานและใบเสร็จว่า ความรุนแรงมาจากแกนนำปลุกระดมมวลชนให้นำไปสู่สถานการณ์วิกฤติ เพื่อเป็นเงื่อนไขต่อรองทางการเมือง หาใช่การชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยตามวิถีทางดังในประวัติศาสตร์
มิพักต้องเอาค่าชดเชย 7.75 ล้านไปเปรียบเทียบกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบของบ้านเมือง เพราะมันเทียบกันไม่ได้เลยกับคนหนึ่งทำหน้าที่เพื่อบ้านเมือง แต่คนกลุ่มหนึ่งทำเพื่อคนคนเดียว จึงหามาตรฐานไม่ได้ว่าอะไรคือความถูกต้อง ชอบธรรม
การกระทำของรัฐบาลดังกล่าวสำหรับคนที่ยืนตรงข้ามรัฐบาล แน่นอนว่ามีความไม่พอใจมากขึ้น ที่น่าจับตาคือคนที่ทำมาหากินโดยสุจริต เสียภาษีให้รัฐครบถ้วน ไม่เลือกข้างทางการเมือง-ไม่มีสี ก็เริ่มมีปฏิกิริยารับไม่ได้กับ นโยบายปล้นกลางแดด เช่นนี้
กอปรกับกลุ่มนักวิชาการ นำโดย คณะนิติราษฎร์ และคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก.112) เริ่มรณรงค์ล่าชื่อประชาชน 5 หมื่นคน เพื่อเสนอร่างกฎหมายต่อสภา ซึ่งแม้จะอ้างว่าไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล แต่ปฏิเสธไมได้ว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าว มีเป้าหมายที่สอดรับกับพรรคเพื่อไทยและกลุ่มเสื้อแดง ซึ่งเป็นการยกระดับการเคลื่อนไหวจากการชุมนุม โค่นล้มอำมาตย์-สร้างรัฐไทยใหม่ เปิดช่องวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ได้ง่ายขึ้น
การออก พ.ร.ก. 4 ฉบับ ผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญ จ่ายเงินชดเชยผู้ชุมนุมเผาบ้าน-เผาเมือง และแก้มาตรา 112 จึงเป็นการเคลื่อนไหวไปสู่เป้าหมายเดียวกัน และจะเป็นเชื้อไฟ-เรียกแขก ปลุก พลังบริสุทธิ์-พลังคนรักเจ้า ให้ลุกขึ้นมาขัดขวางการย่ำยีบ้านเมือง ซึ่งจะนำไปสู่การเผชิญหน้ากับมวลชนของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่มี สัญญาจ้างล่วงหน้า แล้วว่า ออกมาชุมนุมคราวนี้มีหลักประกันว่าไม่เจ็บ-ตายฟรี!
ทีมข่าวการเมือง

 

สังคมแห่งการตัดตอนเหตุการณ์ เสริมสร้างข้อมูลสองชุด 2012/05/25

http://www.thaipost.net/node/50723

8 January 2555

ประเทศไทยตกอยู่ในวังวนแห่งความขัดแย้งมาเป็นเวลานานพอดูแล้ว ก็มีคำถามว่าสาเหตุที่แท้จริงเกิดจากอะไร?
เพราะประชาชนคนไทยมีความรู้กว่าในอดีต จึงออกมาเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ถามหาประชาธิปไตยมากขึ้นอย่างนั้นหรือ
เป็นเพราะการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นอุปสรรคขัดขวางการพัฒนาประเทศในทุกแง่มุมใช่หรือเปล่า
หรือเป็นเพราะระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ทำให้ความเหลื่อมล้ำในสังคม  ความห่างระหว่างคนจนกับคนรวยมีมากขึ้นทุกที การแย่งชิงทรัพยากรทวีความรุนแรงจนมิอาจปล่อยไปได้อีกต่อไป
เปล่าเลย! สาเหุตข้างต้นทั้งหมดดูจะเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อหาแนวร่วมเท่านั้น แต่ความขัดแย้งหลักยังคงอยู่ที่ฝ่ายการเมือง
ฝ่ายการเมืองยังคงสร้างเงื่อนไขใหม่ๆ นำไปสู่ความขัดแย้งตลอดเวลา  ด้วยการตัดตอนเหตุการณ์ เลือกเอาข้อมูลที่เป็นประโยชน์เฉพาะกลุ่มตน
หลายครั้งหลายหน ในเหตุการณ์เดียวกัน แต่เรามีข้อมูล 2 ชุด เพื่อป้อนให้กับประชาชนที่สนับสนุนตนเอง
แดงมีข้อมูลชุดหนึ่ง เสื้อสีอื่นมีข้อมูลอีกชุด ต่างฝ่ายต่างอ้างว่าข้อมูลของตนยืนอยู่กับความเป็นจริง และปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงที่จะรับข้อมูลจากอีกฝ่าย แม้จะมีความจริงปรากฏให้เห็นเด่นชัดแล้วก็ตาม
อย่างที่รับรู้กัน ถ้าไปถามเสื้อแดงว่าจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันคืออะไร ก็จะได้รับคำตอบว่า เริ่มจากวันที่ 19 กันยายน 2549   วันที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ซึ่งมีพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้าคณะ โดยโค่นล้มรักษาการนายกรัฐมนตรี “ทักษิณ ชินวัตร” ภายหลังเปลี่ยนชื่อมาเป็น คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)
แต่ถ้าไปดูข้อเท็จจริงก่อนนั้น การรัฐประหารเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนถัดจากนั้น หลังจากที่การเลือกตั้งเดือนเมษายนในปีเดียวกันถูกตัดสินให้เป็นโมฆะ นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในวิกฤตการณ์ทางการเมือง
การเลือกตั้งที่เป็นโมฆะก็สืบเนื่องมาจากการทำผิดกฎหมายเลือกตั้งของพรรคไทยรักไทย ที่จ้างพรรคขนาดเล็กลงแข่งขัน เพื่อหลีกเลี่ยงหลักเกณฑ์ที่จะต้องมีคะแนนเสียงถึงร้อยละ 20 ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในเขตนั้น อันสืบเนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์บอยคอตการเลือกตั้ง
พรรคประชาธิปัตย์บอยคอตการเลือกตั้งเพราะเห็นว่า “ทักษิณ ชินวัตร”  ยุบสภาเพื่อฟอกตัวเองหลังตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ขายหุ้นที่ครอบครองอยู่ทั้งหมดในกลุ่มบริษัทชินคอร์ป ให้แก่บริษัทเทมาเส็ก รวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า  73,000 ล้านบาท หรือกว่า 49.61% ของหุ้นทั้งหมด โดยได้รับการยกเว้นภาษี การปล่อยให้ต่างชาติเข้าบริหารกิจการด้านความมั่นคง รวมทั้งผลประโยชน์ทับซ้อนและการหลีกเลี่ยงภาษีกำไรส่วนทุน
ที่สำคัญขณะนั้นพรรคไทยรักไทยครองเสียงข้างมากเด็ดขาดในสภาผู้แทนราษฎร และได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ที่ต้องการให้ฝ่ายบริหารมีความเข้มแข็ง และปรากฏว่าเสียงของฝ่ายค้านในขณะนั้นไม่เพียงพอที่จะตรวจสอบนายกรัฐมนตรีในสภาได้ เพราะต้องมีสมาชิกเข้าชื่อกันถึง 2 ใน 5
ขณะที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และฉบับอื่นๆ ใช้เสียงเพียงไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด
ตลอดระยะเวลาดำรงตำแหน่ง “ทักษิณ ชินวัตร” จึงไม่เคยถูกตรวจสอบโดยสภาเลยแม้แต่ครั้งเดียว อีกทั้งยังแทบไม่ใส่ใจกับการตรวจสอบลักษณะของการตั้งกระทู้ถามโดยฝ่ายค้าน ซึ่งพบว่าเขาแทบไม่เคยตอบกระทู้ฝ่ายค้านเลย
แต่ในเวลาเดียวกันกลับพบว่าการบริหารประเทศของรัฐบาลทักษิณมีการลุแก่อำนาจ ไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่ยอมรับและเคารพสิทธิ เสรีภาพตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ แทรกแซงสื่อมวลชน กระบวนการยุติธรรม องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ครอบงำการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ใช้ทรัพย์สินของทางราชการเพื่อประโยชน์ส่วนตนและวงศ์ตระกูล
เต็มไปด้วยผลประโยชน์ทับซ้อน และการทุจริตเชิงนโยบาย!
ดูเหมือนข้อสรุปรากเหง้าความขัดแย้งในสังคมไทย ของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ภายใต้การนำของ “คณิต ณ นคร” นั้นมีความเที่ยงตรงที่สุดเท่าที่มีการตั้งกรรมการขึ้นมาศึกษา
นั่นคือมีจุดเริ่มต้นจากการละเมิดหลักนิติธรรมโดยกระบวนการยุติธรรมอันเป็นรากเหง้าของปัญหา เกิดจากกรณีของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2544 ในคดีที่ “ทักษิณ ชินวัตร” ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 295
หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า “คดีซุกหุ้น”
ขณะนั้นพบว่ามีการแทรกแซงศาลรัฐธรรมนูญ มีการติดสินบน จนเป็นข่าวอื้อฉาว ทำให้สังคมที่รู้ทัน “ทักษิณ ชินวัตร” มิอาจยอมรับได้
แต่ “ทักษิณ ชินวัตร” ก็อยู่รอดมาได้ เพราะเกิดวัฒนธรรมทางการเมืองใหม่ในสังคมไทย นั่นคือ “โกงไม่เป็นไร ขอให้บริหารเก่ง”
และความเชื่อดังกล่าวถูกหล่อหลอมโดยนโยบายประชานิยม ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าเป็นนโยบายที่สอนให้ประชาชนแบมือขอ
แม้นี่คือข้อมูลชุดที่ถูกต้อง แต่คนเสื้อแดงไม่มีทางเชื่อ และจะไม่เชื่อตลอดไป เพราะข้อมูลอีกชุดแม้จะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
อำมาตย์ไม่ชอบทักษิณ จึงสร้างเรื่องทั้งหมดขึ้นมา นั่นคือความเชื่อที่ยากจะหมดไปจากความทรงจำของคนเสื้อแดง
ดังนั้นการตั้งคำถามว่าเมื่อไหร่ความขัดแย้งในสังคมไทยจะจบลง คำตอบคือยังมองไม่เห็น ยกเว้นประชาชนต่างความเชื่อจะทู่ซี้อยู่กันไปอย่างนี้เรื่อยๆ  โดยไม่ต้องสนใจอีกฝ่าย แม้ประเทศจะเสื่อมโทรมลงไปเรื่อยๆ ก็ตาม
ใช่ว่าการให้ข้อมูล 2 ชุด จะจบลงแค่นั้น เหตุการณ์เผาเมืองเมื่อปี 2553  ต่างฝ่ายก็ต่างเชื่อในข้อมูลของฝ่ายตัวเอง และปิดรับข้อมูลจากอีกฝ่าย
คนเผาเซ็นทรัลเวิลด์ แม้จะเห็นชัดๆ ว่า มีทั้งเสื้อแดงเสื้อดำ แต่แกนนำเสื้อแดงกลับบอกว่าเป็นดำเลียนแบบ เป็นแดงปลอม แล้วใครจะทำไม!
ไม่ใช่เรื่องการเมืองเท่านั้น ปัญหาเศรษฐกิจยังมีข้อมูล 2 ชุด
สดๆ ร้อนๆ “โกร่งแดง” “วีรพงษ์ รามางกูร” ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ที่คาดว่าการปรับ ครม.ครั้งถัดไปนี้ น่าจะเข้ามานั่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โจมตีธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างสาดเสียเทเสีย ที่ไปขวางไม่ให้รัฐบาลเข้าไปล้วงทุนสำรองมาใช้
“ถ้าปิดประตู ถ้าไม่ให้ รมว.คลังทำกำไรได้ แบงก์ชาติก็เป็นรัฐอิสระ และชอบพูดให้สังคมไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ขัดหลักประชาธิปไตย เพราะรัฐมนตรี  นักการเมือง มาจากประชาชน แบงก์ชาติไม่ได้มาจากประชาชน แต่มาพูดให้ไม่ไว้วางใจนักการเมือง”
หนำซ้ำยังซัดว่า แบงก์ชาติคือตัวปัญหา สังคมไทยไว้ใจแบงก์ชาติ แต่ไม่ไว้ใจกระทรวงการคลังและนักการเมือง ไปดูประวัติศาสตร์เวลาเกิดวิกฤติเศรษฐกิจเป็นฝีมือของ ธปท.ทั้งนั้น
ใช่! ความจริงเป็นไปอย่างที่ “โกร่งแดง” พูด แต่ก็เป็นเฉพาะท่อนที่เป็นประโยชน์กับตัวเองและรัฐบาลของระบอบทักษิณเท่านั้น
ลืมไปว่าเมื่อครั้งรัฐบาลชวลิต ยงใจยุทธ ลดค่าเงินบาท มีนักธุรกิจการเมืองบางคนได้ประโยชน์จากอัตราแลกเปลี่ยน เพราะข้อมูลภายในไปเท่าไหร่
ถ้าให้การเมืองนำแบงก์ชาติ มีหวังนักการเมืองรวยกันเละเทะแต่ฝ่ายเดียว
ในอดีตแบงก์ชาติสร้างประโยชน์ไว้มากมาย “โกร่งแดง” ก็รู้ แต่ทำไมเลือกเอาเฉพาะข้อเสียมาเพื่อให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้เสร็จสมอารมณ์หมายกับ นิสัยเคยตัวที่เคยใช้กันในช่วงรัฐบาลทักษิณ คือ “มือเติบ” เล่นกับตัวเลขในบัญชี โดยไม่สนใจวินัยทางการเงินการคลัง
ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกลูกผีลูกคน การบริหารการเงินการคลังในลักษณะอนุรักษนิยม อาจเป็นผลดีกว่าบริหารแบบผาดโผน เพราะหากเกิดสะดุดขึ้นมา จะล้วงไปในกระเป๋าไหนก็หาเงินไม่เจอ
แต่เชื่อเถอะ “เสื้อแดง” แค้นแบงก์ชาติแทบอยากบุกไปเผารอมร่อ เพราะข้อมูลที่ “โกร่งแดง” มอบให้นั่นแหละ
นี่ขนาดยังโผล่มาไม่ครบก๊วน ไว้รอ “นิพัทธ พุกกะณะสุต” ผู้อื้อฉาวเรื่องเงินๆ ทองๆ ที่เคยเทกทีม “โกร่งแดง” เล่นงานแบงก์ชาติ เมื่อปี 2527 เปิดหน้าเปิดตามาอย่างเป็นทางการแทนนั่งคิดอยู่ข้างหลัง รับรองจะเดือดกว่านี้
เชื่อเถอะทักษิณคอนเน็กชั่น ทำอะไรได้มากกว่าที่คุณคิด!.

 

‘ยิ่งลักษณ์’ หมดเวลาท่องสคริปต์ ปี 55 ภาวะผู้นำต้องปรากฏ 2012/05/25

http://www.thaipost.net/node/50464

1 January 2555

เป็นธรรมเนียมทุกปี ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล ต้องตั้งฉายาผู้นำรัฐบาล-คณะรัฐมนตรีในรัฐบาล หลังจากที่ได้ทำงานร่วมกันมาเป็นระยะเวลานาน เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความคิดเห็นที่มีต่อคณะรัฐมนตรีในชุดปัจจุบัน อาจจะเรียกได้ว่า หยิกแกมหยอก คงไม่ผิดนัก ฉายาที่ออกมาแต่ละปี บ้างก็ว่าแรงไป บ้างก็ว่าพอดี บ้างก็ว่าเบาไป แล้วแต่ผู้รับสารจะพิจารณา
ปลายปี 2554 ก็เช่นกัน ฉายารัฐบาล ‘ทักษิณส่วนหน้า’ สืบเนื่องจากการบริหารงานของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไม่สามารถสลัดภาพว่ามีพี่ชายอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อยู่เบื้องหลังได้
จนรัฐบาลชุดนี้เปรียบเหมือนศูนย์บัญชาการส่วนหน้าของตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ต้องทำตามสิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ คิดและวางไว้ให้ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายประชานิยม ที่ชูสโลแกน ‘ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ’ หรือในการจัดตั้ง ครม.ผู้ที่มีสิทธิได้ตำแหน่ง ต่างเดินทางไปถึงดูไบ เพื่อแสดงวิสัยทัศน์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ล่าสุดพ.ต.ท.ทักษิณ ยังได้กรุยทางให้กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก่อนการเดินทางไปเยือนประเทศต่างๆ นอกเหนือไปจากการการันตีว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ คือโคลนนิงของตัวเอง
ผู้น้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทางนิตินัยคือ นายกรัฐมนตรี แต่ในทางพฤตินัยหาเป็นเช่นนั้นไม่ ได้รับฉายา ‘นายกฯ นกแก้ว’ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นผู้หญิงที่มีความสวย บุคลิกดี มีความโดดเด่น คล้ายกับนกแก้วที่มีสีสันสวยงาม แต่กลายเป็น นกแก้วที่ต้องติดอยู่ในกรงทอง ไม่สามารถบินไปไหนมาไหนได้ด้วยตัวเอง ต้องมีพี่เลี้ยงคอยดูแลอย่างใกล้ชิด บทบาทที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ แสดงต่อสาธารณชนจึงเป็นเพียงนกแก้วที่พูดตามบทที่มีคนเขียนหรือบอกให้พูดเท่านั้น และลักษณะการตอบคำถามของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็มักพูดซ้ำไปซ้ำมา หรือวกวนจนไม่รู้ข้อเท็จจริงคืออะไร หลายครั้งก็พูดผิด กระทั่งตกเป็นเป้าของการวิพากษ์วิจารณ์
สิ่งที่สะท้อนออกมาชี้ได้เห็นถึงตัวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ หากเธอเป็นเพียงประธานกรรมการบริษัทธรรมดา วิสัยทัศน์ (Vision) พร้อมกับองค์ประกอบด้าน บุคลิกท่าทาง คำพูด เรื่อยไปถึง ปฏิภาณไหวพริบ ที่แสดงออกมาต่อหน้าเหล่าพนักงาน หากทำงานครบขวบปี คณะกรรมการหรือบอร์ด ไม่โหวตอัญเชิญให้ออกตำแหน่ง ถือเป็นสิ่งที่โชคดีมาก
หากบทบาทเธอเป็นเพียงแค่นั้น คงไม่เดือดร้อนในวงกว้าง เพราะถึงบริษัทจะล้ม ก็เพียงแค่บริษัทที่เธอบริหารอยู่ แต่สถานภาพปัจจุบัน ไม่ได้นำพา พนักงานเพียงหลักพันหรือเรือนหมื่น แต่เป็นถึง นายกรัฐมนตรี-ประมุขฝ่ายบริหาร กุมอำนาจการตัดสินใจแทนประชาชน ไม่ใช่แค่ 15 ล้านเสียงที่เลือกมา แต่หมายถึงตัวแทนประเทศชาติ-ประชาชนชาวไทย และยังเป็นหน้าเป็นตาประเทศ เลือกที่ว่า เธอจะทำให้ไทยเฉิดฉายหรืออับอาย ก็อยู่ที่เธอส่วนหนึ่ง
บทบาทด้านคำพูด ผิดหนึ่งอาจเป็นครู ผิดสองพอให้อภัย หากผิดซ้ำผิดซาก ถึงอยากจะให้อภัย แต่ก็ยากที่จะให้อภัย หากเรื่องนั้นเป็นเรื่องร้ายแรงและไม่ควรผิดพลาด
ในวันที่พรรคเพื่อไทยรับชัยชนะจากการเลือกตั้ง ช่วงเวลาหลังจาก ยิ่งลักษณ์ รับสนองพระบรมราชโองการ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 28 และต้องประกาศจุดยืนทางการเมืองต่อสาธารณะ แต่ก็กลับพูดผิดในประโยคสำคัญ ที่ว่า วโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงเจริญพระชนมายุครบ 7 รอบ หรือ 84 พรรษา เป็น 80 พรรษา
แม้กระทั่ง การจัดรายการวิทยุ หญ้าแพรก หญ้าแฝก ก็ยังสร้างความขบขันต่อผู้ฟัง เมืองไทยก็เพิ่งมีเดือนใหม่เกิดขึ้นในยุคนารี เปลี่ยนจาก พฤศจิกายน เป็น พฤศจิกาคม ซะอย่างนั้น ฟังผิวเผิน หากพูดกันเองหมู่เพื่อนฝูง ไม่เป็นทางการ ในบางเรื่อง มันก็ดูตลกดี แต่เมื่อผู้นำพลาด มันกลายเป็น ตลกร้ายเสียมากกว่า
ทั้งหลายทั้งปวงมันแสดงออกถึง ‘ภาวะความเป็นผู้นำ’ เท่าที่สัมผัสผ่านสาธารณะ คำพูดสะท้อนออกมา ย่อมส่งผลถึงภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ อย่างเลี่ยงไม่ได้
ในปี 2554 กับ อายุ 44 ปี ของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงชีวิตเธอจากหน้ามือเป็นหลังมือ จาก นักธุรกิจหญิงสาวด้านอสังหาริมทรัพย์ ต้องกระโจนสู่แวดวงการเมือง ตามความต้องการพี่ชาย และปรับตัวสู่อาชีพนักการเมือง ที่เพียงแค่ลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งแรกและครั้งเดียว ก็ได้เป็นทั้ง ส.ส.และนายกรัฐมนตรี
ด้วยความที่ไม่ประสาทางการเมือง บทบาทของเธอ จึงถูกเหล่าองครักษ์ ผู้ช่วย อันประกอบด้วย ทีมงานจากบ้านเลขที่111 และ 109 บางส่วน ช่วยติวกันก่อนออกมาทำงาน และบ่อยครั้งที่เธอจะประชุมร่วมกับทีมงานเหล่านี้ในทางปิด ไม่ว่าจะเป็น โรงแรมเอสซีปาร์ค ตึกชินวัตร 3 หรือ พรรคเพื่อไทย ย่านเพชรบุรีฯ เพื่อให้รับรู้ถึงความเคลื่อนไหว ก่อนจะดำเนินการงานในอนาคตต่อไป
ภาพความเป็นนายกฯ หุ่นเชิด ยิ่งถูกตอกย้ำลงไปและเบียดบังความสามารถ ศักยภาพความเป็นผู้นำเธอแทบจนหมดสิ้น ก่อนตั้งคณะรัฐมนตรี หากเป็นยุค ทักษิณ ถนนทุกสาย ไม่วิ่งสู้บ้านจันทร์ส่องหล้าก็มาที่พรรคไทยรักไทย แต่มาถึงยุคเธอ ถนนทุกสายกลับมุ่งสู่นครดูไบ จนถูกค่อนแคะว่าเป็นเพราะคนตัดสินใจและนายกฯ ตัวจริงอยู่ที่นั่น แม้แต่นายบรรหาร ศิลปอาชา  ยังเคยยอมรับกลางอากาศ ไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ต่างประเทศจริง แต่ไปกินข้าวต้มกันเท่านั้น ทั้งที่อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ การจัดตั้ง ครม.ยิ่งลักษณ์ 1
ภาพของพี่ชาย-ทักษิณ ก็มักจะเข้ามามีบทบาท ก้าวล้ำ การทำงานของน้อง บ่อยครั้ง ทักษิณอาศัยคอนเน็กชั่นส่วนตัว ก็กรุยทางนำร่องให้กับน้องสาวก่อน ไม่ว่าจะเดินทางไปประเทศใด ล่าสุด ก่อนเธอเยือนพม่า ทักษิณก็ยอมรับในบทสัมภาษณ์ว่า เขาเป็นคนประสานงานกับตัวแทนรัฐบาลให้ก่อน และยิ่งอันตรายหนักขึ้นไปอีก หากการตัดสินใจแต่ละเรื่อง ยิ่งลักษณ์ต้องสอบถามความเห็นพี่ชาย ที่อยู่ไกลข้อมูล และรับข้อมูลจากหลายสาย ก่อนจะทุบโต๊ะในนาทีสุดท้ายให้ดำเนินการ อาจสร้างความเสียหายอย่างคาดไม่ถึง
ภาพนายกฯ ซ้อนนายกฯ ยิ่งเป็นสิ่งที่แยกไม่ออก และนายกฯ เงาในต่างแดน เริ่มแผ่เงามืดมาบดบังรัศมีนายกฯ ตัวจริงในประเทศ เกือบจะไม่เหลือศักดิ์ศรีความเป็นผู้นำอยู่บ่อยครั้ง
ไหนจะเจอนายกฯ ทางสภา ทางการเมือง อย่าง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี และนักการเมืองมากประสบการณ์ เสมือนเป็น buffer state หรือ รัฐกันชน ให้กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไปซะทุกเรื่อง บทบาทในสภา กระทู้ทั้งสด ทั้งแห้ง สิบเรื่อง เก้าเรื่อง เฉลิม เป็นคนตอบแทน เวทีสภาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ได้เสียงมาตามระบอบประชาธิปไตย น้อยครั้งที่เธอจะเข้ามาประชุมด้วยตัวเองและตอบคำถามอย่างทันท่วงที ต่อกระทู้จากฝ่ายค้าน
เจอนายกฯ ต่างแดนมีภาพซ้อนภาพยังไม่พอ มาเมืองไทย นายกฯ ในสภายังมีเงารางๆ อีกคน ซ้อนอยู่อีกชั้น
ยิ่งลักษณ์ แม้จะไม่มีประสบการณ์การเมือง แต่ก็ถูกวางบทบาทให้เป็น นายกฯ ขาลอยตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เรื่องอะไรไม่จำเป็นก็ไม่ต้องเซ็น เรื่องอะไรมอบหมายได้ก็มอบให้คนอื่น เรื่องอะไรที่ให้คนที่สนิทไว้ใจตรวจทานตัวเลขทางเศรษฐกิจได้ก่อน ก็ให้รับหน้าที่ไป และยิ่งลักษณ์ยังได้รับการอุ้มชูอย่างดี จากแนวร่วม 3 ส่วน 1.พรรค และ ส.ส.เพื่อไทย 2.มวลชนคนเสื้อแดง และ 3.กลุ่มโซเชียลเน็ตเวิร์ก และเครือข่ายหลายองค์กรที่เคยได้ประโยชน์จากรัฐบาลที่แล้ว
สิ่งที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ทำ ยากปฏิเสธที่ไม่ได้มุ่งเน้นช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ไล่ตั้งแต่ รัฐบาลเป็นคนเดินเรื่องเพื่อขอวีซ่าให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าไปบรรยายในประเทศญี่ปุ่นได้ ความพยายามจากม้าใช้ เข้าไปลบแบล็กลิสต์ให้นายตัวเอง และออกพาสปอร์ตเล่มใหม่ให้ ความพยายามจากผู้หวังผลทางการเมือง ประชุม(เกือบ) ลับ วางแผนเป็นอย่างดี กัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ออกไปจากวง เพื่อจะออกพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) พระราชทานอภัยโทษ ให้กับทักษิณ เกือบลุล่วง หากความไม่แตกเสียก่อน คนที่ทิ้งร่องรอยไว้ เลยออกมาโวยวายแทน เป็นการสับขาหลอก เพื่อเช็กปฏิกิริยากลุ่มต้านเท่านั้น
สถานการณ์ช่วงปลายปี อาจถือเป็นความโชคดีในความโชคร้ายของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่ได้เจอวิกฤติจากอุทกภัย ถล่มหลายพื้นที่ สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและความสูญเสียทรัพยากรมนุษย์อย่างใหญ่หลวง บทบาท นโยบายที่ประกาศเป็นเรื่องเร่งด่วนหลายเรื่อง รัฐบาลยิ่งลักษณ์จึงยังไม่ได้ผลักดันให้เห็นเป็นรูปธรรมในทันที เพราะต้องมามัวแก้ไขปัญหาน้ำ ทั้งขณะเกิดและหลังเกิด
สิ่งหนึ่งที่สำคัญและจำเป็นที่เธอสอบตกในปี 54 คือ ภาวะผู้นำ ที่ไม่สามารถงัดศักยภาพตัวเองออกมา หรือ สลัดภาพนายกฯ ซ้อนนายกฯออกไปได้เลยในหลายๆ ด้าน
สู่ศักราชใหม่ พ.ศ.2555 ค.ศ.2012 ตามปฏิทินการเมือง เอาแค่ ไตรมาสแรกและไตรมาสสองของปี เธอจะเจอเรื่องท้าทายหลายเรื่อง
1.การปรับ ครม. ที่จะต้องปรับแน่ และการไกล่เกลี่ยจัดสรรให้ลงตัว เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมา ประกอบกับกลางปี สมาชิกบ้านเลขที่111 จะพ้นโทษแบนทางการเมือง อาจเป็นช่วงเวลาที่ตัวสำรองที่ถูกพักไปนาน อยากเป็นตัวจริง หวนคืนสู่สนาม มีตำแหน่งทางการเมืองบ้าง หากไม่เป็นที่พอใจ ก็อาจเกิดแรงกระเพื่อมตามมาก็เป็นได้ ไหนจะกระแสข่าวบางพรรค ที่อยากจะมาร่วมงานแบบเต็มตัวในนามพรรคเพื่อไทย ดังนั้น ก็ต้องมีสิ่งตอบแทนคือ เก้าอี้
2.คดี16 ศพ ที่หวั่นกันว่าจะเป็นเชื้อไฟ ตัวจุดชนวนความขัดแย้งรอบใหม่ หลังจากสำนวนที่ตำรวจและอัยการ ร่วมชันสูตร 16 ศพแล้วเสร็จ และศาลก็อนุญาตให้ทนายฝ่ายโจทก์อันหมายถึง ญาติผู้เสียชีวิต ส่งทนายเข้าไปซักถาม ผู้ปฏิบัติหน้าที่คือ ทหาร ในช่วงเวลานั้นได้ ที่หวั่นเกรงเป็นเพราะหากมีการซักไซ้ถึงคำสั่งที่มา อาวุธ และแนวทางปฏิบัติงานจริงๆ ก็ดูจะกลายเป็นการ เปิดแผลให้เกิดความชิงชัง ให้เกิดขึ้นมาอีกครั้ง
3.วันครบรอบการสลายชุมนุม หากแนวร่วมเสื้อแดง ได้ผลไม่เป็นที่น่าพอใจ อาจกลายเป็นคนกันเอง หันมาชุมนุมต่อว่าคนกันเอง ก็เป็นได้
4.การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ยิ่งลักษณ์ประกาศในคำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา กำหนดให้เป็นเรื่องเร่งด่วนต้องทำ และเมื่อดูระยะเวลา กรอบการประชุมสมัยนิติบัญญัติ 21ธ.ค.-18 เม.ย. เหมือนเป็นกรอบบีบเร่งให้รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข
ยังไม่นับรวมปัจจัยแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นมาทำให้รัฐบาลต้องหยุดชะงัก และออกอากาศเป๋ได้เช่นกัน ความพยายามกลับประเทศของ ทักษิณ ที่ว่ากันว่า ปีหน้าโอกาสและจังหวะเหมาะที่สุด ความเคลื่อนไหวกลุ่มไม่หวังดี สร้างสถานการณ์รุนแรง โยนบาปให้รัฐบาล ความเคลื่อนไหวจากกลุ่มสมองปลายเปิด ที่พร้อมจะเขย่าสถาบันหลักของประเทศ กลุ่มมวลชนฝ่ายต่อต้าน ที่พร้อมหาเหตุปัจจัยเคลื่อนไหวได้อยู่เนืองๆ พรรคฝ่ายค้านที่พร้อมถล่มในทุกประเด็นที่รัฐบาลทำผิด เป็นต้น
นอกจากนี้ ภาวะปัญหาในภูมิภาคอาเซียน ที่ต้องเผชิญอย่างเลี่ยงไม่ได้ ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา-พม่า โดยมีจีนและสหรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างเลี่ยงมิได้ ไหนจะเตรียมรับมือกับภาวะหนี้ยุโรป ที่ปีหน้าจะรุนแรงและส่งผลกระทบในวงกว้างแน่นอน โดยที่มีอุตสาหกรรมหลายตัวที่จะกระทบมาถึงเราด้วย
ทั้งหมด ประเทศชาติจะนำพาไปทางไหน อยู่ที่รัฐบาลเพื่อไทย และ ภาวะผู้นำของผู้หญิงที่ชื่อ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ปี 55 อาจเป็นปีสุดท้ายในชีวิตการเมือง หากยิ่งลักษณ์ยังจดจ่อในสคริปต์ และยังคงเดินตามหมากที่บางคนวางเอาไว้
ทีมข่าวการเมือง