ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน ปุ๋ย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

หน้าฝน ยลเมืองกาญจน์ เมืองประวัติศาสตร์ ธรรมชาติอัศจรรย์ สวรรค์นักผจญภัย 2012/05/22

http://www.thaipost.net/tabloid/200512/57054

20 May 2555

กาญจนบุรีเป็นเมืองท่องเที่ยวติดห้าอันดับแรกของคนไทยมานานนับสิบปี ดูได้จากจำนวนนักท่องเที่ยวประมาณปีละสี่ห้าล้านคน สร้างรายได้เกือบหนึ่งหมื่นล้านบาทต่อปี
วันนี้กาญจนบุรียังคงเป็นจังหวัดใกล้กรุงเทพฯ เต็มเปี่ยมด้วยศักยภาพที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มด้านการท่องเที่ยวในหลายๆ มิติ ในกลุ่มคนที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวแนวธรรมชาติและผจญภัย มี “แม่น้ำแคว” และ “น้ำตก” ที่วิจิตรตระการตาเป็นแม่เหล็กอันดับต้นๆ ส่วนในมุมของประวัติศาสตร์ กาญจนบุรีโด่งดังชั่วข้ามคืนไปทั่วโลก จากภาพยนตร์ที่มีชื่อเดียวกับมรดกจากสงครามมหาเอเชียบูรพา นั่นคือ “สะพานข้ามแม่น้ำแคว” (และแน่นอนทางรถไฟสายมรณะ)
เรื่องราวของเมืองกาญจน์ยังไม่หมดสิ้นแค่นั้น ล่าสุด จิตตินทร์ ฤทธิรัตน์ หรือปู อดีตสื่อมวลชนที่ตัดสินใจไปตั้งหลักปักฐานยังเมืองน่าอยู่ ผู้คนน่ารักแห่งนี้ เพื่อทำภารกิจเกี่ยวกับการอนุรักษ์ช้าง ได้บอกเล่าเรื่องราวที่เธอพบผ่านปลายปากกามายังพื้นที่ “มองเมือง” เกี่ยวกับเรื่องราวของเทพช้างทับศิลา ที่น้อยคนนักจะรู้จัก
ลองมาฟังเธอดู
……………………………………
เทพช้างทับศิลา

แนวสันเขาที่มีเสน่ห์ด้วยรอยหยักทาบทับขอบฟ้าที่ทำให้เรามิอาจละสายตาจากไปได้ เป็นภูมิประเทศที่สวยโดดเด่นที่สุดบนเส้นทางสายโป่งปัด-ทัพศิลา ซึ่งไม่ได้เจอนักท่องเที่ยวทั่วไปบ่อยนัก เพราะมันเลื้อยและทอดผ่านหุบเขาช่องสะเดาที่ซ่อนตัวอยู่อย่างถ่อมตัวและสันโดษ เมื่อเทียบกับเรื่องราวต่างๆ อันสุดแสนยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ไทย-พม่า ที่เคยเกิดขึ้นในพื้นที่ยุทธศาสตร์แถบนี้เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว
ในเช้าตรู่ของวันที่ท้องฟ้าสดใสวันหนึ่ง ถนนเส้นนี้ซึ่งเป็นถนนที่สวยงามที่สุดเส้นหนึ่งของกาญจนบุรี ได้นำทางเราให้ไปรู้จักวัดเล็กๆ ข้างถนน ที่ดูจากภายนอกไม่ได้มีความดึงดูดใจอะไรเลย ยกเว้นสิ่งที่ชาวบ้านแถวนั้นเรียกว่า “เทพช้าง” ที่ถูกค้นพบและยังฝังตัวอยู่ในผืนแผ่นดินตรงนั้นอย่างเงียบเชียบมาเกือบยี่สิบปีนับตั้งแต่วันที่ถูกค้นพบ
แต่หลังจากฝังตัวอยู่ใต้ผืนดินอย่างเงียบเชียบมานานหลายปี ปัจจุบัน กลุ่มหินรูปช้างหรือที่ผู้เคารพนับถือศรัทธาเรียกว่า “เทพช้าง” ก็ได้รับการปกป้องอย่างดีจากแดดและลมฝนภายใต้ศาลาทรงแปดเหลี่ยม จากพื้นข้างบน มีบันไดสองข้างทอดต่ำลงไปในหลุมที่ขุดลึกลงไปประมาณสองเมตร บนพื้นดิน มีก้อนหินใหญ่วางอยู่กลุ่มกระจุกหนึ่ง บางก้อนโดยเฉพาะก้อนใหญ่ที่สุดดูคล้ายช้างที่ล้มพังพาบอยู่ในท่าคุกเข่า เหมือนถูกฝังครึ่งตัวอยู่ใต้พื้นดิน ส่วนพื้นดินรอบๆ ยังคงปล่อยให้เป็นไปตามสภาพเดิม แต่ภาพวาดบนฝาผนังของศาลาที่สร้างล้อมกลุ่มหินเทพช้างไว้นั้น สะท้อนถึงความศรัทธาของผู้สร้างที่มีต่อสิ่งนี้ได้อย่างไม่มีข้อสงสัย
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้สัญจรไปมาหรือแม้แต่คนท้องถิ่นเองก็ยากที่จะรู้ว่ามีกลุ่มหินรูปช้างที่เรียกว่า “เทพช้างทับศิลา” ซ่อนอยู่ในวัดเล็กๆ บนเส้นทางเดินทัพในอดีตที่ซุกซ่อนอยู่ในช่องเขาที่สวยงามตระการตาที่รู้จักกันในชื่อช่องสะเดา เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าเจ้าอาวาสไม่เคยคิดที่จะโฆษณาหรืออวดอ้างใดๆ เกี่ยวกับประสบการณ์ตรงที่ท่านและผู้ศรัทธาอื่นๆ ได้พานพบด้วยตัวเองมาเกือบยี่สิบปี จึงไม่น่าแปลกใจที่ไม่มีป้ายใดๆ หน้าวัดที่จะนำเราไปที่ที่เทพช้างถูกฝังอยู่
เราเองก็อดแปลกใจไม่ได้เหมือนกันเพราะเคยผ่านเส้นทางนี้หลายครั้ง บริเวณนี้ก็อยู่ในพื้นที่ทำงานของเราเหมือนกัน โดยส่วนตัวชอบเส้นทางนี้มาก เพราะวิวสวย มีภูเขาหินปูนที่มีเสน่ห์มาก ใช้เส้นทางนี้มาห้าหกปี และเห็นป้ายวัดมาตลอด แต่ไม่เคยคิดจะเข้าไป เมื่อเร็วๆ นี้นี่เองที่ได้เข้าไปเพราะตั้งใจจะไปสอบถามพระในวัดเกี่ยวกับเรื่องช้างป่า ว่าเคยเห็นช้างป่ามาที่บริเวณวัดบ้างมั้ย
วันนั้นออกพื้นที่กับทีมงานตั้งแต่หกโมงเช้า ไปตามหมู่บ้านต่างๆ บนเส้นทางสายนี้ จนเข้าไปลึก ลัดเลาะไร่ชาวบ้านไปจนเข้าเขตไทรโยค ท่าเสา ขากลับได้ตั้งใจแน่วแน่ว่าวันนี้จะต้องไปพูดคุยสอบถามพระที่วัดทัพศิลาให้ได้ ไปถึงก็มีหลวงพี่ออกมา เราก็บอกเหตุผลไปว่าเรามาทำไม หลวงพี่ก็บอกว่าให้ไปดูเทพช้างก่อน เราก็คิดว่าอาจเป็นรูปปั้นพระพิฆเนศวรก็ยังไม่สนใจ เพราะดูที่ไหนก็ได้ ทันทีทันใดก็มีหลวงพี่อีกรูปวิ่งมาจากด้านหลังอย่างกระตือรือร้น และบอกว่าขอเชิญไปดูเทพช้างก่อนแล้วค่อยคุยกับเจ้าอาวาส เราก็เลยไปด้วยความเกรงใจ แต่พอไปถึงก็อดรู้สึกทึ่งกับสิ่งที่เห็นตรงหน้าไม่ได้ แต่นั่นเป็นเพียงความรู้สึกส่วนตัวของตัวเอง คนอื่นๆ อาจจะไม่ได้รู้สึกอย่างนั้น
จากคำบอกเล่าของผู้มาเยือน กลุ่มหินที่มีรูปร่างเหมือนช้างอย่างน่าอัศจรรย์ใจ หรือที่เรียกว่า “เทพช้างทับศิลา” ถูกค้นพบจากความฝันของเจ้าอาวาสวัดทับศิลาเมื่อ 18 ปีที่แล้ว ขณะที่ทางวัดกำลังดำเนินการก่อสร้างศาลา แต่เกิดอุปสรรคนานาประการที่ทำให้ไม่สามารถตอกเสาตอม่อ ลงในบริเวณที่ต่อมาได้ขุดพบเจอกลุ่มหินรูปช้าง ตามที่พระครูได้เห็นในนิมิต (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในกรอบ)
นอกจากสิ่งที่เรียกว่าเทพช้างทับศิลาแล้ว ตัววัดทับศิลา (ล่าง) ก็เป็นวัดเล็กๆ มีพระอยู่สี่รูปและเณรแปดองค์ซึ่งยากจน และได้อาศัยวัดอยู่เพื่อเรียนหนังสือทั้งทางโลกและทางธรรม หลวงพ่อปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกและรูปเดียวจนถึงปัจจุบัน นับตั้งแต่วันที่ท่านได้สร้างที่นี่เป็นสำนักสงฆ์ขึ้นเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว
ทับศิลาล่างในวันนี้จึงยังคงเป็นวัดเล็กๆ ที่ยังคงมีการก่อสร้างโบสถ์ ศาลาปฏิบัติธรรม และศาลาสวดพระอภิธรรมที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ อาคารไม้เปิดโล่งหลังใหญ่ ยกพื้นใต้ถุนสูงแบบไทยๆ จึงทำหน้าที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของวัดนี้จนกว่าสิ่งปลูกสร้างที่จำเป็นอื่นๆ จะแล้วเสร็จ ซึ่งขึ้นอยู่กับจิตศรัทธาของสาธารณชน
หากใครมีโอกาสได้เดินทางผ่านมาแถวนี้ อาจจะลองเผื่อเวลามาแวะที่วัดทับศิลาเพื่อชมเทพช้างได้ และชมวิวที่สวยงามแสนโรแมนติกสองข้างทาง หลังจากนั้นอาจแวะเยี่ยมชมอุทยานสงครามเก้าทัพที่ตั้งอยู่ไม่ไกลกัน หรือหากว่าเทศกาลทอดผ้าป่าก่อนเข้าพรรษาในเดือนกรกฎาคม ยังไม่รู้ว่าจะไปทำบุญที่วัดไหนดี ก็อาจจะจดจำวัดทับศิลา ต.ช่องสะเดา ไว้เป็นจุดหมายปลายทางในใจ การเดินทางทำได้ง่ายโดยขับรถไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 3199 (เส้นกาญจนบุรี-เอราวัณ-ศรีสวัสดิ์) ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ระยะทางประมาณ 40 กม. เมื่อเลยอุทยานสงครามเก้าทัพบริเวณแยกโป่งปัด ให้เลี้ยวซ้ายที่แยกนี้ ขับต่อไปบนเส้นทางที่จะตัดไปไทรโยค อีกประมาณห้านาทีก็จะเห็นวัดตั้งอยู่ทางขวามือ หรือถ้าจำเป็นต้องใช้เส้นทางกาญจนบุรี-ไทรโยค ก็ให้เลี้ยวขวาที่สามแยกทัพศิลา-ช่องกระทิงตรงป้อมตำรวจ ขับไปสักสิบนาทีจะถึงวัดตั้งอยู่ทางซ้ายมือ
ระหว่างทางไม่ว่าคุณจะมาจากเส้นไทรโยคหรือจากตัวเมืองกาญจนบุรี มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมายให้แวะชม พักผ่อนหย่อนใจ หาความรู้ใส่ตัว หรือทำความดีเล็กๆ น้อยๆ เพื่อบุคคลหรือเพื่อนร่วมโลกอื่นๆ เช่น พระบรมราชานุสาวรีย์พระนเรศวร บ้าน ช.ช้างชรา โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก อุทยานฯ สงครามเก้าทัพ ฯลฯ
จงอย่าเชื่อในสิ่งที่เขาบอกต่อๆ กันมา จงมาดูด้วยตัวเอง!

จิตตินทร์ ฤทธิรัตน์
************
ล้อมกรอบ
ความเป็นมาของเทพช้าง จากคำบอกเล่าของเจ้าอาวาส
“ในปี 2536 อาตมาเริ่มสร้างศาลา ตอนที่ตอกเสาลงไป มีเสาอยู่ต้นหนึ่งที่มีงูสีแดงมาพันตลอดเวลา พันอยู่ตลอดสามวัน อาตมารู้สึกเอะใจ เพราะบางครั้งเราอาจจะฉลาดแต่ไม่เฉลียว เราอาจไม่รู้ นึกไม่ถึง อาตมาจึงจุดธูปและตั้งจิตอธิษฐานว่า หากมีอะไรที่ต้องการจะบอกอาตมาก็ขอให้มาสื่อให้อาตมาได้รับรู้ คืนนั้นอาตมาได้ฝันเห็นช้างสามตัว มาขอร้องอาตมาบอกว่าอย่าสร้างอะไรตรงนั้น พวกเขาจะลำบาก ไม่มีทางออก ออกไปหาน้ำ หากล้วย อ้อยกินไม่ได้ อาตมาก็คิดในใจว่า ถ้าเป็นจิตวิญญาณก็น่าจะลอยไปไหนก็ได้ พอคิดอย่างนี้ ช้างก็หายไป อาตมาก็ไม่มั่นใจนัก วันรุ่งขึ้นจึงจุดธูปตั้งจิตอธิษฐานใหม่ บอกว่าถ้าเป็นอย่างที่ท่านว่าจริง ขอให้มาเข้าฝันอีก คืนนั้นเทพช้างก็มาอีกและทำให้อาตมาเห็นเป็นฉากๆ เหมือนสไลด์เลื่อนไปเรื่อยๆ เป็นกองทัพโบราณ เดินผ่านป่าบริเวณนี้ มีช้างสามตัวที่ถูกฟันที่ขา ใช้จังไรยัดในแผล แต่ก็ไม่หาย ติดเชื้อและมีแมลงวันตอมจนแผลเน่า จนในที่สุด ทหารเลยตัดสินใจยิงช้างสามตัวนั้นและทิ้งไว้ที่นั่น เพราะยากลำบากถ้าจะเดินทัพต่อโดยมีช้างบาดเจ็บอย่างนั้นอยู่ในทัพ”
“อาตมาก็ยังไม่ค่อยมั่นใจนัก วันรุ่งขึ้นจึงจุดธูปอีก บอกว่าทางวัดต้องการเงินมาจ่ายค่าไฟฟ้า ซึ่งช่วงนั้นการไฟฟ้าเริ่มมาติดตั้งไฟฟ้าให้ที่หมู่บ้าน หม้อไฟของวัดสี่สิบแอมป์ต้องจ่ายประมาณแปดพันกว่าบาท อาตมาเลยสงสัยว่าเทพช้างจะช่วยได้มั้ย ท่านบอกว่าได้ แต่ขอให้ไปบอกเจ้าหน้าที่ว่าขอผลัดอีกสามสัปดาห์ อาตมาก็ไม่ค่อยมั่นใจมากนัก แต่พอสัปดาห์ที่ 3 ก็มีแขกซิกซ์มาที่วัดพร้อมภรรยาคนไทย มาถามว่าหลวงพ่ออยู่มั้ย อาตมาตัวเปื้อนปูนเพราะก่อสร้างศาลาอยู่ จึงบอกไปว่าไม่อยู่ เขาถามต่อว่า คิดว่าหลวงพ่อต้องการความช่วยเหลืออะไรบ้าง เห็นสร้างศาลาอยู่ อาตมาเลยบอกว่าหลวงพ่อไม่มีเงินจ่ายค่าหม้อไฟ ประมาณแปดพันสี่ร้อยบาท เขาบอกว่าต้องการแค่นี้จะพอเหรอ ต้องการอะไรมากกว่านี้อีกมั้ย อาตมาบอกว่าพอแล้ว เขาเลยนับเงินแปดพันห้าร้อยบาทใส่ซองบริจาคให้อาตมา เลยมีเงินไปจ่ายค่าหม้อไฟ”
“บางคนมาจากกรุงเทพฯ ขับรถแวะเข้ามา ฝนตกปรอยๆ ทำบุญและถามว่าขอนั่งสมาธิได้มั้ย อาตมาก็บอกว่าได้ อาตมาไม่ทราบว่าเขาเป็นใคร ต่อมาเขามาอีก มากันหลายคน เอารถตู้มา บอกว่าสิ่งที่เขาอธิษฐานไว้ที่นี่สำเร็จแล้ว เขาให้นามบัตร เขาบอกว่าก่อนหน้านี้เขาเป็นผู้ช่วยปลัด หลังจากอธิษฐาน เขาได้เป็นรองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ขอสงวนชื่อ) จึงพาครอบครัวมาทำบุญที่วัด”
“มีอีกหลายเรื่องแปลกๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทพช้าง อย่างกรณีสร้างศาลาก็เหมือนกัน อาตมาก็กังวลว่าจะมีเงินมาจ่ายค่าก่อสร้างมั้ย งานก่อสร้างก็เดินหน้าไปเยอะแล้ว คนงานก่อสร้างก็หลายคน ต้องใช้เงินทุกวัน ไหนจะครอบครัว ลูกเมียเขาอีกที่ต้องขอเงินใช้ทุกวันเหมือนกัน อาตมาเริ่มไม่มีเงินให้เขาแล้ว อาตมาเริ่มคิดหนัก ต้องบอกว่าตอนนั้นรู้สึกเหนื่อยมากและเริ่มถอดใจ ก็เลยจุดธูปบอกอีกว่าถ้าเทพช้างมีจริงและช่วยได้จริง ให้มาเข้าฝันอาตมา เทพช้างก็มาตามที่อาตมาขอและบอกว่าให้ทำต่อไป จะช่วยสร้างให้สำเร็จเอง ไม่ต้องห่วง จะมีเงินเข้ามาช่วยแน่ แต่ให้ไปผลัดทางร้าน ขอเวลาอีกสักห้าหกเดือน เดี๋ยวจะได้เงินก้อนใหญ่มาช่วยเรื่องก่อสร้าง อาตมาก็ลองเชื่อมั่นอีกสักครั้ง แต่ในใจก็หวั่นๆ ว่าถ้าไม่เป็นตามนี้ วัดก็จะลำบาก ในระหว่างนั้นอาตมาก็เลยบอกกับญาติโยมเรื่องการก่อสร้างศาลา คิดว่าอย่างน้อยเราก็ทำตรงนี้เผื่อไว้ด้วย เผื่อว่ามันจะไม่เป็นอย่างที่เทพช้างบอก หลังจากนั้นไม่นานก็มีคนมาติดต่ออาตมา ให้ติดต่อหาคนขายทรายเพื่อถมที่ที่หนองงูเห่าเพื่อจะสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ เขาต้องการดินวันละเป็นสิบคันรถสิบล้อ อาตมาเลยเป็นธุระติดต่อเรื่องรถและคนขายดินให้เขา ให้พรรคพวกช่วยหา หาได้สิบคัน เขาบอกว่าเขาจะบริจาคให้หนึ่งสตางค์ต่อคิว คิดแล้วตกเป็นเงินถึงสองสามล้านบาท ก็เลยได้เงินมาจ่ายค่าก่อสร้างศาลาและค่าใช้จ่ายของวัด”.

 


 

ททท. ชูแนวคิด 7 Green คว้ารางวัลเวทีนานาชาติ 2012/05/22

http://www.thaipost.net/tabloid/120512/56722

12 May 2555

เมื่อเร็วๆ นี้ สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หรือ Pacific Asia Travel Association (PATA) จัดงานใหญ่โดยเนรมิตห้องโถงกลางของโรงแรมระดับห้าดาว Royale Chulan กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ด้วย   ธีมสีทองอร่ามท่ามกลางธรรมชาติ เพื่อเป็นเกียรติให้กับผู้เข้ารางวัลชนะเลิศทั้งประเภท Gold และ Grand Awards ในงาน PATA GOLD AWARDS ประจำปี 2012 งานปีนี้ การท่องเที่ยวมาเก๊า เป็นเจ้าภาพสนับสนุนหลักของงาน
สำหรับการชิงชัยครั้งนี้ได้รับความสนใจจากประเทศสมาชิกเป็นอย่างสูง โดยมีผู้ส่งงานและกิจกรรมเข้าร่วมประกวดในนามขององค์กรและกลุ่มบุคคล รวมทั้งหมด 79 หน่วยงาน / บุคคล รวม 180 โครงการ ผลการตัดสินที่ออกมามี 3 ประเทศที่ได้รับรางวัลมากกว่า 1 รางวัล เช่น การท่องเที่ยวฮ่องกง การท่องเที่ยวมาเลเซีย รวมถึงการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท.
สำหรับ ททท. ได้ส่งกิจกรรมและแหล่งท่องเที่ยวเข้าประกวดรวม 3 ประเภท คือ โครงการปฏิญญารักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หรือ 7 Green Concepts และแหล่งท่องเที่ยว 2 แห่งคือ โครงการเกษตรอินทรีย์ สนามบินสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย และชุมชนบ้านนาต้นจั่น ตำบลบ้านตึก อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย
ผลปรากฏว่า ประเทศไทยสร้างชื่อให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาสมาชิกในเวที PATA Gold Awards 2012 อีกครั้ง กับการคว้ารางวัลใหญ่มาได้ถึง 3 รางวัล คือ จากรางวัล PATA Grand Awards จำนวน 4 รางวัลนั้น ททท.ได้มา 1 รางวัล ในประเภท Environment กับโครงการ 7 Green Concepts
ขณะที่รางวัล PATA Gold Awards จำนวน 23 รางวัล ประเทศไทยคว้ามาได้ 2 รางวัล คือ โครงการเกษตรอินทรีย์ สนามบินสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย ชนะเลิศในประเภท Environment-Ecotourism และชุมชนบ้านนาต้นจั่น ตำบล บ้านตึก อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ชนะเลิศในประเภท Heritage and Culture
คุณวิไลวรรณ ทวิชศรี รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นำทีมขึ้นรับมอบรางวัลทรงเกียรติ พร้อมด้วยคุณศุทธาวดี เจริญรัถ ผู้จัดการโครงการเกษตรอินทรีย์ สนามบินสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย และคุณป้าเสงี่ยม แสวงลาภ เจ้าของโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น จากชุมชนบ้านนาต้นจั่น  อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย
คุณศุทธาวดีกล่าวว่า สาเหตุที่ได้รับรางวัลเป็นเพราะเรามีการสนับสนุนการท่องเที่ยวที่เป็นสีเขียวจริงๆ ตามแนวคิด 7 Green Concepts ของ ททท.อย่างครบวงจร โดยนักท่องเที่ยวที่เข้ามาจะสามารถเรียนรู้และสัมผัสกับวิถีชีวิตที่พอเพียง
นักท่องเที่ยวจะต้องเปลี่ยนชุดเป็นชาวนาเต็มขั้น โดยให้ใส่เสื้อกางเกงแบบม่อฮ่อม เพื่อให้เข้ากับกิจกรรมและบรรยากาศของสถานที่ ใช้ชีวิตกับกิจวัตรประจำวันกันแบบชาวไร่ชาวนา และขึ้นรถอีแต๋นไปยังโรงเลี้ยงเป็ดเป็นที่แรก เพื่อเก็บไข่เป็ดกันแบบสดๆ
พร้อมชมฝูงควายเผือกนับสองร้อยตัวที่ทางเจ้าของสถานที่ได้ไถ่ชีวิตเอาไว้ ชมแปลงผักออร์แกนิก สวนผลไม้ที่ปลูกเป็นแบบสวนผสม อาทิ กล้วย มะละกอ และมะม่วงพันธุ์มหาชนก เป็นต้น โดยเฉพาะมะม่วงดกมากๆ ต้นเล็กต้นน้อยมีลูกเต็มไปหมด ยังสามารถชมนาบัว บึงหงส์ ลานหมักปุ๋ยอินทรีย์
“ที่นี่เราไม่ใช้สารเคมีในการปลูกพืชผักผลไม้ แต่จะใช้ปุ๋ยหมักอินทรีย์ที่ทำขึ้นมาเอง รับรองได้ว่าผักผลไม้ที่นี่ปลอดสารพิษแน่นอน ใกล้ๆ กันจะเป็นโรงสีข้าวกล้องและโรงแยกเมล็ดข้าว โดยใช้แรงงานคนคัดแยกเมล็ดข้าวที่ดีและมีคุณภาพเท่านั้นเพื่อนำมาบรรจุและส่งไปขายตามสถานที่ต่างๆ”
ผู้จัดการโครงการเกษตรอินทรีย์กล่าวว่า สำหรับอาหารที่ให้รับประทานอาหารก็จะเป็นผลผลิตจากท้องไร่ท้องนาที่เราปลูกเอง ทั้งสด สะอาด และปลอดสารพิษ อาทิ สลัดผักออร์แกนิก ไข่เจียวผักโขม แกงแคไก่ผักรวม ยำคะน้าสด ผัดผักออร์แกนิก น้ำพริกลงเรือไข่เค็ม ส้มตำผักน้ำ ไอศกรีมใบข้าว ผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีประโยชน์ของที่นี้
“การทำการเกษตรด้วยหลักธรรมชาติบนพื้นที่การเกษตรที่ไม่มีสารพิษตกค้าง และหลีกเลี่ยงจากการปนเปื้อนของสารเคมีทางดิน ทางน้ำ และทางอากาศ เพื่อส่งเสริมความอุดสมสมบูรณ์ของดิน ความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้กลับคืนสู่สมดุลธรรมชาติ การดำเนินการนี้ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตต่ำเป็นไปตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง และถือเป็นจุดเด่นที่เราได้รับรางวัล” ผู้จัดการโครงการเกษตรอินทรีย์ฯ ระบุ
“ป้าเสงี่ยม แสวงลาภ” เจ้าของโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น กล่าวว่า การดำเนินการของชุมชน เน้นการท่องเที่ยวชุมชนและวิถีชีวิตดั้งเดิม โดยอาศัยจุดเด่นการดำเนินการท่องเที่ยว  4 กลุ่ม คือ กลุ่มทอผ้า กลุ่มโฮมสเตย์ กลุ่มเฟอร์นิเจอร์ กลุ่มจักสาน แต่ละกลุ่มจะมีประธาน คณะกรรมการดูแล และสมาชิกในชุมชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมทุกครั้ง เวลามีนักท่องเที่ยวเข้ามา ตัวแทนกลุ่มแต่ละกลุ่มจะมาช่วยกันต้อนรับ โดยจะพาไปแหล่งท่องเที่ยวภายในชุมชน ท่องเที่ยวเชิงเกษตร  ศึกษาวิถีชีวิตชุมชน วัฒนธรรมประจำท้องถิ่น ภูมิปัญญาท้องถิ่น ถือเป็นแนวทางที่เราปฏิบัติและชูเป็นจุดเด่นที่เข้าตาคณะกรรมการจนเราได้รับรางวัล
เชื่อว่าหลังจากนี้ แนวคิด  “7 Green Concept” ของ ททท. คงเข้าไปอยู่ในใจของผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวต่างๆ ของไทย ให้เร่งตื่นตัวและปฏิบัติตามเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและเม็ดเงินเข้ามา เป็นไปตามเทรนด์ของกระแสโลกที่กำลังเรียกร้อง.
สรณะ รายงาน


 

เยือนบึงบอระเพ็ดสีเขียว ดูนกชมปลาน้ำจืดหายาก 2012/05/22

http://www.thaipost.net/tabloid/060512/56385

6 May 2555

หากนึกถึงจังหวัดนครสวรรค์ อาจหมายถึงเทศกาลตรุษจีนเพียงอย่างเดียว แต่เดี๋ยวนี้คงไม่ใช่ เพราะเมืองสีแควแห่งนี้ได้เนรมิตสถานที่ท่องเที่ยวเก่าให้เป็นแห่งใหม่และยิ่งใหญ่กว่าเดิม เป็นที่เชิดหน้าชูตาของชาวปากน้ำโพ แวดล้อมไปด้วยการสัมผัสธรรมชาติแบบใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานที่เพาะเลี้ยงปลาน้ำจืด
สถานที่นั้นคือ บึงบอระเพ็ด นักท่องเที่ยวสามารถเช่าเรือลงไปกลางบึงเพื่อดูนกนานาชนิด ทัศนียภาพ และยังมีกิจกรรมสำหรับครอบครัวมากมาย อาทิ การแสดงจระเข้ ละครลิงคุณประกิต ที่สำคัญการเดินทางไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก
นครสวรรค์เป็นเมืองหน้าด่านที่จะเข้าสู่เส้นทางสายเหนือตั้งอยู่ระหว่างภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบนทั้งยังไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เพียงสองสามเก้าก็ถึงแล้ว (239 กิโลเมตร)  เป็นจุดบรรจบกันของแม่น้ำสายสำคัญ หรือที่รู้จักกันในนาม “ปากน้ำโพ” แม่น้ำปิง วัง ยม และน่าน ไหลมาบรรจบกันที่นี่กลายเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำสายสำคัญของภาคกลาง
สำหรับบึงบอระเพ็ดเป็นแหล่งท่องเที่ยวสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย และเป็นบึงน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีเนื้อที่ 132,737 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ถึง 3 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองฯ, อ .ชุมแสง, อ.ท่าตะโก
เดิมมีชื่อว่า “ทะเลเหนือ” หรือ “จอมบึง” เนื่องจากมีสัตว์และพันธุ์พืชน้ำเป็นจำนวนมาก รวมทั้งจระเข้ จากการสำรวจพบว่ามีสัตว์อาศัยอยู่ประมาณ 148 ชนิด พืช 44 ชนิด มีพันธุ์สัตว์ที่หายากได้แก่ นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร (พบครั้งแรกที่บึงบอระเพ็ด) และปลาเสือตอ พื้นที่บางส่วนได้รับการประกาศให้เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่า
นอกจากนี้ยังมีอีกหลายสิ่งที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นที่ศึกษาธรรมชาติและพันธุ์ปลาน้ำจืดอีกมากกว่า 50 ชนิด โดยบริเวณด้านหน้าจะเห็นอาคารรูปเรือกระแชงขนาดใหญ่ตั้งอยู่ นั่นคืออาคารแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงบอระเพ็ดเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550
ภายในอาคารประกอบด้วย อุโมงค์น้ำจืดยาว 24 เมตร ถือว่าเป็นอุโมงค์ปลาที่ใหญ่อีกแห่งหนึ่ง มีตู้พันธุ์ปลาน้ำจืดที่หายากและสวยงามกว่า 100 ชนิด ตู้พันธุ์ปลาน้ำเค็ม บ่อปลา เรียกได้ว่ามาที่นี่แล้ว ได้เห็นพันธุ์ปลาต่างๆ มากมายอย่างใกล้ชิดแบบตัวเป็นๆ ภายในอาคารยังจัดห้องสำหรับบริการของที่ระลึกที่เกี่ยวกับบึงบอระเพ็ด มีสินค้าให้เลือกมากมายหลายชนิดหลายราคาเลือกซื้อหากันได้
นักท่องเที่ยวท่านใดที่ชื่นชอบการชมโชว์หวาดเสียวละก็ ต้องแวะไปที่อาคารแสดงพันธุ์จระเข้ ภายในประกอบด้วยลานแสดงจระเข้และบ่อเพาะพันธุ์จระเข้ มีการแสดงจระเข้หวาดเสียวให้รับชมกันทุกวัน วันละหลายรอบ และยังมีโชว์น่ารักๆของเจ้าเข่ง จระเข้แสนรู้ ที่โรงแสดงจระเข้เจ้าเข่งโชว์ รวมถึงโชว์ละครลิงคณะลุงประกิต ให้รับชมกับความน่ารักแสนรู้ของละครลิงในราคาค่าชมเพียงผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท
มาเที่ยวที่นี่แล้วสามารถผ่อนคลายสบายใจพักผ่อนในบรรยากาศรึมบึง ในบริเวณพื้นที่บึงขนาดใหญ่แห่งนี้เต็มไปด้วยสิ่งที่น่าดูน่าชมและน่าเข้ามาสัมผัสในหลายด้าน เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจได้เป็นอย่างดี เป็นสถานที่เล่นกีฬาทางน้ำและออกกำลังกายกลางแจ้งได้ ในบริเวณหาดทรายเทียมที่ทอดยาวไปหลายกิโลเมตร เป็นทรายสีขาวเนื้อละเอียดประดุจดังกับกำลังนั่งพักผ่อนอยู่ริมทะเลก็ไม่ปาน เจ้าหน้าที่ได้จัดพื้นที่สำหรับเล่นน้ำ โดยใช้ทุ่นลอยกั้นเป็นแนวยาวเพื่อไม่ให้ออกไปเล่นน้ำในพื้นที่อันตราย โดยมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลตลอดเวลา  เรียกว่าเล่นน้ำสนุกปลอดภัยอย่างแน่นอน
ตามชายหาดเต็มไปด้วยผู้คนมานั่งพักผ่อนคลายความร้อนและลงเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน และยังมีบรรดาร้านอาหารเรียงรายให้เลือกลิ้มชิมรส ไม่ว่าจะเป็นไก่ย่าง ข้าวเหนียวส้มตำ ปลาเผา อาหารตามสั่งก็มีให้เลือกชิมตามต้องการ
หรือหากจะเปลี่ยนบรรยากาศเป็นนั่งเรือชมบึงบอระเพ็ด เก็บฝักบัว ชมนกน้ำ ดูวิว ก็มีบริการเรือนำเที่ยว ซึ่งจุคนได้ถึง 15 คน โดยเรือจะล่องพาชมบริเวณโดยรอบ ผ่านสถานที่สำคัญๆ อาทิ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดนครสวรรค์  พระตำหนักแพที่สร้างขึ้นครั้งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐาน
หรือจะไปแวะเกาะ ดร.สมิท (เกาะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติ แต่สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเกียรติแก่ ดร.ฮิวจ์ แมคคอมิค สมิท ชาวอเมริกันซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านการประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ที่ได้ออกสำรวจบึงบอระเพ็ดเป็นผู้ที่จุดประกายความคิดทำให้เกิดการบริหารการประมงบึงบอระเพ็ด และจุดกำเนิดสถานีประมงน้ำจืดแห่งแรกของประเทศไทย
นักท่องเที่ยวสามารถชื่นชมบรรยากาศกลางบึงน้ำขนาดใหญ่แห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นบรรดาเหล่านกที่คอยโผบินและเกาะอยู่ตามต้นไม้ ดอกบัวแดงแย้มบานที่จะออกดอกงาม ใบบัวสลับฝักบัวสีเขียวสดกลางน้ำ ภาพวิวที่สีท้องน้ำตัดกับสีท้องฟ้า ก็คงจะทำให้อิ่มเอมและประทับใจกับความสวยงามได้ไม่ยาก
ระหว่างทาง จะเห็นนกน้ำนานาชนิด เห็นปลากำลังฮุบเหยื่อ และพืชน้ำชนิดต่างๆ ซึ่งคนขับเรือทำหน้าที่เป็นไกด์ อธิบายสิ่งที่พบเห็นให้เราฟังตลอดทาง พร้อมกับบอกว่า  เวลานั่งเรือดูนก ไม่ส่งเสียงดัง ไม่ห้อยโหนกราบเรือ และไม่ทิ้งขยะลงในบึง อันเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับการท่องเที่ยวแบบใหม่ “7 Greens Concept” ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ที่มุ่งรักษาธรรมชาติและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
หากยังเที่ยวไม่จุใจ และยังติดใจกับแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติแห่งนี้แล้วละก็ ทางด้านหน้าบริเวณชายหาดทรายเทียม ก็มีอาคารบ้านพักแบบเรือนไทยสไตล์ล้านนา สร้างไว้อย่างสวยงามและยังคงอนุรักษ์บ้านแบบไทยๆ ให้พักแรม
ขณะที่ด้านหน้าบ้านมีลานสำหรับกางเต็นท์ ดูพระอาทิตย์ตกยามเย็น และสูดบรรยากาศบริสุทธิ์ในยามเช้าตรู่ใครที่อยากพักแรมก็ติดต่อเจ้าหน้าที่ภายในบึงได้ในราคาไม่แพง
สนใจมาท่องเที่ยว สามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย  โดยเดินทางบนถนนสายเอเชีย ประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ให้ตรงเข้ามาก่อนถึงตัวเมืองนครสวรรค์ หรือก่อนถึงสะพานเดชาติวงศ์ ให้เลี้ยวขวาไปตามเส้นทางนครสวรรค์-ชุมแสง ทางหมายเลข 225 ประมาณ 9 กิโลเมตร
ทางขวามือก็จะเห็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ตรงเข้าไปก็จะเจอกับบึงบอระเพ็ด ดังคำขวัญจังหวัดนครสวรรค์ที่ว่า “เมืองสี่แคว แห่มังกร พักผ่อนบึงบอระเพ็ด ปลารสเด็ด ปากน้ำโพ”   ใครชอบเที่ยวธรรมชาติต้องไม่พลาดโปรแกรมนี้
สรณะ รายงาน


 

ย้อนตำนาน.. “โรงแรมในดวงใจ” 50 ปี ROSE GARDEN 2012/05/22

http://www.thaipost.net/tabloid/290412/56066

29 April 2555

ดิฉันลืมตามา และอยู่บนโลกนี้ในวัย 50 ปีพอดี ตัวเลข 50 เลยมีอิทธิพลสูงมาก ครั้นเห็นสวนสามพรานจัดงานฉลองครบรอบ 50 ปี เลยเข้าใจได้ชัดเจนว่าความยาวนานของ 50 ปีนั้น มีเรื่องราวร้อนหนาว สุข ทุกข์ ปะปนมามากมาย แต่ก็เป็นสิ่งควรค่าแก่การรำลึกถึง
ก่อนหน้านี้ คนสมัยใหม่อาจจะยังไม่คุ้นเคยกับ สวนสามพราน แต่เชื่อว่าอีกไม่นาน ทั้งคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่าจะคุยกันถึงสวนสามพรานเป็นเรื่องเดียวกัน
สำหรับคนรุ่นที่มีอายุ 50 ปี ชื่อของ Rose Garden หรือสวนสามพรานนั้น ไม่ถือว่าเป็นชื่อเฉพาะ คือ ไม่ใช่ชื่อกิจการส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง ทั้งที่สถานที่แห่งนี้มีเจ้าของ แต่ถือเป็นชื่อทั่วไป ที่เอาไว้อวดอ้างแก่ชาวต่างประเทศ แขกบ้านต่างเมือง หรือแม้กระทั่งคนไทยด้วยกันเองว่า เมืองไทยมีสถานที่ที่มีเอกลักษณ์ของความเป็นไทย สวยงามแบบไทย แต่ทันสมัยแบบต่างประเทศ ใครมีโอกาสได้มาพัก ได้มาท่องเที่ยวที่สวนสามพรานนี่ต้องถือว่า เป็นที่สุดของชีวิตเหมือนกัน
จะว่าไปการเอ่ยชื่อ โรสการ์เด้น ที่ว่านี้ ก็ได้ผลเสียด้วย เพราะชาวต่างชาติก็รู้จักขึ้นมาทันที
สรุปว่า แม้ในรายละเอียดพวกเราจะไม่รู้ที่มาที่ไปของการทำธุรกิจของสวนสามพรานแบบลึกซึ้ง แต่เรารู้ว่า สวนสามพราน หรือ Rose Garden นี่เป็นหน้าเป็นตาของคนไทย เป็นความภูมิใจ ส่วนจะบริหารกันขาดทุนหรือกำไร เราไม่รับรู้
เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2555 ที่ผ่านมา มีการจัดงานครบรอบ 50 ปีของสวนสามพราน ซึ่งทายาทรุ่นที่ 3 ได้ออกมาเล่าถึงนโยบายในยุคต่อไป ที่จะมีการปรับปรุงให้สวนสามพรานกลายเป็นของคนรุ่นใหม่มากขึ้น
งานนี้ต้องขอชื่นชมว่า การเชิญท่านผู้ว่าฯ ททท. สุรพล เศวตเศรนี มาเป็นประธานในงานนั้น เป็นการเชิญที่ต้องเรียกว่า ถูกที่ ถูกเวลา ถูกกาละอย่างแรง ดิฉันไม่ได้หมายถึงในเรื่องตำแหน่งผู้ว่าการการท่องเที่ยวฯ ของท่าน แต่หมายถึงบุคลิกนิสัยใจคอ รสนิยมที่ละเมียด มีความเป็นไทยควบคู่กับการรักสิ่งแวดล้อมแบบยั่งยืน แต่ละมุนละไม ใครก็ทำได้ไม่เหมือน ถอดพิมพ์นิยมออกมาเป็นรุ่นสวนสามพรานแบบสำเนาถูกต้อง
ก่อนหน้านี้ ดิฉันมีโอกาสไปเยี่ยมสวนสามพรานในวันที่ไม่มีงาน จำได้ว่ามีโอกาสไปยืนตอนตรงส่วนที่อยู่ริมแม่น้ำนครชัยศรี ช่วงนั้นพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน เห็นวงกลมสีส้มของพระอาทิตย์หย่อนตัวลงไปในน้ำ ความสวยยามโพล้เพล้เย็นย่ำอย่างนี้ผ่านไปกี่ปีก็ลืมไม่ลง
มีโอกาสเดินชื่นชมทั้งอาคารสถานที่ และบรรยากาศของต้นไม้และไม้ดอกที่ให้ร่มเงาแก่ผู้มาเยือน จากนั้นก็ข้ามฝั่งไปเดินเที่ยวเล่น เห็นสวนเกษตรตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง เห็นต้นตาล นาข้าว งงงันกับตัวเองไปพักใหญ่ว่าเราอยู่ที่ไหนกันแน่ คล้ายเมืองไทยที่เราเคยโหยหามานักหนา
เห็นคนไทยเดินทางกันมาเป็นครอบครัว คนหนุ่มคนสาวยังมีแรงกระเตงลูก จูงคุณยาย คุณย่า บางครอบครัวอาจเป็นคุณตา คุณปู่ คุณลุงมาด้วยกัน ใช้เวลากระชับพื้นที่สร้างความสัมพันธ์ ภายใต้บรรยากาศธรรมชาติกลางทุ่งแท้ๆ ความสุขแท้ ในเวอร์ชั่นไทย
ข้ามจากฝั่งโน้นมา แล้วมาเดินต่อกันที่ตลาดสุขใจ ที่ผู้บริหารสวนสามพรานอุทิศพื้นที่ให้เป็นสถานที่ค้าขายแหล่งซื้อขายสินค้าการเกษตร ผักปลอดสารพิษ หลังจากที่ส่งเสริมให้ชาวบ้านในย่านนี้หันมาเลิกยุ่งเกี่ยวกับสารเคมี เป็นตลาดที่เดินแล้วประทับใจ เพราะต้นทุนต่ำ ราคาสินค้าไม่แพง คนขายก็ไม่แล้งน้ำใจ
หากไปไล่เรียงดูรางวัลต่างๆ นานาที่สวนสามพรานได้รับ บางคนอาจถือว่ามาก แต่สำหรับดิฉันยังถือว่า น้อยไป
น้อยไปในความรู้สึก เมื่อเทียบกับความสุขที่ได้รับจากการมาเยือนในสถานที่นี้
สถานที่ที่คนรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่จะคุยถึงสวนสามพรานเป็นเรื่องเดียวกัน
ถนอมจิต คงจิตต์งาม

 

อีกย่างก้าวของโรส การ์เด้นริเวอร์ไซด์
สู่ สามพรานริเวอร์ไซด์

เมื่อวันที่ 24 เมษายน ที่ผ่านมา  สวนสามพรานได้จัดงานครบรอบ 50 ปีสวนสามพรานขึ้น  ณ บริเวณหมู่บ้านไทย สวนสามพราน จังหวัดนครปฐม  โดยมีนายสุรพล  เศวตเศรนี  ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) เป็นประธานในพิธี
ในงานนี้ผู้บริหารรุ่นที่ 3 ได้ประกาศจุดยืนมุ่งสานต่อแนวทางดำเนินงานธุรกิจท่องเที่ยวด้านวัฒนธรรมที่ใส่ใจในวิถีความเป็นไทยและธรรมชาติตลอดจนธุรกิจการจัดประชุมสัมมนา พร้อมปรับภาพลักษณ์และรูปแบบกิจกรรมให้ทันสมัยภายใต้ชื่อใหม่“สามพรานริเวอร์ไซด์”
ตลอดเวลากว่า 50 ปีที่ผ่านมา สวนสามพรานได้ดำเนินธุรกิจด้านการท่องเที่ยว การจัดประชุมสัมนาที่คงไว้ซึ่งความเป็นธรรมชาติและวิถีชีวิตแบบไทยต่อเนื่องจนมาถึงปัจจุบันและสร้างชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จักทั่วโลกในนาม Thai Village Cultural Show (หมู่บ้านไทย) ซึ่งเป็นศูนย์แสดงนาฏศิลป์จากภูมิภาคต่างๆของไทยได้รับความนิยมอย่างมาก  คณะนาฏศิลป์ของสวนสามพรานได้มีโอกาสเป็นตัวแทนประเทศไทย ในการเผยแพร่การแสดงของไทยในประเทศต่างๆ ทั่วโลกมากกว่า 70 ครั้ง ตั้งแต่รุ่นบุกเบิก ดร.ชำนาญ และคุณหญิงวลี ยุวบูรณ์ ส่งต่อมายังรุ่นที่ 2 นางสุชาดา – นายภุชงค์ ยุวบูรณ์ และปัจจุบันก้าวสู่รุ่นที่ 3 อรุษ-อนัฆ นวราช
ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)กล่าวว่า”ต้องขอชื่นชมในวิสัยทัศน์ที่สวนสามพรานทำในการดำเนินธุรกิจด้านการท่องเที่ยวที่พึงจะกระทำ  นั่นคือการพึ่งพาตัวเอง โดยการใช้ Local content เป็นการจ้างคนที่อยู่ในพื้นที่รอบๆมาสร้างงาน จึงเป็นต้นแบบการท่องเที่ยวที่คนในชุมชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง”
นายอรุษ นวราช กรรมการผู้จัดการ สามพราน ริเวอร์ไซด์ กล่าวว่า “ในโอกาสครบรอบ 50 ปี สวนสามพรานมีนโยบายพัฒนารูปแบบกิจกรรมต่างๆ ให้มีความทันสมัยมากขึ้น  โดยยังยึดถือวัฒนธรรมที่มุ่งเน้นในเรื่องของความเป็นอยู่อย่างไทยและการดูแลใส่ใจต่อธรรมชาติแวดล้อมเพื่อขยายฐานตลาดไปยังกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ และกลุ่มนักเรียน-นักศึกษา ทั้งในและต่างประเทศ”
สวนสามพรานได้ปรับโฉมหมู่บ้านไทย โดยการปรับปรุงภูมิทัศน์ภายในให้มีความทันสมัยขึ้นจัดแบ่งโซนกิจกรรมใหม่ เพิ่มเติมภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย การใช้สมุนไพรไทย เข้ามารวมไว้ และเปลี่ยนการแสดงโดยนำวิถีชีวิตชุมชนในพื้นที่มาบอกเล่าเรื่อง นอกจากนั้นยังได้มีการปรับปรุงห้องประชุมใหม่ทั้งหมด เพื่อรองรับธุรกิจการจัดประชุมสัมมนา ฝึกอบรม หรือที่เรียกว่า ธุรกิจไมซ์ ซึ่งกำลังเติบโตเป็นอย่างมาก  นอกจากนี้จะปรับปรุงภาพลักษณ์ ภายใต้ชื่อใหม่ “สามพราน ริเวอร์ไซด์” เป็นการผนวกชื่อ สวนสามพรานกับชื่อ Rose Garden Riverside เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างแบรนด์กับกลุ่มลูกค้าทั้งเก่าและใหม่ โดยเชื่อมโยงสวนสามพรานที่มีชื่อเสียงมายาวนานกับธรรมชาติริมแม่น้ำที่อุดมสมบูรณ์ มีบริการต่างๆที่มุ่งเน้นเรื่องการเรียนรู้วิถีไทย การจัดประชุมฝึกอบรม และการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ทางด้าน นายอนัฆ นวราช ทายาทรุ่นที่ 3 ของสวนสามพราน กล่าวว่า ทางโครงการได้มีการปรับปรุงรูปแบบสินค้าและบริการ ให้สอดคล้องกับความต้องการของนักท่องเที่ยวในปัจจุบัน ซึ่งหันมานิยมการท่องเที่ยวที่ได้สัมผัสประสบการณ์เรียนรู้ด้วยตัวเอง โดยการจัดกิจกรรมวิถีไทยนำภูมิปัญญาและวิถีชีวิตมาดัดแปลงต่อยอดเป็นฐานกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ของกลุ่มนักเรียนทั้งไทยและต่างชาติ
นักท่องเที่ยวสามารถมีส่วนร่วมในการเรียนรู้และปฏิบัติกิจกรรมในแต่ละจุดที่จัดไว้ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมสมุนไพรไทย กิจกรรมบ้านสาวไหม  กิจกรรมวาดร่ม  กิจกรรมดนตรีไทยและนาฎศิลป์  กิจกรรมจักสาน  กิจกรรมปั้นดิน กิจกรรมครัวไทย กิจกรรมบ้านชาวนา เป็นต้น เช่น บ้านชาวนา จะมีการสาธิตทำนา นักท่องเที่ยวสามรถลงดำนา ไถ่นา  เลี้ยงควายได้ กิจกรรมจักสาน นักท่องเที่ยวสามารถหัดลองสานปลา ตะเพียน ได้เช่นกัน  ซึ่งแต่ละกิจกรรมสะท้อนถึงวิถีชีวิตความเป็นไทยไว้อย่างน่าชื่นชมและต้องการสร้างแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรมให้กับนักท่องเที่ยวอีกทางหนึ่ง
สวนสามพรานได้ปรับสวนผักผลไม้ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำให้เป็นสวนพืชผักและสมุนไพรอินทรีย์ (ออแกนิก) ให้นักท่องเที่ยวข้ามไปเรียนรู้วิถีชีวิตเกษตรอินทรีย์ สามารถเก็บผักมาทำอาหารในโปรแกรม Cooking Class  ในสวนจะมีการสาธิตวิถีการเกษตรตามธรรมชาติ  โดยให้ความรู้กับนักท่องเที่ยวและชาวบ้านในละแวกนั้นให้กลับมาใช้วิธีเกษตรแบบปลอดสารพิษ
นักท่องเที่ยวหัวใจวิถีไทยสามารถมาเยือนภาพลักษณ์ใหม่ของหมู่บ้านไทยและร่วมกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมรักษาวิถีความเป็นไทย ณ “สามพราน ริเวอร์ไซด์” สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 034-322544,034-225205


 

คนไทยหัวใจ 7 Greens 2012/05/22

http://www.thaipost.net/tabloid/220412/55778

22 April 2555

เป็นที่สังเกตได้ว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คนไทยไม่ว่าจะประกอบอาชีพใด อยู่ในอุตสาหกรรมประเภทไหน ต่างก็หันมาสนใจเรื่องของสิ่งแวดล้อมกันทั้งนั้น และหากจะโฟกัสให้แคบลงไปอีกนิดในส่วนของภาคอุตสาหกรรรมการท่องเที่ยวนั้น เรื่องของสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เป็นเพียงกระแสรองเสียแล้ว หากเป็นกระแสหลักเลยก็ว่าได้
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เองก็ได้ผลักดันในเรื่องนี้อย่างชัดเจน มีการประกาศสโลแกนการท่องเที่ยวหัวใจใหม่ ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อม
ไม่เพียงแต่รณรงค์ และดำเนินการอย่างจริงจังในประเทศไทยเท่านั้น แต่ในทุกงานที่เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับนานาชาติ ททท.ก็จะนำผู้ประกอบการจากเมืองไทยเสนอการท่องเที่ยวสีเขียวในบ้านเราให้กับชาวต่างประเทศด้วย
ยกตัวอย่างเช่นในงานมหกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับโลกที่จัดกันเป็นประจำทุกปี ที่กรุงเบอร์ลิน สหพันธรัฐเยอรมนี ที่รู้จักกันในนามของงาน ไอทีบี ในการจัดแต่ละปี ก็จะเปลี่ยนไปตามคริสตศักราช อย่างเช่นปีที่ผ่านมาก็เป็น ITB 2012 งานนี้นับว่าเป็นงานใหญ่ระดับโลก ถือเป็นการย่อโลกการท่องเที่ยวมาไว้ในมือเลยก็ว่าได้ เพราะภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของทุกประเทศจะพากันมาเสนอการท่องเที่ยวของบ้านเขาให้เวทีชาวโลกได้รู้กัน
สำหรับในส่วนของประเทศไทยในงานไอทีบี ที่ผ่านมา ททท. แสดงเจตนารมณ์ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโดยการจัดให้มี Green Zone ภายในงานส่งเสริมการขาย International Tourismus Borse (ITB) 2012 ซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงเบอร์ลิน สหพันธรัฐเยอรมนี ระหว่างวันที่ 7-11 มีนาคม 2555 โดยที่ผ่านมา ททท.นำเสนอแนวคิดการท่องเที่ยวที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมตามแนวคิด 7 Greensไปแล้ว
ในปี 2555 นี้จะมีการดำเนินโครงการภายใต้แนวคิดดังกล่าวในพื้นที่นำร่อง 4 แห่งให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ได้แก่ จังหวัดน่าน, เมืองปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน, เมืองเชียงคาน จังหวัดเลย และเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี รวมทั้งได้นำเสนอสินค้าท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมพร้อมเสนอขายของประเทศไทยต่างๆ เช่น Slow travel, การท่องเที่ยวเชิงผจญภัย และเส้นทางท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
ททท. ยังได้เชิญผู้แทนจากมูลนิธิการท่องเที่ยวโดยชุมชน (Community Based Tourism Institute : CBT-I) เข้าร่วมงาน ITB 2012 เพื่อเผยแพร่ข้อมูลสินค้าการท่องเที่ยวชุมชนที่รักษาสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยด้วย
ส่วนบูธ Green Zone ได้รับการตอบรับที่ดีพอสมควร มีผู้สนใจมาสอบถามข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย ผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวทั้งจากเยอรมนีและประเทศอื่นๆ เช่น นอร์เวย์  ฮังการี สวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โมร็อกโก ฯลฯ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมานำเสนอสินค้าภายในงานดังกล่าวด้วย เช่น เวียดนามและเมียนมาร์
นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานด้านที่ปรึกษาด้านการท่องเที่ยว สื่อมวลชนด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ สถาบันการศึกษาเกี่ยวกับการท่องเที่ยว นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ทั้งที่สนใจมาท่องเที่ยวในประเทศไทยและทำธุรกิจท่องเที่ยวกับประเทศไทยในอนาคต
ทั้งนี้  7 Greens Concept เป็นแนวคิดที่ ททท. ส่งเสริมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 ภายใต้โครงการปฏิญญารักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างกระแสการรับรู้เรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยว  รวมถึงรณรงค์และกระตุ้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนให้เกิดความตระหนักและเห็นความสำคัญในการร่วมมือกันดำเนินการเพื่อลดภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
โครงการดังกล่าวดำเนินการระหว่างปี 2552-2554 ผลจากการดำเนินการ ททท. ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี มีการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง ททท. กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน 20 หน่วยงาน เมื่อเดือนมิถุนายน 2552 ต่อมาจึงมีการริเริ่มประชาสัมพันธ์แนวคิด 7 Greens ผ่านเว็บไซต์ www.7greens.tourismthailand.org และสังคมออนไลน์ เช่น Facebook ด้วย ปัจจุบัน ททท. นำแนวคิดดังกล่าวไปเสนอในการส่งเสริมการขายทั้งในประเทศและต่างประเทศอยู่เสมอ
ในปี 2555 นี้ ภายใต้โครงการส่งเสริมการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวที่รักษาสิ่งแวดล้อม ททท. มุ่งดำเนินงานส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนให้เข้มข้นยิ่งขึ้นเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยกำหนดพื้นที่นำร่อง 4 พื้นที่
เบื้องต้นได้ประชุมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องในแต่ละพื้นที่แล้ว เพื่อหารือแนวทางการทำงานร่วมกัน และได้รับการตอบรับที่ดี โดยต่างเล็งเห็นความสำคัญและต้องการไปสู่การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังคงต้องการการสนับสนุนในหลายส่วน ทั้งด้านการให้ความรู้และการจัดทำแนวทางที่เหมาะสมเพื่อรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมแก่ผู้ประกอบการรายย่อย  โดย ททท. จะสนับสนุนในส่วนนี้ และเน้นการมีส่วนร่วมของพื้นที่ให้มากที่สุด เพื่อกระตุ้นให้เกิดโครงการสีเขียวเล็กๆ ในทุกพื้นที่นำร่อง ที่จะรวมกันเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยขยายพื้นที่สีเขียวของประเทศไทยไปในวงกว้างยิ่งขึ้น และทำให้ Thailand goes green ได้เป็นผลสำเร็จในที่สุด
นี่เป็นรายงานเบื้องต้น เพื่อให้รู้กันว่า คนไทยหัวใจสีเขียวกำลังเคลื่อนทัพไปในทิศทางใด
จะได้ไปท่องเที่ยวกันแบบสบายใจ แล้วพกวินัยแบบกรีน กรีน กันไปด้วย
สรณะ รายงาน


 

ประเพณีแห่ต้นดอกไม้ อัตลักษณ์งามม่านหมอกเลย 2012/05/22

http://www.thaipost.net/tabloid/150412/55467

15 April 2555

ประเพณีสงกรานต์ ถือเป็นการเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ของไทยที่ยึดถือปฏิบัติมานาน แต่ใครจะรู้ว่า ในแผ่นดินไทยนี้มีประเพณีสงกรานต์ที่น่าสนใจซ่อนตัวอยู่ในจังหวัดเลย เมืองเสน่ห์แห่งการท่องเที่ยวภาคอีสาน นั่นคือ “ประเพณีแห่ต้นดอกไม้” ที่วัดศรีโพธิ์ชัยแสงภา ต.แสงภา อ.บ้านนาแห้ว ซึ่งเป็นประเพณีที่แตกต่างไปจากวัฒนธรรมกระแสหลัก ซึ่งส่วนใหญ่เน้นการเล่นน้ำ ก่อเจดีย์ทราย สรงน้ำพระ ในหลายจังหวัด เป็นต้น
ผอ.พัฒนมาศ วงศ์พัฒนศิริ หรือพี่จิ๋ม ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เล่าว่า เป็นสิ่งน่าชื่นใจที่ประเพณีนี้ยังคงถูกสืบสานจากรุ่นสู่รุ่น และกลายมาเป็นสีสันงานสงกรานต์แบบพื้นบ้านที่น่าสนใจ และมีประวัติยาวนานหลายกว่า 400 ปี แม้ไม่อาจหาบันทึกที่เป็นหลักฐานได้อย่างแน่ชัด แต่การบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ของที่นี่ ทำให้ทราบว่าเป็นประเพณีกระทำตามหลักความเชื่อทางพระพุทธศาสนา
พุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่จะนิยมบูชาพระรัตนตรัยด้วยดอกไม้ จากเดิมเป็นดอก มาสู่ช่อ และพัฒนามาเป็นพานพุ่มหรือพานบายศรีขนาดต่างๆ จนกลายมาเป็นต้นดอกไม้อย่างในปัจจุบัน เพื่อน้อมบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นำความเป็นสิริมงคลมาสู่ผู้คน ชุมชนอยู่ดีมีสุข และทำข้าวกล้าในนาให้อุดมสมบูรณ์ เพราะเป็นพิธีขอฝนให้ตกตามฤดูกาล และถือปฏิบัติสืบทอดเป็นประเพณีทุกปีในวันปีใหม่ของไทย
ผอ.ภูมิภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เล่าว่า เช้าวันที่ 14 เมษายน เป็นช่วงเวลาที่ชายหนุ่มในชุมชนต่างมารวมตัวกันเพื่อทำ “ต้นดอกไม้” สำหรับการแห่ในช่วงค่ำ ต้นดอกไม้นั้นมีลักษณะคล้ายพานพุ่ม แต่ตัวโครงนั้นสานด้วยไม้ไผ่ มีขนาดเล็กใหญ่แตกต่างออกไปในแต่ละบ้าน
สำหรับต้นดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดนั้น มีความกว้างราว 3 เมตรและสูงกว่า 25 เมตร แม้มองว่านี่คือประเพณีแบบชาวบ้าน แต่กว่าจะสร้างต้นดอกไม้ขนาดใหญ่ให้เสร็จนั้น ต้องอาศัยความชาญฉลาดจากภูมิปัญญาชาวบ้านผสานกับความรู้ทางวิศวกรรม เพราะการสร้างต้นดอกไม้นั้นจะไม่ใช้ตะปูและลวดเลยแม้สักตัวเดียว
ไม้ไผ่ขนาดใหญ่ถูกนำมาเป็นเสากลาง มีคานสำหรับแบกหาม และยึดทุกอย่างให้ติดแน่นด้วยเชือกที่ทำจากไผ่เช่นกัน ถ้าคำนวณโครงสร้างไม่ดี เมื่อยกขึ้นแห่ต้นดอกไม้ก็อาจจะเอียงหรือหักลงได้  ถือเป็นภูมิปัญญาที่ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างดี จนคนรุ่นใหม่หลายคนยังต้องทึ่ง ซึ่งก็จะขึ้นอยู่กับการตกลงของคนภายในหมู่บ้าน ว่าจะสร้างต้นดอกไม้ให้มีความใหญ่โตขนาดไหน เพราะยิ่งใหญ่มากนั้นอาจดูเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังศรัทธา แต่เวลาแห่อาจจะลำบากมากกว่า
“พี่จิ๋ม” บอกว่า สำหรับผู้หญิงนั้นจะมีหน้าที่ออกไปเก็บดอกไม้มาติดที่ตัวของต้นดอกไม้ โดยจะใช้ดอกไม้ที่หาได้ภายในชุมชน อาทิ ดอกคูน ดอกอินทนินท์ ดอกข่าป่า ดอกหางนกยูง แต่ละบ้านก็จะเก็บเอามารวมกัน บรรยากาศก็มีแต่ความสุข รอยยิ้มที่เกิดจากการพูดคุย ทุกคนนั่งล้อมวงช่วยกันร้อยดอกไม้ เด็กๆ ที่เป็นลูกหลานในชุมชนก็ช่วยกันทำบ้าง
“กว่าต้นดอกไม้จะเสร็จสมบูรณ์นั้นก็ต้องมีการทดสอบการแห่จนแน่ใจว่าต้นดอกไม้จะไม่หักลงมา และสามารถแกว่งไกวตามจังหวะการแห่ได้อย่างสวยงาม และหลังจากที่ทางกลุ่มของผู้ชายช่วยกันสร้างต้นดอกไม้จนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงคราวที่ฝ่ายหญิงต้องนำดอกไม้ที่เตรียมไว้มาติด ซึ่งในช่วงนี้เองจะเห็นบรรยากาศของสังคมต่างจังหวัดซึ่งมีการพึ่งพาอาศัย และอยู่ร่วมกันอย่างพี่น้อง”
หลังจากนั้นชาวบ้านก็จะช่วยกันยกต้นดอกไม้ของตนออกมาวางไว้บริเวณวัดศรีโพธิ์ชัย เพื่อรอเวลาแห่ในช่วงเวลาประมาณ 1 ทุ่ม ซึ่งทางวัดจะตีกลองส่งสัญญาณเมื่อใกล้จะเริ่มแห่ และชาวบ้านก็จะทยอยกันมาจนแน่นขนัดบริเวณวัด เมื่อฟ้ามืดลงก็มีแค่แสงไฟจากในวัดเพียงไม่กี่ดวง ชาวบ้านจึงนิยมมาจุดเทียนอธิษฐานกันที่คานของต้นดอกไม้เพื่อช่วยเพิ่มแสงสว่าง และหลังจากนั้นก็เป็นช่วงของพิธีการ รวมถึงการแสดงแบบพื้นบ้านอีกเล็กน้อย
เมื่อได้เวลาชายหนุ่มของแต่ละหมู่บ้านก็จะช่วยกันยกต้นดอกไม้ขึ้นแห่วนรอบพระอุโบสถให้ครบ 3 รอบ จากเดิมเสียงกลองและฉิ่งฉาบ ก็ประยุกต์นำเอาเครื่องเสียงสมัยใหม่มาใช้ร่วมด้วยเพื่อสร้างความสนุกสนานในการแห่ โดยหนึ่งต้นดอกไม้จะต้องใช้ผู้แห่ประมาณ 4 คนเป็นอย่างน้อย ซึ่งถ้าบ้านไหนทำต้นดอกไม้ใหญ่มาก ก็ต้องใช้คนแห่มากตามไปด้วย
ในแต่ละก้าวเดินของผู้แห่ จะทำให้ต้นดอกไม้แกว่งหมุนไปมาพลิ้วไหวดั่งต้นไม้ที่ถูกลมพัด สร้างความตื่นตาให้กับขบวนแห่ได้ไม่น้อย เพราะความสนุกสนานจากการเซิ้งตามจังหวะเพลงไปด้วย เดินไปด้วย ส่วนคนที่ไม่ได้แบกต้นดอกไม้นั้นก็จะเดินถือช่อดอกไม้เล็กๆ แทน
“ประเพณีนี้เป็นศูนย์รวมเอาจิตใจของคนในชุมชนเข้าไว้ด้วยกัน ผู้ใหญ่จูงมือลูกหลานมาร่วมพิธี เด็กผู้ชายบางคนก็มาแห่ต้นดอกไม้เล็กๆ ซึ่งผู้ใหญ่ทำให้ เพื่อแฝงการถ่ายทอดภูมิปัญญาและประเพณีลงไป และหลังจากแห่เสร็จแล้วก็จะมีการตัดสินการประกวดความสวยงามของต้นดอกไม้ ซึ่งก็มีรางวัลติดไม้ติดมือกลับไป ถึงมีค่าไม่มาก แต่ก็ช่วยเป็นแรงจูงใจในการสืบสานประเพณีได้อีกทางหนึ่ง” ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เล่าอย่างภาคภูมิใจ
งานดังกล่าวนี้ จัดในช่วงสงกรานต์แล้วยังจัดไปถึงวันพระถัดไป ผู้สนใจที่ต้องการจะไปร่วมงานกับ ททท. สามารถติดต่อได้ที่ 08-1251-2207 และ 08-1263-2919  โดยด่วน เพราะรับจำนวนจำกัดเพียง 40 คนเท่านั้น
“พี่จิ๋ม” ยังเชิญชวนต่อว่า หากมาเมืองเลยแล้วก็ควรไปเที่ยวเมืองหลวงของที่นี้ คือเชียงคาน แม้จะไม่หนาว และฝนเริ่มตกแล้ว แต่เป็นข้อดีเพราะไม่ต้องแย่งกันเที่ยวแย่งกันกิน ที่สำคัญหากมาช่วงหน้าฝน พื้นที่บริเวณนี้จะชุ่มฉ่ำ ต้นไม้ทุกต้นจะเริงร่ามีชีวิตจิตวิญญาณ โดยเฉพาะบรรยากาศริมน้ำโขง ที่จะมีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์ ไม่เหมือน จ.หนองคาย มุกดาหาร นครพนม
“การไปเที่ยวเชียงคาน ต้องไปสัมผัสวิถีชีวิตของคนที่นั่น  โดยไปตักบาตรข้าวเหนียวตั้งแต่หกโมงเช้าเป็นต้นไป เป็นวิถีชีวิตสืบทอดกันมานาน แบบเดียวกับเมืองหลวงพระบาง ประเทศลาว เพราะคนเชียงคานคือคนที่พาตัวเองมาจากหลวงพระบาง ภาษาที่ใช้ก็คือหลวงพระบาง และการตักบาตรที่นี้จะตักเพียงข้าวเหนียวเพียงอย่างเดียวพร้อมดอกไม้โดยไม่ต้องเอากลับข้าวไป เพราะจะมีคนนำไปถวายวัดเอง”
“พี่จิ๋ม” เล่าต่อว่า ชาวเชียงคานชูความเป็นกรีนทัวริซึม  หรือการท่องเที่ยวสีเขียวอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ททท.จะเข้าไปรณรงค์ให้เจ้าของบ้านเป็นผู้ต้อนรับที่ดี และรักษาเอกลักษณ์ประเพณีของท่องเที่ยวอย่างเหนียวแน่น ไม่ตามใจนักท่องเที่ยว ในอนาคตจะมีการทำคู่มือการท่องเที่ยวทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ขณะที่ตัวนักท่องเที่ยวเองก็ต้องเที่ยวให้เป็น คือจะต้องมีการวางแผน ต้องเคารพกติกาของท้องถิ่น ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติและวิถีชีวิตของเชียงคานด้วย
“ททท.ได้จับมือกับทางจังหวัดเลย อบจ.เลย อำเภอเชียงคาน ผู้ประกอบการโรงแรมที่พักทุกระดับ เจ้าของร้านค้า ร้านอาหาร ร่วมกันรักษาวัฒนธรรมความเป็นรากเหง้าแก่นแท้ของเมืองเชียงคานอย่างถึงที่สุด อย่างเช่นตักบาตรข้าวเหนียว ภาษาพูดที่เหมือนหลวงพระบาง การแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์”ผอ.ภูมิภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวเชิญชวน
เมืองเลย ถือเป็นจังหวัดต้นแบบแนวคิดสีเขียวของ ททท.อย่างแท้จริง เพราะมีความภูมิใจในการนำเสนออัตลักษณ์ของตัวเองในท้องถิ่นได้อย่างสมดุล หากใครต้องการมาสัมผัสเมืองแห่งนี้ให้ครบทุกแง่มุม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ททท. สำนักงานเลย โทรศัพท์ 0-4281-2812
สรณะ รายงาน


 

เที่ยวสงกรานต์สดใส ร่วมสืบสานประเพณี 2012/05/22

http://www.thaipost.net/node/55151

8 April 2555

ประเพณีสงกรานต์ถือเป็นการเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ของไทยที่ยึดถือปฏิบัติมา จึงเป็นวันแห่งความเอื้ออาทร ความรัก ความผูกพัน ที่มีต่อกันทั้งครอบครัว ชุมชน สังคม และศาสนา
การที่จะทำให้เทศกาลประเพณีนี้สืบทอดไปได้อย่างสวยงาม จำเป็นจะต้องปฏิบัติให้สอดคล้องจารีตประเพณีอันดีงาม  “นายวิวัฒน์ชัย บุญยภักดิ์” ผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มีขั้นตอนง่ายๆ เชิญชวนให้ประชาชนร่วมปฏิบัติตามให้เป็นสงกรานต์สีเขียว เริ่มต้นให้สมาชิกของครอบครัวได้มีโอกาสมาอยู่ร่วมกันเพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อผู้ใหญ่ เช่น ลูกหลานนำสิ่งของมาเยี่ยมเยียน และรดน้ำขอพรจากบิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย
รวมทั้งต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ด้วยการทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ และไปทำกิจกรรมที่วัด ได้แก่ การร่วมกันทำบุญให้ทาน การก่อพระเจดีย์ทราย และเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาตามวัดต่างๆ
ขณะที่ตัวประชาชนต้องปฏิบัติตัวให้เหมาะสม ไม่กระทบต่อขนบธรรมเนียมประเพณีและต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยจะต้องใช้ความระมัดระวัง อย่าเล่นสาดน้ำอย่างรุนแรง เช่น ใช้ปืนฉีดน้ำชนิดอัดแรงลม การใช้น้ำสกปรก หรือของเหลวที่เน่าเหม็น การขว้างปาถุงน้ำแข็ง ทำให้เกิดการบาดเจ็บสร้างความไม่พอใจได้
รวมทั้งการเล่นแป้งหรือสิ่งอื่นที่มีลักษณะส่อไปในทางกระทำอนาจาร เช่น ใช้มือลูบคลำใบหน้า หน้าอก หรือสะโพกของสุภาพสตรี ขณะที่คนเล่นน้ำสงกรานต์ก็ควรแต่งกายให้เหมาะสม ผู้ชายไม่ถอดเสื้อ และผู้หญิงไม่แต่งตัวโป๊ในที่สาธารณะหรือในวัด โดยหันมาแต่งตัวในชุดไทย และหากเป็นไปได้ ก็ขอให้เป็นเทศกาลปลอดเหล้าเพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุและการทะเลาะวิวาทตามมา
เมื่อทราบถึงข้อปฏิบัติในการสืบสานประเพณีดังกล่าวแล้ว ก็มาดูว่าปี 2555 โต้โผใหญ่อย่าง ททท. จัดงานสงกรานต์ที่ใดกันบ้าง แต่ขอรับรองว่าเป็นกิจกรรมที่สืบสานและอนุรักษ์ประเพณีอันดีงามของไทยเอาไว้ ภายใต้แนวคิด 7 Green Concept ของ ททท. เพื่อแสดงออกถึงพลังอันยิ่งใหญ่ของความเป็นไทยอวดโฉมแก่ชาวโลก
ทั้งนี้ ทราบมาว่าได้ทุ่มงบประมาณกว่า 20 ล้านบาท สนับสนุนกิจกรรมการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ทั่วประเทศ รวม 13 พื้นที่ในจังหวัดกระจายทั่วประเทศไทย
1.เริ่มต้นที่ เทศกาลเย็นทั่วหล้ามหาสงกรานต์ กรุงเทพฯ   ได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน จัดงานระหว่างวันที่ 12-16 เมษายน ที่วัดพระเชตุพลวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) โดยมีกิจกรรมไฮไลต์ อาทิ การจำลองสงกรานต์ 4 ภาค (ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคใต้) กิจกรรมสรงน้ำพระ การสาธิตการทำอาหารพื้นบ้าน การแสดงทางวัฒนธรรม
นอกจากนี้ยังได้จัดกิจกรรมสงกรานต์ไหว้พระ 9 วัด ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 3 กิจกรรม ประกอบด้วย “ไหว้พระ 9 วัด พระอารามหลวง” เพื่อเสริมสิริมงคลในช่วงเทศกาลขึ้นปีใหม่ไทย ได้แก่ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร (วัดแจ้ง) วัดสุทัศน์เทพวรารามราชวรมหาวิหาร วัดบวรนิเวศวิหาร ราชวรมหาวิหาร วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร และวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร
ตามมาด้วยกิจกรรม “ไหว้พระ 9 วัดประจำรัชกาล” ได้แก่ วัดโพธิ์ (รัชกาลที่ 1) วัดอรุณราชวรารามฯ (รัชกาลที่ 2) วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร (รัชกาลที่ 3) วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม (รัชกาลที่ 4) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม (รัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 7) วัดบวรนิเวศวิหารราชวรมหาวิหาร (รัชกาลที่ 9) วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร (รัชกาลที่ 8) และวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก (รัชกาลที่ 9)
และกิจกรรมไหว้พระ 9 วัดล่องแม่น้ำเจ้าพระยา ร่วมสักการะและชมความสวยงามตลอด 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่าน 9 วัด ได้แก่ วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร วัดอรุณราชวราราม วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร วัดอมรินทรารามวรวิหาร วัดศรีสุดารามวรวิหาร วัดคฤหบดี วัดราชาธิวาส ราชวรวิหาร  วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร และวัดยานนาวา
นายวิวัฒน์ชัยกล่าวว่า ต่อมาคือ 2.การจัดงานประเพณีสงกรานต์กรุงเก่าของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นการร่วมกันอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของไทย โดยมีกิจกรรมมากมาย อาทิ แต่งกายผ้าไทยไปทำบุญตักบาตรหน้าวิหาร      พระมงคลบพิตร รดน้ำขอพรผู้สูงอายุ ปล่อยนกปล่อยปลา ในวันที่ 13 เมษายน และวันที่ 13–15 เมษายน สนุกกับกิจกรรมเล่นน้ำสงกรานต์กับช้าง โดย ททท. สำนักงานพระนครศรีอยุธยา ร่วมกับวังช้างอยุธยา แล เพนียด จัดช้างอยุธยามาเล่นน้ำกับนักท่องเที่ยวที่บริเวณหน้าเรือนทรงไทย ททท. ถนนศรีสรรเพชญ์
ร่วมสัมผัสบรรยากาศย้อนยุค ก่อเจดีย์ทราย สรงน้ำพระพุทธรูป สักการะศาลหลักเมือง  ยังมีการจัดงานในอำเภอต่างๆ อาทิ วันที่ 13 เมษายน งานสงกรานต์ผักไห่ สาวงามวิไล ประจำปี 2555 ชมประกวดสาวงามวิไล รดน้ำขอพรผู้สูงอายุ สรงน้ำพระพุทธรูป ชมตลาดร้อยปีลาดชะโด, วันที่ 14 เมษายน   สงกรานต์มอญวัดทองบ่อ อำเภอบางปะอิน ชมประเพณีแห่หงส์ธงตะขาบ การแต่งกายแบบมอญ ร่วมทำบุญตักบาตรแบบมอญ สรงน้ำพระจากรางไม้ไผ่ ส่วนวันที่ 13–15 เมษายน สงกรานต์สนุก สุข หรรษา ณ บริเวณรอบเกาะเมืองอยุธยา บริเวณตลาดแกรนด์ เป็นต้น
3.ประเพณีสงกรานต์ จ.ชลบุรี (ประเพณีสงกรานต์เกาะสีชัง วันที่ 13-19 เมษายน, ประเพณีก่อพระทรายวันไหลบางแสน วันที่ 16-17 เมษายน, ประเพณีแห่พญายม-สงกรานต์บางพระ วันที่ 16-18 เมษายน, งานประเพณีวันไหลพัทยา-นาเกลือ วันที่ 18-20 เมษายน, งานประเพณีสงกรานต์ศรีมหาราชาและประเพณีกองข้าว วันที่ 19 – 21 เมษายน
ผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรม ททท. กล่าวว่า ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจที่เหลือดังนี้ คือ  4.ประเพณีอัศจรรย์วันสงกรานต์ จ.สุพรรณบุรี ระหว่างวันที่13-16 เมษายน จุดเด่นของงานคือ ขบวนอัญเชิญหลวงพ่อโตทองคำ 5.งานประเพณีสงกรานต์พระประแดง จ.สมุทรปราการ ระหว่างวันที่ 27-29 เมษายน จุดเด่นคือ สงกรานต์ชาวมอญ 6.ประเพณีสะรีปี๋ใหม่เมือง จ.เชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 12-15 เมษายน จุดเด่นคือการเล่นน้ำสงกรานต์รอบคูเมือง
7.ประเพณีสงกรานต์ จ.สุโขทัย จุดเด่นคือ งานสงกรานต์และเทศกาลอาหารเมืองสวรรคโลก 8.สงกรานต์ จ.นครพนม รื่นรมย์บุญปีใหม่ไทย-ลาว ระหว่างวันที่ 12-15 เมษายน จุดเด่นคือเล่นน้ำสงกรานต์ถนนข้าวปุ้น
9.ประเพณีสงกรานต์อีสานเทศกาลดอกคูน-เสียงแคน จ.ขอนแก่น ระหว่างวันที่ 11-18 เมษายน จุดเด่นคือการเล่นน้ำสงกรานต์ถนนข้าวเหนียว 10.มหาสงกรานต์อีสาน จ.หนองคาย ระหว่างวันที่ 6-18 เมษายน จุดเด่นคือการแสดงศิลปวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำโขงไทย-ลาว
11.หาดใหญ่มิดไนท์สงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11-13 เมษายน จุดเด่นคือขบวนแห่นางสงกรานต์ 12.สงกรานต์ออนเดอะบีช จ.ภูเก็ต ระหว่างวันที่ 12-13 เมษายน จุดเด่นคือ กิจกรรมเล่นน้ำบริเวณหาดป่าตอง และ 13.งานเทศกาลมหาสงกรานต์แห่นางดานเมืองนคร จ.นครศรีธรรมราช ระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน จุดเด่นคือขบวนแห่นางดาน
ผู้สนใจสอบถามข้อมูลการจัดงานเทศกาล “เย็นทั่วหล้า มหาสงกรานต์” เพิ่มเติมได้ที่เบอร์เดียวเที่ยวทั่วไทย โทร.1672  หรือสำนักงาน ททท. ในจังหวัดที่จัดงาน หรือสามารถดูข้อมูลสงกรานต์ 77 จังหวัด และร่วมสนุกกับกิจกรรมสงกรานต์ออนไลน์ทางเว็บไซต์www.songkran.net
สรณะ รายงาน


 

เยือนอุทยานฯเมืองน่าน เที่ยว 7 แห่ง ทำ 7 Green 2012/05/22

http://www.thaipost.net/node/54834

1 April 2555

การท่องเที่ยวภาคเหนือ เวลานี้ต้องยกให้เมืองน่านเป็นสวรรค์ของนักเดินทาง เพราะมาที่เดียวแต่สามารถซึมซับครบทุกรสชาติ ทั้งในด้านความอุดมสมบูรณ์ และวัฒนธรรมล้านนา ผสมผสานวิถีของเมืองลาว จนถูกเปรียบให้เป็นเมืองคู่แฝดของเมืองหลวงพระบางเลยทีเดียว
ขณะที่ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ไม่เป็นรองใคร ด้วยแนวเทือกเขาสูงสลับกับพื้นที่ราบที่มีขนาดกว้างขวางถึง 11,472,076 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 7 ล้านไร่  จึงทำให้น่านมีสภาพอากาศที่เย็นสบาย งดงามด้วยทัศนียภาพของคลื่นทะเลหมอกแห่งขุนเขาในยามเช้า
ทางทิศตะวันตกของจังหวัดน่านยังติดจังหวัดแพร่ พะเยา และเชียงราย จึงทำให้การมาเที่ยวจังหวัดน่าน สามารถจัดโปรแกรมเที่ยว 3 จังหวัดใกล้เคียง หรือข้ามไปยังประเทศเพื่อนบ้านฝั่งลาวได้สะดวกสบาย
การมาเที่ยวเมืองน่านสมัยนี้ง่ายกว่าเดิม เพราะนอกจากจะบินตรงจากกรุงเทพฯ มาเมืองน่านได้ทุกวัน จะเลือกขับรถยนต์ส่วนตัวก็ปลอดภัย เพราะถนนหนทางดี หรือจะหิ้วเป้สะพายกระเป๋านั่งรถโดยสาร และมาลงเมืองน่าน แล้วเดินเท้า หรือปั่นจักรยานเที่ยววัดวาอารามในตัวเมืองก็ทำได้
การเดินทางมาเที่ยวจังหวัดน่านนั้น นอกจากจะเที่ยวในตัวเมือง ชมศิลปวัฒนธรรม บ้านเรือนแบบล้านนาโบราณ    ตลาดเช้า-เย็น ที่สะท้อนวิถีชีวิตเรียบง่าย และความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของชาวน่านแล้ว
ความงามธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ด้วยผืนป่าที่เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำหลายสาย ก็เป็นอีกทางเลือกให้นักท่องเที่ยวได้ผจญภัย เดินป่า ปีนเขา ซึ่งจังหวัดน่านมีอุทยานแห่งชาติมากถึง 7 แห่ง
เริ่มที่ 1.อุทยานแห่งชาติแม่จริม อยู่ในเขตอำเภอแม่จริม ห่างจากตัวเมืองน่านประมาณ 60 กิโลเมตร เป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำที่ไหลไปลงแม่น้ำน่านที่อำเภอเวียงสา กิจกรรมยอดนิยมที่สร้างชื่อให้กับอุทยานแม่จริมคือ การล่องเรือยางท้าทายสายน้ำว้า ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ
แบ่งออกเป็นสองเส้นทางคือ เส้นทางลำน้ำว้าตอนล่าง เป็นลำน้ำช่วงที่สวยงามและเหมาะแก่การล่องแก่งมากที่สุด  ส่วนเส้นทางลำน้ำว้าตอนกลาง เป็นเส้นทางใหม่ที่ท้าทายและยากมากขึ้น ช่วงที่เหมาะสมในการล่องแก่งน้ำว้าคือระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ เพราะน้ำใสสะอาด อากาศเย็นสบาย
แต่สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเดินป่าปีนเขาแล้ว ต้องไม่พลาดเส้นทางพิชิตยอดผาหน่อ ภูเขาหินปูนที่มีรูปร่างคล้ายแท่งเข็มหรือหน่อไม้ มีความสูง 824 เมตรจากระดับน้ำทะเล ผาหน่อเป็นผาสูงชันเกือบ 90 องศา เมื่อไปยืนอยู่ด้านบนแล้ว จะชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามได้รอบด้าน
2.อุทยานแห่งชาติศรีน่าน อยู่ในอำเภอนาน้อย พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน ทอดตัวยาวในแนวเหนือใต้ ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญ ความโดดเด่นอยู่ที่ยอดดอยสูงทั้งยอดผาชู้ อันเป็นที่ตั้งของเสาธงที่มีสายชักธงยาวที่สุดในประเทศ ด้านบนยังเป็นจุดชมวิวมองเห็นแม่น้ำน่านไหลคดเคี้ยวอยู่เบื้องล่าง แต่ถ้าชื่นชอบการพักค้างแรมท่ามกลางธรรมชาติของป่าเขา ยังมีดอยเสมอดาว และผาหัวสิงห์ให้ได้พิชิต นับเป็นยอดดอยที่สามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกได้ในจุดเดียวกัน
3.อุทยานแห่งชาตินันทบุรี ครอบคลุมพื้นที่อำเภอเมืองฯ และอำเภอบ้านหลวง ทั้งพื้นที่ป่าสงวนป่าน้ำยาว-น้ำสวก และป่าสงวนแห่งชาติถ้ำพุเตย ในอดีตเคยใช้เป็นจุดยุทธศาสตร์และฐานบัญชาการของลัทธิคอมมิวนิสต์ เพื่อต่อสู้ความขัดแย้งทางการเมืองของไทย แต่ในปัจจุบันพื้นที่แห่งนี้ได้กลับกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญของจังหวัดน่าน
4.อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ครอบคลุมพื้นที่ 8 อำเภอในจังหวัดน่าน อุดมด้วยผืนป่าที่เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำหลายสาย มีพรรณไม้หาดูยากอย่างดอกชมพูภูคา และป่าปาล์มดึกดำบรรพ์ น้ำตกกลางป่า และโถงถ้ำที่มีหินงอกหินย้อย รวมทั้งต้นเต่าร้างยักษ์ ในเส้นทางศึกษาธรรมชาติ และที่พลาดไม่ได้คือการพิชิตยอดดอยภูแว ยอดเขาสูงสุดของอุทยานฯ ลักษณะเป็นดอยสูงที่ปกคลุมด้วยทุ่งหญ้าและป่าหิน มีจุดชมวิวทะเลหมอกที่สวยงามในยามเช้า
5.อุทยานแห่งชาติขุนน่าน ครอบคลุมพื้นที่อำเภอบ่อเกลือ ซึ่งนอกจากเป็นแหล่งเกลือสินเธาว์ที่มีความสำคัญมาแต่โบราณแล้ว ยังมีดอยผีปันน้ำ เป็นยอดดอยสูงถึง 1,745 เมตร จากระดับน้ำทะเล ต้นกำเนิดของลำน้ำว้าที่ไหลผ่านผาหินเกิดเป็นน้ำตกที่สวยงามมากมาย ยังมีจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นท้องทุ่งนาของอำเภอบ่อเกลือ ที่โอบล้อมด้วยภูเขารอบด้านอย่างสวยงาม
6.อุทยานแห่งชาติถ้ำสะเกิน เป็นอุทยานที่ครอบครองผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ มีเทือกเขาสูงสลับซับซ้อนทอดยาวไปจดชายแดน สปป.ลาว โดยมียอดดอยภูลังกา เป็นยอดเขาที่สูง ต้นกำเนิดแม่น้ำหลักอย่างแม่น้ำยมและแม่น้ำน่าน สายน้ำที่ไหลผ่านจากยอดดอยสูงผ่านผาหิน สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่จึงเหมาะกับการเดินป่าศึกษาธรรมชาติและน้ำตก ท่ามกลางป่าดงดิบอย่างน้ำตกห้วยหาด ยังมีถ้ำสะเกิน ถ้ำขนาดกลางที่มีความลึกประมาณ 600 เมตร ภายในมีหินงอกหินย้อยสวยงามน่าชม เป็นที่อยู่อาศัยของค้างคาวจำนวนมาก
7.อุทยานแห่งชาติขุนสถาน เหมาะกับการแคมปิ้งที่แวดล้อมด้วยธรรมชาติอันบริสุทธิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ จะได้ชื่นชมกับความงามของดอกพญาเสือโคร่ง หรือซากุระเมืองไทย ที่ออกดอกสะพรั่งพร้อมกันทั้งภูเขา และหากชอบการเดินทางเท้าพิชิตดอย ก็ไม่ควรพลาดที่จะประลองความแกร่งของสองเท้า กับดอยกู่สถานและดอยแม่จอก  ซึ่งทั้งสองดอยนี้มีจุดชมทิวทัศน์ที่สวยงาม สามารถมองเห็นเทือกเขาสูงสลับซับซ้อน และในฤดูหนาวจะมองเห็นทะเลหมอกกว้างใหญ่สุดสายตาอีกด้วย
ขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ก็เห็นว่าเมืองแห่งนี้กำลังเป็นที่นิยมและอาจเกิดปัญหาจากนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นได้ จำเป็นต้องมีการส่งเสริมการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเมืองน่าน โดยเฉพาะการรักษาสิ่งแวดล้อมตามแนวคิด “7 Green Concept” ที่เชิญชวนให้ทุกภาคส่วนมาร่วมสร้างอนาคตให้แก่การท่องเที่ยวแบบใหม่ เน้นเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และช่วยกันดูแลโลกใบนี้ 7 เรื่องเพื่อป้องกันสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ข้างต้น
สำหรับผลการดำเนินโครงการในปีงบประมาณ 2555  ของเมืองน่าน ซึ่ง ททท.ตั้งเป้าให้หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และชุมชนท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติ โรงแรมที่พัก ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเมืองน่าน ส่งเสริมการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวที่รักษาสิ่งแวดล้อมให้เป็นเส้นทางสีเขียว ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เทศบาลเมืองน่าน ชุมชนท่องเที่ยว ผู้ประกอบการโรงแรม และสมาคมท่องเที่ยวในจังหวัดน่านมีส่วนร่วมในการดูแลและปกป้องแหล่งท่องเที่ยว โดยจะมีการจัดอบรมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้กับผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวและนักท่องเที่ยวได้รับทราบ
การท่องเที่ยวในในอุทยานแห่งชาติเมืองน่านทั้ง 7 แห่ง หากจะเที่ยวให้ครบแล้ว อาจต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์ แต่ถ้ามีเวลาจำกัดก็สามารถเลือกเที่ยวตามความชอบส่วนตัวได้ ใครที่ชื่นชอบศิลปวัฒนธรรม ชมสถาปัตยกรรมของวัดวาอาราม ก็เที่ยวในตัวเมือง ส่วนผู้ที่นิยมธรรมชาติหรือชอบเดินป่าปีนเขา แม้ผู้เขียนจะเคยไปมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่เคยเบื่อ และที่สำคัญตกหลุมรักเมืองนี้ไปแล้วไม่รู้ตัว
สรณะ รายงาน


 

“เวียงสา” ต้นแบบ Action Greens แหล่งท่องเที่ยวเพื่อสิ่งแวดล้อม 2012/05/22

http://www.thaipost.net/node/54502

25 March 2555

เคยไปน่านทางเครื่องบินเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะคนในพื้นที่บอกว่าหากขับรถมาเมืองน่านเองนั้นนานแสนนานมากและความนานนี่แหละที่ว่ากันว่า ทำให้เรียกกันเพี้ยนจาก “นาน” เป็น “น่าน” และด้วยความนานนี้เองทำให้คนส่วนใหญ่ เลือกเที่ยวจังหวัดสวยงามแห่งนี้โดยเส้นทางเรือเหาะมากกว่าจะละเลียดเที่ยวผ่านช่องเขาและป่าไม้ที่อยู่สองข้างทาง
แต่ก็มีคนมาแนะนำว่าให้ลองขับรถไปเที่ยวบ้างสักครั้ง หากมีเวลาไม่เร่งรีบ เพราะนอกจากจะได้สัมผัสกับธรรมชาติที่ร่มรื่น และยังสามารถแวะชมวิถีชีวิตผู้คนในจังหวัดทางผ่านได้ด้วย จึงตัดสินใจขับรถไปเอง
แต่ก่อนที่จะเข้าเมืองน่านไปไหว้พระวัดภูมินทร์ พระบรมธาตุแช่แห้ง ชมนกที่อุทยานแห่งชาติภูคา ล่องแก่งลำน้ำว้า ก่อนไปนอนที่บ่อเกลือ สถานที่คล้ายกับเมืองปาย จ.แม่ฮ่องสอน อันเป็นจุดหมายปลายทาง ขอแนะนำให้แวะที่อำเภอเวียงสาก่อน
เวียงสา เป็นเมืองเล็กๆ ด่านแรกของเมืองน่าน แต่ความน่ารักของเวียงสาอยู่ตรงที่คนในพื้นที่ต่างร่วมมือร่วมใจสานสายสัมพันธ์แน่นเหนียว พยายามปลุกและปั้นเวียงสาให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชนของน่าน
ชื่อเดิมของเวียงสาคือ เวียงป้อ มีตำนานเล่าว่าเวลาเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงคราใด มักเรียกผู้คนที่มีจำนวนไม่มากนักตามบริเวณนั้นมาป้อกัน หรือรวมกันทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ปากสาหรือปากแม่น้ำสา ซึ่งไหลลงสู่แม่น้ำน่าน จะทำให้สถานการณ์ดังกล่าวผ่านพ้นวิกฤติไปได้
เวียงป้อ เป็นเมืองทางทิศใต้ของเมืองน่าน ซึ่งพงศาวดารน่านได้บันทึกไว้เมื่อปี พ.ศ.2139 สมัยเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ เจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 31 ได้ระบุว่าเมืองป้อเป็นหัวเมืองประเทศราช ขึ้นตรงต่อนครน่าน
พอถึงรัชสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ น่านอยู่ในยุคการปกครองของเจ้านครน่าน พระเจ้าอัตถวรปัญโญ ได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ ร.ศ.116 เปลี่ยนแปลงการปกครองเวียงป้อไปขึ้นกับแขวงบริเวณน่านใต้ ต่อมาตั้งเป็นกิ่ง อ.เวียงสา และได้ยกฐานะเป็น อ.เวียงสา ในปัจจุบัน
ที่ว่าการอำเภอเก่าแก่ปลูกสร้างเป็นเรือนไม้ยังคงเป็นความงามแบบคลาสสิก และในสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรภาคเหนือเป็นครั้งแรก พระองค์เสด็จฯ จ.น่าน ในวันที่ 16 มี.ค.2501 สู่ อ.สา ซึ่งเป็นชื่อในขณะนั้นเป็นอำเภอแรก
ทั้งสองพระองค์ประทับ ณ บริเวณหน้ามุขชั้นบนอาคารที่ว่าการอำเภอสา เป็นอดีตที่ชาวเวียงสาทุกคนภาคภูมิใจ ปลาบปลื้มสุดๆ และพยายามอนุรักษ์อาคารเก่าอันทรงคุณค่าหลังนี้เอาไว้ โดยจะปรับปรุงให้เป็นพิพิธภัณฑ์ประจำอำเภอที่ทุกคน เข้ามาร่วมเรียนรู้วิถีวัฒนธรรมของเวียงสาร่วมกันได้
ตรงข้ามกับที่ว่าการอำเภอหลังเก่า ซึ่งปัจจุบันใช้เป็นสำนักงานเทศบาลตำบลเวียงสา คือ วัดบุญยืนอารามหลวง เก่าแก่มาก อายุกว่า 200 ปี วัดนี้สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอัตถวรปัญโญ เจ้าผู้ครองนครน่าน โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมของพระอุโบสถที่มีหลังคาลดหลั่นกันลงมา ด้านหน้าพระอุโบสถมีประตูไม้แกะสลักเป็นรูปเทวดา ลายพรรณพฤกษา ด้านหลังมีเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์เก่าแก่ เดินเข้ามาภายในพบองค์พระประธาน เป็นพระพุทธรูปยืนปางเปิดโลก สร้างด้วยปูนปิดทองทั้งองค์ แปลกตาตรงที่พระพุทธรูปนั้นสง่างาม สวยแบบขลังๆ บรรยากาศในวัดเงียบสงบสมเป็นวัดเก่าและศูนย์รวมจิตใจคนเวียงสา
ต่อจากวัดบุญยืนล่องไปให้ถึงเฮือน รถถีบของ สุพจน์ เต็งไตรรัตน์ จากคนขายรถจักรยาน พอแรงปั่นหมด หันมาใช้แรงจากน้ำมันแทนตามยุคสมัย บทบาทของรถจักรยานเลยน้อยลง สู้รถจักรยานยนต์ไม่ได้ อะไหล่ที่เหลือเลยเป็นที่มาของพิพิธภัณฑ์จักรยาน
วันนี้ได้รวบรวมรถจักรยานเก่าแทบทุกรุ่นเท่าที่มีอยู่ในโลก ทุกคันอยู่ในสภาพใช้การได้ดี และยังรวมจักรยานที่หายากคือเจ้าสองล้อโตจากเยอรมนี ที่น่าจะมีเพียง 2 คันในเมืองไทยเท่านั้น
จากเฮือนรถถีบแล้วออกเดินทางกันต่อไปสิ้นสุดที่บ้านกะหลก เดิมทีเจ้ากะหลกนี้ไว้ใช้เรียกผู้คนมารวมตัวกัน แต่ตอนหลังกลายเป็นอุปกรณ์สำหรับเรียกปลาในแม่น้ำน่าน ที่เรียนรู้ว่าได้ยินเสียงเคาะกะหลกเมื่อไหร่ นั่นคือเสียงของมื้ออาหารอันโอชะ ปลาจะมารวมตัวกันเพื่อรอเจ้าของบ้านโปรยเม็ดอาหารลงมา รุมกินกันจนน้ำแตกกระจายเป็นคลื่นๆ
ที่บ้านกะหลกนี้ยังได้สาธิตการเรียนการสอนภาษาล้านนาโบราณที่คนเวียงสาพยายามอนุรักษ์และถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังอ่านภาษาล้านนาโบราณได้ให้แก่เด็กๆ อ่านออกเสียงกัน การเรียนการสอนดังกล่าวนี้เกิดขึ้นในช่วงหัวค่ำ หลังเสร็จภารกิจการงาน เป็นภาพที่แสดงความสัมพันธ์ของคนในพื้นที่เป็นอย่างดี อันเป็นสิ่งที่สังคมไทยวันนี้กำลังขาดหายและเหลือน้อย
หากใครโชคดีมาเที่ยวช่วงเข้าพรรษา ก็อาจมาสัมผัสประเพณีตักบาตรเทียน นับเป็นประเพณีท้องถิ่นที่สำคัญของชาว อ.เวียงสา และชาวน่าน สืบต่อกันมาช้านาน  โดยพระสงฆ์จะนำเทียนที่ประชาชนใส่บาตรไปบูชาองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระภิกษุสามเณรได้ใช้จุดศึกษาเล่าเรียนธรรมวินัยในยามค่ำคืน ในวัดบุญยืนและวัดอื่นๆ ในเมืองน่าน
ประเพณีนี้สืบต่อกันมาอย่างเหนียวแน่น และอาจจะมีแห่งเดียวในเมืองไทยหรือในโลก ถึงแม้ว่าสถานการณ์ได้เปลี่ยนไปเข้ายุคสมัยใหม่ มีไฟฟ้าใช้ แต่ชาวบ้านก็มิได้ละทิ้งประเพณีที่สืบทอดมายาวนาน กลับช่วยกันฟื้นฟูสืบทอดให้กับลูกหลานสืบไป นับจนถึงปัจจุบันจัดขึ้นยาวนานกว่า 210 ปีแล้ว
เล่ามาซะยาว เกรงว่าการขับรถเพียงแวะเที่ยวจะไม่มีเวลาพอ ใครที่ไม่อยากผ่านแล้วเลยไปสามารถพักค้างคืนได้ เพราะคนที่นี่เขาเตรียมทำโฮมสเตย์เพื่อให้แวะพัก ได้เรียนรู้และรู้จักเวียงสาลึกซึ้งมากขึ้น
ล่าสุด ชาวเวียงสาได้กลายเป็นต้นแบบของการ Go Greens ตามโครงการส่งเสริมศักยภาพชุมชนและการท่องเที่ยวเพื่อสิ่งแวดล้อม โดยมีชาวเวียงสาคิด และมีการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นพี่เลี้ยงไปแล้ว
นายอำเภอเวียงสาบอกว่า เวียงสาเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว ในอำเภอเวียงสามีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดน่าน ก่อนถึงอำเภอเมืองน่านมีสิ่งที่น่าสนใจหลายอย่าง เช่น ที่ว่าการอำเภอเวียงสาเก่า ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เมื่อปี พ.ศ.2501 และแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เช่น อุทยานแห่งชาติแม่จริม และมีวัฒนธรรมการแข่งเรือพายที่เป็นเอกลักษณ์
ในส่วนของ ททท. ภายใต้การนำของ นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานแพร่ (ผสพร.) เปิดเผยว่า การดำเนินงานในส่วนของเวียงสานั้น ล่าสุดได้จัดการประชุมเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ได้ข้อสรุปว่า ทางกองส่งเสริมบริการท่องเที่ยว (กสบ.) ได้จัดทำป้ายประชาสัมพันธ์จุดท่องเที่ยวในชุมชน ในรูปแบบสองภาษา เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยนำน้อง “สุขใจ” มาเป็นพรีเซนเตอร์เรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมของชุมชน โดยใช้ชุมชนเวียงสาเป็นต้นแบบ Action Greens และขอจุดติดตั้งป้ายและตัวมาสคอต
นอกจากนี้ จะมีการจัดฝึกอบรมเรื่องการเป็นเจ้าบ้านที่ดี และจัดทำเส้นทางจักรยานโดยเริ่มต้นจุดเดินทางที่บริเวณที่ทำการเทศบาลเวียงสา โดยมีการเดินทางในชุมชนเวียงสา ซึ่งจะกำหนดจากจุดต่างๆ ตามที่ชุมชนต้องการโดยไม่รบกวนความเป็นอยู่ชุมชนเป็นหลัก
แนวทางดังกล่าวนี้ นับเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด “7 Greens Concept” ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. นำมาใช้เพื่อสร้างให้การท่องเที่ยวไทย เป็นการท่องเที่ยวยุคใหม่ ยุคแห่งการใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งที่ผ่านมาได้ทำการเผยแพร่แนวคิดให้แก่บุคคลที่เกี่ยวข้องในแวดวงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมาโดยตลอด
ด้วยแนวทางนี้ ชาวเวียงสา ในฐานะผู้ประกอบการ สามารถนำเสนออัตลักษณ์ชุมชนได้อย่างสมดุล ด้วยวิธีรับรู้ เข้าใจและร่วมกันแสดงออกถึงพลังอันยิ่งใหญ่ของชุมชน  ต่อการบริหารจัดการ ดูแลรักษาทรัพยากรท่องเที่ยว โดยเลือกใช้วิธีที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริง ไม่ให้สภาวะแวดล้อมข้างนอกเข้ามาทำลายให้ความเป็นต้นตำรับเวียงสานั้นเปลี่ยนไป จึงเชื่อว่าอนาคตพวกเขาจะสามารถพัฒนาการท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืนแน่นอน
ฟังเขาเล่า ก็ไม่เท่าต้องสัมผัสเอง ถ้าอยากรู้คงต้องเดินทางไปเที่ยว อ.เวียงสา สักครั้ง หากขับรถยนต์จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 32 มาจนถึงจังหวัดนครสวรรค์ จากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข 117 มาจนถึงจังหวัดพิษณุโลก และใช้ทางหลวงหมายเลข 11 โดยจะผ่านจังหวัดอุตรดิตถ์ และอำเภอเด่นชัย (จังหวัดแพร่) จากเด่นชัยใช้ทางหลวงหมายเลข 101 ผ่านจังหวัดแพร่ไป และเข้าอำเภอเวียงสา ก่อนถึงตัวจังหวัดน่าน รวมระยะทางประมาณ 668 กิโลเมตร
สรณะ รายงาน

 


 

เยือนอาณาจักรสุโขทัย ชมวัฒนธรรมชุมชนเก่า 2012/05/22

http://www.thaipost.net/node/54162

18 March 2555

จังหวัดสุโขทัย นอกจากขึ้นชื่อในเรื่องศิลปวัฒนธรรมต้นกำหนดของชาติไทยมา 700 ปี ใครที่มาแต่ก่อนก็จะมุ่งมาท่องเที่ยวเฉพาะการศึกษาโบราณสถานและโบราณวัตถุที่ทิ้งร่องรอยเอาไว้ อาทิ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย – ศรีสัชนาลัย – กำแพงเพชร ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยองค์การยูเนสโก ในปี พ.ศ.2534 ภายใต้ชื่อ “เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร”
ไปมาหลายครั้งแล้วก็ยังประทับใจ แต่คราวนี้ มีไกด์กิตติมศักดิ์ “จักรวาล ชัยวิวัฒน์นุกูล” ส.ส.สุโขทัย พรรคภูมิใจไทย นักการเมืองหน้าใหม่ไฟแรง ได้นำเสนอข้อมูลทางวัฒนธรรมของจังหวัดสุโขทัย ว่าพื้นที่รอบอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยยังมีชุมชนเก่าต่างๆ ล้วนแต่เป็นชุมชนที่มีศักยภาพในการท่องเที่ยว และดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวกันมากขึ้น
ชุมชนที่จะพาไปอยู่ในตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองฯ ล้วนแต่เป็นแหล่งรวบรวมศิลปวัฒนธรรม ฝีมือหัตถกรรมและจิตรกรรมไทยที่น่าสนใจ
“จักรวาล” ให้เริ่มต้นที่ชุมชนรามเล็ก ย่านแกะสลักพระพุทธรูปไม้มากว่า 50 ปี งานหัตถกรรมประเภทนี้มีความงดงามทางศิลป์อยู่ไม่น้อย มีความยากในการขึ้นโครงและลงรายละเอียด  จากผลงานที่โดดเด่นและสวยงาม จึงทำให้ในปัจจุบันเป็นที่รู้จักทั้งในและต่างประเทศ โดยชาวบ้านที่นี่ แม้ไม่ได้ศึกษาแต่รับทราบ มีวิธีการแกะสลักมาจากรุ่นสู่รุ่น โดยเริ่มจากการแกะสลักเป็นรูปสัตว์ต่างๆ
จนเมื่อมีความชำนาญมากขึ้น จึงลองแกะสลักพระจากรูปถ่าย และทำได้ดีจนยึดเป็นอาชีพหลัก งานฝีมือประเภทนี้ นอกจากจะต้องประณีตเพื่อให้งานออกมาสวยแล้ว ยังต้องมีใจรักในงานด้วย แล้วตอนนี้กำลังจะพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของเด็กๆ  ให้มีคนทำสืบต่อไป
ถัดมาคือชุมชนบ้านใหม่ตระพังทอง เป็นชุมชนที่ผลิตเครื่องสังคโลก ทำเครื่องปั้นดินเผาเคลือบเนื้อละเอียด โดยเฉพาะเนื้อแตกลายงาสีเขียวไข่กา งานทุกชิ้นล้วนปั้นด้วยมือ นับเป็นหัตถกรรมเชิงศิลปะที่ทรงคุณค่า สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ไม่เพียงแต่อนุรักษ์ไว้ให้ชนรุ่นหลังได้ชื่นชมเท่านั้น ยังคงสร้างรายได้ที่ดีให้แก่ชุมชน อีกทั้งยังมีการสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ความสลับซับซ้อนของงานหล่อพระพุทธรูปเป็นประติมากรรมที่รวมเอาช่างสิบหมู่ไว้แทบทุกแขนง ทั้งช่างปั้น ช่างหล่อ หรือช่างเททอง ช่างขัด และช่างลงรักปิดทอง
ส.ส.สุโขทัยบอกต่อว่า ยังมีชุมชนรามใหญ่ ย่านผลิตเฟอร์นิเจอร์จากไม้ กรอบรูปและป้ายชื่อติดบ้าน และผลิตภัณฑ์ฉลุลายไม้ ผลิตเฟอร์นิเจอร์จากไม้ ที่ใช้ในครัวเรือน เช่น ตู้โชว์ เตียง ตู้เสื้อผ้า ที่มีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร
ส่วนใหญ่ทำเป็นทรงยุโรป แต่สลักด้วยลวดลายสุโขทัยโบราณ งานทุกชิ้นทำขึ้นจากมือล้วนๆ โดยใช้ไม้สักที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป สังเกตได้จากสีของไม้ที่เข้มและเห็นลายไม้อย่างชัดเจน ยังมีร้านทำกรอบรูปป้ายชื่อติดบ้าน และร้านผลิตภัณฑ์ฉลุลายไม้ เพื่อนำไปประดับบนฝาตู้กระจก ที่ล้วนเป็นงานที่ละเอียดสวยงาม
ผู้ที่รักการเลี้ยงนกสวยงาม หรือนกหัวจุก ก็ไปชุมชนตระพังทองหลวง เป็นแหล่งขายกรงนกหัวจุก แม้ว่าจะเป็นเพียงอาชีพเสริม แต่ด้วยเนื้องานที่ละเอียดลออ ก็ทำให้มีผู้มาติดต่อขอซื้อมากมาย
ยังมีเครื่องประดับที่ได้รับการยอมรับให้เป็นสินค้าโอท็อปมาตรฐาน คือ เครื่องประดับข้าวตอกพระร่วง ซึ่งเป็นแร่ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในจังหวัดสุโขทัย ภูมิปัญญาของชาวบ้านที่นำเม็ดข้าวตอกมาเจียระไน ทำเป็นเครื่องประดับต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแหวน สร้อยคอ ต่างหู กำไลข้อมือ กรอบใส่พระ ด้วยการลงยาแบบลวดลายรูปทรงของสุโขทัย
ชุมชนลิไท เป็นย่านที่มีความเด่นในเรื่องการทำเรือนไทยจำลองเป็นของที่ระลึกที่ได้รับความนิยมสูง เนื่องจากมีความสวยงาม และบ่งบอกถึงความเป็นไทยได้อย่างชัดเจน นักท่องเที่ยวต่างชาติจึงให้ความสนใจในการซื้อกลับไปเป็นของที่ระลึก และชาวบ้านยังเอาใจผู้บริโภคด้วยการเพิ่มความสนุกสนานเพลิดเพลินโดยให้มีการประกอบบ้านทรงไทยจำลองด้วยฝีมือตนเองอีกด้วย
นอกจากนี้ยังมีการทำเกวียน โดยได้รับการถ่ายทอดฝีมือช่างไม้มาจากบรรพบุรุษ คนในย่านนี้จึงยึดอาชีพทำเกวียนขายและมีรายได้ดี
ไปต่อชุมชนสุโขทัยนคร 1 เป็นจุดจำหน่ายเรือสำเภาจำลอง โดยออกแบบเรือในรูปแบบที่หลากหลาย ด้วยการใช้เศษไม้สักที่เหลือจากทำตู้ไม้ของชุมชนอื่นๆ มาใช้ประดิษฐ์ การจำหน่ายส่วนใหญ่เป็นการขายส่งไปยังร้านขายปลีกทั่วๆ ไปในสุโขทัยมากกว่าขายหน้าร้าน และยังผลิตเฟอร์นิเจอร์โต๊ะไม้ที่เกิดจากความไม่ตั้งใจของเกษตรกรคนหนึ่งซึ่งทำไว้ให้เด็กนั่งเล่นกันเท่านั้น แต่กลับมีคนมาขอซื้อหลายราย ภายหลังจึงได้เริ่มทำขาย และเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น
ชุมชนสุโขทัยนคร 3 เป็นหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่งที่ขายของตกแต่งบ้าน คือ แกะสลักไม้รูปสัตว์ ไม้ที่ใช้ที่มาจากไม้สัก ไม้ขนุน ทำให้มีความคงทน โดยงานที่จะแกะสลักเป็นรูปสัตว์ ได้แก่ นกสิรินธร ไก่ ปลาเทวดา ปลากัด ช้าง นกคุ้ม จากไม้สักแบบยังไม่ลงสี
นอกจากนี้ ยังมีชุมชนแม่รำพัน ที่ผลิตสินค้าประเภทนี้ ที่เป็นจุดจำหน่ายของตกแต่ง ทั้งภาพนกไม้ติดฝาผนังและกระถางต้นไม้ทั้งแบบตั้งและแบบแขวน ให้ได้เลือกซื้อกลับไปตกแต่งสวนได้ในราคาไม่แพง
ชุมชนศรีชุม หากใครที่ชอบสวมเสื้อจากผ้าโครเชต์ หรือจะซื้อนำกลับไปเป็นของฝาก ที่นี่มีความเด่นในเรื่องผลิตภัณฑ์ ถักเสื้อโครเชต์ ซึ่งขายมากว่า 10 ปีแล้ว สินค้ามีให้เลือกซื้อหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นเสื้อ ผ้าคลุมไหล่ ผ้าคลุมโต๊ะ ผ้าพันคอ และพวงกุญแจเล็ก
ปิดท้ายด้วยการซื้อของฝาก คือซื้อขนมพื้นเมืองหลากหลายชนิดให้เลือกชิม ทั้งขนมแตงโบราณ ขนฟัก และข้าวแดกงา ซึ่งข้าวแดกงาเป็นขนมพื้นบ้านตั้งแต่สมัยโบราณ เหตุที่เรียกว่าข้าวแดกงานั้น เนื่องจากต้องนำข้าวเหนียวนึ่งสุกไปตำในครกใหญ่ แล้วใช้สากตำแรงๆ หรือแดกให้เหนียวและจับตัวเป็นก้อน
จากนั้นนำมาคลุกกับงาคั่ว โรยเกลือ และมะพร้าวเล็กน้อย จะได้รสชาติหอม เค็ม มัน โดยขนมแดกงามี 2 แบบ คือ นำมาปั้นเป็นทรงแบนๆ และปั้นเป็นทรงกลม มีไส้ที่มีส่วนผสมของน้ำตาลมะพร้าวและถั่วลิสง
จักรวาลบอกว่า การมาที่นี่ไม่ต้องกลัว เพราะชุมชนได้มีการพัฒนาการท่องเที่ยวในหลากหลายรูปแบบ เช่น การเดินเที่ยว การขี่มอเตอร์ไบค์ท่องเมืองเก่า ปั่นจักรยานสัมผัสวิถีชีวิตชาวบ้านอย่างใกล้ชิด ยังมีการจัดภูมิทัศน์เส้นทางการท่องเที่ยวให้สวยงาม รวมถึงมีการบริการนำเที่ยวจากมัคคุเทศก์
นอกจากนี้ ส.ส.ผู้รักบ้านเกิด ยังฝากประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวใหม่ คือการปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่สุโขทัย ซึ่งขณะนี้กำลังได้รับความนิยมจากเกษตรกรในจังหวัดนี้ และยังสามารถเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศเกษตรกรรม โดยการริเริ่มของ  “สมศักดิ์” และ “อนงค์วรรณ” เทพสุทิน พ่อและแม่เมืองของจังหวัดสุโขทัย  เป็นผู้ริเริ่มนำต้นปาล์มน้ำมันมาปลูกแห่งแรกในภาคเหนือ โดยผ่านการศึกษามาประมาณ 8 ปี นักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถมาศึกษาและท่องเที่ยวได้ที่ เทิดไทฟาร์ม อ.เมืองฯ จ.สุโขทัย ที่นั่นมีคำอธิบายขั้นตอนการปลูกปาล์ม ไปจนถึงวิธีการขายอย่างไรให้รวย
การมาท่องเที่ยวให้เชื่อมโยงกันระหว่างอุทยานประวัติศาสตร์กับชุมชนโดยรอบให้เอื้อประโยชน์และพึ่งพากัน เป็นการสร้างองค์ความรู้และประสบการณ์ให้กับคนในชุมชนและนักท่องเที่ยว ให้รับรู้ถึงคุณค่าและเห็นความสำคัญของมรดกทางวัฒนธรรม ช่วยกันอนุรักษ์สืบสานมรดกทางสถาปัตยกรรมไทยให้คงอยู่และพัฒนาต่อไป
เป็นไปตามแนวคิด “7 Green Concept” ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ชุมชนเหล่านี้สามารถรักษาอัตลักษณ์ชุมชนได้อย่างสมดุล โดยการแสดงออกถึงพลังอันยิ่งใหญ่ของชุมชนต่อการบริหารจัดการ ดูแลรักษาทรัพยากรท่องเที่ยวโดยเลือกใช้วิธีที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริง
ถ้ามาแล้วไม่ชอบดังว่า ก็ไปต่อว่า ส.ส. “จักรวาล ชัยวิวัฒน์นุกูล” กันเอาเอง เพราะเขาไม่ใช่แค่เป็นคนภูมิใจไทย แต่เป็นคนที่ภูมิใจในบ้านเกิดและความเป็นต้นกำเนิดของชาติไทยอีกด้วย
สรณะ รายงาน


 

ทะเลใกล้กรุงฯแหลมผักเบี้ย โชคดีอาจพบวาฬบรูด้า 2012/05/22

http://www.thaipost.net/node/53802

11 March 2555

พูดถึงแหลมผักเบี้ย อ.บ้านแหลม ที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ ด้วยการเดินทางไปถึง 2 ชั่วโมงมาแล้ว ซึ่งมีลักษณะเด่นเป็นแหลมเล็กๆ ยื่นลงไปในอ่าวทะเลไทย มีผักเบี้ยขึ้นเป็นจำนวนมาก ชาวบ้านเลยเรียกบริเวณนี้ว่า “แหลมผักเบี้ย” หรือแหลมหลวง
เนื่องจากที่บริเวณปลายแหลมระยะทางยาวกว่า 2 กิโลเมตร เป็นจุดเริ่มต้นของหาดทรายริมฝั่งทะเลอ่าวไทยที่ทอดยาวตั้งแต่กรุงเทพฯ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม มาจนถึงเพชรบุรี โดยบริเวณแหลมผักเบี้ยเป็นจุดเปลี่ยนระหว่างการสิ้นสุดของโคลนและจุดเริ่มต้นของทราย มองเห็นพื้นผิวดินเป็นสองสีตัดกันอย่างชัดเจน
ชาวชุมชนแถวบ้านย่านนี้ทำการประมงเป็นส่วนใหญ่ รองลงมาคือทำนาเกลือและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ แหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมที่น่าสนใจในตำบลแหลมผักเบี้ยนั้น เหมาะกับคนที่รักธรรมชาติและชอบวิถีชีวิตชาวบ้านริมชายฝั่งทะเลทั้งสิ้น
โดยเฉพาะการดูนกชายทะเล มีนกมากมายหลายชนิด อาทิ นกนางนวลแกลบธรรมดา นกตีนเทียน นกกระติ๊ดขี้หมู นกกาน้ำ เหล่านกนานาพันธุ์ต่างออกมาหากินปลาเล็กปลาน้อยบริเวณสันทราย รวมทั้งนกน้ำขนาดใหญ่หายากอย่าง นกปากช้อนหน้าดำ ซึ่งมีประชากรเหลืออยู่บนโลกเพียง 970 ตัวเท่านั้น โดยมีแหล่งดูนกที่สำคัญ คือ 1.โครงการวิจัยตามแนวพระราชดำริแหลมผักเบี้ย และ 2.บริเวณปลายแหลมผักเบี้ย
มาถึงทะเลทั้งที ผู้ที่สนใจจะล่องเรือมาที่ปลายหาดที่เป็นที่ตั้งของทรายเม็ดแรก ก็สามารถลงเรือล่องตามคลองอีแอด ระยะทาง 5 กิโลเมตรจากท่าเทียบเรือแหลมผักเบี้ย ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง โดยมีชาวประมงที่นี่เป็นไกด์นำทาง จะได้เห็นชีวิตสองฝั่งคลอง การล่องเรือจากคลองอีแอดต้องตรวจสอบระดับน้ำก่อนการเดินทาง เพราะจะมีเวลาน้ำขึ้น-น้ำลง
หรือใครโชคดีอาจจะได้ไปเห็นวาฬบรูด้าและโลมาหัวบาตร เพราะวาฬและโลมาดังกล่าวจะว่ายมาบริเวณห่างจากชายฝั่งประมาณ 6-7 กิโลเมตร วาฬสายพันธุ์บรูด้าตัวใหญ่สุดมีขนาดความยาว 14 เมตร น้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 2 ตัน และยังพบวาฬบรูด้าขนาดกลางและเล็กอีกจำนวนหนึ่ง โดยชาวแหลมผักเบี้ยหวังให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวให้คนมาเที่ยวเพิ่มมากขึ้น
ก่อนหน้านี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มีการประชุมเตรียมความพร้อมการชมวาฬบรูด้าอย่างถูกวิธี และยั่งยืน โดยมีนางสาวนงนิตย์ เต็งมณีวรรณ ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานเพชรบุรี ททท. เป็นประธานประชุม ในช่วงปีที่ผ่านมา
นางสาวนงนิตย์กล่าวว่า การประชุมครั้งนั้นเพื่อเตรียมความพร้อมการเที่ยวชมวาฬบรูด้าอย่างถูกวิธี เพราะกำหนดเส้นทางท่องเที่ยวต้นแบบในการส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ในทิศทางที่ยั่งยืนตามแนวคิด 7 Greens ที่เน้นการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประกอบกับต้องการให้พื้นที่นี้เป็นยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในปี 2555 ที่ครอบคุลมพื้นที่น่านน้ำ ตั้งแต่บางตะบูน บางขุนไทร บางแก้ว ปากทะเล หาดเจ้าสำราญ แหลมผักเบี้ย จังหวัดเพชรบุรี
ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานเพชรบุรี ททท. กล่าวต่อว่า การทำงานได้ระดมความคิดเห็นจากคนในพื้นที่เพื่อจัดการรูปแบบท่องเที่ยวให้เป็นระบบ อาทิ การขึ้นทะเบียนเรือ การจัดระบบคิวเรือ การกำหนดสัญลักษณ์กลุ่มเรือนำเที่ยวที่ผ่านการอบรมและรับรองโดย อบต.หรือชมรม
พร้อมจัดทำสิ่งอำนวยความสะดวก (การจัดทำ Persentation เพื่อเป็นข้อมูลเรื่องวาฬบรูด้าให้ความรู้แก่นักท่องเที่ยว ทำสถานที่ให้ความรู้นักท่องเที่ยวก่อนลงเรือ ท่าเทียบเรือ สุขา) และความปลอดภัยในการลงเรือ
นอกจากนี้ยังให้ความรู้ชาวประมง เพื่อช่วยดูแลและรักษาวาฬบรูด้า  เนื่องจากปัจจุบันเป็นสัตว์น้ำขนาดใหญ่ที่หาชมได้ยาก และในธรรมชาติก็เหลือน้อยแล้ว ที่สำคัญต้องช่วยกันรักษาสภาพน้ำทะเลให้ดีอยู่เสมอ เพราะหากเน่าเสียคงจะไม่มีโอกาสได้พบฝูงวาฬเหล่านี้อีก
ขณะที่วาฬบรูด้าว่ายเข้ามาหากินในเขตดังกล่าวเป็นประจำทุกปี สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำที่เพิ่มขึ้น เพราะหากไม่มีฝูงปลาเล็ก หรือทะเลมีสภาพเน่าเสีย วาฬก็จะไม่เข้ามาเด็ดขาด ส่วนช่วงเวลาที่พบเห็นได้บ่อยจะเป็นช่วงน้ำขึ้นของทุกวัน ในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม
วาฬบรูด้าเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายของไทย เป็นสัตว์ห้ามค้าระหว่างประเทศ และเป็นสัตว์ที่มีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ ลักษณะทั่วๆ ไปของวาฬบรูด้า เป็นวาฬขนาดปานกลาง มีรูปร่างค่อนข้างเพรียว ลำตัวของวาฬชนิดนี้สีเทาเข้ม มีลายแต้มสีขาวประปรายตรงใต้คางและใต้คอ บางตัวพบมีแถบสีจางบนแผ่นหลัง บางตัวก็มีจุดสีจางทั้งตัวคล้ายสีเทาลายกระสีขาว
เวลาอยู่ในทะเลจะสังเกตเห็นสัน 3 สันเด่นชัดด้านบนของปาก ซึ่งจะวางตัวขนานกันจากปลายปากจนถึงตำแหน่งของรูหายใจ ในขณะที่วาฬชนิดอื่นๆ มีสันตรงกึ่งกลางปากเพียงสันเดียว เวลาผุดขึ้นหายใจเหนือผิวน้ำ จะเห็นหัวและน้ำพุที่หายใจออกมาเป็นเวลานานสักครู่ ก่อนจะเห็นครีบหลังตามมา
ทั้งนี้ จุดเด่นของวาฬบรูด้า คือ ครีบหลังที่มีรูปโค้งอยู่ค่อนไปทางด้านปลายหาง แพนหางวางตัวตามแนวราบ และมีรอยเว้าเข้าตรงกึ่งกลาง ครีบคู่หน้ามีปลายแหลมและมีความยาวเป็น 10% ของความยาวลำตัว ใต้ปากล่างมีร่องตามยาวประมาณ 40-70 ร่อง ซึ่งพาดจากใต้ปากจนถึงตำแหน่งสะดือ แผ่นกรองที่ห้อยลงมาจาก ปากบนมีจำนวน 250-370 แผ่น แผ่นที่ยาวที่สุดยาว 60 เซนติเมตร ซี่บนแผ่นกรองค่อนข้างหยาบ
วาฬบรูด้า เมื่อโตเต็มที่จะยาว 14–15.5 เมตร หนัก 20– 25 ตัน กินอาหารโดยการกรอง เนื่องจากวาฬบรูด้าเป็นวาฬชนิดไม่มีฟัน แต่มีบาลีน เป็นแผ่นกรองคล้ายหวี สีเทา 250– 370 ซี่ ใช้กรองแพลงก์ตอน และฝูงปลากินเป็นอาหาร เช่น หมึก ปลาทู ปลากะตัก เป็นต้น
พบแพร่กระจายอยู่ทั่วโลก โดยเฉพาะในเขตร้อนและเขตกึ่งร้อน ในเขตละติจูด 40 องศาเหนือถึงใต้ ไม่พบการอพยพย้ายถิ่นฐานเป็นระยะทางไกล โดยมากมักพบครั้งละ 1-2 ตัว วัยเจริญพันธุ์ ในช่วงอายุ 9-13 ปี วาฬบรูด้าจะให้ลูกครั้งละ 1 ตัวทุก 2 ปี ตั้งท้องนาน 10-12 เดือน ระยะให้นมน้อยกว่า 12 เดือน
ลูกวาฬแรกเกิดจะมีความยาวประมาณ 3-4 เมตร วาฬบรูด้าอายุยืนถึง 50 ปี เวลาจมตัวดำน้ำจะโผล่หัวเล็กน้อยแล้วทิ้งตัวจมหายไปไม่โผล่ส่วนหางขึ้นมาเหนือน้ำ
วาฬบรูด้าเป็นวาฬเพียงชนิดเดียวที่พบว่าอาศัยอยู่ประจำถิ่นในอ่าวไทยและมีขนาดเล็กกว่าที่พบจากแหล่งอื่นๆ ทั่วโลก ทำให้มีนักวิทยาศาสตร์ต่างชาติหลายท่านพยายามศึกษาและตั้งชื่อวาฬบรูด้า ในอ่าวไทยให้เป็นวาฬชนิดใหม่ของโลก ปัจจุบัน แต่จะพบบ่อยที่ทะเลบ่อนอก จ.ประจวบคีรีขันธ์  และ แหลมผักเบี้ย จ.เพชรบุรี
หากมาแหลมผักเบี้ยไม่พบวาฬบรูด้าก็ไม่ต้องเสียใจ เพราะสถานที่แห่งนี้ยังมีกิจกรรมที่หลากหลายให้นักท่องเที่ยวได้เลือกตามความถนัดและความสนใจอีกมากมาย
หรือแม้แต่มาแค่นอนอาบแดด ฟังเสียงคลื่น เล่นกับละอองน้ำ สูดกลิ่นอายธรรมชาติ ก็เพียงพอแล้วกับการได้พักผ่อนที่คุ้มแสนคุ้ม ณ แหลมผักเบี้ย
สรณะ รายงาน


 

แหลมผักเบี้ย : ความสุขใจ ไปแค่เอื้อม 2012/05/22

http://www.thaipost.net/node/53474

4 March 2555

จะว่าไป สถานที่แห่งนี้อยู่ใกล้แค่ปลายจมูก โดยเฉพาะสำหรับคนกรุงเทพฯ เพราะเป็นตำบลหนึ่งของอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี อยู่ห่างจากตัวอำเภอประมาณ 29 กิโลเมตร อยู่ติดชายฝั่งทะเลอ่าวไทย ลักษณะของพื้นที่ เป็นหาดทรายขาวยื่นออกไปในทะเล มีผักเบี้ยขึ้นเป็นจำนวนมาก ชาวบ้านเลยเรียกบริเวณนี้ว่า “แหลมผักเบี้ย”
หาดชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของใครหลายๆ คน ด้วยเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะไม่ไกลจากกรุงเทพฯ การเดินทางสะดวกสบาย น้ำทะเลสวย หาดทรายสะอาด แต่ถ้าใครชื่นชอบบรรยากาศเงียบสงบ เน้นธรรมชาติ ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ก็ต้องไปที่ “แหลมผักเบี้ย”
ชาวชุมชนแถวบ้านย่านนี้ทำการประมงเป็นส่วนใหญ่ รองลงมาคือทำนาเกลือและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ แหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมที่น่าสนใจในตำบลแหลมผักเบี้ยนั้น เหมาะกับคนที่รักธรรมชาติและชอบวิถีชีวิตชาวบ้านริมชายฝั่งทะเลทั้งสิ้น
นักท่องเที่ยวสามารถนั่งเรือประมงขนาดเล็กในคลองอีแอด มุ่งหน้าไปที่ปลายแหลมผักเบี้ย ที่เป็นหาดทรายขาวยื่นออกไปในทะเลกว่า 2 กิโลเมตร สุดเส้นทางเป็นจุดเปลี่ยนระหว่างการสิ้นสุดของโคลนและจุดเริ่มต้นของทราย มองเห็นพื้นผิวดินเป็นสองสีตัดกันฉับชัดเจน
ระหว่างทางที่นั่งเรือประมงขนาดเล็กจากปากคลองอีแอดราวครึ่งชั่วโมงนั้น จะเห็นความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลนตลอดเส้นทาง และเห็นวิถีชีวิตของชาวชุมชนที่หลากหลาย  มองเห็นชาวบ้านจับหอยแครงเป็นระยะ ใครนึกสนุกจะลงไปร่วมด้วยช่วยกันก็ไม่มีใครว่า
ตรงปลายแหลมนี้เป็นที่รู้จักกันดีในวงการของนักดูนก   เหล่านกนานาพันธุ์ต่างออกมาหากินปลาเล็กปลาน้อยบริเวณสันทราย ในแต่ละปีพื้นที่อ่าวไทยตอนในจะพบนกชายเลนอพยพเข้ามาอาศัยไม่ต่ำกว่า 50 ชนิด เมื่อรวมกับนกประจำถิ่นอีกนับร้อยชนิด คาดว่าจะมีนกอาศัยหากินอยู่มากกว่า 1 ล้านตัว ในจำนวนนี้เป็นนกที่มีสถานะใกล้สูญพันธุ์ในระดับโลก (Globally Endangered) คือ นกชายเลนปากช้อนและนกทะเลขาเขียวลายจุด
รวมทั้งนกน้ำขนาดใหญ่หายากอย่าง นกปากช้อนหน้าดำ ซึ่งมีประชากรเหลืออยู่บนโลกเพียง 970 ตัวเท่านั้น นกใกล้สูญพันธุ์เหล่านี้ พบเห็นได้เป็นประจำในพื้นที่อ่าวไทยตอนใน ซึ่งหาดูได้ไม่ยากในพื้นที่ของตำบลแหลมผักเบี้ย แหล่งดูนกที่สำคัญ ในเส้นทางแหลมผักเบี้ยมีแหล่งดูนกน่าสนใจ 2 แห่ง คือ 1.โครงการวิจัยตามแนวพระราชดำริแหลมผักเบี้ย และ 2.บริเวณปลายแหลมผักเบี้ย
ตลอดเส้นทางจากคลองโคลนจนถึงแหลมผักเบี้ย จะพบกับนาเกลือจำนวนมากมายกองเป็นยอดแหลมสีขาวโพลนวางเรียงซ้อนกันเป็นทิวแถว การทำนาเกลือ เพชรบุรีนับเป็นแหล่งผลิตเกลือสมุทรที่สำคัญ และถือว่าเกลือจากเพชรบุรีมีคุณภาพที่สุดจากจำนวนสี่เมืองของไทย การทำเกลือสมุทรเป็นอาชีพที่สำคัญอาชีพหนึ่งของชาวอำเภอบ้านแหลม นักท่องเที่ยวจะได้ดูการทำนาเกลือ พร้อมทั้งสัมผัสและรับรู้วิถีชีวิตของชาวนาเกลือ ตั้งแต่ช่วงเวลาเดือนธันวาคมถึงเดือนพฤษภาคมของทุกปี
มาถึงทะเลทั้งที หากใครที่ชื่นชอบกิจกรรมตกปลา ตกหมึก ที่ปลายแหลมนี้ย่อมไม่ผิดหวัง โดยเดินทางไปขึ้นเรือที่คลองอีแอด นั่งเรือประมาณ 40-60 นาที ไปยังแนวปะการังเทียม หรือร่องน้ำ ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของปลาหลายชนิด กิจกรรมตกปลาสามารถทำได้ทั้งช่วงกลางคืน หรือกลางคืน  โดยปลาที่ขึ้นชื่อว่าต้องมาตกที่นี่คือ ปลาสละและปลากุเลา
ส่วนกิจกรรมตกหมึกเป็นกิจกรรมที่ต้องทำเฉพาะกลางคืน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาน้ำขึ้นน้ำลง ไปขึ้นเรือที่คลองอีแอดนั่งเรือประมาณ 40-60 นาที  ออกทะเลไปจุดที่มีหมึก โดยหมึกที่นี่ส่วนมากจะเป็นหมึกกล้วย ใครโชคดีตกหมึกได้ จะลิ้มรสความสดหวานจากหมึกสดๆ จิ้มน้ำจิ้มแซบๆ ก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด
นอกจากนี้ ที่แหลมผักเบี้ยกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านมีการทำธนาคารปู โดยการทำกระชังปูม้า ทำจากถังพลาสติก  สำหรับใช้เป็นสถานเลี้ยงอนุบาลปูม้า ไว้ห่างจากฝั่งประมาณ 2,000 เมตร เพื่อรับเลี้ยงปูม้าที่มีไขติดอยู่หน้าท้อง ซึ่งชาวประมงในกลุ่มจับมาได้ เพื่ออนุบาล โดยจะใช้เวลาในการเพาะเลี้ยงไม่เกิน 10 วัน และเมื่อไข่ปูม้าเจริญเติบโตกลายเป็นลูกปูม้าแล้ว ก็จะคืนปูม้าให้แก่สมาชิกที่นำมาให้ เพื่อขายหรือบริโภค
ในบางครั้งสมาชิกก็จะไม่ขอรับคืนปูม้า แต่ยกให้กับทางกลุ่ม ซึ่งทางกลุ่มก็จะนำปูม้าที่ได้ไปขายเพื่อนำรายได้มาซื้อปลาทะเล เพื่อเป็นอาหารสำหรับใช้ในการเลี้ยงปูที่อยู่ในกระชัง รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานบริหารกลุ่มต่อไป นักท่องเที่ยวสามารถเยี่ยมชมธนาคารปู ของวิสาหกิจชุมชนแหลมผักเบี้ย ได้ที่ท่าเทียบเรือประมง คลองอีแอด
แหลมผักเบี้ยนับเป็นสถานที่ซึ่งรวมกิจกรรมที่หลากหลายให้นักท่องเที่ยวได้เลือกตามความถนัดและความสนใจ หรือแม้แต่แค่นอนอาบแดด ฟังเสียงคลื่น เล่นกับละอองน้ำ สูดกลิ่นไอธรรมชาติ ก็เพียงพอแล้วกับการได้พักผ่อนที่คุ้มแสนคุ้ม คลายความเหนื่อยล้าจากการทำงาน ด้วยความเงียบสงบ กลางหาดทรายขาวน้ำทะเลใสและท้องฟ้าสีสด อ่านจบแล้วจะรีบจัดเสื้อผ้าสะพายเป้มาสูดไอทะเล ชาวแหลมผักเบี้ยเขายินดีต้อนรับเสมอ
ส่วนเรื่องที่พักนั้น เปิดดูในอินเทอร์เน็ตได้ตามชอบใจ และล่าสุด หากจะมองหาที่พักค้างคืนใกล้ๆ แหล่งดูนก ชมนาเกลือแล้ว ไอธารา รีสอร์ทแอนด์ สปา เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกให้กับนักท่องเที่ยวที่รักธรรมชาติได้ มีการเปิดตัวอย่างไม่เป็นทางการไปเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2555 นี้เอง
เจ้าของ “ไอ ธารา รีสอร์ท แอนด์ สปา” เป็นคุณหมอ ทายาทเจ้าของปลาหมึกเต่าทอง ที่มีตำนานความผูกพันกับท้องถิ่นในย่านนี้ ชื่อแพทย์หญิงอัมพร จิตะพันธุกุล ซึ่งอาจจะถือว่าเป็นมือใหม่ในวงการโรงแรม ทุกอย่างจึงใหม่หมด เพียงแต่นำทีมผู้มีประสบการณ์จากที่เก่าแล้วมาฝึกฝนคนในชุมชน สร้างงาน สร้างอาชีพ และพยายามที่จะรักษาของดีที่แหลมผักเบี้ยแห่งนี้ไว้ด้วยพลังการมีส่วนร่วมของชุมชน
การเปิดตัวกิจการในวันนี้ไม่ได้เริ่มต้นเหมือนมืออาชีพแบบโรงแรมห้าดาวหกดาว แต่เริ่มต้นนับหนึ่งจากใจที่เต็มร้อย คุณหมอบอกว่าไม่ได้การลงทุนเป็นหลัก แต่ต้องการช่วยเสริมโอกาส สร้างประโยชน์ การสร้างงาน ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก และให้การสนับสนุนกับนักท่องเที่ยวได้เข้ามาพบประสบการณ์ทางการท่องเที่ยวแนวธรรมชาติและเกิดการเรียนรู้วิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นอีกด้วย
ที่นี่เหมือนบ้าน เลยเหมาะกับการยกครัวพาพ่อ แม่ พี่น้องลูกหลานไปเที่ยว ทุกอย่างที่ออกแบบมา อย่าไปถามคุณหมอเชียว เดี๋ยวเล่ายาว เพราะตั้งใจคิดไปหมด ต้นไม้ทุกต้นมีความหมาย การก่อสร้างแต่ละจุดคิดเบ็ดเสร็จออกแบบให้กับคนทุกวัย ตั้งแต่เด็กน้อยถึงรุ่นคุณย่า คุณยาย หรือสำหรับคนที่ต้องใช้รถเข็น แค่ฟังคุณหมอเล่าตำนานโรงแรมอย่างเดียวก็ใช้เวลาหมดไปเป็นวันแล้ว เพราะมีสตอรี่มากมาย แค่คุณหมอเล่าเรื่อง “ต้นทางทราย ปลายทางเกลือ” คนฟังก็แทบไม่อยากกลับบ้าน
เอาเป็นว่า สำหรับคนที่มีหัวใจนักอนุรักษ์ ก็มีทางเลือกที่พักแห่งใหม่เกิดขึ้นแล้ว ถ้าสนใจก็เข้าไปตามหาชื่อไอ ธารา รีสอร์ท แอนด์ สปา กันได้ หรือง่ายสุดคว้าโทรศัพท์ ยกหูไปที่ 08-8874-7470-2 ถามคุณทัดดาวได้ทุกอย่าง ทั้งที่เที่ยว ที่กิน ที่พัก
สรณะ รายงาน


 

หมู่บ้านนี้ สีเขียวยั่งยืน 2012/05/22

http://www.thaipost.net/node/53127

26 February 2555

บ้านสลักคอก หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ในเกาะช้าง จังหวัดตราด เป็นหนึ่งต้นแบบของแหล่งท่องเที่ยวชุมชนดีเด่นที่ได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียวประจำปี 2553 ชุมชนสลักคอกเป็นแหล่งประมงพื้นบ้านรายล้อมไปด้วยธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ บนพื้นที่กว่า 500 ไร่ มีป่าชายเลนเป็นแหล่งอาหารสำคัญที่เอื้อประโยชน์ในการป้องกันการพังทลายของชายฝั่ง ต้านความเร็วลมและยังเป็นแหล่งสมุนไพรพื้นบ้านนานาชนิด
กว่า 6 ปีแล้ว ที่ชาวชุมชนสลักคอกจับมือกับองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) ได้ร่วมกันก่อตั้ง “ชมรมนำเที่ยวพื้นบ้านสลักคอก” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการดูแลและการจัดการการท่องเที่ยว ให้เป็นการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการดูแลสิ่งแวดล้อมในแหล่งท่องเที่ยวของตนเน้นการนำเสนอรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับธรรมชาติ โดยการบริหารจัดการของคนในชุมชนเอง เป็นการกระจายรายได้เสริมกลับมาสู่ชาวบ้านนอกจากการทำประมงที่เป็นอาชีพหลัก
กิจกรรมท่องเที่ยวที่น่าสนใจก็คือการพายเรือคายัก (เรือแคนู) และการนั่งเรือมาด (เรือแจว) ล่องชมป่าชายเลนจากลำคลองในชุมชนออกไปสู่ปากอ่าวทะเล ซึ่งเรือมาดจะมีแค่ 8 ลำเท่านั้น ลำหนึ่งสามารถนั่งได้จำนวนมากสุดเพียง 4 ที่ นักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามตารางน้ำขึ้นน้ำลงในการล่องเรือที่สวยงามที่สุดได้
การรวมตัวกันของชาวบ้านในชุมชนก่อให้เกิดความเข้มแข็งในการร่วมมือกันอนุรักษ์ธรรมชาติคงไว้ซึ่งระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์ จนสร้างชื่อเสียงให้หมู่บ้านสลักคอกเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ทำให้ชุมชนบ้านสลักคอกกลายเป็นชุมชนเล็กๆ ที่มีเสน่ห์ทางการท่องเที่ยวได้อย่างอัศจรรย์ อีกทั้งยังเป็นชุมชนแห่งแรกที่ทดลองใช้ “ดาสต้าบอล” (DASTA BALL) เพื่อบำบัดน้ำเน่าเสีย และเป็นแหล่งผลิตดาสต้าบอลสร้างรายได้เสริมอีกทาง
ในวันแห่งความรักที่ผ่านมา งานใหญ่ที่ชาวชุมชนได้ร่วมกันจัดขึ้นคืองานวิวาห์หมู่ภายใต้โครงการ สลักรัก@สลักคอก เพื่อเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวและเผยแพร่ประเพณีไทยและวิถีชาวเลของหมู่บ้านสลักคอกให้สังคมได้รู้จัก และยังมีนักแสดงชื่อดัง ชาย-ชาตโยดม และวิกกี้-สุนิสา เจทท์ ร่วมเป็นพยานรักในงานแต่งงานครั้งนี้
บรรยากาศในวันงานล้วนเต็มไปด้วยความคึกคัก เริ่มที่ขบวนขันหมากเคลื่อนเข้าสู่บริเวณงานที่บริเวณสะพานท่าเรือสลักคอก ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติต่างพากันร่วมร้องรำ นำขบวนขันหมากของฝ่ายเจ้าบ่าวเดินนำไปสู่เจ้าสาว จากนั้นจะเริ่มพิธีแต่งงาน คู่บ่าวสาวใส่ชุดไทยสมัยรัชกาลที่ 5 ทำพิธีสู่ขอ สวมแหวนแต่งงานและลงเรือมาดเพื่อเดินทางไปแพแห่งรักกลางอ่าวสลักคอก โดยผู้ว่าราชการจังหวัดตราดจะทำพิธีสลักรัก ซึ่งสลักชื่อบนทะเบียนสมรสก่อนจดทะเบียนสมรสโดยนายอำเภอเกาะช้าง
พลตรีหญิงจรัสพิมพ์ หรือพี่แหม่ม ผู้จัดการพื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้าง เล่าถึงความเป็นมาของงานวิวาห์หมู่ที่ผ่านมาว่า พื้นที่นี้มีประวัติความผูกพันกับรัชกาลที่ 5 คือเป็นสถานที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสต้นร่วมกันกับสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์(พระนางเรือล่ม) ซึ่งเป็นพระนางอันเป็นที่รักยิ่ง จึงมีความคิดที่จะจัดงานในวันแห่งความรักที่เป็นสากลเพื่อรำลึกถึงความรักของพระองค์ท่าน และเพื่อให้คู่รักที่ชื่นชอบธรรมชาติได้สัมผัสถึงอ้อมกอดของภูเขาที่เปรียบดังอ้อมกอดแห่งรัก
ชาย-ชาตโยดม และวิกกี้-สุนิสา กล่าวถึงความประทับใจที่ร่วมเป็นหนึ่งในพยานรักของงานในครั้งนี้ว่า “รู้สึกประทับใจและดีใจที่เป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของสถานที่ที่มีเอกลักษณ์ เสมือนได้ตามรอยเหตุการณ์สมัยที่รัชกาลที่ 5 ได้ประพาสล่องเรือมาดที่มีความคล้ายคลึงกัน อีกทั้งได้สัมผัสถึงความสวยงามของธรรมชาติและความรักของคนในพื้นที่มีให้กับสิ่งแวดล้อมและผืนแผ่นดินที่เขาอยู่”
นักแสดงสาวยังกล่าวเสริมอีกว่า “เป็นครั้งแรกที่ได้เดินทางมาที่บ้านสลักคอก แต่กลับรู้สึกประทับใจกับความน่ารักของคนในชุมชน รู้สึกถึงความเป็นครอบครัวของคนในหมู่บ้านมีความเป็นกันเองและให้การต้อนรับเป็นอย่างดี รู้สึกอบอุ่นและอยากกลับมาเที่ยวชมวิถีชีวิตและความเงียบสงบของสลักคอกอีกครั้ง”
นอกจากชุมชนประมงสลักคอกแล้ว ในเกาะช้างยังมีอีกหนึ่งชุมชนเก่าแก่ที่ทำประมงมาช้านาน นั่นคือชุมชนบางเบ้า ซึ่งเมื่อความเจริญเข้ามาในเกาะช้าง การท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่มากขึ้น ชาวบ้านหันมาประกอบอาชีพท่องเที่ยวมากขึ้น ทั้งร้านอาหารและร้านขายของที่ระลึก ที่พัก และเรือท่องเที่ยว แต่การประมงก็ยังคงเหลืออยู่ โดยนักท่องเที่ยวสามารถชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดของเกาะช้างที่ประภาคารบางเบ้า โดยมีอาคารสีขาวตัดกับท้องฟ้าสีฟ้าและน้ำทะเลสีฟ้าสด ที่มีความสวยงามและน่าสนใจ ร่วมถึงรับประทานอาหารเย็นที่บางเบ้า
เชื่อว่ามนต์เสน่ห์ของหมู่บ้านชาวประมงย่อมสร้างความประทับใจสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างและเป็นที่จดจำให้ย้อนกลับมาเยือนอีกครั้ง    เพราะนอกจากหมู่บ้านนี้จะมีธรรมชาติที่สวยงามแล้ว ยังเป็นหมู่บ้านที่มีความคิดสร้างสรรค์ ที่สำคัญเป็นหมู่บ้านที่วางรากฐานการพัฒนาไว้บนความเป็นสีเขียวแบบยั่งยืนนั่นเอง.
…………………………………………………………….


 

เปิดตัวหนังสือท่องเที่ยวสีเขียว สัมผัสถิ่นภาคกลางหลังน้ำลด 2012/05/22

http://www.thaipost.net/node/52770

19 February 2555

พูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองไทยก็มากแล้ว แต่จะให้ไปจริงๆ คงต้องมีการเตรียมตัวและวางแผนกัน โดยเฉพาะการเตรียมข้อมูลให้พร้อม ส่วนใหญ่จะศึกษาจากอินเทอร์เน็ตหรือ จากหนังสือ หรือจากคำบอกเล่าจากคนที่ไปมาแล้ว แต่จะเป็นข้อมูลไหนที่จะน่าเชื่อถือ และหากไปสัมผัสจริงแล้วจะมีความสนุกดังที่กล่าวอ้างหรือไม่
ล่าสุด ทีมงานคุณภาพด้านการท่องเที่ยวจากสาขาต่างๆมารวมตัวกันเปิดตัวพ็อกเกตบุ๊กส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย 2 เล่ม คือ “ด้วยเส้นทางสนุก สุขที่ได้เรียนรู้” และ “ท่องเที่ยวรักแผ่นดิน เมืองไทย เชื่อมั่น ศรัทธา” ซึ่งจัดทำโดยค่าย Lovestyle Happy
งานนี้ “สุรพล เศวตเศรนี” ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ ปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมเป็นเกียรติในการเปิดตัวหนังสือ การันตีคุณภาพของหนังสือที่หากนักท่องเที่ยวไปแล้วจะไม่ผิดหวัง
งานแถลงข่าวเปิดตัว ผู้ร่วมงานแต่งกายใน Theme นักท่องเที่ยว เช่นเดียวกับบรรดาผู้บริหารในวงการท่องเที่ยวไทยคนอื่นๆ จนเรียกได้ว่าเห็นทั้งหมวก ทั้งรองเท้าผ้าใบ ทั้งเป้ และชุดลำลองไปทั้งงาน ซึ่งจัด ณ บุรีธารา รีสอร์ท แอนด์ สปา ถนนพระราม 9 รีสอร์ทบรรยากาศป่าในเมืองกรุง
บรรยากาศการเปิดตัวเริ่มด้วยบรรดาแขกรับเชิญทั้งหลาย ที่นั่งสามล้อถีบเข้ามาในงาน ก่อนจะได้ชมพิธีกรนั่งมาทางเรือพร้อมกับนำปกหนังสือขนาดใหญ่ติดมาด้วย ส่วนเซเล็บและนักเขียนต่างก็ถีบจักรยานเข้ามาในงาน
ในงานยังมีนักร้องระดับอาเซียนและเอเชีย “อาร์ท ถมยา” ร่วมเปิดตัวเพลงท่องเที่ยวไทย “แบ่งฝัน (เวอร์ชั่นท่องเที่ยวไทย)” เพื่อร่วมโปรโมตการท่องเที่ยวของไทยรองรับการเปิดเสรีอาเซียนในอนาคต ซึ่งอาร์ทนั้นมีผลงานระดับเอเชียมากมายในการร้องเพลงกับวงระดับเอเชีย อย่าง Sing Out  Asia และขับร้องได้หลายภาษา ทั้งไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น จีน โดยอาร์ทเคยเป็นนักร้องชนะเลิศของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยลอนดอนมาแล้ว
การเลือกเปิดตัวที่นี่ เพราะบุรีธารา รีสอร์ท แอนด์ สปา ถนนพระราม 9 เต็มไปด้วยสีสันของความสนุกสนานในรีสอร์ทแห่งการเรียนรู้ และมีกิจกรรมในรีสอร์ทมากมาย เช่น เดินเที่ยวในเกาะสมุนไพร พายเรือและขี่จักรยานเล่น ชื่นชมสระธรรมชาติที่มีปลา กบ เป็ด นก ฯลฯ ยามค่ำคืนยังมีหิ่งห้อยให้เห็น ซึ่งเหลือน้อยมากในเมืองกรุง เพราะที่นี่อยู่ติดกับหย่อมป่ากลางกรุงขนาดใหญ่
นายสุรพล เศวตเศรนี ผู้ว่าการ ททท., นางปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และนายชัย บูลกุล Celebrity ได้ร่วมในเวทีสนทนา “ท่องเที่ยวไทยในใจฉัน” เปิดจุดหมายที่แต่ละท่านชื่นชอบในเมืองไทยร่วมกับคณะนักเขียนและคณะพิธีกร ได้แก่ อวัสดา ปกมนตรี, อภิชาติ สุดแสวง, ทิดเป้จากช่อง 7 และณิชชญาณ์ โตสงวน
นายสุรพล เศวตเศรนี ผู้ว่าฯ ททท. เผยว่า ประทับใจในช่วง 33 ปีที่แล้วที่ทำงานใน ททท. ซึ่งเป็นฝ่ายที่ต้องหาข้อมูลด้านการท่องเที่ยว ซึ่งสมัยนั้นต้องเดินทางไปสำรวจแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ด้วยตัวเอง ในช่วงที่ประเทศไทยยังมีไม่ถึง 70 จังหวัด และประทับใจสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง แต่ที่ชื่นชอบมากคือภาคอีสาน เพราะได้สัมผัสกับวิถีชีวิตผู้คน ได้ทานอาหารอร่อย มีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่น่าประทับใจ บรรยากาศและธรรมชาติสวยงาม แต่หากเป็นทางทะเลจะชอบไปเที่ยวทะเลใกล้ๆ กรุงเทพฯ เป็นการเที่ยวแบบสบายๆ
ผู้ว่าฯ ททท.กล่าวย้อนถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่ประทับใจว่า จริงๆ แล้วประทับใจในวัยเด็ก สมัยที่ยังไม่ได้เข้าทำงานในททท. ได้นั่งรถไฟจากวงเวียนใหญ่ไปท่าฉลอม มหาชัย ซึ่งสนุกมากๆ และจากนั้นได้นั่งรถไฟอีกต่อเป็นขบวนเล็กๆ ที่เรียกว่ารถไฟตุ๊กตา เข้าไปในเส้นทางแคบๆ เท่าที่จำได้เป็นเส้นทางไปบ้านแม่กาหลง ซึ่งปกติชาวบ้านจะใช้เป็นเส้นทางขนผัก สำหรับส่วนตัวขณะนั้นเข้าไปเที่ยวกับทางบ้าน ได้นั่งเล่นทานอาหารที่ทำกันเองจากปลาที่ตกได้ และได้ว่ายน้ำเล่น ซึ่งปัจจุบันไม่มีเส้นทางนี้แล้ว ยังประทับใจไม่รู้ลืม
นางปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สำหรับตัวเองแล้วเรียกได้ว่าการท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ความสุขจากการท่องเที่ยวอยู่ที่ว่าไปเที่ยวเพื่ออะไร ไปกับใคร สำหรับตัวเองสถานที่ท่องเที่ยวที่ชอบคือภาคอีสาน ได้ไปเที่ยวอุดรธานี หนองคาย และเชียงคาน จังหวัดเลย ซึ่งชอบบรรยากาศในทุกที่ที่ได้ไปเห็น และยังชอบอยุธยาเมืองแห่งประวัติศาสตร์ อยากให้ผู้คนกลับไปเที่ยวเยอะๆ หลังเกิดมหาอุทกภัยในปี 2554
นายชัย บูลกุล แห่งฟาร์มโชคชัย กล่าวว่า สำหรับตัวเองชอบเชียงใหม่ เพราะบรรยากาศทำให้เหมือนรู้สึกเป็นคนตัวเล็กๆ ในป่าใหญ่ๆ เพราะมีเรื่องราวให้ค้นหามากมาย อากาศและสถานที่ก็ทำให้ประทับใจ
ขณะที่กลุ่มนักเขียน สาธิตา โสรัสสะ ชอบอุทัยธานี เพราะเป็นเมืองแห่งมรดกโลกอย่างห้วยขาแข้งและอันซีนไทยแลนด์ อย่างหุบป่าตาด ขณะที่สุชาติ ศรีตะมา เลือกเชียงคาน จังหวัดเลย เพราะชอบกับความเป็นเมืองเล็กที่น่ารัก ส่วนนิพนธ์ เรียบเรียง เลือกเขานางจีน ปราจีนบุรี เพราะเป็นเส้นทางสายสมุนไพรและมีแหล่งท่องเที่ยวน่าค้นหามากมาย
สำหรับพ็อกเกตบุ๊กเล่มแรก เส้นทางสนุก สุขที่ได้เรียนรู้ นำเสนอจุดหมายแห่งการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ หรือกรีนทัวริซึ่ม จำนวน 30 แห่งที่กำลังฮอตฮิตทั่วไทย ภายใต้แนวคิดท่องเที่ยวด้วยหัวใจใหม่สอดแทรกแนวคิดการท่องเที่ยวในเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งนอกจากจะนำเสนอเรื่องราวที่สนุกสนานน่าเที่ยวแล้ว ยังร่วมกระตุ้นให้คนไทยเกิดความสนใจอนุรักษ์ธรรมชาติหลังเกิดปัญหามหาอุทกภัยใหญ่ในปี 2554 โดยมีคณะนักเขียนคือ สุชาติ ศรีตะมา นิพนธ์ เรียบเรียง และสาธิตา โสรัสสะ กลุ่มนักข่าวสายท่องเที่ยวที่มีประสบการณ์กว่า 20 ปี
ส่วน ท่องเที่ยวรักแผ่นดิน เมืองไทย เชื่อมั่น ศรัทธา นำเสนอเรื่องราวน่าสนใจของจังหวัดท่องเที่ยว โดยส่วนใหญ่เป็นจังหวัดในภาคกลางที่เคยประสบปัญหาอุทกภัย 15 จังหวัด เพื่อกระตุ้นให้คนไทยกลับไปเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยในจังหวัดที่ประสบอุทกภัยมากขึ้น จากความรักในชาติและแผ่นดินไทย
โดยนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวที่โดดเด่นของแต่ละจังหวัดในหลากหลายด้าน พ็อกเกตบุ๊กเล่มนี้ได้รับคำนิยมจากนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี, นายสุรพล เศวตเศรนี ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), นางปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย,  นายประกิจ ชินอมรพงษ์ นายกสมาคมโรงแรมไทย โดยมีนักเขียนคือ สาธิตา โสรัสสะ
พ็อกเกตบุ๊กทั้ง 2 เล่ม มีจำนวน 132 หน้า ขนาด 8.25 คูณ 4.75 นิ้ว ซึ่งเป็นขนาดกะทัดรัดเหมาะกับการพกพา จัดทำเป็น 4 สีทั้งเล่ม วางตลาดตามร้านหนังสือชั้นนำแล้วในราคาเพียง 100 บาท
อ่านจบจัดกระเป๋าไปพักผ่อน ทั้งกายและใจได้เลยรับรองไม่ผิดหวัง เพราะการันตีโดยทีมงานคุณภาพด้านการท่องเที่ยว

สรณะ รายงาน
/-/-/-/


 

ผู้หญิงท่องโลก 2012/05/22

http://www.thaipost.net/node/52414

12 February 2555

มือใหม่หัดไปกรรมฐาน (2)
ครั้นพอถึงวันที่เข้ากรรมฐาน วันนั้นตรงกับวันศุกร์พอดี รุ่งขึ้นจะเป็นช่วงเทศกาลตรุษจีน ดิฉันหยิบชุดขาวที่ขอยืมน้องสาวมา มี 3 ชุด พร้อมเครื่องใช้ส่วนตัวเท่าที่จำเป็นลงกระเป๋า
สามีใจดีอุตส่าห์ไปส่ง ออกจากบ้านตั้งแต่ยังไม่บ่ายสาม ปรากฏว่ารถติดหนึบ กว่าจะลงทางด่วนยมราชมาถึงตรงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยได้ เข็มนาฬิกาบอกเวลา อีกครึ่งชั่วโมงถึงเวลาหกโมงเย็น
ตัดสินใจหอบกระเป๋าเดินทางลงจากรถ ปล่อยสามีให้ไปเผชิญกรรมบนโลกมนุษย์ต่อไป ส่วนเราตัดสินใจขึ้นมอเตอร์ไซค์บอกไปวัดมหาธาตุ อาศัยใบบุญพระพุทธเจ้าหนีความวุ่นวายทางโลกไว้ก่อน มากลางถึงได้รู้ว่าเป็นเพราะเหตุจากไฟไหม้ตรงใกล้ศาลาว่าการ กทม. เลยส่งผลให้รถติดจนผิดปกติขนาดนั้น
ไปถึงวัด เจอหลวงลุงองค์เดิม และเจ้าหน้าที่หญิงคนหนึ่งหน้าตาสะสวย ยิ้มแย้มแจ่มใส พูดจาดีมากๆๆๆๆ มารู้จักทีหลังว่าชื่อพี่ติ๋ว และเพราะพี่ติ๋วนี่เองที่ทำให้เรามีอาหารกินทุกมื้อ มีน้ำปานะดื่ม และขาดเหลือสิ่งใดบอกพี่ติ๋วได้
รุ่นที่ดิฉันอบรมชื่อว่า “รุ่นปิดวาจา” คงแปลว่าอย่าพูดมากนั่นแหละ แต่ความที่เห็นสิ่งที่พี่ติ๋วทำให้คนมาปฏิบัติธรรมแล้ว ดิฉันคิดในใจว่า คนอย่างนี้มีอยู่ในโลกอีกหรือ
ที่จำแม่นคือมีบางมื้อเป็นวันพระใหญ่ พระทั้งวัดต้องสวดปาติโมกข์ น้ำปานะมื้อค่ำของพวกเราน้อยไปนิดหนึ่งทำเติมไม่ทัน พี่ติ๋วมาขอโทษขอโพยราวกับเธอทำผิดอะไรหนักหนา
อดใจทนปิดปากไม่ไหวถามว่า พี่ติ๋วคิดยังไงถึงมาเป็นนางก้นครัว คอยทำกับข้าวเลี้ยงดูพวกเราได้ทุกมื้อ พี่ติ๋วบอกว่า เห็นพวกคุณทุกคนได้รับอาหาร ได้รับความสะดวก แล้วตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติธรรม พี่ก็สบายใจ พลอยได้อาศัยบุญไปด้วย ฟังคำตอบแล้วอึ้ง เพราะไม่คิดว่ามนุษย์สายพันธุ์นี้ก็ยังมีอยู่อีก
สรุปว่าลงทะเบียนเสร็จ พี่ติ๋วพามาส่งห้องที่เป็นเรือนนอนรวมสำหรับผู้ปฏิบัติธรรมฝ่ายหญิง บอกให้หยิบที่นอนและหมอน ตรงไหนว่าง เลือกนอนได้ตามใจชอบ
ดิฉันกวาดตามอง โอ พระเจ้า จะนอนตรงไหนกันละเนี่ย เพราะอยู่บ้านเราไม่เคยชินกับคนมากมายขนาดนี้
ส่วนที่นอนเป็นเหมือนแผ่นยางแบนติดพื้นได้แนบสนิทโดยไม่มีส่วนสูง ลายพรางออกแนวทหารอีกต่างหาก ส่วนหมอนเป็นหมอนเหลี่ยมแบบอีสาน มีผ้าปูที่นอนให้ ปลอกหมอนให้ คิดถึงที่นอนที่บ้านขึ้นมาทันที
ห้องน้ำเป็นห้องน้ำรวม ระบุว่าเวลาออกต้องให้สะอาดกว่าเวลาเข้า
ต้องบอกว่าโชคดีที่เกิดมาเป็นนักข่าว ทำให้ชีวิตสามารถปรับตัวได้ฉับพลัน เพราะเคยทำมาแล้วทุกอย่าง ตั้งแต่นอนกลางดิน กินกลางทราย เสื่อผืนหมอนใบ หรือบนที่นอนหนาแน่นของโรงแรมชั้นดี
หลังจากไตร่ตรองแล้วแอบนับนิ้วว่า นี่เพิ่งเข้า ยังอยู่อีกตั้งหลายวัน เราจะอยู่ได้หรือเปล่าเนี่ย ความคิดมันวนไปวนมาอยู่แต่เรื่องที่นอน ที่อาบน้ำ ใจมันไขว่คว้าโหยหาแต่ความสะดวก ท้ายที่สุดก็ได้ตัวสตินี่แหละมาช่วยเตือนว่า สิ่งที่เห็นตรงหน้าดีมากมายหลายล้านเท่ากว่าชีวิตของคนในอินเดียหรือในแอฟริกา และที่สำคัญเราต้องการมาฝึกตัวเองมิใช่หรือ
ต้องบอกก่อนเลยว่า สถานที่พักของที่นี่ต้องเรียกว่าสมถะสมควรแก่การปฏิบัติธรรม แต่ดิฉันยังไม่เคยชิน เพราะนี่คือการมาหัดอยู่วัดเป็นครั้งแรก เดี๋ยวคนที่ไม่เคยมาจะคิดต่อ ขยายความต่อจนกลายเป็นว่าไม่กล้ามา เพราะต้องมาอยู่ลำบากลำบน
อันที่จริง ว่าไปแล้วสบายกว่าอยู่บ้านเสียด้วยซ้ำ รับผิดชอบแค่เรื่องของเรา อย่าทำให้ส่วนรวมเดือดร้อน แล้วก็ได้ปฏิบัติแบบเต็มที่ ไม่ต้องห่วงว่าข้าวยังไม่ได้หุง ผ้ายังไม่ได้เก็บ หมายังไม่ได้กินข้าว สารพัดเรื่องแบบโลกๆ
จัดของเสร็จ เปลี่ยนชุดเป็นชุดขาวแล้วมานั่งรวมกัน เป็นช่วงที่พระอาจารย์กำลังสอนผู้ปฏิบัติธรรมที่เข้ามาก่อนหน้านี้ พวกเราที่มาทีหลังร่วมฝึกยืน ฝึกเดิน ฝึกกราบพระไปพร้อมกัน
ก้มกราบพระก็ไม่ถนัด เพราะความอ้วนเป็นเหตุ ติดพุงตัวเอง ประกอบกับหัวเข่าก็ไม่ดีบวมเป่ง ก่อนมาไปเจาะเอาน้ำออก แต่ความที่อยากลองดูสักตั้ง ก็เลยตั้งใจว่าต้องมาให้ได้
ทำตามแบบเก้ๆ กังๆ คงไม่น่าดูเท่าไหร่
จากนั้นก็ถึงเวลาถามคำถาม มีหลายคนถามเรื่องนั้นเรื่องนี้ ครั้นพอดีกับที่พระอาจารย์อธิบายเรื่องการกำหนด การบริกรรม ซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอ ทำอะไรก็ให้การกำหนดทันกับกิริยาอาการของเรา
ยุงแอบมาปักจึ้กตรงซอกคอ ต่อมสงสัยทำงานแบบไร้เหตุผล ดิฉันยกมือถามทันที “พระอาจารย์คะ จะตบยุงที่กัดเรานี่ต้องบอกตบยุงหนอหรือเปล่าเจ้าคะ?”.

 

ผ่านเมืองสองแคว เพิ่มพลังใจ “ไหว้พระพุทธชินราช” 2012/05/22

http://www.thaipost.net/node/52430

12 February 2555

“พระพุทธชินราชงามเลิศ ถิ่นกำเนิดพระนเรศวรสองฝั่งน่านล้วนเรือนแพ หวานฉ่ำแท้กล้วยตาก ถ้ำและน้ำตกหลากตระการตา” นั่นคือ คำขวัญประจำเมืองสองแคว จังหวัดพิษณุโลก
พิษณุโลก เป็นเมืองใหญ่ในเขตภาคเหนือตอนล่าง มีลักษณะภูมิประเทศที่เป็นภูเขาและที่ราบสลับป่าไม้ในเขตตะวันออก มากไปด้วยแหล่งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และธรรมชาติของสายน้ำและป่าเขาที่สวยงามน่าท่องเที่ยว อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 377 กิโลเมตร และมีแม่น้ำสำคัญไหลผ่าน 2 สาย คือแม่น้ำน่านและแม่น้ำยม
สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญในจังหวัดพิษณุโลกก็คือ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร ชาวบ้านส่วนใหญ่คุ้นเคยและมักเรียกขานกันว่า “วัดพระศรี” หรือ  “วัดใหญ่” เป็นพระอารามหลวงที่สำคัญของจังหวัดพิษณุโลก เป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธชินราช (หลวงพ่อใหญ่) พระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่ หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ ขนาดหน้าตักกว้าง 5 ศอก 1 คืบ 5 นิ้ว สูง 7 ศอก ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะงดงามที่สุดในประเทศไทย บ้างก็ว่างามที่สุดในโลก ดังจะเห็นตามคำกลอนที่มีผู้แต่งสรรเสริญความงามดังนี้
พุทธเอย พุทธ ชินราช
งามเอย งามโอภาส มหาศาล
ศักดิ์เอย ศักดิ์สิทธิ์ หาใดปาน
คู่เอย คู่สถาน ไทยแผ่นดิน
ล้ำเอย ล้ำเลิศ ประเสริฐสุนทร์
สวยเอย สวยละมุน ด้วยศาสตร์ศิลป์
เด่นเอย เด่นหล้า ทั่วธานินทร์
สุขเอย สุขจินต์ เมื่อยามยลฯ
ประพันธ์โดย………พระมหาธนศักดิ์ จินฺตกวี
พระพุทธชินราชเป็นพระพุทธรูปสำคัญซึ่งพระมหากษัตริย์ไทยทรงเคารพนับถือสักการบูชามาแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา ดังมีรายพระนามที่ปรากฏในพงศาวดาร คือ สมเด็จพระราเมศวร สมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 สมเด็จพระบรมราชาหน่อพุทธางกูร สมเด็จพระมหาธรรมราชา สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเอกาทศรถ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมเด็จพระเพทราชา พระเจ้าบรมโกศ พระเจ้ากรุงธนบุรี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรี องค์ต่อ ๆ มาเกือบทุกพระองค์
วัดใหญ่นับเป็นพระอารามหลวงที่สำคัญของจังหวัด เพราะเป็นศูนย์รวมทางจิตใจของชาวเมืองและชาวไทยทั้งประเทศ ตั้งอยู่ที่ถนนพุทธบูชา ตำบลในเมือง ริมแม่น้ำน่านฝั่งตะวันออก สร้างขึ้นพร้อมกับการสร้างเมืองเมื่อปี พ.ศ.1900 ในสมัยพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก (พระมหาธรรมราชาลิไท) ภายในวัดสิ่งโบราณสถานโบราณวัตถุล้ำค่ามากมาย อาทิ บานประตูประดับมุก ที่ทางเข้าพระวิหารด้านหน้าสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2299 เป็นฝีมือช่างหลวงสมัยอยุธยาตอนปลาย ในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมโกศ
เมื่อมาถึงเมืองสองแควแล้วย่อมต้องไปกราบสักการะพระพุทธชินราชเพื่อความเป็นสิริมงคล ภายในอุโบสถห้ามมิให้นำธูปเทียนเข้าไปจุด และห้ามยืนถ่ายรูป ผู้ที่จะสักการะจะต้องจุดธูปเทียนไหว้บริเวณด้านนอกเท่านั้น กลุ่มคนบ้างก็เข้าไปกราบขอพรเพื่อความเป็นมงคลแก่ชีวิต บ้างก็ขอพรเพื่อเสี่ยงโชคลาภ จะเห็นได้จากแผงลอตเตอรี่ที่ขายดีแบบเทน้ำเทท่า ทุกซุ้มทุกร้านเต็มไปด้วยผู้คนที่แวะเวียนสลับสับเปลี่ยนเข้าไปถามหาเลขเด็ด เพื่อหวังเสี่ยงโชคหลังจากที่ได้ทำบุญหวังว่าผลบุญที่ทำจะบันดาลให้เกิดโชคดีบ้าง บางคนก็นำของต่างๆ มาแก้บน จากการบนบานศาลกล่าวเมื่อครั้งเก่าก่อน แล้วประสบผลกับสิ่งที่ขอ สรุปแล้วสิ่งศักดิ์สิทธ์ พระเจ้าย่อมอยู่คู่คนไทยเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางใจที่อยู่ยั่งยืนยง
ด้านนอกมีวิหารพระเหลือ เป็นทองคำที่เหลือจากการสร้างพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา มารวมกันหล่อเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดเล็ก และพระสาวกยืนอีก 2 องค์ สร้างพร้อมกับปลูกต้นมหาโพธิ์ 3 ต้น หรือเรียกว่าโพธิ์สามเส้า โดยสร้างวิหารพระเหลือประดิษฐานไว้
ระหว่างโพธิ์ทั้ง 3 ต้น ถ้าได้มากราบไหว้แล้วเชื่อกันว่าจะมีเงินทอง จะเหลือกินเหลือใช้
ทางด้านใต้ของวัดใหญ่ จะพบกับวิหารพระพุทธเจ้าเข้านิพพาน หรือวิหารแกลบ หรือวิหารสามพี่น้อง ภายในวิหารมีพระพุทธรูปนั่งขนาดใหญ่ บริเวณกลางพระวิหารมี “หีบปางพระเจ้าเข้านิพพาน” โดยมีข้อพระบาทเลยออกมาเล็กน้อย รอบแท่นมีปัญจวัคคีย์กำลังแสดงความทุกข์อาลัยพระองค์
วิธีการกราบไหว้พระพุทธเจ้าเข้านิพพานนี้ ให้เอาศีรษะไปแนบที่ฝ่าพระบาทแล้วให้อธิษฐาน
บริเวณวัดใหญ่ยังมีพิพิธภัณฑ์ให้เข้าชมโบราณวัตถุที่เก็บรักษาไว้ ศาลของพระยาลิไท พระอุโบสถหลวงพ่อโต พระอัฏฐารส เป็นพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติด้านหลังพระวิหาร ตลอดจนแหล่งรวมร้านค้ามากมายที่จำหน่ายสินค้าขึ้นชื่อของจังหวัดพิษณุโลก ทั้งของกินของฝาก สินค้าที่ระลึก อาทิ กล้วยตาก ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากกล้วยมากมาย กล้วยทอดรสต่างๆ ทั้งหวานทั้งเค็ม ทั้งรสบาร์บีคิว ถั่วทอด น้ำตาลสด กรอบรูป วัตถุมงคล ต้นไม้ เป็นต้น
วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร เป็นวัดที่มีประวัติยาวนานมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย มีสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม และประติมากรรมที่งดงามยิ่ง ถือได้ว่าเป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมอันล้ำค่าของเมืองพิษณุโลก หากนักท่องเที่ยวสนใจเข้าชม วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เปิดทุกวัน เวลา 06.30-18.00 น. ส่วนพิพิธภัณฑ์ในวัด เปิดเวลา 08.30-16.30 น.
รับรองว่า เที่ยวแล้วสบายใจ ได้บุญ ได้ของฝากจากเมืองสองแควกลับไปถ้วนหน้า
สรณะ รายงาน


 

ผู้หญิงท่องโลก 2012/05/22

http://www.thaipost.net/node/52071

5 February 2555

มือใหม่ หัดไปกรรมฐาน (1)
เวลาที่คิดถึงเรื่องนั่งหลับตาทำสมาธิ หรือไปทำกิจกรรมในวัดทั้งหลาย ต้องบอกก่อนเลยว่า ดิฉันนั้นคงอยู่ในกลุ่มที่พญายมหมายหัว หรือเขียนชื่อไว้ตัวเป้งๆ นั่นแหละ เพราะอยู่มาค่อนชีวิตแล้ว สวดมนต์ก็ได้แต่บทพื้นๆ นะโมตัสสะ ช่วงหลังนี่ก็ว่าเจ๋งสุด เพราะอ่านเรื่องพวกนี้จากในหนังสือมากขึ้น แล้วก็เลยสวดอิติปิโสทุกวัน
แต่ถ้าจะถึงขั้นสวดเฉพาะบท เช่น บทกรวดน้ำ ทำวัตรเช้า วัตรเย็น แผ่ส่วนกุศล เดินจงกรม นั่งสมาธิ กราบแบบเบญจางคประดิษฐ์นั้น ต้องบอกว่าไม่สามารถและยังไม่เพียรถึงขั้นนั้น
ตัวอย่างเช่น เวลาไปไหว้พระ ขอพร ดิฉันก็เริ่มด้วยการสวดนะโมแล้วจะบอกอะไรกับหลวงพ่อที่เราไหว้ ก็บอกกับท่านด้วยภาษาไทย แบบว่าพูดกันตรงไปตรงมาไปเลย ท่านเมตตาให้อย่างที่นึกก็ดีใจ ไม่ให้ก็ไม่ตัดพ้อต่อว่าใดๆ ทั้งสิ้น
ไม่ใช่ไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ดี รู้ทั้งรู้ว่าดีเต็มอก เพราะเป็นชาวพุทธมาตั้งแต่พ่อแม่แจ้งเกิด และตัวเองก็ศรัทธาในองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และยึดพระธรรมเป็นแก่นแกนกลาง เพราะรู้ว่าทำตามแล้วช่วยให้พ้นทุกข์ได้จริง แต่เรื่องพระเครื่องและพระสงฆ์นั้นไม่ลบหลู่ แต่ยังไม่ซึมเข้าหัวใจถึงขั้นยึดมั่น นับถือองค์นั้น องค์นี้ เป็นความชอบ ความเชื่อส่วนบุคคล
เลยทำให้มีสภาพครึ่งคนครึ่งวัด คือจะเข้าวัดปฏิบัติแบบชาวบ้านเขาก็ไม่เต็มใจ แต่ถามว่าชอบทำบุญไหม ก็ต้องว่าชอบ แต่ชอบในเชิงช่วยเหลือผู้คน-สัตว์มากกว่า ซึ่งเพิ่งมาเข้าใจว่านั่นเขาเรียกว่าทาน
ต้องบอกว่าเป็นเรื่องอานิสงส์ของการสวดมนต์ข้ามปีจริงๆ ถ้าเป็นหนังจีนก็ต้องบอกว่าสวรรค์มีตา หรือธรรมะจัดสรรจริงๆ เพราะเหตุที่ต้องไปฟังเรื่องสวดมนต์ข้ามปีที่ศาลาว่าการ กทม. แล้วไปเช้ากว่ากำหนดมาก ก็เคยคิดว่าอยากไปหาหนังสือธรรมะแถววัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์อ่าน
เนื่องจากเป็นเวลาค่อนข้างเช้า ร้านรวงต่างๆ แถวนั้นยังไม่เปิด ก็เลยเดินไปเรื่อยๆ จนไปถึงคณะ 5 วัดมหาธาตุฯ
ตาสะดุดป้าย เท้าหยุดกึก เพราะจำได้ว่าอ่านหนังสือเกี่ยวกับชีวประวัติของพระอริยสงฆ์ทั้งหลายแล้วพบว่า ผ่านการมาเรียนวิปัสสนาจากที่คณะ 5 ตั้งแต่สมัยท่านเจ้าคุณโชดก หรือชื่อทางสมณศักดิ์ของท่านคือ พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิเถร ป.ธ.9) ที่ได้ชื่อว่าเป็นพระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ
อารมณ์จี๊ดขึ้นมาทันทีว่า อยากรู้ว่าเขานั่งสมาธิ วิปัสสนา กรรมฐานกันยังไง เพราะเท่าที่สำรวจจากการอ่านหนังสือแล้วถือว่าการนั่งวิปัสสนากรรมฐานนั้นเป็นบุญและเป็นที่ดีสูงสุดแก่ตัวผู้ปฏิบัติ และที่คณะ 5 วัดมหาธาตุฯ นี่แหละต้นตำรับ
เท้าไวเท่าความคิด เดินเข้าไปทันที เจอหลวงลุงนั่งอยู่ที่โต๊ะข้างหน้าก็เลยถาม ท่านก็หยิบเอกสารรายละเอียดให้ ต้องบอกบังเอิญแบบสุดๆ ตาเหลือบไปมองที่กระดานเห็นกำหนดการจัดอบรมวิปัสสนาเข้มระหว่างวันที่ 21-29 มกราคม 2555 รับจำนวนจำกัดเพียง 10 คน
หลุดปากถามหลวงลุงทันทีตามประสาคนปากไวว่า รุ่นเข้มเนี่ย คนที่ไม่เคยนั่งสมาธิมาก่อนเลยเข้าคอร์สนี้ได้หรือเปล่า
พี่ที่เป็นฆราวาสที่นั่งอยู่ร้องว่าอื้อหือ ไม่เคยนั่งเลยเหรอ ส่วนหลวงลุงมองหน้าดิฉันนิดหนึ่ง หลวงลุงอาจจะนึกเมตตาสัตว์โลกขึ้นก็เป็นได้ ท่านบอกกับพี่ที่เป็นฆราวาสว่าได้
นับวันที่ในใจด้วยความรวดเร็ว ตัดสินใจกรอกใบสมัครเลย ถามพี่เจ้าหน้าที่ว่ามีกี่คนแล้ว เขาบอกว่าดิฉันเป็นคนที่ 3
มือกรอกใบสมัคร แต่ใจแอบค่อนขอดว่า ก็มาเขียนไว้ซะในที่แอบๆ ขนาดนี้ใครเขาจะรู้ แล้วเนี่ย! จะเปิดคอร์สได้หรือเปล่า เพราะมีแค่ 3 คนเอง สงสัยว่าจะไม่ค่อยมีใครสมัครเลยยอมให้เราเข้าคอร์สทั้งที่ไม่เคยหัดนั่งมาก่อน
นี่แหละจิตมนุษย์ที่แท้ มักชอบคุ้ยเขี่ยแต่สิ่งที่ไม่ดีของคนอื่น ผู้อื่นไว้ก่อน ขนาดเป็นกิจของสงฆ์ก็ยังไม่วายไปค่อนขอดท่านทั้งที่ยังไม่รู้ที่มาที่ไป สรุปว่าจิตมนุษย์นี่ทำงานเร็วมาก ราวกับสายฟ้าแลบ และชอบไหลจากที่สูงลงต่ำเสมอ
ถามว่าแล้วเราจะติดต่อกับใครเพื่อสอบถาม เพราะเกิดมาก็ไม่เคยสมัครอะไรแล้วรอเวลาแบบนี้ ส่วนมากเต็มที่ก็ไม่เกินสัปดาห์เดียว นี่สมัครเดือนธันวาคมไปเข้าอบรมจริงปลายเดือนมกราคมโน่น
หลวงลุงจดเบอร์ใส่กระดาษมาให้ มาถึงบ้านเปิดอ่านระบุว่าเป็นเบอร์ของอาจารย์สุรศักดิ์ วงเล็บไว้ว่าอาจารย์อ๊อด
เวลาผ่านไปจนถึงต้นสัปดาห์ กำหนดต้องมาวันเสาร์ที่ 21 เลยคุ้ยหาเบอร์ที่เก็บไว้ โชคดีว่ายังอยู่
โทร.ไปหลายหนไม่มีใครรับ อารมณ์เคืองเริ่มกรุ่นแบบไม่มีเหตุผล จะติดต่อได้ไหมเนี่ย
ต้องบอกเหมือนในเพลงรุ่นเก่าที่เคยฮิตตั้งแต่ลูกยังเล็กว่า “แล้วลองโทรอีกที” รออยู่สองสามตื้ดก็มีคนรับ ก็สอบถามได้ความว่าการอบรมจัดขึ้นแน่นอน
สุดท้ายดิฉันก็มีข้อข้องใจเลยถามผู้ที่เราพูดด้วยปลายสายว่า ขอประทานโทษนะคะ อาจารย์อ๊อดนี่เป็นพระหรือเป็นคนคะ จะได้ใช้ศัพท์ให้ถูก
เสียงคนรับตอบมาเรียบๆ ว่า เป็นฆราวาสมาขึ้นกรรมฐานให้ไม่ได้หรอก
อ้าว ใครจะไปรู้ล่ะ เราก็นึกว่าอาจารย์อ๊อดนี่เป็นเจ้าหน้าที่ที่ประสานโครงการนี้เสียอีก
ดูซิ นรกเกือบจะกินหัวตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มทำบุญเลย!!! อยู่ดีไม่ว่าดี เพราะที่ถูกเขาต้องใช้คำว่าท่านเป็นพระหรือเป็นฆราวาสจะน่าฟังกว่า นี่เป็นความรู้ที่จำได้ไม่ลืมสำหรับมือใหม่อย่างเรา
ครูลิลลี่ที่สอนภาษาไทยรู้เข้าจะว่ายังไงเนี่ย.

 

มองเรา มองลาว เลาะล่อง ณ ปากเซ 2012/05/22

http://www.thaipost.net/node/52088

5 February 2555

รั้วธรรมชาติอันเขียวขจี ร่มรื่นริมสองฝั่งข้างทางถนนเป็นภาพที่คุ้นตาคล้ายบรรยากาศชนบทของไทย “ปากเซ” เมืองหลวงของแขวงจำปาสัก ดินแดนตอนใต้สุดของประเทศลาว เป็นบริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ รายล้อมด้วยภูเขาสูงใหญ่และป่าไม้เขียวขจี เนื่องจากมีแม่น้ำโขงไหลผ่านกลางและเกิดเกาะแก่งเป็นจำนวนมากจนได้ชื่อว่า “ดินแดนสี่พันดอน”
เมืองปากเซ จึงมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอันหลากหลาย ทั้งยังมีความสำคัญทางการค้าและเดินทางสะดวก เพียงผ่านพรมแดนที่ช่องเม็ก จังหวัดอุบลราชธานี แล้วเดินทางมาตามทางหลวงหมายเลข 10 ของลาว เมื่อถึงแม่น้ำโขงแล้วจึงข้ามสะพานมิตรภาพลาว-ญี่ปุ่น ก็เข้าสู่เมืองปากเซแล้ว
สถาปัตยกรรมในเมืองปากเซยังคงเป็นตึก 2 ชั้นทรงฝรั่งเศสตั้งแต่สมัยลาวถูกฝรั่งเศสปกครอง และในบางส่วนที่ถูกต่อเติม “วังเจ้าบุญอุ้ม” (เจ้าผู้ครองแขวงจำปาสักองค์สุดท้าย)หรือปัจจุบันเป็นโรงแรมจำปาสักพาเลซ เป็นสถาปัตยกรรมที่แสดงถึงความเป็นฝรั่งเศสอย่างแท้จริง มีจุดเด่นตรงตึกเป็นทรงยุโรปสวยงาม มีหน้าต่างมากมาย จนได้รับชื่อว่า “ศาลาพันห้อง” ว่ากันว่า หากใช้คนเปิด-ปิดหน้าต่างทั้งหมดต้องใช้เวลาถึง 1 วันกันเลยทีเดียว ซึ่งเจ้าบุญอุ้มเจ้าของวังเดิมไม่เคยได้พักด้วยเหตุทางการเมืองจำต้องลี้ภัยไปอยู่ฝรั่งเศสซะก่อน
หากได้มาเลาะล่อง (ภาษาลาวแปลว่าท่องเที่ยว) ลาวใต้ สถานที่เที่ยวที่สำคัญอย่างตาด หรือน้ำตก ที่ได้รับสมญานามว่าแกรนด์แคนยอนแห่งลาว ไนแองการาแห่งเอเชียของน้ำตกหลี่ผีและน้ำตกคอนพะเพ็ง จึงจะถือว่าได้มาถึงลาวใต้โดยแท้จริง ในการเดินทางมาชมอาจจะขลุกขลักบ้าง เพราะต้องเดินทางด้วยรถ  ต่อด้วยเรือหางยาวแล่นผ่านลำน้ำโขง และต่อด้วยรถอีแต๊กระยะทาง 2 กิโลเมตร แต่มโนทัศน์ ความสวยงามของธรรมชาติ วิถีชีวิตริมฝั่งโขง มหานทีสี่พันดอน ซากโบราณสถานโบราณวัตถุอย่างสะพานท่าเทียบเรือขนส่งสินค้า หรือหัวรถจักรสมัยฝรั่งเศส ทำให้เพลิดเพลินจนลืมเวลา แต่กลับคุ้มค่าเมื่อเห็นความงดงามของสายน้ำตกอันลือชื่อ
น้ำตกสามตาด อันได้แก่ ตาดเยือง ตาดฟาน และตาดผาส้วม เป็นสถานที่ไม่ควรพลาด ตาดเยือง (น้ำตกเลียงผา) ความงดงามของน้ำตกที่ไหลผ่านชั้นหินตามแนวไหล่เขาที่ปกคลุมด้วยแมกไม้สีเขียวสด ผสมด้วยไอหมอกและเปียกปอนไปกับละอองน้ำตกที่โปรยปราย ตาดฟาน คำว่า “ฟาน” หมายถึง เก้ง หรือกวาง เป็นน้ำตกที่ใช้แม่น้ำสายเดียวกันกับตาดเยือง นับเป็นน้ำตกที่สูงที่สุดของลาว คือระยะทางราว 200 เมตร  ตาดฟานถือเป็นน้ำตกคู่ที่มีความสวยงาม เพราะเป็นน้ำตกที่เกิดจากการไหลมาบรรจบกันของสายน้ำสองสายบนภูเขาสองลูก
ตาดผาส้วม น้ำตกชื่อแปลกในภาษาไทย ส้วมภาษาลาวแปลว่า ห้องหอ ห้องนอนของบ่าวสาว น้ำตกกว้างใหญ่ที่สวยงามท่ามกลางผาหิน ที่มีลักษณะเป็นแท่งๆ เรียงรายกันคล้ายระเบียง เมื่อมีม่านน้ำรินไหลผ่านก็ดูเหมือนห้องนอนที่ห้อมล้อมด้วยผ้าม่านผืนบางเบา สมกับชื่อ “ส้วม” ที่แปลว่าห้องหอหรือห้องนอน
หลังจากอิ่มเอมจากการเลาะล่องแล้วก็ควรจะหาอาหารมาเติมให้อิ่มท้อง อาหารที่หารับประทานได้ง่ายที่สุดก็คือ ”เฝอ” เฝอคือก๋วยเตี๋ยวซึ่งลาวรับมาจากเวียดนามนั่นเอง มีทั้งเฝอเนื้อหมู เนื้อไก่ และเนื้อวัว (ลาวใช้คำว่า ชิ้นหมู ชิ้นไก่ ถ้า “ชิ้น” เฉยๆ หมายถึงเนื้อวัว) มีเส้นใหญ่และเส้นเล็กหรือเส้นน้อยให้เลือก ถ้าให้ครบสูตรต้องเสิร์ฟพร้อมผักเหนาะเยอะๆ ชอบเผ็ดก็กินกับพริกขี้หนูจิ้มกะปิ ตัดรสด้วยมะละกอดอง ร้านขายเฝอส่วนใหญ่มักไม่มีชื่อร้าน มีขายทั่วไปทั้งแบบเป็นร้านอาหารและแผงข้างทาง ชามนึงตกราวๆ 15,000 กีบ หรือราวๆ 60 บาท  มาถึงริมโขงก็ต้องชิมอาหารจานปลาแม่น้ำสารพัดอย่าง ได้แก่ ปลาคังลวกจิ้ม ต้มยำปลาคังใส่มะเขือเทศ ลาบปลาคังใส่สะระแหน่ ผัดเผ็ดปลาคัง ทานคู่กับข้าวหรือจะเป็นกับแกล้มกับเบียร์ลาวรสชาติก็ไม่เลว
ลาวสามารถท่องเที่ยวได้ทุกฤดูกาล แต่ฤดูที่เหมาะสมที่สุดในการล่องตาด (เที่ยวน้ำตก) คือช่วงเดือนตุลาคม– พฤศจิกายน เพราะจะเห็นความงามจากกระแสน้ำจำนวนมากที่ไหลบ่าถาโถมผ่านเนินหินโขดหินลงมาด้วยกำลังแรงแตกเป็นละอองสีขาวไปทั่วแก่งดูสวยงามตื่นตาตื่นใจ
ในปัจจุบันถึงแม้ประเทศลาวจะมีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศให้ความสนใจและเดินทางมาเป็นจำนวนมาก แต่ลาวก็ยังสามารถรักษาสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติได้เป็นอย่างดี ตลอดจนมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย และมีความเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว ยิ่งเฉพาะกับชาวไทยด้วยแล้ว ก็เสมือนเดินทางท่องเที่ยวในประเทศของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นภาษาหรือขนบธรรมเนียมประเพณีที่ใกล้เคียงกัน อีกทั้งยังรู้จักปรับตัวในการดำรงชีวิต แต่ก็ยังอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณี ตลอดจนการแต่งกายโดยการนุ่งซิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ และความภาคภูมิใจของคนลาว ทำให้ไม่ยากเลยที่จะทำให้คนที่มีโอกาสมาเยือนต่างก็หลงเสน่ห์และตกหลุมรักเมืองและผู้คน เสมือนกวีที่ประพันธ์เพลงรักจากฝั่งลาว หรือพระเอกหนังเรื่องสบายดีหลวงพระบางก็เป็นได้
สรณะ   รายงาน


 

ผู้หญิงท่องโลก 2012/05/22

http://www.thaipost.net/node/51746

29 January 2555

พาแม่ไปวัดป่ามะม่วง
ครั้งที่แล้วเล่าเรื่องว่ามีโอกาสไปตามรอยวัดป่ามะม่วงหลังจากอ่านธรรมะนิยายชุด “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” ของสุทัสสา อ่อนค้อม และได้เห็นเกร็ดธรรมที่สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้มากมาย
ต้องเล่าเพิ่มอีกนิดว่า วัดป่ามะม่วงนั้นก็คือวัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี และเรื่องราวในหนังสือก็เป็นการเขียนขึ้นโดยอาศัยเค้าโครงเรื่องจริงจากชีวิตหลวงพ่อจรัญ ฐิติธัมโม หรือพระครูเจริญเจ้าอาวาสวัดป่ามะม่วงที่อยู่ในหนังสือ
ด้านหน้าวัดอยู่ติดถนนสายเอเชีย แต่พอลงไปแล้วเดินไปด้านหลังวัดติดกับแม่น้ำ มีศาลาให้นั่งเล่นเย็นใจ
แต่ละวันมีคนไปวัด มีคนไปเข้าวิปัสสนากันทุกวันศุกร์และวันโกน มีคอร์ส 3 วัน และ 7 วันให้เลือกใช้เวลาไปฝึกจิตกันได้ตามอัธยาศัย ขอยืนยันว่าการมาตั้งสติหยุดความวุ่นวายและเอาของดีไปใช้นั้นไม่ได้ขัดกันกับการทำงาน การดูแลครอบครัว หรือชีวิตจริงแต่อย่างใด
มาแล้วมีแต่ได้กับได้ หากรู้จักตั้งใจหยิบใช้สอยให้เป็น
ก่อนหน้านี้เคยมาแวะไปบ้างแล้ว ตอนนั้นยังไม่ค่อยสนใจความเป็นมาเป็นไป จำได้ว่าพาแม่ไปด้วย พอไปถึงวัดฝนตกแบบกระหน่ำเลย ฟ้าร้องครืนๆ ลมพัดแรงอีกต่างหาก ถึงที่จอดรถก็ยังลงจากรถไม่ได้สักที
ปกติหลวงพ่อจะออกมาพบญาติโยมวันละสองครั้ง คือ สิบโมงเช้ากับบ่ายสอง พอรถไปถึงวัดก็บ่ายสองเศษแล้ว ฝนก็ไม่ยอมหยุดตกสักที ได้ยินเสียงแม่บ่นดังๆ เชิงตัดพ้อต่อว่า ว่าหลวงพ่อมาจนถึงวัดแล้วยังไม่ให้ได้เจออีก
ดูสิ หลวงพ่อท่านอยู่ของท่านดีๆ ยังถูกญาติโยมที่มากันจากไหนก็ไม่รู้ต่อว่าเอาเสียอีก ท่านจะรู้ไหมเนี่ย ดิฉันนึกอยู่ในใจ ฟังแม่บ่นไปตามเรื่องตามราว บ่นไม่บ่นเปล่า แม่ยังยกมือไหว้ท่วมหัวพูดดังๆ ว่า เจ้าประคู้น หลวงพ่อให้ฝนหยุดตกเสียหน่อยเถอะ เดี๋ยวก็ไม่ทันได้เจอ
เกิดมาเป็นหลวงพ่อก็ลำบากเหมือนกัน เข้าข่ายสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมจริงๆ ตอนอ่านในหนังสือเห็นมีแต่คนมาหาขอให้ท่านช่วยหลายเรื่อง ดูสิคราวนี้จะให้ฝนหยุดตกก็ต้องกวนใจหลวงพ่ออีกแล้ว
ตัวดิฉันเองเห็นเป็นเรื่องเฉยๆ ได้เจอก็ดี ไม่ได้เจอก็ไม่เป็นไร เพราะไม่รู้จะไปทำยังไงเหมือนกัน
หลังจากแม่บ่นแล้วก็ไม่รู้จะพูดอะไรกันต่อ ได้แต่นั่งกันเงียบๆ
อยู่ระหว่างช่วงห้าถึงสิบนาทีได้ ฝนก็ค่อยๆ ซาลงอย่างรวดเร็ว จากเม็ดโป้งๆ เหลือกลายเป็นแค่ปรอยๆ ลงมาเท่านั้น
แม่ทำท่ามีความหวังขอลงจากรถ เดินไปเพราะคิดแล้วว่าดีกว่านั่งอยู่เฉยๆ แน่ เห็นแม่ตั้งใจเสียขนาดนั้นก็เลยสงสาร ตัดสินใจลงจากรถจูงแม่มา
พอลงมาเสร็จอยู่ดีๆ ก็มีผู้ชายคนหนึ่งเดินมาตัวคนเดียว พร้อมกับร่มขนาดใหญ่ พอเห็นคนแก่คราวแม่คราวยายเดินฝ่าสายฝนแบบนั้น เขาก็ใจดีแวะเข้ามาทันที พร้อมกับจูงมือแม่ดิฉันเข้าร่มไปด้วย
ต้องเรียกว่าโชคช่วยจริงๆ
เดินกันทุลักทุเลนิดหน่อย เพราะแม่เดินได้ช้า แต่ก็ไม่ถึงขั้นลำบากเกินเหตุ พอไปได้ใช้เวลานิดหน่อย ซึ่งดิฉันคิดว่าไหนๆ มาแล้วก็ให้แม่ได้มาเห็นที่นั่งหลวงพ่อก็ยังดี ป่านนี้แล้วท่านคงกลับไปแล้ว เพราะเลยเวลามาตั้งนานแล้ว
บางเรื่องไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ
ปรากฏว่าพอแม่เดินกระย่องกระแย่งไปถึงศาลาได้ คนยังนั่งกันอยู่เต็ม คนเห็นแม่เป็นคนแก่ก็หลีกทางให้เดินไปนั่งข้างหน้า ทันใดนั้นก็เห็นคนเข็นรถหลวงพ่อออกมา
ถ้าไม่เห็นกับตาก็คงว่าผีหลอก แม่กราบหลวงพ่ออยู่ด้านหน้าอย่างใกล้ชิด ขณะที่ดิฉันยังยืนเซ่อ งงเป็นไก่ตาแตกอยู่ข้างหลัง เพราะไม่น่าเชื่อว่าหลวงพ่อเพิ่งจะลงมา
แม้หลวงพ่อจะไม่ได้พูดอะไรสักคำ แค่นี้แม่ก็ปลื้มอกปลื้มใจจนน้ำตาไหล แถมยังบอกว่า สงสัยหลวงพ่อคงได้ยินที่บ่นเลยลงมาช้า
แม่พูดแบบเชื่อมั่นเต็มที่
ดิฉันไม่รู้หรอกว่าฝนที่ตกหนักเปลี่ยนเป็นโปรยปราย อยู่ดีๆ ก็มีถือร่มมาและเดินรับแม่มาด้วย หรือการที่หลวงพ่อลงมาช้ากว่าเวลาปกติอยู่พอสมควรนั้นเกิดขึ้นเพราะเหตุใดกันแน่
แต่เป็นอันว่าแม่ดิฉันยังปลื้มใจมาจนทุกวันนี้ ว่ามีโอกาสไปวัดอัมพวันแล้วเจอหลวงพ่อจรัญ เห็นท่านอยู่ใกล้ชิดกันแบบเห็นจะจะ
ความสุขของคนเป็นลูกนั้น บางครั้งแม้ว่าจะมีเงินทองซื้อข้าวของสารพัดสารพันให้แม่ได้ใช้ แต่ยังเทียบกันไม่ได้สักนิดจากความสุขที่เกิดขึ้นจากใจของแม่
เพราะแม่เลยทำให้ดิฉันพลอยได้เกาะชายบุญไปด้วย ด้วยเหตุว่าพาแม่พบหลวงพ่อที่แม่เคารพนับถือและได้ยินกิตติศัพท์ของท่านมานาน ไม่คิดว่าจะมีลูกคนไหนมีโอกาสพามา
เรื่องผ่านมานานแล้ว แต่ผ่านวัดทีไรแม่ก็ยังเล่าให้ลูกหลานคนอื่นๆ และเพื่อนบ้านฟังได้แจ่มชัดเหมือนกับเรื่องเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้
ดิฉันเลยได้ทำบุญกับพระอรหันต์ในบ้านไปด้วย
ยังอิ่มบุญจนถึงทุกวันนี้ และยังเป็นเรื่องที่เก็บมาเล่าให้ฟังกันได้จนถึงทุกวันนี้เช่นกัน.

 

เที่ยวเมืองน่าน ไปกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ 2012/05/22

http://www.thaipost.net/node/51754

29 January 2555

ช่วงปลายปีมีโอกาสไปเมืองน่าน จังหวัดเล็กๆ ชื่อสั้นๆ  เรียกง่ายๆ ที่ทอดตัวเรียบเสมอขนาบข้างไปกับขุนเขาสูงใหญ่  ท่ามกลางความหนาวเย็นของหน้าหนาว และยังคงมีกลิ่นอายของชีวิตวิถีไทยแบบวันวานให้ย้อนไปคิดถึงอดีต วิถีชีวิตของผู้คนยังคงดำเนินไปพร้อมๆ ความเจริญ ความสะดวกสบายที่เข้ามาแทนที่
น่าน เมืองเล็กในภาคเหนือ มีพื้นที่ 11,472,076 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 7 ล้านไร่เศษ อยู่ติดกับแพร่ พิษณุโลก แถมติดไปทางชายแดนลาวอีก ทุกคนยอมรับตรงกันว่า น่านกับหลวงพระบางเป็นเมืองแฝดกัน ด้วยมีเอกลักษณ์หลายอย่างที่คล้ายคลึงกันมาก มีหลายคนไปน่านแล้วประทับใจ แต่อีกหลายคนบอกว่า กว่าจะมาน่านหนึ่งครั้ง ก็ใช้เวลานานแสนนาน
เมืองสงบแห่งนี้มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน มีความหลากหลายของศิลปวัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และวิถีชีวิตที่มีอัตลักษณ์ชัดเจน อันเกิดจากการสั่งสมและสืบทอดมายาวนาน ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในรูปแบบของอาคารบ้านเรือน ศาสนสถาน และภูมิทัศน์ต่างๆ สิ่งเหล่านี้เป็นมรดกที่มีคุณค่าซึ่งนับวันจะหาดูได้ยาก
ความเกี่ยวดองกันด้วยศรัทธาในพุทธศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และความหวงแหนในทรัพยากรธรรมชาติที่มีร่วมกัน ทำให้ชาวน่านมีเครือข่ายชุมชนที่เข้มแข็ง  เรียนรู้ที่จะอยู่กับความเปลี่ยนแปลง แต่ยังคงตระหนักถึงความเป็นตัวเองอยู่เสมอ อันจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน
เรื่องราวของน่าน กำลังถูกเล่ากันปากต่อปาก ทำให้ปัจจุบันน่านกลายเป็นเมืองที่เป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวเมืองหนึ่ง และอาจส่งผลให้การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาเมือง เพื่อรองรับการท่องเที่ยวต่อไปในอนาคต
สถานที่ต้องไปคือ “พระธาตุแช่แห้ง” ถือว่าเป็นปูชนียสถานที่ถือว่าศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เคารพนับถือของชาวจังหวัดน่านและจังหวัดใกล้เคียง มีลักษณะของศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมขององค์พระธาตุเจดีย์ วิหารหลวง วิหารพระนอน และบันไดนาค ที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง แสดงให้เห็นถึงแบบอย่างทางศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมแบบหนึ่งที่ผสมผสานคติความเชื่อทางพุทธปรัชญาไว้อย่างกลมกลืน และเป็นพระธาตุประจำของคนปีเถาะ (กระต่าย)
ตามด้วยวัด “ภูมินทร์” ดังถึงขนาดผงซักฟอกยี่ห้อ “โอโม”  นำไปเป็นโฆษณาประกอบ แต่ที่เราไปนั้นเพื่อจะชม“ภาพกระซิบรักบันลือโลก” ซึ่งเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวมากมาย ภาพชายหญิงแต่งกายแบบพม่าหรือไทยใหญ่ กำลังยืนกระซิบกัน มีอักษรล้านนาโบราณเขียนกำกับไว้รางๆ  ถอดความได้ว่า “ปู่ม่าน ญ่าม่าน”
คำว่า “ม่าน” ในภาษาล้านนาใช้เรียกดินแดนพม่าและชาวพม่า บางที่อาจใช้เรียกชาติพันธุ์ไทย หรือ “ไต” ส่วนคำว่า “ปู่” และ “ญ่า” ในภาษาถิ่นล้านนา หมายถึงคำสรรพนามเรียก ผู้ชายและผู้หญิง ภาพปู่ม่าน ญ่าม่าน ภาพนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพที่งามเป็นเยี่ยมของวัดภูมินทร์ และยังคงกระซิบบอกรักกันอยู่ทุกวันผ่านกาลเวลามากว่า 400 ปีแล้ว
ไม่ไกลจากตัวเมืองน่าน ยังมีสถานที่โดดเด่นด้านของธรรมชาติหลายแห่ง อาทิ อุทยานแห่งชาติดอยภูคา อุทยานดอยภูคานับเป็นบ้านแห่งสุดท้ายของต้นชมพูภูคาพันธุ์ไม้หิมาลัย
จุดชมต้นชมพูภูคาที่เข้าถึงง่ายที่สุดอยู่ริมถนนห่างจากที่ทำการฯ ไป 5 กิโลเมตร ส่วนเส้นทางศึกษาธรรมชาติชมพูภูคา จัดไว้ 2 วงรอบ รอบเล็ก 1.2 กิโลเมตร ใช้เวลาเดิน 2 ชั่วโมง รอบใหญ่ 4.3 กิโลเมตร เดิน 4 ชั่วโมง ระหว่างเส้นทางจะพบป่าสนสามใบ ป่าดึกดำบรรพ์ ต้นชมพูภูคา รวมถึงนางพญาเสือโคร่ง ที่จะสร้างความหลงใหลในเสน่ห์ของธรรมชาติ
คนที่มีโอกาสไปเยือนอุทยานฯ ดอยภูคา ก็มักจะไปพักผ่อน “บ่อเกลือ” ซึ่งนักท่องเที่ยวหลายคนอาจจะรู้จักกันบ้าง ที่นี่เป็นพื้นที่บนยอดเขาสูง แต่กลับมีบ่อเกลือสินเธาว์เป็นแหล่งเกลือที่มีความสำคัญมาแต่โบราณ และปัจจุบันนี้ชาวบ้านก็ยังทำเกลือสินเธาว์กันอยู่เหมือนเดิม
สถานที่แห่งนี้มีความน่าสนใจสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความงดงามของธรรมชาติอันพิสุทธิ์ ทั้งภูเขา ป่าไม้ แม่น้ำลำธาร และอากาศที่แสนเย็นสบาย มีสายหมอกปกคลุมยามเช้า ซึ่งถ้าหากใครกำลังสนใจอยากจะมาเที่ยวที่บ่อเกลือ และอยากได้ที่พักแสนสบายใกล้ชิดธรรมชาติอันสวยงาม
แนะนำว่า ต้องมาที่ “บ่อเกลือวิว รีสอร์ท” (Boklua View Resort) เป็นรีสอร์ทเล็กๆ ใกล้อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ตั้งอยู่ในหุบเขา ริมแม่น้ำ ที่น่ารักเป็นส่วนตัวเงียบสงบชวนให้พักผ่อนเป็นอย่างยิ่ง
ไฮไลต์สำคัญของที่นี้ อาหารรสชาติอร่อยมาก เพราะเจ้าของเคยเป็นเชฟฝีมือเยี่ยมทำงานที่โรงแรมชื่อดังหลายแห่งในกรุงเทพฯ แต่แล้วก็ได้ตัดสินใจหวนกลับมาที่บ้านเกิด และมาสร้างบ่อเกลือวิว รีสอร์ทขึ้น ของขึ้นชื่อ อาทิ ขาหมูทอดเยอรมัน ผักปลอดสารพิษต่างๆ และขนมเค้กสมชาติเลิศรส
ขณะที่ห้องพักทั้งหมดอยู่บนเนินที่สงบเงียบเป็นส่วนตัวและมองเห็นทิวทัศน์อันสวยงามของแม่น้ำมางและภูเขาใกล้พรมแดนของไทย-ลาวได้อย่างชัดเจน และทุกห้องพักจะมีระเบียงให้ได้ออกมานั่งรับลมเย็นๆ ส่วนภายในห้องพักมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ
ปิดท้ายก่อนกลับเข้าเมืองน่านก็ต้องไป “ล่องแก่งลำน้ำว้า” อุทยานแห่งชาติแม่จริม บนเรือยางตลอดเส้นทางจะพบความใสและความเย็นของน้ำ จนมองเห็นก้อนกรวดในพื้นล่างได้ชัดเจน คดเคี้ยวไปตามโค้งดอยที่สลับซับซ้อน กลางสายน้ำประกอบด้วยโขดแก่งขนาดเล็กๆ ทิ้งช่วงห่างเป็นระยะๆ
การไป “แก่งน้ำว้า” สร้างความประทับใจให้เรา เพราะได้ทั้งความหนาวและความสนุกสุดเหวี่ยง ที่ได้ลุยและสัมผัสธรรมชาติและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
หากจะให้บรรยายถึงเมืองน่านในด้านการท่องเที่ยว ก็ไม่สามารถบอกเล่าได้ทั้งหมด แต่มีสิ่งที่ชาวน่านมักจะฝากบอกเราไปถึงคนเมืองกรุง
หากมาที่นี่ ก็อยากให้ช่วยกันรักษาธรรมชาติ เพราะหากไม่ป้องกันไว้ตั้งแต่ต้น อาจจะส่งผลต่อบรรยากาศที่แสนดีในอนาคต เพราะพวกเขาไม่ต้องการให้เมืองน่านเป็นเช่นเมืองปาย จ.แม่ฮ่องสอน ที่วันนี้สภาพบอบช้ำไปแล้ว
สรณะ รายงาน