http://www.thaipost.net/tabloid/200512/57054
20 May 2555
กาญจนบุรีเป็นเมืองท่องเที่ยวติดห้าอันดับแรกของคนไทยมานานนับสิบปี ดูได้จากจำนวนนักท่องเที่ยวประมาณปีละสี่ห้าล้านคน สร้างรายได้เกือบหนึ่งหมื่นล้านบาทต่อปี
วันนี้กาญจนบุรียังคงเป็นจังหวัดใกล้กรุงเทพฯ เต็มเปี่ยมด้วยศักยภาพที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มด้านการท่องเที่ยวในหลายๆ มิติ ในกลุ่มคนที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวแนวธรรมชาติและผจญภัย มี “แม่น้ำแคว” และ “น้ำตก” ที่วิจิตรตระการตาเป็นแม่เหล็กอันดับต้นๆ ส่วนในมุมของประวัติศาสตร์ กาญจนบุรีโด่งดังชั่วข้ามคืนไปทั่วโลก จากภาพยนตร์ที่มีชื่อเดียวกับมรดกจากสงครามมหาเอเชียบูรพา นั่นคือ “สะพานข้ามแม่น้ำแคว” (และแน่นอนทางรถไฟสายมรณะ)
เรื่องราวของเมืองกาญจน์ยังไม่หมดสิ้นแค่นั้น ล่าสุด จิตตินทร์ ฤทธิรัตน์ หรือปู อดีตสื่อมวลชนที่ตัดสินใจไปตั้งหลักปักฐานยังเมืองน่าอยู่ ผู้คนน่ารักแห่งนี้ เพื่อทำภารกิจเกี่ยวกับการอนุรักษ์ช้าง ได้บอกเล่าเรื่องราวที่เธอพบผ่านปลายปากกามายังพื้นที่ “มองเมือง” เกี่ยวกับเรื่องราวของเทพช้างทับศิลา ที่น้อยคนนักจะรู้จัก
ลองมาฟังเธอดู
……………………………………
เทพช้างทับศิลา
แนวสันเขาที่มีเสน่ห์ด้วยรอยหยักทาบทับขอบฟ้าที่ทำให้เรามิอาจละสายตาจากไปได้ เป็นภูมิประเทศที่สวยโดดเด่นที่สุดบนเส้นทางสายโป่งปัด-ทัพศิลา ซึ่งไม่ได้เจอนักท่องเที่ยวทั่วไปบ่อยนัก เพราะมันเลื้อยและทอดผ่านหุบเขาช่องสะเดาที่ซ่อนตัวอยู่อย่างถ่อมตัวและสันโดษ เมื่อเทียบกับเรื่องราวต่างๆ อันสุดแสนยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ไทย-พม่า ที่เคยเกิดขึ้นในพื้นที่ยุทธศาสตร์แถบนี้เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว
ในเช้าตรู่ของวันที่ท้องฟ้าสดใสวันหนึ่ง ถนนเส้นนี้ซึ่งเป็นถนนที่สวยงามที่สุดเส้นหนึ่งของกาญจนบุรี ได้นำทางเราให้ไปรู้จักวัดเล็กๆ ข้างถนน ที่ดูจากภายนอกไม่ได้มีความดึงดูดใจอะไรเลย ยกเว้นสิ่งที่ชาวบ้านแถวนั้นเรียกว่า “เทพช้าง” ที่ถูกค้นพบและยังฝังตัวอยู่ในผืนแผ่นดินตรงนั้นอย่างเงียบเชียบมาเกือบยี่สิบปีนับตั้งแต่วันที่ถูกค้นพบ
แต่หลังจากฝังตัวอยู่ใต้ผืนดินอย่างเงียบเชียบมานานหลายปี ปัจจุบัน กลุ่มหินรูปช้างหรือที่ผู้เคารพนับถือศรัทธาเรียกว่า “เทพช้าง” ก็ได้รับการปกป้องอย่างดีจากแดดและลมฝนภายใต้ศาลาทรงแปดเหลี่ยม จากพื้นข้างบน มีบันไดสองข้างทอดต่ำลงไปในหลุมที่ขุดลึกลงไปประมาณสองเมตร บนพื้นดิน มีก้อนหินใหญ่วางอยู่กลุ่มกระจุกหนึ่ง บางก้อนโดยเฉพาะก้อนใหญ่ที่สุดดูคล้ายช้างที่ล้มพังพาบอยู่ในท่าคุกเข่า เหมือนถูกฝังครึ่งตัวอยู่ใต้พื้นดิน ส่วนพื้นดินรอบๆ ยังคงปล่อยให้เป็นไปตามสภาพเดิม แต่ภาพวาดบนฝาผนังของศาลาที่สร้างล้อมกลุ่มหินเทพช้างไว้นั้น สะท้อนถึงความศรัทธาของผู้สร้างที่มีต่อสิ่งนี้ได้อย่างไม่มีข้อสงสัย
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้สัญจรไปมาหรือแม้แต่คนท้องถิ่นเองก็ยากที่จะรู้ว่ามีกลุ่มหินรูปช้างที่เรียกว่า “เทพช้างทับศิลา” ซ่อนอยู่ในวัดเล็กๆ บนเส้นทางเดินทัพในอดีตที่ซุกซ่อนอยู่ในช่องเขาที่สวยงามตระการตาที่รู้จักกันในชื่อช่องสะเดา เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าเจ้าอาวาสไม่เคยคิดที่จะโฆษณาหรืออวดอ้างใดๆ เกี่ยวกับประสบการณ์ตรงที่ท่านและผู้ศรัทธาอื่นๆ ได้พานพบด้วยตัวเองมาเกือบยี่สิบปี จึงไม่น่าแปลกใจที่ไม่มีป้ายใดๆ หน้าวัดที่จะนำเราไปที่ที่เทพช้างถูกฝังอยู่
เราเองก็อดแปลกใจไม่ได้เหมือนกันเพราะเคยผ่านเส้นทางนี้หลายครั้ง บริเวณนี้ก็อยู่ในพื้นที่ทำงานของเราเหมือนกัน โดยส่วนตัวชอบเส้นทางนี้มาก เพราะวิวสวย มีภูเขาหินปูนที่มีเสน่ห์มาก ใช้เส้นทางนี้มาห้าหกปี และเห็นป้ายวัดมาตลอด แต่ไม่เคยคิดจะเข้าไป เมื่อเร็วๆ นี้นี่เองที่ได้เข้าไปเพราะตั้งใจจะไปสอบถามพระในวัดเกี่ยวกับเรื่องช้างป่า ว่าเคยเห็นช้างป่ามาที่บริเวณวัดบ้างมั้ย
วันนั้นออกพื้นที่กับทีมงานตั้งแต่หกโมงเช้า ไปตามหมู่บ้านต่างๆ บนเส้นทางสายนี้ จนเข้าไปลึก ลัดเลาะไร่ชาวบ้านไปจนเข้าเขตไทรโยค ท่าเสา ขากลับได้ตั้งใจแน่วแน่ว่าวันนี้จะต้องไปพูดคุยสอบถามพระที่วัดทัพศิลาให้ได้ ไปถึงก็มีหลวงพี่ออกมา เราก็บอกเหตุผลไปว่าเรามาทำไม หลวงพี่ก็บอกว่าให้ไปดูเทพช้างก่อน เราก็คิดว่าอาจเป็นรูปปั้นพระพิฆเนศวรก็ยังไม่สนใจ เพราะดูที่ไหนก็ได้ ทันทีทันใดก็มีหลวงพี่อีกรูปวิ่งมาจากด้านหลังอย่างกระตือรือร้น และบอกว่าขอเชิญไปดูเทพช้างก่อนแล้วค่อยคุยกับเจ้าอาวาส เราก็เลยไปด้วยความเกรงใจ แต่พอไปถึงก็อดรู้สึกทึ่งกับสิ่งที่เห็นตรงหน้าไม่ได้ แต่นั่นเป็นเพียงความรู้สึกส่วนตัวของตัวเอง คนอื่นๆ อาจจะไม่ได้รู้สึกอย่างนั้น
จากคำบอกเล่าของผู้มาเยือน กลุ่มหินที่มีรูปร่างเหมือนช้างอย่างน่าอัศจรรย์ใจ หรือที่เรียกว่า “เทพช้างทับศิลา” ถูกค้นพบจากความฝันของเจ้าอาวาสวัดทับศิลาเมื่อ 18 ปีที่แล้ว ขณะที่ทางวัดกำลังดำเนินการก่อสร้างศาลา แต่เกิดอุปสรรคนานาประการที่ทำให้ไม่สามารถตอกเสาตอม่อ ลงในบริเวณที่ต่อมาได้ขุดพบเจอกลุ่มหินรูปช้าง ตามที่พระครูได้เห็นในนิมิต (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในกรอบ)
นอกจากสิ่งที่เรียกว่าเทพช้างทับศิลาแล้ว ตัววัดทับศิลา (ล่าง) ก็เป็นวัดเล็กๆ มีพระอยู่สี่รูปและเณรแปดองค์ซึ่งยากจน และได้อาศัยวัดอยู่เพื่อเรียนหนังสือทั้งทางโลกและทางธรรม หลวงพ่อปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกและรูปเดียวจนถึงปัจจุบัน นับตั้งแต่วันที่ท่านได้สร้างที่นี่เป็นสำนักสงฆ์ขึ้นเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว
ทับศิลาล่างในวันนี้จึงยังคงเป็นวัดเล็กๆ ที่ยังคงมีการก่อสร้างโบสถ์ ศาลาปฏิบัติธรรม และศาลาสวดพระอภิธรรมที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ อาคารไม้เปิดโล่งหลังใหญ่ ยกพื้นใต้ถุนสูงแบบไทยๆ จึงทำหน้าที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของวัดนี้จนกว่าสิ่งปลูกสร้างที่จำเป็นอื่นๆ จะแล้วเสร็จ ซึ่งขึ้นอยู่กับจิตศรัทธาของสาธารณชน
หากใครมีโอกาสได้เดินทางผ่านมาแถวนี้ อาจจะลองเผื่อเวลามาแวะที่วัดทับศิลาเพื่อชมเทพช้างได้ และชมวิวที่สวยงามแสนโรแมนติกสองข้างทาง หลังจากนั้นอาจแวะเยี่ยมชมอุทยานสงครามเก้าทัพที่ตั้งอยู่ไม่ไกลกัน หรือหากว่าเทศกาลทอดผ้าป่าก่อนเข้าพรรษาในเดือนกรกฎาคม ยังไม่รู้ว่าจะไปทำบุญที่วัดไหนดี ก็อาจจะจดจำวัดทับศิลา ต.ช่องสะเดา ไว้เป็นจุดหมายปลายทางในใจ การเดินทางทำได้ง่ายโดยขับรถไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 3199 (เส้นกาญจนบุรี-เอราวัณ-ศรีสวัสดิ์) ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ระยะทางประมาณ 40 กม. เมื่อเลยอุทยานสงครามเก้าทัพบริเวณแยกโป่งปัด ให้เลี้ยวซ้ายที่แยกนี้ ขับต่อไปบนเส้นทางที่จะตัดไปไทรโยค อีกประมาณห้านาทีก็จะเห็นวัดตั้งอยู่ทางขวามือ หรือถ้าจำเป็นต้องใช้เส้นทางกาญจนบุรี-ไทรโยค ก็ให้เลี้ยวขวาที่สามแยกทัพศิลา-ช่องกระทิงตรงป้อมตำรวจ ขับไปสักสิบนาทีจะถึงวัดตั้งอยู่ทางซ้ายมือ
ระหว่างทางไม่ว่าคุณจะมาจากเส้นไทรโยคหรือจากตัวเมืองกาญจนบุรี มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมายให้แวะชม พักผ่อนหย่อนใจ หาความรู้ใส่ตัว หรือทำความดีเล็กๆ น้อยๆ เพื่อบุคคลหรือเพื่อนร่วมโลกอื่นๆ เช่น พระบรมราชานุสาวรีย์พระนเรศวร บ้าน ช.ช้างชรา โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก อุทยานฯ สงครามเก้าทัพ ฯลฯ
จงอย่าเชื่อในสิ่งที่เขาบอกต่อๆ กันมา จงมาดูด้วยตัวเอง!
จิตตินทร์ ฤทธิรัตน์
************
ล้อมกรอบ
ความเป็นมาของเทพช้าง จากคำบอกเล่าของเจ้าอาวาส
“ในปี 2536 อาตมาเริ่มสร้างศาลา ตอนที่ตอกเสาลงไป มีเสาอยู่ต้นหนึ่งที่มีงูสีแดงมาพันตลอดเวลา พันอยู่ตลอดสามวัน อาตมารู้สึกเอะใจ เพราะบางครั้งเราอาจจะฉลาดแต่ไม่เฉลียว เราอาจไม่รู้ นึกไม่ถึง อาตมาจึงจุดธูปและตั้งจิตอธิษฐานว่า หากมีอะไรที่ต้องการจะบอกอาตมาก็ขอให้มาสื่อให้อาตมาได้รับรู้ คืนนั้นอาตมาได้ฝันเห็นช้างสามตัว มาขอร้องอาตมาบอกว่าอย่าสร้างอะไรตรงนั้น พวกเขาจะลำบาก ไม่มีทางออก ออกไปหาน้ำ หากล้วย อ้อยกินไม่ได้ อาตมาก็คิดในใจว่า ถ้าเป็นจิตวิญญาณก็น่าจะลอยไปไหนก็ได้ พอคิดอย่างนี้ ช้างก็หายไป อาตมาก็ไม่มั่นใจนัก วันรุ่งขึ้นจึงจุดธูปตั้งจิตอธิษฐานใหม่ บอกว่าถ้าเป็นอย่างที่ท่านว่าจริง ขอให้มาเข้าฝันอีก คืนนั้นเทพช้างก็มาอีกและทำให้อาตมาเห็นเป็นฉากๆ เหมือนสไลด์เลื่อนไปเรื่อยๆ เป็นกองทัพโบราณ เดินผ่านป่าบริเวณนี้ มีช้างสามตัวที่ถูกฟันที่ขา ใช้จังไรยัดในแผล แต่ก็ไม่หาย ติดเชื้อและมีแมลงวันตอมจนแผลเน่า จนในที่สุด ทหารเลยตัดสินใจยิงช้างสามตัวนั้นและทิ้งไว้ที่นั่น เพราะยากลำบากถ้าจะเดินทัพต่อโดยมีช้างบาดเจ็บอย่างนั้นอยู่ในทัพ”
“อาตมาก็ยังไม่ค่อยมั่นใจนัก วันรุ่งขึ้นจึงจุดธูปอีก บอกว่าทางวัดต้องการเงินมาจ่ายค่าไฟฟ้า ซึ่งช่วงนั้นการไฟฟ้าเริ่มมาติดตั้งไฟฟ้าให้ที่หมู่บ้าน หม้อไฟของวัดสี่สิบแอมป์ต้องจ่ายประมาณแปดพันกว่าบาท อาตมาเลยสงสัยว่าเทพช้างจะช่วยได้มั้ย ท่านบอกว่าได้ แต่ขอให้ไปบอกเจ้าหน้าที่ว่าขอผลัดอีกสามสัปดาห์ อาตมาก็ไม่ค่อยมั่นใจมากนัก แต่พอสัปดาห์ที่ 3 ก็มีแขกซิกซ์มาที่วัดพร้อมภรรยาคนไทย มาถามว่าหลวงพ่ออยู่มั้ย อาตมาตัวเปื้อนปูนเพราะก่อสร้างศาลาอยู่ จึงบอกไปว่าไม่อยู่ เขาถามต่อว่า คิดว่าหลวงพ่อต้องการความช่วยเหลืออะไรบ้าง เห็นสร้างศาลาอยู่ อาตมาเลยบอกว่าหลวงพ่อไม่มีเงินจ่ายค่าหม้อไฟ ประมาณแปดพันสี่ร้อยบาท เขาบอกว่าต้องการแค่นี้จะพอเหรอ ต้องการอะไรมากกว่านี้อีกมั้ย อาตมาบอกว่าพอแล้ว เขาเลยนับเงินแปดพันห้าร้อยบาทใส่ซองบริจาคให้อาตมา เลยมีเงินไปจ่ายค่าหม้อไฟ”
“บางคนมาจากกรุงเทพฯ ขับรถแวะเข้ามา ฝนตกปรอยๆ ทำบุญและถามว่าขอนั่งสมาธิได้มั้ย อาตมาก็บอกว่าได้ อาตมาไม่ทราบว่าเขาเป็นใคร ต่อมาเขามาอีก มากันหลายคน เอารถตู้มา บอกว่าสิ่งที่เขาอธิษฐานไว้ที่นี่สำเร็จแล้ว เขาให้นามบัตร เขาบอกว่าก่อนหน้านี้เขาเป็นผู้ช่วยปลัด หลังจากอธิษฐาน เขาได้เป็นรองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ขอสงวนชื่อ) จึงพาครอบครัวมาทำบุญที่วัด”
“มีอีกหลายเรื่องแปลกๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทพช้าง อย่างกรณีสร้างศาลาก็เหมือนกัน อาตมาก็กังวลว่าจะมีเงินมาจ่ายค่าก่อสร้างมั้ย งานก่อสร้างก็เดินหน้าไปเยอะแล้ว คนงานก่อสร้างก็หลายคน ต้องใช้เงินทุกวัน ไหนจะครอบครัว ลูกเมียเขาอีกที่ต้องขอเงินใช้ทุกวันเหมือนกัน อาตมาเริ่มไม่มีเงินให้เขาแล้ว อาตมาเริ่มคิดหนัก ต้องบอกว่าตอนนั้นรู้สึกเหนื่อยมากและเริ่มถอดใจ ก็เลยจุดธูปบอกอีกว่าถ้าเทพช้างมีจริงและช่วยได้จริง ให้มาเข้าฝันอาตมา เทพช้างก็มาตามที่อาตมาขอและบอกว่าให้ทำต่อไป จะช่วยสร้างให้สำเร็จเอง ไม่ต้องห่วง จะมีเงินเข้ามาช่วยแน่ แต่ให้ไปผลัดทางร้าน ขอเวลาอีกสักห้าหกเดือน เดี๋ยวจะได้เงินก้อนใหญ่มาช่วยเรื่องก่อสร้าง อาตมาก็ลองเชื่อมั่นอีกสักครั้ง แต่ในใจก็หวั่นๆ ว่าถ้าไม่เป็นตามนี้ วัดก็จะลำบาก ในระหว่างนั้นอาตมาก็เลยบอกกับญาติโยมเรื่องการก่อสร้างศาลา คิดว่าอย่างน้อยเราก็ทำตรงนี้เผื่อไว้ด้วย เผื่อว่ามันจะไม่เป็นอย่างที่เทพช้างบอก หลังจากนั้นไม่นานก็มีคนมาติดต่ออาตมา ให้ติดต่อหาคนขายทรายเพื่อถมที่ที่หนองงูเห่าเพื่อจะสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ เขาต้องการดินวันละเป็นสิบคันรถสิบล้อ อาตมาเลยเป็นธุระติดต่อเรื่องรถและคนขายดินให้เขา ให้พรรคพวกช่วยหา หาได้สิบคัน เขาบอกว่าเขาจะบริจาคให้หนึ่งสตางค์ต่อคิว คิดแล้วตกเป็นเงินถึงสองสามล้านบาท ก็เลยได้เงินมาจ่ายค่าก่อสร้างศาลาและค่าใช้จ่ายของวัด”.
















