ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน ปุ๋ย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ชี้คนมีไฝเยอะแก่ช้า-แถมสุขภาพดี 2012/05/30

http://www.thaipost.net/node/30900

2 December 2553

เรามักไม่ชอบที่มีไฝตามตัวหรือใบหน้าเยอะๆ แต่นักวิทยาศาสตร์บอกว่าคนมีไฝดกนับว่าโชคดี เพราะผู้ชายและผู้หญิงที่มีไฝมากกว่า 100 เม็ดขึ้นไปมักมีเนื้อกระดูกแน่นแกร่งกว่าปกติ จึงมีแนวโน้มลดลงที่จะเป็นโรคกระดูกพรุน คนมีไฝเยอะมักมีรอยย่นรอยตีนกาน้อยด้วย ช่วยให้ดูอ่อนเยาว์กว่าวัยจริงถึง 7 ปี
นอกจากนี้ คนไฝดกมักมีกล้ามเนื้อที่เต่งตึง มีดวงตาและหัวใจที่ห่างไกลโรคมากกว่าคนที่มีไฝน้อยๆ ประโยชน์เหล่านี้นับว่ามากมายเมื่อเทียบกับข้อเสียที่ว่า คนมีไฝมากจะเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนังมากกว่า ซึ่งอาจพัฒนาเป็นเนื้องอกมะเร็งดำเมื่อถูกแสงแดดมากเกินไป
ทีมวิจัยของคอลเลจ ลอนดอน บอกว่า ข้อค้นพบนี้จะนำไปสู่การพัฒนาครีมทาผิวที่จะลบรอยเหี่ยวย่น และคนที่มีไฝมากก็จะไม่จำเป็นต้องไปฉีดคอลลาเจนหรือทำศัลยกรรมตกแต่ง
ศาสตราจารย์ทิม สเปกเตอร์ ศาสตราจารย์ด้านพันธุศาสตร์ บอกว่า ไฝตามตัวของคนเราจะหายไปเองเมื่อถึงวัย 40 เราพบว่า คนที่มีไฝดกจะดูไม่แก่แม้มีอายุถึง 60 ปีแล้วก็ตาม
ไฝเกิดจากการแบ่งตัวอย่างรวดเร็วของเซลล์ ซึ่งทำให้เกิดเม็ดสีสีดำในผิวหนัง ซึ่งมักเกิดขึ้นในตอนเป็นเด็ก และจะเริ่มหายไปเองเมื่ออายุถึงวัยกลางคน แต่บางรายก็ยิ่งมีไฝมากขึ้น
ทีมวิจัยของคิงส์คอลเลจ ได้ศึกษาสตรีที่เป็นแฝดต่างจำนวน 1,200 คน อายุระหว่าง 18-79 ปี พบว่า คนที่มีไฝ 100 เม็ดขึ้นไปมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคกระดูกพรุนน้อยกว่าคนที่มีไฝไม่ถึง 25 เม็ดราวครึ่งหนึ่ง
คนที่มีไฝดกมักมีการผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาวซึ่งมีส่วนปลายของแขนโครโมโซม หรือเทโลแมร์ ยืดยาวกว่าปกติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของดีเอ็นเอที่ทำให้เซลล์มีการผลิตซ้ำและป้องกันการเสื่อมสภาพ
ศาสตราจารย์สเปกเตอร์บอกว่า การศึกษาที่บริสเบน ประเทศออสเตรเลีย ก็ได้ข้อสรุปในทำนองเดียวกันทั้งกลุ่มผู้ชายและผู้หญิง
คณะนักวิจัยได้เสนอผลการศึกษานี้ในการประชุมของราชสมาคมแพทย์แห่งอังกฤษ
คนส่วนใหญ่มีไฝประมาณ 30 เม็ด แต่บางคนมีถึง 400 เม็ด และคนประมาณ 10% มีไฝราว 100 เม็ดขึ้นไป นั่นหมายความว่าประชาชนหลายล้านคนจะได้ประโยชน์จากการมีไฝดก.

 

งดอาหารเช้าบ่อยเสี่ยงโรคหัวใจ 2012/05/30

http://www.thaipost.net/node/30807

30 November 2553

นักวิจัยบอกว่า การออกจากบ้านทั้งที่ท้องยังว่างทำให้เป็นโรคอ้วน มีไขมันสะสมบริเวณท้อง และมีคอเลสเตอรอลสูงขึ้น ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังทำให้มีระดับอินซูลินในเลือดสูงขึ้นด้วย ซึ่งอาจนำไปสู่โรคเบาหวาน
คนที่มีความเสี่ยงเหล่านี้มากที่สุดคือ ผู้ใหญ่รายที่มักไม่ทานอาหารเช้าเมื่อสมัยยังเด็ก และยังคงทำเช่นนี้มาตลอดเมื่อโตขึ้น
แม้ผลวิจัยก่อนหน้านี้ระบุว่า อาหารเช้าส่งผลดีต่อหัวใจ แต่งานชิ้นนี้เป็นครั้งแรกที่ติดตามผลเสียในระยะยาว
งานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ใน American Journal of Clinical Nutrition แสดงให้เห็นว่า เมื่อมีอายุถึงช่วง 20 ปลายๆ คนที่ไม่ค่อยทานอาหารเช้าเมื่อตอนเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ จะเริ่มมีอาการของโรคหัวใจ
นักวิทยาศาสตร์คิดว่า เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะคนเหล่านี้มีแนวโน้มจะกินอาหารที่มีน้ำตาลสูง และไม่ค่อยออกกำลังกาย รวมทั้งได้รับใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ ในปริมาณน้อย
นักวิจัยของมหาวิทยาลัยแทสเมเนีย ซึ่งติดตามศึกษาอาสาสมัคร 2,184 คนในช่วงเวลา 20 ปี พบว่า การงดอาหารเช้าจะทำให้ลักษณะการสะสมไขมันของร่างกายเปลี่ยนแปลงไป และคนเหล่านี้มักทานอาหารไม่ตรงเวลา.

 

มหัศจรรย์น้ำมันงา มีประโยชน์ท้าลมหนาว 2012/05/30

http://www.thaipost.net/node/30808

30 November 2553

“ฤดูหนาว” มาเยือนทีไร สุขภาพที่เคยดีก็อาจป่วยได้ง่าย ดูไม่สดใส ผิวพรรณขาดความชุ่มชื่น สร้างความกังวลใจให้หลายคนไม่น้อย โดยเฉพาะใครที่กำลังวางแผนท่องเที่ยวตะลุยท้าลมหนาวช่วงปลายปี อาจทำให้หมดสนุกถ้าร่างกายไม่พร้อมดั่งใจ ดังนั้น เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวจึงจำเป็นต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษ
นางสาวอนันดา หวังวณิชกุล ผู้บริหารยูเนียนฟูดอินดัสตรี เจ้าแม่น้ำมันงา มีเคล็ดไม่ลับแบบฉบับใครก็ทำได้ เพื่อการมีสุขภาพที่ดีท้าลมหนาวมาฝากกันในวันนี้ โดยเธอบอกว่า นอกจากการดูแลร่างกายให้อบอุ่นแล้ว ที่สำคัญก็อย่าลืมดูแลเรื่องอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย เริ่มกันตั้งแต่การรับประทานอาหาร โดยอาหารการกินในช่วงฤดูหนาวนั้น ที่สำคัญควรเลือกรับประทานอาหารร้อนปรุงเสร็จใหม่ๆ เน้นเมนูที่มีส่วนผสมของสมุนไพร เป็นยาขนานเอกที่หาทานได้ง่ายในบ้านเมืองเรา
“ส่วนใหญ่เรามักใช้พืชผักสมุนไพรเป็นส่วนผสมหลักในการปรุงอาหารเกือบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นหอมแดง ช่วยต้านหวัดคัดจมูก ลดความร้อนในร่างกาย, พริกไทย ช่วยขับเสมหะ บำรุงธาตุ, สะเดา ก็แก้ไข้ได้แถมทำให้เจริญอาหารอีกด้วย, ดอกแค แก้ไข้หัวลม และพริก ช่วยขับเสมหะทำให้ทางเดินหายใจโล่ง แต่ที่กล่าวมาข้างต้นนี้เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้ว ดังนั้น เคล็ดไม่ลับ…สู่การมีสุขภาพดีท้าลมหนาวในวันนี้ จะขอแนะนำให้รู้จักความมหัศจรรย์ของน้ำมันงาที่สกัดจากเมล็ดงาเมล็ดจิ๋ว ธัญพืชสารพัดประโยชน์ นางเอกแห่งสมุนไพรไทยกันค่ะ” คุณอนันดากล่าว และว่า
“น้ำมันงา” แท้จริงแล้วมีคุณค่าทางโภชนาการมากมาย ชาวฮินดูเชื่อว่าเมล็ดงาเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นอมตะ ด้วยเหตุผลนี้จึงถือว่าน้ำมันงาเป็นน้ำมันที่เป็นมงคลที่สุดรองจาก “ฆี” (ghee) หรือเนยไส และถูกใช้ในพิธีกรรมและการสวดต่างๆ สำหรับบ้านเรางาถือเป็นพืชสมุนไพร ด้วยประโยชน์และสรรพคุณมากมายของเมล็ดงา ทำให้มีการใช้งาเป็นส่วนผสมในอาหารและทำเป็นขนมหลากหลายชนิดในวัฒนธรรมต่างๆ เกือบทั่วโลกมาแต่ครั้งโบราณกาล
ฉะนั้น หน้าหนาวนี้สาวๆ จึงไม่ควรพลาดนำคุณประโยชน์ของน้ำมันงามาเป็นเกราะป้องกันให้ร่างกายเราแข็งแรง เนื่องจากอุดมด้วยวิตามินบี 1, บี 2, บี 3, บี 5, บี 6, บี 9, วิตามินไบโอติน โคลีน ไอโนสิตอล และยังมีกรดพาราอะมิโน แบนโซอิค ซึ่งช่วยบำรุงประสาท ตลอดจนกรดไขมันไลโนเลอิก ทำให้ผิวหนังชุ่มชื่น ช่วยบำรุงผิวพรรณให้ผุดผ่อง ไม่หยาบกระด้าง อีกทั้งยังมีคุณประโยชน์อื่นๆ อาทิ บำรุงสุขภาพเส้นผมให้แข็งแรง ดกดำ นิ่มสลวย เงางาม ไม่แห้งแตกปลาย และยังช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตรอบๆ รูขุมขนบนหนังศีรษะ ที่สำคัญยังต้านอนุมูลอิสระ ยืดอายุเซลล์ผิวหนังได้เมื่อบริโภคเป็นประจำ
ส่วนการดูแลผิวพรรณ สำหรับใครที่ชอบอาบน้ำอุ่นหน้าหนาว อาจเจอปัญญาผิวแห้งง่ายกว่าอาบน้ำเย็น เพราะน้ำมันที่ผิวหนังจะถูกชะล้างออกไป รวมทั้งความชื้นของอากาศที่ลดลง ยิ่งทำให้ผิวแห้งแตกและคันได้ง่าย ดังนั้นจึงไม่ควรมองข้ามการดูแลผิวหลังอาบน้ำ ซึ่งน้ำมันงาบริสุทธิ์สามารถช่วยบำรุงผิวหลังอาบน้ำได้เป็นอย่างดี เพราะน้ำมันสามารถซึมซับเข้าสู่ผิวหนังได้รวดเร็ว เพียงทาเช้าและก่อนนอน ทำให้ผิวชุ่มชื้น ลดอาการแห้งแตกและคันได้
เรียกได้ว่าน้ำมันงาจากธัญพืชเมล็ดจิ๋วนี้มีประโยชน์ครบถ้วน ทั้งเรื่องสุขภาพและความงาม เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลสุขภาพที่น่าสนใจ หน้าหนาวนี้อย่าลืมเตรียมสุขภาพให้พร้อมด้วย “น้ำมันงา” รับรองว่าจะมีสุขภาพแข็งแรง ดูดีได้จากภายในสู่ภายนอก ท้าลมหนาวได้อย่างไร้กังวลแน่นอน.

 

มหกรรมรวมพลคนรักสุขภาพ 2012/05/30

http://www.thaipost.net/node/30588

25 November 2553

เนื่องในวาระครบรอบ 42 ปีแพทยสภา และ 120 ปีแห่งการพระราชสมภพ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระบิดาแห่งการแพทย์ไทย แพทยสภาร่วมกับโรงเรียนแพทย์ 18 แห่ง ราชวิทยาลัยแพทย์ 14 สถาบัน ตลอดจนโรงพยาบาลและสถาบันการแพทย์ทั้งภาครัฐและเอกชน จัดงาน ”มหกรรมรวมพลคนรักสุขภาพแห่งชาติกับแพทยสภา” (Thailand Medical Expo 2010) นำเสนอวิทยาการและนวัตกรรมด้านการแพทย์ในทุกสาขา พร้อมกิจกรรมให้ความรู้ความบันเทิงมากมาย ในระหว่างวันที่ 26-28 พฤศจิกายน 2553 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา กล่าวว่า มหกรรมรวมพลคนรักสุขภาพแห่งชาติกับแพทยสภาเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่แพทยสภาตั้งใจทำเพื่อประชาชน โดยจัดขึ้นภายใต้แนวคิด ”แพทยสภาดูแลคุณตั้งแต่เกิด การศึกษา เสริมสร้างสุขภาพในวัยทำงาน วัยทอง วัยชรา เจ็บป่วย ตราบจนวาระสุดท้าย” โดยมุ่งเผยแพร่วิทยาการด้านการแพทย์ และเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคต่างๆ และการดูแลสุขภาพแก่ประชาชน
กิจกรรมภายในงานแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ส่วนแรกคือ เมืองการศึกษาและวิชาการ ซึ่งโรงเรียนแพทย์ 18 แห่ง ราชวิทยาลัยแพทย์ 14 แห่ง โรงพยาบาลและสถาบันการแพทย์ทั้งภาครัฐและเอกชนจากทั่วประเทศกว่า 100 แห่ง จะนำเสนอวิทยาการและนวัตกรรมชั้นนำด้านการแพทย์และการพยาบาล อาทิ ราชวิทยาลัยเวชศาสตร์ฟื้นฟู เบื้องหลังการพลิกฟื้นชีวิตของนักกีฬาคนพิการกว่า 30 คนจนประสบความสำเร็จในการแข่งขันกีฬาเฟสปิกเกมส์ จนได้เหรียญรางวัล เพื่อให้ความหวังและกำลังใจแก่ผู้ป่วยอื่นๆ ในการสู้ชีวิต
สำหรับราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทยนำเสนอเรื่องมะเร็งเต้านม และการผ่าตัดโดยใช้กล้อง แผลเล็ก ฟื้นตัวเร็ว ราชวิทยาลัย โสต ศอ นาสิก จะมาไขปัญหาในเรื่องการนอนกรน ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยจะให้ความรู้แนะแนวทางป้องกันโรคและสุขอนามัยต่างๆ แก่ประชาชนทั่วไป พร้อมการเสวนาในหัวข้อ “คนไทยไร้พุง” ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยให้ความรู้เกี่ยวกับของเล่นเด็กปลอดภัย และราชวิทยาลัยวิสัญญีแพทย์แห่งประเทศไทยให้ความรู้ในเรื่องการรักษาโรคปวดเรื้อรัง เป็นต้น
ใครสนใจสามารถร่วมกิจกรรมได้ระหว่างวันที่ 26-28 พฤศจิกายน 2553 ณ ห้องแพลนนารีฮอลล์ 1-3 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เปิดให้เข้าชมตั้งแต่แเวลา 10.00 น.-20.00 น.

 

นั่งนานๆ “รวยโรค” ไม่รู้ตัว 2012/05/30

http://www.thaipost.net/node/30589

25 November 2553

ใครที่ชอบนั่งทำงาน หรือนั่งจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งนานเกินไป พิจารณาข่าวนี้ให้ดีๆ เพราะล่าสุดมีนักวิจัยทางการแพทย์สหรัฐออกมาบอกว่า การนั่งทำงานรวดเดียวเป็นเวลานานหลายชั่วโมง ถึงแม้จะออกกำลังกายประจำ ก็ยังเสี่ยงอายุสั้นอยู่ดี
งานวิจัยข้างต้น แพทย์หญิงกรุณา อธิกิจ อายุรกรรมทั่วไป โรงพยาบาลปิยะเวท ได้กล่าวว่า การนั่งนานๆ เป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยการศึกษาวิจัยพบว่า ผู้ชายที่นั่งทำงานอยู่กับที่มากเกินไป เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจถึง 2 เท่า และเสียชีวิตจากโรคหัวใจเทียบกับการทำงานที่ต้องเดิน สอดรับกับการศึกษาจากสมาพันธ์มะเร็งอเมริกา ที่ทำการศึกษาถึงเวลานั่งและการออกกำลังกาย กับอัตราการเสียชีวิตองอาสาสมัครระหว่างปี 1993-2006 ของอาสาสมัครชายหญิงจำนวน 53,440 และ 69,776 คนตามลำดับ ซึ่งไม่มีใครเป็นโรคมะเร็ง โรคหัวใจ อัมพาต และโรคปอดเลย
โดยระหว่างช่วงทำการศึกษา ทีมวิจัยพบว่า ยิ่งนั่งพักนานเท่าไรยิ่งเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิง มีรายงานว่าผู้หญิงที่นั่งเกินวันละ 6 ชม. เสี่ยงเสียชีวิตสูงกว่าผู้หญิงที่นั่งวันละ 3 ชม. หรือประมาณ 37 เปอร์เซ็นต์ ส่วนผู้ชายที่นั่งนานเกินวันละ 6 ชม. มีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าผู้ชายที่นั่งวันละ 3 ชม. หรือประมาณ 18 เปอร์เซ็นต์
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์นี้ไม่เปลี่ยนแปลงหลังหักลบเวลาออกกำลังกาย นอกจากนั้นยังพบว่า อาสาสมัครส่วนใหญ่เสียชีวิตเพราะโรคหัวใจมากกว่าโรคมะเร็ง ดังนั้น ไม่ว่าจะออกกำลังกาย 30-60 นาที แต่หากใช้เวลาที่เหลือของวันกับการนั่งนานๆ ย่อมมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและเสียชีวิตได้
ไม่เพียงแค่โรคหัวใจเท่านั้น การนั่งนานๆ ติดต่อกันหลายชั่วโมง แพทย์สาขาอายุรกรรมท่านนี้บอกต่อว่า ยังเพิ่มปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคระบบหลอดเลือด เช่น ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึกได้ง่าย ส่วนมากจะเกิดกับผู้โดยสารบนเครื่องบินที่ต้องบินเป็นระยะเวลานานนับสิบชั่วโมงโดยไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวร่างกาย หรือคนขับรถเป็นเวลานาน เสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้สูง
นอกจากนี้ยังรวมไปถึงโรคทางระบบเมตาโบลิก (ระบบการเผาผลาญพลังงานในร่างกายช้าลง) เป็นสาเหตุให้เกิดโรคน้ำหนักเกิน อ้วนลงพุง โรคเบาหวานชนิดที่สอง ระดับคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ลดลง 20 เปอร์เซ็นต์ เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจได้สูง ตลอดจนโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ โรคทางกระดูกและกล้ามเนื้อ เป็นต้น
อย่างไรก็ดี การลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคดังกล่าวนั้น แพทย์สาขาอายุรกรรมรายนี้ แนะนำสมาชิกทุกบ้านว่า ควรออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบแอโรบิกให้ได้ทุกวัน ประมาณวันละ 30-60 นาที ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและโรคอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญควรลดการเวลาการนั่งนานๆ ด้วยการเปลี่ยนท่วงท่า หรือเดินยืดเส้นยืดสายบ้าง
“คนที่ชอบนั่งทำงานอยู่กับที่ติดต่อกันหลายชั่วโมงควรเปลี่ยนท่าทางบ่อยๆ โดยทุก 1 ชม. ควรใช้เวลาเดินเล่นหรือทำกิจกรรมอื่นๆ บ้าง เช่น เดินขึ้นลงบันได 1-2 ชั้น หรือลดการพูดคุยสื่อสารทางอีเมล์ แต่ใช้การสื่อสารโดยตัวท่านเองในระหว่างเพื่อนร่วมงาน” แพทย์หญิงกรุณาฝากทิ้งท้าย.

 

เครื่ององศาบริกซ์ ตรวจปุ๊ปรู้”หวาน”ปั๊บ 2012/05/30

http://www.thaipost.net/node/30480

23 November 2553

อย่างที่ทราบกันดีว่าสถานการณ์โรคเบาหวานในปัจจุบันนั้น เรียกได้ว่าเป็นต้นเหตุของการเสียชีวิตเป็นอันดับสองรองจากโรคเอดส์ และในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาพบว่าวัยรุ่นมีอัตราการเป็นโรคเบาหวานเพิ่มมากขึ้น แต่เราจะทราบได้อย่างไรว่า ภายในเครื่องดื่มแต่ละชนิดนั้นมีน้ำตาลอยู่ในปริมาณเท่าไร ปัจจุบันจึงมีเครื่องมือสำหรับวัดน้ำตาลในเครื่องดื่ม ที่เรียกกันว่า Refractometer หรือเครื่อง “องศาบริกซ์” ที่ช่วยให้เราทราบถึงค่าน้ำตาลที่มีอยู่ในเครื่องดื่ม ทั้งนี้เพื่อช่วยให้เราบริโภคน้ำตาลอยู่ในปริมาณที่กำหนดไว้คือ 6-8 ช้อนชาต่อวัน
นางกุลพร สุขุมาลตระกูล นักโภชนาการชำนาญการ สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กล่าวถึงหลักการทำงานของเครื่ององศาบริกซ์ว่า ทำงานโดยใช้การหักเหของแสง เพื่อบอกค่าน้ำตาลที่มีอยู่ในเครื่องดื่มต่างๆ โดยค่าตัวเลขที่ได้จากเครื่ององศาบริกซ์นั้น จะออกมาใกล้เคียงกับการทดสอบในห้องปฏิบัติการ โดยขั้นตอนแรกเริ่มจากการตั้งค่าตัวเลขที่เครื่ององศาบริกซ์ให้อยู่ที่เลขศูนย์ หลังจากนั้นหยดน้ำกลั่นที่เป็นตัวทดสอบแรกลงไปที่บริเวณช่องสี่เหลี่ยมด้านหน้าของเครื่อง จากนั้นนำเครื่องดื่มที่เป็นน้ำผลไม้หรือน้ำอัดลมต่างๆ หยดลงไปที่บริเวณด้านหน้าของตัวเครื่อง แล้วกดที่ปุ่ม Start เครื่ององศาบริกซ์จะทำการอ่านค่าตัวเลขน้ำตาลที่อยู่ภายในเครื่องดื่มออกมา แล้วแสดงออกมาให้เห็นได้ทันที เช่น จากการทดสอบน้ำฝรั่ง ตัวเลขที่ออกมาคือ 16 กรัม (1 ช้อนชา = 4 กรัม)
ขณะเดียวกันหากเรากำหนดให้ภายใน 1 วัน เด็กควรรับประทานน้ำตาลไม่เกินวันละ 24 กรัม (24 กรัม = 6 ช้อนชา) ซึ่งน้ำตาล 24 กรัมนั้นอาจมาจากเครื่องดื่มและขนมที่เป็นอาหารว่าง แต่ค่าของน้ำฝรั่งที่วัดออกมาได้เป็นค่า 16 ก็แสดงว่าเด็กเหลือโควตาในการรับประทานน้ำตาลได้อีกไม่เกินประมาณ 8 กรัมเท่านั้น ฉะนั้นหากเด็กรับประทานน้ำฝรั่งไป 2 แก้ว (1 แก้ว = 200 ซีซี) ก็ได้รับน้ำตาลในปริมาณที่มากจนเกินไป ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเราควรรับประทานน้ำตาลไม่เกินวันละ 6-8 ช้อนชาภายใน 1 วัน ตรงนี้จึงเป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน ตลอดจนโรคฟันผุ ฯลฯ ในเด็กที่พบได้เป็นจำนวนมากในปัจจุบัน
นางกุลพรยังกล่าวถึงข้อจำกัดของเครื่ององศาบริกซ์ว่า จะใช้ได้ดีกับเครื่องดื่มที่มีลักษณะน้ำใสๆ เช่น น้ำหวานกลิ่นผลไม้ น้ำอัดลม ชา-กาแฟ แต่ถ้าหากเป็นนมหรือเจลลี่ เมื่อตรวจด้วยเครื่ององศาบริกซ์จะทำให้ผลการตรวจคลาดเคลื่อนเล็กน้อย เนื่องจากในนมและเจลลี่จะมีตะกอนที่ไปขัดขวางระบบการทำงาน เนื่องจากเครื่ององศาบริกซ์ทำงานโดยใช้หลักการหักเหของแสง แต่อย่างไรก็ตาม ผลที่ออกมาก็จะไม่คลาดเคลื่อนไปจากการตรวจในห้องปฏิบัติการมากนัก ส่วนใหญ่จะอยู่เพียงแค่ 1 หลักเท่านั้น
นอกเหนือจากการตรวจหาค่าน้ำตาลในเครื่องดื่มแล้ว เครื่ององศาบริกซ์ยังสามารถตรวจหาเกลือหรือโซเดียมในร่างกายเพื่อป้องกันการเกิดโรคไตได้อีกด้วย สำหรับราคาจำหน่ายของเครื่ององศาบริกซ์นั้น อยู่ที่ประมาณ 8,000-9,000 บาท และที่สำคัญคนทั่วไปหรือบรรดาพ่อค้าแม่ค้ายังสามารถหาซื้อเครื่ององศาบริกซ์ เพื่อน้ำไปใช้วัดปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มที่จำหน่ายได้ เนื่องจากเป็นเครื่องมือที่สามารถพกพาสะดวกไปได้ทุกที่.

 

โรคที่มากับน้ำท่วม 2012/05/30

http://www.thaipost.net/node/30272

18 November 2553

จากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัด ส่งผลให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ต่างๆ ได้รับผลกระทบและความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ประชาชนในหลายจังหวัดจำเป็นต้องดำเนินชีวิตอยู่ท่ามกลางน้ำที่ท่วมขังบ้านเรือนของตนเอง ทั้งหมดนี้อาจนำพามาซึ่งโรคภัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้จากสาเหตุน้ำท่วม ไม่ว่าจะเป็นโรคผิวหนัง เช่น แผลจากน้ำกัดเท้า โรคระบบทางเดินหายใจ โรคตาแดง โรคระบบทางเดินอาหารติดเชื้อ โรคฉี่หนู โรคไข้เลือดออก โรคหัด และโรคไข้มาลาเรีย นอกจากนี้อาหารที่ไม่สะอาดก็เป็นปัจจัยหนึ่งของการก่อให้เกิดโรค รวมถึงควรต้องระวังสัตว์ที่มีพิษกัดต่อย ในด้านจิตใจก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญ คือ ต้องระวังภาวะเครียด วิตกกังวล
นายแพทย์วิโรจน์ ตระการวิจิตร ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลนครธน ได้ให้ความรู้และคำแนะนำเกี่ยวกับโรคภัยในการดูแลตนเองจากโรคภัยต่างๆ ดังนี้
โรคผิวหนัง ที่พบบ่อยจากการเกิดน้ำท่วม ได้แก่ โรคน้ำกัดเท้าจากเชื้อรา ซึ่งเกิดจากการย่ำน้ำหรือแช่น้ำที่มีเชื้อโรค หรือความอับชื้นจากเสื้อผ้าเป็นเวลานาน อาจมีอาการเท้าเปื่อย คันตามซอกนิ้วเท้า ถ้าจำเป็นต้องย่ำน้ำ หลังจากเสร็จภารกิจแล้วควรล้างเท้าให้สะอาดด้วยน้ำสบู่แล้วเช็ดให้แห้ง หากมีบาดแผลควรใช้แอลกอฮอล์เช็ดแผลแล้วทาด้วยยาฆ่าเชื้อ
โรคปอดบวม ผู้ประสบภัยน้ำท่วม หากมีการสำลักน้ำหรือสิ่งสกปรกต่างๆ เข้าไปในปอด ก็มีโอกาสเป็นโรคปอดบวมได้ มีอาการเช่น ไข้สูง ไอมาก หายใจหอบและเร็ว ถ้าเป็นมากจะหายใจหอบเหนื่อย เมื่อมีอาการสงสัยว่าเป็นโรคปอดบวมต้องรีบไปพบแพทย์ทันที
โรคตาแดง เป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายทั้งเด็กและผู้ใหญ่โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส แต่ถ้าไม่รับการรักษาตั้งแต่เริ่มเป็นอาจติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้ ติดต่อจากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย ได้แก่ การสัมผัสโดยตรงกับน้ำตา ขี้ตา น้ำมูกของผู้ป่วย หรือจากใช้สิ่งของเครื่องใช้ร่วมกับผู้ป่วย เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว หรือจากแมลงวันแมลงหวี่ตอมตา หลังจากได้รับเชื้อประมาณ 1-2 วัน จะเริ่มมีอาการระคายเคืองตา ปวดตา น้ำตาไหล กลัวแสง มีขี้ตามาก หนังตาบวม เยื่อบุตาขาวอักเสบแดง โดยอาจเริ่มที่ตาข้างหนึ่งก่อน แล้วจึงลามไปตาอีกข้าง การป้องกันทำได้โดยล้างมือด้วยน้ำและสบู่ให้สะอาดอยู่เสมอ ไม่คลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วย และหมั่นดูแลรักษาความสะอาดของร่างกาย สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอนให้สะอาดอยู่เสมอ
โรคติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ โรคอุจจาระร่วง อหิวาตกโรค อาหารเป็นพิษ บิดตับอักเสบเอ และไข้ไทฟอยด์ เป็นต้น เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายโดยการรับประทานอาหาร หรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าไป โรคอุจจาระร่วงมีอาการถ่ายอุจจาระเหลว หรือถ่ายเป็นน้ำ หรือถ่ายมีมูกเลือด อาจมีอาเจียนร่วมด้วย กรณีอาหารเป็นพิษ มักมีอาการปวดท้องร่วมกับถ่ายอุจจาระเหลว คลื่นไส้ อาเจียน อาจมีอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว โรคอุจจาระร่วงจะมีการถ่ายอุจจาระเหลวจำนวนมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน หรือมูกปนเลือด หรือถ่ายเป็นน้ำมากกว่า 1 ครั้งต่อวัน ทำให้ร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่ อาจทำให้ช็อกหมดสติ โดยเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส โปรโตซัว และปรสิตหนอนพยาธิ ที่มากับการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่สะอาด การไม่ล้างมือให้สะอาดก่อนการปรุงอาหาร และภาชนะสกปรก ผู้ป่วยควรกินหรือดื่มของเหลวมากกว่าปกติ เพื่อป้องกันการขาดน้ำและเกลือแร่ ได้แก่ สารละลายน้ำตาลเกลือแร่ โออาร์เอส น้ำแกงจืด หรือน้ำข้าวใส่เกลือ ถ้าอาการไม่ดีขึ้นควรรีบไปพบแพทย์
โรคฉี่หนู หรือโรคเลปโตสไปโรสิส เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน มีหนูเป็นตัวแพร่โรคที่สำคัญเชื้อออกมากับปัสสาวะสัตว์แล้วปนเปื้อนอยู่ในน้ำท่วมขังพื้นดินที่ชื้นแฉะได้นาน เชื้อเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล รอยขีดข่วน รอยถลอก หรือไชเข้าเยื่อบุตา จมูก ปาก หรือผิวหนังที่แช่น้ำนาน หรืออาจติดเชื้อจากการรับประทานอาหารที่หนูฉี่รด มีอาการหลังได้รับเชื้อประมาณ 4-10 วัน โดยจะมีไข้สูงทันทีทันใด ปวดศีรษะและปวดกล้ามเนื้อมาก โดยเฉพาะน่องและโคนขา หรือปวดหลัง บางคนมีอาการตาแดง อาจมีอาการเจ็บคอ เบื่ออาหาร หรือท้องเดิน หากมีอาการดังกล่าวหลังจากสัมผัสสัตว์หรือลุยน้ำ ย่ำโคลน ต้องรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลหรือหน่วยแพทย์ในพื้นที่ทันที ป้องกันโดยสวมรองเท้าบู๊ตยางกันน้ำหากต้องลุยน้ำ ย่ำโคลน โดยเฉพาะถ้ามีบาดแผล หลีกเลี่ยงการแช่น้ำ ย่ำโคลนนานๆ เมื่อขึ้นจากน้ำแล้วต้องรีบอาบชำระร่างกายให้สะอาดโดยเร็วที่สุด
โรคเครียดวิตกกังวล เป็นสิ่งที่คนเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าจิตใจอ่อนแอร่างกายก็จะอ่อนแออย่าพึ่งสารอาหารใดสารอาหารหนึ่งเพื่อลดความเครียด แต่ควรพยายามออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และรู้จักผ่อนคลายก็จะสามารถรับมือกับทุกสถานการณ์ได้.

 

แตงโมอัดเม็ดช่วยลดความดันโลหิต 2012/05/30

http://www.thaipost.net/node/30151

16 November 2553

มีรายงานข่าวระบุว่า แตงโมสามารถช่วยลดความดันโลหิตและป้องกันเส้นเลือดสมองแตกได้
ทั้งนี้ นักวิจัยพบว่าแตงโมมีสารที่ช่วยขยายหลอดเลือด ซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจได้ด้วย
โรคความดันโลหิตสูงเพิ่มความเสี่ยงขึ้นสองเท่าที่จะเกิดอาการหัวใจวาย หรือเส้นเลือดสมองแตก ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตปีละ 600,000 ราย
แตงโมมีสารที่เรียกว่า แอล-ไซทรูลีน ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างกรดไนตริก ซึ่งเป็นก๊าซที่ช่วยขยายหลอดเลือด
นักวิจัยในสหรัฐได้ให้อาสาสมัครกินสารสกัดแอล-ไซทรูลีนวันละ 6 กรัม หรือราวช้อนเศษๆ คนที่เข้าร่วมทุกรายมีความดันในระดับที่ปริ่มจะเป็นโรคความดันสูง หลังผ่านไป 6 สัปดาห์ คนไข้ทั้ง 6 รายที่เข้าร่วมมีความดันลดลง และไม่มีใครเกิดอาการข้างเคียง แต่ถ้าจะใช้แตงโมสด เราจะต้องกินถึงวันละลูกครึ่งจึงจะได้รับผลอย่างเดียวกันนี้
ดร.อาร์ทูโร ฟิกูโร แห่งมหาวิทยาลัยฟลอริดา บอกว่า แตงโมอัดเม็ดอาจช่วยป้องกันคนที่กำลังจะเป็นโรคความดันไม่ให้กลายเป็นโรคนี้ได้ ซึ่งโรคนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงต่ออาการหัวใจวายและเส้นเลือดสมองแตก
เขาบอกว่า การศึกษาในเบื้องต้นครั้งนี้ให้ผลเป็นที่น่าพอใจ ในครั้งต่อไปจะเพิ่มจำนวนคนเข้าร่วมให้มากขึ้น
นักวิจัยร่วม ศาสตราจารย์บาห์รัม อัจมันดี เสริมว่า แตงโมที่มีเนื้อสีออกส้มจะมีสารแอล-ไซทรูลีนมากกว่าที่มีเนื้อสีแดง
ทั้งสองสายพันธุ์ต่างอุดมด้วยวิตามินเอ บี 6 และมีใยอาหารมาก รวมทั้งมีโปแตสเซียมสูงซึ่งช่วยลดความดันโลหิตได้
ไลโซพีน ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดสีในผลไม้ก็มีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายอย่าง เช่น ป้องกันมะเร็ง และสร้างเสริมความสามารถในการเจริญพันธุ์
ถ้าใครไม่ชอบแตงโมสดก็สามารถหาซื้อแอล-ไซทรูลีนในรูปของเม็ดยามารับประทานได้.

 

เรียนรู้โรคถุงลมโป่งพอง ปัญหาสุขภาพกำลังมาแรง 2012/05/30

http://www.thaipost.net/node/29948

11 November 2553

ศาสตราจารย์กิตติคุณนายแพทย์ชัยเวช นุชประยูร รองประธานมูลนิธิโรคหืดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โรคถุงลมโป่งพอง (COPD) เป็นสาเหตุการตายของประชากรทั่วโลกเป็นลำดับที่ 6 ในปี ค.ศ. 1990 และเป็นลำดับที่ 5 ในปี ค.ศ. 2001 โดยมีสาเหตุสำคัญคือควันบุหรี่และควันจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง องค์การอนามัยโลกประมาณการว่า ทั่วโลกมีผู้ป่วยเสียชีวิตด้วยโรคดังกล่าวประมาณปีละ 3 ล้านคน และโรคนี้จะเลื่อนขึ้นมาเป็นสาเหตุการตายของประชากรโลกเป็นลำดับที่ 4 ในปี ค.ศ. 2030 ด้วยเหตุนี้ องค์การอนามัยโลกและองค์การโรคถุงลมโป่งพองแห่งโลก (Global Initiative for Chronic Obstructive Lung Disease-GOLD) จึงได้ร่วมกันกำหนดให้มีวันถุงลมโป่งพองโลก (World COPD Day) ขึ้นเป็นประจำทุกปีตั้งแต่ปี ค.ศ. 2002 เป็นต้นมา โดยกำหนดให้วันพุธสัปดาห์ที่ 2 หรือ 3 ของเดือนพฤศจิกายนเป็นวันดังกล่าว เพื่อกระตุ้นเตือนให้บุคลากรทางการแพทย์และการสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง ได้ตระหนักว่าโรคนี้เป็นปัญหาทางสาธารณสุขของประเทศที่สำคัญโรคหนึ่ง อันเนื่องมาจากการสูบบุหรี่
คุณหมอชัยเวชเปิดเผยว่า ผู้ป่วยด้วยโรคนี้ต้องทุกข์ทรมานจากอาการไอเรื้อรัง เหนื่อย และหายใจลำบาก ซึ่งเนื่องจากความเสื่อมของถุงลมและปอด ซึ่งผู้ป่วยควรได้รับการดูแลรักษาเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคควรได้รับการตรวจสมรรถภาพปอด เพื่อให้พบโรคในระยะแรกๆ
โรคถุงลมโป่งพองเป็นโรคที่มีภาวะของการอุดกั้นอย่างเรื้อรังของหลอดลมทั่วปอดทั้งสองข้าง โดยมีพยาธิสภาพเกิดขึ้นที่หลอดลมขนาดเล็กและที่ถุงลม เนื่องจากการสูบบุหรี่อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาแรมปี สารมลพิษในควันบุหรี่หลายชนิดก่อการระคายเคืองต่อหลอดลม และทำลายผนังถุงลม ทำให้เนื้อเยื่อซึ่งโยงยึดหลอดลมและถุงลมเสื่อมลง หลอดลมเล็กๆ ขาดการยึดโยงที่ดีจึงแฟบตัวได้ง่าย เกิดการอุดกั้นของอากาศที่ผ่านหลอดลม โดยเฉพาะในจังหวะของการหายใจออก ทำให้มีลมค้างอยู่ในถุงลมมากขึ้น (ถุงลมโป่งพอง) การมีลมค้างในถุงลมทำให้ผู้ป่วยสูดหายใจเข้าได้ไม่เต็มที่ และเกิดอาการเหนื่อย นอกจากนี้ ควันบุหรี่ที่ระคายเคืองหลอดลมอยู่นานๆ ทำให้ผนังหลอดลมอักเสบและหนาขึ้น มีเสมหะมากขึ้น
อาการสำคัญของผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพองก็คือ อาการไอเรื้อรังมีเสมหะและอาการเหนื่อย ซึ่งจะค่อยๆ เป็นมากขึ้นตามการเสื่อมของถุงลมในปอด และในที่สุดจะมีภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำและหัวใจวายตามมา ผู้ป่วยเหล่านี้จะเสียชีวิตจากโรคแทรกซ้อนซึ่งได้แก่ ปอดบวม ภาวการณ์หายใจวาย และภาวะหัวใจวาย
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโรคถุงลมโป่งพองจะเป็นปัญหาที่สำคัญทางสาธารณสุขโรคหนึ่งทั้งในปัจจุบันและอนาคต แต่ความตระหนักและการรับรู้ของประชาชนในโรคนี้ยังมีไม่มากเท่าที่ควร ในการรณรงค์ให้ประชาชนมีความรู้และความตระหนักต่ออันตรายของโรคนี้ที่มีต่อคุณภาพชีวิต จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ซึ่งได้แก่บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วย สื่อมวลชน และประชาชน ดังนั้น ชมรมถุงลมโป่งพองจึงได้ร่วมกับมูลนิธิโรคหืดแห่งประเทศไทย กำหนดจัดงานวันถุงลมโป่งพองโลก (World COPD Day) ขึ้นในวันที่ 14 พ.ย. 53 เวลา 12.00-16.00 น. ณ ห้องศรี สุริยวงศ์ ชั้น 11 โรงแรมตวันนา ถนนสุรวงศ์
ภายในงานมีการจัดนิทรรศการ ให้บริการตรวจสมรรถภาพการทำงานของปอด วัดปริมาณน้ำตาลในกระแสเลือด วัดความดันของโลหิต การแสดงบนเวที พร้อมเล่นเกมรับของที่ระลึกในงาน และร่วมออกกำลังกายกับทีมกายภาพบำบัด นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมการอภิปรายให้ความรู้เรื่องอาหารและยาสำหรับผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพอง สิ่งแวดล้อมในอาชีพและในบ้านที่มีผลเสียสำหรับถุงลมโป่งพองให้กับผู้สนใจฟรี! ตลอดงาน จึงขอเชิญชวนสมาชิกหรือผู้สนใจเข้าร่วมงาน โปรดแจ้งได้ที่ มูลนิธิโรคหืดแห่งประเทศไทย โทร. 0-2617-0649, 08-6535-0872.

 

สารเคมีในห้องนอน เพิ่มเสี่ยงโรคภูมิแพ้ 2012/05/30

http://www.thaipost.net/node/29834

9 November 2553

สารเคมีจากสีทาบ้านและน้ำยาถูพื้นทำให้เด็กๆ มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 3 เท่าที่จะเป็นโรคหอบหืดและไข้ละลองฟาง
นักวิจัยของมหาวิทยาลัยคาร์ลสตัดในสวีเดน พบว่า เด็กๆ มีโอกาสเพิ่มขึ้นถึง 180% ที่จะเป็นโรคภูมิแพ้ต่างๆ หากได้รับสารพีจีอีภายในห้องนอน
ศาสตราจารย์คาร์ล กุสตาฟ บอร์นแฮ็ก บอกว่า ผลวิจัยนี้ได้แสดงให้เห็นเป็นครั้งแรกว่า สารในกลุ่มพีจีอี คือ โพรพีลีนไกลโคลและไกลโคลอีเธอร์ ในอากาศภายในห้องนอน มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เด็กๆ จะเป็นโรคหอบหืด เยื่อจมูกอักเสบ และผิวหนังอักเสบ
ความเสี่ยงนี้อาจเพิ่มขึ้น 50-180% และพบด้วยว่า สารพีจีอีที่เข้มข้นในอากาศภายในอาคาร มีความสัมพันธ์กับการที่เด็กแสดงอาการแพ้ต่อพวกแมว สุนัข และเกสรดอกไม้
สารเคมีเหล่านี้ยังพบได้ในของเล่นพลาสติก และภาชนะต่างๆ ด้วย
นักวิจัยได้ศึกษาเด็กอนุบาล 198 คนซึ่งเป็นโรคหอบหืดและภูมิแพ้ ควบคู่กับเด็กที่มีสุขภาพดี 202 คนในวีเดน และเก็บตัวอย่างจากห้องนอนของเด็กเพื่อวิเคราะห์สารระเหย 8 กลุ่ม จากนั้น แพทย์ได้ตรวจร่างกายเด็ก ขณะที่พ่อแม่ได้ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะสุขภาพและการใช้ชีวิตของคนในครอบครัว
ศาสตราจารย์บอร์นแฮ็ก บอกว่า ผลการศึกษานี้ได้ชี้ถึงปัญหาของการใช้สารเคมีในชีวิตประจำวันของคนเรา โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมภายในบ้าน เนื่องจากเด็กและหญิงมีครรภ์มักใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในบ้าน ซึ่งพบว่าทารกในครรภ์และเด็กเล็กมีความเสี่ยงสูง
นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ได้รายงานผลวิจัยดังกล่าวในวารสาร PloS One โดยบอกว่า ต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมว่า การได้รับสารเคมีในวัยเด็กได้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเรื้อรังต่างๆ อย่างไรบ้าง.

 

ปลด-โยกย้าย-เด้งฟ้าผ่า”ใบสั่งทางการเมือง” 2012/05/30

http://www.thaipost.net/news/280512/57430

28 May 2555

หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจทางการเมือง สิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงตามมา คือ การเปลี่ยนแปลงตัวผู้บริหารของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจต่างๆ เช่นเดียวกับในครั้งนี้หลังจากพรรคประชาธิปัตย์หมดอำนาจลง พรรคเพื่อไทยขึ้นกุมบังเหียนประเทศ โดยมีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็ยอมมีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ครั้งนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของประชาชนและถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากเลยทีเดียว คือกรณีการยกเลิกการจ้าง นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ออกจากตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) บมจ.การบินไทย อย่างกะทันหัน
สำหรับกรณีดังกล่าวนั้น หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด)บมจ.การบินไทย ซึ่งมี นายอำพน กิตติอำพน เป็นประธานบอร์ด เมื่อวันที่ 21 พ.ค.2555 ที่ผ่านมา มีมติเลิกจ้าง นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ โดยให้เหตุผลสาเหตุของการเลิกจ้าง ว่า ในด้านการทำงานแล้วนายปิยสวัสดิ์มีปัญหาในด้านการสื่อสารกับคณะกรรมการและผู้บริหาร ทำให้การทำงานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ต่างๆ ไม่เป็นเอกภาพ จนเกิดการถกเถียงกัน ทำให้นโยบายสำคัญ เช่น การตลาด การพัฒนาบุคลากร มีปัญหาตามไปด้วย จึงตัดสินใจเลิกจ้าง พร้อมทั้งจ่ายเงินชดเชยให้นายปิยสวัสดิ์ 6 เดือน รวมเป็นเงินประมาณ 6 ล้านบาท ตามเงื่อนไขสัญญาการจ้างตามข้อ 6.2 สัญญาจ้าง
ซึ่งเรื่องนี้นายอำพนออกมาย้ำยืนยันอย่างเอาเป็นเอาตายว่า ไม่มีใบสั่งทางการเมือง พร้อมชี้แจงว่า คณะกรรมการฯ ชุดนี้ 7 คน เป็นคณะกรรมการฯ จากที่แต่งตั้งจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ไม่ใช่ว่านายปิยสวัสดิ์ไม่มีความสามารถ แต่ที่ผ่านมาการสื่อสารระหว่างนายปิยสวัสดิ์กับบอร์ดไม่มีเอกภาพเท่าที่ควร เพื่อให้การบินไทยบรรลุเป้าหมายในการทำกำไรที่ตั้งเป้าในปีนี้ จึงต้องเลิกจ้าง ซึ่งเป็นการจากกันด้วยดี
พร้อมระบุว่า สาเหตุที่เป็นความไม่เข้าใจกันระหว่างผมกับบอร์ด ก็คงจะมีหลายเรื่อง เช่น เรื่องการกระทำผิดของพนักงานที่นี่ซึ่งมีปัญหามาก เนื่องจากมีพนักงานราว 25,000 คน คนที่ทำผิดก็ต้องถูกลงโทษ อาจจะทำให้บอร์ดไม่พอใจ บางทีก็มีเรื่องทุจริตที่กำลังสอบสวนอยู่ ประกอบกับความขัดแย้งส่วนตัวกับประธานบอร์ด อาจจะมีความเห็นไม่ตรงกันของการลงโทษพนักงานที่ทำผิด ซึ่งผมทำตามระเบียบ ใครผิดก็ว่าผิด ใครถูกก็ว่าถูก และอาจจะผสมกันไประหว่างเรื่องการเมืองและเรื่องส่วนตัว
แต่หลังจากนั้นอีก 3-4 วัน นายอำพน ในฐานะประธานบอร์ดก็ออกมาแถลงข่าวถึงสาเหตุที่ต้องปลดนายปิยสวัสดิ์ โดยนัดหมายกับบรรดาสื่อมวลชนเป็นอย่างดี แต่พอถึงเวลากลับไม่มา แต่มอบหมายให้ นายโชคชัย ปัญญายงค์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ รับหน้าเสื่ออ่านแถลงการณ์ของบอร์ดแทน โดยมีใจความว่า การเลิกจ้างนายปิยสวัสดิ์นั้นเป็นเพราะมีความเห็นต่างกับกับบอร์ด โดยเฉพาะเรื่องการจัดซื้อเครื่องบินใหม่ 12 ลำที่ถูกเสนอเป็นวาระถูกเสนอเข้าบอร์ดในวันที่ 16 มี.ค.2555 เป็นวาระอื่นๆ หรือวาระจรทำให้บอร์ดไม่มีโอกาสได้ใช้เวลาอันสมควรที่จะศึกษารายละเอียดล่วงหน้าเพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินใจ ทั้งๆ ที่เป็นการลงทุนที่มีมูลค่าสูง และเป็นเรื่องที่จะมีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อธุรกิจและสถานะทางการเงินในอนาคตของบริษัท
ซึ่งในแถลงการณ์ยังระบุอีกว่า นายปิยสวัสดิ์ได้ทำบันทึกระหว่างการประชุมว่า การไม่อนุมัติให้จัดซื้อทันที อาจสร้างความเสียหายให้การบินไทย ซึ่งเรื่องนี้บอร์ดเห็นว่าการจัดซื้อเครื่องบินมีความสำคัญ แต่ดีดีกลับตัดสินใจด้วยความรวดเร็ว ทำให้บอร์ดมีความสงสัยในการใช้ดุลยพินิจในการปฏิบัติหน้าที่ของดีดี ที่ต้องสอดคล้องกับแนวนโยบายของบอร์ดที่วางไว้ และเป็นที่มาของการเลิกจ้างดังกล่าว
และระบุต่อไปว่าผลประกอบการในปี 2551 ที่ขาดทุน 21,450 ล้านบาท ซึ่งบอร์ดชุดนี้ได้เข้ามาแก้ปัญหาตั้งแต่ก่อนนายปิยสวัสดิ์จะเข้ารับตำแหน่ง จนปี 2552 การบินไทยกลับมามีกำไร 7,344 ล้านบาท ดังนั้น จึงเห็นได้ชัดว่าการฝ่าวิกฤติที่ผ่านมาไม่ใช่ผลงานของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นของบอร์ด ฝ่ายบริหารและพนักงานทุกคน
หลังจากที่มีมติเลิกจ้าง นายปิยสวัสดิ์ ได้ออกมาตอบโต้ด้วยการแถลงข่าวเปิดใจ ถึงกรณี ”ปลดฟ้าผ่า” รู้ว่าจะมีการประเมินผลทำงาน แต่ไม่รู้ว่าจะมีการเลิกจ้าง ซึ่งบอร์ดชี้แจงเป็นเหตุผลที่แปลกประหลาด ถึงแม้มีเงื่อนไขสัญญาที่สามารถเลิกจ้างได้ แต่บอร์ดต้องชี้แจงว่าเลิกจ้างเพราะอะไร ควรให้เหตุผลที่ชัดเจน ยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงได้ และเข้าใจการปลดเป็นเรื่องไม่แปลกในการเมืองไทย หากการปลดโดยที่ทำให้บริษัทเสียหาย หรือทุจริตก็ไม่ติดใจ และหวังว่าในอนาคตการบินไทยจะเดินหน้าต่อไปได้ หากไม่มีเรื่องของการขาดธรรมาภิบาล ถ้าปล่อยให้มีการแทรกแซงก็จะไม่มีการพัฒนา ผมอยากทราบว่าเข้ากันไม่ได้ด้วยเรื่องอะไร ซึ่งที่ผ่านมาส่วนใหญ่ความเห็นก็ไปในทิศทางเดียวกัน
นอกจากนี้ นายปิยสวัสดิ์ยังย้ำอีกว่า เรื่องที่ประธานบอร์ดกล่าวว่า ผมและประธานบอร์ดมีการทำงานใกล้ชิดกันมา แบบพี่น้อง ผมว่าความสัมพันธ์ควรจะเป็นแบบมืออาชีพมากกว่าพี่น้อง และมีเหตุผลหลายอย่างที่เป็นเหตุผลที่แท้จริง รวมถึงอาจจะเป็นเหตุผลที่มีการลงข่าวไปแล้วของสื่อมวลชนหลายฉบับ และหากถามว่าการเมืองแทรกแซงหรือไม่ ผมไม่ทราบ หากผมทำเรื่องเสียหายหรือทุจริต หรือทำงานได้ไม่ดีก็ต้องให้เหตุผล ก็ไม่ติดใจ แต่ต้องบอกเหตุผลมา เพราะเหตุผลที่ให้มามันกำกวม ซึ่งคนที่เสียชื่อเสียงคือคนที่เลิกจ้าง ไม่ใช่คนที่ถูกบอกเลิกจ้าง
อย่างไรก็ตาม ตัวองค์กรจำเป็นต้องมีการขับเคลื่อน ดังนั้น บอร์ดการบินไทยได้แต่งตั้ง นายโชคชัย ปัญญายงค์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ ปฏิบัติหน้าที่กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค.55 จนกว่าการสรรหากรรมการผู้อำนวยการใหญ่จะแล้วเสร็จ พร้อมแต่งตั้งกรรมการตรวจสอบจำนวน 3 คน มีผลตั้งแต่วันที่ 25 เม.ย.55 เป็นต้นไป ดังนี้ 1.นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ ประธานกรรมการตรวจสอบ 2.นายวีระวงค์ จิตต์มิตรภาพ กรรมการตรวจสอบ 3.นายจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี กรรมการตรวจสอบ รวมทั้งแต่งตั้งรองประธานกรรมการบริษัทฯ เพิ่มเติม มีผลตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค.55 1.นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม รองประธานกรรมการ 2.พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รองประธานกรรมการ
นอกจากนี้ บอร์ดการบินไทยยังแขวนตำแหน่งนายสาธก วรศะริน รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายทรัพยากรบุคคลและบริหารทั่วไป และให้นายนิรุจน์ มณีพันธ์ รักษาการแทน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามีความพยายามแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายและการสอบสวนการทุจริต ดังนั้น ปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นควรมีคำตอบที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้ถือหุ้นและประชาชนผู้เป็นเจ้าของการบินไทยได้มั่นใจในการบริหารที่มีธรรมาภิบาล
ไม่ต่างอะไรกับ บมจ.ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) หลังจากพรรคเพื่อไทยขึ้นเป็นรัฐบาลบรรดาบอร์ดเก่าก็ทยอยลาออก และก็มีการแต่งตั้งบอร์ดใหม่ขึ้นมาแทน ซึ่งล่าสุดก็มีการประชุมบอร์ด พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี เป็นประธานเมื่อวันที่ 17 พ.ค.2555 ที่ผ่านมานั้น ก็ได้มีมติโยกย้ายผู้บริหารระดับ 10-11 รวม 10 ตำแหน่ง โดยเหตุผลหลักการโยกย้ายเพื่อความเหมาะสมและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้กับ ทอท. ไม่มีใบสั่งหรือการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เพื่อการทำงานที่เหมาะสมเท่านั้น
ซึ่งการโยกย้ายครั้งนี้มีกระแสจากพนักงานว่าเป็นการดำเนินการที่เงียบมาก และการจัดโผนั้นก็ทำโดยผู้บริหารระดับสูง ทอท. เพื่อจัดวางคนที่สามารถสนองนโยบายการทำงานให้กับฝ่ายตัวเองได้ เพราะที่ผ่านมานั้นการทำงานไม่เป็นไปตามนโยบายการทำงาน ซึ่งเรื่องนี้ก็อีกตามเคยที่บอร์ด ทอท.ก็ออกมาประกาศยืนยันว่าเป็นการโยกย้ายเพื่อความเหมาะสม และไม่มีใบสั่งทางการเมือง
เช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ก็มีการปรับโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงของ รฟม. โดยคณะกรรมการบอร์ด รฟม. ซึ่งมี นางสาวรัชนี ตรีพิพัฒน์กุล เป็นประธาน ก็เด้งฟ้าผ่า “รณชิต แย้มสอาด” ให้ไปนั่งตำแหน่งที่ปรึกษา 14 อ้าง 1 ปี 8 เดือนโครงการรถไฟฟ้าไม่คืบ เพราะงัดข้อระหว่างผู้บริหาร  และเพื่อความเหมาะสมกับการทำงาน อย่างไรก็ตาม ในอดีตนายรณชิตเคยเป็นมือขาวของนายประภัสร์ จงสงวน อดีตผู้ว่า รฟม.ที่ลาออกไปเล่นการเมือง และปัจจุบันก็นั่งตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
และแต่งตั้ง นางกฤตยา สุมิตนันท์ รองผู้ว่าการ (บริหาร) เป็นผู้รักษาการแทนในตำแหน่งผู้ว่าการ รฟม. ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่ 30 มี.ค.55 แต่ก่อนที่จะมีคำสั่งย้ายนายรณชิต ก็ได้สั่งย้าย นายชัยสิทธิ์ คุรุรัตน์ รองผู้ว่าการ รฟม. (วิศวกรรมและก่อสร้าง) ให้ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา 14 เช่นกัน โดยอ้างว่าเพื่อไปดูงานที่เหมาะสมในด้านกลยุทธ์และแผนได้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม การโยกย้ายนายรณชิตและนายชัยสิทธิ์ก็เช่นกัน ไม่มีการบอกอย่างชัดเจนว่าจะมีการโยกย้าย และอ้างเหตุผลว่าทำงานล่าช้า โครงการไม่เดินหน้าเป็นไปไม่ได้ เพราะถือว่าที่ผ่านมานายรณชิตเป็นบุคคลที่ทุกคนให้การยอมรับในเรื่องการทำงานถือว่าที่ผ่านมาทำงานได้ดี
และขณะนี้ รฟม.อยู่ระหว่างการสรรหาประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน (CFO) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 28 พ.ค.2555 ซึ่งมีเสียงลือออกมาสู่ภายนอกว่า การสรรหาครั้งนี้ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองเพราะมีความพยายามที่จะส่งเด็กของตนเอง ซึ่งเคยเข้าเป็นที่ปรึกษาในด้านต่างๆ ภายใน รฟม. ซึ่งการเข้ามาในตำแหน่งนี้เพราะต้องการที่จะเข้าไปนั่งกุมด้านการเงินของ รฟม. เพราะในอนาคตจะมีโครงการลงทุนรถไฟฟ้าอีกหลายโครงการ และมีมูลค่ามหาศาล ทำให้เกิดคำถามว่าแล้วตำแหน่งผู้ว่าการ รฟม. ซึ่งว่างเว้นมาหลายปีแล้วทำไมไม่รีบสรรหากลับไปสรรหา CFO
ดังนั้น หากมีการพิจารณาจากการโยกย้าย ที่ผ่านมาก็ถือว่าเป็นธรรมดาของการเมืองเปลี่ยนขั้ว ก็ต้องเปลี่ยนตัวเอาคนของตัวเองขึ้นมาแต่งตั้งให้ดำรงในตำแหน่งนั้น และหลังจากได้สมใจหมายแล้วก็จะต้องมีผู้ที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจง ว่ากรณีโยกย้าย เช่น งานไม่เดินหน้า ไม่ตอบสนองฝ่ายการเมือง (หรือบางกรณีถึงกับมีการบีบให้ออกกันเลยทีเดียว) อีกไม่นานคงมีกรณีนี้ แต่ส่วนใหญ่จะต้องออกมาปฏิเสธว่า “ไม่มีใบสั่งทางการเมือง” ซึ่งเป็นประโยคที่พูดกันติดปาก แต่สำหรับผู้ที่โดนกระทำแล้ว จะรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น
อย่างไรก็ตาม คงปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ผ่านมานั้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก็จะมีการโยกย้ายผู้บริหารระดับสูง เกิดขึ้นกับทุกรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานในสังกัด เพื่อที่จะเอาคนของตนเองเข้ามาบริหารงาน และเหตุผลที่บรรดานักการเมืองมักจะอ้างเป็นเสียงเดียวกันว่า เพื่อความสะดวกในการทำงานบ้าง เพื่อความคล่องตัวบ้าง แต่ถ้าหากการเมืองยังแทรกแซง คนทำงานจะอยู่ได้ยังไง เปลี่ยนขั้วเปลี่ยนอำนาจ ถอยหลังเข้าคลองชัดๆ.

 

“ปราบคอรัปชั่น..รัฐบาลยังไม่ใส่ใจ” 2012/05/30

http://www.thaipost.net/news/210512/57110

21 May 2555

แม้ว่ารัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะแสดงท่าทีเอาจริงเอาจังกับการปราบทุจริต คอรัปชั่น แต่ทว่า ในช่วงที่ผ่านมา ดูเหมือนว่ารัฐบาลจะไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องนี้เลย เห็นได้จากหลายครั้งที่มีข้อเสนอจากภาคเอกชน นักธุรกิจ แต่รัฐบาลไม่ตอบสนองและนำมาปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานภาคีเครือข่ายต่อต้านคอรัปชั่น และพ่วงตำแหน่งประธานกรรมการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “อีโคโฟกัส” เอาไว้
0 สถานการณ์การทุจริตคอรัปชั่น เท่าที่ได้รับฟังมาเป็นอย่างไร
เรื่องที่ปรากฏออกมาเป็นข่าวในลักษณะที่ว่ามีการทุจริตคอรัปชั่น เพราะอันนี้เป็นเรื่องที่สะท้อนถึงความเป็นจริง และเมื่อเราไปคุยกับผู้ประกอบการที่อยู่ในวงการธุรกิจ ก็ออกมาเป็นข้อเท็จจริงอย่างนั้น ว่าขณะนี้เรื่องของทุจริตคอรัปชั่นมันหนักยิ่งขึ้น มันมีการปฏิบัติที่ทำให้คอรัปชั่นกันอย่างแพร่หลาย
0 เท่าที่ดูพฤติกรรม วิธีการ รูปแบบการเสนอ และการรับข้อเสนอในการคอรัปชั่นเป็นอย่างไรบ้าง
คือรูปแบบของการคอรัปชั่นแบบเดิมๆ มันก็มีอยู่เยอะ ที่เราเห็นอยู่เป็นประจำก็คือเรื่องของการให้สินบน หรือจ่ายเบี้ยใบ้รายทางเล็กน้อย ยังมีอยู่เป็นประจำ แต่ที่มันเริ่มหนักหนาสาหัส ก็เพราะว่าในกรณีมีการประมูลงานรัฐบาลใหญ่ๆ การเรียกผลตอบแทนมันสูงขึ้น และหลังๆ จะได้ยินคนพูดกันว่าถึง 30% ก็มี ซึ่งถ้าเทียบกับสมัยก่อนจะอยู่ที่ 5-6% ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีต แต่ขณะนี้ถึงขั้นวิกฤติ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เงินงบประมาณของรัฐบาลที่ใช้จ่ายไปในการบริหารประเทศ ถ้ามันรั่วไหลไปได้ถึง 10-30% ก็เป็นเงินเยอะ
0 มีการตั้งข้อสังเกตว่าในการทำให้เกิดการทุจริตคอรัปชั่น แม้ว่าฝั่งการเมืองหรือผู้มีอำนาจเสนอมา แต่ถ้านักธุรกิจไม่ให้ ไม่จ่าย มันก็จะไม่เกิดขึ้น แต่ที่ผ่านมามีการจ่าย มีการให้ เป็นเพราะว่ายังไง โดนบีบบังคับหรือว่าสมยอม
ก็คงจะประสมประสานกัน แต่ผมคิดว่าทางภาคเอกชนเองก็มีส่วนในการที่ก่อให้เกิดปัญหา มันจะมีคนประเภทที่ต้องการผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม ก็ไปนำเสนอให้กับทางผู้มีอำนาจที่จะตั้งเงื่อนไขหรืออะไรต่างๆ ที่จะเป็นผลประโยชน์กับตัว ซึ่งอันนี้ก็เพื่อทำให้ตัวเองมีการแข่งขันที่ได้เปรียบกว่าคนอื่น แต่ในทางตรงกันข้ามมันก็มีที่ว่าผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ เรียกร้องที่จะให้ผู้ที่เข้ามาร่วมด้วยต้องจ่ายเป็นค่าตอบแทน เพราะฉะนั้นทางภาคเอกชนเองก็โดนทั้งสองทาง แล้วก็ไปร่วมกับเขาด้วย ถ้าเผื่อไม่ทำ ก็เกรงว่าจะเสียงาน ไม่ได้งาน มันก็เลยเป็นกระบวนการ ไม่ทำก็อยู่ไม่ได้ ถ้าทำก็ทำให้มีความรู้สึกว่ามันจะหนักขึ้นเรื่อยๆ และจะทนไม่ไหวอยู่ดีเหมือนกัน
0 หลังจากมีการปลุกกระแสต่อต้านเรื่องนี้ขึ้นมา ทำให้สถานการณ์เริ่มดีขึ้นหรือไม่ อย่างไร
เราสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทุกๆ 6 เดือน ที่ทำมาครั้งนี้จะเป็น 2 หรือ 3 เมื่อเร็วๆ นี้สิ่งที่สะท้อนในเรื่องของภาพลักษณ์ของประชาชนคิดว่าดีหรือยัง ซึ่งประชาชนคิดว่ายังไม่ดีขึ้น การรณรงค์ของเรา ถึงแม้จะเริ่มเป็นที่รู้จัก เริ่มรับรู้มากขึ้น แต่ความรู้สึกลึกๆ ก็ยังเห็นว่าไม่ดีขึ้น
สมัยก่อนเราถามประชาชนว่า เวลามีทุจริตคอรัปชั่น ประชาชนรู้สึกเป็นห่วงไหม มันเกี่ยวข้องกับเขาหรือเปล่า ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ตอบว่า มันไม่เกี่ยวกับเขาหรอก เพราะคล้ายว่ามันไกลตัวเหลือเกิน แต่หลังๆ เมื่อเราถามจะเริ่มมีความรู้สึกที่เปลี่ยนไป จะมีคนกลุ่มหนึ่งออกมาพูดว่า เป็นเรื่องใกล้ตัว เป็นเรื่องที่เราเดือดร้อน เรื่องที่เราต้องรับรู้ แล้วก็อยากมีส่วนร่วม อันนี้คงจะดีขึ้น เพราะทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งเริ่มตระหนักว่าการที่ประเทศมีความเสียหายจากการคดโกง จริงๆ แล้วมันก็ทำให้เขาเดือดร้อนด้วยในที่สุด
ยกตัวอย่างที่เห็นชัดเจนจากปัญหาเกิดน้ำท่วมที่เกิดขึ้นเมื่อปลายปีที่แล้ว คนก็เลยมีความรู้สึกว่าปัญหาน้ำท่วม เป็นเพราะว่าการบริหารการจัดการที่ไม่ถูกต้อง การทุจริตคอรัปชั่นที่เกิดขึ้นในอดีต จึงทำให้การป้องกันน้ำไม่ดีหรือเปล่า แล้วก็ทำให้ประชาชนเดือดร้อนและเสียหาย เป็นต้น
0 ในส่วนของภาคเอกชน ตอนนี้มีกี่กลุ่มที่มาเป็นสมาชิกภาคีฯ
ตอนนี้เรามี 40 องค์กรที่มาร่วมด้วย แต่ไม่ใช่ภาคเอกชนทั้งหมด จะมีทั้งเอกชนและภาครัฐ ซึ่งก็จะมีองค์กรอิสระ หรือองค์กรภาครัฐหลายแห่งเหมือนกันที่มาเข้าร่วม เช่น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ผู้ตรวจการแผ่นดิน
0 โครงการที่ได้เปิดไปชุดแรก “หมาเฝ้าบ้าน” ตอนนี้ได้มีการดำเนินการอย่างไรบ้าง
โครงการหมาเฝ้าบ้านได้มีการอบรมไปแล้วประมาณ 200 คน ชุดนี้ได้มีการจัดเป็นกลุ่มเป็นก้อนว่าใครชำนาญด้านไหน ใครสนใจงานประเภทไหน แล้วก็จะจัดงานให้เข้าไปดู ไปเฝ้าระวังในโครงการต่างๆ ก็เข้าไปดูว่ามีการทุจริตคอรัปชั่น หรืออะไรที่ไม่ชอบมาพากลหรือเปล่า แล้วก็มีกระบวนการให้เขารายงานกลับเข้ามา ถ้าไปพบเห็นอะไรที่ให้เห็นว่าอาจจะทำอะไรที่ประพฤติมิชอบ เราก็จะมีคนที่มีความรู้ความชำนาญเพิ่มเติมไปดูลึกลงไปอีก
ถ้ามีเหตุผลพอ เราก็จะรายงานตรงต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น ปปช. ซึ่งเราก็จะส่งเรื่องไป เราก็คิดว่า ปปช.อย่างน้อยคงจะมีอำนาจที่จะเรียกหน่วยงานนั้นมาอธิบาย เพราะเราไม่มีอำนาจ เราเป็นแค่ภาคเอกชนที่ชี้เบาะแสเท่านั้นเอง แล้วเราจะทำเข้มไปกว่านั้นก็คือ เราจะเอาประมาณ 30 คน จาก 200 คนมาฝึกอบรมเข้ม ให้รู้กระบวนการที่เจาะลึกได้ ก็เหมือนกับพวกนักข่าวที่ทำข่าวสืบสวน สอบสวน แล้วจะให้เครื่องมือด้วย ว่า ถ่ายรูปยังไงถ้าพบเห็น ส่งข่าวยังไง ซึ่งจะทำให้กลุ่มคนนี้มีความรู้ความชำนาญเพิ่มขึ้น
เราหวังว่าคนพวกนี้จะเป็นคนที่ช่วยเฝ้าระวัง แล้วก็เตือนใจให้กับทางหน่วยงานรัฐที่มีการทำงานในเรื่องของการใช้งบประมาณเยอะๆ ได้พึงสำนึกว่าเราต้องการตรวจสอบ
0 หมาเฝ้าบ้านนี้คัดมาจากไหน
เราจะรับอาสาสมัคร ดูคุณสมบัติ แล้วเอามาฝึกอบรม และให้ลองทำงานดู ถ้าเผื่อว่ามีความรู้ความสามารถที่ทำได้ เราก็จะพยายามขอความร่วมมือเขาต่อไป
0 หลังจากที่ทีมหมาเฝ้าบ้านเริ่มทำงาน มีการรายงานผลเข้ามาบ้างยัง
ก็มีรายงานกลับเข้ามาบ้าง แต่ยังไม่ถึงขั้นที่เราจะสามารถตอบโจทย์ได้ทีเดียว ซึ่งสำหรับผมคิดว่าระยะนี้ยังถือเป็นระยะที่ฝึกทดลองอยู่ แต่คาดว่า 2-3 เดือนข้างหน้าจะมีความชัดเจนเกิดขึ้น
0 ก่อนหน้านี้มีการเรียกร้องให้ภาครัฐเปิดข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างการประมูลงาน จนถึงตอนนี้ได้รับการตอบรับบ้างหรือยัง
ก็ยังไม่เป็นที่พอใจ เพราะว่าในกระบวนการที่เราคิดว่า การที่จะต่อต้านคอรัปชั่นได้ดี ก็คือให้มีการเปิดเผยข้อมูลให้มีความชัดเจน ถ้าเรามีข้อมูลพวกนี้ เราก็จะได้ช่วยไปติดตามตรวจสอบ ซึ่งข้อเสนอการเปิดเผยข้อมูลนั้น ก็มาจากการเสนอของ ปปช. ที่ทำโดยคณะรัฐมนตรีตามกฎหมายในมาตราที่ 103/7, 103/8 ซึ่งพูดไว้สองส่วน ส่วนหนึ่งก็คือว่า เอกชนที่ทำธุรกิจกับรัฐ ที่เริ่มตั้งแต่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา จะต้องทำบัญชีรายละเอียด จะต้องส่งสรรพากร เพื่อให้ทราบการใช้จ่ายที่ชัดเจน และรับรู้ว่ารับงานมาเท่าไร ใช้จ่ายไปเท่าไร และอีกส่วนหนึ่งที่อยู่ในกฎหมายฉบับนี้ก็คือ ภาครัฐเองก็ต้องเปิดเผยข้อมูลว่าโครงการอยู่ที่ไหน เป็นเงินเท่าไร แล้วขณะเดียวกัน ก็ให้เปิดเผยราคากลางของโครงการนั้นๆ เพื่อที่เราจะได้รู้ว่ามันสมเหตุสมผลหรือไม่ ในส่วนนี้ยังไม่เรียบร้อย เพราะ ครม.เองยังสงสัยในเรื่องของกฎหมาย ซึ่งก็ผ่านมาหลายเดือนแล้ว
0 ถ้าให้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา มองว่ามีจุดหรือข้อแนะนำยังไงบ้าง รัฐบาลจะต้องเร่งเข้าไปดำเนินการให้นโยบายเกิดความต่อเนื่องและให้เกิดผลดีต่อประชาชน
ผมไม่อยากจะวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลโดยรวมนะ ซึ่งผมไม่ถือว่าอยู่ในหน้าที่ ซึ่งถ้าจะให้วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ควรจะเป็นหน้าที่ของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หรือสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพราะเขาจะมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง
ผมอยากจะมองให้หน้าที่การรับผิดชอบของรัฐบาล คือเรื่องของการรณรงค์ต่อต้านคอรัปชั่น คือในประเด็นนี้ทางรัฐบาลยังไม่กระตือรือร้นเท่าที่ควร ทั้งๆ ที่ได้ประกาศเป็นนโยบายตอนที่แถลงต่อรัฐสภา เป็นนโยบายหลักว่าจะรณรงค์ต่อต้านคอรัปชั่น แต่หากรัฐบาลประกาศให้เรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติจริงตามที่พูดไว้ รัฐบาลก็คงจะหันมาสนใจในเรื่องนี้มากขึ้น และถ้าเพื่อเราสามารถทำงานร่วมกันได้ของภาครัฐและเอกชน ผมคิดว่าโอกาสในการประสบความสำเร็จก็จะมีมากขึ้นไปอีก
0 กรณีประเทศไทยถูกขึ้นบัญชีดำด้านการฟอกเงิน มีผลกระทบอย่างไร
คืออันนั้นมันก็เกี่ยวโยงกับคอรัปชั่นบ้าง มันไม่โดยตรง แต่เหมือนกับว่ากระบวนการของประเทศไทยมันไม่โปร่งใส แล้วอาจจะมีการฟอกเงินได้ เพราะฉะนั้นทางต่างประเทศเขาก็จะตั้งข้อรังเกียจที่จะทำธุรกรรมทางด้านการเงินกับประเทศไทย แล้วเผลอๆ อาจจะทำการห้ามประเทศไทยทำธุรกรรมบางอย่าง ซึ่งอันนั้นก็จะเป็นผลร้าย มันไม่ใช่คอรัปชั่นที่เราพูดกัน แต่มันเป็นส่วนหนึ่งที่มีการฟอกเงินที่มีส่วนพัวพันเรื่องของการทุจริตด้วย
0 มีข้อสะท้อนของนักธุรกิจต่างชาติผ่านทางภาคเอกชนมาหรือไม่ ว่าเขามองนโยบายการทำงานของรัฐบาลเป็นอย่างไร มองว่าสถานการณ์ในบ้านเราตอนนี้เรื่องการคอรัปชั่น การฟอกเงิน น่าเป็นห่วงขนาดไหน
อันนี้มีแน่ เพราะว่าสถาบันเอกชนต่างประเทศที่อยู่ในประเทศไทย หอการค้า สถานทูต เพราะเขามีความเป็นห่วงในเรื่องของความโปร่งใสของประเทศ ในเรื่องของการทำงาน อาจจะมีความไม่เรียบร้อย และมันกระทบต่อการตัดสินใจของเขา เพราะว่าหลายๆ บริษัทที่มาจากความเข้มงวดในเรื่องนี้ ถ้าเผื่อเขาคิดว่าการทำธุรกิจในประเทศไทยไม่สามารถตรงไปตรงมาได้ เขาก็อาจจะเลือกที่ไม่ทำธุรกิจกับประเทศไทย หรือว่าไปลงทุนที่อื่น ซึ่งตรงนี้มีผลกระทบในธุรกิจแน่ เพราะว่าประเทศเรามันโกงกันเยอะ ไม่ลงทุน ย้ายไปประเทศอื่นดีกว่า ก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจบ้านเรา
0 โตโยต้ายังลงทุนในประเทศไทยแน่นอน
ทางโตโยต้าเขาก็ได้ประกาศแล้ว เพราะตอนน้ำท่วมก็ประกาศชัดเจนว่า โตโยต้าเองยังสนับสนุนและมีการขยายงาน ซึ่งก็ได้ดำเนินการไปแล้ว โตโยต้าลงทุนกับประเทศไทยเฉพาะรายปีก็หลายหมื่นล้าน ซึ่งการลงทุนทั้งหมดก็คงเป็นแสนล้านบาท โรงงานใหม่ที่ขยายไปก็หลายพันล้านบาท
สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งหมด รวมทั้งโตโยต้าด้วย ผมคิดว่าเรายังมีความมั่นคงในระดับหนึ่งที่จะเป็นฐานการลงทุน แต่ว่ายังไม่อยากวางใจ เพราะคู่แข่งของเรามี ถ้าเผื่อมีการปฏิบัติที่กระทบต่อความเจริญเติบโตของธุรกิจประเภทนี้เข้าเมื่อไร ก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของแนวความคิด อย่างเช่น นโยบายปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ ก็มีส่วนว่า ถูกต้องไหม แฟร์ไหม มันเป็นเรื่องที่ไปทำให้กระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์มากน้อยแค่ไหน ซึ่งต้องดูรายละเอียดอีกที เพราะต้องเอาตัวเลขมาเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในเชิงการแข่งขันภายในและภายนอกว่าเป็นธรรมไหม.

 

“มหกรรมถูกทั้งแผ่นดิน” แก้เกี้ยว..นโยบาย”ปู”ผิดทาง 2012/05/30

http://www.thaipost.net/news/140512/56748

14 May 2555

ถึงนาทีนี้ รัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คงมะงุงมะงาหรากับการหามาตรการแก้ปัญหาสินค้า “แพงทั้งแผ่นดิน” หลังจากการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา งัดแผนกดราคาสินค้า “ถูกทั้งแผ่นดิน” มาใช้ ในภาวะที่ราคาสินค้าขึ้นไปชนิดกู่ไม่กลับ และประชาชน ผู้บริโภคทั่วประเทศ “ตาเหลือก ขาชี้” เพราะรายได้วิ่งไม่ทันรายจ่าย
ซึ่งภายหลังการประชุม ครม. นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง ออกมาระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้สั่งการให้ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อป้องกันปัญหาราคาสินค้าแพง พร้อมทั้งระบุว่า ราคาสินค้าไม่ควรถูกช่วงต้นน้ำ และมาแพงช่วงปลายน้ำ
“ยอมรับว่ามีสินค้าบางชนิดที่ราคาปรับตัวสูงขึ้นกว่าช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา แต่ถ้าเปรียบเทียบกับปีก่อน ราคาไม่ต่างกัน ถือว่าค่อนข้างทรงตัว ส่วนถ้ากรณีราคาสินค้าสูงตั้งแต่ต้นทางด้วยหตุผลหลายอย่าง ทุกส่วนก็ควรจะยอมรับ ไม่ควรไปปฏิเสธ เช่น ราคามะนาว ที่ยอมรับว่าราคาขายลูกละ 8 บาทมีในท้องตลาดจริง แต่ราคาอื่นๆ ก็มี เช่น ลูกละ 1-2-3-4 บาท ซึ่งส่วนนี้พ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่ก็เลือกใช้ลูกที่มีราคาขาย 3-4 บาท ก็ไม่ได้มีผลกระทบแต่อย่างใด”
ด้าน นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมาตรี กล่าวว่า หลังจากนี้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะจัด “มหกรรมถูกทั้งแผ่นดิน” เพื่อจำหน่ายสินค้า ทั้งอาหารปรุงสุก ผัก ผลไม้ราคาถูก ในพื้นที่ กทม. ปริมณฑล และต่างจังหวัด ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมจะมีการจัด “มหกรรมสินค้าราคาโรงงาน” เพื่อจำหน่ายสินค้าต่างๆ ในราคาโรงงาน นอกจากนี้ ยังมอบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์วางแผนการผลิตสินค้าเกษตร เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสินค้าล้นหรือขาดตลาด
ฝั่ง นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน สรุปผลการสำรวจสถานการณ์ราคาสินค้าใน 11 ตลาดตามที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้รัฐมนตรีลงพื้นที่ไปตรวจสอบ พบว่า ภาพรวมสินค้ามีทั้งลดลง ทรงตัว และสูงขึ้น โดยกลุ่มที่ลดลง ได้แก่ เนื้อหมูลดลง 9.35% ไก่ลดลง 22.5% และไข่ไก่ลดลง 10.8% กลุ่มที่ราคาทรงตัว ได้แก่ น้ำมันพืชและน้ำตาลทราย ส่วนกลุ่มที่ราคาสูงขึ้น ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผักสด เช่น กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว ผักคะน้า ผักชี ต้นหอม ขึ้นฉ่าย เป็นต้น เพราะมีปัญหาผลผลิตน้อย จากสภาพอากาศร้อน
ส่วนสินค้าอุปโภคบริโภค พบว่า ราคาต้นทางไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้น แต่ราคาปลายทางมีราคาสูงขึ้นบ้าง เนื่องจากค่าขนส่งและค่าแรง โดยเฉพาะสินค้าที่มีน้ำหนักมาก
สำหรับอาหารปรุงสำเร็จ ราคาปรับตัวสูงขึ้นบ้าง ตั้งแต่ 2.50-5 บาท เมื่อเทียบกับปีก่อน ยกเว้นไข่ดาวที่ราคาลดลงเหลือฟองละ 5 บาท จากเดิม 7 บาท โดยราคาเฉลี่ยอยู่ที่เมนูละ 25-35 บาท และเชื่อว่าแนวโน้มราคาจะปรับลดลงได้อีก
นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า จากการประเมินราคาวัตถุดิบผลิตสินค้าที่สำคัญไม่มีรายการใดปรับเพิ่มขึ้น ยกเว้นสินค้าอาหารที่ปรับเพิ่มขึ้นตามฤดูกาลหากเฉลี่ยสัดส่วนราคาขึ้น-ลงแล้วจะไม่ทำให้การผลิตในอุตสาหกรรมอาหารเพิ่มขึ้น เช่น น้ำปลา ตอนนี้ราคาอาหารทะเลไม่ได้ขึ้น และน้ำปลาก็ต้องผลิตมานานหลายเดือนก่อนหน้านี้แล้ว แต่ยอมรับว่าการปรับขึ้นค่าแรงงานอาจกระทบต่อต้นทุนบ้าง ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ประเมินแล้วจะกระทบไม่ถึง 1% จึงสั่งการให้ติดตามราคาสินค้าไม่ให้มีการปรับเพิ่มขึ้นมากจนเกินไป
“ถ้าผมยังเป็นปลัดอยู่ บอกได้เลยว่าไม่ให้สินค้าใดขึ้นราคา เพราะตอนนี้เราว่าต้นทุนการผลิตไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นเลย เนื่องจากเศรษฐกิจไม่ได้ดีมากจนทำให้ต้นทุนสำคัญๆ ต้องปรับเพิ่ม ยกเว้นค่าแรงงานซึ่งก็ไม่ถึง 1% แต่ต้องเข้าใจว่าสินค้าจะมีราคาเพดานอยู่ ตอนนี้ยังไม่มีรายการใดปรับเกินราคาเพดานแต่อย่างใด” นายยรรยงกล่าว
หันไปทางกระทรวงพาณิชย์ นอกจากจะไร้มาตรการใหม่ๆ ออกมาต่อสู้กับสินค้าแพงแล้ว งัดแต่มุกเก่าๆ เดิม อย่าง “ธงฟ้า” ซึ่งดำเนินการทุกยุคทุกสมัย แต่ไม่รู้ทำไมไม่ได้ทำให้สินค้าถูกลง
และล่าสุดมีของเล่นใหม่ “ร้านค้าถูกใจ” ที่กำลังเป็นลูกผีลูกคน
ฟากฝั่งของ นายบุญทรง กล่าวว่า มาตรการที่จะช่วยแก้ปัญหาสินค้าราคาแพง เบื้องต้นจะใช้โครงการที่มีอยู่เดิม คือ “โครงการธงฟ้า” ที่จะมีการนำสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพออกจำหน่ายในราคาพิเศษ โดยนำร่องออกจำหน่ายสินค้าใน กทม. ประมาณ 10 เขต ช่วงวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการจัดหาสถานที่ในแต่ละเขตเพื่อจำหน่ายสินค้าประเภท เนื้อหมู ไข่ไก่ ผักสด และสินค้าที่จำเป็นอื่นๆ ในราคาต่ำกว่าท้องตลาด 20-25%
“คาดว่าจะสามารถจัดจำหน่ายสินค้าธงฟ้าได้ครบทุกเขตภายในสิ้นเดือน พ.ค.นี้อย่างแน่นอน ส่วนในต่างจังหวัดอยู่ในช่วงประสานงานใช้พื้นที่ศาลากลางทุกจังหวัดในการจัดงาน” นายบุญทรงกล่าว
สำหรับการดูแลราคาสินค้าอีกส่วน จะมีการติดตามภาวะราคาสินค้าอย่างเข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของอาหารสำเร็จรูป จะขอความร่วมมือกับหน่วยงานราชการต่างๆ จัดหาสถานที่เพื่อนำสินค้าอาหารไปจำหน่าย โดยจะเพิ่มพื้นที่การจำหน่าย โดยจะขอใช้พื้นที่ใต้ทางด่วน เพื่อนำสินค้าอาหารไปจำหน่ายให้กับประชาชน โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 2 เดือน
ล่าสุด ได้ขอความร่วมมือกับศูนย์อาหารในห้างค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่ ตลาดสด ย่านชุมชนและย่านธุรกิจ 10 แห่ง ได้แก่ อาคารซันทาวเวอร์ อาคารเอ็มไพร์ อาคารวรรณสรณ์ อาคารอื้อจือเหลียง อาคารสยามสินธรทาวเวอร์ อาคารอินเตอร์เซนจ์ อาคารสาธรซิตี้ อาคารยูไนเต็ด อาคาร SCB Park และอาคารจัสมิน จัดจำหน่ายอาหารราคาถูกเมนูละไม่เกิน 30 บาท โดยกรมการค้าภายในจะเข้าไปช่วยเหลือด้านต้นทุนวัตถุดิบ และกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเพิ่มพื้นที่ให้มากขึ้น
นอกจากนี้ ได้สั่งการให้ กรมการค้าภายใน ทำหนังสือถึงผู้ประกอบการสินค้า เพื่อขอความร่วมมือตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค กำหนดระยะเวลา 4 เดือน เพราะขณะนี้สถานการณ์วัตถุดิบไม่ได้ปรับเพิ่มสูงขึ้น มีแต่ราคาน้ำมันที่เป็นต้นทุนด้านการขนส่งที่สูงขึ้น โดยจะหารือกับกระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงแรงงาน เพื่อพิจารณามาตรการช่วยเหลือในภาพรวม
ข้อมูลร้านถูกใจ//ต่ออีโค
ส่วนโครงการร้านถูกใจ หรือโชห่วยช่วยชาติ ล่าสุดมีร้านค้าปลีกสมัครเข้าร่วมโครงการแล้ว 5,500 ร้าน ณ วันที่ 30 เม.ย.55 ซึ่งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพประชาชนเขตกรุงเทพมหานคร จะเป็นผู้พิจารณาและคัดเลือก ส่วนต่างจังหวัด คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพประชาชนระดับจังหวัดจะเป็นผู้พิจารณาและคัดเลือก โดยขณะนี้ มีการเปิดบริการนำร่องแล้ว 50 ร้านในเขตกรุงเทพมหานคร โดยในวันที่ 20 พ.ค.นี้ คาดว่าจะมีความพร้อมในการเปิดบริการของร้านถูกใจได้ทั่วประเทศ
สำหรับร้านถูกใจได้รับอนุมัติงบจาก ครม. 1,340 ล้านบาท ในการขอความร่วมมือร้านค้าปลีกทั่วประเทศ จัดมุมในการจำหน่ายสินค้าราคาถูกกว่าท้องตลาด 20% โดยมีสินค้าสำคัญ ได้แก่ สินค้าเบื้องต้น 20 รายการ ได้แก่ ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมันพืช น้ำตาลทราย ผงชูรส น้ำปลา ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นมยูเอชที ซอสปรุงรส เนื้อสุกร เนื้อไก่ สบู่ ยาสีฟัน แชมพู ผงซักฟอก แป้งผงโรยตัว น้ำยาล้างจาน ผ้าอนามัย ยากำจัดยุงและแมลง
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) กล่าวว่า ผู้ประกอบการพร้อมให้ความร่วมมือกับรัฐบาลที่ร้องขอให้ผู้ประกอบการตรึงราคาสินค้าออกไปอีก 4 เดือน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่าขณะนี้ต้นทุนสินค้าประเภทต่างๆ ยังมีการแกว่งตัวซึ่งส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากการปรับตัวขึ้นของค่าแรงขั้นต่ำ และราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น
“รัฐบาลไม่ควรสร้างตัวแปรที่ทำให้ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากที่ผ่านมาต้นทุนการผลิตได้รับผลกระทบจากนโยบายการปรับค่าแรงขั้นต่ำ และราคาน้ำมันไปแล้ว ซึ่งขณะนี้ต้นทุนราคาสินค้าก็ยังปรับขึ้น-ลงยังไม่นิ่ง หากมีปัจจัย เช่น การปรับขึ้นราคาค่าไฟ ราคาพลังงานเพิ่มขึ้น อาจทำให้ต้นทุนราคาสินค้าแกว่งตัว จนผู้ประกอบการต้องปรับราคาสินค้าเพิ่มอีก”
แม้ว่าเกมรุกของรัฐบาลที่ออกมาล่าสุด จะหวังให้สินค้า “ถูกลงทั้งแผ่นดิน” แต่ทว่าเป็นเพียงมาตรการ “แก้เกี้ยว” จากนโยบายประชานิยมที่ “หลงทาง” ต่างหาก
ไม่ว่าจะเป็น…
การรับจำนำข้าวตันละ 15,000 บาท..ชาวนาถูกเอาเปรียบ ข้าวราคาไม่ขึ้น
เงินเดือนข้าราชการปริญญาตรี 15,000 บาท..ยังไม่มีผลในทางปฏิบัติ
ขึ้นค่าแรง 300 บาททั่วประเทศ..ยังทำไม่ได้ แต่นำร่องก่อน 7 จังหวัด
ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน..กดราคาน้ำมันลงช่วงเวลาอันสั้น แต่ปัจจุบันสูงปรี๊ด คนใช้รถร้องจ๊าก
สินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีพ ต่างปรับราคาขึ้นไปดักหน้าประชานิยมเป็นปี และมีอีกหลายรายการที่จ่อคิวปรับสูงขึ้น
โดยเฉพาะ “ราคาพลังงาน” ที่จะปรับขึ้นตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้แก่
1.การปรับโครงสร้างราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) แบ่งเป็นแอลพีจีภาคครัวเรือน ขยายระยะเวลาการตรึงราคาขายปลีกที่ 18.13 บาท/กิโลกรัม (กก.) จากเดิมสิ้นสุดเดือน ก.ย.2554 ไปจนถึงสิ้นปี 2555, แอลพีจีภาคขนส่งเริ่มปรับขึ้นราคาขายปลีกเพิ่มเดือนละ 0.41 บาท/ลิตร หรือเดือนละ 75 สตางค์ต่อ กก. เริ่มทุกวันที่ 16 ของทุกเดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 16 ม.ค.2555 เป็นต้นไป จนกว่าราคาจะไปถึงเพดานที่กำหนดคือ 27.13 บาทต่อ กก. ซึ่งปัจจุบันขึ้นมาแล้ว 3 บาท/กก. มาอยู่ที่ 21.13 บาท/กก. และแอลพีจีภาคอุตสาหกรรม กำหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 1 บาท/กก. ตั้งแต่ 1 ม.ค.2555 เป็นต้นไป เพื่อเป็นการลดภาระกองทุนน้ำมันฯ จากการชดเชยการนำเข้าก๊าซแอลพีจีจากต่างประเทศ
2.แนวทางการปรับราคาขายปลีกก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) ให้ทยอยปรับขึ้นราคาขายปลีกเอ็นจีวีเดือนละ 0.50 บาท/กก. ตั้งแต่วันที่ 16 ม.ค.2555 ถึง ธ.ค.2555 หรือเป็นเวลา 12 เดือน เริ่มทุกวันที่ 16 ของทุกเดือน และเริ่มขึ้นราคาครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 ม.ค.2555 เพื่อให้ราคาสุดท้ายอยู่ที่ 14.50 บาท/กก. ปัจจุบันได้มีการขึ้นไปแล้ว 2 บาท/กก. ทำให้ราคาอยู่ที่ 10.50 บาท/กก.
3.การปรับราคาน้ำมันเชื้อเพลิง โดยปรับเพิ่มอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ของน้ำมันเบนซิน และน้ำมันแก๊สโซฮอล์เดือนละ 1 บาท/ลิตร ตั้งแต่ 16 ม.ค.2555 และปรับเพิ่มอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ของน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว อัตรา 0.60 บาท/ลิตร ตั้งแต่ 16 ม.ค.2555 เป็นต้นไป โดยมอบให้  กบง.พิจารณาระยะเวลาการส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ตามความเหมาะสม
นโยบายการปรับโครงสร้างราคาดังกล่าว ส่งผลกระทบไปยังค่ารถโดยสาร ทำให้คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง ซึ่งมี นายศรศักดิ์ แสนสมบัติ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ได้มีมติเห็นชอบให้รถโดยสารหมวด 2, 3 และ 4 ปรับขึ้นค่าโดยสารได้ ซึ่งจะมีผลวันที่ 15 พ.ค.2555 เป็นต้นไป โดยรถสองแถวปรับจาก 5.50 บาท เป็น 7 บาท, รถมินิบัสปรับจาก 6.50 บาท เป็น 8 บาท, รถ บขส. และรถร่วม บขส. ปรับขึ้นสูงสุด 4 สตางค์ต่อกิโลเมตร
สำหรับรถแท็กซี่ ยื่นขอปรับค่าโดยสารเพิ่มขึ้นเช่นกัน คือคงค่ามิเตอร์เริ่มแรกไว้ที่ 35 บาท แต่ให้ปรับขึ้นตามระยะทางจากกิโลเมตรที่ 1-50 เพิ่มขึ้น 12% ส่วนระยะทางกิโลเมตรที่ 50-150 เพิ่มขึ้น 8% และระยะทางกิโลเมตรที่ 150 ขึ้นไป ปรับขึ้น 15% และหากรถติด ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ เพิ่มขึ้นจากเดิม 1.50 บาทต่อนาที เป็น 2.50 บาทต่อนาที แต่ยังไม่ได้รับการอนุมัติจากกรมการขนส่งทางบก (ขบ.)
และ มติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 9 พ.ค.2555 เห็นชอบให้ตรึงราคาพลังงานทั้ง 3 กลุ่มออกไปอีก 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค.-16 ส.ค.2555 คือ เอ็นจีวีรถยนต์ ให้คงไว้ที่ 10.50 บาท/กก. และแอลพีจีที่ 21.13 บาท/กก. รวมทั้งชะลอการเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันเบนซิน 95 และ 91 ส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยให้จัดเก็บเท่าเดิมที่ 4 บาท/ลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล์ 95 ให้จัดเก็บที่ 2.20 บาท/ลิตร น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ที่ 60 สตางค์/ลิตร และน้ำมันดีเซล 60 สตางค์/ลิตร
มติดังกล่าวจะเสนอให้ กพช.พิจารณา และเข้าสู่ที่ประชุม ครม.วันที่ 15 พ.ค.2555 นี้ เพื่อให้มีผลในวันที่ 16 พ.ค.2555
นอกจากนี้ ยังให้ตรึงค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (เอฟที) เดือน พ.ค.นี้ออกไป 1 เดือน จากมติเดิมที่ให้ปรับขึ้น 30 สตางค์/หน่วย เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน โดยเลื่อนการปรับค่าเอฟทีออกไปเป็นเดือน มิ.ย.-ส.ค.แทน
แม้ปัจจุบันรัฐบาลจะสั่งเบรกการปรับราคาพลังงานและค่าขนส่ง แต่เมื่อถึงกำหนดเวลา คงไม่สามารถยื้อต่อไปได้อีก เพราะยิ่งยื้อเท่าไร ประชาชน ผู้บริโภค จะรับกรรมมากขึ้นจากความผิดพลาดของนโยบายรัฐบาล.

 

เศรษฐกิจฟื้น ค่าแรงขึ้น ชาวบ้านอ่วม สินค้าแพง รายจ่ายพุ่ง 2012/05/30

http://www.thaipost.net/news/070512/56412

7 May 2555

ณ เวลานี้ ไตรมาสแรกของปี 2555 เพิ่งจะผ่านไป แต่คนในฝั่งรัฐบาลต่างดาหน้าออกมาตีปี๊บว่า “เศรษฐกิจฟื้น” อย่างเห็นได้ชัด หลังจากประสบปัญหาน้ำท่วมหนักเมื่อช่วงปลายปี 2554 ขณะที่หน่วยงานสำคัญด้านเศรษฐกิจ เตรียมปรับเพิ่มประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2555 กันใหม่อีกรอบแล้ว ทั้งที่สถานการณ์ ปัจจัยเสี่ยงที่แวดล้อม ยังวางใจไม่ได้
เริ่มจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
โดย นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจในประเทศ ธปท. ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยกลับมาขยายตัวได้อย่างเต็มที่ในทุกภาคของเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสแรกปี 2555 หลังจากซบเซาอย่างหนักจากปัญหาน้ำท่วมไตรมาส 4 ปี 2554 และการเติบโตยังคงมีแนวโน้มต่อเนื่องไปยังไตรมาส 2
เหตุผลหลักมาจากภาคการผลิต การลงทุน การอุปโภคบริโภค ได้กลับมาฟื้นตัวอย่างเต็มกำลัง ประกอบกับรัฐบาลยังสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากขึ้น หลัง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 ประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา
“เศรษฐกิจเดือน มี.ค.ฟื้นตัวดีขึ้น ทั้งการส่งออก การบริโภค การลงทุน การผลิต ส่งผลให้ในไตรมาสแรกเศรษฐกิจฟื้นตัวในทุกภาคส่วน ซึ่งเร็วกว่าที่แบงก์ชาติเคยคาดการณ์ไว้ ทำให้ช่องว่างการผลิตมีแนวโน้มแคบลงกว่าเดิมที่คาดว่าจะอยู่ต้นไตรมาส 3 ดังนั้น เชื่อว่าการขยายตัวเศรษฐกิจไทยยังจะมีต่อเนื่องไปยังไตรมาส 2 ของปี” นายเมธี ระบุ
โดยในไตรมาสแรก สถานะการค้าขายของไทยเกินดุลการค้า 1,173 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการเกินดุลในไตรมาส 4/2554 ที่ 993 ล้านเหรียญสหรัฐ แม้จะขาดดุลในเดือน มี.ค. 1,401 ล้านเหรียญสหรัฐก็ตาม
เหตุผลดังกล่าว ส่งผลให้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3% ต่อปี เป้าครั้งที่ 2 ในการประชุมเมื่อวันที่ 2 พ.ค.ที่ผ่านมา
โดย นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน เลขานุการ กนง. ให้เหตุผลว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันยังเป็นระดับที่เหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องให้เข้าสู่ภาวะปกติ และสอดคล้องกับการรักษาเงินเฟ้อในกรอบเป้าหมาย
ขณะเดียวกัน ภาวะเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสแรกที่ฟื้นตัวได้เร็วกว่าที่ธปท.คาดการณ์ไว้ และยังคงมีแรงส่งไปยังการขยายตัวเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง ส่งผลให้ กนง.เตรียมปรับขึ้นประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจจากที่ตั้งไว้ 4.9% ต่อปี และอัตราเงินเฟ้อที่ 3.2% ต่อปี โดยกำหนดแถลงในวันที่ 11 พ.ค.นี้
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจที่มีทิศทางดีขึ้น มีผลต่อการอุปสงค์ในประเทศที่เร่งตัว ประกอบกับการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และราคาน้ำมันดิบตลาดโลกแพง จะสร้างแรงกดดันทางด้านราคาและเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่ง กนง.ต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิด และ กนง.พร้อมที่จะปรับทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ
ด้าน น.ส.สุทธาภา อมรวิวัฒน์ Chief Economist และผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ธนาคารปรับประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้เป็น 5.6-5.8% ซึ่งเป็นผลมาจากการฟื้นตัวที่รวดเร็วของภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการใช้จ่ายในประเทศที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะการลงทุน
ขณะที่ก่อนหน้านี้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ออกมาตีปี๊บล่วงหน้าแล้วว่า จะปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจขึ้นแน่นอน โดย นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการ สศค. กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/2555 มีโอกาสขยายตัวได้ที่ระดับ 2-2.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
“เบื้องต้นประเมินว่า แนวโน้มการเติบโตของจีดีพีปีนี้ มีโอกาสเติบโตได้สูงถึง 6-7% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่คาดการณ์ที่ 5.5% หรือช่วงคาดการณ์ 5-6% หากทิศทางเศรษฐกิจในประเทศยังขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่ง โดยในเดือน มิ.ย.นี้ สศค.จะมีการปรับประมาณการจีดีพีปี 2555 อีกครั้ง โดยหลังจากนี้อาจต้องมีการพิจารณาปัจจัยเสี่ยงเรื่องปัญหาค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นเข้าไปด้วย ซึ่งต้องยอมรับว่าปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวมีผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจอย่างแน่นอน แต่คงไม่มีนัยยะสำคัญอะไร” นายสมชัยกล่าว    นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่ต้องจับตา อาทิ ราคาน้ำมันในตลาดโลก ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ในสหรัฐ ยุโรป และจีน รวมถึงสถานการณ์การเมือง การบริโภคภาคประชาชน และปัญหาภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะภัยแล้งที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมของไทย รวมถึงแนวโน้มการเร่งลงทุนในโครงการเมกะโปรเจ็กต์ของรัฐบาล และการออกมาตรการกระตุ้นภาคธุรกิจเอสเอ็มอีในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งจะช่วยเสริมประสิทธิภาพของกลุ่มธุรกิจดังกล่าวให้แข็งแกร่งขึ้นอีกด้วย
ก็อย่างที่นายสมชัยทิ้งท้ายเอาไว้นั่นแหละว่า “ค่าครองชีพ” ที่ปรับตัวสูงขึ้น เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อการลดลงของเศรษฐกิจไทย
ปัญหาค่าครองชีพแพงขึ้น มาจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาล ภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นั่นแหละ โดยเฉพาะนโยบายการปรับขึ้นค่าแรงวันละ 300 บาท โดยเมื่อวันที่ 1 เม.ย.2555 แม้จะนำร่องก่อนใน 7 จังหวัด แต่ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งประเทศ เนื่องจากราคาสินค้าได้ปรับขึ้นไปดักหน้าไว้ก่อนแล้ว
โดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า ผู้บริโภคยังวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาค่าครองชีพสูง และราคาสินค้าแพง ความไม่แน่นอนทางการเมือง และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
เห็นได้จากดัชนีภาวะค่าครองชีพอยู่ที่ 50.7 สูงสุดในรอบ 21 เดือนนับจากเดือน ก.ค.2553 เพราะรายได้ยังไม่เพิ่มสูงขึ้นเท่ากับค่าครองชีพ และคาดว่าในอีก 3 เดือนข้างหน้าค่าครองชีพจะยิ่งแย่ลงอีก เพราะราคาพลังงานมีแนวโน้มสูงขึ้น และราคาสินค้าเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ค่าดัชนีภาวะค่าครองชีพในอนาคตอยู่ที่ 70.5 สูงสุดในรอบ 23 เดือน นับตั้งแต่เดือน มิ.ย.2553
“เงินเฟ้อ” เป็นตัวสะท้อนภาวะราคาสินค้าแพงได้เป็นอย่างดี
เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงพาณิชย์แถลงตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปของเดือน เม.ย.2555 เท่ากับ 114.78 สูงขึ้น 0.42% จากเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา และสูงขึ้นเพียง 2.47% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน และเป็นอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวลดลงต่ำสุดในรอบ 2 ปี 4 เดือน ภายหลังจากที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้านี้ ส่งผลให้เงินเฟ้อในช่วง 4 เดือนแรก (ม.ค.-เม.ย.) สูงขึ้น 3.16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน
สำหรับดัชนีเงินเฟ้อพื้นฐานเท่ากับ 107.84 สูงขึ้น 0.33% เมื่อเทียบกับเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา และสูงขึ้น 2.77% เมื่อเทียบกับช่วงเดือนเดียวกันปีก่อน
การที่เงินเฟ้อลดลงในเดือน เม.ย. สวนทางภาวะราคาสินค้าที่ยังสูงขึ้น ก่อให้เกิดข้อกังขาขึ้นมาทันที
โดย นายธนวรรธน์ พลวิชัย โดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า การที่เงินเฟ้อเดือน เม.ย.ที่ลดลงเหลือ 2.47% จากเดือน มี.ค.ที่สูงถึง 3.45% “เป็นไปไม่ได้” ที่ในเดือนเดียวอัตราเงินเฟ้อจะลดลงมากถึง 1% เพราะราคาสินค้าไม่ได้ลดลงมากขนาดนั้น
พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่า ในการสำรวจราคาสินค้าทั่วประเทศ เชื่อว่ากระทรวงพาณิชย์ออกสำรวจจริง แต่คงสำรวจในตลาดที่ราคาไม่แพงมาก และไม่ได้สำรวจตลาดใหญ่ๆ จึงทำให้ผลที่ออกมาไม่สะท้อนความเป็นจริง ทั้งที่ในสินค้ากว่า 400 รายการที่นำมาคำนวณเงินเฟ้อ มีสินค้ามากถึง 187 รายการที่ราคาเพิ่มขึ้น และ 69 รายการที่ราคาลดลง
“กระทรวงพาณิชย์จะต้องตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้ว่า การที่เงินเฟ้อลดลงมากนั้น เป็นเพราะอะไร” นายธนวรรธน์กล่าว
ด้าน นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงว่า สาเหตุที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวลดลงอยู่ที่ระดับ 2.47% เนื่องมาจากภาพราคาสินค้าทั่วไปไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้น เพราะวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตไม่ขึ้น ผู้ผลิตจึงไม่มีการปรับราคาสินค้าขึ้น ขณะที่ความต้องการสินค้ายังทรงตัวอยู่ในระดับปกติ ไม่ได้เพิ่มขึ้นรุนแรงจนทำให้สินค้าไม่เพียงพอต่อความต้องการ นอกจากนี้ ฐานอัตราเงินเฟ้อในเดือน เม.ย.ปีก่อนอยู่ในระดับที่สูงถึง 4.04% เมื่อเปรียบเทียบแล้วทำให้อัตราเงินเฟ้อเดือนนี้ลดลง
“เงินเฟ้อที่ลดลงเกือบ 1% จากเดือน มี.ค.จากอัตรา 3.45% มาเหลือ 2.47% ในเดือน เม.ย. เป็นผลสำรวจที่ออกมาจริง ไม่ได้ตกแต่งตัวเลข ถ้าตกแต่งหรือเมกตัวเลข คงจะทำได้เนียนกว่านี้” นายยรรยงระบุ
นายยรรยงกล่าวอีกว่า มั่นใจว่าเดือนต่อๆ ไปแนวโน้มเงินเฟ้อน่าจะลดลงต่อเนื่อง จากมาตรการดูแลค่าครองชีพของรัฐบาลที่กำลังดำเนินการ และการดูแลราคาสินค้าอย่างใกล้ชิดของกระทรวงพาณิชย์ โดยไตรมาส 2 คาดว่าเงินเฟ้อจะอยู่ที่เฉลี่ย 3.5% และทั้งปีอยู่ในเป้า 3.3-3.8% แน่นอน
อย่างไรก็ดี ในการนำคณะออกสำรวจภาวะราคาสินค้าในตลาดสดเตาปูนของกระทรวงพาณิชย์ ทำเอา “หน้าแหก” เมื่อพบว่าสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพของประชาชน “สูงขึ้น” ถ้วนหน้า และสูงกว่า “ราคาแนะนำ” ของกรมการค้าภายในซะอีก
อาทิ เนื้อสุกร เนื้อแดง (สันนอก-สันใน) ราคาอยู่ที่กิโลกรัม (กก.) ละ 140 บาท ขณะที่ราคาแนะนำเดือน เม.ย.อยู่ที่ กก.ละ 123.50 บาท ไก่สด-ทั้งตัว ราคาอยู่ที่ ก.ก.ละ 80 บาท ขณะที่ราคาแนะนำอยู่ที่ กก.ละ 68.99 บาท มะนาวอยู่ที่ลูกละ 7 บาท ขณะที่ราคาแนะนำอยู่ที่ลูกละ 6.86 บาท ผักกาดขาวราคา กก.ละ 40 บาท ราคาแนะนำอยู่ที่ กก.ละ 31.78 บาท แตงกวาราคา กก.ละ 40 บาท ราคาแนะนำอยู่ที่ กก.ละ 22.64 บาท ผักคะน้ามีราคา กก.ละ 55 บาท ขณะที่ราคาแนะนำอยู่ที่ กก.ละ 31.96 บาท ถั่วฝักยาวราคาสูงถึง กก.ละ 60 บาท ปรับตัวสูงขึ้นจากราคาแนะนำเดือน เม.ย.ที่ กก.ละ 30 บาท โดยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยกว่าปกติ
โดยพ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่ให้เหตุผลถึงราคาผักสดที่มีราคาสูงขึ้นว่า เกิดจากสภาวะอากาศที่ร้อนขึ้น และอยู่ในช่วงหน้าแล้ง ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย ทำให้ต้นทุนในการจำหน่ายสูงขึ้นตามไปด้วย
ถึงตอนนี้ คงไม่ต้องบอกรัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์แล้วล่ะว่า ภายใต้การบริหารประเทศของทั่นๆ ทั้งหลาย เศรษฐกิจดีขึ้นจริงหรือไม่
แต่มันจะมีประโยชน์อะไร ถ้าประชาชนในประเทศยังอ่วมอรทัย รายจ่ายเพิ่ม รายได้มีแต่ทรงกับทรุด หาได้มาเท่าไร ไม่พอกับค่าใช้จ่ายในครัวเรือน
ตัวเลขจีดีพี “สูง” ก็ไร้ประโยชน์ ถ้าเงินในกระเป๋าประชาชน “ต่ำ”.

 

รถไฟฟ้า-ไฮสปีดเทรน ทำได้แค่นโยบายสร้างภาพ-หาเสียง 2012/05/30

http://www.thaipost.net/news/300412/56111

30 April 2555

โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของประเทศ หรือเมกะโปรเจ็กต์ของภาครัฐบาลพยายามทำกันมาหลายยุคหลายสมัยก็หนีไม่พ้นโครงการพัฒนาระบบรถไฟฟ้าบางรัฐบาลก็ 10 สายบ้าง 12 สายบ้าง รวมถึงโครงการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) ซึ่งมาถึงยุคของพรรคเพื่อไทยบริหารประเทศ ก็เน้นในเรื่องดังกล่าวเช่นกัน โดยตั้งเป้าจะพัฒนาให้แล้วเสร็จทั้ง 10 สายทาง พร้อมรถไฟความเร็วสูง 4 สายทาง
สำหรับความคืบหน้าโครงการพัฒนาระบบรถไฟฟ้า 10 เส้นทางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนบริเวณพื้นที่ปริมณฑล ทั้งทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก และตะวันตก เข้าสู่พื้นที่เขตเมืองชั้นในกรุงเทพมหานครได้อย่างรวดเร็ว ตามแผนที่วางไว้จะสามารถเริ่มก่อสร้างได้ครบใน 4 ปี ระยะทาง 410 กิโลเมตร (ภายในปี พ.ศ.2562) และต่อขยายจนครบ 464 กิโลเมตร ในระยะต่อไป (ภายในปี พ.ศ.2572)
หลังจากที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยเข้ามาบริหารประเทศได้มีนโยบายเร่งผลักดันโครงการรถไฟฟ้า 10 สาย ซึ่งนาย จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ประกาศว่าโครงการรถไฟฟ้า 10 สายต้องเกิดในรัฐบาลนี้ หรือภายใน 4 ปี ได้สั่งให้ รถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ตั้งคณะทำงาน 10 กลุ่มแยกดูแต่ละสาย เพื่อผลักดันโครงการรถไฟฟ้า 10 สายให้สามารถลงนามในสัญญาได้ทั้งหมดในรัฐบาลชุดนี้ หรือภายในระยะเวลา 4 ปี
โดยคณะทำงานทั้งหมดจะต้องทำงานอย่างเป็นระบบและสอดคล้องกัน คือต้องพิจารณาในทุกเรื่องตั้งแต่การออกแบบก่อสร้าง ควบคุมการก่อสร้าง การเดินรถ รวมถึงการศึกษาแนวทางการให้บริการรถไฟฟ้าในราคา 20 บาทตลอดสาย ทั้งนี้ ได้ให้ รฟม.นำรายละเอียดการดำเนินโครงการรถไฟฟ้าทั้งหมดเสนอกระทรวงการคมนาคมเพื่อพิจารณาต่อไป     นอกจากนี้ ยังมี โครงการระบบตั๋วรวม หรือการจัดเก็บค่าโดยสารในอัตราเดียวคือ 20 บาทตลอดสาย ที่พรรคเพื่อไทยได้ทำการหาเสียงไว้และพยายามที่จะเร่งผลักดัน ทั้งนี้ ในด้านเทคนิคสามารถดำเนินการได้ แต่ต้องให้มีรถไฟฟ้าครบทั้ง 10 สายก่อน เพราะจะเกิดการเชื่อมต่อของผู้โดยสาร ทำให้รถไฟฟ้าสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ แต่หากจะดำเนินการในขณะนี้ต้องมีการจ่ายชดเชยให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งจะไม่เป็นธรรมกับประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้ใช้บริการ
สำหรับความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าทั้ง 10 สายทางนั้น รฟม.ได้ชี้แจงรายละเอียดไว้ว่ารถไฟฟ้าที่อยู่ในความรับผิดชอบของ รฟม. และอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างมี 3 สายทาง ประกอบด้วย 1.สายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ ความคืบหน้า 41.37% มีกำหนดเปิดบริการปี 2558 2.สายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค และช่วงบางซื่อ-ท่าพระ มีความคืบหน้า 12.72% กำหนดเปิดให้บริการปี 2559 3.สายสีเขียว ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ เริ่มก่อสร้าง 1 มีนาคมที่ผ่านมา อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมและดำเนินการสำรวจพื้นที่เพื่อวางแผนรื้อย้ายระบบสาธารณูปโภค     นอกจากนี้ ยังอีก 5 โครงการที่คาดว่าจะเริ่มลงนามในสัญญาและลงมือก่อสร้างได้ภายในปี 2555 นี้ ประกอบด้วย รถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ขณะนี้อยู่ระหว่างที่สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กลับไปทบทวนรูปแบบการใช้พื้นที่ วัดพระศรีมหาธาตุสร้างสถานี ซึ่งเดิมได้ออกแบบใช้พื้นที่เกาะกลางถนนพหลโยธินบริเวณวงเวียนอนุสาวรีย์หลักสี่ไว้ แต่หลังจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) พิจารณา แล้วเห็นว่าไม่เหมาะสมควรที่จะกลับไปใช้พื้นที่สำนักงานเขตบางเขน ตามเดิมที่มีการออกแบบไว้ก่อนหน้านี้นั้นคาดว่าจะใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 เดือน จากนั้นจะต้องส่งผลศึกษา
สายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี อยู่ระหว่างศึกษาทบทวนรายละเอียดต่างๆ ของโครงการ โดยเฉพาะรูปแบบรถไฟฟ้ายังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะเป็นโมโลเรล หรือเฮฟวีเวล, สายสีส้ม ช่วงตลิ่งชัน-มีนบุรี ลงนามว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาเอ็มเอเอฯ เพื่อศึกษาทบทวนรายละเอียดต่างๆ สายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ และสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง ออกประกาศเชิญชวนบริษัทที่ปรึกษา โดยจะเปิดให้รับเอกสารได้ระหว่าง 2-19 เมษายนนี้ กำหนดยื่นซอง 5 มิถุนายน 2555
ส่วนที่อยู่ในความรับผิดชอบของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ซึ่ง นายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการ ร.ฟ.ท. กล่าวถึงความคืบหน้าว่า โครงการสายสีแดงช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน ร.ฟ.ท.จะรับมอบงานโยธา พร้อมเปิดใช้โครงสร้างเดินรถไฟภายในเดือนเมษายน 2555 นี้ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโครงการดังกล่าวถูกออกแบบไว้รองรับระบบรถไฟฟ้า แต่ระยะแรก ร.ฟ.ท.จะนำรถไฟธรรมดาวิ่งให้บริการก่อน เนื่องจากระบบอาณัติสัญญาณสำหรับรถไฟฟ้าจะติดตั้งและเปิดให้บริการเดินรถพร้อมกับส่วนต่อขยายช่วงบางซื่อ-รังสิต คาดว่าจะใช้เวลาอีก 4 ปี จึงจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการระบบรถไฟฟ้าได้สมบูรณ์
โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต ระยะทาง 26 กม. ร.ฟ.ท.เตรียมเสนอให้คณะกรรมการ ร.ฟ.ท.พิจารณาปรับเพิ่มกรอบวงเงินโครงการรถไฟสายสีแดงเป็นเงิน 80,373 ล้านบาท จากเดิม 75,548 ล้านบาท และจะเสนอให้ ครม.พิจารณาต่อไป เพื่อแก้ปัญหาการประกวดราคาที่ล่าช้ามากว่า 1 ปี เนื่องจากการเปิดซองราคาสัญญาที่ 1 หรืองานก่อสร้างงานโยธา สถานีกลางบางซื่อและศูนย์ซ่อมบำรุง พบว่ากลุ่มกิจการร่วมค้า SU ประกอบด้วย บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้เสนอราคาต่ำสุดเสนอราคาที่ต่อรองแล้วเหลือ 31,170 ล้านบาท ขณะที่กรอบวงเงินของ ร.ฟ.ท.อยู่ที่ 27,344 ล้านบาท ซึ่งตามระเบียบการประกวดราคาของไทยไม่สามารถดำเนินการได้
นายยุทธนากล่าวว่า การปรับกรอบวงเงินดังกล่าว เป็นการปรับเพิ่มกรอบวงเงินตามระเบียบพัสดุของการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2544 ที่เปิดโอกาสให้ปรับเพิ่มกรอบวงเงินได้ไม่เกิน 10% สาเหตุที่ต้องปรับกรอบวงเงิน เพราะกรอบวงเงินเดิมคิดเมื่อปี 2552 แต่ขั้นตอนดำเนินงานจนกว่าจะประกวดราคาแบบนานาชาติใช้เวลากว่า 4 ปี ทำให้ราคาไม่เป็นปัจจุบัน
สำหรับกรอบวงเงินใหม่ แบ่งเป็น 3 สัญญา ได้แก่ สัญญาที่ 1 เพิ่มเป็น 30,078 ล้านบาท จากเดิม 27,344 ล้านบาท สัญญาที่ 2 งานโยธาสำหรับทางรถไฟ ระยะทาง 21 กม. เพิ่มเป็น 21,406 ล้านบาท จากเดิม 18,861 ล้านบาท และสัญญาที่ 3 งานระบบรถไฟฟ้าและเครื่องกลรวมงานจัดซื้อตู้รถไฟฟ้าช่วงตลิ่งชัน-บางซื่อ-รังสิต เพิ่มเป็น 28,899 ล้านบาท จากเดิม 26,272 ล้านบาท ต้องเร่งยุติเรื่องกรอบวงเงินให้ชัดเจน เพื่อจะได้เจรจาต่อรองกับกลุ่มกิจการร่วมค้า SU ให้ปรับลดวงเงินอีกกว่า 1 พันล้านบาท เพื่อให้วงเงินอยู่ในกรอบ หากบริษัทแรกไม่ยอมจะได้เจรจากับบริษัทที่ 2 ต่อไป
โครงการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูง นั้น สนข.ได้ศึกษาแผนแม่บทพัฒนารถไฟและรถไฟความเร็วสูง จำนวน 5 เส้นทาง รวมระยะทาง 3,133 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 983,472 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ระยะทาง 745 กิโลเมตร เงินลงทุน 229,800 ล้านบาท 2.กรุงเทพฯ-หนองคาย 615 กิโลเมตร เงินลงทุน 201,140 ล้านบาท 3.กรุงเทพฯ-อุบลราชธานี ระยะทาง 570 กิโลเมตร เงินลงทุน 172,069 ล้านบาท 4.กรุงเทพฯ-ระยอง ระยะทาง 221 กิโลเมตร เงินลงทุน 72,265 ล้านบาท และ 5.กรุงเทพฯ-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 982 กิโลเมตร เงินลงทุน 287,880 ล้านบาท ซึ่งตามนโยบายของพรรคเพื่อไทยนั้น มีความชัดเจนว่าจะผลักดันโครงการรถไฟความเร็วสูงเส้นทางแรก คือ เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่
ซึ่งเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2555 นายเฉินเจี้ยน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ สาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมคณะได้หารือร่วมกับ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) เกี่ยวกับการดำเนินโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) เบื้องต้นได้ตั้งคณะทำงาน 2 ฝ่ายพิจารณารายละเอียดการดำเนินโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงมี นายเจิ้งหมิงหลี่ หัวหน้าหน่วยงานประสานงานโครงการทางรถไฟจีน-ไทย กระทรวงรถไฟของจีน เป็นประธานฝ่ายจีน ส่วนนายชัชชาติเป็นประธานฝ่ายไทย โดยจะมีการพิจารณาด้านเทคนิค และแนวเส้นทางก่อสร้างร่วมกันก่อน คาดว่าจะเริ่มสำรวจศึกษาใน 3 เดือน และออกแบบรายละเอียดเสร็จใน 6 เดือน
แต่หลังจากที่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปดูงานรถไฟความเร็วสูงและเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการสถานีรถไฟกรุงปักกิ่ง (หนานจ้าน) สถานีรถไฟเมืองอู่ซิงของจีน และดำเนินงานของการดำเนินกิจการรถไฟซินคันเซ็น และระบบความปลอดภัยของประเทศญี่ปุ่น เพื่อนำมาศึกษาปรับใช้เป็นแนวทางในโครงการรถไฟความเร็วสูงของประเทศไทย ได้สั่งการให้กระทรวงคมนาคมปรับแผนการลงทุนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูง จำนวน 4 สายทาง ตามนโยบายของรัฐบาลใหม่อีกรอบ โดยให้ปรับระยะทางการก่อสร้างให้สั้นลง เพื่อให้สามารถผลักดันโครงการที่พรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้ให้มีผลงานเกิดเป็นรูปธรรมได้เร็วขึ้น และให้เป็นจริงมากที่สุดภายใน 4-5 ปีนี้ ตามกรอบระยะเวลาที่รัฐบาลบริหารประเทศ
โดยรายละเอียดแผนและเส้นทาง 4 สายทาง ประกอบด้วย สายกรุงเทพฯ-พิษณุโลก ระยะทาง 328 กิโลเมตร เงินลงทุน 121,014 ล้านบาท ปรับลดระยะทางจากเดิม 745 กิโลเมตร เงินลงทุนเดิม 229,809 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นสายทางแรกที่คาดว่าจะเริ่มดำเนินการ เพราะทั้งจีนและญี่ปุ่นต่างก็ให้ความสนใจ, สายกรุงเทพฯ-พัทยา ระยะทาง 187 กิโลเมตร เงินลงทุน 59,000 ล้านบาท ปรับลดระยะทางจากเดิมเป็นสายกรุงเทพฯ-ระยอง ซึ่งระยะทางรวม 221 กิโลเมตร เงินลงทุนเดิม 72,265 ล้านบาท, สายกรุงเทพฯ-โคราช ระยะทาง 256 กิโลเมตร เงินลงทุน 96,826 ล้านบาท และ สายกรุงเทพฯ-หัวหิน ระยะทาง 225 กิโลเมตร เงินลงทุน 82,166 ล้านบาท
ซึ่งล่าสุดรัฐบาลได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการกำกับพัฒนารถไฟความเร็วสูงขึ้น โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน กำกับดูแล 5 ข้อ ประกอบด้วย 1.คณะกรรมการร่างกรอบความต้องการของประเทศเพื่อดำเนินงานระบบรถไฟฟ้าความเร็วสูง 2.ด้านเทคนิควิศวกรรม 3.ด้านการเงินการลงทุน 4.การเพิ่มมูลค่าโครงการ และ 5.คณะกรรมการด้านบริหารการเดินรถ
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะโครงการพัฒนาระบบรถไฟฟ้า 10 เส้นทางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โครงการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) ก็ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์แก่ประชาชนและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ดังนั้นรัฐบาลในฐานะเป็นผู้กำหนดนโยบาย และยังได้ใช้เป็นเครื่องมือในการหาเสียงมาตั้งแต่ต้น ควรที่จะเร่งผลักดันโครงการให้สามารถเห็นเป็นรูปธรรมได้อย่างแท้จริงไม่ใช่แค่ลมปาก ที่สำคัญควรคำนึงถึงประโยชน์ส่วนร่วมเป็นหลัก และต้องยอมรับตัวเองด้วย เพราะเสียงจากประชาชนส่วนใหญ่ที่ได้เทคะแนนเสียงให้ ก็หวังที่จะให้ท่านได้ไปเป็นตัวแทนในการพัฒนาประเทศ ไม่ใช่มาเล่นขายของในสภาผู้แทนราษฎรเหมือนทุกวันนี้.

 

กฟผ. : ภารกิจหาไฟฟ้าเลี้ยงประเทศ 2012/05/30

http://www.thaipost.net/news/230412/55823

23 April 2555

“ถ้าเรามองประเทศว่ามีความต้องการใช้ไฟฟ้าหรือไม่ โดยเฉพาะความต้องการใช้ไฟฟ้าในกลุ่มผู้อยู่อาศัยนั้นโตทุกปี อุตสาหกรรมต้องการหรือไม่ ประเทศเราต้องพัฒนาหรือไม่ ถ้าเรายังต้องการพัฒนาประเทศ อุตสาหกรรมก็ต้องขยายตัว ก็ต้องใช้ไฟฟ้า ถ้าไฟฟ้าแพงเราก็แข่งขันไม่ได้ แต่ถ้าถามว่าอุตสาหกรรมกระทบสิ่งแวดล้อมหรือไม่กระทบ เราจะเอาบวกอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีทั้งบวกและลบ ต้องรู้จักบริหารจัดการ ถ้ามีความจำเป็นบวกต้องมากกว่าลบ อะไรที่เป็นด้านลบเราก็ต้องบริหารจัดการ แต่สิ่งที่เป็นด้านบวกก็ต้องสนับสนุน”
———————————————–
การใช้ไฟฟ้าในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง 4-5% ต่อปี กระทรวงพลังงาน ในฐานะที่ดูแลด้านพลังงานของประเทศ จึงได้มอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งมีหน้าที่ในการจัดหาพลังงานไฟฟ้าเพื่อหล่อเลี้ยงประเทศ ทั้งด้านอุตสาหกรรมและภาคครัวเรือน ต้องจัดทำแผนเพื่อการผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ ซึ่ง นายมงคล สกุลแก้ว รองผู้ว่าการนโยบายและแผน กฟผ. ได้เตรียมพร้อมด้านพลังงานไฟฟ้าไว้รองรับ
0 แผนการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือพีดีพีฉบับใหม่ ปี 2555-2574 มีความคืบหน้าไปถึงไหน
แผนพีดีพีขณะนี้กระทรวงพลังงานจัดทำเสร็จแล้ว ซึ่งวิธีการทำนั้น กระทรวงพลังงานจะเป็นคนให้กรอบที่สำคัญมา เช่นว่า การจัดซื้อต่างประเทศควรจำกัดไว้เท่าไหร่ ซึ่งครั้งนี้กำหนดไว้ไม่เกิน 15% และนโยบายสำคัญ เช่น จะใช้เชื้อเพลิงอะไร จะมีการเปิดประมูลรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน (Independent Power Producer – IPP) และผู้ผลิตฟ้าเอกชนรายเล็ก (SPP) หรือไม่ กฟผ.ควรที่จะทำโรงไฟฟ้าอะไรบ้าง ซึ่ง กฟผ.จะจัดทำรายละเอียดตามกรอบส่งไปที่กระทรวง
0 ตามแผนแล้ว กฟผ.ต้องมีโครงการสร้างโรงไฟฟ้าอะไรบ้าง
สิ่งที่ กฟผ.จะต้องทำคือ เมื่อมีกำลังการผลิตใหม่ที่ต้องการ กฟผ.ก็จะไปมองที่โรงไฟฟ้าเดิมที่มีอยู่ก่อน โดยเน้นโรงไฟฟ้าที่หมดอายุแล้วเช่นที่บางปะกง วังน้อยและพระนครใต้ ซึ่งมีโรงไฟฟ้าที่จะต้องปลดออกจากระบบเมื่อครบอายุการใช้งาน ประมาณ 25-30 ปี จากนั้นก็จะเอาโรงไฟฟ้าใหม่เข้าไปแทนที่เดิม ต้องยอมรับว่าการหาสถานที่ใหม่เพื่อก่อสร้าง โดยการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่นั้นเป็นที่รู้กันว่า จะมีปัญหาการต่อต้านจากชุมชน ดังนั้นเราจึงต้องเน้นใช้สถานที่เดิมเป็นหลักก่อน
อย่างไรก็ตาม การสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ตามแผนนั้น กฟผ.จะเริ่มที่โรงไฟฟ้าบางปะกงและพระนครใต้ก่อน เนื่องจากเพราะในเชิงเทคนิคของระบบแล้วเป็นสถานที่ที่มีความเหมาะสม เพราะตั้งอยู่ตรงจุดศูนย์กลางโหลดจะช่วยระบบได้ แต่ถ้าไปสร้างที่อื่นนั้นไกลโหลดเกินไป โดยส่วนใหญ่จะใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง เพราะเรามีท่อก๊าซธรรมชาติอยู่แล้ว ซึ่งตามแผนแล้วหลังจากปลดโรงไฟฟ้าเก่าออกโรงไฟฟ้าใหม่ที่คาดว่าจะเข้าระบบน่าจะอยู่ที่ 800-900 เมกะวัตต์
นอกจากนี้ ก็มีโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จังหวัดลำปาง คือ โรงไฟฟ้าที่ 4-7 มีกำลังการผลิตตัวละ 150 เมกะวัตต์ รวมแล้ว 600 เมกะวัตต์ กฟผ.จะทำการปลดออกเพราะประสิทธิภาพแย่แล้ว และจะเอาโรงไฟฟ้าใหม่เข้ามาแทน สำหรับงบลงทุนโรงไฟฟ้าประมาณ 20,000-25,000 ล้านบาทต่อโรงไฟฟ้า 1 แห่ง แต่ในอนาคตก็จะปรับสูงขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งนี้ ตามแผนพีดีพี ตั้งแต่ปี 2556-2562 จะมีโครงการที่มีความแน่นอนคือ IPP, SPP โรงไฟฟ้าของ กฟผ. และซื้อไฟจากต่างประเทศ ซึ่งลักษณะของแผนพีดีพีก็จะไม่ต่างจากเดิมนัก ยกเว้น SPP ที่เดิมประกาศรับซื้อไฟ 2,000 เมกะวัตต์ แต่ซื้อจริง 3,500 เมกะวัตต์ ซึ่งปริมาณยังอยู่ในแผนเดิม แต่กำหนดแล้วเสร็จจะมีการปรับเปลี่ยนจากเดิมนิดหน่อย ดังนั้น ช่วง 2556-2562 ตัวโรงไฟฟ้าจะไม่ค่อยได้เปลี่ยน เพราะการสร้างโรงไฟฟ้าต้องใช้เวลา ซึ่งถ้าเป็นโรงไฟฟ้าใหม่จะใช้เวลาประมาณ 8 ปี ดังนั้น ต้องวางแผนล่วงหน้า
ส่วนที่บอกว่าปลดแล้วจะต้องมาปรับปรุงประสิทธิภาพใหม่นั้น ต้องหลังจากปี 2562 ยกเว้นแม่เมาะจะเริ่มปี 2563 ซึ่งหลักการพิจารณาสร้างโรงฟ้าใหม่ในสถานที่เดิมนั้นจะพิจารณาว่าถ้าโรงเก่าประสิทธิภาพไม่ เราสามารถหาโรงใหม่ที่มีประสิทธิภาพดีขึ้นคำนวณต้นทุนดูแล้วถ้าเอาของใหม่มาตั้งดีกว่า ทั้งค่าลงทุนและค่าเชื้อเพลิงก็จะเปลี่ยน
0 ปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ปรับเพิ่มขึ้นมีอะไรบ้าง
เงินเฟ้อจะเป็นตัวหลัก แต่ถ้าเป็นเครื่องจักรและอุปกรณ์ตัวที่เป็นปัจจัยกระทบก็คือ ดีมานด์ ซัพพลายของตลาดโลก โดยเฉพาะกลุ่มโลหะ
0 สำรองไฟฟ้าของเราเพียงพอหรือไม่
ตอนนี้เรามีสำรองไป 20% ในแง่ตัวเลขนั้นก็ยังเพียงพอ แต่ที่เป็นประเด็นคือ เรื่องการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้ามากถึง 70% และในจำนวนนี้มาจากฝั่งตะวันตกหรือพม่าคือ 1 ใน 3 ของการใช้ ซึ่งก๊าซธรรมชาติจากแหล่งตะวันตกนั้นมี 2 แหล่ง คือ เยตากุนและยาดานา และเนื่องจากคุณสมบัติของก๊าซทั้ง 2 แหล่งต่างกัน โดยเฉพาะค่าความร้อนที่แตกต่างกันมาก ทำให้เวลาส่งก๊าซฯ มายังประเทศไทย จะต้องมีการนำก๊าซฯ ทั้งสองแหล่งมาผสมกันก่อนเพื่อให้ค่าความร้อนอยู่ในระดับที่พอเหมาะกับสเปกของโรงไฟฟ้า ทำให้เมื่อแหล่งใดแหล่งหนึ่งหยุดจ่ายก๊าซฯ ก็จะต้องหยุดทั้งสองแหล่งพร้อมกัน ซึ่งจะทำให้กำลังการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.หายไป 20%
ดังนั้น จะเห็นว่าการที่เราพูดว่าสำรองไฟฟ้าไม่ต่ำกว่า 15% เราคิดกันในภาพรวมของระบบ แต่ถ้ามาพูดกันในกรณีที่ก๊าซของพม่าซึ่ง 1 ใน 3 ของระบบหายไป ทำให้การผลิตไฟฟ้าหายไป 6,000 เมกะวัตต์นั้น สำรอง 15% เอามาอยู่ จริงแล้วจากนี้ไปอีก 10 ปีข้างหน้าสำรองไฟฟ้าไม่ควรต่ำกว่า 20%
0 กรณีแหล่งก๊าซจากพม่าที่จะต้องมีการหยุดซ่อมประจำปีและส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าของไทย กฟผ.เตรียมแผนรองรับอย่างไร
การหยุดครั้งนี้นานกว่าปกติเพราะหลุมแก๊สใช้งานมานานและแรงดันตก ดังนั้นจึงต้องมีการปรับปรุงเพื่อรักษาแรงดัน กฟผ.ได้เตรียมพร้อมโดยการใช้น้ำมันดีเซลและน้ำมันเตามาเดินเครื่องแทน ซึ่ง กฟผ.พยายามที่จะใช้น้ำมันเตาให้มากที่สุด เพราะมีราคาถูกกว่าน้ำมันดีเซล บมจ.ปตท.ในฐานะผู้จัดหาเชื้อเพลิงให้ กฟผ.ก็ได้จัดหาน้ำมันดีเซลและน้ำมันเตา ซึ่งมีคณะกรรมการบริหารเชื้อเพลิงโดยมีปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธานจะร่วมกันหารือเพื่อจัดหาเชื้อเพลิงให้เพียงพอกับความต้องการ
ในด้านการช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นนั้น ในแง่ของสัญญาไม่ใช่สัญญาที่การันตี เพราะการการันตีนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์หยุดซ่อมบำรุง เช่นที่ผ่านมานั้น ปตท.ต้องจัดหาก๊าซมาให้ ทำให้ราคาก๊าซจะแพงกว่าในปัจจุบันที่ กฟผ.ซื้อจาก ปตท. อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับ ปตท.ในเรื่องดังกล่าว
0 ความต้องการใช้ไฟฟ้าของเรามีการเติบโตเท่าไหร่
เมื่อวันที่ 20 เม.ย.2555 ปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุด หรือพีก (Peak) ได้พุ่งสูงสุดถึง 25,178 เมกะวัตต์ ทำลายสถิติเดิมวันที่ 19 เม.ย 2555 ที่ 24,882 เมกะวัตต์ จากสาเหตุสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว ถ้าดูความต้องการใช้ไฟนั้นจะมาจากภาคอุตสาหกรรม พาณิชย์ ที่อยู่อาศัย แต่ตัวที่สำคัญคือเครื่องปรับอากาศ ซึ่งอุณหภูมิที่เปลี่ยนไป 1 องศา จะทำให้การใช้ไฟต่างออกไป 250-300 เมกะวัตต์ ซึ่งอุณหภูมิปีนี้ขึ้นมาที่ 37 องศา สูงกว่าปี 2554 ก็ 1000 เมกะวัตต์ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงหรือการจะจัดหาไฟฟ้าเข้าระบบนั้น เราไม่ได้ดูแค่ปีต่อปี แต่ต้องดูภาพรวมในระยะยาว  อย่างไรก็ตาม โดยรวมแล้วความต้องการใช้ไฟฟ้าในปี 2555 นี้น่าจะเติบโตขึ้น 4-5%
0 แผนการรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศมีที่ไหนบ้าง
ปัจจุบันเราทำสัญญา MOU กับทาง สปป.ลาวไว้ที่ 7,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นการเซ็นระหว่างรัฐกับรัฐ และในจำนวนนี้ กฟผ.ได้ดำเนินการรับซื้อไว้แล้ว มีทั้งโครงการที่เดินเครื่องแล้ว โครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง โครงการที่อยู่ระหว่างการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจำนวน 6,000 เมกะวัตต์  อย่างไรก็ตาม การทำ MOU กับทาง สปป.ลาวนั้น กฟผ.ซื้อทั้งโรงไฟฟ้าและการผลิตไฟฟ้า ซึ่งถือว่าโรงไฟฟ้าที่ สปป.ลาวนั้น เป็นส่วนหนึ่งของระบบ และตามข้อตกลงแล้วห้ามขายไฟฟ้าให้กับคนอื่น ห้ามเชื่อมโยงกับใครด้วย
สำหรับไฟฟ้าที่รับซื้อมาจากลาวนั้นส่วนใหญ่จะส่งเข้าระบบเพื่อจ่ายไฟฟ้าให้กับทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้งหมด เหลือจากนั้นจะส่งเข้าภาคกลาง
แต่ที่น่ากังวลคือภาคใต้นั้น ตอนนี้เรากำลังเสริมไฟฟ้าไปที่ภาคใต้ เพราะขณะนี้กำลังมีปัญหา เนื่องจากกำลังการผลิตที่มีอยู่นั้นไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ถึง 2,000 เมกะวัตต์ เพราะมีแค่โรงไฟฟ้าจะนะ ขนอม ส่วนหนึ่งส่งไปจากภาคกลางประมาณ 500 เมกะวัตต์ และซื้อไฟจากมาเลเซีย 300 เมกะวัตต์ ซึ่งก็ไม่มีความมั่นคง เพราะมาเลเซียก็มีความต้องการใช้ไฟฟ้า จึงไม่อยากขายให้ไทย
ในอนาคตนั้นภาคใต้ต้องการโรงไฟฟ้า 3 ปี 1 โรง หมายความว่าต้องมีโรงไฟฟ้าใหม่เข้ามาเพื่อสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าภาคใต้ แต่ก็มีปัญหาว่าไม่มีเชื้อเพลิง เนื่องจากก๊าซธรรมชาติมีจำกัด ดังนั้น เมื่อก๊าซธรรมชาติไม่มี ก็จำเป็นต้องใช้ถ่านหิน ซึ่งเราพยายามที่จะสร้างโรงไฟฟ้าโดยใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง แต่ก็มีการต่อต้าน ดังนั้น ถ้าสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินสร้างไม่ได้ ก็ต้องใช้น้ำมันดีเซล ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าแพงมากขึ้น ซึ่งในปี 2562 จำเป็นที่จะต้องมีโรงไฟฟ้าใหม่ 1 โรง แต่การสร้างโรงไฟฟ้านั้นต้องใช้เวลาอย่างน้อย 7-8 ปี
0 กฟผ.มีแผนที่จะสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ที่ อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ หรือไม่
ทับสะแกนั้นถือว่าเป็นทรัพยากรของประเทศ ซึ่งต้องใช้ประโยชน์จากภูมิประเทศ แต่ด้วยสภาพการต่อต้านที่รุนแรง ทำให้โรงไฟฟ้าเกิดไม่ได้ แต่ในอนาคตถ้ามีการยอมรับก็ถือว่าบริเวณดังกล่าว ร่วมทั้งพื้นที่บริเวณบ้านหินกรูด บ่อนอก เป็นจุดที่มีความเหมาะสม ด้วยสภาพของภูมิประเทศแล้ว ที่สำคัญยังเป็นจุดที่ติดทะเลและน้ำลึก
ทั้งหลายทั้งปวงนั้น มันมีที่มาที่ไปทั้งนั้น เพียงแต่ว่าเราจะมอบภาพรวมครบหรือไม่ ถ้าเราเลือกมองเพียงจุดเดียว การแก้ปัญหาจุดหนึ่งก็กระทบอีกจุดหนึ่งนั่นเอง ดังนั้น ถ้าเรามองประเทศว่ามีความต้องการใช้ไฟฟ้าหรือไม่ โดยเฉพาะความต้องการใช้ไฟฟ้าในกลุ่มผู้อยู่อาศัยนั้นโตทุกปี อุตสาหกรรมต้องการหรือไม่ ประเทศเราต้องพัฒนาหรือไม่ ถ้าเรายังต้องการพัฒนาประเทศ อุตสาหกรรมก็ต้องขยายตัว ก็ต้องใช้ไฟฟ้า ถ้าไฟฟ้าแพงเราก็แข่งขันไม่ได้ แต่ถ้าถามว่าอุตสาหกรรมกระทบสิ่งแวดล้อมหรือไม่กระทบ เราจะเอาบวกอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีทั้งบวกและลบ ต้องรู้จักบริหารจัดการ ถ้ามีความจำเป็นบวกต้องมากกว่าลบ อะไรที่เป็นด้านลบเราก็ต้องบริหารจัดการ แต่สิ่งที่เป็นด้านบวกก็ต้องสนับสนุน.

 

สินค้าแพง…ปัญหาตำตารัฐบาล ปัญหาแทงใจ ผู้บริโภค 2012/05/30

http://www.thaipost.net/news/160412/55512

16 April 2555

“พูดง่ายๆ ก็คือ จากเดิมที่ใช้จ่ายวันละ 100 บาท ในการใช้เป็นค่าเดินทางไปทำงาน ค่าอาหารกลางวัน และค่าซื้อของอีกเล็กน้อย สามารถทำได้เพียงพอกับเงินจำนวนดังกล่าว แต่ในขณะนี้กลับพบว่าเงินจำนวนดังกล่าว ไม่เพียงพอที่จะใช้จ่ายได้ ทั้งที่เคยทำได้ สาเหตุจากราคาอาหารที่เพิ่มขึ้น แม้จะเพิ่มขึ้นไม่มากนัก แต่เมื่อรวมกับราคาค่าสินค้าของใช้อื่นๆ โดยรวมจึงทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น”

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน มี.ค. ล่าสุดเท่ากับ 114.3 สูงขึ้น 3.45% เทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน และสูงขึ้น 0.59% เทียบกับเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ถือเป็นอัตราที่สูงที่สุดในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ ทำให้โดยเฉลี่ย 3 เดือน (ม.ค.-มี.ค.) อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น 3.39%
สัญญาณดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์ราคาสินค้าโดยรวม “ปรับตัวสูงขึ้น” อย่างเห็นได้ชัด
สาเหตุที่อัตราเงินเฟ้อในเดือน มี.ค.สูงขึ้น 3.45% มาจากการสูงขึ้นของดัชนีราคาหมวดอาหารและเครื่องดื่ม 7.07% สินค้าสำคัญ ได้แก่ ข้าว แป้งและผลิตภัณฑ์จากแป้งสูงขึ้น 2.55% เนื้อสัตว์ เป็ด และสัตว์น้ำ สูงขึ้น 3.75% ไข่และผลิตภัณฑ์นม 2.63% ผักและผลไม้ 10.41% เครื่องประกอบอาหาร 9.38% เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 2.52% และอาหารสำเร็จรูป 9.33%
ส่วนดัชนีราคาหมวดอื่นๆ ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้น 1.23% จากการสูงขึ้นของหมวดพาหนะ ขนส่งและการสื่อสาร สูงขึ้น 0.63% หมวดเคหสถาน สูงขึ้น 2.28% หมวดการตรวจรักษาและบริการส่วนบุคคล สูงขึ้น 1.12% หมวดเครื่องนุ่งห่มและรองเท้า 1.12% หมวดยาสูบและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 0.32% น้ำมันเชื้อเพลิง 2.63%
นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า แม้อัตราเงินเฟ้อในเดือน มี.ค.จะสูงขึ้น แต่ยืนยันว่าอัตราเงินเฟ้อทั้งปีจะยังอยู่ในกรอบเป้าหมายเดิมที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งไว้ 3.3-3.8% ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบทั้งปีเฉลี่ยอยู่ที่ 100-115 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 29.33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และมาตรการลดค่าครองชีพประชาชนของรัฐบาลยังดำเนินอยู่ ทั้งรถเมล์ฟรีบางสาย ตรึงราคาแก๊สหุงต้ม ค่ารถไฟชั้น 3 ฟรี เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม จากการปรับตัวสูงขึ้นของอัตราเงินเฟ้อในเดือน มี.ค.ส่วนหนึ่งจากราคาน้ำมัน ทำให้กระทรวงพาณิชย์ได้ศึกษาปัจจัยเสี่ยงที่กระทบกับเงินเฟ้อ ได้แก่ ราคาน้ำมันที่ได้ตั้งสมมติฐานราคาน้ำมันที่จะกระทบกับเงินเฟ้อไว้ 3 กรณี
กรณีที่ 1 ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปี 2555 อยู่ที่ 120-130 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จะกระทบเงินเฟ้อสูงขึ้น 0.1% หรือทำให้เงินเฟ้อทั้งปีขยายตัวอยู่ที่ 3.9% กรณีที่ 2 ราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 130-150 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จะกระทบเงินเฟ้อสูงขึ้น 0.1-0.5% ทำให้เงินเฟ้อทั้งปีขยายตัวอยู่ที่ 3.9-4.4% กรณีที่ 3 ราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 150-200 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จะกระทบเงินเฟ้อสูงขึ้น 0.5-1.7% ทำให้เงินเฟ้อทั้งปีขยายตัวอยู่ที่ 4.4-5.5%
ในส่วนของผลกระทบต่อสินค้าแต่ละประเภท พบว่า หากขึ้นราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ 29.44 บาท เป็นลิตรละ 32.33 บาท จะมีผลกระทบต่อสินค้าทุกกลุ่มเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เฉลี่ย 0.0031-0.8541% โดยสินค้าที่ได้รับผลกระทบน้อยสุด คือ ผ้าอนามัย และมากสุดเป็นปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ เนื่องจากมีปริมาตรและน้ำหนักมาก ทำให้ต้องใช้น้ำมันและค่าขนส่งมาก
ทั้งนี้ เมื่อแยกตามหมวดสินค้า พบว่า หมวดอาหารและเครื่องดื่มเพิ่ม 0.013-0.3467% กระทบต่ำสุดเส้นหมี่อบแห้ง สูงสุดน้ำดื่ม หมวดของใช้ประจำวันเพิ่ม 0.003-0.265% กระทบต่ำสุดผ้าอนามัย สูงสุดผงซักฟอก หมวดกระดาษและผลิตภัณฑ์เพิ่ม 0.03-0.264% กระทบต่ำสุดเยื่อกระดาษ มากสุดกระดาษชำระ หมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่ม 0.056-0.356% กระทบต่ำสุดเตารีด สูงสุดพัดลม
ส่วนหมวดบริภัณฑ์ขนส่งกระทบ 0.011-0.144% กระทบต่ำสุดรถยนต์ สูงสุดหมวกนิรภัย หมวดก่อสร้างเพิ่ม 0.018-0.854% กระทบต่ำสุดอลูมิเนียมเส้นหน้าตัด สูงสุดปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ หมวดผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม 0.014-0.044% กระทบต่ำสุดถุงพลาสติก สูงสุดน้ำมันหล่อลื่น หมวดปัจจัยการเกษตรเพิ่ม 0.021-0.062% กระทบต่ำสุดเครื่องสูบน้ำ สูงสุดยาป้องกันและกำจัดศัตรูพืช และหมวดทั่วไปเพิ่ม 0.015-0.034% กระทบต่ำสุดรองเท้านักเรียน สูงสุดเครื่องปั๊มน้ำ
นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังได้ศึกษาผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ซึ่งคาดว่าจะกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อทั้งปีเพียง 0.1% ส่วนการขึ้นเงินเดือนข้าราชการจะกระทบให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น 0.01% และ การปรับขึ้นค่าโดยสารรถแท็กซี่เฉลี่ย 12% จากราคาเริ่มต้น 35 บาท จะกระทบอัตราเงินเฟ้อเพียง 0.028% เช่นเดียวกับการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตเครื่องปรับอากาศ จะกระทบอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น 0.07% เท่านั้น
ส่วนผลกระทบต่อประเภทสินค้า พบว่า การที่ค่าแรงขึ้นทั้งประเทศ 300 บาท จะส่งผลกระทบทุกหมวดสินค้าให้ราคาปรับเพิ่มขึ้น 0.092-8.565% โดยสินค้าหมวดอาหารและเครื่องดื่ม ราคาเพิ่มเฉลี่ย 0.31-2.27% สินค้าที่ได้รับผลกระทบต่ำสุดคือแป้งสาลี มากสุดเป็นนมถั่วเหลืองยูเอชที หมวดของใช้ประจำวันเพิ่ม 0.092-3.106% กระทบต่ำสุดยาสีฟันและสูงสุดแป้งเด็ก หมวดกระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษเพิ่ม 0.491-5.311% กระทบต่ำสุดกระดาษชำระ สูงสุดเยื่อกระดาษ
สำหรับหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่ม 0.54-2.118% กระทบต่ำสุดตู้เย็น สูงสุดหลอดไฟฟ้า หมวดบริภัณฑ์ขนส่งเพิ่ม 0.293-2.911% กระทบต่ำสุดรถยนต์นั่ง สูงสุดหมวกนิรภัย หมวดวัสดุก่อสร้างเพิ่ม 0.189-4.372% กระทบต่ำสุดเหล็กแผ่นรีดร้อน สูงสุดไม้อัดสลับชั้น หมวดผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีเพิ่ม 0.381-2.59% กระทบต่ำสุดเม็ดพลาสติก สูงสุดถุงพลาสติก หมวดปัจจัยทางเกษตรเพิ่ม 0.126-2.013% กระทบต่ำสุดปุ๋ยเคมี สูงสุดจอบ และหมวดทั่วไปเพิ่ม 1.075-8.565% กระทบต่ำสุดแถบบันทึกเสียง สูงสุดเครื่องแบบนักเรียน ค่าขนส่ง (150 กม.ต่อเที่ยว) กระทบ 4.458% ค่าชมภาพยนตร์เพิ่ม 0.686%
ส่วนสถานการณ์ราคาสินค้าในช่วงไตรมาสที่ 2 หรือในเดือน เม.ย.เป็นต้นไป คาดว่าจะมีการปรับตัวสูงขึ้นของราคาหมวดอาหาร โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติจากการเข้าสู่ช่วงหน้าร้อนซึ่งทำให้พืชและสัตว์บางชนิดเติบโตช้า ซึ่งจะทำให้ปริมาณการผลิตหมูลดลง ไปจนถึงปริมาณการผลิตไข่ไก่ที่ลดลงตามฤดูกาล ทำให้ราคาขายปลีกมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นจากช่วงที่ผ่านมาได้
สำหรับความคิดเห็นของประชาชนผู้บริโภคที่มีต่อสถานการณ์ราคาสินค้าขณะนี้เป็นอย่างไรบ้างนั้น
นางอัจฉรา จินดานงค์ อาชีพพนักงานบริษัทเอกชน ระบุว่า ราคาสินค้าปัจจุบัน ในภาพรวมถือว่ามีราคาที่สูงขึ้น เพราะความรู้สึกจากการที่ได้จับจ่ายใช้สอยหรือซื้อสินค้าในแต่ละครั้ง จะรู้สึกได้เลยว่าใช้เงินในการซื้อสินค้ามากขึ้น ทั้งที่พฤติกรรมการใช้จ่ายและซื้อสินค้าในชีวิตประจำวัน แทบจะไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงหรือมีการซื้อสินค้าเพิ่มจากเดิมเลย
“พูดง่ายๆ ก็คือ จากเดิมที่ใช้จ่ายวันละ 100 บาท ในการใช้เป็นค่าเดินทางไปทำงาน ค่าอาหารกลางวัน และค่าซื้อของอีกเล็กน้อย สามารถทำได้เพียงพอกับเงินจำนวนดังกล่าว แต่ในขณะนี้กลับพบว่าเงินจำนวนดังกล่าวไม่เพียงพอที่จะใช้จ่ายได้ ทั้งที่เคยทำได้ สาเหตุจากราคาอาหารที่เพิ่มขึ้น แม้จะเพิ่มขึ้นไม่มากนัก แต่เมื่อรวมกับราคาค่าสินค้าของใช้อื่นๆ โดยรวมจึงทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น” นางอัจฉรา ระบุ
เช่นเดียวกับ นางบุญเรือน ผลศิริ อาชีพแม่บ้าน ระบุว่า ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นพอสมควร โดยเฉพาะราคาสินค้าที่จำเป็น ซึ่งมีราคาสูงขึ้น ทั้งผักบางชนิด และส่วนประกอบอาหาร รวมทั้งข้าวสารบรรจุถุง นอกจากนี้ ยังมีนมสดพาสเจอไรซ์หรือประเภทนมกล่องที่มีความรู้สึกว่าแพงขึ้นมาเล็กน้อย ซึ่งถือว่าทั้งหมดเป็นสินค้าที่มีความจำเป็นในชีวิตประจำวันในครอบครัว
“ต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลราคาสินค้าไม่ให้ขยับเพิ่มขึ้นมาก และขยับสินค้าขึ้นพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะสินค้าที่มีความจำเป็นต่อประชาชน ที่จำเป็นต้องกินต้องใช้มากๆ เพราะแม้ราคาสินค้าแต่ละชนิดจะขยับเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่หากขยับเพิ่มพร้อมกัน ก็จะกระทบต่อภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนโดยทันที” นางบุญเรือน กล่าว
ด้านผู้ประกอบการจำหน่ายสินค้า น.ส.นฤมล บุญวงษ์ ผู้จำหน่ายอาหารสำเร็จรูปตามสั่งย่านบางกะปิ ระบุว่า ได้ปรับราคาเมนูอาหารขึ้นจากจานล่ะ 25-30 บาท เป็น 30-35 บาทในช่วงปลายปีที่ผ่านมา หลังจากในช่วงนั้นราคาวัตถุดิบในการประกอบอาหารมีราคาสูงขึ้น ส่วนหนึ่งจากผลกระทบน้ำท่วม แม้ย่านบางกะปิจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่ทำให้การขนส่งได้รับผลกระทบ จนทำให้ราคาวัตถุดิบ ทั้งเนื้อหมู ไข่ไก่ ผักบางชนิด มีราคาสูงขึ้นตาม
“แม้ว่าผลกระทบจากน้ำท่วมจะหมดลงไปแล้ว แต่จากการที่ต้องแบกภาระต้นทุนมาก่อนหน้านี้ จึงตัดสินใจปรับราคาอาหารขึ้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการค้า เพราะถึงแม้ราคาวัตถุดิบบางชนิดจะลดลงตามภาวะตลาด แต่เมื่อคำนวณต้นทุนโดยภาพรวมแล้วก็ยังถือว่ามีราคาสูงอยู่ และถือว่ายังอยู่ในสถานการณ์ราคาที่มีการปรับราคาขึ้นลงอย่างต่อเนื่อง เช่น เครื่องปรุงอาหาร ในช่วงที่ผ่านมาก็เป็นมะนาว ผักชี ผักบุ้ง มะเขือ เป็นต้น นอกจากนี้อาหารประเภทเนื้อสัตว์ก็มีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นอีกเช่นกัน” น.ส.นฤมล ระบุ
ด้านสถิติการรับเรื่องร้องเรียน ผ่านสายด่วน 1569 ของกรมการค้าภายใน ในเดือน มี.ค. มีจำนวนเรื่องร้องเรียน 139 ราย แบ่งเป็นหมวดอาหารและเครื่องดื่ม 61 ราย ของใช้ประจำวัน 3 ราย ของใช้ส่วนบุคคล 1 ราย ยานยนต์และอุปกรณ์ 1 ราย หมวดการเกษตร 50 ราย วัสดุก่อสร้าง 9 ราย หมวดผลิตภัณฑ์ปิโตเลียม 3 ราย หมวดอื่นๆ 12 ราย และบริการ 5 ราย
ส่วนการร้องเรียนตั้งแต่เดือน ม.ค.-มี.ค.2555 รวม 571 ราย หมวดอาหารและเครื่องดื่ม 287 ราย มีสถิติสูงสูงในช่วง ก.พ. 166 ราย ส่วนใหญ่เป็นการร้องเรียนเรื่องอาหารสำเร็จรูปแพง หมวดของใช้ประจำวัน 7 ราย หมวดของใช้ส่วนบุคคล 8 ราย กระดาษและผลิตภัณฑ์ฯ 1 ราย เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ 2 ราย ยานยนต์ฯ 3 ราย การเกษตร 145 รายส่วนใหญ่เป็นการสอบถามและร้องเรียนเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวเปลือกและมันสำปะหลัง หมวดก่อสร้าง 9 ราย หมวดผลิตภัณฑ์ปิโตเลียม 35 ราย หมวดอื่นๆ 61 ราย และบริการ 18 ราย
จากสถานการณ์ดังกล่าวในส่วนการแก้ปัญหาราคาสินค้าแพงของรัฐบาลนั้น คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติงบประมาณจำนวน 1,320 ล้านบาท ในการดำเนินงานโครงการ ”โชห่วย ช่วยชาติ” ในระยะเวลาโครงการตั้งแต่เดือน เม.ย.-ก.ย.2555 ภายใต้ชื่อ “ร้านถูกใจ” ที่จะมีการขอความร่วมมือให้ร้านค้าปลีกที่ทำการค้าขายสินค้าอุปโภคบริโภคอยู่แล้วเข้าร่วมโครงการ โดยจะมีการขอพื้นที่ในร้านประมาณ 6 ตารางเมตร เพื่อเป็นมุมในการนำสินค้าที่ได้มีการเชื่อมโยงกับผู้ผลิตสินค้าโดยตรงมาวางจำหน่ายในราคาถูกกว่าท้องตลาด 20%
สินค้าที่กำหนดไว้ 20 รายการ ได้แก่ ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมันพืช น้ำตาลทราย ผงชูรส น้ำปลา ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นมยูเอชที ซอสปรุงรส เนื้อสุกร เนื้อไก่ สบู่ ยาสีฟัน แชมพู ผงซักฟอก แป้งผงโรยตัว น้ำยาล้างจาน ผ้าอนามัย ยากำจัดยุงและแมลง ซึ่งเป็นสินค้าที่เป็นยี่ห้อทั่วไปที่ขายตามท้องตลาด
โดยกระทรวงพาณิชย์จะสนับสนุนงบให้ร้านค้าปลีกที่เข้าร่วมโครงการในส่วนของชั้นวางสินค้า ช่วยในการตกแต่งร้านค้า และค่าขนส่งสินค้าจากโรงงานผู้ผลิตสินค้า พร้อมเชื่อมโยงสินค้าให้ถึงร้านที่เข้าร่วมโครงการโดยตรง
เบื้องต้น ตั้งเป้าไว้ว่าจะมีร้านถูกใจทั่วประเทศ 10,000 แห่ง กระจายอยู่ในเขตกรุงเทพฯ 2,000 แห่ง ที่เหลืออีก 8,000 แห่งจะกระจายใน 76 จังหวัด และคาดว่าจะเปิดร้านแรกได้อย่างเป็นทางการในวันที่ 19 เม.ย.นี้
นอกจากนี้ ยังมีงบประมาณอีกจำนวน 300 ล้านบาท ที่ได้รับจากความเห็นชอบจาก ครม. ซึ่งจะให้นำมาจัดงานมหกรรมธงฟ้า ระดับภาค ภาคละ 2-4 ครั้ง รวม 12 ครั้ง ระดับจังหวัดทุกจังหวัด รวม 76 ครั้ง และระดับอำเภอทุกอำเภอ รวม 878 ครั้ง โดยงานดังกล่าวจะมีการนำสินค้าที่มีความจำเป็นกับการครองชีพของประชาชนมาจำหน่ายในราคาที่ถูกกว่าตลาด 20-40% โดยเชื่อว่าจะช่วยประชาชนได้ประมาณ 5 ล้านคน หรือสามารถลดค่าครองชีพประมาณ 1,000-1,200 ล้านบาท และเพิ่มเงินหมุนเวียนในการจับจ่ายใช้สอยได้อีก 2,000-2,500 ล้านบาท
คงต้องมาดูว่า เงินงบประมาณและมาตรการที่รัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ใช้ในการดำเนินโครงการ “ร้านถูกใจ” และ “มหกรรมธงฟ้า” ในครั้งนี้ จะช่วยลดค่าครองชีพและแก้ปัญหาราคาสินค้าแพงที่เป็นหนามตำใจประชาชนผู้บริโภคได้หรือไม่.

 

ชาติชาย ทิพย์สุนาวี ซ่อม สร้าง ทางทั่วไทย 2.3 หมื่นล้าน 2012/05/30

http://www.thaipost.net/node/55212

9 April 2555

“อีโคโฟกัส” ฉบับนี้ ได้มีโอกาสพูดคุยกับ นายชาติชาย ทิพย์สุนาวี อธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.) ถึงแนวทางการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ในปี 2555 และปี 2556 ของกรมทางหลวงชนบท ในฐานะที่มีหน้าที่หลักเกี่ยวกับการพัฒนาโครงข่ายถนนสายรอง ซึ่งเป็นระบบโครงข่ายถนนระหว่างกลางที่เชื่อมทางหลวงสายหลักของกรมทางหลวง และทางหลวงสายย่อยหรือทางหลวงท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มุ่งการเข้าถึงพื้นที่มากกว่าทางหลวงสายหลัก และเป็นทางหลวงที่พัฒนาเพื่อรองรับด้านเศรษฐกิจและสังคมควบคู่กัน
และขณะเดียวกัน เมื่อปลายปี 2554 ได้เกิดมหาอุทกภัยครั้งยิ่งใหญ่ ทำให้ถนนที่อยู่ในการดูแลของกรมทางหลวงชนบท ได้รับความเสียหาย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างซ่อมแซมให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ

0 งบประมาณปี 2555 ที่กรมทางหลวงชนบทได้รับเท่าไร
สำหรับปี 2555 กรมทางหลวงชนบทได้รับการจัดสรรงบประมาณจำนวนทั้งสิ้น 23,590 ล้านบาท เพื่อดำเนินการในกิจกรรมหลัก 11 โครงการ ได้แก่ 1.กิจกรรมยกระดับมาตรฐานทางถนนลูกรังให้เป็นถนนลาดยางหรือคอนกรีต 2.พัฒนาโครงข่ายสะพาน 3.แก้ไขปัญหาจราจรในปริมณฑลและภูมิภาค 4.พัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 5.สนับสนุนโครงการพระราชดำริและโครงการหลวง 6.สนับสนุนถนนเพื่อการท่องเที่ยว 7.สนับสนุนถนนเพื่อเชื่อมต่อระบบขนส่งหรือโลจิสติกส์ 8.บำรุงถนนทางและสะพาน 9.อำนวยความปลอดภัย 10.บูรณะและฟื้นฟูถนนและสะพานหลังน้ำท่วม 11.พัฒนาบุคลากรด้านช่างให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
โดยงบประมาณส่วนใหญ่ที่ได้นี้ไปที่การบูรณะและฟื้นฟูทางและสะพานที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติน้ำท่วม ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ได้เร่งฟื้นฟูถนนและสะพานที่ได้รับความเสียหายกลับคืนสู่สภาพเดิมให้เร็วที่สุด เพื่ออำนวยความสะดวก ปลอดภัย ให้กับประชาชน
ซึ่งขณะนี้โครงการของปี 2555 อยู่ระหว่างจัดซื้อจัดจ้าง และเริ่มก่อสร้างในเดือนเมษายนนี้ คาดว่าส่วนใหญ่จะเสร็จในเดือนกันยายนนี้ สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2556 ก็คงดำเนินงานใน 11 เหมือนเดิม แต่จะมีส่วนเพิ่มเข้ามา คือ การก่อสร้างยกระดับถนนเลียบแม่น้ำ เพื่อพัฒนาเป็นถนนกั้นน้ำท่วมตามนโยบายของรัฐบาล ขณะนี้ได้เตรียมการสำรวจถนนที่มีลักษณะดังกล่าวแล้ว จากนั้นจะดำเนินการออกแบบให้เหมาะสม เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการดำเนินงานในปี 2556 ต่อไป

0 หากเกิดเหตุอุทกภัยเกิดขึ้น กรมทางหลวงมีมาตรการรองรับอย่างไร
กรมฯ มั่นใจว่าจะไม่เกิดอุทกภัยอีก แต่ก็ไม่ได้ประมาท ซึ่งเราได้เตรียมมาตรการในการแก้ไข้ปัญหาหากเกิดอุทกภัย ในส่วนของถนนและสะพานในความรับผิดชอบ โดยแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือ 1.การเตรียมความพร้อม มีการตั้งศูนย์ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในระดับส่วนกลาง ระดับสำนักงานทางหลวงชนบท (สทช.) 18 แห่ง และระดับจังหวัด 75 แห่ง มีการเตรียมความพร้อมทั้งสถานการณ์และบุคลากร เครื่องจักรกล ยานพาหนะ เพื่อแก้ไข้ปัญหาเมื่อเกิดเหตุได้ทันที
2.เมื่อเกิดเหตุการณ์ สำนักทางหลวงชนบทจังหวัดพื้นที่จะเข้าดำเนินการทันที ให้เส้นทางสามารถสัญจรไปมาได้ เคลื่อนย้ายประชาชน รวมถึงประสานข้อมูลกับจังหวัด 3.หลังเกิดเหตุการณ์ จะเข้าทำการซ่อมแซมสู่สภาพปกติทันที ตากรณีที่มีความเสียหายรุนแรง จะเร่งเข้าซ่อมฉุกเฉินเป็นการชั่วคราว และสั่งเจ้าหน้าที่เร่งสำรวจพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย เพื่อฟื้นฟูให้กลับเข้าสู่สภาพปกติ หรือหากสำรวจตรวจสอบสภาพความเสียหายแล้วพบว่าต้องออกแบบป้องกัน เช่น เพิ่มช่องระบายน้ำ ยกระดับคั้นทาง ก็จะมีการสำรวจและออกแบบแก้ไขเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำซาก

0 ภารกิจที่กรมฯ ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการหลังน้ำลดมีอะไรบ้าง
ภารกิจที่กรมทางหลวงชนบทได้รับหน้าที่ในการดำเนินการหลังน้ำลด ซึ่งเป็นแนวคันกั้นน้ำ ต้องเร่งดำเนินการเพื่อปรับปรุงแนวป้องกันปัญหาอุทกภัยในระยะเร่งด่วน ตามมติ ครม. วันที่ 6 มีนาคม 2555 เพื่อป้องกันเขตเศรษฐกิจ ด้านตะวันออกและตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา
ซึ่งแนวคันกั้นน้ำที่กรมทางหลวงชนบทรับผิดชอบและต้องเร่งดำเนินการ ได้แก่ 1.แนวคันกั้นน้ำตามแนว King dike แนวใหม่ ระยะทาง 11.500 กม. วงเงิน 230 ล้านบาท 2.แนวคันกั้นน้ำตามคลองระพีพัฒน์แยกตก ระยะทาง 42.500 กม. วงเงิน 850 ล้านบาท 3.แนวคันกั้นน้ำตามแนวตะวันออกแม่น้ำเจ้าพระยา ระยะทาง 6.500 กม. วงเงิน 98 ล้านบาท 4.แนวคันกั้นน้ำตามแนวตะวันตกแม่น้ำเจ้าพระยา ระยะทาง 8.000 กม. วงเงิน 160 ล้านบาท
5.แนวคันกั้นน้ำตามแนวคลองพระยาบันลือ ระยะทาง 54.745 กม. วงเงิน 820 ล้านบาท 6.แนวคันกั้นน้ำตามแนวคลองพระพิมล ระยะทาง 12.860 กม. วงเงิน 260 ล้านบาท 7.แนวคันกั้นน้ำตามแนวคลองมหาสวัสดิ์ ระยะทาง 15.840 กม. วงเงิน 875 ล้านบาท 8.แนวคันกั้นน้ำตามแนวตะวันออกแม่น้ำท่าจีน ระยะทาง 51.960 กม. วงเงิน 1,223 ล้านบาท ในงบประมาณ 4,000 ล้านบาท มีทั้งงานที่ใช้แนวถนนเดิมยกระดับเป็นคันกั้นน้ำ งานปรับปรุงถนนริมคลอง พร้อมทั้งงานก่อสร้างกำแพงกั้นน้ำ ซึ่งเป็นแผนงานก่อสร้างเร่งด่วนในระยะเวลา 6 เดือนเพื่อให้โครงการสร้างส่วนที่ป้องกันน้ำท่วมสามารถป้องกันอุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้นได้ก่อน
โดยในการสำรวจออกแบบการก่อสร้างแนวคันกั้นน้ำ กรมทางหลวงชนบทได้คำนึงถึงผลกระทบกับประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในแนวก่อสร้างและบริเวณใกล้เคียงให้น้อยที่สุด และประชาชนจะต้องได้รับประโยชน์ในการก่อสร้างครั้งนี้มากที่สุด

0 ความคืบหน้าของโครงการถนนลาดยาง หรือถนนไรฝุ่น เฟส 2
โครงการที่กรมทางหลวงชนบทจะดำเนินการเร่งรัดต่อจากนี้ คือ โครงการถนนลาดยาง (เดิมคือถนนไร้ฝุ่น) เฟส 2 ระยะทางรวม 5,100 กม. จะดำเนินการภายใน 4 ปี ระหว่างปี 2556-2559 โดยจะใช้งบประมาณการก่อสร้าง กม.ละ 5 ล้านบาท ส่วนที่ก่อนหน้านี้โครงการฯ มีข้อครหาเรื่องความทุจริตและไม่โปร่งใส ให้ชาวบ้านที่เป็นตัวแทนของชุมชนมาเป็นตัวแทนเพื่อร่วมตรวจสอบการทำงานกับกรมฯ โดยเราเน้นการเข้ามามีส่วนร่วมของประชาชน ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบการทำงาน
ผมได้มอบนโยบายในการทำงาน คือ รวดเร็ว โปร่งใส มีคุณภาพ ให้ประชาชนตรวจสอบได้ การวางแผนต้องมีระบบ เนื่องจากงบประมาณที่ได้อาจจะล่าช้า การลงมือทำงาน หากเปิดประมูล ได้ตัวผู้รับจ้าง ก็ต้องมีประชาชนเข้ามามีส่วนรวม มีส่วนในการตรวจสอบ หากพบความผิดปกติก็สามารถแจ้งเข้ามาได้ทันที ที่หมายเลข 1146
ซึ่งหน้าที่ของกรมฯ นอกจากดูแลซ่อมแซมถนนทั่วประเทศแล้ว ก็ยังดำเนินการก่อสร้างในส่วนของสะพาน เช่น โครงการก่อสร้างสะพานข้ามเจ้าพระยา บริเวณถนนนนทบุรี 1 วงเงินงบประมาณ 3,395 ล้านบาท โดยเป็นเงินงบประมาณก่อหนี้ผูกพันรวม 1,141 ล้านบาท และวงเงินกู้จากต่างประเทศอีก 2,654 ล้านบาท ซึ่งโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลต่อไปในอนาคต
เพื่อให้การพัฒนาโครงข่ายทางบริเวณเลียบชายฝั่งทะเลตะวันออกจากจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องตลอดเส้นทาง จึงจำเป็นที่จะต้องก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำประแสร์เชื่อมระหว่างบ้านสามแยก ตำบลปากน้ำประแสร์ อำเภอแกลง และบ้านแหลมสน ตำบลเนินฆ้อ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างโครงสร้างสะพานช่วงกลางน้ำ (ตอนที่ 1) คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณปลายปี 2556
เมื่อสะพานประแสร์แล้วเสร็จจะพัฒนาโครงข่ายถนนสำหรับการท่องเที่ยวชายฝั่งทะเลตะวันออก ทำให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางจากจังหวัดระยองสู่พื้นที่จันทบุรีและตราดได้อย่างต่อเนื่อง เชื่อมการเดินทางระหว่าง 2 ฝั่งแม่น้ำ สามารถร่นระยะทางได้กว่า 30 กิโลเมตร เป็นทางเลือกในการเดินทางได้อีกเส้นทางหนึ่ง ช่วยแบ่งเบาการจราจรสายหลักซึ่งในปัจจุบันมีทางหลวงหมายเลข 3 (ถนนสุขุมวิท) เป็นเส้นทางหลักเพียงเส้นทางเดียว

0 โครงการก่อสร้างถนนเชื่อมต่อราชพฤกษ์-กาญจนาภิเษก แนวตะวันออก-ตะวันตก ถึงไหนแล้ว
ได้เร่งรัดให้ผู้รับเหมาเข้าดำเนินการก่อสร้างโครงการก่อสร้างถนนราชพฤกษ์-ถนนกาญจนาภิเษก (แนวตะวันออก-ตะวันตก) พร้อมสะพานกลับรถแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมพื้นที่เพื่อดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งโครงการดังกล่าวมีระยะเวลาการก่อสร้าง 30 เดือน งบประมาณก่อสร้าง 2,444,744,132 บาท
จะสามารถรองรับการขยายตัวของปริมาณการจราจรในโครงข่ายเส้นทางคมนาคมของกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณอำเภอบางบัวทอง (นนทบุรี) และลาดหลุมแก้ว (ปทุมธานี) ช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพิ่มประสิทธิภาพด้านคมนาคมขนส่งและเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาพื้นที่เขตเมืองเชื่อมโยงโครงข่ายเส้นทางคมนาคมให้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น
สำหรับจุดเริ่มต้นโครงการบนถนนทางหลวงหมายเลข 3215 (ถนนบางกรวย-ไทรน้อย) ห่างจากทางแยกจุดตัดกับถนนกาญจนาภิเษกไปทางทิศตะวันออก ระยะทางประมาณ 450 เมตร จากนั้นแนวเส้นทางจะเบนไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ขนาด 6 ช่องจราจร โดยมีงานก่อสร้างสะพานข้ามคลองลำโพธิ์ คลองขุดชลประทาน และคลองขุนมหาดไทย แล้วตรงเข้าบรรจบกับถนนชัยพฤกษ์ โดยสร้างทางแยกต่างระดับสาลิโขในบริเวณจุดต่อเชื่อม 1 แห่ง พร้อมงานก่อสร้างสะพานกลับรถ 2 แห่ง รวมระยะทางก่อสร้างประมาณ 4.6 กิโลเมตร
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ในส่วนของการดำเนินงานในทุกโครงการ ต้องอาศัยงบประมาณในการก่อสร้าง แต่เนื่องจากปลายปีที่ผ่านมาเกิดอุทกภัยขึ้น ทำให้ถนนที่อยู่ในความดูแลของกรมทางหลวงชนบทได้รับความเสียหายอย่างหนัก จึงจำเป็นที่จะต้องนำงบประมาณที่ได้ไปซ่อมแซมในส่วนของถนนที่เสียหายก่อน ซึ่งก็แน่นอนว่าต้องส่งผลกระทบให้อีกในหลายโครงการ แต่ถึงอย่างไรกรมฯ ก็จะเร่งเดินหน้าทุกโครงการให้บรรลุตามเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์เยอะที่สุด.

 

“การอุ้มราคาแอลพีจีทำให้ต้องกู้เงิน” 2012/05/30

http://www.thaipost.net/node/54889

2 April 2555

ราคาพลังงานในตลาดโลกที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มอย่างต่อเนื่อง เช่น ราคาน้ำมันดีเซลขณะนี้ขยับไปอยู่ที่ 32.33 บาทแล้ว ได้ส่งผลกระทบกับราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้นไปด้วย นอกจากนี้ ยังมีผลต่อเนื่องไปยังราคาก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) และก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) หรือที่รู้จักกัน “ก๊าซหุงต้ม” ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างต่อเนื่อง
นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ในฐานะที่กำกับดูแลพลังงานของประเทศ ได้ชี้แจงถึงความพร้อมในการรับมือ

0 แนวโน้มราคาพลังงาน 6 เดือนแรกและตลอดทั้งปีเป็นอย่างไร    ราคาน้ำมันในขณะนี้มีการเปลี่ยนแปลงที่เร็วมาก แนวโน้มราคาน้ำมันดิบที่ตลาดดูไบต่ำกว่า 120 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยน่าจะอยู่ที่ระดับ 117 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งปัจจัยหลักที่มีผลกับการเปลี่ยนแปลงคือ 1.ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ขณะนี้อยู่ในภาวะที่ทรงตัว ทำให้ราคาน้ำมันดิบไม่พุ่งไปที่ 150 หรือ 200 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่ทั้งนี้ต้องอยู่บนพื้นฐานว่าอิสราเอลจะต้องไม่โจมตีอิหร่าน 2.ภาวะเศรษฐกิจของยุโรปไม่ได้ย่ำแย่เหมือนอย่างที่คาดการณ์ไว้ ส่วนสหรัฐอเมริกาก็เริ่มดีขึ้น แต่ทางด้านจีนและอินเดียกับมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันที่เดิมสู้รบกันเริ่มทยอยส่งน้ำมันออกสู่ตลาด
จากปัจจัยดังกล่าว โดยเฉพาะกรณีของจีนนั้นทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกไม่ปรับตัวเพิ่มสูงมากนัก ดังนั้นราคาน้ำมันในช่วงนี้จึงอยู่ที่ 201 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล บวก-ลบไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม โดยรวมแล้วเมื่อก้าวเข้าสู่ฤดูร้อน การใช้พลังงานของโลกก็จะลดลงประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐตอบาร์เรล ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสงครามในตะวันออกกลางจะเกิดขึ้นหรือไม่

0 อะไรเป็นปัจจัยภายในประเทศที่จะทำให้ราคาน้ำมันปรับเพิ่มสูงขึ้น
ราคาน้ำมันที่มีผลต่อเศรษฐกิจมากที่สุดคือภาคขนส่ง โดยรวมแล้วการขนส่งสินค้าจะใช้น้ำมันดีเซลถึง 95% เอ็นจีวี 5-% ดังนั้นปัจจัยที่จะกระทบกับราคาน้ำมันในประเทศคือราคาน้ำมันตลาดโลก ซึ่งประเทศไทยใช้ราคาน้ำมันของประเทศสิงคโปร์เป็นตัวเปรียบเทียบ ส่วนราคาน้ำมันเบนซิน และแก๊สโซลฮอล์นั้นคงต้องให้ทยอยปรับเพิ่มขึ้นไปเพราะเป็นเรื่องยานพาหนะ ส่วนตัวไม่กระทบเศรษฐกิจเท่าไหร่
อย่างไรก็ตาม ถ้าพูดถึงราคาพลังงานนั้น จะมีตัวหนึ่งซึ่งเป็นปัจจัยหลักคือแอลพีจี เนื่องจากรัฐบาลควบคุมราคาไว้ที่ 333 เหรียญสหรัฐต่อตัน ซึ่งเราอุดหนุนมานาน ทำให้ภาระการชดเชยสูงมาก แม้ว่าเราจะผลิตก๊าซในอ่าวไทย ซึ่งราคาก็ไปผูกพันกับราคาน้ำมันตลาดโลกด้วย ซึ่งขณะนี้ราคา ณ โรงแยกก๊าซสูงกว่า 333 เหรียญสหรัฐมาก โดยอยู่ที่ 1,200 เหรียญสหรัฐต่อตัน
ดังนั้น การที่ราคาถูกจึงเป็นปัจจัยที่ทำให้คนหันมาใช้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้องนำเข้าก๊าซแอลพีจีเพิ่มขึ้น ซึ่งจากเดิมเมื่อ 5-6 ปีที่ผ่านมานั้นเราส่งออก แต่ปัจจุบันต้องนำเข้า ซึ่งราคาสูง ทำให้เกิดการชดเชยสูง
ปัจจัยหลักขณะนี้คือราคาน้ำมันในต่างประเทศและการอุดหนุนเชื้อเพลิงบางชนิด ทำให้เกิดการนำเข้าและเกิดภาระการชดเชยมาก จะเห็นว่ามติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ให้กองทุนกู้เพิ่มอีก 20,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะพอหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เงินกู้ทั้งหมดที่กู้มานั้นส่วนใหญ่จะนำมาใช้อุดหนุนราคาก๊าซแอลพีจีทั้งสิ้น ส่วนกลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ยังเก็บเป็นบวก ดีเซลก็ยังมีเก็บ 60 สตางค์ เพื่อมาชดเชยแอลพีจี แต่ก็นำมาชดเชยแอลพีจีไม่พอ ก็ต้องกู้เพิ่ม ซึ่งเฉพาะเอ็นจีวีชดเชยไม่ถึง 400 บาทต่อเดือน นอกนั้นแอลพีจีทั้งหมดประมาณ 4-5 พันบาทต่อเดือน ตัวนี้จึงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาพลังงานของประเทศเปลี่ยนแปลง
ตัวที่จะปรับคือแอลพีจีและเอ็นจีวี แต่เอ็นจีวีคงเป็นส่วนน้อย ส่วนแอลพีจีนั้นอยู่ที่นโยบายของรัฐบาล เราจะปรับขึ้นราคาในภาคอุตสาหกรรมและขนส่ง แต่ในภาคครัวเรือนนั้น จะต้องปรับขึ้นบ้าง แต่ต้องชดเชยให้ตรงกลุ่ม แต่รัฐบาลยังไม่ต้องการให้มีผลกระทบในวงกว้างขณะนี้ จึงได้ยืดระยะเวลาที่จะปรับขึ้นราคาแอลพีจีในภาคครัวเรือนออกไปจนถึงสิ้นปี 2555 นี้ ดังนั้นราคาพลังงานโดยเฉพาะแอลพีจีสำหรับครัวเรือนเราก็ต้องอุดหนุนอยู่แค่ภายในขนส่งและอุตสาหกรรม ก็จะทยอยปรับขึ้นรวมทั้งกลุ่มเบนซินและดีเซล

0 ปัจจุบันราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นเป็นไปได้หรือไม่ที่จะชะลอการจัดเก็บ
เป็นไปได้ถ้ามีผลกระทบ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี และท่านรัฐมนตรีพลังงาน แต่ก็จะทำให้กองทุนน้ำมันมีภาระเพิ่มขึ้นตามสถานการณ์ราคาน้ำมัน ซึ่งเราไม่รู้เลยว่าราคาน้ำมันจะขึ้นเท่าไหร่เพราะปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

0 ขณะนี้ สนพ.ได้เตรียมแนวทางเลือกเพื่อรองรับปัญหาราคาน้ำมันแพงอย่างไร
สนพ.ได้จัดทำสถานการณ์จำลองราคาพลังงาน หรือซีนารีโอ ในภาวะที่ราคาพลังงานสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อติดตามราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด ประกอบการตัดสินใจในการดำเนินนโยบายด้านพลังงานและการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องพิจารณาตามสถานการณ์หากราคาน้ำมันสูงขึ้นอีก จะจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ เพิ่มได้หรือไม่ จากปัจจุบันที่จัดเก็บจากกลุ่มเบนซินลิตรละ 3 บาท และโซฮอลล์ 3 บาท และดีเซลลิตรละ 60 สตางค์ และการบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน
สำหรับซีนารีโอที่จัดทำไว้ 3 รูปแบบ ประกอบด้วย 1.กรณีราคาน้ำมันดิบดูไบปรับตัวขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 135 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อาจทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศปรับตัวสูงขึ้น จึงอาจต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ เข้ามาช่วย เช่น การลดเก็บเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ในส่วนของดีเซลที่ปัจจุบันเก็บอยู่ที่ระดับ 0.60 บาทต่อลิตร และหากเกินกว่านั้น ก็อาจลดการเก็บเงินกองทุนอนุรักษ์ฯ ในส่วนของดีเซลที่เก็บอยู่ 0.25 บาทต่อลิตรด้วย
2.กรณีที่ราคาน้ำมันดิบดูไบปรับตัวขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 140 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ก็อาจต้องใช้วิธีการจ่ายชดเชยเงินกองทุนน้ำมันฯ โดยจะดูราคาน้ำมันเฉลี่ยทุก 3 วัน ซึ่งการปรับขึ้นทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล กองทุนน้ำมันฯ จะต้องจ่ายเงินชดเชย 0.18 บาทต่อลิตร
3.ถือว่าเป็นกรณีเลวร้ายที่สุด ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 150 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล กองทุนน้ำมันฯ จะต้องจ่ายเงินชดเชยประมาณ 1.80-2 บาทต่อลิตร หรือกองทุนน้ำมันฯ จะต้องจ่ายเงินชดเชยราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลเฉลี่ยตกประมาณวันละ 91 ล้านบาท หรือประมาณเดือนละ 2,730 ล้านบาท

0 เมื่อเตรียมแผนรองรับทางด้านน้ำมันแล้ว ก๊าซทั้งแอลพีจีและเอ็นจีวีเตรียมพร้อมอย่างไร
เอ็นจีวีกำลังศึกษาอยู่ในวันที่ 10 เม.ย.2555 นี้ การศึกษาทางด้านราคาก๊าซเอ็นจีวีที่ สนพ.ได้ว่าจากจุฬาฯ จะแล้วเสร็จ ซึ่งโครงสร้างราคาเอ็นจีวีจะเป็นอย่างไร อย่างไรก็ต้องรอดูผลการศึกษาของจุฬาฯ แต่อย่างไรก็ตาม 16 เม.ย.2555 นี้ต้องปรับขึ้นเอ็นจีวี 50 สตางค์ต่อกิโลกรัมก่อน ส่วนเดือน พ.ค.2555 ก็ต้องดูที่ผลการศึกษา ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นผลการศึกษาคืบหน้าไปกว่า 60-70% แล้ว โดยผลการศึกษาของจุฬาฯ น่าจะเป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย เพราะจุฬาฯ ได้เชิญตัวแทนจากกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งทุกกลุ่ม
ส่วนแอลพีจีบางกลุ่มก็ได้มีการปรับขึ้นไปบางแล้ว เช่น ภาคการขนส่ง แต่ภาคครัวเรือน รัฐบาลให้ตรึงไว้ก่อนถึงสิ้นปี ซึ่งตรงนี้ถามว่าราคาพลังงานเป็นอย่างไร คือตรึงไง ก็คือการเอาเงินมาอุดหนุนไว้ ส่วนเงินกู้ที่กู้มานั้นกองทุนก็จะทยอยเรียกเก็บคืนจากราคาน้ำมัน ซึ่งจะใช้เวลา 2 หรือ 3 ปี

0 แนวโน้มอัตราค่าไฟฟ้าจะเป็นอย่างไร
อัตราค่าไฟฟ้านั้นขึ้นอยู่กับราคาเชื้อเพลิง ซึ่งสะท้อนอยู่ที่ค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) ซึ่งในช่วงเดือน พ.ค.-ส.ค.2555 จะปรับขึ้นค่าเอฟทีอีก 30 สตางค์ต่อหน่วยนั้น เป็นเพราะราคาน้ำมัน ราคาก๊าซปรับเพิ่มขึ้น แต่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาความเหมาะสมของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือเรกูเลเตอร์

0 การก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ไม่ว่าจะใช้เชื้อเพลิงประเภทไหนก็จะถูกต่อต้านจากชุมชน เราเตรียมแผนรองรับอย่างไร
ก็หันมาใช้พลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น ซึ่งจากมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ วันที่ 30 พ.ย.2554 รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานจัดทำแผนการพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก 25% ใน 10 ปี (พ.ศ.2555-2564) หรือ Alternative Energy Development Plan : AEDP (2012 – 2021) เพื่อกำหนดกรอบและทิศทางการพัฒนาพลังงานทดแทนของประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงและพลังงานชนิดอื่น และยังช่วยกระจายความเสี่ยงในการจัดหาเชื้อเพลิงเพื่อการผลิตไฟฟ้า รวมถึงลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
โดยคาดว่าในปี 2564 ความต้องการพลังงานในอนาคตของประเทศ เพิ่มขึ้น 99,838 ktoe จากปัจจุบัน 71,728 ktoe โดยในส่วนของพลังงานทดแทนตาม PDP 2010 และแผน AEDP (2012 – 2021) กำหนดให้มีสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นจาก 7,413 ktoe ในปี 2555 เป็น 25,000 ktoe ในปี 2564 หรือคิดเป็น 25% ของการใช้พลังงานรวม

0 ตามแผนการพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก 25% ใน 10 ปี (2555 – 2564) มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร
วัตถุประสงค์หลักคือให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาพลังงานทดแทนให้เป็นพลังงานหลักของประเทศทดแทนการนำเข้าน้ำมันได้ในอนาคต เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ สนับสนุนอุตสาหกรรมการผลิตเทคโนโลยีพลังงานทดแทนในประเทศ และเพื่อวิจัยพัฒนาส่งเสริมเทคโนโลยีพลังงานทดแทนสัญชาติไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดสากล
และยังได้กำหนดยุทธศาสตร์ส่งเสริมการพัฒนาพลังงานทดแทนตามแผน AEDP 6 ประเด็น ประกอบด้วย (1) การส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการผลิตและการใช้พลังงานทดแทนอย่างกว้างขวาง (2) การปรับมาตรการจูงใจสำหรับการลงทุนจากภาคเอกชนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ (3) การแก้ไขกฎหมาย และกฎระเบียบที่ยังไม่เอื้อต่อการพัฒนาพลังงานทดแทน (4) การปรับปรุงระบบโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบสายส่ง สายจำหน่ายไฟฟ้ารวมทั้งการพัฒนาสู่ระบบ Smart Grid (5) การประชาสัมพันธ์ และสร้างความรู้ความเข้าใจต่อประชาชน และ (6) การส่งเสริมให้งานวิจัยเป็นเครื่องมือในการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนแบบครบวงจร
ขณะนี้ได้มีการปรับแผนพีดีพีให้รับซื้อพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น เช่น ไบโอแมส และไบโอแก๊สมีจำนวนมาก ซึ่งขณะนี้มีนักลงทุนจากเยอรมนี ได้นำหญ้ามาทำเป็นไบโอแมสเพื่อผลิตเชื้อเพลิง ซึ่งปัจจุบันมีถึง 8,000 แห่ง สำหรับในประเทศไทยนั้นขณะนี้ได้เริ่มก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้หญ้าเลี้ยงช้างเป็นเชื้อเพลิงแล้วที่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ในแผนพีดีพีนั้นจะปรับเพิ่มพลังงานทดแทนจาก 4,000-5,000 เมกะวัตต์ เป็น 8,000 เมกะวัตต์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพลังงานจากชีวมวล ส่วนพลังงานแสงอาทิตย์มีเพียงเล็กน้อย ซึ่งขณะนี้มีบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าต่างประเทศให้ความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนการผลิตไฟฟ้าจากไบโอแมสจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม การผลิตไฟฟ้าจากไบโอแมสจะดีกว่าจากพลังงานแสงอาทิตย์ โดยโซล่าเซลล์ให้แอดเดอร์ 8 บาท แต่ไบโอแมสให้แอดเดอร์ 30 สตางค์ นอกจากนี้ การทำโซล่าเซลล์ชาวบ้านไม่ได้รับประโยชน์ เพราะอุปกรณ์ทั้งหมดต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ต่างจากไบโอแมส ชาวบ้านจะได้รับประโยชน์มากกว่า นอกจากนี้ ไบโอแมสยังมีบริมาณที่มาก เพราะนอกจากหญ้าแล้ว ยังสามารถใช้วัตถุดิบประเภทอื่นได้อีก เช่น ข้าวโพด ในภาคเหนือมีจำนวนมาก และส่วนใหญ่ชาวบ้านจะเผาซังข้าวโพดทิ้งทั้งหมด ทำให้เกิดปัญหามลพิษ.

 

เผดิมชัย สะสมทรัพย์ ค่าจ้าง 300 บาท เพื่อความเป็นธรรมกับแรงงาน 2012/05/30

http://www.thaipost.net/node/54543

26 March 2555

รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศให้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 แรงงานในประเทศไทยจะได้รับค่าแรงขั้นต่ำที่ 300 บาททั่วทั้งประเทศ แต่จะจริงแท้แค่ไหน นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ให้ความกระจ่างในเรื่องนี้

0 นโยบายนของรัฐบาลในการปรับขึ้นค่าแรง 1 เมษายน ยังคงดำเนินการตามที่ประกาศไว้ ใช่หรือไม่ และมีแนวทางในการปรับอย่างไร
ทุกพรรคใช้นโยบายค่าแรงในการหาเสียง ไม่ใช่เฉพาะแค่พรรคเพื่อไทยเท่านั้น พรรคอื่นก็มี เช่น อัตราค่าแรง 25% ขึ้นภายใน 2 ปี อันนั้นเป็นกติกาอันหนึ่ง ซึ่งคำว่าอัตราค่าจ้าง ในหลักของกฎหมายจะต้องเกิดขึ้นโดยการกำหนดของคณะกรรมการไตรภาคี ที่ประกอบด้วย นายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล ฝ่ายละ 5 คนเป็นคนตัดสินด้วยหลักการว่า การปรับขึ้นอัตราค่าจ้างแต่ละครั้งเป็นอย่างไร
พรรคเพื่อไทยบอกว่าจะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศ ไม่ได้หมายความว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในแง่ของกฎหมายจะไปสั่งไตรภาคีล่วงหน้าไม่ได้ เราไม่มีสิทธิ์ที่จะไม่ทำ เพราะอัตราค่าจ้างอยู่ที่ไตรภาคี แต่ถ้าไปโฆษณาล่วงหน้าว่าอัตราค่าจ้างจะขึ้นภายใน 2 ปี 25% แสดงว่าคุณรู้และไปสั่งไตรภาคี
สำหรับพรรคเพื่อไทยเห็นว่ารัฐบาลบริหารประเทศให้ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทไม่ใช่อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งเป็นความตั้งใจ นโยบายเราติดว่าจะทำอย่างไรจึงจะมีค่าครองชีพที่เหมาะสม ที่คนจะเอาเงินกลับบ้านหลังจากทำงาน 8 ชั่วโมงคือ 300 บาท ซึ่งน่าจะมีชีวิตอยู่ได้ และไม่ให้หนีไปทำกิจกรรมอย่างอื่น
เกณฑ์ที่อัตราค่าจ้างซึ่งคณะกรรมการไตรภาคีให้มานั้น แต่ละจังหวัดไม่เคยเท่ากันเลย ในอดีต 10 กว่าปีที่ผ่านมา พะเยา 159 บาท ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีค่าแรงขั้นต่ำสุดของประเทศ ภูเก็ตสูงสุดอยู่ที่ 221 บาท ส่วนปริมณฑลรอบกรุงเทพฯ 215 บาท ก็มี 6-7 จังหวัด นอกนั้นก็มี 160 บ้าง 180 บ้าง กระจายกับไปทั้ง 77 จังหวัด ดังนั้น ต้องเข้าใจว่าพื้นฐานของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำไม่ได้เสมอภาคกันในประเทศไทย
พอผมมาอยู่จุดนี้ เห็นว่าการใช้เกณฑ์ดังกล่าวนั้นตัดสินไม่ถูกต้อง ดังนั้น เห็นว่าค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทนั้นควรจะเป็นพื้นฐานค่าแรงขั้นต่ำของแรงงาน แต่เมื่อมาเป็นแล้วมีการพูดกันไปพูดกันมา ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าเมื่อพรรคเพื่อไทยมาเป็น จะต้องขึ้นอัตราค่าจ้าง 300 บาท ซึ่งถูกดึงเข้าไปที่อัตราค่าจ้างขั้นต่ำไม่ใช่ค่าครองชีพแล้ว ซึ่งนี่คือที่มาที่ไป

0 ได้มีการเตรียมการรับมือถึงผลกระทบที่จะตามมาหรือไม่ อย่างไร
เมื่อมาศึกษาจะพบว่าอัตราว่างงานของแรงงานไทยนั้นมีเพียง 0.4% จากมวลรวมทั้งหมด 38 ล้านคนของผู้ใช้แรง และเห็นว่ากลุ่มที่อยู่ในระบบควรที่จะได้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นมาถึง 300 บาทตามกฎหมาย ซึ่งก็ดี เพราะเรามีอัตราว่างงานเพียงแค่ 0.4% เท่านั้น แสดงว่าแรงงานไทยเรามีคุณภาพความต้องการสูง ดังนั้นเราจึงบอกว่า 300 บาทเป็นกติกาให้เท่ากันทั้งประเทศก่อน
แต่ก็ต้องมีวิธีขึ้น จะขึ้นอย่างไรเพื่อไม่ให้มีความบอบช้ำทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีนายจ้างและลูกจ้าง เราเป็นรัฐบาล เราต้องเสียสละอะไรบ้างใน 3 องค์ประกอบเพื่อให้ทุกอย่างเดินไปด้วยกันได้ ไม่สะดุดหรือฝ่ายหนึ่งฝ่ายได้ ไม่ใช่รัฐบาลจะต้องได้หน้าเป็นผลงาน นายจ้างก็ต้องไม่สะดุด และรัฐบาลจะให้อะไรเมื่อมีการเสียสละ ดังนั้นผู้ที่ได้มีฝ่ายเดียวคือลูกจ้าง
กระทรวงแรงงานจึงมีหน้าที่ในการดูแลเรื่องนี้แทนรัฐบาล ซึ่งทางกระทรวงก็มีกรมการจัดหางาน สำนักงานปลัด กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และก็มีประกันสังคม ซึ่งทั้ง 5 กรมเป็นกลไกของรัฐบาล ดังนั้น จึงต้องดูว่าจะกลไกทั้ง 5 ตัวนี้จะช่วยอะไรให้เปิดความเป็นธรรมกับนายจ้างและลูกจ้าง และจึงนำเสนอบางส่วนให้กับรัฐบาลช่วย เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม จะช่วยอะไร เราจะเป็นตัวกลางที่จะเป็นตัวเชื่อมเพื่อให้เกิด 300 บาทที่ถูกต้อง และไม่ให้ทุกฝ่ายต้องเดือดร้อน
นั่นคือที่มาที่ไป ไม่ใช่นั่งเทียนอยากจะหาคะแนนนิยม ไม่ใช่ และรัฐบาลเองก็มีกลไกอยู่คือ 1.รัฐบาลมีกลไกอยู่แล้วว่าจะต้องลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% ในปีแรก และปีที่ 2 ลดอีก 3% ซึ่งกระทรวงการคลังยอมเสียรายได้ เพราะเอาเงินตรงนี้ผ่านช่องนายจ้างไปสู่ลูกจ้าง คือลดภาระในการเสียภาษี 2.กระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือฯ จะทำอะไรให้กับลูกจ้างมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นเพิ่มผลผลิตให้กับนายจ้าง เช่นเคยผลิตได้ 100 ชิ้น โดยคนกลุ่มเดียวกัน แต่จะทำอย่างไรให้ผลิตได้ 120 ชิ้น โดยคนกลุ่มเดียวกันเวลาเท่ากัน ซึ่งเป็นหน้าที่ ซึ่งกระทรวงแรงงานต้องลงไปทำและพัฒนาฝีมือแรงงาน
นี่คือจุดเริ่มต้นที่ระยะแรกที่จะต้องทำ เพราะในปี 2558 ซึ่งเป็นปีที่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เกิดขึ้น ซึ่งต้องรองรับ และปัจจุบันทุกคนไม่เข้าใจที่ลึกซึ้ง และกระทรวงแรงงานเองก็มีประกาศมาตรฐานฝีมือแรงงานระดับชาติ (มรช.) มีผลตั้งแต่ ส.ค.2554 อยู่ 22 อาชีพ ซึ่งแรงงานทั้ง 22 กลุ่มนี้มีค่าแรงต่ำสุดอยู่ที่ 250 บาท สูงสุด 690 บาท แต่เมื่อขยับ 300 บาทขึ้น ฐานก็ขึ้น 40% กลายเป็นว่ามาตรฐานฝีมือแรงงานทั้ง 22 อาชีพต่ำสุด 320 บาท และสูงสุดคือ 770 บาท

0 ขึ้น 300 บาทแล้วจะกระทบกับ SME หรือไม่
ในกลุ่มนี้เราก็มีฐานรองรับอยู่แล้วในด้านฐานการเสียภาษี เช่น ถ้าทำกำไรได้ 5 แสน – 1 ล้านบาท เสียภาษี 15% เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีศูนย์ปฏิบัติการ 300 บาท ตั้งอยู่ที่กระทรวงแรงงาน ซึ่ง SME สามารถที่จะแจ้งข้อมูลหรือสอบถามมายังศูนย์ฯ ได้ทั้งโทรศัพท์ อีเมล์ หรือแรงงานจังหวัด และหน่วยงานในสังกัดทั้ง 5 หน่วยประจำอยู่ทุกจังหวัด เราก็พยายามโฆษณาประชาสัมพันธ์ ใครที่ทำได้หรือไม่ได้ ให้ช่วยแจ้งข้อมูลให้ทราบได้หรือไม่ เราจะได้เก็บข้อมูลประกอบและแก้ไขปัญหาร่วมกัน เพราะบางอันเราตอบไม่สามารถจะตอบได้ว่าขาดทุนเพราะอะไร

0 วันที่ 1 เมษายน 7 จังหวัดขึ้น 40% ใช่หรือไม่
เราขึ้น 40% ทั้งประเทศ เช่น อยุธยา ค่าจ้างจาก 180 ขึ้นเป็น 265 บาท ซึ่งเป็นอัตราที่ทุกจังหวัดขึ้น 40% และจากนั้น 1 มกราคม 2556 จะขึ้นเป็น 300 บาททุกจังหวัด
สำหรับการประกาศ 1 เมษายน ที่จะเริ่มใช้ 7 จังหวัด เผอิญ 7 จังหวัดนั้นพื้นฐานสูงเลยได้ 300 บาท แต่พื้นฐานต่ำของจังหวัดอื่นก็ได้เพิ่มมา 40% โดยประมาณ ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว และจำได้ เข้าใจว่าทำไมขึ้นไม่เหมือนกัน แต่ 1 มกราคม 2556 นั้นจะขึ้นเหมือนกันหมด เนื่องจากว่าเราเหลือภาษีอีก 3% ที่จะค่อยๆ ไม่ให้สำลักขึ้น จริงๆ แล้วการปรับค่าแรงขั้นต่ำนั้นจะมีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2555 แต่ผู้ประกอบการมาขอไว้เพราะน้ำท่วม เลื่อนเป็น 1 เมษายน 2555

0 ดูเหมือนว่าข้าวของได้ปรับราคาขึ้นไปรอก่อนที่จะมีการปรับขึ้นค่าจ้าง
ก็ถ้าผมไม่ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแล้วไม่ปล้นกันตายเลยหรือ ซึ่งจุดนี้อยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ที่จะควบคุมราคา ซึ่งผมแตะไม่ได้ เนื่องจากข้ามกระทรวง แต่เมื่อขึ้นค่าแรง คนจนไม่เคยเก็บเงิน เพราะไม่มีเงินเก็บ ดังนั้น สภาพเศรษฐกิจเมื่อเงินเพิ่มขึ้นก็จะไหลเข้าสู่ตลาด เพราะมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น เกิดการหมุนเวียน

0 ศูนย์ปฏิบัติการ 300 หลังจากที่ตั้งไปแล้ว มีผลสะท้อนกลับมาจากนายจ้างและลูกจ้างอย่างไร
ผมแปลกใจ แม้กระทั่งในต่างจังหวัดที่เปิดศูนย์ร้องเรียน ก็ไปเช็กมา อย่างกรมจัดหางานไปเช็ก มีแต่คนตกงาน อย่างบางบริษัทประกาศรับสมัครพนักงานจำนวนมาก ให้ค่าแรง 300 บาท กลับไม่มีคนสมัคร ผมก็แปลกใจ วันนี้มีแต่ขาดแคลนแรงงาน ไม่มีใครเชื่อ ซึ่งขณะนี้แม้กระทั่งเปิดรับสมัครงานก็ไม่มีคนสมัคร

0 ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่ม SME ต้องการให้ชะลอการปรับค่าแรง 300 บาทไว้ก่อน
เราอยากฟังเหตุผล แต่ผมไม่เคยได้รับฟังเหตุผลว่าทำ ไม่ได้ตรงไหน หรือมีปัญหาตรงไหน อย่างอาจารย์ไม่ให้การบ้าน แล้วเราจะไปทำตรงไหน ก็ SME เขาไม่ให้การบ้านผมเลยว่าเขามีจุดอ่อนตรงไหน คือไปบ่นข้างนอ กแต่ไม่ได้ให้ข้อมูลเรา ซึ่งเราก็ช่วยทั้งภาษี เงินกู้ แถมมีการอบรมพนักงานให้ทำงานได้ทันที

0 มีการตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อค่าแรงของเราปรับสูงขึ้น ทำให้แรงงานต่างด้าวไหลเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น ประกอบกับจะเปิด AEC ในอีก 3 ปี เรามีมาตรการดูแลอย่างไร
ก็ต้องเสริมฝีมือ แต่เพิ่มศักยภาพให้กับแรงงานฝีมือ โดยกรมพัฒนาแรงงานฝีมือ เช่น ช่างเชื่อม ค่าแรงกว่า 700 บาท ยิ่งที่ดำน้ำเชื่อม ค่าแรงสูงมาก และเรามีมาตรฐาน และการทำงานต้องรู้ว่า ทำอย่างไรให้คุ้ม ใช้เงินให้ถูกประเภท กรมสวัสดิการฯ ก็ดูแลในด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย ประกันสังคม เงินกู้เมื่อขัดสน เรากำลังจะบอกให้รู้ว่า กระทรวงแรงงานมีอะไรบ้าง และที่สำคัญต้องทั้ง 5 กรมต้องออกไปข้างนอก ที่กระทรวงเป็นเพียงที่ตั้งรับ

0 เงินประกันสังคมที่ปรับลดเงินสมทบลงเพื่อช่วยเหลือน้ำท่วม หลังจากสิ้นกลางปี 2555 จะเป็นอย่างไร
6 เดือนแรก ลดการส่งเงินสมทบลงเหลือ 3% จากเดิมที่นายจ้าง 5% และลูกจ้าง 5% เพื่อลดภาระ และ 6 เดือนหลังก็จะเก็บเพิ่มขึ้นอีก 1% เป็น 4% ซึ่งในส่วนของรัฐบาลไม่มีการปรับลดแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม รัฐบาลให้อย่างเดียว เราไปแตะไตรภาคีไม่ได้ ต้องให้เกียรติเขา เพราะเขาเป็นผู้ลงทุน เราต้องพึ่งคนลงทุน ดังนั้น มาตรการของรัฐบาลก็ต้องมีหย่อนให้ เช่น ให้บีโอไอเครื่องจักรไม่คิดภาษี เพื่อดึงภาคการลงทุนมาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งจะช่วยดึงภาคแรงงานให้ดีขึ้น

0 อีก 2 ปี ประเทศไทยจะขาดแรงงาน เพราะแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะพม่า เริ่มกลับไปทำงานในประเทศตัวเองหลังพม่าเปิดประเทศ
เราเตรียมแผน ซึ่งต้องเตรียมตั้งแต่กระทรวงศึกษาธิการ ต้องปรับปรุงคน เมื่อดึงการลงทุนมา คนของเราก็ต้องรับเทคโนโลยี เราต้องพัฒนาฝีมือแรงงานและทักษะการทำงาน รวมถึงวินัยในการทำงาน ซึ่งเด็ก ปวช.  ปวส.ต้องเริ่มที่จะบูรณาการกับเรา การเรียนต้องไม่เรียนตามกระแส ต้องเรียนให้ตรงกับเป้าหมาของประเทศ เช่น กระทรวงคมนาคม พาณิชย์นาวี มีอะไร ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ท่องเที่ยวมีอะไร ต้องแยกเป้าหมายให้ชัดเจนตรงกับความต้องการ.