http://www.thaipost.net/node/54889
2 April 2555
ราคาพลังงานในตลาดโลกที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มอย่างต่อเนื่อง เช่น ราคาน้ำมันดีเซลขณะนี้ขยับไปอยู่ที่ 32.33 บาทแล้ว ได้ส่งผลกระทบกับราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้นไปด้วย นอกจากนี้ ยังมีผลต่อเนื่องไปยังราคาก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) และก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) หรือที่รู้จักกัน “ก๊าซหุงต้ม” ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างต่อเนื่อง
นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ในฐานะที่กำกับดูแลพลังงานของประเทศ ได้ชี้แจงถึงความพร้อมในการรับมือ
0 แนวโน้มราคาพลังงาน 6 เดือนแรกและตลอดทั้งปีเป็นอย่างไร ราคาน้ำมันในขณะนี้มีการเปลี่ยนแปลงที่เร็วมาก แนวโน้มราคาน้ำมันดิบที่ตลาดดูไบต่ำกว่า 120 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยน่าจะอยู่ที่ระดับ 117 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งปัจจัยหลักที่มีผลกับการเปลี่ยนแปลงคือ 1.ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ขณะนี้อยู่ในภาวะที่ทรงตัว ทำให้ราคาน้ำมันดิบไม่พุ่งไปที่ 150 หรือ 200 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่ทั้งนี้ต้องอยู่บนพื้นฐานว่าอิสราเอลจะต้องไม่โจมตีอิหร่าน 2.ภาวะเศรษฐกิจของยุโรปไม่ได้ย่ำแย่เหมือนอย่างที่คาดการณ์ไว้ ส่วนสหรัฐอเมริกาก็เริ่มดีขึ้น แต่ทางด้านจีนและอินเดียกับมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันที่เดิมสู้รบกันเริ่มทยอยส่งน้ำมันออกสู่ตลาด
จากปัจจัยดังกล่าว โดยเฉพาะกรณีของจีนนั้นทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกไม่ปรับตัวเพิ่มสูงมากนัก ดังนั้นราคาน้ำมันในช่วงนี้จึงอยู่ที่ 201 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล บวก-ลบไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม โดยรวมแล้วเมื่อก้าวเข้าสู่ฤดูร้อน การใช้พลังงานของโลกก็จะลดลงประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐตอบาร์เรล ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสงครามในตะวันออกกลางจะเกิดขึ้นหรือไม่
0 อะไรเป็นปัจจัยภายในประเทศที่จะทำให้ราคาน้ำมันปรับเพิ่มสูงขึ้น
ราคาน้ำมันที่มีผลต่อเศรษฐกิจมากที่สุดคือภาคขนส่ง โดยรวมแล้วการขนส่งสินค้าจะใช้น้ำมันดีเซลถึง 95% เอ็นจีวี 5-% ดังนั้นปัจจัยที่จะกระทบกับราคาน้ำมันในประเทศคือราคาน้ำมันตลาดโลก ซึ่งประเทศไทยใช้ราคาน้ำมันของประเทศสิงคโปร์เป็นตัวเปรียบเทียบ ส่วนราคาน้ำมันเบนซิน และแก๊สโซลฮอล์นั้นคงต้องให้ทยอยปรับเพิ่มขึ้นไปเพราะเป็นเรื่องยานพาหนะ ส่วนตัวไม่กระทบเศรษฐกิจเท่าไหร่
อย่างไรก็ตาม ถ้าพูดถึงราคาพลังงานนั้น จะมีตัวหนึ่งซึ่งเป็นปัจจัยหลักคือแอลพีจี เนื่องจากรัฐบาลควบคุมราคาไว้ที่ 333 เหรียญสหรัฐต่อตัน ซึ่งเราอุดหนุนมานาน ทำให้ภาระการชดเชยสูงมาก แม้ว่าเราจะผลิตก๊าซในอ่าวไทย ซึ่งราคาก็ไปผูกพันกับราคาน้ำมันตลาดโลกด้วย ซึ่งขณะนี้ราคา ณ โรงแยกก๊าซสูงกว่า 333 เหรียญสหรัฐมาก โดยอยู่ที่ 1,200 เหรียญสหรัฐต่อตัน
ดังนั้น การที่ราคาถูกจึงเป็นปัจจัยที่ทำให้คนหันมาใช้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้องนำเข้าก๊าซแอลพีจีเพิ่มขึ้น ซึ่งจากเดิมเมื่อ 5-6 ปีที่ผ่านมานั้นเราส่งออก แต่ปัจจุบันต้องนำเข้า ซึ่งราคาสูง ทำให้เกิดการชดเชยสูง
ปัจจัยหลักขณะนี้คือราคาน้ำมันในต่างประเทศและการอุดหนุนเชื้อเพลิงบางชนิด ทำให้เกิดการนำเข้าและเกิดภาระการชดเชยมาก จะเห็นว่ามติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ให้กองทุนกู้เพิ่มอีก 20,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะพอหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เงินกู้ทั้งหมดที่กู้มานั้นส่วนใหญ่จะนำมาใช้อุดหนุนราคาก๊าซแอลพีจีทั้งสิ้น ส่วนกลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ยังเก็บเป็นบวก ดีเซลก็ยังมีเก็บ 60 สตางค์ เพื่อมาชดเชยแอลพีจี แต่ก็นำมาชดเชยแอลพีจีไม่พอ ก็ต้องกู้เพิ่ม ซึ่งเฉพาะเอ็นจีวีชดเชยไม่ถึง 400 บาทต่อเดือน นอกนั้นแอลพีจีทั้งหมดประมาณ 4-5 พันบาทต่อเดือน ตัวนี้จึงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาพลังงานของประเทศเปลี่ยนแปลง
ตัวที่จะปรับคือแอลพีจีและเอ็นจีวี แต่เอ็นจีวีคงเป็นส่วนน้อย ส่วนแอลพีจีนั้นอยู่ที่นโยบายของรัฐบาล เราจะปรับขึ้นราคาในภาคอุตสาหกรรมและขนส่ง แต่ในภาคครัวเรือนนั้น จะต้องปรับขึ้นบ้าง แต่ต้องชดเชยให้ตรงกลุ่ม แต่รัฐบาลยังไม่ต้องการให้มีผลกระทบในวงกว้างขณะนี้ จึงได้ยืดระยะเวลาที่จะปรับขึ้นราคาแอลพีจีในภาคครัวเรือนออกไปจนถึงสิ้นปี 2555 นี้ ดังนั้นราคาพลังงานโดยเฉพาะแอลพีจีสำหรับครัวเรือนเราก็ต้องอุดหนุนอยู่แค่ภายในขนส่งและอุตสาหกรรม ก็จะทยอยปรับขึ้นรวมทั้งกลุ่มเบนซินและดีเซล
0 ปัจจุบันราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นเป็นไปได้หรือไม่ที่จะชะลอการจัดเก็บ
เป็นไปได้ถ้ามีผลกระทบ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี และท่านรัฐมนตรีพลังงาน แต่ก็จะทำให้กองทุนน้ำมันมีภาระเพิ่มขึ้นตามสถานการณ์ราคาน้ำมัน ซึ่งเราไม่รู้เลยว่าราคาน้ำมันจะขึ้นเท่าไหร่เพราะปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
0 ขณะนี้ สนพ.ได้เตรียมแนวทางเลือกเพื่อรองรับปัญหาราคาน้ำมันแพงอย่างไร
สนพ.ได้จัดทำสถานการณ์จำลองราคาพลังงาน หรือซีนารีโอ ในภาวะที่ราคาพลังงานสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อติดตามราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด ประกอบการตัดสินใจในการดำเนินนโยบายด้านพลังงานและการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องพิจารณาตามสถานการณ์หากราคาน้ำมันสูงขึ้นอีก จะจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ เพิ่มได้หรือไม่ จากปัจจุบันที่จัดเก็บจากกลุ่มเบนซินลิตรละ 3 บาท และโซฮอลล์ 3 บาท และดีเซลลิตรละ 60 สตางค์ และการบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน
สำหรับซีนารีโอที่จัดทำไว้ 3 รูปแบบ ประกอบด้วย 1.กรณีราคาน้ำมันดิบดูไบปรับตัวขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 135 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อาจทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศปรับตัวสูงขึ้น จึงอาจต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ เข้ามาช่วย เช่น การลดเก็บเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ในส่วนของดีเซลที่ปัจจุบันเก็บอยู่ที่ระดับ 0.60 บาทต่อลิตร และหากเกินกว่านั้น ก็อาจลดการเก็บเงินกองทุนอนุรักษ์ฯ ในส่วนของดีเซลที่เก็บอยู่ 0.25 บาทต่อลิตรด้วย
2.กรณีที่ราคาน้ำมันดิบดูไบปรับตัวขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 140 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ก็อาจต้องใช้วิธีการจ่ายชดเชยเงินกองทุนน้ำมันฯ โดยจะดูราคาน้ำมันเฉลี่ยทุก 3 วัน ซึ่งการปรับขึ้นทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล กองทุนน้ำมันฯ จะต้องจ่ายเงินชดเชย 0.18 บาทต่อลิตร
3.ถือว่าเป็นกรณีเลวร้ายที่สุด ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 150 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล กองทุนน้ำมันฯ จะต้องจ่ายเงินชดเชยประมาณ 1.80-2 บาทต่อลิตร หรือกองทุนน้ำมันฯ จะต้องจ่ายเงินชดเชยราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลเฉลี่ยตกประมาณวันละ 91 ล้านบาท หรือประมาณเดือนละ 2,730 ล้านบาท
0 เมื่อเตรียมแผนรองรับทางด้านน้ำมันแล้ว ก๊าซทั้งแอลพีจีและเอ็นจีวีเตรียมพร้อมอย่างไร
เอ็นจีวีกำลังศึกษาอยู่ในวันที่ 10 เม.ย.2555 นี้ การศึกษาทางด้านราคาก๊าซเอ็นจีวีที่ สนพ.ได้ว่าจากจุฬาฯ จะแล้วเสร็จ ซึ่งโครงสร้างราคาเอ็นจีวีจะเป็นอย่างไร อย่างไรก็ต้องรอดูผลการศึกษาของจุฬาฯ แต่อย่างไรก็ตาม 16 เม.ย.2555 นี้ต้องปรับขึ้นเอ็นจีวี 50 สตางค์ต่อกิโลกรัมก่อน ส่วนเดือน พ.ค.2555 ก็ต้องดูที่ผลการศึกษา ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นผลการศึกษาคืบหน้าไปกว่า 60-70% แล้ว โดยผลการศึกษาของจุฬาฯ น่าจะเป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย เพราะจุฬาฯ ได้เชิญตัวแทนจากกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งทุกกลุ่ม
ส่วนแอลพีจีบางกลุ่มก็ได้มีการปรับขึ้นไปบางแล้ว เช่น ภาคการขนส่ง แต่ภาคครัวเรือน รัฐบาลให้ตรึงไว้ก่อนถึงสิ้นปี ซึ่งตรงนี้ถามว่าราคาพลังงานเป็นอย่างไร คือตรึงไง ก็คือการเอาเงินมาอุดหนุนไว้ ส่วนเงินกู้ที่กู้มานั้นกองทุนก็จะทยอยเรียกเก็บคืนจากราคาน้ำมัน ซึ่งจะใช้เวลา 2 หรือ 3 ปี
0 แนวโน้มอัตราค่าไฟฟ้าจะเป็นอย่างไร
อัตราค่าไฟฟ้านั้นขึ้นอยู่กับราคาเชื้อเพลิง ซึ่งสะท้อนอยู่ที่ค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) ซึ่งในช่วงเดือน พ.ค.-ส.ค.2555 จะปรับขึ้นค่าเอฟทีอีก 30 สตางค์ต่อหน่วยนั้น เป็นเพราะราคาน้ำมัน ราคาก๊าซปรับเพิ่มขึ้น แต่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาความเหมาะสมของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือเรกูเลเตอร์
0 การก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ไม่ว่าจะใช้เชื้อเพลิงประเภทไหนก็จะถูกต่อต้านจากชุมชน เราเตรียมแผนรองรับอย่างไร
ก็หันมาใช้พลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น ซึ่งจากมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ วันที่ 30 พ.ย.2554 รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานจัดทำแผนการพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก 25% ใน 10 ปี (พ.ศ.2555-2564) หรือ Alternative Energy Development Plan : AEDP (2012 – 2021) เพื่อกำหนดกรอบและทิศทางการพัฒนาพลังงานทดแทนของประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงและพลังงานชนิดอื่น และยังช่วยกระจายความเสี่ยงในการจัดหาเชื้อเพลิงเพื่อการผลิตไฟฟ้า รวมถึงลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
โดยคาดว่าในปี 2564 ความต้องการพลังงานในอนาคตของประเทศ เพิ่มขึ้น 99,838 ktoe จากปัจจุบัน 71,728 ktoe โดยในส่วนของพลังงานทดแทนตาม PDP 2010 และแผน AEDP (2012 – 2021) กำหนดให้มีสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นจาก 7,413 ktoe ในปี 2555 เป็น 25,000 ktoe ในปี 2564 หรือคิดเป็น 25% ของการใช้พลังงานรวม
0 ตามแผนการพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก 25% ใน 10 ปี (2555 – 2564) มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร
วัตถุประสงค์หลักคือให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาพลังงานทดแทนให้เป็นพลังงานหลักของประเทศทดแทนการนำเข้าน้ำมันได้ในอนาคต เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ สนับสนุนอุตสาหกรรมการผลิตเทคโนโลยีพลังงานทดแทนในประเทศ และเพื่อวิจัยพัฒนาส่งเสริมเทคโนโลยีพลังงานทดแทนสัญชาติไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดสากล
และยังได้กำหนดยุทธศาสตร์ส่งเสริมการพัฒนาพลังงานทดแทนตามแผน AEDP 6 ประเด็น ประกอบด้วย (1) การส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการผลิตและการใช้พลังงานทดแทนอย่างกว้างขวาง (2) การปรับมาตรการจูงใจสำหรับการลงทุนจากภาคเอกชนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ (3) การแก้ไขกฎหมาย และกฎระเบียบที่ยังไม่เอื้อต่อการพัฒนาพลังงานทดแทน (4) การปรับปรุงระบบโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบสายส่ง สายจำหน่ายไฟฟ้ารวมทั้งการพัฒนาสู่ระบบ Smart Grid (5) การประชาสัมพันธ์ และสร้างความรู้ความเข้าใจต่อประชาชน และ (6) การส่งเสริมให้งานวิจัยเป็นเครื่องมือในการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนแบบครบวงจร
ขณะนี้ได้มีการปรับแผนพีดีพีให้รับซื้อพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น เช่น ไบโอแมส และไบโอแก๊สมีจำนวนมาก ซึ่งขณะนี้มีนักลงทุนจากเยอรมนี ได้นำหญ้ามาทำเป็นไบโอแมสเพื่อผลิตเชื้อเพลิง ซึ่งปัจจุบันมีถึง 8,000 แห่ง สำหรับในประเทศไทยนั้นขณะนี้ได้เริ่มก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้หญ้าเลี้ยงช้างเป็นเชื้อเพลิงแล้วที่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ในแผนพีดีพีนั้นจะปรับเพิ่มพลังงานทดแทนจาก 4,000-5,000 เมกะวัตต์ เป็น 8,000 เมกะวัตต์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพลังงานจากชีวมวล ส่วนพลังงานแสงอาทิตย์มีเพียงเล็กน้อย ซึ่งขณะนี้มีบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าต่างประเทศให้ความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนการผลิตไฟฟ้าจากไบโอแมสจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม การผลิตไฟฟ้าจากไบโอแมสจะดีกว่าจากพลังงานแสงอาทิตย์ โดยโซล่าเซลล์ให้แอดเดอร์ 8 บาท แต่ไบโอแมสให้แอดเดอร์ 30 สตางค์ นอกจากนี้ การทำโซล่าเซลล์ชาวบ้านไม่ได้รับประโยชน์ เพราะอุปกรณ์ทั้งหมดต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ต่างจากไบโอแมส ชาวบ้านจะได้รับประโยชน์มากกว่า นอกจากนี้ ไบโอแมสยังมีบริมาณที่มาก เพราะนอกจากหญ้าแล้ว ยังสามารถใช้วัตถุดิบประเภทอื่นได้อีก เช่น ข้าวโพด ในภาคเหนือมีจำนวนมาก และส่วนใหญ่ชาวบ้านจะเผาซังข้าวโพดทิ้งทั้งหมด ทำให้เกิดปัญหามลพิษ.
13.874246
100.669851