ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน ปุ๋ย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

กกพ.พร้อมรับร้องเรียนค่าไฟแพงช่วงน้ำท่วม 2012/01/17

http://www.thairath.co.th/content/eco/227241

31 ธันวาคม 2554, 21:45 น.

Pic_227241

ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน แจงกรณีประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัยไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการคิดค่าไฟ‏ สามารถร้องเรียนเพื่อดำเนินการตรวจสอบได้ ชี้เหตุไฟแพงอาจเกิดจากไฟรั่วได้…

นายดิเรก ลาวัณย์ศิริ ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ระบุว่า ได้ร่วมกับตัวแทนของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ชี้แจงกรณีได้รับการร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าค่าบริการ และค่าธรรมเนียม ในช่วงเดือนที่ประสบอุทกภัย ทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าไม่ได้รับความเป็นธรรมเพราะเป็นเหตุสุดวิสัยอันเนื่องมาจากเหตุอุทกภัย โดย กกพ. กำหนดแนวทางปฏิบัติให้ กฟน. และกฟภ. พิจารณาตรวจสอบในกรณีพิเศษเพื่อให้ผู้ใช้ไฟฟ้าได้รับความเป็นธรรมโดยทั่วกัน โดยกรณีการคิดค่าไฟฟ้าแพงเกินจริงในเดือนที่อาจจะไม่ได้ใช้ไฟฟ้า เนื่องจากน้ำท่วมและการถูกเรียกเก็บที่เกิดจากการใช้ค่าเฉลี่ยของการใช้ไฟฟ้า โดยการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายได้จดหน่วยการใช้ไฟฟ้าตามตัวเลขที่ปรากฏจริงที่เครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าแล้วแบ่งหน่วยการใช้ไฟฟ้าที่จดได้ออกใบแจ้งค่าไฟฟ้า เป็น 2 ฉบับ ฉบับเดือนตุลาคม และเดือนพฤศจิกายน หรือนับจากวันที่จดหน่วยครั้งล่าสุดก่อนเกิดอุทกภัยถึงรอบวันที่จดหน่วยถึงปัจจุบันเดือนธันวาคม ตามสัดส่วนของจำนวนวันของแต่ละเดือนนั้น

ทั้งนี้  หากผู้ใช้ไฟเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับการเรียกเก็บบิลดังกล่าว สามารถยื่นคำร้องมาที่การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายให้ตรวจสอบ และแยกการเรียกเก็บเป็นเดือนต่อเดือนได้ โดยหากไม่มีหน่วยการใช้ไฟฟ้าในรอบเดือนที่มีน้ำท่วมก็จะได้รับยกเว้นค่าบริการ หรือกรณีเสียค่าไฟฟ้าแพงกว่าปริมาณการใช้ไฟตามปกติ ซึ่งอาจมาจากไฟรั่วในพื้นที่น้ำท่วม สามารถขอให้การไฟฟ้าพิจารณาและตรวจสอบได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายหากพบว่ามีไฟรั่ว เนื่องจากน้ำท่วมก็ให้มีการพิจารณาดำเนินการคืนค่าไฟฟ้าส่วนเกินตามความเหมาะสม และกรณีที่มีการตัดไฟฟ้า และถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการต่อกลับมิเตอร์ไฟฟ้าที่เกิดจากผู้ใช้ไฟฟ้า ไม่ได้รับใบแจ้งหนี้ หรือไม่สามารถไปชำระค่าไฟฟ้าได้นั้น ให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถยื่นคำร้องเพื่อให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายตรวจสอบ และคืนเงินค่าธรรมเนียมการต่อกลับมิเตอร์ไฟฟ้าได้

อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่า วิธีการคิดค่าไฟเฉลี่ยต่อเดือนเป็นความเจตนาดีของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย เพื่อช่วยลดภาระค่าไฟที่สะสมเนื่องจากหากนำค่าไฟฟ้าของทั้ง 2 เดือน ไปเรียกเก็บค่าบริการในเดือนเดียวจะทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าเสียค่าไฟฟ้าในช่วงอัตราก้าวหน้า ซึ่งจะทำให้เสียค่าไฟฟ้าสูงกว่าการเฉลี่ย 2 เดือน ซึ่งผู้ใช้ไฟฟ้า สามารถยื่นข้อร้องเรียนได้ที่การไฟฟ้านครหลวงเขต หรือ MEA Call Center โทร. 1130 ตลอด 24 ชั่วโมง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โทร. 1129 อย่างไรก็ตาม หากผู้ใช้ไฟที่ได้ร้องเรียนต่อการไฟฟ้าฯ แล้วยังไม่ได้รับความเป็นธรรมสามารถยื่นข้อร้องเรียนร้องเรียนได้ที่ สำนักงาน กกพ.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 31 ธันวาคม 2554, 21:45 น.
 

คปภ.แนะทำประกันภัยระหว่างเดินทางช่วงปีใหม่ 2012/01/17

http://www.thairath.co.th/content/eco/227237

31 ธันวาคม 2554, 21:29 น.

Pic_227237

คปภ.แนะเดินทางช่วงปีใหม่ทำประกันอุบัติเหตุ เพื่อความอุ่นใจในช่วงสั้นระหว่างเดินทาง เบี้ยอยู่ระหว่าง 15-60 บาทขึ้นอยู่กับผลประโยชน์แต่ละแบบ…

นายประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า ในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ ประชาชนส่วนใหญ่จะเดินทางกลับภูมิลำเนาในต่างจังหวัด และท่องเที่ยวกันเป็นจำนวนมาก โดยใช้รถยนต์เป็นพาหนะในการเดินทาง ดังนั้น สำนักงาน คปภ.มีความห่วงใยผู้ใช้รถ จึงประสานสำนักงาน คปภ. และจังหวัด เตรียมพร้อมอำนวยความสะดวกให้บริการปรึกษาปัญหาด้านการประกันภัย และเป็นศูนย์กลางฐานข้อมูลด้านการประกันภัย เพื่อให้ประชาชนสามารถโทรสอบถามข้อมูลการทำประกันภัยรถที่ได้ทำประกันภัยไว้ กับบริษัทประกันภัยในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ โดยบริษัทประกันภัยสามารถเข้าไปให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างทันท่วงที ซึ่งประชาชนสามารถโทรสอบถามรายละเอียดได้ที่สายด่วนประกันภัย 1186 ทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม ฝากเตือนผู้ใช้รถควรขับรถด้วยความระมัดระวัง อย่าลืมตรวจสอบการทำประกันภัยรถตาม พ.ร.บ. และวันหมดอายุของการทำประกันภัยรถก่อนออกเดินทางท่องเที่ยว เพราะหากเกิดอุบัติเหตุขึ้น การทำประกันภัยรถภาคบังคับ (พ.ร.บ.) สามารถแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ประสบภัยและครอบครัวได้ ที่สำคัญควรตรวจสภาพรถให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอเพื่อความปลอดภัย และเชื่อว่าหากทุกคนปฏิบัติตามเช่นนี้น่าจะลดอุบัติเหตุต่างๆ ได้แน่นอน

ทั้งนี้ ขอแนะนำให้ประชาชนทำประกันภัยอุบัติเหตุเดินทางอุ่นใจ ซึ่งเป็นกรมธรรม์ประกันภัยสำหรับการเดินทางในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ภายในประเทศ ที่ให้ความคุ้มครองการสูญเสียอวัยวะ สายตา ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง และค่ารักษาพยาบาล โดยมีอัตราเบี้ยประกันภัยขั้นต่ำ เช่น จำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท ค่ารักษาพยาบาล 10,000 บาท ระยะเวลาเดินทาง 1-14 วัน มีเบี้ยประกันภัยอยู่ระหว่าง 15 – 60 บาท

ส่วนการเดินทางท่องเที่ยวในต่างประเทศ มีกรมธรรม์ประกันภัยการเดินทางที่ให้ผลประโยชน์ต่างๆ มากมาย เช่น การเสียชีวิต ทุพพลภาพ ค่ารักษาพยาบาล ความล่าช้าหรือสูญหายของกระเป๋าเดินทาง การสูญหายของทรัพย์สินส่วนตัว พลาดการต่อเที่ยวบิน และค่าใช้จ่ายเมื่อการเดินทางหยุดชะงัก เป็นต้น ทั้งนี้ บริษัทประกันภัยจะจัดแผนความคุ้มครองแบบต่างๆ ให้ผู้เอาประกันภัยเลือกซื้อตามความต้องการ โดยเบี้ยประกันภัยจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ในแต่ละแบบ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 31 ธันวาคม 2554, 21:29 น.
 

หุ้นสหรัฐฯ ไม่หวือหวาปรับลดลงส่งท้ายปี 2011 2012/01/17

http://www.thairath.co.th/content/eco/227215

31 ธันวาคม 2554, 16:15 น.

Pic_227215

ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐปรับลดลงในวันสุดท้ายของการซื้อขายส่งท้ายปี เช่นเดียวกับของไทยเมื่อวันที่ 30 ธ.ค.ที่ผ่านมาที่ปรับลดลง โบรกฯ คาดสัปดาห์แรกของปี 55 ตลาดหุ้นยังคงแกว่งตัวจากแรงขายกองทุน LTF …

วันที่ 31 ธ.ค.2554 เป็นวันสุดท้ายของปิดการซื้อขายตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก่อนจะถึงเทศกาลปีใหม่  โดยดัชนีแกว่งตัวในแดนลบตลอดการซื้อขาย เนื่องจากมีนักลงทุนเข้ามาซื้อขายหุ้นไม่มากนัก เพราะเป็นวันสุดท้ายของการซื้อขายในปี 2554 ทำให้ไม่มีปัจจัยเข้ามาหนุนตลาดมากนัก

ขณะราคาน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์ เพิ่มขึ้น 20 เซนต์ ไปปิดที่ระดับ 99.03 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ทำให้หลังปิดตลาด ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ ปิดที่ระดับ 12,217.56 จุด ลดลง 69.48 จุด แนสแดค ปิดที่ระดับ 2,605.15 จุด ลดลง 8.59 จุด และเอสแอนด์พี ปิดที่ระดับ 1,257.61 จุด ลดลง 5.41 จุด

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านั้นดัชนีหุ้นไทยซึ่งปิดวันสุดท้ายของปี 2554  เมื่อวันที่ 30 ธ.ค.ที่ผ่านมา ได้ปรับขึ้น 0.14% แต่ลดลง 0.72% เมื่อเทียบกับระดับปิดเมื่อสิ้นปี 2553 โดยมีแรงซื้อหุ้นในสองกลุ่มหลัก คือ พลังงาน และธนาคาร หนุนตลาด ขณะที่มีแรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี อสังหาริมทรัพย์ และปิโตรเคมี

โดยนักวิเคราะห์ ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวในกรอบแคบ จากความกังวลเกี่ยวกับแรงขายของกองทุนรวมหุ้นระยะยาว(LTF) ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์แรกของปีใหม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่จะต้องจับตาดู ขณะที่ปัจจัยภายนอกทั้งเรื่องเศรษฐกิจสหรัฐ และวิกฤติหนี้ยุโรปก็ยังต้องติดตามเช่นกัน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 31 ธันวาคม 2554, 16:15 น.
 

‘กสิกรไทย’ ทำนายนักลงทุนเทขายหุ้นรับปีมะโรง 2012/01/17

http://www.thairath.co.th/content/eco/227177

31 ธันวาคม 2554, 14:24 น.

Pic_227177

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดหุ้นอ่อนตัวลงจากแรงขายทำกำไรรับปีมะโรง แนะจับตาตัวเลขเงินเฟ้อ เดือนธ.ค.54 และวิกฤติหนี้ยุโรป โดยให้แนวรับที่ 1,024-1,000 จุด และแนวต้านที่ 1,042-1,052 จุด

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานว่า ดัชนี SET ปรับลดลง นักลงทุนชะลอการซื้อขายก่อนวันหยุดปีใหม่ ดัชนีปิดที่ระดับ 1,025.32 จุด ลดลงร้อยละ 1.16 จากสัปดาห์ก่อน และลดลงร้อยละ 0.72 จากสิ้นปี 2553 ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน ลดลงร้อยละ 51.10 จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 10,222.24 ล้านบาท โดยนักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ ขณะที่บัญชีบริษัทหลักทรัพย์และนักลงทุนสถาบันขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 264.23 จุด ลดลงร้อยละ 1.16 จากสัปดาห์ก่อน

ดัชนีหุ้นไทยปิดทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน ทั้งนี้ ในสัปดาห์สุดท้ายของปี ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลดลงเกือบตลอดสัปดาห์ ท่ามกลางการซื้อขายที่เบาบาง โดยมีแรงขายทำกำไรก่อนวันหยุดยาว ขณะที่นักลงทุนชะลอการซื้อขาย โดยยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาหนี้ยุโรป

สำหรับแนวโน้มในสัปดาห์แรกของปี 2555 บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด และบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่าดัชนีมีโอกาสอ่อนตัวลงจากแรงขายทำกำไร ท่ามกลางธุรกรรมการซื้อขายที่น่าจะยังคงเบาบางต่อเนื่อง ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ การรายงานตัวเลขเงินเฟ้อ เดือน ธ.ค.2554 โดยกระทรวงพาณิชย์ สำหรับรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯที่สำคัญ ได้แก่ ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม รายงานการประชุม FOMC (FOMC Minutes) ยอดสั่งซื้อสินค้าโรงงาน และการจ้างงานนอกภาคการเกษตร นอกจากนี้ คงต้องติดตามพัฒนาการวิกฤติหนี้ยุโรป ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,024 และ 1,000 จุด ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,042 และ 1,052 จุด ตามลำดับ.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 31 ธันวาคม 2554, 14:24 น.
 

คาดสัปดาห์หน้าค่าบาทเคลื่อนไหว 31.40-31.70 ต่อดอลลาร์ฯ 2012/01/17

http://www.thairath.co.th/content/eco/227172

31 ธันวาคม 2554, 11:47 น.

Pic_227172

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดสัปดาห์หน้าค่าบาทเคลื่อนไหวที่ 31.40-31.70 บาทต่อดอลลาร์ฯ แนะจับตาตัวเลขเงินเฟ้อ เดือนธ.ค.54 ของไทย และวิกฤติหนี้ยูโรโซน

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานค่าเงินบาท (Onshore) สัปดาห์นี้ว่า อ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 16 เดือน เงินบาทอ่อนค่าลงท่ามกลางแรงซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงใกล้สิ้นเดือน/ปีของ ภาคธุรกิจ ขณะที่การอ่อนค่าของเงินยูโรจากความกังวลต่อวิกฤติหนี้ยุโรป ก็เป็นปัจจัยกดดันเงินบาทและสกุลเงินในภูมิภาคด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดี เงินบาทดีดตัวกลับมาแข็งค่าขึ้นก่อนปิดตลาดในวันทำการสุดท้ายของปี 2554 หลังจากที่แรงซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐฯเบาบางลงไป ขณะที่ปริมาณการทำธุรกรรมในตลาดในวันศุกร์ (30 ธ.ค.) เงินบาทอยู่ที่ระดับ 31.52 ฟื้นตัวขึ้นจากระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 16 เดือนที่ 31.785 ซึ่งทำไว้ระหว่างสัปดาห์ แต่ยังคงอ่อนค่าจาก 31.27 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (23 ธ.ค.) และตลอดปี 2554 เงินบาทอ่อนค่าร้อยละ 4.47 เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชีย รองจากเงินรูปีของอินเดีย ซึ่งร่วงลงร้อยละ 15.88

สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ถัดไป เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 31.40-31.70 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐฯ คงต้องจับตาตัวเลขเงินเฟ้อของไทยในเดือนธันวาคม 2554 ประเด็นวิกฤติหนี้ยูโรโซน รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อเดือนธันวาคม 2554 ของหลายๆ ประเทศ ตลอดจนการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี ISM ภาคผลิตและภาคบริการ ตัวเลขการจ้างงาน และอัตราการว่างงาน เดือนธันวาคม 2554 รายจ่ายเพื่อการก่อสร้าง ยอดสั่งซื้อสินค้าโรงงาน เดือนพฤศจิกายน 2554 จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และบันทึกการประชุมนโยบายการเงินเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2554 ของเฟด อนึ่ง ตลาดการเงินในประเทศจะกลับมาเปิดทำการวันแรกของปีในวันที่ 4 มกราคม 2555

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 31 ธันวาคม 2554, 11:47 น.
 

“ประชานิยม” ฉบับจัดหนัก! นโยบายรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” ยิ่งบลัฟ..ยิ่งยุ่ง 2012/01/17

http://www.thairath.co.th/content/eco/227049

31 ธันวาคม 2554, 06:00 น.

Pic_227049

นโยบายประชานิยม “จ๋า” ได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการหาเสียงเลือกตั้งอีกครั้ง หลังจากนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำประกาศยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม

การเกทับบลัฟแหลกกันของการเมือง 2 ขั้ว ทั้งจากพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย ที่ต่างก็ให้คำมั่นสัญญาว่า ถ้าพรรคตนได้เป็นรัฐบาล ประชาชนจะได้รับของกำนัลตอบแทนอย่างจุใจนั้น ท้ายสุดได้กลายมาเป็นเครื่องมือประหัตประหารกันทางการเมืองอีกหลายยก

โดยเฉพาะเมื่อคู่ท้าชิงจากพรรคเพื่อไทยกลายมาเป็นผู้ชนะ และได้สิทธิในการจัดตั้งรัฐบาล ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมีฐานอำนาจเก่าในมือจากการเป็นรัฐบาลมาตลอดช่วง 2 ปีครึ่ง กลับตาลปัตรไปเป็นผู้แพ้…แพ้ทั้งเกมการต่อสู้ นโยบายประชานิยม และตัวตนของคู่ท้าชิงที่เปลี่ยนจากผู้ชายมาเป็นผู้หญิง อย่าง  น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ในฐานะปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 จากพรรคเพื่อไทย ผู้หญิงคนเดียวกันนี้ ได้รับการลงมติจากรัฐสภาให้ดำรงตำแหน่งนายกฯหญิงคนแรกของประเทศไทย และแถลงต่อสภาว่า เธอจะนำพาคนไทยให้ก้าวพ้นความยากจน ไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีกว่า และทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก ด้วยนโยบายประชานิยมหลายด้าน

เริ่มตั้งแต่การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ ปรับเงินเดือนผู้จบปริญญาตรีเป็น 15,000 บาท กระทั่งถึงการปรับลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิง แจกแท็บเล็ตแก่เด็กประถมปีที่ 1 ช่วยบ้านหลังแรก และรถคันแรกในอัตราดอกเบี้ยต่ำติดดิน พักหนี้แก่ เกษตรกรและประชาชนทั่วไป จนถึงการรับจำนำข้าว เป็นต้น

แม้นโยบายเหล่านี้ จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ดุเดือดว่า ไม่รักษาวินัยการเงินการคลัง ทั้งยังจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในอนาคต แต่ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดอย่างพรรคฝ่ายค้าน กลับกลายเป็นผู้วางกับดักล่อ ด้วยการชี้ชวนประชาชนเรียกร้องให้ รัฐบาลต้องทำตามสัญญาที่ให้ไว้โดยเร็ว ผลจึงทำให้การปฏิบัติในหลายนโยบาย กลายเป็นการลองผิดลองถูก เป็นที่น่าขบขัน ถูกสบ ประมาท และกว่าจะประกาศใช้ได้ ก็ต้องเอากลับไปแก้ไขหลายครั้ง

เชิญพบกับนโยบายประชานิยมฉบับจัดเต็มของนายกฯยิ่งลักษณ์ ที่ยิ่งถูก บลัฟ ก็ยิ่งยืนหยัดจะทำ

ลดราคาน้ำมัน ทุบตลาดแก๊สโซฮอล์

แม้จะถูกวิพากษ์ว่านโยบายนี้ยิ่งทำให้โครงสร้างพลังงานประเทศที่บิดเบือนอยู่แล้ว เข้ารกเข้าพงไปกันใหญ่ แต่ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน ก็ยังยืนกรานว่า พรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้แล้ว ยังไงก็ต้องทำตามสัญญา และถึงนโยบายนี้จะดูเป็นการลองผิดลองถูก แต่การแก้ไขที่ทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ แม้จะเสพติดก็ไม่มีใครโจมตี

ทันทีที่เข้ารับตำแหน่งในเดือน ส.ค.2554 เขาจึงประกาศลดราคาขายปลีกน้ำมัน ทั้งเบนซินและดีเซล เพื่อลดภาระค่าครองชีพประชาชนในทันที โดยอาศัยมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) วันที่ 26 ส.ค.2554 ที่ให้ปรับลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน สำหรับน้ำมันเบนซิน 91 ลดลง 7.17 บาท (ราคารวมภาษี มูลค่าเพิ่ม) เบนซิน 95 ลดลง 8.02 บาท และดีเซล ลดลง 3 บาท

มีผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันลดลงทันทีในเช้าวันที่ 27 ส.ค.2554 ตามอัตราที่ลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน นั่นทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันเบนซิน 95 ลงมาอยู่ที่ 39.34 บาท/ลิตร จาก 47.34 บาท เบนซิน 91 อยู่ที่ 34.94 บาท/ลิตร จาก 41.94 บาท ขณะที่น้ำมัน ดีเซลลงมาอยู่ที่ 26.99 บาท/ลิตร จาก 29.99 บาท

การปรับลดเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันได้ทำให้รายได้ของกองทุนน้ำมันเบนซินสูญหายไปถึง 1,530 ล้านบาทต่อเดือน ขณะที่น้ำมันดีเซลหายไป 4,629 ล้านบาท ถ้างดเก็บ 4 เดือน (ส.ค.-ธ.ค.) จะมีเงินหายไป 24,636 ล้านบาท

สำหรับการงดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน และภาษีสรรพสามิตข้างต้น มีผลให้ราคาแก๊สโซฮอล์ 91 ซึ่งอยู่ที่ 34.54 บาท/ลิตร ต่ำกว่าเบนซิน 91 เพียง 50 สตางค์/ลิตร จากที่ควรมีราคาต่างกัน 3-5 บาท ตามนโยบายสนับสนุนพลังงานทดแทนเพื่อจูงใจให้คนหันมาใช้แก๊สโซฮอล์มากขึ้น

ผลจากการนี้ จึงทำ ให้สถานีบริการน้ำมันต่างๆเกิดความโกลาหล เพราะเจ้าของรถยนต์แห่ไปเติมน้ำมัน เบนซิน 91 ซึ่งเป็นของดีกว่าแก๊สโซฮอล์กันจนหลายปั๊มน้ำมันหมดเกลี้ยง

หลังรู้ตัวว่าพลาดไปถนัด นายพิชัยจึงแก้เกมด้วยการประกาศลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันในส่วนของแก๊สโซฮอล์ลงทุกชนิด เพื่อให้เกิดส่วนต่างราคา 2 บาท/ลิตร กับน้ำมันเบนซิน 91 ถึงกระนั้นก็ตาม นโยบายลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันประเภทต่างๆ ได้ทำให้ปริมาณการใช้แก๊สโซฮอล์ลดลงอย่างมาก ขณะที่การใช้น้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นเท่าตัว เพราะราคาต่างกันไม่มาก

เช่น ราคาขายปลีกแก๊สโซฮอล์ 95 ลดลงไปอยู่ที่ 35.37 บาท/ลิตร จาก 36.44 บาท แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 32.34 บาท/ ลิตร จาก 33.94 บาท และอี 20 อยู่ที่ 30.84 บาท/ลิตร จากเดิม 32.44 บาท น้ำมันดีเซลซึ่งขอต่ออายุการยกเว้นภาษีสรรพสามิตเพื่อตรึงราคาไว้ไม่เกิน 30 บาท/ลิตร จนถึงสิ้นปีนั้น อาจได้รับยกเว้นภาษีอีกในเดือน ม.ค.นี้

อย่างไรก็ตาม นายพิชัยกล่าวว่า เมื่อได้ลดภาระรายจ่ายประชาชนตามที่ได้หาเสียงไว้แล้ว ปีหน้าเขาจะทยอยปรับขึ้นราคาก๊าซแอลพีจีและเอ็นจีวีต่อเนื่องเพื่อลดการบิดเบือนราคาที่แท้จริงในตลาดลง

ตรึงค่าไฟ–ใช้ไฟฟรี–รถเมล์–รถไฟฟรี

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน ยังคงเดินหน้าประกาศปรับลดราคาค่าไฟฟ้าจนถึงสิ้นปี 2554 ด้วยการให้ 3 การไฟฟ้า ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) นำเงินที่เคยขออนุมัติลงทุนไว้ แต่ยังไม่ได้ลงทุน รวม 7,000 ล้านบาท กลับมาใช้ในการดูแลค่าเอฟที ทำให้ค่าเอฟทีเป็น 0 บาทต่อหน่วย เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้คนไทย

ส่วนค่าเอฟทีงวดเดือน ม.ค.-เม.ย.2555 มีการเจรจาให้เรคกูเลเตอร์ (ผู้คุมกฎ) ขอยกเว้นการเก็บในงวด 4 เดือนนี้ โดยให้ กฟผ.ช่วยแบกรับภาระไปก่อน หากไม่ยกเว้นการเก็บค่าเอฟที งวดเดือน ม.ค.-เม.ย.2555 คนไทยก็ต้องจ่ายค่าไฟฟ้า ฉลองปีใหม่ เพิ่มขึ้นอีก 22 สตางค์ต่อหน่วย ยังมีคนลุ้นด้วยว่า ถ้านายพิชัย ยังลากยาวเป็น รมว.พลังงานต่อไปในการปรับ ครม. เดือน ม.ค.2555 ก็เป็นไปได้ว่าคนไทยอาจไม่ต้องจ่ายค่าเอฟทีงวดเดือน พ.ค.-ส.ค.2555 ด้วย

การต่ออายุมาตรการใช้ไฟฟ้าฟรีแก่ผู้มีรายได้น้อยนี้ แม้จะลดการอุดหนุนเหลือ 50 หน่วย จากเดิม 90 หน่วย ก็ยังจัดว่าซื้อใจรากหญ้า 4 ล้านครัวเรือนได้อยู่หมัด ไม่แพ้รถไฟ-รถเมล์ฟรี ที่มี พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รมช.คมนาคม เป็นผู้กำกับดูแล จากเดิมมีทีท่าจะยกเลิก แต่โดนกระแสต่อต้านหนัก ทำให้ต้องปรับกระบวนท่าใหม่กลับมาเอาใจผู้มีรายได้น้อย ด้วยการขยายระยะเวลา “ขึ้นฟรี” ไปสิ้นสุดในวันที่ 15 ม.ค.2555

สองรายการหลังนี้ ครม.ต้องจ่ายเงินชดเชยแก่ ขสมก.เดือนละ 300 ล้านบาท และรถไฟอีกเดือนละกว่า 60 ล้านบาท

วิพากษ์ค่าแรง–เงินเดือน ป.ตรี

นโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ และขึ้นเงินเดือนผู้จบปริญญาตรี 15,000 บาท ดูจะเป็นนโยบายที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักหน่วงที่สุด แต่ก็ดึงดูดคะแนนเสียงจากแรงงานไทยและผู้คนจำนวนหนึ่งได้อย่างท่วมท้นด้วย ทั้งยังทำให้แรงงานต่างด้าวพากันอพยพเข้าประเทศไทยกันเป็นจำนวนมาก เพื่อหวังจะได้ค่าแรงนี้ด้วย

แม้จะเป็นนโยบายที่กวาดคะแนนเสียงจากผู้ใช้แรงงานและนักศึกษาได้เยอะ แต่นักธุรกิจจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประ-เทศไทย สมาคมธนาคารไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ต่างออกมาแสดงท่าทีคัดค้านรุนแรง โดยระบุว่า รัฐบาลจะต้องฟังคณะกรรมการไตรภาคี ขณะที่การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และต่างชาติจะย้ายฐานการลงทุนออกจากประเทศไทยไป

แต่แม้จะมีเสียงคัดค้านอย่างไร ที่ประชุม ครม.ของนายกฯยิ่งลักษณ์ ก็มีมติให้ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2555 โดยให้มีจังหวัดนำร่องอย่างภูเก็ต, กรุงเทพฯ, นนทบุรี, สมุทรปราการ, สมุทรสาคร และนครปฐม ก่อนที่จะใช้นโยบายนี้ทั่วประเทศไทยตามที่หาเสียงไว้

อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดอุทกภัยใหญ่ในเดือน ก.ย.-ต.ค.-พ.ย. และมวลน้ำจำนวนมหาศาลได้เข้าโจมตีนิคมอุตสาหกรรม 7 แห่ง มีผลทำให้โรงงานมากกว่า 20,000 โรง ต้องปิดกิจการชั่วคราว กระทั่งเกิดปรากฏการณ์ว่างงานครั้งใหญ่ที่อาจจะสูงถึง 1 ล้านคน ในขณะที่โรงงานอีกส่วนจำเป็นต้องปลดพนักงาน เพราะเกิดความเสียหายอย่างหนัก ครม.จึงให้เลื่อนการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ไปเป็นวันที่ 1 เม.ย.2555 เพื่อบรรเทาผลกระทบของผู้ประกอบการ

แม้สิ่งนี้จะทำให้ผู้ใช้แรงงานหงุดหงิดและเดือดร้อน แต่ก็ไม่มีใครมีเสียงดังพอจะให้รัฐบาลทุบโต๊ะบังคับนายจ้างได้ ขณะที่การปรับขึ้นเงินเดือนผู้จบปริญญาตรีเป็น 15,000 บาท ได้ถูกสายน้ำพัดพาไปเช่นกัน

จำนำข้าวเปลือก กลิ่นทุจริตโผล่

โครงการรับจำนำข้าว เป็นนโยบายสำคัญที่รัฐบาลมุ่งหวังดำเนินการให้ทันในฤดูการผลิตแรก โดยไม่กำหนดปริมาณข้าวที่รับจำนำ เพราะต้องการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดที่เกษตรกรไทยปลูกได้เพื่อให้แข่งกับนโยบายประกันรายได้ทุกบาทที่รัฐบาลเดิมใช้ได้ พร้อมกับกำหนดราคารับจำนำสูงเป็นประวัติการณ์ เพื่อจะเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

เริ่มจากราคาข้าวเปลือกที่ความชื้น 15% ข้าวเปลือกหอมมะลิตันละ 20,000 บาท ข้าวเปลือกหอมจังหวัดตันละ 18,000 บาท, ข้าวเปลือกปทุมธานีตันละ 16,000 บาท, ข้าวเปลือกเหนียวตันละ 15,000–16,000 บาท และข้าวเปลือกเจ้าตันละ 13,800–15,000 บาท

แต่จนถึงขณะนี้ การรับจำนำก็ยังห่างไกลความสำเร็จมาก เพราะมีปัญหามากมาย ทั้งยังมีข้าวเข้าโครงการน้อย เพราะผลผลิตส่วนใหญ่ ในภาคกลางเสียหายจากน้ำท่วม มีจำนวนโรงสีเข้าร่วมโครงการต่ำกว่าเป้ามากทั้งในภาคเหนือและอีสาน ทำให้ต้องเปิดให้โรงสีภาคกลางข้ามเขตเข้าไปรับจำนำใน 2 ภาค ซึ่งอาจเป็นหนทางนำไปสู่การปลอมปนข้าวจากภาคกลาง คือ ข้าวเจ้ากับข้าวหอมมะลิได้ด้วย

การมีโรงสีเข้าร่วมน้อย ทำให้รัฐบาลอนุมัติให้มีการรับจำนำที่ยุ้งฉางของเกษตรกร ทั้งที่ตอนแรกยืนยันจะไม่ทำเช่นนี้ เพราะคุมปริมาณ ชนิด และคุณภาพข้าวให้ตรงกับที่รับจำนำไม่ได้ เพราะเกษตรกรมักนำเอาข้าวไปกินไปใช้ก่อน แล้วลืมนำข้าวมาใส่คืนยุ้ง ทำให้โครงการเสียหาย แต่รัฐบาลก็อ้างว่าป้องกันได้…เอาอยู่!

ทันทีที่เปิดรับจำนำ ก็มีคนลักลอบนำเข้าข้าวเพื่อนบ้านมาสวมสิทธิรับจำนำ ขณะที่โรงสีบางรายอ้างว่า เจ้าหน้าที่องค์การคลังสินค้าเรียกรับเงินใต้โต๊ะเพื่อให้เข้าโครงการได้ หรือแม้แต่บริษัทตรวจสอบคุณภาพข้าวก็เรียกรับเงินใต้โต๊ะจากโรงสี เพื่อให้ออกใบตรวจสภาพข้าวตรงตามเกณฑ์รับจำนำ

ที่สำคัญ แม้กระทรวงพาณิชย์จะดีอกดีใจว่า ราคาข้าวเปลือกในเดือน ธ.ค.ปรับตัวสูงขึ้นกว่าราคาในช่วงเดียวกันปีก่อนเฉลี่ยตันละ 800–2,500 บาท แต่ก็ไม่น่าจะนำมาเปรียบเทียบกันได้ เพราะราคาปีก่อนเป็นช่วงโครงการประกันรายได้ ไม่ใช่ เป็นการกำหนดราคาแบบนำตลาดเหมือนโครงการรับจำนำ ส่วนราคาที่อ้างว่าปรับขึ้น ก็ยังห่างไกลจากราคารับจำนำมาก

ล่าสุด ณ วันที่ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมา มีเกษตรกรนำข้าวเข้าโครงการแล้วกว่า 3.328 ล้านตันข้าวเปลือก ส่วนใหญ่เป็นข้าวเจ้า 1.679 ล้านตัน และข้าวหอมมะลิ 1.251 ล้านตัน จากผลผลิตของภาคเหนือตอนล่าง ส่วนภาคกลางยังมีน้อย เพราะผลผลิตส่วนใหญ่เสียหายจากน้ำท่วม

กล้าได้..กล้าเสีย..แจกสะบั้น เมินเสียงเตือนฐานะการคลังสั่นคลอน

บ้านหลังแรก…กว่าจะเกาถูกที่คัน

กว่าจะหาข้อสรุปว่าจะทำให้มาตรการ “บ้านหลังแรก” ของรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” เป็นจริง และปฏิบัติได้ในแบบโดนใจประชาชน และผู้ประกอบการจริงๆ ก็เล่นเอา นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมช.คลัง “มือใหม่ หัดขับ” ต้องปวดขมับอย่างมาก แถมยังโดน  กระถาง…ดอกไม้ให้คุณ  จากทั่วทุกสารทิศ โดยเฉพาะจากพรรคฝ่ายค้านที่เก็บทุกเม็ด และกาผิดทุกข้อที่ รมต.ในรัฐบาลนี้ทำ

ที่สุด จึงให้กรมสรรพากรกลับลำแบบ 360 องศา ด้วยการประกาศนโยบายคืนเงินภาษีให้แก่ประชาชนที่ซื้อบ้านอย่างหนำใจ โดยเสนอ ครม.อนุมัติให้กระทรวงการคลัง ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ผู้ที่ซื้อบ้านทุกชนิดตั้งแต่บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ บ้านแฝด และคอนโดมิเนียม ยกเว้นอาคารสำนักงาน ที่มีมูลค่าไม่เกิน 5 ล้านบาท เป็นจำนวนไม่เกิน 10% ของมูลค่าบ้านพร้อมที่ดิน หรือห้องชุดที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 500,000 บาท

ภายใต้เงื่อนไขว่า ผู้ใช้สิทธิ์ต้องเป็นผู้ซื้อบ้านหลังแรกจริงๆ ส่วนบ้านสร้างเอง ซึ่งหะแรก ทำท่าจะไม่ได้รับประโยชน์ทางภาษี แต่ท้ายสุด ครม.ก็ใจดี ยอมผ่อนปรนให้บ้านสร้างเอง ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท และบ้านมือสองเฉพาะที่ซื้อสินทรัพย์รอการขาย (เอ็นพีเอ)จากธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ได้รับอานิสงส์ไปด้วย

สำหรับคนที่ซื้อในสิ้นปี และปีใหม่นี้ หากเข้าข่ายบ้านหลังแรก  กรมสรรพากรให้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเป็นจำนวนเท่าๆกันในแต่ละปีภาษี เป็นระยะเวลาติดต่อกัน5 ปี แต่รวมกันแล้วไม่เกิน 500,000 บาท ยกตัวอย่างเช่น บ้านราคา 1 ล้านบาท หักภาษีได้ 100,000 บาท แต่จะหักภาษีได้ปีละ 20,000 บาท เป็นเวลา 5 ปี ส่วนบ้านราคา 3 ล้านบาท หักภาษีได้ 300,000 บาท หักภาษีได้ปีละ 60,000 บาท เป็นเวลา 5 ปี เป็นต้น

กระทรวงการคลังยังให้ ธอส.เปิดบริการสินเชื่อ “โครงการบ้าน ธอส.เพื่อที่อยู่อาศัยแห่งแรก” อัดแคมเปญใหม่เกทับบลัฟแหลกรัฐบาลชุดเก่าด้วยอัตราดอกเบี้ย 0% นาน 3 ปี วงเงินกู้ไม่เกิน 1 ล้านบาท หวังจะเรียกความเชื่อมั่นประชาชนและผู้ประกอบการด้วย

อย่างไรก็ตาม โชคของคนจำนวนหนึ่งอาจไม่ดีนัก เพราะหลัง ครม.ประกาศใช้มาตรการไม่ถึงเดือน “น้องน้ำ” ก็ออกมากวาดความฝันของคนอยากมีบ้านหายวับไปกับตา ยอดขายบ้านที่คาดว่าจะพุ่งกระฉูดในไตรมาสสุดท้ายของปีกลับทรุดลง และหมู่บ้านหลายแห่งที่กำลังเปิดขายต้องจมอยู่ใต้น้ำ

รถคันแรก ยังหาข้อสรุปไม่เจอ

รถยนต์คันแรกที่มุ่งจะมอบให้คนที่ไม่เคยมีรถเป็นของตนเอง เป็นอีกนโยบายที่นายกฯยิ่งลักษณ์พยายามจะแปลงโพยหาเสียงออกมาเป็นแนวทางปฏิบัติที่เป็นจริงให้ได้ แต่ก็มีความวุ่นวายไม่น้อยเมื่อเริ่มลงมือทำ จากความสับสนของเงื่อนเวลาการจองรถ ไปจนถึงสเปก ซึ่งค่ายผู้ผลิตต่างก็ออกมากดดันให้รัฐบาลต้องเพิ่มสเปกรถกันอุตลุด

อย่างไรก็ตาม ที่สุด ครม.ก็มีมติให้คืนภาษีรถยนต์คันแรกให้ผู้ซื้อ ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า จะต้องเป็นรถใหม่ ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ขนาด 1,500 ซีซี (ส่วนรถกระบะไม่จำกัดซีซี) ผู้ซื้อต้องอายุ 21 ปีขึ้นไป ต้องไม่เคยซื้อรถมาก่อน ที่สำคัญจะต้องซื้อตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย. 2554- 31 ธ.ค. 2555 ต้องเป็นรถที่ผลิตในไทย และครอบครองมาไม่ต่ำกว่า 5 ปี โดยรัฐจะคืนภาษีให้เมื่อครอบครองรถเป็นเวลา 1 ปี ในมูลค่าไม่เกิน 100,000 บาท

ค่ายผู้ผลิตรถยนต์มองว่า นโยบายนี้เอื้อเฟื้อและล็อกสเปกให้แก่รถยนต์บางค่าย ขณะที่ค่ายรถจากอเมริกาอย่างฟอร์ดค่อนข้างเสียเปรียบ เพราะรุ่นที่นิยมกันนั้นมีสเปกสูงกว่าที่ตั้งไว้  ส่วนค่ายรถนำเข้าก็พยายามโวยวายขอมีส่วนด้วย โดยโจมตีนโยบายนี้ว่าเป็นการกีดกันทางการค้า ผิดหลักข้อตกลงการเปิดเสรีการค้า เป็นต้น

ยังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ด้วยว่า เป็นนโยบายที่คิดไม่รอบด้าน โดยเฉพาะเงื่อนไขด้านเวลาที่ผู้ซื้อจะต้องครอบครองไม่ต่ำกว่า 5 ปี สร้างแรงกระเพื่อมไปยังธุรกิจไฟแนนซ์ที่ไม่กล้าปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้า เพราะปิดทางให้ไฟแนนซ์เข้ายึดรถลูกค้าในกรณีค้างชำระค่างวด แต่ถึงที่สุดรัฐบาลก็ได้ปลดล็อกยินยอมให้ไฟแนนซ์สามารถยึดรถและขายทอดตลาดได้ ไม่ต้องรอให้ครบ 5 ปี แต่หากลูกค้าซื้อเงินสดไม่ผ่านไฟแนนซ์ ปัญหานี้ก็จะหมดไป

แต่ก็อีกนั่นแหละ ถ้าไฟแนนซ์ยึดไป และนำไปขายต่อ  ก็จะต้องนำเงินภาษีที่ซื้อรถคันแรกกลับไปคืนรัฐด้วย

จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะแก้ไขปัญหานี้กันอย่างไร?!

แจกแท็บเล็ตเด็ก 1 คน รออีกนิด

นโยบายหาเสียงแบบฮาร์ดคอร์ของพรรคเพื่อไทยรายการนี้ นับว่าโดนใจลูกเด็กเล็กแดง และผู้ปกครองยุคดิจิตอลอย่างจัง เพราะต่างก็ปรารถนาจะให้บุตรหลานเข้าถึงข้อมูลข่าวสารผ่านโลกออนไลน์ อันทำให้เด็กๆที่ไม่ว่าจะอยู่มุมใดของประเทศ หรือห่างไกลขนาดไหน ก็สามารถมีโอกาสในการศึกษาอย่างทัดเทียมกันได้

One tablet per child ที่แปลแบบตรงตัวว่า “1 แท็บเล็ตต่อเด็ก 1 คน” นั้นถือว่า เป็นนโยบายที่ได้รับการคาดหวังสูง พอๆกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากผู้ที่ไม่เห็นด้วย และฝ่ายค้านที่จ้องเขม็งว่ารัฐบาลอาจไม่สามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้ได้

เดิมทีนี่เป็นนโยบายระดับนานาชาติที่องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้ร่วมมือกับอดีตคณาจารย์จากสถาบัน MIT ริเริ่มขึ้นมาเพื่อส่งเสริมโอกาสแก่เด็กในประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะในทวีปแอฟริกา ใช้ชื่อว่า One laptop per child จนในเดือน ส.ค.2548 รัฐบาลนายกฯทักษิณในขณะนั้น ได้ประกาศการเข้าร่วมโครงการของประเทศไทยด้วย แต่จนแล้วจนรอดโครงการก็ยังไม่มีความคืบหน้า กระทั่งรัฐบาลถูกปฏิวัติไปในเดือน ก.ย. 2549

นโยบายนี้หวนกลับมาอีกครั้งในช่วงหาเสียงเมื่อพรรคเพื่อไทยมีดำริจะแจกแท็บเล็ตให้เด็ก ป.1 ทั่วประเทศ กลายพันธุ์จากแล็บท็อปมาเป็นแท็บเล็ตเนื่องจากกำลังอินเทรนด์ แถมยังใช้ งานง่ายกว่าเมื่อต้องรองรับการอ่านและต้นทุนก็ต่ำกว่าคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือแล็บท็อปด้วย

โดยล่าสุดกระทรวงศึกษาธิการผู้รับผิดชอบโครงการได้ทยอยเรียกผู้ผลิตเข้ามาเสนอสเปกแล้ว ภายใต้งบประมาณเครื่องละ 3,000 บาท ตั้งเป้าแจกแท็บเล็ตสู่มือเด็กๆผู้โชคดีภายในเดือน พ.ค. 2555 หรือก่อนเปิดเทอมใหม่ปีหน้า มากไปกว่านั้นยังกำลังมีการประเมินด้วยว่า อาจขยายแจกแท็บเล็ตให้กับเด็ก ม.4 รวมทั้ง กลุ่มอาชีวะ ปวช.ด้วย เรียกได้ว่ามาช้าแต่จัดเต็ม

พักหนี้ มาก่อนเวลา

อีกหนึ่งในหลายมาตรการที่รัฐบาลหมายมั่นปั้นมือว่าจะมัดใจพี่น้องเกษตรกรและประชาชนทั่วไปได้ เหมือนกับที่พรรคไทยรักไทยเคยเข็นโครงการพักชำระหนี้เกษตรกร 3 ปี ซึ่งโดนใจพี่น้องเกษตรกรอย่างถล่มทลายมาแล้ว

ครั้งนี้การขยายโครงการพักชำระหนี้เกษตรกรให้ครอบคลุมถึงประชาชนที่มีหนี้ไม่เกิน 500,000 บาท โดยดึงธนาคารเฉพาะกิจของรัฐทั้งหมด 6 แห่งเข้าร่วมด้วย โดยแห่งแรกที่รับผิดชอบดูแลหนี้สินเกษตรกรคงหนีไม่พ้นธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ส่วนอีก 5 แห่งที่เหลือ รับผิดชอบหนี้สินภาคประชาชน

เช่น ธนาคารออมสิน/ธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.)/ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)/ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.)/บรรษัทตลาดรองสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (บตท.)

โครงการนี้เปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2554 จนถึงวันที่ 15 ก.พ. 2555 แต่ด้วยเกิดมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ขึ้นพอดี ทำให้บริการธนาคารเฉพาะกิจต้องนั่งหาวเรอ เพราะไม่มีลูกค้ามาลงทะเบียนขอพักชำระหนี้มากอย่างที่คิด แม้จะยังเหลือเวลาสิ้นสุดโครงการวันที่ 15 ก.พ. 2555 ก็ตาม

จากตัวเลขล่าสุด ธ.ก.ส.ซึ่งคาดว่าจะมีลูกค้าเข้าร่วมโครงการ 639,500 ราย ในวงเงินสินเชื่อ 77,700 ล้านบาท แต่เอาเข้าจริงกลับมีเกษตรกรสนใจลงทะเบียนเพียง 60,000 กว่ารายเท่านั้น ขณะที่ธนาคารเฉพาะกิจอีก 5 แห่งที่เหลือ ตั้งเป้าว่าจะมีประชาชนเข้าร่วมโครงการ 135,500 ราย วงเงินสินเชื่อ 12,749 ล้านบาท แต่ยังไม่มีประชาชนรายใดแม้แต่คนเดียวเข้ามาลงทะเบียน ซึ่งแตกต่างจากโครงการพักชำระหนี้เกษตรกรในครั้งแรกมาก

แต่หากมีการยืดเวลาลงทะเบียนออกไป หรือเพิ่มวงเงินขึ้นอีก ผู้ประสบภัยจากน้ำท่วมอาจมีความจำเป็นต้องขอรับบริการพักชำระหนี้อย่างถล่มทลายก็ได้ และวงเงินที่คาดว่าจะพักให้รายละไม่เกิน 500,000 บาท ก็อาจไม่พอด้วยซ้ำ ถ้าต้องซ่อมบ้าน ซื้อเครื่องเรือนใหม่ ในขณะที่ยังมีหนี้เก่าติดค้างอยู่

ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลต้องชัด

สุดท้ายนี้คงหนีไม่พ้นนโยบาย “ลดภาษีเงินได้นิติบุคคล” ของรัฐบาล ตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2554 ที่ให้ปรับลดอัตราภาษีเงินได้ นิติบุคคลจากปัจจุบันที่จัดเก็บอยู่ในอัตรา 30% ลงเหลือ 23% ในปี 2555 และเหลือ 20% ในปี 2556 นโยบายนี้ แม้จะทำให้นโยบายหาเสียงของพรรคฝ่ายค้านหงอยและจ๋อยลงไปถนัดตาก็จริง

แต่ท้ายสุดอาจกลายเป็นหอกทิ่มแทงรัฐบาลกลับมา และเป็นเรื่องตลกร้ายที่ขำไม่ออกของกรมจัดเก็บรายได้ เพราะมาตรการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ประกาศออกมา ถือเป็นนโยบายหาเสียงสำคัญที่จะต้องทำควบคู่ไปกับการปรับขึ้นค่าแรงขั้นตํ่า 300 บาท ตามข้อแลกเปลี่ยนกันระหว่างรัฐบาลกับผู้ประกอบการ

เพราะรัฐบาลหวังว่าต้นทุนที่ลดลง จะไปเพิ่มเป็นค่าแรงขั้นต่ำแก่แรงงานทั่วไปที่จะเริ่มในวันที่ 1 เม.ย. 2555 โดยรัฐบาลยอมสูญรายได้ถึง 150,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 3 ปี คือ ปีแรก 2555 สูญ 52,500 ล้านบาท ปี 2556 สูญ 75,000 ล้านบาท และในปี 2557 สูญ 22,500 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม หลังจากผู้ประกอบการขอเลื่อนระยะเวลาการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำออกไปเป็นวันที่ 1 เม.ย. 2555 เพราะประสบภาวะน้ำท่วมและต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อบูรณะโรงงานให้กลับมาผลิตได้อีกครั้ง โดยจะทดลองขึ้นค่าแรงเพียง 7 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต สมุทรปราการ สมุทรสาคร ปทุมธานี นครปฐม และนนทบุรี เท่านั้น

ก็เท่ากับรัฐบาลจะต้องเป็นผู้ปฏิบัติเพียงฝ่ายเดียว แต่ผลตอบแทนที่ได้กลับมามีเพียงหยิบมือขณะที่ฐานะการคลังของประเทศอยู่ในสภาวการณ์น่าเป็นห่วง ทั้งยังต้องสำรองเงินจำนวนมากเพื่อรับมือกับเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน และสภาพดินฟ้าอากาศที่อาจแปรปรวนหนัก จนสร้างความเสียหายให้แก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในประเทศ

ถ้าหันมาพิจารณาดูงบประมาณรายจ่ายปี 2555 ก็จะพบว่า รัฐบาลประเมินว่าจะมีรายได้เพียง 1.98 ล้านล้านบาท  ขณะที่มีรายจ่าย  2.38  ล้านล้านบาท  ขาดดุลถึง  400,000 ล้านบาท นี่ยิ่งทำให้เศรษฐกิจไทยมีอาการน่าเป็นห่วงมากขึ้นไปอีก

กูรูเศรษฐกิจให้ความเห็นว่า การจะปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลลง ควรดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปและเป็นขั้นเป็นตอน  แม้จะยอมรับว่าอัตราภาษีของไทยอยู่ในเกณฑ์สูง แต่หากจะปรับลดลง ก็ต้องค่อยๆดำเนินการ ไม่ใช่ลดลงทันทีในปีแรก 7%

ขณะเดียวกัน ก็จำเป็นจะต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศใหม่เพื่อสร้างความสามารถในการทำเงิน สร้างรายได้ และศักยภาพการผลิตให้แก่ผู้ประกอบการไทย  ตลอดจน ถึงแผนจูงใจต่างชาติให้หลั่งไหลเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เพื่อการขยายฐานการจัดเก็บภาษีซึ่งจะส่งผลดีต่อฐานะการคลังและความมั่นคงของประเทศในอนาคต

ถึงเวลานั้นนโยบายของรัฐบาลนายกฯหญิงคนแรกของประเทศไทยก็จะมีแต่ได้กับได้ ไม่ใช่เสียกับเสีย.

ทีมเศรษฐกิจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 31 ธันวาคม 2554, 06:00 น.
 

เงินคงคลังพุ่งขึ้นจากปีที่แล้ว 2 แสนกว่าล้าน 2012/01/17

http://www.thairath.co.th/content/eco/227086

31 ธันวาคม 2554, 00:15 น.

Pic_227086

คลังเผยงบประมาณ 2554 รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 2 แสนกว่าล้านบาท ยอมรับการอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้ขาดดุลสูงกว่าปีก่อนกว่า 1.5 แสนกว่าล้านบาท…

นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึง ฐานะการคลังของภาครัฐบาล ปีงบประมาณ 2554 (ตุลาคม 2553 – กันยายน 2554) ว่า รัฐบาลมีรายได้ทั้งสิ้น 2,822,694 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 26.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ จีดีพี เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 222,325 ล้านบาท หรือร้อยละ 8.5 เนื่องจากการจัดเก็บรายได้ของรัฐเพิ่มขึ้นมาก ขณะที่รายจ่ายภาครัฐบาลมีจำนวน 3,030,264 ล้านบาท สูงกว่าปีที่แล้ว 377,169 ล้านบาท หรือร้อยละ 14.2 จากการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายของรัฐบาล และกองทุนนอกงบประมาณที่เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึงร้อยละ 23.7 และ 20.6 ตามลำดับ ถึงแม้การเบิกจ่ายจากแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งจะลดน้อยลง แต่ได้ส่งผลให้ดุลการคลังภาครัฐบาลขาดดุลจำนวน 207,569 ล้านบาท สูงกว่าปีที่แล้ว 154,844 ล้านบาท

ทั้งนี้ การขาดดุลการคลังของภาครัฐบาลในปีงบประมาณ 2554 เป็นการขาดดุลในส่วนของรัฐบาลจากรายจ่ายที่ขยายตัวในอัตราที่สูงเพื่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นไปตามแนวทางการดำเนินนโยบายการคลังของรัฐผ่านมาตรการเพื่อฟื้นฟู และกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 31 ธันวาคม 2554, 00:15 น.
 

ขสมก.จัดแผนเดินรถ พร้อมแผนป้องกัน ลดอุบัติเหตุช่วงปีใหม่ 2012/01/17

http://www.thairath.co.th/content/eco/227087

30 ธันวาคม 2554, 22:45 น.

Pic_227087

ขสมก.จัดแผนเดินรถพร้อมป้องกันลดอุบัติเหตุช่วงปีใหม่ ตั้งแต่วันที่ 28 ธ.ค. 54-4 ม.ค.55 พร้อมเปิดสายด่วน 184 สอบถามเส้นทางรถเมล์ตั้งแต่ 06.00-22.00 น. ทุกวัน

เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. นายโอภาส เพชรมุณี ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่มีวันหยุดต่อเนื่องหลายวัน ประชาชนส่วนใหญ่จะนิยมเดินทางไปพักผ่อนยังสถานที่ต่างๆ หรือกลับภูมิลำเนาเดิม แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่นิยมเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทาง ไปร่วมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2555 ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ดังนั้นขสมก. จึงได้จัดทำแผนการเดินรถให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน พร้อมแผนป้องกันและลดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลปีใหม่ เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับความสะดวก รวดเร็ว และสามารถเดินทางถึงที่หมายอย่างปลอดภัย โดยมีรายละเอียด ประกอบด้วย 1. จัดเดินรถเชื่อมต่อสถานีขนส่ง 4 สถานี จำนวน 28 เส้นทาง ซึ่งวิ่งบริการผ่านสถานีขนส่ง 4 สถานี ได้แก่ สถานีขนส่งกรุงเทพฯ จตุจักร, สถานีขนส่งกรุงเทพฯ สายใต้, สถานีขนส่งกรุงเทพฯ เอกมัย, สถานีรถไฟหัวลำโพง โดยได้เพิ่มเที่ยววิ่งช่วงเดินทางขาเข้า ตั้งแต่วันที่ 28 – 31 ธันวาคม 2554 และขาออกตั้งแต่วันที่ 2 – 4 มกราคม 2555 2. จัดเดินรถ Shuttle Bus เฉพาะกิจ จำนวน 2 เส้นทาง โดยจัดรถฟรีให้บริการ ดังนี้ วันที่ 30 ธันวาคม 2554 ให้บริการ 2 เส้นทางคือ จตุจักร-BTS-อู่กำแพงเพชร 2 และอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ – อู่กำแพงเพชร 2 เริ่มตั้งแต่เวลา 16.00 – 22.00 น.

ส่วนวันที่ 2 มกราคม 2555 ให้บริการเส้นทาง จตุจักร-BTS-อู่กำแพงเพชร 2 เริ่มตั้งแต่เวลา 04.30 – 06.30 น. และ 3. จัดโครงการเดินรถไหว้พระรอบเกาะรัตนโกสินทร์ 10 วัด จำนวน 50 คัน โดยจัดรถฟรีบริการจากท่าต้นทางบริเวณอู่กำแพงเพชร 2 ผ่านวัดต่างๆ 10 วัดได้แก่ วัดเบญจมบพิตร,วัดสามพระยา,วัดบวรนิเวศวรวิหาร,วัดชนะสงคราม, วัดพระเชตุพน (วัดโพธิ์), วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว), วัดสุทัศนเทพวราราม, วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร, วัดอนงคาราม, วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร เริ่มให้บริการคันแรกตั้งแต่เวลา 08.00 น. คันสุดท้ายออกจากท่าเวลา 18.00 น. ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม – 3 มกราคม 2555 โดยเฉพาะคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2554 จะให้บริการตลอดคืน 4. จัดเดินรถในช่วงส่งท้ายปีเก่า – ต้อนรับปีใหม่ 2555 ในกรุงเทพมหานคร ช่วงคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2554 ได้ขยายเวลาการเดินรถในเส้นทางที่ผ่านสถานที่จัดงาน Count Down เช่น ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์, สะพานพระราม 8, ถนนข้าวสาร, ลานคนเมืองศาลาว่าการ กทม. ฯลฯ จนถึงเวลา 01.00 น. ของวันถัดไป

นอกจากนี้ ขสมก.ได้จัดทำแผนป้องกันและลดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลปีใหม่ เริ่มตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2554 ถึงวันที่ 4 มกราคม 2555 โดยแบ่งเป็น 2 ด้าน คือ สำหรับด้านความปลอดภัย ให้พนักงานจ่ายงาน นายท่าอู่ สอดส่องดูแลสภาพความพร้อมทางร่างกายของพนักงานประจำรถ มิให้มีการดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด พร้อมย้ำเตือนพนักงานขับรถให้ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด เปิด-ปิดประตูอัตโนมัติทุกครั้งขณะนำรถเข้าออกจากป้าย เช็กสภาพรอบตัวรถและภายในรถก่อนออกให้บริการ นอกจากนี้ให้พนักงานคอยสังเกตพฤติกรรมต้องสงสัย หากพบเห็นสิ่งผิดปกติให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจบริเวณใกล้ที่สุด ด้านอำนวยความสะดวก จัดเที่ยววิ่งให้บริการรองรับประชาชนที่จะเดินทางไป-กลับสถานีขนส่งต่างๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการ จัดเจ้าหน้าที่ ขสมก.ประจำบริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ และป้ายหยุดรถที่มีผู้ใช้บริการหนาแน่น เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกด้านการขึ้น-ลงรถโดยสารของผู้ใช้บริการ โดยประชาชน ต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้บริการ สอบถามเส้นทางรถเมล์ หรือ แนะนำบริการได้ที่ศูนย์คอลเซ็นเตอร์ 184 ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00 – 22.00 น. และสามารถส่ง SMS ที่หมายเลข 4264998 ได้ตลอดเวลา

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 30 ธันวาคม 2554, 22:45 น.
 

“พาณิชย์” เตรียมเปิดเฟซบุ๊กประจานร้านบริการห่วย-อาหารแพง 2012/01/17

http://www.thairath.co.th/content/eco/227081

30 ธันวาคม 2554, 22:11 น.

Pic_227081

กรมการค้าภายใน ดันโครงการรถเข็นธงฟ้ารับมืออาหารแพงปี 55 โดยเปิดเว็บไซต์อาหารดี ราคาถูกเพื่อเป็นสื่อกลาง ส่วนร้านบริการห่วย อาหารแพง เล็งเปิดเฟซบุ๊กโพสต์ประจาน

เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงการดูแลราคาอาหารปรุงสำเร็จ และอาหารตามสั่งในปี 55 ว่า กรมจะออกมาตรการดูแลอย่างจริงจัง โดยเฉพาะโครงการมิตรธงฟ้า ที่ขายอาหารจานละ 25 บาท โดยจะปรับให้มีรายการอาหารที่หลากหลายขึ้นมากกว่า 1 รายการ ส่วนโครงการรถเข็นธงฟ้าก็จะพิจารณาของบประมาณมาผลักดันโครงการเต็มที่ และจะปรับราคาอาหารใหม่จากเริ่มต้นจานละ 17 บาท เป็น 25 บาท เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการอยู่ได้ด้วย

นอกจากนี้ ยังเตรียมเปิดตัวเว็บไซต์ อาหารดี ราคาถูก เพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการประชาสัมพันธ์ร้านอาหารมิตรธงฟ้าที่เข้าร่วมโครงการหลายพันรายทั่วประเทศ และร้านอาหารราคาประหยัดอื่นให้กับประชาชนทั่วไปรับทราบ และใช้บริการ ขณะเดียวกัน จะเปิดช่องทางสังคมออนไลน์ เครือข่ายเฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ ในการรับเรื่องร้องเรียน แจ้งเตือน ร้านอาหารที่ขายอาหารไม่เป็นธรรมแพงเกินจริง หรือคุณภาพไม่ดีเข้ามาในเว็บไซต์ของกรมฯ เพื่อเป็นการประจานให้สังคมรับทราบด้วย

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 30 ธันวาคม 2554, 22:11 น.
 

สินค้าควบคุม 8 รายการเฮรับปีมังกร “พาณิชย์” เตรียมถอดจากบัญชีควบคุม 2012/01/17

http://www.thairath.co.th/content/eco/227079

30 ธันวาคม 2554, 20:51 น.

Pic_227079

พาณิชย์ ปล่อยผี 8 สินค้า สบู่ แชมพู น้ำยาล้างจาน น้ำยาซักฟอก นมเปรี้ยว กระเทียม กาแฟสำเร็จรูป ปีหน้าออกบัญชีควบคุม แต่ดึงแค่กลุ่มสินค้าเกษตรเพิ่มเติม

เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ภายในสัปดาห์ที่สองของปี 55 กรมจะเสนอคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ที่มีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เป็นประธาน ให้พิจารณาปรับเพิ่มและลดรายการสินค้าในบัญชีสินค้าและบริการควบคุม ตาม พ.ร.บ.ราคาสินค้าและบริการพ.ศ.2542 ใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันยิ่งขึ้น โดยมีการเปลี่ยนแปลงทั้งสิ้น 14 รายการ สำหรับสินค้าที่จะตัดออกจากรายการควบคุมมี 8 รายการ ได้แก่ สบู่ แชมพู น้ำยาล้างจาน น้ำยาซักฟอก นมเปรี้ยว กระเทียม กาแฟสำเร็จรูป และกระดาษเหนียว เพราะมีผู้ประกอบการมากราย ทำให้เกิดการแข่งขันโดยใช้กลไกตลาดเป็นตัวกำหนดราคาได้อยู่แล้ว

ส่วนสินค้าที่พิจารณาเพิ่มเข้ามามี 8 รายการเช่นกัน ได้แก่ เครื่องสูบน้ำ รถไถ รถเกี่ยวข้าว เครื่องวัดความชื้น เครื่องตรวจสอบคุณภาพข้าว เครื่องวัดความชื้นแป้ง กระดาษชำระ และค่าบริการเกษตร เพราะต้นทุนเกี่ยวการผลิตสินค้าเกษตรยังไม่ได้ถูกคุม กรมจึงเข้าไปดูแลให้เกิดความเป็นธรรม ส่งผลให้บัญชีสินค้าและบริการควบคุมมีอยู่ 41 รายการเท่าเดิม

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 30 ธันวาคม 2554, 20:51 น.
 

แบงก์ชาติเตรียม 4.7 แสนล้าน ให้ปชช.เบิกใช้ปีใหม่ 2012/01/17

http://www.thairath.co.th/content/eco/227076

30 ธันวาคม 2554, 20:35 น.

Pic_227076

ธปท.เตรียมสำรองธนบัตร รองรับการเบิกจ่ายของประชาชนในช่วงวันปีใหม่ที่มีวันหยุดติดต่อกันหลายวัน ประมาณ 4.7 แสนล้านบาท คาดจะมีการเบิกจ่ายธนบัตร และฝากเงินผ่านแบงก์พาณิชย์เพิ่มขึ้น 3% จากปีก่อน มียอดเบิกจ่ายสุทธิกว่า 1.2 แสนล้านบาท มีปริมาณเงินหมุนเวียนกว่า 1.23 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. นายวรพร ตั้งสง่าศักดิ์ศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายบริหารจัดการธนบัตร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ในเดือนธันวาคม 2554 นี้ ซึ่งเป็นช่วงที่มีวันหยุดราชการ และฉลองเทศกาลปีใหม่ติดต่อกันหลายวัน ส่งผลให้มีความต้องการใช้ธนบัตรของประชาชนอยู่ในเกณฑ์สูงกว่าปกติ ทำให้ธปท.ประมาณการว่า ในเดือนธันวาคม 2554 ธนาคารพาณิชย์จะมีการเบิกจ่ายธนบัตร และนำฝากธนบัตรเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนปี 2553 ประมาณ 3% โดยมีมูลค่าเบิกจ่ายประมาณ 270,000 ล้านบาท และมูลค่านำฝากประมาณ 149,500 ล้านบาท ทำให้มียอดเบิกจ่ายสุทธิ ประมาณ 120,500 ล้านบาท ประมาณการธนบัตรออกใช้หมุนเวียน ณ สิ้นปี 2554 มีมูลค่า 1,238,000 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่า ณ สิ้นปี 2553 ประมาณ 11% ขณะที่ ธปท.ได้เตรียมสำรองธนบัตรชนิดราคาต่างๆ เพื่อรองรับความต้องการเบิกจ่ายไว้อย่างเพียงพอ โดยมีธนบัตรสำรองไว้ประมาณ 470,000 ล้านบาท

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 30 ธันวาคม 2554, 20:35 น.
 

พิษน้ำท่วมยังไม่หมด ธปท.เผย ทำจีดีพีไตรมาส4/54 และทั้งปีเสียหายหนัก 2012/01/17

http://www.thairath.co.th/content/eco/227075

30 ธันวาคม 2554, 19:50 น.

Pic_227075

ธปท.เผยปัญหาน้ำท่วม สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยในเดือน พ.ย.สูงสุดแล้ว รับตัวเลขที่ออกมาสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ คาดฉุดจีดีพีทั้งไตรมาส 4/54 และทั้งปีจมน้ำหายไปอีก แต่จะหดหายมากน้อยขนาดไหนขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจเดือน ธ.ค.ด้วย เตรียมปรับประมาณจีดีพีใหม่อีกครั้งใน กนง.ครั้งหน้า 25 ม.ค.55

เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจและการเงินเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมาว่า ความรุนแรงจากปัญหาอุทกภัยน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในเศรษฐกิจในเดือนพฤศจิกายนในจุดรุนแรงสูงสุดแล้ว เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมได้ลุกลามเข้าสู่พื้นที่ กทม.และปริมณฑล ซึ่งเป็นอีกจุดที่ทำให้มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรงต่อเนื่องจากเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยเฉพาะภาคเกษตรที่ได้รับผลกระทบทั้งด้านการผลิตและราคา โดยผลผลิตสินค้าเกษตรหดตัวลง 7.2% จากระยะเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้รายได้เกษตรหดตัว 8.6% สำหรับภาคอุตสาหกรรม หดตัวต่อเนื่องในเกือบทุกหมวดสินค้า จากการหยุดผลิตของโรงงานรถยนต์หลายแห่ง การขาดแคลนชิ้นส่วน และปัญหาการขนส่ง ส่งผลให้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมหดตัว 48.6% โดยเฉพาะการผลิตฮาร์ดิสก์ไดรฟ์ ยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น

ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว ในเดือนนี้นักท่องเที่ยวยังคงชะลอการเดินทางมาไทย โดยจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงเหลือ 1.2 ล้านคน หดตัวจาก 17.5 ล้าคน จากระยะเดียวกันของปีก่อน ซึ่งปัญหาน้ำท่วมดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังส่งออกในเดือนพฤศจิกายนให้หดตัว โดยมีมูลค่าส่งออก 15.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หดตัว 13.1 % จากการหดตัวของการส่งออกสินค้ายานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และข้าว รวมถึงการส่งออกคอมพิวเตอร์ และแผงวงจรไฟฟ้าที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และยุโรป นอกจากนี้การลดลงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจการผลิต และน้ำท่วมขยายวงกว้างทำให้มีสินค้าไม่เพียงพอต่อความต้องการทำให้ดัชนีการบริโภคภาคเอกชน ลดลง 1.6% จากระยะเดียวกันของปีก่อน เป็นการหดตัวในทุกหมวด

ส่วนการลงทุนภาคเอกชน ลดลงจากปัญหาในภาคการผลิต ซึ่งทำให้การลงทุนในหมวดเครื่องจักร และอุปกรณ์หยุดชะงัก สะท้อนจากการนำเข้าสินค้าทุนที่ลดลงในเกือบทุกกลุ่มสินค้า นอกจากนี้ยังมีการชะลอการลงทุนของโครงการก่อสร้าง ส่งให้ดัชนีการลงทุนเอกชนลดลง 1.3% จากระยะเดียวกันของปีก่อน ด้านการนำเข้าลดล 1.9% หากไม่นับรวมทองคำลดลง 5.7% ด้านเงินเฟ้อทรงตัวอยู่ในระดับสูง โดยเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 4.19% และเงินเฟ้อพื้นฐาน 2.90% สำหรับตลาดแรงงานเริ่มเห็นสัญญาณการว่างงานเพิ่มขึ้นบ้าง แต่คาดว่าน่าจะเป็นการเพิ่มขึ้นชั่วคราว เพราะหลังจากการฟื้นฟูยังมีความต้องการกลับมาจ้างงานต่อ ประกอบกับยังมีสถานประกอบการขาดแคลนแรงงานอยู่ส่วนหนึ่ง ขณะเดียวกันการผลิตและการส่งออกในหลายอุตสาหกรรมยังได้รับผลกระทบเพิ่มเติม จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกด้วย

“ผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมได้สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจพีคสุดแล้วในเดือนพฤศจิกายน โดยได้ส่งผลกระทบต่อภาคที่สำคัญ คือทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม และยังมีผลกระทบเพิ่มเติมจากเศรษฐกิจโลก ซึ่งส่งผลต่อการส่งออก ลงทุน และการอุปโภคบริโภค ซึ่งยอมรับว่าผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจมีมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ก็ไม่ถึงกับอยู่ในระดับที่น่าตกใจว่า เพราะผลกระทบที่เพิ่มขึ้นนี้ไม่ได้กลายเป็นจุดสำคัญที่เปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ อย่างมีนัยสำคัญ” นายเมธี กล่าว

นายเมธี กล่าวต่อว่า จากตัวเลขเศรษฐกิจในเดือนพฤศจิกายนที่ออกมาหดตัวมากกว่าที่คาดไว้ อาจส่งผลให้การประมาณการจีดีพีของ ธปท.ทั้งจีดีพีในไตรมาส 4 /2554 และทั้งปีที่เดิมได้คาดการณ์ไว้ว่า ทั้งปีเศรษฐกิจจะเติบโต 1.8% ให้ลดลง อย่างไรก็ตามจะมีผลให้จีดีพีต้องปรับลดลงเท่าไหร่นั้นยังไม่สามารถระบุได้ เนื่องจากต้องรอดูตัวเลขเศรษฐกิจในเดือนธันวาคมด้วยว่าเป็นอย่างไร และจะมีการประเมินอีกครั้งในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 25 มกราคม 2555 และจะมีการแถลงในรายงานแนวโน้มเงินเฟ้อในวัน ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555 อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจในระยะต่อไป หรือในปีหน้านั้น ธปท.มองว่า ภาคผลผลิตภาคการเกษตรที่หดตัว ส่งผลให้รายได้เกษตรหดตัวในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา คาดว่าในระยะต่อไปน่าจะปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากผลผลิตภาคการเกษตร เช่น ข้าว ยางพารา และ มันสำปะหลัง เป็นต้น ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยจะกลับมามีปริมาณมากขึ้น หลังจากสถานการณ์น้ำท่วมหายไป ส่งผลให้รายได้เกษตรกรปรับตัวดีขึ้นตามมา ขณะที่ภาคอุตสาหกรรม จะค่อยปรับตัวดีขึ้น แต่ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละอุตสาหกรรมด้วย เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์บางแห่งอาจจะปรับตัวได้เร็ว เนื่องจากไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมโดยตรง ทำให้เขาสามารถหาชิ้นส่วนการผลิตเพื่อมาผลิตได้ทันที ทางด้านอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ คาดว่าจะเริ่มกลับมาผลิตได้เต็มที่ในช่วงเดือนมีนาคม หรือ ไตรมาส 2/2555 สำหรับด้านการบริโภค การใช้จ่ายในประเทศจะเริ่มฟื้นตัวได้ในเดือนธันวาคมนี้ จากมาตรการช่วยเหลือ และกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐเป็นสำคัญ นอกจากนี้จากการสำรวจและติดตามข้อมูลรถยนต์พบว่าความต้องการก็ไม่ได้ถดถอยลงไป โดยพบว่ายังมีปริมาณความต้องการซื้ออยู่ ดังนั้นคาดการณ์ว่า จะเห็นการบริโภคเริ่มฟื้นกลับมาในเดือนธันวาคมนี้

“ด้านการลงทุน คงต้องขึ้นอยู่กับประเภทอุตสาหกรรม แต่โดยรวมคาดว่าจะเห็นการลงทุนชัดเจนในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า และจะเห็นการลงทุนเต็มที่ในไตรมาส 2 โดยเฉพาะในแง่การก่อสร้าง ฟื้นฟูกิจการ ปรับปรุงเครื่องจักรอุปกรณ์การผลิตที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม อย่างไรก็ตามการลงทุนใหม่จะเพิ่มขึ้นจากแผนที่วางไว้หรือไม่ คงจะต้องรอดูจากนโยบายการบริหารน้ำและป้องกันน้ำท่วมในระยะยาวของรัฐบาลในปีหน้าว่าเป็นอย่างไร” นายเมธี กล่าว

ส่วนภาคการท่องเที่ยวคิดว่า น่าจะเริ่มฟื้นได้อย่างรวดเร็วใน 1- 2 เดือนจากนี้ เนื่องจากนักท่องเที่ยวที่เข้ามาท่องเที่ยวในไทยส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวแถบประเทศเอเชีย ซึ่งมีการปรับตัวได้ค่อนข้างเร็ว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 30 ธันวาคม 2554, 19:50 น.
 

คลังจ่อรีดเลือดสถาบันการเงินแก้หนี้กองทุนฟื้นฟูฯ 2012/01/17

http://www.thairath.co.th/content/eco/227071

30 ธันวาคม 2554, 18:35 น.

Pic_227071

ผู้ว่า ธปท.เผยหลังถก แนวทางแก้ไขหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ขีดเส้นต้องทำภายใต้ 3 หลักการ คือต้องไม่ให้ธปท.พิมพ์เงินมาใช้หนี้ เป็นรูปแบบที่ลดภาระด้านการคลัง ต้องไม่แตะเงินคลังหลวง และจะทำต้องแก้กฎหมาย

เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. วันที่ 30 ธ.ค. นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประชุมร่วมกับนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ร่วมกันหารือ เพื่อพิจารณาแนวทางการแก้ปัญหาภาระหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบ สถาบันการเงินจำนวนเงิน 1.14 ล้านล้านบาท

นายประสาร เปิดเผยว่า ภายหลังการหารือว่า ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการในการแก้หนี้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินที่มีจำนวนเงิน 1.14 ล้านล้านบาท ภายใต้ 3 หลักการคือ ต้องไม่ให้ ธปท. พิมพ์ธนบัตรเพื่อนำมาใช้หนี้ 2. ต้องเป็นรูปแบบที่ลดภาระการคลัง และ 3.การดำเนินการต้องไม่กระทบเงินทุนสำรองเงินตรา โดยจะไม่แตะต้องเงินคลังหลวง เงินบริจาคของหลวงตามหาบัว อย่างไรก็ตามแต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องหารือ เพื่อกำหนดรายละเอียดที่ชัดเจนเพิ่มเติม “ธปท.ยังไม่สามารถตอบได้ว่า พึงพอใจในแนวทางการแก้ไขหนี้หรือไม่ เพราะเป็นหลักการที่ค่อนข้างกว้าง แต่มีสัญญาณที่ดีว่าจะไม่ให้ธปท.พิมพ์ธนบัตร ซึ่งจะทำให้ตลาดการเงินคลายกังวล ซึ่งยังต้องมีการเจรจาต่อเนื่องกันอีกหลายครั้ง เนื่องจากยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนในครั้งนี้

“นายประสาร กล่าวอย่างไรก็ตามวิธีในการแก้หนี้กองทุนฟื้นฟูจำเป็นต้องมีการแก้กฎหมาย หรือไม่ ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า ในเบื้องต้น หากต้องการแก้ไขหนี้กองทุนฟื้นฟู ก็จะต้องมีการแก้กฎหมาย แต่จะเป็นพ.ร.บ.ฉบับใดนั้น ยังไม่สามารถตอบได้ในขณะนี้ แต่คาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้”

ด้าน นายธีระชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ที่ประชุมมีแนวคิดแก้กฎหมายกองทุนฟื้นฟูฯ เพื่อต่ออายุกองทุนฟื้นฟูฯ ออกไป จากเดิมที่กำหนดปิดตัวในปี 2556 เพื่อให้อำนาจกองทุนฟื้นฟูฯ เรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากสถาบันการเงินเพิ่มขึ้น คาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 20,000 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ จะแก้ไขกฎหมาย เพื่อนำเงินจากสถาบันคุ้มครองเงินฝากที่เรียกเก็บเงินจากสถาบันการเงิน 0.4% มาใช้ 0.39% ส่วนนี้จะมีรายได้ประมาณ 30,000 ล้านบาท มาสมทบในการชำระภาระดอกเบี้ย ที่มีอยู่ปีละ 45,000 ล้านบาท ดังนั้น จะมีเงินเหลืออยู่ประมาณ 5,000 ล้านบาท นำไปชำระเงินต้นหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ โดยเชื่อว่าจะไม่กระทบต่อภาระงบประมาณ และวินัยการเงินการคลัง และในอนาคตหากธนาคารแห่งประเทศไทยมีกำไรจากการบริหารอัตราแลกเปลี่ยน สามารถนำมาชำระหนี้เงินต้น ให้หมดได้เร็วมากขึ้น

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 30 ธันวาคม 2554, 18:35 น.
 

พิษน้ำท่วม ‘ธนารักษ์’ เลื่อนคลอดราคาประเมินที่ดิน 2012/01/17

http://www.thairath.co.th/content/eco/227066

30 ธันวาคม 2554, 17:20 น.

Pic_227066

กรมธนารักษ์ เลื่อนประกาศใช้ราคาประเมินที่ดินรอบใหม่ออกไปอีก 6 เดือนตามข้อเสนอกรมที่ดิน จากผลกระทบวิกฤติน้ำท่วม ยอมรับรัฐต้องสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในการโอนสิทธิ์ที่ดินประมาณ 6 พันล้านบาท…

นายนริศ ชัยสูตร อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์นัดพิเศษ ได้มีมติให้เลื่อนการประกาศใช้ราคาประเมินที่ดินรอบใหม่ ซึ่งจะใช้ในการทำธุรกรรมที่ดินระหว่างปี 2555-2558 ออกไปอีก 6 เดือน เนื่องจากปัญหาวิกฤติอุทกภัยที่เกิดขึ้นในปี 2554 ส่งผลกระทบต่อประชาชนให้ได้รับความเดือดร้อน สูญเสียทรัพย์สินและมีผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างกว้างขวาง จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 105 ประมวลกฎหมายที่ดิน (แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 5 พ.ศ.2534) ระเบียบคณะกรรมการกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ฉบับที่ 2 พ.ศ.2538 และระเบียบคณะกรรมการกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ฉบับที่ 2

ทั้งนี้  เนื่องจากกรมที่ดินทำหนังสือมายังกรมธนารักษ์ เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.2554 ขอให้คงราคาประเมินที่ดินเดิมในจังหวัดที่ถูกน้ำท่วม 21 จังหวัดออกไป 1 ปี แต่จากข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า มีพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมถึง 62 จังหวัด ที่ประชุมจึงเห็นควรให้มีการเลื่อนประกาศใช้ราคาประเมินที่ดินรอบใหม่ออกไป 6 เดือนเพื่อประเมินสถานการณ์อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าอาจทำให้เกิดความสับสน แต่เมื่อกรมที่ดินทำหนังสือมา จึงต้องเรียกประชุมคณะกรรมการฯ ไม่เช่นนั้นจะเป็นการไม่รับข้อเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการเลื่อนประกาศใช้ราคาประเมินที่ดินใหม่นี้ ไม่ได้พิจารณาเรื่องใครจะได้หรือเสียผลประโยชน์ แต่พิจารณาภาพรวมอย่างเป็นธรรม ยอมรับว่าการประกาศเลื่อนออกไปจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในการโอนสิทธิ์ที่ดินประมาณ 6,000 ล้านบาท

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 30 ธันวาคม 2554, 17:20 น.
 

หุ้นไทยปิดตลาดส่งท้ายปี 54 ปรับเพิ่ม 1.41 จุด 2012/01/17

http://www.thairath.co.th/content/eco/227073

30 ธันวาคม 2554, 17:15 น.

Pic_227073

ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ระดับ 1,025.32 จุด เพิ่มขึ้น 1.41 จุด มูลค่าการซื้อขายทั้งส้ิน 8,019.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 197 หลักทรัพย์ ลดลง 151 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 221 หลักทรัพย์

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันศุกร์ที่ 30 ธ.ค. 2554 ปิดที่ระดับ 1,025.32 จุด เพิ่มขึ้น 1.41 จุด มูลค่าการซื้อขายทั้งส้ิน 8,019.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 197 หลักทรัพย์ ลดลง 151 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 221 หลักทรัพย์

โดย 5 อันดับซื้อขายสูงสุด ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน), บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) และ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

ส่วนตลาดหุ้นภูมิภาค ปิดตลาดส่วนใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยดัชนีฮั่งเส็ง ตลาดหุ้นฮ่องกง ปิดตลาดที่ระดับ 18,434.39 จุด เพิ่มขึ้น 36.47 จุด  ดัชนีนิกเกอิ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปิดตลาดที่ระดับ 8455.35 จุด เพิ่มขึ้น 56.46 จุด และดัชนีเวทเต็ด ตลาดหุ้นไต้หวัน ปิดตลาดที่ระดับ 7,072.08 จุด ลดลง 2.74 จุด.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 30 ธันวาคม 2554, 17:15 น.
 

ได้ 3 ข้อสรุปแก้หนี้กองทุนฟื้นฟู ไม่แตะเงินคลังหลวง-หลวงตามหาบัว 2012/01/17

http://www.thairath.co.th/content/eco/227053

30 ธันวาคม 2554, 14:58 น.

Pic_227053

ประชุม 4 ฝ่ายแก้หนี้กองทุนฟื้นฟู 1.14 ล้านล้านบาท ได้ 3 แนวทาง ยืนยัน จะไม่แตะกองทุนสำรอง และเงินหลวงตามหาบัว…

หลังจาก นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประชุมร่วมกับนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ แบงก์ชาติ และ นายอาคม เติมพิทยาพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อพิจารณาการแก้ภาระหนี้ของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน วงเงิน 1.14 ล้านล้านบาท เป็นเวลากว่า 3 ชั่วโมง

ผู้ว่าการแบงก์ชาติ กล่าวว่าที่ประชุมเห็นชอบในหลักการในการแก้หนี้กองทุนฟื้นฟู ภายใต้ 3 หลักการสำคัญคือ ต้องไม่ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย พิมพ์ธนบัตรเพื่อนำมาใช้หนี้ การดำเนินการต้องไม่กระทบกับเงินทุนสำรองเงินตรา ไม่แตะต้องเงินคลังหลวง เงินบริจาคของหลวงตามหาบัว รวมทั้งแนวทางจะต้องลดภาระทางการคลัง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องมีการหารือเพื่อกำหนดรายละเอียดเพิ่มเติมที่ชัดเจนอีกครั้ง และเบื้องต้นคาดว่า คงจะต้องมีการแก้ไขกฎหมาย และคาดจะได้ข้อสรุปในเร็ว ๆ นี้

โดยในหลักการ 3 ข้อ นั้น ธนาคารแห่งประเทศไทย ยังไม่สามารถตอบได้ว่า พึงพอใจหรือไม่ เพราะเป็นหลักการที่ค่อนข้างกว้าง แต่มีสัญญาณที่ดีว่า จะไม่ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องพิมพ์ธนบัตร ซึ่งก็จะช่วยทำให้ตลาดการเงินคลายความกังวลลงได้

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 30 ธันวาคม 2554, 14:58 น.
 

ปิดตลาดเช้าหุ้นไทยปรับลด 0.89 จุด ซื้อขาย 2.5 พันล้านบาท 2012/01/17

http://www.thairath.co.th/content/eco/227031

30 ธันวาคม 2554, 12:51 น.

Pic_227031

ดัชนีตลาดหุ้นไทยช่วงเช้าวันที่ 30 ธ.ค. 2554 ปิดตลาดที่ระดับ 1,023.02 จุด ลดลง 0.89 จุด มูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 2,559.76 ล้านบาท…

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยช่วงเช้าวันศุกร์ที่ 30 ธ.ค. 2554 ปิดตลาดที่ระดับ 1,023.02 จุด ลดลง 0.89 จุด มูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 2,559.76 ล้านบาท หลักทรัพย์ที่เปลี่ยนแปลง เพิ่มขึ้น 152 หลักทรัพย์ ลดลง 159 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 177 หลักทรัพย์

สำหรับ 5 อันดับซื้อขายสูงสุด ได้แก่ บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) , บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) , บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท มาลีสามพราน จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 30 ธันวาคม 2554, 12:51 น.
 

ไทยเฮ รัสเซียตบเท้าเข้าร่วมสมาชิกดับบลิวทีโอ ทำเจาะตลาดง่าย 2012/01/17

http://www.thairath.co.th/content/eco/227018

30 ธันวาคม 2554, 12:33 น.

Pic_227018

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ชี้หลังรัสเซียเป็นสมาชิกดับบลิวทีโอ ทำสินค้า บริการ ลงทุนไทย เจาะตลาดง่ายขึ้น-มากขึ้น เหตุรัสเซียลดภาษี-ข้อกีดกันทางการค้า

เมื่อวันที่ 30​ ธ.ค. นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการเข้าเป็นสมาชิก องค์การการค้าโลก (ดับบลิวทีโอ) ของรัสเซีย เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.ที่ผ่านมาว่า จะทำให้มีโอกาสส่งออกสินค้าและบริการไปรัสเซียได้มากขึ้น และง่ายขึ้น เพราะการเข้าเป็นสมาชิก ทำให้รัสเซียต้องเปิดตลาดสินค้าและบริการตามพันธกรณี รวมถึงต้องลดข้อกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่มาตรการทางภาษีให้มากขึ้น โดยในด้านสินค้า รัสเซียจะลดเพดานภาษีจากอัตราเฉลี่ย 10% เหลือ 7.8% โดยสินค้าเกษตรจะลดจาก 13.2% เหลือ 10.8% และสินค้าอุตสาหกรรมจะลดจาก 9.5% เป็น 7.3%

ส่วนด้านบริการ รัสเซียจะเปิดเสรี ภาคบริการ 11 สาขาหลัก และ 116 สาขาย่อย เช่น ธุรกิจโทรคมนาคม จะยกเลิกข้อจำกัดการถือหุ้นไม่เกิน 49% สำหรับต่างชาติ หลังการเข้าเป็นสมาชิก 4 ปี และธุรกิจประกันภัย ต่างชาติจะเปิดสาขาในรัสเซียได้ในอีก 9 ปี หลังการเข้าเป็นสมาชิก เป็นต้น สำหรับมาตรการที่มิใช่ภาษี จะยกเลิกการอุดหนุนสินค้าอุตสาหกรรมทันที ส่วนการอุดหนุนสินค้าเกษตร ตกลงจะอุดหนุนไม่เกิน 9 ล้านเหรียญสหรัฐฯในปี 55 และจะลดลงจนถึง 4.4 ล้านเหรียญฯภายในปี 61

ขณะที่มาตรการการค้าที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน รัสเซียตกลงจะยกเลิกกฎระเบียบที่ขัดต่อความตกลงมาตรการการค้าที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในด้านความโปร่งใส และจะประกาศกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการค้าสินค้า บริการ และทรัพย์สินทางปัญญา ให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ภายใต้ดับบลิวทีโอ เพื่อให้ประเทศสมาชิกสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างทันที

“การที่รัสเซียได้เข้าเป็นสมาชิกดับบลิวทีโอ ทำให้จำเป็นต้องเปิดตลาดสินค้า และลดข้อกีดกันทางการค้าให้มากขึ้น รวมถึงยังเป็นเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 10 ของโลก จึงส่งผลให้สินค้าและบริการไทยเข้าสู่ตลาดรัสเซียได้มากขึ้น และง่ายขึ้น รวมถึงนักลงทุนไทยยังสามารถเข้าไปลงทุนได้ง่ายขึ้นอีกด้วย โดยเฉพาะในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ เช่น ด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร เครื่องดื่ม สปา ร้านอาหาร ฯลฯ ขณะเดียวกัน รัสเซียก็สามารถเข้ามาลงทุนได้มากขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะในสาขาที่สนใจ เช่น พลังงาน ก๊าซธรรมชาติ อุตสาหกรรมหนัก และการท่องเที่ยว” นางศรีรัตน์ กล่าว

ทั้งนี้ ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 43-53 มูลค่าการค้าไทย-รัสเซีย เพิ่มขึ้นถึง 9 เท่า ต่อปีมูลค่าเฉลี่ย 1,932 ล้านเหรียญสหรัฐฯโดยในปี 53 การค้ารวม มีมูลค่า 3,996.02 ล้านเหรียญฯเพิ่มขึ้นจากปี 52 ถึง 90.5% โดยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 26 ของไทย แม้ไทยขาดดุลการค้าเป็นมูลค่า 2,453 ล้านเหรียญฯเพราะสินค้าที่ไทยนำเข้าจากรัสเซียมีมูลค่ามาก เช่น ก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน เหล็กฯลฯ ในขณะที่รัสเซียต้องการนำเข้าสินค้าสำเร็จรูป เช่น ยานยนต์ เครื่องจักร อิเล็กทรอนิกส์ และอาหารจากไทย

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 30 ธันวาคม 2554, 12:33 น.
 

รฟท.จัดให้รถไฟฟรี 3 ขบวนปีใหม่รับตั๋วได้แล้ว! 2012/01/17

http://www.thairath.co.th/content/eco/226995

30 ธันวาคม 2554, 08:48 น.

Pic_226995

รฟท.จัดรถไฟฟรี 3 ขบวน กทม.-เชียงใหม่ รถออก 09.20 น. กทม.-อุบลฯ รถออก 09.30 น. และ กทม.-หาดใหญ่ รถออก 12.00 น. รับตั๋วได้แล้ว

นายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการ การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. กล่าวว่า ในวันนี้ (30 ธ.ค.) รฟท. ได้จัดรถไฟฟรี จำนวน 3 ขบวน คือ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ในเวลา 09.20 น. และกรุงเทพฯ-อุบลราชธานี ออก 09.30 น. และกรุงเทพฯ-หาดใหญ่ ออกเวลา 12.00 น. โดยพ่วงรถชั้นที่ 2 และชั้น 3 ปรับอากาศ โดยผู้ที่ประสงค์จะเดินทางโดยสารรถไฟฟรี สามารถขอติดต่อรับตั๋วได้แล้วที่สถานีหัวลำโพง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 30 ธันวาคม 2554, 08:48 น.
 

10 ธุรกิจสุดเฮฮา เงินไหลมากับ “น้องน้ำ” 2012/01/17

http://www.thairath.co.th/content/eco/226828

30 ธันวาคม 2554, 06:00 น.

Pic_226828

ข้อความบนหลักศิลาจารึกสมัยสุโขทัยเมื่อกว่า 700 ปีที่แล้วที่ว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว…” คงจะไม่สามารถนำมาใช้ได้กับสภาพประเทศไทยในปี พ.ศ.2554 ที่เป็นปีแห่ง “มหาวิบัติอุทกภัย” ได้เสียแล้ว

ยุคนี้คงต้องบันทึกลงเฟซบุ๊กไว้เป็นประวัติศาสตร์เสียใหม่ว่า “ปี พ.ศ.2554 เมืองไทยเรานี้สาหัสดีนักหนา…ในครัวมีปลา  (ว่ายตามน้ำมาให้จับถึงที่)…ในนาไม่มีข้าว  (น้ำท่วมเน่าตายหมด)…ในนิคมอุตสาหกรรมมีน้ำล้น…ในหมู่บ้านมี โจร…บนถนนกลายเป็นคลอง  แถมมีจระเข้ไล่งับ…กั๊บๆๆ

“น้องน้ำ” ได้สร้างความโกลาหล สับสนวุ่นวาย เดือดร้อนเสียหายให้ผู้คนในสังคมไปทั่ว ไม่เลือกเพศ วัย หรือฐานะ ถึงขั้นที่ว่า “ที่ใดมีน้ำ ที่นั่นมีทุกข์”…อมิตตพุทธ

แต่แทบไม่น่าเชื่อว่าในปรากฏการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ชาติไทยน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้  ยังมีคนไทยกลุ่มหนึ่งที่ปรับตัวได้อย่างยอดเยี่ยม กลมกลืนไปกับน้องน้ำได้แนบเนียน นุ่มนวล โดยไม่ต้องใช้เวลาเนิ่นนาน สามารถแปรวิกฤติให้เป็นโอกาสในฉับพลัน

ในขณะที่คนส่วนใหญ่กำลังร้อนรน เครียด ตระหนก วิตกกังวลกับน้ำ คนอีกกลุ่มกลับขมีขมัน กอบโกยรายได้กันอย่างเป็นกอบเป็นกำ  เมื่อพวกเขามองเห็น “ดีมานด์” ความต้องการในยามวิกฤติ  และเข้ามาเติมเต็มความต้องการเหล่านั้นได้ตรงจุด

“ทีมเศรษฐกิจ” ส่งนักข่าว “หัวเป็ด” ผู้มีคุณสมบัติลอยน้ำทำข่าวได้ทุกพื้นที่ ลุยน้ำเน่า บุกฝ่ากองขยะและผักตบชวา แบกเป้ อีเอ็มบอล ลงพื้นที่ร่วมสำรวจกับ “บิ๊กแบ็ก โพล” จัดอันดับธุรกิจและบริการสุดฮอตฮิตติดชาร์ตช่วงน้ำท่วม เพื่อมานำเสนอให้ท่านผู้อ่านเก็บไว้เป็นข้อมูล  เผื่อน้ำท่วมรอบหน้าจะได้มีช่องทางทำธุรกิจ เตรียมตัวโกยเงินกันตั้งแต่เนิ่นๆ เข้าตำรา “น้ำขึ้นให้รีบตัก” ดีไม่ดีอาจจะรวยไม่รู้เรื่อง

อันดับ1 ทราย

ไม่น่าเชื่อว่าตำนานบ้านทรายทองแห่งคุณน้องพจมาน สว่างวงศ์ จะอยู่ในโลกของความเป็นจริงในยุคไซเบอร์ได้ “ทราย” กลายเป็นของมีค่าปานประหนึ่งว่าเป็น “ทองคำ” ในช่วงเวลาที่ “น้องน้ำ” ตีโอบกระชับวงล้อมเข้ามาในพื้นที่ใด ผู้คนจะวิ่งหาซื้อกระสอบทรายมากั้นน้ำไม่ให้เข้าบ้านเป็นป้อมปราการด่านแรก หวังว่าจะ “เอาอยู่”
ยุคหนึ่งผู้คนเคย “ตื่นทอง” แต่ยุคนี้ต้อง “ตื่นทราย” ทรายขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า  หมดในพริบตา แถมราคาก็พุ่งเอาๆ จากราคาปกติกระสอบละ  20–30  บาท  พุ่งขึ้นเป็นกระสอบละ 40–50 บาท บางพื้นที่ราคาพุ่งขึ้นไปถึงกระสอบละ 60–70 บาท

เมื่อความต้องการมากขึ้น ทรายได้กลายเป็นของหายาก  จนในที่สุดก็ขาดตลาด แทบจะเรียกได้ว่าทรายหมดประเทศกันเลยทีเดียว ต้องหันไปใช้หินคลุกมากั้นน้ำแทน บางบ้านก่ออิฐบล็อกโบกปูนกั้นไม่ให้น้ำเข้าบ้าน ยอมปิดตายกันไปเลย จนอิฐบล็อกก็ติดอันดับของหายากกับเขาไปด้วย ส่วนราคาพอได้ยินแล้วต้องเอามือก่ายหน้าผากไปตามๆกัน จากราคาก้อนละ 5-6 บาท เพิ่มขึ้นเป็นก้อนละ 20-25 บาท

อนิจจา…กระสอบทราย อิฐบล็อก ที่ลงทุนลงแรงไป สุดท้ายกลายเป็นขยะทั่วบ้านทั่วเมือง

อันดับ2 กะละมัง

เมื่อ “น้องน้ำ” ทะลุทะลวง เจาะไข่แดง ตีหน้าด่านแตก ทะลักเข้าท่วมบ้าน สูงบ้างต่ำบ้างตามอัตภาพ คราวนี้ก็ต้องขนของย้ายของออกจากบ้านกันอย่างโกลาหล ไม่มีอุปกรณ์ชนิดใดที่จะช่วยในการเคลื่อนย้ายในยามฉุกเฉินได้สะดวก หาง่าย และมีประสิทธิภาพเท่า “กะละมัง”

“กะละมังธารา ปรมาลาภา” การมีกะละมังไว้ลอยน้ำ เป็นลาภอันประเสริฐ ทั้งสิ่งของมีค่า กระเป๋าเสื้อผ้า ลูกเด็กเล็กแดง ไม่เว้นแม้แต่สิ่งมีชีวิตโฮ่งๆที่เรียกว่าสุนัข จับใส่กะละมังปุ๊บ ลอยน้ำปั๊บ ตุ๊บป่องๆออกจากบ้านได้ทันที แถมยังช่วยพยุงตัวเป็นชูชีพในยามคับขันได้อีก

เท่านั้นยังไม่พอ ถ้ากะละมังใบใหญ่ยังใช้เป็นเรือได้ เข้าไปนั่งในกะละมังกับไม้กวาดสักอันทำเป็นพาย จะไปไหนมาไหนก็ไม่ต้องง้อเรือ และเมื่อความมีประโยชน์ของกะละมังถูก “ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์” หัวหน้าพรรครักประเทศไทย มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้ หอบหิ้วกะละมังเข้าสภา เท่านั้นแหละผู้คนหาซื้อกะละมังตุนไว้ใช้ประโยชน์กันถ้วนหน้า เล่นเอากะละมังขาดตลาดกันเลยทีเดียว

และที่มาคู่กับกะละมังก็คือ ถังน้ำ พอมีข่าวว่าน้ำประปามีปัญหา ผู้คนต่างกักตุนน้ำไว้กินไว้อาบใช้ในยามจำเป็นกัน จนถังน้ำหาซื้อยาก  จากราคาใบละ  300-400  บาท  เพิ่มเป็นใบละ  600- 700 บาทในทันที

อันดับ3 เรือ

“น้องน้ำ” แผ่ซ่านไปทั่วทุกพื้นที่ลุ่มภาคกลางกลายเป็นทะเลน้ำจืด ถนนหนทางกลายเป็นคลอง รถยนต์เหาะลอยฟ้าขึ้นไปจอดสงบนิ่งบนทางด่วนยาวหลายกิโลเมตร ส่วนที่จอดอยู่พื้นล่างก็กลายเป็นรถยนต์ดำน้ำ…บุ๋งๆๆๆ

“เรือ”  จึงกลายเป็นพาหนะจำเป็นในการเดินทาง กลายเป็นปัจจัยที่ 5 แทนรถยนต์ทันที บรรดาพ่อค้าทั้งหลายต่างบรรทุกเรือใส่รถกระบะมาตั้งขายกันถึงหน้าหมู่บ้าน จากลำละ 3,000–4,000 บาท เพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็นลำละ 8,000–9,000 บาท แถมมีให้เลือกหลายออปชั่น ทั้งเรือไฟเบอร์ เรือเหล็ก เรือยางจะเลือกแบบติดเครื่องก็แพงหน่อยขึ้นไปที่หลัก 20,000-30,000 บาท

บางรายไม่มีเงินซื้อเรือก็ประดิษฐ์เรือจากวัสดุที่พอจะหาได้ เช่น นำโฟมมาต่อเป็นแพ ใช้ไม้กวาดทางมะพร้าวมาทำเป็นพาย เก๋ไก๋ไปอีกแบบ พวกที่มีความรู้ด้านช่างก็นำจักรยานมาต่อกับถังน้ำขนาดใหญ่ทำเป็นเรือปั่น สะท้อนภูมิปัญญาและการปรับตัวของคนไทยที่สามารถผสมกลมกลืนเข้ากับธรรมชาติได้แทบจะทุกสถานการณ์

อันดับ4 ชุดลุยน้ำ

หลังจากที่ข่าวไทยรัฐหน้า 1 พาดหัวข่าว “เตือนสาวลุยน้ำ ระวังโรคคันจิ๋ม” ทำเอาบรรดาเสือป่า…ครางฮือ เอ๊ยไม่ใช่!!! บรรดาเสื้อผ้า อุปกรณ์ประเภทกันน้ำทั้งหลาย ทั้งชุดหมีกันน้ำ ชุดแก้ว รองเท้าบูต รองเท้ายาง เสื้อชูชีพ เป็นที่ต้องการเพื่อปกป้องของสงวนกันเต็มที่

แม้จะปลอดภัยจากโรค “คันจิ๋ม” แต่ก็เล่นเอาบรรดาสาวๆ ทั้งหลายออกอาการ “คันหู” ขึ้นมาทันที  เมื่อได้ยินราคา โดยเฉพาะชุดหมีกันน้ำที่ดูจะมีประสิทธิภาพมากสุด ราคาขึ้นไปถึงตัวละ 1,500 บาท หลังน้ำลดราคาอยู่ที่ตัวละ 500-600 บาท แขวนขายกันเกลื่อน

นอกจากนี้ บรรดาชุดกันน้ำและรองเท้าบูตทั้งหลายยังกลายเป็นแฟชั่น รูปแบบ สีสัน ลวดลายสะดุดตา สาวๆสวมใส่อวดโฉมประชันกันไม่เว้นแม้แต่นายกรัฐมนตรี  “ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร”  ใส่รองเท้าบูตเบอร์เบอร์รี่ลายสกอตฮอตฮิตลุยน้ำ กลายเป็นผู้นำแฟชั่นไปในทันที

อันดับ5 น้ำดื่ม อาหาร

แทบไม่น่าเชื่อว่าประเทศไทยในช่วงที่น้ำท่วมทุ่ง ทะลักเข้าเมือง คนไทยจะขาดแคลนน้ำดื่ม ถึงขั้นที่รัฐบาลประกาศให้นำเข้าน้ำดื่มจากต่างประเทศ อุ๊!!! แม่เจ้า

น้ำดื่มขาดแคลนอย่างหนัก จากความไม่มั่นใจในสถานการณ์ว่าน้ำจะท่วมนานแค่ไหน ชาวบ้านจึงกักตุนน้ำขวดกันไว้เต็มที่ ขนาดศปภ.ยุคดอนเมือง ยังขาดแคลนน้ำดื่มบรรจุขวด ถึงขั้นต้องให้การประปานครหลวงนำรถบรรทุกน้ำมาบริการ แล้วให้เจ้าหน้าที่ ผู้สื่อข่าว อาสาสมัคร นำภาชนะไปรองดื่มกินกันเอาเอง

น้ำดื่มหายไปจากชั้นในร้านสะดวกซื้อนานนับเดือน มีเงินก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้ มีหลงมาขายบ้างก็ไม่ต้องพูดถึงราคา ขนาดน้ำดื่มบรรจุขวดในทำเนียบรัฐบาล จากที่ขายขวดละ 7 บาท เพิ่มเป็นขวดละ 12 บาท

ส่วนสินค้าประเภทอาหาร ทั้งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ผักกาดกระป๋อง ข้าวสาร นม น้ำพริกนรก ฯลฯ หมดเกลี้ยงชั้นในร้านสะดวกซื้อและโมเดิร์นเทรดขนาดใหญ่ ชาวบ้านแห่ซื้อตุนกันไว้เพียบ

ถามจริง…ต้องตอบตรงนะ “วันนี้คุณกินอาหารที่ตุนไว้หมดแล้วหรือยัง”

อันดับ6 ปั๊มน้ำ เครื่องสูบน้ำ

ใครที่คิดจะสู้กับน้ำ นอกจากกระสอบทรายและก่ออิฐบล็อกแล้ว ที่จะขาดไม่ได้คือ ปั๊มน้ำและเครื่องสูบน้ำ ระดับบ้านเรือนก็ใช้เครื่องเล็กหน่อย  ระดับหมู่บ้านหรือบริษัทก็ใช้เครื่องใหญ่และหลายตัว จนปั๊มน้ำและเครื่องสูบน้ำกลายเป็นสินค้ายอดนิยม ตามริมถนนเส้นทางที่ถูกน้ำท่วม เราจะเห็นปั๊มน้ำ เครื่องสูบน้ำมาตั้งวางขายหลากหลายสเปก เจาะทุกกลุ่มตามความต้องการและกำลังซื้อ

หลายคนตั้งความหวังจัดทัพสู้กับน้ำเต็มกำลังศึก แห่ซื้อน้ำมันมาตุนไว้เติมเครื่องสูบน้ำ พอน้ำซึมเข้าบ้านก็สูบออก เฝ้ากันทั้งวันทั้งคืน บางคนโชคดีบ้านตั้งอยู่พื้นที่สูงหน่อย น้ำเข้าไม่มาก ก็พอรับมือไหวแต่ส่วนใหญ่น้ำจะมาเกินกำลัง เครื่องสูบน้ำ ปั๊มน้ำ ที่หาซื้อกันมาอย่างยากเย็นจึงจมอยู่ใต้บาดาล สนิมขึ้นเกรอะกรัง

อันดับ7  ธุรกิจรับส่งโดยสาร

อีกธุรกิจที่สร้างรายได้ให้เป็นกอบเป็นกำคือ การให้บริการรับส่งโดยสาร หลังจากที่ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะเป็นอัมพาต รถพี่ๆทหารก็มีจำกัด จึงเกิดช่องว่างทางธุรกิจขึ้นมา

“เรือรับจ้าง” ดูจะสร้างรายได้มากสุด ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมอยู่หมู่บ้านนี้มาเป็น 20-30 ปี ไม่เคยเห็นหน้าคนขับเรือมาก่อน แถมน้ำก็เพิ่งท่วม ทำไมพายเรือ ขับเรือได้อย่างชำนาญ ก็เขาเล่นยกทีมกันมาทำมาหากินกันทั้งหมู่บ้าน ไล่มาตั้งแต่นครสวรรค์ เกาะติด “น้องน้ำ” ลงมาเรื่อยๆ น้ำลดก็ย้ายที่ใหม่ แบกเรือ หอบเสื่อ ที่นอนหมอนมุ้ง ยกครอบครัวกันมาเลยทีเดียว

ส่วนค่าโดยสาร…หลักสิบมีน้อย หลักร้อยปกติ หลักพันมีมาเรื่อยๆ

ขณะที่ธุรกิจแบบสร้างสรรค์ก็มีให้เห็น ต้องยกนิ้วให้พี่วินมอเตอร์ไซค์  ที่ยกขบวนกันไปให้บริการบนทางด่วนโทลล์เวย์  เปิดเส้นทาง “โรงกษาปณ์-สุทธิสาร” คิดค่าบริการหัวละ 300 บาท ทันทีที่สตาร์ตเครื่อง พี่วินสวมวิญญาณเป็นไกด์นำเที่ยวในบัดดล

แวะแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวไปตลอดเส้นทาง ตั้งแต่ชี้จุดที่พบจระเข้ขึ้นที่ทุ่งสองห้อง แชะ!!! เก็บมาหนึ่งภาพ จากนั้นแวะสนามบินดอนเมือง แชะ!!! ถ่ายรูปคู่กับเครื่องบินแช่น้ำ ชี้จุดกั้นบิ๊กแบ็ก แชะ!!! บันทึกภาพไว้เป็นประวัติศาสตร์ เพลิดเพลินไปตลอดเส้นทาง 300 บาทจึงสุดคุ้มจริงๆ
อันดับ8 ห้องเช่า โรงแรม

ประกาศ!!! เขตพื้นที่…ทาง ศปภ.ขอให้ท่านเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด อีก 2 ชั่วโมงถัดมา…ประกาศขอให้ท่านอพยพไปยังศูนย์พักพิง…ชาวบ้านเคว้ง!!! พระเจ้ายังไม่ทันช่วย กล้วยก็ยังไม่ได้ทอด…จะไปอยู่ที่ไหนกันดี

ผู้ที่พอจะมีกำลังทรัพย์ติดตัวอยู่บ้าง ก็รี่ไปหาโรงแรม ห้องเช่า ที่พอจะอิงอาศัยเป็นที่หลับนอนได้ไปก่อน แรกๆก็เลือกที่ใกล้บ้านหน่อย แต่ “น้องน้ำ” ก็ไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิด จนต้องเปลี่ยนที่อยู่กันหลายรอบ

ห้องเช่าราคาถูกดูจะเต็มหมด แถมยังเรียกเก็บเงินล่วงหน้า 3 เดือน ขณะที่บรรดาโรงแรม ผู้ประกอบการรายใหญ่ ส่วนมากยังเก็บในราคาปกติ ซึ่งก็ถือว่าสูงอยู่แล้ว ก็ต้องกัดฟันเช่าห้องกันไป

นอกจากนี้ แหล่งท่องเที่ยวในต่างจังหวัดยังพลอยได้รับอานิสงส์ครั้งนี้ไปด้วย จากการที่คนในเมืองหลบ “น้องน้ำ” ไปพักผ่อน จนโรงแรมทั้งที่พัทยา บางแสน หัวหิน เต็มหมด

อันดับ9 กู้ซากรถ

น้ำท่วมรอบนี้ มาแบบไม่ทันตั้งตัว คาดเดาสถานการณ์ กันไม่ถูก ทำให้เจ้าของรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ ขับหนีน้ำออกมาไม่ทัน แถมที่คิดว่าจอดไว้ที่สูงเพียงพอแล้วก็ไม่พ้น จมน้ำกันนับหมื่นนับแสนคัน ไม่เว้นแม้แต่ที่สนามบินดอนเมือง

พอสถานการณ์น้ำเริ่มนิ่ง แม้จะยังไม่ลด แต่เจ้าของรถก็กลัวว่ารถสุดรักจะเสียหายมาก ต่างเรียกใช้บริการธุรกิจกู้ซากรถกันในหลายรูปแบบ มีทั้งแบบใช้รถยก ใช้โฟมซ้อนเข้าไปใต้ท้องรถให้รถลอยน้ำขึ้นมา หรือใช้ยางรถยนต์หนุน

ถ้ารถยี่ห้อดี ราคาแพง ราคากู้ซากก็จะแพงขึ้นตาม บางคันอาจจะถึงคันละ 20,000–30,000 บาท เจ้าของก็ยอม ดีกว่าต้องทนเห็นรถคันโปรดแช่น้ำเน่าอยู่อย่างนั้น

บางกลุ่มทีมงานกู้ซากรถไม่มาก ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือ อุปกรณ์ ก็เลือกกู้ซากรถมอเตอร์ไซค์ขึ้นเรือแทน ราคาค่าบริการอยู่ที่ประมาณ  500-1,000  บาท  ขึ้นอยู่กับระยะทางและระดับความลึกที่ต้องดำน้ำลงไปงมขึ้นมา

อันดับ 10  ธุรกิจรับจ้างทำความสะอาดบ้าน

อยู่กับ “น้องน้ำ” มา 2-3 เดือน เมื่อถึงคราวน้ำลด เจ้าของบ้านเข้าไปสำรวจความเสียหาย  หลายรายแทบจะเป็นลม  ทั้งกลิ่นเน่าเหม็น ขยะ โคลน เชื้อรา ต้นไม้ตาย ปลาเน่าตายก็มีให้เห็นทั้งในครัวและห้องน้ำ  คราบเกรอะกรังเต็มไปหมด  อ่อนอกอ่อนใจที่จะฟื้นชีวิตให้บ้านกลับมาในสภาพเดิมอีกครั้ง

ธุรกิจรับจ้างทำความสะอาดบ้านผุดขึ้นมาเติมช่องว่างในทันที ทั้งแบบมือสมัครเล่นประเภทภรรยา รปภ.ประจำหมู่บ้าน รับจ้างทำความสะอาดบ้านให้ ราคาก็ย่อมเยาตั้งแต่ 1,500-3,000 บาท  จนถึงระดับมืออาชีพ เป็นบริษัทรับทำความสะอาดโดยเฉพาะ มีทั้งเครื่องมือ อุปกรณ์ น้ำยา หลายขนาน เบ็ดเสร็จรวมค่าใช้จ่ายประมาณ 10,000-30,000 บาท ตามขนาดพื้นที่บ้าน

แถมอุปกรณ์ทำความสะอาด ทั้งน้ำยาทำความสะอาดทั้งหลาย ไฮเตอร์ ไม้กวาด ไม้ถูพื้น เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง สกอตช์ไบรต์ ฟองน้ำ ทำยอดขายพุ่งกระฉูด ยังไงใช้เสร็จแล้วก็เก็บรักษากันดีๆ ปีหน้าจะได้ไม่ต้องซื้อใหม่.

ทีมเศรษฐกิจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 30 ธันวาคม 2554, 06:00 น.