ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน ปุ๋ย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

มหัศจรรย์กล้วยไม้แห่งอัครนารี 2012/05/30

http://www.thairath.co.th/column/edu/back2sky/263676

28 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

Pic_263676

นกยูงกล้วยไม้อันสดสวย.

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ…พระราชทานถ้วย รางวัลในการประกวดกล้วยไม้แก่งาน 6th Siam Paragon Bangkok Royal Orchid Paradise 2012 หรืองาน“มหัศจรรย์กล้วยไม้แห่งอัครนารี” ระหว่างวันที่ 1 ถึง 10 มิถุนายน ณ สยามพารากอน

มหกรรมนี้…เป็นกิจกรรมร่วมระหว่างกิจกรรมนี้จัดขึ้น สยามพารากอน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย สมาคมพฤกษชาติแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ถือ เป็นปีแรกที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณฯ

กล้วยไม้จัดประกวดมี 9 สกุล 120 ประเภท ได้แก่ แวนด้าและแอสโคเซ็นดา คัทลียาและใกล้เคียง สกุลหวาย ออนซิเดียมและใกล้เคียง ซิมบิเดียมแกรมมาโตฟิลลัมกล้วย ไม้ดิน รองเท้านารีและใกล้เคียง ฟาแลนนอปซิสและใกล้เคียง หวายแดง (เรแนนเธอรา) แมลงปอ (อแรคนิส) และม็อคคารา กล้วยไม้พันธุ์แท้และกล้วยไม้ลูกผสมอื่นๆกับลูกผสมช่อแรกทุกสกุล

โดย…ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญด้านกล้วยไม้ทั่วประเทศ ร่วมเป็นกรรมการตัดสินในครั้งนี้ นอกจากรางวัลของการประกวดทั้ง 120 ประเภทแล้ว ยังมีรางวัลยอดเยี่ยม 3 รางวัล…ซึ่งจะได้รับถ้วยจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

การจัดมหกรรมครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากไปรษณีย์ไทยเป็นช่องทางสำหรับการส่งกล้วยไม้เข้าประกวดใน 2 จุด คือ เชียงใหม่ ส่งกล้วยไม้ที่ ไปรษณีย์ไทย สาขาตลาดคำเที่ยง และ โคราช ส่งได้ที่ เดอะมอลล์ นคร-ราชสีมา โดยกำหนดช่วงเวลา 13.00 น. ถึง 16.00 น. ของวันที่ 30 พฤษภาคม

หรือ หากสะดวกก็ นำมาร่วมประกวดด้วยตนเอง ณ ลานจอดรถ ชั้น MA สยามพารากอน ในวันที่ 31 พฤษภาคม…

มหัศจรรย์กล้วยไม้แห่งอัครนารี…นอกเหนือจากกล้วยไม้ที่มาร่วมประกวด ก็ยังมี ความงามของกล้วยไม้หลากหลายสายพันธุ์กว่า 80,000 ดอก พร้อมประติมากรรม “นกยูงดอกกล้วยไม้”…ให้ชมโดยไม่ซ้ำความสวยในแต่ละวัน..!!!

ดอกสะแบง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ดอกสะแบง
  • 28 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.
 

เศรษฐกิจพอเพียง…ภูมิคุ้มกันเกษตรกร 2012/05/27

http://www.thairath.co.th/column/edu/back2sky/262697 

24 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

เศรษฐกิจพอเพียง…ปรัชญาตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว  ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายทั้งภายในและต่างประเทศ โดยเฉพาะเกษตรกรไทยได้นำไปประยุกต์ใช้ในการครองชีพที่ดีมั่นคงและยั่งยืน ถือเป็น ภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็งจะช่วยให้อยู่รอดได้อย่างมั่นคงในการก้าวย่างเข้าสู่เวทีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี (AEC) ในปี 2558

คุณวิทยา อธิปอนันต์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า… กรมส่งเสริมการเกษตรได้ตระหนักถึงคุณประโยชน์ จึงขยายผลและขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่เกษตรกรทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งให้เกษตรกรได้รับการเรียนรู้แนวทางการจัดการฟาร์ม ในรูปแบบ… ไร่นาสวนผสม เกษตรผสมผสาน เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรอินทรีย์ และวนเกษตร หรือเกษตรเลียนแบบป่า…

…ขณะเดียวกัน ยังมุ่งพัฒนาเกษตรกรให้สามารถประยุกต์ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในฟาร์มของตนเองได้ตามศักยภาพ โดยมีการจัดตั้ง “ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง” ไปแล้ว 882 ศูนย์ ใน 882 อำเภอ พร้อมทั้งจัดกระบวนการเรียนรู้ในแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแก่เกษตรกรศูนย์ละไม่ต่ำกว่า 20 รายต่อปี รวมๆแล้วปีละประมาณ 17,520 ราย

ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงในแต่ละอำเภอ คัดเลือกจากแปลงเกษตรกรที่ดำเนินการในลักษณะไร่นาสวนผสม คือต้องมีกิจกรรม 2 อย่างขึ้นไป ทั้งพืช ปศุสัตว์ และประมง ซึ่งศูนย์จะเป็นแหล่งถ่ายทอด กระบวนการเรียนรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่เกษตรกรในพื้นที่

นายถนอม เหล็กศรี เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ปี 2554 สาขาไร่นาสวนผสม เลขที่ 99 หมู่ 2 ตำบลหนองทัพไทย อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด เล่าว่า…เริ่มทำการเกษตร ปี 2551 จากสภาพแรงงานคืนถิ่น โดยพัฒนาพื้นที่ทำไร่นาสวนผสมตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่และยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีการจัดวางผังฟาร์มเป็นสัดส่วน ใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสม และเกื้อกูลกันหลากหลายกิจกรรม อาทิ ทำนา เลี้ยงปลา ปลูกพืชผักสวนครัว ผลไม้ ไม้ยืนต้น พืชสมุนไพร เลี้ยงไก่ไข่ เป็ดไข่ สุกร เพาะเห็ด เพาะพันธุ์ปลาและพันธุ์กบ…

“…การทำไร่นาสวนผสมตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงดีกว่าทำเกษตรเชิงเดี่ยว เพราะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นหลายช่องทาง มีทั้งรายได้ รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน และรายปี ลดความเสี่ยงในเรื่องตลาดและราคาขายผลผลิต ทำให้มีอาหารบริโภคอย่างเพียงพอ พออยู่ พอกิน มีเงินออม สร้างครอบครัวอบอุ่น…”

“…เศรษฐกิจพอเพียงจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีและความมั่นคงในชีวิตเกษตรกรอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการยึด หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นอีกทางเลือกที่จะช่วยให้เกษตรกรสามารถแข่งขันและอยู่รอดได้… เมื่อไทยก้าวไปร่วม AEC…!!!…” รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรสรุปในตอนท้าย.

ดอกสะแบง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ดอกสะแบง
  • 24 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.
 

ข้อกังขา….จากคนเลี้ยงกุ้ง 2012/05/27

http://www.thairath.co.th/column/edu/back2sky/262403 

23 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

เมื่อวันก่อน…ผม ได้พูดถึง แผนดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ซึ่งก็เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น ไม่ใช่มาตรการเบ็ดเสร็จแบบบูรณาการ ที่จะทำให้ราคากุ้งมีเสถียรภาพอย่างยั่งยืน

ถ้าจะว่ากันไปแล้ว…..ประเทศไทยส่งออกกุ้งอันดับ 1 ของโลก และก็ครองตลาดมาอย่างต่อเนื่องหลายปี  แต่ที่ผ่านมา  ไทยก็ยังไม่สามารถกำหนดราคาสินค้าได้เองในตลาดเลย เส้นทางการสร้าง เสถียรภาพจึงริบหรี่…..

แต่…ก็ยังไม่ถึงกับมอดมิด หากมีความจริงใจและจริงจังในการ สร้างความมั่นคงให้กับโครงสร้างกุ้งอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ควรรื้อกระบวนการผลิตทั้งประเทศมาบูรณาการกันใหม่ และหากสามารถนำเอาระบบ ค็อบ-คอนโทรล และ ค็อบโซนนิ่ง มาใช้ในการบริหารจัดการกระบวนการเลี้ยง

….คาดว่า เกษตรกรผู้ผลิตกุ้ง น่าจะรอดพ้นจากปัญหาราคาตกซ้ำซาก ได้

ที่สำคัญ…..อาจจะเป็นโมเดลที่นำไปสู่การผลิตสินค้าเกษตรชนิดอื่นอีกด้วย..!!

กับสภาวะราคาปีนี้ถือเป็นที่สุดในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่ประเทศไทยมีการเลี้ยงกุ้งมา ซึ่งก็มีการคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วเช่นกันว่าตกต่ำแน่ เพราะมีปริมาณการเลี้ยงมากกว่าทุกปี โดยเฉพาะไตรมาสแรกผลผลิตกุ้งออกตลาดแล้ว 138,000 ตัน มากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 15% (เนื่องจากเกษตรกรรายย่อยเฮโลกันเลี้ยง เพราะช่วงที่ผ่านมาราคาจูงใจ)

อีกสาเหตุ…..สภาพอากาศที่ร้อนจัดทำให้กุ้งในบ่อเกิดอาการน็อกน้ำ คนเลี้ยงต้องรีบจับ ราคาจึงดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง กับประเด็นนี้หากเกษตรกรประคับประคองเอาไว้ก่อน โดยตีน้ำให้มากขึ้นและติดตามอาการของกุ้งอย่างใกล้ชิด…..ถ้าอาการไม่รุนแรง ควรเลี้ยงต่อให้เป็นกุ้งใหญ่ซึ่งราคาจะไม่ตกมาก

……อย่างไรก็แล้วแต่ ก็อยากจะ แนะนำคนที่จะลงกุ้งใหม่คิดให้ดีก่อน ถ้าหากอยากเลี้ยงกันจริงๆก็ควรลดความแออัดในบ่อลง เพื่อให้มีอัตราการรอดที่สูง  และสามารถขยายคาบการเลี้ยงให้เป็นกุ้งโตได้ถ้าเกิดปัญหา

นอกจากแนวปฏิบัติซึ่งเกษตรกรต้องช่วยเหลือตังเองแล้ว ยังมีข้อเสนอให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมกุ้งร่วมมือกันดูแลกิจกรรมการเลี้ยงกุ้ง อย่างเข้มแข็ง กำหนดสัดส่วนการเลี้ยงให้สอดคล้องกับความ

ต้องการของตลาดทั้งภายในและภายนอกประเทศ อาจถึงขั้นจัดลำดับช่วงเวลาการเลี้ยงของแต่ละพื้นที่หรือโซนนิ่ง เพื่อเลี่ยงหลีกไม่ให้ถึงฤดูจับที่ตรงกันจนเกิดภาวะล้นตลาด

สำหรับ……ภาคส่วนของรัฐฯการช่วยเหลือโดยประกันราคา นั้น มีจำนวนไม่น้อยที่ไม่เห็นด้วย เพราะกุ้งเป็นสินค้าอ่อนไหว เสื่อมสภาพง่าย แต่ไปเห็นดีกับการแทรกแซงตลาด อย่างที่ได้กรุยทางไว้กับกลุ่มสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งในช่วงที่ผ่านมา…

….เพียงแค่ยังกังขา กับอยากรู้ว่าจะ ซับเลือดคนเลี้ยงกุ้งซึ่งกำลังถูกรีด กันอย่างไร…ในตอนนี้!!

ดอกสะแบง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ดอกสะแบง
  • 23 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.
 

ประชุม….เกษตรนานาชาติ 2012/05/27

http://www.thairath.co.th/column/edu/back2sky/262109 

22 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

East Meets West for Sustainable Agricultural Development with focus on Global Warming and Agriculture : the Role of International Agricultural Extension and Education…..

….เป็นการ ประชุมวิชาการ ของ สมาคมส่งเสริมการเกษตรนานา ชาติ เพื่อให้นักวิชาการแต่ละซีกโลกได้มาพบปะหารือกัน เสนอผลงาน วิจัยที่ค้นพบใหม่ๆ ตลอดจนแลกเปลี่ยนมุมมอง การแก้ไขปัญหา การพัฒนา และ ส่งเสริมการเกษตร ของแต่ละประเทศ ซึ่งเป็นครั้งที่ 28 แต่เป็น ครั้งแรกของภูมิภาคเอเชีย…..คณะกรรมการจัดงาน พุ่งเป้ามาที่ประเทศไทย

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย สำนักส่งเสริมและฝึกอบรมกำ-แพงแสน (หน่วยงานดีเด่นของชาติ สาขาพัฒนาสังคม ประจำปี 2554) ร่วมกับ สมาคมส่งเสริมการเกษตรแห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมการ-เกษตรรับหน้าเสื่อ และขณะนี้อยู่ในระหว่างการจัดกิจกรรม ซึ่งจะมีติดต่อกัน 3 วันจนถึง 24 พฤษภาคม 2555

ณ ศูนย์ส่งเสริมและฝึกอบรมการเกษตรแห่งชาติ (สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม กำแพงแสน) จังหวัดนครปฐม เมื่อวานนี้ (21 พ.ค.) คุณธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการเปิดสัมมนา จากนั้น ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล เลขามูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ ปาฐกถาพิเศษ การพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ต่อด้วย Dr.Burton E.Swanson พูดถึง การพัฒนาระบบส่งเสริมนวัตกรรมภายใน

เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อช่วยเกษตรกรรายย่อยชายและหญิง

วันนี้ (22 พ.ค.) นิสิตนักศึกษาชาวไทยและนานาชาติ นำเสนอผล งานทางวิชาการและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน และพรุ่งนี้ (23 พ.ค.) ผู้เข้าร่วมประชุม  ศึกษาดูงานโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา และทัศนศึกษาที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และพระบรมมหาราชวัง

กิจกรรมที่เกิดขึ้นทำให้คนจากโลกตะวันตกกับตะวันออกราวๆ 200 คน อย่างเช่น อเมริกา กานา เคนยา ไนจีเรีย คอสตาริกา เปอร์โตริโก เม็กซิโก ญี่ปุ่น เกาหลี แคนาดา อินโดนีเซีย แอฟริกาฯลฯ ได้มาพบปะทำกิจกรรมร่วมกัน จึงถือเป็นโอกาสทองสำหรับภาคการเกษตรของไทย

โดยเฉพาะ…..แวดวงของนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร นักวิจัย นักวิชาการทางการศึกษาและสิ่งแวดล้อม นิสิตนักศึกษา ก็ได้นำเสนอผลงานวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ภาวะโลกร้อนที่มีผล ต่อการเกษตรในด้านต่างๆ สร้างศักยภาพสู่สังคมระดับโลก

พร้อมทั้ง…..ยังเป็นการ สร้างเครือข่ายให้แข็งแกร่ง เพื่อเตรียมความพร้อมต่อการ ก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน….ยืดอก (พกถุง) ได้ อย่างมั่นใจ…!!

ดอกสะแบง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ดอกสะแบง
  • 22 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.
 

รีดเลือดจาก (คนเลี้ยง) กุ้ง 2012/05/21

http://www.thairath.co.th/column/edu/back2sky/261887

21 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

ทั้งแผ่นดิน…คำนี้ในยามนี้ ได้ยินจนชินหูและได้แบ่งฝ่ายอย่างชัดเจน คือ “ฝ่ายแพง” ก็จะยกตัวอย่างสินค้าที่ราคาสูงๆผ่านสื่อต่างๆ ส่วน ฝ่ายราคาต่ำก็พยายามเสาะหา “สินค้าถูก” มาโชว์เพื่อแก้เกม…

…ยามวิกฤติที่ราคาอะไรๆมันก็พุ่งพรวด ก็ยังมี โอกาสในบางประเภทที่ดัชนีดิ่งลง และไม่ใช่เรื่องหายากเป็นของใกล้ตัวคือ สินค้าเกษตร อย่างเช่นกุ้งในยามนี้ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 110 บาท (ขนาด 60 ตัวต่อกิโลฯ) ซึ่งในช่วงปกติจะซื้อขายกันที่ปากบ่อประมาณ 150 ถึง 160 บาท…

กับปัญหาที่เกิดขึ้น…ชุมนุมสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งได้เรียกร้องให้ภาครัฐเข้าแทรกแซงตลาดด้วยการซื้อกุ้ง (60 ตัวต่อกิโลกรัม) 10,000 ตันใน ราคากิโลกรัมละ 135 บาท แต่พอเข้าโต๊ะประชุมร่วมกันกลับขยับอีกนิด ว่า…ขอราคาเป็นกิโลกรัมละ 145 บาทและให้ปรับเพิ่มเป็น 30,000 ตัน

ส่วน…ฝ่ายห้องเย็น 21 รายที่ร่วมโครงการก็เสนอว่า จะรับซื้อแบบไม่จำกัดจำนวน แต่ให้กิโลกรัมละ 125 บาท ในระยะเวลา 3 เดือน (อันเป็นช่วงที่กุ้งออกตลาดมากที่สุดในรอบปี)

เมื่อความเห็นไม่ตรงกัน จึงเกิดแนวคิดว่าถ้าเป็นแบบนี้ ส่วนต่างกิโลกรัมละ 20 บาทนี้ ให้คณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ไปพิจารณาหาเงินมาช่วยชดเชยจะได้ไหม พร้อมกันนั้นก็มีเงื่อนไขพ่วง…ว่า

…หาก คชก.ยอมรับเงื่อนไข หาเงินมาชดเชยได้ ทางห้องเย็นก็พร้อมจะเข้าร่วมโครงการภายใต้ข้อตกลง จะรับซื้อกุ้งในราคา 125+20 บาทต่อกิโลกรัมไปตลอดอายุโครงการ

พอถึงตอนนี้หากหยุดแล้วสังเกตสักนิดว่า สถานการณ์ขณะนี้ที่คนเลี้ยงกุ้งกำลังเดือดร้อนอย่างหนัก แล้วฝ่ายห้องเย็นยื่นมือมารับซื้อในราคา 125 บาท แต่ไม่จำกัดปริมาณจนกว่าจะหมดโครงการ ก็ดูจะยืนในมุมที่ได้เปรียบมากไปหน่อย โดยเฉพาะ การผลักภาระส่วนเกิน 20 บาทไปให้ คชก.รับชดเชยแทน

โดยเฉพาะ…กับเงื่อนไขซึ่งมักจะถูกยกขึ้นมาอ้างว่าดีมานด์ในตลาดน้อย (ทำให้ราคาตกต่ำ) หากเป็นเช่นนั้นทำไมห้องเย็นจึงกล้าเสนอในการรับซื้อไม่จำกัดจำนวน…จึงเป็นเรื่องที่น่ากังขา

…ลองมาคิดในความคืบหน้าต่อไปว่า แต่ละตันที่ห้องเย็นรับซื้อ คชก. ต้องควักกระเป๋ามาโปะชดเชยตันละ 20,000 บาท (อั้นไว้แค่ 30,000 ตัน) คชก.ก็ต้องจ่ายถึง 600 ล้านบาท และ ถ้าจะมีคำถามว่าเมื่อจบโครงการ หากห้องเย็นกลับขายกุ้งได้ราคาดี จะมีเงินส่วนนี้กลับคืนให้ คชก.หรือไม่…ใครจะเป็นผู้ให้คำตอบ!!!

แกรนด์เซลส์นี้…สำหรับห้องเย็น โดยเฉพาะเป็นการ “เตะหมูเข้าปาก…” และทั้งหมดทั้งเพก็เป็นได้เพียงมาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น ยังไม่เบ็ดเสร็จแบบบูรณาการที่จะช่วยให้ราคากุ้งขาวมีเสถียรภาพ

เพราะ…ที่ผ่านมา เรายังไม่สามารถกำหนดราคาสินค้าของเราในตลาดได้ และ…คงยากที่จะเป็นเช่นนั้น…!!!
ดอกสะแบง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ดอกสะแบง
  • 21 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.
 

มาตรฐาน….หม่อนไหมอินทรีย์ 2012/05/21

http://www.thairath.co.th/column/edu/back2sky/260776

17 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

“…การส่งเสริมหม่อนไหมตามมาตรฐานหม่อนไหมอินทรีย์ เป็นนโยบายของกรมหม่อนไหม ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพการผลิต พัฒนาระบบการจัดการ และการตลาดอย่างเป็นระบบ…

โดย…ได้ ร่วมภาคีเครือข่ายทั้งของรัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อผลักดันองค์ความรู้พัฒนากลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการ เพื่อให้เกิดประโยชน์องค์รวมต่อประเทศในเชิงพาณิชย์ เป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยให้ดียิ่งขึ้น…” เมื่อไม่นานมานี้ คุณประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมหม่อนไหม บอกกับสื่อมวลชนไว้อย่างนั้น

ทั้งนี้…สืบเนื่องมาจาก กรมหม่อนไหมได้จัดกิจกรรม โครงการส่งเสริมมาตรฐานหม่อนไหมอินทรีย์เพื่อผลิตผ้าไหมไทย และ พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้เครื่องหมายรับรองตามมาตรฐานสมัครใจของยุโรป (Global Organic Textiles Standard: GOTS)

โดยที่ผ่านมา…กรมหม่อนไหม กับ บริษัท ไบโออากริ-โคออป และ หอการค้าไทย–อิตาเลียน ได้ตกลงร่วมมือ (MoU) บูรณาการอุตสาหกรรมผ้าไหมตามนโยบายสนับสนุน พัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภาพผ้าไหมของประเทศไทยและสหภาพยุโรป

กับโครงการฯนี้มีกลุ่มผู้ประกอบการและเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการ 7 ราย จากนั้น เจ้าหน้าที่ หอการค้าไทย–อิตาเลียน เดินทางไปสำรวจพื้นที่เพื่อสำรวจความพร้อมและระบบควบคุมภายใน (Internal Control System) ผู้ประกอบการที่ผ่านการคัดเลือก ได้แก่ สปันซิลค์ เวิล์ด กับจุลไหมไทย

แล้ว…Mr.Riccardo Cozzo ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศอิตาลี ได้เดินทางไปตรวจ ประเมินความเป็นไปได้ในการตรวจสอบการรับรองการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ในระดับสากลอีกครั้ง กับกระบวนการและขั้นตอนต่างๆในการปฏิบัติการของจุลไหมไทยที่เพชรบูรณ์ กับสปัน ซิลค์ เวิลด์ ที่เชียงใหม่ จนเป็นที่มั่นใจแล้ว…จึงได้ แนะนำในการเตรียมเอกสารเพื่อขอการรับรอง

“…แผนการส่งเสริมหม่อนไหมตามมาตรฐานหม่อนไหมอินทรีย์ของกรมหม่อนไหม ในอันดับจะมีการขยายพื้นที่ของเกษตรกรและผู้ประกอบการให้ครอบคลุมไปทั่วทุกพิกัด ในเร็วๆนี้

เพื่อนำร่องการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอินทรีย์ไทยให้ได้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ในระดับสากล ซึ่งจะสามารถพูดได้เต็มปากว่าเราผ่านการรับรองมาตรฐานในระดับโลกเลยก็ได้…” อธิบดีกรมหม่อนไหม ยืนยันในศักยภาพ…อย่างมั่นใจ…!!!

ดอกสะแบง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ดอกสะแบง
  • 17 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.
 

ตลาดกลาง…ทางเลือกใหม่ 2012/05/21

http://www.thairath.co.th/column/edu/back2sky/260521

16 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

ปฏิบัติการ “ตลาดกลางไม้ยางพารา” แห่งแรกของโลก ณ สำนักงานตลาดกลางยางพาราสุราษฎร์ธานี นั้นจะ ดำเนินการในวันพุธ เพียง 1 วันในสัปดาห์เท่านั้น เป็นการชิมลางเพราะวัตถุดิบที่จะเข้าตลาดยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

คุณพนัส แพชนะ ผอ.สำนักงานตลาดกลางยางพาราสุราษฎร์ธานีและควบ ผอ.ตลาดกลางไม้ยางพาราไปด้วย บอกว่า…การดำเนินการของตลาดกลางไม้ยางพารา มีกระบวนการดำเนินงานเหมือนกับตลาดกลางยางพาราทุกประการ

…ในอดีตการซื้อขายเราอิงราคาจากประเทศสิงคโปร์ แต่ปัจจุบันเรามาทำตลาดและกำหนดราคาเอง เป้าหมายหลักสำคัญเพื่อสร้างมูลค่ายางพาราแบบครบวงจร ทุกส่วนของต้นไม้ยางสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ที่ผ่านมามีปัญหา…ผู้ขายมักเสียประโยชน์ด้วยถูกกดราคา โดยผู้ซื้อส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการแปรรูปไม้ยาง ส่วนผู้ขายคือเกษตรกรชาวสวนยาง เนื่องจากไม่มีคนกลางหรือหน่วยงานภาครัฐเข้ามาดูแล ดังนั้น การมีตลาดกลางไม้ยางพาราจะทำให้การซื้อขายมีความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายยิ่งขึ้น

โดย “ตลาดกลางไม้ยางพารา” จะเป็นศูนย์กลางบันทึกข้อมูลไว้ในอินเตอร์เน็ต ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายสามารถเปิดดูได้ และมีระเบียบในการซื้อขาย ซึ่ง ผู้ขายไม้ยางต้องลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ขายไม้ยางก่อนวันประมูล 15 วัน

จากนั้น…ตลาดกลางฯ จะเข้าไปประเมินมูลค่าไม้ยางพาราในแปลงเกษตรกร โดยจะเป็นผู้กำหนดมาตรฐาน คุณภาพและน้ำหนักไม้ยางของแต่ละแปลงพร้อมประเมินราคากลาง

แล้วตลาดกลางฯจะโชว์ข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับแปลงไม้ยางพาราที่ลงทะเบียนขาย อาทิ พิกัด เนื้อที่ปลูก ชนิดพันธุ์ ตลอดจนราคากลางไม้ยางที่ประเมินได้ผ่านทางอินเตอร์เน็ต เพื่อให้ผู้ซื้อได้รับรู้ในเบื้องต้น ก่อนเข้าสู่การซื้อขายด้วย…วิธีประมูล

การประมูลไม้ยางพาราแต่ละครั้ง ผู้ประมูลที่ให้ราคาสูงสุดจะเป็นผู้ชนะ ในครั้งนั้นๆ การโค่นต้นยางปฏิบัติกันตามสัญญาข้อตกลง และ ต้องจ่ายเงินแบบโอนผ่านบัญชีธนาคาร โดยผู้ซื้อทดรองจ่ายเงินมัดจำก่อนแก่ผู้ขายตามราคากลางที่กำหนด…หากผู้ซื้อจ่ายเงินค่าไม้ยางไม่ครบหลังจากโค่นต้นยางแล้วให้ผู้ขายหักเงินมัดจำ

ตลาดกลางไม้ยางพารา จึงเป็นอีกทางเลือกใหม่ของเกษตรกรชาวสวนยาง ในการบริหารจัดการด้านการตลาด ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย… อย่างเป็นรูปธรรมด้วยราคาที่ยุติธรรม…!!

ดอกสะแบง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ดอกสะแบง
  • 16 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.
 

ตลาดกลางไม้ยางพารา 2012/05/21

http://www.thairath.co.th/column/edu/back2sky/260229 

15 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

ยางพารา…การทำสวนยางในบ้านเรา จะเห็นได้ว่า เกษตรกรมีจุดประสงค์เพื่อกรีดเอาน้ำยาง เท่านั้น ทั้งๆที่ องค์ประกอบส่วนอื่นๆก็ให้ผลประโยชน์ ได้เช่นกัน อาทิ…ต้นยางพารา

ต้นยางพาราในอดีตที่ผ่านมานั้น การรื้อสวนยางเก่าเมื่อแก่ครบอายุ (ราวๆ 25 ปี) มิสามารถให้น้ำยางได้ เพื่อปลูกใหม่จะเป็นภาระแก่เกษตรกร ในการจ้างแรงงานโค่นและเผาทิ้งต้องใช้เม็ดเงินจำนวนไม่น้อย

…ทั้งๆที่ ไม้ยางพารานั้นเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถนำไปแปรรูปได้เช่นไม้ชนิดอื่นๆ อย่างเช่นพวกเครื่องเรือน ตู้ โต๊ะ เตียง ซึ่งเป็นที่ต้องการในตลาดทั้งในและต่างประเทศ กับความต้องการที่เกิดขึ้นนี้จึงทำให้นักวิชาการผลิตพันธุ์ยางออกมาให้ประโยชน์ทั้งน้ำยางและเนื้อไม้

สำหรับ เกษตรกรก็ได้โอกาสสร้างเงินจากต้นยางพาราหลังรื้อสวน แต่ในการซื้อขายก็ยังไม่ได้รับความสะดวกเท่าที่ควร และไม่เกิดความเป็นธรรมเท่าใดนัก เนื่องจากผู้ซื้อมักกดราคาผู้ขาย…เพื่อสร้างกำไรในส่วนต่างให้สูง

สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร จึง ตระหนักต่อการบริการ บริหารจัดการและเป็นแกนกลางซื้อขายไม้ยางพารา เพื่อเป็นทางเลือก แก่เกษตรกรกับกลุ่มอุตสาหกรรมไม้ยาง และ ให้เกิดความเป็นธรรม ในการซื้อขาย ดั่งเช่นที่ได้รับความสำเร็จในกิจกรรมของตลาดกลางยางพาราหลายแห่งในภูมิภาคต่างๆ

คุณสุจินต์ แม้นเหมือน ผอ.สถาบันวิจัยยาง จึงสั่งการ ให้ดำเนินกิจกรรม “ตลาดกลางไม้ยางพารา” โดยใช้พื้นที่ของสำนักงานตลาดกลางยางพาราสุราษฎร์ธานี 105 หมู่ 5 ตำบลขุนทะเล อำเภอเมือง สุราษฎร์ธานี…เป็นการนำร่อง

คุณพนัส แพชนะ ผอ.สำนักงานตลาดกลางยางพาราสุราษฎร์ธานี ซึ่งรับหน้าเสื่อมาจึง เร่งรีบปฏิบัติการเพื่อให้เปิดกิจกรรมดำเนินการทันในช่วงของปลายเดือนนี้ (พฤษภาคม 2555) โดยลงพื้นที่จริงแล้วถ่ายเป็นวีดิโอไว้เก็บเป็นรายละเอียดต่างๆ พร้อมกับถ่ายภาพวัดพิกัด วัดขนาดต้น วัดความสูงไว้ให้เรียบร้อย…

…พร้อมจัดแบ่งแยกเป็นเกรด A B และ C ระบุพิกัดว่าไกลถนนหรือใกล้ถนน จากนั้นเก็บเข้าระบบไว้ เมื่อมีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ ผู้ที่ส่งออกก็จะหาวัตถุดิบได้ โดยคลิกไปที่ www.rubbersurat.com เท่านี้ ก็จะทราบรายละเอียดราคาไม้ยางพาราในแต่ละวัน…

สำหรับราคาการซื้อขายก็ยังไม่ฟันธงว่าอย่างไร อาจมีการกำหนดราคาที่ 2.80 บาทต่อกิโลกรัม กับขนาดไม้ 4 นิ้ว หรืออาจเป็นที่ไร่ละ 40,000 ถึง 50,000 บาท (จำนวน 60 ต้นต่อไร่) อะไรอย่างนั้น ซึ่งก็ ยังอยู่ในระหว่างการวิเคราะห์ว่าจุดไหนจะสร้างความเป็นธรรมให้กับทั้ง 2 ฝ่ายคือผู้ขายกับผู้ซื้ออย่างลงตัว…!!!

สนใจความคืบหน้า ติดต่อ โทร. 0-7721-1459 หรือ www. rubberthaiwoodauction.com…เวลาราชการ.

ดอกสะแบง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ดอกสะแบง
  • 15 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.
 

กลุ่มสมุนไพรบ้านหนองคล้อ 2012/05/21

http://www.thairath.co.th/column/edu/back2sky/260028 

14 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

กสิกรรม…เป็นส่วนหรือภาคหนึ่งของการเกษตร ซึ่งสามารถทำเป็นอาชีพหลัก เสริมหรือรองนั้นแล้วแต่ผู้ประกอบการจะกำหนดให้กับตนเอง เพราะรายได้ก็ขึ้นอยู่กับฐานการผลิต ราคา และความต้องการของตลาด

การปลูกพืชในภาคกสิกรรมมีหลายหลากชนิด ทั้งพืชเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม นาข้าว พืชไร่ ไม้ผล ไม้ประดับ ไม้ดอก ผักสวนครัว สมุนไพร ฯลฯ ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความชอบ ความถนัดของแต่ละราย และที่สำคัญ คือ…รายได้เพียงพอต่อการเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้หรือไม่

ป้านิด หรือ นางพัช อินท์เชื้อ ชาวบ้านหนองคล้อ เลขที่ 123 หมู่ 2 ตำบลท่าตูม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี อาชีพค้าขายผ้าตามตลาดทั่วไป ได้ผันชีวิตมาเป็นเกษตรกรปลูกพืชสมุนไพร สร้างครอบครัวให้ มีความสุขตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

“…ด้วยประสบการณ์ในการค้าขายตามตลาดนัดซึ่งมีรายได้ไม่แน่นอน เมื่อจะเข้าสู่ภาคกสิกรรมจึงวางแผนการตลาดไว้ก่อน ว่ามีที่รับซื้อผลผลิตหรือไม่ ราคาคุ้มค่าการลงทุนลงแรงหรือไม่…”

ความรู้เบื้องต้น จุดมุ่งหมายคือ ฟ้าทะลายโจร และก็มองไปที่ โรงพยา-บาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี อันเป็นแหล่งผลิตยาสมุนไพรอันเป็นที่ยอมรับในคุณภาพและมีเครือข่ายในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์

จึงไปสอบถามว่า…ถ้าจะปลูกฟ้าทะลายโจรให้เป็นวัตถุดิบมาขายจะรับซื้อหรือไม่ ซึ่ง เจ้าหน้าที่ของมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรก็ได้แนะนำในการปลูกดูแล การเจริญเติบโตทุกขั้นตอน ถึงการเก็บเกี่ยวและการรักษาคุณภาพของโอสถสารก่อนส่งขายให้กับมูลนิธิฯ

เมื่อผลผลิตมีที่รับซื้ออย่างเป็นธรรม ชาวบ้านจึงรวมกันตั้งกลุ่มปลูกสมุนไพรบ้านหนองคล้อขึ้น จากนั้นก็ขยายจากฟ้าทะลายโจรเพียงอย่างเดียว เป็นพืชสมุนไพรอื่นๆตามที่ทางมูลนิธิฯต้องการ อาทิ หญ้าหนวดแมว เสลดพังพอน อัญชัน ฯลฯ

แถมยังมีพืชสวนครัวปลูกแซมเอาไว้ใช้เองในบ้าน เหลือก็แบ่งขายให้กับเพื่อนบ้านและตลาดในชุมชน อย่างเช่น พริก คะน้า บวบ น้ำเต้า ฯลฯ โดยการใช้การปลูกแบบปลอดสารพิษทุกอย่าง

ปัจจุบัน…กลุ่มสมุนไพรบ้านหนองคล้อ โดยมี นายสุทธิ โชติวรา-นนท์ อดีต อบต.ท่าตูม เป็นหัวหน้ากลุ่ม สามารถส่งดอกอัญชันตากแห้งให้กับมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรได้มากกว่า 100 กิโลกรัมต่อเดือน และฟ้าทะลายโจรปีละกว่า 1 ตัน และพัฒนาแปรรูปเป็นเครื่องดื่มสำเร็จรูปจำหน่ายในพื้นที่อีก สร้างรายได้หลักและส่งผลให้วิถีชีวิตคนในชุมชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น…

…สนใจปลูกพืชสมุนไพรติดต่อ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร 32/7 หมู่ 12 ถ.ปราจีนอนุสรณ์ อ.เมืองปราจีนบุรี 25000…หรือโทร.0-3721-6145-164 ต่อ 3154 แฟกซ์ 0-3721-1523.

ดอกสะแบง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ดอกสะแบง
  • 14 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.
 

คิดอย่างเป็นธรรม…กับของแพง 2012/05/21

http://www.thairath.co.th/column/edu/back2sky/259028 

10 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

เมื่อวันวาน…ได้พูดถึงสถานการณ์ และ ราคา “ไข่ปู” ราคาแพงในยามนี้  ซึ่งจะเอามาเป็นตัวชี้วัด โดยถือเป็นมาตรฐานเลยทีเดียว  ก็คงไม่ได้…

เพราะ…ยุคเมื่อนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี ราคาไข่ไก่ได้ย้อนยุคไป เทียบเท่าสมัย ม.ร.ว.คึกฤทธ์ิ ปราโมช วิ่งกลับไปสู่อดีต 10 กว่าปี โดยเฉพาะ นายอมเรศ ศิลาอ่อน รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ยุคนั้นได้ เอานโยบายธงฟ้ามาช่วยลดภาระ ให้ประชาชน…ราคา “ไข่ธงฟ้า” ตกใบละ 90 สตางค์ เท่านั้น

แต่พอถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยุคคิดใหม่ทำใหม่ ตอนนั้น นายอดิศัย โพธารามิก เป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ ราคา “ไข่แม้ว” ก็ทำลายสถิติ ตกใบละ 2.62 บาท พอถึงต้นปี 2547 ไข้หวัดนกระบาด ไข่ไก่ลดลงมาเหลือใบละ 2.40 บาท ไข่ล้นทั้งตลาดนอกและในประเทศ ผู้เลี้ยงไก่ ไม่ว่าจะเป็นไก่เนื้อหรือไก่ไข่ ขาดทุนย่อยยับ พวกเลี้ยงเป็ดก็พลอยพังไปด้วย…..เป็นยุคมืดของธุรกิจสัตว์ปีก

จนกระทั่ง รัฐบาลต้องออกมารณรงค์ชักชวนให้คนบริโภคไก่และไข่ ยืนยันว่าเมื่อผ่านความร้อนสุกแล้วเชื้อไข้หวัดนกจะตายไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค มีการกินไก่ทอดโชว์กันที่ทำเนียบ…หลังจากนั้นไม่นานราคาประมาณกลางปีราคาไข่ก็พุ่งพรวด

จะเห็นได้ว่าราคาไข่ไก่นั้นถูกใช้เป็นเครื่องมือ “ลองดี” และ “วัดน้ำยา” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กันมาหลายยุคหลายสมัย รัฐบาลชุดนี้ก็ไม่ต่างจากรัฐบาลก่อนๆ ราคาไข่ผกผัน

ท่านรัฐมนตรีฯก็เต้นตาม….ระวังอย่าเด้งแรงจนตกเก้าอี้…!!!

ว่ากันโดยเนื้อแท้แล้ว ในระบบการค้าเสรีแบบบ้านเรานั้น มีเพียงปัจจัยเดียวที่จะทำให้ราคาสินค้าเกษตรสูงหรือต่ำ นั่นก็คือ กำลังการผลิต ส่วนต้นทุนการผลิตทั้งหลายเป็นแค่ตัวแปรประกอบเล็กๆเท่านั้น

ไม่ว่าจะเป็นพืชผลหรือปศุสัตว์ก็เหมือนกัน เพราะ สินค้าเกษตรเป็นสินค้าที่มีระยะเวลาบังคับ ขายแพงไป คนไม่ซื้อกินหรือซื้อน้อยลง คนปลูกคนเลี้ยงก็ขาดทุนเอง

กรณีไข่ไก่ก็เหมือนกัน…ควรมองให้เป็นธุรกิจเหมือนมองเหรียญ 2 ด้าน คือ มีขาดทุนมีกำไร ช่วงนี้ไข่ล้นตลาด ถือว่าประชาชนได้กำไร คนเลี้ยงขาดทุนก็ต้องให้อดทนไว้ พอช่วงไหนที่คนเลี้ยงจะมีกำไรก็อย่าเข้าไปขวาง ให้เขาได้เก็บเกี่ยวประโยชน์ชดเชยกับที่ต้องทนขาดทุนบ้าง

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องปล่อยให้ค้าเสรีกันจนมีการทำกำไรเกินควร สิ่งที่ภาครัฐควรทำที่สุด ไม่ว่าจะเป็นสินค้าในภาคการผลิตไหนก็คือ การศึกษาต้นทุนอย่างใกล้ชิด คอยกำกับดูแลการค้าขายอย่างเป็นธรรม แต่ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะเข้าไปแทรกแซงเพียงด้านใดด้านหนึ่ง

ให้….กลไกตลาดและกลไกการผลิตเป็นตัวกำหนด โดยรัฐฯต้องให้ข้อมูลที่แท้จริงเพื่อให้ผู้บริโภครับรู้เพื่อเตรียมรับต่อสถานการณ์  อย่าบิดเบือนและปัดสวะ ว่า…คิดไปเองมั้ง..!!

ดอกสะแบง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ดอกสะแบง
  • 10 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.
 

สถานการณ์…..ไข่ปู 2012/05/21

http://www.thairath.co.th/column/edu/back2sky/258726

9 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

แพงทั้งแผ่นดิน….

…..เป็นประเด็นที่ถูก หยิบยกขึ้นมาโต้กันรายวัน แทนที่ควรเจาะลึกถึงข้อมูลเป็นจริง แล้วนำมาเป็นฐานปรับปรุงแก้ไข คือ ถ้าแพงก็หาทางผ่อนปรน หรือ ถ้ามันพออยู่ได้ก็พยุงไว้เพื่อความสุข (อยู่ดีกินดี) ของประชาชน….มิใช่รณรงค์ ทำสงครามน้ำลายให้ผ่านไปวันๆ…!!!

กับ…มาตรวัดความแพง เท่าที่เห็นมาหลายยุคหลายสมัยก็มักจะยกเอา “ไข่” ขึ้นมาเป็นตัวกำหนด เมื่อวันวานเห็นการสำรวจตลาดผ่านๆทางโทรทัศน์ช่องหนึ่ง มีป้ายปักที่ถาดไข่ว่า “10 ใบ 65 บาท” นั่นก็หมายถึง ฟองละ 6.50 บาท

จะแพงหรือไม่….คาบเวลานี้ผมไม่กล้าฟันธง แต่ไปเห็นบันทึกใน Secret Report ของ สำนักประสานกิจ ซีพีเอฟ เป็นข้อมูลที่น่าสนใจ ผมจึงตัดเนื้อหาบางตอนมาถ่ายทอดให้อ่าน เผื่อจะเป็นแนวทาง ด้วยเหตุและผล ให้ชั่งใจว่าแพงหรือถูก…

โดย..อดีตที่ผ่าน ยุคของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช 2 สมัย กับ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร อีก 1 สมัย ระยะเวลารวมกันแค่ปีกว่าๆ ราคาไข่ไก่จะปรับตัวขึ้นลงตามกลไกการผลิต แต่ก็พอจะถูกหยิบยกมาเป็นปัญหาระดับชาติได้ในช่วงนั้น

ถึงปี 2523 …..พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นนายกฯ ต้องเผชิญกับการปรับราคาน้ำมันของโอเปค ประเทศต้องเข้าสู่ยุคข้าวยากหมากแพง นายอบ วสุรัตน์ เป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ “ไข่เกรียงศักดิ์” เบอร์ใหญ่สุดตก ใบละ 1.60 บาท…ตอนนั้นชาวบ้านต่างโวยวาย ตั้งแต่เชียงรายจดนราธิวาส

พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เข้าบริหารประเทศนั้น สถานการณ์บ้านเมืองเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ ราคาสินค้าที่เคยแพงก็ปรับตัวลดลงตามกลไกตลาด ไข่ไก่ขายกันใบละบาทเศษมานานพอสมควร จนถึง “รัฐบาลเปรม 5”

ชาวบ้านก็เดือดร้อนกันอีกรอบราคาไข่พุ่งพรวดเป็นใบละ 1.80 บาท……ยามนั้น ร.ต.อ.สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ นั่งว่าการที่กระทรวงพาณิชย์

มาถึงยุค พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกฯ เข้าสู่ ยุคเร่ิมต้นของ “ฟองสบู่” ราคาสินค้าพุ่งพรวดพราด โดยเฉพาะราคาที่ดิน “ไข่น้าชาติ” ฟาดเข้าไปใบละ 2 บาท นายอมเรศ ศิลาอ่อน เป็น รมว.พาณิชย์ เป็นยุคแรกที่มะนาวพุ่งพรวดถึงลูกละ 4 บาท…จากนั้นก็สืบสานเป็นวัฒนธรรมทางการค้า

ผ่านมาอีก 2 ทศวรรษกว่าๆและนายกฯอีกหลายท่าน จนถึง รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร “ไข่ปู” ประมาณเดือนเมษายน ไข่ไก่ทำราคานิวไฮกันอีกรอบ ตกใบละ 3.80 บาท ตอนนั้นมีการ อ้างเหตุว่าเพราะผลผลิตลูกไก่ไม่พอ มีการเรียกร้องให้เปิดเสรีนำเข้าพ่อแม่พันธุ์

ยิ่งช่วง อภิมหาอุทกภัยในพื้นที่น้ำท่วมราคาไข่สูงถึงใบละ 8 บาท เล็กกระจ้อยอย่างเบอร์ 3 ยังใบละ 5 ถึง 6 บาท แต่หลังผ่านน้ำท่วมมา 2 เดือนผลผลิตเริ่มกลับเข้าภาวะปกติ ราคาไข่ไก่ขายปลีกเบอร์ 0 ก็ทยอยลดลงมาเรื่อยๆ…..

…..เป็นไปตามกาลและสถานการณ์ พี่น้องเอ๋ย อย่าหวาด ไปเลย..!!

ดอกสะแบง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ดอกสะแบง
  • 9 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.
 

ล้านล้านบาท…ยางพาราไทย 2012/05/21

http://www.thairath.co.th/column/edu/back2sky/258458

8 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

จากการที่…ประเทศไทยก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางตลาดยางที่ใหญ่ที่สุดของโลก…รัฐบาลภายใต้การนำของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้กำหนดนโยบายในการ รักษาเสถียรภาพให้มั่นคงต่อไป ด้วยวางยุทธศาสตร์ยางพาราไทยสู่เป้าหมาย 1 ล้านล้านบาท ในปี 2556…

ซึ่ง…ก็มีการรุกฆาตขับเคลื่อนแผนงานทางการเมือง ไปจวบจนใกล้ถึงฝั่งแล้ว ส่วนในทางปฏิบัติของข้าราชการประจำนั้น คุณจิรากร โกศัยเสวี  อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ได้ให้ความคิดเห็นต่อยุทธศาสตร์ยางพาราไทยสู่เป้าหมาย 1 ล้านล้านบาทนั้นมีความเป็นไปได้ สูงมาก

“…แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกภาคส่วนจะต้องเร่งบูรณาการครั้งสำคัญ สำหรับผมเอง (อธิบดีกรมวิชาการเกษตร) มองว่ามีปัจจัยหลักอยู่ 2 อย่างที่จะช่วยผลักดันให้ประสบความสำเร็จ ประเด็นแรกการผลิตจะต้องไม่มีปัญหา คือ สามารถผลิตได้ตามเป้าหมายและหลักเกณฑ์ตามที่กรมวิชาการเกษตรได้ประเมินไว้…

และ…ต้องเพิ่มปริมาณการใช้ผลิตภัณฑ์ยางในประเทศให้มากขึ้น เช่นจากเดิมที่เคยได้ปีละ 400,000 ตัน ต้องเพิ่มเป็น 500,000 ตัน หรือเพิ่มขึ้นอีกปีละ 100,000 ตัน ปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนก็คือรัฐบาล โดยกระทรวงอุตสาหกรรมต้องเพิ่มสิทธิประโยชน์สำหรับการลงทุนมากกว่าที่เป็นอยู่ หรือสร้างแรงจูงใจให้นักลงทุนอยากเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมยาง อะไรอย่างนั้น…”

สำหรับแนวทางในการเพิ่มมูลค่าการตลาดให้บรรลุ  1  ล้านล้านบาทในปี 2556 หรือภายในระยะเวลาอันใกล้นี้คือ การดึงราคาจำหน่ายยางจากปัจจุบันราคากิโลกรัมละ 106.94 บาท เพิ่มเป็นกิโลกรัมละ 132 บาท ก็สามารถเพิ่มราคายางแผ่นดิบและยางรมควันจากปีละ 300,000 ล้านบาท มาเป็นปีละ 400,000 ล้านบาท อีก 100,000 ล้านบาท นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์และเป็นวัสดุประกอบการสร้างถนน

สำหรับภาคเกษตรกรแล้ว จะต้องพยายามผลักดันให้ราคายางอยู่ที่กิโลกรัมละ 160–180 บาท ซึ่งจะสร้างมูลค่าเพิ่มการตลาดปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า 300,000 ล้านบาท… 1 ล้านล้านบาทก็ถึงเป้าหมาย

คุณสุจินต์ แม้นเหมือน ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของยางพาราจากต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ กล่าวสนับสนุนยุทธศาสตร์อย่างเต็มที่ พร้อมเสนอแนะต้องสร้างผลผลิตที่สูงขึ้น

อาทิ ผลจากการจัดงาน มหกรรมยางพาราทั่วไทย “เร่งบริบทงานวิจัย ขจัดภัยมืดยางพารา” ของสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร นอกจากจะเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเกษตรกรผู้ปลูกยางทั่วประเทศแล้ว

ยัง…ให้การเรียนรู้ เทคโนโลยีการผลิตการแปรรูป เป็นการสร้างความมั่นคงทางการตลาด เสริมความสำเร็จในยุทธศาสตร์ยางพาราไทย 1 ล้านล้านบาทให้ถึงเป้าหมายแบบเต็มๆ…!!

ก็ไม่รู้ว่า…บทวิเคราะห์และความคิดเห็นนี้ เพื่อ คุณภาพชีวิตที่ดีของ…รัฐมนตรีหรือเกษตรกร…!!

ดอกสะแบง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ดอกสะแบง
  • 8 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.
 

ล้านล้านบาท…ยางพาราไทย 2012/05/14

http://www.thairath.co.th/column/edu/back2sky/258242

7 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

ตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นมา ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกยางพาราอันดับ 1 ของโลก…

…ด้วยการที่ก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางตลาดยางที่ใหญ่ที่สุด ปัจจุบันได้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 670,000 ล้านบาทต่อปี จึงทำให้อุตสาหกรรมยางพาราของไทย ถูกจับตามองจากทั้งประเทศคู่แข่งขันและประเทศคู่ค้า…อย่างไม่กะพริบตา

โดยประเทศคู่ค้าคือ จีน อินเดีย และยุโรป ส่วนคู่แข่งขันก็มี มาเลเซียกับอินโดนีเซีย ซึ่งสมัย รัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้จับเข้ามาจัดตั้งบริษัทร่วมทุนของรัฐบาล 3 ประเทศเป็นที่เรียบร้อย จึงเป็นปัจจัยส่งให้เราเป็นศูนย์กลางค้ายางที่สำคัญของโลก…นั้นก็หมายความว่า อัตราการซื้อขายยางประเทศไทยเป็นผู้ชี้วัดและกำหนดทิศทาง

รัฐบาลภายใต้การคุมบังเหียนของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้ความสำคัญต่อการ เชื่อมโยงเส้นทางยางพาราจากอดีตถึงปัจจุบันที่จะก้าวขึ้นสู่อนาคต เพราะมองจากศักยภาพรอบด้านไม่ว่าจะเป็นการผลิต การแปรรูป การส่งออก หรือการสร้างมูลค่าเพิ่มแล้ว สร้างความตระหนักว่าจะเกิดความมั่นคงให้กับเกษตรกร อันเป็นฐานรากส่วนใหญ่ของสังคมไทยและฐานคะแนนของพรรคฯ…

จึง…กำหนดยุทธศาสตร์ยางพาราของไทยสู่เป้าหมายให้ได้มูลค่าล้านล้านบาท ในปี 2556 คือปีหน้า (แม้ขณะนี้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากทุกภาคส่วนของสังคมถึงความเป็นไปได้และความเป็นไปไม่ได้ในมุมมองที่ไม่แตกต่างกัน)

และ…เมื่อสัปดาห์ที่ผ่าน กรมวิชาการเกษตร โดย สถาบันวิจัยยางได้จัดกิจกรรม งานมหกรรมยางทั่วไทย เร่งบริบทงานวิจัย ขจัดภัยมืดยางพารา ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจังหวัดกระบี่ โดยมีผู้ข้องเกี่ยวกับวงการยางพาราทุกภาคส่วน ตั้งแต่รากหญ้าถึงบริหาร เข้าร่วม

คุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรฯ ปราศรัยในช่วงเปิดงานว่า… พ.ร.บ.การยางคืบหน้าไปมาก จะออกมาเป็นกฎหมายรองรับในการประชุมสภาสมัยนี้อย่างแน่นอน จากนั้นจะจัดตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ยางพารา โดยดึงหน่วยงานทุกภาคส่วน ร่วมระดมความคิด ก่อนจะกำหนดยุทธศาสตร์และแนวทางการดำเนินงานยางพาราไทยสู่เป้าหมาย 1 ล้านล้านบาทให้เป็นรูปธรรมต่อไป

แล้วก็บอกต่อว่า เป็นเรื่องง่ายๆ เพราะเมื่อปีที่แล้ว (2554) ยางพารามีมูลค่าทางเศรษฐกิจ 680,000 ล้านบาท ปีนี้ (2555) จะเพิ่มอีก 20% …ปีหน้า (2556) มูลค่าจะเพิ่มเป็น 1 ล้านล้านบาทนั้นไม่ยากนัก…!!

“…หากปี 2556 มูลค่ายางพาราไทยได้ไม่ถึงเป้า ไม่ถึงล้านล้านบาท ผมรับผิดชอบขออยู่เป็นรัฐมนตรีต่อ…เพื่อดำเนินงานต่อไป” รมช.เกษตรฯ บอกทิ้งท้าย…หลายคนเป็น ฮง…!!

ดอกสะแบง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ดอกสะแบง
  • 7 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.
 

ทุเรียนนกกระจิบ…จากนนท์สู่ระยอง 2012/05/14

http://www.thairath.co.th/column/edu/back2sky/257261

3 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

Pic_257261

ลุงไพบูลย์กับทุเรียนนกกระจิบและลูกสาว.

ระยอง….เป็นหนึ่งในพื้นที่จังหวัดภาคตะวันออกที่ รับมรดก “ทุเรียน” จากนนทบุรี ซึ่งถูกรุกจากการขยายที่อยู่อาศัยของคนเมือง สวนผลไม้จึงถอยร่นอพยพจากภูมิลำเนาเดิมสู่พื้นที่แห่งใหม่ และส่วนใหญ่แล้ว สวนที่เกิดขึ้นใหม่ก็มักจะต้อนรับเฉพาะทุเรียนพันธุ์ดี อาทิ หมอนทอง ก้านยาว ส่วนนอกเหนือจากนี้ก็มีบ้างแต่ก็น้อย อย่างชนิด พันธุ์พื้นเมือง ลูกผลเล็กๆ แคระๆ แกร็นๆ แทบจะถูกเขี่ยทิ้งให้พันธุ์สูญไปเลยที่เดียว

ลุงไพบูลย์ อรัญนารถ อยู่บ้านเลขที่ 21 หมู่ 4 ตำบลนาตาขวัญ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง เป็นเกษตรกรรายหนึ่งที่สวนทางกับชาวสวนทั่วๆไป หันมาสนใจปลูกพันธุ์พื้นบ้าน ลูกเล็กๆแต่ก็มีเอกลักษณ์ในรสชาติ เขาเล่าถึงทุเรียน “นกกระจิบ” อันมีรสชาติหอมหวานซึ่งสุดยอดในความอร่อย เป็นที่นิยมกันในหมู่นักเปิบว่า

….นกกระจิบเป็นทุเรียนพื้นบ้านพันธุ์หนึ่งของนนทบุรี ตอนแรกนำมาปลูกกันสวนละต้นสองต้นเท่านั้น บางรายเห็นว่าลูกมันเล็กจึงตัดทิ้ง ผมจึงไปทาบกิ่งมาปลูกแล้วขยายไปเรื่อยๆ ปัจจุบันมีราวๆ 300 กว่าต้น บางปีรวมผลผลิตแล้วได้กว่า 10 ตัน

….ในอดีตที่ผ่านมา ตลอดเวลาจึงต้องฝ่าวิกฤติอย่างหนัก ได้รับความกดดันจากพ่อค้าเป็นอย่างมาก เพราะเขามาซื้อให้ราคาเท่ากับพันธุ์ชะนีคือกิโลกรัมละ 10 บาท และบางรายก็ให้ถูกกว่า ไม่ขายก็จะปล่อยให้เน่า รายได้แทบจะไม่คุ้มกับค่าของการลงทุนดูแลในแต่ละปี ปัญหาที่เกิดขึ้นจนแทบจะถอดใจโค่นต้นทุเรียนเหล่านี้ทิ้ง….

…ลูกสาวซึ่งทำงานอยู่กรุงเทพฯ จึงกลับบ้านมาสร้างโอกาส โดยนำผลผลิตจากสวนไปเปิดตัวครั้งแรกเข้าห้างขายเองที่เสรีเซ็นเตอร์ ตั้งราคากิโลกรัมละ 120 บาท ด้วยรสชาติเมื่อลูกค้าได้ชิมก็บอกต่อกันแบบปากต่อปาก จากนั้นเป็นต้นมาใครๆก็ถามหา “นกกระจิบ” หลังขจัดขวากหนามและอุปสรรคต่างๆได้สำเร็จ พอใกล้ถึงฤดูกาลก็จะมีการโทร.สั่งจองกันไว้เลย….ปัจจุบันถนนทุกสายมุ่งสู่สวนนายไพบูลย์

ลุงไพบูลย์ บอกต่อว่า….เมื่อได้รับความนิยม จากที่ผันวิกฤติเป็นโอกาสได้แล้ว เราต้องให้ความสำคัญและให้เกียรติแก่ลูกค้าด้วยการรับผิดชอบต่อรสชาติ…ทุเรียนทุกลูกต้องตัดในช่วงที่เหมาะสม (แก่ได้ที่) จึงจะอร่อย เราต้องตระหนักอย่าฉวยโอกาสเพราะมันจะเป็นการฆ่าตัวเอง (อย่าตัดทุเรียนอ่อน)

อีกราว 2 สัปดาห์ “นกกระจิบ” ก็จะหมดรุ่น พันธุ์ต่อไปคือ “พวงมณี” (รสชาติอร่อยไม่แพ้นกกระจิบ) จะเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยว ส่วนจะพอเหมาะช่วงไหนโทร. 08-2210-0188 ถาม คุณสุภาภรณ์ อรัญนารถ (ลูกสาวลุงไพบูลย์) จะได้คำตอบ…!!

ดอกสะแบง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ดอกสะแบง
  • 3 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.
 

รางวัล…ทางลัดพัฒนาประเทศ 2012/05/14

http://www.thairath.co.th/column/edu/back2sky/257032

2 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

คุณภาพแห่งชาติ…Thailand Quality Award-TQA เป็นรางวัลระดับโลก (World Class) โดยเริ่มจากแนวคิดของ สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ กับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ…เมื่อปี 2539

ต่อมา…สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จึงได้บรรจุรางวัลนี้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 เพื่อมุ่งหวังให้องค์กรต่างๆ นำเกณฑ์

รางวัลฯไปพัฒนาขีดความสามารถในการบริหารจัดการองค์กรในตลาดการค้าโลก

ทั้งนี้…เนื่องจากมีพื้นฐานทางด้านเทคนิคและกระบวนการตัดสินรางวัลเช่นเดียวกับรางวัล The Malcolm Baldrige National Quality Award (MBNQA) ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นต้นแบบให้หลายประเทศ ทั่วโลกนำไปประยุกต์ใช้ อาทิ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์…ฯลฯ

รางวัลคุณภาพแห่งชาติ…ดำเนินการโดย สำนักงานรางวัลคุณภาพแห่งชาติ ซึ่งจะไม่แบ่งประเภทและไม่จำกัดจำนวนรางวัล แต่มีเกณฑ์กำหนดมาตรฐานจำนวนเต็มไว้ที่ 1,000 คะแนน องค์กรที่มีผลการตรวจประเมินสูงกว่า 650 คะแนน จะได้รับรางวัลคุณภาพแห่งชาติ (Thailand Quality Award : TQA) ส่วนองค์กรที่มีคะแนนไม่ถึงเกณฑ์ดังกล่าว แต่สูงกว่า 350 คะแนน จะได้รับรางวัลการบริหารสู่ความเป็นเลิศ  (Thailand Quality Class : TQC)

ปัจจุบันมีองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนได้รับรางวัลไปแล้วไม่น้อย ซึ่งทั่วๆไปอาจมองว่ารางวัลฯนี้เป็นเครื่องหมายรับรองความสำเร็จขององค์กร แต่หากพิจารณากันอย่างลึกๆแล้ว ตลอดกระบวนการตามเกณฑ์กำหนดของรางวัลคือการนำองค์กรเข้าสู่กระบวนการพัฒนาไปสู่มาตรฐานระดับโลก

อย่างกรณี…ธุรกิจแปรรูปเนื้อไก่ สระบุรี ของ บริษัท กรุงเทพ

โปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) อีกหนึ่งบริษัทใต้ร่มเงาของ ซีพีเอฟ ซึ่งสามารถคว้ารางวัล TQC ติดต่อกันถึง 3 ปีซ้อน นั่นการันตีว่าองค์กรนี้ได้รับประโยชน์ในหลากหลายปัจจัยให้เกิดความมั่นคงของการดำเนินธุรกิจ ทั้งในปัจจุบันและเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตอย่างยั่งยืน

คุณณฤกษ์ มางเขียว รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ บอกว่า… นอกจากจะช่วยยกมาตรฐานการบริหารจัดการสู่ระดับโลกแล้ว เรายังได้ประโยชน์ในการพัฒนาบุคลากรของเรา ซึ่งการพัฒนาและสร้างศักยภาพให้กับมนุษย์ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเท่ากับว่าเราร่วมกันพัฒนายกระดับประเทศไปสู่มาตรฐานโลกพร้อมๆกัน เรียกได้ว่าเป็นการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดก็น่าจะได้…..

TQA คือ ทางลัดที่จะพัฒนาประเทศ โดยไม่ต้องรอให้ภาครัฐเป็นผู้ขับเคลื่อนแต่ฝ่ายเดียว..!!!

ดอกสะแบง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ดอกสะแบง
  • 2 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.
 

ปลูกพืชสวนครัว…ลดโลกร้อน 2012/05/14

http://www.thairath.co.th/column/edu/back2sky/256764

1 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว…ผมได้เกริ่นนำถึงรถยนต์ต้นแบบใช้เชื้อเพลิง Compress Bio Gas : CBG เป็นพลังงานทดแทน NGV ซึ่งเป็นงานวิจัยของ สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จะนำมาขับโชว์ในงาน วันเกษตรแห่งชาติ ตั้งแต่วันนี้จนถึง 10 พฤษภาคม

Bio Gas…เป็นพลังงานที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมจะเป็นแหล่งผลิตปีหนึ่งๆจำนวนมหาศาล ซึ่งในอดีตเราได้ทิ้งมันไปเฉยๆอย่างไร้ประโยชน์ปัจจุบันพอปิโตรเลียมใต้ดินจะหมดจึงได้รู้คุณค่าพลังงานเหล่านี้

และ…จากการรู้จักค่า พลังงานจากเศษเหลือทิ้งของอุตสาหกรรมเกษตร ทำให้ เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ ซีพีเอฟ มีโอกาสคว้า ISO 14001:2004 มาเป็นการการันตีว่าเป็น องค์กรที่บริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่ดี…อะไรเทือกนั้น

คุณสมพร เจิมพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสซีพีเอฟบอกว่า…โครงการกักเก็บไบโอแก๊สมาใช้ประโยชน์ในการผลิตไฟฟ้า ได้สร้างความภาคภูมิใจให้กับพวกเรา เพราะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศ อันเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดภาวะโลกร้อนได้มากถึง 171,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

ขณะเดียวกัน…ซีพีเอฟก็ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตพลังงานที่สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้กับเกษตรกรคู่ค้าและพร้อมเผยแพร่ความรู้เหล่านี้เพื่อให้ทุกภาคส่วน โดยผ่านโครงการ ฟาร์มสีเขียว (Green Farm) ซึ่งประกอบด้วย 3 กระบวนการหลัก คือ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยระบบก๊าซชีวภาพ ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ด้วยการปลูกต้นไม้เพื่อให้มีส่วนร่วมลดโลกร้อนและลดกลิ่นด้วยระบบการฟอกอากาศ…

ระบบฟอกอากาศ…ได้นำรูปแบบจากประเทศเยอรมนี ด้วยวิธีการลดกลิ่น 3 ขั้นตอนไว้ด้านหลังพัดลมระบายอากาศที่ท้ายโรงเรือน ซึ่งระบบนี้สามารถลดกลิ่นเหม็นและกลิ่นก๊าซแอมโมเนียได้อย่างมีประสิทธิภาพ…เพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะไม่มีกลิ่นรบกวนชุมชน

นอกจากนี้…ยังได้ดำเนินโครงการ ปลูกต้นไม้เศรษฐกิจในพื้นที่ฟาร์ม โดยดำเนินการมากว่า 19 ปี (ตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา) เพื่อช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ อีกทั้งยังเพิ่มพื้นที่สีเขียวด้วยการปลูกไม้ยืนต้น อาทิ สัก ประดู่ ยางพารา และปาล์ม รวมถึง โครงการปลูกป่าชุมชน นับถึงปัจจุบัน ได้ปลูกต้นไม้ในฟาร์มแล้วมากกว่า 140,000 ต้น สร้างพื้นที่สีเขียวประมาณ 2,000 ไร่

ขณะเดียวกัน…ยังผลักดันให้ทำโครงการสวนหย่อมในฟาร์มทุกแห่ง และหรือ ทำสวนหย่อมกินได้ด้วยการปลูกพืชผักสวนครัวในพื้นที่ว่างในโรงเรียนหรือภายในบ้านใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์ ลดโลกร้อน…ตามปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง…

และ…แนวโครงการนี้ มิได้สงวนลิขสิทธิ์ แต่อย่างใด!!!

ดอกสะแบง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ดอกสะแบง
  • 1 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.
 

FTA…ช่วยเกษตรกรรับมือ AEC 2012/05/14

http://www.thairath.co.th/column/edu/back2sky/256558 

30 เมษายน 2555, 05:00 น.

กองทุน FTA…เป็นองค์กรหนึ่งซึ่งภาครัฐได้ให้ สำรองเม็ดเงินเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ให้นำไปพัฒนาโครงสร้างในภาคเกษตรกรรมให้เกิดความเข้มแข็ง เพื่อ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ…

คุณอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการดำเนินงานกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร (กองทุน FTA ภาคเกษตร) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า…ว่า

…ในปี 2558 ไทยเราจะเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ ส่งผลให้มีการเคลื่อนย้ายสินค้า แรงงานและทุนได้อย่างเสรี…จึงตระหนักถึงผลกระทบที่กำลังจะเกิดขึ้น

โดยเฉพาะกับการแข่งขันทางการค้าที่จะทวีความรุนแรง ยิ่งในภูมิภาคอาเซียนด้วยกันแล้ว แต่ละประเทศสมาชิกมีการผลิตสินค้าที่คล้ายคลึงกัน ส่งผลให้เกษตรกรมีทั้งผู้ได้รับประโยชน์และผู้เสียประโยชน์

ฉะนั้น เกษตรกรที่เสียประโยชน์จำเป็นต้องปรับตัวเพื่อรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น…!!!

อย่างไรก็ตาม…ตั้งแต่จัดตั้งกองทุนฯ ในปี 2549 เป็นต้นมา ได้อนุมัติจัดสรรเงินเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า ให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันไปแล้ว 14 โครงการ 7 ชนิดสินค้า ได้แก่ ข้าว กาแฟ ชา ปาล์มน้ำมัน สุกร โคนม และโคเนื้อ คิดเป็นวงเงินประมาณ 544.80 ล้านบาท

โดยเงินที่ได้รับจากกองทุนฯ ได้นำไปดำเนินการในเรื่องต่างๆ เช่น การถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีการผลิตการแปรรูปที่เหมาะสมให้แก่เกษตรกร การปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การพัฒนาคุณภาพสินค้าให้ดีขึ้น รวมถึงการลงทุนในเครื่องมือเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้า

ขณะนี้…อยู่ระหว่างการพิจารณาจะให้ความช่วยเหลืออีก 8 โครงการ เป็นโครงการพัฒนาศักยภาพสินค้าโคเนื้อ 3 โครงการ  สินค้าโคนม  1 โครงการ สินค้าผัก 1 โครงการ สินค้าพริกไทย 1 โครงการ สินค้าข้าว 1 โครงการ และสินค้าปลากะพงขาว 1 โครงการ…คิดเป็นวงเงินราวๆ 238.54 ล้านบาท

ส่วน…สินค้าเกษตรชนิดอื่นๆ ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า ก็ขอรับการสนับสนุนจากกองทุน FTA ได้เช่นกัน โดยจัดทำเป็นโครงการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ…ส่งให้กองทุน FTA สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรพิจารณา

…สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-2579-9036 และ 0-2561-4726 หรือทาง WWW2.oae.go.th/FTA E-mail: fta.oae.go.th…เวลาราชการ.

ดอกสะแบง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ดอกสะแบง
  • 30 เมษายน 2555, 05:00 น.
 

CPF…เลี้ยงหมูต้นแบบกรีนฟาร์ม 2012/05/14

http://www.thairath.co.th/column/edu/back2sky/255528

26 เมษายน 2555, 05:00 น.

ฟาร์มหมู…..คงยัง ฝังในความรู้สึก ของคนทั่วๆไปเมื่อนึกถึงกลิ่นไม่พึงประสงค์ ต้องร้อง “ยี้” ขนาด มีการพูดกันว่า เอาผ้ามาผูกตาแล้วนั่งรถไปตามถนนเพชรเกษมก็รู้ว่าตอนไหนถึงนครปฐม นั่นเป็นสถานการณ์ในอดีต

ถึง ยามนี้คงต้องถึงเวลาปรับทัศนคติ ใหม่ เพราะ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ “ซีพีเอฟ” ได้ยกขึ้นมาเป็นปัจจัยสำคัญต่อนวัตกรรมการ ดำเนินธุรกิจเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชนผ่าน โครงการฟาร์มสีเขียว (Green Farm)

โดย….มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาระบบการจัดการฟาร์มเลี้ยงสัตว์ของบริษัทอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในการเลี้ยงสัตว์เพื่อให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น ตลอดจนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การใช้พลังงานทดแทนการกำจัดของเสียที่เกิดจากฟาร์มเลี้ยงสัตว์ และการบำบัดน้ำเสียอย่างมีประสิทธิภาพ

ความตระหนักของเกษตรกรต่อการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และชุมชนโดยรอบจึงเกิดรูปธรรมด้วย โครงการ “ยกรีสอร์ตมาไว้ที่ฟาร์ม” โดยเริ่มต้นที่ ฟาร์มสุกรพันธุ์กาญจนบุรี อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี ซึ่งได้รับความสนใจ ผู้มาเที่ยวเล่น มาพักผ่อน อยู่อย่างสบายโดยไม่ต้องเบือนหน้าหนีเพราะกลิ่นเหม็นอีกต่อไป จากนั้นก็ได้ขยายไปสู่ฟาร์มสุกรของบริษัท 31 แห่ง

แสดงให้เห็นถึงการอยู่ร่วมระหว่างภาคปศุสัตว์กับชุมชน ได้อย่างลงตัว บนเส้นทางบูรณาการผลักดันให้เกษตรกรตระหนักต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ส่งผลให้บริษัทได้รับการรองรับระบบบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมหรือ ISO 14001

ความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมที่ถูกถ่ายทอดผ่าน โครงการฟาร์มสีเขียว (Green Farm) ของซีพีเอฟนั้น  ไม่ได้มีเป้าหมายแค่ขจัดกลิ่นเหม็นจากของเสียของมูลสัตว์อันเป็นมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น  ยังสามารถผลิต “ไบโอแก๊ส” จากฟาร์มเลี้ยงสุกรมาผลิตไฟฟ้าไว้ใช้ได้อีกด้วย ซึ่งอาจพูดได้อย่างเต็มปากว่า เป็นผู้นำระบบไบโอแก๊สมาใช้ประโยชน์เป็นรายแรกๆของประเทศเลยก็ว่าได้

ประเด็นนี้ช่างคล้องจองกับที่ ศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ อังกสิทธิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งนำเอาผลงานวิจัยของ สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มช. กว่า 30 ชิ้น ยกขึ้นมาเป็น 1 ในหลายหลากข้อมูลมาแถลงข่าว “วันเกษตรแห่งชาติ 2555” ซึ่งจะจัดขึ้น ณ ศูนย์วิจัยสาธิตและฝึกอบรมการเกษตรแม่เหียะฯ ระหว่างวันที่ 1 ถึง 10 พฤษภาคม…

โดยเฉพาะ…กับการ ต่อยอด “ไบโอแก๊ส” จากมูลสัตว์มาปรับใช้เป็นพลังงานทดแทนกับยานยนต์ ด้วย CBG “Compress Bio Gas” มาทดแทนก๊าซธรรมชาติ NGV ได้อย่างเป็นรูปธรรม…และมีรถยนต์ต้นแบบมาวิ่งโชว์ให้สัมผัสอย่างจะจะได้ตลอดงาน

สนใจข้อมูลงาน “วันเกษตรแห่งชาติ 2555” ติดต่อ โทร. 0-5394-4088 08-4608-9915 08-1530-3007 http://agrifair.agricmu.ac.thwww.fecebook.com/aggiecmu…เวลาราชการ.

ดอกสะแบง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ดอกสะแบง
  • 26 เมษายน 2555, 05:00 น.
 

ยกระดับ…ด่านตรวจพืช 2012/05/14

http://www.thairath.co.th/column/edu/back2sky/255278

25 เมษายน 2555, 05:00 น.

ยามนี้…และที่ผ่านๆมา ตามแนวตะเข็บชายแดน มีการนำเข้าสินค้าเกษตรทั้งพืชผักผลไม้จากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่ง หมิ่นเหม่ต่อการระบาดต่อโรคและแมลงศัตรูพืช ที่ติดมากับสินค้าเหล่านั้น ประกอบกับ ปี 2558 การค้าขายสินค้าจะไร้พรมแดน…เมื่อไทยเราเปิดประตูสู่ AEC (ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน)

กรมวิชาการเกษตร จึงเร่งล้อมรั้ว เตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น โดยเพิ่มอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืช พร้อมพัฒนาศักยภาพด่านตรวจพืชทั้ง 35 แห่ง ให้เข้มแข็ง มีความสามารถในการตรวจสอบสินค้าเกษตรนำเข้าอย่างมีประสิทธิภาพ…!!!
คุณไพโรจน์ สุวรรณจินดา รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ได้เผยถึงการเตรียมพร้อมนี้ว่า…

“…ประการแรกคือการสื่อสาร กรมวิชาการเกษตรจึงเร่งฝึกอบรมการใช้ภาษาอังกฤษ แก่เจ้าหน้าทีี่่ด่านตรวจพืชทุกแห่งให้มีทักษะ เพื่อให้การติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่ด่าน หรือแม้แต่นักธุรกิจของประเทศอื่นๆ ซึ่งเป็นสมาชิกอาเซียน อันจะทำให้การดำเนินงานไม่ติดขัด

ในขณะเดียวกัน…เพื่อความคล่องตัว ได้ฝึกอบรมความรู้เกี่ยวกับกฎระเบียบ เงื่อนไขการนำเข้าสินค้าเกษตรของสมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศ ซึ่งจะทำให้ปฏิบัติการสอดคล้องในหลักเกณฑ์ ส่งผลต่อการดำเนินงานตรวจสอบสินค้าเกษตร ทั้งนำเข้าหรือส่งออกเป็นไปในทิศทางเดียวกัน…สร้างความสะดวกและคล่องตัว…”

แผนดำเนินการตามแนวนโยบายกับการเตรียมพร้อมที่จะเข้าสู่ AEC ในปี 2558 กรมวิชาการเกษตรได้จัดสรรงบประมาณในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรประจำด่านตรวจพืชทุกแห่งแล้ว นอกจากปัจจัยเบื้องต้นที่กล่าวมา ยังเน้นให้  เจ้าหน้าที่ได้มีความรู้เกี่ยวกับโรคและศัตรูพืชที่สำคัญของประเทศสมาชิกมากขึ้น…โดยเฉพาะศัตรูพืชกักกันและศัตรูพืชใหม่ๆ

…กับการลดความเสี่ยงแมลงศัตรูพืชซึ่งจะติดมากับสินค้า จึงมุ่งพัฒนาเจ้าหน้าที่ด่านให้มีความสามารถจำแนกชนิดศัตรูพืชได้อย่างถูกต้องชัดเจน และ ยังต้องทราบถึงปัญหาการนำเข้าหรือส่งออกด้วย…เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการใช้วางแผนแก้ไขปัญหาในการส่งออกต่อไป

“…นอกจากนั้น ยังได้มีแผน เร่งพัฒนาด้านโลจิสติกส์ (Logistics) ในการขนส่งสินค้าเกษตรไปยังประเทศสมาชิกอาเซียน พร้อมแก้ไขกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกในการส่งออกสินค้าเกษตรหลายรายการ เพื่อลดผลกระทบจากข้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการส่งออก…

…คาดว่า จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับเกษตรกรไทยในเวที AEC ได้เป็นอย่างดี เพราะเรามีศักยภาพและโอกาสสูงมาก…” รองอธิบดีวิชาการเกษตร ทิ้งทวนแบบยกฐานฯ ซึ่งก็ไม่รู้ว่า Standard หรือไม่…!!
ดอกสะแบง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ดอกสะแบง
  • 25 เมษายน 2555, 05:00 น.
 

เลี้ยงไก่กระทง…อาชีพมั่นคง 2012/05/14

http://www.thairath.co.th/column/edu/back2sky/255022

24 เมษายน 2555, 05:00 น.

ตั้งแต่ปี 2518 เป็นต้นมา เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซีพี ได้ดำเนิน โครงการส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรายย่อย ขึ้น ภายใต้แนวคิดเพื่อส่งเสริมอาชีพและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร

จากวันนั้นถึงวันนี้…โครงการส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรายย่อย ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการเลี้ยงไก่ไข่ ไก่เนื้อ รวมถึงการเลี้ยงสุกรพันธุ์ และ สุกรขุน ปัจจุบันมีเกษตรกรในโครงการขายไปทั่วประเทศ…กว่า 10,000 ราย

เมื่อไม่กี่วันมานี้…เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ พาสื่อมวลชนไปเยือน  เกษตรกรตัวอย่างซึ่งประสบความสำเร็จในอาชีพการเลี้ยงไก่กระทง ณ วันชัยฟาร์ม 109 หมู่ 12 ตำบลหนองโพรง อำเภอศรีมหาโพธิ ปราจีนบุรี

นายวันชัย งามวงษ์ เจ้าของฟาร์มแห่งนี้เผยความในใจว่า…หากมองย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน ตอนนั้นยังทำไร่มันฯเป็นอาชีพหลัก ก็ยังไม่เห็นความสำเร็จ เพราะอย่างที่รู้ว่าการปลูกพืชก็ต้องอาศัยฟ้าฝนแถมต้องเสี่ยงกับความผันผวนของตลาดเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิต…ใจก็คิดหาอาชีพใหม่ที่มั่นคงกว่า

…ช่วงนั้น (ปี 2535) ครอบครัวของภรรยาซึ่งเข้าร่วมโครงการเลี้ยงไก่กระทงกับซีพีเอฟอยู่แล้ว เห็นว่าสามารถสร้างรายได้ที่น่าพอใจ จึงลองติดต่อกับพนักงานส่งเสริมของบริษัทซึ่งก็ได้รับคำแนะนำที่ดี  เมื่อมองเห็นแนวทางสร้างอาชีพมั่นคงได้ จึงตัดสินใจลงทุนเลี้ยงไก่กระทงทันที

เริ่มต้นเลี้ยงในโรงเรือนเปิด ด้วยไก่ต่อรุ่น ราวๆ 3,500 ตัว ซึ่ง ซีพีเอฟได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาการเลี้ยงที่ทันสมัยให้โดยตลอด ส่งผลให้ธุรกิจขนาดเล็กของครอบครัวเดินสู่ความมั่นคงอย่างมั่นใจ กระทั่งล่วงถึง ปี 2543 จึงพัฒนาปรับปรุงการเลี้ยงเป็นระบบโรงเรือนปิดปรับอากาศด้วยการระเหยของน้ำ หรือ ระบบอีแว้ป (EVAP  :  Evaporative  Cooling System) ซึ่งสามารถ ควบคุมอุณหภูมิภายในโรงเรือนให้เหมาะสมกับความ

ต้องการของไก่ในแต่ละช่วงอายุได้ ทำให้ไก่อยู่อย่างสบายไม่เครียด มีสุขภาพแข็งแรง จึงกินอาหารได้ดี ส่งผลต่ออัตราการเจริญเติบโตที่ดีตามไปด้วย และการปรับเปลี่ยนระบบการเลี้ยงยังช่วยลดกลิ่นและก๊าซแอมโมเนียที่เกิดจากการเลี้ยงได้เป็นอย่างดี

…ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนรอบข้าง นอกจากนั้น ยังนำเอาระบบการให้อาหารอัตโนมัติเข้ามาใช้…สามารถลดกำลังคนและลดระยะเวลาการจัดการได้เป็นอย่างดีเยี่ยม

“…ที่สำคัญเมื่อถึงวันนี้ หากเปรียบเทียบกับการทำไร่มันฯ วันนี้ผมมีบ้านที่สร้างขึ้นจากน้ำพักน้ำแรง มีรายได้ที่มั่นคงสำหรับการครองชีพและอนาคตทางการศึกษาของลูกๆ ซึ่งความสุขทั้งหมดของครอบครัว เกิดขึ้นได้ด้วยอาชีพเลี้ยงไก่กับซีพีเอฟ…”

วันชัย…เล่าย้อนอดีตไปที่ 2 ทศวรรษ บนเส้นทางก้าวย่างสู่ความสำเร็จ… อย่างภาคภูมิใจ…!!!
ดอกสะแบง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ดอกสะแบง
  • 24 เมษายน 2555, 05:00 น.