ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน ปุ๋ย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

กินอย่างไร ห่างไกลกรดไหลย้อน 2012/05/31

http://www.thairath.co.th/content/life/264298

30 พฤษภาคม 2555, 15:30 น.

Pic_264298

เป็นที่ทราบกันดีว่า พฤติกรรมในการรับประทานอาหาร เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญของสาเหตุที่ส่งเสริมให้เกิดอาการกรดไหลย้อน ปวดแสบปวดร้อนบริเวณหน้าอกและลิ้นปี่ เรอเปรี้ยว มีรสขม ยังไม่พอยังเป็นสาเหตุให้มีกลิ่นปากอีกด้วย

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ลองมาสำรวจพฤติกรรมการรับประทาน รวมถึงอาหารที่จะช่วยทำให้ห่างไกลจากภาวะกรดไหลย้อน หรือทำให้อาการบรรเทาเบาบางลง
ลด งด เลิก

- หลังรับประทานอาหารทันที หลีกเลี่ยงการนอนราบ การออกกำลัง การยกของหนัก เอี้ยวตัว หรือก้มตัว
- รับประทานแต่พอดี ไม่ควรกินอิ่มจนเกินไป
- หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อดึก ไม่ควรรับประทานอาหารใดๆ อย่างน้อยภายในระยะเวลา 3 ชั่วโมงก่อนนอน
- หลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยการทอด อาหารมัน ฟาสต์ฟู้ด เนย นม
- หลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อให้เกิดแก๊ส เช่น ถั่วทุกชนิด อาหารที่มีเครื่องเทศมากๆ หรือพืชผักที่มีกลิ่นแรง เช่น หัวหอม กระเทียม เป็นต้น
- หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสจัด เช่น เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด หวานจัด
- หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มบางประเภท เช่น กาแฟ ชา ช็อกโกแลต น้ำอัดลม เครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์
- หลีกเลี่ยงผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม มะเขือเทศ เป็นต้น

ผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อนอย่าเพิ่งถอดใจว่า ดูจากรายการพฤติกรรมการรับประทานที่ควรงด ลด และหลีกเลี่ยงแล้ว จะเหลืออะไรที่สามารถรับประทานได้อีก ความจริงยังมีอาหารที่เป็นมิตรกับผู้มีภาวะกรดไหลย้อนอีกมากมายที่สามารถรับประทานได้ ส่วนอาหารทั่วไปก็รับประทานได้บ้าง เพียงแต่ควรปรับพฤติกรรมการรับประทาน ซึ่งอาหารที่เป็นมิตรกับผู้เป็นกรดไหลย้อน เช่น

- อาหารที่ย่อยง่าย ที่มีไขมันต่ำ เช่น ปลานึ่ง ปลาต้ม  ข้าวกล้องต้ม ขนมปังโฮลวีท
- อาหารที่ไม่กระตุ้นให้เกิดการหลั่งกรด เช่น มันฝรั่ง มันเทศ
- ผักและผลไม้ที่มีสภาพความเป็นด่าง เช่น กล้วยน้ำว้า ซึ่งมีเส้นใยเพ็คตินที่ช่วยในการรระบายท้องให้สบาย
- เครื่องดื่ม ไม่ควรเป็นเครื่องดื่มที่สร้างกรดหรือแก๊ส ควรรับประทานน้ำเปล่าดีที่สุด

กรดไหลย้อน ถึงแม้ว่าจะเป็นภาวะเรื้อรัง เพียงแค่ปรับพฤติกรรมและปรับอาหาร ก็สามารถลดความรุนแรงของโรคได้.

แผนกโภชนาการ โรงพยาบาลเวชธานี

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย โรงพยาบาลเวชธานี
  • 30 พฤษภาคม 2555, 15:30 น.
 

อยู่ใต้ฟ้า กลัวอะไรกับ ‘ฝน’ 2012/05/29

Filed under: สุขภาพ,ไทยรัฐออนไลน์ — SoClaimon @ 9:40 am

http://www.thairath.co.th/content/life/263937

28 พฤษภาคม 2555, 14:00 น.

Pic_263937

หน้าฝนมาถึงแล้วอย่างเป็นทางการ หลายๆ คนคงจะเบื่อกับการต้องตากฝนเปียกเฉอะแฉะ และบางครั้งก็ยากที่จะหลีกเลี่ยง วัตสัน ร้านเพื่อสุขภาพและความงามสำหรับคุณ ขอแนะนำสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามขนาดพกพาให้คุณพกติดกระเป๋ารับหน้าฝน เพื่อหน้าฝนที่ไม่เหนียวเหนอะเฉอะแฉะ แต่สดชื่นทั้งกายและใจ

ร่ม สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้สำหรับหน้าฝน หลายคนอาจจะไม่ชอบการพกร่มเพราะหนักและเกะกะ ดังนั้นควรเลือกซื้อร่มที่มีน้ำหนักเบา พับเก็บให้มีขนาดเล็กพกพาได้สะดวก สิ่งสำคัญที่ควรคำนึงในการเลือกซื้อร่มขนาดพกพา คือ ควรผลิตจากวัสดุคุณภาพสูง มีความทนทาน เพื่ออายุการใช้งานที่ยาวนาน

กระดาษทิชชู่ขนาดพกพา อีกสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับหน้าฝนสำหรับเช็ดทำความสะอาดคราบสกปรก หรือซับน้ำฝนตามร่างกาย กระดาษทิชชู่ที่เลือกใช้ควรเป็นชนิดที่มีความสามารถในการดูดซับที่ดีเยี่ยม ปราศจากสารเคมีที่อาจก่อให้เกิดความระคายเคืองผิว เนื้อนุ่มละเอียดอ่อนโยนสำหรับทั้งผิวหน้าและผิวกาย

กระดาษทิชชู่ชนิดเปียก สำหรับจัดการสารพัดปัญหาที่มาพร้อมฝน ทั้งเช็ดทำความสะอาดรอยเปรอะเปื้อน คราบสกปรกจากน้ำกระเซ็น และซับคราบเครื่องสำอางที่อาจหลุดลอกระหว่างวันเนื่องจากความชื้น กระดาษทิชชู่ชนิดเปียกที่ดีควรมีส่วนผสมของสารสกัดจากว่านหางจระเข้ และวิตามินอี เพื่อคงความชุ่มชื่นให้ผิว ไม่ทำให้ผิวแห้งกร้านหลังใช้

เจลทำความสะอาดแบบไม่ต้องล้างน้ำ เพราะหน้าฝนเป็นช่วงเวลาที่ฝุ่นละออง และเชื้อโรคจะแพร่กระจายได้ง่ายกว่าฤดูอื่น จึงควรหมั่นทำความสะอาดมือเพื่อป้องกันเชื้อโรคต่างๆ ควรเลือกชนิดที่ผสมสารป้องกันแบคทีเรีย ในขณะที่เนื้อเจลควรมีส่วนผสมของมอยเจอร์ไรเซอร์เพื่อมือที่เนียนนุ่ม ชุ่มชื่น แต่ไม่เหนียวเหนอะหนะให้รำคาญใจ

สุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ควรดูแลสุขภาพร่างกายให้พร้อมด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และทานอาหารที่เป็นประโยชน์ หรือเสริมด้วยการทานวิตามิน เช่น วิตามินซี หรือ วิตามินรวมที่มีส่วนผสมของวิตามินและแร่ธาตุหลากชนิดที่จำเป็นต่อร่างกาย เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้พร้อมสู้กับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย นอกจากนี้ ยังควรบรรจุในขวดแก้วสีน้ำตาลเพื่อป้องกันแสงแดด พร้อมฝาแบบ Child Lock ที่จะช่วยรักษาคุณภาพของวิตามิน ไม่ให้เสื่อมคุณภาพจากแสงแดดและความชื้น

ร้านวัตสันมีสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามสำหรับหน้าฝนให้คุณเลือกซื้อในราคาที่ถูกใจ เพียงเท่านี้ คุณก็พร้อมรับมือกับหน้าฝนได้อย่างมั่นใจแล้ว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 28 พฤษภาคม 2555, 14:00 น.
 

เลนส์ตาเทียม รักษาต้อกระจกให้หายได้!!! 2012/05/28

http://www.thairath.co.th/content/life/263098

28 พฤษภาคม 2555, 10:00 น.

Pic_263098

เรื่องตามัวจากการเป็นต้อกระจก (Cataract) เป็นโรคที่มีความขุ่นลงเลนส์ตา เนื่องจากความเสื่อมไปตามวัยของเลนส์ตา ส่วนใหญ่มักเกิดในผู้สูงอายุ ซึ่งต้อกระจกเป็นโรคที่รักษาให้หายได้ โดยใช้วิธีการผ่าตัด โดยใช้เครื่องสลายต้อกระจกด้วยอัลตราซาวนด์ (Phacoemulsification) ลอกเลนส์ที่ขุ่นออก แล้วจึงใส่เลนส์เทียม (intraocular lens) ทดแทนเลนส์เดิม เพื่อให้กลับมามองเห็นชัดเจนอีกครั้ง

เลนส์เทียมที่จักษุแพทย์เลือกใช้นั้นมีหลายชนิด เลนส์ส่วนใหญ่ที่ใช้เป็นชนิดพับได้ ทำด้วย acrylic หรือ silicone สีใส สามารถกรองแสงอัลตราไวโอเลต แผลผ่าตัดจึงมีขนาดเล็กมาก มักไม่จำเป็นต้องเย็บแผล มาทำความรู้จักเลนส์แต่ละชนิดกันก่อน

เลนส์แก้วตาเทียมชนิดมาตรฐานหรือชัดระยะเดียว (Standard monofocal IOL)
ให้การมองไกลที่ชัดเจน แต่ต้องอาศัยแว่นตาช่วยในการมองระยะใกล้ เช่น ในขณะอ่านหนังสือ

เลนส์แก้วตาเทียมชนิดชัดหลายระยะ (Multifocal IOL)

พัฒนาขึ้นมาเพื่อลดการพึ่งพาแว่นของผู้มีต้อกระจกร่วมกับภาวะสายตายาวตามอายุ ผิวเลนส์ถูกออกแบบพิเศษด้วยกรรมวิธี Apodized diffractive หรือ Refractive คล้ายขั้นบันไดเป็นวงๆ ตรงกลางเพื่อช่วยสร้างความสมดุลของการโฟกัสภาพใกล้และภาพไกล ตามกิจกรรมที่ทำและตามสภาวะของแสง จึงสามารถมองเห็นได้ในทุกระยะจากใกล้ไปจนถึงไกล พบว่า 80% ของผู้ใช้เลนส์ชนิดนี้ สามารถทำกิจวัตรประจำวัน เช่น การอ่านหนังสือ ไปจนถึงการขับรถ โดยไม่ต้องพึ่งพาแว่นสายตา แต่อาจไม่เหมาะกับผู้ที่เดิมมีสายตาสั้น ยาว เอียงมากๆ หรือผู้ที่ขับรถกลางคืนมากๆ เนื่องจากอาจมีปัญหาเรื่องแสงกระจายร่วมด้วยได้

เลนส์แก้วตาเทียมที่แก้ค่าสายตาเอียงในตัว (Toric IOL)
เหมาะสำหรับในผู้ป่วยที่มีสายตาเอียงจากกระจกตาอยู่เดิมก่อนผ่าตัด จะช่วยทำให้ลดความจำเป็นที่ต้องใช้แว่นตาแก้สายตาเอียงเวลามองไกลหลังผ่าตัด เลนส์นี้มีทั้งที่เป็นเลนส์ชัดระยะเดียว (monofocal) ดังนั้น ยังต้องพึ่งพาแว่นสายตาเพื่อมองใกล้ที่ชัดเจน หรือเป็นชนิดที่ชัดหลายระยะ (toric multifocal) ที่แก้เอียงและลดการพึ่งพาแว่นอ่านหนังสือ

เลนส์แก้วตาเทียมชนิดที่ปรับระยะ focus ได้ 
(accommodative IOL)
เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการลดการพึ่งพาแว่นอ่านหนังสือหลังทำต้อกระจก โดยเลนส์เป็นเลนส์ที่ชัดระยะเดียว (monofocal) แต่มีขาเลนส์ที่ยืดหยุ่น โดยหลักการทำงานคือเมื่อเราเพ่งเพื่อจะดูในที่ใกล้ จะมีการขยับตำแหน่งของเลนส์เทียมเพื่อให้มองใกล้ได้ชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ตามก็ยังมีข้อจำกัด และต้องติดตามผลการรักษาในระยะยาว เนื่องจากเพิ่งนำมาใช้ไม่นานมาก

การเลือกว่าจะใช้เลนส์ชนิดใด จักษุแพทย์จะตรวจประเมินสภาพตาและพิจารณาปัจจัยส่วนบุคคล เช่น อาชีพ งานอดิเรก รวมถึงกิจกรรมในชีวิตประจำวันที่ผู้ป่วยชอบ และคุยกับผู้ป่วยเพื่อเลือกเลนส์ชนิดที่เหมาะสม เพื่อทำให้ผู้ป่วยมีความสุขกับการใช้ชีวิตประจำวันหลังผ่าตัดมากที่สุด ซึ่งแต่ละคนอาจมีความต้องการ หรือข้อจำกัดบางอย่างที่แตกต่างกัน

ภาพ/ข้อมูล : www.laservisionthai.com

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 28 พฤษภาคม 2555, 10:00 น.
 

มะเร็งตับ..โรคร้ายที่ป้องกันได้ 2012/05/28

http://www.thairath.co.th/content/life/263739

28 พฤษภาคม 2555, 05:30 น.

Pic_263739

ดร.อาณัติ อาภาภิรม และสุรพงษ์ เลาหะอัญญา ผู้บริหารบีทีเอส ร่วมกับผู้บริหารโรงพยาบาลชั้นนำ เปิดคลินิกลอยฟ้าเฉลิมพระเกียรติ ครั้งที่ 10.

รถไฟฟ้าบีทีเอสคืนกำไรสู่สังคมด้วยการจัด “คลินิกลอยฟ้าเฉลิมพระเกียรติ” ให้บริการตรวจสุขภาพฟรีแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยปีนี้นับเป็นครั้งที่ 10 สองผู้บริหารบีทีเอส ดร.อาณัติ อาภาภิรม และ สุรพงษ์ เลาหะอัญญา ยังคงเดินหน้ามอบสิ่งดีๆให้กับสังคม โดยร่วมกับโรง พยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชน ขนบุคลากรทางการแพทย์มาให้การตรวจสุขภาพเบื้องต้นแก่ประชาชน ณ สถานี รถไฟฟ้าบีทีเอส พญาไท ซึ่งบริการตรวจสุขภาพครั้งนี้ได้เน้นการตรวจเกี่ยวกับโรคมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคตา ตลอดจนการเจาะเลือดเพื่อคัดกรองโรคต่างๆ เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่สะดวกสบายและรวดเร็ว

พญ.ประกอบบุญ สังฆสุบรรณ์ และ นพ.เศารยะ เลื่องอรุณ ให้ความรู้เรื่องมะเร็งตับ.พญ.ประกอบบุญ สังฆสุบรรณ์ และ นพ.เศารยะ เลื่องอรุณ ให้ความรู้เรื่องมะเร็งตับ.

พร้อมกันนี้ยังได้จัดเสวนาให้ความรู้ในหัวข้อ “มะเร็งตับ..โรคร้ายที่คุณป้องกันได้” โดย นพ.เศารยะ เลื่องอรุณ และ พญ.ประกอบบุญ สังฆสุบรรณ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งจากโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เพราะสาเหตุหลักกว่า 70% ของคนที่เป็นมะเร็งตับ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง ทั้งนี้คนที่เป็นพาหะของโรคไวรัสตับอักเสบบี หากไม่ได้พบแพทย์หรือมีการตรวจพบว่าตัวเองเป็นพาหะหรือเป็นไวรัสตับอักเสบบี ก็จะปล่อยตัวในการดำเนินชีวิตไปเรื่อยๆ จนสิบถึงยี่สิบปีอาการอักเสบเรื้อรังของตับจึงจะแสดง ด้วยอาการของตับแข็ง ท้องโต ตัวเหลือง ตาเหลือง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด บ้างก็อาเจียนเป็นเลือด ซึ่งหากคนไข้ได้รับการตรวจคัดกรองโรคเป็นประจำทุกปี ก็จะทำให้รู้ตัวเองว่าเป็นอะไร และหาทางรักษาได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันได้มีการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีในวัยเด็กทุกคน จึงช่วยลดความเสี่ยงที่เป็นโรคนี้ได้ถึง 90%.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวหน้าสตรี
  • 28 พฤษภาคม 2555, 05:30 น.
 

“กรดไหลย้อน” ภัยเงียบคุกคามชีวิตแบบไม่รู้ตัว! 2012/05/26

http://www.thairath.co.th/content/life/262968

24 พฤษภาคม 2555, 17:00 น.

Pic_262968


เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ไม่ค่อยมีคนสนใจกับโรคกรดไหลย้อน…

ไทยรัฐออนไลน์ได้รับข้อมูลจาก นพ.วิชัย วิริยะอุตสาหกุล อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลเทพธารินทร์ กล่าวถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ชีวิตที่เร่งรีบ พฤติกรรมการกินอาหารที่ไม่ถูกต้อง ความเครียดที่รุมเร้าไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน หรือชีวิตประจำวัน หากคุณเป็นหนึ่งคนที่พบกับปัญหาเหล่านี้ โอกาสที่จะเป็นโรค (Gastro-Esophageal Reflux Disease; GERD) หรือ “โรคกรดไหลย้อน” กำลังมาถึงตัวคุณอย่างจัง ไม่เว้นกระทั่งเด็ก และสตรีมีครรภ์…

ถึงแม้ว่า “โรคกรดไหลย้อน” จะไม่ใช่โรคที่อันตรายถึงชีวิต แต่ก็สามารถทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยลดลง “โรคกรดไหลย้อน” (Gastro-Esophageal Reflux Disease; GERD) คือภาวะที่มีกรด และน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจรวมไปถึงเอนไซม์เปบซิน และน้ำดี ไหลย้อนขึ้นมาบริเวณหลอดอาหาร ซึ่งหลอดอาหารเป็นอวัยวะที่ไม่ทนต่อกรด จึงทำให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหาร

โดยปกติหลอดอาหารจะมีการบีบตัวไล่อาหารลงสู่ด้านล่าง และหูรูดจะทำหน้าที่ป้องกันการไหลย้อนของน้ำย่อย กรด หรืออาหาร ไม่ให้ไหลย้อนขึ้นมาบริเวณหลอดอาหาร แต่ในบางคนนั้นหูรูดส่วนนี้ทำงานได้น้อยลง จึงทำให้มีกรด หรือน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นมาทำให้ผนังหลอดอาหารอักเสบ

และการไหลย้อนของกรด ถ้ามีมากอาจไหลออกนอกหลอดอาหาร อาจทำให้มีผลต่อกล่องเสียง ลำคอ หรือปอดได้ ถึงแม้โรคกรดไหลย้อนจะไม่ใช่โรคที่ก่อให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตดังกล่าวข้างต้น แต่หากละเลยไม่ทำการรักษา อาจทำให้เรื้อรัง มีความเสี่ยงให้กลายเป็น “มะเร็งหลอดอาหาร” ได้

ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดโรคนี้คือ Hiatus hernia (เป็นโรคที่เกิดจากกระเพาะอาหารส่วนต้นเข้าไปในกะบังลม), ดื่มสุรา, อ้วน, ตั้งครรภ์, สูบบุหรี่, กินอาหารมื้อหนักตอนดึกๆ, อาหารรสเปรี้ยว เผ็ด, อาหารมัน ของทอด, ยาบางชนิด เช่น ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs, ช็อกโกแลต

อาการและสัญญาณเตือนว่าคุณกำลังเป็น “โรคกรดไหลย้อน” ก็คือ ปวดแสบร้อนบริเวณกลางอก หรือบริเวณลิ้นปี่ (heart burn), รู้สึกมีก้อนอยู่ในคอ, กลืนลำบาก หรือกลืนแล้วเจ็บ, เจ็บคอหรือแสบลิ้นเรื้อรัง โดยเฉพาะในตอนเช้า หรือไอแห้ง, รู้สึกเหมือนมีรสขมของน้ำดี หรือมีรสเปรี้ยวของกรดในคอหรือปาก, มีเสมหะอยู่ในคอ หรือระคายคอตลอดเวลา เรอบ่อย คลื่นไส้ และรู้สึกจุกแน่นอยู่ในหน้าอก คล้ายอาหารไม่ย่อย ซึ่งอาการเหล่านี้จะรุนแรงขึ้นหรือเกิดได้บ่อยขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความเครียดในการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน

การศึกษาในประเทศอเมริกา พบว่า 60% ของผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนมีอาการปานกลางถึงรุนแรง ซึ่งในระยะนี้ผู้ป่วยจะมีคุณภาพชีวิตที่แย่ลง โดย 75% นอนหลับยาก 51% รบกวนการทำงาน และอีก 40% ออกกำลังกายไม่ได้ หากคุณละเลยไม่ดูแลรักษา ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิด “มะเร็งหลอดอาหาร” ได้ ดังนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ควบคุมจัดการความเครียด, พฤติกรรมการรับประทานอาหาร จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรจะทำเป็นสิ่งแรก หากจำเป็นต้องรับประทานยา ควรเลือกทานยาที่สามารถป้องกันการไหลย้อนของกรด น้ำย่อยในกระเพาะอาหาร เพื่อรักษาอาการและถ้าหากมีอาการมากหรือบ่อยๆ ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติม

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 24 พฤษภาคม 2555, 17:00 น.
 

หลับสบายชีวิตเป็นสุข ‘หมอน’หนุน สำคัญไฉน!!! 2012/05/26

http://www.thairath.co.th/content/life/261488

23 พฤษภาคม 2555, 14:00 น.

Pic_261488

ในการนอนหลับพักผ่อน ถ้าหมอนใบไหนหนุนนอนแล้วหลับสบาย ตื่นขึ้นมาไม่เมื่อยต้นคอ นั่นแหละ “หมอนในฝัน” เนื่องจากกระดูกสันหลังคนเราจะโค้งคล้ายตัว S จึงจำเป็นต้องรักษาความโค้งงอตามธรรมชาติไว้ หน้าที่รองรับจึงตกอยู่ที่หมอนหนุนคอ ควรเลือกหมอนที่นุ่ม มีขนาดพอดี รองรับตั้งแต่คอจนถึงศีรษะ เส้นผ่าศูนย์กลางระหว่าง 4-6 นิ้ว โอกาสนี้ ห้างเซ็นทรัล ซึ่งกำลังจัดรายการ “Central/Zen White Sale” ตั้งแต่วันนี้ถึง 8 พ.ค.55 ที่ห้างทุกสาขา และเซนนำเสนอเครื่องนอนคุณภาพเพื่อสุขภาพที่ดี และในโอกาสนี้ห้างเซ็นทรัลจึงได้เชิญ นายแพทย์ชลัท วินมูน ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกสันหลังแห่งโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท มาให้ความรู้เรื่องการเลือกหมอนที่ถูกสุขลักษณะ เพื่อป้องกันโรคกระดูกต้นคอ และเพื่อให้การนอนเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง

คุณหมอชลัท เล่าว่า “กระดูกคอ ประกอบด้วยกระดูกเล็กๆ 7 ชิ้นมาเรียงต่อกัน แต่ละชิ้นจะเชื่อมต่อกันด้วยหมอนรองกระดูก ซึ่งกระดูกและหมอนรองกระดูกคอมีหน้าที่สำคัญในการขยับเคลื่อนไหวของคอและศีรษะ ป้องกันอันตรายต่อไขสันหลังและเส้นประสาทภายใน ถ้ามีความผิดปกติเกิดขึ้นกับกระดูกต้นคอ จะทำให้เกิดอาการปวดคอ เคลื่อนไหวลำบาก ทั้งอาจจะเกิดอันตรายต่อเส้นประสาทไขสันหลังภายในได้ด้วย”

นอกจากนี้ คุณหมอยังชี้ว่าการเลือกหมอนให้ถูกสุขลักษณะและเหมาะกับสรีระมีความสำคัญมาก “การเลือกหมอนที่เหมาะสมจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการปวดคอ ทำให้เราสามารถพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ หมอนที่เหมาะสมควรรับกับความโค้งของกระดูกต้นคอพอดี ถ้าหมอนมีความอ่อนนุ่มพอควร เวลานอนศีรษะควรจมไปในหมอน และตัวหมอนควรมารองรับตรงส่วนโค้งของด้านหลังของคอของเรา ทำให้คอไม่เงยหรือก้มเกินไป หมอนที่เหมาะสมจะช่วยลดปัญหาที่ก่อให้เกิดอาการปวดคอลงได้”

นอกจากการเลือกหมอนให้ถูกสุขลักษณะเหมาะกับสรีระแล้ว การดูแลรักษาหมอนก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะหมอนบางใบต้องซักมือเท่านั้น บางรุ่นใส่เครื่องซักผ้าได้ สำคัญที่สุดคือ หมอนควรแห้งสนิท ถ้าเปียกชื้นอาจก่อเชื้อราได้ โดยมีข้อสังเกต คือ ไส้จะไม่เกาะเป็นก้อน นั่นแสดงว่าแห้งสนิทดี ทั้งนี้ หมอนแต่ละชนิดมีวัสดุบรรจุต่างกัน มีวิธีดูแลรักษา และแบรนด์ที่จำหน่าย ดังนี้

1. หมอนยางพารา ควรผึ่งลมเพื่อกำจัดกลิ่นอับและเลี่ยงแดดจัด ถ้ามีรอยเปื้อน ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดแล้วผึ่งลมให้แห้ง
2. หมอนเมมโมรี่โฟม เช็ดด้วยผ้าชุบน้ำสบู่อ่อนๆ และปล่อยให้แห้ง กรณีโฟมด้านในเปียก ใช้แรงกดเพื่อรีดน้ำออกและปล่อยให้แห้ง อย่าลืมว่าต้องเลี่ยงแดดจัด
3. หมอนขนเป็ด ควรผึ่งแดดเป็นประจำครั้งละ 2-3 ชม.ตบหมอนเป็นประจำ เพื่อให้ขนด้านในพองฟู เมื่อซักแล้วให้อบแห้งอย่างน้อย 5 ชม.
4. หมอนขนห่าน ควรนำออกผึ่งแดดสม่ำเสมอ ครั้งละ 2-3 ชม.และหมั่นตบหมอนเป็นประจำ เพื่อให้ขนด้านในพองฟู เมื่อซักแล้วให้อบแห้งอย่างน้อย 5 ชม.
5. หมอนใยสังเคราะห์ ควรตบหมอนตามแนวทแยงทั้งสองด้านทุกวัน เพื่อให้พองฟู ซักเป็นประจำทุก 2-3 เดือน หลังซักให้ผึ่งไว้ในแนวนอน และไม่ควรบิดหมอน

เคล็ดลับคู่หมอน…นอนสบาย

ควรจำว่าหมอนทุกใบต้องมี “ปลอกหมอน” เพื่อป้องกันสิ่งสกปรก และช่วยยืดอายุการใช้งาน ปลอกหมอนที่ดีควรมีเส้นด้ายต่อตารางนิ้วมาก และอีกสาเหตุหนึ่งของโรคภูมิแพ้เกิดจากหมอนสกปรก มีไรฝุ่นซ่อนอยู่ วิธีกำจัดง่ายๆ คือ นำหมอนตากแดดนานเกิน 1 ชั่วโมง, ซักด้วยน้ำร้อนนาน 30 นาที, ซักแห้ง, รีดด้วยความร้อนราว 140 องศาเซลเซียส, ทำความสะอาดห้องนอนทุกวัน อย่าลืมอ่านวิธีใช้และดูแลรักษาหมอนแต่ละประเภทจากคู่มือ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 23 พฤษภาคม 2555, 14:00 น.
 

Manometry การตรวจการเคลื่อนไหวทางเดินอาหาร 2012/05/26

http://www.thairath.co.th/content/life/262694

23 พฤษภาคม 2555, 12:00 น.

Pic_262694

นานแค่ไหนแล้ว ที่ร่างกายต้องทรมานกับอาการผิดปกติของทางเดินอาหาร แต่ก็ตรวจหาสาเหตุไม่เจอ พบหมอก็แล้ว ส่องกล้องก็แล้ว เป็นเรื้อรัง ไม่หายซักที จบปัญหาเหล่านี้ด้วย “การตรวจการเคลื่อนไหวทางเดินอาหาร” หรือที่เรียกว่า Manometry

นายแพทย์บุญเลิศ อิมราพร อายุแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวถึงประสบการณ์ของโรคทางเดินอาหารว่า มีอาการต่างๆ ที่หลายคนอาจเคยประสบ เช่น ท้องผูก กลืนติด แต่เมื่อไปพบแพทย์แล้ว และได้รับการตรวจส่องกล้องกระเพาะอาหารหรือลำไส้ใหญ่ แต่ก็ไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด และบางครั้งแพทย์ก็สั่งยามาให้รับประทานโดยไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง อาการก็เป็นเรื้อรัง ไม่หายซักที ซึ่งหนึ่งในสาเหตุของโรคทางเดินอาหารที่ตรวจส่องกล้องแล้วไม่พบความผิดปกติ คือ โรคที่มีการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหารผิดปกติ (Motility disorder)

นายแพทย์บุญเลิศ ยกตัวอย่างถึง กรณีของผู้หญิงไทย อายุ 30 ปี มาตรวจด้วยอาการท้องผูกที่เป็นมานาน 10 ปี กินยาระบายทุกวัน ร่วมกับการสวนอุจจาระเป็นบางครั้ง เมื่อปวดอยากถ่าย แต่ก็รู้สึกถ่ายไม่สุด นั่งนาน บางครั้งต้องใช้น้ำฉีด หรือใช้นิ้วล้วงออก เคยได้รับการตรวจส่องกล้องลำไส้ใหญ่มาแล้ว 2 ครั้ง แต่ก็ไม่พบความผิดปกติ เมื่อผู้ป่วยได้รับการตรวจดูการเคลื่อนไหวของลำไส้ และตรวจการทำงานของหูรูดทวารหนัก พบว่า ผู้ป่วยมีภาวะหูรูดทำงานไม่สัมพันธ์กับการเบ่งอุจจาระ เรียกง่ายๆ ว่า เบ่งอุจจาระไม่เป็น หรือเบ่งไม่ถูกต้อง และเมื่อผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยวิธีการฝึกเบ่งอุจจาระให้ถูกวิธีด้วยการใช้เครื่องมือช่วยฝึกเบ่งอุจจาระ (Biofeedback therapy) ก็สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้สำเร็จ ทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องทนทุกข์กับภาวะท้องผูกเรื้อรังได้สำเร็จ

หลักการตรวจ Manometry

การตรวจการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหารชนิดนี้ ใช้หลักการของการวัดความดันที่เกิดขึ้นในทางเดินอาหารทั้งขณะพัก และขณะที่มีการเคลื่อนไหว ทำให้สามารถตรวจดูความผิดปกติของการทำงานของอวัยวะนั้นได้ เครื่องมือชนิดนี้สามารถตรวจได้ทั้งการเคลื่อนไหวของหลอดอาหาร ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก เป็นต้น สามารถบอกรายละเอียดว่ามีการเคลื่อนไหวที่ลดลง หรือมีการหดรัดตัวของหูรูดมากเกินไปได้ ดังเช่นกรณีตัวอย่างข้างต้น ที่ทำให้ทราบว่าสาเหตุของท้องผูกเกิดจากการทำงานของหูรูดทวารหนักหดรัดตัวผิดปกติ นอกจากการวินิจฉัยโรคได้แล้ว เครื่องมือชนิดนี้สามารถให้การรักษาแก่ผู้ป่วยได้ด้วย

Manometry มีวิธีการตรวจอย่างไร 

ขั้นตอนการตรวจไม่ยุ่งยาก ไม่จำเป็นต้องใช้ยานอนหลับ หรือยาสลบ โดยอุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจที่สำคัญมีสองอย่าง คือ สายที่ใช้ในการวัดความดันภายในทางเดินอาหาร และเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีโปรแกรมในการบันทึกและแปลผลการตรวจ การตรวจใช้เวลาไม่นาน ส่วนใหญ่ไม่เกินครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมง กรณีการตรวจการเคลื่อนไหวของหลอดอาหาร แพทย์จะใส่สายตรวจทางจมูก ส่วนการตรวจหูรูดทวารหนัก ก็จะใส่สายทางทวารหนัก ในการเตรียมตัวก่อนตรวจนั้น แนะนำให้งดน้ำและอาหารก่อนตรวจหลอดอาหาร แต่กรณีตรวจทวารหนัก ผู้ป่วยจำเป็นต้องสวนอุจจาระก่อนทำการตรวจวินิจฉัย โดยทั่วไปไม่มีข้อห้ามเฉพาะในการตรวจด้วยเครื่องมือชนิดนี้ และความเสี่ยงในการตรวจก็ต่ำมาก นอกจากนี้การตรวจชนิดนี้ไม่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายแต่อย่างใด

นายแพทย์บุญเลิศ กล่าวถึงประโยชน์อื่นของเครื่องมือชนิดนี้ คือใช้ร่วมกับเครื่องมือตรวจวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อน โดยการตรวจวัดปริมาณกรดไหลย้อนตลอด 24 ชั่วโมง จุดประสงค์ของการตรวจก็เพื่อหาตำแหน่งของหูรูดหลอดอาหาร เพื่อใช้ในการวางสายสำหรับตรวจปริมาณกรดไหลย้อน ทำให้สามารถวินิจฉัยโรคได้แม่นยำและถูกต้อง

กล่าวโดยสรุปคือ เครื่องมือสำหรับตรวจการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหาร (Manometry) มีความสำคัญในการวินิจฉัยและรักษากลุ่มโรคที่มีความผิดปกติของการเคลื่อนไหวทางเดินอาหาร (Motility disorder) ทั้งชนิดที่เคลื่อนไหวน้อยไป หรือมากเกินไป ทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคได้แม่นยำและถูกต้องมากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างถูกต้องตรงจุด และบางครั้งสามารถทำให้หายขาดจากโรคได้ โดยเป็นวิธีการตรวจที่ปลอดภัยและไม่ยุ่งยาก

ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ  โรงพยาบาลเวชธานี

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลเวชธานี
  • 23 พฤษภาคม 2555, 12:00 น.
 

ห้องนํ้าในฝัน รสนิยมเฉพาะตัว 2012/05/26

http://www.thairath.co.th/content/life/262512

23 พฤษภาคม 2555, 05:15 น.

Pic_262512

ศุภานวิต–กวีพันธ์ เอี่ยมสกุลรัตน์ กับเหล่าดีไซเนอร์ กรกช คุณาลังกา, สมิตร โอบายะวาทย์ และ ม.ล.ปรเมศ วรวรรณ

เอาใจคนรักห้องน้ำเต็มพิกัด!! คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (ซีดีซี) ภายใต้การนำของ “กวีพันธ์ เอี่ยมสกุลรัตน์” จัดงาน “Bath and The Launching Party at CDC” เมื่อ ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เปิดตัวโซนสุขภัณฑ์และกระเบื้องหรู “Bath and Tile” กว่า 30 โชว์รูม เพื่อเป็นศูนย์รวมผลิตภัณฑ์ห้องน้ำที่ครบวงจรที่สุด

ศุภานวิต เอี่ยมสกุลรัตน์ ได้กลุ่มเพื่อนรัก อาทิ ณินทิรา โสภณพนิช, ยุพดา ภัทรประสิทธิ์, จุฑามาศ เบญจรงคกุลและเมก้า ศรีอรทัยกุล จับมือกันมาชื่นชมโซนใหม่ศุภานวิต เอี่ยมสกุลรัตน์ ได้กลุ่มเพื่อนรัก อาทิ ณินทิรา โสภณพนิช, ยุพดา ภัทรประสิทธิ์, จุฑามาศ เบญจรงคกุลและเมก้า ศรีอรทัยกุล จับมือกันมาชื่นชมโซนใหม่

งานนี้ยังเชื้อเชิญอินทีเรียดีไซเนอร์ชื่อดัง “ม.ล.ปรเมศ วรวรรณ” มาพูดคุยถึงห้องน้ำในฝันว่า ผมเป็นคนชื่นชอบศิลปะมาก จึงตัดสินใจไปเรียนต่อที่มิลาน ประเทศอิตาลี ซึ่งมองไปทางไหนก็มีแต่ศิลปะที่สร้างแรงบันดาลใจให้มากมาย สำหรับห้องน้ำ ผมให้ความสำคัญไม่แพ้ห้องอื่นๆของบ้าน สไตล์ที่ผมชอบเป็นพิเศษไม่มีวันเบื่อคือ แนวเรียบเท่ มินิมอล แต่ดูหรูหรามีระดับ อาจมีเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเด่นไม่กี่ชิ้นเพื่อดึงดูดสายตา เช่น ผลงานการเพนต์แบบแฮนด์เมดมีชิ้นเดียวในโลกของศิลปินดังๆ เพื่อบ่งบอกบุคลิกและรสนิยมเฉพาะตัว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวหน้าสตรี
  • 23 พฤษภาคม 2555, 05:15 น.
 

แชมพู’แมนๆ’ แก้ทุกปัญหาเส้นผมได้ชะงัด!! 2012/05/21

http://www.thairath.co.th/content/life/261160

20 พฤษภาคม 2555, 16:00 น.

Pic_261160

หนุ่มๆ คนไหนที่กำลังกังวัลเรื่องเส้นผมหลุดร่วงจนใกล้ครบล้านเต็มที ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมจาก ‘เคเรสต้า’ ได้เปิดตัว “เคเรสตาส ออมม์ แคปปิเทิล ฟอร์ซ วีต้า เอเนอไจซิ่ง เอฟเฟค แชมพู” แชมพูขั้นเทพแก้ทุกปัญหาของหนังศีรษะ

ความกังวลหลักเกี่ยวกับเส้นผมของผู้ชายทั่วโลก คือ ความหนาแน่นของเส้นผมที่ลดลง โดยส่วนใหญ่มีสาเหตุเกิดมาจากปริมาณฮอร์โมนเทสโทสเตอร์โรนที่ลดลง และปัจจัยมลภาวะภายนอกต่างๆ เช่น การสวมหมวกนิรภัย ควันพิษ และรังสียูวี ‘Kérastase’ (เคเรสตาส) ผู้นำแห่งผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมระดับโลกขอแนะนำ “เคเรสตาส ออมม์ แคปปิเทิล ฟอร์ซ วีต้า เอเนอไจซิ่ง เอฟเฟค แชมพู” นวัตกรรมแชมพูเพื่อช่วยเสริมสร้างความหนาแน่น แลดูมีวอลลุ่มให้เส้นผมของผู้ชาย พร้อมคืนความสดชื่นให้หนังศีรษะ

เพราะเนื้อแชมพูอัดแน่นด้วยประสิทธิภาพของเทคโนโลยี ซิสเต็มส์ ทอรีน และวีต้า เอเนอร์ไจซิ่ง ค็อกเทล อุดมไปด้วย ดี ไบโอติน, ทอรีน+ SP94, โสม, เมนทอล จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการหมุนเวียนของหนังศีรษะช่วยต่อต้านการลีบแบน ขาดร่วงของเส้นผม พบทางเลือกใหม่จาก เคเรสตาส ออมม์ ที่จะช่วยฟื้นความแข็งแรงของผม ให้ผมแลดูมีชีวิตชีวา เงางามพร้อมเผยสุขภาพดี ได้แล้ววันนี้

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 20 พฤษภาคม 2555, 16:00 น.
 

แนะ ทาครีมกันแดดอย่างถูกวิธี 2012/05/18

http://www.thairath.co.th/content/life/261159

18 พฤษภาคม 2555, 05:15 น.

Pic_261159

ร้อนนี้ต้องบอกว่าช่างแสนสาหัสจริงๆ เพราะอุณหภูมิที่พุ่งทะลุเกิน 40 องศาเซลเซียส ไม่เพียงแต่จะทำให้ร่างกายคนเราปรับตัวไม่ทัน แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อผิวหนังที่รับแดด ทั้งนี้เพราะรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) จะทำลายเซลล์ผิวหนัง ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดมะเร็งผิวหนัง ครีมกันแดดจึงเป็นอาวุธสำคัญที่จะช่วยปกป้องผิวหนังของคนเราไม่ให้ไหม้เกรียมหรือเกิดโรคร้าย วันนี้จึงมีวิธีการทาครีมกันแดดจากแบรนด์  “ไมนัส ซัน” มาบอกเล่าให้รู้กันว่า ควรทาครีมกันแดดอย่างไรเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

หมอก้อง-สรวิชญ์หมอก้อง-สรวิชญ์

ในฐานะพรีเซ็นเตอร์ของผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดไมนัส ซัน หมอก้อง–สรวิชญ์ สุบุญ เผยว่า ปัจจุบันมีผลการวิจัยที่เผยแพร่ในวารสารทางการแพทย์ชั้นนำพบว่า กว่า 70% ของผู้ที่ใช้ผลิตภัณฑ์กันแดด ทาครีมกันแดดไม่ครอบคลุมทั่วทั้งใบหน้า  เพราะจากการตรวจสอบแล้วพบว่า มีช่องว่างให้แสงแดดหลุดลอดเข้าไปทำอันตรายกับผิวได้ ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดฝ้า กระ ตลอดจนการเกิดสีผิวไม่สม่ำเสมอ “ไมนัส ซัน” จึงจัดแคมเปญ “7 Zones Game with Minus–Sun” เพื่อสร้างความตระหนักในการทาครีมกันแดดอย่างถูกวิธี ให้ได้ผลปกป้องอย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยการทาครีมกันแดดให้ครอบคลุมทั่วใบหน้า แบ่งออกเป็น 7 ส่วนคือ 1. ครึ่งหน้าผาก  2. ระหว่างขมับถึงหางตา  3. โหนกแก้ม ด้านบน บริเวณแนวติ่งหูไปยังมุมจมูก 4.แก้มด้านล่างถึงมุมปาก จากบริเวณระหว่างติ่งหูกับมุมปากถึงร่องแก้ม 5.มุมปากถึงคาง 6.หัวคิ้วยาวลงมาถึงข้างจมูกถึงริมฝีปาก และ 7.ครึ่งจมูก แคมเปญนี้ “ไมนัส ซัน” ยังเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ครีมกันแดดได้ร่วมสนุก ด้วยการทาครีมกันแดดให้ครอบคลุมทั่วใบหน้า โดยไม่มีช่องว่างให้แสงทะลุผ่าน เพื่อลุ้นรับของรางวัลกว่า 5 แสนบาท ระหว่างนี้ถึง  30  มิ.ย.  ดูรายละเอียดได้ที่ www.facebook.com/Minussunclub

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวหน้าสตรี
  • 18 พฤษภาคม 2555, 05:15 น.
 

อันตรายจากการใช้ยาระบายเป็นประจำ 2012/05/16

http://www.thairath.co.th/content/life/260617

16 พฤษภาคม 2555, 15:30 น.

Pic_260617

คนส่วนใหญ่คิดว่าแค่ยาระบายไม่มีอันตรายอะไร บางคนใช้ยาระบายเพื่อลดความอ้วนโดยรับประทานต่อเนื่องทุกวันเป็นเวลาหลายเดือน ซึ่งเป็นการใช้ยาที่ไม่ถูกต้อง นอกจากไม่ได้ผลในการลดความอ้วนแล้ว ยังอาจทำให้เกิดผลเสียกับร่างกายตามมาอีกด้วย

ยาระบายมีหลายประเภท

ยาในกลุ่มยาระบายนั้นมีหลายประเภทตามกลไกการออกฤทธิ์ของยา ได้แก่ ยาเพิ่มปริมาณอุจจาระ (Bulk-producing agents) เช่น Mucillin powder, ยาทำให้อุจจาระอ่อนนุ่ม (Stool softeners / Surfactants) เช่น Docusate sodium, ยาประเภทหล่อลื่น (Lubricants/ Emollient) เช่น Mineral oil, ยาประเภทเพิ่มปริมาตรน้ำ (Hydrating agents (osmotics)) เช่น Milk of magnesia, ไฮเปอร์ออสโมติก เอเจนต์ (Hyperosmotic agents) เช่น ยาเหน็บ Glycerin  และยาประเภทกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ (Stimulant) เช่น Bisacodyl, มะขามแขก ซึ่งการพิจารณาเลือกใช้ยานั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่นสภาพร่างกายของผู้ป่วย ภาวะโรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่ หรือความรุนแรงของอาการท้องผูก

 

ใช้ยาระบายเป็นประจำ จะทำให้เกิดอันตรายอย่างไร

ยาระบายที่นิยมซื้อใช้กันส่วนใหญ่ในบ้านเรา เป็นยากลุ่มกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ (stimulant laxatives) เช่น ยาที่มีส่วนประกอบของสมุนไพรมะขามแขก และยา Bisacodyl (ส่วนใหญ่ที่พบจะเป็นยาเม็ดเคลือบสีเหลืองเล็กๆ)  ขนาดการใช้ยาระบายกลุ่มนี้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการท้องผูก และการตอบสนองของผู้ป่วย และควรใช้เท่าที่จำเป็นในช่วงสั้นๆ เท่านั้น ไม่ควรใช้ในการลดความอ้วน หรือใช้บรรเทาอาการท้องผูกติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เพราะเมื่อใช้ยาในกลุ่มนี้ต่อเนื่องไปนานๆ จะทำให้เกิดภาวะลำไส้เคยชินต่อยาระบาย ร่างกายไม่สามารถขับถ่ายได้เอง และจะทนต่อยามากขึ้นเรื่อยๆ จนต้องเพิ่มขนาดยามากขึ้นเรื่อยๆ ลำไส้ทำงานไม่ปกติยากต่อการแก้ไข นอกจากนี้ยังอาจเกิดภาวะปวดท้อง ระดับเกลือแร่เสียสมดุล ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง เวียนศีรษะได้อีกด้วย

การรักษาอาการท้องผูกที่ถูกวิธีคือการรักษาที่สาเหตุ เช่น บางคนดื่มน้ำน้อยเกินไป ทานอาหารประเภทกากใยน้อยเกินไป มีภาวะเครียด หรือรับประทานยาบางประเภทที่ทำให้ท้องผูก เช่น ยาแก้ท้องเสียบางชนิด รับประทานมากเกินไปอาจทำให้ท้องผูก (Immodium, Lomotil เป็นต้น) ส่วนการลดความอ้วนที่ถูกวิธีนั้น ควรรับประทานอาหารให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย และออกกำลังกายเป็นประจำ ส่วนการรับประทานยาระบายเป็นเพียงการระบายมวลอุจจาระออกจากร่างกายไม่ได้มีผลต่อการลดการดูดซึมไขมัน หรือลดไขมันที่สะสมอยู่ออกจากร่างกายแต่อย่างใด

ดังนั้น คราวต่อไปก่อนหยิบยาระบายขึ้นมาใช้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ลองฉุกคิดดูสักนิดว่าพอจะแก้ไขด้วยทางเลือกอื่นได้หรือไม่ และให้ยาระบายเป็นทางเลือกอันดับท้ายๆ ดีกว่าไปทำลายระบบขับถ่ายของร่างกายด้วยการกินยาระบายเป็นประจำจนทำลำไส้เสียนิสัย

สงสัยเรื่องการใช้ยาปรึกษาเภสัชกร โดยตรงที่
ศูนย์บริการข้อมูลข่าวสารด้านยา โรงพยาบาลเวชธานี
โทร. 0-2734-0000 ต่อ 1220 ทุกวัน 09.00 – 17.00 น.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ศูนย์บริการข้อมูลข่าวสารด้านยา โรงพยาบาลเวชธานี
  • 16 พฤษภาคม 2555, 15:30 น.
 

4 เทคนิคเล้าโลมขั้นเทพ จุดชนวนสงครามแห่งรัก 2012/05/16

http://www.thairath.co.th/content/life/260527

16 พฤษภาคม 2555, 08:00 น.

Pic_260527

หนุ่มๆ คนไหนกำลังมองหาวิธีใหม่ๆ ที่จะพาคู่รักสนุกไม่รู้ลืมในศึกรักที่เร่าร้อน ไทยรัฐออนไลน์ได้นำสุดยอดเทคนิคมาฝาก รับรองว่าสาวข้างกายต้องยกนิ้วชื่นชม..

ชายหนุ่มทั้งหลายที่กำลังดีอกดีใจที่สามารถมอบความอภิรมย์ให้สาวข้างกายได้สำเร็จทุกครั้ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป คำว่าเก่งอาจกลายเป็นเบื่อ ดังนั้น เพื่อไม่ให้สาวๆ เซ็งของดีที่จืดชืด ไทยรัฐออนไลน์จึงนำเทคนิคปลุกปั้นอารมณ์พิศวาสใหม่ๆ ที่ทำไม่ยากมาฝากหนุ่มๆ ก่อนที่ศึกรักที่เคยร้อนแรงจะมอดไหม้จนเหลือแต่ซากไหม้ที่จุดไฟอย่างไรก็ไม่ติดอีก

กลิ่นหอมชวนกระหาย

นักวิจัยการันตีว่า กลิ่นน้ำหอมมีส่วนอย่างมากที่ชวนกระตุ้นต่อมตัณหาให้ระเบิดได้ง่ายๆ ซึ่งในที่นี้ไม่จำเพาะแค่กลิ่นกายของหนุ่มๆเท่านั้น อาจรวมถึงสภาพแวดล้อม อย่างเช่นในห้องนอนที่อาจทำโรแมนติก จุดเทียนหอมสร้างอารมณ์รัก หรือเลือกถุงยางที่มีกลิ่นน่ากิน เย้ายวนใจ แค่นี้สาวๆ ก็เคลิ้มจะแย่แล้ว

นวดเท้าสื่อรัก

ไม่ใช่ให้หนุ่มๆ เป็นหมอกดจุด นวดปลายเท้าให้หญิงคนรักแล้วจะสำเร็จความใคร่ได้ แต่แนะนำให้หนุ่มๆ เริ่มต้นบิ้วต์อารมณ์สาวๆด้วยการนวดเท้าให้ ใช้เจลหรือครีมหอมๆ นวดอย่างเบามือ พร้อมกับพูดคุยอย่างเป็นกันเอง แน่นอนเลยว่า การสัมผัสด้วยความรักพร้อมกับคำพูดเสนาะหู จะช่วยจุดชนวนสงครามรักให้ปะทุขึ้นในไม่ช้า

จุดเสียวที่ต้องรู้

หากการเล้าโลมเดินทางใกล้ถึงจุดสำคัญ ขอย้ำว่าหญิงสาวแทบทุกคนที่จุดเสียวที่รับรองว่าสัมผัสโดนทีไรเป็นอันติดใจแทบทั้งนั้น ผู้เชี่ยวชาญเรื่องบนเตียงกล่าวว่า หากเปรียบบุปผาของสาวๆ เป็นนาฬิกา บริเวณ 10 นาฬิกา และ 2 นาฬิกา ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สร้างความเสียวซ่านแบบไม่รู้ลืม

ซ้ายมือสยิวกว่า

ผลวิจัยทางการแพทย์ออกมาแล้วว่า การสัมผัสร่างกายทางด้านซ้ายของสาวๆ จะช่วยกระตุ้นอารมณ์ทางเพศได้มากกว่าด้านขวามือ เพราะสมองทางซีกขวา ซึ่งเป็นจุดรวบรวมระบบประสาททางเพศ และควบคุมสั่งงานอวัยวะทางซ้ายมือของร่างกาย ดังนั้นหากหนุ่มๆ จะเริ่มต้นเล้าเลียให้พุ่งเป้าไปที่ร่างกายซีกซ้ายจะประสบความสำเร็จมากกว่า.

ข้อมูล : askmen

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 16 พฤษภาคม 2555, 08:00 น.
 

หมอเตือน สาวออฟฟิศเมืองกรุงขาดวิตามินดีก่อให้เกิดโรคกระดูกพรุน 2012/05/16

http://www.thairath.co.th/content/life/260596

16 พฤษภาคม 2555, 05:30 น.

Pic_260596

หนุ่มสาวออฟฟิศเมืองกรุงระวังร่างกายอาจเสี่ยงกับการขาดวิตามินดี ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกระดูกในอนาคต จากการบรรยายวิชาการ Luncheon Symposum ของ ศ.นพ.บุญส่ง องค์พิพัฒนกุล จากหน่วยโรคต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสึม ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ในหัวข้อ “ภาวะขาดวิตามินดีในประเทศไทยและการดูแลรักษา” ซึ่งจัดโดยราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับบริษัท อังกฤษตรางู (แอล.พี.) จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันกลุ่มเสี่ยงที่ขาดวิตามินดีในประเทศไทย คือ กลุ่มหนุ่มสาววัยทำงาน ซึ่งสวนทางกับต่างประเทศที่กลุ่มเสี่ยงจะอยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุ

ศ.นพ.บุญส่ง องค์พิพัฒนกุลศ.นพ.บุญส่ง องค์พิพัฒนกุล

คุณหมอบุญส่งกล่าวอีกว่า สำหรับปัจจัยที่ทำให้กลุ่มหนุ่มสาวไทยขาดวิตามินดี เนื่องจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่ค่อยได้รับแสงแดด การทาครีมกันแดดเพื่อป้องกันรังสียูวีเอและยูวีบีเป็นประจำ การบริโภคอาหารที่ไม่มีวิตามินดี เป็นต้น ซึ่งผลการขาดวิตามินดีเป็นเวลานาน จะก่อให้เกิดโรคกระดูกพรุน นอกจากนี้อาจส่งผลเกี่ยวข้อง ก่อให้เกิดโรคหัวใจ, ความดันสูง, มะเร็งบางชนิด และการติดเชื้อ จากผลการสำรวจสุขภาพประชากรไทย พบว่าผู้ที่อาศัยในกรุงเทพฯ มีวิตามินดีต่ำกว่ามาตรฐาน มีจำนวนถึง 14.3% ขณะที่ภาคกลาง 6.5% ภาคเหนือ 4.3% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2.8% และภาคใต้ 6.3%

สำหรับประโยชน์ของวิตามินดี คุณหมอบุญส่งบอกว่า วิตามินดี เป็นวิตามินสำคัญที่ช่วยในการดูดซึมแคลเซียม แนวทางการทำให้ร่างกายได้รับวิตามินดีอย่างเพียง พอ คือ การออกแดด หรือตากแดดบ้างเป็นเวลา 15 นาที 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์, การรับประ- ทานอาหารที่มีวิตามินดีสูง เช่น เห็ดหอมตากแห้ง, ปลาแซล-มอน หรือการรับ-ประทานอาหารเสริมวิตามินดี เป็นต้น.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวหน้าสตรี
  • 16 พฤษภาคม 2555, 05:30 น.
 

ฟื้นฟูผิวหน้าไหม้แดดแบบเร่งด่วน 2012/05/15

http://www.thairath.co.th/content/life/259717

14 พฤษภาคม 2555, 17:00 น.

Pic_259717

อากาศยิ่งร้อน แดดยิ่งแรง พร้อมแผดเผาทำลายผิวได้ง่ายๆ แน่นอนว่าเมื่อผิวปะทะแดดอย่างจัง หน้าดำ หมองคล้ำ ริ้วรอยหยาบกร้านก็ตามมาเป็นพรวน ซึ่งถึงแม้ว่าเราสามารถฟื้นฟูผิวไหม้แดดให้กลับมาขาวเหมือนเดิมได้หลากหลายวิธีให้เลือก แต่ก่อนที่จะพึ่งคอร์สทรีตเมนต์ในสปา หรือเวียนเข้าออกศูนย์ความงามด้วยค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง เราลองดูวิธีฟื้นฟูปัญหาผิวหน้าไหม้แดดในเบื้องต้นด้วยตัวเองได้ง่ายๆ แบบเร่งด่วนกันก่อน

ทันทีที่ปะทะแสงแดด อย่ามัวแต่นั่งรำพึงรำพันถึงปัญหา ปล่อยให้หน้าคล้ำๆ ตอกย้ำจิตใจอยู่เฉยๆ ควรรีบจัดการกู้สภาพผิวให้กลับมาซะแต่เนิ่นๆ วิธีการนั้นไม่ยาก หากดูแลอย่างถูกวิธีและทำอย่างต่อเนื่อง โดยเภสัชกรรักษ์ วงษ์สาคร ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผิว และผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท คิวรอน จำกัด ขอแนะนำเคล็ดลับการฟื้นฟูผิวหน้าในช่วงหน้าร้อนนี้ “ปัญหาที่ทุกคนเจอแม้จะระดมทาครีมกันแดด SPF 60 PA++ไปแล้ว แต่ก็ยังเอาไม่อยู่ แดดยิ่งแรงผิวก็ยิ่งคล้ำขึ้น แถมยังไม่พอยังรู้สึกแสบ! ร้อน! แดง! จนถึงขั้นผิวลอกเป็นแผ่นๆ! หากปล่อยไว้ไม่ดูแลอย่างเร่งด่วน จะทำให้เซลล์ผิวใหม่หลังการลอกกลายเป็นผิวหยาบกร้าน เป็นจุดหมองคล้ำ และมีริ้วรอยตามมา ให้ท่องไว้เสมอหลังโดนแดดอย่าช้าผิวสวยรอไม่ได้ ต้องทำการฟื้นฟูทันที ตามสเตปดังนี้

1.การปรับอุณหภูมิผิวหลังโดนแดดเผานั้นสำคัญ ให้ใช้ผ้าขนหนูที่แช่เย็นหรือชุบน้ำเย็นประคบตรงบริเวณที่โดนแดดเผา เน้นเป็นจุดๆ ทั่วใบหน้า โดยเฉพาะทีโซนจะเป็นพื้นที่ที่โดนแสงแดดทำร้ายมากที่สุด การทำเช่นนี้เพื่อให้อุณหภูมิของผิวหนังบริเวณผิวหน้ากลับมาเป็นปกติ ค่อยๆ ทำซ้ำ หลายๆ ครั้ง จนรู้สึกว่าผิวเย็นหายร้อน

2.เลี่ยงการถูด้วยสบู่ล้างหน้า ถ้าผิวบริเวณใบหน้าโดนแดดเผา ควรจะเลี่ยงการใช้สบู่หรือครีมล้างหน้าต่างๆ แล้วใช้เพียงน้ำสะอาดแทน หากเป็นไปได้เพื่อลดอาการระคายเคืองของผิวหน้า เลี่ยงการใช้มือสัมผัสเวลาทำความสะอาดหน้า ทาครีมบำรุง ควรใช้เครื่องนวดหน้าคุณภาพมาตรฐานหัวนวดสแตนเลส สตีลคุณภาพสูงแทนการใช้มือสัมผัสผิวโดยตรง เพื่อป้องกันการระคายเคืองกับผิวที่ตอนนี้บอบบางแพ้ง่ายเป็นพิเศษ

3. จนกว่ารอยไหม้จากแดดจะดีขึ้น ลดการใช้เครื่องสำอางต่างๆ ไว้ก่อน สาวๆ หลายคนพอโดนแดดมากๆ ก็มักรู้สึกอยากจะหันไปพี่งเครื่องสำอางจำพวกขาวใสทันที แต่ระหว่างที่ผิวยังอยู่ในสภาพการโดนเผา เครื่องสำอางเหล่านี้อาจจะยิ่งซ้ำเติมรอยแผลและการฟื้นฟูผิวได้ ฉะนั้นอดใจรอให้เวลาผิวได้ปรับตัวให้ดีขึ้นก่อนจะดีกว่า

4. เมื่อรอยไหม้จากแดดดีขึ้นแล้ว เร่งเติมน้ำให้กับผิว หลังจากโดนแดดเผา ปริมาณน้ำใต้ผิวจะลดลงอย่างมาก พอสภาพรอยไหม้เริ่มดีขึ้นระดับหนึ่ง ก็ถึงเวลาที่ต้องเติมน้ำให้กับผิวอย่างเร่งด่วน ลงโทนเนอร์และมอยส์เจอไรเซอร์บำรุงผิวให้มากกว่าปกติเป็น 2 เท่า แต่เพราะกลไกธรรมชาติแห่งผิวพรรณมักจะตีความสารอาหารบำรุงผิวเป็นสิ่งแปลกปลอม และขัดขวางไม่ไห้สารบำรุงที่ผิวต้องการเข้าสู่ผิว ดังนั้นเราจึงควรหาตัวช่วยที่สามารถผลักครีมบำรุงเข้าสู่ผิวอย่างล้ำลึกและทันทีทันใด ในวงการความงามนิยมใช้เครื่องนวดหน้าผลักครีมเข้าสู่ผิว พร้อมนวดกระตุ้นเซลล์ผิวให้เกิดการยืดหยุ่น ดีทอกซ์ผิวหน้าให้สดชื่น คอยเติมน้ำให้ผิวอย่างเพียงพอ เพื่อเป็นการเพิ่มความแข็งแรงให้คอลลาเจนและอิลาสตินในชั้นผิวได้โดยตรง

5. ขณะที่ผิวกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ให้บำรุงผิวเพิ่มเติม ด้วยโลชั่นหรือเซรั่ม ที่มีความสามารถในการปกป้อง ความชุ่มชื่นในผิวสูง โดยเฉพาะสารบำรุงที่มีส่วนผสมในการช่วยยับยั้งการขยายตัวของเม็ดสีเมลานิน อย่างเช่นส่วนผสมของ Vitamin C หรือว่าผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจำพวก Whitening ก็จะช่วยปกป้องการเกิดฝ้าและกระให้กับผิวได้ดีขึ้น โดยใช้ควบคู่กับเครื่องนวดหน้าระบบอัลตร้าโซนิค (เทคโนโลยีคลื่นเสียงความถี่สูง) และกัลวานิคไอออน (ปล่อยประจุไฟฟ้าแบบอ่อนๆ ที่อาศัยการผลักดึงของขั้วบวกและขั้วลบ) เพื่อเปิดรับการกระชับรูขุมขน สู่การผลักสารสำคัญตรงเข้าบำรุงผิวหน้าได้อย่างล้ำลึก พร้อมจะกลับมาแต่งหน้าสวยได้ตามปกติ

ใครที่อยากฟื้นฟูผิวสวยช่วงหน้าร้อนที่แดดแรงเป็นพิเศษ สามารถนำเคล็ดลับฟื้นฟูผิวหน้าไหม้แดดแบบเร่งด่วนในสไตล์สวยพึ่งตัวเองเห็นผลชัดเจนอย่างผู้เชี่ยวชาญ เรียกว่าสวยถูกวิธี ผิวดีแบบประหยัดงบ.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 14 พฤษภาคม 2555, 17:00 น.
 

จัดกิจกรรม ไขทุกข้อสงสัย ‘ฝังแร่’ ทางเลือกพิชิตมะเร็งต่อมลูกหมาก…! 2012/05/15

http://www.thairath.co.th/content/life/260262

14 พฤษภาคม 2555, 16:00 น.

Pic_260262

เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่น่าสนใจ จึงเอามาบอกต่อกับการไขทุกข้อสงสัยในงานสัมมนา “ฝังแร่” ทางเลือกพิชิตมะเร็งต่อมลูกหมาก โดย นพ.วิรุณ โทณะวณิก แพทย์ไทยในสหรัฐฯ ผู้เชี่ยวชาญการรักษามะเร็งต่อมลูกหมากด้วยวิธีการฝังแร่มามากกว่า 1,900 ราย

ที่มาพร้อมกับข้อมูลวิธีการสังเกตอาการเริ่มแรกของมะเร็งต่อมลูกหมาก วิธีรักษาด้วยการฝังแร่ เป็นการรักษาที่ไม่มีผลกระทบต่อสมรรถภาพทางเพศ ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาล หมดกังวลกับอาการปัสสาวะเล็ดราดหลังการรักษา พร้อมร่วมพูดคุยกับคนไข้ที่เคยได้รับการรักษาด้วยการฝังแร่จนหายขาด รับหน้าที่พิธีกรโดยผู้จัดคลื่น 101 ณัฐพงษ์ ธีระภัทรานนท์ พร้อมการแถลงข่าวเปิดตัว “ศูนย์ฝังแร่มะเร็งต่อมลูกหมาก” ในวันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม 2555 เวลา 09.00-12.30 น. ณ ห้องประชุมชั้น 4 ตรัยยา โรงพยาบาลปิยะเวท

ให้โอกาสตัวคุณเอง !!! ร่วมหาคำตอบได้ในงานนี้ สำหรับท่านชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป 50 ท่านแรกที่เข้าร่วมกิจกรรม รับบริการตรวจหาสารบ่งชี้มะเร็งต่อมลูกหมาก (PSA) ฟรีทันทีในงาน สอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ที่ Call Center โทร.02-625-6555 หรือ www.piyavate.com

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 14 พฤษภาคม 2555, 16:00 น.
 

เปาโล-กรุงเทพ 2 ยักษ์ รพ. เปิดศูนย์สุขภาพเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง 2012/05/15

http://www.thairath.co.th/content/life/259701

14 พฤษภาคม 2555, 14:00 น.

Pic_259701

ผนึกกำลังครั้งสำคัญระหว่างเครือ รพ. เปาโลฯ และรพ.กรุงเทพ กับครั้งแรกของความร่วมมือด้านการแพทย์ด้วยการเปิดศูนย์การแพทย์เฉพาะทางใหม่ล่าสุด ได้แก่ “ศูนย์มะเร็ง” โรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล โดยโรงพยาบาลวัฒโนสถ ณ รพ.เปาโล เมโมเรียล สาขานวมินทร์

นายอัฐ ทองแตง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเครือโรงพยาบาลพญาไทและเครือโรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล กล่าวว่า การเปิด “ศูนย์มะเร็ง” โรงพยาบาล เปาโล เมโมเรียล โดยโรงพยาบาลวัฒโนสถ มีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับกลุ่มผู้ใช้บริการที่ไม่สามารถใช้บริการตรงกับ รพ.วัฒโนสถ เนื่องจากเหตุปัจจัยหลายๆ อย่าง อาทิ ปัจจัยด้านการเงิน, ปัจจัยด้านการเดินทางสำหรับคนที่อยู่ในย่านชานเมือง, ปัจจัยด้านประกันสุขภาพที่ไม่ครอบคลุม และวงเงินการรักษาพยาบาลที่จำกัด เป็นต้น อีกทั้งในปัจจุบันเป็นที่ทราบดีว่า “โรคมะเร็ง” เป็นโรคที่คร่าชีวิตคนไทยเป็นอันดับหนึ่ง  ดังนั้นเทรนด์ในการดูแลรักษาสุขภาพของคนไทยจึงมุ่งเน้นในการป้องกัน และดูแลรักษา “โรคมะเร็ง” เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย”

สำหรับจุดเด่นของ “ศูนย์มะเร็ง” โรงพยาบาล เปาโล เมโมเรียล โดยโรงพยาบาลวัฒโนสถ นั้น นายแพทย์ชาตรี ดวงเนตร กรรมการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) และประธานคณะผู้บริหารศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า “ ‘ศูนย์มะเร็ง’ แห่งนี้เกิดจากศักยภาพและความพร้อมของทั้งสองโรงพยาบาล สำหรับเปาโล นวมินทร์ เราเล็งเห็นถึงศักยภาพและความพร้อมในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น ด้านบุคลากร สถานที่ เทคโนโลยี อุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัยเพื่อพร้อมใช้ในการรักษา ส่วนด้าน รพ.วัฒโนสถเป็นที่ทราบกันดีว่า เรามีศักยภาพทางด้านการแพทย์และกระบวนการรักษา “โรคมะเร็ง” ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญมายาวนานกว่า 6 ปี  เมื่อนำศักยภาพและความพร้อมของทั้งสองโรงพยาบาลมาประกอบกัน ผู้ใช้บริการจึงสามารถมั่นใจได้ 100%  ถึงการรักษาและการบริการที่ได้มาตรฐานของ “ศูนย์มะเร็ง” โรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล โดยโรงพยาบาลวัฒโนสถ แห่งนี้ได้อย่างแน่นอน”

ในส่วนการให้บริการด้านการแพทย์ของ “ศูนย์มะเร็ง” โรงพยาบาล เปาโล เมโมเรียล โดยโรงพยาบาลวัฒโนสถ นั้น ทางศูนย์มีการให้บริการด้านการป้องกันและดูแลรักษา “โรคมะเร็ง” แบบครบวงจร ตั้งแต่การตรวจหามะเร็งในระยะแรก การวางแผน การรักษาเมื่อตรวจพบ  จนกระทั่งถึงการรักษาแบบการฉายรังสีเพื่อยับยั้งการแพร่กระจายของ “โรคมะเร็ง” ในอวัยวะต่าง ๆ

นอกจากนี้  “ศูนย์มะเร็ง” โรงพยาบาล เปาโล เมโมเรียล โดยโรงพยาบาล วัฒโนสถ ยังมีการให้บริการที่เหมือนกับ รพ.วัฒโนสถ กล่าวคือ ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มาประจำที่ศูนย์ฯ ก็เป็นทีมแพทย์เดียวกันกับ รพ.วัฒโนสถ อีกทั้งทีมพยาบาลที่ประจำที่ศูนย์ฯ แห่งนี้ก็ได้เข้ารับการฝึกที่ รพ.วัฒโนสถ โดยทีมแพทย์ชุดเดียวกันจึงเป็นการการันตีได้ว่าการดูแลรักษา “โรคมะเร็ง” ของศูนย์ฯ แห่งนี้มีมาตรฐานเทียบเท่า รพ.วัฒโนสถ อย่างแน่นอน แต่หากจะกล่าวถึงความแตกต่าง ซึ่งถือเป็นข้อดีและประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการ ก็จะเป็นที่ค่ารักษาพยาบาลที่มีราคาต่ำกว่า รพ.วัฒโนสถ  อีกทั้งยังมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษา “โรคมะเร็ง” จาก รพ.ภูมิพล  เข้ามาเสริมทัพในการตรวจรักษา เพื่อเพิ่มและสร้างความมั่นใจในคุณภาพการรักษาแก่ผู้ใช้บริการ โดยกลุ่มเป้าหมายหลักของศูนย์ฯ จะเน้นที่กลุ่มคนไข้ทั่วไปที่ต้องการเข้ารับการรักษาที่เกี่ยวข้องกับโรคเนื้องอกและมะเร็ง  อีกทั้งสำหรับคนไข้ประกันสังคม คนไข้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และคนไข้ที่ต้องการใช้สิทธิ์การรักษาอื่น ๆ ที่มีความจำเป็นจะต้องเข้ารับการรักษาแบบฉายรังสีซึ่งเครือ รพ. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการเปิดศูนย์ฯ ในครั้งนี้จะได้รับผลตอบรับที่ดี รวมทั้งได้รับความเชื่อมั่นจากกลุ่มผู้ใช้บริการอย่างแน่นอน

อีกทั้งทางเครือ รพ.เปาโลฯ และ รพ.กรุงเทพ ได้มีการวางแผนความร่วมมือในอนาคตเกี่ยวกับการพัฒนาด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ และการบริการด้านสุขภาพในหลากหลายรูปแบบ ด้วยการอาศัยศักยภาพและจุดเด่นของแต่ละโรงพยาบาลมาช่วยเติมเต็มธุรกิจของเครือ รพ.ฯ ให้มีความเข้มแข็งเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งมีแผนที่จะร่วมมือกันผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางด้านเฮลท์แคร์ เพื่อรองรับกับการเปิดเสรีประชาคมอาเซียนในปี 2558 ที่ใกล้จะมาถึงอีกด้วย

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 14 พฤษภาคม 2555, 14:00 น.
 

เกาหลีฮอตฮิต สเต็มเซลล์ นำมาเสริมสร้างความงาม 2012/05/14

http://www.thairath.co.th/content/life/260077

14 พฤษภาคม 2555, 05:45 น.

Pic_260077

สเต็มเซลล์ (Stem cell) เซลล์อัจฉริยะต้นกำเนิด หรือเซลล์แรกสุดของหน่วยชีวิต ก่อนที่จะพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์หน่วยอื่นๆ ของร่างกาย เช่น เซลล์ผิวหนัง เซลล์ไขมัน เซลล์กระดูก เซลล์หัวใจ เซลล์ตับ และเมื่อเซลล์พัฒนาไปแล้ว จะไม่สามารถย้อนกลับมาเป็นสเต็มเซลล์ได้อีก ปัจจุบันในวงการความงามได้นำสเต็มเซลล์ มาช่วยแก้ปัญหาริ้วรอย ความหย่อนคล้อย ซึ่ง นพ.อดุลย์ชัย แสงเสริฐ ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านความงาม กล่าวว่า จากที่ได้ศึกษาเรื่องสเต็มเซลล์ ที่ประเทศเกาหลีใต้ ต้องยอมรับว่า ปัจจุบันมีคนหันมาสนใจเรื่องสเต็มเซลล์มากขึ้น อาจเป็นเพราะสภาพแวดล้อมที่ทำร้ายผิวพรรณมากขึ้น หรือไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบ ทำให้เวลาการดูแลผิวน้อยลง พออายุเพิ่มขึ้นจึงต้องเผชิญปัญหาเรื่องริ้วรอยและความหย่อนคล้อยต่างๆ

ดร.จุง ซอง อิล และ นพ.อดุลย์ชัย แสงเสริฐดร.จุง ซอง อิล และ นพ.อดุลย์ชัย แสงเสริฐ

คุณหมออดุลย์ชัยกล่าวอีกว่า กระบวนการกว่าจะได้สเต็มเซลล์มานั้นจะต้องนำไปผ่านกระบวนการคัดแยกออกจากไขมันของตัวเองก่อนจะฉีดสเต็มเซลล์กลับเข้าไปใหม่ ซึ่งมีกระบวนการที่ละเอียดพอสมควร เพราะนอกจากไขมันที่ดูดออกมาจะไม่ให้สัมผัสกับอากาศแล้ว ยังต้องนำไปปั่นเพื่อแยกเป็นไขมันดี-ไม่ดี เพื่อนำไขมัน ดีไปปั่นซ้ำ และทำการคัดแยกสเต็มเซลล์ ซึ่งกระบวนการนี้เราเรียกว่า Activated Stem cell + Culture Stem cell ซึ่งกระบวนการทั้งหมดจะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง

ด้าน ดร.จุง ซอง อิล ศัลยแพทย์คนดังจากเกาหลี กล่าวเสริมว่า ในประเทศเกาหลีจะใช้เครื่องมือ Maxistem ในการช่วยแยกสเต็มเซลล์ ออกจากเซลล์ไขมัน นอกจากนี้ เครื่องมือนี้ยังสามารถแยกสเต็มเซลล์ และเพิ่มจำนวนมากกว่าเครื่องมือเดิมๆ ถึง 2 เท่า โดยบริษัท คลินิก และเครื่องมือ ต้องผ่านมาตรฐานการรับรองจากองค์การอาหารและยาของประเทศเกาหลี (KFDA) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ทั้งสิ้น การทำงานของสเต็มเซลล์ เมื่อฉีดเข้าสู่ส่วนต่างๆ ของใบหน้า เช่น ร่องแก้ม, รอยย่นหน้าผาก บริเวณแก้มที่ตอบ จะทำให้ช่องว่างระหว่างผิวหนังกับพังผืดใบหน้าชั้นลึกแน่นขึ้น ทำให้เส้นเอ็นที่ยึดหน้าตึงขึ้น ส่งผลให้ใบหน้ามีความเต่งตึงกว่าเก่า หรือถ้าต้องการเสริมจมูกหรือคาง ก็สามารถนำสเต็มเซลล์สกัดที่ผสมกับไขมัน ฉีดเพื่อทำการเสริมได้เลยเช่นกัน.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวหน้าสตรี
  • 14 พฤษภาคม 2555, 05:45 น.
 

เบื้องลึกกำจัดขนถาวร หมดเกลี้ยงไม่เหลือตอ 2012/05/14

http://www.thairath.co.th/content/life/259670

12 พฤษภาคม 2555, 14:00 น.

Pic_259670

ในยุคที่แฟชั่นแขนกุด โชว์ต้นแขน ยังอยู่ในกระแส  แน่นอนว่าสาวๆ หลายคนย่อมอยากมีใต้วงแขนขาวใส เรียบเนียน เพื่ออวดวงแขนอย่างมั่นใจ หลายคนจึงให้ความสนใจเลือกการกำจัดขนถาวร แต่จะมั่นใจได้อย่างไรว่ากำจัดแล้ว จะหมดไม่เหลือตอ จะต้องทำกี่ครั้งจึงจะหมดจดเบ็ดเสร็จ จะว่าไปแล้วเรื่องประสิทธิภาพในการกำจัดขน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยมาก นอกจากเรื่องเครื่องมือ หรือเทคโนโลยีแล้วก็ยังเกี่ยวข้องกับ วัย สีผิว สีขน และฮอร์โมนอีกด้วย

ข้อสังเกตเล็กๆ สำหรับสีผิว สีขน และการกำจัดขน ที่ควรรู้

– คนที่มีสีผิวขาว และเส้นขนดำ จะเป็นผู้ที่ทำการกำจัดขนแล้วเห็นผลมากที่สุด แถมระยะเวลาในการดูแลรักษายังเร็วกว่าคนผิวสีอื่น  
- สำหรับคนผิวดำ เช่น นิโกร ไม่เหมาะในการทำเลเซอร์กำจัดขน แต่ก็สามารถทำได้ค่ะแต่ต้องใช้เครื่องที่มีเทคโนโลยีสูง สอบถามกับผู้ให้บริการดูก่อนค่ะว่าเครื่องที่ให้บริการสามารถทำได้ไหม  
- สำหรับคนที่มีขนสีบลอนด์ เทา หรือแดง จะทำการกำจัดขนได้ค่อนข้างยากกว่าสีขนเข้ม เช่นเดียวกันค่ะต้องใช้เครื่องมือที่มีเทคโนโลยีระดับสูง และมีประสิทธิภาพสูง จึงต้องสอบถามผู้ให้บริการก่อนเช่นกัน

น่ายินดีกับสาวชาวเอเชียนะคะ ที่การกำจัดขนสำหรับสีผิวและผมอย่างเราๆ ทำได้ง่ายที่สุด 
นอกจากเรื่องสีผิวแล้วเรามาทำความรู้จักกับวงจรชีวิตของขนสักหน่อย เพื่อจะได้เข้าใจว่าการกำจัดขนถาวรนี่มีวิธีการอย่างไร และทำอย่างไรจึงจะกำจัดขนได้หมดไม่เหลือตอ

วงจรชีวิตของขน มี 3 ระยะคือ Anagen, Catagen และ Telogen ขนในแต่ละระยะมีอายุไม่เท่ากัน  ตลอดจนขนในแต่ละส่วนของผิวก็มีอายุไม่เท่ากัน เช่น บนศีรษะก็จะมีอายุประมาณ 3-4 ปี ใต้วงแขน ก็ประมาณ 1-3 เดือน  นอกจากนี้ยังขึ้นกับเชื้อชาติอีกด้วย  ระยะ Anagen เป็นช่วงเจริญวัยของขน ในระยะนี้ต่อมขนอยู่ลึกในชั้น dermis มีเส้นเลือดมาเลี้ยง มีลักษณะเป็นกระเปาะ เป็นระยะที่ประกอบด้วยเซลล์เม็ดสี และมีรากที่พร้อมจะสร้างขนใหม่  พอครบอายุของมันแล้ว เส้นขนจะไม่โตขึ้นอีก จากระยะนี้ต่อมขนจะเลื่อนสูงขึ้น สีเริ่มจางลง แยกตัวจากเส้นเลือดที่มาเลี้ยง และหลุดไปในที่สุด จากนี้ ร่างกายก็จะสร้างขนระยะ Anagen ให้เกิดขึ้นมาใหม่แทนที่ เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ

ในการกำจัดขนถาวรด้วยเลเซอร์  จะใช้เลเซอร์ความยาวคลื่นที่เหมาะสม เพื่อไปทำลายเซลล์เม็ดสีในชั้นรากขน  ทำให้เลเซอร์กำจัดขนมีผลกับขนในระยะ Anangen เท่านั้น โดยการส่งพลังงานความร้อน ผ่านแสงเลเซอร์ไปที่รากขน ตัวเซลล์เม็ดสีจะดูดซับพลังงาน ทำให้รากขนถูกทำลายอย่างรวดเร็ว  ผลลัพธ์ที่ชัดเจนคือ วงจรการเกิดขนเส้นใหม่จะช้าออกไป โดยเส้นขนที่เกิดจากนี้จะมีขนาดที่เล็กลง สีอ่อนลง และจะค่อยๆ ขึ้นน้อยลง จนหมดไปในที่สุด นี่เป็นสาเหตุว่าทำไมเราจึงต้องทำเลเซอร์หลายครั้ง  เพราะแต่ละครั้งที่ยิงเลเซอร์ก็จะกำจัดขนที่อยู่ในระยะ Anangen ให้หลุดไป และต้องรอให้ขนที่อยู่ในระยะอื่นๆ เข้าสู่ระยะ Anangen แล้วจึงกำจัดออกไปได้ แต่ละครั้งที่ยิงเลเซอร์จึงจำเป็นต้องทิ้งระยะห่างประมาณ 1 เดือน ในบางพื้นที่เช่น หนวด อาจยิงซ้ำทุก 2-3 สัปดาห์ เพราะอายุของขนในบริเวณนั้นสั้นกว่า  และต้องทำซ้ำประมาณ 5 – 8 ครั้ง  โดยปกติเมื่อทำไป 4- 5 ครั้ง ก็จะเหลือแต่ขนอ่อนๆ และค่อยๆ หมดไปในที่สุด

ผลการสำรวจผู้ที่ทำการกำจัดขนด้วยเลเซอร์ใต้วงแขน ส่วนใหญ่พบว่า ผิวใต้วงแขนดูขาว และเนียนขึ้น นั่นเป็นผลมาจากการไม่ไปรบกวนรากขน เพราะการโกนอาจเกิดแผลเล็กๆ ที่ผิวหนัง หรือใครที่เลือกการถอนอาจทำให้รูขุนขนกว้างขึ้น หรือนูนคล้ายหนังไก่ เกิดการระคายเคือง หรือผิวคล้ำด้านได้ แต่การกำจัดขนด้วยเลเซอร์บางกรณีอาจจะมีขนอ่อนๆขึ้นมาใหม่บ้าง  เพราะตราบใดที่เซลล์ยังมีการเจริญเติบโตก็อาจมีขนอ่อนเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ฮอร์โมนตามธรรมชาติ ก็ยังมีผลกับการสร้างเส้นขนใหม่ๆ อีกด้วย

เส้นขนที่กำจัดได้ยากที่สุด คือขนสีอ่อน ซึ่งในปัจจุบัน ได้มีการพัฒนาเครื่องมือให้ทันสมัย สามารถจัดการได้หมดแม้เส้นขนสีอ่อน แต่ไม่ว่าจะเป็นสีอะไร หรือผิวสีแบบไหน  การกำจัดขนให้ได้ประสิทธิภาพ จำเป็นต้องเลือกเครื่องมือให้เหมาะกับสีผิว และชนิดของเส้นขน การเลือกผู้ให้บริการ ที่มีเครื่องมือหลากหลาย และมีประสบการณ์ที่ยาวนาน ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่จะรับมือกับขนในแต่ละแบบได้อยู่หมัดแบบไม่เหลือตอ  ก็เล่นมีอาวุธครบมือ ยังไงก็ต้องรับมือดีกว่าอยู่แล้วค่ะ  ลองศึกษาหาข้อมูล สอบถามผู้ให้บริการก่อนตัดสินใจ เท่านี้ก็น่าจะวางใจ ได้อวดวงแขนเนียนไร้ขนอย่างสบายใจได้แน่นอนค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก www.apexprofoundbeauty.com

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 12 พฤษภาคม 2555, 14:00 น.
 

แนะ ปลูกฝังวินัยแก่ลูกตั้งแต่เด็ก ระวัง 3 คำพูดที่ทำลายอยากเรียนรู้ 2012/05/11

http://www.thairath.co.th/content/life/259132

10 พฤษภาคม 2555, 05:30 น.

Pic_259132

ครอบครัวธีระตันติกานนท์ ของหมอเอิง

ปลูกฝังความมีวินัยให้แก่เด็กๆ เบรน สคูล (Brain School) ฉลองครบรอบ 8 ปี ด้วยการจัดสัมมนาในหัวข้อ “ไขความเข้าใจ IQ-EQ กับความสำเร็จของการสร้างวินัยเชิงบวก” โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิด้านเด็กมาให้ความรู้และเทคนิคการเลี้ยงลูก ซึ่ง พญ.เกศินี โอวาสิทธิ์ กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก โรงพยาบาลสมิติเวชศรีนครินทร์ กล่าวว่า เวลาลูกทำอะไรบางอย่างผิด ไม่ควรตัดสินเด็กในทันที ไม่ว่าจะด้วยการตี หรือใช้คำพูดที่รุนแรง แต่ควรรับฟัง และให้โอกาสเขาได้อธิบาย เพื่อให้เด็กเรียนรู้หลักของเหตุและผลมากกว่าการใช้อารมณ์

พญ.เกศินี โอวาสิทธิ์พญ.เกศินี โอวาสิทธิ์

คุณหมอเกศินีกล่าวต่อว่า อยากให้ฟังเขาหน่อยว่าที่เขาทำไปเพราะอะไร และพ่อแม่ควรสังเกตดูว่าเขามีทีท่าอย่างไร มีอารมณ์อย่างไร เช่น ลูกทำจานแตก บางคนดุลูกก่อน น่าจะลองฟังเขาอธิบาย บางทีเขาอาจจะช่วยเราเก็บจาน แต่บังเอิญทำจานตกแตกก็เป็นได้ ถ้าให้ดีแสดงความเป็นห่วงเขาด้วยการถามว่าเจ็บไหมลูก จากนั้นรับฟังเขาโดยไม่ใส่อารมณ์ พ่อแม่ควรรู้จักขอโทษและอภัยให้เป็นด้วย พ่อแม่ต้องเข้าใจด้วยว่า การง้อของเด็ก บางทีไม่ได้เข้ามาขอโทษ แต่อาจจะเข้ามาคลอเคลีย การเข้ามาง้อแบบนี้แสดงว่าเขารู้แล้วว่าทำผิด และรอการให้อภัยจากพ่อแม่ ซึ่งถ้าพ่อแม่ไม่ให้อภัย รู้หรือไม่ว่า เรากำลังทำร้ายความรู้สึกของลูกโดยไม่รู้ตัว

ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกรดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร

ด้าน ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร อาจารย์ประจำสาขาพัฒนาการมนุษย์ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาการเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การมีเหตุผลที่ดี รู้จักไตร่ตรอง รู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควร ต้องค่อยๆสร้างมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ควรสอนให้ลูกรู้จักควบคุมและแสดงพฤติกรรมออกมาให้เหมาะสม  ถ้าไม่สอนเขา โตขึ้นมาต้องประสบกับความทุกข์ระทมแน่นอน การสอนนั้นพ่อแม่ควรให้ลูกรู้สึกปลอดภัย หรือมีความมั่นคงทางอารมณ์และจิตใจด้วยการสร้างวินัยเชิงบวก เช่น ไม่ควบคุมลูกจนเกินไป ไม่สร้างความเจ็บปวดทางจิตใจให้แก่ลูก รวมไปถึงการพูดคำว่า ไม่ หยุด อย่า เพราะเป็นการทำลายบุคลิกส่วนตัวในความอยากเรียนรู้ของเด็ก

ส่วนคุณแม่คนสวยอย่าง หมอเอิง–พญ.อังศ์วรา ธีระตันติกานนท์ เผยเทคนิคการเลี้ยงลูกวัย 1 ขวบว่า สิ่งสำคัญในการเลี้ยงลูกคือ ความรักและความใส่ใจ รวมไปถึงเรื่องของอารมณ์ที่จะพยายามเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กอารมณ์ดีผ่านการพูดคุยกับลูกด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน หรือการอ่านนิทานให้ลูกฟัง ที่สำคัญคนเป็นพ่อแม่ต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเองด้วย ไม่ว่าจะกับลูก หรือคนรอบข้าง.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวสตรี
  • 10 พฤษภาคม 2555, 05:30 น.
 

Filler Injection ‘เติม’ ให้เต็มด้วยสารกระชากวัย 2012/05/11

http://www.thairath.co.th/content/life/258846

9 พฤษภาคม 2555, 15:00 น.

Pic_258846

การฉีดแก้ไขรูปหน้านั้น เป็นวิธีหนึ่งที่ได้รับความนิยมเพราะเห็นผลเร็ว และไม่ต้องผ่าตัด วิวัฒนาการของสารที่ใช้ฉีดนั้นก็พัฒนาขึ้นเป็นลำดับ เพราะสารที่ใช้ฉีดเพื่อเติมให้เต็มนั้นมีอยู่หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น คอลลาเจนในยุคเริ่มแรก ไปจนถึงสารที่พัฒนาขึ้นเลียนแบบธรรมชาติ ที่รู้จักกันดีในชื่อ ไฮยาลูโรนิก แต่ก็ยังมีอีกหลายชนิดที่ไม่แพร่หลายมากนัก แต่รู้ไว้เป็นข้อมูล สำหรับตัวเอง และยังไว้ปรามคนอื่นไม่ให้ไปใช้สารต่างๆ ที่อาจเกิดอันตรายได้

“คอลลาเจน” ยุคแรกของสารเติมเต็ม

คอลลาเจนเป็นสารสกัดจากคอลลาเจนของวัว ถูกคิดค้นขึ้นในปี 1984 และโด่งดัง โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ต้องการแก้ปัญหาริ้วรอยแบบทันตาเห็น ทั้งเรื่องริ้วรอยเหี่ยวย่น ร่องแก้ม รอยแผลเป็นจากสิว แก้มตอบ เติมริมฝีปากให้เต็ม และแก้ไขรูปหน้าอย่างที่ต้องการ

ก่อนหน้านี้เคยมีสารสกัดบางตัวที่ทำหน้าที่เดียวกับคอลลาเจน เช่น พาราฟิน และซิลิโคน เนื่องจากแก้ปัญหาได้ดีในเรื่องหน้ายุบ การเติมหน้า และส่วนที่บกพร่องให้เต็ม ถ้ายังจำกันได้ ในช่วงสิบกว่าปีที่แล้ว ฮิตการฉีดซิลิโคนกันสุดๆ ทั้งฉีดคาง ฉีดแก้ม ทำจมูก เลยไปจนถึงการฉีดเสริมเต้าให้เต่งตึง แต่ผลที่ตามมาก็คือ ทั้งพาราฟิน และซิลิโคนเป็นอันตรายเกิดผลข้างเคียงสูง รวมทั้งอยู่กับเราแบบถาวร แก้ไขแทบจะไม่ได้เลย จึงมีการสั่งให้เลิกใช้เพราะถือว่าผิดกฎหมาย

It’s good!

สิ่งที่ทำให้คอลลาเจนเป็นที่นิยมกว่าสารอื่นก็คือ มันมีผลข้างเคียงน้อย แถม FDA ยังยอมรับอีกด้วย

นอกจากนี้เมื่อฉีดแล้วจะอยู่ได้เพียงชั่วคราว (จำไว้ว่า อะไรที่ฉีดแล้วอยู่ตลอดอยู่ถาวรจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย) เพราะจะสลายตัวหมดไปภายในระยะเวลา 6 เดือนถึง 2 ปี แล้วแต่ว่าเราฉีดตรงส่วนไหน และเป็นสารประเภทไหน

แต่บางทีข้อดีที่ว่าฉีดแล้วอยู่ไม่นานก็อาจกลายเป็นสิ่งที่ทำให้คนหลายคนหงุดหงิดใจ เพราะต้องไปฉีดเพิ่มกันอยู่บ่อยๆ แต่ถ้าเทียบกับความปลอดภัยแล้ว ยอมเสียเวลาดีกว่าเสียใจไปตลอดชีวิตดีกว่า

So bad!

ข้อเสียของคอลลาเจนคือ เกิดอาการแพ้ได้ค่อนข้างง่าย เนื่องจาก 3 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ที่ฉีดคอลลาเจนจะเกิดอาการแพ้ ดังนั้นก่อนฉีดจึงต้องทดสอบการแพ้ก่อน

นอกจากนี้คอลลาเจนมักจะถูกนำไปอ้างในการฉีดเติมหน้าอยู่เสมอๆ อย่างที่เราเห็นได้จากข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ทุกวันนี้ ว่ามีคนหน้าพังเพราะไปฉีดหน้ามา ซึ่งความจริงแล้วสารที่เขาใช้ฉีดนั้นมิใช่คอลลาเจน บางทีก็เป็นพาราฟิน บางทีก็ซิลิโคน เพราะฉะนั้นถ้าคิดจะฉีดต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

Do You Know?

การฉีดคอลลาเจนไม่ได้ช่วยลบรอยแผลเป็น เพียงแต่ช่วยให้แผลตื้นขึ้น ดูดีขึ้นเท่านั้น ระวัง! ถ้าหากแพทย์ไม่ชำนาญพออาจทำให้การฉีดเติมรอยนั้นไม่พอดีกับผิวเดิมจนกลายเป็นตุ่มนูนขึ้นมาได้

ปัจจุบันมักมีคนที่ชอบแอบอ้างว่าเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเดินสายฉีดคอลลาเจนตามร้านเสริมสวยทั่วไป แต่รู้หรือไม่ว่าสารที่เขาใช้นั้นไม่ใช่คอลลาเจนเลยสักนิด แต่มันคือ ซิลิโคน น้ำมันเทียม ขี้ผึ้ง พาราฟิน และอีกสารพัดที่จะอยู่แบบถาวร แถมอันตรายสุดๆ เพราะก่อให้เกิดผลข้างเคียงมากมายกับใบหน้า เพราะฉะนั้นก่อนฉีดควรแน่ใจก่อนว่า เราฉีดกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญตัวจริง

New Step with “Hyaluronic”

เนื่องจากคอลลาเจนมีข้อจำกัดบางประการ โดยเฉพาะอาการแพ้ที่ค่อนข้างเกิดขึ้นได้บ่อย ทำให้ปัจจุบันมีการคิดค้นสารชนิดอื่นๆ ขึ้นมาทำหน้าที่ทดแทนกัน และหนึ่งในนั้น คือ ไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic) ซึ่งมีคุณสมบัติเดียวกันกับคอลลาเจน ทำหน้าที่เดียวกันเป๊ะ ตั้งแต่ลดริ้วรอยเหี่ยวย่นทั้งร่องข้างปีกจมูก รอยย่นบริเวณหน้าผาก ริ้วรอยลึกรอบริมฝีปาก แผลเป็น เติมริมฝีปากให้อิ่ม และกระชับโครงหน้า แต่มีข้อดีมากกว่า เพราะว่าไม่ต้องทดสอบการแพ้ เนื่องจากผลิตมาจากไฮยารูโลนัน (Hyaluronan) ที่ใช้ชื่อเป็นทางการว่า ไฮลาฟอร์ม (Hylaform) ซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่พบในผิวหนังของมนุษย์ทำให้ร่างกายไม่ต่อต้าน แถมยังมีคุณสมบัติอุ้มน้ำและกระชับผิวอีกต่างหาก เมื่อฉีดแล้วทำให้ผิวชุ่มชื้น ยืดหยุ่นและดูอ่อนเยาว์จนสัมผัสได้ทันทีหลังจากฉีด และมันจะค่อยๆ สลายตัวไปใต้ผิวหนังอย่างช้าๆ ภายในระยะเวลา 6 เดือน ถึง 1 ปี

Stay Longer with “Polymers”

ด้วยความช่างคิดค้นของคนเรา ปัจจุบันจึงได้มีการพยายามนำคอลลาเจน และไฮยาลูโรนิก มาผสมกับโพลีเมอร์ชนิดต่างๆ เพื่อให้คงอยู่ได้นานขึ้น และมีคุณสมบัติสามารถเติมให้เต็มได้เหมือนกับคอลลาเจน และไฮยาลูโรนิกทุกประการ ยกเว้นอย่างเดียว…ไม่สามารถใช้ฉีดเติมริมฝีปากให้เต็มได้ เนื่องจากผลข้างเคียงที่เกิดนั้นค่อนข้างเสี่ยง เพราะมันมีโอกาสที่จะเป็นก้อนค่อนข้างมาก ด้วยเหตุที่ว่าอยู่ได้นานก็ย่อมต้องเสี่ยงต่อผลข้างเคียงมากกว่านั่นเอง

อนุพันธ์ซิลิโคน (Bioplastique)

ไม่นานมานี้ได้มีการนำเอาอนุพันธ์ซิลิโคนมาฉีดจมูก ซึ่งจริงๆ แล้วมันมีโมเลกุลแบบของซิลิโคน ดังนั้นผลข้างเคียงคือ อาจเกิดการไหล หรือจับตัวเป็นก้อนได้ หากแพ้ก็ต้องตัดออก เนื่องจากสารนี้จะอยู่ในร่างกายเราแบบถาวรตลอดไป

Your Own “Fat” Injection

วิธีนี้ก็คือ การฉีดเติมส่วนต่างๆ ของใบหน้าด้วยไขมันของตัวเองนั่นแหละ ซึ่งจะเหมาะสำหรับการฉีดในบริเวณที่ต้องใช้สารปริมาณมากๆ เช่น ฉีดเติมแก้ม หรือเติมหน้าผากให้เต็ม

ข้อดี: เริ่ดสุดๆ ตรงที่ฉีดแล้วไม่แพ้ เพราะมันเป็นไขมันของเราเองจึงไม่มีการต่อต้านใดๆ จากร่างกายแถมยังอยู่ได้นานกว่าคอลลาเจนอีกด้วย

ข้อเสีย: เสี่ยงต่อการเกิดก้อนตะปุ่มตะป่ำได้เหมือนกัน ยิ่งถ้าฉีดไม่ดีก็จะไม่เกิดผล คือฉีดแล้วหายไปเลยอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้หลังการฉีดอาจเกิดอาการช้ำ ทำให้ต้องพักอยู่บ้านนาน 1-2 สัปดาห์ เลยทีเดียว

การจะเลือกรูปแบบไหนไว้ทำสวยให้ตัวเอง ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง เลือกโดยวิเคราะห์จากสถาบันที่มีประสบการณ์ยาวนาน มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำ เปรียบเทียบข้อมูล ข้อดี ข้อเสีย ก่อนทำ เพราะหากไม่ใช่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้ว การเสริมอาจไม่สวย ก็มีให้เห็นเป็นตัวอย่างอยู่มากเลยค่ะ

ข้อมูล : www.apexprofoundbeauty.com

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 9 พฤษภาคม 2555, 15:00 น.