ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน ปุ๋ย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

คืนภาษีรถยนต์คันแรก คลังเปิด 2 ทางขยายเวลา เพิ่มโอกาสเอื้อประชาชน 2012/05/27

http://www.thairath.co.th/column/eco/ecoscoop/261891

21 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

Pic_261891

หนึ่งในนโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลได้คลอดออกมาเมื่อปลายปีที่แล้วในทันทีที่ได้มีการจัดตั้งรัฐบาล ก็คือ การออกนโยบายคืนภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไม่เกิน 100,000 บาท ให้แก่ผู้ซื้อรถยนต์คันแรก

ปรากฏว่าแรกๆที่รัฐบาลได้ไฟเขียวนโยบายดังกล่าว ได้เรียกเสียงเฮลั่นจากผู้บริโภค

ขณะที่บริษัทรถยนต์ ก็หน้าชื่นตาบาน เพราะมั่นใจว่ายอดขายรถยนต์ยิ่งพุ่งกระฉูดแน่

อย่างไรก็ดี คนคำนวณหรือจะสู้ฟ้าลิขิต

เพราะคล้อยหลังจากที่นโยบายนี้ไม่กี่สัปดาห์  ประเทศไทยได้ประสบวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ผู้บริโภคไม่มีอารมณ์จะซื้อรถใหม่

แต่ภายหลังจากที่วิกฤติคลี่คลาย กำลังซื้อเริ่มหวนคืนกลับมา ทว่าก็ติดปัญหาที่บริษัทรถยนต์ไม่อาจจะผลิตรถยนต์ได้พอเพียงกับความต้องการที่ทะลัก เพราะโรงประกอบรถยนต์และโรงงานผลิตชิ้นส่วนได้จมน้ำท่วม

ส่งผลให้ขณะนี้รถยนต์หลายรุ่น โดยเฉพาะรถที่อยู่ในข่ายได้คืนภาษีรถคันแรก ต้องประสบปัญหายอดจองสูงมาก จนต้องใช้เวลาหลายเดือนในการรับรถ ซึ่งรถยนต์บางรุ่นนั้นต้องใช้เวลานานข้ามปีกว่าจะได้รถที่จองไว้

ทำให้ผู้บริโภคพากันวิตกว่า หากรอรถนานข้ามปี ก็อาจจะเสียสิทธิการได้คืนภาษีรถคันแรก จึงได้ร้องขอให้กระทรวงการคลังได้ขยายเวลาการคืนภาษีรถคันแรกไปอีก

โดยเรื่องนี้กระทรวงการคลังยังแบ่งรับแบ่งสู้ว่าจะขยายเวลาคืนภาษีรถคันแรกไปอีกหรือไม่

และหากจะขยายเวลา ก็ควรออกมาในรูปแบบใดที่รัฐบาลจะไม่กระเป๋าฉีกไปมากกว่านี้!!

น้ำท่วมป่วนตลาดรถ

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 ก.ย.ปีที่แล้ว รัฐบาลได้มีมติอนุมัติการคืนภาษีรถคันแรกตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย. 2554 ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2555

โดยรัฐบาลระบุว่าเพื่อจะทำให้ภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ขยายตัวและมียอดขายรถยนต์ในปี 2555 เพิ่มขึ้นเป็น 500,000 คัน โดยเบื้องต้นได้ประมาณการภาษีที่ต้องคืนให้กับประชาชนเป็นจำนวนทั้งสิ้น 30,000 ล้านบาท

สำหรับหลักเกณฑ์และแนวทางดำเนินการในโครงการดังกล่าว มีดังนี้ 1.เป็นรถยนต์คันแรกของผู้ซื้อที่ซื้อตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย.2554 จนถึงวันที่ 31 ธ.ค.2555, 2.เป็นรถยนต์ราคาขายปลีกไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อคัน,

3.เป็นรถยนต์นั่ง ขนาดความจุกระบอกสูบไม่เกิน 1500 ซีซี หรือรถกระบะ (Pick up) รวมทั้งรถยนต์นั่งกึ่งบรรทุก (Double Cab), 4.เป็นรถยนต์ที่ผลิตขึ้นในประเทศ ไม่รวมถึงรถยนต์ที่ประกอบจากชิ้นส่วนนำเข้าใช้แล้วจากต่างประเทศ (รถยนต์จดประกอบ),

5.คืนเงินเท่ากับค่าภาษีตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อคัน, 6.ผู้ซื้อต้องมีอายุ 21 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป, 7.ผู้ซื้อต้องครอบครองรถยนต์ไม่น้อยกว่า 5 ปี

และ 8.การคืนเงินจะคืนเมื่อครอบครองรถยนต์ 1 ปีไปแล้ว (เริ่มจ่ายคืนให้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2555 เป็นต้นไป)

ปฏิเสธไม่ได้ว่า พอรัฐบาลได้คลอดนโยบายคืนภาษีรถออกมา ได้กลายเป็นแรงปลุกเร้าให้ผู้บริโภคเกิดความต้องการซื้อรถยนต์มากขึ้น โดยเฉพาะรถยนต์นั่งขนาดเล็กที่มีเครื่องยนต์ไม่เกิน 1500 ซีซี และรวมถึงรถอีโคคาร์

อย่างไรก็ดี เนื่องจากผู้บริโภคเห็นว่าอายุโครงการกินเวลานานถึง 1 ปี และการที่หลายบริษัทรถยนต์มีแผนจะทยอยออกรถรุ่นใหม่ๆที่เข้าข่ายได้รับคืนภาษีรถคันแรก ทำให้ผู้บริโภคยังใจเย็นรอซื้อรถรุ่นที่ต้องการใช้งานจริงๆ

แต่หลังจากการออกนโยบายคืนภาษีรถยนต์คันแรกไม่ถึงเดือน ประเทศไทยได้เจอน้ำท่วมใหญ่

โดยนอกจากเทือกสวนไร่นา ร้านค้า และธุรกิจต่างๆ รวมทั้งบ้านเรือนประชาชนต้องเสียหายอย่างมากแล้ว

ยังทำให้นิคมอุตสาหกรรมถึง 7 แห่งต้องจมน้ำ และยังมีโรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่นอกนิคมอุตสาหกรรมพลอยสำลักน้ำท่วมหนนี้อีกเป็นจำนวนมากเช่นกัน

ทำให้กำลังซื้อหดวูบ!!

ดังนั้น ในระยะแรกๆที่ออกนโยบายคืนภาษีรถยนต์คันแรก จึงยังไม่เห็นภาพความคึกคักของตลาดรถยนต์มากนักอย่างที่รัฐบาลได้วาดฝันไว้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าวิกฤติน้ำท่วมได้เริ่มคลี่คลายมาในช่วงปลายปี จึงทำให้ผู้บริโภคเริ่มหันกลับมาจับจ่ายใช้สอย เศรษฐกิจเพิ่มความคึกคัก

โดยเฉพาะตลาดรถยนต์ได้หวนกลับมาเบ่งบาน อันเกิดจากนโยบายภาษีรถยนต์คันแรก และการที่บริษัทรถยนต์ได้ทยอยเปิดตัวรถรุ่นใหม่ๆ ซึ่งหลายรุ่นอยู่ในข่ายได้คืนภาษีรถคันแรก รวมทั้งรถอีโคคาร์รุ่นใหม่

ที่สำคัญ แรงหนุนส่งให้เกิดความต้องการซื้อรถมากขึ้น ยังมาจากการที่ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยมีความจำเป็นต้องใช้รถใหม่ เนื่องจากรถที่มีอยู่แล้วได้เสียหายจากการจมน้ำท่วม

และยังเกิดจากแรงอั้นการซื้อรถยนต์ในช่วงวิกฤติน้ำท่วมนั่นเอง!!

คิวจองรถยาวเหยียด

อย่างไรก็ดี แม้ว่าความต้องการรถยนต์จะมีเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ติดปัญหาที่บริษัทรถยนต์ต่างๆไม่อาจจะผลิตรถยนต์ได้พอเพียง

เนื่องจากโรงประกอบรถยนต์บางแห่งได้จมน้ำท่วม กว่าจะกลับมาผลิตใหม่ได้ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5-6 เดือน

ขณะที่โรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์อีกเป็นจำนวนมากมายได้เกิดความเสียหายจากวิกฤติน้ำท่วมเช่นกัน

เป็นเหตุให้อุตสาหกรรมยานยนต์เกิดปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนอย่างรุนแรง จนโรงประกอบรถยนต์หลายแห่ง ซึ่งแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่น้ำท่วม  แต่ก็ต้องหยุดการผลิตหรือชะลอการผลิตรถยนต์เป็นการชั่วคราว

ส่งผลให้รถหลายรุ่นต้องเสียเวลารอนาน เพราะมียอดจองล้นทะลัก ขณะที่โรงประกอบรถยนต์ไม่อาจจะเร่งการผลิตได้มากเพียงพอ

โดยเฉพาะรถที่อยู่ในข่ายได้คืนภาษีนั้น ส่วนใหญ่จะมีปัญหายอดจองสูงมากกินเวลา 2-6 เดือน

ยิ่งเป็นรถอีโคคาร์ราคาถูก โดยเฉพาะอีโคคาร์ 2 รุ่นใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ได้แก่ รถมิตซูบิชิ มิราจใหม่ และรถซูซูกิ สวิฟท์ใหม่ ต้องใช้เวลานานข้ามปีถึงจะได้รถที่จองไว้

นายโนบุยูกิ มูราฮาชิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จากการที่บริษัทได้แนะนำรถยนต์นั่งมิตซูบิชิ มิราจใหม่ตั้งแต่ปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏว่าประสบความสำเร็จอย่างดี มียอดจองแล้วกว่า 20,000 คัน และยังคงมีรายงานยอดจองเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

“ทั้งนี้ จากยอดจองที่สูงเกินความคาดหมาย ทำให้บริษัทเตรียมปรับแผนการผลิตเพื่อรองรับกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นเพื่อให้สามารถผลิตและส่งมอบรถยนต์มิราจให้แก่ผู้บริโภคทั้งหมดได้ภายในสิ้นปีนี้”

ขณะที่รถฮอนด้าก็มีปัญหาคิวจองรถนานมาก เพราะโรงประกอบรถยนต์ฮอนด้า ซึ่งตั้งอยู่ที่สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จ.พระนครศรีอยุธยา ได้จมน้ำท่วม โดยเพิ่งกลับมาเริ่มการผลิตใหม่เมื่อวันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมานี้เอง

นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร รองประธานอาวุโส บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทได้เร่งการส่งมอบรถยนต์ฮอนด้าให้แก่ลูกค้าทั่วประเทศ ภายหลังจากการกลับมาเดินสายการผลิตแบบเต็มกำลัง ตั้งแต่ปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา

“ปัจจุบันโรงงานผลิตรถยนต์ฮอนด้าในไทยมีกำลังการผลิตสูงสุดวันละ 1,000 คัน ซึ่งเป็นยอดการผลิตจากทั้ง 2 โรงงาน มีการผลิตโรงงานละ 2 กะต่อวัน”

ตลาดรถหวนกลับมาแล้ว

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ในฐานะผู้นำตลาดรถยนต์ในไทย ได้รายงานสถิติการขายรถยนต์รวมทุกประเภทและทุกยี่ห้อ ประจำเดือน ก.ย. ปีที่แล้ว ซึ่งช่วงนั้นประเทศไทยยังไม่ประสบวิกฤติน้ำท่วม พบว่ามีปริมาณการขายทั้งสิ้น 87,012 คัน เพิ่มขึ้น 27.5% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีที่แล้ว ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง 40,685 คัน เพิ่มขึ้น 29.6% และรถเพื่อการพาณิชย์ 46,327 คัน เพิ่มขึ้น 25.7% โดยตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ มียอดขาย 40,087 คัน เพิ่มขึ้น 28.2%

ขณะที่ยอดขายรถยนต์เดือน ต.ค. 2554 ซึ่งเป็นเดือนแรกที่ประเทศไทยเริ่มประสบวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ เห็นได้ว่าตลาดรถยนต์หดตัวอย่างรุนแรง โดยตลาดรถยนต์รวมมีปริมาณการขายทั้งสิ้น 42,873 คัน ลดลง 40.5% ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง 19,852 คัน ลดลง 38.8% และรถเพื่อการพาณิชย์ 23,021 คัน ลดลง 41.8% รวมทั้งตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน จำนวน 18,861 คัน ลดลง 44.3%

นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าวว่า การที่ตลาดรถยนต์เดือน ต.ค. ได้ลดลง 40.5% เป็นผลกระทบจากอุทกภัยใหญ่ ทำให้โรงประกอบรถยนต์หลายแห่งที่แม้ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง จำต้องหยุดการผลิตตั้งแต่ต้นเดือน ต.ค. เนื่องจากการขาดแคลนชิ้นส่วน

ทั้งนี้ วิกฤติน้ำท่วมยังส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังตลาดรถยนต์รวมเดือน พ.ย. 2554 ที่ยังคงทรุดลงต่อเนื่อง โดยมียอดขายอยู่ที่ 25,664 คัน ลดลง 67.5% ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง 12,746 คัน ลดลง 62.1% และรถเพื่อการพาณิชย์ 12,918 คัน ลดลง 71.5% ขณะที่รถกระบะขนาด 1 ตัน อยู่ที่ 8,431 คัน ลดลง 78.6%

ส่วนยอดขายรถยนต์รวมเดือน ธ.ค. 2554 อยู่ที่ 54,575 คัน ลดลง 41.4% ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง 25,826 คัน ลดลง 33.8% และรถเพื่อการพาณิชย์ 28,749 คัน ลดลง 46.9% โดยรถกระบะขนาด 1 ตัน อยู่ที่ 21,083 คัน ลดลง 54.5%

ขณะที่ยอดขายรถยนต์รวมเดือน ม.ค. 2555 เริ่มกลับมาดีขึ้น มียอดขายอยู่ที่ 76,246 คัน เพิ่มขึ้น 11.5% ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง 27,962 คัน ลดลง 9.8% และรถเพื่อการพาณิชย์ 48,284 คัน เพิ่มขึ้น 29.1% สำหรับรถกระบะขนาด 1 ตัน 42,801 คัน เพิ่มขึ้น 35.3%

นายวุฒิกร ระบุว่าตลาดรถยนต์เดือน ม.ค.ปีนี้ที่เพิ่มขึ้น 11.5% เป็นเพราะบริษัทรถยนต์ส่วนใหญ่สามารถกลับมาผลิตได้ในระดับปกติ ทำให้สามารถเร่งส่งมอบรถที่ค้างจองได้มากขึ้น แต่ในส่วนยอดขายรถยนต์นั่งยังลดลง เป็นผลจากผู้ผลิตที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยยังไม่สามารถกลับมาผลิตได้เป็นปกติ

ด้านยอดขายรถยนต์รวมเดือน ก.พ. 2555 มีปริมาณการขาย 90,461 คัน เพิ่มขึ้น 17.2% ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง 32,170 คัน ลดลง 4.0% และรถเพื่อการพาณิชย์ 58,291 คัน เพิ่มขึ้น 33.4% ส่วนรถกระบะขนาด 1 ตัน 51,335 คัน เพิ่มขึ้น 36.2%

สำหรับยอดขายรถยนต์เดือน มี.ค. 2555 มีปริมาณการขายทั้งสิ้น 110,928 คัน เพิ่มขึ้น 19.3% ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง 40,305 คัน ลดลง 3.3% และรถเพื่อการพาณิชย์ 70,168 คัน เพิ่มขึ้น 36.7% ส่วนรถกระบะขนาด 1 ตัน 61,737 คัน เพิ่มขึ้น 40.0%

ล่าสุด ยอดขายรถยนต์รวมเดือน เม.ย.ปีนี้ มีปริมาณการขายทั้งสิ้น 87,788 คัน เพิ่มขึ้น 30.5% ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง 38,211 คัน เพิ่มขึ้น 23.4% และรถเพื่อการพาณิชย์ 49,132 คัน เพิ่มขึ้น 35.2% ส่วนรถกระบะขนาด 1 ตัน ในเซกเมนต์นี้ จำนวน 42,163 คัน เพิ่มขึ้น 34.8%

นายวุฒิกร ย้ำว่าการที่ตลาดรถเดือน เม.ย.ปีนี้มีความคึกคัก เป็นผลจากความนิยมในรถยนต์รุ่นใหม่ที่แนะนำช่วงงานบางกอกมอเตอร์โชว์ ส่งผลให้มีการสั่งซื้อเพิ่มขึ้น ตลอดจนกำลังการผลิตของผู้ผลิตรถยนต์ทุกบริษัทเริ่มกลับสู่สภาวะปกติ จึงสามารถเพิ่มการส่งมอบรถยนต์ให้กับลูกค้าค้างจองได้มากขึ้น

คลังขอเวลา 2 เดือน

จากการที่ตลาดรถได้หวนกลับมาคึกคัก จนรถหลายรุ่นต้องเสียเวลารอคิวนานกว่าจะได้เป็นเจ้าของ โดยเฉพาะรถที่อยู่ในข่ายได้รับอานิสงส์จากนโยบายคืนภาษีรถคันแรก ที่คิวจองยาวเหยียด

ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากเกิดความกังวลว่าอาจจะเสียโอกาสในการรับสิทธิคืนภาษีรถคันแรก จึงได้ขอให้กระทรวงการคลังได้ขยายระยะเวลาสำหรับนโยบายนี้ออกไปอีก เนื่องจากที่ผ่านมาตลาดรถได้ประสบวิกฤติน้ำท่วม ทำให้ไม่สามารถผลิตรถยนต์ได้เต็มที่ ส่งผลให้เกิดปัญหาคิวรับรถนานผิดปกติ

นายทนุศักดิ์  เล็กอุทัย  รมช.คลัง  เปิดเผยว่ากระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการสรุปโครงการคืนภาษีรถยนต์คันแรก ซึ่งเดิมนั้นมาตรการดังกล่าวจะสิ้นสุดในวันที่ 31 ธ.ค.นี้ว่าจะมีแนวทางอื่นๆเพิ่มอีกหรือไม่

“คาดว่าจะต้องใช้ระยะเวลาศึกษาอีก 2 เดือนนับจากนี้ไป เพื่อพิจารณาว่า ในช่วงที่ผ่านมามาตรการที่ออกไปนั้น ได้ตอบสนองความต้องการของประชาชนและตรงกับเป้าหมายที่วางไว้ว่าจะเพิ่มยอดขายรถยนต์ได้ไม่น้อยกว่า 500,000 คันหรือไม่”

ขณะนี้ยอดขอเงินคืนภาษีรถคันแรกได้มีอัตราการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากเดิมในช่วงแรกมีเข้ามาประมาณ 1,000 คัน และล่าสุดเมื่อต้นเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา มีประชาชนมาขอคืนเงินภาษีแล้ว 40,000 คัน และยังมีรถยนต์ที่เข้าข่ายสามารถขอคืนเงินภาษี โดยอยู่ระหว่างการรอจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกอีกประมาณ 200,000 คัน จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ทั้งหมด 500,000 คัน คิดเป็นเม็ดเงิน 30,000 ล้านบาท

นายทนุศักดิ์ กล่าวว่า ในช่วงแรกของโครงการที่มีปัญหา เพราะประชาชนได้รับผลกระทบจากวิกฤติน้ำท่วมเมื่อปลายปีที่ผ่านมา  ทำให้เกิดอาการสะดุดทางด้านกำลังซื้อ  และยังได้รับผลกระทบจากกำลังการผลิตรถยนต์ของโรงประกอบรถยนต์และโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่ถูกน้ำท่วมด้วย  จึงทำให้ยอดการขอคืนเงินมีเข้ามาน้อยมาก

“แต่เมื่อเหตุการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ กำลังซื้อของผู้บริโภคคืนกลับมาเหมือนเดิม เห็นได้จากยอดการขอเงินคืนที่มีเพิ่มขึ้นมากในช่วงเดือน เม.ย.และเดือน พ.ค. และยังจะมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทุกเดือน โดยช่วงปลายปีนี้ คาดว่าจะมีผู้มายื่นเรื่องขอคืนเงินมากขึ้น”

ทั้งนี้ จากการที่กระทรวงการคลังได้รับทราบถึงเหตุภาวะผิดปกติของตลาดรถในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเกิดจากวิกฤติน้ำท่วม จนส่งผลให้อุตสาหกรรมรถยนต์ต้องสะดุด โรงประกอบรถยนต์ต้องชะลอการผลิต โดยเพิ่งจะกลับมามีกำลังการผลิตได้เป็นปกติในเดือน พ.ค.นี้

ทำให้ล่าสุด กรมสรรพสามิตได้วางแนวทางแก้ไขในเรื่องนี้ไว้ 2 แนวทาง คือ

1. ขยายเวลาจากที่จะสิ้นสุดสิ้นปีนี้ ให้เพิ่มต่อไปอีก 3-4 เดือนของปี 2556 ซึ่งเป็นการชดเชยกับช่วงเวลาที่ประสบปัญหาน้ำท่วม ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถผลิตรถยนต์ขายได้ทัน

และ 2. ไม่ขยายเวลา แต่จะผ่อนปรนเงื่อนไขให้คนที่ถือใบจองรถจนถึงสิ้นปีนี้ ได้สิทธิคืนเงินรถคันแรกได้ จากเดิมที่กำหนดว่า “จะต้องรับรถและจดทะเบียนรถภายในปีนี้เท่านั้น”

ดังนั้น ไม่ว่ารัฐบาลจะเลือกแนวทางใดตามที่กรมสรรพสามิตเสนอมา แต่สำหรับผู้บริโภคที่ต้องการจะได้สิทธิคืนภาษีรถคันแรก จึงต้องรีบตัดสินใจจองรถก่อนสิ้นปีนี้ เพราะถึงอย่างไรกว่าจะรับรถได้ก็เป็นช่วงต้นปีหน้าอยู่ดี

หากยังมัวลังเล ก็อาจจะชวดสิทธิดังกล่าว

เพราะทางการจะไม่ขยายเวลาไปมากกว่านี้อีกแล้ว!!!

ทีมเศรษฐกิจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 21 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.
 

ถอดรหัสปัญหาค่าครองชีพ “บุญทรง” ตอบโจทย์ “แพงทั้งแผ่นดิน” 2012/05/16

http://www.thairath.co.th/column/eco/ecoscoop/260037

14 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

Pic_260037

ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ชื่อของ “นายบุญทรง เตริยาภิรมย์” รมว.พาณิชย์ กลับมาเป็นที่กล่าวขวัญถึงอีกครั้ง หลังจากที่ตกเป็นเป้าโจมตีของพรรคฝ่ายค้าน ในข้อกล่าวหาที่ว่า กระทรวงพาณิชย์บิดเบือนตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค หรืออัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) และยังรายงานข้อมูลนี้ให้กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบ

กระทั่งกลายเป็นที่มาของคำว่า “ของแพง เพราะผู้คนรู้สึกไปเอง”…วลีที่กระแทกใจประชาชนจนกลายเป็นข้อถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง และส่งผลให้รัฐบาลเสียเครดิตไปทั่วประเทศ

ยิ่งเมื่อพรรคฝ่ายค้าน พยายามใช้ประเด็นนี้เป็นประเด็นโจมตีทางการเมือง โดยระบุว่า เงินเฟ้อในเดือน เม.ย.2555 ที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศว่า ขยายตัว 2.47% ลดลงถึง 1.57% เมื่อเทียบกับเดือน เม.ย.2554 เป็นเรื่องยกเมฆ เพราะ ณ วันนี้ สินค้าในตลาดจำนวนมากยังมีราคาสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ไม่ได้ลดลงอย่างที่รัฐบาลกล่าวอ้าง

ก็ยิ่งเป็นการปลุกกระแสอุปาทานหมู่ “แพง…ทั้งแผ่นดิน”

แม้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อของกระทรวงพาณิชย์จะเป็นตัวเลขที่ “เซอร์ไพรส์” แต่นักวิชาการจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ของประเทศ ยังคงเชื่อมั่นในตัวเลขเงินเฟ้อของกระทรวงพาณิชย์

และหากพิจารณาตามหลักวิชาการ การตกแต่งตัวเลขเงินเฟ้อเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะมีรายการสินค้าเกี่ยวข้องมากถึง 407 ชนิด 60,000 กว่ารายการ ขณะเดียวกัน ยังเป็นการกระทำที่ผิดจริยธรรม ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์คงจะไม่กล้า และไม่คิด แลกความน่าเชื่อถือของประเทศไทย เพียงแค่ต้องการให้ตัวเลขเงินเฟ้อลดลงเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในหลายรายการได้ปรับราคาขึ้นอย่างต่อเนื่อง และส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพ รวมถึงการดำรงชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยอย่างมาก

การยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น ด้วยการออกมาตรการลดค่าครองชีพให้แก่ผู้มีรายได้น้อย จึงเป็นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ ขณะที่การแก้ไขที่โครงสร้างก็สำคัญไม่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการปั่นราคาสินค้าหลายรายการที่วนเวียนเกิดขึ้นเป็นวัฏจักรทุกปี รวมถึงราคาที่แตกต่างกันมากของสินค้าจากต้นทางถึงปลายทาง ที่คนกินต้องจ่ายแพง แต่เกษตรกรผู้ปลูกอยู่ไม่ได้ เหล่านี้จำเป็นต้องมีการแก้ไข

“ทีมเศรษฐกิจ” ได้โอกาสสัมภาษณ์ นายบุญทรง จำเลยในข้อกล่าวหานี้ เพื่อไขข้อข้องใจของสังคม และตอบโจทย์ทุกโจทย์ที่กลายมาเป็นวาทกรรมทางการเมือง พร้อมแนวทางการดูแลปากท้อง และการลดค่าครองชีพของประชาชน

ย้ำชัดพาณิชย์ไม่ได้เมคเงินเฟ้อ

รมว.พาณิชย์ ยืนยันว่า กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้ตกแต่งตัวเลขเงินเฟ้อ เพราะในการเก็บตัวเลขราคาสินค้า 407 ประเภท กว่า 60,000 รายการ แบ่งเป็นสินค้าหมวดอาหารและเครื่องดื่ม มีน้ำหนักในการคำนวณเงินเฟ้อ 39.50% และหมวดที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม มีน้ำหนัก 60.50% นั้น มีเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบราคาทุกวัน หรือทุกสัปดาห์ เมื่อเก็บตัวเลขครบเดือนจะเอามาคำนวณเป็นค่าเฉลี่ยของราคาในเดือนนั้นๆ และเป็นค่าเฉลี่ยของราคาทั่วประเทศ ดังนั้น ราคาจึงไม่ได้เคลื่อนไหวขึ้นลงแบบเรียลไทม์  ซึ่งเมื่อนำมาคำนวณแล้ว พบว่า ดัชนีเดือน เม.ย.55 อยู่ที่ 2.47% ลดลง 1.57% จากเดือน เม.ย.54 ที่ดัชนีอยู่ที่ 4.04%

เพราะราคาสินค้าในเดือน เม.ย.55 ถูกกว่าราคาในเดือน เม.ย.54 มาก ซึ่งในเดือน เม.ย.54 เป็นช่วงของรัฐบาลชุดก่อน ที่ราคาไข่ไก่สูงมากถึงฟองละ 5-6 บาท และเป็นที่มาของนโยบายไข่ไก่ชั่งกิโล แต่ราคาไข่ไก่ ขณะนี้ประมาณ 4 บาท ส่วนเนื้อหมู-สันนอก/ใน กก.ละ 132.78 บาท แต่ขณะนี้ 123.50 บาท ไก่สดทั้งตัว กก.ละ 79.06 บาท ขณะนี้ 68.99 บาท ผักสดส่วนใหญ่ราคาขณะนี้ลดลงจากเดือน เม.ย.54 มาก เช่น ผักกาดขาวขณะนี้ กก.ละ 31.78 บาท จาก 43.16 บาท ผักบุ้งขณะนี้ 23.25 บาท จาก 31.31 บาท แตงกวาขณะนี้ กก.ละ 22.64 บาท จาก 27.12 บาท เป็นต้น

“ยืนยันได้ว่าไม่ได้เมคตัวเลข เพราะมีสินค้ากว่า 60,000 รายการที่สำรวจราคาเป็นประจำ ถ้าจะเมคคงทำยาก เพราะต้องเมคราคาสินค้าทั้งกว่า 60,000 รายการ ตัวเลขของกระทรวงพาณิชย์พิสูจน์ได้ทางเทคนิค และผมไม่ได้แทรกแซง หรือสั่งการให้ทำตัวเลขลดลง เพื่อให้เกิดผลทางการเมือง เพราะกระทรวงไม่ได้รายงานให้ผมทราบก่อนที่จะประกาศตัวเลข กระทรวงจัดทำตัวเลขนี้มาหลายสิบปีแล้ว และทำอย่างตรงไปตรงมา ไม่เคยมีการเมืองแทรกแซงได้”

แต่ยอมรับว่า เงินเฟ้อเดือน เม.ย.55 ที่ลดลงนี้ สวนทางกับความรู้สึกประชาชน เพราะราคาสินค้าแพงขึ้นจริง ซึ่งในการสำรวจตลาดสัปดาห์ก่อนก็พบเช่นนั้น โดยผักสดราคาสูงขึ้นมาก จากอากาศที่ร้อนจัด ผลผลิตเสียหาย จึงออกสู่ตลาดน้อยลง ราคาสูงขึ้น อย่างถั่วฝักยาว ตอนนี้กิโลกรัม (กก.) ละ 80-90 บาท แต่ก็เป็นวัฏจักร เมื่ออากาศเย็นลง หรือเข้าหน้าฝน ผลผลิตจะมากขึ้น และราคาจะลดลงไปเอง ราคาพืชผักที่สูงขึ้นขณะนี้เป็นเพียงระยะสั้นเท่านั้น

ตอนนี้กระทรวงพาณิชย์มีวอร์รูม หรือศูนย์ปฏิบัติการดูแลราคาสินค้า มีผมเป็นประธาน ซึ่งสั่งการให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และอธิบดีกรมการค้าภายใน ตรวจสอบสินค้าหมวดอาหารเป็นพิเศษว่าทุกรายการที่นำมาคำนวณเงินเฟ้อ ราคาเคลื่อนไหวอย่างไร หากราคาสูงขึ้นเร็วจะหามาตรการดูแล เพื่อป้องกันไม่ให้เงินเฟ้อเกินเป้าหมาย 3.8% เช่น อาจกำหนดเป้าหมายให้ราคาอาหารเพิ่มขึ้นได้ไม่เกิน 5% หากมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเกิน ต้องเร่งหามาตรการดูแล
“เรื่องราคาสินค้า และเรื่องเงินเฟ้อกลายเป็นประเด็นการเมืองไปแล้ว ซึ่งผมไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น อยากให้เอาข้อเท็จจริงมาคุยกัน ของแพงมากคนก็พูดมาก แต่พอราคาลงไม่มีใครพูดถึง อย่างถั่วฝักยาวโลละ 80-90 บาท ก็เพราะเกิดภัยธรรมชาติ และแมลงลง ทำให้ผลผลิตเสียหาย แต่อีกไม่กี่วันราคาก็จะลงแล้ว ผมไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด กลัวไม่จบ”

ระดมออกมาตรการสกัดของแพง

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้รัฐบาลเป็นห่วงเรื่องปากท้องประชาชนมาก ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลค่าครองชีพประชาชน จึงได้ออกมาตรการหลากหลายมาดูแลค่าครองชีพให้ลดลง โดยมาตรการแรกคือ การควบคุมสินค้าอาหารปรุงสำเร็จ เพราะราคายังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง  แม้ในบางช่วงราคาวัตถุดิบประกอบอาหารลดลง แต่ราคาอาหารปรุงสำเร็จไม่ลดลงตาม กระทรวงจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบในสัปดาห์นี้ จากนั้นจะออกประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) คุมราคาทันที

ในเบื้องต้น จะใช้มาตรการควบคุมใน 7 จังหวัดนำร่องที่รัฐบาลขึ้นค่าแรงเป็นวันละ 300 บาทก่อน ส่วนอาหารปรุงสำเร็จที่จะถูกใช้มาตรการควบคุม มีประมาณ 10 รายการตามที่กรมการค้าภายในเคยออกประกาศราคาแนะนำขายมาก่อนหน้านี้แล้ว ได้แก่ ข้าวไข่เจียว, ข้าวราดแกงหรือกับข้าว 1 อย่าง, ข้าวไข่พะโล้, ข้าวขาหมู, ข้าวกะเพราหมู/ไก่, ข้าวผัดหมู/ไก่, ก๋วยเตี๋ยวหมู/ไก่/ลูกชิ้นปลา, ก๋วยเตี๋ยวราดหน้า, ก๋วยเตี๋ยวผัดซีอิ๊ว และขนมจีนน้ำยา/แกงไก่ แต่อาจเพิ่มรายการอื่นที่ประชาชนนิยมบริโภคอีก

ส่วนมาตรการที่จะใช้ควบคุม มีทั้งกำหนดราคาสูงสุด ซึ่งอาจต่างกันไปตามพื้นที่ โดยพื้นที่ที่ต้องเสียค่าเช่าแพง เช่น ในฟู้ดคอร์ทของห้างค้าปลีก และห้างสรรพสินค้า หรือในเขตตัวเมือง อาจกำหนดราคาสูงกว่าร้านค้าริมทาง หรือในย่านชานเมือง นอกจากนี้ จะคุมค่าเช่าพื้นที่ และค่าส่วนแบ่งการขาย (พีจี) ในห้างค้าปลีก และห้างสรรพสินค้าด้วย เพราะมีค่าเช่าสูงมาก และบางแห่งคิดค่าส่วนแบ่งการขายสูงถึง 25-40%

เมื่อกำหนดเป็นสินค้าควบคุมแล้ว ผู้ค้าขายเกินราคา จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.ราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และจะประสานกรมสรรพากรให้ตรวจสอบการเสียภาษีของผู้ค้าด้วย

มาตรการที่ 2 คือ การขอความร่วมมือผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค ตรึงราคาสินค้านาน 4 เดือน ตั้งแต่เดือน พ.ค.นี้ เพราะราคาวัตถุดิบไม่ได้สูงขึ้น ยกเว้นราคาเชื้อเพลิงที่ทำให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้น แต่รัฐบาลได้ชะลอจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลแล้ว มั่นใจจะไม่ทำให้ กลไกตลาดบิดเบือน เพราะเป็นการตรึงราคาระยะสั้น และเชื่อว่าในช่วง 4 เดือนนี้ ต้นทุนการผลิตคงไม่ปรับขึ้น 100% จนผู้ผลิตต้องแบกรับภาระขาดทุน หรือกลไกราคาบิดเบือน

“เรื่องการปรับขึ้นราคาสินค้า ไม่ใช่เราไม่ให้ขึ้น แต่คนขอขึ้นราคาต้องส่งข้อมูลการผลิตที่เปลี่ยนแปลงไปมาให้เราพิจารณา  ถ้าพิจารณาแล้วเห็นว่าต้นทุนปรับขึ้นจริง ก็จะอนุมัติให้ขึ้นราคาได้ตามความเหมาะสม และเป็นราคาที่ประชาชนรับได้”

ขณะที่มาตรการที่ 3 ที่จะดำเนินการทันทีคือ การจัดงานธงฟ้าลดค่าครองชีพ นำสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูกกว่าท้องตลาด 20-40% มาขายสู่ประชาชนให้ครบทุกเขตในกรุงเทพฯ ในสิ้นเดือน พ.ค.นี้ รวมถึงจะร่วมมือกับหน่วยงานราชการจัดหาสถานที่ขายอาหารปรุงสำเร็จไม่เกินเมนูละ 30 บาท อย่างในกรุงเทพฯ อาจเป็นพื้นที่ใต้ทางด่วน ส่วนในต่างจังหวัดอาจใช้ศาลากลางจังหวัด หรือที่ว่าการอำเภอ โดยจะดำเนินการทันทีเป็นเวลา 2 เดือนต่อเนื่อง

และมาตรการที่ 4 ร้านถูกใจ โดยที่ผ่านมาเกิดความล่าช้า เพราะบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด อยู่ระหว่างการวางระบบการจัดส่งสินค้า เชื่อมโยงระบบคอมพิวเตอร์ในการสั่งซื้อสินค้า การลงบัญชี แต่ได้รับการยืนยันจากไปรษณีย์แล้วว่า ระบบทุกอย่างจะเสร็จในสัปดาห์นี้ และจะเริ่มดำเนินการได้ทันที ซึ่งจะเร่งให้เปิดร้านได้ทั่วประเทศ 1,000 แห่งภายในเดือนนี้ จากจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 6,000 ราย

กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่า โครงการนี้จะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เมื่อหมดระยะเวลาโครงการแรกในเดือน ก.ย.นี้แล้ว จะดำเนินโครงการต่อทันที มั่นใจว่า ร้านถูกใจจะเป็นอีกแหล่งหนึ่งที่ประชาชนสามารถหาซื้อสินค้าราคาถูกได้แบบถาวร  ไม่ใช่ชั่วคราวเหมือนโครงการธงฟ้า

มั่นใจลดค่าครองชีพได้ทั้งแผ่นดิน

ส่วนกรณีที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทำโครงการถูกทั้งแผ่นดินนั้น รมว.พาณิชย์ ระบุว่า เป็นการช่วยกันทำงานลดค่าครองชีพประชาชน และเป็นการเสริมงานธงฟ้าของกระทรวงพาณิชย์ โดยต้องการให้สหกรณ์ต่างๆ นำเอาสินค้าเกษตรของสมาชิกมาวางขายในงานธงฟ้า และร้านถูกใจด้วย เพราะเป็นการเอาสินค้ามาขายตรงสู่ผู้บริโภค ลดขั้นตอนของพ่อค้าคนกลาง และยังเป็นช่องทางขายสินค้าให้กับเกษตรกร ส่วนประชาชนก็ได้ซื้อของถูก

นอกจากนี้ ยังจะมีมาตรการอื่นๆ ที่จะดำเนินการอย่างเข้มข้น อย่างการดูแลโครงสร้างต้นทุนสินค้า ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยต้องดูว่า แต่ละช่วงมีการบวกกำไรเพิ่มขึ้นเท่าไร ถ้าช่วงใดบวกกำไรมากเกินควร จะดำเนินการทันที อย่างหมู และไก่ ที่กระทรวงพาณิชย์ใช้มาตรการนี้มา 2 เดือนแล้ว ขณะนี้ราคาหมูหน้าเขียง สอดคล้องกับราคาหน้าฟาร์มแล้ว โดยหน้าเขียง กก.ละ 120-130 บาท ขณะที่หน้าฟาร์ม กก.ละ 64-65 บาท ไม่ใช่ กก.ละ 130-140 บาทเหมือนก่อนหน้านี้ที่พ่อค้าคนกลางบวกกำไรมาก เอาเปรียบประชาชน

“หรืออย่างถั่วฝักยาว ที่ขณะนี้ กก.ละ 80-90 บาท ราคาที่แหล่งผลิต กก.ละ 30 บาทเท่านั้น แต่กว่าจะมาถึงผู้บริโภคในกรุงเทพฯ ก็บวกกำไรเป็นทอดๆ ซึ่งจากการสำรวจตลาดสัปดาห์ก่อน แม่ค้าถั่วฝักยาวบอกว่า ได้กำไร กก.ละ 5 บาทเท่านั้น แสดงว่าพ่อค้าคนกลางเอากำไรสูงเกินสมควร ทั้งที่แต่ละช่วงมีกำไร 25% ก็มากแล้ว กระทรวงจึงต้องหามาตรการดำเนินการกับพ่อค้าคนกลาง ไม่ให้เอาเปรียบประชาชนเกินเหตุ”

รมว.พาณิชย์ ย้ำว่า มาตรการนี้จะใช้ดูแลสินค้าเกษตร และสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เพราะเป็นสินค้าที่ประชาชนซื้อมาก ถ้าราคาปลายทางไม่สอดคล้องกับต้นทาง หรือสูงเกินจริง จากการบวกกำไรเพิ่มของพ่อค้าคนกลาง จะดำเนินการตามกฎหมาย และจะขึ้นบัญชีดำ รวมถึงประสานให้กรมสรรพากรตรวจสอบการเสียภาษีด้วย ขณะนี้มีรายชื่อพ่อค้าคนกลางสินค้าเกษตรอยู่แล้ว และสามารถจัดการได้ทันที

ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรม คงไม่ต้องตรวจสอบกำไรของแต่ละช่วงมากนัก เพราะผู้ประกอบการแข่งขันกันเองอยู่แล้ว แต่จะตรวจสอบเป็นพิเศษเรื่องเทคนิคการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสินค้า (Minor Change) อย่างการปรับสูตรการผลิตสินค้าเพียงเล็กน้อย หรือการเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ใหม่ เพื่อขออนุมัติตั้งราคาขายใหม่ที่แพงขึ้น ถือเป็นการขึ้นราคาทางอ้อม หรือการปรับลดขนาดสินค้าแต่ยังขายราคาเดิม การดำเนินการเหล่านี้เป็นการเอาเปรียบประชาชน เพราะการเปลี่ยนสูตรสินค้า บางครั้งแทบไม่ต่างจากเดิม แต่กลับขายแพงขึ้น

นอกจากนี้ จะมีมาตรการเชิงรุกในสินค้าเกษตรอีกหลายตัว ซึ่งได้ทำงานล่วงหน้าเพื่อแก้ปัญหาไว้แล้ว อย่างเงาะ ลองกอง มังคุด ทุเรียน ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในทำงานล่วงหน้า 1 เดือน โดยเสนอเรื่องให้คณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) มีมาตรการรองรับในช่วงผลผลิตออกมาก ป้องกันปัญหาผลผลิตล้นตลาด และราคาตกต่ำ ซึ่งขณะนี้ไม่มีปัญหาเลย

รับสภาพ “พาณิชย์” ถูกมองเป็นผู้ร้าย

รมว.พาณิชย์ ยอมรับว่า สินค้าเกษตรแก้ปัญหายากที่สุด เพราะกระทรวงเกษตรฯมีหน้าที่ส่งเสริมการเพาะปลูก และเพิ่มผลผลิตต่อไร่ กระทรวงพาณิชย์จะสั่งให้หยุดส่งเสริมก็ไม่ได้ เมื่อผลผลิตเพิ่มขึ้น ก็ต้องหาทางแก้ปัญหาราคาตกต่ำ ซึ่งต้องดูครบวงจร ตั้งแต่การผลิต การตลาด ไม่เช่นนั้นคนอยู่ปลายทางอย่างกระทรวงพาณิชย์จะทำงานยาก ส่วนการแก้ปัญหาก็ต้องใช้เงินเข้าไปช่วยเหลือเกษตรกร เพราะต้องยอมรับว่า ทุกรัฐบาลต้องการให้เกษตรกรมีรายได้ที่ดีขึ้น จึงต้องมีมาตรการแทรกแซงอยู่ตลอด

“กระทรวงพาณิชย์อนุมัติให้ผู้ผลิตปุ๋ยขึ้นราคา ก็ถูกด่าเพราะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่เมื่อเกษตรกรใส่ปุ๋ยมากๆ จนผลผลิตเพิ่มขึ้น และราคาตกต่ำ กระทรวงพาณิชย์ก็ถูกด่าอีก แต่เมื่อมีมาตรการแทรกแซงทำให้ราคาสินค้าขึ้น พ่อค้าซื้อสินค้าไปประกอบอาหารแล้วอาหารราคาแพง อย่างกระเทียม เมื่อราคาตก พอแทรกแซงให้ราคาดี แม่ค้าซื้อไปตำส้มตำแล้วส้มตำราคาแพง กระทรวงพาณิชย์ก็ถูกด่าอีก ยอมรับว่า ทำงานยากมากในการดูแล และให้ความเป็นธรรมกับทั้งผู้ผลิต ผู้ค้า และประชาชน”

ยืนยันว่า มาตรการแก้ไขค่าครองชีพเหล่านี้ จะแก้ปัญหาค่าครองชีพได้ หรืออย่างน้อยประชาชนสามารถซื้อสินค้าได้ในราคาถูกลง เพราะปัจจัยที่กระทบต่อต้นทุนการผลิต รัฐบาลดูแลให้แล้ว ทั้งราคาพลังงาน ค่ากระแสไฟฟ้า ขณะเดียวกัน ราคาวัตถุดิบเริ่มลงแล้ว ก็อยากขอความร่วมมือผู้ค้าให้ลดราคาสินค้าลงตาม ไม่ใช่ยังขายเกินราคาเอาเปรียบประชาชนอยู่ตลอด

แต่ที่ผ่านมา ยอมรับว่า กระทรวงพาณิชย์ดูแลปัญหาปากท้องไม่ดีพอ แม้ได้ออกมาตรการดูแลค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่สามารถลดค่าครองชีพได้ อาจเป็นเพราะหน่วยงานปฏิบัติอย่างกรมการค้าภายใน มีงานล้นมือ และมีภารกิจเร่งด่วนหลายอย่างที่ต้องทำให้เสร็จโดยเร็ว ทั้งการรับจำนำข้าว มันสำปะหลัง การแทรกแซงหอมแดง กระเทียม การยกระดับราคาผลไม้ อย่างเงาะ มังคุด ลิ้นจี่ ทุเรียน จึงไม่ได้ดูแลปากท้องอย่างเต็มที่ แต่หลังจากนี้ไป จะกำชับให้ดูแลอย่างเต็มที่ เพราะผมจริงจังกับการแก้ปัญหาปากท้องประชาชนมาก เพื่อให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นตามเป้าหมายของรัฐบาล

“ผมจริงจังกับการทำงานในกระทรวงพาณิชย์มาก โดยต้องการยกระดับราคาสินค้าเกษตร เพื่อให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ต้องการแก้ปัญหาปากท้องประชาชน เพื่อลดค่าครองชีพ แต่หน่วยงานที่ปฏิบัติมีงานล้นมือมาก การทำงานจึงไม่เป็นไปตามเป้าหมาย แต่หลังจากนี้ จะกำชับให้ทำงานกันมากขึ้น และแก้ปัญหาปากท้องประชาชนให้ได้”.

ทีมเศรษฐกิจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 14 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.
 

อาหารทะเลไทยปักธงทั่วโลก “ทียูเอฟ” โชว์ศักยภาพฐานผลิตเพื่อส่งออก 2012/05/12

http://www.thairath.co.th/column/eco/ecoscoop/258250

7 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

Pic_258250

อุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทย ในปัจจุบันได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิต และส่งออกชั้นแนวหน้าของโลก มีศักยภาพด้านการผลิตและการแข่งขัน ได้รับการยอมรับทั้งคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัย

สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ประเมินภาพรวมการส่งออกอาหารของไทยปี 2555 ว่าจะมีมูลค่าการส่งออกราว 1,013,250 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 5.1% โดยในปีที่ผ่านมา ยอดการส่งออกมีมูลค่ารวม 964,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 120% จากเมื่อ 10 ปีก่อน เป็นสินค้าอุตสาหกรรม ที่ทำให้ประเทศ ได้เปรียบดุลการค้ารวมกว่า 600,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา และเป็นอันดับ 1 เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมอาหารไทย ยังมีปัจจัยเสี่ยงทั้งภายใน และนอกประเทศ ที่จะส่งผลกระทบต่อการบริโภค การจำหน่าย การผลิต รวมทั้งความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะจากเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจน และอาจถึงจุดต่ำสุดที่ 3.5% ในปีนี้ ตลอดจนปัญหาการกีดกัน ทาง การค้า ทั้งมาตรการภาษีและไม่ใช่ภาษี

ขณะที่ความพยายามส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็น “ครัวของโลก” โดยการรุกส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารจากประเทศไทย เพื่อหวังสร้างรายได้เข้าประเทศของรัฐบาลยังคงมีความเข้มข้นอย่างต่อเนื่อง มีการทุ่มเทงบประมาณจำนวนมหาศาล ในการรณรงค์โปรโมต สินค้าอาหารจากประเทศไทย

เช่นเดียวกับบริษัทเอกชน ซึ่งย่อมต้องมีส่วนสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมอาหารไทย ให้มีความแข็งแกร่ง ด้วยการใช้ประสบการณ์และกลยุทธ์ทางธุรกิจเป็นปัจจัยเดินหน้าสู่ความสำเร็จ โดย บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) (ทียูเอฟ) ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จของผู้ส่งออกไทยเหล่านั้น

ในโอกาสที่ ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหาร ทียูเอฟ ได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 100 ผู้ทรงอิทธิพลในวงการอุตสาหกรรมอาหารทะเลของโลก และเขายังเป็นผู้บริหารคนไทยคนแรกที่สามารถไต่อันดับขึ้นสูงที่สุด ที่อันดับ 2 ของโลก แถมพ่วงตำแหน่ง Person of the Year หรือบุคคลแห่งปีจากนิตยสาร IntraFish Media นิตยสารเกี่ยวกับธุรกิจอาหารทะเลในระดับอินเตอร์เนชั่นแนลด้วย

“ทีมเศรษฐกิจ” จึงขอเปิดพื้นที่ ถ่ายทอดอุดมการณ์และแนวทางการดำเนินธุรกิจของเขา ซึ่งถือเป็นกุญแจไขสู่ความสำเร็จของทียูเอฟ ตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ออกสู่สายตาท่านผู้อ่าน นับจากบรรทัดนี้

************************************

ธีรพงศ์ มองว่า ธุรกิจอาหารส่งออกของไทย ยังคงเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยธุรกิจอาหารเป็นธุรกิจที่มีความยืดหยุ่นในทุกสถานการณ์ เพราะแม้ในช่วงวิกฤติ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติ จากภัยธรรมชาติ น้ำท่วม แผ่นดินไหว หรือในวิกฤติสงคราม ไม่เว้นแม้แต่วิกฤติเศรษฐกิจ อาหาร ซึ่งถือเป็น 1 ในปัจจัย 4 ซึ่งยังคงเป็นที่ต้องการของมนุษย์ทุกคน เพราะมนุษย์ทุกคนยังคงต้องกินอาหาร

แต่การออกไปแข่งขันในตลาดโลก จะต้องมีการปรับตัว พัฒนาและปรับปรุงผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการตลาดและการบริหารจัดการ รวมทั้งพัฒนาบุคลากร และเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความสามารถ ในการแข่งขันอยู่ตลอดเวลา

ที่สำคัญ สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ต้องมีคุณภาพตรงตามมาตรฐาน ที่ประเทศผู้นำเข้ากำหนดมาตรฐานไว้!!

ครัวโลกโกยรายได้เข้าประเทศ

เขา เปิดเผยว่า ไทยยูเนี่ยนฯ หรือทียูเอฟ เริ่มต้นประกอบธุรกิจผลิต และส่งออกอาหารทะเลแช่แข็ง เมื่อปี 2531 ธุรกิจมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอด 25 ปีที่ผ่านมา การได้รุกขยายออกไปลงทุนในต่างประเทศ เพื่อสร้างฐานการผลิต และช่องทางการจำหน่ายกระจายไปทั่วโลก

ปัจจุบัน ทียูเอฟเป็นผู้ผลิตอาหารทะเลแช่แข็งรายใหญ่ของโลกและเป็นผู้ผลิตปลาทูน่ากระป๋องรายใหญ่ที่สุดในโลก กินพื้นที่ทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา โดยบริษัทมุ่งมั่นที่จะเป็น “พ่อครัวของโลก” พร้อมนำเสนอและสร้างนวัตกรรมทางอาหารใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการอย่างต่อเนื่อง

กับผลิตภัณฑ์หลากหลาย ทั้งปลาทูน่า, กุ้ง, ปลาซาร์ดีนและปลาแมคเคอเรล ปลาแซลมอน ปลาหมึก และอาหารทะเลอื่นๆ รวมทั้งผลิตภัณฑ์อาหารอื่นๆ เช่น เบเกอรี่ อาหารปรุงสำเร็จรับประทาน และอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยง ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ ล้วนแต่เป็นลูกค้า จากผลิตภัณฑ์ในเซเว่น อีเลฟเว่น, สุกี้เอ็มเค หรือแม้แต่พายในร้านแมคโดนัลด์ เป็นต้น

โดยเป็นเจ้าของแบรนด์ทูน่า ชั้นนำอย่าง Chicken of the Sea มีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดเป็นอันดับ 3 ในสหรัฐฯ และแบรนด์ John West ผู้นำตลาดอันดับ 1 ในอังกฤษ ไอร์แลนด์และเนเธอร์แลนด์ นอกจากนี้ยังมีแบรนด์ Petit Navire และ Hyacinthe Parmentier กินตลาดอันดับ 1 ในฝรั่งเศส และ Mareblu อันดับ 3 ในอิตาลี แบรนด์ Century อันดับ 1 ในจีน และแบรนด์ซีเล็คทูน่า อันดับ 1 ในประเทศไทย

ส่งผลให้เมื่อปี 2554 ที่ผ่านมา บริษัทสามารถสร้างยอดขาย ทำรายได้ได้สูงถึง 3,232 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือมากกว่า 98,670 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 40% เมื่อเทียบกับปี 2553 และสามารถสร้างกำไรทะลุหลัก 5,000 ล้านบาทได้เป็นครั้งแรก

โดยรายได้กว่า 90,000 ล้านบาทนั้น เป็นรายได้ที่เข้ามาจากสหรัฐอเมริกา 36% ยุโรป 33% ญี่ปุ่น 10% ที่เหลือกระจายอยู่ในภูมิภาคต่างๆ ขณะที่เป็นรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์หรือสินค้าภายในประเทศไทยน้อยมากไม่เกิน 10% ที่เหลือถือเป็นการโกยรายได้เข้าประเทศล้วนๆ!!

ส่วนในปีนี้นั้น มั่นใจว่า จะทำยอดขายให้ได้เกิน 100,000 ล้านบาท!!

ไทยฐานการผลิตดีที่สุดในโลก

“ทียูเอฟ มีโรงงานกระจายอยู่เกือบทั่วโลก นอกจากประเทศไทยแล้ว ยังมีโรงงานในเวียดนาม อินโดนีเซีย อินเดีย ปาปัวนิวกีนี สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส โปรตุเกส และกานา”

ประเทศไทยถือเป็นฐานการผลิตที่ดีที่สุด และเป็น “ฐานการผลิตอาหารที่ดีที่สุดในโลก”เพราะมีแรงงานที่มีคุณภาพ มีประสบการณ์ ขณะที่ไทยเป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมต่อเนื่องด้านอาหารที่มีความแข็งแกร่งที่สุดในทุกด้าน  เพราะเป็นประเทศผู้ส่งออกที่มีบริการและอุตสาหกรรมต่อเนื่องครบวงจร

อย่างเช่นธุรกิจปลาทูน่ากระป๋องของทียูเอฟ ซึ่งมีแรงงานที่ดี ผลิตภัณฑ์ที่ดี อุตสาหกรรมแพ็กเกจจิ้งที่ดี โรงงานผลิตกระป๋องและโรงงานผลิตฉลากที่มีคุณภาพ ทุกอย่างครบวงจร รวมทั้งยังมีระบบการขนส่งที่ดีไม่น้อยหน้าประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันเป็นผลจากที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามโปรโมตคลัสเตอร์ ในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เราจึงมีคลัสเตอร์ที่มีความแข็งแกร่งโดยเฉพาะด้านอาหาร

“แม้จะมีการเปิดเสรีอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 ที่จะถึงนี้ ผมเห็นว่าเราไม่จำเป็นต้อง ย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศทั้งพม่า เขมร หรือลาว เพราะแม้ประเทศเหล่านี้จะมีค่าแรงถูกกว่าไทย แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าสาธารณูปโภคต่างๆ ทั้งถนนหนทาง น้ำ ไฟ รวมทั้งอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ ที่จะมารองรับหรือสนับสนุนอุตสาหกรรมหรือสินค้าของเรามีหรือไม่ ทุกประเทศยังสู้ไทยไม่ได้ สุดท้ายค่าแรงถูกเพียงอย่างเดียว แต่ต้นทุนทั้งหมดรวมแล้วอาจจะแพงกว่า”

เขา มองว่า เออีซี จะทำให้การค้าคล่องตัวขึ้นมากกว่า การเก็บภาษีส่งออก นำเข้า สินค้าระหว่างกันจะลดลง การตกลงซื้อขายภายในภูมิภาคน่าจะดีขึ้น มองว่าเป็นโอกาสในการเพิ่มตลาด ให้กับสินค้าหรืออาหารส่งออกของไทยมากกว่า โดยเฉพาะสินค้า “ปลากระป๋อง” ที่ทำจากปลาซาร์ดีนและปลาแมคเคอเรล น่าจะทำให้ทียูเอฟรุกเข้าไปเปิดตลาดในประเทศเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น เพราะเป็นสินค้าที่ราคาถูก ซื้อง่ายขายคล่อง

ค่าแรงขึ้นดันธุรกิจเพิ่มประสิทธิภาพ

สำหรับผลกระทบของการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทในประเทศไทยนั้น ทียูเอฟซึ่งมีต้นทุนค่าแรงคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% ของต้นทุนทั้งหมด ไม่ได้รับผลกระทบเท่าใดหนัก โดยเมื่อปรับขึ้นค่าแรงแล้ว จะทำให้ต้นทุนรวมเพิ่มขึ้นเพียง 3-4% ถือว่าไม่มากเมื่อเทียบกับสิ่งที่รัฐบาลให้มาคือการลดภาษีนิติบุคคลลง จาก 30% เหลือ 23%

ขณะเดียวกัน ทียูเอฟ ก็ได้เตรียมการรองรับผลกระทบนี้มาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว โดยเพิ่มศักยภาพแรงงานและมีการใช้เครื่องจักร หรือเทคโนโลยีมากขึ้น การใช้เทคโนโลยีไม่ได้หมายความว่าต้องให้คนงานออก แต่ทำให้บริษัทสามารถมีผลผลิตมากขึ้น ด้วยจำนวนคนเท่าเดิม การทำงานด้วยเครื่องจักร ทำให้คนสบายขึ้น แต่ผลผลิตก็ต้องเพิ่มมากขึ้นด้วย

“ผมเห็นด้วยกับนโยบายการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เพราะรายได้ที่ดีขึ้น จะทำให้ความเป็นอยู่ของคนงานของเราดีขึ้น นอกจากนี้ในฐานะคนทำธุรกิจ ค่าแรงที่สูงขึ้น จะต้องมีการปรับวิธีในการบริหารจัดการธุรกิจ ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ฝึกเทรนพนักงาน ให้มีการพัฒนาตัวเอง ขณะเดียวกัน ก็เป็นการผลักดันให้บริษัทมีการลงทุนในเทคโนโลยีที่ดีขึ้น สูงขึ้น เพิ่มผลผลิตและพัฒนาสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์มากขึ้น เป็นการใช้ทรัพยากรอย่างมีคุณค่ามากขึ้น”

“อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานมาก เป็นต้นทุนสูงกว่า 20% รวมทั้งธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) อาจมีความลำบากในการปรับตัว แต่กระบวนการการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างต้องผ่านขั้นตอนความเจ็บปวด แต่สุดท้ายทุกฝ่ายต้องปรับตัว เพื่อรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาในทุกด้าน”

“ธุรกิจเอสเอ็มอี หรือผู้ประกอบการที่มีความอ่อนแอ แม้ค่าแรงขั้นต่ำไม่ปรับขึ้น ก็ต้องตายอยู่ดี เพราะผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็มีมาตรการในการดูแลและช่วยเหลือเอสเอ็มอีมากอยู่แล้ว”

แรงงานยังขาดแคลนหนัก

ในส่วนของการจ้างงานนั้น ปัจจุบันทียูเอฟ มีการจ้างงานเฉพาะโรงงานที่อยู่ในประเทศไทยมากกว่า 25,000 คน และในต่างประเทศอีกประมาณ 8,000 คน รวม 32,000 คน

โดยเฉพาะในประเทศไทยที่เป็นฐานการผลิตหลักนั้น ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่า แรงงานไทยยังขาดแคลน ตัวเลขคนว่างงานของไทยอยู่ที่ 1% กว่าๆ มานานแล้ว ดังนั้น บริษัทต่างๆก็ต้องแข่งกันเสนอรายได้และสวัสดิการที่ดีให้กับคนงาน เพื่อทำให้คนงานอยากทำงานด้วย การดูแลพนักงาน จึงต้องมีมาตรฐานที่ดีเพื่อจูงใจและแย่งชิงคนงาน

ธีรพงศ์ ยังประเมินว่า ขณะนี้ในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ยังขาดแคลนแรงงานเป็นแสนๆคน เฉพาะในอุตสาหกรรมอาหาร ขาดแคลนแรงงานเป็นหลักหลายหมื่น ขณะที่ในส่วนของทียูเอฟ ก็ยังต้องการแรงงานอีกหลายพันคน

เพราะเล็งเห็นโอกาสที่ดีในการรุกขยายธุรกิจ เพื่อให้อุตสาหกรรมส่งออกอาหารของประเทศมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทียูเอฟ จึงยังคงมีความต้องการพนักงานทุกระดับอีกจำนวนมาก ทั้งระดับแรงงาน ผู้ปฏิบัติการ ระดับบริหารจัดการ รวมถึงผู้บริหารระดับสูง

“สิ่งที่ภูมิใจคือ เราสามารถนำทียูเอฟ ไปสู่ระดับโลก หรือ Global ได้ เป็นแบรนด์ของคนไทยที่ประสบความสำเร็จ สามารถยืนอยู่บนเวทีการแข่งขัน ในฐานะเป็นผู้นำในตลาดอาหารทะเลโลก และทียูเอฟเป็นบริษัทระดับโลก ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในประเทศไทย และการที่เราสามารถสร้างคนสร้างบุคลากร ให้ทำงานในองค์กรระดับนี้ได้ เพราะให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของคน วันนี้จึงต้องการชวนคนรุ่นใหม่ เข้ามาร่วมงานกับทียูเอฟ เพื่อสร้างความสำเร็จร่วมกันทั้งตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ”

กลับมาบุกตลาดปลาทูน่าไทย

ส่วนกลยุทธ์ วิสัยทัศน์และเป้าหมายของทียูเอฟ หลังจากนี้นั้น “ธีรพงศ์” บอกว่า ปีนี้ตั้งเป้าโกยรายได้โตจากปีที่แล้ว 18-20% ส่วนเป้าหมายระยะกลาง (ปี 2555-57) จะต้องมีรายได้รวมโตเฉลี่ยปีละ 15% ทำให้ปี 2558 รายได้รวมของบริษัทจะทะยานแตะ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 150,000 ล้านบาท และจะส่งผลให้เป้าหมายสูงสุดตามวิชั่น 2020 (ปี 2563) ซึ่งทียูเอฟจะมีรายได้ที่ระดับ 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 240,000 ล้านบาท

สำหรับการขยายธุรกิจ บริษัทยังเน้นการออกไปควบรวมกิจการ และเข้าซื้อกิจการในต่างประเทศอยู่ หากเห็นโอกาสที่ดี ไม่เพียงแต่จะได้แบรนด์ที่มีในตลาดอยู่แล้วเท่านั้น แต่ยังช่วยขจัดปัญหาการกีดกันทางการค้าของประเทศนั้นๆ อีกด้วย และยังจะออกไปขยายตลาดใหม่ๆ นอกเหนือจากตลาดยุโรป เช่น รัสเซียและตะวันออกกลาง

นอกจากนี้ จะหันกลับมาทุ่มทำการตลาดในประเทศมากขึ้น โดยทุ่มงบตั้งแต่ 40-200 ล้านบาท ปรับภาพลักษณ์ (รีแบรนด์) ครั้งใหญ่ ต้องการให้คนไทยรู้จัก เป็นองค์กรที่น่าทำงาน ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ให้มีความก้าวหน้าในการทำงาน ภายใต้แนวคิดทียูเอฟ คือ “ผู้เชี่ยวชาญอาหารทะเลโลก” หรือ World Seafood Expert เพราะแม้บริษัทจะออกไปผงาดในเวทีโลก แต่ที่ผ่านมาละเลยตลาดในประเทศมานาน

“ผู้บริโภคต้องรู้จักชื่อ “ทียูเอฟ” มากขึ้น โดยจะใช้แบรนด์ “ซีเล็ค” บุกตลาดเมืองไทยและกลุ่มประเทศในอาเซียน โดยรณรงค์ทำการตลาด ให้คนไทยหันมาบริโภคผลิตภัณฑ์จากปลา “ทูน่า” มากขึ้น เพราะนำมาปรุงอาหารได้อร่อย สะดวกและเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ มีคุณภาพและมีความปลอดภัยสูง แต่ที่ผ่านมาคนไทย บริโภคปลา “ทูน่า” น้อยมาก เมื่อเทียบกับปลาซาร์ดีน และปลาแมคเคอเรลซึ่งมีราคาถูกกว่า รวมทั้งจะบุกตลาดปลาซาร์ดีนมากขึ้นด้วย”

“วันนี้ในฐานะที่ ทียูเอฟ คือผู้ผลิตและส่งออกปลาทูน่าเบอร์ 1 ของโลก ตลาดในประเทศถือเป็นหน้าตาและเป็นความท้าทายใหม่ของเราจากที่เห็นพัฒนาการในตลาดทั่วโลกมามากแล้ว คนทั้งโลกนิยมบริโภคปลาทูน่า  ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของเราในการขยายตลาดให้คนไทยรู้จักมากขึ้น โดยตั้งเป้าจะทำให้มูลค่าตลาดทูน่ากระป๋องปีนี้เกิน 1,000 ล้านบาท และขยายตัวไม่ต่ำกว่าปีละ 10% ส่วนมูลค่าตลาดปลากระป๋องที่ทำจากปลาซาร์ดีนปัจจุบันมีมูลค่า 6,000 ล้านบาท โตปีละ 10-15% ซึ่งก็จะรุกไปกินส่วนแบ่งตลาดตรงนี้ด้วย”

ขณะเดียวกัน ก็จะใช้แบรนด์ “ซีเล็ค” ส่งออกไปประเทศอาเซียน รองรับเออีซีในปี 2558 ด้วย โดยคาดหวังว่าสัดส่วนรายได้จากกลุ่มประเทศอาเซียนจะเพิ่มเป็น 20% ภายใน 2 ปีนี้ จากขณะนี้อยู่ที่ 5-10% และมองว่าภายใน 5 ปีนี้รายได้จากอาเซียนจะเติบโตอย่างน่าสนใจ!!

ธีรพงศ์ ทิ้งท้ายว่า ทุกวันนี้ ทียูเอฟอยู่ในจุดที่เหมาะสม มีประสบการณ์ มีเป้าหมายกลยุทธ์และแผนการรุกธุรกิจที่ชัดเจน มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาและขยายธุรกิจ โดยมองหาโอกาสขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีโอกาสมายืนอยู่ตำแหน่งนี้ได้ โดยยังคงยืนยันมุมมองที่ว่าอุตสาหกรรมส่งออกอาหารของไทย ยังมีทิศทางและอนาคตที่ดี โดยทียูเอฟจะยังคงเดินหน้าเป็นหัวหอกส่งออกผลิตภัณฑ์อาหาร โกยรายได้เข้าประเทศต่อไป

เพื่อขยายพื้นที่ยืนของธุรกิจ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทยบนเวทีโลกให้สำเร็จ!!

ทีมเศรษฐกิจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 7 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.
 

จากวิกฤติน้ำท่วม..สู่ภัยแล้ง เอกชนสะท้อน “บริหารจัดการ” ล้มเหลว 2012/05/06

http://www.thairath.co.th/column/eco/ecoscoop/256564

30 เมษายน 2555, 05:00 น.

Pic_256564

ประพันธ์

ขณะที่รัฐบาลระดมสรรพกำลังทุกภาคส่วนทั้งนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ภาครัฐและเอกชนมาร่วมกันขับเคลื่อนมาตรการแก้ปัญหาอุทกภัยมาหลายเดือน มีแผนงานประดังออกมามากมาย แต่ผลในทางปฏิบัติยังไปไม่ถึงไหน ไม่มีรูปธรรมอะไรชัดเจนออกมา

แผนงานและมาตรการต่างๆ ของรัฐยังไม่อาจเพรียกหาความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้ทั้ง 100% ประชาชนคนไทยก็ต้องเผชิญกับ “วิกฤติภัยแล้ง” ซ้ำร้ายเข้าให้อีก ล่าสุดกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้รายงานสถานการณ์ภัยแล้งว่าลุกลามกินพื้นที่ไปกว่า 48 จังหวัดทั่วประเทศไปแล้ว โดยที่ยังไม่มีทีท่าจะคลี่คลายลงง่ายๆ

เมื่อย้อนกลับไปพิจารณารากเหง้าของปัญหา ยิ่งตกใจเพราะดูเหมือนวิกฤติ “น้ำท่วม-ภัยแล้งซ้ำซาก” ของประเทศไทยกลายเป็นวัฏจักรปัญหาที่รัฐบาลชุดแล้วชุดเล่า “แก้ไม่ตก” น้ำในเขื่อนที่ถูกพร่องออกไปมากก่อนหน้าเพื่อรับปริมาณน้ำฝนระลอกใหม่ ทำท่าจะเผชิญกับวิกฤติภัยแล้งที่อาจทอดยาวแทน

เข้าตำรา “ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก” สางวิกฤติอุทกภัยยังไม่ทันสะเด็ดน้ำ ก็กลับต้องมาเผชิญวิกฤติภัยแล้งซ้ำรอยเข้าให้อีก จนทำให้การบริหารจัดการน้ำของภาครัฐขณะนี้ ดูจะยังไม่สามารถตอบโจทย์ได้ว่า จะแสวงหาความ  “สมดุล” ที่สามารถจะ “รับมือ” กับสถานการณ์น้ำท่วมและภัยแล้งไปพร้อมกันแบบเบ็ดเสร็จได้อย่างไร

เพื่อร่วมแสวงหาคำตอบ  “ทีมเศรษฐกิจ”  จึงนำเสนอมุมมองจากผู้บริหารภาคเอกชนองค์กรใหญ่ที่ได้ติดตามสถานการณ์น้ำ แก้ไขวิกฤติน้ำเพื่อลดความเสี่ยงขององค์กรมาโดยตลอด เพื่อร่วมกันสะท้อนข้อคิด ข้อเสนอแนะให้ทุกฝ่ายได้ตระหนัก และหาหนทางรับมือกับปัญหา ในรูปแบบของการบริหารจัดการน้ำ “ครบวงจร” ดังนี้ :

นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน)

ไพรินทร์ไพรินทร์

“ผมรู้สึกเสียดายว่า หลังปัญหาน้ำท่วมคลี่คลายไปแล้ว 6 เดือน แต่การบริหารจัดการน้ำเพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา ยังไม่ไปถึงไหน ที่สำคัญ ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในปีนี้กับปีก่อนนั้น มีสภาพเหมือนกันคือ เกิดภาวะแห้งแล้ง แต่ในเขื่อนไม่มีน้ำ เพราะถูกเร่งระบายออกเพื่อเตรียมพื้นที่ไว้รองรับปริมาณน้ำฝนที่จะตกลงมาในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า แต่ถ้าฝนไม่ตกลงมา ก็จะทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำ ถึงตอนนั้น ประเทศไทยจะทำอย่างไร เพราะนโยบายบริหารจัดการน้ำ ยังจับต้องไม่ได้”

นายไพรินทร์ กล่าวด้วยว่า เดิมทีมีผู้ประเมินความเสียหายจากมหาอุทกภัยครั้งที่แล้วว่าสูง 700,000 ล้านบาท แต่หลังจากคำนวณรวมความเสียหายของนิคมอุตสาหกรรม 7 แห่ง ที่ถูกน้ำท่วมเข้าไปด้วย มูลค่าความเสียหายได้เพิ่มขึ้นเป็น 1.4 ล้านล้านบาท นี่แปลว่า ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย ไม่ได้มีเฉพาะภาคเกษตรกรรมเหมือนแต่ก่อนแล้ว แต่มีความเสียหายของภาคอุตสาหกรรมการส่งออกผนวกรวมอยู่ด้วย

เพราะฉะนั้น เวลาจะต้องคิดถึงการบริหารจัดการน้ำ จึงต้องทำให้เกิดความเป็นธรรมทั้งในส่วนของภาคเกษตรกรรม และอุตสาหกรรมไปพร้อมๆกัน และคิดมาตรการเผื่อไว้สำหรับแก้ปัญหาน้ำท่วม และน้ำแล้งไปด้วย หมายความว่าต้องมีการแก้ปัญหาแบบบูรณาการ ครบวงจร และปลอดจากการเมืองเข้าแทรกแซง

“ผมคิดว่า มันน่าจะถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องกำหนดนโยบายเรื่องน้ำใหม่ทั้งหมด การบริหารจัดการน้ำก็เหมือนกับการบริหารจัดการพลังงานของประเทศ และที่จะเป็นปัญหาในอนาคตก็คือ ต้องทำให้ทุกภาคส่วนยอมรับว่า “น้ำ” ก็มีต้นทุนการผลิต และมีแหล่งที่มาเหมือนกับ “พลังงาน”…

น้ำ จึงมีราคาเสมือนสิ่งของที่มีคุณค่า เมื่อมีราคา น้ำ ก็จะไม่ถูกนำไปใช้อย่างสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็นเช่นเดียวกันกับ “พลังงาน”

ยกตัวอย่างเช่นน้ำในปริมาตร 1 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หากอยู่ในประเทศไทยอาจมีต้นทุนการผลิต และจัดหาเพียง  9-10  บาท  แต่หากน้ำในปริมาณดังกล่าวไปอยู่ในตะวันออกกลาง หรือประเทศอิสราเอล ราคาของน้ำ 1 ลบ.ม.ก็คงจะมีมูลค่าสูงมาก เพราะเป็นของหายาก

ที่นั่น น้ำทุกหยดจะถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่า เช่น เมื่อระบายลงท่อน้ำทิ้ง ก็ถูกนำไปรดต้นไม้ หรือที่ญี่ปุ่น ก็นำมารีไซเคิลกลับมาใช้ใหม่ แต่ของประเทศไทย น้ำ ในปริมาณดังกล่าว ก่อนจะถูกส่งผ่านท่อประปามายังผู้ใช้ ก็เกิดการรั่วไหลไปแล้วกว่า 40% เพราะไม่เห็นคุณค่าเหมือนประเทศที่ขาดแคลนน้ำ

“เราต้องยอมรับว่า แนวคิดดั้งเดิมจากอดีตถึงปัจจุบัน เรามักจะมองว่า น้ำ เป็นของเกษตรกรที่ต้องใช้เพื่อการเพาะปลูก ไม่ว่าน้ำจากเขื่อน หรือจากอ่างเก็บน้ำ ทำให้ต้องจัดลำดับความสำคัญแก่การเพาะปลูกเป็นอันดับแรกก่อน ชาวนาก็คิดว่า น้ำเป็นของเขา ขณะที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะยืนกำกับว่า น้ำทุกหยดต้องกันไว้ให้ชาวนาปลูกข้าว

เพราะข้าว คือ หัวใจสำคัญของการส่งออก และการสร้างรายได้ให้กับประเทศ…

แต่นโยบายต่างๆที่ออกมากลับสวนทางกัน เช่น ต้องการให้ส่งออกข้าวจำนวนมากๆ  แต่กลับใช้นโยบายประกันราคาข้าวสูง ทำให้ผู้ส่งออกไม่ซื้อข้าวไปส่งออก เพราะสู้กับราคาข้าวเวียดนามในตลาดโลกไม่ได้ ปัญหาก็วนเวียนเป็นวัฏจักรไม่รู้จบ ที่สำคัญ ยังทำให้การบริหารจัดการน้ำของประเทศ เกิดความยากลำบากไปด้วย”

นายไพรินทร์ กล่าวว่า รัฐบาลต้องมาเริ่มต้นกันใหม่ ต้องมีวิธีการจัดการน้ำ เพื่อบริหารน้ำจากทุกแหล่งให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ต้องเลือกระหว่างการจัดการน้ำเพื่อภาคเกษตรกรรม หรือภาคอุตสาหกรรม เพราะ “น้ำ” ไม่ใช่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเหมือนปัจจุบัน

การจะดำเนินการในเรื่องนี้ให้เกิดความสำเร็จ รัฐบาลต้องรวบรวมองค์กรที่ทำเรื่องเกี่ยวกับน้ำให้มาอยู่รวมกัน เพื่อให้มีข้อมูลครบทุกด้าน มีทีมงานที่เป็นเอกภาพ ปลอดจากการเมือง และมีกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับการจัดการน้ำ ให้หลุดพ้นจากกระทรวงเกษตรฯ รวมทั้งมีเข็มทิศที่จะนำพาการแก้ปัญหาน้ำไปสู่เป้าหมายที่วางไว้

เหมือนกับเป้าหมาย “กองทุนอุทกพัฒน์” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทราบว่า ขณะนี้มีหลายองค์กรแล้วที่ไปร่วมให้การสนับสนุน

นายไพรินทร์ กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า การแก้ปัญหาน้ำทั้งระบบ จะต้องทำในขณะที่กำลังเกิดวิกฤติ และใช้วิกฤติให้เป็นโอกาสให้ได้ อย่ารอให้วิกฤติคลี่คลายไปแล้ว จึงลงมือทำ เพราะถึงเวลานั้น ก็อาจสายเกินกว่าจะแก้ไขเยียวยา จนกลายเป็นความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนไป

นายประพันธ์ อัศวอารี
กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) “อีสท์วอเตอร์”

“เท่าที่ทีมงานของอีสท์วอเตอร์ ได้ติดตามสถานการณ์น้ำในภาคตะวันออก

ในขณะนี้ ที่ จ.ระยอง น่ากังวลมาก เพราะฝนตกน้อย น้ำไม่ไหลเข้าอ่างเก็บน้ำ ซึ่งจะส่งผลกระทบทั้งในส่วนของอุตสาหกรรมและภาคครัวเรือน เพราะแหล่งกักเก็บน้ำหลักของภาคตะวันออกกว่า 70% อยู่ที่ จ.ระยอง ประเมินแล้วสถานการณ์เข้าข่ายจะซ้ำรอยวิกฤติภัยแล้งปี 2548 ซึ่งต้องขอดน้ำที่ติดอยู่ก้นอ่างมาใช้กันทีเดียว”

จากการตรวจสอบข้อมูลล่าสุดปริมาณน้ำที่อีสท์วอเตอร์สามารถนำมาใช้ได้นานที่สุดจากนี้ไปจะได้ประมาณ 6 เดือน หรือมีน้ำใช้ไปได้ถึงเดือน ต.ค.นี้ ถ้าถึงเดือน ก.ย.แล้วฝนยังไม่ตกมีปัญหาหนักแน่ ซึ่งจากสถิติในอดีตสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดจะเกิดภัยแล้งยาวนานถึง 8 เดือน จึงนิ่งนอนใจไม่ได้

“อีสท์วอเตอร์” ตั้งทีมงานมาติดตามประเมินสถานการณ์ตลอดระยะเวลาดูว่าในระยะ 15, 20, 30 วันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อเกิดแล้วต้องปฏิบัติอย่างไร ทำกันอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ตามแผนปฏิบัติการที่วางไว้

“ทุกอย่างต้องติดตามตรวจเช็กในรายละเอียด ระบบสูบ-ส่ง น้ำต้องเตรียมให้พร้อมทั้งหมด ทดสอบระบบว่าสามารถใช้งานได้จริง ไม่ใช่มานั่งรอให้เกิดปัญหาแล้วพอจะใช้งานเพิ่งรู้ว่า เครื่องสูบน้ำเสีย ใช้การไม่ได้ เหมือนช่วงที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ปีที่แล้ว เพิ่งมาพูดกันว่าคูคลองไม่ได้ขุดลอก ปั๊มสูบน้ำเสีย ระบบการทำงานแบบนั้นเอกชนรับไม่ได้”

นายประพันธ์  ยังชี้ให้เห็นด้วยว่า ขณะที่ปัญหาภัยแล้งก่อตัวทำท่าว่าจะรุนแรงในภาคตะวันออก ด้านปริมาณความต้องการใช้น้ำของภาคตะวันออกกลับเติบโตรวดเร็วมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่เคยอยู่ในพื้นที่ภาคกลาง หนีปัญหาน้ำท่วม ย้ายฐานการผลิตมา

ขณะที่แรงงานก็ย้ายตามมาด้วย รวมถึงพ่อค้า แม่ค้า ชุมชนขยายตัวขึ้น ห้องพัก ห้องเช่ามากขึ้น ทำให้ปริมาณความต้องการใช้น้ำทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคครัวเรือนเพิ่มมากขึ้น สูงกว่าแผนของอีสท์วอเตอร์ที่เคยคาดการณ์ไว้ประมาณ 8%

“ทางอีสท์วอเตอร์ต้องทบทวนตัวเลขคาดการณ์ใช้น้ำในภาคตะวันออกใหม่ทั้งหมด เพราะวันนี้ปัจจัยที่มีผลกระทบเปลี่ยนไปมาก ในขณะที่แหล่งน้ำต้นทุนที่จะนำมาใช้มีอยู่เท่าเดิม ตามไม่ทันความต้องการใช้น้ำ อีก 3 ปีข้างหน้าต้องลุ้นอย่างเดียวให้ฝนตกและมีน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำอย่างเพียงพอ”

สำหรับแผนรองรับในอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้า ได้เตรียมแนวทางที่จะสร้างแหล่งน้ำเป็นแก้มลิงที่ อ.แกลง จ.ระยอง เพื่อกักเก็บน้ำที่จะปล่อยลงทะเล ซึ่งแต่ละปีมีน้ำไหลลงทะเลผ่านพื้นที่บริเวณที่จะสร้างแก้มลิง หลายร้อย ล้าน ลบ.ม. ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดจ้างบริษัทที่ปรึกษามาจัดทำรายละเอียดประเมินโครงการ อีก 3-4 เดือนข้างหน้าจะมีข้อสรุป เบื้องต้นจะต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 4,000-6,000 ล้านบาท การลงทุนส่วนนี้จะทำให้ต้นทุนค่าน้ำเพิ่มขึ้นจาก ลบ.ม.ละ 7 บาท เป็น ลบ.ม.ละ 10 บาท

นายประพันธ์  ยังได้ให้ความเห็นเรื่องการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลว่า การบริหารจัดการน้ำมี 2 มิติ ที่จะต้องดูว่าจะสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นได้อย่างไร คือระหว่างน้ำท่วม กับน้ำขาดแคลน อยากฝากให้ภาครัฐอย่าดูแต่เรื่องน้ำท่วมเพียงอย่างเดียว ต้องดูน้ำส่วนที่ขาดแคลน ซึ่งต้องมีการกักเก็บน้ำไว้ใช้ด้วย โดยเฉพาะในภาคตะวันออก ที่มีการลงทุนหลายแสนล้านบาท หากขาดแคลนน้ำจะกระทบทั้งระบบ รวมไปถึงความมั่นใจของนักลงทุน

“เมื่อปีที่แล้วผู้ประกอบการอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม มาปีนี้หนีจากน้ำท่วมย้ายมาภาคตะวันออก ถ้ายังมาเจอปัญหาน้ำขาดแคลนอีก จะตอบคำถามกับต่างประเทศถึงการบริหารจัดการน้ำของเราอย่างไร  น้ำท่วมยังพออพยพหนีได้ แต่น้ำขาดนี้ตายอย่างเดียว”

การจัดการน้ำในภาพรวมของประเทศมองว่า การทำแหล่งเก็บกักน้ำเพิ่มเป็นสิ่งที่จำเป็น ซึ่งในอนาคตจะยิ่งทำยากขึ้น เช่น เขื่อนแม่วงก์ จะสร้างหรือไม่สร้าง ตกลงสมดุลอยู่ตรงไหน ข้อมูลที่แท้จริงเป็นอย่างไร ฝ่ายที่ต้องการสร้างก็มีเหตุผล ขณะที่คนที่ต่อต้านก็มีน้ำหนักเรื่องสิ่งแวดล้อม

ถ้าฝ่ายที่ต่อต้านในอนาคตพิสูจน์ได้ว่าข้อมูลผิดพลาด จะรับผิดชอบต่ออนาคตลูกหลานได้หรือไม่ เรื่องนี้อาจจะต้องใช้วิธีการโหวตกันหรือไม่เพื่อให้มีทางออก เพราะการสร้างแหล่งกักเก็บน้ำต้องใช้เวลา เริ่มสร้างวันนี้อีก 5 ปีก็ยังไม่เสร็จ

นายปราโมทย์ เตชะสุพัฒน์กุล
กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์ไทย

ปราโมทย์ปราโมทย์

ปัญหาเรื่องน้ำมีอยู่ 3 ด้านคือ น้ำเกิน น้ำขาด และน้ำเสีย ในฐานะที่อยู่ในภาคธุรกิจเข้าใจดีว่าปัญหาเรื่องน้ำที่เกิดจากภัยธรรมชาติสามารถเกิดขึ้นได้ แต่โจทย์สำคัญของภาครัฐที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจคือ มาตรการในการบริหารจัดการไม่ว่าปริมาณน้ำจะมีมากหรือน้อยก็ตาม

“แต่ปัจจุบัน แม้แต่ในเรื่องสำคัญๆ เช่นการเกิดภัยพิบัติ ประเทศไทยยังต้องคอยฟังประกาศเตือนจากสหรัฐอเมริกา ทั้งที่อยู่ไกลกันคนละซีกโลก อย่างเช่นเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เพิ่งเกิดขึ้นเร็วๆนี้ หน่วยงานราชการไทยระบุว่าหากเกิดแผ่นดินไหวระดับต่ำกว่า 4.5 ริกเตอร์ จะไม่สามารถตรวจสอบพบ ทั้งที่เรื่องเหล่านี้มีความสำคัญมากทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมทั้งความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจ”

ดังนั้น มาตรการแรกที่ประเทศไทยควรจะทำ คือ การลงทุนให้ระบบการพยากรณ์อากาศมีความแม่นยำมากขึ้น เทียบเท่ากับประเทศใหญ่ๆในโลกที่มีศักยภาพในด้านนี้สูงมาก เช่น ประเทศญี่ปุ่น และสหรัฐฯ

เพราะถ้ารู้ล่วงหน้าว่าในแต่ละปีจะต้องเจอกับพายุกี่ลูก แต่ละลูกจะมีปริมาณเท่าไหร่ จะช่วยให้สามารถคำนวณปริมาณการพร่องน้ำในเขื่อนได้เหมาะสม แต่ในทางกลับกันเมื่อไม่รู้ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น หลังเกิดน้ำท่วมก็พร่องน้ำในอ่างเก็บน้ำออกไปมาก สุดท้ายต้องมาตกอยู่ในภาวะเสี่ยงกับปัญหาภัยแล้งแทน

ที่สำคัญในปีที่ผ่านมา  ภาคอุตสาหกรรมเจอปัญหาน้ำท่วม จึงโยกย้ายโรงงานหรือขยายที่ตั้งของโรงงานแห่งใหม่ออกจากพื้นที่ใกล้น้ำ แต่ปีนี้ที่กำลังเกิดปัญหาภัยแล้งและหากมีผลกระทบมาถึงภาคอุตสาหกรรม จนไม่มีน้ำใช้ในการผลิต เช่นเดียวกับปี 2548 ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดเกือบต้องหยุดดำเนินการทั้งหมด ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบเดียวกันนี้อีก  ความเชื่อมั่น การลงทุนในประเทศก็จะแย่มาก

อย่างไรก็ตาม  จากประสบการณ์ที่โรงงานปิโตรเคมีของเอสซีจี ที่ จ.ระยอง เคยเผชิญหน้ากับปัญหาการขาดแคลนน้ำของภาคตะวันออกในปี 2548 จนทำให้แต่ละอุตสาหกรรมต้องมาตกลงกันว่าใครจะลดกำลังการผลิตลงเท่าไหร่ เพราะชาวบ้านก็ต้องการใช้น้ำเหมือนกัน ซึ่งสำหรับเอสซีจี น้ำมีความจำเป็นมากในการผลิต ดังนั้น เอสซีจีจึงขุดบ่อขนาดใหญ่ไว้ในโรงงานที่ จ.ระยอง กักเก็บน้ำได้ประมาณ 300,000-400,000 ลบ.ม. สำรองไว้ใช้

จากการเข้าไปทำโครงการจัดการน้ำร่วมกับชุมชนของเอสซีจีที่ผ่านมา ได้เรียนรู้ว่า การจัดการปัญหาน้ำท่วมภัยแล้ง อาจไม่จำเป็นต้องหวังพึ่งเขื่อนขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียวก็ได้

หากต้องการจัดสรรน้ำให้ไปถึงทุกพื้นที่ในประเทศ ควรมีการพัฒนาแก้มลิง หรือบ่อน้ำชุมชนกระจายไปทุกชุมชนในประเทศ เพื่อรองรับน้ำในปีที่มีน้ำเกิน เมื่อถึงช่วงแล้ง ก็จะกลายเป็นแหล่งเก็บน้ำในพื้นที่ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์เพื่อการอุปโภคบริโภคและเพื่อการเกษตรได้.

ทีมเศรษฐกิจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 30 เมษายน 2555, 05:00 น.
 

เปิดต้นแบบบริหารจัดการน้ำสากล ค้นหาความสำเร็จประเทศกับความรับผิดชอบสังคม 2012/05/06

http://www.thairath.co.th/column/eco/ecoscoop/254812

23 เมษายน 2555, 05:00 น.

Pic_254812

เมื่อ “น้ำ” ได้กลายเป็นปัญหาใหญ่ของโลก การประชุม World Water Forum ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองมาร์กเซย ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส เมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา จึงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดว่า ท้ายที่สุดองค์การสหประชาชาติ (UN) ในฐานะเจ้าภาพ  จะผลักดันให้ประเทศภาคีสมาชิกจากทั่วโลกกว่า 140 ประเทศ  ร่วมกันหาทางออกในหัวข้อที่ตั้งไว้ว่า Time To Solution หรือถึงเวลาหาทางออก เพื่อหลุดพ้นจากปัญหาอันเกิดจากความแปรปรวนอย่างหนักของสภาพดินฟ้าอากาศ ซึ่งทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นในทุกปีได้อย่างจริงจังและมากน้อยเพียงใด

ภายใต้ข้อเรียกร้องที่ให้รัฐบาลของทุกประเทศแสวงหาความร่วมมือ  รวมถึงความรู้ เทคโนโลยี และแนวทางการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมจากทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับของปัญหาน้ำขึ้นเป็น “วาระแห่งโลก”

ขณะเดียวกันก็เพื่อให้ทุกประเทศต้องจัดทำแผนการดำเนินงานในระดับนโยบายของตน เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำขึ้นอย่างจริงจังอันจะสามารถลดความเสี่ยงจากการเกิดภัยพิบัติ ทั้งจากการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคที่มีสาเหตุจากภัยแล้งและภัยพิบัติอันเกิดจากอุทกภัยครั้งใหญ่ เช่น ที่ได้เกิดขึ้นในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย

อุทกภัยที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งนำมาซึ่งความเสียหายใหญ่หลวงต่อประเทศชาติ  ประชาชน และระบบเศรษฐกิจโดยรวม มีผลทำให้ต้องใช้เวลาและงบประมาณจำนวนมากเพื่อการเยียวยาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยเช่นเดียวกับอุทกภัยใหญ่ที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยในปี 2554 ซึ่งจนถึงปัจจุบัน สภาพความเป็นอยู่ของคนไทยโดยทั่วไปก็ยังไม่ดีขึ้น

ขณะที่ภาคการผลิตเพื่อการบริโภคภายในประเทศ  ยังไม่สามารถกลับมาเดินหน้าได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ  แม้รัฐบาลไทยจะอนุมัติวงเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ประชาชนไปแล้วกว่า 120,000 ล้านบาทก็ตาม

สังเกตการณ์กับอีสท์ วอเตอร์

ในฐานะสื่อ ทีมเศรษฐกิจ ได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมเดินทางไปกับคณะของผู้บริหาร และกรรมการบอร์ด บริษัท อีสท์ วอเตอร์ จำกัด (มหาชน) ที่มี นายประพันธ์ อัศวอารีย์ เป็นกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ เพื่อร่วมสังเกตการณ์และศึกษาแผนการบริหารจัดการน้ำของประเทศภาคีสมาชิกที่ได้มีการนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ซึ่งมีตัวแทนจากรัฐบาลและภาคเอกชนเข้าร่วมเสวนากันกว่า 25,000 คนด้วย

และสิ่งที่ได้กลับมาก็คือ การได้รับรู้ถึงความกระตือรือร้นของรัฐบาลและภาคเอกชนจากทุกประเทศต่อความพยายามจะหาแนวทางปฏิบัติร่วมกันเพื่อให้ประเทศต่างๆ สามารถแก้ไขภาวะการขาดแคลนน้ำดิบและภัยแล้งไปพร้อมๆกับความสามารถในการเข้าถึงทรัพยากรน้ำ การสร้างสุขอนามัยในการอุปโภค-บริโภคน้ำและการลดความเสี่ยงจากการเกิดภาวะน้ำท่วมหรืออุทกภัยในพื้นที่ต่างๆที่น้ำมีปริมาณมากเกินความสามารถในการจัดเก็บ ซึ่งเป็นประเด็นที่กำลังเป็นปัญหาในประเทศไทย

นายบรูโน กราวิทซ์ หัวหน้าแผนกจัดการน้ำและโครงสร้าง ของ บริษัท เอสซีพี หรือ โซซิเอเต้ ดู กานาล เดอ โปรวองซ์ (SCP : Societe du Canal de Provence) ทำหน้าที่เป็นตัวแทน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเอสซีพี ซึ่งจับคู่กับนายประพันธ์ จากอีสท์ วอเตอร์ ในการเข้าร่วมเสนอแนวคิดของการบริหารจัดการน้ำในส่วนที่บริษัททั้ง 2 รับผิดชอบต่อที่ประชุม WWF ครั้งที่ 6

เล่าให้ฟังถึงหลักการสำคัญในการทำงานของเอสซีพี ว่า การจัดหาน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการในการอุปโภค-บริโภคของผู้คนทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส โดยเฉพาะผู้คนที่อยู่ใน 110 เมือง ของแคว้นโปรวองซ์ รวมถึงที่เมืองท่ามาร์กเซย, เมืองท่องเที่ยวอย่าง นีซและคานส์ ซึ่งเป็นสถานที่จัดเทศกาลหนังเมืองคานส์ทุกปีกับพื้นที่เพื่อการเกษตรอีก 800 ตารางกิโลเมตรและภาคเอกชนในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ คือ  เป้าหมายหลักและความท้าทายที่พวกเขาจะปล่อยให้เกิดการขาดแคลนน้ำดิบไม่ได้

แม้ทรัพยากรน้ำทั้งหมดจะมาจากการละลายของหิมะและน้ำแข็งบนเทือกเขาแอลป์ ที่แทบไม่ต้องพึ่งพาปริมาณน้ำฝนเลยก็ตาม  แต่สภาพดินฟ้าอากาศที่แปรปรวน  อาจทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูร้อนขึ้นได้

เอสซีพีจึงร่วมกับสภาเมืองหรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ตั้งแต่การสร้างเขื่อน ฝาย คลองส่งน้ำและวางแนวท่อส่งเชื่อมโยงกับแหล่งน้ำต่างๆอย่างเป็นระบบภายใต้การควบคุมด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ที่สามารถควบคุมปริมาณการไหล และแรงดันของน้ำจากศูนย์ควบคุมกลางผ่านระบบอัตโนมัติที่คอยมอนิเตอร์อยู่ตลอด 24 ชั่วโมง

ระบบควบคุมอัตโนมัตินี้ นอกจากจะทำให้เอสซีพีลดการพึ่งพาคนในการเฝ้าดูทรัพย์สินที่ตนลงทุน รวมถึงการควบคุมการเปิด-ปิดประตูส่งน้ำจากคลองสู่ท่อส่งที่เชื่อมโยงไปในพื้นที่เป้าหมายได้แล้ว

ซอฟต์แวร์ที่เอสซีพีสร้างขึ้นยังสามารถตรวจวัดคุณภาพน้ำ เช่น ค่าออกซิเจน ความเป็นกรดด่าง รวมถึงการปนเปื้อนต่างๆ เพื่อให้มั่นใจได้ว่า น้ำดิบและน้ำประปาที่ส่งถึงผู้บริโภค จะเป็นน้ำที่มีคุณภาพดีแน่นอน

ต้นแบบบริษัทบริหารจัดการน้ำ

ระหว่างเอสซีพีซึ่งเป็นบริษัทจัดการน้ำให้แก่พื้นที่ชายฝั่งทะเลตอนใต้ของฝรั่งเศสกับ

อีสท์ วอเตอร์ บริษัทจัดการน้ำให้แก่ภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกของประเทศไทย ทั้ง 2 มีการจัดการน้ำในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน คือ จัดสรรน้ำดิบจากแหล่งน้ำหลักผ่านท่อส่งขนาดใหญ่ไปสู่ภาคอุตสาหกรรมและการอุปโภค-บริโภคของผู้คน โดยมีการคิดคำนวณราคาค่าน้ำ

สำหรับเอสซีพีซึ่งได้รับสัมปทานจากรัฐบาลฝรั่งเศส ให้ทำหน้าที่จัดสรรน้ำตามความต้องการของผู้ใช้และบริหารงานโดยคณะกรรมการที่เป็นตัวแทนจากองค์กรส่วนท้องถิ่น กับผู้ถือหุ้นรายย่อยที่มาจากสภาหอการค้า สภาเกษตรและธนาคารพาณิชย์นั้น

มีหน้าที่ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างบูรณาการภายใต้แผนพัฒนาท้องถิ่น ที่บรรจุไว้ด้วยการจัดระบบชลประทานรัฐ การจัดสรรน้ำในปริมาณตามความต้องการและการจัดทำนโยบายเพื่อการตั้งราคาค่าใช้น้ำ

ขณะเดียวกันก็ร่วมกับองค์กรส่วนท้องถิ่นลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สร้างเขื่อน วางโครงสร้างระบบชลประทานที่ประกอบไปด้วย การผลิต กักเก็บ การขนส่งและการจัดสรรน้ำ ตลอดจนถึงการวางโครงข่ายการกระจายน้ำ สร้างสถานีสูบน้ำ บำบัดน้ำเสีย รวมถึงให้มีการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน  ทั้งในการบำรุงรักษา  การสร้างระบบข้อมูลทางธรณีวิทยา การจัดการด้านการเงิน การพาณิชย์ การบริการน้ำและจัดวางระบบการป้องกันน้ำท่วม ขณะเดียวกัน ยังต้องทำการศึกษาวิจัย คุณสมบัติด้านเคมี-ชีวภาพของน้ำไปด้วย

ในช่วงเวลากว่า 50 ปีมานี้  เอสซีพีได้ออกแบบเครื่องมือบริหารจัดการน้ำและดำเนินโครงการจัดการน้ำครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 314,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีประชาชนอยู่อาศัยราว 5 ล้านคน มีท่อส่งน้ำกระจายไปในพื้นที่ต่างๆกว่า 5,000 กิโลเมตร ปัจจุบันสินทรัพย์ของเอสซีพีมีมูลค่าสูงถึง 2,400 ล้านยูโร หรือราว 100,000 ล้านบาท (42 บาท/ ยูโร) แต่มีพนักงานประจำอยู่เพียง 450 คน

ที่สำคัญการบริหารจัดการน้ำภายใต้ระบบอัตโนมัติของเอสซีพีนี้  มีการสูญเสียน้ำระหว่างทางเพียง 16% เท่านั้น  เพราะน้ำจะถูกจัดสรรไปตามความต้องการของชุมชนในพื้นที่ที่เป็นเป้าหมาย  ส่วนที่เหลือจากความต้องการจะถูกส่งกลับเข้าสู่คลอง แหล่งกักเก็บน้ำ หรือแท็งก์น้ำขนาดใหญ่ของเมืองเพื่อรอการป้อนเข้าสู่ชุมชนในพื้นที่เป้าหมายในวันรุ่งขึ้น

วิธีการของ อีสท์ วอเตอร์

ส่วน อีสท์ วอเตอร์ ซึ่งจัดตั้งขึ้นมาเมื่อปี 2535 หรือ 19 ปีมาแล้ว โดยการประปาส่วนภูมิภาคถือหุ้น 100% ก่อนที่จะมีการเพิ่มทุน 1,000 ล้านบาทเพื่อแปลงสภาพเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนั้น

อีสท์ วอเตอร์ ได้ลงทุนเพื่อการพัฒนาโครงข่ายท่อส่งน้ำหล่อเลี้ยงปากท้องและเศรษฐกิจในภาคตะวันออกไปแล้วกว่า 6,000 ล้านบาท ทำให้เกิดโครงข่ายท่อส่งน้ำที่มีความยาวกว่า 340 กิโลเมตร เชื่อมต่อแหล่งน้ำสำคัญในภาคตะวันออกอันได้แก่ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล ดอกกราย คลองใหญ่และประแสร์ ในจังหวัดระยอง
รวมถึงอ่างเก็บน้ำหนองค้อและบางพระ ในจังหวัดชลบุรี ไปจนถึงแม่น้ำบางปะกงเพื่อส่งน้ำดิบและน้ำประปาเพื่อการอุปโภค–บริโภคให้แก่ภาคอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและแหลมฉบัง ตลอดจนถึงชุมชนในภาคตะวันออกด้วยปริมาณ 261 ล้าน ลบ.ม.ในจำนวนนี้ เป็นลูกค้าจากภาคอุตสาหกรรม 65% และเป็นลูกค้าที่ใช้เพื่อการอุปโภค–บริโภค 35% และควบคุมการสูบส่งน้ำทางไกลในระบบรวมศูนย์ ซึ่งส่งข้อมูลตรงเข้าสู่ศูนย์ปฏิบัติงานกลางที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง

ภายใต้ระบบการควบคุมที่ว่านี้ อีสท์ วอเตอร์ สามารถลดปริมาณความสูญเสียในเส้นท่อเดิมที่เคยสูงถึง 20% ลงเหลือเพียงไม่เกิน 3% เป็นผลสำเร็จ

หลังจากประเทศไทยประสบภัยแล้งอย่างรุนแรงและมีผลทำให้น้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำต่างๆซึ่งคิดเป็น 92% ของยอดขายของอีสท์ วอเตอร์ ลดลงถึงจุดอันตรายนั้น  นายประพันธ์เปิดเผยว่าเขาได้วางแผนเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำต้นทุนในระยะยาว ด้วยการสร้างแหล่งน้ำสำรองเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้จะสร้างแหล่งน้ำสำรองที่ทับมาในจังหวัดระยองที่มีความจุ 32.5 ล้าน ลบ.ม.เพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกันก็เฝ้าระวังปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำที่มีอยู่อย่างใกล้ชิดเพื่อให้สามารถรับมือกับปัญหาการขาด แคลนน้ำจากสภาพดินฟ้าอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างฉับพลันได้อย่างทันท่วงที

“การแก้ไขปัญหาที่ผ่านมา ทำให้อีสท์ วอเตอร์ สามารถสร้างความมั่นคงในการส่งน้ำในช่วงที่เกิดสภาวะแล้งจัด ทั้งยังสามารถตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นในช่วง10 ปีหลังเกิดวิกฤติภัยแล้งได้ด้วย”

หลักการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

นอกจากทำหน้าที่ในการจัดสรรน้ำให้แก่ชุมชนเป้าหมายแล้ว ทั้ง อีสท์ วอเตอร์ และ เอสซีพี ยังเป็นบริษัทรับบริหารจัดการน้ำต้นแบบที่สามารถต่อยอดให้กับการบริหารจัดการน้ำในระดับประเทศได้ หากได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากภาครัฐและประชาชนในพื้นที่

เช่นเดียวกับบริษัทบริหารจัดการน้ำของประเทศต่างๆที่เข้าร่วมโชว์ผลงาน และแผนการรับมือกับปัญหาเรื่องน้ำในงาน WWF ซึ่งแต่ละประเทศและบริษัทต่างๆ ล้วนแต่ให้ข้อเสนอการดำเนินงานในหลักการสำคัญ 3 ประการที่ว่าด้วย 1. จัดระบบชลประทาน 2. จัดสรรน้ำในปริมาณตามความต้องการจริง และ 3. จัดทำนโยบายเพื่อการตั้งราคาค่าใช้น้ำร่วมกับองค์กรส่วนท้องถิ่น  ซึ่งจะต้องดำเนินการอย่างบูรณาการกับชุมชนเป็นสำคัญ

การประชุมว่าด้วยเรื่องของน้ำใน WWF ที่ฝรั่งเศสครั้งนี้ ยังทำให้เห็นด้วยว่า ทุกประเทศต่างเห็นตรงกันว่า “น้ำ” ทุกหยดนั้น มีราคาค่างวดและหากไม่มีแผนการบริหารจัดการน้ำที่ดีภายใต้หลักการข้างต้น  ประชาชนในประเทศนั้นๆก็จะต้องเผชิญกับภัยพิบัติ ทั้งจากการขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้และจากภาวะน้ำท่วมที่ไม่สามารถหาที่จัดเก็บได้ เหมือนๆกับที่ประเทศและคนไทยเผชิญมาตลอดช่วงระยะเวลา 10-20 ปีที่ผ่านมา

แม้วันนี้ รัฐบาลของ นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะนำเอาแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมภายใต้พระราชดำริที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานไว้ มาใช้เป็นแผนแม่บทในการแก้ปัญหาเร่งด่วน ด้วยการจัดตั้งคณะทำงานขึ้น 2 ชุดที่เรียกว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) เพื่อแปรแผนแม่บทฉบับดังกล่าวให้เป็นแผนปฏิบัติการ

พร้อมให้อำนาจสั่งการแก่หน่วยงานรับผิดชอบ ดำเนินการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะน้ำท่วมหนักเช่นที่เกิดขึ้นอีก ขณะเดียวกันก็ให้มีหน้าที่บริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้สามารถนำน้ำทุกหยดมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยไม่สร้างความเสียหายแก่ประเทศชาติ และประชาชนคนไทย หรือปล่อยให้เกิดการสูญเสียไปอย่างที่เคยเป็นมาก็ตาม

แต่วันนี้สิ่งที่เรายังไม่ได้พูดกันให้ชัดเจนก็คือ  จะสร้างความยั่งยืนให้กับการบริหารจัดการน้ำทั้งประเทศและความมีส่วนร่วมของประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น รวมถึงการสนับสนุนอย่างแท้จริงจากนักการเมืองในระดับชาติได้อย่างไร

ทำอย่างไร  เราจึงจะทำให้ประชาชนคนไทยรู้คุณค่าของน้ำ ไม่เอาเครื่องสูบน้ำไปลักน้ำจากคลองชลประทานและใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาคการผลิตต่อเนื่องถึงภาคเกษตรกรรมและระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศได้ จากปัจจุบันที่เราปล่อยให้น้ำซึ่งเข้ามา 100% ต้องสูญเสีย หรือไหลลงทะเลไปกว่า 60% มีเหลือให้ใช้ได้จริงๆก็เพียง 40% เท่านั้น

ความสำเร็จของการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทย  จึงขึ้นอยู่กับหน้าที่พลเมืองดี  ความรับผิดชอบและการมีส่วนร่วมของสังคมเป็นสำคัญ.
ทีมเศรษฐกิจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 23 เมษายน 2555, 05:00 น.
 

เช็กราคา! ทอง-น้ำมัน-บาท-ตราสารหนี้ ฝ่าวิกฤติทั่วโลกผันผวน! 2012/04/19

http://www.thairath.co.th/column/eco/ecoscoop/253483

17 เมษายน 2555, 05:00 น.

Pic_253483

ผ่านเทศกาลสงกรานต์ปีใหม่ไทยกันไปแล้วอย่างชื่นมื่น วันนี้ (17 เม.ย.) เริ่มกลับมาทำงานกันอีกครั้งหลังช่วงวันหยุดยาว

และกลับมาอัพเดทภาวะเศรษฐกิจไทยกันอีกครั้ง

สำหรับช่วงที่เหลือของปีนี้ แม้ว่า “ปัจจัยเสี่ยง” ในเรื่องการเมือง จะเริ่มแรงแซงหน้าขึ้นมาบ้าง แต่ปัจจัยหลักที่สร้างผลกระทบรุนแรงยังเป็นผลจาก “ความผันผวนของเศรษฐกิจทั่วโลก”

จากไตรมาสแรกที่ผ่านมา ที่นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกยอมรับว่า เป็นช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวนรุนแรงกว่าที่คาดไว้ ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ปรับตัวดีขึ้นรวดเร็วในช่วงแรก แต่ล่าสุดตัวเลขการจ้างงานเริ่มแสดงความอ่อนแอที่ซ่อนปมปัญหาไว้ข้างในอีกครั้ง

รวมทั้งปัญหาวิกฤติหนี้สาธารณะในสหภาพยุโรป (อียู) ที่แม้จะมีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทำให้รัฐบาลกรีซไม่ผิดนัดชำระหนี้ แต่ปัญหาที่แท้จริงและรุนแรงยังไม่ได้รับการแก้ไข ขณะเดียวกัน ความอ่อนแอ และปัญหาหนี้สาธารณะของเศรษฐกิจที่ใหญ่อันดับต้นๆของอียู อย่างสเปน และอิตาลี กำลังเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่

ฝั่งเอเชีย  เศรษฐกิจญี่ปุ่นเองก็ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้  ขณะที่เศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลกอย่างจีน ก็ยังมีปัญหากับรักษาการขยายตัวของเศรษฐกิจไม่ให้ร้อนแรง หรือชะลอตัวมากเกินไป

ยิ่งไปกว่านั้น ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นแทบทุกหย่อมหญ้า สถานการณ์ความตึงเครียดในช่องแคบเฮอร์มุซ จากความขัดแย้งในเรื่องปัญหานิวเคลียร์อิหร่าน และประเทศมหาอำนาจ กดดันให้ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกพุ่ง

ทุกปัจจัยล้วนมีผลกระทบต่อราคาทองคำ ค่าเงิน ตราสารหนี้ และการลงทุนทั่วโลกให้ผันผวนอย่างรุนแรง

ช่วงหลังปีใหม่ไทย “ทีมเศรษฐกิจ” จับตาทิศทางการลงทุนในตลาดเงิน ราคาทองคำ ตลาดตราสารหนี้ และราคาน้ำมัน อัพเดทกันอีกครั้ง ดังนี้…

ธิติธิติ

“บาท” สวิงแรงไป–กลับ 3 บาท

นายธิติ  ตันติกุลานันท์  ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน  ธนาคารกสิกร-ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท ในช่วงไตรมาส 2 ไปจนถึงสิ้นปี 2555 นี้ จะมีความผันผวนค่อนข้างมาก ซึ่งจะเป็นไปตามปัจจัยต่างประเทศที่มีผลกระทบทั้งในด้านบวก และด้านลบ ทำ ให้กำหนดกรอบการเคลื่อนไหวไว้ที่ 29.50–32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

ขณะเดียวกัน การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทจะวิ่งตามค่าเงินในภูมิภาค ซึ่งต้องยอมรับว่า ในขณะนี้ภูมิภาคเอเชีย เป็นภูมิภาคที่ติดอันดับท็อปของโลก ที่บรรดานักลงทุนต่างสนใจเข้ามาลงทุน ทำให้มีเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาในภูมิภาคนี้ต่อเนื่อง

“ตอนนี้บรรดาผู้ประกอบการส่งออกทั้งรายใหญ่ หรือรายเล็ก ต่างไม่ต้องการแบกรับความเสี่ยงจากค่าเงินบาทที่มีความผันผวนมากขึ้น จึงปิดความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ด้วยการซื้อประกันความเสี่ยง”

ส่วนทิศทางการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในระยะยาว ยังมีแนวโน้มที่แข็งค่าขึ้น และเชื่อว่าภายในระยะเวลา 1 ปีข้างหน้า อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทมีโอกาสแข็งค่าไปยืนที่ 29.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นไปตามพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศไทย และเศรษฐกิจในเอเชียที่ยังขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง

สำหรับปัจจัยที่จะมีผลกระทบต่อค่าเงินบาทนั้น นายธิติ กล่าวต่อว่า ปัจจัยต่างประเทศมีผลมากต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงิน เพราะแม้ว่าในขณะนี้เศรษฐกิจยุโรป สามารถแก้ไขปัญหาได้ระดับหนึ่ง แต่ยังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งในการฟื้นตัว

โดยหลายฝ่ายมองว่า ประเทศกรีซ การแก้ปัญหาจะทำได้ในระดับหนึ่ง แต่อีกไม่นานการผิดนัดชำระหนี้ของกรีซจะกลับมา เพราะข้อตกลงที่กรีซทำไว้ ไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้จริง หรือไม่สามารถปฏิบัติตามข้อตกลงได้

ส่วนประเทศอื่นๆในยุโรปอีกหลายประเทศมีหนี้สาธารณะจำนวนมาก เชื่อว่ามีโอกาสปะทุขึ้นอีก และเมื่อยุโรปกลับมา จะมีปัญหาเงินลงทุนจะไหลออก ค่าเงินยูโรกลับมาอ่อนค่าอีกครั้ง ส่งผลให้ค่าเงินในเอเชียรวมทั้งค่าเงินบาทกลับมาอ่อนค่าได้อีก

ขณะที่สหรัฐฯ แม้ว่าตอนนี้ภาพเศรษฐกิจเหมือนวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น สามารถแก้ไขปัญหาได้แล้ว และอยู่ระหว่างการฟื้นตัว แต่ในความเป็นจริง หนี้สาธารณะของสหรัฐฯยังอยู่ในระดับที่สูงมาก และดุลงบประมาณยังติดลบ เชื่อว่าอีกไม่นานสหรัฐฯ จะกลับมามีปัญหาเศรษฐกิจอีกครั้ง ซึ่งจะส่งผลให้เงินที่เข้าไปลงทุนในสหรัฐฯ ไหลออกอีกครั้ง โดยเงินจะไหลมาลงทุนในเอเชีย ทำให้ค่าเงินในภูมิภาคเอเชียแข็งค่าขึ้นอีก

“เมื่อดูภาพรวมของเศรษฐกิจโลก ทั้งในเรื่องของยุโรป และสหรัฐฯ รวมทั้งปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ ทำให้การเคลื่อนไหวของค่าเงินในปีนี้ มีความผันผวนค่อนข้างมาก ในส่วนของธนาคารกสิกรไทย จึงให้กรอบการเคลื่อนไหวสูงถึง 3 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ”

 

บุญเลิศบุญเลิศ

“ทองคำ” กระชากรับโลกผันผวน

นายบุญเลิศ  สิริภัทรวณิช  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออสสิริส จำกัด ผู้ค้าทองรายใหญ่และโบรกเกอร์ตลาดซื้อขายสัญญาทองคำล่วงหน้า (โกลด์ฟิวเจอร์ส) มองทิศทางราคาทองคำไตรมาส 2 ในช่วงเวลาที่เหลือว่าจะแกว่งตัวในกรอบ 1,600-1,700 เหรียญสหรัฐฯต่อออนซ์ หรือคิดเป็นเงินไทยอยู่ที่บวก-ลบ บาทละ 24,000 บาท หรือแกว่งในช่วง 23,000-25,000 บาท และคงไม่มีปัจจัยบวกแรงๆเข้ามาทำให้ราคาทองคำจะปรับขึ้นไปที่จุดสูงสุด (นิวไฮ) เดิมที่ระดับ 1,920เหรียญฯ ในช่วงนี้

โดยนักลงทุนต้องติดตามปัจจัยที่มีผลต่อราคาทองคำที่สำคัญคือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯว่าเข้มแข็งหรือไม่ รวมทั้ง มาตรการผ่อนคลายนโยบายการเงินเชิงปริมาณ (QE) รอบ 3 จะมีจริงหรือไม่

“หากสหรัฐฯ ไม่มีมาตรการ QE3 ออกมา จะเป็นปัจจัยลบต่อราคาทองคำ แต่หากเศรษฐกิจสหรัฐฯแย่จนจำเป็นต้องออกมาตรการ QE3 ประเด็นนี้จะทำให้มีเงินไหลเข้ามาซื้อทองคำกระตุ้นให้ราคาทองปรับตัวสูงขึ้นแน่นอน”

นอกจากนี้ ต้องติดตามวิกฤติหนี้ยุโรป ตราบใดที่ปัญหาหนี้ยุโรปและเศรษฐกิจยุโรปยังแย่ ก็จะเป็นผลบวกต่อราคาทองคำให้ปรับตัวขึ้นได้เป็นรอบๆตามข่าวที่ออกมา แต่หากการแก้ปัญหาหนี้ยุโรปดีขึ้น ราคาทองคำก็มีโอกาสปรับตัวลง เพราะเงินส่วนหนึ่งที่ลงทุนทองคำจะไหลกลับไปลงทุนสินทรัพย์สกุลยูโร

“หากเศรษฐกิจสหรัฐฯดีขึ้นมาก และ วิกฤติหนี้ยุโรปคลี่คลายดีขึ้นอย่างชัดเจน 2 ประเด็นนี้มาพร้อมๆกัน มีโอกาสที่ราคาทองคำจะกลับมาอ่อนตัวลงแรงมาที่ระดับ 1,500 เหรียญฯ ต่อออนซ์ได้ เพราะกระแสเงินทุนไม่จำเป็นต้องเข้ามาลงทุนทองคำ ที่เป็นสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงและปลอดภัยสูง แต่จะโยกกลับไปลงทุนในสินทรัพย์ของสหรัฐฯและยุโรปที่สถานการณ์เริ่มดีขึ้น แต่โอกาสที่จะเกิดขึ้นคงน้อยมาก”

นอกจากนี้  ยังมีปัจจัยที่สำคัญประเด็นคือ เศรษฐกิจของประเทศจีน หากเศรษฐกิจจีนมีการชะลอตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปหรือ Soft landing จะเป็นผลบวกต่อราคาทองคำให้ทรงตัวอยู่ในระดับสูง แต่หากเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงรุนแรงหัวทิ่มแบบ Hard Landing จะเป็นผลลบต่อราคาทองคำ เพราะหากเศรษฐกิจจีนชะลอตัว   ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์รวมทั้งทองคำจะอ่อนตัวลง

“ขณะนี้ความไม่ชัดเจนของเศรษฐกิจโลก ทำให้ในไตรมาส 2 ราคาทองคำจะผันผวนแกว่งตัวตามสถานการณ์และข่าวที่เข้ามากระทบ แต่คงไม่ผันผวนรุนแรงเท่าไตรมาส 1 ที่วิ่งขึ้นจากระดับ 1,560 เหรียญฯ ทะยานขึ้นไปใกล้ระดับ 1,800 เหรียญฯ ก่อนมาแกว่งแถวๆ 1,650–1,700 เหรียญฯ ดังนั้น คงไม่สามารถคาดหวังกับผลตอบแทนจากการลงทุนในทองคำมากเกินไป”

แต่สำหรับการลงทุนทองแท่งในระยะยาว ยังสามารถทยอยเข้าตลาดตอนนี้ได้ หากราคาทองคำปรับตัวลงต่ำกว่าระดับ 1,680 เหรียญฯ ซึ่งเป็นราคาเฉลี่ย 200 วัน การเข้าซื้อในจุดนี้น่าจะเป็นจุดปลอดภัยสำหรับการลงทุน ระยะยาวได้ แต่ไม่แนะนำให้เข้าไปไล่ซื้อที่ระดับสูงกว่า 1,700 เหรียญฯ

ยกเว้นหากมีเหตุการณ์สำคัญที่สร้างความเซอร์ไพรส์ให้กับตลาด เช่น ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ดีมากๆ จนมั่นใจว่าฟื้นตัวเข้มแข็งแน่   อันนี้ทองจะลงต้องรีบขายออกมา แม้จะเป็นการขายขาดทุนหรือ “Cut loss” ก็ตาม แต่หากมีข่าวหรือตัวเลขเศรษฐกิจที่เลวร้ายรุนแรงต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯหรือจีนและหนี้ยุโรป ราคาทองคำก็มีโอกาสกลับมาปรับเพิ่มขึ้นอย่างบ้าระห่ำได้เช่นกัน

 

มนูญมนูญ

ฟันธง “ราคาน้ำมัน” ใกล้จุดอิ่มตัว

นายมนูญ  ศิริวรรณ  ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน  กล่าวถึงทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกและราคาน้ำมันค้าปลีกในประเทศไทยว่า

“3 ไตรมาสที่เหลือปีนี้ มองว่าราคาน้ำมันดิบดูไบที่เป็นแหล่งนำเข้าหลักของไทย จะเคลื่อนไหวที่ 115-120 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จากที่ไตรมาสแรกของปีนี้ เคลื่อนไหวที่ระดับ 110-115 เหรียญฯ ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์ ของลอนดอนที่ทั่วโลกใช้เป็นตัววัดดัชนีราคาน้ำมันดิบ ในตลาดโลกอีกแหล่งหนึ่งนั้น ใน 3 ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ก็คาดว่าจะเคลื่อนไหวที่ 120-125 เหรียญฯ เทียบกับไตรมาสแรกที่เคลื่อนไหวที่ระดับ 115-120 เหรียญฯ”

สำหรับปัจจัยหลักที่จะกดดันให้ราคาน้ำมันโลก ให้เคลื่อนไหวขึ้นลงในระดับราคาข้างต้น นับตั้งแต่เดือน เม.ย.ไปจนถึงสิ้นปีนี้ จะมาจาก 4 เงื่อนไขหลักๆ ประกอบด้วย

1. ผลการเจรจาระหว่าง 5 ชาติมหาอำนาจของโลก โดยเฉพาะสหรัฐฯและเยอรมนี จะเป็นคนกลางเจรจากับผู้นำประเทศอิหร่าน เรื่องความตึงเครียดของสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ  ที่เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก หากการเจรจาประสบความสำเร็จความตึงเครียดก็จะลดลง แต่หากไม่สำเร็จและอาจลุกลามไปจนถึงการปิดช่องแคบดังกล่าว ก็จะทำให้ราคาน้ำมันโลกดีดตัวขึ้นทันที

ที่สำคัญหากอิหร่านเดินเกมปิดช่องแคบยาวนาน ราคาน้ำมันก็จะพุ่งทะลักขึ้นทันที!!!

2. เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีสัญญาณชัดเจนว่ามีการฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 หากสัญญาณการฟื้นตัวของสหรัฐฯเกิดขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาสที่ 2 และ 3 จะเป็นดัชนีบ่งชี้ว่าความต้องการนำเข้าน้ำมันของสหรัฐฯ จะมีปริมาณเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาน้ำมันโลกดีดตัวทันที เพราะสหรัฐฯ เป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ และอีกประเด็นที่สำคัญ คือ สหรัฐฯ เป็นประเทศที่ชอบออกมากว้านซื้อน้ำมันในตลาดโลก เพื่อสำรองไว้ในประเทศ

3. เศรษฐกิจของสหภาพยุโรป (อียู) ที่แม้ว่าการแก้ไขปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศกรีซ เริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น แต่ 3 ไตรมาสของปีนี้ที่เหลือ ก็ต้องจับตาดูวิกฤติหนี้สาธารณะของประเทศสเปนและอิตาลี ที่หากสหภาพยุโรป (อียู) ให้ความช่วยเหลือเข้าไปแก้ไขไม่ทันสถานการณ์ ระบบเศรษฐกิจของสเปนและอิตาลี จะสร้างความปั่นป่วนให้กับระบบเศรษฐกิจของอียู ระส่ำระสายได้ในระดับหนึ่ง และส่งผลต่อราคาน้ำมันโลกด้วย

4. เศรษฐกิจของประเทศจีน ที่เป็นอีกหนึ่งผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ ซึ่งต้องจับตาว่า เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงไปเหมือนกับช่วงไตรมาสที่ 1 หรือไม่ หากชะลอตัวลงก็จะทำให้จีนลดการนำเข้าน้ำมัน ก็จะช่วยให้ราคาน้ำมันโลกไม่เคลื่อนไหวในทิศทางที่หวือหวามากนัก

“เมื่อนำค่าเฉลี่ยความเป็นไปได้จาก 4 ปัจจัย มาพิจารณา ผมยังให้น้ำหนักข้อที่ 1 ค่อนข้างน้อยมากว่าจะเกิดความรุนแรงขึ้นมาจริง ในขณะที่หากเศรษฐกิจของสหรัฐฯ, อียูและจีน ขยายตัวในอัตราที่ไม่มากนัก ก็คงไม่ทำให้ราคาน้ำมันโลกดีดตัวไปมากกว่าที่ประเมินไว้ในข้างต้น เพราะสหรัฐฯและจีน ก็คงไม่ออกมากว้านซื้อน้ำมันไปสำรองไว้ในประเทศ เพราะยุทธศาสตร์การสำรองของ 2 ประเทศนี้ถึงจุดอิ่มตัว และมีปริมาณที่เพียงพอแล้วก่อนหน้านี้”

ดังนั้น ประเมินได้ว่าภาวะเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ๆของโลก ยังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการฟื้นตัว จึงทำให้ความต้องการใช้น้ำมันของทุกประเทศทั่วโลก จะมีปริมาณรวมกันที่ 89 ล้านบาร์เรลต่อวันเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาเพียง 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือจากปีที่ผ่านมามีความต้องการใช้ 88 ล้านบาร์เรลต่อวัน

 

บัณฑิตบัณฑิต

“ตราสารหนี้คึก” แห่ออกระดมทุน

นายบัณฑิต นิจถาวร ประธานคณะกรรมการสมาคมผู้ค้าตราสารหนี้  กล่าวว่า ทิศทางตลาดตราสารหนี้ไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ น่าจะมีความคึกคักและน่าสนใจมาก

โดยหากมองเฉพาะปัจจัยในประเทศจะเห็นว่า 3 สถาบันที่เป็นองค์กรหลักในการระดมเงินทุน โดยการออกพันธบัตรและหุ้นกู้หรือตราสารหนี้ คือ รัฐบาล ภาคเอกชน และธนาคารพาณิชย์ มีความจำเป็นต้องใช้ตลาดตราสารหนี้ในการระดมเงินทุนมากขึ้น

ทั้งภาครัฐบาลที่จำเป็นต้องออกพันธบัตรเพื่อระดมเงินทุนมาชดเชยการขาดดุลงบประมาณประจำปีอยู่แล้วประมาณ 150,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังต้องมีการกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและปฏิรูประบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศหลังน้ำท่วมอีก 350,000 ล้านบาท

ขณะที่ในส่วนของภาคธุรกิจเอกชน ก็หันมาระดมเงินทุนเพื่อขยายธุรกิจโดยการออกหุ้นกู้มากขึ้น เพราะประเมินว่า หากเศรษฐกิจประเทศยังไปได้ดี และมีความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อสูง ทิศทางอัตราดอกเบี้ยระยะยาวต้องปรับขึ้นจากปัจจุบันแน่นอน ดังนั้น ภาคธุรกิจจึงเร่งหันมาออกหุ้นกู้ระยะยาว เพื่อล็อกดอกเบี้ยหรือต้นทุนการเงินไว้ก่อนตั้งแต่ในช่วงนี้

ส่วนภาคธนาคารพาณิชย์ของไทยนั้น ปกติเน้นระดมเงินฝากของประชาชน แต่ภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการนำส่งเงินเข้ากองทุนประกันเงินฝากที่เพิ่มขึ้นเป็น 0.47% ของเงินฝากรวม จากเคยนำส่ง 0.4% และการระดมเงินทุนของธนาคารโดยการออกตั๋วแลกเงินระยะสั้น หรือตั๋วบี/อี ที่เป็นที่นิยมของธนาคารพาณิชย์ในช่วงก่อนหน้านี้ เพื่อเลี่ยงการนำส่งเงินเข้ากองทุนประกันเงินฝากถูกเข้มงวดมากขึ้น โดยถูกกำหนดให้ต้องนำไปนับรวมเป็นฐานเงินฝาก และต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนประกันเงินฝากในอัตรา 0.47% เช่นกัน

ทั้ง 2 ปัจจัยข้างต้นนี้ ทำให้ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งเห็นความจำเป็นและเริ่มกลับมาพิจารณาระดมเงินทุนโดยการออกหุ้นกู้ระยะยาวมากขึ้น เพื่อลดต้นทุนการเงิน เพราะการระดมเงินโดยการออกหุ้นกู้ไม่ต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนประกันเงินฝาก ซึ่งตนเห็นว่าเป็นผลดีต่อธนาคาร

เพราะทำให้ธนาคารสามารถกระจายฐานการระดมเงินทุนได้ จากที่เน้นเงินฝากเกือบทั้งหมด  นอกจากนี้ ยังเป็นการระดมเงินทุนระยะยาวซึ่งสอดคล้องกับธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ ที่ส่วนใหญ่เป็นการปล่อยสินเชื่อระยะยาว

“เชื่อว่า ตลาดตราสารหนี้จะเป็นแหล่งระดมเงินทุนที่สำคัญของทั้งรัฐบาล เอกชนและธนาคารพาณิชย์ เพราะรัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินมาพัฒนาประเทศมากขึ้น ขณะที่บริษัทเอกชนและธนาคารพาณิชย์ ก็ต้องการลดต้นทุน ทำให้ตลาดตราสารหนี้หลังจากนี้มีความคึกคัก มีสินค้าหรือซัพพลายมากขึ้น

ขณะที่ผู้ลงทุนและผู้ออมมีทางเลือกในการลงทุนมากขึ้นเช่นกัน ถือเป็นประโยชน์ของทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งผู้ออกและผู้ออม และอาจเป็นแรงกดดันให้มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะยาว เพราะผู้ออกตราสารหนี้จะแข่งขันกัน โดยให้อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเพื่อเป็นแรงจูงใจในการแย่งเงินออมของผู้ลงทุนทั้งสถาบันและรายย่อย”.
ทีมเศรษฐกิจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 17 เมษายน 2555, 05:00 น.
 

ศึกชิงเจ้ายุทธภพ3จี เอไอเอส-ทรู-ดีแทค พลิกตำรารบ 2012/04/19

http://www.thairath.co.th/column/eco/ecoscoop/253282

16 เมษายน 2555, 05:00 น.

Pic_253282

กาลเวลาเดินหน้าผ่านโค้งไตรมาสแรกของปีนี้ไปอย่างว่องไว จนหลายคนตั้งตัวไม่ติด แต่สำหรับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในไทย 3 ค่ายใหญ่อันประกอบด้วย บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ “ดีแทค” และบริษัททรู คอร์ปอเรชั่น (มหาชน) เจ้าของบริการ “ทรูมูฟ” “ทรูมูฟเอช” และ “ฮัทช์” แล้วไตรมาสแรกที่เพิ่งผ่านพ้นไป ถือเป็นการเริ่มต้นของ “เพอร์เฟกต์ วอร์” สมรภูมิรบเต็มรูปแบบระหว่างค่ายมือถืออีกครั้งหลังตลาดซบเซามาพักใหญ่

ที่สำคัญศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก เพราะมีเดิมพันเป็นอนาคตของทิศทางธุรกิจสื่อสารไร้สายในไทย ผ่านพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่ชัดเจนว่า  พร้อมแล้วต่อการปรับรูปแบบการใช้บริการ จากด้านเสียง (voice) เป็นหลัก มาเป็นบริการด้านข้อมูล หรือดาต้า (data) บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูงภายใต้เทคโนโลยี 3 จี

แม้ว่า ขณะนี้บริการ 3 จี ในประเทศไทย ยังทำได้ไม่สมบูรณ์แบบ เนื่องจากเป็นการให้บริการบนคลื่นความถี่เดิม ซึ่งไม่เพียงพอและไม่ใช่คลื่นที่ถูกกำหนดให้นำมาให้บริการ 3 จีโดยตรง  อย่างคลื่นความถี่ที่ 2.1 GHz ซึ่งจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการนำออกมาประมูลแต่อย่างใด

แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งเกมการช่วงชิงลูกค้าที่มีความพร้อมอย่างเต็มเปี่ยมในการก้าวสู่บริการใหม่ๆ ได้อีก

สมรภูมิรบจึงร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา เมื่อผ่านโค้งไตรมาสแรกของปีก็ทะลุจุดเดือดไปเรียบร้อย โดยเฉพาะการทุ่มเงินลงทุน เฉพาะปีนี้รวมกันไม่น่าหย่อน 30,000 ล้านบาท ปูพรมวางโครงข่าย 3 จีของ 3 ค่ายมือถือ การถมเม็ดเงินในสื่อโฆษณาระหว่าง 20—50 ล้านบาทในทุกๆ 4—6 สัปดาห์ เพื่อฝัง 3 จีเข้าสู่การรับรู้ของลูกค้าให้ได้มากที่สุด ชนิดที่ “ไม่มีใครยอมใคร”

แม้ว่าขณะนี้จะมีผู้ใช้บริการ 3 จี รวมกันแล้ว 5 ล้านรายเศษ แต่จำนวนดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ใช้บริการมือถือทั่วประเทศที่มีมากกว่า 70 ล้านเลขหมาย  จึงยังคงมีลูกค้าอีกเป็นจำนวนมากที่พร้อมกระโจนเข้าสู่บริการ 3 จี

ทั้งจากฐานลูกค้าเก่าที่มีอยู่ของแต่ละราย และการช่วงชิงมาจากฐานลูกค้าของคู่แข่ง!

อย่างไรก็ตาม  ในทุกสมรภูมิรบ ล้วนต้องมีการประเมินสรรพกำลัง จุดอ่อน—จุดแข็งที่แต่ละฝ่ายพึงมี “ทีมเศรษฐกิจ” จึงขอทำหน้าที่วิเคราะห์สมรภูมิมือถือที่กำลัง “ฝุ่นตลบ” อยู่เวลานี้สู่สายตาผู้อ่านรับเทศกาลสงกรานต์ ดังนี้

“ทรู” ชีวิตอิสระ “อุ่นใจ” ได้แต้มต่อ

เริ่มต้นที่กลุ่ม “ทรู” ในฐานะผู้เปิดเกม “หมูไม่กลัวน้ำร้อน” หลังตัดสินใจเข้าซื้อกิจการ “ฮัทช์” เมื่อปลายปี 2553 ซึ่งนอกจากจะได้ฐานลูกค้าราว 800,000 เลขหมายแล้ว “ศุภชัย เจียรวนนท์” แม่ทัพใหญ่ของทรู ยังได้ปรับสัญญาเดิมของฮัทช์ เป็นสัญญาให้บริการ 3 จีรูปแบบใหม่กับค่ายกสททำให้กลุ่มทรูได้สิทธิให้บริการมือถือ 3 จีบนคลื่นความถี่ใหม่ยาวนานไปอีก 14 ปี พร้อมโครงข่ายฮัทช์ส่วนหนึ่งล่วงเลยมาปีเศษดูเหมือนว่า การตัดสินใจของ “ศุภชัย” ในครั้งนั้น จะผลิดอกออกผลอยู่ไม่น้อย พิจารณาจากฐานลูกค้า 3 จีของ“ทรูมูฟเอช” แบรนด์หลักให้บริการภายใต้สัญญารูปแบบใหม่ที่วันนี้กวาดลูกค้ามาแล้วกว่า 1 ล้านเลขหมาย หลังปิดไตรมาสแรกที่ผ่านมา

และเมื่อคลี่ดูไส้ในลูกค้า 1 ล้านเลขหมายดังกล่าว พบว่า เฉพาะไตรมาสแรกทรูมูฟเอชมีลูกค้า 3 จีใหม่เพิ่มขึ้นมาเฉียด 500,000 ราย มากจนน่าตกตะลึงและเป็นลูกค้าใหม่ล้วนๆ ที่ไม่ได้ย้ายมาจากทรูมูฟ หรือฮัทช์ เดิม แต่จะใหม่ถอดด้าม หรือใหม่มาจากค่ายอื่น ยังเป็นเรื่องที่ยากจะฟันธงลงไป เพราะจำนวนลูกค้าของอีก 2 ค่ายที่เหลือ ก็มิได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

แต่ที่ฟันธงได้แน่ๆ ก็คือ ความกล้าได้กล้าเสียของ “ศุภชัย” ในวันนั้น ได้ทำให้วันนี้ กลุ่มทรูมีโอกาสตีตื้นคู่แข่งอีก 2 รายมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องคุณภาพบริการ ซึ่งเคยเป็นจุดอ่อนสำคัญของค่ายมาก่อน นอกจากนี้ยัง “ผ่าทางตัน” ก่อนที่สัมปทานมือถือของทรูมูฟ จะหมดอายุลงในเดือน ก.ย. 2556 ด้วยสัญญาใหม่ที่มีสายป่านยาวไปถึง 14 ปี

โดยทรูในฐานะผู้ให้บริการเบอร์ 3 มีเครือข่าย 3 จีที่ให้บริการครอบคลุมมากที่สุด ณ ขณะนี้ ด้วยสถานีฐานกว่า 6,000 สถานี และกำลังเดินหน้าติดตั้งอย่างไม่หยุดยั้งภายใต้เป้าหมาย 8,000 สถานี ภายในสิ้นไตรมาส 2 และ 13,500 สถานี ภายในสิ้นปีนี้ ภายใต้งบลงทุนที่ตั้งไว้ราว 40,000 ล้านบาท

แม้สัญญาทำการตลาดรูปแบบใหม่ของกลุ่มทรู-กสท จะถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากหลากหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นกรณีการหลีกเลี่ยง พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 หรือ พ.ร.บ.ร่วมทุน 35 หรือการดำเนินการที่ขัด พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553, พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544

แต่ทั้งหมดก็แทบทำอะไร “ศุภชัย” ไม่ได้ ด้วยจุดยืน “กระต่ายขาเดียว” ยืนยันทุกอย่าง “ถูกต้อง” ทั้งยังสัพยอกกลับสิ่งที่ทรูทำไปล้วนสร้างคุณูประโยชน์ต่อผู้บริโภค จากการแข่งขันที่มีทรูเป็นผู้เปิดเกม!

และไม่ว่าจะอย่างไร ท้ายที่สุดแล้วผลตรวจสอบจากทุกหน่วยงาน ก็เป็นได้เพียงหลักฐานประกอบการพิจารณาในชั้นศาล ซึ่งกว่าคดีความจะสิ้นสุด ทรูมูฟเอชก็คงเดินหน้ากวาดลูกค้าไปได้อีกหลายสิบล้านเลขหมาย และแม้คำสั่งศาลจะตัดสินว่า สัญญาอื้อฉาวฉบับดังกล่าวไม่เป็นไปตามกฎหมายหรือประกาศใดก็ตามฐานลูกค้าทั้งหมดที่มีในมือจะกลายเป็น “ตัวประกัน” ชั้นยอดให้กับทรูมูฟเอช ภายใต้ความจริงที่ว่า ลูกค้าผู้บริสุทธิ์จะต้องไม่ได้รับผลกระทบใดๆ

เมื่อประเมินจากสีหน้า แววตา ของ “ศุภชัย” ในระยะหลัง แม้ดูเหมือนจะมุ่งมั่นกับการเข้าประมูลใบอนุญาต 3 จี บนคลื่นความถี่ 2.1 GHz ที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ โดยบอกว่าการได้คลื่นความถี่เพิ่มเติม เป็นสิ่งที่ผู้ให้บริการทุกรายต้องการ

แต่หากที่สุดแล้ว แม้ทรูต้องชวดใบอนุญาต 3 จี  อาจด้วยเพราะเป็นบริษัทไทยที่ไม่ได้มีทุนหนาเต็มหน้าตักเช่นบริษัทนอมินีต่างชาติทั้งหลาย แต่ “ศุภชัย” ก็ยัง “อุ่นใจ” เพราะอย่างไรเสียเขายังมี “ทรูมูฟเอช” เป็น Safe Haven รองรับอยู่ เป็นความ “อุ่นใจ” ที่เอไอเอสยังไม่สามารถลอกเลียนแบบ!!

“เอไอเอส” กับศึกศักดิ์ศรี “กินไม่ได้แต่เท่”

ศักดิ์ศรีแห่งการเป็นผู้ให้บริการเบอร์ 1 ด้วยฐานลูกค้าแตะ 33.5 ล้านคน และคุณภาพบริการที่พวกเขาเรียกตัวเองว่า “เหนือระดับ” นั้น ดูจะไม่ได้ทำให้  “เอไอเอส” ทำตัวนิ่งดูดาย รอกินบุญเก่าในศึกชิงเจ้ายุทธจักร 3 จีครั้งนี้ไปได้

มิหนำซ้ำ ความเป็นผู้ให้บริการที่มีคุณภาพเทียบได้กับอาหารชั้นเลิศจาก “เชฟมิชิลิน” ยังอาจกลายเป็น “หอกข้างแคร่” หวนกลับมาทิ่มแทงพวกเขาได้โดยง่าย โดยเฉพาะเมื่อ “ความคาดหวัง” และ “แรงกดดัน” ที่ลูกค้ามีต่อเอไอเอสนั้น มีสูงกว่าอีก 2 ค่ายที่เหลือ

อาจกล่าวได้ว่า สถานการณ์ของเอไอเอสในปีนี้ ล้วนฝากความหวังไว้กับการเดินหน้าสู่การเปิดประมูลใบอนุญาต 3 จี บนคลื่นความถี่ 2.1 GHz เป็นหลัก จึงไม่แปลกที่วันนี้จะเห็นผู้บริหารของค่ายนี้ต่างตบเท้ายืนยัน ต้องการดันให้การประมูล 3 จีเกิดขึ้นให้ได้  และไม่มีอะไรมาขัดขวางอีก!

ด้วยคลื่นความถี่และจำนวนลูกค้าที่มีอยู่ในปัจจุบัน  เอไอเอส นับเป็นค่ายมือถือที่มีเครือข่ายหนาแน่นมากที่สุด การใช้งานโครงข่ายที่ “เต็มพิกัด” ถึงขั้นสุดอั้น ทำให้ค่ายมือถือเบอร์ 1 ของไทย ลังเลใจมาโดยตลอด เพราะการลงทุน 3 จี บนเครือข่ายเดิมอาจไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ไหนจะต้องให้บริการเสียง และยังต้องเจียดคลื่นออกมาให้บริการด้าน “ดาต้า” ซึ่งกินพื้นที่ของคลื่นเป็นจำนวนมาก

ผลลัพธ์ที่ออกมา เมื่อเอไอเอส “ไม่มีทางเลือก” มากนัก นอกจากกระโดดเข้าสู่สมรภูมิรบประกาศอัพเกรดเครือข่ายเป็น 3 จี บนคลื่นความถี่ 900 MHz เดิมของตน คือ บริการเสียงที่เคยเป็นจุดแข็ง ออกอาการติดๆดับๆ ขณะที่ 3 จีที่ “จำเป็น” ต้องมีนั้นเป็นแบบขาดๆหายๆ

ยิ่งเมื่อเห็นทรูมูฟเอช “คิกออฟ” 3 จีไปได้ดี เจ้าตลาดอย่างเอไอเอสยิ่งนั่งไม่ติด ล่าสุดประกาศเป้าหมายอัพเกรดเครือข่าย 3 จีเป็น 5,000 สถานีฐาน จากที่ก่อนหน้านี้แบ่งรับแบ่งสู้ที่ระดับ 3,000 สถานีฐานเท่านั้น

นอกจากนั้น   ยังถล่มใส่ทรูมูฟเอช ที่ “ปูพรม”โฆษณาโชว์ศักยภาพเครือข่าย ด้วยโฆษณาชุดใหม่ที่ยิงถี่ยิบ ตอกย้ำความเป็นเครือข่าย 3 จีที่ดีที่สุด ภายใต้ข้อจำกัดที่ค่ายมือถือยักษ์ใหญ่รู้อยู่แก่ใจ แต่ไม่สามารถยอมแพ้ได้

สถานะในปัจจุบันของเอไอเอส ขนาดยังมีจุดสะดุดติดๆดับๆ ฐานลูกค้า 3 จีของเอไอเอส ณ สิ้นไตรมาสแรก ก็ยังเติบโตไปได้ถึง 1.9 ล้านรายโดยประมาณ นั่นคงเป็นเพราะฐานลูกค้าระดับบนที่มีความพร้อมทั้งด้านทุนทรัพย์และความอยากสัมผัสกับเทคโนโลยี

ประกอบกับการดูแลลูกค้ามาตรฐาน “เทพประทาน” ที่ทำให้ลูกค้าไปไหนไม่รอด ตลอดจนการเดินหน้าพัฒนาแอพพลิเคชั่นของตัวเอง เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด อันเป็นเหมือน “ดีเอ็นเอ” ประจำองค์กร

สำหรับ “เอไอเอส” แล้ว ข้อจำกัดในการให้บริการ ณ ขณะนี้ แม้เป็นสิ่งที่ยากแก่การควบคุม แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะปล่อยให้ข้อจำกัดนั้น กลายมาเป็นข้อได้เปรียบของคู่แข่ง แม้ในความจริง มันอาจกำลังเกิดขึ้นก็ตาม!!!

ธรรมชาติเล่นตลก “ดีแทค” ไม่ “แฮปปี้”

เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ให้บริการ 2 ค่ายข้างต้น ดูเหมือน “ดีแทค” จะมีปัญหาน้อยที่สุด ด้วยจำนวนคลื่นที่มีอย่าง “เหลือเฟือ” อายุสัมปทานที่เหลือยาวที่สุดถึง 8 ปี ไม่รวมกระสุนเต็มหน้าตักเพราะมีผู้ถือหุ้นใหญ่ เป็นถึงรัฐวิสาหกิจสื่อสารมหาเศรษฐีจาก “นอร์เวย์”

ถ้าไม่เพราะธรรมชาติพยายามสร้างความสมดุล ด้วยการลดความได้เปรียบของดีแทคลงจากเหตุการณ์เครือข่ายล่มอย่างรุนแรง “ซ้ำซาก” ถึง 3 ครั้งติด ช่วงระหว่างสิ้นปีที่แล้วถึงต้นปีนี้ ภายในเวลาไม่ถึง 1 เดือน โดยครั้งแรกกระทบลูกค้าทั้งฐาน 23 ล้านราย ที่ต้องผจญกรรมมือถือบอดดับไม่ต่างจาก “สากกะเบือ” เกือบ 1 วันเต็ม

ก่อให้เกิด “วิกฤติศรัทธา” ในคุณภาพบริการของดีแทค ที่ตามหลอกหลอน “จอน เอ็ดดี้ อับดุลลาห์” ซีอีโอชาวอเมริกันนับตั้งแต่นั้นมา

ในวันแถลงข่าวชี้แจงเรื่องดังกล่าว “จอน เอ็ดดี้ อับดุลลาห์” บอกอย่างปลงๆ ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเครือข่ายดีแทคติดต่อกันถึง 3 ครั้ง 3 ครานั้น เป็นเรื่องที่เกินกว่าจะเชื่อ แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็พร้อมรับผิดชอบต่อความเชื่อมั่นที่กำลังดิ่งเหว

นั่นเป็นเหตุที่ ดีแทค ต้องพูดคำว่า “ขอโทษ” ซ้ำๆ ซากๆ ปูพรมแคมเปญเรียกคืนความเชื่อมั่นอยู่พักใหญ่ ขณะที่คู่แข่งเริงร่าขาย 3 จีไปถึงไหนต่อไหน

ล่วงเข้าสู่เดือน ก.พ. ดีแทคจึงทยอยปล่อยหนัง 3 จี ออกมากระตุ้นอารมณ์ลูกค้า ตามประสาค่ายมือถือที่มีภาพลักษณ์น่ารัก ใจดี ขณะที่ “ซีอีโอ” ก็ออกมาสำทับยืนยันทุ่มงบลงทุน 3 จี อัพเกรดจากเครือข่ายเดิม 5,000 สถานีฐาน เช่นเดียวกับเบอร์ 1 ต่างกันก็แต่คลื่น ที่ดีแทคมีมากกว่าและมีอย่างเหลือเฟือ

ซีอีโอดีแทค ยังเปิดกระเป๋าให้ดูว่าเตรียมเม็ดเงินไว้ถึง 40,000 ล้านบาทในการลงทุน 3 จีภายใน 3 ปีจากนี้ ทั้งที่ปกติไม่ค่อยจะยอมเปิดเผยตัวเลขอะไร เท่าใดนัก

นโยบายการลงทุน 3 จีของค่ายมือถือเบอร์ 2 ของไทย มีจุดยืนไม่ต่างจากค่ายเบอร์ 1 อาจเป็นเพราะทั้ง 2 ค่ายมีผู้ถือหุ้นเป็นนักลงทุนต่างชาติเหมือนกัน มุมมองการลงทุนจึงคล้ายคลึงกัน โดยดีแทคต้องการลงทุน 3 จี บนคลื่นความถี่ 2.1 GHz โดยนอกจากคลื่นดังกล่าวจะเป็นคลื่นมาตรฐานสำหรับการให้บริการ 3 จีแล้ว

ระบบการประมูลใบอนุญาต ยังเป็นระบบที่ทำให้ผู้ให้บริการ “ปลดแอก” จากระบบสัมปทาน ซึ่งต้องจ่ายค่าส่วนแบ่งรายได้ให้รัฐ ต้องยกทรัพย์สินที่ลงทุนไปทั้งมวลให้รัฐ และยังทำให้การควบคุมดูแลอยู่ภายใต้ระบบสากลมากกว่า

จุดยืนของ “ดีแทค” จึงไม่ต่างอะไรกับ “เอไอเอส” ที่ถอนคันเร่ง แตะเบรก เลียคลัตช์ ลงทุน 3 จีบนคลื่นความถี่เดิมแบบ “กระยึกกระยัก” ไม่อยากออกตัวแรง จนกระทั่งเปิดโอกาสให้กลุ่ม “ทรู” เปิดเกมแข่งขันจนทะลักจุดเดือดขึ้นมา

แต่แม้ดีแทคจะ “คิกออฟ” 3 จีช้าที่สุด แต่ ณ สิ้นไตรมาสแรก ก็กวาดลูกค้าไปได้แล้ว 1.8 ล้านราย น่าจะด้วยฐานลูกค้าที่มีอยู่กว่า 23 ล้านราย ที่ยังเหนียวแน่นกับดีแทค
วิกฤติเครือข่ายที่เกิดขึ้น อาจส่งผลต่อจำนวนลูกค้าไหลออกเพิ่มขึ้นบ้าง จากตัวเลขที่ปรากฏตามข้อมูลการคงสิทธิเลขหมาย (MNP) แต่ลูกค้าที่หายไปเป็นเพียง “หลักหมื่น” เท่านั้น  เมื่อเทียบกับฐานลูกค้าที่มีอยู่กว่า 23 ล้านราย

นั่นจึงไม่ได้ทำให้ “จอน เอ็ดดี้ อับดุลลาห์” กังวลใจเท่าใดนัก และเขายังคงยืนยันว่า ตัวเลขลูกค้าเข้า-ออกหลังเครือข่ายดีแทคมีปัญหานั้น ไม่ได้บ่งบอกชัดเจนว่าลูกค้ากำลัง
เปลี่ยนใจไปจากดีแทค เขายังมองไม่เห็นความผิดปกติใดๆ แต่ก็ยอมรับว่า ต้องกอบกู้ความเชื่อมั่นกลับคืนมาให้ได้

คงเป็นเพราะกฎแห่งความสมดุลทางธรรมชาติ ดีแทคซึ่งน่าจะอยู่ในระยะปลอดภัย ด้วยสามารถลอยตัวจากปัญหาทั้งปวงที่ค่ายคู่แข่งกำลังเผชิญอยู่ จึงกำลังตกอยู่ในวังวนของวิบากกรรมอีกรูปแบบหนึ่ง นั่นคือการพยายามที่จะพิสูจน์ว่ายัง “ดีพอ” แต่จะ “แฮปปี้” หรือไม่นั้น ลูกค้าต้องเป็นผู้ตัดสิน!!!

ทั้งหมดคือ ภาพรวมตลาดมือถือในยุค 3 จีกำลังเบ่งบานอยู่ทั่วโลก ขณะที่ตลาดมือถือบ้านเรากำลังลุ้นใจจดใจจ่อจะ “ก้าวผ่าน” กระบวนการเปิดประมูล 3 จี กันไปได้หรือไม่ปลายปีนี้.
ทีมเศรษฐกิจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 16 เมษายน 2555, 05:00 น.
 

พลิกโฉม”การเงิน”รับประชาคมอาเซียน 2012/04/15

http://www.thairath.co.th/column/eco/ecoscoop/252923

14 เมษายน 2555, 05:30 น.

Pic_252923

หลังจากความล่มสลายของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นความตกต่ำของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และปัญหาหนี้สาธารณะรุนแรงในสหภาพยุโรป

เศรษฐกิจของประเทศในเอเชียได้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนใหม่ของเศรษฐกิจโลก ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประเมินว่า สัดส่วนของเศรษฐกิจเอเชียกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2558 สัดส่วนของเอเชียจะเพิ่มเป็น 30% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลก (จีดีพีโลก)

การรวมตัวของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 10 ประเทศ 600 กว่าล้านคน หรือ ASEAN Economic Community: AEC ที่จะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 2558 นี้ ซึ่งมุ่งเน้นในอาเซียนเป็นตลาดและศูนย์กลางของฐานการผลิตโลก จึงกลายเป็นอีกเวทีหนึ่งที่นักลงทุนทั่วโลกจับตา

โดยการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งล่าสุด ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ระหว่างวันที่ 26-30 มี.ค.ที่ผ่านมา เป็นการรายงานสถานการณ์ล่าสุด ถึงความคืบหน้าของเออีซี

ทั้งนี้ นอกจากการเปิดเสรีการค้าบริการ เปิดเสรีแรงงาน และการลงทุน ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักแล้ว การเปิดเสรีภาคการเงิน และเงินทุนเคลื่อนย้ายเป็นอีกเรื่องที่อ่อนไหว และนักลงทุนต่างประเทศให้ความสนใจมาก เพราะเป็นโอกาสที่จะเข้ามาทำกำไรในตลาดเงิน และตลาดทุนในภูมิภาคอาเซียนได้อย่างเสรีมากขึ้น ทำให้ระบบการเงินไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือ

ขณะเดียวกัน เพื่อรองรับการรวมตัวเป็น “ประชาคมอาเซียน” ที่จะเชื่อมต่อตลาดและฐานการผลิตเป็นหนึ่งเดียว ระบบการเงินไทยจำเป็นต้องเร่งเตรียมการที่จะทำหน้าที่เป็นถนน เป็นสะพาน เป็นสาธารณูปโภคอำนวยความสะดวกทางการเงิน ในด้านการค้า การลงทุน และการย้ายฐานการผลิตของไทยด้วย

เปิดเสรี 4 ด้าน–เชื่อมระบบชำระเงิน

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า แนวทางในการเจรจาเพื่อเปิดเสรีทางการเงิน และปรับปรุงระบบการเงินให้ เป็นมาตรฐานเดียวกัน

ในขณะนี้มียุทธศาสตร์ 4 ด้าน คือ 1. ระบบชำระเงินที่เชื่อมต่อกัน 2.การเคลื่อนย้ายเงินทุนที่เสรีมากขึ้น 3.ระบบการให้บริการทางการเงิน ซึ่งรวมถึงระบบสถาบันการเงิน และ 4.การเปิดเสรีของตลาดทุน ซึ่งในส่วนของ ธปท.ดูแลใน 3 ยุทธศาสตร์แรก

ด้านที่ 1. ในด้านระบบชำระเงิน คือ การเชื่อมโยงระบบการชำระเงินของอาเซียนให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อเป็นถนนเชื่อมโยงระบบการค้าขาย และการใช้จ่ายของ 10 ประเทศ เพื่อให้สามารถชำระค่าสินค้า และบริการข้ามประเทศทางอิเล็กทรอนิกส์ทำได้สะดวก และเสียค่าใช้จ่ายน้อยลง

รวมถึงการปรับปรุงศักยภาพของระบบเพื่อรองรับการชำระเงินระหว่างกันด้วยสกุลภูมิภาคที่จะมากขึ้นในอนาคต และการเชื่อมโยงระบบเอทีเอ็มพูล ให้เป็นเครือข่ายเดียวกัน มีเป้าหมายที่จะทำให้สามารถใช้บัตรใบเดียว สามารถกดเอทีเอ็มได้ทุกที่ใน 10 ประเทศอาเซียน

โดยขณะนี้กำลังพัฒนาใน 5 ด้าน ได้แก่ ระบบการชำระเงินรองรับการค้า การส่งเงินทุนข้ามประเทศ การชำระค่าบริการรายย่อย การชำระเงินค่าหุ้น และตราสารหนี้ และการพัฒนาระบบการชำระเงินของทุกประเทศให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

“ทั้งนี้ การพัฒนาศักยภาพของระบบการเงินให้เชื่อมโยงกัน ในส่วนอาเซียน 5 คือ ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และอินโดนีเซียไม่ยาก แต่กลุ่ม CLMV กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ยังต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งไทยในฐานะที่เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ2 ของอาเซียนและมีวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกับกลุ่มนี้ ธปท.จึงมีบทบาทเป็นตัวกลางในการพัฒนาศักยภาพ (Capacity building) ของประเทศเหล่านี้ด้วย โดยเป็นประธานร่วมของคณะทำงาน Payments and Settelment System (PSS)”

เปิดก๊อกไหลออกรับมือย้ายเงินเสรี

สำหรับด้านที่ 2 คือ การเปิดเสรีเงินทุนมากขึ้น ซึ่งในส่วนนี้การเจรจายังเป็นการยอมให้เปิดเสรี ตามความพร้อมของแต่ละประเทศเป็นหลัก โดยมีเป้าหมายให้เงินทุนเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรียิ่งขึ้น โดยลดหรือยกเลิกกฎระเบียบมาตรการเป็นอุปสรรคของการเคลื่อนย้ายเงินทุน แต่ก็จะมีการสร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นตามมาด้วย

ในส่วนของไทย จะดำเนินการตามแนวทางของแผนแม่บทเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ โดย ธปท.ต้องการที่จะวางแนวทางให้เงินทุนเคลื่อนย้ายเข้าและออกมีความสมดุลกันมากขึ้น โดยผ่อนคลายในเรื่องการนำเงินออกนอกประเทศที่เสรีมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับเกณฑ์การนำเข้าเงินทุนจากต่างประเทศที่เสรี

โดยจะผ่อนคลายการไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น ทั้งการลงทุนของบริษัทขนาดใหญ่เพื่อย้ายฐานการผลิต และส่วนบุคคล โดยจะมีการขยายประเภทนักลงทุน ขยายวงเงินลงทุนในต่างประเทศ ลดขั้นตอนและกฎระเบียบของการเคลื่อนย้ายเงินทุน แต่จะดูแลการบริหารความเสี่ยงในด้านอัตราแลกเปลี่ยนให้ยืดหยุ่นและมีทางเลือกมากขึ้น

“สมาชิกอาเซียนมีกำหนดส่งแผนการเปิดเสรีระยะสั้น และระยะปานกลาง ภายในเดือน ก.ย.ที่จะถึงนี้ ซึ่งในระหว่างนี้ มีมติว่าประเทศใหญ่ ควรสนับสนุนประเทศที่เป็นสมาชิกใหม่ในเรื่องการทำแผนการเปิดเสรีเงินทุน”

ทั้งนี้ ในช่วงแรก ผู้ว่าการ ธปท.ประเมินว่า จะยังเป็นการเคลื่อนย้ายเงินทุนในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จึงไม่กระทบการปล่อยบาทออกสู่ตลาดต่างประเทศมากเกินไป และการดูแลค่าเงินบาท

อย่างไรก็ตาม ในภูมิภาคนี้กำลังมีความพยายามที่จะใช้การแลกเปลี่ยนเงินตราโดยตรงด้วยสกุลท้องถิ่น โดยไม่ต้องใช้เงินดอลลาร์สหรัฐฯเป็นสกุลในการแลกเปลี่ยนมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งส่วนนี้ ธปท.มีกลไกที่จะรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินหรือการเก็งกำไรค่าเงิน โดยเพิ่มความเข้มงวดมากขึ้นตามสถานการณ์ไว้แล้ว

“ส่วนเป้าหมายการรวมสกุลเงินอาเซียนเป็นสกุลเดียวนั้น เราไม่มีเป้าหมายสุดท้ายของการร่วมกลุ่มเหมือนสหภาพยุโรป ที่จะรวมสกุลเงินเข้าด้วยกันเป็นเงินสกุลเดียว และคิดว่าน่าจะไม่มีในอนาคต”

เพราะเศรษฐกิจของ 10 ประเทศในอาเซียน ยังมีแตกต่างมากเกินไป เช่น ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของอินโดนีเซียมีขนาดใหญ่เป็น 100 เท่าของจีดีพีของประเทศลาว นอกจากนั้น เรามีบทเรียนของการรวมเป็นสกุลเงินยูโร เป็นเงินสกุลเดียวของประเทศในสหภาพยุโรป โดยมีนโยบายการคลังที่แตกต่างกัน ซึ่งในที่สุดก่อปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในปัจจุบัน

โดยโอกาสที่เป็นไปได้ ในอนาคตอาจจะเป็นเพียงการอิงค่าเงินกันเองระหว่างภูมิภาค โดยอาจจะมีสกุลใดสกุลหนึ่งในภูมิภาคนี้ กลายเป็นสกุลหลัก และมีสกุลอื่นมาอิงในลักษณะผูกโยงไปด้วยกัน ให้ไปในทิศทางเดียวกัน เช่น ค่าเงินสกุลหยวนของจีนเป็นเรือใหญ่ เรือเล็กอย่างค่าเงินบาทของไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และประเทศในอาเซียนอื่นๆ ผูกเรือโยงกับจีนด้วยเชือก อิงค่าเงินกันไป แต่เรือแต่ละลำก็สามารถขึ้นลงได้อิสระตามระดับน้ำ

เตรียมแบงก์ไทยรุก–รับในตลาดอาเซียน

“เมื่อมีถนนคือ ระบบการชำระเงินที่เชื่อมกันแล้ว มีเงินเคลื่อนย้ายได้ง่ายขึ้นแล้ว ก็มาถึงการให้บริการทางการเงิน ซึ่งธนาคารพาณิชย์จะเหมือนเป็นไกด์ให้กับนักลงทุนไทยที่จะไปรุกตลาดอาเซียน ขณะเดียวกัน ก็ต้องรับมือการเข้ามาเปิดสำนักงาน หรือธนาคารพาณิชย์ของประเทศในภูมิภาคที่จะเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยด้วย”

ทั้งนี้ เป้าหมายของการเปิดเสรีภาคการธนาคารนั้น เพื่อให้ตลาดการให้บริหารทางการเงินมีมากขึ้น และการเปิดเสรีจะช่วยให้ประชาชนได้รับผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ที่ตอบโจทย์การให้บริการทางการเงินข้ามพรมแดนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ภาคธนาคารเป็นภาคที่มีความอ่อนไหว ทำให้เป็นการเปิดเสรีแบบ ASEAN-X คือ ตามความพร้อมและสอดคล้องของแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินของแต่ละประเทศ เพราะระบบสถาบันการเงินมีความอ่อนไหว และเกี่ยวเนื่องกับภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งการเปิดให้ต่างชาติเข้ามานั้น ในปี 2557 ประเทศไทยมีแผนที่จะเปิดใบอนุญาตธนาคารพาณิชย์ใหม่เต็มรูปแบบได้

โดยในขณะนี้ธนาคารกลางอาเซียน กำลังทำกรอบการเปิดเสรีภาคธนาคารภายในอาเซียน โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างมาตรฐานกลางของธนาคาร ที่เป็นธนาคารระดับอาเซียน ที่สามารถทำธุรกรรมการเงินได้ในทุกประเทศอาเซียน โดยมีจะการทำกรอบ “มาตรฐานธนาคารอาเซียน” หรือ Qualified ASEAN Bank : QAB ที่หากธนาคารใดได้มาตรฐานนี้ จะสามารถทำธุรกิจธนาคารในอาเซียนได้ทุกประเทศ โดยสิ้นปี 2555 นี้จะสรุปคุณสมบัติของ QAB และเริ่มมีการพิจารณาอนุญาต QAB ในปี 2557 และเริ่มการตั้งธนาคารพาณิชย์จริงในปี 2563

ด้าน นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการ ธปท. สายเสถียรภาพสถาบันการเงิน กล่าวเพิ่มเติมว่า ระบบสถาบันการเงินของไทยในขณะนี้มีความเข้มแข็ง และรับมือกับการแข่งขันจากธนาคารต่างประเทศที่เข้ามาได้แน่นอน เพราะเรามีจุดแข็งที่เรารู้จักลูกค้า และลูกค้ารู้จักเรา และในระบบการเงินการเปลี่ยนเงินฝากของประชาชนไปไว้ที่ธนาคารอื่น ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะผลตอบแทนสูงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีความไว้ใจและเชื่อใจด้วย นอกจากนั้น การให้ผลตอบแทนสูงๆ ธนาคารต่างประเทศเองก็ต้องพิจารณาด้วยว่า คุ้มค่าหรือไม่

“ในเบื้องต้น ธนาคารที่จะได้เปรียบในการเปิดเออีซี อาจจะไม่ใช่ธนาคารในอาเซียนเอง แต่เป็นธนาคารต่างประเทศ เช่น ซิตี้แบงก์ เอสเอชบีซี ที่มีสาขาอยู่ทุกประเทศในอาเซียน ทำให้เขาเชื่อมโยงระบบการให้บริการทางการเงินได้ง่ายกว่าแบงก์ในอาเซียนที่อยู่ระหว่างเตรียมการในการเชื่อมโยงระบบเข้าด้วยกัน”

ในขณะเดียวกัน การรุกของธนาคารไทยไปต่างประเทศ ธปท.มองว่า ในช่วงต้นก็จะเป็นไปในทิศทางของการตอบสนองความต้องการของลูกค้าของธนาคารเก่าของธนาคารที่ไปลงทุนในต่างประเทศมากกว่าการเข้าไปแย่งลูกค้าท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม ธปท.ได้มีการหารือกับธนาคารพาณิชย์ไทย ถึงข้อจำกัดต่างๆ ในการทำธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการเจรจาลดอุปสรรคต่างๆ เพื่อให้ธนาคารไทยมีโอกาสเข้าไปทำธุรกิจในอาเซียนได้สะดวกมากขึ้น เช่น อุปสรรคในเรื่องขอบเขตการทำธุรกิจ หรือการจำกัดสถานที่ตั้งของสาขา เป็นต้น

“สิ่งที่ต้องติดตามคือ นวัตกรรมทางการเงินในรูปแบบใหม่จากธนาคารต่างประเทศ ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งประชาชนอาจจะได้รับประโยชน์จากการแข่งขันที่มากขึ้น แต่บริการทางการเงินใหม่ๆนี้จะมีความเสี่ยงซ่อนอยู่ ทำให้ลูกค้าจึงต้องศึกษารูปแบบของบริการทางการเงินใหม่ๆเหล่านั้นให้ชัดเจน โดยเฉพาะศึกษาความเสี่ยงที่มีก่อนที่จะฝากเงิน หรือลงทุน”

ธนาคารพาณิชย์ได้ตื่นตัวรับมือเออีซี

สำหรับการสำรวจการเตรียมความพร้อม ธนาคารพาณิชย์ได้ตื่นตัวรับมือกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ด้วยรูปแบบการสร้างเครือข่ายให้บริการลูกค้า มีความแตกต่างกัน ประมาณ 4 แบบ

แบบแรก ใช้รูปแบบการเปิดเครือข่ายสาขา และรูปแบบธนาคารท้องถิ่น โดยรูปแบบสาขา เช่น ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารกรุงไทย โดยล่าสุด ในส่วนของธนาคารกรุงเทพ ล่าสุดได้รับอนุมัติจากธนาคารกลางอินโดนีเซีย เปิดสาขาย่อยสุราบายา ณ เมืองสุราบายา เมืองใหญ่อันดับ 2 ของอินโดนีเซีย เป็นสาขาที่ 2 ต่อจากสาขาจาการ์ตา โดยธนาคารกรุงเทพ มีเครือข่ายต่างประเทศมากถึง 26 แห่ง ใน 13 เขตเศรษฐกิจสำคัญทั่วโลก โดยในอาเซียน มีเครือข่ายสาขา 13 แห่ง ใน มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ลาว และสำนักงานตัวแทนในย่างกุ้ง ประเทศพม่าขณะที่ธนาคารกรุงไทยมีสาขา 4 แห่ง ในสิงคโปร์ กัมพูชา และลาว และธนาคารกรุงศรีฯมีสาขาที่ลาว 2 แห่ง

แบบที่ 2 ใช้รูปแบบจับมือเป็นพันธมิตร กับธนาคารในท้องถิ่น เช่น ธนาคารกสิกรไทย ซึ่งล่าสุดจับมืออกริแบงก์ ธนาคารเวียดนามชั้นนำที่มีสาขามากที่สุด เข้าเป็นพันธมิตรเพิ่มเติม จากปี 2554 ธนาคารได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับเวียตตินแบงก์ เป็นแห่งแรกในเวียดนาม และยังเป็นพันธมิตรกับธนาคารท้องถิ่นในอาเซียน 7 แห่ง ใน 4 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ลาว เวียดนาม พร้อมตั้งเป้าหมายจะมีพันธมิตรธนาคารท้องถิ่นครบทั้ง 9 ประเทศ ภายในปี 2555 นี้

แบบที่ 3 คือ การเข้าไปซื้อกิจการ ซึ่งในส่วนของธนาคารไทยไปซื้อกิจการในต่างประเทศยังไม่มี ยกตัวอย่างได้จาก ธนาคารซีไอเอ็มบี มาเลเซีย ได้ใช้รูปแบบการเทกโอเวอร์ธนาคารท้องถิ่น เช่น ธนาคารในอินโดนีเซีย และในประเทศไทย ได้เข้ามาเทกโอเวอร์ธนาคารไทยธนาคาร เปลี่ยนชื่อใหม่ เป็นธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เพื่อใช้เป็นฐานเชื่อมโยงธุรกิจในอาเซียน

แบบที่ 4 คือ การรวมทุกแบบเข้าด้วยกัน เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ ที่มีการตั้งเครือข่ายสาขาในสิงคโปร์ ลาว และกัมพูชา รวม 6 สาขา และมีการจับมือเป็นพันธมิตรกับธนาคารท้องถิ่นในเวียดนาม

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศนั้น ในขณะนี้ได้มีการขอความร่วมมือในธนาคารพาณิชย์ โค้ดราคาซื้อขายเงินโดยตรงระหว่างสกุลท้องถิ่นให้ชัดเจนขึ้น เช่น สกุลเงินบาท กับสกุลเงินริงกิต ของมาเลเซีย หรือล่าสุด สกุลเงินบาทกับสกุลเงินจ๊าดของพม่า

โดย ธปท.ต้องการให้การแลกเปลี่ยนสกุลเงินโดยตรงระหว่างกันในอาเซียน มีต้นทุนที่ถูกลงกว่าในปัจจุบัน เพราะในขณะนี้การแลกเงินโดยตรงมีค่าใช้จ่ายมากกว่าการแลกเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐฯ

ความต้องการ “เงินบาท” ค้าชายแดนเพิ่ม

นายนพพร ประโมจนีย์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท.สายออกบัตรธนาคาร ให้ความเห็นว่า เมื่อเข้าสู่เออีซีแล้ว สัดส่วนของการใช้เงินบาทแลกเปลี่ยนในการค้าชายแดนพม่า ลาว และกัมพูชา จะมากขึ้น เพราะในเขตชายแดนเชื่อมต่อกับประเทศเหล่านี้รับเงินบาทในการแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้า ควบคู่กับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อยู่แล้ว แต่เมื่อเป็นเออีซี การใช้เงินบาทในฐานะตัวกลางในการซื้อขายการค้าชายแดนน่าจะมีความต้องการมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม  เงินบาทคงไม่ได้เป็นสกุลหลักในการค้าขายในภูมิภาค แต่เชื่อว่าบทบาทของเงินบาทน่าจะมีเพิ่มมากขึ้น โดยในช่วงต่อไปอาจจะมีการผ่อนคลายข้อจำกัดในการนำธนบัตร หรือเงินสด ข้ามเขตแดนระหว่างประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น จากในขณะนี้ที่กำหนดให้นำเงินข้ามแดนได้ไม่เกิน 500,000 บาท

“ในส่วนของการพิมพ์ธนบัตรของ ธปท.นั้น ตามปกติจะเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจของไทย แต่เมื่อเข้าสู่เออีซี การรวมตัวจะทำให้ตลาดและฐานการผลิตใหญ่ขึ้นไปด้วย ดังนั้น จำนวนการพิมพ์ธนบัตรเพิ่มขึ้นในแต่ละปีอาจจะต้องพิจารณาภาพรวมของเออีซีเพิ่มเติมด้วย โดยขั้นตอนนี้อยู่ระหว่างการศึกษา”

แต่ทั้งนี้ การเข้าสู่เออีซีในปี 2558 จะเป็นเพียงการเริ่มต้นเปิดเสรีของระบบการเงินไทยเท่านั้น โอกาสที่การเปิดเสรีทางการเงินทั้งระบบสถาบันการเงิน การเคลื่อนย้ายเงินทุนเต็มรูปแบบคงยังไม่เกิดขึ้น จนกว่าประเทศไทยจะมีความพร้อมมากกว่านี้ เพราะตามกำหนดเออีซี ยอมให้การเปิดเสรีทางการเงินเต็มรูปแบบเลื่อนไปได้จนถึงปี 2563.
ทีมเศรษฐกิจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 14 เมษายน 2555, 05:30 น.
 

ถอดรหัส”ร้านถูกใจ”ช่วยชาติเหล้าเก่าในขวดใหม่ ส่อล้มเหลวซ้ำรอย”เออาร์ที” 2012/04/15

http://www.thairath.co.th/column/eco/ecoscoop/251560

9 เมษายน 2555, 05:30 น.

Pic_251560

ประเทศไทยวันนี้ กล่าวได้ว่าก้าวเข้าสู่ยุค “ข้าวยากหมากแพง” อีกครั้ง ด้วยราคาสินค้าอุปโภคบริโภค อาหารปรุงสำเร็จ หรือแม้กระทั่งพืชผักผลไม้ล้วนแล้วแต่พร้อมใจกันปรับขึ้นราคากันเป็นว่าเล่น แต่จะตำหนิผู้ผลิตสินค้าอย่างเดียวคงไม่ได้

เพราะผู้ประกอบการเหล่านี้จำเป็นต้องขึ้นราคา เพื่อชดเชยกับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

จากผลกระทบของราคาน้ำมันที่สูงขึ้น หลังจากรัฐบาลหวนมาเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งยังมีภาระจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำตามนโยบายของรัฐบาล ราคาวัตถุดิบนำเข้าสูงขึ้น รวมถึงต้นทุนยิบย่อยจากค่าบริหารจัดการอื่นๆ อาทิ ไฟฟ้า ประปา ฯลฯ

แม้รัฐบาลจะพยายามทำให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น ด้วยการปัดฝุ่นนโยบายการรับจำนำสินค้าเกษตรในราคาสูงมาใช้ ไล่เรียงไปตั้งแต่ข้าว มันสำปะหลัง รวมถึงการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการ ปรับเงินเดือนผู้จบปริญญาตรีเป็นเดือนละ 15,000 บาท และปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท

แต่เป็นที่รับรู้กันดี รายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างไรก็ไล่ตามไม่ทันรายจ่าย ราคาสินค้าก็ขึ้นไปรอท่าอยู่แล้ว!

บทหนักจึงมาตกอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ที่ต้อง “ดิ้นรน” หามาตรการต่างๆ เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ทั้งการประกาศราคาแนะนำอาหารปรุงสำเร็จที่กำหนดราคาไม่เกินจานละ 25-35 บาท การจัดงานมหกรรมธงฟ้าลดค่าครองชีพ การเพิ่มจำนวนร้านธงฟ้าทั่วประเทศให้ได้ 8,000 แห่ง ฯลฯ

บุญทรงบุญทรง

และล่าสุดที่ “บุญทรง เตริยาภิรมย์” รมว.กระทรวงพาณิชย์กับการปัดฝุ่น “โอสถทิพย์” โครงการ “โชห่วยช่วยชาติ” ภายใต้ชื่อ “ร้านถูกใจ” หรือโครงการ 1 ชุมชน 1 ร้านค้าเพื่อคนไทย ขึ้นมาใช้อีกครั้ง ด้วยความคาดหวังให้ประชาชนคนไทยทุกตรอกซอกซอยทั่วประเทศ สามารถหาซื้อของกินของใช้ได้ในราคาถูก

แต่จะเดินมาถูกทางหรือไม่ อย่างไรนั้น “ทีมเศรษฐกิจ” ขอกลับไปพลิกแฟ้มโครงการในลักษณะเดียวกันนี้ในอดีตกลับมาดูอีกครั้ง ด้วยเกรงว่า ประวัติศาสตร์อาจหวนกลับมา “ซ้ำรอย”

ปฐมบทโชห่วยช่วยชาติ “ร้านถูกใจ”

หลังจากกระทรวงพาณิชย์ หน่วยงานหลักในการดูแลค่าครองชีพของประชาชนดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อลดค่าครองชีพประชาชนไปแล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จตามเจตนารมณ์ เพราะประชาชนยังรู้สึกว่า ราคาสินค้ายังคง “แพงทั้งแผ่นดิน”

“โครงการ 1 ชุมชน 1 ร้านค้าเพื่อคนไทย” จึงถูกจุดพลุขึ้นมาภายใต้ชื่อโครงการ “โชห่วยช่วยชาติ” หรือ “ร้านถูกใจ” โดยกระทรวงพาณิชย์ได้เสนอของบประมาณจากรัฐบาลมาดำเนินการ 1,800 ล้านบาท

แม้จะได้รับอนุมัติมาเพียง 1,620 ล้านบาท โดยโครงการร้านถูกใจได้งบประมาณ 1,320 ล้านบาท มีระยะเวลาดำเนินโครงการเพียง 6 เดือน หรือตั้งแต่เดือน มี.ค.-ก.ย.2555 ส่วนอีก 300 ล้านเป็นงบจัด “มหกรรมธงฟ้าลดค่าครองชีพไทยช่วยไทยทั่วประเทศ”

“ร้านถูกใจ” ที่ว่ามีเป้าหมายเพื่อลดค่าครองชีพประชาชน เพิ่มการแข่งขันในตลาด ให้ประชาชนมีทางเลือกซื้อสินค้าได้ในราคาถูกลง ซึ่งราคาสินค้าที่ขายในร้านจะเป็นฐานราคาจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพในชีวิตประจำวัน โดยเบื้องต้นได้กำหนดสินค้าที่จะจำหน่ายภายในร้าน 20 รายการ

แบ่งเป็นหมวดอาหาร 12 รายการ คือ ข้าวสาร ที่รัฐบาลมอบหมายให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) เป็นผู้ดำเนินการผลิต ไข่ไก่ น้ำมันพืช น้ำตาลทราย ผงชูรส น้ำปลา ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นมสดยูเอชที ซอสปรุงรส เนื้อหมู และเนื้อไก่ รวมถึงหมวดของใช้ 8 รายการ ได้แก่ สบู่ ยาสีฟัน แชมพู ผงซักฟอก แป้งผงโรยตัว น้ำยาล้างจาน ผ้าอนามัย และยากำจัดยุงและแมลง

โดยวางเงื่อนไขร้านค้าที่จะเข้าร่วมโครงการ ต้องเป็นร้านค้าปลีกรายย่อยที่จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ร้านอาหารธงฟ้า ร้านค้าสหกรณ์ จะต้องมีสถานที่จำหน่ายเป็นอาคารถาวร มีที่จัดวางสินค้าอย่างน้อย 6 ตารางเมตร (ตร.ม.) สำหรับร้านค้าปลีก และ 3 ตร.ม. สำหรับร้านอาหารธงฟ้า ตั้งอยู่ในแหล่งชุมชน มีองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นรับรอง และร้านค้าแต่ละแห่งต้องมีระยะห่างจากร้านค้าอื่นในโครงการ เพื่อให้มีการกระจายในทุกพื้นที่

ตามแผนงาน จะเปิดร้านถูกใจให้ได้ 10,000 แห่งทั่วประเทศ แบ่งเป็นในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล 2,000 แห่ง กำหนดดีเดย์เปิดตัวร้านแรกวันที่ 19 เม.ย.นี้ที่กระทรวงพาณิชย์ ส่วนอีก 8,000 แห่งกระจายไปทั่วประเทศซึ่งจะทยอยเปิดตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.นี้ เป็นต้นไป

ยาขนานเอกลดค่าครองชีพ

กระทรวงพาณิชย์คาดหวังว่า ร้านถูกใจจะเป็นยาขนานเอกในการลดค่าครองชีพประชาชนอย่างได้ผล เพราะประเมินว่าร้านถูกใจหนึ่งร้าน จะมีประชาชนเข้าไปซื้อสินค้าไม่ต่ำกว่า 1,000 คน/วัน เฉลี่ยประชาชนซื้อสินค้าได้ถูกลง 20% หรือ 600 บาท/วัน/ร้าน หรือประหยัดต่อเดือน 6,000 ล้านบาท

ตลอดโครงการจะประหยัดได้กว่า 36,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังช่วยให้ร้านโชห่วยชุมชนมีสภาพคล่องธุรกิจเพิ่มขึ้น เสริมความแข็งแกร่งทางธุรกิจให้กับร้านโชห่วย รวมถึงยังเป็นช่องทางระบายสินค้าของเกษตรกร ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และผู้ประกอบการสินค้าโอทอป ทำให้ผู้ประกอบการเหล่านี้มีเงินทุนหมุนเวียนไปต่อยอดทำธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ยังมั่นใจว่า ภายหลังจากสิ้นสุดระยะเวลาดำเนินการในสิ้นเดือน ก.ย.55 ร้านถูกใจจะติดหูติดปาก และติดใจประชาชน ทำให้เข้าไปจับจ่ายซื้อหาสินค้ากันอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ระบบและกลไกต่างๆ เดินได้ด้วยตัวเอง โดยที่กระทรวงพาณิชย์ไม่จำเป็นต้องของบประมาณจากรัฐบาลมาดำเนินการในเฟส 2 อีก

แต่ทั้งหมดอาจเป็นการมองโลกในแง่ดีแบบ “สุดๆ” ของกระทรวงพาณิชย์

เพราะข้อมูลล่าสุดเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์อ้างว่า มีร้านค้าผู้สนใจเข้าร่วมหลายร้อยรายนั้น แต่ตัวเลขจำนวนร้านค้าที่สมัครเข้าร่วมโครงการ ในรายที่ยื่นเอกสารหลักฐานอย่างแท้จริงเฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑลยังไม่ถึง 50 รายด้วยซ้ำ

ที่เหลือเป็นเพียงการสอบถามข้อมูล หรือดาวน์โหลดใบสมัครจากอินเตอร์เน็ต หรือลงชื่อจองสิทธิ์เท่านั้น

จนทำให้หลายฝ่ายเริ่มวิตก หากจำนวนร้านค้าในโครงการไม่เป็นไปตามเป้าหมาย 10,000 แห่งทั่วประเทศ โครงการนี้อาจไม่สามารถลดค่าครองชีพประชาชนทั่วประเทศได้ เพราะประชาชนจะไม่สามารถหาซื้อสินค้าราคาถูกจากร้านนี้ได้

ที่สำคัญ หากร้านค้าเข้าร่วมน้อยไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ซัพพลายเออร์ที่ต้องป้อนสินค้าให้ก็อาจล้มเลิกแผน ผลิตสินค้าป้อนให้ในราคาต่ำกว่าตลาด 20-30% ขณะที่บริษัทไปรษณีย์ไทยเองหากไม่ได้รับการสนับสนุนงบจัดส่งสินค้าป้อนให้แก่ร้านค้าชุมชนหลังจากสิ้นสุดการดำเนินโครงการในเดือน ก.ย.ศกนี้ ก็ไม่มีใครการันตีได้ว่า ไปรษณีย์ไทยจะไม่บวกค่าขนส่งเพิ่มเข้าไป

ซึ่งนั่นย่อมจะทำให้ราคาสินค้าในร้านถูกใจไม่ถูกใจเหมือนเดิมอีกแล้ว!!!

จับตาผลาญงบประมาณแผ่นดิน

หากบทสรุปของร้านถูกใจดำเนินไปตามยถากรรมเช่นนี้ ท้ายที่สุดแล้ว นอกจากความตั้งใจของรัฐในการลดค่าครองชีพให้ประชาชนจะล้มเหลว ไม่สัมฤทธิผลแล้ว “ร้านถูกใจ” ก็อาจกลายเป็นโครงการผลาญงบประมาณของรัฐไปโดยเปล่าประโยชน์อีก!!

เป็นการเจริญรอยตามความล้มเหลวของ “บริษัท รวมค้าปลีกเข้มแข็ง จำกัด” หรือ ART: Allied Retail Trade Co., Ltd. ที่กระทรวงพาณิชย์เคยจัดตั้งขึ้นในปี 2545 ด้วยงบประมาณ 395 ล้านบาทเพื่อต่อกรกับบรรดา “โมเดิร์นเทรด” ทั้งหลายที่กำลังรุกคืบผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดอยู่เวลานั้น

เพราะหลังกระทรวงพาณิชย์ผุดร้านโชห่วยช่วยชาติ “เออาร์ที” ไปได้ไม่กี่น้ำ ก็ประสบปัญหาจำนวนร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไม่เป็นตามเป้าหมายที่กระทรวงตั้งไว้ ว่าจะมีร้านโชห่วยเป็นสมาชิกในปีแรก 10,000 ราย ปีที่สอง 50,000 ราย และปีที่ 3 เพิ่มเป็น 100,000 ราย

แต่ผ่านไป 5 ปีจำนวนสมาชิกที่เข้าร่วมกลับเตาะแตะไม่ถึงไหน ส่งผลให้การต่อรองกับซัพพลายเออร์จัดส่งสินค้าให้ในราคาถูกไม่เป็นไปตามเป้าหมาย และ “ไม่ถูกจริง” ตามที่ต้องการ ร้านค้าในโครงการยังต้องเสียค่าขนส่งสินค้าเอง จึงทำให้บรรดาโชห่วยในโครงการชักแถวพากันถอนตัวจนปิดตัวเองไปในที่สุด

ผลก็คือ เออาร์ที มียอดขาดทุนสะสมถึง 400 ล้านบาทจนกระทั่งรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มีมติให้ “ยุบทิ้ง” ไปในที่สุดเมื่อปี 2550

การปัดฝุ่นโครงการโชห่วยช่วยชาติ “ร้านถูกใจ” ครั้งล่าสุด ที่เมื่อพิจารณากระบวนการ รูปแบบ และวิธีการดำเนินงานแล้วแทบจะกล่าวได้ว่า เป็น “เงาะถอดรูป” มาจากร้านรวมค้าปลีกเข้มแข็ง หรือ “เออาร์ที” ทุกกระเบียดนิ้ว

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ออกมากระหึ่ม ว่าเป็นการแก้ปัญหาค่าครองชีพที่ไม่ค่อยจะตรงจุด เพราะเป็นการเอาเงินงบประมาณมาอุดหนุนของแพงให้มีราคาถูกลง ถือเป็นการบิดเบือนกลไกราคา แทนที่จะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด

เพราะหากรัฐบาลต้องการแก้ปัญหาค่าครองชีพประชาชนอย่างตรงจุด จำเป็นอย่างยิ่งต้องเข้าไปดูแลตั้งแต่ต้นทาง หรือตั้งแต่วัตถุดิบที่จะนำมาผลิตสินค้าไม่ใช่ดูแค่ปลายทาง และต้องดูโครงสร้างต้นทุนการผลิตสินค้าด้วย

หลายฝ่ายถึงกับระบุว่า โครงการ “ร้านถูกใจ” ของรัฐบาล ไม่ต่างอะไรกับระเบิดเวลาที่รอให้หมดระยะเวลาดำเนินโครงการในเดือน ก.ย.นี้  แล้วราคาสินค้าอาจดาหน้าปรับขึ้นราคาอีกครั้ง

สุวิทย์สุวิทย์

ถอดบทเรียนความสำเร็จร้าน “สะดวกซื้อ”

โครงการ “โชห่วยช่วยชาติ” ของกระทรวงพาณิชย์ในครั้งนี้ จะสามารถตอบโจทย์ของการช่วยให้สินค้าราคาถูกลงได้หรือไม่ หรือจะซ้ำรอยความล้มเหลวร้าน “รวมค้าปลีกเข้มแข็ง” ในอดีตหรือไม่นั้น “สุวิทย์ กิ่งแก้ว” รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้านสะดวกอิ่ม “เซเว่น อีเลฟเว่น” ให้ความเห็นว่า

เท่าที่ทราบรายละเอียดร้านถูกใจ หรือโชห่วยช่วยชาติครั้งนี้ มีความแตกต่างจากร้านรวมค้าปลีกเข้มแข็งในอดีต เพราะครั้งนี้กระทรวงพาณิชย์มีเป้าหมายที่จะช่วยให้ประชาชนมีโอกาสซื้อสินค้าบางประเภทที่จำเป็นในราคาถูกลง โดยใช้ร้านโชห่วยที่มีอยู่แล้ว 600,000 ร้านทั่วประเทศ เลือกร้านที่จะเข้าร่วมโครงการ 10,000 ร้าน

ขณะที่รวมค้าปลีกเข้มแข็งในอดีตนั้น เป็นการสร้าง “แบรนด์” ร้านสะดวกซื้อใหม่ขึ้นมา

ร้านค้าที่เข้ามาเป็น “ร้านถูกใจ” จะได้รับความช่วยเหลือ เป็นค่าตกแต่งร้าน ค่าบริหารร้าน และอื่นๆโดยรัฐบาลจะมีเงินอุดหนุนให้เพื่อให้สามารถขายสินค้าจำเป็น 20 รายการให้กับประชาชนได้ในราคาต่ำกว่าราคาตลาด ซึ่งการดำเนินการเช่นนี้ ถือเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ที่มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี คนจนส่วนหนึ่งคงได้รับประโยชน์จากโครงการนี้
“แต่การอุดหนุนราคาสินค้าแบบนี้ อาจทำได้เพียงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เพราะรัฐบาลต้องใช้งบประมาณเข้าไปอุดหนุน และคงไม่พูดถึงการใช้โครงการนี้เข้าไปเป็นตัวแทรกแซงราคาสินค้าในตลาด”

เพราะการที่สินค้าตัวใดจะขายได้หรือไม่ได้นั้น มีการสำรวจที่ชัดเจนออกมาแล้วว่า คนส่วนใหญ่ไม่ได้ซื้อสินค้าเพราะ “ราคาถูก” อย่างเดียวเสมอไป แต่จะซื้อสินค้าจาก “ความเหมาะสมของราคากับความคุ้มค่า” ของสินค้านั้นมากกว่า เพราะคนจะกังวลในเรื่อง “คุณภาพของสินค้า” มากกว่า “ราคา”

ดังนั้น หากสินค้ามี “คุณภาพที่ดีถูกใจ” คนจะตัดสินใจซื้อแม้ว่าราคาจะแพงกว่าก็ตาม นอกจากนั้น การให้บริการของร้านค้าเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญ เพราะหากร้านถูกใจ หรือร้านอื่นๆมีสินค้าราคาถูกกว่า แต่บริการไม่ดี คนอาจจะไม่ซื้อก็ได้เช่นกัน

เผย 8 เคล็ดลับเบอร์หนึ่ง “ร้านสะดวกซื้อ”

พร้อมกันนี้สุวิทย์ยังได้เผย “เคล็ดลับ” ความสำเร็จของ “ร้านสะดวกซื้อ” 8 ข้อของ “เซเว่น อีเลฟเว่น” ที่ไม่ได้เน้นของถูกแต่อย่างใดว่า ปัจจัยความสำเร็จดังกล่าวประกอบด้วย

ข้อที่ 1. “การเลือกทำเล” ที่ไม่ใช่แค่มองด้วยสายตาว่ามีคนเยอะแล้ว จะเป็นทำเลที่ใช้ได้ เพราะวิธีนั้นเจ๊งมามากแล้ว “สิ่งที่เซเว่น อีเลฟเว่นเชื่อคือตัวเลขจริง โดยจะต้องให้คนไปยืนนับคนเดินผ่านไปผ่านมาในพื้นที่จริงในเวลา 24 ชม.ซึ่งจะต้องมีคนผ่านไม่ต่ำกว่า 10,000 คน ทำเลอย่างนี้จะทำ “ร้านสะดวกซื้อ” ประสบความสำเร็จได้สูง”

เคล็ดลับข้อที่ 2. มีระบบการบริหารจัดการที่ดี และมีการปรับเปลี่ยนให้ทันสมัยตลอดเวลา มีการตัดสินใจภายใต้ระบบข้อมูลที่ดี เช่น การจะออกสินค้าตัวใหม่ เช่น กาแฟเย็น ไม่ใช่คิดว่าจะขายพรุ่งนี้ขายได้เลย จะต้องไปสำรวจความคิดเห็นคนก่อนว่า ถ้ามีกาแฟเย็นขายจะซื้อหรือไม่ และหากซื้อยังต้องมีการทดลองให้ชิมสูตรต่างๆ ก่อน แล้วจึงเลือกสูตรที่คนชอบที่สุดมาขาย

เคล็ดลับข้อที่ 3 การเลือกสินค้าที่จะนำมาขาย จะต้องใช้ผู้บริโภคเป็นที่ตั้ง “ร้านค้าบางร้านที่ขายของไม่ออก เพราะไม่เอาความต้องการลูกค้าเป็นที่ตั้ง แต่เลือกสินค้าเข้าร้าน โดยดูว่า สินค้ายี่ห้อไหนให้ส่วนลดเยอะ ขายแล้วได้กำไรมาก ซึ่งไม่ได้ เพราะแม้ว่าจะขายได้กำไรมาก แต่ขายไม่ออกก็ไม่มีประโยชน์”

เคล็ดลับข้อที่ 4 มีระบบกระจายสินค้า และระบบโลจิสติกส์ที่ดี เพราะเซเว่น อีเลฟเว่นเป็นร้านเล็ก เก็บสต๊อกเยอะไม่ได้ และแต่ละร้านไม่ได้สั่งของที่ละมากๆ หากไม่มีระบบกระจายสินค้าที่ดี ต้องสั่งซื้อสินค้าจากผู้ผลิต หรือร้านค้าส่งเก็บไว้ครั้งละมากๆ จะมีสินค้าเกินความต้องการของลูกค้า เกิดความสูญเสียจำนวนมาก นอกจากนั้น แต่ละร้านมีสินค้าขายไม่ต่ำกว่า 1,000 รายการ หากมีรถมาส่งของวันละ 1,000 คัน พนักงานคงไม่ต้องทำอย่างอื่น

ในกรณีของเซเว่น อีเลฟเว่นแต่ละร้านจะสั่งสินค้าตามจำนวนที่ต้องการมาที่ศูนย์กระจายสินค้า บางอย่างสั่ง 2 ชิ้น บางอย่างสั่ง 4 ชิ้น บางอย่าง 10 ชิ้น ทางศูนย์ฯจะรวบรวมแล้วจัดส่งตามต้องการ โดยจัดส่งวันเว้นวัน ทำให้สินค้าที่มีตรงความต้องการของลูกค้า และเป็นของสด คุมคุณภาพได้

เคล็ดลับที่ 5 มีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ที่ทันสมัย ทำให้การติดต่อเชื่อมโยง สั่งสินค้า ระบบการเงิน การติดตามข้อมูลการขาย การทำสถิติที่จะใช้ในการตัดสินใจของผู้บริหารมีประสิทธิภาพ เคล็ดลับข้อที่ 6 คือ มี “คน” ที่มีประสิทธิภาพ และความทุ่มเทให้กับร้าน ซึ่งเซเว่น อีเลฟเว่น ให้ความสำคัญสำหรับการพัฒนา “คน” อย่างต่อเนื่อง มีการเตรียมคนอย่างเป็นระบบ ทั้งระดับวิทยาลัย และอุดมศึกษา เป็นการสร้างความผูกพันเหมือนเป็นร้านของตัวเอง

เคล็ดลับข้อที่ 7 คือ การสร้างความแตกต่างของร้านค้า เช่น กรณีที่เราเปลี่ยนตัวเองเป็น “ร้านอิ่มสะดวก” และเคล็ดลับข้อสุดท้าย ข้อที่ 8 คือ ไม่ลืมตอบแทนสังคมหรือชุมชนที่ร้านค้าเราอยู่ ซึ่งนอกเหนือจากพนักงานของเราจะเป็นคนในชุมชนแล้ว เซเว่น อีเลฟเว่น ยังให้ทุนการศึกษาสำหรับคนในชุมชนที่เซเว่น อีเลฟเว่นไปอยู่ด้วย

ทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่ทำให้การทำธุรกิจ “ร้านสะดวกซื้อ” ประสบความสำเร็จ ซึ่งเซเว่น อีเลฟเว่นไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากกระทรวงพาณิชย์จะนำไปเป็นแนวทางช่วยให้ “ร้านถูกใจ” ช่วยคนไทยได้มากขึ้น.
ทีมเศรษฐกิจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 9 เมษายน 2555, 05:30 น.
 

เตือนเขตอันตรายเงินทุนไหลกลับ 2 กูรูเปิดจุดเสี่ยงตลาดหุ้น 2012/04/05

http://www.thairath.co.th/column/eco/ecoscoop/249861

2 เมษายน 2555, 05:00 น.

Pic_249861

กระแสเงินทุนที่ไหลทะลักข้ามโลกเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเอเชีย รวมทั้งตลาดหุ้นไทยเพื่อมาแสวงหากำไร หรือผลตอบแทนที่ดีกว่า หลังประเทศในสหภาพยุโรปต้องเผชิญกับภาวะวิกฤติหนี้สาธารณะ

จนทำให้การลงทุนในสินทรัพย์ในยุโรปกลายเป็นสินทรัพย์เสี่ยง!!

ขณะที่เศรษฐกิจของชาติมหาอำนาจ อย่างสหรัฐอเมริกาก็ตกอยู่ในห้วงภาวะถดถอยรุนแรงต่อเนื่องนับจากเกิดวิกฤติ “ซับไพร์ม” ต้นเหตุการล่มสลายของ “เลห์แมนบราเธอร์ส” สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของโลก

ที่จนถึงขณะนี้ผ่านมา 4 ปีแล้ว สหรัฐฯยังไม่สามารถกอบกู้เศรษฐกิจให้กลับมาฟื้นตัวดั่งเดิมได้!

ดังนั้น กระแสเงินทุนจำนวนมหาศาลที่หมุนเวียนอยู่ในตลาดเงินตลาดทุนโลก จึงไหลทะลักเข้ามาหาประโยชน์ในภูมิภาคเอเชีย ภูมิภาคที่เป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจโลกในห้วงที่ซีกโลกตะวันตกยังคงมีปัญหา!

โดยนับตั้งแต่ต้นปี 2555 เพียงชั่วเวลา 3 เดือนแรกของปีเท่านั้น เงินทุนต่างชาติได้ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียมหาศาล ขณะที่ไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทย 2,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือกว่า 80,000 ล้านบาท

แรงซื้อที่ถั่งโถมเข้ามาอย่างหนาแน่น ทำให้ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นจากต้นปีถึง 18% มายืนในจุดสูงสุดที่ 1,207.67 จุด (เมื่อ 21 มี.ค.) ทำสถิติสูงสุด (นิวไฮ) ในรอบ 16 ปีนับจากปี 2539 ก่อนเกิดวิกฤติ “ต้มยำกุ้ง” ในปี 2540 และตลาดหุ้นไทยถือได้ว่า ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุด “เป็นอันดับ 1” ของเอเชีย และติด 1 ใน 10 ของตลาดหุ้นทั่วโลกที่ปรับตัวขึ้นได้มากที่สุด

ผลจากราคาหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้ทำให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) รวมของตลาดหุ้นไทย เพิ่มขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 10.03 ล้านล้านบาท (รวมตลาดเอ็มเอไอ MAI) สูงสุดนับตั้งแต่ตลาดหุ้นไทยเปิดทำการมา!!

ก่อให้เกิดคำถามตามมามากมายว่า ราคาหุ้นไทยขณะนี้แพงไปหรือยัง? ยังซื้อได้อีกหรือไม่? และ หุ้นไทยมีดีอะไรต่างชาติถึงเข้ามาซื้ออย่างไม่ “บันยะบันยัง” เช่นนี้ รวมถึงเงินฝรั่งที่เข้ามาซื้อ

หุ้นไทยจะยังซื้อต่อไปหรือไม่ จะซื้อไปถึงไหน และอะไรคือความเสี่ยงของตลาดหุ้นไทยหลังจากนี้?

“ทีมเศรษฐกิจ” มีโอกาสคุยกับ 2 กูรูตลาดหุ้น “ชนิตร ชาญชัยณรงค์” รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ และ “วิศิษฐ์ องค์พิพัฒน์กุล” กรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ต่อประเด็นคาใจของทุกฝ่ายดังนี้

ตลาดหุ้นไทยแพงจริงหรือ?

“ชนิตร” เปิดให้ดูตัวเลขดัชนีตลาดหุ้นเกิดใหม่ในเอเชีย โดยเปรียบเทียบเฉพาะตลาดหุ้นไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ (TIPs market) เมื่อถูกถามว่า ตลาดหุ้นไทยแพงไปหรือยัง?

โดยหากนับจากต้นปี 52 ถึงสิ้นปี 54 (หลังวิกฤติซับไพร์มปี 51) ตลาดหุ้นไทยยังปรับตัวขึ้นได้น้อยกว่าตลาดหุ้นอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ โดยหุ้นไทยปรับขึ้นไปเพียง 128% ขณะที่ฟิลิปปินส์ปรับขึ้น 133% และอินโดนีเซีย 182% แต่หากนับมาจนถึงไตรมาสแรกของปีนี้ ที่หุ้นไทยปรับตัวขึ้นแรงที่สุด โดยไทยปรับขึ้นมาแล้ว 168% แต่ก็ยังเป็นรองตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ ที่ปรับขึ้น 171% ส่วนอินโดนีเซียทะยานขึ้นนำโด่ง 202%

ทั้งที่เมื่อเทียบข้อมูลเศรษฐกิจแล้ว ประเทศไทยมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่ไม่ได้แตกต่างไปจากอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์มากนัก เพียงแต่ช่วงที่ผ่านมาไทยมีปัญหาการเมืองภายใน มีการประท้วงถึงขั้นปิดสนามบินและมีเหตุความวุ่นวายจนนำไปสู่การ “เผาเมือง” ที่เป็นตัวกดดันการลงทุน แต่ปัจจุบันปัญหาดังกล่าวได้คลี่คลายบรรเทาลงไปมากแล้ว

แต่กระนั้น ราคาหุ้นไทยยังคงถูก Discount หรือถูกกดมูลค่าลงมากกว่าตลาดหุ้นอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์อยู่มาก!!

เมื่อหันมาดูอัตราส่วนของราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิ หรือ P/E เฉลี่ยของตลาด ซึ่งเป็นตัวสะท้อนราคาหุ้น ว่า “ถูกหรือแพง” เมื่อเทียบกับผลงานหรือผลกำไรของบริษัท พบว่า ณ สิ้นปี 54 ตลาดหุ้นไทยซื้อขายที่ Forward P/E เพียง 12.4 เท่า ต่ำกว่าหรือถูกกว่าตลาดหุ้นอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ที่ซื้อขาย Forward P/E 15.2 และ 14.4 เท่า ตามลำดับ

ขณะที่ตลาดหุ้นไทยมีอัตราการจ่ายเงินปันผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น (Expected dividend yield) ณ สิ้นปี 54 สูงที่สุดถึง 3.9% สูงกว่าอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ที่มีอัตราการจ่ายเงินปันผลอยู่ที่ 2.3% และ 3.1% เท่านั้น และยังสูงเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นมาเลเซีย อินเดีย จีน และเวียดนามที่ล้วนจ่ายปันผลต่ำกว่าไทยทั้งสิ้น!

นั่นหมายความว่า การลงทุนในตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนเงินปันผลกับผู้ถือหุ้นได้มากกว่า เพราะบริษัทในตลาดหุ้นไทยสามารถทำกำไรได้ดีนั่นเอง!!

และแม้ว่าราคาหุ้นไทยนับตั้งแต่ต้นปีจะปรับตัวเพิ่มขึ้นมามาก จนดัชนีหุ้นยืนอยู่เหนือระดับ 1,200 จุดได้ และเมื่อประเมินการคาดการณ์กำไรของบริษัทจดทะเบียนปี 55 ที่ยังคงเติบโตต่อเนื่อง ราคาหุ้นในปัจจุบันเมื่อเทียบกับผลกำไรที่คาดว่าจะโต 12-15% เมื่อนำมาคำนวณ Forward P/E ของตลาดหุ้นไทยปีนี้ ยังคงอยู่ที่ 12.9 เท่า เท่านั้น

เป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีราคาถูกกว่า 2 ตลาดเพื่อนบ้านอยู่ดี!!

“จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมตั้งแต่ต้นปี 55 เป็นต้นมา เมื่อกระแสเงินทุนไหลกลับเข้ามาเอเชียอีกครั้ง ตลาดหุ้นไทยจึงได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติมากกว่าตลาดหุ้นอื่นๆในภูมิภาค” โดยตั้งแต่ต้นปี เงินฝรั่งไหลเข้าซื้อสุทธิหุ้นไทยแล้วกว่า 2,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 80,000 ล้านบาท มากกว่าตลาดหุ้นอื่น

“เพราะหุ้นไทยถูกกด ถูกอั้นมานาน เราโดนปัญหาการเมืองเล่นงาน และมาโดนน้ำท่วมซ้ำปลายปีที่แล้ว ทั้งที่ปัจจัยพื้นฐานไม่ได้ด้อยกว่าที่อื่น บริษัทจดทะเบียนมีกำไรดีแถมปันผลงาม แต่ราคาหุ้นถูกกดให้ซื้อขายต่ำกว่าพื้นฐานมานาน เมื่อทุกอย่างคลี่คลาย และมีสัญญาณที่ดีขึ้น จึงสามารถดูดเงินทุนให้กลับเข้ามาได้”

อย่างไรก็ตาม รองผู้จัดการตลาดหุ้นยังได้ตั้งข้อสังเกตว่า แม้ดัชนีหุ้นไทยจะทำ “นิวไฮ” ในรอบ 16 ปี แต่มีหุ้นเพียง 155 ตัว หรือแค่ 28% ของหุ้นทั้งหมดเท่านั้น ที่ปรับตัวสูงขึ้นทำนิวไฮ

หรือจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 52 สัปดาห์

ดังนั้น จึงยังมีหุ้นอีกจำนวนมากที่ยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นเพื่อทำ “นิวไฮ” ได้อีก!!!

จุดเสี่ยงที่ฝรั่งจะเทขายหุ้นไทย!

กับคำถามที่หลายคนยังคาใจ หุ้นไทยจะไปต่อหรือไม่ และนักลงทุนต่างชาติจะขายหุ้นออกมาเมื่อไหร่ รองผู้จัดการตลาดหุ้นย้ำว่า จากข้อมูลที่เปิดให้ดูทั้งหมด จะเห็นได้ว่า หุ้นไทยยังไม่แพงเมื่อเทียบกับต่างประเทศ และยังมีแนวโน้มว่า กระแสเงินทุนต่างชาติจะไหลเข้ามาต่อเนื่อง

“ตราบใดที่เงินทุนยังคงไหลเข้า โอกาสที่ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นได้ต่อจึงยังเกิดขึ้นได้”

“ชนิตร” ยังได้ให้มุมมองถึงปัจจัยบวกและลบที่นักลงทุนต้องจับตา เพราะมีผลต่อบรรยากาศการลงทุน และกระแสเงินทุนที่จะไหลเข้ามาเพิ่ม หรืออาจกลับลำเทขายหุ้นขนเงินออกไป นั่นคือ ผลจากการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของธนาคารกลางทั่วโลก ที่ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับต่ำ และอัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัจจัย “หนุน” ให้เงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยงและตลาดหุ้นนั้น

“หากเมื่อไหร่เริ่มเห็นสัญญาณว่า จะมีการทบทวนนโยบายดอกเบี้ย โดยการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เพื่อดึงสภาพคล่องกลับ หรือเพื่อลดปัญหาเงินเฟ้อ จะกระทบกับการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก และกระแสเงินทุนก็พร้อมไหลกลับไปได้ทุกเมื่อ!!”

“ต้องไม่ลืมว่า Fundflow ส่วนหนึ่งมาจากการกู้ยืมเงินต้นทุนต่ำมาลงทุน (Carry trade) หากดอกเบี้ยขึ้น ต้นทุนกู้ยืมสูงขึ้น ย่อมเกิดการขายสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก เพื่อดึงเงินกลับ เมื่อนั้นตลาดหุ้นไทยคงปรับตัวลงแน่นอน”

อย่างไรก็ตาม รองผู้จัดการตลาดหุ้นเตือนว่า หากเกิดเหตุ หรือปัจจัยลบที่ไม่คาดคิด ขอให้นักลงทุน “มีสติ” หรืออย่าตื่นตระหนกจนเกินไป เพราะหลายครั้งที่มีปัจจัยลบ หรือข่าวร้ายแรงๆ นักลงทุนจะ “ตื่นตระหนก” หรือ panic เกินเหตุ จนทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวลงรุนแรง แต่สุดท้ายเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ราคาหุ้นก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติ

ส่วนปัจจัยลบอื่นๆ ที่มีผลต่อตลาดหุ้นคือ ปัญหาราคาน้ำมันแพง เงินเฟ้อสูง จะทำให้ต้นทุนการผลิตของบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรลดลง

แต่กับนโยบายการขึ้นค่าแรง 300 บาทนั้น “ชนิตร” มองว่าจะส่งเสริมให้เกิดการใช้จ่ายภาคครัวเรือน ที่จะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจมากกว่าที่จะส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียน เพราะแรงงานของบริษัทส่วนใหญ่จะเป็นแรงงานที่มีความสามารถ หรือ Skilled labor ที่ค่าจ้างต่อวันสูงกว่า 300 บาทอยู่แล้ว

ประกอบกับบริษัทยังได้ประโยชน์จากการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือ 23% ในปี 55 และ 20% ตั้งแต่ปี 56 ซึ่งล้วนทำให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนในภาพรวมดีขึ้น

ตอกย้ำตลาดหุ้นไทยยัง “เนื้อหอม”

ขณะที่ “วิศิษฐ์ องค์พิพัฒน์กุล” บอกว่า เงินต่างชาติที่ไหลกลับมาซื้อหุ้นไทยคึกคักในรอบนี้ แม้ว่าจะมากกว่าตลาดหุ้นเพื่อนบ้าน แต่หากย้อนกลับไปดูเส้นทางการซื้อขายนับจากเหตุล่มสลายของ “เลห์แมนบราเธอร์ส” เมื่อปี 51 ที่เงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นเอเชียอย่างหนักกว่า 90,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯนั้น

มาถึงวันนี้ เงินทุนที่ไหลออกไปได้ “ไหลกลับ” มาซื้อหุ้นในตลาดหุ้นอื่นๆคืนหมดแล้วเป็นเม็ดเงินกว่า 142,000 ล้านเหรียญฯ โดยบางประเทศมีเงินไหลกลับมาเกินกว่าที่ออกไปด้วยซ้ำ

“แต่ตลาดหุ้นไทยยังเป็นเพียงตลาดหุ้นแห่งเดียวในเอเชียที่เงินยังไหลกลับมาไม่หมด!!”

โดยช่วงวิกฤติเลห์แมนฯ ต่างชาติได้ขายหุ้นไทยโยกเม็ดเงินออกไปราว 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ปัจจุบันได้กลับมาซื้อคืนแล้ว 5,600 ล้านเหรียญฯคิดเป็น 81% ของเม็ดเงินที่ไหลออกไปเท่านั้น “ดังนั้นจึงยังมีเม็ดเงินต่างชาติ ที่มีโอกาสไหลเข้ามาซื้อหุ้นไทยอีกไม่น่าจะต่ำกว่า 1,400 ล้านเหรียญฯหรือประมาณ 42,000 ล้านบาท (คิด 1 เหรียญเท่ากับ 30 บาท)”

นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งว่าทำไม fundflow รอบนี้ จึงไหลเข้ามาที่ตลาดหุ้นไทยร้อนแรง!!

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลว่าเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีเงินจาก Pension fund หรือกองทุนบำนาญจากยุโรป พุ่งเป้าเข้ามาซื้อหุ้นธนาคารพาณิชย์ในตลาดหุ้นเอเชียเพียงอย่างเดียวถึง 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่งผลให้หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ปรับขึ้นอย่างร้อนแรงทั่วทั้งเอเชีย

เพราะมั่นใจว่าสถาบันการเงินเอเชียมีความปลอดภัยมากกว่ายุโรปและสหรัฐฯ ซึ่งกองทุนลักษณะนี้มักถือหุ้นเพื่อการลงทุนในระยะยาวหากไม่เกิดเหตุวิกฤติฉุกเฉินใดๆ

ดังนั้น “วิศิษฐ์” จึงประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้อีกในปีนี้ หากเงินทุนยังคงไหลเข้า และไม่มีปัญหาการเมืองเข้ามารบกวน

ส่วนโอกาสของดัชนีหุ้นจะไปได้ถึงไหนนั้น “วิศิษฐ์” ให้ข้อมูลสถิติในอดีตมาประเมินความน่าจะเป็น โดยนำความสัมพันธ์ระหว่าง “มูลค่ามาร์เก็ตแคป” กับ “จีดีพีประเทศ” มาวัด โดยชี้ว่า มาร์เก็ตแคปหุ้นไทยที่แตะระดับ 10 ล้านล้านบาทนั้น เมื่อเทียบกับมูลค่าของจีดีพีประเทศที่ระดับ 11.5 ล้านล้านบาทแล้ว

“มาร์เก็ตแคปของตลาดมีสัดส่วนต่อจีดีพีที่ระดับ 94% ซึ่งถือว่าสูงสุดนับจากปี 2533 เป็นรองแค่ปี 2536 ที่ในปีนั้น สัดส่วนของมาร์เก็ตแคปต่อจีดีพีไทยสูงสุดถึง 105.1% ซึ่งหากจะให้สัดส่วนของมูลค่ามาร์-เก็ตแคปต่อจีดีพีสูงเท่ากับปี 33 ดัชนีหุ้นไทยจะมีโอกาสไปได้ถึง 1,350 จุด!!

และหากพิจารณาที่ราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชี หรือ P/BV เฉลี่ยของตลาดหุ้นไทยก่อนเกิดวิกฤติเลห์แมนฯในปี 50 ซึ่งอยู่ที่ 2.3 เท่า ขณะที่ปัจจุบัน P/BV ของตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ประมาณ 2 เท่า เทียบกับตลาดหุ้นอินโดนีเซียที่ราคาสูงกว่าอยู่ที่ 3 เท่า “หากเงินทุนยังคงไหลเข้ามาท่ามกลางปัจจัยพื้นฐานที่ดีของเศรษฐกิจและบริษัทหุ้นไทย และหากราคาหุ้นไทยกลับขึ้นไปซื้อขายกันที่ระดับ P/BV ที่ 2.3 เท่าได้ ดัชนีหุ้นไทยจะขึ้นไปอยู่ที่ 1,375 จุด”

และสิ่งหนึ่งที่น่าจะเป็น “ข่าวดี” ของเงินทุนสภาพคล่อง คือเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา การประชุม รมต.คลังยุโรป ได้มีมติเพิ่มขนาดของกองทุนช่วยเหลือภูมิภาคจาก 500,000 ล้านยูโร เป็น 800,000 ล้านยูโร (1.1 ล้านล้านดอลลาร์) ซึ่งจะทำให้สภาพคล่องในตลาดโลกดีขึ้น และทำให้เงินทุนส่วนหนึ่งไหลเข้ามาลงทุนในเอเชียมากขึ้น

ระวังเศรษฐกิจจีนพลิกผัน

อย่างไรก็ตาม “วิศิษฐ์” ได้ชี้จุดเปลี่ยนหรือจุดเสี่ยงที่จะทำให้กระแสเงินทุนปรับเปลี่ยนทิศไหลออกจากตลาดหุ้นเอเชีย รวมทั้งตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นซึ่งเป็นปัจจัยที่ควรระวังในไตรมาส 2 หรือเดือน เม.ย.นี้

นั่นคือ การประกาศตัวเลขเศรษฐกิจของจีน หลังออกมาเปิดเผยการขาดดุลการค้าในเดือน ก.พ.ที่ขาดดุลกว่า 30,000 ล้านเหรียญฯ ซึ่งเป็นการขาดดุลมากสุดนับจากปี 2532 และอาจส่งผลให้จีดีพีในไตรสมาสแรกของจีน เป็น Negative surprise ที่อาจทำให้เศรษฐกิจจีนขยายตัวต่ำกว่า 7.5% ที่รัฐบาลจีนตั้งเป้าไว้

หากเป็นเช่นนี้จะส่งผลกดดันต่อราคาน้ำมัน และสินค้าโภคภัณฑ์ให้ปรับตัวลดลง และส่งผลให้ราคาหุ้นพลังงานลดลง และเงินทุนอาจชะลอการไหลเข้า หรืออาจมีการขายทำกำไรออกมากดตลาด

ส่วนการขยายกองทุนช่วยเหลือช่วยแก้ปัญหาหนี้ยุโรป แม้ระยะสั้นอาจเป็นข่าวดี แต่มีข้อเสียที่อาจเป็นตัวจุดชนวนให้มีการปรับลดเครดิตประเทศในยุโรป โดยเฉพาะเยอรมนีที่มีเครดิตระดับ AAA เพราะรัฐบาลแต่ละประเทศต้องสร้างหนี้เพิ่มเพื่อใส่เงินสมทบกองทุนนี้ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องจับตาในระยะต่อไป “หากเกิดขึ้นจริง ระยะสั้นเงินจะไหลกลับไปตั้งหลักที่สหรัฐฯก่อน ซึ่งจะทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวลง แต่หลังจากตั้งหลักได้แล้ว สุดท้ายเงินจะไหลย้อนกลับมาที่เอเชียและไทย”

ที่สำคัญคือ การจับตาการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) วันที่ 24-25 เม.ย.ว่า จะมีมาตรการ… QE ออกมาอีกหรือไม่ ซึ่งมีการประเมินกันว่าเฟดมีโอกาสทำ Operation twist อัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบโดยเข้าซื้อพันธบัตรระยะยาวคืน และขายพันธบัตรระยะสั้นออกมา ซึ่งจะส่งผลต่อกระแสเงินทุนคือ อาจทำให้เงินทุนส่วนหนึ่งขายหุ้นทำกำไรออกมาเพื่อโยกเงินกลับไปถือพันธบัตรสหรัฐฯ เช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อปลายปี 54 ที่ทำให้มีเงินไหลออกจากตลาดหุ้นไทย และกดดันให้ดัชนีหุ้นปรับตัวลงไปร่วม 200 จุด

ส่วนปัจจัยลบที่น่าจะรุนแรงที่สุดต่อการโยกเงินทุนออกไป ก็คือ หากเฟดกลับลำส่งสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก่อนกำหนด จากที่ประกาศว่าจะคงอยู่ในระดับต่ำ 0–0.25% ไปจนถึงปลายปีหน้า เพราะตลาดหุ้นจะเกิดอาการช็อกถึงขั้น “วงแตก” เพราะจะกระตุ้นให้มีการขายสินทรัพย์เสี่ยง รวมทั้งตลาดหุ้นทั่วโลกออกมา

“วิศิษฐ์” ทิ้งท้ายว่า หากประเมินปัจจัยบวก และลบที่จะเกิดขึ้นในระยะข้างหน้าแล้ว แม้ตลาด

หุ้นไทยไตรมาส 2 จะโดนป่วนจากสถานการณ์ต่างๆข้างต้น แต่ด้วยพื้นฐานที่ดีของไทย จึงประเมินว่า หากดัชนีหุ้นจะปรับตัวลงที่ระดับ 1,150 จุด น่าจะเป็นระดับที่ “เอาอยู่”ไม่น่าลงไปต่ำกว่านี้

ทั้งหมดคือ ภาพรวมตลาดหุ้นเอเชีย และตลาดหุ้นไทยที่ 2 กูรูตลาดหุ้นร่วมกันฉายภาพรวมออกมาให้เห็นอย่าง “หมดเปลือก” กับการลุ้นว่าตลาดหุ้นไทยจะไปได้ถึง 1,350–1,375 จุด หรือไม่!!
ทีมเศรษฐกิจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 2 เมษายน 2555, 05:00 น.
 

“ยิ่งลักษณ์” นำทัพกู้ท่องเที่ยว ก่อน “อะเมซซิ่งไทยแลนด์” เป็นแค่ตำนาน 2012/03/27

http://www.thairath.co.th/column/eco/ecoscoop/248077

26 มีนาคม 2555, 05:00 น.

Pic_248077

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการท่องเที่ยว พร้อมรับเป็นพรีเซ็นเตอร์จัดทำโฆษณา ประชาสัมพันธ์ และรายการเรียลลิตี้ โชว์ ถ่ายทอดผ่านสถานีโทรทัศน์ เพื่อสร้างกระแสการเดินทางท่องเที่ยวของคนไทยและชาวต่างชาติไปในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ของประเทศไทย

คำตอบรับข้อเสนอของภาคเอกชนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว พร้อมมอบให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประสานร่วมกับสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในการหาข้อสรุปร่วมรูปแบบการเป็นพรีเซ็นเตอร์ของนายกรัฐมนตรี

ทั้งหมดนี้เพื่อไปสู่เป้าหมายการส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ให้มีรายได้ 2 ล้านล้านบาท ตามนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา ในปี 2558

เมื่อคิดเริ่มต้นจากฐานตัวเลขรายได้ในปี 2554 ประเทศไทยมีรายได้จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแล้ว 1.13 ล้านล้านบาท มาจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 730,000 ล้านบาท และนักท่องเที่ยวในประเทศ 400,000 ล้านบาท

จึงเหลือเป้าหมายรายได้ที่ต้องสร้างให้เพิ่มขึ้นอีก 870,000 ล้านบาท ถึงจะไปสู่จุดหมายได้

แต่ความพยายามมุ่งไปสู่เป้าหมายรายได้ 2 ล้านล้านบาท ต้องอย่าลืมว่า จุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกเลือกมาประเทศไทย ยังเป็นแหล่งของปัญหาสะสม หมักหมม ของปัญหาอาชญากรรมที่มีต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติ รุนแรงถึงขนาดที่เอกอัครราชทูตจาก 7 ประเทศในสหภาพยุโรป และเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย ขอเข้าพบรัฐบาลเพื่อแจ้งความรุนแรงของปัญหาเหล่านี้ที่มีต่อประชาชนของเขา

ทั้งอาชญากรรมที่เกี่ยวกับทรัพย์ การประทุษร้ายต่อทรัพย์ และการดำเนินกิจการที่ไม่เป็นธรรมต่อชาวต่างชาติ เช่น การเอารัดเอาเปรียบ หลอกลวง การไม่ใส่ใจในมาตรฐานสินค้าและบริการ ที่ล้วนแต่ทำให้เกิดความเสียหายและบั่นทอนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

พร้อมกันนี้ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิยังมีปัญหาความแออัดของด่านตรวจคนเข้าเมือง ที่นักท่องเที่ยวต้องยืนต่อแถวนานกว่าชั่วโมง ทั้งขาเข้าและขาออก เป็นการสร้างความไม่ประทับใจและเบื่อหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวอย่างรุนแรง

“ทีมเศรษฐกิจ” จึงถือโอกาสนี้ รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่ไม่อาจปล่อยให้หน่วยงานใด หน่วยงานหนึ่ง เป็นผู้รับผิดชอบเพียงฝ่ายเดียว แต่จะต้องบูรณาการทำงานร่วมกันของทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ลงไปจนถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ประกอบการในธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ในการร่วมมือแก้ไขปัญหา และเป็นเจ้าบ้านที่ดีให้ได้

**********************************

ด่านแรกปัญหา ตม.สุวรรณภูมิ

ถ้าดูจากเป้าหมายของรัฐบาลในการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวในปี 2558 ให้ได้ 2 ล้านล้านบาท

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้จัดทำแนวโน้มไว้ว่า ในปี 2555 จะต้องมีรายได้รวมจากการท่องเที่ยว 1.25 ล้านล้านบาท มาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 830,000 ล้านบาท นักท่องเที่ยวไทยเที่ยวในประเทศ 420,000 ล้านบาท ขณะที่ปี 2556 จะต้องมีรายได้รวม 1.49 ล้านล้านบาท มาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.03 ล้านล้านบาท นักท่องเที่ยวไทย 460,000 ล้านบาท ปี 2557 มีรายได้รวม 1.74 ล้านล้านบาท มาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.22 ล้านล้านบาท นักท่องเที่ยวไทย 520,000 ล้านบาท และปี 2558 มีรายได้รวม 2 ล้านล้านบาท มาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.45 ล้านล้านบาท นักท่องเที่ยวไทย 550,000 ล้านบาท

ในปี 2555 ที่คาดการณ์รายได้จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติไว้ 830,000 คนนั้น จะต้องมีนักท่องเที่ยวเข้ามา 20.586 ล้านคน แต่เพียงแค่ด่านแรกที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ก็มีปัญหาความแออัดของเคาน์เตอร์ตรวจคนเข้าเมืองที่นักท่องเที่ยวต้องต่อแถวยืนรอนานนับชั่วโมง และยิ่งในช่วงเวลาหนาแน่นต้องรอถึง 2 ชั่วโมง เป็นการเปิดประตูบ้านต้อนรับนักท่องเที่ยวที่สร้างภาพพจน์ทางลบตั้งแต่เริ่มแรก

เช่นเดียวกันกับช่วงเดินทางขาออกนอกประเทศ ความแออัดหน้าเคาน์เตอร์ตรวจลงตราสร้างปัญหาให้ผู้โดยสารตกเครื่อง และหลายสายการบินต้องส่งเจ้าหน้าที่มารับผู้โดยสารเพื่อขอลัดคิวให้ทันเวลาเครื่องออก

ปัญหาดังกล่าวนี้ถูกเรียกร้องจากภาคเอกชนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้แก้ไขมานานนับปี แต่เหตุที่จำนวนผู้โดยสารทั้งขาเข้าและขาออกของปีนี้ โดยเฉพาะในเดือน มี.ค.อยู่ในระดับวันละ 90,000-100,000 คน และมีการก่อสร้างปรับปรุงเคาน์เตอร์ตรวจลงตราบางส่วน ประกอบกับการจัดแถวผู้โดยสารอย่างไม่มีระเบียบ จึงทำให้ปัญหาเด่นชัดในระดับรุนแรง

การแก้ปัญหาเบื้องต้นมีการปรับรูปแบบการต่อแถวหน้าเคาน์เตอร์ตรวจลงตรา จาก 1 แถว ต่อ 1 เคาน์เตอร์ เป็นต่อแถววนหรือสเน็กไลน์ และแจ้งให้ผู้โดยสารมาเช็กอินก่อนเครื่องออก 3 ชั่วโมง จากเดิม 2 ชั่วโมง

ล่าสุด พล.ต.ท.วิบูลย์ บางท่าไม้  ผู้บัญชา การสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) ระบุว่าตั้งแต่วันที่ 11 เม.ย.นี้เป็นต้นไป จะนำระบบด่านตรวจคนเข้าเมืองแบบอัตโนมัติมาใช้กับคนไทยที่ถือหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ (อี–พาสปอร์ต) โดยไม่ต้องรอประทับตรา 16 ช่อง โดยเชื่อว่าจะลดความแออัดได้

ขบวนการหลอก–โกงนักท่องเที่ยว

ปัญหาใหญ่ที่เป็นอุปสรรคขัดขวางการท่องเที่ยว คือ ขบวนการหลอกลวงนักท่องเที่ยว ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจ ผู้มีอิทธิพลในแต่ละพื้นที่ หนำซ้ำบางครั้งการกระทำผิดมีเจ้าหน้าที่รัฐให้ความร่วมมือหรือสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง

กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว ได้สรุปรูปแบบของความไม่เป็นธรรมที่เกิดกับนักท่องเที่ยว ไม่ใช่มีเพียงการจำหน่ายสินค้าหรือคิดค่าบริการมีราคาแพงกว่าคนไทย หรือการจำหน่ายสินค้าหรือคิดค่าบริการที่ด้อยคุณภาพแต่มีราคาแพงเกินจริงอย่างมาก

ไปจนถึงการให้บริการนักท่องเที่ยวโดยขาดมาตรฐาน หรือการคิดค่าเสียหายนักท่องเที่ยวจากการเช่ายานพาหนะสูงเกินจริง  และการที่บริษัททัวร์เปลี่ยนแปลงรายการนำเที่ยวให้ผิดไปจากที่โฆษณาไว้

แต่ได้เกิดรูปแบบของความไม่เป็นธรรมที่สร้างปัญหา ทำให้เสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยมากที่สุดในเวลานี้อีก 3 ปัญหา ตามที่ พล.ต.ต.อดิศร์ งามจิตสุขศรี ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว (ผบก.ทท.) ระบุว่า ปัญหาที่ถูกร้องเรียนมากที่สุด คือ นักท่องเที่ยวถูกเอารัดเอาเปรียบจากการซื้อขายอัญมณีหรือจิวเวลรี่ด้อยคุณภาพและราคาแพง ถือเป็นตัวสูงสุด โจ๋งครึ่มมากที่สุด

ตามมาด้วยปัญหาผู้ประกอบการเรือเจ็ตสกีเรียกค่าเสียหายจากนักท่องเที่ยวแพงเกินจริงหรือข่มขู่เรียกค่าเสียหายจากชาวต่างชาติ โดยเฉพาะที่พัทยาเป็นสถานที่ที่มีปัญหาเรื่องนี้หนักหนาที่สุด และเรื่องที่ถูกพูดถึงทุกระดับเวลาไปต่างประเทศและเวลาเอกอัครราชทูตต่างประเทศต้องขอคุยด้วย คือ ปัญหาแท็กซี่ป้ายดำ ใน จ.ภูเก็ต ที่เรียกค่าบริการจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติแพงเกินจริง

ขณะที่แนวทางแก้ปัญหาทางเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจบังคับใช้กฎหมายก็ทำได้ยาก เพราะว่ามีกฎหมายหลายฉบับเกี่ยวข้อง และเจ้าหน้าที่แต่ละคนจะดูแลและมีความคิดเฉพาะกฎหมายตัวเอง ไม่ได้มีแนวคิดดูแลด้านท่องเที่ยว

ดังนั้น แนวทางแก้ปัญหาต้องเริ่มช่วยกันทั้งผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ประกอบการภาคเอกชน ตัวอย่างเช่น เร็วๆ นี้ ทางสมาคมผู้ค้าอัญมณีจะจับมือร่วมกันลงนามในบันทึกความเข้าใจไม่หลอกลวงนักท่องเที่ยว และมีหลักเกณฑ์การคืนสินค้าให้นักท่องเที่ยว กรณีไม่พอใจในคุณภาพของสินค้าที่ซื้อไป เช่น ให้สามารถคืนสินค้าได้ภายใน 24 ชั่วโมง โดยจะคืนเงินให้ 100% ของราคาที่ซื้อไป หรือหากคืนสินค้าภายใน 48 ชั่วโมง จะคืนเงินให้ 90% และมีโลโก้ของสมาคมเป็นหลักประกันให้เกิดความมั่นใจ

“ผมเชื่อว่าการดำเนินการลักษณะนี้ที่ผู้ประกอบการร่วมมือกันก่อน จะทำให้ร้านจิวเวลรี่ที่เกเรก็จะน้อยลงกว่า 50% ส่วนร้านจิวเวลรี่เกเรที่เหลืออยู่ ทางตำรวจก็จะเข้าไปจัดการได้ แต่ถ้าให้จัดการทั้งระบบคงไม่ไหว”

ให้จัดทำประกันอุบัติเหตุเจ็ตสกี

สำหรับกรณีของปัญหาเจ็ตสกี พล.ต.ต.อดิศร์ ชี้แนวทางแก้ปัญหาจะสามารถทำได้ไม่ยากหากผู้ประกอบการเจ็ตสกีให้ความร่วมมือจัดทำประกันอุบัติเหตุให้เรียบร้อย เพราะกรณีมีความเสียหายเกิดขึ้นก็ ปล่อยให้บริษัทประกันเป็นผู้รับผิดชอบจ่ายค่าเสียหายให้ ไม่ต้องเรียกค่าเสียหายจากนักท่องเที่ยว

ปัญหาทุกวันนี้ ผู้ประกอบการเจ็ตสกี ไม่ได้จัดทำประกันอุบัติเหตุ หรือทำกันแบบไม่ครบ เช่น ใน จ.ภูเก็ต แม้ทางผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตได้พยายามผลักดันให้มีการทำประกันภัยแต่ยังทำกันไม่มากนัก จึงอยู่ที่ผู้ประกอบการ หากมีการทำประกันอุบัติเหตุปัญหาก็จะจบ

เพราะเป็นมาตรการป้องกันผู้ประกอบการเจ็ตสกีข่มขู่เรียกค่าเสียหายจากนักท่องเที่ยวได้ดีที่สุด

ส่วนคนเกเรที่เหลือหากยังมีอยู่ ตำรวจก็ไปจัดการได้ โดยเฉพาะประเภทที่เอาเจ็ตสกีที่เสียหายอยู่แล้วมาแปะกาวเพื่อหลอกให้ดูดี แต่เมื่อนักท่องเที่ยวเช่าไปเล่นและเมื่อนำมาคืนก็บอกว่าเป็นความเสียหายที่เกิดจากนักท่องเที่ยว

“ปัญหาที่ผ่านมารุนแรงถึงขนาดที่นักท่องเที่ยวไม่ยอมจ่ายค่าเสียหายก็มีการล้อมกรอบรุมซ้อมนักท่องเที่ยวกัน ซึ่งแบบนี้ตำรวจจะเข้าไปดำเนินการแน่นอน”

หวั่นแท็กซี่ป้ายดำทำลายภูเก็ต

ส่วนกรณีของรถแท็กซี่ป้ายดำที่ จ.ภูเก็ต พล.ต.ต.อดิศร์ บอกว่าเป็นปัญหารุนแรงมาก และหากไม่มีการแก้ปัญหานี้เชื่อว่าเกาะภูเก็ตจะถูกลดความนิยมจากนักท่องเที่ยวแน่นอน

ปัจจุบันนี้ ใครก็ตามที่นั่งเครื่องบินไปลงที่สนามบินภูเก็ตและใช้บริการของรถแท็กซี่จะต้องจ่ายค่าโดยสารทั้งขาไปและขากลับ เนื่องจากแท็กซี่ที่ส่งผู้โดยสารเสร็จแล้วจะต้องตีรถเปล่ากลับมาที่สนามบิน เพราะมีกฎที่ตั้งกันเองไม่ให้รถแท็กซี่วิ่งรับผู้โดยสารข้ามเขต

“ปัญหาแท็กซี่ป้ายดำที่ จ.ภูเก็ต เข้าข่ายผู้มีอิทธิพลและมีปัญหาโดยตลอด เช่น นักท่องเที่ยวเดินออกมาจากโรงแรมจะเรียกรถแท็กซี่ที่วิ่งผ่านไปมาไม่ได้ ปัญหารุนแรงถึงขนาดถูกทำร้าย หรือรถแท็กซี่ของหาดกมลาจะมาวิ่งรับในหาดป่าตองไม่ได้”

กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว ได้มีการจัดทำโครงสร้างรถแท็กซี่ป้ายดำใน จ.ภูเก็ต มีองค์ประกอบ 4 ส่วน คือ 1. หัวหน้าพื้นที่ จะเป็นนักการเมืองท้องถิ่นหรือผู้ที่ใกล้ชิดนักการเมืองท้องถิ่นเป็นส่วนใหญ่ และจะประกอบธุรกิจรถรับจ้างที่ถูกกฎหมายในพื้นที่อยู่แล้ว มีหน้าที่กำกับดูแลการบริหารจัดการและคอยอำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มแท็กซี่ป้ายดำในพื้นที่ของตนเอง

2.ประธานสมาพันธ์ ผู้ที่หัวหน้าพื้นที่ตั้งขึ้นเพื่อบริหารจัดการคิวรถแท็กซี่ป้ายดำคิวต่างๆ ภายในพื้นที่ตนเอง โดยการประสานงานให้แต่ละคิวทำงานร่วมกัน เช่น หากคิวใดรถไม่เพียงพอก็สามารถขอรถเสริมจากคิวอื่นๆ ในพื้นที่ได้ หรือหากมีเหตุการณ์ช่วยเหลือกันก็สามารถเรียกกำลังสนับสนุนจากคิวรถต่างๆ ในพื้นที่ตนเองได้ 3.หัวหน้าคิวรถ มีหน้าที่บริหารจัดการผู้ขับขี่ 4.ลูกคิว หรือผู้ขับขี่รถแท็กซี่ที่อยู่ในสังกัดคิวรถ

การแก้ปัญหารถแท็กซี่ป้ายดำใน จ.ภูเก็ต ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว ระบุว่า ลำดับแรก หากมีการติดมิเตอร์ที่รถก็จะไม่มีปัญหาเรื่องของการโก่งราคา ไม่ต้องไปถกเถียงกัน แต่ส่วนใหญ่รถแท็กซี่ป้ายดำจะมีผู้มีอิทธิพลมาเกี่ยวข้อง และเป็นนักการเมืองท้องถิ่น ซึ่งแม้ไม่มีผลประโยชน์โดยตรงแต่มีการเกื้อหนุนกัน พอตำรวจเข้าไปดำเนินการก็เจอม็อบกดดัน

ดังนั้น หัวใจสำคัญของการแก้ปัญหานี้ ผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ในพื้นที่ต้องหันกลับมามองว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไปจะกระทบกับธุรกิจของ จ.ภูเก็ต ในระยะยาว

ส่วนในระดับรัฐบาล จะต้องใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.การท่องเที่ยวแห่งชาติ ประกาศให้ จ.ภูเก็ต เป็นพื้นที่ ของนโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติ  เมื่อประกาศแล้วจะเกิดประสิทธิภาพในการดูแลนักท่องเที่ยวมากขึ้น

*******************************

ภาพพจน์ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ถือเป็นเรื่องสำคัญมากที่สุดของธุรกิจนี้ แต่ประเทศไทยขณะนี้มีภาพลักษณ์เสียหายจากการหลอกลวง ข่มขู่ และเอาเปรียบนักท่องเที่ยว

จึงยังไม่ต้องมองไปถึงเป้าหมายรายได้จากการท่องเที่ยว 2 ล้านล้านบาท ในปี 2558 ขอให้ดูใกล้ๆ แค่ปี 2555 ที่นายสุรพล เศวตเศรนี ผู้ว่าการ ททท. ตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในไทย 20.586 ล้านคน เพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อนหน้า เพื่อให้มีรายได้จากส่วนนี้ 830,000 ล้านบาท

คิดแค่ว่า ถ้าเพียงแค่ 10% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาท่องเที่ยวประเทศไทยในปีนี้ ต้องมาเจอกับปัญหาถูกหลอกลวง ข่มขู่ และถูกเอารัดเอาเปรียบเช่นนี้

ทัศนคติที่เขาเหล่านั้นจะนำไปถ่ายทอดต่อให้ญาติพี่น้อง  เพื่อนฝูงหรือคนรู้จัก ในหัวข้อ “มหัศจรรย์เมืองไทย” หรือ “อะเมซซิ่งไทยแลนด์” คงถูกแปรเปลี่ยนไปในทิศทางลบแทน

นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้นำสูงสุดของประเทศ คงไม่สามารถเป็นเพียงพรีเซ็นเตอร์เพื่อโชว์แต่ภาพลักษณ์ที่ดีอย่างเดียว แต่จะต้องเป็นผู้นำในการบูรณาการทุกฝ่ายแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะปัญหาเช่นนี้ไม่อาจปล่อยให้ใครคนใดคนหนึ่งแก้ไขได้.
ทีมเศรษฐกิจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 26 มีนาคม 2555, 05:00 น.
 

บทสรุป “ฟื้นเศรษฐกิจหลังน้ำท่วม” “กิตติรัตน์” ฉายภาพ “อนาคตประเทศไทย” 2012/03/20

http://www.thairath.co.th/column/eco/ecoscoop/246303

19 มีนาคม 2555, 05:00 น.

Pic_246303

นับจากวันที่มวลน้ำจำนวนมหาศาลถั่งโถมเข้าท่วมเขตเศรษฐกิจสำคัญ นิคมอุตสาหกรรม บ้านเรือนประชาชนนับล้านครัวเรือน สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินของทั้งคนไทยด้วยกันและของนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยจนถึงวันนี้

กว่า 3 เดือนของการเร่งฟื้นฟูประเทศ ฟื้นฟูเศรษฐกิจและฟื้นฟูความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา เป็น 3 เดือนที่รัฐบาลพยายามอย่างหนักในการวางแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ เพื่อเป็นหลักประกันว่าในปี 2555 นี้ และในอนาคตว่า “จะไม่มีน้ำท่วมที่สร้างความเสียหายเหมือนในปีที่ผ่านมาอีก”

แต่สิ่งที่รัฐพูด รัฐบาลทำและให้คำมั่นสัญญาว่า จะไม่เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอยปี 2554 ขึ้นมาอีก หรือการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปภายใต้การรักษาวินัยของรัฐบาลจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ ผลสำเร็จที่จะเกิดขึ้นจากการออกพระราชกำหนด 4 ฉบับ และการดำเนินการตามแผนบริหารจัดการน้ำของประเทศ รวมทั้งยุทธศาสตร์สร้างอนาคตประเทศคืบหน้ามากหรือน้อยแค่ไหน

เศรษฐกิจไทยต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร และยังมีปัจจัยเสี่ยงใดที่ต้องกังวลอีกหรือไม่

ยังคงมีคำถามมากมายค้างคาใจประชาชนคนไทยอยู่ในช่วงที่อีกไม่กี่วันจะครบ 7 เดือนเต็มของรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ทีมเศรษฐกิจ มีโอกาสจับเข่าคุยกับ “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจและรมว.คลัง เพื่อฉายภาพรวมสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในระยะเวลาอันใกล้และในอนาคต

คำตอบเดียว “ปีนี้น้ำต้องไม่ท่วม”

“ทีมเศรษฐกิจ” เริ่มต้นบทสัมภาษณ์ “กิตติรัตน์” ด้วยคำถามที่ค้างคาใจของประชาชนมาตลอด เพื่อตอกย้ำคำตอบกันชัดๆ ว่า “ในปีนี้น้ำจะท่วมใหญ่เหมือนปีที่ผ่านมาอีกหรือไม่”

“คำถามนี้ มีคนถามผมมาตลอดว่า ปีนี้น้ำจะท่วมหรือไม่ นักลงทุนต่างประเทศก็ถาม ผมก็ตอบว่า “ไม่ท่วม” ที่ตอบว่า ไม่ท่วมเพราะไม่มีคำตอบอื่นจะตอบ เพราะรัฐบาลปล่อยให้ท่วมไม่ได้ เราทุกคนที่อยู่ตรงนี้รู้ถึงความเสียหายจากน้ำท่วมแล้วว่ามันหนักหน่วงแค่ไหน จะปล่อยให้เสียหายเป็นรอบที่ 2 อีกไม่ได้ เพราะจะไม่มีรอบ 3 เหลือให้ประเทศไทยอีกแล้ว” เป็นคำตอบของรองนายกฯกิตติรัตน์

นายกิตติรัตน์ย้ำว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งเฉยและพยายามเร่งรัดการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน เช่น ให้สิทธิพิเศษด้านภาษีส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ต่ออายุสิทธิการยกเว้นภาษีนิติบุคคลให้กับโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมที่ได้รับความเสียหาย ยกเว้นภาษีการนำเข้าอะไหล่เครื่องจักรใหม่ รวมทั้งการร่วมลงเงินก่อสร้างและปรับปรุงเขื่อนรอบนิคมฯให้แข็งแรงขึ้น

“สิ่งที่รัฐทำไปทำให้นักลงทุนเขายังมั่นใจ เชื่อใจและยังคงลงทุนอยู่กับเรา เพราะรัฐบาลได้ทำจริงอย่างที่พูด”

ขณะเดียวกันเพื่อเสริมการฟื้นฟูเศรษฐกิจให้เกิดผลสำเร็จ รัฐบาลได้ออก พ.ร.ก. 4 ฉบับ ประกอบด้วย 1. พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 วงเงิน 350,000 ล้านบาท 2.พ.ร.ก.กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ พ.ศ. 2555 วงเงิน 50,000 ล้านบาท 3.พ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย พ.ศ. 2555 วงเงิน 300,000 ล้านบาท และ 4.พ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯพ.ศ. 2555

ในส่วนของแผนบริหารจัดการน้ำ รัฐบาลกำลังดำเนินการตามแผนบริหารจัดการน้ำระยะเร่งด่วน และระยะยาวของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) และแผนยุทธศาสตร์ประเทศของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.)

“ขณะนี้รัฐบาลเข้าสู่โหมดการเร่งเครื่องเต็มที่ โดยล่าสุดวงเงินกู้ 350,000 ล้านบาท ครม.ได้อนุมัติ 249 โครงการแก้ปัญหาน้ำลอตแรก 41,328 ล้านบาท เป็นระยะเร่งด่วน 246 โครงการ วงเงิน 24,828 ล้านบาท ซึ่งจะต้องเสร็จภายใน 6 เดือน ส่วนอีก 3 โครงการเป็นระยะยั่งยืนแต่ก็ต้องเริ่มทำโดยเร็วเช่นกัน”

เปิดแผนกู้เงินบนฐานวินัยการคลัง

ตามแผนบริหารจัดการน้ำและพัฒนาประเทศที่มีอยู่ในช่วง 2 ปีจากนี้ กระทรวงการคลังจำเป็นต้องกู้เงินมาเพื่อพัฒนาประเทศอีกสูงถึง 1.1 ล้านล้านบาท

จากการขาดดุลงบประมาณปี 55 วงเงิน 350,000 ล้านบาท บวกเงินชดเชยเงินคงคลังที่ไม่ได้ตั้งไว้ในรัฐบาลเดิมอีก 54,000 ล้านบาท การกู้เงินตาม พ.ร.ก.การวางระบบบริหารจัดการน้ำ 350,000 ล้านบาท อีก 50,000 ล้านบาท เป็นทุนในการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติและการขาดดุลงบประมาณปี 56 อีก 300,000 ล้านบาท

“การออก พ.ร.ก.4 ฉบับนั้น จะช่วยให้รัฐบาลสามารถบริหารจัดการการคลังและหนี้สาธารณะของประเทศและเปิดช่องให้รัฐบาลสามารถก่อหนี้ใหม่เพิ่มขึ้นมาได้ โดยไม่กระทบต่อวินัยการคลังมากเกินไป”

แม้ปัจจุบันตัวเลขหนี้สาธารณะอยู่ที่ 4.3 ล้านล้านบาท คิดเป็น 41% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งมีมูลค่า 11.5 ล้านล้านบาท ยังถือว่าอยู่ในระดับที่มีความปลอดภัย แต่ถ้าต้องกู้เงินอีก 1.1 ล้านล้านบาทใน 2 ปีข้างหน้า หนี้สาธารณะจะขึ้นมาอยู่ที่ 5.4 ล้านล้านบาทหรือ 52% ของจีดีพี

“ถามว่าน่ากังวลหรือไม่ ความจริงไม่น่ากังวล เพราะถึงแม้เราจะมีหนี้สาธารณะเพิ่ม 1.1 ล้านล้านบาท แต่รัฐบาลยังดูแลส่งต้น ส่งดอกเบี้ยของหนี้เท่าเดิม เพราะผลจากการออกพ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้กองทุนฟื้นฟูฯทำให้ยอดหนี้สาธารณะจำนวน 1.14 ล้านล้านบาทที่เป็นหนี้ของกองทุนฟื้นฟูฯเราไม่ต้องรับภาระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย เพราะเป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เท่ากับเรามีหนี้ที่ต้องดูแลเท่าเดิม”

ประกอบกับตั้งแต่งบประมาณปี 56 เป็นต้นไป รัฐบาลไม่มีภาระต้องตั้งเงินงบปีละ 60,000-70,000 ล้านบาท ไว้จ่ายดอกเบี้ยหนี้กองทุนฟื้นฟูฯอีกแล้ว นอกจากนั้น มีการคำนวณไว้ด้วยว่า แม้ในปี 2557-2559 รัฐบาลยังจัดทำงบประมาณขาดดุลอีกปีละ 300,000 ล้านบาททุกปีไม่ลดลง ยอดหนี้สาธารณะจะยังคงอยู่ที่ระดับ 50% ต่อจีดีพี เพราะมูลค่าเศรษฐกิจหรือจีดีพีจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม นายกิตติรัตน์ย้ำว่า “รัฐบาลไม่ได้พอใจกับการต้องทำงบขาดดุลทุกปีเช่นนี้ แต่จะพยายามจัดทำงบประมาณให้กลับไปสู่ภาวะสมดุล ซึ่งหากดีขึ้นได้ภายใน 3-4 ปีข้างหน้าจะได้เห็น”

เน้นกู้เงินในประเทศ­–พัฒนาตลาดตราสาร

สำหรับแหล่งเงินที่กระทรวงการคลังจะกู้นั้น ส่วนใหญ่ 85-90% เป็นการกู้เงินในประเทศ เพราะยังมีสภาพคล่องส่วนเกินเหลือจำนวนมาก ธปท.ต้องดูดกลับสภาพคล่องเพื่อดูแลนโยบายการเงินมากถึงวันละ 2.6 ล้านล้านบาท ทำให้รัฐสามารถกู้เงินภายในประเทศได้เกือบทั้งหมด

ส่วนการกู้เงินจากต่างประเทศจะมีประมาณ 10% ของวงเงินกู้ 1.1 ล้านล้านบาทเท่านั้น โดยจะเป็นการกู้จากสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาต่างๆ ที่พร้อมเสนอตัวให้กู้ในระยะยาว 40-50 ปี ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากและเป็นไปเพื่อรักษาอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศเท่านั้น

ในรายละเอียดการกู้เงินในประเทศ กระทรวงการคลังมีแนวคิดที่จะออกพันธบัตรออมทรัพย์ระยะยาวจำนวนหนึ่ง เพื่อเป็นทางเลือกการออมให้กับประชาชน ขณะเดียวกันยังเป็นการช่วยพัฒนาตลาดตราสารหนี้ในประเทศ เพราะถ้ามีพันธบัตรออมทรัพย์แต่ละรุ่นมากพอ หรือมากกว่า 100,000 ล้านบาท การสร้างตลาดรองการซื้อขายจะเกิดขึ้นได้

“สถานการณ์ที่ว่านี้ถือเป็นภาวะที่ดีในการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างตลาดเงินและตลาดทุนให้เกิดขึ้น ทำให้ตลาดทุนเป็นแหล่งพึ่งพาเงินทุน เพื่อทำหน้าที่เป็นเสาหลักเศรษฐกิจควบคู่กับตลาดการเงินได้

นายกิตติรัตน์บอกด้วยว่า ในการวางอนาคตประเทศนั้น ประเทศไทยยังจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากในการสร้างระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน ซึ่ง กยอ.ได้ประเมินประเทศไทยยังจำเป็นต้องลงทุนอีกกว่า 2.1 ล้านล้านบาท เพื่อปรับปรุงระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศทั้งระบบขนส่ง โลจิสติกส์ ระบบราง รถไฟฟ้าขนส่งมวลชน รถไฟรางคู่ รวมถึงสนามบิน ระบบบริหารจัดการน้ำและระบบชลประทาน

แต่มีปัญหาอยู่ที่ว่าจะหาเม็ดเงินจากที่ไหน ในภาวะที่เราพยายามลดการขาดดุลงบประมาณ เพราะหากจะใช้วิธีกู้เงินเพิ่มอีก ก็จะไม่มีวินัยการคลัง คำตอบจึงอยู่ที่การตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) เปิดให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศเข้ามาลงทุน

และอีกทางหนึ่งคือการเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน หรือ PPP ภายใต้การแก้ไข พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2535 ซึ่งแนวทางหลังนี้ ผลดีคือช่วยเพิ่มศักยภาพและลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจให้สามารถแข่งขันได้กับนานาประเทศ

มั่นใจเศรษฐกิจโต 7% รัฐยัง “เอาอยู่”

“เท่าที่ประมาณการคร่าวๆ จนถึงเดือน พ.ค.รัฐบาลได้ดำเนินการตามแผนในการป้องกันน้ำท่วมไปแล้วประมาณ 25% ของแผนทั้งหมด ซึ่งเป็น 25% ที่มีนัยสำคัญต่อการป้องกันไม่ให้น้ำท่วมใหญ่ในปีนี้ได้ เนื่องจากเป็นจุดสำคัญที่สร้างความมั่นใจให้ภาคเอกชนในระยะเร่งด่วน”

ประกอบด้วยการสร้างเขื่อนรอบนิคมอุตสาหกรรมที่แล้วเสร็จทั้งหมด การจัดระบบจัดการน้ำให้อยู่ในแม่น้ำ การสร้างคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา ขุดลอกคูคลองระบายน้ำ รวมทั้งหากน้ำมีจำนวนมากเกินความสามารถในการระบาย เราได้กำหนดพื้นที่รับน้ำนองและสร้างทางน้ำไหลผ่าน (ฟลัดเวย์) ต่างๆ

จึงมั่นใจว่าแม้งานทั้งหมดในแผนจะคืบหน้า 25% ก็สามารถจะแก้ปัญหาและสามารถรักษาพื้นที่ที่จะเกิดความเสียหายด้านเศรษฐกิจให้น้อยที่สุดได้

ส่วนความกังวลว่า นักลงทุนบางส่วนอาจย้ายฐานการผลิตนั้น รองนายกฯ และรมว.คลังยืนยันว่า ล่าสุดได้พบกับผู้ประกอบการในนิคมฯบางปะอินทุกรายต่างยืนยัน “อยู่ต่อ” ทั้ง 100% ขณะเดียวกันยังเห็นสำนักงานบีโอไอยังคงเดินหน้าอนุมัติส่งเสริมโครงการลงทุนใหม่เรื่อยๆ จึงไม่น่ากังวลอะไร

สำหรับเศรษฐกิจไทยในปีนี้ รองนายกฯกิตติรัตน์ยืนยันตัวเลขเดิมที่ว่า “เศรษฐกิจไทยปีนี้ จะเติบโตที่ 7%”

“ผมไม่เคยพูดตัวเลขอื่นเลย นอกจากเลข 7% ก็เห็นแต่สำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจต่างๆ ที่เคยหัวเราะตัวเลขของผม ตอนนี้ก็ค่อยๆขยับขึ้นมาเป็น 4-5.5% มีสำนักหนึ่งขึ้นมา 6.5% จากเดิมให้แค่ 3-4% ผมเลยฝากบอกไปว่าหากวันหนึ่งจะขยับตัวเลขมาเป็น 7.5% ก็ขอให้ทำด้วยความสบายใจอย่าได้เกรงใจผม” นายกิตติรัตน์บอกอย่างมั่นใจ

ปรับสมดุลเพิ่มกำลังซื้อในประเทศ

สำหรับการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน และการขึ้นเงินเดือนข้าราชการเป็น 15,000 บาท ทำเพื่อให้คนเหล่านี้มีกำลังซื้อมากขึ้นนั้น ซึ่งนายกิตติรัตน์ระบุว่า ขณะนี้แม้แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วอื่นๆ ก็เริ่มเดินตามเพราะรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น นำไปสู่ยอดขายที่มากขึ้น ต่อเนื่องไปยังภาคการผลิตที่จะเพิ่มขึ้น การจ้างแรงงานก็เพิ่มขึ้นดีขึ้น เศรษฐกิจมีการหมุนเวียน ภาคธุรกิจดีมีกำไรก็จ่ายภาษีให้กับรัฐบาลได้มากขึ้น

ถ้านับรวมการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยแบบที่รวมเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นเม็ดเงินที่หมุนเวียนจริงในระบบ (Nominal GDP) เศรษฐกิจไทยในปีนี้ จะขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมามากกว่า 10% คิดเป็นเม็ดเงินที่จะเพิ่มขึ้นในระบบมากกว่า 110,000 ล้านบาท ส่งผลให้รัฐบาลเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

“เรากำลังแกะตัวเองออกจากข้อติดขัดเดิมๆ ที่ว่าประเทศเราต้องค่าแรงต่ำจึงจะอยู่ได้ ซึ่งไม่จริง เพราะการปรับเพิ่มค่าแรงครั้งนี้จะดีต่อหลักเศรษฐกิจ ทั้งมหภาคและจุลภาค เมื่อเพิ่มค่าแรงประสิทธิภาพการทำงานต้องดีขึ้น ซึ่งถือว่าดีต่อเศรษฐกิจจุลภาค ขณะที่ค่าแรงที่เพิ่มกำลังซื้อก็เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจมหภาค”

ส่วนกระแสที่ว่านายจ้างไม่เอาด้วยนั้น นายกิตติรัตน์ยืนยันว่า ความจริงแล้วนายจ้างรับได้กับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อเดือน แต่ที่เขาห่วงคือ กลัวว่าปีนี้ปรับค่าจ้างจาก 215 บาทต่อวัน เป็น 300 บาท เท่ากับปรับขึ้น 40% แล้ว เขากลัวว่าปีหน้าจะขึ้นแบบนี้อีก เขากลัวรับไม่ไหว แต่รัฐบาลได้ชี้แจงแล้วว่า ไม่ได้เป็นอย่างนั้น

“ปีนี้เป็นการขึ้นเพื่อปรับฐานครั้งเดียวเพื่อช่วยให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพราะเมื่อขึ้นค่าแรงแล้ว ไม่มีนายจ้างที่ไหนยอมจ่ายค่าแรงเพิ่ม โดยไม่พยายามเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของลูกจ้าง ทำให้งานมีคุณภาพและปริมาณเพิ่มขึ้น เป็นการกระตุ้นให้คนงานปรับตัว สุดท้ายจะนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพของประเทศ”

นายกิตติรัตน์ยังบอกอีกว่า นอกจากการพึ่งพาการใช้จ่ายภายในประเทศแล้ว ในการประชุม World Economic Forum ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพในวันที่ 30 พ.ค.-1 มิ.ย.นี้ เราจะนำเสนอเรื่อง “ความเชื่อมโยงเพื่ออนาคต” ในภูมิภาคที่จะเป็นเขตเศรษฐกิจเดียวกัน ภายใต้ “โจทย์ที่สำคัญของรัฐบาลคือ ทำอย่างไรประเทศไทยจะเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเชื่อมโยงและมีการทำงานร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านที่ค่าแรงยังไม่สูงได้”

“ราคาพลังงาน” จุดเสี่ยงเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นข้อกังวลสำหรับการดูแลเศรษฐกิจมากที่สุดในขณะนี้ รมว.คลังบอกว่า คือราคาพลังงาน ซึ่งกำลังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาจากความตึงเครียด ระหว่างอิหร่านกับประเทศมหาอำนาจ เพราะจะส่งผลกระทบ 2 ด้าน คือการที่ไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงาน ที่ไม่สามารถผลิตได้เองเมื่อราคาแพงจะทำให้ดุลการค้าที่เคยเกินดุลมาตลอดอาจเกินดุลลดลงหรือขาดดุลได้และอาจส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทได้

ที่สำคัญราคาพลังงานยังเป็นต้นทุนของสินค้าจำนวนมาก เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นราคาสินค้าและค่าครองชีพก็จะสูงขึ้นตาม เป็นแรงกดดันสำคัญที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ ทำให้รักษาสมดุลได้ยาก

ปัญหาสำคัญอีกประการของโครงสร้างพลังงานบ้านเรา ก็คือที่ผ่านมาถูกบิดเบือนมาโดยตลอด มีการกดราคาก๊าซหุงต้มอย่างผิดธรรมชาติ ส่วนข้อกังวลที่ว่า ผู้มีรายได้น้อยก็แทบจะไม่ได้ประโยชน์จากการปรับขึ้นค่าแรง เพราะต้องโดนรายจ่ายหรือค่าครองชีพที่สูงขึ้นตามไปด้วยนั้น รองนายกฯกิตติรัตน์ชี้แจงว่า แม้ค่าแรงไม่ขึ้น ราคาก๊าซหุงต้มก็ต้องขึ้นอยู่แล้วตามแผนการปรับโครงสร้างราคาพลังงานของประเทศ

“ขณะนี้ราคาก๊าซหุงต้มของไทยต่ำกว่าราคาในประเทศเพื่อนบ้านมาก ทำให้เกิดการลักลอบนำก๊าซออกไปขายต่างประเทศ กลายเป็นว่าคนไทยต้องไปจ่ายเงินอุดหนุนราคาก๊าซให้กับประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องค่อยๆ ปรับสมดุล ปล่อยให้ราคาก๊าซเป็นไปตามกลไกตลาดและสะท้อนต้นทุน โดยลดการอุดหนุนให้น้อยลง”

อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาของการปรับโครงสร้างราคาพลังงานนั้น รัฐจำเป็นต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป

“ในเบื้องต้นในช่วงที่สถานการณ์ราคาน้ำมันยังสูงอยู่และค่าจ้างแรงงานเพิ่งจะเพิ่มขึ้นมา รัฐบาลจะยังคงมาตรการอุดหนุนราคาน้ำมัน ชะลอการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันไว้อีกระยะ เพื่อให้ประชาชนได้ลิ้มรสและเห็นข้อดีของค่าจ้างแรงงานเพิ่มขึ้นก่อน”

และเมื่อทุกฝ่ายเห็นข้อดีของแนวทางการเพิ่มรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลแล้ว  เชื่อว่าจะเข้าใจแนวทางและนโยบายของรัฐบาลที่จะสร้าง “ความกินดีอยู่ดี” ของประชาชน ซึ่งนำไปสู่การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนในอนาคตได้อย่างชัดเจนมากขึ้น.
ทีมเศรษฐกิจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 19 มีนาคม 2555, 05:00 น.
 

สินค้าเกษตรในภาวะสุ่มเสี่ยง สศก.เตือนสัญญาณอันตรายรอบด้าน 2012/03/20

http://www.thairath.co.th/column/eco/ecoscoop/244593

12 มีนาคม 2555, 05:00 น.

Pic_244593

แม้ประเทศไทยจะก้าวข้ามผ่านวิกฤติมหาอุทกภัยครั้งใหญ่มาแล้ว แต่ปีนี้ก็ยังเป็นปีที่ทุกคนไม่กล้าวางใจและคนส่วนใหญ่ยังคงอกสั่นขวัญหาย ลุ้นว่าจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมหรือไม่!!!

นั่นเป็นเพราะ ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าพายุที่จะพัดผ่านประเทศไทยจะหอบกลุ่มฝนมาตก ณ พื้นที่ใดของประเทศ แล้วพายุจะมาอีกกี่ลูก จะถึง 30–40 ลูกตามที่นักวิชาการหลายสำนักคาดเดาหรือไม่

แต่สิ่งที่สังเกตเห็นและสัมผัสได้ ก็คือ ทุกภาคส่วนต่างเร่งสร้างเกราะป้องกันของตัวเองเพื่อมิให้น้ำท่วม เช่น นิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก็ได้สร้างเขื่อนกั้นน้ำล้อมรอบนิคมทั้ง 7 แห่ง สร้างทางน้ำผ่านหรือ (ฟลัดเวย์) รวมถึงการหาพื้นที่เพื่อรองรับน้ำ

เป็นการทุ่มเม็ดเงินจำนวนหลายแสนล้านบาท เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก

ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ออกเดินสายโรดโชว์ต่างประเทศ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุน ให้ยังคงปักหลักลงทุนในประเทศไทย

ภาคสินค้าเกษตร ถือเป็นอีกส่วนที่จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรับมือวิกฤติต่างๆให้ได้อย่างทันท่วงที เพราะประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ มีอาชีพเกษตรกรรม และถือได้ว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติ

แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ภาคเกษตรยังคงเป็นภาคที่ถูกทอดทิ้ง เนื่องจากรัฐบาลไม่มีความชัดเจนในการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริงและยั่งยืน โดยการแก้ปัญหาส่วนใหญ่ เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น

และเพื่อเป็นการประเมินสถานการณ์สินค้าเกษตรในปีนี้ ที่มีทั้งปัจจัยลบและปัจจัยบวก อันมีผลต่อการดำรงชีพของพลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศ

“ทีมเศรษฐกิจ” จึงขอเข้าไปคุยกับ อภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในฐานะหน่วยงานมันสมองแห่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อดูว่าเขาประเมินสถานการณ์ที่ดูเหมือนว่าจะมีความเสี่ยงรอบด้านเช่นนี้อย่างไร…และในปีนี้…เกษตรกรไทยจะมีโอกาสลืมตาอ้าปากได้มากน้อยแค่ไหน…

“อภิชาต” เปิดบทสัมภาษณ์ในครั้งนี้ ด้วยการประเมินปรากฏการณ์ลานินญา ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่จะส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศอันแปรปรวนทั่วโลกตลอดทั้งปีนี้ว่า เป็นการยากที่จะบอกได้ชัดเจนว่าฝนจะมาหรือจะตกในพื้นที่ใด มีแต่คนประเมินว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวจะทำให้เกิดฝนตกมากและจะมีอิทธิพลไปจนถึงกลางปีนี้ แต่บอกไม่ได้ว่าฝนจะตกที่ใด

เหนือหรือใต้เขื่อน บางสำนักบอกจะมีพายุเกิดขึ้น 30-40 ลูก แต่ก็ไม่มีใครบอกได้ว่าเส้นทางของพายุที่จะเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยจริงๆแล้วมีกี่ลูก

สภาพอากาศยากที่จะพยากรณ์

แต่ที่ชัดเจน คือ ในช่วงระหว่างเดือน มิ.ย.-ก.ค.จะมีฝนตกและมีพายุเข้า ดังนั้น การตั้งรับกับสถานการณ์ จึงมีอยู่ 2 กรณี คือกรณีที่พายุเข้าใต้เขื่อน สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา คือ ภาคกลางและกรุงเทพฯ ก็จะเสี่ยงเกิดน้ำท่วมแบบปี 2554 อีก และปีนี้มีความเสี่ยงว่าจะได้รับผลกระทบหนัก เพราะแทบทุกเมืองสร้างคันกั้นน้ำปิดล้อมตนเองเพื่อป้องกันน้ำเหนือหลาก แต่หากน้ำไม่หลากมาตามดิน เป็นฝนที่ตกมาจากฟ้า ก็จะมีปัญหาน้ำท่วมขัง

เมื่อพายุผ่านไป สิ่งที่จะตามมา คือปัญหาการขาดแคลนน้ำในประเทศและปัญหาภัยแล้งในภาคเกษตร เพราะความหวาดเกรง ต่อปัญหาน้ำท่วมในปีที่ผ่านมา ทำให้กรมชลประทานตัดสินใจพร่องปริมาณน้ำในเขื่อนหลักของประเทศ 2 แห่ง คือ เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ เหลือปริมาณน้ำที่กักเก็บไว้เพียง 45% ของความจุเขื่อน เพื่อให้เป็นไปตามแผนการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดไว้

เขาอธิบายว่า แผนบริการจัดการน้ำดังกล่าวจะส่งผลกระทบกับภาคเกษตรแน่นอน เพราะหากน้ำมีเหลือใช้น้อย จะถูกนำไปใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคก่อนเป็นอันดับแรก ส่วนการจัดสรรน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร จะอยู่ในลำดับความสำคัญถัดมา อันทำให้การปลูกพืชฤดูแล้งทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นพืชสวนหรือพืชไร่คง
ต้องเดือดร้อนหมด โดยเฉพาะข้าวนาปรังปี 2556

ทั้งนี้ ลำดับความสำคัญของการบริหารน้ำเพื่อการใช้งานแบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ เพื่อการอุปโภคบริโภค เพื่อการเกษตรกรรม เพื่อการอุตสาหกรรม และเพื่อการรักษาระบบนิเวศ ซึ่งการปลูกพืชฤดูแล้งทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นพืชสวนหรือพืชไร่ คงต้องเดือดร้อนหมด โดยเฉพาะข้าวนาปรังปี 2556
และเมื่อเกิดปัญหาภัยแล้ง สิ่งสำคัญที่จะตามมา อันเป็นปัญหาใหญ่ เรื้อรังที่ยังตามแก้กันไม่ตก คือ ปัญหาการระบาดของศัตรูพืช ซึ่งขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ อยู่ระหว่างการจับตาดูสถานการณ์การระบาดของศัตรูพืช

โดยเฉพาะเพลี้ยแป้งในไร่มันสำปะหลัง ภาคตะวันออก– เฉียงเหนือ และเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในนาข้าวของภาคกลางและภาคเหนือตอนบน ซึ่งขณะนี้ระบาดอยู่ในพื้นที่ 14 จังหวัด กินเนื้อที่ 970,620 ไร่ หรือเกือบ 1 ล้านไร่

“ปัญหาเพลี้ยแป้งระบาดในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังนั้นมีมานานแล้ว แต่การแก้ปัญหาของหน่วยงานราชการยังทำกันไม่จริงจัง การรณรงค์ให้เกษตรกรนำท่อนพันธุ์มันสำปะหลังไปแช่น้ำยาก่อนปลูก ทำได้มากน้อยเพียงใดไม่มีใครรู้ แม้แต่ทางจังหวัดเองที่ประกาศเป็นพื้นที่ระบาดศัตรูพืชซื้อสารเคมีมาจัดการ กี่ครั้งก็ไม่ได้ผล เพราะไม่รู้ว่าไปซื้อสารเคมีชนิดใดมาใช้”

กระทรวงเกษตรฯในฐานะเป็นหน่วยงานเกี่ยวข้อง ก็ได้มีการตักเตือนเกษตรจังหวัดว่า ต้องให้คำแนะนำที่ถูกต้องให้แก่ทางจังหวัด เมื่อปัญหายังค้างคาอยู่ กระทรวงต้องการของบประมาณมาแก้ปัญหาใหม่ ก็ทำไม่ได้เพราะสำนักงบประมาณมองว่าทางจังหวัดดำเนินการไปแล้ว จึงกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง

ส่วนสำหรับกรณีที่ 2 หากพายุมาทางพื้นที่เหนือเขื่อน ซึ่งเชื่อว่าจะมีพายุเข้ามาเพียง 1-2 ลูก ไม่มากถึง 5 ลูกเหมือนปี 2554 ที่ผ่านมา การพร่องน้ำในเขื่อนหลักทั้ง 2 เขื่อน ก็จะช่วยรับน้ำไว้ได้

ซึ่งในกรณีนี้ ภาคเกษตรก็ถือว่าปลอดภัย แต่เนื่องจากที่สุดแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดฝนและพายุที่ไหนและเมื่อใด ความเสี่ยงของสภาพอากาศที่จะมีต่อภาคเกษตรในปีนี้จึงยังคงอยู่ โดยเฉพาะความเสียหายต่อนาข้าว หากปลายเดือน เม.ย.ที่จะถึงนี้ เกิดมีฝนตก ก็จะสร้างปัญหาต่อคุณภาพของข้าว ความชื้นสูง และผลผลิตที่อาจได้คุณภาพไม่เต็มที่ เพราะชาวนาต้องเร่งเก็บเกี่ยวข้าวก่อนกำหนด เพื่อหนีน้ำ

ราคาน้ำมันอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยง

นอกเหนือจากความเสี่ยงด้านปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ยากจะพยากรณ์อย่างชัดเจนแล้ว ปัจจัยหนึ่งที่จะกระทบต่อภาคการเกษตรของไทยในปีนี้อย่างแน่นอนและยากที่จะหลีกเลี่ยง คือ ราคาน้ำมันในตลาดโลกซึ่งขณะนี้อยู่ที่ประมาณ 106-110 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล

“ราคาน้ำมันคงไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ แต่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ที่จะตามมาคือราคาปุ๋ยเคมี ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการผลิตน้ำมันจะเพิ่มสูงขึ้นตาม หากราคาน้ำมันแตะระดับ 140 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ราคาปุ๋ยเคมีจะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันอีก 3 เท่าตัว เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี 2551 ที่ผ่านมาที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงถึง 147 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล”

เขาระบุว่า ปัญหาปุ๋ยแพงนำไปสู่ทางออกแบบเดิมๆ และโครงการช่วยเหลือที่วนเวียนกลับมาอีกรอบ ซึ่งไม่พ้นการควบคุมราคาปุ๋ยเคมี การให้สินเชื่อแก่เกษตรกรไปจัดซื้อปุ๋ย และการจัดตั้งโครงการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยให้ถูกวิธี เพราะเกษตรกรไทยยังใช้ปุ๋ยในปริมาณมากเกินพอดี ต้นทุนการผลิตจึงสูงเกินความจำเป็น

“โครงการส่งเสริมการใช้ปุ๋ย ก็มีมาแล้วในรัฐบาลก่อน ที่รู้จักกันในชื่อโครงการปุ๋ยสั่งตัด ซึ่งท้ายที่สุดวันนี้ตัวโครงการก็ยุติการดำเนินงานไปแล้ว ทั้งที่เป็นโครงการที่มีประโยชน์ ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยในปริมาณที่เหมาะสมกับสภาพที่ดินของตัวเอง ขณะที่สินเชื่อปลอดดอกเบี้ยที่ให้เกษตรกรไปซื้อปุ๋ย สุดท้ายก็มีคนมาขอกู้เงินไม่มาก วันนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ก็เลิกปล่อยสินเชื่อให้แล้ว”

อย่างไรก็ตาม สินค้าเกษตรที่จะได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นคือยางพารา เพราะราคายางสังเคราะห์จะเพิ่มสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน ปริมาณความต้องการยางธรรมชาติเพื่อใช้ทดแทนจึงเพิ่มขึ้นตาม โดยแนวโน้มราคายางพาราในประเทศปีนี้จะอยู่ที่ประมาณกก.ละ 100 บาท หรือสูงกว่านี้เล็กน้อย

โดยคาดว่าในช่วง 5-10 ปีจากนี้ ราคาน้ำมันจะยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้น สัดส่วนการใช้ยางจากธรรมชาติจะเพิ่มสูงขึ้น จากปัจจุบันอยู่ในอัตรา 70:30 คือใช้ยางสังเคราะห์ 70% ของปริมาณ การใช้ยาง ส่วนอีก 30% เป็นการใช้ยางธรรมชาติ แนวโน้มของยางพาราไทยที่ปัจจุบันมีพื้นที่เพาะปลูกอยู่ที่ 14 ล้านไร่ จะยังสดใสอยู่

นโยบายพลังงานทดแทนต้องปรับ

การที่ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้กลุ่มพืชพลังงานทดแทน ทั้งอ้อย มันสำปะหลัง ข้าว-โพดและปาล์มน้ำมัน มีแนวโน้มราคาดีไปตลอดทั้งปี เพราะเมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้นความ ต้องการพลังงาน ทดแทนจะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

“วันนี้ราคาข้าวโพดที่เกษตรกร ขายได้สูงถึงกก.ละ 9 บาท ซึ่งได้อานิสงส์จากความ ต้องการจาก สหรัฐ– อเมริกานำข้าวโพดไปใช้เป็นวัตถุดิบผลิตเอทานอลเป็นปริมาณมาก กลุ่มเกษตรกรในยุโรปซึ่งเดิมปลูกพืชเลปซิส ที่เป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโอดีเซล จึงหันมาปลูกข้าวโพดกันมากขึ้น ขณะเดียวกัน กลุ่มประเทศยุโรปก็มีการนำเข้าน้ำมันปาล์มมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโอดีเซลแทน และอุตสาหกรรมการบินได้ประกาศให้ลดการปล่อยก๊าซที่เป็นมลพิษทางอากาศ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา ความต้องการสั่งซื้อน้ำมันปาล์มจึงเพิ่มมากขึ้น”

แต่สำหรับประเทศไทย แม้ราคาปาล์มในประเทศปีนี้จะสูงขึ้น แต่โอกาสที่น้ำมันปาล์มจะขาดแคลนเหมือนในช่วงก่อนก็อาจเกิดขึ้นอีก เพราะผู้ผลิตจะมีแรงจูงใจในการส่งออกกว่า

เนื่องจากราคาน้ำมันปาล์มในตลาดโลกสูงกว่าราคาจำหน่ายในประเทศ ซึ่งถูกกระทรวงพาณิชย์ควบคุมราคาไว้ที่ขวดละ 42 บาท หากไม่มีการปรับราคาน้ำมันปาล์มขวดให้สอดคล้องกับต้นทุน ก็จะเสี่ยงเกิดปัญหาขาดแคลนได้

อย่างไรก็ตาม สำหรับในเรื่องของพืชเกษตร เหรียญมี 2 ด้านเสมอ เพราะแนวโน้มราคาที่สดใสของกลุ่มพืชพลังงานทดแทน อาจทำให้นโยบายเกี่ยวกับพลังงานทดแทนของรัฐบาลต้องมีอุปสรรคมากขึ้น เมื่อราคาพืชพลังงานอยู่ในระดับสูง การที่ภาคพลังงานจะนำมันสำปะหลัง อ้อย และปาล์มน้ำมัน มาผลิตเป็นเอทานอลและไบโอดีเซลก็คงเป็นเรื่องยากลำบากมากขึ้น เพราะต้นทุนมีราคาสูง

นโยบายพลังงานทดแทนจึงอาจต้องมีการปรับเปลี่ยน จากเดิมที่นำพืชพลังงานราคาถูกมาใช้ทดแทนเมื่อราคาน้ำมันแพง เพราะคราวนี้ราคาแพงทั้งคู่ ขณะเดียวกัน ต้นทุนด้านการผลิตสินค้าปศุสัตว์ก็จะเพิ่มขึ้นไปด้วย เพราะข้าวโพดเป็นวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิตอาหารสัตว์

“ถ้าประเมินเช่นนี้ ก็คงจะตอบได้ยากว่าราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลกระทบบวกหรือลบต่อภาคเกษตร ผมเห็นว่าราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ทำให้ความต้องการในสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นไปด้วย ขณะเดียวกัน ต้นทุนการผลิตก็เพิ่มตามไปพร้อมๆกัน จึงต้องดูว่าช่วงห่างระหว่างราคาสินค้าเกษตรกับต้นทุน เป็นอย่างไร”

สถานการณ์ข้าวอาการน่าห่วง

เขายังกล่าวถึงสถานการณ์ “ข้าว” พืชเกษตรสำคัญของประเทศไทยในอันดับต้นๆ เป็นการเฉพาะว่า ข้าว เป็นสินค้าที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด

สศก. พยากรณ์ว่าปริมาณผลผลิตข้าวทั้งประเทศในปี 2555 จะเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่มีข้าวประมาณ 20 ล้านตัน มาเป็น 36–37 ล้านตัน เป็นข้าวนาปีประมาณ 25 ล้านตัน ข้าวนาปรังอีกประมาณ 10–12 ล้านตัน เนื่องจากในปีนี้ปริมาณน้ำท่า สำหรับการเกษตรมีมาก หลังเกิดน้ำท่วมจากปีที่แล้ว ประกอบกับยังมีโครงการรับจำนำข้าวในราคาสูงเป็นตัวจูงใจให้ชาวนาปลูกข้าวกันมากขึ้น

แต่ตัวเลขผลผลิตข้าวที่เพิ่มขึ้นในปีนี้ ไม่ใช่ปัญหา ปัญหาอยู่ที่ข้าวในสต๊อกของประเทศที่มีอยู่ประมาณ 7 ล้านตัน จะทำให้เกิดความวุ่นวายมาก เพราะใช้บริโภคในประเทศประมาณ 17-18 ล้านตัน ส่วนที่เหลือหากจะนำไปส่งออก โดยพยายามจะผลักดันราคาให้สูงอย่างไรก็คงไม่มีใครเอา
ดังนั้น เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นกับข้าวไทยในปีนี้ อาจไม่พ้นต้องซ้ำรอยกับเหตุการณ์ส่งออกข้าวไม่ได้ ดังที่เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลที่ผ่านมา ที่ประเทศไทยมีปริมาณข้าวในสต๊อกประมาณ 6 ล้านตัน

ขณะที่ราคาข้าวในประเทศอยู่ในระดับสูง วันนี้ราคาอยู่ตันละกว่า 10,000 บาท ปีที่ผ่านมาราคาอยู่ที่ตันละประมาณ 8,000 บาท เมื่อคิดเป็นราคาส่งออก ราคาข้าวไทยจะยิ่งสูงกว่าของคู่แข่งมากขึ้น จากเดิมที่สูงกว่าข้าวเวียดนามตันละเกือบ 100 เหรียญสหรัฐฯอยู่แล้ว

ส่วนประเทศผู้ผลิตข้าวอย่างอินเดียและปากีสถาน ที่ไม่ส่งออกข้าวในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็กลับมาส่งออกข้าวอีกครั้ง โดยข้าวที่นำมาส่งออกเป็นข้าวเก่าที่อยู่ในสต๊อก ราคาขายจึงต่ำ

“ราคาข้าวไทยที่สูงกว่าคู่แข่งจะทำให้เรามีปัญหาแน่ ซึ่งข้าวราคาถูกเหล่านี้ แม้จะเป็นข้าวเก่า แต่ก็มีตลาดรับซื้อแน่นอน เช่น กลุ่มประเทศในทวีปแอฟริกา ที่ไม่เน้นเรื่องคุณภาพข้าว ขณะที่ผลผลิตข้าวทั่วโลกอยู่ในภาวะปกติ เพราะไม่มีภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย ที่ประกาศว่าจะไม่นำเข้าข้าวในปีนี้ เพราะคาดว่าผลผลิตในประเทศจะเพิ่มขึ้น หรือฟิลิปปินส์ที่นำเข้าข้าวลดลง โดยปี 2554 นำเข้าข้าวเพียง 860,000 ตัน ลดลงอย่างมากจากปี 2553 ที่นำเข้าข้าวถึง 2.45 ล้านตัน ดังนั้นความต้องการข้าวในตลาดโลกจึงยังไม่เพิ่มขึ้นในช่วงนี้”

สถานการณ์ข้าวทั้งหมดข้างต้น ทำให้หลายฝ่ายคาดว่าปีนี้ไทยจะส่งออกข้าวได้น้อยกว่าปีที่ผ่านมา ที่ไทยส่งออกข้าวได้มากถึง 10 ล้านตัน

โดยสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยคาดว่าจะส่งออกข้าวได้ประมาณ 6 ล้านตัน ส่วน สศก. คาดว่าจะส่งออกข้าวได้ประมาณ 7 ล้านตัน ขณะที่กระทรวงเกษตรฯของสหรัฐฯ คาดว่าไทยและเวียดนามจะส่งออกข้าวได้ในปริมาณที่เท่ากัน คือ 6.5 ล้านตัน

“ซึ่งปริมาณการส่งออกข้าวในปีนี้ ที่หลายฝ่ายคาดว่าจะน้อยกว่าปีที่ผ่านมา เริ่มส่งสัญญาณแล้ว จากปริมาณการส่งออกข้าวไทยในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ ทำได้แค่เพียงครึ่งเดียวของปริมาณการส่งออกข้าวในช่วงเดียวกันของปีก่อน”

เขาสรุปจบท้ายว่า จากการวิเคราะห์กลุ่มสินค้าเกษตรที่สำคัญ ทั้งพืชอาหารและพืชพลังงานข้างต้น วันนี้ประเทศไทยก็ยังไม่มีทางออกใหม่ที่ดีกว่าที่เคยทำมาในอดีต ยังต้องวนเวียนกับปัญหาและวิธีการเดิมๆไม่รู้จบ เพราะเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา ก็จะตื่นตัวแก้ปัญหากันอยู่เพียงระยะเดียว จากนั้นก็ปล่อยปละละเลยไป การทำงานเชิงนโยบายจึงขาดช่วง

สาเหตุของปัญหานี้คงไปโทษใครอื่นไม่ได้ เพราะวันนี้ภารกิจที่กระทรวงเกษตรฯดำเนินการอยู่ เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น ไม่มีเวลามองไกลหรือทำงานด้านยุทธศาสตร์ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าที่เป็นแบบนี้เพราะระบบการทำงานที่มีอยู่ทุกวันนี้ มีส่วนทำให้ข้าราชการหรือบุคลากรในกระทรวง มีกรอบความคิดการทำงานที่จำกัด”

“วันนี้ข้าราชการหลายคนมีความรู้สึกว่าลงมือทำงานไปก็เหนื่อย ทำแล้วเกิดปัญหา เปลืองตัว มีแผลติดตัวในอาชีพราชการ จึงไม่มีใครอยากเสนอหรือแสดงความคิดเห็น คนเก่งๆ ก็ทยอยลาออกไป เพราะเห็นว่าทำแล้วเหนื่อยไม่ได้อะไร สู้ไปทำงานข้างนอกได้ทั้งเงินได้ทั้งกล่องจะดีกว่า สิ่งที่ตามมาคือ ข้าราชการที่มีคุณสมบัติในการรับตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงเริ่มจะขาดหาย ขาดช่วงไป”.
ทีมเศรษฐกิจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 12 มีนาคม 2555, 05:00 น.
 

เปิดทุกมุมมองกองทุนภัยพิบัติ สิทธิอันควรรู้ใกล้ตัวที่สุดของคนไทย 2012/03/11

http://www.thairath.co.th/column/eco/ecoscoop/242949

5 มีนาคม 2555, 05:00 น.

Pic_242949

ประเวช – พยุงศักดิ์

ท่ามกลางความพยายามที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยที่ติดลบมากถึง 9% ในไตรมาสที่ 4 ของปีที่ผ่านมา จากผลของมหาอุทกภัย ที่โจมตีสร้างความเสียหายให้กับเขตเศรษฐกิจ และนิคมอุตสาหกรรมในภาคกลาง ซึ่งถือเป็นหัวใจของภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่องทั้งประเทศอย่างรุนแรง

แต่การกลับมาผลิตของภาคอุตสาหกรรมในเขตนิคมอุตสาหกรรมทั้ง 7 แห่ง ยังคงต่ำกว่าความคาดหวัง โรงงานที่กลับมาผลิตในขณะนี้ อยู่ที่ประมาณ 44% ของโรงงานทั้งหมด

ส่วนหนึ่ง ความล่าช้าของการฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรม เกิดขึ้นจากการรอการซ่อมแซมโรงงานและนำเข้าเครื่องจักร แต่อีกส่วนเกิดจากความไม่มั่นใจของนักลงทุน เนื่องจาก ยังไม่สามารถทำประกันภัยน้ำท่วมได้ เพราะหลังจาก “น้ำท่วมใหญ่” ที่ผ่านมา เบี้ยประกันภัยน้ำท่วมของบริษัทที่ตั้งอยู่ในเมืองไทยพุ่งขึ้นไป 20-30 เท่า จากเบี้ยประกันที่เคยจ่ายในอัตราที่ต่ำมาก 0.02% ของทุนประกัน เคยพีคสูงสุดกว่า 20% แม้จะค่อยๆ ลดลงมาแต่ก็ยังไม่น่าพอใจ

เมื่อไม่ได้ทำประกันภัย นักลงทุนจึงเห็นว่า ไม่คุ้มที่จะเข้าไปฟื้นฟูโรงงาน เพราะหากปีนี้ “แผนบริหารจัดการน้ำ ฉบับจัดเต็ม” ของรัฐบาล ยัง “เอาไม่อยู่” เงินที่ลงทุนที่ลงใหม่ก็จะหายไปกับสายน้ำ

นักลงทุนส่วนหนึ่ง จึงตัดสินใจรอการประกาศเบี้ยประกันกรณีภัยพิบัติน้ำท่วมของ “กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ” ของรัฐบาลก่อนว่า จะมีผลดีต่ออัตราเบี้ยประกันภัยพิบัติ ของบริษัทที่ตั้งในประเทศไทยหรือไม่ เพื่อที่จะตัดสินใจกลับมาเดินหน้าลงทุน ฟื้นฟู และซ่อมแซมกิจการ

แต่หลังจากสภาผู้แทน ราษฎรได้ผ่านความเห็นชอบพ.ร.ก.กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ พ.ศ.2555 เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2555 การเคาะเบี้ยประกัน ภัยพิบัติกลับล่าช้า เลื่อนไปเลื่อนมาบ่อยครั้ง ก่อให้เกิดความไม่มั่นใจมากขึ้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมา กองทุนฯ ก็สามารถเคาะราคาเบี้ยประกันภัยพิบัติ กรณีน้ำท่วม แผ่นดินไหว และวาตภัย เบื้องต้นได้แล้วก่อนจะนำเสนอครม.พิจารณาในวันที่ 6 มี.ค.นี้

เพื่อสร้างความเข้าใจที่ชัดเจน ทั้งประชาชนคนมีบ้าน และผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม “ทีมเศรษฐกิจ” ได้สัมภาษณ์ “พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล” เป็นประธานคณะกรรมการกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ และ “ประเวช องอาจสิทธิกุล” เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)…ดังนี้

เปิดบทสรุปเบี้ยประกันภัยพิบัติ

หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติพ.ศ.2555 เมื่อวันที่ 7 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยมี นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล เป็นประธานคณะกรรมการ ทุกฝ่ายต่างเฝ้ารอการดำเนินงานของกองทุนดังกล่าวจะเคาะโต๊ะเบี้ยประกันกันเมื่อใด

ล่าสุดคณะกรรมการกองทุนภัยพิบัติได้ข้อสรุปแนวทางการดำเนินงาน รวมถึงเบี้ยประกัน สดๆร้อนๆเมื่อวันที่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมา ก่อนจะนำเสนอให้ ครม.พิจารณาในวันที่ 6 มี.ค.นี้

โดยประกันที่จะออกมาเป็นลักษณะ “การประกันภัยพิบัติ” โดยภัยพิบัติที่จะได้รับความคุ้มครอง ได้แก่ น้ำท่วม ลมพายุ และ แผ่นดินไหว

โดยการคุ้มครองจะเป็นลักษณะจำกัดความรับผิด (sub limit) แบ่งกลุ่มผู้เอาประกันเป็น 3 กลุ่มคือ บ้านอยู่อาศัย ธุรกิจเอสเอ็มอี และภาคอุตสาหกรรม โดยทุกพื้นที่มีอัตราเบี้ยประกันเดียวกัน

กรณีบ้านอยู่อาศัย มีระดับการคุ้มครองอยู่ในวงเงินไม่เกิน 100,000 บาท อัตราเบี้ยประกัน 0.5% ของทุนประกันต่อปี

กรณีธุรกิจเอสเอ็มอี (ทุนประกันภัยไม่เกิน 50 ล้านบาท) ได้รับความคุ้มครองภัยพิบัติวงเงินไม่เกิน 30% ของทุนประกันภัย โดยผู้เอาประกันภัยต้องมีกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยหรือกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สินด้วย โดยมีอัตราเบี้ยประกัน 1% ของทุนประกันต่อปี

กรณีภาคอุตสาหกรรม ความคุ้มครองภัยพิบัติ วงเงินไม่เกิน 30% ของทุนประกันภัย และต้องมีกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย หรือกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน โดยมีอัตราเบี้ยประกัน 1.25% ของทุนประกันต่อปี

โดยกรณีที่จะได้รับสินไหมทดแทน จะมี 2 กรณี คือ 1.กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยพิจารณา และเสนอ ครม.ให้ประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ หรือ 2.หากไม่อยู่ในพื้นที่ภัยพิบัติ จะต้องเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินที่ได้รับการคุ้มครองในวงเงินเกิน 5,000 ล้านบาท และต้องมีผู้เอาประกันขอรับความ เสียหายตั้งแต่ 2 รายขึ้นไป

โดยมีเงื่อนไขเพิ่มเติมกรณีภัยพิบัติน้ำท่วม แบ่งเป็น 4 ระดับ 1.น้ำท่วมเข้าบ้านจะได้รับการเคลมทันที 30,000 บาท 2. ถ้าท่วมอยู่ในช่วง 50 ซม. ระดับการเคลมจะได้ 50,000 บาท 3.ถ้าท่วมอยู่ในช่วง 75 ซม. ระดับการเคลมจะอยู่ที่ 75,000 บาท และ 4. หากน้ำท่วมที่ 1 เมตรขึ้นไป จะได้รับการเคลมเต็มวงเงิน 100,000 บาท

ส่วนกรณีภัยพิบัติที่เกิดจากแผ่นดินไหวนั้น ระดับของการสั่นสะเทือนจะอยู่ที่ 7 ริกเตอร์ ส่วนภัยจากพายุต้องมีความเร็วแรงไม่ต่ำกว่า 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ตอบโจทย์เดินหน้าขายประกัน

“ประเวช องอาจสิทธิกุล” เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และ 1 ในกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ ได้เสริมรายละเอียดมิติใหม่ในการทำประกันภัยพิบัติครั้งนี้ให้เข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้นว่า

การตั้งกองทุนส่งเสริมการประกันภัยขึ้นมานั้น เป็นเพราะจำเป็นต้องหาหน่วยงานมาช่วยเชื่อมต่อในช่วงหลังน้ำท่วมใหญ่ ซึ่งไม่มีบริษัทประกันในต่างประเทศยอมรับประกันบริษัทในไทยด้วยเบี้ยประกันเดิมอีก โดยอัตราเบี้ยประกันต่อในต่างประเทศสูงมาก อยู่ในระดับที่ 12-15% จากเดิม 0.02%

แม้ว่าพยายามสื่อให้เห็นถึงความสำคัญของการปรับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ มาตรการป้องกันความเสี่ยงเรื่องน้ำ และการตั้งกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ แต่อัตราเบี้ยประกันก็ลงมาเหลือ 10-12% และ 8-10% เท่านั้น แต่หลังจากคณะกรรมการบริหารกองทุนได้ข้อสรุปที่แน่ชัด เมื่อวันที่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมา อัตราเบี้ยประกันในต่างประเทศได้ลดลงมาเหลือ 5-6%

แต่คณะกรรมการฯ อยากให้ลดลงมาอีกในระยะต่อไป กองทุนฯ จึงตัดสินใจกำหนดอัตรา เบี้ยประกันสำหรับครัวเรือน ที่ 0.5% ซึ่งทุนประกัน หรือการให้ความคุ้มครองที่ไม่เกิน 100,000 บาท เพื่อให้ประชาชนจ่ายเบี้ยประกันที่ปีละ 500 บาท ส่วนเอสเอ็มอีซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจรายเล็ก คิดเบี้ยประกันที่ 1% ส่วนอุตสาหกรรมคิดเบี้ยที่ 1.25%

“หลัง ครม.อนุมัติในวันที่ 6 มี.ค.แล้ว คณะกรรมการกองทุนฯจะลงบันทึกข้อตกลงทำความเข้าใจกับบริษัทประกัน 67 แห่ง และจะคัดเลือกบริษัทประกันแห่งหนึ่งมาทำหน้าที่ตัวแทนกองทุนฯ เพื่อกำหนดวันเปิดขายประกันในกับประชาชน และผู้ประกอบการต่อไป โดยบริษัทประกันจะออกกรมธรรม์ให้ผู้เอาประกัน และรับความเสี่ยงไว้เองไม่น้อยกว่า 1% ส่วนความเสี่ยงอีก 99% จะส่งต่อให้กองทุนฯ”

สำหรับการบริหารเงินกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติที่รัฐบาลจัดให้มา 50,000 ล้านบาทนั้น กองทุนฯจะกันไว้ 30,000 ล้านบาทเป็นก้อนแรก ในการจ่ายให้ผู้เอาประกันเมื่อเกิดเหตุ เพื่อให้บริษัทประกันในต่างประเทศมั่นใจว่า เมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้น กองทุนจะมีเงินจ่ายให้ผู้เอาประกันไปก่อน

ส่วนที่เหลืออีก 20,000 ล้านบาท จะนำไปซื้อประกันต่อในต่างประเทศ ซึ่งคิดเบี้ยประกันอยู่ที่ 5-6% โดยจะให้ครอบคลุมทุนประกันประมาณ 300,000-400,000 ล้านบาท ซึ่งคำนวณแล้วว่าจะครอบคลุมอัตราความเสี่ยงภัยที่จะเกิดขึ้นสูงสุดได้ เทียบจากปีที่แล้วที่มีความเสียหายประมาณ 300,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ การทยอยซื้อประกันต่อของกองทุน จะดำเนินการเป็นช่วงๆ เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยง และคาดว่า เมื่อเวลาผ่านไป มาตรการรัฐในการดูแลน้ำท่วมมีความชัดเจนขึ้น จะช่วยให้เบี้ยประกันถูกลงกว่านี้อีก

“คาดว่าประชาชนและผู้ประกอบการ จะทำประกันภัยพิบัติกับกองทุนรวม คิดเป็นเบี้ยประกันประมาณปีละ 20,000 ล้านบาท คำนวณมาจากครัวเรือนที่ประสบภัย 1.3 ล้านครัวเรือน คิดเบี้ยประกันที่ 0.5% จะได้เงิน 650 ล้านบาท เอสเอ็มอีอีก 229,338 ราย เบี้ยประกันอีก 1,000 ล้านบาท และที่เหลือจะมาจากกลุ่มอุตสาหกรรม 15,637 ราย”

“หนีน้ำท่วม” ซื้อประกันภัยอย่างไร

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าเมื่อเราประกันภัยพิบัติส่วนนี้แล้ว เราจะได้เคลมประกันในทุกกรณี นายประเวช เล่าให้ฟังต่อว่า ยังมีเงื่อนไขสำคัญที่ประชาชนจะต้องทำความเข้าใจ เพราะไม่ใช่ซื้อประกันภัยพิบัติ 500 บาทแล้ว เมื่อไหร่ที่เกิดน้ำท่วมจะได้รับความคุ้มครองทุกกรณี

ต้องทำความเข้าใจว่ากองทุนจะให้ความคุ้มครองกรณีภัยพิบัติ ในกรณีที่รัฐบาลประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ แต่หากไม่ประกาศ จะเป็นแค่ภัยธรรมชาติ ส่วนนี้จะไม่ได้รับความคุ้มครอง

“น้ำท่วมคราวที่แล้วทุกคนรู้ว่า นั่นคือภัยพิบัติ เพราะมีการประกาศเขตภัยพิบัติ แต่ถ้าน้ำเอ่อตามท่อน้ำ น้ำเอ่อตามแม่น้ำลำคลอง ท่วมเข้าหมู่บ้านนั้น ไม่ใช่ภัยพิบัติ เป็นภัยธรรมชาติทั่วไป จะไม่เข้าเงื่อนไข”

ยกเว้นเข้าหลักการที่ 2 ที่จะได้รับเคลม คือ แม้รัฐบาลไม่ได้ประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ แต่เกิดภัยที่มีความเสียหายต่อทรัพย์สินที่อยู่ในความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติเกิน 5,000 ล้านบาท หรือเท่ามูลค่าความเสียหายจริงรวมแล้วจะต้องไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านบาท และมีผู้เรียกร้องความเสียหายมากกว่า 2 ราย

ตามระบบกรมธรรม์เดิมนั้น ประกันภัยธรรมชาติ จะครอบคลุมความเสียหายทุกกรณี ทั้งน้ำท่วมแบบธรรมชาติ และน้ำท่วมแบบภัยพิบัติ แต่หลังจากนี้ เมื่อกรมธรรม์แยกกัน ประชาชนที่ซื้อประกันภัยธรรมชาติจะไม่ได้คุ้มครองกรณีภัยพิบัติ ดังนั้น ในช่วงต่อไป คปภ.จะบังคับให้ประชาชนที่ซื้อประกันภัยธรรมชาติ จะต้องซื้อประกันภัยพิบัติด้วย ในลักษณะเป็นประกันภาคบังคับ

เพราะตามปกติ หากน้ำท่วมไม่ว่ากรณีใดประกันภัยธรรมชาติที่ซื้อไว้จะให้การคุ้มครอง แต่ถ้าน้ำไม่หยุดท่วมขยายวงไปเรื่อยจนต้องประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ ถ้าไม่ซื้อประกันภัยพิบัติไว้จะไม่ได้รับการคุ้มครองจากประกันภัยธรรมชาติ เพราะภัยดังกล่าวกลายเป็นภัยพิบัติไปแล้ว

“ต้องทำความเข้าใจกับสาธารณชนว่า ในเงื่อนไขกรมธรรม์จะระบุไว้เลยว่า ใครก็ตามซื้อประกันภัยน้ำท่วม จะต้องซื้อประกันภัยพิบัติติดไปด้วยเป็นการบังคับ เพื่อที่ว่าเมื่อเกิดน้ำท่วมแล้วนั่งยิ้มว่าได้ประกัน แต่พอประกาศเป็นภัยพิบัติแล้วไม่ได้นี่เป็นเรื่องแน่”

นอกจากนั้น หากประชาชนต้องการความคุ้มครองเพิ่มขึ้นกว่า 100,000 บาท ก็สามารถซื้อประกันภัยพิบัติเพิ่มได้จากบริษัทประกัน โดยบริษัทประกันอาจจะคิดอัตราเบี้ยประกันในส่วนที่เกินความคุ้มครอง 100,000 บาท เพิ่มขึ้น ไม่ใช่ที่ 0.5% เหมือน 100,000 บาทแรกแล้ว ส่วนนี้จะเป็นความคุ้มครองของเอกชนไม่ใช่ของกองทุน เพราะกองทุนจะรับแค่ 100,000 บาทเท่านั้น

ยืนยันครัวเรือน “เคลมง่ายจ่ายเร็ว”

เลขาธิการ คปภ.ยังกล่าวถึงการจ่ายค่าสินไหมทดแทนด้วยว่า วิธีการเดิมก่อนจ่ายค่าสินไหมทดแทนจะต้องส่งผู้ประเมินความเสียหายวินาศภัย เข้าไปประเมินความเสียหายทีละบ้าน ว่าปาร์เกต์มีพื้นที่เสียหายกี่ ตร.ม. ต้นทุนเท่าไหร่ ไม้ชิ้นละเท่าไหร่ ซึ่งถ้ายังทำแบบเดิมจะใช้เวลานาน และเสียค่าใช้จ่ายในการประเมินสูง เพราะมีผู้เสียหายนับล้านครัวเรือน

ดังนั้น จึงใช้วิธีว่าหากเกิดน้ำท่วมจะใช้การวัดที่ระดับน้ำ น้ำท่วมเข้าบ้านเมื่อไหร่แล้วรัฐบาลประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ เจ้าของบ้านถ่ายรูปเก็บไว้เพื่อยืนยัน เมื่อไปยื่นเรื่องจะได้เงินทันที 30,000 บาท ตามเกณฑ์ในกรมธรรม์ซึ่งถ้าท่วมเกิน 1 ม.ขึ้นไปจะได้รับเงินสินไหมทดแทน 100,000 บาท ซึ่งวิธีการจ่ายเงินจะง่าย น้ำท่วมพื้นที่ไหน ประกาศเป็นเขตภัยพิบัติก็จ่ายกันไปเลย ไม่ต้องมีคนเข้าไปประเมิน ดังนั้นถ้าจะมีคนมาซื้อกรมธรรม์ถึง 2 ล้านรายก็ไม่มีปัญหา ชาวบ้านจะได้รับเงินภายในเวลาไม่เกิน 1 เดือนอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของเอสเอ็มอีและอุตสาหกรรมยังต้องส่งคนลงไปประเมินอยู่ เพราะการให้ความคุ้มครองกำหนดไว้ที่ 30% ของทุนประกัน ดังนั้นจะต้องไปดูตามความเสียหายจริง กระบวนการจ่ายสินไหมของเอส–เอ็มอี และอุตสาหกรรมจึงต้องเป็นไปตามมาตรฐานของการประกันภัยปกติ

ส่วนอนาคตของกอง ทุนจะยืนยาวแค่ไหนนั้น เลขาธิการคปภ.ชี้ว่า ในอนาคตหากเบี้ยประกันลดลงมาอยู่ในภาวะสมดุลกลับเข้าสู่กลไกเหมือนเดิม เบี้ยประกันปรับลดลงในอัตราที่ไม่เป็นภาระมากเกินไปทั้งในประเทศและบริษัทรับประกันต่อในต่างประเทศ และบริษัทประกันหันมารับ ประกันเหมือนเดิม กองทุนฯก็หมดหน้าที่ไปโดยปริยาย

หวังเรียกความเชื่อมั่นฟื้น

ขณะที่ นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ ให้ความเข้าใจเพิ่มเติมถึงการทำงานของคณะกรรมการกองทุนฯ ว่า ไม่ได้ทำงานล่าช้า เพราะในต่างประเทศนั้นเขาใช้เวลากันเป็นปีกว่าจะจัดตั้งกองทุนได้ หรือกว่าจะเคาะตัวเลขอัตราเบี้ย และการคุ้มครองต่างๆ ได้ “แต่ของเรานั้นเรารู้ว่าทุกภาคส่วนรออยู่ และตรงนี้มีความสำคัญจึงทำงานกันอย่างหนักเพื่อให้อัตราที่ออกมาเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย”

แม้บางคน หรือบางธุรกิจอาจมองว่า การทำประกันภัยพิบัติทำให้ต้องมีภาระจ่ายเบี้ยประกันเพิ่ม แต่วันนี้ทุกฝ่ายต้องยอมรับว่า สถาน-การณ์ของประเทศไทยไม่เหมือนอดีตแล้วจากผลพวงของภัยพิบัติที่เกิดขึ้น ภาระเดิมที่เคยจ่ายเบี้ยประกันกันอยู่ 0.02% นั้นไม่มีอีกแล้ว

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่รัฐเข้ามาเป็นตัวตั้งตัวตีในการจัดตั้งกองทุนภัยพิบัติแห่งชาติขึ้นมาและสามารถทำคลอดหลักเกณฑ์ กำหนดเบี้ยประกันรายละเอียดต่างๆ ออกมาอย่างชัดเจนเช่นนี้ เราเชื่อว่าน่าจะทำให้ในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า อัตราเบี้ยประกันภัยคงจะลดลงไปจากปัจจุบันที่ 5-7%

ทั้งนี้ ในการประชุมสมาชิกบริษัทรับประกันภัยต่อที่จะเดินทางมาจัดประชุมในประเทศไทยวันที่ 22 มี.ค.นี้ ทางคณะกรรมการกองทุนฯ จะเชิญผู้แทนบริษัทรับประกันภัยต่อมารับทราบสถานการณ์ของประเทศไทย ที่ล่าสุดได้มีการดำเนินแผนป้องกันอุทกภัยอย่างรอบด้าน รวมทั้งจะเชิญลงไปดูพื้นที่ต่างๆ ทั้งนิคมอุตสาหกรรม การสร้างเขื่อน การจัดทำแผนรองรับต่างๆ เพื่อให้เห็นความตั้งใจจริงของรัฐบาลไทยต่อการแก้ไขปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว

นอกจากนี้ ในการเดินทางไปเยือนญี่ปุ่นของนายกรัฐมนตรี “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” และคณะในกลางสัปดาห์นี้ นายกฯยิ่งลักษณ์ได้รับเชิญให้ไปพูดบนเวทีลงทุนด้วย ซึ่งนอกจากรัฐบาลจะชี้แจงแผนการดำเนินการต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนแล้ว จะมีการหยิบยกประเด็นเรื่องกองทุนประกันภัยพิบัตินี้ชี้แจงเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนด้วย

ขณะเดียวกัน หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบอัตราเบี้ยประกัน และวงเงินคุ้มครองตามที่คณะกรรมการกองทุนฯได้นำเสนอไปแล้ว ก็เชื่อแน่ว่า น่าจะทำให้ทุกฝ่ายเกิดความกระจ่างและดึงความเชื่อมั่นทั้งในส่วนของนักลงทุนต่างประเทศ และนักลงทุนในประเทศ รวมทั้งประชาชนคนไทยเอง

“กองทุนภัยพิบัติที่ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันนำเสนอเป็นโมเดลเพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งไทย-เทศดังกล่าว ไม่ได้จำกัดอยู่แต่อุทกภัยเท่านั้น แต่ครอบคลุมไปถึงภัยพิบัติอื่นๆ ทั้งลมพายุ และแผ่นดินไหว เพราะโลกวันนี้ไม่มีใครคาดการณ์ได้แล้วว่า จะเกิดอะไรขึ้น”.
ทีมเศรษฐกิจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 5 มีนาคม 2555, 05:00 น.
 

กระแสสังคมจับจ้องแบงก์พาณิชย์ วัดใจลดดอกกู้ชดเชยเก็บค่าต๋งแบงก์รัฐ 0.47% 2012/03/11

http://www.thairath.co.th/column/eco/ecoscoop/241234

27 กุมภาพันธ์ 2555, 05:00 น.

Pic_241234

เมื่อบทสรุปของการแก้ไขปัญหาหนี้เน่ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 1.14 ล้านล้านบาท ซึ่งค้างเติ่งมาตั้งแต่เมื่อครั้งเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 ระหว่างกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และธนาคารพาณิชย์ ลงเอยด้วยการที่กระทรวงการคลังตกลงใจจะเก็บเงินค่าธรรมเนียมจากธนาคารพาณิชย์เพื่อการชำระหนี้คืนกองทุนฯ ในอัตรา 0.47% ของฐานเงินฝากทั้งระบบ

แต่ค่าธรรมเนียมดังกล่าว ไม่ได้เกิดจากการที่ธนาคารพาณิชย์ต้องจ่ายเพิ่ม หรือถูกแตะต้องผลประโยชน์ใดๆ

หากแต่เพราะกระทรวงการคลัง เป็นฝ่ายยินยอมตามข้อเรียกร้องของ ธปท. และธนาคารพาณิชย์ที่ให้หันไปหักเงินจากค่าธรรมเนียมที่ธนาคารพาณิชย์ส่งมอบแก่สถาบันคุ้มครองเงินฝากตามกฎหมายในอัตรา 0.39% ของฐานเงินฝากทั้งระบบแทน
จากที่เคยจ่ายค่าธรรมเนียมให้แก่สถาบันคุ้มครองเงินฝากในอัตรา 0.40% ก็ให้คงเหลือเงินค่าธรรมเนียมแก่สถาบันฯ ไว้เพียง 0.01% เท่านั้น!

ส่วนที่เหลืออีก 0.08% ก็ให้ปันส่วนจากเงิน และผลประโยชน์ที่ได้รับจากการที่กรมสรรพากรปรับลดอัตราภาษีนิติบุคคลให้แก่ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในอัตรา 7% จากเดิมที่จัดเก็บอยู่ 30% เหลือ 23% ของกำไร รวมแล้วจะได้เท่ากับ 0.47%

ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังยังยินยอมตามข้อเรียกร้องของ ธปท.และบรรดาธนาคารพาณิชย์ที่ให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมอัตราเดียวกันนี้จากกลุ่มธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ โดยเฉพาะกับธนาคารออมสิน ซึ่ง ธปท.และธนาคารพาณิชย์ลงความเห็นว่า เป็นตัวการที่เข้าไปทำธุรกรรมการเงินแข่งขัน และดึงเงินฝากจำนวนมากออกไปจากระบบธนาคารพาณิชย์ จำนวนมากด้วย

สังคมกำลังจับจ้องผลของการตัด สินใจข้างต้นว่า ท้ายที่สุด กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งแต่ละปี

กวาดกำไรสุทธิจากการดำเนินธุรกิจการเงินไปสูงกว่าแสนล้านบาท จะคืนดอกผลกลับมายังสังคม และประชาชนผู้ฝากเงินเพียงไร ในขณะที่ผู้คุ้มกฎจะทวงถามความรับผิดชอบของธนาคารพาณิชย์แทนผู้ฝากเงินหรือไม่อย่างไร โดยเฉพาะเมื่อช่องว่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก กับดอกเบี้ยเงินกู้ นับวันยิ่งห่างไกลจากกันมากขึ้น

ย้อนรอยฐานะแบงก์พาณิชย์ปี 2554

ภาพรวมเศรษฐกิจไทย ช่วงไตรมาส 4 ปี 2554 อุทกภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่ในรอบ 50 ปี ภาคธุรกิจอ่วมถ้วนหน้า กระแทกอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีพีดี) ติดลบ 9% ฉุดให้ตัวเลขจีดีพีทั้งปี 2554 เติบโตเหลือเพียง 0.1%

ขณะที่บรรดาธนาคารพาณิชย์กลับอู้ฟู่ สวนกับภาวะเศรษฐกิจ โชว์ผลกำไรกันแบบทะลุทะลวง โดยธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบกวาดกำไรสุทธิ 144,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 21,100 ล้านบาท

ยอดสินเชื่อ ณ สิ้นปี 2554 อยู่ที่ 9,782,193 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อน 14.9% สินเชื่อธุรกิจ มีสัดส่วน 71.2% ของสินเชื่อรวม ขยายตัว 14.8% ซึ่งเป็นการขยายตัวเพิ่มขึ้นในเกือบทุกภาคธุรกิจ ทั้งภาคการพาณิชย์ อุตสาหกรรมการผลิต และสาธารณูปโภค ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภค ที่มีสัดส่วน 28.8% ของสินเชื่อรวม ขยายตัว 15.4% แต่ชะลอลงจากปี 2553 ที่ขยายตัว 17.7%

เงินฝากรวมตั๋วแลกเงิน (Bill of Exchange : B/E) ขยายตัวเร่งขึ้น โดย ณ สิ้นปี 2554 ยอดเงินฝากอยู่ที่ 7,990,823 ล้านบาท และ B/E อยู่ที่ 1,572,701 ล้านบาท รวมเงินฝากและ B/E อยู่ที่ 9,563,524 ล้านบาท ขยายตัว 13.0% จากระยะเดียวกันปีก่อน

สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) มียอดคงค้าง 265,400 ล้านบาท ลดลงจากปี 2553 จำนวน 47,200 ล้านบาท เป็นผลจากการรับชำระหนี้ และการขายหนี้ไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์ เป็นสำคัญ

เงินกองทุนของระบบธนาคารพาณิชย์ในปี 2554 เพิ่มขึ้น จากกำไรที่มีอย่างต่อเนื่อง และการเพิ่มทุน แต่อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ต่อสินทรัพย์เสี่ยง (Tier-1 ratio) ลดลงเหลือ 15.1% และ 11.8% ตามลำดับ เป็นผลมาจากสินทรัพย์เสี่ยง ที่เพิ่มขึ้นตามสินเชื่อที่ขยายตัวและการใช้มาตรฐานบัญชีสากลใหม่ที่กำหนดให้รับรู้ผลประโยชน์พนักงานที่คาดว่าจะต้องจ่ายในอนาคต

ตัวเลขผลการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบที่ออกมาถือแข็งแกร่งมาก จะมีจุดอ่อนแต่เพียงตัวเลขเงินฝากขยายตัวน้อยกว่าตัวเลขสินเชื่อ ทำให้สภาพคล่องตึงตัว ต้องออกมาระดมเงินฝาก

ลูกค้าเงินฝากโยกเงินหนีดอกเบี้ยต่ำ

สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้สภาพคล่องธนาคารพาณิชย์ตึงตัว เกิดจากอัตราดอกเบี้ยฝากอยู่ในระดับต่ำเวลานาน ส่งผลให้บรรดาลูกค้าเงินฝาก โยกเงินไปลงทุนแหล่งที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น ลงทุนในกองทุนรวม หุ้นกู้ของบริษัทเอกชน และนำไปฝากผลิตภัณฑ์การเงินของธนาคารเฉพาะกิจ เป็นต้น

จากเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ที่ไหลออก ฝั่งเงินกู้ปล่อยได้เพิ่มขึ้น จึงเกิดความจำเป็นเร่งด่วนต้องเร่งระดมเงินฝาก ขณะที่ทิศทางดอกเบี้ยขาลง หากปรับลดดอกเบี้ยเงินฝากประจำ ที่ปัจจุบันอยู่ในระดับที่ต่ำมาก (ดูตามตาราง) ยิ่งทำให้เงินฝากไหลออก

ประกอบกับตลอดระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐเข้ามามีบท บาทมาก โดยเฉพาะธนาคารออมสิน ที่สามารถเข้ามาช่วยปิดช่องโหว่ด้านการเข้าถือสินเชื่อได้ดีมาก ทำให้ประชาชนและผู้ประกอบการที่ไม่เคยได้รับสินเชื่อ เข้าถึงบริการสินเชื่อได้

ส่วนด้านเงินฝาก การออกมาแข่งขันระดมเงินฝากกับธนาคารพาณิชย์ ธนาคารออมสินถือว่าทำหน้าที่แทรกแซงการฮั้วกันขึ้นดอกเบี้ย หรือลงดอกเบี้ยของเหล่าธนาคารพาณิชย์ได้ผล

เห็นได้จากเมื่อธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่นำร่องลดดอกเบี้ย ธนาคารพาณิชย์แห่งอื่นๆ ก็จะปรับลดตามเหมือนกันหมด การที่ธนาคารออมสิน ไม่ปรับลดดอกเบี้ยเงินฝาก ธนาคารพาณิชย์จึงไม่กล้าลดเงินฝากที่เป็นเงินฝากประเภทปกติ เช่น เงินฝากประจำ 3 เดือน ประจำ 6 เดือน หรือประจำ 12 เดือน เพราะกลัวเงินฝากไหลออก

การแก้ไขปัญหาสภาพคล่องที่ตึงตัว ธนาคารพาณิชย์ต้องเร่งระดมเงินฝาก ด้วยการจ่ายผลตอบแทน หรืออัตราดอกเบี้ยเงินฝากในอัตราสูง เพื่อดูดสภาพคล่องที่ไหลให้กลับมายังธนาคารพาณิชย์

ออมสินตกเป็นเป้าต่อรองเก็บค่าต๋ง

ต้องยอมรับว่าบทบาทธนาคารออมสิน ได้สร้างความสั่นสะเทือนให้กับเหล่าธนาคารพาณิชย์ไปตามๆ กัน หลังเปิดเกมระดมเงินฝากสู้กับธนาคารพาณิชย์ ทั้งในรูปแบบเงินฝากประจำ เงินฝากพิเศษ และสลากออมสิน พ่วงแจกรถ แจกทอง ที่สำคัญจ่ายผลตอบแทนที่สูงกว่า

เพียงเวลาแค่ 3 ปี เงินฝากของธนาคารออมสินมีอัตราการเติบโตที่สูงมากขึ้นมาอยู่ที่ 1.525 ล้านล้านบาท แซงหน้าธนาคารกรุงเทพ ที่เป็นธนาคารพาณิชย์ยักษ์ใหญ่อันดับ 1 ที่มีเงินฝาก ณ สิ้นเดือน ธ.ค.ที่ 1.524 ล้านล้านบาท

ในจุดนี้เองธนาคารออมสินจึงตกเป็นเป้าหมายของธนาคารพาณิชย์ ขุดคุ้ยข้อได้เปรียบของธนาคารเฉพาะกิจ ที่มีกฎหมายเฉพาะ กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินฝาก 100% ไม่ต้องส่งค่าธรรมเนียม (ค่าต๋ง) 0.40%

ของเงินฝาก เข้าสถาบันคุ้มครองเงินฝาก เหมือนกับธนาคารพาณิชย์

ขณะเดียวกัน ธนาคารออมสินมีผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลตอบแทนสูงจนมีเงินฝากไหลเข้าพอร์ตเงินฝากของธนาคารเฉพาะกิจเพิ่มขึ้นเป็น 30% ของระบบ

ข้ออ้างธนาคารเฉพาะกิจไม่ต้องจ่ายค่าต๋ง ธนาคารพาณิชย์นำมาเพิ่มน้ำหนักการต่อรองกับกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กรณี พ.ร.ก.แก้ไขหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ที่โอนหนี้ 1.14 ล้านล้านบาทให้ ธปท. พร้อมให้ ธปท.ชำระเงินต้นและดอกเบี้ย และต้องเรียกเก็บค่าต๋งจากธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้น

การไม่ปรับลดดอกเบี้ยตามที่ ธปท.ส่งสัญญาณชี้นำ โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดดอกเบี้ย 2 รอบ เบ็ดเสร็จรวม 0.50% หรือจาก 3.50% เหลือ 3.00% ปรากฏว่า ไม่มีธนาคารพาณิชย์แห่งใดปรับลดตาม เพราะรอข้อยุติเรื่องค่าต๋ง

จะมีแค่ธนาคารกรุงไทย ที่รัฐเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ที่ต้องการสนองตอบ ธปท. ปรับลดดอกเบี้ยออมทรัพย์ลง 0.125% หรือจาก 0.875% เหลือ 0.75% และปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (เอ็มแอลอาร์) และดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าเบิกเกินบัญชี (เอ็มโออาร์) 0.125% ทำให้ดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ลดลงเหลือ 7.125% ดอกเบี้ยเงินกู้เอ็มโออาร์ เหลือ 7.375% ขณะที่ธนาคารพาณิชย์อื่นๆ ยังไม่มีรายใดลดลงตามอีก

แต่เมื่อข้อตกลงระหว่างกระทรวงการคลัง ธปท. และธนาคารพาณิชย์ มีความชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางการใช้หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟู ให้เรียกเก็บค่าต๋งจากธนาคารพาณิชย์เพิ่ม 0.07% หรือจากที่เคยเสีย 0.40% เพิ่มเป็น 0.47% ของเงินฝาก และให้ค่าต๋งที่เรียกเก็บให้ครอบคลุมไปถึง B/E

อย่างไรก็ตาม ตามข้อตกลงข้างต้น ธนาคารพาณิชย์ไม่ต้องควักเนื้ออะไรเลย เพราะ 0.07% ที่ต้องจ่ายเพิ่ม เป็นวงเงินเดียวกับที่ในปีนี้จะได้รับสิทธิ์ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% ผิดกับธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ โดนเต็มๆ จากเดิมไม่เคยเสียค่าต๋ง ต้องถูกเรียกเก็บ 0.47% ใส่ในกองทุนพัฒนาประเทศที่จะจัดตั้งขึ้นมาใหม่

จุดนี้เอง ทำให้กระแสสังคมต่างจับตา ว่าหลังจากนี้เหล่าบรรดาธนาคารพาณิชย์ จะตอบแทนกลับมาในรูปแบบใดบ้าง!!!

แบงก์เริ่มขยับลดดอกเบี้ย

สิ่งที่เกิดขึ้นเริ่มจากธนาคารกรุงเทพ ยักษ์ใหญ่อันดับ 1 ออกรับลูกนำร่องลดดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ 0.125% จากเดิม 0.875% เหลือ 0.75% และดอกเบี้ยเงินกู้เอ็มแอลอาร์ และเอ็มโออาร์ ลดลง 0.125% ทำให้ดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ลดลงมาอยู่ที่ 7.125% และเอ็มโออาร์ อยู่ที่ 7.375% จากนั้นธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารกรุงศรีอยุธยา จึงปรับลดดอกเบี้ยลงตาม

ดอกเบี้ยธนาคารที่ปรับลงในรอบนี้ แค่ครึ่งสลึง เทียบไม่ได้กับการชี้นำของ ธปท. ที่ลดดอกเบี้ยนโยบายไป 2 รอบ สิริรวม 0.50% ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ ปรับลดแค่ 1 ใน 4 ของการชี้นำของ ธปท. ผิดกับในอดีตเมื่อ ธปท.ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% หรือปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ธนาคารพาณิชย์ก็จะปรับลดในอัตราเดียวกัน

ขณะที่ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ลดลง 0.125% มีผลต่อลูกค้าเงินกู้น้อยมาก ยกตัวอย่างเช่น ลูกค้าที่กู้เงินซื้อบ้านมีวงเงินกู้ 1 ล้านบาท อัตราค่าผ่อนชำระต่อเดือนจะอยู่ที่ 8,000 บาท ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ลดลงในรอบนี้ มีผลให้ค่างวดที่ผ่อนรายเดือนลดลงแค่ 45 บาท หรือค่างวดทั้งปีลดลง 560 บาท

การปรับลดดอกเบี้ยของธนา-คารพาณิชย์ในรอบนี้ ถือว่าน้อยเกินไป เมื่อนำไปเทียบกับการเรียกเก็บค่าต๋งธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ 0.47% ยังไม่รวมกับการเล่นเกมใต้ดินของธนาคารพาณิชย์ ที่ล็อบ-บี้กระทรวงการคลังไม่ให้ธนาคารเฉพาะกิจเข้าไปแข่งขันปล่อยสินเชื่อ หรือห้ามรีไฟแนนซ์แย่งลูกค้าธนาคารพาณิชย์

ขณะที่ธนาคารพาณิชย์มีศักยภาพทำตามกระแสสังคมเรียกร้อง ให้ลดส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินกู้กับดอกเบี้ยเงินฝาก (สเปรด) ให้แคบลง จากปัจจุบันดอกเบี้ยเงินกู้เอ็มอาร์อาร์ อยู่ที่ 7.875-8.45% ลบกับดอกเบี้ยออมทรัพย์ที่ 0.75% ตัวเลขสเปรด 7.125-7.70%

บรรดาธนาคารพาณิชย์มักกล่าวอ้างว่าตัวเลขสเปรดที่ดูจากดอกเบี้ยเงินกู้ลบด้วยดอกเบี้ยเงินฝากไม่แฟร์ ไม่ได้รวมต้นทุนการเงินต่างๆ เข้าไป หรือการระดมเงินฝากด้วยการจ่ายดอกเบี้ยอัตราพิเศษ ปัจจุบันมีสัดส่วนขึ้นมาถึง 30-40% ของเงินฝากประจำ

หรืออีกข้ออ้างของธนาคารพาณิชย์ ที่ระบุว่า สินเชื่อที่ปล่อยไป ได้รับดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตราประกาศ อาทิ ผู้ประกอบการรายใหญ่ต่างได้เงินกู้เอ็มแอลอาร์ลบ 2-3% หรือสินเชื่อบ้านในช่วง 3 ปีแรก เป็นช่วงโปรโมชั่น ดอกเบี้ยที่เก็บเฉลี่ย 3-4% ต่อปี ต่ำกว่าดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ที่ 7.125% และสินเชื่อบ้านที่ผ่อนปกติ ธนาคารคิดดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ ลบ 0.25-0.50%

ดังนั้น เพื่อตัดปัญหาในข้อขัดแย้ง ตัวเลขที่นำมาพูดเป็นคนละฐานกัน สเปรดคิดคนละรูปแบบ ถ้าหากนำตัวเลขการเงินปี 2553 เทียบกับปี 2554 ภายใต้คำนิยามที่ว่า รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ นำมาหารด้วยสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ ประกอบด้วยสินเชื่อ เงินกู้ยืมระหว่างธนาคารระยะสั้น และเงินลงทุน (net interest margin : NIM) ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง (ดูตัวเลขในตาราง) แม้ว่าการแข่งขันระดมเงินฝากที่รุนแรง

หากนำตัวเลข NIM ที่เพิ่มขึ้น บวกกับผลกำไรของธนาคารพาณิชย์ที่กอบโกยเป็นกอบเป็นกำ และนับจากนี้คู่แข่งคนสำคัญอย่างธนาคารออมสิน ถูกตัดออกจากวงจร

สิ่งที่ธนาคารพาณิชย์สามารถทำได้ทันทีและควรต้องทำอย่างยิ่ง คือ การปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.50% หรือปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝาก 0.50% จากนั้นขั้นตอนต้องทำสเปรดดอกเบี้ยให้แคบลง เพื่อแลกกับการเรียกเก็บค่าต๋ง ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ

ธุรกิจแบงก์พาณิชย์ในปัจจุบัน เกิดความบิดเบี้ยวมากขึ้น รับอานิสงส์จากการแข่งขันที่รุนแรง มีลูกเล่นการตลาดใหม่ๆออกมาต่อเนื่อง มีแคมเปญเฉพาะกลุ่ม ซึ่งเปรียบเสมือนการเล่นใต้ดิน เกิดฝนตกไม่ทั่วฟ้า เหมือนกับกรณีของแคมเปญเงินฝากพิเศษที่โหมออกมาต่อเนื่อง แต่กลับไปคงดอกเบี้ยฝากประจำปกติ ยิ่งทำให้สเปรดดอกเบี้ยมีความห่างยิ่งขึ้น

ขณะที่เส้นแบ่งระหว่างกลไกการตลาดกับการฮั้วกันของธนาคารพาณิชย์ แทบแยกไม่ออก ดังนั้น การที่ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐเข้ามาเป็นคู่แข่ง พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสามารถสกัดการฮั้วได้เห็นผล

ถึงเวลาแล้วที่กระทรวงการคลัง–ธปท. ควรใจกว้างส่งเสริมสนับสนุนให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ โดดเข้ามาแข่งขันเสรี พร้อมเลิกรีดกันทุกรูปแบบ จะเกิดผลดีต่อเศรษฐกิจ และประเทศชาติโดยรวมอย่างแน่นอน!!!
ทีมเศรษฐกิจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 27 กุมภาพันธ์ 2555, 05:00 น.
 

คลี่หมดเปลือกแผนรับมืออุทกภัย บทพิสูจน์น้ำยารัฐบาล”ยิ่งลักษณ์” 2012/03/11

http://www.thairath.co.th/column/eco/ecoscoop/239577

20 กุมภาพันธ์ 2555, 05:15 น.

Pic_239577

ภายใต้การผลักดันอย่างต่อเนื่องของรัฐบาล ในขณะนี้  “ประเทศไทย” ได้เข้าสู่โหมดของการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และธุรกิจหลังน้ำท่วมอย่างเต็มกำลัง ควบคู่ไปกับการเดินหน้ายุทธศาสตร์ และแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ

แต่ข้อมูลพยากรณ์ปริมาณน้ำในปี 2555 ของผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำของไทยหลายคน ซึ่งพบว่า น้ำปีนี้ยังคงมีปริมาณมากกว่าปกติ แม้ว่าจะไม่มากเท่ากับปีที่ผ่านมา ทำให้  “ภาคเอกชน”  ยังคงหวั่นวิตก และเกิดความไม่เชื่อมั่น เพราะบทเรียนความเสียหายครั้งประวัติศาสตร์กว่า 1.4 ล้านล้านบาท จากมหาอุทกภัยที่ยังตามหลอกหลอน

เพื่อตอบข้อสงสัยที่ว่า “แผนยุทธศาสตร์” ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำ (กยน.) ที่กำลังดำเนินการอยู่นี้จะ “เอาอยู่” จริงหรือไม่

ในวาระที่ กยน.ดำเนินการมาครบ 3 เดือน ในวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา และการเสร็จสิ้นภารกิจ “ทัวร์ลูกน้ำ” ของนายกรัฐมนตรี “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เมื่อวันที่ 17 ก.พ. ที่ผ่านมา ทำให้ภาพรวมของแผนดังกล่าว เริ่มมีความชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากขึ้น ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในสายตาของภาคเอกชนได้

“ทีมเศรษฐกิจ” ถือโอกาส “คลี่แผนบริหารจัดการน้ำจากทุกภาคส่วน” รวมทั้งความคืบหน้าล่าสุดในแผนปฏิบัติการในการป้องกันน้ำท่วมระยะสั้นในปีนี้ และแผนระยะยาวในการป้องกันน้ำท่วมอย่างถาวรใน 3 ปีข้างหน้า ภายใต้วงเงิน 350,000 ล้านบาท เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ร่วมพิจารณา…ดังนี้

เปิดแผนป้องกันน้ำท่วม–ฟื้นฟูประเทศ

ภายใต้การดำเนินการของคณะกรรมการ กยน. และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา แผนยุทธศาสตร์ และแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล เริ่มมีความชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากขึ้น

ในส่วนของ กยน. ได้จัดทำ “แผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาแบบบูรณาการ ระยะเวลา 3 ปี” ภายใต้วงเงิน 350,000 ล้านบาท มีหัวใจสำคัญของแผนอยู่ที่การป้องกันกรุงเทพฯ และพื้นที่เศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งกระจุกตัวอยู่ตอนปลายของแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่ให้ถูกน้ำท่วม เริ่มเห็นความชัดเจนในทางปฏิบัติมากขึ้น

โดยแบ่งการบริหารจัดการพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาออกเป็น 3

ส่วน 4 กลุ่มพื้นที่ คือ 1. พื้นที่ต้นน้ำ ประกอบด้วย 10 จังหวัด คือ เชียงใหม่ เชียงราย สุโขทัย อุตรดิตถ์ ตาก น่าน แพร่ ลำปาง ลำพูน และพะเยา 69,000 ล้านบาท

2.พื้นที่กลางน้ำ 14 จังหวัด ประกอบด้วย พื้นที่กลางน้ำตอนบน 6 จังหวัด คือ พิษณุโลก นครสวรรค์ อุทัยธานี พิจิตร กำแพงเพชร ชัยนาท และพื้นที่กลางน้ำตอนล่าง 8 จังหวัด คือ สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ปราจีนบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี สระบุรี นครนายก วงเงิน 79,000 ล้านบาท

3.พื้นที่ปลายน้ำ 7 จังหวัด คือ นนทบุรี สมุทรสาคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา นครปฐม ปทุมธานี และกรุงเทพมหานคร วงเงินโครงการรวม 153,000 ล้านบาท

ภายใต้แนวคิดสำคัญที่เริ่มมีความคืบหน้าชัดเจนใน 5 เรื่องสำคัญ คือ 1.เพิ่มพื้นที่ป่าต้นน้ำ และบริหารจัดการพื้นที่เพื่อไม่ให้บุกรุกป่า 2.สร้างพื้นที่เพิ่มเติมในการกักเก็บน้ำ 3.การสร้างทางน้ำหลาก  (Floodway) 4.การหาพื้นที่รับน้ำหรือทุ่งรับน้ำ และแก้มลิง และ 5.การสร้างพื้นที่ปิดล้อมเพื่อป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจของจังหวัด นิคมอุตสาหกรรม และโบราณสถาน

ขณะเดียวกัน ในด้านการบริหารด้านการเงินเพื่อรองรับแผนการทำงาน และการฟื้นฟูภาคธุรกิจนั้น คณะกรรมการ กยอ.ได้เสนอให้ออก พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) 4 ฉบับ ประกอบด้วย 1.พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 วงเงิน 350,000 ล้านบาท เพื่อนำเงินมาใช้ในแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำของประเทศ และการป้องกันน้ำท่วม

2.พ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2555 เพื่อดูแลสัดส่วนการชำระหนี้ และหนี้สาธารณะของประเทศ ให้เอื้อต่อการกู้เงินเพิ่มเติมในโครงการต่างๆ ของรัฐบาล

3.พ.ร.ก.กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ พ.ศ. 2555 ซึ่งได้จัดตั้งกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ 50,000 ล้านบาท ซึ่งทำให้บริษัทรับประกันภัยต่อของต่างชาติ (รี-อินชัวเรอร์) มีความมั่นใจในการรับทำประกันภัย “บริษัทที่ตั้งในประเทศไทย” มากขึ้น ซึ่งส่งผลให้การกลับมาดำเนินการต่อของโรงงานทั้งของไทย และต่างประเทศ ทำได้เร็วขึ้น

และ 4.พระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย พ.ศ. 2555 ซึ่งเป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟท์โลน) 300,000 ล้านบาท เพื่อปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และประชาชนรายย่อย

การดำเนินการที่เชื่อมโยงกันทั้งฝั่ง กยน. และ กยอ.นี้ เพื่อให้ภาคเอกชนมีความเชื่อมั่นต่อแผนบริหารจัดการน้ำ และการป้องกันน้ำท่วมของรัฐบาล และมีความสามารถที่จะฟื้นฟูธุรกิจควบคู่กันไป

เพิ่ม “พื้นที่ปลูกป่า” ซับน้ำ “ต้นน้ำ”

ทั้งนี้ เมื่อคลี่รายละเอียดของแผนแม่บท ที่ถอดมาเป็น “แผนปฏิบัติการบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำแบบบูรณาการและยั่งยืน หรือแผนจัดการน้ำระยะยาว” รัฐบาลสามารถสรุปความคืบหน้าที่เป็นประเด็นสำคัญๆ ได้แล้วในระดับหนึ่ง โดย “ทัวร์นกขมิ้น” ของนายกรัฐมนตรีที่เพิ่งจะจบไปช่วยทำให้แผนที่ร่างจาก “แผนกระดาษกระจายสู่การปฏิบัติ” ที่ชัดเจนมากขึ้น

เรื่องแรกที่เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น คือ “การฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ เพื่อให้เกิดระบบนิเวศที่สมดุล” วงเงิน 10,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นแนวทางการดำเนินการโครงการพระราชดำริ และการดูแลป่าต้นน้ำ การปลูกป่า ฝายแม้ว การรักษาระบบนิเวศ

โดยรัฐบาลมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำหนดพื้นที่ปลูกป่าเพื่อปรับปรุงระบบนิเวศใน ลุ่มน้ำ ปิง วัง ยม น่าน สะแกกรัง และป่าสัก รวมพื้นที่ประมาณ 330,000 ไร่ โดยให้บูรณาการร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) มูลนิธิปิดทองหลังพระ และกองทัพไทย

กำหนดพื้นที่ปลูกป่าในพื้นที่ชุมชนตามโครงการแม่ฟ้าหลวง ในพื้นที่มูลนิธิปิดทองหลังพระ พื้นที่ชุมชนโครงการหลวง พื้นที่ปลูกป่าตามแนวชายแดน และการปลูกป่าพื้นที่สูงและมีชุมชนอาศัยอยู่ โดยกำหนดให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จใน 3 เดือนนับจากนี้

ทั้งนี้ พื้นที่ส่วนใหญ่ในการปลูกป่านั้น กำหนดอยู่ในพื้นที่ต้นน้ำ 10 จังหวัด และพื้นที่กลางน้ำตอนบน 6 จังหวัด ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังจัดวงเงินไว้อีก 5,000 ล้านบาท เพื่อใช้ควบคุมการใช้ที่ดินและการพัฒนาการใช้ที่ดินเพื่อไม่ให้เกิดการบุกรุกป่าในอนาคต ในส่วนพื้นที่ต้นน้ำ และกลางน้ำตอนบนด้วย

ลุยสร้าง 5 เขื่อนหลักกักเก็บน้ำเพิ่ม

สำหรับความชัดเจนในด้านต่อมา คือ การเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำ โดยมีแผนชัดเจนที่จะสร้างเขื่อนเพิ่มขึ้น 5 เขื่อน มูลค่า 50,000 ล้านบาท ในพื้นที่ต้นน้ำ 10 จังหวัด และพื้นที่กลางน้ำ 14 จังหวัด

ประกอบด้วย 1. เขื่อนแม่แจ่ม กั้นแม่น้ำปิง ใน จ.เชียงใหม่ เขื่อนที่ 2.เขื่อนแก่งเสือเต้น กั้นแม่น้ำยม ใน จ.แพร่ เขื่อนที่ 3. เขื่อนน้ำตาด กั้นแม่น้ำตาด ซึ่งเป็นแม่น้ำสาขาของแม่น้ำน่าน ใน จ.น่าน 4.อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง หรือขนาดเล็ก กั้นลุ่มแม่น้ำป่าสัก ใน จ.เพชรบูรณ์ เพื่อช่วยรองรับน้ำเหนือเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนที่ 5 เขื่อนแม่วงก์ กั้นแม่น้ำสะแกกรัง ใน จ.อุทัยธานี

ทั้งนี้ ปริมาณการกักเก็บน้ำของเขื่อนที่จะสร้างเพิ่ม 5 แห่ง จะช่วยลดปริมาณน้ำได้รวม 1,800 ล้าน ลบ.ม. กำหนดระยะเวลาในการศึกษาโครงการ 1-2 ปี เพื่อสรุปแนวทางการก่อสร้าง โดยมีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้รับผิดชอบ

นอกจากนั้น ในการลงพื้นที่ “ทัวร์นกขมิ้น” นายกรัฐมนตรีในช่วงวันที่ 13-17 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้สั่งให้มีการปรับปรุงเกณฑ์การบริหารน้ำ (Rule Curve) ของเขื่อนใหญ่ทั้ง 33 แห่ง โดยให้มีความสมดุลในช่วงฤดูฝนและแล้ง ซึ่งต้องพิจารณาถึงน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค การป้องกันบรรเทาอุทกภัย การรักษาระบบนิเวศ การเกษตร การอุตสาหกรรม ควบคู่กันไปให้เหมาะสม

โดยเฉพาะเขื่อนสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อลุ่มน้ำเจ้าพระยา เช่น เขื่อนภูมิพล และสิริกิติ์ ในปีนี้ ได้ปรับเกณฑ์การบริหารจัดการใหม่โดยให้มีปริมาณน้ำต่ำสุดอยู่ที่ 45% ซึ่งจะทำให้ปี 2555 นี้ เขื่อนทั้ง 2 แห่งสามารถรับน้ำได้ 12,000 ล้าน ลบ.ม. มากกว่าปี 2554 ถึง 5,000 ล้าน ลบ.ม.

“แก้มลิง” 2 ล้านไร่ “หาที่อยู่ให้น้ำ”

ส่วนพื้นที่ “แก้มลิง” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประชาชนทั้งประเทศอยากรู้มากที่สุดเรื่องหนึ่งนั้น หลังจากนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ติดตามการแก้ไขปัญหาอุทกภัย และบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ต้นน้ำ-กลางน้ำ และปลายน้ำ เราได้เห็นความคืบหน้าของ “โครงการปรับปรุงพื้นที่เกษตรชลประทานเป็นแก้มลิง และพื้นที่รับน้ำนอง 2 ล้านไร่” งบประมาณ 60,000 ล้านบาท ชัดเจนมากขึ้น

ทั้งนี้ ในการแถลงข่าวล่าสุดของนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงความคืบหน้า “การหาที่อยู่ให้น้ำ” เพื่อชะลอมวลน้ำที่จะหลากออกนอกลำน้ำ โดยการจัดหาทุ่งรับน้ำ และแก้มลิง โดยตั้งเป้าให้สามารถเก็บกักน้ำในทุ่งรับน้ำ และแก้มลิงในช่วงน้ำหลาก ได้ประมาณ 5,000 ล้าน ลบ.ม.

บทสรุปเบื้องต้น สามารถจัดหาพื้นที่แก้มลิงได้แล้วประมาณ 1.5 ล้านไร่ สามารถรองรับน้ำได้ประมาณ 4,900 ล้าน ลบ.ม.

โดยเป็นพื้นที่กลางน้ำตอนบน 6 จังหวัด คือ พิษณุโลก นครสวรรค์ อุทัยธานี พิจิตร กำแพงเพชร ชัยนาทนั้น ต้องการพื้นที่แก้มลิงทั้งสิ้น 1 ล้านไร่ โดยในขณะนี้สามารถจัดหาพื้นที่ทุ่งเหนือ จ. นครสวรรค์ ในพื้นที่ อ.ชุมแสง อ.บางมูลนาก ฯลฯ ได้แล้วจำนวน 500,000 ไร่ สามารถรับน้ำได้ประมาณ 1,850 ล้าน ลบ.ม. ส่วนที่เหลืออีก 500,000 ไร่นั้น ให้ทุก จังหวัดในพื้นที่ดำเนินการจัดหาเพิ่มเติมให้ครบ 1ล้านไร่โดยเร็ว

ขณะที่ในพื้นที่กลางน้ำตอนล่าง 8 จังหวัด ในสุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ปราจีนบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี สระบุรี นครนายก ขณะนี้สามารถหาพื้นที่รับน้ำใต้นครสวรรค์ได้แล้วประมาณ  1 ล้านไร่ เช่น พื้นที่รับน้ำทุ่งบางบาล เป็นต้น รับน้ำได้ประมาณ 3,100 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้ การดำเนินการสร้างพื้นที่ “แก้มลิง” นั้น จะต้องมีการทำคันปิดล้อมในพื้นที่จำเป็น มีการก่อสร้างทางเข้า-ออกของน้ำ ขุดลอกทางน้ำ เชื่อมโยงน้ำเข้า และออกจากแก้มลิง จัดหาเครื่องสูบน้ำ เพื่อเตรียมการให้พร้อมทั้งก่อนรับน้ำหลากและหลังปัญหาอุทกภัยคลี่คลาย ตามโครงการปรับปรุงสภาพลำน้ำสายหลัก และคันริมแม่น้ำ เพื่อบังคับน้ำเข้าแก้มลิง 2 ล้านไร่ ที่เตรียมการไว้รองรับน้ำ กำหนดระยะเวลาในการศึกษา สำรวจ ออกแบบ 1-2 ปี งบประมาณ 7,000 ล้านบาท มีกระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย รับผิดชอบ

ไร้ข้อสรุปค่าชดเชยพื้นที่รับน้ำ

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความไม่ชัดเจนถึงแนวทางในการขอเช่าพื้นที่ ระยะเวลาในการเช่า รวมถึงการจ่ายค่าชดเชยให้กับเกษตรกรเจ้าของพื้นที่รับน้ำ

ชูเกียรติชูเกียรติ

โดยในหลักการเบื้องต้นนั้น นายชูเกียรติ ทรัพย์ไพศาล กรรมการ กยน. และรองประธานอนุกรรมการด้านการวางแผนและกำหนดมาตรการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนของ กยน. กล่าวว่า ในปีที่เกิดน้ำท่วม รัฐบาลจะขอเช่าที่จากเกษตรกรให้เป็นพื้นที่รับน้ำ และจ่ายชดเชยให้แก่เกษตรกรตามรายได้ที่ต้องสูญเสียไปในช่วงที่ต้องรับน้ำ แต่ในขณะนี้ยังไม่สามารถระบุอัตราการจ่ายชดเชยความเสียหายให้กับเกษตรกรได้

เนื่องจากความเสียหายที่จะต้องชดเชยนั้น จะต้องคำนวณจาก 1. ระยะเวลาที่น้ำท่วมขังในแต่ละพื้นที่ 2. ชนิดของพืชผลที่เสียหาย และ 3.ระดับความสูงของน้ำที่จะสร้างผลกระทบ

ทั้งนี้ จากการสำรวจของ “ทีมเศรษฐกิจ” พบว่า ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่นักวิชาการ และเกษตรกรส่วนใหญ่แสดงความเป็นห่วง และต้องการความชัดเจนในรายละเอียดจากรัฐบาล

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระยะเวลาในการเช่าพื้นที่ และระยะเวลาการท่วมของน้ำ เนื่องจากในปีที่ผ่านมา รัฐบาลระบุว่าน้ำจะท่วมเพียง 6 เดือนในพื้นที่ แต่ในข้อเท็จจริงน้ำท่วมขังยาวถึง 9 เดือน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น จะกระทบโดยตรงต่อการทำการเกษตร ซึ่งเป็นอาชีพหลักของเกษตรกร เพราะเท่ากับว่าตลอดทั้งปีนั้น เกษตรกรจะไม่สามารถที่จะปลูกพืชผลได้ ซึ่งหากเป็นกรณีเช่นนี้ การชดเชยของรัฐบาลจะเป็นอย่างไร

นอกจากนั้น อีกประเด็นหนึ่งที่มีความเป็นห่วงคือ อัตราการชดเชยความเสียหายที่ควรจะต้องเป็นอัตราที่สะท้อนความเสียหายจริง ไม่ใช่อัตราที่ใช้ในการบรรเทาความเสียหายบางส่วนจากภัยพิบัติอย่างที่ผ่านมา นอกจากนั้น อาจจะจำเป็นต้องรวมค่าเสียโอกาสของเกษตรกรด้วย

โดยเรื่องดังกล่าว รัฐบาลจำเป็นต้องสร้างความชัดเจน และความเป็นธรรมต่อเกษตรกรในพื้นที่รับน้ำโดยเร็ว

เปิดยุทธศาสตร์บริหารจัดการเบ็ดเสร็จ

แจงทางน้ำหลาก–ฟลัดเวย์

ขณะที่อีกรายละเอียดที่สำคัญในการ บริหารจัดการน้ำ คือ “น้ำต้องมีที่ไป” ด้วยการสร้างทางน้ำหลาก หรือฟลัดเวย์ ปรับปรุงขยาย ลอกคูคลองและลำน้ำที่มีอยู่ เพื่อให้การระบายน้ำทำได้ดีมากขึ้น รวมถึงการสร้างถนนที่มีคลองระบายน้ำ (สตรีท คาแนล) เพิ่มเติม ที่มีความสามารถการระบายน้ำไม่น้อยกว่า 1,500 ลบ.ม.ต่อวินาที

สนับสนุนด้วยการทำระบบโลจิสติกส์ของน้ำ ทั้งการขุดคลองเชื่อมแหล่งน้ำ เชื่อมคลองเล็ก-คลองใหญ่ และการขุดคลองเพื่อเชื่อมโยงข้ามลุ่มน้ำ งบประมาณรวม 120,000 ล้านบาท มีกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงคมนาคม รับผิดชอบ

โดยกระทรวงคมนาคมนั้น ระยะสั้น กรมเจ้าท่า หรือ จท.ได้มีการเร่งรัดการขุดลอกแม่น้ำ บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำบางปะกง รวมถึงโครงการขุดลอกปากแม่น้ำเจ้าพระยา ปิง วัง ยม น่าน ชี มูล และป่าสัก ในวงเงิน 1,492 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มขุดลอกได้ในเดือน มี.ค.55 นี้ และจะแล้วเสร็จภายในเดือน ก.ค.55 นี้

ทั้งนี้ ในฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา จะมีการปรับปรุงคันดินริมแม่น้ำตลอดแนวแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก ขึ้นไปถึงเขื่อนพระราม 6 และตลอดแนวคลองระพีพัฒน์ และคลองพระองค์ไชยานุชิต และปรับปรุงฟลัดเวย์ตั้งแต่แม่น้ำป่าสักมาตามคลองระพีพัฒน์แยกใต้ คลอง 13 คลองพระองค์ไชยานุชิต ไปถึงอ่าวไทย

ขณะที่แผนระยะยาว รัฐบาลจะเร่งรัดให้มีการจัดสร้างถนนมอเตอร์เวย์ วงแหวนรอบที่ 3 ฝั่งตะวันออก ความยาวประมาณ 100 กม.จาก จ.พระนครศรีอยุธยา ไปยัง จ.สมุทรปราการ เพื่อใช้เป็นฟลัดเวย์ ควบคู่กับเส้นทางจราจร ให้แล้วเสร็จภายใน 5-10 ปี โดยเบื้องต้นจะก่อสร้างคลองระบายน้ำกว้าง 180 ม.คู่ขนานไปกับถนน โดยเบื้องต้นคาดว่าฟลัดเวย์ดังกล่าวจะรองรับน้ำได้มากถึง 100 ล้าน ลบ.ม. นอกจากนั้น ยังมีแผนขอย้ายประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ บริเวณคลอง 1 ให้ไปใกล้แม่น้ำเจ้าพระยามากขึ้น เพื่อเร่งการระบายน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา

ส่วนด้านตะวันตกนั้น การระบายน้ำพื้นที่ป้องกันฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา จะมีการปรับปรุงคันริมแม่น้ำเจ้าพระยา ริมคลองพระยาบรรลือฝั่งใต้ ไปจนถึงริมแม่น้ำท่าจีน และการปรับปรุงทางน้ำหลาก (Floodway) นอกคัน ในพื้นที่ชลประทานเจ้าเจ็ดบางยี่หน ต่อเนื่องไปทางบางเลน-นครปฐม-บ้านแพ้ว สมุทรสาคร-ลงอ่าวไทย รวมถึงการปรับปรุงช่องทางน้ำที่ตัดผ่านถนน เช่น ถนนบางเลน-กำแพงแสน ถนนนครชัยศรี-นครปฐม-บ้านโป่ง ถนนเลียบคลองดำเนินสะดวก ถนนสมุทรสาคร-สมุทรสงครามด้วย

สร้างคันล้อมเมือง–เขตเศรษฐกิจ

สำหรับการดูแลเขตเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจนั้น ในแผนของรัฐบาลจะทำการสร้างพื้นที่ปิดล้อมเพื่อป้องกันพื้นที่เขตเศรษฐกิจหลัก ทั้งในระดับจังหวัด และโบราณสถานในเขตจังหวัดพื้นที่กลางน้ำ 14 จังหวัด และเขตพื้นที่ปลายน้ำ 7 จังหวัด งบประมาณ 30,000 ล้านบาท

นอกจากนั้น ในส่วนของนิคมอุตสาหกรรมทั้ง 7 แห่ง ที่ถูกน้ำท่วมในปีที่ผ่านมา มีการกำหนดสร้างเขื่อนป้องกันน้ำล้อมรอบนิคมฯ ระยะทางรวม 141.1 กม. มูลค่าการก่อสร้าง 4,833 ล้านบาท โดยมีความสูงของเขื่อน 4 ม.

ประกอบด้วย 1.นิคมฯบางปะอิน ความยาวเขื่อน 11 กม. วงเงินก่อสร้าง 728 ล้านบาท 2.สวนอุตสาหกรรมบางกระดี ความยาวเขื่อน 8.5 กม. วงเงินก่อสร้าง 272 ล้านบาท 3.สวนอุตสาหกรรมโรจนะ ความยาวเขื่อน 77.6 กม. งบประมาณก่อสร้าง 2,233 ล้านบาท 4.นิคมฯบ้านหว้า (นิคมฯไฮเทค) ความยาวเขื่อน 13 กม. งบประมาณก่อสร้าง 500 ล้านบาท 5.สวนอุตสาหกรรมนวนคร ความยาวเขื่อน 18 กม. งบประมาณก่อสร้าง 700 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ในส่วนของนิคมฯสหรัตนนคร ที่จะต้องสร้างความยาวเขื่อน 13 กม.นั้น ยังไม่ได้ข้อสรุป

ส่วนเขตประกอบการอุตสาหกรรมแฟคตอรี่แลนด์นั้น ไม่มีการสร้างเขื่อน เพราะมีพื้นที่เพียง 100 ไร่ และเป็นโรงงานขนาดเล็ก ส่วนด้านที่ติดกับคลอง 26 จะใช้งบประมาณ 10 ล้านบาท โดยกรมทางหลวงชนบท หรือ ทช. จะดำเนินการจัดสร้างให้ รวมทั้งการสร้างทางยกระดับถนนบริเวณนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ วงเงินก่อสร้าง 269 ล้านบาท ทางยกระดับถนนบริเวณนิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร วงเงินก่อสร้าง 50 ล้านบาท ด้วย

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการด้านวิศวกรรมตั้งข้อสังเกตถึงการดำเนินการด้านนี้ของรัฐบาลว่า หากรัฐบาลใช้วิธีให้ทุกพื้นที่เศรษฐกิจสร้างคันกั้นน้ำในระดับที่สูง จะมีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดปัญหาการหลากของน้ำไปยังพื้นที่ของคนยากจนที่ไม่สร้างคันกั้นน้ำหรือพื้นที่ลุ่มอื่นที่ไม่ใช่พื้นที่รับน้ำตามนโยบายของรัฐบาลได้ รวมทั้งมีโอกาสที่น้ำจะหลากลงมาท่วมพื้นที่ปลายน้ำ รวมถึงกรุงเทพมหานครได้

**********

ทั้งหมดนี้ คือแผนบริหารจัดการน้ำเบ็ดเสร็จ 3.5 แสนล้านบาท ที่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ทุ่มเทสรรพกำลังลงไปด้วยความคาดหวัง ซึ่งแม้ว่าจะมีบางรายละเอียดที่รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการสร้างความชัดเจนเพิ่มเติมโดยเร็ว เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องสบายใจและได้รับประโยชน์สูงสุด

แต่หากมองในภาพรวม ณ วันนี้ แผนที่ออกมาน่าจะสร้างความเชื่อมั่นให้คนไทยและนักลงทุนเพิ่มขึ้นได้ในระดับหนึ่ง.

หมายเหตุ
- แผนการควบคุมการใช้ที่ดินและการพัฒนาการใช้ที่ดิน วงเงินรวมทั้งหมด 20,000 ล้านบาท ตั้งวงเงินไว้ลอยๆ ขาดรายละเอียด และผู้รับผิดชอบตามแผนการดำเนินงาน ทั้งที่มีมูลค่าสูง
- แผนการสร้างทางน้ำหลากหรือฟลัดเวย์ ยังไม่มีการระบุพิกัดพื้นที่และรูปแบบการก่อสร้างที่ชัดเจน
- แผนการสร้างพื้นที่ปิดล้อม ป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจหลักของจังหวัด และนิคมอุตสาหกรรม 7 แห่ง ไม่ระบุจำนวนชุมชนที่จะได้รับการปกป้องและชุมชนที่ได้รับผลกระทบ อีกทั้งยังไม่มีแผนรองรับว่าจะควบคุมการระบายน้ำที่เหลืออย่างไรไม่ให้กระทบพื้นที่ปลายน้ำ
- แผนการสร้างแก้มลิงรับน้ำ ไม่มีรายละเอียดว่ารัฐบาลจะรับผิดชอบเกษตรกรในพื้นที่อย่างไร มีเกษตรกรที่จะได้รับผลกระทบกี่ราย และยังไม่มีกฎหมายรองรับในการบังคับให้รัฐจ่ายชดเชยประชาชนตามข้อตกลง
ทีมเศรษฐกิจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 20 กุมภาพันธ์ 2555, 05:15 น.
 

กสทช.พลิกวงการโทรทัศน์นำประเทศก้าวสู่ทีวีดิจิตอลควบคู่ความมั่นคงของชาติ 2012/02/13

http://www.thairath.co.th/column/eco/ecoscoop/237838

13 กุมภาพันธ์ 2555, 05:01 น.

Pic_237838

นับเป็นเวลาร่วม 10 ปี ที่ผู้ประกอบการวิทยุ โทรทัศน์ โทรคมนาคม รวมทั้งประชาชนคนไทยทั่วไป เฝ้ารอคอยให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เข้ามาจัดระเบียบคลื่นความถี่วิทยุ โทรทัศน์ และโทรคมนาคม เพื่อนำไปสู่การใช้งานคลื่นความถี่ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

จนเมื่อ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 หรือ พ.ร.บ.กสทช. มีผลบังคับใช้นำไปสู่กระบวนการสรรหากรรม การจนเสร็จสิ้น หลังมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งจำนวน 11 คน ไปเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2554 ที่ผ่านมา

ความหวังของประเทศที่จะมีองค์กรอิสระอำนาจเต็ม ในการกำกับ ดูแล จัดระเบียบคลื่นความถี่วิทยุ โทรทัศน์และโทรคมนาคม ให้เกิดประโยชน์โพดผลสูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชน เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ จึงเรืองรองส่องสว่างขึ้นอีกครั้ง

และเนื่องในโอกาสที่การเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ร่างแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ ร่างตารางกำหนดคลื่นความถี่แห่งชาติ ร่างแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคมและร่างแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ซึ่งเปรียบเสมือนการเริ่มต้นขับเคลื่อนภารกิจของ กสทช. เพิ่งเสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 10 ก.พ.ที่ผ่านมา

“ทีมเศรษฐกิจ” ขอถือโอกาสนี้ตามติดการเดินหน้านโยบายบริหารจัดการคลื่นความถี่ของชาติทั้งระบบจาก พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) และ พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธาน กสทช.ในฐานะประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.)

เพื่อจับยามสามตาดูว่า ภายหลังเข้ารับตำแหน่งเป็นเวลากว่า 5 เดือนเต็มแล้ว ทิศทางการบริหารจัดการคลื่นความถี่ทั้งหมดของ กสทช.ชุดใหม่เอี่ยมถอดด้ามชุดนี้ จะเป็นเช่นไร

เริ่มต้นจาก พ.อ.นที ศุกลรัตน์ อดีตคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ชุดเก่า ซึ่งถือเป็นกรรมการเพียงคนเดียวของ กสทช.ชุดใหม่ ที่เคยผ่านการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมมาก่อน และถือเป็นคีย์แมนสำคัญในการเปิดประมูลใบอนุญาตประกอบกิจการโทรศัพท์มือถือ 3 จี ย่านคลื่นความถี่ 2.1 กิกกะเฮิตรซ์ (GHz) ซึ่งถูกศาลสั่งระงับการเปิดประมูลไปในที่สุดเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา

“ตอนนั้นศาลสั่งยุติการเปิดประมูล 3 จี ตามคำฟ้องของบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เนื่องจากเห็นว่า พ.ร.บ.กสทช.กำลังจะมีผลบังคับใช้ ประกอบกับไม่มีแผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่ ทำให้ กทช.ไม่มีอำนาจที่จะนำคลื่นความถี่ดังกล่าวไปประมูลได้”

แต่การกลับมาครั้งนี้ พ.อ.นที เลือกขอทำหน้าที่ในส่วนของการกำกับดูแลกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์เป็นหลักแทน

“ผมมองว่างานสื่อวิทยุ โทรทัศน์ เป็นงานที่ท้าทาย เป็นสื่อที่มีอิทธิพลสูงมาก การเปลี่ยนวิธีคิดของคนในประเทศสามารถทำได้ 2 ทาง ทางแรกคือผ่านการศึกษา ซึ่งต้องใช้เวลายาวนาน ปูพื้นฐานกันใหม่ ส่วนทางที่สองคือผ่านทางสื่อโทรทัศน์ เพราะโทรทัศน์เข้าถึงคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกระดับ เชื่อว่าถ้าเรามีสื่อโทรทัศน์ที่มีเนื้อหาสาระที่ดี มีทางเลือกที่หลากหลายให้แก่ประชาชน จะนำไปสู่การเปลี่ยนวิธีคิดของคนไทย ได้ภายใน 3-5 ปี เพราะโทรทัศน์มีอิทธิพลครอบงำความคิดของประชาชนไทยในยุคปัจจุบันมาก”

ผลการสำรวจของเอซีเนลสันล่าสุด ยังบ่งชี้ให้เห็นว่า ผู้บริโภครับรู้ข้อมูลข่าวสารผ่านโทรทัศน์ถึง 95% ของประชากรทั้งหมด ผ่านรายการวิทยุ 60% และอ่านหนังสือพิมพ์จำนวน 50% โดยการรับข้อมูลข่าวสารผ่านหนังสือพิมพ์มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ สื่อโทรทัศน์เป็นสื่อที่มีอิทธิพลและมีบทบาทมาก หากในอนาคตสามารถดูโทรทัศน์ผ่านโทรศัพท์มือถือได้สะดวก คล่องตัวมากขึ้น ก็จะเพิ่มโอกาสในการรับชมมากขึ้นด้วย

ขณะที่ในอดีต การลงทุนในธุรกิจโทรทัศน์เป็นเรื่องยาก เพราะต้องใช้เงินลงทุนสูง

เปลี่ยนระบบทีวีสู่ยุคดิจิตอล

พ.อ.นที บอกว่า ยุทธศาสตร์การกำกับกิจการกระจายเสียงโทรทัศน์และวิทยุใหม่ ซึ่งผ่านการอนุมัติจากบอร์ด กสท แล้วนั้น คือการเดินหน้าสู่ระบบทีวีดิจิตอล เพื่อให้ใช้คลื่นความถี่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ในเบื้องต้นจะนำคลื่นความถี่ที่มีอยู่และไม่ได้ใช้งาน เช่น ช่อง 2, 4, 6, 8 มาจัดสรร เพื่อทดลองออกอากาศ ซึ่งจะสามารถแบ่งซอยช่องแพร่ภาพได้มากกว่า 50 ช่อง

“กสทช.ได้กำหนดการเปลี่ยนผ่านการรับส่งสัญญาณโทรทัศน์จากระบบอนาล็อกไปสู่ระบบดิจิตอล โดยได้ร่างกฎเกณฑ์เงื่อนไขการทดลองการออกอากาศทีวีดิจิตอลลงในแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แล้ว มีเป้าหมายเริ่มทดลองการแพร่ภาพในอีก 6 เดือนข้างหน้าหรือภายในปีนี้ และน่าจะเริ่มเปิดประมูลใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิตอลได้ภายในต้นปี 2556”

ในช่วงการทดลองออกอากาศนั้น จะดำเนินการร่วมกับผู้ประกอบการสถานีโทรทัศน์ 3, 5, 7, 9, 11, ไทยพีบีเอส ปัจจุบัน รวมถึงผู้ที่สนใจจะทดลอง ด้วยการนำเนื้อหา (คอนเทนต์) ที่มีอยู่ อาทิเช่น รายการข่าว รายการบันเทิง ละคร สารคดี นำมาแพร่ภาพในระบบดิจิตอล

“และเนื่องจากระบบดิจิตอล รองรับการแบ่งซอยสถานีได้มากขึ้น ทุกคนจึงมีโอกาสเป็นเจ้าของรายการ ผลิตเนื้อหาดีๆ ได้ง่ายขึ้น มีช่องสถานีให้ผู้ชมเลือกตามความพึงพอใจ การแข่งขันจะอยู่ที่เนื้อหาของการนำเสนอมากกว่าปัจจุบัน และเมื่อเนื้อหาคุณภาพดี ประชาชนก็ย่อมได้รับแต่สิ่งที่ดีๆตามไปด้วย”

เขาอธิบายต่อว่า ทีวีดิจิตอลระบบใหม่ของ กสทช. จะทำงานผ่านอุปกรณ์  Set Top Box  หรือกล่องรับสัญญาณ ซึ่งมีราคาประมาณ 2,000-2,500 บาท ติดตั้งเข้ากับทีวีระบบอนาล็อก เพื่อแปลงสัญญาณเป็นดิจิตอล และในอนาคตหากทิศทางเริ่มชัดเจน ผู้ผลิตโทรทัศน์ก็พร้อมที่จะติดตั้งอุปกรณ์รองรับเข้ากับตัวเครื่องทีวีจากโรงงานทันที โดยล่าสุดก็มีผู้ผลิตโทรทัศน์รายใหญ่เข้ามาหารือกับ กสทช.แล้ว

พ.อ.นที กล่าวว่า ในอีก 3 ปีข้างหน้าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของวงการโทรทัศน์อย่างมาก เพราะประชาชนสามารถรับชมทีวีได้กว่า 50 ช่อง และในอนาคตจะเพิ่มเป็น 100 ช่อง

“เมื่อถึงเวลา สถานีโทรทัศน์ในปัจจุบันก็จะค่อยๆปรับ ผันตัวเองสู่ระบบทีวีดิจิตอลด้วย ระบบนี้ยังรองรับการรับชมผ่านโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ตได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มยอดการเข้าถึงสื่อ กระตุ้นธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ยอดการรับชมจะเพิ่มเป็น 20 ล้านคน  และ 100 ล้านคนต่อไปได้”

“การเปลี่ยนผ่านธุรกิจโทรทัศน์จากระบบอนาล็อกไปสู่ระบบทีวีดิจิตอลจะคล้ายๆ การเปลี่ยนจากโทรทัศน์จอภาพขาวดำ เป็นโทรทัศน์จอภาพสี เพราะเป็นลักษณะค่อยๆ ปรับเปลี่ยน ผมมั่นใจว่าทีวีดิจิตอลจะทำให้ทุกคนมีโอกาสมากขึ้น ผู้ผลิตที่ไม่มีทุนสูงนัก ก็จะสามารถเข้าถึงธุรกิจได้มากขึ้น เพราะจัดสรรช่องได้เพิ่มขึ้น ผู้บริโภคจะมีทางเลือกในการรับชมที่หลากหลายและชื่นชอบ”

ชี้ชะตาอนาคตทีวี ดาวเทียม

เขายังกล่าวถึงการจัดระเบียบโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ซึ่งกำลังขยายตัวอย่างสูง รวมทั้งโทรทัศน์ผ่านสายเคเบิ้ลหรือเคเบิ้ลทีวีว่า กสทช.กำลังร่างกฎเกณฑ์การออกใบอนุญาตสำหรับการประกอบกิจการโทรทัศน์ทั้ง 2 ประเภทเช่นกัน

โดยเฉพาะทีวีดาวเทียม ณ ปัจจุบันเปิดบริการแล้วกว่า 100 ช่อง มีครัวเรือนมีการติดตั้งจานดาวเทียม 11 ล้านครัวเรือน หรือ 50% ของจำนวนประชากร ในปีนี้คาดว่าจะเพิ่มเป็น 70% และปีหน้าเพิ่มเป็น 90% ที่รับชมโทรทัศน์ผ่านจานดาวเทียม แทนเสาก้างปลาเช่นในอดีต

แต่ดาวเทียมก็มีข้อจำกัดเรื่องคุณภาพของสัญญาณที่มักติดๆ ดับๆ หากอากาศไม่ดี มีพายุหรือฝนตกฟ้าคะนอง และยังไม่รองรับการรับชมผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ ซึ่งถือเป็นเทรนด์ในอนาคต

ที่สำคัญต้องยอมรับว่าทีวีดาวเทียม ควบคุมค่อนข้างยาก โดยเฉพาะด้านเนื้อหาสาระ ซึ่งอาจกระทบต่อความมั่นคงในประเทศได้ง่าย เนื่องจากผู้ประกอบการสามารถเช่าดาวเทียมในต่างประเทศและแพร่ภาพสู่ผู้ชมในไทยได้ และยังมีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์รายการ ที่ควบคุมลำบาก

อย่างไรก็ตาม กสทช.ไม่ได้มีนโยบายที่จะปิดกั้นผู้ประกอบการทีวีดาวเทียม เพราะที่สุดก็เป็นธุรกิจที่อาจสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้ชมเฉพาะกลุ่มได้ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับทีวีดิจิตอล

แล้ว ก็เป็นเหมือนกับมือถือสมาร์ทโฟนกับพีซีที เพราะคุณภาพแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คุณภาพการรับชมของทีวีดิจิตอลจะมีความคมชัดสูง

“ที่สุดแล้ว ระบบการแพร่ภาพโทรทัศน์จากภาคพื้นดินจะถือเป็นระบบหลักของธุรกิจ สถานีทั่วโลกก็ใช้ระบบนี้เพราะคุณภาพเสียงและภาพที่ดีกว่า ส่งสัญญาณได้เสถียรกว่า”

ที่สำคัญระบบบนทีวีดิจิตอล เอื้อต่อการเผยแพร่ระบบเตือนภัยพิบัติ เพื่อประกาศให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูล โดยเฉพาะภัยธรรมชาติ ซึ่งจะเผยแพร่ได้แม่นยำ เที่ยงตรง เข้าถึงทุกครัวเรือน โดยเรื่องของการเตือนภัยนั้น จะกำหนดไว้ในเงื่อนไขหลักเกณฑ์ใบอนุญาตที่ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ทุกรายจะต้องปฏิบัติ

สำหรับในส่วนของผู้บริโภคนั้น หากต้องการรับชมทีวีดิจิตอล ก็สามารถทำได้เพียงติดตั้ง set top box เพื่อปรับสัญญาณภาพจากอนาล็อกเป็นดิจิตอล โดยไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องรับ

ซึ่งในเบื้องต้น กสทช.กำลังศึกษาอยู่ว่าจะสามารถอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการติดตั้งได้อย่างไร ในเบื้องต้น เพราะในอนาคต หากเทคโนโลยีมีความชัดเจน ผู้ผลิตก็พร้อมผลิตโทรทัศน์ดิจิตอลรองรับได้ทันที

กำหนดเกณฑ์จัดระเบียบทีวี–วิทยุ

พ.อ.นที อธิบายด้วยว่า การจัดสรรคลื่นความถี่ทีวีดิจิตอล อยู่ภายใต้หลักการแบ่งประเภทสถานีใน 3 รูปแบบ คือ ทีวีชุมชน ทีวีสาธารณะ และทีวีเชิงธุรกิจ

ในส่วนของทีวีเพื่อชุมชนและสาธารณะนั้น จะเป็นการจัดสรรให้โดยไม่ต้องประมูล เพราะไม่อนุญาตให้โฆษณา ประชาสัมพันธ์ การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารนั้น กำลังให้ตอบสนองต่อชุมชนและสาธารณะเท่านั้น

ส่วนทีวีเชิงธุรกิจ จะจัดสรรผ่านวิธีการประมูลใบอนุญาต ผู้ประกอบการสามารถหารายได้จากค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์

สำหรับในส่วนของการลงทุนนั้น กสทช.ได้วางแผนการลงทุนแบ่งเป็น 3 รูปแบบ เน้นไม่ให้เกิดการลงทุนซ้ำซ้อน คือ 1.การลงทุนสร้างโครงข่ายโทรทัศน์หรือการลงทุนสร้างเสาส่งสัญญาณ ซึ่งจะมีผู้ลงทุนเพียง 1-2 รายเท่านั้น 2.ลงทุนสถานีรับส่งสัญญาณ ซึ่งจะมีผู้ลงทุนไม่เกิน 10 ราย และ 3. ลงทุนคลื่นและช่องสัญญาณ ที่จะเปิดโอกาสผู้ผลิตรายการทุกคน ได้นำเสนอผลงานและรายการของตัวเอง

“หากจะอธิบายให้เห็นภาพ ก็คือ ผู้ลงทุนรายที่ 3 ใช้อุปกรณ์ของรายที่ 2 ซึ่งใช้อุปกรณ์ของรายที่ 1 วิธีนี้จะช่วยประหยัดการลงทุนไปได้มาก

หากคุณมีเนื้อหาดีๆ หรือเรื่องที่ต้องการนำเสนอ เพียงแค่ซื้อหรือเช่าช่องสัญญาณ ก็สามารถเปิดสถานีออกอากาศได้ เพราะผู้ประกอบการที่สร้างเสาส่งสัญญาณและรับส่งสัญญาณ จะไม่สามารถปิดกั้นผู้ที่จะมาเช่าใช้ โดย กสทช.จะออกหลักเกณฑ์การกำกับดูแลให้รัดกุม ไม่ให้มีการเอารัดเอาเปรียบกัน”

ทั้งนี้ รูปแบบการลงทุนดังกล่าว เป็นไปตามนโยบายการส่งเสริมการใช้โครงสร้างพื้นฐานและโครงข่ายโทรทัศน์ร่วมกัน และส่งเสริมให้ประชาชนได้รับชมทีวีดิจิตอลได้อย่างทั่วถึง การลงทุนสร้างโครงข่ายอาจเป็นการร่วมลงทุนกัน แล้วนำบริษัทไปกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมด้วย

อย่างไรก็ตาม กฎเกณฑ์ดังกล่าวจะกำหนดเฉพาะการให้บริการทีวีระบบดิจิตอลเท่านั้น เพราะต้องยอมรับว่าผู้ประกอบการเดิมที่มีอยู่ ทั้งฟรีทีวี ทีวีดาวเทียม เคเบิ้ลทีวี ต่างมีฐานคนดูและให้บริการอยู่แล้ว การเข้าไปจัดการใดๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย

“ทีวีในปัจจุบันไม่ว่าเป็นระบบใด ก็ยังสามารถให้บริการกันได้ต่อไป ยังอยากเป็นอนาล็อกก็เป็นต่อไปได้ แต่ที่สุด เชื่อว่าทุกรายต้องการเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิตอล เพียงแต่รอระยะเวลาที่เหมาะสม และต้องรอผลทดลองการออกอากาศทีวีดิจิตอลในปลายปีนี้ก่อนว่าจะเป็นอย่างไร เพราะเราได้เตรียมดึงฟรีทีวีเข้ามามีส่วนร่วมในการทดลองด้วย และเชื่อว่าไม่เกิน 4 ปี
ข้างหน้าระบบทีวีของประเทศ จะเปลี่ยนเป็นดิจิตอลเกือบทั้งหมด”

เพราะจุดเด่นของทีวีดิจิตอล คือ ดูฟรี ถ้ารับสัญญาณได้ ภาพจะคมชัด แต่ถ้าไม่มีสัญญาณก็จะไม่เห็นภาพใดๆ ในช่วงแรกจะต้องหาซื้อ Set top box เพื่อมาแปรสัญญาณ แต่เชื่อว่าเมื่อมีการเปิดส่งสัญญาณทีวีดิจิตอลภายในปีนี้ ทิศทางต่างๆชัดเจนขึ้น ราคาอุปกรณ์ก็จะปรับลดลงทันที

นับจากนี้ ตลาดทีวีก็จะแบ่งกลุ่มผู้ชมอย่างชัดเจน ผู้บริโภคจะเลือกรับชมสิ่งที่ชื่นชอบบนทางเลือกที่หลากหลาย ส่วนคลื่นวิทยุนั้น มีนโยบายที่ชัดเจนแล้วว่า จะผลักดันสู่ระบบดิจิตอลเช่นกัน โดยจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับสถานีที่มีอยู่เดิม นอกจากการออกใบอนุญาตให้ เพราะการจัดระเบียบสถานีที่มีอยู่เป็นจำนวนมากขัดแย้งกลุ่มผลประโยชน์ จะทำให้ที่สุดงานไม่สำเร็จ

แก้ปัญหาสัญญาณขัดข้อง

เปิดประมูลคลื่นฮัลโหล 3 จีไตรมาส 3

พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าระบบโทรศัพท์มือถือของประเทศไทยนั้นประสบปัญหาสัญญาณโทรศัพท์ขัดข้องมาระยะหนึ่งแล้ว

นั่นเป็นเพราะความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะการใช้งานอินเตอร์เน็ตบนมือถือ (ดาต้า) ทำให้ช่องสัญญาณที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่เพียงพอต่อความต้องการ

เปรียบเทียบได้กับถนน เดิมมีอยู่ 2 เลน ทุกคนวิ่งรถได้คล่องไม่ติดขัด เพราะมีผู้ใช้น้อยราย ใช้รถประเภทเดียวกัน แต่ปัจจุบันมีจำนวนผู้ใช้มากขึ้น และยังมีรถพ่วงมาร่วมใช้ด้วย ทำให้การจราจรการสื่อสารติดขัด ขณะที่ถนนที่มีอยู่ก็ไม่ได้ขยาย ยังคงเท่าเดิม

เช่นเดียวกับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ มีคลื่นความถี่อยู่อย่างจำกัด แต่จำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มมากขึ้น และยังขยายการให้บริการอินเตอร์เน็ตบนมือถือเพิ่มขึ้นอีกด้วย ทำให้สัญญาณขัดข้อง บางครั้งต้องต่อสายโทรศัพท์ถึง 5 ครั้ง จึงจะสามารถติดต่อสื่อสารได้

ฉะนั้น สิ่งที่จะแก้ไขปัญหาสัญญาณโทรศัพท์มือถือขัดข้องได้ คือ การเปิดให้บริการโทรศัพท์มือถือ 3 จี บนคลื่นความถี่ย่าน 2.1 กิกะเฮิรตซ์ (GHz) เพราะเป็นคลื่นที่รองรับการให้บริการอินเตอร์เน็ตบนมือถือได้อย่างมีประสิทธิภาพ คลื่นความถี่ดังกล่าวมีจำนวน 45 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) เป็นคลื่นรองรับเทคโนโลยี IMT-2000 หรือ IMT-Advanced อันสามารถพัฒนาความเร็วในการให้บริการไปถึงยุค 3.9 จี หรือที่ความเร็วสูงสุด 100 Mbps

เดินหน้าสู่การประมูล 3 จี

พ.อ.เศรษฐพงค์กล่าวว่า หลังรับตำแหน่งมาได้ 5 เดือนเศษ กสทช.กำลังเร่งกระบวนการต่างๆตามที่ พ.ร.บ.กสทช.กำหนด เพื่อนำไปสู่การเปิดประมูลใบอนุญาต 3 จี โดยเร็วที่สุด โดยตามเป้าหมายจะต้องเปิดประมูลให้ได้ภายในไตรมาส 3 ของปี 2555 นี้

โดยแม้จะทำงานอย่างเร่งด่วน แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ประชาชนจะต้องได้ประโยชน์สูงสุด จึงต้องรับฟังความเห็นสาธารณะ (ประชาพิจารณ์) แผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่ แผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม การปรับปรุงและทบทวนประกาศต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการประมูล 3 จี ซึ่งเป็นการนำสิ่งที่กรรมการ กทช.ชุดเดิมได้ดำเนินการไว้แล้วมาทบทวนปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

พ.อ.เศรษฐพงค์กล่าวต่อด้วยว่า สิ่งที่เป็นข้อกังวลของทุกฝ่าย โดยเฉพาะนักลงทุน คือ ประกาศ กสทช.ว่าด้วยเรื่องการกำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว พ.ศ.2554 ซึ่ง กสทช.กำลังเร่งทบทวนประกาศดังกล่าว เพื่อให้มีความชัดเจนมากที่สุด

“เราต้องยอมรับว่าอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของประเทศไทยยังไม่เข้มแข็ง และบุคลากรก็ยังไม่เข้มแข็งพอ ทำให้ต้องอาศัยพึ่งพาทั้งเม็ดเงินจากต่างประเทศ เทคโนโลยีจากต่างประเทศ เพราะ ฉะนั้น การปรับกฎเกณฑ์ต่างๆเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุน เป็นสิ่งที่ต้องพึงกระทำ”

แต่โดยส่วนตัวแล้ว เห็นว่าผู้บริหารระดับสูงสุดนั้น ควรจะเป็นคนไทย เพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยได้เรียนรู้ ได้เติบโตมีความก้าวหน้า แต่ผู้บริหารระดับรองๆก็ควรเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ เพราะส่วนใหญ่ทำงานกันเป็นทีม

ส่วนเรื่องสิทธิ์การถือหุ้นนั้น เป็นไปตาม พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ซึ่งกำหนดให้ต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน 49% ส่วนการจะแต่งตั้งตัวแทนหรือนอมินี ก็ต้องพิสูจน์ทราบ รวมถึงการโหวตสิทธิ์ของผู้ถือหุ้น ก็ต้องมาพิจารณาในรายละเอียดว่าจะดำเนินการแก้ไขอย่างไรให้เหมาะสมและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

“เราต้องเข้าใจ เหมือนเอาใจเขามาใส่ใจเรา เมื่อนำเงินกว่า 10,000 ล้านบาท มาลงทุนแล้ว ก็ต้องการกำกับดูแลและสร้างรายได้ กำไรจากการลงทุน ต้องการคุมการลงทุนด้วยตัวเอง ซึ่ง กสทช.ก็เข้าใจ แต่จะต้องกำหนดกฎเกณฑ์ กติกาที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ซึ่งเชื่อว่าทำได้”

เอกชนมีเฮลั่นดาล N-1

พ.อ.เศรษฐพงค์กล่าวต่อว่า สำหรับหลักเกณฑ์เงื่อนไขการประมูล 3 จี นั้น กำลังอยู่ระหว่างการทบทวนรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการประมูลว่าควรเป็นรูปแบบใด จากเดิมมีการกำหนดเงื่อนไข N-1 นั่นคือ หากมีผู้เข้าประมูล 3 ราย จะให้ใบอนุญาต 2 ราย หากมีผู้เข้าประมูล 4 ราย จะให้ใบอนุญาต 3 ราย เพราะเชื่อว่าจะทำให้เกิดการแข่งขันกันอย่างเต็มที่

“ส่วนตัวผมคิดว่า N-1 ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาฮั้วประมูล เมื่อไม่แก้แล้วจะมีทำไม แต่เนื่องจากมีข้อท้วงติง ก็ต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน เพราะการตัดสินใจเป็นของคณะกรรมการทั้งชุด ไม่ใช่ผมคนเดียว”

ส่วนราคาเริ่มต้นประมูลนั้น จากเดิมกำหนดไว้ที่ 12,800 ล้านบาท บางรายบอกเป็นราคาที่สูงเกินจริง บางรายบอกเป็นราคาที่ต่ำเกินไป ซึ่งคณะทำงานด้านเศรษฐศาสตร์จะเป็นผู้วิเคราะห์ว่าราคาเริ่มต้นประมูล ณ ปัจจุบันควรเป็นเท่าไร โดยจะนำตัวอย่างการเปิดประมูลคลื่นความถี่ในหลายๆประเทศ มาศึกษาเปรียบเทียบด้วย เพราะหลายประเทศประมูลคลื่นความถี่ในราคาที่สูงมาก จนที่สุดทำให้ธุรกิจไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ และต้องล้มละลาย ทำให้ประเทศเสียหาย ประชาชนเสียโอกาสในการใช้ 3 จี

“ไม่มีใครรู้ว่าราคาที่แท้จริงเป็นเท่าใด ทั้งราคาคลื่น ราคาเทคโนโลยี ต้องรอให้คณะอนุกรรมการด้านเศรษฐศาสตร์ศึกษาก่อน จึงจะนำเสนอบอร์ด กสทช.ขอเป็นมติ โดยก่อนที่จะประกาศ
กฎเกณฑ์เงื่อนไขการประมูลนั้น ต้องรับฟังความเห็นสาธารณะอีกครั้งก่อนประกาศบังคับใช้ ซึ่งคาดว่าภายในเดือน เม.ย.นี้จะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนอย่างแน่นอน”

ส่วนการใช้โครงสร้างพื้นฐานและโครงข่ายร่วมกันนั้น ต้องกำหนดให้ชัดเจนไว้ในเงื่อนไขใบอนุญาตและการประมูลว่า ผู้รับใบอนุญาตจะต้องให้ผู้ประกอบรายอื่นๆ เช่าใช้เสาโทรคมนาคมร่วมกันได้ (Tower Co) โดยที่ผ่านมาผู้ประกอบการไม่สามารถใช้เสาร่วมกันได้ ทำให้มีเสาโทรคมนาคมเกิดขึ้นอย่างมากมาย และส่วนหนึ่งมาจากการแข่งขันที่รุนแรง ดังนั้น กสทช.จะต้องกำหนดเกณฑ์การห้ามปฏิเสธการใช้เสาร่วม และจะกำหนดค่าธรรมเนียมการเช่าเสา เพื่อความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

“เราก็ได้แต่หวังว่าการเปิดประมูลใบอนุญาต จะทำได้ตามกำหนดและปลอดโปร่งไร้อุปสรรค ส่วนการฟ้องร้องนั้นคาดว่าจะต้องมีอยู่แล้ว แต่น่าจะไม่เป็นอุปสรรคเหมือนครั้งก่อน เนื่องจาก กสทช.ชุดนี้มีอำนาจเต็มตามกฎหมายในการเดินหน้าเปิดประมูล ส่วนคดีฟ้องร้องเก่าถือว่าจบไปแล้ว เพราะเป็นการฟ้องคณะกรรมการชุดเดิม จึงไม่คิดว่าจะมีอะไรฉุดรั้งเราได้อีก”.
ทีมเศรษฐกิจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 13 กุมภาพันธ์ 2555, 05:01 น.
 

3นักวิชาการเตือนภัยเศรษฐกิจโลกแนะรัฐบาลจัดทัพรับมือความผันผวนพุ่ง 2012/02/13

http://www.thairath.co.th/column/eco/ecoscoop/236125

6 กุมภาพันธ์ 2555, 05:00 น.

Pic_236125

เอกนิติ – กิริฎา – ปานปรีย์

ความเสื่อมถอยทางเศรษฐกิจของมหาอำนาจในซีกโลกตะวันตก แม้ว่าจะเกิดขึ้นตั้งแต่ 2-3 ปีที่ผ่านมา หลังวิกฤติความล่มสลายของสถาบันการเงินยักษ์ “เลห์แมน บราเธอร์” ต่อเนื่องด้วย “วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์” ในสหรัฐฯ ขณะที่ “วิกฤติหนี้สาธารณะ” กำลังล่มสลายเศรษฐกิจทั่วทั้งสหภาพยุโรป

แต่มาจนถึงวันนี้ ความพยายามในการแก้ปัญหายังห่างไกลความสำเร็จ ตรงกันข้าม “ภาวะวิกฤติ” ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น จนยากที่จะกลับมายืนอยู่ในจุดที่เป็นเสาหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกได้
แม้ว่ากระแสหลักของโลกจะเปลี่ยนโฉมมาสู่ “บูรพาภิวัฒน์” ส่งให้ประเทศเอเชียมีบทบาทในเศรษฐกิจโลกมากขึ้น แต่พันธนาการทางเศรษฐกิจที่ยังคงผูกพัน และเกาะเกี่ยวอย่างแนบแน่นกับมหาอำนาจโลกในอดีต ทำให้เศรษฐกิจโลกในปีนี้ ยังคง “ซมพิษไข้หนัก” ไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ส่งผลกระทบรุนแรงต่อความผันผวนของตลาดเงินและตลาดทุนในประเทศเกิดใหม่ รวมทั้งประเทศไทย ที่จ่อจะเผชิญระเบิดเวลาลูกแล้วลูกเล่าที่สั่งสมมานานจากวิกฤติเศรษฐกิจ ขณะที่ความซบเซาของการค้าโลก ส่งผลโดยตรงต่อภาคการส่งออก ที่เป็นพระเอกผลักดันการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยมายาวนาน

“ทีมเศรษฐกิจ” จึงถือโอกาสนี้ สัมภาษณ์ “นักวิชาการรุ่นใหม่” ที่มีความเชี่ยวชาญและจับตา “วิกฤติเศรษฐกิจโลก” มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเจาะลึกถึง “ปัญหา ผลกระทบ และทางออก” เพื่อให้เศรษฐกิจ และภาคธุรกิจไทย เตรียมความพร้อมรับมือ “วิกฤติโลก” ที่ยังหนักหนา และรุนแรงที่สุดในปี 2555 นี้

ดร.กิริฎา เภาพิจิตร
เศรษฐกรอาวุโส ธนาคารโลกประจำประเทศไทย

ปัจจัยที่จะส่งผลกระทบรุนแรงที่สุด คือ การชะลอตัวลงของเศรษฐกิจสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งธนาคารโลกประเมินว่า เศรษฐกิจอียูจะติดลบ 0.3% จากที่ก่อนหน้าที่ประเมินว่าจะขยายตัว 1.8% เพราะยังไม่มีทีท่าว่า อียูจะแก้ปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศในกลุ่ม PIIGS ประกอบด้วย โปรตุเกส อิตาลี ไอร์แลนด์ กรีซ และสเปน ได้

โดยคาดว่า ยุโรปคงใช้เวลานานในการแก้ปัญหา เพื่อให้เศรษฐกิจกลับมาอยู่ในระดับเดิมเหมือนช่วงก่อนเกิดวิกฤติ และภายในปีนี้ปัญหาจะยังคงไม่บรรเทาลง ดังนั้น เศรษฐกิจไทยยังคงจะได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจอียูไปอีกระยะหนึ่ง แต่จะนานเพียงไรนั้น ขึ้นอยู่กับการแก้ปัญหาของอียู และรัฐบาลของแต่ละประเทศ

“เศรษฐกิจอียูที่ชะลอตัวลง เหมือนกับเศรษฐกิจของสหรัฐฯในปี 2552 ที่เกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ที่เป็นการล้มละลายครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์สถาบันการเงินของสหรัฐฯ และส่งผลกระทบไปทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยและกว่าสหรัฐฯจะฟื้นตัวใช้เวลาหลายปี แต่ก็คาดว่า การชะลอลงของเศรษฐกิจอียูครั้งนี้ น่าจะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยไม่รุนแรงเท่าวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์”

สำหรับผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจไทยนั้น จะส่งผลกระทบโดยตรงมายังการส่งออกสินค้าที่อาจลดลงจากกำลังซื้อของอียูที่ลดลง โดยปัจจุบันไทยมีสัดส่วนการส่งออกไปอียูประมาณ 10% ของการส่งออกรวม หรือมูลค่าราว 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งหากการส่งออกไทยไปอียูลดลงมาก จะกระทบกับการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ ส่วนผลกระทบการเงินโดยตรงมีไม่มาก เพราะสถาบันการเงินไทยมีสินทรัพย์ในยุโรปไม่มาก

อีกด้านหนึ่งของผลกระทบคือ เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และอียูยังไม่ฟื้นตัวมากนัก นักลงทุนคงต้องมองหาแหล่งที่จะนำเงินไปลงทุน ซึ่งเอเชียรวมถึงประเทศไทย ยังมีแรงดึงดูดการลงทุนเป็นอย่างดี เพราะยังให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ดังนั้น เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลดีจากการไหลเข้าของเงินลงทุนเหล่านี้

แต่ขณะเดียวกัน การไหลเข้าของเงินตราต่างประเทศจำนวนมาก ก็อาจทำให้อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าขึ้น โดยหากค่าเงินแข็งค่าเกินกว่าประเทศคู่แข่งก็อาจทำให้ภาคการส่งออกของไทยสูญเสียศักยภาพในการแข่งขัน หรือเสียเปรียบคู่แข่งมากขึ้น

ทั้งนี้ สำหรับการชะลอตัวของเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากนัก เพราะเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มมีพลังมากขึ้น เห็นได้จากตัวเลขอัตราการว่างงานที่ลดลง การบริโภคในประเทศเริ่มดีขึ้น มีการนำเข้าสินค้าจากเอเชียมากขึ้น ส่วนเศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มฟื้นตัวจากแผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมาแล้ว ส่วนจีน แม้เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวลง แต่ยังมีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ปีละ 7-8% และจะเป็นตัวขับเคลื่อน ช่วยให้ภาคส่งออกของไทยทดแทน เพราะแต่ละปีจีนนำเข้าสินค้าจากทั่วโลก รวมถึงเอเชียและไทยในมูลค่าสูงมาก

ธนาคารโลกประเมินเศรษฐกิจโลกปีนี้ ขยายตัวเพียง 2.5% ซึ่งการชะลอตัวลงดังกล่าว ในอีกด้านจะส่งผลให้ราคาสินค้าอ่อนลง โดยเฉพาะราคาสินค้าโภคภัณฑ์ อย่างเช่นน้ำมันเชื้อเพลิงและส่งผลให้เงินเฟ้อของโลกไม่สูงมาก

สำหรับเศรษฐกิจไทยในปีนี้ น่าจะยังขยายตัวได้ประมาณ 3-4% ซึ่งในระดับนี้ถือว่าดีอยู่แล้ว ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง และถือว่าดีขึ้นกว่าปี 54 ที่คาดว่าจะขยายตัวได้มากราว 1% ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยในปีนี้ ยังจะได้รับผลดีจากมาตรการฟื้นฟูประเทศภายหลังน้ำลด และการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในของรัฐบาล

“เข้าใจว่า รัฐบาลพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ แต่สิ่งที่ต้องดูคือ การลงทุนภาครัฐ ยังมีสัดส่วนน้อยมากในผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) คือมีสัดส่วนประมาณ 7% และการบริโภคภาครัฐมีสัดส่วน 10% แม้จะพยายามกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวมากขึ้น แต่คงจะมีส่วนผลักดันให้จีดีพีขยายตัวได้ไม่ถึง 1% เท่านั้น ทางที่ดี รัฐบาลต้องมีนโยบายสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชน และกระตุ้นให้มีการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้น เพราะมีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 55% ซึ่งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใน แต่ก็ไม่ควรละทิ้งหรือลดพึ่งพาการส่งออก”

มองว่า เศรษฐกิจไทยยังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมาก เพราะที่ผ่านมา เคยเติบโตได้ถึง 6-7% จากการพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก แต่เมื่อเศรษฐกิจโลกมีปัญหา เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบตามไปด้วย แต่ผู้ส่งออกไทยก็สามารถปรับตัว ด้วยการหันไปส่งออกยังตลาดใหม่มากขึ้น  และเพิ่มสัดส่วนการส่งออกไปตลาดใหม่มากขึ้น

ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร
อดีตผู้แทนการค้าไทย

ปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีจุดเริ่มต้นมาจากปัญหา “ซับไพร์ม” ปี 2551 ที่เป็นปัญหาใหญ่ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ แต่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า ประเทศมหาอำนาจจะประสบปัญหาทางการเงินขนาดนี้

ถึงแม้ในปี 2554 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาจะดีขึ้น โดยไตรมาสแรกขยายตัว 0.4% ไตรมาส 2 ขยายตัว 1.3% ไตรมาส 3 ขยายตัว 1.8% และไตรมาส 4 ขยายตัว 2.8% รวมทั้งปีขยายตัว 1.6% แต่ก็มาเจอปัญหาเศรษฐกิจสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญของสหรัฐอเมริกาเข้าให้อีก

“ตอนนี้สหรัฐอเมริกายังอยู่ในอาการงงๆว่า จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจฟื้นตัว หลังออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณเงิน (QE) หรือ QE1 และ QE 2 มาแล้ว จะออก QE3 ก็กลายเป็นปัญหาทางการเมือง เพราะมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยผู้ที่ไม่เห็นด้วยให้เหตุผลว่าหลังการออก QE1 และ QE2 ไปแล้วก็ไม่เห็นว่าจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น”

สำหรับผลกระทบต่อไทยนั้น มองว่าปี 2554 ที่ผ่านมา ประเทศไทยส่งออกไปสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วน 9.55% ของยอดส่งออกทั้งหมด เทียบกับอาเซียนแล้วถือว่าไม่มาก แต่เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯยังไม่ฟื้นตัว ก็ส่งผลกระทบทั้งทางตรง และทางอ้อมคือ เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่ฟื้นตัว เศรษฐกิจโลกก็ได้รับผลกระทบไปด้วย การจะส่งออกไปประเทศอื่นๆ จึงพลอยได้รับผลกระทบทางอ้อมไปด้วย

ขณะที่เศรษฐกิจของสหภาพยุโรปขณะนี้ เรียกได้ว่า เป็น “ยุคหนี้สินล้นพ้นตัว” เพราะสร้างหนี้กันจนคุมไม่ได้ และการแก้ปัญหาของสหภาพยุโรป ก็มีความซับซ้อนกว่าปัญหาที่เคยเกิดขึ้นมา เนื่องจากเดิมมีความเชื่อว่า การรวมตัวกันเป็นสหภาพยุโรปนั้น เมื่อประเทศใดประเทศหนึ่งเกิดปัญหา กลุ่มสหภาพยุโรปจะเข้าไปช่วยเหลือกันได้

“แต่ที่ผ่านมากลับพบว่าการแก้ปัญหาไม่ไปไหน แก้ได้ช้าและยังเป็นวิธีเดิมๆ ใส่มาตรการอะไรเข้าไปก็เหมือนตุ่มรั่ว เติมยังไงก็ไม่เต็ม การรวมตัวเป็นสหภาพยุโรปที่ดูเหมือนจะดี ที่หากประเทศใดมีปัญหาที่เหลือจะได้ช่วยเหลือกัน แต่กลับอยู่ในสภาพที่จะเดินหน้า หรือจะถอยหลังก็ไม่ได้ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก”

ที่หนักสุดคือ ประเทศกรีซที่เป็นหนี้สาธารณะ 142.8% ต่อจีดีพี รองลงมาก็เป็นไอร์แลนด์ที่ปล่อยสินเชื่อมากไปจนเป็นปัญหาด้านการคลัง ประเทศอิตาลีและโปรตุเกสเองก็มีหนี้สินจำนวนมาก ขณะที่สเปนมีปัญหาการว่างงาน ทั้งหมดล้วนเป็นปัญหาของสหภาพยุโรปที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน

การใช้เงินสกุลเดียวของอียูหรือ Single Currency ประเทศที่แข็งแรงจะได้เปรียบประเทศที่อ่อนแอกว่า เพราะมีบทบาทที่จะกำหนดนโยบายการเงินเพื่อประโยชน์กับประเทศตนมากกว่า อียูจึงไม่ได้วางนโยบายเพื่อแก้ปัญหาให้กับประเทศที่มีปัญหาเศรษฐกิจ ขณะที่การใช้เงินสกุลเดียวร่วมกัน ถือเป็นบทเรียนราคาแพงระดับโลก ที่ต้องศึกษาผลดีผลเสีย โดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียน เนื่องจากแต่ละประเทศมีความแตกต่างทางเศรษฐกิจที่ไม่เหมือนกัน

เกิดคำถามว่า ทำไมกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ) ที่มีประสบการณ์แก้ปัญหาทางการเงิน ทั้งที่เกิดขึ้นในเอเชีย และอเมริกาใต้ถึงแก้ปัญหาในสหภาพยุโรปไม่ได้ คำตอบก็คือ สถาบันการเงินระดับโลก อย่างไอเอ็มเอฟไม่คุ้นเคยกับปัญหาลักษณะนี้ เพราะที่ผ่านมาเคยชินแต่กับการแก้ปัญหาประเทศเดี่ยวๆ เท่านั้น ไม่ใช่กลุ่มประเทศแบบนี้

ส่วนผลกระทบต่อไทย การส่งออกไปอียูในปีที่ผ่านมามีสัดส่วน 10.55% ของการส่งออกรวม ซึ่งต้องรอดูต่อไปว่า กำลังซื้อสหภาพยุโรปจะลดลงอีกหรือไม่ แต่เมื่อเราเข้าใจว่า เศรษฐกิจโลกมีความผันผวน อ่อนไหว เศรษฐกิจประเทศมหาอำนาจมีปัญหา จะทำอย่างไรที่จะรักษาสมดุลทางเศรษฐกิจของเราไว้

โดยการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้แข็งแรง เช่น ระบบโลจิสติกส์ การลดต้นทุนการผลิต การสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า การพัฒนาสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ไทยยังขาดอยู่อีกมาก ซึ่งควรต้องเร่งปรับตัวภายใน 2 ปีนี้ เพื่อให้ไทยสามารถที่จะรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ ขณะเดียวกัน ความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้น จะก็ช่วยให้สร้างโอกาสให้ประเทศในการเปิดเสรีการค้าของประชาคมอาเซียน หรือเออีซีอย่างเต็มรูปแบบในปี 2558

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
อัครราชทูต ฝ่ายเศรษฐกิจการคลัง สำนักงานที่ปรึกษาเศรษฐกิจและการคลัง ประจำยุโรป

หากมองภาพรวมปัญหา “วิกฤติของโลก” เศรษฐกิจที่แย่ที่สุดในขณะนี้ คือ “วิกฤติ” ในสหภาพยุโรป เพราะทางรอดของเศรษฐกิจยุโรปยังไม่เห็นแสงสว่างใน 3-4 ปีจากนี้ และที่น่าห่วงคือ วิกฤติหนี้สาธารณะของยุโรปกำลังขยายวง และสร้างวิกฤติต่อเนื่อง ซึ่งจะเพิ่มผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

“ปัญหาหนี้สาธารณะของยุโรปยังรุนแรง การขาดดุลการคลังอยู่ในระดับสูงมาก ขณะที่ภาพรวมหนี้สาธารณะทั้งยุโรปสูงถึง 90% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) ประเทศที่มีหนี้สูงที่สุด คือ กรีซ 160% ของจีดีพี ซึ่งขณะนี้ปัญหาวิกฤติหนี้ที่ทำให้การใช้นโยบายการคลังใช้ไม่ได้ และกำลังก่อให้เกิด “วิกฤติสภาพคล่อง” ต่อเนื่อง

เพราะภาคธุรกิจหยุดทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจค่อนข้างมาก ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ระดับโลกหลายแห่งในยุโรปไม่ปล่อยสินเชื่อ และหากสินทรัพย์ในยุโรปยังคงเสื่อมค่าต่อเนื่อง “วิกฤติสถาบันการเงิน” ในยุโรปจะตามมา”

ในขั้นนี้ยุโรปยังอยู่ใน “วิกฤติสภาพคล่อง” ซึ่งหากปล่อยให้ลามเป็น “วิกฤติสถาบันการเงิน” ปัญหาจะรุนแรงมาก เพราะกระทบต่อเนื่องไปยังธนาคารทั่วโลก  แม้กระทั่งธนาคารในไทย แม้ว่าเราจะไม่ได้ลงทุนในพันธบัตรหรือสินทรัพย์ของธนาคารยุโรป แต่เรามีสินเชื่อการค้า และการส่งออกที่จะซื้อขายผ่านธนาคารพาณิชย์ระดับโลก ดังนั้น “ความเสี่ยงจากคู่ค้าสถาบันการเงินที่ล้มละลาย” หรือ Counter Party Risk ในช่วงต่อจากนี้ เป็นเรื่องที่ต้องระวัง

ขั้นสุดความรุนแรงของปัญหาหนี้ยุโรป จะนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจในสหภาพยุโรป ซึ่งในขณะนี้ยุโรปเริ่มเข้าสู่ภาวะถดถอยแล้ว จะกระทบให้เกิดการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกยาวนาน

“ปัญหายุโรปแก้ยากมาก เพราะไม่ได้มีแต่ปัญหาเศรษฐกิจ แต่มีปัญหาการเมืองในประเทศหลักที่เป็นปีของการเลือกตั้งผู้นำใหม่ และการเมืองระหว่างประเทศด้วย ขณะที่การผูกค่าเงินยูโร และนโยบายการเงิน 17 ประเทศในยูโรโซนเข้าด้วยกันยิ่งทำให้ปัญหาแก้ยากขึ้น ด้านสหรัฐฯ หนี้สาธารณะก็สูงกว่า 90% การฟื้นเศรษฐกิจทำได้ทางเดียวคือใช้นโยบายการเงิน โดยมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ต่อเนื่อง และในขณะนี้มีข่าวที่จะใช้ QE3”

การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของประเทศเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และอังกฤษ ใช้วิธีเดียวกัน คือการปล่อยสภาพคล่องเพิ่มขึ้น โดยสหรัฐฯทำผ่าน QE ขณะที่สหภาพยุโรปพยายามแก้ไขวิกฤติสภาพคล่องล่าสุดด้วยการออก LTRO หรือการให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำระยะยาวแก่สถาบันการเงินเพื่อช่วยซื้อพันธบัตรของประเทศที่มีปัญหาหนี้ ขณะที่ธนาคารกลางอังกฤษ ปล่อยเงินออกมาเช่นกัน ดังนั้น ปัญหาที่จะเกิดขึ้นต่อไปคือ สภาพคล่องที่จะล้นโลก

สภาพคล่องเหล่านี้ จะวิ่งออกมาหาแหล่งลงทุน ซึ่งแหล่งที่ดีที่สุดคือ เอเชียตะวันออก ซึ่งคือ อาเซียน บวกจีน เกาหลีใต้ และไต้หวัน แต่เงินทุนเหล่านี้ก็พร้อมจะกลับไปทันทีเช่นกัน หากมีข่าวที่ไม่ดีเกิดขึ้น เงินจะวิ่งกลับไปหาเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย ในปีนี้ ผู้ส่งออก-นำเข้า และนักลงทุนทั้งหลายจะต้องระมัดระวังกับความผันผวนของ “เงินร้อน” ที่เข้ามาสร้างราคา เช่น ตลาดหุ้นไทยที่กำลังวิ่งขึ้นในขณะนี้

ผลกระทบอีกด้านที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยในปีนี้คือ ภาคการส่งออกที่จะถูกกระทบจากกำลังซื้อโลกที่ลดลง เพราะสัดส่วนการส่งออกของไทยไปประเทศจี 3 ซึ่งคือ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และยุโรป ยังมีมากถึง 30% ของการส่งออกรวม ดังนั้น การส่งออกของไทยในปีนี้ เราจำเป็นที่จะต้องกระจายตลาดให้มากยิ่งขึ้น ไปยังประเทศในเอเชียที่ยังขยายตัวได้สูง ทั้งจีน อินเดีย และอาเซียน แต่ยอมรับการส่งออกปีนี้คงขยายตัวได้ไม่สูงประมาณ 8% เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ผมมองว่าในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังซบเซา และมีความเสี่ยงสูง ขณะที่เงินต้องการแหล่งลงทุนที่ได้ผลตอบแทนที่ดี ถือเป็นเวลาที่ประเทศไทยจะใช้เป็นโอกาสดึงดูดเม็ดเงินจากเงินระยะสั้น เพื่อใช้ในการลงทุนระยะยาวในระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และโครงการบริหารจัดการน้ำของประเทศของเรา ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาล ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งดำเนินการเพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจให้เติบโตต่อไปได้

“พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังดี และยังอยู่ในความสนใจของนักลงทุนต่างประเทศ เห็นได้จากความสนใจอย่างมากของต่างชาติที่สอบถามถึง “มาตรการและการนำไปสู่การปฏิบัติจริงในการป้องกันน้ำท่วมและการบริหารจัดการน้ำ” เพราะตามปกติหากนักลงทุนไม่สนใจลงทุนในประเทศนั้น จะไม่สอบถามหรือติดตามสถานการณ์มากถึงขนาดนี้”

อีกด้านหนึ่งในช่วงที่บริษัทใหญ่ในยุโรป และสหรัฐฯ ด้อยค่าลง บริษัทไทยที่แข็งแกร่งและมีเงินควรใช้เวลานี้ซื้อเทคโนโลยี และความรู้ในราคาถูกมาเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ของไทย ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเติบโตของไทยในอนาคต.
ทีมเศรษฐกิจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 6 กุมภาพันธ์ 2555, 05:00 น.
 

ยุทธศาสตร์ป้องกันน้ำท่วม ปิดช่องโหว่บริหาร รอรัฐบาลกดปุ่มสตาร์ท 2012/02/03

http://www.thairath.co.th/column/eco/ecoscoop/234276

30 มกราคม 2555, 05:00 น.

Pic_234276

การทำงานอย่างเข้มข้นของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) เพื่อตอบโจทย์และปิดจุดอ่อนของประเทศไทย ภายหลังจากได้รับบทเรียนราคาแพง จากการบริหารจัดการน้ำล้มเหลว ช่วงปลายปี 2554

จนสามารถคลอดแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำออกมาเป็นที่เรียบร้อย จัดเป็นแผนระยะเร่งด่วน ที่ต้องเร่งป้องกันไม่ให้เกิดอุทกภัยในปีนี้ร้ายแรงเช่นปีก่อน ภายใต้การจัดงบประมาณ 17,126 ล้านบาท และแผนระยะยั่งยืน วงเงิน 300,000 ล้านบาท

แต่ก็ยังถูกท้าทายว่า แผนแม่บทดังกล่าวจะแก้ไขปัญหาได้จริง เบ็ดเสร็จ เด็ดขาดหรือไม่ อีกทั้งยังต้องรอให้องคาพยพต่างๆ ในรัฐบาลปฏิบัติตามแผน ซึ่งคงต้องขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลต้องใส่ใจและผลักดันให้เกิดการปฏิบัติอย่างรวดเร็ว

สิ่งที่ต้องลุ้นอีกก็คือ ฟ้าฝนในปีนี้จะมากเป็นพิเศษเช่นปีที่ผ่านมาจนทำให้รับมือยากอีกหรือไม่ และแผนต่างๆเหล่านี้จะนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงหรือ

หันมาดูเนื้อในของแผนแม่บทที่ กยน.จัดทำขึ้น เริ่มจาก การสรุปจุดอ่อนและอุปสรรคของการบริหารจัดการน้ำที่สำคัญไว้ว่าประเทศไทยมีปัญหาตั้งแต่พื้นที่ต้นน้ำมีสภาพเสื่อมโทรม เนื่องจากการบุกรุกของชุมชนในพื้นที่ต้นน้ำ รวมถึงการบุกรุกแม่น้ำ คู คลอง ทำให้การควบคุมการไหลของน้ำเกิดปัญหา ส่งผลให้มีปริมาณน้ำท่วมขังในระดับสูงเป็นเวลานาน

ขณะที่คันกันน้ำ ประตูระบายน้ำ มีสภาพเก่าแก่ ชำรุดเสียหาย ไม่สามารถควบคุมทิศทางการไหลของน้ำได้ พร้อมๆ กับการบริหารจัดการน้ำในภาพรวมไม่มีความเป็นเอกภาพ ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค กรุงเทพมหานครและปริมณฑล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ชุมชนเมือง นิคมอุตสาหกรรมและเขตเศรษฐกิจ ขาดการบูรณาการ ผู้รับผิดชอบหลักและการบังคับบัญชาให้เกิดการดำเนินการที่ชัดเจน รวมทั้งการจัดลำดับความสำคัญก่อนหลัง

ปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องมาจากยังไม่มีองค์กรที่มีอำนาจในการจัดการทรัพยากรน้ำในภาพรวมได้อย่างเบ็ดเสร็จ (Single Command Authority) ประกอบกับการจัดสรรงบประมาณยังไม่บูรณาการ โดยเป็นการจัดสรรตามหน่วยงาน ทำให้ไม่สามารถแก้ไขตามแผนที่วางไว้ ซึ่งต้องดำเนินการให้มีความต่อเนื่องตามแผนจัดการทรัพยากรน้ำตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ที่สำคัญประเทศไทยขาดแผนหลัก (Master Plan) ในการบริหารจัดการน้ำในระยะยาว ทำให้การบริหารขาดทิศทางที่ชัดเจน ขาดความต่อเนื่อง การมีส่วนร่วมของประชาชนไม่เพียงพอ

ปัญหาที่สำคัญอีกด้านที่ทำให้เกิดความเสียหายมากมายจากน้ำท่วม คือ ฐานข้อมูลยังไม่เป็นระบบ และไม่ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ข้อมูลกระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ โดยไม่ได้มีการรวบรวมและเชื่อมโยงให้เป็นฐานข้อมูลเดียวกัน รวมทั้งขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ข้อมูล ให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

ทำให้ที่ผ่านมาการจัดการภัยพิบัติด้านน้ำ ทั้งด้านการป้องกัน (Prevention) การเตรียมการ (Preparation) การแก้ปัญหาในช่วงที่เกิดภัย (Crisis) และการประเมินความเสียหาย (Assess) ยังไม่เป็นระบบและไม่รวดเร็วเท่าที่ควร

บทเรียนจากการบริหารจัดการอุทกภัยปี 2554 ได้ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยยังขาดระบบการสื่อสาร ระบบข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจน รวมถึงการให้ข้อมูลแบบจำลองเชิงพื้นที่ในการเตือนภัย

ที่เป็นที่เชื่อมั่นต่อสังคม

ทำให้การจัดการอุทกภัยของปี 2554 ประชาชนเกิดความตื่นตระหนกจนเกินกว่าเหตุ

กยน.ตอบโจทย์ความผิดพลาด

จากบทเรียนและอุปสรรคที่เกิดขึ้น ทาง กยน.ได้ตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาการบริหารจัดการน้ำทั้งประเทศ โดยทำคลอดแผนแม่บทการจัดบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งครอบคลุม 3 ส่วนคือ

พื้นที่ต้นน้ำ ให้ความสำคัญกับการชะลอน้ำ ด้วยการเก็บกักน้ำในช่วงน้ำหลาก โดยการสร้างฝายชะลอน้ำ เขื่อนเก็บกักน้ำ รวมทั้งการปลูกหญ้าแฝกเพื่อดูดซับน้ำและชะลอความเร็วของน้ำไม่ให้ไหลบ่าอย่างรุนแรงเข้าสู่พื้นที่ตอนล่าง

พื้นที่กลางน้ำ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำเพื่อป้องกันความเสียหายจากอุทกภัยให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด ด้วยการประยุกต์ใช้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ในการบริหารจัดการ ร่วมกับการบริหารจัดการประตูระบายน้ำเพื่อเปิดและปิด และระบายน้ำตลอดแนวพื้นที่กลางน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และจัดทำแนวคลองกั้นน้ำในบริเวณพื้นที่สำคัญ เขตชุมชนและเขตเศรษฐกิจ

สำหรับพื้นที่ท้ายน้ำ ให้ความสำคัญกับการเร่งระบายน้ำและการผลักดันน้ำ โดยการเร่งแก้ไขอุปสรรคในการระบายน้ำได้แก่ ถนน สิ่งก่อสร้างในลำน้ำที่ขวางการระบายน้ำ รวมถึงการกำจัดวัชพืชน้ำและผักตบชวา ร่วมกับการติดตั้งอุปกรณ์และเครื่องผลักดันน้ำออกสู่ทะเล

เป้าหมายของแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำในระยะสั้น มุ่งที่จะลดระดับความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นจากอุทกภัยในปี 2555 และป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายเหมือนปีที่ผ่านมา หรือหากเกิดอุทกภัยจะต้องให้มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมน้อยที่สุด

ส่วนระยะยาว ได้แก่ การปรับระบบการบริหารจัดการอุทกภัยอย่างบูรณาการอย่างยั่งยืนเพื่อสร้างความมั่นคง เพิ่มรายได้ ในการดำรงชีวิตของเกษตรกร สังคมเมือง และเศรษฐกิจของประเทศ บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ดิน และป่าไม้ให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน

กาง 6 แผนเร่งด่วนรับน้ำปี 55

ในส่วนของแผนปฏิบัติการเพื่อบรรเทาอุทกภัยระยะเร่งด่วน จะใช้งบประมาณ 17,126 ล้านบาท เป็นงบประมาณดำเนินการในปี 2555 วงเงิน 12,610 ล้านบาท และปี 2556 จำนวน 4,516 ล้านบาท

ประกอบด้วย 1.แผนงานบริหารจัดการเขื่อนเก็บน้ำหลักและจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำของประเทศประจำปี ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน กำลังอยู่ระหว่างการจัดทำแผน และจะรายงานความคืบหน้าต่อ กยน.ภายในเดือน ม.ค.นี้

2.แผนงานฟื้นฟูและปรับปรุงประสิทธิภาพสิ่งก่อสร้างเดิมหรือตามแผนที่วางไว้แล้ว จะทำการซ่อมแซม ปรับปรุงเตรียมความพร้อมอาคาร สิ่งก่อสร้างและอุปกรณ์ที่มีอยู่ให้สามารถใช้การได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งอาคารบังคับน้ำ คันป้องกันน้ำ ระบบระบายน้ำต่างๆ ได้แก่ ท่อ คลอง ประตูระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำ โดยมีการจัดลำดับความสำคัญเชิงพื้นที่ความเสี่ยงภัย แผนงานส่วนนี้มี 32 งาน 7 หน่วยงานรับผิดชอบ วงเงิน 17,126.05 ล้านบาท แบ่งเป็นปี 2555 วงเงิน 12,610.35 ล้านบาท และปี 2556 วงเงิน 4,515.70 ล้านบาท ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องจัดทำรายละเอียดโครงการเพื่อเสนอคณะกรรมการ กยน.และคณะรัฐมนตรีพิจารณาภายในเดือน ม.ค.2555

3.แผนงานพัฒนาคลังข้อมูลระบบพยากรณ์และเตือนภัย ในระยะเร่งด่วน มี 3 ด้าน คือ การจัดทำแผนการพัฒนาและจัดตั้งคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ แล้วเสร็จภายในเดือน ม.ค.2555, การจัดทำแผนการปรับปรุงระบบแบบจำลองเพื่อการพยากรณ์ด้านน้ำ เพื่อให้การพยากรณ์น้ำถูกต้องแม่นยำแล้วเสร็จเดือน มี.ค.2555 และการจัดทำแผนการปรับปรุงระบบการเตือนภัยของประเทศ ให้เป็นองค์กรที่สามารถติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำเพื่อสามารถสื่อสารและแจ้งเตือนภัยด้านน้ำท่วมและภัยแล้งให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนในพื้นที่ได้อย่างแม่นยำ ทันต่อเหตุการณ์ และสอดคล้องกับข้อเท็จจริง โดยให้มีระบบโทรทัศน์วงจรปิดหรือซีซีทีวี ที่สามารถติดตามสถานการณ์น้ำและมีระบบเปิดปิดประตูน้ำระยะไกล สั่งการระบายน้ำ ณ จุดต่างๆแบบ real time จากส่วนกลางที่เป็นห้องคอนโทรลได้ แล้วเสร็จเดือน มี.ค.2555

4.แผนงานเผชิญเหตุเฉพาะพื้นที่ ส่วนนี้จะให้ความสำคัญกับพื้นที่เศรษฐกิจ อุตสาหกรรมและพื้นที่เมือง มีกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงกลาโหม ร่วมรับผิดชอบ มีกำหนดแล้วเสร็จเดือน มี.ค.2555

5.แผนงานกำหนดพื้นที่รับน้ำนองและมาตรการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการใช้พื้นที่เพื่อการรับน้ำ มีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับผิดชอบ มีกำหนดแล้วเสร็จเดือน มี.ค.2555

6.แผนงานปรับปรุงองค์กรเพื่อบริหารจัดการน้ำ จะให้มีองค์กรบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ และมีลักษณะเป็น Single Command Authority สามารถตัดสินใจได้อย่างฉับพลันในยามวิกฤติ และสามารถดำเนินการตามแผนบริหารจัดการน้ำระยะเร่งด่วนและระยะยาว สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการแก้ไขกฎหมาย

กยน.รอรัฐบาลเดินหน้าปฏิบัติ

นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา กรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการวางระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ในฐานะประธานอนุกรรมการด้านการวางแผนและกำหนดมาตรการแก้ปัญหาระยะเร่งด่วน

กล่าวถึงความคืบหน้าในการจัดทำแผนทั้ง 6 ด้านว่า ใน 3 แผนงานที่ต้องแล้วเสร็จในเดือน ม.ค.ได้แก่ แผนงานบริหารจัดการเขื่อนเก็บน้ำหลัก และจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำของประเทศประจำปี กำลังรอการรายงานจากทางกรมชลประทานอยู่ ขณะนี้ยังไม่ได้จัดส่งมา

ขณะที่แผนงานฟื้นฟูและปรับปรุงประสิทธิภาพสิ่งก่อสร้างเดิมหรือตามแผนที่วางไว้ หน่วยงานต่างๆ ส่งรายละเอียดของแผนงานหมดแล้ว อยู่ระหว่างการหารือกับทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงบประมาณ ยกเว้นกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบทที่ยังไม่ได้ส่งรายละเอียดแผนงานมา

ขณะที่การจัดทำแผนการพัฒนาและจัดตั้งคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ อยู่ในความรับผิดชอบของนายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งยังไม่มีรายงานคืบหน้าออกมา

“ขณะนี้แผนงานบริหารจัดการน้ำระยะเร่งด่วนที่ผมได้รับหน้าที่มาจัดทำเสร็จแล้ว ตั้งอยู่บนฐานของปริมาณน้ำเมื่อปีที่ผ่านมาซึ่งรุนแรงที่สุดแล้ว และมั่นใจว่าจะสามารถรับน้ำได้ หากทำได้ตามแผน เรื่องงบประมาณก็หาให้แล้ว ที่เหลือขึ้นอยู่กับการทำหน้าที่ของรัฐบาลว่าจะมีความเด็ดขาดแค่ไหน การแก้ปัญหาลุกล้ำที่สาธารณะลำน้ำจะทำอย่างไร และการทำหน้าที่ของหน่วยงานที่จะรับไปปฏิบัติว่ามีประสิทธิภาพแค่ไหน ส่วนผมไม่มีอำนาจอะไรที่จะไปบังคับให้ทำตามแผน”

ส่วนข้อกังวลของภาคเอกชนและประชาชนที่ยังไม่มั่นใจว่าจะรับมือกับน้ำท่วมได้ นายปีติพงศ์ กล่าวว่า ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะคิดได้ บางคนก็ว่าฝนจะมาเยอะ น้ำจะท่วมหมด เราจะมั่นใจ 100%

ได้อย่างไรว่าน้ำจะมามากหรือไม่มา แต่การทำงานคำนวณบนฐานข้อมูลจากปีที่แล้ว ที่มีน้ำส่วนที่เกินมา 10,000 กว่าล้าน ลบ.ม.

โดยตามแผนเร่งด่วนจะฝากน้ำไว้ 3 ส่วนคือ ส่วนบนสุดการบริหารจัดการน้ำที่ตัวเขื่อน ที่จะต้องปล่อยน้ำในเวลาที่ถูกต้องและเหมาะสม จะสามารถรับน้ำไว้ 5,000 ล้าน ลบ.ม.

ส่วนที่สองคือพื้นที่รับน้ำในตอนกลางประมาณ 2-3 ล้านไร่ จะรับน้ำได้อีก 5,000 ล้านลบ.ม. ส่วนนี้ขึ้นอยู่กับว่าชาวบ้านจะรับข้อตกลงหรือไม่ในการปล่อยน้ำเข้าท่วมพื้นที่ประมาณ 2 เดือน ซึ่งจะได้ค่าชดเชย และหลังน้ำท่วมแล้วกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเข้าไปช่วยทำนุบำรุง

และส่วนที่สาม เป็นส่วนล่างสุดจะเป็นการบริหารจัดการน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำ ประตูระบายน้ำ ปั๊มน้ำ เพื่อระบายน้ำในส่วนที่เกินมาออกไป ซึ่งทั้งสามแนวทางมองว่าเป็นแนวทางที่ทำได้ในระยะเร่งด่วน จะทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว เช่นการจะทำแก้มลิง หรือทางระบายน้ำขนาดใหญ่ เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา เพราะต้องมีการออกกฎหมายเวนคืนที่ดิน อย่างไรก็ตาม ได้มีการคิดกันเบื้องต้นที่จะใช้ถนนบางส่วนมาปรับปรุงเป็นทางน้ำหรือที่เรียกว่า canal street เพิ่มเติม ซึ่งอาจไม่ต้องเวนคืนที่ดิน อยู่ระหว่างการคำนวณแต่คงใช้ไม่ได้ในปีนี้

ที่สำคัญได้มีแผนงานปรับปรุงองค์กรเพื่อบริหารจัดการน้ำ โดยจะให้มีองค์กรบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ และมีลักษณะเป็น Single Command Authority หรือศูนย์การออกคำสั่งการบริหารจัดการน้ำ

ซึ่งต้องมีการปรับปรุง พ.ร.บ.ภัยพิบัติฉุกเฉินให้อำนาจในการสั่งการในสิ่งที่จำเป็น สามารถสั่งการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ปฏิบัติตามได้เมื่อมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น และทำการบางอย่างได้ในยามฉุกเฉินตามความเหมาะสมโดยไม่ผิดกฎหมาย เช่น การสั่งพังคันกั้นน้ำ เป็นต้น

ชงแผนจัดการเขื่อน 33 แห่ง

กิจจากิจจา

นายกิจจา ผลภาษี กรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการวางระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) และประธานคณะอนุกรรมการวางระบบบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

การจัดทำแผนปฏิบัติการบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำแบบบูรณาการและยั่งยืน จะสอดคล้องกับแผนระยะสั้น เพราะต้องทำต่อยอดกันมา

“วันนี้ประเทศไทยมีแผนการจัดการน้ำแล้ว ทั้งแผนการแก้ปัญหาในระยะสั้น และระยะยาว เราจัดทำเสร็จภายใน 1 เดือนหลังได้รับมอบหมาย ไม่ช้าแน่นอน ข้อมูลทั้งหมดมีอยู่แล้ว ผู้เชี่ยวชาญในประเทศก็ดึงเข้ามาร่วมงาน ส่วนงบประมาณรัฐบาลก็เดินหน้าจัดหามาให้อย่างเต็มที่ จึงมีความพร้อมแล้ว”

ในส่วนแผนปฏิบัติการบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำแบบบูรณาการและยั่งยืน หรือแผนจัดการน้ำในระยะยาว วงเงินงบประมาณ 300,000 ล้านบาท แบ่งพื้นที่ในการบริหารจัดการน้ำออกเป็น 3 ส่วน คือ พื้นที่ต้นน้ำเตรียมวงเงินการดำเนินงานไว้แล้ว 68,000 ล้านบาท พื้นที่กลางน้ำ 79,000 ล้านบาท และพื้นที่ปลายน้ำ 153,000 ล้านบาท

สำหรับการจัดการพื้นที่ต้นน้ำของแม่น้ำทุกสาย มีหลักคิดว่าจะต้องชะลอน้ำไว้ทางตอนบนของประเทศ หน่วงน้ำให้ไหลลงมาด้านล่างช้าที่สุด แผนปฏิบัติงาน คือการฟื้นฟูต้นน้ำตามธรรมชาติ การอนุรักษ์ป่า อนุรักษ์หน้าดิน ดูแลต้นไม้และพื้นที่ชุ่มน้ำ ของแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน สะแกกรัง ท่าจีน ป่าสัก

นอกจากนี้ จะมีการสร้างอ่างเก็บน้ำในแม่น้ำสายสำคัญเพิ่มเติมให้ครบทุกสาย เพราะปัจจุบันในแม่น้ำปิง แม้จะมีเขื่อนภูมิพล แต่ตอนบนของแม่น้ำยังสามารถสร้างอ่างเก็บน้ำได้ ซึ่งจะมีประโยชน์นอกจากการช่วยชะลอน้ำ คือ ป้องกันน้ำท่วมภาคเหนือได้ด้วย ส่วนแม่น้ำยม วันนี้ยังไม่มีอ่างเก็บน้ำ จะต้องสร้างแหล่งกักเก็บน้ำขึ้นมา

“เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เจอปัญหาน้ำเต็มอ่างช่วงหน้าฝนเกือบทุกปี ขณะนี้กำลังพิจารณาว่าต้องมีแหล่งเก็บน้ำเพิ่มเติม อาจจะขยายเขื่อนป่าสัก หรือสร้างอ่างเหนือเขื่อนเพิ่มอีกแห่ง ส่วนแม่น้ำสะแกกรัง ที่นำน้ำมาเติมแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างมหาศาลในช่วงน้ำท่วมปี 2554 มีการออกแบบเขื่อนแม่วง เพื่อกักเก็บน้ำไว้นานแล้ว แต่วันนี้การก่อสร้างยังไม่เป็นจริง ยังทำไม่สำเร็จ ส่วนแม่น้ำวัง พื้นที่เหมาะสมที่จะใช้สร้างอ่างเก็บน้ำได้ไม่มีเหลือแล้ว จึงต้องเน้นด้านการบริหารจัดการแทน”

สำหรับพื้นที่กลางน้ำ จะมีการปิดล้อมพื้นที่เศรษฐกิจหลักของแต่ละจังหวัด เพื่อป้องกันน้ำท่วม และปรับพื้นที่การเกษตรในเขตชลประทานให้เป็นพื้นที่พื้นที่แก้มลิง และพื้นที่รับน้ำนองในช่วงน้ำหลาก รวมทั้งทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบตามแผนนี้ รวมทั้งการสร้างรายได้ชดเชย

ทั้งนี้ ในกรณีที่ปริมาณน้ำมีมากก็ต้องทำทางระบายน้ำหรือฟลัดเวย์ ที่แน่ๆ คือ แนวฟลัดเวย์จะต้องสร้างตามแนวทางพระราชดำริที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานไว้เมื่อปี 2538 โดยด้านตะวันออกของกรุงเทพฯ อาจขนานไปกับไหล่ทางของถนนวงแหวนบางนา-บางปะอิน ส่วนด้านตะวันตกของกรุงเทพฯ มีแนวถนนหลายสายที่สามารถสร้างได้ เช่น ถนนพุทธมณฑล สามารถปรับเปลี่ยนเกาะกลางถนนเป็นคลอง (Street Canal) เหมือนกับถนนสาทร ที่มีคลองอยู่ตรงกลางถนน

สำหรับพื้นที่ปลายน้ำ กินพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจหลักของประเทศ งานสำคัญ คือการสร้างทางน้ำหลากหรือผันน้ำอ้อมพื้นที่กลุ่มนี้ไป และปรับปรุงคลองสำคัญให้พร้อมรับน้ำและระบายน้ำได้มากขึ้น เช่น ฝั่งตะวันออก ปรับปรุงคลองประปา ไม่ให้น้ำโสโครกไหลลงไปปนเปื้อน คลองเปรมประชากร คลองระพีพัฒน์ และคลองรังสิต ต้องขยายให้รับน้ำและผันน้ำได้มากขึ้น ขณะที่ด้านตะวันตก มีคลองทวีวัฒนา คลองมหาชัย-สนามชัย

ขอยืนยันว่า มีการประชุมติดตามงานทุกสัปดาห์เป็นเรื่องๆ เช่น เรื่องเขื่อน คันกั้นน้ำ หรือคู คลอง จะเรียกหน่วยงานที่เป็นเจ้าของโครงการมารายงานความคืบหน้า และร่วมหารือ ก่อนจะมอบหมายงานให้ไปปฏิบัติและกำหนดวันให้กลับเข้ามารายงานความคืบหน้าอีกครั้ง.
ทีมเศรษฐกิจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 30 มกราคม 2555, 05:00 น.
 

ปรับทัพรัฐบาล”ยิ่งลักษณ์ 2″ เรียกความเชื่อมั่นรับภารกิจฟื้นฟูประเทศ 2012/02/03

http://www.thairath.co.th/column/eco/ecoscoop/232522

23 มกราคม 2555, 05:00 น.

Pic_232522

โฉมหน้า ครม.ยิ่งลักษณ์ 2 ที่ผ่านการปรับเปลี่ยน โยกย้าย ปรับใหญ่ถึง 16 ตำแหน่ง

จากแรงผลักดันเบื้องหลัง ทั้งความต้องการปรับ “รัฐมนตรีที่ทำงานไม่เข้าตา” หรือ “ประเภทยิ่งทำยิ่งยุ่ง” ออกไป และการ “ปูนบำเหน็จ” ให้กับ “รัฐมนตรีที่ทำผลงานได้ตามสั่ง” รวมทั้งการ “ตกรางวัล” ให้กับบรรดานักการเมือง อีกหลายมุ้ง หลายพวกที่รอเสียบตำแหน่งเสนาบดีมาตั้งแต่ ครม.ยิ่งลักษณ์ 1 เพื่อลดแรงกดดันภายในพรรคเพื่อไทย

นอกจากนั้น ยังเป็นการบริหารอำนาจของตัวนายกรัฐมนตรี แสดงความเด็ดขาดชัดเจนว่า “ใครที่ทำไม่ได้อย่างที่ตั้งเป้าหมาย ต้องถูกปรับออก ส่งสัญญาณถึงทั้งรัฐมนตรีที่จองเก้าอี้เก่าอยู่ในขณะนี้ และ “รัฐมนตรีป้ายแดง” ให้เร่งเดินเครื่องทำงานเต็มที่ ไม่เช่นนั้น ปรับ ครม.รอบใหม่ใน 6 เดือนข้างหน้าอาจจะมี…หนาว

อย่างไรก็ตาม ชื่อชั้นของ “รัฐมนตรีใหม่” โดยเฉพาะ “ทีมเศรษฐกิจ” ซึ่งปรับเปลี่ยน 6 กระทรวง 8 ตำแหน่ง ที่ปรากฏอยู่ในขณะนี้ “ส่วนใหญ่” ยังไม่เป็นที่รู้จัก ไม่ว่า “ฝีมือ” หรือบางคนไม่เคยเห็นแม้กระทั่ง “หน้าตา”

ทำให้หลายคนมีข้อครหาถึง “ความหวัง” ในการนำพา “เศรษฐกิจของประเทศไทย” ที่ปีนี้จะต้องเผชิญหน้าศึกหนักทั้งการ “ฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศให้กลับคืนมาหลังน้ำท่วมใหญ่” และ “การรับมือผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก”

แต่หลายคนยังฝากความหวังว่า ในการบริหารงานด้วยทฤษฎี “ทักษิโนมิก” มี “ทักษิณ และกลุ่มทิงก์แทงก์ (Think Tank) ระดับกูรูช่วยคิด และให้พรรคเพื่อไทยทำ” จะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจไทยให้ผ่านความยากลำบากของปีนี้ไปได้

“ทีมเศรษฐกิจ” ได้เปิดมุมมองนักวิชาการ ตัวแทนในภาคธุรกิจที่ได้ร่วมสะท้อนมุมมองและความคาดหวังจาก ครม.ชุดใหม่นี้ ดังนี้:

สมภพ มานะรังสรรค์

อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์

รายชื่อ ครม.เศรษฐกิจชุดใหม่ของ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์ 2” เท่าที่ดูไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ หลายคนอยู่ในวงจร ครม.ชุดเดิมแค่เปลี่ยนตำแหน่งเท่านั้น เช่น รมว.คลัง ก็โยกมาจากกระทรวงพาณิชย์

ครม.เศรษฐกิจชุดใหม่นี้ ถ้าแบ่งตามต้นทุนทางสังคมหรือ Social capital จะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกมีต้นทุนทางสังคมค่อนข้างดี มาจากสายวิชาการ ที่เป็นจุดเด่นมีอยู่ 2 คนคือ ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ รมว.อุตสาหกรรม และ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมช.คมนาคม

“การที่มีต้นทุนทางสังคมสูงจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือทั้งจากประชาชน นักธุรกิจ และสื่อมวลชน ทำให้การขับเคลื่อนการทำงานง่าย และมีพลังมากขึ้น เหมือนที่นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาสู้กับรัฐบาลทั้งชุดเรื่องโอนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ”

สำหรับ ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ รมว.อุตสาหกรรมนั้น เทียบกับ รมว.อุตสาหกรรมคนเดิม น่าจะฝากความหวังไว้ได้ดีกว่า เพราะผ่านงานด้านวิชาการ มีตำแหน่งเป็นถึงอดีตคณบดีคณะนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นอดีตรองอธิการบดีด้วย ซึ่งงานด้านอุตสาหกรรมเป็นเรื่องสำคัญที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน เป็นงานท้าทายของ  รมว.อุตสาหกรรมคนใหม่ ที่จะกำหนดทิศทางการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมเชิงรุกหลังน้ำท่วมจะมีทิศทางอย่างไร

รวมทั้งการปรับตัวเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันภายใต้การพัฒนากลุ่มประเทศริมฝั่งแม่น้ำโขง หรือซีแอลเอ็มวี ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่เป็นคู่แข่งสำคัญ มีการใช้แรงงานเข้มข้น ไม่ได้ใช้ทุนหรือเทคโนโลยีระดับสูงมากนัก ที่สำคัญ คือมีค่าแรงต่ำกว่าของไทย และตลาดในประเทศเหล่านี้เป็นตลาดที่กำลังเติบโตขยายตัวได้อีกมาก เนื่องจากยังไม่มีสินค้ามากนัก

กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่มาจากนักธุรกิจ ที่มีต้นทุนทางสังคมรองลงมา มองได้ 2 แง่คือ ถูกสังคมมองว่า เป็นนักธุรกิจที่มีความใกล้ชิดผู้นำจึงได้มาเป็นรัฐมนตรี แต่ถ้ามองอีกแง่ กลุ่มนี้จะมีประสบการณ์ด้านการบริหารธุรกิจมามากทั้ง นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ อดีตผู้บริหารไทยคมที่มาเป็น รมว.พลังงาน และ นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

“กลุ่มนี้ถ้าก้าวข้ามการถูกครอบงำออกมา มีความเป็นอิสระแล้วใช้ความเป็นนักธุรกิจมาบริหารงานของประเทศจะเป็นประโยชน์กับประเทศอย่างมาก ขึ้นอยู่กับว่าจะทำอย่างไรที่จะลดด้านลบลงไปแล้วขยายด้านบวกให้เพิ่มขึ้น”

สำหรับกลุ่มที่ 3 ที่มาจากการเมือง กลุ่มนี้จะมีต้นทุนทางสังคมที่ต่ำกว่า 2 กลุ่มแรก และถูกจับตาเป็นพิเศษ เพราะ ครม.ถือเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ ยิ่งประเทศต้องการเม็ดเงินการลงทุนเพื่อฟื้นฟูประเทศมาก ยิ่งต้องได้รับความไว้วางใจมากเป็นพิเศษ กลุ่มนี้จึงต้องบริหารความไว้วางใจให้เกิดขึ้นกับประชาชน นักธุรกิจ และนักลงทุนจากต่างประเทศให้เกิดขึ้นก่อน และรีบทำงานเชิงรุก สร้างผลงานให้เป็นที่ยอมรับ

สมภพ - สมบัติสมภพ – สมบัติ

สมบัติ ธำรงธัญวงศ์

อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และอดีตประธานคณะกรรมการศึกษาและปฏิรูปทางการเมืองเห็นว่าการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของรัฐบาลชุดนี้ มีเหตุผล 3 ข้อด้วยกัน ประการแรก คือ หลังจากบริหารประเทศมากว่า 5 เดือน นายกฯ ก็พอรู้ แล้วว่ารัฐมนตรีคนไหน ทำงานเป็นอย่างไร ดังนั้น จึงเป็นการปรับเปลี่ยนเพื่อปิดจุดอ่อนในการทำงานของรัฐบาล ประการที่ 2 วิธีการเช่นนี้เป็นกลยุทธ์ของรัฐบาล

“พูดง่ายๆ ก็คือกลยุทธ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เคยทำมาก่อนในช่วงที่เป็นนายกฯ ทุกครั้งที่ปรับ ครม.ก็จะเป็นการเพิ่มอำนาจภายในรัฐบาลให้กับนายกฯ และประการที่ 3 คือ เป็นการเร่งให้รัฐมนตรีตั้งใจทำงาน ขณะเดียวกัน ก็เป็นสัญญาณเตือนไปยังรัฐมนตรีที่ไม่ถูกปรับออก เป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว”

ทั้งนี้ นายกฯรู้ดีว่าประเทศกำลังมีปัญหาภายใน ซึ่งรัฐบาลมีงานเร่งด่วน คือ เร่งฟื้นฟูประเทศหลังน้ำท่วม พร้อมกับป้องกันปัญหาน้ำท่วมรอบใหม่ และปัญหาภายนอก คือแนวโน้มของเศรษฐกิจโลกที่ย่ำแย่กำลังจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในปีนี้ จึงต้องเร่งแก้ไขปัญหาที่รออยู่ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ดังนั้น การปรับ ครม.ครั้งนี้ จึงปรับอย่างรวดเร็ว และปรับเปลี่ยนมากถึง 16 ตำแหน่ง เรียกได้ว่าเป็นการปรับครั้งใหญ่

และตำแหน่งรัฐมนตรีที่ถูกปรับออกส่วนใหญ่เป็นรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะตำแหน่งที่สำคัญ ที่ผิดฝาผิดตัวมาตั้งแต่แรก คือ ตำแหน่งรองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ ที่ควบตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ ก็ถูกปรับเปลี่ยนให้สลับมาควบตำแหน่ง รมว.คลังแทน เพราะตำแหน่งนี้คือหัวใจของทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม หากมองจากทางด้านนโยบายของรัฐบาล แม้จะมีการปรับ ครม.แล้วก็ตาม แต่วันนี้ยังไม่เห็นสัญญาณและทิศทางปัญหาที่สำคัญของประเทศ 2 เรื่อง คือ 1.นโยบายการปรองดองของคนในชาติ เพื่อแก้ปัญหาที่สาเหตุ คือ นโยบายแก้ไขความยากจน ที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำของประชาชนในสังคม และ 2.นโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะต้นทุนการคอรัปชันยังสูงมาก

“ความน่าเชื่อถือของรัฐบาล ที่จะได้รับจากประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มผู้สนับสนุน อยู่ที่การแก้ปัญหา 2 ประการนี้ให้สำเร็จ แต่วันนี้เรายังเห็นเพียงนโยบายประชานิยม ที่รัฐบาลยังคงเดินหน้าอยู่ เพราะเป็นนโยบายหลัก ที่เป็นเหมือนยาวิเศษของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ในการรักษาฐานคะแนน เสียงทางการเมือง ทำให้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประชาชน จากความเชื่อที่แตกต่างกันมาก ไม่มีทีท่าว่าจะได้รับการแก้ไข”

ดังนั้น สภาพการณ์ปัญหาความขัดแย้งขณะนี้ จึงยังมองไม่เห็นทางออกของปัญหาเรื่องความแตกต่างทางความเชื่อทางการเมืองของประชาชน การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายก็จะเป็นอย่างนี้ไปอีกพักใหญ่ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าประชาชนก็ต้องการเห็นรัฐบาลลงมือจัดทำแนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและสร้างความปรองดองให้ชัดเจน

เพราะหากดูจากผลสำรวจของนิด้า เรื่องความพอใจของประชาชนที่มีต่อการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาล จะเห็นว่าประชาชนภาคเหนือและภาคอีสานยังให้ความพอใจรัฐบาลมากถึง 70% ขณะที่ภาคใต้ให้คะแนนความพอใจแก่รัฐบาลเพียง 20% กลายเป็นว่าประชาชนเห็นเรื่องความเป็นพรรค
พวกมากกว่าตัดสินใจจากการทำงาน ซึ่งเป็นเรื่องอันตราย เพราะ ประชาชนควรช่วยกัน ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลมากกว่าการเล่นพรรคเล่นพวก

เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์

อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

ภาพใหญ่ที่มีความสำคัญมากสำหรับเศรษฐกิจไทย ซึ่ง “รัฐมนตรีเศรษฐกิจ” ชุดใหม่ จะต้องเร่งดำเนินการคือ การฟื้นฟูเยียวยาประเทศจากน้ำท่วมใหญ่ และการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับคืนมา โดยให้ความมั่นใจว่า แม้ว่าปีนี้มีพายุเข้าประเทศจำนวนมาก รัฐบาลจะมีแนวทางชัดเจน และเป็นรูปธรรมป้องกันไม่ให้น้ำท่วมได้แน่นอน

“ส่วนตัวรัฐมนตรีเศรษฐกิจใหม่ยังไม่ได้เริ่มทำงาน คงไม่ยุติธรรมถ้าจะ “ติ” ไปก่อน ต้องดูจากผลการทำงาน ซึ่งส่วนตัวอยากให้กำลังใจ เพราะปีนี้เป็นปีที่จะต้องรับมือกับปัญหาทางเศรษฐกิจที่หนักอีกปีหนึ่ง”

โดยช่วงไตรมาสแรก และไตรมาสที่ 2 เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการฟื้นฟูเศรษฐกิจภายในประเทศ และการกลับมาสตาร์ตธุรกิจให้เริ่มทำงานได้อีกครั้ง ซึ่งรัฐบาลต้องเร่งเข้าไปช่วยเหลือ เช่น ในขณะนี้หลายธุรกิจมีปัญหาทำประกันภัยไม่ได้ ทำให้ยังไม่ตัดสินใจลงทุน และเมื่อกลับมาลงทุนไม่ได้ เศรษฐกิจก็ขยายตัวไม่ได้ต่อเนื่องไปด้วย

“การฟื้นฟูประเทศทุกส่วนจากผลกระทบน้ำท่วมจะต้องเร่งจัดการ เพราะหลังจากการฟื้นฟูภายในประเทศแล้ว เศรษฐกิจไทยปีนี้ยังต้องรับมือกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และผลกระทบจากวิกฤติหนี้สาธารณะของสหภาพยุโรปอีก ซึ่งผลกระทบจากต่างประเทศจะหนักมากเช่นกัน”

สำหรับกระทรวงเศรษฐกิจที่สำคัญอย่าง กระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์ มีข้อที่ฝากถึงเป็นพิเศษ เพราะเป็นกระทรวงที่ต้องหารายได้และพิจารณาด้านรายจ่ายที่จะนำมาใช้ฟื้นฟูและพัฒนาประเทศในระยะต่อไป ขณะที่อีกกระทรวงจะต้องดูแลภาคการค้าของประเทศและดูแลความเป็นอยู่ของผู้บริโภค

ในส่วนของกระทรวงการคลัง โจทย์ใหญ่ของนโยบายการคลัง คือ การดูแลที่มาของเงินที่จะใช้จ่าย ดูแลด้านการจัดเก็บภาษี และดูแลใช้จ่ายเงินของรัฐบาลไปให้โครงการที่เหมาะสมกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

“สิ่งที่อยากฝากคือ เรื่องวินัยการเงินการคลังของประเทศ การดำ- เนินนโยบายจะต้องไม่เสียวินัยทางการเงินการคลัง ขณะเดียวกันก็ต้อง เตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจที่อาจจะเกิดขึ้นตลอดเวลา”

นอกจากนั้น  อยากจะให้ดูแล “ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ” มากขึ้น เพราะในช่วงที่ผ่านมา ขนาดของธนาคารพาณิชย์ของรัฐใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเงินฝาก และสินเชื่อ ที่หันมาให้สินเชื่อกับธุรกิจขนาดใหญ่ เหมือนกับธนาคารพาณิชย์มากขึ้น ดังนั้น มาตรฐานการกำกับก็ควรจะเข้าใกล้ธนาคารพาณิชย์มากขึ้นด้วย เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับระบบการเงินของประเทศ เพราะในวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ที่ผ่านมา ปัญหาส่วนหนึ่งก็มาจากธนาคารของรัฐ

สำหรับ “กระทรวงพาณิชย์” ที่อยากจะฝากถึงเป็นพิเศษ เพราะมีหน้าที่หลักในการดูแลค่าครองชีพของประชาชน รวมถึงรับมือกับอัตราเงินเฟ้อ เพราะสำคัญมากในช่วงที่ประเทศและประชาชนเพิ่งจะเผชิญกับวิกฤติน้ำท่วม ถ้าจะต้องเผชิญกับเงินเฟ้อกับราคาสินค้าที่แพงก็จะเป็นการซ้ำเติม

“กระทรวงพาณิชย์จะต้องดูแลให้ราคาสินค้าอยู่ในระดับที่เหมาะสม หมายถึงสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ขณะที่ต้องดูแลความสมดุลระหว่างความเป็นธรรมต่อผู้บริโภค และการช่วยเหลือกระจายรายได้ไปยังเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย โดยจะต้องมีการบริหารจัดการสินค้าแต่ละชนิดอย่างเหมาะสม ใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ไปด้วยกัน ที่สำคัญอย่าปล่อยให้สินค้าใดสินค้าหนึ่งขาดตลาด ไม่มีวางขาย เพราะจะทำให้ประชาชนตื่นตระหนก และกลายเป็นเรื่องใหญ่เหมือนกรณีน้ำมันปาล์ม หรือสินค้าอุปโภคบริโภคในช่วงน้ำท่วมที่ผ่านมา ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นอีก”

เสาวณีย์ - พยุงศักดิ์เสาวณีย์ – พยุงศักดิ์

พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล

ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

“แม้การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ จะดูว่าเร็วไปเพราะเพิ่งผ่านไปได้เพียง 5–6 เดือนเท่านั้น รัฐมนตรีบางคนที่เข้ามาอาจจะไม่เป็นที่คุ้นเคย หรือไม่เคยได้เห็นผลงานมาก่อน แต่โดยรวมแล้วภาคเอกชนรับได้ เพราะการปรับ ครม.ครั้งนี้ เป็นการปรับเพื่อไขลานกลไกการทำงานให้เร็วขึ้น ซึ่งเอกชนอยากเห็นอยู่แล้ว

ที่ผ่านมาผลงานของรัฐอาจจะยังไม่ชัดเจน เพราะงานบางอย่างต้องใช้เวลากว่าจะเริ่มเห็นผลงาน อีกทั้งช่วงระยะเวลากว่า 2 เดือนรัฐยังเผชิญปัญหาอุทกภัยน้ำท่วมเข้าไปอีก แต่ทุกฝ่ายก็ได้เห็นความตั้งใจของรัฐและพัฒนาการของตัวผู้นำรัฐบาลที่มีความตั้งใจ

นอกจากนี้ หากดูโครงสร้างของ ครม.ใหม่ ที่แม้จะมีการปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีบางคนออกไป แต่หัวหน้าทีมคือ ตัวนายกฯก็ยังเป็นคนเดิม และไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจ  นโยบายรัฐแต่อย่างใด ทุกฝ่ายจึงคลายความกังวลลงไปในระดับหนึ่ง และมองว่า น่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งก็คงต้องให้โอกาส

สำหรับเรื่องเร่งด่วนที่ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรมต้องการให้รัฐดำเนินการ นอกเหนือจากปัญหาน้ำที่รัฐบาลได้ทำคลอดแผนแม่บทการบริหารจัดการครบวงจรออกมาแล้ว สิ่งที่อยากเห็นก็คือ การเร่งรัดนำแผนที่ได้แถลงไว้นี้ไปปฏิบัติโดยเร็ว การสร้างเขื่อนดิน เขื่อนกั้นน้ำ รอบนิคมอุตสาหกรรมที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนจะต้องเร่งรัดให้เกิดผลโดยเร็ว หากใครยังไม่มีความพร้อม ภาครัฐก็ต้องลงไปช่วยเหลือ เพราะเป็นเรื่องสำคัญทุกนิคมฯจะต้องรอดพ้นจากปัญหาน้ำ จะปล่อยให้เกิดปัญหากับนิคมฯใดนิคมฯหนึ่งไม่ได้ เพราะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่

“ในแง่ของภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมนั้น มีความเข้มแข็งในระดับหนึ่งอยู่แล้ว หากรัฐเข้ามาส่งเสริม และวางระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้ออำนวยต่อการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน มีการแก้ไขกฎระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ จะยิ่งทำให้เอกชนไทยสามารถจะยืนหยัดแข่งขันได้ โดยเฉพาะหลังการเปิดเสรีเออีซีในอนาคตอันใกล้นี้”

ภาคเอกชนต้องการเห็นการสร้างโครงข่ายถนนหรือขนส่งที่ครอบคลุม และเชื่อมโยงไม่แต่เฉพาะในประเทศ แต่ยังเชื่อมโยงการค้าชายแดนและข้ามไปยังประเทศเพื่อนบ้านเป็นโครงข่ายเดียวกัน ซึ่งหากทำได้จะทำให้ไทยกลายเป็น “ฮับ” เป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุนได้ไม่ยาก อุตสาหกรรม การลงทุน การค้าต่างๆจะหลั่งไหลมา

ขณะเดียวกัน ในภาคการเกษตรก็อยากเห็นการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรของไทยที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมในภาคนี้ เพราะปัจจุบันสินค้าเกษตรมีมูลค่าไม่ถึง 10% ของจีดีพี ในอนาคตน่าจะผลักดันให้ขยับขึ้นไปให้ได้ถึง 20% ของจีดีพี ซึ่งจะทำให้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรดีขึ้นในภาพรวม

นอกจากนี้ ยังต้องการเห็นการทำงานของภาครัฐที่เกิดการบูรณาการอย่างแท้จริง มีการกระจายอำนาจ และมีการมอนิเตอร์โครงการต่างๆ ของรัฐ ซึ่งไม่เพียงจะต้องมีความโปร่งใส ยังจะต้องเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ด้วย

“ทางภาคเอกชน สภาอุตสาหกรรมเรายืนยันว่า เรายังคงให้โอกาสรัฐบาลในการทำงาน แต่ขณะเดียวกัน เรายังคงเฝ้าจับตามองการทำงานของรัฐบาลอยู่”.

ทีมเศรษฐกิจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 23 มกราคม 2555, 05:00 น.