ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน ปุ๋ย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

คืนภาษีรถยนต์คันแรก คลังเปิด 2 ทางขยายเวลา เพิ่มโอกาสเอื้อประชาชน 2012/05/27

http://www.thairath.co.th/column/eco/ecoscoop/261891

21 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

Pic_261891

หนึ่งในนโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลได้คลอดออกมาเมื่อปลายปีที่แล้วในทันทีที่ได้มีการจัดตั้งรัฐบาล ก็คือ การออกนโยบายคืนภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไม่เกิน 100,000 บาท ให้แก่ผู้ซื้อรถยนต์คันแรก

ปรากฏว่าแรกๆที่รัฐบาลได้ไฟเขียวนโยบายดังกล่าว ได้เรียกเสียงเฮลั่นจากผู้บริโภค

ขณะที่บริษัทรถยนต์ ก็หน้าชื่นตาบาน เพราะมั่นใจว่ายอดขายรถยนต์ยิ่งพุ่งกระฉูดแน่

อย่างไรก็ดี คนคำนวณหรือจะสู้ฟ้าลิขิต

เพราะคล้อยหลังจากที่นโยบายนี้ไม่กี่สัปดาห์  ประเทศไทยได้ประสบวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ผู้บริโภคไม่มีอารมณ์จะซื้อรถใหม่

แต่ภายหลังจากที่วิกฤติคลี่คลาย กำลังซื้อเริ่มหวนคืนกลับมา ทว่าก็ติดปัญหาที่บริษัทรถยนต์ไม่อาจจะผลิตรถยนต์ได้พอเพียงกับความต้องการที่ทะลัก เพราะโรงประกอบรถยนต์และโรงงานผลิตชิ้นส่วนได้จมน้ำท่วม

ส่งผลให้ขณะนี้รถยนต์หลายรุ่น โดยเฉพาะรถที่อยู่ในข่ายได้คืนภาษีรถคันแรก ต้องประสบปัญหายอดจองสูงมาก จนต้องใช้เวลาหลายเดือนในการรับรถ ซึ่งรถยนต์บางรุ่นนั้นต้องใช้เวลานานข้ามปีกว่าจะได้รถที่จองไว้

ทำให้ผู้บริโภคพากันวิตกว่า หากรอรถนานข้ามปี ก็อาจจะเสียสิทธิการได้คืนภาษีรถคันแรก จึงได้ร้องขอให้กระทรวงการคลังได้ขยายเวลาการคืนภาษีรถคันแรกไปอีก

โดยเรื่องนี้กระทรวงการคลังยังแบ่งรับแบ่งสู้ว่าจะขยายเวลาคืนภาษีรถคันแรกไปอีกหรือไม่

และหากจะขยายเวลา ก็ควรออกมาในรูปแบบใดที่รัฐบาลจะไม่กระเป๋าฉีกไปมากกว่านี้!!

น้ำท่วมป่วนตลาดรถ

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 ก.ย.ปีที่แล้ว รัฐบาลได้มีมติอนุมัติการคืนภาษีรถคันแรกตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย. 2554 ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2555

โดยรัฐบาลระบุว่าเพื่อจะทำให้ภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ขยายตัวและมียอดขายรถยนต์ในปี 2555 เพิ่มขึ้นเป็น 500,000 คัน โดยเบื้องต้นได้ประมาณการภาษีที่ต้องคืนให้กับประชาชนเป็นจำนวนทั้งสิ้น 30,000 ล้านบาท

สำหรับหลักเกณฑ์และแนวทางดำเนินการในโครงการดังกล่าว มีดังนี้ 1.เป็นรถยนต์คันแรกของผู้ซื้อที่ซื้อตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย.2554 จนถึงวันที่ 31 ธ.ค.2555, 2.เป็นรถยนต์ราคาขายปลีกไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อคัน,

3.เป็นรถยนต์นั่ง ขนาดความจุกระบอกสูบไม่เกิน 1500 ซีซี หรือรถกระบะ (Pick up) รวมทั้งรถยนต์นั่งกึ่งบรรทุก (Double Cab), 4.เป็นรถยนต์ที่ผลิตขึ้นในประเทศ ไม่รวมถึงรถยนต์ที่ประกอบจากชิ้นส่วนนำเข้าใช้แล้วจากต่างประเทศ (รถยนต์จดประกอบ),

5.คืนเงินเท่ากับค่าภาษีตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อคัน, 6.ผู้ซื้อต้องมีอายุ 21 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป, 7.ผู้ซื้อต้องครอบครองรถยนต์ไม่น้อยกว่า 5 ปี

และ 8.การคืนเงินจะคืนเมื่อครอบครองรถยนต์ 1 ปีไปแล้ว (เริ่มจ่ายคืนให้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2555 เป็นต้นไป)

ปฏิเสธไม่ได้ว่า พอรัฐบาลได้คลอดนโยบายคืนภาษีรถออกมา ได้กลายเป็นแรงปลุกเร้าให้ผู้บริโภคเกิดความต้องการซื้อรถยนต์มากขึ้น โดยเฉพาะรถยนต์นั่งขนาดเล็กที่มีเครื่องยนต์ไม่เกิน 1500 ซีซี และรวมถึงรถอีโคคาร์

อย่างไรก็ดี เนื่องจากผู้บริโภคเห็นว่าอายุโครงการกินเวลานานถึง 1 ปี และการที่หลายบริษัทรถยนต์มีแผนจะทยอยออกรถรุ่นใหม่ๆที่เข้าข่ายได้รับคืนภาษีรถคันแรก ทำให้ผู้บริโภคยังใจเย็นรอซื้อรถรุ่นที่ต้องการใช้งานจริงๆ

แต่หลังจากการออกนโยบายคืนภาษีรถยนต์คันแรกไม่ถึงเดือน ประเทศไทยได้เจอน้ำท่วมใหญ่

โดยนอกจากเทือกสวนไร่นา ร้านค้า และธุรกิจต่างๆ รวมทั้งบ้านเรือนประชาชนต้องเสียหายอย่างมากแล้ว

ยังทำให้นิคมอุตสาหกรรมถึง 7 แห่งต้องจมน้ำ และยังมีโรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่นอกนิคมอุตสาหกรรมพลอยสำลักน้ำท่วมหนนี้อีกเป็นจำนวนมากเช่นกัน

ทำให้กำลังซื้อหดวูบ!!

ดังนั้น ในระยะแรกๆที่ออกนโยบายคืนภาษีรถยนต์คันแรก จึงยังไม่เห็นภาพความคึกคักของตลาดรถยนต์มากนักอย่างที่รัฐบาลได้วาดฝันไว้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าวิกฤติน้ำท่วมได้เริ่มคลี่คลายมาในช่วงปลายปี จึงทำให้ผู้บริโภคเริ่มหันกลับมาจับจ่ายใช้สอย เศรษฐกิจเพิ่มความคึกคัก

โดยเฉพาะตลาดรถยนต์ได้หวนกลับมาเบ่งบาน อันเกิดจากนโยบายภาษีรถยนต์คันแรก และการที่บริษัทรถยนต์ได้ทยอยเปิดตัวรถรุ่นใหม่ๆ ซึ่งหลายรุ่นอยู่ในข่ายได้คืนภาษีรถคันแรก รวมทั้งรถอีโคคาร์รุ่นใหม่

ที่สำคัญ แรงหนุนส่งให้เกิดความต้องการซื้อรถมากขึ้น ยังมาจากการที่ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยมีความจำเป็นต้องใช้รถใหม่ เนื่องจากรถที่มีอยู่แล้วได้เสียหายจากการจมน้ำท่วม

และยังเกิดจากแรงอั้นการซื้อรถยนต์ในช่วงวิกฤติน้ำท่วมนั่นเอง!!

คิวจองรถยาวเหยียด

อย่างไรก็ดี แม้ว่าความต้องการรถยนต์จะมีเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ติดปัญหาที่บริษัทรถยนต์ต่างๆไม่อาจจะผลิตรถยนต์ได้พอเพียง

เนื่องจากโรงประกอบรถยนต์บางแห่งได้จมน้ำท่วม กว่าจะกลับมาผลิตใหม่ได้ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5-6 เดือน

ขณะที่โรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์อีกเป็นจำนวนมากมายได้เกิดความเสียหายจากวิกฤติน้ำท่วมเช่นกัน

เป็นเหตุให้อุตสาหกรรมยานยนต์เกิดปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนอย่างรุนแรง จนโรงประกอบรถยนต์หลายแห่ง ซึ่งแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่น้ำท่วม  แต่ก็ต้องหยุดการผลิตหรือชะลอการผลิตรถยนต์เป็นการชั่วคราว

ส่งผลให้รถหลายรุ่นต้องเสียเวลารอนาน เพราะมียอดจองล้นทะลัก ขณะที่โรงประกอบรถยนต์ไม่อาจจะเร่งการผลิตได้มากเพียงพอ

โดยเฉพาะรถที่อยู่ในข่ายได้คืนภาษีนั้น ส่วนใหญ่จะมีปัญหายอดจองสูงมากกินเวลา 2-6 เดือน

ยิ่งเป็นรถอีโคคาร์ราคาถูก โดยเฉพาะอีโคคาร์ 2 รุ่นใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ได้แก่ รถมิตซูบิชิ มิราจใหม่ และรถซูซูกิ สวิฟท์ใหม่ ต้องใช้เวลานานข้ามปีถึงจะได้รถที่จองไว้

นายโนบุยูกิ มูราฮาชิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จากการที่บริษัทได้แนะนำรถยนต์นั่งมิตซูบิชิ มิราจใหม่ตั้งแต่ปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏว่าประสบความสำเร็จอย่างดี มียอดจองแล้วกว่า 20,000 คัน และยังคงมีรายงานยอดจองเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

“ทั้งนี้ จากยอดจองที่สูงเกินความคาดหมาย ทำให้บริษัทเตรียมปรับแผนการผลิตเพื่อรองรับกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นเพื่อให้สามารถผลิตและส่งมอบรถยนต์มิราจให้แก่ผู้บริโภคทั้งหมดได้ภายในสิ้นปีนี้”

ขณะที่รถฮอนด้าก็มีปัญหาคิวจองรถนานมาก เพราะโรงประกอบรถยนต์ฮอนด้า ซึ่งตั้งอยู่ที่สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จ.พระนครศรีอยุธยา ได้จมน้ำท่วม โดยเพิ่งกลับมาเริ่มการผลิตใหม่เมื่อวันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมานี้เอง

นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร รองประธานอาวุโส บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทได้เร่งการส่งมอบรถยนต์ฮอนด้าให้แก่ลูกค้าทั่วประเทศ ภายหลังจากการกลับมาเดินสายการผลิตแบบเต็มกำลัง ตั้งแต่ปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา

“ปัจจุบันโรงงานผลิตรถยนต์ฮอนด้าในไทยมีกำลังการผลิตสูงสุดวันละ 1,000 คัน ซึ่งเป็นยอดการผลิตจากทั้ง 2 โรงงาน มีการผลิตโรงงานละ 2 กะต่อวัน”

ตลาดรถหวนกลับมาแล้ว

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ในฐานะผู้นำตลาดรถยนต์ในไทย ได้รายงานสถิติการขายรถยนต์รวมทุกประเภทและทุกยี่ห้อ ประจำเดือน ก.ย. ปีที่แล้ว ซึ่งช่วงนั้นประเทศไทยยังไม่ประสบวิกฤติน้ำท่วม พบว่ามีปริมาณการขายทั้งสิ้น 87,012 คัน เพิ่มขึ้น 27.5% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีที่แล้ว ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง 40,685 คัน เพิ่มขึ้น 29.6% และรถเพื่อการพาณิชย์ 46,327 คัน เพิ่มขึ้น 25.7% โดยตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ มียอดขาย 40,087 คัน เพิ่มขึ้น 28.2%

ขณะที่ยอดขายรถยนต์เดือน ต.ค. 2554 ซึ่งเป็นเดือนแรกที่ประเทศไทยเริ่มประสบวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ เห็นได้ว่าตลาดรถยนต์หดตัวอย่างรุนแรง โดยตลาดรถยนต์รวมมีปริมาณการขายทั้งสิ้น 42,873 คัน ลดลง 40.5% ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง 19,852 คัน ลดลง 38.8% และรถเพื่อการพาณิชย์ 23,021 คัน ลดลง 41.8% รวมทั้งตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน จำนวน 18,861 คัน ลดลง 44.3%

นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าวว่า การที่ตลาดรถยนต์เดือน ต.ค. ได้ลดลง 40.5% เป็นผลกระทบจากอุทกภัยใหญ่ ทำให้โรงประกอบรถยนต์หลายแห่งที่แม้ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง จำต้องหยุดการผลิตตั้งแต่ต้นเดือน ต.ค. เนื่องจากการขาดแคลนชิ้นส่วน

ทั้งนี้ วิกฤติน้ำท่วมยังส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังตลาดรถยนต์รวมเดือน พ.ย. 2554 ที่ยังคงทรุดลงต่อเนื่อง โดยมียอดขายอยู่ที่ 25,664 คัน ลดลง 67.5% ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง 12,746 คัน ลดลง 62.1% และรถเพื่อการพาณิชย์ 12,918 คัน ลดลง 71.5% ขณะที่รถกระบะขนาด 1 ตัน อยู่ที่ 8,431 คัน ลดลง 78.6%

ส่วนยอดขายรถยนต์รวมเดือน ธ.ค. 2554 อยู่ที่ 54,575 คัน ลดลง 41.4% ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง 25,826 คัน ลดลง 33.8% และรถเพื่อการพาณิชย์ 28,749 คัน ลดลง 46.9% โดยรถกระบะขนาด 1 ตัน อยู่ที่ 21,083 คัน ลดลง 54.5%

ขณะที่ยอดขายรถยนต์รวมเดือน ม.ค. 2555 เริ่มกลับมาดีขึ้น มียอดขายอยู่ที่ 76,246 คัน เพิ่มขึ้น 11.5% ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง 27,962 คัน ลดลง 9.8% และรถเพื่อการพาณิชย์ 48,284 คัน เพิ่มขึ้น 29.1% สำหรับรถกระบะขนาด 1 ตัน 42,801 คัน เพิ่มขึ้น 35.3%

นายวุฒิกร ระบุว่าตลาดรถยนต์เดือน ม.ค.ปีนี้ที่เพิ่มขึ้น 11.5% เป็นเพราะบริษัทรถยนต์ส่วนใหญ่สามารถกลับมาผลิตได้ในระดับปกติ ทำให้สามารถเร่งส่งมอบรถที่ค้างจองได้มากขึ้น แต่ในส่วนยอดขายรถยนต์นั่งยังลดลง เป็นผลจากผู้ผลิตที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยยังไม่สามารถกลับมาผลิตได้เป็นปกติ

ด้านยอดขายรถยนต์รวมเดือน ก.พ. 2555 มีปริมาณการขาย 90,461 คัน เพิ่มขึ้น 17.2% ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง 32,170 คัน ลดลง 4.0% และรถเพื่อการพาณิชย์ 58,291 คัน เพิ่มขึ้น 33.4% ส่วนรถกระบะขนาด 1 ตัน 51,335 คัน เพิ่มขึ้น 36.2%

สำหรับยอดขายรถยนต์เดือน มี.ค. 2555 มีปริมาณการขายทั้งสิ้น 110,928 คัน เพิ่มขึ้น 19.3% ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง 40,305 คัน ลดลง 3.3% และรถเพื่อการพาณิชย์ 70,168 คัน เพิ่มขึ้น 36.7% ส่วนรถกระบะขนาด 1 ตัน 61,737 คัน เพิ่มขึ้น 40.0%

ล่าสุด ยอดขายรถยนต์รวมเดือน เม.ย.ปีนี้ มีปริมาณการขายทั้งสิ้น 87,788 คัน เพิ่มขึ้น 30.5% ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง 38,211 คัน เพิ่มขึ้น 23.4% และรถเพื่อการพาณิชย์ 49,132 คัน เพิ่มขึ้น 35.2% ส่วนรถกระบะขนาด 1 ตัน ในเซกเมนต์นี้ จำนวน 42,163 คัน เพิ่มขึ้น 34.8%

นายวุฒิกร ย้ำว่าการที่ตลาดรถเดือน เม.ย.ปีนี้มีความคึกคัก เป็นผลจากความนิยมในรถยนต์รุ่นใหม่ที่แนะนำช่วงงานบางกอกมอเตอร์โชว์ ส่งผลให้มีการสั่งซื้อเพิ่มขึ้น ตลอดจนกำลังการผลิตของผู้ผลิตรถยนต์ทุกบริษัทเริ่มกลับสู่สภาวะปกติ จึงสามารถเพิ่มการส่งมอบรถยนต์ให้กับลูกค้าค้างจองได้มากขึ้น

คลังขอเวลา 2 เดือน

จากการที่ตลาดรถได้หวนกลับมาคึกคัก จนรถหลายรุ่นต้องเสียเวลารอคิวนานกว่าจะได้เป็นเจ้าของ โดยเฉพาะรถที่อยู่ในข่ายได้รับอานิสงส์จากนโยบายคืนภาษีรถคันแรก ที่คิวจองยาวเหยียด

ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากเกิดความกังวลว่าอาจจะเสียโอกาสในการรับสิทธิคืนภาษีรถคันแรก จึงได้ขอให้กระทรวงการคลังได้ขยายระยะเวลาสำหรับนโยบายนี้ออกไปอีก เนื่องจากที่ผ่านมาตลาดรถได้ประสบวิกฤติน้ำท่วม ทำให้ไม่สามารถผลิตรถยนต์ได้เต็มที่ ส่งผลให้เกิดปัญหาคิวรับรถนานผิดปกติ

นายทนุศักดิ์  เล็กอุทัย  รมช.คลัง  เปิดเผยว่ากระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการสรุปโครงการคืนภาษีรถยนต์คันแรก ซึ่งเดิมนั้นมาตรการดังกล่าวจะสิ้นสุดในวันที่ 31 ธ.ค.นี้ว่าจะมีแนวทางอื่นๆเพิ่มอีกหรือไม่

“คาดว่าจะต้องใช้ระยะเวลาศึกษาอีก 2 เดือนนับจากนี้ไป เพื่อพิจารณาว่า ในช่วงที่ผ่านมามาตรการที่ออกไปนั้น ได้ตอบสนองความต้องการของประชาชนและตรงกับเป้าหมายที่วางไว้ว่าจะเพิ่มยอดขายรถยนต์ได้ไม่น้อยกว่า 500,000 คันหรือไม่”

ขณะนี้ยอดขอเงินคืนภาษีรถคันแรกได้มีอัตราการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากเดิมในช่วงแรกมีเข้ามาประมาณ 1,000 คัน และล่าสุดเมื่อต้นเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา มีประชาชนมาขอคืนเงินภาษีแล้ว 40,000 คัน และยังมีรถยนต์ที่เข้าข่ายสามารถขอคืนเงินภาษี โดยอยู่ระหว่างการรอจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกอีกประมาณ 200,000 คัน จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ทั้งหมด 500,000 คัน คิดเป็นเม็ดเงิน 30,000 ล้านบาท

นายทนุศักดิ์ กล่าวว่า ในช่วงแรกของโครงการที่มีปัญหา เพราะประชาชนได้รับผลกระทบจากวิกฤติน้ำท่วมเมื่อปลายปีที่ผ่านมา  ทำให้เกิดอาการสะดุดทางด้านกำลังซื้อ  และยังได้รับผลกระทบจากกำลังการผลิตรถยนต์ของโรงประกอบรถยนต์และโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่ถูกน้ำท่วมด้วย  จึงทำให้ยอดการขอคืนเงินมีเข้ามาน้อยมาก

“แต่เมื่อเหตุการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ กำลังซื้อของผู้บริโภคคืนกลับมาเหมือนเดิม เห็นได้จากยอดการขอเงินคืนที่มีเพิ่มขึ้นมากในช่วงเดือน เม.ย.และเดือน พ.ค. และยังจะมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทุกเดือน โดยช่วงปลายปีนี้ คาดว่าจะมีผู้มายื่นเรื่องขอคืนเงินมากขึ้น”

ทั้งนี้ จากการที่กระทรวงการคลังได้รับทราบถึงเหตุภาวะผิดปกติของตลาดรถในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเกิดจากวิกฤติน้ำท่วม จนส่งผลให้อุตสาหกรรมรถยนต์ต้องสะดุด โรงประกอบรถยนต์ต้องชะลอการผลิต โดยเพิ่งจะกลับมามีกำลังการผลิตได้เป็นปกติในเดือน พ.ค.นี้

ทำให้ล่าสุด กรมสรรพสามิตได้วางแนวทางแก้ไขในเรื่องนี้ไว้ 2 แนวทาง คือ

1. ขยายเวลาจากที่จะสิ้นสุดสิ้นปีนี้ ให้เพิ่มต่อไปอีก 3-4 เดือนของปี 2556 ซึ่งเป็นการชดเชยกับช่วงเวลาที่ประสบปัญหาน้ำท่วม ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถผลิตรถยนต์ขายได้ทัน

และ 2. ไม่ขยายเวลา แต่จะผ่อนปรนเงื่อนไขให้คนที่ถือใบจองรถจนถึงสิ้นปีนี้ ได้สิทธิคืนเงินรถคันแรกได้ จากเดิมที่กำหนดว่า “จะต้องรับรถและจดทะเบียนรถภายในปีนี้เท่านั้น”

ดังนั้น ไม่ว่ารัฐบาลจะเลือกแนวทางใดตามที่กรมสรรพสามิตเสนอมา แต่สำหรับผู้บริโภคที่ต้องการจะได้สิทธิคืนภาษีรถคันแรก จึงต้องรีบตัดสินใจจองรถก่อนสิ้นปีนี้ เพราะถึงอย่างไรกว่าจะรับรถได้ก็เป็นช่วงต้นปีหน้าอยู่ดี

หากยังมัวลังเล ก็อาจจะชวดสิทธิดังกล่าว

เพราะทางการจะไม่ขยายเวลาไปมากกว่านี้อีกแล้ว!!!

ทีมเศรษฐกิจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 21 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.
 

พลิกเกมเค้นคอรอไฟเขียวกลับบ้าน 2012/05/27

http://www.thairath.co.th/column/pol/wikroh/263467

27 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

Pic_263467

ยุทธวิธี “ทักษิณ” แตะเบรก “เสื้อแดง” เดินหน้าปรองดอง

ในงานรำลึกครบรอบ 2 ปี เหตุการณ์กระชับพื้นที่สลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง ที่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม

มวลชนคนเสื้อแดงจากทั่วทุกสารทิศกลับมาชุมนุมรำลึกอดีตกันอย่างคึกคัก แดงพรึบเต็มพื้นที่แยกราชประสงค์

แกนนำคนเสื้อแดงต่างสลับกันขึ้นเวที ใช้โอกาสครบรอบ 2 ปี พฤษภาเลือด ไล่จี้ทวงถามหาความเป็นธรรม

เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการกับผู้สั่งการสลายการชุมนุม จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 91 ศพ และบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก

และก็เช่นเดียวกับการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงที่ผ่านมาทุกครั้ง

ไฮไลต์สำคัญของงานก็อยู่ที่การวีดิโอลิงก์ หรือโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้ามาปราศรัยปลุกใจมวลชนคนเสื้อแดง

สำหรับงานนี้ นอกจาก พ.ต.ท.ทักษิณวีดิโอลิงก์จากประเทศจีนเข้ามาพูดจาปราศรัยให้กำลังใจนายจตุพร พรหมพันธุ์

ที่เพิ่งโดนศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้พ้นจากสมาชิกภาพ ส.ส.มาหมาดๆ

รวมทั้งแสดงความยินดีที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผ่านความเห็นชอบวาระ 2 จากรัฐสภา และจะโหวตวาระที่ 3 ในวันที่ 5 มิถุนายนนี้

แต่ไฮไลต์จริงๆอยู่ในช่วงท้าย ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ส่งสัญญาณตรงถึงคนเสื้อแดงทั่วประเทศ

“ผมหวังว่าการกล่าวสปีดของผมในต่างแดนครั้งนี้ เนื่องในวันครบรอบที่รำลึกถึงการสลายการชุมนุมครั้งนี้ คงจะเป็นครั้งสุดท้าย

หวังว่าบ้านเมืองจะกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว เพื่อที่เราจะได้ไปร่วมกันรักษาสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และสถาบันประชาธิปไตยของเรา

วันนี้ความเข้าใจผิดกันต้องยุติ ต้องเลิกจิตปรุงแต่ง ต้องหันกลับมาว่าจะสร้างชาติ สร้างอนาคตลูกหลาน

วันนี้เราต่อสู้เหนื่อยแล้วจะสู้ต่อไปหรือจะหันหน้าเข้าหากัน โดยที่ยอมให้รัฐบาล หรือยอมให้ทางฝ่ายแกนนำทั้งหลายได้ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่บ้านเมือง ต่อประเทศไทย เหตุการณ์มันเปลี่ยน พัฒนาการมันเปลี่ยน

ก็หวังว่าพี่น้องจะเข้าใจว่าเราได้ทำหน้าที่ของเรามาสุดทาง แต่ไม่ได้หมายความว่าเลิกทำหน้าที่ ต้องดูต่อไปว่าใครเบี้ยว ใครมากระชากประชาธิปไตยเราไปอีก

พี่น้องแจวเรือมาส่งผมถึงฝั่งแล้ว ตอนนี้ถึงวันที่ผมต้องขึ้นเขาต่อ แต่จะไม่ลืมคนที่แจวเรือมาส่ง”

จากบรรยากาศการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่กำลังอยู่ในอารมณ์ คึกคัก ฮึกเหิม กลายเป็นอาการงง ตกอยู่ในภวังค์

เพราะชาวเสื้อแดงหลายคน หลายกลุ่ม รับมุกกันไม่ทัน กับการที่ พ.ต.ท.ทักษิณเปลี่ยนท่าทีกะทันหัน จากที่เคยเป็นมวยบุกรุกไล่ฝ่ายตรงข้าม

มาเป็นการเหยียบเบรก ฉุดขบวน

เรียกร้องให้คนเสื้อแดงยุติเรื่องความเข้าใจผิดต่างๆ หันหน้าเข้าหากันเพื่อความปรองดอง

จากคำปราศรัยของ พ.ต.ท.ทักษิณในงานครบรอบ 2 ปี เหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดง ทำให้แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงบางกลุ่มแสดงปฏิกิริยาต่อต้าน คัดค้าน ไม่เห็นด้วย

รวมไปถึงกลุ่มเคลื่อนไหวที่เป็นแนวร่วมคนเสื้อแดง อย่างนายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง ที่ออกมาระบุเลยว่า

การพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณทำให้เกิดปฏิกิริยาวงกว้างในหมู่คนเสื้อแดง เป็นคำพูดที่ไม่เข้าหู เป็นการพูดในเชิงปรับทิศทางการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง

ยืนยันว่าประชาธิปไตยเป็นขบวนรถไฟที่เดินทางไกล ไม่ได้มาส่ง พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ พ.ต.ท.ทักษิณโดดขึ้นมาเอง แล้วตอนนี้ก็ขอโดดลงเอง

แต่เชื่อว่ายังมีคนเสื้อแดงอีกจำนวนหนึ่งที่ยังต้องการเดินต่อ เพราะอยากให้เกิดความเป็นธรรม ไม่มีเรื่อง 2 มาตรฐาน อยากได้การเมืองที่จับต้องได้ โดยประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

ฟันธงว่าคงมีการเจรจากับฝ่ายชนชั้นนำมาแล้ว เห็นได้จากการที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ตอบรับไปฟังดนตรีออเคสตร้าจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ต่อมาก็เปิดบ้านให้เข้าไปรดน้ำขอพรในเทศกาลสงกรานต์ ท่าที พล.อ.เปรมเบาลง

เช่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ก็ออกไปเยี่ยมเยียนหมู่บ้านเสื้อแดง แล้วมาบอกว่า ไม่มีปัญหาอะไร เมื่ออีกฝั่งส่งสัญญาณออกมา พ.ต.ท.ทักษิณก็ต้องแสดงท่าทีต่อความปรองดองกลับไป เรื่องนี้ถือว่าจบแล้ว เป็นเรื่องที่ชนชั้นนำได้ไปคุยกันมาแล้ว

เหน็บแนมกันในที แสดงความยินดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณกับอำมาตย์ต่อรองกันได้ เพื่อที่จะอยู่เย็นเป็นสุขกัน

พร้อมสำทับละครเรื่องนี้ยังไม่จบ แต่ละครเรื่องใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น

อาการแปลกแยกในหมู่ขบวนการเสื้อแดง เริ่มปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ

ในขณะที่แกนนำกลุ่ม นปช.ที่เป็นสายตรงของ พ.ต.ท.ทักษิณ

ก็นั่งไม่ติด ต้องรีบออกมาเคลียร์กระแสความขัดแย้งโดยยืนยันว่า

“ทักษิณ” กับคนเสื้อแดง ไม่มีทางแตกคอ ไม่ทอดทิ้งกัน

“ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” ได้เกาะติดความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ กลุ่มคนเสื้อแดง และพรรคเพื่อไทยมาโดยตลอด

เราขอชี้ว่า ในช่วงระยะเวลา 6 ปี ตั้งแต่มีการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 กระบวนการต่อสู้เคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณ

มีความสอดคล้องไปในแนวทางเดียวกันกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง และสอดรับกับความเคลื่อนไหวของนักการเมืองในสังกัดพรรคไทยรักไทย ที่แปลงสภาพเป็นพรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย

ทุกความเคลื่อนไหวกลมกลืน หนุนเนื่องไปในทิศทางเดียวกันมาตลอด

พ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอิน วีดิโอลิงก์ เข้ามาในเวทีคนเสื้อแดงแต่ละครั้ง ก็ออดอ้อนให้พี่น้องคนเสื้อแดงพากลับบ้าน

ปลุกเร้าให้คนเสื้อแดงลุกขึ้นต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม ต่อสู้กับเผด็จการ เรียกร้องประชาธิปไตย เรียกร้องความเท่าเทียม

ปลุกกระแสไพร่ ไล่อำมาตย์ พยายามชี้เป้าว่าผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการรัฐประหารยึดอำนาจ

เดินเกมต่อสู้ด้วยการสั่งการให้ ส.ส.นักการเมืองในสังกัด รวบรวมชาวบ้านจัดตั้งกองกำลังเสื้อแดง ขึ้นมาเป็นฐานในการเคลื่อนไหวต่อต้านคณะรัฐประหาร

เมื่อเวลาผ่านไป ก็มีกลุ่มมวลชนเสื้อแดงที่ชื่นชอบนโยบายประชานิยม รักและศรัทธาในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ อยากช่วย “ทักษิณ” กลับบ้าน เข้าร่วมม็อบเสื้อแดงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ทำให้ฐานมวลชนเสื้อแดงขยายตัวมากยิ่งขึ้น จนกลายเป็นฐานเสียงหลักของพรรคเพื่อไทย

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มเสื้อแดงอุดมการณ์ ที่ในอดีตมีแนวคิดเป็นพวกฝ่ายซ้าย ต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง เข้ามาร่วมเป็นแกนจัดตั้งและขับเคลื่อนมวลชน

รวมถึงกลุ่มเสื้อแดงแฝงประโยชน์ ที่เข้ามาร่วมขบวนการเสื้อแดง เพื่อหวังประโยชน์ทั้งทางการเมืองและผลประโยชน์ด้านอื่นๆ

แน่นอน เมื่อการเข้าร่วมของคนเสื้อแดงมาจากหลายกลุ่มหลายพวก แต่ละกลุ่มที่เข้าร่วมต่างก็มีเป้าหมายของตัวเอง

พูดง่ายๆว่า เข้ามาร่วมเกาะเกี่ยวอยู่ในขบวนการเดียวกัน แต่มีจุดหมายปลายทางแตกต่างกัน

อย่างไรก็ตาม ระหว่างทางที่มีการรวมตัวร่วมขบวนเคลื่อนไหวไปด้วยกัน มันก็ทำให้มีพลังยิ่งใหญ่ เป็นฐานสำคัญของ พ.ต.ท.ทักษิณในการต่อสู้และต่อรอง เพื่อไปสู่เป้าหมายยุทธศาสตร์ที่วางไว้

นั่นก็คือ การได้กลับบ้าน กลับประเทศไทย แบบเท่ๆ ไม่ต้องติดคุก

เมื่อมาถึงวันนี้ สถานการณ์ของ “ทักษิณ” ขยับสู่โหมดปรองดอง โดยมีเรื่องของแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการออก พ.ร.บ.ปรองดอง รออยู่ข้างหน้า

ขณะที่รัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ผู้เป็นน้องสาว ก็เดินเกมประสานปรองดองกับ พล.อ.เปรม และผู้นำเหล่าทัพ คืบหน้าไปเป็นลำดับ

มันก็เป็นธรรมดาที่ พ.ต.ท.ทักษิณต้องเปลี่ยนยุทธวิธี จากที่เคยใช้มวลชนเสื้อแดงเป็นฐานในการรุกไล่ เค้นคอ ฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทย เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง

เมื่อการต่อรองได้ผ่านมาระดับหนึ่ง ภายใต้ถ้อยคำสวยหรูที่เรียกว่ากระบวนการปรองดอง

พ.ต.ท.ทักษิณก็จำเป็นต้องแสดงให้ฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทยได้เห็นสัญญาณของความปรองดองที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

เขาจึงต้องพลิกยุทธวิธีจากที่เคยรุกไล่ เค้นคอ

มาเป็นการถอยอีกก้าวเพื่อแสดงให้เห็นว่ามีความปรารถนาที่จะปรองดอง

และรอคอยโอกาส รอคอยไฟเขียว ที่จะให้เขาก้าวไปถึงเป้าหมายยุทธศาสตร์ที่จะได้กลับประเทศไทยแบบเท่ๆ โดยไม่ต้องติดคุกติดตะราง

แน่นอน การเดินเกมนี้ คนที่ฉลาดเป็นกรดอย่าง “ทักษิณ” ย่อมต้องอ่านสถานการณ์ออกอยู่แล้วว่าจะต้องเกิดแรงกระเพื่อมในขบวนการคนเสื้อแดง

รู้ดีว่าต้องเสียแนวรวมคนเสื้อแดงบางกลุ่มบางพวก ที่ไม่พอใจกับการเปลี่ยนทิศทางการต่อสู้จากการรุกไล่ มาเป็นการถอยเพื่อเข้าสู่โซนปรองดอง

แต่ขณะเดียวกัน พ.ต.ท.ทักษิณก็คงเห็นว่าคุ้ม ถ้าสามารถก้าวเดินไปสู่เป้าหมายยุทธศาสตร์ที่เขาเฝ้ารอคอยมาตลอด 6 ปี

ที่สำคัญ เมื่อสถานการณ์มาถึงจุดนี้ พ.ต.ท.ทักษิณก็คงพร้อมจะให้กลุ่มเสื้อแดงบางกลุ่ม และแกนนำแนวร่วมเสื้อแดงบางคน ที่เข้ามาเกาะเกี่ยวอยู่ในขบวนการเสื้อแดง แต่มีเป้าหมายปลายทางแตกต่างจากเขา สลัดตัวออกไป

ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเสื้อแดงอุดมการณ์ที่มีแนวคิดแบบฝ่ายซ้าย กลุ่มเสื้อแดงแฝงประโยชน์ หรือแม้แต่กลุ่มเสื้อแดงที่สูญเสียในการต่อสู้บางกลุ่มบางคน

เพราะมั่นใจว่า ยังมีคนเสื้อแดงที่รักและศรัทธาตัวเขา หรือประเภทเสื้อแดงแฟนพันธุ์แท้ที่ยังหนุนเขาอีกมาก

อย่างไรก็ตาม เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณถอยมาอีกก้าวหนึ่งแล้ว แต่ถ้าความต้องการของเขายังไม่ได้รับการตอบสนอง ยังไม่มีสัญญาณไฟเขียวให้กลับบ้านแบบเท่ๆ

อะไรจะเกิดขึ้น จะมีการปลุกขบวนการคนเสื้อแดงให้ลุกฮือขึ้นมาอีกหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องติดตาม

เพราะเรามองว่า ลีลาของ “ทักษิณ” ครั้งนี้ เป็นแค่ปฏิบัติการหนึ่งของการต่อรองเท่านั้น.

“ทีมการเมือง”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมการเมือง
  • 27 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.
 

ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย 2012/05/26

http://www.thairath.co.th/column/pol/wikroh/263396

26 พฤษภาคม 2555, 05:03 น.

Pic_263396

การตลาด ปั่นเรตติ้งกันจนหยดสุดท้าย

กับมุกที่ทีมงาน “อีเวนต์” ของสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ได้ติดตั้งแผ่นป้าย “เคาต์ดาวน์” กลางห้องโถง อาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม เริ่มนับถอยหลังเหลือเวลาอีก 7 วัน จะเป็นอิสระจากโทษตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ในวันที่ 31 พฤษภาคม

เร้าอารมณ์ร่วมของผู้คนในสังคมให้เกาะติดสถานการณ์แบบเรียลลิตี้โชว์

ในจังหวะพอดีกับ “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “ความต้องการของประชาชนต่อสมาชิกบ้าน 111”
ตามตัวเลขที่ยังก้ำกึ่งๆ

ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 56.11 มีความต้องการให้สมาชิกบ้านเลขที่ 111 กลับมาทำงานต่อมากที่สุด เพราะมีประสบการณ์และความรู้ในการทำงานจะได้กลับมาพัฒนาประเทศต่อไป ขณะที่ร้อยละ 43.55 ไม่ต้องการให้กลับมาทำงานต่อ เพราะอยากให้สร้างนักการเมืองรุ่นใหม่มากกว่า

ส่วนมากร้อยละ 55.78 ยังเชื่อว่าการกลับมาทำงานทางการเมืองของสมาชิก บ้านเลขที่ 111 จะส่งผลให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลเข้มแข็งขึ้น ส่วนใหญ่ร้อยละ 38.11 เชื่อว่าการกลับมาทำงานทางการเมืองของสมาชิกบ้านเลขที่ 111 จะช่วยให้เกิดความปรองดองมากขึ้น เนื่องจากจะช่วยเจรจาแก้ไขปัญหาต่างๆ เพิ่มความสัมพันธ์อันดีให้แก่คนในชาติ และสามารถแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองไปในทิศทางเดียวกัน

สรุปเอาเป็นว่า ยึดตัวเลขประชาชนส่วนใหญ่ เชียร์ให้คนบ้านเลขที่ 111 กลับมา

หวังให้ลากการเมืองกลับสู่ภาวะปกติ

ท่ามกลางปรากฏการณ์ที่ “การเมืองเพี้ยนๆ” กำลังเล่นงานอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ต้องเผชิญอาการ “แดงเป็นพิษ” แนวร่วมหันมาขย่มกันเอง ไม่เอาด้วยกับมุกปรองดองที่มองข้ามศพของคนเสื้อแดง

จบแบบยกประโยชน์ให้จำเลย

แสดงปฏิกิริยาชัดๆ ต่อต้านการเกี้ยเซี้ยกับอำมาตย์

โดยเฉพาะอาการของแดงปัญญาชน กับ “แดงซ้ายตกขอบ” ที่จัดหนัก โหมขย่ม “นายใหญ่” ในเครือข่ายโซเชียลเน็ตเวิร์ก เหน็บกันแบบแสบๆคันๆ

สะท้อนว่า ถึงวันนี้คนเสื้อแดงบางส่วนได้ก้าวข้าม “ทักษิณ” ไปแล้ว

ฐานกำลังของ “นายใหญ่” ไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนเดิมอีกต่อไป

ในสถานการณ์หัวเลี้ยวหัวต่อ “ทักษิณ” ทิ้งไพ่แต้มสำคัญไปแล้ว เลือกหักอารมณ์คนเสื้อแดง เพื่อแสดงความจริงใจในการเดินหมากปรองดอง

ลุ้นตัวกลับเมืองไทยแบบแลนดิ้งนิ่มๆ

ตามจังหวะการเคลื่อนไหวที่จับทางได้ ด้านหนึ่งก็แตะเบรกเกมการเมืองบนถนน แต่อีกด้านหนึ่งก็เหยียบเร่งเครื่องเกมการเมืองในสภา

เคลียร์พันธนาการในเชิงกฎหมายกันสุดกำลัง

ล่าสุดโดยจังหวะซุ่มเงียบเล่นเร็วของ “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ ได้รับลูกพรรคเพื่อไทย ยื่นร่าง พ.ร.บ.ปรองดองฯ ผ่านนายเจริญ จรรย์- โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร และได้มีการบรรจุร่าง พ.ร.บ.เข้าสู่วาระการพิจารณาของสภาเป็นที่เรียบร้อย

ตั้งท่าจะพิจารณากันได้ในวันที่ 30 พฤษภาคมนี้

ตามเกม “นายใหญ่” รีบชิงรวบรัดตัดความ ล้อกระแสที่แนวร่วมฝ่ายต้านพยายามตะโกนดักทางเกมลับลวงพรางของ “นายใหญ่” เป้าหมายสำคัญที่สุดคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ต้องการรวบอำนาจเข้ามาอยู่ในมือ ลิดรอนอำนาจการตรวจสอบ รวมไปถึงการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมให้ตัวเองพ้นผิด

เหลืออีกนิดเดียวจะถึงเป้าหมาย

แต่ในมุมของพวกที่อ่านเกมอำนาจขาดยังมองว่าเกมแก้รัฐธรรมนูญ หรือคิวนิรโทษกรรม

มันก็แค่มุกหยั่งเชิง วัดใจ

โดยเงื่อนไขปรองดองที่ออกมาจาก “ทักษิณ” กำหนดเกมฝ่ายเดียว ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

ตราบใดที่ฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทยยังไม่หือไม่อือด้วย.
ทีมข่าวการเมือง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการเมือง
  • 26 พฤษภาคม 2555, 05:03 น.
 

เรื่องของคนกันเอง 2012/05/26

http://www.thairath.co.th/column/pol/wikroh/263164

25 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

Pic_263164

หวนกลับมากระตุกเรตติ้งกันแบบเร่งด่วนเฉพาะกิจเลย

ล่าสุด นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ โฆษกกลุ่มเสื้อแดง นปช. เปิดโปรแกรมล่วงหน้า ในวันที่ 2 มิถุนายน แกนนำเสื้อแดง นปช.ได้นัดจัดกิจกรรมใหญ่ที่ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี

โดยจะเป็นการกลับมาจัดรายการ “ความจริงวันนี้ภาคพิเศษ” ของ 3 เกลอ “ไข่มุกดำ” นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ “ตุ๊ดตู่” นายจตุพร พรหมพันธุ์ และ “เดอะเต้น” นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ พร้อมกันเป็นครั้งแรก เนื่องจากแกนนำทั้ง 3 คน ที่มาจัดมีสถานภาพแตกต่างกันคือ นายวีระกานต์จะได้รับการปลดล็อกทางการเมืองพร้อมสมาชิกบ้านเลขที่ 111 นายจตุพรเพิ่งหลุดจากเก้าอี้ ส.ส. และนายณัฐวุฒิได้เป็น รมช.เกษตรฯ

ทั้งนี้เนื้อหาจะเป็นการกล่าวถึง 1 ทศวรรษในการต่อสู้ของคนเสื้อแดง

อีกทั้งรายการดังกล่าวจะจัดตลอดไป ตามคำเรียกร้องของพี่น้องเสื้อแดง

ตามจังหวะมองเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากอาศัยความร้อนแรงของ “3 เกลอ” กระตุ้นอารมณ์ของแนวร่วม ในท่ามกลางปรากฏการณ์ที่กระแส “เสื้อแดงเป็นพิษ” กำลังย้อนศรเข้าใส่ “นายใหญ่” อาฟเตอร์ช็อกจากวีดิโอลิงก์ในวันชุมนุมครบรอบ 2 ปีเหตุสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงยังสั่นสะเทือนต่อเนื่อง

ตามท้องเรื่องที่อดีตนายกฯทักษิณถูกโจมตีว่า “ลอยแพ” แนวร่วม

ในลีลา “ตอกย้ำ” ของเสื้อแดงสายปัญญาชนอย่างนายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง ฟันธง “เกี้ยเซี้ย” กันแล้ว แสดงความยินดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณกับอำมาตย์ต่อรองกันได้ จะได้อยู่เย็นเป็นสุขกัน

แต่ละครเรื่องนี้ยังไม่จบ และละครเรื่องใหม่กำลังจะเริ่มขึ้น

“เสื้อแดงแตกคอ” แนวร่วมหันมาล่อเป้า “นายใหญ่” และโดยปรากฏการณ์ของคนกันเองหันมาล่อกันเองที่ล้อกันเลย ล่าสุดกับคิวที่ “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตรองนายกฯและผู้อำนวยการ ศอฉ. นำทีมแถลงข่าวด้วยตัวเอง พร้อมโชว์เอกสารที่มอบหมายให้ทนายความยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

เพื่อกล่าวโทษนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และ พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข รองอธิบดีดีเอสไอ พร้อมกับเจ้าหน้าที่อีกจำนวนหนึ่ง ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา

โทษฐานสั่งไม่ฟ้องคดี “ผังล้มเจ้า” รวมถึงคดีหมิ่นสถาบันของนายจตุพร

เหน็บแนมพวกข้าราชการขายวิญญาณ

โดยปรากฏการณ์ “ย้อนศร” ย้อนกลับไปในอดีตตอนที่ ศอฉ. กำลังเรืองอำนาจ นายธาริตคนเดียวกันนี้ ก็ถูกกลุ่มคนเสื้อแดง เครือข่าย “นายใหญ่” โจมตีอย่างสาดเสียเทเสียว่า เป็นเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายคุมเกมอำนาจและพรรคประชาธิปัตย์
ใช้เป็นหัวหอกจัดการกับเครือข่าย “ทักษิณ”

วันนี้สถานการณ์พลิกกลับแบบ 180 องศา จากหน้ามือเป็นหลังเท้า นายธาริตถูกอดีตนายเก่าอย่าง “เทพเทือก” ออกมาไล่บี้ ด่าประจานเป็นเครื่องมือของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

และคงไม่ใช่จังหวะบังเอิญกับการที่นายธาริตรับมุก “จอมสอย” อย่างนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต ส.ว.สรรหา ที่เดินหน้าไล่บี้ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สอบปมที่พรรคประชาธิปัตย์รับเงินบริจาคช่วยน้ำท่วมจากบริษัทอีสท์ วอเตอร์ฯ ที่รัฐบาลถือหุ้นมากสุด

ส่อผิดกฎหมาย เข้าข่ายยุบพรรค

โดยยุทธศาสตร์บังคับ ตามเหลี่ยมเขี้ยวของยี่ห้อประชาธิปัตย์ต้องรีบเปิดเกมขู่นายธาริต ส่งสัญญาณถึงหน่วยราชการอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อสกัดเกมรุกของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

ไม่ให้กระแสลามไหลเข้าเนื้อไปมากกว่านี้

ส่วนข้อเท็จจริงทางคดีคงต้องว่ากันอีกยาว ทั้ง “ผังล้มเจ้า” และปมหมิ่นสถาบัน ที่ถึงวันนี้ก็ยังไม่คืบไปถึงไหน

ข้อเท็จจริงเปลี่ยนไปตามเกมอำนาจผลัดมือ

แต่ที่น่าลุ้นจริงๆก็คือ ตามเหลี่ยมของมวยที่รู้ทางกัน “เทพเทือก” กับ “ธาริต” ก็เคยอยู่ร่วมทีมเดียวกันมาในศูนย์บัญชาการใหญ่ของ ศอฉ.ค่ายทหารราบ 11

ถ้ามีรายการ “หมกเม็ด” นายธาริตก็น่าจะกุมอะไรไว้เยอะ

และถ้าเล่นกันแรงๆก็อาจจะมีรายการ “ปล่อยของ” เพิ่มในคดี 91 ศพ เหตุสลายการชุมนุมกลุ่มเสื้อแดง ยังไม่นับคดีที่ดินเขาแพง เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ

“เทพเทือก” ต้องเตรียมข้อมูลรอเคลียร์ไว้เลย.
ทีมข่าวการเมือง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการเมือง
  • 25 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.
 

โชคดีที่ด้านนอกยังเบา 2012/05/26

http://www.thairath.co.th/column/pol/wikroh/262866

24 พฤษภาคม 2555, 05:03 น.

Pic_262866

ต้องอัดโปรโมชั่น กระตุกกระแสกันด่วนเลย

กับจังหวะที่นายวิทัศน์ เตชะบุญ รองอธิบดีกรมการพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เปิดโปรแกรมภายหลังที่ประชุมคณะอนุกรรมการเยียวยาทางแพ่งฯได้พิจารณาการจ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤติการเมือง โดยสามารถจ่ายได้ในวันที่ 24 พฤษภาคมนี้ ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

ตามสคริปต์ที่นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะเป็นผู้มอบเงินเยียวยาให้ผู้ได้รับเงินรอบแรก จำนวน 522 ราย แบ่งเป็น เสียชีวิต 44 ราย ทุพพลภาพ 6 ราย บาดเจ็บสาหัส 56 ราย บาดเจ็บไม่สาหัส 177 ราย บาดเจ็บเล็กน้อย 139 ราย โดยจะจ่ายเป็นเช็คและสลากออมสิน

และมีการถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ตลอด 1 ชั่วโมงเต็ม

รัฐบาลโหมเกมการตลาดเคลียร์กระแส ในจังหวะกู้สถานการณ์ “หักมุมจบ” ที่ “นายใหญ่” อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร วีดิโอลิงก์เข้าเวทีชุมนุมรำลึก 2 ปีเหตุการณ์

สลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง นปช.ที่แยกราชประสงค์ ขอให้คนเสื้อแดงเสียสละ สนับสนุนให้นายกฯยิ่งลักษณ์ เดินหน้าสู่ความปรองดอง

ที่มาของปรากฏการณ์ “แดงแตกคอ” หันกลับมาล่อเป้า “นายใหญ่”

“ทักษิณ” โดนโวย หลอกใช้คนเสื้อแดง ถีบหัวเรือส่ง นปช.

ตามอาการที่ขวัญใจพ่อยกแม่ยกเสื้อแดงอย่างนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรฯ แกนนำ นปช. ต้องรีบเคลียร์ เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ในขบวนการเสื้อแดง พ.ต.ท.ทักษิณไม่เคยคิดที่จะผละออกจากคนเสื้อแดง หรือคิดว่าคนเสื้อแดงเป็นแค่เครื่องมือทางการเมือง

ขณะที่นายก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แกนนำแถวหน้าของกลุ่ม นปช. ก็ออกตัวแก้ต่างอาการเบื่อ “ทักษิณ” เป็นการคิดไปเองของคนเสื้อแดงบางกลุ่มที่มองว่าอดีตนายกฯทักษิณจะผลักดัน พ.ร.บ.ปรองดองด้วยการนิรโทษกรรมทุกฝ่าย รวมถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ทั้งๆที่คาดหวังให้รัฐบาลเดินหน้าเอาผิดกับคนสั่งฆ่าประชาชน

แต่คนที่พูดตรงที่สุดก็คือ พล.อ.อำนวย ถิระชุณหะ ที่ปรึกษาพิเศษพรรคเพื่อไทย เพื่อนตท.10 ของอดีตนายกฯทักษิณ ยอมรับตรงๆว่า วีดิโอลิงก์ของ พ.ต.ท.ทักษิณที่มีเวลาพูดน้อยและพูดไม่หมด จนคนเสื้อแดงเกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่าเกี้ยเซี้ยกับอำมาตย์ เป็นเรื่องสุ่มเสี่ยงที่จะเสียมวลชนอย่างมาก หากปล่อยเอาไว้แบบนี้ ในอนาคต คนเสื้อแดงอาจจะไปตั้งพรรคการเมืองเองก็ได้

โดยเงื่อนไขร้อนๆ รัฐบาลพรรคเพื่อไทย แกนนำเสื้อแดง ต้องรีบเคลียร์แรงกระเพื่อมในหมู่คนกันเอง

เสี่ยงอันตรายจาก “เสื้อแดงเป็นพิษ”

แต่ก็ยังนับว่าโชคดีที่แรงเสียดทานภายนอกยังเบาบาง ตามจังหวะประคองเกมซื้อใจกันไปพลางๆ กับคิวที่ “บิ๊กโอ๋” พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม บอกปัดเสียงวิจารณ์ กระทรวงกลาโหมไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาลจำนวนมาก เพื่อเอาใจกองทัพ สอดรับกับอารมณ์เข้มๆของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ขอร้องสื่อมวลชนไม่ให้บอกว่างบประมาณตอบแทนให้คนนั้นคนนี้ เพราะเป็นงบประมาณหลวง และไม่ใช่การตอบแทน

รัฐบาลพรรคเพื่อไทยกับทหาร ยังคอเดียวกัน

สัญญาณจากกองทัพยังราบเรียบ ไม่มีคลื่นลมให้ผวาเกมรัฐประหาร ล้มกระดาน

ขณะที่เกมการเมืองในสภาก็ยังเป็นแค่รายการแลกหมัด มวยวัดซัดกันไปซัดกันมา ในอาการที่คู่ต่อสู้สำคัญอย่างพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังตั้งลำไม่ติด

เจอหมัดสวนย้อนศรเป็นออกอาการเซถลาทุกที

ล่าสุด ตั้งท่าไล่บี้ยุบพรรคเพื่อไทย ซ้ำตามน้ำจากคิวที่ “ตุ๊ดตู่” นายจตุพร พรหมพันธุ์ โดนศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้หลุดเก้าอี้ ส.ส. เข้าเหลี่ยม “ล้างน้ำสาม” ลูกข่าย “ทักษิณ” ต่อจากพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน

แต่ไปๆมาๆจากเกมที่ตั้งท่ายุบพรรคเพื่อไทย เจอฤทธิ์ “จอมสอย” อย่างนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต ส.ว.สรรหา ร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบบัญชีการรับบริจาคช่วยเหลือน้ำท่วมของพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้รับเงินจากบริษัท “อีสท์ วอเตอร์”

โดยไม่ปรากฏอยู่ในบัญชีที่รายงานต่อ กกต.

แล้วก็เป็นนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกมาแบะท่า ในส่วนของดีเอสไอมุ่งเน้นเอาผิดกับบริษัทอีสท์ วอเตอร์ฯที่ชัดเจนว่ารัฐบาลถือหุ้นมากสุด ห้ามบริจาคให้พรรคการเมือง

เรื่องของเรื่อง ประชาธิปัตย์ส่อเค้าจะเหนื่อยหนักกว่าซะด้วย.
ทีมข่าวการเมือง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการเมือง
  • 24 พฤษภาคม 2555, 05:03 น.
 

จริงๆก็ล้อเกมโยงด้วย 2012/05/23

http://www.thairath.co.th/column/pol/wikroh/262592

23 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

Pic_262592

เล่นอยู่ฉากหลัง แต่ไม่วายเป็นข่าวดังตลอด

ล่าสุด “เสี่ยนิด” นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ต้องชี้แจงผ่านทวิตเตอร์@Thavisin ด้วยข้อความสั้นๆว่า “ผมขอยืนยันว่าไม่คิดจะเดินออกจากธุรกิจอสังหาฯ แน่นอนครับ ขอยืนยันตรงนี้เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องและความสบายใจของทุกฝ่ายครับ ไม่ว่าวันนี้หรือต่อจากนี้ไปข้างหน้า ตำแหน่งของนายเศรษฐา ทวีสิน คือกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.แสนสิริ เท่านั้นครับ”

ตามเหตุโยงที่มาที่ไปจากกรณีที่นายเอกยุทธ อัญชันบุตร อดีตเจ้าพ่อแชร์ชาร์เตอร์ ได้โพสต์ลงเฟซบุ๊กส่วนตัว เป็นนัยแฉปมเด้งนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ พ้นตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เกี่ยว โยงกับกรณี “ว.5โฟร์ซีซั่น” ของนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มีใครบางคนพยายามวิ่งเต้นซื้อที่ดินทำฟลัดเวย์ และต้องการเปลี่ยนตัวดีดีการบินไทย

จริงเท็จประการใด แล้วแต่สังคมจะให้เครดิตยี่ห้อ “เอกยุทธ” แค่ไหน

แต่ที่แน่ๆ นายกฯยิ่งลักษณ์ต้องออกหน้าปฏิเสธ ยืนยันการเมืองไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวเป็นเรื่องของคณะกรรมการที่มีเสียงเป็นเอกฉันท์ เท่าที่ติดตามมติบอร์ดออกมาเป็นเอกฉันท์ และกรรมการ 7 ใน 13 เสียง ก็เป็นคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยรัฐบาลที่ผ่านมา

ขณะที่ “เดอะโต้ง” นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง ก็ร่วมด้วยช่วยเคลียร์ว่า การปลดนายปิยสวัสดิ์ไม่มีใบสั่งและการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง รวมถึงบอกปัดกระแสข่าวที่นายเศรษฐา จะมาดำรงตำแหน่งแทน ก็ไม่เป็นความจริง
“ยิ่งลักษณ์-กิตติรัตน์-เศรษฐา” ถูกลากออกมาพร้อมหน้าพร้อมตาอีกคำรบ

เรื่องของเรื่องที่นอกเหนือจากปมเด้งดีดีการบินไทย ตามเป้าหมายของเกมนี้ น่าจะตัดต่อฉากลากตัวละครเข้าบทหนังการเมืองเรื่อง “เราสามคน” เป็นภาคต่อจาก “ว.5โฟร์ซีซั่น”

ยุทธศาสตร์ทะลวง “บ่อน้ำมัน” ทุบจุดอ่อนไหวของผู้นำหญิง

และตามคิวจากนี้ไปตามฟอร์ม ก็จะเป็นทีมงานของพรรคประชาธิปัตย์ ที่เล่นจังหวะ “ตามแห่” รับลูกจาก “เอกยุทธ” ขยายผลขยายความเกมปลดดีดีการบินไทย โยงเข้าหาคนใกล้ตัว “ยิ่งลักษณ์”

ดักคอเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ป้อนให้บริวารเครือข่าย

ที่สำคัญมันเป็นปมเกมเช็กบิลทางการเมือง ตามท้องเรื่องที่นายปิยสวัสดิ์ได้รับแต่งตั้งในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ ยิ่งไปกว่านั้น กับชื่อของนางอาณิก อัมระนันทน์ ภรรยาของนายปิยสวัสดิ์ ก็เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ตามเงื่อนไข งานนี้ได้ฟัดกันยาวแน่

ก็อย่างที่จั่วหัวนำร่อง ทันทีตั้งแต่นาทีแรกที่ข่าวเด้งนายปิยสวัสดิ์กระเส็นกระสาย นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ฟันธงการปลดนายปิยสวัสดิ์ เพื่อเปิดทางให้คนที่ใกล้ชิดกับรัฐบาล นอกจากเรื่องของงบจัดซื้อมหาศาลของการบินไทย แล้ว ยังมีสาเหตุอะไรที่ต้องมีคนของตัวเองอยู่ในตำแหน่งนี้

ขณะที่นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความเสียใจกับนายปิยสวัสดิ์ แม้ว่าผลการประเมินประสิทธิภาพการทำงานจะได้ถึง 86 เปอร์เซ็นต์ แต่เพราะผลการประเมินของฝ่ายการเมืองไม่ผ่านต่างหาก
“เอกยุทธ” เขี่ยลูก ประชาธิปัตย์ส่ง “กรณ์–ศิริโชค” นำร่องเกมทุบ “ยิ่งลักษณ์”

ส่งสัญญาณ “จัดหนัก” ลากเข้าฉาก “ว.5โฟร์ซีซั่นภาค 2”

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็ไม่ได้เป็นเกมโยงของฝ่ายตรงข้ามซะทีเดียว เพราะโดยปรากฏการณ์มันก็ล้อกระแสจริงๆประเมินจากทีมงานที่นายกฯยิ่งลักษณ์ไว้ใจให้ทำงานใกล้ตัว รับฟังคำปรึกษา ไม่ว่าจะเป็น “เดอะโต้ง” นายกิตติรัตน์ หรือ “เดอะปุ้ม” นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ โฆษกส่วนตัวของนายกฯยิ่งลักษณ์

ล้วนแต่ “เพื่อนพี่นิด” ก๊วนเดียวกับ “เศรษฐา ทวีสิน” ทั้งนั้น

เอาเป็นว่า คนวงในพรรคเพื่อไทยด้วยกันยังตั้งข้อสังเกตถึงการแตกตัวของขุมอำนาจในรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ณ วันนี้ไม่ได้มีแค่สายตรง “นายใหญ่” เมืองดูไบ ทีมงานบ้านจันทร์ส่องหล้าของ “นายหญิง” หรือกลุ่มก๊วนในเส้นสายของ “เจ๊แดง” เท่านั้น

มันยังมีการแทรกตัวขึ้นมาของ “เศรษฐา–กิตติรัตน์– สุรนันทน์” ทำให้ภาพนายกฯยิ่งลักษณ์ ที่นับวันจะโดดเด่น มีแสงในตัวเองสว่างขึ้นทุกวัน แยกตัวออกจากการกำกับของทีมงานแบ็กอัพเบื้องหลัง

แม้แต่พี่ชายอย่าง “ทักษิณ” ก็ใช่จะกำกับเกมง่ายเหมือนเก่า.
ทีมข่าวการเมือง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการเมือง
  • 23 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.
 

รีบดึงกลับสู่ธรรมชาติ 2012/05/23

http://www.thairath.co.th/column/pol/wikroh/262308

22 พฤษภาคม 2555, 05:03 น.

Pic_262308

ยังทรงตัวได้นิ่งตามบท กับสคริปต์ที่นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เคลียร์คำถามสื่อมวลชนต่อประเด็นการหลุดเก้าอี้ ส.ส.ของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่กระแสไหลลามไปถึงปมยุบพรรคเพื่อไทย รวมถึงการสมนาคุณเก้าอี้รัฐมนตรีให้นายจตุพรเพื่อเป็นการทดแทน

เรามาตั้งหน้าตั้งตาคุยกันในการแก้ปัญหา เพื่อทำให้บรรยากาศโดยรวมกับประเทศเกิดการทำงานที่สร้างสรรค์ในสิ่งที่ประชาชนอยากเห็น สิ่งที่จะต้องเร่งแก้ปัญหาคือเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องการแก้ปัญหาต่างๆ รวมถึงการเตรียมช่วงฤดูฝนในปลายปี 2555 ที่รัฐบาลให้ความสำคัญในตอนนี้ด้วย

ยังหนักแน่นอยู่ที่การมุ่งงานบริหาร ไม่วอกแวกไหลตามกระแสการเมือง

เรื่องของเรื่อง น้องสาวต้องประคองเกม ในเงื่อนไขสถานการณ์ที่พี่ชายกำลัง “ทิ้งไพ่ใบสำคัญ”

ตามปรากฏการณ์ที่อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร วีดิโอลิงก์ข้ามประเทศจากเมืองจีน เข้าเวทีชุมนุมคนเสื้อแดงแยกราชประสงค์ รำลึก 2 ปีเหตุการณ์สลายการชุมนุม ขอร้องให้คนเสื้อแดงยอมเสียสละ เปิดทางให้นายกฯยิ่งลักษณ์เดินหน้าปรองดอง ให้มองถึงอนาคตของประเทศเดินหน้าต่อไปได้

หักมุมจบตอนท้าย สวนอารมณ์กับฉากที่คนเสื้อแดงมากันล้น “ราชประสงค์”

ตามจังหวะปม “อากง” ยังกรุ่นๆ กรณี “ตุ๊ดตู่” หลุดเก้าอี้ ส.ส.ก็ยังสดๆร้อนๆ

และก็ทันทีทันควัน มุกอารมณ์ได้กระตุกปฏิกิริยาของแนวร่วมฝ่ายเดียวกัน ไล่ตั้งแต่ทวิตเตอร์ของ “บก.ลายจุด” ที่เขียนระบายความอึดอัดในพฤติกรรมของอดีตนายกฯทักษิณ

โดยระบุเลยว่า “เสื้อแดงก็กำลังจะป่วยเป็นโรคเบื่อทักษิณ”

วิพากษ์จุดอ่อนของ นปช.คือ แกนนำอยู่ใต้อิทธิพลของพรรคเพื่อไทย และพรรคเพื่อไทย อยู่ใต้อิทธิพล “ทักษิณ” จุดอ่อน “ทักษิณ” คืออยู่ใต้อิทธิพลของตนเอง

ซัด “ทักษิณ” ต้องเลิกเอาตัวเองมาเป็นโจทย์ให้มวลชนคิดตอบ

อีกด้านหนึ่งก็ปรากฏข้อมูลในเว็บไซต์ประชาไท ตีข่าวนายใจ อึ๊งภากรณ์ อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวขบวน “แดงซ้าย” ที่หนีคดีหมิ่นสถาบันไปอยู่อังกฤษ ได้โจมตี พ.ต.ท.ทักษิณที่ชวนให้เสื้อแดงยอมจำนนต่ออำมาตย์บนซากศพวีรชน

อัด “ทักษิณ” กำลังอาศัยอีโก้อันยิ่งใหญ่ของตนเอง บิดเบือนประวัติศาสตร์คนเสื้อแดงอย่างรุนแรง เพราะถึงแม้ว่าคนเสื้อแดงส่วนใหญ่จะรักทักษิณ แต่คนเสื้อแดงไม่ได้ออกมาสู้กับทหาร และประชาธิปัตย์ เพื่อทักษิณ เขาออกมาสู้เพื่อให้เขามีสิทธิเสรีภาพที่จะเลือกรัฐบาลที่ตนเองต้องการ และเขาออกมาสู้เพื่อให้ตนเองดำรงอยู่ในสังคมที่มีความเป็นธรรม ทั้งทางเศรษฐกิจ และทางกฎหมาย ซึ่งทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับความต้องการที่จะมี “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” แทนการเป็น “ไพร่”

สรุปแล้ว ทักษิณอยากยุบเสื้อแดงและให้เราลืมฆาตกรกับวีรชน

คนเสื้อแดงที่ไม่ยอมจำนนต่อเผด็จการ น่าจะตาสว่างและเข้าใจภารกิจของตนเองในปัจจุบัน

ซัดกันแบบไม่ไว้หน้า แนวร่วมเสื้อแดงย้อนศรกลับมาล่อเป้า “นายใหญ่” และก็ไม่นับที่ละไว้ในฐานที่เข้าใจได้ กับจังหวะได้ที “ตอกลิ่ม” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แนะให้คนเสื้อแดงทบทวนบทบาท เพราะแสดงให้เห็นแล้วว่า การปลุกระดมทุกอย่างเพียงเพื่อเป้าหมายให้อดีตนายกฯทักษิณได้กลับบ้าน และให้พรรคพวกกลับมามีอำนาจเท่านั้น

“นายใหญ่” เผชิญ “แนวร่วมเป็นพิษ” ฐานมวลชนสนับสนุนสั่นคลอนอย่างแรง

ในจังหวะหัวเลี้ยวหัวต่อ ลุ้นตั๋วกลับเมืองไทยแบบแลนดิ้งนิ่มๆ

แต่อีกมุมหนึ่ง โดยปรากฏการณ์ “แดงแตกคอ” หันกลับมาถล่ม “นายใหญ่” ส่อแยกทางใครทางมัน มันก็ทำให้ภาพความน่ากลัวของ “ผีทักษิณ” ลดน้อยลงในสายตาของฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทย โดยเฉพาะ การสลัดตัวออกจาก “แดงซ้าย” ที่หมิ่นเหม่อันตรายต่อสถาบัน

มันทำให้ “ทักษิณ” เบาตัวลงเป็นกอง

ตามโจทย์ก็เหลือแค่การลากเกมปรองดองไปให้ถึงจุดที่ทุกฝ่ายพอรับได้

และแน่นอน เมื่อจุดเริ่มของวิกฤติประเทศไทย เกิดจากการเมือง โดยมิติปรองดองก็น่าจะต้องเริ่มจากเวทีของนักการเมือง ก่อนอื่นเลย “ทักษิณ” คงต้องเคลียร์วิถีการเมืองที่ผิดเพี้ยนจากเกมล้มกระดานนำมาซึ่งปรากฏการณ์ป่วนๆ ปนกันมั่วระหว่างเกมการเมืองในสภา กับเกมการเมืองบนถนน

ซึ่งนั่นก็น่าจะเริ่มจากการปรับ ครม.ปล่อยทีมนักเลือกตั้ง “ตัวจริง” บ้านเลขที่ 111 กลับไปลงสนาม กระตุ้นบรรยากาศเก่าๆกลับไปสู่วิถีการเมืองธรรมชาติ

แย่งอำนาจกันยังไง ก็ไม่เล่นกันแบบเอาเป็นเอาตาย.
ทีมข่าวการเมือง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการเมือง
  • 22 พฤษภาคม 2555, 05:03 น.
 

เริ่มจากลูกข่ายก่อน 2012/05/23

http://www.thairath.co.th/column/pol/wikroh/262020

21 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

Pic_262020

มนต์ขลังยังแรงไม่เสื่อม กับฉากการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดง นปช.ที่สี่แยกราชประสงค์ เพื่อร่วมรำลึกครบรอบ 2 ปี เหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553

ตามตัวเลขคร่าวๆของตำรวจสันติบาลอยู่ที่ประมาณ 5 หมื่นคน

แน่นอนโดยเหตุปัจจัยที่คนเสื้อแดงแห่มากันล้นแยกราชประสงค์ ส่วนหนึ่งก็เพราะกระแส “อากง” ที่ยังคงกรุ่นอยู่ในอารมณ์ของคนเสื้อแดง ประกอบกับกรณีของ “ตุ๊ดตู่” นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำเสื้อแดง นปช. ที่โดนศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้หลุดเก้าอี้ ส.ส. แบบสดๆร้อนๆ

จังหวะเหมาะเจาะได้ “หัวเชื้อ” ชนวนอย่างดี

แต่มันก็มาหักมุมตอนจบ เมื่ออดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร วีดิโอลิงก์จากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ขอร้องให้คนเสื้อแดงเปิดทางให้รัฐบาลของนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินหน้าสร้างความปรองดอง รัฐบาลมองเรื่องอนาคตของประเทศ จึงขอความเข้าใจความเสียสละของคนเสื้อแดง

“หวังว่าการกล่าวครั้งนี้ของผมจากต่างแดนเนื่องในวันครบรอบสลายการชุมนุม คงเป็นครั้งสุดท้าย หวังว่าบ้านเมืองจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว เพื่อที่เราจะไปร่วมกันรักษาสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และสถาบันประชาธิปไตยของเรา วันนี้การเข้าใจผิด ทั้งหลายต้องเลิก”

พลิกอารมณ์ร้อนแรงลงวูบวาบเลยก็แล้วกัน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้เสื้อแดงตัวพ่ออย่างอดีตนายกฯทักษิณจะหักมุม ส่งสัญญาณชัดเจนว่าให้คนเสื้อแดงเสียสละ เพื่อเดินหน้าสู่ความปรองดอง แต่โดยเค้ารางของความหวาดระแวงยังมีให้เห็น ตามอาการของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรฯ ในฐานะแกนนำ นปช. ได้ขึ้นเวทีประเมินสถานการณ์ในวันนี้ ถือว่านายกฯยิ่งลักษณ์ อยู่ในภาวะปลอดภัยพอสมควร แต่อย่าประมาท เพราะความสงบหลังการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 2554 นั้น อาจเป็นภาวะก่อนท้องทะเลจะสงบนิ่งอย่างนี้ไปอีกยาวนาน

หรือเป็นภาวะก่อนการเกิดมหาพายุใหญ่ก็ได้

เตือนกันดังๆเลยว่า พรรคประชาธิปัตย์กำลังลอกวิธีการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง ทั้งการเดินสายปราศรัยและการตั้งสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม โดยการเคลื่อนไหวดังกล่าวจะเกิดขึ้นในหลายจังหวัดของภาคใต้ เพื่อเช็กกระแสไปเรื่อยๆ และจะขยับการเคลื่อนไหวมาที่ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี และ กทม.ต่อไป ถือเป็นการปั่นหุ้นให้พรรคประชาธิปัตย์ อันอาจจะนำไปสู่การจับมือกันล้มรัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้

พร้อมกันนี้ นายณัฐวุฒิก็ส่งซิกไล่บี้ให้สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมเอเชีย อัพเดท ของกลุ่มคนเสื้อแดง ต้องปรับปรุงผังรายการโดยทันที เพื่อสู้กับสถานีช่องบลูสกายของพรรคประชาธิปัตย์

คนเสื้อแดงยังเน้น “จัดหนัก” ในเกมชิงกระแสมวลชน

ลากโยงกับคดีหลุดเก้าอี้ ส.ส.ของนายจตุพร ที่ลามต่อเนื่องกระแสยุบพรรค ตามอาการดักคอของ นพ.เหวง โตจิราการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แกนนำเสื้อแดง ที่เชื่อว่าเกมนี้อาจจะเป็นกลเกมของฝ่ายอำมาตย์ เพราะมีความพยายามทุกวิถีทางที่จะยุบพรรคเพื่อไทย การที่ศาลตัดสินเช่นนี้ หากมีการอ้างถึงหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค ว่ารู้อยู่แล้วว่านายจตุพรขาดคุณสมบัติแล้วยังส่งรับสมัครเลือกตั้ง ฝ่ายตรงข้ามอาจนำไปสู่การยุบพรรคได้

ล้ออาการได้ทีของนายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา หัวหอกทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ ที่ตีปี๊บเขย่าขวัญ เมื่อศาลวินิจฉัยเป็นอย่างนี้ พรรคเพื่อไทยก็อาจถูกยุบพรรคได้ เพราะให้การรับรองที่เป็นเท็จ โดยทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กำลังพิจารณาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการอีกครั้ง จากนั้นจะยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อยุบพรรคเพื่อไทย ที่เป็นการยุบรอบ 3

ไล่บี้ตามล้างตามเช็ดกันไม่ลดละ

เอาเป็นว่า โดยแรงเสียดทานภายนอกที่กระตุกอาการหวาดผวา วนเวียนอยู่ในภวังค์ของทีมงาน “นายใหญ่” ยังระแวงเกมของฝ่ายต้านอยู่ตลอดเวลา

ในขณะที่อดีตนายกฯทักษิณขอร้องให้ลูกข่ายเปิดทางกระบวนการปรองดอง

เรื่องของเรื่อง กระบวนการปรองดองที่ควรจะเกิดขึ้นพร้อมกันในทุกมิติ แต่แค่เริ่มจากในหมู่ลูกข่าย “นายใหญ่” เองนั่นแหละ ที่กำลังแสดงธาตุแท้ คนเสื้อแดงเปิดศึกแย่งโควตารัฐมนตรีกับ “นกแล” พรรคเพื่อไทย ตกลงกันไม่ได้ในเรื่องการเมืองท้องถิ่น ไหนจะปฏิกิริยาของ “ทีมซี” ที่ต้านการกลับมาของสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ตีกันพวกที่ออกมาอยู่ข้างนอกไม่ให้กลับรัง เหมารวมพวกทรยศหักหลังผลักไปอยู่ฝั่งตรงข้ามหมด

จังหวะแย่งชามข้าว ตีกันนัว ไม่สนใจใครเป็นใคร

ต่างคนต่างไม่อยากสูญเสีย “โอกาสทอง” ของชีวิตจากวิกฤติ การเมืองที่ผิดเพี้ยน

“หาประโยชน์จากความแตกแยก” จนเคยชินเหมือนกัน.
ทีมข่าวการเมือง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการเมือง
  • 21 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.
 

การเมืองอุบาทว์ ต้นเหตุถอนทุน 2012/05/23

http://www.thairath.co.th/column/pol/wikroh/261631

20 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

Pic_261631

เวิร์กช็อปต้านโกง “การตลาด” ล่วงหน้าก่อนงบฯเข้าสภา

เก็บกด อัดอั้นกันมานาน

เมื่อใกล้เวลาได้ปลดพันธนาการ บรรดานักการเมืองบ้านเลขที่ 111 หรืออดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยที่กำลังจะพ้นโทษเว้นวรรคการเมือง 5 ปีจากคดียุบพรรค ในวันที่ 31 พฤษภาคมนี้

ก็ต้องเตรียมงานฉลองใหญ่กันเป็นธรรมดา

ประเดิมด้วยสมาชิกตองหนึ่งที่ยังอยู่ภายใต้ชายคาของพรรคเพื่อไทย รวมตัวจัดประชุมที่พรรคเตรียมจัดงานหลังพ้นโทษตัดสิทธิการเมือง

โดยวันที่ 30 พฤษภาคมจะจัดกิจกรรมรำลึกครบรอบ 5 ปียุบพรรคไทยรักไทย และการจัดเสวนาเพื่อชี้ให้เห็นว่าการยุบพรรคไทยรักไทยและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคเป็นการสร้างปัญหาให้แก่บ้านเมือง

พร้อมทั้งได้ตั้งคณะทำงาน 7 คน ได้แก่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายโภคิน พลกุล นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา นายวราเทพ รัตนากร นายภูมิธรรม เวชยชัย นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช และนายวิชิต เปล่งศรีสกุล พิจารณาการจัดกิจกรรมอื่นๆต่อไปของสมาชิกบ้านเลขที่ 111

เรียกว่ายังไม่ทันพ้นโทษเว้นวรรค ก็มีการเคลื่อนไหวแสดงบทบาทกันแล้ว เสมือนเป็นการยืดเส้นยืดสายก่อนกลับมาลงสนามการเมืองกันอีกครั้ง

จนถูกมองว่า เป็นการเคลื่อนไหวกดดันให้มีการปรับคณะรัฐมนตรี เพื่อให้แกนนำคนบ้านเลขที่ 111 เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรี

ทำให้มีปฏิกิริยาต่อต้านออกมาจากกลุ่มก๊วนต่างๆภายในพรรคเพื่อไทย เพราะไม่ต้องการให้แกนนำบ้านเลขที่ 111 ในซีกพรรคเพื่อไทยเข้ามาเบียดแย่งตำแหน่ง

แม้มีเสียงปฏิเสธออกมาจากบรรดาแกนนำนักการเมืองบ้านเลขที่ 111 ว่า

ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นไม่ใช่การกดดันให้นายกฯปรับคณะรัฐมนตรี หรือเป็นการต่อรองตำแหน่ง เป็นแค่การเข้ามาช่วยงานพรรค ทุกคนจะเข้ามาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่อยากให้เกิดปัญหาในพรรค

แต่ก็ยังไม่สามารถลดความหวาดระแวงของพวกรัฐมนตรีแถว 3 ภายในพรรคได้ ยิ่งมีกระแสข่าวว่าจะมีการปรับคณะรัฐมนตรีในเดือนกรกฎาคม ก็ยิ่งทำให้เกิดแรงกระเพื่อมตามมาเป็นระลอก

ซึ่งก็ต้องว่ากันไปตามวิถีของนักการเมือง

อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์เดินมาถึงวันนี้ เรื่องสำคัญจริงๆของรัฐบาลที่รออยู่ข้างหน้า ก็คือ

การเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556 ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 21–23 พฤษภาคมนี้

และการประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 วาระที่ 3 ในวันที่ 5 มิถุนายน

โดยมีสาระสำคัญ เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดช่องให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

สำหรับการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ก็คงไม่มีปัญหาอะไร เพราะรัฐบาลกุมเสียงข้างมากของ ส.ส.และประสาน ส.ว.

ส่วนใหญ่เอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

และเมื่อลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 5 มิถุนายน เรียบร้อยแล้ว

จากนั้นก็คงปิดสมัยประชุมรัฐสภาสมัยสามัญนิติบัญญัติ ที่รัฐบาลได้ขอขยายระยะเวลาสมัยประชุมซึ่งตามปกติครบกำหนด 120 วันไปแล้ว และต้องปิดสมัยประชุมตั้งแต่วันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา

แต่รัฐบาลได้ขอขยายเวลาสมัยประชุมรัฐสภาสมัยสามัญนิติบัญญัติออกไปโดยไม่มีกำหนด เพื่อให้รัฐสภาพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291

ดังนั้น หากมีการปิดสมัยประชุมรัฐสภา หลังจากโหวตผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 วาระที่ 3 ในวันที่ 5 มิถุนายน

ก็เท่ากับมีการขยายเวลาถึง 38 วัน หรือกว่า 1 เดือน ถือได้ว่าเป็นการขอขยายเวลาสมัยประชุมรัฐสภายาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ส่วนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556 ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วาระแรก ขั้นรับหลักการในวันที่ 21–23 พฤษภาคมนี้

ก็คงไม่มีปัญหาเช่นกัน เพราะรัฐบาลกุมเสียงข้างมากเด็ดขาดในสภาฯอยู่แล้ว เมื่อถึงตอนลงมติก็คงผ่านไปได้ไม่ยากเย็น

แต่จุดที่น่าสนใจสำหรับการจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556 ก็คือ

ถือเป็นการจัดทำงบประมาณรายจ่ายอย่างเต็มรูปแบบครั้งแรกของรัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

เพราะปีที่แล้วในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 รัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เข้ามาในช่วงคาบเกี่ยว ต้องรับไม้ต่อในการจัดทำงบฯจากที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ทำไว้ในเบื้องต้น

มาถึงคราวนี้เป็นการจัดทำเองทั้งหมด เรียกได้ว่าชงเองซดเองแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ต้องหยิบแก้วของคนอื่นมาซด

ทั้งนี้ สำหรับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556 ที่รัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” เสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯในวันที่ 21 พฤษภาคมนี้

ได้ตั้งวงเงินงบประมาณรายจ่ายไว้ทั้งสิ้น 2.4 ล้านล้านบาท เป็นการตั้งงบฯแบบขาดดุล

โดยประมาณการว่าจะสามารถจัดเก็บรายได้เข้ารัฐได้ประมาณ 2.1 ล้านล้านบาท ขาดดุล 300,000 ล้านบาท

โดยมีการจัดสรรงบประมาณให้แก่กระทรวงต่างๆ อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ 460,075 ล้านบาท งบกลาง 319,207 ล้านบาท กระทรวงมหาดไทย 309,205 ล้านบาท กระทรวงกลาโหม 180,811 ล้านบาท กระทรวงการคลัง 179,249 ล้านบาท กระทรวงคมนาคม 96,071 ล้านบาท กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 73,039 ล้านบาท

กองทุนและเงินทุนหมุนเวียน 214,845 ล้านบาท ส่วนราชการที่ไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวง 97,033 ล้านบาท

สำหรับยุทธศาสตร์ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณมากที่สุด คือ ยุทธศาสตร์การศึกษา คุณธรรม จริยธรรม คุณภาพชีวิต และความเท่าเทียมในสังคม 625,443 ล้านบาท

ยุทธศาสตร์การสร้างรากฐานการพัฒนาที่สมดุลสู่สังคม 491,482 ล้านบาท รายการค่าดำเนินการภาครัฐ 434,154 ล้านบาท

ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี 330,686 ล้านบาท ยุทธศาสตร์การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน 118,395 ล้านบาท

สำหรับการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ วาระแรกก็จะมีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ให้ประชาชนทั่วประเทศได้ติดตามชม ซึ่งก็แน่นอนว่า

ฝ่ายค้าน พรรคประชาธิปัตย์ ก็ต้องอภิปรายชำแหละการจัดทำงบประมาณที่ขาดความเหมาะสม พฤติกรรมการใช้จ่ายงบประมาณที่ล้มเหลว ขาดประสิทธิภาพ

ซ่อนเร้น ไม่ชอบมาพากล ส่อไปในทางทุจริต

ฝ่ายรัฐบาล พรรคเพื่อไทย ก็ต้องยืนยันว่า เป็นการจัดงบประมาณรายจ่ายอย่างคุ้มค่า คุ้มประโยชน์ มีประสิทธิภาพ สะอาดโปร่งใส

เป็นไปตามสคริปต์อย่างนี้ ทุกยุค ทุกรัฐบาล

ขณะเดียวกัน ก็จะต้องมีบรรดา ส.ส.ทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาล อาศัยการถ่ายทอดสด ลุกขึ้นอภิปรายแสดงความห่วงใยประชาชนในพื้นที่เลือกตั้ง

ขอให้รัฐบาลอุดหนุนงบประมาณลงไปซ่อมสร้างถนน พัฒนาระบบสาธารณูปโภค ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ สร้างระบบชลประทาน ขุดลอกแม่น้ำ ห้วย หนอง คลอง บึง

ถือเป็นเรื่องธรรมดาของ ส.ส. ที่ต้องถือเอาจังหวะนี้โชว์หน้าออกจอให้ชาวบ้านเห็น

ถ้าไม่มีการแสดงบทบาทเหล่านี้ นั่นแหละถึงเป็นเรื่องแปลกประหลาด

และสุดท้าย เมื่อถึงตอนโหวต ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ก็ผ่านฉลุย

อย่างไรก็ตาม ในห้วงก่อนที่รัฐบาลจะเสนอร่าง พ.ร.บ.งบ-ประมาณรายจ่ายประจำปี 2556 เข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ

ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลโดยนายกฯยิ่งลักษณ์ ได้จัดประชุมเวิร์กช็อปป้องกันปราบปราม ต่อต้านการทุจริตคอรัปชัน โดยเชิญ ครม. ปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้ว่าราชการจังหวัด องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน เข้าร่วม

ประกาศเจตนารมณ์ในการป้องกันปราบปราม ต่อต้านการทุจริตคอรัปชันในวงราชการ

มีการเปิดวอร์รูมป้องกันปราบปรามการทุจริตคอรัปชัน สายด่วน 1206 โดยให้ประชาชนสามารถร้องเรียนทุจริตได้ทั่วประเทศ

พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานไปตรวจสอบปัญหาทุจริตคอรัปชันในหน่วยงานของตนเอง และเสนอแนวทางแก้ไข รายงานกลับมาภายใน 1 เดือน

เน้นปราบทุจริตในส่วนของข้าราชการก่อน แล้วจึงขยายไปที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชนต่อไป

“ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” ขอบอกว่า การที่รัฐบาลประกาศเจตนารมณ์ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอรัปชันในวงราชการ ถือเป็นเรื่องดี

เพราะรู้กันอยู่ว่า การทุจริตคอรัปชันเป็นมะเร็งร้ายที่เกาะกินประเทศมายาวนาน และนับวันจะยิ่งรุนแรงขึ้นทุกที

แต่เหนืออื่นใด การที่รัฐบาลจะเดินหน้านโยบายปราบปรามการทุจริตคอรัปชัน เพื่อโชว์เป็นผลงานในห้วงที่กำลังจะมีการเสนอของบประมาณ 2.4 ล้านล้านบาทจากรัฐสภา

ก็ต้องยอมรับด้วยว่า การทุจริตคอรัปชันที่เกิดขึ้นและเป็นปัญหาเรื้อรังของประเทศไทย ลำพังข้าราชการที่เป็นผู้ปฏิบัติตามนโยบาย ไม่สามารถทุจริตโกงกินกันได้ง่ายๆ

ถ้าไม่มีนักการเมืองระดับชาติ หรือคนระดับรัฐมนตรี ชี้นำสั่งการอยู่เบื้องหลัง

เพราะเป็นที่รู้กันอยู่ว่า ประชาธิปไตยระบบตัวแทน ที่ต้องตัดสินกันด้วยการเลือกตั้งแบบไทยๆ มีต้นทุนสูง ต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อให้ได้ชัยชนะในการเลือกตั้งเข้าสู่อำนาจรัฐ

เมื่อต้นทุนในการเข้าสู่อำนาจสูงขึ้น การทุจริตคอรัปชันก็ยิ่งรุนแรงตามไปด้วย

กลายเป็นวงจรอุบาทว์ทางการเมือง ซื้อสิทธิ ซื้อเสียง ถอนทุน

แม้มีการปฏิรูปการเมือง จัดทำรัฐธรรมนูญ เพื่อสกัดวงจรอุบาทว์ ซื้อสิทธิ ซื้อเสียง ถอนทุน

ใช้มาตรการรุนแรงถึงขั้นยุบพรรค ตัดสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี แต่ก็ยังเอาไม่อยู่

เพราะนักการเมืองก็ปรับวิธีการ หาช่องทางหลบเลี่ยงกฎเหล็กเหล่านี้กันมาตลอด

การแก้ปัญหาจึงต้องแก้ที่เหตุ นั่นก็คือ การกำจัดวงจรอุบาทว์ของนักการเมือง

ถ้าแก้ที่เหตุไม่ได้ ก็ไม่มีทางที่จะแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชันได้

หรือแม้แต่จะทำให้การทุจริตคอรัปชันลดน้อยลง ก็ยังเป็นเรื่องที่ยาก.

“ทีมการเมือง”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมการเมือง
  • 20 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.
 

ไม่นึกถึงภาพรวมเลย 2012/05/23

http://www.thairath.co.th/column/pol/wikroh/261552

19 พฤษภาคม 2555, 05:03 น.

Pic_261552

ใส่ชื่อในบัญชีรัฐมนตรีใหม่ไว้ได้เลย

ล่าสุด ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยมติ 7 ต่อ 1 เห็นว่า สมาชิกภาพของ “ตุ๊ดตู่” นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย สิ้นสุดลงตามมาตรา 106 (4) ประกอบมาตรา 101 (3) กรณีที่ขาดคุณสมบัติการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ก่อนลงสมัครรับเลือกตั้ง

ตามเหลี่ยมบังคับ เมื่อเสียที่นั่ง ส.ส.ข้างล่าง “ตุ๊ดตู่” ก็ต้องเปลี่ยนไปนั่งบนเก้าอี้รัฐมนตรีโซ้ยกับพรรคประชาธิปัตย์ รับหน้าที่ฟัดกับฝ่ายต้าน “นายใหญ่” ในห้องประชุมสภา

เพิ่มโควตารัฐมนตรีของกลุ่มเสื้อแดงอีกหนึ่ง ต่อจาก “เดอะเต้น” นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรฯ แกนนำตัวพ่อของแนวร่วม นปช.ที่พลิกบทจากไพร่ไปเป็นอำมาตย์

ไม่เกี่ยวกับความสามารถในเชิงบริหาร แต่เป็นเรื่องที่ต้องจัดให้พวก “ถวายหัว”

เงื่อนไขพิเศษส่วนตัวของ “นายใหญ่” ล้วนๆ

และนั่นก็ต้องประเมินแล้วกับพฤติกรรม “ล่อเป้า” ยั่วแรงเสียดทานของฝ่ายต้าน รัฐบาลต้องพร้อมรับกับการที่นายจตุพรจะเป็นบ่อน้ำมันใหญ่

โดนแหย่ไฟใส่ไม่หยุดแน่

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ตามโพยที่ออกมา แนวโน้มนายจตุพรน่าจะถูกจับไปอยู่ในกระทรวงด้านความมั่นคงหรือด้านสังคมซะมากกว่า ขณะภาพรวมจริงๆของการยกเครื่อง ครม.ของนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่จะมีขึ้นในรอบต่อไป ไฮไลต์ถูกจับจ้องอยู่ที่ทีมเศรษฐกิจ

กระแสสังคมกัดติดเลยก็แล้วกัน

ในสถานการณ์กดดัน ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในเชิงบริหารของ ครม.ทีมซี ความเดือดร้อนลามถึงปากท้อง ขณะที่การขยับกลับมาของทีมงานบ้านเลขที่ 111 ก็เจอแรงต้านจากนกแลพรรคเพื่อไทย

และนั่นยังไม่แรงเท่าอาการกั๊กกันเองในหมู่คน “ตองหนึ่ง”

เอาเป็นว่า มาถึงตรงนี้ คนที่พูดได้น่าสนใจกลายเป็น ส.ส.รุ่นเล็กอย่างนายรังสิกร ทิมาตฤกะ ส.ส.บุรีรัมย์ รองโฆษกพรรคภูมิใจไทย ต่อกรณีนายอดิศร เพียงเกษ สมาชิกบ้านเลขที่ 111 หัวขบวนกลุ่มเสื้อแดง ที่ประกาศไม่ต้อนรับกลุ่มการเมืองบ้านเลขที่ 111 ที่แยกตัวออกไปจูบปากกับกลุ่มหนุนรัฐประหาร และกอดคอกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ

ใช้คำแรงถึงขั้นว่า ถ้าหากกลับมาอีก เจอบาทาแน่

“นายอดิศรเคยเป็นรัฐมนตรี ส.ส.หลายสมัย ถือเป็นนักการเมืองอาวุโส ดังนั้น จึงไม่ควรใช้ถ้อยคำหยาบคาย และควรจะทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีทางการเมืองให้แก่นักการเมืองรุ่นน้องและบ้านเมืองที่กำลังไปสู่ความปรองดอง แต่คำพูดของนายอดิศรนั้นกลับสวนทางกับภารกิจของพรรคเพื่อไทยโดยสิ้นเชิง”

มุมนี้แหละที่ต้องฉุกคิด แม้จะเป็นคำพูดของฝ่ายทรยศ แต่มันก็สะกิดใจ

ในเงื่อนไขที่ “นายใหญ่” อย่างอดีตนายกฯทักษิณ กำลังเดินฉากปรองดอง โดยเฉพาะบทบาทของนายกฯยิ่งลักษณ์ ที่ได้โอกาสเข้าหาผู้ใหญ่ของบ้านเมืองอย่าง “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ประโคมเกมการตลาดโหมกระแส

ตีปี๊บ ลุ้นสัญญาณบวกปรองดองภายนอก

แต่กลับหักมุมสวนทางกับปรากฏการณ์ภายในหมู่ลูกข่ายทั้งปัจจุบันและอดีตที่กำลังล่อกันนัว ทั้งปฏิกิริยาที่ ส.ส.นกแลต่อต้านการ

กลับมาของทีมงานตัวจริงบ้านเลขที่ 111 คิวป่วนที่แกนนำเสื้อแดงแย่งโควตารัฐมนตรีกับ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ไหนจะรายการป่วนในสนามเลือกตั้งท้องถิ่นที่คนของพรรคเพื่อไทยเปิดศึกตัดคะแนนกันเองระหว่างคนของ ส.ส.กับตัวแทนของคนเสื้อแดง

หักกันเองแรงๆ เปิดศึกแย่งชามข้าว

แล้วยังออกอาการต่อต้านลูกข่ายเก่าๆที่ออกไป ผลักเป็นศัตรูซะหมด

โดยไม่ได้มองถึงภาพรวมในเชิงบริหาร ในสถานการณ์จำเป็นที่รัฐบาลทีมซีของนายกฯยิ่งลักษณ์ต้องเสริมมืออาชีพมาช่วยประคองเกม โดยเฉพาะในทีมเศรษฐกิจที่กำลังติดหล่ม “แพงทั้งแผ่นดิน”

ไร้เครดิต ขาดความเชื่อมั่น

“นายใหญ่” ต้องการตัวช่วยมือดี “ทีมเอ” มาประคองน้องสาว ในขณะที่บรรดาคนบ้านเลขที่ 111 ที่เกาะเอว โหนอยู่ในพรรคเพื่อไทย ก็พวก “เกรดไม่ถึง” ปั่นราคาไม่ขึ้น

แม้แต่พวก “นกแล” ในพรรคยังไม่ให้ราคาเลย.

ทีมข่าวการเมือง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการเมือง
  • 19 พฤษภาคม 2555, 05:03 น.
 

‘เกรด’ยังไม่ถึงราคา 2012/05/23

http://www.thairath.co.th/column/pol/wikroh/261288

18 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

Pic_261288

ลงเครื่องมาก็เจอจ่อไมค์ถามคำถามแรกเลย

ล่าสุด นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์ภายหลังบินกลับจากเยือนราชอาณาจักรบาห์เรนและรัฐกาตาร์ ส่งสัญญาณชัดเจนขึ้นอีกระดับแค่ว่า รัฐบาลไม่ปิดโอกาสสมาชิกบ้านเลขที่ 111 เข้ามาร่วมทำงาน เพราะเป็นกลุ่มที่มีความรู้ความสามารถ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคงต้องอยู่ที่จังหวะและเวลา ซึ่งวันนี้ภารกิจของรัฐบาลคงต้องเร่งมือในการแก้ไขปัญหาของประชาชนก่อน วันนี้เราคงต้องทำงานให้เต็มที่ของเราก่อน

ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงเมื่อไหร่จะบอก

“ยิ่งลักษณ์” ยังออกลีลาดึงจังหวะ กั๊กเชิง แต่ว่ากันตามอารมณ์ที่นักข่าวจี้ถามเค้นคอเลยว่า จะมีการเปลี่ยนแปลงทีมเศรษฐกิจหรือไม่ โดยอาการรีบชิ่ง นายกรัฐมนตรีไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว และเดินขึ้นรถยนต์ออกไปในทันที

โดนบี้จุดอ่อน เป็นต้องเกิดอาการพูดไม่ออกบอกไม่ถูกก็แล้วกัน

ในเครื่องหมายคำถาม “ยิ่งลักษณ์” จะทู่ซี้ใช้งาน “ทีมซี” ล้อเสียงโห่ “บ้อท่า” ไปได้อีกนานแค่ไหน

ภายใต้เงื่อนไขที่ยังกั๊กเหลี่ยมกั๊กเชิงกันระหว่างรุ่นเล็กกับรุ่นใหญ่

จับอารมณ์นายสมคิด บาลไธสง ส.ส.หนองคาย พรรคเพื่อไทย ที่รับบทโทรโข่งของทีม ส.ส.นกแล ออกมาประกาศยินดีต้อนรับคนบ้านเลขที่ 111 กลับพรรคเพื่อไทย แต่อย่ามองว่าตัวเองเก่งกว่าคนอื่น อย่ามองว่าคนที่อยู่ในพรรคเพื่อไทยตอนนี้เป็นเด็ก วันนี้มันเป็นคนละยุคกันแล้ว

โชว์บทห้าว “นกแล” ปีกกล้าขาแข็ง ไม่สน “ขาใหญ่”

ตามอาการต้องยอมหลบให้ ไม่กล้าเสี่ยงปะทะแรงเสียดทานเหมือนกัน โดยยุทธศาสตร์ของที่ประชุมคนบ้านเลขที่ 111 ที่ตั้งคณะทำงาน “7 อรหันต์” ประกอบด้วยนายจาตุรนต์ ฉายแสง นายโภคิน พลกุล นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา นายวราเทพ รัตนากร นายภูมิธรรม เวชยชัย นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล คอยคุมเกม กำหนดธงของคนบ้านเลขที่ 111

ค่อยๆแหย่ขากลับเข้ามาในพรรคเพื่อไทย

ที่แน่ๆต้องทำงานแลกใบเบิกทาง ด้วยการประเดิมงานแรกยกขบวนกันไปช่วยผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย ปราศรัยหาเสียงในสนามเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เชียงใหม่ เขต 3

และตามบทต้องท่องกันให้ขึ้นใจ คนบ้านเลขที่ 111 จะไม่ทำตัวเป็นปัญหา ก่อให้เกิดอาการไม่สบายใจกับทีมงานปัจจุบันของพรรคเพื่อไทย หลังจากเจอคนกันเอง “ปล่อยของ” ใส่ กระพือกระแสพวก “ตองหนึ่ง” อาละวาดกดดันให้นายกฯยิ่งลักษณ์ปรับ ครม.คืนโควตาให้จาก “ตัวช่วย” กลายเป็น “ตัวป่วน”

ไปๆมาๆจากบทที่ลุ้นกันว่า “ตัวจริง” จะกลับมาลงสนามประคองเกมตัวสำรองแถวสาม แต่เจอแรงต้านของพวกนกแลที่ไม่ยอมคายโควตาคืนให้ง่ายๆ

กลายเป็นว่า คนบ้านเลขที่ 111 ต้องขอโอกาสกลับเข้าไปมีที่ยืนทางการเมือง

เรื่องของเรื่อง “เกรดยังไม่ถึง”

ในบรรดาบ้านเลขที่ 111 ต้องแบ่งเป็น “หัวแถว” กับ “หางแถว” และเท่าที่ขยับคึกคักกันก็เป็นพวกที่ยังโหนอยู่กับพรรคเพื่อไทย นอกจาก “จาตุรนต์–วราเทพ” ส่วนใหญ่ก็เรียงตามลำดับไหล่จากกลางไปท้ายแถว
ไม่มีแววให้เป็นที่กริ่งเกรงบารมี ราคายังไม่พอที่จะหักลบกับพวกนกแล

ตามจังหวะที่ “ตัวกลั่น” อย่าง “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ–พินิจ จารุสมบัติ–ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ–สนธยา คุณปลื้ม–สมศักดิ์ เทพสุทิน–เนวิน ชิดชอบ–สรอรรถ กลิ่นประทุม–อนุทิน ชาญวีรกูล” พวกเก๋าๆที่แยกตัวออกไปตั้งป้อมค่ายนอกพรรคเพื่อไทย ยังนิ่งดูเชิงอยู่วงนอก

ไม่มีสัญญาณชัดเจนบ่งบอกว่าจะแห่ไปทางไหน

และไม่ใช่แค่พวกเชี่ยวเชิงการเมืองที่ยังกบดาน พวกเชี่ยวเชิงบริหารก็ยังไม่หือไม่อือ

เบอร์ต้นๆอย่างนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีต รมว.คลัง หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ ที่เคยขึ้นชั้นดีเบตชิงเก้าอี้เลขาฯยูเอ็น นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีต รมว.คมนาคม นายวิเศษ จูภิบาล อดีต รมว.พลังงาน ฯลฯ

ชื่อเหล่านี้กลับเงียบไป ทั้งๆที่กระแสสังคมเรียกร้องให้มีการเสริมเชิงบริหารรัฐบาล “ทีมซี”

นี่คือคำตอบที่ “ทีมตองหนึ่ง” ยังไม่เปรี้ยงปร้างสมราคา.
ทีมข่าวการเมือง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการเมือง
  • 18 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.
 

ตัวกลั่น’ข้างนอกยังนิ่ง 2012/05/23

http://www.thairath.co.th/column/pol/wikroh/260997

17 พฤษภาคม 2555, 05:03 น.

Pic_260997

ผิดคิว ผิดแผน แต่ก็ต้องพยายามปั่นเรตติ้งกันไม่หยุด ล่าสุดทีมงานจัดอีเวนต์ของสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ถึงคิวพบปะหารือกันอีกรอบในช่วงห่างกันแค่สัปดาห์เดียว

หลังฟาวล์ไปในคิวแรก มีคนเข้าร่วมบางตา

รอบนี้ก็เลยต้องระดมพลกันมากว่าครึ่งร้อย โดยเฉพาะพวกบิ๊กเนมเข้าร่วมฉาก นำโดย “เดอะอ๋อย” นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย นายโภคิน พลกุล พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา นายภูมิธรรม เวชยชัย นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา นายวราเทพ รัตนากร นายอดิศร เพียงเกษ นายสุธรรม แสงประทุม นายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี น.ต.ศิธา ทิวารี นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ นายสุขวิช รังสิตพล นายประจวบ ไชยสาส์น ฯลฯ

ตามรูปการณ์ถือว่ากู้หน้า กระตุกพลังกลับมาได้ระดับหนึ่ง

โดยเฉพาะในจังหวะที่โดน “ปล่อยของ” ใส่ จนภาพออกมา “ทีมตองหนึ่ง” กลายเป็นพวกขาใหญ่ที่กดดันเกมปรับ ครม. ล้อปฏิกิริยาของนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ ครม. “ทีมซี” ที่มึนตึงกับกระแสยกเครื่องรัฐบาล ส่ออาการต่อต้านการกลับมาทวงโควตาของคนบ้านเลขที่ 111

ดึงจังหวะยื้อ ไม่ให้ “ทีมเอ” กลับมาลงสนาม

ตามปรากฏการณ์ล่าสุดที่นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา แคนดิเดทเบอร์ต้นๆที่มีชื่อติดโพยรัฐมนตรี ต้องออกหน้าเคลียร์เสียงหนักแน่นว่า สมาชิกบ้านเลขที่ 111 ไม่เคยกดดันนายกฯยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทยให้มีการปรับ ครม.อย่างที่มีข่าวแต่อย่างใด

เป็นเพียงการหารือเพื่อเตรียมเข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคและรายละเอียดของการเตรียมทำกิจกรรม หลังจากพ้นโทษแบน 5 ปี ว่าจะมีการจัดเสวนา หรือทำกิจกรรมการกุศล ไม่มีนัยทางการเมือง หรือเป็นการหารือเกี่ยวกับการกลับเข้ามารับตำแหน่งทางการเมือง ตามที่หลายฝ่ายคาดเดา

ขณะที่นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล เลขาธิการมูลนิธิบ้านเลขที่ 111 ก็ออกตัวเป็นทำนองเคลียร์เส้นทาง อ้างทุกคนอยากให้สมาชิกบ้านเลขที่ 111 กลับเข้าไปช่วยบริหารพรรคเพื่อไทย และร่วมแก้ไขปัญหาของประเทศ เพราะสมาชิกบ้านเลขที่ 111 หลายคนเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ทางการเมืองสูง และทุกคนย้ำว่าจะไม่เข้ามาเป็นปัญหาของพรรคอย่างแน่นอน

จับอาการ สะท้อนภาวะของการเผชิญแรงต้าน

อ่านกันตามยุทธศาสตร์ คนบ้านเลขที่ 111 ต้องเทกแอ็กชั่นกระตุกราคา ปั่นกระแสคืนสนาม พร้อมๆกับเคลียร์แรงเสียดทาน อาการขวางลำของบรรดาทีมงานแถวสามในพรรคเพื่อไทย

โดยรูปการณ์ “นกแล” ปีกกล้าขาแข็งไม่สนขาใหญ่

เรื่องของเรื่อง ถ้าเทียบฟอร์มทีมตัวจริงบ้านเลขที่ 111 เป็นผู้เล่นแถวหนึ่งที่ชั้นเชิงเหนือกว่าทีมผู้เล่นแถวสามปัจจุบันในพรรคเพื่อไทย

ในบ้านเลขที่ 111 เองก็ยังต้องแบ่งเป็น “หัวแถว” กับ “หางแถว”

และเท่าที่จับสัญญาณความเคลื่อนไหวของนักการเมืองบ้านเลขที่ 111 ที่ออกอาการกระดี๊กระด๊า คึกคักรับอิสรภาพจากโทษแบนยาว 5 ปี มีระดับบิ๊กเนมอยู่ไม่กี่คน

นอกนั้นก็พวกกลางไปถึงหางแถว ไม่มีแววให้เป็นที่กริ่งเกรงบารมีแต่อย่างใด

แต่ที่ยังกบดานนิ่ง “ตัวกลั่น” จริงๆอยู่ที่บรรดานักเลือกตั้งอาชีพที่แยกตัวออกไปตั้งป้อมค่ายนอกพรรคเพื่อไทย ไล่ตั้งแต่ “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ–พินิจ จารุสมบัติ–ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ–สนธยา คุณปลื้ม– สมศักดิ์ เทพสุทิน–สรอรรถ กลิ่นประทุม–อนุทิน ชาญวีรกูล”

นี่ต่างหาก “ผู้บังคับฝูง” อดีตหัวหน้ากลุ่ม หัวหน้าก๊วน ยุคอดีตพรรคไทยรักไทยรุ่งเรือง

โดยความเก๋าเกมบวกบารมีของลูกพี่ ต้อง “จอมยุทธ์” ระดับนี้ถึงจะเอา “นกแล” อยู่ทั้งหมดทั้งปวง มันก็อย่างที่เซียนเก๋าเกมระดับ “สารวัตรเหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ยังกัดฟันยอมรับการปรับโครงสร้างพรรคเพื่อไทย เพื่อรองรับสมาชิกบ้านเลขที่ 111 เพราะกลุ่มนี้เป็นคนมีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ เชื่อว่าจะทำให้พรรคเพื่อไทยเป็นสถาบันการเมืองที่เข้มแข็งขึ้น เพื่อสู้กับพรรคประชาธิปัตย์ตลอดไป

ตามเงื่อนไขไฟต์บังคับ “การเมือง 2 ขั้ว” และด้วยความเป็นปลาน้ำเดียวกัน

เชื่อว่า ท้ายที่สุด “นายใหญ่” ก็ต้องกวักมือเรียกทีมเก่ากลับรังหมด.
ทีมข่าวการเมือง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการเมือง
  • 17 พฤษภาคม 2555, 05:03 น.
 

ถอดรหัสปัญหาค่าครองชีพ “บุญทรง” ตอบโจทย์ “แพงทั้งแผ่นดิน” 2012/05/16

http://www.thairath.co.th/column/eco/ecoscoop/260037

14 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

Pic_260037

ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ชื่อของ “นายบุญทรง เตริยาภิรมย์” รมว.พาณิชย์ กลับมาเป็นที่กล่าวขวัญถึงอีกครั้ง หลังจากที่ตกเป็นเป้าโจมตีของพรรคฝ่ายค้าน ในข้อกล่าวหาที่ว่า กระทรวงพาณิชย์บิดเบือนตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค หรืออัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) และยังรายงานข้อมูลนี้ให้กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบ

กระทั่งกลายเป็นที่มาของคำว่า “ของแพง เพราะผู้คนรู้สึกไปเอง”…วลีที่กระแทกใจประชาชนจนกลายเป็นข้อถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง และส่งผลให้รัฐบาลเสียเครดิตไปทั่วประเทศ

ยิ่งเมื่อพรรคฝ่ายค้าน พยายามใช้ประเด็นนี้เป็นประเด็นโจมตีทางการเมือง โดยระบุว่า เงินเฟ้อในเดือน เม.ย.2555 ที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศว่า ขยายตัว 2.47% ลดลงถึง 1.57% เมื่อเทียบกับเดือน เม.ย.2554 เป็นเรื่องยกเมฆ เพราะ ณ วันนี้ สินค้าในตลาดจำนวนมากยังมีราคาสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ไม่ได้ลดลงอย่างที่รัฐบาลกล่าวอ้าง

ก็ยิ่งเป็นการปลุกกระแสอุปาทานหมู่ “แพง…ทั้งแผ่นดิน”

แม้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อของกระทรวงพาณิชย์จะเป็นตัวเลขที่ “เซอร์ไพรส์” แต่นักวิชาการจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ของประเทศ ยังคงเชื่อมั่นในตัวเลขเงินเฟ้อของกระทรวงพาณิชย์

และหากพิจารณาตามหลักวิชาการ การตกแต่งตัวเลขเงินเฟ้อเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะมีรายการสินค้าเกี่ยวข้องมากถึง 407 ชนิด 60,000 กว่ารายการ ขณะเดียวกัน ยังเป็นการกระทำที่ผิดจริยธรรม ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์คงจะไม่กล้า และไม่คิด แลกความน่าเชื่อถือของประเทศไทย เพียงแค่ต้องการให้ตัวเลขเงินเฟ้อลดลงเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในหลายรายการได้ปรับราคาขึ้นอย่างต่อเนื่อง และส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพ รวมถึงการดำรงชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยอย่างมาก

การยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น ด้วยการออกมาตรการลดค่าครองชีพให้แก่ผู้มีรายได้น้อย จึงเป็นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ ขณะที่การแก้ไขที่โครงสร้างก็สำคัญไม่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการปั่นราคาสินค้าหลายรายการที่วนเวียนเกิดขึ้นเป็นวัฏจักรทุกปี รวมถึงราคาที่แตกต่างกันมากของสินค้าจากต้นทางถึงปลายทาง ที่คนกินต้องจ่ายแพง แต่เกษตรกรผู้ปลูกอยู่ไม่ได้ เหล่านี้จำเป็นต้องมีการแก้ไข

“ทีมเศรษฐกิจ” ได้โอกาสสัมภาษณ์ นายบุญทรง จำเลยในข้อกล่าวหานี้ เพื่อไขข้อข้องใจของสังคม และตอบโจทย์ทุกโจทย์ที่กลายมาเป็นวาทกรรมทางการเมือง พร้อมแนวทางการดูแลปากท้อง และการลดค่าครองชีพของประชาชน

ย้ำชัดพาณิชย์ไม่ได้เมคเงินเฟ้อ

รมว.พาณิชย์ ยืนยันว่า กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้ตกแต่งตัวเลขเงินเฟ้อ เพราะในการเก็บตัวเลขราคาสินค้า 407 ประเภท กว่า 60,000 รายการ แบ่งเป็นสินค้าหมวดอาหารและเครื่องดื่ม มีน้ำหนักในการคำนวณเงินเฟ้อ 39.50% และหมวดที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม มีน้ำหนัก 60.50% นั้น มีเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบราคาทุกวัน หรือทุกสัปดาห์ เมื่อเก็บตัวเลขครบเดือนจะเอามาคำนวณเป็นค่าเฉลี่ยของราคาในเดือนนั้นๆ และเป็นค่าเฉลี่ยของราคาทั่วประเทศ ดังนั้น ราคาจึงไม่ได้เคลื่อนไหวขึ้นลงแบบเรียลไทม์  ซึ่งเมื่อนำมาคำนวณแล้ว พบว่า ดัชนีเดือน เม.ย.55 อยู่ที่ 2.47% ลดลง 1.57% จากเดือน เม.ย.54 ที่ดัชนีอยู่ที่ 4.04%

เพราะราคาสินค้าในเดือน เม.ย.55 ถูกกว่าราคาในเดือน เม.ย.54 มาก ซึ่งในเดือน เม.ย.54 เป็นช่วงของรัฐบาลชุดก่อน ที่ราคาไข่ไก่สูงมากถึงฟองละ 5-6 บาท และเป็นที่มาของนโยบายไข่ไก่ชั่งกิโล แต่ราคาไข่ไก่ ขณะนี้ประมาณ 4 บาท ส่วนเนื้อหมู-สันนอก/ใน กก.ละ 132.78 บาท แต่ขณะนี้ 123.50 บาท ไก่สดทั้งตัว กก.ละ 79.06 บาท ขณะนี้ 68.99 บาท ผักสดส่วนใหญ่ราคาขณะนี้ลดลงจากเดือน เม.ย.54 มาก เช่น ผักกาดขาวขณะนี้ กก.ละ 31.78 บาท จาก 43.16 บาท ผักบุ้งขณะนี้ 23.25 บาท จาก 31.31 บาท แตงกวาขณะนี้ กก.ละ 22.64 บาท จาก 27.12 บาท เป็นต้น

“ยืนยันได้ว่าไม่ได้เมคตัวเลข เพราะมีสินค้ากว่า 60,000 รายการที่สำรวจราคาเป็นประจำ ถ้าจะเมคคงทำยาก เพราะต้องเมคราคาสินค้าทั้งกว่า 60,000 รายการ ตัวเลขของกระทรวงพาณิชย์พิสูจน์ได้ทางเทคนิค และผมไม่ได้แทรกแซง หรือสั่งการให้ทำตัวเลขลดลง เพื่อให้เกิดผลทางการเมือง เพราะกระทรวงไม่ได้รายงานให้ผมทราบก่อนที่จะประกาศตัวเลข กระทรวงจัดทำตัวเลขนี้มาหลายสิบปีแล้ว และทำอย่างตรงไปตรงมา ไม่เคยมีการเมืองแทรกแซงได้”

แต่ยอมรับว่า เงินเฟ้อเดือน เม.ย.55 ที่ลดลงนี้ สวนทางกับความรู้สึกประชาชน เพราะราคาสินค้าแพงขึ้นจริง ซึ่งในการสำรวจตลาดสัปดาห์ก่อนก็พบเช่นนั้น โดยผักสดราคาสูงขึ้นมาก จากอากาศที่ร้อนจัด ผลผลิตเสียหาย จึงออกสู่ตลาดน้อยลง ราคาสูงขึ้น อย่างถั่วฝักยาว ตอนนี้กิโลกรัม (กก.) ละ 80-90 บาท แต่ก็เป็นวัฏจักร เมื่ออากาศเย็นลง หรือเข้าหน้าฝน ผลผลิตจะมากขึ้น และราคาจะลดลงไปเอง ราคาพืชผักที่สูงขึ้นขณะนี้เป็นเพียงระยะสั้นเท่านั้น

ตอนนี้กระทรวงพาณิชย์มีวอร์รูม หรือศูนย์ปฏิบัติการดูแลราคาสินค้า มีผมเป็นประธาน ซึ่งสั่งการให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และอธิบดีกรมการค้าภายใน ตรวจสอบสินค้าหมวดอาหารเป็นพิเศษว่าทุกรายการที่นำมาคำนวณเงินเฟ้อ ราคาเคลื่อนไหวอย่างไร หากราคาสูงขึ้นเร็วจะหามาตรการดูแล เพื่อป้องกันไม่ให้เงินเฟ้อเกินเป้าหมาย 3.8% เช่น อาจกำหนดเป้าหมายให้ราคาอาหารเพิ่มขึ้นได้ไม่เกิน 5% หากมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเกิน ต้องเร่งหามาตรการดูแล
“เรื่องราคาสินค้า และเรื่องเงินเฟ้อกลายเป็นประเด็นการเมืองไปแล้ว ซึ่งผมไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น อยากให้เอาข้อเท็จจริงมาคุยกัน ของแพงมากคนก็พูดมาก แต่พอราคาลงไม่มีใครพูดถึง อย่างถั่วฝักยาวโลละ 80-90 บาท ก็เพราะเกิดภัยธรรมชาติ และแมลงลง ทำให้ผลผลิตเสียหาย แต่อีกไม่กี่วันราคาก็จะลงแล้ว ผมไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด กลัวไม่จบ”

ระดมออกมาตรการสกัดของแพง

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้รัฐบาลเป็นห่วงเรื่องปากท้องประชาชนมาก ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลค่าครองชีพประชาชน จึงได้ออกมาตรการหลากหลายมาดูแลค่าครองชีพให้ลดลง โดยมาตรการแรกคือ การควบคุมสินค้าอาหารปรุงสำเร็จ เพราะราคายังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง  แม้ในบางช่วงราคาวัตถุดิบประกอบอาหารลดลง แต่ราคาอาหารปรุงสำเร็จไม่ลดลงตาม กระทรวงจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบในสัปดาห์นี้ จากนั้นจะออกประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) คุมราคาทันที

ในเบื้องต้น จะใช้มาตรการควบคุมใน 7 จังหวัดนำร่องที่รัฐบาลขึ้นค่าแรงเป็นวันละ 300 บาทก่อน ส่วนอาหารปรุงสำเร็จที่จะถูกใช้มาตรการควบคุม มีประมาณ 10 รายการตามที่กรมการค้าภายในเคยออกประกาศราคาแนะนำขายมาก่อนหน้านี้แล้ว ได้แก่ ข้าวไข่เจียว, ข้าวราดแกงหรือกับข้าว 1 อย่าง, ข้าวไข่พะโล้, ข้าวขาหมู, ข้าวกะเพราหมู/ไก่, ข้าวผัดหมู/ไก่, ก๋วยเตี๋ยวหมู/ไก่/ลูกชิ้นปลา, ก๋วยเตี๋ยวราดหน้า, ก๋วยเตี๋ยวผัดซีอิ๊ว และขนมจีนน้ำยา/แกงไก่ แต่อาจเพิ่มรายการอื่นที่ประชาชนนิยมบริโภคอีก

ส่วนมาตรการที่จะใช้ควบคุม มีทั้งกำหนดราคาสูงสุด ซึ่งอาจต่างกันไปตามพื้นที่ โดยพื้นที่ที่ต้องเสียค่าเช่าแพง เช่น ในฟู้ดคอร์ทของห้างค้าปลีก และห้างสรรพสินค้า หรือในเขตตัวเมือง อาจกำหนดราคาสูงกว่าร้านค้าริมทาง หรือในย่านชานเมือง นอกจากนี้ จะคุมค่าเช่าพื้นที่ และค่าส่วนแบ่งการขาย (พีจี) ในห้างค้าปลีก และห้างสรรพสินค้าด้วย เพราะมีค่าเช่าสูงมาก และบางแห่งคิดค่าส่วนแบ่งการขายสูงถึง 25-40%

เมื่อกำหนดเป็นสินค้าควบคุมแล้ว ผู้ค้าขายเกินราคา จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.ราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และจะประสานกรมสรรพากรให้ตรวจสอบการเสียภาษีของผู้ค้าด้วย

มาตรการที่ 2 คือ การขอความร่วมมือผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค ตรึงราคาสินค้านาน 4 เดือน ตั้งแต่เดือน พ.ค.นี้ เพราะราคาวัตถุดิบไม่ได้สูงขึ้น ยกเว้นราคาเชื้อเพลิงที่ทำให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้น แต่รัฐบาลได้ชะลอจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลแล้ว มั่นใจจะไม่ทำให้ กลไกตลาดบิดเบือน เพราะเป็นการตรึงราคาระยะสั้น และเชื่อว่าในช่วง 4 เดือนนี้ ต้นทุนการผลิตคงไม่ปรับขึ้น 100% จนผู้ผลิตต้องแบกรับภาระขาดทุน หรือกลไกราคาบิดเบือน

“เรื่องการปรับขึ้นราคาสินค้า ไม่ใช่เราไม่ให้ขึ้น แต่คนขอขึ้นราคาต้องส่งข้อมูลการผลิตที่เปลี่ยนแปลงไปมาให้เราพิจารณา  ถ้าพิจารณาแล้วเห็นว่าต้นทุนปรับขึ้นจริง ก็จะอนุมัติให้ขึ้นราคาได้ตามความเหมาะสม และเป็นราคาที่ประชาชนรับได้”

ขณะที่มาตรการที่ 3 ที่จะดำเนินการทันทีคือ การจัดงานธงฟ้าลดค่าครองชีพ นำสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูกกว่าท้องตลาด 20-40% มาขายสู่ประชาชนให้ครบทุกเขตในกรุงเทพฯ ในสิ้นเดือน พ.ค.นี้ รวมถึงจะร่วมมือกับหน่วยงานราชการจัดหาสถานที่ขายอาหารปรุงสำเร็จไม่เกินเมนูละ 30 บาท อย่างในกรุงเทพฯ อาจเป็นพื้นที่ใต้ทางด่วน ส่วนในต่างจังหวัดอาจใช้ศาลากลางจังหวัด หรือที่ว่าการอำเภอ โดยจะดำเนินการทันทีเป็นเวลา 2 เดือนต่อเนื่อง

และมาตรการที่ 4 ร้านถูกใจ โดยที่ผ่านมาเกิดความล่าช้า เพราะบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด อยู่ระหว่างการวางระบบการจัดส่งสินค้า เชื่อมโยงระบบคอมพิวเตอร์ในการสั่งซื้อสินค้า การลงบัญชี แต่ได้รับการยืนยันจากไปรษณีย์แล้วว่า ระบบทุกอย่างจะเสร็จในสัปดาห์นี้ และจะเริ่มดำเนินการได้ทันที ซึ่งจะเร่งให้เปิดร้านได้ทั่วประเทศ 1,000 แห่งภายในเดือนนี้ จากจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 6,000 ราย

กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่า โครงการนี้จะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เมื่อหมดระยะเวลาโครงการแรกในเดือน ก.ย.นี้แล้ว จะดำเนินโครงการต่อทันที มั่นใจว่า ร้านถูกใจจะเป็นอีกแหล่งหนึ่งที่ประชาชนสามารถหาซื้อสินค้าราคาถูกได้แบบถาวร  ไม่ใช่ชั่วคราวเหมือนโครงการธงฟ้า

มั่นใจลดค่าครองชีพได้ทั้งแผ่นดิน

ส่วนกรณีที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทำโครงการถูกทั้งแผ่นดินนั้น รมว.พาณิชย์ ระบุว่า เป็นการช่วยกันทำงานลดค่าครองชีพประชาชน และเป็นการเสริมงานธงฟ้าของกระทรวงพาณิชย์ โดยต้องการให้สหกรณ์ต่างๆ นำเอาสินค้าเกษตรของสมาชิกมาวางขายในงานธงฟ้า และร้านถูกใจด้วย เพราะเป็นการเอาสินค้ามาขายตรงสู่ผู้บริโภค ลดขั้นตอนของพ่อค้าคนกลาง และยังเป็นช่องทางขายสินค้าให้กับเกษตรกร ส่วนประชาชนก็ได้ซื้อของถูก

นอกจากนี้ ยังจะมีมาตรการอื่นๆ ที่จะดำเนินการอย่างเข้มข้น อย่างการดูแลโครงสร้างต้นทุนสินค้า ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยต้องดูว่า แต่ละช่วงมีการบวกกำไรเพิ่มขึ้นเท่าไร ถ้าช่วงใดบวกกำไรมากเกินควร จะดำเนินการทันที อย่างหมู และไก่ ที่กระทรวงพาณิชย์ใช้มาตรการนี้มา 2 เดือนแล้ว ขณะนี้ราคาหมูหน้าเขียง สอดคล้องกับราคาหน้าฟาร์มแล้ว โดยหน้าเขียง กก.ละ 120-130 บาท ขณะที่หน้าฟาร์ม กก.ละ 64-65 บาท ไม่ใช่ กก.ละ 130-140 บาทเหมือนก่อนหน้านี้ที่พ่อค้าคนกลางบวกกำไรมาก เอาเปรียบประชาชน

“หรืออย่างถั่วฝักยาว ที่ขณะนี้ กก.ละ 80-90 บาท ราคาที่แหล่งผลิต กก.ละ 30 บาทเท่านั้น แต่กว่าจะมาถึงผู้บริโภคในกรุงเทพฯ ก็บวกกำไรเป็นทอดๆ ซึ่งจากการสำรวจตลาดสัปดาห์ก่อน แม่ค้าถั่วฝักยาวบอกว่า ได้กำไร กก.ละ 5 บาทเท่านั้น แสดงว่าพ่อค้าคนกลางเอากำไรสูงเกินสมควร ทั้งที่แต่ละช่วงมีกำไร 25% ก็มากแล้ว กระทรวงจึงต้องหามาตรการดำเนินการกับพ่อค้าคนกลาง ไม่ให้เอาเปรียบประชาชนเกินเหตุ”

รมว.พาณิชย์ ย้ำว่า มาตรการนี้จะใช้ดูแลสินค้าเกษตร และสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เพราะเป็นสินค้าที่ประชาชนซื้อมาก ถ้าราคาปลายทางไม่สอดคล้องกับต้นทาง หรือสูงเกินจริง จากการบวกกำไรเพิ่มของพ่อค้าคนกลาง จะดำเนินการตามกฎหมาย และจะขึ้นบัญชีดำ รวมถึงประสานให้กรมสรรพากรตรวจสอบการเสียภาษีด้วย ขณะนี้มีรายชื่อพ่อค้าคนกลางสินค้าเกษตรอยู่แล้ว และสามารถจัดการได้ทันที

ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรม คงไม่ต้องตรวจสอบกำไรของแต่ละช่วงมากนัก เพราะผู้ประกอบการแข่งขันกันเองอยู่แล้ว แต่จะตรวจสอบเป็นพิเศษเรื่องเทคนิคการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสินค้า (Minor Change) อย่างการปรับสูตรการผลิตสินค้าเพียงเล็กน้อย หรือการเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ใหม่ เพื่อขออนุมัติตั้งราคาขายใหม่ที่แพงขึ้น ถือเป็นการขึ้นราคาทางอ้อม หรือการปรับลดขนาดสินค้าแต่ยังขายราคาเดิม การดำเนินการเหล่านี้เป็นการเอาเปรียบประชาชน เพราะการเปลี่ยนสูตรสินค้า บางครั้งแทบไม่ต่างจากเดิม แต่กลับขายแพงขึ้น

นอกจากนี้ จะมีมาตรการเชิงรุกในสินค้าเกษตรอีกหลายตัว ซึ่งได้ทำงานล่วงหน้าเพื่อแก้ปัญหาไว้แล้ว อย่างเงาะ ลองกอง มังคุด ทุเรียน ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในทำงานล่วงหน้า 1 เดือน โดยเสนอเรื่องให้คณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) มีมาตรการรองรับในช่วงผลผลิตออกมาก ป้องกันปัญหาผลผลิตล้นตลาด และราคาตกต่ำ ซึ่งขณะนี้ไม่มีปัญหาเลย

รับสภาพ “พาณิชย์” ถูกมองเป็นผู้ร้าย

รมว.พาณิชย์ ยอมรับว่า สินค้าเกษตรแก้ปัญหายากที่สุด เพราะกระทรวงเกษตรฯมีหน้าที่ส่งเสริมการเพาะปลูก และเพิ่มผลผลิตต่อไร่ กระทรวงพาณิชย์จะสั่งให้หยุดส่งเสริมก็ไม่ได้ เมื่อผลผลิตเพิ่มขึ้น ก็ต้องหาทางแก้ปัญหาราคาตกต่ำ ซึ่งต้องดูครบวงจร ตั้งแต่การผลิต การตลาด ไม่เช่นนั้นคนอยู่ปลายทางอย่างกระทรวงพาณิชย์จะทำงานยาก ส่วนการแก้ปัญหาก็ต้องใช้เงินเข้าไปช่วยเหลือเกษตรกร เพราะต้องยอมรับว่า ทุกรัฐบาลต้องการให้เกษตรกรมีรายได้ที่ดีขึ้น จึงต้องมีมาตรการแทรกแซงอยู่ตลอด

“กระทรวงพาณิชย์อนุมัติให้ผู้ผลิตปุ๋ยขึ้นราคา ก็ถูกด่าเพราะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่เมื่อเกษตรกรใส่ปุ๋ยมากๆ จนผลผลิตเพิ่มขึ้น และราคาตกต่ำ กระทรวงพาณิชย์ก็ถูกด่าอีก แต่เมื่อมีมาตรการแทรกแซงทำให้ราคาสินค้าขึ้น พ่อค้าซื้อสินค้าไปประกอบอาหารแล้วอาหารราคาแพง อย่างกระเทียม เมื่อราคาตก พอแทรกแซงให้ราคาดี แม่ค้าซื้อไปตำส้มตำแล้วส้มตำราคาแพง กระทรวงพาณิชย์ก็ถูกด่าอีก ยอมรับว่า ทำงานยากมากในการดูแล และให้ความเป็นธรรมกับทั้งผู้ผลิต ผู้ค้า และประชาชน”

ยืนยันว่า มาตรการแก้ไขค่าครองชีพเหล่านี้ จะแก้ปัญหาค่าครองชีพได้ หรืออย่างน้อยประชาชนสามารถซื้อสินค้าได้ในราคาถูกลง เพราะปัจจัยที่กระทบต่อต้นทุนการผลิต รัฐบาลดูแลให้แล้ว ทั้งราคาพลังงาน ค่ากระแสไฟฟ้า ขณะเดียวกัน ราคาวัตถุดิบเริ่มลงแล้ว ก็อยากขอความร่วมมือผู้ค้าให้ลดราคาสินค้าลงตาม ไม่ใช่ยังขายเกินราคาเอาเปรียบประชาชนอยู่ตลอด

แต่ที่ผ่านมา ยอมรับว่า กระทรวงพาณิชย์ดูแลปัญหาปากท้องไม่ดีพอ แม้ได้ออกมาตรการดูแลค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่สามารถลดค่าครองชีพได้ อาจเป็นเพราะหน่วยงานปฏิบัติอย่างกรมการค้าภายใน มีงานล้นมือ และมีภารกิจเร่งด่วนหลายอย่างที่ต้องทำให้เสร็จโดยเร็ว ทั้งการรับจำนำข้าว มันสำปะหลัง การแทรกแซงหอมแดง กระเทียม การยกระดับราคาผลไม้ อย่างเงาะ มังคุด ลิ้นจี่ ทุเรียน จึงไม่ได้ดูแลปากท้องอย่างเต็มที่ แต่หลังจากนี้ไป จะกำชับให้ดูแลอย่างเต็มที่ เพราะผมจริงจังกับการแก้ปัญหาปากท้องประชาชนมาก เพื่อให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นตามเป้าหมายของรัฐบาล

“ผมจริงจังกับการทำงานในกระทรวงพาณิชย์มาก โดยต้องการยกระดับราคาสินค้าเกษตร เพื่อให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ต้องการแก้ปัญหาปากท้องประชาชน เพื่อลดค่าครองชีพ แต่หน่วยงานที่ปฏิบัติมีงานล้นมือมาก การทำงานจึงไม่เป็นไปตามเป้าหมาย แต่หลังจากนี้ จะกำชับให้ทำงานกันมากขึ้น และแก้ปัญหาปากท้องประชาชนให้ได้”.

ทีมเศรษฐกิจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 14 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.
 

คุมไม่อยู่ ‘นายใหญ่’ เจ๊ง 2012/05/16

http://www.thairath.co.th/column/pol/wikroh/260678

16 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

Pic_260678

ยังดีที่ไหวตัวทัน ไม่บ้องตื้นตาม กับมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรีตีกลับแผนของกระทรวงพาณิชย์ เสนอให้คุมราคาข้าวราดแกง ข้าวไข่เจียว ข้าวราดกะเพรา ข้าวราดไข่พะโล้ ฯลฯ

แก้ปัญหากันแบบไม่เป็นโล้เป็นพาย สะท้อนกึ๋นของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ที่เอะอะก็เชื่อตามที่ข้าราชการประจำเสนอ โดยไม่มี “ชั้นเชิงบริหารส่วนตัว” มาพิจารณาประกอบการตัดสินใจก่อนชงเรื่องเสนอต่อที่ประชุม ครม.

ตอกย้ำความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตัว

ถ้ายังปล่อยให้มั่ว ลุยถั่วแก้ของแพงด้วยการควบคุมราคาข้าวราดแกง เสี่ยงกับเสียงโห่ฮา กระแสระอาความบ้อท่าของรัฐบาล “ทีมซี” จะพาล “เอาไม่อยู่”

เอาเป็นว่า จับยามสามตา ถ้าเปิดให้แทงหวยล่วงหน้า ด้วยความเหมาะสมทั้งจังหวะ เวลา สถานการณ์ และประการทั้งปวง เก้าอี้ รมว.พาณิชย์ น่าจะล็อกไว้ที่นายวราเทพ รัตนากร อดีต รมช.คลัง ที่จะพ้นโทษแบนพร้อมคนบ้านเลขที่ 111 เป็นผู้เล่นตัวจริงแถวหนึ่งที่จะถูกเปลี่ยนตัวกลับมาลงสนาม

ตามโปรไฟล์ รมช.คลัง 2 สมัย 5 ปีกว่า แน่นทั้งเชิงบริหารและประสบการณ์การเมือง

แต่เรื่องของเรื่อง มันสำคัญตรงที่ว่า โดยสถานะของนายวราเทพ คือคนในเครือข่ายสายตรงของ “เจ๊แดง” นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เจ้าแม่วังบัวบาน ในฐานะเจ้าของโควตากระทรวงพาณิชย์ลงตัว ไม่ติดปัญหาทับไลน์ “เด็กเส้น” แต่อย่างใด

ทั้งหมดทั้งปวงกรณีของนายวราเทพ ก็แค่ความลงล็อกโดยบังเอิญ เมื่อเทียบกับ “จุดบอด” อีกหลายจุดของรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” ที่จำเป็นต้องให้มือบริหารทีมเอเข้าไปเสริม แต่ยังติด “ลูกกั๊ก” อาการขึงพืดกัน ระหว่างทีม ส.ส.นกแล เครือข่ายคนเสื้อแดง และการกลับมาของคนบ้านเลขที่ 111

มันจึงจำเป็นต้อง “ล้างไพ่” ตามจังหวะโยงต่อเนื่องกับคิวที่เพื่อไทยขยับปรับโครงสร้างการบริหารพรรคกันใหม่ จากระบบภาค เป็น 19 โซนจังหวัด โดยที่นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ก็ยอมรับตรงๆเลยว่า พ.ต.ท.ทักษิณเป็นคนให้คำปรึกษาในยุทธศาสตร์ที่พรรคเพื่อไทยจะปรับโครงสร้าง

ย้ำสัญญาณ “นายใหญ่” สั่งยกเครื่องกันใหม่ ตามเป้าหมายเบื้องต้นน่าจะอยู่ที่การบริหารอำนาจภายในพรรคเพื่อไทย รองรับการกลับมาของทีมตัวจริงบ้านเลขที่ 111 และยังเป็นการคานอำนาจระหว่างนักเลือกตั้งอาชีพกับเครือข่ายคนเสื้อแดง
ที่นับวันจะเปิดศึกแย่งชามข้าวกัน แรงๆไม่มีใครยอมใคร

ตามร่องรอยจากที่นายศักดา คงเพชร รมช.ศึกษาธิการ ออกตัวเคลียร์กระแสความเคลื่อนไหวตั้งกลุ่มทุ่งกุลา ไม่ใช่เพิ่มอำนาจต่อรองทางการเมือง เรื่องของเกมยื้อเก้าอี้ แต่เพื่อเคลียร์ปัญหาระหว่าง ส.ส.กับแกนนำเสื้อแดงในจังหวัดภาคอีสานที่เกิดการขัดแย้งกันในหลายประเด็น โดยแกนนำคนเสื้อแดงบางคนอยากลงสมัคร ส.ส. บางคนอยากลงสมัครเป็นนักการเมืองท้องถิ่น

หากให้พรรคเพื่อไทยลงมาเคลียร์ กลัวจะรับแรงปะทะในพื้นที่ไม่ไหว

และก็เป็นอะไรที่ฟ้องด้วยภาพข่าว กับคิวป่วนไม่เลิกในสนามเลือกตั้งนายก อบจ.อุดรธานี ที่แม้จะชัดเจนถึงขนาดที่มีประกาศิตจากอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร โฟนอินเข้าที่ประชุมพรรคเพื่อไทย สำทับด้วยจังหวะเทกแอ็กชั่นของนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม นำทีม ส.ส.แถลงข่าวสนับสนุนนายวิเชียร ขาวขำ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่ประกาศลาออกกลางสภารับอาสายึดเก้าอี้นายกเล็กเมืองอุดรฯ รักษาเมืองหลวงคนเสื้อแดงให้ได้

แต่ล่าสุด ก็ยังไม่วายมีคิวแหกคอก พ.ต.ท.สุรทิน พิมานเมฆินทร์ ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ยืนยันว่าจะส่ง น.ส.กีรติกานต์ พิมานเมฆินทร์ บุตรสาว ลงสมัครเลือกตั้งนายก อบจ.อุดรธานี

อ้างฐานะประธานที่ปรึกษาสมาพันธ์หมู่บ้านเสื้อแดงเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทยที่สนับสนุนการตั้งหมู่บ้านเสื้อแดงที่ จ.อุดรธานี ซึ่งจัดตั้งไปแล้ว 300 หมู่บ้าน ต้องการสนับสนุนบุตรสาวลงสมัคร ถ้าไม่ส่งบุตรสาวลง จะไปสนับสนุนคู่แข่งของพรรคเพื่อไทย เพราะว่าสมาชิกหมู่บ้านเสื้อแดงฯ มีความเห็นที่แตกต่าง ที่ไม่ชอบนายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร

ยังไม่นับลูกมั่วนิ่มของนายสุรชาติ ชำนาญศิลป์ อดีต ส.ส.อุดรธานี หลายสมัย ที่ประกาศตัวจะลงสมัครรับเลือกตั้งนายก อบจ.อุดรธานี ในนามสมาชิกพรรคเพื่อไทย อีกต่างหาก

จากรูปการณ์ ขืนคุมเกมไม่ได้ คนเสื้อแดงเปิดศึก “ตัดแต้ม” คนเพื่อไทย “นายใหญ่” นั่นแหละ เจ๊ง.
ทีมข่าวการเมือง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการเมือง
  • 16 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.
 

เข้าแผน’ตอกลิ่ม’เลย 2012/05/16

http://www.thairath.co.th/column/pol/wikroh/260408

15 พฤษภาคม 2555, 05:03 น.

Pic_260408

เปิดเกมต้านกันนิ่มๆเล่นกันเนียนๆ กับปรากฏการณ์ของกระแสข่าวที่สมาชิกบ้านเลขที่ 111 กดดันให้นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปรับคณะรัฐมนตรี

บี้คืนโควตาให้ตัวจริงกลับมาลงสนาม

ตามลีลาที่เจ้าตัวผู้นำหญิงปฏิเสธตอบคำถามสื่อมวลชนก่อนขึ้นเครื่องเหินฟ้าบินไปเยือนบาห์เรน โบ้ยให้นักข่าวไปสอบถามจากรัฐมนตรีเอง เพราะคณะรัฐมนตรีมีหลายคน

แล้วก็เป็นทีมงานรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน ไล่ตั้งแต่นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ไปยันนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ต่างดาหน้าออกมาบอกปัด

ประสานเสียงโทนเดียวกัน การันตีนายกฯยิ่งลักษณ์เป็นตัวของตัวเอง

ไม่มีใครมากดดันได้

ว่ากันตามอาการ จับปฏิกิริยานายกฯยิ่งลักษณ์และทีมบริหารชุดปัจจุบัน มุ่งไปที่การกระตุกแรงเสียดทานทีมงานตัวจริงบ้านเลขที่ 111 ล้อกระแสที่มีการ “ปล่อยของ” วางยากันเอง ล็อกสเปกคนบ้านเลขที่ 111 ที่จะกลับมาลงสนามช่วยงานรัฐบาล จะต้องมีภาพลักษณ์และฝีมือไม่โดดเด่นหรือมีศักยภาพชี้นำ

บดบังรัศมีนายกฯยิ่งลักษณ์

ในจังหวะสอดคล้องต่อเนื่องกับคิวที่ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองหลวง ชิงแถลงออกตัวก่อนใคร บอกปัดไม่ขอรับตำแหน่งทางการเมืองหลังพ้นโทษแบน

เข้าแผน “ตอกลิ่ม” ของคนยี่ห้อประชาธิปัตย์ที่ส่ง “เดอะคึก” นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช ออกมาแทงหวย คุณหญิงสุดารัตน์คงจะหมดสิทธิเข้ารับตำแหน่งใน ครม.ชุดใหม่ เพราะหากเข้ามาจริง ความโดดเด่นทางการเมือง ประสบการณ์และบุคลิกจะเหนือกว่านายกฯยิ่งลักษณ์ทุกด้าน ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของนายกฯที่ตกต่ำอยู่แล้ว ตกต่ำลงไปอีก

ย้ำหมุด ขยายความเกมต้านกันเองในหมู่ลูกข่ายนายใหญ่

ที่แน่ๆโดยผลดีที่จะเกิดกับพรรคประชาธิปัตย์ เบื้องต้นจะได้ไม่ต้องออกแรงเพิ่มในการต่อกรกับผู้เล่นทีมเอของอดีตพรรคไทยรักไทยที่จะหวนกลับมาลงสนาม

ตามเงื่อนไขที่มีการเตะสกัดกันเองในพรรคเพื่อไทยซะแล้ว

ยิ่งเป็นอะไรที่ถึงวันนี้ ยิ่งออกอาการยื้อยุดฉุดกระชากชามข้าว งัดมุกเก่าๆมาเล่นกัน กับฉากการเคลื่อนไหวก่อตัวล่าสุดของ “กลุ่มทุ่งกุลา” ภายใต้การนำของนายศักดา คงเพชร รมช.ศึกษาธิการ หนึ่งในกลุ่มผู้โชคดีทางบ้านที่ติดโผ “ข่าวปล่อย” จะถูกเขี่ยพ้น ครม.

ตามเกมก็เลยแท็กทีมกับ ส.ส.พรรคเพื่อไทยสายอีสาน ทั้งจังหวัดร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ สุรินทร์ มหาสารคาม ยโสธร จับกลุ่มกันเพื่อเคลื่อนไหวทางการเมืองด้านนโยบาย

แล้วก็เป็นนายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์ ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ที่บอกปัดทันควัน ยังไม่ทราบเรื่อง คิดว่าเป็นเพียงการกุข่าวให้ตัวเองมีความสำคัญ เพราะมีข่าวล่าสุดว่า นายศักดาจะถูกปรับออกจากตำแหน่ง จึงคิดตั้งกลุ่มเพื่อป้องกันให้ไม่ให้ตัวเองหลุดจากเก้าอี้รัฐมนตรี

หักมุม ประจาน “วาระแฝง” กันตรงๆ

ตามท้องเรื่อง โยงฉากจากจุดเริ่มที่ทีมงานบ้านเลขที่ 111 ระดับกลางแถวไปยันหางแถวบางส่วนที่เทกแอ็กชั่น นัดเลี้ยงสังสรรค์ฉลองอิสรภาพทางการเมืองกันตั้งแต่ไก่โห่

ปล่อยโผ โยนโพยแคนดิเดตที่จะกลับมาเสียบเก้าอี้รัฐมนตรี

มีทั้งของจริง มีทั้ง “วางยา” ผลักเพื่อนออกไปล่อบาทา

ในจังหวะเจี๊ยวจ๊าว แกนนำกลุ่มเสื้อแดงที่มีตำแหน่งในสภา รวมถึงมวลชนเสื้อแดงภายนอกที่ออกมารุมถล่มนายฉลอง เรี่ยวแรง ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย ที่ขวางลำแกนนำตัวพ่อของกลุ่มเสื้อแดง อย่าง “ตุ๊ดตู่” นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ไม่ให้เป็นรัฐมนตรี

เล่นมุกถนัดจัดม็อบไล่บี้ฝ่ายต้าน ออกแรงดันก้นกันแบบสุดกำลัง

ประเมินอาการ “กระสัน” ตามเกมตะลุมบอนแย่งโควตารัฐมนตรีในพรรคเพื่อไทย

แบ่งออกเป็น 3 ฝ่าย ด้านหนึ่งก็คนบ้านเลขที่ 111 ที่จ่อคิวกลับมาทวงโควตาตัวจริงคืน อีกส่วนก็ทีมงานเสื้อแดงที่ต้องการพลิกสถานะจากไพร่เป็นอำมาตย์ และสุดท้ายก็บรรดา ส.ส. “นกแล” ของพรรคเพื่อไทย ที่พยายามยื้อโอกาสทองครั้งหนึ่งในชีวิตได้ลุ้นนั่งเก้าอี้รัฐมนตรี

มีแต่อ้างโควตา ไม่ได้พูดถึงผลในเชิงบริหารเลย.
ทีมข่าวการเมือง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการเมือง
  • 15 พฤษภาคม 2555, 05:03 น.
 

พังเพราะ “ธาตุแท้”? 2012/05/16

http://www.thairath.co.th/column/pol/wikroh/260147

14 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

Pic_260147

ตามคำสั่งแต่งตั้ง “พระยาน้อย” อย่างเป็นทางการนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ดูราคาหมูที่จังหวัดนครปฐม นางสุกุมล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม ดูฟาร์มไก่เนื้อและไก่ไข่ในจังหวัดชลบุรี พื้นที่ภาคตะวันออก น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.ไอซีที ดูบริษัทผลิตน้ำมันปาล์มขวดที่จังหวัดชลบุรี

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรฯ สำรวจราคาผักสวนครัวที่จังหวัดราชบุรี นางนลินี ทวีสิน รมต.ประจำสำนักนายกฯ สำรวจราคาชุดนักเรียนในตลาดโบ๊เบ๊ กรุงเทพฯ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ไปดูราคาสินค้าที่ตลาดไทย

โดยภารกิจให้ลงพื้นชมตลาด สำรวจราคาสินค้าต้นน้ำและปลายน้ำล้อตามสคริปต์ที่นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขอเคลียร์กระแส “แพงทั้งแผ่นดิน” อ้างภารกิจเร่งด่วนในการดูแลปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนก่อน เป็นเหตุผลบอกปัดคิวปรับ ครม.ยกเครื่องรับทีมงานตัวจริงบ้านเลขที่ 111 ลากจังหวะออกไปก่อน

นายกฯหญิงขอโชว์เชิงบริหาร สะสมต้นทุนหน้าตักด้วยตัวเอง

ตามยุทธศาสตร์เบรกกระแสวิพากษ์วิจารณ์ “รัฐบาลทีมซี” อ่อนเชิงบริหาร จนต้องให้ทีมเอ บ้านเลขที่ 111 รีบเข้าประคองปีก ไม่เปิดจังหวะให้ฝ่ายค้าน พรรคประชาธิปัตย์ และแนวร่วมฝ่ายต้านรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่กำลังตีปี๊บเบิ้ลบลัฟกระแส “แพงทั้งแผ่นดิน” กันเต็มที่

โคตรเซียนการตลาดยี่ห้อ “ทักษิณ” ไม่ยอมหลงเหลี่ยมชิงกระแสง่ายๆ

แต่งานนี้ยังไม่น่าเหมา “ตีขลุม” ไปถึงการการันตีเก้าอี้ 6 รัฐมนตรีที่ได้รับการบ้านจากนายกฯยิ่งลักษณ์ให้เป็นหน่วยตรวจราคาสินค้า เก้าอี้จะแน่นปึ้กด้วยเหตุผลที่ถูกเลือกใช้งาน

เพราะอย่างน้อยรายของนางสุกุมล ก็ต้องหลบให้สามีอย่าง “เสี่ยแป๊ะ” นายสนธยา คุณปลื้ม บอสใหญ่ค่ายพลังชล กลับมาลงสนามเป็นตัวจริง หลังพ้นโทษแบนทางการเมือง

เรื่องของเรื่อง ก็แค่เกมการตลาดเคลียร์กระแสกันเฉพาะหน้า

แต่ในระยะยาว โดยไฟต์บังคับของ “นายใหญ่” ยังไงก็จำเป็นต้องส่งมวยเชิงสูงเข้ามาช่วยกระตุกเรตติ้งรัฐบาลที่ไร้ความเชื่อมั่นในฝีมือบริหาร

เพราะมันโยงถึงเดิมพันเกมอำนาจ โอกาสกลับประเทศไทยแบบแลนดิ้งนิ่มๆ

ตามเงื่อนไข ถ้าผลงานรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” โดยเฉพาะจุดขายด้านเศรษฐกิจไม่เข้าตาประชาชน แล้วยังสะท้อนพฤติกรรมทำอะไรกันตามอำเภอใจ ใช้เก้าอี้รัฐมนตรีเป็นรางวัลตอบแทนให้คนที่สู้ให้นายใหญ่แบบถวายหัว แทนที่จะเน้นไปที่เนื้องานบริหารเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน

โดยปรากฏการณ์สะท้อนธาตุแท้ แกนนำเสื้อแดงที่สู้เพื่อประชาธิปไตย พอได้โอกาสพลิกอารมณ์จากไพร่กลายเป็นอำมาตย์ จากที่ป่าวประกาศสู้เพื่ออุดมการณ์ ตอนหลังมาส่งเสียงเย้วๆโวยวายทวงโควตาเก้าอี้รัฐมนตรี

เปิดศึก “แย่งชามน้ำข้าว” กับนักเลือกตั้ง ทะเลาะกับ ส.ส.นกแลพรรคเพื่อไทย ที่ไม่ต้องการสูญเสียโอกาสครั้งหนึ่งในชีวิตที่จ่อนั่งแป้นรัฐมนตรีในทีมซี

มุ่งแต่หักดิบ ทวนกระแสฝ่ายต้าน

โปรโมชั่นเกมอำนาจของ “ยิ่งลักษณ์” สมบัติชิ้นสุดท้ายของตระกูลชินฯก็ส่อหมดเร็วยิ่งเป็นอะไรที่ส่ออาการสนิมเนื้อใน กับมุก “วางยา” กันเองในหมู่คนพรรคเพื่อไทย

ล่าสุดแหล่งข่าวไม่ประสงค์ออกนาม แต่ประสงค์ “ปล่อยของ” ดักทาง อ้างสเปกคนบ้านเลขที่ 111 ที่จะกลับมาลงสนามช่วยประคองปีกรัฐบาล จะต้องมีภาพลักษณ์และฝีมือไม่โดดเด่น หรือมีศักยภาพชี้นำ
บดบังรัศมีนายกฯยิ่งลักษณ์

“ล็อกสเปก” ไว้ที่ 4 แคนดิเดต “เฮียเพ้ง” นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช นายภูมิธรรม เวชยชัย

ส่วนคนที่โดนตีกันก็คือ “เต็งจ๋า” อย่าง “เดอะอ๋อย” นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ที่บุคลิกผู้นำและชั้นเชิงการเมืองเหนือกว่านายกฯยิ่งลักษณ์หลายขุม รวมถึง “เดอะต๋อง” นายวราเทพ รัตนากร อดีต รมช.คลัง ที่โดนเตะสกัด อ้างว่าส่งเครือข่ายของตัวเองยึดโควตารัฐมนตรีไว้อยู่แล้ว

แต่ที่ยังไงก็ไม่หลุดโพย “ตุ๊ดตู่” นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แกนนำตัวพ่อคนเสื้อแดง นปช. ที่ชื่อเต็งจ๋าคั่วเก้าอี้ รมช.มหาดไทย ล่าสุดตามโพยใหม่ โยกไปนั่งเป็น รมช.ศึกษาธิการ
“ปล่อยโพย” โดยไม่สงสารเยาวชนอนาคตของชาติเลย.
ทีมข่าวการเมือง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการเมือง
  • 14 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.
 

111หือไม่ขึ้น “ทักษิณ”กินรวบ 2012/05/16

http://www.thairath.co.th/column/pol/wikroh/259811

13 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

Pic_259811

ปรับ ครม.หลัง “ปลดล็อก” ถอนสิทธิความผิดยุบพรรค

เหมือนกลองรัวส่งสัญญาณว่า การเมืองไทยกำลังจะกลับมาคึกคัก

เมื่อนักการเมืองบ้านเลขที่ 111 หรืออดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย จำนวน 111 คน ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี จากคดียุบพรรคไทยรักไทย

ได้ฤกษ์พ้นโทษเว้นวรรคการเมือง และจะสามารถออกมาร่วมวงการเมืองอย่างเปิดเผยเต็มภาคภูมิกันอีกครั้งในสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา นักการเมืองบ้านเลขที่ 111 ต้องตกอยู่ในสภาพมีชนักติดหลัง มีโทษเว้นวรรคการเมืองติดตัว ไม่มีสิทธิเข้ามารับตำแหน่งทางการเมือง

โดยเฉพาะบรรดาหัวหน้ากลุ่มก๊วนการเมืองต่างๆ จำเป็นต้องลดบทบาททางการเมืองของตัวเองไปโดยปริยาย ทำได้แค่คอยบงการอยู่ฉากหลัง

แต่หลังจากวันที่ 30 พฤษภาคมนี้ บรรดาหัวหน้ากลุ่มก๊วน นักการเมืองระดับแนวหน้า ที่ติดบ่วงบ้านเลขที่ 111 ก็จะได้ขยับออกมาอยู่ฉากหน้าแสดงบทบาทกันได้อย่างเต็มที่

ทั้งนี้ ระยะเวลา 5 ปี ที่นักการเมืองบ้านเลขที่ 111 โดนคำสั่งจากศาลรัฐธรรมนูญให้เว้นวรรคทางการเมือง หลายคนอาจลืมไปแล้วว่าเป็นเพราะอะไร

“ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” ขอสรุปสั้นๆว่า ในห้วงที่มีการปฏิรูปการเมือง ยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 อยู่ในบรรยากาศที่สังคมมุ่งเน้นขจัดวงจรอุบาทว์ซื้อสิทธิ ขายเสียง

ที่นักการเมืองใช้เงินซื้อสิทธิซื้อเสียงเข้าสภาฯ ใช้เงินซื้อตำแหน่งเข้าไปเป็นรัฐมนตรี ใช้อำนาจหน้าที่ทุจริตคอรัปชัน ถอนทุนบวกกำไร

สะสมเอาไว้ไปใช้ซื้อเสียงรอบหน้า วนเวียนอยู่อย่างนี้

เป็นเหตุให้การเมืองและระบอบประชาธิปไตยของไทย ล้มลุกคลุกคลานมาตลอด

เพราะเมื่อเกิดการทุจริตคอรัปชันกันอย่างมโหฬาร ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤติการเมืองก็ตามมา เป็นข้ออ้างให้เกิดการปฏิวัติ รัฐประหาร ล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งครั้งแล้วครั้งเล่า

รัฐธรรมนูญปี 2540 จึงเขียนป้องกันวงจรอุบาทว์ซื้อสิทธิซื้อเสียงถอนทุน แบบใช้ยาแรง

โดยให้มีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เข้ามาดูแลจัดการเลือกตั้ง

ให้อำนาจ กกต.ในการออกใบเหลืองเพื่อให้มีการเลือกตั้งซ้ำ และการออกใบแดง ตัดสิทธิผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ที่มีหลักฐานอันเชื่อได้ว่า กระทำการทุจริตเลือกตั้ง

รวมไปถึงการเสนอยุบพรรคการเมือง ในกรณีที่หัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรค เข้าไปมีส่วนรู้เห็นในการทุจริตการเลือกตั้ง

และหลังจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ได้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยได้เพิ่มความเข้มข้น ในเรื่องการจัดการกับการทุจริตเลือกตั้ง โดยระบุไว้ในมาตรา 237 ว่า

กรณีที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง มีผลให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคลดังกล่าว

ถ้าการกระทำดังกล่าวปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคการเมือง หรือกรรมการบริหารพรรค มีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลย

ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้น กระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญตามมาตรา 68

และในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้น ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมือง และกรรมการบริหารพรรค มีกำหนดเวลา 5 ปี นับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมือง

ดังนั้น การที่กรรมการบริหารพรรคเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตเลือกตั้งจนโดน กกต.แจกใบแดง และถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค

จึงเป็นเหตุให้หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคนั้น ต้องโดนเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี ด้วยโดยปริยาย

เพราะการทุจริตการเลือกตั้งถือเป็นการกระทำให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือวิถีทางประชาธิปไตย

ถือเป็นการใช้ยาแรง ที่ต้องการสกัดกั้นการซื้อสิทธิขายเสียง หวังสยบวงจรอุบาทว์

สำหรับกรณีของนักการเมืองบ้านเลขที่ 111 พรรคไทยรักไทย เป็นเรื่องของการที่แกนนำในพรรคเข้าไปพัวพันกับการจ้างพรรคเล็กลงสมัครรับเลือกตั้งในปี 2549 ซึ่งทาง กกต.ชี้ว่าเป็นความผิด และส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบพรรคไทยรักไทย

จนกระทั่งวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยตัดสินให้ยุบพรรคไทยรักไทย และตัดสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค รวม 111 คน เป็นเวลา 5 ปี

พรรคไทยรักไทย โดนเชือดเป็นรายแรก

จนกลายเป็นที่มาและตำนานของนักการเมืองบ้านเลขที่ 111

หลังจากนั้นอีกปีกว่า ในวันที่ 2 ธันวาคม 2551 ก็มีพรรคการเมืองที่ถูกเชือด โดนยุบพรรค และตัดสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค ตามมาอีกพวงใหญ่ นั่นก็คือพรรคพลังประชาชน พรรค ชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย

จากกรณีปัญหากรรมการบริหารพรรคเข้าไปมีส่วนในการทุจริตการเลือกตั้ง ทำให้โดนศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรค และสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคทั้ง 3 พรรค รวม 109 คน โดนเว้นวรรคการเมือง 5 ปี

เป็นที่มาของนักการเมืองบ้านเลขที่ 109

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการยุบพรรค ตัดสิทธิเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรค แต่นักการเมืองบ้านเราก็ยังเลี่ยงบาลีไปได้ เมื่อพรรคถูกยุบก็ตั้งพรรคใหม่ขึ้นมาแทนพรรคเดิม

พรรคไทยรักไทยถูกยุบไป ก็ตั้งพรรคพลังประชาชนขึ้นมาแทน เมื่อพรรคพลังประชาชนโดนยุบอีก ก็กลายมาเป็นพรรคเพื่อไทยในวันนี้

ส่วนพรรคชาติไทย ก็แปลงร่างมาเป็นพรรคชาติไทยพัฒนา ขณะที่พรรคมัชฌิมาธิปไตย ก็เปลี่ยนโฉมมาเป็นพรรคภูมิใจไทย

นักการเมืองบ้านเลขที่ 111 และ 109 ที่ติดบ่วงคดียุบพรรค โดนเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ลงสนามการเมืองไม่ได้ ก็ส่งตัวแทนลงสมัคร

ส่งผัว ส่งเมีย ส่งลูก ส่งญาติพี่น้อง คนสนิท ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แทน

จนถูกเรียกขานว่าเป็นสภาผัวเมีย ในยุคสมัยเดียวกับนายกฯนอมินี

ขณะเดียวกัน ในห้วงที่พรรคไทยรักไทยถูกยุบ เปลี่ยนเป็นพรรคพลังประชาชน มีการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง

ทำให้พวกอดีตรัฐมนตรี แกนนำกลุ่มมุ้งต่างๆในพรรคไทยรักไทย แตกขั้วแยกย้ายออกไปตั้งพรรคใหม่ อาทิ พรรคมัชฌิมาธิปไตย พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา

และเมื่อพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตยถูกยุบ ก็มีพรรคเพื่อไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน พรรคมาตุภูมิ แตกหน่อแตกกอกันออกมา

โดยมีนักการเมืองบ้านเลขที่ 111 และ 109 อยู่เบื้องหลังทุกพรรค

และเมื่อสถานการณ์เดินมาถึงจุดที่นักการเมืองบ้านเลขที่ 111 กำลังจะได้สิทธิทางการเมืองกลับคืนมา หลังจากครบกำหนดโทษถูกตัดสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี ในวันที่ 30 พฤษภาคมนี้

นั่นก็หมายความว่า ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคมเป็นต้นไป อดีต ส.ส. อดีตรัฐมนตรี แกนนำกลุ่มก๊วนระดับหัวกะทิที่กระจายกันไปอยู่เบื้องหลังพรรคต่างๆ

ก็จะได้สิทธิโดดขึ้นมานำพรรค แสดงบทบาทบนเวทีการเมืองกันได้อย่างเต็มที่ สามารถกลับเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีได้เหมือนเดิม

ยิ่งในสถานการณ์ที่มีกระแสข่าวว่าจะมีการปรับคณะรัฐมนตรีในห้วงหลังจากนักการเมืองบ้านเลขที่ 111 พ้นโทษแบนทางการเมือง

บวกกับสถานการณ์ที่รัฐบาลกำลังตกเป็นเป้าโจมตีว่าไร้ฝีมือในการบริหาร ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาค่าครองชีพ สินค้าราคาแพง

ก็ทำให้มีการมองกันว่า การปรับคณะรัฐมนตรีที่จะมีขึ้นในเร็วๆนี้ จะมีอดีตรัฐมนตรีหลายคนที่ติดบ่วงบ้านเลขที่ 111 ได้กลับเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรี ในรัฐบาลชุดนี้

เพื่อช่วย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี บริหารแก้ไขปัญหาต่างๆที่รัฐบาลกำลังเผชิญ

อย่างไรก็ตาม ในห้วงที่ใกล้เวลาปลดล็อกโทษเว้นวรรคการเมือง สมาชิกบ้านเลขที่ 111 หลายคนก็เริ่มมีการขยับเคลื่อนไหว โดยล่าสุดจะมีการนัดประชุมกันในวันที่ 16 พฤษภาคมนี้

นัยว่าเพื่อหารือเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมในวันที่ 30 พฤษภาคม ในโอกาสที่นักการเมืองบ้านเลขที่ 111 ครบกำหนดเว้นวรรคการเมือง 5 ปี

ฉลองอิสรภาพ ได้สิทธิเลือกตั้ง สิทธิทางการเมืองคืน

แต่ขณะเดียวกัน ก็ยังไม่มีใครกล้าขยับทวงถามถึงเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรี แม้แต่รายเดียว

มีแค่การประกาศว่าจะมีนักการเมืองจากบ้านเลขที่ 111 ประมาณ 60 กว่าคน ไปกรอกใบสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย

ขณะที่อดีตรัฐมนตรีอย่างคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ที่เป็น 1 ในสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ประกาศยืนยันเลยว่าจะไม่ขอเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีในการปรับ ครม.ที่จะมีขึ้น

เพราะไม่ต้องเข้ามาเบียดแทรก แย่งที่นั่งของคนในพรรค เพราะไม่ได้มีส่วนในการเลือกตั้ง

เช่นเดียวกับนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย สมาชิกบ้านเลขที่ 111 ที่ระบุว่า พรรคเพื่อไทยแตกต่างจากพรรคไทยรักไทย เพราะความเป็นกลุ่มมุ้งทางการเมืองสลายไปหมดแล้ว

ซึ่งเป็นการสะท้อนว่า คนบ้านเลขที่ 111 ในวันนี้ หมด อำนาจในการต่อรอง

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า บรรดาแกนนำกลุ่มก๊วนในบ้านเลขที่ 111 ทั้งพวกที่ยังทำงานอยู่เบื้องหลังพรรคเพื่อไทย และพวกที่แตกออกไปอยู่ฉากหลังจัดตั้งพรรคของตัวเอง

ไม่มีใครกล้าแสดงอาการ “อยากกลับ” เข้ามาเป็นรัฐมนตรี

เพราะทุกคนรู้ดีว่า วันนี้องคาพยพของพรรคเพื่อไทยที่ประกอบด้วย ส.ส. และแกนนำกลุ่มเสื้อแดง อยู่ภายใต้การคอนโทรลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เพียงคนเดียว

และที่พูดกันว่า การปรับ ครม.ขึ้นอยู่กับนายกฯเพียงคนเดียว ก็เป็นแค่คำพูดเท่านั้น

เพราะของจริงเป็นสิทธิ์ขาดของเจ้าของพรรคที่ชื่อ “ทักษิณ”

ฉะนั้น การจะขยับเข้ามาเป็นรัฐมนตรีของคนบ้านเลขที่ 111 ทั้งที่อยู่ในปีกของพรรคเพื่อไทย และต่างพรรค จึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ “ทักษิณ” ที่จะชี้ขาด

ในเรื่องการบริหารของรัฐบาลนั้น ชัดเจนอยู่แล้วว่า “ทักษิณคิด–เพื่อไทยทำ”

สำหรับการปรับ ครม.ที่จะเกิดขึ้น ก็หนีไม่พ้น “ทักษิณคิด ทักษิณทำ ทักษิณตัดสินใจเบ็ดเสร็จ”

คนบ้านเลขที่ 111 ไม่มีสิทธิหือ “ทักษิณ” กินรวบคนเดียว.

ทีมการเมือง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมการเมือง
  • 13 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.
 

อาหารทะเลไทยปักธงทั่วโลก “ทียูเอฟ” โชว์ศักยภาพฐานผลิตเพื่อส่งออก 2012/05/12

http://www.thairath.co.th/column/eco/ecoscoop/258250

7 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

Pic_258250

อุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทย ในปัจจุบันได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิต และส่งออกชั้นแนวหน้าของโลก มีศักยภาพด้านการผลิตและการแข่งขัน ได้รับการยอมรับทั้งคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัย

สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ประเมินภาพรวมการส่งออกอาหารของไทยปี 2555 ว่าจะมีมูลค่าการส่งออกราว 1,013,250 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 5.1% โดยในปีที่ผ่านมา ยอดการส่งออกมีมูลค่ารวม 964,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 120% จากเมื่อ 10 ปีก่อน เป็นสินค้าอุตสาหกรรม ที่ทำให้ประเทศ ได้เปรียบดุลการค้ารวมกว่า 600,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา และเป็นอันดับ 1 เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมอาหารไทย ยังมีปัจจัยเสี่ยงทั้งภายใน และนอกประเทศ ที่จะส่งผลกระทบต่อการบริโภค การจำหน่าย การผลิต รวมทั้งความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะจากเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจน และอาจถึงจุดต่ำสุดที่ 3.5% ในปีนี้ ตลอดจนปัญหาการกีดกัน ทาง การค้า ทั้งมาตรการภาษีและไม่ใช่ภาษี

ขณะที่ความพยายามส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็น “ครัวของโลก” โดยการรุกส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารจากประเทศไทย เพื่อหวังสร้างรายได้เข้าประเทศของรัฐบาลยังคงมีความเข้มข้นอย่างต่อเนื่อง มีการทุ่มเทงบประมาณจำนวนมหาศาล ในการรณรงค์โปรโมต สินค้าอาหารจากประเทศไทย

เช่นเดียวกับบริษัทเอกชน ซึ่งย่อมต้องมีส่วนสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมอาหารไทย ให้มีความแข็งแกร่ง ด้วยการใช้ประสบการณ์และกลยุทธ์ทางธุรกิจเป็นปัจจัยเดินหน้าสู่ความสำเร็จ โดย บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) (ทียูเอฟ) ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จของผู้ส่งออกไทยเหล่านั้น

ในโอกาสที่ ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหาร ทียูเอฟ ได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 100 ผู้ทรงอิทธิพลในวงการอุตสาหกรรมอาหารทะเลของโลก และเขายังเป็นผู้บริหารคนไทยคนแรกที่สามารถไต่อันดับขึ้นสูงที่สุด ที่อันดับ 2 ของโลก แถมพ่วงตำแหน่ง Person of the Year หรือบุคคลแห่งปีจากนิตยสาร IntraFish Media นิตยสารเกี่ยวกับธุรกิจอาหารทะเลในระดับอินเตอร์เนชั่นแนลด้วย

“ทีมเศรษฐกิจ” จึงขอเปิดพื้นที่ ถ่ายทอดอุดมการณ์และแนวทางการดำเนินธุรกิจของเขา ซึ่งถือเป็นกุญแจไขสู่ความสำเร็จของทียูเอฟ ตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ออกสู่สายตาท่านผู้อ่าน นับจากบรรทัดนี้

************************************

ธีรพงศ์ มองว่า ธุรกิจอาหารส่งออกของไทย ยังคงเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยธุรกิจอาหารเป็นธุรกิจที่มีความยืดหยุ่นในทุกสถานการณ์ เพราะแม้ในช่วงวิกฤติ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติ จากภัยธรรมชาติ น้ำท่วม แผ่นดินไหว หรือในวิกฤติสงคราม ไม่เว้นแม้แต่วิกฤติเศรษฐกิจ อาหาร ซึ่งถือเป็น 1 ในปัจจัย 4 ซึ่งยังคงเป็นที่ต้องการของมนุษย์ทุกคน เพราะมนุษย์ทุกคนยังคงต้องกินอาหาร

แต่การออกไปแข่งขันในตลาดโลก จะต้องมีการปรับตัว พัฒนาและปรับปรุงผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการตลาดและการบริหารจัดการ รวมทั้งพัฒนาบุคลากร และเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความสามารถ ในการแข่งขันอยู่ตลอดเวลา

ที่สำคัญ สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ต้องมีคุณภาพตรงตามมาตรฐาน ที่ประเทศผู้นำเข้ากำหนดมาตรฐานไว้!!

ครัวโลกโกยรายได้เข้าประเทศ

เขา เปิดเผยว่า ไทยยูเนี่ยนฯ หรือทียูเอฟ เริ่มต้นประกอบธุรกิจผลิต และส่งออกอาหารทะเลแช่แข็ง เมื่อปี 2531 ธุรกิจมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอด 25 ปีที่ผ่านมา การได้รุกขยายออกไปลงทุนในต่างประเทศ เพื่อสร้างฐานการผลิต และช่องทางการจำหน่ายกระจายไปทั่วโลก

ปัจจุบัน ทียูเอฟเป็นผู้ผลิตอาหารทะเลแช่แข็งรายใหญ่ของโลกและเป็นผู้ผลิตปลาทูน่ากระป๋องรายใหญ่ที่สุดในโลก กินพื้นที่ทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา โดยบริษัทมุ่งมั่นที่จะเป็น “พ่อครัวของโลก” พร้อมนำเสนอและสร้างนวัตกรรมทางอาหารใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการอย่างต่อเนื่อง

กับผลิตภัณฑ์หลากหลาย ทั้งปลาทูน่า, กุ้ง, ปลาซาร์ดีนและปลาแมคเคอเรล ปลาแซลมอน ปลาหมึก และอาหารทะเลอื่นๆ รวมทั้งผลิตภัณฑ์อาหารอื่นๆ เช่น เบเกอรี่ อาหารปรุงสำเร็จรับประทาน และอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยง ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ ล้วนแต่เป็นลูกค้า จากผลิตภัณฑ์ในเซเว่น อีเลฟเว่น, สุกี้เอ็มเค หรือแม้แต่พายในร้านแมคโดนัลด์ เป็นต้น

โดยเป็นเจ้าของแบรนด์ทูน่า ชั้นนำอย่าง Chicken of the Sea มีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดเป็นอันดับ 3 ในสหรัฐฯ และแบรนด์ John West ผู้นำตลาดอันดับ 1 ในอังกฤษ ไอร์แลนด์และเนเธอร์แลนด์ นอกจากนี้ยังมีแบรนด์ Petit Navire และ Hyacinthe Parmentier กินตลาดอันดับ 1 ในฝรั่งเศส และ Mareblu อันดับ 3 ในอิตาลี แบรนด์ Century อันดับ 1 ในจีน และแบรนด์ซีเล็คทูน่า อันดับ 1 ในประเทศไทย

ส่งผลให้เมื่อปี 2554 ที่ผ่านมา บริษัทสามารถสร้างยอดขาย ทำรายได้ได้สูงถึง 3,232 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือมากกว่า 98,670 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 40% เมื่อเทียบกับปี 2553 และสามารถสร้างกำไรทะลุหลัก 5,000 ล้านบาทได้เป็นครั้งแรก

โดยรายได้กว่า 90,000 ล้านบาทนั้น เป็นรายได้ที่เข้ามาจากสหรัฐอเมริกา 36% ยุโรป 33% ญี่ปุ่น 10% ที่เหลือกระจายอยู่ในภูมิภาคต่างๆ ขณะที่เป็นรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์หรือสินค้าภายในประเทศไทยน้อยมากไม่เกิน 10% ที่เหลือถือเป็นการโกยรายได้เข้าประเทศล้วนๆ!!

ส่วนในปีนี้นั้น มั่นใจว่า จะทำยอดขายให้ได้เกิน 100,000 ล้านบาท!!

ไทยฐานการผลิตดีที่สุดในโลก

“ทียูเอฟ มีโรงงานกระจายอยู่เกือบทั่วโลก นอกจากประเทศไทยแล้ว ยังมีโรงงานในเวียดนาม อินโดนีเซีย อินเดีย ปาปัวนิวกีนี สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส โปรตุเกส และกานา”

ประเทศไทยถือเป็นฐานการผลิตที่ดีที่สุด และเป็น “ฐานการผลิตอาหารที่ดีที่สุดในโลก”เพราะมีแรงงานที่มีคุณภาพ มีประสบการณ์ ขณะที่ไทยเป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมต่อเนื่องด้านอาหารที่มีความแข็งแกร่งที่สุดในทุกด้าน  เพราะเป็นประเทศผู้ส่งออกที่มีบริการและอุตสาหกรรมต่อเนื่องครบวงจร

อย่างเช่นธุรกิจปลาทูน่ากระป๋องของทียูเอฟ ซึ่งมีแรงงานที่ดี ผลิตภัณฑ์ที่ดี อุตสาหกรรมแพ็กเกจจิ้งที่ดี โรงงานผลิตกระป๋องและโรงงานผลิตฉลากที่มีคุณภาพ ทุกอย่างครบวงจร รวมทั้งยังมีระบบการขนส่งที่ดีไม่น้อยหน้าประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันเป็นผลจากที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามโปรโมตคลัสเตอร์ ในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เราจึงมีคลัสเตอร์ที่มีความแข็งแกร่งโดยเฉพาะด้านอาหาร

“แม้จะมีการเปิดเสรีอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 ที่จะถึงนี้ ผมเห็นว่าเราไม่จำเป็นต้อง ย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศทั้งพม่า เขมร หรือลาว เพราะแม้ประเทศเหล่านี้จะมีค่าแรงถูกกว่าไทย แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าสาธารณูปโภคต่างๆ ทั้งถนนหนทาง น้ำ ไฟ รวมทั้งอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ ที่จะมารองรับหรือสนับสนุนอุตสาหกรรมหรือสินค้าของเรามีหรือไม่ ทุกประเทศยังสู้ไทยไม่ได้ สุดท้ายค่าแรงถูกเพียงอย่างเดียว แต่ต้นทุนทั้งหมดรวมแล้วอาจจะแพงกว่า”

เขา มองว่า เออีซี จะทำให้การค้าคล่องตัวขึ้นมากกว่า การเก็บภาษีส่งออก นำเข้า สินค้าระหว่างกันจะลดลง การตกลงซื้อขายภายในภูมิภาคน่าจะดีขึ้น มองว่าเป็นโอกาสในการเพิ่มตลาด ให้กับสินค้าหรืออาหารส่งออกของไทยมากกว่า โดยเฉพาะสินค้า “ปลากระป๋อง” ที่ทำจากปลาซาร์ดีนและปลาแมคเคอเรล น่าจะทำให้ทียูเอฟรุกเข้าไปเปิดตลาดในประเทศเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น เพราะเป็นสินค้าที่ราคาถูก ซื้อง่ายขายคล่อง

ค่าแรงขึ้นดันธุรกิจเพิ่มประสิทธิภาพ

สำหรับผลกระทบของการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทในประเทศไทยนั้น ทียูเอฟซึ่งมีต้นทุนค่าแรงคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% ของต้นทุนทั้งหมด ไม่ได้รับผลกระทบเท่าใดหนัก โดยเมื่อปรับขึ้นค่าแรงแล้ว จะทำให้ต้นทุนรวมเพิ่มขึ้นเพียง 3-4% ถือว่าไม่มากเมื่อเทียบกับสิ่งที่รัฐบาลให้มาคือการลดภาษีนิติบุคคลลง จาก 30% เหลือ 23%

ขณะเดียวกัน ทียูเอฟ ก็ได้เตรียมการรองรับผลกระทบนี้มาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว โดยเพิ่มศักยภาพแรงงานและมีการใช้เครื่องจักร หรือเทคโนโลยีมากขึ้น การใช้เทคโนโลยีไม่ได้หมายความว่าต้องให้คนงานออก แต่ทำให้บริษัทสามารถมีผลผลิตมากขึ้น ด้วยจำนวนคนเท่าเดิม การทำงานด้วยเครื่องจักร ทำให้คนสบายขึ้น แต่ผลผลิตก็ต้องเพิ่มมากขึ้นด้วย

“ผมเห็นด้วยกับนโยบายการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เพราะรายได้ที่ดีขึ้น จะทำให้ความเป็นอยู่ของคนงานของเราดีขึ้น นอกจากนี้ในฐานะคนทำธุรกิจ ค่าแรงที่สูงขึ้น จะต้องมีการปรับวิธีในการบริหารจัดการธุรกิจ ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ฝึกเทรนพนักงาน ให้มีการพัฒนาตัวเอง ขณะเดียวกัน ก็เป็นการผลักดันให้บริษัทมีการลงทุนในเทคโนโลยีที่ดีขึ้น สูงขึ้น เพิ่มผลผลิตและพัฒนาสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์มากขึ้น เป็นการใช้ทรัพยากรอย่างมีคุณค่ามากขึ้น”

“อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานมาก เป็นต้นทุนสูงกว่า 20% รวมทั้งธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) อาจมีความลำบากในการปรับตัว แต่กระบวนการการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างต้องผ่านขั้นตอนความเจ็บปวด แต่สุดท้ายทุกฝ่ายต้องปรับตัว เพื่อรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาในทุกด้าน”

“ธุรกิจเอสเอ็มอี หรือผู้ประกอบการที่มีความอ่อนแอ แม้ค่าแรงขั้นต่ำไม่ปรับขึ้น ก็ต้องตายอยู่ดี เพราะผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็มีมาตรการในการดูแลและช่วยเหลือเอสเอ็มอีมากอยู่แล้ว”

แรงงานยังขาดแคลนหนัก

ในส่วนของการจ้างงานนั้น ปัจจุบันทียูเอฟ มีการจ้างงานเฉพาะโรงงานที่อยู่ในประเทศไทยมากกว่า 25,000 คน และในต่างประเทศอีกประมาณ 8,000 คน รวม 32,000 คน

โดยเฉพาะในประเทศไทยที่เป็นฐานการผลิตหลักนั้น ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่า แรงงานไทยยังขาดแคลน ตัวเลขคนว่างงานของไทยอยู่ที่ 1% กว่าๆ มานานแล้ว ดังนั้น บริษัทต่างๆก็ต้องแข่งกันเสนอรายได้และสวัสดิการที่ดีให้กับคนงาน เพื่อทำให้คนงานอยากทำงานด้วย การดูแลพนักงาน จึงต้องมีมาตรฐานที่ดีเพื่อจูงใจและแย่งชิงคนงาน

ธีรพงศ์ ยังประเมินว่า ขณะนี้ในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ยังขาดแคลนแรงงานเป็นแสนๆคน เฉพาะในอุตสาหกรรมอาหาร ขาดแคลนแรงงานเป็นหลักหลายหมื่น ขณะที่ในส่วนของทียูเอฟ ก็ยังต้องการแรงงานอีกหลายพันคน

เพราะเล็งเห็นโอกาสที่ดีในการรุกขยายธุรกิจ เพื่อให้อุตสาหกรรมส่งออกอาหารของประเทศมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทียูเอฟ จึงยังคงมีความต้องการพนักงานทุกระดับอีกจำนวนมาก ทั้งระดับแรงงาน ผู้ปฏิบัติการ ระดับบริหารจัดการ รวมถึงผู้บริหารระดับสูง

“สิ่งที่ภูมิใจคือ เราสามารถนำทียูเอฟ ไปสู่ระดับโลก หรือ Global ได้ เป็นแบรนด์ของคนไทยที่ประสบความสำเร็จ สามารถยืนอยู่บนเวทีการแข่งขัน ในฐานะเป็นผู้นำในตลาดอาหารทะเลโลก และทียูเอฟเป็นบริษัทระดับโลก ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในประเทศไทย และการที่เราสามารถสร้างคนสร้างบุคลากร ให้ทำงานในองค์กรระดับนี้ได้ เพราะให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของคน วันนี้จึงต้องการชวนคนรุ่นใหม่ เข้ามาร่วมงานกับทียูเอฟ เพื่อสร้างความสำเร็จร่วมกันทั้งตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ”

กลับมาบุกตลาดปลาทูน่าไทย

ส่วนกลยุทธ์ วิสัยทัศน์และเป้าหมายของทียูเอฟ หลังจากนี้นั้น “ธีรพงศ์” บอกว่า ปีนี้ตั้งเป้าโกยรายได้โตจากปีที่แล้ว 18-20% ส่วนเป้าหมายระยะกลาง (ปี 2555-57) จะต้องมีรายได้รวมโตเฉลี่ยปีละ 15% ทำให้ปี 2558 รายได้รวมของบริษัทจะทะยานแตะ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 150,000 ล้านบาท และจะส่งผลให้เป้าหมายสูงสุดตามวิชั่น 2020 (ปี 2563) ซึ่งทียูเอฟจะมีรายได้ที่ระดับ 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 240,000 ล้านบาท

สำหรับการขยายธุรกิจ บริษัทยังเน้นการออกไปควบรวมกิจการ และเข้าซื้อกิจการในต่างประเทศอยู่ หากเห็นโอกาสที่ดี ไม่เพียงแต่จะได้แบรนด์ที่มีในตลาดอยู่แล้วเท่านั้น แต่ยังช่วยขจัดปัญหาการกีดกันทางการค้าของประเทศนั้นๆ อีกด้วย และยังจะออกไปขยายตลาดใหม่ๆ นอกเหนือจากตลาดยุโรป เช่น รัสเซียและตะวันออกกลาง

นอกจากนี้ จะหันกลับมาทุ่มทำการตลาดในประเทศมากขึ้น โดยทุ่มงบตั้งแต่ 40-200 ล้านบาท ปรับภาพลักษณ์ (รีแบรนด์) ครั้งใหญ่ ต้องการให้คนไทยรู้จัก เป็นองค์กรที่น่าทำงาน ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ให้มีความก้าวหน้าในการทำงาน ภายใต้แนวคิดทียูเอฟ คือ “ผู้เชี่ยวชาญอาหารทะเลโลก” หรือ World Seafood Expert เพราะแม้บริษัทจะออกไปผงาดในเวทีโลก แต่ที่ผ่านมาละเลยตลาดในประเทศมานาน

“ผู้บริโภคต้องรู้จักชื่อ “ทียูเอฟ” มากขึ้น โดยจะใช้แบรนด์ “ซีเล็ค” บุกตลาดเมืองไทยและกลุ่มประเทศในอาเซียน โดยรณรงค์ทำการตลาด ให้คนไทยหันมาบริโภคผลิตภัณฑ์จากปลา “ทูน่า” มากขึ้น เพราะนำมาปรุงอาหารได้อร่อย สะดวกและเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ มีคุณภาพและมีความปลอดภัยสูง แต่ที่ผ่านมาคนไทย บริโภคปลา “ทูน่า” น้อยมาก เมื่อเทียบกับปลาซาร์ดีน และปลาแมคเคอเรลซึ่งมีราคาถูกกว่า รวมทั้งจะบุกตลาดปลาซาร์ดีนมากขึ้นด้วย”

“วันนี้ในฐานะที่ ทียูเอฟ คือผู้ผลิตและส่งออกปลาทูน่าเบอร์ 1 ของโลก ตลาดในประเทศถือเป็นหน้าตาและเป็นความท้าทายใหม่ของเราจากที่เห็นพัฒนาการในตลาดทั่วโลกมามากแล้ว คนทั้งโลกนิยมบริโภคปลาทูน่า  ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของเราในการขยายตลาดให้คนไทยรู้จักมากขึ้น โดยตั้งเป้าจะทำให้มูลค่าตลาดทูน่ากระป๋องปีนี้เกิน 1,000 ล้านบาท และขยายตัวไม่ต่ำกว่าปีละ 10% ส่วนมูลค่าตลาดปลากระป๋องที่ทำจากปลาซาร์ดีนปัจจุบันมีมูลค่า 6,000 ล้านบาท โตปีละ 10-15% ซึ่งก็จะรุกไปกินส่วนแบ่งตลาดตรงนี้ด้วย”

ขณะเดียวกัน ก็จะใช้แบรนด์ “ซีเล็ค” ส่งออกไปประเทศอาเซียน รองรับเออีซีในปี 2558 ด้วย โดยคาดหวังว่าสัดส่วนรายได้จากกลุ่มประเทศอาเซียนจะเพิ่มเป็น 20% ภายใน 2 ปีนี้ จากขณะนี้อยู่ที่ 5-10% และมองว่าภายใน 5 ปีนี้รายได้จากอาเซียนจะเติบโตอย่างน่าสนใจ!!

ธีรพงศ์ ทิ้งท้ายว่า ทุกวันนี้ ทียูเอฟอยู่ในจุดที่เหมาะสม มีประสบการณ์ มีเป้าหมายกลยุทธ์และแผนการรุกธุรกิจที่ชัดเจน มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาและขยายธุรกิจ โดยมองหาโอกาสขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีโอกาสมายืนอยู่ตำแหน่งนี้ได้ โดยยังคงยืนยันมุมมองที่ว่าอุตสาหกรรมส่งออกอาหารของไทย ยังมีทิศทางและอนาคตที่ดี โดยทียูเอฟจะยังคงเดินหน้าเป็นหัวหอกส่งออกผลิตภัณฑ์อาหาร โกยรายได้เข้าประเทศต่อไป

เพื่อขยายพื้นที่ยืนของธุรกิจ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทยบนเวทีโลกให้สำเร็จ!!

ทีมเศรษฐกิจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 7 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.
 

แรงเสียดทานสีแดง! 2012/05/12

http://www.thairath.co.th/column/pol/wikroh/259745

12 พฤษภาคม 2555, 05:03 น.

Pic_259745

ประแป้งแต่งตัวให้ใส่ชุดขาวรอเลย

ตามคิวที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วมกับ พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข รองอธิบดีดีเอสไอ แถลงว่า พนักงานสอบสวนคดีพิเศษมีความเห็นในคดีนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีราย ชื่อพรรคเพื่อไทย แกนนำเสื้อแดง นปช.กับพวก กล่าวปราศรัยเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยคดีดังกล่าวพนักงานสอบสวนได้ประชุมร่วมกับพนักงานอัยการและมีความเห็นร่วมกัน สมควรสั่งไม่ฟ้องนายจตุพรกับพวก

ด้วยเหตุผลการสอบสวนพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมทั้งคำกล่าวในการปราศรัยไม่เข้าข่ายความผิดมาตรา 112 ขณะนี้ดีเอสไอได้ส่งสำนวนให้อัยการและอยู่ในดุลพินิจของอัยการ

งานนี้เคลียร์ให้ตามจังหวะลงล็อกพอดิบพอดี

ก่อนอื่นเลยก็หักมุมกับเสียงโวยวายของนายฉลอง เรี่ยวแรง ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย ที่ออกมาขัดขวางการแต่งตั้งนายจตุพรเป็นรัฐมนตรี เพราะยังมีคดีหมิ่นสถาบันเป็นชนักอยู่

“ตุ๊ดตู่” คงต้องส่งดอกไม้ช่อใหญ่ไปขอบอกขอบใจคู่อาฆาตเก่าอย่างนายธาริต จากศัตรูที่กลายเป็นมิตร ยื่นมือเข้ามาช่วยในจังหวะที่โดนคนฝ่ายเดียวกันดับเครื่องชน

ตามเบื้องหลังที่เจ้าตัวนายจตุพรก็เผยไต๋เป็นนัย รู้ข่าววงในมาก่อนแล้วว่าดีเอสไอไม่สั่งฟ้อง เพียงไม่มีการแถลง และเมื่อดีเอสไอแจกแจงให้ก็ชัดเจน

ออกลีลาอโหสิกรรมให้นายฉลอง จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มองกันตามเงื่อนไข รายการที่นายฉลองออกมาเปิดปฏิบัติการวางทุ่นระเบิดดักทางนายจตุพรไม่ให้ขึ้นเป็นรัฐมนตรี ตามอาการที่แนวร่วมคนเสื้อแดงไล่ตั้งแต่พวกที่มีตำแหน่งในสภา ไปยันแกนนำคนเสื้อแดงตามหัวเมืองใหญ่ ดาหน้าออกมาถล่มเจ้าตำนานงูเห่าอย่างนายฉลอง

เรียกร้องให้ขอโทษแกนนำตัวพ่อของคนเสื้อแดง

ย้อนกันแรงๆว่า นายฉลองรับงานจากพวกที่ไม่ต้องการเสียเก้าอี้รัฐมนตรีมา

ดิสเครดิตนายจตุพรที่ตามกระแสค่อนข้างชัวร์ว่าจะเข้ามาเสียบเก้าอี้ รมช.มหาดไทย

โควตาของนายชูชาติ หาญสวัสดิ์ กับนายฐานิสร์ เทียนทอง คนของกลุ่มวังน้ำเย็นทั้งคู่

และอย่างที่รู้อดีตของนายฉลองก็อยู่ในคาถาของเสือเฒ่าอย่าง “ป๋าเหนาะ” นายเสนาะ เทียนทอง

เรื่องของเรื่อง ว่ากันตามธงที่นายฉลองออกมาขวางนายจตุพร เจาะจงตัวบุคคลกันแบบซึ่งๆหน้า ตามปรากฏการณ์จึงไม่ใช่แรงเสียดทานคนบ้านเลขที่ 111 กลับมาทวงโควตา “ตัวจริง” แต่เป็นอาการต่อต้านกลุ่มคนเสื้อแดงไม่ให้ฮุบโควตาของนักเลือกตั้ง

เบียดบังเก้าอี้ของกลุ่มก๊วนในพรรคเพื่อไทยที่เจียดกันลงตัวแล้ว

ยิ่งถ่างรอยปริแยกระหว่างนักเลือกตั้งอาชีพกับทีมงานเสื้อแดงในพรรคเพื่อไทย

แตกคอกันแรงๆ ทะเลาะกันหนักข้อขึ้นทุกวัน

ตามหัวเชื้อขยายผลลามจาก “ไข้ปทุมธานี” พรรคเพื่อไทยพ่ายแพ้ในเวทีเลือกตั้งซ่อมให้คนประชาธิปัตย์แบบล็อกถล่ม กระแสยังไหลต่อเนื่องไปถึงความพ่ายแพ้การเลือกตั้งระดับท้องถิ่นในจังหวัดเชียงรายและอีกหลายพื้นที่

ฝ่ายตรงข้ามได้ทีเบิ้ลบลัฟ ตอกย้ำอาการฟอร์มตกของลูกข่าย “ทักษิณ”

“นายใหญ่” ต้องรีบสกัดไม่ให้อาการไข้ลุกลาม

ตามสถานการณ์ซีเรียสในการเปิดยุทธศาสตร์รักษา “เมืองหลวงของคนเสื้อแดง” ที่จังหวัดอุดรธานี เดิมพันเก้าอี้นายก อบจ.ที่แพ้ไม่ได้ ทั้ง “นายใหญ่” และนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องสั่งให้นายวิเชียร ขาวขำ แกนนำเสื้อแดงระดับตัวพ่ออีกคน ลาออกจาก ส.ส.บัญชีรายชื่อ กลับไปชิงเก้าอี้

เน้นระดับความชัวร์กันเต็มที่

เช่นเดียวกับปรากฏการณ์เสียวๆในสนามเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เชียงใหม่ เขต 3 ที่ “เจ๊แดง” นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ทวนกระแสคนเสื้อแดงที่ให้ใช้ระบบไพรมารี่โหวตมาคัดตัวคนลงสมัคร โดยการบี้เอาเด็กในคาถาอย่างนายเกษม นิมมลรัตน์ ลงรักษาโควตาของครอบครัว “วงศ์สวัสดิ์”

วัดใจคนเสื้อแดงจะยอมลงคะแนนให้ “เสาไฟฟ้า” หรือไม่

ตามไฟต์บังคับเลยต้องมีการจัดคิวให้นายกฯยิ่งลักษณ์ ลงพื้นที่ช่วยนายเกษมหาเสียงในวันที่ 11–12 พฤษภาคม ใส่โปรแกรมแน่นเอี้ยด เดินสายไปแทบจะทุกตารางนิ้วในพื้นที่เขต 3 เชียงใหม่

ชนะน้อย แต้มไม่ขาด ถือว่าพลาดท่าซ้ำก็แล้วกัน.
ทีมข่าวการเมือง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการเมือง
  • 12 พฤษภาคม 2555, 05:03 น.
 

เดิมพันเกินกว่าโควตา 2012/05/12

http://www.thairath.co.th/column/pol/wikroh/259503

11 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

Pic_259503

ขอแก้ปัญหาสินค้าราคาแพงก่อน

ตามสคริปต์รายวันที่นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชิ่งคำถามนักข่าวที่พยายามซักถามถึงความชัดเจนที่จะมีการปรับคณะรัฐมนตรี ตามกระแสล่าสุดจะลากออกไปยกเครื่องกันในเดือนสิงหาคม

หักอารมณ์สวนทางกับฉากการเคลื่อนไหวของคนบ้านเลขที่ 111 ขยับตีปี๊บงานเลี้ยงฉลองอิสรภาพทางการเมืองในวันที่ 30 พฤษภาคม ร่อนการ์ด ส่งเทียบเชิญกันอึกทึกคึกคัก ในจังหวะเหมาะเจาะกับคิวที่ “นายใหญ่” อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร จะบินมาปักหลักที่เมืองจีนและฮ่องกงนานกว่า 2 สัปดาห์

ศึกยื้อโควตาระหว่าง “ทีมเอ” กับ “ทีมซี” กำลังระอุ

แต่เท่าที่เห็นหน้าเห็นตา โต้โผใหญ่ของทีมงานบ้านเลขที่ 111 ก็ยังมีแค่มวยระดับนายพินิจ จันทรสุรินทร์ นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ นายวิฑูรย์ วงศ์ไกร นายเอกภาพ พลซื่อ นายโภคิน พลกุล นายสุขวิช รังสิตพล

วัดตามเครดิตส่วนตัวบุคคล ก็แค่จากกลางไปท้ายแถว

โดยที่หัวแถวระดับบิ๊กเนมอย่าง “เดอะอ๋อย” นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายยงยุทธ ติยะไพรัช นายวราเทพ รัตนากร นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา “เฮียเพ้ง” นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ไม่ได้เข้าร่วมฉากตีปี๊บฉลองอิสรภาพแต่อย่างใด

“ทีมเอ” ในพรรคเพื่อไทย ยังสงวนท่าที ก็ไม่ต้องพูดถึงทีมตัวจริงเสียงจริงที่ออกมาตั้งป้อมค่ายข้างนอก นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ นายพินิจ จารุสมบัติ นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ ทีม “เอสแอนด์พี” พรรคชาติพัฒนา นายสนธยา คุณปลื้ม บอสใหญ่ค่ายพลังชล นายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายเนวิน ชิดชอบ นายสรอรรถ กลิ่นประทุม นายอนุทิน ชาญวีรกูล หุ้นส่วนพรรคภูมิใจไทย

ต่างพากันนิ่ง ไม่รีบขยับให้เสียอาการ

และล่าสุดประกาศกันชัดเจน นายสนธยาบอกปัดเลยว่า พรรคพลังชลจะไม่ยุบไปรวมกับพรรคเพื่อไทย ตามที่เป็นข่าวในขณะนี้ เพราะยังชัดเจนที่จะทำงานในนามพรรคพลังชลต่อไป รวมถึงรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ห้ามยุบรวมพรรคระหว่างสมัยประชุม แต่ยินดีร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย

โดยเหลี่ยมเซียน “ตัวจริง” ไม่รีบหงายไพ่เล่นให้หมดราคา

เอาเป็นว่า สถานการณ์มาถึงวันนี้ เรื่องมุ้ง เรื่องกลุ่ม ไม่ใช่เงื่อนไขสำคัญในการ “ยกเครื่อง” ทีมงานของ “นายใหญ่” ในเมื่อพรรคเพื่อไทยเต็มไปด้วย ส.ส.นกแล ที่ส่วนใหญ่เข้ามาได้เพราะกระแส “ทักษิณ” และคะแนนนิยมในตัวผู้นำหญิงอย่าง “ยิ่งลักษณ์”

ไม่จำเป็นต้องจัดรัฐมนตรีโดยยึดตามโควตากลุ่มแต่อย่างใด

ตรงกันข้ามกับความจำเป็นในเชิงบริหารงาน ตามสถานการณ์ที่สะท้อนอารมณ์ผู้คนในสังคมผ่านโพลสำนักต่างๆ  ชาวบ้านกำลังเดือดร้อนลามถึงปากท้อง รัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” จึงต้องมุ่งไปที่การเสริมเชิงบริหารเป็นด้านหลัก โดยเฉพาะอาการออกทะเลของทีมเศรษฐกิจ ที่กระทรวงพาณิชย์ได้คะแนนความพอใจในลำดับบ๊วย กระทรวงการคลังก็ยังไม่โชว์ฝีมืออะไรนอกจากการขบเหลี่ยมเหยียบตาปลาแบงก์ชาติ กระทรวงพลังงานก็ยังเงอะๆเงิ่นๆ ขึ้นๆลงๆตามราคาน้ำมันโลก

ตามสภาพ จำเป็นต้อง “ยกเครื่อง” เพื่อกระตุกความมั่นใจ

ที่สำคัญ กับเดิมพันจุดขายของยี่ห้อ “ทักษิณ” อยู่ที่เชิงบริหาร โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่จะเป็นตั๋วต่อโปรโมชั่นอำนาจของนายกฯยิ่งลักษณ์ สมบัติชิ้นสุดท้ายของตระกูลชินฯให้อยู่บนเก้าอี้นายกฯให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้
ในสถานการณ์ที่ยังไม่มีอะไรแน่นอน

แว่วๆเบื้องหลังวันที่นายกฯยิ่งลักษณ์มุดเข้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ รดน้ำขอพรสงกรานต์จาก “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ และได้ช็อตพิเศษนั่งสนทนาหารือกันใกล้ชิดในบ้านนานเกือบครึ่งชั่วโมง ก็มีคำยืนยันจากบุคคลที่สามที่อยู่ในเหตุการณ์

ไม่มีอะไรมากไปกว่าการสนทนาเรื่องการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้

โดยเงื่อนไขของพี่ชายอย่างอดีตนายกฯทักษิณที่ลุ้นเคลียร์รันเวย์นิ่มๆกลับบ้าน ก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องหยั่งเชิงตีความกันตามสถานการณ์ แปรผันตามบรรยากาศทางการเมือง ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ

ที่แน่ๆถ้ายังยึดติดกับระบบโควตา ไม่เน้นดึงมือเขี้ยวๆเข้ามาเสริมทีม ใช้เก้าอี้รัฐมนตรีเป็นรางวัลสมนาคุณ

ต้นทุนหน้าตัก “ยิ่งลักษณ์” สวยยังไง ก็ “เอาไม่อยู่”.
ทีมข่าวการเมือง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการเมือง
  • 11 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.