ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน ปุ๋ย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

มหกรรมสินค้าปลอดภัยช่วยชาติ 2012/05/27

http://www.thairath.co.th/column/life/fromfood/263010

25 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

Pic_263010

ในช่วงข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ วิธีที่จะช่วยเหลือและประคับประคองตัวเองให้อยู่รอดไปจนถึงสิ้นเดือน เห็นจะมีอยู่แค่ไม่กี่วิธี คือ การใช้จ่ายอย่างประหยัด ซื้อในสิ่งที่ควรซื้อ ไม่ซื้อในสิ่งที่อยากจะซื้อ และการเลือกซื้อสินค้าราคาถูกที่วันนี้มีหลายๆหน่วยงานให้ความสนใจ จัดกิจกรรมขายของถูกชนิดที่เรียกว่ามีของถูกขายทุกวัน  มีทั้งสินค้าอุปโภคและบริโภค

ผู้บริโภคอย่างเราก็จะเป็นคนตัดสินใจเลือกซื้อว่าอันไหนถูก ถ้าไม่ถูกก็ไม่ซื้อ หลายหน่วยงานต่างให้ความสนใจในเรื่องราคาเป็นอันดับแรก แต่สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือ การเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัยมาจำหน่ายในงาน ซึ่งต้องมีทั้งของกินและของใช้จึงจะครบสูตร ทุกชนิดต้องปลอดภัย และมีเครื่องหมายรับรอง

สำหรับสินค้าอุปโภค ต้องมีเครื่องหมาย มอก. แสดงให้เห็นว่าสินค้านั้นมีความปลอดภัยและมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ

ส่วนสินค้าบริโภค ต้องมีระบบคุณภาพอย่าง GMP และ HACCP รับรองสถานที่ผลิตอาหารว่าจะสามารถผลิตอาหารที่มีความปลอดภัยได้

ผู้บริโภคทานเข้าไปแล้วจะไม่เกิดโรคที่เป็นอันตราย จนทำให้เสียทรัพย์ อุตส่าห์ประหยัดเรื่องการกินมานาน แต่มาเสียทีเรื่องค่ารักษาพยาบาลที่แพงหูฉี่

วันนี้มีข่าวดีมาบอกสำหรับคนที่ชื่นชอบเรื่องการหาซื้อของดีราคาถูก วันที่ 2-4 มิ.ย. 2555 นี้ กระทรวงอุตสาหกรรมจะจัดงาน “มหกรรมสินค้าช่วยค่าครองชีพส่งตรงจากโรงงาน”

งานนี้ไม่ใช่แค่ถูกอย่างเดียว ยังปลอดภัย เพราะมีหน่วยงานที่กำกับดูแลเรื่องมาตรฐานสินค้าอย่าง สมอ. และหน่วยงานที่กำกับดูแลภาคอุตสาหกรรมอาหาร  อย่างสถาบันอาหาร การันตีคุณภาพความปลอดภัย

คุณจึงมั่นใจว่างานนี้กระเป๋าไม่แบน เพราะสินค้าราคาถูก แต่อัดแน่นด้วยความปลอดภัยในผลิตภัณฑ์ทุกชิ้น.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
  • 25 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.
 

ระวัง! โดนัท ก็มีโซเดียม 2012/05/18

http://www.thairath.co.th/column/life/fromfood/261092

18 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

Pic_261092

คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าของเค็มทุกอย่างนั้นเป็นอาหารที่มีปริมาณสารโซเดียมสูง ทว่า หลายคนอาจคิดไม่ถึงว่า มีอาหารอีกหลายชนิดที่ไม่มีรสเค็ม แต่มีโซเดียมแฝงอยู่สูงด้วยเช่นกัน

อาหารที่ว่านั้นคือ อาหารกึ่งสำเร็จรูปจำพวกบะหมี่ โจ๊ก ข้าวต้ม ซุปก้อนและชนิดซอง ขนมต่างๆที่มีการเติมผงฟู เช่น ขนมเค้ก โดนัท คุกกี้ แพนเค้ก ขนมปัง เพราะผงฟูที่ใช้ทำขนมเหล่านี้มันมีโซเดียมเป็นส่วนประกอบ (โซเดียมไบคาร์บอเนต) และแป้งสำเร็จรูปที่ใช้ทำขนมก็มีโซเดียมอยู่ด้วยเพราะได้ผสมผงฟูไว้แล้ว น้ำผลไม้บรรจุกล่อง ขวด หรือกระป๋อง ก็มักมีการเติมสารประกอบโซเดียมเข้าไปด้วย

แม้ว่าโซเดียมจะเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย มีหน้าที่ควบคุมความสมดุลของของเหลวในร่างกาย รักษาความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ ช่วยการทำงานของประสาทและกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อหัวใจ และการดูดซึมสารอาหารบางอย่างในไตและลำไส้เล็ก

แต่หากได้รับเข้าร่างกายในปริมาณที่มากเกินพอเป็นเวลานานๆ จะทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง และเกิดความผิดปกติอื่น เช่น ภาวะอัมพาตจากหลอดเลือดในสมองแตกหรือตีบตัน โรคนิ่วในไต และโรคกระดูกพรุน ซึ่งปริมาณโซเดียมที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน (RDI) สำหรับคนไทยอายุ 6 ปีขึ้นไป ต้องไม่เกิน 2,400 มิลลิกรัม

วันนี้ สถาบันอาหารได้สุ่มตัวอย่างโดนัท ที่ขายอยู่ในร้านค้าในเขตกรุงเทพฯ จำนวน 5 ตัวอย่าง เพื่อนำมาวิเคราะห์ปริมาณโซเดียมในโดนัท ผลวิเคราะห์พบว่า ทุกตัวอย่างมีโซเดียมมากน้อยแตกต่างกันไป ขอแนะว่า เพื่อสุขภาพที่ดี ไม่ควรกินขนมปังและอาหารสำเร็จรูปบ่อยจนเกินไปนัก

ควรเลือกกินอาหารสดเป็นหลัก เพราะผักและผลไม้ธรรมชาติมีโซเดียมต่ำมาก เนื้อหมูตามธรรมชาติจะมีโซเดียมต่ำกว่าหมูแฮม เบคอน ไส้กรอก และน้ำผลไม้สดมีโซเดียมต่ำกว่าน้ำผลไม้บรรจุกล่อง.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
  • 18 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.
 

น้ำเฉาก๊วย วันนี้ปลอดภัย 2012/05/12

http://www.thairath.co.th/column/life/fromfood/259320

11 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

Pic_259320

อากาศร้อนและอบอ้าวอย่างนี้ ขนมหวานเย็น ไอศกรีม น้ำแข็งไส หรือแม้กระทั่งเฉาก๊วย นับเป็นอาหารหวานยอดนิยม ที่ทุกคนต่างซื้อหามาทานคลายร้อนกันแทบทุกวัน

หากกรรมวิธีการผลิตเฉาก๊วยนั้นไม่มีการรักษาสุขลักษณะที่ดี ผู้ผลิต พ่อค้า แม่ค้า ไม่มีการล้างทำความสะอาดมือและเล็บอย่างสม่ำเสมอ หรือไอ จามรดขณะปรุง มีด ภาชนะและอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต และใช้ใส่เฉาก๊วยไม่มีการล้างทำความสะอาดอย่างเพียงพอ เฉาก๊วยก็อาจเป็นอาหารที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคอย่างเราๆ ได้

อันตรายที่ว่านั้นมาจากเชื้อก่อโรคที่ชื่อ สแต็ปฟิโลคอคคัส ออเรียส  ซึ่งเป็นเชื้อที่ตรวจพบได้ทั้งในคนและสัตว์ ในน้ำมูก น้ำลาย โดยเฉพาะคนที่เป็นไซนัส ฝี บาดแผล หนอง และยังพบในอากาศ ฝุ่น น้ำทิ้ง น้ำ นม อาหาร และอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบอาหาร

เชื้อชนิดนี้ หากปนเปื้อนอยู่ในอาหารจำนวนมากจนสามารถผลิตสารพิษที่เรียกว่า enterotoxins เมื่อเราทานอาหารนั้นเข้าไปจะทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ

ทำให้มีอาการ คลื่นไส้ อาเจียนอย่างรุนแรง ท้องเดิน ปวดท้อง ตะคริวที่ท้อง ชักกระตุก หนาวสั่น อ่อนเพลีย ช็อก และอาจเป็นลมได้ อาการดังกล่าวนี้จะแสดงอยู่ 1-2 วัน ในบางรายอาจมีอาการปวดหัว กล้ามเนื้อเป็นตะคริว ความดันเลือดและอัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติ

ปกติ สแต็ปฟิโลคอคคัส ออเรียส จะถูกทำลายได้ที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส ระยะเวลานาน 18.8 นาที แต่ตัวสารพิษที่ว่านี้จะทนความร้อนได้เกินกว่า 300 องศาเซลเซียส

วันนี้ สถาบันอาหารได้สุ่มตัวอย่างน้ำเฉาก๊วยยี่ห้อต่างๆ ที่ขายอยู่ตามท้องตลาดในเขตกรุงเทพฯ และจังหวัดปริมณฑล จำนวน 5 ตัวอย่าง เพื่อนำมาวิเคราะห์การปนเปื้อนของเชื้อ สแต็ปฟิโลคอคคัส ออเรียส ปรากฏว่ามี 1 ตัวอย่างที่ตรวจพบ แต่พบในปริมาณที่น้อยมาก

หน้าร้อนนี้คนไทยทานน้ำเฉาก๊วยกันได้อย่างสบายใจ แต่ขอย้ำว่าต้องเลือกซื้อจากร้านที่มั่นใจในเรื่องสุขลักษณะการผลิตที่ดีเท่านั้นจึงจะปลอดภัย.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย
  • 11 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.
 

ภัยจากอาหารปิ้งย่าง วันนี้มีวิธีป้องกัน 2012/05/12

http://www.thairath.co.th/column/life/fromfood/257536

4 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

Pic_257536

ปัจจุบันโลกมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย โลกกว้างใหญ่ถูกย่อไว้ด้วยคอมพิวเตอร์

การศึกษาหาความรู้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ง่ายนิดเดียว

เมื่อโลกมีการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ก้าวตามไปติดๆ คือ โรคภัยไข้เจ็บที่ต่างพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ

การรู้ตัวแต่เนิ่นๆ เพื่อให้สามารถรักษาได้ทันท่วงทีจึงเป็นสิ่งที่เราต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา

วันนี้ โรคมะเร็ง เป็นโรคร้ายอันดับหนึ่งที่คร่าชีวิตผู้คนไม่เว้นแต่ละวัน

ปัจจุบันการดำเนินชีวิตของสังคมเมืองต้องสัมผัสมลภาวะที่เกิดจากการพัฒนาประเทศมากมายหลายรูปแบบ อีกทั้งคนส่วนใหญ่ขาดความเอาใจใส่ต่อสุขภาพตนเอง ขาดการออกกำลังกาย และทานอาหารไม่เลือก

เหล่านี้ ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้คนเป็นโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น

อาหารมีส่วนสัมพันธ์กับการเกิดโรคมะเร็งได้ประมาณ 30-50%

แต่ในขณะเดียวกัน อาหารประเภทพืชผัก ผลไม้ ธัญพืช เครื่องเทศต่างๆ ก็มีคุณสมบัติป้องกันมะเร็งได้เช่นกัน ดังนั้น การทานอาหารอย่างถูกต้องตามหลักโภชนาการ จึงเป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้

วันนี้ขอย้ำว่า อาหารที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดมะเร็งนั้นคือ อาหารที่มีราขึ้น โดยเฉพาะราสีเขียว-สีเหลือง อาหารที่มีไขมันสูง อาหารที่มีรสเค็มจัด ส่วนไหม้เกรียมของอาหารปิ้ง ย่าง รมควัน และอาหารที่ถนอมด้วยเกลือดินประสิวในปริมาณมากๆ

สำหรับคนที่ชอบทานอาหารปิ้งย่างตามร้านอาหารนานาชาติหลากหลายแบรนด์ หรือตามร้านปิ้งย่างริมถนน วันนี้คอลัมน์ “มันมากับอาหาร” มีวิธีป้องกันมาฝาก

ควรนำเนื้อสัตว์มาหั่นส่วนที่เป็นไขมันออกก่อน นำไปต้มหรืออบให้สุกพอประมาณ แล้วจึงนำไปปิ้งหรือย่าง หรืออาจนำกระดาษฟอยล์มารองหรือห่อหุ้มเนื้อสัตว์เอาไว้เพื่อช่วยลดปริมาณไขมันที่อาจหยดลงไปในเตา พร้อมกับใช้ไฟเพียงอ่อนๆ หรือเลือกใช้เตาไฟฟ้าไร้ควัน เพราะจะควบคุมระดับความร้อนดีกว่าการใช้เตาถ่าน เนื่องจากสารก่อมะเร็งเกิดจากการเผาไหม้ของไขมันในเนื้อสัตว์ที่หยดลงไปโดนถ่านไฟ จนทำให้เกิดเป็นควันที่มีพิษเป็นสารก่อมะเร็งและลอยกลับขึ้นมาจับที่เนื้อสัตว์บนเตา

ที่สำคัญ ควรตัดส่วนที่ไหม้เกรียมออกก่อนนำมาทานจะสามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งได้ และไม่ควรทานแต่เนื้อสัตว์ปิ้ง  ย่างเพียงอย่างเดียว ควรทานผักแกล้มด้วย เช่น ผักกาด บร็อกโคลี กะหล่ำปลี เนื่องจากผักเหล่านี้อุดมไปด้วยสาร Sulforaphane ที่ช่วยป้องกันการถูกทำลายของดีเอ็นเอและสามารถช่วยลดความเสียหายของดีเอ็นเอในร่างกายได้

วิธีง่ายๆ เริ่มจากตัวเราเอง หัดเป็นคนช่างเลือก เลือกที่จะทานอาหารที่มีประโยชน์และหัดเป็นคนช่างสังเกต สังเกตว่าอาหารชนิดใดสามารถกินได้อย่างปลอดภัย

เท่านี้ก็จะสามารถยืดอายุเรามากขึ้นกว่าเดิม……

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
  • 4 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.
tags:
 

สารกันบูดในเส้นใหญ่ 2012/05/12

http://www.thairath.co.th/column/life/fromfood/255824

27 เมษายน 2555, 05:00 น.

Pic_255824

โดยทั่วไปก๋วยเตี๋ยวที่เราเห็นขายตามท้องตลาดมีทั้งเส้นหมี่ เส้นเล็ก เส้นใหญ่ บะหมี่ และกวยจั๊บ

หากทำเสร็จแล้วขายเลย เราเรียกเส้นประเภทนี้ว่าเส้นสด ไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน เพราะมีความชื้นสูงทำให้มีอายุการเก็บรักษาสั้นประมาณ 5 วัน

เมื่อเก็บได้ไม่นานการกระจายสินค้าก็ไปได้ไม่ไกล ทำให้ผู้ประกอบการอาจหันมาพึ่งสารเคมีเพื่อยืดอายุ จากที่เคยเก็บไว้ได้ไม่เกิน 5 วัน ก็สามารถเก็บไว้ได้เกิน 10 วัน ถ้าใส่เยอะๆจะยิ่งยืดอายุให้นานขึ้นอีก

หากทานเส้นก๋วยเตี๋ยวเหล่านี้เข้าไป ผู้บริโภคอย่างเราอาจกลายเป็นถุงใส่สารเคมีเคลื่อนที่ได้ สารเคมีที่ว่าคือ สารกันบูด

ตามความเข้าใจของเรานั้น สารกันบูด เป็นสิ่งที่ใส่ในอาหารได้ แต่ต้องไม่เกินปริมาณที่มาตรฐานกำหนด

เพราะอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ เช่น สารกันบูดที่ชื่อ กรดเบนโซอิก หากใน 1 วันเรารับประทานอาหารอะไรก็แล้วแต่ที่มีสารชนิดนี้ปนอยู่ไม่เกิน 500 มิลลิกรัม ตับและไตก็จะสามารถกำจัดออกได้ทางปัสสาวะ

แต่ถ้าเกิน 500 มิลลิกรัมทุกวัน ตับและไตก็จะทำงานหนัก และถ้ากำจัดออกจากร่างกายไม่หมด กรดเบนโซอิกจะไปสะสมในร่างกายทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของตับไตลดลง ซึ่งเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการเจ็บป่วยด้วยตับและไตพิการได้

ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้ใช้สารกันบูดทุกชนิดรวมกันได้ไม่เกิน 1,000 มิลลิกรัม/กิโลกรัม

วันนี้ สถาบันอาหารจึงสุ่มตัวอย่างก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ จากตลาด 5 แห่ง เพื่อตรวจหาสารกันบูดกรดซอร์บิก ผลวิเคราะห์พบว่า มี 1 ตัวอย่าง พบสารกันบูดกรดซอร์บิก

ทางที่ดีหลีกเลี่ยงการซื้อก๋วยเตี๋ยวเส้นสดที่ขายไม่หมดวันต่อวันเพื่อความปลอดภัย!

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
  • 27 เมษายน 2555, 05:00 น.
 

ปลาร้าทรงเครื่องวันนี้ปลอดภัย 2012/05/12

http://www.thairath.co.th/column/life/fromfood/254121

20 เมษายน 2555, 05:00 น.

Pic_254121

ในอดีตชาวไทยใช้ชีวิตแบบสังคมเกษตรกรรม แต่ละครอบครัวมักจะปรุงอาหารไว้ทานกันเอง

ปัจจุบันวิถีชีวิตของคนไทยจำนวนไม่น้อยอยู่ในสังคมอุตสาหกรรม ชีวิตต้องเร่งรีบและแข่งขันตลอดเวลา

คนส่วนมากจึงไม่มีเวลาปรุงอาหาร สิ่งที่ทำได้ทั้งสะดวก ประหยัดเวลา และเงินในกระเป๋า คือการหาซื้ออาหารสำเร็จรูปมาทาน ไม่เว้นแม้แต่อาหารหมักพื้นบ้านอย่างปลาร้า ที่แต่ก่อนต้องหมักทานกันเองภายในครัวเรือน

ที่เกริ่นมาทั้งหมดนั้น แค่อยากเตือนว่าในหน้าร้อน ที่อากาศร้อนจัดเช่นนี้ การซื้ออาหารสำเร็จรูปต่างๆ จากตลาดมาทาน โดยเฉพาะอาหารจำพวกเนื้อสัตว์หรือผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกแล้ว ควรต้องระมัดระวังให้ดี เพราะอาจมีเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคอาหารเป็นพิษ โดยเฉพาะโรคอาหารเป็นพิษจากเชื้อ คลอสทริเดียม เปอร์ฟริงเจนส์ ปนเปื้อนได้

เมื่อเราทานอาหารที่มีเชื้อชนิดนี้เข้าไป จะเกิดอาการของโรคอาหารเป็นพิษภายใน 8–16 ชั่วโมง คือ ท้องร่วงและกระเพาะอาหารอักเสบ มีอาการปวดท้องกะทันหัน ท้องร่วง มีแก๊ส เป็นไข้ คลื่นเหียน และอาจอาเจียนบ้าง

วิธีการป้องกันง่ายๆคือ รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆอยู่เสมอ หากจำเป็นต้องซื้ออาหารสำเร็จรูปมาทาน ควรเลือกอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ และยังร้อนอยู่

การปรุงสุกต้องใช้ความร้อนที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส หรือต้มให้เดือดนาน 5 นาที จะสามารถทำลายเชื้อและสารพิษของเชื้อนี้ได้ ส่วนอาหารดิบที่ยังไม่ได้ปรุงควรใส่ภาชนะปิดให้มิดชิดและเก็บในตู้เย็น อุณหภูมิของตู้เย็นจะช่วยยับยั้งการเจริญของเชื้อได้เช่นกัน

วันนี้สถาบันอาหารได้สุ่มตัวอย่างอาหารหมักพื้นบ้าน ปลาร้าสับทรงเครื่องจำนวน 5 ตัวอย่าง จากตลาดย่านต่างๆ เพื่อนำมาวิเคราะห์การปนเปื้อนของเชื้อ คลอสทริเดียม เปอร์ฟริงเจนส์

ผลวิเคราะห์พบว่าทั้ง 5 ตัวอย่าง ไม่พบการปนเปื้อนของเชื้อชนิดนี้เลย ทางที่ดีนำมาอุ่นให้ร้อนก่อนรับประทานเพื่อความปลอดภัยในหน้าร้อนนี้.

ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย
  • 20 เมษายน 2555, 05:00 น.
 

ลูกชิ้นหมู อร่อย ไม่อันตราย! 2012/04/19

http://www.thairath.co.th/column/life/fromfood/252636

13 เมษายน 2555, 05:00 น.

Pic_252636

การปรุงรสชาติให้อาหารมีความอร่อยถูกปากผู้บริโภค นับเป็นขั้นตอนสำคัญในการปรุงอาหาร ซึ่งคงหนีไม่พ้นเครื่องปรุงทั่วไป เช่น น้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสปรุงรส รวมถึงผงชูรส ที่จะทำให้อาหารมีรสชาติดีขึ้น

ผงชูรส ซึ่งมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า โมโนโซเดียม กลูตาเมต (Monosodium Glutamate) คือ สารชูรสที่เติมลงในอาหารแล้วทำให้อาหารมีรสชาติดีขึ้น

คนในแถบเอเชียโดยเฉพาะชาวญี่ปุ่นและชาวจีน มีการใช้ผงชูรสในการปรุงอาหารกันมานานแล้ว แม้แต่ไทยก็นิยมใส่ผงชูรสในอาหาร เพื่อช่วยเพิ่มรสชาติอาหารให้อร่อย รวมถึงใส่ในลูกชิ้นประเภทต่างๆ ที่มีขายกันดาษดื่นตามท้องถนน

วันนี้ สถาบันอาหารได้ลองสุ่มตัวอย่างลูกชิ้นหมู ที่มีจำหน่ายในเขตกรุงเทพฯ จำนวน 5 ตัวอย่าง เพื่อนำมาตรวจวิเคราะห์ปริมาณของผงชูรส ผลวิเคราะห์ปรากฏว่าพบผงชูรสในลูกชิ้นทุกตัวอย่าง แต่พบในปริมาณไม่มาก ตามแสดงในตารางด้านล่าง

แม้ว่า ผงชูรสจะเป็นสารปรุงแต่งที่ทำให้รสชาติอาหารดีขึ้น แต่ควรใช้ในปริมาณเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยทั่วไปจะอยู่ระหว่างร้อยละ 0.2-0.8 ของน้ำหนักอาหาร หากใช้ผงชูรสในปริมาณมากเกินไปอาจทำให้รสชาติของอาหารเสียไปได้

ในความเป็นจริง การที่ผงชูรสทำให้อาหารมีรสชาติดีขึ้น เพราะผงชูรสจะละลายไขมันให้ผสมกลมกลืนกับน้ำทำให้มีรสเหมือนน้ำต้มเนื้อและกระตุ้นปุ่มปลายประสาทของลิ้นกับคอทำให้อาหารมีรสหวานอร่อย

จากความนิยมใช้ผงชูรสกันอย่างแพร่หลาย อาจมีผู้ผลิตบางรายใช้สารปลอมปนลงในผงชูรส เพื่อลดต้นทุนการผลิต เช่น บอแรกซ์ และสารโซเดียมเมตาฟอสเฟต ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

วันนี้ มีวิธีเลือกซื้อผงชูรสที่ปลอดภัยง่ายๆมาฝากคือ เลือกซื้อผงชูรสที่บรรจุในบรรจุภัณฑ์ที่ปิดสนิท ไม่ใช่การตักแบ่งขาย มีเลขทะเบียน อย. ระบุชื่อที่ตั้งของผู้ผลิต เดือนปี และน้ำหนักสุทธิอย่างชัดเจน แค่นี้ก็ปลอดภัยได้เปลาะหนึ่ง.

ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย
  • 13 เมษายน 2555, 05:00 น.
 

หวานน้อย…เพื่อสุขภาพ 2012/04/19

http://www.thairath.co.th/column/life/fromfood/250901

6 เมษายน 2555, 05:00 น.

Pic_250901

ถ้าเราอยากให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ใน 1 วัน ต้องรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ จะมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่สภาพอาหารการกิน และวัฒนธรรมการกินอยู่ของแต่ละท้องถิ่น

แต่สิ่งที่คนไทยเราควรปลูกฝังให้ระมัดระวังในการกิน เห็นจะเป็นเรื่องไขมันและน้ำตาล แม้เราจะถูกสั่งสอนมามากต่อมากว่า การทานอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล หรืออาหารรสหวานมากๆ จะทำให้ร่างกายได้รับน้ำตาลปริมาณมากนั้น จะทำให้อ้วนและเป็นสาเหตุของโรคต่างๆ

เพราะน้ำตาลเป็นสารอาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย และทำให้เรารู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า สังเกตง่ายๆ ว่าถ้าวันไหนที่เราทานแป้งหรือน้ำตาลน้อยจะรู้สึกทันทีว่าร่างกายอ่อนล้า เฉื่อยชา

หลายคนจึงเลือกดื่มเครื่องดื่มที่มีรสหวานหลังจากที่ใช้พลังงานมากๆ บ้างก็พกลูกกวาดติดตัวเนื่องจากมีอาการหน้ามืดวิงเวียนบ่อยครั้ง

ฉะนั้น เราควรหลีกเลี่ยงน้ำตาลในปริมาณมาก เพราะหากเราทานน้ำตาลมากจะทำให้มีน้ำตาลสะสมในร่างกายมาก ทำให้ร่างกายผลิตอินซูลินมากตามไปด้วย ส่งผลสำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวาน และยังทำให้การทำงานของฮอร์โมนไม่สมดุล รวมทั้งภูมิต้านทานในร่างกายลดลง

การทานน้ำตาลจึงควรจำกัดในปริมาณที่พอเหมาะไม่มากหรือน้อยเกินไป

มีข้อแนะนำในการรับประทานน้ำตาล คือ จำกัดที่ 5–10% ของพลังงานที่ได้รับทั้งหมดใน 1 วัน หรือควรรับประทานไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวัน (ประมาณ 24 กรัม)

คนทานหวานมากอยู่แล้วควรเลือกเครื่องดื่มที่ไม่ผสมน้ำตาล ถ้าห้ามใจไม่ไหวลองเลือกดื่มแบบใช้น้ำตาลเทียม

ส่วนคนที่ชอบตบท้ายเมนูด้วยขนมหวาน คัสตาร์ด ไอศกรีม หรือขนมอบ ต่างๆ ลองเปลี่ยนเป็นผลไม้สดที่มีน้ำตาลตามธรรมชาติอยู่แล้ว และนานๆจึงทานขนมเค้ก ขนมหวาน โดนัท ไอศกรีม หรือขนมอบต่างๆ สักครั้งจะดีต่อสุขภาพมากกว่า

วันนี้ สถาบันอาหารได้ทำการสุ่มตัวอย่างโดนัทเค้กและโดนัท จากย่านตลาดการค้ารวม 5 ย่าน เพื่อนำมาตรวจวิเคราะห์หาปริมาณน้ำตาลทั้งหมด

ได้ผลตามตาราง ถึงคราวนี้อยู่ที่คุณว่าจะเลือกรับประทานกันอย่างไร.

ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย
  • 6 เมษายน 2555, 05:00 น.
 

ระวัง…เชื้ออหิวาตกโรค ใน…หอยดอง 2012/04/19

http://www.thairath.co.th/column/life/fromfood/249164

30 มีนาคม 2555, 05:01 น.

Pic_249164

หน้าร้อนที่มีอากาศอบอ้าวแบบนี้ สิ่งที่จะต้องระวังที่สุดคงเป็นเรื่องของสุขภาพและอาหารการกิน โรคอาหารเป็นพิษจึงเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เราไม่ควรมองข้าม

วันนี้คอลัมน์มันมากับอาหาร  มีเรื่องของอาหารพื้นบ้านอย่าง  “หอยดอง” มาฝาก หลายคนชื่นชอบรสชาติที่จัดจ้าน ที่ทั้งเปรี้ยวและเค็มของหอยดอง ยิ่งนำมาใส่เครื่องยำ เติมพริกสดกับหอมแดงหั่นฝอยสักหน่อย ก็จะได้หอยดองที่มีรสชาติจัดจ้านสมใจ

หอยดองนั้นทำมาจากการนำหอยแมลงภู่สดมาแกะเอาแต่เนื้อ นำมาผสมน้ำดองคือ น้ำส้มสายชู และน้ำปลา  แล้วปรุงให้ออกรสเปรี้ยวมากกว่าเค็ม จากนั้นนำไปใส่ในขวดโหลที่เตรียมไว้ปิดฝาขวดให้แน่น แล้วนำไปวางไว้กลางแดดจัดๆ อย่างน้อย 3 แดดเป็นอันว่าใช้ได้

กรรมวิธีการทำหอยดองพื้นบ้านนั้นนับว่าไม่ยุ่งยาก แต่ถ้าวัตถุดิบคือ หอยไม่สดและไม่ล้างให้สะอาดเพียงพอก่อนนำมาดอง หรือภาชนะที่ใช้ในขณะดองไม่สะอาด หรือสุขลักษณะในการดองและการปรุงไม่ดีเพียงพอ โอกาสที่หอยดองจะปนเปื้อนเชื้อก่อโรคนั้นจะมีสูงตามไปด้วย

เชื้อที่ว่านี้คือ เชื้อ วิบริโอ คลอเรลลา (Vibrio cholerae) เชื้อชนิดนี้พบในสัตว์ทะเลทุกชนิด โดยเฉพาะหอยสองฝา เช่น หอยนางรม หอยแครง หอยแมลงภู่

หากเราทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ วิบริโอ คลอเรลลา จะทำให้เป็นโรคอหิวาตกโรค มีอาการถ่ายอุจจาระเป็นน้ำ บางครั้งอาเจียน ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหากไม่ได้รับการรักษา อาจเสียชีวิตได้ภายใน 2-3 ชั่วโมง

สถาบันอาหารได้สุ่มตัวอย่างหอยดอง 5 ตัวอย่าง จาก 5 ย่านการค้า เพื่อนำมาตรวจวิเคราะห์การปนเปื้อนของเชื้อ วิบริโอ คลอเรลลา

ปรากฏว่า ทุกตัวอย่างไม่พบการปนเปื้อนเชื้อ วิบริโอ คลอเรลลา

ขอแนะว่า ทางที่ดีควรเลือกซื้อจากพ่อค้า แม่ค้าเจ้าประจำที่ไว้ใจได้ในเรื่องของความสะอาดและปรุงอย่างถูกสุขลักษณะ  หรือนำมาผ่านความร้อนก่อนทาน  แม้อาจทำให้เสียรสชาติไปบ้างแต่ก็เพื่อความปลอดภัย  อิ่มสบายท้อง.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย
  • 30 มีนาคม 2555, 05:01 น.
 

ระวัง หน้าร้อนกับอาหารเป็นพิษ 2012/03/27

http://www.thairath.co.th/column/life/fromfood/247392

23 มีนาคม 2555, 05:00 น.

Pic_247392

ปีนี้บ้านเราอากาศแปรปรวนเดี๋ยวร้อน เดี๋ยวเย็น เดี๋ยวฝนตก บางวันครึ้มๆ มาตั้งแต่เช้า รอจนเย็นฝนก็ไม่ร่วงหล่นมาซักเม็ด แต่พออีกวันตอนเช้าอากาศดีไม่ร้อนไม่เย็น พอกลางวันก็ร้อนแดดจัดเสียจนแสบผิวหนัง

มนุษย์อย่างเราคงจะไปกะเกณฑ์อะไรกับธรรมชาติไม่ได้ทำได้แค่เพียงการเตรียมตัวรับมือกับความแปรปรวนของธรรมชาติที่เกิดขึ้น

โดยเฉพาะการเตรียมรับมือกับโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่ดาหน้าพร้อมโจมตีเข้าสู่ร่างกาย ทั้งโรคช็อกแดด ป่วยด้วยความร้อนที่ขึ้นสูงจัด จนกลายเป็นลม ความดันตกถึงขั้นชัก

โรคขาดน้ำ ทำให้ร่างกายเพลีย เหนื่อยล้า ทำให้เกิดโรคปวดหัวแบบไมเกรน, สิวขึ้น, หน้าแห้ง, ไร้เรี่ยวแรง และไข้ขึ้นได้ง่าย โรคร้อนลงผิวทำให้เกิดผดผื่นคัน โรคหวัดแดด และโรคอาหารเป็นพิษ

ทั้งหมดที่กล่าวมา ที่ร้ายแรงสุดและทรมานสุดเห็นจะเป็นอาหารเป็นพิษ ที่ทำให้ท้องร่วง อาเจียน ปวดท้อง เป็นไข้

หากติดเชื้อโรคชนิดที่ทำให้เกิดการอักเสบกระเพาะอาหารและลำไส้ จะทำให้มีอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง ซึ่งถ้าถ่ายมากจะเกิดอาการขาดน้ำและเกลือแร่ บางรายอาจหนักถึงขั้นต้องหามส่งโรงพยาบาล

หน้าร้อนนี้คอลัมน์ “มันมากับอาหาร” ขอแนะวิธีป้องกันตัวเองจากโรคอาหารเป็นพิษ ตามสโลแกนที่คุ้นหูคือ กินร้อน ช้อนกลาง และล้างมือ

กินร้อน คือ การเลือกทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ เพื่อป้องกันเชื้อโรคชนิดต่างๆ ที่มักจะปนเปื้อนมากับอาหาร

ช้อนกลาง การใช้ช้อนกลางในการทานอาหาร นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงการมีมารยาทในการรับประทานอาหารแล้ว ยังสามารถป้องกันเชื้อโรคที่อาจปนเปื้อนมาทางน้ำลายระหว่างทานอาหารร่วมกับผู้อื่นได้

ล้างมือ ควรล้างมือทุกครั้งหลังจากเข้าห้องน้ำและก่อนทานอาหาร

นอกจากนั้น หากจะเก็บอาหาร ต้องเก็บไว้ในตู้เย็น เพื่อชะลอการเติบโตของเชื้อโรค

หากเป็นอาหารข้ามมื้อที่วางทิ้งไว้เกิน 4 ชั่วโมงหลังปรุงเสร็จ ต้องอุ่นให้ร้อนหรือเดือดก่อนทาน เพื่อให้ความร้อนฆ่าเชื้อโรค

หากทำได้ตามนี้ ก็ปลอดภัยจากโรคอาหารเป็นพิษในหน้าร้อน.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย
  • 23 มีนาคม 2555, 05:00 น.
 

เชื้อ บาซิลลัส ซีเรียส กับขนมครก 2012/03/19

http://www.thairath.co.th/column/life/fromfood/245619

16 มีนาคม 2555, 05:00 น.

Pic_245619

ขนมครก ขนมไทยโบราณที่นิยมแพร่หลายมาตั้งแต่สมัยอยุธยา เดิมจะใช้ข้าวเจ้าแช่น้ำ โม่รวมกับหางกะทิ ข้าวสวย และมะพร้าวทึนทึกขูดฝอย ผสมเกลือเล็กน้อยใช้เป็นตัวขนม

ส่วนหน้าของขนมครกนั้นใช้หัวกะทิ จึงทำให้มีรสชาติกลมกล่อม เมื่อผสมส่วนตัวขนมและหน้าขนมได้ที่แล้วจะเทลงบนเตาหลุม เมื่อสุกได้ที่ต้องแคะออกมาจากหลุม แล้ววางประกบฝากันตอนรับประทาน

ขนมครกโบราณ มีเนื้อสัมผัสที่นุ่ม เวลาทานจะได้กลิ่นเตาถ่านที่หอมเจือกับรสชาติเค็มนิดๆ ปัจจุบันมีผู้คิดค้นและดัดแปลงสูตรโดยผสมพืชและผักบางชนิดเข้าไป ทำแป้งให้กรอบขึ้น เรียกว่า ขนมครกทรงเครื่อง

ขนมครกส่วนใหญ่นิยมทานตอนเช้า เพื่อรองท้องสำหรับผู้ที่มีเวลาจำกัด ซื้อเสร็จแล้วทานทันที ก็ไม่เป็นไร แต่หากซื้อแล้ววางทิ้งไว้นานๆ ต้องระวังท้องร่วง

เนื่องจากการปนเปื้อนของเชื้อ บาซิลลัส ซีเรียส เป็นเชื้อก่อโรคที่พบในธรรมชาติ ดิน ฝุ่นละออง อาหาร เช่น ข้าว ธัญพืช อาหารที่ทำจากแป้ง เมื่อปนเปื้อนเข้าไปในอาหาร มันจะสร้างสารพิษและขับออกมาปนเปื้อนอยู่ในอาหาร

เมื่อเราทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อชนิดนี้เข้าไปจะทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ ทำให้ผู้ป่วยท้องเดิน มีอาการปวดท้องและถ่ายอุจจาระเหลว หรืออาจทำให้ผู้ป่วยอาเจียน มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนภายหลังทานอาหาร อาจมีอาการปวดท้อง และ/หรือท้องเดินร่วมด้วย

เพื่อการันตีคุณภาพและความสะอาดของผู้ผลิตบ้านเรา สถาบันอาหารได้ทำการสุ่มตัวอย่างขนมครก จำนวน 3 ตัวอย่างจาก 3 ย่านการค้า เพื่อนำมาวิเคราะห์การปนเปื้อนของเชื้อก่อโรค บาซิลลัส ซีเรียส

ผลปรากฏว่า ไม่พบการปนเปื้อนในขนมครกทุกตัวอย่าง สบายใจกันได้ แต่ถ้าจะให้ดี ขอแนะว่าทานตอนร้อนๆ ทุกครั้งเพื่อความปลอดภัย.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย
  • 16 มีนาคม 2555, 05:00 น.
 

อะคริลาไมด์…..ในคุกกี้ 2012/03/13

http://www.thairath.co.th/column/life/fromfood/243941

9 มีนาคม 2555, 05:00 น.

Pic_243941

หลายคนคงคาดไม่ถึงว่าอาหารจานด่วนและขนมขบเคี้ยวที่รับประทานกันอยู่ทุกวันนี้บางชนิดแฝงไว้ด้วยสารอันตราย

อะคริลาไมด์ (Acrylamide) สารดังกล่าวมิใช่สารอันตรายที่อุบัติขึ้นใหม่ เพียงแต่เป็นสารที่ชาวโลกรู้จักอย่างแพร่หลายในปี 2545 เมื่อสำนักงานอาหารแห่งประเทศสวีเดน (Swedish National Food Administration : NFA) ได้สุ่มอาหารกว่า 100 ตัวอย่าง เพื่อวิเคราะห์สารอะคริลาไมด์

ผลการวิเคราะห์ครั้งนั้นพบว่า ขนมปังกรอบที่ทำจากมันฝรั่งและมันฝรั่งทอด มีสารอะคริลาไมด์ปนเปื้อนสูงมาก โดยปริมาณที่พบในขนมปังกรอบทำจากมันฝรั่งมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1,000 ไมโครกรัม/กิโลกรัม และในมันฝรั่งทอดมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 500 ไมโครกรัม/กิโลกรัม

และยังพบอีกว่าในอาหารชนิดเดียวกันแต่คนละผู้ผลิตก็จะมีปริมาณของอะคริลาไมด์แตกต่างกันขึ้นอยู่กับกรรมวิธีการผลิตเป็นสำคัญ

สารอะคริลาไมด์เข้าสู่ร่างกายมากขึ้นจากการบริโภคอาหารที่ผ่านความร้อนสูง โดยสารอะคริลาไมด์จะก่อตัวขึ้นในอาหารพวกธัญพืช มันฝรั่ง อาหารที่มีแป้งสูง และกาแฟ ที่ถูกให้ความร้อนสูงๆ (สูงกว่า 120 องศาเซลเซียส) หรือใช้เวลาในการอบ ทอด ย่าง ปิ้ง เป็นเวลานานๆ จนก่อตัวเป็นสารอะคริลาไมด์ขึ้นในที่สุด

อะคริลาไมด์เข้าสู่ร่างกายจะถูกดูดซึมอย่างรวดเร็ว ณ บริเวณที่มีการย่อยอาหาร หลังจากนั้นมันจะถูกขับออกอย่างรวดเร็วทางปัสสาวะ หน่วยงานวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศ (IARA) จึงจัดให้สารอะคริลาไมด์เป็นสารกลุ่มที่มีความเป็นไปได้สูงในการก่อให้เกิดมะเร็งในคน

ขณะนี้หน่วยงานภาครัฐได้เฝ้าระวังอาหารกลุ่มที่เป็นแหล่งการปนเปื้อนสารอะคริลาไมด์ โดยเฉพาะขนมขบเคี้ยว บิสกิต คุกกี้ และผลิตภัณฑ์ธัญพืชนำเข้า รวมถึงการประเมินความเสี่ยงการได้รับสารอะคริลาไมด์ของคนไทย จากการบริโภคอาหารจานด่วนและขนมขบเคี้ยวเหล่านี้โดยเฉพาะในเด็ก

นอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งแล้ว ยังจะช่วยแก้ปัญหาที่คนไทยมีภาวะโภชนาการเกิน และเป็นโรคอ้วนได้อีกด้วย.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย
  • 9 มีนาคม 2555, 05:00 น.
 

กินชะอมสด ระวังท้องร่วง 2012/03/13

http://www.thairath.co.th/column/life/fromfood/242257

2 มีนาคม 2555, 05:00 น.

Pic_242257

ขึ้นชื่อว่าผักสวนครัว รั้วกินได้แล้วนั้น คงหนีไม่พ้นสมุนไพรที่ให้กลิ่น และเพิ่มรสชาติให้กับอาหารไทย เช่น กระเพรา โหระพา ตะไคร้ ใบมะกรูด และชะอมตามต่างจังหวัดนิยมปลูกต้นชะอมไว้เป็นรั้ว นัยหนึ่งไว้ป้องกันสัตว์ร้ายเข้าบริเวณบ้าน เนื่องจากชะอมมีหนามแหลมคมหากโดนเข้าไป จะทำให้รู้สึกเจ็บไปได้หลายวัน อีกนัยหนึ่งชะอมเป็นผักที่ปลูกไว้เด็ดยอดและดอกอ่อนมาปรุงเป็นอาหาร

ชะอมที่ปลอดภัยนั้น คงจะเป็นชะอมที่ปลูกไว้กินเองตามบ้านที่ไม่ใส่สารเคมีให้เกิดสารตกค้าง แต่วันนี้ชะอมถูกปลูกขึ้นเป็นธุรกิจ เกษตรกร พ่อค้า แม่ค้าบางรายอาจยังขาดความรู้ ความเข้าใจในการเก็บรักษาวัตถุดิบให้มีความสะอาด ถูกสุขลักษณะและปลอดภัย จึงเป็นที่มาของการปนเปื้อนเชื้อ อี.โคไล ในชะอม

อี.โคไล เป็นจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรคท้องร่วง ท้องเสีย มักพบปนเปื้อนมากับสิ่งแวดล้อม เช่น ในน้ำ ในดิน ในอากาศ หากเป็นอาหารมักพบปนเปื้อนในอาหารดิบ หรือปนเปื้อนในอาหารที่ปรุงสุกแล้วแต่สัมผัสมือ หรือภาชนะบรรจุหรืออุปกรณ์ หรือน้ำที่ไม่สะอาด

เมื่อเชื้อ อี.โคไล ปนเปื้อนในอาหาร หากเรามีวิธีทำความสะอาดที่ไม่ดีพอเราก็มีโอกาสท้องร่วง ท้องเสียได้

ตามเกณฑ์คุณภาพทางจุลชีววิทยาของอาหารและภาชนะสัมผัสอาหาร ที่กำหนดโดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กำหนดให้ผัก ผลไม้ สลัด ตรวจพบเชื้อ อี.โคไล ได้ไม่เกิน 100 MPN/กรัม

แต่หากพิจารณาผลวิเคราะห์ชะอมวันนี้ คงต้องตกใจเพราะทุกตัวอย่างพบเชื้อ อี.โคไล ในปริมาณสูง

มีวิธีป้องกันง่ายๆ เพียงแค่ล้างทำความสะอาดชะอมสดด้วยน้ำสะอาดก่อนนำไปปรุงอาหารทุกครั้ง หรือนำไปลวก ต้ม ปรุงสุกด้วยความร้อนและรับประทานขณะที่สุกใหม่ๆทุกครั้ง เท่านี้ก็ปลอดภัยแล้ว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย
  • 2 มีนาคม 2555, 05:00 น.
 

คาเฟอีนในเครื่องดื่มบำรุงกำลัง 2012/03/13

http://www.thairath.co.th/column/life/fromfood/240571

24 กุมภาพันธ์ 2555, 05:00 น.

Pic_240571

ช่วงนี้ ถ้าผ่านไปเส้นทางไหนของกรุงเทพฯ คงหนีไม่พ้นการก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น รถไฟฟ้าบนดิน ใต้ดิน สะพานลอยคนข้าม สะพานกลับรถ หรือตึกรามบ้านช่องต่างๆ ที่ผุดขึ้นเต็มพื้นที่กรุงเทพฯ จนเหลือพื้นที่สีเขียวน้อยลงทุกที

สิ่งที่สร้างกันอยู่ทุกวันนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของคนในปัจจุบันที่ต้องเร่งรีบแข่งกับเวลา จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเห็นโครงการก่อสร้างต่างๆ ทำงานกันหามรุ่งหามค่ำ และเห็นตามสถานที่ก่อสร้างต่างๆ มีเครื่องดื่มแช่เย็นไว้หลายขนานเพื่อคลายความเหนื่อยล้า

หนึ่งในนั้นคือ เครื่องดื่มบำรุงกำลัง ชื่อบอกอยู่แล้วว่าเป็นเครื่องดื่มบำรุงกำลัง ดื่มแล้วจะมีกำลังวังชา รู้สึกกระปรี้กระเปร่า สดชื่น นั่นคือผลของคาเฟอีน

คาเฟอีนเป็นสารที่เกิดขึ้นเองในธรรมชาติ มักจะพบได้ในเมล็ดและใบ หรือผลของพืชมากกว่า 63 ชนิด เช่น กาแฟ ชา และเมล็ดโคล่า

คาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง โดยจะเพิ่มปริมาณขึ้นตามปริมาณของคาเฟอีนที่ร่างกายได้รับ โดยคาเฟอีน 50-200 มิลลิกรัมต่อวัน จะกระตุ้นให้ไม่ง่วง ตื่นตัว กระปรี้กระเปร่า สดชื่น มีความรู้สึกว่ามีแรง

แต่ถ้ามากถึงขนาด 200-500 มิลลิกรัม อาจทำให้ปวดศีรษะ เครียดกระวนกระวาย มือสั่น และนอนไม่หลับ ถ้าเกินกว่า 1,000 มิลลิกรัม จะทำให้มีอาการกระสับกระส่าย กระวนกระวาย หัวใจเต้นเร็ว คลื่นไส้ เบื่ออาหารเรียกว่า Caffeinism

ผลจากการบริโภคคาเฟอีนที่กล่าวมา เป็นผลเฉียบพลันที่จะเกิดกับผู้ที่ไม่ได้รับคาเฟอีนเป็นประจำและเป็นการได้รับครั้งเดียวในขนาดที่กำหนดไว้ข้างต้น

แต่ผู้ที่ได้รับคาเฟอีนเป็นประจำ ฤทธิ์เหล่านี้จะลดลง เนื่องจากมีการทนต่อฤทธิ์ของคาเฟอีนได้

วันนี้ สถาบันอาหารได้สุ่มตัวอย่างเครื่องดื่มบำรุงกำลังหลายๆ ยี่ห้อ เพื่อวิเคราะห์ยืนยันให้เห็นว่าเครื่องดื่มบำรุงกำลังที่มีขายในท้องตลาดปัจจุบันนั้นมีปริมาณคาเฟอีนมากน้อยเพียงใด

ผลปรากฏตามตารางด้านล่าง ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจเลือกซื้อได้จากการอ่านฉลากที่ระบุไว้ข้างขวดอย่างชัดเจนว่าใน 1 ขวดนั้นมีปริมาณคาเฟอีนเท่าไหร่.

ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย
  • 24 กุมภาพันธ์ 2555, 05:00 น.
 

ข้าวมันไก่กับเชื้อก่อโรค 2012/02/20

http://www.thairath.co.th/column/life/fromfood/238935

17 กุมภาพันธ์ 2555, 05:00 น.

Pic_238935

ข้าวมันไก่ อาหารจานเดียวที่หารับประทานง่าย ราคาถูก รสชาติอร่อย เป็นอาหารที่มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบหลัก อาจต้องระวังเรื่องของเชื้อก่อโรคที่อาจปนเปื้อนนี้คือ เชื้อ แสตปฟิโลคอคคัส ออเรียส

ร้านขายข้าวมันไก่ วันหนึ่งๆ นั้นจะต้องต้มไก่ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 ตัว ถ้าร้านไหนขายดีอาจต้องต้มไว้มากกว่านั้น อาจต้องต้มทิ้งไว้ประมาณ 8-9 ชั่วโมง กว่าจะขายหมด หากทิ้งไว้นานเกินกว่า 5 ชั่วโมง เชื้อจุลินทรีย์ทั้งชนิดก่อโรคและไม่ก่อโรคที่ปนเปื้อนอยู่ในเนื้อไก่ อาจเจริญเติบโตและเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว

เชื้อ แสตปฟิโลคอคคัส ออเรียส เป็นเชื้อที่ผลิตสารพิษที่เป็นอันตรายได้ขณะปนเปื้อนอยู่ในอาหาร ตัวเชื้อ แสตปฟิโลคอคคัส ออเรียส นั้นจะถูกทำลายได้ที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส ระยะเวลานาน 18.8 นาที แต่สารพิษที่มันผลิตจะสามารถทนความร้อนได้เกินกว่า 300 องศาเซลเซียส

อาการของโรคท้องร่วงที่เกิดจากการรับประทานอาหารที่มีสารพิษของเชื้อ แสตปฟิโลคอคคัส ออเรียส ปนเปื้อน จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและบางรายอาจเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน จะแสดงอาการหลังจากได้รับสารพิษ ประมาณ 1-7 ชั่วโมง

อาการที่พบได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียนอย่างรุนแรง ท้องเดิน ปวดท้อง ตะคริวที่ท้อง ชักกระตุก หนาวสั่น อ่อนเพลีย ช็อก และอาจเป็นลมได้ อาการดังกล่าวนี้จะแสดงอยู่ 1-2 วัน

วันนี้ สถาบันอาหารได้สุ่มตัวอย่างข้าวมันไก่พร้อมบริโภค 5 ตัวอย่าง เพื่อนำมาวิเคราะห์เชื้อก่อโรค คือ แสตปฟิโลคอคคัส ออเรียส

ผลการวิเคราะห์พบว่ามี 2 ตัวอย่างที่พบการปนเปื้อนและพบในปริมาณที่เกินกว่าเกณฑ์คุณภาพทางจุลชีววิทยาสำหรับอาหารทั่วไป ที่กำหนดโดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

ฉะนั้น ทางที่ดีผู้ขายควรจำกัดเวลาขายไม่ให้เกิน 4 ชั่วโมง โดยนับเวลาตั้งแต่ต้มไก่สุกจนกระทั่งขาย หากเกินเวลาควรมีการอุ่นให้ร้อนก่อนขายเพื่อควบคุมปริมาณจุลินทรีย์ให้อยู่ในเกณฑ์คุณภาพ

อีกทั้ง ผู้ขายต้องระมัดระวังการสัมผัสอาหารที่ปรุงสุกแล้วด้วยมือ อุปกรณ์ และภาชนะที่ไม่สะอาด เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคชาวไทย

ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย
  • 17 กุมภาพันธ์ 2555, 05:00 น.
 

สาร PCBs ในปลา 2012/02/13

http://www.thairath.co.th/column/life/fromfood/237114

10 กุมภาพันธ์ 2555, 05:00 น.

Pic_237114

เมื่อก่อนเรามักได้ยินคนพูดกันบ่อยๆ ว่าถ้าอยากให้เด็กฉลาดต้องกินเนื้อปลา เนื่องจากในเนื้อปลามีกรดไขมันไม่อิ่มตัวหลายชนิด โดยชนิดที่เด่นๆคือ

ดีเอชเอ (DHA, Docosagexaenoic Acid) ซึ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของสมองให้เป็นปกติ และอีพีเอ (EPA, Eicosapentaenoic Acid) ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของสมอง

สำหรับคนไทย การหาเนื้อปลามาบริโภคเป็นเรื่องง่าย เนื่องจากปลามีราคาถูกกว่าเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ และหารับประทานได้ง่าย

แต่วันนี้อาจต้องระวังมากขึ้น เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปทั้งในอากาศ บนดิน และในน้ำ ที่มักพบว่ามีสารพิษปะปนมาด้วย

สาร PCBs  เป็นสารที่ทนต่อความร้อน สลายตัวได้ยากในธรรมชาติและสิ่งมีชีวิต ซึ่งหากรั่วไหลออกมาจากอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้า ระบบถ่ายเทความร้อน การผลิตน้ำมันหล่อลื่น

สาร PCBs จะสามารถแพร่กระจายในสิ่งแวดล้อมได้ ซึ่งจะมีผลต่อสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะต่อวงจรอาหาร และสามารถเข้าสู่ร่างกายคนโดยการกิน เช่น เนื้อสัตว์โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงที่กินอาหารที่มี PCBs ปนเปื้อน ซึ่งจะถูกดูดซึมไปสะสมในเนื้อเยื่อไขมันสัตว์

ฉะนั้นอาหารที่มีไขมัน เช่น เนย นม ไข่ และเนื้อสัตว์ติดมันจึงเป็นแหล่งสะสมของสาร PCBs

นอกจากนั้น สัตว์น้ำจำพวกปลาโดยเฉพาะปลาจากแหล่งน้ำที่มี สาร PCBs ปนเปื้อน ก็อาจมี สาร PCBs ปนเปื้อนอยู่ด้วยเช่นกัน

ความเป็นพิษของ PCBs จะทำให้มีอาการเริ่มแรก คือ ตาบวม ผิวหนังและเล็บคล้ำ ผิวหนังหยาบกร้านบริเวณใบหน้าและลำคอ และลำตัวท่อนบน

วันนี้ สถาบันอาหารได้สุ่มตัวอย่างเนื้อปลาจำนวน 5 ตัวอย่าง เพื่อนำมาวิเคราะห์หา สาร PCBs ปนเปื้อน

ปรากฏว่าพบ สาร PCBs ปนเปื้อนใน 1 ตัวอย่าง ในปลาแซลมอนนำเข้า ดังแสดงในตาราง

ทางที่ดี ควรเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง หรือเนื้อปลา หรือเนื้อสัตว์ติดมัน เพื่อความปลอดภัย.

ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย
  • 10 กุมภาพันธ์ 2555, 05:00 น.
 

น้ำผลไม้…กับสารกันบูด 2012/02/13

http://www.thairath.co.th/column/life/fromfood/235370

3 กุมภาพันธ์ 2555, 05:00 น.

Pic_235370

น้ำผลไม้ อีกทางเลือกหนึ่งสำหรับคนรักสุขภาพ ที่ไม่ชอบทานเนื้อ และขี้เกียจคายเม็ด น้ำผลไม้เป็นเครื่องดื่มที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เป็นแหล่งของแร่ธาตุ และวิตามินหลายชนิด จึงไม่น่าแปลกใจที่เรามักจะเห็นน้ำผลไม้หลากหลายชนิดวางขายกันตามฟุตปาททั่วไป

ส่วนตามซุปเปอร์มาร์เกตและห้างสรรพสินค้าต่างๆ จะพบน้ำผลไม้บรรจุกล่องสวยๆ ดึงดูดความสนใจของผู้คนที่ผ่านมาผ่านไป ให้เลือกหยิบ เลือกซื้อโดยอาจไม่รู้ว่า คุณอาจกำลังหยิบอันตรายมาให้ตัวคุณ อันตรายที่ว่านี้คือ อันตรายจากสารกันบูด

น้ำผลไม้บรรจุกล่อง มีทั้งใส่และไม่ใส่สารกันบูด จะใส่มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของผู้ผลิตแต่ละราย

แล้วใส่ทำไม…การทำน้ำผลไม้เริ่มต้นจาก นำผลไม้มาล้างทำความสะอาด คั้นเอาแต่น้ำ ผสมน้ำตาลและเกลือตามใจชอบ สูตรนี้แนะนำให้ทำดื่มเอง

แต่ถ้าเป็นทางธุรกิจ เมื่อคั้นเสร็จแล้วจะต้องมีการพาสเจอไรส์ เพื่อฆ่าเชื้อ และให้สามารถเก็บไว้ได้นานขึ้น ซึ่งสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้ประมาณ  1 อาทิตย์ ซึ่งผู้ผลิตบางรายอาจไม่ชอบใจ จึงต้องหาวิธียืดอายุการเก็บให้นานขึ้นโดยการใส่สารกันบูด เช่น กรดเบนโซอิก เข้าไปในน้ำผลไม้

ถึงตรงนี้แล้วอย่างเพิ่งตกใจ เพราะตามมาตรฐานระบุให้ใส่สารกันบูดในเครื่องดื่มและน้ำผลไม้ได้ในปริมาณที่ไม่เกิน 200 มิลลิกรัม/กิโลกรัม เพื่อถนอมอาหาร

แต่สิ่งที่กำลังกังวล คือ ปริมาณของสารกันบูดที่ใส่ลงไปนั้นอาจจะมากกว่าปริมาณที่กฎหมายกำหนดก็เป็นได้

หากวันหนึ่งๆ ร่างกายได้รับสารกันบูดปริมาณที่มากเกินไป เช่น ได้รับกรดเบนโซอิกมากกว่า 500 มิลลิกรัม ตับและไตจะทำงานหนักจนถึงขั้นพิการได้

แต่ไม่ต้องตกใจ เพราะผลการวิเคราะห์สารกันบูดชนิดกรดเบนโซอิกในน้ำผลไม้วันนี้ยังปลอดภัยอยู่…

ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย
  • 3 กุมภาพันธ์ 2555, 05:00 น.
 

กินตับไก่…ปลอดภัยจากเชื้อโรค 2012/01/29

http://www.thairath.co.th/column/life/fromfood/233599

27 มกราคม 2555, 05:00 น.

Pic_233599

ในบรรดาอาหารปิ้งๆ ย่างๆ ที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นเชิญชวนให้คนหันมาซื้อไปลิ้มลองไม่ว่าจะเป็นหมูย่าง ไก่ย่าง รวมถึงเครื่องในสัตว์ชนิดต่างๆนั้น ที่นิยมที่สุดคงหนีไม่พ้นตับไก่

วันนี้ตับไก่ ไม่อันตราย เพราะจากผลวิเคราะห์ของสถาบันอาหาร ไม่พบการปนเปื้อนของเชื้อที่ทำให้เกิดโรคอย่าง ซาลโมเนลลา ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคอาหารเป็นพิษ

ส่วนใหญ่เชื้อ ซาลโมเนลลา มักจะพบได้ในอาหารประเภทเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์นม และอาหารทะเล นอกจากนี้ ยังมีโอกาส

พบได้ในของเสียจากการขับถ่ายของคน

ตับไก่ เป็นอาหารอีกชนิดหนึ่งที่เสี่ยงต่อการปนเปื้อน

เพราะหากวัตถุดิบมีแหล่งที่มาที่ไม่ถูกสุขลักษณะ หรือแม้แต่พ่อค้า แม่ค้าไม่มีความสะอาดเพียงพอในการปรุง การปนเปื้อนของเชื้อข้างต้นในตับไก่ก็เป็นไปได้สูงเช่นกัน

เชื้อ ซาลโมเนลลา เป็นเชื้อที่ทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ หลังจากที่ได้กินอาหารไปแล้วประมาณ 6–24 ชม.จะมีอาการอยู่ประมาณ 1–5 วัน

อาการของโรคที่พบได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน ปวดท้อง มีไข้ และอ่อนเพลีย หากเกิดในผู้สูงอายุ หรือเด็กทารก จะพบว่ามีอาการหนักกว่าคนในวัยอื่นที่บริโภคเชื้อชนิดเดียวกันเข้าไปในร่างกาย
ซึ่งตามเกณฑ์คุณภาพทางด้านจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรคของอาหารปรุงสุกทั่วไป กำหนดให้ในอาหารพร้อมรับประทานต่างๆ ต้องไม่พบการปนเปื้อนของเชื้อซาลโมเนลลาในอาหาร 25 กรัม
วันนี้ สถาบันอาหารได้ทำการสุ่มตัวอย่างตับไก่ปิ้งที่มีจำหน่ายอยู่

ตามท้องตลาดในเขตกรุงเทพฯ จำนวน 5 ตัวอย่าง จาก 5 ย่านการค้า เพื่อนำมาวิเคราะห์หาการปนเปื้อนของเชื้อซาลโมเนลลา

ผลการวิเคราะห์พบว่าทุกตัวอย่างไม่พบการปนเปื้อนของเชื้อซาลโมเนลลา เลย

แต่อย่าวางใจกันนัก เลือกซื้ออาหารปิ้งย่างที่ย่างจนสุกและจากร้านค้าที่สะอาดเท่านั้น เพื่อความปลอดภัย.

ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย
  • 27 มกราคม 2555, 05:00 น.
 

มัน​มา​กับน้ำ​สลัด 2012/01/29

http://www.thairath.co.th/column/life/fromfood/229975

13 มกราคม 2555, 05:00 น.

Pic_229975

สลัด เป็น​อาหาร​เพื่อ​สุขภาพ​เมนู​หนึ่ง​ที่​สาวๆ หลาย​คน​เลือก​รับประทาน​เป็น​อาหาร​มื้อ​เย็น​แทน​การ​รับประทาน​ข้าว หรือ​อื่นๆ สุด​แล้วแต่​รสนิยม​ของ​แต่ละ​ท่าน

สลัด เป็น​เมนู​ที่​มี​ผัก​สด​อยู่​หลาย​ชนิด ซึ่ง​ล้วน​แล้วแต่​มี​ส่วน​ช่วย​ให้​ระบบ​ขับถ่าย​เป็น​ไป​อย่าง​สมบูรณ์

เดี๋ยวนี้​วิธีการ​ทำ​ก็​แสน​จะ​ง่าย รื้อ​ผัก​สดๆ ที่​อยู่​ใน​ตู้​เย็น นำ​มา​ล้าง​ทำ​ความ​สะอาด หลังจาก​นั้น​นำ​มา​จัด​เรียง​ใน​จาน​แล้ว​ราด​ด้วย​น้ำ​สลัด​ชนิด​ที่​ชอบ ซึ่ง​เดี๋ยวนี้​หา​ซื้อ​แบบ​สำเร็จรูป​ได้​ง่ายๆ ตาม​ซุปเปอร์มาร์เกต​ทั่วไป

น้ำ​สลัด​ยอด​นิยม​ของ​คน​ไทย​เรา​นั้น คง​จะ​หนี​ไม่​พ้น​สลัด​ครีม​เพราะ​มี​รส​หวาน​อม​เปรี้ยว​ถูกใจ​คน​ไทย วิธีการ​ทำ​ก็​ไม่​ยุ่งยาก

ส่วนผสม​หลักๆ คือ ไข่​แดง น้ำ​มะนาว น้ำส้มสายชู น้ำตาล​ทราย เกลือ และ​นมข้น​หวาน ทว่า แม้​สลัด​จะ​เป็น​อาหาร​เพื่อ​สุขภาพ​ก็​จริง

แต่​ต้อง​ไม่​ลืม​ว่า​วัตถุดิบ​และ​ส่วนผสม​ต่างๆ ที่​นำ​มา​ใช้ หรือ​แม้​กระทั่ง​ผู้​ปรุง​นั้น​จะ​ต้อง​มี​ความ​สะอาด ปราศจาก​เชื้อโรค และ​ถูก​สุขลักษณะ มิ​ฉะนั้น ร่างกาย​จะ​มี​โอกาส​ได้​รับ​ของ​แถม​จาก​สลัด คือ เชื้อ​ก่อ​โรค เข้าไป​ด้วย

โดยเฉพาะ​เชื้อ สแต็ปฟิโล​คอ​คคัส ออ​เ​รี​ยส ซึ่ง​เป็น​สาเหตุ​ของ​การ​เกิด​โรค​อาหาร​เป็น​พิษ ที่​มี​ต้นเหตุ​การ​ปน​เปื้อน​มา​จาก​สุขลักษณะ​ใน​การ​ปรุง​อาหาร คือ ผู้​ปรุง​ต้อง​ไม่​ไอ หรือ​จาม​รด​อาหาร​ใน​ขณะ​ปรุง ก่อน​ปรุง​ต้อง​ล้างมือ​ให้​สะอาด

หาก​ต้องการ​เก็บ​รักษา​อาหาร​ที่​ปรุง​เสร็จ​แล้ว ควร​เก็บ​ไว้​ใน​ตู้​เย็น ไม่​ควร​เก็บ​อาหาร​ที่​เตรียม​เสร็จ​แล้ว​ใน​ที่​ที่​มี​อุณหภูมิ​สูง​ เพราะ​จะ​เป็น​สาเหตุ​ให้​มี​การ​เพิ่ม​จำนวน​ของ​เชื้อโรค​อย่าง​รวดเร็ว

ส่วน​วิธีการ​ป้องกัน​ให้​ตัว​เอง​อยู่​อย่าง​ปลอดภัย ห่าง​จาก​เชื้อโรค​ที่​ปน​เปื้อน​มา​กับ​อาหาร​คือ ควร​ทาน​อาหาร​ขณะ​ร้อน ล้างมือ​ทุก​ครั้ง​ก่อน​รับประทาน​อาหาร หรือ​ หาก​เป็น​ผู้​เตรียม​เอง​จะ​ต้อง​ทำ​ความ​สะอาด​วัตถุดิบและ​ภาชนะ​ด้วย​น้ำ​สะอาด​ทุก​ครั้ง

เพียง​เท่า​นี้ สลัดก็​จะ​เป็น​อาหาร​เพื่อ​สุขภาพ​อย่าง​แท้จริง

วัน​นี้ สถาบัน​อาหารเอาใจ​สาวๆ ที่​อยาก​หุ่น​ดี​ด้วย​การ​นำ​น้ำ​สลัด​มา​วิเคราะห์​หา​การ​ปน​เปื้อนของ​เชื้อ สแต็ปฟิโล​คอ​คคัส ออ​เ​รี​ยส ที่​ทำให้​เกิด​โรค​อาหาร​เป็น​พิษ จำนวน 5 ตัวอย่าง

ผล​ปรากฏ​ว่า​ทุก​ตัวอย่าง​มี​ความ​ปลอดภัย ตรวจ​ไม่​พบ​เชื้อ​ใดๆเลย.

ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย
  • 13 มกราคม 2555, 05:00 น.
 

สารกันหืนในคุกกี้ 2012/01/29

http://www.thairath.co.th/column/life/fromfood/228166

6 มกราคม 2555, 05:00 น.

Pic_228166

สวัสดีปีใหม่ชาวไทยทุกท่าน ช่วงนี้หากยังไม่ได้กล่าวคำนี้กับใคร ขอให้รีบกันสักนิด เพราะถ้าเลยไปถึงอาทิตย์หน้าเมื่อไหร่ อาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นคนเฉื่อยชาไม่ทันยุค

เทศกาลปีใหม่ในหลายๆประเทศมีการแจกของขวัญ แลกของที่ระลึก และจัดกิจกรรมส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ต่างๆ เผื่อว่าปีหน้าบ้านเมืองเราจะมีสิ่งดีๆกับเขาบ้าง

ช่วงที่เราต้องหาซื้อของชำร่วย หรือของขวัญปีใหม่ ติดไม้ติดมือไปฝากคนที่เคารพรักนั้น คงหนีไม่พ้นกระเช้าปีใหม่ที่นำอาหารชนิดต่างๆมาวางเรียง อาทิ น้ำผลไม้ ขนมขบเคี้ยว อาหารสุขภาพ เค้ก รวมไปถึงคุกกี้

วันนี้คอลัมน์มันมากับอาหารจึงขอนำเรื่องราวของสารกันหืนที่อาจแฝงอยู่ในคุกกี้มาบอกกล่าว
เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ ผู้ผลิตบางรายอาจต้องเริ่มผลิตคุกกี้กันตั้งแต่ปีที่แล้ว เพื่อให้ทันตามออเดอร์ที่ลูกค้าสั่งซื้อจำนวนมาก หรืออาจจะต้องทำตุนไว้เผื่อขายหน้าร้านในช่วงเทศกาล ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อาจมี

ผู้ผลิตบางรายเติมสารกันหืนเข้าไปในคุกกี้ หรือใช้วัตถุดิบที่เป็นไขมันจำพวกเนยเทียม เนยขาว เนยสด และมาร์การีน ที่มีการเติมสารกันหืนเข้าไปปริมาณมาก

สารกันหืน หมายถึง สารที่ใช้เพื่อชะลอการเสียของอาหารที่เกิดจากปฏิกิริยาทางเคมีและส่งผลให้อาหารมีกลิ่นหืน รวมถึงมีสี กลิ่น รส ผิดปกติ

อันที่จริงสารกันหืน ที่นำมาใส่ในอาหารนั้นต้องเป็นสารที่มีการทดลองแล้วว่าไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค และเป็นชนิดที่ภาครัฐ (อย.) อนุญาตเท่านั้น

ส่วนใหญ่บ้านเราจะใช้สารกันหืนไม่กี่ชนิด เช่น บีเอชเอ, บีเอชที,โพรพิล แกลเลท และ TBHQ (tertiary butyl hydroquinone)

แม้ว่าสารเหล่านี้จะเป็นสารชนิดที่ อย.อนุญาตให้ใช้ได้ก็ตาม แต่ก็เป็นสารสังเคราะห์ที่อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้หากเราได้รับเข้าร่างกายปริมาณมากๆจากการกินอาหาร

วันนี้สถาบันอาหารได้ทำการสุ่มตัวอย่างคุกกี้ที่วางขายตามท้องตลาด เพื่อนำมาวิเคราะห์หาสารกันหืนชนิด TBHQ ตกค้าง

ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 205 กำหนดให้ใช้สารกันหืนชนิดนี้ในน้ำมันและไขมันที่จะนำมาใช้ประกอบอาหารได้ไม่เกิน 120 มิลลิกรัม/ กิโลกรัม เท่านั้น

ผลวิเคราะห์ปรากฏว่า ปีใหม่นี้สบายใจกันได้ เพราะคุกกี้ทุกตัวอย่างไม่พบสารกันหืนเลย.

ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย
  • 6 มกราคม 2555, 05:00 น.