http://www.thairath.co.th/content/life/264474

สัปดาห์นี้เป็นเรื่องราวของฮ่องกง ที่ตกอยู่ในอาณัติของพญามังกร ส่วนจะเป็นอย่างไรรับประกันเช่นเดิมว่าสนุกมากมาย…
ณ ริมฝั่งทะเลจีนใต้ มหานครฮ่องกงทอประกายสว่างไสวระยิบระยับ หมู่ตึกระฟ้าวูบไหวราวกับแท่งเหล็กหลอมละลาย ในภาพสะท้อนบนผิวน้ำของอ่าว ด้วยพื้นที่ราบเพียงน้อยนิดและมีตึกระฟ้ามากที่สุดในโลก ฮ่องกงจึงคลาคล่ำไปด้วยตึกน้อยใหญ่ บ้างสูงถึงร้อยชั้น จนดูเหมือนพุ่งทะยานขึ้นมาจากเชิงเขา

ฮ่องกงคือนครกลางฟ้าที่เปรียบได้กับสะพานเชื่อมภูมิภาคต่างๆ ของโลก ล่องละลิ่วอยู่บนอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราที่ขึ้นลงไม่หยุดหย่อน ธุรกรรมซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ การเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์ และเงินหยวนจากชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่ไหลบ่าเข้ามา ฮ่องกงยังลอยล่องอยู่เหนือชั้นตะกอนแห่งอดีต ตั้งแต่ครั้งเป็นหมู่บ้านประมงเก่าแก่ รังโจรสลัด ไปจนถึงอาณานิคมของอังกฤษ และในฐานะเขตบริหารพิเศษ (Special Administrative Region) ของจีนในปัจจุบัน ทำให้ฮ่องกงต้องเปลี่ยนโฉมหน้าอีกครั้งด้วยแรงกดดันมหาศาลจากพญามังกร ยิ่งไปกว่านั้น มหานครแห่งนี้ยังลอยล่องอยู่บนความวิตกกังวลที่นับวันมีแต่จะทบทวี
เป็นความรู้สึกที่สวนทางอย่างสิ้นเชิงกับเมื่อครั้งวันชื่นคืนสุขที่ฮ่องกงรุ่งเรืองในฐานะเสือเศรษฐกิจตัวหนึ่งของเอเชียผู้ที่ทำให้ฮ่องกงซึ่งครั้งหนึ่งเคยตั้งหน้าตั้งตาสร้างแต่ความร่ำรวยให้จมปลักอยู่กับวิตกจริตได้ถึงเพียงนี้ คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากจีนยุคใหม่ จีนที่ว่านี้เป็นทั้งเงา บทสรุป ความฝันลมๆ แล้งๆ และเจ้านายผู้มีอำนาจบาตรใหญ่ที่ปรากฏกาย อยู่ในทุกบทสนทนาของผู้คนที่นี่ ชาวฮ่องกงมองจีนใหม่ด้วยสายตาดูหมิ่น แต่ก็ยกย่องชื่นชมอย่างแหยงๆ อยู่ในที คุณจะสัมผัสได้ถึงอวลไอแห่งความกระอักกระอ่วนใจนี้ในทุกซอกมุมเมือง ดุจเดียวกับละอองหมอกที่พัดเข้ามาจากอ่าว หรือไอน้ำที่ลอยขึ้นจากถนนยามเช้าตรู่ เป็นส่วนผสมระหว่างความสับสน ความกลัว และความปริวิตกที่นับวันมีแต่จะเพิ่มพูนขึ้นว่า ตัวตนและเอกลักษณ์ของฮ่องกงจะถูกกลืนจนหมดสิ้น
ชาวฮ่องกงบอกว่าเมืองของพวกเขาเปลี่ยนโฉมหน้าไปทุกสองสามปี โดยยกตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือเส้นขอบฟ้าที่เปลี่ยนรูปทรงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
“เราสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ครับ แต่ไม่รู้ว่าจะเรียกมันว่าอะไร” แพทริก ม็อก ผู้ประสานงานโครงการความทรงจำแห่งฮ่องกง (Hong Kong Memory Project) เปรยขึ้น โครงการมูลค่า 6.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นี้พุ่งเป้าไปที่การแก้ปัญหาอัตลักษณ์ของฮ่องกง โดยสร้างเว็บไซต์ที่ผู้เข้าชมสามารถมีส่วนร่วมและโต้ตอบด้วยการแสดงสิ่งของและภาพถ่ายเก่าๆ “เมืองนี้ก้าวไปเร็วเกินกว่าความทรงจำจะตามทันครับ” เขายอมรับ
ความคิดที่มีการพูดถึงกันอยู่เสมอในฮ่องกงทุกวันนี้ คือท่าทีที่ไม่อาจคาดเดาของเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งหลายคนเชื่อว่า เป็นเพียงหุ่นเชิดที่เล่นตามบทซึ่งกำหนดโดยเจตนาอันซ่อนเร้น และการชี้นำของนายใหญ่ในปักกิ่ง แม้จีนสัญญาว่าจะเคารพนโยบาย “หนึ่งประเทศ สองระบบ”

โดยรับประกันสิทธิ์ของฮ่องกงในการปกครองตนเองทางเศรษฐกิจ และการเมืองจนถึงปี 2047 แต่ชาวฮ่องกงยังทำใจไม่ได้เมื่อคิดว่าสักวันต้องอยู่ใต้เงื้อมเงาการควบคุมของจีน พวกเขาเกรงว่าเสรีภาพและความรู้สึกปลอดโปร่งจากข้อจำกัดต่างๆ ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของวันวานจะถูกจำกัด จีนอาจออกกฎข้อบังคับตามอำเภอใจ กลืนกินอัตลักษณ์อันแตกต่างของฮ่องกงไปจนหมดสิ้น และหล่อหลอมให้กลายเป็นเมืองในแบบของจีน
หากชาวฮ่องกงกำลังส่งผ่านความคิดทางการเมืองไปยังจีนอย่างเงียบๆ ชาวจีนแผ่นดินใหญ่กลับเป็นผู้ทำให้เมือง แห่งนี้เฟื่องฟูขึ้นด้วยกำลังซื้อ ครั้งหนึ่งฮ่องกงเคยส่งข้าวส่งน้ำให้ปักกิ่งในช่วงที่ตกระกำลำบาก และส่งเสริมตลาดอสังหาริมทรัพย์ของจีนโดยการเข้าไปลงทุน แต่ปัจจุบัน ทุกอย่างกลับตาลปัตรไปหมด จีนเป็นฝ่ายที่ช่วยให้ฮ่องกงเชิดหน้าชูตาอยู่ได้ในทุกวันนี้ ชาวจีนแผ่นดินใหญ่แห่มาฮ่องกงเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์และสินค้า
ฟรานซิส แจ่ง นักจัดงานอีเวนต์ชื่อดัง บอกว่า “เราเติบโตขึ้นมากับมายาคติที่ว่า เราเหนือกว่าชาวจีนแผ่นดินใหญ่”
ในฮ่องกง ผู้คนสนุกปากกับการเล่าเรื่องล้อเลียนเศรษฐีใหม่ชาวจีนที่มากินอาหารในภัตตาคารหรูของฮ่องกง พวกเขาสั่งบริกร ให้รินไวน์เต็มถึงปากแก้ว หรือจะเป็นเรื่องที่ชาวจีนคนหนึ่งหอบเงินสดเป็นฟ่อนเข้าไปในร้านสินค้าแบรนด์เนมและ พูดเสียงดังลั่นว่า

“อะไรแพงที่สุดในร้าน จัดมา” เรื่องราวทำนองนี้ตอกย้ำภาพลักษณ์ของชาวจีนแผ่นดินใหญ่ในสายตา ชาวฮ่องกงว่าเป็นพวกบ้านนอกเข้ากรุง หรือ อาชาน แต่ทุกวันนี้ หน้าร้านกุชชีทั้งเก้าสาขาในฮ่องกงมีลูกค้าต่อแถวยาวเหยียด สะท้อนความต้องการที่ดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด “ไม่ต้องห่วงหรอกครับ มีชาวนารวยๆ จากแผ่นดินใหญ่หอบเงินมาใช้ที่นี่ไม่เคยขาดครับ” แจ่งทิ้งท้าย
อำนาจทางเศรษฐกิจที่พลิกผันซ้ำเติมวิกฤติเรื่องอัตลักษณ์ของฮ่องกงให้ย่ำแย่ลง ถึงขนาดที่ว่าชาวจีนแผ่นดินใหญ่กลับเป็นฝ่ายเรียกชาวฮ่องกงว่า ก๋องชาน หรือพวกบ้านนอกเข้ากรุงเสียเอง โครงการสำรวจความคิดเห็นของสาธารณชนโดยมหาวิทยาลัยฮ่องกงเมื่อไม่นานมานี้รายงานว่า ชาวฮ่องกงส่วนใหญ่มองตัวเองว่าเป็นชาวฮ่องกงเป็นอันดับแรก ไม่ใช่ชาวจีน เท่ากับเป็นการเน้นย้ำความไม่พอใจที่ชาวฮ่องกงมีต่อเพื่อนร่วมชาติจากผืนแผ่นดินใหญ่ที่นับวันมีแต่จะทบทวี โฆษณา ในหนังสือพิมพ์ฮ่องกงฉบับหนึ่งถึงกับเรียกคนพวกนี้ว่า “ตั๊กแตน” ที่ยกโขยงเข้ามากลุ้มรุมฮ่องกง
เมื่อราตรีมาเยือน ตึกระฟ้าเปิดไฟสว่างไสวราวกับแสงเทียน เรือเฟอร์รีแล่นฉิวอยู่ในอ่าว เครื่องบินร่อนอยู่บนท้องฟ้า ถนนหนทางคลาคล่ำไปด้วยผู้บริโภค ฮ่องกง นครแห่งผู้คนร้อยเชื้อชาติที่ดูวุ่นวายอย่างที่เคยเป็นเสมอมา กำลังเปลี่ยนสภาพไปอีกครั้งแล้ว
แพทริก ม็อก จากโครงการความทรงจำแห่งฮ่องกง บอกผมว่า “ผู้คนตกใจเมื่อผมเอาภาพถ่ายทุ่งนาที่เคยอยู่ที่นี่ ในช่วงทศวรรษ 1970 ให้ดู ตอนนั้นเราอยู่กันตามท้องถนน ในตลาดและแผงลอยกลางแจ้ง ต่อมาทุกอย่างย้ายเข้าไปอยู่ในร่มเข้าไปอยู่ตามศูนย์การค้า เบื้องหลังประตูที่ปิด และห้องแอร์ เราไม่แน่ใจครับว่าตอนนี้เรากำลังกลายเป็นอะไร แต่สิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกได้ก็คือ ตัวตนของเรากำลังหายไป”
เรื่อง ไมเคิล พาเทอร์นิตี ภาพถ่าย มาร์ก เหลียง ข้อมูลจากhttp://www.ngthai.com
ไทยรัฐออนไลน์
- โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
- 31 พฤษภาคม 2555, 10:00 น.


























































กอบชัย จิราธิวัฒน์ เอ็มดีซีพีเอ็น บริจาคเงิน 2 แสนบาท แก่ผู้ว่าฯอุดร เพื่อนำไปช่วยเหลือโรงเรียนยากจน











































มุมสวยๆ มุมหนึ่งของ ซานโตรินี พาร์ค ชะอำ
โซนวิลเลจ
น้ำพุที่ถูกตกแต่งในสไตล์โครงการ
ถ่ายภาพร่วมกัน
นัสวีร์ ตันติจิรสกุล
ศศิวิมล – กัมปนาท
ภมร – สุภาพรรณ – ดร.สุวิทย์
พงารัตน์ – พัณนภี
พินทองทา ชินวัตร
ดวงพร – ศินันทนา – มัทนพร
ภมร – นัสวีร์ – ณัฐพงศ์ – พินทองทา
จารุวรรณ – ชลัคร


















วัดวาอาราม แม้ไม่ใหญ่โตเหมือนเมืองใหญ่ แต่คุณค่าทางจิตใจไม่ต่างกัน
หาดทราย เม็ดทราย สวยสะอาด พืชเขียวชะอุ่มที่คลุมผืนทราย ใช่ว่าจะแห้งแล้งเสมอไป
เรือไม้เก่าคร่ำคร่า อาจถึงเวลาหันหลังให้ท้องมหาสมุทรที่กว้างใหญ่เสียที
ทับสะแก แดนมนต์ตรา ใครได้มาต้องตราตรึงใจ
ท้องเล กับความสงบ มันสร้างความรู้สึกได้มากกว่าที่เห็น
ใบไม้เมื่อแห้งเฉา ก็ต้องปลิวตามสายลม และหล่นล่วงลงในสักวัน
เท้าสัมผัสผืนทราย ดวงตาสัมผัสภาพท้องทะเล ผิวหนังรับรู้ถึงสายลม
ท่าเทียบเรือ สัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์
วิถีชีวิตของชาวเล มนุษย์แห่งท้องน้ำ
โค้งงอเพราะสายลม หรือมุ่งหน้าลงทะเล
ผู้คนโหยหาธรรมชาติ แม้พยายามหาสิ่งแต่งเติม แต่เมื่อได้พบธรรมชาติอันแท้จริง ย่อมไม่มีส่ิงใดมาหยุดยั้งอารมณ์ได้
หาดทราย ทะเล ท้องฟ้า มันทำให้คนทุกชนชั้นและเพศวัย กลับกลายเป็นเด็กได้อย่างแปลกประหลาด
ทางเดียวกัน แต่จุดหมายอาจไม่ใช่ที่เดียวกันก็ได้
ธรรมชาติสร้างทุกอย่างมาให้อย่างลงตัวแล้ว มนุษย์ทำไม่ต้องปรับแต่งสิ่งใดอีก ถ้ารู้จักพอ
เวลามีห้วงความสวยของมัน ขึ้นอยู่กับว่าใครจะมองมันอย่างไร














จิตตินันท์ หวั่งหลี



