http://www.thairath.co.th/column/life/chewajit/263488

วันนี้ขอคุยเรื่องชื่อแปลกๆเกี่ยวแก่การแพทย์สักนิดนะครับ
มีคำอยู่คำหนึ่งเรียกว่า SYNDROME เป็นชื่อซึ่งใช้ได้ทั้งภาษาแพทย์และภาษาพูดทั่วๆไป
และก็เป็นคำสั่งซึ่งเกี่ยวข้องกับบทความทางการแพทย์ที่เราพูดถึงมาหลายอาทิตย์แล้ว คือ HYPOGLYCEMIA หรือ CFS.
CFS. เป็นคำย่อมาจาก CHRONIC FATIGUE SYNDROME
นั่นแน่โผล่ออกมาแล้ว เห็นไหมครับ คำว่า SYNDROME
แล้ว SYNDROME แปลว่าอะไรเอ่ย
พจนานุกรมอังกฤษเป็นไทย แปลตรงๆว่า “กลุ่มอาการโรคที่เกิดขึ้นพร้อมกัน” และยังแถมเติมต่ออีกสองสามคำว่า “ความคิดเห็น อารมณ์ พฤติกรรมที่ปรากฏร่วมกันเป็นชุดๆ”
แปลให้เป็นไทยง่ายๆอีกชั้นหนึ่ง ก็คงหมายความว่า “เป็นอาการของโรค หรืออารมณ์ หรือพฤติกรรมที่เกิดขึ้นพร้อมๆกันเป็นชุด”
ฟังดูแล้ว ถ้าผู้ฟังไม่มีพื้นฐานทางเรื่องแพทย์มาก่อน ผมว่าคงจะงงๆอยู่ไม่น้อย
ลองมาดูพจนานุกรมทางการแพทย์ของฝรั่งเขาว่าไว้ว่า “กลุ่มของอาการซึ่งเกิดขึ้นพร้อมๆกัน และส่อให้เห็นว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นแล้ว”
ตรงนี้ผมว่าชักจะชัดขึ้นมากกว่าเดิมแล้วล่ะ เพราะการที่เกิดอาการต่างๆพร้อมกันเป็นชุด แต่ก็ไม่มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น อันนั้นคงไม่ใช่ SYNDROME
ตัวอย่างสมมติ เช่น เท้ามีอาการเล็บเขียว ทำท่าจะบวมนิดๆ ผิวหนังลอกนิดหน่อย มีอาการคันตามตัว แต่ไม่เจ็บปวด เดินได้ตามปกติ ใส่รองเท้าได้เหมือนเดิม อย่างนี้คงไม่ใช่ SYNDROME
แต่ถ้าอาการเหมือนข้างบน แต่มีอาการเจ็บปวด เดินก็เดินไม่ได้ ขยับตัวนิดหน่อยก็ปวดระบม เป็นอยู่ 2-3 วันก็หาย ต่อมาอีก 2-3 อาทิตย์ก็เป็นอย่างเดิมอีก ปวด-หายสลับกันไปอย่างนี้ ไปตรวจทีไรก็ไม่พบอะไรผิดปกติ อย่างนี้เห็นจะเป็น SYNDROME แน่
ทีนี้เรามาลองสรุปแบบง่ายๆตามลักษณะของการแพทย์ คำว่า SYNDROME น่าจะหมายถึงอาการต่างๆ ดังต่อไปนี้
1.เป็นอาการหลายอาการเกิดขึ้นเป็นกลุ่มพร้อมๆกัน
2.อาการต่างๆเหล่านั้น ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องอะไรกันเลย เช่น อาการหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องของเท้า อีกอาการหนึ่งเกี่ยวกับศีรษะ อีกอาการหนึ่งเกี่ยวกับท้อง อีกอาการหนึ่งเกี่ยวกับการหายใจ สี่อาการนี้ไม่เกี่ยวกันเลย แต่เกิดขึ้นพร้อมๆกัน เป็นต้น
3.อาการต่างๆเหล่านั้น แม้จะไปตรวจร่างกายอย่างละเอียดเพียงไร ก็มักจะหาสาเหตุไม่พบ และข้อสำคัญก็คือ อาการเหล่านั้นทำให้เรารู้สึกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นแก่ร่างกายเรา เราจะรู้สึกไม่สบาย รู้สึกเจ็บปวด เพลีย และรู้สึกทรมานจากอาการต่างๆเหล่านั้น
เอาละครับ ทีนี้เมื่อพอจะรู้ว่า SYNDROME คืออะไรแล้ว ก็คงจะสงสัยว่าแล้วมันเกี่ยวข้องอะไรกับเราเล่า
เกี่ยวข้องซีครับ และก็เกี่ยวข้องอย่างสำคัญด้วย โดย เฉพาะอย่างยิ่งคุณเพื่อนๆ ทั้ง หลายที่ชอบรักษาตัวเอง โดยที่คิดว่าตัวไม่ป่วยเป็นอะไรมาก นิดๆหน่อยๆ ไปซื้อยากินเอง เดี๋ยวก็หาย
นี่แหละครับ สำคัญหนักหนา อาการของเรานั้นเป็นอาการของ SYNDROME แต่เราไม่รู้ เราก็ไปซื้อหาเอาแต่ยาแก้อาการ เช่น ปวดท้อง และท้องผูกบ่อยๆ เราก็ไม่ซื้อยาระบายหรือยาถ่ายมากิน บางคนที่มาคุยกับผม กินยาถ่ายเป็นประจำมากว่า 2 ปีแล้ว เพิ่งจะมารู้ภายหลังว่าตัวเองเป็นมะเร็งลำไส้
นี่เป็นตัวอย่างซึ่งเกิดขึ้นแล้วจริงๆ ฉะนั้นจึงควรจะรู้ความสำคัญของอาการต่างๆว่า มันเป็น SYNDROME หรือไม่
ถ้าเป็น เราก็ต้องหาต้นเหตุให้พบแล้วเราก็คิดแก้ไขที่ต้นเหตุให้ได้ นั่นคือการป้องกันและแก้ไขง่ายๆ นั่นก็คือ “เมื่อมันเป็นเรื่องเล็ก ก็ให้มันจบอย่างเล็กๆ อย่าให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ จนแก้ไขไม่ได้”
เอาละครับ ลองมาดูตัวอย่างของจริงกันสัก 2 เรื่องดีไหม
เรื่องแรกคือ “กรดไหลย้อน” และเรื่องที่ 2 คือ HYPOGLYCEMIA หรือ CFS. (CHRONIC FATIGUE SYND– ROME) ที่เราได้พูดถึงมาหลายอาทิตย์แล้ว
ตอนนี้ “กรดไหลย้อน” กำลังเป็นโรคฮิตโรคหนึ่งของเมืองไทย ผมเลยเรียกว่าเป็น “โรคของคนสมัยใหม่” เข้ากับ “HYPOGLYCEMIA” ซึ่งผมก็ชอบเรียกว่า “โรคของคนสมัยใหม่” เช่นกัน
ชื่อทางการแพทย์ของ “กรดไหลย้อน” คือ GERD
“GERD ย่อมาจาก GASTRO-ESPOPHA– GEAL REFLUX-DISEASE”
GASTRO หมายถึง กระเพาะอาหาร
ESPOPHAGEAL เกี่ยวกับหลอดอาหาร ตั้งแต่หลอดคอยาวลงไปจนถึงกระเพาะอาหาร
REFLUX แปลว่า ไหลย้อนกลับ
DISEASE แปลว่า โรค
รวมความแล้ว ความหมายของชื่อเต็มของ GERD จึงหมายความว่า การไหลย้อนกลับจากกระเพาะ ขึ้นมาถึงตอนต้นของหลอดอาหาร (ก็คือถึงปากนั่นเอง)
ที่ผมชอบเรียกว่าโรค GERD หรือ “กรดไหลย้อน” นี้เป็นโรคของคนสมัยใหม่นั้น ก็เพราะถ้าไปเปิดตำราแพทย์รุ่นเก่าดู จะไม่พบคำว่า GERD
แต่โรคที่เกี่ยวกับกระเพาะและหลอดอาหารนี้ สมัยก่อนเขาเรียกว่า “HEART BURN” ถ้าแปลตรงตัวก็แปลว่า “หัวใจร้อน”
ที่เรียกกันอย่างนี้ ก็เพราะสมัยก่อนนี้ เวลากินข้าวไม่ลง จะรู้สึกแน่นท้อง ท้องอืด ท้องขึ้น และรู้สึกร้อนท้อง สมัยก่อนตำราไทยของเราเรียกอาการเหล่านี้ว่า “แสบท้อง”
ถ้าเป็นอย่างนี้ วิธีแก้สมัยก่อน คือ แสบท้อง หรือหัวใจไหม้ (HEART BURN) ก็คือ ให้กินยาธาตุทั้งหลาย ยาธาตุน้ำขาว น้ำแดง เป็นยาประเภทผสมโซเดียมไบคาร์บอเนต การบูร สะระแหน่ หรือยาธาตุแผนไทย ก็ผสมพวกสมุนไพรร้อนๆ ข่าขิง ดีปลี ขมิ้น เหล่านี้เป็นต้น
ถ้าเป็นพวก “หัวใจไหม้” หรือ “แสบท้อง” ยาประเภทยาธาตุเหล่านี้ แก้ได้ดีชะงัดนัก
แต่บางคนมีอาการมากกว่านั้น บางคนก็มีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน การอาเจียนจะเกิดจากอาหารไม่ย่อย และอาเจียนส่วนมากจะมีแต่น้ำย่อยออกมาเหมือนคนสำลัก จะรู้สึกแสบคอขมในคอ
และถ้าผสมกับความเครียดของคนสมัยใหม่ ที่จะต้องใช้ชีวิตแบบคนรีบร้อน เร่งรัดทุกอย่างตลอดเวลา ผสมกับคนสมัยใหม่ชอบกินเหล้าหรือเครื่องดื่มแบบน้ำอัดลมมากๆ ชอบกินช็อกโกแลต ชอบน้ำคั้น น้ำส้มหวานจัด และเก็บใส่กล่องไว้นานๆในตู้เย็น รวมทั้งติดกาแฟ สูบบุหรี่จัด ฯลฯ
เหล่านี้ก็จะทำให้อาการง่ายๆ ธรรมดาๆ อย่างแสบท้อง หรือ HEART BURN กลายเป็นอาการสำรอก แสบคอ แสบปากเพิ่มขึ้นมา
อาการดังกล่าวเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า HIATAL HERNIA ซึ่งเป็นอาการของส่วนหนึ่งของกระเพาะด้านบนหย่อนคลาย เลยกลายเป็นสภาพหย่อนยานเหมือนไส้เลื่อน
เมื่อคลื่นไส้-อาเจียน มีแต่น้ำย่อย จึงกลายเป็น HIATAL HERNIA และกลายเป็น GERD ด้วยประการฉะนี้
ตอนนี้ยังไม่เข้าขั้น SYNDROME แต่ความเครียดของคนสมัยใหม่มีมากจาก GERD จึงเพิ่มมากขึ้นด้วยอาการของประสาท
จะมีอาการปวดหัว ปวดท้อง นอนไม่หลับ เพลียหมดแรง พูดจาไม่อยู่กับร่องกับรอย มีอาการทางประสาทหลายอาการเพิ่มขึ้น
อย่างนี้ก็ GERD ผสมกับอาการอื่นๆรวมกันแล้ว จึงเป็น SYNDROME
ต้องคุยกันต่อนะครับ ใจเย็นๆ.
**********
สาทิส อินทรกำแหง
ไทยรัฐออนไลน์
- โดย สาทิส อินทรกำแหง
- 27 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.


















