ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน ปุ๋ย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

SYNDROME สำคัญต่อชีวิตของคุณอย่างไร “กรดไหลย้อนแก้ได้อย่างไร” 2012/05/27

http://www.thairath.co.th/column/life/chewajit/263488

27 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

Pic_263488

วันนี้ขอคุยเรื่องชื่อแปลกๆเกี่ยวแก่การแพทย์สักนิดนะครับ

มีคำอยู่คำหนึ่งเรียกว่า SYNDROME เป็นชื่อซึ่งใช้ได้ทั้งภาษาแพทย์และภาษาพูดทั่วๆไป

และก็เป็นคำสั่งซึ่งเกี่ยวข้องกับบทความทางการแพทย์ที่เราพูดถึงมาหลายอาทิตย์แล้ว คือ HYPOGLYCEMIA หรือ CFS.

CFS. เป็นคำย่อมาจาก CHRONIC FATIGUE  SYNDROME

นั่นแน่โผล่ออกมาแล้ว เห็นไหมครับ คำว่า SYNDROME

แล้ว SYNDROME แปลว่าอะไรเอ่ย

พจนานุกรมอังกฤษเป็นไทย แปลตรงๆว่า “กลุ่มอาการโรคที่เกิดขึ้นพร้อมกัน” และยังแถมเติมต่ออีกสองสามคำว่า “ความคิดเห็น อารมณ์ พฤติกรรมที่ปรากฏร่วมกันเป็นชุดๆ”

แปลให้เป็นไทยง่ายๆอีกชั้นหนึ่ง ก็คงหมายความว่า “เป็นอาการของโรค หรืออารมณ์ หรือพฤติกรรมที่เกิดขึ้นพร้อมๆกันเป็นชุด”

ฟังดูแล้ว ถ้าผู้ฟังไม่มีพื้นฐานทางเรื่องแพทย์มาก่อน ผมว่าคงจะงงๆอยู่ไม่น้อย

ลองมาดูพจนานุกรมทางการแพทย์ของฝรั่งเขาว่าไว้ว่า “กลุ่มของอาการซึ่งเกิดขึ้นพร้อมๆกัน และส่อให้เห็นว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นแล้ว”

ตรงนี้ผมว่าชักจะชัดขึ้นมากกว่าเดิมแล้วล่ะ เพราะการที่เกิดอาการต่างๆพร้อมกันเป็นชุด แต่ก็ไม่มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น อันนั้นคงไม่ใช่ SYNDROME

ตัวอย่างสมมติ เช่น เท้ามีอาการเล็บเขียว ทำท่าจะบวมนิดๆ ผิวหนังลอกนิดหน่อย มีอาการคันตามตัว แต่ไม่เจ็บปวด เดินได้ตามปกติ ใส่รองเท้าได้เหมือนเดิม อย่างนี้คงไม่ใช่ SYNDROME

แต่ถ้าอาการเหมือนข้างบน แต่มีอาการเจ็บปวด เดินก็เดินไม่ได้ ขยับตัวนิดหน่อยก็ปวดระบม เป็นอยู่ 2-3 วันก็หาย ต่อมาอีก 2-3 อาทิตย์ก็เป็นอย่างเดิมอีก ปวด-หายสลับกันไปอย่างนี้ ไปตรวจทีไรก็ไม่พบอะไรผิดปกติ อย่างนี้เห็นจะเป็น SYNDROME แน่
ทีนี้เรามาลองสรุปแบบง่ายๆตามลักษณะของการแพทย์ คำว่า SYNDROME น่าจะหมายถึงอาการต่างๆ ดังต่อไปนี้

1.เป็นอาการหลายอาการเกิดขึ้นเป็นกลุ่มพร้อมๆกัน

2.อาการต่างๆเหล่านั้น ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องอะไรกันเลย เช่น อาการหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องของเท้า อีกอาการหนึ่งเกี่ยวกับศีรษะ อีกอาการหนึ่งเกี่ยวกับท้อง อีกอาการหนึ่งเกี่ยวกับการหายใจ สี่อาการนี้ไม่เกี่ยวกันเลย แต่เกิดขึ้นพร้อมๆกัน เป็นต้น

3.อาการต่างๆเหล่านั้น แม้จะไปตรวจร่างกายอย่างละเอียดเพียงไร ก็มักจะหาสาเหตุไม่พบ และข้อสำคัญก็คือ อาการเหล่านั้นทำให้เรารู้สึกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นแก่ร่างกายเรา เราจะรู้สึกไม่สบาย รู้สึกเจ็บปวด เพลีย และรู้สึกทรมานจากอาการต่างๆเหล่านั้น

เอาละครับ ทีนี้เมื่อพอจะรู้ว่า SYNDROME คืออะไรแล้ว ก็คงจะสงสัยว่าแล้วมันเกี่ยวข้องอะไรกับเราเล่า

เกี่ยวข้องซีครับ และก็เกี่ยวข้องอย่างสำคัญด้วย โดย เฉพาะอย่างยิ่งคุณเพื่อนๆ ทั้ง หลายที่ชอบรักษาตัวเอง โดยที่คิดว่าตัวไม่ป่วยเป็นอะไรมาก นิดๆหน่อยๆ ไปซื้อยากินเอง เดี๋ยวก็หาย

นี่แหละครับ สำคัญหนักหนา อาการของเรานั้นเป็นอาการของ SYNDROME แต่เราไม่รู้ เราก็ไปซื้อหาเอาแต่ยาแก้อาการ เช่น ปวดท้อง และท้องผูกบ่อยๆ เราก็ไม่ซื้อยาระบายหรือยาถ่ายมากิน บางคนที่มาคุยกับผม กินยาถ่ายเป็นประจำมากว่า 2 ปีแล้ว เพิ่งจะมารู้ภายหลังว่าตัวเองเป็นมะเร็งลำไส้

นี่เป็นตัวอย่างซึ่งเกิดขึ้นแล้วจริงๆ ฉะนั้นจึงควรจะรู้ความสำคัญของอาการต่างๆว่า มันเป็น SYNDROME หรือไม่

ถ้าเป็น เราก็ต้องหาต้นเหตุให้พบแล้วเราก็คิดแก้ไขที่ต้นเหตุให้ได้ นั่นคือการป้องกันและแก้ไขง่ายๆ นั่นก็คือ “เมื่อมันเป็นเรื่องเล็ก ก็ให้มันจบอย่างเล็กๆ อย่าให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ จนแก้ไขไม่ได้”

เอาละครับ ลองมาดูตัวอย่างของจริงกันสัก 2 เรื่องดีไหม

เรื่องแรกคือ “กรดไหลย้อน” และเรื่องที่ 2 คือ HYPOGLYCEMIA หรือ CFS. (CHRONIC   FATIGUE   SYND– ROME) ที่เราได้พูดถึงมาหลายอาทิตย์แล้ว

ตอนนี้ “กรดไหลย้อน” กำลังเป็นโรคฮิตโรคหนึ่งของเมืองไทย ผมเลยเรียกว่าเป็น “โรคของคนสมัยใหม่” เข้ากับ “HYPOGLYCEMIA”  ซึ่งผมก็ชอบเรียกว่า “โรคของคนสมัยใหม่”  เช่นกัน

ชื่อทางการแพทย์ของ “กรดไหลย้อน” คือ GERD

“GERD ย่อมาจาก GASTRO-ESPOPHA– GEAL REFLUX-DISEASE”

GASTRO หมายถึง กระเพาะอาหาร

ESPOPHAGEAL เกี่ยวกับหลอดอาหาร ตั้งแต่หลอดคอยาวลงไปจนถึงกระเพาะอาหาร

REFLUX แปลว่า ไหลย้อนกลับ

DISEASE แปลว่า โรค

รวมความแล้ว ความหมายของชื่อเต็มของ GERD จึงหมายความว่า การไหลย้อนกลับจากกระเพาะ ขึ้นมาถึงตอนต้นของหลอดอาหาร (ก็คือถึงปากนั่นเอง)

ที่ผมชอบเรียกว่าโรค GERD หรือ “กรดไหลย้อน” นี้เป็นโรคของคนสมัยใหม่นั้น ก็เพราะถ้าไปเปิดตำราแพทย์รุ่นเก่าดู จะไม่พบคำว่า GERD

แต่โรคที่เกี่ยวกับกระเพาะและหลอดอาหารนี้ สมัยก่อนเขาเรียกว่า “HEART BURN” ถ้าแปลตรงตัวก็แปลว่า “หัวใจร้อน”

ที่เรียกกันอย่างนี้ ก็เพราะสมัยก่อนนี้ เวลากินข้าวไม่ลง จะรู้สึกแน่นท้อง ท้องอืด ท้องขึ้น และรู้สึกร้อนท้อง สมัยก่อนตำราไทยของเราเรียกอาการเหล่านี้ว่า “แสบท้อง”

ถ้าเป็นอย่างนี้ วิธีแก้สมัยก่อน คือ แสบท้อง หรือหัวใจไหม้ (HEART BURN) ก็คือ ให้กินยาธาตุทั้งหลาย ยาธาตุน้ำขาว น้ำแดง เป็นยาประเภทผสมโซเดียมไบคาร์บอเนต การบูร สะระแหน่ หรือยาธาตุแผนไทย ก็ผสมพวกสมุนไพรร้อนๆ ข่าขิง ดีปลี ขมิ้น เหล่านี้เป็นต้น

ถ้าเป็นพวก “หัวใจไหม้” หรือ “แสบท้อง” ยาประเภทยาธาตุเหล่านี้ แก้ได้ดีชะงัดนัก

แต่บางคนมีอาการมากกว่านั้น บางคนก็มีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน การอาเจียนจะเกิดจากอาหารไม่ย่อย และอาเจียนส่วนมากจะมีแต่น้ำย่อยออกมาเหมือนคนสำลัก จะรู้สึกแสบคอขมในคอ

และถ้าผสมกับความเครียดของคนสมัยใหม่ ที่จะต้องใช้ชีวิตแบบคนรีบร้อน เร่งรัดทุกอย่างตลอดเวลา ผสมกับคนสมัยใหม่ชอบกินเหล้าหรือเครื่องดื่มแบบน้ำอัดลมมากๆ ชอบกินช็อกโกแลต ชอบน้ำคั้น น้ำส้มหวานจัด และเก็บใส่กล่องไว้นานๆในตู้เย็น รวมทั้งติดกาแฟ สูบบุหรี่จัด ฯลฯ

เหล่านี้ก็จะทำให้อาการง่ายๆ ธรรมดาๆ อย่างแสบท้อง หรือ HEART BURN กลายเป็นอาการสำรอก แสบคอ แสบปากเพิ่มขึ้นมา

อาการดังกล่าวเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า HIATAL HERNIA ซึ่งเป็นอาการของส่วนหนึ่งของกระเพาะด้านบนหย่อนคลาย เลยกลายเป็นสภาพหย่อนยานเหมือนไส้เลื่อน

เมื่อคลื่นไส้-อาเจียน มีแต่น้ำย่อย จึงกลายเป็น HIATAL HERNIA และกลายเป็น GERD ด้วยประการฉะนี้

ตอนนี้ยังไม่เข้าขั้น SYNDROME แต่ความเครียดของคนสมัยใหม่มีมากจาก GERD จึงเพิ่มมากขึ้นด้วยอาการของประสาท

จะมีอาการปวดหัว ปวดท้อง นอนไม่หลับ เพลียหมดแรง พูดจาไม่อยู่กับร่องกับรอย มีอาการทางประสาทหลายอาการเพิ่มขึ้น

อย่างนี้ก็ GERD ผสมกับอาการอื่นๆรวมกันแล้ว จึงเป็น SYNDROME

ต้องคุยกันต่อนะครับ ใจเย็นๆ.

**********

สาทิส อินทรกำแหง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย สาทิส อินทรกำแหง
  • 27 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.
 

แนะนำวิธีแก้ HYPOGLYCEMIA (ต่อ) 2012/05/27

http://www.thairath.co.th/column/life/chewajit/261679

20 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

Pic_261679

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ได้แนะนำวิธีแก้ อาการหลายๆอาการของผู้ป่วย H.G. หรือ CFS. โดยเขียนในคอลัมน์ “ไทยรัฐ” ของเรานี้

และในขณะเดียวกัน เราก็ได้จัดสัมมนา แนะนำวิธีแก้อาการ H.G. อีกเช่นกัน โดยจัดการสัมมนาขึ้นที่ รพ.บางปะกอก 9 ถนน พระราม 2 มีผู้เข้าร่วมสัมมนากว่า 200 คน ห้องประชุมแน่นจนรับผู้เข้าร่วมสัมมนาที่มาสายได้ไม่หมด

จึงเห็นว่าน่าจะได้แนะนำและอธิบายวิธีแก้ไขและบรรเทาอาการของ H.G. ต่ออีกสักนิด เพราะท่านที่ไม่มีโอกาสเข้าร่วมสัมมนา จะได้รู้วิธีดูแลตัวเองเกี่ยวแก่ H.G. เพิ่มมากขึ้น

ขอเริ่มด้วยเรื่องวิตามินก่อน ได้เคย แนะนำไว้แต่ต้นว่า กลุ่มของวิตามินที่เหมาะกับ H.G. นั้น คือ กลุ่มวิตามิน B คือ B1, B2, B6, B12 และ B. COMPLEX

ขออธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิตามิน B ว่า B. COMPLEX กับ B รวม นั้นไม่เหมือนกัน B รวมนั้น ส่วนมากจะเป็นการรวม B1, B6, B12 เข้าไว้ด้วยกัน แต่ B. COMPLEX นั้น แยกออกมาเป็น v. ตัวเดียวเป็นเอกเทศ

แต่ถ้ามีอาการเกี่ยวกับ H.G. ผมจะแนะนำให้ใช้แยก B1, B6, B12 ไว้เป็นอย่างละตัว อย่าใช้ชนิด B1, B6, B12 รวมกัน

ทั้งนี้ ก็เพราะทางบริษัททำยาวิตามินนั้น เขาชอบเอาวิตามิน 3 ตัว (B1, B6, B12) มารวมกันเป็นเม็ดเดียว

ถ้าเป็นเม็ดรวมเม็ดเดียว DOSE ของ B รวม ก็จะน้อยไป ไม่ได้ DOSE มาตรฐานของยาซึ่งแยกกันกินคนละตัว (3 ตัวก็ 3 เม็ด แยกกัน)

เหตุผลประการอื่นๆอีกก็คือ กลุ่มวิตามิน B เมื่อกินแยกตัวแล้ว วิตามิน B แต่ละตัว ยังสามารถกินรวมกับวิตามินตัวอื่นๆได้ และยังช่วยเสริมให้วิตามินตัวอื่นนั้น ช่วยร่างกายให้ดีขึ้น แข็งแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว

อย่างเช่น วิตามิน B1 (ตัวเดียว) สามารถเป็นตัวเสริมและเชิดชูให้วิตามินกลุ่ม ANTIOXIDANT เช่น วิตามิน C หรือ D ทำงานได้ดีขึ้น (ส่งเสริมหรือเชิดชูภาษาวิชาการ เรียกว่า SYNER-GIZE)

หรือถ้าเอา B12 ร่วมกับ FOLIC ACID ก็จะช่วย SYNER-GIZE ให้การทำงานเพื่อเพิ่มเลือดของ FOLIC ACID ดีขึ้น อย่างนี้เป็นต้น

โดยเหตุนี้ ถ้าจะต้องใช้วิตามินหลายๆตัวในครั้งเดียว ผมจึงมักจะแนะนำให้ใช้วิตามินแยกตัว แทนที่จะใช้ตัวรวม

ทีนี้ก็มาถึงข้อยากอีกข้อหนึ่ง คือ อาการต่างๆของ H.G. นั้น จะแก้ ด้วยยาหรือวิตามินอย่างเดียวไม่ได้

การจะแก้อาการให้สมบูรณ์ได้ผลดี ควรจะต้องทำเป็นโปรแกรม ในโปรแกรมนั้น จะมีหลายรายการ ซึ่งมีทั้งรายการที่ผู้ป่วยจะต้องปฏิบัติเองส่วนหนึ่ง

อีกส่วนหนึ่งก็ประกอบไปด้วยการให้ยา ซึ่งสำหรับคนไข้บางคน อาจจะไปทำเองไม่ได้ จึงได้ประกาศทิ้งท้ายไว้ในบทความครั้งที่แล้วว่า เราคงต้องมาคุยกันเสียก่อน ว่าอาการของคุณมากน้อยแค่ไหน เป็นมานานแล้วหรือยัง

การที่ต้องแนะนำไว้ล่วงหน้าอย่างนี้ ก็เพราะว่าในรายการอาการของ H.G. นั้น มี อาการต่างๆที่เราแยกแยะไว้ถึง 40 อาการ และใน 40 อาการนี้ เรายังแยกกลุ่มออกเป็น 3 กลุ่ม คือ

1.เกี่ยวกับอาการผิดปกติทั่วๆไป  2. เกี่ยวกับความผิดปกติของระบบต่างๆ และ 3.เกี่ยวกับความผิดปกติทางจิตใจและระบบประสาท

ผู้ป่วยบางท่านมีอาการ หลายๆอาการจากกลุ่มกลุ่มเดียว แต่บางท่านก็มีอาการข้ามไปข้ามมาระหว่างกลุ่ม 3 กลุ่ม ปนเปกันไปหมด

อย่างเช่น บางท่านอยู่ในกลุ่มเกี่ยวกับระบบเดียว เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ เบื่ออาหาร ปากคอแห้ง อยากกินของหวานๆ เกิดการหิวอย่างรุนแรงก่อนเวลากินอาหาร การถ่ายอุจจาระ-ปัสสาวะผิดปกติ เหล่านี้เป็นต้น

ถ้าเป็นดังตัวอย่างข้างบนนี้ ก็มักจะเกี่ยวกับระบบเดียว คือ ระบบอาหารหรือระบบย่อย  การให้ยาก็จะง่าย เราก็ให้ยาเกี่ยวกับการย่อยและการขับถ่ายเป็นตัวนำ

แต่บางท่านก็ไม่เป็นอย่างนี้  ท่านอาจ จะมีอาการนอนไม่หลับ เวียนศีรษะ ปวดหัว ผสมกับหายใจไม่ออก เป็นลมบ่อยๆ แล้วก็มีอาการทางจิตใจฟุ้งซ่าน ขาดสมาธิ โมโหง่าย ความจำเสื่อม

ตัวอย่างเช่นนี้ แสดงว่าผู้ป่วยมีอาการข้ามกลุ่ม คือ มีอาการครบทั้ง 3 กลุ่ม

ถ้าเป็นเช่นนี้ การจะให้ยาตามสูตรมาตร– ฐานอย่างเดียวเป็นของยากมาก จึงต้องศึกษาหาความรู้ หาต้นเหตุของอาการให้ได้เสียก่อน

จึงจำเป็นต้องขอให้มาคุยกัน ขอทราบแบ็กกราวด์และเหตุผลต้นเหตุของอาการต่างๆให้แน่นอน

จะสั่งยาแบบรวมๆหรือแบบมาตรฐานไม่ค่อยได้เลยครับ

เรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งของท่านที่อยากจะดูแลตนเองด้วยวิธีของชีวจิต ก็คือ จำเป็นที่ท่านจะต้องยกระดับพื้นฐานของ I.S. หรือ “ภูมิชีวิต ” ของท่านให้ดีขึ้นเสียก่อน

การยกระดับ I.S. ก็คือการปฏิบัติตาม สูตร 5 เล็กอย่างเคร่งครัด นั่นก็คือ 1.กินให้ ถูกต้อง 2.นอนให้ถูกต้อง 3.ทำงานให้ถูกต้อง 4.พักผ่อนให้ถูกต้อง และ 5.ออกกำลังกายให้ถูกต้อง

นี่ก็เป็นเรื่องยากยิ่งอีกเหมือนกัน เพราะการปฏิบัติตัวตามสูตร 5 เล็กนั้น คุณต้องทำเอง ต้องปฏิบัติเอง

ถ้าเราเพียงแต่แนะนำทางการเขียนหรือบรรยายเป็นครั้งเป็นคราว  รู้สึกว่าไม่พอเพียงที่ท่านผู้อ่านจะนำไปปฏิบัติด้วยตนเอง

นั่นแหละครับ เราจึงมักจะแนะนำว่า คุณลองมาคุยกับเราซิครับ การคุยช่วยให้เรา อธิบายข้อข้องใจของแต่ละคนได้ เพราะปัญหา ของแต่ละท่าน แม้จะเป็นเรื่องๆเดียวกัน แต่วิธีแก้ของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน

หรือมิฉะนั้น เวลาที่เราจัดคอร์ส หรือจัดการเข้าค่ายสุขภาพของเรา คุณก็จะมาร่วมด้วยซิครับ ลองดูสักครั้ง คุณจะได้พบเพื่อนใหม่ๆ ได้ฝึกเรื่อง 5 เล็ก 5 ใหญ่อย่างจริงจัง ได้ถามข้อข้องใจและได้รับคำตอบคำแนะนำสำหรับส่วนตัวคุณเอง เป็นการแก้ปัญหาให้คุณตัวต่อตัว

คอยฟังข่าวนะครับ ตอนนี้เราจะเริ่มจัดคอร์สสุขภาพกันอย่างจริงจังแล้ว คุณที่อยากทราบรายการของเรา ส่งจดหมายมาที่ “ไทยรัฐ” ของเรานี่ หรือจะแฟกซ์มาถามที่ 0-2570-8273 ก็ได้ เวลาติดต่อมา กรุณาแจ้งเบอร์โทรศัพท์ของคุณมาด้วย.

***********

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย สาทิส อินทรกำแหง
  • 20 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.
 

เบาหวานกับน้ำตาลในเลือด (ต่อ) 2012/05/16

http://www.thairath.co.th/column/life/chewajit/259821

13 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

Pic_259821

ตอนนี้เป็นตอนต่อของเรื่องน้ำตาลในเลือดต่ำ (HYPOGLYCEMIA หรือ H.G.)

อาทิตย์ที่แล้วได้รายงานถึงกลุ่มแพทย์กลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีนายแพทย์สตีเฟน ไกแลนด์ เป็นหัวหน้ากลุ่มแพทย์เหล่านี้ ทั้งๆที่เป็นแพทย์เอง แต่ก็ป่วยมีอาการของ H.G. ทุกคน และบางคนเป็นมากถึงขนาดเป็นลมล้มทั้งยืนขณะเป็นนักเรียนแพทย์อยู่ก็มี

กลุ่มของนายแพทย์สตีเฟน ไกแลนด์ จึงมีบันทึกในรายงานวารสารการแพทย์ตั้งแต่ปี 1953 ว่า “โรค H.G. นี้ ไม่ทำให้คุณตายหรอก แต่เมื่อเป็นแล้วคุณรู้สึกว่าอยากตาย”

นี่เป็นความรู้สึกจริงๆของแพทย์ที่ป่วยเป็น H.G. หรือ CFS. ทำไมจึงรู้สึกเลวร้ายถึงขนาดนี้ ผมขอเล่าอาการบางอย่าง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ 40 อาการ ซึ่งได้ระบุไว้ในคอลัมน์นี้เมื่อสองอาทิตย์ก่อน

ความรู้สึกเช่นนี้เป็นความรู้สึกซึ่งได้รวบรวมจากรายงานและจากประสบการณ์จริงๆของผู้ป่วยหลายคน

เอาเพียง 4 รายการ ซึ่งเป็นเพียงเศษหนึ่งส่วนสิบของ 40 อาการที่ผมเคยระบุไว้แล้ว

1.อ่อนเพลียไม่มีแรง 2.ปวดเนื้อปวดตัวเรื้อรัง 3.นอนไม่หลับ และ 4.เบื่ออาหาร

เริ่มจากข้อหนึ่งคือ อ่อนเพลียไม่มีแรง เอาจากประสบการณ์จริงๆของกลุ่มเพื่อนของผมเองก็ได้

ถ้าคุณชอบไปเล่นเทนนิส แบบเดียวกับผม คือ เล่นตอนเช้า เริ่มน็อกซ้อมมือกับเพื่อนก่อนเล่นจริง เท้าและมือของคุณอาจจะยังอืดๆอยู่ จะวิ่งก็ค่อนข้างช้า มือไม้เหวี่ยงแร็กเกตก็ช้า บางทีตีลูกผิดตั้งศอกหนึ่งก็ยังมี

แต่พอร่างกายเริ่มวอร์ม คุณก็เล่นคล่องขึ้นและพอเล่นแข่งขัน คุณก็เอาจริง วิ่งรับลูกชนิดไม่ยอมแพ้ แข้งขา มือไม้จะรู้สึกเบาคล่องแคล่ว เหงื่อเริ่มไหลโซมตัว

เล่นสัก 2-3 เซตเต็มที่อย่างนั้น ตอนท้ายๆจะรู้สึกเหนื่อย พอครบเซตคุณก็กระหายน้ำ ดื่มน้ำสัก 4-5 อึก แหมชื่นใจเหลือเกิน

อย่างนั้นเหนื่อยครับ แต่เป็นเรื่องปกติธรรมดา คุณออกแรงขนาดนั้น เหนื่อย แต่ไม่เพลีย ตรงกันข้าม สดชื่น จิตใจเบิกบาน

มาดูการเหนื่อยอีกแบบหนึ่ง คุณไม่ได้ตื่นเช้าออกกำลังกายอย่างใดเลย แต่ตั้งใจว่าจะตื่นสักหกโมงเช้า เพราะมีธุระมีงานจะต้องทำ

ปรากฏว่านอนไม่หลับตั้งแต่ตอนกลางคืน หลับบ้างตื่นบ้าง จนถึงหกโมงเช้า พยายามลุกตามเวลาที่ตั้งใจไว้แต่เมื่อคืน

ปรากฏว่าลุกไม่ขึ้น อยากนอนต่อ ลองนอนอีกนิดหนึ่งก็ไม่ยอมหลับ แข็งใจลุกขึ้นมา ปรากฏว่าเหนื่อยและเพลีย ลุกไม่ไหว

ลุกขึ้นมาแล้วเวียนหัว ตามัว มองอะไรไม่เห็น หายใจไม่ออกและไม่เต็มท้อง อาบน้ำล้างหน้าล้างตาก็ยังรู้สึกหน้ามืดตามัวอย่างเดิม จะกินข้าวเช้าเป็นข้าวต้มหรือซุปอาหารอ่อนๆ เขาก็กินไม่ลง เพราะรู้สึกคลื่นไส้

รู้สึกว่าเช้าวันนี้คงจะไปทำงานไม่ไหว

นั่นแหละครับ อ่อนเพลีย ไม่มีแรงแบบของ H.G. โดยตรง (อาการข้อที่ 1)

อาการเพลียเช่นที่ว่ามานี้ ยังจะตามไปด้วยอาการปวดเนื้อปวดเมื่อยเหมือนตัวเองแบกน้ำหนักไว้ตั้งกว่า 100 กก. แถมยังมีอาการง่วงเหงาหาวนอน ตาปรือแล้วปรืออีก เผลอๆ หลับตาสัปหงกหัวโขกพื้นไม่รู้ตัว บอกตัวเองว่าลองงีบสักนิดอาจจะมีแรงขึ้น

ปรากฏว่านอนไม่ได้ กระวนกระวายพลิกซ้ายพลิกขวาเหมือนคนถูกผีเข้า

ทั้งหมดนี้จะมีอาการตามมาจนครบ (อาการข้อที่ 2–3–4) ของ H.G.

เพียงแค่ 4 อาการเช่นนี้ก็จะเกิดอาการวิปริตอื่นๆตามมาอีกหลายอาการ รวมแล้วประมาณ 40 อาการดังที่ได้ระบุไว้ในคอลัมน์นี้ 2 อาทิตย์ก่อน

อาการวิปริตทันตาเห็นจากอาการเพียง 4 อาการที่พูดถึงข้างบนนี้ มักจะมีอาการผสมตามมา เช่น สมองจะเบลอๆคิดอะไรไม่ออก บางทีเพียงให้ทำบัญชีบวกลบคูณหารง่ายๆก็ทำไม่ได้ ข้อสำคัญก็คือ พูดจากันไม่รู้เรื่อง พูดอะไรสั่งอะไร ผู้ป่วยจะรับรู้ไม่ได้ ฟังไม่รู้เรื่อง เพราะสมองไม่ทำงาน

พอเกิดปฏิกิริยาแบบนี้ขึ้น ผู้ป่วยก็จะมีอาการงงๆ รู้สึกเบื่อไปทุกอย่าง และก็เกิดอาการเบื่อหน่าย ซึมเศร้า ไม่อยากพบไม่อยากปะ ไม่อยากพูดอะไรกับใครทั้งสิ้น

ถ้าเป็นถึงขนาดนี้แล้ว คงไม่ต้องสงสัยใช่ไหมครับว่า ที่กลุ่มนายแพทย์สตีเฟน ไกแลนด์ กล่าวไว้ตั้ง 59 ปี (ตั้งแต่ปี 1953) แล้วว่า “เป็นโรคที่ไม่ทำให้คุณตาย แต่คุณจะรู้สึกอยากตาย”

ใครก็ตามที่ไม่ได้ป่วยหนักหนาสาหัส แต่รู้สึกอยากตาย ก็คงจะแปลได้ว่า คนคนนั้นได้เข้าถึงอาการ “ตายทั้งเป็น” มาแล้ว

ตั้งแต่กลุ่มของนายแพทย์สตีเฟน ไกแลนด์ ได้ค้นพบสาเหตุของ H.G. และได้รักษาตัวเองจนหายจากโรคนี้ และได้เผยแพร่ทั้งการบรรยายและการปฏิบัติ จนกระทั่งทางการแพทย์ของอเมริกายอมรับว่า มีผู้ป่วยจาก H.G. หรือ CFS. นี้จริง ศูนย์การควบคุมโรคของสหรัฐอเมริกา (CENTERS FOR DISEASE CONTROL หรือ CDC) ได้ระบุว่า ได้มีการสำรวจผู้ป่วย H.G. และตามสถิติเมื่อ 40 ปีที่แล้วมา ชาวอเมริกันเป็นโรค H.G. หรือ CFS. นี้ถึง 20 ล้านคน

เป็นเรื่องและเป็นโรคที่น่าสนใจอย่างยิ่งที่มีผู้ป่วยในขณะนั้นถึง 20 ล้านคน และที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นก็คือ H.G. หรือ CFS. นี้เป็น “โรคซึ่งไม่ใช่โรค”

คือ เป็นโรคซึ่งไม่มีเชื้อโรค เช่น แบคทีเรีย หรือไวรัส หรือเชื้อราใดๆเข้ามาเกี่ยวข้องเลย

แต่ที่เกิดป่วยขึ้นมาและมีอาการหลายๆอย่างมารวมกันจนเรียกว่า SYNDROME นี้ ก็เพราะพฤติกรรมและการปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวันนั้น เปลี่ยนไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง

เปลี่ยนอย่างไรที่ว่าโดยสิ้นเชิง ก็เปลี่ยนเพราะมาถึงยุค “สมัยใหม่” ทุกอย่างต้องการความสะดวกรวดเร็ว และการผลิตแบบ MASS PRODUCTION

อาหารการกินแทนที่จะทำกินเองแบบธรรมชาติ ก็กลายเป็นอาหารแบบฟาสต์ฟู้ด แป้งขาวมีมากขึ้น ของหวาน น้ำตาล ขนมนมเนยมีมากขึ้น น้ำหวานน้ำอัดลมก็มีมากขึ้น จนกลายเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในชีวิตประจำวัน “คนสมัยใหม่”

แถมทุกอย่างในชีวิตคนสมัยใหม่ยังมีความเครียดมาก ต้องการความรวดเร็ว ต้องรีบร้อน ต้องพบกับการแก่งแย่งชิงดีกัน ต้องแย่งกันกิน แย่งกันกอบโกย แย่งกันมากๆก็ถึงกับต้องฆ่ากันให้ตายอย่างที่เห็นเป็นข่าวกันอยู่ทุกวันนี้

ชีวิตของคนสมัยใหม่จึงเครียดทั้งกายและใจ และเกิดอาการย่อๆถึง 40 อาการ ดังที่กล่าวมาแล้ว (H.G. หรือ CFS.)

เอาละครับ มาถึงตอนนี้ก็จะรีบพูดถึงวิธีแก้ไข หรือดูแลตัวเองให้ปลอดจาก H.G. และ CFS. เสียก่อน

ต้นตอของ H.G. มักจะเริ่มด้วยการกินอาหารที่ผิดๆ จึงขอให้

1.เริ่มด้วยควบคุมการกินอาหารให้ถูกต้อง ง่ายที่สุดก็ลองใช้สูตรอาหารชีวจิต สูตร (1) หรือ (2) หยุดบริโภคแป้งขาว หยุดของหวานทุกอย่างชั่วคราว ลดโปรตีน เนื้อ นม ไข่ ใช้โปรตีนจากพืช (ถั่ว เต้าหู้) และโปรตีนจากปลา-อาหารทะเลแทน

2.ให้ลองทำดีท็อกซ์เป็นระยะเวลา 5 วัน หรือ 7 วัน หรือ 10 วัน ตามความจำเป็น จำเป็นในที่นี้หมายถึง คุณมีอาการ H.G. มากหรือน้อย (ถ้ามีเกิน 5-10 อาการน้อย 10-15 อาการ=มากปานกลาง ถ้าเกิน 15 ขึ้นไป=เป็นมาก)

3.ใช้วิตามินกลุ่ม B คือ B 1, B 6, B12 อย่างละ 1 เม็ดทุกวัน การใช้วิตามินของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน ต้องดูที่อาการและสภาพของผู้ป่วยแต่ละคนก่อน

เราจึงได้แนะว่าถ้ามีอาการมาก ขอให้มาคุยกับเราก่อน เมื่อปรึกษากันแล้ว เราจะแนะนำการใช้วิตามินให้

เราจะเปิดสัมมนาการแนะนำให้ที่โรงพยาบาลบางปะกอก 9 ถนนพระราม 2 วันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม 2555 เวลา 09.00-12.00 น. ไม่มีค่าใช้จ่าย เชิญเข้าฟังฟรี ที่นั่งจำกัด กรุณาโทร.ไปจองที่ 0-2877-1111 ต่อ 1032.

****************

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย สาทิส อินทรกำแหง
  • 13 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.
 

เบาหวานกับน้ำตาลในเลือด 2012/05/12

http://www.thairath.co.th/column/life/chewajit/258029

6 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

Pic_258029

ว่ากันที่จริง วันนี้เป็นเรื่องของเบาหวานตอนที่ 3 แต่ที่ผมไม่ได้วงเล็บไว้ว่า เป็นตอนที่ 3 นั้น ก็เพราะคราวนี้มีเรื่อง ของ HYPOGLYCEMIA (H.G.) หรือ CHRONIC FATIGUE SYNDROME (CFS.) เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

ทั้ง H.G. และ CFS. นี้ ผมถือมีส่วน เกี่ยวข้องกับเบาหวานอยู่มาก ถ้าไม่ศึกษา กันให้ลึกซึ้งแล้ว หลายคนอาจจะบอกว่า H.G. กับเบาหวานนั้นเป็นเรื่องเดียวกัน

แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ ทั้ง H.G. และ CFS. นั้น อาการคล้ายเบาหวาน แต่ไม่ใช่ เบาหวาน นอกไปจากนั้น H.G. และ CFS. รักษาได้ง่าย ส่วนเบาหวานเมื่อเป็นแล้วรักษายากและต้องใช้เวลานาน แพทย์บางท่านมีความเห็นว่าต้องกินยาคุมน้ำตาลกันตลอดชีวิตก็ยังมี

วันนี้ขอคุยเรื่องก่อนสักนิด แล้วจะช่วยจูงออกไปให้เห็นว่า H.G. กับเบาหวานนั้นเกี่ยวข้องกันอย่างไร

เมื่อปีที่แล้ว (เดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 54) ผมเขียนเรื่องน้ำตาลไม่หวาน คือ H.G. และ CFS. ไว้หลายตอน แฟนเก่าของชีวจิต คงจะจำได้ คราวนี้ขอพูดถึงบทความเก่าปีที่แล้วอีกครั้งหนึ่ง

ท่านผู้อ่านคราวนี้ไม่ต้องกลัวนะครับ ผมไม่ลอกของเก่ามาให้คุณอ่านหรอก แต่จะเขียนใหม่หมด เขียนย่อๆให้เห็นความสำคัญของการเกี่ยวข้องระหว่าง H.G. และเบาหวาน แล้วเราก็จะพูดถึงเรื่องเบาหวานต่อกันได้

ตั้งแต่ผมได้เผยแพร่งานของชีวจิตในเมืองไทยมาเป็นเวลากว่า 27 ปีนั้น ประสบการณ์จากที่มีผู้มาปรึกษาหารือเรื่องการเจ็บป่วยเป็นจำนวนมาก ทำให้ผมค่อน ข้างจะแน่ใจว่า คนไทยขณะนี้มีอาการป่วย แบบ H.G. และ CFS. มากขึ้น มากจนกระทั่งเหมือนจะเป็นแฟชั่นของคนสมัยใหม่

ผมจึงเรียก H.G. สำหรับคนไทยว่า “โรคของคนสมัยใหม่”

แล้วคนสมัยใหม่เป็นใครเล่าครับ ก็คุณนั่นแหละ คุณกำลังอ่านเรื่องนี้อยู่หรือเปล่า ถ้า คุณกำลังอ่านคุณก็เป็นคนยุคนี้ คุณก็เป็นคนสมัยใหม่แน่

แล้วคุณป่วยเป็น H.G. และ CFS. หรือเปล่า เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผมได้พูดถึง อาการ 40 อาการของ H.G. คุณลองเช็กตัว คุณเองดูซิ

ผมได้บอกไว้ว่า ถ้าคุณมีอาการตาม ที่ระบุไว้เกิน 10 อาการ แสดงว่าคุณน่าจะป่วยเป็นโรคสมัยใหม่กันแล้ว คุณควรจะรักษาตัวเองได้ด้วยการคุมอาหารตามสูตรชีวจิต และใช้วิตามินกลุ่ม B ช่วย

เมื่อปีที่แล้ว ผมแนะการตรวจตัวเอง เกี่ยวกับ H.G. และ CFS. ว่า ถ้าคุณมีอาการสัก 5 อาการ ก็น่าจะเป็น H.G. แบบ อ่อนๆ น่าจะมาคุยกัน มีหลายท่านมาสอบถาม แต่ตอนที่ท่านมาขอคำแนะนำ ผมถาม ถึงพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของท่าน ปรากฏว่าอาการที่ท่านว่าเพียง 5 อาการนั้น แท้ที่จริงท่านมีถึงกว่า 10 อาการ

ปีนี้ผมจึงว่า ท่านลองสอบอาการดู และก็ได้ยืดหยุ่นเพิ่มการตรวจสอบตัวเองว่า เอาเป็น 10 อาการ ถ้ามีเกิน 10 ก็พอตัดสินได้ว่าป่วยเป็น H.G. ค่อนข้างจะใช่แล้ว

และเราน่าจะคุยกัน และควรช่วยกันทำโปรแกรมการรักษาเฉพาะตัวให้

ทำไมถึงต้องเฉพาะตัว เพราะอาการของท่านแต่ละคนไม่เหมือนกัน อาการบางอย่างอาจจะเป็นเหมือนกัน แต่ดีกรีของการเป็นจะมากหรือน้อยไม่เท่ากัน และรายละเอียดก็ไม่เหมือนกันด้วย

ขอยกตัวอย่างต้นตอของแพทย์อเมริกัน หลายคนซึ่งป่วยเป็น H.G. และได้หาทางรักษาตัวเองมาตั้งแต่ต้น

เช่น นายแพทย์สตีเฟน ไกแลนด์ ซึ่งรายงานไว้ในวารสารการแพทย์ JOUR-NAL OF AMERICAL ASSOCIATION เล่มที่ 152 ปี 1953 ไว้ว่า เขาป่วย เป็น H.G. มาถึง 10 ปี ได้ปรึกษาเพื่อนที่ เป็นแพทย์ด้วยกันหลายคน แต่ไม่มีใครรักษาได้ จนกระทั่งมาพบรายงานการค้นคว้าของอาจารย์แพทย์ของเขาเองคือ นายแพทย์ ซีล ฮาริส ซึ่งได้เขียนรายงานไว้ในวารสารการแพทย์ของสมาคมอเมริกันแห่งเดียวกัน เมื่อปี 1924 นายแพทย์ไกแลนด์จึงได้รู้ว่าตัวเขาเองนั้นป่วยเป็น H.G. ตามต้นตำรับของอาจารย์ฮาริส และนายแพทย์ไกแลนด์ก็พยายามหาวิธีรักษาตนเองได้สำเร็จ

นอกไปจากนั้นก็ยังมีกลุ่มแพทย์อื่นๆที่ค้นคว้าเรื่อง H.G. นี้อย่าง จริงจัง เช่น แอล ดับบริว แฮมิลตัน ค้นคิดกับกลุ่มหนู ซึ่งเป็นสัตว์ทดลอง โดยให้กลุ่มหนึ่งกิน

น้ำตาล อีกกลุ่มหนึ่งไม่ให้กินน้ำตาลเลย และยังมีนายแพทย์จาคอบ ไตเติล บอมบ์ ซึ่งตัวเองก็ได้ป่วยเป็น H.G. เมื่อรักษาตัวเองหาย ต่อมาได้ใช้ สูตรการรักษาให้กับคนไข้กว่า 1,000 คน ปรากฏว่าได้ผลดี

และก็ยังมีกลุ่มแพทย์ที่ป่วยด้วย H.G. อีกหลายคน และแพทย์เหล่านี้ได้รวมกลุ่มกันค้นคว้า H.G. โดยมีนายแพทย์รุ่นหลังนี้เองที่ได้เขียนรายงานว่า “โรคนี้ไม่ทำให้คุณตาย  แต่คุณจะรู้สึกอยากตาย”

และตามที่ผมได้พูดไว้ก่อนว่า อาการอาจ จะเหมือนกัน แต่ความหนักเบาไม่เท่ากัน อย่างเช่น อาการเพลียโดยไม่มีสาเหตุนั้น ในสายงานของไกแลนด์กล่าวว่า เขามีอาการเป็นประจำจนรู้สึกเคยชิน

แต่ไตเติล บอมบ์ รายงานว่า เมื่อสมัยเขา ป่วยตอนเป็นนักเรียนแพทย์ปีสุดท้าย เขาตื่นสาย รีบไปเข้าห้องฟังเลกเชอร์ แต่พอเปิดประตูห้อง เข้าไป เขาก็รู้สึกเพลียหน้ามืดสลบไปไม่รู้ตัว

นี่แสดงว่าอาการเพลียมีด้วยกันทุกคน แต่การเป็นมากน้อยหนักเบานั้นไม่เท่ากันเลย

เขียนมาถึงตรงนี้ หลายท่านคงจะสงสัยว่า อาการเพลียนั้นมันหนักหนาสาหัสมากทีเดียวหรือ และทำไมบางคนทนได้  แต่บางคนทนไม่ได้

ขอตอบตอนนี้ก่อนครับว่า ถ้าอยากจะรู้ให้แน่นอน ต้องเจาะเลือดตรวจแบบที่เราเรียกว่า GLUCOSE TOLERANCE TEST หรือ GTT. ตรวจแบบนี้จะรู้แน่นอนว่าน้ำตาลในเลือดคุณจะเป็นอย่างไร จะขึ้นหรือลงอย่างไร และอาการเพลียของคุณจะเกี่ยวข้องกับน้ำตาลในเลือดอย่างไรบ้าง

แต่อย่าเพ่อตรวจเลยครับ ไม่ต้องทำ หน้าตกใจอย่างนั้นหรอก เพียงแต่คุณตรวจดูตาม 40 อาการที่ผมระบุไว้เมื่ออาทิตย์ก่อน ว่ามีเกิน 10 รายการขึ้น เรา ก็ควรจะคุยกันแล้ว

คุยกันอย่างไรครับ วันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม 2555 นี้ เราจะมีสัมมนาเรื่องสุขภาพ “5 เล็ก 5 ใหญ่” ที่โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล ถนนพระราม 2 เพื่อคุยกันและปรึกษาหารือเรื่องสุขภาพของคุณเอง ตั้งแต่เวลา 09.00-12.00 น. ไม่มีค่า ใช้จ่าย เชิญเข้าฟังฟรี ที่นั่งจำกัด กรุณาโทร.ไปจองที่ 0-2877-1111 ต่อ 1032.

************

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย สาทิส อินทรกำแหง
  • 6 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.
 

เบาหวาน (จ๋อย) (2) 2012/05/12

http://www.thairath.co.th/column/life/chewajit/256333

29 เมษายน 2555, 05:00 น.

Pic_256333

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ได้อารัมภบท หรือคุยแบบชาวบ้าน เกริ่นไว้ก่อน ยังไม่ได้เข้าเรื่อง “เบาหวาน” อย่างจริงจัง

อาทิตย์นี้ก็คงต้องขอคุยแบบชาวบ้านต่อ เพราะนึกขึ้นได้ว่า เมื่อครั้งที่แล้วได้ตอบคำถามหลายท่านกังวลว่า เบาหวานนั้นเป็นเพราะกรรมพันธุ์หรือเปล่า

ได้คำตอบจากสถิติในวารสารการแพทย์ว่า เบาหวานเกิดจากกรรมพันธุ์ถึง 1/3 ของเบาหวานทั้งหมด ก็เลยได้คำตอบเพิ่มจากวิธีคิดแบบลอจิกว่า ถ้าเป็นเช่นนั้น การเป็นเบาหวานนั้น เกิดจากกรรมพันธุ์ได้ส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนใหญ่ เกิดจากสาเหตุนอกเหนือไปจากกรรมพันธุ์อีกหลายประการ

และทั้งแบบที่เกิดจากกรรมพันธุ์และไม่ใช่กรรมพันธุ์นั้น สามารถป้องกันได้ แต่ต้องป้องกันเสียแต่เนิ่นๆ และต้องปฏิบัติตนอยู่ในกรอบอย่างเคร่งครัดเสียตั้งแต่อายุยังน้อย

กรอบของการปฏิบัตินี้ ขอเรียกเป็นภาษาแพทย์ว่า REGIMEN ซึ่งถ้าจะแปลก็คงได้ความว่า “กฎเกณฑ์ของการปฏิบัติตัวเพื่อให้สุขภาพดีขึ้น” ซึ่งยาวเกินพอดี จึงขอเรียกทับศัพท์ว่า “เรจจิเมน”

พอนึกถึง “เรจจิเมน” ของการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันเบาหวานแบบชาวบ้านๆ ซึ่งจะได้พูดในอันดับต่อไป ก็นึกขึ้นมาได้ว่าบางคนอาจจะมีอาการของเบาหวานอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ตัว ก็เกิดการประมาทปล่อยปละละเลย คิดว่าไม่ต้องปฏิบัติเคร่งครัดอะไรก็ได้

จึงขอเตือนไว้ก่อน ถ้ามีอาการดังจะพูดถึงต่อไปนี้ ให้ไปหาแพทย์เพื่อตรวจให้ละเอียดเสียก่อน อย่าละเลยเป็นอันขาด

1. ผู้ที่เริ่มเป็นเบาหวาน แต่ไม่รู้ตัว จะมีอาการที่เรียกว่า น้ำตาลต่ำ ผู้ป่วยจะไม่รู้ตัว แต่จะรู้สึกว่ามีอาการเพลียอย่างผิดปกติ

อาการเพลียนี้ ไม่ใช่การเพลียเพราะออกแรง เช่น ไปวิ่งมา 10 กม. ก็เหนื่อยและเพลีย หมดแรง แต่เพลียแบบน้ำตาลต่ำไม่ใช่แบบนั้น มันจะเพลียเฉยๆ เช่น นั่งทำงานอยู่ ไม่ได้ออกแรงอะไร จะมีอาการเพลีย ผสมง่วง ลืมตาไม่ขึ้น

ผู้ที่มีอาการเพลีย-ง่วงแบบนี้บ่อยๆ มักจะเป็นคนที่กินไม่เป็นเวลา ถึงเวลากิน มักจะไม่กิน อาจจะงานยุ่งจนลืมกิน หรือไม่รู้สึกหิวก็เลยไม่ไปหาอะไรกิน ทั้งๆที่ถึงเวลาอาหารแล้ว เป็นต้น

อาการประกอบอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ จะรู้สึกชาที่ริมฝีปากและในปาก มีเหงื่อเปียกๆเหนียวๆ ถ้าเกิดหิวขึ้นมา ก็มักจะแน่นหน้าอกและแน่นท้อง

2. ในขณะที่น้ำตาลต่ำและมีอาการเพลีย+ง่วง อยู่ๆ น้ำตาลก็ขึ้นสูง ถ้าดื่มหรือกินของหวานๆ ขณะที่เพลีย จะรู้สึกกระปรี้กระเปร่าทันที แต่ประเดี๋ยวเดียวจะมีอาการปัสสาวะบ่อยๆ คอแห้ง ตามัวและเวียนหัว

สรุปทั้ง 2 ข้อนี้ จะมีอาการเพลีย-ง่วง หรือกระปรี้กระเปร่า เวียนหัว สลับกันไป อาการอย่างนี้ทำให้ผู้ป่วยสับสน ร่างกายก็รวนเร เพราะปรับตัวให้เข้ากับอาการต่างๆไม่ได้

3. ให้สังเกตดูบ่อยๆ ว่า เท้าและขาของคุณเป็นแผลง่ายหรือไม่ และเมื่อเป็นแผลแล้ว ต้องดูด้วยว่า มันลุกลามอักเสบง่ายและเป็นหนอง หรือเป็นลุกลามด้วยหรือเปล่า

4. อาการข้างบน 3 ข้อดังกล่าวมาแล้ว ยังมีผสมด้วยการเบื่ออาหาร ปวดท้องรุนแรง คลื่นไส้อาเจียนเนื้อตัวแห้ง เหนื่อยเพลีย หายใจไม่ออก

5. บางครั้งเป็นบ่อยและเป็นมากจนถึงกับน็อกไม่รู้ตัว (เป็นลม)

6. ปัสสาวะของคุณมีกลิ่นฉุนและหอมนิดๆ กลิ่นหอมคล้ายๆ ยาทาเล็บ หรือละมุดสุก

7. คุณมีไข้เกิน 37-38 cํ

ถ้าคุณมีอาการดังที่ระบุไว้ข้างบนนี้ ขอแนะนำว่า อย่าวางใจเป็นอันขาด และอย่าเผลอรอเรจจิเมน ซึ่งผมจะคุยต่อไป อย่ารอครับ แต่รีบไปหาหมอเสียก่อน และถ้าหมอท่านตรวจแล้ว (ตรวจง่ายๆ ไม่เจ็บ ไม่ปวด อย่างเช่น เจาะเลือดอย่างเดียว ก็อาจจะพอ) คิดว่าคุณคงจะมีอาการของเบาหวานเสียแล้ว

ที่ต้องเตือนอย่างนี้ ก็เพราะผมเจอะมาหลายรายแล้ว อายุก็ยังน้อย รูปร่างก็ดูแข็งแรงสมบูรณ์ดี และก็มักจะเพลียบ่อยๆ แต่ท่านก็นึกว่าท่านไม่เป็นอะไร ก็เลยปล่อยตัวมาเรื่อยๆ พอมาคุยกับผม ลองตรวจดูด้วยวิธีง่ายๆ ตามวิถีชีวจิต ท่านก็เข้าข่าย HYPOGLYCEMIA หรือ CFS (CHRONIC FATIGUE   SYN DROME)   ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มต้นของเบาหวานแบบอ่อนๆได้

คุณแฟนๆชีวจิต คงจะจำได้นะครับ

ว่า ผมเคยเขียนเรื่อง CFS มายาวนานพอสมควร และระบุอาการย่อยๆ ของ HYPOGLY CEMIA หรือ CFS ไว้ถึง 40 อาการดังนี้ ลองสำรวจดูตามอาการเล็กๆ เหล่านี้อีกสักครั้งดีไหมครับ

ความผิดปกติทางร่างกาย

1. อ่อนเพลีย ไม่มีแรง 2. เวียนศีรษะ ปวดหัว 3. นอนไม่หลับ 4. เหงื่อแตกบ่อยๆ 5. มือสั่น 6. ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง 7. เป็นตะคริวบ่อยๆ 8. เกิดการชักกระตุก 9. คันตามผิวหนัง 10. มีอาการภูมิแพ้ 11. หน้าร้อนผ่าวบ่อย 12. มือเย็น เท้าเย็น 13. เนื้อตัวชาเป็นบางครั้ง 14. การทรงตัวไม่ดี (โงนเงน)

ความผิดปกติของระบบต่างๆ

15. ท้องอืด ท้องเฟ้อ 16. ปากคอแห้ง 17. เบื่ออาหาร 18. อยากกินของหวานๆ 19. หิวอย่างแรงก่อนถึงเวลากินอาหาร 20. การถ่ายอุจจาระผิดปกติ 21. ถ่ายปัสสาวะผิดปกติ 22. หายใจไม่ออก 23. ลมหายใจและปากมีกลิ่นแปลกๆ 24. หัวใจเต้นผิดปกติ 25. เป็นลมบ่อย 26. อ้วน น้ำหนักเกิน 27. กามตายด้าน

ความผิดปกติทางจิตใจ–ระบบประสาท

28. รู้สึกเบื่อหน่าย-ซึมเศร้า 29. จิตใจฟุ้งซ่านขาดสมาธิ 30. วิตก กังวลง่าย 31. ลังเลตัดสินเรื่องต่างๆไม่ได้ 32. รู้สึกสับสน ปั่นป่วน 33. ทนเสียงอึกทึกและแสงจ้าๆไม่ได้ 34. เบื่อการพบปะเพื่อนฝูง ไม่ชอบเข้าสังคม 35. การประสานงานส่วนต่างๆของร่างกายเลวลง 36. โมโหง่าย 37. ฝันร้ายบ่อยๆ 38. ความจำเสื่อม 39. มีอาการทางประสาท 40. อยากฆ่าตัวตาย

ลองเช็กดูตัวเองอีกสักครั้งครับ เกี่ยวกับ CFS นี้ ลองดูว่าคุณมีอาการดังกล่าวสักกี่ข้อ ถ้ามีเกิน 10 ข้อ ก็เห็นจะต้องคุยกันหน่อยนะครับ จะติดต่อกับเราทาง FAX 0-2570-8273 ก็ได้ หรือมิฉะนั้น เราจัดคอร์สสุขภาพบ่อยๆ ติดต่อกับเราที่คอร์สสุขภาพก็ได้

วันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม 2555 นี้ เราจัดคอร์สสุขภาพ “5 เล็ก-5 ใหญ่” ที่โรงพยาบาลบางปะกอก 9 ท่านที่สนใจเชิญเข้าฟังฟรี เริ่มตั้งแต่เวลา 09.00-12.00 น.

ที่นั่งจำกัดต้องขอให้โทร.ไปจองก่อนที่ 0-2877-1111 ต่อ 1032.

***********

สาทิส อินทรกำแหง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย สาทิส อินทรกำแหง
  • 29 เมษายน 2555, 05:00 น.
 

ลอดช่องน้ำกะทิหวานจ๋อย อร่อยจัง เบาหวานจ๋อย หมดแรงดีจัง (1) 2012/04/23

http://www.thairath.co.th/column/life/chewajit/254633

22 เมษายน 2555, 05:00 น.

Pic_254633

สามอาทิตย์ที่แล้วมา พูดถึงเรื่อง “เท้า ผู้อาภัพ” และเมื่ออาทิตย์สุดท้ายได้พูดถึง “เท้า กับเบาหวาน” เลยกลายเป็น “สัญญาประชาคม” ขึ้นมาเสียแล้วว่า เรื่องต่อไปก็คงต้องเป็นเรื่อง “เบาหวาน” แน่นอน

เบาหวานเป็นเรื่องใหญ่มาก คนป่วยเป็นเบาหวานมีจำนวนมากมาย เฉพาะที่อเมริกาเมื่อปี 1973 มีผู้ป่วยประมาณ 15 ล้านคน ถ้านับตามสถิติที่ว่า คนเป็นเบาหวานจะเพิ่มปีละ 6% โดยคร่าวๆ ป่านนี้ในอเมริกาน่าจะมีผู้ป่วยเบาหวานไม่ต่ำกว่า 50 ล้านคน และถ้าลองศึกษาสถิติคนทั่วโลก และนับรวมคนเป็นเบาหวานทั้งหมด คงจะมีมากกว่าอเมริกาหลายสิบเท่า (ไม่มีสถิติแน่นอน)

กล้าพูดได้ว่า คนป่วยเป็นเบาหวานไม่มีวันลดจำนวน มีแต่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน

ทำไมถึงกล้าพูดอย่างนั้น? เพราะเบาหวานเกี่ยวข้องมากเหลือเกินกับเรื่องของอาหาร อาหารคนสมัยนี้เป็นอาหารสำเร็จรูปมากขึ้น แป้งขาวมีปริมาณเพิ่มขึ้น ปรุงแต่งให้มีรสจัดมากขึ้น โดยเฉพาะรสหวานและมัน มีเครื่องปรุงเพิ่มเติมที่เราเรียกกันว่า ADDITIVES  และ  PRESER– VATIVES มากขึ้น

ADDITIVES คือเครื่องปรุงที่ทำให้อาหารมีรสจัดมาก เช่น หวาน-เค็ม-มัน-เผ็ด มากเกินไป

PRESERVATIVES คือ เครื่องปรุงที่ทำให้เก็บอาหารไว้ได้นานๆ เช่น ยากันบูด สารที่ช่วยในการดองเก็บอาหารได้ระยะยาว คือ การดอง การเชื่อม การทำให้เค็ม การอบให้กรอบ ให้สุกจนไม่เหลือสภาพธรรมชาติแบบเดิม

เหล่านี้เมื่อบริโภคเป็นประจำ นอกจากจะทำให้เกิดโรคร้ายแรงได้แล้ว ยังเป็นตัวนำของการเริ่มต้นการป่วยเป็นเบาหวานด้วย

เบาหวานจึงกล่าวได้ว่า เป็นเหมือนเหรียญตราประจำตัวของคนสมัยใหม่

เมื่อเบาหวานกลายเป็นโรคของคนกลุ่มใหญ่ ในด้านการแพทย์จึงต้องมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเบาหวาน โรงพยาบาลและคลินิกหลายแห่งจึงต้องมีแผนกใหญ่รักษาคนเป็นเบาหวานโดยเฉพาะ

เมื่อเบาหวานเป็นเรื่องใหญ่โตขนาดต้องไปหาแพทย์และไปโรงพยาบาลกันเป็นการใหญ่ เราจะมาพูดคุยกันทางบทความใน “ไทยรัฐ” ของเราเช่นนี้ มันจะเพียงพอที่เราจะรักษาเบาหวานด้วยตนเองได้หรือครับ

นี่แหละครับ ก่อนที่จะพูดถึงการดูแลรักษาโรคเบาหวาน เราต้องคุยกันอย่างเปิดอกเสียก่อน

เปิดอกนี่ไม่ใช่ผมไปเปิดอกคุณนะครับ ผมเปิดอกผมให้คุณดูเอง มันจะเหี่ยวๆ แฟบๆไปหน่อย แต่รับรองว่าเราพูดกันแล้ว คุณจะสบายใจขึ้น โล่งใจขึ้น และไม่ต้องกลัวเบาหวานกันอีกต่อไป

1. คอลัมน์ “ปั้นชีวิตใหม่ด้วยชีวจิต” นี้ เรามุ่งหมายที่จะให้คุณได้รับความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสุขภาพ โรคภัยไข้เจ็บ และการรักษาดูแลตนเองให้มากขึ้น

2. นอกจากจะให้คุณรู้จักตัวคุณเองให้มากขึ้นแล้ว ยังจะอยากให้คุณรู้จักใช้เหตุผลพิสูจน์เรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับการรักษาการเจ็บไข้ได้ป่วย อย่าเชื่ออะไรง่ายๆ โดยเฉพาะเมืองไทยเราขณะนี้ ข่าวลือ ข่าวกุ ข่าวโกหกมีมากมายเหลือเกิน และเราก็เชื่ออะไรกันง่ายเหลือเกิน

ข้อความบางอย่างที่เรานำมาเล่าให้คุณฟัง อาจจะไม่ตรงกับสิ่งที่คุณได้ยินมาจากผู้อื่น หรือไม่ตรงกับที่คุณเคยปฏิบัติ

แต่รับรองว่าที่เราเสนอไปต้องมีเหตุผลทางวิชาการ ต้องได้รับการทดลองศึกษาและวิจัยมาแล้ว และสำคัญที่สุด เมื่อผมได้แนะนำให้คุณปฏิบัติ ผมจะต้องทดสอบด้วยตนเองเสียก่อน แม้กระทั่งยาหรือวิตามินทุกตัว เมื่อแนะนำให้คุณกินหรือใช้ ผมต้องกินและทดสอบด้วยตนเองเสียก่อน จึงจะมาแนะนำแก่คุณได้

3. การแนะนำหรือการอธิบาย ผมชอบพูดชอบคุยแบบชาวบ้าน คุยกันด้วยภาษาง่ายๆ ตรงไหนที่เป็นภาษาวิชาการหรือภาษาแพทย์ ต้องใช้ก็ขอให้ทราบเถิดครับว่า จำเป็น เพราะหาภาษาไทยเหมาะๆไม่ค่อยได้

4. มีข้อสงสัยหรือมีคำถามเฉพาะอย่างไร ก็ขอให้ติดต่อทาง FAX เถอะครับ สะดวกดีกว่าอย่างอื่น FAX ของผม 0-2570-8273

เอาละครับ ตอนนี้เรามาคุยเรื่องเบาหวานกันด้วยภา-ษาง่ายๆ  แบบชาวบ้านได้แล้วครับ

โอ้ยๆๆ เดี๋ยวครับ เดี๋ยวก่อน อย่าเพ่อเอาแบบชาวบ้านเร็วนัก อย่าเพ่อเปลี่ยนเสื้อ เปลี่ยนกางเกง นุ่งผ้า ขาวม้า ไปปูเสื่อนอนใต้ต้นมะม่วงอย่างนั้น มันร้อนมากๆ

ก็จริง แต่ลมพัดปลอดโปร่ง นุ่งผ้าขะม้า นอนพุงอืดอย่างนั้น เดี๋ยวคุณหลับกรนครอก

ผมพูดบ้าไปคนเดียว ไม่มีคนฟังไม่ได้หรอกครับ

ขอคุยแก้ข้อกังขาข้อสำคัญเสียก่อน

ข้อแรกก็คือ ชอบพูดกันนัก หรืออ้างสถิติกันเหลือเกินว่า “เบาหวาน”  นั้นเป็นกรรมพันธุ์ จริงหรือไม่จริง

ถ้าจะตอบตามสถิติเดิมก็ต้องว่าจริงครับ เพราะมีการศึกษาเรื่องสถิติของเบาหวานอย่างจริงจัง เมื่อเกือบ 40 ปีก่อน รายงานของกลุ่มแพทย์อเมริกาและแพทย์ของอังกฤษ รายงานตรงกันว่า พวกที่เป็นเบาหวาน เนื่องจากกรรมพันธุ์นั้น มีถึง 1/3 ของเบาหวานทั้งหมด (นพ. เจฟเฟอรี่ แบลนด์ และวารสารการแพทย์บริติช เมดดิคัล เจอร์นัล พฤษภาคม 1982)

แต่กระนั้นก็ดี ผมว่าเรื่องกรรมพันธุ์เกี่ยวแก่เบาหวานนั้น แม้จะมีความจริง ก็ต้องฟังหูไว้หู ด้วยเหตุผลสองประการ

1. สถิติบอกว่าเกี่ยวแก่กรรมพันธุ์ถึง 1 ใน 3 แปลว่าอีก 2 ใน 3 ไม่ใช่กรรมพันธุ์

2. สาเหตุของเบาหวาน เมื่อเราศึกษาอย่างกว้างขวาง รวมไปถึงเรื่องน้ำตาลในเลือดสูง และน้ำตาลในเลือดต่ำ (หมายถึงขึ้นสูงและต่ำสลับกันไป ก่อให้เกิดอาการป่วยเรื้อรังยืดยาว) ปรากฏว่าการป่วยเป็นเบาหวานเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการกินของคนสมัยใหม่ และยังเกี่ยวข้องกับกิจกรรมในชีวิตประจำวันอีกมากมาย

หมายความว่า เมื่อยุคของสมัยนิยมเปลี่ยนไป หลังจากมหาสงคราม หลังจากสภาพเศรษฐกิจของโลกเปลี่ยนแปลงไป โลกเจริญขึ้น ความสบายฟุ่มเฟือยมีมากขึ้น ความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ทำให้เกิดโรคสมัยใหม่ หรือโรคจากความฟุ่มเฟือยมากขึ้น

“เบาหวาน”  สมัยใหม่จึงไม่เหมือนเบาหวานสมัยเก่า

การรักษาดูแลเบาหวานต้องแก้ที่ต้นเหตุ

นั่นหมายความว่า ต้องแก้ที่กิจกรรมในชีวิตประจำวัน แก้ความเชื่อรุ่นใหม่เกี่ยวแก่ความฟุ่มเฟือย หรูหราในชีวิตประจำวันด้วย.

สาทิส อินทรกำแหง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย สาทิส อินทรกำแหง
  • 22 เมษายน 2555, 05:00 น.
 

“เท้า” ผู้อาภัพ (3) 2012/04/18

http://www.thairath.co.th/column/life/chewajit/253109

15 เมษายน 2555, 05:00 น.

Pic_253109

การตัดเล็บเท้าของตัวเอง เพราะเล็บมันขบจนเป็นหนอง เกือบจะเดินไม่ได้ของผมที่เล่าให้ฟังเมื่ออาทิตย์ก่อนนั้น เป็นตัวอย่างอันหนึ่งซึ่งผมชอบพูดอยู่เสมอว่า ถ้าคุณเอาใจใส่ดูแลตัวเองให้ดีๆ คุณก็จะรู้จักตัวเองดีขึ้น และเมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพซึ่งไม่ซับซ้อนจนเกินไปนัก คุณก็จะแก้ไขตัวคุณเองได้

หมายความว่าคุณเป็นหมอที่ดีที่สุดสำหรับตัวคุณเองนั่นแหละ

นั่นก็คือเป้าหมายของคอลัมน์สุขภาพ “ปั้นชีวิตด้วยชีวจิต” คือให้ความรู้แบบพื้นฐานแก่เพื่อนๆ ชาวชีวจิต ช่วยให้คุณรู้จักตัวเอง แก้ไขตัวเอง และช่วยให้คุณสร้างสุขภาพที่ดีสำหรับกายและใจของคุณเองได้

เอาละครับ สัปดาห์นี้ขออนุญาตพูดถึงสาเหตุต่างๆ หรือว่าที่จริงพูดถึงโรคต่างๆ ซึ่งจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม สามารถทำให้เกิดความผิดปกติของ “เท้า”– ผู้อาภัพ ของคุณได้

โรคแรกที่อยากจะเอ่ยถึงก็คือ “เบาหวาน” จำได้ไหมครับ เมื่อตอนแรกๆของเรื่อง “เท้า”

ผู้อาภัพนี้ ผมเอ่ยถึงโรคเบาหวานเป็นอันดับแรก สามารถทำให้เกิดอาการอย่างร้ายแรงเกี่ยวกับนิ้วเท้า จนกระทั่งอาจจะเกิดอาการหนักหนาจนต้องถูกตัดนิ้วเท้าได้

ฉะนั้น ตอนนี้ขอพูดถึงความผิดปกติของนิ้วเท้า อันเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดความผิดปกตินั้น ก็เพราะ “เบาหวาน”

1. ถ้าต้นเหตุเกิดจากเบาหวาน ก่อนจะแก้ปัญหาเกี่ยวแก่นิ้วเท้า ก็ต้องแก้ต้นเหตุ คือ เบาหวานให้ได้เสียก่อน

[ การรักษาเบาหวานโดยละเอียดนั้น จะยังไม่พูดถึงในขณะนี้ แต่จะพูดถึงเบาหวาน วิธีรักษาเบาหวาน หรือการควบคุมเบาหวานโดยละเอียดในบทความครั้งต่อๆ ไปคราวหน้า ]

โรคเบาหวานซึ่งจะมีอาการแทรกต่างๆ หลายอาการ และอาการอย่างหนึ่งของเบาหวาน ซึ่งจะเกี่ยวกับนิ้วเท้าผู้อาภัพโดยตรงก็คือ “มือชาเท้าชา”

ถ้าควบคุมเรื่องน้ำตาลสูงจนผิดปกติของเบาหวาน อาการมือชา เท้าชา จะหายไปหรือค่อยยังชั่วขึ้น

แต่ถ้ายังไม่ค่อยยังชั่ว วิธีแก้นิ้วเท้าชาจากเบาหวานดังนี้

1.1 ให้รับประทานวิตามิน C เม็ดละ 1,000 มก. หนึ่งเม็ดเช้า และหนึ่งเม็ดเย็น หลังอาหารทุกวัน จนอาการชาหายไป (ส่วนมากอาการจะดีขึ้นภายใน 2 อาทิตย์)

1.2 กินพืชและผักประเภทเป็นหัว เช่น แครอต, ข้าวโพด, มันฝรั่ง, มันเทศบ่อยๆ และมากกว่าที่เคยกินเป็นปกติ ถ้ากินผลไม้ ให้กินทั้งเปลือก ประเภทเปลือกบางๆ เช่น องุ่น, มะปราง

1.3 แช่เท้าในน้ำอุ่นผสมน้ำเกลือทุกวัน ในขณะที่แช่ให้นวดเท้า ฝ่าเท้า โดยเฉพาะฝ่าเท้าให้มากๆ

2. ถ้ามีปัญหาเรื่องเล็บเท้า เช่น เล็บแตก เล็บฉีก (รวมทั้งเนื้อแห้งมุมเล็บก็ฉีกด้วย เวลารอยฉีกสะดุดกับอะไร จะเจ็บแปล๊บ ทั้งเจ็บทั้งรำคาญ) และเล็บคุด

2.1 เนื้อรอบเล็บเท้า หรือใต้เล็บเท้าเป็นขุย หรือแห้งเป็นขอบแข็งเลือดไปเลี้ยงไม่ได้ ทำให้บริเวณเล็บมีสีคล้ำ บางคนเป็นสีดำน่าเกลียด แสดงว่าเล็บเป็นเชื้อรา

ทั้งกรณี ข้อ 2 และ 2.1 ให้ใช้วิตามินช่วย ใช้วิตามิน C ตามข้อ 1.1 และให้เติมวิตามิน B COMPLEX 100 มก. 1 เม็ด 3 มื้อ และวิตามิน B 5 (500 มก.) 1 เม็ด เช้า และให้กินโยเกิร์ต (ไขมันต่ำ เนื้อโยเกิร์ตแท้ ไม่มีเนื้อผลไม้หวานปน) วันละ 1 ถ้วย

และอย่าลืมแช่น้ำอุ่นใส่เกลือ 2 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 1 ลิตร และนวดเท้าในน้ำอุ่นด้วย

3. เล็บเท้ามีจุดขาวๆ หลายจุด แสดงว่าร่างกายขาดแคลเซียมและสังกะสี ให้กินแคลเซียมร่วมกับแมกนีเซียม (100 มก.) และสังกะสี 100 มก. อย่างละ 1 เม็ด ต่อวัน

ทั้งหมดนี้อาจจะยังไม่ครบถ้วนขบวนการเกี่ยวแก่การดูแลรักษา “เท้า” ผู้อาภัพของคุณ แต่กระนั้นก็ตาม การที่คุณเจ็บเท้าต้องเดินโขยกเขยก แล้วก็ลามไปถึงการเคลื่อนไหวตัว ต้องแข็ง ต้องปวด ต้องเมื่อยตามไปด้วย หรือบางครั้งถึงกับเป็นไข้ต้องลางานนอนอยู่กับบ้าน ทำไงดี?

เพียงแต่คุณดูแล “เท้า” ผู้อาภัพของคุณตามหลัก 3 ข้อนี้ เท้าของคุณก็จะดีขึ้นจนเป็นปกติในเวลาเพียงชั่วประมาณ 2 อาทิตย์ และถ้าคุณเห็นความสำคัญของเท้าและเรียนอาการผิดปกติของเท้า นิ้วเท้า และเล็บเท้า คุณก็จะทราบอาการสำคัญๆ ของร่างกายภายในและภายนอกได้เป็นอย่างดีด้วย

ต่อไปนี้เป็นรายการพิเศษเกี่ยวกับความสำคัญของเท้าผู้อาภัพของคุณ

เล็บ (ความจริงรวมทั้งเล็บมือและเล็บเท้าเข้าไว้ด้วยกัน) สีของเล็บควรจะเป็นสีนวลชมพูอ่อนๆ นั่นแสดงว่าคุณมีสุขภาพดี ระบบเลือดทั้งตัวของคุณดี และเป็นระบบสำคัญซึ่งแสดงว่าร่างกายของคุณแข็งแรงเป็นปกติ I.S. หรือ IMMUNE SYSTEM ของคุณแข็งแรงดี

แต่ถ้าตรงกันข้ามเล็บของคุณซีด แข็งและเปราะ นั่นแสดงว่าระบบเลือดของคุณน่าจะมีปัญหาเสียแล้ว และถ้าเล็บของคุณ (โดยเฉพาะเล็บมือ) มีดอกขาวเหมือนอย่างที่กล่าวถึงในข้อ 3. บางท่านถือโชคถือลางสักนิดจะบอกว่า “เล็บออกดอก โชคดี คุณจะรวยมากๆ”

ความเชื่ออย่างนี้เห็นจะใช้ไม่ได้ ตรงกัน ข้าม อยากจะขอให้คุณตั้งสติให้ดีๆ มองย้อนไปถึงกิจวัตรประจำวันของคุณ คำถามตอนนี้ก็คือ คุณกินอาหารถูกต้องหรือยัง

ที่ถามว่าอย่างนี้ ก็เพราะจากประสบการณ์ซึ่งผมดูแลคนไข้มากว่า 27 ปี ได้พบว่า ถ้ามีอาการผิดปกติที่เล็บ ให้ดูเรื่องของอาหารหรือสูตรอาหารของคุณให้ดี เพราะความผิดปกติของเล็บนั้น เป็นเครื่องเตือนว่า คุณกินอาหารไม่ถูกต้อง และสูตรอาหารประจำวันของคุณต้องแก้ไขด่วน

ความผิดปกติของเล็บ เกี่ยวข้องกับเรื่องโภชนาการตรงเผงเลย

เมื่อเห็นเล็บมือเล็บเท้าผิดปกติ ลองจับดูมือและเท้าดู จะเห็นว่า ค่อนข้างเย็น เลือดมาเลี้ยงส่วนปลายของมือและเท้าไม่ได้ แสดงว่าระบบเลือดกำลังมีปัญหา

ถ้ามีอาการอย่างอื่นเข้ามาแทรก เช่น อ่อนเพลียในตอนเช้ามากๆ นอนตั้งหลายชั่วโมง ตื่นขึ้นมาแล้วก็ยังลุกไม่ไหว มีอาการปวดหัวน้อยๆ ในตอนเช้า แต่พอตอนสายๆ หน่อยจะปวดรุนแรงขึ้น แถมยังมีอาการคลื่นไส้ อยากจะอาเจียนด้วย

เอ ถ้าอย่างนี้ คงไม่ใช่เรื่อง “เท้า ผู้อาภัพ” อย่างเดียวเสียแล้ว อาจจะเป็นตัวคุณเองอาภัพไปหมดทั้งตัวแล้วก็ได้

ทำอย่างไรดี ก็สำรวจตัวเองต่อซีครับ

สำรวจอย่างไร สำรวจตามสูตร 5 เล็ก ที่ผมเคยแนะนำและเคยเขียนในคอลัมน์ “ปั้นชีวิตใหม่ด้วยชีวจิต” ใน “ไทยรัฐ” ของเรานี่มาหลายครั้งแล้วไงละครับ

5 เล็กของเราก็คือ 1.กินให้ถูก 2.นอนให้ถูก 3.ทำงานให้ถูก 4.พักผ่อนให้ถูก และ 5.ออกกำลังกายให้ถูก

เพื่อนๆ หลายคนคงจะงง ไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน ไม่เป็นไรครับ เราจะจัดสัมมนา “เรื่อง 5 เล็ก และ 5 ใหญ่ของชีวจิต” ต้นเดือนพฤษภาคม 2555 เป็นสัมมนาฟรี ไม่ต้องเสียเงินใดๆทั้งสิ้น

โดยเหตุที่สถานที่จำกัด ท่านที่สนใจ กรุณาส่งจดหมายสมัครเข้าร่วมสัมมนาได้ตั้งแต่บัดนี้

“สัมมนาชีวจิต” รพ.บางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล 362 พระราม 2 บางมด จอมทอง กทม. 10150.

*************

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย สาทิส อินทรกำแหง
  • 15 เมษายน 2555, 05:00 น.
 

“เท้า” ผู้อาภัพ (2) 2012/04/09

http://www.thairath.co.th/column/life/chewajit/251391

8 เมษายน 2555, 05:00 น.

Pic_251391

ตอนนี้จะเป็นตอนที่ 2 ของหัวข้อที่ตั้งไว้อาทิตย์ที่แล้วว่า “อะไรกันนะ? เรื่องเล็กๆ

ถึงกับต้องผ่าตัดใหญ่เชียวรึ?” และก็ได้ตั้งปริศนาเมื่ออาทิตย์ที่แล้วว่า อะไรคืออวัยวะท่ี “อาภัพ” ที่สุดของคนเรา?

ได้เฉลยไปแล้วนะครับ ส่วนของร่างกายที่ “อาภัพ”ที่สุด ก็คือ “เท้า”

เราใช้เขามากที่สุด เขาต้องทำงานให้เราชนิดที่ต้องออกแรงมากที่สุด ถ้าไม่มีเขา เราก็ไปไหนไม่ได้ ชีวิตประจำวันของเราก็ต้องสิ้นสุดลงตรงที่เรากลายเป็นผู้พิการ เพราะเราไม่มีเขา เราก็อยู่ไม่ได้

แต่อาภัพอย่างไร รู้ไหมครับ เราไม่เคยเอาใจใส่เขาเลย ไม่เคยดูทุกข์สุขของเขาเลย ไม่เคยรู้ว่า บางครั้งและหลายครั้ง เขาต้องอยู่อย่างเจ็บปวดและทรมาน

จนกระทั่งวันหนึ่งนั่นแหละ เขาเจ็บปวดจนทนไม่ได้ คุณก็เลยต้องโขยกเขยกพาเขาไปหาหมอ ซึ่งบางครั้งก็เป็นการสายเกินไป คุณหมอท่านจึงจำเป็นต้องตัดนิ้วเท้าทิ้ง

อาทิตย์ที่แล้วได้เล่าถึงประสบการณ์ของผมเองว่า เล็บขบหัวแม่เท้าเจ็บมากจนเดินเกือบไม่ได้ จึงพยายามหาเพื่อนซึ่งเป็น “หมอเท้า” แต่ปรากฏว่า “หมอเท้า” คือ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเท้าโดยเฉพาะที่เรียกกันว่า D.PM. (DOCTOR OF PODIATRIC MEDICINE) นั้นไม่มี

ผมจึงตัดสินใจว่า ผมน่าจะต้องช่วยตัวเองเสียแล้ว (นั่นแน่! คุณพี่รุ่นอายุแปดสิบคนนั้น ทำเป็นยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เมื่อได้ยินคำว่า “ช่วยตัวเอง” ผมไม่ได้หมายความถึงการกระทำสัปดนแบบคนรุ่นเราที่ชอบทำนะครับ)

และการที่ผมจะทำแบบช่วยตัวเองนี้ ขอเตือนเพื่อนล่วงหน้าไว้ก่อนว่า ถ้าคุณไม่มีความรู้ทางการพยาบาลเลย ก็อย่าทำดีกว่า––อันตราย

วิธีที่จะช่วยตัวเองในเรื่องเกี่ยวแก่การเจ็บ การป่วยของนิ้วเท้าและแม้แต่กระทั่งเรื่องเล็กๆอย่างเล็บขบนี้ คุณต้องมีเครื่องมือในการตัดเล็บเท้าดีพอสมควร

เครื่องมือตัดเล็บเท้าซึ่งผมชอบใช้เป็นประจำมักจะเป็นกรรไกรตัดเล็บมีลักษณะเหมือนคีมตัดลวดอันเล็กๆ

คีมนี้มักจะทำด้วยเหล็กกล้า ปลายคีมจะเป็นเหล็กแหลมงุ้มสองข้างเหมือนปากนกแก้ว ตัดเล็บเท้าซึ่งแข็งมากๆได้ดี และปลายแหลมแบบปากนกแก้วนั้น ก็จะใช้แหย่และตัดมุมซอกเล็บได้ลึก (แต่ต้องมีความชำนาญในการตัด ม่ายงั้นเลือดโชกแน่)

ที่มุมขวาของหัวแม่เท้าซ้ายของผมนั้น เล็บจิกเข้าไปในเนื้อลึกมาก มุมนิ้วเท้าบวมแดงอักเสบและปลายนิ้วหัวแม่เท้าและปลายนิ้วชี้ของผมมันเฉเอียงๆเข้าหากัน (นิ้วเท้าเฉมาตั้งแต่เด็กแล้ว) นิ้วโป้งเจ็บ นิ้วชี้ก็มักจะเจ็บตามไปด้วย

ผมตัดสินใจที่จะตัดซอกเล็บนิ้วโป้ง และตัดเล็บซึ่งงุ้มมากๆของนิ้วอื่นๆด้วยตนเอง

ตรงนี้ขอย้ำอย่างหนักแน่นอีกครั้งหนึ่งว่า ถ้าคุณไม่มีความรู้ทางการแพทย์หรือพยาบาลอย่าทำเองเป็นอันขาด คุณคงต้องให้แพทย์ช่วยดูแลให้ เพราะถ้าจะต้องตัดเล็บขบซึ่งเข้าไปในเนื้อลึกๆนั้น คนไข้บางคนต้องรับการผ่าตัดเล็กๆโดยใช้ยาชาฉีดที่ปลายนิ้วเท้า แล้วตัดมุมเล็บซึ่งฝังในเนื้อออก บางคนต้องถอดเล็บออกเลยก็มี

แต่ตัวผมเองนั้นไม่ต้องใช้ยาชา ปกติผมเป็นคนอดทนต่อความเจ็บปวดได้เป็นพิเศษ เพื่อนๆที่สนิทหลายคนออกปากว่า ความอดทนต่อการเจ็บปวดของผมนั้นผิดธรรมดามากๆ

วิธีตัดมุมเล็บของผมก็ไม่มีวิธีพิสดารอย่างไร ผมเอากรรไกรตัดเล็บปากนกแก้วมาทำความสะอาด ต้มในน้ำร้อนให้เดือด มียาทาฆ่าเชื้อและผ้าก๊อซสะอาดๆปิดแผลก็พอแล้ว

ตอนจะตัดมุมเล็บนั้นยากหน่อย เพราะต้องก้มตัวลงไปหัวเกือบจดเท้า คนอายุเกิน 85 อย่างผมนั้น มักจะตัวแข็ง หลังแข็งก้มงอหลังไม่ได้

แต่ผมรำตะบองแบบชีวจิตแถมยังเล่นเทนนิสเป็นประจำเกือบทุกวันด้วย ตัวผมจึงอ่อนพองอตัวบังคับหัวเกือบถึงเท้าได้

ผมนั่งขัดสมาธิ (ภาษาชาวบ้านเรียกว่า ขัดตะหมาด) เท้าซ้ายทับเท้าขวา เพื่อจะได้ยกเท้าซ้ายขึ้นมาตัดเล็บได้สะดวก

พองอตัวยกเท้าซ้ายได้ ก็ตั้งท่าจะตัดเล็บ ตอนนี้ยากมีปัญหาเล็กน้อย เพราะผมเป็นคนถนัดขวา ใช้มือขวายกเท้าซ้ายให้ลอยขึ้น แล้วก็ต้องใช้มือซ้ายซึ่งไม่ถนัดเลยจับคีม จดจ้องอยู่ตั้งนาน เพราะจะต้องให้ปลายคีมลงร่องมุมเล็บอย่างแม่นยำ

พบว่ามุมเล็บจิกเนื้อลึกมาก เอาปลายตะไบตัดเล็บแทงซอกเล็บเพื่อให้ปลายคีมเข้าไปมุมเล็บให้ได้

ค่อยๆเล็มเล็บ ปรากฏว่าเข้าไม่ถึงโคนปลายเล็บ เนื้อบริเวณหัวแม่เท้าก็แห้งแข็ง ปลายคีมเข้าไม่ได้ ตอนนี้แหละเจ็บมาก

ก็เลยเข้าใจ เล็มปลายเล็บและตัดเนื้อรอบๆไปพร้อมกัน เลือดออก ไม่เป็นไรทนได้ ตัดเล็บลึกจนถึงปลายเล็บ เสียงดังแก๊บเบาๆ แสดงว่าปลายเล็บหลุดออกมาแล้ว ใช้ปากคีมคีบเล็บออกมา แล้วใช้ผ้าก๊อชอุดแผลห้ามเลือด

พอเลือดหยุดดีแล้ว ก็ตัดเล็บนิ้วอื่นๆ ซึ่งงุ้มทับปลายนิ้วต่อไป ซึ่งไม่ใช่งานยาก ไม่ต้องตัดเนื้อที่นิ้ว ประเดี๋ยวเดียวก็เสร็จ

ทีนี้ก็มาถึงตอนสำคัญ คือ ทำความสะอาดแผล ตอนนี้ขอคุยโม้สักหน่อยนะครับ เพื่อนๆรุ่นเดียวกับผม ทั้งที่เป็นหมอและไม่ใช่หมอ จำได้ไหมเอ่ย ยาใส่แผลสดสมัยก่อนนั้น เขาใช้ยาอะไร

“ทิงเจอร์ไอโอดีน” ไงละครับ จำได้ไหม มันปวดแสบปวดร้อนเข้าไปถึงหัวใจทีเดียวเชียว พูดได้เต็มปากเลยว่า แสบเข้าไปถึงหัวใจเลยละ

นั่นแหละ ผมโดนมาแล้วมากมายหลายครั้ง และก็ตีหน้าเฉยมาได้ทุกครั้งไงละครับ

แต่ตอนนี้แก่แล้ว สงสัยว่า จะแสบเข้าไปถึงหัวใจคงทนไม่ได้ เอายาฆ่าเชื้ออย่างเบาดีกว่า

ก็ได้ยาประเภทโพวิโดน ไอโอดีน คือเป็นไอโอดีนผสมยาอื่นๆ เบาแสบเบาปวดไปได้เลย และเป็นยาฆ่าเชื้อได้อย่างดี (มีขายตามร้านขายยาทั่วไป)

ทายาแล้วใช้ผ้าก๊อซปะไว้สักครู่ก็หายเจ็บ และการที่จะให้แผลหายดี โดยเฉพาะแผลสดๆนี้ก็ขอแนะนำยาง่ายๆนะครับ

1. วิตามิน เอ ชนิดอย่างเป็นน้ำมัน ซึ่งจะเป็นเม็ดๆแบบแคปซูล ใช้เข็มเจาะแคปซูลบีบน้ำมันออกมา แล้วทาที่แผล

2. พอแผลแห้งดีแล้ว ใช้วุ้นว่านหางจระเข้ (มีขายเป็นหลอดครีม) ทาทับ แล้วเอาผ้าก๊อซปิดไว้ให้สะอาด

ทำซ้ำๆกัน 4-5 วัน แผลก็หายสนิท

แต่ระวังนะครับ แผลสดๆ และเป็นแผลเล็กๆ รักษาไม่ยาก คุณต้องระวังให้แผลสะอาด และเนื้อบริเวณเล็บซึ่งแห้งนั้น มันจะแห้งจนรู้สึกว่า มันไม่ใช่หนังของเรา ใช้วุ้นว่านหางจระเข้ทาและนวดทุกวัน แม้ว่าแผลจะหายแล้ว ก็นวดด้วยวุ้นหางจระเข้ทุกวัน เนื้อจะค่อยๆเป็นเนื้อดีขึ้น

นี่เป็นตัวอย่างเล็กๆน้อยๆ คราวหน้าจะพูดถึงวิธีดูแลเท้าให้เขาหายจากเป็นอวัยวะที่อาภัพ ทั่วทั้งตัวของคุณจะได้เป็นอวัยวะที่สมบูรณ์–สวยงาม สมกับเป็น “ตัวเต็มตัว ”เสียที.

************

(ตามที่คุณวรรณพรได้ส่งแฟกซ์ มาปรึกษาอาการของคุณพ่อ  แต่หมายเลขของคุณใช้ไม่ได้ เนื่องจากเบอร์โทร.ที่ให้มามีแค่ 6 หลัก ดังนั้นกรุณาติดต่อแจ้งเบอร์ใหม่ด้วยนะครับ).

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย สาทิส อินทรกำแหง
  • 8 เมษายน 2555, 05:00 น.
 

อะไรกันนะ? เรื่องเล็กๆ ถึงกับต้องผ่าตัดใหญ่เชียวรึ 2012/04/09

http://www.thairath.co.th/column/life/chewajit/249727

1 เมษายน 2555, 05:00 น.

Pic_249727

ทำท่าจะมาแปลกนะครับคราวนี้ ขึ้นต้นบทความก็เริ่มกันด้วยคำถามทีเดียวเชียว!

เอาล่ะ ไหนๆก็ไหนๆกันแล้ว ผมขอเริ่มด้วยคำถามซ้อนคำถามเสียเลย จะได้งงกันมากขึ้น

อวัยวะส่วนไหนของคุณที่อาภัพที่สุด? นี่คือคำถามซ้อนคำถามข้อแรก

ยังทำท่างงๆ อยู่ใช่ไหมครับ มีด้วยหรือ อวัยวะที่อาภัพที่สุด

ขอเฉลยสั้นๆนิดหนึ่งว่า อวัยวะส่วนนี้เป็นส่วนที่โดดเด่นที่สุดของร่างกาย ทำงานหนักที่สุด หมายความว่าคุณต้องใช้งานเขามากที่สุดในชีวิตแต่ละวัน

แล้วยังไง ทั้งๆที่โดดเด่นที่สุด และต้องใช้งานเขามากที่สุดเช่นนี้แหละ แต่คุณก็ไม่ได้สนใจเขาเลย หรือไม่ได้เอาใจใส่เขาเลยว่า เขามีความเป็นอยู่อย่างไร ทุกข์สุขของเขาเป็นอย่างไร

จนกระทั่ง…อยู่มาวันหนึ่ง จะเกิดอุบัติเหตุหรือจะเกิดความผิดปกติเล็กๆน้อยๆอย่างไรก็ตามแก่เขาผู้นั้น

อุบัติเหตุเล็กๆน้อยๆของเขานั้นก็มาสะดุดเข้ากับชีวิตของคุณ มันเหมือนกับว่าชีวิตอันแสนจะรุ่งโรจน์ต่อไปในอนาคตของคุณ ต้องหยุดชะงักทันที

อะไรกันขนาดนั้น ถึงกับชีวิตต้องหยุดชะงักเชียวหรือ? แล้วเจ้าอวัยวะนั้น คืออะไรเล่า และมันจะอาภัพถึงขนาดเราไม่ได้สนใจเขาเลยนั้นได้อย่างไร

เอาละครับ ทำเป็นอมพะนำต่อไป เดี๋ยวคุณก็จะโมโหเสียเปล่าๆ ดีไม่ดีก็จะเลิกเป็นแฟนกัน ผมก็ต้องนั่งร้องไห้อยู่คนเดียวละซี

อวัยวะนั้นก็คือ “เท้า” ยังไงล่ะครับ!!!

แล้วก็จริงไหมครับ คุณใช้เท้าของคุณอยู่ทุกวัน คุณเคยเอาใจใส่เขาบ้างไหม? เคยดูไหมว่า รองเท้าที่เขาใส่อยู่นั้นคับหรือหลวม? เวลาเดินเท้านั้นเดินได้สบาย? หรือปวดนิ้วเท้า เพราะหัวรองเท้ามันรัดนิ้วเท้าจนคับติ้ว? เดินโขยกเขยกปวดเท้าแทบตาย แต่คุณก็ทำเป็นไม่รู้เรื่องบังคับให้เขาเดินโขยกเขยกอยู่อย่างนั้น

หรืออย่างเบาที่สุด ถุงเท้าที่คุณใส่อยู่ซ้ำๆ ซากๆทุกวันนั้น มันเกิดเปียกชื้น คุณก็ใส่ เท้าของคุณแช่อยู่อย่างนั้น ถอดถุงเท้าออกมา เท้าก็เหม็นหึ่งเหมือนซากหนูเน่า มิหนำซ้ำเชื้อราก็เกาะตามเล็บและซอกเท้าเหม็นหึ่งอีกเช่นกัน

นั่นไง คุณไม่เคยเอาใจใส่เขาเลย จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาเกิดเจ็บปวดขึ้นมา เดินไม่ได้นั่นแหละ คุณจึงนึกขึ้นมาได้ว่า ต้องพาเขาไปหาหมอเสียแล้ว

อย่างนี้จะพูดได้หรือยังว่า เท้าเป็นอวัยวะที่อาภัพที่สุด?!!

เอาละ ยอมรับล่ะว่า เท้าเป็น อวัยวะที่อาภัพที่สุด แล้วที่จั่วหัวเรื่องว่า “เรื่องเล็กๆถึงกับต้องผ่าตัดใหญ่ เชียวรึ?” นั่นนะ เกี่ยวข้องกับความอาภัพของเท้าด้วยหรือ

เกี่ยวซีครับ เกี่ยวมากๆด้วย เอาตัวอย่างของจริงสักรายมาเล่าดีกว่า

“คุณ ป. เคยมาปรึกษา เมื่อ 5 ปีมาแล้วว่า ปวดข้อเท้า-ปวดเท้าเดินไม่ค่อยถนัด นอกจากนั้นเท้ามักจะชานานๆ

จากผลของการตรวจเลือด ปรากฏว่าคุณ ป.มีอาการน้ำตาลสูง หรืออาจจะเรียกว่า เบาหวานอ่อนๆก็ได้ ได้ปรึกษากับแพทย์เบาหวาน ท่านก็ให้ยาลดน้ำตาล และในด้านปวดเท้าก็ให้วิตามินช่วยในเรื่องอาไทรทิส และทำโปรแกรมการควบคุมอาหารให้คุณ ป.

อาการของคุณ ป.ก็ดีขึ้นเป็นลำดับ แล้วคุณ ป. ก็หายไป ไม่มาติดต่อเป็นเวลา 5 ปี

เมื่อประมาณสักเดือนที่ผ่านมามานี้เองคุณ ป.ก็โทรศัพท์มาบอกว่า ขณะนี้คุณ ป.เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง และถูกตัดนิ้วหัวแม่เท้าและนิ้วชี้เท้าออกไปสองนิ้ว

ผมก็ตกใจ ถามลูกชาย คุณ ป.ว่า เพราะอะไรถึงถูกตัดนิ้วเท้า ลูกชายตอบว่า ตอนแรกคุณพ่อมีอาการเล็บเท้าขบ เกิดอักเสบเป็นหนอง เดินไม่ได้ ก็เลยพาเข้าโรงพยาบาล ทำไมเพียงแค่เล็บขบเท่านั้น ถึงกับต้องตัดนิ้วเท้าเชียวหรือ

ผมคิดว่าต้องมีอะไรผิดปกติมากๆ นึกถึงประวัติเก่าของคุณ ป. ถึงถามต่อว่า ตอนนี้อาการเบาหวานของคุณพ่อเป็นอย่างไร ได้รับคำตอบว่า น้ำตาลสูงมาก และสูงมาหลายปีแล้ว

ผมก็เลยนึกออก ตอบลูกชายคุณ ป.ไปว่า ที่หมอต้องตัดนิ้วเท้านั้น คงไม่ใช่เพราะเล็บขบ หรอก แต่คิดว่าคงเป็นเพราะเบาหวานมากกว่า

เห็นไหมครับ ผมตอบคำถามที่จั่วเป็นหัวเรื่องได้แล้ว และในขณะเดียวกันก็ได้เฉลยคำถามซ้อนคำถามด้วยว่า “อวัยวะที่อาภัพที่สุดก็คือ เท้าของเรานี่แหละ”

ตกลงตอนนี้ ได้เป็นสูตรง่ายๆ ว่า

เล็บขบ+เบา หวาน = มีโอกาสถูกตัดนิ้วเท้า”

เรื่องเล็กๆกลายเป็นต้องผ่าตัดใหญ่ ก็เพราะสูตรเล็กๆ คือ “เล็บขบ” นี่แหละ เห็นหรือยังครับว่า ไม่ใช่เรื่อง “เว่อร์” แต่เป็นเรื่องจริง

คราวนี้ก็มาถึงเรื่องจริงอีกเรื่องหนึ่ง คือ เรื่องของผมเอง ปกติผมชอบเล่นเทนนิสเป็นประจำ แต่ด้วยความจำเป็นหลายประการ เมื่อปีที่แล้วไม่มีโอกาสได้เล่นเทนนิสเลย สุขภาพเลวลง รู้สึกว่าตัวเองกำลังจะป่วย

เมื่อเร็วๆนี้เอง มีโอกาสแวบเดียว แวบเดียวจริงๆครับ เพื่อนชวนอย่างแข็งขันว่า “ต้องเล่นเสียทีเถอะ ม่ายงั้นพี่จะแย่แน่ๆ”

“พี่” ก็คือตัวผมเอง เมื่อเขาว่าอย่างนั้น ผมก็รีบแต่งตัว เอารองเท้าเทนนิสมาใส่ ปรากฏว่า ใส่ไม่ได้

ผมแปลกใจมาก รองเท้าเคยใส่ทำไมใส่ไม่ได้ ถุงเท้าหดไปหรือเปล่า เปลี่ยนถุงเท้าใหม่อีก ก็ยังใส่ไม่ได้อยู่ดี

เลยถอดรองเท้าออก ลองพิจารณาดูนิ้วเท้าอย่างละเอียด โอ้โฮ เจอสาเหตุสำคัญ นิ้วโป้งหัวแม่เท้าด้านขวา มุมเล็บจมอยู่ในเนื้อลึก บริเวณรอบๆมุมเล็บเป็นเนื้อแห้งขาวๆหุ้มอยู่ เนื้อแห่งนั้น คือ เนื้อที่แห้งจนเลือดมาเลี้ยงไม่ได้ เนื้อตายแล้ว

ลองกดด้านข้างหัวแม่เท้า สะดุ้งโหยงเจ็บมากๆ ดูนิ้วชี้ติดกับหัวแม่เท้า ปลายนิ้วเฉไป เล็บสีคล้ำ จับดูเจ็บอีกเหมือนกัน

ผมคิดว่าต้องให้เพื่อนหมอด้วยกันดูสักหน่อย แต่เรื่องแปลกมหึมา (แปลว่าแปลกมากๆ) ก็คือ ดูเหมือนว่า เมืองไทยไม่มี “หมอเท้า” เลย

เรามีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแขนงต่างๆมากมาย แต่แขนงเกี่ยวกับ “เท้า” โดยเฉพาะ

ผมมาคิดเล่นๆว่า อาจจะเป็นเพราะชื่อ “เท้า” (ขอโทษนะครับ ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “ตีน” นะ) นั้น คนไทยเห็นว่า เป็นของต่ำหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ เมืองไทยจึงไม่มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง “เท้า” กันบ้างเลย

ของฝรั่งมีหมอเฉพาะเรื่องเท้า เรียกว่า PODIATRIST หรือบางทีชื่อเก่ากว่านี้ ก็เรียกว่า CHIROPODY แต่ชื่อหลังนี้อาจจะฟังไม่ค่อยโก้ ก็เลยหายไป เหลือแต่ PODIATRIST อย่างเดียว

ตอนนี้หมอเฉพาะทางเกี่ยวแก่เท้าของฝรั่งมีมากมายครับ เพราะฝรั่งคงไม่ถือว่าเท้าเป็นของต่ำ เลยหากินทางเรื่องเท้า คิดเงินแพงๆ จนร่ำรวยเป็นเศรษฐี ตั้งตัวเป็นหมอ M.D. อย่างภาคภูมิ แต่เรียกเป็นตัวย่อว่า D.PM. ย่อมาจากชื่อเต็มยศว่า DOCTOR OF PODIATRIC MEDICINE (แต่หมอพวกนี้ เวลาแนะนำตัวเอง ตอนแรกๆแกก็ทำหน้าปุเลี่ยนๆเหมือนกันนะครับ)

คราวหน้าขอเล่าต่อว่า ผมหาหมอ “เท้า” ไม่ได้ แล้วมีวิธีรักษาเท้าอย่างไร? สนุกมากครับ.
สาทิส อินทรกำแหง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย สาทิส อินทรกำแหง
  • 1 เมษายน 2555, 05:00 น.
 

นอนไม่หลับมีจริงหรือ (ต่อ) คราวนี้หลับกันจริงๆเสียทีดีไหม? 2012/03/27

http://www.thairath.co.th/column/life/chewajit/247909

25 มีนาคม 2555, 05:01 น.

Pic_247909

เอาละครับ ถึงเวลานอนหลับกันจริงๆ เสียที

ทำไมถึงจะต้องมาเคี่ยวเข็ญให้นอนให้หลับให้ได้ เพราะการนอนแบบชีวจิตนั้น ต้องนอนให้หลับสนิทและหลับลึก

แล้วเกิดอะไรขึ้น

เกิดซีครับ และเกิดอย่างสำคัญต่อชีวิตของคุณด้วย

ถ้าหลับสนิทและหลับลึก คุณจะได้ยาวิเศษจากตัวคุณหลั่งออกมา

ยาวิเศษตัวนี้ คือ G.H. หรือ GROWTH HORMONE

G.H. เป็นยาวิเศษอยู่ในตัวคุณตลอดเวลา

วินาทีแรกที่คุณคลอดออกมาจากครรภ์มารดา G.H. จะเริ่มทำงานทันที

และ G.H. จะหลั่งในลักษณะอัตราเร่งระยะแรก คุณก็เจริญเติบโต แข็งแรง กลายเป็นผู้เป็นคน เป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์ นั่นหมายความว่า I.S. หรือ IMMUNE SYSTEM ทั่วทั้งตัวคุณได้ทำงานอย่างเต็มที่แล้ว

ฉะนั้น G.H. จึงเป็นตัวสำคัญตัวหนึ่งของ I.S. ที่ทำให้คุณแข็งแรง สุขภาพสมบูรณ์ได้

แต่ G.H. มีความแปลกประหลาดในตัวของมันเอง เมื่อคุณเจริญเติบโตเต็มที่ อายุประมาณ 18–20 ปี G.H. จะหยุดหลั่งออกมา หรือถ้าหลั่งก็หลั่งในปริมาณที่น้อยมาก

บางคนมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่อง G.H. อายุสักประมาณ 30 มีความผิดปกติ G.H. ไม่หลั่งออกมาเลย

เขาผู้นั้นก็จะกลายเป็นคนอ่อนแอ อ่อนเปลี้ยเสียกำลัง สุขภาพไม่แข็งแรง เจ็บป่วยได้ง่าย ป่วยเป็นโรคร้ายแรง รักษาไม่ได้ก็มี เพราะ G.H. ไม่หลั่งออกมานี่เอง

ถ้าร่างกายแข็งแรงเป็นปกติ หลังจากอายุ 30 G.H. หลั่งน้อยลง แต่ไม่ได้หมายความว่า G.H. ไม่หลั่งเลย ยังคงหลั่งอยู่จนกระทั่งอายุถึง 50-60 ปี ตอนนี้เองที่บางคน G.H. จะหยุดหลั่ง

เมื่อหยุดหลั่ง ท่านผู้นั้นก็จะดูแก่ชราลงทันที ผิวหนังเหี่ยว ผมหงอกร่วง หรือบางทีก็หัวล้าน จะเดินเหินก็กะง่องกะแง่งเหมือนคนพิการ

แก่เร็วเพราะ G.H. หยุดหลั่ง

ตอนนี้แหละจะเห็นความสำคัญของการนอนหลับสนิทและหลับลึก

ถ้าคุณควบคุมการนอนของคุณได้ คุณหลับสนิทและหลับลึกได้ G.H. ก็จะหลั่งออกมา

คุณก็กลายเป็นหนุ่มหรือเป็นสาวขึ้น สุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง ทุกอย่างดูสดใส มีความสุขทั้งกายใจ อายุก็ยืนด้วย

นี่แหละครับ สรุปได้เลยว่า การนอนหลับสนิทและหลับลึก เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ I.S. หรือ IMMUNE SYSTEM แข็งแรง ชีวิตของคุณก็จะมีความสุขเต็มเปี่ยม

ต่อไปนี้จะถึงมาตรการสรุปเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวเพื่อให้นอนหลับ ตลอดเวลา 3-4 อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้แนะนำวิธีปฏิบัติตัวแบบต่างๆ เพื่อให้นอนหลับง่าย ครั้งนี้คงจะเป็นข้อสรุปครั้งสุดท้าย ซึ่งก็จะเป็นอีกหลายทางเลือกเพิ่มขึ้นมากกว่าเก่า

(ข้อนี้สำคัญนะครับ สำหรับบางท่านซึ่งเป็นโรคนอนไม่หลับแบบผิดปกติหรือแบบเรื้อรัง เช่น ป่วยทางระบบประสาทหรือป่วยเกี่ยวกับระบบหายใจ เกิดอาการนอนไม่หลับมาเป็นเวลานาน เหล่านี้ท่านอาจจะต้องการการปรึกษาหรือเสาะหาคำแนะนำส่วนตัวเป็นพิเศษ คงจะต้องปรึกษาหารือกันอย่างจริงจังแล้ว ติดต่อได้ที่ 0–2877– 1111 ต่อ 1032 ผมจะแนะนำแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านให้)

ต่อไปนี้คือมาตรการต่างๆที่ผมรวบรวมไว้เป็นข้อสรุป เพื่อช่วยผู้ที่มีปัญหาการนอนไม่หลับ

1. มีหลายท่านโต้แย้งเรื่องดื่มเหล้า-เบียร์ ก่อนนอน ท่านอ้างว่าท่านดื่มเหล้าแล้วก็หลับสบาย ท่านเข้าใจผิดครับ ท่านอาจจะหลับไปเพราะความมึนเมา นั่นไม่ใช่การหลับตามปกติหรือตามธรรมชาติ

เมื่อท่านตื่นขึ้น ท่านจะตื่นแบบคนเมา โผเผไม่มีแรง อย่างที่เราเรียกกันว่า “เมาค้าง ” หรือ “แฮงก์ โอเวอร์” (HANG OVER) แถมยังตามด้วยอาการปั่นป่วนทางท้อง เรอโอ้กอ้าก คลื่นไส้ อยากจะอาเจียนตามมาด้วย

ฉะนั้น ขอยืนยันว่า อย่ากินเหล้าหรือดื่มของมึนเมาก่อนนอนเป็น อันขาด เพราะช่วยแก้เรื่องนอนไม่หลับไม่ได้เลย

2. ถ้ารู้สึกว่าท้องว่างหรือหิวก่อนนอน ให้ใช้อาหารอ่อนๆ เช่น ข้าว ต้มหรือโจ๊กจากข้าวซ้อมมือหรือดื่มน้ำเต้าหู้ถ้วยเล็กๆอุ่นๆ ไม่ใส่น้ำตาล ไม่ควรกินอาหารหนัก

ไม่ควรดื่มน้ำมากๆก่อนนอน เพราะจะทำให้คุณต้องลุกไปห้องน้ำบ่อย และนอนต่อก็จะกลายเป็นหลับไม่ได้

3. อย่าโกรธ อย่ากลุ้มใจ เพราะนอนไม่หลับ ให้เพ่งที่ใจของคุณว่า มันเป็นเรื่องเล็ก ทำตัวให้เบาสบาย อย่ากังวล

4. หาตัวช่วย จัดที่นอนให้โปร่ง เบาสบาย ถ้าห้องของคุณต้องติดแอร์ ตั้งเครื่องไว้ว่า ให้เปิดและปิดได้โดยอัตโนมัติ เปิดแอร์ครั้งหนึ่งสัก 2 ชั่วโมง และพัก 2 ชั่วโมงสลับกัน

5. ตัวช่วยอีกอย่างหนึ่ง คือ หาเพลงเบาๆ เย็นๆ เปิดฟังก่อนนอน หรือหาแผ่นซีดีเสียงธรรมชาติ เช่น เสียงน้ำตก เสียงคลื่นทะเล เสียงฝนตกซ่าๆ เป็นต้น

ฟังเสียงเพลงและเสียงธรรมชาติต่างๆเหล่านี้ ใจจะเยือกเย็นสงบ หลับง่าย

ถ้าชอบสวดมนต์ยิ่งดี สวดยาวๆ เบาๆ จะหลับสบายดียิ่งนัก

6. ตอนกลางวันเวลาทำงาน รู้สึกเพลียและง่วงลืมตาไม่ขึ้น หาที่เงียบๆนั่งพัก หรือนอนงีบเล็กๆสัก 15 นาที

ก่อนจะงีบ บอกตัวเองไว้ว่า เราจะพักผ่อน เพื่อให้กายและใจสบายและสงบ และไม่ต้องการนอนหลับยาว ต้องการพักเพียง 15 นาทีเท่านั้น

ได้มีการทดลองและทดสอบ การงีบสั้นๆในที่ทำงาน ช่วยให้ประสิทธิภาพในการทำงานของพนัก– งาน-เจ้าหน้าที่ดีขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่า (รายงานจากรีดเดอร์ไดเจสท์ แอสโซซิเอชั่น 1982)

7. ถ้าตื่นขึ้นกลางดึก นอนต่อก็ไม่หลับ อย่าปล่อยให้ตัวเองนอนลืมตาอย่างนั้นเกินครึ่งชั่วโมง ให้ลุกขึ้นทำงานเล็กๆในบ้านสักพัก พอรู้สึกง่วงก็รีบไปนอน จะหลับได้สบาย

8. จากการทดลองเกี่ยวกับการนอนในห้องแล็บ การนอนหลับจะแบ่งออกเป็นสี่ขั้นตอน ขั้นตอนแรก จะเป็นการนอนหลับแบบเคลิ้มๆ เป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

ขั้นตอนที่ 2 และ 3 การหายใจลึกๆ ยาวๆ จะเกิดขึ้น หัวใจเต้นช้าลง อุณหภูมิของร่างกายลดลง

ขั้นตอนที่ 4 จะหลับสนิท ในระหว่างขั้นตอนที่ 4 นี้ บางคนจะฝัน เกิดอาการที่ย้อนกลับไปขั้นที่ 2 คือ หายใจลึก และถ้าฝันจะเกิดอาการที่เรียกว่า REM (RAPID EYE MOVE– MENT) ถ้ามีอะไรมารบกวนตอนนี้ จะตื่นง่าย ถ้าเป็นบ่อยๆซ้ำแล้วซ้ำเล่า จะเป็นโรคนอนไม่หลับ

ฉะนั้น ให้ระวังสภาพการนอนระหว่างขั้นตอนที่ 3 และ 4 ให้มากๆ โดยเฉพาะสิ่งแวดล้อมในห้องนอน เช่น ร้อนจนเกินไป ที่นอนแข็งเกินไป ฝุ่นมากเกินไป

หรือก่อนจะนอนมีเรื่องคิดมาก เครียด หรือมิฉะนั้น กินอาหารมากเกินไปก่อนนอนเหล่านี้ เป็นต้น

ให้แก้ปัจจัยต่างๆเหล่านี้ แล้วจะนอนหลับได้สบาย ถ้ามีโรคประจำตัวนอกเหนือไปจากปัจจัยรบกวนที่ได้กล่าวมาแล้ว ก็ต้องปรึกษากันเป็นส่วนตัวแล้วละครับ

อ้าว อย่าเพ่อหลับซีครับ แหม…อ่านบทความคราวนี้ยังไม่ทันจบเลย หลับไปเสียแล้ว เฮ้อ!
****************

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย สาทิส อินทรกำแหง
  • 25 มีนาคม 2555, 05:01 น.
 

โรคนอนไม่หลับมีจริงหรือ? (ต่อ) 2012/03/19

http://www.thairath.co.th/column/life/chewajit/246144

18 มีนาคม 2555, 05:00 น.

Pic_246144

อาทิตย์ที่แล้วได้พูดถึงโรคนอนไม่หลับของคุณโอ ซึ่งเป็นโรคนอนไม่หลับแบบชั่วคราว

อาทิตย์นี้จึงขอพูดถึงวิธีแก้การนอนไม่หลับแบบชั่วคราวต่อ และก็ขอแถมเรื่องจุดประสงค์ของคอลัมน์ “ปั้นชีวิตใหม่ด้วยชีวจิต” สักนิดนะครับ

คอลัมน์นี้ถ้าคุณสังเกตให้ดีจะเห็นว่า เราพยายามหาทางให้คุณรู้จักวิธีที่จะแก้ไขข้อบกพร่องของสุขภาพหรือการเจ็บไข้ได้ป่วยโรคเล็กๆน้อยๆด้วยตัวของคุณเอง

บางครั้งเราแนะนำสมุนไพรง่ายๆ หรือหลายๆครั้งเราก็แนะนำวิธีปฏิบัติตัวแบบง่ายๆเช่นกัน เมื่อคุณลองทำดูก็จะเห็นว่าข้อบกพร่องหรือโรคภัยไข้เจ็บเหล่านั้นหายไปได้อย่างน่าอัศจรรย์

ข้อสำคัญของการแนะนำเหล่านี้ก็คือ เราไม่ชอบข่าวลือ เราไม่ชอบเรื่องแบบ “เขาเล่ากันว่า…”

แต่คำแนะนำของเราจะต้องมีหลักฐานทางวิชาการ หรือไม่ก็ต้องผ่านการ ทดลองและทดสอบด้วยตัวเองและคณะแพทย์มาแล้ว เราจึงกล้าแนะนำยาธรรมดาๆ ยากลางบ้าน หรือวิธีปฏิบัติตนง่ายๆจนเป็นที่รู้จักกันดีในกลุ่มผู้รักสุขภาพทั้งหลายมาเป็นเวลานานกว่า 20 ปีมาแล้ว

มานึกถึงวิธีหนึ่งซึ่งอาจจะดูแปลกๆ สำหรับผู้นอนไม่หลับ ซึ่งจะต้องเดินทางข้ามประเทศบ่อยๆ อย่างเช่น ผู้ที่เดินทางเครื่องบินรวดเดียวจากกรุงเทพฯถึงนิวยอร์ก

ท่านเหล่านี้จะมีปัญหาเรื่องการปรับตัวเกี่ยวกับเวลากินและเวลานอน เพราะเมื่อไปถึงเวลานอน เวลาจะกลับกัน คือ กลางวันของกรุงเทพฯจะเป็นกลางคืนของนิวยอร์ก เมื่อไปถึงต่างประเทศซึ่งเวลาต่างกันแบบนี้ มักจะมีปัญหาที่เรียกกันว่าเจ๊ตแล็ก (JET LAG) โดยเฉพาะการนอนจะนอนไม่หลับ เพราะเวลากลับกันดังกล่าวแล้ว

แพทย์หญิงยีน โจเซฟ แฟนเดอร์ฟูล ซึ่งเป็นจิตแพทย์ประจำสถาบันสุขภาพจิตแห่งแมรีแลนด์ สหรัฐอเมริกา ได้คิดอุบายการปฏิบัติตัวเพื่อหลอกร่างกายและสมองของคนไข้ เพื่อช่วยให้คนไข้นอนหลับ และตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่น

วิธีหลอกของแพทย์หญิงท่านนี้ก็คือ เมื่อถึงเวลาตอนกลางวัน (ซึ่งจะเป็นเวลากลางคืนของบ้านเดิมของคนไข้) ก็จะให้คนไข้ใส่แว่นดำมืด และเมื่อถึงเวลาเย็น (ซึ่งเป็นเวลาเช้าที่บ้านคนไข้) ก็จะให้เปิดไฟฟลูออเรสเซนต์ใส่หน้าคนไข้เป็นเวลา 2 ชั่วโมง
ปรากฏว่าการหลอกหรืออุบายนี้ทำเพื่อช่วยคนไข้เหล่านี้ ทำให้คนไข้หลับสบายและตื่นขึ้นด้วยความสดชื่นและสดใสเป็นอย่างดี

เหตุผลก็คือ เมื่อให้คนไข้ใส่แว่นดำ (ทั้งๆที่เป็นเวลากลางวัน) ทำให้คนรู้สึกว่าถึงเวลาค่ำแล้ว เตรียมตัวนอนได้

และเมื่อถึงเวลากลางคืน (ตรงกับเวลาเช้าของบ้านเก่า) คนไข้ก็จะถูกหลอกว่าสว่างจ้าถึงเวลาจะตื่นนอนได้แล้ว

ปรากฏว่าการแก้ง่ายๆเหล่านี้ ทำให้ผู้มีปัญหา “เจ๊ตแล็ก” สามารถนอนหลับสนิทได้ และตื่นมาทำงานได้ด้วยความมีแรงแข็งขันและสดชื่นอย่างดีเหลือเกิน

นี่ก็คือ ตัวอย่างการแก้ปัญหาการนอนไม่หลับแบบชั่วคราวได้ง่ายๆ

ทีนี้ก็มาถึงปัญหานอนไม่หลับแบบชั่วคราวของคุณโอ ซึ่งทิ้งปัญหาไว้ให้แก้ตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว

ปัญหาของคุณโอจะแก้ด้วยวิธีใส่แว่นดำและเอาไฟฟลูออเรสเซนต์ส่องหน้า 2 ชั่วโมงนั้น ย่อมแก้ปัญหาการนอนไม่หลับแบบชั่วคราวไม่ได้ เพราะคุณโอไม่ได้เดินทางไปนิวยอร์ก แต่คุณโอนอนไม่หลับเพราะกินอาหารอร่อยและกินเบียร์มากเกินไป

ได้บอกวิธีแก้ง่ายๆไว้กับคุณโอแล้วว่า ให้ทำดีทอกซ์-ให้กินอาหารอ่อนๆร้อนๆ และให้กินยาธาตุบรรจบและขมิ้นชัน ซึ่งหลายๆคนที่มีอาการนอนไม่หลับ เพราะพฤติกรรมแบบคุณโอก็ได้ทดลองปฏิบัติแบบนี้ได้ผลมาแล้วทุกคน

แต่ก็มีบางคนซึ่งอาการหนักเพราะเคราะห์ร้ายเกิดมีโรคซ้ำเติม เช่น เป็นหวัด และติดเชื้อเกี่ยวกับท้องไส้ เกิดปวดท้องตามมาอีกหลายอาการ ก็เลยยิ่งนอนไม่หลับเป็นการใหญ่

อยากจะแนะนำวิธีปฏิบัติตัวต่างๆ เพื่อแก้อาการนอนไม่หลับชั่วคราว แต่เกิดนอนไม่หลับมากขึ้นจนจะกลายเป็นนอนไม่หลับแบบถาวรไปแล้ว

ขอแนะนำวิธีแก้แบบอาการรวมดังต่อไปนี้ (สำหรับการแก้การนอนไม่หลับแบบถาวร จะขอพูดแยกไว้อีกเรื่องหนึ่งตอนต่อไป)

1. ถ้าอยู่ๆการนอนไม่หลับแบบชั่วคราว เกิดทำท่าจะเป็นการนอนไม่หลับระยะยาว นอนไม่หลับซ้ำๆซากๆกันหลายวันแล้ว ดร.เมอริลล์ มิทเลอร์ ผู้อำนวยการคลินิกแก้การนอนไม่หลับสคริปป์ คลินิก ลาจอลลี่ แคลิฟอร์เนีย แนะนำว่า คุณจะต้องหาทางวางแผนการแก้ การนอนไม่หลับ โดยวางแผนล่วงหน้าปฏิบัติตัวทุกวันๆ อย่างน้อยหนึ่งอาทิตย์การวางแผนก็คือ ให้พิจารณาย้อนไปว่า วันไหนที่เกิดรู้สึกจิตใจสบายๆและนอนหลับดี ก็ให้นึกว่า การปฏิบัติตัวในวันนั้น ได้ทำอะไรดีๆ ไว้บ้าง เช่น ลองกินอาหารอร่อยๆร้อนๆรู้สึกท้องโล่ง ท้องเบาสบาย หายใจสบาย ก็ให้เอาการกินอาหารแบบนั้นมาเป็นการปฏิบัติตัวประจำในวันต่อๆไป

2. ให้ดูว่าถ้านอนดีแล้วตื่นขึ้นมาตาสว่าง หายง่วงเหงาหาวนอนหรือไม่ ถ้านอนดีแบบนั้น รุ่งขึ้นให้เพิ่มเวลานอนกว่าเก่าอีก 15 นาที จนรู้สึกว่านอนเต็มอิ่มและมีเรี่ยวมีแรงดี เวลานอนหลับสนิทควรจะได้เวลานอนอย่างน้อย 6-7 ชั่วโมง ให้ดูความรู้สึกได้นอนเต็มอิ่มและไม่ง่วงนอนตอนเช้าเป็นเกณฑ์

3. เข้านอนหรือขึ้นเตียงนอนก็ให้นึกว่าขึ้นที่นอนก็เพื่อจะนอน ไม่ใช่เพื่อไปทำงานหรือทำอย่างอื่น

4. ตั้งแต่ 16.00 น. หรือสี่โมงเย็นเป็นต้นไป อย่าดื่มเครื่องดื่มชนิดกระตุ้นแรง เช่น กาแฟ น้ำอัดลม ช็อกโกแลต

5. อย่ากินเหล้าหรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ก่อนนอน

6. ก่อนนอนอย่ากินยาประจำ เช่น ยาแก้แพ้หรือยาพ่นจมูก

7. อาหารอ่อนๆ ร้อนๆ หรือผลไม้นุ่มๆไม่หวานจัดก่อนนอน ช่วยนอนหลับได้ดี

8. นึกถึงเรื่องดีๆ เบาๆ สบายใจก่อนนอน อย่าทำแบบนอนก่ายหน้าผาก เพราะคิดถึงหรือกลัวปัญหาของวันรุ่งขึ้น

9. เรียนวิธีผ่อนคลายและแก้เกร็งแบบชีวจิต

10. ออกกำลังกายเบาๆ เช่น เดินเล่นกินลมเย็นๆ อย่าออกกำลังกายแบบหักโหมเหงื่อโทรมก่อนนอน

11. หัดหายใจลึกๆยาวๆ แต่อย่าหายใจแบบถอนใจเฮือกๆ ทำตัวให้เบาสบาย นอนตะแคง ถ้าเผื่อว่าคุณอ้วนและน้ำหนักตัวหนักมาก

12. คลินิกการนอนหลับหลายแห่งแนะนำเรื่องเมกเลิฟก่อนนอน ผู้เขียนไม่มีประสบการณ์ในด้านนี้ และอายุมากแล้ว ไม่อยากออกความเห็น ลองดูเอง ตัวใครตัวมันก็แล้วกัน

คราวหน้านอนไม่หลับแบบถาวร ต้องพูดกันยาวหน่อย.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
  • 18 มีนาคม 2555, 05:00 น.
 

“โรคซึ่งเป็นโรค” (ต่อ) โรคนอนไม่หลับ มีจริงหรือ? 2012/03/13

http://www.thairath.co.th/column/life/chewajit/244424

11 มีนาคม 2555, 05:01 น.

Pic_244424

อ๋อ–วันนั้นไง เพื่อนชวนคุณโอไปกินเลี้ยงโต๊ะจีน อาหารทั้งชุดสิบกว่าอย่าง เป็ดปักกิ่งก็มี หมูหันก็มี แถมยังมีเบียร์มีเหล้าด้วย เพื่อนก็คุยสนุกสนานเฮฮา

คุณโอก็เลยกินเสียใหญ่ เรียกว่ากินจนเต็มคราบก็แล้วกัน

กลับมาบ้านรู้สึกหายใจไม่ออก ท้องร้องโครกครากทำท่าจะอาเจียนเสียด้วย

ทำไงดี ตาปรือจะหลับมิหลับแหล่ น้ำท่ายังไม่ได้อาบ แต่เห็นว่าดึกมากแล้ว ไม่ต้องอาบก็ได้ รีบเข้านอน พรุ่งนี้ค่อยว่ากันอีกที

เอ๊ะ ทำไมนอนไม่หลับ พลิกซ้ายพลิกขวาอยู่ค่อนคืน ก็นอนไม่หลับอีกนั่นแหละ

ตื่นขึ้นมา ฝืนใจไปทำงานด้วยความรู้สึกโบ๋เบ๋ บอกกับเพื่อนว่าวันนี้ไม่มีแรงจะทำงาน เพราะเมื่อคืนนี้นอนไม่หลับ

อย่างนี้ไม่ใช่โรคนอนไม่หลับแน่นอนครับ

แต่เปรียบเทียบกับคุณเอ๋ซึ่งเพิ่งกลับจากงานศพคุณแม่ ทั้งเหนื่อยทั้งเพลีย เรียกว่าเหนื่อยแทบขาดใจ หมดแรงรีบเข้านอน แต่ก็นอนไม่หลับ

เธอบอกว่า เออรู้สึกเหมือนคนจะตาย จริงๆ นั้นหมดแรงและนอนไม่หลับมากว่าสามเดือนแล้ว

ถามเธอว่าพอจะนึกออกไหมว่า มีสาเหตุอะไรที่ทำให้นอนไม่หลับ เธอตอบว่าไม่แน่ใจ แต่คิดว่าคงเป็นเพราะเป็นห่วงและวิตกอาการป่วยของคุณแม่ เธอต้องไปประจำอยู่โรงพยาบาล คอยดูแลคุณแม่จนดึกดื่น ไม่ได้กิน ไม่ได้นอนมากว่า 3 เดือนแล้ว

ในกรณีของคุณเอ๋ พอจะตัดสินได้ว่า เธอ (คงจะ) เป็นโรคนอนไม่หลับแน่นอน เพราะการที่เธอนอนไม่หลับมานับเป็นเวลาเดือนๆ นั้น แสดงให้เห็นเป็นอาการนอนไม่หลับแบบเรื้อรัง

แต่ที่ใช้คำว่า “คงจะ” ก็เพราะสาเหตุของโรคนอนไม่หลับนั้น เกิดจากอาการอื่นๆมาร่วมด้วยอีกหลายอย่าง เช่น คุณเอ๋อาจจะมีอายุเข้าถึง “วัยทอง” อาการสำคัญๆของวัยทองนั้นมีหลายอย่าง นอนไม่หลับก็เป็นอาการอย่างหนึ่งของวัยทองด้วย

เอาละครับ ตอนนี้เราจะยังไม่พูดถึงโรคนอนไม่หลับแบบเรื้อรัง หรือแบบของคุณเอ๋ เพราะอาการแบบเรื้อรังนั้น มีสาเหตุอื่นๆมากมายซึ่งแตกต่างกัน และก่อนจะพูดกันถึงอาการเหล่านั้น ก็ต้องศึกษาซึ่งต้นเหตุโดยละเอียด รวมทั้งการให้ยาช่วยร่วมกับการปฏิบัติตัวเพื่อแก้สาเหตุต่างๆนั้นด้วย

คราวนี้เราจะมาพูดถึงการนอนไม่หลับแบบชั่วคราวของคุณโอกันพอหอมปากหอมคอก่อนนะครับ

คำถามข้อแรกซึ่งใครๆคงจะถามคุณโอเหมือนกันก็คือ “เขาชวนไปกินอาหารอร่อยๆ แพงๆ แล้วก็รู้อยู่ว่า อาหารเต็มยศแบบจีนนั้น เอร็ดอร่อยเพียงไหน แถมยังกินเหล้ากินเบียร์เข้าไปเต็มคราบ ผลมันจะออกมาอย่างนั้นนะ รู้ตัวล่วงหน้าหรือเปล่า?”

คุณโอก็คงตอบเสียงอ่อยๆว่า “รู้ แต่ของอร่อยๆอย่างนั้น นานๆกินทีคงไม่เป็นอะไร ไม่ใช่หรือ?”

ก็คงต้องซ้ำเติมเสียหน่อยว่า “ไม่เป็นอะไร แล้วทำไมต้องอาเจียนด้วย แล้วยังนอนไม่หลับด้วย”

คุณโอก็ยังคงทำหน้าตาน่าสงสาร อ้อนวอนว่า “น่า! อย่าดุเลย ขอยาหน่อยก็แล้วกัน”

“ไม่มียา” ตอนนี้เราก็ต้องทำหน้าทำตาขึงขัง แต่เห็นคุณโอแกทำท่าเหมือนจะตาย ก็เลยปลอบว่า “เอายังงี้ ตอนนี้ไปทำดีท้อกซ์ก่อน จากนั้นกินอาหารร้อนๆ เป็นข้าวต้มซ้อมมือต้มเหลวๆก็ได้ ตอนกลางวันกินยาธาตุบรรจบและขมิ้นชันอย่างละ 5 เม็ด ตอนเย็นกินอาหารอ่อนร้อนๆอีกครั้ง แล้วเข้านอนแต่หัวค่ำ”

“อ๋อ แล้วรุ่งขึ้น ถ้ายังมีอาการปั่นป่วนเหลืออยู่บ้าง ก็ทำดีท้อกซ์และกินยาซ้ำอีกครั้ง รับรองดีหมดแน่นอน”

ที่กล้าแนะนำอย่างมั่นใจเช่นนี้ ก็เพราะรู้สึกว่า เราเข้าใจสาเหตุของการนอนไม่หลับ แบบคุณโอเป็นอย่างดี

สาเหตุใหญ่ก็อยู่ที่การกินเต็มคราบ อาหารโต๊ะจีนชุดใหญ่นั้น อุดมไปด้วยโปรตีนและไขมัน และก็ต้องยอมรับว่ามันอร่อย

เมื่ออร่อยและนานๆได้กินทีก็กินเสียจนเต็มคราบ แถมด้วยเบียร์และเหล้า กินไปคุยไป กระทบแก้วชนแก้วไป ท้องยักษ์ท้องมานที่ไหนก็คงทนไม่ได้

ฉะนั้น คำเตือนที่ดีที่สุดก่อนที่คุณโอจะไปกินเลี้ยงก็คือ อย่ากินมาก และอย่ากินจนอิ่ม แต่กินพอรู้สึกอร่อย รู้สึกอร่อยก็หยุดกินทันที

นอกไปจากนั้น ถ้าเป็นคนชอบกินเหล้ากินเบียร์ อนุญาตให้กินได้ แต่กินเพียงแก้วเดียวแล้วให้หยุดทันทีอีกเหมือนกัน

ทำได้ไหม? ทำได้ครับ ทุกคนจะรับคำอย่างหนักแน่น แต่พอไปถึงโต๊ะจีนเข้าจริงๆ ทำไม่ได้หรอกครับ เพราะใจมันอ่อน อาจารย์สั่งว่า ถ้ารู้สึกอร่อยให้หยุดกิน ก็จะหยุดกิน แต่ลิ้นมันบอกว่า ลองอีกคำก็พอ
แล้วก็เลยกลายเป็นอีกคำเดียว-อีกคำเดียว จนกระทั่ง พุงอืด

เหล้าเบียร์ก็เหมือนกัน แก้วเดียวก็พอ พอหมด แก้วก็แก้ตัวให้ตัวเองว่า อีกแก้วเดียวไม่เป็นไร ก็อย่างว่า อีกแก้วเดียว-อีกแก้วเดียว ก็อาจารย์ไม่ได้บอกห้ามนี่นาว่า “แก้วเดียวห้ามรินซ้ำหลายครั้ง”
นั่นแน่ เล่นหนีบเอาศรีธนญชัยมากินเหล้าด้วย

ตกลง แม้ว่าจะรู้สาเหตุแน่นอน แล้วบอกห้ามล่วงหน้า แต่มันก็มักจะไม่สำเร็จ เพราะคนใจอ่อนแบบคุณโอนี่มีอยู่มากมายเหลือเกินในสังคมไทยขณะนี้

ตกลงวิธีแก้ที่ดีก็คือ ต้องให้เจอแบบนี้แหละว่า เมื่อห้ามแล้วไม่ฟัง ก็ต้องให้เจอด้วยตนเอง ต้องรู้รสชาติของความดื้อหรือความใจอ่อนของตัวเองว่า มันให้โทษร้ายแรงเพียงไหน

แล้วโทษร้ายแรงนั้นก็จะกลายเป็นบทเรียนที่ดี

แต่คนที่เป็นหมอนี่ซิครับ ตอนแรกทำเป็นดุ แต่พอคุณโอซมซานเข้ามาหา ก็ดุเขาไม่เป็น กุลีกุจอจัดหายาให้กิน กลับคอยดูแลประคบประหงมเขาเป็นอย่างดี

อย่างนี้จะเรียกว่าเป็นหมอประเภทเลวไม่มีที่ติจะได้ไหมครับ

เอาละครับ ตอนนี้ก็ขอสรุปง่ายๆเกี่ยวกับการนอนไม่หลับแบบชั่วคราวของคุณโอไว้ว่า ต้องหาต้นเหตุของการนอนไม่หลับให้เจอ แล้วก็แก้ปัญหาที่ตัวต้นเหตุนั้นให้ได้

แล้วก็พูดถึง คุณหมอใจอ่อนคนนั้นเล่าครับ ว่าจะแก้ตัวอย่างไร ขออ้างถึงคำตอบของนายแพทย์ไมเคิล สตีเวนสัน ซึ่งเป็นทั้งจิตแพทย์และผู้อำนวยการของศูนย์กลางช่วยเหลือโรคนอนไม่หลับของมิชชั่นฮิลล์ แคลิฟอร์เนีย ได้กล่าวสรุปไว้ว่า

“แน่นอนทีเดียว ที่จะใช้วิธีสามัญสำนึก (COMMON SENSES) ได้หลายวิธีที่จะแก้ปัญหาของโรคนอนไม่หลับ มันอาจจะเป็นวิธีเดียวก็ได้ที่รักษาโรคนอนไม่หลับ หรือมันอาจจะเป็นหลายๆวิธีรักษาร่วมกัน

แต่จะต้องเริ่มต้นด้วยวิธีแน่นอนที่สุดก่อน วิธีนั้นก็คือ ต้องมีระเบียบวินัยเฉียบขาด และในการปฏิบัติต้องรักษาระเบียบวินัยเฉียบขาด และในการปฏิบัติต้องรักษาระเบียบวินัยอันเฉียบขาดนั้นตลอดไปด้วย”

เห็นไหมครับ คุณหมอผู้รักษาจะต้องเป็นผู้รักษาวินัยเคร่งครัดเด็ดขาด จะทำตัวเหมือนคุณหมอใจอ่อนคนนั้นไม่ได้

เรื่องการแก้ไขโรคนอนไม่หลับจะมีเรื่องสนุกๆอีกหลายเรื่อง

คราวหน้าจะเริ่มเรื่องการนอนไม่หลับแบบถาวรกันแล้วนะครับ อย่าพลาด คอยเฝ้าดูให้ดี ห้ามนอนหลับนะครับ

อ้าว แล้วกัน พูดยังไง จะรักษาโรคนอนไม่หลับ แต่ห้ามนอนหลับ? !!!!!!!
***********

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย สาทิส อินทรกำแหง
  • 11 มีนาคม 2555, 05:01 น.
 

โรคซึ่งเป็นโรค (ต่อ) “นอนไม่หลับ” ก็ทำให้ป่วยด้วยหรือ? 2012/03/13

http://www.thairath.co.th/column/life/chewajit/242794

4 มีนาคม 2555, 05:00 น.

Pic_242794

ตอนนี้และตอนต่อไปอีกหลายตอน จะยังคุยกันเรื่อง “โรคซึ่งไม่ใช่โรค” ต่อนะครับ

เรื่อง “โรคซึ่งเป็นโรค” กับ “โรคซึ่งไม่ใช่โรค” ได้แบ่งเป็นกลุ่มและอธิบายไว้แล้วเมื่อ 3–4 อาทิตย์ก่อน กลัวว่าจะลืม เลยสะกิดเพื่อเตือนความจำแฟนๆ ไว้อีกครั้ง เพราะเราจะต้องพูดถึง “โรคซึ่งไม่ใช่โรค” กันอีกหลายตอน

เมื่อวันเสาร์ที่แล้ว ผมได้รับเชิญให้ไปพบปะและบรรยายเกี่ยวกับเรื่องชีวจิตที่สวนรถไฟ (ติดกับสวนจตุจักร ลาดพร้าว) บริษัทอัมรินทร์ฯ ท่านเป็นเจ้าภาพช่วยจัดงานให้ เพราะแฟนๆ ชีวจิตไม่ได้พบปะกันนานตั้งปีกว่ามาแล้ว

ไปแล้วก็ชื่นใจครับ เพราะมีแฟนๆมาร่วมชุมนุมกันเกือบ 700 คน พบแฟนเก่าๆมากมาย ผมดีใจและชื่นใจหายเหนื่อยหายเพลียเลยครับ

มีคำถามเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพและการเจ็บป่วยมากมาย ผมคิดว่าได้ตอบไปอธิบายไปได้ละเอียดดีพอสมควร แต่สองคำถามหลังสุดมีเวลาน้อยตอบไม่ได้ดี จึงขอยกมาเขียนและตอบต่อในคอลัมน์ไทยรัฐของเราเลยนะครับ

คำถามคือ

1. เวลาเจ็บป่วยมากหรือเจ็บป่วยหนักจะรักษาโดยวิธีชีวจิตได้หรือไม่ อย่างไร?

2. ที่เขียนไว้ในไทยรัฐฉบับอาทิตย์ที่แล้ว และตอนจบเขียนว่าพักหนึ่งชั่วโมง ด้วยวิธีหัดหายใจอย่างที่อธิบายสั้นๆไว้ใน “ไทยรัฐ” นั้นจะนำไปใช้กับโรคนอนไม่หลับได้หรือไม่?

ขอตอบข้อหนึ่งก่อนนะครับ การเจ็บป่วยถ้าเป็นการเจ็บป่วยแบบ “โรคซึ่งไม่ใช่โรค” และเป็นการเจ็บป่วยชนิดไม่ล้มหมอนนอนเสื่อ อย่างเช่น ปวดหัวแบบไมเกรน ปวดเนื้อปวดตัวจากข้อต่ออักเสบหรืออาไทรทิส ปากเหม็น ตัวเหม็น ท้องอืด ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ ภูมิแพ้ ไอ จามบ่อยๆ ความดันโลหิตสูง คอเลสเทอรอลสูง ภูมิแพ้ วัยทอง นอนไม่หลับ ฯลฯ

ยังมีโรคต่างๆอีกมากมาย แต่ที่ยกตัวอย่างมาแค่นี้ก็เยอะแล้ว และที่ยกมาเยอะๆ ก็เพื่อจะบอกว่า ตัวอย่างโรคต่างๆ เหล่านี้ เป็นโรคที่อยู่ในกลุ่ม “โรคที่ไม่ใช่โรค” ทั้งสิ้น

เมื่อแฟนๆ ที่เป็นโรคเหล่านี้มาขอคำปรึกษา ผมก็ต้องขอดูก่อนว่าเป็นมากหรือเป็นน้อย

ถ้าเป็นน้อยบางทีเราไม่ต้องทำอะไรเลย เราก็จะแนะการดูแลตัวเองเบื้องต้นด้วยสูตร 5 เล็กและ 5 ใหญ่

เชื่อไหมครับว่า หลายท่านที่มาหา เพียงแต่ปฏิบัติตามสูตรอย่างเคร่งครัด ท่านก็หายและแข็งแรงเป็นปกติ

ทำไมถึงหาย ก็เพราะท่านไม่ได้ป่วยด้วยโรคซึ่งมีเชื้อโรค แต่ท่านป่วยเพราะความบกพร่องหรือความเสื่อมของระบบบางระบบ หรือเพราะความเสื่อมของ I.S. ทั้งตัวของท่าน

ท่านไม่ได้มีเชื้อโรคอยู่ในตัว จึงไม่ต้องใช้ยาหรือฉีดยา เพียงแต่แก้ความบกพร่องหรือความเสื่อมของระบบที่เสื่อมโทรมให้ดีขึ้น ท่านก็หายป่วย

แต่ในบางกรณีซึ่งท่านป่วยมาก ขนาดถึงล้มหมอนนอนเสื่อ เราก็มีวิธีแก้

วิธีแก้ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ มากที่สุด ก็คือใช้วิธีรักษาแบบการแพทย์ ผสมผสาน (INTEGRATED MEDICINE)

การแพทย์แบบผสมผสานนี้ (ขออนุญาตคุยให้คะแนนตัวเองเสียหน่อยว่า ผมเป็นคนแรกที่เอาแผนนี้มาใช้ในเมืองไทย) ฟังดูแล้วก็ไม่น่าจะยาก แต่ถ้าเพียงแต่คุณฟังแล้วทำไม่ยาก ก็เลยอยากจะเอาไปทำหรือลองคิดวิธีผสมขึ้นมาเอง อย่างนั้นไม่ได้ครับ จะเป็นโทษอย่างร้ายแรง

เพราะการผสมผสานนั้น คุณต้องเรียนมา ต้องรู้หลักของการผสมผสาน และสำคัญที่สุดต้องมีความรู้อย่างจริงจังสำหรับการแพทย์แขนงต่างๆ และก็ต้องรู้ว่าการผสมผสานการแพทย์แผนต่างๆ นั้น

บางครั้งและหลายครั้งผสมกันไม่ได้เลย

และหลายครั้งหรือเกือบจะพูดได้ว่าทุกครั้งเลย ผู้ที่ปฏิบัติการแพทย์แบบผสมผสานเชี่ยวชาญและรู้จริงต่อการแพทย์ทางเลือกทุกแขนง รวมทั้งการแพทย์แผนปัจจุบันด้วย คุณสามารถนำการแพทย์แขนงต่างๆ ผสมกัน นั่นก็จะเป็นการผสมที่ถูกกันและเข้ากันได้เป็นอย่างดี เพื่อนำไปใช้ก็จะได้ประโยชน์มหาศาลทั้งในด้านคนไข้และในด้านการแพทย์พยาบาลด้วย

ทำไมการผสมผสานจึงเป็นของยาก ขอยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับการทำอาหารดีกว่า เพราะเป็นตัวอย่างที่ดี ทำให้เข้าใจการแพทย์ผสมผสานได้ดีขึ้น

คุณลองทำน้ำพริกเผาอร่อยๆขึ้นมา สักกระปุกหนึ่ง ตัวน้ำพริกเผาที่อร่อยเหาะ ต้องเป็นน้ำพริกเผาปลากุเลา เครื่องปรุงน้ำพริกเผาตัวอย่างที่ดีของการผสมผสานเครื่องเทศและเครื่องครัวต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน คุณต้องมีหอมกระเทียม พริกแห้ง โขลกจนเข้ากัน ตัวเนื้อของน้ำพริกเผา ถ้าจะเอาอย่างดีก็ต้องใส่ปลากุเลาทอดจนหอมใส่ลงไป หรือปลากุเลามันมีน้อย บางท่านก็ใส่กุ้ง

แห้งป่น ตำลงไปผสมด้วย แล้วตอนจะผัดก็ต้องเติมเครื่องปรุง น้ำส้ม มะขาม (เปรี้ยว) น้ำตาลปี๊บ (หวานหอม) และน้ำปลาดี (เค็ม) ลงไปผัด ผัดไปผัดมาจนน้ำพริกเผาแตกมัน หอมน่ากิน ก็เอาใส่กระปุกเก็บไว้กินได้นานๆ

น้ำพริกเผาก็เป็นตัวอย่างของน้ำพริกผสมผสาน เป็นตัวอย่างที่ดี

ทีนี้ก็อาจจะมีพ่อครัวหรือแม่ครัวบางคนคิดอะไรพิสดารขึ้นมา เมื่อแกคิดผสมผสานเอาเครื่องแกงและปลากุเลารวมเครื่องปรุงต่างๆ มาผสมกันได้

ฉันก็จะเอาน้ำพริกต่างๆ มาผสมกันให้มันมือสักที

ว่าแล้วก็เอาน้ำพริกต่างๆ มาผสมกัน เอาน้ำพริกเผาของแกนั่นแหละเป็นตัวยืน แล้วเอาน้ำพริกปลาร้า น้ำพริกกะปิมาผสมรวมกัน เห็นไหม จะได้น้ำพริกอร่อยสุดยอดมาโชว์ได้เลย

โถ! คุณพี่ มันจะอร่อยสุดยอดได้อย่างไร ตรงกันข้าม มันจะกินไม่ลง เพราะมันไม่เข้ากัน ขืนกินเข้าไปก็จะชวนอาเจียน ตามด้วยท้องเดินท้องเสีย ถ่ายหน้าเขียวหน้าเหลืองเล่นเอาเจียนตายเชียวคุณ

เอาทีนี้เอาใหม่ เอาน้ำพริกหอมๆ ของฉันนี่แหละนะ เธอมีต้มยำกุ้งร้อนหอมฉุยมาวางตรงหน้า เอ้า ลองใส่น้ำพริกเผาลงไปสัก 2 ช้อน แล้วก็ชิมดูใหม่ซิ

โอ้โฮ อร่อยเหาะเลย

อ๋อ ยังมียำหัวปลีเผากับกุ้งใหญ่อีกไม่ใช่หรือ เอ้าน้ำพริกเผาใส่ลงไปด้วยอีกสักช้อนเป็นไง เปรี้ยวเผ็ดยังไม่พอรึ บีบมะนาวลงไปสักครึ่งซีก แล้วเติมพริกขี้หนูหั่นละเอียดลงไปสักครึ่งช้อน

เป็นไง อร่อย ข้าวหมดไปสองจานแล้วซี คงไม่ต้องถามกันล่ะว่า อร่อยหรือไม่อร่อย

นี่เป็นตัวอย่างง่ายๆ ของการผสมผสาน ต้องการแกงร้อนๆ แบบต้มยำ หรือจะเป็นยำอะไรก็ได้ใส่น้ำพริกเผาลงไป จะอร่อยสุดยอดขึ้นมาได้ทั้งสิ้น

เพราะการผสมผสานที่เข้ากัน+กับการผสมผสานอีกอย่างหรือสองอย่าง = การผสมผสานที่เข้ากันได้ดีอย่างสุดยอด

แต่ถ้าจะหลับหูหลับตาผสมผสานกันไปโดยไม่รู้และไม่ได้เรียน ผลก็คือ คลื่นไส้อาเจียน ท้องเดินหน้าเขียวหน้าเหลืองนั้นแล

มีคำถามและปัญหานิดๆ หน่อยๆ ที่คนไข้บางท่านสงสัยว่า แล้วถ้าไปปรึกษาแผนกชีวจิต มิถูกบังคับให้ต้องรักษาด้วยวิธีผสมผสานอย่างเดียวหรืออย่างไร

เรื่องนี้ไม่มีปัญหาครับ ทุกอย่างอยู่ที่คนไข้ ถ้าคนไข้ไปหาแพทย์เฉพาะทาง เช่น ต้องการหาหมอกระดูกเพื่อรักษากระดูก ก็ไปหาหมอกระดูกได้เลย แต่ถ้าต้องการปรึกษากับแพทย์ที่รักษาทางผสมผสาน ก็มีแพทย์ทางผสมผสานคอยแนะนำให้ว่าจะรักษาแบบไหนดี
สำหรับตัวผมเองก็ไม่มีปัญหา อยู่ที่คนไข้ต้องการจะปรึกษากับผมหรือไม่ เพราะโรงพยาบาลที่ท่านเชิญผมไปเป็นที่ปรึกษานั้น ท่านมีแพทย์ปริญญาแผนปัจจุบันประจำอยู่ทุกสาขา แพทย์ท่านต่างๆ เหล่านี้เข้าใจชีวจิตดี และการให้ยา ฉีดยา และรักษาเป็นหน้าที่ของท่าน ผมเป็นที่ปรึกษาคอยแนะนำว่า โปรแกรมการรักษาน่าจะมีอะไรบ้างเท่านั้น

ตอนนี้ก็มาถึงคำถามที่สอง เรื่องนอนไม่หลับ จะเอาวิธีบังคับการหายใจไปรักษาโรคนอนไม่หลับได้ไหม

กำลังจะตอบแหละครับ อ้าว หน้ากระดาษหมดเสียก่อนแล้ว

อย่าด่วนโมโหครับ คราวหน้าจะมีเรื่องของการนอน และโรคต่างๆ เกี่ยวแก่การนอนมาเล่ากันอย่างสนุกเลยทีเดียว
สาทิส อินทรกำแหง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย สาทิส อินทรกำแหง
  • 4 มีนาคม 2555, 05:00 น.
 

“โรคซึ่งเป็นโรค” กับ “โรคซึ่งไม่ใช่โรค” ถึงเวลาแยกกลุ่มชัดๆได้แล้ว 2012/03/13

http://www.thairath.co.th/column/life/chewajit/241072

26 กุมภาพันธ์ 2555, 05:00 น.

Pic_241072

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผมมีงานต้องไปจัดคอร์สสุขภาพสำหรับเพื่อนสมาชิกชีวจิตที่กาญจนบุรี วันที่งานจบลงเป็นวันเส้นตายหรือเดตไลน์ที่จะต้องส่งต้นฉบับ “ปั้นชีวิตใหม่ด้วยชีวจิต” พอดี

ขับรถกลับจากเมืองกาญจน์ เป็นวันที่รถติดมากเป็นพิเศษ ตอนนี้เป็นฤดูต้นอ้อยแก่จัด ฉะนั้นชาวไร่ท่านก็เร่งตัดอ้อยเป็นการใหญ่ ตามถนนในเมืองและถนนทางหลวงเต็มไปด้วยรถบรรทุกขนอ้อย รถติดมาก ใช้เวลาธรรมดาขับรถประมาณสองชั่วโมงกลายเป็นเกือบสี่ชั่วโมง

ถึงกรุงเทพฯ ก็เลยกระหืดกระหอบบรรเลงเขียน ต้นฉบับเป็นการใหญ่ เมื่อคืนไม่ได้นอนเลยครับ

เคราะห์ดีตอนไปเมืองกาญจน์ หอบหนังสือที่ผมเขียนไว้เก่ารวมกับตำราชีวเคมีติดไปด้วย เตรียมตัวเตรียมใจไว้สำหรับเขียนตอน “โรคซึ่งไม่ใช่โรค” ปรากฏว่าปวดหัวเป็นการใหญ่!!

ทำไมหรือครับ?

เพราะสมัยเมื่อเกือบ  30  ปีก่อน ผมเคยเขียนถึง  “โรคไม่ใช่โรค”  ไว้สั้นๆ ปรากฏว่าไม่ค่อยมีใครสนใจ และไม่อยากจะเข้าใจกันด้วย

“โรคไม่ใช่โรค” เป็นภาษาใหม่ซึ่งผมคิดขึ้นเอง ผู้อ่านส่วนมากไม่คุ้นกับภาษาใหม่ ท่านก็เลยไม่สนใจ

อีกประการหนึ่ง ต้องใช้ภาษาวิชาการมากมาย ความสนใจของท่านผู้อ่านจึงยิ่งเหลือน้อยยิ่งขึ้นไปอีก

ทำไงดี ถ้าจะเขียนใหม่ก็ต้องใช้เรื่องวิชาการมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะ “โรคไม่ใช่โรค” นี้ เกี่ยวข้องกับชีวเคมี ก็ต้องใช้ภาษาเกี่ยวกับชีวเคมีซึ่งผมเองบัดนี้เรื้อไปนาน

เชื่อหรือไม่เชื่อก็ต้องลองดู ตอนอยู่ที่เมืองกาญจน์ พอถึงเวลาเบรกว่างสักชั่วโมง ผมงัดตำราขึ้นมาพลิกดู เปิดตำราชีวเคมีเจอเรื่องเบื้องต้นเกี่ยวกับแสงพลังงานและโมเลกุล (MOLECULE) เข้าก็หมดใจเลย

หมดใจเป็นอย่างไรครับ ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร อย่างเช่น แสงจะต้องเกี่ยวข้องกับคลื่นโดยตรง ถ้าคลื่นยาวก็จะต้องมีพลังน้อย ถ้าคลื่นสั้นยิ่งสั้นก็มีพลังมาก ฉะนั้นรังสีซึ่งเอามาใช้ในวงการแพทย์อย่างเช่น รังสีเอกซเรย์ จะมีคลื่นสั้นมากอย่างเหลือเกิน จึงสามารถทะลุผิวหนังจนมองเห็นอวัยวะภายในได้

ความยาวความสั้นของคลื่นแสงต่างๆนั้น เมื่อใช้ให้เป็นหรือให้ถูกต้อง เราจะรู้ถึงความผิดปกติของโมเลกุลของอวัยวะต่างๆได้

“โรคซึ่งไม่ใช่โรค” นี้ เกิดจากความผิดปกติของระบบหรืออวัยวะสำคัญของร่างกาย ไม่ใช่เกิดจากเชื้อโรค

โรคซึ่งเกิดจากเชื้อโรค เราจึงเรียกว่า “โรคซึ่งเป็นโรค”

โรคซึ่งเกิดจากความผิดปกติของระบบหรืออวัยวะไม่มีเชื้อโรค เราจึงเรียกว่า “โรคซึ่งไม่ใช่โรค”

นั่นปะไร คุณปวดหัวเหมือนผมแล้วใช่ไหม?

เอางี้ดีกว่า เรามาคุยกันถึงหนังสืออีกเล่มหนึ่ง ซึ่งผมเขียนด้วยภาษาง่ายๆ

“ชีวิตเริ่มต้นเมื่อ 70” หนังสือเล่มนี้ ผมเขียนไว้เกือบ 20 ปีมาแล้ว เขียนเสร็จกว่าจะได้ตีพิมพ์ ก็ใช้เวลาถึง 2 ปี

หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับการเจ็บป่วยของเพื่อนๆและสมาชิกรุ่นเก่าของชีวจิต ท่านเหล่านี้ป่วยด้วย “โรคซึ่งไม่ใช่โรค” ทั้งสิ้น

ขอย่อเรื่องตอนต้นของหนังสือเล่มนี้ เกี่ยวกับเรื่องเซลล์

ร่างกายของเราประกอบไปด้วยเซลล์ มนุษย์ทั่วโลกนั้น ร่างกายของแต่ละคนประกอบไปด้วยเซลล์ 50-60 ล้านล้านเซลล์ (50-60,000,000,000,000 เซลล์) เซลล์มีมากต่างกันแล้วแต่ว่าจะตัวเล็กหรือตัวโต ถ้าตัวโตอย่างฝรั่งก็มีถึง 60 ล้านล้านเซลล์ ถ้าตัวเล็กขนาดคนไทยก็ 50 ล้านล้านเซลล์

เซลล์มีหลายชนิดเช่น เซลล์เลือด เซลล์ผิวหนัง เซลล์กระดูก เซลล์กล้ามเนื้อ ฯลฯ

เซลล์ทุกชนิดมีวงจรชีวิตเหมือนคน คือ เกิด-แบ่งตัว-เจริญเติบโต-เสื่อม แล้วก็ตาย

ตามธรรมชาตินั้น วงจรชีวิตของคนคนหนึ่ง เซลล์จะแบ่งตัวตายแล้วก็เกิดใหม่ได้ 50 ครั้ง ครั้งหนึ่งๆจะอยู่ได้ประมาณ 2 ปี

ตามสูตรนี้มนุษย์จึงน่าจะมีชีวิตเต็มอยู่ได้ถึง 100 ปี (แบ่งตัว 50 ครั้ง × 2 ปี = 100 ปี)

ตามสูตรนี้ ด้านชีวเคมีของมหาวิทยาลัยหลายแห่ง เช่น UCLA มหาวิทยาลัยฟิลาเดลเฟีย มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ผลของการทดลองออกมาเหมือนกันหมด

การทดลองเพื่อทราบว่า อายุตามธรรมชาติของมนุษย์ควรจะอยู่ได้ถึงกี่ปีนั้น ผลตรงกันกับการทดลองของแพทย์อีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งหัวหน้ากลุ่ม คือ นายแพทย์ ดี.ซี. จาร์วิสแห่งเวอร์มอนต์

นายแพทย์จาร์วิสเป็นแพทย์ด้านหู คอ จมูก (ENT) ทำงานด้านนี้มาหลายปี อยู่ๆก็เกิดเบื่อชีวิตแบบคนในเมือง จึงลาออกไปอยู่บ้านนอก ทำไร่ ทำฟาร์ม ร่วมกับเพื่อนๆ เกษตรกรและสัตวแพทย์

ท่านชอบเลี้ยงสัตว์และศึกษาชีวิตความเป็นอยู่ของสัตว์เลี้ยง ศึกษาชีวิตความเป็นอยู่ การกิน การนอน การสืบพันธุ์ การเจริญ-เติบโต  ตลอดจนการตายของสัตว์

คุณหมอจาร์วิสได้ทดลองการเลี้ยงสัตว์แบบธรรมชาติหลายอย่าง เป็นต้นว่า ในทุ่งหญ้าเลี้ยง

คุณหมอแบ่งเนื้อที่ปลูกหญ้าออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งปล่อยให้หญ้าขึ้นเองตามธรรมชาติ อีกส่วนหนึ่งปลูกหญ้าโดยใช้ปุ๋ยเคมี

ด้านที่ใช้ปุ๋ยเคมีนั้นหญ้าขึ้นงอกงามเขียวชะอุ่ม ส่วนที่ปลูกหญ้าแบบธรรมชาติก็ขึ้นธรรมดาๆสูงติดเรี่ยดิน ไม่งามเหมือนส่วนแรก

เมื่อปล่อยม้า-แกะ-แพะ เข้าไปในทุ่งหญ้า ปรากฏว่าสัตว์เลี้ยงไม่กินหญ้าจากไร่ที่ปลูกด้วยสารปุ๋ยเคมี แต่กลับกินหญ้าที่ขึ้นตามธรรมชาติจนเหี้ยนเตียนไปหมด

มองไกลๆจะเห็นซีกหนึ่งหญ้าขึ้นเต็ม อีกซีกหนึ่งเหี้ยนเตียนราบเรียบ เหมือนคนหัวล้านครึ่งซีก

นอกจากทดลองเรื่องอาหารแล้ว คุณหมอยังทดลอง เรื่องความแข็งแรงของสัตว์ ทดลองเรื่องนิสัยใจคอ ทดลองเรื่องอายุยืนยาวหรือสั้นของสัตว์เปรียบเทียบกับคน

นายแพทย์จาร์วิสได้วางสูตรไว้ว่า ถ้าต้องการทราบว่าสัตว์แต่ละชนิดจะมีอายุยืนตามธรรมชาติเท่าไหร่ ให้เอาอายุตอนร่างกายเจริญเต็มที่ เรียกว่า MATURITY AGE แล้วคูณด้วย 5 จะทราบว่าอายุยืนเต็มๆ ควรจะเป็นเท่าไหร่

อายุร่างกายเจริญเต็มที่ หมายความว่า เมื่อเติบโตจนร่างกายไม่สูง ไม่โตไปกว่านั้นแล้ว

อย่างเช่น วัว เจริญเต็มที่ เมื่อ 2 ปี × 5 = 10 หมายความว่า จะมีอายุอยู่ได้อย่างน้อย 10 ปีขึ้นไป

ม้า เจริญวัยเต็มที่ 4 × 5 = 20 ปีขึ้นไป

ช้าง เจริญวัยเต็มที่ 20 × 5 = 100 ปีขึ้นไป

มนุษย์ เจริญวัยเต็มที่ 20 × 5 = 100 ปีขึ้นไป

สรุปแล้ว เป็นมนุษย์ ถ้าใช้ชีวิตตามครรลองธรรมชาติ ควรจะอยู่ได้ตั้งแต่ 100 ปีขึ้นไป

ถ้าอยู่ไม่ได้ แสดงว่าใช้ชีวิตผิดธรรมชาติ

ก่อนจะต่อไปถึงเรื่องการเจ็บป่วยแบบโรคไม่ใช่โรคของเพื่อนๆ ขอฝากวิธีแก้ไขการอ่อนเพลียของร่างกายแบบง่ายๆสักเรื่องหนึ่ง

ขณะที่เขียนเรื่องตอนนี้อยู่ ผมไม่ได้นอนเลยทั้งคืน คิดว่ากำลังหมดแรง อยากจะนอนพักสักหนึ่งชั่วโมง แล้วลุกมาเขียนต่อ ทำอย่างไร จึงจะนอนปุ๊บแล้วหลับทันที

นอนหงายแบบแผ่สองสลึงบนที่นอน ปล่อยให้ตัวจมลงไปทั้งตัว หายใจสั้นๆ 3 ครั้ง สลับหายใจยาว 2 ครั้ง ทำสลับกันไปเรื่อยๆ

หายใจสั้นทำอย่างไร แบมือวางทับกลางหน้าอกระดับราวนม หายใจสั้นมาถึงมือที่แบไว้หยุดแค่นั้น แล้วหายใจออก ทำ 3 ครั้ง

หายใจยาว ยาวถึงสะดือ แล้วหายใจออกช้าๆ ทำ 2 ครั้ง

เอาใจไว้ที่ลมหายใจ ประเดี๋ยวเดียวหลับได้ แล้วก็ตื่นได้ตามกำหนด มีแรงด้วย สบายด้วย.

*******
สาทิส อินทรกำแหง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย สาทิส อินทรกำแหง
  • 26 กุมภาพันธ์ 2555, 05:00 น.
 

ปั้นชีวิตป่วยเล็กๆ กลายเป็นป่วยหนัก (8) “โรคซึ่งเป็นโรค” 2012/02/20

http://www.thairath.co.th/column/life/chewajit/239397

19 กุมภาพันธ์ 2555, 05:00 น.

Pic_239397

ยังไม่จบครับ เรื่อง “โรคซึ่งเป็นโรค” หมายถึงโรคซึ่งมีเชื้อโรคเข้ามาในตัวเรา เราจึงป่วย

เราป่วยเพราะเชื้อโรคเหล่านั้นทำร้ายเรา

แฟนประจำถามมาอีกแล้ว คำตอบคือ แล้วเจ้าค้างคาวหรือ เจ้า “ล่อ” ที่ผมเอ่ยถึงเมื่อสองตอนที่แล้วมา มันเกี่ยวข้องอะไรกับเจ้าเชื้อกลุ่มคลาไมเดีย (CHLAMYDIA) เล่าครับ

คงต้องขอประทานโทษว่า ผมเล่าไม่ละเอียด ที่พูดถึงค้างคาวและ “ล่อ” นั้น ก็เพราะสัตว์ 2 ประเภทนี้ เป็นตัวอย่างของการผสมพันธุ์แบบข้ามพันธุ์ไงล่ะ

เจ้าเชื้อกลุ่มคลาไมเดียนั้น คือ เชื้อโรคซึ่งสามารถผสมข้ามพันธุ์กันเองได้ อย่างเช่นหวัดนก หวัดหมูนั้นก็เป็นการผสมพันธุ์ระหว่างเชื้อโรคแบคทีเรียและเชื้อโรคไวรัส

ที่ยกตัวอย่าง “ค้างคาว” และ “ล่อ” นั้น ก็เพราะสัตว์สองประเภทนี้เป็นตัวอย่างที่เราเห็นได้ง่ายว่า มันผสมข้ามพันธุ์กันได้ จึงเห็นว่าเป็นตัวอย่างที่ดี คล้ายๆกับการผสมพันธุ์ของคลาไมเดียนั่นแหละ คุณแฟนๆผู้อ่านจะได้เข้าใจเห็นจริงได้ง่ายๆ ว่า การผสมข้ามพันธุ์นั้นทำได้อย่างไร

และยังมีความสำคัญของ “ลักษณะประจำตัวชนิดใหม่”  กับเชื้อโรคเกิดใหม่ด้วย

“ลักษณะประจำตัวชนิดใหม่” เป็นอย่างไร ขอยกตัวอย่างเรื่อง “ล่อ” ที่พูดถึงเมื่อสองตอนที่แล้วมาอีกที ล่อ คือ ม้าผสมกับลา

คุณสมบัติพิเศษก็คือ ล่อขึ้นเขาและบรรทุกของได้มากกว่าม้าและลา นอกจากนั้นยังมีความอดทนยอดเยี่ยม ขึ้นเขาบุกป่าบุกดงได้ดีกว่าลา

“ลักษณะประจำตัวชนิดใหม่” อีกอย่างหนึ่งของล่อ ก็คือ เมื่อเห็นว่ามันเป็นพันธุ์อดทนขึ้นเขาได้ดี ก็เลยพยายามผสมพันธุ์กันเองระหว่างพวกล่อ เพื่อขยายพันธุ์

ปรากฏว่าผสมพันธุ์ไม่สำเร็จ เพราะเจ้าล่อพวกนี้เป็นหมัน

ทีนี้ลองหันมาศึกษาเจ้าค้างคาวดูบ้าง เมื่อเร็วๆนี้มีข่าวเกี่ยวแก่สิ่งแวดล้อมและเกี่ยวกับค้างคาวซึ่งอาศัยอยู่ตามถ้ำในป่าอเมริกา

นักธรรมชาติวิทยาและแพทย์เกี่ยวกับเรื่องการระบาดของเชื้อโรคจากค้างคาวกำลังตกอกตกใจร่องเป็นการใหญ่

ตามรายงานบอกว่าอยู่ๆค้างคาวในป่าแถบตะวันออกเฉียงเหนือของอเมริกาได้ตายไปอย่างมากมายไม่ต่ำกว่า 6-7 ล้านตัว

เจ้าหน้าที่ฝ่ายพิทักษ์สัตว์ป่าและปลาของอเมริกาและแคนาดาได้ศึกษาค้นคว้าย้อนหลังร่วมกันบริเวณป่าของสองประเทศ ได้รายงานว่า แท้ที่จริงแล้วการตายของค้างคาวทั้งหมดนั้น อาจจะมากกว่าตัวเลขจริงๆ 6-7 ล้าน ถึง 6 เท่า คือ อาจจะเป็นการตายจริงๆของค้างคาวถึง 40 ล้านตัวก็เป็นได้

สาเหตุที่ทำให้ค้างคาวตายนั้นเป็นเพราะเกิดเชื้อระบาดในหมู่ค้างคาว ชื่อว่า “เชื้อราจมูกขาว”

บรรดาพวกแพทย์เกี่ยวกับการระบาดวิทยากล่าวว่า เชื้อราจมูกขาวนี้ สามารถจะสังหารค้างคาวให้หมดสิ้นไปจากโลกนี้ได้

จากการศึกษาเชื้อราซึ่งระบาดอย่างหนักอยู่ที่อัลบานี รัฐนิวยอร์ก เมื่อ 5 ปีก่อน ในถ้ำซึ่งมีค้างคาวอยู่หนาแน่นที่สุด ได้พบซากศพของค้างคาวเต็มถ้ำ และไม่พบว่ามีค้างคาวที่มีชีวิตหลงเหลืออยู่แม้แต่ตัวเดียว

ได้พบร่องรอยเพิ่มเติมว่า ค้างคาวซึ่งอ่อนแอและติดเชื้อได้ง่ายที่สุด คือ พวกค้างคาวตัวเล็กสีน้ำตาล พวกสีน้ำตาลนี้เป็นค้างคาวพันธุ์ธรรมดาซึ่งพบกันอยู่ทั่วไปในโลก

อีกพันธุ์หนึ่งคือ ค้างคาวพันธุ์สามสีซึ่งมีอยู่มากในอเมริกา และอีกพันธุ์หนึ่ง คือพันธุ์พิเศษซึ่งมีหูยาวผิดปกติกว่าค้างคาวพันธุ์อื่นๆ

เจ้าค้างคาวพันธุ์หูยาวนี้เป็นพันธุ์ซึ่งว่ากันว่า อายุยืนกว่าพันธุ์อื่นๆ แต่ก็สูญพันธุ์ไปเกือบหมดแล้วเช่นกัน

ที่ผู้เชี่ยวชาญโรคระบาดกลัวกันมากก็คือ ค้างคาวเป็นสัตว์ชอบอยู่ในถ้ำมืดๆ

อับชื้น และค่อนข้างสกปรก

ความสกปรกนี้จะทำให้ค้างคาวติดเชื้อและตายง่ายๆ แต่ก็ไม่ปรากฏว่า ค้างคาวจะติดโรคระบาดจากความสกปรกนั้น ทั้งนี้ก็เพราะค้างคาวได้ปรับตัวเองมาหลายรุ่นและหลายพันปี จนกระทั่งร่างกายสามารถปรับตัวเองให้มีแอนติบอดีหรือภูมิต้านทานจนสามารถมีชีวิตอยู่ต่อมาได้ถึงปัจจุบัน

แต่กับเชื้อราจมูกขาวนี้ เกิดระบาดขึ้นมา ค้างคาวไม่มีทางสู้ ไม่มีภูมิต้านทานเฉพาะ (ANTIBODY) ที่จะสู้กับเชื้อโรคเหล่านี้

จึงพากันตายจนเกือบจะสูญพันธุ์หมดไปจากโลกนี้แล้ว

และที่พากันกลัวกันมากเหลือเกิน ขอโทษครับ ขอใช้ภาษาชาวบ้านสักนิดว่า กลัวกันจนหัวหดนั่นแหละ กลัวว่าสักวันหนึ่ง มันก็จะต้องระบาดมาถึงคน

ถ้าหากว่า จนป่านนี้ก็ยังศึกษากันไม่ได้ว่าต้นตอของเชื้อโรคเหล่านี้มาจากไหน เมื่อเชื้อระบาดมาถึงมนุษย์ก็คงน่ากลัวมากนะครับ ขนาดค้างคาวซึ่งเป็นสัตว์อยู่กับความสกปรกมานานยังทนไม่ได้ แล้วมนุษย์ซึ่งกลัวความสกปรกและต้องทำตัวให้สะอาดอยู่

เสมอนี้ ภูมิต้านทานเฉพาะก็คงไม่มี มิตายเกลี้ยงหมดหรือครับ

ที่เขียนมาถึงบัดนี้ ก็เพราะอยากจะชี้ให้เห็นว่า เชื้อโรคธรรมดาก็แสนจะทารุณอยู่แล้ว ถ้าเป็นเชื้อโรคผสมพันธุ์ระบาดขึ้นมา มนุษย์ก็คงจะทนไม่ได้

จำได้ไหมครับ เรื่องหวัดซึ่งเป็นเชื้อโรคหวัดธรรมดา เราก็อยู่กับมันได้ตั้งแต่ปู่ ย่า ตา ยาย จนถึงลูกหลานเหลน เพราะหวัดเป็นเชื้อแสนจะธรรมดา ซึ่งเราคุ้นกับมันอยู่แล้ว

แต่อยู่ๆก็มีหวัดพันธุ์ใหม่ ไข้สูง ตัวร้อน ตัวสั่น ปวดเนื้อ ปวดหัว ระบาดไปทั่วโลก และเมื่อระบาดใหญ่จนคนตายมากมาย เราก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะไม่มียารักษา แต่ก็ยังดีอุตส่าห์คิดชื่อโรคนี้ขึ้นมาใหม่ได้ว่า “ไข้หวัดใหญ่”

ต่อมาก็คิดยาวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ขึ้นมาได้ แต่ไม่ช้าก็มีไข้หวัดใหญ่ชนิดใหม่เกิดขึ้นอีก คราวนี้อาการร้ายแรงกว่าเก่า ถึงขนาดไอออกมาเป็นเลือด แล้วก็ถึงแก่ชีวิตด้วยนิวมอเนียหรือปอดบวม

นี่แหละครับ เราถึงได้รู้กันว่า ไข้หวัดใหญ่ไม่ใช่หวัดเชื้อแบคทีเรียเสียแล้ว แต่เป็นทั้งแบคทีเรียและไวรัสรวมกันได้

แล้วก็จำได้ไหมครับ หวัดนก หวัดหมู และต่อไปก็คงมีหวัดค้างคาวที่ผมกำลังคิดกลัวๆ

อยู่นี่แหละ

ที่กลัวๆกันอีกอย่างหนึ่งก็คือ สัตว์อื่นๆยังผสมกันได้ แล้วทำไมเชื้อโรคต่างพันธุ์มันนึกสนุกขึ้นมา มันก็อยากผสมพันธุ์กันมากๆก็ยังได้ ใครจะทำไม

ที่สำคัญมากที่สุด เมื่อเชื้อโรคผสมข้ามพันธุ์กันได้แล้ว มันจะมีอันตรายร้ายแรงกว่าเชื้อโรคพันธุ์เดิมหรือพันธุ์แท้อีกหลายสิบเท่านัก

ที่คุยกันมาถึงบัดนี้ ก็ขอฝากไว้อีกอย่างหนึ่งครับว่า เราต้องระวังตัวไว้ แต่อย่าตื่นตกใจจนเกินเหตุ

ที่สำคัญที่สุด การป้องกันโรคนั้นไม่ยากเย็น โรคอะไรจะระบาดก็ตามที คุณปฏิบัติตัวเองให้แข็งแรง ให้ IMMUNE SYSTEM หรือ I.S. ของคุณให้สมบูรณ์ที่สุด ตามแนวชีวจิต

แข็งแรงอย่างนี้ ไม่ว่าเชื้อโรคจะพันธุ์ใหม่ใหญ่โตอย่างไร จะทำอะไรคุณไม่ได้หรอกครับ.

***********

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย สาทิส อินทรกำแหง
  • 19 กุมภาพันธ์ 2555, 05:00 น.
 

ป่วยเล็กๆกลายเป็นป่วยหนัก (7) “โรคซึ่งเป็นโรค” 2012/02/13

http://www.thairath.co.th/column/life/chewajit/237634

12 กุมภาพันธ์ 2555, 05:00 น.

Pic_237634

วันนี้ขอต่อเรื่อง “โรคซึ่งเป็นโรค” กลุ่มที่ 6 คือ คลาไมเดีย (CHLAMYDIA) อีกหน่อยหนึ่งครับ “กำลังมัน”

ที่ว่า “กำลังมัน” ก็เพราะผมคิดว่าคงจะคุยเรื่องนี้ได้อย่างเต็มที่ จำเจ้าโรค “ริคเคตเซีย” (RICKETTSIA) ซึ่งผมเอ่ยถึงเมื่ออาทิตย์ที่แล้วได้ไหมครับ โรคนี้เป็นโรคซึ่งจัดว่าอยู่ในกลุ่มคลาไมเดียได้

ผมเคยป่วยด้วยโรคนี้มาเอง จึงคิดว่าจะคุยกันอย่างสนุกและมันได้พอสมควร

เมื่อ 20 กว่าปีมาแล้ว ตอนนั้นผมเกษียณ อายุและกลับมาอยู่เมืองไทยใหม่ๆ เพื่อนๆชวนไปเที่ยวป่าเมืองกาญจน์

สมัยนั้น ป่าเมืองกาญจน์ ยังมีความเป็นป่าธรรมชาติอยู่มาก เพื่อนๆพาบุกป่าจนถึงชายแดนพม่า

จำได้ว่าต้องเดินกันตลอดวัน กลับมาถึงที่พักซึ่งเป็นกระท่อมซอมซ่อเก่าๆ ผมหมดแรงไม่ต้องถอดเสื้อผ้าล้มตัวลงนอนก็หลับทันที ก่อนจะหลับจำได้รางๆเลือนๆว่า ฝากระท่อมข้างที่นอนมีรอยแตกและมีกิ่งไม้ลอดรอยแตกเข้ามาถึงที่นอน ผมหลับไปในขณะที่เอาแขนทั้งแขนทับกิ่งไม้และรอยแตกข้างฝากระท่อมนั้น

ตื่นขึ้นมาตอนเช้ารู้สึกว่า แขนข้างนั้นบวม มีอาการขัดและปวดนิดๆ ลองมาตรวจดูปรากฏว่า นอกจากแขนจะบวมแล้ว ยังมีรอยเป็นจุดแดงๆเต็มแขน นึกว่าคงเป็นเพราะหนามจากกิ่งไม้ซึ่งลอดมาในฝากระท่อมนั้นมันเกี่ยวเอา เป็นจุดแดง แขนบวมหน่อยๆ ก็ช่างมันเถอะ ไม่กระไรนัก

ที่ไหนได้ กลับมาถึงกรุงเทพฯไม่กี่วัน อาการที่ว่า “ไม่กระไรนัก” กลายเป็นหนักหนาสาหัสทันที

มีอาการหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อมๆกัน เริ่มด้วยอาการปวดหัวอย่างรุนแรง หนาวสั่น สมองมึนงง บางครั้งมีอาการเลอะเลือน ไข้ขึ้นสูง และจุดแดงที่ว่ามีที่แขนแห่งเดียวนั้น เริ่มลุกลามเป็นจุดไปตามใบหน้าและตามตัวทั่วไปหมด

อาการบางอย่างดูเหมือนไม่สำคัญ แต่มันทำให้รำคาญนักหนา ก็คือ อาการปวดเมื่อย แรกๆ เหมือนปวดเมื่อยแบบคนแก่ แต่อยู่มาพักเดียว มันจะปวดไปทั้งตัว ปวดถึงกระดูก เริ่มนอนไม่หลับตอนแรกๆ และต่อมาก็นอนไม่หลับเลย

จะหลับไปได้อย่างไรครับ ในเมื่อมันปวดไปทั้งตัวอย่างนั้น

ผมสับสนมากตอนนั้น พยายามรวบรวมสติปัญญา แยกแยะอาการต่างๆ ของตัวเอง เพื่อจะหาสาเหตุให้ได้ว่า เราป่วยเป็นอะไรแน่

นึกถึงโรคได้สองอย่าง คือ อาการรวมเกี่ยวกับไข้ ปวดหัว หนาวสั่น ปวดไปทั้งตัวรวมทั้งปวดท้องด้วยนั้น ผมนึกไปถึง ไข้รากสาดน้อย หรือ TYPHUS (เรื่องเรียกชื่อของโรคภาษาไทยเทียบกับภาษาแพทย์นั้น ผมยังไม่ถนัดนัก หากผิดพลาดไปขออภัยด้วย ท่านผู้รู้หากจะกรุณาแจ้งให้ผมทราบสักนิด ก็จะเป็นพระคุณ FAX 0-2570-8273 ครับ)

ส่วนโรคอีกโรคหนึ่ง ซึ่งผมนึกขึ้นได้ แต่ไม่สนิทใจเลยก็คือ เอาเจ้าจุดแดงๆซึ่งเริ่มที่แขนก่อน แล้วก็ลามไปทั่วตัวนั้น คิดว่าอาจจะใช่ นั้นก็คือ ROCKY MOUNTAIN SPOTTED FEVER

ข้อสันนิษฐานข้อหลังนี้ ผมไม่ค่อยสนิทใจเลย เพราะเจ้าโรคลายจุดแดงของ ROCKY MOUNTAIN นี้ มันชอบเกิดแก่ชาวบ้านแถวแถบภูเขา ROCKY ของอเมริกา และโรคนี้เกิดระบาดทุกปีในหน้าร้อน เพราะชาวบ้านชอบเข้าป่าล่าสัตว์แถวภูเขาร็อกกี้ในหน้าร้อน

แล้วคนไทยจะไปเกิดโรคเหล่านี้จากแถวภูเขาร็อกกี้ได้อย่างไร

แต่โชคชะตาของผมนั้น เมื่อกำลังเข้าตาจน มักจะมีอะไรมาพลิกผันกลับร้ายให้เป็นดีได้บ่อยๆ

ในขณะที่ผมนอนตาแดงก่ำ เพราะพิษไข้นั่นเอง เพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งก็มาเยี่ยม

เพื่อนผู้นี้เป็นแพทย์อยู่ที่โรงพยาบาลสุราษฎร์ เขาเห็นผมนอนตัวแดงอยู่อย่างนั้น ก็เขย่าผมแรงๆ ร้องว่า “พี่ๆ พี่เจอเจ้าริคเคตเซียเข้าแล้ว”

ผมยังงงๆอยู่ จึงลองถามดูว่า เขาแน่ใจได้อย่างไร เขาก็บอกว่า “ผมแน่ใจ เพราะผมเข้ากรุงเทพฯคราวนี้ ก็เพราะเขาส่งมาประชุมเรื่องริคเคตเซีย ที่กระทรวงอยู่ขณะนี้ไงเล่า”

เท่านั้นเอง ผมก็ตาสว่างขึ้นมาทันที ได้ความรู้เพิ่มเติมว่า เจ้าเชื้อริคเคตเซีย มันข้ามน้ำ ข้ามทะเล ข้ามภูเขาร็อกกี้มาถึงเมืองไทยได้นั้น ก็เพราะตอนนั้นฝรั่งมาเที่ยวเมืองไทยกันมากมาย และกาญจนบุรีก็เป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับแรกซึ่งฝรั่งชอบไปกัน โดยเฉพาะพวกชอบเข้าป่าท่องเที่ยวตามป่าเขาลำเนาไม้

เขียนมาถึงตรงนี้ อยากจะขอออกนอกเส้นทาง ใช้เวลาพักผ่อนเบรกดื่มน้ำสักนิด ขอเล่าถึงนายแพทย์อเมริกันคนหนึ่ง ซึ่งเป็นต้นตอผู้ค้นพบโรคริคเคตเซียนี้

นายแพทย์ผู้นี้คือ เอช. ที. ริคเกตส์ ท่านเป็นหมอปาโถ (เรียกสั้นๆแบบแพทย์ไทย แต่เรียกเต็มๆก็คือ PATHOLOGIST) ท่านเกิดเมื่อ 142 ปีมาแล้ว พอเรียนจบได้เป็นแพทย์ ท่านก็สนใจค้นคว้าเรื่องโรคซึ่งเจ้าสัตว์ตัวเล็กๆ เป็นผู้กระจายเชื้อมาสู่คน

ทฤษฎีซึ่งน่าสนใจมากขณะนั้นก็คือ เจ้าสัตว์ตัวเล็กๆเหล่านี้ก็คือ เจ้าพวกเหา หมัด ไร เล็น เหลือบ เห็บ ซึ่งอาศัยอยู่กับสัตว์ใหญ่และกินเลือดจากสัตว์ใหญ่เป็นอาหาร

เจ้าสัตว์พวกนี้มีเชื้อโรคอยู่ในตัว เมื่อมันมากัดคนเข้า มันก็แพร่เชื้อนั้นเข้าสู่คน คนก็ป่วย เพราะติดเชื้อโรคเหล่านั้น

คำถามซึ่งอาจารย์ริคเกตส์ท่านสนใจมากก็คือ ทำไมเมื่อเจ้าพวกสัตว์หรือแมลงเหล่านี้มีเชื้อโรคเหล่านี้อยู่ในตัว แล้วทำไมมันจึงไม่ป่วยเสียเอง แต่เมื่อมันมากัดมนุษย์ เชื้อเข้าไปในตัวคน ก็ทำให้คนป่วยถึงตายได้

คำตอบซึ่งอาจารย์ริคเกตส์ ค้นพบก็คือ เจ้าสัตว์ตัวเล็กๆเหล่านี้มีภูมิต้านทานเฉพาะ (ANTIBODY) สำหรับเชื้อโรคเหล่านี้ เมื่อมันต้องอาศัยเจ้าสัตว์เล็กๆอยู่ มันจึงไม่ทำอันตรายเจ้าของบ้านที่มันอาศัยอยู่ แต่เมื่อเจ้าของบ้านไปกัดคน ก็ปล่อยเชื้อเข้าสู่คน คนไม่มี ANTIBODY ชนิดที่ต้านทานเชื้อ ก็เลยป่วยและถึงตายได้

ตอนจบของการค้นคว้าเรื่องริคเคตเซีย ซึ่งอาจารย์ท่านค้นคว้าจนค้นพบสาเหตุนั้นก็คือ ท่านได้รับเกียรติให้ตั้งชื่อโรคนั้นตามชื่อของท่าน (ชื่อ RICKETTS จึงกลายเป็น RICKETTSIA)

แต่ที่น่าเสียใจก็คือ ท่านอายุสั้น และเหตุที่เสียชีวิตนั้น ก็เพราะท่านคิดว่า ท่านคงติดเชื้อริคเคตเซีย แต่จริงๆ แล้วท่านติดเชื้อ TYPHUS ซึ่งอาการตอนแรกๆ จะเหมือนกับอาการริคเคตเซีย

ในตอนท้ายท่านเสียชีวิตด้วยโรค TYPHUS ในขณะที่อายุเพียง 39 ปีเท่านั้น

ขอสรุปท้ายเกี่ยวกับการรักษาริคเคต-

เซียของตัวผมเองว่า

1. ต้องใช้ยาประเภทปฏิชีวนะเป็นตัวนำ ซึ่งมีตัวดีๆหลายตัว ยาเหล่านี้ต้องให้แพทย์เป็นผู้สั่งยาให้ คุณไปซื้อยาเองไม่ได้

2. ควรจะใช้สูตร 5 เล็ก ของชีวจิตประกอบอย่างเคร่งครัด

3. ใช้วิตามินกลุ่มแอนติออกซิแดนต์และกลุ่ม B ประกอบ (A เม็ดละ 10,000 I.U., C เม็ดละ 1,000 มก., D เม็ดละ 1,000 I.U., E เม็ดละ 400 I.U. และกลุ่ม B คือ B1, B6, B12 ทั้งหมดนี้กินอย่างละ 1 เม็ด ต่อวันเป็นเวลา 2 อาทิตย์)

***********

โอกาสสุดท้ายสำหรับคอร์สสปาร์ตัน หลักสูตร ใหม่ “เริ่มชีวิตใหม่ด้วย BMU” เริ่ม 16-19 กุมภาพันธ์ 2555 พบกับอาจารย์สาทิส และกลุ่มแพทย์หลายท่าน รวมทั้งจะได้กราบฟังโอวาทธรรมะ จากท่านพระอาจารย์มิซูโอะ คเวสโก ด้วย โทร. 0-2422-9111 ต่อ 2108 หรือ 08-1376-8657.

สาทิส อินทรกำแหง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย สาทิส อินทรกำแหง
  • 12 กุมภาพันธ์ 2555, 05:00 น.
 

ป่วยเล็กๆ กลายเป็นป่วยหนัก (6) “โรคซึ่งเป็นโรค” 2012/02/13

http://www.thairath.co.th/column/life/chewajit/235934

5 กุมภาพันธ์ 2555, 05:00 น.

Pic_235934

อาทิตย์ที่แล้วได้ยกตัวอย่างเชื้อโรคต่างๆ 6 กลุ่ม และได้ลงเอยข้อสรุปเชื้อโรค 6 กลุ่มนี้ คือ เชื้อของ “โรคซึ่งเป็นโรค”

ผมกำลังพยายามอธิบายให้เพื่อนๆชาวชีวจิตเข้าใจว่า “โรคซึ่งเป็นโรค” (ภาษาผมคิดขึ้นมาเอง) นี้ คือ โรคซึ่งมียารักษาได้

แต่โรคอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งผมเรียกว่า “โรคซึ่งไม่ใช่โรค” นั้น หมายถึงโรคภัยไข้เจ็บซึ่งเกิดขึ้นกับตัวเรานั้น มันไม่มีเชื้อโรค

เมื่อไม่มีเชื้อโรค เราก็ไม่รู้จะเอายาที่ไหนไปฆ่ามัน โรคกลุ่มนี้จึงเป็นโรคซึ่งรักษายาก หรือบางทีก็รักษาไม่ได้เลย ไม่มียาจะรักษา

เอาละครับ ขอคุยต่อเรื่อง “โรคซึ่งเป็นโรค” ต่อจากอาทิตย์ที่แล้วอีกสักนิดแล้วจึงจะพูดถึง “โรคซึ่งไม่ใช่โรค” อีกต่อไป

“โรคซึ่งเป็นโรค” นั้น ผมได้ยกตัวอย่างเชื้อโรค 6 กลุ่ม คือ 1. เชื้อโรคแบคทีเรีย 2. เชื้อโรคไวรัส 3. เชื้อโรคโปรโตซัว 4. เชื้อโรคกลุ่มตัวพยาธิ 5. เชื้อโรคกลุ่มพวกเชื้อรา และ 6. พวกเชื้อผสมต่างพันธุ์ CHLAMYDIA

ห้ากลุ่มแรกเป็นเชื้อโรคซึ่งเราค่อนข้างจะรู้จักกันดี โดยเฉพาะนักเรียนแพทย์ สมัยเป็นนักเรียนอยู่ต้องจดจำและพลิกตำราดูกันตาแฉะกันจริงๆ

แต่พวกกลุ่มที่ 6 คือ คลาไมเดีย นั้น เป็นกลุ่มใหม่ซึ่งแม้แต่แพทย์เองก็ต้องปวดหัว เพราะมันเป็นเชื้อโรคพันธุ์ใหม่ ซึ่งมีทางว่าจะผสมพันธุ์ใหม่ๆ เกิดเป็นตัวยุ่งๆใหม่เกิดขึ้นมาได้เสมอ

โดยเหตุที่เป็นตัวใหม่ วงการแพทย์จึงต้องงงเป็นไก่ตาแตกระยะแรกๆ เพราะไม่รู้ว่ามันคืออะไร มาจากไหน และไม่ทราบว่าจะเอายา ตัวไหนไปฆ่ามันได้

เรามาคุยกันเล่นๆหน่อยดีไหมครับ ไม่ต้องซีเรียส คุยกันสบายๆ เพราะผมรู้สึกว่าเชื้อโรคซึ่งผสมข้ามพันธุ์กันได้นี้ มีเรื่องน่าสนใจน่ารู้หลายอย่าง

ขอเล่าเรื่อง “ล่อ” มาคุยกันก่อน “ล่อ” คือสัตว์เกิดจากพันธุ์ผสมระหว่างม้ากับลา เดิมทีม้าก็อยู่กับม้า ลาก็อยู่ส่วนลา ยังไม่มี “ล่อ” เกิดขึ้น

แล้วก็จะด้วยฟ้าดินบันดาลอย่างไร ผมก็ไม่เคยทราบ ทราบแต่ว่ามันมาผสมกับลา แล้วทำอีท่าไหนกันก็ไม่ทราบอีกเหมือนกัน ก็เกิดเป็น “ล่อ” ขึ้นมา

เจ้าล่อนี้เขาว่ามันบรรทุกของได้ดีนัก ว่ากันว่า มันขึ้นเขาเก่งกว่าลา และแม้จะไม่ว่องไววิ่งได้เร็วเหมือนม้าพันธุ์พ่อของเขา แต่คล่องแคล่วกว่าลาพันธุ์แม่ก็แล้วกัน

นี่คือความแปลกประหลาดของสัตว์ซึ่งผสมข้ามพันธุ์

ลองมาดูกันอีกพันธุ์ดีไหม ค้างคาวไงละครับ

เจ้าค้างคาวนี้ ภาษิตโบราณ เขาว่าไว้ใจไม่ได้ เพราะมันเป็นนกมีหูหนูมีปีก

แต่พูดกันจริงๆแล้วจัดเจ้าค้างคาวเป็นนกก็ไม่ได้ เพราะหน้ามันเหมือนหนู ซึ่งเป็นสัตว์สี่เท้า แต่ข้อที่แปลกก็คือ ทั้งๆที่คิดว่าอาจจะเป็นนก เพราะมันบินได้นี้ แต่นอกจากหน้าเหมือนหนู มีหูงอกออกมา ไม่เหมือนนกแล้ว เวลาออกลูก ก็ออกลูกเป็นตัว แล้วก็ให้ลูกกินนมเสียด้วย

นกมันออกลูกเป็นตัวและมีนมให้ลูกกินที่ไหน

ผมคิดว่ามันก็เป็นสัตว์ประเภทผสมข้ามพันธุ์เหมือนกัน จะผสมข้ามพันธุ์กันอย่างไร ผมไม่ทราบได้ ท่านผู้รู้คนใดทราบ บอกผมด้วยก็จะขอบพระคุณ

นี่คือตัวอย่างของการผสมพันธุ์กันระหว่างสัตว์ต่างพันธุ์ แต่การผสมพันธุ์ของเชื้อโรคต่างกลุ่มกันนี้ อาจจะมีสายสนกลในของการผสมพันธุ์ยุ่งยากกว่าการผสมพันธุ์ของสัตว์ใหญ่ๆมากมายแค่ไหนนั้น ขอเรียนให้ทราบว่า ในวงการแพทย์กำลังศึกษากันอย่างหนัก ยิ่งรู้ละเอียดเท่าใดก็จะยิ่งเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาชีวิตของมนุษย์ ผู้ป่วยจากเชื้อโรคพันธุ์ผสมนี้มากยิ่งขึ้นเท่านั้น

ในขณะนี้ก็มีตัวอย่างโรคจากเชื้อโรคกลุ่มคลาไมเดียหลายโรค ซึ่งแม้จะรู้แล้วว่า มันเป็นเชื้อโรคพันธุ์ผสม แต่ก็ยังหายารักษาหรือป้องกันโรคเหล่านี้โดยเด็ดขาดไม่ได้

ขอยกตัวอย่างเรื่องโรคหวัด ซึ่งตั้งแต่สมัยเก่าๆรุ่นปู่ ย่า ตา ยายของเรา ถือว่าเป็นโรคธรรมดา เป็นหวัดขี้มูกโป่ง ปล่อยไปสักพักไม่ต้องทำอะไรเลย มันก็หายไปเอง

แต่อยู่ต่อมา หวัดธรรมดาก็พัฒนาตัวเองเป็นไข้หวัดใหญ่ แล้วก็มีเชื้อโรคจากหวัดใหญ่ระบาดไปทั่วประเทศ แล้วก็ระบาดต่อไปทั่วโลก

ก็ยังมีที่ระบาดข้ามทวีป บางทีพวกต่างทวีปก็ตั้งชื่อเรียกน่ากลัวว่า เอเชียนฟลู (ASIAN FLU) หมายถึงไข้หวัดใหญ่ระบาดมาจากเอเชีย สมัยก่อนโน้นใครเป็นไข้หวัดเดินทางจากเอเชียเข้ายุโรปหรืออเมริกา ก็โดนกักตัวไว้ก็มาก เพราะเชื้อไข้หวัดใหญ่เหล่านี้ติดตัวมา

ไข้หวัดใหญ่ก็พัฒนาตัวเองระบาดเป็นพักๆ ทุก 2 ปี 5 ปี 10 ปี ก็ระบาดใหญ่ไปทั่วโลก คนตายเป็นพันๆก็มีมาก

และเดี๋ยวนี้หวัดใหญ่ก็พัฒนาเชื้อโรคของมันเองเป็นเชื้อโรคผสมข้ามพันธุ์ เร็วๆนี้คงได้ยินไข้หวัดนก ไข้หวัดหมู ซึ่งมีเชื้อชื่อใหม่ๆต่างๆกันมากมายแล้วนะครับ

ขอยกตัวอย่างไข้หวัดนก อย่างเบาๆ จากเชื้อคลาไมเดีย (CHLAMYDIA PHITTACI) ซึ่งครั้งหลังเกิดจากนกแก้วสัตว์เลี้ยง

เมื่อ 30 กว่าปีที่ผ่านมา มีเชื้อโรคไข้หวัดนกเบาๆ จากนกเลี้ยง คือ นกแก้วตัวเล็ก เชื้อของมันเกิดจากเจ้านกตัวเล็กๆน่าเอ็นดูเหล่านี้ก่อน แล้วก็แพร่ระบาดไปถึงคนเลี้ยง

พอโรคระบาดมาถึงคน อาการแรกก็คือ

เจ็บคอ เป็นไข้ มีน้ำมูก ต่อจากนั้นก็มีอาการไออย่างแรง ไข้ผสมกับการปวดหัวอย่างรุนแรง

ขั้นสุดท้ายก็ลงเอยด้วยนิวมอเนียหรือปอดบวม และคนไข้ก็เสียชีวิต

ที่น่าสงสารก็คือ คนไข้เหล่านี้มักจะเป็นคนชราสูงอายุ อยู่คนเดียวในบ้าน เหงาขึ้นมา ไม่รู้จะทำอะไร ก็หานกมาเลี้ยง และก็ต้องเสียชีวิตเพราะสัตว์เลี้ยงที่ตนเองรักนักหนานี่เอง

เชื้อคลาไมเดียอีกตัวหนึ่งไม่ร้ายแรง แต่ก็เจ็บทรมานมากมายเกือบตาย ซึ่งผมเคยเจอมาด้วยตนเอง สมัยที่ชอบเที่ยวป่าเมืองกาญจนบุรี เชื้อตัวนี้ก็คือ RICKETTSIA

เจ้าเชื้อริคเคตเซีย ตัวนี้เป็นเชื้อผสมระหว่างแบคทีเรียกับไวรัส เชื้อจะเกิดกับสัตว์ตัวเล็กๆ คือ ไร หมัด เห็บ ซึ่งส่วนมากจะเกาะกินเลือดของสัตว์ในป่า พอคนเข้าป่ามันก็มากัดคน คนก็ป่วย อาการตอนแรกๆก็มักจะมีไข้สูง ปวดหัว ปวดเนื้อปวดตัว การขับถ่ายผิดปกติ เป็นอาการซึ่งทรมานมาก และถ้าร่างกายอ่อนแอก็จะเป็นหนักลุกไม่ขึ้นเป็นเวลานาน

เคราะห์ดีที่ขณะนั้น มียาปฏิชีวนะซึ่งเพิ่งจะคิดได้ใหม่ คนเป็นริคเคตเซียก็เลยรอดตายมาได้

นอกจากนี้ ก็ยังมีคลาไมเดียตัวใหม่ๆ เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ ทำให้เป็นโรคเกี่ยวแก่ตาแดงก็มี เป็นโรคเกี่ยวแก่ทางเดินปัสสาวะก็มี เป็นโรคที่ทำให้ปวดกระดูก ปวดกล้ามเนื้อ ก็มี

ที่น่าเป็นห่วงก็ตอนน้ำท่วมใหญ่นี่แหละครับ น้ำท่วมก็ทำให้เกิดน้ำเน่า เจ้าคลาไมเดียตัวใหม่ชอบเกิดในน้ำเน่า-น้ำนิ่งมีอีกมากมาย

นี่แหละครับ ตัวอย่างน่ากลัวของเชื้อโรคผสมข้ามพันธุ์นี่แหละ ขอต่อวิธีแก้คราวหน้า.

***********

อย่าลืมคอร์สสปาร์ตันหลักสูตรใหม่

“เริ่มชีวิตใหม่ด้วย BMU” 16-19 กุมภาพันธ์ 2555 โทร. 0-2422-9111 ต่อ 2108 หรือ 08-1376-8657.

สาทิส อินทรกำแหง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย สาทิส อินทรกำแหง
  • 5 กุมภาพันธ์ 2555, 05:00 น.
 

ป่วยเล็กๆ กลายเป็นป่วยหนัก (5) จะทำตัวหรือแก้ไขตัวเองอย่างไร เกี่ยวกับไนท์เชดส์ 2012/02/13

http://www.thairath.co.th/column/life/chewajit/234132

29 มกราคม 2555, 05:00 น.

Pic_234132

ข้อสรุปเกี่ยวกับผักและพืชประเภทไนท์เชดส์ขณะนี้ก็คือ ถ้าคุณกินผักประเภทนี้แต่อย่างเดียวโดยไม่กินผักหรือพืชอย่างอื่นด้วย คุณก็มีโอกาสที่สารโซลานินจะสะสมอยู่ในร่างกายมากๆ และเมื่อถึงระยะหนึ่งที่ร่างกายของคุณอ่อนแอ (I.S. ในร่างกายต่ำ) อาการข้อต่ออักเสบหรือ ARTHRITIS ก็จะลุกลามกำเริบทันที

ที่ผมเป็นห่วงมากๆอย่างที่ได้พูดไว้ในไทยรัฐของเราฉบับก่อนๆ ก็คือ ชาวไร่หรือชาวบ้านทั่วๆไปที่ท่านชอบปลูกสวนครัวในบ้าน หรือปลูกผักริมรั้ว เช่น บวบ มะเขือต่างๆ เหล่านี้ ท่านมักจะไม่มีโอกาสได้กินผักแพงๆ เช่น บรอกโคลี ดอกกะหล่ำ ผักกาดแก้ว ฯลฯ เหล่านี้ ท่านก็จะกินแต่ผักปลูกง่ายๆ ในสวนครัว หรือผักริมรั้วเป็นประจำเท่านั้น

นอกจากจะปลูกง่าย เก็บง่ายแล้ว ผักพวกไนท์เชดส์เหล่านี้ กินสดๆ รสหวานกรอบ อร่อยมาก มีน้ำพริกถ้วยเดียว ท่านก็กินข้าวทุกมื้อได้เต็มอิ่ม

และก็คงจะเห็นนะครับ คุณน้า คุณป้า คุณยายเหล่านี้ ท่านจะบ่นปวดข้อ ปวดเข่า ปวดหลัง ปวดเอวเป็นประจำ ถ้าท่านเกิดมีอาการข้อต่ออักเสบชนิดอื่นๆ เช่น กรดยูริกสูง คอเลสเทอรอลสูง แคลเซียมเกาะตามข้อต่อเป็นก้อน เป็นแผ่น อย่างที่ชาวบ้านชอบเรียกกันว่า กระดูกงอก อาการปวดทั้งตัวก็จะเพิ่มมากขึ้น

ถ้าไปถามท่านว่า ท่านทราบไหมว่า เป็นอย่างนี้เพราะอะไร ท่านก็จะตอบว่า อายุมากแล้ว แก่แล้ว มันก็ต้องเป็นไปตามอายุอย่างนี้แหละ

ฉะนั้น ถ้าใครมีญาติหรือคนรู้จักที่ทำท่าว่าจะมีอาการอย่างนี้ ช่วยบอกท่านให้ท่านป้องกันและแก้ไขไว้ก่อน โดยแนะนำเรื่องอาหารให้กินให้ถูกส่วน และให้รู้จักผักประเภทไนท์เชดส์ว่า มีประโยชน์และมีโทษอย่างไร
อย่างนี้จะเป็นการป้องกันและแก้ไขง่ายๆ ช่วยให้คนปวดหลัง ปวดเอวลดลงได้ไม่น้อยเลย

ข้อสำคัญอีกอย่างหนึ่งซึ่งอยากจะเตือนก็คือ คุณน้า คุณป้าเหล่านี้ เมื่อมีอาการปวดขึ้นมา ท่านมักจะชอบไปซื้อยาแก้ปวดมากินเอง

ยาแก้ปวดรักษาโรคข้อต่ออักเสบ หรือ ARTHRITIS ไม่ได้หรอกครับ เมื่อกินยาแก้ปวด อาการปวดจะทุเลาไปได้สัก 2-3 วัน แล้วก็ปวดอีก

ปวดแล้วปวดอีกอย่างนี้จะทำอย่างไรดี

ท่านก็มักจะไปซื้อยาแก้ปวดมากินเป็นประจำ ไม่ช้าก็เกิด “โรคตาม” คือ ปวดท้อง ปวดกระเพาะ ลำไส้ เป็นโรคกระเพาะเพิ่มขึ้นมาอีก

ถ้าเป็นอย่างนี้ชีวิตบั้นปลายจะไม่กลายเป็นชีวิตที่ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างน่าสังเวชเหลือเกิน หรือครับ?

ถึงตอนนี้ผมก็อยากจะคุยถึงเรื่องโรคภัยไข้เจ็บต่างๆสักนิด เคยไปบรรยายตามที่ต่างๆหลายสิบครั้งแล้ว แต่ยังไม่เคยเอามาเขียนให้แฟนๆ ชีวจิตท่านอ่านเป็นเรื่องเป็นราวสักทีเลย

จากการที่ได้ก่อตั้ง “ชีวจิต” ในเมืองไทยมาถึง 27 ปี ได้แนะนำและช่วยดูแลคนป่วยประเภทต่างๆมามากมายพอสมควร ผมพอจะสรุปความรู้สึกของคนไทยเกี่ยวกับการเจ็บป่วยได้ดังนี้

ผมคิดว่าคนไทยแทบทั้งหมดเชื่อว่า เมื่อเกิดการเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา จะหายจากการเจ็บป่วยได้ ก็ต้องใช้ยารักษาเท่านั้น เมื่อป่วยก็ต้องมียา คนไทยเชื่อกันอย่างนั้น

ตอนนี้ผมอยากจะสร้างคติใหม่ขึ้นมา “โรคทุกโรค ไม่ได้รักษาได้ด้วยยา เพราะโรคบางโรคไม่มียารักษา”

ผมเคยให้ความรู้แก่พวกเพื่อนๆชีวจิต โดยแบ่งโรคภัยไข้เจ็บออกเป็นสองกลุ่ม ใช้ภาษาง่ายๆว่า “โรคซึ่งเป็นโรค” กับ “โรคซึ่งไม่ใช่โรค”

“โรคซึ่งเป็นโรค” หมายความว่า เป็นโรคซึ่งมีเชื้อโรคเข้ามาอยู่ในตัวเรา เราจึงป่วย

“โรคซึ่งไม่ใช่โรค” หมายถึง โรคซึ่งไม่มีเชื้อโรคเข้ามาในตัวเรา แต่ทั้งๆที่ไม่มีเชื้อโรคนี่แหละ เราก็ป่วยได้

ขอสรุปสั้นๆตรงนี้ก่อนว่า “โรคซึ่งเป็นโรคนี้ มียารักษา”

แต่ “โรคซึ่งไม่ใช่โรค ไม่มียารักษา”

หลังจากสรุปสั้นๆแล้ว เราก็จะพูดถึงรายละเอียดของโรคสองกลุ่มนี้ต่อไป

ต้องพูดกันยาวเลยทีเดียวแหละครับ

ผมจึงขอให้แฟนๆชีวจิต (แฟนแท้) กรุณาย้อนไปอ่านคติใหม่ที่ผมเสนอไว้ข้างต้นนี้อีกที เพราะคติใหม่ที่ว่านี้ฟังดูง่ายเกินไป หลายท่านอ่านเพียงพอผ่านสายตาแล้วก็ไม่ได้คิดตาม จึงขอให้กลับไปอ่านย้อนต้นอีกครั้ง

ต่อไปนี้ผมขออนุญาตอธิบายถึง “โรคซึ่งเป็นโรค” เสียก่อน ขอโทษล่วงหน้าว่า ต้องเอาภาษาวิชาการมาใช้อธิบายด้วย

“โรคซึ่งเป็นโรค” นี้ หมายความว่า เป็นโรคซึ่งมีเชื้อโรคชนิดต่างๆเข้ามาอยู่ในตัวเรา เราจึงป่วย

เชื้อโรคมีหลายพันหลายหมื่นตัว ต่อไปอาจจะมีเป็นแสนๆล้านๆก็ได้ เพราะเชื้อเหล่านี้ เกิดใหม่ได้ ผสมพันธุ์ใหม่ขึ้นมาอีกมากมาย

ในด้านการแพทย์เราศึกษาค้นพบเชื้อโรคเหล่านี้ แล้วเราก็เอาเชื้อไปเพาะในห้องทดลอง ทดสอบดูชีวิตของมัน เกิดอย่างไร โตและขยายต่อไปอย่างไร

แล้วเราก็คิดค้นคว้าหายามาฆ่าเชื้อแต่ละชนิดนั้น เราก็จัดยาฆ่าเชื้อแต่ละชนิดไว้เป็นหมวดหมู่ เมื่อพบว่าเราป่วยเพราะเชื้อชนิดใด เราก็เอายามาฆ่าเชื้อโรคชนิดนั้น

“โรคซึ่งเป็นโรคนี้” จึงรักษาได้ด้วยยา

เพื่อความเข้าใจง่ายๆ ผมจะขอลองยกตัวอย่างกลุ่มของ “โรคซึ่งเป็นโรค” นี้ มาสัก 6 กลุ่ม เป็นตัวอย่างซึ่งจะทำให้คุณรู้จัก “โรคซึ่งเป็นโรค” นี้ได้ดีขึ้น

1. กลุ่มเชื้อโรคแบคทีเรีย (BACTERIA) กลุ่มนี้มีเชื้อโรคมากมายหลายร้อยหลายพันตัวทีเดียวครับ

2. กลุ่มเชื้อโรคไวรัส (VIRUS)

3. กลุ่มเชื้อโรคโปรโตซัว (PROTOZOA) กลุ่มนี้ เราไม่ค่อยจะได้ยินและไม่รู้จักดีนัก แต่มันคือ เชื้อโรคประเภทเซลส์เดี่ยว อย่างเชื้อมาลาเรียหรือไข้จับสั่น เป็นต้น

4. กลุ่มพวกพยาธิ (PARASITE) พวกพยาธินี้ มีตัวมีตนเห็นชัด เข้ามาอาศัยอยู่ในตัวเรา เช่น พยาธิตัวกลม พยาธิเส้นด้าย พยาธิตัวตืด พยาธิใบไม้ เหล่านี้ เป็นต้น

5. กลุ่มพวกเชื้อรา (FUNGUS) กลุ่มนี้พวกเรารู้จักกันดี เช่น กลาก เกลื้อน หรือเชื้อราในร่มผ้า ที่เรียกกันว่า เม็นส์ขาว เป็นต้น

6. กลุ่มพวกเชื้อผสมพันธุ์ (CHLAMYDIA) พวกนี้เป็นเชื้อพันธุ์ใหม่ซึ่งทำให้พวกแพทย์ปวดหัวกันมาก เพราะมันเป็นพวกเชื้อโรคต่างพันธุ์มาผสมกันเอง อย่างเชื้อแบคทีเรียผสมกับไวรัส เกิดเป็นเชื้อพันธุ์ใหม่ เช่น หวัดนก หวัดหมู เป็นต้น

เอาละครับ เพิ่งเริ่มต้นเพียงเท่านี้ ปรากฏว่าเพื่อนๆชีวจิตหลายท่านเริ่มมึนหัว ตาหูลายกันขึ้นมาแล้ว ฉะนั้นเอาเบาๆไว้แค่นี้ก่อน

เรื่อง “โรคซึ่งเป็นโรค” กับ “โรคซึ่งไม่ใช่โรค” นี้สำคัญมากสำหรับท่านที่อยากจะเข้าใจว่า “เอ! ก็กินยาตั้งมากมายแล้ว แล้วทำไมมันจึงไม่หายสักที”

ขอให้ใจเย็นๆ อ่านเรื่องใหม่ที่ผมเขียนถึงวันนี้ช้าๆ แล้วค่อยๆติดตามที่ผมแนะนำไว้ ตอนต่อไปจะสำคัญมากครับ สำหรับเพื่อนๆที่อยาก

จะดูแลตัวเองให้สุขภาพดีขึ้น เป็นหนุ่มเป็นสาวมากขึ้น และอายุยืนมีความสุขทั้งกายและใจมากขึ้น

อย่าลืม เรื่องคอร์สสปาร์ตันนะครับ เราจัดคอร์สมาทุกปีจนเป็นประเพณีไปแล้ว ปีที่แล้ว

จัดไม่ได้เพราะน้ำท่วม แต่เดือนหน้านี้เราจัดใหม่แน่นอนแล้ว และมีสูตรใหม่ BMU

เกี่ยวกับการสร้างชีวิตใหม่  ท่านอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก ได้กรุณาให้คติทางธรรมะแก่พวกเราด้วย ได้ครบทั้งเรื่องกายและใจครับ

“เริ่มชีวิตใหม่ด้วย BMU” 16–19 กุมภาพันธ์ 2555 โทร. 0 –2422–9111 ต่อ 2108 หรือ 08–1376–8657.

*************

สาทิส อินทรกำแหง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย สาทิส อินทรกำแหง
  • 29 มกราคม 2555, 05:00 น.
 

ป่วยเล็กๆ กลายเป็นป่วยหนัก (4) 2012/01/23

http://www.thairath.co.th/column/life/chewajit/232331

22 มกราคม 2555, 05:00 น.

Pic_232331

ตอนนี้เป็นตอนสำคัญเกี่ยวกับอาหารพวกผักและพืชประเภทไนท์เชดส์ (NIGHT-SHADES) ที่ได้ทิ้งท้ายไว้เมื่ออาทิตย์ก่อนแล้วละครับ

การทิ้งท้ายไว้แบบอาทิตย์ก่อนทำให้เกิดปัญหาซึ่งจะต้องตอบและต้องแก้ว่า “เมื่อเป็นเช่นนี้เรากินพวกผักประเภทมะเขือ– แตงกวา ฯลฯ แล้วจะเป็นโทษแก่ตัวเราจริงหรือเปล่า?”
ถ้าใช้สำนวนแบบเจ้าฉ่อยที่ถามตอบกับนายสาทิสเมื่อ 4-5 ฉบับที่แล้วมา ก็คงต้องถามกันแบบนักเลงว่า

“แล้วเอ็งจะให้ข้าเชื่อใคร (วะ)?”

ใจเย็นๆคุณพี่ ผมมีคำตอบอย่างสวย งามให้คุณพี่เลือกใช้ครับ

1.ถ้าจะตอบตามแบบการทดสอบของกลุ่มนายแพทย์ทีโอดอร์ซาดิส แห่งมหาวิทยาลัยแพทย์อริโซนา ก็ต้องบอกว่า “อย่าไปเชื่อมันกิน เข้าไปเถอะ ผักพวกไนท์เชดส์นี้ไม่มีอันตรายอะไรเลย”

2.ถ้าเอาตามแบบอาจารย์นายแพทย์เจมส์ บัลช์ แห่งมหาวิทยาลัยแพทย์อินเดียนา (อาจารย์ท่านนี้ผมรักและนับถือท่านมาก) ท่านก็จะบอกว่า “ระวังให้ดี ถ้าคุณเป็นคนที่แพ้สารโซลานินในพืชกลุ่มไนท์เชดส์ ต้องระวังว่าคุณจะป่วย มีอาการของข้อต่ออักเสบอย่างแรง (ACUTE ARTHRITIS)”

3.ถ้าตอบตามแบบฉบับของนายสาทิส ก็ ต้องตอบว่า “ต้องดูที่สภาพของร่างกายและวิธีที่คุณกินผักพวกนี้ด้วย ถ้าระวังตัวให้ดี กินเข้าไปเถอะครับ ไม่เป็นไร ถ้ากินผิดกาลเทศะ รับรองข้อต่อ อักเสบเล่นงานแน่ อย่างที่ผมกำลังเป็นจนเดินเกือบไม่ได้อยู่นี่แหละ”

เอาละครับ ทีนี้เรามาดูรายละเอียดและพื้นฐานของการทดสอบของแต่ละคนว่า ลักษณะของการตรวจสอบนั้นเป็นอย่างไร

การทดสอบของอาจารย์ทีโอดอร์ซาดิสนั้น เป็นการสอบถามจากคนไข้หลายๆท่านว่า กิน พวกพืชไนท์เชดส์เหล่านี้เข้าไปแล้ว มีอาการอย่างไร หรือเปล่า

การทดสอบแบบนี้ไม่ได้ทำกันอย่างจริงจัง และคนไข้หลายคนของท่านอาจจะเป็นคนไข้ประเภทที่ไม่ชอบกินผักหรือพืชประเภทไนท์เชดส์ พิษสงของเจ้าสารโซลานินยังไม่สะสมในร่างกายมากนัก โทษของมันจึงยังไม่ปรากฏให้เห็น

แต่จากการทดสอบของอาจารย์บัลช์นั้นทำกันอย่างจริงจังมากกว่านักโภชนาการตามแนวทางวิทยาศาสตร์ทางอาหาร ซึ่งอยู่ในกลุ่มของท่านไปศึกษาการบริโภคอาหารทางภาคใต้ของอเมริกา และเลยไปถึงอเมริกาใต้อย่างเม็กซิโกและเปรู ซึ่งบริโภคอาหารประเภทไนท์เชดส์กันมาก เช่น อาหารพวกมันฝรั่ง, มันเทศ, มันสำปะหลัง เป็นต้น

ได้พบว่าพวกที่ชอบบริโภคพืชกลุ่มไนท์เชดส์เหล่านี้ มีอาการข้อต่ออักเสบ เป็นปริมาณมากกว่า 50%
ข้อสังเกตที่น่าสนใจอีกข้อหนึ่งก็คือ กลุ่มผู้บริโภคพืชประเภทไนท์เชดส์มากนี้ เป็นผู้ที่มีฐานะยากจน

(อาหารอะไรที่เสาะหาได้ง่ายและมีมวลหรือเนื้อมากๆ ผักจะมีราคาถูกกว่าอาหารประเภทเนื้อสัตว์)

ทีนี้ก็มาถึงข้อสังเกตของนายสาทิสแล้วแหละครับว่า จะว่ากันอย่างไร?

ผมคิดว่าถ้าเรารู้จักวิธีกินผักพวกไนท์-เชดส์จะไม่มีอันตรายอะไรเลย แต่ถ้ากินอย่างลวกๆหรือกินผิดกาลเทศะ จะเกิดโทษอย่างมากมาย ลองดูตามลักษณะและวิธีกินของผมตอนนั้นดูนะครับ
ผมเป็นคนชอบกินผัก แต่ตอนที่เกิดอาการข้อต่ออักเสบขึ้นมา เป็นช่วงเวลาที่ผมเพิ่งฟื้นไข้จากการผ่าตัดใหม่ๆ

นั่นคือแฟคเตอร์ข้อหนึ่งล่ะ แปลว่าตอนนั้นร่างกายผมอ่อนแอมากๆ I.S. หรือ IMMUNE SYSTEM อยู่ในระดับต่ำเกือบถึงศูนย์

อีกข้อหนึ่งพอร่างกายเริ่มฟื้นกินอาหารได้ก็ถึงช่วงเวลาน้ำท่วมใหญ่พอดี ผมอยู่คนเดียวต้องทำอาหารกินเองอย่างที่เล่าให้ฟังแล้ว ไปตลาดหรือซุปเปอร์มาร์เกตหาซื้อผักใบๆ จะมาทำอาหารไม่มีเหลือเลย มีแต่พืชประเภทเป็นลูกๆ เช่น มะเขือ แตงกวา บวบ พวกนี้เท่านั้น หมายความว่าต้องกินผักประเภทไนท์เชดส์เป็นหลักและเป็นเวลานานอยู่ทุกวันเลยแหละครับ

จากเหตุผลสองประการ รวมทั้งการที่ขาดการปฏิบัติตัวที่สำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่ง คือ การออกกำลังกาย ผมชอบเล่นเทนนิสมากและต้องออกกำลังกายแบบหนักๆแทบทุกวัน

เมื่อไม่ได้ออกกำลังกายเป็นเดือนๆ การหมุน เวียนของระบบต่างๆในร่างกาย (METABOLISM) ก็เลวลง เหมือนรถยนต์จอดทิ้งไว้นานๆ สนิมขึ้น สตาร์ตเครื่องเท่าไหร่ก็ไม่ติดนั่นแหละครับ
ข้อแนะนำของผมเกี่ยวกับพืชไนท์เชดส์จึงมีดังต่อไปนี้

1.พืชผักประเภทไนท์เชดส์ เป็นพืชผักที่ดีในด้านโภชนาการ มีทั้งวิตามิน-แร่ธาตุ และบางประเภทก็ยังมีโปรตีน แถมอยู่ในนั้นด้วย อย่างเช่น มันฝรั่ง มันไข่ มันเทศ เป็นต้น

ฉะนั้นเลือกกินพวกผักหลายๆอย่างคละกันไป อย่ากินแต่ผักประเภทไนท์เชดส์อย่างเดียว (เพราะมันอร่อย)

2.อย่ากินชนิดสดๆ แต่ให้สลับกันสดๆบ้างสุกๆ บ้าง (ต้ม-ผัด) บ้าง

3.ให้ดูสภาพของร่างกาย  ถ้ากำลังป่วย  หรือเพิ่งฟื้นไข้ หรือแน่ใจว่า IMMUNE SYSTEM กำลังตกต่ำ งดพวกอาหารไนท์เชดส์เสียเลยจะดีกว่า

4.ถ้าคิดว่าเริ่มมีอาการของข้อต่ออักเสบ นอกจากจะหยุดกินอาหารประเภทไนท์เชดส์แล้ว ให้ใช้วิธีกำจัดท็อกซินออกจากร่างกาย เช่น ทำดีทอกซ์ คุมอาหาร (ใช้สูตรอาหารชีวจิตนั่นแหละ) และออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ

เราแนะนำให้กินวิตามินกลุ่มแอนตี้ออกซิแดนต์ (วิตามิน A, C, D, E อย่างละ 1 เม็ด ต่อวัน 2 อาทิตย์ แถมด้วย NIACIN (500 mg.) และ ZINC อย่างละ 1 เม็ดด้วย

เรื่องการรักษาและดูแลอาการข้อต่ออักเสบนี้อย่าทำเล่นๆนะครับ ต้องทำกันจริงๆ เพราะเคยปรากฏรายงานจากกลุ่มของอาจารย์บัลช์ว่า บางคนมีอาการข้อต่ออักเสบอ่อนๆ แต่ปล่อยไว้นานไม่ดูแลตัวเองให้ดี  เลยกลายเป็นโรคลูปัส (SLE)

ขึ้นมาก็ยังมีเลยครับ

ฉะนั้นอย่าทำเล่นๆ  ขอเตือนว่า โรคข้อต่ออักเสบไม่ใช่โรคร้ายแรง  แต่ปล่อยให้มันลุกลาม ในไม่ช้าชีวิตต่อไป โดย เฉพาะเมื่ออายุมากแล้ว จะทรมานมากเลยครับ

แก่อย่างยากจนแต่มีสง่าราศี ดีกว่าแก่อย่างเศรษฐีแต่เดินไม่ได้นะครับ

อย่าลืมคอร์สสุขภาพของชีวจิต เราเริ่มเป็นชุด ยังเหลืออีก 2 ชุดครับ

1. “อยู่โดยไม่ป่วยทำอย่างไร” วันอาทิตย์ 29 มกราคม 2555 จะสอนแนวทางชีวจิต การทำอาหาร การออกกำลังกาย รำตะบอง และตอบคำถามสุขภาพ โทร. 0-2877-1111 ต่อ 1032

2. สปาร์ตัน “เริ่มชีวิตใหม่ด้วย BMU” วันที่ 16-19 กุมภาพันธ์ 2555 มีทั้งทางโลกและทางธรรม ทางโลกเรื่องสุขภาพและแนวชีวจิต และทางธรรมจะได้กราบรับฟังธรรมจากท่านอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก โทร. 0-2422-9111 ต่อ 2108 และ 08-1376-8657.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย สาทิส อินทรกำแหง
  • 22 มกราคม 2555, 05:00 น.
 

ป่วยเล็กๆกลายเป็นป่วยหนัก (3) 2012/01/23

http://www.thairath.co.th/column/life/chewajit/230525

15 มกราคม 2555, 00:00 น.

Pic_230525

คราวนี้ขอคุยกันละเอียดเรื่องพืชประเภท NIGHTSHADES นะครับ

มีพืชประเภทเป็นหัวและเป็นฝักอีกมากมาย ซึ่งมีสาร SOLANINE อยู่ในตัว และถ้าศึกษากันจริงๆจะพบเรื่องน่าตกใจหลายอย่าง เพราะพืชประเภท NIGHTSHADES ที่เรากล่าวถึงขณะนี้ คนไทยเรากินกันเป็นประจำ โดยเฉพาะกลุ่มชาวอีสาน หรือกลุ่มชาวไร่ชาวนาที่ชอบปลูกผักกินกันเอง

แม้แต่ตัวผมเองซึ่งไม่ใช่ชาวไร่ชาวนา แต่ เพราะความจำเป็นตอนน้ำท่วม ไม่มีผักชนิดเป็นใบกิน ก็เลยต้องกินผักประเภท NIGHTSHADES ซึ่งเป็นลูกเป็นผล และเป็นฝักกันอย่างขนานใหญ่นี่แหละครับ

ผลก็คือเจ็บปวดไปหมดทั้งตัว ขณะเขียนต้นฉบับอยู่นี้ (ผมใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็น) ยังมือแข็ง เขียนไปๆก็ต้องหยุดพักนวดมือตั้งหลายหน

ปวดกันจริงๆขนาดนั้นเลยแหละครับ

มาดูตัวอย่างพวกมะเขือ-แตงกวา-ผักอย่างเป็นฝักดูก่อน

มะเขือเปราะลูกอ่อนๆ ใช้นิ้วบีบแตกดังเป๊าะ อย่างนี้จิ้มน้ำพริก จิ้มหลน หรือปลาเจ่า อร่อยจริงๆครับ ยิ่งตอนน้ำท่วม ลงทุนซื้อจ่ายสตางค์แพงกว่าเดิมหลายเท่า เก็บตุนไว้ในตู้เย็น นอกจากจะจิ้มน้ำพริกต่างชนิดแล้ว วันไหนขยันขันแข็งขึ้นมา ทำแกงเผ็ด (น้ำเต้าหู้นะครับ อย่าใช้กะทิ) พอแกงเดือดก็เอามะเขือเปราะผ่าสี่ใส่ลงไป

แกงเผ็ดใส่ลูกชิ้นปลาและมะเขือ คลุกข้าวกินได้หลายวันครับ อร่อยแหงนดูฟ้า ขอบคุณเทวดาเป็นการใหญ่ที่บันดาลให้คิดทำของอร่อยๆกินได้

แต่สามวันเท่านั้น มันปวดน่องเป็นตะคริว ปวดส้นเท้าตรงเอ็นร้อยหวาย เดินไม่ได้ไป หลายวันเลยครับ

เพราะเจ้าโซลานินในมะเขือนี่แหละครับ มันสะสมกันหลายวัน ผสมกับอาหารประเภทคอเลสเทอรอลเลวๆ LDL เกาะกันเป็นก้อน ตรงไหนเป็นข้อต่อ มันก็รวมกลุ่มเกาะกันตรงนั้น ยิ่งตรงร้อยหวายแล้ว เจ็บปวดไปทั้งขา น้ำตาไหลก็ไม่ได้ ต้องทนไว้ มิฉะนั้นเสียฟอร์มพระเอกแก่ๆพุงพลุ้ยหมด

แล้วมะเขือเปราะอย่างเดียวหรือที่มีแต่สารโซลานินจากกลุ่มพืชไนท์เชดส์

ไม่ใช่มะเขือเปราะอย่างเดียวครับ มะเขือทุกชนิดแหละครับใช่ทั้งนั้นเลย

เวลาทำน้ำพริกกะปิ มันอร่อยตรงไหนรู้ไหมครับ อร่อยตรงใส่มะอึก ลูกเป็นขนๆนั่นแหละ ใส่มะอึกลงไปในน้ำพริก เอาสากตำเบาๆพอแหลก น้ำพริกจะหอมขึ้น เปลือกมะอึกก็กรอบๆออกหวานนิดๆ อร่อยครับ

นั่นแหละ อาการของข้อต่ออักเสบถามหา จนตอบอะไรไม่ทัน ได้แต่ร้องโอยๆ เพราะความปวดเนื่องมาจากความตะกละเท่านั้นเอง

แล้วมะเขืออื่นๆที่มีเจ้าสารแบบน้ำยาทากันปลวกนี่มีอีกไหมครับ

มีอีกมากมายหลายตัว

มะเขือเทศก็ใช่ มะเขือยาวก็ใช่ มะเขือม่วงก็ใช่ แม้แต่แตงกวาหวานกรอบ เอามาจิ้มน้ำพริกก็อร่อย ยำกับกุ้งแห้งป่น ใส่พริกขี้หนู บีบมะนาวหน่อย อร่อยเหาะก็เถอะ เป็นกลุ่มไนท์เชดส์นี่เหมือนกัน

พูดถึงยำแตงกวาใส่พริกขี้หนู ก็ต้องรำพึงรำพันด้วยความเสียดาย (ไม่ต้องถึงกับตีอกชกตัวหรอกครับ เดี๋ยวจะระบมนมเกิดเจ็บปวดอีกแบบหนึ่งขึ้นมาอีก) แตงกวาก็อยู่ในกลุ่มไนท์เชดส์ พูดถึงพริกขี้หนู ซึ่งจริงๆแล้ว พริกทุกชนิดแหละครับ  พริกชี้ฟ้า  พริกหยวก  พริกตุ้ม  พริกหวาน (ไม่เห็นหวานสักหน่อย เหม็นเขียวจะตาย) นี่อยู่ในตระกูลไนท์เชดส์ทั้งนั้นเลย

นี่แหละครับ ผมถึงสงสารพี่น้องชาวอีสานของเราเหลือเกิน บางบ้านข้าวเหนียวปั้นเปล่าๆ จิ้มปลาร้า ใส่พริกป่นเต็มถ้วย กินได้กินดี

กินจนตาแฉะฝ้าฟาง กลายเป็นตามืดตามัว เป็นโรคประจำตัว มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย
มีพริก มีมะเขือเท่านั้นหรือครับ?

ยังครับ ยังมีอีกมากมาย บวบก็ใช่ บวบ เหลี่ยม บวบกลม บวบยาว บวบหัวงูเหล่านี้ใช่ทั้งนั้น
แถมอะไรอีกดี ก็นั่นไง พูดถึงแตงกวาหยกๆ พี่น้องกับแตงกวา ก็มีแตงไทย แตงร้าน แม้แต่แตงโมเหลือง แตงโมแดงก็ใช่ทั้งนั้น

แต่แตงโม แตงโมเหลืองเหล่านี้พิษสงค่อยยังชั่วกว่าพืชไนท์เชดส์อื่นๆ เพราะในเนื้อแตงโมมีน้ำมาก เจ้าสารโซลานินนี้ก็เลยเจือจางไป

เหนื่อยไหมครับ ที่ผมบรรยายมานี่ มีแต่อาหารหรือพืชที่คุณชอบแทบทั้งนั้น คำถาม ก็คือว่า แล้วจริงๆสารตัวที่ว่านี้คืออะไรแน่ และอะไรเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงว่ามันคือพืชจำพวกไนท์เชดส์
ตอบคำถามข้อหลังก่อน พืชจำพวกไนท์เชดส์นี่ให้ดูที่เปลือก ที่ก้าน และที่หัวจุกติดกับก้านของมัน

ที่ก้านตรงหัวจะมีขน ที่จุกก็จะมีขนเหมือนกัน ต่อจากก้านมาที่จุก จะมีหัวจุกแผ่นบางๆเป็นแฉกเกาะอยู่ ตรงนี้ก็มีขนบางๆเกาะอยู่เช่นกัน

ว่ากันว่าตรงขั้วแฉกที่เป็นของเหล่านี้แหละที่เป็นต้นตอขับสารโซลานิน ออกมา เมื่อขับออกมา แล้วมันก็จะหมุนเวียนไปทั่วลูกและผล หรือตามความยาว ความกว้างของตัวพืช

พี่น้องชาวบ้านของเราชอบกินดิบๆ เพราะมันทั้งกรอบและมีรสมัน บางทีก็มีหวานนิดๆ เข้าใจว่าถ้าเราไม่กินดิบ แต่ต้มหรือทำให้สุกเสียก่อน สารโซลานินจะลดลงบ้าง

แต่เรามีนิสัยติดความอร่อยครับ กินอะไรก็ได้ ขอให้อร่อยไว้ก่อน โทษของมันไม่ค่อยนึกถึงกันเลย เราจึงมักจะเจอสารโซลานินเข้าเต็มที่

เอาละครับ น่าจะมาถึงคำถามสุดท้ายว่า แล้วเจ้าพวกพืชที่ยกตัวอย่างมาเยอะแยะนี้หมดหรือยัง มีพืชอย่างอื่นอีกไหมที่จะต้องระวัง

ก็ต้องใช้วิธีอ้างตำราแล้วแหละครับ ตามตำราพฤกษศาสตร์กล่าวไว้ว่า พืชต่างๆที่จัดว่าเป็นพวกไนท์เชดส์นั้น มีอยู่ด้วยกันกว่า 1,700 ชนิด

กลุ่มกว่า 1,700 ชนิดนี้ มีทั้งพวกพืชสมุนไพร แถมยังต้นไม้อีกหลายชนิดที่มีขนที่ใบ ขนที่ก้าน และไม่ใช่แต่เป็นพืชบนดินอย่างเดียว ผลที่อยู่ใต้ดินก็ยังอุตส่าห์ไปเข้าพวกไนท์เชดส์กับเขาด้วย
อะไรเสียอีกเล่า ก็มันฝรั่งของโปรดของผมนั่นอย่างไรเล่า เข้าสูตรเกี่ยวกับน้ำท่วมที่ผมบ่นไว้แต่แรกนั่นไงละครับ

เพราะฉะนั้นก็เกี่ยวกับพืชชนิดหัว-ผล-ลูก และฝัก ทั้งบนดินและใต้ดินนี่แหละครับ ที่เขาเหลือไว้บนชั้นผักให้ผมกิน ชนิดใบๆกรอบๆหอมๆ คุณพ่อค้า แม่ค้ามือไวท่านเหมาไปหมด เหลือแต่พวกไนท์เชดส์ไว้ให้ผมกินคนเดียว

ทีนี้มาพูดถึงโทษของมันเสียหน่อย กลุ่มแพทย์ของอเมริกา ซึ่งมีนายแพทย์เจย์สัน เทโอดอร์ช– เกิส แห่งมหาวิทยาลัยแพทย์อริโซนา และกลุ่มนักโภชนาการได้ทำการทดลองกินอาหารพวกพืชจำพวกไนท์เชดส์นี้ และยืนยันกันอย่างหนักแน่นว่า การกินพืชประเภทไนท์เชดส์ไม่มีอันตรายตามคำร่ำลือ

ก็คงถูกต้องตามคำบอกเล่าของท่านเหล่านี้ แต่จากการติดตามศึกษาดูสภาพการกินแบบของไทยเรา ได้พบความจริงอย่างหนึ่งว่า การกินพืชพวกไนท์เชดส์ของคนไทยนั้นกินมากกว่าฝรั่งมากมาย และเราชอบกินกันดิบๆ เพราะรสชาติอร่อยกว่ากินสุก

ฉะนั้น ฉบับหน้าจะอธิบายให้ทราบว่า การกินพืชผักประเภทนี้ กินอย่างไรจึงจะไม่มีอันตราย และถ้ากินมากจนเกิดอาการข้อต่ออักเสบแล้ว จะแก้ไขหรือป้องกันอย่างไร

อย่าลืมคอร์สสัมมนา 3 ครั้งนะครับ จัดแน่นอน สมัครกันมาจนเกือบเต็มจำนวนแล้ว

1. “สุขภาพดี ต้องดีทั้งกายและใจ” วันเสาร์ 14 มกราคม 2555

2. “อยู่โดยไม่ป่วยทำอย่างไร?” วันอาทิตย์ 29 มกราคม 2555 โทร. 0-2877-1111 ต่อ 1032

3. สปาร์ตัน กาญจนบุรี 16-17-18-19 กุมภาพันธ์ 2555 จะได้ฟังธรรมะจากท่านอาจารย์ มิตซูโอะ คเวสโก ด้วย โทร. 0-2422-9111 ต่อ 2108 และ 08-1376-8657.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย สาทิส อินทรกำแหง
  • 15 มกราคม 2555, 00:00 น.