ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน ปุ๋ย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ดร.ไพฑูรย์ เจตธำรงชัย ตั้งศูนย์เรียนรู้รับมือรวมอาเซียน 2012/05/28

ดร.ไพฑูรย์ เจตธำรงชัย ตั้งศูนย์เรียนรู้รับมือรวมอาเซียน

  • 28 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:42 น.

โดย…อณุศรา ทองอุไร ภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงศ์
การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2016 ถือว่าเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลง ปรับตัวให้เข้ากับการรวมอาเซียนเป็นหนึ่งเดียว ไม่เว้นแม้แต่ในแวดวงการศึกษาเองก็ต้องเตรียมรับมือเพื่อเข้าสู่ AEC เช่นกัน

ล่าสุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยคณะบริหารธุรกิจ ได้จัดตั้งศูนย์เชี่ยวชาญตลาดภูมิภาคเอเชีย (AMEC) เพื่อให้นักศึกษา นักธุรกิจ และผู้ที่สนใจทั่วไป มีความพร้อมเพื่อการทำธุรกิจเพื่อส่งออก จะได้มีความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่นในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน

ดร.ไพฑูรย์ เจตธำรงชัย หัวหน้าภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และกับตำแหน่งล่าสุด คือ การเป็นผู้อำนวยการ AMEC ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นคนแรก อาจารย์เล่าว่า จุดประสงค์ของการตั้งศูนย์แห่งนี้ก็คือการรับมือกับการรวมอาเซียนเป็นหนึ่งเดียว เพื่อให้คนไทยมีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องภาษาอังกฤษและความรู้เรื่องการทำธุรกิจและการส่งออก รวมทั้งการหาพันธมิตรและคู่ค้าในประเทศที่น่าสนใจในการทำธุรกิจในกลุ่มอาเซียนให้ด้วย

การทำงานของศูนย์ AMEC นี้แบ่งเป็น 3 ส่วนหลักๆ ก็คือ การให้ความรู้อบรมให้กับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเอง ต่อมาคืออบรมให้กับนักธุรกิจที่สนใจการทำธุรกิจในประเทศกลุ่มอาเซียนและสร้างโอกาสในการลงทุนและหาผู้ร่วมทุนจากประเทศจีนให้ได้มาเป็นคู่ค้ากัน ในการอบรม 34 เดือนนี้จะพาไปดูงานที่ประเทศจีน ซึ่งที่เลือกประเทศจีนเป็นประเทศแรกเพราะเป็นประเทศที่มีอนาคตในการลงทุน มีเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วและจะเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงมากในอนาคต สุดท้ายคือการสอนภาษาหรือการทำแคมปิงให้กับเด็กๆ เพื่อให้มีความสามารถทางภาษาสู้เขาได้ โดยระยะเริ่มต้นอาจจะจัดอบรมภาษาอังกฤษให้กับเด็กประถมและมัธยม โดยร่วมกับโรงเรียนในกลุ่มกรุงเทพมหานคร (กทม.) ก่อน แล้วค่อยขยายต่อไปให้ครอบคลุมมากขึ้น

อาจารย์กล่าวด้วยความห่วงใยว่า ต้องยอมรับว่าภาษาอังกฤษของเด็กไทยโดยรวมนั้น (ยกเว้นเด็กที่เรียนอินเตอร์) ยังแพ้เด็กสิงคโปร์และมาเลเซียอยู่มาก แม้กระทั่งเด็กมหาวิทยาลัยของไทยเราก็ยังอ่อนภาษาอังกฤษมาก นอกจากนั้นยังมีเรื่องระเบียบวินัย ความกระตือรือร้นและเรื่องจิตอาสา ที่เรายังต้องพัฒนาปรับปรุงกันอีกมาก ศูนย์นี้เกิดขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์เหล่านี้ให้มีการพัฒนาได้ทัดเทียมและสู้เขาได้ อย่างเด็กเวียดนามเดี๋ยวนี้เขาตั้งรับและพัฒนาไปได้เยอะขึ้นมาก ถ้าเราไม่ปรับหรือทำอะไรเขาอาจจะแซงหน้าเราไปเช่นเดียวกับที่สิงคโปร์และมาเลเซีย ไปไกลกว่าเราเยอะแล้ว

ในส่วนของนักลงทุน นักธุรกิจนั้น ก็จะมีการอบรมให้ครบทุกด้านว่า การไปทำธุรกิจในต่างประเทศ จะส่งออก คุณจะต้องเรียนรู้อะไรบ้าง เรื่องภาษี ภาษา กฎระเบียบต่างๆ ธุรกิจใดที่น่าสนใจและมีอนาคต ซึ่งแต่ละประเทศก็มีไม่เหมือนกัน แม้กระทั่งในประเทศจีนเองแต่ละมณฑลกฎระเบียบก็แตกต่างกันไป การสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีกับนักธุรกิจต่างประเทศ ลบจุดอ่อนเพิ่มจุดแข็งอะไรที่ควรทำและไม่ควรทำ

จุดเด่นของศูนย์นี้คือผู้ที่มาสอน มาให้การอบรมนั้น เป็นนักธุรกิจ นักการตลาด นักลงทุนที่มีชื่อเสียงในวงการต่างๆ ที่เป็นผู้มีประสบการณ์ตรงในการทำการค้ากับประเทศอื่นๆ ว่าเขาทำอย่างไรถึงประสบความสำเร็จ ข้อผิดพลาดล้มเหลว ที่ไม่ควรทำ เรียกว่าศูนย์นี้มีอาจารย์ประจำเพียง 34 ท่านเท่านั้น ที่เหลือเราเชิญนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจากหลายวงการมาสอนจริงๆ เลย โดยเรียนทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ แต่จะเน้นปฏิบัติมากกว่าการเรียนในห้อง ได้ให้ผู้เข้าอบรมไปลงพื้นที่จริงๆ

“การทำธุรกิจ หากคุณเรียนรู้เองก็จะช้า เสียเวลาและหลงทาง แต่ศูนย์เราให้คุณเรียนลัด เรียนจากประสบการณ์ตรงของนักธุรกิจที่เขาลองผิดลองถูกมาแล้ว ที่สำคัญคือคุณจะได้คอนเนกชัน มีลู่ทางการลงทุนได้ง่ายขึ้น ที่นี่จะสร้างโอกาสในการทำธุรกิจของคุณให้ง่ายขึ้น ในวงการธุรกิจถ้าคุณยิ่งเร็วก็ยิ่งได้เปรียบ ยิ่งช้าก็เสียเปรียบคนอื่น แล้วเรายังมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์หลายอย่าง สนใจเข้าไปดูได้ที่ amecthailand.com ” ดร.ไพฑูรย์ กล่าวทิ้งท้าย

สุภาษิตจีนว่าไว้ รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งก็ชนะร้อยครั้ง จริงแท้ค่ะ

5 สิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจในการทำงาน

1.พระสมเด็จ แม้จะเป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ แต่เขาก็ฝักใฝ่ธรรมะ เพราะเชื่อว่าทางโลกกับทางธรรมถ้ารู้จักรักษาสมดุลก็ไปด้วยกันได้ เขาจะสวดมนต์ไหว้พระทุกวันเพื่อสร้างสติและสมาธิ มีโอกาสก็ทำบุญให้ทานให้สม่ำเสมอ เพราะเชื่อในธรรมะ เขาจึงได้รับพระสมเด็จองค์นี้มาจากพ่อตา และเพราะความศรัทธาทำให้เขารู้สึกได้ว่าเจอแต่สิ่งดีๆ เข้ามาทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว

2.ศ.ดร.สาคร สุขศรีวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงเทพธนาทร เป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ที่มีจิตอาสาและทำงานเพื่อสังคมเยอะมาก ทำงานให้กับร้านภูฟ้า และมูลนิธิการกุศลอีกหลายอย่าง ถือว่าเป็นแบบอย่างที่ดีว่าถ้ามีพลัง มีความสามารถ ช่วยทั้งแรง เวลา และยังสละทุนทรัพย์ส่วนตัวอีกด้วย เป็นตัวอย่างที่ดีที่คนรุ่นใหม่มีโอกาสแล้วไม่ลืมคนที่โอกาสน้อยกว่า ชื่นชมครับ

3.สตีฟ จ็อบส์ ชื่นชมในการทำงานของเขา เขามักคิดนอกกรอบแล้วดี เขามักจะคิดเทคโนโลยีใหม่ๆ มาให้เราใช้ ให้เรา

สะดวกสบายในการสื่อสารด้านต่างๆ ผมใช้ไอโฟนอยู่ ชอบสิ่งประดิษฐ์ของเขาที่ใช้ดี ดูทันสมัย เขาเป็นผู้บริหารที่ดูทั้งภาพกว้างและภาพลึก และให้โอกาสคนทำงานได้คิดอะไรใหม่และให้เครดิตกับคนที่สร้างสรรค์ผลงานกับเขาเสมอเก่งครับ

4.มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ เขาจบปริญญาโทและเอกที่นี่ ชื่นชมและภูมิใจกับมหาวิทยาลัยแห่งนี้มาก ชอบความเป็นตำนาน มีประวัติศาสตร์ ชอบวิธีการเรียนการสอน ชอบการเป็นทีมเวิร์ก เขาพยายามนำข้อมูลวิชาการดีๆ ที่ที่ได้เรียนรู้มาปรับใช้ปรับสอนกับงานที่เขาทำอยู่นี้

5.โทรศัพท์ไอโฟน เพราะชอบ สตีฟ จ็อบส์ นี่เอง เขาจึงใช้สินค้าของสตีฟโทรศัพท์เครื่องนี้เป็นสมาร์ตโฟน ที่ตอบทุกโจทย์ในการทำงานให้แก่เขาทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวพร้อมสรรพ

 

พระเอกใหม่หัวใจเวอร์จิน ‘อาทิตย์ ตั้งวิบูลย์พาณิชย์’ 2012/05/24

พระเอกใหม่หัวใจเวอร์จิน ‘อาทิตย์ ตั้งวิบูลย์พาณิชย์’

  • 24 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:22 น.

โดย…ณัฐพล ช่วงประยูร

แกะกล่องพระเอกใหม่ แบงค์-อาทิตย์ ตั้งวิบูลย์พาณิชย์ หนุ่มวัย 21 ปี ที่รับบทนักจิตวิทยา ในภาพยนตร์ “คน-โลก-จิต” ผลงานกำกับล่าสุดของ อุ๋ยนนทรีย์ นิมิบุตร

ใครที่นิยมบริโภคหนังไทย คงได้เห็นฝีมือของพระเอกหน้าใหม่ “แบงค์ อาทิตย์” กันในภาพยนตร์แล้ว กับบทนักจิตวิทยาหนุ่มชื่อ “เขื่อน ผู้ไม่เปิดเผยตัวเอง ไม่ให้คนอ่านใจได้ แสดงอารมณ์ผ่านสายตาและหน้านิ่งเงียบ

“ผมได้เรียนแอ็กติงมา 2-3 ปีแล้วครับ หลังจากเริ่มเข้าวงการจากการประกวด ดิ ไอดอล บทเขื่อนนี้แก่กว่าผม 10 ปี ตัวผมยังเสียงสูง ท่าเดินวัยรุ่น หรือความคิดยังเป็นเด็ก จึงต้องปรับตัวเองใหม่หมด ทั้งกิริยานิ่ง สุขุม คิดก่อนพูด พูดให้เสียงทุ้ม หรือท่วงท่าการเดิน ใครที่ไปดูหนังแล้วมาเจอตัวจริง ต้องพูดว่าคนละเรื่องเลยนะครับ

ตัวตนจริงๆ ผมร่าเริงมาก แต่งตัวสบาย ใครอาจจะมองดูว่าเก๊ก แต่ไม่ได้หยิ่งนะครับ ผมว่าเกือบ 90% คนที่รู้จักกันแล้ว อาจจะรำคาญเพราะผมพูดมาก (หัวเราะ) แถมขี้แกล้งด้วยครับ ชอบวางแผนแกล้งเพื่อน คนอื่นบอกว่าผมเกรียน ฮ่าๆๆ นิสัยเด็ก” เขาเปิดเผยใบหน้ายิ้มแย้ม ตรงกันข้ามกับคนในหนัง

ครอบครัวของแบงค์อยู่ที่บ้านโป่ง จ.ราชบุรี มีพี่น้อง 4 คน เขาเป็นลูกชายคนเดียว เกิดและเติบโตที่บ้านโป่ง จนกระทั่งมาเรียนต่อมัธยมปลายที่ทิวไผ่งาม และปัจจุบันเรียนอยู่ปี 3 สาขาวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

“อกหักจากการสอบเข้าด้านดนตรีที่มหิดลครับ ตอนมัธยมผมเล่นกลองสแนร์อยู่ในวงโยธวาทิตของโรงเรียน และคิดว่าจะมาเรียนต่อด้านดนตรี สุดท้ายเลยมาเลือกเรียนนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ด้านนี้ก็รัก เพราะผมคิดว่าชีวิตคงไม่ได้เป็นหมอ เป็นตำรวจ อยากทำงานในวงการ ตอนนี้ได้รับโอกาสให้ทำเบื้องหน้า วันหนึ่งมีโอกาสคงได้ทำงานเบื้องหลังต่อไป

นอกจากชอบกลองแล้ว ผมมีความสุขมากที่สุดเวลาเล่นบาสเกตบอล ผมเล่นกีฬาและเรียนรู้ได้ทุกอย่าง ยกเว้นฟุตบอล ไม่รู้ทำไมเล่นไม่ได้ เวลาลงสนามกับเพื่อนโดนด่าทุกทีเลย เมื่อก่อนอ้วนมาก ตัวใหญ่ แล้วพอคิดจะจีบสาวก็เลยลดน้ำหนัก (หัวเราะ) แล้วก็ทำสำเร็จ ปกติผู้หญิงมองผมว่าดูขรึมๆ แต่รู้จักกันจริงๆ แล้วซนยังกับลิง ถึงแม้อย่างนั้นผมก็เคยเศร้าไป 2-3 เดือน เรื่องความรักนี่แหละ แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดีครับ ถ้าเขาไม่รักเราจะไปยื้อเขาทำไม

ปกติผมสนิทกับคุณแม่ ท่านจะย้ำเสมอเรื่องเหล้า-บุหรี่ อย่าไปยุ่ง และที่สำคัญเลยคือ รู้คุณค่าคน ใครมีบุญคุณกับเราต้องตอบแทนเขา ใครทำไม่ดีกับเราปล่อยไป แต่ใครดีกับเราจำไว้ เราต้องไม่อกตัญญู ส่วนคุณพ่อถึงจะไม่ค่อยได้พูดกันมาก แต่ท่านก็เป็นแบบอย่างเรื่องการใช้เงินมากๆ จากคนขายผัก ต่อสู้มามีกิจการค้าทรายของครอบครัวทุกวันนี้ วันหนึ่งผมคงได้มีโอกาสช่วยท่าน

เมื่อก่อนตอนมากรุงเทพฯ เพื่อนที่นี่ก็ชอบล้อ ไอ้ลาว เพราะผมซื่อและจริงใจ ผมไม่โกรธนะ มันก็แค่ช่วงหนึ่งเท่านั้น แต่จริงๆ คนต่างจังหวัดมีข้อดีคือ มีน้ำใจ ไม่คิดร้าย มีอะไรแบ่งปันกัน เพื่อนๆ ราชบุรีเป็นแบบนั้น ตั้งแต่ไหนแต่ไร นิสัยผมเลยไม่ชอบออกไปไหน เพราะเปลืองตังค์ ส่วนตัวผมไม่กินเหล้า ไปกับเพื่อนก็หารเท่าอีก (หัวเราะ) เลยไม่ค่อยเข้าสังคมเท่าไรนัก แต่ตอนนี้ก็เปิดมากขึ้น เพราะว่าเราเป็นคนเบื้องหน้าแล้ว

สำหรับผมทุกคนเป็นครู สอนผมได้ ผมไม่ใช่คนสมบูรณ์แบบ ผมต้องการผู้ใหญ่ชี้แนะผม อย่างทุกวันนี้มีคนที่เคารพดูแลคิวงานคอยสอนตลอด แต่ไม่ว่าใครผมก็ฟัง ทุกคนที่ดุเราย่อมมาดี ผมชอบนะที่เห็นข้อเสียแล้วบอก ถ้าเขาไม่รักเราเขาคงไม่พูดไม่ว่า

นอกจากการเรียนแล้ว วันหยุดต้องกลับบ้านราชบุรีไปเยี่ยมพ่อแม่ สลับกันกับพี่สาวคนรอง แถมผมต้องกลับไปหาเจ้าตุ้มเม้งกับก่วยจี้ แมวสุดรักของผมด้วย ผมชอบแมวเพราะมันไม่เลียเรา เวลาผมตื่นนอนสายมันจะเอาเท้ามาแตะที่ตาผม ถ้ายังไม่ตื่นมันจะขบกัดเบาๆ น่ารักมาก

เหตุผลที่เข้ามาทำงานบันเทิง ผมเริ่มต้นจากเวที ดิ ไอดอล แล้วก็มาเล่นมิวสิก วิดีโอ ผลงานก็มี คนอกหัก ของ กระแต โฆษณานมกล้วย ของโฟร์โมสต์ และเอ็มวีเพลงเธอไม่ยอมปล่อยหรือฉันไม่ยอมไป ของลีเดีย และล่าสุดก็ภาพยนตร์ คนโลกจิต ที่กำลังลงโรงฉายครับ

ตอนนี้อายุผมเพิ่ง 21 ปี ผมก็ว่าจะเรียนให้จบใน 3 ปีครึ่งนี้เลย แต่ก็เลือกเรียนวิชาโทด้านการกำกับการแสดงไว้ด้วย ฝันว่าข้างหน้าจะทำงานวงการนานเท่าที่ทำได้ แล้วก็ทำธุรกิจของที่บ้านต่อครับ เป็นลูกชายคนเดียวนี่นา

ในมุมของเทคโนโลยี ผมว่าสำคัญกับชีวิตปัจจุบัน ถ้าเราไม่ติดตามเราก็ล้าหลัง ไม่ใช่ว่าต้องคลั่งไปเลย เอาแค่พอทราบว่าอะไรเป็นอะไร ผมเองมีเพื่อนในเกมออนไลน์ ผมอ่านแหล่งข่าวไอที สนใจเทคโนโลยี ทุกวันของผมเช็กเว็บข่าว เพราะอยู่หอไม่มีหนังสือพิมพ์ ชอบข่าวสารและบทความด้านไอทีและวิทยาศาสตร์มากครับ แต่ขณะเดียวกัน เราควรจะรู้ว่าอะไรเหมาะกับเรา ไม่ใช่ซื้อตามเทรนด์ หรือซื้อแล้วไม่ได้ใช้งานอย่างคุ้มค่าครับ”

 

แองเจิล ชาน ไม่มีอะไรที่ผู้หญิงทำไม่ได้ 2012/05/24

แองเจิล ชาน ไม่มีอะไรที่ผู้หญิงทำไม่ได้

  • 23 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:53 น.

โดย…ปอย ภาพ พงษ์ไทย วัฒนาวณิชย์วุฒิ

เวิร์กกิงวูเมนชาวฮ่องกง ย้ายมาทำงานและใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองไทยมา 9 ปีแล้ว แองเจิล ชาน กรรมการผู้จัดการ วี สลิม สปา (VIE Slim Spa) บอกว่าติดใจทั้งสภาพแวดล้อม และผู้คนที่นี่จิตใจดีเป็นกันเอง แถมเจ้านายที่แสนดีคนแรกในกรุงเทพฯ ชื่อ “คุณเอริก” เจ้าของแคลิฟอร์เนียฟิตเนสที่ร่วมงานกันมายาวนาน 12 ปี มีสาขาอยู่ในหลายประเทศ จึงได้ไปทำงานประจำอยู่หลายๆ แห่ง ทั้งฮ่องกง สิงคโปร์ และไต้หวัน จนกระทั่งล่าสุดได้ย้ายมาประจำที่เมืองไทย โดยวันนี้ขอเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้บริหาร วี สลิม สปา ที่วันนี้มี 3 สาขาด้วยกัน

“วี สลิม สปา เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านฟิตเนสและสปาทั้งสองอย่างเลยค่ะ เพราะรองรับความต้องการของคนที่มาใช้บริการคล้ายคลึงกัน คืออยากสวยขึ้น และอยากรู้สึกผ่อนคลาย ดิฉันมีความรู้ทางด้านบิวตี้เซอร์วิสอยู่แล้ว รวมทั้งจบการศึกษาทางด้านเทคโนโลยีอาหารมาอีกด้วย และชอบศึกษาเรื่องอาหารที่มีประโยชน์กับความงามและสุขภาพ สนใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สปาอยู่ตลอดเวลา จึงรู้สึกสนุกและรู้สึกว่างานตรงนี้มีความท้าทาย” แองเจิล บอสสาวสวยแห่ง วี สลิม สปา บอกพร้อมรอยยิ้มสดชื่น บุคลิกแบบชาวฮ่องกงโชว์ออกมาที่ความคล่องแคล่ว และแอ็กทีฟเกินร้อย

จุดเปลี่ยนก่อนผันทำธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพและความงาม ก่อนหน้านี้ แองเจิล เคยเป็นแอร์โฮสเตสมาก่อน ข้อดีก็คือได้เที่ยวไปทั่วโลก แต่ที่ไม่ชอบคือไม่มีความท้าทาย จึงลองเปลี่ยนงานมาทำด้าน Sales & Marketing ที่แคลิฟอร์เนียฟิตเนส จึงเป็นโอกาสดีๆ เข้ามาในชีวิตที่มีโอกาสทำงานกับ วิชา พูลวรลักษณ์ หุ้นส่วนใหญ่ของที่นี่ ซึ่งบอสวิชามีความคิดที่จะเปิดสปาอยู่แล้ว มีพื้นที่บนเอสพละนาดเลยเป็นที่มาของธุรกิจร่วมกัน ถ้าเป็นธุรกิจในเครือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ โดยเป็นแบรนด์ วี สลิม สปา ให้แองเจิลเป็นผู้บริหารดูแลธุรกิจนี้

“ตอนนั้นดิฉันรู้สึกว่ามีประสบการณ์พอที่จะมาทำธุรกิจสปาได้ และมีคนสนับสนุน จึงเป็นจังหวะลงตัวพอดีเลยค่ะ ซึ่งการเป็นผู้บริหารนอกจากความท้าทายทำธุรกิจให้เติบโตแล้ว ความเครียดก็ติดมาด้วยนะคะ เพราะดิฉันต้องดูทั้งด้านบริการฟิตเนส สปา ทั้งเรื่องตัวเลขบัญชี และความอยู่รอดของพนักงานที่ดิฉันต้องดูแลกว่า 100 ชีวิตนะคะ วันหนึ่งจึงทำงานมากกว่า 10 ชั่วโมงเลยค่ะ

แต่เรื่องการดูแลตัวเองให้ดูดี รูปร่างสวยงาม ฐานะที่เราก็เป็นโลโก้ของวี สลิม ก็ละเลยไม่ได้ด้วยค่ะ ถ้าคุณอยากสวยเพอร์เฟกต์อันดับแรกสุขภาพของคุณต้องดีก่อนค่ะ ดิฉันจึงดูแลในตัวเองเฮลท์ตี ดิฉันเริ่มออกกำลังกายตั้งแต่ 7 โมงเช้า โดยจะเล่นโยคะที่บ้าน ตั้งสมาธิ เล่นเบาๆ ให้เหงื่อออกสัก 30-45 นาที และทำให้เป็นวินัยอาทิตย์ละ 5 วัน ส่วนช่วงกลางวันจะเริ่มไปดูสาขาที่เอสพละนาด ซึ่งก็จะให้แม่บ้านเตรียมอาหารมังสวิรัติไปรับประทานตอนกลางวันด้วยเลย การกินคือการดูแลสุขภาพอย่างหนึ่ง You are what you eat. จริงๆ ค่ะ การไม่กินเนื้อสัตว์ก็จะทำให้เรารู้สึกว่าตัวเบาขึ้นเพราะไม่ต้องใช้พลังในการเผาผลาญอาหารเยอะ ผิวพรรณก็ดีขึ้นเยอะเลยค่ะ

ใครอยากลองก็ไม่ยากเลยค่ะ (บอกพร้อมรอยยิ้ม) ดิฉันก็ไม่ชอบกินเนื้อสัตว์อยู่แล้วนะคะ แต่การเริ่มต้นก็ไม่ใช่ว่าตัดทิ้งเนื้อสัตว์ไม่กินไปเลย ลองเริ่มๆ ไม่กินทีละอย่างๆ ดิฉันเริ่มตั้งแต่ไม่กินเนื้อวัว เนื้อหมู และจึงค่อยๆ ไม่กินไก่ ปลา จนวันนี้ 2 ปีแล้วและไม่เคยรู้สึกอยากกลับไปกินเนื้อสัตว์อีกเลย เพราะเรายังได้โปรตีนจากไข่และดื่มนมได้ สิ่งสำคัญสำหรับการดูแลผิวพรรณมากที่สุดคือการดื่มน้ำค่ะ ดิฉันดื่มน้ำวันละ 2 ลิตรเป็นอย่างน้อยค่ะ พื้นฐานการดูแลตัวเองในแบบนี้จะทำให้เราไม่เหนื่อยง่าย 2 ทุ่มก็จะเลิกงานกลับบ้านแล้วค่ะ และเข้านอนประมาณ 5 ทุ่ม” แองเจิล บอกแจงรายละเอียดการดูแลสไตล์ผู้บริหารหญิง

การทำสปาสครับผิวอาทิตย์ละ 1 ครั้งก็ควรใส่ใจ ส่วนรูปร่างนางแบบ 34-24-36 แองเจิล บอกหน้าท้องแบนราบแบบนี้ไม่ใช่ว่าต้องอดอาหาร เพราะคนไม่กินก็ยังมีหน้าท้อง เพราะฉะนั้นวิธีที่อยากได้หุ่นเป๊ะ มีวิธีเดียวที่ได้ผลดีคือคุณต้องออกกำลังกาย

“แต่อย่ามากเกินไป ดิฉันเคยเครซีออกกำลังกายวันละ 4-5 ชั่วโมง ผลที่ได้คือตัวใหญ่มากๆ เพราะได้กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ มาแทน เรื่องนี้ผู้หญิงเราต้องระวังนะคะ ดิฉันคิดว่าโยคะเหมาะกับผู้หญิงเรามากที่สุด” แองเจิล บอกพร้อมเสียงหัวเราะ สำหรับการแต่งกายในสไตล์ผู้บริหาร แองเจิล บอกเดรสคือชุดที่หยิบมาใส่ได้สะดวก และสวยได้ไม่ยากเพราะหุ่นดีอยู่แล้ว

“คนฮ่องกงแต่งตัวมีเอกลักษณ์นะคะ คือถ้าคุณมองสไตล์การแต่งตัวของดิฉันรับรองได้ว่าคุณสามารถทายได้เลยค่ะว่าดิฉันเป็นคนฮ่องกง…ใช่ไหมคะ? (ถามกลับพร้อมรอยยิ้ม) คือสไตล์จะไม่หวานแบบเกาหลี ไม่เรียบสนิทแบบคนทำงานญี่ปุ่น แต่เราจะเน้นเสื้อผ้าที่สวมใส่แล้วรู้สึกกระฉับกระเฉง เท่ และไม่ค่อยเน้นแอกเซสซอรีมากนัก สังเกตว่าคนฮ่องกงเดินเร็วๆ ดูเครียดๆ สไตล์การแต่งตัวก็จะดูแอ็กทีฟในแบบนั้นเช่นกันค่ะ แต่ไม่แน่นะคะพอได้มีโอกาสมาอยู่เมืองไทยเกือบ 10 ปีแล้ว ดิฉันอาจแต่งตัวหวานๆ ขึ้น สไตล์ผู้หญิงไทยก็ได้ ดิฉันคิดว่าสาวไทยสวยและแต่งตัวครีเอตที่สุดแล้ว” แองเจิล โปรยยาหอมพร้อมเสียงหัวเราะ

ภาพรวมสปาไทยมีแนวโน้มไปได้อีกไกล เพราะความมีคุณภาพและบริการดีที่สุดเมื่อเทียบกับสปาในกลุ่มอาเซียนที่ทุกวันนี้แต่ละประเทศก็มีซิกเนเจอร์เป็นของตัวเอง

“สิ่งนี้ดิฉันคิดว่าคือความท้าทายในการทำงาน การแข่งขันสูง แต่การทำธุรกิจเราต้องคิดบวกค่ะ ทุกงานล้วนมีปัญหา ถ้าเราโฟกัสที่ปัญหานั้น เราก็จะเจอทางแก้ไขค่ะ เมื่อคิดอย่างนี้แล้วจะทำให้เราไม่เครียดกับปัญหาค่ะ และสิ่งสำคัญดิฉันคิดว่าไม่มีอะไรที่ผู้หญิงเราจะทำไม่ได้นะคะ” แองเจิล บอกทิ้งท้ายมั่นใจ

เรียบง่าย สไตล์ผู้หญิงแอ็กทีฟ

แอกเซสซอรี 3 ชิ้น แว่นตากันแดด นาฬิกาคาร์เทียร์ และกำไลหยก คือของคู่กายสไตล์บอสสาวที่รักความเท่ เน้นความเรียบ

“นาฬิกาเรือนนี้ถูกใจที่ความใหญ่ ดูไม่เยอะเกินไปด้วยค่ะสำหรับวันทำงาน ส่วนกำไลหยกเป็นของติดตัวของผู้หญิงฮ่องกงทุกคนนะคะ มีติดข้อมือไว้ 1 ชิ้นก็ไม่ต้องสวมชิ้นอื่นอีกแล้ว เพราะดิฉันเป็นเทรนเนอร์ในฟิตเนสด้วย การใส่ต่างหู กำไล ยิ่งมากชิ้นก็ยิ่งไม่คล่องตัว ส่วนแว่นกันแดด สาวๆ ในกรุงเทพฯ ขาดไม่ได้เลยค่ะ”

กระเป๋า+รองเท้า แบรนด์อัลโด้ส้นสูง 5 นิ้วใส่สบายที่สุด ยัสปาล ก็เป็นโลคัลแบรนด์ของกรุงเทพฯ ที่คุณภาพดี ส่วนกระเป๋าเน้นแบรนด์เนมที่ใช้ได้ทุกกาลเทศะ

แกดเจ็ต 3 ชิ้นนี้ ในฐานะคนทำงานดูแลทั้งเรื่องตัวเลข เอกสารออฟฟิศ และดูแลพนักงานสปา+ฟิตเนส ที่ต้องมีการรับส่งอีเมลติดต่อสื่อสารกับออฟฟิศกันตลอดเวลา คงขาดสมาร์ตโฟนและไอแพดไม่ได้ที่ทำให้การติดต่อสื่อสารสะดวกยิ่งขึ้น

 

พญ.ณัชชา หริณะรักษ์ ดูแลกายและใจแบบองค์รวม 2012/05/22

พญ.ณัชชา หริณะรักษ์ ดูแลกายและใจแบบองค์รวม

  • 22 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:24 น.

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ด้วยโปรไฟล์ที่อัดแน่นด้วยประสบการณ์ทั้งการทำงานและการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ ขนาดความยาวเกือบ 2 หน้ากระดาษ A4 ของ หมอเฟิร์น-พญ.ณัชชา หริณะรักษ์ แพทย์ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ประจำศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ บวกกับการเป็นทายาทเพียงคนเดียวของผู้บริหารหญิงเก่ง ลายคราม เลิศวิทยาประสิทธิ์ แห่งเครือแกรมมี่ คือ แรงผลักดันสำคัญที่ทำให้นัดหมายกับคุณหมอสาววัย 28 ปี เกิดขึ้น แน่นอนว่า หนึ่งในคำถามที่ค้างคาใจคือ อะไรคือตัวจุดประกายให้คุณหมอคนเก่งเลือกทิ้งปากกา หันมาสวมเสื้อกราวน์ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

หมอเฟิร์น เริ่มต้นการสนทนาวันนี้ด้วยการอธิบายถึงขอบข่ายงานปัจจุบันก่อนว่า การรักษาคนไข้ของคุณหมอนั้นสามารถจำแนกคนไข้ออกเป็น 2 ประเภท คือ แบบที่มีอาการป่วย ต้องอาศัยการรักษาด้วยยา และแบบที่ไม่ได้ป่วยแต่ต้องการเริ่มดูแลรักษาสุขภาพ ซึ่งคุณหมอจะมีส่วนสำคัญในการช่วยคนไข้ทั้งสองกลุ่มนี้ ด้วยการให้คำแนะนำแก่คนไข้ เพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์การดำเนินชีวิตให้ถูกต้อง เช่น เปลี่ยนการดำเนินชีวิตประจำวันที่ผิดให้ถูกต้อง ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการนอน ตลอดจนการใช้วิตามินบางชนิดเข้าช่วย เป็นต้น

สำหรับจุดเริ่มต้นที่ทำให้ลูกสาวคนเก่งและคนเดียวของบ้าน เลือกมุ่งหน้าสู่อาชีพหมอ ฉีกกรอบจากอาชีพการงานของทั้งคุณพ่อ เจตน์ หริณะรักษ์ นักพัฒนาที่ดิน และคุณแม่ ลายคราม เลิศวิทยาประสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จีเอ็มเอ็ม อินเตอร์ พับลิชชิ่ง บรรณาธิการคร่ำหวอดอยู่ในวงการนิตยสารและสื่อสิ่งพิมพ์ หมอเฟิร์นบอกว่า ไม่รู้เหมือนกันว่าความใฝ่ฝันที่อยากจะเป็นหมอเกิดขึ้นตอนไหน รู้แต่ว่าตอนเด็กๆ เวลาคุณครูให้วาดภาพอาชีพในฝัน ก็จะวาดภาพคุณหมอ ทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคุณหมอมีหน้าที่อะไร ทั้งนี้ เมื่อนั่งย้อนคิดไป หมอเฟิร์นบอกว่า ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากความประทับใจของเด็กหญิงเฟิร์นที่มีต่อคุณหมอเวลาไปโรงพยาบาล

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าสาวเฟิร์นจะตั้งหน้าตั้งตาเอาดีทางด้านหมออย่างเดียว แต่เธอยังหาเวลาว่างไปเรียนต่อด้านบริหารธุรกิจที่ศศินทร์มาประดับความรู้อีกแขนง เพราะเชื่อว่าเป็นการเปิดโลกให้กว้างขึ้น ทำให้มีมุมมองที่กว้างขึ้น ยิ่งกว่านั้น เธอยังฟังจะใช้ความรู้ที่มีนี้มาช่วยแบ่งเบาภาระของคุณพ่อได้บ้างในอนาคต

สำหรับเคล็ดลับในการดูแลสุขภาพกายและใจให้สุขอยู่เสมอนั้น หมอเฟิร์นเทน้ำหนักให้สุขภาพใจเป็นหัวใจสำคัญ ยึดหลักคนเราต้องไม่เครียด คิดบวกเสมอ ขณะเดียวกันก็ดูแลสุขกายควบคู่ไปด้วยหลักการง่ายๆ นั่นคือการทานอาหารที่เป็นประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ

“เฟิร์นเห็นว่าจำนวนชั่วโมงในการนอน ไม่สำคัญเท่าเวลาในการนอน เพราะต่อให้นอนตี 3 ตื่นเที่ยง ก็ไม่เท่านอนก่อนเที่ยงคืนแล้วตื่น 6 โมงเช้า แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดต้องนอนระหว่าง 22.3023.00 น. การกินอาหารก็เช่น เดียวกัน สำคัญมากคือมื้อเช้า ดังนั้นอะไรที่ชอบ ขอให้กินให้เต็มที่ในมื้อเช้า กลางวัน ส่วนมื้อเย็นขอให้กินให้น้อยที่สุด”

สำหรับไอดอลในใจของคุณหมอคนเก่งที่ให้หลักยึดเกาะในชีวิตของหมอเฟิร์นหลายต่อหลายอย่างนั้น หมอเฟิร์นยกให้คุณพ่อคุณแม่ โดยคำสอนของคุณพ่อที่หมอเฟิร์นยึดไว้เป็นหลักประจำใจให้ตัวเองคิดบวกเพื่อต่อสู้กับอาการเครียดหรือสารพัดปัญหาที่ถาโถมเข้ามา คือ อย่าแบกทุกอย่างไว้คนเดียว อะไรที่ปล่อยวางได้ก็ต้องปล่อยว่าง อภัยได้ให้อภัย ส่วนอะไรที่เป็นบทเรียนก็ให้เก็บไว้

“คุณพ่อจะเน้นให้แยกแยะให้ได้ระหว่างสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ และสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ และเมื่อแยกไได้แล้ว ก็มาดูว่าอะไรที่เปลี่ยนแปลงได้ ก็ให้ทำมันให้เต็มที่เพื่อเปลี่ยนแปลงสิ่งนั้นไปในทางที่ดีที่สุด แต่อะไรที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เราก็ต้องอยู่กับมันให้ได้ สิ่งสำคัญคือ เราต้องแยกแยะให้ได้ก่อน”

5 ชิ้นทรงคุณค่าทางจิตใจ

1.หนังสือที่เกี่ยวพันกับคุณพ่อคุณแม่ เช่น หนังสือ The Devil Wears Prada ประทับใจเพราะเป็นเล่มที่คุณแม่เป็นผู้เขียนคำนิยม ส่วนอีก 2 เล่ม เป็นหนังสือที่คุณพ่อให้เป็นของขวัญวันเกิด และฝึกนิสัยให้คุณหมอเป็นคนคิดบวก

2.การ์ดอวยพรเป็นคนที่ชอบเขียนการ์ดมาก ในโอกาสสำคัญจะเลือกส่งการ์ดอวยพรให้มากกว่าการส่งอีการ์ด เพราะรู้สึกว่ามีคุณค่าทางจิตใจมากกว่า

3.เหรียญรางวัล ทั้งเหรียญเรียนดีของคุณแม่ที่เป็นเครื่องเตือนใจให้ตั้งใจเรียน และเหรียญเรียนดีที่คุณหมอได้รับมาตั้งแต่เด็กในฐานะที่เป็นเด็กเรียนเก่งได้ที่ 1 แทบทุกวิชา

4.สเตทโตสโคป เป็นหูฟังอันแรกในชีวิต ซื้อตั้งแต่เรียนปี 4 ถึงสภาพภายนอกจะทรุดโทรม แต่ยังหยิบมาใช้ทุกครั้งที่ต้องออกหน่วย ลงพื้นที่เอง

5.สโนว์โกลบ เป็นของสะสมที่ซื้อทุกครั้งเวลาเดินทางไปประเทศต่างๆ เพราะเหมือนเป็นตัวแทนความทรงจำของแต่ละสถานที่ที่เดินทางไป

 

ได้เวลาเปิด (รับ) โลกด้วยภาษา ดร.วาทิน เฉลิมดำริชัย 2012/05/22

ได้เวลาเปิด (รับ) โลกด้วยภาษา ดร.วาทิน เฉลิมดำริชัย

  • 21 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:07 น.

โดย…วรธาร ทัดแก้ว / ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ปี พ.ศ. 2558 ประตูแห่งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนก็จะถูกเปิดออก สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมากับประเทศสมาชิกทั้ง 10 ประเทศรวมถึงประเทศไทย ก็คือจะมีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน แรงงานฝีมืออย่างเสรีและเงินลงทุนที่เสรีมากขึ้น เชื่อว่าเมื่อวันนั้นประเทศไทยจะเปลี่ยนไป โดยคนจะแห่เข้ามามาก ซึ่งถ้าคนไทยไม่สามารถที่จะสื่อสารกับต่างชาติได้ก็น่าเป็นห่วง

ดร.วาทิน เฉลิมดำริชัย หรือ ดร.ตุ๊ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาภาษาไอฟาส (iFAST) กล่าวว่า ภาษาทุกภาษาสำคัญและเป็นประโยชน์อย่างมากในการทำให้อาชีพของเราก้าวหน้าและเปิดประตูโลกแห่งการศึกษาด้วย โดยเฉพาะภาษาอังกฤษซึ่งถือเป็นภาษาสากลที่ทั่วโลกใช้กัน

“ต้องยอมรับว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายๆ ประเทศ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ประชาชนของเขาสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีกว่าคนไทยเยอะ ผมหมายถึงโดยเฉลี่ยนะ ไม่ได้พูดถึงแอ็กชันอะไร และนี่ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้เขาได้เปรียบเราในการทำงานเยอะกว่า ผมคิดว่าเราสู้เขาไม่ได้ในมุมนี้” ผู้อำนวยการสถาบันไอฟาส กล่าว

ผู้อำนวยการสถาบันไอฟาส กล่าวต่อว่า ทั้งนี้จะเห็นว่าเวลาทำงานจริงทักษะ หรือเทคนิคนั้นก็ดูสูสี เก่งบ้าง ด้อยบ้าง แต่การสื่อสารออกมาให้คนอื่นเข้าในนั้นเป็นเรื่องยาก อีกอย่างแม้ว่าจะเก่งมีความรู้ แต่ถ้าสื่อสารกับคนอื่นไม่ได้ก็ถือว่าสอบตก

“ผมคิดว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า พอเปิดเสรีแล้วไม่ว่าทางด้านการศึกษา สังคม หรือเศรษฐกิจประเทศไทยจะเปลี่ยนไป ผู้คนจะแห่เข้ามาไทยเพราะไทยเป็นประเทศที่เป็นศูนย์กลางอยู่แล้ว ซึ่งถ้าเราไม่สามารถที่จะปฏิสัมพันธ์หรือสื่อสารกับเขาได้ ผมว่าแย่นะ หลายๆ มหาวิทยาลัยก็ต้องกลับมามองหลักสูตรของตัวเองใหม่ ต้องอัดหลักสูตรภาษาอังกฤษมากขึ้น เพราะต้องยอมรับว่าในหลักสูตรการเรียนมีน้อยมาก เฉพาะในสาขาวิศวะที่ผมจบมา เรียนภาษาอังกฤษแค่ 2 ตัว จบมาทำงานได้จริง แต่ถามว่าเวลาไปสื่อสารกับเขาไม่ได้ก็ลำบากอยู่ดี”

ด้วยความที่คลุกคลีกับการศึกษามากกว่า 10 ปี ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาต่างๆ ทั้งจุฬาฯ เอแบค มหาวิทยาลัยขอนแก่น และอาจารย์สอนที่ต่างประเทศ ขณะเรียนปริญญาโทและเอก ตลอดจนการทำงานเป็นคอนเซาท์ในหลายด้านทั้งที่สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ จนกระทั่งในเมืองไทย ทำให้เห็นข้อดี ข้อเสียของระบบการเรียนและการทำงาน

“มีปัจจัยหลายอย่างโดยเฉพาะภาษาที่จะต้องใช้มากขึ้นในยุคโลกาภิวัตน์และในเรื่องของปัจจัยประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะเข้ามา ผมจึงคิดก่อตั้งสถาบันพัฒนาภาษาไอฟาส (iFAST) เพื่อส่งเสริมให้คนไทยได้สื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีขึ้น โดยเน้นการสื่อสารเป็นหลัก ซึ่งตอนนี้มีสองสาขา สาขาแรก อยู่ที่เดอะมอลล์ งามวงศ์วาน สาขาที่ 2 อยู่ที่สยามสแควร์ ติดถนนอังรีดูนังต์ ซึ่งเปิดมาได้เพียง 1 เดือน”

ดร.วาทิน กล่าวต่อว่า ในเรื่องของภาษาควรต้องสื่อสารได้ก่อน แกรมมาเป็นเรื่องรอง สามารถเรียนภายหลังได้ เพราะถ้าเรียนภาษาแล้วสื่อสารไม่ได้ หรืออ่านได้อย่างเดียวแต่สื่อออกไปไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร

“ที่สถาบันผมเป็นอาจารย์สอนแล้ว ยังมีอาจารย์เจ้าของภาษาจากอังกฤษและอเมริกา 5-6 คน คลาสหนึ่งเรียนประมาณ 10 คน การสอนเน้นส่งเสริมให้ทุกคนมีความมั่นใจด้วยการสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรและไม่จับผิด ให้ความเป็นกันเองกับผู้เรียน ทำให้เขารู้สึกกล้าที่จะคุย ผิดถูกไม่ว่า แต่เราก็ต้องให้ฟีดแบ็กให้เขาด้วย” เจ้าของสถาบันไอฟาส กล่าว

สำหรับเคล็ดลับในการเรียนภาษาอังกฤษให้ได้ผลดี ดอกเตอร์แนะนำว่า ต้องอาศัยความมุ่งมั่น ความต่อเนื่อง และความสม่ำเสมอจึงจะประสบผลสำเร็จ แต่ถ้าขาดความสม่ำเสมอก็จะไร้ผลเสียเวลาที่เรียนมา

“การเรียนภาษาก็เหมือนขี่จักรยาน ถ้าหัดขี่แล้วยังไม่เป็นแล้วเลิกไป อีกเดือนหนึ่งมาขี่ใหม่ก็เหมือนเริ่มต้นใหม่ แต่ถ้าหัดขี่จนกระทั่งทรงตัวและไปได้ แล้วอยู่กับมันสักพักหนึ่งแม้เลิกเล่นไปสัก 6 เดือนกลับมาก็พอขี่ได้ การเรียนภาษาก็เหมือนกันต้องอยู่กับมันไปสักหนึ่งจนสื่อสารได้ จากนั้นจะหยุด 5-6 เดือนมาเริ่มก็ยังจำได้ ฉะนั้นอยากเก่งต้องมีความมุ่งมั่นและความสม่ำเสมอ”

ดร.วาทิน ย้ำว่า อีก 3 ปี ประตูประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะถูกเปิดออก ภาษาถือเป็นส่วนสำคัญที่จะสามารถรับมือกับต่างชาติได้ ถ้าขั้นแรกสื่อสารกับเขาไม่ได้จะลำบากในการทำงานและจะได้รับผลกระทบตามมา โดยเฉพาะในพวกวิชาชีพที่มีการแข่งขัน เช่น นักข่าว หมอ วิศวกร สถาปนิก ฯลฯ

“ผมมองว่าประเทศไทยไม่มีใครที่ไม่อยากเข้ามา แต่อยากบอกว่า พอเขาเข้ามาแล้วเราก็ต้องเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับตัวเองด้วย เก่งอย่างเดียว แต่สื่อสารไม่ได้ ก็สู้เขาไม่ได้อยู่ดี” ดร.วาทิน ย้ำ

ไอดอลในแบบ ดร.ตุ๊

ครอบครัว : เป็นแบบอย่างในเรื่องความอดทน ท่านทำอะไรไม่เคยท้อถอยง่ายๆ ลูก 4 คนสามารถเลี้ยงจนได้ทำงานดีๆ หมด พี่ชายทำที่แบงก์ชาติ น้องเป็นหมอที่รามาฯ คนสุดท้องเป็นแอร์โฮสเตส ตอนนี้แต่งงานแล้วไปอยู่เมืองนอก ความรักที่ท่านมีต่อลูกๆ รู้สึกได้โดยที่ไม่ต้องบอก

กีฬา : ผมเล่นกีฬาตั้งแต่ ป.5 จนถึงมหาวิทยาลัย เคยเป็นประธานชมรมวอลเลย์บอลของจุฬาฯ กีฬาสอนให้เรามุ่งมั่นขยันฝึกซ้อมและสอนให้เอาชนะตัวเอง “เกร็ก นอร์แมน ก่อนเป็นมือหนึ่งโลกเขาตื่นในขณะที่ฟ้ามืดเพื่อที่จะขับรถไปถึงแล้วฟ้าสว่างจะได้ไม่เสียเวลาซ้อมและซ้อมจนกระทั่งไม่มีแสงสว่างแล้วกลับบ้าน ทำอย่างนี้ 2 ปี แรงจูงใจสูงมาก”

ดร.ราช วีรมานี : อาจารย์สอนปริญญาโทและเอกผม ที่มหาวิทยาวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา เป็นคนเก่ง ขยัน ถ่อมตัว แฟมิลีแมนสุดๆ เขาเป็นคนที่แอสซายทุนให้ผมด้วยและสอนผมหลายๆ อย่าง เช่น คนเราควรจะรู้หลากหลายจึงจะสมเป็นดอกเตอร์ เขาเป็นคนที่ทำให้ผมเป็นอย่างทุกวันนี้

โรเบิร์ต ลา เวลล์ : หัวหน้างานในสมัยที่ผมทำงานที่สิงคโปร์ในบริษัท ไอทู เทคโนโลจีส ซึ่งทำซอฟต์แวร์เกี่ยวกับระบบวางแผนขององค์กรขนาดใหญ่ ประสบปัญหาอย่างหนักแล้วมีการปลดพนักงานออก เขาได้แสดงความเป็นผู้นำด้วยการประกาศในที่ประชุมว่าทั้งหมดเป็นความผิดของเขาผู้เดียวไม่เกี่ยวกับคนอื่น คาแรกเตอร์แบบนี้แหละ เหมาะแก่การเป็นผู้นำซึ่งหายากในสมัยนี้

ตัวเราคือฮีโร่ : หลายคนอยากเป็นอย่างคนอื่นและพยายามมองหาฮีโร่จากภายนอกโดยลืมมองที่ตัวเอง ใช่อยู่เราอาจไม่ได้เป็นฮีโร่ในขณะนี้ แต่เราจะต้องพยายามเป็นฮีโร่ของตัวเองให้ได้ ตรงไหนด้อยก็แก้ไข ตรงไหนดีแล้วก็เสริม สุดท้ายก็เป็นไอดอลของตัวเองได้ ซึ่งการเป็นฮีโร่นั้นไม่ใช่การหลงตัวเอง แต่คือการเคารพตัวเอง

 

ธนภัทร เฉียน ไอทีคือลมหายใจ 2012/05/22

ธนภัทร เฉียน ไอทีคือลมหายใจ

  • 17 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:35 น.

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา&<2288;

แม้จะเป็นซีอีโอเมดอินไชนาขนานแท้ เพราะข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากแดนมังกรมาอยู่เมืองไทยตั้งแต่ยังหนุ่ม ทว่า 18 ปีที่ผ่านมาในผืนแผ่นดินไทยทำให้ เฉิน-ธนภัทร เฉียน ในวันนี้ แทบจะเป็นหนุ่มจีนหัวใจไทยแบบ 100% ซะแล้ว เพราะทุกวันนี้ไม่เพียงเฉินจะตั้งรกรากสร้างครอบครัวอยู่ในไทย เฉินยังดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท หัวเหลียน คอมพิวเตอร์ ผู้ผลิตจำหน่าย Case Computer, Power Supply, Monitor และ Computer Accessories และนำเข้าอุปกรณ์ไอที ภายใต้แบรนด์ Gview และ Gentec มานานกว่า 10 ปีอีกด้วย

กว่าจะมาถึงทุกวันนี้ได้ เส้นทางชีวิตของเฉินก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายที่บัณฑิตหนุ่มจบวิศวกรจากเมืองจีนจะมาก่อร่างสร้างตัวในประเทศไทย ซึ่งเฉินยอมรับว่าชีวิตต้องต่อสู้มาเยอะ แต่ก็ไม่หวั่นหลังจากที่ตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่า “ไทยแลนด์” คือประเทศที่มีเสน่ห์และน่าอยู่มากประเทศหนึ่ง

“ตอนผมเรียนจบอายุ 20 กว่า มีโอกาสเดินทางมาเยี่ยมพ่อที่เมืองไทย ตอนแรกตั้งใจว่าจะมาพักร้อนสั้นๆ ประมาณ 3 เดือน แต่หลังจากการเดินทางมาวันนั้นเมื่อ 18 ปีก่อน ผมก็ไม่คิดจะกลับไปเมืองจีนอีกเลย ภาพแรกที่ผมประทับใจเมืองไทยมากๆ คือ ผมเห็นรถมอเตอร์ไซค์จอดเรียงรายที่หน้าคอนโด แถมยังมีหมวกกันน็อกแขวนไว้บนรถแบบที่เรียกว่าไม่กลัวโจร ซึ่งต่างจากที่บ้านผม อย่าว่าแต่วางหมวกกันน็อกทิ้งไว้ ตัวรถเองก็ต้องล็อกให้แน่นใส่สายยู มิเช่นนั้นรับรองหาย”

จากสิ่งเล็กที่ตรึงใจนี้ กอปรกับอุปนิสัยคนไทยที่ยิ้มง่าย ชอบช่วยเหลือผู้อื่น ทำให้ในที่สุดเฉินตัดสินใจหยั่งรากที่เมืองไทย โดยช่วงแรกที่มาอยู่เฉินจำต้องช่วยคุณพ่อสานต่อธุรกิจ แต่เพราะใจที่ฝันว่าอยากจะเป็นเถ้าแก่ เลยตัดสินใจเก็บกระเป๋าย้ายออกจากบ้านมาบุกเบิกธุรกิจของตัวเอง ซึ่งสิ่งที่ทำได้ในเวลานั้นก็ไม่ใช่ธุรกิจใหญ่โตหากแต่เป็นการสวมบทพ่อค้าคนกลาง รับสินค้ามาขายต่ออีกทอดหนึ่ง

“ตอนที่ช่วยงานพ่อผมรู้สึกว่าไม่ภาคภูมิใจ เราทำงานกับที่บ้าน เหมือนไม่ได้พิสูจน์ความสามารถของตัวเอง เลยตัดสินใจมาบุกเบิกด้วยตัวเอง ผมเริ่มอาชีพแรกด้วยการเป็นคนขายแผ่นรองรองเท้า พอประคองตัวได้ แต่พอมาเจอวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ก็ต้องเปลี่ยนใหม่ จากขายแผ่นรองรองเท้ามาขายทามาก็อต เมดอินไชนา ซึ่งตอนนั้นเทรนด์เลี้ยงทามาก็อตจากญี่ปุ่นกำลังมา ผมเองก็ไม่รู้ว่าของจีนมันต่างยังไง แต่ก็เอามาขาย ปรากฏว่าขายดีมาก”

จากจุดเริ่มต้นที่ไม่ได้สวยหรู แต่ต้องสู้สุดใจเพื่อความอยู่รอด ในที่สุดโชคก็เข้าข้าง เมื่อเฉินหันมาจับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการขายเครื่องเขียน เพราะด้วยธุรกิจนี้เองเป็นประตูเปิดทางให้เฉินก้าวสู่ตลาดไอที ซึ่งเขามองว่ามีโอกาสทองทางธุรกิจรออยู่

“เครื่องเขียนที่เราขายมันก็มีพวกของไอทีมาเกี่ยวบ้าง อย่าง กล่องใส่ซีดี เราเลยได้เข้ามาในตลาดไอทีทีละน้อย จนตอนหลังเริ่มหันมาจับธุรกิจผลิตเมาส์ คีย์บอร์ด เรื่อยมาจนมาสู่ธุรกิจปัจจุบัน คือ ทำเคสหน้าจอขาย”

ด้วยอาชีพการงานที่ดึงให้หนุ่มจีนซึ่งรักการเรียนรู้ เพราะเมื่อมาอยู่เมืองไทยก็เริ่มหันมาเรียนภาษาไทย และคว้าปริญญาโทหลักสูตรบริหารธุรกิจ (MBA) จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาได้สำเร็จ ต้องเกี่ยวข้องกับโลกของเทคโนโลยีอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ประกอบกับเจ้าตัวเองก็เป็นคนชอบทดลอง เลยพยายามสรรหาเทคโนโลยีรอบตัวมาช่วยอำนวยความสะดวกให้ชีวิตประจำวันง่ายขึ้น

เฉิน บอกว่า อุปกรณ์ไอทีและแกดเจ็ตทุกชิ้นที่ติดตัวทุกวันนี้ ล้วนเกิดจากการเสาะหามาเพื่อตอบสนองความต้องการทั้งนั้น ไม่ได้ซื้อหามาตามเทรนด์แต่อย่างใด

“เวลาเราเกิดปัญหาเราจะคิดว่าจะหาเทคโนโลยีอะไรมาตอบโจทย์ อย่างเวลาไปตรวจงานผมจะพกกล้องวิดีโอ เวลาเจอปัญหาตรงจุดไหนก็จะถ่ายไว้ อัดเสียงไว้ เสร็จก็ส่งไปยังคนที่รับผิดชอบ เพื่อให้รู้ถึงปัญหาตามสถานการณ์จริง เพราะผมคิดว่าถ้าเราบอกไป แล้วค่อยให้พนักงานมาดู เวลาเปลี่ยนสถานการณ์ตรงนั้นก็เปลี่ยนไป แต่อย่างไอแพด ผมไม่ได้ซื้อมาใช้ เพราะยังหาไม่เจอว่ามันจะมาช่วยผมยังไง ผมเลยยังไม่ซื้อ”

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารหนุ่มทิ้งท้ายว่า แม้เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทกับทุกย่างก้าวของชีวิต แต่ถ้าถามว่า หากไม่มีเทคโนโลยีจะใช้ชีวิตอยู่ได้หรือไม่ เฉินตอบอย่างฉะฉานเลยว่า “อยู่ได้แต่คงลำบาก”…

เหตุการณ์ต่างๆ ด้วยปลายนิ้ว จึงพกกล้องตัวนี้ติดตัวตลอด เพื่อบันทึกวินาทีสำคัญ ทั้งในงาน และเวลาไปเที่ยว ที่สำคัญยังเป็นยูเอสบีในตัว สามารถถ่ายข้อมูลเข้าคอมพิวเตอร์ และอัพโหลดคลิปได้ทันที

 

แฟชั่นหลังเลนส์ Portraits de Mode 2012/05/22

แฟชั่นหลังเลนส์ Portraits de Mode

  • 16 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:19 น.

โดย…โจ เกียรติอาจิณ

งานลาแฟตที่เริ่มเปิดม่านแสดงผลงานมาตั้งแต่ต้นเดือน ก.พ. จวบถึงวันนี้ ก็จวนจะรูดม่านอำลาแฟนๆ อย่างเป็นทางการกันแล้ว

เพื่อให้สมเกียรติเทศกาลวัฒนธรรมฝรั่งเศสไทยอันยิ่งใหญ่ เราจึงขอส่งท้ายด้วยนิทรรศการภาพถ่ายกลางแจ้งโดยฝีมือตากล้องระดับโลกชาวฝรั่งเศส “ฌอง-มารี เปริเย”

ภาพถ่าย 71 ชิ้นที่ ฌอง-มารี เปริเย ลงทุนลงแรงขนจากบ้านเกิดมาจัดแสดง ณ เซน เอาต์ดอร์ อารีนา ห้างสรรพสินค้าเซน ถือเป็นผลงานแห่งประวัติศาสตร์การทำงานช่างภาพที่เขาถ่ายเก็บไว้เมื่อปี 1994 โดยเหล่าดีไซเนอร์ชั้นนำต่างก็ยินยอมพร้อมใจอนุญาตให้กล้องและบุคคลภายนอกรุกล้ำเข้าไปซอกแซ็กพื้นที่ส่วนตัวได้

เท่านั้นไม่พอ ฌอง-มารี เปริเย ยังจับดีไซเนอร์ชื่อดังของวงการแฟชั่น แปลงร่างเป็นซูเปอร์โมเดล โพสต์ท่าเท่ๆ เก๋ๆ ต่อหน้ากล้องด้วยคาแรกเตอร์และมาดที่บ่งบอกถึงตัวตนแต่ละคน ท่ามกลางบรรยากาศคาดไม่ถึง ซึ่งถูกจัดวางไว้ภายใต้ไอเดียสนุกๆ

“อีฟ แซงต์ โลรองต์” แอบอยู่หลังฉากสีแดง ก่อนจะโผล่หน้ามายิ้มกรุ่มกริ่ม “วิเวียน เวสต์วูด” โชว์ความเป็นเจ้าแม่แฟชั่นปะทะกับนางแบบรุ่นลูก “จิอานนี เวอร์ซาเช” ทำงานเงียบๆ ในห้อง ไม่ห่างกันนัก ก็มีนักแสดงหุ่นเซ็กซี่ “โมนิกา เบลลุกซี” โพสท่าสวยเริด

“เคนโซ” นั่งบนหลังช้างโดยมีทีมงานลุ้นเอาใจช่วยอยู่ข้างล่าง “จิออร์จิโอ อาร์มานี” หล่อขรึมเข้มกลางรันเวย์สนามบิน “จอห์น กัลลิอาโน” ยืนหน้ากระจกพร้อมนางแบบกระโปรงบานฟูฟ่อง “คาร์ล ลาเกอร์เฟลด์” ในชุดหรูที่แวดล้อมไปด้วยสาวๆ สุดอึ๋ม

และแน่นอน— ภาพไฮไลต์ของนิทรรศการ ก็ต้องยกให้ภาพรวมดาวชาวดีไซเนอร์ ที่พวกเขาจัดเต็มมาแบบไม่มีใครยอมใคร เสื้อผ้าหน้าผม ตลอดจนการโพสท่า ถ้าสังเกตกันให้ดี ก็จะพบว่า ฌองมารี เปริเย จงใจใช้เทคนิคการตัดต่อและแต่งเติมเพื่อความสมบูรณ์ของชิ้นงาน

Portraits de Mode จัดแสดงให้ชมฟรี จนถึงวันที่ 30 มิ.ย.นี้ ใครที่ชอบการถ่ายภาพห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง หรือใครที่ฝันอยากทำงานเป็นตากล้อง ผลงาน ฌอง-มารี เปริเย ก็ช่วยสร้างแรงบันดาลใจได้ดี เพราะมุมมองและเทคนิคที่เขาถ่ายทอดไว้ ผ่านเรื่องราวส่วนตั๊ว—ส่วนตัวของเหล่าดีไซเนอร์ น่าสนใจและโดดเด้งไม่น้อย ยิ่งเฉพาะการจัดองค์ประกอบภาพ รวมถึงแสง สี เงา ที่ปรากฏบนเฟรม ต้องเรียกว่าเข้าขั้นเทพมาโปรดทีเดียว สมแล้วที่ ฌอง-มารี เปริเย (เกิดปี 1940) ได้รับยกย่องให้เป็นสุดยอดช่างภาพที่มีฝีมือจัดจ้าน ดีกรีรางวัลยาวเป็นหางว่าว นับจากที่เขาไล่ล่าตามฝันจนเจอ

“ตลอดเวลาการทำงาน ผมได้ทำหมดทุกอย่าง เมื่อก่อนเราไม่มีปัญหาเรื่องงบประมาณ ไม่มีคนกลาง พวกเรายังอยู่ในวัยหนุ่มสาว และยังไม่ต้องรักษาภาพลักษณ์กันมากนัก แต่ตอนนี้ทุกอย่างไม่เป็นแบบนั้นอีกต่อไปแล้ว” ฌอง-มารี เปริเย บอก

นอกจากผลงานนิทรรศการ Portraits de Mode ผลงานอื่นๆ ของ ฌอง-มารี เปริเย ยังหาชมได้ใน Polka Galerie กลางกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งที่นี่จัดแสดงผลงานเก่าเก็บของช่างภาพชื่อดังมากมาย อยากรู้ว่ามีใครบ้าง ลองคลิกเข้าไปที่www.polkagalerie.com

 

‘ผู้หญิงก็ต้องสวย’ ในแบบ เพียงพร (ปัจฉิมสวัสดิ์) สุวรรณประทีป 2012/05/22

‘ผู้หญิงก็ต้องสวย’ ในแบบ เพียงพร (ปัจฉิมสวัสดิ์) สุวรรณประทีป

  • 16 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:13 น.

โดย…วราภรณ์

เรื่องความสวยงามกับผู้หญิงเป็นของที่ขาดกันไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องของการแต่งหน้า เพียงพร (ปัจฉิมสวัสดิ์) สุวรรณประทีป (ทายาท พล.ต.ท.อุกฤษฎ์ ปัจฉิมสวัสดิ์) รั้งตำแหน่งผู้อำนวยการบริหาร บริษัท พิ้งค์ พีโอ จึงนำเข้าแบรนด์เครื่องสำอาง ทูเฟซด์ (Too Faced) ที่ได้รับความนิยมจากฝั่งสหรัฐมาจำหน่ายในเมืองไทย

จากสายตานักการตลาดที่เคยคร่ำหวอดในวงการเครื่องสำอางนานนับ 10 ปี โดยเคยทำหน้าที่แบรนด์แมเนเจอร์ควบคู่งานด้านประชาสัมพันธ์ให้แบรนด์ บลูม (Bloom) เรดเอิร์ธ (Red Earth) ลาเนจ (Laneige) และ สแมชบอกซ์ (Smashbox) ภายใต้บริษัท ไมเนอร์ กรุ๊ป เธอจึงเล็งเห็นว่าทูเฟซด์มีความน่าสนใจตรงเป็นเครื่องสำอางที่ออกแบบโทนสี รวมทั้งแพ็กเกจที่สวยงามเพื่อเอาใจนักศึกษาและคนวัยทำงานโดยเฉพาะ การทำงานตลาดจึงน่าสนใจ

“ตั้งแต่เริ่มทำงานก็จับด้านเครื่องสำอางมาโดยตลอด แต่การทำงานหยุดไปพักหนึ่ง เพราะต้องดูแลลูกสาวตัวน้อย พอลูกโตเข้าโรงเรียน เราก็กลับมาทำงานอีกครั้ง จึงอยากมีธุรกิจของตัวเองจึงมองหาธุรกิจที่น่าสนใจ บังเอิญไปเที่ยวที่อเมริกา เข้าไปซื้อของในช็อปแห่งหนึ่ง ได้พบกับเจ้าของแบรนด์ทูเฟซด์ กำลังเลือกซื้อของอยู่ ซึ่งเขาแต่งหน้าจัดมาก เราเลยปิ๊งไอเดีย เพราะมองว่าแบรนด์นี้มีความน่าสนใจ เพราะเจ้าของแบรนด์เป็นเมกอัพ อาร์ติสต์ที่มีชื่อเสียงมาก และมองภาพว่า ถ้าเรานำแบรนด์นี้เข้ามาเมืองไทยคงสนุก จึงติดต่อเป็นตัวแทนจำหน่ายในเมืองไทย ซึ่งต้องใช้เวลานานถึง 2 ปี

ดิฉันมองว่าแบรนด์นี้เป็นแบรนด์ที่ไม่เด็กและไม่แก่ ตลาดจึงไม่เล็ก แพ็กเกจดูเป็นผู้หญิงมากๆ ดูพรีเมียม ในสายตานักการตลาด มองว่าแบรนด์นี้สามารถจับต้องได้ ยิ่งเป็นตัวไฮไลต์อายไลเนอร์ที่ติดทนนาน ก็ได้รับความนิยมมากจากกลุ่มลูกค้ามาก” ผู้บริหารแบรนด์ทูเฟซด์ในเมืองไทยดีกรีปริญญาตรี ด้านการบริหารธุรกิจ การตลาด จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโทเอ็มบีเอ สาขาอินเตอร์เนชันแนล บิซิเนส จากมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน ประเทศสหรัฐ เล่า

เพียงพร บอกว่า คุณสมบัติของเครื่องสำอางแบรนด์ทูเฟซด์ มีส่วนผสมที่เหมาะกับอากาศเมืองไทย เช่น อายแชโดว์ ที่ผู้หญิงไทยต้องประสบปัญหาเมื่อเผชิญกับแสงแดดจนเกิดเหงื่อทำให้อายแชโดว์ที่เปลือกตาจับกันเป็นก้อน แต่อายแชโดว์ของทูเฟซด์ช่วยแก้ปัญหานั้น อีกทั้งยังใช้ง่ายเกลี่ยแล้วเรียบเนียน ติดทน อายแชโดว์ที่เลื่องชื่อของทูเฟซด์ จึงน่าเป็นตัวดึงดูดลูกค้าอีกกลุ่มให้มาเลือกใช้แบรนด์นี้ได้

“การออกแบบโทนสีมาไว้ในแพ็กเกจเดียวกันของเจ้าของแบรนด์ก็น่าสนใจ เขาจะออกแบบโทนสีใกล้ๆ กันที่น่าจะแต่งตาได้สวยประมาณ 3-9 สี ใส่มาไว้ในตลับเดียว ทำให้ผู้หญิงไม่ต้องคิดเยอะว่าจะนำสีไหนมาแมตช์กัน เพื่อให้เกิดมิติและสวยงาม ซึ่งเขาจะออกแบบคอลเลกชันเครื่องสำอางโทนสีใหม่ๆ มาทุกฤดูกาล ในตลับยังมีทิปส์เป็นสมุดเล่มเล็กๆ มาแนะว่าสีไหนควรแต้มตรงไหนตามด้วยสีอะไร ทำให้ผู้หญิงที่แต่งหน้าไม่เก่งนักมีตัวช่วย ซึ่งเป็นลูกเล่นของแบรนด์ที่น่ารัก และเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งแบรนด์หนึ่งของอเมริกาและยุโรป ”

แม้ตลาดเครื่องสำอางในเมืองไทยแข่งขันสูง แต่เพียงพรรู้สึกไม่หนักใจ เพราะแบรนด์นี้มีภาพลักษณ์ที่ดี เหมาะกับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ หากมีการวางแผนด้านการประชาสัมพันธ์ที่ดี ก็น่าจะเกิดได้ไม่ยากในตลาดเมืองไทย

“ผู้หญิงไทยตอนนี้นิยมแต่งหน้ากันมากขึ้นและแต่งหน้ากันไว เรียนมัธยมต้นก็เริ่มๆ แต่งหน้ากันแล้ว จริงๆ ดิฉันมองว่า การใช้เครื่องสำอางเป็นกระแส สังเกตที่ในบล็อกของกูรูเครื่องสำอางทดลองใช้และรีวิวแบรนด์อะไรออกไป ผู้หญิงไทยก็จะนิยมใช้ตาม ดิฉันจึงไม่หนักใจ เพราะด้วยประสิทธิภาพของแบรนด์ เมื่อคนใช้แล้วดีจริงก็จะบอกต่อ ยิ่งตอนนี้กระแสโลกเด็กวัยรุ่นแต่งหน้ากันเร็ว นิยมกรีดตา เมื่อแต่งหน้าสวยก็นิยมถ่ายภาพสวยๆ อัพขึ้นเฟซบุ๊ก ทำให้การแต่งหน้าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะผู้หญิงทุกคนสวยหมด ตลาดเครื่องสำอางจึงโตเร็วและมีแนวโน้มว่าจะโตได้อีก”

ในฐานะอยู่ในแวดวงเครื่องสำอาง เพียงพร แนะว่า โทนสีที่กำลังมาแรงในหน้าร้อนและหน้าฝนนี้ ได้แก่ สีฟ้าน้ำทะเล รวมทั้งสีส้มของแสงแดด และโทนสีส้ม ชมพู ก็กำลังได้รับความนิยม

“การแต่งหน้าฤดูนี้จะเน้นสีสันสโมกกีอาย มีกลิ่นหอมของโคโคนัตเพื่อบ่งบอกฤดูร้อน โทนสีบรอนซ์อย่างสีน้ำตาลอมทองก็เหมาะกับผู้หญิงเอเชียมาก หรือโทนสีชมพูที่ทำให้ใบหน้าผู้หญิงสว่างๆ ก็กำลังได้รับความนิยม เพราะโทนสีนี้ทำให้ใบหน้าของผู้หญิงดูมีมิติ รวมทั้งมีโลชันโทนสีแทนทาลงไปจะช่วยให้ผู้หญิงมีผิวสีแทนโดยไม่ต้องไปตากแดด จริงๆ การแต่งหน้าสำคัญ เพราะจะช่วยเสริมบุคลิกทำให้เราดูดี ดูสะดุดตามากขึ้น”

 

ยุวโรตม์ ศรีสุด ไปให้เหนือจากความหลงใหล 2012/05/15

ยุวโรตม์ ศรีสุด ไปให้เหนือจากความหลงใหล

  • 15 พฤษภาคม 2555 เวลา 09:20 น.

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ / ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

ขอเรียกสั้นๆ ว่า เทียน เพราะเห็นว่าใครๆ ก็เรียกเขาในชื่อนี้ เทียนเป็นชื่อของผู้เชี่ยวชาญนักออกแบบผลิตภัณฑ์มือรางวัลของบริษัท นาม สุขภัณฑ์ ในเครือวิวเลรอยแอนด์บอค (เยอรมนี) นักออกแบบไฟแรงที่ว่ากันว่า แรงที่สุดทางความคิด ยุวโรตม์ ศรีสุด เกิดเมื่อวันที่ 16 เม.ย. ที่ จ.ปัตตานี เรื่องราวที่เขาจะเล่าต่อจากนี้ ไม่ได้เรียงร้อยสละสลวย เหมือนภาพวาดที่ไม่ได้บรรจงวาดบรรจงวาง หากเสน่ห์อยู่ที่ความดิบและจริงใจ ที่ผู้วาดจงใจสะบัดฝีแปรงปัดอย่างน่าชม

เทียนจบสาขาวิชาออกแบบภายในที่มหาวิทยาลัยรังสิต ความสนใจหลงใหลตั้งแต่วัยเด็กถึงปัจจุบันอยู่ในเรื่องประวัติศาสตร์การทหาร การออกแบบเรือและเรือยอชต์ การออกแบบหัวรถจักร แล้วก็การออกแบบเครื่องบินโบราณ ระหว่างเรียนระดับอุดมศึกษา ให้ความสนใจกับงานในแนวทางของการออกแบบงานพื้นเมืองในหลากหลายชนชาติ และทฤษฎีโมเดิร์นนิสม์ ในสายที่ยังเคารพในความเป็นมนุษย์ที่มีจิตกับหัวใจ

เขาเข้าสู่โลกการผลิตเครื่องสุขภัณท์ ด้วยการเป็นนักออกแบบผลิตภัณฑ์กับ นพปฎล พหลโยธิน ในซีรีส์โอฟุโระ (Ofuro) และ เอกฤทธิ์ ประดิษฐ์สุวรรณ ในซีรีส์อาข่า (Aka) ปัจจุบันออกแบบมาแล้ว 11 ซีรีส์ เคยได้รับรางวัล Design Excellent จากนิตยสาร Elle Decoration ในซีรีส์นอร์ม/สลิม (Norm/Slim) และได้รางวัลความคิดสร้างสรรค์การออกแบบบูธยอดเยี่ยม 5 ครั้งติดต่อกันช่วงปี 2546-2551 จากสมาคมสถาปนิกสยามฯ

ชีวิตที่โลดแล่นไป ในปี 2543 เทียนได้รับคัดเลือกให้ร่วมเวิร์กช็อปกับสถาปนิกชาวฝรั่งเศส อานน์ ลากาตง เรื่อง Design for Sustainable ต่อมาปี 2553 รับทุนจาก AOTS ไปอบรม Product Strategy Management กับ ทากาชิ ชิบาตะ อดีดประธาน R&D ของโซนี่ ปัจจุบันคือผู้อำนวยการสมาคมคุณภาพและการบริหารเพื่อความเป็นเลิศของประเทศญี่ปุ่น ในปลายปี 2554 เขารับทุนกลับไปญี่ปุ่นอีกครั้ง เพื่อศึกษาด้านผลิตภัณฑ์รักษ์โลก

ถามถึงความพึงพอใจกับงานและชีวิต เทียนหัวเราะให้กับตัวเอง ดวงตาบ่งบอกความไม่ได้ดั่งใจตอบว่า คงยังไม่ใช่ที่สุดที่ตั้งใจเอาไว้ อาจจะด้วยจังหวะของเศรษฐกิจ เพราะคงไม่ง่ายที่ธุรกิจจะเสี่ยงตามนักออกแบบได้ทั้งหมด ย้อนกลับไปในวัยเด็ก เทียน บอกว่า ที่จริงเขาอยากเป็นวิศวกร ที่บ้านปลูกฝังเรื่องแนวคิดและการคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ แต่ความชอบทางศิลปะเป็นเหมือนพรสวรรค์แกมบังคับ

พี่ๆ ของเทียนโตขึ้นมาเป็นวิศวกรกันทุกคน และเป็นพี่ๆ นี่เองที่วางแนวทางเกี่ยวกับการอ่านการศึกษาโลก ที่บ้านจะมีห้องหนึ่งที่มีชั้นวางหนังสือใหญ่ วางเรียงหนังสือเป็นแถวยาวหลายแถวตั้งแต่พื้นจรดเพดาน เลข เคมี ฟิสิกส์ ตั้งแต่เล็กเขาได้รับการบอกจากบรรดาพี่ๆ ว่า ต้องอ่านทุกเล่ม ถ้าอยากเข้ามหาวิทยาลัยได้ อ่านเล่มที่ 1-45 ส่วนเล่มที่ 45-120 คือระดับแอดวานซ์ อยากอ่านก็อ่าน

“พี่ๆ ผมอ่านหมดทุกเล่มทุกแถว พวกนี้สอบเคมีโอลิมปิก สอบเลขโอลิมปิก ที่ผมจะพูดก็คือ บรรยากาศการเรียนรู้ของผมเป็นแบบนี้ หนังสือต้องอ่าน เล่นได้ แต่เรื่องที่ต้องทำก็ต้องทำ ผมศึกษาด้วยตัวเอง ค้นคว้าด้วยตัวเอง พ่อแม่สอนเราไม่ได้ ครูก็ไม่เก่งพอที่จะสอนเรา ผมไม่เคยทำการบ้านเลย หรืออย่างน้อยก็ไม่ใส่ใจจะทำ แต่ถึงช่วงใกล้สอบจะบ่มเพาะ อ่านหนังสือจนเข้าใจทั้งหมด”

เทียนเล่าต่อถึงความคิดของเขาต่อระบบการศึกษาไทย ที่ปัจจุบัน “กลาย” มาก เด็กไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย แม้สิ่งที่ต้องการให้ซึมซับด้วยการท่องจำก็กลายเป็นสิ่งไร้ค่า คนไร้ค่า การพัฒนาอุตสาหกรรมเป็นไปไม่ได้ อุตสาหกรรมบ้านเราจึงฉาบฉวย เฉยๆ ผิวๆ ไม่ใช่ไม่เก่ง แต่เก่งอะไรไม่ได้ เรื่องช่างก็ไม่ถึง เรื่องศิลปะก็ไม่ลึก เพ้อเจ้อ ไม่เป็นจริง จับต้องไม่ได้ ทั้งหมดมาจากรากฐานการศึกษาที่ล้มเหลว

“เราผิวมาก เราเป็นแค่เศษเสี้ยว ผมเรียนที่ญี่ปุ่น อุตสาหกรรมของเขานำเราไปเป็น 50-60 ปี อันนี้หมายถึงพวกระบบเครื่องจักรหรือกลไกทางเทคโนโลยี แต่ถ้าเป็นระบบความคิดหรือระดับสามัญสำนึก เขานำเราไปเป็น 100 ปี คุณภาพชีวิตมาจากความจริง บางวันผมมึนงงนะ แต่ผมมีเป้า สุดท้ายแล้วผมก็คิดว่า เราก็รอดแหละ ในแบบของเรานะ เราเดินตรงๆ แบบญี่ปุ่นไม่ได้ เดินตรงๆ แบบเยอรมนีไม่ได้ ไม่เป็นไร ผมคิดว่า เราหลงได้แต่ต้องมีหลักให้ยึดไว้บ้าง” เทียน เล่า

วันนี้ในวัย 35 ปี มีความสุขมั้ย เทียนตอบ “มี” (ทำสุ้มเสียงสูง) มีความสุข แต่นอนไม่ค่อยหลับ นี่ไม่หลับมา 2-3 ปีแล้ว (ฮา) ตอนนี้เบื่อชีวิตเล็กน้อย แต่ไม่ใช่ระดับที่ใครๆ ต้องห่วง ยังทำงานออกแบบแต่งานก็ไม่ได้จบที่เรา (ยักไหล่) อ้อ…ความสุขอีกอย่าง คือ การได้ไปใช้ชีวิตบ้านไร่ทุเรียนที่บ้านต่างจังหวัดของตัวเอง จ.จันทบุรี ความสุขอีกอย่าง คือ การดื่มกาแฟระหว่างทางกลับบ้านไร่

ร้านกาแฟที่แทบจะดื่มอยู่ร้านเดียวของเขาอยู่ท่าน้ำบางโพ ร้านเจ๊กใหม่ เมล็ดกาแฟคั่วเอง ถึงไม่สมบูรณ์แต่มีเสน่ห์ หลายโครงการเทียนนั่งทำที่นี่ เช่น ซีรีส์ไนซ์ (Nice) นาว (Now) และ วาบิ (Wabi)

ปัจจุบันและอนาคต

1.สมุดช่วยจำ

ใช้ทุกวันและจดทุกอย่างในชีวิตไว้ในเล่มนี้ โดยแยกเป็นส่วนๆ ของชีวิตประจำวัน เช่น การใช้เงิน การทำงาน แผนงาน อารมณ์ความรู้สึก สูตรกับข้าว ขนมจีนน้ำยาสูตรเด็ด (ขนาดนี้) มีหมด ปีละ 1 เล่ม เล่มละ 1 ปี จดมาหลายปีแล้ว ไปขออ่านได้

2.สมุดสเกตช์

อันนี้ใช้สำหรับงานออกแบบโดยตรง อะไรที่ไม่คุ้นเคยและอดไม่ได้ จะต้องสเกตช์ไว้เป็นรูปร่าง บันทึกวันเวลาไว้ด้วยทุกครั้ง เพราะจะต้องดูพัฒนาการของงาน พวกนี้ช่วยให้นอนหลับ (ฮา)

3.เครื่องเขียน

นักออกแบบต้องมีและต้องติดตัวไว้เลย มีดินสอ สเกล และกบ (เหลา) ที่เห็นวางอยู่ข้างๆ คือ แหวนตราประทับสุดเท่ของเจ้าตัว

4.แว่นตา

เพราะทำงานเอาต์ดอร์ จึงต้องมีติดไว้ ชอบงานสนามมากกว่างานนั่งโต๊ะ เพราะมันช่วยซักฟอกความคิด บางทีออกฟิลด์แค่ชั่วโมง 2 ชั่วโมง ได้มากกว่านั่งโต๊ะมาทั้งสัปดาห์

5.มือถือ

ใช้มือถือตกรุ่น เพื่อนๆ จะรู้ว่า จะไม่ซื้อของไอทีที่ราคาเกิน 5,000 บาท เพราะถือว่าไอทีไม่ใช่ความรู้ที่เสถียร และไม่ใช่ราคาที่จ่ายในวันนี้ เก็บเงินกินกาแฟเจ๊กใหม่ดีกว่า

 

ชีวิตและความสมดุล ดร.บัณลักข ถิรมงคล 2012/05/15

ชีวิตและความสมดุล ดร.บัณลักข ถิรมงคล

  • 14 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:18 น.

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ / ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ความหวังที่ดี ย่อมเป็นความทรงจำที่ดี แต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับความหวังหรือความทรงจำ หากเป็นเป้าหมายและการเดินทางไปให้ถึง ซึ่ง ดร.บัณลักข ถิรมงคล กรรมการ บริษัท บัณลักข เจ้าของดีสปายน์ ไคโรแพรคติก คลินิก และบางกอก โฮลิสติก คลินิก ผู้เดินทางไปถึงก่อนบอกเป็นนัยว่ายาก เรื่องนี้ยากแต่ก็ไม่ได้ยากจนฝึกไม่ได้…ฝึกที่จะคิด ฝึกที่จะเรียนรู้ เคล็ดลับความสำเร็จและความสุขของผู้หญิงเก่งวัย 45 ปี เจ้าของไคโรแพรคติกคลินิกแห่งแรกๆ ของไทยคนนี้

เริ่มเมื่อ 15 ปีก่อนสำหรับดีสปายน์ ไคโรแพรคติก คลินิก แพทย์ทางเลือกด้านการปรับโครงสร้างกระดูก เรื่องของเรื่องเริ่มต้นที่เจ้าตัวเป็นเอง (ฮา) ช่วงหนึ่งของชีวิตที่ตรากตรำทำงาน กระทั่งสุขภาพส่งเสียงเตือน ต้องบินไปรักษาตัวที่สหรัฐด้วยวิธีปรับโครงสร้างกระดูก ปรากฏว่าหาย จึงศึกษาจนเข้าใจถึงสมดุลแห่งโครงสร้าง ร่างกายเมื่อเข้าสู่สมดุล ย่อมนำมาซึ่งสุขภาพที่ต้องการ

“เป็นศาสตร์ทางเลือกที่เกิดขึ้นกว่า 100 ปีแล้ว ในสหรัฐการปรับโครงสร้างกระดูกแพร่หลายมาก คนส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจและนิยมใช้บริการ เหมือนเซเว่นอีเลเว่นที่มีให้เห็นทั่ว คลินิกปรับกระดูกในสหรัฐก็เป็นอย่างนั้น”

บลูโอเชียนที่กว้างใหญ่มองเห็นอยู่ตรงหน้า ดร.บัณลักข ตัดสินใจกลับมาเปิดไคโรแพรคติกคลินิกแห่งแรกของเธอที่เมืองไทย ค่อยๆ ทำ ค่อยๆ ก้าว จนปัจจุบันเปิดดีสปายน์ฯ ไปแล้วถึง 6 สาขา ตัวเธอเองต่อมายังกลับไปเรียนต่อ The Open University มหาวิทยาลัยเกี่ยวกับแพทย์ทางเลือกที่มีชื่อเสียงที่สุดของศรีลังกา และเปิดสาขาอยู่ที่สหรัฐ เพื่อศึกษาแนวทางของแพทย์ทางเลือกเกี่ยวกับพลังของจิตบำบัด ล่าสุดได้ขยายแนวทางของแพทย์ทางเลือกใหม่ๆ เปิดคลินิกเกี่ยวกับพลังจิตบำบัดชื่อ บางกอก โฮลิสติก ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก

“พลังจิตบำบัดเป็น Energy Medicine ซึ่งองค์การอนามัยโลกให้การยอมรับ หลักสูตรเป็นการเรียนรู้พลังงานของจิต ความคิดที่เป็นบวก พลังบำบัดซึ่งเยียวยาลึกลงไป” ดร.บัณลักข กล่าว

การเรียนรู้ในพลังที่ขับเคลื่อนและการสร้างสนามแม่เหล็กพลังบวก ทำให้เธออยากแบ่งปัน ทุกวันนี้มีความสุขกับความสำเร็จและเป้าหมายที่ได้มีส่วนช่วยเหลือสังคม ปัจจุบัน ดร.บัณลักข รับเชิญเป็นที่ปรึกษาสภาวัฒนธรรม เขตวัฒนา ซึ่งก็ได้พยายามที่จะรณรงค์ทั้งเรื่องวัฒนธรรม และการให้ความรู้ประชาชนเกี่ยวกับปัญหามลพิษมลภาวะ ภัยรอบตัวจากสิ่งแวดล้อม

ย้อนหลังไปไกลกว่านั้น คือจุดที่ชีวิตพลิกผัน ในวัย 17 ปี ขณะนั้นเรียน OLevel อยู่ที่อังกฤษ กำลังจะเรียนต่ออุดมศึกษา คุณพ่อชิต ถิรมลคล เสียชีวิต ดร.บัณลักข จึงเปลี่ยนไปเรียนที่สหรัฐ เพื่อที่จะทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยได้ หาเงินเรียนเอง และเนื่องจากเป็นคนชอบทำงาน จึงสนุกมากกับชีวิตที่อเมริกา

“เป็นคนใช้เงินเก่งค่ะ ถูกเลี้ยงมาแบบนั้น เคยได้ในสิ่งที่อยากได้ แต่ถ้าจะไม่ได้อีก ก็ไม่เป็นไร คิดว่าก็หาเอาสิ แล้วก็ใช้เงินอย่างที่เราอยากใช้ อยู่อเมริกาทำหลายอย่าง ไล่ไปตั้งแต่พนักงานเสิร์ฟ บาร์เทนเดอร์ งานตกแต่งบ้าน เป็นผู้ช่วยช่างไม้ ติดสอยห้อยตามทีมงานชาวอิตาเลียนที่เก่งมาก รับแต่งบ้านคนรวยในเบเวอรีฮิล หรืองานเบื้องหลังกองถ่ายของ สตีเวน สปีลเบิร์ก ก็ทำมาแล้ว”

ชีวิตคือประสบการณ์ ดร.บัณลักข บอกว่า เหมือนความกระหายที่อยากทะยานไป ชีวิตนี้ไม่เคยกลัวคน ไม่เคยกลัวใคร แต่สนุกกับโอกาสที่ได้พบเจอ สนุกที่จะเผชิญหน้ากับคนใหม่ๆ ท้าทายตัวเองว่ามีอะไรจะให้เรียนรู้ได้อีก โลกมีความรู้มากมาย

ความรู้ความสามารถคิดเสมอว่า จะต้องกลับมาใช้ที่เมืองไทย ตอบแทนบ้านเกิดเมืองนอน วันนั้นมาถึงในอีก 7 ปีต่อมา ดร.บัณลักข จบคณะบริหารธุรกิจ Santa Monica College แล้วตัดสินใจว่าจะกลับเมืองไทยเพื่อดูแลมารดา นิตยา ถิรมงคล เธอเป็นพี่สาวคนโต ตอนนั้นน้องชายอีกคนเรียนหนังสือที่อังกฤษและกลับเมืองไทยมาก่อน แต่บ้านขาดผู้นำ

เธอกลับมาเริ่มต้นกับงานโรงแรม ไปอยู่บริษัทเทรดดิง บริษัทเครื่องครัวต่างประเทศ และสุดท้ายทำธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ของตัวเอง กับรับเหมาตกแต่งภายในอยู่ 7 ปีเศษ มุงานจนสุขภาพย่ำแย่ ปวดหัวปวดตาปวดตัว ชาร่างกายไปซีกหนึ่ง ต้องบินไปรักษาที่ต่างประเทศอย่างที่เล่า เรื่องร้ายกลายเป็นดี การเจ็บป่วยในครั้งนั้น ไม่เพียงทำให้ได้รู้จักกับไคโรแพรคติก ยังทำให้ได้ตระหนักรู้ถึงความสำคัญที่แท้จริงของการใช้ชีวิต

“ความสมดุลคือสิ่งสำคัญ” ดร.บัณลักข ว่า

จากหัวใจไปสู่เป้าหมาย

1.นิตยา ถิรมงคล

คุณแม่เป็นคนมีระเบียบ มีวินัย ที่สำคัญเป็นผู้มีความพร้อมต่อทุกสถานการณ์ในชีวิต รวมทั้งตระเตรียมให้ลูกๆ ทุกคนให้มีความพร้อมต่อการใช้ชีวิต นอกจากนี้ก็เป็นหญิงเก่งผู้ไม่เคยยอมแพ้ ถ้าไม่สำเร็จจะไม่ยอมเลิก นิสัยนี้ลูกสาวคนโตคงได้มาบ้างไม่มากก็น้อย

2.ราชินีราเนีย

นิยมยกย่องควีนราเนียแห่งจอร์แดน ในฐานะของสตรีที่สนับสนุนบทบาทและสิทธิสตรี ต่อสู้เรื่องกฎหมายเพื่อความทัดเทียม และแม้จะยากก็ไม่เคยที่จะแสดงความอ่อนแอหรืออ่อนล้า

3.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ประทับใจในบุคลิกภาพ การวางตัว และความโดดเด่นในฐานะผู้นำหญิง มีความเป็นธรรมชาติ อ่อนโยน ยิ่งไปกว่านั้น คือ ความสามารถในการทำงาน ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าสตรีและบุรุษทำงานด้วยกันได้
4.ม.ล.สราลี กิติยากร

มีโอกาสได้รู้จักเมื่อคราวเรียนหนังสือด้วยกันที่มินิเอ็มบีเอ จุฬาฯ ได้ค้นพบว่าเธอเป็นราชนิกุลที่ติดดิน สามารถเดินซื้อของสำเพ็งอย่างสนุก ขณะเดียวกันก็ใส่ใจผู้คน โอบอ้อม ใครเดือดร้อนรีบเข้าช่วยเหลือ นอกจากนี้ก็ชอบทำบุญ ได้ร่วมทำบุญในโอกาสต่างๆ ด้วยกันเสมอ

5.คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

อดีตรัฐมนตรีสาธารณสุข ชื่นชมในนโยบายประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาท รักษาทุกโรค รู้สึกสำนึกในประโยชน์ของ พ.ร.บ.ดังกล่าว มารดาของ ดร.บัณลักข เมื่อไม่นานมานี้เป็นโรคเนื้องอกในสมอง ต้องผ่าตัดใหญ่อยู่ไอซียูเป็นเดือน โชคดีที่คุณแม่มีบัตรทอง จึงเสียค่าใช้จ่ายเพียงน้อยนิด

 

ลูกไม้ใต้ต้น…เลือกได้!? 2012/05/12

ลูกไม้ใต้ต้น…เลือกได้!?

  • 10 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:11 น.

โดย…แหนงดู

หนังเล็กๆ ซึ่งเข้าฉายอย่างเงียบๆ ที่ลิโด้ เรื่องนี้มีตัวพ่ออย่าง โรเบิร์ต เดอ นีโร เป็นแม่เหล็กดึงดูด ใครที่ชื่นชอบนักแสดงรุ่นใหญ่คนนี้อยู่เป็นทุนเดิมแล้ว รับรองว่าไม่ผิดหวังกับการแสดงของเขา ส่วนองค์ประกอบอื่นๆ ของ Being Flynn นั้นอาจจะ (หาวววววว…) แหว่งวิ่นไปบ้าง แต่เวลาชั่วโมงเศษที่ใช้ไปกับหนังเรื่องนี้ เรียกได้ว่า…ไม่เสียดายเปล่า

สร้างจากหนังสือ Another Bullst Night in Suck City ซึ่งเขียนขึ้นจากชีวิตจริงของผู้เขียน – นิก ฟลินน์ โดย พอล ดาโน นักแสดงหนุ่มหน้าตางั้นๆ แต่บุคลิกโดดเด่นจาก Little Miss Sunshine, There Will Be Blood ฯลฯ มารับบท นิก นักเขียนผู้เคยทำงานในบ้านสำหรับคนไร้ที่อยู่อาศัยในเมืองบอสตัน ซึ่งนั่นทำให้เขาได้พบกับ โจนาธาน ฟลินน์ (โรเบิร์ต เดอ นีโร) พ่อที่ทิ้งเขาไปตั้งแต่ยังเป็นเด็ก

โจนาธาน คือ อดีตคนขับแท็กซี่ (และอื่นๆ อีกมากมาย) ที่กลายมาเป็นคนติดเหล้า ตกอับ ไร้บ้าน ไร้งาน ไร้เงิน โดยมีความฝันที่อยากจะเป็นนักเขียนดังหล่อเลี้ยงชีวิต เขายังถ่ายทอดความฝันนั้นให้กับลูกชายผ่านทางจดหมายที่เขาเขียนถึงนับร้อยๆ ฉบับ (ส่วนใหญ่เขียนในคุก) ความฝันนั้นทำให้เขาหลีกเร้นจากความเป็นจริงที่ล้มเหลวไม่สดสวยงดงาม จนกระทั่งบางทีก็ใช้เวลาอยู่กับฝันมากเกินไป ส่วนนิกเป็นเด็กหนุ่มที่ชีวิตสั่นคลอน เพราะการสูญเสียแม่ผู้เป็นคนสำคัญคนเดียวในชีวิต เขาอยู่ระหว่างการค้นหาตัวเอง เพื่อหลุดพ้นจากความ “เลี่ยน” ของชีวิต เมื่อกาลเวลาและเหตุการณ์นำพามาพานพบ พ่อ-ลูกก็ได้รู้จักกันและรู้จักตัวเองมากขึ้น

ฟลินน์ ผู้พ่อคิด (ฝัน) เสมอว่า ตัวเองคืออัจฉริยะ เป็นนักเขียนอเมริกันชั้นแนวหน้าที่โลกกำลังจะรู้จัก ทั้งๆ ที่งานเรื่องเดียวของเขาถูกปฏิเสธจากสำนักพิมพ์ ส่วนคนลูกได้รับอิทธิพลจากจดหมายของพ่อเลยตัดสินใจตั้งแต่ยังเด็กว่า โตขึ้นจะเป็นนักเขียน แต่ที่ผ่านมาไม่มีเวลาและไม่รู้ว่าจะเขียนอะไร วันหนึ่งพ่อเลยสั่งสอนว่า เขียนก็คือเขียน ไม่มีเวลาแสดงว่า ไม่ได้เขียน!!! แต่เขาก็ไม่ได้ประทับใจหรือได้ฉุกคิด เพราะในใจฟันธงอยู่แล้วว่า พ่อก็ดีแต่พูด กระทั่งได้เห็นต้นฉบับหนาเตอะของพ่อที่เป็นหลักฐานว่า ตาเฒ่าไม่ได้โม้ เขาเขียนจริง แต่…เขียนดีไม่ดีก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง นั่นจึงกลายเป็นที่มาของหนังสือเล่มที่มีนักเขียน 2 คน (ก่อนจะกลายมาเป็นหนังเรื่องนี้)

ประเด็นของหนังอยู่ที่ชายหลงทาง (ชีวิต) 2 คน พวกเขาเป็นพ่อ-ลูกซึ่งมีความคล้ายคลึงกัน กระทั่งผู้มาทีหลังพอมองออกว่า อนาคตของตัวเองจะเป็นอย่างไร จะเรียกว่าเป็นลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นหรือเชื้อไม่ทิ้งแถว หรือ Like Father Like Son อย่างฝรั่งเขาว่าก็คงจะไม่ผิด ในความจริงแล้วถึงจะเป็นคนสายเลือดเดียวกัน แต่ทุกๆ คนมีความต่าง เพราะ “การเลือก” ที่จะเป็นหรือทำสิ่งต่างๆ

Being Flynn เป็นผลงานของ พอล ไวต์ซ ผู้กำกับที่เคยร่วมกับน้องชาย คริส ทำให้หลายคนประทับใจกับ About a Boy หนังที่สร้างจากนวนิยายของนักเขียนดัง นิก ฮอร์นบี ซึ่งเป็นเรื่องราวพ่อๆ ลูกๆ เช่นกัน เพียงแต่โทนเรื่องอาจจะต่างสีสันไปบ้าง ที่ผ่านมาพอลทำหนังตลก- Little Fockers หนังแอ็กชัน/แฟนตาซี -Cirque du Freak : The Vampire’s Assistant ฯลฯ ก่อนจะหวนมาทำแนวชีวิตอีกครั้ง พอลทำหนังเรื่องนี้แบบแล้งอารมณ์เซนติเมนทอล ทั้งๆ ที่โดยตัวเรื่องแล้วทำได้เยอะแยะ จับใส่ตอนไหนก็ได้ทั้งนั้น

ธีมเรื่องนั้นดูดีน่าสนใจ เพียงแต่งานก็หลงทางไปบ้าง ทำให้ธีมเลือนความสำคัญไปเยอะ บทออกจะเยิ่นเย้อ น่าเบื่อหน่าย ไคลแมกซ์ก็เรียบๆ หนังเล่าเรื่องผ่านมุมมองของ นิก ฟลินน์ เป็นส่วนใหญ่ แต่หลายคนคงคิดเหมือนกันว่า มุมของโจนาธานนั้นน่าสนใจมากกว่า อย่างที่บอกไปเบื้องต้นว่า เรื่องนี้มีดีที่ โรเบิร์ต เดอ นีโร แถมด้วย พอล ดาโน ที่สามารถบอกได้ว่า ขั้นเทพ ฉากที่เข้าคู่กันเป็นอะไรที่น่าตื่นตา ส่วนสาวสวยฝีมือดี จูลีแอนน์ มัวร์ นั้นบทน้อยจนเสียดายของ

เอาเป็นว่า ไปดูกันเถอะ … แค่เห็น โรเบิร์ต เดอ นีโร พัฒนาตัวละครที่เขาสวมบทบาทตั้งแต่ต้นจนจบก็คุ้มแล้ว หนังยังมีหลาย “โมเมนต์” ที่น่าประทับใจ ส่วนรายละเอียดอื่นๆ ที่เหลือก็ลืมๆ ไป … บ้าง

 

ธภัทร ยุวบูรณ์ แกดเจ็ต…ความจำเป็นหรือความต้องการ 2012/05/12

ธภัทร ยุวบูรณ์ แกดเจ็ต…ความจำเป็นหรือความต้องการ

  • 10 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:07 น.

โดย…โยธิน อยู่จงดี

“ผมมองแกดเจ็ตเป็นเรื่องเทคโนโลยีที่จะมาทำให้จุดบกพร่องเดิมที่มีอยู่ หรือปัญหาเดิมๆ ในการทำงานต่างๆ เป็นไปด้วยดีมากขึ้น” ธภัทร ยุวบูรณ์ กรรมการบริหาร บริษัท ไอเดีย 360 ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยผู้บริโภคและการวางแผนและกลยุทธ์ด้านการตลาด เปรยนิยามของคำว่าแกดเจ็ตในมุมมองส่วนตัว ก่อนหน้าเมื่อหลายปีก่อน เขาก็เป็นคนหนึ่งที่เลือกซื้อแกดเจ็ตใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ด้วยความเท่และต้องการเป็นคนที่มีความทันสมัย

พอถึงจุดหนึ่งเขาจึงเริ่มคิดได้ว่าเทคโนโลยีบางอย่างก็เกินความจำเป็นของเราไป จากนั้นมุมมองการเลือกแกดเจ็ตจึงเปลี่ยนมาทางด้านการใช้งานที่ตอบสนองความจำเป็น หาใช่ความต้องการอีกต่อไป

“แต่ก่อนผมมองในเรื่องอุปกรณ์ใหม่ๆ อะไรออกใหม่กว่า ดีกว่า ผมก็เปลี่ยนไปใช้ แต่เดี๋ยวนี้พอใช้ไปมากๆ เข้า เปลี่ยนบ่อยๆ เข้า ก็เริ่มรู้สึกว่าแกดเจ็ตที่ยังใช้งานได้ดีอยู่ ไม่ได้ทำให้การทำงานของเราล่าช้า ยังสามารถใช้แอพใหม่ๆ ได้ ผมคิดว่าเราก็ควรใช้อุปกรณ์เดิมของเราต่อ

ถ้าของเดิมใช้แอพใหม่ๆ ไม่ได้แล้ว หรือช้าเกินไปที่จะตามคนอื่นทัน ก็ต้องดูว่าแกดเจ็ตมันตอบโจทย์ของเราได้หรือเปล่า บางครั้งเทคโนโลยีที่เกินความจำเป็นก็ตอบโจทย์ความเท่ความสนุก แต่ในแง่ความคุ้มค่าคงไม่ใช่ ดังนั้น หากเราจะเลือกแกดเจ็ตสักชิ้นคงต้องดูในแง่ของการใช้ในการทำงาน ประสิทธิภาพที่รองรับและไลฟ์สไตล์ส่วนตัว” ธภัทร เผยถึงการเลือกแกดเจ็ตใหม่ๆ ซึ่งดูว่าดีพอสำหรับการทำงานที่ดีขึ้นและจำเป็นหรือไม่ ยิ่ง ธภัทร เป็นเจ้าของบริษัทวิจัยที่ใช้เทคโนโลยีการวิจัยออนไลน์ทั้งระบบด้วยแล้ว การใช้เทคโนโลยีจึงมีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ สำหรับเขา

ผู้บริหารหนุ่มมากความสามารถผู้นี้ บอกกับเราว่าเมื่อเทคโนโลยีสองอย่างเข้ามามีอิทธิพลกับการทำงานและการใช้ชีวิตของผู้คนในสังคม คือ ระบบคลาวด์คอมพิวติง และแกดเจ็ตที่เป็นอุปกรณ์พกพาอย่างไอแพด แท็บเล็ต และเน็ตบุ๊ก ในโลกของการทำวิจัยเปลี่ยนไป ปัจจุบันเราสามารถวิจัยผู้บริโภคได้โดยไม่ต้องใช้กระดาษแม้แต่แผ่นเดียวในการตอบแบบสอบถาม และแสดงผลแบบเรียลไทม์ที่มีความแม่นยำทางข้อมูลสูง

สามารถคัดกรองผู้ตอบแบบสอบถามที่ไม่เข้าข่ายออกได้ในทันที ด้วยการตอบแบบสอบถามด้วยระบบคอมพิวเตอร์ผ่านคลาวด์คอมพิวติง มีความรวดเร็วและแม่นยำสูงมาก ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมและได้รับการยอมรับจากลูกค้าสูงมาก เพราะกลุ่มเป้าหมายสามารถเลือกและตัดสินใจได้ในทันที และเข้าถึงความคิดของลูกค้าได้อย่างแม่นยำมากที่สุด

ดังนั้น อุปกรณ์ที่ธภัทรใช้ก็หนีไม่พ้นอุปกรณ์ที่เน้นความสะดวกในการพกพา มีความสามารถสูง ที่สามารถนำมาใช้ในการวิจัยได้ดีอย่างไอแพดและไอโฟน ซึ่งเขาสามารถนำเปิดคลิปโฆษณาของลูกค้าเพื่อเอามาประกอบการเลือกเครื่องมือในการทำวิจัย และยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือสำหรับกลุ่มเป้าหมายตอบแบบสอบถามชนิดเห็นภาพและวัดผลได้ทันทีอีกด้วย

“ผมว่าเทคโนโลยีเดี๋ยวนี้ก็มีข้อเสียอย่างหนึ่งก็คือ ทำให้เราเป็นคนสมาธิสั้น ไม่สามารถทำอะไรติดต่อกันได้นาน เพราะเดี๋ยวก็มีข้อความเข้ามา เดี๋ยวก็อยากเช็กอะไรหลายๆ อย่าง ด้วยความที่อุปกรณ์มีขนาดเล็กลงมาก และเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ติดต่อเช็กข่าวสารได้ตลอดเวลา จะทำให้เราก้มหน้าก้มตาอยู่กับแกดเจ็ตของตัวเอง

เคยไหมที่เวลาเราอยู่ในลิฟต์แล้วทุกคนหยิบมือถือขึ้นมาเช็กเฟซบุ๊กกันหมด แล้วเราที่ยืนอยู่เฉยๆ ก็ต้องหยิบตามขึ้นมา ไม่งั้นคงดูเด๋อๆ ไม่มีอะไรจะทำ นี่คือสิ่งที่แกดเจ็ตเปลี่ยนพฤติกรรมของคนเราในสังคม และสิ่งเหล่านี้อาจทำให้มีปัญหาสุขภาพตามมาก็คือ ปัญหาสายตา ปวดคอ ปวดหลัง ซึ่งเป็นกันมากจากการที่เรานั่งทำงานหน้าคอมพ์เป็นเวลานานๆ หรือก้มหน้ามองจอเล็กๆ ที่อยู่บนฝ่ามือ” ธภัทร ทิ้งท้ายด้วยข้อเสียของเทคโนโลยีหากเราอยู่กับสิ่งเหล่านี้นานและมากเกินไป

เราจึงควรใช้ด้วยความจำเป็นและเลือกใช้ในการทำงานอย่างพอดี ไม่อย่างนั้นเราคงเป็นทาสของเทคโนโลยีต่อไปเรื่อยๆ โดยที่เราไม่สามารถดึงความสามารถอื่นๆ ของเทคโนโลยีมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้มากกว่าที่ควรจะเป็นได้เลย

 

ฝ่าฟันให้พ้นหุบเหวแห่งความทุกข์ 2012/05/12

ฝ่าฟันให้พ้นหุบเหวแห่งความทุกข์

  • 09 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:06 น.

โดย…อินทรชัย พาณิชกุล

“ผมเป็นคนอ่อนไหว เวลาที่มีเรื่องใดมากระทบใจ ผมก็จะเป็นทุกข์ สำหรับผม ความทุกข์เป็นหัวเชื้อที่ดีที่สุด เป็นแรงบันดาลใจที่มีพลังที่สุดในการสร้างสรรค์งานศิลปะ”

เป็นประโยคน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยความแกร่งกร้าวดุดัน

มนัส เหล่าอ่อน จิตรกรร่างเล็กที่กำลังถูกจับตามองอย่างไม่กะพริบจากแวดวงศิลปะ ในฐานะศิลปินรุ่นใหม่ที่มีผลงานโดดเด่น กระชากอารมณ์ ถั่งท้นล้นทะลักด้วยพลังอำนาจเร้นลับน่าพิศวง

“พบ” (Uncover) นิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกบนถนนสายศิลปะร่วมสมัยไทยของ มนัส เหล่าอ่อน ภาพเขียนแนวเซอร์เรียลลิสม์ขนาดใหญ่ จำนวน 8 ชิ้น สร้างสรรค์ด้วยเทคนิคสีอะครีลิกบนผืนผ้าใบ เป็นผลงานที่ต่อยอดหลังจากจบการศึกษาปริญญาโทสาขาจิตรกรรม คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อปี 2553

แรงบันดาลใจมาจากความต้องการที่จะสะท้อนความคิดเกี่ยวกับประสบการณ์ต่อการเลือกใช้หนทางในการแก้ปัญหา เป็นความเพียรพยายามในการค้นหาความจริงต่อภาวะความทุกข์ ที่คนเรายังขาดความเข้าใจและการเข้าถึงปมปัญหาที่แท้จริงผ่านการตีความและทำความเข้าใจ เพื่อแสวงหาทางออก โดยใช้หลักปรัชญาพุทธเป็นสำคัญ

“มันกลั่นมาจากประสบการณ์ชีวิตอันเจ็บปวดของผม เรื่องราวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรัก ความผิดหวัง ความเกลียดชัง ความเศร้า หดหู่ สับสน ความกลัว เหมือนช่วงชีวิตที่โดนกักขัง หาทางออกไม่ได้ มืดมน ไร้หนทาง ผมพยายามค้นหาทางออก ค้นหาสิ่งที่จะปลอดปล่อยตัวผมเองให้ออกจากความทุกข์นั้นให้ได้”

“ผลงานทั้ง 8 ชิ้นนี้ แต่ละชิ้นมีรายละเอียดแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น ฉาก บรรยากาศ สถาปัตยกรรม วัตถุต่างๆ มากมายหลายสิ่งที่เกี่ยวพันกับชีวิตผม ทุกภาพแฝงไว้ด้วยสัญลักษณ์ให้ตีความ ผมรู้สึกว่าเสน่ห์ของศิลปะแนวเซอร์เรียลลิสม์มันอยู่ที่ความเร้นลับ น่าพิศวง เพ้อฝัน รุ่มรวยด้วยจินตนาการอันเหนือจริงแสนมหัศจรรย์”

ไล่เรียงตั้งแต่ภาพชายหนุ่มหน้าตาละม้ายคล้ายเจ้าของผลงานกำลังไต่เชือกท่ามกลางซากปรักหักพังของบ้านเรือน อสรพิษร้ายซุ่มซ่อนรอคอยจ้องทำร้ายอยู่ไม่ห่าง อุปมาอุปไมยถึงความพยายามดิ้นรน ตะเกียกตะกายที่จะหนีจากพื้นที่อันตราย น่าหวาดหวั่น ไปสู่อีกที่หนึ่งที่ปลอดภัยกว่า เหมือนความพยายามที่จะหนีให้พ้นจากความทุกข์

ภาพชายคนเดิมกำลังแหวกว่ายใต้น้ำลึกใกล้เรือหินตั้งบนเชิงตะกอน มาจากส่วนตัวที่ว่ายน้ำไม่เป็น จึงรู้สึกว่าใต้น้ำเป็นพื้นที่ไม่ปลอดภัย น่าอึดอัด เรือซึ่งเปรียบเสมือนพาหนะสำคัญในการนำพาชีวิต กลับต้องมาอับปางลงอีก ภาพซากต้นไม้ยืนต้นตายแห้งกรัง ชายหนุ่มกำลังผูกผลทับทิมไว้ด้วยกัน บ่งบอกการไม่ยอมรับความเป็นจริงของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ตามกฎไตรลักษณ์ พยายามเหนี่ยวรั้งด้วยการผูกผลเข้ากับต้นไม้ที่ตายแล้ว ซึ่งหล่อเลี้ยงกันไม่ได้

ภาพมนุษย์ผิวสีฟ้าแลดูโศกเศร้า ซีดเซียว หม่นหมอง ไร้ชีวิตกำลังโหนเชือก หรือภาพนั่งในอ่างอาบน้ำพยายามตัดบัวไม่ให้เหลือใย ภาพมวยทะเล พูดถึงการต่อสู้อย่างสับสนภายในชีวิตจิตใจของตัวเอง ท่ามกลางสถานการณ์คลอนแคลนโงนเงน ไม่ปลอดภัย ภาพชายหนุ่มสวมหมวกเป็ดน้อยโดนัลด์ดั๊ก น่ารักคิกขุ แต่กำลังทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ อันตราย และไร้สาระ ด้วยการลงไปทอดไข่เจียวในกระทะ สะท้อนถึงความไร้เดียงสา โง่เง่าเต่าตุ่นของมนุษย์ ฯลฯ

“ผมใช้ตัวเองเป็นตัวดำเนินเรื่อง แม้ผมไม่หล่อ หุ่นก็ไม่ดี แต่ผมเชื่อว่าผมเข้าถึงตัวเอง รู้จักสรีระตัวเองได้ดีที่สุด งานทั้ง 8 ชิ้นนี้ ใช้เวลาทำงานเกือบ 2 ปีเต็ม ภายใต้บรรยากาศดื่มด่ำกับความเพ้อฝัน ลึกลับ คำว่า ‘พบ’ ที่เป็นชื่อของนิทรรศการนั้น โดยสรุปแล้วคือการค้นหาความจริงของชีวิต การค้นหาสิ่งที่จะปลดปล่อยตัวเองจากความทุกข์ แต่จะพบหรือไม่นั้น มันเป็นภารกิจที่ผมจะต้องค้นหาคำตอบต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด”

ศิลปินร่างเล็กกอดอกหัวเราะดังลั่นด้วยน้ำเสียงแบบปีศาจร้ายในภาพยนตร์สยองขวัญ

นี่คือผลงานศิลปะแนวเซอร์เรียลลิสม์ของศิลปินไทยรุ่นใหม่ที่เปี่ยมล้นด้วยเสน่ห์ประหลาด น่าหวาดหวั่น ทรงพลังอย่างยิ่ง

 

หล่อ เนี้ยบ เทรนดี้ เช้าจรดค่ำ ‘ม.ล.รังษิธร ภาณุพันธุ์’ 2012/05/12

หล่อ เนี้ยบ เทรนดี้ เช้าจรดค่ำ ‘ม.ล.รังษิธร ภาณุพันธุ์’

  • 09 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:56 น.

โดย…ณัฐพล ช่วงประยูร

คุณโก้-ม.ล.รังษิธร ภาณุพันธุ์ เป็นบุตรชายคนโตของ ม.ร.ว.พันธุรังษี ภาณุพันธุ์ และอาภาวรรณ ภาณุพันธุ์ ณ อยุธยา มีน้องสาว 1 คนคือ ม.ล.รังษิอาภา ภาณุพันธุ์ โดยสืบราชสกุลภาณุพันธุ์มาจากสายทูลกระหม่อมทวด จอมพล สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 และสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ทูลกระหม่อมปู่ คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภัสสรวงศ์

หลังจากจบระดับมัธยมที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย คุณโก้เลือกเรียนในคณะนิเทศศาสตร์ สาขาสื่อสารการตลาด มหาวิทยาลัยรังสิต จนจบปริญญาตรี (เกียรตินิยมอันดับ 1) จากนั้นไปต่อยอดด้านการตลาดในระดับปริญญาโท Msc. Consumer Marketing, The School of Management, University of Liverpool

“ตั้งแต่เกิดจนถึง 3 ขวบ ผมเติบโตที่ประเทศฮ่องกง เนื่องจากคุณพ่อและคุณแม่ทำงานที่นั่น แต่ก็เดินทางไปกลับไทยอยู่เป็นระยะ ที่ฮ่องกงจะมีคุณน้าคอยเลี้ยงดูอยู่อีกคน หลังจากนั้นเราก็ย้ายกันมาอยู่ที่ไทยจนถึงปัจจุบัน”

ปัจจุบันคุณโก้เป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาดและการขายที่บริษัท โคนาคะ (ประเทศไทย) หน้าที่หลักคือสร้างและบริหารจัดการแบรนด์สูท ซีเลค (Suit Select) ในประเทศไทยแบบเริ่มต้นจากศูนย์

“งานของผมเริ่มตั้งแต่บริหารและประสานงานทุกจุด เพื่อให้ระบบสาธารณูปโภคนั้นพร้อมที่จะรองรับการสร้าง และตกแต่งร้านค้าสาขาแรกที่เซ็นทรัลเวิลด์ ในระยะเวลาอันสั้น ขณะเดียวกันก็ต้องศึกษาการผลิตและตัวสินค้าที่โรงงาน ส่วนงานหลักจริงๆ เลยคือการบริหารงานด้านการสื่อสารการตลาด รับคอนเซปต์ แบรนด์ และครีเอทีฟ ไดเรกชันจากบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น และแบรนด์เดอร์ คาชิวะ ซาโตะ มาตีความหมายและวางกลยุทธ์การตลาดให้เหมาะกับการสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายในประเทศไทยผ่านสื่อต่างๆ นอกจากนี้ผมยังเป็นผู้รับคัดเลือกพนักงาน วิเคราะห์และพัฒนาการสื่อสารของพนักงานขายด้วยครับ

ผมทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ตามระบบของญี่ปุ่น ส่วนใหญ่วันธรรมดาผมจะต้องเคลียร์งานที่ออฟฟิศช่วงครึ่งวันเช้า หลังจากนั้นผมก็จะไปร้านเพื่อพบปะลูกค้าและพนักงานขาย เพื่อมองหาปัญหารายวันที่เกิดขึ้นในร้านและรับฟังคอมเมนต์ต่างๆ จากลูกค้า เพื่อนำไปปรับปรุงกลยุทธ์ ส่วนวันเสาร์หรืออาทิตย์ผมจะไปเป็นหนึ่งในพนักงานขายหน้าร้าน และเป็นที่ปรึกษาคอยแนะนำสไตล์การแต่งตัวที่เหมาะกับลูกค้าแต่ละคน

การดำเนินชีวิตผม ผมมีหลักการง่ายๆ ครับ คือวางทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานของความจริง และใช้สติบอกรู้ตัวเองว่าเรากำลังทำอะไรอยู่เสมอ ในเรื่องงานผมรู้ดีเสมอว่าเราต้องเน้นผลิตสูทที่แท้จริง ซึ่งมันหมายถึงชุดสูทที่ไม่ใช่สีสันฉูดฉาดแล้วมีดีไซน์ที่ดูแปลกตา แต่มันคือสูทที่เรียบหรู ซึ่งมีคัตติงและส่วนเว้าทุกเส้นที่เนี้ยบและมีซับในครึ่งตัวและเป็นวูลคุณภาพสูงที่สวมใส่แล้วไม่ร้อน และมีน้ำหนักเบา ไม่หนักไหล่เวลานั่งทำงานหรือประชุมนานๆ ที่สำคัญจะต้องเป็นสูทที่ชุดหนึ่งที่สามารถใส่ทำงานและไปงานในวาระอื่นๆ ได้ ในขณะที่ราคาก็ต้องจับต้องได้จริง และผมเองมีความเชื่อว่าคนไทยไม่มากก็น้อยต้องการสูทที่มีคุณภาพแท้จริงไม่ฉาบฉวย

แบบอย่างการทำงานของผมมาจาก ณรงค์ เลิศกิตศิริ ที่เป็นทั้งเจ้านายและผู้ใหญ่คนสำคัญในชีวิต ที่ทำให้ผมได้เรียนรู้หลักการในการบริหารการจัดการที่ดี ในขณะที่ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ในเวลาเดียวกัน เขาได้ใช้ประสบการณ์ในการทำงานอย่างยาวนานในญี่ปุ่น และการปั้นแบรนด์อย่างพาซาย่า จนเป็นแบรนด์ไทยสู่แบรนด์ระดับโลก”

คุณโก้เป็นคนมีหลายบุคลิก โดยทั้งหมดขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม และผู้คนรอบตัว ส่วนเวลาว่างจากการงาน เขายังมีเวลาเหลือให้กับความชอบอย่างฟุตบอลและการรับประทาน

“ถ้าอยู่ที่ทำงานผมจะเป็นคนแอ็กทีฟ ขึงขัง จริงจังกับทุกๆ โปรเจกต์ที่ได้รับมอบหมาย ชอบเอาชนะอุปสรรคและงานยากๆ แต่ถ้าอยู่กับเพื่อนๆ หรือกับที่บ้าน ผมจะเป็นคนที่ร่าเริง สบายๆ รักอิสระและมีโลกส่วนตัวสูง แต่มีหลายคนบอกว่า ผมเป็นคนเรียบร้อย ขี้อาย ดูซีเรียสตลอดเวลา แคร์คน และไว้เนื้อเชื่อใจคนง่ายเกินไปในบางครั้ง ที่สำคัญก็เป็นคนโกหกไม่เก่ง เพราะสายตาผมจะฟ้องความจริงออกมาเสมอ (ฮา)

ทุกๆ วันศุกร์ผมไปรับประทานอาหารและพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูงบางกลุ่ม แต่จะไม่ถึงขั้นปาร์ตี้หนัก ส่วนวันอาทิตย์จะพาที่บ้านออกไปรับประทานอาหารกลางวันแบบสบายๆ หรือไม่ก็อยู่บ้านอ่านหนังสือ และเล่นอินเทอร์เน็ต เพื่ออัพเดตการตลาดและเทรนด์แฟชั่น

ด้วยไลฟไตล์ที่เร่งรีบอยู่ตลอด การแต่งตัวของผมจึงไม่ค่อยตายตัว แต่ส่วนใหญ่จะเป็นคนชอบแนวชุดสูทและสมาร์ต แคชชวล แบบชุดทำงานที่สามารถใส่ไปงานอีเวนต์ หรืองานปาร์ตี้ได้ด้วยในวันเดียวกัน อาทิ ใส่สูทผูกไทในช่วงเช้า พอตกเย็นอาจใส่สูทชุดเดิม แค่เปลี่ยนจากเนกไทเป็นโบไทสักอันที่แมตช์กับสูทเพื่อไปงานสังคม

ผมคิดว่าสไตล์มัน คือ รูปแบบของสิ่งใดๆ ที่มีเอกลักษณ์แตกต่างจากสิ่งอื่น คนมีสไตล์คือคนที่มีวิถี ความสนใจ รสนิยมบางอย่างที่ไม่เหมือนใคร หรือเหมือนใครก็ได้ แต่ต้องเป็นอะไรที่เข้ากับเขาจริงๆ สะท้อนความโดดเด่นที่เป็นตัวเขาออกมา ส่วนการแต่งตัวมีสไตล์คือ การรู้จักความหมายของคำว่าแฟชั่น และรู้จักการมิกซ์แอนด์แมตช์ โทนสี และประเภทของเสื้อผ้าให้สอดคล้องกับไอเทมอื่นๆ ได้อย่างเหมาะสมโดดเด่นสมกับบุคลิก”

 

อภิรัฐ บุญเรืองถาวร เติมความคิดพลิกความฝันสุดยอดงานดีไซน์ 2012/05/08

อภิรัฐ บุญเรืองถาวร เติมความคิดพลิกความฝันสุดยอดงานดีไซน์

  • 08 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:22 น.

โดย…อณุศรา ทองอุไร

หนุ่มมาดเซอร์วัยต้น 30 คนนี้ ดูผาดเผินอาจจะคิดว่าเขาเป็นนักดนตรีหรือคนเบื้องหลังในแวดวงภาพยนตร์ แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ แต่เขาคือ อภิรัฐ บุญเรืองถาวร ดีไซเนอร์และหุ้นส่วนของบริษัท พลัสเซนส์ นั่นคือบทบาทและหน้าที่การงานประจำของเขา กับการเป็นนักออกแบบผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้าน

จุดเด่นในงานของเขาก็คือ การออกแบบเฟอร์นิเจอร์โต๊ะและเก้าอี้ชุด Smood ที่มีแนวคิดออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม (Eco Design) โดยการนำวัสดุเหลือใช้มาสร้างคุณค่า เช่น อะลูมิเนียมมาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์ใช้สอยในชีวิตประจำวัน โดยเน้นความเรียบง่าย สวยงาม แข็งแรงทนทานในทุกสภาวะอากาศ คือใช้เป็นเฟอร์นิเจอร์กลางแจ้งได้

ทางด้านการศึกษานั้น เขาจบการศึกษาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ เอกศิลปอุตสาหกรรมการออกแบบผลิตภัณฑ์ จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง ทำงานออฟฟิศออกแบบอยู่ 2 ปี แล้วก็ออกมาทำงานอิสระอีก 2-3 ปี ก่อนจะมาเปิดบริษัทออกแบบเฟอร์นิเจอร์ของตัวเอง โดยงานของเขาส่งออกประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือขายในประเทศให้กับโรงแรม รีสอร์ต หมู่บ้าน ร้านอาหาร ร้านกาแฟเป็นส่วนใหญ่

ผลงานการออกแบบของเขานั้น สามารถคว้ารางวัลระดับประเทศมาได้ถึง 4 รางวัล คือ รางวัลไทยสร้างสรรค์ประเภทผลิตภัณฑ์ดีมีความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจสูง รางวัล DEMARK ของกรมส่งเสริมการส่งออกกระทรวงพาณิชย์ ประเภทสินค้ามีคุณภาพในการส่งออก รางวัล Good Design จากญี่ปุ่น และรางวัล DFA เอเชียนอะวอร์ด จากฮ่องกง

เขาบอกว่า เขาใช้เวลานานถึง 6 เดือนในการผลิตและออกแบบสินค้าเฟอร์นิเจอร์ที่มีส่วนประกอบหลักมาจากอะลูมิเนียมที่ทำมาจากของรีไซเคิล เนื่องจากหุ้นส่วนที่ทำงานอยู่ด้วยกันเขามีโรงกลึงขนาดปานกลางที่รองรับงานเราได้ และมีช่างหลอม ช่างหล่อ ช่างเชื่อม ช่างกลึงครอบวงจร “ก็คิดว่าเราจะทำอะไรกับพื้นฐานที่เรามีอยู่ โดยไม่ต้องสร้างโรงงานใหม่ จริงๆ งานทองเหลืองก็นำมาทำได้แต่เพราะต้นทุนสูงกว่าและทองเหลืองจะดำและขึ้นคราบเขียวง่าย การรักษาจะยากกว่าอะลูมิเนียมซึ่งไม่เป็นสนิมมีความมันวาว น้ำหนักเบา ทนการขีดข่วน ทนกระแทก ราคาถูกและวัสดุที่นำมารีไซเคิลก็หาได้ง่ายกว่า”

นอกจากนี้ เขายังได้เข้าร่วมโครงการสร้างนักออกแบบสินค้าไลฟ์สไตล์สู่ตลาดโลก (Talent Thai) ปี 2012 ของสำนักส่งเสริมมูลค่าเพิ่มเพื่อการส่งออก กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2547 เพื่อสร้างนักออกแบบที่มีศักยภาพ สามารถผลักดันให้เกิดการพัฒนารูปแบบสินค้าเครื่องใช้ ของตกแต่งบ้านและเฟอร์นิเจอร์ ส่งผลต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมไลฟ์สไตล์โดยรวม และพัฒนาขีดความสามารถของนักออกแบบไทยให้ก้าวสู่ตลาดต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้เกิดการสร้างกลุ่มนักออกแบบที่มีศักยภาพเป็นต้นแบบ ในการพัฒนานักออกแบบรุ่นต่อไปอย่างเป็นรูปธรรม โดยสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ขยายมูลค่าการส่งออก รวมทั้งเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ในการเป็นประเทศที่ผลิตสินค้าที่มีการออกแบบดี โดยในปี 2555 นี้ เป็นการดำเนินโครงการเป็นปีที่ 9

อภิรัฐ เล่าว่า เข้าร่วมโครงการนี้มาหลายครั้งแล้ว เริ่มตั้งแต่เป็นเด็กหน้าใหม่จนพัฒนาสู่การมีแบรนด์ของตัวเอง คือ กรมได้แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ “New” เป็นผู้มีความสามารถในการออกแบบและผลิตสินค้า มีประสบการณ์หรือมีแบรนด์เป็นของตัวเองมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี กลุ่ม “Now” มีประสบการณ์หรือมีแบรนด์เป็นของตัวเองมาแล้ว 2–3 ปี และ “Next” มีประสบการณ์หรือมีแบรนด์เป็นของตัวเองมาแล้ว 4–8 ปี และปีนี้เขาได้อยู่ในกลุ่ม Next

เขาบอกว่า การเข้าร่วมโครงการแบบนี้ เป็นการสร้างเสริมประสบการณ์ที่ดี ได้ความรู้ใหม่ๆ ในเชิงธุรกิจ ที่สำคัญช่วยให้ต่อยอดในการทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น และบางรายถึงขั้นโชคดีในการเจอหุ้นส่วนและคู่ค้าทางธุรกิจได้อย่างลงตัว “มันเป็นการเปิดโอกาสให้เราพัฒนาได้เร็วขึ้นในเชิงธุรกิจ มีโอกาสเปิดตัวเองสู่ตลาดโลก ได้การสั่งซื้อขนาดใหญ่ และอาจจะโชคดีมีแบรนด์ของตัวเอง จากเดิมที่แค่รับจ้างผลิตแล้วลูกค้าไปติดยี่ห้อเอง หากเราแข็งแรงพอจนมีแบรนด์ของตัวเองก็ทำให้เรามีรายได้ มีความยั่งยืนในเชิงธุรกิจมากขึ้น”

เขาบอกต่อว่า อยากชวนนักออกแบบหน้าใหม่เข้ามาสมัครเพราะไม่เสียค่าใช้จ่าย คุณจะได้เรียนรู้อบรมในเชิงธุรกิจได้มุมมองใหม่ๆ ในการทำงานและการทำธุรกิจอย่างเป็นระบบยิ่งขึ้น ที่สำคัญได้ไปออกงานแฟร์ในต่างประเทศเป็นประสบการณ์ที่ไม่ได้หาได้ง่ายๆ จะแพ้หรือชนะไม่เป็นไร ขอให้ได้ลอง นักออกแบบก็เหมือนมีดต้องลับบ่อยๆ ถึงจะคม การเข้าประกวดบ่อยๆ ทำให้คุณได้ประสบการณ์รู้ว่าอะไรควรทำ ไม่ควรทำ ตัวเขาเองดูเหมือนมือล่ารางวัลเพราะส่งผลงานประกวดมาตั้งแต่เรียนปี 4 แต่กว่าจะชนะในเวทีใหญ่ๆ ขนาดนี้เขาก็แพ้มาเยอะ โชคดีที่ไม่เคยท้อสู้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะชนะ ถ้าไม่ทำก็เป็นแค่นักออกแบบที่อยู่แต่ในโรงงานไม่ได้เห็นโลกกว้างอะไร

“นี่ก็กำลังจะไปออกงานแฟร์เฟอร์นิเจอร์ที่ฝรั่งเศสกับกรมส่งเสริม เดือน ก.ย.นี้ ถ้าไม่ได้มาสมัครโครงการนี้ โอกาสที่จะไปเองก็ยากมาก ผมได้อะไรจากตรงนี้เยอะมาก ช่วงนี้เขาก็เปิดอยู่นะครับลองเข้าไปดูได้ที่ www.talentthai.com ขอแนะนำว่าคุณจะได้เปิดโลกทางความคิดจริงๆ” เขากล่าวเชิญชวน

 

รุ่งฉัตร บุญรัตน์ เจเนอเรชันที่ 2 น้ำผลไม้มาลี 2012/05/08

รุ่งฉัตร บุญรัตน์ เจเนอเรชันที่ 2 น้ำผลไม้มาลี

  • 07 พฤษภาคม 2555 เวลา 09:21 น.

โดย…วราภรณ์ ภาพ : ณัฏฐ์ฐิติ อำไพวรรณ

นักบริหารสาวสวยอารมณ์ดี แจงรุ่งฉัตร บุญรัตน์ ทายาทน้ำผลไม้ตรามาลีของคุณพ่อ ฉัตรชัย บุญรัตน์ สาวนักเรียนนอกที่ไปเรียนหนังสือที่สหรัฐอเมริกาตั้งแต่อายุ 11 ขวบ จนศึกษาจบปริญญาตรีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยโบดอน ประเทศสหรัฐอเมริกา และกลับมาฝึกงานและทำงานด้านการตลาดควบคู่กับการเรียนปริญญาโทเอ็มบีเอ ที่ศศินทร์ จุฬาฯ จนเมื่อถึงเวลาลูกสาวคนเล็กของครอบครัวก็เข้ามาช่วยบริหารงานที่มาลีอย่างเต็มตัวในตำแหน่ง Head of Branded Business Unit บริษัท มาลี สามพราน หน้าที่หลักๆ คือ การดูแลด้านการตลาด และการส่งออกทั้งในและต่างประเทศ ในฐานะเจเนอเรชันที่ 2 แห่งน้ำผลไม้ตรามาลี รุ่งฉัตร มีเป้าหมายพัฒนาองค์กรที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ให้ก้าวไปในทิศทางฐานะแบรนด์น้ำผลไม้ที่ครองอันดับ 2 ในตลาดระดับพรีเมียม

“น้ำผลไม้ตรามาลีมีอายุ 50 ปีแล้ว แต่คุณพ่อไปซื้อธุรกิจต่อจากเจ้าเดิมเมื่อ 10 ปีแล้ว ผลิตภัณฑ์ที่แข็งแกร่งของมาลีคือ ผลไม้กระป๋อง คุณพ่อจึงมุ่งพัฒนาผลไม้กระป๋องเป็นหลัก และผลิตน้ำผลไม้เป็นรอง เหตุที่ธุรกิจผลไม้กระป๋องเกิดขึ้นเพราะผลไม้บางชนิด เช่น เงาะ ออกเพียงฤดูเดียว เราจึงผลิตผลไม้กระป๋องเพื่อให้คนไทยได้มีผลไม้รับประทานกันตลอดทั้งปี

ปัจจุบันแจงมองว่า เทรนด์ของคนรุ่นใหม่ห่วงใยในสุขภาพ คนจึงหันมาดื่มน้ำผลไม้กันมากขึ้น เราจึงผลิตน้ำผลไม้ 100%6 ชนิดของผลไม้ อาทิ ส้มหลายพันธุ์ กีวี่ แอปเปิ้ลแดง และเขียว สตรอเบอร์รี่ ฯลฯ นอกจากนี้เรายังทำน้ำผลไม้ 40% และ 25% ออกมาป้อนตลาด เพื่อให้คนได้มีตัวเลือกมากขึ้น ในฐานะที่เราเป็นเจ้าน้ำผลไม้ 100% เป็นอันดับ 2 รองจากทิปโก้ซึ่งเป็นแบรนด์ต่างชาติ แต่แจงมองว่าไม่มีใครรู้จักคนไทยดีไปกว่าคนไทยเอง เราจึงมีการปรับรสชาติน้ำผลไม้ให้ถูกคอคนไทย และควบคุมคุณภาพที่ดีเยี่ยมเพื่อคนไทย อีกทั้งเราเพิ่มความหลากหลายในน้ำผลไม้ให้คนไทยมีตัวเลือกมากขึ้นด้วย”

แม้จะเข้ามาช่วยคุณพ่อบริหารงานที่มาลีนาน 2 ปีแล้ว แต่นับย้อนไป 5 ปีที่แล้ว รุ่งฉัตรฝึกปรือฝีมือบริหารงานด้วยการไปนั่งทำงานกับคุณแม่ (จินตนา (จิราธิวัฒน์) บุญรัตน์ ที่ฟากเซ็นทรัล และเข้าไปช่วยคุณพ่อบริหารที่มาลีบ้างประปราย

“คุณแม่ก็ทำงานด้านห้างสรรพสินค้า ส่วนคุณพ่อทำธุรกิจด้านผลไม้และน้ำผลไม้กระป๋อง คนอาจมองว่าแจงจะเข้าไปทำงานตรงไหนก็ได้ แต่ที่แจงเลือกเข้ามาช่วยคุณพ่อน่าจะได้ประโยชน์มากกว่า เพราะมาลีไม่ใหญ่เท่าเซ็นทรัล และเทรนด์ตอนนี้คนก็ห่วงใยสุขภาพ ซึ่งแจงก็รู้สึกสนใจกับเรื่องการเลือกรับประทานและการออกกำลังกาย งานนี้จึงคิดว่าเหมาะกับแจงมากกว่า”

อย่างไรก็ดี ก้าวต่อๆ ไปของมาลีจะพัฒนาต่อไปอย่างไร ในทัศนะของเจเนอเรชันที่ 2 รุ่งฉัตร บอกว่า เนื่องด้วยมาลีมีประวัติมายาวนาน ผู้คนจึงมองผลิตภัณฑ์ของมาลีดูมีอายุและเป็นผู้ใหญ่ เมื่อเธอเข้ามาบริหารงานก็อยากปรับภาพลักษณ์ให้มาลีดูเด็กลง และมีความทันสมัยของแบรนดิงมากขึ้น

“แต่ก่อนแจงสุขภาพไม่ค่อยดี เป็นลมบ่อย แต่พอไปศึกษาต่อเมืองนอกต้องดูแลสุขภาพให้ดี หมั่นออกกำลังกาย แล้วก็ดื่มนม ดื่มน้ำผลไม้ สุขภาพก็ดีขึ้น จนติดมาจนถึงทุกวันนี้ แม้ทำงานเลิก 2 ทุ่ม แจงก็ยังติดไปออกกำลังกายก่อนกลับบ้าน เพราะแจงคิดว่าการดูแลสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ ตอนนี้อายุยังน้อยยังไม่รู้สึก แต่เมื่ออายุก้าวขึ้นสู่เลข 3 สังเกตจากตัวเองคือ หากนอนไม่พอ ตื่นขึ้นมาตาจะคล้ำ แม้ตัวเองจะอายุแค่ 26 ก็ตาม แจงจึงมองว่าน้ำผลไม้เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ของคน ก่อนออกรสน้ำผลไม้ใหม่ๆ เราดูผลวิจัย พบว่าคนนิยมดื่มน้ำผลไม้ 100% และต้องการน้ำผลไม้ที่หลากหลาย ซึ่งแจงมองว่าตลาดน้ำผลไม้ตอนนี้ยังมีส่วนแบ่งตลาดยังไม่มาก โดยเราน่าจะเน้นน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพเกือบทั้งหมด ภายในปีนี้เราน่าจะออกสินค้าใหม่ๆ ออกสู่ตลาดเร็วๆ นี้”

แม้ขึ้นแท่นเป็นผู้บริหารในวัยเพียงแค่ 26 ปี แต่รุ่งฉัตรก็มีหลักการทำงานคือ ให้ความเคารพกับคนที่อายุมากกว่า และต้องยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น

“คนที่มีอายุงานผ่านมา 30-40 ปี ต้องผ่านการเรียนรู้อะไรมาเยอะ ดังนั้นผู้บริหารท่านอื่นๆ แนะนำอะไรเราควรฟัง แต่แจงจะไม่ใช่แนวชอบสั่งการ แต่จะชอบฟังความคิดเห็นของผู้อื่น แจงจะใช้หลักการในการตัดสินว่าอันไหนดี หรือสิ่งไหนควรทำ หรือไม่ควรทำ แต่ยอมรับว่าแจงมีความมั่นใจที่สูงมาก แต่ถ้ากรณีที่แจงตัดสินใจผิด แจงจะยอมรับตรงๆ โดยไม่โทษคนอื่น แต่แจงจะขอคำแนะนำทั้งจากคนที่มีประสบการณ์ รวมทั้งคนในครอบครัว แต่เวลาที่เราจะตัดสินใจทำอะไร เราต้องมั่นใจ และต้องคิดให้รอบคอบ”

สำหรับอุปสรรคในการบริหารงาน รุ่งฉัตร บอกว่า ก็ต้องพบเจอเป็นธรรมดา แต่เธอมีวิธีแก้ไข โดยเฉพาะการบริหารคน

“พนักงานแต่ละคนก็มีหลากบุคลิก เราก็ต้องมีวิธีดิวกับคน แต่หากเกิดปัญหากับงาน แจงจะไม่เครียด ต้องมีสติและหาวิธีแก้ไขปัญหา หากมีปัญหาต้องค่อยๆ แก้ไขไปทีละเปลาะ แต่แจงโชคดีที่มีที่ปรึกษาดี คือทั้งคุณพ่อและคุณแม่ และผู้ร่วมงานท่านอื่นๆ ที่ให้คำปรึกษาที่ดีอยู่เสมอ ตอนนี้เป้าหมายหลักของการทำงานของแจงคือ อยากตั้งใจทำให้มาลีขยายฐานลูกค้าให้เด็กลง และไปทั่วโลกมากขึ้น”

5 สิ่งทำชีวิตให้สมดุล

ต้นแบบ : คุณพ่อจะสอนเสมอว่า ยอมให้คนอื่นเอาเปรียบ ดีกว่าไปเอาเปรียบคนอื่น เพราะวันใดหากเราเอาเปรียบคนอื่น แล้วเขารู้สึก เขาจะเกิดความไม่เชื่อมั่นในตัวเรา แล้วไปพูดปากต่อปาก เราก็อาจจะเสียหายได้ ฉะนั้นทำธุรกิจต้องซื่อตรง ส่วนคุณแม่ (จินตนา (จิราธิวัฒน์) บุญรัตน์) จะสอนใช้ชีวิตทั้งทำงานกับครอบครัวให้สมดุล

ออกกำลังกาย : รองเท้าวิ่งเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวตลอด อย่างไม่ได้ไปออกกำลังกายที่ฟิตเนส แจงชอบที่จะไปวิ่งจ๊อกกิ้งในสวนสาธารณะ ได้ชมธรรมชาติก็มีความสุข ระหว่างสัปดาห์แจงต้องไปออกกำลังกายให้ได้ 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 1.5-2 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย นอกจากนั้นก็ชอบตีสควอช ตีเทนนิส แล้วก็ว่ายน้ำ

เดอะ ซัคเซส ปริ้นซิเพิ้ล : การอ่านหนังสือก็ถือเป็นการพักผ่อนอย่างหนึ่ง คุณแม่แนะนำให้อ่านหนังสือเล่มนี้ ที่บอกว่าในชีวิตคนเรามี 7 อย่างที่ทั้งชีวิตของเราต้องทำให้สมดุล ได้แก่ 1.ธุรกิจ 2.การเงิน 3.ชีวิตสังคม 4.ครอบครัว 5.จริยธรรม 6.การศึกษา และ 7.สุขภาพ หนังสือสอนเรื่องการบาลานซ์ชีวิตในแต่ละช่วงของชีวิต ซึ่งต้องบริหารให้ต่างกัน วัยเด็กต้องตั้งใจเรียน โตขึ้นก็ต้องมุ่งมั่นกับธุรกิจและการเงิน แต่อย่าลืมดูแลเรื่องสุขภาพและครอบครัวอยู่เสมอ

ดื่มน้ำผลไม้ : ทุกวันก่อนนอนจะต้องดื่มน้ำส้ม 100% ส่วนตอนเช้าก็ต้องดื่มน้ำแอปเปิลเขียว และต้องดื่มน้ำผลไม้ตลอดวัน เพราะมีประโยชน์ต่อร่างกาย มีทั้งวิตามินและคอลลาเจนเพื่อบำรุงผิว และมีวิตามินซีช่วยไม่ให้เป็นหวัดด้วย

โทรศัพท์มือถือ : ชอบไอโฟนเพราะชอบแอพลิเคชัน เช่น แอพลิเคชันเกี่ยวกับการทำน้ำผลไม้ แจงชอบไปโหลดสูตรทำน้ำสมูทตีของคนดังระดับโลกอย่าง มาร์ธา สจ๊วต บางครั้งก็นำมาทำกินที่บ้าน และก็ใช้เป็นแนวคิดในการสร้างสรรค์น้ำผลไม้รสใหม่ๆ ด้วย หรือเวลาไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ก็ชอบถ่ายภาพการจัดวางชั้นวางของเพื่อนำมาใช้กับงานด้านการตลาดของเราด้วย

 

นัสวีร์ ตันติจิรสกุล ธุรกิจท้าทายในบลูโอเชี่ยน 2012/05/05

นัสวีร์ ตันติจิรสกุล ธุรกิจท้าทายในบลูโอเชี่ยน

  • 03 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:43 น.

โดย…ปอย

ชูแนวคิดมิกซ์แอนด์แมตช์ศูนย์การค้า+สวนสนุก เข้าไว้ด้วยกัน “ซานโตรินี พาร์ค ชะอํา” ถือฤกษ์ดี 5-5-55 เปิดตัวเป็นทางการ นัสวีร์ ตันติจิรสกุล จีเอ็มหญิง บริษัท ธีม พลาซ่า ดีวีลอปเม้นท์ รับหน้าที่ดูแลธุรกิจทั้งหมดของโครงการซานโตรินี อีกบิ๊กโปรเจกต์ที่จะได้พิสูจน์ฝีมืออีกครั้งสำหรับนักธุรกิจหญิงทายาทคนโตของผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าแฟชั่นในกลุ่มพีน่า กรุ๊ป และผู้ดำเนินธุรกิจพรีเมียมเอาต์เลต ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วในรุ่นบุกเบิก

ก่อนหน้านั้นซานโตรินีได้ทดลองเปิดให้บริการกันไปแล้วเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา และกับเป้าหมายที่จะทำให้เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของเมืองชายทะเล หัวหินชะอำ ก็ดูจะไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อมนักกับปริมาณนักท่องเที่ยวที่เข้าไปชมความแปลกใหม่ของศูนย์การค้า ที่มีกิมมิก Amused Shopping Experience ผสมผสานแหล่งช็อปปิ้งกับความสนุกสนานจากเครื่องเล่น ในบรรยากาศสถาปัตยกรรมฟ้าขาว จากเกาะซานโตรินี เมืองตากอากาศชั้นเลิศของยุโรปแถบเมดิเตอร์เรเนียน

“การที่ครอบครัวเราทำธุรกิจบริการพรีเมียมเอาต์เลตมาก่อน ถือว่ามีความได้เปรียบนะคะเพราะมีประสบการณ์ดำเนินธุรกิจค้าปลีกในแหล่งท่องเที่ยวมานานเกือบ 10 ปี ซึ่งแต่ละปีมีการเติบโตเฉลี่ย 10-15% ทำให้เข้าใจไลฟ์สไตล์ความต้องการของผู้บริโภคเป็นอย่างดีเลยค่ะ จึงเชื่อว่าจะสามารถพัฒนาธุรกิจนี้ได้ นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนที่จะพัฒนาเฟส 2 เป็นธุรกิจค้าปลีกต่อเนื่อง หากได้รับการตอบรับที่ดีในปีหน้าอีกด้วยค่ะ”

นัสวีร์ เป็นทายาทของคุณสุพจน์ ตันติจิรสกุล ประธานบริษัท พีน่า กรุ๊ป ผู้บุกเบิกธุรกิจการผลิต นำเข้า และจัดจำหน่าย เครื่องแต่งกายและสินค้าแฟชั่นในกลุ่มพีน่า และธุรกิจพรีเมียมเอาต์เลต ภายใต้บริษัท เอาท์เล็ท มอลล์

ก่อนจับธุรกิจดีเวลลอปเปอร์ครั้งนี้ นัสวีร์เคยทำงานเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับหน้าที่ผู้จัดการทั่วไปของบริษัท พีน่า บีอีซีเทโร ซึ่งได้รับลิขสิทธิ์ในการผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าลิขสิทธิ์ของวอร์เนอร์ บราเธอร์ส แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ตลอดระยะเวลา 5 ปี ผู้บริหารหญิงคนนี้ได้ใช้ความสามารถด้านการบริหารจนทำให้สาขาใหญ่ของ Warner Bros. Studio Store เปิดขึ้นที่สยามสแควร์ ซอย 2 อย่างเต็มรูปแบบแห่งแรกในไทย ได้รับการกล่าวขวัญถึงในกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น นักสะสม ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

“ธุรกิจค้าปลีกวันนี้มีโจทย์ใหม่ๆ ให้ขบคิดอยู่ตลอดเวลานะคะ การที่สมาร์ตโฟนเข้ามาอยู่ในวิถีชีวิตคนยุคนี้ไปแล้ว ดิฉันจึงมีไอเดียออกแบบศูนย์การค้าในเมืองท่องเที่ยวให้คนสนุกสนานกับการถ่ายรูปได้ทุกๆ มุม และขึ้นอินสตาแกรมโชว์รูปสวยๆ กัน และแน่นอนค่ะว่านี่คือการโปรโมตศูนย์การค้าของเราได้อย่างดีที่สุด แต่อย่างไรก็ตามเรื่องช็อปปิ้งร้านเก๋ๆ อาหารอร่อยๆ ในโซนวิลเลจเราก็ให้ความสำคัญไม่แพ้กันค่ะ

ตั้งเป้าที่จะมีลูกค้ามาใช้บริการ 1 ล้านคนต่อปี (บอกพร้อมรอยยิ้มมั่นใจ) เราทุ่มงบลงทุนไปเยอะค่ะ 500 ล้านบาท แบ่งออกเป็นเงินลงทุนก่อสร้าง 350 ล้านบาท เครื่องเล่นในโซนปาร์กสวนสนุกอีก 100 ล้านบาท และการตกแต่งสถานที่ 50 ล้านบาท ช็อปปิ้งหยุดสุดสัปดาห์นี้ใครที่ไปเที่ยวแถวๆ ชะอำ หัวหิน แล้วเบื่อๆ ความร้อนแรงของแสงแดดทะเล ลองไปเล่นม้าหมุนและชิงช้าสวรรค์อิมพอร์ตมาจากอิตาลี และเครื่องเล่นอีกหลายๆ ชิ้นจากนิวซีแลนด์ แล้วที่นี่ยังมีโรงหนัง 7D จากแคนาดาเป็นโรงหนังอินเตอร์เอ็กทีฟแห่งแรกเลยค่ะ” นัสวีร์ เอ่ยปากชักชวนคนไปเที่ยว

หลักในการบริหารธุรกิจที่มีผลต่อพนักงานอีกหลายร้อยชีวิต นัสวีร์ บอกว่ามีเพียง 2 ข้อสั้นๆ คือ รอบคอบ และรวดเร็ว และนี่ไม่ใช่โจทย์แรกที่ครอบครัวหยิบยื่นให้ต่อยอดธุรกิจ ในฐานะลูกสาวคนโต เพราะได้รับความไว้วางใจเริ่มการทำงานด้วยการดูแลธุรกิจภายในครอบครัวเป็นงานแรกในปี พ.ศ. 2543 โดยดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาดของบริษัท ไอยรา โอเรียลทอล ผู้นำด้านสินค้าตกแต่งบ้าน ของที่ระลึก และเสื้อผ้าในสไตล์โอเรียลทอล การเริ่มต้นบทบาทนี้ทำให้นัสวีร์ได้เรียนรู้กลยุทธ์ทางการตลาด ซึ่งนำไปสู่การทำงานใหม่ที่ท้าทายยิ่งขึ้นในวันนี้

“ที่นี่เรารองรับนักท่องเที่ยวไทยเป็นหลักค่ะ เพราะไม่ว่าเศรษฐกิจดี-ไม่ดี กำลังซื้อก็มาจากคนไทยด้วยกันนี่แหละ และที่นี่ก็ไม่ได้วางตัวเป็นเพียงคอมมูนิตีมอลล์ ซึ่งเวลานี้ดิฉันมองว่าเป็นเรดโอเชียนที่มีการแข่งขันสูงไปเสียแล้ว การหลีกไปมองหาไอเดียใหม่ๆ คือทางเลือกในบลูโอเชี่ยน และเป็นทางรอดอย่างหนึ่งนะคะ

แล้วการที่รุ่นคุณพ่อซึ่งตั้งตัวมาจากเป็นเด็กสำเพ็งทำงานตั้งแต่อายุ 16 ปี จนกลายเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ หน้าที่ของคนรุ่นสองในยุคของดิฉัน คือการสืบทอด และต่อยอดธุรกิจ โครงการนี้ก็ถือว่าเป็นการทดลองธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งดิฉันคิดว่าการที่บ้านเรามีการท่องเที่ยวที่ดีอยู่แล้ว งานนี้ก็น่าท้าทาย และน่าสนุกนะคะ” นัสวีร์ บอกทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มมั่นอกมั่นใจอย่างที่สุด

 

เกียรติศักดิ์ ศิริผลา ชวนค้นหาสัจจะแห่งความงาม 2012/05/05

เกียรติศักดิ์ ศิริผลา ชวนค้นหาสัจจะแห่งความงาม

  • 02 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:21 น.

โดย…มัทรียา

บนหนทางหนึ่งๆ ผู้คนอาจจะค้นพบและประสบกับเรื่องราวมากมาย ความสุขทุกข์ ความงามไม่งาม แม้แต่เรื่องเดียวกัน สถานการณ์เดียวกัน หากต่างมุมมอง ความสุขทุกข์ก็สามารถเกิดขึ้นได้พร้อมๆ กัน ในเวลานั้นๆ แต่กว่าที่จะมองความทุกข์เป็นสุข มองความเปลี่ยนแปลงไม่เปลี่ยนแปลง ฯลฯ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ทว่าก็ไม่ยากเกินไปนัก หากรู้จักฝึกฝนจิตใจให้รับรู้ด้วยสติ

“เกียรติศักดิ์ ศิริผลา” ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ผ่านการฝึกฝนจิตใจ นอกจากคำสอนในพระพุทธศาสนาแล้ว การทำงานศิลปะก็เป็นอีกหนึ่งหนทางที่ช่วยในการฝึกฝนจิตใจ สมาธิของเขาให้ตั้งมั่น และตกผลึกในประสาทสัมผัสทั้ง 5 และสิ่งที่ช่วยยืนยันในสารที่เขาต้องการสื่อถึงผู้อื่นก็คือ ผลงานศิลปะที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นและนำมาจัดแสดงภายใต้ชื่อนิทรรศการ“สัจจะแห่งความงาม” ในลักษณะงานจิตรกรรมแนวความคิด

โดยศิลปินนำเสนอความคิด เวลา และการเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมชาติและความจริง วัตถุย่อมเสื่อมสภาพเป็นธรรมดา สำคัญคือความเข้าใจต่อความไม่แน่นอนนั้นด้วยสติพิจารณา เจตจำนงแห่งตัวตนและจิตวิญญาณย่อมไม่สูญสิ้นจึงดำรงอยู่ด้วยความสมดุลของกายและจิต ความงดงามจึงปรากฏรับรู้ด้วยใจและสุนทรีความงามจากการมองเห็น

“เป็นการตีความหมายใหม่ในเชิงสัญลักษณ์ เอาหลักคำสอนของทางพุทธศาสนา ให้เราไม่ประมาณการดำรงอยู่ในปัจจุบันมาตีความหมายใหม่ ให้เรามีสติยึดอยู่ในหลักของความดีงาม สำนึกได้ในความไม่แน่นอน สิ่งที่มันเกิดขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา”

เกียรติศักดิ์ ให้ที่มาของชื่อนิทรรศการว่า “สัจจะ ในความหมายของผม คือแก่นของความเป็นจริงในเชิงพุทธศาสนา ความไม่ถาวร เตือนสติ สิ่งที่เปลี่ยนไปทุกวันนี้ อย่าประมาณกับสิ่งที่เป็นในภาวะปัจจุบัน ส่วนความงาม คือ ผมย้อนกลับไปหาความเป็นรากเหง้าทางวัฒนธรรม ก็หยิบเรื่องพญานาค สัญลักษณ์ตามโบถส์ กำแพงวัด มาสร้างเป็นงานใหม่ ดังนั้นพอมารวมกัน สิ่งที่เป็นไปและเปลี่ยนแปลงทุกวันก็คือความงาม แต่เราจะมองในลักษณะให้เราเตือนตัวเองในการเปลี่ยนเปลง มีความสุขในการดำรงอยู่ เหมือนเห็นการเปลี่ยนแปลง ถ้าเราเข้าใจตรงนี้ เราก็จะปฏิบัติตัวอย่างไรให้สนุกกับปัจจุบัน”

ส่วนการสร้างสรรค์งานศิลปินใช้เทคนิคสีน้ำมันบนผ้าใบ “เป็นงานซิมโบลิกเชิงสัญลักษณ์ เหมือนการศึกษาแก่นทางพุทธศาสนา เราเอามาตีความใหม่ในเชิงสร้างสรรค์ งานที่ได้มาเป็นในแบบโฟล์กอาร์ต นำเอาเรื่องราวความเชื่อ ศาสนา ศรัทธา มาตีความใหม่ ใส่สัญลักษณ์เข้าไป มีรูปพยานาค พระปิดตา ครุฑ ดอกบัว เป็นหุ่นนิ่งที่อยู่ในโบราณสถาน เรื่องราวที่พูดถึงจิตของมนุษย์ แทนค่าด้วยสัญลักษณ์ อย่างหุ่นนิ่ง (พระปิดตา) ที่เป็นสัญลักษณ์ในทางพุทธศาสนา เป็นลักษณะการพูดถึงความงามและการตรวจสอบของจิตกับสังคมปัจจุบันที่เราเห็น”

สัญลักษณ์ที่เกียรติศักดิ์นำมาใช้นั้น ล้วนเป็นสัญลักษณ์ที่คนไทยชาวพุทธคุ้นชินอยู่แล้วทั้งนั้น เพื่อให้ง่ายต่อการตีความ “ผมมีความสนใจเรื่องศิลปวัฒนธรรมอยู่แล้ว เวลาทำงานชอบเอาสิ่งที่มีอยู่แล้วดั้งเดิม อย่างเรื่องความเชื่อ เรื่องของพระเครื่อง เอามาตีความในเชิงความหมายใหม่ ให้เป็นงานใหม่ สร้างเป็นโลกจินตนาการขึ้นมาใหม่ แต่ให้มีที่มาจากรากเหง้าทางวัฒนธรรมอยู่ อย่าง นกกระจิบนกกระจอกเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตที่ธรรมดา ความเรียบง่าย นกอินทรีเป็นอำนาจ หรือพระปิดตา ที่เราเอามาผมชอบในฟอร์ม และนำมาสเกตช์ใหม่ บางชิ้นก็อ้างอิงจากของดั้งเดิมเลย พระปิดตาในเชิงสัญลักษณ์ที่เราพูดถึง ไม่ใช่เรื่องของไสยศาสตร์ แต่เรามองในเรื่องของแก่นของมัน การไม่รับเรื่องไม่ดีเข้ามา มองภายในจิตใจของตัวเอง เป็นแก่นจริงๆ พูดถึงความดีงามที่อยู่ภายใน หรือเรื่องความกลัวของมนุษย์ที่ไม่กล้าตัดสินใจ เป็นความอ่อนแอภายในของมนุษย์ และด้วยฟอร์มของสัญลักษณ์ที่นำมามันมีสมาธิบางอย่างที่สื่อถึงจิตวิญญาณภายในได้”

นิทรรศการ “สัจจะแห่งความงาม” จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 2-16 พ.ค. 2555 ที่ หอศิลป์จามจุรี จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ชั้น 1 ห้อง 3–4 เปิดให้เข้าชมทุกวันจันทร์–ศุกร์ เวลา 10.00–19.00 น. วันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดราชการ เวลา 12.00–18.00 น.

 

สีสันแห่งราตรี คอบรา สตาร์ชิป 2012/05/05

สีสันแห่งราตรี คอบรา สตาร์ชิป

  • 01 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:59 น.

โดย…เพ็ญแข

วันแรงงาน อากาศร้อนดุเดือด ทั้งวันจึงได้แต่นั่งนิ่งๆ อย่างซึมเซา ไม่อยากขยับเขยื้อนกายทำอะไร รอให้แดดร่มลมตกซะก่อนเถอะ !!!

เมื่อความมืดคืบคลานเข้ามา ดวงไฟแห่งคลับบาร์บนถนนราตรีก็เปล่งประกาย ชีวิตชีวาฟื้นกลับคืนมา นักท่องคลับออกปฏิบัติการ และไม่ว่าจะเข้าออกที่ไหนเราต่างได้ยินเพลง You Make Me Feel… ของ คอบรา สตาร์ชิป ???

ไม่ใช่ศิลปินหน้าใหม่ เพราะ คอบรา สตาร์ชิป เป็นกลุ่มร็อกแดนซ์ ซึ่งมีผลงานออกมาหลายอัลบั้ม พวกเขาประสบความสำเร็จมากมายกับเพลงยอดฮิต Good Girls Gone Bad จากอัลบั้มชุดที่ 3 ซึ่งมีสาว Gossip Girl อย่าง เลห์ตัน มีสเตอร์ มาช่วยเสริมให้ฮอต

วงดนตรีนี้ให้กำเนิดที่นิวยอร์กในปี 2005 โดย เกบ ซาปอร์ตา หนุ่มจากอริโซนา อดีตนักร้องนำวงอีโมร็อก สมทบด้วย ไรย์แลนด์ แบลคคินตัน (กีตาร์) อเล็กซ์ ซัวเรซ (เบส) เนต นาวาร์โร (กลอง) และวิคทอเรีย อัชเชอร์ (คีย์ตาร์)

วันนี้พวกเขากลับมาพร้อมกับอัลบั้มอันดับที่ 4 ชื่อว่า Night Shades ชุดนี้ คอบรา สตาร์ชิป มีทีมแบ็กอัพแน่นปึ้ก ไม่ว่าจะเป็นโปรดิวเซอร์ นักแต่งเพลง หรือนักร้องระดับแนวหน้า อาจจะดูเยอะไปหน่อย แต่ถ้าทำแล้วประสบความสำเร็จก็คงจะไม่มีใครติฉินได้ ถึงแม้ว่าแขกรับเชิญจะมีบทบาทมาก แต่สมาชิกของวงก็ยังมีพื้นที่สำหรับการนำเสนอความสามารถของตนเองออกมา ที่เห็นเด่นชัดคือ พวกเขารู้จักวิธีที่จะทำเพลงให้ป๊อป

อย่างชื่ออัลบั้ม งานนี้เหมาะสำหรับการเริงราตรี และค่ำคืนนั้นต่างก็มีเฉดสีมีลีลาที่แตกต่างกันไป ด้วยการนำ ป๊อป ร็อก และแดนซ์ มาผสมผสาน เพลงเด่นคือ You Make Me Feel… อันโด่งดังเป็นที่รู้จักทุกคลับบาร์ ซึ่งมีนักร้อง-แร็ปเปอร์สาว ซาบี มาร่วมร้อง ด้วยจังหวะเร่งเร้าชวนให้ออกมาวาดลวดลายบนฟลอร์เต้นรำ เป็นเพลงที่ทำให้นึกถึงงานบางชิ้นของ ริฮานนา

เพลงอื่นๆ ในอัลบั้มอย่าง Fool Like Me มีกลิ่นคล้ายงานของ บรูโน มาร์ส ฟังขำๆ เพลินๆ ส่วน #1Nite เป็นอีกหนึ่งเพลงคึกมีเมโลดี สไตล์ DJ Got Us Fallin’ in Love ของ อัชเชอร์ บางเพลงมีซาวด์ย้อนยุคคล้ายเพลงของ นิว ออร์เดอร์ วิคทอเรีย สาวคนเดียวของวงร้องนำครั้งแรกในเพลง Disaster Boy เสียงร้องไม่ได้เริ่ด แต่ก็เหมาะกับสไตล์เพลงอยู่ บางแทร็กในอัลบั้มก็นำเสนอแบบ “ซอฟต์ๆ” ในสไตล์บัลลาดป๊อป

เป็นอัลบั้มแดนซ์ที่ฟังเพลินด้วยสไตล์และซาวด์ เป็นงานแบบ “เซฟๆ” ด้วยไม่ได้พยายามจะล้ำหรือแหกไปจากจุดปลอดภัย แต่ต้องยอมรับว่า พวกเขาทำเพลงได้ป๊อปมากมาย ทั้งยังได้สะท้อนภาพหนุ่มสาวผู้ใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานมีชีวิตชีวา ไม่ว่าจะที่ชายหาด หรือปาร์ตี้ในยามราตรี เป็นหนุ่มสาวสมาร์ตที่บางครั้งก็อยากทำตัวบ้าบอไร้สาระ โนะเนะอินโนเซนต์บ้างบางอารมณ์

เหี่ยวเฉาเพราะอากาศร้อนมาทั้งวันแล้ว ค่ำคืนนี้มาเริงร่าเพิ่มชีวิตชีวากันด้วย Night Shades กันสักหน่อยก็ดี

 

จันจิรา จันทร์โฉม คิดบวก งานบวก ชีวิตบวก 2012/05/05

จันจิรา จันทร์โฉม คิดบวก งานบวก ชีวิตบวก

  • 01 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:54 น.

โดย…วรธาร ทัดแก้ว

เชื่อว่าคนไทยยังคงจำหน้าตาสาวสวยคนนี้ได้ดี “จันจิรา จันทร์โฉม” หรือ “ลูกจัน” เธอคืออดีตนางสาวไทย เจ้าของตำแหน่ง มิสไทยแลนด์ ยูนิเวิร์ส ปี 2545 ที่ตอนนี้ทำงานเป็นผู้บริหารอยู่ที่บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล ในตำแหน่ง ผู้จัดการสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม S แชนแนล

ลูกจันทำงานที่บริษัท ไอ.ซี.ซี.ฯ มา 5 ปี โดยเริ่มจากการเป็นพนักงานธรรมดาๆ คนหนึ่ง แต่ในความเป็นพนักงานธรรมดานั้นก็มีจุดเด่นที่หน้าตาสวย บุคลิก มนุษยสัมพันธ์ดี และเป็นนางสาวไทยด้วย ถือว่ามีคุณสมบัติเป็นแองเจลของบริษัทด้วย โดยเธอได้ทำหน้าที่ต่างๆ ที่เป็นหน้าเป็นตาให้กับบริษัท เช่น ต้อนรับแขกบริษัท และยังเป็นหนึ่งในทีมผู้ช่วยของ บุญเกียรติ โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล

“โชคดีที่กรอกใบสมัครแล้วคุณบุญเกียรติก็รับเข้าทำงาน โดยเริ่มจากการเป็นพนักงานขั้นตำที่สุดของบริษัท ไม่มีตำแหน่งอะไร ประสบการณ์ก็ไม่มี มีแต่ใบปริญญาตรี (อุตสาหกรรมเกษตร เทคโนโลยีแปรรูป จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) เท่านั้น แต่ด้วยความมีบุคลิก หน้าตา ความสามารถบ้าง ก็ได้เป็นแองเจลทำหน้าที่เป็นหน้าเป็นตาให้กับบริษัทเพิ่มเข้ามานิดหน่อย นอกจากนี้ ก็เป็นคนหนึ่งในทีมผู้ช่วยของคุณบุญเกียรติอีกด้วย”

เธอบอกว่าถือเป็นความโชคดีอย่างมากที่ได้ทำงานใกล้ชิดนักบริหารผู้ใจดีมีธรรมะ เพราะได้ทำให้ตนได้เรียนรู้หลักคิดในการทำงานและการดำเนินชีวิตหลายอย่าง จนสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตและการทำงานได้เป็นอย่างดี

“โชคดีที่สุดที่ได้ทำงานใกล้ชิดคุณบุญเกียรติ เพราะท่านจะสอนหลักคิดต่างๆ ทั้งในการทำงานและการดำเนินชีวิตให้ประสบความสำเร็จ เช่น ท่านจะบอกเสมอว่าถ้าต้องการให้งานประสบความสำเร็จจะต้องรู้จักการใส่ใจ มุ่งมั่น และคิดบวก โดยศรัทธาในตัวเองและคิดว่าเราทำได้ แม้เดิมเราจะมีหลักคิดและทัศนคติที่ติดตัวมาบ้าง แต่พอมาทำงานที่นี่เหมือนเริ่มต้นจากศูนย์ เพราะเราได้เรียนรู้จากท่านเยอะ ซึ่งตรงนี้เองที่เป็นพื้นฐานให้ลูกจันชอบทำงานที่ท้าทายทุกงาน แม้ว่างานนั้นจะไม่มีความรู้หรือประสบการณ์มาก่อนก็ตาม”

เธอบอกว่า การทำงานในปีแรกในช่วง 3 เดือน ได้รับมอบหมายให้ทำงานเกี่ยวกับคอนเสิร์ตของคุณบุญเกียรติ โดยได้ทำหน้าที่เดินเรื่องประสานงานทุกอย่างจนการจัดงานประสบความสำเร็จ ได้เงินทำบุญ 3 ล้านกว่าบาท หลังจากงานคอนเสิร์ตก็เริ่มเข้ามาทำทีวี พร้อมๆ ไปกับการเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และขณะนี้กำลังเรียนปริญญาเอก สาขาธุรกิจเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม จุฬาฯ ซึ่งเป็นหลักสูตรที่บริษัท ไอ.ซี.ซี.ฯ สนับสนุน ขึ้นปีที่ 3 อีกไม่นานก็จบ

“หลังคอนเสิร์ตครั้งแรกเสร็จเรียบร้อยก็เริ่มเข้ามาดูแลและประสานงานในส่วนของทีวี ส่วนใหญ่เกี่ยวกับงานคอนเสิร์ต การทำอัลบั้มเพลง แต่ต่อมาก็มารับผิดชอบงานด้านทีวีเต็มตัว ในฐานะผู้จัดการสถานี S แชนแนล”

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาเธอได้รับมอบหมายให้ทำงานเกี่ยวกับคอนเสิร์ตอีก 3 คอนเสิร์ต โดยเป็นคอนเสิร์ตของคุณบุญเกียรติ โชควัฒนา 2 คอนเสิร์ตและของบริษัทอีก 1 คอนเสิร์ต รวมถึงคอนเสิร์ตใหญ่ ในชื่อ “เดอะ เพาเวอร์ ออฟ เลิฟ” ที่จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึง ดร.เทียม โชควัฒนา ในวันที่ 3 ส.ค.นี้ ก็ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการโครงการด้วย

นอกจากนี้ ยังได้รับโอกาสจากคุณบุญเกียรติในการทำผลิตภัณฑ์สปาแบรนด์ “จันจิรา” ของบริษัท เอสแอนด์เจ ในเครือสหพัฒน์ ซึ่งเป็นสปาระดับพรีเมียมแบรนด์ไทยที่ตั้งใจโกอินเตอร์ไปต่างประเทศ พร้อมกับรับผิดชอบงานในส่วนของสำนักพิมพ์ ไอ.ซี.ซี.พับลิชชิง ของบริษัท ไอ.ซี.ซี.ฯ ซึ่งพิมพ์หนังสือประเภทที่ให้หลักคิดและธรรมะในการดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับพระพุทธศาสนาอีกด้วย

ถือเป็นสาวงามที่รวยงานคนหนึ่งก็ว่าได้ แต่แม้ว่าจะงานเยอะเธอก็มีความสุขกับการทำงานเสมอและไม่รู้สึกเบื่อ นั่นเพราะเธอเชื่อว่าเธอทำได้