ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน ปุ๋ย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

รักษ์โลก รักษ์สุขภาพ กับชุดเครื่องนอนใยไผ่ 2012/02/28

รักษ์โลก รักษ์สุขภาพ กับชุดเครื่องนอนใยไผ่

  • 28 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 14:18 น.

ต้นไผ่เป็นพืชที่รู้จักกันนี้ เนื่องจากมีคุณลักษณะพาะตัวที่ทางธรรมชาติที่น่าอัศจรรย์ ใน 1 วันต้นไผ่สามารถเจริญเติบโตได้สูงสุดถึง 3 ฟุตหรือมากกว่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นพืชที่มีอัตราการเจริญเติบโตรวดเร็ว ต้นไผ่จึงจัดได้ว่าเป็นหนึ่งในทรัพยากรธรรมชาติที่มีความยั่งยืนมากที่สุด เป็นพืชที่มีการดูดซึมน้ำได้ดี โดยสามารถดูดซึมน้ำได้มากถึงสามเท่าของน้ำหนักตัวมันเอง

ต้นไผ่ส่วนใหญ่จะเจริญเติบโตภายใต้ระบบอินทรีย์ บ่งบอกถึงการใช้สารเคมีไม่ว่าจะเป็นปุ๋ย หรือยาฆ่าแมลงน้อยมาก นอกจากนี้ยังใช้น้ำน้อย ไม่เปลืองแรงงานในการเพาะปลูก เนื่องจากต้นไผ่มีการเจริญเติบโตที่รวดเร็วมาก สามารถเก็บเกี่ยวใช้งานได้ภายใน 4 ปี และหลังจากการเก็บเกี่ยวแล้วไม่จำเป็นต้องมีการปลูกซ้ำใหม่อีกครั้ง เนื่องจากรากแก้วของต้นไฟ่จะแตกหน่อใหม่เองอย่างต่อเนื่องตามธรรมชาติ ทำให้ช่วยลดการใช้พลังงานคนในการเตรียมดินเพาะปลูก เท่ากับว่าเป็นการช่วยลดการใช้พลังงานอีกทางหนึ่ง

อีกหนึ่งความมหัศจรรย์ของต้นไผ่คือ เป็นพืชที่แทบจะไม่ถูกทำลายโดยศัตรูพืชหรือเชื้อโรคจุลินทรีย์เลย เนื่องจากมีหน่วยในการป้องกันแบคทีเรียตามธรรมชาติอยู่ในเซลล์ของมันที่เรียกว่าBamboo Kunต้นไผ่เป็นพืชที่สามารถปลูกแซมกับพืชผักอื่นได้อย่างง่ายดาย ที่สำคัญยังมีคุณสมบัติในการช่วยฟื้นฟูและรักษาสภาพดิน รวมทั้งช่วยป้องกันการกัดเซาะของหน้าดินอีกด้วย

นอกจากนี้สวนไผ่ยังเปรียบเสมือน “โรงงานแห่งการสังเคราะห์แสง” ที่สามารถช่วยลดภาวะโลกร้อนและปรากฏการณ์เรือนกระจกได้ ผลิตออกซิเจอนได้มากกว่า 35%และสามารถดูดซํบคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศได้มากถึง 5 เท่า เมื่อเทียบกับต้นไม้ชนิดอื่น

และด้วยภาวะการขาดแคลนผ้าฝ้าย ที่นับวันจะยิ่งปลูกยากมากขึ้น และในกระบวนการปลูกที่ต้องใช้สารเคมียาฆ่าแมลงมาก ทำให้มีการคิดค้นที่จะใช้เส้นใยไผ่มาผลิตเป็นสิ่งทอทดแทน นับเป็นนวัตกรรมที่สร้างสรรค์เพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง โดยเส้นใยไผ่ยังคงคุณสมบัติพิเศษหลายประการ ได้แก่ เส้นใยมีช่องว่างและรูขนาดเล็กๆ จำนวนมากช่วยระบายอากาศได้ดี มีคุณสมบัติในการควบคุมอุณหภูมิได้ตามธรรมชาติ หมายความว่าจะช่วยรักษาความอบอุ่นให้กับร่างกายได้อย่างดีในสภาพอากาศหนาว และรู้สึกเย็นสบายในสถาพอากาศร้อน พร้อมคุณสมบัติอ่อนโยน ไม่ระคายเคืองแม้ผิวแพ้ง่าย นอกจากนี้ยังสามารถป้องกันแทคทีเรีย เชื้อรา กลิ่นอับชื้นได้ดี ตามคุณสมบัติของต้นไผ่ ที่สำคัญใยไผ่ยังเป็นวัสดุที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติจึงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

สัมผัสกับชุดเครื่องนอนบรรจุใยไผ่Aussino Bamboo Quilt&Pillowอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่รักษ์สุขภาพและใส่ใจสิ่งแวดล้อม ได้ที่Aussino Shopทุกสาขา

 

ประสบการณ์ รับ ‘มันตรา’ 2012/02/28

ประสบการณ์ รับ ‘มันตรา’

  • 22 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 08:44 น.

เป็นครั้งแรกในชีวิตค่ะ ที่มีโอกาสได้ไป “รับมันตรา” ซึ่งฟังตอนแรกอาจดูงงๆ

โดย…หนูดี–วนิษา เรซ

เป็นครั้งแรกในชีวิตค่ะ ที่มีโอกาสได้ไป “รับมันตรา” ซึ่งฟังตอนแรกอาจดูงงๆ ว่า “มันตรา” คืออะไร และต้องไปรับกันด้วยหรือ และถ้าจะไปรับต้องไปรับตอนไหน ที่ไหน อย่างไร

สารภาพว่าตอนแรกหนูดีเองก็ไม่รู้จักเช่นกัน เพราะเป็นพิธีกรรมที่ไม่ใช่ของชาวพุทธและดูเหมือนมีกลิ่นของเวทมนตร์คาถาอะไรแบบนั้น แต่เมื่อได้ไปเข้าร่วมงานภาวนาของท่านสวามี เวทะ ภารตี 3 วัน ก็เริ่มได้ฟังแนวคิด คำสอน ที่ชาวพุทธอย่างหนูดีรับได้สนิทใจ ซึ่งไม่ทราบว่าใครเป็นคนชงประเด็นให้ท่านบรรยายธรรมในหัวข้อที่หนูดีได้ฟังไป แต่ยอมรับว่ามันทำให้หนูดีเปิดใจกว้างขึ้นมากกับหลายๆ ศาสนาที่เราเคยคิดว่าเราเป็น “คนนอก” มาก่อน เช่น คริสต์ ฮินดู อิสลาม

ครั้งนี้ หนูดีมีโอกาสได้ฟังในสิ่งที่คงไม่มีวันไปสรรหามาอ่านเอง นั่นก็คือคัมภีร์พระเวทและมหาปตัญจลี ซึ่งท่านสวามีได้บอกว่าจะเล่าเรื่องคำสอนในคัมภีร์พระเวทให้ฟังและถามเราก่อนว่า “อริยสัจ 4” ประกอบด้วยอะไรบ้าง ซึ่งผู้เข้าร่วมสัมมนาก็ตอบไปแบบหมูๆ ว่า “อ๋อ มีทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค” ท่านเลยเล่าว่า คัมภีร์พระเวทสอนเรื่องการพ้นทุกข์ มี 4 ขั้นตอน แปลแล้วได้ใจความเดียวกับทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เปี๊ยบ ท่านเลยสอนต่อไปว่า

มหาบุรุษทุกคนในโลกนี้ไม่ได้เกิดมาเพื่อต่อต้านขัดแย้งกับความเชื่อดั้งเดิมที่มีอยู่ พระพุทธเจ้าไม่ได้เกิดมาเพื่อต่อต้านศาสนาฮินดู หรือพระเยซูก็ไม่ได้เกิดมาเพื่อต่อต้านความเชื่อดั้งเดิมตรงนั้น แต่มหาบุรุษทุกคนเกิดมาเพื่อต่อยอดในสิ่งที่มีอยู่แล้วให้สมบูรณ์ขึ้นไปอีก ฟังแล้วเห็นด้วยนะคะ ยิ่งมองไปที่มหาบุรุษแต่ละคน คำสอนก็มักสอนให้คนมีความรักกับตัวเอง กับคนอื่น กับสัตว์ กับพืชพรรณ ฟังมาถึงตรงนี้ ท่านสวามีก็ยกตัวอย่างในศาสนาฮินดูและคำสอนของพระเยซูที่พูดประโยคเดียวกันเลยว่า “จงรักคนอื่นเหมือนที่ท่านรักตัวเอง” ซึ่งแน่นอนว่าคำในสองศาสนาคงไม่เหมือนกันเป๊ะๆ แต่ใจความหลักคือสิ่งเดียวกันเลย ยิ่งฟังท่าน หนูดียิ่งอยากหาเวลาไปเข้าโบสถ์พร้อมกับเพื่อนๆ ในวันอาทิตย์สักครั้ง แล้วลองแวะไปวัดแขกดูบ้างเพื่อไปไหว้เทพในศาสนาของชาวอินเดีย เพราะท่านแสดงธรรมให้เห็นชัดเจนเลยว่า แค่คำพูดที่เราพูดกันชินๆ ว่า “ทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี” นั้น มันอาจมีอีกสิ่งที่ลึกกว่าคือ ทุกศาสนาในโลกนี้คือศาสนา “เดียวกัน” หรือเปล่า คือ จุดหมายปลายทางเป็นแห่งเดียวกัน แต่เส้นทางที่ให้เลือกเดินเราก็มีหลายเส้นทาง เปรียบเทียบเหมือนเราจะไปเซ็นทรัล คือ ไปถนนเส้นไหนก็ได้ ถ้าจุดหมายปลายทางเป็นเซ็นทรัลเหมือนกันก็จบ ไม่หลงแน่นอน แต่เส้นทางที่เลือกก็ขึ้นอยู่กับจริตของแต่ละคน

ฟังไปฟังมาชักเปิดใจค่ะ ฟังแล้วเข้าเค้าไม่รู้สึกแปลกแยก พอมีการชวนกันถึงการไป “รับมันตรา” ในวันหลังกับศิษย์เอกคนหนึ่งของท่านสวามี คือ ดร.สตีเฟนส์ ซึ่งจะยังคงอยู่รั้งท้ายอีกประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อมอบมันตราให้คนที่สนใจรับ หนูดีก็ไม่ได้ไปลงชื่ออะไรด้วยอยู่ดี เพราะรู้สึกว่าเรายังไม่พร้อม เพราะว่าเมื่อรับมันตรามาแล้ว คุณควรจะ

1.มีเวลาประจำวันที่คุณจะนั่งสมาธิ พร้อมกับการท่องมันตรา “ทุกวัน” จะเป็น 5 นาที 10 นาที ถึงครึ่งและหนึ่งชั่วโมงก็ได้ (ตรงนี้เก๋มาก เพราะความเชื่อของสายนี้คือ “กูรู” หรือ ครูของพวกเขาตายแล้วไม่ไปไหน แต่สืบทอดสายกันลงมาเป็นพันๆ ปี ครูเก่าๆ จะยังคงอยู่เพื่ออวยพร ให้พร และช่วยเหลือในการปฏิบัติของศิษย์รุ่นหลังๆ ดังนั้นการกำหนดเวลาประจำวันจะช่วยทำให้ครูหาเราเจอ หรือตามที่ท่านสวามีพูดว่า So the gurus know when to find you. เอากับเขาสิคะ ฟังแล้วขนลุก)

2.ทุกวันพระจันทร์เต็มดวง ควรนั่งสมาธิพร้อมกันกับลูกศิษย์ที่อื่นๆ ทั่วโลก เวลาในไทยคือ 1 ทุ่มตรง จะนั่งนานเท่าไรก็ได้ แต่ไม่ควรต่ำกว่า 5 นาที (ท่านสวามีจะตื่นขึ้นมานั่งสมาธิร่วมกับลูกศิษย์ทั่วโลก 5 ครั้งตลอดทั้งคืนเพ็ญ สำหรับเดือนนี้คือวันที่ 21 ค่ะ)

3.ระหว่างวัน ครั้งละ 23 นาที ควรท่องมันตราส่วนตัว จะเป็นเวลารถติด รอเพื่อน หรือว่างๆ ตอนไหนก็ได้

ฟังแล้ว รู้สึกว่าอาจยังไม่พร้อม แต่พอไปดูรายชื่อคนเข้ารับมันตรา อ้าว มีชื่อแม่เราด้วย หนูดีก็เลยไปถามแม่แบบงงๆ ว่า “แม่อินขนาดจะไปรับมันตราเลยหรือจ๊ะ” คำตอบคือ ใช่แล้ว ดังนั้น ในเมื่อเราสองคนไปไหนไปกันเลือดสุพรรณ หนูดีนั่งทำใจอยู่ 1 สัปดาห์ และสู้ๆ ค่ะ สมัครไปรับมันตรากับเขาด้วย

พอไปถึงสถานที่ ซึ่งเป็นห้องรับแขกในคอนโดส่วนตัวแห่งหนึ่ง มีเพื่อนๆ ที่เรียนโยคะและสมาธิ ไปกัน 7 คนต่อรอบ ก็ง่ายๆ ค่ะ คือ มีการนั่งและนอนสมาธิตามที่เรียนมา รอระหว่างจะถึงคิวเรา พอถึงคิว เราก็เข้าไปนั่งสมาธิร่วมกับครู (คือ ดร.สตีเฟนส์) และนั่งไปสักพัก เมื่อครูได้ยินมันตราสำหรับเราก็จะมากระซิบที่หูด้านหนึ่ง ซึ่งเราต้องจำมนตร์บทนี้ไว้ และห้ามแบ่งกับใคร เขาเรียกเป็น Private speech with your gurus. หนูดียังไม่บอกแม่เลยค่ะ มี 8 คำเอง ก็เอาไว้ท่องเรื่อยๆ เป็นภาษาแขกเลย ก็แปลกและเก๋ดี

นับไปนับมา หนูดีมีครูทางจิตวิญญาณ 3 คนพอดี แต่ไม่มีคนไทยเลยสักคนเดียว ประหลาดมากค่ะ ทั้งๆ ที่เราก็ปฏิบัติภาวนาในเมืองไทยนี่เอง เล่าแล้วก็เลยต้องรีบบอกว่า ในวันที่ 234 มี.ค.นี้ ที่บ่อพลอยก็จะมีการฝึกสมาธิ ฝังดินดูดพิษ และสอนรำมวยอีกเช่นเคย หนูดีก็จะไปค่ะ ใครพลาดตอนปีใหม่ขอเรียนเชิญในครั้งนี้ โทร.ถามได้ที่ 0220415315 แล้วพบกันนะคะ หนูดีไปแล้วไปอีก เหมือนเติมพลังให้ตัวเองและแจ้งข่าวหนังสือ “Brain Power 2–คู่มือเพิ่มความสุขทุกๆ วัน” เล่มล่าสุดของหนูดีวางแผงแล้วค่ะ เป็น Organizer ด้วย ลองหามาอ่านดูนะคะ และรอฟังคำแนะนำดีๆ เสมอ เพื่อปรับปรุงทุกๆ เล่มให้ดียิ่งขึ้นค่ะ

 

สวยครบเซต… คิ้วตาแก้มปาก รับซัมเมอร์ 2012/02/28

สวยครบเซต… คิ้วตาแก้มปาก รับซัมเมอร์

  • 22 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 08:41 น.

ซัมเมอร์นี้สาวๆ คงได้อัพเดตเทรนด์เมกอัพใหม่ๆ

โดย..พุสดี สิริวัชระเมตตา

ซัมเมอร์นี้สาวๆ คงได้อัพเดตเทรนด์เมกอัพใหม่ๆ จากหลากหลายแบรนด์เครื่องสำอางชั้นนำที่พาเหรดกันขนเฉดสีใหม่มาแรงมาให้เลือกสรรกันจนตาลาย ดังนั้นเพื่อฉีกแนวและสนับสนุนให้สาวๆ ได้เติมสวยเพิ่มเสน่ห์ในแบบฉบับกูรูมาจัดให้เอง ตุ๊กสุธาวดี ศิริธนชัย ผู้จัดการทั่วไปบริหารสินค้า เดอะมอลล์ กรุ๊ป ในฐานะแม่ทัพใหญ่ผู้อยู่เบื้องหลังการผลักดันบิวตี้ ฮอลล์ เลยถือโอกาสนี้ชวนสาวๆ มาต้อนรับเทรนด์ความงามรับซัมเมอร์ในแบบสุดเอกซ์คลูซีฟกับ 4 เมกอัพอาร์ติสต์ และบิวตี้บล็อกเกอร์ ซึ่งมาถ่ายทอดเทรนด์การแต่งหน้าใหม่ล่าสุดแบบ “Runway to Realway” ผ่านดารา นักแสดง และนางแบบชั้นนำในเมืองไทย จากเครื่องสำอางหลากหลายแบรนด์ดัง ในงาน Beauty Hall “Now Go Chic and Freak Out” ก่อนใคร

ซีซันนี้ตาต้องเฉี่ยวไว้ก่อน (ภาพ 1)

เป็ดอภิชาติ นรเศรษฐาภรณ์ กล่าวถึงเทรนด์การแต่งตาที่มาแรงที่สุดในซัมเมอร์นี้ เป็ด ย้ำว่า ที่มาแน่คือ “Gold Lust เทรนด์สีทองสุดเปรี้ยว” โดยเทรนด์เมกอัพสีทองสามารถใช้แต่งตา หรือจะเลือกใช้สีทองมาประดับบนใบหน้าจุดใดจุดหนึ่งก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นคิ้ว เส้นอายไลเนอร์ เปลือกตา โหนกแก้ม หรือริมฝีปาก หรือจะนำเอาทองคำเปลวมาเล่นได้เลย อาทิ ติดที่เรือนผม หรือริมฝีปาก และเปลือกตา ยิ่งถ้าเป็นคนที่มีความมั่นใจสูง และคิดว่าการแต่งหน้าทุกครั้งเป็นเรื่องของความสุข ความสนุก สามารถเพิ่มลูกเล่นได้ด้วยการเอาออยล์ขยี้กับทองคำเปลว หรือกลิตเตอร์บนฝ่ามือ หรือพิกเมนต์สีทองแล้วทาลงบนผิวก็ได้ ขอให้สาวๆ ทุกคนสนุกกับการแต่งหน้า ใช้จินตนาการเยอะๆ เพื่อทำให้การแต่งหน้าของเราสวย และเปี่ยมไปด้วยความสนุกสนานต่อไป

ลิปส์สีเดียวไม่สนุกพอ (ภาพ 2)

สำหรับเทรนด์การเมกอัพปากรับซัมเมอร์นี้ อั๋นสรวุฒิ ฉัตรกุล ณ อยุธยา ยกให้เทคนิคที่เรียกว่า “Lips Lock” อันเป็นการปลดล็อกการทาลิปสติกสีเดียวแบบเดิมๆ สู่การใช้สีทูโทนให้ปากบนและล่างคนละสีกัน เทคนิคพิเศษคือการใช้ลิปสติกสีส้มนู้ดทาริมฝีปากบน และสีแดงทาที่ริมฝีปากล่าง โดยลงคอนซีลเลอร์ก่อน เพื่อปกปิดรอยคล้ำที่ปาก จากนั้นก็ลงแป้งที่มีประกายชิมเมอร์ที่ขอบริมฝีปากเล็กน้อยเพื่อให้ปากดูเจิดมากขึ้น สำหรับคนที่มุมหยักของปากไม่สวยหรือปากคล้ำ การลงชิมเมอร์ก็จะช่วยได้ ทำให้ดูมีมิติมากขึ้นด้วย จากนั้นใช้ลิปสติกสีอ่อนทาที่ริมฝีปากบนก่อน ดูให้พอดีๆ อาจจะไม่ต้องทาเต็มขอบปากก็ได้ ส่วนริมฝีปากล่างก็ทาให้อิ่มเท่าปากบนโดยใช้สีแดงส้ม และใช้ลิปสติกสีแดงเข้มแต้มที่ริมฝีปากด้านในอีกทีเพื่อไล่น้ำหนักเพิ่มมิติ จากนั้นตบท้ายด้วย Lip Sealer เพื่อให้สีของลิปสติกติดทนนาน

แต่งคิ้วสุดชิก สไตล์โมเมพาเพลิน (ภาพ 3)

ร้อนนี้ โมเมนภัสสร บุรณศิริ เผยเทคนิคการแต่งคิ้วสุดชิก “Brow Pow ด้วยคิ้วสี Bold Bold ที่สามารถแต่งได้เองแบบง่ายๆ เพื่อให้สาวๆ สามารถจดจำและนำไปแต่งคิ้วรับหน้าร้อนที่เจิดจ้าได้อย่างไม่มีพลาด งานนี้เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการใช้ดินสอแท่งยาววัดจากปีกจมูกด้านในตั้งตรงขึ้นผ่านคิ้วไป จุดนั้นคือหัวคิ้ว จากนั้นเอียงแท่งดินสอวัดจากปีกจมูกด้านในทาบผ่านขอบลูกตาด้านนอกจรดคิ้ว จะได้มุมหักของคิ้ว และทาบจากปีกจมูกด้านนอกผ่านหางตาขึ้นไป จะได้หางคิ้ว

วิธีการเขียนคิ้ว คือ ใช้ดินสอหรือแปรงเขียนคิ้วไล่แนวคิ้วเป็นสโตรกให้เหมือนขนคิ้ว และเริ่มเขียนจากมุมหักของคิ้วไปจะถึงหางคิ้วก่อน เพราะจะเป็นส่วนที่ขนคิ้วบางกว่าช่วงหัวคิ้ว จากนั้นค่อยใช้แปรงที่มีสีผลิตภัณฑ์เหลืออยู่มาปัดที่หัวคิ้ว จะได้คิ้วที่กำลังพอดี คิ้วเป็น Sisters ซึ่งกันและกัน ไม่ใช่ Twins การที่คิ้วไม่เท่ากันไม่ใช่เรื่องประหลาด เพราะฉะนั้นไม่ควรพยายามฝนคิ้วให้เท่ากันเป๊ะ เพราะการเขียนให้เท่ากันนั้นยากมาก

สำหรับคนไทยที่มีสีคิ้วเข้ม โมเมแนะนำวิธีการง่ายๆ ที่จะทำให้เขียนคิ้วสีได้ดี คือ ใช้คอนซีลเลอร์แบบมาสคารามาปัดให้คิ้วเรียงเส้น และทำให้สีคิ้วอ่อนลงก่อน หรือใช้กาวสติ๊กแบบที่เด็กใช้ทำงานฝีมือ ป้ายคิ้วให้เรียงเส้น แล้วใช้คอนซีลเลอร์เนื้อครีมทาทับอีกทีก็ได้

เติมสีให้แก้มสวยใส (ภาพ 4)

ฟลุครพี ชูสุวรรณ บิวตี้บล็อกเกอร์ชื่อดังที่มาอัพเดต “CheekABoo หรือเทรนด์การปัดแก้มให้สวยระเรื่อแดด เทคนิคสำคัญอยู่ที่การเน้นการสร้างมิติให้กับแก้ม โดยใช้ถึง 4 สี เพราะโดยส่วนใหญ่ผู้หญิงมักจะปัดแก้มแค่เพียงสีเดียว ซึ่งอาจจะไม่ได้สร้างมิติอะไรมากนัก เริ่มจากการใช้สีค่อนข้างอมน้ำตาลเป็นสีที่ทำให้เกิดเงาบนใบหน้า ทำให้ผิวดูเข้มขึ้น คือ เราจะสร้างโครงด้วยสีอมน้ำตาลก่อน เริ่มปัดจากกกหูมาถึงโหนกแก้มข้างหน้า ถ้าในบางครั้งอาจจะปัดมาถึงช่วงกรามด้วย หลังจากนั้นก็ลงสีที่เฉดอ่อนมาหน่อยในโทนน้ำตาล แล้วเบลนด์ให้ดูซอฟต์ลง จากนั้นลงสีชมพูเลย เน้นไปที่ช่วงหน้าแก้ม เพื่อให้แก้มดูสุขภาพดี เวลาที่รู้สึกว่าแก้มไม่เข้ม อย่าปัดไปทั่ว ให้ปัดแค่ตรงบริเวณรูปไข่แนวนอน แก้มจะเข้มขึ้นดูเป็นธรรมชาติ และก็จะไม่ไปทำลายส่วนที่เราสร้างมิติไว้ อาจจะดูเยอะแต่รับรองว่าแก้มจะดูมีมิติ โดยลุคการปัดแก้มสไตล์นี้ เป็นการแต่งหน้าแบบกลางๆ เหมาะกับทุกรูปหน้า

 

‘AEC กับปัญหาสมองไหล’ 2012/02/28

‘AEC กับปัญหาสมองไหล’

  • 20 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 08:21 น.

ยังไงก็ต้องขอคุยเรื่อง AEC กับปัญหาสมองไหลของแรงงานไทยอยู่ดี

โดย ..รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ยังไงก็ต้องขอคุยเรื่อง AEC กับปัญหาสมองไหลของแรงงานไทยอยู่ดี แม้อาจจะซ้ำซากกับคนอื่นบ้าง แต่ขอให้ถือว่าเป็นคำเตือนอีกครั้งจากชาว HR ที่มองเห็นปัญหานี้และอยากส่งข่าวให้องค์กรต่างๆ เตรียมการเรื่องคนของเราก่อนที่จะสายเกินไปเหมือนในหลายๆ เรื่องที่คนไทยมักสายตลอดและยึดคติว่า “มาสายดีกว่าไม่มา”

ในอนาคตนั้นคนที่มาสายคือ คนที่ไม่ทันกินด้วยเพราะคนอื่นเขาหยิบชิ้นปลามันไปกินก่อนเราทุกทีคำว่า “สมองไหล” นี้ ผู้เขียนเคยได้ยินตั้งแต่ตัวยังกะเปี๊ยกหมายถึง การที่ประเทศไทยเราต้องสูญเสียแรงงานชั้นมันสมอง เช่น พวกแพทย์ วิศวกร ให้กับประเทศอภิมหาอำนาจทางเศรษฐกิจคือ สหรัฐที่มีอำนาจการจ้างสูงกว่ามันเป็นอย่างนี้มา 3040 ปีแล้ว แต่ดูเหมือนองค์กรบ้านเราก็ยังแก้ปัญหาเรื่องนี้ไม่เสร็จเสียที

จนมาถึงยุค AEC เราก็ยังพูดเรื่องสมองไหล หรือสมองกำลังจะไหลอีก แต่คราวนี้เป็นว่าสมองไหลไปสู่สิงคโปร์หรือมาเลเซีย ประเทศเพื่อนบ้านที่มีอัตราค่าจ้างสูงกว่าเรา มันน่าเจ็บใจและน่าขายหน้าไหมเล่า

เมื่อ 50 กว่าปีก่อนนู้นสิงคโปร์ยังเป็นประเทศเกาะเล็กๆ ที่มีทรัพยากรน้อยและแทบไม่มีความสลักสำคัญใดๆ ทางเศรษฐกิจ แต่ในวันนี้สิงคโปร์ติด 1 ใน 10 ของประเทศที่มีรายได้ประชากรเฉลี่ยต่อหัวสูงสุดในโลก และมีประชากรที่จัดเป็น “Talent” มีศักยภาพสูงติด 1 ใน 10 ของโลกเช่นกัน

ส่วนไทยนั้นมีอันดับ “Talent” ต่ำลงไปกว่าปีที่แล้ว 3 อันดับ กลายเป็นอันดับที่ 38 ของโลกตามหลังมาเลเซีย!!!

เราถอยไปกว่านี้ไม่ได้แล้วนะคะ เพราะเวียดนามกำลังกวดมาติดๆ จะทำอะไรก็รีบทำเสียอีก 3 ปี พอ AEC เริ่มระบบเราจะตกกระป๋องตามใครๆ ไม่ทัน

ถามว่าในบรรดา 10 ประเทศที่เป็นสมาชิกอาเซียนนั้น เวลาเรียงลำดับความยิ่งใหญ่ ความได้เปรียบเสียเปรียบในแง่ต่างๆ แล้วไทยเราอยู่ตรงไหน? ขอตอบว่าในภาพรวมสิงคโปร์คือ เต็งหนึ่ง (ของโลกด้วยนะไม่ใช่แค่อาเซียน) ตามด้วยมาเลเซียและไทย จากนั้นก็คือ อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ที่ผลัดกันหายใจรดต้นคอ อินโดนีเซียอาจจะได้เปรียบตรงที่มีทรัพยากรธรรมชาติมากกว่า แต่ฟิลิปปินส์ได้เปรียบตรงภาษา

มาดูประเทศไทยดีกว่าว่าเรามีอะไรเด่นๆ ที่น่าจะใช้เป็นข้อได้เปรียบบ้าง?

ในแง่ของธุรกิจอุตสาหกรรม เรามีความ (ค่อนข้าง) พร้อมและเชี่ยวชาญเรื่องการท่องเที่ยว โรงแรม สุขภาพ และความงาม นอกจากนี้อุตสาหกรรมอาหารและการแปรรูปอาหารเราก็เก่งหลายเรื่อง เรื่องของอุตสาหกรรมยานยนต์เราก็ใช้ได้เลยทีเดียวในแง่การผลิต เฟอร์นิเจอร์ก็ไปได้ดี จึงเป็นไปได้ (และเริ่มเป็นไปแล้ว) ที่นักธุรกิจไทยจะขยายอาณาจักรการลงทุนในอุตสาหกรรมต่างๆ เหล่านี้ ในประเทศเพื่อนบ้านของเราที่มีค่าจ้างต่ำกว่า ส่วนไทยเราก็จะกลายเป็นประเทศที่มีแรงงานราคาแพงขึ้น ดังนั้นเรื่องแรงงานราคาถูกก็ไม่ใช่จุดขายของเราอีกต่อไป เราจะต้องแข่งเรื่องคุณภาพและฝีมือที่เหนือกว่าแทน ซึ่งในประเด็นนี้ก็น่าเป็นห่วงเพราะแรงงานมีฝีมือเป็นสิ่งที่หายากในประเทศของเราและประเทศเพื่อนบ้านเช่นกัน

น่ากลัวว่าในอนาคตแรงงานที่ค่อนข้างมีฝีมือจะโดนแย่งตัวโดยสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ทั้งนี้นายจ้างยอมทุ่มทุนจ้างล่ามก่อนในระยะแรกๆ แน่ ส่วนไทยเราก็ต้องพยายามรักษาแรงงานฝีมือของเราไว้ให้สุดชีวิตเคล็ดลับนั้นก็คือ ต้องรักษาพนักงานหัวเห็ดยอดฝีมือของเราเอาไว้ให้เต็มที่ เพราะเอาเข้าจริงแล้วคนไทยเราไม่ชอบอยู่บ้านเขาเมืองคนอื่นหรอกค่ะ ทั้งอาหารอะไรก็ไม่ถูกปาก คนไทยเราติดบ้าน ถ้าไม่ดีกว่าจริงๆ ไม่มีใครอยากทิ้งบ้านไป ดังนั้นจงทำโรงงานของท่านเปรียบเสมือนบ้านนะคะ

ส่วนเรื่องแรงงานระดับมันสมองมีแนวโน้มสูงมากที่เราจะสูญเสียแพทย์ วิศวกร สถาปนิก นักบัญชี นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ให้กับสิงคโปร์และมาเลเซีย รวมทั้งประเทศอื่นๆ ที่มีอำนาจจ่ายสูงกว่า ทางแก้หรือทางป้องกันนอกจากเรื่องของเงินเดือนก็คือ การพยายามชักจูงให้ต่างชาติมาร่วมทุนหรือลงทุนเปิดธุรกิจการแพทย์ การเงินและการวิจัยพัฒนาต่างๆ ในประเทศไทย

นอกจากจะเป็นการดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ ยังจะได้รักษาคนและพัฒนาคนของเราพร้อมๆ กับเศรษฐกิจที่โตขึ้น เรื่องของการไหลเข้าไหลออกของแรงงานย่อมเป็นไปตามอุปสงค์อุปทานภายในภูมิภาค การปรับปรุงเรื่องการสรรหา รักษาและพัฒนา HR ก็อาจช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่คงยากที่จะต้านแรงของอุปสงค์อุปทาน

ผู้เขียนจึงอยากสนับสนุนแนวคิดเรื่องการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค เรื่องภาษี กฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ ให้ดึงดูดนักลงทุนเพราะมันน่าจะเป็นหนทางพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนในระยะยาว ทำประเทศให้น่าอยู่ น่าทำกินดีกว่าทะเลาะกัน แกล้งกัน บีบกันแล้วให้ต่างชาติมาตักตวงผลประโยชน์จากประเทศเราจะดีกว่านะคะ

 

สวามี เวทะ ภารตี 1 2012/02/28

สวามี เวทะ ภารตี 1

  • 15 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 09:09 น.

เมื่อสุดสัปดาห์ ต้นเดือนแห่งความรักที่ผ่านมา หนูดีมีโอกาสดี (อีกแล้ว) ที่ได้ไปปฏิบัติภาวนาและฝึกสมาธิ

โดย..หนูดีวนิษา เรซ

เมื่อสุดสัปดาห์ ต้นเดือนแห่งความรักที่ผ่านมา หนูดีมีโอกาสดี (อีกแล้ว) ที่ได้ไปปฏิบัติภาวนาและฝึกสมาธิ แต่ครั้งนี้เป็นครั้งที่พิเศษเพราะเป็นการปฏิบัติในแนวที่หนูดีไม่เคยได้ฝึกมาก่อน และคุณครูที่สอนก็ไม่เคยได้เป็นครูบาอาจารย์กันมา เพราะเป็นครูชาวอินเดียมาจากเมืองใกล้เทือกเขาหิมาลายัน

ชีวิตในแต่ละปีของคนเราก็ประหลาดนะคะ บางปีหนูดีต้องถึงขั้นเตรียมลางาน หนีงานกันเลยทีเดียวเพื่อให้ได้ไปปฏิบัติธรรม แต่ในบางปีแบบปีนี้ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา หนูดีมีโอกาสได้ไปปฏิบัติธรรมแบบไม่ต้องพยายามมาหลายครั้งแล้ว และครั้งนี้ที่เป็นครั้งพิเศษ เพราะหนูดีได้เรียนรู้ในเนื้อหาที่ไม่เคยมีใครสอนมาก่อน และครู หรือคุรุ ครั้งนี้ก็คือ ท่านสวามี เวทะ ภารตี จากอาราม เมืองฤษีเกษ ประเทศอินเดียค่ะ จากที่ไม่รู้จักก็กลายเป็นประทับใจ จนถึงขั้นตามไป “รับมนตรา” หลังจากจบคลาส และยังคุยๆ กับแม่ว่าอยากตามไปเรียนรู้ต่อเนื่องถึงเมืองฤษีเกษอีกด้วย

ต้องขอเล่าว่า เกิดเรื่องโกลาหลในวันแรกของการภาวนา เพราะหนูดีขึ้น Status ไว้ “มางานภาวนากับสวามี” ปรากฏว่าระหว่างภาวนามีข้อความจากเพื่อนๆ หลายข้อความประมาณ “หนูดีแต่งงานแล้วเหรอ ทำไมไม่เชิญกันบ้าง” พอเบรก ก็เลยต้องตอบข้อความไปว่า “มางานท่านสวามีค่ะ ไม่ใช่มากับสามี” แหมถ้าแต่งต้องเชิญเพื่อนๆ แน่นอน แต่นาทีนี้วันวาเลนไทน์ที่ผ่านมา กลุ่มหนูดีก็ยังคงรักษาความโสด ประดุจเกลือรักษาความเค็มกันต่อไป เพิ่งมีคนเดียว ที่ขายออกไปเมื่อวันที่ 11 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยเพื่อนๆ สาวๆ พากันไปกั้นประตูและไปช่วยเชิญสังข์รดน้ำด้วย เป็นที่สนุกสนานและชื่นใจของหนูดีมาก

กลับมาที่เรื่อง “ท่านสวามี เวทะ ภารตี” อีกรอบนะคะ คุณแม่หนูดีเป็นสมาชิกหนังสือ “โยคะสารัตถะ” ของกลุ่มโยคะวิชาการ ซึ่งหนูดีไปร่วมเข้าเรียนหลายคลาสและชอบทุกครั้ง เนื่องจากเป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไร จึงมักมีครูโยคะดีๆ ที่ตั้งใจจริงมาสอนเรื่อยๆ เมื่อมีการจัดภาวนาของท่านสวามี คุณแม่จึงอยากลองไปและชวนหนูดีไปเป็นเพื่อนด้วย แม้จะไม่รู้จักมาก่อน แต่เนื่องจากคลาสนี้ จัดที่โรสการ์เด้น สวนสามพราน (ซึ่งกำลังจะตัดคำว่า “โรสการ์เด้น” ออกไปแล้ว เพราะที่นั่นปลูกกุหลาบไม่ขึ้นเหมือนในอดีตแล้วค่ะ แต่สถานที่ยังคงสวยโดนใจหนูดีเหมือนเดิม) จึงคิดว่าถ้าไม่ชอบคลาส ก็ถือว่าไปนอนพักเล่นๆ ริมแม่น้ำตอนสุดสัปดาห์ก็แล้วกัน

ปรากฏว่าเมื่อไปถึง หนูดีชอบและประทับใจตั้งแต่วันแรก เพราะชั่วโมงแรกก็เริ่มสอนการนั่งสมาธิแบบโยคีเลย ซึ่งเป็นการจัดท่านั่งและนอนสมาธิแบบที่ทำให้เราไม่ค่อยเมื่อย และนั่งอยู่นานมากที่สุดตามสภาพร่างกายของแต่ละคน

ท่าแรกที่ครูชาวอินเดียสอน ก็คือท่า “มักราซัน” หรือท่านอนจระเข้ เป็นท่าที่เราต้องนอนคว่ำเอามือทั้งสองข้างมาจับกันไว้ใต้หน้าผาก แล้วยกไหล่ขึ้นเล็กน้อย วางหน้าผากลงบนหลังมือซ้าย แล้วหันปลายเท้าไปคนละด้าน ให้กระดูกสะโพกแนบลงสนิทกับพื้นที่เรานอน ท่านี้ จะทำบังคับให้เราต้องหายใจด้วยกระบังลมแบบชัดเจน คือ ท้องเราจะกดลงกับพื้น เวลาหายใจเข้าก็เลยจะเห็นอาการท้องพองและยุบแบบชัดเจนมาก ครูสอนว่าทุกครั้งก่อนที่จะนั่งสมาธิให้ทำท่านอนนี้ก่อนเสมอ การนั่งสมาธิในรูปแบบนี้จึงต้องมีเสื่อยางสำหรับเล่นโยคะเป็นพร็อพประกอบค่ะ หนูดีลองทำแล้วก็ชอบ แม้จะหายใจลำบากนิดเพราะมีการกดทับ แต่ว่าเราจะเห็นสภาพร่างกายตัวเองแบบชัดเจนมาก เมื่อลมหายใจเริ่มเข้าจังหวะสักพักเราจะค่อยๆ เอามือทั้งสองออกจากใต้หน้าผากไว้ข้างๆ ศีรษะ แล้วเอาหูแนบพื้นเบาะทีละข้างเพื่อคลายกล้ามเนื้อคอ แล้วค่อยๆ พลิกตัวนอนตะแคง แล้วคราวนี้ก็ค่อยๆ หงาย กลายเป็นท่าศพ หรือ “ศพอาสนะ”

ตอนเล่นโยคะแรกๆ เมื่อ 16 ปีที่แล้ว หนูดีงงมาก ทำไมต้องมาทำท่าศพ อัปมงคลที่สุด แหะ แหะ ตอนนั้นยังเด็ก เลยงง เพราะคนไทยไม่ชอบพูดเรื่องการตาย ไม่ชอบเรื่องศพๆ แต่เมื่อฝึก ก็กลายเป็นท่าฮอตฮิตสุดโปรดในกลุ่มพวกเรา เพราะได้นอนพักสบาย แถมหลังๆ ยังฝึกสมาธิแบบอสุภะไปเลย คิดเสียว่าวันหนึ่งเราก็ต้องนอนตายแบบนี้ เป็นศพแบบนี้ ปลงจริงๆ ค่ะ นอนนิ่งๆ แบบนั้นสักพักจนใจนิ่ง ก็ค่อยๆ ลุกเป็นท่านั่งขัดสมาธิ

ปกติแล้วเวลาหนูดีไปนั่งสมาธิที่ไหน ไปปั๊บก็จะลงนั่งเลย ขัดสมาธิแบบดุ่ยๆ จัดท่าจัดทางให้หลังตรงพอตัว มือขวาทับมือซ้าย นิ้วโป้งชนกัน ศีรษะตั้งตรง แล้วก็หลับตาหายใจเข้าออกตามลมหายใจที่ท้องพอง ท้องยุบประมาณนั้น และถ้าเริ่มเมื่อยก็จะขยับบ้างตามสมควร แต่เมื่อมาเข้าเรียน “การนั่งสมาธิ” แบบที่เริ่มตั้งแต่การจัดท่าทาง ก็เริ่มเห็นว่าเราพลาดอะไรไปบ้าง เพราะเขาสอนตั้งแต่การจัดกระดูกสันหลัง โดยมีเบาะสูง 24 นิ้ว ให้เลือกตามสภาพโครงกระดูกของเรา การปรับหัวไหล่โดยการยกไหล่ขึ้นมาและหมุนไหล่ไปมาหน้าหลัง การหมุนคอหันคอซ้ายและคอขวา ค่อยๆ ยืดเส้นเอ็น การเอามือค่อยๆ นวดไล่กล้ามเนื้อบนหน้าให้คลายตัวตั้งแต่หน้าผากลงมาถึงคางและกลับขึ้นไปใหม่ รวมถึงการเช็กว่าตัวเราโยกไปข้างหน้า ข้างหลัง ข้างๆ หรือเปล่า เพราะเมื่อตัวเราผิดสมดุล กล้ามเนื้ออีกฝั่งก็จะดึงรั้ง ทำให้เมื่อออกจากสมาธิแล้วจะเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวจนไม่สามารถปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่อง

ใน 3 วันนั้น เราตื่นมาตั้งแต่ตี 5 เพื่อลงมาห้องประชุมฝึกโยคะและทำสมาธิต่อเนื่องถึง 2 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเวลาที่หนูดีเริ่มติดใจเสียแล้ว เพราะเป็นการเริ่มวันที่สดใสจริงๆ

หากใครคิดจะนั่งสมาธิเป็นประจำในปีนี้ หรือนั่งอยู่แล้วแต่เมื่อยขบๆ เสมอๆ แบบหนูดี อยากแนะนำว่า ก่อนลงนั่งให้ลองนอน 2 ท่านั้น แล้วเมื่อลุกก็ยืดคอ ยืดไหล่ และพอนั่ง ก็อย่าลืมเก็บคอลงมาหาอก ซึ่งช่วยได้มากจริงๆ ค่ะ

ยังมีเรื่องราวแปลกใหม่ที่ได้เรียนรู้ อยากเล่าให้ฟังอีก แต่เนื้อที่หมดเสียแล้ว พบกันสัปดาห์หน้านะคะ

 

นวดหินสมุนไพรสร้างสมดุลกายใจแบบอายุรเวท 2012/02/28

นวดหินสมุนไพรสร้างสมดุลกายใจแบบอายุรเวท

  • 14 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 08:49 น.

วันแห่งความรักทั้งที คุณสาวๆ หลายคนอาจจะอยากให้รางวัลตัวเองเป็นพิเศษเพื่อวันพิเศษ

โดย..อณุศรา ทองอุไร

วันแห่งความรักทั้งที คุณสาวๆ หลายคนอาจจะอยากให้รางวัลตัวเองเป็นพิเศษเพื่อวันพิเศษในการดูแลปรนนิบัติร่างกายให้สวยสมดุลทั้งร่างกายและจิตใจ ตามศาสตร์อายุรเวทอันเก่าแก่ ด้วยคุณค่าอันมหัศจรรย์ของทองคำ หินสี โรสควอตซ์ และคริสตัล เพราะหินเหล่านี้ไม่เพียงเป็นแค่อัญมณีที่งดงามมีคุณค่าเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์เมื่อนำมาบูรณาการเข้ากับศาสตร์แห่งอายุรเวทที่มาผสมผสานกับน้ำมันหอมระเหยและสมุนไพรหลายชนิด ในการช่วยฟื้นฟูร่างกายให้งดงาม สมดุล ทั้งร่างกายและจิตใจ

ในประเทศไทยคนส่วนใหญ่เพิ่งรับรู้ว่าผลึกหินสามารถบำบัดรักษาโรคได้ แต่มีความเชื่อในเรื่องโชคลางของการสวมใส่ผลึกหินเพื่อเป็นสิริมงคล เสริมส่งอำนาจบารมีและปกป้องคุ้มครองอันตรายมาเนิ่นนาน เพราะผลึกหินก่อเกิดขึ้นจากกระบวนการของการทำงานจากธาตุทั้ง 4 ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่ใช้เวลานานนับล้านๆ ปี กว่าจะเติบโตเป็นหินสักก้อน สีที่แตกต่างของผลึกหินก็เนื่องจากแร่ธาตุและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าต่างๆ ทำปฏิกิริยากับแหล่งกำเนิดของหินนั้นๆ แตกต่างกันนั่นเอง ดังนั้นผลึกแต่ละชนิดแต่ละสีจะมีพลังงานที่โดดเด่นแตกต่างกันในเรื่องการรักษาสุขภาพ

บำบัดรักษาโรคแนวทางเลือก…

เพลินพิศ รานุรักษ์ ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ บริษัท ดี วี เอ็น อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า การนวดแบบอายุรเวทถือเป็นส่วนหนึ่งของการบำบัดรักษาโรคแนวทางเลือกที่มีรากฐานมาจากประเทศอินเดียนานกว่า 5,000 ปี ซึ่งจะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อและกระตุ้นระบบหมุนเวียนของโลหิตและทำให้ระบบน้ำเหลืองดีขึ้น

การนวดด้วยอัญมณีอันล้ำค่า ไม่ว่าจะเป็นทองคำที่นำความร้อนได้ดีมีคุณสมบัติในการบำรุงรักษาผิวพรรณให้แข็งแรง แน่นกระชับ และสดใสงดงาม ส่วนโรสควอตซ์ จะช่วยบำบัดอารมณ์ความรู้สึกให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่าทำให้อารมณ์แจ่มใสได้ดี และอะเมทิสต์ จะช่วยให้จิตใจสงบ ลดความตึงเครียดช่วยให้ผ่อนคลายหายเครียดและช่วยให้หลับสบายยิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยบำรุงผิวพรรณให้ดูอ่อนเยาว์และชะลอริ้วรอยต่างๆ ได้

ตามแบบแผนอายุรเวท เป็นการนวดหรือทำให้อัญมณีเกิดความเคลื่อนไหวอย่างมีจังหวะในอุณหภูมิที่เหมาะสม โดยจะอุ่นหินในน้ำมันหอมระเหยให้ร้อนเล็กน้อย และนำไปสู่การถ่ายทอดพลังงานและคลื่นความถี่ ซึ่งมีศักยภาพในการส่งผลกระทบไปสู่ความคิด จิตใจ และจิตวิญญาณ

นอกจากนั้น การผสมผสานการจัดวางอัญมณีเหล่านี้บนจุดจักราของร่างกาย ซึ่งทำหน้าที่ในการหล่อเลี้ยงหรือควบคุมร่างกายและจิตใจ เพื่อให้อยู่ในภาวะสมดุลหรือมีสุขภาพที่ดี ก็จะส่งผลในการบำบัดรักษาโรคได้อย่างเหลือเชื่อ

การนำผลึกหินอันหลากหลายมาใช้นั้น เป็นไปตามกฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ คือกฎของพลังงานและเสียงสะท้อนกลับ เช่น การใช้ผลึกหินในเรื่องสุขภาพนั้น หินสามารถสื่อนำเสียงสะท้อนของความคิดจากร่างกายซึ่งเจ็บป่วยอ่อนแอให้เปลี่ยนแปลงไปในรูปพลังงาน เพื่อไปกระทบกับคลื่นพลังงานของหินในความถี่ที่สูงสม่ำเสมอและรวมเป็นจุดเดียว ก่อนแทรกซึมเข้าไปเยียวยารักษาร่างกายให้ทุเลาจากโรคภัยไข้เจ็บ

วางที่จุดจักราสำคัญบนร่างกาย…

ได้แก่จุดจักราที่ 1 อยู่ที่ก้นกบ จุดที่ 2 อยู่ตรงท้องน้อย จุดที่ 3 อยู่เหนือสะดือ จุดที่ 4 อยู่บริเวณหน้าอกหรือหัวใจ จุดที่ 5 อยู่บริเวณลำคอ จุดที่ 6 หรือจุดดวงตาที่ 3 กึ่งกลางระหว่างคิ้วอยู่ตรงหน้าผาก จุดที่ 7 อยู่บริเวณกลางกระหม่อมหรือส่วนบนของศีรษะ

ดังนั้น จุดจักราจึงถือเป็นประตูสำคัญในการถ่ายทอดพลังมหัศจรรย์จากผลึกหินหรืออัญมณีสู่ร่างกาย รวมทั้งสามารถซึมซับสารประโยชน์จากแร่ธาตุต่างๆ เข้าไปพร้อมๆ กับน้ำมันหอมระเหยและสมุนไพรที่มีคุณค่าหลากหลายชนิด เพื่อช่วยฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาสดชื่นกระปรี้กระเปร่าและงดงามอีกครั้ง

วิธีการ…

หาหินโรสควอตซ์ หินไหมทอง หรืออะเมทิสต์ ขนาดเท่าฝ่ามือ อุ่นให้ร้อนเล็กน้อย เริ่มต้นเคลือบผิวด้วยน้ำมันอุ่นไวล์ไลม์ (หรือน้ำมันนวดที่คุณชื่นชอบ) ตามด้วยการนวดด้วยหินโรสควอตซ์ เพื่อปรับสมดุลของร่างกาย ชำระล้าง และขจัดสารพิษออกจากร่างกาย โดยนวดวนจากบนลงล่างจนหินคลายความร้อนแล้วนำไปอุ่นใหม่อีกครั้ง

หลังจากนั้น หยดน้ำมันบนจุดจักราของร่างกาย บริเวณกึ่งกลางระหว่างคิ้ว หรือบนดวงตาที่ 3 ด้วยน้ำมันอัลมอนด์ พร้อมกลิ่นหอมละมุนของดอกกุหลาบเพื่อสร้างสมาธิและเติมเต็มความรู้สึกอบอุ่น สบายใจ พร้อมทั้งหมักเส้นผมและนวดศีรษะด้วยสาหร่ายสไปรูลิน่า เพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ทำให้เส้นผมแข็งแรงอ่อนนุ่ม รวมทั้งสครัปผิวด้วยรังผึ้งกับน้ำมันสกัดจากกุหลาบ พร้อมเคลือบผิวอีกครั้งด้วยน้ำผึ้งบริสุทธิ์ เป็นการเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิวและทำความสะอาดผิวอย่างล้ำลึก

เสร็จแล้วอบไอน้ำร่างกายด้วยสมุนไพรตะวันออก เช่น หญ้าเฮย์ ตะไคร้ มะกรูด และดีทอกซ์ขจัดสารพิษจากร่างกายด้วยการแช่น้ำนม ระหว่างนี้นำหินที่อุ่นจนร้อนอีกครั้งมานวดวนบริเวณใบหน้า ลำคอ ไหล่ หลัง แขน ขา ลำตัว เพื่อเพิ่มความผ่อนคลายอีกครั้ง

ต่อจากนั้น ปรนเปรอความบอบบางของผิวหน้าด้วยการนวดกระชับด้วยหินโรสควอตซ์หรือหินไหมทอง ที่จะช่วยก่อให้เกิดประกายความงามและพลังแห่งชีวิตชีวาอีกครั้งตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ทำให้คุณสาวๆ รู้สึกผ่อนคลาย หายเครียด แช่มชื่นทั้งร่างกายและจิตใจได้เป็นอย่างดี

 

อาชีพน่าสนใจ “Mystery Shopper” “จ้างให้ช้อป (จบ)” 2012/02/13

อาชีพน่าสนใจ “Mystery Shopper” “จ้างให้ช้อป (จบ)”

  • 13 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 09:32 น.

ผ่านไปแล้ว 4 คุณสมบัติของอาชีพการเป็น “Mystery Shopper” หรือนักช็อปปริศนา ซึ่งกำลังกลายเป็นอาชีพฮอตฮิตทั่วโลกในเร็วๆ นี้

โดย… รองศาสตราจารย์ ดร. ศิริยุพา รุ่งเริงสุข สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผ่านไปแล้ว 4 คุณสมบัติของอาชีพการเป็น “Mystery Shopper” หรือนักช็อปปริศนา ซึ่งกำลังกลายเป็นอาชีพฮอตฮิตทั่วโลกในเร็วๆ นี้ สำหรับท่านใดที่ไม่ทราบว่านักช็อปปริศนาคือใคร และทำอะไร โปรดหา “โพสต์ทูเดย์” ฉบับสัปดาห์ที่แล้วอ่านดูนะคะ เพราะในสัปดาห์นี้เราจะมาพูดกันถึงคุณสมบัติอีก 6 ข้อที่เหลือ สำหรับการก้าวเข้าสู่การเป็นนักช็อปปริศนามืออาชีพ

5.ถาม…ถ้าไม่แน่ใจ บางครั้งนักช็อปปริศนาอาจยังไม่แน่ใจว่าลูกค้าของงานต้องการ “อะไร” จากการที่จ้างเธอหรือเขาให้ไปซื้อของ หรือใช้บริการที่บริษัทห้างร้านของพวกเขา ถ้าไม่แน่ใจละก็ จงซักถามทำความเข้าใจให้ละเอียดทีเดียวเชียวเพราะรายละเอียดทุกอย่างที่นักช็อปปริศนาสามารถเก็บตกจากสถานที่ที่ต้องเข้าไปสังเกตการณ์ ไปมีประสบการณ์และนำมาเรียบเรียงเขียนเป็นรายงานส่งลูกค้า คือข้อมูลที่ลูกค้าต้องการนำไปปรับปรุงพัฒนาองค์กรของเขาแบบเน้นทุกเม็ด

 

6.เน้น…รายละเอียด รายงานการช็อปแบบขาดรายละเอียดที่สำคัญ มันไม่ช่วยให้ลูกค้าสามารถปรับปรุงคุณภาพการบริการของเขาได้ ยกตัวอย่างของการเขียนรายงานการช็อปที่ผิวเผิน ตื้นๆ เช่น “พนักงานใช้เวลานานมากกว่าจะสามารถให้บริการฉันได้” ประโยคของการรายงานเช่นนี้ แค่บ่งบอกว่าในฐานะผู้ใช้บริการเขารู้สึกหมดความอดทนแล้ว…เท่านั้น! แต่ถ้าเขียนว่า “พนักงานชายชื่อวินัย ได้ใช้เวลานาน 20 นาที ในการอธิบายวิธีการใช้ครีมโกนหนวดให้ลูกค้า ซึ่งดูเหมือนจะเป็นคนรู้จักหรือเพื่อนของเขา” ถ้าเขียนแบบนี้ทางองค์กรก็จะรู้วิธีการที่จะแก้ปัญหาประเด็นการใช้เวลาในการให้บริการลูกค้าได้ตรงจุดขึ้น เป็นต้น

จำใส่ใจไว้ว่าแม้คุณกำลังจะอยู่ในห้างสรรพสินค้าและกำลังช็อปจริงๆ คุณกำลังทำงาน เพราะคุณต้องใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของคุณให้เป็นประโยชน์ที่สุด ได้ยิน ได้เห็น ได้ลิ้มรส ได้กลิ่น ได้สัมผัสแตะต้องอะไรที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพของการบริการ ก็ต้องเก็บบันทึกรายละเอียดเอาไว้ ถ้ากลัวลืมก็จงใช้เครื่องมือต่างๆ เช่น MP3 ไว้บันทึกเสียง โทรศัพท์มือถือที่ถ่ายภาพและอัดเสียงได้ รายงานที่สมบูรณ์ คือรายงานที่ทำให้ลูกค้า “มองเห็นภาพ” จากภาพจริง ซึ่งยิ่งกว่าคำบรรยาย

7.ระวังเรื่องไวยากรณ์ การเขียนรายงานหรือพิมพ์รายงานด้วยตัวสะกดผิดพลาด การเรียงคำพูด ประโยค การใช้ศัพท์เฉพาะ และเรื่องของไวยากรณ์ (โดยเฉพาะถ้าต้องส่งรายงานเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่นๆ) ที่ผิดพลาด ผิดเรื่องกาล (Tense) ทำให้ลดเครดิตของนักช็อปปริศนา ถ้าไม่เก่งเรื่องเขียน เก่งแต่ช็อป ก็จงรีบไปฝึกปรือวิทยายุทธ์การเขียนรายงาน และการเขียนกรณีศึกษาซะดีๆ

8.ตรงเวลา การทำงานเป็นนักช็อปปริศนาต้องตรงเวลา ทั้งในเรื่องการไปช็อป ณ สถานที่ซึ่งลูกค้ากำหนด ตามเวลาที่กำหนด การส่งรายงานก็ต้องตรงเวลาเช่นกัน ถ้ารู้ตัวว่ารับงานแล้วเกิดมีธุระสำคัญ ทำให้ทำงานนั้นไม่ได้ อย่ารอจนนาทีสุดท้ายแล้วจึงแจ้งลูกค้า รีบแจ้งลูกค้าเนิ่นๆ เขาจะได้เตรียมการแก้ปัญหาได้ทัน

 

9.สร้างระบบงานที่ดีให้กับตัวเอง แม้งานนักช็อปปริศนาดูเหมือนงานสบายๆ ชิล ชิล แต่ความยากมันอยู่ที่ตรงนี้แหละค่ะ ทำอย่างไรจึงจะทำงานนี้อย่างมืออาชีพ? ทำอย่างไรลูกค้าจึงจะมองว่าอาชีพนี้เป็นอาชีพที่มีมาตรฐาน และมองเห็นความแตกต่างระหว่าง “มืออาชีพ” กับ “มือสมัครเล่น” ของแบบนี้อยู่ที่การวางระบบงาน แม้คุณจะรับงานจากบ้าน ก็ควรจัดมุมใดมุมหนึ่งของบ้านให้เป็นมุมงานโดยเฉพาะ เตรียมอุปกรณ์การทำงานให้พร้อม ทั้งกล้อง ที่บันทึกเสียง โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานด้านกราฟฟิก ฯลฯ อย่าลืมว่างานใดๆ ก็ตาม ถ้ามันกลายเป็น “อาชีพ” ไปแล้ว ทำเป็นของเล่นๆ ไม่ได้ค่ะ

10.เป็นนักรักษาความลับที่ยอดเยี่ยม เหตุผลที่ลูกค้าต้องการนักช็อปปริศนาก็เพราะต้องการ “คนนอก” องค์กรที่พนักงานไม่รู้จัก พนักงานจะได้ทำงานตามแบบที่แสดงความเป็นตัวจริงของเขาออกมา นักช็อปปริศนาจึงต้องรักษาความเป็นปริศนาของเธอหรือเขาไว้เป็นความลับตั้งแต่ต้นจนจบภารกิจ และแม้หลังเสร็จสิ้นภารกิจไปแล้ว บางทีลูกค้าก็ยังระบุไว้ในสัญญาจ้างว่า “ต้องรักษาความลับตลอดไป” เพราะถ้านักช็อปปริศนาเกิดไปร่วมมือกับพนักงานหรือเห็นใจพนักงานที่ตนอาจบังเอิญรู้จัก แล้วนำความลับเรื่องที่ตนจะไปทดลองใช้บริการไปบอกพนักงาน แบบนี้ถือว่าทรยศต่อนายจ้างและทรยศต่ออาชีพ ขาดจรรยาบรรณค่ะ

เป็นอันครบ 10 ข้อคุณสมบัติจัดให้เต็มสำหรับผู้ที่สนใจอยากเป็นนักช็อปปริศนาแล้ว เอ…หรือว่าผู้เขียนควรจัดหลักสูตรฝึกอบรมเรื่องนี้เสียเลยจะดีไหม???

 

ปวดหัว…ไม่รู้เป็นอะไร!!! 2012/02/13

ปวดหัว…ไม่รู้เป็นอะไร!!!

  • 07 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 09:34 น.

ปวดหัว…ไม่รู้เป็นอะไร ตื่นเช้าขึ้นมาก็รู้สึกตุ๊บๆ บริเวณขมับ สายๆ บ่ายๆ นั่งทำงานก็ปวดหนึบๆ ขึ้นมาอีก (แล้ว)

โดย…อนุสรา ทองอุไร

ปวดหัว…ไม่รู้เป็นอะไร ตื่นเช้าขึ้นมาก็รู้สึกตุ๊บๆ บริเวณขมับ สายๆ บ่ายๆ นั่งทำงานก็ปวดหนึบๆ ขึ้นมาอีก (แล้ว) ตัวร้อนก็ไม่ อาการมีไข้ก็ไม่ใช่ จะว่าเครียดวันนี้ก็อารมณ์ดี๊ดีอยู่นี่นา นอกจากบางวันจะปวดหลายเวลาแล้ว อาการปวดหัวยังแวะเวียนมาอยู่บ่อยๆ หากใครเคยเจอะเจอกับอาการปวดหัวอันน่ารำคาญกายใจ หรือจะเรียกให้สุภาพว่า ปวดศีรษะ วันนี้ “พญ.พิมพ์วิมล จันทร์แสง” อายุรกรรมระบบประสาท ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลพญาไท 2 จะมาชวนไขปัญหา (ชวน) ปวดหัวนี้

เมื่อกล่าวถึงเรื่องของการปวดศีรษะ นับเป็นอาการที่เกิดขึ้นกับมนุษย์เราได้บ่อยที่สุด และในขณะเดียวกันก็สร้างความทุกข์ทรมานให้ผู้ที่เป็นได้มากด้วยเช่นกัน สำหรับสาเหตุของการปวดศีรษะที่เกี่ยวกับสมองและระบบประสาท สามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

“การปวดศีรษะที่มีสาเหตุจากในสมอง” เช่น เนื้องอกในสมอง เลือดออกในสมอง ความดันสมองเพิ่มผิดปกติ ภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น โดยสามารถตรวจได้จากการตรวจร่างกายทางสมอง การซักประวัติผู้ป่วยรายละเอียดของการปวดศีรษะ ลักษณะการปวด ตำแหน่ง เวลาที่เกิดอาการ ระยะเวลาการปวด ความรุนแรง เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก และเมื่อพบข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนจะตรวจเพิ่มเติมด้วยคลื่นสนามแม่เหล็ก การตรวจคอมพิวเตอร์สมองหรือการเจาะหลังเพื่อหาสาเหตุของโรค

“การปวดศีรษะแบบไม่พบสาเหตุชัดเจน” โดยโรคที่พบบ่อย ได้แก่ ไมเกรน การปวดหัวจากกล้ามเนื้อเกร็งตัว

ไมเกรน คือ โรคของระบบการรับความรู้สึกของเส้นเลือดไวผิดปกติ จึงส่งผลให้เกิดอาการปวดตุ๊บๆ ปวดศีรษะด้านใดด้านหนึ่ง ไมเกรนมีอาการเฉพาะตัว คือ ปวดตุ๊บๆ ปวดรุนแรง ปวดติดต่อกัน 472 ชั่วโมง ปวดข้างเดียวหรือย้ายข้างไปมา หรือย้ายตำแหน่ง เป็นๆ หายๆ ซึ่งไมเกรนจะมีความสัมพันธ์กับสิ่งกระตุ้น เช่น รอบเดือน อาหารบางชนิด

การปวดหัวจากกล้ามเนื้อเกร็งตัว จะมีอาการปวดเป็นประจำ ปวดตื้อๆ หนักๆ ที่ขมับ หน้าผาก ทั่วศีรษะ ปวดช่วงที่อากาศร้อน บ่ายๆ เย็นๆ หลังจากทำงานมานานๆ สาเหตุของโรคเกิดจากการใช้สายตามาก นั่งทำงานนานๆ เครียด การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ

ส่วนแนวทางการรักษา เมื่อตรวจวินิจฉัยและทราบสาเหตุของการปวดศีรษะแล้ว แพทย์จะพิจารณารักษาตามอาการ และสำหรับการรักษาการปวดศีรษะแบบไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน สามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ การรักษาทางยาและการรักษาโดยไม่ใช้ยา มีดังนี้

การทำกายภาพบำบัด การนวด การยืดกล้ามเนื้อ กรณีผู้ที่มีอาการปวดศีรษะร่วมกับปวดคอ เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณต้นคอมีการคลายตัวก็จะส่งผลให้เลือดที่ไปเลี้ยงสมองไหลเวียนได้ดีขึ้น ด้วยเครื่องมือทางกายภาพบำบัดส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องที่ให้ความร้อน เช่น การประคบแผ่นร้อน การนวดด้วยคลื่นอัลตราซาวด์ การนวดด้วยมือตามตำแหน่งที่มีการเกร็งของกล้ามเนื้อ และวิธีการนวดกดจุดซึ่งเป็นแพทย์ทางเลือก โดยอาศัยหลักการนวดซึ่งเป็นทฤษฎีทางกายภาพบำบัดผสมผสานกับหลักการนวดกดจุดแบบแพทย์แผนไทยมาประยุกต์ใช้เพื่อการบรรเทาอาการปวด

การทำจิตบำบัดและการโปรแกรมจิตใต้สำนึกใหม่ จะรักษากับผู้ที่มีอาการปวดศีรษะที่แพทย์สมองและระบบประสาทให้ข้อสรุปว่า อาการปวดไม่ได้เกิดจากปัญหาทางกายภาพด้านสมอง แต่อาจมีสาเหตุจากปัญหาความเครียดด้านจิตใจ โดยจะแยกการรักษาออกเป็น 2 ส่วน คือ การรักษาระดับจิตรู้สำนึกCounseling ด้วยวิธีจิตบำบัดกับผู้มีปัญหาความเครียดที่สามารถระบุได้ชัดเจน เช่น มีปัญหาครอบครัว และการรักษาระดับจิตใต้สำนึก กรณีของผู้ที่มีอารมณ์ความรู้สึกที่ฝังใจสะสมอยู่ และส่งผลให้เกิดความเครียดในปัจจุบันด้วยวิธีโปรแกรมจิตใต้สำนึกใหม่ เพื่อเป็นการเคลียร์ล้างความรู้สึกในด้านลบ และโปรแกรมจิตใต้สำนึกใหม่ด้วยความคิดในด้านบวก สำหรับการรักษาทั้งสองวิธีในปัจจุบันได้นำดนตรีบำบัดเข้ามามีส่วนร่วมในการรักษาด้วยการฟังเพลง ซึ่งสะดวกกับผู้ป่วยและยังสามารถทำได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยไม่ต้องใช้เครื่องดนตรีอีกด้วย

ท้ายสุด คือ การดูแลตนเอง สามารถทำได้โดยการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ เช่น การหาช่องทางบริหารและจัดการกับความเครียดด้วยตนเอง ทำจิตใจให้ผ่อนคลาย ปล่อยวาง นอนหลับให้สนิท หลีกเลี่ยงปัจจัยที่เป็นตัวกระตุ้นทำให้ปวดศีรษะ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

 

‘Mystery Shopper’ ‘จ้างให้ช็อป (1)’ 2012/02/13

‘Mystery Shopper’ ‘จ้างให้ช็อป (1)’

  • 06 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 08:59 น.

สัปดาห์ที่แล้วเราคุยกันไปบางส่วนแล้วเกี่ยวกับงานของ “นักช็อปปริศนา” (Mystery Shopper)

โดย… รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สัปดาห์ที่แล้วเราคุยกันไปบางส่วนแล้วเกี่ยวกับงานของ “นักช็อปปริศนา” (Mystery Shopper) ว่าหน้าที่งานของพวกเขามีประโยชน์ที่เอื้ออำนวยต่อการปรับปรุงงานพัฒนาบุคลากรในองค์กรของเราอย่างไร คุยกันไปคุยกันมาก็เลยขอคุยต่อว่า หากใครอยากได้งานสนุก เงินดี แถมได้ช็อปฟรี ทานฟรี ดื่มฟรี จะต้องทำอะไรบ้าง

คิดๆ ดูงานนี้น่าจะเหมาะกับคุณแม่บ้าน หรือบุคคลวัยเกษียณที่ยังมีสุขภาพและคุณภาพในการทำงานดีพอสมควร เป็นงานที่เลือกเวลาในการปฏิบัติหน้าที่ได้ (Flexitime) ดูแล้วเป็นอาชีพที่น่าสนใจอีกอาชีพหนึ่งสำหรับยุคที่ลูกค้าสัมพันธ์เป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะได้มุมมองจากบุคคลภายนอกที่มองลึกในเรื่องที่คนภายในองค์กรมองไม่เห็นหรือจงใจมองข้าม

แต่งานทุกอาชีพย่อมมีมาตรฐานของมันอยู่ ก่อนที่จะได้งานสนุก ลุกนั่งสบาย ก็ต้องทำ “การบ้าน” กันหน่อย จะมีใครที่เขาจ้างคุณมาช็อป ช็อป ช็อปอย่างเดียวโดยไม่ต้องใช้สติปัญญาทำงานคงไม่มีหรอกค่ะ

ในสหรัฐอเมริกามีหน่วยงาน (หรือสถาบัน) ชื่อว่า “MSPA” (Mystery Shopping Providers Association) เป็นหน่วยงานที่มีขนาดใหญ่ที่สุด โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาคุณภาพของงานบริการโดยใช้บุคลากรที่คนในองค์กรของลูกค้า MSPA ไม่รู้จัก (Anonymous Resources)

MSPA ไม่ได้ให้บริการจัดหานักช็อปปริศนาเพียงอย่างเดียว แต่ยังจัดสอบเพื่อประสิทธิ์ประสาทประกาศนียบัตรให้แก่นักช็อปปริศนาด้วย โอ้ …. นี่แหละสไตล์คนอเมริกันเขาล่ะ ทุกอย่างต้องวัดมาตรฐานได้

นี่ตัวผู้เขียนเองยังคิดๆ อยู่เหมือนกันว่าต้องไปสอบประกาศนียบัตรให้ได้ เวลาเกษียณจะได้มีงานเป็นนักช็อปปริศนากับเขาด้วยคน

อยากทราบไหมล่ะคะว่า การเป็นนักช็อปปริศนาต้องมีคุณสมบัติ ความสามารถอะไรบ้าง Sam Baker ได้เขียนโพสต์ลงในเว็บไซต์ Grand Money Matters ซึ่งเป็นเว็บไซต์เพื่อส่งเสริมการสร้างรายได้ไว้ดังนี้

1.ต้องพยายามสอบให้ได้ประกาศนียบัตร (Get Cerfified) ก่อน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตนเอง สำหรับในบ้านเราซึ่งยังไม่มีองค์กรที่จัดตั้งมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ผู้เขียนขอแนะนำให้เข้าสัมมนาหลักสูตรจำพวก “การบริหารเพื่อคุณภาพ (Quality Management) การสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้า การเขียนรายงาน และทักษะในการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Research Methodology) เพื่อที่จะได้เรียนรู้มาตรฐานของการทำงานในองค์กรโดยทั่วไป รู้จักสังเกตสังกา (Observation) รู้จักตั้งคำถาม และสามารถเขียนรายงานจากการสังเกต การพูดคุยกับพนักงาน และบรรยายความสามารถในการให้บริการของพนักงานได้อย่างเป็นระบบ

2.นำเสนอตนเองอย่างน่าประทับใจแต่แรกเริ่ม (Make a first impression) ส่วนใหญ่ผู้ที่ประกอบอาชีพนี้ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดามักนิยมโพสต์ข้อมูลทำการตลาดเสนอบริการทางออนไลน์ ดังนั้น Sam จึงมีข้อแนะนำให้นำเสนอข้อมูลของตนเองเวลากรอกฟอร์มสมัครงานออนไลน์ แต่มีข้อแม้นะว่า “อย่าโม้หรือโฆษณาในสิ่งที่ตัวเองไม่มีคุณสมบัติ”

การนำเสนอตัวเองผ่านข้อความเป็นตัวหนังสือหรือภาพกราฟฟิกต่างๆ มีข้อควรระวังจาก Sam ฝากมาคือ เรื่องของตัวพิมพ์ ตัวสะกด วรรคตอน ความเหมาะสมของข้อความและรูปภาพต้องให้ความสำคัญ พิถีพิถันกับความถูกต้องกันหน่อย เพราะมันคือด่านแรกที่ลูกค้า (ซึ่งอาจเป็นองค์กรใหญ่ๆ) เขาจะพิจารณาคุณสมบัติ ความน่าเชื่อถือของตัวนักช็อปปริศนา ดังนั้นจงเขียน CV (Curriculum Vitae) ของคุณให้ดีๆ

3.โผล่ไปทำงานให้ตรงเวลา (Show Up) เนื่องจากงานนี้ค่อนข้างจะสบายๆ ในเรื่องของเวลา แต่เมื่อถึงเวลานัดกับลูกค้าก็ต้องโผล่ไปปรากฏตัว ณ สถานที่ช็อป ดื่ม กิน หรือใช้บริการให้ตรงเวลา เช่น เมื่อลูกค้าต้องการให้ไปทดลองใช้บริการจากพนักงานของบริษัทในช่วงเวลาที่มีคนมาใช้บริการมากๆ (Peak Time) เช่น ตอนเที่ยง คุณก็ต้องไปตามเวลานั้นเพื่อสังเกตการณ์และใช้บริการจากพนักงานตอนช่วงนั้น เพื่อดูว่าพนักงานยังคงสามารถให้บริการได้รวดเร็ว สุภาพ ยิ้มแย้ม ตามนโยบายของบริษัทหรือไม่?

4.ทำตามวิธีการขั้นตอนที่ลูกค้าต้องการอย่างเคร่งครัด ฟังดูง่ายๆ แต่นักช็อปปริศนาหลายคนอาจไม่ให้ความเอาใจใส่ต่อกระบวนการขั้นตอนที่ลูกค้าต้องการให้เขาหรือเธอปฏิบัติ งานบางชนิดมีขั้นตอนที่ถ้านักช็อปปริศนากระโดดข้ามขั้นตอน หรือสลับขั้นตอนตามความสะดวกหรือตรรกะของตัวเอง อาจมีผลทำให้นักช็อปปริศนาพลาดเหตุการณ์สำคัญที่ลูกค้าต้องการให้คุณได้ไปใช้ประสบการณ์ตรงนั้น มีผลทำให้รายงานของคุณไม่มีข้อมูลที่ลูกค้ามองหา ผลน่ะหรือ? คุณก็จะไม่ได้รับค่าแรง แล้วยังต้องจ่ายค่าสินค้าที่ไปช็อปมาแล้ว

ที่ร้ายที่สุดคือ เสียชื่อเสียงและหมดอนาคตในสายอาชีพนี้ไปเลยก็ได้!!! ดังนั้น อย่าเสี่ยง!!! จงระมัดระวังให้สมกับเป็นมืออาชีพ

สำหรับอีก 6 คุณสมบัติ โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ…

 

“Mystery Shopper” เครื่องมือใหม่ในการพัฒนา HR 2012/02/02

“Mystery Shopper” เครื่องมือใหม่ในการพัฒนา HR

  • 30 มกราคม 2555 เวลา 09:32 น.

ช่วงปีใหม่ผู้เขียนได้มีโอกาสพบปะภรรยาของเพื่อนเก่าคนหนึ่งที่เดินทางผ่านมาเที่ยวเมืองไทย เธอมีอายุ 60 กว่าปีแล้ว

โดย… รองศาสตราจารย์ ดร. ศิริยุพา รุ่งเริงสุข สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย + โลโก้

ช่วงปีใหม่ผู้เขียนได้มีโอกาสพบปะภรรยาของเพื่อนเก่าคนหนึ่งที่เดินทางผ่านมาเที่ยวเมืองไทย เธอมีอายุ 60 กว่าปีแล้ว แต่ยังดูสดใส คล่องแคล่วว่องไว ด้วยความที่สามีของเธอเป็นนักธุรกิจที่มีรายได้ดี เธอจึงไม่จำเป็นต้องทำงานก็ยังได้ แต่เพราะเธอไม่ชอบอยู่บ้านมากเกินไปก็เลยรับงานพิเศษเป็น “Mystery Shopper” (มีผู้แปลเป็นภาษาไทยว่า “นักช็อปปริศนา”) ซึ่งเธอรับเป็นนักช็อปปริศนาให้กับห้างสรรพสินค้าใหญ่แห่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ถ้าเอ่ยชื่อห้างนี้ขึ้นมาหลายท่านคงร้อง “อ๋อ…” กันแน่ ห้างนี้เป็นห้างสรรพสินค้าระดับ “ไฮเอนด์” (Highend) ถ้าเป็นบ้านเราก็เปรียบได้กับห้างสยามพารากอน หรือเอ็มโพเรียม (ขอบอกว่าไม่ได้ค่าโฆษณานะคะ)

เธอเล่างานของเธอว่าต้องมีหน้าที่ไปใช้บริการซื้อสินค้าตามแผนกต่างๆ ของห้าง บางครั้งก็ต้องไปหลายสาขาในเมืองที่เธออยู่ เมื่อไปถึงห้างก็ต้องสังเกตการให้บริการของห้างตั้งแต่ที่จอดรถเลยว่าได้รับความสะดวกหรือไม่? ที่จอดรถปลอดภัยสำหรับนักช็อปผู้หญิงหรือไม่? ลิฟต์ที่ห้างมีนั้นสะอาด สะดวก ปลอดภัยหรือเปล่า? พอเดินเข้าห้างก็ต้องกวาดสายตาดูทุกสิ่งทุกอย่างว่าจัดแต่งสวยงามไหม? การเลือกหาสินค้ายากหรือง่าย พนักงานให้ความช่วยเหลือดีหรือไม่? หรือต้องมองหาพนักงานให้ช่วยเป็นเวลานานเกินไปหรือไม่? จากนั้นก็ทำการซื้อสินค้า

“บางทีฉันก็ต้องทำเป็นจู้จี้เรื่องมากเพื่อดูว่าพนักงานมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อลูกค้าอย่างไร”

“บางทีฉันก็แกล้งถามนู่นนี่แล้วไม่ซื้อสินค้าก็มี จะได้ดูว่าพนักงานทำหน้างอหรือเปล่า”

เธอเล่าบทบาทงานให้ผู้เขียนฟังอย่างสนุกสนาน นอกจากนี้เธอยังเล่าด้วยว่า “ค่าแรงดีมากเลย แถมยังได้สินค้าฟรีอีกด้วยนะ”

แหม…เล่นเอาผู้เขียนฟังแล้วอยากทำงานนี้กับเขาบ้าง

แต่ใช่ว่างานนี้จะง่ายและ “หมู” ประมาณว่าใครอยากทำก็ทำได้ เพราะการเป็นนักช็อปปริศนานั้นต้องมีความรู้ ความเข้าใจในงานของธุรกิจที่ตนเองจะต้องเข้าไปทำการประเมินคุณภาพการปฏิบัติงานของพนักงานในบริษัทนั้นดีพอ

จากนั้นเมื่อใช้บริการจากบริษัทหรือห้างร้านของนายจ้างแล้วก็ต้องกรอกฟอร์มประเมิน อาจต้องเขียนรายงานประกอบพร้อมตัวอย่างหรือหลักฐานจริง เพื่อยืนยันว่าได้ทำการประเมินจริง ไม่ใช่นั่งเทียนเขียนข่าวอยู่กับบ้าน

ทั้งนี้ บริษัทห้างร้านต่างๆ ในสหรัฐอเมริกาและยุโรปมีการใช้บริการจาก “นักช็อปปริศนา” มานานแล้ว ซึ่งบางท่านอาจถามว่า ถ้าองค์กรมีหน่วยงานควบคุมคุณภาพ (Quality Management) อยู่แล้ว หรือมีหน่วยงานตรวจสอบมาตรฐานการทำงานอยู่แล้ว ยังจำเป็นอีกหรือที่จะต้องจ้างนักช็อปปริศนา?

ก็ขอไขปริศนาข้อสงสัยไว้ ณ ที่นี้ว่า องค์กรต่างๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงแรม ภัตตาคาร ธนาคาร โรงพยาบาล ฯลฯ ของสหรัฐ และยุโรปยังนิยมใช้บริการจากนักช็อปปริศนา เพราะว่าพวกเขาต้องการความคิดเห็นจากบุคคลภายนอกที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับบริษัท พนักงานไม่รู้จักพวกเขา เพราะบางครั้งก็เป็นไปได้ที่หน่วยควบคุมคุณภาพ หรือหน่วยตรวจสอบอาจจะเข้าข้างพนักงาน หรือบางทีการเป็น “คนใน” (Insider) ขององค์กรอาจทำให้ถูกครอบงำโดยวัฒนธรรมองค์กร จึงอาจมีมุมมองที่คับแคบ แต่ถ้าจ้างคนนอกมาประเมินอาจได้มุมมองที่แปลก ฉีกแนวออกไป หรืออาจเป็นอะไรที่เคยมองข้ามมาก่อน

แล้วถ้าถามต่อไปอีกว่า ข้อมูลจากนักช็อปปริศนาจะนำมาใช้ประโยชน์ในเรื่อง HR ได้อย่างไร ก็ขอเฉลยนะคะว่าใช้ได้ในเรื่องการพัฒนาฝึกอบรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสถานที่ห้างร้านไม่สะอาด พนักงานบริการช้า พนักงานให้ข้อมูลไม่ชัดเจนดีพอ ห้องน้ำสกปรก อาหารไม่อร่อย สินค้าไม่มีคุณภาพ ฯลฯ ทั้งหลายทั้งปวงล้วนเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรู้และทักษะในการทำงานของพนักงานทั้งนั้น

ข้อมูลที่ได้จากนักช็อปปริศนาจึงมีประโยชน์สำหรับ HR ในการพิจารณาดูว่าพนักงานขององค์กรมีข้อด้อยในประเด็นใด จะได้ทำการพัฒนาฝึกอบรมให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า นอกจากนี้ข้อมูลจากนักช็อปปริศนายังมีคุณค่าต่อการปรับปรุงองค์กรทั้งองค์กร โดยเฉพาะในเรื่องของยอดขายอีกด้วย สัปดาห์หน้าจะเล่ากรณีศึกษาของบริษัทขนาดยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งที่ประธานของบริษัทได้ใช้ข้อมูลจากนักช็อปปริศนามา “ยกเครื่อง” องค์กรจนยอดขายพุ่งปรี๊ดให้ฟัง โปรดติดตามต่อสัปดาห์หน้านะคะ และขออวยพรย้อนหลังให้ทุกท่านสุขสันต์วันตรุษจีนค่ะ

 

ของบำรุงจากใต้น้ำ 2012/01/24

ของบำรุงจากใต้น้ำ

  • 11 มกราคม 2555 เวลา 09:50 น.

เรื่องน้ำท่วมค่อยๆ ทยอยกันหมดไปแล้วนะคะ ขึ้นปีใหม่หนูดีเลยอยากชวนคุยเรื่องสุขภาพ

โดย…หนูดี–วนิษา เรซ

เรื่องน้ำท่วมค่อยๆ ทยอยกันหมดไปแล้วนะคะ ขึ้นปีใหม่หนูดีเลยอยากชวนคุยเรื่องสุขภาพ แต่ก็ยังขอเกี่ยวกับน้ำหน่อยหนึ่งก็แล้วกันค่ะ เป็นเรื่องสุดยอดอาหารประเภทหนึ่งที่เติบโตในน้ำ

ในช่วงต้นปีนี้ หนูดีงดรับประทานเนื้อสัตว์เป็นเวลา 15 วัน ตั้งแต่วันที่ 31 ธ.ค.ที่ผ่านมา และออกจากมังสวิรัติอีกครั้งในวันที่ 14 ม.ค.ปีนี้ ไม่มีเคล็ดอะไรใดๆ เพียงแต่ไปปฏิบัติธรรมสิ้นปีพอดีก็เลยถือโอกาสงดเนื้อสัตว์ต่อเนื่องสักพักหนึ่ง และเป็นช่วงเดียวกับที่ตั้งใจจะ “อดอาหารล้างพิษ 7 วัน” อยู่แล้ว ไหนๆ ก็ไหนๆ ก็อดอาหารในช่วงรับประทานมังสวิรัติไปด้วยเลยดีกว่า

ตอนนี้หนูดีเพิ่งถึงวันที่ 4 ของการอดอาหารล้างพิษ ยังคงไม่หน้ามืดและมีสติครบถ้วนทุกประการ (เอ๊ะ จริงหรือไม่ อันนี้ต้องรบกวนคุณผู้อ่าน อ่านบทความนี้แล้วสรุปให้หนูดีหน่อยนะคะ ว่าสมองคนที่อดอาหารมา 4 วันแล้ว ยังเขียนบทความรู้เรื่องอยู่ไหม ถ้าอ่านแล้วเหมือนปกติ ก็แปลว่าโปรแกรมอดอาหารที่หนูดีเข้านี้ ใช้ได้อยู่ค่ะ) แต่เรื่องอดอาหาร เดี๋ยวหนูดีมาเขียนเล่าให้ฟังสัปดาห์หน้านะคะ รอให้ครบ 7 วันรอดตายก่อน แล้วเรามาคุยกันอีกที

สัปดาห์นี้ทั้งสัปดาห์ หนูดีเลยยกยอดวิตามินที่รับประทานอยู่แต่เดิมออกไป รับเพียงกลุ่ม Detox เท่านั้น ในนาทีที่เก็บขวดวิตามินต่างๆ ลงตะกร้าให้เรียบร้อย พ้นหูพ้นตา (เดี๋ยวอยากหยิบมาทานเสริม) ก็เลยนึกถึงอาหารเสริมประเภทหนึ่งที่หนูดีเองชอบทานปะปนกับวิตามิน และเห็นคนทานเยอะมาก โดยที่บางครั้งเราไม่ชัวร์ นั่นก็คือ “สาหร่าย” ค่ะ สาหร่ายที่จะพูดถึงไม่ใช่สาหร่ายทอดเป็นแผ่นๆ แบบสาหร่ายเถ้าแก่น้อยนะคะ แต่เป็นประเภทอัดเม็ด หรือผงค่ะ

หนูดีเอง ทานสาหร่ายเม็ดสลับสับเปลี่ยนกับวิตามินอื่นๆ อีกหลายๆ ตัว เพราะด้วยวิถีชีวิตที่รับประทานเนื้อสัตว์น้อยอยู่แล้ว เลยเน้นโปรตีนจากพืชเยอะหน่อยค่ะ สาหร่ายเองมีชื่อเสียงอยู่แล้วเรื่องการให้โปรตีน แต่ที่คนทั่วไปไม่ค่อยทราบคือ สาหร่ายนั้นมีอยู่ 3 สายพันธุ์ที่ขายกันเป็นล่ำเป็นสันในโลกสุขภาพค่ะ คือ 1.สไปรูลิน่า (Spirulina) 2.โคลเรลล่า (Chlorella) และน้องใหม่ล่าสุด 3.ดูนาเลลล่า (Dunaliella) ซึ่งแต่ละตัวจะมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ควรเลือกรับประทานให้เหมาะกับสภาพร่างกายเราที่สุด ที่สำคัญควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานนะคะ บทความนี้เป็นการให้ข้อมูลเสริมเท่านั้นค่ะ

อันดับแรก สไปรูลิน่า–เป็นสายพันธุ์ที่น่าจะมีการรับประทานมาเก่าแก่ที่สุด ว่ากันว่ามีการเก็บมารับประทานตั้งแต่สมัยชาวแอซเทคโบราณเลยทีเดียว แต่น่าเสียดายว่าผลงานวิจัยเกี่ยวกับสาหร่ายตัวนี้ ยังคงน้อยไปสักนิด หากทำกับคนมักเป็นคนกลุ่มเล็ก และเป็นกลุ่มขาดสารอาหาร งานวิจัยส่วนใหญ่ของเขามักทำกับสัตว์หรือทำให้ห้องแล็บ แต่เนื่องจากสาหร่ายนี้มีคนทานมากที่สุด จึงเป็นกลุ่มที่หนูดีเลือกพูดถึงอันดับแรกเลยค่ะ ให้เกียรติอาวุโสเขาด้วย สิ่งที่มีประโยชน์ในตัวเขาคือ สารสีฟ้าในเนื้อสาหร่าย ชื่อ Phycocyanin ซึ่งผลงานในห้องวิจัยพบว่าทำให้เกิด Apoptosis (หรือ การตายของเซลล์มะเร็ง) อย่างไรก็ตาม การรับประทานก็ต้องทานให้ถึงโดสที่จะให้ผล อย่างน้อยๆ ก็ควรจะให้ถึง 250 mg ต่อวัน ซึ่งถ้าทานน้อยกว่านี้ ผลก็อาจจะไม่ได้ตามห้องวิจัย ที่สำคัญเลือกที่ “ย่อยผนังเซลล์” แล้วเท่านั้นค่ะ

อันดับที่สอง โคลเรลล่า–นี่เป็นสาหร่ายหวานใจชาวมังสวิรัติและคนทานเจ เพราะมีโปรตีนและธาตุเหล็กสูงกว่าเพื่อน คือในขนาดรับประทาน 1.5 g หากเทียบแล้ว โคลเรลล่ามีโปรตีนถึง 1 g และมีธาตุเหล็ก 3.2 mg ในขณะที่สไปรูลิน่ามีโปรตีน 0.9 g มีเหล็ก 0.4 mg และดูนาเลลล่ามีโปรตีนเพียง 0.1 g และมีเหล็ก 0.6 mg เท่านั้น ช่วงงดเนื้อสัตว์ หนูดีจึงมักจะพึ่งพาโคลเรลล่าเยอะกว่าเพื่อน เขามักมาเป็นเม็ดเล็กๆ ทานกันวันละเป็นสิบเม็ดเลยทีเดียว มือเขียวอื๋อเลย เพราะเขาไม่เคลือบมา สาหร่ายพันธุ์นี้ปลูกในห้องแล็บที่ญี่ปุ่น ไม่เลี้ยงในน่านน้ำเปิด (ที่รู้ เพราะว่าตอนที่โรงงานปรมาณูระเบิด หนูดีงดสั่งซื้อไปเลยค่ะ จนโรงงานต้องส่งจดหมายมาบอกว่า ไม่ได้ปลูกตรงทะเลใกล้โรงปฏิกรณ์นะจ๊ะ เราปลูกในห้องแล็บจ้ะ แหะๆ ใครน้าว่าลูกค้าคือพระเจ้า หนูดีว่าลูกค้าเนี่ยคือซาตานของแท้เลย ดูหนูดีสิคะ เกิดเหตุการณ์นิดเดียว ปันใจทันที จนเห็นเอกสารยืนยันแล้วค่อยกลับมาทานต่อ) ที่สำคัญ เป็นสาหร่ายเซลล์เดียวที่ย่อยผนังเซลล์มาเรียบร้อย ทานแล้วท้องไม่ค่อยอืดค่ะ ที่น่าสนใจคืองานวิจัยในญี่ปุ่นพบว่า แม่ที่กำลังให้นมลูก หากทานสาหร่ายนี้จะเพิ่ม IgA ในน้ำนม ทำให้น้ำนมนั้นมีสารเสริมภูมิต้านทานลูก ทำให้เด็กติดเชื้อได้ยากกว่าค่ะ

อันดับสุดท้ายน้องใหม่ ดูนาเลลล่าอันนี้มีข้อดีที่น่าสนใจที่สุดก็คือ อันดับแรก ผนังเซลล์ของพันธุ์นี้มีความอ่อนนุ่มกว่า 2 สายพันธุ์แรก บริษัทที่ขายมักโฆษณาว่าน้ำย่อยมนุษย์นั้น ย่อยได้เลย แต่อีก 2 พันธุ์แรก โรงงานผลิตก็จะโฆษณาว่าย่อยผนังเซลล์มาให้แล้ว อันนี้เลือกตามสะดวกใจค่ะ แต่ที่หนูดีว่า เด็ดกว่าเพื่อนก็คือดูนาเลลล่า จะถูกเลี้ยงในน้ำทะเลที่เต็มไปด้วยสารอาหาร ส่วนสไปรูลิน่าและโคลเรลล่าถูกเลี้ยงในน้ำจืด ดังนั้นการโตในน้ำทะเล (กรุณาปลูกไกลๆ เตาปฏิกรณ์) ทำให้เขาต้องสู้กับศัตรูและรังสียูวี จึงทำให้สาหร่ายสายพันธุ์นี้เต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ แต่มีเบตาแคโรทีนสูงมาก ในอดีตเขาถูกสกัดไปใช้เฉพาะเบตาแคโรทีนด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้ซื้อทานได้ทั้งแบบแห้ง แบบเม็ด แบบผง

สาหร่ายทั้งหลายนี่ เป็นหนึ่งใน Super Food เลยนะคะ ในเมืองไทยเราก็มีหลายสายพันธุ์ แต่เริ่มค่อยๆ ทยอยตายไปตามน้ำที่เน่าเสียมากขึ้น เพราะอย่างผำ (อร่อยมาก เป็นเม็ดเล็กๆ เขียวๆ โตในน้ำสะอาดเท่านั้น) หนูดีชอบไปเห็นตามตลาดต่างจังหวัด และเอามาผัดกับหมูสับหรือเจียวกับไป หรือ “ไก” ที่นำมาทำ “ไกยี” ที่ จ.น่าน สาหร่ายพวกนี้ ถ้าน้ำเสียเขาก็ไม่อยู่กับเราแล้วค่ะ น่าเสียดาย ส่วนสาหร่ายในขวด ใครชอบแบบไหน เลือกรับประทานให้เหมาะกับตัวเองที่สุด ถึงจะคุ้มค่าเงินที่จ่ายไป เพราะพอบรรจุขวดแล้วแพงไม่ใช่เล่น ก่อนซื้อมาทานควรศึกษาสรรพคุณและสายพันธุ์โดยละเอียดค่ะ

 

เทคนิคสวยเทรนด์ใหม่รับซัมเมอร์ 2012/01/24

เทคนิคสวยเทรนด์ใหม่รับซัมเมอร์

  • 11 มกราคม 2555 เวลา 09:39 น.

โลกกลมๆ ใบนี้ยังหมุนฉันใด โลกแห่งแฟชั่นและโลกความงามก็ไม่เคยหยุดนิ่งฉันนั้น

โดย..พุสดี สิริวัชระเมตตา

โลกกลมๆ ใบนี้ยังหมุนฉันใด โลกแห่งแฟชั่นและโลกความงามก็ไม่เคยหยุดนิ่งฉันนั้น งานนี้ขอประเดิมเปิดศักราชด้วยเทรนด์ใหม่สุดฮิปจากลังโคม ที่ซีซันนี้ อารอน เดอ เม ผู้อำนวยการฝ่ายศิลปะการแต่งหน้าของลังโคม ขอประมวลความสุขสันต์จากสวนสวรรค์ของราชินีแห่งพรรณไม้ ด้วยมนต์เสน่ห์ชวนหลงใหลของยามบ่ายในฤดูใบไม้ผลิอันแสนรื่นรมย์มาเป็นคอนเซปต์ในการสร้างสรรค์คอลเลกชันใหม่นี้ โดยชูโทนสีชมพูลูกกวาด สีส้ม และสีเขียวอ่อน สามเฉดสีสวยหยาดเยิ้มเป็นโทนสีหลักของคอลเลกชัน

พร้อมกันนี้เพื่อเอาใจสาวไทยที่ไม่อยากตกเทรนด์การแต่งหน้าแบบโพรเฟสชันนัล แต่เข้ากับสไตล์สาวไทย งานนี้ กูรูปัญปัญญา แหล่งสนาม Lancome Makeup Trainer เลยมาเผยเทคนิคและเคล็ดไม่ลับการแต่งหน้าให้เหมาะกับสาวไทยแบบไม่มีกั๊ก

เริ่มจาก ลา โรเซอเร สีปัดแก้มที่ช่วยแต่งผิวให้เรียบเนียนและเปล่งปลั่งดั่งคลี่คลุมด้วยม่านบางใส โดยใช้คุณสมบัติของสามเฉดสีประกายมุข อันประกอบด้วย สีชมพูกุหลาบช่วยขับสีผิวให้กระจ่างใสขึ้น สีพีชช่วยให้ใบหน้าดูอบอุ่นขึ้น และสีเขียวอ่อนช่วยแก้สีของรอยแดง เพิ่มความงามให้กับผู้หญิงแบบ 360 องศา

อารอน เดอ เม ได้แนะนำเทคนิคการเล่นสีไว้ว่า ให้ใช้แปรงปลายกว้างผสมสองเฉดสีเข้าด้วยกันแล้วปัดให้ทั่วแก้ม คาง และโหนกหน้าผาก จากนั้นใช้แปรงปัดแก้มไล้สีชมพูที่ยอดโหนกแก้มหรือใต้ตาเพื่อพรางรอยคล้ำ เพียงเท่านี้ก็จะได้สีผิวเปล่งปลั่งดุจดอกไม้แรกแย้ม

ขณะที่ กูรูปัญ แนะนำเพิ่มเติมว่า หลังจากคุณผู้หญิงทารองพื้น คอนซีลเลอร์ และแป้ง เรียบร้อยแล้ว ให้ใช้สีปัดแก้มตลับนี้ปัดให้ทั่วใบหน้า ทั้งตรงแก้มสองข้าง ปลายจมูก ปลายคาง และบริเวณหน้าผาก เพื่อทำให้ใบหน้าดูมีมิติ จากนั้นจึงปัดสีชมพูเฉพาะตรงแก้ม กล่าวคือถ้าอยากได้สไตล์ที่ดูหรูหราหน่อย ให้เน้นปัดแค่ตรงโหนกแก้ม แต่ถ้าอยากได้ใบหน้าที่ดูสุขภาพดี เหมือนแก้มเด็กหรือไม่ดูเนี้ยบมากนัก อาจใช้ปัดแก้มเสร็จแล้ว เบรนด์ลงมาด้านล่างเหมือนแก้มเด็ก เพราะแก้มเด็กจะไม่แดงขึ้นข้างบน แต่จะปัดลงด้านล่างแทน จากนั้นก็ให้ปัดปลายจมูกเล็กน้อย

ชิ้นถัดมาคือ เลส์ เยอส์ ดูส ซีซันนี้ ลังโคมเสนอเทรนด์การแต่งดวงตาแจ่มกระจ่าง ไม่ดูไร้เดียงสาจนเกินไป ด้วยการเล่นกับความซับซ้อนและเย้ายวน บางใสแต่ชวนค้นหา ด้วยแรงบันดาลใจจากสีของดอกกุหลาบตูมและเฉดที่ร้อนแรงเร้าใจยิ่งกว่าของดอกฟุซเซีย ชุดสีแรกประกอบด้วยสีเขียวอ่อน เขียวพิซตาชิโอ และเขียวมินต์ ที่ให้ความรู้สึกละเอียดอ่อนบอบบาง อีกชุดประกอบด้วยสีชมพูและสีบานเย็นเจิดจ้า เพื่อภาพลักษณ์ที่เย้ายวนยิ่งขึ้น สองชุดสีสี่เฉดที่ล้วนแล้วแต่ชวนให้แต่งแต้ม เพื่อผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติหรือจับตาตรึงใจได้ตามต้องการ

สำหรับชิ้นนี้ อารอน เดอ เม เผยเทคนิคในการเสกสรรสีผิวดังใจสั่งโดยใช้สีกลางสองเฉด ก่อนบรรจงระบัดระบายทั้งเปลือกตาด้วยปลายพู่กัน หรือจะใช้ปลายนิ้วก็ได้ จากนั้นแต่งหัวตาและใต้โหนกคิ้วให้สว่างขึ้นด้วยสีไฮไลต์ ท้ายสุดแต่งตาให้ได้รูปสวยเด่นด้วยการใช้เฉดสีเข้มเกลี่ยให้กลมกลืนจากฐานขนตาขึ้นไปถึงรอยพับเปลือกตา

ด้าน กูรูปัญ เผยเคล็ดลับเพื่อให้เข้ากับสาวไทยมากขึ้น ด้วยการแนะนำว่า ถ้าเป็นสาวยุโรปจะนิยมแต่งไล่จากสีเข้มมาอ่อน เพื่อป้องกันไม่ให้สีเข้มลงมาทับสีอ่อน ต่างกับสาวไทยที่นิยมแต่งไล่จากสีอ่อนมาเข้ม ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องระวังไม่ให้สีเข้มไปทับสีอ่อน เพราะจะทำให้ดวงตาไม่โดดเด้ง

นอกจากนี้ เมกอัพกูรูชื่อดังยังแนะเคล็ดไม่ลับ เพื่อการแต่งอายแชโดว์ให้ติดทนนาน ไม่เปรอะในช่วงซัมเมอร์ ซึ่งมีอากาศร้อน ว่า สาวที่เริ่มชำนาญในการแต่งหน้าหรือการใช้แปรง อาจใช้แปรงแตะน้ำนิดๆ ให้พอหมาด จากนั้นก็นำไปแตะสีอายแชโดว์ที่ต้องการก่อนแต่งแต้มดวงตา สำหรับเทคนิคนี้ต้องระวังอย่าให้แปรงชุ่มน้ำเกินไป และพยายามแตะต้องขอบๆ อายแชโดว์ เพราะหากแปรงชุ่มน้ำเกินไปจะทำให้อายแชโดว์ขึ้นมันและแตะสีไม่ติด

สำหรับการเลือกสีอายแชโดว์ หรือแมตช์สีอายแชโดว์ให้ปลอดภัย ไม่ดูเชยหรือตกเทรนด์นั้น กูรูปัญแนะนำว่า ต้องไม่ข้ามโทนสี อย่างเช่นเอาสีโทนเย็นไปผสมกับสีโทนร้อน ควรเลือกผสมสีโทนใดโทนหนึ่งนั้น เช่น จะใช้สีเขียว นอกจากจะแมตช์กับสีเขียวโทนต่างๆ ก็อาจใช้ผสมกับสีโทนเดียวกัน เช่น น้ำตาล น้ำเงิน เป็นต้น

ชิ้นสุดท้ายคือ เลอ เฟรช์ ทัช ซึ่งซีซันนี้ ลังโคมเสนอเนื้อลิปสติกที่เนียนละไมดุจแพรซาตินเติมเต็มด้วยเฉดสีสุดสดใส ทั้งสีส้มร้อนแรงเร้าใจ สีบานเย็นเจิดจ้าบาดจิต และสีชมพูอ่อนที่เย้ายวนเกินห้ามใจ พร้อมคัลเลอร์ ฟีเวอร์ กลอส 3 เฉดสีใหม่ในโทนพาสเทล สีเขียวอ่อนละมุน ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากดอกกุหลาบตูม เคียงข้างมากับสีชมพูและสีส้มนุ่มนวลดุจกลีบดอกไม้

งานนี้ อารอน เดอ เม เผยเคล็ดลับการแต่งหน้าด่วนทันใจ ด้วยการทากลอสลงบนริมฝีปากโดยตรง เพื่อมอบความแวววาวเย้ายวน ขณะที่ กูรูปัญ แนะนำให้สาวๆ ลองใช้นิ้วแทนพู่กันทาปาก เติมสีให้ริมฝีปากสวย เพื่อให้ได้สีลิปสติกที่เหมือนเป็นสีลิปส์จริงๆ

 

9ทริคให้หนุ่มๆ ฟิตเปรี๊ยะ!! 2012/01/24

9ทริคให้หนุ่มๆ ฟิตเปรี๊ยะ!!

  • 04 มกราคม 2555 เวลา 11:22 น.

9 เคล็ดลับน่าสนใจจากแพทย์ที่ช่วยให้สุขภาพบนเตียงของคุณผู้ชายฟิตเปรี๊ยะเพื่อความสุขในครอบครัว

โดย…มัลลิกา นามสง่า

เมื่อเรื่องบนเตียงกลายมาเป็นปัญหาคับอกคับใจของบรรดาคุณผู้ชาย เพราะปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นที่ฝ่ายหญิงเท่านั้น แต่เจ้าตัวก็ดันไม่มีเวลาหรือเสื่อมสมรรถภาพก็ว่ากันไป เฮ้อเจอะปัญหาแบบนี้ก็กลุ้มๆ สิคร้าบบบ ใครจะเชื่อล่ะว่าปัญหาส่วนหนึ่งของสถิติการหย่าร้างของครอบครัวในปัจจุบันนั้นมีเหตุจากเรื่องบนเตียงเอี่ยวอยู่ไม่น้อย จะด้วยสถานการณ์ความรับผิดชอบที่มีมากขึ้นทั้งหญิงและชาย สถานการณ์ภายในครอบครัวจึงถูกสั่นคลอนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีเรื่องอย่างว่าเข้ามาซ้ำ มันยิ่งกระแทกให้ฟางเส้นสุดท้ายขาดไวเข้าไปอีก

ก่อนที่ฟางเส้นสุดท้ายจะขาดผึงเอาง่ายๆ ดังนั้นจึงควรหันมาให้ความสำคัญในเรื่องการใช้เวลาร่วมกันอย่างมีคุณภาพน่าจะดีที่สุด โดย“นพ.สรรชัย วิโรจน์แสงทอง” ศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะหรือผู้อำนวยการศูนย์วิจัยนวัตกรรมซีไออาร์ดี (CAPP Innovation Research and Development Center) ได้ให้คำแนะนำแก่บรรดากระทาชายว่า…ควรจะใช้ช่วงเวลาในวันหยุดไปออกทริปสักทริปที่มีบรรยากาศพิเศษ เพื่อคืนความประทับใจให้แก่ครอบครัว โดยมีกลเม็ดเด็ดๆ ดังนี้

1.เตรียมร่างกายให้ฟิต การออกทริปครั้งนี้ไม่มีใครรู้ อาจเป็นทริปที่คุณเหนื่อยที่สุดในชีวิตก็ได้ เพราะว่ากันว่าการมี Sex ที่มีคุณภาพ 1 ครั้ง เท่ากับการวิ่งรอบสนามฟุตบอล 1 รอบ ถ้าไม่ฟิตรับรองวิ่งได้ไม่ถึงรอบ 2 หมดแรงก่อน ดังนั้นก่อนออกสมรภูมิจริงควรตระเตรียมให้ร่างกายได้ออกกำลังกายอย่างน้อยวันเว้นวัน หรือวันเว้นสองวันล่วงหน้า 2 สัปดาห์ เพื่อเป็นการกระตุ้นร่างกายให้พร้อม ถ้าออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้วก็อาจเพิ่มเวลาขึ้นเล็กน้อย แต่อย่าหักโหมเกินไปไม่เช่นนั้นคุณจะได้ไปนอนตลอดทริปแน่นอนเพราะโหมฟิตเกินเหตุ

2.สถานที่ต้องเหมาะ ของดีไม่จำเป็นต้องแพงเสมอไป เพราะการมีสถานที่ที่สะอาด เป็นส่วนตัว บรรยากาศดี ก็น่าจะเพียงพอสำหรับกิจกรรมแห่งความประทับใจได้ง่ายๆ ดังนั้นคุณควรมองหาสถานที่เป็นส่วนตัว หากมาเป็นครอบครัวพ่อแม่ลูก ก็ควรแบ่งเป็นสัดส่วนให้คุณและเธอได้มีโอกาสย้อนเวลาหารักแท้กันได้ในค่ำคืนที่แสนโรแมนติกง่ายๆ หลังส่งเจ้าตัวเล็กหลับฝันดี เพื่อให้เวลาที่มีอยู่อย่างน้อยนิดนี้เป็นความสุขความทรงจำทุกครั้งที่ได้นึกถึง

3.อาหารอย่าให้ขาด คุณควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วน ไม่ต้องกลัวน้ำหนักเพิ่มในช่วงนี้ เนื่องจากคุณกำลังต้องการพลังงานอย่างมาก เพื่อแสดงความทรงพลังที่มีอยู่ในตัวคุณออกมา มีหลายศาสตร์ที่แนะนำว่า อาหารที่มี Zinc หรือสังกะสี ที่มีความสำคัญในการควบคุมการทำงานของอวัยวะรับสัมผัส และมีความจำเป็นต่อการเจริญของระบบสืบพันธุ์ พูดให้เข้าใจง่ายคือช่วยให้ต่อมลูกหมากของคุณทำงานได้ดีขึ้นนั่นเอง โดยสังกะสีจะมีมากในหอยนางรม ช็อกโกแลต ถั่วลิสง งาดำ

4.ดื่ม (แอลกอฮอล์) แต่พอดี หากคุณต้องการย้อมใจด้วยแอลกอฮอล์ก่อนก็ขอให้เอาแค่พอดีเท่านั้น โดยช่วงก่อนไปสัก 2 สัปดาห์ ดื่มให้กำลังดี ลดลงจากปกติได้จะดีไม่ควรดื่มจนแฮงค์ เพราะการดื่มหนักจะทำให้ร่างกายคุณทรุดไปหลายวัน จะทำให้ทริปนี้ของคุณจอดไม่ต้องแจวกันพอดี

5.ปลอดจากอารมณ์ร้าย แน่นอนว่าเมื่อลงเรือลำเดียวกันแล้ว เป้าหมายต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ให้คนหนึ่งพายอีกคนหนึ่งก็คอยเป็นแรงส่งให้หัวเรือไปถึงจุดหมายปลายทางเดียวกัน อย่าให้กลับตาลปัตรว่าหัวเรือเบนไปทางท้ายเรืออยากไปอีกทาง ดังนั้นควรสมานฉันท์กันตลอดเส้นทาง ไม่มีอารมณ์หิว หงุดหงิด โกรธ กลัว หรือแม้แต่ความเศร้าเข้ามาครอบคลุมจิตใจ เพื่อให้เรือลำนี้ถึงที่หมายอย่างราบรื่นสะดวกโยธิน

6.สัมผัสส่งสัญญาณ อันนี้ต้องมีการส่งซิกกันเป็นระยะๆ เพื่อให้ทั้งตัวคุณและคู่ของคุณ สัญญาณที่ว่าอาจจะเป็นการสัมผัสแบบแผ่วเบา ทะนุถนอมอย่างเอ็นดูรักใคร่ ใครจะใจแข็งได้ลงคอ นอกจากบอกเป็นนัยๆ แล้ว จะเป็นการสร้างความตื่นเต้นและตื่นตัวในคราวเดียวกัน เพื่อให้ทั้งคุณและเธอพร้อมที่จะจูงมือกันไปถึงที่หมายพร้อมกัน

7.แก้ปัญหาก่อนสตาร์ต ถ้าเคยมีปัญหาด้านสมรรถภาพอยู่บ้าง ควรแก้ไขให้เรียบร้อย จริงๆ แล้วปัญหานี้จะพบได้ในกลุ่มผู้สูงอายุมากกว่า เพราะอายุจะเป็นตัวแปรสำคัญทีเดียว คุณลองสังเกตตัวเองก็ได้ว่าเมื่อตอนอายุ 30 ปี ก็ไม่เหมือนเมื่อ 20 ปี และเมื่อตอน 40 ปี ก็ไม่เหมือน 30 ปี แต่สาเหตุมีได้หลายปัจจัย โดยแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือภาวะทางกายภาพ เช่น โรคเบาหวาน ทำให้เส้นเลือดเสื่อม ภาวะทางจิตใจ เช่น ความเครียด ความกังวล นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากสภาพร่างกายที่ไม่พร้อม เพราะการทำงานหนักเป็นเวลานานๆ โดยไม่มีการพักผ่อนที่พอเพียงจะมีผลทำให้การผลิตฮอร์โมนเพศชายลดลง ดังนั้นหากมีปัญหาอยู่แล้วควรปรึกษาผู้รู้หรือไปพบแพทย์เพื่อแก้ไขปัญหาให้ถูกจุด

8.อาหารเสริมและยาต่างๆ หนทางนี้ในปัจจุบันมีทางเลือกในการรักษาภาวะเสื่อมสมรรถภาพ หรือภาวะที่ร่างกายปฏิบัติได้ลดลงกว่าที่เคยเป็น มีทั้งยาแผนปัจจุบันที่ต้องรับการตรวจรักษาและจ่ายยาโดยแพทย์ อาหารเสริมชนิดต่างๆ หรือสมุนไพรใหม่ๆ ที่มีงานวิจัยรับรองก็เป็นทางเลือกอีกทางที่ปลอดภัย โดยควรตรวจสอบที่มาที่ไปของยาและอาหารเสริมต่างๆ ว่าได้คุณภาพและมีการรับรองคุณภาพอย่างถูกต้อง

9.คนที่ไปคือคนรู้ใจตัวจริง อย่าลืมว่าทริปนี้ควรไปกับคนรู้ใจตัวจริง ตรงนี้สำคัญสุดคือ ต้องพาคนที่คุณจะร่วมใช้เวลาอันทรงคุณค่าไปด้วยและต้องถูกคนด้วย ไม่อย่างนั้นเรื่องที่ว่าร้ายอยู่แล้วจะยิ่งร้ายแรงยิ่งขึ้นไปอีก

 

ชวนพักสมองปลายปี 2012/01/24

ชวนพักสมองปลายปี

  • 28 ธันวาคม 2554 เวลา 09:54 น.

ใกล้ปีใหม่แล้ว หนูดีมีเรื่องมาชวนพัก ชวนคุยสนุกๆ นอกเหนือจากเรื่องน้ำท่วมด้วย เพราะน้ำเริ่มลดแล้ว

หนูดี–วนิษา เรซ

ใกล้ปีใหม่แล้ว หนูดีมีเรื่องมาชวนพัก ชวนคุยสนุกๆ นอกเหนือจากเรื่องน้ำท่วมด้วย เพราะน้ำเริ่มลดแล้ว แต่ก็ยังขอมีควันหลงนิดหนึ่ง เพื่อความปลอดภัยในเรื่องสุขภาพของแฟนๆ คอลัมน์ เพราะคราวที่แล้วเราคุยกันเรื่องการใช้วิธี “ฟูมิเกชัน” ไปแล้ว

สัปดาห์นี้ หนูดีจึงอยากเพิ่มเทคนิคการใช้หลอดยูวีฆ่าเชื้อราในบ้าน ซึ่งหากใครคิดจะใช้ กรุณาอย่าเข้าหาหลอดโดยตรง เพราะคลื่นรังสียูวี อย่างที่สาวๆ ทราบกันดีคือ มันส่งผลให้เราแก่ (น่ากลัวจริงๆ) แต่ในความแก่นั้น สิ่งที่ซ่อนลึกไปในเซลล์ก็คือเซลล์ของเราถูกทำลายนั่นเองค่ะ

วิธีการทำงานของรังสียูวีก็คือ จะไปทำลายบอนด์ หรือพันธะดีเอ็นเอของเซลล์เชื้อรา จึงทำให้เรามั่นใจได้ว่าเชื้อราตายจริงๆ แต่ในขณะเดียวกันหากเราเดินเข้าหาหลอดยูวีโดยไม่ปกป้องตัวเอง เช่น คลุมเป็นไอ้โม่งกันเข้าไปเลย มันก็จะทำลายพันธะในเซลล์ของเราเช่นกัน วิธีที่ดีที่สุดหากคิดจะไปยุ่มย่ามกับหลอดยูวีนี้ก็คือ นำเขาไปแขวนไว้ในห้องที่ต้องการจะฆ่าเชื้อโรค และลากสายปลั๊กยาวๆ ออกมาอีกห้องหนึ่ง แล้วไปเสียบปลั๊กเปิดไฟในอีกห้องหนึ่ง เปิดและปิดหลอดทุกครั้งโดยไม่ให้ร่างกายเรากระทบแสงนั้นโดยตรง

การใช้ “โอโซน” ในการฆ่าเชื้อ ปัจจุบันนี้ EPA หรือสำนักงานพิทักษ์สิ่งแวดล้อมของสหรัฐยังไม่รับรองการใช้ เพราะ “โอโซน” ถูกวงการโฆษณาทำให้เป็นพระเอกเกินไป แต่การนำเครื่องโอโซนเข้ามาใช้ในที่พักอาศัย โดยเฉพาะคาดหวังให้เกิดการฆ่าเชื้อนั้นอาจไม่ค่อยได้ผล เพราะเขาทำงานโดยการ “ทำลายผนังเซลล์” ของพวกเชื้อรา และเชื้อโรค ไม่ได้ทำลายพันธะดีเอ็นเอโดยตรง จึงไม่สามารถรับประกันได้ว่าเชื้อโรคจะตายจริงๆ

นอกจากนี้ การสูดดมโอโซนเข้มข้นสูงในที่พักอาศัยเป็นเวลานานจะทำให้เกิดความเจ็บป่วยที่ฟื้นตัวได้ยาก ผู้ขายมักใช้คำว่า Energized Oxygen หรือ Pure Air ซึ่งทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดว่า ออกซิเจนรุ่นพิเศษนี้ดีกับสุขภาพ แต่จริงๆ แล้ว ในความเข้มข้นที่สูงนั้นโอโซนถือเป็นแก๊สพิษ อยากให้ระวังกันไว้และไม่เป็นเหยื่อโฆษณาด้วยค่ะ

ปลายปีนี้เมื่อน้ำเริ่มลด ปีใหม่เริ่มใกล้เข้ามา ก็ได้เวลาพักผ่อน และเริ่มหาเวลาสงบไปปฏิบัติธรรมกันแล้ว หนูดีอยากจะชวนแฟนๆ คอลัมน์ไปที่โปรดที่สุดสำหรับปีใหม่ของหนูดี ที่ไปครั้งใดก็ไม่เคยผิดหวังในการได้เติมเต็มจิตใจ จิตวิญญาณ เหมือนได้ไปชาร์จแบตเตอรี่มาจนเต็ม พร้อมเริ่มต้นปีต่อไปได้อย่างสดใสทุกครั้ง ที่นั้นคือ “ศูนย์เต้าเต๋อซิ่นซี อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี” ไปปฏิบัติธรรมมาหลายที่ แต่หนูดียกให้ที่นี่เป็นอันดับหนึ่งสำหรับปีใหม่ค่ะ

นอกจากไม่ “เข้มข้น” เกินไป (พูดง่ายๆ ว่า ไม่มาบังคับให้ทำนั่นทำนี่ แต่เป็นที่สบายๆ เพราะมีคนป่วยไปด้วยแบบครึ่งต่อครึ่ง คนที่นี่เลยใจดี ดูแลเราเหมือนเป็นคนป่วยกลายๆ เหมาะสำหรับคนชอบโดนเอาใจค่ะ) กิจกรรมที่นี่เมื่อไปถึงแล้ว จะตื่นไม่เช้ามาก สักเวลา 67 โมง สบายๆ แต่ใครขยันตื่นมาเวลาตีห้าครึ่งก็ได้ค่ะ อากาศดี ตื่นมามีการสอนรำมวยจีนเวอร์ชันเต้าเต๋อซิ่นซี พวกเราเรียกกัน “รำเต้าซิ่นดีทอกซ์” เพราะช่วยล้างพิษเลือด

นั่งสมาธิ เสร็จแล้วรับประทานอาหารเช้า อาหารทุกมื้อที่อร่อยมาก ไม่มีเนื้อสัตว์ ผักปลูกเอง สูตรอร่อยจนหนูดีเดินเข้าครัวไปขอแอบดูแอบจดสูตรตลอด แม่ครัวก็แสนใจดี ไม่มีหวงสูตรกันเลย ก่อนกลับบ้านบางครั้งพรินต์ให้เป็นแผ่นๆ ระหว่างวันมีการสอนหลักปรัชญาเต๋า เช้าเย็น นั่งสมาธิกับเพลงร่วมกัน เป็นเพลงคล้ายๆ บทสวด ฟังแล้วมีภวังค์มากค่ะ

ทีเด็ดคือ มีการ “ฝังดินดูดพิษออกจากร่างกาย” ด้วยคอนเซปต์คล้ายๆ เมืองเบ็ปปุที่หนูดีไปมาที่ญี่ปุ่น แต่ดินที่นี่ร่วนละเอียด ไม่หนักทึบเหมือนเบ็ปปุค่ะ ที่นี่มีกิจกรรมแคมป์สมาธิปีใหม่ ตั้งแต่วันที่ 31 ธ.ค. 2554-2 ม.ค. 2555 หากใครสนใจมาร่วมกิจกรรมปีใหม่ที่นี่ร่วมกัน โทร.จองได้ที่ 02-2041531 ต้องขอบอกด้วยว่า ที่พักสบายจริงๆ เหมาะสำหรับคนเรื่องมากจุกจิกค่ะ (ชวนเพื่อนมาไม่ค่อยโดนบ่น) ห้องสะอาดดี มีน้ำอุ่นด้วย แถมที่พักมีสองโซน แบบมีแอร์และไม่มีแอร์ แต่หนูดีเลือกไม่มีแอร์ตลอด เพราะอากาศในหุบเขาที่ จ.กาญจนบุรี ช่วงปีใหม่นี่ไม่ต้องการแอร์เลย ใครที่มาแล้วเห็นหนูดีก็เข้ามาทักกันด้วยนะคะ เจอแฟนคอลัมน์ตัวเป็นๆ ทีไร หนูดีดีใจมากทุกทีเลย

ส่วนเรื่องสุดท้ายนี่ไม่บอกไม่ได้ เพราะมัน “อะเมซิง” มากสำหรับหนูดี คุณแม่ชวนไปดู “แฟนธอม ออฟ ดิ โอเปรา” รุ่นฉลอง 25 ปี ที่ พารากอน ซิเนเพล็กซ์ ที่ต้องเล่า เพราะเรื่องนี้หนูดีไม่อยากดูเลย แต่คุณแม่อยากดูมากกกก หนูดีแค่คิดว่าต้องไปนั่งดูโอเปราก็อยากร้องไห้แล้ว เพราะทั้งพ่อทั้งแม่ชอบเหลือเกิน และชอบพาลูกๆ ไปดูเพื่อให้มี “วัฒนธรรม” แต่ลูกสองคนหัวไม่ถึงเลย

จริงๆ หนนี้ หนูดีพยายามต่อรองขอไปนวดหน้ารอได้ไหม เพราะมันยาวตั้งแต่เวลา 19.00-23.00 น. แค่คิดก็ไมเกรนจะขึ้น แถมตั๋วตั้ง 1,000 บาท (คือ ไม่แพงเลยสำหรับการแสดงสด …แต่เวอร์ชันวิดีโอเนี่ยนะต้องจ่ายตั้งพัน) ในที่สุดขัดคุณแม่ไม่ได้ เลยหอบป๊อปคอร์นอันใหญ่สุดเข้าไปกินประชดชีวิต ปรากฏว่าสนุกมาก สนุกแบบเหลือเชื่อ สนุกจนไม่เดินออกจนเขาขึ้นเครดิตหมดน่ะค่ะ

แถมที่เด็ดก็คือ มีคำแปลข้างล่างเป็นไทยด้วย โอ้โหสุดยอดจริงๆ เพราะพอเขาเริ่มโหยหวนกัน หนูดีก็อ่านซับเลย มหัศจรรย์จริงๆ ดังนั้น เลยต้องรีบบอกทุกคนที่เกลียดกลัวโอเปราว่า ถ้าเขายังฉายอยู่ รีบโทร.ไปจองเลยค่ะ ที่สำคัญบรรดาคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกดื้อไม่ยอมบริโภคโอเปราแบบเราสองคน ให้พาเขาไปดูรับรองไม่ผิดหวัง แต่ต้องโทร.ถามวันต่อวันนะคะ ว่ายังฉายอยู่หรือเปล่า ที่โทร. 02-12946356 เห็นมีบัตรราคาตั้งแต่ 300 บาทด้วย และทีเด็ดสุดๆ อีกอย่างก็คือ พอดูเป็นภาพยนตร์มีการซูมเข้าออกให้ เหมาะกับคนสายตาสั้นแบบหนูดีอย่างยิ่ง

ใครยังไม่ได้ดูก็ลองไปกันนะคะ ดูแล้วหนูดีชักเปลี่ยนใจมาชอบโอเปรานิดๆ แล้วเลยค่ะ

 

ปี 2012 เทรนด์สีทองล้ำค่า ไร้ขีดจำกัดเวลา 2012/01/24

ปี 2012 เทรนด์สีทองล้ำค่า ไร้ขีดจำกัดเวลา

  • 28 ธันวาคม 2554 เวลา 09:27 น.

บิวตี้นิสตาเตรียมนับถอยหลังสู่ศักราชใหม่ พร้อมต้อนรับปี 2012 ให้สวยสดใส

โดย..ชุติมา สุวรรณเพิ่ม

บิวตี้นิสตาเตรียมนับถอยหลังสู่ศักราชใหม่ พร้อมต้อนรับปี 2012 ให้สวยสดใส ต้องแต่งเสริมเติมสวยอย่างไรให้อินไม่มีเอาต์คือโจทย์ช่วงนี้ “ปี 2012 สีทองมาแรง!!” เทตซูย่า โอคูคาว่า เมกอัพ อาร์ติสต์ที่มีประสบการณ์แต่งหน้าให้กับดารานักร้องชื่อดังของญี่ปุ่น ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้เขาบินตรงมาแนะนำเทรนด์การแต่งหน้าแก่สาวไทยก่อนใคร แบบ 7 ลุค 7 สไตล์ ในงาน “ชิเซโด้ กรุ๊ป บิวตี้ ปาร์ตี้” แนะนำไว้ไม่ให้สาวไทยพลาด! สีทองมาแรง!!!

เทรนด์เมกอัพมาแรงซีซันหน้า หลายแบรนด์ดังชั้นนำทั้ง แมค ลูนาโซล คลาแรงส์ ล้วนพูดตรงกัน…อณูทองคำล้ำค่า เล่นสี เล่นแสงได้ดั่งใจ ไร้ขีดจำกัดเวลา

พิงก์โกลด์ ไวต์โกลด์ เยลโลโกลด์ แมตช์ผิวสาวไทย

เมกอัพ อาร์ติสต์ชื่อดังจากแดนอาทิตย์อุทัย เทตซูย่า โอคูคาว่า อัพเทรนด์สาธิตการแต่งหน้าซีซันหน้า 7 ลุค 7 สไตล์เทรนด์เมกอัพ 2012 แนะนำว่า “สีที่กำลังจะมาแรงในปีหน้านี้ คือสีทอง ไม่ว่าจะเป็นพิงก์โกลด์ ไวต์โกลด์ เยลโลโกลด์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เพิ่มประกายเข้ากับสีผิวสาวไทยได้เจิดจรัสที่สุดนะครับ”

เทตซูย่า ยังฝากเทคนิคการแต่งหน้าเป็นความรู้แก่สาวไทยว่า “โครงหน้าผู้หญิงไทยชัดเจน มีมิติกว่าสาวญี่ปุ่น การแต่งหน้าจึงต้องดูบาลานซ์ให้ดี ควรเมกอัพโดยเลือกเสริมจุดเด่นบนใบหน้าตนเองให้โดดเด่นยิ่งขึ้น เช่น ใครตาสวยให้เน้นตา ปากสวยให้เน้นปาก ส่วนใครอยากเปลี่ยนลุค ก็ทำได้ด้วยเทคนิคง่ายๆ แค่เปลี่ยนแนวคิ้ว ซึ่งอยากให้ลองนำไปใช้ดู”

7 ลุคในสไตล์ PopUp จากแมกกาซีน เช่นนางแบบเริ่มด้วยความงาม ลุค “Elegant Classic Holiday” โอคูคาว่า เน้นความสวยโดดเด่นบนเรียวปากด้วยลิปสติกสีแดงสด หากอยากโดดเด่นเจิดจรัสประหนึ่งเซเลบริตีบนพรมแดง แนะนำการแต่งหน้าลุค “Brilliance and Glamorous” จากแบรนด์ “เคลย์ เดอ โป โบเต้” เน้นเสน่ห์เปล่งประกายบนดวงตาด้วยพาเลตวินเทจ และสาวๆ คนไหนที่คิดไม่ออกว่า ควรแต่งหน้าอย่างไรให้เด่นที่สุดในปาร์ตี้นี้ ลองเลือกลุค “Fun and Chic” จากแบรนด์ “เอตูเซ่ส์” โดยเน้นเขียนดวงตาให้กลมโตแบบ Cat Eye ด้วยลิควิดอายไลน์เนอร์ทั้งขอบตาบนและล่าง

ส่วนแบรนด์ “อิปซ่า” อยากให้สาวๆ เผยผิวหน้าสวยใส ดูสุขภาพดี ด้วยลุคการแต่งหน้ารับลมหนาว “Healthy Look” เพียงแค่ใช้ลิปกลอสเติมบนเรียวปาก ก็ทำให้คุณดูสวยแบบมั่นใจ

 

และอีกหนึ่งเสน่ห์ความงาม จากแบรนด์ “นาร์ส” ในแบบ “Modern Kabuki” ผสมผสานศิลปะความงามแดนอาทิตย์อุทัยเข้ากับโมเดิร์นสไตล์ได้อย่างลงตัว แค่เน้นแต่งพวงแก้มด้วยสีสดให้ดูสวยเซ็กซี่

ปาร์ตี้ปีใหม่ “ชิมเมอร์สีทองระยิบระยับ”

คาเนโบ เปิดตัว ลูนาโซล 2011 Autumn Makeup Collection กับแรงบันดาลใจของแสงและเงาอย่างลงตัว โดยอินเตอร์เนชันแนลเมคอัพ อาร์ติสต์ญี่ปุ่นอีกคน มุทสึยะ ซาไก ซึ่งนำเทรนด์ Beauty & Fashion มาฝากว่า “แฟชั่นในปลายปีนี้ เน้นในแนวโทนสี (ทอง) อบอุ่น ไม่ฉูดฉาด กับโทนสีเมคอัพที่ดูสงบ เรียบง่าย ดั่งเช่นอายแชโดว์ของลูนาโซลซีซันนี้ แนะให้ใช้สีเบจเป็นสีหลัก และเติมแต่งดวงตารับแสงและเงาได้อย่างลงตัวด้วย 3 เฉดคู่สีในพาเลต ที่มีสีแมตช์ให้แต่งแต้มดวงตาได้ทั้งสโมกกีแบบเข้ม หรือชิมเมอร์สีทองระยิบระยับเหมาะกับช่วงปาร์ตี้นี้ดีครับ”

ประกายหรูหรา เปลือกตา พวงแก้ม โหนกคิ้ว กับเนื้อลิควิดหลากสี หลากมิติ ใหม่ล่าสุดของ M.A.C ประกายเมทัลลิก เทรนด์สุดฮิตช่วงนี้ตัดขอบเขตขีดจำกัดของอายแชโดว์เดิม เนื้อพาวเดอร์หรือเนื้อครีมที่เคยมีมา เนื้อลิควิดเกลี่ยได้นุ่มนวล แนบเนียน (กว่า) ให้เอฟเฟกต์ดั่งใจที่คุณต้องการครีเอตผสมผสานดูซอฟต์ หรูเด่น สะดุดตา

 

เมคอัพค่าย M.A.C แนะเดย์ลุคใช้สีดูนุ่มนวล สีเข้มปานกลาง และเติมเพื่อให้เด่นชัดในไนต์ลุค ก็ง่ายๆ ในการแต่งทับ ยกระดับลุคการแต่งหน้าแบบเอ็กซ์ตรีม แวววาว กับ MetalX อายแชโดว์ ที่มีสีเด่น Style Tip สีชมพูอมนูดอ่อนนุ่ม Much Adored สีขาวอมชมพูประกายมุก Mistletoe สีทองประกาย

ทริกตบท้ายกับ คลาแรงส์ “สลับสี เล่นแสงได้ดั่งใจ” กับเปลือกตาสโมกกีอายแบบมืออาชีพ เกลี่ยสี Silver ไฮไลต์ให้ทั่วเปลือกตาบน แล้วเลือกสีที่เหมาะกับสีตาเกลี่ยบริเวณรอยพับตา เพื่อสร้างมิติและแสงเงาให้เปลือกตา (สี Silver Gray สำหรับดวงตาสีอ่อน สี Copper Pink ดวงตาสีน้ำตาล) สุดท้ายใช้แปรงปลายเรียววาดขอบตาให้คมชัด โดดเด่นด้วยสี Charcoal Grey

 

น้ำท่วมขัง อย่ามองข้ามโรคผิวหนังเด็ก 2012/01/24

น้ำท่วมขัง อย่ามองข้ามโรคผิวหนังเด็ก

  • 27 ธันวาคม 2554 เวลา 09:10 น.

จากปัญหาน้ำท่วมที่ผ่านมา แม้ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่น้ำลดลงและแห้งสนิทแล้ว แต่หลายพื้นที่ยังมีน้ำท่วมขังอยู่

โดย..วรธาร ทัดแก้ว

จากปัญหาน้ำท่วมที่ผ่านมา แม้ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่น้ำลดลงและแห้งสนิทแล้ว แต่หลายพื้นที่ยังมีน้ำท่วมขังอยู่ ซึ่งอาจมีเชื้อโรคที่ปนเปื้อนมากับน้ำ เช่น เชื้อแบคทีเรียหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น “อีโคไล” (E.coli) หรือ “ชิเกลลา” (Shigella) ซึ่งมีอยู่ในอุจจาระเวลาเด็กลงเล่นน้ำอาจสำลักน้ำและกลืนน้ำที่มีเชื้อโรคเข้าไปได้ พ่อแม่จึงไม่ควรวางใจปล่อยลูกหลานไปเล่นน้ำ เพราะอาจได้รับเชื้อได้ โดยเฉพาะเชื้อโรคทางผิวหนังมีความเสี่ยงอย่างมาก

การติดเชื้อทางผิวหนัง

พญ.ฐิตาภรณ์ วรรณประเสริฐ แพทย์ผิวหนังเด็ก โรงพยาบาลผิวหนังอโศก กล่าวว่า การติดเชื้อจากน้ำทำให้เกิดการติดเชื้อทางผิวหนังได้ ซึ่งผื่นจากบริเวณที่มีน้ำที่ท่วมขังนั้นพบได้ 2 กลุ่ม คือ จากการติดเชื้อทางผิวหนังและการแพ้สัมผัส โดยการติดเชื้อทางผิวหนังที่พบบ่อย เช่น แผลพุพอง ในเด็กเล็กที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังบริเวณหนังกำพร้า ผื่นมีลักษณะเป็นตุ่มน้ำใสและกลายเป็นหนองอย่างรวดเร็ว ตุ่มแตกออกเป็นสะเก็ด

 

“บางคนมีน้ำเหลือง มักพบบริเวณใบหน้า ลำตัว และแขนขา ซึ่งเป็นบริเวณที่เด็กๆ สามารถเอื้อมมือไปเกาเองได้ หากมาพบหมอแต่เนิ่นๆ ส่วนใหญ่จะไม่มีแผลเป็นหรือโรคแทรกซ้อน การรักษาใช้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานและชนิดทา และรับประทานยากลุ่มแอนติฮีสตามีนเพื่อลดอาการคัน ข้อควรระวังคือหลีกเลี่ยงการเล่นคลุกคลีหรือใช้ของร่วมกับเด็กคนอื่น เพราะเชื้อนี้อาจอยู่ตามนิ้วมือหรือผ้าเช็ดตัว”

พญ.ฐิตาภรณ์ กล่าวอีกว่า เชื้อราที่เท้าเกิดได้ในเด็กที่อยู่ในพื้นที่ชื้นแฉะ การสวมใส่รองเท้าที่เปียก อับชื้น หรือการสวมบู๊ตเป็นเวลานานๆ ส่วนลักษณะผื่นเป็นตุ่มใสหรือแห้งๆ สะเก็ดบางๆ บริเวณง่ามนิ้วจะค่อนข้างอับชื้น ทำให้ผื่นแฉะกว่าบริเวณอื่น เนื่องจากระบายอากาศได้ไม่ดี ถ้าติดเชื้อจะทำให้เท้ามีกลิ่นร่วมด้วย

“โรคเชื้อราเป็นโรคติดต่อง่าย สามารถพบได้ในรองเท้า บนพรม หรือผ้าเช็ดเท้า บ้านที่น้ำท่วมนานความชื้นจะทำให้พบเชื้อราบริเวณผนังบ้าน ผ้าม่าน วอลเปเปอร์ ฝ้าเพดาน ถ้าอุณหภูมิเหมาะสมเชื้อราจะอาศัยอยู่ได้นาน ทำให้บ้านกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อและกระจายไปสู่คนอื่นๆ ในครอบครัวได้ หลังน้ำลดควรทำความสะอาดบ้าน เปิดบริเวณบ้านให้อากาศถ่ายเทและมีแสงแดดส่องถึง การรักษาผื่นโดยใช้ยาต้านเชื้อราทาต่อเนื่อง 46 สัปดาห์ หากทายาไม่ครบกำหนดอาจทำให้ติดเชื้อซ้ำหรือมีการดื้อยาได้ แนะนำให้พาไปพบแพทย์เพื่อขูดเชื้อบริเวณผิวหนังไปตรวจทางห้องปฏิบัติการหรือเพาะเลี้ยงเชื้อ เนื่องจากการติดเชื้อแต่ละตัวมียาที่ใช้รักษาแตกต่างกัน”

การติดเชื้อเพราะแพ้สัมผัส

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังเด็ก กล่าวต่อว่า ผื่นอีกกลุ่มที่พบบ่อย ได้แก่ ผื่นผิวหนังอักเสบจากการระคายเคือง อาจพบในเด็กเล็กที่ผิวค่อนข้างอ่อนบางและแพ้ได้ง่าย สาเหตุอาจเกิดการสัมผัสสารเคมีที่ปนเปื้อนในน้ำประปาที่มีกลิ่นหรือขุ่น หรือมีปริมาณของคลอรีนมากกว่าปกติ ผื่นแดงพบได้บริเวณที่สัมผัสกับน้ำ และอาจมีอาการคันร่วมด้วย ถ้าไม่แน่ใจว่าน้ำประปาที่ใช้สะอาดหรือไม่ ควรให้เด็กๆ อาบน้ำกรอง ส่วนเด็กๆ ที่ไปเล่นน้ำสกปรกจนเป็นผื่นคันให้รับประทานยาแก้แพ้และทายาที่มีฤทธิ์สเตียรอยด์อย่างอ่อน ถ้าไม่ดีขึ้นควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ

หลังน้ำลดช่วงซึ่งเป็นที่ทุกคนกำลังทำความสะอาดบ้าน ไม่ควรให้เด็กๆ เข้าไปบริเวณที่กำลังทำความสะอาด เนื่องจากอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย และเด็กๆ อาจไปเล่นหรือสัมผัสกับสารเคมี กรด ด่าง เช่น น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาฆ่าเชื้อรา น้ำยาล้างจาน อาจทำให้มีผื่นแดง บวม แสบบริเวณสัมผัส

 

“ทุกครั้งหลังย่ำน้ำหรือลุยน้ำควรสำรวจร่างกายดูด้วยว่ามีบาดแผลหรือไม่ ถ้ามีแผลให้ล้างทำความสะอาดด้วยสบู่หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรค ซับให้แห้ง ทำความสะอาดรอบๆ แผลด้วยแอลกอฮอล์ ทาแผลด้วยเบตาดีน ถ้าแผลสกปรกให้รับประทานยาปฏิชีวนะ 710 วัน พยายามอย่าให้แผลโดนน้ำเพื่อให้แผลแห้งและหายเร็ว และอย่าลืมปรึกษาหมอเรื่องวัคซีนบาดทะยัก”

ยุงกัดก็เกิดผื่นแพ้ได้

อย่างไรก็ตาม ที่ที่น้ำท่วมขังนั้นถือเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงอย่างดี ซึ่งยุงส่วนใหญ่ที่มากับช่วงน้ำท่วมจะมีจำนวนมากกว่าปกติ โดยยุงรำคาญจะวางไข่ในน้ำที่เน่าเสียรอบๆ บริเวณบ้าน ส่วนยุงลายซึ่งเป็นพาหะของไข้เลือดออกจะชอบวางไข่ในน้ำสะอาด เช่น ถังเก็บน้ำในบ้าน ควรเตรียมอุปกรณ์ป้องกันยุง เช่น ตะไคร้หอม หรือโลชันทายากันยุง และควรกางมุ้งหรือให้เด็กๆ อยู่ในห้องที่มีมุ้งลวด สวมเสื้อผ้าสีอ่อน แขนขายาวเพื่อป้องกันยุงกัด

นอกจากเป็นผื่นแพ้ยุงได้แล้ว ยุงยังเป็นพาหะของโรคต่างๆ เช่น ไข้เลือดออก ไข้สมองอักเสบ เด็กที่เป็นผื่นแพ้ยุงหลังถูกยุงกัดให้ประคบเย็นบริเวณที่มีผื่น หรือใช้โลชันที่มีส่วนประกอบของเมนทอลทาบริเวณที่คัน ถ้าผื่นแดงและคันมากให้ทายาสเตียรอยด์ชนิดอ่อนและรับประทานยากลุ่มแอนติฮีสตามีน หากอาการไม่ดีขึ้นจนกลายเป็นตุ่มหนองหรือเกาจนเลือดออกจะทำให้มีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน การรักษาอาจต้องรับประทานยาปฏิชีวนะและทายาฆ่าเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย

ที่ควรระวัง คือ ไม่ควรให้เด็กๆ ไปลุยน้ำ เล่นน้ำ หรือดำน้ำ บริเวณที่มีน้ำท่วมขังเพราะอาจเป็นอันตรายได้ แต่ถ้าจำเป็น เช่น ต้องลุยน้ำเข้าบ้าน ควรทำความสะอาดร่างกายและเช็ดให้แห้ง เตรียมเสื้อผ้าและรองเท้าสำหรับเปลี่ยน และทาครีมบำรุงผิว

 

เลือกอาหารเสริมให้เหมาะกับช่วงวัย 2011/12/21

เลือกอาหารเสริมให้เหมาะกับช่วงวัย

  • 20 ธันวาคม 2554 เวลา 09:03 น.

ข้อมูลน่าสนใจในการเลือกอาหารเสริมให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกายในช่วงวัยที่เปลี่ยนไป

โดย…อณุศรา ทองอุไร

หลังจากที่เหนื่อยหน่ายใจกับภาวะน้ำท่วมกันมาอย่างมาก บางคนน้ำท่วมบ้านถึงเอว บางคนน้ำล้อมบ้านไว้หมดจนอยู่บ้านไม่ได้ พอน้ำลดจะกลับเข้าบ้านก็ต้องทำความสะอาดกันอย่างหนักหนาสาหัส ไหนจะจัดบ้านให้เข้าที่เข้าทาง ปวดเมื่อยเนื้อตัว หลายคนบอบช้ำทั้งร่างกายและจิตใจ แต่เอาเถอะค่ะ…ทุกอย่างกำลังจะผ่านไปแล้ว เรื่องร้ายๆ ผ่านไปและขอให้เรื่องดีๆ ผ่านเข้ามา

หลังจากที่สู้กับน้องน้ำมาพักใหญ่ ถึงเวลาต้องมาใส่ใจกับสุขภาพกันบ้าง หมดอะไรหมดได้แต่อย่าหมดกำลังใจ ที่สำคัญร่างกายต้องแข็งแรง จะได้มีต้นทุนที่ดีในการดำเนินชีวิตกันต่อไป เพราะช่วงที่ผ่านมาร่างกายและจิตใจสูญเสียพลังงานไปมาก อาหารปกติอาจจะไม่เพียงพอในการซ่อมบำรุง คงต้องหาอาหารเสริมเป็นตัวช่วยในการฟื้นฟูร่างกายรับปีใหม่กันสักหน่อย แต่จะเลือกอย่างไรให้เหมาะสมกับช่วงวัยที่ร่างกายต้องการจริงๆ

วรัญญา เกวลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบโอโกรว์ (ทีเอช) ให้คำแนะนำในการเลือกให้เหมาะกับวัยและที่ร่างกายต้องการว่า เพราะการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป วิถีชีวิตที่เร่งรีบ มลภาวะ ความเครียด การบริโภคที่เน้นอาหารจานด่วนที่อุดมไปด้วยแป้ง น้ำตาล ใยอาหารน้อย กินบ่อยๆ และไม่ได้ออกกำลังกาย จะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ไขมันในเลือดสูง หรือมะเร็งร้าย ล้วนเป็นปัจจัยที่เป็นผลเสียกับสุขภาพอย่างสิ้นเชิง

30 ยังแจ๋ว

คนวัยนี้เป็นวัยทำงานกำลังสร้างเนื้อสร้างตัว ต้องใช้ทั้งสมองและกำลัง จึงต้องได้รับการบำรุงที่ดีแก่สมองและกระดูก เพื่อเป็นการป้องกันและสะสมต้นทุนที่ดีให้กับร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรง และกลุ่มอาหารที่ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด เช่น น้ำมันปลาที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว ชนิดโอเมก้า 3, แคลเซียม 500 กรัม ระดับที่พอดีเพื่อบำรุงกระดูก เพราะถ้ามากเกินไปอาจทำให้เกิดนิ่วในไตหรือเกิดอาการท้องผูกได้ ควรกินหลังอาหารเพราะแคลเซียมจำเป็นต้องอาศัยกรดในกระเพาะอาหารช่วยในการละลายตัวก่อนดูดซึม ไม่ควรกินพร้อมนม หรือธาตุเหล็ก เพราะจะลดการดูดซึมทั้งแคลเซียมและธาตุเหล็ก

นอกจากนี้ การเผาผลาญจะเริ่มช้าลงควรกินอาหารเสริมที่ช่วยเร่งการเผาผลาญ กระตุ้นเมตาบอลิซึม เช่น กาแฟสด ชาเขียวสกัด

40 ยังดูดี

เข้าสู่วัยกลางคนคอลลาเจนเริ่มเสื่อม ใบหน้าหย่อนคล้อย ฮอร์โมนเริ่มไม่สมดุล ในผู้หญิงอาจจะเข้าสู่วัยใกล้หมดประจำเดือน ดังนั้นควรกินอาหารที่ช่วยบำรุงฮอร์โมน เช่น น้ำมันอีฟนิงพริมโรส น้ำมันรำข้าว จมูกข้าว เพื่อช่วยปรับผิวพรรณ ลดฝ้า จุดด่างดำ และลดไขมันในเลือด วัยนี้ถือเป็นวัยงามอาจจะเพิ่มด้วยอาหารเสริมที่ช่วยบำรุงและดูแลรูปร่าง เช่น สารสกัดจากชาเขียว สารสกัดจากเคลป์ วิตามินบี 6

แอลคานิทีน ควรกินตอนท้องว่างก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง หรือหลังอาหาร 2 ชั่วโมง จะช่วยดูดซึมได้ดีที่สุด หรือก่อนออกกำลังกาย 1 ชั่วโมง จะได้ผลที่ดีขึ้น

50 วัยสง่าราศี

สำหรับคุณผู้หญิงถือว่าเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนอย่างแท้จริง อาจจะเริ่มมีปัญหาเรื่องความจำ ฮอร์โมนเริ่มเสื่อมถอย ควรกินวิตามินรวม น้ำมันปลา เพื่อช่วยเรื่องความจำ อาหารที่เป็นเนื้อสัตว์หนักๆ จะเริ่มไม่เหมาะกับคนวัยนี้ เพราะระบบการย่อยจะทำงานช้าลง ควรรับประทานวิตามินรวมผสมกรดอะมิโน หรือโสมที่ให้พลังงานที่ดี เหมาะกับผู้ที่เริ่มอ่อนล้า เพลียง่าย นอกจากอาหารเสริมแล้ว ควรให้อาหารผิวด้วยเพื่อช่วยเรื่องผิวพรรณ เช่น คอลลาเจนช่วยเรื่องความยืดหยุ่นยกกระชับ กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต

วัย 60 ภูมิฐาน

ระบบกระเพาะลำไส้อาจจะเสื่อมถอย ลำไส้แปรปรวน จุลินทรีย์ดีๆ อาจเหลือน้อยลง ควรกินอาหารที่บำรุงลำไส้ ประเภทจุลินทรีย์เพื่อสุขภาพ พรีไบโอติก, โพรไบโอติก, แล็กโตบาซิลลัส เพื่อสร้างสารดีๆ สู่ลำไส้ และอาหารเสริมที่ช่วยควบคุมคอเลสเตอรอล วิตามินจากธรรมชาติ เช่น ผลิตภัณฑ์จากเมล็ดองุ่น กูตาไธโอน ช่วยบำรุงตับและขับสารพิษ และต้านอนุมูลอิสระ หรือกลุ่มดีทอกซ์ เพื่อขจัดสารเคมีตกค้างประเภทโคเอนไซม์ โคลีน สารสกัดจากงาดำวิตามินบีรวม วิตามินอี ซิลิเนียม สังกะสี ช่วยขับของเสียออกจากตับ ลำไส้

วรัญญา กล่าวต่อไปว่า ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าอาหารเสริม ดังนั้นต้องกินอาหารหลักให้ครบครันเสียก่อนคือ การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นผักสดและผลไม้ กินอาหารที่ผ่านการแปรรูปให้น้อยที่สุด ลดแป้ง ไขมัน น้ำตาล ออกกำลังกาย สม่ำเสมอ และถ้าไม่เพียงพอจึงกินอาหารเสริมควบคู่กันไป

 

ช้อนตวงยาสิ่งเล็กๆที่ไม่ควรมองข้าม 2011/12/21

ช้อนตวงยาสิ่งเล็กๆที่ไม่ควรมองข้าม

  • 18 ธันวาคม 2554 เวลา 11:41 น.

โดย….มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

“ช้อนตวงยา” สำคัญอย่างมากกับเด็กๆ ที่ต้องรับประทานยาน้ำ การตวงยาให้ได้ปริมาณที่เหมาะสมเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจไม่น้อยไปกว่าชนิด หรือประเภทของยา ปัจจุบันมีช้อนตวงยาหลากหลายชนิด แตกต่างกันทั้งขนาด รูปทรง วัสดุ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมเกี่ยวข้องกับปริมาณยาที่รับประทาน

ดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองจึงห้ามมองข้ามความสำคัญกับช้อนตวงยา

สำหรับลักษณะทั่วไปของช้อนและถ้วยตวงยา มีดังนี้

- ช้อนหรือถ้วยตวงยาต้องเป็นสีขาว มีลักษณะโปร่งใสหรือโปร่งแสง

- พื้นผิวต้องเรียบ

- ขอบของช้อนหรือถ้วยต้องมีลักษณะโค้งมน ไม่มีมุมหรือส่วนที่เป็นคม

- ช้อนหรือถ้วยตวงยาต้องสามารถตั้งวางได้โดยไม่ทำให้ยาหก

- ที่ช้อนหรือถ้วยตวงยาควรมีอักษร หรือเครื่องหมายแจ้งปริมาณ เช่น “1” หรือ “1 ช้อนชา”

นอกจากนี้ มาตรฐานอุตสาหกรรม หรือ มอก. ยังได้มีการกำหนดมาตรฐานของช้อนตวงยาเอาไว้ โดยช้อนตวงยาพลาสติกขนาด 1 ช้อนชา มีความจุ 5 ลบ.ซม. (มิลลิลิตร หรือซีซี) โดยมีความคลาดเคลื่อนได้ 0.25 ลบ.ซม. นั่นเท่ากับว่าช้อนตวงยา 1 ช้อนชา มีความจุอยู่ระหว่าง 4.75–5.25 มิลลิลิตร
ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์สมุทรสงครามและสำนักงานสาธารณสุข จ.สมุทรสงคราม ให้ความสำคัญกับช้อนตวงยา โดยเก็บตัวอย่างช้อนตวงยาพลาสติกจำนวน 17 ตัวอย่าง แบ่งเป็นรูปแบบช้อนยา 12 ตัวอย่าง และรูปแบบถ้วยยาจำนวน 5 ตัวอย่าง

การทดสอบพบว่าตัวอย่างในรูปแบบช้อนยาผ่านเกณฑ์มาตรฐาน จำนวน 3 ตัวอย่าง และตัวอย่างในรูปแบบถ้วยยาผ่านเกณฑ์มาตรฐาน จำนวน 2 ตัวอย่าง ในจำนวนตัวอย่างที่ผ่านมาตรฐานทั้งหมด มีเพียงตัวอย่างเดียวที่ไม่ระบุหมายเลขการผลิตของช้อนตวงยาพลาสติก

บริษัทผู้ผลิตยาส่วนใหญ่ใช้ช้อนตวงยาพลาสติกเป็นของตนเอง โดยระบุชื่อผู้ผลิต หรือชื่อของผลิตภัณฑ์ไว้ที่ช้อนตวงยาพลาสติก อาทิ บริเวณด้ามจับของช้อน พื้นที่ผิวด้านในของตัวช้อน ขอบบนของถ้วย และก้นถ้วย

การรับประทานยาเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ ไม่ว่าเด็กหรือ|ผู้ใหญ่ จะยาน้ำหรือยาเม็ด หากมีข้อสงสัยหรือได้รับผลข้างเคียงจากการรับประทานยา ต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพราะจากยาที่ใช้รักษาโรคอาจกลายเป็นยาพิษ หากใช้ผิดวิธีหรือใช้อย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์

**************************

ใครอยากรู้ข้อมูลดีๆ เรื่องผู้บริโภค สามารถติดตามและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นิตยสาร “ฉลาดซื้อ” นิตยสารเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นของผู้บริโภค www.ฉลาดซื้อ.comwww.facebook.com/chaladsue และ โทร. 02-248-3737

 

สูตรโบราณเติมความสวยอย่างธรรมชาติ 2011/12/21

สูตรโบราณเติมความสวยอย่างธรรมชาติ

  • 13 ธันวาคม 2554 เวลา 09:14 น.

โดย..มัลลิกา นามสง่า

สาวๆ สมัยนี้มักนิยมพึ่งพาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความสวยแบบทันใจ ทั้งโบทอกซ์ ฟิลเลอร์ เลเซอร์ จนดูคล้ายกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่สิ่งที่ธรรมดาจริงๆ ทว่าถูกกลับมองข้ามไปคือ ความสวยแบบธรรมชาติ

คำว่า “ธรรมชาติ” ในที่นี้คือความสวยที่แท้จริงไม่ใช่แค่ความสวยจากภายนอกที่เราเห็น แต่ต้องมาจากภายในด้วยจึงจะเป็นความสวยที่แท้จริงและยั่งยืน ที่จะสะท้อนออกมาเป็นเสน่ห์และความงามในแบบของตัวเอง อย่างคนโบราณสมัยก่อนไม่มีเครื่องสำอาง เครื่องประทินความงาม น้ำหอมราคาแพงๆ ก็สามารถสวยได้ด้วยการใช้ธรรมชาติที่มีอยู่รอบตัวมาเพิ่มความสวย อาทิ ใช้ข่อยมาขัดฟันให้ฟันขาวสะอาด ใช้ขมิ้นมาถูตัวให้ผิวดูผุดผ่อง ใช้สมุนไพรมาทำเป็นน้ำอบประทินผิวกลิ่นเฉพาะตัว เป็นต้น

การดูแลตัวเองให้สวยโดยไม่ต้องพึ่งเทคโนโลยีทำได้ง่ายๆ “ภญ.กฤติยา สุรอมรรัตน์” ฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากมาดามเฮง กู๊ดเฮลท์ เผยเคล็ดลับความงามในแบบโบราณว่า มักจะมีเคล็ดลับในเรื่องความงามต่างๆ มากมาย หลายครั้งที่เรานำสูตรเด็ดความงามแบบโบราณมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน และไม่ใช่การดูแลความงามแค่ภายนอก ยังเป็นการดูแลแบบองค์รวมให้สวยทั้งภายนอกและภายใน ที่แฝงอยู่ในเคล็ดลับความงามแบบโบราณ

ดูแลแบบองค์รวมงามทั้งภายในภายนอก

สูตรเด็ดความงามแบบโบราณที่ช่วยให้คุณสวยจากภายในสู่ภายนอก

ใบหน้า :

สวยภายใน ด้วยการรับประทานทานอาหารที่มีสารไลโคปีน อาทิ มะเขือเทศ แตงโม สารแอนติออกซิแดนต์ อาทิ กระเจี๊ยบแดง ข้าวสีนิล กะหล่ำม่วง เบอร์รีต่างๆ สารไฟโตเอสโตรเจน อาทิ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง โสม เจียวกู่หลาน เป็นต้น

สวยภายนอก ใช้สครับผิวอ่อนๆ ด้วยสมุนไพร เช่น ขมิ้น ไพล มะขามเปียก หรือมาสก์หน้าโดยเพิ่มส่วนผสมของน้ำผึ้ง

ผิวพรรณ :

สวยภายใน ด้วยการรับประทานอาหารที่ช่วยบำรุงระบบน้ำเหลือง แก้น้ำเหลืองเสีย อาทิ ดอกสายน้ำผึ้ง ดอกคำฝอย อาหารที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดให้ผิวดูสดใสมีเลือดฝาด อาทิ โสม โสมตังกุย พุทราจีน แป๊ะก๊วย

สวยภายนอก ขัดผิวเพื่อเอาเซลล์ที่เสื่อมสภาพออกสมุนไพรที่เลือกใช้ เช่น ขมิ้น ไพล มะขามเปียก สาหร่ายทะเล มะพร้าวขูด เป็นต้น สัปดาห์ละ 23 ครั้ง ตามด้วยการนวดน้ำมัน เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันโจโจบา น้ำมันมะพร้าว ที่มีอโรมาเพื่อผ่อนคลายผิวและให้ผิวชุ่มชื้น

ผม :

สวยภายใน รับประทานอาหารที่มีไบโอตินป้องกันเส้นผมแตกปลาย อาหารที่พบ อาทิ ตับ ถั่วเหลือง ข้าวสีนิล ไข่แดง สารอาหารซิลิเนียม จำเป็นต่อการบำรุงเส้นผมให้สุขภาพดี ผมดกเงางาม อาทิ อัญชัน สาหร่ายทะเล มันฝรั่ง

สวยภายนอก ด้วยการใช้น้ำผึ้งผสมน้ำมันมะกอกอย่างละครึ่ง ชโลมเส้นผมแล้วล้างออกผมที่ได้จะนิ่มและเงางาม

ดีทอกซ์ร่างกาย :

สวยแบบภายใน ด้วยการรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยแอนติออกซิแดนต์ อาทิ ผลไม้กลุ่มเบอร์รี ผลทับทิม ชาเจียวกู่หลาน เพื่อจะช่วยลดอนุมูลอิสระที่เป็นตัวการของความแก่ รับประทานอาหารที่มีกากใยอาหารสูง เพื่อขับพิษออกทางระบบน้ำเหลือง ระบบขับถ่าย เช่น ลูกพรุน บาร์เลย์ สมุนไพรดอกสายน้ำผึ้ง ข้าวกล้อง เมล็ดแมงลัก เป็นต้น หรือวิธีการอดอาหารเป็นอีกวิธีหนึ่งที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย (ผู้ที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์)

สวยภายนอก ด้วยสูตรเด็ดโบราณ การแช่น้ำอุ่นๆ เพื่อให้ร่างกายได้ออกเหงื่อก็จะทำให้สิ่งสกปรกถูกขับออกมาเป็นวิธีการง่ายๆ และประหยัดแทนการทำสปาได้ดีทีเดียว

ดีทอกซ์จิตใจ :

เป็นสิ่งสำคัญที่สาวๆ ในยุคปัจจุบันหลงลืมคือ การทำจิตใจ โดยการนั่งสมาธิ การเข้าวัด การคิดในเชิงบวก ช่วยให้จิตใจคิดดีทำดี อนุมูลอิสระ (สนิมแก่) จะเกิดน้อยลงส่งผลดีต่อใบหน้าและผิวพรรณที่ผ่องใส

นี้เป็นเพียงเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ที่นำมาเล่าสู่กันฟัง ถ้าอยากสวยงามทั้งภายในภายนอกแบบครบสูตรโดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยี สามารถเข้าร่วมงานสัมมนาในหัวข้อ “โบราณ….ทำไมถึงสวย” ในวันเสาร์ที่ 17 ธ.ค. นี้ได้ ในเวลา 10.30-12.00 น. ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารคิวเฮ้าส์ ลุมพินี สำรองที่นั่งล่วงหน้าได้ฟรี (จำนวนจำกัด) โทร. 02-6777177

 

แต่งหน้าเสมือนจริงเทรนด์ใหม่มาแรง 2011/12/21

แต่งหน้าเสมือนจริงเทรนด์ใหม่มาแรง

  • 07 ธันวาคม 2554 เวลา 20:25 น.

ของเล่นใหม่เพื่อสาวๆกับเครื่องจำลองการแต่งหน้าเสมือนจริงที่ช่วยให้สามารถทดลองสีสันใหม่ๆได้อย่างสะดวก

เรื่อง : พุสดี สิริวัชระเมตตา / ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

สาวสุดเปรี้ยวเตรียมตะโกนดังๆ ว่า พอกันที กับการเทสต์สีอายแชโดว์ บลัชออน หรือลิปสติก จนเลอะเทอะทั้งหลังมือ แถมยังไม่ได้สีที่ถูกใจ หรือจินตนาการไม่ออกว่าถ้าสารพัดเฉดสีเมกอัพจะเข้ากับหน้าใสหรือเปล่าได้แล้ว ล่าสุด ชิเซโด้ เอาใจสาวไทยที่รักการเมกอัพ ด้วยการนำของเล่นสุดอินเทรนด์ชิ้นใหม่ที่มีชื่อว่า “Makeup Similator” (เครื่องจำลองการแต่งหน้าเสมือนจริง) มาให้สาวไทยได้สนุกและฉีกกรอบการแต่งหน้าเทรนด์เดิมๆ กันแล้ว

ความพิเศษของเจ้าเครื่องนี้ นอกจากสาวไทยจะน่าภาคภูมิใจ เพราะประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ได้ยลและสัมผัสเทคโนโลยีล่าสุดที่ส่งตรงมาจากญี่ปุ่นกันแล้ว ความเก๋ไก๋ของเจ้าเครื่องนี้ยังอยู่ที่การทำงานที่ให้ผลสมชื่อ

แรกพบเครื่องจำลองการแต่งหน้าเสมือนจริง

เครื่อง “Makeup Similator” ประจำการอยู่ที่เคาน์เตอร์ใหม่ของชิเซโด้ สาขาลาดพร้าว เป็นเวลา 3 เดือน (ต.ค.-ธ.ค.) ก่อนจะย้ายไปกระจายความสนุกของเทรนด์สุดล้ำ ที่เซ็นทรัล ชิดลม อีก 3 เดือนถัดไป

คุณสมบัติของเจ้า “Makeup Similator” คือ การเป็นตัวช่วยให้คุณสาวๆ ได้สนุกสนานและเพลิดเพลินไปกับการเปลี่ยนสีสันบนใบหน้า ด้วยสไตล์การแต่งหน้าใหม่ๆ ไม่จำเจ โดยไม่ต้องเลอะเทอะจากการแต่งแต้มหลากสีสันเมกอัพลงบนใบหน้าจริงให้ยุ่งยาก เพราะเพียง 3 ขั้นตอนง่ายๆ ก็กลายเป็นคนใหม่ได้ใน 1 นาที

แชะเดียวเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง

กุญแจสำคัญสู่การสวยแบบไม่เลอะ คือ ก่อนอื่นคุณสาวๆ ต้องนั่งหน้านิ่ง ยิ้มได้เพียงเล็กน้อย (เพราะถ้ายิ้มเห็นฟัน 32 ซี่ อาจทำให้โฟกัสคลาดเคลื่อน) เพื่อให้กล้องที่มีความละเอียดคมชัดสูงได้สแกนใบหน้า วัดองศา ว่าหน้าทรงนี้ ควรจะแต่งตาเฉดหน้า ปัดแก้มเฉียงกี่องศา

“ขั้นตอนแรก ลูกค้าต้องถ่ายภาพ คล้ายๆ ถ่ายรูปสติกเกอร์ เพื่อให้เครื่องสแกนใบหน้าว่ามีความกว้างของดวงตา ปาก ใบหน้า เป็นอย่างไร จากนั้นเครื่องจะประมวลผลว่าใบหน้าลักษณะนี้ควรแต่งหน้าออกมาในลักษณะใด” พรพรรณ กิจจะ สาวสวยผู้เชี่ยวชาญเครื่อง Makeup Similator อธิบาย

เพียงเท่านี้หน้าสวยๆ ของคุณผู้หญิงก็จะขึ้นไปปรากฏบนหน้าจอ ที่เปรียบเสมือนกระจกวิเศษ พร้อมแถบสีพาเลตต่างๆ แบบครบเซต ทั้งอายแชโดว์ บลัชออน และลิปสติก ให้เลือกสรร มาลองแต่งแต้มบนใบหน้า ทั้งแบบสีเดี่ยวหรือแบบเป็นเซต วิ้งวับๆ ราวกับมีเวทมนตร์อย่างไรอย่างนั้น

สวย เริ่ด ดุจได้พรจากนางฟ้า

เวลาแห่งความหรรษาที่สาวๆ รอคอยมาถึงแล้ว หลังจากเครื่องได้สแกนใบหน้าลงไปในสมองกล และนางแบบจำเป็นพยายามนั่งนิ่งให้อยู่ในตำแหน่งเดียวกับที่ถ่ายภาพเมื่อสักครู่ ก็จะสามารถเพลิดเพลินกับการมิกซ์แอนด์แมตช์บลัชออน อายแชโดว์ และลิปสติก ที่ต้องการ หรือเฉดสีที่ไม่เคยคิดว่าจะกล้าใช้มาก่อนในชีวิตได้ดั่งใจคิดจนกว่าจะพอใจ

เมื่อต่อมความพอใจมาถึงจุดสูงสุดแล้ว คราวนี้ก็มาถึงวินาทีสำคัญที่สาวๆ จะต้องตัดสินใจเลือกลุคที่ใช่ สไตล์ที่ชอบ แต่เจ้าเครื่อง Makeup Similator ก็ไม่ใจไม้ไส้ระกำซะทีเดียว เพราะยังเปิดทางเลือกให้กับสาวช่างลังเล ด้วยการให้เก็บลุคที่ชอบไว้ 2 ลุค เพื่อเปรียบเทียบกับภาพถ่ายตอนแรก อารมณ์ก่อนและหลังแต่งหน้าไว้

งานนี้ใครรักชอบแบบไหนก็ต้องตัดสินใจกันให้ดี จะได้เลือกสวยแบบจริงๆ ไม่ใช่สวยเสมือนจริงกันได้ถูก อย่างไรก็ตาม สาวๆ ไม่ต้องกลัวว่าจะจำเฉดสีที่เลือกมาได้ไม่เป๊ะ เพราะเบ็ดเสร็จสุดท้ายแล้วเจ้าเครื่องที่ว่าจะเก็บข้อมูลตัวเฉดสี ทั้ง ตา แก้ม ปาก ที่ถูกใจไว้แบบไม่มีพลาด
ใครไม่อยากพลาดโอกาสสวยสั่งได้ต้องรีบหน่อย เพราะโอกาสดีๆ แบบนี้ จำกัดเวลาอย่างที่บอกไปข้างต้นนะจ๊ะ ใครสะดวกที่ไหนก็ไปอัพเดตกันได้เลย (เคาน์เตอร์ชิเซโด้ เซ็นทรัล ลาดพร้าว จนถึงสิ้นปีนี้ และเซ็นทรัล ชิดลม ตั้งแต่เดือน ม.ค.-มี.ค. ปีหน้า)

ไม่อยากตกเทรนด์ ห้ามพลาด

สำหรับซีซันนี้ กูรูด้านความงามของชิเซโด้แนะนำให้สาวๆ ใส่ใจกับการดูแลผิวเป็นพิเศษ เพราะพอเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว ผิวจะขาดความชุ่มชื่น จึงควรใช้ทั้งสกินแคร์ เพิ่มความชุ่มชื่นให้ผิว และเพื่อให้ผิวดูกระจ่างใส

ส่วนเทรนด์เมกอัพนั้น สำหรับสีตา ขอแนะนำเฉดสีที่ต่างกับฤดูหนาวที่ผ่านๆ มา เพราะแทนที่จะเน้นสีโทนอบอุ่น ขอเน้นเป็นสีอ่อนมากกว่าเพื่อให้เน้นผิวที่เปลือกตาให้ดูเป็นประกาย ด้วยโทนสีม่วง ชมพู หรือสีพาสเทล โดยเบลนให้กระจายทั่วเปลือกตา ซึ่งจะใช้สีเดียวหรือผสมกันตามการแต่งตัว จากนั้นเน้นการกรีดตาด้วยอายไลเนอร์อีกครั้งเพื่อเน้นดวงตาให้ดูกลมโต คมชัด

ส่วนแก้ม แนะนำให้เน้นความสดใส-ดูสุขภาพดี เลือกใช้สีแบบ Soft Rosy Glow

ปิดท้ายด้วยลิปกลอสที่ช่วยให้ริมฝีปากอวบอิ่ม ดูชุ่มชื่น ไม่แห้งกร้าน