ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน ปุ๋ย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

พุทธศาสน์…วัฒนธรรมทางจิตวิญญาณที่ผันแปรในปากมังกร!? (ตอน ๑๐) 2012/05/28

พุทธศาสน์…วัฒนธรรมทางจิตวิญญาณที่ผันแปรในปากมังกร!? (ตอน ๑๐)

  • 28 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:47 น.

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

ที่ตั้งประชิดอยู่หน้าวัดฝ่าเหมิน ซึ่งสร้างได้อย่างสวยงามมาก แต่มิได้อยู่ในอำนาจการปกครองของวัดฝ่าเหมิน จึงเป็นเรื่องที่แปลกมากในกรณีดังกล่าว

เพราะมีหลักฐานชัดเจนว่า พระอัฐิข้อนิ้วพระหัตถ์นั้นดั้งเดิมประดิษฐานอยู่ ณ สถูปเจดีย์ในเขตวัดฝ่าเหมิน เป็นสมบัติในพระพุทธศาสนาที่ดูแลรักษาโดยวัดฝ่าเหมิน แต่กลับกลายเป็นต้องยอมมอบให้องค์กรวัฒนธรรมท้องถิ่นไปรักษาดูแลในเขตนอกวัด โดยวัดฝ่าเหมินไม่ได้มีโอกาสในการดูแลรักษา ยกเว้น ๓ ชิ้นที่ทำเลียนแบบ เจ้าอาวาสรุ่นเรา! จึงกล่าวกับพระลูกวัดเป็นทำนองปลอบใจกันเองว่า… ถ้าพระอัฐิข้อนิ้วพระหัตถ์ที่แท้จริงเป็นพระอาทิตย์… พระอัฐิข้อนิ้วพระหัตถ์ ๓ ชิ้น ที่ทำเลียนแบบขึ้น ก็จะต้องเป็นพระจันทร์ สามารถรับพลังอันศักดิ์สิทธิ์มาประจุไว้ได้เสมอเหมือนพระอัฐิของแท้ทุกประการ…

เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้ ทำให้อาตมาชักมึนๆ เซ่อๆ แต่ไม่ถึงกับจับโง่ เมื่อหวนคิดถึงพระอัฐิข้อนิ้วพระหัตถ์ที่อ้างว่าเป็นของพระผู้มีพระภาคเจ้า ที่เคยมาประดิษฐานที่พุทธมณฑล โดยรัฐบาลไทยเป็นเจ้าของงานดังกล่าว มีประชาชนจำนวนมากมายหลายล้านคนจากทั่วประเทศเดินทางมากราบสักการบูชา อาตมาจำได้ว่ามีพระภิกษุจีนหลายรูปนั่งอารักขาเฝ้าดูแลพระอัฐิธาตุดังกล่าว ถึงตรงนี้ก็ได้แต่คิดว่าคงจะเป็นพระอัฐิธาตุอันจริงแท้ ปัจจุบันดูแลโดยองค์กรวัฒนธรรมท้องถิ่น… แต่อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในบุญกุศลนั้นก็อยู่ที่จิตใจของเราท่านทั้งหลาย ที่หากน้อมโน้มด้วยความศรัทธาอันชอบโดยธรรม มีเจตนาที่บริสุทธิ์ในการถวายสักการะ บุญกุศลนั้นย่อมไม่มีประมาณ แม้ว่าจะไม่ปรากฏมีพระอัฐิธาตุเลยก็ตาม… เพราะความสำเร็จทั้งปวงนั้นย่อมอยู่ที่จิตดวงเดียว ซึ่งจิตดวงนั้นต้องมีเจตนาอันแน่วแน่ในการดำริคิดพิจารณา เพื่อนำไปสู่การกระทำทางกายวาจา…

เช่นเดียวกับกรณีพระเขี้ยวแก้วแห่งศรีลังกา ที่อาตมาเคยเดินทางไปกราบสักการะมาหลายครั้ง ซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ เมืองแคนดี้… ด้วยอาศัยความเป็นพระสงฆ์ที่มีสมณศักดิ์แห่งพระสงฆ์ศรีลังกา สยามวงศ์นิกาย อาตมาจึงพยายามเข้าใกล้พระเขี้ยวแก้วหลายครั้ง เพื่อจะได้กราบสักการะอย่างใกล้ชิด แต่ดูเหมือนมีอะไรปิดๆ อยู่… ซึ่งแรกก็ไม่รู้ว่าคืออะไร… และเมื่อมาอ่านร่องรอยประวัติศาสตร์ของศรีลังกาที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ได้ศึกษาในเส้นทางเสด็จประพาสศรีลังกาของพระเจ้าแผ่นดินไทยรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่เคยมีพระประสงค์จะได้ทอดพระเนตรด้วยพระองค์เอง เพื่อฉลองพระศรัทธาของพระองค์ที่มีต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า แต่ได้รับการปฏิเสธจากคณะผู้ดูแล… ประจวบกับการอ่านเรื่องราวที่บาทหลวงของศาสนาคริสต์ท่านหนึ่งได้อาศัยอำนาจการเมืองทำลายพระเขี้ยวแก้ว โดยใช้ครกตำละเอียดเป็นผุยผง เรื่องดังกล่าวมีหลักฐานบันทึกไว้ในประวัติพระเขี้ยวแก้วฉบับของศรีลังกา แต่ได้ระบุเรื่องดังกล่าวว่าเป็นเพียงพระเขี้ยวแก้วปลอมที่ทำขึ้นใหม่ และวัดส่งให้กับบาทหลวงไปตามคำสั่งของผู้ปกครอง ซึ่งสมัยนั้นอยู่ในยุคล่าอาณานิคม ประเทศศรีลังกาถูกปกครองด้วยประเทศอังกฤษอยู่… ซึ่งนับว่าเป็นไหวพริบปฏิภาณของฝ่ายศรีลังกา จึงทำให้พระเขี้ยวแก้วยังคงประดิษฐานอยู่ในผอบเล็กๆ ที่ทำขึ้นด้วยงาช้าง และมีพระเขี้ยวแก้วฝังอยู่ในงาช้างที่ครอบด้วยพระเจดีย์แก้ว ดังรูปภาพที่ปรากฏกันให้เห็นโดยทั่วไป… ตำนานเรื่องพระเขี้ยวแก้วในศรีลังกามีความพ้องกับตำนานเรื่องพระอัฐิข้อนิ้วพระหัตถ์ของวัดฝ่าเหมินแห่งนครซีอานโดยบังเอิญ… จึงให้ต้องพิจารณาเพิ่มขึ้นอีกหลายตลบ เพื่อทำหมายเหตุไว้ในใจเช่นเดียวกับกรณีพระเขี้ยวแก้วที่ศรีลังกา… ซึ่งคงต้องติดตามดูกันต่อไป อย่าเพิ่งด่วนสรุปเป็นอย่างอื่น จนกว่าจะรู้แจ้งโดยธรรมที่ประจักษ์ชัดแจ้งตามธรรม…

หากจะถามว่าพระอัฐิข้อนิ้วพระหัตถ์วัดฝ่าเหมิน เป็นพระบรมธาตุของพระพุทธองค์หรือไม่… เรื่องนี้คงตอบยาก แล้วแต่ความศรัทธาก็แล้วกัน เพราะไม่มีเค้ามูลในการนำสืบ เว้นแต่ความเป็นมงคลที่เกิดขึ้นดังที่กล่าวว่าสถูปพระเจดีย์ในวัดฝ่าเหมินซื่อได้ถูกทำลายลงจากธรรมชาติ ด้วยฝนตกหนักมากในคืนดังกล่าว ซึ่งเป็นวันวิสาขบูชาพอดี จึงให้เห็นความเป็นพุทธนิมิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว อันนำไปสู่การค้นพบข้อนิ้วพระหัตถ์ ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุของพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างแน่นอน โดยเฉพาะจากเครื่องสักการบูชาภายในที่พระเจ้าแผ่นดินจีนในยุคนั้นๆ ได้จัดทำถวายบูชาอย่างประณีต ควรแก่การถวายบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าจำนวนมากถึง ๒,๐๐๐–๓,๐๐๐ ชิ้น ที่ปัจจุบันปรากฏเป็นหลักฐานอยู่ในพิพิธภัณฑ์ที่ตั้งอยู่ในเขตวัดฝ่าเหมิน… จึงไม่ควรคิดสงสัยเป็นอย่างอื่นให้เปล่าประโยชน์ไปเลย…

เสร็จสิ้นการจาริกแสวงบุญในนครซีอาน ประกอบการเจริญภาวนาทุกค่ำคืน อาตมาก็ได้ฤกษ์สะดวกขึ้น รถไฟหัวจรวด (Bullet Train) จากนครซีอานสู่นครลั่วหยาง ที่ตั้งอยู่ใกล้ชิดนครเจิ้งโจว แห่งมณฑลเหอหนาน เพื่อเดินทางสู่ภูเขาซงซาน อันเป็นที่ตั้งของวัดเส้าหลิน เดี๋ยวค่อยเล่าต่อว่า อาตมาเดินทางมาวัดเส้าหลินแห่งหุบเขาซงซานทำไม… มาแล้วได้อะไรบ้าง…

(ติดตามตอนต่อไป)

 

ศีลกถา ประโยชน์ของการรักษาศีล ( 2 ) 2012/05/28

ศีลกถา ประโยชน์ของการรักษาศีล ( 2 )

  • 27 พฤษภาคม 2555 เวลา 09:13 น.

โดย…ภัทระ คำพิทักษ์

อุบาสก อุบาสิกานี้ ต้องมีความพร้อม‌ ด้วยองค์สมบัติของอุบาสก อุบาสิกา จึงเรียกว่า‌อุบาสก อุบาสิกา ผู้ปฏิญาณตนว่าถือพระพุทธ พระ‌ธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง ที่พึ่งอื่นไม่มี พระพุทธเจ้า‌เป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า ที่พึ่งอื่นไม่มีพระธรรมเจ้าเป็น‌ที่พึ่งของข้าพเจ้า ที่พึ่งอื่นไม่มี พระสงฆเจ้าเป็นที่พึ่ง‌ของข้าพเจ้า

นี้เป็นการปฏิญาณตน เช่นนี้แล้วก็จำเป็นต้องมี‌องค์สมบัติว่า อะไรเป็นผู้มีนามว่าอุบาสก อุบาสิกา

ต้องพร้อมด้วยองค์สมบัติ 5 ประการ เป็นหน้าที่‌ของผู้รักษาศีล 5 ประการนี้คือ

1.มีศรัทธาบริบูรณ์

2.มีศีลบริสุทธิ์

3.ไม่เชื่อมงคลตื่นข่าว เชื่อกรรมไม่เชื่อมงคล

4.ไม่แสวงหาบุญนอกเขตพระพุทธศาสนา

5.แสวงหาบุญแต่ในเขตพระพุทธศาสนา

ในองค์สมบัติอุบาสก 5 ประการนี้ ในข้อที่ว่าประกอบด้วยศรัทธานั้น เราเคารพนับถือ‌พระพุทธเจ้าตลอดชีวิต พุทธัง ชีวิตัง ยาวนิพพานัง ‌สรณังคัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถือพระพุทธเจ้าตลอดชีวิตจนเข้าถึงพระนิพพาน ธรรมมัง ชีวิตัง ยาวนิพ‌พานัง สรณังคัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถือพระธรรมเจ้า‌ตลอดชีวิตจนเข้าถึงพระนิพพาน สังฆัง ชีวิตัง ยาว‌นิพพานัง สรณังคัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถือพระสงฆเจ้า‌ตลอดชีวิตจนเข้าถึงพระนิพพาน

ข้อ1 มีศรัทธาบริบูรณ์ผู้ที่มีศรัทธาเด็ดเดี่ยว‌ดังที่กล่าวมานี้ ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีศรัทธาบริบูรณ์ใน‌พระพุทธศาสนา ไม่ละเลิกที่จะถอนตัวออกจาก‌พุทธบริษัท เรียกว่ามีศรัทธาบริบูรณ์ แม้ว่าอย่างไร ‌ถึงเอาชีวิตเป็นเดิมพันก็ตาม

เหมือนครั้งพุทธกาล วันหนึ่ง ทุกขตา คนทุกข์‌ยากเข็ญใจคนหนึ่งไปกินอาหารในวัด เกิดความ‌เลื่อมใสศรัทธา ปฏิญาณตนว่าขอถือพระพุทธพระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึก ด้วยความ‌มั่นเหมาะ เอาชีวิตเข้ากราบ เอาชีวิตเข้าแลกปฏิญาณตน เป็นคนทุกข์คนยากแต่ก็มีจิตใจที่ยอม‌รับในพระพุทธศาสนา บำเพ็ญตนเป็นพุทธบริษัท ‌พุทโธ ธรรมโม สังโฆ เป็นที่พึ่งที่ระลึกอยู่ตลอดเวลา

พระมหากษัตริย์ได้ทดลองจิตใจของทุกขตาคนนั้น บอกว่าขอให้เธอเลิกคำว่าพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่ระลึก แต่ให้พูดว่าข้าพเจ้าไม่พึ่งไม่ถือ‌พระพุทธเจ้า ไม่ถือพระธรรม ไม่ถือพระสงฆ์อย่างนี้เราจะให้เงิน บอกว่าให้ถอนคำพูด บอกว่า‌เป็นที่พึ่งไม่เอา ให้ว่าเลิกแล้ว ท่านให้เลิกอย่างนี้ ‌ทุกขตาบุรุษก็ไม่ยอมเลิก จะให้เงินเท่าไหร่ก็ไม่ยอม‌เลิก แม้จะฆ่าให้ตายก็ไม่ยอมเลิก จะทำอย่างไรก็ไม่‌ยอมเลิก อย่างนี้เรียกว่าศรัทธาในพระพุทธศาสนา‌ข้อ 1 สมบูรณ์แล้ว

เหล่าทายก ทายิกาทั้งหลายต่างปฏิบัติกันมา‌อย่างนี้ ไม่เคยละเลยเลิกละในการนับถือศาสนา‌พุทธ ก็สมควรเรียกว่าศรัทธามีความเชื่อสมบูรณ์‌แล้ว

ข้อ 2 มีศีลบริสุทธิ์นี่สำคัญ ข้อนี้แหละที่ว่าเป็นสมบัติของอุบาสก อุบาสกจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า‌เป็นคนยุ่งยากกับวัยอายุสังขารยังเล็กน้อย ยังมีธุระยุ่งอยู่ รักษาไม่ได้ หรือยังไม่แก่ไม่เฒ่า ไม่รักษา‌แล้ว เป็นการหนี ปลีกตัวไม่ได้ เพราะว่ามีศีลบริสุทธิ์ หมายถึงศีล 5 นี้เอง ศีล 5 นี้เป็นศีลประจำ ‌เพราะฉะนั้น จึงสมควรให้รักษาศีลตลอดเวลา

ข้อ 3 ไม่เชื่อมงคลตื่นข่าวพุทธบริษัทไม่ควรหูเบา ปัญญาเบา เชื่อคำโฆษณาว่าการต่างๆ คำยั่วยุ ในทางไม่ดี ทางไม่ชอบ ตื่นข่าวว่าผู้นั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ ผู้นี้เป็นผู้มีบุญเกิดแล้ว หรือมารดาไม่เห็นลูก บางทีก็เข้าไปในท้อง บางทีก็ออกไปจากท้องมารดา เป็นลูกผู้ประเสริฐ ตื่นกันขนาดหนักเมื่อ 20 ปีมาแล้วที่อุดรฯ นั่นเรียกว่าเชื่อมงคลตื่นข่าว หูเบาปัญญาเบา ไม่ใช้สติพิจารณาให้ถ่องแท้ ‌หลงใหลปฏิบัติในทางที่ผิด เข้าใจผิดเช่นนั้น เรียกว่าเชื่อมงคลตื่นข่าว ให้ใช้สติพิจารณาให้ถ่องแท้ อย่า‌หลงใหลในทางที่ผิด ต้องเชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม ‌เรียกว่าไม่เชื่อมงคลตื่นข่าวไม่เป็นคนหูเบา

ข้อ 4 ไม่แสวงหาบุญนอกเขตพระพุทธศาสนา‌ได้แก่ความนิยมชมชอบในศาสนาอื่น…

ข้อ5 แสวงหาบุญแต่ในเขตพระพุทธศาสนา‌มีการให้ทาน รักษาศีล ใส่บาตร ถวายอาหารบิณฑบาต ถวายผ้าจีวร ถวายเสนาสนะ ถวายยา‌รักษาโรคแก่พระภิกษุสงฆ์ ทำอย่างนี้เรียกว่าแสวง‌บุญแต่ในพระพุทธศาสนา เป็นคุณสมบัติที่สมบูรณ์‌บริบูรณ์ทุกอย่าง องค์ 5 ประการนี้แหละเป็นการ‌บังคับว่าให้รักษาศีล แต่ก็คำที่ว่าเราไม่สมควรเป็นผู้รักษาศีล เรายังหนุ่มยังแน่น ยังมีภาระหน้าที่ไม่มีเวลารักษาศีล นั้นเป็นการเข้าใจผิด ควรรักษา‌อยู่ตลอดทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย รักษาศีล 5 ประจำ ‌เรียกว่านิจศีล

เพราะฉะนั้น การที่จะรักษาศีลให้ตลอดเวลานี้‌เราจะทำอย่างไรให้ปฏิบัติได้การที่จะเป็นผู้มีศีลนั้น‌จะต้องถูกต้องในองค์สมบัติ คือมีลักษณะว่าเป็นผู้มีศีล ศีลเกิดได้จากการตั้งใจรักษา ไม่ใช่ว่าเพียง‌แต่ไม่ทำ ไม่ชื่อว่าเป็นศีล

การที่ตั้งใจรักษาศีลต้องพร้อมด้วยองค์สมบัติ‌คือ

1.เป็นผู้มีเจตนาสัมปัตตวิรัติ มีความอยากจะ‌รักษาศีล ให้ศีลเกิดเฉพาะหน้าคือพบคนที่จะฆ่า‌เราก็ไม่ฆ่า พบยุงที่กัดเราเราก็ไม่ฆ่า มีใจคิดขึ้นมา‌เราจะไม่ฆ่า เราควรมีศีล งดจากการฆ่านั้นเอง‌ปัจจุบันทันด่วน นั่นชื่อว่าเกิดศีลขึ้นแล้วในใจ บุคคล‌พบของที่ควรลัก พบผู้หญิงที่ควรประพฤติผิดใน‌กาม ระหว่างผัวระหว่างเมียของกันและกัน สมควร‌จะทำได้แต่ก็ไม่ทำ เกิดความมีศีลขึ้นมาในใจ

อย่างนี้เรียกว่ามีศีลเกิดขึ้นเฉพาะหน้า ประสบ‌พบเหมาะกับสิ่งที่ทำให้ผิดศีลทั้ง 5 ข้อ แต่ก็ไม่ทำ ‌กำหนดจิตใจของตนให้ลด ละ เว้น ในการผิดศีลที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้านั้นเรียกว่ามีศีลอย่างหนึ่งเกิดเป็นศีลแล้วเรียกว่าสัมปัตตวิรัติ ละเว้นในการ‌เฉพาะหน้า

2.สมาทานวิรัติ ศีลจะเกิดขึ้นในจิตในใจได้ด้วย‌การสมาทานได้แก่การอาราธนาขอศีลจากภิกษุ‌สามเณรผู้ทรงศีล แล้วท่านก็กล่าวคำสิกขาบทให้ ‌แล้วรับเอาคำที่กล่าวดังเคยที่สอนกันมาและที่ปฏิบัติกันมาตลอดเวลานี้ เพราะฉะนั้น ศีลเกิดขึ้น‌โดยการสมาทาน ขอศีลแล้วท่านก็ให้ศีล ที่จริงท่าน‌ก็ไม่ให้หรอกศีลนั่น ท่านประกาศข้อห้ามให้รู้จักเองว่า นั่นคือข้อห้าม อันนี้เป็นศีล เว้นดังที่ประกาศ ‌ให้เราตั้งใจสมาทาน เกิดศีลขึ้นมาในใจ เพียงไม่ทำบาป เพียงไม่คิดบาป เพียงไม่พูดบาป ก็ถือว่า‌เป็นศีลไม่ได้ ต้องตั้งใจสมาทาน

3.เรียกว่าสมุจเฉทวิรัติ ถึงพร้อมด้วยความ‌
เด็ดขาดดังศีลของพระอริยะ

ทั้ง 3 ประการนี้ ลักษณะของศีลที่ต่างกัน ‌สมุจเฉทวิรัติเป็นศีลของพระอริยะ เป็นศีลที่‌เด็ดขาด เป็นศีลที่ยอดเยี่ยม เพราะฉะนั้น เกิดศีลขึ้นมาแล้วมีคำถามว่า วัว ควาย มันไม่เคยลัก‌ของใคร ไม่เคยฆ่าใคร ไม่เคยผิดลูกผิดเมียใครไม่เคยพูดปด ไม่เคยดื่มสุราเมรัย วัวควายนั้นจะมี‌ศีลหรือไม่ ถ้าทำนองนี้เรียกว่าไม่มีศีลเพราะมันไม่มีเจตนา ผู้ที่รักษาศีลนั้นต้องเป็นผู้มีเจตนาสังวร‌ละเว้น

แม้จะสมาทานจากพระโพธิสัตว์ ชุมชน หมู่มาก‌เต็มศาลาก็ตาม ประกาศศีลแล้ว กล่าวมะยังภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ ติสะระเน นะสะหะ ปัญจะ สีลา นิยา จามะก็ตาม ว่าตามไปแล้ว จบแล้ว ให้ศีลแล้วเกิดศีลได้หรือไม่ ไม่เกิด‌ศีล ไม่เป็นศีล ไม่เป็นบุญ ไม่เป็นบาป เพราะว่าไม่ได้ตั้งเจตนางดเว้นต้องเจตนางดเว้น มีสัจจะ‌จริงใจขึ้นมา จึงชื่อว่าเป็นผู้มีศีลเหมือนกับการที่เราตั้งใจรักษาศีลก็รักษาศีล ตั้งใจงดเว้น มีความ‌คิดความอ่านที่เหมาะเจาะแน่วแน่เข้าไปในการ‌รักษาศีลจึงจะมีศีล เพียงแต่การสมาทานพูดตาม‌หมู่ไปเรื่อยๆ ก็ไม่ใช่ว่าเป็นศีลเพราะไม่มีเจตนา

ดังพระบาลีว่าเจตนาหัง ภิกขะเว สีลังวะทามิ ‌ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเจตนางดเว้นอันเป็นตัว‌ศีลเจตนาหะ กัมมัง วะทามิเจตนานั้นเป็นกรรม ‌หากไม่มีเจตนาก็ไม่เป็นศีล

ลักษณะของศีลเกิดขึ้นมาด้วยการอย่างนี้

เพราะฉะนั้น ศีลสำคัญคือศีล 5 ประการนี้ ‌จำเป็นอย่างไรที่จะรักษาให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ได้ตลอด‌เวลา อย่าเข้าใจผิดว่าเป็นของคนแก่คนเฒ่าจึงเข้า‌วัดฟังธรรม เท่านั้นที่จะรักษาหรือเป็นพระเป็นเณร‌เท่านั้นจึงรักษาศีล ที่จริงเราเป็นพุทธบริษัทก็ต้องมี‌ศีลตลอด แม้ว่าเวลาใด วัยใด คนหนุ่ม คนแก่คนเฒ่า เด็กก็ตาม ต้องเป็นผู้มีศีลเพราะเรานับถือพระพุทธศาสนาแล้วต้องมีศีล มีคุณสมบัติดังกล่าว‌มาแล้วแต่สำคัญว่าเราจะปฏิบัติอย่างไร ที่จะให้‌ศีลเรามีตลอด หนทางปฏิบัตินั้นก็คือตั้งใจงดเว้น‌รักษา ด้วยการสมาทานก็ดี ด้วยการบังเกิดศรัทธา‌เฉพาะหน้า บำเพ็ญเฉพาะหน้าก็ดี เราตั้งใจรักษา‌แล้ว กล่าวแล้ว เว้นแล้ว ตั้งใจรักษาตลอดชีวิตจึงจะเป็นผู้มีความสุข หรือว่าเจตนานี้สำคัญที่จะต้องรักษาตลอดไปเพื่อไม่ให้ขาดสิกขาบทใด‌สิกขาบทหนึ่ง

การรักษาศีล 5 ที่เรียกว่านิจศีลคือรักษาศีลเป็นนิจนั่นเอง เพราะเป็นพุทธบริษัทแล้ว เป็นทายก ‌ทายิกา แล้วต้องเป็นผู้มีศีลเท่านั้น

เข้าใจอย่างนี้ชื่อว่าถูกต้องแต่ว่าเราเข้าทำนอง‌ว่าถือศีลเป็นพิธีกรรมเฉยๆ ทำไปตามประเพณีของ‌ตนไปแล้ว แต่การรักษาไม่มี ดังที่พระฝรั่งองค์หนึ่ง‌เห็นภิกษุรักษาศีล พัฒนาศีลทั้งหมดทุกๆ องค์นั้น ‌ไปที่ไหนก็เห็นอย่างนั้น จึงอัศจรรย์ใจว่าชาวพุทธ‌ไทยนี้ตั้งใจเด็ดเดี่ยวรักษาศีล สมาทานศีลทั้งหมด‌ทุกคน ไม่มีใครเว้นที่จะไม่รักษา เข้าใจว่าเป็นเช่น‌นั้น รักษากันจริง ปฏิบัติจริง แต่ก็ไปเห็นคนที่รักษา‌ศีลไปแล้วดื่มเหล้าเมาแค่นั้นเอง นั้นพระฝรั่งจึงแปลกใจว่าทำไมรักษาศีลอาราธนาศีลแล้วจึงยัง‌กินเหล้าอยู่เลย สมาทานขอศีลแล้วทำไมจึงยังมา‌กินเหล้าอีก พระฝรั่งจึงเอะใจว่าเป็นความเข้าใจผิด‌ของพระฝรั่งนั้นเอง ประเพณีการรักษาศีลของไทย‌เป็นเพียงประเพณีเท่านั้นเอง

เพราะฉะนั้น ศีล 5 นะโม ตัสสะ เป็นของสำคัญ‌อย่างไรที่ขาดไม่ได้ในการงานทุกอย่าง จะถวาย‌อาหารก็ดีต้องรับศีลก่อน จะถวายกฐิน ผ้าป่าก็ดี‌ต้องรับศีลก่อน จะสวดมงคลบ้านหรือว่าอวหมงคล‌ก็ดี ก็รักษาศีลก่อน ต้องว่า นะโมก่อน เพราะอะไร‌จึงเอานะโมไว้ก่อน เพราะฉะนั้น จึงต้องเข้าใจ‌ปฏิบัติ เพราะว่า“นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต”นี้ ‌เป็นการไหว้ครู บรมครูคือพระศาสดาของเรา ‌เหมือนกับนักมวยจะต่อยกันในสนามก็ต้องไหว้ครู‌ก่อน เราเป็นชาวพุทธจะทำกิจการใดก็ต้องไหว้ครู‌เป็นการระลึกถึงพระพุทธเจ้าก่อน เป็นที่พึ่งที่ระลึก ‌เป็นของที่แน่นอน จะลืมเลือนไปไม่ได้ต้องคิดตักเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าเป็นผู้ไหว้ครูแล้ว รักษา‌ศีล 5 แล้วตลอดชีวิต เราจะทำได้อย่างไรการทำไปดังกล่าวมาแล้วตั้งใจสมาทานสิกขาบททั้ง 5 ‌ประการ เราทุกคนคงจำกันได้หมดแล้วว่าจะรักษา‌ตลอดชีวิต

การรักษาศีลของศรัทธาญาติโยมกับแม่ชีนั้น‌ต่างกัน แม่ชีนั้นบวชแล้วก็รักษาศีล 8 ตลอดชีวิต ‌ส่วนทายก ทายิกานั้น ยังไม่บวชก็รักษาศีล 5 ตลอด‌ชีวิตเช่นกัน เพราะฉะนั้น เพื่อความถูกต้อง

ศีลของแม่ชีกับศีลของฆราวาสต่างกันอย่างไร

ต่างกัน ศีลของแม่ชีหรือศีล 8 นี้ รักษาตลอด‌ชีวิต เป็นของรวมกัน ขาดข้อหนึ่งก็ขาดไปหมดศีลของภิกษุก็เช่นกัน 227 ข้อ สามเณร 10 ข้อ ‌เพียงขาดไปละเมิดสิกขาบทข้อเดียวศีลของพระ ‌227 ก็ขาดหมด เพราะเป็นสัจจะรวมขอบวชใน‌พระพุทธศาสนา พระภิกษุรับศีลในเวลาไหน ไม่มี‌การรับศีลของภิกษุผู้บวช เป็นการขออุปสมบทเป็น‌ภิกษุสงฆ์ โดยการกล่าวว่า

สังฆัม ภันเต อุปสัมปะทัง ยาจามิ อุลลุมปะตุ‌

มัง ภันเต สังโฆอนุกัมปัง อุปาทายะทุติยัมปิ ภันเต สังฆัง อุปสัมปะทัง ยาจามิ

อุลลุมปะตุมัง ภันเต สังโฆอนุกัมปัง อุปาทายะตะติยัมปิ ภันเต สังฆัง อุปสัมปะทัง ยาจามิอุลลุมปะตุมัง ภันเต สังโฆอนุกัมปัง อุปาทายะ

นี้เป็นคำขอบวชขอประพฤติพรหมจรรย์การ‌ประพฤติพรหมจรรย์ต้องมีศีล 227 ข้อกำกับ เพียง‌ข้อเดียวว่าข้าพเจ้าจะประพฤติพรหมจรรย์เท่านั้น ‌ก็เป็นอันว่าศีล 227 ข้อ อยู่ในใจผู้นั้นแล้ว

ฝ่ายอุบาสกก็เหมือนกันที่จะรักษาศีล 5 ก็ตั้งใจ‌จะรักษาศีล 5 ไว้ในใจของเราแล้ว เป็นของจำเป็น‌อย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจใหม่ ด้วยการสมาทานศีล 5 ‌แล้ว เป็นการรักษาตลอดเวลา ศีลของทายก ทายิกา‌ที่เป็นชาวบ้านนั้นต่างกันคือขาดข้อใด ก็เพียงข้อนั้น‌ขาด อีก 4 ข้อก็ยังอยู่ ขาด 3 ข้อ อีก 2 ข้อก็ยัง‌อยู่ ขาด 4 ข้อ ข้อ 5 ก็ยังอยู่ นี้ยังมีศีลอยู่ เพื่อจะให้ศีลของเราเต็มบริบูรณ์ตลอดเวลาทำอย่างไร ‌ก็ทำการสมาทานศีลใหม่ เมื่อมีการทำบุญทำทานใด‌ก็สมาทานขอศีลจากพระคุณเจ้าว่า

มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะ นัตถายะ ติสะ‌ระเนนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ

ทุติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะ นัตถายะ ‌ติสะระเนนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะตะติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะ นัตถายะ ‌ติสะระเนนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ

นี่เป็นการขอศีล ซึ่งกล่าวว่าข้าพเจ้าขอถือศีลต่างๆ กันในศีล 5 ประการนี้ ครั้งที่สองข้าพเจ้าขอถือศีลต่างๆ กันในศีล 5 ประการนี้ครั้งที่สาม ข้าพเจ้าขอถือศีลต่างๆ กันในศีล 5 ‌ประการนี้

คำว่า วิสุง วิสุง นั้นแปลว่า ลักษณะต่างๆ กัน ‌มีความหมายอย่างไรว่ามีความหมายต่างๆ กันเช่นว่า โยม ก ขาดข้อ 1 โยม ข ขาดข้อ 2 โยม ‌ค ขาดข้อ 3 นาง ง ขาดข้อ 4 นาย จ ขาดข้อ 5 ‌มันขาดศีลไปแล้ว ล่วงไปแล้ว ข้าพเจ้าขอสมาทาน‌ศีลให้เต็มเหมือนเก่า ในลักษณะต่างกันหลายคนที่มาขอวันนี้ขาดไม่เหมือนกันนี้ความหมายเพื่อให้‌ศีลเราอยู่ตลอดเวลานั่นเอง

เพราะฉะนั้น จึงเป็นศีลขึ้นมาเพียงแต่ไม่ทำ‌บาป ไม่ประพฤติผิดในกามเฉยๆ เหมือนกับวัว ‌ควาย ที่ได้กล่าวมาแล้ว ก็ไม่เป็นศีลอยู่เอง ไม่ได้ทำ‌อะไรก็ตาม แต่ไม่เป็นบุญไม่เป็นบาป

เพราะฉะนั้น จึงสมาทานศีลด้วยตนเอง ‌เรียกว่าสัมปัตตวิรัติ ตั้งใจขอศีลด้วยตัวเอง ไม่ต้อง‌ขอจากพระจากเจ้าก็เป็นศีลขึ้นมา เพื่อให้ความ‌บริสุทธิ์ บริบูรณ์ทุกเวลาไม่ว่าจะนอนกราบไหว้‌แล้วกล่าว

อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ ภะคะวา พุทธังภะคะวันตัง อะภิวา เทมิ สวากขาโต ภะคะวะตา ‌ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ สุปฏิปันโน ภะคะวะโตสาวะกะสังโฆ สังฆังนะมามิ

แล้วก็ต่อสมาทานขึ้นเลยปาณาติปาตา เวร‌มณี สิกขาปะทัง สมาธิยามิ อะทินนาทานา เวรมณี ‌สิกขาปะทัง สมาธิยามิ กาเมสุ มิจฉาจารา เวรมณี ‌สิกขาปะทัง สมาธิยามิ มุสาวาทา เวรมณี สิกขา‌ปะทัง สมาธิยามิ สุราเมระยะมัชฌะปมา ทัฏฐานา ‌เวรมณี สิกขาปะทัง สมาธิยามิ

จบลงเป็นศีล เพิ่มศีลต่อศีลเราอย่าให้มันขาด ‌แล้วจึงนอน

เพราะฉะนั้น การทำอย่างนี้เรียกว่าการรักษา‌ศีลของตนให้บริสุทธิ์ไม่ให้มันขาด ขาดข้อใดก็เพิ่ม‌เอาข้อนั้นใกล้จะนอนแล้วเรากราบไหว้สมาทาน‌ศีลให้มีศีลในร่างกาย มีศีลในจิตใจ แม้จะตายในคืนนั้นก็ได้ชื่อว่าตายอย่างมีศีล บุญกุศลที่รักษาไว้ผู้มีศีลบริสุทธิ์มีความมุ่งมั่นที่จะรักษาไว้ให้ตลอด ไม่‌มีขาดตอน ก็มีวิธีอย่างนั้นที่ท่านปฏิบัติ ถ้าไม่มี‌โอกาสสมาทานจากพระเจ้าพระสงฆ์ก็สมาทานเอง‌ในที่นอนนั้นเอง ก็มีศีลไม่ขาดตลอดเวลา ตื่นขึ้นมา‌วันใหม่แล้วศีลของเรายังบริสุทธิ์อยู่ในกลางวันวันนี้‌เราจะทำบาปอะไรบ้าง ศีลของเราขาดตกบกพร่อง‌อะไรบ้าง ก็ตรวจตราก่อนจะนอนวันใหม่

อย่าให้ตก อย่าให้ขาดว่าง นี้เป็นวิธีที่จะทำให้‌ได้ศีล

(อ่านต่อฉบับหน้า)

 

ประชุมสมัชชาสงฆ์ไทย ทำบุญอายุ80ปี เจ้าอาวาส พร้อมฉลองวัดไทยแอลเอ40ปี 2012/05/28

ประชุมสมัชชาสงฆ์ไทย ทำบุญอายุ80ปี เจ้าอาวาส พร้อมฉลองวัดไทยแอลเอ40ปี

  • 27 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:59 น.

โดย…สมาน สุดโต

พระพุทธศาสนาเข้าสู่ดินแดนลุงแซมมานาน 40 ปี โดยนับปีการตั้งวัดไทยในแอลเอเป็นตัวตั้ง ในการนี้สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกาจึงจัดงานใหญ่ในเดือน มิ.ย. 2555 ถึง 3 งานพร้อมๆ กัน

ฉลองวัดไทยแอลเอ

การจัดงานใหญ่นั้นได้มีประชุมเตรียมงานเมื่อวันพุธที่ 8 ก.พ. 2555 โดยพระสุนทรพุทธิวิเทศ (ประชัน ชุตินฺธโร) วัดพุทธาวาส นครฮิวส์ตัน มลรัฐเทกซัส ประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ได้ออกฎีกานัดหมายคณะกรรมการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกาไปประชุมที่ “วัดไทยลอสแองเจลิส” มลรัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อหารือถึงการประชุมใหญ่สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ครั้งที่ 36/2555 ซึ่งปีนี้นับว่าเป็นปีพิเศษ เพราะเป็นปีที่วัดไทยลอสแองเจลิส วัดไทยแห่งแรกในสหรัฐอเมริกาก่อตั้งเมื่อปี 2515 มีอายุครบ 40 ปีพอดี ประจวบกับพระราชธรรมวิเทศ (อมรวุฒิ อมโร) หัวหน้าสงฆ์วัดไทยลอสแองเจลิสมีอายุครบ 80 ปี จึงกำหนดให้มีงานใหญ่พร้อมกันถึง 3 งานในวาระเดียวกัน คือ ประชุมใหญ่สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ครั้งที่ 36/2555 งานฉลองวัดไทยลอสแองเจลิสครบรอบ 40 ปี และงานอายุวัฒนมงคล 80 ปี พระราชธรรมวิเทศ

ส่วนความเป็นมาวัดไทยแอลเอนั้น ข้อมูลในเว็บไซต์ของวัดไทยแอลเอ เล่าว่า เนื่องด้วยคนไทยที่อยู่ที่เมืองนครลอสแองเจลิส ซึ่งเป็นเมืองที่คนไทยอยู่มากกว่าเมืองอื่นๆ ในสหรัฐอเมริกา แต่ไม่มีศาสนสถานชาติของตน เมื่อถึงคราวจำเป็นก็ต้องไปอาศัยวัดชนชาติอื่นๆ

ปี 2512 พระครูวชิรธรรมโสภณ (ต่อมาได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระโสภณวชิรธรรม) หรือพระอาจารย์สีนวล วัดทุ่งสาธิต หรือวัดวชิรธรรมสาธิต เดินทางมาสหรัฐอเมริกาพร้อมพระอีก 2 รูป ต่อมาคณะคนไทยได้จดทะเบียนเป็นองศ์การกุศลไม่แสวงหากำไรชื่อว่า พุทธสมาคมไทยอเมริกัน โดยมี เอส เบิร์ด เป็นประธาน

เมื่อออกพรรษาพระทั้งสามรูปก็เดินทางกลับประเทศไทย ในคราวนั้นผู้มีจิตศรัทธาได้บริจาคเงินเพื่อสร้างวัดกว่า 6,000 เหรียญสหรัฐ อุไร วัลลิภากร และคณะ ได้เก็บรักษาเงินดังกล่าวเพื่อมอบร่วมสร้างวัด

ปี 2514 พูนศักดิ์ ซอโสตถิกุล และคณะได้มีโอกาสพบกับท่านเจ้าคุณพระธรรมโกศาจารย์ (ต่อมา : พระพิมลธรรม) วัดราษฎร์บำรุง ชลบุรี ที่มานครลอสแองเจลิส และเข้าพักที่บ้าน เกียรติ ประชาศรัยสรเดช จึงปรึกษาหารือถึงการตั้งวัดไทยและได้จดทะเบียนเป็นองค์การไม่แสวงหากำไรชื่อว่า “ศูนย์พุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท” โดยมี พูนศักดิ์ เป็นประธาน และได้ซื้อบ้านที่เมืองเซพูลเวดา นิมนต์ท่านอาจารย์พระมหาธีรพันธ์ เมตฺตาวิหารี วัดมหาธาตุ มาจำพรรษาเมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2514 ออกพรรษาแล้วท่านก็เดินทางกลับประเทศไทย

ปี 2515 (ถือว่าเป็นปีก่อตั้งวัดไทย) ท่านเจ้าคุณพระธรรมโกศาจารย์ (ชอบ) ได้ส่งภิกษุมาใหม่อีก 5 รูป โดยมีพระโสบิน โสปาโก วัดมหาธาตุ เป็นหัวหน้า มาพักที่เมืองเซพูลเวดา แต่สถานที่แห่งนั้นทางการไม่อนุญาตให้สร้างวัด จึงมาซื้อที่ที่วัดอยู่ในปัจจุบัน เนื้อที่ 3 ไร่ โดยมี วิชัยบุญสม ซอโสตถิกุล บิดามารดาของพูนศักดิ์เป็นผู้อุปถัมภ์บริจาคเงินซื้อทั้งหมด

ประวัติสมัชชาสงฆ์ไทย

ส่วนประวัติสมัชชาสงฆ์ไทยนั้น เมื่อคณะสงฆ์มีมาก จึงรวมตัวก่อตั้งองค์กรการปฏิบัติงานของคณะสงฆ์ไทยฝ่ายมหานิกาย จดทะเบียนก่อตั้งเป็นองค์กรทางศาสนาที่ไม่แสวงหาผลกำไรตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2519 (1976) โดยเรียกชื่อว่า สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา (ส.ท.ส.) The Council of the Thai Bhikkhus in the U.S.A. (C.T.U.)

แม้ว่าสมัชชาสงฆ์ไทยจะมีกิจกรรมประจำปี มีองค์กรบริหารกันเองอย่างเข้มแข็งดังที่ปรากฏทุกวันนี้ ก็ใช่ว่าพระพุทธศาสนาจะฝังรากในสหรัฐอเมริกาแน่นแฟ้นดังที่หลายๆ ท่านคาดคิดก็หาไม่ เพราะพระธรรมคำสอนยังไม่ออกจากวัดไปหาคนท้องถิ่น แม้ว่าพระเถระผู้ใหญ่หลายรูปมีความหวังว่า สหรัฐอเมริกาและยุโรปจะเป็นที่มั่นแห่งพระพุทธศาสนาต่อไปในอนาคตก็ตาม

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าการสร้างวัดและที่พระไทยไปประจำวัดต่างๆ ที่สหรัฐอเมริกาหรือยุโรปนั้น มิใช่นโยบายของคณะสงฆ์มาแต่ต้น แต่เกิดเพราะพระสงฆ์และญาติโยมริเริ่มกันเอง

แต่ปัจจุบันมีความร่วมมือกันเหนียวแน่นระหว่างมหาเถรสมาคมและสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา และประเทศอื่นๆ ทำให้เห็นว่ามหาเถรสมาคมสนับสนุนส่งเสริมวัดในต่างประเทศ

ปัจจุบันในสหรัฐอเมริกามีวัดไทย 96 วัด (วัดธรรมยุตประมาณ 50 วัด) กระจายอยู่ตามรัฐต่างๆ มีพระภิกษุที่เป็นพระธรรมทูตและไม่ใช่พระธรรมทูตปฏิบัติงานอยู่ประมาณ 500 รูป (ไม่รวมพระธรรมยุต)

เห็นตัวเลขนี้ก็น่าจะมั่นใจได้ว่าสหรัฐอเมริกาจะเป็นฐานที่มั่นของพระพุทธศาสนาในอนาคตได้ แต่เมื่อสัมภาษณ์พระเถระที่อยู่ในอเมริกามานานแล้วจะพบว่าความคาดหวังนี้ยังอยู่ห่างไกล

อนาคตบ่แน่

เจ้าคุณ พระสุนทรพุทธิวิเทศ (ประชัน ชุตินธโร ป.ธ.4) วัดพุทธาวาส แห่งฮิวส์ตัน มลรัฐเทกซัส ประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา เมตตาให้ความเห็นเรื่องนี้แก่ผมเมื่อเร็วๆ นี้ ขณะที่พระคุณเจ้าเดินทางมาปฏิบัติศาสนกิจในเมืองไทย

ท่านพูดถึงความเป็นไปได้ที่พระพุทธศาสนาจะลงหลักปักฐานในสหรัฐอเมริกาว่ายังไม่มีอะไรแน่นอน จะเห็นว่าเยาวชนลูกหลานคนไทยในสหรัฐอเมริกายังไม่ใกล้ชิดเท่าที่ควร ท่าทีแบบนี้ทำให้เกิดความเป็นห่วงในอนาคตอีก 20-30 ปีข้างหน้า ว่าใครจะรักษาวัดที่ชาวพุทธไทยสร้างไว้ เมื่อคนรุ่นเก่าที่อายุ 30-60 ปี ที่เข้าวัดในปัจจุบันค่อยๆ หมดไป

ข้าถึงอเมริกันชนยาก

ส่วนการจะพึ่งคนท้องถิ่นที่เป็นชาวอเมริกันหรือฝรั่งชาติอื่นๆ นั้น รู้สึกว่าจะยาก แม้ว่าทางวัดจะพยายามแล้วก็ตาม นอกจากฝรั่งที่แต่งงานกับคนไทยเท่านั้น ซึ่งก็มีจำนวนจำกัด

สิ่งที่เป็นกำแพงขวางกั้นระหว่างคนท้องถิ่นกับวัดในพระพุทธศาสนาเถรวาทจากประเทศไทย เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ ภาษา ที่ใช้ในการสื่อสาร ทั้งนี้พระไทยแม้จะมีฐานะเป็นพระธรรมทูต ได้รับการอบรมความเป็นพระธรรมทูตไปแล้ว แต่ความสามารถด้านการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษนั้นค่อนข้างจะมีปัญหา ยกเว้นบางท่านที่เก่งจริงๆ เท่านั้น

พระสุนทรพุทธิวิเทศ (ประชัน) ซึ่งอยู่ที่สหรัฐมา 29 ปี ให้ความเห็นส่วนตัวว่า พระพุทธศาสนา ยังไม่ค่อยออกนอกวัด แต่ยังอยู่กับชุมชนไทยเสียมากกว่า บางวัดอาจมีฝรั่งเข้ามาบ้าง แต่ยังไม่เป็นชิ้นเป็นอัน (จำนวนน้อย) ถ้าหากพุทธศาสนาเข้าถึงฝรั่งที่เป็นคนท้องถิ่นได้เมื่อไร เมื่อนั้นแหละ พุทธศาสนาถือว่าหยั่งรากได้แล้ว แต่ถึงขณะนี้ยังอยู่ในชุมชนคนไทยที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไปถึง 60 ปี

เมื่อคนกลุ่มนี้ชราลงไปเรื่อยๆ จนถึงแก่กรรม หรือกลับเมืองไทย ใครจะดูแลวัดต่อไป เพราะลูกหลานของเขาในสหรัฐก็ไม่เป็นหลักประกันว่าเขาจะมาแทนบรรพบุรุษ ปู่ ย่า ตา ยาย เพราะเท่าที่เห็นในปัจจุบัน ลูกหลาน (ไทย) ที่เป็นวัยรุ่นไม่ค่อยเข้าวัด ทั้งๆ ที่เคยเข้าวัดเมื่อเรียนประถมตอนต้นถึง ป.6 แต่พอโตจบ ม.8 เข้ามหาวิทยาลัยเริ่มห่างวัด จะมาเมื่อทางวัดจัดกิจกรรมเท่านั้น

การจะฝากอนาคตไว้กับฝรั่งอเมริกันที่เป็นคนท้องถิ่นนั้นมีความเป็นไปได้ยาก เพราะยังไม่มีใครที่เข้ามาบวชแบบเสียสละเพื่อพระศาสนาเหมือนพระไทย เมื่อไรที่มีฝรั่งอเมริกันเข้ามาบวชถาวร เมื่อนั้นถือว่าพุทธศาสนาน่าจะฝังรากในแผ่นดินนั้น

คณะสงฆ์ไทยพยายามปลูกฝังให้ลูกหลานไทยผูกพันกับวัดตั้งแต่ยังเยาว์ โดยจัดสอนธรรมศึกษา สอนให้รู้จักวัฒนธรรมไทยและความเป็นไทย โดยบางวัดที่มีศักยภาพได้จัดตั้งโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ซึ่งพวกเขาก็สนใจมาเรียน ทำให้รู้สึกว่าอย่างน้อยที่สุดเขาก็ได้รู้จักพระสงฆ์ มีโอกาสสืบทอดพุทธศาสนาให้ยั่งยืน แต่อนาคตไม่แน่

ที่พูดนี้เฉพาะครอบครัวคนไทย ส่วนฝรั่งที่สนใจพุทธศาสนาเข้าวัดก็เกิดจากการอ่านหนังสือแล้วต้องการปฏิบัติ

สมัชชาสงฆ์ไทยมิได้ละเลยกับสิ่งที่ได้เห็น จึงแก้ปัญหาด้วยการส่งเสริมให้สอนธรรมศึกษา เพื่อให้เขาได้เข้าใจหลักธรรมและอยู่ในร่มเงาพุทธศาสนามากขึ้น จะเห็นว่าแม่กองธรรมสนามหลวงอนุญาตให้เปิดสอบธรรมศึกษาปี 2555 ที่สหรัฐอเมริกาถึง 15 สนาม และได้เปิดสอบไปแล้วเมื่อวันที่ 29 เม.ย.-5 พ.ค. 2555

แม้ว่าอนาคตที่พระพุทธศาสนาจะหยั่งรากลึกในสหรัฐอเมริกาจะไม่สดใสนัก แต่พระสงฆ์ไทยและชาวไทยในสหรัฐก็ยังดำเนินกิจกรรมทางศาสนาโดยไม่ท้อถอย เพราะการจะเปลี่ยนศรัทธาคนนั้น ไม่ใช่ของง่าย

 

พุทธศาสน์…วัฒนธรรมทางจิตวิญญาณที่ผันแปรในปากมังกร!? (ตอน ๙) 2012/05/25

พุทธศาสน์…วัฒนธรรมทางจิตวิญญาณที่ผันแปรในปากมังกร!? (ตอน ๙)

  • 25 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:11 น.

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

แม้แต่ชาวจีนก็ต้องจำยอมอดทนกับปรากฏการณ์การแสวงหาประโยชน์ตาม ลัทธิกฎหมาย-กฎสังคม แบบฉบับทุนนิยม ที่กำลังสำแดงฤทธิ์อยู่ในประเทศจีน แม้แต่วัดเส้าหลินแห่งมณฑลเหอหนาน ที่มีชื่อเสียงดังไปทั่วโลกก็ต้องประสบกับปัญหาดังกล่าว ดังที่ปรากฏให้เห็น ซึ่งหากใครเดินทางไปวัดเส้าหลินในปัจจุบันรถโดยสารก็จะนำท่านเข้าไปลานจอดรถ ซึ่งเป็นสถานที่อำนวยความสะดวกขององค์กรปกครองท้องถิ่นที่ท่านจะต้องจ่ายเงินค่าบริการผ่านทาง ๒ ครั้ง ครั้งที่ ๑ ด่านเก็บเงินด้านนอก คันละ ๒๐ หยวน ครั้งที่ ๒ ด่านเก็บเงินคนละ ๑๐๐ หยวน แถมจะต้องเสียเงินค่ารถยนต์นำท่านเข้าสู่วัดเส้าหลินอีกคนละ ๑๐ หยวน

รายจ่ายตรงส่วนนี้ เป็นขององค์กรปกครองท้องถิ่นที่มาตั้งกำแพงกั้นรั้วดักเก็บเงินนักท่องเที่ยวที่จะเข้าไปในเขตวัด เพื่อเป็นรายได้ให้กับท้องถิ่น ๗๐% และแบ่งให้วัดเพียง ๓๐% ยกเว้นแขกของวัด อย่างเช่น อาตมาเป็นพระอาคันตุกะของวัดเส้าหลิน เรียกว่า เป็นแขกของเจ้าอาวาส จึงยกเว้นเป็นผู้ไม่ต้องจ่าย (จริงๆ อาตมาไม่มีจะจ่ายด้วย) สำหรับส่วนแบ่งให้วัด ๓๐% ทราบว่าจริงๆ แล้ววัดเส้าหลินมิได้ต้องการเงินส่วนแบ่งดังกล่าว เพราะไม่ต้องการให้ประชาชนที่มาไหว้พระต้องเดือดร้อนกับค่าใช้จ่ายดังกล่าว

นับว่าเรื่องกระแสทุนนิยม กับแนวนวัตกรรมใหม่ กับระบบวัฒนธรรมและความเชื่อ ตลอดจนความเป็นอยู่แบบอนุรักษ์ของจีนแบบดั้งเดิมที่กำลังปีนเกลียวกันอย่างรุนแรงพอสมควร… และค่อนข้างตึงด้วย เพราะความไม่ยอมลดราวาศอกต่อกัน เมื่อกฎหมาย กฎระเบียบว่าอย่างไร ทุกคนจะต้องเดินตามระบบกฎหมายของสังคม… ไม่เต้นตามก็ต้องได้รับโทษเป็นไปตามกฎหมาย… เราจึงเห็นสภาพความจริงที่ดูเหมือนไร้น้ำจิตน้ำใจเกิดขึ้นในโลกทุนนิยมใหม่ของชาวจีน… ที่ทุกๆ คนต้องเป็นไปตามระบบของสังคมที่กำลังขับเคลื่อนอย่างรุนแรง… ขนาดที่ขาดความเอื้อเฟื้อ… งดความเอื้อเฟื้อ เพราะกฎระเบียบที่เข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ของประเทศจีน จึงทำให้ขาดการผ่อนปรนในการดำเนินชีวิตที่มีความสัมพันธ์กัน…

ดังเช่น กรณีที่ยกตัวอย่างการเรียกเก็บเงินค่าผ่านทาง ๑ ชั้น ค่าผ่านเข้าวัด ๑ ชั้น ค่าผ่านเข้าชมโบราณสถาน ๑ ชั้น ซึ่งทั้งสามชั้นนี้ไม่มีลดราวาศอกเด็ดขาด ยกเว้นชั้นของวัด หากเป็นแขกของวัด ส่วนชั้นขององค์กรปกครองท้องถิ่น ที่มาตั้งเครื่องดักปลาหน้าวัดแบบนักเลงโตในหมู่บ้าน พูดยากมาก ขนาดเจ้าอาวาสวัดเส้าหลินที่แน่ๆ ยังต้องเบื่อหน่ายปนเซ็งกับเรื่องดังกล่าว ด้วยความไม่ค่อยยอมของฝ่ายท้องถิ่น ซึ่งถูกส่งมาให้ทำหน้าที่อย่างนี้ ก็ต้องทำอย่างนี้… ไม่รับรู้รับทราบอะไรทั้งสิ้น เรื่องดังกล่าวเป็นปัญหาที่จมอยู่ในสังคมทุนนิยมของประเทศจีนปัจจุบัน ซึ่งคงจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมกันอีกครั้งอย่างแน่นอน หากสังคมปล่อยปละละเลยให้เป็นไปเช่นนี้…

ย้อนกลับไปกล่าวถึง วัดฝ่าเหมิน (Famen Temple) อีกครั้ง จากกรณี พระอัฐิข้อนิ้วพระหัตถ์ ที่ชาวจีนเชื่อว่าเป็นของพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยสภาพที่เก็บบรรจุไว้ในหีบห่ออย่างดี ตามธรรมเนียมของกษัตริย์ที่ได้มีโอกาสวาสนาถวายสักการบูชา ดุจดังราชประเพณีของกษัตริย์ ผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาในชมพูทวีป ที่ได้เคยทรงถือปฏิบัติกันมา จึงปรากฏมีเครื่องสักการะที่ล้วนแล้วแต่มีค่าสวยงามประณีตจำนวนหลายพันชิ้น เมื่อเจดีย์พังทลายลงซีกหนึ่ง และได้เปิดในชั้นใจกลางขององค์พระเจดีย์ ชั้นล่างสุดจึงพบหีบห่ออันประณีต ที่บรรจุสวมกันลงไปเป็นชั้นๆ จนถึงหีบเล็กสวยงามชั้นในที่สุดที่มีพระอัฐิข้อนิ้วพระหัตถ์ ๑ ชิ้นอยู่ภายใน และยังได้ค้นพบลักษณะเดียวกับพระอัฐิข้อนิ้วพระหัตถ์ ทำขึ้นเลียนแบบอีก ๓ ชิ้น วางไปตามลำดับช่องประตู ก่อนถึงชั้นในที่ประดิษฐานพระอัฐิข้อนิ้วพระหัตถ์ดังกล่าว…

ได้สันนิษฐานในเรื่องดังกล่าวว่า เพื่อป้องกันการลักลอบขโมย หรือเมื่อจะมีการคิดทำลายด้วยผู้เบียดเบียนพระพุทธศาสนา ก็จะได้มอบพระอัฐิที่ทำขึ้นเลียนแบบ เรื่องดังกล่าวได้มีการเล่าอ้างกันไปว่า ด้วยเหตุเคยมีเรื่องคิดทำลายพระอัฐิฯ ดังกล่าว จึงได้ออกแบบสร้างเลียนแบบด้วยหยกขาวขึ้น ดูเหมือนสภาพของจริงจำนวน ๓ ชิ้น วางไว้ในหีบห่อเล็กๆ เหมือนกัน ดังที่ประดิษฐานอยู่ในสถูปเจดีย์ปัจจุบัน… ซึ่งนักท่องเที่ยว/สาธุชนผู้มีศรัทธาจะได้เข้าไปถวายการสักการบูชา ปรากฏอยู่ในตู้กระจกทั้งสามด้าน ด้านละทิศ ส่วนพระอัฐิข้อนิ้วพระหัตถ์ดั้งเดิมนั้น ปัจจุบันอยู่บริเวณสถูปที่สร้างขึ้นใหม่บนลานวัฒนธรรมขององค์กรปกครองท้องถิ่น

อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้

 

พุทธศาสน์…วัฒนธรรม ทางจิตวิญญาณที่ผันแปรในปากมังกร!? (ตอน ๘) 2012/05/24

พุทธศาสน์…วัฒนธรรม ทางจิตวิญญาณที่ผันแปรในปากมังกร!? (ตอน ๘)

  • 24 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:03 น.

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

กลายเป็นธุรกิจเฟื่องฟูบนแผ่นดินจีนที่น่าสนใจศึกษาถึงที่ไปที่มา อันนำมาเป็นข้อมูลอ้างอิงได้ว่า คนจีนในยุคปัจจุบันให้ความสำคัญต่อการศึกษาสูงสุด เพราะการศึกษาได้ให้โอกาสเงินทองแก่ชีวิตในวันข้างหน้า!! จึงไม่แปลกที่วัดวาอารามทั้งหลายจะคงเหลืออยู่แต่เพียงสภาพร่างของสัญลักษณ์แห่งศาสนา…ให้คนในสังคมยุคปัจจุบัน บ้างไประลึกถึงการประกอบศาสนกิจตามที่เคยทำกันมา บ้างไปท่องเที่ยวชมโบราณสถาน ศาลาวิหาร พระปฏิมา สิ่งก่อสร้าง สถูปเจดีย์ทั้งหลาย… บ้างก็ไปศึกษาร่องรอยประวัติศาสตร์ของสภาพบ้านเมืองในแต่ละยุคที่สืบสัมพันธ์เคียงคู่มากับศาสนาวัฒนธรรม…

เราจึงเห็นปรากฏการณ์ใหม่ในเขตพุทธศาสนา คือ การเก็บค่าผ่านประตูเข้าเที่ยวชมวัด หรือเพื่อประกอบศาสนกิจตามความเชื่อของตน หรือเพื่อเข้าชมการแสดงที่วัดจัดขึ้น เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชมเป็นรอบๆ… ในเขตวัดทั้งหลายก็จะมีร้านอาหาร (โรงเจ) ร้านจำหน่ายขายของที่ระลึก มีพระจีนและคนวัดรับผิดชอบงานแต่ละด้าน… พระทุกรูปมีงานประจำตั้งแต่เช้ายันเย็น นอกเหนือจะมีการเรียนรู้ในพระธรรมคำสั่งสอน หรือการสวดมนต์ภาวนา ซึ่งพอให้เห็นว่ามีอยู่บ้าง ทั้งนี้คงขึ้นอยู่กับทัศนคติของฟางจ่าง หรือเจ้าอาวาสในแต่ละวัด เช่นอย่างกรณีวัดฝ่าเหมินซื่อ ที่ชาวจีนเชื่อว่ามีอัฐิข้อนิ้วพระหัตถ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าประดิษฐานอยู่

เจ้าอาวาสดูออกว่าเป็นผู้มีทัศนคติทางด้านการศึกษา จึงสนับสนุนให้พระได้เรียนธรรมศึกษา มีโรงเรียนปริยัติในเขตวัด มีการจัดผังวัดไว้อย่างสวยงาม ในเขตวัดมีพิพิธภัณฑ์ซึ่งเก็บรักษาวัตถุโบราณทางพระพุทธศาสนาที่ได้มาจากการบูรณะซ่อมแซมองค์พระเจดีย์ที่ได้พังทลายลงมาซีกหนึ่ง ด้วยฝนตกหนัก ซึ่งตรงกับวันวิสาขบูชา เมื่อรื้อค้นองค์พระเจดีย์จึงพบหีบบรรจุพระอัฐิที่ดูเหมือนเป็นข้อนิ้ว พร้อมเครื่องบูชาสักการะของกษัตริย์มากมายที่มีค่าเกินกว่าจะประมาณ จึงได้นำมาแสดงไว้ในอาคารพิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ในเขตวัด

มีการบูรณะพระเจดีย์ของวัดฝ่าเหมินซื่อ (Famen Temple) แห่งนี้อย่างยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะพิธีสักการะพระอัฐิข้อนิ้วจากพระหัตถ์ ซึ่งเชื่อว่าเป็นพระอัฐิพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งเคยถูกกระแสปฏิรูปวัฒนธรรมอย่างรุนแรงเช่นกัน เมื่อคณะเรดการ์ดนำกำลังเพื่อเข้าทำลายวัดแห่งนี้ จนอดีตเจ้าอาวาสในยุคนั้นได้สละชีวิตด้วยการเผาตนเอง เพื่อประท้วงบรรดาเรดการ์ดไม่ให้เข้าทำลายพระเจดีย์ที่เชื่อว่าประดิษฐานพระอัฐิธาตุ (ข้อนิ้วจากพระหัตถ์) นี้… จนบรรดาพลพรรคเรดการ์ดได้ล่าถอยออกไป เรื่องดังกล่าวเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลกในยุคนั้น

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าวัดฝ่าเหมินซื่อที่แปลว่า ประตูแห่งธรรมะ จะรอดพ้นน้ำมือจากบรรดาพวกปฏิวัติวัฒนธรรมไปได้ ก็มิใช่ว่าจะรอดพ้นไปจากระบบทุนนิยมที่กำลังปฏิวัติเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรมในแผ่นดินจีนรอบใหม่ ที่กล่าวว่าดูน่าจะรุนแรงไปยิ่งกว่ายุคก่อนๆ เพราะเพียงแต่เหยียบย่างเข้าไปเพื่อสักการะพระธาตุเจดีย์ ทุกๆ คนจะต้องจ่ายเงินค่าผ่านประตูคนละ ๑๕๐ หยวน ซึ่งเป็นมูลค่าเงินไม่น้อยเลย หากเปรียบเทียบกับรายได้ขั้นต่ำของประชาชนชาวจีนที่ประมาณ ๗,๐๐๐-๙,๐๐๐ บาทเท่านั้นเอง กล่าวกันว่าต้องเก็บเงินพอสมควรเพื่อจะได้ไปเที่ยวในสถานที่ต่างๆ สักครั้งในปีหนึ่ง ซึ่งมิใช่แต่วัดอย่างเดียวที่เก็บเงินค่าผ่านเข้าไปเที่ยวชม แต่จะต้องผ่านองค์กรปกครองท้องถิ่นซึ่งจะมาจัดสถานที่อำนวยความสะดวก

ปิดด้านหน้าวัดอีกชั้นหนึ่ง มีการจัดรถรับส่งที่แปลกๆ คือ จัดสร้างเครื่องหมายเชิงสัญลักษณ์คล้ายๆ กับวัด เพื่อเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวด้านหน้าวัด เรียกว่าจะเข้าชมวัดก็ต้องผ่านด่านเรียกเก็บเงินค่าผ่านทางจากองค์กรปกครองในท้องถิ่นก่อน ๑ ชั้น ใช้บริการรถยนต์รับส่ง มีไกด์ ร้านค้าจำหน่ายของที่ระลึกคอยบริการ จนกว่าจะเข้าถึงประตูวัดก็ต้องซื้อตั๋วผ่านเข้าวัดอีกชั้นหนึ่ง และเมื่อเข้าไปถึงในวัดแล้ว อาจจะต้องซื้อตั๋วเข้าชมภายในพระเจดีย์หรือโบราณสถานที่สำคัญอีกชั้นหนึ่ง ดังเช่นวัดสือเอินซื่อ ที่ตั้งของพระเจดีย์ต้าเหยี้ยนถ่า สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างรุนแรงมากในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมฉบับของจีน

อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้

 

พุทธศาสน์…วัฒนธรรมทางจิตวิญญาณที่ผันแปรในปากมังกร!? (ตอน ๗) 2012/05/24

พุทธศาสน์…วัฒนธรรมทางจิตวิญญาณที่ผันแปรในปากมังกร!? (ตอน ๗)

  • 23 พฤษภาคม 2555 เวลา 09:00 น.

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

จริงๆ แล้ว อาตมาใคร่จะเล่าเรื่องเส้นทางปฏิบัติในนครซีอาน แห่งมณฑลส่านซี ในประเทศจีนต่อไป แต่เกรงจะเฟ้อไปกลายเป็น “ธรรมะนำเที่ยว” จึงขอเปลี่ยนแนวสรุปลงที่ความหมายที่ปรากฏในความมีอยู่จริงของพุทธศาสนาในประเทศจีน ที่ควรพิจารณาทั้งรากฐานดั้งเดิม และความสืบเนื่องถึงในปัจจุบันตลอดจนสถานการณ์ความเป็นไปของพระพุทธศาสนาในราชอาณาจักรจีน โดยเฉพาะมุมหนึ่งในนครซีอานที่เป็นเมืองสำคัญยิ่งในอดีต ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าเป็นเมืองหลวงต่อเนื่องถึง ๑๓ ราชวงศ์ นับตั้งแต่ราชวงศ์ฉิน โดยจิ๋นซีฮ่องเต้ ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์นี้ ได้รวบรวมแผ่นดินจีนเป็นปึกแผ่น เน้นความเป็นหนึ่งเดียว หรือความเป็นจีนเดียวดังในปัจจุบัน จึงได้เห็นร่องรอยการวางรากฐานของสังคมในยุคนั้น ซึ่งถูกกำหนดชี้นำโดยชนชั้นปกครองตามระบบกษัตริย์ ได้เลือกลัทธิขงจื๊อเป็นหลักทางศาสนา

แต่ใช่ว่าจะลบล้างความเชื่อของหมู่ชนให้หมดไปจากลัทธิดั้งเดิมต่างๆ ได้ แม้แต่จักรพรรดิจิ๋นซีเองก็ยังทรงมีความเชื่อที่มิใช่เป็นไปตามแนวลัทธิขงจื๊อ เพียงแต่นำลัทธิขงจื๊อมาเป็นแบบฉบับในการสร้างมาตรฐานสังคม เพื่อความเป็นหนึ่งเดียวแห่งการถือปฏิบัติบนความเชื่อ ความเข้าใจ และภาษาวัฒนธรรมที่เป็นอย่างเดียวกัน ซึ่งต่อมาบนความสืบเนื่องของการปกครองจากราชวงศ์สู่ราชวงศ์ เราได้เห็นร่องรอยประวัติศาสตร์ที่ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ของสังคมที่เคลื่อนไปตามสังคมส่วนใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ราชวงศ์ถัง เราจึงได้เห็นพระพุทธศาสนาแจ่มแจ้งมากขึ้นบนแผ่นดินจีน

เมื่อมีพระภิกษุจีนรูปหนึ่งนามที่ชาวโลกรู้จักว่า พระถังซัมจั๋งได้เดินทางสู่ชมพูทวีป เพื่อคัดลอกคัมภีร์พระไตรปิฎกนำคืนกลับสู่แผ่นดินจีน และได้มาพำนักอยู่ที่วัดสือเอินซื่อ ซึ่งเป็นวัดหลวง เพื่อทำงานแปลคัดลอกพระคัมภีร์พระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่องจนเสร็จสิ้น ดังที่มีสัญลักษณ์เป็นพระเจดีย์เจ็ดชั้นชื่อ พระเจดีย์ต้าเหยี้ยนถ่า เป็นอนุสรณ์ ตั้งตระหง่านอยู่ในย่านใจกลางนครซีอาน… อาตมาได้ไปเยี่ยมเยียนวัดดังกล่าว หลังจากที่รับนิมนต์ไปเจริญพระพุทธมนต์รับภัตตาหารที่พักของกงสุลใหญ่ ประเทศไทย ประจำนครซีอาน (๑๕ พ.ค. ๒๕๕๕) และได้ถือโอกาสนี้เจริญพระพุทธมนต์ พระอภิธรรม ๗ พระคัมภีร์ เพื่อบูชาพระธรรมวินัยของพระผู้มีพระภาคเจ้า ที่พระถังซัมจั๋งได้มีวิริยอุตสาหะ… ในการศึกษาเล่าเรียนจนสามารถแปลจากบาลีสันสกฤต มาเป็นภาษาท้องถิ่นของชาวจีนได้ และมีหลักฐานปรากฏว่าได้พำนักอยู่ที่วัดสือเอินซื่อแห่งนี้ในฐานะเจ้าอาวาส เพื่อทำงานดังกล่าวให้เสร็จเรียบร้อย

แม้ต่อมาจะได้เดินทางไปพำนักในสถานที่ต่างๆ จนมรณภาพ ก็ยังได้มีการนำอัฐิของพระถังซัมจั๋ง (น่าจะบางส่วน) มาประดิษฐานไว้ที่ พระเจดีย์ต้าเหยี้ยนถ่า แปลว่า พระเจดีย์ห่านฟ้าใหญ่ แห่งนี้… อาตมาจึงได้น้อมอุทิศผลบุญแห่งการกุศลที่เกิดจากการปฏิบัติในครั้งนี้ แด่พระถังซัมจั๋ง และได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า “อำนาจสัตยาธิษฐานใดที่พระถังซัมจั๋งเคยกระทำไว้ เพื่อประโยชน์แห่งพระพุทธศาสนา เพื่อความสุขแห่งมหาชน และเพื่อการอนุเคราะห์โลก ด้วยอำนาจแห่งการถวายสักการบูชาพระธรรมวินัยในพระพุทธศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า…ขออำนาจสัตยาธิษฐานดังกล่าวพึงบังเกิดความสำเร็จอย่างสืบเนื่องต่อไป ณ บัดนี้เทอญ” โดยอาตมาได้เจริญพระพุทธมนต์และกระทำสัตยาธิษฐานดังกล่าวบนชั้นที่เจ็ด ด้วยการสวดบูชาพระอภิธรรม ๗ พระคัมภีร์…

ก่อนที่จะกลับที่พักวัดต้าซิ่งซันที่มีอายุเก่าแก่ประมาณ ๑,๗๐๐ ปี ที่บัดนี้ถูกแวดล้อมไปด้วยตึก อาคาร ร้านค้า ตึกพาณิชย์สูง ที่แย่งกันผุดในกลางเมืองซีอานแห่งนี้ แถมประชิดติดกำแพงวัดเกือบทุกด้าน และเป็นไปอย่างนี้เกือบทุกเมืองในประเทศจีน ที่เดินเข้าสู่ระบบทุนนิยมเต็มตัวตามนโยบายเปิดประตูเศรษฐกิจสู่ตลาดโลก เพื่อการแข่งขันการค้ากับนานาชาติของประเทศจีน จึงไม่แปลกที่ร่องรอยศาสนาวัฒนธรรมของจีนที่หลงเหลือมาจากการปฏิรูปวัฒนธรรมสมัยเรดการ์ดนางเจียงชิง (ภรรยาเหมาเจ๋อตุง) กำลังจะถูกปฏิวัติวัฒนธรรมอีกครั้ง โดยระบบทุนนิยมที่ดูจะออกรุนแรงยิ่งกว่าสมัยเรดการ์ด… ด้วยเหตุที่มิใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงแต่รูปแบบสัญลักษณ์เพียงอย่างเดียว…

แต่ได้ลงลึกไปถึงการเปลี่ยนแปลงในรากฐานจิตใจของชาวจีนในปัจจุบัน โดยเฉพาะเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่มุ่งหมายพัฒนาชีวิต เพื่อก้าวสู่ความสำเร็จตามระบบทุนนิยม จึงมีการแข่งขันแย่งชิงในทุกด้านอย่างรุนแรง โดยเฉพาะการแสวงหาโอกาสทางการศึกษา เพื่อชีวิตที่ดีกว่าในวันข้างหน้า เราจึงเห็นการเข้าแถวยาวเหยียดเพื่อรอคอยการเข้าไปใช้บริการในห้องสมุดกลางของเมือง หรือการเรียนหนังสือกันแบบหามรุ่งหามค่ำ ไม่เว้นวันหยุดที่จะต้องเข้าโรงเรียนกวดวิชา ซึ่งสถาบันกวดวิชาหรือสถาบันสอนภาษาอังกฤษบางแห่งในจีนร่ำรวยจนสามารถนำเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้ด้วยมูลค่าของสถาบันจำนวนหลายพันล้านเหรียญ

อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้

 

พุทธศาสน์…วัฒนธรรมทางจิตวิญญาณที่ผันแปรในปากมังกร!?(ตอน ๖) 2012/05/22

พุทธศาสน์…วัฒนธรรมทางจิตวิญญาณที่ผันแปรในปากมังกร!?(ตอน ๖)

  • 22 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:33 น.

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

แม้ว่าจิ๋นซีฮ่องเต้จะเลือกใช้ลัทธิขงจื๊อเป็นแบบแผนประจำอาณาจักร และพยายามไม่ให้มีลัทธิหรือศาสนาใดๆ เกิดขึ้น เพื่อความเป็นหนึ่งเดียวทางความคิด… แต่ใช่ว่าจะทำให้ความเชื่อในท้องถิ่นนิยมดั้งเดิมหมดไปไม่ โดยเฉพาะอิทธิพลจากลัทธิเต๋าของเล่าจื้อ ซึ่งมีมาก่อนลัทธิขงจื๊อบนแผ่นดินจีนแห่งนี้ จึงไม่แปลกที่แนวความเชื่อต่อการจัดทำยาอายุวัฒนะ เพื่อการดำรงชีวิตเป็นอมตะยังคงดำรงอยู่อย่างสืบเนื่อง แม้แต่จิ๋นซีฮ่องเต้ก็มีความเชื่อในเรื่องดังกล่าว ดังที่ได้ปรากฏหลักฐานตามร่องรอยประวัติศาสตร์ ว่ามีการจัดหาหุงสารปรอท ด้วยทรงเชื่อว่าปรอทเป็นส่วนหนึ่งของยาอายุวัฒนะ สามารถทำให้มีพระชนม์ยืนยาวเป็นอมตะ หรือความเชื่อที่ว่า หากนำดินจากภูเขาศักดิ์สิทธิ์หลายแห่งมาเผาให้ร้อน สืบต่อเนื่องทั้งกลางวันกลางคืน จนเป็นแร่ธาตุที่เชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์ มีอิทธิฤทธิ์อานุภาพกลายเป็นยาอายุวัฒนะได้…

ด้วยความเชื่อในเรื่องแร่ธาตุศักดิ์สิทธิ์ที่หุงจนได้สารปรอท จึงนำไปสู่การออกแบบให้สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้/อาณาจักรแห่งความตายของผู้คนจำนวนมาก จึงถูกอาบไว้ด้วยสารปรอท โดยเฉพาะเชื่อกันว่าภายในสุสานตำแหน่งวางพระศพของจิ๋นซีฮ่องเต้ จะออกแบบให้มีสารปรอทไหลเวียนรอบดุจแม่น้ำแยงซีเกียงและแม่น้ำฮวงโห… เพื่อความมีชีวิตที่เป็นอมตะสามารถกลับมาสู่ฐานะเดิมเป็นจอมกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ได้ภายหลังการตายไปแล้ว ด้วยความเชื่อที่ว่าสามารถเลือกภพภูมิที่ดีได้หากกระทำดังกล่าว จึงนำมาสู่การถือปฏิบัติที่วิบัติไปด้วยความเห็นที่ไม่ตรงธรรม ด้วยอิทธิพลความเชื่อที่ได้รับการถ่ายทอดมาผิดๆ ไม่เป็นไปตามสัจธรรม ให้เกิดมีความเห็นผิดอย่างรุนแรง ยึดถือในแนว สัสสตทิฏฐิ หรือตายแล้วไม่สูญ มีการเกิดต่อสืบเนื่อง ที่สำคัญสามารถเลือกภพภูมิได้ จึงมีการคิดค้นวิชาปรุงธาตุศักดิ์สิทธิ์ขึ้นตามที่กล่าวมา และด้วยความเชื่อที่ยึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวตนดังกล่าว

จึงนำไปสู่การกะเกณฑ์หมู่ชนจำนวนมากไปอยู่ร่วมด้วยในอาณาจักรสุสานมหานครแห่งความตายดังกล่าว พร้อมสรรพกำลังมากมายในรูปตุ๊กตาดินเผาที่ถูกสร้างขึ้นเป็นทหารและม้า ตลอดจนอาวุธยุทโธปกรณ์ จริงๆ ตลอดจนแก้วแหวนเงินทอง ของมีค่า เครื่องอำนวยความสะดวกตามฐานะของฮ่องเต้ ได้ถูกจัดลำเลียงไปใช้ในมหานครสุสานดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นตามความเชื่อที่ผิดเพี้ยนไปจากความจริง… อำนาจการกระทำจากความเห็นผิดจึงเกิดขึ้นและนำไปสู่การปฏิบัติที่ผิดๆ บนความยิ่งใหญ่ที่สร้างอาณาจักรสุสานหลังความตายของจิ๋นซีฮ่องเต้ ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฉิน จึงกลายเป็นโศกนาฏกรรมอันยิ่งใหญ่ต่อการฆ่าทำลายชีวิตของผู้บริสุทธิ์ ด้วยความติดยึดในฐานะโอกาสที่ได้มาในโลกสมมติ ที่เป็นดุจภาพมายาม่านควันเมฆหมอก หลอกลวงให้สัตว์ที่มีดวงตามืดบอด มีธุลีหนา เข้าใจผิด จนเกิดความคิดวิปลาสคลาดเคลื่อนไปจากความจริง สำคัญผิดว่าโลกนี้เที่ยง… โลกนี้เป็นอัตตา ปฏิเสธหลักความจริงที่ปรากฏมีอยู่ในธรรมชาติแม้ในวาระสุดท้ายที่ต้องพบกับความจริงที่ไม่มีสัตว์ใดหลีกหนีได้พ้น ได้แก่ ความตาย ก็ยังดิ้นรนสร้างโลกหลังความตายที่เป็นอมตะมหานคร จึงให้เห็นความยิ่งใหญ่แห่งสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจอวิชชาให้สืบกระแสแห่งจิตวิถี หรือวิถีแห่งจิต ไปบนเส้นทางความประมาท… ทั้งนี้เพราะไม่เข้าใจธรรม จึงนำไปสู่ความประมาทในธรรม อันน่าสงสารยิ่งนักในสัตว์ทั้งหลายที่สุดท้ายต้องเป็นไปตามกรรม… จึงให้ระลึกถึงพระพุทธภาษิตที่ทรงแสดงไว้ว่า

อัปปะมาโท อะมะตัง ปะทัง

ปะมาโท มัจจุโน ปะทัง

อัปปะมัตตา นะ มิยะยันติ

เย ปะ มัตตา ยะถามะตา

แปลว่า ความไม่ประมาท เป็นทางแห่งความไม่ตาย

ความประมาท เป็นทางแห่งความตาย

ชนทั้งหลายผู้ไม่ประมาทแล้วชื่อว่าย่อมไม่ตาย ผู้ซึ่งประมาทแล้วก็เหมือนคนที่ตายแล้ว…

ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ร่องรอยประวัติศาสตร์จะบันทึกไว้ว่า จิ๋นซีฮ่องเต้เป็นทั้งทรราชและมหาราชในพระองค์เดียวกัน ในช่วงที่พระองค์ยังมีพระชนม์อยู่… ซึ่งก็แล้วแต่ทัศนะการมองของแต่ละบุคคล แต่ในความจริงอันควรพิจารณาตามวิถีพุทธในทุกสถานที่เดินทางไปพบเห็น ให้พึงตระหนักพิจารณาให้เห็นความจริงใน กฎเกณฑ์กรรมอันควรศึกษายิ่งนัก… และหากเราเข้าใจในหลักความจริงที่เป็นสัจธรรมดังกล่าวก็คงจะมีคำตอบว่า บัดนี้ร่างของจักรพรรดิผู้เกรียงไกรที่บรรทมนิ่งอยู่ในสุสานปรอทพิษ พร้อมเรือนร่างข้าทาสบริวารมากมายที่ถูก “ฝังทั้งเป็น” หลังความตายมาพรากชีวิตของพระองค์ไปจากโลกนี้แล้ว จะมีคตินิมิตเป็นอย่างไรในสัมปรายภพ จะสมประสงค์สมปรารถนาหรือไม่… ก็คงหาคำตอบได้ไม่ยาก หากเข้าใจในนิยามแห่งกรรม…

(ตอนต่อไป สู่วัดฝ่าเหมินซื่อ สถานที่ประดิษฐานข้อนิ้วพระหัตถ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า… และให้นึกถึงพระทันตธาตุที่อ้างว่าเป็นของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ตลอดจนพระเขี้ยวแก้วที่ศรีลังกาที่มีเรื่องราวคล้ายๆ กัน จนน่าศึกษาในฐานะแห่งพุทธบริษัทในพระพุทธศาสนา…) m

อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้

 

พุทธศาสน์…วัฒนธรรมทางจิตวิญญาณที่ผันแปรในปากมังกร!? (ตอน ๕) 2012/05/22

พุทธศาสน์…วัฒนธรรมทางจิตวิญญาณที่ผันแปรในปากมังกร!? (ตอน ๕)

  • 21 พฤษภาคม 2555 เวลา 11:20 น.

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

อย่างไรก็ตาม ก่อนจะพิจารณาลงไปหาความจริงในวิถีแห่งจิต ที่นำไปสู่การนึกคิดมีความเห็น… คงจะต้องกลับไปไล่เรียงดูประวัติศาสตร์ของจิ๋นซีฮ่องเต้ ที่ได้ชื่อว่ามีความสามารถในการจัดการปกครอง จนสามารถรวบรวมแผ่นดินจีนให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้ นับเป็นครั้งแรกของอาณาจักรจีนในยุคสมัยดังกล่าว ความรุ่งเรืองของลัทธิเต๋าและลัทธิขงจื๊อ ยังมีผสมผสานกันบวกกับคติในด้านเทวนิยม ความเชื่อเรื่องการตายไม่สูญ มีความสืบเนื่องของภพชาติที่เรียกว่า สัสสตทิฏฐิ ซึ่งต่อมาเมื่อจิ๋นซีฮ่องเต้รวบรวมเป็นอาณาจักรเดียวได้ จึงได้พยายามเลือกศาสนาหรือลัทธิอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อความเป็นหนึ่งเดียวแห่งความเชื่อ ในที่สุดจึงได้ประกาศให้ลัทธิขงจื๊อเป็นแนวทางการปฏิบัติของประชาชนในอาณาจักรจีนยุคนั้น เพื่อการถือปฏิบัติเป็นอย่างเดียวกัน การมีภาษาเดียวกัน อันจะนำไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียวของประเทศชาติ ที่จะได้คงความเป็นปึกแผ่นมั่นคงสืบไป

ในยุคดังกล่าวลัทธิขงจื๊อจึงรุ่งเรืองมาก ในขณะที่ลัทธิความเชื่อหรือศาสนาอื่นได้ถูกกำจัดให้หมดไปจากแผ่นดินจีน ประชาชนในยุคนั้นจึงรับอิทธิพลตามแนวคติของลัทธิขงจื๊อ ที่มุ่งสอนให้มีเมตตาควบคู่กับมโนธรรม ประพฤติตนซื่อสัตย์ มีระเบียบวินัย เจริญปัญญา และตั้งอยู่ในความน่าเชื่อถือ ควรแก่ความเคารพ ด้วยหลักธรรมเป็นภาษาจีน ๕ คำ ได้แก่

เหริน อี้ หลี่ จื้อ ซิ่น

ซึ่งทั้ง ๕ คำ เป็นหลักธรรมของลัทธิขงจื๊อ ที่หากพิจารณาก็จะเห็นว่า ความทันสมัยในการศึกษา เพื่อมีความรู้ (ปัญญา) จนสามารถนำไปพัฒนาบ้านเมือง และการอยู่อย่างมีเมตตาประกอบด้วยมโนธรรม เป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่ต้องพัฒนาควบคู่กันไป

จากหลักคำสอนของลัทธิขงจื๊อตามที่กล่าวมา เมื่อประสานด้วยนโยบายความเชื่อ การปฏิบัติ และการใช้ภาษา ที่ต้องเป็นหนึ่งเดียวกันของจิ๋นซีฮ่องเต้ จึงทำให้ลัทธิขงจื๊อตามที่กล่าวกลายเป็นแบบแผนของการปกครองบ้านเมือง การสอบคัดเลือกบุคคลเข้าทำหน้าที่ในราชสำนัก เป็นขุนนางอำมาตย์ทั้งหลายจะต้องท่องบ่นจดจำ และมีความเข้าใจในหลักคำสอนของลัทธิขงจื๊อเป็นอย่างดี ส่งผลต่ออิทธิพลด้านความคิดของชาวจีนในขณะนั้นมาก ดังตัวอย่างคำสอนที่กล่าวไว้ว่า…

กษัตริย์พูดอะไร… ราษฎรต้องเชื่อฟังห้ามคัดค้าน!

พ่อพูดอะไร… ลูกต้องเชื่อฟังทำตาม!

สามีพูดอะไร… ภรรยาต้องเชื่อฟัง!

เรียกว่า ให้ความเคารพนับถือ มีความซื่อสัตย์ ให้รู้จักกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ ตามฐานะอันเหมาะควร ฯลฯ… ด้วยหลักการปกครองดังกล่าว จึงส่งผลให้อาณาจักรจีนมีความเข้มแข็งมั่นคงเป็นปึกแผ่น แม้ในสังคมปัจจุบันก็ยังอาศัยอิทธิพลจากลัทธิขงจื๊อ ดังที่ปรากฏเป็นหลักฐานอยู่ในวัฒนธรรมประเพณีของชาวจีนที่ถือปฏิบัติกันอยู่…

ในขณะเดียวกัน แม้ว่าจิ๋นซีฮ่องเต้จะเลือกใช้ลัทธิขงจื๊อเป็นแบบแผนประจำอาณาจักร และพยายามไม่ให้มีลัทธิหรือศาสนาใดๆ เกิดขึ้น เพื่อความเป็นหนึ่งเดียวทางความคิด… แต่ใช่ว่าจะทำให้ความเชื่อในท้องถิ่นนิยมดั้งเดิมหมดไปไม่ โดยเฉพาะอิทธิพลจากลัทธิเต๋าของเล่าจื้อ ซึ่งมีมาก่อนลัทธิขงจื๊อบนแผ่นดินจีนแห่งนี้ จึงไม่แปลกที่แนวความเชื่อต่อการจัดทำยาอายุวัฒนะ เพื่อการดำรงชีวิตเป็นอมตะ ยังคงดำรงอยู่อย่างสืบเนื่อง แม้แต่จิ๋นซีฮ่องเต้ก็มีความเชื่อในเรื่องดังกล่าว ดังที่ได้ปรากฏหลักฐานตามร่องรอยประวัติศาสตร์ ว่ามีการจัดหาหุงสารปรอท ด้วยทรงเชื่อว่าปรอทเป็นส่วนหนึ่งของยาอายุวัฒนะ สามารถทำให้มีพระชนม์ยืนยาวเป็นอมตะ หรือความเชื่อที่ว่า หากนำดินจากภูเขาศักดิ์สิทธิ์หลายแห่งมาเผาให้ร้อน สืบต่อเนื่องทั้งกลางวันกลางคืน จนเป็นแร่ธาตุที่เชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์ มีอิทธิฤทธิ์อานุภาพกลายเป็นยาอายุวัฒนะได้…

ด้วยความเชื่อในเรื่องแร่ธาตุศักดิ์สิทธิ์ที่หุงจนได้สารปรอท จึงนำไปสู่การออกแบบให้สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้/อาณาจักรแห่งความตายของผู้คนจำนวนมาก จึงถูกอาบไว้ด้วยสารปรอท โดยเฉพาะเชื่อกันว่าภายในสุสาน ตำแหน่งวางพระศพของจิ๋นซีฮ่องเต้ จะออกแบบให้มีสารปรอทไหลเวียนรอบดุจแม่น้ำแยงซีเกียงและแม่น้ำฮวงโห… เพื่อความมีชีวิตที่เป็นอมตะ สามารถกลับมาสู่ฐานะเดิมเป็นจอมกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ได้ภายหลังการตายไปแล้ว ด้วยความเชื่อที่ว่า สามารถเลือกภพภูมิที่ดีได้หากกระทำดังกล่าว จึงนำมาสู่การถือปฏิบัติที่วิบัติไปด้วยความเห็นที่ไม่ตรงธรรม ด้วยอิทธิพลความเชื่อที่ได้รับการถ่ายทอดมาผิดๆ ไม่เป็นไปตามสัจธรรม ให้เกิดมีความเห็นผิดอย่างรุนแรง ยึดถือในแนวสัสสตทิฏฐิ หรือตายแล้วไม่สูญ มีการเกิดต่อสืบเนื่อง ที่สำคัญสามารถเลือกภพภูมิได้ จึงมีการคิดค้นวิชาปรุงธาตุศักดิ์สิทธิ์ขึ้นตามที่กล่าวมา และด้วยความเชื่อที่ยึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวตนดังกล่าว

อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้

 

ความงามของพระสรีระ (2) 2012/05/22

ความงามของพระสรีระ (2)

  • 20 พฤษภาคม 2555 เวลา 13:18 น.

โดย…คุณสลิล

การเป็นพระพุทธเจ้านั้นไม่ได้เป็นกันได้โดยง่าย ต้องบำเพ็ญบารมีถึง 4 อสงไขยแสนกัป (สำหรับพระพุทธเจ้าที่เป็นปัญญาธิกะ หากเป็นสัททาธิกะ หรือวิริยาธิกะ ต้องบำเพ็ญบารมีนานยิ่งกว่านั้น) นั่นคือนับจากตั้งความปรารถนาทั้งด้วยกายและด้วยใจ และได้รับพุทธพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งแล้ว จึงไม่แปลกที่ในพระชาติสุดท้ายที่จะมาตรัสรู้และปรินิพพาน พระพุทธองค์จะทรงมีความงามพร้อมในรูปลักษณะในพระสรีระอย่างยิ่ง

โดยทั่วไปเรามักจะได้ทราบกันว่าพระพุทธเจ้ามี มหาปุริสลักษณะ 38 ประการ ซึ่งเป็นลักษณะของมหาบุรุษผู้ที่มีลักษณะของมหาบุรุษครบถ้วนเช่นนี้ เป็นเพราะผลบุญบารมีที่กระทำมาแล้วด้วยดี หากอยู่ครองเรือนก็จะต้องได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ หากออกบวชก็จะสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

อย่างไรก็ตาม นอกจากมหาปุริสลักษณะแล้ว พระพุทธเจ้ายังทรงมีความเพียบพร้อมสมบูรณ์ใน อนุพยัญชนะ คือ ในรายละเอียด ซึ่งเป็นลักษณะย่อยๆ อีกถึง 80 ประการ MQ ได้นำมาแสดงไว้แล้วในครั้งก่อนแล้วตั้งแต่ข้อที่ 150 ก็หมดเนื้อที่ จึงขอนำข้อที่ 5180 มาแสดงต่อในวันนี้ ความงามของพระพุทธสรีระเหล่านี้เป็นเพราะผลบุญบารมีอันพระพุทธเจ้าทรงสั่งสมไว้จนพร้อมบริบูรณ์

อนุพยัญชนะ 80 ประการ ในข้อที่ 5180 (ซึ่งธัมมานุกรม คบธรรมได้รวบรวมไว้จากปฐมสมโพธิกถา) ได้แก่

51.ระเบียบพระเส้นทั้งปวงนั้นสละสลวย มิได้หดหู่ที่ใดที่หนึ่ง

52.แถวพระเส้นทั้งหลายซ่อนอยู่ในพระมังสะทั้งสิ้นบ่มิได้เป็นคลื่นฟูขึ้นเหมือนสามัญชนทั้งปวง

53.พระเศียรมีสัณฐานงามเหมือนฉัตรแก้ว

54.ปริมณฑลพระนลาฏโดยกว้างยาวพอสมกัน

55.พระนลาฏมีสัณฐานงาม

56.พระขนงมีสัณฐานอันงามดุจคันธนูอันโก่งไว้

57.พระโลมาที่พระขนงมีเส้นอันละเอียด

58.เส้นพระโลมาที่พระขนงงอกขึ้นแล้วราบไปโดยลำดับ

59.พระขนงนั้นใหญ่

60.พระขนงนั้นยาวสุดหางพระเนตร

61.ผิวพระมังสะละเอียดทั่วทั้งพระวรกาย

62.พระสรีระกายรุ่งเรืองไปด้วยสิริ

63.พระสรีระกายมิได้มัวหมอง ผ่องใสอยู่เป็นนิตย์

64.พระสรีระกายสดชื่นดุจดอกปทุมชาติ

65.สรีระสัมผัสอ่อนนุ่มสนิท บ่มิกระด้างทั่วทั้งพระวรกาย

66.กลิ่นพระวรกายหอมฟุ้งดุจกลิ่นสุคนธกฤษณา

67.พระโลมามีเส้นเสมอกันทั้งสิ้น

68.พระโลมามีเส้นละเอียดทั่วทั้งพระวรกาย

69.ลม อัสสาสะ ปัสสาสะ อันหายพระทัยเข้าออกก็เดินละเอียด

70.พระโอษฐมีสัณฐานอันงามดุจแย้ม

71.กลิ่นพระโอษฐหอมดุจกลิ่นอุบล

72.พระเกศาดำเป็นแสง

73.กลิ่นพระเกศาหอมฟุ้งขจรตลบ

74.พระเกศากลิ่นหอมดุจกลิ่นโกมลบุปผชาติ

75.พระเกศามีสัณฐานเส้นกลมสลวยทุกเส้น

76.เส้นพระเกศาดำสนิททั้งสิ้น

77.พระเกศากอปรด้วยเส้นอันละเอียด

78.เส้นพระเกศาบ่มิได้สยองยุ่ง

79.เส้นพระเกศาเวียนเป็นทักขิณาวัฏทุกๆ เส้น

80.วิจิตรไปด้วยระเบียบพระเกตุมาลา กล่าวคือ ถ่องแถว แห่งพระรัศมี อันโชตนาการขึ้น ณ เบื้องบนพระอุตตมังคสิโรตม์นั้น

จึงไม่แปลกที่เราเห็นพระพุทธรูปทั้งหลายล้วนแต่มีความงามวิจิตรตระการตาเป็นอย่างยิ่ง ก็คงเป็นเพราะความตั้งใจของศิลปินที่จะสร้างสรรค์ให้พระพุทธรูปที่เขาสร้างขึ้นมีความงาม เป็นไปตามลักษณะของพระพุทธสรีระ ทั้งมหาปุริสลักษณะ และอนุพยัญชนะนั่นเอง …

 

วัดกัลยาณมิตรเป็นต้นแบบเซียมซีในสำนักต่างๆ 2012/05/22

วัดกัลยาณมิตรเป็นต้นแบบเซียมซีในสำนักต่างๆ

  • 20 พฤษภาคม 2555 เวลา 13:16 น.

โดย…สมาน สุดโต

คนไทยรู้จักเซียมซีเกือบทุกคน แต่จะมีสักกี่คนที่รู้จักที่มาที่ไปของ “เซียมซี” วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร ย่านธนบุรี มีคำตอบ เพราะในหนังสือประวัติวัดกัลยาณมิตรที่พิมพ์เป็นที่ระลึกในงานถวายผ้าพระกฐินพระราชทานของกระทรวงการคลัง ประจำปี 2553 ได้เล่าถึงความเป็นมาของใบเซียมซีไว้อย่างละเอียด

ก่อนอื่นลองอ่านสำนวนใบเซียมซีใบที่ 1 และที่ 12 จาก 28 ใบดูว่ามีอรรถรสน่าฟังเช่นไร

เซียมซีใบที่ 1 พระพุทธไตรรัตนนายก (ซำปอกง) วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร ธนบุรี กรุงเทพฯ

(ข้อความ) ใบที่หนึ่งสมมาตรปรารถนา ทายไว้ว่ามีคนชุบอุปถัมภ์ หมายสิ่งใดในจิตคิดจะทำ ว่าคงสำเร็จการประมาณมี แต่ช้าๆ จึงสมอารมณ์ปอง ทั้งพวกพ้องปรีดิ์เปรมเกษมศรี ว่าอยู่เย็นเป็นสุขทุกเดือนปี แม้นใบนี้ถามโรคที่โศกกาย ว่าคงจะเบาบางเหมือนอย่างว่า หรือถามหาลูกหนี้พี่น้องหมาย ว่าคงจะพบพักตร์เหมือนทักทาย หรือถามหมายหาลาภไม่หยาบคำ ว่าช้าๆ คงจะสมอารมณ์นึก ได้ก้องกึกเหล่ากอเป็นข้อขำ ถามหาคู่ดีนักเหมือนชักนำ ขอจบคำที่หนึ่งรำพึงเอย

เซียมซีใบที่ 12 ของสำนักเดียวกัน มีข้อความว่า

ใบที่สิบสองคนหนึ่งเดินนำหน้า คนหนึ่งว่าตามหลังมาทั้งสอง เปรียบเหมือนคนกับใบ้น้ำใจปอง พูดไม่คล่องแสนยากลำบากครัน ว่าจะมีคนชุบอุปถัมภ์ เหมือนถ้อยคำพาทีคนที่ฝัน เวลาตื่นหายไปร้อนใจครัน ให้ป่วนปั่นเปล่าๆ ไม่เข้าการ ถามหาคู่สู่สมภิรมย์พักตร์ ว่าร้ายนักจงแจ้งแถลงสาร ถามเป็นความว่าดีไม่มีวาน ถามถึงการเพื่อนรักประจักษ์ใจ ว่าคงจะได้สมอารมณ์นึก ที่ตกลึกจงแจ้งแถลงไข พบพี่ป้าลุงน้าเพื่อนอาลัย ถามหาลาภไม่สู้ดีเท่านี้เอย

สิ้นสุดใบเซียมซีแต่ละใบจะมีภาษาจีนกำกับ หากเป็นของเดิมออริจินัลต้องมีข้อความว่า “ข้าพเจ้าแซ่ส่อง ชื่อเปลี่ยน เป็นผู้แปลงเซียมซีจีนเป็นไทยถวาย ท่านทั้งหลายอย่าได้ติเลยว่าเป็นคำกลอน เพราะของจีนเขาก็เป็นคำกลอนเหมือนกัน”

ที่ยกมาเพื่อให้อ่านพอเป็นตัวอย่าง หากต้องการเสี่ยงเซียมซีว่าดวงชะตาเป็นอย่างไร ตกหมายเลขอะไร ต้องไปเขย่าติ้วที่หน้าหลวงพ่อซำปอกง หรือพระพุทธไตรรัตนนายกในวิหารใหญ่วัดกัลยาณมิตร แล้วจะรู้เองจะเป็นอย่างไร เพราะมีให้เสี่ยงทายตั้ง 28 ใบ

หนังสือของวัดเล่าว่า เซียมซีวัดกัลยาณมิตรนั้นมีที่มานับร้อยปี ผู้ที่ทำเรื่องนี้ไว้ได้แก่ นายเปลี่ยน แซ่ส่อง โดยมีข้อความว่า

ไม้ติ้วเสี่ยงทาย

เซียมซี มีความหมายได้ว่า “เซียม” หมายถึง ไม้ติ้วเสี่ยงทาย “ซี” หมายถึงโคลงกลอน แปลเอาความได้ว่า สลากบอกผลเสี่ยงทายจากไม้ติ้วที่พิมพ์เป็นคำกลอน

ในขณะที่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ให้ความหมายว่า “เซียมซี น. ใบทำนายโชคชะตาตามศาลเจ้าหรือวัด มีเลขหมายเทียบกับเลขหมายบนติ้วที่เสี่ยงได้ (จ.)”

เซียมซีมีพัฒนาการที่ยาวไกล ย้อนไปถึงพันปีในประเทศจีน เริ่มขึ้นในสมัยราชวงศ์ซ้อง มีอักษรจีนและสัญลักษณ์สำหรับเสี่ยงทายไว้ ตัวอักษรที่พบมีทั้งเขียนไว้บนเครื่องบรอนซ์ และเขียนไว้บนกระดูกสัตว์ เช่น วัว ควาย และกระดองเต่า ต่อมาได้เกิดตำราเกี่ยวกับการทำนายและการเปลี่ยนแปลง คือ ตำรา “อี้จิง” คำว่า “อี้” แปลว่า เปลี่ยน คำว่า “จิง” แปลว่า คัมภีร์ อธิบายความได้ว่า คัมภีร์ ที่บรรยายถึงความเปลี่ยนแปลงของชีวิตตามกฎธรรมชาติ

จากต้นกำเนิดตำราอี้จิงจึงได้วิวัฒนาการมาเป็นคำทำนายและคำอธิบายคำทำนาย ซึ่งบรรดาผู้รู้ได้เขียนจารึกไว้ตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวจีนเชื่อว่ามีเทพเจ้าสถิตอยู่ สามารถทำนายได้ตามศาลเจ้า เกิดการเสี่ยงทายและคำทำนายขึ้น มีการคิดเครื่องเสี่ยงทายโดยใช้ไม้ไผ่ตัดผ่าแล้วเหลาเป็นซีกบางๆ จำนวนหลายอัน แล้วใช้สีเขียนเครื่องหมายเป็นตัวเลขหรือตัวอักษรตรงปลายไม้ที่เหลา บรรจุลงในกระบอก มีการทำคำทำนายทั้งโชคร้ายและโชคดีจำนวนเท่ากับจำนวนไม้เหลาเหล่านั้น และกำหนดเป็นเครื่องหมายว่าคำทำนายใดตรงกับไม้เหลาอันใด เวลาจะเสี่ยงทายก็อธิษฐานและเขย่ากระบอกที่บรรจุไม้เหลา จนกระทั่งมีไม้เหลาอันใดอันหนึ่งหล่นลงมา ตรวจดูคำทำนายก็จะได้คำตอบ ซึ่งถือว่าเป็นการพยากรณ์จากเทพเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพบูชา เครื่องเสี่ยงทายดังกล่าวเรียกว่า “ไม้ติ้ว” สำหรับเสี่ยงเซียมซี

กำเนิดเซียมซีในไทย

ส่วนต้นกำเนิดเซียมซีในประเทศไทยนั้น เชื่อว่าเริ่มจากชาวจีนโพ้นทะเลที่เข้ามาตั้งรกรากในเมืองไทยและมีการตั้งศาลเจ้าขึ้น ขณะเดียวกัน ก็มีพิธีเสี่ยงเซียมซีเป็นของคู่กันด้วย จุดกำเนิดอาจมีตั้งแต่สมัยสุโขทัยหรืออยุธยา ถ้ายึดจากศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว จ.ปัตตานี ที่สร้างขึ้นเมื่อปี 2116 เป็นหลักฐาน อาจกล่าวได้ว่าการเสี่ยงเซียมซีในประเทศไทยต้องมีมาไม่ต่ำกว่า 400 ปี การเสี่ยงทายใบเซียมซีเกิดตามศาลเจ้าจีนทั่วไป โดยมีคำทำนายเขียนเป็นภาษาจีนไว้บนแผ่นไม้เนื้อแข็งหรือผนังศาลเจ้า ซึ่งเซียมซีจัดสัดส่วนเป็น 4 ประเภท คือ ดีเลิศ ดีปานกลาง และไม่ดี ต่อมาชาวไทยก็นิยมเสี่ยงเซียมซีด้วย จึงต้องอาศัยผู้รู้ภาษาจีนอ่านและแปลให้ฟัง

สำหรับกำเนิดใบเซียมซีที่มีการแปลเป็นภาษาไทย มีหลักฐานว่าเกิดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กล่าวคือ เมื่อประมาณกลางรัชสมัยของพระองค์ ได้มีการเสี่ยงเซียมซีเกิดขึ้นที่พระวิหารหลวงหลวงพ่อโตวัดกัลยาณมิตร ซึ่งชาวจีนนับถือกันมาก ทำให้มีการจัดใบพยากรณ์ภาษาจีนขึ้นก่อน ต่อมาได้มีผู้สนใจและรู้ทั้งภาษาไทยและภาษาจีนที่ดีผู้หนึ่ง ได้ริเริ่มแปลเซียมซีภาษาจีนนั้นเป็นภาษาไทย บุคคลผู้นั้นชื่อว่า นายเปลี่ยน แซ่ส่อง ซึ่งมีภรรยาชื่อนางเมี้ยน ต่อมาใช้นามสกุล “ส่งแสงเติม”

ประวัติของนายเปลี่ยน แซ่ส่อง เท่าที่ค้นพบเป็นประวัติโดยสังเขปแบบ “ประวัติลูกเล่า” ตีพิมพ์อยู่ในหนังสืออนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพภรรยานายเปลี่ยน คือ นางเมี้ยน ส่งแสงเติม ณ วัดสระเกศ วันที่ 24 ก.พ. 2519 ที่เล่าโดยนายโปร่ง ส่งแสงเติม ลูกชายคนที่ 5 เนื่องด้วยเป็นประวัติบอกเล่า จึงไม่ได้ให้รายละเอียดมากนัก ไม่มีกระทั่งวันเดือนปีเกิดของนายเปลี่ยน แต่สามารถคะเนได้จากนางเมี้ยน ซึ่งในประวัติบอกว่าเกิดเดือน ก.พ. 2425 ตรงกับรัชสมัยรัชกาลที่ 5

เขียนจารึกไว้ตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวจีนเชื่อว่ามีเทพเจ้าสถิตอยู่ สาม

ารถทำนายได้ตามศาลเจ้า เกิดการเสี่ยงทายและคำทำนายขึ้น มีการคิดเครื่องเสี่ยงทายโดยใช้ไม้ไผ่ตัดผ่าแล้วเหลาเป็นซีกบางๆ จำนวนหลายอัน แล้วใช้สีเขียนเครื่องหมายเป็นตัวเลขหรือตัวอักษรตรงปลายไม้ที่เหลา บรรจุลงในกระบอก มีการทำคำทำนายทั้งโชคร้ายและโชคดีจำนวนเท่ากับจำนวนไม้เหลาเหล่านั้น และกำหนดเป็นเครื่องหมายว่าคำทำนายใดตรงกับไม้เหลาอันใด เวลาจะเสี่ยงทายก็อธิษฐานและเขย่ากระบอกที่บรรจุไม้เหลา จนกระทั่งมีไม้เหลาอันใดอันหนึ่งหล่นลงมา ตรวจดูคำทำนายก็จะได้คำตอบ ซึ่งถือว่าเป็นการพยากรณ์จากเทพเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพบูชา เครื่องเสี่ยงทายดังกล่าวเรียกว่า “ไม้ติ้ว” สำหรับเสี่ยงเซียมซี

นายเปลี่ยน ผู้แปลเซียมซี

นายเปลี่ยน เป็นชาวไทยแท้ เป็นลูกหลานชาวนานครชัยศรี อาศัยอยู่กับย่า ภายหลังย่าเลิกกับปู่จึงพานายเปลี่ยนมาอยู่กรุงเทพฯ และย่าได้สามีใหม่เป็นชาวจีนแซ่ส่อง นายเปลี่ยนจึงใช้แซ่ส่องตามพ่อเลี้ยง จากนั้นนายเปลี่ยนก็ถูกเลี้ยงดูอย่างจีน และได้มีโอกาสไปเรียนหนังสือที่เมืองจีน นำวิชาความรู้โดยเฉพาะภาษาจีนกลับมา ทำให้ได้ติดต่อค้าขายกับชาวจีนในเมืองไทย และได้แต่งงานกับนางเมี้ยน ซึ่งมีพ่อเป็นชาวจีน แซ่ฉั่ว และมีแม่เป็นชาวไทย

ในประวัติว่านายเปลี่ยนชอบแต่งคำประพันธ์ เป็นนักอ่านที่สะสมหนังสือไว้มาก เช่น หนังสือเรื่องจีนสามก๊ก ฮั่นสิน ไซอิ๋ว จอยุ่ยเหม็ง ฯลฯ วรรณคดี เช่น รามเกียรติ์ ขุนช้างขุนแผน พระอภัยมณี ฯลฯ มีอยู่มากมายในตู้หนังสือ

นายเปลี่ยนประกอบอาชีพหลายอย่าง เช่น ทำหนังสือพิมพ์ อัดกระบอกเสียงจำหน่าย รับติดตั้งไฟตามงานวัด เป็นคนแรกที่คิดในการเปลี่ยนการใช้ตะเกียงเจ้าพายุตามงานวัดมาเป็นการใช้ไฟฟ้า โดยนายเปลี่ยนรับเหมาเช่ากระแสไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าวัดเลียบมาประดับในงานภูเขาทอง วัดสระเกศ อาชีพสุดท้ายคือ เป็นเจ้าของโรงเรียน “เปลี่ยนบำรุง”

จะเห็นได้ว่า นายเปลี่ยน แซ่ส่อง ผู้แปลคำทำนายใบเซียมซีจากภาษาจีนเป็นภาษาไทยเป็นผู้มีความสามารถสูง คือ แปลโคลงกลอนจีนเป็นความหมายภาษาไทย แล้วผูกกลอนเป็นร้อยกรองไทยขึ้นมาให้ตรงกับความหมายอีกที มีการผสมผสานพุทธปรัชญาไว้ด้วย ใบเซียมซีที่ปรากฏ ณ วัดกัลยาณมิตรในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่นายเปลี่ยนแปลจากภาษาจีนเป็นภาษาไทยนั้นได้พิมพ์ถวายวัด ต่อมาเมื่อทราบว่าทางวัดจำหน่าย “ใบซี” แก่ผู้มาเสี่ยงเซียมซี นายเปลี่ยนจึงได้เขียนคำแปลไว้บนแผ่นกระจกใสตามลำดับหมายเลข เพื่อให้คนไปยืนอ่าน เมื่อเสี่ยงแล้วได้หมายเลขใดจะได้ไปอ่านตามแผ่นกระจกที่เขียนไว้

วัดอื่นก๊อบปี้ใบเซียมซี

ความนิยมในคำทำนายของใบเซียมซีสำนวนที่นายเปลี่ยนเป็นคนแปลนี้แพร่หลายไปหลายวัดทั่วประเทศ เป็นสำนวนแบบเดียวกันไม่มีผิดเพี้ยน โดยที่ผู้อ่านหรือแม้แต่วัดก็อาจไม่รู้ต้นกำเนิดคำกลอนในใบเซียมซีที่ใช้อยู่ อาจเป็นเพราะเกิดจากแหล่งพิมพ์เดียวกันก็เป็นได้ ที่มีต้นฉบับอยู่แล้วจึงใช้ต่อๆ กันไป ส่วนลักษณะพิเศษในใบทำนายเซียมซีของนายเปลี่ยนคือ ต้นใบเซียมซีจะขึ้นด้วยคำว่า “ซำปอกง” ตามด้วยตัวเลขกำกับใบ ซึ่งปัจจุบันในเซียมซีที่วัดกัลยาณมิตรไม่ได้ขึ้นต้นด้วยคำนี้แล้ว ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเปลี่ยนแปลงเมื่อใด อนึ่ง ใบเซียมซีของวัดกัลยาณมิตรในปัจจุบันทางท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ เจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตร ได้จัดพิมพ์ให้ผู้เสี่ยงเซียมซีภายในพระวิหารหลวง สามารถหยิบได้ฟรีตามหมายเลขที่เสี่ยงได้ ถ้าจะทำบุญตามกำลังศรัทธาก็มีตู้บริจาคเซียมซี

ประวัติใบเซียมซีวัดกัลยาณมิตรจึงได้รวบรวมนำพิมพ์ใบเซียมซีสำนวนนายเปลี่ยน แซ่ส่อง ไว้ครบทั้ง 28 ใบ จากในหนังสืองานศพ นางเมี้ยน ส่งแสงเติม ภรรยานายเปลี่ยน ที่มีคำขึ้นต้นว่า “ซำปอกง ที่…” และลงท้ายไว้ว่า “ข้าพเจ้าแซ่ส่อง ชื่อเปลี่ยน เป็นผู้แปลงเซียมซีจีนเป็นไทยถวาย ท่านทั้ง

 

ลูกหม้อวัดอนงค์รับหน้าที่สมภารท่ามกลางความยินดีจากทุกฝ่าย 2012/05/22

ลูกหม้อวัดอนงค์รับหน้าที่สมภารท่ามกลางความยินดีจากทุกฝ่าย

  • 20 พฤษภาคม 2555 เวลา 13:06 น.

โดย…สมาน สุดโต

พระราชปัญญามุนี (ขิม ป.ธ.5) อายุ 80 ปี ลูกหม้อวัดอนงคาราม เป็นสมภารใหม่ ได้รับการสนับสนุนจากพระในวัดและญาติโยมรอบวัดล้นหลาม หลังจากมหาเถรสมาคมมีมติให้เป็นเจ้าอาวาสแทนเจ้าอาวาสองค์ก่อนที่ถูกปลดเพราะหย่อนสมรรถภาพ และขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา

พระราชปัญญามุนี เจ้าอาวาสวัดอนงคาราม พระอารามหลวง กล่าวว่า ได้เป็นสมภารพระอารามหลวงแห่งนี้โดยไม่ได้คาดคิดมาก่อน เนื่องด้วยสมภารรูปก่อนที่เป็นอดีตไปแล้วคือ พระเทพเวที ถูกมหาเถรสมาคม (มส.) ให้ออกจากเจ้าอาวาส เพราะหย่อนสมรรถภาพเมื่อเดือน ม.ค. 2554 และเมื่อได้รับความไว้วางใจให้เป็นเจ้าอาวาสพระอารามหลวงแห่งนี้ก็ไม่มีความหนักใจแต่อย่างใด เพราะเป็นลูกหม้อที่วัดแห่งนี้ตั้งแต่อายุ 13 ปี โดยเป็นเด็กวัด 2 ปี แล้วบรรพชาเป็นสามเณรอีก 5 ปี เมื่ออายุครบบวชก็บวชที่วัดนี้เมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2496 โดยมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ (นวม พุทธสรมหาเถระ) เป็นพระอุปัชฌาย์

ปัจจุบันอายุ 80 ปี แปลว่าอยู่วัดอนงคารามมานานถึง 67 ปี รับใช้เจ้าอาวาสรูปก่อนๆ มาถึง 6 องค์ นับตั้งแต่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (นวม) ที่เป็นสมภารปี 24492499 พระมหาโพธิวงศาจารย์ (สาลี) เป็นสมภารปี 24992511 พระเทพสุธี (พรหม) พระเทพวิสุทธิเวที (ไสว) พระสรภาณกวี (เจือ) และพระเทพเวที (ยิ้ม) หากนับลำดับเจ้าอาวาสตั้งแต่รูปแรก พระราชปัญญามุนี เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันเป็นรูปที่ 12

สมภารใหม่ ซึ่งดำรงตำแหน่งปี 2554 เมื่ออายุ 79 ปี กล่าวเล่าเรื่องชีวิตสมณะว่า เมื่ออยู่วัดอนงค์ ไม่ว่าในฐานะใด ตั้งแต่เป็นเด็กวัดจนกระทั่งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส จะเป็นผู้อาสารับใช้ทำงานสนองงานหลวงพี่ หลวงพ่อ ในวัดมาตลอด นอกจากนั้นก็สนใจพัฒนาและส่งเสริมการศึกษา จึงเป็นเลขานุการสำนักเรียนวัดอนงค์มาตั้งแต่ปี 2502 เป็นผู้ริเริ่มอบรมศีลธรรม ในศูนย์โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์มาตั้งแต่ปี 2509 จนถึงปัจจุบัน จึงมีลูกศิษย์เต็มบ้านเต็มเมือง

อาตมาเป็นเด็ก เป็นเณร เป็นพระ อยู่ที่วัดอนงคารามตลอด เริ่มมาตั้งแต่จบ ป.4 อายุ 13 ปี ก็มาอยู่วัดนี้แล้ว ศึกษานักธรรมบาลี และทำงานในวัดมาตลอด ชีวิตในวัดทำงานมากกว่าเรียนหนังสือ ใครๆ ก็ชอบใช้ ไม่มีใครใช้ก็อาสาสมัครทำงานให้

เมื่อบวชพระมีอายุและพรรษามากขึ้น ได้เป็นพระครูปลัดฐานานุกรมของพระเทพสุธี (พรหม) ปี 2513 รุ่งขึ้น ปี 2514 เป็นพระครูสัญญาบัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นเอก ที่พระครูอุดมพิทยากร ซึ่งเป็นสมณศักดิ์เดิมของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (นวม) จากนั้นเป็นพระปริยัติโกศล ในปี 2532 และได้เลื่อนเป็นพระราชปัญญามุนีในวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ 12 ส.ค. 2547 ท่านบอกความในใจว่า ที่เลื่อนสมณศักดิ์ช้าเพราะเป็นคนไม่ค่อยเข้าเจ้าเข้านาย เป็นคนค่อนข้างแข็ง แต่ก็ช่วยเหลือครูอาจารย์ตลอด

เมื่อได้เป็นเจ้าอาวาส ปี 2554 อายุ 79 ปี ก็มีคนถามเสมอว่า รู้สึกหนักใจไหม ลำบากไหม ท่านบอกไปเลยว่าไม่หนักใจ ไม่ลำบาก เพราะเคยเห็นอดีตเจ้าอาวาส ทำอะไรที่คนไม่ชอบก็ละเว้นอันนั้น ใครต้องการพบ มาเมื่อไรก็ได้ เป็นคนฟังเหตุผล ไม่เชื่อคนใกล้ชิด อาตมาเห็นตัวอย่างมาแล้ว รู้ว่าอะไรเป็นอะไร พิจารณาตัดสินได้ จึงได้รับกำลังใจจากพระสงฆ์และศิษย์วัดในการขึ้นเป็นเจ้าอาวาส

การที่พระพรหมโมลี เจ้าคณะภาค 1 หรือสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลางในปัจจุบันเลือกให้เป็นเจ้าอาวาส ก็น่าจะนับอาวุโสด้านสมณศักดิ์ ที่ได้เลื่อนเป็นพระราชาคณะชั้นราชเมื่อวันที่ 12 ส.ค. 2547 เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่พระปริยัติกิจโกศล ปี 2532

เป็นพระครูสัญญาบัตรที่พระครูอุดมพิทยากร ปี 2514 ส่วนเปรียญธรรม 5 ประโยคนั้น สอบได้เมื่อปี 2499

พระราชสิทธิโกศล (เสฐียร ป.ธ. 7) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสอีกรูปหนึ่ง ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นชั้นราช 5 ธ.ค. 2549 เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่พระสรถาณกวี ปี 2536 และเป็นเปรียญธรรม 7 ประโยค ปี 2505

ส่วนหลักการบริหารวัดท่านเล่าว่า เมื่อเป็นเจ้าอาวาสก็ไม่ได้ทำงานคนเดียว แต่ได้ตั้งเจ้าคณะในวัดทั้งหมดซึ่งมี 11 คณะ มาเป็นกรรมการบริหารดูแลศาสนสมบัติของวัด โดยคณะกรรมการจะเลือกประธานขึ้นมา 1 องค์ จะมีประชุมแถลงกิจการทุกเดือน

การที่ให้มีกรรมการ จะได้ช่วยกันหลายๆ คน และตัวสมภารเองก็ไม่มีความปรารถนาที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับการเงินการทองของวัด หรือใครเดือดร้อนจะร้องเรียนเรื่องอะไรก็ให้ไปพบกรรมการ ดังนั้น การเป็นสมภารของท่านจึงไม่หนักใจเลย เพราะหาคนมาช่วยบริหาร และพระสงฆ์ในวัดให้กำลังใจและความร่วมมือดี ตัวสมภารจะดูเป็นคนสุดท้าย

เมื่อถามถึงว่ารู้สึกภูมิใจเรื่องอะไรบ้างที่อยู่ที่วัดที่เป็นพระอารามหลวงแห่งนี้ ท่านเล่าว่า ความภูมิใจของท่านคือ ความเป็นลูกหม้อเติบโตมากับวัด และเป็นผู้รับใช้ใกล้ชิดหลวงพ่อ พระมหาโพธิวงศาจารย์ (สาลี) อดีตเจ้าอาวาส ที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงยกย่องว่าเคร่งในวินัย

ในฐานะที่เป็นพระนักพัฒนาและส่งเสริมการศึกษา ดังนั้น เรื่องชอบคือการส่งเสริมการเรียนการศึกษา การสร้างโรงเรียน การสร้างคน และเคยสร้างสถานีอนามัยที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อมอบให้สาธารณชนได้ใช้สอย ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ไปทรงเปิดเมื่อปี 2527 ด้วยความเต็มพระทัยในฐานะที่เป็นศิษย์สำนักวัดอนงคารามด้วยกัน

ในวัดอนงคาราม ท่านดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีวุฒิศึกษา โรงเรียนเอกชนของวัดอนงคาราม ความเป็นมาของโรงเรียนแห่งนี้สืบเนื่องมาจากเจ้าของโรงเรียนไม่มีทายาท ต้องการยกให้แก่ท่านโดยตรง แต่ท่านไม่รับ ขอให้ยกให้กับวัดจะยั่งยืนกว่า โดยตัวท่านจะเป็นผู้บริหาร เจ้าของโรงเรียนพอใจ และตั้งมูลนิธิชื่อแถมสร้อย ชอบฝึก มาอุปถัมภ์โรงเรียน ตัวหลวงพ่อเอง (พระราชปัญญามุนี) เป็นประธานมูลนิธิ

ท่านเล่าว่า ผลประโยชน์ของวัดอนงค์มีมาก เฉพาะที่ดินที่ลาดกระบังมีมากถึง 582 ไร่ ที่ อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา 500 กว่าไร่ ตึกแถวตลาดน้อยและรอบๆ วัดอนงค์อีกจำนวนมาก เมื่อท่านเป็นสมภารก็ดูแลรักษาผลประโยชน์ของวัด เรื่องที่เคยขัดข้องหมองใจระหว่างวัดกับผู้เช่าจนกระทั่งมีเรื่องฟ้องร้อง ท่านก็เรียกมาพูดคุยตกลงกันด้วยดี Win Win ทุกฝ่าย วัดก็ได้ประโยชน์ ผู้เช่าที่เป็นชาวบ้านก็ไม่เดือดร้อน

นอกจากนั้นท่านยังติดตามทรัพย์สินเงินทองของวัดที่เคยถูกเบียดเบียนไปโดยบุคคลกลุ่มหนึ่ง โดยได้ยื่นฟ้องให้ส่งคืนเงินทองที่เบียดบังไปประมาณ 80 ล้านบาท คืนวัด เรื่องอยู่ในศาลขณะนี้

ความที่ท่านเป็นคนสมถะ รักการทำงานและการศึกษา บางฐานะ บางตำแหน่งที่ได้มาก็ไม่ได้ใช้ เช่น ได้เป็นพระอุปัชฌาย์ประเภทวิสามัญตั้งแต่ปี 2537 แต่ยังไม่เคยบวชให้ใครเลยจนกระทั่งในปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะสมภารองค์ก่อนมักจะพูดว่า ฉันเป็นสมภารอยู่นะ เท่ากับเป็นการปรามไม่ให้ล้ำเส้นนั่นเอง

ท่านจึงเป็นอุปัชฌาย์หมัน ไม่มีลูกศิษย์ที่เรียกว่า สัทธิวิหาริก และน่าจะเป็นเพียงองค์เดียวในประเทศไทย

ล่าสุด ท่านเป็นหนึ่งในบรรดาพระนักบริหาร 85 รูป ที่กรมการศาสนานิมนต์ให้ไปนมัสการสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ประเทศอินเดีย ตามโครงการส่งเสริมพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนไปประกอบศาสนกิจ 8 วัน ในวันที่ 1320 มี.ค. 2555 ที่ผ่านมา

นี่คือประวัติของสมภารใหม่ ลูกหม้อวัดอนงคาราม พระอารามหลวง ที่เป็นสมภารท่ามกลาง ความยินดีปรีดาของพระสงฆ์และประสกสีกาวัดอนงคาราม วัดที่เจ้านายเคยเป็นลูกศิษย์

 

ศีลกถา ประโยชน์ของการรักษาศีล (1) 2012/05/22

ศีลกถา ประโยชน์ของการรักษาศีล (1)

  • 20 พฤษภาคม 2555 เวลา 09:19 น.

โดย…ภัทระ คำพิทักษ์

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ

สีเลนะ สุคะติ ยันติ สีเลนะโภคะสัมปะทา

สีเลนะ นิพพุติงยันติ อิมัสสะ ธัมมะปะริยา

ยัสสะ อัตโถ สาธายัสมันเตหิ สักกัจจัง ธัมโม โสตัพโพติ

ณ บัดนี้ อาตมภาพจะได้แสดงพระธรรมเทศนา พรรณนาธรรมะคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อฉลองศรัทธาชี้สัมมาปฏิบัติแด่ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลายที่มาประชุมกัน ณ ธรรมสภาศาลาที่นี้ โดยสมควรแก่เวลา เนื่องในวันนี้เป็นการทำบุญข้าวสาก อันเป็นวัฒนธรรมที่ดีของชาวพุทธอย่างหนึ่งที่กระทำกันทุกปี และวันข้าวประดับดินที่ผ่านมาแล้วก็ดี ทั้งสองวันนี้เป็นคัมภีร์ของพราหมณ์เขากล่าวไว้ บุญข้าวสาก บุญข้าวประดับดิน เป็นวันที่พระยายมบาลปล่อยสัตว์นรกให้กลับมาสู่มนุษย์ มาเพื่อเยี่ยมเยือนญาติพี่น้องของตนที่อยู่ภายหลังยังไม่ตาย เพื่อรับบุญรับกุศล เขาจึงมีพิธีว่าปล่อยสัตว์นรกขึ้นมาสู่มนุษยโลก พวกญาติพี่น้องที่อยู่ภายหลังยังไม่ตายก็จัดแจงอาหารหวานคาว ผลไม้ เป็นสำรับๆ ไว้ต้อนรับเปรตชนที่มาจากนรก เมื่อทำเสร็จแล้วเอาไปวางไว้ป่าช้า วางไว้กำแพงวัด วางในบริเวณวัด ทุกคนมีพี่น้องที่ตายไป ผู้ยังมีชีวิตอยู่จึงทำการเพื่อต้อนรับแขกผู้เป็นญาติเราที่มาจากนรก เพื่อจะได้กินอาหาร จึงจัดแจงภาชนะดังกล่าวนั้นมาวางไว้ เป็นการต้อนรับญาติพี่น้องที่เป็นสัตว์นรกนั่นเอง เสร็จจากนั้นแล้วก็พากันไปแม่น้ำคงคา เอาฝ่ามือทั้งสองกอบเอาน้ำให้สูงขึ้นเพียงตา แล้วก็หยาดน้ำลงมาทีละหยดๆ ลงในแม่น้ำคงคาอีก

การอุทิศส่งน้ำให้ญาติที่ตายไปแล้วนั้นคือพิธีของพราหมณ์ แต่ว่าพระพุทธศาสนาเกิดในภายหลัง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เผยแผ่ศาสนาพุทธออกมาเพื่อบัญญัติเป็นข้อปฏิบัติว่าการทำเช่นนั้นครูบาอาจารย์ของเราที่เป็นบิดามารดาครูบาอาจารย์ของพระกรรมฐาน หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น และครูบาอาจารย์อื่นอีก ได้แนะนำสั่งสอนวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับญาติพี่น้องก็ดี เกี่ยวกับประโยชน์ปัจจุบันก็ดี ว่าการทำเช่นนั้นเป็นการทำไม่ถูกต้อง

ธรรมดาว่าอาหารการกินที่เอาไปวางไว้ในลานวัด ในป่าช้า มันเป็นอาหารของสามัญชนมนุษย์ผู้มีชีวิตอยู่ ไม่จำเป็นว่าจะต้องให้ถือว่าให้แก่ผู้ที่ลับโลกไปแล้วมารับเอา มันก็กินไม่ได้อยู่นั้นเอง เพราะเป็นอาหารของหยาบ มีแต่ดวงวิญญาณดวงจิตดวงใจขึ้นมาเยี่ยมมาเยือนเท่านั้น ก็คงไม่ได้รับ เพราะอยู่อีกภพหนึ่ง

การทำบุญอุทิศอย่างนั้นท่านว่าทำไม่ถูกทาง ท่านว่าไม่ได้รับมากินอย่างนั้นไม่สมควรกับบุคคล ผู้มีแต่วิญญาณ มีนามธรรมมารับ ควรจะทำบุญอย่างอื่น เป็นต้นว่าได้บุญแล้วส่งบุญไปให้ ท่านแนะนำอย่างนั้น เพราะว่าเปรตชนผู้เป็นเปรตเป็นสัตว์นรกอยู่ เป็นเพียงนามธรรมคือจิตใจเท่านั้น จะมากินอาหารที่หยาบๆ อย่างที่เรากินนี้ไม่ได้ อาหารเหล่านี้เป็นของมนุษย์ สัตว์ นก กา เป็นต้น ที่กินได้แต่เปรตรับไม่ได้เพราะว่าเป็นของหยาบ ต้องทำอาหารนั้นไปบริจาคทานแก่ภิกษุสงฆ์ผู้ทรงศีล ได้บุญขึ้นมาจากการบริจาคทาน เกิดจากการรักษาศีล เกิดจากการเจริญภาวนา ได้บุญแก่ใจตนเองแล้วจึงแผ่อุทิศส่วนกุศลนั้นไปให้ภายหลัง ขอเดชะผลบุญที่ข้าพเจ้าได้ทำแล้วนี้ จงไปถึงผู้นั้นๆ ที่เป็นเปรตชน เป็นบิดา มารดา และเป็นญาติของข้าพเจ้า ขอเชิญมาอนุโมทนาเถิด เปรตชนผู้เป็นแต่เพียงจิตวิญญาณนั้น เมื่อได้รับข่าวเช่นนั้นก็ดีใจ สาธุการ ประนมมือรับพร อย่างนั้นเขาจึงจะได้รับ

ที่เคยทำมานั้นครูบาอาจารย์ท่านสั่งสอนว่าผิดแบบ ท่านบอกให้เลิก เพราะฉะนั้นการที่เอาข้าวไปวางไว้ลานวัด วางไว้ตามป่าช้าก็ดี กำแพงวัดก็ดี จึงหยุดมาตั้งแต่บัดนั้น แต่ก็ยังมีบางบ้านที่ทำกันอยู่ ได้ทราบข่าวจากโยมว่าบ้านหนองแวงมากราบคารวะ บอกว่าการเอาอาหารไปวางไว้ในลานวัด ตามกำแพง หรือในป่าช้าก็ยังทำกันอยู่ แต่บ้านเรานั้นเลิกกันแล้ว

ตามคำสอนที่มีมาในศีลสารสูตรกล่าวถึงการเอาอาหารให้แก่ผู้ตายนั้นว่า ในครั้งพุทธกาล มีเศรษฐีผู้มีเงินมาก มีสมบัติพัสถานมาก ได้ลูกชายผู้หนึ่งเกิดมาเป็นแก้วตาดวงใจของบิดา รักอย่างสุดซึ้ง ต่อมาบุตรได้ตายลง ด้วยความวิปโยคโศกเศร้า จึงนำศพไปสู่ป่าช้าแล้วเผาศพ แล้วคิดว่าลูกชายที่ตายไปแล้วเขาคงจะหาอาหารการกินไม่มี จึงได้จัดแจงคนใช้ให้นำอาหารคาวหวาน ผลไม้ สำรับหนึ่งไปวางไว้ป่าช้าทุกวันตั้งแต่วันที่ตาย เพื่อหวังให้ลูกชายได้กิน ประมาณเดือนหนึ่งสองเดือนทำอยู่อย่างนั้น

ต่อมาวันหนึ่งเกิดฝนตก คนที่นำเอาอาหารไปให้ลูกชายเศรษฐีนั้นจึงไปหลบยังศาลาแห่งหนึ่ง เห็นภิกษุผู้ทรงศีลเดินมาจากป่ามาบิณฑบาต จึงสำคัญว่าท่านอยู่ป่าคงอยู่ใกล้กับที่เผาลูกเศรษฐี เราไปวันนี้ก็ติดฝนตก ไปไม่ได้ จึงขอฝากอาหารนี้ไปให้ลูกเศรษฐีบริโภคใช้กินตามความประสงค์ แต่ได้คิดว่าข้าพเจ้ามีความประสงค์นำอาหารนี้อุทิศแด่ลูกเศรษฐีผู้ตายแล้วในป่าช้า จึงวางอาหารทุกอย่างลงในบาตรของพระเถระ พระเถระก็กล่าวว่า “ยะถา วาริวหา ปูรา ปริ ปูเรนฺติ สาครํ” สิ่งที่ท่านปรารถนามานั้นจงสำเร็จเถิด

ต่อมาในกลางคืนวันนั้นเอง ลูกเศรษฐีมาปรากฏในฝันของบิดาของตนเอง ไปต่อว่าต่อขานกับบิดาว่า ท่านผู้เป็นบิดานี้ท่านไม่รักลูกเลย ผมตายมาแล้วตั้งสองเดือนไม่ได้กินอาหารเลย มาได้กินในเช้าวันนี้เอง นับแต่ตายมาได้สองเดือนแล้ว เศรษฐีจึงเอะใจว่าที่ใช้ให้คนเอาอาหารไปส่งในป่าช้านั้นเขาทำหรือเปล่า จึงให้อีกคนหนึ่งไปนับภาชนะดู เพราะภาชนะนั้นเมื่อใส่อาหารไปแล้วก็วางซ้อนกันอยู่วันละสำรับ คนไปนับสำรับก็พบว่าครบถ้วนบริบูรณ์ มิได้ขาด เหตุใดลูกจึงมาต่อว่าว่าไม่ได้รับ ได้กินอาหารเพียงเช้าวานนี้เอง จึงไปถามคนที่เอาภาชนะไปวางนั้น จึงเล่าตามเหตุการณ์ที่กล่าวมาแล้ว

ด้วยเหตุนี้จึงมีความสงสัยว่า เหตุใดอาหารการกินที่นำไปให้เปรตชนที่ป่าช้านั้นจึงไม่ได้รับ แต่เมื่อถวายพระแล้วจึงได้รับ ดังนี้แล้วจึงไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า ความจริงเป็นเช่นนั้น เพราะว่าผู้ที่ตายไปแล้วไม่มีร่างกายเหมือนสัตว์หรือมนุษย์ซึ่งเป็นของหยาบ แต่ผู้ที่ตายไปแล้วเป็นเพียงวิญญาณ เป็นเพียงแต่จิตประคอง เป็นนามธรรม ไม่มีรูปร่าง ต้องทำการกุศลเป็นต้นว่าให้ทาน รักษาศีล บำเพ็ญภาวนา เป็นนามธรรมคือบุญเกิดที่ใจของผู้กระทำเช่นนั้น เมื่อได้บุญแล้วจึงส่งบุญไปให้ ซึ่งเป็นของนามธรรมเช่นเดียวกัน เหมาะเจาะแก่กัน ผู้รับเป็นเพียงวิญญาณ ผู้ส่งไปก็เป็นบุญ เมื่อได้รับข่าวแล้วก็โมทนาสาธุการไปเกิดเป็นมนุษย์อีก หรือเป็นเทวดา นี้เป็นการปฏิบัติถูกต้องตามทำนองของพระพุทธศาสนา

เพราะฉะนั้นการที่ทำดังกล่าวมาแล้วในเบื้องต้นนั้นจึงเป็นการทำที่ไม่ถูกต้อง ครูบาอาจารย์แนะนำสั่งสอนให้เลิกละพอสมควรแล้ว เราจึงถือปฏิบัติอย่างนี้ตลอดมา แม้แต่วันนี้คณะศรัทธาญาติโยมของวัดชัยมงคลที่มาทำบุญทุกบ้าน ทำบุญข้าวสาก ข้าวประดับดินที่ผ่านมาแล้ว จึงถือเป็นวันสำคัญที่ควรถือปฏิบัติสืบทอดเป็นของดี ทำดีไว้ให้ลูก ทำถูกไว้ให้หลาน ได้สืบทอดการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบต่อไป เพราะฉะนั้นวันเช่นนี้ได้เวียนมาถึงแล้ว ศรัทธาญาติโยมบ้านแพงมีกติกาสัญญากันว่าให้ฟังเทศน์แต่ละวัด รอบๆ กันไปถ้วนหน้า ครบรอบแล้วก็กลับมา ซึ่งในวันนี้เป็นวาระของวัดชัยมงคล วันนี้จึงเป็นการทำบุญทำกุศลที่สมควรจะทำให้เป็นประโยชน์คือ มีการฟังธรรมฟังเทศน์ เพื่อสนองศรัทธาประสาทะของญาติโยมทั้งหลายขอให้ตั้งใจฟังธรรมมะที่จะแสดงต่อไปนี้ด้วยความเคารพ ตั้งใจฟังด้วยดีย่อมได้ปัญญา ดังพระบาลีว่า “สุสุสฺสํ ลภเตปัญฺญํ ผู้ฟังด้วยดีย่อมได้ปัญญา”

การที่ผู้ฟังธรรมนั้นฟังอย่างไรเรียกว่า ฟังด้วยดี เพื่อให้ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม หรือกติกาที่กำหนดไว้ คนฟังธรรมมีอยู่ 4 ลักษณะ

1.อุปมาเหมือนกับหม้อที่ปิดฝาแล้วไปวางไว้กลางแจ้ง ฝนตกทั้งคืนไม่สามารถที่จะให้น้ำเต็มหม้อได้ เพราะหม้อมันถูกปิดอยู่นี่อย่างหนึ่ง

2.อุปมาเหมือนหม้อที่เปิดฝาไว้แล้ว แต่หม้อก้นรั่ว เปิดฝาให้เม็ดฝนลงไปในหม้อเหมือนกัน แต่ก้นหม้อมันรั่ว มันก็ซึมซาบไหลไปหมด

นี่เป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง การทำให้ถูกต้องมีสองลักษณะเหมือนกันคือ

1.หม้อเปิดฝา และ

2.หม้อนั้นไม่รั่ว เปิดตั้งไว้ในที่แจ้งแล้ว เมื่อฝนตกลงมาในหม้อที่เปิดนั้น เป็นการรองรับน้ำฝน น้ำฝนก็เต็มหม้อ

ฉันใดก็ดี นี้เป็นอุบายเปรียบเทียบผู้ฟังธรรมทั้งหลายที่จะฟังด้วยดีนั้นคือ จะต้องเป็นลักษณะเปิดฝาหม้อออก หม้อก็ไม่ให้รั่ว เปิดฝานั้นหมายความว่า เปิดประตูใจรับฟังคำสั่งสอนของท่านผู้แสดงว่าธรรมมะ ที่ท่านแสดงนั้นหมายความลึกตื้นหนาบางอย่างไร มีความประสงค์อย่างไร มีอธิบายอย่างไร จดจำได้หมด ไม่เป็นเพียงแค่ว่านั่งในสมาคมของการฟังธรรมแล้วจิตใจไปห่วงหน้าห่วงหลัง ไปห่วงลูกห่วงหลานอยู่ในบ้านในเรือน คิดฟุ้งซ่านไปอย่างอื่น มีหูก็ไม่ได้รับฟังธรรมมะส่องเข้าไปในหูเลย เรียกว่าเหมือนกับหม้อที่ปิดฝา เป็นการฟังที่ไม่ตั้งใจฟัง แส่ใจไปทางอื่น ลักษณะที่สองแบบฟังแล้วตั้งใจฟัง แต่ว่าไม่ได้เก็บไว้ ลืมทั้งหมด เป็นคนหม้อก้นรั่ว รับเข้าไปแล้วแทนที่จะมีความคิดจดจำธรรมะคำสั่งสอนไปปฏิบัติ แต่ก็ลืมไปหมด พอออกจากวัดไป พ้นเขตวัดศีลก็คืนมาหมด ไปแต่ตัวเปล่า อย่างนี้เรียกว่าหม้อก้นรั่ว ไม่ได้ประโยชน์

ต้องเปิดฝาให้ดี ฝาที่เปิดออกนั้นเรียกว่าตั้งใจฟัง จดจำธรรมะคำสั่งสอนของท่านที่แสดงอย่างไร ในการฟังธรรมนั้นต้องจับให้มันได้ เปิดประตูใจของเรา เปิดหู เปิดใจ ขึ้นมารับฟังธรรมคำสั่งสอน แล้วก็จดจำไว้ให้มั่นคง ไม่ให้หลงลืมเสียหาย กลับไปบ้านไปเรือนแล้วให้ยังนึกถึงธรรมะที่ท่านแสดงอยู่ตลอดเวลา เข้าใจความหมายแล้วก็ปฏิบัติตาม นี้ชื่อว่าฟังธรรมที่ดี เป็นหม้อเปิดฝาแล้วก้นไม่รั่ว จิตจำ ฟังธรรมแล้วปฏิบัติตามนั้น ชื่อว่าการฟังธรรมที่ถูกต้อง ต้องได้ปัญญาเกิดขึ้น

เพราะฉะนั้นธรรมมะที่จะแสดงต่อไปนี้จะได้ชี้แจงสิกขาบทคือศีลของภิกษุ สามเณรพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ให้รักษาศีล ภิกษุสงฆ์‌
นั้นต่างหาก ส่วนทายก ทายิกานั้น ยังไม่บวชให้มีศีลสองประการ คือ ศีล 8 และศีล 5 ศีล 8 ‌นั้นเป็นศีลอุโบสถก็มี เป็นศีล 8 ธรรมดาก็มี

ทำไมจึงเรียกว่าศีลอุโบสถ ศีล 8 คำว่า อุโบสถ นั้นเป็นชื่ออย่างหนึ่งของการบำเพ็ญพรต‌ของศาสนาพราหมณ์ ศาสนาพราหมณ์ถือว่า‌
เดือนหนึ่งมี 4 ครั้ง ขึ้น 8 ค่ำ ขึ้น 15 ค่ำ แรม ‌8 ค่ำ และแรม 15 ค่ำ เป็นวันอุโบสถ เขาให้ชื่อว่า วันอุโบสถ พวกพราหมณ์เขาก็ทำกันอย่างนั้น ‌
เมื่อถึงวันอุโบสถมาถึงเวลาใดก็ตามแล้ว ก็ออก‌จากบ้านเรือนเข้าไปสู่ป่าหาที่สงัด บำเพ็ญพรต‌ตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ เป็นต้นว่า ‌
อดอาหาร ไม่กลืนน้ำลาย ทรมานร่างกายต่างๆ ‌ตามคำสอนของศาสนาพราหมณ์ เขาทำอย่างนี้‌เรียกว่า ทำอุโบสถ ไปอุโบสถ

เพราะฉะนั้นพระพุทธศาสนาก็เอามาบัญญัติ‌เป็นการปฏิบัติว่าดี เดือนหนึ่งแบ่งเป็นสี่ครั้ง ทั้งสี่ครั้งนี้ก็คงพอดีกับการครองชีพของฆราวาส ‌
ที่ยังเป็นผู้วุ่นวายอยู่กับอาชีพการงาน เข้าวัดไม่ได้ตลอดทุกวัน เอาถือว่าเดือนหนึ่งเข้าวัดสี่วันก็แล้วกัน ก็เรียกว่า วันอุโบสถ

เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงสอนว่า วัน‌อุโบสถได้มาถึงแล้ว ฝ่ายภิกษุให้ทำปาติโมกข์เพื่อ‌ทบทวนสิกขาบทของตน ฝ่ายฆราวาสคือญาติ‌
โยมก็รักษาศีล 8 ประการ เรียกว่า ศีลอุโบสถ

ศีลอุโบสถกับศีล 8 ต่างกันอย่างไร มีความ‌หมายต่างกัน ถ้าผู้ใดรักษาศีล 8 ในวันขึ้น 8 ค่ำ ‌ขึ้น 15 ค่ำ แรม 8 ค่ำ แรม 15 ค่ำ เรียกว่า
ถือศีล 8 อุโบสถ คำอาราธนาก็ต่างจากที่ถือศีล ‌8 เฉยๆ เรียกว่า อัฏฐะ หรือศีล 8 ประการ ดัง‌ที่แม่ชีรักษาเป็นนิจกาลนี้เรียกว่ารักษาศีล 8 คำ‌
อาราธนาก็ต่างกัน ถ้าวันใดเป็นวันขึ้น 8 ค่ำ ขึ้น ‌15 ค่ำ แรม 8 ค่ำ แรม 15 ค่ำแล้ว มีคำอาราธนา‌ว่า “มยํ ภนฺเต ติสรเนน สห อฏฺฐํค สมณาคตํ ‌
อุโบสถํ ยาจามิ” นี่ชื่อว่ารักษาศีลอุโบสถ วัน 8 ‌ค่ำ วัน 15 ค่ำ ถ้ารักษาศีล 8 ธรรมดา คือวันที่‌ไม่ถูกกับวันอุโบสถ ก็อาราธนาว่า “มยํ ภนฺเต ‌ติสรเนน สห อฏฺฐ สีลานิยาจามิ” นี่คำอาราธนา‌
ก็ต่างกัน การปฏิบัติก็ต่างกัน

เพราะฉะนั้นเป็นการบัญญัติคำสอนลงในคติ‌ของพราหมณ์ที่ทำกัน ฝ่ายภิกษุสงฆ์ก็ให้สวดปาติโมกข์ ท่องสิกขาบทวินัยของตน ฝ่ายคฤหัสถ์‌
ก็ให้รักษาศีลอุโบสถหรือศีล 8 หรือรักษาศีล 5

จำเป็นอย่างไรจึงต้องรักษาศีล 5 อันว่าศีล 5 นั้น เรียกชื่ออย่างหนึ่งว่า นิจศีล แปลว่า ศีล‌ที่ควรรักษาเป็นนิจ บางคนก็ว่าจะรักษาศีล 5 ให้‌
เป็นนิจอย่างไร เพราะว่ายากยุ่งอยู่กับอาชีพการ‌งานธุระหน้าที่ที่ทำอยู่ตลอดเวลา ไม่มีเวลาว่าง ‌
ไม่มีโอกาสจะรักษาเป็นนิจ ไม่แก่ไม่เฒ่าแล้วยัง‌ไม่สมควรจะเข้ามารักษาศีลธรรม คนแก่คนเฒ่า ‌
คนไม่มีงานจึงสมควรไปฟังเทศน์ฟังธรรมจำศีล

นี่เป็นความเข้าใจผิด

เพราะว่าศีล 5 เป็นนิจศีลสำหรับฆราวาสผู้ปฏิบัติให้รักษาเป็นนิจ จึงเรียกว่า นิจศีล เราจะ‌เข้าใจอย่างอื่นไม่ได้ จะหลีกเลี่ยงว่าไม่รักษาไม่ได้

ทายก ทายิกา อุบาสก อุบาสิกา ผู้ชาย ผู้หญิงในโลกนี้ ผู้ใดปฏิญาณตนว่า พุทธัง สรณัง ‌คัจฉามิ ธรรมมัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณัง ‌
คัจฉามิ เป็นผู้ถือพระศาสนาแล้ว ถ้าเป็นผู้ชายเรียกว่า อุบาสก ถ้าเป็นผู้หญิงเรียกว่า ‌อุบาสิกา ผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง อุบาสก ‌
อุบาสิกานี้ ต้องมีความพร้อมด้วยองค์สมบัติ‌ของอุบาสก อุบาสิกา จึงเรียกว่า อุบาสก อุบา ‌สิกา ผู้ปฏิญาณตนว่าถือ พระพุทธ พระธรรม
พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง ที่พึ่งอื่นไม่มี พระพุทธเจ้า‌เป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า ที่พึ่งอื่นไม่มี พระธรรมเจ้า‌เป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า ที่พึ่งอื่นไม่มี พระสงฆ์เจ้า‌
เป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า นี้เป็นการปฏิญาณตน

เช่นนี้แล้วก็จำเป็นต้องมีองค์สมบัติว่าอะไร‌
เป็นผู้มีนามว่า อุบาสก อุบาสิกา

ต้องพร้อมด้วยองค์สมบัติ 5 ประการ เป็น‌
หน้าที่ของผู้รักษาศีล 5 ประการนี้ คือ

1.มีศรัทธาบริบูรณ์

2.มีศีลบริสุทธิ์

3.ไม่เชื่อมงคลตื่นข่าว เชื่อกรรม ไม่เชื่อมงคล

4.ไม่แสวงหาบุญนอกเขตพระพุทธศาสนา

5.แสวงหาบุญแต่ในเขตพระพุทธศาสนา

 

พุทธศาสน์…วัฒนธรรมทางจิตวิญญาณที่ผันแปรในปากมังกร!? (ตอน ๔) 2012/05/22

พุทธศาสน์…วัฒนธรรมทางจิตวิญญาณที่ผันแปรในปากมังกร!? (ตอน ๔)

  • 18 พฤษภาคม 2555 เวลา 06:51 น.

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

จากที่กล่าวมา กรณีสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ ซึ่งควรแก่การศึกษา กรณีสภาวจิต ที่ได้ตกผลึกความคิด (Conception) จนนำไปสู่ความเชื่อที่สามารถขับเคลื่อนเขยื้อนได้แม้ภูเขาเป็นลูกๆ… ดังจะเห็นได้จากร่องรอยประวัติศาสตร์ในสมัยราชวงศ์ฉิน ประมาณ ๒,๒๐๐ ปีล่วงมาแล้ว ที่จิ๋นซีฮ่องเต้ได้สร้างมหาอาณาจักร เป็นสุสานใหญ่รองรับความเชื่อแห่งความสืบเนื่องในวิถีแห่งการเกิด ที่ว่าสามารถลิขิตกำหนดได้หากรู้วิธีปฏิบัติ… จึงก่อเกิดกองทัพดินเผาปิงหมาหย่ง (หุ่นทหารและม้า) ของจิ๋นซีฮ่องเต้ หรือฉินซื่อหวง ขึ้น เพื่อยืนยันว่านี่คืออาณาจักรอันยิ่งใหญ่หลังความตาย ที่จะสืบเนื่องฐานะของจอมกษัตริย์ต้นราชวงศ์ฉินของพระองค์ ซึ่งอุบัติเกิดขึ้นด้วยน้ำมือของมนุษย์จำนวนหลายแสนคน ณ เชิงเขาหลี หรือลี่ซาน (Lisan) แปลว่า ม้าสีดำ

ทั้งนี้ ด้วยลักษณะรูปร่างภูเขาคล้ายม้า และหุบเขาดังกล่าวมีสีดำด้วยสภาพดั้งเดิมเคยเป็นภูเขาไฟ ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ที่ตำบลหลินถง ห่างจากเมืองซีอานไปทางทิศตะวันตก ใช้เวลาเดินทางไม่เกินหนึ่งชั่วโมงหากออกจากตัวเมือง ซึ่งอาจจะต้องเจอปัญหารถติดบ้าง จึงทำให้ระยะทาง ๓๕ กิโลเมตร จะต้องใช้เวลาร่วมชั่วโมง ดังที่อาตมาได้ประสบ เพราะวัดต้าซิ่งซัน ที่พักรับรองของอาตมาอยู่กลางเมืองซีอาน วัดดังกล่าวมีอายุประมาณ ๑,๗๐๐ ปี ในสมัยราชวงศ์จิ้น ซึ่งพระพุทธศาสนาในยุคดังกล่าว ถือได้ว่าเจริญรุ่งเรืองมากบนแผ่นดินมังกร ดังจะเห็นได้จากจำนวนวัดวาอารามจำนวนมากมาย ตลอดจนงานศิลปะในวิถีพุทธประเภทพระพุทธรูปที่มีการแกะสลักตามหุบผาภูเขาทั้งหลาย…

อาตมาเดินทางถึงสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ อาณาจักรแห่งความตายของคนจำนวนไม่น้อย มิใช่ด้วยความรู้สึกรื่นเริงสนุกสนาน และมิใช่เป็นปลื้มกับความอลังการยิ่งใหญ่ของสุสานลับของอดีตกษัตริย์จีนนาม ฉินซื่อหวง ท่านนี้… ในทางตรงข้ามกลับมองเห็นความน่าสังเวชในทิฏฐิวิบัติของมนุษย์ผู้หลงยึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวตน (อัตตสัญญา) จนสามารถทำอะไรก็ได้เพื่อสนองตอบความต้องการที่เกิดจากความนึกคิดปรุงแต่งอย่างไร้มโนธรรม และไร้สารธรรม อันควรแก่การยินดี… ทั้งนี้เพราะเบื้องหลังแห่งความยิ่งใหญ่ในสายตาของชาวโลกที่ชื่นชม คือ ความตาย ความเจ็บปวดแสนสาหัส ความทุกข์ใจ ความโศกเศร้าเสียใจของมนุษย์ ผู้บริสุทธิ์จำนวนมากที่เกิดมาร่วมสมัย…

ดังข้อความในบันทึกเบื้องหลังการสร้างสุสานนครแห่งความตายแห่งนี้ว่า “…ได้มีการฝังบรรดานางสนมกำนัลและข้าราชบริพาร นายช่าง นายสถาปนิก ไว้ภายในสุสานนั้น โดยไม่มีผู้ใดสามารถเล็ดลอดออกมาได้สักผู้เดียว ภายหลังจากเสร็จพิธีการฝังพระศพของจิ๋นซีฮ่องเต้แล้ว ผู้รับผิดชอบก็ปกคลุมสุสานขนาดใหญ่นั้น ด้วยเนินดินและปลูกหญ้าจนดูประดุจภูเขาลูกหนึ่ง… ข้อความดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในบันทึกของซือหม่าเซียน ที่ให้เกิดความสะเทือนใจต่อสังคมของมนุษยชาติที่มีคุณธรรม โดยเฉพาะการได้รับรู้ความจริงว่า เบื้องหลังแห่งอาณาจักรสุสานที่ยิ่งใหญ่จนได้รับการยกขึ้นเป็นมรดกโลก เมื่อพ.ศ. ๒๕๓๐ แห่งนี้ มีเบื้องหลังที่น่าสังเวชใจ เมื่อมีชีวิตของมวลมนุษย์จำนวนมากที่ถูกพรากตามไปด้วยความเชื่อในเรื่องการสร้างอาณาจักรในภพหน้าของบุคคลท่านหนึ่งที่ชาวโลกรู้จักในนามจิ๋นซีฮ่องเต้ ที่พยายามสานจินตนาการตามความเชื่อดังกล่าว จึงเกณฑ์แรงงานจำนวนมากมากหลายแสนคน (ว่ากันตามบันทึกมากกว่า ๗ แสนคน) เพื่อก่อสร้างสุสานประจำพระองค์…

อะไร คือเหตุผลที่นำมาสู่ความเชื่อในการสร้างอาณาจักรในภพหน้า… หรือด้วยความเชื่ออันใดจึงทำให้เกิดการสร้างอาณาจักรกองทัพดินเผาในสุสานแห่งความตายของจิ๋นซีฮ่องเต้ เพื่อการได้เสวยฐานะจอมกษัตริย์อันยิ่งใหญ่ สืบเนื่องเหนือหมู่ชนในอนาคตหลังการสิ้นพระชนม์ (ตาย) จนนำไปสู่การสร้างอาณาจักรในมิติการจินตนาการ ให้ปรากฏดังหลักฐานเป็นรูปธรรม ณ เชิงเขาลี่ซาน… และที่น่าสนใจศึกษาคงจะได้แก่ วิถีแห่งจิต ของจักรพรรดิที่ชาวโลกส่วนหนึ่งให้ความชื่นชม ด้วยทึ่งในผลงานมหาอมตะ ที่ยากต่อการคิดทำของบุคคลโดยทั่วไป… ดังนั้น คำถามที่ว่าอะไรทำให้เป็นไปเช่นนั้น… หรือด้วยความคิด… ความเชื่ออันใด จึงทำให้เกิดการกระทำก่อสร้างอาณาจักรสุสานแห่งความตายขึ้น จึงเป็นสิ่งที่ควรศึกษาสำหรับสาธุชนผู้ให้ความเคารพธรรม… ซึ่งควรแยกให้ออกระหว่างความยิ่งใหญ่ของโลกกับความเป็นจริงของธรรม โดยการควรคำนึงให้เข้าถึงคุณค่าแท้ ที่ต้องไม่ขัดแย้งกับคุณธรรม เพื่อความเห็นความเข้าใจที่ถูกต้อง เป็นสัมมาทิฏฐิตามวิถีพุทธ…

อ่านต่อฉบับวันจันทร์

 

พุทธศาสน์…วัฒนธรรมทางจิตวิญญาณที่ผันแปร ในปากมังกร!? (ตอน ๓) 2012/05/22

พุทธศาสน์…วัฒนธรรมทางจิตวิญญาณที่ผันแปร ในปากมังกร!? (ตอน ๓)

  • 17 พฤษภาคม 2555 เวลา 06:48 น.

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เหลือแต่เพียงร่องรอยสัญลักษณ์ของเครื่องหมายพระพุทธศาสนาผสมผสานกับวิธีการที่แสดงออกเชิงความหมายว่า นี่คือศาสนกิจอันสืบเนื่องกันมาในรูปแบบพิธีการที่ปราศจากศาสนธรรมที่ถูกต้องจนพุทธศาสนายุคใหม่กลายร่างเดินตามรอยลัทธิมหาพิธีการเจ้าบวงสรวงสักการะ เพื่อหวังพึ่งพาอำนาจภายนอกโดยปฏิเสธแก่นแท้แห่งพระพุทธศาสนา ที่มุ่งเน้นให้มีตนเป็นที่พึ่ง โดยการพัฒนาตนให้มีศักยภาพที่สามารถพึ่งพาได้ ด้วยอำนาจแห่งพระธรรมคำสั่งสอนที่วางแนวปฏิบัติ เพื่อพัฒนาคุณภาพของมนุษย์ให้สามารถก้าวย่างเหนือสัตว์ทั้งปวงได้ ไม่เว้นแม้แต่เทวดา อินทร์ พรหม ยมยักษ์คนธรรพ์ นาคราช มาร อสูรทั้งหลาย..

จึงไม่ต้องกล่าวถึงปลาไหลเผือก ตุ๊กแกสองหาง จิ้งจกสองหัว ต้นกล้วยวิเศษ ต้นตะเคียนพันปี… ความผันแปรผิดเพี้ยนในความเข้าใจหลักพระธรรมวินัยในพระพุทธศาสนา จึงแปรผลสู่วัฒนธรรมประเพณี ทางจิตวิญญาณของมวลมนุษยชาติในสังคมนั้นๆ โดยเฉพาะความคลาดเคลื่อนในความเข้าใจในเรื่องกฎแห่งกรรม… ที่เริ่มกลับมาสับสนอลเวงกันอีกครั้งหนึ่ง เมื่อมีการสอนเรื่องกรรมในแนววิถีของพราหมณ์ หรือตามลัทธิความเชื่อในเรื่องกรรมของศาสนาเจ้าลัทธิอื่นๆ ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับกรรมคติในพระพุทธศาสนา ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสแสดงเรื่องกรรมเก่า กรรมใหม่ ความดับกรรม และทางดับกรรม ไว้อย่างชัดแจ้ง ดังที่ทรงตรัสไว้ว่า…

“กรรมเก่า คืออะไร? จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย มโน นี้ชื่อว่ากรรมเก่า

อะไรชื่อว่ากรรมใหม่? การกระทำที่เรากระทำอยู่ในบัดนี้ เรียกว่า กรรมใหม่ (กรรมปัจจุบัน)

อะไรคือความดับกรรม? บุคคลสัมผัสวิมุตติ เพราะความดับแห่งกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม นั้นชื่อว่า ความดับกรรม

อะไรเป็นทางดับกรรม? มรรคมีองค์ธรรม ๘ ประการอันประเสริฐ คือ สัมมาทิฏฐิ เป็นต้น สัมมาสมาธิ เป็นปริโยสาน นี้เรียกว่า ทางดับกรรม”

พระพุทธพจน์ดังกล่าว เป็นการแสดงให้เห็นแนวการสอนเพื่อเข้าใจ-เข้าถึง-รู้จริง ในเรื่องของหลักกรรม อันนำไปสู่กรรมคติในพระพุทธศาสนา ที่ปฏิเสธความเชื่อเรื่องลัทธิกรรมเก่า ซึ่งมหาชนมักจะชอบกล่าวว่า สุขทุกข์ใดๆ ที่ปรากฏในปัจจุบัน เพราะกรรมเก่าที่ทำมาจากในอดีตเพียงส่วนเดียว… จึงมีการสอนลัทธิวิธีแก้กรรมเก่ากันเกิดขึ้น เพื่อให้สิ้นไปจากความทุกข์ โศกเศร้า เสียใจ และให้มีทัศนคติในเรื่องของกรรมเป็นเชิงลบส่วนเดียว ซึ่งนำมาสู่การบวงสรวงบูชายัญ เอาใจเทพเจ้าเฝ้าคร่ำครวญภาวนา สวดมนต์เรียกหาความเห็นใจ จึงต้องเอาใจติดสินบนจ่ายเงินทองแก่เจ้าพิธีกรรมทั้งหลาย ที่สามารถช่วยทำให้ตนเองหมดสิ้นกรรมเก่าที่มีแต่โศกโรคภัยไปได้… เรื่องดังกล่าวแพร่หลายกันมากในเขตพุทธฯ มหายาน และลุกลามสู่พุทธฯ เถรวาทบ้านเรา…

จนน่านำมาศึกษา เมื่อมองเห็นความจริงดังกล่าวปรากฏทั่วแผ่นดินในปัจจุบัน จนต้องย้อนกลับมาถามใจตนเองว่า เราประพฤติผิด หรือเขาประพฤติถูก!? และอะไรคือถูก…ผิด!? ตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนา เดี๋ยวคงจะกล่าวกันต่อไป ขอพักปากกาเพื่อเดินทางเข้าไปพิจารณาสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ ณ ภูเขาฉินหลิง แหล่งอารยธรรมที่ควรศึกษาในวิถีความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม ตามแบบฉบับของมังกรว่าใช่หรือคือแนวคติในพระพุทธศาสนา…ที่สำคัญอันควรนำมาเป็นกรณีศึกษา ได้แก่ ความเชื่ออันใดที่นำมาสู่ปริศนาธรรมตามแนววิถีจิตของจักรพรรดิจิ๋นซี…

อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้

 

พุทธศาสน์…วัฒนธรรมทางจิตวิญญาณที่ผันแปร ในปากมังกร!? (ตอน ๓) 2012/05/22

พุทธศาสน์…วัฒนธรรมทางจิตวิญญาณที่ผันแปร ในปากมังกร!? (ตอน ๓)

  • 16 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:24 น.

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เช่นเดียวกับที่เมืองซีอาน ตั้งแต่เหยียบย่างลงสนามบินไป่หยุน (เมฆขาว) อากาศเย็นสบายกว่าแถบกว่างโจว ซึ่งถือว่าเมืองซีอานแห่งนี้แหละเป็นต้นทางสายไหม เชื่อมสู่ชมพูทวีป ตะวันออกกลาง และยุโรปอย่างแท้จริง ดังเรื่องราวการเดินทางของพระถังซัมจั๋ง ซึ่งเดินทางไปจากเมืองซีอานแห่งนี้ในสมัยราชวงศ์ถัง เพื่อไปคัดลอกคัมภีร์พระไตรปิฎกจากชมพูทวีป นำกลับมาสู่แผ่นดินมังกร จนกลายเป็นตำนานเส้นทางของพระพุทธศาสนามหายาน ที่น่าสนใจศึกษาเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการเข้าสู่สมัยความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาในแผ่นดินจีนที่สืบเนื่องต่อมาหลายร้อยปี

ก่อนจะพบกับภัยคุกคามที่เกิดจากความผันแปรทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ที่กระทบต่อศาสนา ในรูปวัฒนธรรมทางจิตวิญญาณของชาวจีนโพ้นทะเล… จนในที่สุดแห่งปัจจุบัน เราจึงเห็นพุทธศาสนาเป็นไปในเชิงสัญลักษณ์บนแผ่นดินมังกร… ดุจดังหลายๆ ประเทศที่เคยมีพระพุทธศาสนาประดิษฐานอย่างมั่นคง ปฏิบัติซื่อตรงตามคำสั่งสอน จนจวบสมัยเข้าสู่ยุคความเสื่อมถอยจากพระธรรมวินัยให้ผันแปรจากสัตถุศาสตร์ จนกลายร่างแปลงสภาพเป็นเพียงวัตถุศาสตร์… และเหลือแต่เพียงร่องรอยสัญลักษณ์ของเครื่องหมายพระพุทธศาสนา

ผสมผสานกับวิธีการที่แสดงออกเชิงความหมายว่า นี่คือศาสนกิจอันสืบเนื่องกันมา ในรูปแบบพิธีการที่ปราศจากศาสนธรรมที่ถูกต้อง จนพุทธศาสนายุคใหม่กลายร่างเดินตามรอยลัทธิมหาพิธีการเจ้าบวงสรวงสักการะ เพื่อหวังพึ่งพาอำนาจภายนอกโดยปฏิเสธแก่นแท้แห่งพระพุทธศาสนา ที่มุ่งเน้นให้มีตนเป็นที่พึ่ง โดยการพัฒนาตนให้มีศักยภาพที่สามารถพึ่งพาได้ ด้วยอำนาจแห่งพระธรรมคำสั่งสอนที่วางแนวปฏิบัติ เพื่อพัฒนาคุณภาพของมนุษย์ ให้สามารถก้าวย่างเหนือสัตว์ทั้งปวงได้ ไม่เว้นแม้แต่เทวดา อินทร์ พรหม ยมยักษ์ คนธรรพ์ นาคราช มาร อสูรทั้งหลาย…

อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้

 

พุทธศาสน์…วัฒนธรรมทางจิตวิญญาณที่ผันแปรในปากมังกร!? (๒) 2012/05/15

พุทธศาสน์…วัฒนธรรมทางจิตวิญญาณที่ผันแปรในปากมังกร!? (๒)

  • 15 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:55 น.

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

อาตมาได้เข้าพัก ณ วัดต้าฉิงซ่าน (XingShan) ด้วยการประสานงานของพระสงฆ์จากวัดเส้าหลิน จึงได้รับการต้อนรับจากเจ้าอาวาสและพระสงฆ์วัดฉิงซ่าน ที่ตั้งอยู่กลางเมืองซีอานอย่างดียิ่ง แม้จะเพิ่งพบปะกันเป็นครั้งแรก โดยผู้ประสานงานจากวัดเส้าหลินได้สาธยายเรื่องราวต่างๆ ของอาตมาที่มาประกอบศาสนกิจเจริญภาวนาโดยเฉพาะในหุบเขาซงซาน ให้พระสงฆ์จีนวัดฉิงซ่านฟัง ซึ่งเมื่อรู้ว่าอาตมาเป็นพระปฏิบัติ จึงได้ขอนิมนต์ในโอกาสต่อไป เพื่อการเจริญภาวนา ณ ภูเขาจุงหนานซ้าน ที่มีพระสงฆ์จีนจำนวนหลายร้อยรูปเจริญภาวนากันอยู่… อาตมาได้ให้ความสนใจในสถานที่ดังกล่าวและรับว่าโอกาสหน้าจะไปเยือน

จริงๆ แล้วเรื่องพุทธศาสนาในประเทศจีนเป็นเรื่องที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อสืบสาวราวเรื่องมาจากสมัยปรมาจารย์ตั๊กม้อ วางรากฐานการเจริญภาวนา ณ หุบเขาซงซาน จนเป็นที่มาของการก่อตั้งศาสนาพุทธนิกายเซน หรือธยาน หรือฌานขึ้นในครั้งนั้น ซึ่งต่อมาผสมผสานกับการเคลื่อนไหวบริหารร่างกาย เพื่อการสร้างความสมดุล จึงกลายเป็นการฝึกวิชากำลังภายในตามแนววิถีของท่านปรมาจารย์ตั๊กม้อ ที่กล่าวกันว่าเคยเจริญภาวนาอยู่ในถ้ำบนภูเขาซงซานถึง ๙ ปี ปัจจุบันมีรูปปั้นของท่านอยู่ ว่ากันว่าท่านนั่งภาวนาจนเงาร่างฉายลงเป็นรูปรอยติดบนแผ่นหินผนังถ้ำ ซึ่งปัจจุบันได้แกะเอาแผ่นหินส่วนดังกล่าวไปไว้ที่วัดเส้าหลิน…. อาตมาเคยได้มีโอกาสเข้าไปดูแผ่นหินดังกล่าว ปรากฏมีร่องรอยเป็นรูปร่างทอดทับอยู่จริงๆ แต่ไม่มีรายละเอียดแสดงถึงหลักฐานว่าทำไม เมื่อไหร่ หรือเพราะอะไร จึงได้แกะเอาแผ่นศิลาดังกล่าวลงมา และใครเป็นผู้กระทำสมัยเจ้าอาวาสรูปไหน จึงไม่ค่อยมั่นใจนัก อาตมาเคยไปเจริญภาวนาอยู่ ๙ คืน ในถ้ำดังกล่าวนี้ ซึ่งมีตำแหน่งตั้งอยู่บนยอดภูเขาสูงชันมาก เป็นสถานที่ออกกำลังขา วิ่งขึ้นลงของพวกฝึกกังฟู กลางคืนอากาศหนาวพอสมควร เหมาะแก่การภาวนาเป็นอย่างยิ่ง

(อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้)

 

พุทธศาสน์…วัฒนธรรมทางจิตวิญญาณที่ผันแปรในปากมังกร!? (๑) 2012/05/15

พุทธศาสน์…วัฒนธรรมทางจิตวิญญาณที่ผันแปรในปากมังกร!? (๑)

  • 14 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:20 น.

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

ปุจฉา :

ขออาราธนาเล่าเรื่องพระพุทธศาสนาในประเทศจีนให้ได้รับทราบถึงความเป็นไปในปัจจุบัน… เพราะทราบว่าพระอาจารย์ได้มีกำหนดเดินทางไปปฏิบัติธรรมที่หุบเขาซงซานประจำปี เพื่อคณะศรัทธาจะได้รับความรู้ และร่วมอนุโมทนากับการไปประกอบศาสนกิจ

วิสัชนา :

ขอเจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ในห้วงระหว่างวันที่ ๑๒๒๑ พ.ค. ๒๕๕๕ อาตมาได้จาริกสู่ประเทศจีนเพื่อปฏิบัติธรรม ในหุบเขาซงซานแห่งวัดเส้าหลิน ตามตารางการปฏิบัติกิจประจำปี นับเป็นปีที่ ๓ (ครั้งที่ ๔) โดยเข้าพักในวัดเส้าหลิน ซึ่งคุ้นเคยกันมากขึ้น ทั้งเจ้าอาวาสและพระลูกวัด เมื่ออาตมามีโอกาสได้ปุจฉาวิสัชนาธรรม กับคณะสงฆ์จีนในปีที่ผ่านมา จนนำไปสู่การสอนปฏิบัติเจริญภาวนาแก่พระสงฆ์จีน ทั้งที่ประเทศจีน และหลายรูปติดตามมาเรียนกรรมฐาน ศึกษาพระธรรมวินัยที่วัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย จ.ลำพูน

สำหรับในปีนี้ อาตมากำหนดเยือนแดนมังกรเพื่อเจริญภาวนาแผ่เมตตาไปในสถานที่ต่างๆ ก่อนจะเข้าสู่เขาซงซานตามเป้าหมาย โดยที่หมายแรก คือ เมืองซีอาน (Xi’an) ซึ่งแปลว่า เมืองที่สงบปลอดภัยทางทิศตะวันตก อดีตของเมืองนี้เคยเป็นที่ตั้งของราชธานียาวนานถึง ๑๓ ราชวงศ์ มีชื่อดั้งเดิมว่า เมืองเฉียนหยาง ด้วยความเป็นศูนย์กลางของอารยธรรมจีนสืบเนื่องมายาวนาน เมืองซีอานในปัจจุบันจึงได้ประโยชน์จากการขายวัฒนธรรมท่องเที่ยว โดยเฉพาะสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ที่ภูเขาฉินหลิง ที่ยังคงท้าทายความรู้ความสามารถของคนในยุคปัจจุบัน ว่าจะสามารถแค่ไหนในการรื้อค้นเจาะหาแหล่งอารยธรรม ขุมทรัพย์ทางปัญญาในภูเขาลูกดังกล่าวนี้ ที่ถูกปกคลุมไว้ด้วยสารปรอทมายาวนาน

(อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้)

 

ความงามของพระสรีระ (1) 2012/05/15

ความงามของพระสรีระ (1)

  • 13 พฤษภาคม 2555 เวลา 14:09 น.

โดย…คุณสลิต

การเป็นพระพุทธเจ้านั้น ไม่ได้เป็นกันได้โดยง่าย ต้องบำเพ็ญบารมีถึง 4 อสงไขยแสนกัป (สำหรับพระพุทธเจ้าที่เป็นปัญญาธิกะ หากเป็นสัททาธิกะ หรือวิริยาธิกะต้องบำเพ็ญบารมีนานยิ่งกว่านั้น) นั่นคือ นับจากตั้งความปรารถนาทั้งด้วยกายและด้วยใจ และได้รับพุทธพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งแล้ว จึงไม่แปลกที่ในพระชาติสุดท้ายที่จะมาตรัสรู้และปรินิพพาน พระพุทธองค์จะทรงมีความงามพร้อมในรูปลักษณ์ในพระสรีระอย่างยิ่ง โดยทั่วไปเราก็จะได้ทราบกันว่า พระพุทธเจ้ามีมหาปุริสลักษณะ 32 ประการ ซึ่งเป็นว่าเป็นลักษณะของมหาบุรุษ ซึ่งมีคติ 2 แน่นอน คือ หากอยู่ครองเรือนไม่ออกบวช จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ หากออกบวชจะได้สำเร็จเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

เท่านั้นยังไม่พอ ยังทรงมีความเพียบพร้อมสมบูรณ์ในอนุพยัญชนะ 80 คือ ลักษณะปลีกย่อย ในรายละเอียดอีกถึง 80 ประการ ซึ่ง MQ ขอนำมาแสดงไว้ ความงามของพระสรีระเหล่านี้เป็นเพราะผลของบุญบารีมีอันพระพุทธเจ้าทรงสั่งสมไว้จนเต็มพร้อมบริบูรณ์

อนุพยัญชนะ 80 ประการ (ซึ่งธัมมานุกรม คบธรรม ได้รวบรวมไว้ จากปฐมสมโพธิกถา) ได้แก่

1.มีนิ้วพระหัตถ์และนิ้วพระบาทเหลืองงาม

2.นิ้วพระหัตถ์และนิ้วพระบาทเรียวออกไป โดยลำดับตั้งแต่ต้นจนปลาย

3.นิ้วพระหัตถ์และนิ้วพระบาทสมดุลดุจนายช่างกลึงเป็นอันดี

4.พระนขา (เล็บ) ทั้ง 20 มีสีอันแดง

5.พระนขาทั้ง 20 นั้น งอนงามช้อนขึ้นเบื้องบนไม่ค้อมลงเบื้องต่ำ ดุจเล็บแห่งสามัญชนทั้งปวง

6.พระนขานั้นมีพรรณอันเกลี้ยงกลมสนิทมิได้มีริ้วรอย

7.ข้อพระหัตถ์และข้อพระบาทซ่อนอยู่ในพระมังสะมิได้สูงปรากฏออกมาภายนอก

8.พระบาททั้งสองเสมอกันมิได้ใหญ่กว่ากันมาตรว่าเท่าเมล็ดงา

9.พระดำเนินงามดุจอาการดำเนินแห่งกุญชรชาติ

10.พระดำเนินงามดุจสีหราช

11.พระดำเนินงามดุจดำเนินแห่งหงส์

12.พระดำเนินงามดุจอุสุภราช (โคเผือกพาหนะของเทพเจ้า) ดำเนิน

13.ขณะเมื่อจะย่างดำเนินนั้น ยกพระบาทเบื้องขวาย่างไปก่อน พระกายเยื้องไปข้างเบื้องขวาก่อน

14.พระชานุ (เข่า) มณฑลเกลี้ยงกลมงามบริบูรณ์ มิได้เห็นอัฐฐิสะบ้าปรากฏออกมาภายนอก

15.มีบุรุษพยัญชนะบริบูรณ์ คือ มิได้มีกิริยามารยาทคล้ายสตรี

16.พระนาภี (สะดือ) มิได้บกพร่องกลมงามมิได้วิกลในที่ใดที่หนึ่ง

17.พระอุทร (ท้อง) มีสัณฐานอันลึก

18.ภายในพระอุทรมีรอยเวียนเป็นทักขิณาวัฏ

19.ลำพระเพลา (ตัก ขา) ทั้งสองกลมงามดุจลำสุวรรณกัททลี (ลำต้นกล้วยสีทอง)

20.ลำพระกรทั้งสองงาม ดุจงวงเอราวัณเทพหัตถี

21.พระองคาพยพใหญ่น้อย (ส่วนใหญ่น้อยแห่งร่างกาย อวัยวะน้อยใหญ่) ทั้งปวง จำแนกได้เป็นอันดีงามพร้อมทุกสิ่ง หาที่ตำหนิบ่มิได้

22.พระมังสะที่ควรจะหนาก็หนา ที่ควรจะบางก็บาง ตามที่พร้อมทั่วทั้งพระสรีระกาย

23.พระมังสะมิได้หดหู่ในที่ใดที่หนึ่ง

24.พระสรีรกายทั้งปวง ปราศจากต่อมและไฝ ปาน มูลแมลงวันมิได้มีในที่ใดที่หนึ่ง

25.พระกายงามบริสุทธิ์พร้อมสมกันโดยลำดับทั้งเบื้องบนและเบื้องล่าง

26.พระกายงามบริสุทธิ์พร้อมสิ้นปราศจากมลทินทั้งปวง

27.ทรงพระกำลังมาก เสมอด้วยกำลังแห่งกุญชรชาติ ประมาณถึงโกฏิช้าง ถ้าจะประมาณด้วยกำลังบุรุษก็ได้ถึงแสนโกฏิบุรุษ

28.มีพระนาสิก (จมูก) อันสูง

29.สัณฐานพระนาสิกงามแฉล้ม

30.สีพระโอษฐ (ปาก ริมฝีปาก) เบื้องบน เบื้องต่ำ มิได้เข้าออก กว่ากัน เสมอกันเป็นอันดี มีพรรณแดงงามดุจสีผลตำลึงสุก

31.พระทนต์บริสุทธิ์ปราศจากมูลมลทิน

32.พระทนต์ขาวดุจสีสังข์

33.พระทนต์เกลี้ยงสนิท มิได้เป็นริ้วรอย

34.พระอินทรีย์ทั้งห้า มีจักขุนทรีย์ เป็นอาทิ บริสุทธิ์ทั้งสิ้น

35.พระเขี้ยวทั้งสี่กลมบริบูรณ์

36.ดวงพระพักตร์มีสัณฐานยาวสวย

37.พระปราง (แก้ม) ทั้งสองดูเปล่งงามเสมอกัน

38.ลายพระหัตถ์มีรอยอันลึก

39.ลายพระหัตถ์มีรอยอันยาว

40.ลายพระหัตถ์มีรอยอันตรง บ่มิได้ค้อมคด

41.ลายพระหัตถ์มีรอยอันแดงรุ่งเรือง

42.รัศมีพระกายอันโอภาสเป็นปริมณฑลโดยรอบ

43.กระพุ้งพระปรางทั้งสองเคร่งครัดบริบูรณ์

44.กระบอกพระเนตรกว้างและยาวงามพอสมกัน

45.ดวงพระเนตรประกอบด้วยเส้นปสาททั้ง 5 มีสีขาวเป็นอาทิ ผ่องใสบริสุทธิ์ทั้งสิ้น

46.ปลายเส้นพระโลมา (ขน) ทั้งหลายมิได้งอมิได้คด

47.พระชิวหา (ลิ้น) มีสัณฐานอันงดงาม

48.พระชิวหาอ่อนนุ่มมิได้กระด้างมีพรรณอันแดงเข้ม

49.พระกรรณ (หู) ทั้งสองมีสัณฐานอันยาวดุจกลีบปทุมชาติ

50.ช่องพระกรรณมีสัณฐานอันกลมงาม

บรรยายมาได้ถึง 50 ข้อ ก็หมดเนื้อที่ยังไม่ครบ 80 ประการ ขอยกไปต่ออาทิตย์หน้า…

 

พุทธมณฑลที่ระลึกงาน 25 พุทธทศวรรษ 2012/05/15

พุทธมณฑลที่ระลึกงาน 25 พุทธทศวรรษ

  • 13 พฤษภาคม 2555 เวลา 14:08 น.

โดย…สมาน สุตโต

พุทธมณฑล ตั้งอยู่ที่ 25/25 หมู่ 6 ถนนอุทยาน ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม เป็นสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนา มีเนื้อที่ 2,500 ไร่ สร้างขึ้นเพื่อฉลองกึ่งพุทธกาลเมื่อปี พ.ศ. 2500 มีพระพุทธรูปปางลีลาประจำพุทธมณฑล เรียกว่า พระศรีศากยะทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานนาม

วิสาขบูชาปีนี้ พุทธศาสนิกชนทั่วโลกจัดงานฉลอง 2,600 ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า แล้วเรียกชื่องานว่า พุทธชยันตี ทำให้ผมนึกย้อนบรรยากาศในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2500 ที่คนหนุ่มและผู้สูงอายุบวชพระถวายเป็นพุทธบูชากันมากมายนับสิบๆ คน ในวัดเล็กๆ ในชนบทที่ จ.สุพรรณบุรี ที่ผมบรรพชาเป็นสามเณร และเชื่อว่าคงเป็นแบบเดียวกันทั่วประเทศ

บรรยากาศในส่วนกลาง หรือที่ท้องสนามหลวงนั้น ผมไม่มีโอกาสมาเห็น นอกจากได้ฟังผู้ใหญ่เล่าให้ฟังว่า มีงานยิ่งใหญ่ พร้อมทั้งปลุกเสกเหรียญที่ระลึก 25 พุทธศตวรรษ เนื้อชิน และพระเนื้อผงเกสรจำหน่ายให้แก่ประชาชนองค์ละ 1 บาท (แต่ข้อมูลในหนังสือว่าองค์ละ 10 บาท)

เมื่ออ่านข้อมูลล่าสุดพบว่า รัฐบาลสมัยนั้นจัดงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ ที่สนามหลวง 7 วัน 7 คืน ตั้งแต่วันที่ 12-18 พ.ค. 2500

ส่วนความคิดสร้างพุทธมณฑลนั้นมีมาตั้งปี พ.ศ. 2487 สมัยที่ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี โดยท่านจอมพล ป. ดำริสร้างสองอย่างพร้อมๆ กัน คือสร้างเมืองหลวงใหม่ที่ จ.เพชรบูรณ์ และพุทธบุรีมณฑลที่ จ.สระบุรี

แผนการสร้างเมืองหลวงที่ จ.เพชรบูรณ์ มาพร้อมกับสร้างฐานทัพเพื่อเตรียมสู้รบกับญี่ปุ่น แต่อ้างกับญี่ปุ่น (ที่ยึดครองเมืองไทย) ว่าเพื่อหลบภัยทางอากาศที่พันธมิตรนำโดยสหรัฐอเมริกาและอังกฤษทิ้งระเบิดกรุงเทพฯ จนเป็นที่ที่ไม่มีความปลอดภัย

ในขณะเดียวกัน ได้เสนอสร้างพุทธบุรีมณฑลที่ จ.สระบุรี เพื่อเป็นนครศักดิ์สิทธิ์แห่งพระพุทธศาสนา เป็นแหล่งกลางการศึกษา เสาะค้นพระพุทธศาสนา และการปฏิบัติศาสนธรรม เป็นที่รวบรวมโบราณวัตถุที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา เป็นที่ตั้งการบริหารพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ และเป็นนิวาสมณฑลแห่งพุทธมามกชนโดยเฉพาะ

ในการดำเนินการนั้น รัฐบาลจอมพล ป. เสนอเป็นพระราชกำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาอนุมัติ แต่สู้เสียงฝ่ายค้านไม่ได้ เพราะฝ่ายค้านว่าควรเสนอเป็นพระราชบัญญัติ ไม่ใช่พระราชกำหนดที่เป็นวาระเร่งด่วน

เมื่อรัฐบาลแพ้โหวต จอมพล ป. เป็นนักประชาธิปไตยเต็มตัว ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2487 ไปอยู่กระท่อมปลายนาแถวลำลูกกา จ.ปทุมธานี แต่หลังจากนั้นบุญส่งให้ จอมพล ป. กลับมามีอำนาจอีกครั้ง นับแต่ปี พ.ศ. 2491

ขณะที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีระยะหลังท่านมองการณ์ไกล ในปี พ.ศ. 2495 จึงให้กระทรวงวัฒนธรรมรื้อฟื้นโครงการพุทธบุรีมณฑลเพื่อเตรียมการฉลอง 25 พุทธศตวรรษ ปี พ.ศ. 2500 แต่เปลี่ยนเป็นพุทธมณฑล เปลี่ยนที่จัดสร้างเป็นย่านนครปฐม หรือที่ตั้งในปัจจุบัน ซึ่งแต่เดิมอยู่ในท้องที่ อ.สามพราน และนครไชยศรี (ปัจจุบันเป็น อ.พุทธมณฑล)

พื้นที่ตั้งพุทธมณฑลมีทั้งสิ้น 2,500 ไร่ กว้างยาวด้านละ 2 กิโลเมตร รวมเบ็ดเสร็จ 4 ตารางกิโลเมตร

พระพรหมเมธี (จำนงค์) กรรมการมหาเถรสมาคม และเป็นกรรมการสร้างพุทธมณฑล โดยพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช (วาสน์) เล่าว่า อาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ ที่ปรึกษาด้านศาสนาของจอมพล ป. และรับราชการที่กระทรวงวัฒนธรรม เคยบอกกับท่านว่า จอมพล ป. ต้องการสร้างพระพุทธรูปที่พุทธมณฑลให้สูงใหญ่ (สูงประมาณ 2,500 นิ้ว) สามารถมองเห็นได้จากท่าราชวรดิฐ ทั้งนี้ตามแผนงานนั้นจะสร้างถนนสายตรงจากพุทธมณฑลถึงพระนคร โดยสองฟากถนนจะปลูกต้นราชพฤกษ์และต้นไม้สำคัญที่เกี่ยวข้องกับพุทธประวัติ แต่โครงการนี้ถูกเปลี่ยน พระพุทธรูปปางลีลาขนาดเล็กลง ถนนสายตรงก็ไม่ได้สร้าง ต้นไม้ก็ไม่ได้ปลูก

อย่างไรก็ตาม งานอื่นๆ ทุกอย่างเดินหน้าจนถึงวันที่ 29 ก.ค. 2498 รัฐบาลจึงได้กราบบังคมทูลเชิญ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปทรงประกอบรัฐพิธีก่อฤกษ์พุทธมณฑล ณ บริเวณที่จะก่อสร้างพระพุทธรูปประธานพุทธมณฑล ณ สถานที่ซึ่งต่อมาเป็น อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม

ผ่านไป 21 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 25002521 การดำเนินการพุทธมณฑลไม่มีความคืบหน้า พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมนันทน์ นายกรัฐมนตรีในครั้งนั้น สั่งให้เดินหน้า โดยลดขนาดพระพุทธรูปที่ออกแบบโดย ศ.ศิลป์ พีระศรี เหลือ 2,500 กระเบียด หรือ 15.875 เมตร สาโรช จารักษ์ เป็นหัวหน้าคณะประติมากร สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2525 คราวสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี

ศาสนสถานและวัตถุ

สัญลักษณ์ ศาสนสถาน และวัตถุที่สร้างที่พุทธมณฑล ได้แก่ ธรรมจักรบริเวณส่วนสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ตำหนักสมเด็จพระสังฆราช เป็นลักษณะสถาปัตยกรรมประยุกต์ สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2524

ที่พักสงฆ์อาคันตุกะ อยู่ตรงข้ามกับตำหนักสมเด็จพระสังฆราช มีลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ 2 ชั้น สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2526

หอประชุม อาคารแบบสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ 2 ชั้น ชั้นล่างเป็นสำนักงานพุทธมณฑล สร้างเสร็จปี พ.ศ. 2529

หอกลอง สร้างขึ้นเพื่อประดิษฐานกลองชัยขนาดใหญ่ ตัวกลองทำด้วยไม้ขนุนและหนังควายเผือก เส้นผ่าศูนย์กลางมีขนาด 1.60 เมตร ผู้จัดทำกลองคือ พระพิชัย ธรรมจาโร วัดบัลลังก์ศิลาอาสน์ อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ เมื่อปี พ.ศ. 2526

สำนักงานพุทธมณฑล สร้างเสร็จปี พ.ศ. 2525 อาคารประชาสัมพันธ์ สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2525

ศาลาราย สร้างตามแนวทางเท้าวงกลมรอบองค์พระประธาน มีทั้งหมด 20 หลัง ด้านข้างโปร่ง

ศาลาปฏิบัติกรรมฐาน เป็นอาคารเพื่อใช้ปฏิบัติกรรมฐาน อยู่บริเวณสวนเวฬุวัน เป็นรูป 6 เหลี่ยม เชื่อมติดต่อกันทั้งหมด 8 หลัง

พิพิธภัณฑ์พระพุทธศาสนา อาคารทรงไทย เป็นรูปกลมวงแหวนด้านนอก แบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกแสดงโบราณวัตถุต่างๆ ส่วนที่ 2 จัดนิทรรศการและการบรรยาย ส่วนที่ 3 ส่วนบริการ สุขา ห้องน้ำ

หอสมุดพระพุทธศาสนามหาสิรินาถ (นามพระราชทานจาก สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ) ห้องอ่านหนังสือจุได้ 500 คน มีหนังสือประมาณ 5 แสนเล่ม เก็บหนังสือบนเพดานได้อีก 1 ล้านเล่ม วัดปากน้ำและสมาคมศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำบริจาคเงินค่าก่อสร้างทั้งหมดประมาณ 250 ล้านบาท เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ

มหาวิหารประดิษฐานพระไตรปิฎกหินอ่อน สถาปัตยกรรมไทยรูปทรงจตุรมุข มีพระเจดีย์ 9 ยอด ประดิษฐานในท่ามกลาง และเป็นที่จารึกพระไตรปิฎกหินอ่อน ขนาด 1.10×2.00 เมตร จำนวน 1,418 แผ่น มีภาพวาดพระพุทธประวัติอยู่ด้านบนโดยรอบ เริ่มสร้างปี พ.ศ. 2532 แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2541

ถนนที่อยู่ในโครงการพุทธมณฑลถนนพุทธมณฑลสายต่างๆ เป็นถนนที่แยกย่อยออกไปจากถนนเพชรเกษมในทางทิศเหนือ ตัดผ่านถนนปิ่นเกล้านครชัยศรี (ขณะที่มีโครงการพุทธมณฑลยังไม่มีถนนดังกล่าว) ไปสิ้นสุดก่อนถึงทางรถไฟสายใต้

ถนนพุทธมณฑล สาย 1

ถนนพุทธมณฑล สาย 2

ถนนพุทธมณฑล สาย 3

ถนนพุทธมณฑล สาย 4

ถนนพุทธมณฑล สาย 5

ถนนพุทธมณฑล สาย 6

ถนนพุทธมณฑล สาย 7

ถนนพุทธมณฑล สาย 8

เมื่อเกิดมหาอุทกภัยปี พ.ศ. 2554 พื้นที่พุทธมณฑล 2,500 ไร่ ถูกน้ำท่วมขังอยู่ 2 เดือน ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ต้นไม้ อาคาร ระบบสาธารณูปโภค ถนน และอื่นๆ ที่อยู่ในพุทธมณฑลได้รับความเสียหายรุนแรงเท่าเทียมกันหมด เมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2555 สำนักงานพุทธมณฑลทำเรื่องขอตั้งกองทุนฟื้นฟูพุทธมณฑลให้มหาเถรสมาคมเห็นชอบ เพื่อเปิดรับเงินบริจาคจากประชาชนทั่วไป เพราะต้องใช้งบประมาณมาก แต่งบมีจำกัด

ขณะนี้ยังอยู่ในช่วงบูรณปฏิสังขรณ์ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ต่างๆ ทำให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งมีสำนักงานถาวรที่นั่น ต้องมาอาศัยที่ทำการกระทรวงวัฒนธรรมชั่วคราว แต่ถึงกระนั้นในงานฉลอง 2,600 ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า พุทธมณฑลก็เป็นสถานที่หนึ่งที่จัดงานฉลอง พร้อมกับหน่วยงานอื่นๆ ทั่วประเทศไทย

 

แวดวงสงฆ์ 2012/05/15

แวดวงสงฆ์

  • 13 พฤษภาคม 2555 เวลา 14:02 น.

โดย…ส.วรสุโต

สรุปการประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 10/2555 วันจันทร์ที่ 30 เม.ย. 2555

กำหนดพิธีเจริญพระพุทธมนต์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม จำนวน 8 ครั้ง ครั้งที่ 1 วันเสาร์ที่ 12 พ.ค. 2555 เวลา 16.00 น. ครั้งที่ 2 วันอังคารที่ 12 มิ.ย. 2555 เวลา 16.00 น. ครั้งที่ 3 วันพฤหัสบดีที่ 12 ก.ค. 2555 เวลา 16.00 น. ครั้งที่ 4 วันเสาร์ที่ 11 ส.ค. 2555 เวลา 16.00 น. ครั้งที่ 5 วันพุธที่ 5 ก.ย. 2555 เวลา 16.00 น. ครั้งที่ 6 วันศุกร์ที่ 5 ต.ค. 2555 เวลา 16.00 น. ครั้งที่ 7 วันจันทร์ที่ 5 พ.ย. 2555 เวลา 16.00 น. ครั้งที่ 8 วันอังคารที่ 4 ธ.ค. 2555 เวลา 16.00 น.

มส.อนุมัติให้คณะผู้แทนแม่กองธรรมสนามหลวงเดินทางไปเปิดสอบธรรมสนามหลวง ครั้งที่ 7/2554 ณ วัดไทยในประเทศอังกฤษ รวม 5 วัด จำนวน 17 รูป ระหว่างวันที่ 915 ม.ย. 2555 คือ

สนามสอบวัดพระธรรมกาย นครลอนดอน ประเทศอังกฤษ

1.สมเด็จพระธีรญาณมุนี วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร

2.พระราชวรเมธาจารย์ วัดโบสถ์ จ.ปทุมธานี

3.พระครูวินัยธร เทียนชัย ชยทีโป วัดนรนาถสุนทริการาม กรุงเทพมหานคร

4.พระมหาประจักษ์ เขมกาโม วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร

5.พระมหาปรีชา วฑฺฒนชโย วัดนรนาถสุนทริการาม กรุงเทพมหานคร

สนามสอบวัดพุทธปทีป นครลอนดอน ประเทศอังกฤษ

1.พระธรรมวราภรณ์ วัดเครือวัลย์ กรุงเทพมหานคร

2.พระพิศาลศาสนกิจ วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร จ.สุรินทร์

3.พระครูวิสุทธิสีลวัฒน์ วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพมหานคร

สนามสอบวัดพุทธวิหาร คิงส์บรอมลี เมืองคิงส์บรอมลี ประเทศอังกฤษ

1.พระพรหมเมธี วัดสัมพันธวงศาราม กรุงเทพมหานคร

2.พระเทพรัตนากร วัดพนัญเชิง จ.พระนครศรีอยุธยา

3.พระราชวรมุนี วัดสังเวชวิศยาราม กรุงเทพมหานคร

4.พระราชวิริยาลังการ วัดไร่ขิง จ.นครปฐม

สนามสอบวัดพระธรรมกาย เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ

1.พระธรรมภาวนาวิกรม วิ. วัดไตรมิตรวิทยาราม กรุงเทพมหานคร

2.พระชินวงศเวที วัดตรีทศเทพ กรุงเทพมหานคร

สนามสอบวัดธรรมปทีป เมืองเอดินบะระ ประเทศอังกฤษ

1.พระพรหมมุนี วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร

2.พระครูปลัดสุวัฒนพรหมจริยคุณ วัดสมานรัตนาราม จ.ฉะเชิงเทรา

3.พระมหาจินดา ฐานจินฺโต วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร

อนุมัติให้เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจ ณ วัดพระธรรมกายเบเนลักซ์ ประเทศเบลเยียม จำนวน 3 รูป ระหว่างวันที่ 1826 พ.ค. 2555 คือ

1.พระพรหมเมธี วัดสัมพันธวงศาราม กรุงเทพมหานคร

2.พระราชวินัยโสภณ (บุญส่ง สุขปฺปตฺโต) วัดล้านนาญาณสังวราราม จ.เชียงใหม่

3.พระมหาสิทธา สีลคุตฺโต วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี

4.พระพรหมดิลก วัดสามพระยา กรุงเทพมหานคร

5.พระครูสาครพิพัฒนาภรณ์ วัดหลักสี่ราษฎร์สโมสร จ.สมุทรสาคร

6.พระสาธร ปุญฺเญสิโก วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี

วันที่ 13 พ.ค. 2555 พระธรรมโกศาจารย์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย นิมนต์สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ คณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ประสาทปริญญาบัตรแด่ผู้จบการศึกษา ที่ห้องประชุม มวก. 48 พรรษา อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ผู้ที่รับปริญญาบัตรได้แก่ พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต รุ่นที่ 8 พุทธศาสตรมหาบัณฑิต รุ่นที่ 22 Master of Arts (International) Program Class X พุทธศาสตรบัณฑิตรุ่นที่ 57