- 28 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:06 น.
โดย…ชลลดา อิงศรีสว่าง
ความพยายามแก้ไขปัญหาค่าครองชีพของรัฐบาลยังดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง โดยพยายามที่จะตรึงราคาสินค้าให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ในที่สุดแล้วราคาสินค้าก็จะต้องปรับขึ้น เมื่อหมดช่วงโปรโมชันที่กระทรวงพาณิชย์ขอให้ผู้ประกอบการเอกชนชะลอการขึ้นราคาสินค้าออกไป 4 เดือน
ผลกระทบจากนโยบายขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท แบบหักดิบของรัฐบาลจะไม่หยุดอยู่เพียงแค่นี้ แต่จะทำให้อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งจะเห็นผลเป็นรูปธรรมจากการเลิกจ้างในช่วงปลายปี เนื่องจากค่าจ้างอัตราใหม่ได้ปรับขึ้นเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2555 ใน 7 จังหวัดนำร่อง ส่วนอีก 70 จังหวัดที่เหลือจะเริ่มขึ้นในวันที่ 1 ม.ค. 2556
เสียงร้องขอของผู้ประกอบการให้รัฐชะลอการขึ้นค่าจ้างจังหวัดที่เหลือไปก่อน ไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล เพราะขณะนี้ค่าครองชีพได้เพิ่มสูงขึ้นจนกู่ไม่กลับแล้วทั้งประเทศ ประชาชนที่ไม่ได้อยู่ในจังหวัดที่ได้รับการปรับค่าจ้างก็ต้องใช้สินค้าแพงเหมือนกัน การไม่ขึ้นค่าจ้างก็เท่ากับทำให้คนเหล่านั้นมีคุณภาพชีวิตต่ำลง
สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวมและการกระจายรายได้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ผู้ที่จะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากนโยบายนี้หนี้ไม่พ้นธุรกิจเอสเอ็มอีในพื้นที่ห่างไกลที่ปรับตัวไม่ได้จากการปรับค่าจ้าง
และเมื่อผู้ประกอบการแบกรับภาระไม่ไหว ทางออกอาจต้องย้ายฐานการผลิตไปประเทศที่ค่าแรงงานถูก เช่น กัมพูชา พม่า ลาว โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ใช้แรงงานเยอะ ก็จะเปลี่ยนไปใช้เครื่องจักรมากขึ้น ลดการใช้แรงงานคนลง
แรงงานที่ถูกเลิกจ้างจากธุรกิจปิดตัวลง กับนายจ้างย้ายฐานการผลิต จะเป็นส่วนหนึ่งที่มีปัญหา
แต่จะมีแรงงานใหม่ที่เพิ่งสำเร็จการศึกษาเข้าสู่ตลาดแรงงานปีละหลายแสนคน เมื่อรัฐกำหนดให้ผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีได้เงินเดือนแรกเข้าเดือนละ 1.5 หมื่นบาท นายจ้างอาจหันไปหาผู้ที่เรียนจบต่ำกว่าชั้นปริญญาตรี

เมื่อ 2 กลุ่มนี้มาผสมกัน จะเป็นเรื่องที่น่าปวดหัวของรัฐบาล เพราะถ้าอัตราการว่างงานเพิ่ม ก็หมายถึงเศรษฐกิจเริ่มถดถอย และจะสร้างปัญหาด้านสังคมและเศรษฐกิจคู่กันไป
สมชัย กล่าวว่า มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่แรงงานจบใหม่จะหางานทำได้ยากขึ้น เพราะนายจ้างคงชะลอการจ้างแรงงานใหม่ไปก่อน ดังนั้นภาครัฐต้องเตรียมแผนรองรับสภาพปัญหาการตกงานในอนาคตที่จะเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้
สัญญาณของการจ้างงานที่จะไม่เพิ่มขึ้น เห็นได้จากยอดจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทใหม่เดือน เม.ย. ลดลงครั้งแรกในรอบ 4 เดือน กระทรวงพาณิชย์ รายงานว่า การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทนิติบุคคลใหม่ในเดือน เม.ย. 2555 มีจำนวน 4,041 ราย แบ่งเป็นจัดตั้งในกรุงเทพฯ 1,540 ราย ส่วนภูมิภาค 2,501 ราย เมื่อเทียบกับเดือน เม.ย. 2554 ลดลง 1,057 ราย หรือลดลง 20% และเมื่อเทียบกับเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ลดลง 1,390 ราย หรือ 25%
ส่วนเงินทุนจดทะเบียนในเดือน เม.ย. มีจำนวน 14,105 ล้านบาท นิติบุคคลจดทะเบียนจัดตั้งสูงสุด 3 อันดับแรก คิดเป็น 19% ของการจดทะเบียนจัดตั้งทั้งหมด คือ ก่อสร้างอาคารทั่วไป จำนวน 397 ราย อสังหาริมทรัพย์ จำนวน 218 ราย บริการนันทนาการ จำนวน 155 ราย ส่วนภาคการผลิตไม่มีการจดทะเบียนเพิ่มในช่วงนี้
นอกจากนี้ ตัวเลขที่น่าสนใจอีกตัวหนึ่งที่ชี้วัดความน่าเป็นห่วงของแรงงาน คือ กระทรวงแรงงานรายงานการเตือนภัยด้านแรงงานไตรมาสแรกปี 2555 ระบุว่า จำนวนผู้ขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนกรณีว่างงานของกรมการจัดหางาน มีจำนวน 1.59 หมื่นคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 206% และตัวเลขผู้ประกันตนที่ได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน มีจำนวน 1.13 แสนคน เพิ่มขึ้น 38.63% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา
จากการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของการจ้างงานในระบบประกันสังคม จากข้อมูลผู้ประกันตนมาตรา 33 พบว่าแนวโน้มการจ้างงานในภาพรวมอยู่ในระดับเตือนภัยที่ต้องเฝ้าระวังในระยะเริ่มต้น โดยระยะเวลา 5 เดือนที่ผ่านมา อัตราการขยายตัวของผู้ประกันลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 2% ในเดือน พ.ย. 2554 เหลือ 1.1% ในเดือน ธ.ค. 2554 เหลือ 0.78% ในเดือน ม.ค. และเหลือ 0.46% ในเดือน ก.พ. และข้อมูลล่าสุดในเดือน มี.ค. อยู่ที่ 0.21%
ทางภาครัฐดูตัวเลขนี้อาจจะบอกว่ายังเล็กน้อย ไม่น่าตกใจ แต่ อาทิตย์ อิสโม อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ให้ข้อสังเกตว่า หากตัวเลขการเลิกจ้างเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% แสดงว่าน่าเป็นห่วง เพราะภาคธุรกิจได้รับผลกระทบจนเกิดการเลิกจ้างงาน
กระทรวงอุตสาหกรรมประมาณการว่าจะมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้รับผลกระทบไม่ต่ำกว่า 3 ล้านรายทั่วประเทศ แต่จนถึงป่านนี้มาตรการที่จะช่วยเหลือเอสเอ็มอี ที่รัฐบาลตั้งท่าว่าจะช่วยก็ยังไม่มีความชัดเจน
เรื่องช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอีนั้น กระทรวงการคลังจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาร่างพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ เพื่อให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น
หลักการของกฎหมายจะเพิ่มโอกาสในการใช้หลักประกันของเอสเอ็มอี เช่น สัญญาเช่า หรือสินค้าคงคลัง เพื่อใช้เป็นหลักประกันการกู้เงินจากสถาบันการเงิน รวมถึงการเพิ่มบทบาทของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ให้เข้ามาค้ำประกันสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอีได้มากขึ้น
น่าตกใจที่ปัจจุบันพบว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีถึง 1 ใน 3 ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้
และน่าตกใจว่า กว่าจะมีกฎหมายนี้ ซึ่งไม่รู้เมื่อจะเสร็จเมื่อไหร่ เอสเอ็มอีก็อาจจะทนไม่ไหวล้มหายตายจาก เลิกกิจการไปก่อนก็เป็นได้
ปัญหาการว่างงานจึงจะเป็นปัญหาในอนาคตที่รัฐบาลต้องเตรียมหาทางรับมือไว้ได้เลย และควรจะเริ่มคิดหาวิธีเสียตั้งแต่ตอนนี้ เพราะจากอาการทางเศรษฐกิจที่ดูแล้วยังไม่มีแนวโน้มที่จะขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพ โดยเฉพาะการส่งออก ที่ดูแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่คิด แม้จะไม่ถึงขั้นติดลบ แต่ก็จะเป็นตัวฉุดดึงเศรษฐกิจเช่นกัน
อันเป็นผลต่อเนื่องมาจากวิกฤตเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปและสหรัฐ ที่มีแนวโน้มลากยาวต่อไป
หากเศรษฐกิจไม่ขยายตัว การจ้างงานก็จะไม่เกิดขึ้น สิ่งที่รัฐบาลพยายามทำก็คือ การล้างท่อให้งบประมาณถูกเบิกจ่ายออกไปมากที่สุด พยายามที่จะกระตุ้นให้การลงทุนมีมากขึ้น และสร้างบรรยากาศให้ประชาชนใช้จ่ายเพื่อให้เกิดเงินหมุนเวียน
แต่ปัญหาเงินเฟ้อ ข้าวของแพงจากการขึ้นเงินค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท เป็นอุปสรรคลดทอนกำลังการใช้จ่ายของประชาชนลงไปมาก
ดูจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ ไม่ง่ายที่รัฐบาลจะรับมือการว่างงาน ทางแก้ไขก็คือ รัฐบาลจะกระตุ้นการลงทุนให้มากขึ้น ด้วยการใช้งบประมาณขาดดุลต่อไป และใช้นโยบายประชานิยมอย่างเข้มข้น
แต่การทำ 2 ทางนั้น ก็ไม่อาจการันตีได้ว่า จะช่วยลดจำนวนการว่างงานที่จะทยอยเพิ่มขึ้นอย่างสะสมไปเรื่อยๆ ได้



















