ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน ปุ๋ย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ว่างงาน สัญญาณร้ายเศรษฐกิจ 2012/05/28

ว่างงาน สัญญาณร้ายเศรษฐกิจ

  • 28 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:06 น.

โดย…ชลลดา อิงศรีสว่าง

ความพยายามแก้ไขปัญหาค่าครองชีพของรัฐบาลยังดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง โดยพยายามที่จะตรึงราคาสินค้าให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ในที่สุดแล้วราคาสินค้าก็จะต้องปรับขึ้น เมื่อหมดช่วงโปรโมชันที่กระทรวงพาณิชย์ขอให้ผู้ประกอบการเอกชนชะลอการขึ้นราคาสินค้าออกไป 4 เดือน

ผลกระทบจากนโยบายขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท แบบหักดิบของรัฐบาลจะไม่หยุดอยู่เพียงแค่นี้ แต่จะทำให้อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งจะเห็นผลเป็นรูปธรรมจากการเลิกจ้างในช่วงปลายปี เนื่องจากค่าจ้างอัตราใหม่ได้ปรับขึ้นเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2555 ใน 7 จังหวัดนำร่อง ส่วนอีก 70 จังหวัดที่เหลือจะเริ่มขึ้นในวันที่ 1 ม.ค. 2556

เสียงร้องขอของผู้ประกอบการให้รัฐชะลอการขึ้นค่าจ้างจังหวัดที่เหลือไปก่อน ไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล เพราะขณะนี้ค่าครองชีพได้เพิ่มสูงขึ้นจนกู่ไม่กลับแล้วทั้งประเทศ ประชาชนที่ไม่ได้อยู่ในจังหวัดที่ได้รับการปรับค่าจ้างก็ต้องใช้สินค้าแพงเหมือนกัน การไม่ขึ้นค่าจ้างก็เท่ากับทำให้คนเหล่านั้นมีคุณภาพชีวิตต่ำลง

สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวมและการกระจายรายได้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ผู้ที่จะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากนโยบายนี้หนี้ไม่พ้นธุรกิจเอสเอ็มอีในพื้นที่ห่างไกลที่ปรับตัวไม่ได้จากการปรับค่าจ้าง

และเมื่อผู้ประกอบการแบกรับภาระไม่ไหว ทางออกอาจต้องย้ายฐานการผลิตไปประเทศที่ค่าแรงงานถูก เช่น กัมพูชา พม่า ลาว โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ใช้แรงงานเยอะ ก็จะเปลี่ยนไปใช้เครื่องจักรมากขึ้น ลดการใช้แรงงานคนลง

แรงงานที่ถูกเลิกจ้างจากธุรกิจปิดตัวลง กับนายจ้างย้ายฐานการผลิต จะเป็นส่วนหนึ่งที่มีปัญหา

แต่จะมีแรงงานใหม่ที่เพิ่งสำเร็จการศึกษาเข้าสู่ตลาดแรงงานปีละหลายแสนคน เมื่อรัฐกำหนดให้ผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีได้เงินเดือนแรกเข้าเดือนละ 1.5 หมื่นบาท นายจ้างอาจหันไปหาผู้ที่เรียนจบต่ำกว่าชั้นปริญญาตรี

เมื่อ 2 กลุ่มนี้มาผสมกัน จะเป็นเรื่องที่น่าปวดหัวของรัฐบาล เพราะถ้าอัตราการว่างงานเพิ่ม ก็หมายถึงเศรษฐกิจเริ่มถดถอย และจะสร้างปัญหาด้านสังคมและเศรษฐกิจคู่กันไป

สมชัย กล่าวว่า มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่แรงงานจบใหม่จะหางานทำได้ยากขึ้น เพราะนายจ้างคงชะลอการจ้างแรงงานใหม่ไปก่อน ดังนั้นภาครัฐต้องเตรียมแผนรองรับสภาพปัญหาการตกงานในอนาคตที่จะเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้

สัญญาณของการจ้างงานที่จะไม่เพิ่มขึ้น เห็นได้จากยอดจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทใหม่เดือน เม.ย. ลดลงครั้งแรกในรอบ 4 เดือน กระทรวงพาณิชย์ รายงานว่า การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทนิติบุคคลใหม่ในเดือน เม.ย. 2555 มีจำนวน 4,041 ราย แบ่งเป็นจัดตั้งในกรุงเทพฯ 1,540 ราย ส่วนภูมิภาค 2,501 ราย เมื่อเทียบกับเดือน เม.ย. 2554 ลดลง 1,057 ราย หรือลดลง 20% และเมื่อเทียบกับเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ลดลง 1,390 ราย หรือ 25%

ส่วนเงินทุนจดทะเบียนในเดือน เม.ย. มีจำนวน 14,105 ล้านบาท นิติบุคคลจดทะเบียนจัดตั้งสูงสุด 3 อันดับแรก คิดเป็น 19% ของการจดทะเบียนจัดตั้งทั้งหมด คือ ก่อสร้างอาคารทั่วไป จำนวน 397 ราย อสังหาริมทรัพย์ จำนวน 218 ราย บริการนันทนาการ จำนวน 155 ราย ส่วนภาคการผลิตไม่มีการจดทะเบียนเพิ่มในช่วงนี้

นอกจากนี้ ตัวเลขที่น่าสนใจอีกตัวหนึ่งที่ชี้วัดความน่าเป็นห่วงของแรงงาน คือ กระทรวงแรงงานรายงานการเตือนภัยด้านแรงงานไตรมาสแรกปี 2555 ระบุว่า จำนวนผู้ขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนกรณีว่างงานของกรมการจัดหางาน มีจำนวน 1.59 หมื่นคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 206% และตัวเลขผู้ประกันตนที่ได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน มีจำนวน 1.13 แสนคน เพิ่มขึ้น 38.63% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

จากการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของการจ้างงานในระบบประกันสังคม จากข้อมูลผู้ประกันตนมาตรา 33 พบว่าแนวโน้มการจ้างงานในภาพรวมอยู่ในระดับเตือนภัยที่ต้องเฝ้าระวังในระยะเริ่มต้น โดยระยะเวลา 5 เดือนที่ผ่านมา อัตราการขยายตัวของผู้ประกันลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 2% ในเดือน พ.ย. 2554 เหลือ 1.1% ในเดือน ธ.ค. 2554 เหลือ 0.78% ในเดือน ม.ค. และเหลือ 0.46% ในเดือน ก.พ. และข้อมูลล่าสุดในเดือน มี.ค. อยู่ที่ 0.21%

ทางภาครัฐดูตัวเลขนี้อาจจะบอกว่ายังเล็กน้อย ไม่น่าตกใจ แต่ อาทิตย์ อิสโม อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ให้ข้อสังเกตว่า หากตัวเลขการเลิกจ้างเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% แสดงว่าน่าเป็นห่วง เพราะภาคธุรกิจได้รับผลกระทบจนเกิดการเลิกจ้างงาน

กระทรวงอุตสาหกรรมประมาณการว่าจะมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้รับผลกระทบไม่ต่ำกว่า 3 ล้านรายทั่วประเทศ แต่จนถึงป่านนี้มาตรการที่จะช่วยเหลือเอสเอ็มอี ที่รัฐบาลตั้งท่าว่าจะช่วยก็ยังไม่มีความชัดเจน

เรื่องช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอีนั้น กระทรวงการคลังจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาร่างพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ เพื่อให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น

หลักการของกฎหมายจะเพิ่มโอกาสในการใช้หลักประกันของเอสเอ็มอี เช่น สัญญาเช่า หรือสินค้าคงคลัง เพื่อใช้เป็นหลักประกันการกู้เงินจากสถาบันการเงิน รวมถึงการเพิ่มบทบาทของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ให้เข้ามาค้ำประกันสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอีได้มากขึ้น

น่าตกใจที่ปัจจุบันพบว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีถึง 1 ใน 3 ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้

และน่าตกใจว่า กว่าจะมีกฎหมายนี้ ซึ่งไม่รู้เมื่อจะเสร็จเมื่อไหร่ เอสเอ็มอีก็อาจจะทนไม่ไหวล้มหายตายจาก เลิกกิจการไปก่อนก็เป็นได้

ปัญหาการว่างงานจึงจะเป็นปัญหาในอนาคตที่รัฐบาลต้องเตรียมหาทางรับมือไว้ได้เลย และควรจะเริ่มคิดหาวิธีเสียตั้งแต่ตอนนี้ เพราะจากอาการทางเศรษฐกิจที่ดูแล้วยังไม่มีแนวโน้มที่จะขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพ โดยเฉพาะการส่งออก ที่ดูแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่คิด แม้จะไม่ถึงขั้นติดลบ แต่ก็จะเป็นตัวฉุดดึงเศรษฐกิจเช่นกัน

อันเป็นผลต่อเนื่องมาจากวิกฤตเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปและสหรัฐ ที่มีแนวโน้มลากยาวต่อไป

หากเศรษฐกิจไม่ขยายตัว การจ้างงานก็จะไม่เกิดขึ้น สิ่งที่รัฐบาลพยายามทำก็คือ การล้างท่อให้งบประมาณถูกเบิกจ่ายออกไปมากที่สุด พยายามที่จะกระตุ้นให้การลงทุนมีมากขึ้น และสร้างบรรยากาศให้ประชาชนใช้จ่ายเพื่อให้เกิดเงินหมุนเวียน

แต่ปัญหาเงินเฟ้อ ข้าวของแพงจากการขึ้นเงินค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท เป็นอุปสรรคลดทอนกำลังการใช้จ่ายของประชาชนลงไปมาก

ดูจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ ไม่ง่ายที่รัฐบาลจะรับมือการว่างงาน ทางแก้ไขก็คือ รัฐบาลจะกระตุ้นการลงทุนให้มากขึ้น ด้วยการใช้งบประมาณขาดดุลต่อไป และใช้นโยบายประชานิยมอย่างเข้มข้น

แต่การทำ 2 ทางนั้น ก็ไม่อาจการันตีได้ว่า จะช่วยลดจำนวนการว่างงานที่จะทยอยเพิ่มขึ้นอย่างสะสมไปเรื่อยๆ ได้

 

ละเลงงบประชานิยม จุดสลบรัฐบาล 2012/05/25

ละเลงงบประชานิยม จุดสลบรัฐบาล

  • 25 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:18 น.

โดย…เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

แม้ว่าการพิจารณาร่างงบประมาณรายจ่ายปี 2556 วงเงิน 2.6 ล้านล้านบาท จะได้รับการยกมือหนุนจากสมาชิกฝ่ายรัฐบาลอย่างท่วมท้นตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้

อย่างไรก็ตาม ข้อท้วงติงของรัฐบาลในการจัดทำงบประมาณในหลายประเด็นเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องนำไปคิดไปปรับแก้เพื่อลบจุดอ่อนเสริมจุดแข็งการบริหารการใช้เงินของประเทศเช่นกัน ในชั้นของการพิจารณากรรมาธิการในช่วงต่อไป

โดยเฉพาะข้อทักท้วงเรื่องการใช้เงินงบประมาณในการทำโครงการประชานิยมจำนวนมากเพื่อซื้อใจมวลชน ทำให้รัฐบาลต้องตั้งงบประมาณขาดดุลอีกถึง 3 แสนล้านบาท แม้ว่ารัฐบาลจะอ้างว่าลดลงจากปีงบประมาณ 2555 ที่ขาดดุล 4 แสนล้านบาท ก็ถือว่าการขาดดุลยังเป็นจำนวนก้อนโต

ฝ่ายค้านท้วงติงว่า ที่ผ่านมารัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงินแก้น้ำท่วม 3.5 แสนล้านบาท เวลาผ่านมาเกือบปีรัฐบาลเพิ่งอนุมัติโครงการกู้เงินได้แค่ 2 หมื่นล้านบาท การเบิกจ่ายจริงแทบยังไม่มีเกิดขึ้น

พ.ร.ก.กู้เงินประกันภัยพิบัติอีก 5 หมื่นล้านบาท ที่ยังกองอยู่ ไม่ได้ใช้ เพราะมีผู้มาทำประกันน้อยผิดความคาดหมาย

เงินกู้เก่ายังกองเป็นภูเขาและยังมาขอกู้ชดเชยขาดดุลงบประมาณใหม่อีก 3 แสนล้านบาท เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องทบทวน ไม่ดื้อดึงเสียงมากลากไป

ที่สำคัญ เป็นการกลืนน้ำลายตัวเองที่โจมตีรัฐบาลก่อนหน้าว่าเป็นรัฐบาลกู้สิบทิศ แต่พอมาบริหารประเทศกลับกลายเป็นรัฐบาลที่จมอยู่ภายใต้กองหนี้เสียเอง

รัฐบาลต้องไม่ลืมว่าวิกฤตหนี้ยุโรปทำเศรษฐกิจล้มครืนและยังแก้ไม่ตก ก็มาจากการกู้ ใช้จ่าย แบบเกินตัว หากเห็นโลงศพและยังพาประเทศไปตายจมกองหนี้อีก เห็นทีรัฐบาลก็อยู่ยาก

ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังเองก็ประเมินว่าสัดส่วนหนี้จาก 42% ของจีดีพี จะเด้งเป็น 50% จากการออก พ.ร.ก.กู้เงิน และการกู้ชดเชยขาดดุลปีงบประมาณ 2555 ดังนั้นการทำงบขาดดุลเพิ่มอีกในปี 2556 จะทำให้สัดส่วนหนี้น่าเสียวไส้เกิน 60% ของจีดีพี ตามกรอบความยั่งยืนทางการคลัง

ประเด็นที่ฝ่ายค้านเปิดเผยว่า การจัดทำงบประมาณปี 2556 มีเงินจำนวนไม่น้อยใช้ไม่คุ้มค่า เพราะไปทำโครงการประชานิยมที่ไม่จำเป็น ไม่เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เทียบกับเงินที่ใช้ และหากนำไปทำอย่างอื่นจะคุ้มค่ามากกว่า

แม้แต่ธนาคารโลกก็ออกมาเตือนในช่วงเวลาเดียวกันกับที่ฝ่ายค้านท้วงติงว่า รัฐบาลควรหั่นโครงการประชานิยมที่ไม่จำเป็นทิ้งเสียบ้าง เพื่อรักษาเสถียรภาพการเงินการคลังของประเทศในระยะยาว

ขนาดนักการเมืองที่เคยอยู่กับรัฐบาลมาก่อน อย่าง วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี ยังออกมาเตือนรัฐบาลว่า การบริหารประเทศที่ใช้แต่โครงการประชานิยมเป็นเรื่องเสี่ยง ทำให้ประเทศเกิดความเสียหาย เพราะเป็นการหันหลังให้กับการพัฒนาที่ยั่งยืน เพราะประชานิยมเป็นการดึงเงินในอนาคตมาใช้

ข้อท้วงติงจากหลายฝ่าย หากไล่เรียงลงไปเป็นรายโครงการประชานิยม ตั้งแต่รถคันแรก รัฐบาลต้องยอมรับว่าเป็นนโยบายเกินเลย ไม่มีความจำเป็น แน่นอนว่าผู้ซื้อรถได้ประโยชน์ เพราะอยู่ดีๆ ซื้อรถก็ได้แถมเงินคืน

แต่อีกด้านหนึ่งรัฐบาลก็ต้องจ่ายเป็นเงินถึง 3 หมื่นล้านบาท เงินจำนวนนี้หากรัฐบาลประหยัด ก็อาจสร้างรถไฟฟ้าสายสั้นได้ 1 สาย

กิตติรัตน์ ณ ระนอง ออกมาโต้ธนาคารโลก ว่า มองเป็นจุดๆ มากเกินไป รถคันแรกสร้างงาน สร้างกำลังซื้อ ส่งผลดีกับเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ไม่ใช่เป็นเรื่องเสียหายอย่างที่หลายฝ่ายกังวล

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายก็ทักท้วงว่าโครงการรถคันแรกไม่ได้ทำให้การซื้อขายรถโดยรวมมากขึ้นกว่าเดิม แต่ทำให้การซื้อรถเร็วขึ้นมากกว่าเดิมเพื่อให้ได้สิทธิคืนเงิน หลังจากหมดโปรโมชันก็จะทำให้ความต้องการรถน้อยลงในระยะหนึ่งเช่นเดียวกัน

ที่สำคัญ การใช้สิทธิรถคันแรกยังเกิดปัญหาสวมสิทธิ ทำให้รัฐเสียหายแบบต้องทำใจยอม เพราะจะมีกรณีคนที่มีรถอยู่แล้วอยากได้รถใหม่ ก็ไปหาชื่อคนไม่เคยมีมาใช้ซื้อรถ

ปรากฏการณ์นี้ก็สวนทางกับที่รัฐบาลต้องการให้โครงการนี้ทำให้คนเรียนจบใหม่มีรถขับไปทำงาน

ดังนั้น โครงการรถคันแรกเป็นโครงการที่อยู่ดีๆ รัฐบาลก็ทิ้งเงินภาษีไปเปล่าๆ 3 หมื่นล้านบาท ขณะที่ผู้ซื้อรถคันแรกก็ส้มหล่นได้รถถูกออกไปวิ่งเติมน้ำมันราคาถูกที่รัฐบาลต้องอุดหนุน รัฐบาลเข้าเนื้อทั้งขึ้นทั้งล่อง

ประชานิยมหยุดพักชำระหนี้ดี เป็นอีกโครงการที่ผลาญเงินงบประมาณประเทศแบบน่าใจหาย เหมือนคนที่คิดที่ทำไม่มีหัวจิตหัวใจที่จะดูแลการใช้จ่ายเงินของประเทศให้คุ้มค่า

พักหนี้ดี จึงถือเป็นการสร้างประวัติศาสตร์การเงินชิ้นโบดำของรัฐบาลที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หลังจากที่ผ่านมารัฐบาลออกแคมเปญพักชำระหนี้เสียไม่เกิน 5 แสนบาท แต่ไม่สะใจมิตรรักแฟนเพลง ทำให้ต้องจัดหนักโครงการพักหนี้ดีขึ้น

การพักหนี้ดีไม่ต้องคิดมาก รัฐบาลลดดอกเบี้ยให้ทุกคนที่หนี้ไม่เกิน 5 แสนบาท ลง 3% เป็นเวลา 3 ปี ส่วนใครจะหยุดพักหนี้หรือจะผ่อนต่อ เชิญตามสบาย

โครงการพักหนี้ดีจึงเข้าเนื้อธนาคารรัฐที่เข้าร่วมไป 4.5 หมื่นล้านบาท มีบางธนาคารถึงขั้นถังแตกขาดทุน ทำให้รัฐบาลต้องใช้เงินงบประมาณมาถมให้ครึ่งหนึ่ง 1.5 หมื่นล้านบาท

จะว่าไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเงินธนาคารรัฐที่หายไปหรือเงินงบประมาณที่เติมเข้ามาถมธนาคารรัฐไม่ให้เป็นซากเน่า ก็ล้วนแต่เป็นเงินของประเทศทั้งนั้น สุดท้ายผู้เสียภาษีเป็นคนรับผิดชอบ หากรัฐบาลหารายได้ไม่พอก็หนี ไม่พ้นต้องไปกู้มาถมความเสียหายไม่ให้ส่งกลิ่นเหม็น

กิตติรัตน์เองก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า โครงการนี้เป็นเรื่องทางการเมืองสั่งมา เพราะเดิมโครงการนี้จะลดดอกเบี้ยให้ 2% กิตติรัตน์ ที่เป็น รมว.คลัง ดูแลธนาคารรัฐ ก็ไม่เห็นด้วย แต่พอเอาเข้าจริง คณะรัฐมนตรี (ครม.) เคาะลดดอกเบี้ย 3% กลับไม่มีเสียงทักท้วงจาก รมว.คลัง แม้แต่น้อย

การพิจารณางบประมาณ รัฐบาลคุยว่า ที่ผ่านมารัฐบาลบริหารหนี้เงินกองทุนเพื้อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ทำให้ประหยัดงบประมาณปี 2556 ถึง 5 หมื่นล้านบาท

แต่ในอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลไม่ได้เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่าเงินที่ประหยัดหายไปกับโครงการพักชำระหนี้ดีแทบไม่เหลือในชั่วพริบตา การประหยัดเงินด้านหนึ่งเพื่อไปละเลงทิ้งอีกด้านหนึ่ง

ยังไม่ต้องพูดถึงการแก้ปัญหากองทุนฟื้นฟูฯ ที่รัฐบาลคุยว่าแก้ได้ดีไม่มีใครทำได้มาก่อน แต่ในความเป็นจริงเป็นการซุกหนี้จากที่แจ้งไปไว้ที่มืด ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัว

ขณะที่การไปเก็บค่าธรรมเนียมธนาคารพาณิชย์เพิ่มเป็น 0.47% ที่มีผลเดือน ก.ค.นี้ จะส่งผ่านเป็นต้นทุนให้กับลูกค้าของธนาคารได้ดอกเบี้ยฝากน้อยลง เสียดอกเบี้ยเงินกู้มากขึ้น และโดนโขกค่าธรรมเนียมหยุมหยิมแบบไม่มีทางเลือก

แม้ว่าจะไม่โดนวันนี้ก็หนีไม่พ้นวันหน้า เพราะไม่มีธนาคารพาณิชย์ไหนยอมกลืนเลือดขาดทุนกำไรเป็นแน่

ขณะที่ธนาคารรัฐก็โดนหางเลขค่าธรรมเนียมเงินฝากกับเขาด้วย ทำให้เกิดอาการเข่าอ่อนล้มทั้งยืน เพราะช่วงไม่กี่เดือนโดนไปสองเด้ง ทั้งพักหนี้และเก็บค่าต๋ง เข้าเนื้อขนาดทุนหายกำไรหด

โครงการรับจำนำข้าวเป็นอีกโครงการที่ฝ่ายค้านรุมยำรัฐบาล ถลุงเงินงบประมาณ ปล้นชาติ มีการทุจริต หลังจากที่รัฐบาลเข้ามาฟื้นโครงการรับจำนำ ต้องให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กู้เงินสูงถึง 2-3 แสนล้านบาท มาดำเนินโครงการนี้ แค่เริ่มต้นปีแรก ธ.ก.ส.ประเมินออกมาแล้วว่าจะมีความเสียหายเกิดขึ้น 2 หมื่นล้านบาท

ขณะที่รัฐบาลก็ยังเดินหน้ารับจำนำรอบใหม่ตามที่ได้หาเสียงไว้ รัฐบาลต้องใช้เงินอีกหลายแสนล้านบาท ส่วนความเสียหายทั้งของเก่าของใหม่จะเพิ่มขึ้นเป็นอีก 1-2 เท่าตัว จากเคยเสียหาย 2 หมื่นล้านบาท ก็จะกลายเป็น 4-6 หมื่นล้านบาท และปีต่อๆ ไป ความเสียหายก็จะเป็นดินพอกหางหมูทวีคูณขึ้น

การรับจำนำข้าวยังเกิดการทุจริตทั้งแผ่นดิน ที่ผ่านมามีข่าวโรงสีก็สวมสิทธินำข้าวนอกประเทศราคาถูกมารับจำนำในราคาแพง ตันละ 1.5 หมื่นบาท และต่อไปก็หนีไม่พ้นจำนำข้าวลม ไม่มีข้าว แต่มีใบจำนำ

แถมยังเป็นช่องทางให้นักการเมือง นักธุรกิจ คอร์รัปชันอีกครั้ง มีการตั้งบริษัทของตัวเองมากดราคาประมูลข้าวราคาถูกจากรัฐบาล เพื่อนำไปขายในราคาแพงต่อไป ได้ผลประโยชน์มหาศาล แต่ประเทศเหลือแต่ซาก

โครงการรับจำนำข้าวจึงเป็นโครงการที่ใช้เงินจำนวนมหาศาล แต่มีชาวนากลุ่มเดียวที่ได้ประโยชน์ ซึ่งได้ไม่เต็มที่อีกด้วย เพราะถูกดูดถูกกลืนไปจากขบวนการทุจริตคอร์รัปชันจากโครงการรับจำนำข้าวที่มีตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

จุดอ่อนของโครงการประชานิยมทั้งสามโครงการที่ฝ่ายค้านพยายามเจาะยางรัฐบาล แม้ว่าส่วนหนึ่งเป็นประเด็นโจมตีกันทางการเมือง แต่ในเนื้อแท้ของโครงการรัฐบาล ก็ต้องยอมรับว่าได้ไม่คุ้มเสียจริงๆ เป็นโครงการที่ใช้เงินของประเทศมาหาเสียงทางการเมืองมากกว่าพัฒนาเศรษฐกิจให้แข็งแรงยั่งยืนอยู่ดีกินดี

ประชานิยมจึงเป็นมะเร็งร้ายของประเทศ เป็นช่องทางให้นักการเมืองและนายทุนที่แนบแน่นกับฝ่ายการเมืองทุจริตหากินดูดเลือดประเทศ

หากรัฐบาลยังไม่รับฟังและปรับเปลี่ยนท่าที โครงการประชานิยมที่ละเลงกันไม่ยั้งมือจะกลายเป็นจุดสลบของรัฐบาลไม่ช้าก็เร็ว

 

ศึกสงครามตัวแทน ‘ออมสิน’สะเทือน 2012/05/24

ศึกสงครามตัวแทน ‘ออมสิน’สะเทือน

  • 24 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:07 น.

โดย…กนกวรรณ บุญประเสริฐ

ปัญหาความขัดแย้งภายในองค์กรของธนาคารออมสิน กำลังเป็นกรณีตัวอย่างที่ต้องจับตามองเรื่องของการเมืองที่เข้ามาแทรกแซงการบริหารของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ คือต้องการเอาคนของตัวเองเข้ามาทำงาน โดยการเขี่ยคนเก่าทิ้งไป จนทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของธนาคารแห่งนี้ลดบทบาทลงอย่างน่าเสียดาย

เพราะการบริหารมีความขัดแย้งกันภายใน ยกระดับเทียบชั้นได้ถึงขั้น “สงครามตัวแทน” ที่กระหน่ำซัดกันนัวเนีย

ผลจากการทำงานที่ไม่สอดรับระหว่างกรรมการหลังการเข้ามาของ พรรณี สถาวโรดม ในตำแหน่งประธานกรรมการ ในช่วงปลายปี 2554 กับผู้บริหารคือ เลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน จนกระทบต่อผลดำเนินงานทำให้กำไรลดวูบ อีกทั้งยังไม่สามารถปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าประชาชนรากหญ้าได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

โดยพบว่ายอดรวมสินเชื่อคงค้างไตรมาสแรกปี 2555 อยู่ที่ 1.4 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 5-6 หมื่นล้านบาท ส่วนยอดเงินฝากอยู่ที่ 1.59 ล้านล้านบาท ธนาคารมีกำไรประมาณ 2,000 ล้านบาท ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีเป็นเงินกว่า 4,000 ล้านบาท โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับช่วงไตรมาสแรกปี 2554 ที่มีกำไร 6,000 ล้านบาท

หากวิเคราะห์ผลดำเนินงานธนาคารออมสินในช่วง 5 ปีย้อนหลังในช่วงตั้งแต่ปี 2549 จากยุค กรพจน์ อัศวินวิจิตร มาสู่ยุค เลอศักดิ์ ไม่เคยมีครั้งใดที่ซัดกันหนักในยุคที่มีการส่งให้ “พรรณี” อดีตผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ซึ่งมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า “พรรณี” คือเด็กในคาถาของอดีตผู้บริหารกระทรวงการคลัง คือ “นิพัทธ พุกกะณะสุต” เข้ามานั่งในตำแหน่ง

ก่อนเข้ามาของบอร์ดใหม่ นับตั้งแต่ปี 2549-2554 เส้นกราฟในแง่ของผลดำเนินงานธนาคารออมสินเป็นเส้นทะยานพุ่งชี้ขึ้นแบบฉุดไม่อยู่

ในปี 2549 ธนาคารออมสินเริ่มทำกำไรแตะที่ระดับ 1 หมื่นล้านบาท ในสมัยกรพจน์ และเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเป็น 2.6 หมื่นล้านบาท ในปี 2554 ในสมัยของเลอศักดิ์

เริ่มจากสิ้นปี 2549 ธนาคารมีสินทรัพย์ 7.11 แสนล้านบาท มีเงินฝาก 6.14 แสนล้านบาท มีสินเชื่อคงค้าง 4.31 แสนล้านบาท มีกำไรกว่า 1 หมื่นล้านบาท มีเอ็นพีแอล 3.82%

สิ้นปี 2550 ธนาคารมีสินทรัพย์ 7.56 แสนล้านบาท มีเงินฝาก 6.43 แสนล้านบาท มีสินเชื่อคงค้าง 4.69 แสนล้านบาท มีกำไรกว่า 1.07 หมื่นล้านบาท มีเอ็นพีแอล 3.67%

พอสิ้นปี 2551 ธนาคารมีสินทรัพย์ 8.08 แสนล้านบาท มีเงินฝาก 7.02 แสนล้านบาท มีสินเชื่อคงค้าง 5.48 แสนล้านบาท มีกำไรกว่า 1.33 หมื่นล้านบาท มีเอ็นพีแอล 3.31%

ถึงสิ้นปี 2552 ธนาคารมีสินทรัพย์ 1.08 ล้านล้านบาท มีเงินฝาก 9.21 แสนล้านบาท มีสินเชื่อคงค้าง 7.81 แสนล้านบาท มีกำไรกว่า 1.58 หมื่นล้านบาท มีเอ็นพีแอล 2.20%

สิ้นปี 2553 ธนาคารมีสินทรัพย์ 1.46 ล้านล้านบาท มีเงินฝาก 1.18 ล้านล้านบาท มีสินเชื่อคงค้าง 1.11 ล้านล้านบาท มีกำไรกว่า 1.94 หมื่นล้านบาท มีเอ็นพีแอล 1.20%

ล่าสุด งวดสิ้นปี 2554 ธนาคารมีสินทรัพย์ 1.77 ล้านล้านบาท มีเงินฝาก 1.52 ล้านล้านบาท มีสินเชื่อคงค้าง 1.35 ล้านล้านบาท มีกำไรกว่า 2.63 หมื่นล้านบาท มีเอ็นพีแอล 0.94%

จะเห็นว่าผลดำเนินงานดังกล่าวเป็นตัวสะท้อนการทำงานระหว่างคณะกรรมการและฝ่ายบริหารที่สอดรับกันจนทำให้ธนาคารออมสินสามารถสนองรับนโยบายรัฐบาลได้อย่างมากมายมหาศาล

และคงปฏิเสธไม่ได้ว่า เพราะการบริหารจัดการในยุคของเลอศักดิ์ และทีมงานของธนาคารออมสิน รวมถึงคณะกรรมการทั้งหมด ได้ทำให้ธนาคารออมสินกลายเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการธนาคาร เงินฝากและสินเชื่อแตะที่ระดับ 1 ล้านล้านบาท

แต่ผลจากการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการในช่วงปลายปี 2554 ทำให้การทำงานของธนาคารออมสินไม่สอดรับกันจนผลดำเนินงานสะดุด เพราะมีการเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายในเรื่องการปล่อยสินเชื่อใหม่ และความพยายามในการขุดคุ้ยเพื่อหาข้อทุจริตในการปล่อยสินเชื่อเดิม เรื่องการขยายสาขาและการรับพนักงานเพิ่ม ทำให้เครื่องยนต์กลไกการทำงานในธนาคารออมสินช่วง 5-6 เดือนที่ผ่านดูราวกับเป็นคนที่ป่วยไข้

จากคนที่เคยวิ่งได้เร็ว ก็ต้องลดสปีดลงเหลือแค่การเดินแบบเหยาะๆ แม้ในมุมมองของคณะกรรมการบางส่วนจะมองว่า การเปลี่ยนแปลงการบริหารครั้งนี้จะนำไปสู่การปล่อยสินเชื่อที่มีคุณภาพมากขึ้นก็ตาม

เรื่องการปรับวิธีการอนุมัติสินเชื่อ และการสืบค้นหากระบวนการทุจริตในธนาคารออมสินยังเป็นเพียงฉากหนึ่งในละครเรื่อง“สงครามตัวแทน” เท่านั้น เพราะฉากสำคัญที่กำลังฉายต่อจากนี้คือการไล่บี้เอา “เลอศักดิ์” ออกจากธนาคารออมสินเมื่อครบวาระ 4 ปี ในเดือน ก.ค.นี้ โดยปัดข้อเสนอเรื่องการต่ออายุในตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสินอีกวาระให้เลอศักดิ์

แม้จะมีการทักท้วงในที่ประชุมบอร์ดเรื่องคะแนนการประเมินปี 2554 หรือล่าสุดที่เลอศักดิ์ได้รับการประเมินผลงานดีกว่าปีก่อน ซึ่งน่าจะนำไปสู่มติบอร์ดที่ยอมให้เลอศักดิ์อยู่ในตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสินต่ออีกวาระในช่วง 2 ปีที่เหลือก่อนเกษียณ

พร้อมกันนี้ ทางการเมืองยังได้ส่งคณะกรรมการใหม่เข้ามาผนึกกำลังอีก 3 คน คือ พีรพล ไตรทศาวิทย์ อดีตปลัดกระทรวงมหาด ไทย สุธรรม ศิริทิพย์สาคร อดีตผู้บริหารบริษัท ธนายง และ ชูจิรา กองแก้ว อดีตอธิบดีกรมบังคับคดี ซึ่งเป็นคนสนิท และได้รับความไว้วางใจจาก สมชาย-เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เพราะในบอร์ดเองก็ยังแตกเป็น 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายของประธาน ฝ่ายของเลอศักดิ์ และฝ่ายที่เป็นกลาง

ล่าสุด “พรรณี” ประกาศตั้งตัวเองเป็นประธานสรรหาผู้อำนวยการคนใหม่ พร้อมด้วย กรรมการ 4 คน คือ สุธรรม ศิริทิพย์สาคร พีรพล ไตรทศาวิทย์ ชัยธวัช เสาวพันธ์ อาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ ศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์อดีตอธิบดีกรมสรรพากร ซึ่งมีการประเมินว่ากรรมการ 3 ใน 5 ไม่น่าจะยกมือโหวตให้เลอศักดิ์

ทำให้ละคร “สงครามตัวแทน” เรื่องนี้น่าติดตามชมจนแทบไม่กล้ากะพริบตา เพราะล่าสุดมีข่าวลือหนาหูว่า ศึกภายในครั้งนี้ได้มีนำข่าวสารไปรายงานถึงดูไบ จนมีข่าวลือเล็ดลอดออกมาว่า ถ้ายังสงบศึกภายในไม่ได้ในเร็ววัน

งานนี้ก็คงต้องไปกันทั้งสองฝ่าย…

แต่ไม่ว่า “สงครามตัวแทน” เรื่องจะจบออกมาแบบใด สิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้แล้วคือ ธนาคารออมสินอยู่ในสภาพยับเยินจากการถูกอีแร้งทางการเมืองรุมทึ้ง หวังเข้ามาเกาะกินผลประโยชน์มหาศาลจากธนาคารรัฐแห่งนี้เสียแล้ว

ขวัญกำลังใจพนักงานถดถอย ผลดำเนินงานขาลง ที่สำคัญลูกค้า ประชาชนเองก็เสียโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อ ขณะที่ผู้กำกับนโยบาย คือ กระทรวงการคลัง ทำได้แต่นั่งดูเขาโยนหอกโยนดาบทิ่มแทงกันแบบตาปริบๆ เท่านั้น

 

หนี้สาธารณะบานขว้างงูไม่พ้นคอ 2012/05/24

หนี้สาธารณะบานขว้างงูไม่พ้นคอ

  • 23 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:10 น.

โดย…เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

การพิจารณางบประมาณรายจ่ายปี 2556 ของสภาผู้แทนราษฎร วงเงิน 2.4 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณแบบขาดดุล 3 แสนล้านบาท จากการประมาณการจะเก็บรายได้สุทธิ 2.1 ล้านล้านบาท ทำให้รัฐบาลติดล่มเป็นรัฐบาลเอาแต่กู้อีกครั้ง

การกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล 3 แสนล้านบาท แม้ว่าจะลดลงจากปีงบประมาณ 2555 ที่กู้ขาดดุล 4 แสนล้านบาท แต่จำนวนเงินยังถือว่าสูงอยู่ไม่น้อย เพราะจะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) สูงถึง 3-4% ทำให้สัดส่วนหนี้ที่ปัจจุบันอยู่ที่ 42% ของจีดีพี วิ่งทะยานเข้าสู่เรดโซนอันตรายเกิน 60% ของจีดีพีเร็วขึ้นเท่านั้น

ก่อนหน้านี้ เดือนที่ผ่านมากระทรวงการคลังเพิ่งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบปรับแผนการก่อหนี้ของประเทศ เพิ่มการก่อหนี้ก้อนใหญ่ถึง 4.5 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้สัดส่วนหนี้พุ่งจาก 42% ของจีดีพี แตะ 50% ของจีดีพี ภายในปีนี้หรือปีหน้าทันที

แผนการปรับโครงสร้างหนี้ เป็นการกู้จากการออก พ.ร.ก.กู้เงินพัฒนาแหล่งน้ำป้องกันน้ำท่วม 3.5 แสนล้านบาท พ.ร.ก.กู้เงินตั้งกองทุนประกันภัยพิบัติอีก 5 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ ยังกู้ขาดดุลเพิ่มปี 2555 อีก 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเดิมทำแผนการกู้ขาดดุลไว้ 3.5 แสนล้านบาท แต่รัฐบาลเพิ่มเป็น 4 แสนล้านบาท หลังจากที่ต้องใช้เงินจำนวนมากฟื้นฟูประเทศหลังน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554

กระทรวงการคลังประเมินเมื่อครั้งเสนอการปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ ว่าภายใน 2 ปี รัฐบาลจะต้องกู้เงินตาม พ.ร.ก.และชดเชยการขาดดุลงบประมาณ 2555 รวมกันเป็นเงิน 7-8 แสนล้านบาท ทำให้สัดส่วนหนี้เพิ่มขึ้น7-8% ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ที่อยู่ 42% พุ่งขึ้นไปแตะ 50% ของจีดีพีได้อย่างไม่ยากเย็น

ที่ผ่านมารัฐบาลออกมายืนยันว่าระดับหนี้ดังกล่าวยังน้อยกว่ากรอบความยั่งยืนการคลังที่กำหนดไว้ 60% ของจีดีพี

แต่การที่รัฐบาลยังต้องกู้อีกเพื่อชดเชยขาดดุลงบประมาณ 2556 อีก 3 แสนล้านบาท จะทำให้สัดส่วนหนี้เพิ่มขึ้นเป็น 55% เขย่าเสถียรภาพการเงินการคลังของประเทศเหมือนยืนอยู่บนเส้นด้าย

นี่ยังไม่นับรวมกับการกู้เล็กกู้น้อย อย่างล่าสุดการประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.กาญจนบุรี ครม.ก็เห็นชอบให้ปรับโครงสร้างหนี้เพิ่มขึ้นอีก 3 หมื่นล้านบาท เพื่อไปโปะเงินกองทุนน้ำมันฯ ที่ยังไม่รู้ว่ารัฐบาลต้องกู้อีกกี่หมื่นล้านบาท

เพราะราคาน้ำมันสูงขึ้นต่อเนื่อง แม้ว่าราคาจะลดลงบางครั้ง แต่หักกลบลบหนี้แล้วราคาขึ้นก็ยังมากกว่าราคาลด

นอกจากนี้ ภาพรวมของการทำงบประมาณรายจ่ายปีต่อไป ก็ยังขาดดุลยังต่อเนื่องอีกหลายปี จากแผนการก่อหนี้ของประเทศ ประเมินว่า หลังจากปีงบประมาณ 2556 ขาดดุล 3 แสนล้านบาท ปีงบประมาณยังต้องกู้ชดเชยขาดดุลอีก 2 แสนล้านบาท ปีงบประมาณ 2557 ต้องกู้ขาดดุล 1 แสนล้านบาท หากรวมส่วนนี้ ทำให้สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีไม่เกิน 60% ในอนาคตเป็นไปได้ยาก

แม้ว่ารัฐบาลจะออกมาแจงว่า การกู้เงินถมเศรษฐกิจจำนวนมหาศาลจะทำให้เศรษฐกิจบานสะพรั่ง ทำให้สัดส่วนหนี้ลดลงในที่สุด ก็เป็นเรื่องที่ไม่มีอะไรไว้ใจได้ เพราะอย่างที่เห็นเศรษฐกิจโลกมีแต่ทรงกับทรุด เศรษฐกิจสหรัฐยังทรงตัว เศรษฐกิจยุโรปมีปัญหาบานปลายกลัวลุกลามขยายวง ยังแก้ไม่ตก ยังสะเทือนเศรษฐกิจไทย หุ้นไทยแกว่งไปแกว่งมา ดัชนีลดลงจนน่าใจหาย หลังจากที่พยายามไต่ขึ้นสูงมาเป็นเวลานาน

ขณะที่เศรษฐกิจจีนเริ่มชะลอตัว เงินเฟ้อเริ่มออกฤทธิ์ เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังไม่ฟื้น ทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงอันตรายกับเศรษฐกิจไทย ที่เป็นประเทศเล็กให้ล้มลุกคลุกคลานได้ทุกเมื่อ

ซึ่งหากรับมือไม่ดี เศรษฐกิจโตไม่ได้อย่างที่วาดฝันแล้ว นอกจากสัดส่วนหนี้ไม่ลดแล้วยังมีแต่งอกบานจนใครก็เอาไม่อยู่ และอาจเป็นวิกฤตหนี้เหมือนที่ยุโรปประสบปัญหากุมขมับแก้ไม่ได้ ก็มาจากเรื่องหนี้ท่วมหัว เพราะใช้จ่ายเกินตัว

ณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีต รมช.พาณิชย์ เคยออกมาเตือนรัฐบาลว่า หนี้สาธารณะของไทยควรอยู่ที่ระดับไม่เกิน 50% ของจีดีพี แม้ว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลังจะกำหนดให้ไม่เกิน 60% เนื่องจากไทยมีขนาดเศรษฐกิจเล็ก และรัฐบาลมีรายได้ 20% ของจีดีพี หากมีหนี้เกิน 50% ของจีดีพี จะมีปัญหารายได้ไม่พอชำระหนี้ในอนาคตได้

การก่อหนี้ควรทำเพื่อการลงทุนและสร้างระบบสวัสดิการให้แก่สังคม เพราะจะช่วยให้มีรายได้และเกิดประโยชน์มากกว่าการนำไปใช้จ่ายที่ไม่ควรทำ เช่น โครงการบ้านหลังแรกและรถยนต์คันแรก เพราะเป็นโครงการที่สร้างความนิยมทางการเมือง แต่ไม่เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจภาพรวม

ณรงค์ชัย ยังชี้ให้เห็นว่า จากประวัติศาสตร์วิกฤตเศรษฐกิจโลก ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 วิกฤตต้มยำกุ้ง จนมาถึงวิกฤตหนี้ยุโรปในปัจจุบัน ต้นตอปัญหาเกิดจากการก่อหนี้สูงเกินกว่าที่จะชำระได้ ทำให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และการค้า การบริโภคหดตัวอย่างรุนแรง

แม้ว่าจะมีหลายฝ่ายท้วงติงแต่รัฐบาลดูเหมือนไม่ฟัง ดำเนินนโยบายประชานิยมลด แลก แจก แถม ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถคันแรกทำให้เสียเงินภาษี 3 หมื่นล้านบาท โครงการบ้านหลังแรกเสียเงินภาษี 1 หมื่นล้านบาท และการลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% ในปี 2555 และ 20% ในปี 2556 ทำให้ภาษีหายไป 1.5 แสนล้านบาท ทำให้รัฐบาลเข้าเนื้อรายได้ลด ต้องกู้เพิ่ม

ยังมีนโยบายจำนำข้าว ที่ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กู้เงินรับจำนำให้รัฐบาลไปก่อน 3-4 แสนล้านบาท และมีการประเมินกันว่า จะเสียหายในปีแรก 2 หมื่นล้านบาท หนีไม่พ้นต้องใช้เงินกู้มาโปะอีก

การขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 1.5 หมื่นบาท รวมทั้งการปรับโครงสร้างทั้งระบบ ทำให้รัฐบาลมีภาระงบประมาณเพิ่มขึ้นอีกปีละ 12 หมื่นล้านบาท หรือโครงการพักหนี้ดีทำแบงก์รัฐเสียหาย 4.5 หมื่นล้านบาท จนอาการหนักส่อขาดทุน ทำให้รัฐต้องหาเงินมาโปะช่วยครึ่งหนึ่ง หนีไม่พ้นต้องกู้เป็นดินพอกหางหมู

เหตุผลสำคัญที่ทำให้รัฐบาลนี้ จึงตกอยู่ในวังวนกู้สิบทิศ นอกจากจะมาใช้จ่ายมือเติบจากโครงการประชานิยมตำน้ำพริกละลายแม่น้ำแล้ว

ส่วนหนึ่งยังมาจากนโยบายไม่ยอมหารายได้เพิ่ม กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ยืนยันว่า ยังไม่ขึ้นภาษีใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มภาษีน้ำมันดีเซลที่ลดลงเหลือ 0.005 บาทต่อลิตร มาเป็น 5.31 บาทต่อลิตร ที่ทำให้กรมสรรพสามิตต้องสูญรายได้เดือนละ 9,000 ล้านบาท เพราะกลัวว่าขึ้นภาษีจะทำให้ของแพงที่แก้ไม่ได้ ยิ่งแพงขึ้นไปอีก

รมว.คลังยังยืนยัน ไม่ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% ที่จะสิ้นสุดในเดือน ก.ย. 2556 ทำให้รัฐบาลขาดรายได้ไปปีละ 2 แสนล้านบาท ยังไม่รวมกับกรณีที่ไม่เก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หรือภาษีบาปสุรา เบียร์ บุหรี่ เพราะไม่ต้องการให้กระทบนายทุนที่แนบแน่นกับฝ่ายการเมือง

การบริหารเศรษฐกิจของประเทศที่รายจ่ายต้องโตขึ้นทุกวัน แต่รัฐบาลกลับเมินหารายได้เพิ่ม จนเป็นอันตรายต่อหนี้ที่ไม่พ้นต้องกู้เพิ่มเป็นดินพอกหางหมู มีความเสี่ยงกับเศรษฐกิจมากขึ้นทุกวัน

ดังนั้น ปัญหาหนี้สาธารณะจะเป็นภัยเศรษฐกิจแล้ว ยังเป็นภัยคุกคามการบริหารงานของรัฐบาลด้วย เพราะตัวเลขการกระทำต่างๆ บ่งบอกว่าหนี้มีแต่เพิ่มเป็นจรวด แต่การเก็บรายได้เพิ่มอืดเป็นเรือเกลือ กลายเป็นปัญหาที่รัฐบาลแก้ไม่ตกและแก้ตัวไม่ได้

ที่สำคัญ หากรัฐบาลยังไม่หยุดเป็นเจ้าพ่อบุญทุ่มหวังคะแนนทางการเมืองอย่างเดียว ชนิดพอเสียงตก มีปัญหาทำรัฐบาลเสื่อมศรัทธา ก็คิดแต่ทำโครงการประชานิยมใช้เงินภาษีเป็นหมื่นเป็นแสนมัดใจฐานเสียง ไม่สนวินัยการเงินการคลัง รายได้ไม่พอก็ต้องกู้มาถม

เรื่องหนี้สาธารณะทำอย่างไรก็แก้ไม่ตก เป็นระเบิดเวลาระเบิดใส่เศรษฐกิจไทยในไม่ช้านี้

 

ลดดอกเบี้ยกระตุ้นเศรษฐกิจคิดง่ายทำยาก 2012/05/22

ลดดอกเบี้ยกระตุ้นเสรษฐกิจคิดง่ายทำยาก

  • 22 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:54 น.

โดย…เบญจมาศ เลิศไพบูลย์/ชลลดา อิงศรีสว่าง

ชัดเจนมาตลอดสำหรับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดดอกเบี้ยนโยบายลงมา เพื่อดึงให้ดอกเบี้ยในตลาดเงินลดลงมาด้วย อันจะนำไปสู่การอ่อนตัวของค่าเงินบาทและกระตุ้นเศรษฐกิจ

ทั้ง กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กับ วีรพงษ์ รามางกูร ว่าที่ประธานกรรมการ ธปท. ก็มีแนวคิดนี้เหมือนกัน และก็ขยันพูดเสียงดังให้ได้ยินกันชัดๆ ด้วย

ลำพังคนสำคัญต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ 2 คนนี้พูด ก็ทำให้ผู้บริหาร ธปท.เหนื่อยแล้ว ก็ยังมีการสามัคคีชุมนุมมาจาก อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) มาผสมโรงอีกว่า น่าจะมีการผ่อนคลายนโยบายการเงิน

ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกที่ สศช.ประกาศออกมาว่า ในไตรมาสแรกของปีนี้มีอัตราการขยายตัว 0.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ถือว่าสูงกว่าสำนักวิจัยอื่น ที่คาดการณ์ว่าไตรมาสแรกเศรษฐกิจไทยจะติดลบจากปัญหาน้ำท่วมในปลายปีก่อน

เมื่อตัวเลขไตรมาสแรกออกมาดี รวมถึงการปรับตัวเลขเศรษฐกิจปีนี้ของ สศช.ที่มองว่าเศรษฐกิจดีขึ้นเป็น 5.5-6.5%

ในทางเศรษฐ ศาสตร์การดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายจะถูกนำมาใช้ก็ต่อเมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว ธปท.จึงต้องลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและดูแลค่าเงินบาทให้อ่อนค่า เพื่อหนุนการส่งออกให้เกิดเม็ดเงินเข้าประเทศ

แต่ยามใดที่เศรษฐกิจดีเฉลี่ยทั้งปีเติบโต 6% เหมือนที่ สศช. กระทรวงการคลัง และ ธปท.มองในตอนนี้ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายแต่อย่างใด

นอกจากนี้ การที่เกิดอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นมากในช่วงนี้ ก็ทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ไม่กล้าที่จะใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากนัก จึงเลือกคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ใน 2 รอบของการประชุมบอร์ด กนง. เพราะเกรงว่าจะไปกระตุ้นเงินเฟ้อซึ่งสุดท้ายก็ส่งผลต่อเงินในกระเป๋าประชาชน

สิ่งที่ สศช.น่าจะกังวลถึงผลที่จะเกิดขึ้นในระยะข้างหน้ามากกว่าการชี้นำนโยบายการเงิน คือ การเป็นหน่วยงานที่ดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ดูแลอัตราการก่อหนี้ภาคครัวเรือน และดูแลอัตราการออมต่อหัวของประชาชน ซึ่งจะทำให้สังคมยั่งยืนกว่าการเป็นหน่วยงานที่โอนอ่อนตามนโยบายทางการเมือง

หาก สศช.ต้องการเห็นการใช้นโยบายการเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ต้องหันกลับมาดูเงินเฟ้อที่กำลังเป็นปัญหา และคาดว่าจะเป็นปัญหาในระยะต่อไปทั้งปี ลำพังขณะนี้เงินเฟ้อก็เร่งตัวกินผลตอบแทนจากดอกเบี้ยเงินฝากที่ได้ปีละ 3% กว่า ถ้าหักภาษีดอกเบี้ยเงินฝากอีก 15% เท่ากับฝากเงินอย่างไรก็ติดลบ จากเงินเฟ้อที่มีการคาดการณ์แล้วว่าปีนี้อาจอยู่ที่ 4%

ฉะนั้น หาก ธปท.ลดดอกเบี้ยชี้นำธนาคารพาณิชย์อีก คราวนี้กลุ่มผู้ฝากสูงอายุ กลุ่มคนวัยเกษียณ ซึ่งต้องใช้ดอกเบี้ยจากเงินฝากเพื่อใช้จ่ายก็จะยิ่งเดือดร้อน

ทางกลับกันเมื่อธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ย ก็ยิ่งเป็นการกระตุ้นให้เกิดการจับจ่าย คนกู้เงินใช้เงินมากขึ้น เพราะดอกเบี้ยเงินกู้ถูก แต่ภาวะที่ควรทำเช่นนั้นก็ต่อเมื่อเศรษฐกิจป่วยไข้ต้องได้รับยา หากเศรษฐกิจดีแต่กระตุ้นให้คนกู้ โดยไม่ดูแลฝั่งคนฝากเงิน ก็จะยิ่งเกิดปัญหา

อย่างไรก็ดี ดอกเบี้ยจะเพิ่มหรือจะลดขึ้นอยู่กับความต้องการ (ดีมานด์) และปริมาณเงิน (ซัพพลาย) ด้วย จากตัวเลขการขยายตัวของสินเชื่อ ที่ นวพร มหารักขกะ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน สายนโยบายสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า สภาพคล่องของระบบธนาคารพาณิชย์ในไตรมาสแรกมีสัญญาณตึงตัวขึ้นบ้าง โดยสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากรวมบี/อีของธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นเป็น 90.2% จาก 89.9% เมื่อสิ้นปี 2554 ซึ่งสภาพคล่องที่มีเริ่มตึงตัวมาจากการ ขยายตัวของสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ที่เติบโตขึ้น

ไตรมาสแรก สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ขยายตัว 13.9% จากระยะเดียวกันของปีก่อนเพิ่มขึ้นจากปลายปีที่ขยายตัว 14% ขณะที่การขยายตัวของเงินฝากและตั๋วแลกเงินบี/อี (B/E) ขยายตัวในระดับ 9.9% ชะลอตัวลงจากที่เติบโตในระดับ 13.0% ในสิ้นปี 2554

สิ่งที่ ธปท. แถลงตัวเลขออกมาแสดงให้เห็นว่าแนวโน้มดอกเบี้ยยังคงเป็นขาขึ้น เพราะธนาคารต่างระดมเงินฝากเพื่อมาปล่อยกู้ จึงเห็นการจ่ายดอกเบี้ยเงินฝากพิเศษจากธนาคารพาณิชย์หลายแห่งในขณะนี้

เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย ย้ำว่าเงินเฟ้อในช่วงครึ่งปีหลังยังมีแรงกดดันต่อเนื่อง จึงไม่เอื้อต่อการลดดอกเบี้ย

“ตอนนี้ไม่มีเหตุผล ไม่มีความจำเป็นต้องใช้เรื่องดอกเบี้ย หากเศรษฐกิจฟื้นตัวได้ขนาดนี้ ถ้า สศช.กับแบงก์ชาติคาดจีดีพีปีนี้ถึง 6% ก็เท่ากับมั่นใจในเศรษฐกิจ” เชาว์ กล่าว

นอกจากนี้ ปัจจัยสำคัญสุดขณะนี้ที่ต้องจับตาคือ ปัญหาหนี้ในกรีซ ทำให้สภาพเศรษฐกิจในสหภาพยุโรป (อียู) มีความเปราะบาง ขณะนี้ต้องรอผลการเลือกตั้งในกรีซวันที่ 17 มิ.ย. หากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแล้วรัฐบาลใหม่ไม่ยอมรับนโยบายรัดเข็มขัด ก็จะสร้างความปั่นป่วนต่อตลาดการเงินโลกและสถาบันการเงินต่างๆ ในโลกที่อาจต้องยอมยกหนี้ ตัดเป็นหนี้สูญให้กับกรีซ สภาพเศรษฐกิจในอียูขณะนี้จึงมีความเสี่ยงสูง หากกรีซไม่อยู่ในกลุ่มอียู ความเสียหายก็ยิ่งกระทบเป็นลูกโซ่

ขณะที่อีกฟากเศรษฐกิจประเทศมหาอำนาจอย่างจีน ก็เริ่มชะลอตัว ราคาที่อยู่อาศัยในจีนปรับตัวลดลง เศรษฐกิจจีนขณะนี้เริ่มอยู่ในระยะที่เรียกได้ว่าชะลอตัว ดังนั้นช่วงครึ่งปีหลังไทยจะเจอสภาพความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจสูง โดยมีปัจจัยหลักจากเศรษฐกิจต่างประเทศ สิ่งที่ชี้ชัดว่าเศรษฐกิจต่างประเทศส่งผลต่อความผันผวนในขณะนี้คือ ราคาน้ำมันที่อ่อนตัว ก็เกิดจากเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน

เชาว์ เชื่อว่า ธปท. จะดูแลอัตราแลกเปลี่ยนได้ตามสภาวการณ์ หากอนาคตอียูเกิดกรณีเลวร้าย การดูแลอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อช่วยเหลือภาคส่งออกจึงแทบไม่ต้องใช้ เพราะหากอียูเกิดปัญหา ค่าเงินเหรียญสหรัฐจะกลับมาแข็งค่า เงินบาทก็จะอ่อนค่า เพราะเงินเหรียญสหรัฐแข็ง บาทอ่อนก็ไม่มีปัญหากับภาคส่งออก

เมื่อหน่วยงานต่างๆ ของรัฐคาดว่าปีนี้เศรษฐกิจจะโตถึง 6% คำตอบก็ชี้ชัดอยู่แล้วว่าไม่มีความจำเป็นต้องใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำ เงินบาทอ่อน ไม่เช่นนั้นรัฐบาลก็ต้องติดกับเงินเฟ้อซึ่งจะสร้างปัญหายุ่งยากตามมาไม่จบสิ้น

อย่างไรก็ดี แม้นายแบงก์จะเห็นว่า ภาวะเศรษฐกิจขณะนี้ไม่เป็นแรงกดดันให้ดอกเบี้ยขึ้นหรือลง ตัวเลขการขยายตัวของสินเชื่อจะเป็นตัวกำหนด ไม่ใช่ดอกเบี้ยนโยบาย

แม้ยังไม่จำเป็นต้องใช้การลดดอกเบี้ยกระตุ้น แต่ทางรัฐบาลก็ยังอยากจะเห็นดอกเบี้ยลดลงอยู่ดี

ฉะนั้น ปรากฏการณ์สามัคคีกดดัน ธปท.จะดำเนินต่อไป เพื่อความสะใจหรือเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ก็ต้องจับตาดูกันต่อไป

 

ถอยเพื่อตั้งหลัก…รับมือวิกฤตยุโรป 2012/05/22

ถอยเพื่อตั้งหลัก…รับมือวิกฤตยุโรป

  • 21 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:38 น.

โดย…เจียรนัย อุตะมะ

วันที่ 17 มิ.ย. 2555 วันเลือกตั้งของกรีซ เป็นวันกำหนดชี้ชะตาประเทศนี้ ว่าสถานะจะเลวร้ายถึงขั้นต้องออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (อียู) หรือไม่ จะกระทบตลาดโลกมากน้อยแค่ไหน และรวมถึงผู้ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหุ้นและทองคำ นอกจากนี้จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิดวิกฤตทางการเงินของอิตาลีและสเปนว่าจะเลวร้ายลงไปเพียงใด หลังธนาคารหลายแห่งถูกลดอันดับเครดิต และประชาชนเริ่มแห่ถอนเงินฝาก

ตลาดหุ้นไทยจะซ้ำรอยวิกฤตเลห์แมน บราเธอร์ส ปี 2551 หรือไม่ หรือแค่ จันทร์ทมิฬ 2554

วิกฤตรอบนี้จะตั้งรับอย่างไร ทั้งตลาดหุ้นและตลาดทองคำ…กลยุทธ์ที่กูรูทั้งสองตลาดแนะนำตรงกันคือ…การถอยเพื่อตั้งรับ…และปรับตัวให้ทันเมื่อสถานการณ์พลิกผัน..

การเลือกตั้งกรีซมีการคาดกันว่าจะได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ คือ Alexis Tsipra แห่งกลุ่ม Szrisa แห่งพรรค Coalition of the Radical Left ที่ต่อต้านแผนรัดเข็มขัดมาตั้งแต่ต้นที่จะไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ทำให้มีความเสี่ยงต่อวิกฤตมากขึ้น

กรีซอาจต้องขาดสภาพคล่องรุนแรงขึ้นและนำไปสู่ปัญหาผิดนัดชำระหนี้ระยะสั้นที่ครบกำหนด เนื่องจากขณะนี้ธนาคารพาณิชย์กรีซไม่สามารถกู้ยืมเงินระยะสั้นจากธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่ตัดความช่วยเหลือไปแล้ว

นอกจากนั้น รัฐบาลกรีซยังไม่สามารถเปิดประมูลหุ้นกู้ชุดใหม่ เพื่อระดมทุนรอบใหม่หรือทดแทนของเดิมที่ครบกำหนดซ้ำเติมเศรษฐกิจเข้าไปอีก ในที่สุดจะส่งผลกระทบไปยังเพื่อนบ้านที่ลงทุนในตราสารการเงินของกรีซ และส่งผลต่อการค้าโลกในวงกว้าง

“จิมยองคิม” ประธานธนาคารโลก ให้ความเห็นว่า ผลกระทบจากกรีซจะคล้ายวิกฤตการณ์เลห์แมน บราเธอร์ส ล้มในปี 2551 ที่จะกระทบต่อประเทศอียูอื่นที่มีภาระหนี้จำนวนมาก

ล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ 18 พ.ค. มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ประกาศลดเครดิตธนาคารในสเปน 16 แห่ง หลังลดความน่าเชื่อถือธนาคารอิตาลีไป 26 แห่งวันก่อนหน้า

เพื่อหยุดสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดต่อตลาดโลก ไอเอ็มเอฟได้แสดงเจตนารมณ์เพื่อยับยั้งวิกฤตินี้

“ผู้นำการเมืองในกรีซจำเป็นต้องแสดงความมุ่งมั่นที่จะอยู่ในอียูต่อไป โดยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในมาตรการให้ความช่วยเหลือทางการเงินจากอียู ไอเอ็มเอฟกำลังเตรียมการทางเทคนิคสำหรับความเป็นไปได้ที่กรีซจะออกจากอียู” คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ กล่าว

ความเลวร้ายของวิกฤตหนี้ยุโรปนี้เมื่อผสมโรงกับการฟื้นตัวที่เปราะบางของสหรัฐ ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รอดูสถานการณ์ หากวิกฤตมากหรือหากกรีซต้องออกจากอียู คงต้องออกมาตรการเชิงปริมาณรอบที่สาม (QE 3) ที่กว่าจะเห็นชัดเจนคงเป็นหลังการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 17 มิ.ย. 2555

แม้ว่าผลกระทบนี้จะกระทบน้อยต่อเอเชียที่เศรษฐกิจเติบโตแข็งแกร่งที่สุดในโลก แต่วิกฤตความเชื่อมั่นสร้างความตื่นตระหนกเทขายหุ้นออกมาอย่างหนัก ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตเลห์แมนฯ มาแล้ว

ครั้งนั้นดัชนีหุ้นไทยลดลง 129% จาก 870 จุด เหลือ 380 จุด เหลือสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) 10 เท่า

ครั้งต่อมาวันจันทร์ที่ 26 ก.ย. 2554 เกิดวิกฤตแบล็กมันเดย์ หุ้นและทองคำตกทั่วโลก เมื่อผลการประชุมของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจชั้นนำ 20 แห่ง (จี20) ไม่มีมาตรการที่เป็นรูปธรรมในการแก้ไขปัญหาหนี้ยุโรป

ทำให้ดัชนีไทยทรุดลงอีกครั้งจาก 1,029 จุด เหลือ 904 จุด ใน 3 วัน เหลือพี/อีใกล้เคียงกันที่ 10.8 เท่า

แต่ละครั้งที่เข้ามาฉุดหุ้นไทย เป็นเพียงระยะเวลาช่วงสั้นไม่เกิน 3 เดือน จากนั้นดัชนีก็ฟื้นคืนมาได้ สร้างกำไรให้พอร์ตบริษัทหลักทรัพย์อย่างถ้วนหน้า

ครั้งนี้ดัชนีหุ้นไทยจะซ้ำรอยเดิมที่เคยย่ำหรือไม่ นักลงทุนควรทำตัวอย่างไร

ล่าสุดวันศุกร์ที่ 18 พ.ค. ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ 1,154.44 จุด ลดลง 19.12 จุด ลดลง 1.63% หรือพี/อี14.73 เท่า

นักลงทุนเกือบทุกกลุ่มยกเว้นนักลงทุนในประเทศเป็นผู้ขาย โดยเฉพาะต่างชาติขายหนัก 3,406 ล้านบาท

“สมบัติ นราวุฒิชัย” เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เชื่อว่าปัญหาหนี้สินในยุโรปที่เกิดขึ้นในขณะนี้จะฉุดหุ้นไทยน้อยกว่าวิกฤตเลห์แมนฯ ปี 2551 เพราะเรื่องกรีซมีการรับรู้ไปมากแล้ว

“หากกรีซออกจากอียูจะฉุดหุ้นไทยในช่วงสั้น แต่จะกระทบเงินลงทุนโดยตรง โดยเฉพาะเงินลงทุนหลังวิกฤตซับไพรม์ เพราะมีต้นทุนถูกและส่วนใหญ่เป็นเงินเก็งกำไร เมื่อไหลออกไปก็กลับมาเพราะปัจจัยพื้นฐานบ้านเราแข็งแกร่ง”

“เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม” ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส กล่าวว่า หุ้นดิ่งแรงเพราะนักลงทุนเทขายเงินลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ รวมถึงตลาดหุ้นเพื่อหันไปถือครองเงินเหรียญสหรัฐแทน หลังจากค่าเงินแข็งค่าขึ้นจากปัญหาของภาคยุโรป ที่ขณะนี้ได้เปลี่ยนผ่านจากปัญหาหนี้และปัญหาทางการเงินสู่ปัญหาทางสังคมและการเมืองที่จะเริ่มเห็นการประท้วงเพื่อต่อต้านแผนการรัดเข็มขัด รวมถึงการจัดตั้งรัฐบาลของกรีซที่ยังไม่สำเร็จ ส่งผลให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลง

อย่างไรก็ตาม คาดว่าแรงขายของต่างชาติยังคงอยู่และจะยังสามารถขายได้อีกประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาท จากยอดที่เข้ามาซื้อสุทธิที่ซื้อเกือบ 1 แสนล้านบาท ซึ่งหากต่างชาติขายตามจำนวนนี้ ก็มีโอกาสที่ดัชนีหุ้นไทยจะปรับตัวลดลง โดยมองระดับเลวร้ายสุดที่ระดับ 1,040 จุด

“ดัชนีหุ้นเข้าสู่การปรับฐาน แนะนำนักลงทุนปรับพอร์ตหุ้นให้เหลือ 40% และให้ซื้อหุ้นที่มีปัจจัยแข็งแกร่งสนับสนุน คือ กลุ่มที่อยู่อาศัยและสื่อสาร เพราะราคาหุ้นยังปรับตัวเพิ่มขึ้นไม่ได้สูง และพี/อีอยู่ในระดับต่ำ 6 เท่า และ 1215 เท่า ตามลำดับ”

“เทิดศักดิ์” กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้หุ้นปรับฐานเป็นเพียงผลกระทบระยะสั้น และไม่ได้กระทบต่อปัจจัยพื้นฐานของไทย โดยกำไรสุทธิต่อหุ้นปีนี้ยังขยายตัวระดับ 20% ดังนั้นเมื่อผลกระทบจากต่างประเทศคลี่คลายคงจะเห็นแรงซื้อหุ้นกลับคืนมา

นักวิเคราะห์ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส แนะลดพอร์ตการลงทนในหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวกับการส่งออก โภคภัณฑ์และธัญพืชไปก่อน เพราะได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก และเน้นลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศ ทั้งธนาคาร สื่อสาร อาหาร อสังหาริมทรัพย์ พาณิชย์ ยานยนต์และชิ้นส่วน

“สมพล เกียรติไพบูลย์” ประธานคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า วิกฤตยุโรปอาจทำให้ตลาดหุ้นไทยซวดเซไปบ้าง แต่ไม่กระทบปัจจัยพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) แต่อย่างใด ธนาคารพาณิชย์ไทยมีพันธกรณีกับกลุ่มยุโรปน้อยมากเทียบกับธนาคารในฮ่องกง จีน ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ขณะที่หุ้นส่งออกและกลุ่มพลังงานกระทบน้อย เพราะ 10 ปีที่ผ่านมาไทยลดการพึ่งพาตลาดยุโรปไปมาก

“ช่วงนี้นักลงทุนควรลงทุนอย่างระมัดระวัง แม้ปัญหาวิกฤตหนี้ในยุโรปจะส่งผลต่อภาพรวมของตลาดหุ้นไทยไม่มาก แต่อาจกระทบผลประกอบการ บจ.บางกลุ่ม ที่ส่วนใหญ่ผลประกอบการไตรมาสแรกออกมาดี แต่ต้องติดตามดูสถานการณ์ในไตรมาส 2 ด้วย”

สำหรับราคาทองคำในตลาดโลกนั้นได้หลุด 1,630 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ มาเคลื่อนไหวประมาณ 1,530 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ เมื่อวันพุธที่ 16 พ.ค. ช่วง 10 วันที่ผ่านมาราคาทองคำลดลงไปถึงกว่า 100 เหรียญสหรัฐ

วันพฤหัสบดีราคาทองเริ่มดีดกลับจนกระทั่งเย็นวันศุกร์ที่ 18 พ.ค. ขึ้นมาที่ 1,591 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ เพราะมีข่าวว่าสหรัฐจะออก QE 3

นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก กล่าวว่า เป็นเพียงการดีดกลับทางเทคนิค เพราะข่าวดีเรื่อง QE 3 แต่ตราบใดที่ราคาทองคำยังไม่ทะลุแนวต้านสำคัญที่ 1,665 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ยังถือว่าเป็นแนวโน้มช่วงขาลง เพราะความย่ำแย่ของยุโรปทำให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่า ส่งผลให้เงินเหรียญสหรัฐแข็งขึ้นมาโดยอัตโนมัติ

ดังนั้น กลยุทธ์ช่วงนี้ให้นักลงทุนที่ชอร์ตหรือขายโกลด์ฟิวเจอร์สในตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) หรือ TFEX ไว้ให้ลองหรือซื้อโกลด์ฟิวเจอร์สซีรีส์ต่างกัน ในมูลค่าเท่ากันเพื่อหยุดการขาดทุน

“นักลงทุนควรรู้จักตัดขาดทุนและมีวินัยในการลงทุน”

“ฐิภา นววัฒนทรัพย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส แนะนำว่า นักลงทุนควรตั้งจุดขาดทุนหากราคาไม่เป็นไปตามคาด เพื่อลดความเสี่ยงและความเสียหายที่ไม่สามารถควบคุมพอร์ตลงทุนได้

การลงทุนย่อมมีการรุกและรับ นักลงทุนที่ดีควรรู้จักปรับพอร์ตให้เหมาะสมและมีวินัยในการลงทุน…

 

ประชาไม่นิยม รัฐบาลกลุ้มตกกระป๋อง 2012/05/18

ประชาไม่นิยม รัฐบาลกลุ้มตกกระป๋อง

  • 18 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:03 น.

โดย…เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

ราคาสินค้าแพงทั้งแผ่นดิน ทำเอาคะแนนนิยมของรัฐบาลปู ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของเมืองไทย หล่นหายไปไม่ใช่น้อย

ยิ่งมีวาทกรรมจากปากนายกฯ ว่า ของแพงเพราะคนคิดไปเอง ยิ่งทำให้ดีกรีความไม่พอใจรัฐบาลแก้ของแพงไม่อยู่ไม่เอาไหน ยิ่งรุนแรงมากขึ้น

ขณะเดียวกันพิษของแพงยังพ่นใส่นโยบายประชานิยมกล่องดวงใจของรัฐบาล สุกๆ ดิบๆ ไม่แรงเกินร้อยอย่างที่รัฐบาลวาดหวังไว้ด้วย

ซ้ำร้ายหลายนโยบายเป็นบูเมอแรงซ้ำเติมปัญหาว่าประชาไม่นิยมให้รัฐบาลแก้ไม่ตกอยู่ทุกวันนี้

นโยบายประชานิยม ที่กระชากใจแฟนคลับมากที่สุด ต้องหนีไม่พ้นการยกเลิกเก็บเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของรัฐบาล ที่ทำให้ราคาน้ำมันถูกไปลิตรละ 7-8 บาท ซึ่งรัฐบาลทำจริง แต่ทำเป็นน้ำจิ้มเพียงไม่กี่เดือน และก็กลับมาเก็บทำให้ราคาน้ำมันแพงเหมือนเดิม จนผู้คนที่หลงใหลกลับลืมไปว่ารัฐบาลนี้จะทำให้น้ำมันลดลงมา

นโยบายลดรายจ่ายใช้น้ำมันถูก จึงเป็นสัญญาลมๆ แล้งๆ ของนักเลือกตั้งเอาแต่ได้ ถึงวันนี้ราคาน้ำมันมีแต่แพงขึ้น เวลาลดราคาก็ทำน้อยกว่าตอนขึ้นราคาเกือบครึ่ง ทำให้โดยรวมราคาน้ำมันแพงกว่าตอนที่รัฐบาลจะยกเลิกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ เสียอีก

นอกจากนี้ ยังมีโครงการประชานิยมอีกหลายรายการที่ติดหล่ม

ส่วนหนึ่งก็มาจากการบริหารน้ำท่วมที่ผิดพลาดของรัฐบาล ทำให้เกิดความเสียหายวงกว้างกับทรัพย์สิน พืชผลทางการเกษตร และภาคอุตสาหกรรม

โครงการรับจำนำข้าวทำได้ไม่ถึงครึ่ง เพราะข้าวจมน้ำเสียหายยับ

แต่แม้ว่ายอดจำนำจะไม่เข้าเป้า แต่โครงการรับจำนำก็เต็มไปด้วยเรื่องความไม่ชอบมาพากล เช่น โรงสีสวมสิทธินำข้าวนอกมาจำนำ ทำให้เกิดความเสียหาย โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ประเมินว่าจะเกิดความเสียหายจากโครงการรับจำนำ 2 หมื่นล้านบาท

ตามมาด้วยโครงการรถคันแรก ที่ยังติดขัดจากพิษน้ำท่วม ผู้ประกอบการรถยนต์ได้รับความเสียหายขนาดหนักต้องหยุดการผลิตไปหลายเดือน ทำให้มีปัญหาการส่งมอบรถ ทำให้โครงการรถคันแรกที่จะสิ้นสุด 31 ธ.ค. 2555 เพิ่งมีรถมาขอเงินภาษีคืนเพียง 4 หมื่นคัน จากเป้าที่ตั้งไว้ 5 แสนคัน เป็นเงินที่ต้องคืน 3 หมื่นล้านบาท

ผลที่ตามมาคือ รัฐบาลต้องหาช่องทางขยายโครงการรถคันแรกออกไป เพื่อทำคะแนนนิยมให้ได้ตามยอดที่ตั้งไว้

เพียงแต่ยังสรุปรายละเอียดไม่ได้ว่าจะขยายแบบไหน ให้โครงการไม่เกยตื้น ต้องทำไปแก้ไปอีก

เช่นเดียวกับโครงการบ้านหลังแรก ให้สิทธิกับผู้ที่ซื้อบ้านหลังแรกในราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท ให้นำ 10% ของราคาบ้านมาเป็นรายจ่ายหักลดหย่อนภาษีได้ 5 ปี นอกจากนี้ เงื่อนไขยังล็อกไว้ว่าต้องเป็นการซื้อบ้าน คอนโดมิเนียม ห้องแถว กับผู้ประกอบการจัดสรรที่ไม่เคยมีการโอนมาก่อนเท่านั้น ทำให้บ้านเก่า บ้านสร้างเอง ไม่ได้สิทธิจากมาตรการนี้

มาตรการนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 21 ก.ย.-31 ธ.ค. 2555 แต่จนถึงวันนี้มีผู้มาใช้สิทธิไม่กี่พันราย

ส่วนหนึ่งมาจากน้ำท่วม ทำให้มีการชะลอซื้อบ้านต้องการตรวจสอบพื้นที่ให้แน่ใจว่าบ้านที่ซื้อน้ำจะท่วมหรือไม่

อีกส่วนหนึ่งมาจากรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้คนตัดสินใจซื้อบ้านลำบากมากขึ้น

ที่สำคัญมาตรการภาษีบ้านที่ออกมา ต้องเป็นคนรายได้สูงถึงได้ประโยชน์ คนเงินเดือนหลักหมื่นบาทพูดได้เลยว่าไม่ได้รับสิทธิ

เพราะลำพังหักลดหย่อนภาษีตามปกติ ก็ไม่ต้องเสียภาษีอยู่แล้ว ทำให้มาตรการบ้านหลังแรกกลายเป็นนโยบายผิดฝาผิดตัวจนแก้กันไม่ตก

ขณะที่สินเชื่อบ้านหลังแรกดอกเบี้ย 0% เป็นเวลา 3 ปี ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะไปล็อกว่าห้ามกู้ซื้อบ้านเกิน 1 ล้านบาท ซึ่งในความเป็นจริงบ้านในเมืองราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท หาซื้อแทบจะไม่ได้ ทำให้กระทรวงการคลังต้องดิ้นหาช่องทางในการขยายราคาบ้านขึ้นมาเป็น 2-3 ล้านบาทในไม่ช้านี้

นโยบายประชานิยมค่าจ้าง 300 บาทต่อวัน และเงินเดือนปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน เป็นอีกหนึ่งนโยบายของรัฐบาล ที่สัญญาเกินตัว

เริ่มตั้งแต่นโยบายค่าจ้าง 300 บาทต่อวัน ถึงวันนี้ทำได้แค่ 7 จังหวัด ที่เหลือยังต้องรอไปก่อน แต่ผลกระทบของนโยบายนี้ เป็นแรงผลักดันสำคัญอันหนึ่งที่ทำให้ราคาสินค้าแพงทั่วไทยทุกวันนี้

ขณะที่เงินเดือนปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท ในส่วนของภาคเอกชนทำไม่ได้ รัฐบาลไม่มีอำนาจไปบังคับ แต่ตอนหาเสียงรัฐบาลไม่ได้บอก แต่พูดให้ทุกคนเข้าใจมีความหวังว่าจบปริญญาตรีทุกคนได้หนึ่งหมื่นห้าพันบาทขาดตัว

ด้านการปฏิบัตินั้น การขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 1.5 หมื่นบาท ก็ล้มลุกคลุกคลาน จากเดิมที่จะมีผลตั้งแต่ต้นปีนี้ ต้องเลื่อนไปเป็นต้นปี 2557 ช่วง 2 ปีนี้ ก็รับเป็นเงินค่าครองชีพสมทบให้เต็มหมื่นห้าพันบาทไปก่อน เป็นการแก้ต่างของรัฐบาลว่า ไม่ผิดสัญญา แต่ยังให้ไม่ตรงกับที่ตีฆ้องร้องป่าวเอาไว้

เหตุผลสำคัญที่รัฐบาลต้องเลื่อนการขึ้นเงินเดือนข้าราชการออกไปก่อน เพราะรายได้ถังแตก เพราะน้ำท่วมต้องใช้เงินงบประมาณฟื้นฟูเป็นแสนล้านบาท ไม่รวมกับออก พ.ร.ก.กู้เงินอีก 3-4 แสนล้านบาท จำนำข้าวใช้เงินกู้อีก 2-3 แสนล้านบาท โครงการรถคันแรกต้องใช้เงินอีก 3 หมื่นล้านบาท

ภาพทั้งหมดที่ฉายออกมา จะเห็นว่ารัฐบาลมีแต่รายจ่าย ที่ใช้กันอย่างมือเติบ ไม่จำเป็น

แต่ด้านรายได้ก็ไม่มีแผนหาเพิ่ม การขึ้นภาษีถูกเบรกหมด เพราะกระทบนายทุน ซึ่งสุดท้ายก็จะถูกผลักภาระให้ผู้บริโภคทั้งหมด ทำให้สินค้าแพงทั้งแผ่นดินรุนแรงมากขึ้นไปอีก

โครงการพักหนี้ เป็นอีกโครงการที่แสดงให้เห็นว่า ประชานิยมของรัฐบาลกำลังสิ้นมนต์ขลัง รัฐบาลเดินหน้าโครงการพักหนี้เสีย แต่มีผู้มาเข้าร่วมแค่ครึ่งของยอดที่ตั้งไว้ ทำให้รัฐบาลหน้าแตกหมอไม่รับเย็บ

แต่รัฐบาลไม่ยอมเสียหน้า ออกโครงการพักหนี้ภาค 2 เป็นการพักหนี้ดี โคลนนิงการพักหนี้ปี 2554 ของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยลดดอกเบี้ยให้ลูกหนี้ดีไม่เกิน 5 แสนบาททุกรายถึง 3% เป็นเวลา 3 ปี ใครจะพักไม่พักได้หมด เรียกง่ายๆ ว่า รัฐบาลอยากจะให้ มีอะไรหรือเปล่า

ผลของโครงการทำให้ธนาคารรัฐที่เข้าร่วมโครงการ 4.5 แสนล้านบาท โดยรายที่โดนหนักที่สุด คือ ธ.ก.ส. ซึ่งเมื่อไปรวมกับลูกหลงที่ต้องโดนเก็บค่าต๋งเงินฝากกลางปีนี้ ทำให้ ธ.ก.ส.ต้องลุ้นผลการดำเนินงานธนาคารอย่างใจหายใจคว่ำ

เพราะปีนี้ ปีหน้า อาจจะเผชิญกับการขาดทุนเป็นประวัติศาสตร์ในปีแรกก็เป็นไปได้

โครงการพักหนี้ดีจึงเป็นโครงการประชานิยมชิ้นโบแดงของรัฐบาล เข็นออกมาเรียกขวัญกำลังใจแฟนคลับรากหญ้าในช่วงเจอพิษราคาสินค้าแพง

แต่ในขณะเดียวกันรัฐบาลก็ต้องยอมรับว่า โครงการนี้เป็นผลงานชิ้นโบดำ ทำให้ธนาคารอ่อนแอ จนถึงขั้นพิการล้มตายในที่สุด

การที่รัฐบาลหวังแต่เสียงการเมืองอย่างเดียว โดยการโปรยโครงการประชานิยมอย่างเดียว เป็นอันตรายกับฐานะการเงินการคลังของประเทศอย่างยิ่ง เพราะตัวอย่างปัญหาเศรษฐกิจในยุโรปที่แก้ไม่ตก ก็เป็นรากเหง้ามาจากการใช้จ่ายเกินตัวเป็นสำคัญ

แต่การที่รัฐบาลไม่มอง ไม่ฟัง ไม่ตรอง โครงการประชานิยมทำแล้วกระสุนด้านจุดไม่ติดแค่ไหน แทนที่จะหยุดจะพอ กลับแต่จะหาทางแก้หาทางเติมให้แล้วให้อีกให้มากขึ้น เพื่อหวังแต่คะแนนเสียงทางการเมืองไม่ให้ตก ไม่ให้ลดลง

หากยังเดินหน้าเช่นนี้ต่อไป ก็ถือเป็นการกระชากลากเศรษฐกิจไทยลงไปสู่หายนะให้เร็วขึ้นเท่านั้นเอง

เชื่อไม่เชื่อ โปรดติดตาม

 

โหมงบปี’56 ถมประชานิยม-พยุงเศรษฐกิจ 2012/05/18

โหมงบปี’56 ถมประชานิยม-พยุงเศรษฐกิจ

  • 17 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:02 น.

โดย…จตุพล สันตะกิจ

ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2556 ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้วเมื่อวันวาน และเตรียมเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาวาระแรก วันที่ 21-23 พ.ค.นี้

เป็นคำถามว่าการจัดสรรงบประมาณปี 2556 จะตอบโจทย์ประเทศไทยหรือไม่

ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกปั่นป่วน เศรษฐกิจทั่วทั้งยุโรปเข้าสู่ภาวะถดถอยจากวิกฤตหนี้สาธารณะ สหภาพยุโรป หรืออียู กำลังเผชิญบททดสอบและ “ทางแยก” ครั้งสำคัญ

เศรษฐกิจสหรัฐแม้มีสัญญาณดีขึ้น แต่ยังไม่ชัดเจนว่า สหรัฐจะกลับมาเป็นหัวรถจักรเศรษฐกิจโลกเต็มตัว

ในทางกลับกัน เศรษฐกิจเอเชียที่เป็น “ความหวัง” ของเศรษฐกิจโลก ก็อยู่ในภาวะเติบโตชะลอตัว เพราะการชะลอตัวของส่งออก แม้มีการคาดการณ์ว่าการส่งออกของเอเชียจะฟื้นตัวก่อนสิ้นสุดไตรมาส 2 แต่ก็มีความไม่แน่นอน

“การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไปยังมีความไม่แน่นอนสูง” รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 2 พ.ค. 2555 ระบุ

แต่กระนั้น ถือว่าโชคดีที่เศรษฐกิจไทยปี 2555 ก็มีแนวโน้มขยายตัวได้ระดับสูง 6-7%

ปัจจัยขับดันเศรษฐกิจมาจากการเร่งฟื้นฟูโรงงานและเครื่องจักรที่เสียหายจากน้ำท่วม การใช้งบปี 2555 ฟื้นฟูน้ำท่วม 1.2 แสนล้านบาท การใช้เงินทั้งในและนอกงบประมาณกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ ขณะที่ฐานการขยายตัวเศรษฐกิจปีที่แล้วโตเพียง 0.1%

อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจที่ “ดีดตัว” กลับมาเติบโตในระดับสูง ไม่ใช่ปรากฏการณ์เกินคาดหมาย

ทว่า ปี 2555 ต่อเนื่องปี 2556 เศรษฐกิจไทยยังคงอยู่ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงทั้งภายในและภายนอก โดยเฉพาะราคาพลังงานที่มีความผันผวนสูง ค่าครองชีพที่ถีบตัวสูงขึ้น ความซบเซาของเศรษฐกิจโลกที่กระทบต่อการส่งออกไทย

อีกปัจจัยภายในที่มองข้ามไม่ได้ คือ ปัจจัยการเมือง ซึ่งเป็นปัจจัย “อ่อนไหว” ที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนและการจับจ่ายใช้สอย การบริหารการเมืองให้มี “เสถียรภาพ” มีความสำคัญไม่น้อยกว่าการบริหารเศรษฐกิจ

และที่สำคัญ ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจภายในอยู่ในภาวะ “อ่อนแอ” และมีแรงกดดันจากสารพัดปัจจัย ขณะที่ปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจยามนี้ “คักคัก” ล้วนแล้วแต่พึ่งพาการอัดฉีด “งบประชานิยม” ที่เน้นสร้างกำลังซื้อในประเทศ

เช่น โครงการรถคันแรก ที่ถมงบในการคืนภาษี 3 หมื่นล้านบาท โครงการจำนำสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าวที่คาดว่าจะใช้เงินนอกงบประมาณ 2 แสนล้านบาท ปรับค่าจ้างขั้นต่ำ ปรับเงินเดือนข้าราชการปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน พ่วงปรับโครงสร้างเงินเดือนข้าราชการทั้งระบบ

การเร่งรัดการจัดสรรเงินเอสเอ็มแอล 3.5 หมื่นล้านบาท ลงหมู่บ้านภายในเดือน พ.ค.นี้ การเพิ่มทุนกองทุนหมู่บ้านอีก 1 ล้านบาท 8 หมื่นหมู่บ้าน ที่ต้อง “ลงเงิน” ให้ทันก่อนมีการแถลงผลงานรัฐบาลต่อรัฐสภาเดือน ส.ค.นี้

ส่วนหัวใจการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่มาจากการลงทุนภาครัฐนั้น ส่วนใหญ่พบว่าเป็นโครงการลงทุนต่อเนื่อง

“ปี 2555-2556 การลงทุนภาครัฐยังคงมีการลงทุนต่อเนื่อง เช่น รถฟ้าสายสีน้ำเงิน สายสีม่วง โทรศัพท์ 3จี โรงไฟฟ้า ท่อก๊าซ โดยเฉพาะงบลงทุนรัฐวิสาหกิจปี 2556 ที่อาจจะสูงกว่า 5 แสนล้านบาท และสูงกว่าปีแล้ว 30%” ชาญวิทย์ อมตะมาทุชาติ รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกรรมการ (สศช.) กล่าว

แต่หากจะมองหาโครงการใหม่ๆ แทบจะไม่มีให้เห็น อย่างโครงการลงทุนสร้างอนาคตประเทศ 2.27 ล้านล้านบาท และการลงทุนระบบน้ำ 3 แสนล้านบาท ตอนนี้อยู่ในกระบวนการ “ตั้งไข่” กว่าจะลงมือ “ตอกเสาเข็ม” อาจทอดยาวเป็นปี

หากพิเคราะห์การจัดสรรงบปี 2556 ที่จะเริ่มใช้ในวันที่ 1 ต.ค. 2555-30 ก.ย. 2556 พบว่ารัฐบาลตั้งเป้าหมายการขยายตัวเศรษฐกิจปี 2556 แบบ “อนุรักษนิยม” ก็ว่าได้

โดยเอกสารสรุปงบประมาณปี 2556 ระบุว่า แนวโน้มเศรษฐกิจปี 2556 จะขยายตัวที่ 4-5% อัตราเงินเฟ้อ 3.8% ปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาจากอุปสงค์ในประเทศ ทั้งการบริโภคและการลงทุนเอกชนที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง ส่วนการใช้จ่ายของภาครัฐและการลงทุนภาครัฐยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

นั่นหมายความว่า รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะพยุงเศรษฐกิจให้ “ยืนตัว” อยู่ได้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา “ว่างงาน” และภาวะประชาชนมีรายได้ “ชักหน้าไม่ถึงหลัง” โดยหวังว่าในยามที่เศรษฐกิจโลก “พลิกฟื้น” นั่นจึงเป็นโอกาสที่จะได้เห็นตัวเลขเศรษฐกิจไทยพุ่งทะยานอีกครั้ง

ดังนั้น ภารกิจที่เร่งด่วนของรัฐบาล คือ การลงเงินในโครงการประชานิยมและการอัดฉีดเงินให้ถึง “มือ” ประชาชน และการสนองนโยบายการเมืองที่หาเสียงไว้ให้ “ลุล่วง”

ได้แก่ การจัดสรรงบภายใต้แผนงานยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน 6.81 หมื่นล้านบาท โดยมีเป้าหมายสร้างกำลังซื้อในประเทศ ผ่านนโยบายเพิ่มรายได้แรงงานและผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรี พักหนี้ครัวเรือนเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย มาตรการภาษีเพื่อลดต้นทุนการลงทุน และโครงการจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุแบบขั้นบันได

แผนส่งเสริมการให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุน 8.35 หมื่นล้านบาท เช่น เพิ่มทุนกองทุนหมู่บ้าน ตั้งกองทุนตั้งตัวได้ และกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี แผนงานสนับสนุนเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพาเพื่อการศึกษา 8,870 ล้านบาท

แผนงานเสริมสร้างเสถียรภาพสินค้าเกษตร 4.01 หมื่นล้านบาท อาทิ การจัดระบบป้องกันการแสวงหาประโยชน์และดูแลความเสี่ยงของเกษตรกรในโครงการรับจำนำ ซึ่งยังไม่รวม “เงินกู้” นอกงบประมาณที่ใช้ในการจำนำสินค้าเกษตรอีกหลายแสนล้านบาท

ขณะที่ผลพวงจากนโยบายปรับโครงสร้างเงินเดือนข้าราชการ และการปรับเงินเดือนข้าราชการปริญญาตรีเป็น 1.5 หมื่นบาท เงินเบี้ยหวัดบำนาญ เงินเลื่อนขั้นเงินเดือนข้าราชการ ที่กันงบไว้ 1.79 แสนล้านบาท ส่งผลให้ภาระภาครัฐในหมวดเงินเดือน ค่าจ้าง และเงินสมบทเพื่อสังคมเพื่อ จาก 6.69 แสนล้านบาท เป็น 7.17 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.1%

การจัดสรรงบสวัสดิการสังคมด้านการรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลต้องจัดสรรงบ “รักษาฟรี” ไว้สูงถึง 1.96 แสนล้านบาท ไม่นับรวมงบประมาณตามแผนงานพัฒนาด้านสาธารณสุข 1.18 แสนล้านบาท ส่วนแผนงานด้านการศึกษายังคงอยู่ในระดับสูงถึง 3.72 แสนล้านบาท และงบจัดการศึกษาระดับปฐมวัย 8.88 หมื่นล้านบาท

ไม่เพียงเท่านั้น งบปี 2556 รัฐบาลจัดสรรงบเพื่อภารกิจความมั่นคง หรือ “งานกองทัพ” กว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งมองได้ทั้งแง่การสร้าง “เขี้ยวเล็บ” ของประเทศ และแง่ความจำเป็นของการ “ดุลอำนาจ” ในระบบการเมืองไทย

โดยเฉพาะการจัดสรรงบซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ส่งเสริมความร่วมมือทางทหารกับต่างประเทศ และบทบาทการรักษาสันติภาพของโลกในกรอบยูเอ็น 1.77 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วประมาณ 10%

แต่เมื่อมองแผนงานที่ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ ขีดความสามารถการแข่งขันในระยะยาว พบว่างบวิจัยได้จัดสรรงบเพียง 1.96 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 0.8% ของงบประมาณเท่านั้น

การยกระดับการแข่งขันของภาคอุตสาห กรรม 6,670 ล้านบาท เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตภาคเกษตร 6.33 หมื่นล้านบาท แผนงานป้องกันและปราบปรามการทุจริต 420.5 ล้านบาท

งบประมาณลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางบก ทางน้ำ ทางราง และอากาศ อยู่ที่ระดับ 1.08 แสนล้านบาท น้อยกว่า “งบทหาร” กว่า 61%

ขณะที่งบตามแผนงานบริหารจัดการหนี้มีสูงถึง 1.77 แสนล้านบาท ส่วน “งบฉุกเฉิน” ที่เตรียมไว้รับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดอยู่ที่วงเงิน 7.67 หมื่นล้านบาท

หากจับคำพูดของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ที่มอบนโยบายการจัดทำงบปี 2556 ปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา เธอระบุว่า วิกฤตเศรษฐกิจในยุโรปอาจส่งผลกระทบต่อไทย การจัดทำงบ ประมาณต้องตอบโจทย์ความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลก ต้องกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ ลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก ลดภาระค่าใช้จ่ายภาครัฐ สร้างฐานเศรษฐกิจระดับชุมชน และกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก หรือเอสเอ็มอี

“การจัดทำงบประมาณรายจ่ายปีนี้มีความสำคัญต่อการกำหนดทิศทางของประเทศ กระตุ้นเศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งประเทศอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่จะเป็นประตูสู่อาเซียน” ยิ่งลักษณ์ กล่าว

ทว่า ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตอกย้ำให้เห็นว่า การจัดสรรงบปี 2556 หวังผลเพียงทำให้เศรษฐกิจให้ขยายตัว “ต่อเนื่อง” ภาพการจัดสรรงบประมาณจะพบความ “ไม่สมดุล” โดยเฉพาะการจัดสรรงบที่มุ่งหวังแต่บริหารเศรษฐกิจเฉพาะหน้าหรือในระยะสั้น มากกว่ามองหาอนาคตของประเทศในระยะยาว

อย่างนี้เรียกว่า “งบพยุงเศรษฐกิจ” ก็ว่าได้

แต่ถ้าหวังทำให้เศรษฐกิจโตแบบ “พุ่งปรี๊ด” ไม่พ้นต้องหาเงินกู้มาเพิ่ม

จากนั้นสรรหานโยบาย “สดใหม่” มาเอาใจประชาชน สิ่งที่ตามมาคือ ประเทศไทยและคนไทยทั้งชาติต้องเป็นหนี้กันหัวโต กว่าจะใช้หนี้หมดคงรอกันชั่วลูกชั่วหลาน

 

ยูโรสะท้อน’กรีซ’ขอลาความเชื่อมั่นหด-อียูเตรียมสลาย 2012/05/18

ยูโรสะท้อน’กรีซ’ขอลาความเชื่อมั่นหด-อียูเตรียมสลาย

  • 16 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:53 น.

โดย…นงลักษณ์ อัจนปัญญา

หลังจากปล่อยให้รัฐมนตรีในภูมิภาคยุโรป ตลอดจนนักวิเคราะห์ทั่วโลกวิพากษ์วิจารณ์ถึงทางเลือกที่อาจจะช่วยให้รอดและพอจะเป็นไปได้สำหรับวิกฤตหนี้สาธารณะของภูมิภาคยุโรป อย่างการตัดกรีซออกจากกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) และจากกลุ่มยูโรโซน ให้นักลงทุนในตลาดทั่วโลกใจหายใจคว่ำได้สักพักใหญ่

ที่สุด บรรดารัฐมนตรีคลังอียู ซึ่งระดมพลประชุมด่วนเมื่อวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา ก็ออกมายืนกรานหนักแน่นเป็นมั่นเหมาะว่าไม่แม้แต่จะคิดที่จะอัปเปหิกรีซออกจากกลุ่มเด็ดขาด พร้อมวิงวอนให้กรีซช่วยกัดฟันเดินหน้ายึดมั่นแผนกู้วิกฤตหนี้ เช่น การตัดลดค่าใช้จ่ายเพื่อให้กรีซได้รับเงินช่วยเหลือจนไม่ต้องผิดนัดชำระหนี้

นอกจากนี้ ยังตอกย้ำชัดเจนว่า การให้กรีซเดินจากไป ไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุดหรือเหมาะสมที่สุดสำหรับทั้งกรีซและกลุ่มอียูทั้งหมดเอง

เพราะผลลัพธ์ที่จะตามมานั้น เป็นสิ่งที่เรียกว่าเลวร้ายเกินกว่าที่ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายจะคาดคิดกันได้

ทั้งนี้ สำหรับกรีซ การจำใจโบกมือลาจากกลุ่มอียู เนื่องจากไม่สามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้ว่าจะเดินหน้าประหยัดตัดลดค่าใช้จ่าย อาจช่วยให้กรีซไม่ต้องปวดใจกับมาตรการรัดเข็มขัด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ากรีซจะรอดพ้นจากปัญหาชวนปวดหัวที่กำลังเผชิญอย่างหนี้สาธารณะได้

ตรงกันข้าม สถานการณ์หนี้ของกรีซอาจเลวร้ายหนักถึงขีดสุด เพราะการออกจากกลุ่มจะทำให้กรีซไม่มีแหล่งสนับสนุนทางการเงิน

พูดให้เข้าใจง่ายก็คือว่า จากที่เคยได้รับเงินช่วยเหลือจากอียู ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) หรือที่รู้จักกันในนามทรอยกา เพื่อนำไปใช้ชำระหนี้ตามกำหนดก็จะไม่มีอีกต่อไป

เมื่อไม่มีจ่าย ทางเดียวที่เหลืออยู่ก็คือ กรีซจะกลายสภาพเป็นหนี้เสียอย่างไม่ต้องสงสัย และจำต้องประกาศให้เป็นชาติที่ล้มละลายทันที ก่อนจะตามด้วยความโกลาหลครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการล่มสลายของระบบการเงินของประเทศ การดาหน้าเลิกกิจการของบริษัทธุรกิจต่างๆ ประชาชนจะตกงานมหาศาล และบานปลายลุกลามเข้าสู่ภาวะจลาจลทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างหนัก

ขณะเดียวกัน ผลกระทบจากการที่ไม่มีกรีซเป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มอียูและยูโรโซน ก็เป็นเรื่องที่นักวิเคราะห์ทั่วโลกคาดการณ์ตรงกันว่าน่าจะเลวร้ายรุนแรงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อภาคการเงินของภูมิภาคยุโรป

ทั้งนี้ หากถามว่า ไม่มีกรีซ อียูจะสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้หรือไม่

คำตอบก็คือได้แน่ แต่ก็ได้แบบทุลักทุเล แถมอาจจะต้องเสี่ยงกับสถานการณ์เหนือความคาดหมายที่บานปลายเกินควบคุม อันเป็นผลในเชิงจิตวิทยา

พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ การที่อียูไม่สามารถคงความเป็นกลุ่มเป็นก้อนอย่างแข็งแกร่งได้เหมือนเช่นที่แล้วมา ได้ส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นที่มีต่อเงินสกุลยูโรของนักลงทุนทั่วโลก

หรือเรียกได้ว่า หมดความเชื่อถือต่อค่าเงินยูโร จนไม่อยากจะหยิบจับ หรือถือมาใช้จ่ายอีกต่อไป

เท่ากับว่าประเทศอื่นๆ ที่ใช้เงินสกุลยูโรแทบจะหมดหนทางผลักดันเศรษฐกิจของตนเองทันที

ต้องไม่ลืมว่าส่วนหนึ่งของเงินที่นำมาผลักดันเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกในกลุ่มยูโรโซนในขณะนี้นั้น มาจากการขายพันธบัตรให้กับนักลงทุน และนักลงทุนเหล่านั้นยอมจ่ายเงินเนื่องจากเชื่อมั่นในรัฐบาล ในเงินยูโร ว่าแข็งแกร่งดีพอ

แต่เมื่อสูญเสียความเชื่อมั่น นักลงทุนก็ย่อมเลือกที่จะหลีกลี้หนีหายจากประเทศสมาชิกกลุ่มยูโรโซนอื่นๆ โดยเฉพาะกับประเทศที่กำลังมีหนี้ท่วมหัวอย่างไอร์แลนด์ โปรตุเกส สเปน หรืออิตาลี ต้องประสบกับภาวะขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างรุนแรง เนื่องจากไม่มีใครยอมให้เงิน แถมผลตอบแทนพันธบัตรยังมีแนวโน้มพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อจูงใจให้นักลงทุนยอมเสี่ยงมาซื้อ กลายเป็นต้นทุนภาระหนักที่ต้องแบกรับ

ยังไม่นับรวมกับปัญหาสภาวะเศรษฐกิจถดถอยในภูมิภาคยุโรปที่เสี่ยงจะทำให้เศรษฐกิจของหลายประเทศหยุดชะงัก ไม่มีปัญญาหาเงินใช้หนี้ จนต้องร้องขอเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลประเทศอื่นๆ ในกลุ่มอียู

และอาจต้องเจริญรอยตามกรีซในการเจรจาตัดลดยอดหนี้ ให้เจ้าหนี้ร่วมแบกรับภาวะขาดทุน หั่นมูลค่าทรัพย์สินที่ถือครองอยู่ลง

แค่คิดถึงความเป็นไปได้ดังกล่าวในอนาคต ไม่ต้องรอสาธยายให้เห็นภาพ บรรดานักลงทุนก็กลัวจับจิตตั้งแต่ที่กรีซมีแนวโน้มจะประกาศลาจากอียู

ขณะที่ประเทศสมาชิกอื่นๆ เอง เช่น สเปน อิตาลี ฝรั่งเศส หรือแม้กระทั่งผู้นำกลุ่มอย่างเยอรมนี ก็อาจต้องขอพิจารณาเรื่องการถอนตัวออกจากกลุ่มเช่นเดียวกัน

เพราะในเมื่อเงินยูโรหมดทั้งคุณค่าและมูลค่าในสายตาตลาดการเงิน ก็สู้หันกลับไปใช้เงินสกุลใครสกุลมัน เพื่อความอยู่รอดของแต่ละชาติดีกว่า แทนที่จะดันทุรังร่วมหัวจมท้ายให้เจ็บตัวหนัก

และเพื่อตอบสนองต่อกระแสความต้องการที่เริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ ของประชาชนในแต่ละประเทศ ที่เบื่อหน่ายกับการใช้เงินสกุลยูโรแล้วต้องมานั่งแบกปัญหาที่ไม่ใช่ของตัว

และถ้าประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ขอจรลีจากยูโรโซน ภาคการเงินการธนาคารของยุโรป ซึ่งถือครองพันธบัตรสกุลเงินยูโรก็จะล้มครืนไม่เป็นท่า เพราะตามเก็บหนี้คืนมาไม่ได้ ขณะที่บริษัทเอกชนหรือภาคครัวเรือนก็แย่พอกัน เพราะเงินที่ถืออยู่หมดมูลค่า ไม่สามารถนำมาใช้จ่ายหรือชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย

เรียกได้ว่าเพียงแค่ความกลัวที่กรีซจะก้าวเท้าออกจากยูโรโซน ก็ส่งผลเพียงพอที่จะทำลายรากฐานความแข็งแกร่งของกลุ่มอียูได้

ทั้งนี้ ความเป็นไปได้ดังกล่าวส่งผลให้บรรดารัฐบาลในกลุ่มยูโรโซนทั้งหมดพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะรักษากลุ่มให้รวมกันเป็นก้อนต่อไปได้ ขณะที่ประชาชนในแต่ละประเทศ เช่น กรีซ จากการสำรวจล่าสุดก็ชี้ชัดว่าไม่ได้ปรารถนาที่จะออกจากกลุ่มยูโรโซน เพียงแต่ต้องการลดหย่อนมาตรการรัดเข็มขัดเท่านั้น

แน่นอนว่าหากนักการเมืองในกรีซอย่างพรรคไซริซายังคงยืนกรานที่จะหลับหูหลับตาไม่เอาแผนรัดเข็มขัดท่าเดียว ขณะที่สมาชิกในกลุ่มยูโรโซนก็ไม่คิดเปิดทางเจรจา ยูโรโซนทั้งหมดก็คงต้องเตรียมทำใจกันไว้แต่เนิ่นๆ

อย่างไรก็ตาม หากยังคิดที่จะจับมือไปด้วยกัน ก็ถึงเวลาที่กรีซและสมาชิกอื่นๆ ต้องยอมถอยผ่อนท่าทีที่แข็งกร้าวของตนเองลง

เพราะเดิมพันที่มี คือความอยู่รอดของทั้งสหภาพยุโรปและสกุลเงิน “ยูโร” !!!

 

รื้อจำนำข้าว ก่อน’หายนะ’มาเยือน 2012/05/18

รื้อจำนำข้าว ก่อน’หายนะ’มาเยือน

  • 16 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:44 น.

โดย…จตุพล สันตะกิจ

สัญญาณเตือนความหายนะทางการคลังของประเทศดังชัดเจนมากขึ้นทุกที เมื่อสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง ฟิทช์ เรทติ้งส์ แสดงความกังวลต่อแนวโน้มที่รัฐบาลไทยหันไปพึ่งพาเงินนอกงบประมาณมากขึ้น

เสียงจิ้งจกร้องทักคนยังต้องฟัง เสียงเตือนจาก “สถาบันฝรั่ง” แม้ไม่เชื่อ แต่ต้องเงี่ยหูฟัง

เพราะวันนี้นโยบายรัฐบาลที่สำคัญและใช้เงินนอกงบประมาณสูงมาก คือ การใช้เงินในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกทุกเมล็ด

ล่าสุดธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ปล่อยสินเชื่อให้รัฐบาลเพื่อใช้ในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกแล้วกว่า 1.8 แสนล้านบาท คาดว่าต้องใช้เงินเพิ่มอีก 5 หมื่นล้านบาท ในการรับจำนำข้าวนาปรัง

ขณะที่ปัจจุบันรัฐบาลยังเป็น “ลูกหนี้” รายใหญ่ของ ธ.ก.ส. เนื่องจากการนำเงินมาใช้จ่ายในโครงการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรก่อนปี 2554 กว่า 1 แสนล้านบาท

แต่สิ่งที่น่ากังวลใจยิ่งกว่า คือ โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2555/2556 รัฐบาลเพื่อไทยยังยืนยันเดินหน้านโยบายจำนำข้าวทุกเมล็ด

“นโยบายจำนำข้าวของเรายังเหมือนเดิม คือ รับจำนำทุกเมล็ด” บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ระบุ

หากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปีฤดูกาลใหม่ ตั้งเป้าหมายรับจำนำจะอยู่ที่ 25 ล้านตัน เท่ากับปีที่แล้ว และต้องใช้วงเงินกว่า 4.1 แสนล้านบาท และโอกาส “เข้าเป้า” ก็สูง เพราะไม่มีน้ำท่วม

อีกทั้งราคาจำนำข้าวที่ 1.5 หมื่นบาทต่อตัน จูงใจให้ทั้งนายทุน ชาวนา ชาวนาอาชีพ ชาวนามือสมัครเล่น และชาวนา Part-Time หันมาเอาดีในการปลูกข้าว แม้มีความเสี่ยง “นาล่ม” เพราะฝนฟ้าไม่เป็นใจก็ตาม

ยิ่งเป็นชาวนารายใหญ่ต้นทุนปลูกอยู่ที่ 6,000 บาทต่อตัน แม้ขายข้าวได้ราคา 1.1-1.2 หมื่นบาทต่อตัน ก็ยังกำไร 50% ต่อรอบการปลูก

แต่นั่นทำให้รัฐบาลต้องมีภาระจากโครงการรับจำนำสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าวกว่า 7 แสนล้านบาท

หากทำกันทุกปีไม่มีการเปลี่ยนแปลง ก็เป็นเงินที่มากพอจะทำให้ “เครดิต” การเงินการคลังของประเทศอยู่ระดับ “หายนะ”

ส่วนข้าวสารที่รัฐบาลกอดไว้ในสต๊อก และหวังว่าจะรอขายเป็น “คนสุดท้าย” เมื่อผู้ผลิตรายใหญ่อื่นๆ เช่น อินเดีย เวียดนาม หรือผู้เล่นรายใหม่จากอเมริกาใต้ที่หันมาปลูกข้าวกันมากขึ้น ไม่มีข้าวจะขายแล้ว

คงเป็นเพียงความฝันลมๆ แล้งๆ

“ณ วันที่ 7 พ.ค. รัฐบาลเก็บข้าวสารในสต๊อกกว่า 10 ล้านตัน และจะสังเกตได้ว่าสิ่งที่รัฐบาลทำตอนนี้ คือ รับจำนำข้าวมาเก็บไว้” สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองของชาติ กล่าว

ข้าวสารในสต๊อกของรัฐไม่ต่างจาก “ทุนสำรองฯ” ของนักการเมือง ที่ถูกล้วงมาใช้ทุกครา เมื่อถึงฤดูเลือกตั้ง

บางสมัยมีเสียงร่ำลือกันว่า รัฐมนตรีที่นั่งทับกองข้าวสมัยหนึ่งสั่งระบายข้าวสาร 2 ล้านตัน เงินไหลเข้ากระเป๋าเป็นพันล้านบาท ยกฐานะจากมหาเศรษฐีเป็น “อภิมหาเศรษฐีภูธร” กันข้ามคืน

บางสมัย “คลังข้าวหลวง” มีการงุบงิบขายหาเงินเข้าพรรค พรรคละ 500 ล้านบาทบ้าง 1,000 ล้านบาทบ้าง เกิดปรากฏการณ์ “พูดไม่ออก เพราะข้าวจุกปาก”

ส่วนนโยบายจำนำข้าวที่รัฐบาลหวังให้ชาวนานับล้านมีรายได้จากการจำนำข้าว 1.5 หมื่นบาทต่อตัน

แต่ความเป็นจริง “ฝนตกไม่ทั่วฟ้า” ชาวนาตัวจริงที่ก้มหน้าก้มตาทำนาหลังขดหลังแข็ง แต่ไม่มีข้าวเปลือกเข้าโครงการ บางรายจำยอม “ขายสิทธิ” ใบประทวน 500-1,000 บาทต่อตัน ให้โรงสีที่ออกมาเร่ “รับซื้อ” ก่อนนำข้าวจากประเทศใกล้ๆ มาสวมสิทธิ

หากพลาดท่าถูกจับต้องเข้า “ซังเต” ต่างจากโรงสีที่มีเงินเส้นสาย โอกาสนอนคุกแทบเป็นศูนย์

อีกทั้งโรงสีที่ร่วมโครงการก็มีไม่ถึงพันแห่ง เพราะถูกล็อกสเปกกันไว้ เช่น ต้องวางหลักประกันที่ธนาคารพาณิชย์หรือธนาคารการันตี 70% ของมูลค่าการรับจำนำ

มองในแง่เหตุผลของกระทรวงพาณิชย์ เพราะต้องการให้มั่นใจว่าโรงสีที่เข้าร่วมโครงการมีทุนหนา

แต่ถามว่าจำเป็นหรือไม่ เพราะเงินที่จ่ายให้ชาวนาเป็นเงินจาก ธ.ก.ส. โรงสีแค่ตัวกลางและรับจ้างสีข้าว

หากรายใดต้องการความ “อนุเคราะห์” ก็จ่าย “ใต้โต๊ะ” แต่ก็เปิดทางให้โรงสีหารายได้มากลบค่าหัวคิว โดยกำหนดเงื่อนไข “ห้ามจำนำข้ามเขต” เป็นการันตี “กำไร” ให้โรงสีที่ถูกหักหัวคิวก่อนเป็นอันดับต้นๆ

ชาวนาที่นำข้าวไปจำนำกับโรงสีเหล่านี้ ก็ถูกหักหัวคิวกันทางอ้อมอีกต่อ ทั้งการโกงน้ำหนัก หักความชื้นสูงเกินจริง ซึ่งก็เถียงยาก เพราะหากไม่อยากจำนำก็ขนข้าวกลับไป เรียกว่าเสียทั้งขึ้นทั้งล่อง

“ที่เขาห้ามจำนำข้ามเขต เพราะหวังว่าจะมีข้าวจากที่อื่นมาสวมสิทธิ ผมขอถามว่า แล้วทุกวันนี้มีข้าวสวมสิทธิหรือเปล่า ก็ต้องยอมรับว่ามี” นิพนธ์ วงษ์ตระหง่าน นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าว

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าโครงการรับจำนำไม่มีทางออก

กอบสุข เอี่ยมสุรีย์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าว เรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนนโยบายจำนำข้าวทุกเมล็ด เพราะวันนี้ชาวนาอีสานและภาคเหนือไม่มีข้าวเข้าโครงการ เพราะเขาปลูกเพื่อกินเหลือจึงขาย

ถ้ามีข้าว 3-4 ตัน ค่าขนข้าวไปโรงสีก็ไม่คุ้มแล้ว เส้นทางขนส่งก็ไม่มี

ดังนั้น เลิกประกาศได้แล้วว่ารัฐบาลจะจำนำข้าวทุกเมล็ด และเลิกใช้ชาวนาเป็นข้ออ้างเสียที

ขณะที่การที่เห็นมีชาวนามาขอขึ้นทะเบียนเข้าโครงการและขอรับใบประทวน 100% หรือมากกว่า 100% ก็อย่าเพิ่งดีใจไป เพราะอย่างที่บอก “สิทธิ” ในการนำข้าวเปลือกเข้าโครงการ “มีราคา” และมีคนอยาก “ซื้อ”

ตรงนี้เองที่เป็น “ช่องว่าง” ที่ต้องอุดให้อยู่

ทางแก้ก็ไม่ใช่ไม่มี เพราะ “ชาวนาตัวจริง” ส่วนใหญ่ล้วนเป็นลูกค้าของ ธ.ก.ส. หรือไม่ก็สหกรณ์การเกษตร หากนำข้อมูลวงเงินกู้ซื้อปัจจัยการผลิตมาดู ก็น่าจะได้ตัวเลขพื้นที่ปลูกและปริมาณผลผลิตใกล้เคียงของจริง 70-80% แล้ว

ขณะที่การรับจำนำข้าวที่ยุ้งฉางชาวนา น่าจะเป็นคำตอบ ซึ่งเป็นเรื่องดีที่รัฐบาลทำอยู่แล้ว

แต่ปัญหาของชาวนาวันนี้ คือ ไม่มีเครื่องอบข้าว ไม่มียุ้งฉาง เหตุใดกลไกของภาครัฐ และสารพัดกองทุนที่รัฐบาลตั้งขึ้นจึงไม่สนับสนุนตรงนี้ ข้าวในมือชาวนาที่ต้องเกี่ยวสด จะเก็บไว้ก็ไม่ได้ เพราะข้าวเปลือกจะเน่าเสียก่อน จำต้องขายหรือจำนำกับโรงสีขายที่ความชื้น 30%

ราคาที่ได้ก็ลดลงฮวบตันละ 3,000-4,000 บาท

นิพนธ์ เสนอว่า หากท้องถิ่นทั่วประเทศลงเงินปีละ 1 หมื่นล้านบาท สร้างเครื่องอบข้าว มียุ้งฉางรวม กระทั่งมีเครื่องชั่งน้ำหนักข้าว เครื่องวัดความชื้นข้าวที่ราคาไม่กี่พันบาท หากทำเช่นนี้ชาวนาก็จะมีอำนาจต่อรอง ไม่ต้อง “ง้อ” โรงสี และยอมเสียเปรียบร่ำไป เพราะจะขายข้าวเมื่อไหร่ก็ได้

แต่หากปลงใจนำข้าวเข้าโครงการจำนำ และหากโรงสียัง “จงใจ” เอาเปรียบชาวนาอีก ก็แจ้งความจับกันไปเลย

“โรงสีที่ต้องการทำดีเหลือชาวนาก็มีเยอะ แต่เข้าโครงการไม่ได้ เพราะเงื่อนไขมีการล็อกสเปก ถ้าอยากเข้าโครงการ นั่นก็หมายความว่าต้องพร้อมที่จะโกง” นิพนธ์ กล่าว

ขณะที่สมพร ให้มุมมองว่า หากรัฐบาลเพื่อไทยไม่เกี่ยงว่า “นโยบายประกันรายได้” เป็นนโยบายที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ทำมาก่อน ก็น่าจะนำโครงการนี้มา “ผสมผสาน” กับโครงการรับจำนำของรัฐบาล จะตั้งราคาเท่ากับราคาจำนำที่ 1.5 หมื่นบาทต่อตัน ก็ไม่ว่า

ชาวนาในภาคอีสานหรือภาคเหนือตอนบนที่ปลูกข้าวไว้กินเอง ก็มีสิทธิได้เงินชดเชย “ส่วนต่าง” อย่างนี้รัฐบาลได้คะแนนเสียงชาวนารายย่อยไปเต็ม โรงสีก็ทำหน้าที่ตามกลไกปกติ ส่วนรัฐบาลไม่ต้องแบกข้าวไว้ในสต๊อก

แต่สิ่งที่ต้องเคร่งครัด คือ การขึ้นทะเบียนเกษตรกรต้องเป็น “ของจริง” วิธีการควบคุมไม่ให้มีการขึ้นทะเบียนปลอมก็มี แม้ไม่ได้ผล 100% แต่พอช่วยปรามได้บ้าง

เช่น ติดประกาศในหมู่บ้านเลยว่าใครมีที่ดินเท่าไหร่ ปลูกข้าวเท่าไหร่ หากใครรู้ว่ามีคนแจ้งเท็จก็ให้ข้อมูล “ทางลับ” กับนายอำเภอ โดยมีรางวัลตอบแทนค่าแจ้งเบาะแสหาก “เป็นจริง”

วิธีการนี้ไม่ใช่ว่าไม่มีประเทศไหนเคยทำ ในสมัยที่สหรัฐที่มีโครงการลดพื้นที่ปลูกข้าว ก็ใช้วิธีนี้และได้ผลด้วย

ขณะที่การจัดการผลผลิตข้าวก็มีความสำคัญ เช่น การมีมาตรการจูงใจให้ชาวนาลดรอบการปลูกข้าว เพราะผลการศึกษาต่างชี้ชัดว่าการทำนาในพื้นที่ชลประทาน 2 ครั้งต่อปี และไปปลูกพืชอื่นแทน ได้ผลดีกว่าการทำนา 3 ครั้งต่อปี

ส่วนการฮั้วกับประเทศผู้ผลิตข้าวรายใหญ่อื่นๆ แม้แนวโน้มความสำเร็จ “เป็นไปได้ยาก” แต่ก็น่าจะได้ผลทางจิตวิทยาอยู่บ้าง เพราะชาวนาไทยก็ยังจน ชาวนาเวียดนามก็จน ยิ่งชาวนาอินเดียยิ่งจน

หากระดับราคาข้าวโลกสูงขึ้น ชาวนาทุกประเทศก็ได้กันหมด

ส่วนข้าวสารที่รัฐบาลเก็บไว้ในสต๊อกกว่า 10 ล้านตัน หากระบายข้าวออกต่างประเทศก็ขาดทุนอยู่ดี ซ้ำให้คนต่างประเทศกินข้าวถูก แต่คนไทยกินข้าวแพงในยามที่ข้าวของราคาแพงเช่นนี้

จึงน่าจะเรียกสมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงมาคุย เช่น ถ้ารัฐบาลขายข้าวสารให้ราคาเท่านี้ ให้ผู้ประกอบการขายภายใต้“แบรนด์” ของตัวเอง แต่ขอให้ราคาย่อมเยา หรือเป็นไปตามราคาที่รัฐบาลและผู้ประกอบการข้าวถุงตกลงกันไว้

แต่ต้องจำไว้ว่า อย่าให้หน่วยงานของรัฐ เช่น องค์การคลังสินค้า หรือ อคส. ทำ เพราะทำทีไรเจ๊งทุกที

หากจำเป็นต้องระบายข้าว ก็ต้องทำแบบจีทูจีเหมือนที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ตอนนี้ แต่ก็ต้องคุมการทุจริต ส่วนการเปิดประมูลก็ทำได้ แต่ต้องหาจังหวะระบายและระบายครั้งละไม่มาก

ที่สำคัญอย่าล็อกสเปกตัว “ผู้ส่งออก” หากให้มีการแข่งขันประมูลจริงๆ รับรองว่ารัฐบาลขายข้าวในราคา “ขาดทุน” น้อยลงแน่นอน

แม้การจำนำข้าวที่รัฐบาลทำอยู่นี้ถือว่า “สุ่มเสี่ยง” แต่ใช่ว่าจะไม่มีทางออก

แต่โอกาสที่นักการเมืองจะหาสตางค์เข้ากระเป๋าจะน้อยลงก็เท่านั้นเอง

 

ดร.โกร่งมา…ถึงคราธนาคารกลางเปลี่ยน 2012/05/15

ดร.โกร่งมา…ถึงคราธนาคารกลางเปลี่ยน

  • 15 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:26 น.

โดย…บากบั่น บุญเลิศ

ในที่สุดที่ประชุมคณะกรรมการสรรหา เพื่อคัดเลือกประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (กกธ.) ที่จะมาทำหน้าที่แทน ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก 2 คน คือ คณิศ แสงสุพรรณ และ นนทพล นิ่มสมบุญ ที่หมดวาระลง ก็ลงมติกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดยการประชุมบอร์ดสรรหาที่หารือกันในช่วงเช้าถึงเที่ยงวันที่ 14 พ.ค.ได้ข้อสรุปว่า จะเสนอชื่อ ดร.โกร่งวีรพงษ์ รามางกูร ขึ้นเป็นประธานกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย ทิ้งคู่แข่งคือ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล และ เทียนฉาย กีระนันท์ ไปแบบไม่เห็นฝุ่น

“วันนี้ที่ประชุมก็ได้ข้อสรุปร่วมกันเรียบร้อย ก็เป็นไปตามโพลที่มีสื่อคาดการณ์กันคือ เสนอ อ.วีรพงษ์ เป็นประธานคนเดียว และอีก 2 คน ที่ควรนั่งเป็นบอร์ดผู้ทรงคุณวุฒิ จากการตรวจสอบคุณสมบัติตามพระราชบัญญัติ ธปท.ของทั้ง 3 คน ก็ไม่มีใครมีคุณสมบัติขัดกฎหมาย ซึ่งประธานบอร์ดสรรหาคงจะได้นำรายชื่อประธาน ธปท.คนใหม่เสนอต่อ รมว.คลัง ต่อไป เพื่อที่ รมว.คลัง จะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายต่อไป ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้ต้องทำภายใน 45 วัน” แหล่งข่าวจากบอร์ดสรรหาเปิดเผยผล

อย่างไรก็ตาม วีรพงษ์จะสามารถดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ ธปท.ได้เพียงแค่ 1 ปีเศษเท่านั้น เนื่องจากตาม พ.ร.บ.ธปท. ปี 2551 มาตรา 20 ข้อ (3) กำหนดไว้ว่า กรรมการจะพ้นตำแหน่งต่อเมื่อมีอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์

สำหรับวีรพงษ์นั้น เกิดเมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2486 ปัจจุบันมีอายุ 68 ปี 8 เดือน ดังนั้นจะมีอายุในวาระเหลือแค่ 1 ปี 4 เดือน

การตัดสินใจเลือก ดร.โกร่ง ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานกรรมการธนาคารชาติรอบนี้ ไม่ได้ผิดไปจากการคาดการณ์ของสื่อมวลชนและนักการเงินแม้แต่น้อย

ไม่ใช่เพียงแค่คุณสมบัติครบถ้วนเท่านั้น…

หากแต่วิธีการ แนวคิด กระบวนการทำงานของธนาคารกลางที่ ดร.โกร่ง พยายามเสนอนั้น โดนใจฝ่ายการเมืองผู้กำหนดนโยบายชนิดที่แทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน

แม้ว่าจะมีความพยายามโยงว่า ดร.วีรพงษ์ ที่เป็นประธานที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) นั้นมีคุณสมบัติขัดกับข้อกฎหมายของ ธปท.ที่ห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นกรรมการ แต่ในที่สุดผลการตีความทางกฎหมายก็ระบุว่าการเป็นกรรมการ กยอ.นั้นไม่ขัด

ประธานกรรมการ ธปท.ก็สามารถทำงานควบคู่ไปกับบทบาทหน้าที่ของประธาน กยอ. ที่กำลังดำเนินงานอยู่ได้ ไม่จำเป็นต้องลาออก

ประเด็นที่ควรพิจารณาคือ การเข้ามาของ ดร.โกร่ง ในฐานะประธานกรรมการธนาคารกลางนั้นจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายของธนาคารชาติมากน้อยแค่ไหน

เป็นที่รับรู้กันในวงกว้างว่า “ดร.โกร่ง” และ กิตติรัตน์ ณ ระนองรองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจและ รมว.คลัง ของรัฐบาลนี้ วิจารณ์แนวบริหารมาตรการการเงิน ธปท.ที่ผ่านมาอย่างรุนแรง และแสดงความต้องการชัดเจนที่จะตัดส่วนทุนสำรองออกมาตั้งกองทุนความมั่งคั่ง เรียกร้องให้ ธปท.ลดดอกเบี้ยนโยบายลงและชื่นชอบนโยบาย “บาทอ่อน”

ดังนั้น ถ้า “ดร.โกร่ง” เป็นประธานบอร์ด ธปท.คนใหม่ ก็คงเห็นนโยบายเศรษฐกิจมหภาคไทยเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ

แม้ในทางกฎหมายตำแหน่งประธานบอร์ด ธปท.ไม่ได้มีอำนาจสิทธิขาดชี้ทิศนโยบายเศรษฐกิจไปเสียทีเดียวแบบซ้ายหัน ขวาหัน เพราะตามกฎหมายใหม่แบงก์ชาตินั้น บอร์ด ธปท.ทำหน้าที่เป็นบอร์ดผู้รู้ที่ให้คำปรึกษาแนะนำเท่านั้น

ขณะที่การตัดสินใจบริหารจัดการจริงนั้นเป็นของคณะกรรมการอีก 3 ชุด คือ คณะกรรมการนโยบายการเงิน คณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน และคณะกรรมการระบบการชำระเงิน ซึ่งมีผู้ว่าการ ธปท.เป็นประธานในแต่ละคณะ

แต่ถ้าประธานบอร์ดกับผู้ว่าการ ธปท.มีความเห็นที่แตกต่างกันชนิดสุดขั้วคงไม่ต้องทายกันว่า จากนี้ไปนโยบายเศรษฐกิจและการบริหารจัดการนโยบายการเงินจะร้อนระอุเพียงใด

คอลัมน์ คนเดินตรอก ในประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 9-11 เม.ย. 2555 ที่เขียนโดย วีรพงษ์ รามางกูร ในเรื่อง การบริหารจัดการมหเศรษฐกิจหรือเศรษฐกิจส่วนรวมน่าจะสะท้อนภาพที่น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนทางนโยบายการเงินของประเทศได้

ดร.โกร่ง ระบุว่า ทุกวันนี้และในทุกประเทศที่พูดว่าเศรษฐกิจของตนเป็นระบบเศรษฐกิจเสรี มีกลไกการตลาดเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าทิศทางเศรษฐกิจของตนจะไปในทิศทางใด ระดับราคาสินค้าและบริการอัตราดอกเบี้ย ระดับการจ้างงาน อัตราค่าจ้างแรงงาน ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด แต่ไม่มีประเทศใดปล่อยทุกอย่างเป็นไปตามกลไกตลาดอย่างเสรีจริง

แม้แต่สหรัฐอเมริกาที่ประชาชนมีค่านิยมไปในทางเสรีนิยมอย่างสุดโต่ง ก็ยังต้องมีการจัดการเศรษฐกิจมหภาค คอยคัดหางเสือให้เรือแล่นไปในทิศทางที่ต้องการ การบริหารจัดการให้ระบบเศรษฐกิจเดินไปในทิศทางที่วางแผนไว้ในอนาคตสัก 510 ปีข้างหน้า

การที่ระบบเศรษฐกิจจะเจริญเติบโต ขยายตัวมั่งคั่งขึ้นก็จะต้องมีการลงทุน ผู้ที่จะลงทุนก็มีเอกชนกับรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ

ทีนี้ลองมาดูเศรษฐกิจประเทศไทยของเรา เราเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมาโดยตลอด นับดูแล้วตั้งแต่ปี 2541 มาจนถึงปี 2554 คือ 14 ปีมานี้ รวมยอดการเกินดุลการออมหรือการออมสุทธิ ซึ่งเท่ากับการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดรวมได้กว่า 1.2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ รวมเอาไปใช้หนี้ไอเอ็มเอฟก็แค่ 1.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

ดังนั้น ในทุนสำรองระหว่างประเทศทั้งหมด 1.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เป็นเงินที่เราทำมาหาได้เองเสียประมาณ 1.2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ที่เหลืออีก 67 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ที่เกินมาก็เป็นเพราะใน 14 ปีที่ผ่านมาเงินไหลเข้าประเทศในรูปของเงินทุนสูงกว่าเงินไหลออก 67 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ อีกทั้งเงิน 67 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ที่ไหลเข้ามากกว่าไหลออกเป็นการลงทุนโดยตรง

ส่วนที่เหลือซึ่งส่วนมากไม่ได้มาในรูปเงินตรา แต่มาในรูปเครื่องจักรเครื่องยนต์กลไก โรงงาน โรงเรือน ฯลฯ ซึ่งไหลออกไปไม่ได้ง่ายๆ นอกจากขายให้คนไทยแล้วเอาเงินออกไป

อีกส่วนคือ เงินกู้ยืม เช่น รัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ กู้ยืมเงินตราต่างประเทศมาใช้จ่ายเพื่อการลงทุน สร้างถนนหนทาง ท่าเรือ สนามบิน ทางรถไฟ หรือเอกชนออกหุ้นกู้มาขยายงาน เงินกู้เหล่านี้มีทั้งระยะสั้นไม่เกินปี และระยะยาว 5 ปี 10 ปี ที่เหลือก็เป็นเงินไหลเข้ามาซื้อตราสารหนี้ ซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ พันธบัตรรัฐบาล หรือหุ้นกู้

เมื่อเป็นอย่างนี้เราควรจะเปลี่ยนทัศนคติได้แล้วว่า ประเทศของเราไม่ได้เป็นประเทศที่ลงทุนเกินตัวหรือเกินไป แต่เป็นประเทศที่ลงทุนน้อยเกินไป เมื่อเปรียบเทียบกับการทำมาหาได้

ถ้าเราจะเร่งรัดการลงทุนทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ จนทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล ถ้าจะขาดดุลสักปีละ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ติดต่อกันสัก 10 ปี ทุนสำรองที่มาจากลำแข้งตนเองก็จะหมดไปเพียง 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น แต่ประเทศจะได้มีรถไฟความเร็วสูงใช้ทั้งประเทศ

ได้ท่าเรือน้ำลึกใหม่ ได้สนามบินที่ใหญ่และทันสมัยกว่าเดิม ได้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยมากขึ้น

ประเทศก็จะเปลี่ยนโฉมก้าวขึ้นสู่ระดับการพัฒนาอีกระดับหนึ่ง เพราะความสามารถในการแข่งขันจะสูงขึ้น โดยไม่เป็นอันตรายต่อเสถียรภาพทางการเงินเลย ทุนสำรองระหว่างประเทศก็จะยังมีเหลืออยู่อีกกว่า 1.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

ปฏิบัติการทางนโยบายหลังจากนี้ไปจะเป็นแบบนี้แน่นอน

 

ราคาสินค้า”ยิ่งแก้ยิ่งแพง” 2012/05/15

ราคาสินค้า”ยิ่งแก้ยิ่งแพง”

  • 14 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:36 น.

โดย…ชลลดา อิงศรีสว่าง

หลังจากที่รัฐบาลดูเบาปัญหาราคาสินค้าแพง ไม่ให้ความสนใจกับการแก้ไขปัญหาเท่าที่ควร วันนี้ปัญหาของแพงกำลังเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดที่กัดเซาะความมั่นใจในการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล เรื่องนี้สะท้อนออกมาจากโพลหลายสำนัก คะแนนนิยมในรัฐบาลลดลงเรื่องของแพงเป็นเหตุ

รัฐบาลยืนยันว่าของแพงเป็นการคิดไปเองของประชาชน เพราะจากการรายงานของกระทรวงพาณิชย์นั้น ราคาสินค้าแพงขึ้นไม่กี่รายการ ไม่ได้แพงทั้งแผ่นดิน ตามที่พรรคฝ่ายค้านโจมตี แต่กระแสของแพงไม่เงียบลงง่ายๆ เพราะสิ่งที่ประชาชนเห็นและประสบอยู่โดยข้อเท็จจริง คือ ของแพงทั้งสินค้าอุปโภคและบริโภค จนรัฐบาลทานกระแสไม่ได้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ต้องออกโรงเดินทางไปตรวจตลาดด้วยตัวเอง และก็ยังพบว่าของไม่ได้แพงมากเกินเหตุ ตรงตามที่กระทรวงพาณิชย์รายงาน

แต่ฝ่ายค้านตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น มีการเปิดตัวเลขราคาสินค้าที่ส่งทีมงานไปสำรวจค้านกับการข่าวของกระทรวงพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง จนทำให้นายกฯ นั่งไม่ติด ต้องลงมาขันนอตในเรื่องการแก้ไขสินค้าแพงด้วยตัวเอง

การหาคนผิดในเรื่องของแพงนั้น ฝ่ายค้านชี้เป้ามาที่รัฐบาล ที่ได้เริ่มนโยบายประชานิยมสุดโต่งหลายเรื่อง ที่ล้วนแต่เพิ่มต้นทุนการผลิตทั้งสิ้น อาทิ การเริ่มค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท แม้ทำไม่ได้ทั่วประเทศ แต่รัฐบาลก็นำร่องไปก่อนใน 7 จังหวัด และการลอยตัวราคาก๊าซในภาคการขนส่ง รวมทั้งปล่อยให้ราคาน้ำมันดีเซลขยับขึ้น ทำให้พ่อค้าคนกลางมีข้ออ้างอย่างชอบธรรมในการขึ้นราคาสินค้า และยิ่งขายส่งกันหลายทอดต้นทุนก็ถูกส่งผ่านไปที่ผู้บริโภคเป็นคนสุดท้าย

ข้อมูลสินค้าแพงนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่เถียงกันไม่ได้ และนายกฯ เองก็จับประเด็นถูก ที่ให้ตรวจสอบไส้ในของต้นทุนสินค้าว่า มาจากกการขึ้นราคาจากพ่อค้าคนกลางเท่าไหร่

การตรวจสอบราคาสินค้าของรัฐบาลก็เป็นกระบวนการที่ต้องทำ และหาทางแก้ไขปัญหาต่อไป แต่กว่าจะเห็นผลว่าราคาสินค้าลดลง รัฐบาลก็อาจจะเสียฐานเสียงมวลชนคนรากหญ้าไป ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องทำทุกทางเพื่อเรียกกระแสความเชื่อมั่นกลับมา

กรณ์ จาติกวณิช สส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ อดีต รมว.คลัง กล่าวว่า สถานการณ์ตอนนี้อันตราย สาเหตุเป็นเพราะเมื่อรัฐบาลเริ่มรู้สึกว่าคะแนนนิยมตก การแก้ไขรัฐธรรมนูญและการทำกฎหมายปรองดองก็ยังไม่สำเร็จ รัฐบาลจึงยิ่งจะเพิ่มดีกรีความเข้มข้นของนโยบายประชานิยม และนโยบายยิ่งเข้มข้นขึ้นไปอีก

“ยิ่งรัฐบาลทำประชานิยมหนักยิ่งขึ้น ความเสียหายก็จะยิ่งตามมามากยิ่งขึ้น อดีตนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ออกมายืนยันเดินหน้านโยบายจำนำข้าวต่อเนื่อง ทั้งที่รู้ว่านโยบายนี้มีจุดรั่วไหลมาก สูญเสียงบประมาณไปหลายแสนล้านบาท และจะสร้างปัญหาให้กับการส่งออกข้าวไทย และปัจจุบันไทยก็ไม่ได้เป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลกอีกแล้ว นอกจากนี้ยังมีนโยบายพักหนี้ดี บัตรเครดิตชาวนา ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนสร้างความเสียหายให้กับธนาคารของรัฐ และในที่สุดก็จะต้องขอเงินงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งก็คือเงินภาษีของประชาชนทั้งประเทศมาชดเชย” กรณ์ กล่าว

ความกังวลเรื่องคะแนนเสียงน่าจะเป็นเรื่องที่รัฐบาลเอาอยู่ เพราะฐานเสียงคนเสื้อแดงก็ยังรักและมีรอยัลตีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างเหนียวแน่น แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้น คือ ปัญหาจิตวิทยาสะท้อนกลับ หากประชาชนรู้สึกว่าของแพง แต่รายได้เท่าเดิม ก็จะเริ่มประหยัดการใช้จ่าย และหากคิดเหมือนกันทั้งแผ่นดิน สิ่งที่จะตามมา คือ เศรษฐกิจจะหดตัวและเกิดเงินฝืด ทีนี้จะกลายเป็นเกิดภาวะเงินฝืดและเงินเฟ้อในเวลาเดียวกัน ซึ่งจะเริ่มแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ยากขึ้น

ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลน่าจะตระหนักในประเด็นนี้ จึงได้ขมีขมันจัดงานจิตวิทยามวลชน มหกรรมสินค้าถูกทั้งแผ่นดิน มาแก้ลำฝ่ายค้าน นอกจากนี้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ก็สั่งให้รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจทั้งหมดเดินตลาด เพื่อสำรวจราคาสินค้า ตั้งวอร์รูม โดยนำคนจากกระทรวงพาณิชย์มามอนิเตอร์ราคาสินค้า 50 รายการ และให้รายงานให้ประชาชนทราบทุกวัน

ยังไม่พอ รัฐบาลต่ออายุนโยบายรถไฟ รถเมล์ฟรี ออกไปอีก รวมทั้งไม่ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ทางกระทรวงพาณิชย์เตรียมจะคุมราคาสินค้าอาหารจานด่วน ที่ประชาชนกินอยู่ทุกวัน อาทิ ข้ามมันไก่ ข้าวขาหมู ฯลฯ และจะลงโทษอย่างเด็ดขาดกับคนที่ขายเกินราคา มีโทษปรับหนักสุด 7 แสนบาท หรือจำคุก 7 ปี

อีกทั้งจะขอความร่วมมือเอกชน ตรึงราคาสินค้าไปอีก 4 เดือน โดยรัฐบาลหวังว่าเมื่อเศรษฐกิจฟื้น กำลังซื้อของประชาชนกลับมา ราคาน้ำมันลดลง ต้นทุนการผลิตจะทรงตัว ราคาสินค้าจะเริ่มทรงตัวด้วยเช่นกัน โดยช่วงนี้ก็จะต้องหานโยบายเพิ่มรายได้มาให้กับประชาชนคู่ไปด้วย

อย่างไรก็ตาม แนวทางสงครามจิตวิทยาระหว่างรัฐบาลและฝ่ายค้าน ในการช่วงชิงคะแนนนิยมจากประชาชนยังไม่จบง่ายๆ เพราะการที่รัฐบาลเลือกวิธีบิดเบือนกลไกตลาด กดราคาสินค้าด้วยการตรึงราคาไว้ก่อน 4 เดือนนั้น เป็นแนวทางที่จะสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นในอนาคต เพราะหากต้นทุนไม่ลดลงทางผู้ประกอบการก็จะยังต้องขึ้นราคาสินค้าอยู่ดี

นอกจากนี้ รัฐบาลเองก็เมินเสียงร้องขอจากผู้ประกอบการ ที่ขอให้ชะลอการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอีก 70 จังหวัดในเดือน ม.ค. 2556 จุดนี้เป็นต้นทุนในอนาคตที่ผู้ประกอบการเล็งเห็น และก็จะระดมขึ้นราคาสินค้าไว้ก่อนเพื่อหากำไรไว้รองรับต้นทุนในอนาคตเพื่อให้กำไรเท่าเดิม

ดังนั้น เชื่อได้ว่าหากพ้น 4 เดือน ที่รัฐบาลขอให้ตรึงราคาสินค้าออกไป ราคาสินค้าก็จะดีดกลับมาเป็นขาขึ้น ซึ่งเงินเฟ้อในวันนี้ก็มาจากการบิดเบือนโครงสร้างราคาน้ำมัน บิดเบือนต้นทุนผ่านโครงการประชานิยมและเงินอุดหนุนต่างๆ ฉะนั้นการเลือกตรึงราคาสินค้าวันนี้ ก็จะไปสร้างปัญหาเงินเฟ้อในอีก 4 เดือนข้างหน้าอยู่ดี

เรื่องนี้ รมว.คลังเงา ของพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า ในอีกหลายเดือนข้างหน้าราคาสินค้าอุปโภคบริโภคต้องขึ้นอีกแน่นอน ในขณะนี้ตลาดแรงงานมีคนว่างงานน้อย ราคาสินค้าสูง และรัฐบาลมีนโยบายอัดฉีดด้วยงบประมาณขาดดุลต่อเนื่อง โดยปกติในสถานการณ์อย่างนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะต้องปรับดอกเบี้ยขึ้นเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ

แต่รัฐบาลส่งสัญญาณชัดเจนว่า ไม่ต้องการให้ ธปท.ทำเช่นนั้น เพราะตระหนักว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่ชอบดอกเบี้ยแพง พูดง่ายๆ คือ จะเอาแต่ได้ ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายก็คือของจะแพงขึ้นเรื่อยๆ หรือไม่ก็ต้องคอยดู ที่ผมขอแนะนำเลยก็คือ เมื่อแนวโน้มโอกาสเป็นเช่นนั้น ทุกครัวเรือนต้องระมัดระวังเรื่องค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น สุดท้ายรัฐบาลยังแถมด้วยการประกาศนโยบายเงินบาทอ่อนอีกต่างหาก ซึ่งอาจช่วยผู้ส่งออก แต่เมื่อค่าเงินในกระเป๋าคนไทยลดลง ผลก็คือแพงขึ้นอีก

แหล่งข่าวจากมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มองว่า จิตวิทยามีผลต่อการใช้จ่ายของประชาชนมาก หากคนรู้สึกไม่มั่งคงก็จะออมมากขึ้นลดค่าใช้จ่ายลง ซึ่งจะทำให้ภาพรวมของเศรษฐกิจชะลอตัวลงเช่นกัน ขณะนี้การส่งออกของไทยก็ยังดูไม่ดี เพราะได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก ทั้งสหรัฐและอียู ที่เป็นกลุ่มประเทศคู่ค้าสำคัญ ก็ยังไม่ฟื้นตัวดี จึงยากที่จะดันให้การส่งออกสูงเหมือนเดิม

นอกจากนี้ การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล ก็ยังไม่เกิดขึ้นจริง ที่มีการลงทุนในขณะนี้คือการลงทุนของเอกชน โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ก็กลับมาผลิตได้เหมือนเดิม ดังนั้นแรงส่งให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดีในปีนี้ มีเพียงการใช้จ่ายของประชาชนในประเทศ และการที่มีเงินไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น ก็อาจจะช่วยให้การบริโภคดีขึ้นบ้าง แต่ก็เป็นเรื่องน่าเป็นห่วงหากเงินไหลออก จะหวังเงินทุนไหลเข้าที่ไม่ได้มาลงทุนทางตรงกระตุกเศรษฐกิจจึงยาก

หลายสำนักพยากรณ์เศรษฐกิจทั้งในประเทศและนอกประเทศชี้ว่าในปีนี้ขยายตัว 4.5-6.5% อาจจะต้องเปลี่ยนใจ หากดูท่าทางตัวเลขเงินเฟ้อยังไม่หยุดเป็นขาขึ้น อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจอาจจะไม่แจ่มแจ๋วตามที่รัฐบาลอยากเห็น

อย่างไรก็ดี ไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า หากดูฐานตลอดทั้งปี ธปท.ยังประเมินว่าเงินเฟ้อพื้นฐานจะยังสามารถอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 0.53% ได้ โดยด้านสูงยังอยู่ที่ 3% ซึ่งในระยะต่อไปอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจจะทยอยขยับขึ้นเล็กน้อย เพื่อดูแลระดับอัตราเงินเฟ้อไม่ให้เกินเป้าหมายที่กำหนดไว้

ส่วนในกรณีเลวร้ายก็มีความเสี่ยงเช่นกันว่า เงินเฟ้ออาจจะเกินกรอบเป้าหมาย ซึ่ง ธปท.ติดตามกรณีนี้อย่างใกล้ชิด แต่ในเดือน พ.ค. ได้ประมาณการเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยทั้งปีไว้ที่ 2.5% แต่หากพิจารณาเป็นรายไตรมาส กลับพบว่าในกรณีเลวร้าย คือ มีปัจจัยมากระทบเงินเฟ้อมากขึ้น อาทิ ราคาน้ำมันสูงขึ้น ฯลฯ ในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ เงินเฟ้อพื้นฐานอาจมีโอกาสสูงขึ้นไปที่ระดับ 3-4.5% ได้ ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อที่ตั้งไว้ที่ 0.5-3% ได้

หากวิเคราะห์อย่างรอบด้าน จะเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้ไม่เอื้อให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาของแพงได้ง่าย เพราะทำด้านหนึ่งก็จะไปกระทบอีกด้านหนึ่ง เชื่อว่ารัฐบาลจะใช้วิธีการประชานิยมเข้มข้นต่อไป เพราะนั่นเป็นทางเดียวที่จะดึงจิตวิทยามวลชนให้กลับมาใช้จ่ายบริโภคต่อไปได้ ส่วนปัญหาด้านงบประมาณหรือก่อหนี้เพิ่มนั้น รัฐบาลจะไปหาทางออกอื่น ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการขอเงินทุนสำรองทางการของ ธปท.ออกมาใช้ลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป

 

มาตรการซอฟต์โลน ฝนตกไม่ทั่วฟ้า 2012/05/12

มาตรการซอฟต์โลน ฝนตกไม่ทั่วฟ้า

  • 11 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:08 น.

โดย…บากบั่น บุญเลิศ

วิกฤตอุทกภัยครั้งที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจในวงกว้างอย่างไม่สามารถประเมินค่าได้ และหลายฝ่ายต่างวิตกกังวลกับเงินทุนที่จะนำมาใช้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจภายหลังน้ำลด และมาตรการหนึ่งที่สาธารณชนคิดถึงเป็นลำดับต้นๆ คือ การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ภาคธุรกิจซอฟต์โลนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผ่านธนาคารพาณิชย์ ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากมาตรการดังกล่าวสามารถจับต้องได้อย่างชัดเจนและอยู่คู่กับสังคมไทยยาวนานถึง 55 ปี และเพิ่งยุติบทบาทได้เพียงครึ่งปีเท่านั้น

และตั้งแต่ปี 2548 มาตรการนี้มีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือภาคธุรกิจที่ประสบกับปัญหาที่หลากหลาย เช่น ไข้หวัดนก สึนามิ ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงธุรกิจเอสเอ็มอีที่ประสบกับปัญหาค่าเงินบาทแข็งได้ลืมตาอ้าปาก

อย่างไรก็ตาม มาตรการซอฟต์โลนของธนาคารกลางเช่นนี้ เป็นประเด็นที่มีการโต้เถียงในกลุ่มนักวิชาการในระดับสากล และธนาคารกลางในประเทศพัฒนาแล้วจะพยายามหลีกเลี่ยงที่จะดำเนินมาตรการลักษณะนี้ จึงต้องวิเคราะห์ว่าการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ภาคธุรกิจของธนาคารกลางมีข้อจำกัดอย่างไร

หากไม่ใช้มาตรการนี้ ธนาคารกลางจะมีช่องทางในการให้ความช่วยเหลือแก่ภาคธุรกิจในช่วงวิกฤตอย่างไร

ประเด็นที่ต้องพิเคราะห์ร่วมกันคือ การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ภาคธุรกิจของธนาคารกลางมีข้อจำกัดอย่างไร?

ในการดำเนินการ กรณี ธปท.ในอดีตจะให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ภาคธุรกิจผ่านธนาคารพาณิชย์ โดยมีตั๋วสัญญาใช้เงิน (ตั๋วฯ) ของผู้ประกอบการเป็นหลักประกัน โดย ธปท.ให้แรงจูงใจกับธนาคารพาณิชย์ด้วยการกำหนดสัดส่วนการให้สินเชื่อระหว่าง ธปท.และธนาคารพาณิชย์และการกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์และภาคธุรกิจควรได้รับที่จะให้ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าและธนาคารพาณิชย์ยังสามารถสร้างทัศนคติที่ดีต่อลูกค้าอีกทางหนึ่งด้วย

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเพียงผลประ โยชน์ที่ภาคธุรกิจได้รับน่าจะเป็นผลดีต่อการดำเนินธุรกิจ แต่หากพิจารณาถึงต้นทุนที่สังคมได้รับ จะพบว่าบทบาทนี้ทำให้การจัดสรรทรัพยากรไม่มีประสิทธิภาพและไม่สามารถช่วยเหลือภาคธุรกิจให้แข็งแกร่งในระยะยาวอย่างที่คาดหวัง

รวมถึงไปกระทบต่อกลไกการดำเนินการของสถาบันการเงินและนโยบายการเงินของธนาคารกลางด้วย

1.การที่ธนาคารพาณิชย์เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนมาตรการนี้ และเมื่อไม่มีอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมมาช่วยคัดกรองการอนุมัติสินเชื่อแล้ว ธนาคารพาณิชย์ต้องอาศัยหลักเกณฑ์อื่นที่ไม่ใช่กลไกตลาดมาคัดกรองผู้ประกอบการที่ควรได้รับความช่วยเหลือ ทำให้ลูกค้าชั้นดีที่มีความเสี่ยงต่ำได้รับประโยชน์ ขณะที่ธุรกิจที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริงมักเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงกลับไม่ได้รับผลประโยชน์นี้

ดังนั้น มาตรการนี้จึงไม่สามารถกระจายความช่วยเหลือได้อย่างทั่วถึง และหากพิจารณาให้ลึกขึ้นจะพบว่า ถ้าในธุรกิจที่เผชิญปัญหาเดียวกันมีผู้ประกอบการบางรายเท่านั้นที่ได้รับความช่วยเหลือ จะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการแข่งขัน เพราะมีต้นทุนการเงินที่ไม่เท่าเทียมกัน

2.สามารถเกิดการแย่งชิงทรัพยากรได้ เนื่องจากความเสียหายครั้งนี้ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อผู้ประกอบการทุกขนาด การให้ดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตราตลาดอาจเป็นสิ่งจูงใจให้ผู้ประกอบการที่สามารถระดมทุนจากแหล่งเงินทุนอื่น อาทิ ออกตราสารหนี้ ตลาดทุน หรือกู้จากต่างประเทศ ถือโอกาสมาใช้สินเชื่อช่องทางนี้ ซึ่งจะยิ่งลิดรอนโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของธุรกิจหรือผู้ประกอบการที่อ่อนแอกว่า

3.ลดความสามารถการแข่งขันของภาคธุรกิจ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ภาคธุรกิจได้รับจากธนาคารพาณิชย์ เป็นตัวแปรที่สะท้อนถึงความเสี่ยงของธุรกิจ มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำอาจจะทำให้ภาคธุรกิจประเมินความเสี่ยงน้อยกว่าที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจในการดำเนินการและการลงทุน เพราะเปรียบเสมือนการคุ้มครอง ทำให้ภาคธุรกิจนั้นไม่มีศักยภาพในการแข่งขันในระยะยาว

นอกจากนี้ จากประสบการณ์การให้ความช่วยเหลือดังกล่าวมักถูกขยายขอบเขตทั้งในเรื่องของประเภทธุรกิจและระยะเวลา จึงยิ่งทำให้ภาคธุรกิจแข็งแกร่งอย่างแท้จริงได้ยาก

4.สร้างการบิดเบือนในการลงทุนด้วยเพราะเงินที่นำมาใช้ในการผลักดันนโยบายนี้มีต้นทุนค่าเสียโอกาส จึงควรพิจารณานำไปลงทุนอย่างอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าในเชิงนโยบายอย่างแท้จริง

5.มีผลต่อสภาพคล่องในระบบ ซึ่งกระทบต่อการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลาง กล่าวคือ ธนาคารกลางทุกแห่งมีหน้าที่ดำเนินนโยบายการเงินเพื่อดำรงไว้ซึ่งเสถียรภาพภาย ในประเทศ ผ่านการรักษาปริมาณเงินในระบบให้เหมาะสม ไม่ว่าจะกำหนดเป้าหมายนโยบายการเงินอย่างไร เช่น การดูแลเสถียรภาพด้านราคา ปริมาณเงิน อัตราดอกเบี้ย หรืออัตราแลกเปลี่ยนอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง เป็นต้น แต่การให้ความช่วยเหลือทางการเงินในลักษณะนี้เป็นการอัดฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ ซึ่งในที่สุดอาจทำให้การดำเนินนโยบายการเงินไม่อยู่ในเป้าหมาย

หากธนาคารต้องการดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคา แต่อีกช่องทางหนึ่งกลับมีการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น และเมื่อสภาพคล่องในระบบสูงขึ้นและอาจทำให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นได้

ประเด็นที่สร้างความกังวลต่อสาธารณชนขณะนี้คือ ภายใต้วิกฤตอุทกภัยครั้งนี้ภาคธุรกิจต้องการความช่วยเหลือทางการเงินอย่างเร่งด่วนและจำนวนมาก หากปราศจากบทบาทนี้ ธปท.จะมีส่วนช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อย่างไร

ในประเทศพัฒนาแล้วเพื่อบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติต่างๆ พบว่า การให้ความช่วยเหลือมีหลากหลายรูปแบบโดยไม่จำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือทางการเงินโดยตรง ธนาคารกลางในประเทศพัฒนาแล้วจะมุ่งดูแลสภาพคล่องในตลาดการเงินให้มีเพียงพอต่อความต้องการเป็นหลัก

กรณีเหตุการณ์ 911 (ปี 2544) ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ได้ซื้อหลักทรัพย์รัฐบาลในตลาดรองจำนวนมาก เพื่ออัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ตลาดการเงิน รวมถึงให้ธนาคารพาณิชย์กู้เงินโดยตรง

ระยะต่อมาได้เตรียมสภาพคล่องให้พร้อมสำหรับธนาคารพาณิชย์ที่จำเป็นต้องใช้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้

นี่คือเรื่องที่ธนาคารกลางต้องพิจารณาทบทวน

 

แก้กฎหมายฟอกเงินเรื่องด่วนที่ถูกลืม 2012/05/12

แก้กฎหมายฟอกเงินเรื่องด่วนที่ถูกลืม

  • 10 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:35 น.

โดย…ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์ ชลลดา อิงศรีสว่าง

เรื่องเล็กที่รัฐบาลมองข้าม แต่กำลังจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ในเร็วๆ นี้ คือ เรื่องที่ประเทศไทยขึ้นแบล็กลิสต์ จัดอยู่กลุ่มประเทศ “สีเทา” ที่ The Financial Action Task Force (FATF) องค์กรต่อต้านการฟอกเงินโลก ได้เห็นว่าไทยเป็นประเทศที่กฎหมายฟอกเงินยังไม่ดีพอ เพราะยังไม่ต่อต้านตัดทางการฟอกเงินจากการก่อการร้าย

เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เดือน ก.พ. 2555 แต่ไม่มีคนในรัฐบาลใส่ใจจะแก้ไข คิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน จึงไม่มีการติดตามแก้ไขในเรื่องนี้

ผ่านมา 3 เดือน เรื่องนี้กลายเป็นปัญหาใหญ่ระดับประเทศไปแล้ว เมื่อคณะกรรมการร่วม 3 สถาบันภาคเอกชน (กกร.) ทั้งสมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าไทย ออกมาบอกว่า ขณะนี้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายฟอกเงินที่นานาชาติไม่ยอมรับแล้ว

ผลกระทบที่ไทยสอบตกมาตรฐานการจัดการฟอกเงิน และการต่อต้านการก่อการร้าย เพราะขาดเครื่องมือด้านกฎหมายที่เป็นมาตรฐานระดับสากลเข้ามาที่จะจัดการ ทำให้เกิดการตอบโต้จากนานาชาติที่จะเข้มงวดการตรวจสอบธุรกรรมการเงิน และรุนแรงถึงขั้นปฏิเสธการทำธุรกรรมด้านการเงิน

ธวัชชัย ยงกิตติกุล เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ขณะนี้มีสถาบันการเงินในต่างประเทศบางแห่งสั่งระงับการทำธุรกรรมกับประเทศไทยแล้ว

อีกทั้งมีสถาบันการเงินในต่างประเทศบางแห่งเริ่มขอข้อมูลรายละเอียดในการทำธุรกรรมทางการเงินจากสถาบันการเงินไทยมากขึ้น และการติดต่อการทำค้าขายระหว่างประเทศผู้ค้าในต่างประเทศเริ่มไม่แน่ใจว่าควรจะส่งเงินเข้ามาชำระค่าสินค้าหรือไม่

ความพยายามเฮือกสุดท้าย “ไทย” ต้องแสดงความชัดเจนว่าให้ความสำคัญกับปัญหาการฟอกเงินและการต่อต้านการก่อการร้ายให้ชัดเจน ตอนนี้เหลือเวลาไม่ถึง 1 ปี ไทยต้องดิ้นให้หลุดจากการถูกขึ้นบัญชีสีเทา ภายในเดือน ก.พ. 2556 ที่คณะพิจารณา International Coope ration Review Group (IRCG) ซึ่งเป็นคณะทำงานย่อยของ FATF จะพิจารณาทบทวนฐานะประเทศไทยอีกครั้ง

หากรัฐสภาไม่ผ่านร่างกฎหมายฟอกเงินและต่อต้านการก่อการร้ายให้ทันเวลา นับว่าสัญญาณอันตรายที่ไทยเตรียมตัวได้ที่จะต้องก้าวสู่จากบัญชีสีเทาเป็นบัญชีสีดำ หรือแบล็กลิสต์ ขึ้นแท่นประเทศเสี่ยงฟอกเงินอย่างเต็มขั้น

นั่นหมายความว่านานาประเทศจะเพิ่มความเข้มงวดเป็นเท่าทวีคูณในการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงิน ทั้งด้านการค้า และการลงทุน ซึ่งจะสร้างความเสียหายอย่างมหาศาล

ผลที่จะกระทบตามมาในอนาคตจะมีทั้งต่อการค้าระหว่างประเทศ ที่การทำมาค้าขายอาจจะไม่คล่องตัว ไม่สะดวกเหมือนก่อน โดยเฉพาะผู้ส่งออกและนำเข้าจะเจอปัญหาก่อน

และตามมาด้วยผลกระทบภาคประชาชน ที่จะทำให้คนไทยไม่สามารถใช้บัตรเครดิตในต่างประเทศได้ เพราะสถาบันการเงินในต่างประเทศไม่รับทำธุรกรรมกับไทย ซึ่งมีความเสี่ยงกับการฟอกเงิน

ที่ผ่านมาภาคเอกชนรวมตัวในนาม กกร. ออกมาตอกย้ำให้รัฐบาลเห็นความสำคัญการออกกฎหมาย 2 ฉบับนี้

ในขณะที่รัฐบาลยังมองไม่เห็นภาพความสำคัญ แม้กระทั่งตัวนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กกร.ได้ยื่นหนังสือมาแล้วครั้งหนึ่งเรื่องก็ยังเงียบหาย และในเร็วๆ นี้ภาคเอกชนจะยื่นหนังสือให้ “ยิ่งลักษณ์” เพื่อกระทุ้งอีกครั้ง ให้ช่วยเร่งผลักดันและเห็นความสำคัญของกฎหมายสองฉบับนี้

ส่วนความคืบหน้าของกฎหมายฟอกเงินและต่อต้านการก่อการร้าย ตอนนี้ถือว่าได้ผ่านยังไม่ถึงครึ่งทาง อยู่ที่ 4 ขั้นจาก 9 ขั้นแล้ว โดยเป็นร่างที่เป็นที่ยอมรับทั้งของสากล ทั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) หรือเอฟเอทีเอฟ ซึ่งคาดว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรีให้เห็นชอบได้ภายในเดือน มิ.ย. 2555 นี้ ก่อนเสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรออกเป็นกฎหมายต่อไป ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะใช้เวลาเท่าใดแต่หวังว่ากฎหมายจะมีความคืบหน้าและใช้ได้ทันในเดือน ม.ค.2556 เพราะคณะทำงานอินเตอร์เนชั่นแนล โคโอเปอเรชั่น รีวิว กรุ๊ป (ไออาร์ซีจี) ซึ่งเป็นคณะทำงานย่อยของเอฟเอทีเอฟในการพิจารณาประเทศที่อยู่ในกลุ่มบัญชีสีเทาจะพิจารณาอีกครั้งในเดือน ก.พ.2556 นี้

ปัจจุบันในภาคของธนาคารไทยเองมีความพร้อมอยู่แล้วในการที่จะอายัด ระงับธุรกรรมการเงินของผู้ต้องสงสัยว่าก่อการร้าย แต่ที่ผ่านมา ไม่สามารถจะทำได้เพราะไม่มีกฎหมายรองรับตรงนี้ ทาง FATF เองก็ต้องการให้ทุกอย่างดำเนินไปได้เร็ว แต่ไทยทำไม่ได้ เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ

ทั้งนี้ ประเทศที่ถูกขึ้นบัญชี 5 ประเทศ ได้แก่ ปากีสถาน อินโดนีเซีย กานา และแทนซาเนีย และไทย ในรายชื่อประเทศที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานระหว่างประเทศว่าด้วยการสกัดการฟอกเงิน

สำหรับผลกระทบจากการถูกกำหนดรายชื่อให้เป็นประเทศที่มีข้อบกพร่องเชิงยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย จะทำให้การทำธุรกรรมระหว่างประเทศจะต้องมีขั้นตอน และมีการตรวจสอบเอกสารมากขึ้น ซึ่งส่งผลถึงระยะเวลาในการทำธุรกรรมและค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น ฉะนั้นในภาพรวมจะเป็นการลดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย และอาจรวมถึงความยากลำบากของคนไทยในการทำธุรกรรมกับต่างประเทศ

และไม่สามารถมีกฎหมายออกมาได้ทันเดือน ก.พ. 2556 และไทยถูกประกาศขึ้น “บัญชีดำ” แล้วต้องถูกตัดขาดการทำธุรกรรมการเงินและการค้ากับนานาประเทศ ยิ่งสร้างความเสียหายมหาศาลทั้งธุรกิจเศรษฐกิจรวมทั้งภาพลักษณ์ของประเทศ

เรื่องนี้ยังมีเวลาให้รัฐบาลกลับตัวให้ทัน และรีบหยิบยกกฎหมายนี้ขึ้นมาพิจารณา อย่ามัวแต่ผลักดันให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ยิ่งช้ามากเท่าไหร่ความเสียหายต่อประเทศจะทวีมูลค่ามากขึ้นเท่านั้น

ประเทศไทยพึ่งพาการส่งออก คิดเป็น 60% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) แค่เงินบาทอ่อนค่ารัฐบาลก็ไปกดดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูแลแก้ไขด่วน แต่เรื่องสำคัญมากขนาดนี้รัฐบาลกลับให้ความสนใจน้อยเกินไป

 

เกมล้วงเงินคลังหลวง ถลุงเงินสร้างประเทศ 2012/05/12

เกมล้วงเงินคลังหลวง ถลุงเงินสร้างประเทศ

  • 09 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:04 น.

โดย…เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

ถูกจุดพลุอีกครั้งสำหรับแนวคิดของรัฐบาลที่จะนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ 1.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ออกมาจับจ่ายใช้สอย โดยอ้างว่าเพื่อการพัฒนาประเทศไทยให้ดีกว่าที่เป็นอยู่

ล่าสุด สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ออกมาเปิดเผยว่าอยู่ระหว่างการศึกษาการนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศส่วนเกินออกมาใช้ประโยชน์มากขึ้น

สมชัย ระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นนโยบายของกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ได้ส่งสัญญาณเรื่องนี้มาตลอด เพราะเห็นว่าการปล่อยให้เงินทุนสำรองที่มากเกินไปและกองทิ้งไว้เฉยๆ ทำให้ประเทศได้ไม่คุ้มเสีย

แม้ว่ายังไม่ได้ข้อสรุปรูปร่างหน้าตา วิธีการนำเงินสำรองออกไปใช้ แต่รายงานวงในกระทรวงการคลังได้รับโจทย์จากรัฐบาลให้หาทางนำเงินสำรองระหว่างประเทศออกมาจับจ่ายใช้สอยลงทุนสร้างรถไฟความเร็วสูง ท่าเรือน้ำลึก ระบบโทรคมนาคม ปีละ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นเวลา 10 ปี

แนวคิดของคลังถือว่าสอดคล้องเหมาะเจาะกับแนวคิดของวีรพงษ์ รามางกูร คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ที่ได้แสดงความต้องการนำเงินทุนสำรองของประเทศออกมาใช้ โดยใช้ทุกเวทีแสดงความเห็นเรื่องนี้ เพื่อกดดันธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้เปิดใจกว้างยอมรับและดำเนินการเรื่องนี้มาตลอด

วีรพงษ์ยังเป็นตัวเก็งอันดับหนึ่งที่จะได้นั่งเป็นประธาน ธปท. คนใหม่ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ซึ่งภารกิจหลักและภารกิจเดียวหนีไม่พ้นการเข้าไปดำเนินการล้วงเงินทุนสำรองออกมาใช้ให้ได้ หลังจากที่ผลงานในฐานะประธาน กยอ.ชงเรื่องโอนหนี้ภาระหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 1.4 ล้านล้านบาท ไปให้ ธปท.ใช้ดอกใช้ต้นเป็นผลสำเร็จ

แนวคิดของวีรพงษ์ มองว่า ตั้งแต่ปี 2540 วิกฤตต้มยำกุ้งที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยเกินดุลสำรองระหว่างประเทศปีละหมื่นล้านเหรียญสหรัฐรวมกันสูงถึง 1.2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือว่าเป็นเงินที่ประเทศหาสะสมมาได้

ดังนั้น เมื่อคิดจากเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่ปัจจุบันมีอยู่ 1.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในจำนวนนี้เป็นที่ประเทศหามาได้ 1.2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนที่เหลือ 6-7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เป็นเงินทุนไหลเข้า ที่เข้ามาลงทุนทั้งในตลาดเงิน ตลาดทุน และการลงทุนโดยตรง

จากตัวเลข วีรพงษ์ จึงเห็นว่า การนำเงินส่วนที่ประเทศหามาได้มาใช้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ หากปีละ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นเวลา 10 ปี เป็นเงิน 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เงินทุนสำรองระหว่างประเทศก็ยังเหลือ 1.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้การนำเงินทุนสำรองออกมาใช้ไม่มีปัญหาเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม การนำเงินสำรองออกมาใช้คงไม่ง่ายอย่างที่วีรพงษ์ กุนซือใหญ่ของรัฐบาลดีดลูกคิด เพราะหากเป็นเรื่องง่าย ดีจริง ไม่มีปัญหาความเสียหาย เช่นนั้น ทาง ธปท. คงไม่นั่งทับเงินทุนสำรองเป็นงูจงอางหวงไข่เช่นทุกวันนี้

แม้แต่ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. ก็ยืนยันตลอดเวลา เงินทุนสำรองระหว่างประเทศไม่ได้มีมากอย่างที่เข้าใจ ที่สำคัญการนำเงินทุนสำรองออกไปใช้ก็ไม่ต่างอะไรกับการเปิดประตูบ้านครั้งแรก ก็ย่อมมีครั้งสอง ครั้งสาม และครั้งต่อๆ ไป ซึ่งเป็นอันตรายกับประเทศอย่างร้ายแรง เพราะสุดท้ายเงินทุนสำรองก็จะถูกล้วงจนหมดด้วยเหตุผลต่างๆ นานา

นอกจากนี้ การคิดเงินทุนสำรองระหว่างประเทศต้องคิดให้ละเอียด จะทำหยาบๆ ไม่ได้ โดย ธปท.มองว่า ทุนสำรองที่เหลือที่แท้จริงต้องกันเพื่อหนุนหลังธนบัตร บวกหนี้ต่างประเทศ ซึ่งเป็นหนี้ต่างประเทศ ต้องหักเงินสำรองระหว่างประเทศเพื่อการนำเข้า 3 เดือน ซึ่งเมื่อหักลบกันจริงแล้ว เงินสำรองของประเทศก็จะเหลืออยู่ไม่เท่าไร

จะเห็นว่าแนวคิดของรัฐบาลที่นำเงินทุนสำรองไปใช้กับ ธปท. ที่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ เหมือนเป็นเส้นขนานกันที่หาทางบรรจบกันไม่ได้ ทั้งการนำเงินทุนสำรองออกมาใช้ หรือแม้แต่การคิดเงินทุนสำรองที่เหลือจริงของประเทศเป็นเท่าไร ก็มีสูตรที่ต่างกันอย่างขาวกับดำ

การเห็นไม่ลงรอยครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ตั้งแต่รัฐบาลเพื่อไทยหาเสียงเลือกตั้งก็ชูนโยบายตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ โดยใช้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศเพื่อไปลงทุนธุรกิจพลังงาน หารายได้เข้ามาพัฒนาประเทศ

แนวคิดดังกล่าวได้รับการสานต่อโดย ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง แต่ก็ได้รับเสียงต้านจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะจากลูกศิษย์หลวงตามหาบัว เพราะเห็นว่ารัฐบาลกำลังเจาะคลังหลวงนำเงินออกมาถลุง เดินทางมาชุมนุมคัดค้านถึงกระทรวงการคลัง ถึงทำเนียบรัฐบาล

ขณะที่กรรมาธิการเงินการคลัง สว. ก็ได้เรียกรัฐบาลชี้แจง ก็เห็นว่ารัฐบาลมีแต่เป้าว่าจะนำเงินคลังหลวงออกมาใช้ แต่ไม่มีที่มาที่ไปและรายละเอียดจะดำเนินการอย่างไร จะดูกับคนทั้งประเทศแค่ไหน เป็นประโยชน์กับประเทศจริงตามที่ตีฆ้องร้องป่าวไว้หรือ

การล้วงเงินคลังหลวงในขณะนั้น เป็นกระแสต่อต้านลุกลามขึ้นเรื่อยๆ จนรัฐบาลต้องออกมาตัดไฟแต่ต้นลมว่าไม่ใช่เป็นเรื่องเร่งด่วน และพับแนวคิดการล้วงเงินคลังหลวงออกมาใช้ไปอีกครั้ง

ส่งผลให้รัฐบาลต้องคิดใหม่ทำใหม่ หากต้องเดินหน้าล้วงเงินสำรองระหว่างประเทศ หรือเงินคลังหลวงออกมาใช้ รัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่ามีความจำเป็นต้องใช้เงินจากส่วนนี้หรือไม่

รัฐบาลมีทางเลือกหารายได้จากทางอื่นหรือไม่ ไม่ว่าการเก็บภาษีเพิ่มขึ้น การลดทอนโครงการประชานิยมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจำนำข้าวที่ต้องใช้เงินหลายแสนล้านบาท และคาดว่าจะเสียหายในปีแรก 2 หมื่นล้านบาท

หรือไม่ว่าจะเป็นโครงการพักหนี้ดี ที่ลดแลกแจกแถม ทำให้ธนาคารรัฐรายได้สูญ 4.5 หมื่นล้านบาท ภายใน 3 ปี รวมถึงโครงการอื่นๆ ทั้งเล็กทั้งใหญ่ ที่เป็นเบี้ยหัวแตกละลายเงินทิ้งเป็นพันเป็นหมื่นล้านบาท เพียงเพื่อหวังคะแนนเสียงทางการเมืองอย่างเดียว ไม่คำนึงถึงความเสียหาย

หากรัฐบาลประหยัดเงินจากโครงการประชานิยมตำน้ำพริกละลายแม่น้ำทั้งหมด เพื่อไปลงทุนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ท่าเรือน้ำลึก การล้วงเงินคลังหลวงจำเป็นต้องมีต่อไปหรือไม่

หรือว่ารัฐบาลเห็นว่าต้องล้วงเงินคลังหลวง ไม่มีทางอื่นอีกแล้ว รัฐบาลจะสร้างความโปร่งใสของการใช้เงินได้อย่างไร เพราะวันนี้ก็บอกว่าจะไปลงทุนพลังงาน อีกวันก็ไปลงทุนรถไฟ ท่าเรือ การตัดสินใจนำเงินไปใช้จะแน่ใจได้อย่างไรว่าไม่เป็นการเอื้อประโยชน์พวกพ้องอย่างที่หลายฝ่ายกังวล

นอกจากนี้ รัฐบาลจะอธิบายกับลูกศิษย์หลวงตามหาบัวให้เข้าใจอย่างไร โดยเฉพาะวีรพงษ์ ที่เป็นลูกศิษย์หลวงตา ก็เคยยืนยันไม่ควรไปยุ่งกับเงินคลังหลวง แต่วันนี้กลับลำหาทางจ้องล้วงเงินคลังหลวงเช้าเย็น หากไม่สามารถอธิบายได้ ก็จะเกิดภาพพระภิกษุออกมาประท้วงรัฐบาล ทำให้รัฐบาลเสียภาพลักษณ์การบริหารประเทศ

ที่สำคัญเป็นการประจานรัฐบาลดีแต่ใช้เงินจนถุงแตก แต่หารายได้ไม่เป็น เพราะไม่ยอมหา ทำให้ต้องกลืนน้ำลายตัวเองกู้เงินถึง 3-4 แสนล้านบาท ฟื้นฟูประเทศจากน้ำท่วม

ล่าสุดยังต้องหาทางล้วงเงินคลังหลวงไปใช้เพราะรายได้ไม่พอ กู้เงินก็ไม่ไหวเต็มกลืน เลยต้องรวบรัดใช้ทางลัดล้วงเงินคงคลัง โดยอ้างว่าเงินกองไว้ก็ไม่เกิดประโยชน์

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การเดินหน้าล้วงเงินคงคลังของรัฐบาลนี้ยังเดินหน้าต่อไป เพราะต้องการเงินก้อนใหญ่ปั่นเศรษฐกิจประเทศ โชว์เป็นผลงานชิ้นโบแดงโดยไม่คำนึงความเสียหายและหายนะที่จะตามมาในอนาคต

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลก็มีบทเรียนจากการโอนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ไปไว้ที่ ธปท. ว่าประสบความสำเร็จ ประหยัดดอกเบี้ยได้ปีละ 6-7 หมื่นล้านบาท

แต่ในอีกด้านหนึ่งรัฐบาลไม่พูดถึง การเก็บค่าธรรมเนียมเงินฝาก 0.47% จากธนาคารพาณิชย์ ทำให้คนต้องกู้เงินดอกเบี้ยสูงขึ้น ขณะที่ผู้ฝากเงินได้ดอกเบี้ยต่ำลง และทั้งผู้กู้และผู้ฝากเงินต้องเสียค่าธรรมเนียมการบริการทางการเงินจากธนาคารสูงขึ้นเพื่อไปชดเชยรายได้ที่หายไป

ขณะที่ธนาคารรัฐก็โดนหางเลข โดยเก็บค่าธรรมเนียมเงินฝาก 0.47% หลังจากที่รัฐบาลเสียรู้ธนาคารพาณิชย์ว่าธนาคารรัฐได้เปรียบ ส่งผลให้ธนาคารรัฐรายได้หายไป 1.5 หมื่นล้านบาท แทนที่จะนำเงินไปช่วยรากหญ้าได้มากขึ้น

แต่สำหรับการล้วงเงินทุนสำรอง เป็นเรื่องใหญ่กว่าเก็บค่าธรรมเนียมหลายเท่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นใหญ่โตกว่าเทียบไม่ได้ ถึงวันนั้นรัฐบาลจะรับผิดชอบอย่างไรถ้าเอาไม่อยู่

 

‘โรดแมป’ลงทุนระบบน้ำ ดึงต่างชาติสร้างเกราะกำบัง 2012/05/08

‘โรดแมป’ลงทุนระบบน้ำ ดึงต่างชาติสร้างเกราะกำบัง

  • 08 พฤษภาคม 2555 เวลา 06:51 น.

โดย…จตุพล สันตะกิจ

อย่างนี้ต้องเรียกว่าไอเดียกระฉูดหยุดไม่อยู่แล้ว

เมื่อ “ดร.ปลอด” ปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เข็นวิธีการลงทุนระบบน้ำ “รูปแบบใหม่” จนสำเร็จ และเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบวันที่ 8 พ.ค.

เป็นวิธีการที่คนทั่วไปฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจนัก เพราะนำศัพท์แสงฝรั่งมาใช้

แต่อธิบายง่ายคือ เริ่มตั้งแต่ กบอ.จะแต่งตั้งทีมร่างทีโออาร์ที่กำหนดว่าในอีก 1-5 ปีข้างหน้า ไทยต้องการระบบจัดการน้ำอย่างไรบ้าง เช่น อ่างเก็บน้ำ ฟลัดเวย์ และแก้มลิง เป็นต้น

โดยกำหนดเสนอความต้องการแบบกว้างๆ ไม่มีการจำเพาะเจาะจง

“จริงๆ เราต้องใช้วิธีการนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว รัฐบาลก็รู้ แต่ถ้าจ้างต่างชาติมาทำโครงการเร่งด่วนก็จะไม่ทัน แต่การลงทุนน้ำระยะยั่งยืนมีเวลา 1-5 ปี จึงจ้างต่างชาติมาทำได้ ซึ่งฟลัดเวย์อาจเป็นสองฝั่งหรือฝั่งเดียวก็ได้ หรือพื้นที่แก้มลิงอาจใช้พื้นที่น้อยกว่านี้ เขื่อนใหญ่อาจไม่จำเป็นต้องมี แต่เป็นฝายผสมก็ได้” สุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล เลขานุการ กบอ. ระบุ

พร้อมทั้งเปิดกว้างให้บริษัทไทยที่มี “คุณสมบัติ” ที่กำหนดไว้ และบริษัทต่างชาติที่รัฐบาลประเทศนั้นๆ ให้ “การรับรอง” เสนอสิ่งที่เรียกว่า “Conceptual Design” ในการลงทุนระบบจัดการน้ำภาพรวมและรายโครงการ

Conceptual Design ในความหมายของปลอดประสพ คือ การเสนอโครงการลงทุนระบบน้ำเบื้องต้น ที่ต้องแสดงราคาค่าก่อสร้าง สถานที่ก่อสร้าง วิธีคิด วิธีทำ และมีกรอบเวลาดำเนินการที่ชัดเจน

จากนั้นบริษัทต่างๆ มารับฟังความต้องการแบบ “ตัวต่อตัว” เป็นเวลา 2 สัปดาห์ และให้เวลา 3 เดือน ไปออกแบบว่า Conceptual Design ลงทุนระบบน้ำที่ดีที่สุดสำหรับประเทศคืออะไร และเสนอให้ กบอ.เลือก

หากบริษัทใดเสนอ Conceptual Design ที่ “โดนใจ” กบอ.มีอำนาจตัดสินอนุมัติให้บริษัทลงทุนโครงการระบบน้ำ ทั้งแบบ“เหมาเข่ง” หรือ “แยกตะกร้า” โดยให้ออกแบบรายละเอียดโครงการ หรือ “Detail Design” และเริ่มงานทันที

แม้ว่าในขั้นตอนสุดท้าย โครงการที่ กบอ. อนุมัติ ต้องเสนอให้คณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) พิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนนำเสนอ ครม.อนุมัติ

แต่ด้วยอำนาจจัดสรรงบลงทุนโครงการน้ำที่แบบจะอยู่ในมือ “ปลอดประสพ” เบ็ดเสร็จ และเพราะมี “แบ็กอัพดี”โอกาสที่โครงการ “พลิกโผ” เกิดขึ้นได้น้อยมาก

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนได้ว่าการทำงานในห้วงเวลา 2-3 เดือนของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) เพื่อกำหนดแผนจัดการน้ำในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา 3 แสนล้านบาท

เช่น แผนการปลูกป่า 1 หมื่นล้านบาท แผนลงทุนสร้างอ่างเก็บน้ำ 5 หมื่นล้านบาท แผนปรับปรุงแก้มลิงเพื่อรับน้ำหลาก 6 หมื่นล้านบาท แผนลงทุนในพื้นที่ปิดล้อม 5 หมื่นล้านบาท และแผนลงทุนทางน้ำหลาก 1.2 แสนล้านบาท

เหลือเพียงแต่ “โครง” และกำลังถูกแทนที่ด้วย “โรดแมป” ลงทุนระบบจัดการน้ำ ที่เสนอโดยบริษัท “ผู้เชี่ยวชาญ”

โดยเฉพาะขณะนี้มีมากกว่า 10 ประเทศ สนใจลงทุนระบบน้ำในไทย เช่น จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ ฮังการี อังกฤษ และอิสราเอล เป็นต้น

“กยน.เขามีโครงการในแผนอยู่แล้ว ผมก็เอาออก ไม่เช่นนั้นก็เหมือนกันให้คนอื่นเขาคิดไป แล้วบอกให้เขาไปซื้อทิชชู ซื้อเป๊ปซี่ได้อย่างไร เราเอาเฉพาะหลักการไว้ คือ แผน กยน. 8 แผน แต่ไม่เอาโครงการ” ปลอดประสพ ย้ำ

ย้อนหลังไปเมื่อมหาอุทกภัยปลายปี 2554 ผ่านพ้นไปหมาดๆ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เสนอออกร่าง พ.ร.ก.4 ฉบับ หวังฟื้นศรัทธา เรียกความเชื่อมั่นให้คนไทยและนักลงทุนต่างชาติที่ได้รับความสูญเสียอย่างหนักจากมหาภัยพิบัติ

1 ใน 4 ร่าง พ.ร.ก.ที่สำคัญ คือ ร่าง พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท

และเป็น 1 ใน 2 พ.ร.ก.ที่ถูกพรรคฝ่ายค้านยื่นศาลรัฐธรรมนูญ “ตีความ” การออก พ.ร.ก.ดังกล่าวมีความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ ที่สุดศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการออก พ.ร.ก.ฉบับนี้จำเป็นเร่งด่วน

อย่างไรก็ตาม พ.ร.ก.ลงทุนระบบน้ำฯ ไม่ใช่การ “ตีเช็คเปล่า” ให้รัฐบาลนำเงินกว่า 3 แสนล้านบาท นำเงินไปใช้ลงทุนระบบน้ำโดยไม่มีทิศทาง หลังจากที่ประเทศไทยเกือบครึ่งประเทศต้อง “จมน้ำ”

เพราะในการชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ มีผู้ชี้แจงหลักฝ่ายรัฐบาล 2 คน คือ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง ชูเกียรติ ทรัพย์ไพศาล กรรมการ กยน. และปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ

ครั้งนั้นฝ่ายรัฐบาลชี้แจงว่ามีแผนหลักลงทุนระบบน้ำ 8 แผนงาน ยังมีการ “แนบ” รายชื่อโครงการลงทุนระบบน้ำ 3 แสนล้านบาท ที่กลั่นกรองจากโครงการที่ส่วนราชการ “โหม” เสนอวงเงินลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท เข้าไปด้วย

นั่นหมายความว่า “เงื่อนไข” ที่ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท

นอกเหนือจากความจำเป็นเร่งด่วนแล้ว โครงการลงทุนที่แนบไปกับแผน เป็นสิ่งที่ “การันตี” ต่อศาลรัฐธรรมนูญว่ารัฐบาลลงทุนแน่นอน และมีโครงการลงทุนอยู่ในมืออย่างชัดเจน

เมื่อปลอดประสพเตรียม “รื้อ” โครงการลงทุนระบบน้ำทั้งหมด แต่ให้คงเฉพาะ “แผนลงทุน” ไว้ แม้จะระบุว่ามีโครงการลงทุนที่ “ดีกว่า” ก็มีความเป็นไปได้ที่ว่าจะมีใครไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้ “ตีความ” กรณีนี้ได้

ขณะที่มุมมองของนักกฎหมายมหาชนรายหนึ่งให้ความเห็นว่า พ.ร.ก.ที่มีผลทางกฎหมายแล้วก็ยังคงมีผลต่อไป ส่วนการไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.ก.ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งการลงทุนระบบน้ำภายใน พ.ร.ก.ฉบับนี้ เขียนวัตถุประสงค์ไว้ การใช้เงินลงทุนตามวัตถุประสงค์ แม้มีการปรับเปลี่ยนในรายละเอียดโครงการ ไม่น่ามีผลทำให้ “พ.ร.ก.ต้องชะงัก”

ทว่าตรงนี้เป็น “เงื่อนปม” ทางกฎหมายที่ต้องติดตามกันว่าจะมีผลให้การใช้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงินฯ ต้อง “สะดุด” หรือไม่

แต่ที่แน่ๆ การรื้อและสอดไส้โครงการลงทุนระบบน้ำหลายระลอกของปลอดประสพ สร้างความ “อึดอัดใจ” ให้กับกรรมการ กยน.หลายคน เพราะทำงานหนักมาตลอดหลายเดือน แต่สุดท้ายโครงการที่วางไว้กลับ “ขึ้นหิ้ง”

นี่ยังไม่รับรวมองค์กรต่างประเทศที่เข้าร่วมจัดทำแผนลงทุนน้ำอย่าง “ไจกา” หรือองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น ที่ส่ง “ผู้เชี่ยวชาญ” มาร่วมทำแผนลงทุนระบบน้ำ แต่สุดท้ายก็ถูกตัดจากสารบบเหมือนไม่เคยมีส่วนร่วม

“นักลงทุนญี่ปุ่นสบายใจเพราะมีไจกา ซึ่งมีประสบการณ์ในการวางระบบป้องกันอุทกภัยในญี่ปุ่นเข้าร่วมงานกับคณะผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำของไทย” กิตติรัตน์ กล่าวหลังเยือนญี่ปุ่นเมื่อปลายเดือน พ.ค.ปีที่แล้ว

ไม่เพียงเท่านั้น หากยังจำกันได้ รัฐบาลให้ กยน.เดินสายชี้แจงโครงการลงทุนระบบน้ำเพื่อเรียกความ “เชื่อมั่น” จากนักลงทุนว่าทั้งปีนี้และในอนาคตจะไม่มีน้ำท่วมในแหล่งอุตสาหกรรมหรือเขตเศรษฐกิจอีก

หากโครงการเปลี่ยนไปแล้วอย่างนี้ “ผู้ชี้แจง” จะสามารถชี้แจงกับเหล่านักลงทุน “เต็มปาก” ได้อย่างไร ว่าไทยมีโครงการลงทุนไม่ให้น้ำท่วมได้อย่างไร

ในท้ายที่สุดหาก พ.ร.ก.กู้เงินฯ ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด แผนการกู้เงินลงทุนโครงการน้ำภายใต้ พ.ร.ก.ที่ต้องสรุปโครงการให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย. 2555 และมีกำหนดต้องกู้เงินให้แล้วเสร็จในวันที่ 30 มิ.ย. 2556 นั้น

ก่อเกิดคำถามตามมาว่า การเปิดทางให้บริษัทต่างๆ เสนอโครงการลงทุนเข้ามา และเมื่อได้งานไปแล้ว แต่ในการก่อสร้างในพื้นที่จริง แรงต่อต้านจาก “มวลชน” เป็นสิ่งที่คงอยู่ โดยเฉพาะหากถูกกำหนดเป็นพื้นที่รับน้ำและทางน้ำหลาก

รัฐบาลอาจ “รู้สึก” ว่าการเปิดกว้างให้บริษัทที่เชี่ยวชาญมาลงทุนโครงการน้ำ จะลดแรงเสียดทานจากมวลชนได้ เพราะบริษัทที่มาลงทุนล้วนเป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ทั้งสิ้น

แต่ไม่ใช่สิ่งที่ยืนยันว่าจะไม่มีการ “ต่อต้าน” เพราะสิ่งที่ทั้งรัฐบาล หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง และบริษัทผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ ละเลยหรือไม่ให้ความสนใจ คือ การรับฟังความคิดเห็นหรือรับฟังเสียงสะท้อนของชาวบ้าน

การลงทุนโครงการที่คำนึงถึงเทคนิคทางวิศวกรรมและความคุ้มค่าของโครงการ แต่ไม่ตอบโจทย์ของมวลชน ไม่มีทางประสบความสำเร็จได้ในยามนี้

ขณะที่การกำหนดให้ผู้ชนะในขั้นตอนการเสนอ Conceptual Design ได้งานโครงการไปทำทันที จำเป็นต้องพลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติมว่าเข้าเงื่อนไขกฎหมายหรือไม่

หากไม่เข้าเงื่อนไขปกติ หมายความว่ารัฐบาลกำลังเปิดให้มีการจัดซื้อจัดจ้าง “วิธีพิเศษ” ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการทุจริตมากกว่าการจัดซื้อจัดจ้างวิธีปกติ ในขณะที่หน่วยงานตรวจสอบ “ไม่คุ้นเคย” กับวิธีการเหล่านี้

นอกจากนี้ เงื่อนไขสำคัญที่กำหนดในร่างทีโออาร์การเปิดประมูลโครงการน้ำ ที่กำหนดคุณสมบัติบริษัทที่เข้าร่วมประมูล หรือกรณีเป็นบริษัทต่างชาติที่ต้องมีรัฐบาลประเทศนั้นๆ รับรอง

นี่เป็นปมคำถามว่าจะไม่มี “ล็อบบี้” ข้ามประเทศกระนั้นหรือ และนี่อาจจะกลายเป็น “ปมใหญ่” ที่รอรัฐบาลต้องตอบคำถามในอนาคต

 

จำนำข้าว”หมื่นห้า”ได้เวลา”เผาจริง” 2012/05/08

จำนำข้าว”หมื่นห้า”ได้เวลา”เผาจริง”

  • 07 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:29 น.

โดย…จตุพล สันตะกิจ

ยังไม่ทันจะข้ามปี โครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่ราคาสูงลิ่วตันละ 1.5 หมื่นบาทของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ก็เริ่มปรากฏสัญญาณที่บ่งบอกถึงความล้มเหลวของโครงการแล้ว

เมื่อ ลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ประเมินว่า โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/2555 จะมีผลขาดทุนประมาณ 1.7-2.04 หมื่นล้านบาท

ลักษณ์ประเมินจากราคาข้าวเปลือกในโครงการรับจำนำมาลบกับราคาข้าวเปลือกในตลาดที่มีราคาต่างกัน 2,500-3,000 บาทต่อตัน จากข้าวเปลือกในโครงการที่รับจำนำ 6.79 ล้านตัน

ทว่าการประเมินจาก “เจ้าหน้าที่เงินกู้” รายใหญ่ของรัฐบาล ไม่ใช่ตัวเลขผลขาดทุนสุดท้ายในโครงการ

เนื่องจากยังไม่ได้คำนวณผลขาดทุนจากการระบายข้าวเปลือกล็อตนี้ ที่แปรสภาพเป็นข้าวสารประมาณ 3.8 ล้านตัน และมีแนวโน้มว่ารัฐบาลจะระบายข้าวสารในราคาที่ต่ำกว่าตลาด

แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่ผู้กำหนดนโยบายและการปฏิบัติกลับไม่มองว่าเป็นความล้มเหลว

“การขายข้าวต่ำกว่าราคาจำนำ ผมไม่เห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่…ที่เราเลือกวิธีนี้ เพราะทำให้ราคาปลายทางสูงขึ้น และตอนนี้ราคาปลายทางก็สูงขึ้นแล้ว ถ้าจะขายขาดทุนบ้าง ก็ไม่มาก” กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ระบุ

นั่นหมายความว่า หากมีการระบายข้าวสารในมือรัฐบาล “ต่ำ” กว่าราคาตลาดอีก ผลการขาดทุนของโครงการนี้น่าจะโชว์ตัวเลขที่ไม่น่าดูนัก

เมื่อรวมกับค่าใช้จ่ายอื่น เช่น ค่าสีแปรสภาพข้าว ค่าปรับปรุงข้าวและค่าเช่าโกดังเก็บข้าว โดยเฉพาะหากรัฐบาลกอดข้าวในสต๊อกไว้นานๆ ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงข้าวและเช่าโกดังจะเพิ่มเป็นทวี

นอกจากนี้ สิ่งที่จะตามมา คือ การเสื่อมคุณภาพข้าว ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่นักการเมืองที่กุมสต๊อกข้าวใช้ “อ้าง” เมื่อต้องการระบายข้าวต่ำกว่าราคาตลาด

“วันนี้อนุกรรมการระบายข้าวฯ ยังไม่มีการระบายข้าวสารออกมาแม้แต่เม็ดเดียว” ลักษณ์ให้ข้อมูลที่สะท้อนปริมาณสต๊อกข้าวในมือของรัฐบาล

จึงมีความเป็นไปได้สูงว่าเงินที่ใช้จ่ายในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปีของปีนี้สูงกว่า 1.16 แสนล้านบาท เมื่อสรุปตัวเลขสุดท้ายรัฐบาลจะขาดทุนไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นล้านบาท และไม่นับรวมดอกเบี้ย

ท่ามกลางหายนะน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 ยังถือเป็นโชคดีของไทยอยู่บ้าง ตรงที่ข้าวเปลือกเข้าโครงการจำนำไม่ถึง 7 ล้านตัน จากเป้าหมาย 25 ล้านตัน

ลองคิดดูว่า หากข้าวทั้ง 25 ล้านตัน เข้าโครงการ “ทุกเม็ด” ผลขาดทุนน่าจะแตะเกือบ “แสนล้านบาท”

ล่าสุด มีข้าวเปลือกนาปรัง ปีการผลิต 2555 ทยอยเข้าโครงการต่อเนื่อง โดยมีการใช้เงินกู้ของ ธ.ก.ส.ไปแล้ว 5.1 หมื่นล้านบาท สำหรับข้าวเปลือก 3 ล้านตัน และคาดว่าผลผลิตทั้งฤดูกาลจะอยู่ที่ 6-7 ล้านตัน ที่รอรับรู้ผลขาดทุนในอนาคตอันใกล้

หลากปัญหาเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลต้อง “ทบทวน” โครงการรับจำนำข้าวเปลือกกันยกใหญ่ หากเดินหน้าโครงการนี้ต่อ

ขณะที่การรับจำนำข้าวที่รัฐบาล “ยืดอก” ยอมรับผลการขาดทุนโครงการจำนำข้าว แต่ทำให้ชาวนามีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะขายข้าวเปลือกในราคาที่สูงขึ้นและมีกำลังซื้อสูงขึ้น แต่ในข้อเท็จจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น

ราคาข้าวเปลือกที่ “ชาวนาตัวจริง” นำเข้าโครงการได้เงินไม่เต็ม 1.5 หมื่นบาทต่อตัน เพราะถูกหักค่าความชื้นและไม่รวมกับค่าใช้จ่ายในการขนข้าวเปลือกไปส่งโรงสี ที่ชาวนาต้องจ่ายเองในอัตรา 100-150 บาทต่อตัน

“ราคาข้าวเปลือกที่ชาวนาได้จริงอยู่ที่ 1.1-1.2 หมื่นบาท เพราะข้าวมีความชื้น 2025% แม้ชาวนาจะได้ไม่เต็ม 1.5 หมื่นบาท แต่ก็ยังมีกำไรเหลือ หากไม่ใช่ประเภทที่จ้างเขาทำทุกอย่าง” ประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย ระบุ

ประสิทธิ์ ยังชี้ว่า ขณะนี้มีแนวโน้มราคาปุ๋ยและยาจะแพงขึ้น ส่วนราคาค่าเช่านายังไม่เปลี่ยนแปลง โดยอัตราค่าเช่าอยู่ที่ 800-1,000 บาทต่อรอบการปลูก

ประเด็นที่น่าสนใจ คือ รัฐบาลบอกว่าโครงการรับจำนำข้าว เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ตัวเลขรายได้ที่แท้จริงของเกษตรกรกลับ “ติดลบ” เมื่อเทียบกับปี 2554 ในขณะที่เกษตรกรกลุ่มหลักของไทย คือ ชาวนา

เพราะจากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ระบุว่า เดือน ม.ค. 2555 รายได้เกษตรกรที่แท้จริงติดลบ 15.8% เดือน ก.พ. ติดลบ 15.3% และเดือน มี.ค. ติดลบ 11.7% ซึ่งเป็นผลจากดัชนีราคาสินค้า 3 เดือนแรกปีนี้ที่ติดลบ 12.2%

อีกทั้งต้องยอมรับว่าราคารับจำนำข้าวเปลือกที่มีราคาสูงกว่าราคาข้าว “เพื่อนบ้าน” เกือบเท่าตัว เป็นแรงจูงใจให้มีการลักลอบนำเข้าข้าวจากชายแดนมาสวมสิทธิในโครงการ ผลประโยชน์จึงตกหล่นอยู่กับโรงสีและพ่อค้า

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโครงการรับจำนำข้าวจะนำรูปแบบการขึ้น “ทะเบียนเกษตรกร” ที่ระบุพื้นที่ปลูกข้าวของชาวนาและคาดการณ์ผลผลิตที่ได้มีกี่ตัน แต่ก็มีช่องโหว่ตรงที่ผลผลิตจริงไม่ตรงกับตัวเลขที่แจ้งไว้ และนับว่าเป็นโจทย์ที่ “แก้ยาก”เข้าไปทุกที

แต่พรรคเพื่อไทยมีแนวทางแก้จุดอ่อนตรงนี้ โดยออก “บัตรเครดิตเกษตรกร” ที่มีข้อมูลพื้นที่เพาะปลูก ปริมาณผลผลิต นอกเหนือจากการให้ “วงเงินกู้” ซื้อปัจจัยการผลิตที่สะท้อนว่า เกษตรกรมีการเพาะปลูกจริงหรือไม่ และเท่าไหร่

การ “เตะถ่วง” โครงการบัตรเครดิตชาวนา ที่อย่างน้อยจะสามารถช่วยลดการรั่วไหลโครงการได้บ้าง ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม เท่ากับ “จงใจ” เปิดช่องให้มีการทำมาหากินในโครงการนี้ และไม่ได้ทำตามที่หาเสียงไว้

จึงเกิดคำถามว่า โครงการที่รัฐบาลอาจต้องขาดทุนเป็นแสนล้านบาท เงินตกถือมือชาวนาตัวจริงเท่าไหร่

นอกจากนี้ หากพิเคราะห์ในแง่ตลาดค้าข้าวกันบ้าง จะพบว่าเดือน ม.ค.-เม.ย.ปีนี้ ไทยส่งออกข้าว 2.1 ล้านตัน เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ส่งออก 3.82 ล้านตัน หรือลดลง 44.9% เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้การส่งออกไทยติดลบ

แม้ว่ากระทรวงพาณิชย์จะยืนยันว่าปีนี้ไทยจะส่งออกข้าวได้ตามเป้า 9.5 ล้านตัน โดยเหตุผลที่ช่วงนี้ไม่เร่งระบายข้าว เพราะรอให้ข้าวจากเวียดนามและอินเดียขายหมดก่อน เพราะไม่อยากร่วมวงแข่งขายข้าว “ตัดราคา”

ขณะที่ปัจจุบันข้าวสาร 5% ของไทยอยู่ที่ 577 เหรียญสหรัฐต่อตัน เวียดนาม 435 เหรียญสหรัฐต่อตัน อินเดีย 450 เหรียญสหรัฐต่อตัน ปากีสถาน 475 เหรียญสหรัฐต่อตัน ส่วนข้าวสารโครงการรับจำนำมีต้นทุน 800 เหรียญสหรัฐต่อตัน

ทั้งๆ ที่รู้ว่าข้าวเป็นสินค้าที่ผลิตได้ทั้งปี หากน้ำท่าสมบูรณ์ เวียดนามปลูกข้าวได้ทั้งปีเหมือนไทย

ทั้งๆ ที่รู้ว่าปี 2554-2555 อินเดียผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก ผลิตข้าวได้ 100 ล้านตัน มีข้าวเหลือในสต๊อกที่พร้อมจะระบาย 34 ล้านตัน และผลผลิตปีนี้มีมากเหลือเฟือที่จะส่งออก

โอกาสที่จะได้เห็นรัฐบาลเก็บข้าวสารในโครงการรับจำนำทั้งนาปีและนาปรังปี 2555 ไม่น้อยกว่า 6 ล้านตัน คงดำเนินต่อไปอย่างน้อยกลางปี 2556

หากระบายข้าวสารกันตอนนี้ รับรองว่ารัฐบาลขาดทุนบักโกรก โดยเฉพาะหากการตัดสินใจนั้นเป็นการตัดสินใจที่จำใจต้องระบายข้าวสารในราคาต่ำกว่าราคาจำนำ “เสียงก่นด่า” ที่จะไปถึงหูรัฐบาล ย่อมเป็นของที่หลีกเลี่ยงได้ยาก

กอบสุข เอี่ยมสุรีย์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ระบุว่า นโยบายจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 1.1 หมื่นบาทต่อตันเท่านั้น เพราะข้าวเปลือกไม่ได้เข้าโครงการ “ทุกเม็ด”

เฉพาะในมือชาวนาอีสานและเหนือ ชาวนากลุ่มนี้ปลูกข้าวไว้กินอย่างมากก็ 4-5 ตัน เมื่อเหลือแล้วจึงขาย บางทีก็ไม่ได้ขาย เพราะติดขัดเรื่องขนส่ง แต่คนที่ได้ประโยชน์เต็มๆ คือ “นักธุรกิจชาวนา” ในภาคกลาง

ส่วนที่รัฐบาลหวังว่าการทุ่มเงินซื้อข้าวเก็บไว้ในสต๊อกของรัฐ สุดท้าย “ผู้ซื้อต่างประเทศ” ต้องมาง้อ “ไทย” ให้ขายข้าว และถึงเวลานั้นไทยจะขายข้าวได้ในราคาสูงๆ ก็ไม่เป็นเช่นนั้น

เพราะตลาดยังเป็นของ “ผู้ซื้อ” ไปอีกนาน

“การรับจำนำไม่ได้ทำให้ราคาข้าวในตลาดโลกเพิ่มขึ้นอย่างที่รัฐบาลหวัง เพราะราคาข้าวเพิ่มขึ้นจากก่อนเริ่มโครงการประมาณ 30 เหรียญสหรัฐต่อตันเท่านั้น วันนี้รัฐบาลกำลังนำงบมา ‘พนัน’ ท่ามกลางความเสี่ยง” กอบสุข ชี้แจง

ไม่เพียงเท่านั้น การกอดสต๊อกข้าวสารในปริมาณที่สูงกว่ายอดส่งออกข้าวของไทยทั้งปี ยังเป็นตัว “ถ่วง” ราคาข้าวโลกไม่ให้สูงขึ้น

ปัจจัยเดียวที่ทำให้ราคาข้าวโลกเพิ่มขึ้น คือ การเกิดภัยพิบัติในประเทศผู้ผลิตข้าวรายอื่นๆ และข้าวหายไปจากตลาด แต่สิ่งที่รัฐบาลทำได้ คือ การเฝ้ารอให้ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นเท่านั้น

หากรัฐบาลเลือกไม่ระบายข้าวในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปีและข้าวเปลือกนาปรังปี 2555 จะมี “ข้าวสาร” อยู่ในสต๊อกของรัฐ 10 ล้านตัน ไม่รวมกับข้าวที่ได้จากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ของปี 2555/2556 ที่จะออกมาช่วงปลายปี 2555

คงได้เห็นความหายนะของประเทศครั้งใหญ่ อย่างที่เรียกว่า “เผา(เงิน)จริง” กันเลยเดียว

บังเอิญว่าเงินที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยนำไป “เสี่ยงพนัน” กับตลาดข้าวโลกเกมนี้หลายแสนล้านบาท ที่เท่ากับวงเงินที่ลงทุนระบบน้ำได้ทั้งประเทศ สร้างรางรถไฟได้นับหลายพันกิโลเมตร

เม็ดเงินเหล่านี้ล้วนเป็นเงินจากกระเป๋าคนไทยทั้งชาติ

 

เศรษฐกิจดีแต่ “กลวง” 2012/05/05

เศรษฐกิจดีแต่ “กลวง”

  • 04 พฤษภาคม 2555 เวลา 09:38 น.

โดย…จตุพล สันตะกิจ

เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวเต็มที่ หลังเหตุการณ์น้ำท่วมที่ช็อกเศรษฐกิจปีที่แล้วทั้งปีให้ขยายตัวเพียง 0.1% โดยไตรมาสแรกปี 2555 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเป็นบวก จากที่หดตัวรุนแรง 9% ในไตรมาสก่อน

ทว่าปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจไตรมาสแรกขยายตัว แรงส่งที่สำคัญอยู่ที่การบริโภคและการลงทุนเอกชน สะท้อนได้จากการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้น ไม่ได้มาจากการลงทุนภาครัฐแต่อย่างใด

กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ระบุว่า เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา รัฐจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ได้ 5.38 หมื่นล้านบาท สูงกว่าเดือน ก.พ.ของปีที่แล้ว 1 หมื่นล้านบาท ชี้ให้เห็นว่ากำลังซื้อของคนในประเทศอยู่ในเกณฑ์ที่ดี

ตัวเลขการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเดือน มี.ค. ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยจัดเก็บภาษีได้ 5.56 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือน มี.ค.ปีที่แล้ว ที่จัดเก็บภาษีได้ 4.85 หมื่นล้านบาท

ปัจจัยหลักมาจากการที่เอกชนลงเงินเพื่อฟื้นฟูโรงงานให้กลับมาเดินเครื่องอีกครั้ง แต่กลับพบตัวเลขที่น่าสนใจว่ามีการใช้เงินกู้ “ซอฟต์โลน” ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพียง 3,000 ล้านบาท จากยอดวงเงินสินเชื่อที่ตั้งไว้ 3 แสนล้านบาท

เงินก้อนหลักที่ใช้ฟื้นฟูโรงงานจึงมาจากการ “เคลม” เงินประกันน้ำท่วมมากกว่ามาตรการสินเชื่อของรัฐบาล

ปัจจัยรองลงมาคือการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนที่เพิ่มขึ้น แต่สังเกตได้ว่าการจับจ่ายที่เพิ่มขึ้นนั้น ไม่ได้เพิ่มขึ้นในเชิงปริมาณ แต่มาจากการเพิ่มขึ้นของ “ราคา” หรือเรียกว่า ยังกินใช้อยู่เท่าเดิม แต่ราคาข้าวของแพงขึ้น

แน่นอนว่าปัจจัยที่กดดันการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้ามาจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น

แต่ก็ต้องยอมรับว่าการเพิ่มราคาสินค้า “ล่วงหน้า” รอกำลังใหม่ที่เพิ่มขึ้นจากนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ในเดือน เม.ย. การให้ข้าราชการวุฒิปริญญาตรีมีรายได้ 1.5 หมื่นบาท และการปรับโครงสร้างเงินเดือนข้าราชการทั้งระบบ

การปรับเพิ่ม “ค่าจ้าง” จึงเป็นเพียงเสาค้ำให้แรงงานในระบบยืนต่อสู้กับภาวะข้าวของราคาแพง ในขณะที่รัฐบาลไม่อาจควบคุมการ “ฉวยโอกาส” ปรับขึ้นราคาได้ และไม่มีผลให้ “คุณภาพชีวิต” ของแรงงานสูงขึ้นแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ในส่วนของรายได้ที่แท้จริงของเกษตรกรมีข้อมูลว่าการขยายตัวของรายได้ติดลบต่อเนื่อง 5 เดือนแล้ว หรือตั้งแต่เดือน พ.ย. 2554-มี.ค. 2555 สาเหตุเพราะน้ำท่วม และราคาสินค้าเกษตรที่ลดลง

โดยไตรมาสแรกปีนี้รายได้ที่แท้จริงของเกษตรกรหดตัว 14.3% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20-30% เป็นสัญญาณที่ชี้ให้เห็นว่ากำลังซื้อของเกษตรกรซึ่งถือว่าที่เป็นกำลังซื้อกลุ่มใหญ่ของประเทศ “แผ่ว” ลงชัดเจน

สะท้อนให้เห็นนโยบายจำนำสินค้าเกษตรของรัฐบาลที่ใช้เงินกู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ไปแล้ว 1.9 แสนล้านบาท เป็นการรับจำนำข้าวนาปีและนาปรังกว่า 1.67 แสนล้านบาท กำลัง “หมดฤทธิ์”

การเพิ่มเงินในกระเป๋าเกษตรกรไม่เพียงพอที่จะต้านทานกับค่าครองชีพและปัจจัยการผลิตที่เพิ่มขึ้น

จึงไม่แปลกใจที่โครงการพักหนี้และลดดอกเบี้ย 3% เป็นเวลา 3 ปี ให้ลูกหนี้ที่มีสถานะหนี้ “ปกติ” หรือโครงการพักหนี้ฯ ลูกหนี้ดี ถูกเข็นออกมาในยามนี้ แม้รัฐบาลและธนาคารรัฐต้องสูญเสียรายได้ 4.5 หมื่นล้านบาทใน 3 ปี

เพราะลูกหนี้ดีที่ได้สิทธิพักหนี้และลดดอกเบี้ย พบว่า 2.94 ล้านราย จาก 3.75 ล้านราย หรือ 80% เป็นเกษตรกร นั่นหมายความว่า รัฐบาลกำลัง “ติดเครื่อง” กำลังซื้อของเกษตรกรรอบใหม่

ส่วนการส่งออกที่เป็นแรงเหวี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจไทยตลอดทศวรรษที่ผ่านมาอยู่ในภาวะ “กระตุก” เพราะเจอพิษน้ำท่วมและอุปสงค์ประเทศคู่ค้าลดลง มูลค่าการส่งออกไตรมาสที่ 1 ทั้งปีจึงหดตัวที่ระดับ 3.9%

ขณะที่การใช้จ่ายของภาครัฐทั้งการใช้ในงบประมาณและการใช้จ่ายเงินกู้ลงทุนระบบน้ำ ที่คาดหวังว่าจะพยุงเศรษฐกิจให้ “พ้นหล่ม” จากปัจจัยรุมเร้าทั้งจากเศรษฐกิจนอกและในประเทศ กลับอยู่ในสถานะไม่สู้ดีนัก

แม้ว่างบลงทุนในช่วง 3 เดือนแรกจะมีการเบิกจ่าย 8.1 หมื่นล้านบาท จากงบลงทุนปี 2555 วงเงิน 4.23 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 19.1% จากเป้าหมายเบิกจ่ายที่ 72% ของงบลงทุน

แต่ก็พบว่าเป็นการเร่งตัวของการเบิกจ่ายงบลงทุนเดือน มี.ค. 2555 ที่เบิกจ่าย 6.86 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือน มี.ค.ปีที่แล้ว 338.7% ขณะที่เดือน ม.ค.มีการเบิกจ่าย 4,200 ล้านบาท และเดือน ก.พ.เบิกจ่าย 9,000 ล้านบาท

สอดคล้องกับข้อมูลกระทรวงการคลังที่ชี้ว่าในเดือน มี.ค. มีการใช้จ่ายงบประมาณที่สูงกว่ารายได้รัฐบาล ทำให้ดุลการคลังขาดดุล 2.31 แสนล้านบาท สะท้อนว่านโยบายการคลังสนับสนุนการ “ฟื้นตัว” ของเศรษฐกิจ

เป็นสัญญาณที่บอกว่างบกลางรายการฟื้นฟูน้ำท่วม 1.2 แสนล้านบาท ทยอยไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

ทว่าในส่วนงบลงทุนเพื่อป้องกันน้ำท่วมและสร้างอนาคตประเทศ 3.5 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลบอกว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนและต้องออกเป็น พ.ร.ก.กู้เงินฯ เพื่อวางโครงสร้างการจัดการน้ำทั้งระบบ

วันนี้ยังไม่มีการใช้เงินแม้แต่บาทเดียว

สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี แทงหนังสือเวียนที่ นร.0506/ว.108 ลงวันที่ 18 เม.ย.2555

เนื้อหาสาระสรุปว่า ขอให้ส่วนราชการที่ได้รับการจัดสรรเงินลงระบบน้ำระยะเร่งด่วน 246 โครงการวงเงิน 2.48 หมื่นล้านบาท ขอให้เร่งรัดขอรับการจัดสรรเงินกู้จากพ.ร.ก.กู้เงินฯจากสำนักงบประมาณ

แต่ล่าสุดโครงการลงทุนน้ำเร่งด่วนที่ใช้เงินจากพ.ร.ก.และคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติไว้แล้วเมื่อวันที่ 13 มี.ค.2555 ต้องเสนอกลับมาให้ครม.พิจารณาใหม่แบบ “ยกเข่ง”

“มีการปรับเปลี่ยนเนื้องาน เพราะบางโครงการออกแบบสำรวจแล้ว แต่ติดขัดปัญหาในพื้นที่ บางโครงการถูกตัดออกแล้วเปลี่ยนใหม่ หรือกรณีเป็นหน่วยงานเจ้าของโครงการ จึงจะต้องเสนอโครงการทั้งหมดให้ครม.อนุมัติอีกรอบวันอังคารหน้าหรือวันที่ 8 พ.ค.2555”วรวิทย์ จำปีรัตน์ ผอ.อำนวยการสำนักงบประมาณระบุ

ส่วนการลงทุนระบบน้ำระยะยั่งยืนในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีแผนใช้เงินกู้จากพ.ร.ก.กู้เงินฯประมาณ 3 แสนล้านบาท คงต้องทอดเวลาลงทุนไปอย่างน้อย 4 เดือน ขณะที่เส้นตายที่ต้องกู้เงินต้องทำให้แล้วเสร็จใน 30 มิ.ย.2556

มื่อปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย(กบอ.) เสนอรื้อโครงการลงทุนน้ำระยะยาวใหม่ แต่ยังคงกรอบการลงทุนตามยุทธศาสตร์น้ำทั้ง 8 แผน

พร้อมทั้งเปิดให้บริษัททั้งไทยและต่างชาติเสนอแนวทางและรายละเอียดโครงการลงทุนน้ำใหม่ โดยยึดคอนเซ็ปว่า “ต้องเป็นแผนการลงทุนที่ดีที่สุด”

นั่นเป็นเพราะว่าโครงการลงทุนน้ำที่เรียกได้ว่าอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ในมือ “ดร.ปลอด” มีข้อครหาว่ามีทั้งนายหน้าและผู้รับเหมาการ “วิ่งเต้น” ขอรับงานอย่างหนาหู ปลอดประสพจึงเลือก “ล้มกระดาน” และเขย่าโครงการกันใหม่

ไม่เพียงเท่านั้นประชาชน และเอกชน โดยเฉพาะภาคีเครือข่ายต่อต้านคอรัปชั่น (ภคต.) ที่มีประมนต์ สุธีวงศ์ เป็นประธาน คอยตามกลิ่นทุจริตคอรัปชั่นอย่างใกล้ชิด ไม่นับรวมองค์กรตรวจสอบและฝ่ายค้านที่คอยเก็บข้อมูลต่อเนื่อง

“ขอให้สบายใจว่าเงินที่กู้มาจะใช้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด แม่นยำที่สุด และใช้ในโครงการเมนสตีลที่เปลี่ยนโครงสร้างจัดการน้ำของประเทศจริงๆ จะไม่ใช่คนนั้นไปเอามา คนนี้ไปเอามา ขอคนละนิดคนละหน่อย”ปลอดประสพแจง

โครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่จะสร้างระบบบริหารจัดการน้ำของประเทศให้เกษตรกรมีน้ำใช้ในฤดูแล้ง และไม่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์น้ำท่วมและน้ำแล้ง “ซ้ำซาก” ต้องเลื่อนเวลาออกไปไม่มีกำหนด

เช่นเดียวกับการลงทุนสร้างอนาคตประเทศ 2.27 ล้านล้านบาท ของ “นักล่าฝัน” อย่าง “ดร.โกร่ง” วีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและการสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ที่ยังสตาร์ตเครื่องไม่ติด

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าจะลงทุนหรือไม่ลงทุน คำตอบคืออย่างไรประเทศไทยต้องมีการลงทุนใหม่ แต่ทำอย่างไรไม่ให้เงินลงทุนที่ลงไปนั้น “รั่วไหล” ต่างหาก ท่ามกลางความไม่เชื่อมั่นใน “สำนึกแห่งทุจริต” ของนักการเมือง

ตราบเท่าที่รัฐบาลพะวงกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นหลัก ไม่พึงใจต่อการวางรากฐานสร้างประเทศระยะยาว ไม่มีทางที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่งและคนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

เศรษฐกิจไทยวันนี้ที่เหมือนจะมีทิศทางสดใส ล้วนมาจากการฉีดเงินกระตุ้นการบริโภค และรอวันย้อนกลับมาเป็นหนี้สาธารณะในวันหน้า เช่น การขาดทุนจากโครงการจำนำข้าวในราคาสูง กว่าตลาด เป็นต้น

ภาระหนี้เหล่านี้กัดกิน “งบลงทุน” ของประเทศให้ลดน้อยถอยลงทุกวัน หรือหากจะลงทุนใหม่ก็ต้องใช้สูตร “กู้หนี้” กระทั่งเป็นภาระหนี้ที่ไม่สิ้นสุด

ขณะที่ประสิทธิภาพการลงทุนและใช้งบลงทุนซึ่งเป็นหัวใจหลักในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันประเทศอยู่ในระดับ “อ่อนแอ” ไม่มีวันที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวแข็งแรง

 

พักหนี้ดีรัฐบาลได้หน้า ธนาคารของปวงประชาล่มสลาย? 2012/05/05

พักหนี้ดีรัฐบาลได้หน้า ธนาคารของปวงประชาล่มสลาย?

  • 03 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:14 น.โดย…กนกวรรณ บุญประเสริฐ

ในที่สุดรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ได้ฤกษ์คิกออฟเปิดตัวโครงการ “พักชำระหนี้ 3 ปี” เรียบร้อยโรงเรียนจีนไปแล้ว เมื่อวันที่ 2 พ.ค.ที่ผ่านมา

ถือเป็นโปรโมชันสุดพิเศษท้าลมร้อน เพราะเป็นการพักชำระหนี้ลูกหนี้ดีที่มีมูลหนี้คงค้างไม่เกิน 5 แสนบาท รวมกันกว่า 3.8 ล้านราย ที่อยู่ในธนาคารรัฐ 4 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเอสเอ็มอีแบงก์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือไอแบงก์ จะได้สิทธิพิเศษ

“นายกฯ ปู” ย้ำว่า นโยบายนี้ไม่ใช่การ “ปลดหนี้” เพียงแต่เป็นการเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ที่มีประวัติการชำระหนี้ดีในกลุ่มเกษตรกรรายย่อย และผู้มีรายได้น้อยที่มีมูลหนี้คงค้างไม่เกิน 5 แสนบาท เป็นระยะเวลา 3 ปี ได้เลือก 2 แนวทาง

1.พักเงินต้นพร้อมกับลดอัตราดอกเบี้ยให้ 3% โดยลูกหนี้ยังต้องจ่ายส่วนต่างดอกเบี้ยส่วนที่เหลือเป็นรายเดือนแบบจิ๊บๆ

2.ลดดอกเบี้ย 3% โดยไม่พักเงินต้น เหมาะสำหรับคนที่มีรายได้ต้องการจ่ายเงินต้นไปด้วย แต่ก็ได้สิทธิลดดอกเบี้ย 3% ทำให้ค่างวดถูกลงกว่าเดิม

เท่านั้นยังไม่พอ เพราะทางกระทรวงการ คลังยังสั่งธนาคารรัฐทั้ง 4 แห่งให้อัดเงินกู้ให้ลูกหนี้ทั้งสองกรณีได้อีก ส่วนวงเงินที่ปล่อยกู้จะขึ้นอยู่ที่ศักยภาพของลูกหนี้ว่าจะสามารถกู้ได้เท่าไร แต่ต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราปกติ

แบบนี้ต้องเรียกว่า “มาตรการประชานิยมขั้นเทพ” เพราะได้ถึง 3 เด้ง คือ

เด้งที่ 1 ได้พักหนี้ เด้งที่ 2 ได้ลดดอกเบี้ย แถมเด้งที่ 3 ยังได้กู้เงินเอาไปใช้เพิ่มได้อีก

โดยรัฐบาลจะเปิดให้ลูกหนี้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการพักชำระหนี้ลงทะเบียนได้ที่ธนาคารรัฐทั้ง 4 แห่ง ตั้งแต่วันที่ 2 พ.ค.-20 ส.ค.นี้ ซึ่งลูกหนี้ที่มาลงทะเบียนจะรับทราบผลทันที ส่วนลูกหนี้ที่ขอกู้เพิ่มธนาคารที่เข้าร่วมโครงการจะใช้เวลาพิจารณาอนุมัติภายใน 15 วันเท่านั้น โดยโครงการนี้จะเริ่มพักชำระหนี้ได้ตั้งแต่ 1 ก.ย. 2555-31 ส.ค. 2558

แถมยังใจกว้างเปิดทางให้ลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการพักชำระหนี้ตามโครงการระยะแรก (ช่วยเหลือประชาชนที่มีสถานะหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้) สามารถขอเปลี่ยนเข้าร่วมโครงการพักชำระหนี้ใหม่ได้อีกด้วย

ทั้งนี้ หากวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับฐานะทางการเงินของธนาคารรัฐทั้ง 4 แห่งที่เข้าร่วมโครงการนี้ เชื่อว่าทุกแห่งถือว่าอาการสาหัสเอาการ

เพราะเมื่อดูจากภาพรวมของลูกหนี้ดีที่เข้าข่ายได้เข้าร่วมโครงการพักชำระหนี้ทั้งหมดกว่า 3.8 ล้านราย คิดเป็นมูลหนี้คงค้างมหาศาลถึง 4.6 แสนล้านบาท แบ่งเป็นลูกค้าจาก ธ.ก.ส. จำนวน 2.9 ล้านราย หรือเป็นลูกหนี้ถึง 80% ของลูกหนี้ทั้งหมดของธนาคาร คิดเป็นมูลหนี้ 3.9 แสนล้านบาท หรือเฉลี่ยเป็นหนี้รายละไม่เกิน 2 แสนบาท

การดำเนินโครงการดังกล่าวจะทำให้รายได้ของ ธ.ก.ส.ลดลงปีละประมาณ 6,000 ล้านบาท รวม 3 ปี เป็นเงินถึง 1.8 หมื่นล้านบาท

เงินระดับนี้ถือว่าสูงลิ่วเมื่อเทียบกับอัตราการทำกำไรของ ธ.ก.ส. ในฐานะที่เป็นธนาคารของรัฐ ที่มุ่งบริหารงานแบบไม่มุ่งหวังกำไร จะพบว่าในปีบัญชี 2554 ธ.ก.ส. มีกำไรเพียง 8,700 ล้านบาท แค่ทำโครงการพักหนี้โครงการเดียวปีหนึ่งก็ทำรายได้ของ ธ.ก.ส. หายไปตั้ง 6,000 ล้านบาท

หากลองมาหักกลบลบหนี้คร่าวๆ เท่ากับว่า ธ.ก.ส. น่าจะเหลือกำไรเพียง 2,700 ล้านบาท

จึงนับว่าเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมากที่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ในฐานะที่กำกับดูแล ธ.ก.ส. ยอมให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นกับ ธ.ก.ส. เพราะถือว่าเป็นการทำนโยบายรัฐที่เข้าไปกระทบต่อความมั่นคงทางการเงินของ ธ.ก.ส. มากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์โครงการหนึ่งเลยทีเดียว!!!

ลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการ ธ.ก.ส. ออกมายอมรับว่า ผลกระทบจากโครงการนี้อาจทำให้สัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS) ลดลงเหลือ 9.6 เท่า ซึ่งใกล้เคียงกับเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดที่ 8.5 เท่า โดยในที่ประชุมคณะกรรมการ ธ.ก.ส. ที่มี กิตติรัตน์ เป็นประธาน ก็เห็นชอบให้มีการทยอยเพิ่มทุนให้ ธ.ก.ส. อีก 1 หมื่นล้านบาท ใน 3 ปี

ปีบัญชี 2555 จำนวน 1,000 ล้านบาท

ปี 2556 จำนวน 4,000 ล้านบาท

และปี 2557 จำนวน 5,000 ล้านบาท

รวมถึงให้มีการแยกบันทึกบัญชีการดำเนินงานตามโครงการนี้ออกจากการดำเนินงานปกติ (PSA)

มาที่ธนาคารออมสิน พบว่ามีลูกหนี้ที่เข้าข่าย 8.4 แสนราย มูลหนี้ 6.4 หมื่นล้านบาท เบื้องต้นคาดว่ากระทบกับรายได้ดอกเบี้ยที่หายไปถึง 6,336 ล้านบาท ใน 3 ปี

ส่วนเอสเอ็มอีแบงก์ มีลูกหนี้เข้าข่าย 7,781 ราย คิดเป็นมูลหนี้ 1,369 ล้านบาท กระทบรายได้หายไป 123 ล้านบาท

ธนาคารอิสลามฯ มีลูกหนี้เข้าข่าย 3,538 ราย คิดเป็นมูลหนี้ 449 ล้านบาท คิดเป็นรายได้ที่หายไป 40 ล้านบาท

ภาระหนักอึ้งจากมาตรการพักหนี้คนดีรอบนี้ มีการคำนวณแล้วว่าใน 3 ปี จะกระทบรายได้ กำไรของธนาคารรัฐทั้ง 4 แห่ง รวมๆ เป็นเงิน 4.5 หมื่นล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 1.5 หมื่นล้านบาททีเดียว

หากพิจารณาในแง่ผลกระทบในเชิงลบด้านอื่นๆ จะพบอีกว่าผลจากโครงการนี้ได้สร้างความเหลื่อมล้ำขึ้นในสังคมไทย เพราะได้สร้างคำถามมากมายมายังลูกหนี้คนดีกลุ่มอื่นๆ เช่น คนที่เป็นหนี้จากการกู้ซื้อบ้าน ซื้อรถ คนเหล่านี้ก็เป็นคนสุจริต ทำไมถึงไม่ได้รับอานิสงส์จากรัฐบาลปูแดงบ้าง

แล้วทำไมคนดีที่ได้รับความช่วยเหลือต้องเป็นหนี้ต่ำกว่า 5 แสนบาท คนที่ดีที่เป็นหนี้ 6 แสนบาท หรือ 1 ล้านบาท ทำไมไม่ได้รับความช่วยเหลือบ้าง ซึ่งที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นนายกฯ ปู บิ๊กโต้ง หรือทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง ยังไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ชัดๆ กับสังคมว่า พวกท่านเอาเกณฑ์อะไรมาเลือกช่วยเอาแต่พวกเกษตรกร ซึ่งเป็นคนกลุ่มเดิมๆ ที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการหาเสียงเดิมๆ

ไม่ว่าจะเป็นกองทุนหมู่บ้าน กองทุนสตรี การรับจำนำข้าวในราคาที่บิดเบือนกลไกตลาด จนสร้างภาระต่องบประมาณในการชำระหนี้คืน ธ.ก.ส.มากมายหลายแสนล้าน

เท่ากับว่าการทำโครงการพักหนี้ดีรอบนี้ได้สร้างปัญหาเรื่องสองมาตรฐานให้เกิดขึ้นแล้วในสังคมไทย

ปัญหาข้อต่อมา คือ ผลพวงจากการเอานโยบายรัฐเข้าไปรุมทึ้งธนาคารรัฐจนกำไรป่นปี้แบบนี้ ย่อมทำให้ขวัญกำลังใจของพนักงานธนาคารรัฐถดถอย เพราะยิ่งทำงานหนักยิ่งเหมือนถูกสูบเลือดออกจากร่างกาย ต่อไปเรี่ยวแรงในการทำงานก็จะค่อยๆ ลดหมดไป สอดรับกับบทบาทของการเป็นธนาคารของรัฐที่ต้องยึดหลักการช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโอกาส ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ ที่เชื่อว่าธนาคารรัฐจะต้องลดบทบาทการเป็นพระเอกลง คือ จะไม่มีการออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำๆ เพื่อช่วยเหลือลูกค้า กลายเป็นว่ากลุ่มคนที่ไม่ได้ประโยชน์จากมาตรการของรัฐแล้ว ยังต้องอาจมาเจอธนาคารรัฐสวมบทโขกดอกเบี้ยเงินกู้อีกก็เป็นได้ ใครจะรู้

ขณะที่มุมมองที่สวยหรูของรัฐบาล เชื่อว่าผลจากโครงการพักชำระหนี้จะส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจประมาณ 0.4-0.7% ต่อปี หรือ 4.4–7.7 หมื่นล้านบาทต่อปี

อันนี้ก็ต้องมาวัดกันว่าการที่รัฐบาลต้องการให้เศรษฐกิจโตขึ้นอีกเพียง 0.4-0.7% ต่อปี ซึ่งต้องแลกมากับความมั่นคงของสถาบันการเงินของรัฐที่อาจเกิดความสั่นคลอนจากมาตรการหาเสียงของรัฐบาลที่รุมสูบเลือดสูบเนื้อออกจากธนาคารรัฐ โดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยง ความเสียหายในอนาคต

เชื่อเถอะว่ารัฐบาลจะได้คะแนนนิยมจากคนที่ได้ประโยชน์จากมาตรการพักหนี้ 3-4 ล้านรายก็จริง แต่อย่าลืมว่ายังมีเสียงโห่ไล่จากคนอีกครึ่งค่อนประเทศที่เฝ้ารอดูผลงานของพวกท่านอยู่เช่นกัน

 

เงินเฟ้อล้มรัฐบาล 2012/05/05

เงินเฟ้อล้มรัฐบาล

  • 02 พฤษภาคม 2555 เวลา 06:52 น.

โดย…ชลลดา อิงศรีสว่าง

สถานการณ์ข้าวยากหมากแพงในขณะนี้ พิสูจน์แล้วว่าการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท การขึ้นเงินรายได้รวมแรกเข้าของข้าราชการเดือนละ 1.5 หมื่นบาท ตามที่รัฐบาลได้สัญญาไว้เมื่อครั้งที่หาเสียงนั้น ไม่ได้ช่วยให้ประชาชนอยู่ดีกินดีแต่อย่างใด

ตรงกันข้าม นโยบายนี้กลับทำให้เงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้นอีก เพราะรัฐบาลดำเนินนโยบายในช่วงที่ราคาพลังงานทั้งระบบเป็นขาขึ้น จากปัจจัยภายนอกประเทศทำให้แรงดันเงินเฟ้อเกิดขึ้นเป็น 2 เด้งอย่างช่วยไม่ได้ คือ มาจากค่าน้ำมันที่ดึงให้ค่าขนส่งทั้งระบบสูงขึ้น และค่าจ้างที่เป็นต้นทุนส่วนใหญ่ในการผลิตปรับสูงขึ้น

2 ปัจจัยนี้เป็นเรื่องใหญ่ และเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าดอกเบี้ยอย่างมหาศาล ซึ่งที่ผ่านมาอัตราเงินเฟ้อของไทยนั้นไม่เป็นจริง และในทางเศรษฐศาสตร์ถือว่าเป็นเงินเฟ้อเทียม

เงินเฟ้อเทียมที่ว่า คือ เงินเฟ้อที่ไม่ใช่ตัวเลขจริง เป็นต้นทุนสะสมที่เกิดต่อเนื่องมาเนิ่นนานหลายรัฐบาล เพราะทุกรัฐบาลนิยมการตรึงราคาสินค้ามากกว่าที่จะปล่อยให้ราคาสินค้าเป็นไปตามกลไกตลาด

ความเป็นจริงแล้วอัตราเงินเฟ้อไทยนั้นเพี้ยน หรือที่เรียกว่าอัตราเงินเฟ้อเทียมไปจากความเป็นจริงมานาน สะสมมานานแล้วผ่านการซุกซ่อนต้นทุนแฝง เช่น มาตรการลดค่าครองชีพ ทั้งเรื่องขึ้นรถเมล์ฟรีเพื่อประชาชน ขึ้นรถไฟชั้น 3 ฟรี ช่วยเหลือค่าน้ำค่าไฟให้กับผู้มีรายได้น้อย

รวมทั้งการอุ้มราคาน้ำมันดีเซลและก๊าซหุงต้ม การตรึงราคาสินค้าและการไม่อนุมัติให้สินค้าหลายรายการขึ้นราคา ทั้งที่ต้นทุนจริงสูงขึ้นที่ลากยาวมาหลายรัฐบาลแล้ว และล่าสุดรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ก็อนุมัติต่ออายุมาตรการลดค่าครองชีพออกไปอีก ทั้งการตรึงราคาก๊าซหุงต้มและแทรกแซงราคาน้ำมัน รถเมล์-ไฟฟ้า-น้ำฟรีออกไปอีก

นอกจากนี้ ก็ยังต่ออายุการลดภาษีมูลค่าเพิ่ม จาก 10% เหลือ 7% ออกไปอีก 1 ปี ซึ่งภาษีมูลค่าเพิ่มนี้เมื่อลดลงแล้วก็ไม่ได้เพิ่มมานานหลายปีแล้ว

เป้าหมายของการตรึงราคาสินค้า คือ คะแนนนิยมจากประชาชน เพราะทุกครั้งที่ราคาสินค้าสูงขึ้น แต่รายได้ของประชาชนเท่าเดิม นั่นหมายถึงการล้มเหลวของการแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชน

นี่จึงเป็นสาเหตุให้การเมืองเข้าแทรกแซงราคาสินค้ามาโดยตลอด

สำหรับราคาสินค้าในขณะนี้ ยังเป็นที่ถกเถียงกันระหว่างกระทรวงพาณิชย์และประชาชน เนื่องจากกระทรวงพาณิชย์มั่นใจว่าราคาสินค้าไม่เพิ่มขึ้น แถมยังยืนยันว่าเงินเฟ้อลดลงด้วยซ้ำไป

กระทรวงพาณิชย์ประกาศอัตราตัวเลขเงินเฟ้อเดือน เม.ย. 2555 เท่ากับ 114.78 สูงขึ้น 2.47% เทียบกับเดือน เม.ย.ปีที่แล้ว และเมื่อเทียบกับเดือน มี.ค. 2554 ที่เงินเฟ้ออยู่ที่ 3.45% หรือปรับตัวลดลงเกือบ 1%

เหตุผลที่กระทรวงพาณิชย์ให้ว่าทำไมเงินเฟ้อถึงลดลงก็คือ ราคาสินค้าทั่วไปไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้น เพราะวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตไม่ขึ้นราคา ผู้ผลิตจึงไม่มีการปรับราคาสินค้าขึ้น ขณะที่ความต้องการสินค้ายังทรงตัว ไม่ได้เพิ่มขึ้นรุนแรงจนทำให้สินค้าไม่เพียงพอต่อความต้องการ

อย่างไรก็ดี ปัญหาคือประชาชนเชื่อถือตัวเลขเงินเฟ้อของกระทรวงพาณิชย์หรือไม่

คำตอบเสียงดังฟังชัดแน่นอนว่า “ไม่”

ที่ประชาชนไม่เชื่อถือตัวเลขเงินเฟ้อนี้ เพราะสิ่งที่เจอในชีวิตประจำวันกลับสวนทางกันอย่างมาก แค่เฉพาะราคาก๊าซแอลพีจี ราคาน้ำมัน ข้าวสารถุงละ 5 กิโลกรัม ขึ้นราคาถุงละ 10 บาท อาหารแห้ง ราคาสินค้าอุปโภคและบริโภค แต่ละชนิดพาเหรดขึ้นราคา 10-30% หากรวมทุกสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้น แต่ละวันชาวบ้านต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นมากมาย

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะประชาชนไม่ได้ใช้สินค้าชนิดเดียว แต่ใช้สินค้าเป็นสิบรายการเพิ่มขึ้นรายการละ 10-30% รวมแล้วกลายเป็นเพิ่มมากกว่า 100%

หากดูจากราคาสินค้าที่กระทรวงพาณิชย์สำรวจหมวดราคาอาหารและราคาสินค้าในท้องตลาด จะพบว่าสวนทางจากความจริง เพราะกระทรวงพาณิชย์ใช้วิธีเก็บข้อมูลจากสินค้าและอาหารทั่วประเทศก่อนนำมาหาค่าเฉลี่ย ซึ่งราคาสินค้าและอาหารในต่างจังหวัดที่ไม่ใช่หัวเมืองใหญ่ก็ต้องถูกกว่าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

ในปัจจุบันราคาข้าวราดแกงในกรุงเทพฯ และปริมณฑลราคาจานละ 30 บาท แทบจะต้องควานหาร้าน หรือถ้ามีก็ใช่ว่าจะอิ่ม

ขนาดข้าวราดแกงโรงอาหารในทำเนียบรัฐบาลจานละ 30-35 บาท คนไทยวันนี้ถึงขั้นกินข้าวราดแกงหนึ่งจานเฉียดครึ่งร้อยจนเดือดร้อนกันทุกหย่อมหญ้า

ฉะนั้น จึงมีคำถามว่า กระทรวงพาณิชย์เก็บตัวเลขเงินเฟ้ออย่างไร

เป็นไปได้หรือไม่ว่ากระทรวงพาณิชย์คิดเงินเฟ้อจากราคาสินค้าควบคุม หากสินค้าขอขึ้นราคาแต่ไม่เกินราคาควบคุมก็ถือว่าไม่มีเงินเฟ้อ

แต่โดยแท้จริงแล้ว เกิดเงินเฟ้อข้างใต้ราคาควบคุมไปแล้ว โดยที่กระทรวงพาณิชย์ไม่ยอมรับ เพราะจริงๆ แล้วหากมองย้อนในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ราคาสินค้าได้ปรับขึ้นไปก่อนแล้วส่วนหนึ่ง เพราะผู้ประกอบการเห็นความชัดเจนจากการปรับขึ้นค่าจ้างที่กำหนดให้เป็นวันที่ 1 เม.ย. จึงต้องผลักต้นทุนค่าจ้างแฝงไปในราคาสินค้าล่วงหน้าไปก่อน

และเมื่อขึ้นค่าจ้างจริงๆ แล้ว ก็ไม่ต้องไปขึ้นราคาสินค้าอีก เพราะได้ขึ้นราคาล่วงหน้าไปแล้ว ทำให้ตัวเลขเงินเฟ้อเดือน เม.ย. เมื่อเทียบเดือน มี.ค. ลดลง

ว่ากันว่า ในยุคที่ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็เกิดความสงสัยว่า อัตราเงินเฟ้อในทางวิชาการกับเงินเฟ้อในชีวิตจริงของประชาชนต่างกันมาก จึงส่งพนักงาน ธปท.ออกไปสำรวจตลาดเทเวศร์ โดยแบ่งเป็น 2 ทีม เพื่อให้ได้ผลการสำรวจแม่นยำมากที่สุด

ผลปรากฏว่าราคาสินค้าที่พนักงานหญิงไปสำรวจได้มานั้นต่ำกว่าราคาสินค้าของพนักงานชาย เพราะพนักงานหญิงต่อราคา เมื่อได้ตัวเลขที่ถูกต้องมาแล้ว จึงวางแผนการแก้ไขปัญหาได้ชัดเจนและถูกต้อง

ดังนั้น จึงเกิดคำถามขึ้นว่า ตัวเลขเงินเฟ้อของหน่วยงานรัฐ กับตัวเลขเงินเฟ้อที่ประชาชนเจอจริงๆ นั้น ต่างกันหรือไม่

เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากสมมติฐานผิด การวางนโยบายแก้ไขปัญหาปากท้องชาวบ้านก็จะผิดเช่นกัน และจะผิดไปเรื่อยจนกว่ารัฐบาลจะรู้ตัวก็สายไปแล้ว เพราะคะแนนนิยมของรัฐบาลหดหายไปกับเงินเฟ้อ

นักวิเคราะห์มองว่า หากรัฐบาลไม่อุดหนุนราคาสินค้าและแทรกแซงกลไกราคาให้เป็นไปตามต้นทุนที่แท้จริง อัตราเงินเฟ้อจะต้องเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่อีกไม่น้อยกว่า 2-3% หากรวมกับเงินเฟ้อที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศออกมาอัตราเงินเฟ้อที่แท้จริงควรจะอยู่ที่ระดับ 5-6%

ตัวเลขนี้ทางฝ่ายการเมืองอาจจะไม่ยอมรับ แต่เป็นเรื่องที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่

จึงไม่น่าแปลกใจที่คะแนนความนิยมของรัฐบาลเริ่มตกลงสวนทางกับการสูงขึ้นของเงินเฟ้อ

ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) เผยผลการสำรวจความเห็นนักเศรษฐศาสตร์จากองค์กรชั้นนำ 26 แห่ง จำนวน 63 คน เรื่อง “ประเมินผลงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลในรอบ 9 เดือน” โดยเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 20-25 เม.ย. 2555 ที่ผ่านมา โดยพบว่านักเศรษฐศาสตร์ประเมินผลงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลได้แค่ 3.83 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10

การประเมินผลงานด้านต่างๆ ซึ่งมีคะแนนเต็ม 10 เช่นเดียวกัน เช่น ด้านการเติบโตของจีดีพี หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ 5 คะแนน ด้านการนำพาเศรษฐกิจไทยในช่วงหลังวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ 4.53 คะแนน ด้านการบริหารจัดการหนี้สาธารณะ 3.75 คะแนน ด้านการสร้างความเป็นธรรมในสังคม ลดความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจ 3.47 คะแนน ด้านการแก้ปัญหา/ดูแลเสถียรภาพของราคาสินค้า 3.17 คะแนน และด้านการบริหารจัดการราคาพลังงาน 3.03 คะแนน

คะแนนที่ลดลงนี้ รัฐบาลควรจะต้องนำกลับไปคิดใหม่ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาปากท้องชาวบ้าน ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ ยังไม่มีอะไรเป็นรูปธรรม

แต่ที่เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนก็คือ แรงงานที่ได้ค่าจ้างเพิ่ม อาจจะต้องตกงานในอนาคต หากนายจ้างโดยเฉพาะเอสเอ็มอีไปไม่รอด

เรื่องการแก้ไขปัญหาของแพงนี้ ดูเหมือนนายกฯ จะลอยตัวเหนือปัญหา สั่งการให้ติดตามเรื่อง แต่ผลของการสั่งไม่มีอะไรออกมาเป็นชิ้นเป็นอันให้ประชาชนเห็น

ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่พรรคฝ่ายค้านยกขึ้นมาโจมตีรัฐบาลทุกวันว่า สนใจแก้ไขรัฐธรรมนูญและการออกกฎหมายปรองดองมากกว่าปัญหาปากท้องประชาชน แถมยังออกแคมเปญแพงทั้งแผ่นดินขึ้นมาเย้ยรัฐบาล

รัฐบาลไม่อาจดูเบาปัญหานี้ได้ เพราะเรื่องปากท้องประชาชน ซึ่งก็คือประชานิยมนั้น ทำให้รัฐบาลเกิดได้ ก็ทำให้รัฐบาลดับได้เช่นกัน

นาทีนี้รัฐบาลมีทางออกไม่มากแล้ว สำหรับการแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชน เพราะการจะโหมประชานิยมออกมาอีก ก็ติดที่งบประมาณแผ่นดินก็ขาดดุล กระทรวงการคลังไม่มีเงินมากให้ใช้มาตรการภาษี

ส่วนการจะใช้เงินนอกงบประมาณด้วยการให้ธนาคารของรัฐออกมาช่วย ก็ทำได้จำกัด เพราะนี่จะเป็นการสร้างภาระและสร้างปัญหาให้กับฐานะของธนาคารของรัฐในอนาคต

การจะลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นใช้จ่ายนั้น ธปท.ก็ยอมไม่ได้ เพราะเมื่อเงินเฟ้อสูงขนาดนี้ การลดดอกเบี้ยเป็นเรื่องอันตราย

สิ่งเดียวที่รัฐบาลจะทำได้ก็คือ การเดินหน้าให้ขึ้นค่าจ้าง 300 บาท ทุกจังหวัดทั่วประเทศในปี 2556 เนื่องจากราคาสินค้าที่ขึ้นไปแล้ว ไม่มีทางปรับลดลง ทางเดียวก็คือต้องเพิ่มรายได้ให้แรงงานอยู่ต่อไปให้ได้

ส่วนผู้ประกอบการรายย่อย 3-4 ล้านราย ที่จะต้องล้มหายตายจากไปเพราะนโยบายของรัฐบาล ก็ค่อยไปคิดหาทางช่วยในภายหลัง

นี่เป็นสิ่งที่รัฐบาลผูกแล้วก็ต้องแก้เอง แต่หากยังเชื่อตัวเลขเงินเฟ้อของกระทรวงพาณิชย์ต่อไป โดยไม่ฟังเสียงเดือดร้อนที่แท้จริงของประชาชน

สุดท้ายคนที่จะอยู่ไม่ได้ก็คือรัฐบาล