ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน ปุ๋ย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ชำแหละกม.ปรองดอง”เหวี่ยงแห-ยุ่งเหยิง” 2012/05/28

ชำแหละกม.ปรองดอง”เหวี่ยงแห-ยุ่งเหยิง”

  • 28 พฤษภาคม 2555 เวลา 10:55 น.

โดย…ทีมข่าวการเมือง

“กิตติศักดิ์ ปรกติ” อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้วิจารณ์ ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรองดองว่าเนื้อหาของกฎหมายไม่มีขอบเขตที่แน่นอน คือ ไม่ระบุว่ามีเรื่องอะไรบ้างที่ควรได้รับผลประโยชน์จากกฎหมายนี้ ซึ่งอาจวิเคราะห์ได้ว่า คนร่างต้องการให้มีเนื้อหาเปิด เพื่อให้มีการตีความกว้างขวางไว้ที่สุด เป็นการเหวี่ยงแหเนื้อหากฎหมาย ซึ่งเสี่ยงขัดต่อรัฐธรรมนูญและยังมีปัญหาในทางปฏิบัติตามมาอีกมาก

“ถ้าคนร่างต้องการเอาคดีเดียวหรือเพื่อคนคนเดียวเป็นตัวตั้ง บ้านเมืองจะวุ่นวายแน่ จะมีแรงต่อต้านอย่างมหาศาล”

“กิตติศักดิ์” ได้ยกตัวอย่างความไม่แน่นอนของกฎหมาย โดยได้ตั้งคำถามว่า ในมาตรา 3 ซึ่งระบุว่า เหตุการณ์ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย. 2548 จนถึงวันที่ 10 พ.ค. 2554 หากมีการกระทำใดที่เป็นความผิดตามกฎหมาย ให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป คำถามคือระหว่างวันที่ 19 พ.ค. 2553 ซึ่งเป็นวันยุติการชุมนุมถึงวันที่ 10 พ.ค. 2554 มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ใครแสดงออกช่วงนี้ที่ได้รับประโยชน์จากกฎหมาย

กิตติศักดิ์

ดังนั้น ต้องถามว่าทำไมกฎหมายฉบับนี้ จึงยืดเหตุการณ์ครอบคลุมจนถึงวันที่ 10 พ.ค. 2554 ซึ่งคนร่างต้องการคุ้มครองการแสดงออกของใครที่ได้แสดงความเห็นที่ผิดกฎหมายในช่วงนี้ รวมถึงความผิดเรื่องหมิ่นตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญาด้วยหรือไม่

นอกจากนี้ ที่สำคัญคือไปเขียนว่าทั้งการกระทำของผู้ชุมนุมหรือเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ทำหน้าที่ป้องกันก็ไม่ต้องรับผิด นั้นแสดงให้เห็นว่าเสรีภาพในชีวิตร่างกายที่ได้รับการคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญ จากนี้เสรีภาพของร่างกายก็อาจถูกกระทบได้จากเจ้าหน้าที่รัฐได้

“กิตติศักดิ์” ยังชี้ให้ความไม่ชัดเจนแน่นอนของกฎหมายมาตรา 5 ที่ระบุว่า ให้ถือว่าบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการหรือการปฏิบัติทั้งหลายขององค์กร หรือคณะบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งโดยประกาศ หรือคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. ให้ถือว่ามิได้เป็นผู้ถูกกล่าวหาหรือเป็นผู้กระทำความผิด

คำถามคือ เป็นประกาศฉบับใด หรือคำสั่งฉบับใด หรือการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรใด ที่ถือว่าเป็นเหตุร้ายแรงบุคคลที่ได้รับผลกระทบควรได้รับการคุ้มครอง เพราะถ้าเขียนไว้เช่นนี้เท่ากับหมายความว่า ประกาศทุกประกาศ หรือคำสั่งทุกคำสั่งของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ใช่หรือไม่

นอกจากคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) แล้วคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชุดนี้ก็เกิดจาก คมช. ได้ตัดสินคดีเหตุการณ์วันที่ 7 ต.ค. 2551 เหตุการณ์สลายพันธมิตรฯ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.ครั้งนี้ ถูกชี้มูลว่าใช้อำนาจโดยไม่ชอบต้องออกจากราชการ หากกฎหมายนี้บังคับใช้ พล.ต.อ.พัชรวาท ก็ได้รับประโยชน์ด้วย คำถาม พล.ต.อ.พัชรวาทมีสิทธินำเรื่องมาฟ้อง ป.ป.ช.ได้หรือไม่ ถ้าฟ้องได้ก็ต้องยุ่งกันแน่

รวมทั้งคดีที่เกี่ยวกับการทุจริต ที่ ป.ป.ช.ตัดสินไปหลายคดีแล้ว รวมทั้งเรื่องทุจริตของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งได้รับประโยชน์อยู่แล้ว ซึ่งยังไม่นับรวมเรื่องที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่ คมช.แต่งตั้งขึ้นมาหากกฎหมายที่ออกมาโดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สนช.) แล้วมีคนเห็นว่าได้รับผลกระทบก็นำมาลบล้างได้ หรือ กกต.ชุดนี้ก็มาจาก คมช.เช่นกัน หากกระทำเรื่องใดที่คนเห็นว่าได้รับผลกระทบก็จะหยิบกฎหมายนี้มาลบล้างเรื่องนั้นได้

“นี้คือปัญหาของขอบเขตเนื้อหากฎหมายที่ไม่มีความชัดเจน หรือมีความแน่นอนว่าเป็นคำสั่งใด เป็นการกระทำขององค์กรใดและกระทำในเรื่องอะไร หากร่างยังเป็นเช่นนี้ ก็จะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองแน่ ผลกระทบต่างๆ ขององค์กรต่างๆ ถูกหยิบมาลบล้างได้ และจะทำให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ” นายกิตติศักดิ์ กล่าวปิดท้าย

 

ตัวช่วย….ครม.ปู 2012/05/28

ตัวช่วย….ครม.ปู

  • 26 พฤษภาคม 2555 เวลา 14:04 น.

“ไม่ยึดว่ามีตำแหน่ง ไม่มีตำแหน่ง อะไรก็ได้ ขอให้เรามองว่าองค์กรทำงานได้ ถ้าคุณบอกว่าตรงนี้ทำให้เกิดประโยชน์องค์กร ถ้าเลือกที่จะอยู่ในองค์กรเราก็ต้องทำ”

ไม่ยึดติดตำแหน่ง

วราเทพ รัตนากร

ยุคแพงทั้งแผ่นดิน ราคาสินค้าพาเหรดขึ้นราคาจนรายจ่ายขยับพรวดพราดแซงหน้ารายรับ นโยบายซื้อใจจากพรรครัฐบาล ยังไม่ไปถึงฝั่งฝัน ขณะที่สถานะการเงินประเทศสุ่มเสี่ยงกับหนี้สาธารณะที่พุ่งสูง ชาวบ้านตาดำๆ เริ่มมองข้ามช็อต รอตัวช่วยจากบ้านเลขที่ 111 มากู้สถานการณ์

อดีตมือดีด้านเศรษฐกิจยุคไทยรักไทย ”วราเทพ รัตนากร”กับประสบการณ์อดีต สส.กำแพงเพชร4 สมัย อดีตแกนนำกลุ่ม 16 อดีตโฆษกรัฐบาลอดีต รมช.คลัง ออกตัวพูดอะไรได้เต็มปาก เพราะสถานะสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ที่ยังค้ำคอ และเวลานี้ยังไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย

แม้ว่าหลายโผจะมองว่าเขาเป็นหนึ่งในแคนดิเดต รมต.เศรษฐกิจ ร่วม ครม.ปู 3 โดยเฉพาะขุนคลัง แต่เจ้าตัวอธิบายว่า ไม่ได้อยู่ที่ตัวเขา อยู่ที่นายกรัฐมนตรีว่าจะเป็นคนกำหนด

“ไม่ยึดว่ามีตำแหน่ง ไม่มีตำแหน่ง อะไรก็ได้ ขอให้เรามองว่าองค์กรทำงานได้ ถ้าคุณบอกว่าตรงนี้ทำให้เกิดประโยชน์องค์กร ถ้าเลือกที่จะอยู่ในองค์กรเราก็ต้องทำ เราต้องถือว่าตรงไหนก็ได้ที่ทำงานร่วมกับองค์กรได้ เขาอาจจะเปลี่ยนเราจากทำงานในออฟฟิศไปหลังออฟฟิศก็ได้”

วราเทพ เล่าให้ฟังว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการติดต่อทาบทามใดๆ และส่วนตัวยังเห็นว่ารัฐบาลยังมีเสถียรภาพทำงานได้ดี รวมทั้งเพิ่งปรับ ครม.ไปตอนหาเสียงก็ไม่ได้บอกว่าเลือกตั้งชั่วคราวก่อน เดี๋ยว111 จะมาทำ หมายความว่า 111 ไม่มีอยู่ในวันนั้นชุดนี้ก็ต้องทำงาน แต่พอมี 111 เข้ามาก็เพิ่มบุคลากรเพิ่มมากขึ้นเท่านั้นเอง ไม่ถึงขนาดต้องมาสลับสับเปลี่ยน

ถามว่าพูดจาทำนองนี้เกรงว่าจะเกิดการ”เตะสกัด” หรือสร้างความปั่นป่วนจากในพรรคหรือไม่

วราเทพ กล่าวว่า “ไม่ได้กลัวว่าเราเปิดหน้าหรืออะไร แต่มันไม่เหมาะสมที่เราจะไปพูดว่าเราพร้อมตรงนู้น จะทำตรงนี้ เพราะทั้งหมดอยู่ที่คนที่มีอำนาจตัดสินใจต้องเป็นคนเลือก คนอื่นมองอาจจะไม่ตรงเลยก็ได้ ท่านอาจจะบอก เฮ้ยไม่ได้มองตรงนี้ อาจจะมองตรงอื่น”

ส่วนปัญหาเรื่องทีมเศรษฐกิจที่ถูกรุมถล่มเรื่องไร้ประสิทธิภาพนั้น จากประสบการณ์ทีมเศรษฐกิจ เขาเห็นว่ายังไม่น่ามีการปรับเปลี่ยน แต่การตัดสินใจขึ้นอยู่กับนายกฯ ซึ่งรัฐบาลกำลังขับเคลื่อนนโยบายกำลังผลักดันงบประมาณ เพิ่งมีการปรับเปลี่ยนในตำแหน่งหลักในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ 2 เมื่อไม่นานนี้

แต่ทว่าในเรื่องของแพงเป็นภาระที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขและทำความเข้าใจ แม้จะยังไม่ถึงกับกระทบกับการเมือง เสถียรภาพความมั่นคงของรัฐบาลแต่อยู่ในช่วงที่ต้องเร่งดำเนินการต่อเนื่องเพราะผ่านช่วงฮันนีมูนไปแล้ว กำลังจะต้องแสดงผลงาน ความสามารถที่มากขึ้น

“ทั้งหมดขึ้นอยู่กับนโยบายเพิ่งจะสัมฤทธิผลบางนโยบาย บางนโยบายเพิ่งเริ่มต้น งบประมาณกำลังเร่งผลักดัน โชคที่รัฐบาลไม่ดีคือ 6-7 เดือนแรกเจอปัญหาอุทกภัย เลยทำให้ แทนที่จะผลักดันนโยบายได้เต็มที่ เลื่อนไปเลยเหมือนกับยังไม่มีผลงานเหมือนที่หาเสียงไว้ตอนเลือกตั้ง ถ้าไม่เจอเรื่องอุทกภัยน้ำท่วมนโยบายที่เร่งผลักดันจะออกมามากกว่านี้”

“วราเทพ” มองว่า การบริหารจัดการน้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมาของรัฐบาลถือว่าสอบผ่าน เพราะเข้ามาเป็นรัฐบาลไม่นานก่อนน้ำท่วม ยังไม่มีการจัดบุคลากรที่พร้อม หรือการทำงานร่วมกับข้าราชการก็ยังไม่คุ้นเคย ดังนั้นการที่สามารถผ่านช่วงนั้นได้แม้จะพอใจบ้างไม่พอใจบ้างก็ต้องถือว่าไม่ใช่เรื่องง่าย

ประเด็นเรื่องการกลับมาของสมาชิกบ้านเลขที่111 “วราเทพ” เล่าว่า ในส่วน 111 ของพรรคเพื่อไทย บางส่วนมีทายาทขึ้นมาทดแทน บางส่วนยังขับเคลื่อนอยู่เท่าที่สัมผัสยังไม่ได้ยินว่าใครแสดงความเห็นว่าต้องกลับมา ทุกคนยังเฉยๆ เพราะเกือบทุกคนเคยเป็นรัฐมนตรี เคยเป็นผู้บริหารมาแล้วไม่ใช่ไม่เคยเป็น ไม่ได้วางเป้าหมายว่าเมื่อพ้นแล้วจะต้องมาเป็นเลยทันที เชื่อว่าแต่ละท่านก็เป็นนักการเมืองที่ผ่านร้อนผ่านหนาว คงจะวางแนวทางของตัวเองอย่างเหมาะสมพอสมควร

“ส่วนตัวหากพ้น 111 ก็จะไปสมัครสมาชิกพรรคเพื่อไทยหลังจากนั้นขึ้นอยู่กับพรรค ผู้หลักผู้ใหญ่หรือกรรมการบริหารพรรค ว่าเขาจะให้ทำหน้าที่อะไรไหม ถ้าไม่ได้ทำก็ช่วยในฐานะที่เคยอยู่ภาคเหนือมาก่อนก็ทำงานร่วมกับ สส.ภาคเหนือ ในฐานะสมาชิก และอาจช่วยการให้ความเห็น ด้านที่ทำอย่างไรให้พรรคเข้มแข็ง ให้นโยบายของพรรคผ่าน ผู้แทนลงไปถึง ไม่ได้มองว่าจะต้องกลับไปมีตำแหน่งอะไร”

วราเทพ วิเคราะห์ว่า ปัญหาที่นโยบายค่าจ้าง 300 บาท เงินเดือน 1.5 หมื่นบาทถูกวิจารณ์นั้น ถ้าถามว่ามีปัญหาไหม แน่นอนไม่สามารถยืนยันได้ว่าทำนโยบายแล้วจะได้ 100% บางอย่างก็ขึ้นอยู่กับความร่วมมือ ขึ้นอยู่กับเวลา งบประมาณแต่ขอให้เป็นไปตามที่ได้ประกาศไว้ และส่วนใหญ่ได้รับผลจากนโยบายในทางที่ดี และค่อยปรับแก้

“ตอนไทยรักไทยก็เหมือนกัน ไม่ใช่ได้วันแรกแล้วพอใจกันหมด ก็ต้องปรับ แต่รัฐบาลนี้อาจจะเสียโอกาสตรง 5-6 เดือนแรก การขับเคลื่อนนโยบายไม่สะดวกนัก เพราะไปเจอวิกฤตน้ำท่วม แต่ถ้างบประมาณออกผมเชื่อว่าทุกอย่างจะเร็วขึ้น”

จุดอ่อนของรัฐบาลนี้คงจะบอกชัดๆ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ทุกรัฐบาลมีจุดอ่อนจุดแข็ง สถานการณ์ตอนนี้รัฐบาลอาจจะเผชิญกับปัญหาหลายด้าน ทั้งการที่ประชาชนคาดหวังต้องการเห็นความปรองดอง เศรษฐกิจโตรวดเร็ว เพราะ 4-5 ปีที่ผ่านมาเหมือนเราไม่ได้ขยับไปไหน รัฐบาลใหม่ก็เลยทำให้เกิดความคาดหวัง อันนี้ไม่เรียกจุดอ่อน แต่เป็นเรื่องของความกดดัน ที่รัฐบาลต้องรีบแก้ไข เลยทำให้เป็นตัวฉุดเหมือนกับที่รัฐบาลถูกคาดหวังไว้สูง

วราเทพ อธิบายว่า อะไรที่ใกล้ตัวที่สุด คนก็จะรู้สึกเร็ว ทั้งเรื่องของแพงแต่จริงๆต้องบอกว่าเป็นการเมืองผสมอยู่ด้วย ส่วนจะเร่งแก้ไขตรงไหนต้องไปพร้อม ทำอย่างไรให้มีรายได้ คนที่เป็นเกษตรกร สินค้าเกษตรราคาดี ถึงสินค้าอุปโภคบริโภคแพงหน่อยคงไม่ว่า แก้ก็ต้องแก้สองทาง เพิ่มรายได้ลดรายจ่าย ถ้าแยกดูเป็นตัว บางตัวอาจจะดีบางตัวอาจไม่ดี แต่เวลาพูดเขาไม่พูด เขาจะพูดตัวไม่ดี

โควตาเจ๊แดง

คาดการณ์ว่าหวนคืนถนนการเมืองรอบนี้”วราเทพ” เตรียมร่วม ครม.ปู 3 โควตาเจ๊แดง-เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ แต่ “วราเทพ”ชี้แจงว่า จริงๆ แล้วไม่น่าจะเป็นโควตา แต่สนิทกันตั้งแต่พรรคไทยรักไทย ทั้งในฐานะเลขาฯ ที่ผูกพัน เคารพนับถือ เวลามีงานมีการส่วนตัวก็ไปร่วมงาน ทำนองนั้น

“ไม่มี…ใครที่เคยอยู่ไทยรักไทยจะรู้ว่าไม่มีระบบโควตา แบบ 7 คนต้องได้ 10 คนต้องได้ ภาคเหนือต้องได้เท่านั้นเท่านี้ เขาดูความเหมาะสม ความอาวุโส แล้วดูสัดส่วนนิด

หน่อย ภาคเหนือมี สส.ขนาดนี้น่าจะมีผู้ที่มีตัวแทนด้านบริหาร แต่ไม่ตายตัวว่าต้องเป็นคณิตศาสตร์”

ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ปัจจุบันคุณแดงก็ไม่ได้บอกว่าท่านมีโควตา แต่ถูกมองอย่างนั้นได้ไหม ได้ เพราะท่านเป็นผู้นำทางภาคเหนือ เพราะฉะนั้นเวลามีรัฐมนตรีที่มาจากภาคเหนือก็ไปมองว่าเป็นของคุณเยาวภา ส่วนคนสนิทกันไปเจอกันคุยกันก็เลยกลายเป็นโควตา

วราเทพ มองว่า มีคนที่สนิทกับเจ๊แดงเยอะ เพราะเป็นผู้ใหญ่ใจดี พี่ๆ น้องๆ ในพรรคเรียกพี่ สมัยนู้นหรืออาจจะสมัยนี้ด้วยก็อาจจะมีหลายคนช่วยทำงานไม่ได้มาที่เขาคนเดียว อย่างคุณวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุลยงยุทธ ติยะไพรัช บุญทรง เตริยาภิรมย์ไม่ใช่เขาคนเดียว

ห่างหายจากหน้าฉากการเมืองไป 5 ปีเขายืนยันว่าไม่มีใครมาอยู่ข้างหน้าแทนเพราะไม่ใช่เจ้าของโควตาตำแหน่งรัฐมนตรีให้คนอื่นมาดูแลแทนและก็ไม่เคยไปยุ่งกับรัฐมนตรีคนไหนเลย ถามว่ามีความสุขไหมก็สบายกาย ภาระหน้าที่น้อย เราได้ทำอะไรที่ชอบ แต่ก็ได้ทำอะไรที่ต้องการทำในช่วง4-5 ปี

สำหรับท่าทีเมื่อ111 พ้นโทษแบนจะดำเนินการอย่างไรต่อไป “วราเทพ” เล่าให้ฟังว่า จากที่มีการประชุมเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วก็มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นว่าจะมีกิจกรรมวันที่ 30 พ.ค. และหลังจากนั้นก็จะเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลที่จะไปทำงานกันเอง ใครจะไปเขียนหนังสือ ใครจะทำอะไรก็แล้วแต่ วันที่30 พ.ค. ก็จะจบการเรียกกลุ่ม 111

กม.ปรองดอง ไม่มีทางที่คนเห็นด้วยหมด100%

จากประสบการณ์การเมืองยาวนาน2 ทศวรรษ “วราเทพ” มองว่ามีการเมืองทั้งหยุดนิ่งกับที่ ถอยหลัง และไปข้างหน้า คือจากที่ถอยหลังไปรอบหนึ่งเพราะนายกฯ ไม่ได้มาจากเลือกตั้ง จนรัฐธรรมนูญ 2540 ก็เดินหน้าได้ต่อมามีปฏิวัติก็เหมือนกับถอยหลัง หลังจากนี้รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง ได้เสียงสนับสนุนเกินครึ่ง ก็น่าจะเดินหน้า

“การเมืองไทยยังไม่ใช่การเมืองนิ่งเป็นระบบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง การเมืองไทยเปลี่ยนแปลงได้ตลอด ยังไม่เป็นโครงสร้างแน่นหนาระบบ 2 พรรค และอยู่ 4 ปีแน่นอน คนที่มีความเกี่ยวข้องทางการเมืองต้องช่วยกัน เริ่มต้นต้องเริ่มจากระบบพรรค การให้ความรู้เข้าไปให้ประชาชนมีส่วนร่วม หรือแม้กระทั่งเป็นนักธุรกิจ

ก็ต้องมองการเมืองส่งผลกับเขา ถ้ามองการเมืองไม่ดี แล้วถอยออกไปอยู่เรื่อยก็ไม่ดี”

ที่ผ่านมาวัฏจักรมีทั้งเดินหน้า หยุดนิ่ง ถอยหลัง แต่เราจะทำอย่างไรให้เดินหน้ามากกว่าหยุดนิ่งและไม่ให้ถอยหลัง คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องช่วยกัน ประเด็นปัญหาทำให้ถอยหลังต้องหยุด คนที่จะทำให้หยุดนิ่งก็ต้องเดินหน้า คนที่มีหน้าที่เป็นตัวแสดงก็ต้องพยายามทำให้คนที่เขาจะสนับสนุนเพิ่มขึ้น มองนักการเมืองเป็นอาชีพที่เข้ามาเปิดโอกาสให้คนนอกเข้ามาได้มากขึ้น

สำหรับเรื่องความปรองดอง”วราเทพ” มองว่าวันหนึ่งต้องดีขึ้น แต่ว่าจะเร็วหรือช้าเท่านั้นเอง ต้องถามตัวเองว่าปัญหาอยู่ที่ไหน ก็ยังตีโจทย์ไม่แตก มันสลับซับซ้อนมาก ใครจะทำให้เกิดความปรองดองได้ ด้วยความรู้ประสบการณ์การเมืองยังตอบไม่ได้ว่าใครจะทำให้เกิดการปรองดอง

ความพยายามผลักดัน พ.ร.บ.ปรองดองนั้นวันนี้ไม่มีทางที่จะทำให้คนเห็นด้วยหมด 100%ขอมองว่าถ้าเสียงเกินครึ่งส่วนใหญ่มองเห็นว่าแนวทางนี้ไปได้ คนที่เห็นค้านก็ต้องยอมรับเสียงข้างมากก็ต้องทำความเข้าใจกับคนส่วนน้อย

“ไม่ว่าใช้วิธีการไหน ถ้าคนที่ไม่เห็นด้วยก็ไม่เห็นด้วย ส่วนคนเห็นด้วยก็ต้องพยายามทำให้คนไม่เห็นด้วยเกิดความเข้าใจ ไม่ว่าจะใช้กฎหมายหรือค่อยๆ ทำ วันนี้ตอบไม่ได้เลยว่าอันนี้ถูกหรือผิด อันนี้ต้องกลับมาคิดว่าทุกคนต้องยึดแนวทางที่ทำยังไงให้เกิดประโยชน์ส่วนรวม ไม่ว่าจะพอใจ ไม่พอใจ แต่ถ้าส่วนรวมได้ ตัวเองอาจจะไม่ได้ทันที ช้าหน่อยแต่ก็ต้องยอมรับ ตัวเองอาจจะไม่เห็นด้วย เพราะแนวคิดรับไม่ได้”

“วราเทพ” กล่าวว่า การเมืองต่อไปต้องเป็น2 ขั้วด้วยระบบพรรค คือ สู้กันด้วยเรื่องนโยบายและฝีมือ นโยบายทุกคนอาจจะเขียนกันได้ แต่ต้องมีฝีมือด้วย ต้องเหลือพรรค 2 ขั้วใหญ่ ส่วนพรรคเล็กก็ควรต้องมี แต่เป็นจำนวนไม่มากนัก

สำหรับเสื้อแดงเวลานี้เป็นองค์กรที่เข้มแข็งมีการรวมตัวทางการเมือง มีจุดยืนชัดเจน เมื่อมาสนับสนุนพรรคเพื่อไทยก็อาจจะมีเสียงสนับสนุนมากกว่า พรรคประชาธิปัตย์ก็จะต้องไปค้นหาตัวเองว่าทำยังไงถึงจะสร้างพลังให้ประชาชนมาสนับสนุนให้ชนะการเลือกตั้งให้ได้ ไม่น่าจะมาบอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ หรือเสื้อแดง จะเป็นปัญหาการเมืองไทย

วราเทพ ยอมรับว่าเสื้อแดงมีการเคลื่อนไหวทางการเมือง กระตุ้นทางการเมืองสูงทีเดียวในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ถึงจะไม่มีหลักฐานในการพิสูจน์ แต่ในอีสานและในหลายพื้นที่เป็นทฤษฎีใหม่ว่าเงินเป็นปัจจัยสำคัญน้อยลงต่อการชนะการเลือกตั้ง เพราะการรวมตัวกันของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบคนเสื้อแดงหรืออะไรก็ตาม

สำหรับปัญหาว่าเวลานี้เพื่อไทยและเสื้อแดงใครนำใครนั้น ในฐานะผู้สังเกตการณ์ บอกได้เลยว่าคนเสื้อแดงไม่ได้เป็นคนที่จะมานำพรรคพรรคก็มีระบบกลไกของเขา คนเสื้อแดงเขาก็นำในส่วนกิจกรรมของเขา แต่เผอิญคนเสื้อแดงกับพรรคไปในทิศทางเดียวกัน คือ ต่อต้านเผด็จการส่งเสริมประชาธิปไตย คนเสื้อแดงเป็นคนรากหญ้า ส่วนใหญ่เขาก็มานิยมนโยบายเพื่อไทย

ส่วนที่ระยะหลังเป็นปัญหาจนสะท้อนผ่านผลเลือกตั้งท้องถิ่นหลายแห่งนั้น วราเทพ มองว่าต้องลงไปดูแต่ละพื้นที่ให้ละเอียด เลือกตั้งท้องถิ่นย้อนกลับไปภาคใต้ คนที่ลงในนามพรรคประชาธิปัตย์ก็แพ้เลือกตั้งท้องถิ่นนะแต่พอเลือกตั้งใหญ่ประชาธิปัตย์ก็ชนะภาคใต้ทุกที

 

ไม่ยึดติด ตำแหน่ง 2012/05/26

ไม่ยึดติด ตำแหน่ง

  • 26 พฤษภาคม 2555 เวลา 10:54 น.

วราเทพ เปิดใจ บ้านเลขที่ 111 ตัวช่วย ครม.ปู ยันไม่ยึดติดกับตำแหน่ง โยนนายกฯ ตัดสินใจ

ทีมข่าวการเมือง

ยุคแพงทั้งแผ่นดิน ราคาสินค้าพาเหรดขึ้นราคาจนรายจ่ายขยับพรวดพราดแซงหน้ารายรับ นโยบายซื้อใจจากพรรครัฐบาล ยังไม่ไปถึงฝั่งฝัน ขณะที่สถานะการเงินประเทศสุ่มเสี่ยงกับหนี้สาธารณะที่พุ่งสูง ชาวบ้านตาดำๆ เริ่มมองข้ามช็อต รอตัวช่วยจากบ้านเลขที่ 111 มากู้สถานการณ์

อดีตมือดีด้านเศรษฐกิจยุคไทยรักไทย “วราเทพ รัตนากร”กับประสบการณ์อดีต สส.กำแพงเพชร4 สมัย อดีตแกนนำกลุ่ม 16 อดีตโฆษกรัฐบาลอดีต รมช.คลัง ออกตัวพูดอะไรได้เต็มปาก เพราะสถานะสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ที่ยังค้ำคอ และเวลานี้ยังไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย

แม้ว่าหลายโผจะมองว่าเขาเป็นหนึ่งในแคนดิเดต รมต.เศรษฐกิจ ร่วม ครม.ปู 3 โดยเฉพาะขุนคลัง แต่เจ้าตัวอธิบายว่า ไม่ได้อยู่ที่ตัวเขา อยู่ที่นายกรัฐมนตรีว่าจะเป็นคนกำหนด

“ไม่ยึดว่ามีตำแหน่ง ไม่มีตำแหน่ง อะไรก็ได้ ขอให้เรามองว่าองค์กรทำงานได้ ถ้าคุณบอกว่าตรงนี้ทำให้เกิดประโยชน์องค์กร ถ้าเลือกที่จะอยู่ในองค์กรเราก็ต้องทำ เราต้องถือว่าตรงไหนก็ได้ที่ทำงานร่วมกับองค์กรได้ เขาอาจจะเปลี่ยนเราจากทำงานในออฟฟิศไปหลังออฟฟิศก็ได้”

วราเทพ เล่าให้ฟังว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการติดต่อทาบทามใดๆ และส่วนตัวยังเห็นว่ารัฐบาลยังมีเสถียรภาพทำงานได้ดี รวมทั้งเพิ่งปรับ ครม.ไปตอนหาเสียงก็ไม่ได้บอกว่าเลือกตั้งชั่วคราวก่อน เดี๋ยว111 จะมาทำ หมายความว่า 111 ไม่มีอยู่ในวันนั้นชุดนี้ก็ต้องทำงาน แต่พอมี 111 เข้ามาก็เพิ่มบุคลากรเพิ่มมากขึ้นเท่านั้นเอง ไม่ถึงขนาดต้องมาสลับสับเปลี่ยน

ถามว่าพูดจาทำนองนี้เกรงว่าจะเกิดการ”เตะสกัด” หรือสร้างความปั่นป่วนจากในพรรคหรือไม่

วราเทพ กล่าวว่า “ไม่ได้กลัวว่าเราเปิดหน้าหรืออะไร แต่มันไม่เหมาะสมที่เราจะไปพูดว่าเราพร้อมตรงนู้น จะทำตรงนี้ เพราะทั้งหมดอยู่ที่คนที่มีอำนาจตัดสินใจต้องเป็นคนเลือก คนอื่นมองอาจจะไม่ตรงเลยก็ได้ ท่านอาจจะบอก เฮ้ยไม่ได้มองตรงนี้ อาจจะมองตรงอื่น”

ส่วนปัญหาเรื่องทีมเศรษฐกิจที่ถูกรุมถล่มเรื่องไร้ประสิทธิภาพนั้น จากประสบการณ์ทีมเศรษฐกิจ เขาเห็นว่ายังไม่น่ามีการปรับเปลี่ยน แต่การตัดสินใจขึ้นอยู่กับนายกฯ ซึ่งรัฐบาลกำลังขับเคลื่อนนโยบายกำลังผลักดันงบประมาณ เพิ่งมีการปรับเปลี่ยนในตำแหน่งหลักในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ 2 เมื่อไม่นานนี้

แต่ทว่าในเรื่องของแพงเป็นภาระที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขและทำความเข้าใจ แม้จะยังไม่ถึงกับกระทบกับการเมือง เสถียรภาพความมั่นคงของรัฐบาลแต่อยู่ในช่วงที่ต้องเร่งดำเนินการต่อเนื่องเพราะผ่านช่วงฮันนีมูนไปแล้ว กำลังจะต้องแสดงผลงาน ความสามารถที่มากขึ้น

“ทั้งหมดขึ้นอยู่กับนโยบายเพิ่งจะสัมฤทธิผลบางนโยบาย บางนโยบายเพิ่งเริ่มต้น งบประมาณกำลังเร่งผลักดัน โชคที่รัฐบาลไม่ดีคือ 6-7 เดือนแรกเจอปัญหาอุทกภัย เลยทำให้ แทนที่จะผลักดันนโยบายได้เต็มที่ เลื่อนไปเลยเหมือนกับยังไม่มีผลงานเหมือนที่หาเสียงไว้ตอนเลือกตั้ง ถ้าไม่เจอเรื่องอุทกภัยน้ำท่วมนโยบายที่เร่งผลักดันจะออกมามากกว่านี้”

“วราเทพ” มองว่า การบริหารจัดการน้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมาของรัฐบาลถือว่าสอบผ่าน เพราะเข้ามาเป็นรัฐบาลไม่นานก่อนน้ำท่วม ยังไม่มีการจัดบุคลากรที่พร้อม หรือการทำงานร่วมกับข้าราชการก็ยังไม่คุ้นเคย ดังนั้นการที่สามารถผ่านช่วงนั้นได้แม้จะพอใจบ้างไม่พอใจบ้างก็ต้องถือว่าไม่ใช่เรื่องง่าย

ประเด็นเรื่องการกลับมาของสมาชิกบ้านเลขที่111 “วราเทพ” เล่าว่า ในส่วน 111 ของพรรคเพื่อไทย บางส่วนมีทายาทขึ้นมาทดแทน บางส่วนยังขับเคลื่อนอยู่เท่าที่สัมผัสยังไม่ได้ยินว่าใครแสดงความเห็นว่าต้องกลับมา ทุกคนยังเฉยๆ เพราะเกือบทุกคนเคยเป็นรัฐมนตรี เคยเป็นผู้บริหารมาแล้วไม่ใช่ไม่เคยเป็น ไม่ได้วางเป้าหมายว่าเมื่อพ้นแล้วจะต้องมาเป็นเลยทันที เชื่อว่าแต่ละท่านก็เป็นนักการเมืองที่ผ่านร้อนผ่านหนาว คงจะวางแนวทางของตัวเองอย่างเหมาะสมพอสมควร

“ส่วนตัวหากพ้น 111 ก็จะไปสมัครสมาชิกพรรคเพื่อไทยหลังจากนั้นขึ้นอยู่กับพรรค ผู้หลักผู้ใหญ่หรือกรรมการบริหารพรรค ว่าเขาจะให้ทำหน้าที่อะไรไหม ถ้าไม่ได้ทำก็ช่วยในฐานะที่เคยอยู่ภาคเหนือมาก่อนก็ทำงานร่วมกับ สส.ภาคเหนือ ในฐานะสมาชิก และอาจช่วยการให้ความเห็น ด้านที่ทำอย่างไรให้พรรคเข้มแข็ง ให้นโยบายของพรรคผ่าน ผู้แทนลงไปถึง ไม่ได้มองว่าจะต้องกลับไปมีตำแหน่งอะไร”

วราเทพ วิเคราะห์ว่า ปัญหาที่นโยบายค่าจ้าง 300 บาท เงินเดือน 1.5 หมื่นบาทถูกวิจารณ์นั้น ถ้าถามว่ามีปัญหาไหม แน่นอนไม่สามารถยืนยันได้ว่าทำนโยบายแล้วจะได้ 100% บางอย่างก็ขึ้นอยู่กับความร่วมมือ ขึ้นอยู่กับเวลา งบประมาณแต่ขอให้เป็นไปตามที่ได้ประกาศไว้ และส่วนใหญ่ได้รับผลจากนโยบายในทางที่ดี และค่อยปรับแก้

“ตอนไทยรักไทยก็เหมือนกัน ไม่ใช่ได้วันแรกแล้วพอใจกันหมด ก็ต้องปรับ แต่รัฐบาลนี้อาจจะเสียโอกาสตรง 5-6 เดือนแรก การขับเคลื่อนนโยบายไม่สะดวกนัก เพราะไปเจอวิกฤตน้ำท่วม แต่ถ้างบประมาณออกผมเชื่อว่าทุกอย่างจะเร็วขึ้น”

จุดอ่อนของรัฐบาลนี้คงจะบอกชัดๆ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ทุกรัฐบาลมีจุดอ่อนจุดแข็ง สถานการณ์ตอนนี้รัฐบาลอาจจะเผชิญกับปัญหาหลายด้าน ทั้งการที่ประชาชนคาดหวังต้องการเห็นความปรองดอง เศรษฐกิจโตรวดเร็ว เพราะ 4-5 ปีที่ผ่านมาเหมือนเราไม่ได้ขยับไปไหน รัฐบาลใหม่ก็เลยทำให้เกิดความคาดหวัง อันนี้ไม่เรียกจุดอ่อน แต่เป็นเรื่องของความกดดัน ที่รัฐบาลต้องรีบแก้ไข เลยทำให้เป็นตัวฉุดเหมือนกับที่รัฐบาลถูกคาดหวังไว้สูง

วราเทพ อธิบายว่า อะไรที่ใกล้ตัวที่สุด คนก็จะรู้สึกเร็ว ทั้งเรื่องของแพงแต่จริงๆต้องบอกว่าเป็นการเมืองผสมอยู่ด้วย ส่วนจะเร่งแก้ไขตรงไหนต้องไปพร้อม ทำอย่างไรให้มีรายได้ คนที่เป็นเกษตรกร สินค้าเกษตรราคาดี ถึงสินค้าอุปโภคบริโภคแพงหน่อยคงไม่ว่า แก้ก็ต้องแก้สองทาง เพิ่มรายได้ลดรายจ่าย ถ้าแยกดูเป็นตัว บางตัวอาจจะดีบางตัวอาจไม่ดี แต่เวลาพูดเขาไม่พูด เขาจะพูดตัวไม่ดี

โควตาเจ๊แดง

คาดการณ์ว่าหวนคืนถนนการเมืองรอบนี้”วราเทพ” เตรียมร่วม ครม.ปู 3 โควตาเจ๊แดง-เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ แต่ “วราเทพ”ชี้แจงว่า จริงๆ แล้วไม่น่าจะเป็นโควตา แต่สนิทกันตั้งแต่พรรคไทยรักไทย ทั้งในฐานะเลขาฯ ที่ผูกพัน เคารพนับถือ เวลามีงานมีการส่วนตัวก็ไปร่วมงาน ทำนองนั้น

“ไม่มี…ใครที่เคยอยู่ไทยรักไทยจะรู้ว่าไม่มีระบบโควตา แบบ 7 คนต้องได้ 10 คนต้องได้ ภาคเหนือต้องได้เท่านั้นเท่านี้ เขาดูความเหมาะสม ความอาวุโส แล้วดูสัดส่วนนิดหน่อย ภาคเหนือมี สส.ขนาดนี้น่าจะมีผู้ที่มีตัวแทนด้านบริหาร แต่ไม่ตายตัวว่าต้องเป็นคณิตศาสตร์”

ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ปัจจุบันคุณแดงก็ไม่ได้บอกว่าท่านมีโควตา แต่ถูกมองอย่างนั้นได้ไหม ได้ เพราะท่านเป็นผู้นำทางภาคเหนือ เพราะฉะนั้นเวลามีรัฐมนตรีที่มาจากภาคเหนือก็ไปมองว่าเป็นของคุณเยาวภา ส่วนคนสนิทกันไปเจอกันคุยกันก็เลยกลายเป็นโควตา

วราเทพ มองว่า มีคนที่สนิทกับเจ๊แดงเยอะ เพราะเป็นผู้ใหญ่ใจดี พี่ๆ น้องๆ ในพรรคเรียกพี่ สมัยนู้นหรืออาจจะสมัยนี้ด้วยก็อาจจะมีหลายคนช่วยทำงานไม่ได้มาที่เขาคนเดียว อย่างคุณวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุลยงยุทธ ติยะไพรัช บุญทรง เตริยาภิรมย์ไม่ใช่เขาคนเดียว

ห่างหายจากหน้าฉากการเมืองไป 5 ปีเขายืนยันว่าไม่มีใครมาอยู่ข้างหน้าแทนเพราะไม่ใช่เจ้าของโควตาตำแหน่งรัฐมนตรีให้คนอื่นมาดูแลแทนและก็ไม่เคยไปยุ่งกับรัฐมนตรีคนไหนเลย ถามว่ามีความสุขไหมก็สบายกาย ภาระหน้าที่น้อย เราได้ทำอะไรที่ชอบ แต่ก็ได้ทำอะไรที่ต้องการทำในช่วง4-5 ปี

สำหรับท่าทีเมื่อ111 พ้นโทษแบนจะดำเนินการอย่างไรต่อไป “วราเทพ” เล่าให้ฟังว่า จากที่มีการประชุมเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วก็มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นว่าจะมีกิจกรรมวันที่ 30 พ.ค. และหลังจากนั้นก็จะเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลที่จะไปทำงานกันเอง ใครจะไปเขียนหนังสือ ใครจะทำอะไรก็แล้วแต่ วันที่30 พ.ค. ก็จะจบการเรียกกลุ่ม 111

 

เปิดร่างกม.ปรองดอง 2012/05/26

เปิดร่างกม.ปรองดอง

  • 25 พฤษภาคม 2555 เวลา 13:36 น.

เปิดร่างกม.ปรองดองปลดโซ่ระบอบทักษิณ

หมายเหตุ พล.อ.สนธิ บุญยรัตนกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ ได้เสนอร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติพ.ศ. โดยได้ระบุถึงเหตุผลและความจำเป็นในการเสนอกฎหมายดังกล่าวซึ่งสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้รับเมื่อวันที่ 24 พ.ค.เวลา 14.45น.โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

หลักการและเหตุผล

พ.ต.ท.ทักษิณ-พล.อ.สนธิ

โดยที่ได้เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบและความรุนแรงในประเทศในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาโดยเฉพาะเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค.2553 จนนำไปสู่การสูญเสียชีวิตการบาดเจ็บทางร่างกายและจิตใจ ผู้ต้องหาและจำเลยจึงไม่ใช่เป็นผู้ร้ายหรืออาชญากรดังเช่นคดีอาญาปกติ การยึดทำอำนาจการปกครองแผ่นดินเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 ที่ผ่านมา รวมถึงการยุบพรรคการเมืองและการเพิกถอนสิทธิทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรคที่มิได้ส่วนรู้เห็นกับการกระทำความผิด ทำให้เกิดข้อวิจารณ์เกี่ยวกับความสอดคล้องกับหลักนิติธรรมของกลไกต่างๆของรัฐ กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม

ประกอบกับได้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงกระทบกระเทือนต่อขวัญและกำลังใจของคนในชาติตลอดจนความสงบสุขของบ้านเมืองอีกครั้งหนึ่ง ประชาชนทั่วไปต้องการให้บ้านเมืองเกิดความปรองดองสมานฉันท์ หันหน้าเข้าหากัน แปลงวิกฤติครั้งนี้ให้เป็นโอกาสเพื่อฟื้นความสงบสุขและความเชื่อมั่นของคนในชาติรวมทั้งนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศให้กลับคืนมา

จึงสมควรใช้หลักเมตตาธรรมด้วยการให้อภัยและให้โอกาสกับทุกฝ่ายซึ่งล้วนมีเจตนาดีต่อชาติบ้านเมือง อันเป็นไปตามประเพณีที่ประเทศไทยเคยปฎิบัติมาแล้วหลายครั้งและเป็นไปตามมาตรฐานสากลด้วยการนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดอันมีสาเหตุตจากความขัดแย้งทางการเมืองที่ได้กระทำระหว่างวันที่ 15 ก.ย.2548จนถึงวันที่ 10 พ.ค.2554 และเยียวยาให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมาด้วยการคืนความชอบธรรมให้แก่ผู้ถูกดำเนินคดีโดยกระบวนการต่างๆที่เกิดขึ้นตามประกาศหรือคำสั่งของคณะปฎิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(คปค.)หรือคำสั่งของหัวหน้าคปค.ที่มิได้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมตามปกติหรือขัดต่อหลักนิติธรรม
อันเป็นการผดุงรักษาไว้ซึ่งระบบนิติธรรมและกระบวนการยุติธรรมของประเทศที่สากลให้การยอมรับ รวมทั้งการคืนสิทธิทางการเมืองให้กับกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่มิได้มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำความผิดอันเป็นเหตุให้มีการยุบพรรคการเมืองนั้น เพื่อให้โอกาสแก่ทุกฝ่ายได้เข้ามาใช้ความรู้ความสามารถของตนร่วมกันแก้ไขปัญหาและนำพาประเทศให้ก้าวข้ามความขัดแย้งครั้งนี้ไปสู่สันติภาพและความมั่นคงสืบไป จึงจำเป็นต้องตราพ.ร.บ.นี้

สาระสำคัญของร่างพ.ร.บ.

มาตรา 3 ให้บรรดาการกระทำใดๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมืองตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2548 จนถึงวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 หากมีการกระทำใดเป็นความผิดตามกฎหมาย ให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป และให้ผู้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง

การกระทำตามวรรคหนึ่งให้หมายความถึงการกระทำของบุคคลดังต่อไปนี้

(1) การกระทำทั้งหลายของบุคคลที่เกิดจากการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายที่ห้ามการชุมนุม การกล่าววาจาหรือโฆษณาด้วยวิธีใดเพื่อเรียกร้องหรือให้มีการต่อต้านรัฐ การต่อสู้ขัดขืนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือการประท้วงด้วยวิธีใดๆอันเป็นการกระทบต่อร่างกายหรือทรัพย์สินของบุคคลอื่นซึ่งเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องจากการชุมนุมทางการเมืองหรือการแสดงออกทางการเมือง

(2) การกระทำทั้งหลายของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลใดๆอันเกี่ยวเนื่องกับการป้องกันระงับหรือปราบปรามในเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมือง หรือการกระทำใดที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำดังกล่าว

มาตรา 4 เมื่อพ.ร.บ.นี้มีผลใช้บังคับแล้ว ถ้าผู้กระทำการตามมาตรา 3 อยู่ในระหว่างการสอบสวนให้ผู้มีอำนาจสอบสวนระงับการสอบสวนผู้นั้น ถ้าอยู่ในระหว่างการฟ้องร้องให้พนักงานอัยการหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องระงับการฟ้องหรือให้ถอนฟ้อง ถ้าผู้นั้นอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี ถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิด ถ้าผู้นั้นรับโทษอยู่ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลงและปล่อยตัวผู้นั้น

มาตรา 5 ให้ถือว่าบุคคลที่ได้รับผลระทบจากการดำเนินการหรือการปฏิบัติทั้งหลายขององค์กรหรือคณะบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งโดยประกาศหรือคำสั่งของคปค. หรือคำสั่งของหัวหน้าคปค. ซึ่งได้ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 หรือการดำเนินการหรือการปฏิบัติทั้งหลายขององค์กร หรือหน่วยงานอื่นใดอันเป็นผลสืบเนื่องจากการดำเนินการหรือการปฏิบัติขององค์กรหรือของคณะบุคคลดังกล่าว มิได้เป็นผู้ถูกกล่าวหาหรือเป็นผู้กระทำความผิด โดยให้นำความในมาตรา 4 มาใช้บังคับโดยอนุโลม และให้องค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติต่อบุคคลที่ได้รับผลกระทบนั้นให้เป็นไปตามหลักนิติธรรมต่อไป

 

คำสารภาพ”ธาริต”เคารพ”สุเทพ”อุ้ม”จตุพร” 2012/05/25

คำสารภาพ”ธาริต”เคารพ”สุเทพ”อุ้ม”จตุพร”

  • 24 พฤษภาคม 2555 เวลา 20:50 น.

โดย….ทีมข่าวการเมือง

หลังจากสุเทพ เทือกสุบรรณ  ส.ส..สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นเรื่องต่อประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษ ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ และ พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข รองอธิดีดีเอสไอ ฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา

สุเทพ ให้เหตุผลถึงการฟ้องเป็นเพราะธาริต ยุติคดีผังล้มเจ้าและไม่ฟ้องจตุพร พรหมพันธ์ อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย คดีหมิ่นสถาบัน จากเหตุการณ์ปราศรัย เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 54

ล่าสุด ธาริต เปิดใจผ่านสื่อมวลชน โดยโพสต์ทูเดย์ถ่ายทอดออกมาระหว่างบรรทัดให้พิจารณาดังนี้

“ผมไม่รู้สึกเสียใจหรือน้อยใจ เพราะยังมีความเคารพนายสุเทพตลอดมาและตลอดไป ท่านเป็นอดีตผู้บังคับบัญชาที่ดีคนหนึ่งของผม ในภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้นในปี 53 ท่านสุเทพและท่านอภิสิทธิ์ ได้ร่วมกันช่วยทำให้เหตุการณ์บ้านเมืองกลับมาสู่ภาวะปกติ ผมในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาขณะนั้นก็มีความชื่นชมและศรัทธา”

สำหรับ ความเห็นกรณีคดีผังล้มเจ้า ผมเข้าใจดีว่าท่านสุเทพ เป็นประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ และได้นำเรื่องคดีผังล้มเจ้าเข้ามาเป็นคดีพิเศษตั้งแต่แรก ย่อมหมายความว่า ท่านมีความเชื่อว่าเรื่องนี้จะมีมูลความผิด และเมื่อเวลาผ่านไป 2 ปีเศษ ดีเอสไอมีความเห็นสั่งงดการสอบสวน ท่านสุเทพ ก็คงรู้สึกไม่สบายใจว่าความเชื่อของท่านที่มีเมื่อ 2 ปีก่อน เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นท่านจึงใช้สิทธิ์กล่าวโทษต่อ ป.ป.ช.ถึงการทำหน้าที่ของผม และ พ.ต.อ.ประเวศน์  ผมได้พูดหลายครั้งว่าคดีผังล้มเจ้า คือรายชื่อทั้ง 39 รายชื่อ ดีเอสไอร่วมกับอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ได้เห็นแล้วว่ามีบางรายชื่อเข้าข่าย การกระทำความผิดตามมาตรา 112 จริง จึงได้แยกคดีออกไปต่างหาก 23 รายชื่อ ไม่ใช่ล้มเลิกหรืองดการสอบสวน  แต่มีการแยกออกมาดำเนินคดีเฉพาะราย

ธาริต กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีสั่งไม่ฟ้องนายจตุพร พรหมพันธุ์  จะพูดลงรายละเอียดเพื่อยืนยันและเอาตัวเองวัดว่าจะถูกดำเนินคดีหรือไม่  คำพูดของนายจตุพรกับพวก ถ้าฟังเพียงบริบทประโยคเดียวว่า กระสุนพระราชทาน จะชวนให้เข้าใจว่ากระทำผิดอาญา มาตรา 112 โดยการหมิ่นเบื้องสูงหรือสถาบัน เมื่อทุกคนได้ยินคำพูดนี้ก็มีความไม่สบายใจ และผมก็รู้สึกเช่นเดียวกับสังคมเช่นกันว่านายจตุพร อาจกระทำความผิดตามมาตรา 112 ดีเอสไอจึงรับมาทำเป็นคดีพิเศษ  เพราะพฤติการณ์ในขณะนั้นน่าเชื่อว่าอาจเข้าข่ายเป็นการทำความผิด ซึงการเริ่มดำเนินคดีต้องมีมูลเบื้องต้นไม่เช่นนั้นเราก็ทำคดีไม่ได้

ขณะนั้นผมมีความเห็นเบื้องต้นว่านายจตุพร อาจเข้าข่ายการกระทำความผิดจริง แต่ผมไม่เคยพูดที่ไหนว่าคำพูดของนายจตุพรกับพวกผิดกฏหมายอย่างแน่นอน  เมื่อรับมาเป็นคดีแล้ว ก็สอบสวนตามมาตรฐานที่ควรจะเป็น โดยมีพนักงานอัยการร่วมสอบสวน ในการจะให้ความเป็นธรรมและถูกต้อง จะต้องไม่ฟังเพียงประโยคเดียว ต้องฟังทั้งบริบทการพูดตลอดเวลานานเกือบ 1 ชม.

ธาริต กล่าวอีกว่า ซึ่งความก็สรุปได้ว่า นายจตุพร พูดในเชิงต่อว่าและน้อยใจว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำประเทศ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯในขณะนั้น โดยนายจตุพรพูดว่า “ผมเรียกร้องและได้ตักเตือนมาโดยตลอดว่า อย่านำหน่วยทหาร 2 หน่วย คือหน่วยรักษาพระองค์ และทหารเสือราชินี มาเข่นฆ่าประชาชนเพราะจะทำให้เกิดการเข้าใจว่า กระสุนที่เจ้าหน้าที่เหล่านั้นยิงประชาชนเป็นกระสุนพระราชทาน”

ซึ่งแม้ผมจะตัดตอนคำพูดมาไม่ครบ 1 ชม.ตามที่นายจตุพรพูด แต่ถ้าฟังประโยคอย่างนี้  บริบทของคนที่เข้าใจ  จะต่างจากประโยคแรกที่ผมพูด ก็จะพึงเข้าใจได้ทันทีว่า การพูดของนายจตุพร เป็นการพูดในลักษณะต่อว่าและการน้อยเนื้อต่ำใจ ซึ่งพุ่งเป้าไปที่นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ มิใช่เป็นการละเมิดสถาบันแต่อย่างใด

การรับฟังพยานหลักฐานจากส่วนนี้มาจากบุคคล 3 กลุ่ม คือนักภาษาศาสตร์ กลุ่มนักสื่อสารมวลชน และกลุ่มคนกลางผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งร่วมฟังการปราศรัยทั้งกลุ่มเสื้อเหลืองและเสื้อแดง นั้น ต่างมีความเห็นไปในแนวทางเดียวกันว่า เมื่อฟังบริบทการพูดทั้งหมด และพยานได้ฟังนายจตุพร พูดในหลายๆ ช่วง ก็เห็นว่านายจตุพร ไม่ได้มุ่งหมายหรือเจตนามุ่งร้ายต่อสถาบัน แต่เป็นการมุ่งหมายหรือมุ่งร้ายที่จะกล่าวโจมตีต่อนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ

“ผมนำบริบทนี้มาพูด ก็เพื่อเอาตัวเองยืนยันเป็นมาตรฐานว่า การที่ผมพูดอย่างนี้และพูดยาวขนาดนี้ถึง  15 นาที ผมจะกระทำผิดตามมาตรา 112 หรือไม่ อาจจะมีคนไปกล่าวโทษดำเนินคดีกับผม ที่นำประโยคนี้มาพูด ก็เพื่อเป็นมาตรฐานให้วัดว่า  ผมไม่ได้พูดเพียงประโยคเดียว แต่พูดเพื่อบริบททั้งหมดให้เห็นว่า การพิจารณาดำเนินคดีอาญานั้น จะต้องดูเจตนาเป็นสำคัญ ซึ่งเจตนามีหลักว่า ให้ดูจากการกระทำ  จึงต้องดูบริบทของการกระทำทั้งปวงที่เกิดขึ้น”

การที่นายจตุพรกับพวกเรียกร้อง เมื่อวันที่ 10 เมษายน 54 บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ไม่ได้เรียกร้องโจมตีสถาบัน แต่เป็นการเรียกร้องต่อรัฐบาลในขณะนั้น ไม่มีมูลเหตุจูงใจหรือบริบทใดๆ ที่มุ่งให้เห็นว่าผู้พูดมุ่งหมายจาบจ้างหรือหมิ่นประมาทต่อสถาบัน ตามมาตรา 112 เลย  เช่นเดียวกับที่ผมแถลงข่าวในขณะนี้ และผมนำคำพูดนี้มาพูด ผมก็ไม่มีเจตนาหรือบริบทในการจะมุ่งร้ายต่อสถาบันองค์พระมหากษัตริย์แต่อย่างใด ผมกำลังชี้แจงเรื่องราวต่างๆ  เพราะฉะนั้นเจตนาของผมไม่ใช่เจตนาล่วงละเมิดต่อองค์พระมหากษัตริย์

“ผมคิดว่าถึงเวลาที่ต้องพูดแล้ว และให้ชัดๆ กันไปเลยโดยเอาผมเป็นมาตรฐานวัด  ผมไม่รู้สึกหนักใจที่ท่านสุเทพ ยื่นเรื่องร้อง ป.ป.ช. เพราะการสอบสวนเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างดีเอสไอกับอัยการ โดยดีเอสไอเป็นเพียงผู้ทำความเห็นไม่ใช่ออกคำสั่ง ขณะที่คนออกคำสั่งจริงๆ คือพนักงานสำนักงานอัยการสุงสุด”ธาริตกล่าว

 

เยียวยาเเบบไทยสลายสิทธิ์ฟ้องเเพ่งรัฐ 2012/05/25

เยียวยาเเบบไทยสลายสิทธิ์ฟ้องเเพ่งรัฐ

  • 24 พฤษภาคม 2555 เวลา 20:17 น.

โดย….ชุษณ์วัฎ  ตันวานิช

หลัง ยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ปคอป.ขอเจรจาด้วยนานกว่า 20 นาที ในที่สุด พะเยาว์ อัคฮาด หรือ “แม่กมลเกด” ตัดสินใจรับเงินเยียวยา 7.75 ล้านบาท ตามมาตรการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจาการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ปี 48 -53 ของรัฐบาล หลังจากก่อนหน้านี้ได้ประท้วงบริเวณทำเนียบรัฐบาลต่อมาตรการดังกล่าว เพราะยอมรับไม่ได้ที่หนึ่งในเงื่อนไขของการรับเงินเยียวยา คือ ต้องลงนามยอมรับไม่ดำเนินคดีทางแพ่งกับรัฐบาล

ส่วนสาเหตุที่ “แม่กมลเกด” ยอมรับเงินเยียวยา ธงทอง จันทรางศุ หนึ่งใน คอป.ซึ่งเข้าร่วมเจรจาด้วย เผยว่า แม่น้องเกด กังวลว่า หากรับเงินจำนวนนี้และลงนามยอมรับเงื่อนไขดังกล่าวจะตัดโอกาสการค้นหาความจริง ซึ่งขัดกับความตั้งใจของแม่น้องเกดที่ต้องการหาตัวผู้รับผิดชอบในการตายของลูกสาว

ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีผู้นี้ กล่าวต่อว่า ทางรัฐบาลจึงได้ยืนยันว่ารายละเอียดแบบฟอร์ม พูดถึงหลักการเรียกร้องค่าเสียหายจากรัฐที่ญาติหรือผู้เสียหายจากการชุมนุมจะไปฟ้องทางแพ่งกับรัฐบาลไม่ได้ อย่างไรก็ตามยังคงให้สิทธิฟ้องแพ่งกับตัวบุคคล รวมถึงสามารถฟ้องทางอาญากับตัวบุคคลได้เช่นกัน ดังนั้นไม่ต้องเป็นกังวลว่าจะไม่สามารถหาตัวคนผิดได้ เมื่อคุยกันเข้าใจ แม่น้องเกดก็ยอมรับในหลักเกณฑ์

ขณะเดียวกัน “แม่กมลเกด” ยอมรับว่า ยินดีไม่ฟ้องแพ่งกับรัฐบาล แต่เรื่องตัวบุคคลยังโฟกัสไปที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ สุเทพ เทือกสุบรรณ เหมือนเดิม ในฐานะผู้สั่งการสลายการชุมนุม

ถึง ‘แม่กมลเกด’ จะสามารถยอมรับหลักการไม่ฟ้องแพ่งรัฐบาล เพราะเชื่อว่ายังสามารถร้องเอาผิดกับตัวบุคคลได้ แต่เงื่อนไขการสละสิทธิ์การฟ้องแพ่งหน่วยงานรัฐ ก่อนรับเงินเยียวยาของประชาชนนั้นยังฟังดูชอบกล เมื่อพิจารณาชื่อโครงการรัฐบาลที่เรียกว่า “การมอบเงินเยียวยาแก่ผู้เสียหายจากความรุนแรงทางการเมืองตามหลักมนุษยธรรม

วิเชียร ชวลิต ปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ระบุว่า ที่ไม่ให้ฟ้องแพ่งกับรัฐบาล เพราะมองว่าการให้เงินเยียวคือการประนีประนอมรูปแบบหนึ่งที่ให้ประชาชนรับค่าตอบแทนไปเลย  โดยไม่ต้องไปฟ้องศาลอีก ซึ่งเห็นว่าเป็นการเรียกร้องเงินซ้ำซ้อนจากรัฐ

ขณะที่ วินัย ผาสุข ที่ปรึกษาประจำประเทศไทยองค์การสิทธิมนุษยชนระดับสากล ฮิวแมนไรท์ วอทช์ กลับมองว่า หากเป็นการเยียวยาตามหลักมนุษยธรรมตามที่รัฐบาลว่าจริง ต้องให้เงินเยียวยาโดยไม่มีเงื่อนไขเรื่องการฟ้องร้อง และให้โดยไม่จำกัดฝ่ายทางการเมือง ตอนนี้มองว่ารัฐบาลทำสำเร็จระดับหนึ่งแล้ว คือ เยียวยาให้แก่ทุกสีทุกฝ่าย แต่ไม่มีเหตุจำเป็นต้องตัดสิทธิประชาชนไม่ให้ไปฟ้องแพ่งหน่วยงานรัฐ เพราะการฟ้องแพ่งตัวบุคคลนั้นเป็นเรื่องยาก เมื่อพิจารณารูปแบบเหตุการณ์สลายการชุมนุม

วินัย กล่าวต่อว่า รัฐกลัวว่าต้องล้วงเงินกระเป๋าเดียวกันจ่ายถึง 2 ครั้ง อันที่จริงเป็นการเรียกร้องค่าเสียหายของประชาชนในอีกช่องทาง การเยียวยาตามหลักมนุษยธรรมเป็นหน้าที่ของรัฐ แต่การฟ้องแพ่งเป็นการเรียกร้องค่าเสียหายตามสิทธิที่ประชาชนพึงมีจากผู้ที่กระทำผิด จะไปปิดกั้นการฟ้องแพ่งของผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่ได้ ซึ่งขัดกับหลักการสากล เพราะการเยียวยาหากใช้หลักมนุษยธรรมต้องให้โดยไม่มีเงื่อนไข

สุวรรณ ทับทอง สามีของ สมพาน พุทธจักร ซึ่งถูกยิงด้วยอาวุธปืนเอ็ม 16 เมื่อวันที่ 19 พ.ค.53 เล่าว่า ภรรยาถูกยิงจนต้องเข้ารับการผ่าตัดอวัยวะภายในตั้งแต่ตับ ไต ลำไส้ ตับอ่อน จนไปถึงกระเพาะปัสสาวะ ปัจจุบันนี้ถึงแม้จะรักษาตัวจนสามารถเดินทางได้ แต่ไม่สามารถทำงานได้ หลังจากที่ส่งเรื่องไปยัง พม. แล้วส่งต่อไปยังคณะกรรมการนั้น สุดท้ายเอกสารระบุว่าภรรยาเป็นเพียงผู้บาดเจ็บธรรมดาเท่านั้น

สุวรรณ เล่าต่อว่า ในเอกสารที่เซ็นที่บ้านราชวิถีว่าต้องสละสิทธิ์การฟ้องแพ่งรัฐบาล ทำให้คดีฟ้องแพ่งที่ดำเนินการก่อนหน้านี้เป็นโมฆะทันที โดยเงินที่ได้รับจากการเป็นผู้บาดเจ็บธรรมดานั้นอยู่ที่จำนวน 6 แสนกว่าบาท ซึ่งความจริงไม่เพียงพอต่อค่ารักษาพยาบาลที่ต้องจ่ายต่อเนื่องถึงปัจจุบัน และรายได้ที่หายไปของภรรยา ทำให้ตอนนี้ครอบครัวต้องย้ายกลับไปอาศัยต่างจังหวัด เพราะแบกภาระค่าครองชีพไม่ไหว

“ทั้ง ๆ ที่เป็นผู้บาดเจ็บสาหัส แต่ต้องยอมรับในหลักเกณฑ์ที่ว่าบาดเจ็บธรรมดา และต้องสละสิทธิ์การฟ้องแพ่งที่ยื่นไปก่อนหน้านี้ จริง ๆ อยากสู้ต่อเพื่อให้ได้ค่าเสียหายที่สมควรแก่ความบาดเจ็บที่เกิดขึ้น แต่ความเป็นจริง คือ ทุกวันนี้แทบไม่มีเงินเหลือแล้ว หากไม่ยอมรับหลักเกณฑ์  ไม่ยอมรับเงื่อนไขห้ามฟ้องแพ่ง และฝืนสู้ ก็ไม่รู้จะได้เงินเมื่อไหร่” สุวรรณกล่าว

 

แฉปูสั่งเลขาฯครม.ซื้อที่ถวายในนามส่วนตัว 2012/05/25

แฉปูสั่งเลขาฯครม.ซื้อที่ถวายในนามส่วนตัว

  • 24 พฤษภาคม 2555 เวลา 14:41 น.

ไล่เหตุการณ์จับพิรุธ “ยิ่งลักษณ์” สั่งเลขาฯคณะรัฐมนตรี ซื้อที่ดินทุ่งมะขามหย่อง 7 ไร่ถวายในนามส่วนตัว พบบัญชีทรัพย์สินไม่เคยแจ้งมีที่ดินในอยุธยา

การออกมาให้สัมภาษณ์ของ “น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี  ว่านายกฯและครอบครัวชินวัตรซื้อที่ดินทุ่งมะขามหย่อง 7 ไร่ ถวายในหลวง สร้างความสนใจกับประชาชนคนทั้งประเทศ  เพราะก่อนหน้านี้ 1 วัน  กรมประชาสัมพันธ์รายงานข่าวว่าเลขาธิการคณะรัฐมนตรีประสานกรมที่ดินติดต่อเจ้าของแปลงนาเพื่อซื้อที่ดินให้นายกรัฐมนตรีทูลกล้าฯถวาย และเพิ่งโอนให้กันเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ว่า ครอบครัวชินวัตร เตรียมถวายที่ดินประวัติศาสตร์ทุ่วงมะขามหย่องจำนวน 7 ไร่ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  อย่างไรก็ตามเว็บไซต์ไทยอินไซเดอร์รายงานว่า ทีมงานของน.ส.ยิ่งลักษณ์ได้โทรศัพท์มาแก้ข่าวกับสื่อมวลชนว่า เป็นการถวายในนามส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลชินวัตร

ข่าวนายกรัฐมนตรีหรือครอบครัวชินวัตรถวายที่ดินสร้างความสับสนอย่างหนัก  เมื่อพบว่า กรมประชาสัมพันธ์ ได้รายงานข่าว เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่แปลงนาของตระกูลเตชะศิริวรรณ เจ้าของพื้นที่แปลงนาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเกี่ยวข้าวเมื่อปี พ.ศ.2538 เนื้อความโดยละเอียดดังนี้

เช้าวันที่ 21 พ.ค.2555 นายวิทยา ผิวผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยเจ้าพนักงานที่ดิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และผู้อำนวยการแขวงการทางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลงพื้นที่ตำบลบ้านใหม่ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นพื้นที่แปลงนาอยู่ตรงข้ามกับทุ่งมะขามหย่อง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทรงเกี่ยวข้าวและเปิดประตูน้ำเข้านา เมื่อปี พ.ศ.2538 โดยก่อนหน้านี้นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ประสานกับกรมที่ดินให้ติดต่อเจ้าของแปลงนาเพื่อซื้อพื้นที่แปลงนาดังกล่าว ให้นายกรัฐมนตรีทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการเสด็จพระราชดำเนิน ณ ทุ่งมะขามหย่อง และทุ่งภูเขาทอง ราวปลายเดือนพฤษภาคม นี้

สำหรับพื้นที่แปลงนาเป็นของตระกูลเตชะศิริวรรณ เป็นเจ้าของร่วม รวม 4 คน ประกอบด้วยนายมานิตย์ นายทวีศักดิ์ นางสาวพรพัฒน์ และนางสาวปัทมา เตชะศิริวรรณ มีพื้นที่ทั้งหมด 7 ไร่ 3 งาน แต่ถูกเวนคืนที่ดินเพื่อทำถนนไป 1 งาน คงเหลือ 7 ไร่ 2 งาน ปัจจุบันมีนายทวี พันธุ์เสือ อยู่บ้านเลขที่ 77/13 วัดตูม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ใช้พื้นที่นาปลูกข้าวมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 และไม่เคยจ่ายค่าเช่าที่นา เนื่องจากไม่มีบุคคลใดในตระกูลเตชะศิริวรรณ มาเก็บค่าเช่าที่นา

ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 พ.ค.2555 นายทวี พันธุ์เสือ มีโอกาสพบกับผู้แทนของตระกูลเตชะศิริวรรณ พร้อมแจ้งให้ทราบว่า ได้เข้ามาทำนาตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 และยังไม่เคยพบกับเจ้าของที่ดินเลย อย่างไรก็ตาม พื้นที่แปลงนาจำนวน 7 ไร่ 2 งาน ได้มีการติดต่อซื้อขายในวงเงิน 20 ล้านบาท และจะมีการโอนในวันพรุ่งนี้ (22 พ.ค.2555)”

ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 11 พ.ค. เว็บไซต์มติชน รายงานเรื่อง “อึ้ง!ที่แปลงนา”ในหลวง”ทรงเกี่ยวข้าว ทุ่งมะขามหย่องเมื่อ ปี 39 ปัจจุบันไม่เหลืออะไรเป็นอนุสรณ์เลย” มีความโดยละเอียดว่า

จากกรณีที่พสกนิการชาว จ.พระนครศรีอยุธยา เร่งเตรียมความพร้อมในการรับเสด็จฯ และถวายงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งมีหมายกำหนดการจะเสด็จพระราชดำเนินมายังทุ่งมะขามหย่อง พื้นที่โครงการแก้มลิงและเป็นสถานที่ตั้งพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย และที่สำคัญเป็นพื้นที่ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เคยเสด็จฯมาทรงเกี่ยวข้าว ณ ทุ่งมะขามหย่อง  เมื่อปี 2539 โดยหมายกำหนดการจะเสด็จพระราชดำเนินอย่างเป็นทางการทางสำนักพระราชวังยังไม่มีกำหนดออกมาอย่างชัดเจนนั้น

เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2555นี้  คุณยายสวัสดิ์ พรหมทัต อายุ 79 ปี อยู่บ้าน 31/2 ม.2 ต.บ้านใหม่ อ.พระนครศรีอยุธยา  ซึ่งบ้านอยู่ติดกับทุ่งมะขามหย่อง ได้พาผู้สื่อข่าวลงไปในพื้นที่แปลงานที่  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เคยทรงเกี่ยวข้าวเมื่อปี 2539  ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามถนนของทุ่งมะขามหย่อง ติดถนนสายปทุม-บางปะหัน หรือถนนสาย 347 ฝั่งขาเข้ากรุงเทพ เขต ม.2 ต.บ้านใหม่  พร้อมชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันไม่มีเหลือสภาพเค้าโครงหรือสิ่งใดที่แสดงว่าเคยเป็นที่พระองค์ท่านทรงเกี่ยวข้าวเลย  โดยเป็นเพียงแค่ข้าวนาปรังของเกษตรกรที่เช่าที่จากนายทุนทำนาเท่านั้น

แต่ส่วนด้านหน้ายังเหลือคลองขนาดเล็กกว่าประมาณ 1.5 เมตร ลึกประมาณ 1 เมตร ที่ราดคอนกรีตสำหรับนำน้ำจากทุ่งมะขามหย่องเข้ามาในทุ่งนาที่พระองค์ท่านทรงเคยเสด็จมาเท่านั้น ส่วนป้ายที่บ่งบอกว่า เป็นที่ดินประวัติศาสตร์ไม่มีให้เหลือให้เห็นแล้วเช่นกัน ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยมีป้ายขนาดใหญ่จัดข้อความและมีเสาหัวกลึงงดงามเป็นจุดที่ติดป้านไว้ ทั้งหมดไม่เหลือให้เห็น

คุณยายสวัสดิ์ เผยว่า เดิมที่แปลงนาแห่งนี้เป็นของนางมณี เสถียรพจน์ ชาวบ้าน ต.บ้านใหม่ และต่อมามีการซื้อขายเปลี่ยนมือหลายทอด โดยช่วงปี 39 มีนายทวี พันธุ์เสือ ชาวบ้าน ต.บ้านใหม่เป็นคนเช่าที่นาแปลงนี้ทำกิน ต่อจากนั้นทราบว่าล่าสุดที่นาแปลงนี้อยู่ในมือหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของนายทุนหรือคนมีเงินคนหนึ่งใน จ.ระยอง ตนเองในฐานะชาวบ้านก็งงกับทางราชการเพราะสถานที่นี้เป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ของชาติไทย แต่ทำไมไม่มีใครติดต่อทำให้ปรับปรุงสถานที่ให้ทรงคุณค่าแก่ลูกหลานและประวัติศาสตร์การทำนาของประเทศไทย

ตั้งแต่ปี 2539 เป็นต้นมาก็ทิ้งร้างและไร้การดูแลและก็มีการทำนาปลูกข้าว  เข้าใจว่าเป็นที่นากรรมสิทธิ์ของเจ้าของ ไม่ใช่ที่ดินของหลวง แต่หลวงหรือราชการควรติดต่อซื้อคืนมาเพื่อทำ  อีกทั้งตรงจุดนี้ติดทุ่งมะขามหย่อง และติดถนนสายสำคัญเป็นถนนสายหลักของการเดินทางไปภาคเหนือที่ผ่าน จ.พระนครศรีอยุธยา หากพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ก็จะดีมาก

“ล่าสุดเมื่อก่อนน้ำท่วมปี 2554 สำนักพระราชวังติดต่อผ่าน อบต.ภูเขาทอง และ อบต.บ้านใหม่ มาว่าที่นาที่ในหลวงเกี่ยวข้าวอยู่ตรงไหน ตนเองก็มาดูและทุกฝ่ายในชุมชนก็พยายามที่จะตามหาเจ้าของที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง โดยสำนักพระราชวังแจ้งว่า อยากจะขอติดต่อซื้อที่ดินจำนวน 10 ไร่ตรงที่ในหลวงทรงเกี่ยวข้าวเพื่อมาทำสถานที่รำลึกถึงพระองค์ท่านที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรโดยเฉพาะชาวนา แต่ทุกอย่างก็อยู่ระหว่าประสานงานและเงียบกันไปถึงวันนี้” คุณยายสวัสดิ์กล่าว

นายวิม รุ่งวัฒนจินดา คณะทำงานนายกรัฐมนตรีเปิดเผยกับข่าวสดเมื่อวันที่ 23 พ.ค.ว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวเดิมเป็นที่ดินของชาวนาที่ขายทอดไป แต่นายกฯไปซื้อกลับมาภายในปีนี้ เพราะเห็นว่าเป็นที่ดินประวัติศาสตร์ เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯไปทรงเกี่ยวข้าวเมื่อปี 2539 จึงถือว่าเป็นที่ดินแปลงสำคัญ นายกฯจึงไปซื้อกลับมาเพื่อน้อมเกล้าฯถวายเป็นอนุสรณ์ว่า ครั้งหนึ่งเคยเสด็จฯมาที่ดินแปลงนี้ เป็นความจงรักภักดีของนายกฯและครอบครัว ที่ต้องการน้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินแปลงนี้แด่พระองค์ท่าน

******************

เปิดทรัพย์สินปู ไม่เคยมีที่ดินอยุธยา

จากการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งได้แสดงต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรณีเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 10 ส.ค.2554 เฉพาะที่ดินจำนวน 13 รายการ  มีดังนี้

1.โฉนดที่ดิน หมายเลข 9494 ต.ต้นเปา อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ได้มาวันที่ 8 ธ.ค.2524 จำนวน 8ไร่37 ตรว.มูลค่า 3,237,000 บาท

2.โฉนดที่ดิน หมายเลข 9463 ต.ต้นเปา อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ได้มาวัน 26 มิ.ย.2530 จำนวน 98 ตรว.มูลค่า 294,000 บาท

3.โฉนดที่ดิน หมายเลข 72812 ต.ช้างคลาน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ได้มาวันที่ 1 พ.ย.2536 จำนวน 35.4 ตรว. มูลค่า 1,770,000 บาท

4.โฉนดที่ดิน หมายเลข 81454 ต.ช้างคลาน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ได้มาวันที่ 1 พ.ย.2536 จำนวน 17.7 ตรว. มูลค่า 885,000บาท

5.โฉนดที่ดิน หมายเลข 57310 ต.แสมดำ (บางบอน) อ.บางขุนเทียน กทม.  ได้มาวันที่  4 ก.พ.2541 จำนวน 18 ตรว. มูลค่า 720,000บาท

6.โฉนดที่ดิน หมายเลข 57430 ต.แสมดำ (บางบอน) อ.บางขุนเทียน กทม  ได้มาวันที่  4 ก.พ.2541จำนวน 57.6  ตรว. มูลค่า 2,304,000บาท

7. โฉนดที่ดิน หมายเลข 45721 ต.ท่าศาลา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ได้มาวันที่ 24 ก.ค.2544 จำนวน 20.5 ตรว. มูลค่า 600,000บาท

8. โฉนดที่ดิน หมายเลข 1005 ต.บางบ่อ อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ได้วันที่ 18ธ.ค.2545 จำนวน 2 ไร่ 2งาน 39 ตรว.มูลค่า 11,948,500บาท

9. โฉนดที่ดิน หมายเลข 7480 ต.บางเสาธง อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ ได้มาวันที่ 23 ก.ค.2546 จำนวน 1 ไร่ 2 งาน มูลค่า 18,090,000บาท

10. โฉนดที่ดิน หมายเลข70389 ต.คลองกุ่ม อ.บึงกุ่ม กทม. ได้มาวันที่ 26 พ.ย.2546 จำนวน 2 ไร่ 1 งาน 95 ตรว. มูลค่า 13,438,000บาท

11. โฉนดที่ดิน หมายเลข16505 ต.คลองกุ่ม อ.บึงกุ่ม กทม.ได้มาวันที่ 26 พ.ย.2546 จำนวน 1ไร่ 3 งาน 82 ตรว. มูลค่า 10,562,000 บาท

12. โฉนดที่ดิน หมายเลข 51825 ต.ทานตะวัน อ.พาน จ.เชียงราย ได้มาวันที่ 15 ต.ค.2552 จำนวน 11 ไร่ 84 ตรว. มูลค่า 672,600 บาท

13. โฉนดที่ดิน หมายเลข 67055 ต.ทานตะวัน อ.พาน จ.เชียงราย ได้มาวันที่ 15 ต.ค.2552 จำนวน 11ไร่ 35ตรว. มูลค่า 665,250 บาท

 

แดง-แม้วปรองดองคนละมุม 2012/05/22

แดง-แม้วปรองดองคนละมุม

  • 22 พฤษภาคม 2555 เวลา 11:47 น.

โดย…ทีมข่าวการเมือง

“วันนี้ต้องคิดว่าผู้ที่ได้ประโยชน์จากความขัดแย้ง ทั้งฝ่ายเราและฝ่ายเขากำลังทำให้ประชาชนส่วนใหญ่มีความลำบาก และที่แน่ๆ เราทำลายประเทศตัวเอง เพราะฉะนั้นเราอย่าถือทิฐิ เลิกทะเลาะกัน ให้หันหน้าเข้าหากัน รักษาทุกสถาบันไว้ โดยเฉพาะสถาบันพระมหากษัตริย์ ถ้าพี่น้องไม่อยากปรองดอง ผมก็พร้อมอยู่เมืองนอก เพราะอยู่มานานจนชินแล้ว แต่ถ้าปรองดอง ผมจะได้เข้ามาตอบแทนพี่น้องได้เร็ว”

คำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี วิดีโอลิงก์จากกรุงปักกิ่งมายังเวทีผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 19 พ.ค.โดยเรียกร้องให้คนเสื้อแดงเสียสละเพื่อเข้าสู่การปรองดอง

ปฏิกิริยาของคนเสื้อแดงเกี่ยวกับเรื่องนี้มีหลากหลาย ทั้งคัดค้านและสนับสนุน

“…จงอย่าบังคับให้เหยื่อต้องเป็นผู้เสียสละด้วยข้ออ้างกลวงๆ ว่าเพื่อให้สังคมเดินหน้าต่อไปได้ มีแต่คนที่พิกลพิการทางศีลธรรมเท่านั้นที่สามารถเดินไปข้างหน้าได้ด้วยการเหยียบย่ำลงไปบนซากศพของคนที่สนับสนุนตนเอง” ส่วนหนึ่งในแถลงการณ์ของศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม หรือ ศปช. เมื่อเดือน เม.ย.-พ.ค. 2553 ที่ตอบโต้ พ.ต.ท.ทักษิณ

แรงต้านไม่ได้มาจากฝั่ง ศปช.เท่านั้น แต่ในเว็บไซต์ไทยอีนิวส์ของกลุ่มเสื้อเเดง ที่สำรวจความเห็นในหัวข้อ “ทักษิณเรียกร้องให้ลืมอดีต หันมาปรองดอง ประเทศจะได้เดินหน้า” ปรากฏว่าผลโหวต “เห็นด้วย แต่ต้องลงโทษคนผิด” นำโด่งถึง 53%

พวงทอง ภวัครพันธุ์ นักวิชาการคณะนิติราษฎร์ มองว่า วาทะของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ระยะหลังมักบอกว่า “ให้ลืมอดีต” หรือ “แม่น้องเกดต้องเสียสละ” เป็นคำพูดที่ไม่ได้เอาความรู้สึกของคนที่ได้รับผลกระทบเข้าไปในแผนปรองดอง การที่จะลืมได้ต้องเริ่มที่การให้อภัย และการให้อภัยได้ต้องเริ่มที่การนำคนผิดเข้ากระบวนการยุติธรรมก่อน เป็นไปไม่ได้ที่เรียกร้องให้เหยื่อลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในขณะที่คนผิดยังไม่ได้รับการลงโทษ

“คุณทักษิณเองก็ลืมไม่ได้กับระบบอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับตัวเอง แล้วจะให้ญาติผู้เสียชีวิต ซึ่งได้รับผลกระทบที่รุนแรงกว่า คุณทักษิณลืมอดีตได้อย่างไร ฉะนั้นคุณทักษิณควรลืมเรื่องตัวเองให้ได้ก่อนที่จะบอกคนอื่นให้ลืม”

พวงทอง ยังย้ำอีกว่า ไม่เห็นด้วยหากมีการนิรโทษกรรมทุกฝ่าย คดีคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ที่จะดำเนินการให้เป็นโมฆะก็ทำไป แต่เป็นคนละเรื่องกับเหตุการณ์สลายกลุ่มเสื้อแดง ดูเหมือน พ.ต.ท.ทักษิณ พยายามยอมแลกทุกอย่างเพื่อกลับบ้าน แต่มันไม่ง่าย คนเสื้อแดงไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมด มีเสื้อแดงจำนวนมากที่มีอุดมการณ์ต่อต้านรัฐประหาร เรียกความยุติธรรมให้ 91 ศพ ซึ่งคนกลุ่มนี้ไม่ได้สนใจ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าจะได้กลับบ้านหรือไม่ ดังนั้นหากจะปรองดองโดยนิรโทษกรรมยกเข่ง เสื้อแดงเหล่านี้คัดค้านแน่นอน

โยธิน ใหม่ประเสริฐ ลูกชายที่พ่อเสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าว บอกว่า หากประเทศต้องปรองดองแล้วนิรโทษกรรมคนทำผิดหรือผู้สั่งการทั้งหมด ขอคัดค้านอย่างยิ่ง มันไม่ยุติธรรม ถ้าสุดท้ายจะไม่มีคนผิดเพื่อให้ประเทศเดินหน้า คนที่ไม่สูญเสียก็พูดง่าย เพราะไม่เคยเข้าใจความรู้สึกของญาติผู้ตายว่าเป็นอย่างไร ดังนั้นต้องหาตัวคนผิดและลงโทษก่อนจะปรองดอง

ขณะที่ ธิดา ถาวรเศรษฐ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ บอกให้ทุกฝ่ายหันหน้าปรองดองนั้น เป็นเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ทำไปตามบทบาท แต่คนเสื้อแดงจะเดินหน้าทวงความยุติธรรมและรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยต่อไป ส่วนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุว่า ขอให้จัดงานรำลึกเป็นครั้งสุดท้ายนั้น น่าจะหมายถึงการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะวิดีโอลิงก์เป็นครั้งสุดท้ายมากกว่า

ด้าน ก่อแก้ว พิกุลทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง กล่าวตอบโต้ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เหยียบหัวคนเสื้อแดงเพื่อจะกลับบ้าน ว่า การโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ให้กลุ่มคนเสื้อแดงลืมอดีตเพื่อสร้างความปรองดอง เป็นความหวังดี ส่งเสริมความปรองดอง ไม่มีเนื้อหาใดที่จะเหยียบย่ำหรือเหยียบหัวคนเสื้อแดงเพื่อที่จะพา พ.ต.ท.ทักษิณ กลับบ้าน แต่เป็นเพียงการชี้แจงในมุมมองของ พ.ต.ท.ทักษิณ

ทั้งนี้ ในฐานะแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงก็ยินดีรับฟังและเห็นด้วยในความปรองดอง ไม่อยากให้ อภิสิทธิ์ มายุแยงตะแคงรั่ว เพราะอย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.ทักษิณ กับคนเสื้อแดงก็ไม่แตกแยกกันอยู่แล้ว

 

คำต่อคำทักษิณสั่งแดงถอยมุ่งปรองดอง 2012/05/22

คำต่อคำทักษิณสั่งแดงถอยมุ่งปรองดอง

  • 20 พฤษภาคม 2555 เวลา 20:14 น.

คำต่อคำ “ทักษิณ” วิดีโอลิงค์ครบ2ปีสลายม็อบราชประสงค์  สั่งแดงถอยสนับสนุนปรองดองหวังกลับประเทศ

เมื่อวันที่ 19 พ.ค. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้วีดีโอลิงก์มายังเวทีชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในการจัดงานรำลึกครบรอบ 2 ปี เหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2553 บริเวณ สี่แยกราชประสงค์ โดยระบุว่า ผมต้องขอแสดงความยินดีกับคุณจตุพร ทำไมต้องแสดงความยินดี เพราะว่าความเป็นนักรบ นักสู้ ถ้าเมื่อได้มีโอกาสแสดงความแข็งแกร่งให้กับตัวเองอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ ถือว่าเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ การเป็นอะไรไม่เป็นอะไร มันเป็นสิ่งที่เรื่องรอง แต่การที่ได้เป็นผู้นำต่อสู้ และแสดงความแข็งแกร่งของจิตใจนั้น เป็นสิ่งที่มีโอกาสได้เป็นเช่นนั้น เราก็แกร่งขึ้นทุกวัน ก็เลยไม่ได้เสียใจกับคุณจตุพร

แต่ขอบอกคุณจตุพรว่า ขอถามคุณจตุพรนิดเดียว ตกลงว่าจงใจไม่ไปใช้สิทธิหรือเขาจงใจไม่ให้ไปใช้สิทธิปกติการลงโทษ เขาจะต้องดูว่าเป็นการจงใจ แต่นี่ตั้งใจจะไปใช้สิทธิ แต่ไม่ให้ไปใช้สิทธิ และบอกว่าไม่ไปใช้สิทธิ ก็ดูแปลกดี แต่ไม่เป็นไร ถือว่าตัดสินแล้วก็แล้วไป แบบไทยๆ อะไรแล้วก็แล้วไป แต่เริ่มต้นใหม่ต้องเริ่มต้นในสิ่งที่ดี

วันนี้เราดีใจว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ผ่านวาระสองแล้ว กำลังจะโหวตวาระสาม ในวันที่ 5 มิ.ย. ถือว่าเป็นอีกวันหนึ่งของผู้ที่รักประชาธิปไตยเรียกร้อง และพรรคเพื่อไทยก็ไปทำหน้าที่ตามสัญญาแล้วว่า จะนำประชาธิปไตยกลับคืนมาสู่พี่น้องคนไทย วันนี้แนวทางนำประชาธิปไตยกลับคืนมาสู้พี่น้อง ก็คืบหน้าไปแล้ว ต่อไปก็มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร) เพื่อจะมาเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อให้รัฐธรรมนูญที่เขียนใหม่นั้น เป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง วันนี้บ้านเมืองต้องก้าวหน้า บ้านเมืองต้องเดินไปข้างหน้า บ้านเมืองต้องได้รับการแก้ไข

วันนี้ครบรอบ 2 ปี ที่พวกเราถือว่า นอกจากพวกเรา ครอบครัวพวกเรา ต้องเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ผมเชื่อว่านักประชาธิปไตยในประเทศไทย รวมทั้งผู้รักความยุติธรรมในประเทศไทย รวมทั้งนักสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ก็รู้สึกเสียใจด้วยกับสิ่งที่เกิดขึ้นใน 2 ปีที่แล้ว 91 ศพ กลับบาดเจ็บอีก 2,000 พันกว่า และยังไม่นับว่าติดคุกติดตาราง โดยเฉพาะบางทีไทยมุงก็ติดคุก 20 ปี ไม่มีครั้งไหนที่กระบวนการยุติธรรมของไทย จะเสียหายขนาดนี้ คนที่เรียนหนังสือมาโดยเฉพาะอย่างผม ที่จบปริญญาเอกทางกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ก็ทฤษฎีที่เรียนมาทั้งหมดหลักของกฎหมายทั่วไปของสากลและของไทยนั้น มันถูกบิดเพี้ยนไปหมด สิ่งที่เกิดขึ้นมาในอดีต 6 ปีนี้ ก็เพื่ออย่างเดียว ก็เพื่อจะไล่ลามผม และผู้สนับสนุนผม โดนไม่คำนึงถึงว่า ผมเจ็บน้อย ถามว่าเจ็บไหม เจ็บน้อย หากเทียบกับคนไทยทั้งประเทศที่ต้องตกอยู่ในภาวะที่บ้านเมืองย่ำแย่

ขอถามว่ามีใครได้ดีบ้าง มันไม่มีใครได้ดี นอกจากผู้ที่ถือโอกาสในความขัดแย้งเท่านั้นที่ได้ดี คนที่เป็นฝ่ายขัดแย้งไม่มีใครได้ดี เจ็บปวดทั่งคู่ แต่คนที่ได้เปรียบจากการขัดแย้ง อย่างที่พูดไปว่าในยามสงครามทุกครั้ง ผู้ที่รบกันบาดเจ็บทุกคู่ แต่ผู้ที่ได้ประโยชน์ คือ ผู้ที่ค้าอาวุธ แน่นอนว่าทั้ง 2 ฝ่าย มีคนค้าอาวุธทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น วันนี้เราต้องกลับมาคิดกันใหม่ว่า บ้านเมืองนี้ จะขัดแย้งกันต่อไปอีกหรือ 6 ปี มากพอแล้ว เศรษฐกิจย่ำแย่ ความเป็นอยู่คนไทยย่ำแย่ สถานะของคนเสียหายกันมากมาย และโอกาสของประเทศอีกมากมาย ถ้าเปรียบเทียบกับหลายๆประเทศที่กำลังได้โอกาสในเอเชียวันนี้ ของเราเสียหายมาก

ถามว่าวันนี้แน่นอน เราเจ็บ แต่เราควรคิดให้ดีว่าเราควรเริ่มต้นกันใหม่ไหม ของเรามีปัญหาในเรื่องของการศึกษา เพราะฉะนั้นบางคนที่ไม่มีมาก บางคนอาจจะมีฐานะทางสังคม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามีสติปัญญาในการคิดดี อาจะบุญดีแต่คิดไม่เป็นก็ได้ เราเรียนหนังสือแบบท่องจำมา เพราะฉะนั้นบางทีก็คิดไม่ออกว่าอะไรถูกอะไรผิด สิ่งที่เกิดขึ้นใน 6 ปีนี้ จริงๆแล้ว เกิดจากความเข้าใจผิด คนที่ต้องรักษากติกาคิดไม่เป็น ก็นึกว่าความเข้าใจผิดเป็นเรื่องจริง เขาคิดเรื่องของการกล่าวหาเป็นเรื่องจริง ก็เลยเอาอกเอาใจด้วยการทำตามไปโดยไม่ได้คำนึงถึงว่าสิ่งเหล่านี้จริงไม่จริง

อย่างคดีง่ายๆ เหตุการณ์สลายการชุมนุม ไทยมุงไปดูการเผาก็ถูกจับไปด้วย อยู่ๆก็เผาอาคารเพื่อสร้างสถานการณ์ให้ดูว่าพวกเราเลวร้าย ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นนี้ เกิดได้จากการที่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นและแย่งชิงกัน บนท่ามกลางความเดือดร้อนและเจ็บปวดรวดร้าวของประชาชนและของประเทศ

เรื่องคดีอากง มันเป็นเรื่องที่ไม่สมควรบังเกิดเลย เพราะกระบวนการยุติธรรมเสียหาย คิดไม่เป็น ก็เลยคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งเลวร้าย และใช้กระบวนการยุติธรรมเกินกว่าเหตุ กลัวกันไปหมด แสดงกันไปหมด คนที่คิดไม่เป็นมีหน้าที่ ก็มีอ 2 อย่าง คือ 1.กลัว 2.ต้องการแสดงโชว์ให้รู้ว่าข้านี่เต็มที่ มันเลยเป็นสิ่งที่เรื่องไม่น่าเกิดก็เกิด สิ่งเหล่านี้จะเกิดไปอีกนาน ถ้าหากความปรองดองในชาติยังไม่จบ

แน่นอนมีการถามว่า 91 ศพ ทำไมเราเป็นรัฐบาลถึงช้า แต่ทำไมตอนเป็นฝ่ายค้าน ไปยื่นโชว์เขาเผาติดคุกตั้ง 20 ปี ในสมัยเป็นฝ่ายค้านรัฐบาลที่ดูเหมือนประชาธิปไตยจริงๆ คือ เผด็จการ เพราะมีกระบวนการรองรับทำให้สามารถทำอะไรในสิ่งที่ไม่ต้องปฏิบัติตามหลักนิติธรรมได้

เมื่อไม่ได้ปฏิบัติตามหลักนิติธรรม ก็ทำอะไรก็ได้ จะตัดสินอย่างไรก็ได้ จะฟ้องคดีอย่างไรก็ได้ จะปั้นพยานเท็จอย่างไรก็ได้ ตรงนี้คือสิ่งที่ทำประเทศไทย ทำลายประชาธิปไตย ตอพอเรามาเป็นรัฐบาลเป็นประชาธิปัตย์ มีซีซีทีวีนั่งจ้องเราหมดทุกทางว่าเราจะทำอะไร เพราะฉะนั้น เราต้องอาศัยหลักนิติธรรมอย่างชัดเจน อาศัยกระบวนการพิจารณาคดีอย่างถูกต้อง เมื่อเป็นเช่นนี้ มันต้องใช้เวลาหน่อย ทราบว่าเรื่องนี้อยู่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง เรื่องนี้ต้องอดทนและใจเย็น ฝ่ายประชาธิปไตยต้องอดทนต่อกติกาที่จะให้ความเป็นธรรมแก่คน เพราะทฤษฎีเขาบอกว่า ปล่อยคนผิด 10 คน ยังดีกว่าลงโทษคนไม่ผิด 1 คน เพราะฉะนั้น เราลงโทษคนไม่ผิดไม่ได้ แต่แน่นอนคนผิดต้องถูกลงโทษ ดังนั้น ต้องใจเย็นๆ

ลองดู เช่น ประธานธิบดีไลบีเรีย ที่กำลังขึ้นศาลโลกวันนี้ ในคดีข้อหาฆ่าคน หรือ เป็นอาชกรสงคราม ก็ใช้เวลาหลาย 10 ปี เพราะคดีอยู่ศาลโลก อดีตผู้บัญชาการทหารบกของบอสเนีย ก็ขึ้นศาลโลกอยู่ตอนนี้ เพราะฉะนั้น คนทำผิดก็ต้องรับผิด แต่กระบวนการที่ให้ความเป็นธรรม ต้องใช้เวลา ต้องอดทน วันนี้ถามว่าเราทะเลาะกันมานานหรือยัง ถามว่าใครได้ประโยชน์ ถามว่าใครเสียประโยชน์ ที่แน่ๆ เราทำลายตัวเราเองเยอะ หมายถึงประเทศไทย ทำลายระบบทุกอย่างที่มีอยู่ ท่ามกลางความเคลือบแคลงและเลือกข้าง ถ้าวันนี้เรายังปล่อยสิ่งเหล่านี้อยู่ต่อไป ลูกหลานเราจะหมดโอกาส เพราะโลกมีการแข่งขันที่สูง แล้วก็เศรษฐกิจ ก็ไม่ใช่ง่ายดายในการที่จะต้องทำมาหากินกัน

ถามว่าอยากปรองดองไหม ผมต้องถามกลับว่าถ้าไม่อยากปรองดองก็ไม่เป็นไร ผมก็อยู่เมืองนอกของผมต่อไป เพราะตอนนี้อยู่จนชิน ถามว่าคิดถึงหรือไม่ คิดถึงมาก ห่วงใยมาก และยิ่งไปเห็นความเจริญในหลายๆที่ เห็นความแย่ในหลายที่ เห็นสิ่งที่มองกลับมาในประเทศไทยแล้ว ผมสาบานได้ว่าตลอดเวลาคิดห่วงใยตลอดเวลา โดยเฉพาะคนที่เป็นคนยากคนจน คนต่อสู้ชีวิต คนรักความยุติธรรมทั้งหลายนี้ ผมไม่รู้จะตอบแทนบุญคุณอย่างไร นอกจากอยากจะทำให้ชีวิตของท่านดีขึ้น อยากให้อนาคตลูกหลานดี ตั้งใจอย่างนั้น ถ้ามีการปรองดองเมื่อไหร่ ผมก็ได้มีโอกาสกลับไปตอบแทนพี่น้อง

แต่ถ้าบอกว่าไม่เป็นไร ไม่ต้องตอบแทน ไปเถอะอยู่เมืองนอกเถอะ สู้กับมันต่อไป ผมก็ไม่ว่าอะไรจริงๆ แต่ว่าพี่น้องต้องหยุดตั้งสติคิดว่าแล้วใครได้แล้วใครเสีย อย่างที่ผมบอกว่าถ้ารบกันต่อไป พ่อค้าอาวุธได้ประโยชน์อย่างเดียว ในที่นี้คือผู้ที่ได้ประโยชน์จากความขัดแย้งทั้ง 2 ฝ่าย คือ ทั้งฝ่ายเราและฝ่ายเขา ก็คือผู้ที่กำลังมีความสุขกับสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้น ขัดแย้งต่อไปคนส่วนใหญ่ลำบาก ถามว่าความรปรองดองต้องทำอะไร แน่นอนว่าการปรองดองเราจะไม่ชี้นิ้วใส่หน้ากัน แต่เราต้องค้นหาความจริง เพื่อจะได้ไม่เกิดสิ่งเหล่านี้ซ้ำซ้อนอีก

ประการที่สอง รัฐต้องมีการชดเชยผู้ที่ได้รับความเสียหาย ผู้ที่เดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยผู้ตาย หรือผู้ที่ติดคุกทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องได้รับการดูแลเยียวยา ถ้าเราไม่มีการเยียวยา หรือดูแลผู้ที่ได้รับเคราะห์กรรมจากความขัดแย้งครั้งนี้ มันก็เป็นการที่ไม่ถูกต้อง เมื่อมีการเยียวยาดูแลผู้ประสบเคาระห์กรรมทั้งหลายแล้ว ค้นหาความจริงที่ถูกต้องแล้ว เราก็มาเริ่มต้นชีวิตกันใหม่ เราเริ่มต้นในสิ่งที่ทำให้บ้านเมืองเจริญ ให้ลูกหลานมีอนาคต ให้คนไทยทุกคนได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

วันนี้เรามาถึงขั้นนี้แล้ว 2 ปี ผมจำได้ เมื่อวันทีเกิดเหตุผมอยู่ที่ฝรั่งเศส ก็กลายเป็นผู้ก่อการร้าย ปีที่ครบรอบ 1 ปี ผมก็เลยไปรำลึกความรู้สึกที่แย่ๆ ที่ฝรั่งเศสอีกครั้งหนึ่ง มาคราวนี้ผมก็มาแถวเอชีย มาคอยติดตาม เป็นห่วงใยพี่น้อง ผมรู้ว่าหลายคนเจ็บปวด และหลายคนไม่พอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่วันนี้ เรื่องส่วนตัวต้องเก็บไว้ทีหลัง ต้องเอาเรื่องของบ้านเมือง อนาคตลูกหลานไว้ก่อนดีกว่า

ผมหวังว่าการกล่าวสปีดของผมในต่างแดนครั้งนี้ เนื่องในวันครบรอบที่รำลึกถึงการสลายการชุมนุมครั้งนี้ คงจะเป็นครั้งสุดท้าย หวังว่าบ้านเมืองจะกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว เพื่อที่เราจะได้ไปร่วมกันรักษาสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และสถาบันประชาธิปไตยของเรา

วันนี้ความเข้าใจผิดกันต้องยุติ ต้องเลิกจิตปลุกแต่ง ต้องหันกลับมาว่าจะสร้างชาติ สร้างอนาคตลูกหลานอย่างไรมากกว่า แน่นอนว่าการเยียวยาดูแลต้องทั่วไป ถ้าไม่ทั่วถึงต้องทำให้ทั่วถึง ถ้าไม่ทั่วถึงแกนนำเสื้อแดงจะต้องเข้าไปดูแล แล้วมีอะไรบอกกับผมเราจะต้องดูแลเยียวยาพี่น้องที่ประสบเคราะห์กรรมจากการต่อสู้ทั้งหลายไม่ว่ารูปแบบไหนอย่างทั่วถึง เพราะการเยียวยาคือหัวใจของการสมานแผลที่จะก้าวเข้าไปสู่การสมานฉันท์ หรือ การเป็นปรองดองเพื่อชาติและบ้านเมืองได้

อยากฝากพี่น้องแกนนำว่า หลายท่านมีหน้าที่การงาน หลายท่านพอเวลา เพราะฉะนั้น ทุกท่านต้องเสียสละ ไปเยี่ยมเยือนพี่น้องเสื้อแดง ที่ร่วมต่อสู้กันมาว่าใครตกระกำลำบากอยู่ตรงไหน บางคนต้องหนีคดี ก็ให้มามอบตัวสู้คดีไป วันนี้เราเป็นรัฐบาลอย่างน้อยความเป็นธรรม กีดีกว่าตอนที่เราเป็นฝ่ายค้านแน่นอน ถึงแม้ว่าหลายสิ่งหลายอย่างนอกเหนือการควบคุม แต่ก็ทุกอย่างมันมีกติกา และเราเป็นนักประชาธิปไตย เราเป็นผู้เรียกร้องหาความยุติธรรม ขอฝากแกนนำเสื้อแดงด้วย

เชื่อเถอะว่าผมผ่านชีวิตมาหลายขั้นตอนตั้งแต่ชีวิตเป็นคนบ้านนอก ชีวิตต้องต่อสู้มา จนถึงเป็นนายกรัฐมนตรี ที่มีคะแนนเสียงมากที่สุด และจนมาถึงต้องลี้ภัยอยู่ต่างแดน จากคนเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องถูกกล่าวหาแบบทุเรศๆ ถูกกล่าวหาทุกอย่าง ถูกตามไล่ล่าในต่างประเทศ ผมก็ยังเฉยๆ ผมถือว่ามันอาจเป็นกรรมของชาติที่แล้ว ที่อาจไปทำกรรมกับใครไว้ก็ได้ ไม่รู้ เพราะฉะนั้น เรามองไปข้างหน้าเถอะ อย่ามัวพะวงกับสิ่งที่มันไม่สามารถทำให้ดีขี้นได้ ที่พูดไม่ได้หมายความว่าต้องการให้ยอมแพ้ หรือให้เลิกต่อสู้

ตราบใดที่บ้านเมืองต้องการความต่อสู้เพื่อให้ได้ประชาธิปไตยและความยุติธรรม ผมจะเรียกร้องให้พี่น้องมาร่วมกันสู้ แต่ว่าวันนี้เราเป็นรัฐบาล เรากำลังคืบความยุติธรรมทั้งหมดให้ทุกกับพี่น้องทุกฝ่าย เรากำลังจะขอว่าเรากำลังจะเป็นรัฐบาลที่ดี นั่นคือรัฐบาลที่กำลังสร้างความกินดีอยู่ดีให้พี่น้อง สร้างอนาคตให้ลูกหลาน ให้ประเทศไทยมีศักดิ์ศรี เพราะฉะนั้น วันนี้เราจะต้องผนึกกำลังกันมากกว่าการที่จะยืนกรานต่อไปว่าเอากันให้ตายไปข้างหนึ่ง เพราะเราคนไทยด้วยกัน

ผมตระหนักดีบางอย่างผมอาจจะพูดได้ บางอย่างไม่ให้พูด หรือพูดยังไม่ได้ แต่ขอให้รู้ว่าหัวใจของผมนั้น 1.ไม่เห็นแก่ตัวล้านเปอร์เซ็นต์ 2.จิตใจผมผูกพันกับพี่น้อง 3.จิตใจผมผูกพันกับประเทศ 4.ผมเป็นคนกตัญญู สิ่งที่พี่น้องกระทำกับผมทุกวันนี้ ผมจะต้องทำหน้าที่กตัญญูต่อพี่น้อง เพราะฉะนั้นความกตัญญูในหัวใจผมมี 100% แต่ถามว่ายอมแพ้หรือไม่มี ผมตายยังไม่รู้เลยว่าแพ้คืออะไร เพราะว่าถ้าเราไม่ยอมแพ้คือไม่แพ้ เพราะการต่อสู้นั้น มันยังต้องต่อสู้กันไปอีกยาวนาน แต่ถ้าบอกว่าเรายอมแพ้ มันก็คือแพ้ แต่เราไม่ยอมแพ้ไม่มีแพ้ หัวใจนักต่อสู้ แต่ว่าวันนี้เราไม่คำว่าแพ้ คำว่าชนะ แต่เรากำลังบอกว่าเรากำลังอยากเห็นประเทศไทยเป็นฝ่ายชนะ เรากำลังอยากเห็นอนาคตลูกหลาน

อีกไม่กี่วันเปิดเทอม ลูกหลานป.1เข้าโรงเรียนจะได้แท็บเล็ตพีซีคนละตัว นี่คือสิ่งที่เรากำลังมองอนาคตว่าลูกหลานจะต้องทันกับสิ่งที่เกิดในทั่วโลกประเทศที่เจริญแล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้รัฐบาลกำลังมองแต่เรื่องอนาคตประเทศ ลูกหลาน วันนี้จึงขอความเข้าใจและเสียสละจากพี่น้องคนเสื้อแดง เพราะผมก็เสื้อแดงเหมือนกัน ผมก็มีหัวใจรักประชาธิปไตย รักความเป็นธรรม ผมคือผู้ที่ถูกกระชากจากเวทีประชาธิปไตย ผมคือผู้ที่เป็นเหยื่อการชิงดีชิงเด่น ด้วยการใส่ร้ายป้ายสีสารพัดอย่าง ถูกยัดข้อหา

ผมต้องพลัดพรากจากลูก จากเมีย จากบ้านเกิดแผ่นดินนอน แต่ผมคิดว่าไม่มีอะไรสำคัญกว่าประเทศชาติของเรา และอนาคตลูกหลาน วันนี้เราต้องมองไปข้างหน้าอย่างเดียว มองให้ประเทศและลูกหลาน ถามว่าพ่อแม่มีลูกแล้วทำงานให้เหนื่อยทำไม เพราะอยากให้อนาคตลูกหลานดี

เพราะฉะนั้นวันนี้เราต่อสู้เหนื่อยแล้ว จะสู้ต่อไปหรือจะหันหน้าเข้าหากัน โดยที่ยอมให้รัฐบาล หรือยอมให้ทางฝ่ายแกนนำทั้งหลายได้ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่บ้านเมือง ต่อประเทศไทย เหตุการณ์มันเปลี่ยน พัฒนาการมันเปลี่ยน ก็หวังว่าพี่น้องจะเข้าใจว่า เราได้ทำหน้าที่ของเรามาสุดทาง แต่ไม่ได้หมายความว่าเลิกทำหน้าที่ ต้องดูต่อไปว่าใครเบี้ยว ใครมากระชากประชาธิปไตยเราไปอีก ใครกำลังยัดเยียดความไม่เป็นธรรมต่อไปอีก วันนี้เรากำลังติดตามความไม่เป็นธรรม ยังไว้ใจไม่ได้ เพราะมันมีคนในกระบวนการยุติธรรมที่คิดไม่เป็น เรียนหนังสือเก่งแต่คิดไม่ออก เลยไม่มีกติกา ไม่รักษากติกา คิดโง่ๆ ทำโง่ๆ จนกระบวนการเสียหาย ซึ่งจะต้องติดตามกันต่อไป

การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะต้องนำไปสู่การแก้ไขกระบวนการยุติธรรม ที่มันไม่ยุติธรรมที่ผ่านมา คิดเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นแน่นอน ผมเชื่อว่าส.ส.ร.ที่เลือกมาใหม่นั้น ต้องเห็นอกเห็นใจ เพราะฉะนั้น การเลือกส.ส.ร.ที่จะเกิดขึ้น ต้องเลือกคนที่เข้าใจกับคำว่าประชาธิปไตยและความเป็นธรรม เพราะมันคือหัวใจ ถ้าคนไม่เข้าใจประชาธิปไตย ไม่เข้าใจหลักความเป็นธรรม เข้าไปเป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ  ก็จะร่างออกมาไม่ดี เพราะฉะนั้น กรรมการร่างรัฐธรรมนูญต้องเข้าใจว่า ประชาธิปไตยเป็นของปวงชน และเป็นตัวแทนบริหารของประชาชน เพราะฉะนั้น วันนี้ประชาชนต้องเป็นหลัก อำนาจประชาชนคืออำนาจสูงสุด นั่นคือหลักประชาธิปไตยที่ถูกต้อง

ประเทศไทยหันมาปรองดอง เดินหน้าไปด้วยกันแล้ว วันนั้น ผมบอกได้เลยว่าประเทศไทยจะเจริญและก้าวหน้าอย่างมหาศาล เพราะศักยภาพเรามีมาก แต่เรากดตัวเราเองไว้ เพราะว่าความบาดหมางและความขัดแย้งในเรื่องไม่เป็นเรื่อง ถ้ามองย้อนกลับไปแล้ว อยากเรียกว่าปัญญาอ่อนก็ว่าได้ และหวังว่าพี่น้องหลายคนอาจจะโกรธผมบ้าง เชื่อว่าเพราะไม่เข้าใจอาจจะโกรธแค้นอยู่ ดังนั้น พี่น้องกลับไปทบทวนดีๆแล้วจะรู้ว่า เพราะผมผ่านอะไรมาเยอะ ผมทำงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทมาและรู้ว่าอะไรเป็นอะไรดี เพราะฉะนั้น ผมจะเข้าใจเรื่องราวที่สุด

แต่ทั้งหมดผมทำด้วยความปราถนาดีและรักห่วงใยพี่น้องและประเทศชาติ ถ้าพี่น้องมั่นใจในผม ผมจะนำต่อไปในสิ่งที่ถูกต้อง เพื่ออาจจะไม่พอใจของคนๆนี้บางคน แต่ในที่สุดแล้วทุกคนจะพอใจในสิ่งที่ผมคิดนั้น ไม่ได้เห็นแก่ตัว เพราะคิดว่าประเทศไทยในภาพรวมต้องได้รับการแก้ไขในสิ่งที่ถูกต้อง มันไม่เคยเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาก่อน แต่เมื่อเกิดขึ้นมามันเจ็บปวด แต่มันสอนอะไรให้รู้ว่า ต่อไปภาคหน้าสิ่งที่เคยเกิดอย่างในสมัยเก่ามันไม่ง่ายอีกแล้ว เพราะพี่น้องรับรู้ข่าวสารมากมายและจะเก่งขึ้นทุกวัน เหตุเกิดในโลกนี้มันเป็นบทเรียนให้เรา ไม่มีประเทศไหนเลยไม่ยึดประชาชนเป็นที่ตั้ง และสามารถอยู่ได้

ผู้นำที่เก่งกาจด้วยการฆ่าคน แสดงความเก่งกาจด้วยการฆ่าคนนั้น ก็ไปจบที่ศาลโลกจนไม่มีที่จะอยู่ แต่ผมโดนศาลคณะปฏิวัติตั้ง ผมก็สามารถไปไหนได้ทั่วโลก เพราะฉะนั้นวันนี้พี่น้อง อยากให้เข้าใจในตัวผม เข้าใจความปราถนาดี รักและห่วงใยของพี่น้องและความกตัญญูที่มีต่อพี่น้อง พวกเราที่ไปเยี่ยมที่คุก ที่ไม่ได้ประกันตัว ทั้งๆที่รัฐธรรมนูญบอกว่าต้องให้ประกันตัว ยังอุตริไม่ได้ประกันตัว เราก็ต้องช่วยกันต่อไป มีน้ำใจต่อกัน สิ่งที่แสดงออกมา 6 ปีนี้ เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของประเทศไทย ว่าพี่น้องคนไทยเป็นผู้มีอุดมการณ์เสียสละ

 

มื้อสุดท้ายเสธ.แดงโป้งเดียวก็ตาย 2012/05/22

มื้อสุดท้ายเสธ.แดงโป้งเดียวก็ตาย

  • 19 พฤษภาคม 2555 เวลา 15:04 น.

“ชีวิตพี่แดงเป็นนักรบมาทั้งชีวิต ความหมายของนักรบคือการที่เป็นคนตายไปแล้ว ไม่กลัวอะไร ชีวิตเกิดมาไม่ว่าจะรวยที่สุดหรือจะเป็นยังไง สุดท้ายก็ต้องตายอยู่ดี …โถ…โป้งเดียวก็ตาย ก็มีอยู่แค่นี้ อยู่ที่ว่าเราจะตายอย่างไร ตายอย่างมีเกียรติแค่ไหน”

โดย…….ธรรมสถิตย์  ผลแก้ว

พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล

พื้นที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ เกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองมากมาย  อันสืบเนื่องจากการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หนึ่งตัวละครที่รับบทเป็นแกนนำดูแลแนวชายแดนรอบนอก คือ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล  จากอดีตทหารกล้าชายแดน สู่นักรบป่าคอนกรีต ที่ดูจะไม่ลงรอยกับแกนนำหลักที่บัดนี้ได้ดิบได้ดีรับตำแหน่งทางการเมือองอย่างพร้อมหน้า

พล.ต.ขัตติยะ เสียชีวิตจากการถูกลอบยิง แต่เสธ.แดงได้มีโอกาสให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์ก่อนเสียงปืนดังขึ้นไม่กี่ชั่วโมง  ทิ้งไว้เป็นปรมปริศนา ผ่านเรื่องราว ”มื้อสุดท้ายเสธ.แดงโป้งเดียวก็ตาย” ในโอกาสครบ 2 ปี เหตุการณ์แดงเดือดราชประสงค์ขอนำมาย้อนรำลึกเรื่องราวกันอีกครั้ง

“ชีวิตพี่แดงเป็นนักรบมาทั้งชีวิต ความหมายของนักรบคือการที่เป็นคนตายไปแล้ว ไม่กลัวอะไร ชีวิตเกิดมาไม่ว่าจะรวยที่สุดหรือจะเป็นยังไง สุดท้ายก็ต้องตายอยู่ดี …โถ…โป้งเดียวก็ตาย ก็มีอยู่แค่นี้ อยู่ที่ว่าเราจะตายอย่างไร ตายอย่างมีเกียรติแค่ไหน”

เสียงเข้มๆ ของนายพลผู้เคยผ่านสมรภูมิรบชายแดน พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ “เสธ.แดง” ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ซึ่งผกผันชีวิตมาเป็นผู้บัญชาการนักรบป่าคอนกรีต เปิดความในใจกับโพสต์ทูเดย์วานนี้

ไม่คาดฝัน! หลังการสัมภาษณ์สิ้นสุดลงผ่านไป 2 ชั่วโมง เสียงปืนดังลั่นแยกศาลาแดง ความอลหม่านวุ่นวายเกิดขึ้น ร่างของ เสธ.แดง ร่วงผล็อย บรรดาการ์ดแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) รีบหามตัวนำส่งโรงพยาบาลหัวเฉียว ท่ามกลางการเฝ้ารอลุ้นนาทีชีวิต รอด-ไม่รอด!

บ่าย 3 โมงเย็น โพสต์ทูเดย์นัดหมายเปิดใจ เสธ.แดงในหลายประเด็น เจ้าตัวต่อสายเข้ามาบอกให้รอสักครู่ กำลังตรวจแนวชายแดน ป้อมค่ายประตูเมืองอยู่ 4 โมงเย็น ทีมงานได้พบ เสธ.แดง ในชุดทหารลายพรางตัวเก่ง ที่โรงภาพยนต์สยาม ท่ามกลางการ์ดชุดดำเฝ้าคุ้มกันนับสิบคน ด้วยความเป็นคนดังแฟนคลับมากมายขอลายเซ็น จังหวะของการพูดคุยจึงไม่ปะติดปะต่อ

แถมมีแกนนำเสื้อแดง จ.จันทบุรี กวักมือเรียก เสธ.แดง ขอเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารเย็น ซึ่งไม่รู้ว่านั่นคืออาหารมือสุดท้ายของ เสธ.แดง กับทีมงานหรือไม่    แฟนคลับเต็นท์จันทบุรีดูจะคึกคักเป็นที่สุด ได้เลี้ยงอาหารพร้อมเต็มใจเสิร์ฟ

เมนูเด็ดจัดวางบนโต๊ะ หมูกระเทียมพริกไทย แกงหน่อไม้ ผัดฟักทอง ห่อหมก ไข่เจียว ตามด้วยทุเรียน คว้าเข้าปากอีก 2 ก้อนเล็กๆ ก่อนที่เจ้าตัวจะพาทีมงานไปที่ร้านอีกแห่งหนึ่งเพื่อ|หลบเลี่ยงแฟนคลับ โดยเจ้าตัวเรียกชื่อร้านว่า “ร้าน 24 น.” ที่แท้คือร้านติ่มซำย่านแยกมาบุญครอง

หลากหลายประเด็น เปิดใจอย่างตรงไปตรงมา เนื้อหาส่วนใหญ่กล่าวถึงความมั่นใจในศักยภาพแกนนำรุ่น 2 ซึ่งมาจากสายฮาร์ดคอร์ล้วนๆ จะมาคุมทัพแทนแกนนำรุ่น 1

เสธ.แดง บอกอย่างตรงไปตรงมา “เสธ.แดง ไม่มีทรยศพี่ทักษิณ คนอื่นมันทิ้งพี่ทักษิณหมดแล้ว ไอ้ 3 เกลอมันก็ทิ้ง แต่ เสธ.แดง จะอยู่สู้ รอดูว่าใครอึดกว่าใคร”

ความมั่นใจในการสู้ต่อดูจะวัดได้จากการประเมินแนวร่วมตามแนวชายแดน ซึ่ง เสธ.แดงก็บอกว่า เป็นเพราะตัวเองลงตรวจแนวรบทุกวัน ทำให้คนนิยมชมชอบ ไม่เหมือนแกนนำรุ่นแรก ไม่เคยลงมาดูความทุกข์สุขของด่านต่างๆ เลย

กระสุนปริศนาเจาะเข้าศีรษะ เสธ.แดง ยังไม่รู้ว่าเป็นฝ่ายไหน แต่บทสนทนาระหว่างทีมงานกับ เสธ.แดง ก็มีปมน่าสนใจ เมื่อ เสธ.แดง บอกกับเรา หลังการผลักดันแกนนำสายฮาร์ดคอร์ให้สู้ต่อ แม้แต่ “กี้ร์” อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ก็อยากจะยืนหยัดสู้ต่อไป

“คืนก่อนไอ้กี้มันขึ้นปราศรัยบนเวที พี่ชอบใจฉิบหาย มันบอกเราจะอยู่เรียกร้องเอารัฐธรรมนูญปี 2540 จะเอาพี่ทักษิณกลับบ้าน ปรากฏว่าคนเฮกันใหญ่ แต่พอพวกโน้น (แกนนำสายพิราบ) มันปราศรัยจะให้ สุเทพ เทือกสุบรรณ ไปมอบตัวแล้วยุติการชุมนุม มวลชนก็เงียบ ไม่มีเสียงเฮตามมา”

เสธ.แดง เล่าว่า “คืนนั้นเกือบจะยิงกันระหว่างการ์ดต่างจังหวัด ซึ่งอยู่ในความดูแลของ เสธ.แดง กับการ์ดส่วนกลางของอารี ไกรนารา หัวหน้าการ์ดที่อยู่กับพวกแกนนำ รุ่น 1 เพราะมันไม่พอใจที่อริสมันต์แย่งขึ้นเวที “พวกนี้ไม่มีอะไรหรอก อยู่แต่หลังเวที กินกันจนอ้วนพี ตาปิดเกือบหมดแล้ว วีระ (มุสิกพงศ์) ไม่เคยมาดูแถวชายแดน มีแต่ เสธ.แดง ลงตรวจทุกวัน ทุกคืน คนมันก็รักนะสิ”

ปัญหาความขัดแย้งระหว่างแกนนำแตกดังโพละ มันไม่ใช่แค่กระแสข่าวอีกต่อไป เพราะมันชัดเจนจากปาก เสธ.แดง แต่ก็ตามมาด้วยคำถามถึงความไม่ปลอดภัยในชีวิต? พี่กลัวไหม ก็เป็นอีกครั้งของการยืนยันจาก เสธ.แดง

“ทหารสู้แค่ไหน สู้แค่ตาย ตายยังไง ตายอย่างทหาร สิ่งนี้มีการสั่งสอนมาตลอด พอตายแล้ว 7 วัน ก็ไปเผาชีวิตก็มีแค่นี้ถ้า เสธ.แดง ตาย จะมีรูป เสธ.แดง ไปปักทุกประตู ทุกด่าน เสธ.แดง ตาย ม็อบก็จะอยู่ต่อไป มันไปไกลเกินขีดความตายแล้ว”คำกล่าวย้ำก่อนที่เสธ.แดงจะถูกหามเข้าโรงพยาบาล!!!

 

2 ปีวันเผาเมือง ฮีโร่กลางดงปืน 2012/05/22

2 ปีวันเผาเมือง ฮีโร่กลางดงปืน

  • 19 พฤษภาคม 2555 เวลา 14:33 น.

“เสียใจมากที่คนไทยทำกันแบบนี้ มันไม่ใช่ต่างประเทศมาสู้กับเรา แต่นี่คนไทยต่อสู้กับคนไทยด้วยกันเอง ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล นปช. จะเอาอย่างไร ก็ไม่อยากให้คนไม่รู้เรื่องต้องพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย”

โดย……ขำ เคืองใจ

19 พฤษภาคม 2555   ครบรอบสองปีเหตุการณ์จลาจลเผาประเทศไทย เห็นบรรดาแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้นเผด็จการแห่งชาติ( นปช.)  นัดหมายพี่น้องมารำลึกเหตุการณ์บริเวณสี่แยกราชประสงค์อีกครั้ง

การปราศรัยชี้แจงของแกนนำสู่ผู้ร่วมรำลึกวันนี้ ก็คงไม่ต่างกับการรำลึกครบ 6 เดือน 1 ปี ที่เคยทำมาแล้ว ด้วยการทวงความมยุติธรรม ตามหาฆาตกรใครฆ่าประชาชน   และก็ต้องยืนยันถึงความบริสุทธิ์ พี่น้องเสื้อแดงมาชุมนุมโดยปราศจากอาวุธ

“ไม่ได้สั่งผาวครับพี่น้อง   ไม่ได้ฆ่าทหาร  ไม่ได้ยิงเอ็ม 79 ใส่ประชาชน มีแต่เจ้าหน้าที่รัฐฆ่าประชาชนประมาณนั้น”

นั่นเป็นสิ่งที่แกนนำซึ่งได้ดิบได้ดีขึ้นสู่ตำแหน่งทางการเมืองต้องบอกกับผู้ชุมนุม

แต่พื้นที่ราชประสงค์มิใช่สถานที่อยู่ของรูปู หรือถ้ำมืด จนไม่มีใครเห็นความเป็นจริงภายหลังแกนนำเข้ามอบตัวที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะภาพที่ปรากฏต่อสื่อมวลชนหลังแนวรั้วสตช.กับปฏิบัติการเริ่มต้นเผาเซ็นทรัลเวิลดิ์จนกระทั่งได้มีโอกาสเข้าไปสำรวจสภาพความเสียหาย  ก็เป็นสิ่งที่สื่อมวลชนรับรู้ข้อมูลข้อเท็จจริงก่อนแกนนำที่ต้องถูกคุมขังอยู่ค่ายตชด.เพชรบุรี และรับทราบเหตุการณ์ผ่านการบอกปากต่อปากและนำมาเล่าให้ผู้ชุมนุมทราบในอีกด้านหนึ่ง

เหตุการณ์ต่อไปนี้ ก็คือประวัติศาสตร์ที่ต้องบันทึกไว้เช่นเดียวกันกับที่แกนนำบอกเล่าผู้ชุมนุมในอีกทางหนึ่ง

มันเป็นความจริงที่หนีไม่พ้น   เป็นความจริงที่ได้สัมผัสต้องรำลึกเช่นกัน

กล่าวเฉพาะที่เซ็นทรัลเวิลด์ แยกราชประสงค์  โพสต์ทูเดย์เป็นสื่อฉบับเดียวได้สัมผัสสภาพความเสียหายใต้ลานจอดรถ ที่มี “ชุดดำ” บุกเข้าไปวางเพลิง สาดกระสุนปืนถล่มรถยนต์เสียหาย และพบกับ “ไพรวรรณ รุนนอก” หัวหน้า รปภ.ประจำโซนเซ็นทรัลเวิลด์ ชาวโคราช วัย 45 ปี ที่ต้องรับบทเป็นไดฮาร์ดเฉพาะกิจ เขาเล่าให้ “ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว” ของโพสต์ทูเดย์ฟัง หลังควันไฟจางลงเพียงหนึ่งวัน ถึงนาทีชีวิตเสี่ยงตายเมื่อต้องประจันหน้าแบบมือเปล่ากับผู้ก่อจลาจลใน “ชุดดำ” ที่มีปืนอาก้า 47 เป็นอาวุธ ซึ่งกำลังพยายามจะเข้าไปวางเพลิงอาคารเซ็นทรัลเวิลด์ ผ่านบทความเรื่อง “ไดฮาร์ดแห่งเซ็นทรัลเวิลด์ไขปมสงสัยนักรบชุดดำเผาเมือง” เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553

สภาพอาคารเซ็นทรัลเวิลด์ฝั่งห้างสรรพสินค้าเซนเว้าแหว่งเป็นแอ่งกระทะ กลายเป็นภาพสะเทือนใจใครหลายคนที่มีโอกาสเข้าไปพบเห็น การต่อสู้เรียกร้องทางการเมืองที่ต้องการประชาธิปไตย ยึดสันติ อหิงสา แต่กลับเลือกวิธีการเผาเมืองระบายแค้น…ทิ้งซากปรักหักพังไว้เบื้องหลัง

จะมีสักกี่คนหาญกล้าเข้าไปยุติการกระทำของกลุ่มคนหัวรุนแรงที่ถูกขนานนามว่า “กองกำลังไม่ทราบฝ่าย” หรือ “นักรบชุดดำ” พฤติกรรมคนกลุ่มนี้มีเป้าหมายเพียงเพื่อ ยิง เผา ฆ่า แม้แต่เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ วางแผนไว้รัดกุม หากบุ่มบ่ามเข้าประชิด โอกาสสูญเสียมีพอๆ กัน

วันเกิดเหตุเผาเซ็นทรัลเวิลด์ ทหาร ตำรวจ ไม่มีช่องเข้าไปควบคุมสถานการณ์เพราะถูกกองกำลังติดอาวุธยิงสกัด ท่ามกลางสถานการณ์คับขันหัวหน้า รปภ. สวมวิญญาณ “ผู้กล้า” จำเป็น

เย็นวันที่ 19 พ.ค. หลังจากแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ประกาศยอมสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์และเข้ามอบตัว แหล่งช็อปปิ้งใจกลางกรุงเทพฯ ดูไม่ต่างอะไรกับสมรภูมิรบ ทั้งเสียงปืน ประทัดยักษ์ ระเบิด ดังระงม เจ้าหน้าที่ทหารต้องหยุดยิงและปักหลักอยู่บริเวณแยกสารสิน ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจหลายกองร้อยตรึงอยู่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ความพยายามปกป้องอาคารระฟ้า เท่าที่ทำได้ ณ ขณะนั้น จึงมีแต่ทีมการ์ดประจำห้างเซ็นทรัลเวิลด์ แม้จะพยายามเข้าไประงับเพลิง แต่ก็ถูกฝ่ายนักรบชุดดำปาระเบิดใส่ตลอดเวลา ทำให้ รปภ. รายหนึ่งถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณขา

ลานเซ็นทรัลเวิลด์ซึ่งกลายเป็นลานสู้รบดำเนินต่อไป นักรบชุดดำรายหนึ่งถือปืนอาก้าบุกไล่ยิงอย่างบ้าระห่ำ หวังขัดขวาง รปภ. ไม่ให้เข้ามายับยั้งการวางเพลิง ไม่เพียงเท่านั้น หวังใช้เสียงกระสุนปืนเปิดทางเข้าไปวางถังแก๊สใต้ถุนอาคาร เพื่อบอมบ์ห้างใหญ่ให้เป็นจุณ

นาทีต่อจากนี้เป็นเรื่องจริงยิ่งกว่าภาพยนตร์เรื่องไดฮาร์ด หรือ “นรกระฟ้า” ที่มี “บรูซ วิลลิส” รับบทพระเอกในเรื่อง ภายใต้ชื่อ จอห์น แมคเคลน ยอดตำรวจจากนิวยอร์ก ที่ต้องรับเคราะห์ติดอยู่ในอาคารระฟ้าเผชิญหน้าขบวนการก่อการร้ายอย่างเลี่ยงไม่ได้

ไพรวรรณ รุนนอก ชายวัย 45 ปี จากที่ราบสูงโคราช ไม่ได้คิดสวมวิญญาณ “บรูซ วิลลิส” หรือเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ในฐานะหัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัยประจำเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน เขาจำต้องดูแลความปลอดภัยอาคารและอพยพผู้คนที่หลงเหลือออกนอกอาคารอย่างสุดชีวิต

“เขาสวมชุดดำ ปิดหน้า โพกผ้าพันคอสัญลักษณ์เสื้อแดง มือถือปืนอาก้าพกระเบิด มีการยิงขู่และไล่ยิงใส่ผม” ไพรวรรณ เริ่มเล่านาทีเผชิญหน้าปฏิบัติการเผาเมือง ก่อนพาไปตระเวนดูจุดเกิดเหตุใต้ลานจอดรถของห้าง

“พวกเขาต้องการเข้าไปวางเพลิง มันเห็นพวกผมออกมา ก็ใช้ปืนยิง ผมต้องวิ่งลงไปชั้นใต้ดิน มันวิ่งตามแล้วมีเสียงปืนดังขึ้น ผมต้องหลบตัวข้างผนังตึกติดกับทางลงบันได ถ้าโผล่ออกไปตอนนั้นโดนยิงหัวแน่ แต่ไม่ใช่หนีอย่างเดียวนะ เรารอเวลาเป็นของเราเพื่อเข้าชาร์จด้วย”

ช่วงจังหวะนั้นลานจอดรถมืดสลัว ทัศนวิสัยไม่เอื้อต่อการปฏิบัติการใดๆ ไพรวรรณต้องซ่อนตัว หายใจให้เบาที่สุด ตั้งสติรอจังหวะ ขณะที่นักรบดำย่ามใจวิ่งลงบันไดตามมา ปลายกระบอกปืนยื่นโผล่มุมเสา

นาทีนั้นหัวหน้า รปภ. ตัดสินใจว่า…ใครดีใครอยู่!!!

เทพีแห่งโชคเข้าข้างไพรวรรณ เขาชิงจังหวะก่อน สาวหมัดขวาตรงทิ่มใส่ใบหน้า พร้อมถีบยอดหน้าอกไปอีกหนึ่งดอก ส่งผลให้นักรบชุดดำเสียหลักเซถลา ปืนอาก้าหลุดมือ ไพรวรรณไม่รอช้าแย่งชิงปืนมาได้ พร้อมเล็งไปที่นักรบชุดดำ คราวนี้นักรบนิรนามตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ หมดทางสู้กระเสือกกระสนวิ่งหนีสุดชีวิตไปด้านข้างลานจอดรถ

“ผมตั้งสติ ประสบการณ์มีเยอะมาก ยังไงผมชาร์จอยู่แล้ว ชีวิตถึงชีวิตถ้าแย่งปืนไม่ได้ ชีวิตผมคงดับ”

ย้อนไปเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 53  หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดรายงานว่าพบปืนอาก้า 47 จำนวน 1 กระบอก บริเวณชั้นใต้ดินอาคารเซ็นทรัลเวิลด์ หารู้ไม่ เบื้องหลังปืนกระบอกนี้มาจากฝีมือหัวหน้า รปภ. ที่เข้าต่อสู้กับนักรบชุดดำ และหัวหน้า รปภ. รายนี้ก็เป็นคนเดียวกับที่ผ่านนาทีมรณะในวันถัดมาขณะลุยกวาดขยะหน้าอาคารเซ็นทรัลเวิลด์ฝั่งตรงข้ามสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จนมีเสียงระเบิดตูมสนั่น ทำให้ร่างกายเขากระเด็น แต่ก็รอดมาได้อีกครั้ง

หัวหน้า รปภ. ผู้ได้มีโอกาสประชิดตัวนักรบชุดดำมากที่สุดรายนี้ เดิมทำหน้าที่ดูแลการจราจร ตรวจตราพื้นที่รอบนอก และอาคารลานจอดรถใต้ดินชั้นบี 1 บี 2 มาร่วมปีแล้ว มีลูกน้องอยู่ในความดูแล 40 คน ขณะที่ทีมงานกระจายไปตามโซนอื่นกว่า 200 คน ก่อนหน้านี้เคยเป็นอาสาสมัครหลายหน่วยงาน ทั้งลูกเสือชาวบ้าน อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) อาสาพัฒนาและป้องกันตัวเอง (อปพ.) อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ทำให้มีประสบการณ์ด้านการต่อสู้อยู่บ้าง

ทว่าหลังนักรบชุดดำเสียเหลี่ยมให้การ์ดหมัดสั่งรายนี้ ใช่ว่าไพรวรรณจะอยู่ในความปลอดภัย เพราะผ่านไปเพียง 20 นาทีนักรบชุดดำรวบรวมแดงฮาร์ดคอร์อีก 5-6 คน รุกเข้ามาด้านข้างลานกว้างเซ็นทรัลเวิลด์อีกครั้ง คราวนี้นักรบชุดดำรายเดิมที่หลบหนีไปเดินเข้ามาชี้หน้าเขาด้วยอาการคับแค้นใจ จากนั้นสั่งลูกน้องระดมขว้างระเบิดเข้าไปภายในลานจอดรถใต้ดินหมายปลิดชีวิต

การปะทะภายในลานจอดรถใต้ดินเกิดขึ้นรอบสอง แต่คราวนี้ผู้กล้าต้องรักษาระยะห่าง “มีการโยนระเบิดเข้ามาหลายลูก ควันโขมงทั่วลานจอดรถ สะเก็ดระเบิดตกไปโดนรถยนต์เสียหาย กระโปรงรถเป็นรูพรุน ถึงตอนนั้นจำเป็นต้องหลบข้างเสา มีลูกน้อง รปภ. ผมอีก 3 คน เข้ามาช่วยตะโกนบอกว่า ให้หัวหน้าถอยก่อน สถานการณ์ไม่ปลอดภัย ในที่สุดพวกเราต้องถอยร่น ซึ่งก็เป็นจังหวะที่นักรบชุดดำรุกคืบเข้ามา ทุบกระจกรถยนต์เสียหายไปหลายคัน ก่อนค้นเอาทรัพย์สินในรถผู้บริหารไปด้วย”

หลังจากนั้นมีความพยายามจากกลุ่มคนเสื้อแดง 50-60 คน ทุบกระจกและนำถังแก๊สเข้าไปภายในอาคาร ฝ่าย รปภ. ที่อยู่ในความควบคุมของไพรวรรณกว่า 40 ชีวิต พยายามผลักดันอย่างเต็มที่ แต่เนื่องจากฝ่ายตรงข้ามมีทั้งอาวุธปืน ระเบิด ทำให้ต้องระวังตัว ขณะเดียวกันยังมีอีกภารกิจด่วนต้องรีบลำเลียงแม่บ้าน คนงานที่ติดอยู่ในอาคารเซ็นทรัลเวิลด์อีกกว่า 300 ชีวิต ออกไปตามเส้นทางเชื่อมต่อสยามพารากอน ทุกคนได้รับการคุ้มครองออกจากพื้นที่ด้วยความปลอดภัย ไม่ตกเป็นเหยื่ออารมณ์ของกลุ่มนักรบชุดดำ

“เจ้านายบอกว่าต้องช่วยกันผลักดัน คุ้มครองความปลอดภัยเซ็นทรัลเวิลด์ แต่ถ้าไม่ไหวให้ออกไปก่อน เจ้านายมาดูแล้วเห็นว่า รปภ. ไม่เพียงพอ กลุ่มผู้ชุมนุมเยอะ ต่อต้านไม่ไหว ถ้าต่อต้านแล้วเอาไม่อยู่ก็ต้องเซฟชีวิต

เจ้านายเคยย้ำอย่าไปทะเลาะเบาะแว้งกับเขา ขนาดไม่ทะเลาะก็ทำถึงขนาดนี้ ฝ่ายอาคารเสียหายขนาดไหนซ่อมแซมได้ เอาชีวิตไว้ก่อน พวกผมเอาไม่อยู่จริงๆ” ไพรวรรณ ยอมรับสภาพที่เกิดขึ้น

หัวหน้า รปภ. ที่ต้องกินนอนร่วมกับลูกน้องตลอดช่วงกลุ่มคนเสื้อแดงปักหลักชุมนุมร่วมสองเดือน ทิ้งท้ายว่า “เสียใจมากที่คนไทยทำกันแบบนี้ มันไม่ใช่ต่างประเทศมาสู้กับเรา แต่นี่คนไทยต่อสู้กับคนไทยด้วยกันเอง ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล นปช. จะเอาอย่างไร ก็ไม่อยากให้คนไม่รู้เรื่องต้องพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย”

วันนี้ไพรวรรณและลูกน้องในชุดเครื่องแบบเชิ้ตขาวกางเกงดำ ยังปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยเซ็นทรัลเวิลด์อย่างแข็งขันต่อไป แม้สภาพตึกต้องพังพินาศไปด้วยน้ำมือคนไทยเช่นเดียวกับเขา และหวังว่าอาชีพการรักษาความปลอดภัยต่อจากนี้คงไม่ต้องมาเผชิญความเลวร้ายอย่างที่เกิดขึ้นกับเซ็นทรัลเวิลด์อีก

นี่เป็นหนึ่งในอีกหลายเหตุการณ์ที่ติดตาประชาชน เวียนว่ายมาบรรจบครบสองปี

“ไพรวรรณ รุนนอก” หัวหน้า รปภ.ประจำโซนเซ็นทรัลเวิลด์ ชาวโคราช วัย 45 ปี

 

ตัวจริงขอลงสนาม รัฐบาลกำไรได้ 111 2012/05/22

ตัวจริงขอลงสนาม รัฐบาลกำไรได้ 111

  • 19 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:59 น.

“การเมืองบางทีก็เหมือนละครโทรทัศน์ไม่ต้องไปดูทุกวันหรอก ดูตอนไหนก็ต่อติด”

โดย.. ธนพล บางยี่ขัน, วิษณุ นุ่นทอง         

ห่างหายไปจากหน้าฉากการเมืองเกือบ 5 ปี “สุวัจน์ลิปตพัลลภ”หนึ่งในสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ซึ่งอยู่ระหว่างชั่งน้ำหนักว่าจะเริ่มต้นเส้นทางการเมืองอีกครั้งในจุดไหน เปิดการสนทนาแบบมีนัย…

ในวันที่สมาชิกบ้านเลขที่ 111 กลับลงสนามการเมืองจะเปลี่ยนไปอย่างไร

เริ่มต้นคำถามแรก “สุวัจน์” นิ่งคิดเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ไล่อธิบายว่า ตอนที่สมาชิกบ้านเลขที่ 111 โดนโทษแบน การเมืองเปลี่ยน เพราะทุกคนก็จะมองว่าตัวจริงไม่ลงสนาม พรรคการเมืองเอาใครไม่รู้มาเป็นหัวหน้าพรรค การเมืองมันหงอยไปพักหนึ่ง

เพราะฉะนั้นถามว่า สมาชิกบ้านเลขที่111 มาการเมืองเปลี่ยนไหม ยังไงก็ต้องเปลี่ยน เพราะยังไงก็เหมือนเกม ต้องเปลี่ยนตัวจริงลงสนาม พูดง่ายๆเหมือนดูฟุตบอล ตัวจริงจากที่เคยถูกใบแดงหรือใบเหลือง ห้ามเล่น มาลงสนามก็ต้องคึกคัก ต้องดีเพียงแต่บอกตัวสำรองชุดเก่านิดหนึ่ง ว่าขอพี่บ้างนะต้องทำความเข้าใจนิดหนึ่ง

“ตราบใดถ้าทำความเข้าใจกันได้ว่า ไม่ให้มีความขัดแย้ง จากการลงสนามของ 111 ผมว่ามีแต่เรื่องที่ดีมันจะเป็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี คือ ได้ของจริงวันนี้ทั้งเรื่องเศรษฐกิจทั้งเรื่องความขัดแย้งความเชื่อมั่นอะไรต่างๆ ผมว่ามันต้องได้แบบคนที่มีประสบการณ์จริงๆ อ่านเกมออก อ่านเกมทะลุ มีบารมี และรอบรู้ว่าเรื่องไหนควรทำเรื่องไหนไม่ควรทำเรื่องไหนทำก่อน เรื่องไหนทำหลังถือว่าได้คนที่มีบารมีมานั่งจะทำให้เกิดความร่วมมือในการทำงาน

…เอาง่ายๆ คนที่จะมาเป็นรัฐมนตรี ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ ก็มาเป็น บางทีขาดบารมี ก็บริหารกระทรวงยาก การยอมรับจากผู้ที่ต้องเข้าไปประสาน มันอาจจะน้อยเพราะฉะนั้นงานก็จะไม่เดิน แต่วันนี้ทุกวันเวลามีค่าทุกวัน เรื่องเศรษฐกิจเรื่องนั้นเรื่องนี้มันต้องมูฟเร็วด้วยมูฟถูกทิศทางด้วย ไม่ใช่จะมาลองขับ ลองเลี้ยว ลองขับไม่พอ จะมาลองเลี้ยวอีก คือขับไม่เก่งไม่พอ ยังไม่รู้ทางอีกไม่ได้ ต้องขับเลยแล้วรู้ไดเรกชันเลย”

สุวัจน์ ขยายความว่าสมาชิกบ้านเลขที่111 มากับสถานการณ์ พวกคุณคือตัวช่วย ภาษาอังกฤษเขาบอกว่า โอกาสมาเคาะประตูแค่ครั้งเดียว อย่าตัดสินใจโดยที่ปล่อยให้โอกาสมันเลยไป ทุกคนต้องลงมาช่วยบ้านเมือง ใครมีอะไรดีๆ ในตัวต้องออกมา ไม่ใช่บอกว่า ไม่เอาแล้วผมพอแล้ว ไม่อยากได้ยินอย่างนั้น

“ผมเชื่อว่าหลายๆคนไม่ได้หมายความว่าเขาจะต้องมีตำแหน่งบริหาร แต่การเมืองขณะนี้ไม่ได้หมายความว่าจะต้องลงไปเล่นอย่างเดียวแล้ว เป็นการเมืองที่เป็นผู้จัดการก็ได้ เป็นโค้ช เป็นที่ปรึกษาก็ได้ มันก็เปลี่ยนรูปแบบการเล่นไปพอสมควร”

…แน่นอนว่า 5 ปีผ่านไป บางคนอาจจะไม่เหมาะเป็นรัฐมนตรี เพราะ 5 ปีที่ผ่านมาคุณไม่ได้ฟิตเลย หรือคุณเลยไปแล้วจุดนี้ บางคนอาจจะบอกว่าคุณยังฟิตอยู่ยังติดตามสถานการณ์อยู่ คุณเหมาะที่จุดนี้ บางคนอาจจะเหมาะเป็นที่ปรึกษา บางคนอาจจะเป็นมือประสานแต่ภาพรวมแล้วถ้าพวกเขาไปอยู่ในซีกรัฐบาลเยอะรัฐบาลก็จะกระฉับกระเฉง มีคนมาช่วยทำงานเยอะอยากที่จะมองในเชิงโพสซิทีฟกับประเทศ

สุวัจน์ เลี่ยงไม่วิพากษ์วิจารณ์ถึงตัวบุคคลที่นั่งเป็นรัฐมนตรีเวลานี้ แต่อธิบายว่า สมาชิกบ้านเลขที่ 111 เก๋าแทบทุกคน หมายถึง ครบเครื่องส่วนใหญ่จะเป็นสส. 5-6 สมัย เป็นรัฐมนตรี 2-3 สมัย อายุ 40 ปลายๆ50 ต้นๆ ถ้าพูดตรงๆ คือ คนรุ่นที่สองของระบบการเมืองประเทศอยู่กับเหตุการณ์ช่วงเปลี่ยนผ่าน ทั้งเหตุการณ์การเมืองเก่า เหตุการณ์การเมืองใหม่ คือคนพวกนี้จะหล่อหลอมสัญชาตญาณของความเป็นนักการเมืองที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศได้ครบถ้วนมากที่สุด “คนพวกนี้เพอร์เฟกต์ต่อสถานการณ์”"ถ้าลงมาได้ด้วยตัวเองก็ดี แต่บางคนอาจจะพร้อมบ้าง ไม่พร้อมบ้างก็แล้วแต่ ก็ต้องไปช่างน้ำหนักตัวเรา เราอายุมากเกินไปหรือเปล่า มีขีดจำกัดหรือเปล่า บางคน 5 ปี อาจจะไปทำธุรกิจ ไปเป็นอาจารย์ ไปมีคอมมิตเมนต์อะไรต่างๆ ขึ้นอยู่กับสถานะ สถานการณ์ ของเขาตรงนั้น ว่าเขาลงตัวที่จุดไหน แต่คงไม่ใช่ทั้งหมดที่อยากจะกลับมา เท่าที่มีการพูดคุยกันก็ต้องแล้วแต่การตัดสินใจเมื่อถึงเวลานั้น”       

ส่วนที่วิเคราะห์กันว่าการกลับมาของสมาชิกบ้านเลขที่ 111 จะนำมาสู่แรงต้านจากคนรุ่นที่ 3 ?”สุวัจน์” ยอมรับว่า ปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทุกครั้ง ก็ต้องมีกระเพื่อมบ้างแต่การปรับ ครม.ระยะหลังที่ปรับกันถี่เช่นทุก 6 เดือนไม่เหมือนสมัยก่อน จัดรัฐบาลแล้วก็รอไปอีกที 4 ปี

“การปรับ ครม. ดึงสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ไปร่วมถึงจะนำไปสู่แรงกระเพื่อมที่จะกระทบเสถียรภาพรัฐบาลผมกลับมองว่า

เพอร์ฟอร์แมนซ์ประสิทธิภาพที่ได้ ความกระฉับกระเฉงที่ได้บวก ลบ คูณ หารแล้ว ผมว่ารัฐบาลกำไร”

หลายคนเกรงว่าการกลับมาของสมาชิกบ้านเลขที่ 111 จะไปแย่งซีนนายกฯ ให้ด้อยลงไป

ทว่า “สุวัจน์” ยังเห็นว่า 1 ปี ที่ผ่านมาของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ครบเครื่องแล้วเหมือนคนที่เข้าฟิตเนสทุกวัน วันนี้เฟิร์ม มั่นใจครบเครื่องผมว่าบารมีความเป็นนายกฯ ความเป็นผู้หญิงที่สังคมไทยจะต้องรู้สึกว่าให้เกียรติก็ได้เปรียบ ดังนั้นไม่น่ามีปัญหาเรื่องนี้

“การที่พรรคเพื่อไทยมีเสียงเกินครึ่งก็เป็นกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งในระบอบประชาธิปไตย เป็นเบสิกสำหรับทุกเรื่องถ้าอยากจะอยู่ 4 ปีก็อยู่ได้ อยากจะเดินหน้านโยบาย ถ้าตัวเองมั่นใจก็เดินได้ แต่ต้องรับผิดชอบเมื่อครบ4 ปี ว่าสิ่งที่ตัดสินใจประชาชนคิดอย่างไร”

ส่วนเงื่อนเวลาที่สมาชิกบ้านเลขที่111 จะกลับเข้ามาร่วมรัฐบาลหลังพ้นโทษแบนในปลายเดือนนี้เลยหรือไม่นั้น เรื่องนี้”สุวัจน์” อธิบายว่า ธรรมเนียมการปรับ ครม. ต้องดูพรรคแกนนำพรรคร่วมรอจังหวะ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องปรับพร้อมพรรคแกนนำ

สุวัจน์ บอกว่า ส่วนตัวเขาอยู่ระหว่างการติดตามวิเคราะห์สถานการณ์ เพื่อนำมาสู่การตัดสินใจเพราะยังเหลือเวลาอีกตั้งหลายเดือน แม้จะสิ้นเดือนนี้ ก็ยังไม่ได้หมายความว่าจะปรับ ครม.เลย ยังมีเวลา โดยการตัดสินใจอยู่บนพื้นฐานที่ว่าผมเป็นประโยชน์กับประเทศในจุดนั้น

“ไม่ได้แปลว่าผมต้องเป็นหัวหน้าพรรค เป็นรัฐมนตรี ผมเป็นประโยชน์กับประเทศในจุดไหน ประเทศมีปัญหาอะไร และด้วยพื้นฐานอะไรของเราที่เราเหมาะสำหรับไปอยู่จุดนี้ แล้วจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศมากที่สุด ในฐานะที่เราเป็นคนไทย เป็นอดีตนักการเมือง คิดว่าอยู่ในเหตุการณ์ที่ประเทศชาติมีปัญหา หลายเรื่องเศรษฐกิจความแตกแยก จุดไหนเป็นประโยชน์มากที่สุดจะไปอยู่ในตำแหน่งนั้น ไม่ใช่เรื่องตำแหน่ง”

การพ้นห้วงเวลา 5 ปี จึงเป็นการหลุดพ้น ไม่มีเงื่อนไขทางกฎหมาย มีอิสระทำอะไรได้ครบถ้วน ซึ่งจะต้องตัดสินใจว่าจะไปอยู่จุดไหนที่ดีที่สุด ไม่ใช่ “เดอะ เบสต์ ฟอร์ อัส” แต่เป็น “เดอะเบสต์ ฟอร์ คันทรี”

จิ๊กซอว์ปรองดอง

สิ่งหนึ่งที่ “สุวัจน์” เห็นว่าเป็นข้อดีกับการหวนคืนสนามของสมาชิกบ้านเลขที่ 111 คือ “สัญญาณปรองดอง”

ภาพที่เห็นคือเหมือนกับการหมดทุกข์หมดโศกเหมือนกับการจบๆ กันไป ลืมเรื่องเก่าๆมาตั้งต้นกันใหม่ ภาพเป็นอย่างนั้น อย่างน้อยแค่ภาพก็เป็นความรู้สึกดีๆ

“ต้องให้เขามาทำเรื่องปรองดองคนพวกนี้จะมีศักยภาพทำเรื่องปรองดองได้มากเพราะคนพวกนี้เป็นคนที่รู้จักคนเยอะ รู้จักคู่กรณีของความขัดแย้ง โดยเฉพาะถ้ามองว่า ความขัดแย้งทางการเมืองคือพื้นฐานการขัดแย้ง ก็ต้องใช้สมาชิกบ้านเลขที่ 111 เยอะๆ

.. ผมว่าเขาเป็นมวยถูกคู่ พวกนี้เขารู้จักคนเยอะเขารู้จักคู่กรณีเยอะ เขาสามารถไปพูดคุย ทำความเข้าใจกับคนพวกนี้ได้เยอะ โดยเฉพาะคนไหนที่ไม่ตัดสินใจไปรับตำแหน่งทางการเมือง เขาจะทำเรื่องนี้ได้มากเขาจะมีบุคลิกความเป็นกลางไปทำเรื่องนี้ได้เยอะ”

สุวัจน์ มองว่า แนวทางปรองดองผ่านกลไกที่ทำอยู่ในเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็น กมธ.ปรองดอง หรือคณะกรรมการชุดต่างๆ เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะเรื่องปรองดองก็เหมือนกับการเจรจาสันติภาพที่การเจรจาแบบไม่เป็นทางการจะประสบความสำเร็จมากกว่าการเจรจาอย่างเป็นทางการ

“การบริหารความขัดแย้ง คือการจับเข่าคุยกันอย่างนโยบายต่างประเทศทุกเรื่องคุยบนโต๊ะก็คุย แต่ที่ไม่ใช่คุยบนโต๊ะจะนำไปสู่ว่าคุยบนโต๊ะคุยยังไง ตอนนี้ผมคิดว่าเรามีภาพในสภา แต่ภาพที่ไม่ใช่วิธีการที่เราเห็น อย่างการคุยนอกรอบ หารือวงใน หลายๆ ฝ่ายจูงมือมากินข้าวกัน คุยกัน ค่อยเปิดๆ ใจ คุยกัน แต่ละกลุ่ม แต่ละฝ่ายของกระบวนการขัดแย้งทางสังคม ซึ่งวันนี้ต้องมีตัวละครช่วยล่อลื่น”

สุวัจน์ เปรียบเทียบว่า ถ้ามองว่าเป็นล็อบบี้ยิสต์ก็เป็นล็อบบี้ยิสต์เพื่อให้เกิดความปรองดองช่วยคุยกับคนนั้น คนนี้ คนนี้โกรธกัน ไปคุยกับคนนั้นที คนนี้ทีเปิดใจว่าเรื่องปรองดองเขาคิดยังไงคนนี้ก็เข้าไป แล้วมาค่อยๆ ปรับจูน จนเป็นเครื่องยนต์ที่เดินไปข้างหน้าได้

“วันนี้เราไม่ค่อยมีตัวละคร อย่างนี้ผมอยากเห็นสมาชิกบ้านเลขที่111มาต่อจิ๊กซอว์ปรองดองเพื่อชาติ คนพวกนี้เหมาะทุกคน เที่ยวนี้ต้องกลับมาช่วยชาติ ตอนนี้มีสองเรื่องคือ ปรองดองกับเศรษฐกิจ คนพวกนี้เป็นบวก ใช้เขาให้เป็น อย่าให้เสียของ”

จากประสบการณ์การเมืองที่ผ่านมา ช่วงรอยต่อการเมืองสำคัญมาหลายรอบ “สุวัจน์” ฟันธงว่าการเมืองขณะนี้เผชิญหน้ากันมากเกินไป เดี๋ยวนี้แยกมุม แยกโต๊ะไม่คุยกัน ซึ่งแต่ก่อนไม่เป็นเช่นนี้ ซึ่งเราต้องเร่งหาทางปรองดองให้เกิดขึ้น

ที่สำคัญคือเราต้องเดิน 2 ทาง ด้านแรก ภาพในสภาก็ต้องเดินต่อไป อีกด้านหนึ่ง ต้องพูดคุย ไปจับเข่าคุยกันเลยว่าเราทะเลาะอะไรกับใคร ซึ่งในส่วนหลังนี่เรายังไม่ค่อยได้ทำ

“วันนี้เป็นบรรยากาศเรายังอยู่สองมุม ยังห่างไกลกันเหลือเกิน ทางเอ็นจิเนียร์เขาเรียกว่าเป็นเส้นทแยงมุม คือเส้นที่ไกลที่สุด ยาวที่สุด สองมุมนี่ห่างกันมากที่สุดในสี่เหลี่ยม” วิศวกรการเมืองปิดท้ายบทสนทนาพร้อมลุกขึ้นชี้ไปที่มุมโต๊ะรับแขกแบบจริงจังเพื่อประกอบการอธิบายแบบเห็นภาพ

การเมือง 2 ขั้ว ไม่มีดอกไม้ในแจกัน

จากประสบการณ์ที่ผ่านมาตั้งแต่ยุคบุกเบิกพรรคชาติพัฒนาเรื่อยมาจนยุคพรรคไทยรักไทยกับสถานะบ้านเลขที่ 111 ในวันนี้ ที่เตรียมคืนสังเวียนอีกครั้ง “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” วิเคราะห์ว่า พรรคเล็กอยู่แทบไม่ได้แล้ว ยกเว้นตั้งใจที่อยากจะเป็นพรรคเล็ก คือ หากจะทำพรรค7 เสียงให้เป็น 50 เสียงนั้นยาก แต่ถ้าจะรักษาพรรค 7 เสียงเปลี่ยนเป็นพรรคท้องถิ่น พรรคจังหวัด เพื่อรักษา7เสียงนั้นเป็นไปได้

“การเมืองไปสองขั้วแล้ววันนี้มันถึงแรงการเมืองทุกวันนี้ที่แรงเพราะสองขั้วมี 2 มุมเมื่อก่อนการเมืองไม่แรงเพราะการเมืองหลายกลุ่ม หลายก้อน ทุกคนต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกันหมด เลือกตั้งกันมาเมื่อไม่มีใครได้เสียงข้างมากแล้วแต่ว่าใครจะดีกับใคร และไปจับกลุ่มเป็นรัฐบาลทุกคนไม่แสวงหาศัตรู

… แต่วันนี้เมื่อพฤติกรรมการเมืองเปลี่ยนเป็นการเมืองเชิงนโยบาย ป๊อปปูลิสต์ การเมืองพรรคใหญ่ ระบบปาร์ตี้ลิสต์ เลยพัฒนาเป็นสองขั้ว ใครอยู่แดง อีกฝั่งก็ต้องน้ำเงิน ใครเป็นรัฐบาล อีกฝั่งก็ต้องเป็นฝ่ายค้าน เพราะฉะนั้นการเผชิญหน้าหรือขัดแย้งทางการเมืองส่วนหนึ่งก็เพราะระบบการเมืองสองพรรคที่ประนีประนอมน้อยลง”

ถามว่าระบบนี้เป็นผลดีกับการเมืองไหม”สุวัจน์” อธิบายว่า ในแง่เสถียรภาพรัฐบาลก็ดี แต่ประเพณีการอยู่ร่วมกันแบบสองพรรคนั้นต้องให้เวลานักการเมืองปรับตัว เมื่อการเมืองสองพรรคดีกับประเทศ แต่ทำให้เกิดการเผชิญหน้ากันรุนแรง เพราะเมื่อผมแพ้คุณก็ต้องเป็นฝ่ายค้าน เป็นเกมทำให้ความร่วมไม้ร่วมมือเชิงสร้างสรรค์มันจะบางไปนิด ซึ่งต้องพยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ให้แฟร์ๆ กันรัฐบาลทำดี ก็ต้องเชียร์ ฝ่ายค้านพูดอะไรมีมุมก็ต้องฟังเขา ระบบถึงจะเริ่มพัฒนา ตัวนักการเมืองต้องคิดให้ทัน ปรับให้ทันระบบอย่างนี้ประเทศจะวิน-วิน

“มองอะไรกันยาวๆ ว่าสิ่งนี้เราอาจจะไม่ได้แต้ม แต่ประเทศได้แต้ม อันนี้ดีนะ เราต้องไม่ละอายใจที่จะรับสิ่งนี้มาทำ ต้องพร้อมพูดเต็มปากว่า เยส ของคุณถูก แต่วันนี้บรรยากาศที่ว่าเยสของคุณถูกนี่ไม่ค่อยมี มีบรรยากาศแต่โนของคุณผิดอยู่เรื่อย”

สุวัจน์ อธิบายว่า อยากเห็นบรรยากาศ”เห็นร่วมกัน” เยอะ เพราะวันนี้ต่างคนต่างเห็นกันไปคนละทาง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นวิชาการคนรุ่นใหม่ บุคลากรรัฐบาล ฝ่ายค้าน ยกตัวอย่างเหมือนต่างประเทศ สหรัฐอเมริกาบางทีขัดแย้งกัน แต่พอวิกฤตประเทศเขายอมมาดีเบตกัน มาเบรนสตรอมกันจริงๆ

“ผมว่าบ้านเราควรมีการพัฒนาการเมืองให้มีลักษณะเบรนสตรอมบนพื้นฐานข้อเท็จจริง อย่าพูดว่าคุณได้ ผมได้ แต่เอาประเทศได้ วันนี้บ้านเลขที่111 เป็นผู้ใหญ่เป็นที่ปรึกษาน้องๆ ได้ วันนี้การเมืองต้องมีศาลพระภูมิ มีผู้ใหญ่ มีหม่อมคึกฤทธิ์ มีท่านชาติชาย มีอะไรที่เป็นผู้ใหญ่จริงๆ คอมโพรไมส์เพื่อประเทศไม่ใช่ผู้ใหญ่ที่คอมโพรไมส์เพื่อเรื่องอื่นเรื่องของพรรคอย่างเดียว มาช่วยตรึงสถานการณ์ ลดความขัดแย้งของน้องๆ นุ่งๆ ให้มากๆ”

ไล่ถามต่อไปถึงความจำเป็นของพรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งไม่กี่ปีก่อนหน้านี้”สุวัจน์” มองว่าเป็นส่วนสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล แต่วันนี้เขามองว่าความสำคัญเริ่มเปลี่ยนไป เมื่อสองขั้วเริ่มชัดเจนความเป็นพรรคใหญ่เกินครึ่งแล้ว ถ้าทำดีๆ ขยับไปสามร้อย ดอกไม้ในแจกันก็จำเป็นน้อยลงทุกวัน ต่อไปพรรคเล็กก็จะเล็กจริงๆ จากตอนนี้ 7 เสียงเป็น 2 เสียงไปเลย

“พรรคใหญ่ส่งของถึงบ้าน พรรคเล็กส่งของไม่ถึงบ้าน พรรคใหญ่เหมือนเทสโก้ โลตัสพรรคเล็กเหมือนสินค้าโชห่วย พรรคใหญ่พูดในเชิงนโยบายแล้วเป็นไปได้ หัวหน้าพรรคใหญ่เป็นนายกฯ ได้ แต่พรรค 6-7 เสียงจะมาเป็นนายกฯ กำหนดนโยบาย อย่างนี้ยากในระบบปาร์ตี้ลิสต์พรรคใหญ่เอาไปแล้ว40% พรรคเล็ก 1-2% เพราะฉะนั้นชัยชนะรออยู่แล้ว โอกาสของพรรคเล็กก็จะเป็นพรรคเล็กจริงๆ”

แสดงว่า ไม่คิดทำพรรคเล็กแล้วใช่หรือไม่? สุวัจน์ตอบเพียงแต่ว่า “โอกาสการเมืองเป็นอย่างนี้ เราต้องวิเคราะห์ให้เห็นว่าการเมืองเป็นยังไง ตัวเราไปจุดไหน ติดตามวิเคราะห์สถานการณ์”

ถามว่าพรรคเล็กกับพรรคใหญ่อันไหนสบายกว่า ส่วนหนึ่งพรรคใหญ่ก็สบาย เพราะมีระบบอยู่แล้ว ไม่ต้องมารับผิดชอบ ไม่ต้องกู้เงินแบงก์เอง ไม่ต้องคุมกิจการเอง “เราเป็นแค่เฟืองตัวเล็กๆ ของระบบใหญ่ที่เขาเดินได้อยู่แล้ว และประหยัดกว่ากันเยอะเลย ไม่ปวดหัว แต่ว่าเป็นเรื่องคุณต้องทำใจคุณอยู่พรรคใหญ่ก็ต้องสบายใจกับระบบพรรคใหญ่ ไม่ใช่อยู่แล้วอึดอัด ถ้าคุณไม่อึดอัด พรรคใหญ่ก็สบายกว่า แต่บางคนเขามีวิธีคิดส่วนตัว เขาถึงอยู่พรรคเล็กดีกว่า วิธีคิดเขาเป็นแบบนี้ ยอมเหนื่อยนิดลำบากหน่อย เขายอมเหนื่อยกายไม่ยอมเหนื่อยใจก็มี”

 

เสนอตั้งศาลพิเศษเชือดโชว์ผู้นำโกง 2012/05/22

เสนอตั้งศาลพิเศษเชือดโชว์ผู้นำโกง

  • 18 พฤษภาคม 2555 เวลา 20:33 น.

“ตัวอย่างในประเทศไทยมีท่าเรือกี่แห่งไม่ได้ใช้งาน  มีสนามบินกี่จังหวัดที่สร้างแล้วปิดไป  ถนนกี่แห่งสร้างแล้วไม่ได้ใช้ประโยชน์   นักการเมืองผลักดันสร้างสิ่งเหล่านี้เพื่อการหาเสียง หรือหวังได้เงินตอบแทนเพื่อสร้างอำนาจเป็นผู้บริหารประเทศ”

โดย…….ทีมข่าวการเมือง

ภาพประกอบข่าว

ภาคเอกชนเสนอตั้งศาลพิเศษเร่งตัดสินคดีเชื่อทำได้จะมีผู้นำโกงโดนลงโทษภายใน 2-3 ปี เหมือนไต้หวัน ฮ่องกง เกาหลี  ตบหน้าเวิอร์คช็อปรัฐบาลอยากเห็นครม.ลงนามร่วมเรียกความมั่นใจมากกว่าแค่ถ่ายรูปเปิดงานแล้วจากไป

การประชุมเชิงปฏิบัติการ “ยุทธศาสตร์ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น”   จัดขึ้นที่หอประชุมวายุภักษ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ  แจ้งวัฒนะ  ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นให้นโยบายปราบทุจริตของรัฐบาลยิ่งลักษณ์นับตั้งแต่บริหารบ้านเมืองมาเป็นเวลา 9 เดือน  มีการเชิญคณะรัฐมนตรี (ครม.) หัวหน้าส่วนราชการ ผู้ว่าราชการจังหวัด เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพียง

แม้ช่วงบ่าย น.ส.ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและครม. จะไม่อยู่ร่วมรับฟังข้อคิดเห็น รวมถึงผู้เข้าร่วมประชุมซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารระดับสูงจากส่วนกลางและภูมิภาคทั่วประเทศทยอยเดินทางกลับ ทำให้จำนวนผู้เข้าร่วมประชุมลงจากเมื่อเช้า

แต่บรรยายการประชุมช่วงบ่ายกลับเป็นเป็นด้วยความเข้มข้น   เมื่อประมณฑ์  สุธีวงศ์  ประธานภาคีเครือข่ายต่อต้านการคอร์รัปชั่น   ได้สรุปผลสำรวจจากภาคต่างๆ ทั้งองค์กรเพื่อความโปร่งใสสากล ที่สรุปสถิติปัญหาทุจริตในประเทศไทยยังน่าเป็นห่วง และถ้าเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน ไทยตกต่ำกว่าเพื่อนบ้าน

เช่นเดียวกับผลสำรวจเยาวชนที่มีความคิดว่ายอมรับได้กับการโกง สะท้อนให้เห็นการทุจริตเป็นเรื่องธรรมดา และยังเป็นที่น่าตกผู้ประกอบธุรกิจยอมรับต้องจ่ายใต้โต๊ะ 10-20 เปอร์เซนต์

ประมณฑ์  บอกว่า  เป็นที่น่ายินดีที่รัฐบาลมีสัญญาณในการปราบปรามการคอร์รัปชั่น   แต่น่าเสียใจ ที่ครม. ที่มาร่วมเปิดงานในตอนเช้ามาถ่ายรูปเท่านั้น กลับไม่มีการร่วมกันลงนามต่อต้านการคอร์รัปชั่น เพราะถ้าลงนามจะเป็นภาพลักษณ์ที่ดีในการให้ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วมกับรัฐบาล

ประมณฑ์ แสดงความเป็นห่วงการทุจริตเชิงนโยบายมีมากขึ้น มีการทำโครงการสร้างสิ่งก่อสร้างหลายอย่าง บางอย่างไม่ได้ประโยชน์ต่อสาธารณะ  เป็นการใช้งบประมาณไม่ถูกต้อง

“ ตัวอย่าง ในประเทศไทยมีท่าเรือ กี่แห่งไม่ได้ใช้งาน มีสนามบินกี่จังหวัด ที่สร้างแล้วปิดไป ถนนกี่แห่งสร้างแล้วไม่ได้ใช้ประโยชน์   นักการเมืองผลักดันสร้างสิ่งเหล่านี้เพื่อการหาเสียง หรือหวังได้เงินตอบแทนเพื่อสร้างอำนาจเป็นผู้บริหารประเทศต่อไป ถ้าสิ่งเหล่านี้เกิดมากขึ้น ไม่หยุดยั้งพวกนี้ เงินทุกบาททุกสตางค์ซึ่งก็คือภาษีประชาชนที่เสียไป เราก็เสียหายไปด้วย” ประมณฑ์ กล่าว

ประมณฑ์ ยังให้ติดตาม กรณีงบประมาณการฟื้นฟูหลังน้ำท่วม  1.2 แสนล้านบาท หลายโครงการจัดซื้อวิธีพิเศษ แม้มีความจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน จึงต้องใช้วิธีจัดซื้อจัดจ้างแบบนี้ แต่ก็เป็นช่องโหว่ให้เกิดการทุจริตมากขึ้น  นอกจากงบฟื้นฟูหลังน้ำท่วม  ยังมีงบเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน อีกหลายแสนล้านบาท ในการสร้างระบบสาธารณูปโภค ซึ่งเดิมงบลงทุนน้อยกว่างบประจำ แต่คราวนี้งบลงทุนที่มีอยู่น้อยแล้วมีการทุจริตอีก จากงบ 4-5 แสนล้านบาททุจริต 10-20 เปอร์เซนต์ แล้วคุณภาพชีวิตประชาชนจะเป็นอย่างไร

ทั้งนี้ กระบวนการเอาผิดนำคนมาลงโทษโดยเฉพาะฝ่ายบริหารระดับสูงของประเทศไทย เป็นไปด้วยความล่าช้า ไม่เหมือนอย่างประเทศไต้หวัน ฮ่องกง เกาหลี  ประธานาธิบดีของเขาได้รับการลงโทษเมื่อพิสูจน์ว่าทุจริตและศาลตัดสิน  แต่ของประเทศไทยมีกี่ครั้งได้รับการลงโทษ

“ของประเทศไทยกว่าจะตัดสินลงโทษ ต้องใช้เวลา 10-30 ปี กระบวนการก็ยังไม่เสร็จสิ้น คู่กรณีก็เสียชีวิตไปก่อน  ต้องมารอ  10-20 ปีอุทธรณ์ฏีกาคนก็ไม่สนใจแล้ว  อีกทั้งกระบวนการของบ้านเราทราบดีมีพรรคพวกช่วยเหลือกัน ลูบหน้าปะจมูก จะลงโทษอะไรก็วิ่งเต้นช่วยเหลือกัน     ผมอยากเสนอให้มีการตั้งศาลพิเศษพิจารณาคดีทุจริต ตัดสินให้เสร็จภายใน 2-3 ปี” ยประมณฑ์ กล่าว

ประมณฑ์  กล่าวว่า  สูตรสำเร็จในการปราบปรามการคอร์รัปชั่นนั้น รัฐบาลต้องเป็นผู้นำ  ประชาชนมีส่วนร่วม  องค์กรอิสระทำหน้าที่ติดตาม  ถ้าทุกฝ่ายช่วยกันป้องกันและปราบปรามการทุจริต ตั้งแต่ภาครัฐมีการส่งสัญญาณแล้ว  ภาคเอกชน ประชาชนก็มีความพร้อม เชื่อว่า คนโกงจะไม่มีที่ยืนในแผ่นดินนี้

ก่อนหน้านี้ในช่วงเช้า   นายกฯยิ่งลักษณ์  ทำพิธีประกาศยุทธศาสตร์ปราบการทุจริตแห่งชาติอย่างเป็นทางการ  โดย นายกฯ  ประกาศว่า จะสร้างผลงานลดสถิติการทุจริตในประเทศให้ได้ หลังจากองค์กรเพื่อความโปร่งใสสากล สรุปดัชนีชี้วัดการทุจริตตลอด 18 ปีปีที่ผ่านมา การแก้ไขปัญหาทุจริตไม่ได้ดีขึ้น  ประเทศไทยมีคะแนน 3.3-3.5  ซึ่งถือว่าเป็นสถิติมีการทุจริตสูงกว่าในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนด้วย

โอกาสนี้ นายกฯเสนอ 1 หน่วยงาน 1 ข้อเสนอการเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการ ด้วยการให้เวลาภายใน 1 เดือนเริ่มจากวันนี้  ให้ 159 ส่วนราชการ  76 จังหวัด เฟ้นหาหน่วยงานที่สามารถจัดระบบการป้องกันปราบปรามทุจริตแห่งละ 1 หน่วยงาน   หรือ 235 หน่วย  เสนอเข้ามายังนายกฯ ภายใน 1 เดือน  เพื่อเป็นตัวอย่างในการให้หน่วยงานอื่นนำไปปฏิยัติด้วย

ขณะเดียวกัน นายกฯได้เปิดศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างเป็นทางการ ศูนย์ดังกล่าวจะรับเรื่องราวร้องเรียทางทุจริต โดยเปิดสายด่วน  1206  รับข้อร้องเรียนเรื่องการทุจริต รายงานผลตรงศูนย์บัญชาการนายกฯ

หลังจากนายกฯกล่าวเปิดประชุมช่วงเช้า ได้มาเป็นประธานพิธีเปิดศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต ฯ และร่วมรับประทานอาหารว่างในเวลา 11.15 น. ซึ่งใช้เวลาไม่นานนักก็ออกจากงาน  ทั้งที่ช่วงเวลาเดียวบนเวที มีกำหนดบรรยายพิเศษต่อเนื่องเริ่มด้วยนายปานเทพ  กล้าณรงค์ราญ  ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.) บรรยายพิเศษ เรื่อง แนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามทุจริต  ตามด้วย การนำเสนอตัวอย่างต่างประเทศที่เป็นเลิศ ในการแก้ไขปัญหาทุจริต โดย Mr. Chua Cher Yak   อดีตผู้อำนวยการ Corrupt  Practices Investigation Bureau ( CPIB )

แผนรุกภาคีเครือข่ายปราบโกงภาคเอกชน

*เน้นป้องกันและปลูกฝังปราบปราม สนับสนุนนโยบายภาครัฐ และองค์กรอิสระ
เสนอตั้งศาลพิเศษคดีทุจริตคอร์รัปชั่นตัดสินโดยเร็วภายใน 2-3 ปี

*โครงการฝีกอบรมหมาเฝ้าบ้าน 2 รุ่น   รุ่นแรก “หมาเห่า” อบรมเห็นความผิดปกติเห่า ร้องเรียนไว้ก่อน รุ่นสอง “หมากัด” อบรมทำงานตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกส่งหน่วยงานปราบทุจริตดำเนินการ

*เสนอรัฐเปิดเผยข้อมูลโครงการจัดซื้อจัดจ้าง จำนวนเงิน ใครชนะประมูลซ้ำซาก
สร้างระบบเครือข่ายทางโซเชี่ยลมีเดีย (ซึ่งมีอยู่แล้วสมาชิกกว่าหมื่นคน)ร่วมกันแจ้งเบาะแส แนะนำข้อเสนอต่อต้านทุจริต
ให้มีผู้ตรวจสอบอิสระ ร่วมทำงานกับ สตง.

*โครงการฮั้วไม่จ่าย  รณรงค์ไม่จ่ายค่าเบี้ยบ้ายรายทาง ใบอนุญาติต่างๆ
สร้างค่านิยมให้เยาวชนเห็นความเลวร้ายการคดโกง เช่นโตแล้วไม่โกง เล่าเรืองโกงโดยศิลปิน  หนุนเยาวชนเป็นทูตความดี สนับสนุนปราบโกงได้คะแนนเอกชนรับเข้าทำงาน

 

คิกออฟปราบโกงหรือแค่ลูบหน้าปะจมูก? 2012/05/18

คิกออฟปราบโกงหรือแค่ลูบหน้าปะจมูก?

  • 17 พฤษภาคม 2555 เวลา 12:07 น.

โดย…ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว / ศุภชาติ เล็บนาค

หนึ่งในนโยบายรัฐบาลที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยพูดถึงมากเท่าไร นั่นคือ นโยบายการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ถึงขนาดครั้งหนึ่งในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เคยเสนอแนวทางการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในเชิงผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ปรากฏว่า ครม.ชุดนี้นิ่งเฉยไม่มีการนำมาแถลงข่าว จนเป็นที่วิจารณ์ว่าข้อเสนอดังกล่าว อาจเป็นของแสลงใจรัฐบาลที่มีเครือญาติดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ล่าสุด การประชุม ครม. เมื่อวันที่ 8 พ.ค. ปรากฏวาระพิจารณาจร เรื่อง “ยุทธศาสตร์และแผนงานเชิงรุกของรัฐบาลในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน” เข้าสู่ที่ประชุม ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 9 เดือนของรัฐบาลยิ่งลักษณ์หันมาจับนโยบายปราบปรามทุจริต โดยในวันที่ 18 พ.ค. จะมีการจัดนำร่องสู่การจัดเวิร์กช็อปเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการปราบปรามการทุจริตภาครัฐครั้งใหญ่ ที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ โดยเชิญคณะรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการ ผู้ว่าราชการจังหวัด ตลอดจนผู้แทนจากภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคท้องถิ่นเข้าร่วม

แผนงานเชิงรุกตามที่รัฐบาลวาดฝันจะทำให้เกิดขึ้นจริง มี 4 แนวทาง ได้แก่ 1.สร้างข้าราชการไทยหัวใจสีขาว รณรงค์ให้ข้าราชการตื่นตัวต่อต้านทุจริต 2.การพัฒนาองค์กรสีขาว โดยจะมีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน 3.การตรวจสอบ เฝ้าระวังเชิงรุก จัดตั้งศูนย์ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน (Anti-Corruption War Room) : เป็นศูนย์ปฏิบัติการในการบูรณาการด้านการตรวจสอบ รับแจ้งเบาะแสอย่างเบ็ดเสร็จครบวงจร ณ จุดเดียว

4.การปราบปรามที่จริงจังและการลงโทษที่เข้มงวด ด้วยการประกาศลงโทษผู้กระทำผิดการทุจริตให้สาธารณชนได้รับรู้

ทั้งนี้ ภายหลังการคิกออฟวันที่ 19 พ.ค. รัฐบาลกำหนดปฏิทินทำงานไว้อย่างน่าสนใจ เริ่มตั้งแต่เดือน พ.ค.-1 มิ.ย. เป็นช่วงปูพรมประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ จากนั้นตลอดเดือน มิ.ย. จะสำรวจความพึงพอใจของประชาชน/เอกชนต่อนโยบายปราบโกงรัฐบาล ปลายเดือน มิ.ย. บรรดาส่วนราชการนำเสนอข้อเสนอการพัฒนาองค์กรในการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน

ช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. ถือว่ามีไฮไลต์น่าสนใจ เมื่อรัฐบาลวางแผนไว้ประมาณกลางเดือน ก.ค. ให้แก้กฎคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ให้การสอบสวนลงโทษกรณีทุจริตแล้วเสร็จภายใน 120 วัน กำหนดไม่ให้ส่วนราชการรับผู้ถูกลงโทษทุจริตกลับเข้ารับราชการ ประกาศบทลงโทษผู้กระทำผิด จากนั้นเดือน ส.ค.-ก.ย. จะมีการสรุปผลจำนวนเรื่องร้องเรียน/ดำเนินการสำเร็จมากน้อยขนาดไหน และในต้นเดือน ก.ย. สัญจรภาคครั้งที่ 2 กลางเดือน ก.ย. ประกาศผลสำรวจองค์กรยอดคดีและยอดแย่

ปลายเดือน ก.ย.-30 ต.ค. ให้ส่วนราชการและจังหวัดรายงานความก้าวหน้าของการดำเนินงานและเผยแพร่ต่อสาธารณะ มีสัญจรภูมิภาคครั้งที่ 3 ต้นเดือน พ.ย. ประกาศบทลงโทษผู้กระทำผิด นำร่องการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันในส่วนราชการ ส่วนปลายเดือน ธ.ค. นายกรัฐมนตรีประกาศความสำเร็จรอบ 6 เดือน และประกาศก้าวต่อไปของการต่อต้านการทุจริต

แผนงานยังได้วางไว้ถึงปี 2556 โดยกลางเดือน พ.ค. นายกฯ จะประกาศความสำเร็จปราบโกง 1 ปี

ด้าน สมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและติดตามนโยบายภาครัฐ มหาวิทยาลัยศรีปทุม มองนโยบายปราบโกงของรัฐบาล ว่า นโยบายที่ออกมาเป็นการมองคอร์รัปชันที่เกิดจากภาคข้าราชการฝ่ายเดียว ไม่ได้มองว่าข้าราชการต้องดำเนินการร่วมกับฝ่ายการเมือง ทั้งที่การทุจริตทุกวันนี้จะเห็นได้ชัดว่า ข้าราชการเป็นเพียงเครื่องมือของฝ่ายการเมือง ดังนั้น รัฐบาลควรออกมาตรการครอบคลุมไปถึงการทุจริตในฝ่ายการเมือง หรือในระดับนโยบายด้วย

ขณะที่กลไกการรับแจ้ง ที่นโยบายระบุว่า จะให้มีศูนย์รับแจ้ง หรือมีวอร์รูมขนาดใหญ่แบบวันสต็อปเซอร์วิสนั้น สมชัย กล่าวว่า การจัดทำศูนย์รับแจ้งทุจริตคอร์รัปชัน ก็มีผ่านสายตรงหลายสายและหลายหน่วยงานอยู่แล้วในปัจจุบัน แต่รัฐบาลกลับไม่ได้วิเคราะห์ว่า สาเหตุที่วอร์รูม หรือศูนย์รับแจ้งเหล่านี้ล้มเหลว มีที่มาจากประชาชนไม่เชื่อในความปลอดภัยในชีวิตของตนเองหากแจ้งเรื่องผ่านองค์กรเหล่านี้

“อันที่จริงนี่ไม่ใช่นโยบายการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชันครั้งแรก แต่เรามีมาตลอด ภายใต้การส่งเสริม ป.ป.ช. ไม่ว่าจะเป็นโครงการศูนย์ราชการใสสะอาด หรือโครงการที่ประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างได้ ซึ่งถ้าทำรูปแบบให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและติดตามได้ง่ายขึ้น รวมถึงเห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้นว่า มาตรการเหล่านี้สามารถแก้ไขปัญหาการทุจริตได้จริง ก็จะเป็นประโยชน์กว่านี้”

รสนา โตสิตระกูล สว.กรุงเทพมหานคร (กทม.) เห็นว่า นโยบายดังกล่าวเป็นเพียงการลูบหน้าปะจมูกของคนในรัฐบาลเท่านั้น เพราะหากมองไปจริงๆ แล้วยังมีการส่อแววทุจริตเชิงนโยบายอยู่หลายเหตุการณ์ อาทิ การยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 30 ก.ย. 2554 ทำให้รัฐบาลต้องสูญเสียเงินในส่วนของก๊าซแอลพีจีสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่ต้องจ่ายสมทบกองทุนกว่า 2,400 ล้านบาท

รสนายังยกตัวอย่างการเปิดช่องทุจริต เช่น การจัดซื้อจัดจ้างโครงการเพื่อป้องกันอุทกภัย ที่ให้ใช้การจัดซื้อจัดจ้างเป็นวิธีพิเศษทั้งหมด ซึ่งเอื้อให้การเมืองเข้ามาอาศัยโครงการขนาดใหญ่ในการหากิน และแบ่งส่วนแบ่งระหว่างข้าราชการและนักการเมือง

“เรามีสัตยาบันในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต 3 ฉบับ ซึ่งค้างมาจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมา และไม่มีทีท่าว่ารัฐบาลชุดนี้จะหยิบขึ้นมาลงนาม ซึ่งเหลือประเทศไทยเป็นประเทศสุดท้ายที่ยังไม่ลงนาม น่าแปลกที่รัฐบาลชุดนี้ประกาศเป็นวาระแห่งชาติว่าจะต่อต้านการทุจริต แต่กลับไม่สนใจเรื่องเหล่านี้ ทำให้เห็นว่าพูดอะไรก็ได้ทั้งนั้น แต่พฤติกรรมที่ออกมาไม่เคยสนใจทำสักอย่าง” รสนา กล่าว

 

นักล้วง-นักลวง 2012/05/15

นักล้วง-นักลวง

  • 15 พฤษภาคม 2555 เวลา 10:30 น.

โดย…สมผล ตระกูลรุ่ง นักวิชาการกฎหมายอิสระ

เงินทุนสำรองของประเทศที่ธนาคารแห่งประเทศไทยดูแลอยู่นั้น เป็นขุมทรัพย์ที่นักการเมืองซึ่งมีวาสนาเป็นเสนาบดีเป็นอำมาตย์ใหญ่ จ้องตาเป็นมัน แถมน้ำลายไหลยืดด้วยความอยากได้

ล่าสุด ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจ การคลัง (สศค.) สมชัย สัจจพงษ์ ได้ออกมาให้ข่าวว่า กำลังศึกษาการนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศส่วนเกินออกมาใช้ประโยชน์ อันเป็นการสนองนโยบายของ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง ที่เห็นว่า การปล่อยให้เงินทุนสำรองที่มากเกินไปและกองทิ้งไว้เฉยๆ ทำให้ประเทศได้ไม่คุ้มเสีย

แนวคิดและนโยบายดังกล่าว ไปสอดคล้องกับกุนซือใหญ่ของรัฐบาลปูแดง ดร.โกร่ง วีรพงษ์ รามางกูร อย่างลงตัว เป็นความเห็นที่ไปในทิศทางเดียวกัน โดยไม่รู้ว่าเป็นความบังเอิญจริงๆ หรือถูกบังคับให้บังเอิญ

รัฐบาลอ้างว่า ทุนสำรองระหว่างประเทศปัจจุบันมี 1.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หากนำมาใช้ปีละ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ประเทศไทยจะได้รถไฟความเร็วสูง ท่าเรือน้ำลึก ระบบโทรคมนาคม

เงินจำนวน 1.8 แสนล้านบาท คิดเป็นเงินไทยที่อัตราแลกเปลี่ยน 30 บาท จะเท่ากับ 5.4 ล้านล้านบาท

อันว่าทุนสำรองระหว่าประเทศนั้น ในปัจจุบันคือสินทรัพย์ในบัญชีของธนาคารแห่งประเทศไทย และสินทรัพย์ในบัญชีฝ่ายออกบัตร (คลังหลวง) ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยดูแลอยู่

เงินทุนสำรองที่อ้างถึงนี้ จึงเป็นประเด็นแรกที่น่าจะต้องตรวจสอบว่าจริงหรือไม่

ผมได้เข้าไปดูฐานะการเงินของประเทศประจำสัปดาห์ ณ วันที่ 26 เม.ย. 2555 ในเว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทย ปรากฏว่าสินทรัพย์ของธนาคารแห่งประเทศไทย มี 3.89 ล้านล้านบาท สินทรัพย์ในบัญชีทุนสำรองเงินตรา ฝ่ายออกบัตร หรือคลังหลวง มี 2.19 ล้านล้านบาท รวมแล้วมีสินทรัพย์ประมาณ 6 ล้านล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับตัวเลขที่รัฐบาลอ้างถึง

แต่ในสินทรัพย์ 6 ล้านล้านบาท ยังไม่ได้หักสินทรัพย์ที่หนุนหลังธนบัตร หนี้สิน และสินทรัพย์ที่มีภาระผูกพัน ซึ่งผมดูเฉพาะรายการใหญ่ๆ ปรากฏว่าหนี้สินของธนาคารแห่งประเทศไทย 3.879 ล้านล้านบาท และยังมีส่วนขาดทุนสะสม 3.3 แสนล้านบาท ในส่วนบัญชีทุนสำรองหรือคลังหลวง มีสินทรัพย์หนุนหลังธนบัตรประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท สินทรัพย์ที่เป็นทองคำ 2.45 แสนล้านบาท หนี้สินอื่น 4,000 ล้านบาท

หากคิดสินทรัพย์ที่ยังไม่รวมสินทรัพย์ที่มีภาระแล้ว ทุนสำรองระหว่างประเทศจะเหลือไม่ถึง 1 ล้านล้านบาท ไม่ได้มากอย่างที่รัฐบาลอ้าง

ผมไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องตัวเลข แต่ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ ผมดูจากเว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทย นักบัญชี และนักเศรษฐศาสตร์ คงตรวจสอบและเข้าใจได้ดีกว่าผม

ทุนสำรองระหว่างประเทศของไทย จึงไม่ได้มีมากมายดังที่รัฐบาลอ้าง

อาจารย์โกร่งท่านมีความสามารถพิเศษในการอธิบายเรื่องเศรษฐศาสตร์ยากๆ ให้คนธรรมดาเข้าใจได้ง่ายๆ อธิบายเรื่องร้ายๆ ให้ดูเป็นเรื่องดีมีประโยชน์ อันเป็นความสามารถเฉพาะตัวที่หาคนลอกเลียนแบบได้ยาก

ประเด็นที่สอง คือ การที่ประเทศมีทุนสำรองมากมันไม่ดีตรงไหน มีข้อเสียอย่างไร จึงได้อ้างว่า ได้ไม่คุ้มเสีย จะต้องเอาออกมาใช้ให้ได้

ผมคิดง่ายๆ ว่า การที่ประเทศเรามีเงินสำรองมากก็เหมือนกับเศรษฐีที่มีเงินเก็บเยอะๆ ผมก็ยังมองไม่เห็นว่า มีข้อเสียตรงไหน ผมเข้าใจว่า รัฐบาลคงจะมองในแง่ของนักเศรษฐศาสตร์ ที่มองว่าการมีเงินฝากธนาคารไว้ได้ผลประโยชน์ตอบแทนไม่คุ้ม ต้องเอาไปลงทุนสร้างผลกำไรให้ได้มากกว่าดอกเบี้ย

คลังหลวงไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อแสวงหากำไร แต่เพื่อความมั่นคงของประเทศ และใช้เมื่อยามจำเป็นจริงๆ ของประเทศชาติ

ส่วนการลงทุนเพื่อแสวงหากำไร ฝ่ายการธนาคารของธนาคารแห่งประเทศไทย เขาทำอยู่แล้ว จึงได้มียอดขาดทุนสะสมถึง 3.3 แสนล้านบาท

ทุนสำรองระหว่างประเทศในส่วนคลังหลวง จึงไม่ใช่เงินที่จะเอาไปลงทุน แต่ต้องเก็บไว้เพื่อความมั่นคงของประเทศ

ประเด็นที่สาม คือ การสร้างภาพว่า หากนำเงินทุนสำรองไปใช้ปีละ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1.5 แสนล้านบาท) ประเทศจะได้รถไฟความเร็วสูง ท่าเรือน้ำลึก ระบบโทรคมนาคม

ผมคงต้องถามกลับว่า สิ่งต่างเหล่านี้ควรจะใช้เงินจากที่ใด ควรเป็นเงินจากงบประมาณประจำปีใช่หรือไม่ การลงทุนในสิ่งเหล่านี้จะไม่ยากเลย หากรัฐบาลไม่นำเงินไปละเลงหาเสียงในทางการเมืองด้วยโครงการอภิมหาประชานิยม มอมเมาคนให้ไม่รู้จักรับผิดชอบ

การใช้โครงการมาเป็นตัวล่อ ก็เหมือนกับการเอาสิ่งต่างๆ เหล่านี้ มาเป็นตัวประกันว่า ถ้าคัดค้านการนำเงินทุนสำรองมาใช้ ก็จะไม่ได้สิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้

วิธีการอย่างนี้ เป็นการโคลนนิงความคิดมาจากนายห้างดูไบ ที่ประกาศว่า ถ้าไม่เลือกข้าฯ เองจะไม่ได้อะไร

คลังหลวงตั้งขึ้นจากเงินของพระมหากษัตริย์ ที่เรียกว่าเงินถุงแดงในสมัยรัชกาลที่ 3 และได้มีการดูแลต่อๆ มาในทุกรัชกาล จนเปลี่ยนแปลงการปกครอง เงินทุนนี้ได้ช่วยเหลือประเทศในยามคับขันมาแล้วหลายครั้ง

จนมาในยุคปัจจุบัน หลวงตามหาบัวได้ระดมสินทรัพย์จากประชาชนทั้งชาติเพื่อความมั่นคงของประเทศ ลูกศิษย์หลวงตาซึ่งรวมถึง ดร.โกร่ง เคยออกมาคัดค้านรัฐบาลประชาธิปัตย์ ที่จะรวมบัญชีเอาเงินคลังหลวงออกมาใช้ และสามารถคัดค้านได้สำเร็จ

แต่ลูกศิษย์บางคนในวันนี้ ไปใส่กางเกงแดงเสียแล้ว จึงทำให้ความคิดเปลี๋ยนไป ไม่กลัวบาปกรรม

 

ย้อนดูคำพิพากษาคดี”อากงSMS” 2012/05/15

ย้อนดูคำพิพากษาคดี”อากงSMS”

  • 15 พฤษภาคม 2555 เวลา 10:14 น.

โดย…ทีมข่าวการเมือง

หมายเหตุ : คำพิพากษาศาลอาญา ในคดีหมายเลขแดงที่ อ. 4726/2554 ระหว่างพนักงานอัยการ (โจทก์) กับนายอำพล ตั้งนพกุล (จำเลย) เรื่อง ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ลงวันที่ 23 พ.ย. 2554 มีเนื้อหาโดยสรุปดังนี้

***************************

โจทก์ฟ้องว่า อำพล ตั้งนพกุล อายุ 61 ปี ได้ส่งข้อความสั้นจำนวน 4 ข้อความ ไปยังหมายเลขโทรศัพท์ของ สมเกียรติ ครองวัฒนาสุข เลขานุการส่วนตัวของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดยข้อความสั้นจะถูกนำเข้าไปที่Short Message Service Centre จากนั้นก็นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยทุกข้อความเป็นการหมิ่นประมาทและแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว องค์พระมหากษัตริย์ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ องค์พระราชินี และรัชทายาท

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจนำสืบพบว่า โทรศัพท์ที่ส่งข้อความมามีหมายเลขประจำเครื่องหรือหมายเลขอีมี หมายเลข 3589060000230110 เมื่อตรวจสอบ พบว่าเบอร์โทรศัพท์ดังกล่าว ได้ติดต่อไปยังหมายเลขของ ปรวรรณ ตั้งนพกุล ปิยะมาศ ตั้งนพกุล บุตรสาว อำพล และได้สอบปากคำพบว่าเครื่องดังกล่าวที่โทร.ออก เป็นโทรศัพท์ของ อำพล จริง

อำพล

อย่างไรก็ตาม ฝ่าย อำพล นำสืบว่า เบอร์โทรศัพท์ที่ใช้ส่งข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หมายเลข 08-1349-3615 ไม่ทราบว่าเป็นของผู้ใด ทั้งนี้ ช่วงเดือน เม.ย. 2553 จำเลยเคยนำโทรศัพท์เคลื่อนที่ไปซ่อม แต่ไม่เคยนำซิมการ์ดหมายเลขอื่นมาใช้กับโทรศัพท์เคลื่อนที่เครื่องดังกล่าว ส่วนการแก้ไขหมายเลขประจำเครื่องสามารถทำได้ โดยหมายเลขประจำเครื่อง 10% ไม่เป็นการเฉพาะ ขณะเดียวกันจำเลยรักพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

พยานโจทก์สืบสวนโดยตรวจสอบการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่และหมายเลขประจำเครื่องโทรศัพท์ที่ใช้กับซิมการ์ดดังกล่าวไปยังบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น ซึ่งเป็นผู้ให้บริการ ทำให้ทราบว่าโทรศัพท์หมายเลข 08-1349-3615 เป็นระบบเติมเงินไม่จดทะเบียน ใช้งานกับเครื่องโทรศัพท์หมายเลขประจำเครื่องซึ่งเป็นหมายเลขเดียวกับโทรศัพท์ อำพล และใช้อยู่กับซิมการ์ดหมายเลข 08-5838-4627 ของ อำพล เช่นกัน ซึ่งเป็นระบบเติมเงินไม่จดทะเบียนในเครือข่ายของบริษัท ทรู มูฟ ทั้งนี้พยานโจทก์ให้ข้อมูลว่าหมายเลขประจำเครื่องไม่สามารถซ้ำกันได้

เจ้าหน้าที่ทั้งสองบริษัท เบิกความว่า ข้อมูลการใช้โทรศัพท์ออกมาจากระบบจัดเก็บข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ของบริษัท นอกจากนี้ข้อมูลทั้งหมดเป็นจราจรทางคอมพิวเตอร์ ซึ่งตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ทำให้ข้อมูลการใช้บริการโทรศัพท์มีความน่าเชื่อถือและมีน้ำหนักมั่นคง ขณะเดียวกันพยานโจทก์ทั้งหมดระบุว่าหมายเลขประจำเครื่องทั้งหมดไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

ส่วนประเด็นที่จำเลยอ้างว่า หมายเลขประจำเครื่องโทรศัพท์สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้นั้น เมื่อพิจารณาสถานที่และเวลา พบว่าหมายเลข 08-5838-4627 กับหมายเลข 08-1349-3615 ถูกส่งสัญญาณโดยสถานีย่อยบริเวณซอยวัดด่านสำโรง 12 ซึ่งเป็นย่านเดียวกับที่จำเลยพัก โดยมีการสับเปลี่ยนระหว่าง 2 หมายเลข รวม 12 ครั้ง เมื่อจำเลยรับว่าเป็นผู้ใช้โทรศัพท์เครื่องดังกล่าวผู้เดียว จึงเป็นการยากที่บุคคลอื่นจะนำโทรศัพท์ไปส่งข้อความได้ และเวลาการใช้งานใกล้เคียงกันกับเวลาที่มีการส่งข้อความทั้ง 4 ครั้ง โดยแต่ละหมายเลขมีระยะเวลาห่างกัน 10 นาที ซึ่งนานพอที่จะเปลี่ยนซิมการ์ดใส่โทรศัพท์เพื่อกระทำผิดในคดีนี้

ส่วนที่จำเลยนำสืบอ้างว่า โทรศัพท์เคลื่อนที่เครื่องดังกล่าวชำรุดและนำไปซ่อม ทำให้สงสัยได้ว่ามีผู้นำโทรศัพท์ของจำเลยไปใช้ในช่วงเวลาที่ซ่อมหรือร้านซ่อมโทรศัพท์อาจแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือขโมยหมายเลขประจำเครื่อง แต่จากคำเบิกความของตำรวจว่าจำเลยไม่สามารถจดจำร้านซ่อมโทรศัพท์ได้ ทั้งนี้หากจำเลยนำโทรศัพท์เคลื่อนที่เครื่องดังกล่าวไปซ่อมจริงตามที่เบิกความ น่าจะจำร้านซ่อมโทรศัพท์ได้ มิฉะนั้นคงจะไปรับโทรศัพท์คืนไม่ได้

สำหรับประเด็นจำเลยนำสืบอ้างว่า 10% ของหมายเลขประจำเครื่องไม่เป็นการเฉพาะหรือซ้ำกัน ศาลเห็นว่าเอกสารดังกล่าวมาจากระบบการสืบค้นข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตโดยไม่มีผู้รับรองความถูกต้องของเอกสารดังกล่าว จึงไม่อาจตรวจสอบความถูกต้องได้ว่าข้อมูลดังกล่าวน่าเชื่อถือหรือไม่ ทั้งความเห็นดังกล่าวก็ยังไม่ปรากฏว่าเป็นที่ยอมรับกันเป็นการทั่วไปในหมู่ของนักวิชาการของวงการโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าว จึงไม่มีน้ำหนักให้น่ารับฟัง

ในประเด็นที่จำเลยนำสืบอ้างว่าส่งข้อความไม่เป็นและไม่ทราบว่าหมายเลขโทรศัพท์ของ สมเกียรติ เป็นของใคร และไม่เคยนำซิมการ์ดหมายเลขอื่นมาใช้กับโทรศัพท์ของตน เป็นเพียงข้ออ้างที่จำเลยรู้เห็นเพียงคนเดียว ทั้งยังมีเอกสารระบุว่ามีการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลขของจำเลยมีการส่งข้อความเป็นส่วนใหญ่ ทั้งมีการส่งข้อความจำนวนมาก พยานหลักฐานที่นำสืบมาจึงไม่น่าเชื่อถือ

แม้โจทก์จะไม่สามารถนำสืบแสดงให้เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่า จำเลยเป็นผู้ที่ส่งข้อความตามฟ้องจากโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08-1349-3615 ไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของ สมเกียรติ โดยตรง แต่ก็เพราะเป็นการยากที่โจทก์จะนำสืบด้วยประจักษ์พยาน เนื่องจากผู้ที่กระทำความผิดร้ายแรงย่อมจะต้องปกปิดการกระทำ จึงจำเป็นต้องอาศัยเหตุผลจากพยานแวดล้อม ซึ่งจากพยานแวดล้อมที่โจทก์นำสืบมาทั้งหมดนั้น ก็สามารถนำสืบแสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์ทั้งหมดโดยไม่มีข้อพิรุธ จึงมีน้ำหนักว่าจำเลยเป็นผู้ส่งข้อความทั้งสี่ข้อความ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการนำเข้าสู่ข้อมูลทางคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ และเป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรด้วย

ทั้งนี้ จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (2), (3) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี กับความผิดฐานนำเข้าสู่ข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ และความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 20 ปี

 

111 จะสร้างความเข้มแข็งให้รัฐบาล 2012/05/12

111 จะสร้างความเข้มแข็งให้รัฐบาล

  • 12 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:33 น.

111 มีผลงานประจักษ์ชัด เมื่อถูกยุบพรรคไทยรักไทย ดังนั้นความเชื่อมั่นและเชื่อถือต่อ111 เป็นเรื่องที่ซื้อกันไม่ได้แม้รัฐบาลจะได้รับความเชื่อถือและยอมรับจากหลายส่วน แต่หากได้ 111มาเสริม เชื่อว่าจะเกิดความสมบูรณ์ในการบริหารบ้านเมือง

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

วิชิต ปลั่งศรีสกุล

สถานการณ์ทางการเมืองช่วงนี้ ต้องจับตามองความเคลื่อนไหวของสมาชิกบ้านเลขที่111 ที่จะหลุดพ้นพันธนาการทางการเมือง 5 ปี ในวันที่ 30 พ.ค.ว่า จะกลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่ทางการเมืองได้อีกหรือไม่ รวมถึงแรงต้าน แรงเชียร์ภายในพรรคเพื่อไทยจะเป็นอย่างไร และที่น่าสนใจกว่านั้น คือกลุ่ม 111 คิดอย่างไร มีความพร้อมแค่ไหนในการเข้าไปทำงานทางการเมืองกับพรรคเพื่อไทยน่าสนใจยิ่ง

เกี่ยวกับเรื่องนี้“วิชิต ปลั่งศรีสกุล” เลขาธิการมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษ”โพสต์ทูเดย์” ถึงการรีเทิร์นของกลุ่ม 111 ว่า ทุกคนมีความพร้อมที่จะทำงานทางการเมือง แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นรัฐมนตรี และ 111 ทุกคน ไม่เคยมีใครบอกว่าจะต้องมีตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี ทุกคนบอกว่า ขอเข้าไปช่วยงานพรรคให้เข้มแข็ง ทำงานโดยไม่มีตำแหน่งก็ทำได้อยู่แล้ว

“วิชิต” มองว่า เมื่อ111 พ้นโทษจะคืนสู่อำนาจรัฐก็เป็นความคาดหวังของสังคม สื่อมวลชนเพราะ 111 มีประสบการณ์ทางการเมืองสูง บริหารประเทศเยอะจนเกิดความเชื่อมั่นก็อยากให้มาทำงาน ซึ่งจริงๆ แล้ว111 มีวัตถุประสงค์ในกลุ่มที่คุยกัน คือ เข้าไปช่วยเสริมงานของพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลบางส่วน

“เราจะเข้าไปแบบนุ่มนวล ไม่ให้รู้สึกว่า 111 มาแย่งตำแหน่ง เราจะไม่เข้าไปบงการหรือบริหารพรรคเพราะบุคลากรของพรรคเพื่อไทยขณะนี้เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ ดังนั้นเมื่อมีทีมงานที่ประชาชนเชื่อถือมากขึ้น ก็จะเสริมความเข้มแข็งให้กับรัฐบาล โดยเฉพาะการผลักดันงานด้านนโยบายต่างๆ หรือการให้ข้อคิด คำแนะนำ ที่ปรึกษา ให้ทางออกของปัญหา ซึ่งคิดว่าคือทางหนึ่งที่ 111 จะทำ”

เลขาธิการมูลนิธิ 111 ยังได้ประเมินภาพรวมการบริหารของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ว่ายังบริหารไปได้ แต่หากจะปรับให้ 111 ที่มีความรู้ความสามารถบางด้านเข้าไปคงไม่ใช่เรื่องแปลกและคิดว่าดีซะอีกประชาชนจะรับได้อีกด้วยซ้ำไป แต่ว่าการปรับอย่างนั้นต้องเป็นเรื่องของกรรมการบริหารพรรคซึ่งนายกฯ ต้องหลีกเลี่ยงคำว่า 111 เข้าไปแย่งตำแหน่ง ไม่เช่นนั้นจะเกิดแรงกระเพื่อมในพรรคความนุ่มนวลจะไม่มี

ขณะนี้ 111 มีประมาณ 60 คน หรือบวกลบไม่เกิน 5 คนที่จะกลับเข้ามาช่วยงานพรรค ส่วนจะมาสมัครเป็นสมาชิกทั้งหมดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเหตุผลและความจำเป็นของแต่ละคน ซึ่งเดิมกำหนดไว้วันที่ 1 มิ.ย. จะไปพร้อมกัน แต่ล่าสุดมีความเห็นว่า อยากให้ทยอยกันไป เพราะไม่อยากให้คนเข้าใจผิดว่า “โห…กลุ่ม 111 จะมาทำอะไรที่พรรคเนี่ย” คนและสังคมจะมอง โดยเฉพาะคนในพรรค เราอยากเข้าไปอย่างนุ่มนวล ไม่อยากให้เกิดความรู้สึกที่กระทบทั้งในและนอกพรรค

นอกจากนี้ บางคนคิดจะไปลงเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) หากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่าน เพราะกฎหมายอาจไม่ให้พรรคการเมืองเข้าไปยุ่งเกี่ยว หากไม่สมัครเป็นสมาชิกพรรคก็จะทำงานได้สะดวก

สำหรับความรู้สึกในลักษณะกีดกัน 111 ของสมาชิกปัจจุบันนั้น “วิชิต” ยืนยันว่าไม่มี ซึ่งต้องขอบคุณสมาชิกพรรคทุกคน ไม่ว่าจะเป็น สส. กรรมการบริหารพรรค ทุกคนเข้าใจและยินดีกับ 111 หมดเลย อันนี้เป็นเรื่องที่สะท้อนได้ดีหลายคนดีใจด้วยซ้ำเพราะเคยทำงานร่วมกันมาก่อน จึงไม่ใช่ประเด็นปัญหา

อย่างไรก็ตาม หากถามว่า 111 มีดีอะไร “วิชิต”บอกว่า มีดีที่ฝีมือและประสบการณ์ที่ผ่านมา

“111 มีผลงานประจักษ์ชัด เมื่อถูกยุบพรรคไทยรักไทย ดังนั้น ความเชื่อมั่นและเชื่อถือต่อ111 เป็นเรื่องที่ซื้อกันไม่ได้แม้รัฐบาลจะได้รับความเชื่อถือและยอมรับจากหลายส่วน แต่หากได้ 111 มาเสริม เชื่อว่าจะเกิดความสมบูรณ์ในการบริหารบ้านเมือง”

ในส่วนการปรับโครงสร้างพรรคใหม่เพื่อรองรับกลุ่ม 111 นั้น “วิชิต” เห็นด้วยอย่างยิ่ง โดยให้เหตุผลว่า เวลานี้พรรคเพื่อไทยถือเป็นองค์กรใหญ่หากบริหารจัดการภายในไม่ดีก็จะมีปัญหามากมาย ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องปรับเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ เพราะบริบทการเมืองไทยขณะนี้ มีความเปลี่ยนแปลงไปมาก

ทั้งนี้ สังเกตได้จากพรรคเพื่อไทยขณะนี้มีพื้นที่ทางการเมืองน้อย จะพูดว่าเป็นองค์กรปิดก็เป็นได้ คือ ไม่มีสมาชิกพรรค หรือประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดแนวทางพรรค ดังนั้นเมื่อบริบทสังคมการเมืองไทยเปลี่ยนไป แทนที่พรรคจะปิดต้องเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาที่ว่า กลุ่มคนเสื้อแดง กลุ่มต่างๆขึ้นมา

“เขาไม่มีพื้นที่ทางการเมืองในพรรค อยากเข้าร่วมอุดมการณ์อยากเรียกร้องประชาธิปไตย ความยุติธรรม แต่ไม่มีพื้นที่ให้ เขาก็ต้องไปทางกลุ่มคนเสื้อแดง หรือมูลนิธิ 111 ซึ่งเปิดอบรมเรื่องประชาธิปไตย เขาก็มาเป็นลูกศิษย์ ซึ่งคนเหล่านี้สนใจเรื่องการเมือง อยากมีพื้นที่ทำงาน แต่พรรคปิด”

นอกจากนี้ ปัญหาที่เห็นชัดเจนอีกอย่าง คือ พื้นที่กลุ่มคนเสื้อแดงซึ่งสนับสนุนพรรคเพื่อไทยและแนวทางประชาธิปไตยตอนนี้เริ่มมีการแยกกลุ่มในหลายจังหวัด ที่เห็นอยู่ เช่น การลงสมัครนายก อบจ. ก็แข่งกันเอง จึงคิดว่าเป็นปรากฏการณ์ที่พรรคต้องปรับตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป

วิชิต สะท้อนว่า หากปรับทีเดียวมันจะกระเทือน จึงต้องเริ่มเปิด เช่น รับฟังความเห็นประชาชนในแต่ละพื้นที่ ท้องถิ่น คล้ายๆไพรมารีโหวต ส่วนภายในพรรคอาจจะปรับเรื่ององค์กรบริหารพรรคให้เป็นส่วนๆ คือ แนวราบ จากปัจจุบันที่เป็นแนวดิ่ง คือ ฟังจากข้างบนลงมา นโยบายถูกกำหนดมาจากข้างบน

ส่วนแนวราบอาจแบ่งกลุ่มทำงาน แต่ละส่วนๆ ให้รับผิดชอบไป นโยบายอาจมาจากส่วนล่าง เป็นเรื่องที่ต้องปรับกันไปนี่เป็นแนวคิดส่วนตัว เพราะยังไม่ได้คุยกับคนในพรรค และหากมีโอกาสเข้าไปก็จะผลักดันเรื่องของการปรับปรุงองค์กรอย่างค่อยเป็นค่อยไป
เลขานุการมูลนิธิ 111 ยืนยันหนักแน่นว่า การปรับไม่ใช่เพื่อสยบกลุ่มคนเสื้อแดงในพรรค แต่ทำให้หลายๆ ฝ่ายได้เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ไม่ใช่ลดทอนอำนาจ เพราะกลุ่มคนเสื้อแดงเวลานี้ ถือเป็นประชาชนส่วนหนึ่งที่รักประชาธิปไตย มีอุดมการณ์ หากเปิดพื้นที่ให้มากขึ้น เขาจะหันมาสนับสนุนพรรค นโยบายพรรค และพรรคอาจมีมาตรการที่จะสร้างกฎเกณฑ์ กติกาให้เขามีส่วนร่วมจะได้ไม่เกิดปัญหาคลื่นกระทบ

ลุยแก้กฎหมายยุบพรรค

วิชิต บอกว่า การถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปีนั้น ถือว่าไม่ได้รับความยุติธรรม ดังการได้รับคืนสิทธิครั้งนี้ ทาง 111 ต้องการบอกให้สังคมรับรู้ว่ากฎหมายดังกล่าวต้องยกเลิก กฎหมายยุบพรรคการเมือง ไม่มีที่ไหนแล้ว ทางสากลไม่ยอมรับเพราะทำให้กระบวนการยุติธรรมบิดเบี้ยว เหล่านี้จะเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายที่มีอำนาจไปใช้ในทางการเมืองไม่ถูกต้อง จนเกิดสองมาตรฐาน ดังนั้นกฎหมายเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องแก้ไข แต่ต้องแก้โดยรัฐสภา หรือเสนอโดยพรรคการเมืองหรือ ส.ส.ร.ที่จะมีอยู่

“ล้วนเป็นความหวังที่จะช่วยแก้ไข เช่น กรณียุบพรรค ทั่วโลกเขาไม่มีและไม่ยอมรับ เพราะอาจนำไปใช้เป็นเครื่องมือไปสร้างความไม่ยุติธรรมให้กับฝ่ายตรงข้ามได้ อย่างที่คน 111 ประสบมาแล้ว ดังนั้นคิดว่าช่วงต่อไปนี้ จะไม่ปรากฏเหตุการณ์แบบนี้แน่นอน เพราะเข้าสู่อีกยุคหนึ่งแล้ว ไม่ใช่ยุคเดิมและคิดว่าเป็นแบบนั้น”

อย่างไรก็ตาม “วิชิต” ยืนยันว่า 111 ไม่ได้ขยาดกับการกลับมาเป็นกรรมการบริหารพรรคอีก

“คงไม่มีใครกลัวว่าจะมีการยุบพรรคอีก ถ้าเสียงส่วนใหญ่บอกว่าคนนั้น คนนี้ควรเป็นกรรมการบริหาร ก็ไม่มีปัญหา เมื่อปรับองค์กรใหม่แล้ว คงไม่มีใครรังเกียจ ทุกคนพร้อมที่จะทำงาน

ทั้งนี้ คิดว่ากระบวนการยุติธรรมต้องเริ่มเปลี่ยนแปลง เพราะสภาพการเมืองยุคต่อไปนี้เป็นการเมืองยุคใหม่ หากให้จำกัดความ คือ ยุคของผู้นำการพัฒนาประชาธิปไตย หากแบ่งตั้งแต่ปี 2475 มาจนถึงตอนนี้ 80 ปี เราแบ่งเป็น 2 ยุค คือ 40 ปีแรก เป็นยุคของการเมืองทหาร กับกลุ่มผู้มีอำนาจ จะเห็นว่ามีการแย่งชิงอำนาจกันโดยกลุ่มทหารแย่งกันเอง

ขณะที่ 40 ปีหลังจนถึง 2555 การเมืองเข้าสู่ยุคประชาชน แต่ว่ากลุ่มอำนาจเก่ารวมกับทหาร บวกรวมกับพรรคการเมืองนอมินีเพื่อสู้กับประชาชน นี่ครบ 80 ปี เป็นยุคที่ 3 ผมขอให้คำจำกัดความว่า เป็นยุคผู้นำประชาธิปไตย ดังนั้นถ้ามองตรงนี้ การนำประชาธิปไตย กระบวนการทั้งหลาย เช่น การยุบพรรคเราไม่กลัวแล้ว รวมถึงการปฏิวัติก็เป็นเรื่องยากและเมื่อเข้าในยุคที่4 จะเริ่มอ่อนตัวลง คิดว่าเป็นอย่างนั้น เพราะเป็นเรื่องของพัฒนาการเมืองของประเทศ

“วิชิต” บอกอีกว่า เมื่อกลุ่ม111 เข้าไปอยู่ในพรรคเพื่อไทยก็จะไม่มีการใช้ชื่อกลุ่ม111 อีก แต่มูลนิธิ 111 ไทยรักไทย ยังคงอยู่เช่นเดิม เพื่อทำกิจกรรมซึ่งไม่เกี่ยวการเมือง แต่อาจจะปรับโครงสร้างของมูลนิธิให้สมาชิก 109 ซึ่งมีอดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน 37 คน ที่ถูกตัดสิทธิ์ เข้ามาทำหน้าที่ต่อ

ยิ่งลักษณ์ คือจุดแข็งรัฐบาล

“วิชิต” มองสภาพการเมืองปัจจุบันนี้กับอนาคตข้างหน้า โดยเชื่อว่าความวุ่นวายสับสนต่างๆ จะลดลงมาก เพราะการขับเคลื่อนของประชาชนในการยอมรับในความเป็นประชาธิปไตย เสื้อเหลือง เสื้อแดง รักประชาธิปไตยตรงนี้เป็นแนวคิดอุดมการณ์ร่วมกัน ส่วนซีกฝ่ายค้านหรือฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลเวลานี้ดูเหมือนว่าจะหมดความชอบธรรมที่จะขับเคลื่อนการเมืองเพื่อล้มรัฐบาล

ทั้งนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ มีจุดแข็งคือความอ่อนหวานความเป็นผู้หญิง สามารถที่เชื่อมโยงกับคน

บางกลุ่ม ที่สังคมมองว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามกัน เช่นพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ซึ่งจะเป็นจริงหรือไม่ ไม่ขอวิจารณ์ แต่ตรงนั้นความอ่อนหวานตรงนี้ หากเปรียบเทียบว่านายกฯ ไม่ใช่ “ยิ่งลักษณ์” แต่เป็นผู้ชายและไม่ใช้แนวนโยบายอ่อนหวานเข้ากับสถาบันทหาร ทำให้กลุ่มทหารเริ่มถอยเข้ากรม กอง

“หากนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ชาย มีนโยบายแข็งกร้าว ไปรบกับกลุ่มต่างๆ เรื่อยๆแบบนี้หรือ พล.อ.เปรม จะเปิดให้เข้าพบ ดังนั้นทุกมิติที่ยิ่งลักษณ์เข้าไปพบ พล.อ.เปรม ไม่มีตรงไหนที่เสียหาย หากมองในมุมของจารีตประเพณีนิยม เหมือนเด็กไปพบผู้ใหญ่ ไปขอพรผู้ใหญ่ หากมองในมุมการเมืองดูเหมือนว่าทางนี้ใช้กลยุทธ์ความอ่อนหวานในการเข้าพบได้ หากมองในมิติของความปรองดองประชาชนมีความสุข เห็นนายกฯ เข้าไปพบกับฝ่ายโน้นฝ่ายนี้ ที่ผ่านมาถูกมองว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน แต่เวลานี้เกิดความปรองดองกัน”

ในส่วนกลุ่มคนเสื้อแดงที่คัดค้านเรื่องนี้นั้นถือว่าน้อยมาก เพราะอาจไม่เข้าใจ หรือคิดว่าไปปรองดองเพื่อให้คนที่เสียชีวิตไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งไม่ใช่เพราะกระบวนการทางกฎหมายยังเดินอยู่ คดี 91 ศพ ตอนนี้ขึ้นศาลไปแล้ว 17 คดีและกำลังอยู่ระหว่างนัดไต่สวนคดีของศาล และศาลจะสั่งว่าใครฆ่า ตอนนี้ยังเดินหน้าไม่ใช่ว่าไปปรองดองจับมือกันแล้วให้คนผิดพ้นโทษ

ทั้งนี้ รัฐบาลก็เยียวยาพอสมควร 7 ล้านกว่าบาท ถือว่าให้การดูแลที่ดี ดังนั้นคนที่เข้าใจผิดอาจเกิดจากปัจจัยบางอย่างที่ทำให้ไม่เข้าใจ แต่หากมองทุกมิติให้ทะลุ จะเห็นภาพว่าเป็นเรื่องที่ดีเพราะเสื้อแดงส่วนใหญ่ถึงไม่มีปฏิกิริยาอะไรมาก

อย่างไรก็ตาม จุดแข็งรัฐบาลนอกจากตัวนายกฯ ที่เป็นผู้หญิง คือนโยบายที่เข้าถึงประชาชนจริงๆ แต่ปัญหาตอนนี้มีบ้าง คือนำนโยบายไปสู่ประชาชน มีความขัดข้องด้วยปัจจัยหลายด้านตรงนี้คิดว่าไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่คนในพรรคเพื่อไทยและนายกฯ รวมถึงรัฐบาลจะแก้ปัญหานี้ได้

“หากได้ 111 ไปเสริม การแก้ปัญหาก็จะสมบูรณ์มากขึ้น และความเชื่อมั่นเกิดเมื่อไรการแก้ไขปัญหาทุกอย่างทำไปได้ด้วยดี องค์กรที่จะเป็นเครื่องมือส่วนราชการที่เป็นกลไกที่นำนโยบายไปสู่ประชาชน เมื่อเขาเชื่อมั่นก็เดินหน้าได้เต็มที่ หากครึ่งๆ กลางๆ เขาไม่เชื่อมั่นบางทีไม่ทำก็อยู่เฉยๆ ดีกว่า อันนี้จะเป็นเรื่องที่ดีกับประเทศ”

สำหรับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ราคาสินค้าแพงของรัฐบาล ซึ่งจนถูกโจมตีว่าล้มเหลว ไม่มีความเป็นมืออาชีพนั้น “วิชิต” ยอมรับว่าเรื่องน้ำท่วมเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ ไม่มีปีไหนที่มีน้ำมากขนาดนี้ การบริหารจัดการของคนที่ไม่เคยผ่านมาก่อน ไม่ว่ารัฐบาลไหน ไม่ดีไปกว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์แน่นอน

ที่สำคัญข้อกฎหมายบางอย่าง เช่น กฎหมายบรรเทาสาธารณภัย ให้อำนาจนายกฯ สั่งการแต่มันไปขัดกับกฎหมายท้องถิ่นบางเรื่องเช่นไม่สามารถสั่งกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ ว่าต้องแก้ไขปัญหาอย่างนี้ ต้องเปิดประตูน้ำให้น้ำไหลธรรมชาติ กทม.อาจจะท่วมบ้างนิดหน่อยแต่อาจลงทะเลเร็วกว่า แต่เล่นไปปิดแบบนี้ สั่งการก็ไม่ได้ นี่ก็เป็นความบกพร่องเกิดจากกระบวนการของกฎหมาย

ในขณะที่เรื่องสินค้าราคาแพงนั้นเป็นเรื่องของภาวะตลาดโลก เช่น น้ำมัน เรื่องของการควบคุมปริมาณสินค้าก็เป็นส่วนหนึ่ง เรื่องการที่จะทำให้นโยบายของรัฐไปสู่ประชาชนแล้วติดขัด ก็เป็นอีกส่วนที่ทำให้สินค้าราคาแพงได้ และคิดว่ารัฐบาลไหนมาอยู่ในช่วงนี้ ของมันก็แพงอยู่ เพราะเป็นภาวะตลาด ไม่ใช่ไร้ฝีมือ จะฝีมือหรือไม่ฝีมือก็ต้องไปดูว่าช่วงนี้รัฐบาลจะแก้ไขได้แค่ไหน

 

วิวาทะ”แดงปะทะแดง”นปช.แก้ตัวข้อหาทิ้ง”อากง” 2012/05/12

วิวาทะ”แดงปะทะแดง”นปช.แก้ตัวข้อหาทิ้ง”อากง”

  • 10 พฤษภาคม 2555 เวลา 10:39 น.

โดย…ทีมข่าวการเมือง

กลายเป็นการเปิดวิวาทะของเครือข่ายคนเสื้อแดงด้วยกันเองเป็นที่เรียบร้อยแล้วระหว่าง “นักวิชาการเสื้อแดง-แกนนำนปช.” ภายหลัง อำพล ตั้งนพกุล หรือ อากงเอสเอ็มเอส ผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้เสียภายในเรือนจำเมื่อไม่นานมานี้

โดยฝ่ายแรกกล่าวหาว่าแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ทำตัวเป็นทองไม่รู้กับให้ความช่วยเหลือนักโทษการเมืองหลายคดีโดยเฉพาะคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 กลายเป็นการตอกย้ำว่าแกนนำนปช.ใต้ชายคาพรรคเพื่อไทยกำลังเกี๊บเซี๊ยกับชนชั้นนำเพื่อรักษาประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าพิทักษ์ประโยชน์ของมวลชน

จากเหตุการณ์นี้ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงความคิดเห็นเย้ยหยันแกนนำนปช.ทีได้ดิบได้ดีมีอำนาจทางการเมืองว่า “การตายของ อากง อาจจะทำให้คนที่ตาบอด หรือจิตใจมือบอด ทีคิดว่าตัวเองเป็น ประชาธิปไตย ได้คิดขึ้นมาบ้าง”

“มาตรา112 มีปัญหา ต้องมีการพิจารณาทบทวนแก้ไข ไม่ทำให้รัฐบาลล้มไปได้หรอกครับอย่าอ้างอะไรเว่อร์ๆ เรียกร้องให้คนธรรมดา ออกมาเสี่ยงเป็นเสียงตายฝ่ายเดียว….ตัวแทนประชาชนที่รักประชาธิปไตยมีไว้ทำอะไรที่สะท้อนเจตนารมณ์ประชาชนที่รักประชาธิปไตย ครับ ไมใช่มีไว้ กินตำแหน่ง รักษาอำนาจไว้สุดชีวิต เฉยๆ”

สอดคล้องกับ สุดสงวน สุธีสร อาจารย์ประจำคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่ามวลชนเสื้อแดงหลายส่วนไม่พอใจที่รัฐบาลไม่ให้ความสำคัญต่อการปล่อยตัวนักโทษการเมืองเท่าที่ควร

“ถึงแม้จะไม่สามารถดำเนินการปล่อยตัวนักโทษมาตรา 112 ได้ แต่อย่างน้อยก็ขอให้รัฐบาลให้สิทธิการประกันตัวแก่นักโทษที่ยังอยู่ในคุก เพื่อไม่ให้เกิดกรณีซ้ำรอยอากงอีก”

ด้าน สุดา รังกุพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯลงกรมหาวิทยาลัย มีมุมมองไม่แตกต่างกันว่า การเคลื่อนไหวของประชาชนเป็นอิสระจากกลุ่มนปช.แล้ว และการที่พรรคการเมืองที่ยืนยันไม่ให้เราปฏิรูปกฎหมายมาตรา 112 ก็ชัดเจนแล้วว่าเลือกข้างเป็นเผด็จการ การเคลื่อนไหวเพื่อให้แก้ไขมาตรา 112 เพื่อให้ฝ่ายนิติบัญญัติเพิกเฉยต่อกรณีนี้

“ถ้ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้ รัฐบาลนี้ก็มีความชอบธรรมน้อยลงทุกวัน เราเริ่มเห็นว่ารัฐบาลเบี่ยงเบนจุดมุ่งหมาย ทำให้ประชาชนต้องแสดงความกล้าหาญด้วยการต่อสู้ด้วยตัวเอง”

อย่างไรก็ตาม มีคำแก้ต่างในข้อกล่าวหาทั้งหมดจากแกนนำนปช.ต่อกรณีนี้ไว้อย่างน่าสนใจเช่นกัน ขวัญชัย ไพรพนาแกนนำเสื้อแดงอุดรธานี ตอบโต้อย่างดุเดือดว่า การนำศพอากง แห่มาทำพิธีรดน้ำศพที่หน้าศาลอาญารัชดากำลังสร้างความรู้สึกอึดอัดให้กับครอบครัวผู้ตายได้ ทางที่ดีควรจะหาความชอบธรรมด้วยวิธีอื่น การทำอย่างนี้เป็นการไม่เคารพศพคนตาย ไม่ให้เกียรติคนตาย ทำอย่างนี้มันเลอะเทอะเกินไป สิ่งที่ควรทำคือเสื้อแดงหรือนปช.จะต้องจัดพิธีศพให้อย่างสมเกียรติตามประเพณีปกติ ทำให้สังคมเห็นว่าเป็นการตายครั้งยิ่งใหญ่และให้เห็นว่าการตายครั้งนี้เป็นความบกพร่องของรัฐบาลชุดที่แล้ว

“อากงก็เหมือนตุ๊กตาตัวหนึ่งที่ถูกนำมาเล่นกันเพื่อผลประโยชน์ จากคดีของอากง ซึ่งก็เป็นเพียงคนกลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ซึ่งที่จริงแล้วผมก็เคยได้ใกล้ชิดกับอากงเมื่อครั้งถูกขัง เขาเป็นคนแก่น่าสงสาร ดูแล้วไม่มีพิษไม่มีภัยกับใคร ดังนั้นการถูกข้อหาอย่างนี้คงต้องมีการสังคายนากระบวนการยุติธรรมกันครั้งใหญ่”ขวัญชัย กล่าว

ก่อแก้ว พิกุลทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำนปช. ออกตัวว่า ขณะนี้แกนนำนปช.ส่วนกลางยังไม่ได้มีการหารือถึงการช่วยเหลือครอบครัวของอากง เนื่องจากติดการประชุมรัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ยืนยันว่าแกนนำนปช.ทุกคนไม่เคยทอดทิ้งมวลชนคนเสื้อแดงตามที่มีการกล่าวหา

“ถ้าใครที่เคยร่วมต่อสู้และรู้จักพวกผมมาก็จะรู้ว่าแกนนำทุกคนไม่เคยมีความคิดทอดทิ้งประชาชน แต่บางเรื่องพวกผมก็ไม่สามารถจะพูดออกไปได้ จึงอยากให้เข้าใจกันด้วย และเรื่องอากงพวกผมได้พยายามช่วยเหลือมาตั้งแต่ยังมีชีวิตด้วยการเรียกร้องให้อากงได้รับการประกันตัวแต่ทว่าเรื่องนี้เป็นดุลยพินิจของศาลจะให้ทำอย่างไรได้ เวลานี้ทำได้เพียงแต่อยากให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องนำกรณีการเสียชีวิตของอากงภายในเรือนจำมาเป็นบทเรียน”

ก่อแก้ว ชี้แจงอีกว่า สำหรับข้อเรียกร้องให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ตามข้อเรียกร้องของคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก.112) คงเป็นไปได้ยากในทางปฎิบัติเพราะแกนนำคนเสื้อแดงที่เป็นสส.ถือเป็นสมาชิกของพรรคเพื่อไทย ดังนั้น การดำเนินการอะไรจะต้องเป็นไปตามมติพรรค ซึ่งพรรคได้เคยมีมติไปแล้วว่าจะไม่ดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้ ส่งผลให้คงทำอะไรไม่ได้

“การเสนอแก้ไขกฎหมายโดยภาคประชาชนแม้จะทำได้ก็จริงแต่หากรัฐบาลในฐานะเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นด้วย ทำให้ไม่มีเสียงมากพอที่จะผ่านกฎหมายไปได้ มติพรรคและรัฐบาลว่าอย่างไรพวกผมที่เป็นสมาชิกพรรคก็ต้องว่ากันตามนั้น” ก่อแก้ว สรุป

ส่วน วรชัย เหมะ สส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย และแกนนำนปช.อีกราย ยอมรับว่า คดีของอากง และนักโทษการเมืองคนอื่น ๆ เป็นคดีที่ถูกตัดสินไปแล้ว และอยู่นอกเหนือการควบคุมที่นปช.และรัฐบาลจะสามารถเข้าไปก้าวก่าย ส่วนการแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น มีผู้ที่เคลื่อนไหวอยู่แล้ว หน้าที่ของสส.ขณะนี้คือเคลื่อนไหวเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ อย่างไรก็ตามยืนยันว่า นปช.และรัฐบาลยังคงดูแลนักโทษการเมืองอยู่ และพยายามทุกวิถีทางในการนำพี่น้องออกมา

ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของรอยร้าวที่เกิดขึ้นภายในเครือข่ายคนเสื้อแดงเท่านั้น และนับจากนี้ไปเชื่อได้เลยว่าความขัดแย้งจะทวีความรุนแรงต่อเนื่องท่ามกลางข้อกล่าวหา “แกนนำนปช.ทอดทิ้งเสื้อแดง” เพียงแต่จะมีเริ่มจุดชนวนจากอะไรเท่านั้นเอง

 

ปรี๊ดแตกจากห้องครม. ได้เวลาขยะใต้พรมระเบิด 2012/05/12

ปรี๊ดแตกจากห้องครม. ได้เวลาขยะใต้พรมระเบิด

  • 09 พฤษภาคม 2555 เวลา 17:12 น.

โดย…..ขำ เคืองใจ

อาการยิ้มหวานแอ๋บแบ๋ว คือสไตล์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่เห็นคุ้นชิน  ทุกภาพรอยยิ้มพิมพ์ใจของผู้นำประเทศในหลายพื้นที่แม้จะทำให้โลกนี้สดใส ผ่อนคลายภาวะโลกร้อนไปได้บ้าง

ทว่า การแสดงบทยิ้มสู้ หรือต่อมน้ำตารั่วในยามพบปะประชาชนที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนด้านต่างๆ กลับกลายเป็นจุดอ่อนให้ถูกวิจารณ์อย่างสม่ำเสมอว่าผู้นำประเทศนี้มีความโดดเด่นระดับตุ๊กตาทองสาขานักแสดงนำฝ่ายหญิงยอดเยี่ยมเพียงอย่างเดียว  ส่วนความคาดหวังที่จะเห็นพัฒนาการทางความคิดก้าวขึ้นสู่ผู้กำกับการแสดงด้วยตนเอง  กล้าคิด กล้าตัดสินใจ มีบ้างไหม

ยิ่งสารพันปัญหากดดันผู้นำประเทศในช่วงนี้   ทั้งจากซากศพการเมืองคืนชีพประจำบ้านเลขที่ 111 ที่กำลังวอร์มอัพเข้ามาเป็นผู้เล่นตัวจริง ทั้งเสียงบ่นจากพี่น้องทั่วสารทิศที่อึดอัดเหลือประดากับการบริหารงานรัฐบาลจนรัฐมนตรีหลายคนจัดอยู่ในประเภทโลกลืม  ทั้งกลุ่มคนสีแดงหัวก้าวหน้าที่กำลังสร้างรอยแยกจากกำแพงเพื่อไทยจากไม่พอใจรัฐเมินเฉยแก้กฎหมาย มาตรา 112    หรือแม้แต่อีสานโพล ที่เป็นการสำรวจพี่น้องภาคอีสานอันเป็นฐานเสียงขนาดใหญ่ของพรรคเพื่อไทยที่สำรวจออกมาล่าสุด รัฐบาลตกอับสอบตกการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

สภาพความไม่พอใจจากหลายฝ่ายที่ก่อตัวมากขึ้นรุมถล่มรัฐบาลเช่นนี้หรือไม่ที่ทำให้ผู้นำประเทศไม่อาจเก็บความอดทนอดกลั้นได้จึงต้องระเบิดอารมณ์ออกมา

ดังที่ได้ยินเสียงดังๆผ่านผนังห้องประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อวันที่  8 พ.ค.  บ่งบอกถึงความเครียดหนักขอองนายกฯยิ่งลักษณ์   เหตุเกิดช่วงท้ายของการประชุม เธอหยิบยกเรื่องรายงานสถานการณ์ภัยแล้ง ที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เสนอเข้าสู่ครม.เป็นวาระเพื่อทราบ  มาพูดคุยแต่ การหารือครั้งนี้มันไม่ธรรมดา บรรยากาศมาคุปกคลุมเพิ่มอุณหภูมิร้อนขึ้นเรื่อยๆ ผ่านเสียงเข้มของนายกฯและท่าทีไม่พอใจ!

เธอ ตั้งข้อสังเกต รายงานปภ. ที่มีการรายงานสถานการณ์ภัยแล้งมาเป็นระยะ ๆ   จากเดิมที่เคยรายงานมาว่ามีการประกาศพื้นที่ประสบภัยแล้ง 30 จังหวัด แต่ยิ่งรายงานมามันก็ยิ่งเยอะขึ้นทุกวัน  มาวันนี้รายงานมาว่ามีจังหวัดที่ประสบภัยแล้งแล้วถึง 50 จังหวัด และ 60 จังหวัดเพิ่มขึ้นมาเรื่อย

“ข้าราชการไทยทำงานแบบนี้ก็ไม่ไหว อยากได้งบภัยแล้ง เวลาที่เกิดภัยแล้งก็ไม่ได้ไปดู สมมติในหมู่บ้านหนึ่ง มันแล้งสักหน่อยหนึ่ง  ไม่ได้แล้งทั้งหมู่บ้าน แต่ก็ประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยแล้งมันทั้งตำบล ทั้งอำเภอและทั้งจังหวัดเลย เพื่อที่จะเอางบภัยแล้ง แบบนี้ต้องเลิก”

ไม่บ่อยครั้ง นายกฯยิ่งลักษณ์พรั่งพรูความคิดซัดแหลกแบบนี้ เธอหยิบกรณีรายงานภัยแล้งมั่วเทียบกับกรณีน้ำท่วม

“เหมือนกับตอนน้ำท่วม  น้ำท่วม จริง ๆ แล้วมันป้องกันได้ แต่ดิฉันไม่ทราบว่าทำไมไม่ทำ ทำไมไม่ป้องกัน พอฝนจะมาก็ต้องไปป้องกัน แต่ว่าไม่ป้องกัน ปล่อยให้น้ำท่วม บางพื้นที่น้ำท่วมยังไม่พอ ก็ปล่อยให้น้ำท่วมเยอะ ๆ  เพื่อที่จะประกาศเป็นจังหวัดน้ำท่วมแล้วจะได้งบไปใช้  ภัยหนาวพอหนาวนิดเดียวก็ประกาศเป็นพื้นที่ภัยหนาวเลย เพราะฉะนั้นผวจ. ทุกจังหวัดที่ออกประกาศอย่างนี้ ทางกระทรวงมหาดไทยและรองยงยุทธต้องไปดู”

นายกฯยิ่งลักษณ์ระเบิดอารมณ์ราวกับรัวเอ็มสิบหกเป็นชุดๆ

สายสืบข้างผนังห้องประชุมครม.ถ่ายทอดสัญญาณเสียงต่อไปว่า ขณะที่ยิ่งลักษณ์สั่งการให้นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ รองนายกฯและรมว.มหาดไทยไปดูแลเรื่องดังกล่าว  เหลือบไปเห็นนายยงยุทธอยู่ในสภาพนั่งนิ่งหลับ เมื่อได้ยินเสียงดังๆของนายกฯยิ่งลักษณ์ ก็รีบพยักหน้าตอบรับ โดยนายกฯกำชับว่า “ท่านรองยงยุทธ ท่านต้องไปดู  ไอ้ที่ควรช่วยประชาชนหน่ะไม่ได้ช่วย  เช่น เงินชดเชยเยียวยา 5 พัน  เงินช่วยประชาชนที่บ้านพัง  ที่เป็นทุกข์ของชาวบ้าน  โดยเป็นเงินงบประมาณของที่อื่น ท่านผู้ว่าฯไม่ไปดู ผู้ว่าฯไม่ไปเร่งรัดอะไรเลย”  ยิ่งลักษณ์ เสียงเข้มต่อไป

จังหวะนั้นรายการผสมโรงจึงตามมา เมื่อปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์ฯ เสริมว่า มีบางจังหวัดที่เบิกจ่ายเงินช่วยเหลือน้ำท่วมไม่ได้เยอะ  จังหวัดที่ต้องเร่งจ่ายเงินช่วยเหลือประชาชน ที่น้ำท่วมบ้านจนพัง แทนที่จะไปช่วยประชาชนติดตามดู   แต่กลับไม่ได้ไปติดตามเลย

ข้อมูลนี้ทำให้นายกฯยิ่งลักษณ์เสียงลั่นขึ้นมาว่า “จังหวัดไหนให้ไปหามา” ปลอดประสพ จึงตอบเพียงว่า เป็นจังหวัดที่ขึ้นต้นชื่อว่า “สมุทร ๆ “

แม้ปลอดประสพจะกล่าวถึงความล่าช้ามหาดไทยขาดการใส่ใจเยียวยาพี่น้องจากภาวะน้ำท่วม  แต่กระนั้นนายกฯ ก็ยังติดใจปัญหาภัยแล้ง โดยกล่าวอีกว่า อย่างเรื่องภัยแล้งมันแล้งขนาดนั้นเลยหรือ ปลอดประสพ จึงยืนยันต่อไปอีก คงไม่ถึงขนาดนั้น

“ผมเองไปลงพื้นที่ ยกตัวอย่าง จ.พระนครศรีอยุธยา ผวจ.บอกว่าแล้งอย่างนั้น แล้งอย่างนี้ ผมเลยหางบให้ 6 ล้านบาท  ไม่แล้งเลยทีนี้”

ทำให้นายกฯ  กล่าวอีกว่า วิธีการแบบนี้ คนที่ถืองบกลางก็ลำบาก  จะอนุมัติงบประมาณ 1.2 แสนล้านหรือ 3.5 แสนล้าน เขียนโครงการไปที่นั่นที่นี้ดักหน้าดักหลังกัน  เพราะฉะนั้นกระทรวงมหาดไทยต้องไปสร้างจิตสำนึกและไปอธิบายความให้เข้าใจ ไม่ใช่ประกาศมาเพื่อจะเอางบฉุกเฉินหรืองบซีอีโอไปใช้ ต้องให้ไปดูให้เรียบร้อย ซึ่งรองฯยงยุทธก็ไม่ได้ชี้แจงอะไร เพียงแต่พยักหน้ารับเท่านั้น

บรรยากาศผ่านห้องประชุมครม.  ยังสะท้อนไปถึงการทำงาน 9 เดือนที่ผ่านมา  ยิ่งลักษณ์ วนเวียนอยู่กับข้อมูลที่ถูกส่งผ่านบริวารประเภทใด จนทำให้ขยะใต้พรมปูดออกมามากขึ้น  มากขึ้นเพราะด้วยปัญหาอื่นสมทบตามมาอีกต่างหาก

บทเครียดๆ เริ่มผ่องถ่ายออกมาจากจิตใต้สำนึก  เพราะเริ่มรู้ตัวแล้วใช่ไหมว่า “หายนะกำลังจ่อคอหอย”

 

สิ่งก่อสร้างอันยิ่งใหญ่เพื่ออะไร 2012/05/08

สิ่งก่อสร้างอันยิ่งใหญ่เพื่ออะไร

  • 08 พฤษภาคม 2555 เวลา 11:41 น.

โดย…สมผล ตระกูลรุ่ง นักวิชาการกฎหมายอิสระ

ผมแสดงความคิดเห็นถึงวัดธรรมกายมา 4 ตอน คิดว่าจะหยุดเขียนถึงแล้ว แต่มีผู้สนใจเข้าไปอ่านบทความในเว็บไซต์และมีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก ทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย และเป็นกลางๆ ต้องขอเขียนอีกสักครั้ง

เป็นสิ่งที่ดีที่มีผู้สนใจเรื่องพุทธศาสนา แต่จะดีกว่านี้ถ้าชาวพุทธจะสนใจมากกว่านี้ เพียงแต่ขอให้ใช้เหตุผลชี้แจง อย่าเบี่ยงประเด็น อย่าไปกล่าวหาผู้อื่นว่าไม่ใช่ชาวพุทธ ต้องการทำลายพุทธศาสนา หรือไปยุ่งกับศาสนาอื่น ส่วนการวิพากษ์วิจารณ์ผมนั้น ขอน้อมรับด้วยความยินดี เพราะเมื่อเป็นคนจุดประเด็น ก็ต้องรับได้ทั้งดอกไม้และก้อนอิฐ

สำหรับผู้เป็นธรรมกาย หรือชื่นชอบสนับสนุนธรรมกาย ไม่ต้องไปด่าว่าผู้อื่น หากธรรมกายเป็นพุทธแท้ เป็นของจริง คนที่ล่วงเกินธรรมกายเขาจะได้รับผลของเขาเอง ยิ่งหากธรรมกายบริสุทธิ์เท่าใด ผลยิ่งแรงและเร็ว อันเป็นไปตามหลักธรรมชาติอันแท้จริงของพุทธศาสนาที่เรียกกฎแห่งกรรม

สาวกทั้งหลายจึงไม่ควรแสดงอาการเกรียวกราด หรือด่ากราดเมื่อมีผู้วิจารณ์เจ้าสำนักของตัวเอง

ความจริงแล้วเรื่องในวัดธรรมกายยังมีอีกหลายประเด็นที่ลึกลับซับซ้อน เช่น ห้องส่วนตัวของหลวงพ่อธัมมชโย ได้ยินมาว่า ใครจะเข้าได้จะต้องสแกนม่านตาเท่านั้น ขอเรียนว่า ได้ฟังมาเท่านั้น ไม่ทราบจริงๆ ว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เพราะไม่มีโอกาสได้เข้าไปถึงชั้นใน

กลับมาดูความเห็นต่างๆ ที่หลายท่านได้เข้ามาวิพากษ์วิจารณ์ ประเด็นที่ผมสนใจ คือ การสนับสนุนสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่โตของวัดธรรมกาย จะเรียกเป็นทางการว่าอะไรผมไม่ทราบ แต่ขอเรียกตามที่หลายท่านตั้งชื่อให้ตามลักษณะ คือ จานบิน อาคารที่มีรูปโดมกลมและดูเหมือนจะใช้เป็นสัญลักษณ์ของวัดธรรมกายด้วย

ท่านที่สนับสนุนสิ่งก่อสร้างใหญ่ๆ นำจานบินไปเปรียบเทียบกับนครวัดและนครธม ซึ่งเป็นคนละเรื่องและวัตถุประสงค์การสร้างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คุณค่าของการสร้างก็เทียบกันไม่ได้ จานบินสร้างด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งนับวันจะหมดคุณค่าและล้าสมัยไปทุกวัน ส่วนนครวัดและนครธม สร้างโดยปราศจากเทคโนโลยี สร้างด้วยมือมนุษย์ จึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่าในตัวเอง และนับวันจะมีคุณค่ามากขึ้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งก่อสร้างใหญ่โตไม่สามารถช่วยรักษาหรือคุ้มครองพระศาสนา ไม่ได้ช่วยให้ผู้คนลดละกิเลสตามแก่นแท้ของพุทธศาสนา

แม้พระพุทธองค์จะไม่ห้ามการสร้างวัตถุ เช่น สถูป เจดีย์ แต่พระพุทธองค์มิได้ทรงสรรเสริญ พระองค์สรรเสริญการปฏิบัติเพื่อละกิเลส ทรงตรัสว่า การปฏิบัติบูชาเป็นการบูชาอันเลิศ

แม้หากจะเปรียบเทียบสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่โตในทางพุทธศาสนา จานบินของวัดธรรมกายก็ไม่มีคุณค่าใดๆ เลย ถ้าเทียบกับนาลันทามหาวิหาร พระพุทธรูปแกะสลักที่อัฟกานิสถาน หรือบุโรพุทโธที่อินโดนีเชีย

นาลันทามหาวิหารนอกจากจะเป็นวัดแล้ว ยังเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของโลก ตามประวัตินั้น นาลันทามหาวิหารเป็นการรวมเอาวัด 6 วัดเข้าเป็นวัดเดียว จึงมีพื้นที่กว้างขวางมาก มีสิ่งปลูกสร้างใหญ่โต มีอาคาร 9 ชั้น เก็บพระธรรมวินัย เก็บตำรับตำราและคัมภีร์ต่างๆ ไว้มากมาย นาลันทามหาวิหารเป็นศูนย์รวมการศึกษาพุทธศาสนาของโลก แม้แต่หลวงจีนเหี้ยนจั๋ง หรือพระถังซำจั๋ง ที่เรารู้จักจากวรรณกรรมจีน เรื่อง ไซอิ๋ว ก็ได้มาศึกษาอยู่ที่นาลันทามหาวิหารแห่งนี้ด้วย

แม้นาลันทามหาวิหาร หรือมหาวิทยาลัยนาลันทา จะใหญ่โตแค่ไหน ก็ไม่สามารถคุ้มครองรักษาพุทธศาสนาให้อยู่คู่กับอินเดียได้ เมื่อกองทัพมุสลิมเติร์กบุกเข้าอินเดีย ได้เผานาลันทาจนราบเรียบ ว่ากันว่า การเผาทำลายนาลันทาต้องใช้เวลาหลายเดือน กว่าจะทำลายให้ราบเรียบได้ แล้วจานบินแห่งธรรมกาย จะใช้เวลาทำลายกี่วัน

อัฟกานิสถานเป็นดินแดนอีกแห่งหนึ่ง ที่พุทธศาสนาเคยเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก ผู้คนมีความเคารพศรัทธาพระพุทธเจ้า ได้สลักภูเขาให้เป็นพระพุทธรูปขึ้นที่หุบเขาบามิยัน เป็นพระพุทธรูป 3 องค์ องค์ใหญ่สุดสูง 55 ม. เป็นพระพุทธรูปแกะสลักฝาผนังที่ใหญ่ที่สุดในโลก พระพุทธรูปแกะสลักฝาผนังแม้จะใหญ่โตเพียงใด ก็ไม่สามารถทำให้พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองได้ตลอดไป ยังคงอยู่ในกฎแห่งไตรลักษณ์ที่ในสุดแล้วก็ถูกทำลายลง

อีกแห่งหนึ่งคือ บุโรพุทโธ ศาสนาสถานที่ยิ่งใหญ่ที่อินโดนีเซีย บุโรพุทโธสร้างขึ้นด้วยความศรัทธาของชาวพุทธ มีพื้นที่ 5.5 หมื่น ตร.ม. เป็นสถูปมีความสูง 42 ม. เป็นวิหารแห่งหนึ่งของพุทธศาสนามี 10 ชั้น แต่บุโรพุทโธก็ไม่สามารถรักษาพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองคงอยู่คู่อินโดนีเซียได้
ศิลปะอันเป็นอัจฉริยะ การก่อสร้างที่ประณีตงดงาม เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก และยูเนสโกได้รับขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

จานบินธรรมกายจะเอาอะไรไปเทียบ

สิ่งก่อสร้างอันอัศจรรย์เหล่านี้ สร้างขึ้นด้วยพลังศรัทธาอันบริสุทธิ์ มิได้สร้างขึ้นเพื่ออวดความยิ่งใหญ่อลังการ มิได้สร้างขึ้นเพื่อชักชวนคนทำบุญ เป็นสถานที่นำบุญมาเป็นสินค้า

ศาสนาจะเจริญรุ่งเรืองหรือไม่ มิได้ขึ้นอยู่กับสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่โตโอฬาร แต่ขึ้นอยู่กับการพัฒนาจิตใจของพุทธศาสนิกชน ให้สนใจศึกษาปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งสถานที่ที่พระพุทธองค์ท่านส่งเสริมให้ภิกษุไปอยู่อาศัย ไปบำเพ็ญสมณธรรม คือ รุกมูล ร่มไม้ ถ้ำ เงื้อมผา ไม่ใช่พรมแดงกลางกรุงที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ

หลวงปู่มั่น ท่านเผยแผ่พระศาสนาให้เจริญมั่นคงด้วยการอยู่ป่า อยู่กระต๊อบเล็กๆ แต่ลูกศิษย์ของท่านมีมากมาย เป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เป็นหลักของพุทธศาสนาในสมัยปัจจุบัน

สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี ของท่านพุทธทาส ไม่มีสิ่งปลูกสร้างที่ใหญ่โต แต่มีลูกศิษย์ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติไปศึกษาปฏิบัติธรรมเป็นจำนวนมาก

จานบินที่ใหญ่โตจึงไม่อาจเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาได้อย่างแน่นอน

*****************************

อ่านบทความเกี่ยวกับธรรมกายของ สมผล ตระกูลรุ่ง ได้ที่นี่

ธรรมกลวง ธรรมกาย นะจ๊ะ : http://bit.ly/I78jnV

ธรรมเกิน ธรรมกาย นะจ๊ะ : http://bit.ly/JuLjt4

เสียงสะท้อนจากธรรมกาย : http://goo.gl/LLeJv