ราคาน้ำมันซบ! เศรษฐกิจโลกแย่ หนี้ยุโรปตามหลอน
- 28 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:18 น.
โดย…ธนพล ไชยภาษี
ภาวะอึมครึมและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ในด้านหนึ่งกำลังส่งผลดีต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะเมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับลดลงอย่างฮวบฮาบในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และแตะระดับต่ำที่สุดในรอบปี 2555
เมื่อศุกร์ที่ผ่านมา แม้ว่าราคาน้ำมันในการซื้อขายที่ตลาดไนเม็กซ์จะปรับขึ้นเล็กน้อยที่ 33 เซนต์ ขึ้นไปอยู่ที่ 90.33 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่ทว่าก่อนหน้านั้นเมื่อวันพุธที่แล้ว ราคาได้ลดลงแตะ 89.90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งถือเป็นราคาต่ำที่สุดในรอบ 7 เดือน นับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2011
และในช่วงเวลาเพียง 3 สัปดาห์เท่านั้น ราคาน้ำมันในตลาดโลกร่วงลงมากกว่า 15% จากที่เพดานราคาราวๆ 106 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
ปัจจัยสำคัญที่ช่วยกันรุมเร้าและฉุดราคาน้ำมันมันจนดิ่งลงอย่างต่อเนื่องนั้น เป็นผลมาจากหลายปัจจัยรอบด้านที่สร้างความวิตกกังวลขึ้นพร้อมๆ กันในช่วงเวลาเดียว ซึ่งถือว่าเกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนัก
ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตหนี้ของกลุ่มยูโรโซนที่เป็นปัจจัยลบร้อนแรงที่สุดในขณะนี้ ตลอดไปจนถึงการชะลอตัวของมหาอำนาจเศรษฐกิจของโลกอย่างจีน หรือแม้กระทั่งเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังไม่มีดัชนีเศรษฐกิจตัวใดที่พอจะชี้ชัดได้ว่า แรงซื้อของผู้บริโภคได้หวนคืนกลับมาแล้ว ซึ่งจะเป็นมิเตอร์วัดระดับความต้องการการใช้น้ำมันในสหรัฐ
กล่าวคือ สภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังซบเซาอยู่ในปัจจุบันนั้นกำลังส่งผลกระทบต่อการคาดการณ์ความต้องการน้ำมันในตลาดโลกอย่างรุนแรง และเป็นปัจจัยฉุดรั้งน้ำมันโลกมาอย่างต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
ต้องทำความเข้าใจกันว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันนั้นประกอบไปด้วย 3 ปัจจัยหลัก
ปัจจัยที่ 1 คือ ความต้องการน้ำมันของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะความต้องการน้ำมันในสหรัฐที่เป็นผู้บริโภคน้ำมันอันดับ 1 ของโลก นอกจากนั้นความต้องการน้ำมันในจีนก็เริ่มส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันมากขึ้นในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากการเร่งพัฒนาประเทศอย่างก้าวกระโดด
ปัจจัยที่ 2 คือ สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่าผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลก ที่ผ่านมาเมื่อใดที่เกิดความวุ่นวายทางการเมืองในตะวันออกกลางขึ้น มักจะส่งผลกระทบต่อกำลังการผลิต หรือกระทบต่อเส้นทางการขนส่งน้ำมัน และจะส่งผลต่อราคาน้ำมันโลกในที่สุด

ปัจจัยสุดท้าย คือ การซื้อขายน้ำมันในตลาดล่วงหน้า ที่น้ำมันกลายเป็นหนึ่งในสินค้าโภคภัณฑ์ที่นักลงทุนเข้าไปแสวงหาผลกำไรจากการเก็งกำไรมากขึ้น
สำหรับปัจจัยที่ 1 ปัญหาวิกฤตหนี้ของกลุ่มยูโรโซน ถือเป็นปัญหาหลักที่ส่งผลกระทบต่อไปยังความต้องการน้ำมันในตลาดโลกมากที่สุด และเป็นปัจจัยหลักที่ควบคุมราคาน้ำมันโลกมากที่สุดในเวลานี้
โดยเฉพาะเมื่อหลายประเทศของกลุ่มยูโรโซนที่กำลังเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ ทั้งสเปน อิตาลี หรือแม้กระทั่งฝรั่งเศส หรือเยอรมนี ที่แม้ว่าจะยังไม่ก้าวเข้าสู่ภาวะถดถอยแต่การเติบโตทางเศรษฐกิจก็เป็นไปอย่างเชื่องช้า โดยมีปัญหาหนี้และวิกฤตกรีซที่คอยฉุดรั้งความมั่นใจของตลาดทุนและผู้บริโภคอย่างหนัก
องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ซึ่งเป็นองค์กรของประเทศพัฒนาแล้ว 30 ประเทศทั่วโลก เตือนว่าในปีนี้เศรษฐกิจของกลุ่มยูโรโซนอาจจะพบกับความตกต่ำอย่างหนักที่สุดจนถึงอาจจะติบลบถึง 2% ทีเดียว
และที่น่ากลัวที่สุด ผลกระทบจากวิกฤตกรีซต่อกรณีถ้าหากกรีซออกจากยูโรโซนในท้ายที่สุดนั้น จะยิ่งส่งผลอย่างรุนแรงจากภาคการเงินยุโรปและจะลุกลามเป็นวิกฤตการเงินโลกอีกครั้ง ซึ่งจะกระทบต่อราคาน้ำมันโลกอย่างแท้จริง
ในขณะเดียวกันภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน หนึ่งในผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก ก็กำลังสร้างความไม่แน่นอนให้กับราคาน้ำมันเช่นเดียวกัน หลังจากที่จีนได้ใช้นโยบายลดความร้อนแรงทางเศรษฐกิจ และผลกระทบในภาคการส่งออกหลังจากภาวะซบเซาในตลาดยุโรปและสหรัฐ ก็กำลังก่อให้เกิดความวิตกกังวลมากขึ้นว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนนั้น จะกลับกลายเป็นการชะลอตัวที่รุนแรงเกินไป หรือ “ฮาร์ด แลนดิง”
กระนั้นก็ตาม แม้ว่าจะยังพอมีความหวังที่เศรษฐกิจจีนอาจจะกลับมาสู่แดนเติบโตอีกครั้ง จากการหันมาใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้นและอาจจะทำให้ราคาน้ำมันโลกกระเตื้องขึ้นอีก แต่ทว่าความเสี่ยงจากวิกฤตยุโรปและภาวะซบเซาของเศรษฐกิจสหรัฐ ก็ยังจะเป็นตัวควบคุมทิศทางของเศรษฐกิจจีนและราคาน้ำมันโลกมากกว่า เนื่องจากยุโรปถือเป็นการตลาดส่งออกขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของจีน
โดยเห็นได้ชัดว่า ดัชนีภาคการผลิตของจีนลดลงมาอย่างต่อเนื่องโดยในเดือน พ.ค. ลดลงมาอยู่ที่ 48.7 จุด จากเดือน เม.ย. อยู่ที่ 49.3 จุด และเป็นการหดตัวเป็นเดือนที่ 7 ติดต่อกันแล้วด้วย
สำหรับปัจจัยที่สอง สถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะวิกฤตนิวเคลียร์อิหร่านที่เคยตึงเครียดหนักและทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งกระฉูดไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมานั้น ล่าสุดการเจรจา 6 ฝ่าย ระหว่างอิหร่านและมหาอำนาจโลกตะวันตกครั้งล่าสุด เมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว แม้ว่าจะไม่ได้ผลสรุปที่สร้างสรรค์นัก แต่ที่ประชุมก็เห็นพ้องที่จะนั่งโต๊ะประชุมกันต่อไปในเดือนหน้าที่กรุงมอสโก ของรัสเซีย
นั่นหมายความว่า วิกฤตนิวเคลียร์อิหร่านจะยังคงถูกเก็บไว้บนโต๊ะการเจรจาที่ทำให้การเผชิญหน้าระหว่างอิหร่านและโลกตะวันตกนั้นลดน้อยลง นั่นเท่ากับว่าปัจจัยลบจากตะวันออกกลางต่อราคาน้ำมันโลกในช่วงนี้ยังไม่รุนแรงนัก
ประเด็นที่สามและประเด็นสุดท้าย ปัจจัยจากการเก็งกำไรในตลาดซื้อขายน้ำมันล่วงหน้า
ต้องยอมรับกันว่าในระยะนี้ จากความตึงเครียดและความวิตกกังวลจากปัญหาหนี้ในยุโรปกำลังทำให้นักลงทุนในตลาดต้อง “ถอย” ในทันทีจากสภาวะความไม่แน่นอนในตลาด และหันไปลงทุนในตลาดพันธบัตรสหรัฐที่มีความปลอดภัยมากกว่า ทำให้ราคาน้ำมันในช่วงที่ผ่านมาปรับลดลงต่อเนื่องด้วย
โดยสรุปแล้ว สถานการณ์น้ำมันโลกในปัจจุบันนี้ถือว่าอยู่ในช่วงขาลงอย่างแท้จริง ที่มหาอำนาจเศรษฐกิจทั้งจีนและสหรัฐ ซึ่งเป็นผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ของโลกต่างก็อยู่ในภาวะซบเซา โดยมีความเสี่ยงจากปัญหาในยุโรปเป็นตัวซ้ำเติมและเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกในอนาคตมากที่สุด จนทำให้นักลงทุนไม่กล้า “เสี่ยง” ในตลาดน้ำมันเหมือนกับที่เป็นมา
ประกอบกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะวิกฤตนิวเคลียร์อิหร่านที่ค่อนข้างสงบ จึงทำให้ราคาน้ำมันโลกปรับลดต่อไปในระยะนี้
แต่กระนั้นก็ต้องจับตาแบบไม่กะพริบเช่นกัน เพราะจีนอาจจะใช้การกระตุ้นเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้น อันจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโดยตรง
อีกทั้งญี่ปุ่นหนึ่งในผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ก็นำเข้าทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อทดแทนพลังงานจากนิวเคลียร์ที่ขาดหายไป
ราคาน้ำมันโลกในวันนี้ถึงจะสงบนิ่ง แต่ก็ไว้ใจไม่ได้เช่นกัน



















