ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน ปุ๋ย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ราคาน้ำมันซบ! เศรษฐกิจโลกแย่ หนี้ยุโรปตามหลอน 2012/05/28

ราคาน้ำมันซบ! เศรษฐกิจโลกแย่ หนี้ยุโรปตามหลอน

  • 28 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:18 น.

โดย…ธนพล ไชยภาษี

ภาวะอึมครึมและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ในด้านหนึ่งกำลังส่งผลดีต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะเมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับลดลงอย่างฮวบฮาบในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และแตะระดับต่ำที่สุดในรอบปี 2555

เมื่อศุกร์ที่ผ่านมา แม้ว่าราคาน้ำมันในการซื้อขายที่ตลาดไนเม็กซ์จะปรับขึ้นเล็กน้อยที่ 33 เซนต์ ขึ้นไปอยู่ที่ 90.33 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่ทว่าก่อนหน้านั้นเมื่อวันพุธที่แล้ว ราคาได้ลดลงแตะ 89.90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งถือเป็นราคาต่ำที่สุดในรอบ 7 เดือน นับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2011

และในช่วงเวลาเพียง 3 สัปดาห์เท่านั้น ราคาน้ำมันในตลาดโลกร่วงลงมากกว่า 15% จากที่เพดานราคาราวๆ 106 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยกันรุมเร้าและฉุดราคาน้ำมันมันจนดิ่งลงอย่างต่อเนื่องนั้น เป็นผลมาจากหลายปัจจัยรอบด้านที่สร้างความวิตกกังวลขึ้นพร้อมๆ กันในช่วงเวลาเดียว ซึ่งถือว่าเกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนัก

ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตหนี้ของกลุ่มยูโรโซนที่เป็นปัจจัยลบร้อนแรงที่สุดในขณะนี้ ตลอดไปจนถึงการชะลอตัวของมหาอำนาจเศรษฐกิจของโลกอย่างจีน หรือแม้กระทั่งเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังไม่มีดัชนีเศรษฐกิจตัวใดที่พอจะชี้ชัดได้ว่า แรงซื้อของผู้บริโภคได้หวนคืนกลับมาแล้ว ซึ่งจะเป็นมิเตอร์วัดระดับความต้องการการใช้น้ำมันในสหรัฐ

กล่าวคือ สภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังซบเซาอยู่ในปัจจุบันนั้นกำลังส่งผลกระทบต่อการคาดการณ์ความต้องการน้ำมันในตลาดโลกอย่างรุนแรง และเป็นปัจจัยฉุดรั้งน้ำมันโลกมาอย่างต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ต้องทำความเข้าใจกันว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันนั้นประกอบไปด้วย 3 ปัจจัยหลัก

ปัจจัยที่ 1 คือ ความต้องการน้ำมันของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะความต้องการน้ำมันในสหรัฐที่เป็นผู้บริโภคน้ำมันอันดับ 1 ของโลก นอกจากนั้นความต้องการน้ำมันในจีนก็เริ่มส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันมากขึ้นในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากการเร่งพัฒนาประเทศอย่างก้าวกระโดด

ปัจจัยที่ 2 คือ สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่าผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลก ที่ผ่านมาเมื่อใดที่เกิดความวุ่นวายทางการเมืองในตะวันออกกลางขึ้น มักจะส่งผลกระทบต่อกำลังการผลิต หรือกระทบต่อเส้นทางการขนส่งน้ำมัน และจะส่งผลต่อราคาน้ำมันโลกในที่สุด

ปัจจัยสุดท้าย คือ การซื้อขายน้ำมันในตลาดล่วงหน้า ที่น้ำมันกลายเป็นหนึ่งในสินค้าโภคภัณฑ์ที่นักลงทุนเข้าไปแสวงหาผลกำไรจากการเก็งกำไรมากขึ้น

สำหรับปัจจัยที่ 1 ปัญหาวิกฤตหนี้ของกลุ่มยูโรโซน ถือเป็นปัญหาหลักที่ส่งผลกระทบต่อไปยังความต้องการน้ำมันในตลาดโลกมากที่สุด และเป็นปัจจัยหลักที่ควบคุมราคาน้ำมันโลกมากที่สุดในเวลานี้

โดยเฉพาะเมื่อหลายประเทศของกลุ่มยูโรโซนที่กำลังเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ ทั้งสเปน อิตาลี หรือแม้กระทั่งฝรั่งเศส หรือเยอรมนี ที่แม้ว่าจะยังไม่ก้าวเข้าสู่ภาวะถดถอยแต่การเติบโตทางเศรษฐกิจก็เป็นไปอย่างเชื่องช้า โดยมีปัญหาหนี้และวิกฤตกรีซที่คอยฉุดรั้งความมั่นใจของตลาดทุนและผู้บริโภคอย่างหนัก

องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ซึ่งเป็นองค์กรของประเทศพัฒนาแล้ว 30 ประเทศทั่วโลก เตือนว่าในปีนี้เศรษฐกิจของกลุ่มยูโรโซนอาจจะพบกับความตกต่ำอย่างหนักที่สุดจนถึงอาจจะติบลบถึง 2% ทีเดียว

และที่น่ากลัวที่สุด ผลกระทบจากวิกฤตกรีซต่อกรณีถ้าหากกรีซออกจากยูโรโซนในท้ายที่สุดนั้น จะยิ่งส่งผลอย่างรุนแรงจากภาคการเงินยุโรปและจะลุกลามเป็นวิกฤตการเงินโลกอีกครั้ง ซึ่งจะกระทบต่อราคาน้ำมันโลกอย่างแท้จริง

ในขณะเดียวกันภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน หนึ่งในผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก ก็กำลังสร้างความไม่แน่นอนให้กับราคาน้ำมันเช่นเดียวกัน หลังจากที่จีนได้ใช้นโยบายลดความร้อนแรงทางเศรษฐกิจ และผลกระทบในภาคการส่งออกหลังจากภาวะซบเซาในตลาดยุโรปและสหรัฐ ก็กำลังก่อให้เกิดความวิตกกังวลมากขึ้นว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนนั้น จะกลับกลายเป็นการชะลอตัวที่รุนแรงเกินไป หรือ “ฮาร์ด แลนดิง”

กระนั้นก็ตาม แม้ว่าจะยังพอมีความหวังที่เศรษฐกิจจีนอาจจะกลับมาสู่แดนเติบโตอีกครั้ง จากการหันมาใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้นและอาจจะทำให้ราคาน้ำมันโลกกระเตื้องขึ้นอีก แต่ทว่าความเสี่ยงจากวิกฤตยุโรปและภาวะซบเซาของเศรษฐกิจสหรัฐ ก็ยังจะเป็นตัวควบคุมทิศทางของเศรษฐกิจจีนและราคาน้ำมันโลกมากกว่า เนื่องจากยุโรปถือเป็นการตลาดส่งออกขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของจีน

โดยเห็นได้ชัดว่า ดัชนีภาคการผลิตของจีนลดลงมาอย่างต่อเนื่องโดยในเดือน พ.ค. ลดลงมาอยู่ที่ 48.7 จุด จากเดือน เม.ย. อยู่ที่ 49.3 จุด และเป็นการหดตัวเป็นเดือนที่ 7 ติดต่อกันแล้วด้วย

สำหรับปัจจัยที่สอง สถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะวิกฤตนิวเคลียร์อิหร่านที่เคยตึงเครียดหนักและทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งกระฉูดไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมานั้น ล่าสุดการเจรจา 6 ฝ่าย ระหว่างอิหร่านและมหาอำนาจโลกตะวันตกครั้งล่าสุด เมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว แม้ว่าจะไม่ได้ผลสรุปที่สร้างสรรค์นัก แต่ที่ประชุมก็เห็นพ้องที่จะนั่งโต๊ะประชุมกันต่อไปในเดือนหน้าที่กรุงมอสโก ของรัสเซีย

นั่นหมายความว่า วิกฤตนิวเคลียร์อิหร่านจะยังคงถูกเก็บไว้บนโต๊ะการเจรจาที่ทำให้การเผชิญหน้าระหว่างอิหร่านและโลกตะวันตกนั้นลดน้อยลง นั่นเท่ากับว่าปัจจัยลบจากตะวันออกกลางต่อราคาน้ำมันโลกในช่วงนี้ยังไม่รุนแรงนัก

ประเด็นที่สามและประเด็นสุดท้าย ปัจจัยจากการเก็งกำไรในตลาดซื้อขายน้ำมันล่วงหน้า

ต้องยอมรับกันว่าในระยะนี้ จากความตึงเครียดและความวิตกกังวลจากปัญหาหนี้ในยุโรปกำลังทำให้นักลงทุนในตลาดต้อง “ถอย” ในทันทีจากสภาวะความไม่แน่นอนในตลาด และหันไปลงทุนในตลาดพันธบัตรสหรัฐที่มีความปลอดภัยมากกว่า ทำให้ราคาน้ำมันในช่วงที่ผ่านมาปรับลดลงต่อเนื่องด้วย

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์น้ำมันโลกในปัจจุบันนี้ถือว่าอยู่ในช่วงขาลงอย่างแท้จริง ที่มหาอำนาจเศรษฐกิจทั้งจีนและสหรัฐ ซึ่งเป็นผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ของโลกต่างก็อยู่ในภาวะซบเซา โดยมีความเสี่ยงจากปัญหาในยุโรปเป็นตัวซ้ำเติมและเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกในอนาคตมากที่สุด จนทำให้นักลงทุนไม่กล้า “เสี่ยง” ในตลาดน้ำมันเหมือนกับที่เป็นมา

ประกอบกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะวิกฤตนิวเคลียร์อิหร่านที่ค่อนข้างสงบ จึงทำให้ราคาน้ำมันโลกปรับลดต่อไปในระยะนี้

แต่กระนั้นก็ต้องจับตาแบบไม่กะพริบเช่นกัน เพราะจีนอาจจะใช้การกระตุ้นเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้น อันจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโดยตรง

อีกทั้งญี่ปุ่นหนึ่งในผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ก็นำเข้าทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อทดแทนพลังงานจากนิวเคลียร์ที่ขาดหายไป

ราคาน้ำมันโลกในวันนี้ถึงจะสงบนิ่ง แต่ก็ไว้ใจไม่ได้เช่นกัน

 

จับตา’ยูโรบอนด์’กู้ยุโรป แผนระดมทุนบนภาระหนักอึ้งของเยอรมนี 2012/05/25

จับตา’ยูโรบอนด์’กู้ยุโรป แผนระดมทุนบนภาระหนักอึ้งของเยอรมนี

  • 25 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:25 น.

โดย…นันทิยา วรเพชรายุทธ

nantiyaw@posttoday.com

แม้นายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล ของเยอรมนี จะเคยส่งสัญญาณความเป็นไปได้ว่าอาจจะประนีประนอมให้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่ไปกับมาตรการรัดเข็มขัด เพื่อให้กรีซอยู่รอดต่อไปได้ และแม้ทุกฝ่ายจะทราบดีว่าไม่อาจปล่อยให้กรีซออกจากยูโรโซน เพราะจะสร้างหายนะทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ตามมา ทว่าการประชุมสุดยอดผู้นำยุโรป เมื่อวันที่ 23 พ.ค. กลับต้องจบลงโดยที่ไม่สามารถบรรลุแผนแก้ปัญหาใดๆ

ในเชิงหลักการนั้น เยอรมนีอาจเห็นด้วยว่ากรีซอาจจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่ไปด้วย ทว่าการจะหาเงินมากระตุ้นเศรษฐกิจด้วยแผนการออก “พันธบัตรยูโร” หรือ ยูโรบอนด์ ภายใต้การผลักดันของประธานาธิบดี ฟรองซัวส์ ออลลองด์ แห่งฝรั่งเศสนั้น เป็นสิ่งที่เยอรมนีไม่อาจยอมรับได้

เพราะยูโรบอนด์ คือหนทางช่วยเหลือทุกประเทศในกลุ่มยูโรโซนที่เกิดปัญหาเศรษฐกิจ ยกเว้นเยอรมนีเพียงชาติเดียวเท่านั้น ซึ่งเมื่อชั่งน้ำหนักความได้เปรียบเสียเปรียบแล้ว งานนี้เยอรมนีรู้ดีเต็มอกว่าได้ไม่คุ้มเสีย

การระดมทุนด้วยการออกพันธบัตรยูโรบอนด์นั้น กำลังเป็นที่จับตาไปทั่วโลก เนื่องจากเป็นวิธีในการหาเงินมากระตุ้นเศรษฐกิจที่หลายประเทศในยุโรปยอมรับ และพยายามผลักดันให้เป็นรูปเป็นร่างในระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำยุโรปที่เพิ่งผ่านมา โดยมีบรรดาประเทศที่มีปัญหาเศรษฐกิจซบเซา งบประมาณขาดดุลพุ่งสูง และหนี้สาธารณะต่อจีดีพีพอกคอหอยอย่างหนัก อาทิ ฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน ให้การสนับสนุน

พันธบัตรยูโรมีการระดมทุนคล้ายกับการออกพันธบัตรทั่วไปของแต่ละประเทศ ทว่าแตกต่างตรงที่ทั้ง 17 ประเทศในกลุ่มยูโรโซน จะเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ร่วมกันทั้งหมด โดยแบ่งตามสัดส่วนตามที่ตกลงกันไว้ ซึ่งอาจขึ้นอยู่กับสัดส่วนของเงินที่ได้ไปจากการประมูลยูโรบอนด์

วิธีนี้มีข้อดีด้วยกันหลายประการ ประการแรกนั้น จะช่วยไม่ให้ประเทศในยูโรโซนที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจถูกโจมตีจากการเก็งกำไร นักลงทุนจะไม่สามารถทิ้งหรือปฏิเสธไม่เข้าซื้อพันธบัตรของประเทศใดประเทศหนึ่งที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ อาทิ สเปน และอิตาลี ซึ่งปัจจุบันมีอัตราผลตอบแทนดอกเบี้ยพันธบัตรที่พุ่งสูงตามความเสี่ยง และทำให้นักลงทุนหันไปซื้อพันธบัตรความเสี่ยงต่ำในเยอรมนี สหรัฐ และญี่ปุ่นแทน

ประการที่ 2 นั้น พันธบัตรยูโรจะช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมให้ถูกลง เพราะเมื่อนำเยอรมนี ซึ่งมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งที่สุดในยุโรปมารวมอยู่ด้วย เครดิตความน่าเชื่อถือของเยอรมนีจะช่วยคานความเสี่ยงของพันธบัตรยูโรให้ลดลง โดยปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรระยะ 10 ปีของเยอรมนี อยู่ที่ 1.4% เท่านั้น เมื่อเทียบกับดอกเบี้ยของอิตาลีและสเปน ซึ่งอยู่ระหว่าง 5.5–6%

ข้อดีประการที่ 3 ของพันธบัตรยูโร ก็คือประเทศในกลุ่มยูโรโซนที่เจออัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสูง จนไม่สามารถไถ่ถอนพันธบัตรคืนภายใต้อัตราดอกเบี้ยดังกล่าว จะได้รับการเปิดโอกาสให้ปรับโครงสร้างหนี้ได้

แน่นอนว่าหากมีการออกพันธบัตรยูโรได้จริง ก็จะถือเป็นการต่อลมหายใจของกรีซ และยืดอายุการเป็นหนึ่งเดียวของกลุ่มประเทศยูโรโซนได้ครั้งใหญ่ โดยนักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่าอาจระดมทุนได้สูงถึง 11 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 346 ล้านล้านบาท) ซึ่งจะมีมูลค่าใหญ่ที่สุดในโลกเป็นอันดับ 2 รองจากพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐ

ทว่า จุดอ่อนของการออกพันธบัตรร่วมกัน และเหตุผลที่เยอรมนียืนกรานปฏิเสธอย่างหนักแน่น ก็มีอยู่หลายประการด้วยเช่นเดียวกัน

ประการแรกนั้น เยอรมนีจะเป็นผู้เสียประโยชน์แทบจะทุกด้าน กับการนำตัวเองไปค้ำประกันหนี้ก้อนใหญ่ร่วมกัน รัฐบาลและโดยเฉพาะชาวเยอรมันซึ่งเป็นผู้เสียภาษี จะตั้งคำถามตามมาว่า เหตุใดเยอรมนีจึงต้องนำห่วงหนี้ของประเทศที่ไม่มีวินัยการคลังมาผูกคอตัวเองด้วย ซึ่งความไม่พอใจของประชาชน ก็คือความเสี่ยงสำคัญทางการเมืองที่รัฐบาลเยอรมนีไม่ต้องการเผชิญในวันเลือกตั้งครั้งหน้า

ประการต่อมานั้น เยอรมนีซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยผลตอบแทนพันธบัตรต่ำที่สุดในยุโรปในขณะนี้ จะมีต้นทุนกู้ยืมสูงขึ้นทันทีหากมียูโรบอนด์ออกมา เพราะเท่ากับว่าดอกเบี้ยพันธบัตรเยอรมนีจะถูกนำไปหารเฉลี่ยความเสี่ยงกับหลายประเทศที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งจะทำให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในเยอรมนีเสียเปรียบทันที

ประการที่ 3 ซึ่ง แมร์เกิล และรัฐมนตรีหลายคนพยายามย้ำถึงเสมอก็คือ การออกพันธบัตรยูโรเท่ากับเป็นการ “ก่อหนี้เพิ่ม” ทั้งที่หลายประเทศไม่อยู่ในสถานะที่จะก่อหนี้เพิ่มเติมได้อีกต่อไป เนื่องจากประสบภาวะขาดดุลงบประมาณอย่างหนัก และยังมีระดับหนี้สาธารณะสูงเมื่อเทียบกับจีดีพี ซึ่งจะทำให้การเติบโตทางเศรษฐ กิจบนพันธบัตรยูโรเป็นการเติบโตที่เสี่ยง ไม่ยั่งยืน และเป็นการสร้างวินัยทางการคลังผิดๆ ให้เกิดธรรมเนียมดินพอกหางหมูกันต่อไป

จึงไม่น่าแปลกใจที่นายกรัฐมนตรี แมร์เกิล จะย้ำในระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำยุโรปว่า วิธีการออกยูโรบอนด์จะต้องมีการเฉลี่ยความสมดุลกันให้ดี ซึ่งที่ประชุมยังไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ เพราะยังมีความเห็นและมุมมองที่แตกต่างกันในหลายด้าน

นอกจากปัญหาหลักๆ จะตกอยู่กับเยอรมนีแล้ว ยูโรบอนด์ก็ยังมีจุดอ่อนในตัวหลายด้านด้วยกันในแง่ของความชัดเจน อาทิ หากประเทศใดประเทศหนึ่งไม่สามารถร่วมไถ่ถอนหนี้ได้ในอนาคต อีก 16 ประเทศที่เหลือจะแบกรับหนี้แทนหรือไม่ พันธบัตรของแต่ละประเทศจะยังคงมีอยู่ หรือถูกแทนที่ด้วยพันธบัตรยูโร และรัฐบาลแต่ละประเทศควรจะให้ลำดับความสำคัญระหว่างพันธบัตรของประเทศ หรือพันธบัตรยูโรมากกว่ากัน

หากไม่สามารถตกลงในรายละเอียดที่ชัดเจน หรือเฉลี่ยสมดุลเรื่องความได้เปรียบเสียเปรียบให้ดีขึ้น เยอรมนีซึ่งเป็นผู้บริจาครายใหญ่ที่สุดในยุโรป ก็อาจจะไม่ยอมเล่นด้วยกับแผนการดังกล่าว ทำให้การประชุมสุดยอดผู้นำยุโรปครั้งต่อไปในเดือน มิ.ย. จบลงด้วยการไร้ทางแก้ปัญหาอีกครั้ง และอาจส่งผลให้วิกฤตการณ์ของกรีซและยูโรโซนตกอยู่ในสถานะที่ไร้ทางออกต่อไป

 

เอเชียเสี่ยงหนักพิษยุโรป ต้องกระตุ้นเพื่ออยู่รอด 2012/05/24

เอเชียเสี่ยงหนักพิษยุโรป ต้องกระตุ้นเพื่ออยู่รอด

  • 24 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:57 น.

โดย…นงลักษณ์ อัจนปัญญา

เดินหน้าเข้าขั้นวิกฤตไปทุกขณะสำหรับสถานการณ์หนี้สาธารณะในกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) จนบรรดาสถาบันองค์กรซึ่งคอยเฝ้าระวังจับตาดูสถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกอย่างใกล้ชิดพร้อมใจกันตบเท้าออกมาเตือนรายวันให้ทุกประเทศ ทุกภูมิภาคทั่วโลกหาหนทางและมาตรการระวังป้องกันอย่างเร่งด่วน

ไม่ว่าจะเป็นองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาระหว่างประเทศ (โออีซีดี) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และล่าสุด ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์)

ทั้งนี้ ข้อสรุปที่ได้จากสถาบันขนาดใหญ่ทั้งสามแห่งข้างต้นระบุอย่างเห็นพ้องต้องกันว่า ปัจจัยเสี่ยงหมายเลขหนึ่งของการเติบโตเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ก็คือ ยุโรป ซึ่งตกอยู่ในสถานการณ์ที่นักวิเคราะห์เห็นตรงกันว่ามืดแปดด้าน ตลอดจนการเดินหน้าแก้ไขปัญหาก็เป็นไปแบบคลำทาง

แถมยังคลำไปคนละทิศละทาง จนทำให้การคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้และปีหน้าอยู่ในสภาพพอไปได้ไม่คึกคักโดดเด่น โดยโออีซีดีคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกในปีนี้จะโตขึ้นเพียง 3.4% ส่วนปีหน้าจะกระเตื้องขึ้นเล็กน้อยที่ 4.2% โดยมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกอย่างสหรัฐได้รับผลกระทบไปเต็มที่ โดยมีการเติบโตได้เพียง 2.4% ในปีนี้ และ 2.6% ในปี 2556 ขณะที่ภูมิภาคเอเชียก็มีสภาพไม่แตกต่างกัน คือการเติบโตลดลงจากการคาดการณ์ก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 7.8% มาเป็น 7.6%

เพียงแต่เมื่อเทียบกับสหรัฐและยุโรปแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าตัวเลขของเอเชียโตมากกว่าภูมิภาคอื่นๆ และอยู่ในระดับดีพอที่จะกลายเป็นความหวังของเหล่านักลงทุนทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการเติบโตที่เห็นได้ชัดของภูมิภาคเอเชีย ก็ไม่ได้หมายความว่าประเทศในแถบเอเชียจะเบาใจ วางใจ และเผลอปล่อยใจยินดีปรีดาไปกับสัญญาณบวกชั่วคราวที่มองเห็นอยู่ในขณะนี้

เพราะปัจจัยเสี่ยงที่เศรษฐกิจของภูมิภาคจะสะดุดติดหล่มหน้าคะมำยังคงอยู่ครบถ้วนและไม่ได้รับการแก้ไขใดๆ

ทั้งนี้ รายงานประจำปีของธนาคารโลกได้ส่งคำเตือนพุ่งเป้าหมายมายังเอเชียตะวันออกอย่างชัดเจนว่า ภูมิภาคแห่งนี้จะมีแนวโน้มการเติบโตที่เชื่องช้าลงอย่างเห็นได้ชัด แถมอาจจะโตช้าลงอยู่ในระดับเดียวกับเต่าคลานได้ทุกเมื่อ หากว่าเงื่อนไขของสถานการณ์เศรษฐกิจโลกแย่ลงมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

แน่นอนว่าปัจจัยเสี่ยงแรกสุดที่ย้ำแล้วย้ำอีกกันมาโดยตลอดสำหรับเอเชียตะวันออก ก็คือ ยุโรป เพราะสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ แถมยังเดินหน้าเข้าสู่ภาวะถดถอยส่งผลต่อปริมาณความต้องการสินค้าของประชาชนชาวยุโรป ซึ่งจะกระทบต่อตัวเลขการส่งออกสินค้าจากเอเชียไปยังภูมิภาคยุโรปอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

นอกจากนี้ ภูมิภาคยุโรปคือแหล่งเงินทุนที่สำคัญของเอเชีย เมื่อไม่มีแหล่งทุนเข้ามา เอเชียก็ย่อมไม่มีเงินมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ กลายเป็นปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน ที่มีสิทธิลุกลามไปสู่ภาคธุรกิจจริงเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เมื่อปี 2551

ทั้งนี้ เมื่อเอ่ยถึงเอเชียตะวันออก ประเทศที่คนส่วนใหญ่มักจะคิดถึงเป็นอันดับต้นๆ ก็คือยักษ์ใหญ่ของภูมิภาคแห่งนี้ อย่างประเทศจีน ในฐานะประเทศมหาอำนาจยักษ์ใหญ่แห่งเอเชียในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นขนาดของประเทศ จำนวนประชากร และมูลค่าปริมาณทางเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน

จนเรียกได้ว่า จีนกลายเป็นพันธมิตรทางการค้าหมายเลขหนึ่งของเกือบทุกประเทศในภูมิภาค

ต้องยอมรับว่า จุดเด่นเศรษฐกิจของจีนประการหนึ่งก็คือ การส่งออกสินค้าไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกในปริมาณมหาศาลภายใต้ราคาที่ถูกกว่าคู่แข่ง ซึ่งในช่วงไม่กี่สิบปีให้หลังมานี้ การส่งออกได้กลายมาเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศจีน

ดังนั้น เมื่อตลาดส่งออกสำคัญของจีนอย่างภูมิภาคยุโรปไม่อยู่ในสถานการณ์ที่จะสั่งซื้อสินค้าจากจีนได้อีกต่อไป การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนก็ต้องชะลอตัวลงอย่างไม่ต้องสงสัย

และนำไปสู่ปัจจัยเสี่ยงประการที่สองที่เหล่านักวิเคราะห์เริ่มมองเห็นเค้าลางของพายุร้ายที่น่าหวั่นเกรง คือ ความเลวร้ายของหนี้ยุโรปอาจทำให้การชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีนเป็นไปอย่างรวดเร็วกว่าที่คาดการณ์กันไว้ก่อนหน้านี้

หลักฐานยืนยันก็คือ แถลงการณ์ล่าสุดของธนาคารโลกที่ออกมาระบุว่าได้ปรับลดการคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจของแดนมังกรลงอีกอย่างต่อเนื่อง โดยจากที่กำหนดไว้เมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว ว่าในปี 2555 นี้จีนจะโตได้ 8.4% ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 พ.ค. ธนาคารโลกกลับหั่นตัวเลขลงอีกเหลือ 8.2%

เมื่อยักษ์ใหญ่อืด มีหรือประเทศพันธมิตรคู่ค้าจะไม่เอื่อยตาม โดยที่ผ่านมาในขณะที่จีนเติบโตอู้ฟู้จากการส่งออก จีนก็ได้กลายเป็นตลาดนำเข้าสินค้าจากประเทศต่างๆ รวมถึงการเป็นแหล่งรวมนักลงทุนคนสำคัญด้วยเช่นกัน ยืนยันได้จากตัวเลขของธนาคารโลกที่ประเมินว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนนั้นหมายรวมถึงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในแถบเอเชียตะวันออก รวมถึง 10 ชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ถึง 80%

พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ การเติบโตของจีนก็คือการเติบโตของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น เมื่อบริษัทจีนแห่งหนึ่งลดปริมาณการลงทุน เพราะยอดการส่งออกลดลง ความต้องการนำเข้าสินค้าจากเอเชีย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบเพื่อนำไปผลิตและส่งออกต่อไปยังตลาดสหรัฐอเมริกาและยุโรปก็จะลดลงเช่นกัน ผู้ส่งออกที่คอยป้อนสินค้าประเภทดังกล่าวก็จะได้รับผลกระทบทันที เพราะปริมาณที่เคยส่งออกได้หดหายไป

ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงตัวสุดท้าย ซึ่งก็เป็นผลสืบเนื่องตามมาจากปัจจัยเสี่ยงประการที่สองจากการเติบโตที่ช้าลงของจีนก็คือภาวะหนี้และอัตราเงินเฟ้อ

ทั้งนี้ สิ่งที่บรรดานักวิเคราะห์ทั่วโลกย้ำให้เอเชีย โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกทำมาโดยตลอดก็คือ การปรับโครงสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยการลดการพึ่งพาการส่งออก และหันเข้าหาตลาดภายในประเทศมากขึ้น

เรียกได้ว่า ให้กระตุ้นการเติบโตด้วยกำลังการจับจ่ายใช้สอยของคนในประเทศเป็นสำคัญ ทั้งการผ่อนปรนนโยบายการเงิน ลดอัตราดอกเบี้ย และลดทุนสำรองเงินฝาก หรือกระทั่งการลงทุนในโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น น้ำประปา ถนน ของภาครัฐบาล ก็ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ข้อควรระวังที่ไม่อาจจะมองข้ามได้ก็คือความเป็นจริงที่ว่า มาตรการทั้งหลายที่ดึงดูดจูงใจให้คนยอมควักเงินในกระเป๋าออกมาใช้นี้ ก่อให้เกิดหนี้และภาวะเงินเฟ้อตามมา

ทั้งนี้ แม้ว่ารัฐบาลของแถบเอเชียตะวันออก รวมถึงจีนยังพอมีเพดานให้สร้างหนี้ได้ แต่สถานการณ์ในปัจจุบันที่เกี่ยวข้องวนเวียนกับวิกฤตหนี้ก็เป็นบทเรียนให้รู้ว่า การก่อหนี้เพื่อหวังให้เศรษฐกิจโตไม่ได้ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวเลยแม้แต่น้อย

ผลลัพธ์ดังกล่าวส่งผลให้นักวิเคราะห์จากธนาคารโลกแนะนำว่า รัฐบาลของจีน ตลอดจนรัฐบาลในเอเชียตะวันออกต้องหันมาปรับใช้นโยบายด้านการคลังมากขึ้น ซึ่งมาตรการทางการคลังที่จะนำมาใช้กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศส่วนใหญ่ก็คือ การตัดลดภาษี การเพิ่มสวัสดิการ ตลอดจนการเพิ่มค่าใช้จ่ายทางสังคมต่างๆ แทนที่จะหันไปกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลงทุน หรือลดอัตราดอกเบี้ยซึ่งส่งผลให้มีหนี้ท่วมแต่เพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ การวางนโยบายที่ไม่เข้มงวดจนเกินไปก็มีความสำคัญด้วยเช่นกัน ซึ่งหมายความว่า ในระหว่างดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ การคอยเฝ้าระวังเงินเฟ้อ และพร้อมที่จะนำนโยบายควบคุมเงินเฟ้อกลับมาใช้ได้เสมอทุกเมื่อ ก็นับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญสำหรับการรับมือกับสถานการณ์เลวร้ายทางเศรษฐกิจที่จะตามมา พร้อมกับวิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรปในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ทั้งนั้น กุญแจสำคัญสำหรับเอเชียตะวันออกที่จะช่วยนำพาให้ตัวเองรอดจากเศรษฐกิจที่ยากลำบากในขณะนี้ไปได้ก็คือ ต้องลงมือทำให้เร็วที่สุด ก่อนที่สถานการณ์ในยุโรปจะกู่ไม่กลับ และสถานการณ์หนี้ในสหรัฐจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่

 

จับตาหนี้เสียแบงก์สเปนระเบิดเวลาลูกใหม่จ่อคอหอยยูโรโซน 2012/05/24

จับตาหนี้เสียแบงก์สเปนระเบิดเวลาลูกใหม่จ่อคอหอยยูโรโซน

  • 23 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:05 น.

โดย…นันทิยา วรเพชรายุทธ

nantiyaw@posttoday.com

นายกรัฐมนตรี มาเรียโนราจอย แห่งสเปน ได้กล่าวไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า สเปนไม่จำเป็นต้องขอความช่วยเหลือทางการเงินจากภายนอกเพื่อแก้ปัญหาหนี้เสียของภาคธนาคาร แถมยังสวนกลับประธานาธิบดี ฟรองซัวส์ ออลลองด์ ของฝรั่งเศสในทำนองว่า ทำเป็นรู้ดีทั้งที่ยังไม่รู้สถานะแท้จริงของธนาคารในสเปน

เพราะปัจจุบัน แม้แต่รัฐบาลสเปนก็อาจจะยังไม่รู้ความเสียหายที่แท้จริงของภาคธนาคารในประเทศตนเองด้วยซ้ำ และเป็นที่มาของการแต่งตั้งบริษัทตรวจสอบบัญชี 2 แห่ง เข้าตรวจสอบสถานะทางการเงินที่แท้จริงของภาคการธนาคารในประเทศ

และความไม่รู้นี่เอง ที่ทำให้ทุกฝ่ายหวาดวิตกว่า ขอบเขตความเสียหายที่แท้จริงอาจรุนแรงกว่าที่คาดไว้มาก จนกลายเป็นระเบิดเศรษฐกิจลูกที่ 4 ในยูโรโซนได้ไม่ยาก

ปัจจุบัน ปัญหาหนี้เสียในภาคการธนาคารของสเปนได้กลายเป็นความวิตกกังวลหลักอันดับ 1 ของนักวิเคราะห์ทั่วโลก โดยมีวิกฤตการณ์ของกรีซเป็น “ปัจจัยเร่ง” ให้ปัญหาลุกลามและรุนแรงยิ่งขึ้น

ปัญหาของสเปนในวันนี้อาจไม่ต่างอะไรไปจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในสหรัฐ เมื่อปี 2551 โดยต้นตอหลักๆ ของปัญหาหนี้เสียจะกระจุกตัวในภาคการธนาคาร อันเป็นผลกระทบจากภาวะฟองสบู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์เกิดแตกตั้งแต่เมื่อปี 2551 จนก่อให้เกิดปัญหาหนี้เน่าในภาคการเงินและธนาคารอย่างหนักจนรัฐบาลต้องแต่งตั้งให้บริษัทผู้ตรวจสอบบัญชีเอกชนเข้ามาประเมินความเสียหายที่แท้จริงทั้งระบบ ซึ่งเป็น “จุดเริ่มต้น” ของความพยายามแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

การปฏิรูปภาคธนาคารครั้งใหม่เมื่อวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลได้กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์กันทุนสำรองเพื่อป้องกันความเสี่ยงจาก “หนี้เน่า” เพิ่มอีก 3 หมื่นล้านยูโร (ราว 1.2 ล้านล้านบาท) ในกรณีที่หนี้ภาคอสังหาริมทรัพย์กลายเป็นหนี้เสีย ซึ่งถือเป็นการกันสำรองอีกครั้ง เพิ่มเติมจากเมื่อเดือน ก.พ. ซึ่งกำหนดวงเงินในขณะนั้นที่ 5.38 หมื่นล้านยูโร (ราว 2.15 ล้านล้านบาท)

ธนาคารกลางของสเปน ระบุว่า ระดับหนี้ของธนาคารในสเปนเมื่อเดือน มี.ค. ได้พุ่งสูงสุดทำสถิติใหม่ในรอบ 18 ปี อยู่ในระดับ 8.37% หรือราว 1.875 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.87 ล้านล้านบาท) ท่ามกลางแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด สถาบันการเงินระหว่างประเทศ(ไอไอเอฟ) ซึ่งมีข้อมูลและการติดต่อกับธนาคารราว 450 แห่งทั่วโลก ระบุว่า ความเสียหายของระบบธนาคารในสเปนอาจสูงถึงระหว่าง 2.16–2.6 แสนล้านยูโร (ราว 8.610 ล้านล้านบาท) ซึ่งในกรณีที่เลวร้ายที่สุดนั้น รัฐบาลสเปนเองก็ไร้ปัญญาที่จะเข้าอุ้ม ด้วยเพราะสถานะทางการคลังของภาครัฐเองก็ไม่สู้ดีนัก จนอาจจำเป็นต้องขอกู้เงินจากภายนอกราว 6 หมื่นล้านยูโร (ราว 2.4 ล้านล้านบาท)

ในขณะที่ระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอล ซึ่งมีกำหนดชำระใน 90 วันก็กำลังมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า จากเมื่อปี 2540 ซึ่งตลาดอสังหาริมทรัพย์ในสเปนกำลังบูมสุดขีด

ทว่าสิ่งที่สเปนต่างไปจากสหรัฐก็คือ รัฐบาลสเปนไม่อยู่ในสถานะที่จะช่วยค้ำภาคธนาคารได้หากเกิดปัญหา เนื่องจากมีระดับการขาดดุลงบประมาณสูงถึง 8.9 ของจีดีพี ขณะที่เพดานของกลุ่มยูโรโซนอยู่ที่ 3% เท่านั้น ส่วนหนี้สาธารณะก็หนักหนาสาหัสไม่แพ้กัน โดยพุ่งไปอยู่ที่ 79.8% ของจีดีพีในปีนี้ เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 68.5% เมื่อปีที่แล้ว จนรัฐบาลสเปนต้องเดินหน้ามาตรการรัดเข็มขัดทางการคลังในหลายด้าน

สิ่งที่น่ากลัวนอกเหนือจากหนี้เสียก็คือ แนวโน้มทางเศรษฐกิจมหภาคของสเปน ซึ่งเผชิญทั้งภาวะเศรษฐกิจถดถอยมาตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2554 และยังถูกซ้ำเติมด้วยอัตราการว่างงานที่พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทำสถิติสูงสุดในยุโรปที่ 24.4% ซึ่งองค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาของยุโรป (โออีซีดี)ได้เตือนล่าสุดว่า กลุ่ม 17 ประเทศยูโรโซนอาจเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรงตามมาในปีนี้

และประเด็นที่สำคัญที่สุดก็คือ รัฐจะหาเงินมาจากไหน

การระดมทุนในตลาดพันธบัตรซึ่งเป็นวิธีการปกติในระบบตลาดทุนนั้น แทบจะเรียกได้ว่า “เป็นไปไม่ได้เลย” เนื่องจากความไม่เชื่อมั่นต่อปัญหาในภาคธนาคารของแดนกระทิง ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืม หรือผลตอบแทนอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสเปน พุ่งสูงสุดทุบสถิติในหลายตัวด้วยกัน ทั้งพันธบัตรระยะสั้นและระยะยาว และสูงเกินกว่าที่รัฐบาลจะหาเงินมาไถ่ถอนคืนได้

อัตราดอกเบี้ยผลตอบแทนพันธบัตรระยะ 10 ปีของสเปน พุ่งขึ้นเกินระดับ 6.0 หรือระดับที่รัฐบาลควบคุมได้ ขึ้นไปแตะ 6.028% จาก 5.817% เมื่อช่วงต้นเดือน พ.ค. ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรงวดไถ่ถอนปี 2558 พุ่งขึ้นจาก 2.89% ในเดือน เม.ย. ไปแตะที่ระดับ 4.373% และดอกเบี้ยพันธบัตรไถ่ถอนในปี 2559 เพิ่มขึ้นจาก 3.374% เมื่อกลางเดือน มี.ค. ไปอยู่ที่ 5.106%

และในการประมูลพันธบัตรระยะสั้นอายุ 3 เดือนครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 22 พ.ค. วงเงิน 1.51 หมื่นล้านยูโร ก็มีอัตราดอกเบี้ยผลตอบแทนพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 0.85% จาก 0.63% เมื่อเดือน เม.ย. เช่นเดียวกับพันธบัตรอายุ 6 เดือน วงเงิน 1.02 หมื่นล้านยูโร ซึ่งมีดอกเบี้ยที่ 1.74% จากเดิม 1.58%

การไม่สามารถระดมทุนในอัตราดอกเบี้ยปกติได้ คือปัญหาใหญ่ที่นักวิเคราะห์ทั่วโลกเชื่อว่ารัฐบาลสเปนไม่สามารถแก้ปัญหาภาคการธนาคารของตนเองได้ โดยปราศจากเงินกู้จากภายนอก และในที่สุดแล้ว สเปนซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ในยุโรป ก็อาจเป็นรายต่อไปที่ต้องยื่นขอความช่วยเหลือทางการเงินจากยุโรปและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ซึ่งกำลังมีปัญหาเงินทุนไม่พออยู่ในขณะนี้

ปัญหาที่สเปนกำลังเผชิญหน้าอยู่ในวันนี้ ร้ายแรงและเรื้อรังยากที่จะแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นปัญหาฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตก และการพังทลายของบรรดาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ตั้งแต่เมื่อครั้งวิกฤตการณ์ภาคการเงินโลกในปี 2551 ซึ่งส่งผลกระทบเรื้อรังมาถึงภาคธนาคารในปัจจุบัน ด้วยมูลค่าหนี้เน่าที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ประกอบกับรัฐบาลก็ยังไร้ศักยภาพที่จะเข้ามาอุ้มได้อีกต่อไป เนื่องจากติดชนักหนี้สาธารณะและงบประมาณขาดดุลเช่นกัน

วิกฤตการณ์ของสเปนที่ดูจะไร้ทางออกจึงไม่ต่างอะไรกับระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่รอถล่มยูโรโซน และสร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วโลกอีกครั้ง

 

ยุโรป “กระตุ้นเศรษฐกิจ” “ความเป็นไปได้” บนความเลื่อนลอย 2012/05/22

ยุโรป “กระตุ้นเศรษฐกิจ” “ความเป็นไปได้” บนความเลื่อนลอย

  • 22 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:51 น.

โดย…นงลักษณ์ อัจนปัญญา

หลังจากที่ต่างฝ่ายต่างแสดงความเห็นผ่านสื่อยืนกรานเป็นกระต่ายขาเดียวถึงแนวทางการแก้ปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะของภูมิภาคยุโรปที่ไปกันคนละทาง ระหว่างรัดเข็มขัดตัดลดค่าใช้จ่ายกับกระตุ้นเศรษฐกิจหาเรื่องใช้เงินเพิ่มจำนวนหนี้

ที่สุด นายกรัฐมนตรีเยอรมนี อังเกลา แมร์เกิล กับประธานาธิบดีฝรั่งเศส ที่เพิ่งจะทำหน้าที่ได้หมาดๆ อย่าง ฟรองซัวส์ ออลลองด์ ก็ก้าวผ่านความขัดแย้ง ยอมถอยกันคนละก้าว เมื่อได้พบปะเจอหน้ากันในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยความเห็นเดียวกันว่าภูมิภาคยุโรปจะสามารถหลุดพ้นจากวังวนหนี้มาได้ ก็ต้องลงมือทำทั้งการประหยัดและกระตุ้นเศรษฐกิจ

การตกลงใจร่วมกันนี้เรียกเสียงชื่นชมจากทั่วโลกได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากบรรดาผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำทั้ง 8 (จี8) ที่เพิ่งจะสิ้นสุดการประชุมหารือเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยข้อสรุปที่สนับสนุนความเห็นร่วมกันของฝรั่งเศสและเยอรมนี ว่า ยุโรปจะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตควบคู่ไปกับมาตรการรัดเข็มขัดที่ใช้กันอยู่ในขณะนี้

อย่างไรก็ตาม แม้จะปรับแนวคิดให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันได้แล้ว แต่นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกต่างเห็นตรงกันว่า สหภาพยุโรป (อียู) โดยเฉพาะ 17 ชาติสมาชิกในกลุ่มยูโรโซน ก็ยังคงห่างไกลจากคำว่า ทางออกของวิกฤตหนี้สาธารณะ

เพราะโจทย์สุดหินที่ว่าด้วยเรื่องของภาคปฏิบัติที่ยังไม่มีคำตอบเป็นรูปธรรมใดๆ ชัดเจน

พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยังคงมืดแปดด้าน พูดไม่ออก ตอบไม่ได้ กับวิธีการที่จะทำให้ยุโรปเติบโต

ทั้งนี้ ในมุมมองของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ สถานการณ์ขณะนี้ของยุโรปได้ตกหลุมพรางของมาตรการรัดเข็มขัดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือประเทศสเปน

เพราะเพื่อให้สามารถขายพันธบัตรที่มีผลตอบแทนแบบสมเหตุสมผล สเปนจำต้องเดินหน้ารัดเข็มขัดเพื่อลดยอดการขาดดุลงบประมาณเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุน แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่าการตัดค่าใช้จ่ายดันทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศหยุดชะงักจนเข้าสู่ภาวะถดถอย

ผลลัพธ์ดังกล่าวเลยกลายเป็นหลักฐานยืนยันความล้มเหลวของแผนแก้ไขปัญหาตามแบบฉบับรัดเข็มขัดที่หัวเรือใหญ่ของกลุ่มยูโรโซนอย่างเยอรมนียกมือสนับสนุน ตลอดจนกลายเป็นช่องทางให้รัฐบาลหลายประเทศรื้อแผนกระตุ้นเศรษฐกิจขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อลดแรงต้านทานจากประชาชนภายในประเทศ และเพื่อดิ้นหนีภาวะเศรษฐกิจถดถอย

กระนั้น วิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจของภูมิภาคก็ไม่ใช่เรื่องที่ได้ง่ายดายอย่างปากพูด เนื่องจากปัญหาหลักหนักอกที่แก้ไม่ตก แถมยังเป็นปัญหาใหญ่ที่คอยจำกัดหนทางกระตุ้นเศรษฐกิจก็คือ เงิน

สาเหตุเป็นเพราะไม่มีสปอนเซอร์หรือแหล่งเงินทุนใดๆ จะใจป้ำ หรือใจกล้าบ้าบิ่นยอมหยิบยื่นเงินให้ภูมิภาคยุโรปมาถลุงเล่นอีกต่อไป

ทั้งนี้ ผู้นำหลายประเทศต่างตระหนักถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวได้เป็นอย่างดี เห็นได้จากการที่ประธานาธิบดี ออลลองด์ แห่งฝรั่งเศส กล่าวในงานแถลงข่าวหลังการหารือกับนายกรัฐมนตรี แมร์เกิล ว่า สิ่งสำคัญในขณะนี้ก็คือการพิจารณาแหล่งทุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาโครงสร้างของยุโรป จากธนาคารเพื่อการลงทุนแห่งยุโรป หรือจากธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งยุโรป

แถมปิดท้ายด้วยการแง้มแผนการที่จะเดินหน้าสนับสนุนการออกพันธบัตรยูโร (ยูโรบอนด์) ซึ่งเป็นการระดมทุนที่ลากให้ชาติสมาชิกมาเป็นหนี้ร่วมกัน ซึ่งเป็นประเด็นที่พี่ใหญ่อย่างเยอรมนียังคงคัดค้านหัวชนฝา

เพราะหากผลักดันกันออกมาได้จริงๆ ก็เป็นเยอรมนีนั่นแหละที่จะต้องควักเงินมากกว่าเพื่อน

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ยอมรับว่า การหาทางเพิ่มเงินเข้าไปในธนาคารเพื่อการลงทุนแห่งยุโรป ซึ่งมักนิยมให้กู้ยืมในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลแต่ละประเทศจะเป็นหนทางกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีอีกทางหนึ่ง

แต่สิ่งสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ก็คือ การที่ชาติสมาชิกจะต้องยอมควักภาษีประชาชนส่วนหนึ่งมาร่วมสมทบทุน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้นำในหลายประเทศเริ่มเผชิญกับแรงต่อต้านจากประชาชนในประเทศ ประมาณว่าเนื้อก็ไม่ได้กิน หนังก็ไม่ได้หุ้ม แต่กลับได้กระดูกมาแขวนคอ ขณะเดียวกัน สถานการณ์ทางการเงินของหลายประเทศในยุโรปในขณะนี้ไม่อำนวยให้ก่อหนี้ได้มากอีกต่อไป เพราะเท่าที่แบกรับอยู่ก็เป็นภาระหนักพออยู่แล้ว

ต้องไม่ลืมว่า ประเทศส่วนใหญ่ใช้การออกพันธบัตรเพื่อระดมทุนมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารประเทศเป็นหลัก หากปริมาณหนี้มหาศาล หรือที่เรียกกันว่ารายจ่ายมากกว่ารายรับกลายเป็นงบขาดดุลติดต่อกันมากขึ้นเรื่อยๆ การกู้ยืมเงินจากแหล่งทุนที่เหมาะสมก็จำต้องแลกกับการแบกรับภาระต้นทุนการกู้ที่สูงขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น การเดินหน้าก่อหนี้เพิ่มเติมก็จะยิ่งเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของอียู เนื่องจากไร้วินัยทางการคลังอย่างรุนแรง จนรังแต่จะทำให้ภูมิภาคติดอยู่กับสภาพลูกหนี้ทั้งปีทั้งชาติ

ทั้งนี้ นิโคลาส เวรอน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากสถาบันบรูเจล ในกรุงบรัสเซลส์ สรุปไว้ว่า ตราบใดที่ยังคิดไม่ตก แก้ไม่ออก ว่าจะเอาเงินมาจากไหน และเอามาได้อย่างไร ภายใต้ความยินยอมของทุกชาติสมาชิกยูโรโซน วิกฤตหนี้สาธารณะของภูมิภาคก็ยังต้องเป็นภาพยนตร์มหากาพย์ที่ตามหลอกหลอนสร้างความเจ็บปวดให้กับยุโรปและโลกกันต่อไป

แถมภาพยนตร์เรื่องนี้ยังไม่มีใครยอมเป็นพระเอกขี่ม้าขาว

 

กรีซไปไม่ใช่เรื่องเล็กๆหวั่นโลกเจ๊งยับ 1 ล้านล้านเหรียญ 2012/05/22

กรีซไปไม่ใช่เรื่องเล็กๆหวั่นโลกเจ๊งยับ 1 ล้านล้านเหรียญ

  • 21 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:41 น.

โดย…นันทิยา วรเพชรายุทธ

nantiyaw@posttoday.com

ประเด็นระหว่างประเทศที่ร้อนแรงที่สุดในเวลานี้ คงไม่มีอะไรเกินไปกว่าชะตากรรมของกรีซ ว่าจะ “อยู่” หรือ “ไป” จากกลุ่มยูโรโซน ซึ่งฝรั่งกำลังเรียกว่าเป็น Grexit โดยย่อมาจาก Greece Exit

หากอยู่ต่อ ยูโรโซนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในครั้งใหญ่โดยเฉพาะความยืดหยุ่น ที่คาดว่าเยอรมนีจะยอมผ่อนปรนในเชิงหลักการครั้งสำคัญ เพื่อให้กรีซยังคงอยู่ในกลุ่ม 17 ประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโรร่วมกันต่อไป

แต่หากต้องถอนตัว หรืออาจเรียกให้ถูกต้องมากขึ้นว่า กลุ่มยูโรโซนยอมปล่อยให้กรีซต้องออกจากกลุ่มจริงๆ โดยไม่คิดจะประนีประนอมเพื่อรั้งไว้ ผลกระทบที่ตามมาอาจไม่ต่างอะไรกับ “วันมหาโลกาวินาศ : Armageddon”

ความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ประเมินไว้ “เบื้องต้น” อยู่ที่ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 31.3 ล้านล้านบาท) หรือราว 5% ของจีดีพีกลุ่มยูโรโซน

ตัวเลขดังกล่าวนี้ เป็นเพียงแค่การประเมินคร่าวๆ ซึ่งนักวิเคราะห์หลายฝ่ายเห็นตรงกัน ว่าความเสียหายจริงทั้งหมดนั้นยังไม่อาจคำนวณออกมาเป็นตัวเลขได้ และต้องขึ้นอยู่กับว่าจะให้ครอบคลุมผลกระทบในส่วนใดบ้าง แต่ที่ดูจะแน่นอนก็คือ ความเสียหายทั้งที่ประเมินได้และไม่ได้นี้ มีจำนวนมหาศาลจนอาจทำให้ยุโรปต้องรั้งกรีซเอาไว้ในที่สุด

แนวโน้มการออกจากยูโรโซน หากกรีซได้รัฐบาลฝ่ายซ้ายหลังการเลือกตั้งรอบสองในวันที่ 17 มิ.ย.นี้ จะส่งผลกระทบโดยตรงอันดับแรกต่อเจ้าหนี้ทั้งหลายของกรีซ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในยุโรป กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารในยุโรปกับสหรัฐ ซึ่งลงทุนในตราสารหนี้ของกรีซ เพราะกรีซจะไม่ได้รับเงินกู้จากอียูและไอเอ็มเอฟอีกต่อไป จนเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ (Default)

กลไกรักษาเสถียรภาพทางการเงินยุโรป (EFSF) เป็นผู้ปล่อยเงินกู้ให้กรีซไปแล้วนับแสนล้านยูโร ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ซึ่งถือครองตราสารหนี้กรีซไว้ประมาณ 5–5.5 หมื่นล้านยูโร (ราว 2–2.2 ล้านล้านบาท) ก็เสี่ยงไม่แพ้กัน และธนาคารกลางของกรีซก็ยังเป็นหนี้อีซีบี ในวงเงินอีกราว 1.04 แสนล้านยูโร (ราว 4.2 ล้านล้านบาท) จากการประเมินของธนาคารยูบีเอส ในโครงการ Target 2 หรือระบบการชำระเงินข้ามธนาคารในยุโรป

ยูบีเอสได้ประเมินความเสียหายเบื้องต้นของ Grexit ไว้ที่ 2.25 แสนล้านยูโร (ราว 9 ล้านล้านบาท) ส่วนธนาคารเดคาแบงก์ประเมินไว้ที่ 3.5 แสนล้านยูโร (ราว 14 ล้านล้านบาท) ซึ่งในจำนวนนี้เป็นความเสียหายที่เยอรมนีแบกรับไว้มากถึง 8.6 หมื่นล้านยูโร (ราว 3.5 ล้านล้านบาท)

ในขณะที่ดักลาส แม็ควิลเลียมส์ จากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจในประเทศอังกฤษ ประเมินตัวเลขไว้สูงถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 31.3 ล้านล้านบาท) ในกรณีที่กรีซต้องออกจากยูโรโซนไปโดยไม่มีการวางแผนรับมือเอาไว้

นอกจากความเสียหายโดยตรงแล้ว ความเสียหายที่ไม่ได้ถูกคำนวณออกมาเป็นตัวเงิน ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่วิตกกังวลไม่แพ้กันก็คือ ผลกระทบที่จะขยายวงออกไปทั่วยุโรปและทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มยูโรโซนอย่างสเปนและอิตาลี ซึ่งจะเสียหายอย่างหนักในแง่ความเชื่อมั่นและต้นทุนการกู้ยืมในตลาดพันธบัตรที่จะพุ่งขึ้นอีกอย่างแน่นอน

ขณะเดียวกันก็ยังมีความเสี่ยงสูงต่อผลกระทบในภาคการเงินการธนาคารทั่วกลุ่มประเทศยูโรโซนด้วย ทั้งในแง่ของการเป็นเจ้าหนี้ที่ลงทุนในตราสารหนี้ของกรีซ และในแง่ของความเชื่อมั่นต่อค่าเงินยูโรที่ลดลง จนนำไปสู่การแห่ถอนเงิน เหมือนที่เกิดขึ้นแล้วทั้งในกรีซและสเปน

“ผลกระทบต่อกลไกที่เรากังวลมากที่สุดก็คือ การแห่ถอนเงินออกจากธนาคารกันเป็นวงกว้าง หากกรีซถอนตัวออกจากยูโรโซนและกลับไปใช้เงินดรักมา ซึ่งอาจมีมูลค่าลดลงถึงครึ่งหนึ่ง แน่นอนว่าเรื่องนี้จะทำให้ผู้ฝากเงินในยุโรปประเทศอื่นๆ ที่มีปัญหาเศรษฐกิจ พากันคิดว่าเงินฝากของตนเองเสี่ยงไปด้วย และอาจจำไปสู่สถานการณ์การแห่ถอนเงินตามมา” สเตฟาน ดีโอ นักวิเคราะห์จากธนาคารยูบีเอส เปิดเผยกับเอเอฟพี

หากเกิดกรณีดังกล่าวขึ้นจริง ซึ่งจะถือเป็นปัญหาครั้งใหญ่ในสังคม อีซีบีและรัฐบาลประเทศนั้นๆ จะต้องเข้ามาแทรกแซง และอาจต้องมีการให้เงินกู้อีกนับแสนล้านยูโรเหมือนกับที่ให้กรีซ ไอร์แลนด์ และโปรตุเกสไปแล้ว

แม้แต่เยอรมนี ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่สุดและเป็นเขตเศรษฐกิจใหญ่สุดในยุโรปที่รอดพ้นภาวะเศรษฐกิจถดถอยมาได้ ก็ต้องเสี่ยงต่อความสูญเสียในวงเงินมหาศาลเกือบล้านล้านยูโร จากผลกระทบของการออกจากยูโรโซน

จึงไม่น่าแปลกใจที่ระยะหลังมานี้ นายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เกิล ของเยอรมนี จะย้ำถึงความต้องการให้กรีซคงอยู่ในกลุ่มยูโรโซนต่อไป ทั้งในการแถลงร่วมกับประธานาธิบดีฟรองซัวส์ ออลลองด์ ของฝรั่งเศส และในระหว่างการประชุมกลุ่มผู้นำประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 8 ประเทศ (จี8) ที่สหรัฐ แม้ว่าจะยังไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการจากผู้นำในยูโรโซนก็ตาม ว่าถ้าให้อยู่ต่อจะมีการประนีประนอมหรือมีทางออกให้อย่างไร

แต่อย่างน้อยความเสียหายมหาศาลระดับนี้ ก็อาจส่งสัญญาณเป็นนัยได้ว่า ใครเล่าจะกล้าเสี่ยงให้เกิดขึ้น

 

กระแสต้าน “เลดี้ กากา” ของอิเหนาปมขัดแย้งที่มากกว่าความแตกต่างทางวัฒนธรรม 2012/05/22

กระแสต้าน “เลดี้ กากา” ของอิเหนาปมขัดแย้งที่มากกว่าความแตกต่างทางวัฒนธรรม

  • 20 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:52 น.

โดย…พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

หากเอ่ยชื่อ สเตฟานี โจแอนน์ แองเจลินา เจอร์มานอตตา หลายต่อหลายคนที่ไม่ใช่สาวกปีศาจน้อยพันธุ์แท้อาจทำหน้างง แต่ถ้าหากเอ่ยฉายานาม “เลดี้ กากา” อาร์ตตัวแม่แห่งทศวรรษนี้ แม้ไม่ใช่สาวกก็จำต้องร้องอ๋อ

เพราะนาทีนี้กระแสใดๆ ก็ไม่ดุเดือดร้อนแรงเท่า นักร้องสาวที่มีลีลาการเต้นและการร้องอันเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีใครเหมือน จนกลายเป็นขวัญใจไอดอลของใครหลายคน

ยิ่งเมื่อนักร้องสาวกำลังอยู่ในระหว่างเดินสายแสดงคอนเสิร์ตรอบโลกเพื่อมอบความสุขให้กับแฟนเพลง ภายในชื่อ “บอร์น ดีส เวย์ บอล” (Born This Way Ball) ซึ่งครอบคลุมหลายประเทศ ทั้งในภูมิภาคยุโรปและเอเชีย ไล่เรียงตั้งแต่เกาหลีใต้ ฮ่องกง ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ และไทย โดยจะเริ่มต้นมอบความบันเทิงให้กับแฟนๆ ในเอเชียก่อนจะตะลุยไปโชว์ความเว่อร์อลังการในสไตล์ของ เลดี้ กากา ต่อในยุโรป ก็ย่่ิงเป็นการรับประกันความแรงของเจ้าตัว

ทั้งนี้ ทัวร์คอนเสิร์ตที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เป็นผลพวงมาจากความสำเร็จในอัลบั้มล่าสุด “บอร์น ดีส เวย์” ของ เลดี้ กากา ซึ่งวางแผงมาตั้งแต่เดือน พ.ค.ปีที่แล้ว ที่สามารถทำยอดขายได้สูงแทบจะทะลุ 6 ล้านก๊อบปี้ทั่วโลกในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีหลักฐานยืนยันการันตีถึงความฮอตทะลุจอของศิลปินจอมขบถแห่งวงการ แต่การเดินทางแสดงคอนเสิร์ต โดยเฉพาะในเอเชียของ เลดี้ กากา ก็ไม่ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากทุกๆ ประเทศที่เปิดแสดงเสมอไป โดยหลายๆ ประเทศเริ่มมีกระแสต่อต้านจากคนในพื้นที่ ที่มองว่าทั้งผลงาน ทั้งการแสดงของสาวซ่า เลดี้ กากา เป็นการทำลายและคุกคามวัฒนธรรมดีงามตามความเชื่อดั้งเดิมในท้องถิ่นของตนเอง

ตัวอย่างเช่น การประท้วงของผู้เคร่งศาสนาคริสต์ในเกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ ตลอดจนกระแสต่อต้านจากชาวมุสลิมในอินโดนีเซีย โดยทั้งหมดต่างเห็นตรงกันว่านักร้องสาวถือเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อเยาวชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแต่งกายที่ค่อนข้างล่อแหลมจนเข้าข่ายอนาจาร การส่งเสียงสนับสนุนบรรดากลุ่มคนรักร่วมเพศอย่างเปิดเผย รวมไปถึงเนื้อหาของเพลงและท่าเต้นที่กลุ่มผู้ประท้วงมองว่าเกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ลัทธิบูชาภูตผีซาตาน ไร้ซึ่งความเคารพต่อพระผู้เป็นเจ้าตามความเชื่อทางศาสนา

ในกรณีของประเทศเกาหลีใต้ แม้กลุ่มผู้ประท้วงชาวคริสเตียนจะมีจำนวนเพียงน้อยนิด เมื่อเทียบกับกลุ่มสาวกผู้หลงใหลชื่นชอบในตัว เลดี้ กากา แต่รัฐบาลก็จำต้องยอมโอนอ่อนตามกระแสกดดัน เพื่อลดแรงเสียดทานลง ด้วยการจำกัดอายุของผู้ชมต้องเกิน 18 ปี

ด้านประเทศฟิลิปปินส์ ผู้ประท้วงชาวคริสเตียนได้ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ประธานาธิบดี เบนิโย อาควิโน ยกเลิกการแสดงดังกล่าว ขณะที่อินโดนีเซียดูจะเป็นประเทศเดียวที่มีท่าทีดุเดือดรุนแรงมากกว่าใคร เมื่อทางตำรวจประกาศสั่งให้ยกเลิกการแสดงที่จะมีขึ้นในวันที่ 3 มิ.ย.นี้ ถึงแม้บัตรเข้าชมกว่า 5.2 หมื่นใบ จะจำหน่ายหมดเกลี้ยงไปก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม ด้วยเหตุผลว่าเป็นไปเพื่อการปกป้องวัฒนธรรมที่ดีงามของประเทศ ตลอดจนความกังวลด้านความปลอดภัยของตัว เลดี้ กากา นักร้องชื่อดังก้องโลกเอง

เนื่องจากตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา บรรดากลุ่มอนุรักษนิยมทางศาสนาหลายกลุ่มต่างพร้อมใจตบเท้ายกมือคัดค้านต่อต้าน เลดี้ กากา อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองแนวอนุรักษนิยมซึ่งเป็นพรรคเก่าแก่ที่สุดอย่างพรรคยูไนเต็ดดีเวลลอปเมนต์ (พีพีพี) ซึ่งวิพากษ์วิจารณ์ความเหมาะสมต่อการเปิดการแสดงคอนเสิร์ตของนักร้องชื่อดังคนดังกล่าวอย่างถึงพริกถึงขิง โดยเฉพาะการแต่งกายที่อนาจาร ขณะที่เนื้อหาเพลงและท่าเต้นก็ดูแรงเกินกว่าที่วัฒนธรรมของประเทศมุสลิมจะรับได้

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวต่อต้านที่น่าจับตามองที่สุดก็คือ การออกประกาศเตือนของกลุ่มแนวหน้าพิทักษ์อิสลาม (เอฟพีไอ) กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง ซึ่งมีประวัติการใช้ความรุนแรงและสร้างความวุ่นวายในประเทศอยู่บ่อยครั้ง ที่หนักข้อถึงขั้นขู่ว่าจะนำอาสาสมัครขององค์กรกว่า 3 หมื่นคน ไปปิดล้อมและขับไล่ เลดี้ กากา ที่สนามบิน ในทันทีที่นักร้องสาวเจ้าของรางวัลแกรมมี่เหยียบย่างลงบนแผ่นดินของประเทศอินโดนีเซีย

“เราจะหยุดยั้งเธอไม่ให้ก้าวลงมาแม้แต่แตะลงบนพื้นดินของประเทศเรา และเธอจะไม่กล้าที่จะมาเผยแพร่ลัทธิบูชาซาตานในประเทศเราแน่นอน ขอย้ำว่าเราจะคัดค้านการแสดงคอนเสิร์ตของ เลดี้ กากา เนื่องจากเป็นการบ่อนทำลายค่านิยมทางจิตใจและวัฒนธรรมที่ดีงามของประเทศเรา” ซาลิม อลาตัส หัวหน้าเครือข่ายของเอฟพีไอ สาขาจาการ์ตา กล่าว

ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกทีเดียวที่มีการสั่งยกเลิกการแสดงทัวร์คอนเสิร์ตของศิลปินชื่อดังจากตะวันตกจากทางตำรวจ โดยบรรดาผู้เชี่ยวชาญแสดงความเห็นว่าน่าจะเป็นเพราะนักร้องคนดังกล่าวแต่งกายในชุดที่แสดงเนื้อหนังมังสามากจนเกินไป

“กลุ่มอนุรักษนิยมทางศาสนาอิสลามในอินโดนีเซียจะรับไม่ได้เลยเมื่อศิลปินแต่งตัวโป๊เกินไป” ฮาซีฟ อาเดเรียสยาห์ ผู้ช่วยบรรณาธิการนิตยสารโรลลิง สโตน ของอินโดนีเซีย กล่าว พร้อมย้ำว่าที่ผ่านมาเคยมีศิลปินจากตะวันตกชื่อดังมาแสดงที่อินโดนีเซียเป็นจำนวนมาก เช่น สตีวี วอนเดอร์ และจัสติน บีเบอร์ แต่ไม่เคยมีปัญหาเหมือนกรณีของ เลดี้ กากา เลย

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งต่างมองว่า การสั่งห้ามการแสดงที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ อาจจะมีเหตุผลที่ลึกลับซับซ้อนมากกว่าประเด็นอ่อนไหวทางวัฒนธรรมเพียงอย่างเดียว เนื่องจากมีประเด็นการเมืองภายในเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการตัดสินใจของทางเจ้าหน้าที่ทางการเกิดจากความโน้มเอียงต่อกระแสและแรงกดดันที่มาจากกลุ่มอนุรักษนิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเอฟพีไอ จนสร้างความขุ่นเคืองใจให้กับคนอีกหลายกลุ่มในสังคม

ไซอะริฟ ฮิดายาตุลเลาะห์ อธิการบดีของมหาวิทยาลัยรัฐอิสลามโกมาลุสดิน ฮิดายัด กล่าวกับหนังสือพิมพ์จาการ์ตาโพสต์ ว่า การที่กลุ่มเอฟพีไอสามารถกดดันรัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐให้เข้ามาแทรกแซงและยอมทำตามข้อเรียกร้องของกลุ่มที่ต้องการยกเลิกการแสดงคอนเสิร์ต เลดี้ กากา ได้สะท้อนให้เห็นว่าเป็นเรื่องของผลประโยชน์ต่างตอบแทนทางการเมืองระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับเครือข่ายกลุ่มเอฟพีไอ และกลุ่มหัวรุนแรงกลุ่มอื่นๆ มีอยู่จริง

“เจ้าหน้าที่รัฐมักใช้กลุ่มหัวรุนแรงเหล่านี้เพื่อสนองต่อผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง ฉะนั้นการทำตามข้อเรียกร้องก็เปรียบเสมือนหนึ่งว่า ในอนาคตเจ้าหน้าที่รัฐจะสามารถเรียกร้องสิ่งต่างๆ คืนจากกลุ่มหัวรุนแรงได้อีกในอนาคต” ฮิดายาตุลเลาะห์ กล่าว

ทั้งนี้ ข้อมูลจากกลุ่มจับตาสิทธิมนุษยชนเอเชีย (ฮิวแมนไรต์วอตซ์ เอเชีย) ระบุว่า เอฟพีไอมีบทบาทการเคลื่อนไหวทางสังคมอย่างมากในช่วงระยะ 2 ปี โดยทางกลุ่มมักจะนิยมแสดงออกด้วยวิธีเหนือกฎหมายที่ออกจะป่าเถื่อนและเน้นการใช้ความรุนแรง เช่น การทำลายโบสถ์คริสเตียน หรือการบุกทำลายร้านค้าบาร์เบียร์ที่ไม่ยอมปิดให้บริการในช่วงฤดูถือศีลอดที่ผ่านมา ตลอดจนล่าสุดอย่างการกดดันไม่ให้มีการจัดงานเปิดตัวหนังสือแปลและจัดเสวนาที่มีชื่อว่า “อัลเลาะห์ เสรีภาพและความรัก” ของ อิซาด มานจิ นักเขียนชาวแคนาดาเชื้อสายมุสลิม

เรียกได้ว่าหากรัฐบาลยังอนุญาตดื้อดึงให้เดินหน้าจัดการแสดงคอนเสิร์ตขึ้น นักวิเคราะห์ต่างเชื่อว่ากลุ่มเอฟพีไอจะต้องเดือดดาลและสร้างความวุ่นวายอย่างแน่นอน เพื่อแสดงให้เห็นว่าทางกลุ่มมีอำนาจ มีอิทธิพลที่จะควบคุมและชี้นำสังคมให้เป็นไปในแบบอย่างที่ต้องการ

ด้าน เอฟเฟนดี ซาการี ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารทางการเมือง ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้รัฐบาลอินโดนีเซียไม่ยอมแทรกแซงการตัดสินใจของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ตัดสินใจสั่งยกเลิกการแสดง และยอมอ่อนข้อต่อการกดดันจากกลุ่มเอฟพีไอ รวมถึงกลุ่มหัวรุนแรงอื่นๆ อย่างง่ายดายก็คือ สภาพเงื่อนไขของบรรยากาศทางการเมืองที่วุ่นวายในปัจจุบัน

พูดให้เข้าใจง่ายก็คือว่า ผลพวงจากความไร้เสถียรภาพทางการเมืองในขณะนี้ ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้รัฐบาลไม่อยากจะเผชิญหน้าหรือสร้างศัตรูจากกลุ่มนักอนุรักษนิยมมากกว่านี้อีกต่อไป

ยิ่งเมื่อฤดูกาลแห่งการเลือกตั้งกำลังคืบคลานใกล้เข้ามาทุกที ตลอดจนปัญหาค้างคาของการปราบปรามการทุจริตที่ยังต้องสะสาง รวมถึงเหตุการณ์อุบัติเหตุเครื่องบินซูคอย ซูเปอร์เจ็ต 100 ของรัสเซียตกที่ภูเขาซาลัก ทางภาคตะวันตกของเกาะชวา เมื่อไม่นานมานี้อีก

“หากรัฐบาลไปให้การปกป้อง เลดี้ กากา ซึ่งมีชื่อเสียงในด้านการยั่วยวนทางเพศ ก็จะทำให้ตกอยู่ในสถานะที่ยากลำบาก และต้องพ่ายแพ้ให้กับกลุ่มผู้ที่เลือกข้างการปกป้องวัฒนธรรมอิสลามและค่านิยมดั้งเดิมโดยทันที” ซาการี กล่าว

ทั้งนี้ ซาการี ได้เปรียบเทียบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้กับกรณีเมื่อครั้งที่ประธานาธิบดี อาควิโน เพิ่งได้รับการเลือกตั้งเข้ามาใหม่ๆ เมื่อช่วงปี 2550 ว่า ในช่วงเวลานั้นทุกๆ อย่างล้วนเป็นใจให้และไร้แรงกดดัน ดังนั้นจึงกล้าที่จะริเริ่มทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน

ยืนยันได้จากการเปิดการแสดงคอนเสิร์ตของ บียอนเซ ในช่วงปลายปี 2550 ที่ดำเนินไปอย่างราบรื่น ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วการแสดงคอนเสิร์ตของนักร้องสาวอาร์แอนด์บีรายนี้ ก็มีท่วงท่าลีลาที่ค่อนข้างเย้ายวน ขณะที่เนื้อหาของเพลงก็ส่อการยั่วยุทางเพศไม่แตกต่างจาก เลดี้ กากา สักเท่าไรนัก

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่ากระแสสังคมส่วนใหญ่ของแดนอิเหนาจะเห็นดีเห็นงามกับการกดดันให้ยกเลิกการแสดงคอนเสิร์ตของ เลดี้ กากา เนื่องจากกลุ่มคนอีกจำนวนมากได้ออกมาแสดงความไม่พอใจที่รัฐบาลไม่เปิดโอกาสให้มีการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีและถามความเห็นก่อน แต่กลับด่วนตัดสินใจดำเนินการยกเลิกไป

อีกทั้งในความเป็นจริงแล้ว ประเทศอินโดนีเซียก็ประกาศตัวชัดเจนว่าเป็นรัฐฆราวาสที่ไม่ใช่รัฐศาสนา และกลุ่มหัวรุนแรงและกลุ่มเคร่งศาสนาก็มีสัดส่วนเป็นคนกลุ่มน้อยของสังคมที่มีจำนวนทั้งหมดกว่า 240 ล้านคนเท่านั้น

“เป็นเรื่องที่เสื่อมเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศเป็นอย่างมาก ที่การยกเลิกการแสดง

 

กรีซผ่าทางตันเลือกตั้งรอบสอง จับตาคูหานี้ชี้ชะตา’ยูโรโซน’ 2012/05/18

กรีซผ่าทางตันเลือกตั้งรอบสอง จับตาคูหานี้ชี้ชะตา’ยูโรโซน’

  • 18 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:07 น.

โดย…นันทิยา วรเพชรายุทธ

nantiyaw@posttoday.com

หลังการเจรจาต่อรองทางการเมืองเพื่อจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ผ่านพ้นไปกว่า 2 สัปดาห์บนความล้มเหลว ในที่สุดกรีซก็ได้ประกาศการเลือกตั้งรอบสองขึ้นในวันที่ 17 มิ.ย. โดยมีประธานศาลปกครอง ปานาจิโอติส ปิกรัมเมนอส เป็นผู้นำรัฐบาลเฉพาะกาลคนนอก บริหารงานไปพลางก่อนในช่วงนี้

กรีซอาจผ่าทางตันทางการเมืองได้สำเร็จหลังการเลือกตั้งใหม่ แต่ก็ใช่ว่าทั่วโลกจะรู้สึกดีใจไปกับคนกรีซ เพราะทางออกทางการเมืองของกรีซครั้งนี้ ไม่ใช่ทางออกของยูโรโซนด้วย

ตรงกันข้าม ผลที่ได้อาจเป็นจุดแตกหักครั้งใหญ่ของเอกภาพกลุ่มยูโรโซน 17 ประเทศ และชะตากรรมของเศรษฐกิจโลก

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าการเมืองของกรีซกำลังเป็นหัวใจสำคัญที่สุดที่กุมชะตาของวิกฤตการณ์ยุโรปรอบใหม่นี้

แต่เดิมนั้น การไร้เสถียรภาพทางการเมืองเนื่องจากไม่มีพรรคการเมืองใดได้เสียงเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นพรรคนิว เดโมเครซี และพรรคปาซก ที่หนุนนโยบายรัดเข็มขัด หรือพรรคฝ่ายซ้ายไซริซา ที่ต่อต้านมาตรการอดออม และการที่ทั้งสามพรรคไม่สามารถเป็นผู้นำการจัดตั้งรัฐบาลผสมได้นั้น ทำให้อนาคตของกรีซตกอยู่ในภาวะที่คลุมเครือ จนส่งผลให้การแก้ปัญหาหนี้ยุโรปต้องสั่นคลอนไปด้วย เพราะไม่รู้ว่าที่สุดแล้วจะได้รัฐบาลฝ่ายขวาที่ยอมทำตามเงื่อนไขเดิมต่อ หรือได้รัฐบาลฝ่ายซ้ายที่พร้อมจะฉีกสัญญาและก้าวออกจากการเป็น 1 ใน 17 สมาชิกกลุ่มประเทศยูโรโซน

ความไม่แน่นอนดังกล่าวได้สะท้อนด้านลบออกมาอย่างรุนแรงผ่านตลาดทุนทั่วโลก ทั้งราคาหุ้น น้ำมัน ทองคำ และสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ที่ดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาของกรีซ เมื่อวันที่ 6 พ.ค. จนกรีซต้องหาทางออกด้วยการประกาศวันเลือกตั้งรอบที่ 2

ทว่าการประกาศเลือกตั้งใหม่กำลังจะทำให้ความไม่แน่นอนที่โลกไม่อยากเห็น เป็นความจริงขึ้นมา

เพราะรัฐบาลฝ่ายซ้ายพรรคไซริซา ที่ประกาศชัดเจนว่าไม่เอาด้วยกับแผนรัดเข็มขัด มีแนวโน้มสูงว่าจะได้เสียงสนับสนุนจากประชาชนชาวกรีซ ผู้ต่อต้านการรัดเข็มขัดชัดเจนมากขึ้น จนเปลี่ยนจากพรรคที่ได้คะแนนลำดับที่ 2 ขึ้นมาเป็นลำดับที่ 1 และสามารถขึ้นเป็นผู้นำรัฐบาลผสมชุดใหม่ของกรีซได้ในที่สุด

ผลสำรวจความเห็นประชาชนชาวกรีซล่าสุดของ วีพีอาร์ซี โพล ระบุว่า แม้ประชาชนส่วนใหญ่ 59% จะต้องการเห็นพรรคการเมืองจัดตั้งรัฐบาลใหม่ให้ได้มากกว่าการเลือกตั้งรอบสอง ทว่าหากต้องเข้าคูหาอีกครั้งหนึ่งจริง ชาวกรีกก็จะเลือกพรรคไซริซาที่ยืนอยู่เคียงข้างประชาชนมากที่สุด ในสัดส่วน 20.3%

และแน่นอนว่าการขึ้นมาของพรรคไซริซายังหมายถึง “ความเปลี่ยนแปลง” ที่ต้องเกิดขึ้นกับ “มาตรการรัดเข็มขัด” ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วกลุ่มยูโรโซนด้วย

เพราะแม้เยอรมนีจะเป็นเจ้าของเงินกู้รายใหญ่ที่ลั่นวาจาว่าจะไม่มีการแก้ไขสัญญาใดๆ เด็ดขาด และแม้ว่ากรีซจะตกอยู่ในสถานะลูกหนี้ที่จนตรอกจนไม่เหลือทางเลือกอะไรอีกแล้ว

แต่การปล่อยให้กรีซผิดนัดชำระหนี้และเดินออกจากกลุ่มยูโรโซนตามวิถีของคนจนตรอกนั้น จะเป็น “หายนะ” ของยูโรโซนไปด้วย ชนิดที่ยุโรปไม่มีทางปล่อยให้เกิดขึ้นเด็ดขาด

โรเบิร์ต โซลลิค ประธานธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ได้กล่าวไว้ว่า หากกรีซต้องออกจากกลุ่มยูโรโซนจริง จะก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงสุดขีด ชนิดที่ไม่ต่างอะไรกับเมื่อครั้งวาณิชธนกิจ เลห์แมน บราเธอร์ส ในสหรัฐ ล้มละลายลงเมื่อปี 2008 และถือเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตการณ์ในภาคการเงินทั่วโลก

หากกรีซเดินออกจากกลุ่มยูโรโซนและหันกลับไปใช้สกุลเงินดรักมาดังเดิม ผู้ที่ต้องเจ็บปวดที่สุดจะไม่ได้มีแค่กรีซ หากแต่เป็น “สเปน” และ “อิตาลี” ที่จะถือเป็นฝันร้ายของจริงของวิกฤตการณ์หนี้ยุโรป

ปัจจุบัน สเปนกำลังเผชิญบททดสอบอย่างหนักหน่วงในตลาดทุน เศรษฐกิจของประเทศที่กลับเข้าสู่ภาวะถดถอยอีกครั้งในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ อัตราการว่างงานที่พุ่งสูงสุดทำสถิติใหม่ 24.4% พร้อมปัญหาหนี้ครั้งใหญ่ในภาคธนาคาร จนรัฐบาลต้องเข้าเทกโอเวอร์ธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดอันดับ 4 ของประเทศนั้น กำลังสั่นคลอนความเชื่อมั่นของสเปน ผ่านการประมูลพันธบัตรรัฐบาล

ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสเปนอายุ 10 ปี เมื่อวันที่ 16 พ.ค. ทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่โดยพุ่งขึ้น 1.4% ขึ้นไปถึง 6.46% ซึ่งถือเป็นระดับที่ยากต่อการ ไถ่ถอนหนี้คืนอย่างยิ่ง ขณะที่สเปนยังมีกำหนดการประมูลพันธบัตรเพื่อระดมทุนรอบใหม่อีก

และนอกจากผลกระทบต่อสเปนแล้ว การ ออกจากยูโรโซนของกรีซก็ยังหมายถึงความเสี่ยงของค่าเงินยูโรที่จะดิ่งลงอย่างหนักด้วย

ทางเยอรมนี ซึ่งเป็นเจ้าของกระเป๋าเงิน (กู้) ใหญ่สุด และเป็นฝ่ายที่ประกาศหนักแน่นมาตลอด ให้กรีซทำตามเงื่อนไขเดิมโดยไม่บิดพลิ้วนั้น ได้เริ่มตระหนักมากขึ้นทั้งเรื่องหายนะ หากกรีซออกจากยูโรโซน และเรื่องความจำเป็นที่ต้องปรับเปลี่ยนให้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจบางส่วน ไปพร้อมกับการลดงบประมาณขาดดุลไปด้วย

นายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล ของเยอรมนี ได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ ซีเอ็นบีซี ของสหรัฐ เมื่อวันที่ 16 พ.ค. ว่า เยอรมนีพร้อมที่จะเจรจาให้มีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจบางส่วนในกรีซ เพื่อให้เศรษฐกิจของกรีซเดินหน้าไปได้ โดยแมร์เกิลย้ำว่ามีความปรารถนาและมุ่งมั่นที่จะช่วยให้กรีซยังคงเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มประเทศยูโรโซนต่อไป ซึ่งนับเป็นการส่งสัญญาณประนีประนอมที่ชัดเจนที่สุดของพี่ใหญ่ยูโรโซน

การเลือกตั้งใหม่ของกรีซในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้านี้ จะเป็นการตัดสินชี้ชะตายูโรโซนได้ชัดเจนที่สุดว่าจะเดินหน้าไปอย่างไร

ทว่าบางทีคำตอบซึ่งมีอยู่เพียงอย่างเดียว อาจเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วก็เป็นได้

 

จับตามะกัน’ล้อมคอก’การเงิน ศึกวัดใจรัฐท้าชนเอกชน 2012/05/18

จับตามะกัน’ล้อมคอก’การเงิน ศึกวัดใจรัฐท้าชนเอกชน

  • 17 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:06 น.

โดย…นงลักษณ์ อัจนปัญญา

เล่นเอานักลงทุนทั่วโลก รวมถึงประชาชนชาวสหรัฐเสียวสันหลังวาบไปตามๆ กัน ทันทีที่ เจมี ดิมอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของธนาคารเจพีมอร์แกน เชส สถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐ ลุกขึ้นมาประกาศยอมรับความผิดพลาดในการบริหารจัดการ จนทำให้บริษัทขาดทุนอย่างหนักถึง 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.2 หมื่นล้านบาท) เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

เนื่องจากการขาดทุนในครั้งนี้ อดทำให้หวาดผวาไม่ได้ว่า ผี “เลห์แมน บราเธอร์ส” จะตามมาหลอกหลอนกันอีกครั้ง แม้ว่าซีอีโออย่างดิมอน ผู้ได้รับการเชื่อถือมากที่สุดหลังจากที่นำพาเจพีมอร์แกน เชส ฝ่าวิกฤตเมื่อปี 2551 มาได้อย่างสง่างาม จะยืนกรานเสียงแข็งว่าการขาดทุนในครั้งนี้ ไม่กระทบรุนแรงจนถึงขั้นล้มละลายก็ตาม

เห็นได้จากราคาหุ้นในตลาดของเจพีมอร์แกน เชส ที่ดิ่งลงเมื่อวันที่ 11 พ.ค. กว่า 9.3% แถมยังลากหุ้นหลักๆ ของภาคการเงินในตลาดสหรัฐให้ร่วงตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นมอร์แกน สแตนเลย์ ซิตี้กรุ๊ป หรือโกลด์แมน แซคส์ ขณะที่ฟิทช์ เรทติ้งส์ บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลก ถึงขั้นประกาศปรับลดอันดับเครดิตลงหนึ่งขั้นจาก AA- เหลือ AAA+ ส่วนสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ (เอสแอนด์พี) ปรับมุมมองเดรดิตเป็นลบ

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางข่าวร้ายน่าหวั่นใจ เหล่านักวิเคราะห์และนักวิชาส่วนหนึ่งกลับเห็นว่า การขาดทุนยับของเจพีมอร์แกน เชส ที่เกิดขึ้นครั้งนี้นับเป็นเรื่องดี

เนื่องจาก “ความดัง” และ “ความแรง” ที่เกิดขึ้น ทำให้กระแสการปฏิรูปกฎหมายเพื่อควบคุมระบบการเงินของประเทศโหมกระพือขึ้นมาอีกครั้ง

ถึงขั้นที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐ ออกมาให้สัมภาษณ์ผ่านทางสถานีโทรทัศน์เอบีซี ว่าความผิดพลาดของธนาคารที่ได้ชื่อว่าเก่งที่สุดและแม่นที่สุด ทำให้เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องมีการกำกับดูแลภาคธนาคารให้เข้มงวด และเพราะธนาคารเหล่านี้ต่างก็มีเงินภาษีของประชาชนคอยค้ำอยู่ ดังนั้นจึงไม่สมควรที่ธนาคารเหล่านี้จะเข้าไปเสี่ยง

“เพราะท้ายที่สุด อาจต้องจบลงด้วยการนำเงินภาษีของประชาชนเข้าไปอุ้มอีกครั้ง” ประธานาธิบดีโอบามา กล่าว

ทั้งนี้ ภายหลังจากเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินเมื่อ 4 ที่แล้ว รัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดีโอบามา ได้เดินหน้าผลักดันกฎระเบียบต่างๆ ออกมา โดยกฎที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดก็คือ ดอดด์ แฟรงก์ ซึ่งสภาอนุมัติเมื่อปี 2553 เพื่อควบคุมไม่ให้ธนาคารและสถาบันการเงินทั้งหลาย นำเงินไปใช้แสวงหาผลประโยชน์ด้วยการเก็งกำไรอย่างสนุกมือจนเกินไปในตลาดอนุพันธ์ ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ หรือตลาดซื้อขายล่วงหน้าอื่นๆ

แต่เอาเข้าจริง แม้สภาจะผ่านความเห็นชอบให้มีการปฏิรูปกฎระเบียบของภาคการเงินให้เข้มงวดกวดขัน แต่รายละเอียดปลีกย่อยของการบังคับใช้และบทลงโทษก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ชัดเจน

พูดให้เข้าใจง่ายก็คือว่า กฎต่างๆ โดนสกัดโดนล็อบบี้กันอย่างสุดฤทธิ์สุดเดช ด้วยฝีมือของภาคเอกชนที่ไม่ต้องการให้หนทางทำเงินเข้ากระเป๋าถูกจำกัด

ประเด็นที่เข้าตาเป็นที่จับตามองและได้รับการพูดถึงมากที่สุดสำหรับการเดินหน้าล้อมคอกการเงินในครั้งนี้ ก็คือกฎ “วอล์กเกอร์” ที่ใช้ชื่อตาม พอล วอล์กเกอร์ นักเศรษฐศาสตร์ อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สมัยประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ และโรนัลด์ เรแกน

สาระสำคัญของกฎวอล์กเกอร์ คือการจำกัดการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัท (Proprietary Trading) หรือการห้ามไม่ให้ธนาคารนำทรัพย์สินของบริษัทไปซื้อขายหลักทรัพย์ ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนมีความเสี่ยงสูงเพื่อแสวงหากำไรโดยตรง เพื่อป้องกันไม่ให้ธนาคารเผชิญหน้ากับการขาดทุนเหมือนเช่นที่ เจพีมอร์แกน เชส ประสบอยู่ในขณะนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ธนาคารเห็นว่าการบังคับใช้กฎดังกล่าว จะทำลายสองหน้าที่หลักของธนาคารทันที กล่าวคือ การสร้างตลาดให้ลูกค้าที่ต้องการซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงิน กับการบริหารจัดการความเสี่ยงเพื่อป้องกันการขาดทุน

ยิ่งไปกว่านั้น บรรดาธนาคารและสถาบันการเงินเอกชนทั้งหลายยังให้เหตุผลว่า การซื้อ-ขายหลักทรัพย์ของบริษัทไม่ได้เป็นต้นตอของการเกิดวิกฤตการเงินในปี 2551 แถมกฎที่ว่าเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองท่ามกลางกระแสสังคมที่กำลังชิงชังสถาบันการเงิน

ขณะที่อีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่ทำให้กฎวอล์กเกอร์นำมาบังคับใช้ได้ยากก็คือ การควานหาวิธีที่จะแยกแยะให้ได้ว่า การซื้อขายของธนาคารเอกชนที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง เป็นไปเพื่อตนเองหรือเพื่อลูกค้าธนาคาร

สำหรับประเด็นรองลงมาก็คือ การเดินหน้าเลิกระบบอุ้ม ซึ่งต้องย้อนไปถึงวลีเด็ดจากปากอดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ได้ประกาศลั่นไว้เมื่อครั้งที่รัฐบาลต้องเข้าไปอุ้มเอไอจี บริษัทประกันรายใหญ่ที่ประสบภาวะขาดทุนอย่างหนัก เมื่อหลังปี 2008 ว่า “Too Big Too Fail” ที่ในครั้งนี้ สหรัฐเห็นว่าขนาดของเอไอจีนั้นใหญ่เกินไปกว่าที่จะปล่อยให้ล้มไปเหมือนกับเลห์แมน บราเธอร์ส และได้ตัดสินใจใช้เงินภาษีประชาชนไปอุ้มเอกชนครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของสหรัฐทีเดียว

แต่เดิมนั้น หากธนาคารใหญ่ๆ ประสบปัญหา รัฐบาลมักจะเดินหน้าให้เงินช่วยเหลือ เนื่องจากเกรงว่า การล้มของยักษ์ใหญ่จะสะเทือนภาคการเงินทั้งหมด และลามไปสู่ภาคธุรกิจจริงที่ต้องพึ่งพาในฐานะแหล่งเงินทุน

ตามกฎระเบียบใหม่นี้ รัฐบาลสหรัฐจะไม่มีสิทธิให้เงินช่วยเหลือใดๆ อีกต่อไปเหมือนที่เป็นมา แต่จะมีอำนาจเต็มที่ที่จะสั่งปิดกิจการทันทีที่เห็นว่าการล้มของบริษัทดังกล่าว เป็นภัยคุกคามลุกลามต่อระบบการเงินโดยรวม และเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจประเทศ

ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวได้รับการยอมรับจากฝ่ายรัฐและฝ่ายเอกชน แต่ปัญหาก็คือรายละเอียดปลีกย่อย โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องที่ใครจะเป็นคนจัดการทรัพย์สินที่เหลืออยู่ของบริษัท ระหว่างรัฐบาลหรือเป็นบริษัทนั้นๆ เอง

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่หน่วยงานภายใต้รัฐบาลอย่างคณะกรรมการซื้อขายอนุพันธ์ฟิวเจอร์สสินค้าโภคภัณฑ์ของสหรัฐ (ซีเอฟทีซี) จะเข้าคุมการลงทุนที่ซับซ้อนอย่างในตลาดตราสารอนุพันธ์ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ธนาคารเอกชนทั้งหลายมองว่า จะทำให้ธนาคารมีต้นทุนต้องแบกรับ และทำให้ไม่สามารถใช้ตราสารอนุพันธ์เป็นสินทรัพย์เพื่อป้องกันความเสี่ยงได้

ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยความที่ธนาคารหลายแห่งของสหรัฐมีขนาดใหญ่ทำให้มีหน่วยงานสาขาอยู่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก การบังคับใช้กฎของสหรัฐจึงจำต้องได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลประเทศนั้นๆ ด้วย ซึ่งเท่าที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐยอมรับว่าการประสานงานยังไม่ดีเท่าที่ควร

หลักฐานยืนยันก็คือ กรณีการขาดทุนของเจพีมอร์แกน เชส ในครั้งนี้ โดยสำนักข่าวต่างประเทศต่างรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวจากวงในระบุว่า เกิดการระแคะระคายตั้งแต่เดือน เม.ย.แล้วว่า การลงทุนในตลาดอนุพันธ์ของเจพีมอร์แกน เชส มีการขาดทุน แต่รัฐบาลสหรัฐไม่สามารถตามตรวจสอบได้ เนื่องจากขาดการประสานงานขอข้อมูลจากอังกฤษ ซึ่งเป็นสาขาที่เจพีมอร์แกน เชส ขาดทุนมหาศาล

ยังไม่นับรวมถึงข้อเท็จจริงที่รับรู้กันเป็นอย่างดีว่า ความอืดอาดล่าช้าของการยกเครื่องล้อมคอกภาคการเงินของประเทศ มาจากสถานะความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลและเอกชนนั้นเอง ที่ฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายรับ และอีกฝ่ายเป็นฝ่ายให้ หรืออาจจะลึกซึ้งถึงขั้นที่ฝ่ายการเมืองเป็นลูกค้าคนสำคัญของธนาคาร

อย่างเช่น ล่าสุดที่มีการเปิดเผยออกมาแล้วว่า แม้กระทั่งประธานาธิบดีโอบามา ก็ยังถือหุ้นในบริษัท เจพีมอร์แกน เชส มูลค่าราว 1 ล้านเหรียญสหรัฐ

แน่นอนว่า การเอาจริงเอาจังเดินหน้าปฏิรูปกฎหมายของรัฐบาลสหรัฐเพื่อป้องกันไม่ให้สถาบันการเงินเห็นแก่ความมั่งคั่งของตนเองย่อมเป็นเรื่องที่สมควรสนับสนุนและลงมือทำอย่างเต็มที่

เพียงแต่เมื่อพิจารณาจากอุปสรรคที่ประดังเข้ามา ก็เป็นเรื่องที่ต้องวัดใจรัฐบาลสหรัฐกันต่อไปว่า จะเอาแน่ได้มากแค่ไหนกับทางเลือกระหว่างผลประโยชน์ตัวกับผลประโยชน์ชาติ…!

 

3ยักษ์เอเชียผนึกกำลังสู้พิษยุโรปกรุยทางเอฟทีเอไตรภาค 2012/05/15

3ยักษ์เอเชียผนึกกำลังสู้พิษยุโรปกรุยทางเอฟทีเอไตรภาค

  • 15 พฤษภาคม 2555 เวลา 09:00 น.

โดย…นันทิยา วรเพชรายุทธ

nantiyaw@posttoday.com

นับเป็นอีกครั้งที่ “วิกฤตการณ์” เป็นแรงผลักดันให้เกิดการผ่าทางตันความร่วมมือระหว่าง 3 ชาติมหาอำนาจเอเชียตะวันออก จีน-ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ ซึ่งผู้นำของทั้งสามประเทศได้ประกาศฟื้นแผนเจรจาจัดตั้ง “เขตการค้าเสรีไตรภาคี” ขึ้นมาอีกครั้ง และนับเป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีมานี้

การผ่าทางตันความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ และหันกลับมาฟื้นเอฟทีเอ 3 ฝ่ายที่เคยล่มไปตั้งแต่ปี 2545 นั้น ถือเป็นสัญญาณบ่งชี้เป็นอย่างดีว่า “เอเชีย” ได้ตระหนักและพยายามหาทางรับมือกับวิกฤตการณ์หนี้ยุโรปมากเพียงใด

แม้จะได้ชื่อว่าเป็นภูมิภาคที่แข็งแกร่งและสามารถต้านทานผลกระทบจากยุโรปได้ดีที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ โดยเฉพาะทั้งสามประเทศดังกล่าว ซึ่งมีสัดส่วนจีดีพีรวมกันถึง 19.6% จากจีดีพีทั่วโลก และมีสัดส่วนการส่งออกรวมกันถึง 18.5% ของการส่งออกทั่วโลกในปี 2553

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าเอเชียได้รับผลกระทบไม่น้อย และไม่อยู่ในสถานะที่จะช่วยฟื้นการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกได้เหมือนครั้งวิกฤตการณ์ภาคการเงินสหรัฐในปี 2551 อีกแล้ว

เขตเศรษฐกิจเบอร์ 2 ของโลกอย่าง “จีน” กำลังอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดลงอย่างรุนแรง หรือ Hard Landing หลังจากที่ดัชนีสำคัญๆ ทางเศรษฐกิจล้วนลดลงอย่างฮวบฮาบในช่วง 2-3 เดือนมานี้

ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน เม.ย. ของจีน ขยายตัวได้ต่ำสุดในรอบเกือบ 3 ปี อยู่ที่ 9.3% โดยลดลงอย่างหนักเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าซึ่งโตได้ 11.9% ขณะที่ตัวเลขการค้าเดือน เม.ย. ก็พบว่ามีการนำเข้าเพิ่มขึ้นเพียง 0.3% เท่านั้น ส่งผลให้ธนาคารกลางของจีนต้องกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นครั้งที่ 3 นับตั้งแต่เดือน พ.ย.ปีที่แล้ว ด้วยการลดสัดส่วนการกันสำรองความเสี่ยงของธนาคารพาณิชย์ในประเทศลงอีก 0.5% เพื่อให้เกิดสภาพคล่องในระบบ และให้มีธุรกรรมทางการเงินได้สะดวกขึ้น

ส่วน “ญี่ปุ่น” นั้นดูจะย่ำแย่ยิ่งกว่า เพราะแทบจะไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวใดๆ นับตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวพร้อมสึนามิเมื่อเดือน มี.ค. 2554 และซ้ำเติมด้วยน้ำท่วมใหญ่ในไทยช่วงปลายปีเดียวกัน นอกจากนี้ยังถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาเงินเยนแข็งค่า และภาวะเงินฝืดที่ชาวญี่ปุ่นยังไม่ยอมจับจ่ายใช้สอยกันเท่าที่ควร

สำหรับภาคเอกชนนั้น นอกจากบริษัทรถยนต์ที่มีสัญญาณการฟื้นตัวดีขึ้นในปีนี้ บริษัทเอกชนหลายแห่งในญี่ปุ่นล้วนประสบภาวะขาดทุนกันอย่างหนัก โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและสายการบิน ขณะที่ในภาครัฐ รัฐบาลญี่ปุ่นต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายครั้ง ล่าสุด ได้ขยายวงเงินโครงการช่วยซื้อพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มอีก 10 ล้านล้านเยน (ราว 3.72 ล้านล้านบาท) นอกจากนี้ ธนาคารกลางญี่ปุ่นยังออกมาตรการเงินกู้ช่วยเหลือธนาคารพาณิชย์อีกราว 5 ล้านล้านเยน (ราว 1.9 ล้านล้านบาท) ด้วย

ขณะที่ “เกาหลีใต้” ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจใหญ่สุดอันดับที่ 15 ในโลก และอันดับ 4 ในเอเชียนั้น แม้จะไม่มีปัญหาเท่ากับญี่ปุ่นและไม่ได้อยู่ภายใต้แรงกดดันเท่ากับจีน ทว่าผลพวงจากปัญหาหนี้ในยุโรปที่ยืดเยื้อ ก็ส่งผลให้เศรษฐกิจโสมขาวต้องชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด

ดัชนีการส่งออกเดือน เม.ย. ของเกาหลีใต้ หดตัวลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 โดยหดตัวลง 4.7% จากที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะโตได้ 1% ขณะที่ธนาคารกลางเกาหลีใต้ต้องปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้ลงมาอยู่ที่ 3.5% จากคาดการณ์เดิมที่ 3.7% และอาจย่ำแย่ลงกว่านี้หากวิกฤตการณ์หนี้ยุโรปในช่วงครึ่งปีหลังนี้ทวีความรุนแรงหนักขึ้น

และปัจจุบันนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ต่างเชื่อไปในทิศทางเดียวกันว่า ปัญหาหนี้ยุโรปจะเลวร้ายลงอย่างแน่นอน จากการเมืองที่ไร้เสถียรภาพในกรีซที่เสี่ยงต่อการเลือกตั้งรอบ 2 ต้องผิดนัดชำระหนี้ และอาจถึงกับต้องออกจากกลุ่มยูโรโซนในที่สุด

ทั้งหมดนี้จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ 3 ประเทศใหญ่ในเอเชียตะวันออกสามารถพักยกความขัดแย้งทางการเมือง และกลับมาฟื้นการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีไตรภาคีร่วมกันได้อีกครั้ง หลังจากที่ต้องล่มไปนับตั้งแต่มีการเริ่มถกครั้งแรกเมื่อ 10 ปีก่อน

สำนักข่าวซินหัว ระบุว่า หากมีการบรรลุข้อตกลงการค้าเสรี 3 ฝ่ายได้จริง ก็จะช่วยเพิ่มการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนได้ถึง 2.9% ญี่ปุ่น 0.5% และเกาหลีใต้ 3.1% โดยการค้าขายภายในภูมิภาคเดียวกันเองนั้นจะช่วยลดความเสี่ยงผลกระทบจากความผันผวนทางเศรษฐกิจในยุโรปและสหรัฐได้มากขึ้นอีก

เบื้องต้นในการประชุมสุดยอดผู้นำ 3 ฝ่ายนั้น นายกรัฐมนตรี เวินเจียเป่า ของจีน นายกรัฐมนตรี โยชิฮิโกะ โนดะ ของญี่ปุ่น และประธานาธิบดี ลีมยองบัก ของเกาหลีใต้ ได้บรรลุข้อตกลงการลงทุนร่วมกันหลายฉบับ หลังจากที่มีการประชุมกันมากว่า 4 ปีนี้

อย่างไรก็ตาม การริเริ่มดังกล่าวยังคงน่าสงสัยว่าจะมีการพัฒนาไปสู่ความร่วมมือการค้าเสรีที่แท้จริงได้มากน้อยเพียงใด

โดยเฉพาะหลังจากปัญหาหนี้ยุโรปเริ่มบรรเทาลงในอีก 35 ปีข้างหน้า

เพราะต้องไม่ลืมว่าทั้งสามประเทศล้วนแล้วแต่มีปัญหาทางการเมืองระหว่างกันทั้งสิ้น ตั้งแต่ข้อพิพาททางดินแดน ไปจนถึงความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์จากสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกของประชาชน ดังที่เคยเกิดการประท้วงในแต่ละประเทศมาแล้ว

ปัญหา “ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน” ยังทวีความรุนแรงขึ้นในปัจจุบัน เมื่อมีตัวแปรอย่าง “สหรัฐ” ประกาศกลับมาทวงอิทธิพลในเอเชีย ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าความสัมพันธ์กับเพื่อนนอกทวีประหว่างญี่ปุ่นสหรัฐ หรือเกาหลีใต้สหรัฐนั้น แนบแน่นเสียยิ่งกว่าเพื่อนบ้านอย่างจีน

ในขณะที่ประกาศว่าจะให้ความสำคัญกับการเจรจาเอฟทีเอ 3 ประเทศเอเชียตะวันออกนั้น นายกรัฐมนตรี โนดะ ก็ย้ำด้วยว่า ญี่ปุ่นจะให้ความสำคัญกับการเจรจาความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจทรานส์แปซิฟิก (ทีพีพี) กับสหรัฐ ควบคู่ไปด้วยอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งเท่ากับว่าความร่วมมือระหว่างเพื่อนบ้านในเอเชียด้วยกันนั้นอาจยังไม่ใช่ความสำคัญที่สุดในสายตาของญี่ปุ่น

ปัญหาเศรษฐกิจอาจเป็นแรงขับให้เอเชียรักกันได้อีกครั้ง แต่จะมากพอที่จะปลดล็อกการเมืองเพื่อความมั่งคั่งของภูมิภาคอย่างแท้จริงได้หรือไม่นั้น อาจต้องทดสอบจากวิกฤตการณ์ยุโรปที่จะแรงขึ้นหลังจากนี้

 

โลกนับถอยหลังกรีซโบกมือลาอียู 2012/05/15

โลกนับถอยหลังกรีซโบกมือลาอียู

  • 14 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:45 น.

โดย…ณัฐสุดา จิตตปาลพงศ์

แม้จะมีข่าวดีให้นักลงทุนทั่วโลกพอโล่งอกได้เปลาะหนึ่งในช่วงต้นปีที่ผ่านมา หลังยุโรปเริ่มส่งสัญญาณว่า มหากาพย์วิกฤตหนี้กรีซที่ยืดเยื้อมายาวนานกว่า 5 ปี กำลังถึงจุดจบเสียที ไม่ว่าจะเป็นการอนุมัติเงินช่วยเหลือกรีซรอบ 2 เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา หรือความคืบหน้าในแผนปฏิรูปสหภาพการคลังของยุโรป ล้วนแต่เป็นข่าวดีที่นักลงทุนรอคอยมานาน

ทว่า ยังไม่ทันจะได้ชื่นชมข่าวดี ดูเหมือนว่าขณะนี้นักลงทุนต่างต้องมานั่งกุมขมับกับวิกฤตหนี้ยุโรปอีกครั้ง โดยเฉพาะนับตั้งแต่มีการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 6 พ.ค.ที่ผ่านมา ถึงตอนนี้กรีซยังคงล้มเหลวในการจัดตั้งรัฐบาลผสมชุดใหม่เพื่อขึ้นบริหารประเทศ

และมีความเป็นไปได้สูงที่จะต้องมีการจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ในเดือนหน้า ขณะที่เส้นตายที่ยุโรปได้ขีดไว้ให้กรีซในการอนุมัติมาตรการรัดเข็มขัดเพิ่มเติมมูลค่า 1.15 หมื่นล้านยูโร (ราว 5.52 แสนล้านบาท) ก็กำลังเข้าใกล้ทุกที

หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ ยุโรปอาจตัดสินใจระงับเงินช่วยเหลือกรีซทั้งหมด หากกรีซไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงกันไว้ ซึ่งแน่นอนว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวก็จะนำไปสู่การผิดชำระหนี้ของกรีซนั่นเอง

อีกทั้งสถานการณ์ยังมีทีท่าว่าจะร่อแร่หนักกว่าเดิมด้วยซ้ำ ภายหลังพรรคไซริซา ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายซ้ายที่สามารถโกยคะแนนมาเป็นอันดับ 2 และกำลังถูกยกให้เป็นตัวเก็งที่จะคว้าชัยหากมีการเลือกตั้งอีกครั้ง ประกาศจะ “ฉีก” สัญญาเงินกู้ฉุกเฉินที่รัฐบาลที่ผ่านมาลงนามร่วมกับสหภาพยุโรป (อียู) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ทันทีหากได้เป็นรัฐบาล

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่นักวิเคราะห์จะฟันธงว่า จะช้าหรือเร็ว สุดท้ายกรีซก็จะต้องออกจากยูโรโซนอย่างแน่นอน โดยสถาบันการเงินชื่อดังอย่าง ซิตี้กรุ๊ป ฟันธงว่า มีโอกาส 75% ที่กรีซจะออกจากยูโรโซนภายใน 18 เดือนข้างหน้านี้

ช่วงเวลาต่อไปนี้จึงนับว่าเป็นช่วงเวลาอันตรายสำหรับกรีซที่อาจเป็นตัวตัดสินได้เลยว่า กรีซจะ “อยู่” หรือ “ไป” จากยูโรโซน โดยล่าสุดหนังสือพิมพ์เดอะ การ์เดียน ของอังกฤษ เตือนว่า หากยังคงไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ในช่วงเวลาอีกไม่กี่เดือนต่อไปนี้ กรีซอาจต้องเผชิญกับเหตุการณ์สำคัญ 5 เหตุการณ์ ซึ่งจะทำให้เอเธนส์ต้องพ้นสภาพจากการเป็นสมาชิกของยูโรโซน

1.ภาวะอัมพาตทางการเมือง หรือปัญหาทางตันทางการเมือง ซึ่งนับว่าเป็นเหตุการณ์ที่กรีซกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ โดยความล้มเหลวในการจดตั้งรัฐบาลกำลังส่งผลให้กรีซได้รับเสียงเตือนหนาหูว่า อาจต้องออกจากจากยูโรโซนหากไม่ยอมเดินหน้ารัดเข็มขัด

2.ภาวะถังแตก ซึ่งจะเกิดขึ้นทันทีหากกรีซไม่เดินหน้ารัดเข็มขัดและปฏิรูปตามเงื่อนไขที่ยุโรปกำหนดเพื่อแลกกับเงินช่วยเหลือ

“เงินช่วยเหลืองวดล่าสุดมูลค่า 4,200 ล้านยูโร (ราว 2.01 แสนล้านบาท) อาจเป็นเงินงวดสุดท้ายที่กรีซจะได้รับจากยุโรป” คริสเตียน ชูลตส์ นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารเบเรนเบิร์ก กล่าว โดยยังเตือนอีกว่า หากกรีซยังคงเดินหน้าจ่ายดอกเบี้ยและไถ่ถอนพันธบัตรคืน รัฐบาลก็อาจถังแตกภายในเดือน ก.ค. ซึ่งหลังจากนั้นก็จะไม่สามารถจ่ายเงินเดือนและเงินบำนาญให้ข้าราชการได้

ขณะเดียวกันธนาคารของกรีซก็จะถูกตัดขาดความช่วยเหลือด้านการเงินจากธนาคารยุโรปโดยสิ้นเชิง

สิ่งที่จะตามมาก็คือ ธนาคารขาดความน่าเชื่อถือจนประชาชนแห่ถอนเงินออกทันที ดังเช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่อาร์เจนตินาเมื่อปี 2544 กรีซเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะล้มละลายในระบบการเงินสูงมากที่สุด

3.การตั้งสกุลเงินและธนาคารใหม่ โดยกรีซจะต้องระงับบัญชีของประชาชนพร้อมออกกฎหมายเพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนแห่ถอนเงิน

ขณะเดียวกันกรีซจะต้องกลับไปใช้สกุลเงินเดิม “ดรักมา” ซึ่งนักวิเคราะห์บางรายมองว่า รัฐบาลกรีซอาจกำลังแอบพิมพ์เงินดรักมาอยู่ก็เป็นได้เพื่อรับมือกรณีฉุกเฉิน

นอกจากนี้ รัฐบาลกรุงเอเธนส์ก็จะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการตั้งธนาคารใหม่ หลังธนาคารภายในประเทศต้องประสบภาวะล้ม ละลายจากการถูกตัดขาดจากอีซีบี

4.ชาวกรีซหนีออกนอกประเทศ นักวิเคราะห์มองว่า ในที่สุดสถานการณ์ในกรีซก็จะเลวร้ายสุดๆ จนบีบบังคับให้ประชาชนออกนอกประเทศเพื่อเสาะหาโอกาสที่ดีกว่าในต่างแดน

ยกตัวอย่างเช่น หากรัฐกลับมาใช้เงินดรักมา ก็จะต้องกำหนดค่าขึ้นใหม่เพื่อใช้เป็นค่าในการแปลงหนี้และสินทรัพย์ต่างๆ ที่อยู่ในสกุลเงินยูโรเดิม ซึ่งไม่ว่าจะกำหนดไว้เท่าใด ในที่สุดก็ย่อมต้องอ่อนค่า ซึ่งจะส่งผลให้สินค้านำเข้าแพงขึ้นและเกิดปัญหาเงินเฟ้อตามมา เช่นเดียวกับปัญหาการว่างงาน

ขณะเดียวกันต้องไม่ลืมว่า การออกจากยูโรโซนนั้นหมายความว่า กรีซจะต้องอยู่ในสภาพ “โดดเดี่ยว” ซึ่งเมื่อการปล่อยกู้ยุติลง ธุรกิจขนาดเล็กก็จะหนีไม่พ้นสภาพล้มละลาย

“การบริโภคภายในประเทศอาจดิ่งลงถึง 30%” เจนส์ นอร์ดวิก จากโนมูระ กล่าว

ขณะที่นักวิเคราะห์จากธนาคารบีเอ็นพี พาริบาส มองว่า การออกจากยูโรโซนจะทำให้จีดีพีกรีซหดตัว 20% เงินเฟ้อพุ่ง 40-50% และหนี้สาธารณะต่อจีดีพีพุ่งสูงเกินระดับ 200%

ในที่สุดรัฐบาลกรีซอาจไม่มีทางเลือกนอกจากการสั่ง “ปิด” ชายแดน

และท้ายสุดนั้น ก็จะเกิด 5.ภาวะวิกฤตลุกลาม ซึ่งจะเกิดขึ้นทันทีหากกรีซกลับไปใช้เงินดรักมา เพราะสินทรัพย์ต่างๆ ที่เจ้าหนี้กรีซถืออยู่ ซึ่งแต่เดิมนั้นอยู่ในสกุลเงินยูโร จะถูกแปลงค่าเป็นเงินดรักมา

ขณะเดียวกันการกลับมาใช้สกุลเงินเดิมก็จะส่งผลให้เกิดปัญหาด้านกฎหมายในแง่ของสัญญาธุรกิจและสัญญาต่างๆ ของรัฐบาล

ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ การออกจากยูโรโซน และการกลายเป็นหนี้ศูนย์ของกรีซจะส่งผลกระเทือนไปทั่วภาคการเงินของยุโรป ที่หลายประเทศเองก็อยู่ในภาวะสั่นคลอนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสเปนและอิตาลี แม้กระทั่งฝรั่งเศสเอง ที่ภาคเอกชนถือพันธบัตรของกรีซไว้จำนวนมหาศาล

ทั้งนี้ แม้เหตุการณ์ทั้งหมดนี้จะเป็นเพียงแค่การคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือ ขณะนี้สัญญาณอันตรายเริ่มปรากฏให้เห็นบ้างแล้ว

โดยเฉพาะเมื่อประชาชนกรีซได้เทคะแนนเสียงให้กับพรรคซ้ายจัดอย่างล้นหลามมากที่สุดในประวัติศาสตร์ เพราะพรรคดังกล่าวชูนโยบาย “ฉีกแผนรัดเข็มขัด” อย่างแข็งกร้าวและชัดเจน

ต้องลุ้นกันต่อไปว่า กรีซจะสามารถตัดไฟตั้งแต่ต้นลมและยุติวิกฤตตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วยการจัดตั้งรัฐบาลให้ได้เร็วที่สุดและรักษาคำมั่นที่ให้ไว้กับยูโรโซนที่จะเดินหน้า “รัดเข็มขัด” ต่อไปได้หรือไม่

ทางตันนี้ไม่ง่ายที่จะผ่าไปได้เสียด้วย!

 

ยุโรปมืดแปดด้าน ‘กลไกแก้หนี้’เป็นอัมพาต 2012/05/12

ยุโรปมืดแปดด้าน ‘กลไกแก้หนี้’เป็นอัมพาต

  • 11 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:06 น.

โดย…นันทิยา วรเพชรายุทธ

nantiyaw@posttoday.com

แม้จะผ่านมาเกือบครบสัปดาห์แล้ว นับตั้งแต่ประกาศผลการเลือกตั้งผู้นำฝรั่งเศสและสมาชิกรัฐสภากรีซ ทว่าบรรยากาศของตลาดทุนทั่วโลกกลับยังไม่กระเตื้องขึ้น และกำลังกลายเป็นปัญหาความเชื่อมั่นที่ทับซ้อนกับวิกฤตการณ์หนี้ยุโรปให้รุนแรงขึ้นไปทุกขณะ

เพราะนอกจากวิกฤตการณ์ของยุโรปจะสาหัสและซับซ้อนกว่าที่คาดไว้แล้ว “กลไกการแก้ปัญหา” ซึ่งเป็นทางออกที่ทั่วโลกจับตามองนั้น กลับไม่สะเด็ดน้ำพอที่จะช่วยแก้ปัญหาระดับวิกฤตการณ์ครั้งนี้ และไปๆ มาๆ กลไกการแก้ปัญหาที่วางไว้อาจต้องสะดุดลงก่อนจะแก้อะไรได้เสียอีก

แน่นอนว่าเรากำลังกล่าวถึงกองทุนกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป (อีเอสเอ็ม) และกลุ่มความร่วมมือทางการคลังยุโรป (Fiscal Compact) ซึ่งทั้งสองกลไกนี้ยังไม่ได้รับการให้สัตยาบันจากประเทศสมาชิก หรือยังไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ

หรือพูดง่ายๆ ว่ายังมีสิทธิล้มได้ตลอดเวลา

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าปัญหาหลักๆ ของยุโรปที่มีมานานกว่า 2 ปีนี้ คือ ปัญหาหนี้สาธารณะ (Sovereign Debt) อันเกิดจากการใช้จ่ายเกินตัว ทำให้ขาดดุลงบประมาณ และมีหนี้สาธารณะสูงกว่าจีดีพีในปริมาณมหาศาล นอกจากนี้ยังเกิดปัญหาในระบบการเงินการธนาคารครั้งใหญ่ด้วย เพราะธนาคารพาณิชย์ต้องแบกรับความเสี่ยงจากการถือครองพันธบัตรรัฐบาลที่มีปัญหา

ยุโรปซึ่งไม่เคยมีกลไกรองรับวิกฤตการณ์เหล่านี้มาก่อน ได้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการอัดฉีดเงินกู้ให้ประเทศที่เกิดปัญหา โดยตั้งกองทุนชั่วคราวที่ชื่อว่า กองทุนรักษาเสถียรภาพทางการเงินยุโรป (อีเอฟเอสเอฟ) เพื่ออัดฉีดเงินกู้ร่วมไปกับธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) แต่วิกฤตที่ลุกลามมากขึ้นและเร็วขึ้น ทำให้ยุโรปต้องหันมาตั้งกองทุนถาวรแทนที่ ซึ่งก็คือ อีเอสเอ็ม ซึ่งคาดว่าจะมีการลงนามให้สัตยาบันจาก 17 ประเทศกลุ่มยูโรโซนในเดือน ก.ค.นี้

อย่างไรก็ตาม กองทุนของยุโรปกลับไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้ทั่วโลกได้มากพอ เพราะปัจจัยสำคัญคือ “มีเงินไม่พอ”

จากกองทุนเดิมที่มีเงินทุนอยู่ 4.4 แสนล้านยูโร กองทุนใหม่นี้กลับระดมทุนได้จริงเพียง 5 แสนล้านยูโรเท่านั้น ทั้งที่ตั้งความหวังไว้ในตอนต้น 1 ล้านล้านยูโร ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวจะไม่สามารถแก้ปัญหาในกรณีที่สเปนหรืออิตาลีเกิดวิกฤตการณ์ตามมาเป็นชาติที่ 4 หรือชาติที่ 5 ได้ เพราะคาดว่ายุโรปต้องมีเงินกู้อยู่ในมือให้พร้อมอย่างน้อยๆ ที่ 8 แสนล้านยูโร

ประเด็นนี้จึงเป็นคำตอบที่ดีว่า เพราะเหตุใดตลาดทุนโลกจึงไม่เคยวางใจกับปัญหายุโรป และพร้อมจะเขย่าความเชื่อมั่นได้ทุกเมื่อ

ขณะเดียวกัน อีเอสเอ็ม ก็ไม่สามารถปล่อยกู้ให้ภาคธนาคารได้โดยตรง จำเป็นต้องปล่อยกู้ผ่านรัฐบาลประเทศต่างๆ ทำให้การแก้ปัญหาของภาคการเงินการธนาคารในยุโรปยังติดขัดเรื่องการหาเงินกู้

ดังเช่นกรณีของสเปนในวันนี้ ที่ภาคธนาคารตกอยู่ในความเสี่ยงสูงจากการถือครองตราสารหนี้ที่อิงกับสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ แม้รัฐบาลสเปนจะเข้าไปเทกโอเวอร์ธนาคารแห่งหนึ่งแล้ว แต่สเปนซึ่งอยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอย และต้องคุมงบประมาณขาดดุลอย่างหนักเช่นกัน ก็ไม่มีเงินมากพอที่จะเข้าไปช่วยธนาคารได้ทั้งหมด หากปัญหาลุกลามแรงไปทั้งระบบมากกว่านี้

กลไกการแก้ปัญหาที่น่าเป็นห่วงไม่แพ้กันก็คือ การรวมกลุ่มทางการคลังยุโรป (Fiscal Compact) ซึ่งกำลังส่อเค้าว่าอาจล่มตั้งแต่ยังไม่ทันได้ตั้ง และอาจส่งผลให้การแก้ปัญหายุโรปที่ฐานรากต้องพังทลายตามไปด้วย

การกำหนดระเบียบอย่างเคร่งครัดให้ประเทศสมาชิก 27 ชาติ ยกเว้นเช็กและอังกฤษ ต้องควบคุมงบประมาณขาดดุลอย่างเข้มงวดตามระเบียบของอียู โดยที่มีบทลงโทษตามมาโดยอัตโนมัติหากฝ่าฝืนนั้น นับเป็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่กำลังทำให้ประเทศในยุโรปอึดอัด เนื่องจากต้องรัดเข็มขัดทางการคลังอย่างเข้มงวด นำไปสู่การตัดลดสวัสดิการ เงินเดือน และสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของประชาชน

แต่การควบคุมงบขาดดุลอย่างหนัก กำลังส่งผลกระทบถึงการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไปด้วย เช่น ในสเปนที่กลับเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างเป็นทางการแล้วในไตรมาสแรกของปีนี้ ท่ามกลางภาวะการว่างงานที่พุ่งสูงสุดในรอบกว่า 20 ปี หรืออย่างในกรีซที่คาดว่าต้องใช้เวลาอีกราว 2–3 ปี กว่าที่เศรษฐกิจจะเริ่มกลับมาขยายตัวได้อีกครั้ง

ปัญหาดังกล่าวนี้กำลังสร้างแรงกดดันอย่างหนักภายในยุโรปว่า ควรต้องมีการเปลี่ยนแปลงมาตรการดังกล่าวให้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจบางส่วนหรือการจ้างงานควบคู่กันไปด้วยหรือไม่

นอกจากกลไกการแก้ปัญหาหลักๆ 2 ด้านของยุโรปจะเผชิญภาวะที่ไม่แน่นอน ทั้งไม่แน่นอนว่าจะแก้ปัญหาได้ และไม่แน่นอนว่าจะเกิดกลไกดังกล่าวขึ้นมาได้จริงหรือไม่แล้ว ปัจจัยทางการเมืองอันร้อนระอุก็กำลังเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ความพยายามแก้ปัญหาในยุโรปต้องสั่นคลอนลงด้วย

การใช้ไม้แข็งบีบให้ประเทศในยุโรปต้องลดงบประมาณขาดดุลอย่างเคร่งครัด ทำให้หลายประเทศส่งสัญญาณประท้วงผ่านการเลือกตั้ง ดังที่เห็นผลทั้งในกรีซและฝรั่งเศส ที่ประกาศตัวไม่เอาแผนรัดเข็มขัดทางการคลังอีกต่อไป ขณะที่ในประเทศเนเธอร์แลนด์นั้น รัฐสภาก็ไม่สามารถตกลงเรื่องการลดงบประมาณขาดดุลได้ จนรัฐบาลต้องประกาศลาออกเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่

ล่าสุด แม้แต่ฝ่ายค้านในสภาเยอรมนีที่เป็นหัวหอกหลักของแผนการดังกล่าวเอง ก็ยังแย้มว่าอาจจะไม่ให้สัตยาบันในแผนการรวมกลุ่มทางการคลัง เพราะควรต้องมีการปรับเปลี่ยนแก้ไขให้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจบางส่วนไปพร้อมกับการลดงบประมาณขาดดุลด้วย

หลายประเทศกำลังส่งสัญญาณบีบไปยังประธานาธิบดี อังเกลา แมร์เกิล ของเยอรมนีอย่างหนักว่า การลดหนี้คุมงบประมาณขาดดุลเพียงอย่างเดียวนั้น ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกต้องในวันนี้ เพราะได้สร้างความเจ็บปวดต่อหลายประเทศ และยังนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ปัญหาการว่างงานพุ่งสูง และผลกระทบอื่นๆ ที่ประชาชนต้องเป็นผู้แบกรับ

แม้จะยืนกรานอย่างหนักว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจบนกองหนี้ ไม่ใช่วิธีการเดินหน้าประเทศที่ถูกต้อง ทว่าเยอรมนีเพียงประเทศเดียวโดยไร้เงาหนุนของ นิโกลาส์ ซาร์โกซี อาจไม่สามารถทนต่อแรงกดดันอย่างหนักจากบรรดาประเทศเพื่อนบ้านรายล้อมได้

หากเป็นเช่นนั้น ยุโรปจะเกิดความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่อีกครั้งในการแก้วิกฤตการณ์หนี้สาธารณะ ซึ่งการก่อหนี้เพิ่มมากระตุ้นเศรษฐกิจจะทำให้การแก้ปัญหาของยุโรปยิ่งยืดเยื้อยาวนานออกไปอีก

ทว่า หากสถานการณ์เลวร้ายกว่าเพราะไม่มีความชัดเจน กลไกที่กำหนดขึ้นไม่สามารถตอบโจทย์วิกฤตการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพพอ หรืออาจทำไม่ได้แม้แต่จะบรรลุกลไกการแก้ปัญหาร่วมกันด้วยซ้ำแล้ว

ถึงจุดนั้นก็เตรียมตัวรับมือวิกฤตครั้งใหม่กันได้เลย

 

โลกจับตาทางเลือกกรีซ สัญญาณนับถอยหลังโบกมือลาอียู 2012/05/12

โลกจับตาทางเลือกกรีซ สัญญาณนับถอยหลังโบกมือลาอียู

  • 10 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:42 น.

โดย…นงลักษณ์ อัจนปัญญา

ยังคงเป็นประเทศที่ทั่วโลกต้องเฝ้าคอยตามติดอย่างใกล้ชิดอยู่ตลอด นับตั้งแต่เกิดวิกฤตหนี้สาธารณะเมื่อ 5 ปีที่แล้ว สำหรับ กรีซ หนึ่งใน 17 ชาติสมาชิกผู้ใช้เงินสกุลยูโรหรือยูโรโซน

เพราะผลการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 6 พ.ค. ที่นอกจากจะไม่มีพรรคการเมืองใดสามารถเรียกคะแนนโหวตจากประชาชนจนสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว ผลดังกล่าวยังสร้างปรากฏการณ์ใหม่ที่พรรคไซริซา ซึ่งเป็นพรรคการเมืองสังคมนิยมฝ่ายซ้าย โกยคะแนนมาเป็นอันดับ 2 ด้วยการชูนโยบายต่อต้านแผนรัดเข็มขัด

พูดให้เข้าใจง่ายก็คือว่า สถานการณ์ทางการเมืองกรีซในปัจจุบันได้บ่งชี้ให้เห็นค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า ประชาชนทั่วประเทศไม่ขอทนกับแผนรัดเข็มขัดอีกต่อไป

เป็นสัญญาณที่นักวิเคราะห์จากหลายสำนัก หรือแม้กระทั่งบรรดาผู้นำในกลุ่มยูโรโซนต่างเห็นตรงกันว่า ความตึงเครียดในครั้งนี้อาจเป็นการนับถอยหลังสู่การอำลาสกุลเงินยูโร และการถอนตัวออกจากกลุ่มสหภาพยุโรปของกรีซ

และอาจเลวร้ายหนักถึงขั้นเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบของความเป็นสหภาพยุโรปในที่สุด

ต้องยอมรับว่า ความแตกแยกทางการเมืองของกรีซในครั้งนี้ สาเหตุหลักสืบเนื่องมาจากปัญหาเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และการที่หนี้สาธารณะพุ่งสูงเกินหน้าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จนต้องขอความช่วยเหลือจากอียู ธนาคารกลางยุโรป และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) โดยแลกกับเงื่อนไขที่กรีซต้องยอมตัดลดค่าใช้จ่าย เดินหน้าบังคับใช้แผนรัดเข็มขัด ตามที่อียู อีซีบี และไอเอ็มเอฟ หรือที่รู้จักกันดีในนามทรอยกา เสนอให้ได้จำนวน 1.15 แสนล้านยูโร (ราว 4.6 ล้านล้านบาท) ภายในปีงบประมาณ 2556-2557

นัยว่าเพื่อเป็นการสร้างวินัยในการใช้จ่าย และไม่ให้รัฐบาลกรีซก่อหนี้เพิ่มขึ้นมาให้เป็นภาระกับประเทศสมาชิกในกลุ่มยูโรโซนอีก

เพื่อไม่ให้ประเทศกรีซต้องผิดนัดชำระหนี้ จนนำไปสู่วิกฤตความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อกรีซและต่อเงินสกุลยูโร รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคประชาธิปไตยใหม่ (เอ็นดี) และพรรคปาซก จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจำยอมตามข้อเรียกร้องของทรอยกา พร้อมเดินหน้าตามเยอรมนี พี่ใหญ่ของกลุ่มในการผลักดันแผนสหภาพการคลัง ซึ่งจะเปิดทางให้ชาติสมาชิกสามารถแทรกแซงตรวจสอบการเงิน รวมถึงลงโทษประเทศที่ประสบปัญหาหนี้หรือการเงินใดๆ ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม แทนที่จะได้เห็นวิกฤตหนี้กรีซคลี่คลายด้วยเงินช่วยเหลือและแผนรัดเข็มขัด สิ่งที่นักลงทุนทั่วโลกได้เห็นก็คือการออกมาประท้วงของชาวกรีกรายวัน เนื่องจากทนไม่ไหวกับการตัดลดสวัสดิการ ค่าเล่าเรียน ค่ารักษาพยาบาลของรัฐ ในขณะที่ตัวเลขว่างงานพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องจนสูงกว่า 21% การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเป็นศูนย์และมีแนวโน้มติดลบ

กว่า 3 ปีที่ต้องอดทน แต่ไม่มีอะไรดีขึ้น โลกเลยได้เห็นการลุกฮือรายวันของบรรดาสหภาพแรงงานต่างของประเทศกรีซ และไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่สถานการณ์ดังกล่าวจะเปิดทางให้กับอเล็กซิส ทซิ ปราส จากพรรคฝ่ายซ้าย ไซริซา มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลผสม ภายใต้เงื่อนไขที่เจ้าตัวประกาศกร้าวอย่างชัดเจนว่ารัฐบาลชุดใหม่ของกรีซจะฉีกสัญญาทุกฉบับที่ลงนามร่วมไว้กับอียู อีซีบี และไอเอ็มเอฟทั้งหมด

เรียกได้ว่าไม่สนใจแผนรัดเข็มขัด ไม่ขอยุ่งแผนสร้างวินัยการคลัง และไม่แคร์เงินช่วยเหลือเพื่อไม่ให้ต้องผิดนัดชำระหนี้อีกต่อไป

แน่นอนว่า เมื่อไม่ยอมเลือกอะไรสักอย่าง ทางเดียวที่เหลืออยู่สำหรับกรีซก็คือเดินออกจากกลุ่มยูโรโซนและอียู เนื่องจากท่าทีของกลุ่มอียูได้แสดงออกอย่างชัดเจนแล้วว่า ถ้ากรีซไม่ยอมทำตามข้อตกลงที่วางร่วมกันไว้ ก็ให้ลืมเรื่องเงินช่วยเหลือไปได้เลย โดย โอลี เรห์น คณะกรรมาธิการกิจการด้านการเงินของสหภาพยุโรป กล่าวหลังจากทราบผลการเลือกตั้งในกรีซ ว่า สิ่งสำคัญสำหรับกรีซในขณะนี้คือการจัดตั้งรัฐบาลผสม และเคารพกฎกติกาที่ได้ตกลงไว้ร่วมกันกับชาติสมาชิก จะไม่มีการรื้อนโยบายที่ดำเนินการไปแล้วเด็ดขาด

พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ หากรักจะอยู่ด้วยกันก็ต้องเดินตามแผน ไม่อย่างนั้นก็ทางใครทางมัน

ทั้งนี้ พรรคไซริซามีเวลาเพียง 3 วันในการจัดตั้งรัฐบาล หากไม่สำเร็จกรีซจะต้องจัดการเลือกตั้งขึ้นใหม่อีกครั้งภายในเดือน มิ.ย. ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่กรีซมีกำหนดต้องพูดคุยเรื่องเงินช่วยเหลือและแผนกู้วิกฤตหนี้กับอียูก่อนถึงวาระชำระหนี้ราวเดือน ส.ค.

ต้องยอมรับว่ากระแสที่กรีซจะเดินออกจากกลุ่มยูโรโซนนี้เกิดขึ้นนับตั้งแต่ที่กรีซเริ่มขอเงินช่วยเหลือรอบ 2 เมื่อปลายปีที่แล้ว โดยฝ่ายที่สนับสนุนให้เหตุผลว่าเป็นผลดีกับกรีซ ที่จะเดินหน้าแก้ไขปัญหาของตนเอง โดยไม่ต้องโดนดึงหรือผูกติดกับสารพัดเงื่อนไขของอียู

ทว่ากระแสเหล่านั้นก็เป็นเพียงการคาดการณ์และการเสนอทางออกที่พอจะเป็นไปได้เท่านั้น เนื่องจากพอเอาเข้าจริง การที่กรีซออกจากกลุ่มดูจะส่งผลกระทบเลวร้ายใหญ่หลวงต่ออียู โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่ใช้เงินยูโรทั้งหมด

เพราะหากกรีซออกจากยูโร นักลงทุนทั่วโลกจะเกิดความกังขาและไม่เชื่อมั่นต่อสกุลเงินดังกล่าวทันที จนส่งผลให้ไม่ต้องการใช้เงินยูโรในการดำเนินธุรกรรมหรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจใดๆ อีกต่อไป ประเทศที่ใช้เงินยูโร ซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาหนี้อย่างสเปนหรืออิตาลี ก็จะเจอวิกฤตหนักยิ่งขึ้นไปอีก

แม้นักลงทุนและนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งจะประเมินตรงกันว่า สถานการณ์ในปัจจุบันยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินว่ากรีซจะสะบั้นสัมพันธ์กับอียู

แต่สถานการณ์ทางการเมืองของกรีซในปัจจุบัน ได้กลายเป็นสัญญาณชี้ช่องให้มองเห็นว่าความเป็นไปได้ที่กรีซจะออกจากกลุ่มอียูนั้นกำลังจะเกิดขึ้นได้จริงๆ

และชาวกรีกเกือบทั่วประเทศก็ได้ตัดสินใจเลือกเรียบร้อยแล้ว

 

‘เดินหน้าประหยัด’ VS ‘ลุยกระตุ้น’ อียูบนปากเหว กับทางเลือกที่ต้องรอด! 2012/05/12

‘เดินหน้าประหยัด’ VS ‘ลุยกระตุ้น’ อียูบนปากเหว กับทางเลือกที่ต้องรอด!

  • 09 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:32 น.

โดย…นงลักษณ์ อัจนปัญญา

ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่ากระแสความต้องการของประชาชนทั่วภูมิภาคยุโรปในขณะนี้คือไม่ขอเดินตามแผนของสหภาพยุโรป (อียู)ที่จะแก้ไขวิกฤตหนี้สาธารณะด้วยมาตรการรัดเข็มขัดอีกต่อไป

หลักฐานยืนยันก็คือคะแนนโหวตอย่างท่วมท้นเกินความคาดหมายของบรรดาพรรคการเมืองที่ชูนโยบายต่อต้านแผนรัดเข็มขัด เช่น พรรคไซริซา ฝ่ายซ้ายในกรีซ หรือพรรคสังคมนิยมในฝรั่งเศส ซึ่งนโยบายไม่เอาแผนประหยัดมีผลทำให้ ฟรองซัวส์ ออลลองด์ ขึ้นแท่นนั่งตำแหน่งประธานาธิบดี

แม้ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจะก่อกระแสหวาดวิตกและสั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อการแก้ไขปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะของอียูจนถึงขั้นที่ตลาดหุ้น ราคาน้ำมัน หรือแม้กระทั่งเงินยูโรปักหัวดิ่งลงแบบฮวบฮาบเมื่อตอนเปิดตลาดในเช้าวันจันทร์ที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา

แต่ในทางกลับกัน ก็นับเป็นช่วงจังหวะที่ดีที่บรรดาผู้นำในกลุ่มอียูจะหวนกลับมาตั้งคำถามต่อแนวทางแก้ไขวิกฤตหนี้ที่ดำเนินมาตลอด พร้อมกับควานหาทางออกใหม่ๆ

เรียกได้ว่าเป็นโอกาสตั้งสติก่อนหาทางเดินไปข้างหน้าต่อ

ทว่า ก็ไม่ใช่ช่วงพักจังหวะผ่อนคลายหรือพักหายใจด้วยเช่นกัน

เพราะทางเลือกระหว่าง “แผนรัดเข็มขัด” กับ “กระตุ้นการเติบโต” ที่ภูมิภาคยุโรปหลงเหลืออยู่ในขณะนี้ล้วนเต็มไปด้วยโจทย์ปัญหาหนักหน่วงที่ตีไม่แตกมากมาย

สำหรับมาตรการรัดเข็มขัด แผนแสลงใจของคนทั่วยุโรป ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า นอกจากจะไม่ช่วยแก้ไขปัญหาหนี้อย่างที่ผู้นำอียูโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล แห่งเยอรมนีเชื่อมั่นแล้ว ยังทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจของชาติสมาชิกที่นำแผนดังกล่าวไปใช้ ถดถอยซึมเซาอย่างเห็นได้ชัด

ทั้งนี้ เมื่อเอ่ยถึงแผนรัดเข็มขัด เป้าหมายสูงสุดก็คือการหยุดก่อหนี้พร้อมกับหาทางลดปริมาณหนี้ของภาครัฐด้วยการสร้างวินัยในการใช้จ่าย ตลอดจนหาทางเพิ่มรายได้ ซึ่งมาตรการที่สนองตอบต่อการรัดเข็มขัดนี้มีตั้งแต่การขึ้นภาษี เช่น ภาษีรายได้ ภาษีการขาย การตัดลดสวัสดิการหรือค่ารักษาพยาบาล การปลดลูกจ้างพนักงาน การยืดระยะเวลาเกษียณ หรือแม้กระทั่งการปรับเปลี่ยนกฎหมายการทำงานให้สะดวกต่อการจ้างงานหรือเลิกจ้างง่ายขึ้น

ผลลัพธ์จากสารพัดมาตรการรัดเข็มขัด กรีซเผชิญหน้ากับตัวเลขว่างงานที่พุ่งสูงกว่า 21% และการประท้วงผละงานรายวันจากสหภาพแรงงานต่างๆ โปรตุเกสต้องจำใจขายรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของประเทศ และเศรษฐกิจปีนี้คาดว่าจะหดตัวถึง 3.4% ไอร์แลนด์เจอภาษีการขายสูงถึง 23% พนักงานโดนตัดลดค่าจ้าง 15% และตัวเลขว่างงานพุ่งเกือบ 15% สเปนเผชิญหน้ากับตัวเลขคนว่างงานที่สูงกว่า 25% ซึ่งนับว่าสูงที่สุดใน 17 ชาติยูโรโซน ขณะที่เศรษฐกิจประเทศเดินหน้าเข้าสู่ภาวะถดถอย เช่นเดียวกับอิตาลี ฝรั่งเศส และอังกฤษ ที่เจอปัญหาคนว่างงานพุ่ง และเศรษฐกิจหดตัว

พูดให้เข้าใจง่ายก็คือว่า แผนรัดเข็มขัดทั้งหมด ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ในยุโรปลำบากมากขึ้น เพราะนอกจากจะต้องตกงานแล้ว เงินช่วยเหลือจากรัฐก็ไม่มี แถมยังต้องจ่ายภาษีมากขึ้นอีก

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ผู้คน ตลอดจนบรรดานักการเมืองซึ่งสังกัดฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลที่จำต้องทำตามแผนรัดเข็มขัดหยิบยกชูประเด็นกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีการเติบโต เพื่อให้คนมีงานทำและนำความมั่งคั่งเรืองรองให้หวนกลับคืนมาสู่ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ทางเลือกที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจผลักดันให้ประเทศเติบโตก็ใช่ว่าจะลงมือทำได้อย่างง่ายดายเช่นกัน

เพราะต้องไม่ลืมว่าบรรดาชาติสมาชิกอียูที่ผ่านมานั้นเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจชนิดที่แทบไม่ลืมหูลืมตา จนเมื่อรู้ตัวอีกทีปริมาณหนี้ก็ท่วมท้นเกินหน้าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) และตัวเลขการขาดดุลงบประมาณของภาครัฐ หรือรายจ่ายมากกว่ารายรับก็ทับถมมากขึ้นทุกที จนหลายประเทศ เช่น ไอร์แลนด์ โปรตุเกส หรือกรีซ ต้องเดินหน้าขอเงินช่วยเหลือเพื่อไม่ให้ต้องเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุนเนื่องจากผิดนัดชำระหนี้

ทั้งนี้ แม้ว่านักเศรษฐศาสตร์ส่วนหนึ่ง หรือกระทั่ง คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ซึ่งยึดมั่นกับแผนรัดเข็มขัดแบบสุดลิ่มทิ่มประตูจะออกมาผ่อนคลายท่าทีลงด้วยการกล่าวว่า ยุโรปควรมีมาตรการอื่นๆ เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่ไปกับแผนรัดเข็มขัด

แต่ปัญหาก็คือ จะเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจได้ก็ต้องใช้เงิน แล้วคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบก็คือ เหล่ารัฐบาลในภูมิภาคยุโรปจะเอาเงินมาจากไหน ท่ามกลางสถานะการคลังของแต่ละประเทศที่อยู่ในสภาพถังแตก

จะออกพันธบัตรรัฐบาลเพื่อระดมเงินเหมือนที่แล้วมาก็คงเป็นไปได้ยาก เพราะหนทางดังกล่าวหมายถึงการสร้างหนี้ให้กับตนเองเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นทางเลือกที่นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักเห็นตรงกันว่าไม่ใช่ตัวเลือกที่ฉลาดนัก เนื่องจากหนี้เก่ายังไม่มีปัญญาใช้คืน แล้วจะหาเหาใส่หัวสร้างหนี้ใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกเพื่ออะไร

หรือแม้จะตัดใจออกพันธบัตรรัฐบาลมาได้จริง ปัญหาที่ตามมาก็คือ ใครจะยอมมาซื้อ เพราะกระทั่งนักลงทุนที่สามารถแบกรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้สูงยังตระหนักดีว่า การซื้อพันธบัตรจากรัฐบาลที่ยังไม่มีหนทางหาเงินใช้หนี้คืนแน่ชัดก็ไม่ต่างอะไรกับการถือมีดเชือดคอตนเอง

ยิ่งไปกว่านั้น การมุ่งออกพันธบัตรภายใต้สถานการณ์หนี้ที่ยังวิกฤต ยังจะส่งผลให้รัฐบาลประเทศนั้นๆ ต้องใช้ยาแรงจูงใจนักลงทุน หรือก็คือการกำหนดอัตราดอกเบี้ยผลตอบแทนพันธบัตรให้แพงขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า ท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นภาระหนักของรัฐบาลผู้ออกพันธบัตรเอง พร้อมๆ กับที่ส่งผลให้ชาติสมาชิกอื่นได้รับผลกระทบตามไปด้วย

นอกจากนี้ การกระทำข้างต้นยังเป็นทางเลือกที่บรรดานักเก็งกำไรในตลาดไม่เอาด้วยแน่นอน เพราะหมดหนทางทำกำไร

ทั้งนี้ การที่เยอรมนี และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ยังคงดึงดันยึดมั่นต่อแผนรัดเข็มขัดอย่างเอาเป็นเอาตาย ยังสืบเนื่องมาจากความเป็นจริงที่น่าเข็ดขยาดที่ว่า เยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแรงที่สุดในภูมิภาค ไม่ต้องการเจ็บตัวปวดหัวแบกรับปัญหาหนี้ที่ตนเองไม่ได้ก่ออีกต่อไป

ดังนั้น จะ “รัดเข็มขัด” หรือจะ “กระตุ้นการเติบโต” จึงเป็นทางแพร่งที่เลือกได้ยากของอียู หนำซ้ำ ไม่ว่าเลือกทางใดก็เสี่ยงทำให้ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของอียูแตกแยก

หรือหากอียูจะลงมือดำเนินการสองมาตรการ ควบคู่กันไป คือจะเอาทั้งประหยัด และเอาทั้งใช้จ่าย ปัญหาที่ตามมาและยังคงเป็นโจทย์ที่ตอบร่วมกันไม่ได้ก็คือ อียูจะทำอย่างไร

เพื่อให้อยู่รอดทั้งความเป็นอียู และความเป็นชาติของสมาชิก

 

‘ซ้าย’หรือ’ขวา’ก็ส่ายหน้า ยุโรปโบกมือลาแผนรัดเข็มขัดตัวแสบ 2012/05/08

‘ซ้าย’หรือ’ขวา’ก็ส่ายหน้า ยุโรปโบกมือลาแผนรัดเข็มขัดตัวแสบ

  • 08 พฤษภาคม 2555 เวลา 06:56 น.

โดย…นันทิยา วรเพชรายุทธ

nantiyaw@posttoday.com

ปฏิกิริยาในตลาดทุนทั่วโลกเมื่อวานนี้ ไล่ตั้งแต่ดัชนีนิกเกอิ ซึ่งปิดลบ 2.78% ฮั่งเส็งที่ดิ่งลง 2.61% ไปจนถึงตลาดยุโรป ซึ่งเปิดตลาดดิ่งลงต่ำสุดในรอบ 4 เดือนครึ่ง ยังไม่นับรวมเงินยูโรที่อ่อนค่าลงต่ำสุดในรอบกว่า 3 เดือน เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ และราคาน้ำมันดิบเวสต์ เทกซัส ที่ดิ่งลงเกือบ 1 เหรียญสหรัฐ มาปิดที่ 97.63 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เมื่อวานนี้ ล้วนเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดว่าโลกกำลังมองยุโรป โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ “ยูโรโซน” ด้วยความรู้สึกอย่างไร

ความกังวลที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพราะฝรั่งเศสได้รัฐบาลฝ่ายซ้ายครั้งแรกในรอบ 17 ปี หลังจากชัยชนะของฟรองซัวส์ ออลลองด์ หรือเพราะการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภากรีซ ไม่มีใครชนะเสียงข้างมากจนเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเมือง

แต่เป็นเพราะไม่ว่าจะ “ซ้าย” หรือ “ขวา” ก็ดูเหมือนว่าใครๆ จะไม่เอา “แผนรัดเข็มขัดของยุโรป” อีกแล้วในวันนี้ ซึ่งนี่คือความเสี่ยงที่แท้จริงต่อทั้งการแก้วิกฤตการณ์หนี้ยูโรโซน และความเป็นเอกภาพของกลุ่ม 17 ประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโรร่วมกันมาตลอด 13 ปี

การลงจากตำแหน่งของซาร์โกซี บ่งชี้ว่าชาวฝรั่งเศสซึ่งเลือกรัฐบาลฝ่ายขวามาตลอด 17 ปีนั้น ไม่ปลื้มกับแนวทางรัดเข็มขัดของยุโรปอีกต่อไป ขณะที่รัฐบาลฝ่ายซ้ายที่เข้ามา ก็แน่นอนว่าจะไม่เดินตามเกมเดิมที่ผ่านมา หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต้องฉีกให้ออกมาจากเส้นทางของซาร์โกซีให้ได้มากที่สุด

แรงต่อต้านภายในยุโรปเองนั้นเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ความพ่ายแพ้ของนิโกลาส์ ซาร์โกซี คือฟางเส้นสุดท้ายที่สะเทือนความเชื่อมั่นทั่วโลก เพราะฝรั่งเศสเป็นทั้งเขตเศรษฐกิจรายใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ในยุโรป และเป็นพันธมิตรเหนียวแน่นที่สุดของเยอรมนี ซึ่งเป็นสองหัวหอกหลักที่ผลักดันแผนการรัดเข็มขัดทางการคลัง และการทำสนธิสัญญาตั้งกลุ่มทางการคลังยุโรป (Fiscal Compact) เพื่อแก้ปัญหาหนี้และการขาดดุลงบประมาณอย่างเป็นระบบ

ความเป็นพันธมิตรระหว่างซาร์โกซีและอังเกลา แมร์เกิล ที่ได้รับการขนานนามว่า Merkozy จึงถึงคราวสิ้นสุดลง และทำให้ความพยายามแก้วิกฤตหนี้ยุโรปด้วยการรัดเข็มขัดทางการคลังต้องสั่นคลอนลงทันที

การได้รัฐบาลสังคมนิยมฝ่ายซ้ายครั้งแรกในรอบ 17 ปีนั้น หมายความว่า ออลลองด์ จะเปลี่ยนหรือพลิกนโยบายหลายอย่างที่ซาร์โกซีได้วางไว้ทั้งในและระหว่างประเทศ แทนที่จะเดินหน้ารัดเข็มขัดและลดงบประมาณขาดดุล ซึ่งถือเป็นการ “ผลักภาระให้ประชาชน” เหมือนที่ผ่านๆ มา ออลลองด์จะเปลี่ยนไปสู่การเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจแทน อาทิ การจ้างครู 6 หมื่นอัตราทั่วประเทศ

การประกาศว่ามาตรการรัดเข็มขัดทางการคลัง (Austerity) ไม่ได้ผล และควรต้องหันมากระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อปากท้องประชาชนและการจ้างงานนั้น อาจกลายเป็นประเด็นที่สั่นคลอนอีกหลายประเทศในยุโรปที่มาตรการอดออมใช้ไม่ได้ผล แถมบางประเทศ อาทิ สเปนและอังกฤษ ยังถอยหลังกลับเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้อีกด้วย

ที่สำคัญคือการเปลี่ยนที่มาของรายได้จากมาตรการรัดเข็มขัด ซึ่งเท่ากับเป็นการตัดลดสวัสดิการและผลักภาระให้ประชาชน ไปเป็นการขึ้นภาษีคนรวยและบริษัทขนาดใหญ่ตามแนวทางของสังคมนิยม

และที่สำคัญยิ่งไปกว่าก็คือ การขอฟื้นเวทีเจรจากับเยอรมนีอีกครั้งในเรื่องสนธิสัญญาการคลัง ที่มีการลงนามกันไปแล้ว 25 จาก 27 ประเทศ เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการสั่นคลอนเสถียรภาพของอียูและการแก้วิกฤตหนี้ของอียูมากที่สุด

การส่งสัญญาณไม่เอากลุ่มการคลังยุโรป ยังไม่ได้มาจากรัฐบาลฝ่ายซ้ายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

แม้แต่รัฐบาลฝ่ายขวาในหลายประเทศก็ออกอาการไม่ปลื้มกับแผนการคุมงบอย่างเคร่งครัดนี้ ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ เนเธอร์แลนด์ ซึ่งไม่สามารถผ่าทางตันเรื่องการตั้งงบประมาณขาดดุลตามที่อียูกำหนดไว้ได้ และต้องจบลงด้วยการประกาศลาออกยกชุดของคณะรัฐมนตรี เพื่อเปิดทางให้มีการเลือกตั้งเร็วขึ้น

ส่วนรัฐบาลในหลายประเทศที่เดินตามแผนรัดเข็มขัดของอียู ต่างก็ถูกประชาชนลงดาบพ่ายแพ้การเลือกตั้งกันไปหลายที่ อาทิ ไอร์แลนด์ และเดนมาร์ก

ขณะที่ “กรีซ” กำลังเป็นตัวอย่างล่าสุดของการลงโทษทางการเมืองจากประชาชน และเป็นเสียงสะท้อนที่ชัดเจนว่า “มาตรการรัดเข็มขัด” เพียงอย่างเดียวนั้นไม่ได้ผล

สองพรรคการเมืองใหญ่ที่สนับสนุนการรัดเข็มขัดเพื่อขอเงินกู้จากต่างประเทศ คือพรรคประชาธิปไตยใหม่และพรรคปาซก ต่างไม่มีใครได้เสียงส่วนใหญ่ในการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 พ.ค. ทำให้เสี่ยงต่อการตั้งรัฐบาลผสมที่มีเอกภาพ

และความเสี่ยงสำคัญที่สุดก็คือ รัฐบาลใหม่ของกรีซจำเป็นต้องประชุมสภาในเดือน มิ.ย. เพื่อโหวตแผนการตัดลดงบประมาณฉบับใหม่อีก 1.1 หมื่นล้านยูโร สำหรับปี 20132014 ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่กรีซจะได้รับเงินกู้งวดต่อไปจากต่างประเทศ หากไม่สามารถตกลงกันได้ ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงสูงที่กรีซจะต้องออกจากยูโรโซน จนอาจกลายเป็นปัญหาความเชื่อมั่นลุกลามไปยังอีก 17 ประเทศ

เหล่านี้ล้วนเป็นความไม่แน่นอนที่กำลังสั่นคลอนอนาคตของยุโรป และทิศทางเศรษฐกิจโลกไปด้วยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

 

โลกสะท้านเมื่อ “ซ้าย” จะมาเอกภาพอียูสะเทือนแผนกู้หนี้สะดุด 2012/05/08

โลกสะท้านเมื่อ “ซ้าย” จะมาเอกภาพอียูสะเทือนแผนกู้หนี้สะดุด

  • 07 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:32 น.

โดย…นงลักษณ์ อัจนปัญญา

แม้การเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจะเป็นประเด็นการเมืองภายในของประเทศฝรั่งเศส แต่ทั่วโลกโดยเฉพาะสำหรับบรรดาผู้นำในกลุ่มผู้ใช้สกุลเงินยูโรโซน ต่างอดตามติดอย่างใจจดใจจ่อต่อผลลัพธ์ของการเลือกตั้งในครั้งนี้ไม่ได้

เนื่องจากใครก็ตามที่ก้าวเข้าสู่ประตูทำเนียบฝรั่งเศส ไม่ว่าจะเป็น นิโกลาส์ ซาร์โกซี หรือฟรองซัวส์ ออลลองด์ คนคนนั้นก็คือบุคคลที่นอกจากจะกุมชะตากรรมปากท้องของประชาชนทั้งประเทศแล้ว ยังเป็นผู้ถือกุญแจไขอนาคตวิกฤตหนี้สาธารณะของภูมิภาคยุโรปอีกด้วย

ทั้งนี้ ประเด็นที่เหล่านักการเมือง นักวิเคราะห์ หรือนักลงทุนทั่วโลกค่อนข้างจะหนักใจและอดหวาดวิตกไม่ได้ก็คือ การรายงานข่าวของสื่อท้องถิ่นเมืองน้ำหอม ที่ประกาศคำรับรองอย่างเป็นทางการว่าประธานาธิบดีคนใหม่ของฝรั่งเศสก็คือ ฟรองซัวส์ ออลลองด์ ผู้สมัครจากพรรคสังคมนิยม แทนที่จะเป็นประธานาธิบดีซาร์โกซี

เพราะแนวทางนิยมซ้ายของออลลองด์ โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ สวนทางกับแนวทางของยูโรโซนโดยรวมอย่างสิ้นเชิง

ยิ่งเมื่อการดีเบตเมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ออลลองด์กล่าวแบบเสียงดังฟังชัดว่า จะขอเปิดฉากเจรจากับสมาชิกอียูทั้งหมดเพื่อรื้อแผนรัดเข็มขัด และเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของนโยบายสหภาพการคลัง (Fiscal Pact) ก็ยิ่งกลายเป็นเหตุผลให้ผู้ที่เฝ้าตามติดเกิดอาการละเหี่ยใจขึ้นมาทันที

นักวิเคราะห์หลายสำนักต่างเห็นตรงกันว่า แนวโน้มที่ออลลองด์จะเป็นผู้นำคนใหม่นั้นมีสูงมาก เนื่องจากช่วงระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ผลงานรัฐบาลภายใต้การบริหารปกครองของซาร์โกซี ก็เพียงพอแล้วสำหรับประชาชน และกระแสที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงนี้น่าจะกลายเป็นแรงสนับสนุนสำคัญให้กับออลลองด์อย่างไม่ต้องสงสัย เหมือนเช่นประเทศอื่นๆ ในละแวกใกล้เคียง เช่น กรีซ สเปน ไอร์แลนด์ โปรตุเกส หรืออิตาลี

ต้องเข้าใจเสียก่อนว่า การตัดสินใจกำหนดนโยบายใดๆ เพื่อนำมาใช้ในการบริหารปกครองประเทศ นอกจากจะดำเนินตามนโยบายที่ได้ประกาศไว้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งแล้ว แนวคิด ความเชื่อหรืออุดมการณ์ทางการเมืองของพรรค หรือของบุคคลในตำแหน่งผู้นำประเทศ ก็นับเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจว่าจะมีแนวทางในการบริหารประเทศอย่างไร

และสำหรับประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคยุโรป และเป็นรองก็เพียงแค่เยอรมนีอย่างฝรั่งเศส การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจึงย่อมส่งผลต่อแนวทางความร่วมมือกับประเทศต่างๆ อย่างไม่ต้องสงสัย

โดยแนวคิดหรืออุดมการณ์ทางการเมืองของฝรั่งเศสนี้ สามารถแบ่งแบบกว้างๆ ได้ 2 ฝ่าย ก็คือฝ่ายขวาอนุรักษนิยม ซึ่งเชื่อในระบอบเศรษฐกิจทุนนิยมอย่างซาร์โกซี และฝ่ายซ้าย ซึ่งเชื่อในระบอบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมจุนเจือผู้มีรายได้น้อยอย่างออลลองด์

สาเหตุสำคัญที่ทำให้นักเศรษฐศาสตร์และนักลงทุนทั่วโลกอดที่จะออกอาการขยาดผู้นำฝ่ายซ้ายอย่างออลลองด์ไม่ได้ นอกจากจะเป็นจุดยืนที่เจ้าตัวได้ประกาศอย่างชัดเจนในการหาเสียงแล้วว่า ไม่ขอสนับสนุนนโยบายหรือข้อตกลงใดๆ ของอียู แถมยังจะเดินหน้ารื้อแผนที่ซาร์โกซีบรรจงทำไว้ก่อนหน้านี้อย่างไม่ไยดีแล้ว

ออลลองด์ยังตอกย้ำอีกว่า ศัตรูทางเศรษฐกิจของฝรั่งเศสก็คือบรรดานายทุนทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นในวอลสตรีต หรือในตลาดลอนดอน

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ลงความเห็นว่า ก่อนที่ออลลองด์จะตามเช็กบิลกับตลาดทุนนิยม ประเด็นเร่งด่วนที่ต้องลงมือทำก่อนก็คือการเดินหน้าผลักดันนโยบายสังคมนิยมบำบัดความทุกข์ของประชาชนออกมาให้ได้เสียก่อน และเป็นนโยบายที่น่าจะอันตรายและส่งผลกระเทือนต่อประเทศในกลุ่มยูโรโซนทั้งหมด

นโยบายตามแนวสังคมนิยมของออลลองด์ไล่เรียงตั้งแต่การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ยกเลิกแผนรัดเข็มขัด ตัดลดค่าใช้จ่ายเพื่อจ้างงานบรรดาลูกจ้างรัฐที่โดนปลดออกทั้งหมด ก่อนตามด้วยการปรับอายุเกษียณงานจาก 62 ปี เป็น 60 ปีตามเดิม และการเพิ่มการใช้จ่ายของรัฐด้วยการลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคในประเทศ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศให้มีการเติบโต

เรียกได้ว่า ท่ามกลางมาตรการรัดเข็มขัดที่เกือบทุกประเทศในภูมิภาคทำข้อตกลงอย่างชัดเจนและเดินหน้าปฏิบัติกันอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะ นโยบายของออลลองด์นับเป็นอันตรายที่จะจุดชนวนให้ความพยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าวพังทลายไม่เป็นชิ้นดี

และส่งผลเลวร้ายหนักสุดถึงขั้นสั่นคลอนความเป็นเอกภาพของอียูที่ประเทศผู้นำอย่างเยอรมนีพยายามรักษามาโดยตลอด

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาแม้หลายประเทศจะไม่ค่อยชอบบทบาทผู้นำของเยอรมนีในอียูสักเท่าไรนัก แต่เพราะมีฝรั่งเศสเป็นคู่หูที่จับมือเดินไปด้วยกันตลอด ทำให้อียูสามารถฝ่าความขัดแย้งและบรรลุข้อตกลงหลายๆ อย่างร่วมกันมาได้โดยตลอดรอดฝั่ง

แต่เมื่อฝรั่งเศสไม่เล่นด้วยเสียแล้ว บทหนักก็ย่อมต้องตกอยู่กับเยอรมนีอย่างไม่ต้องสงสัย และค่อนข้างเห็นได้ชัดเจนว่า ประเทศอื่นๆ ในอียูน่าจะเอาอย่างฝรั่ง เศส ปกป้องคนของตัวเองก่อน ซึ่งที่สุดสหภาพยุโรปย่อมจะเสียกระบวนไม่เหลือความเป็นสหภาพอีกต่อไป และปัญหาหนี้สาธารณะก็มีสิทธิดำดิ่งสู่วิกฤตอีกระลอก

นอกจากนี้ เพื่อให้บรรลุนโยบายที่กำหนดไว้ ออลลองด์ยังเดินหน้าหาเงินเข้ารัฐด้วยการรีดภาษีจากบรรดาผู้ที่มีรายได้เกิน 1 ล้านยูโรต่อปี (ราว 49 ล้านบาท) ซึ่งจากเดิมที่จะต้องเสียภาษีแค่ 45% แต่ภายใต้แนวทางของออลลองด์ คนเหล่านั้นจะต้องโดนภาษีแทบกระอักถึง 75% ก่อนที่จะเดินหน้าหาทางบังคับใช้ภาษีธุรกรรมทางการเงิน ตลอดจนเพิ่มภาษีภาคธนาคารเป็น 15% ซึ่งไม่ต่างกับการติดป้ายขับไล่นักลงทุนให้หนีหน้าห่างไกลจากฝรั่งเศสอีกทอดหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีกระแสวิตกกับแนวคิดฝักใฝ่ซ้ายของฟรองซัวส์ ออลลองด์ แต่นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งก็ยังหวังว่า นโยบายต้านทุนนิยมของออลลองด์จะเป็นเพียงแค่เทคนิคที่นักการเมืองส่วนใหญ่ใช้เรียกคะแนนจากประชาชนเท่านั้น

หรือพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ ออลลองด์น่าจะเรียนรู้ที่จะปรับตัวตามสถานการณ์ เพื่อให้ฝรั่งเศส และตลอดจนสหภาพยุโรปทั้งหมดอยู่รอด

 

เอเชียสะท้านวิกฤตพลังงาน ถึงเวลารัฐต้องเลิกนโยบาย อุตหนุน 2012/05/05

เอเชียสะท้านวิกฤตพลังงาน ถึงเวลารัฐต้องเลิกนโยบาย อุตหนุน

  • 04 พฤษภาคม 2555 เวลา 09:41 น.

โดย…ณัฐสุดา จิตตปาลพงศ์

แม้จะถูกผู้คนทั่วโลกฝากความหวังให้เป็นจักรกลขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจมหาอำนาจซีกโลกตะวันตกอย่างยุโรปและสหรัฐ ทว่าในปัจจุบันบรรดาประเทศตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชีย กลับต้องมานั่งกุมขมับกับวิกฤตราคาน้ำมันโลกอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

เพราะนับตั้งแต่เกิดความตึงเครียดบนคาบสมุทรอิหร่านช่วงต้นปี ผนวกกับปัจจัยอื่นๆ อย่างปริมาณความต้องการใช้น้ำมันในตลาดที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากสัญญาณบวกทางเศรษฐกิจของสหรัฐที่มีแนวโน้มว่ากำลังฟื้นตัว ราคาน้ำมันโลกก็พุ่งขึ้นอย่างแรงชนิดยั้งไม่หยุดฉุดไม่อยู่ โดยปรับตัวสูงขึ้นถึง 20% นับตั้งแต่ปี 2554 และยังมีแนวโน้มที่ราคาจะอยู่ในระดับที่เกิน 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลอีกนาน

วิกฤตราคาน้ำมันแพงจึงส่งผลให้รัฐบาลทั่วเอเชียต่างต้องตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้า คายไม่ออกกันเป็นแถว

เพราะต้องไม่ลืมว่า ปัจจุบันหลายชาติในภูมิภาคเอเชีย ไม่ว่าจะเป็น อินเดีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา ไต้หวัน รวมทั้งไทย ต่างใช้นโยบายอุ้มราคาน้ำมันเพื่อช่วยให้ค่าครองชีพของประชาชนในประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่มีรายได้อยู่ในระดับปานกลางและล่างถูกลง

หรือกล่าวอีกอย่างก็คือ เป็นการช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนนั่นเอง โดยวิธีที่รัฐบาลในเอเชียใช้เพื่อตรึงราคาเชื้อเพลิงนั้น ไล่เรียงตั้งแต่การให้เงินอุดหนุนซัพพลายเออร์ เพื่อให้มีการขายเชื้อเพลิงในราคาที่ต่ำกว่าตลาด ไปจนถึงการควบคุมราคาผ่านบริษัทน้ำมันที่รัฐเป็นเจ้าของเอง

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลายชาติในเอเชียจะติดโผประเทศที่มีราคาเชื้อเพลิงถูกที่สุดในโลก ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย ที่ครองตำแหน่งอันดับ 1 ในเอเชียที่มีราคาน้ำมันถูกสุด และอันดับ 5 ของโลก ตามด้วยมาเลเซีย อันดับ 2 ของเอเชีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไทย

ทว่าราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน ส่งผลให้หลายประเทศในเอเชียต่างต้องหันมาทบทวนนโยบายกันครั้งใหม่

เพราะต้องไม่ลืมว่าการอุ้มราคาเชื้อเพลิงท่ามกลางราคาน้ำมันโลกที่พุ่งไม่หยุดในปัจจุบัน ก็เท่ากับว่าเป็นการเพิ่มภาระอันหนักหน่วงให้กับรัฐบาลมากขึ้น

“ยิ่งราคาน้ำมันโลกปรับเพิ่มขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งเป็นภาระต่องบประมาณของประเทศเท่านั้น” โฟซี อิชซัน นักเศรษฐศาสตร์จากสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด กล่าว

ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับความเห็นของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ซึ่งระบุว่าการอุดหนุนราคาน้ำมันกำลังฉุดเศรษฐกิจของบรรดาประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่

เช่นเดียวกับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ (จี20) ที่เรียกร้องให้ชาติเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียยุติการอุ้มราคาเชื้อเพลิง

ทั้งนี้ เพราะหากพินิจพิจารณาตัวเลขเศรษฐกิจของหลายประเทศแล้ว ก็จะพบว่ารัฐบาลได้ใช้งบประมาณมหาศาลในการอุดหนุนราคาน้ำมันและเชื้อเพลิงอื่นๆ ในประเทศให้ถูกลง

ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย ซึ่งเมื่อปี 2554 ใช้งบประมาณมากถึง 11% หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.2 แสนล้านบาท) ในการอุ้มราคาเชื้อเพลิง หรือมาเลเซียที่ใช้งบประมาณในการอุดหนุนราคาน้ำมันไปราว 6,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.95 แสนล้านบาท) เมื่อปีก่อน

ขณะที่การใช้งบประมาณราว 10% ในการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงของอินเดีย ก็ได้ส่งผลให้ประเทศขาดดุลงบประมาณ 5.9% ซึ่งสูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่ 4.6% เมื่อปีก่อน

หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ การอุ้มราคาเชื้อเพลิงก็เท่ากับว่าเป็นการพอกหนี้นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม แม้หลักฐานต่างๆ ทั้งข้อมูลด้านเศรษฐกิจและความเห็นของบรรดาผู้เชี่ยวชาญ กำลังบ่งชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า นโยบายอุ้มราคาเชื้อเพลิงกำลังฉุดรั้งการเติบโตของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชีย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ใช่ว่าการยกเลิกนโยบายดังกล่าว เพื่อปล่อยให้ราคาน้ำมันเป็นไปตามกลไกตลาดนั้นจะง่ายอย่างที่คิด เพราะปัจจุบันแทบจะทุกประเทศต้องเผชิญอุปสรรคหลายประการที่กำลังฉุดรั้งการยกเลิกแผนดังกล่าวอยู่

อุปสรรคสำคัญที่ว่านี้ก็คงหนีไม่พ้น “แรงกดดันทางสังคม”

เพราะต้องไม่ลืมว่า วัตถุประสงค์หลักของนโยบายอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงนั้น ก็เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้สามารถลืมตาอ้าปากได้นั่นเอง

ดังนั้น ย่อมเป็นเรื่องปกติที่ประชาชนจะลุกฮือต่อต้านรัฐบาล หากพวกเขามีความรู้สึกว่ากำลังถูก “ลิดรอน” ผลประโยชน์อะไรบางอย่าง

ยกตัวอย่างเช่น เหตุประท้วงที่อินโดนีเซียเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการประท้วงครั้งใหญ่สุดนับตั้งแต่ปี 2551 โดยประชาชนนับหมื่นคนได้ออกมาเดินขบวนต่อต้านแผนขึ้นราคาน้ำมันของรัฐบาล จนในที่สุดรัฐบาลก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากการพับแผนขึ้นราคาน้ำมันชั่วคราว

เช่นเดียวกับที่ประเทศอินเดีย ซึ่งภายหลังรัฐบาลได้ประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันและเชื้อเพลิงเมื่อเดือน มิ.ย.ของปีก่อน ก็ได้เกิดเหตุประท้วงหลายครั้งทั่วประเทศ ส่งผลให้รัฐบาลต้องชะลอแผนการปรับขึ้นราคาเชื้อเพลิงเพิ่มเติมในอนาคต

กาเร็ธ เลตเตอร์ นักเศรษฐศาสตร์จากแคปปิตอล อีโคโนมิกส์ ออกโรงเตือนว่า หากรัฐบาลอินโดนีเซียล้มเหลวที่จะปฏิรูปนโยบายอุดหนุนราคาเชื้อเพลิง การเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวของประเทศก็จะต้องได้รับผลกระทบตามมาอย่างแน่นอน เพราะแทนที่จะนำงบประมาณมาใช้พัฒนาประเทศ กลับต้องสูญเสียเงินจำนวนมหาศาลกับการอุดหนุนน้ำมัน

ทั้งนี้ บลูมเบิร์กคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจอินโดนีเซียโตเพียง 6.28% ในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นการขยายตัวที่น้อยที่สุดนับตั้งแต่ปี 2553 เลยทีเดียว

ด้านรัฐบาลมาเลเซียยังไม่ได้มีการเผยแผนขึ้นราคาเชื้อเพลิงแต่อย่างใด ท่ามกลางการเลือกตั้งครั้งใหญ่ที่จะมีขึ้นช่วงต้นปีหน้า

ส่วนการขึ้นราคาเชื้อเพลิงของรัฐบาลศรีลังกาเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา เพื่อลดตัวเลขขาดดุล ก็ได้จุดประกายความโกรธแค้นทั่วประเทศ

ขณะที่ประเทศไทยเองก็ต้องเผชิญกับการประท้วงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เช่น การประท้วงปิดถนนของกลุ่มม็อบรถแท็กซี่และรถบรรทุก ซึ่งออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลขึ้นค่าโดยสารท่ามกลางราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น

“การยกเลิกนโยบายอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงถือเป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก รัฐบาลจึงตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก โดยหากยกเลิกก็ต้องเผชิญแรงกดดันจากสังคม แต่ขณะเดียวกัน หากยังคงเดินหน้าอุ้มราคาเชื้อเพลิงต่อไป ก็จะต้องแบกรับหนี้สินจำนวนมหาศาล” อกอส เบนาร์ด นักวิเคราะห์จากสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) กล่าว

นอกจากอุปสรรคในเรื่องแรงกดดันจากสังคมแล้ว นักวิเคราะห์ยังมองว่าการยุติการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ งัดนโยบายการเงินแบบเข้มงวดมาใช้เพื่อควบคุมปัญหาเงินเฟ้อ แม้จะต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตหนี้ยุโรป หรือการชะลอตัวของเศรษฐกิจแดนมังกรก็ตาม

เพราะต้องไม่ลืมว่า การยกเลิกอุดหนุนราคาน้ำมันนั้น หมายความว่าราคาน้ำมันจะต้องถูกปรับสูงขึ้นนั่นเอง ซึ่งท้ายที่สุดก็อาจจุดประกายให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อตามมาได้

อย่างไรก็ตาม แม้ดูเหมือนว่ารัฐบาลจะต้องเผชิญอุปสรรคมากมาย แต่หลายฝ่ายยังเชื่อว่า สิ่งที่สำคัญไม่ใช่การยกเลิกนโยบายอุดหนุนราคาน้ำมัน แต่กลับเป็น “วิธี” ที่รัฐบาลแต่ละประเทศเลือกใช้ต่างหาก

“การอุดหนุนราคาน้ำมันก็จะยิ่งทำให้ปัญหาแย่ลง ดังนั้น รัฐบาลควรบอกข้อเท็จจริงให้ประชาชนทราบ และปล่อยให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาด” คนขับแท็กซี่ชาวไทย กล่าว

เช่นเดียวกับอะห์เมด ซะเวดี ผู้อำนวยการสถาบันวาฮิดในอินโดนีเซีย ซึ่งเชื่อมั่นว่า ชาวอินโดนีเซียจะยอมรับแผนปรับขึ้นราคาน้ำมันอย่างแน่นอน หากรัฐบาลให้คำมั่นว่าจะนำงบประมาณไปใช้จ่ายอย่างสร้างสรรค์

ดังนั้น ท้ายสุดแล้ว การเลิกอุดหนุนน้ำมันจะสำเร็จหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลแต่ละประเทศเอง

 

มหกรรมขึ้นค่าจ้างทั่วเอเชีย นโยบายซื้อใจประชา ไม่แก้ปัญหาเศรษฐกิจ 2012/05/05

มหกรรมขึ้นค่าจ้างทั่วเอเชีย นโยบายซื้อใจประชา ไม่แก้ปัญหาเศรษฐกิจ

  • 03 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:09 น.

โดย…นงลักษณ์ อัจนปัญญา

นับเป็นข่าวดีรับวันแรงงานสำหรับบรรดาลูกจ้างในแถบภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เมื่อรัฐบาลในหลายๆ ประเทศตัดสินใจ หรือเตรียมการจะขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำให้กับแรงงานภายในประเทศของตนเอง

เริ่มต้นที่ประเทศไทยกับการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ตามด้วยมาเลเซียที่นายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค เพิ่งจะประกาศเมื่อวันที่ 30 เม.ย. กับการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำให้กับเหล่าลูกจ้างเอกชนเป็นเดือนละประมาณ 9,000 บาท ในทุกรัฐ ยกเว้นซาบาห์และซาราวักและพื้นที่ชนบทห่างไกลบางแห่งที่ค่าจ้างขั้นต่ำจะอยู่ที่ราว 8,000 บาทต่อเดือน โดยค่าจ้างใหม่นี้จะเริ่มใช้ในเดือน ต.ค.ที่จะถึงนี้

นอกจากไทยกับมาเลเซียแล้ว เวียดนาม ไต้หวัน ฮ่องกง ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย หรือแม้กระทั่งจีน ต่างก็วางแผนเตรียมการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเอาใจแรงงาน ซึ่งถือเป็นสัดส่วนของประชากรส่วนใหญ่ของประเทศกันอย่างถ้วนหน้า

โดยเวียดนามเตรียมขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำให้กับลูกจ้างของรัฐภายในเดือน พ.ค.นี้อีกประมาณ 27% หรือประมาณ 50 เหรียญสหรัฐต่อเดือน (ราว 1,500 บาท) ขณะที่ไต้หวันซึ่งประกาศอนุมัติค่าจ้างขั้นต่ำเมื่อปีที่แล้วขึ้นอีก 5% อยู่ที่ 644 เหรียญสหรัฐต่อเดือน (ราว 1.93 หมื่นบาท) และฮ่องกงก็ปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นอีกเป็น 3.61 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมง (ราว 108.3 บาท)

มองในมุมหนึ่ง การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำน่าจะส่งผลดีต่อชีวิตความเป็นอยู่ของบรรดาลูกจ้างทั้งหลาย อย่างน้อยก็ในแง่ที่มีเงินเพื่อจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจห้างร้าน เนื่องจากสินค้าที่ผลิตสามารถขายได้ เรียกได้ว่าช่วยให้ตลาดมีแรงขับเคลื่อน มีความคึกคัก ที่จะเอื้อให้เกิดการลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจในที่สุด

นายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค แห่งมาเลเซียถึงกับกล่าวอย่างมั่นอกมั่นใจว่า การรับประกันค่าจ้างขั้นต่ำนี้จะช่วยให้แรงงานส่วนใหญ่หลุดพ้นจากวงจรความยากจน และเป็นการรับรองได้ว่าแรงงานเหล่านี้จะมีรายได้เพียงพอในการยังชีพจุนเจือตนเองและครอบครัว โดยไม่วายกำชับเพิ่มเติมว่า การขึ้นค่าจ้างในครั้งนี้ รัฐบาลได้ศึกษาปัจจัยแวดล้อมมาเป็นอย่างดี และไม่มีทางส่งผลกระทบต่อบรรดานายจ้างเจ้าของกิจการแน่นอน

แม้ฟังดูจะเป็นเรื่องดี แต่หากมองอีกด้านหนึ่ง บรรดานักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจก็อดที่จะตั้งข้อสังเกตไม่ได้ว่า การพร้อมใจขึ้นค่าจ้างของบรรดารัฐบาลในแถบเอเชียคราวนี้จะมีประเด็นซ่อนเร้นใดหรือไม่

คำตอบที่นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งเห็นตรงกันก็คือ มหกรรมการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำระลอกนี้ของเอเชียเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวของคนกลุ่มหนึ่งในสังคมเท่านั้น

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า หากพิจารณาถึงเงื่อนไขของการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำของรัฐบาลในประเทศเหล่านี้จะพบว่าทุกประเทศมีเงื่อนไขที่ตรงกันก็คือ เป็นนโยบายที่เอ่ยปากสัญญาไว้ว่าจะลงมือทำหากได้รับเลือกตั้งให้เข้ามาบริหารประเทศ หรือจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

พูดให้เข้าใจง่ายก็คือว่า บรรดานักการเมืองในเอเชียทั้งหลายไม่ได้คิดใคร่ครวญอย่างลึกซึ้งหรือคำนึงถึงการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศอย่างจริงจังมากไปกว่าความพยายามในการหาทางรักษาคะแนนนิยมและอำนาจของตนเอง

ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักต่างเห็นตรงกันว่า แม้จะอ้างเหตุผลสวยหรูเพื่อช่วยลดความยากจน ลดช่องว่างรายได้ ยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิต หรือช่วยให้เศรษฐกิจมีการเติบโต มีการลงทุน จากการที่ประชาชนมีกำลังซื้อมากขึ้น

แต่เหตุผลเหล่านี้ก็ดูจะไม่ใช่เหตุผลที่น่าเชื่อถือสักเท่าไรนัก

เนื่องจากรัฐบาลไทยภายใต้การบริหารงานของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศกำลังเดินหน้าขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำโดยไม่หวั่นต่อเสียงคัดค้านเพราะต้องทำตามที่ได้ให้สัญญาไว้กับประชาชน ขณะที่นโยบายขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำได้ส่งผลให้นายกรัฐมนตรี หม่าอิงจิว แห่งเกาะไต้หวันคว้าชัยเป็นรัฐบาลสมัยที่สอง ด้านรัฐบาลมาเลเซียก็กำลังเจริญรอยตาม ด้วยการใช้ค่าจ้างขั้นต่ำเป็นผลงานเพื่อเรียกคะแนนนิยมจากประชาชนสำหรับการเลือกตั้งที่ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์กันว่าอาจจะมีขึ้นในเร็ววันนี้

ราอูล บาโจเรีย นักเศรษฐศาสตร์จากบาร์เคลย์ แคปปิตอล ก็อดที่จะหวาดวิตกไม่ได้ เนื่องจากแม้จะมีแนวโน้มการคาดการณ์จากหลายสถาบัน เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) หรือธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) ออกมายืนยันแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาค แต่การปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำอาจส่งผลให้ประเทศในแถบนี้สูญเสียศักยภาพด้านการแข่งขันไป

เพราะค่าจ้างแรงงานนับเป็นต้นทุนของธุรกิจตัวหนึ่งเช่นกัน โดยในท่ามกลางสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ซบเซา การที่ธุรกิจต้องสูญเสียรายได้เนื่องจากต้องมาแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นจากการจ่ายค่าจ้างอาจนำไปสู่ทางเลือกปลดภาระด้วยการปลดคนงานออก

เรียกได้ว่าการขึ้นค่าจ้างอาจกลายเป็นดาบสองคมหวนแทงรัฐบาลเอเชีย เนื่องจากเป็นเหตุให้แรงงานหางานทำยากมากขึ้น เพราะบรรดาเจ้าของกิจการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กไม่คิดที่จะจ้างงานเพิ่ม

ยังไม่นับรวมข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งที่ว่า ทักษะความสามารถของแรงงานในแถบเอเชียส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับปานกลางค่อนข้างต่ำ จนไม่คุ้มค่ากับค่าจ้างที่ต้องจ่าย และเป็นภาระให้กับนายจ้างที่จะต้องจัดการอบรมให้เป็นแรงงานมีฝีมือเสียก่อน

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในช่วงนี้แทบไม่น่าจะมีผลดีต่อปากท้องของประชาชนคนธรรมดาสักเท่าไรนัก เพราะราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งอาหารหรือน้ำมันต่างปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้วก่อนหน้านี้ และกลายเป็นปัญหาเงินเฟ้อชวนปวดหัวในหลายๆ ประเทศ

พูดอีกแง่หนึ่งก็คือ การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำนี้มีผลแค่ทำให้คนเลือกที่จะเก็บออมเงินไม่คิดนำมาใช้จ่าย ซ้ำเติมสภาวะเศรษฐกิจที่ต้องการการกระตุ้นด้วยกำลังซื้อจากผู้บริโภคมากยิ่งขึ้นไปอีก

ทั้งนี้ การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเพื่อให้มีรายได้มาใช้จ่ายเลี้ยงชีพมากขึ้นย่อมเป็นสิ่งที่ดีสำหรับชีวิตลูกจ้างแน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ทว่า การขึ้นค่าจ้างก็ไม่ใช่ทางออกสำหรับปัญหาปากท้องเสมอไป เนื่องจากแม้จะมีรายได้เพิ่มมากขึ้น แต่มาตรฐานชีวิตแรงงานในหลายๆ ประเทศทั่วเอเชียก็ยังจัดอยู่ในระดับเลวร้ายอยู่ดี

อัธธร ประธานสมาพันธ์สหภาพประชาธิปไตยของแรงงานสิ่งทอในกัมพูชา (the Coalition of Cambodian Apparel Workers Democratic Union – C.CAWDU) อธิบายว่า สาเหตุก็เพราะแรงงานในแถบเอเชียส่วนใหญ่ไม่ได้รับความเป็นธรรม และมักจะโดนเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้างอยู่ตลอดเวลา

“ค่าจ้างถูกหรือแพงจึงไม่ใช่ปัจจัยที่น่าวิตกเท่ากับการที่รัฐเดินหน้าปฏิรูปกฎหมายแรงงานเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและปกป้องสิทธิ ตลอดจนผลประโยชน์ที่ลูกจ้างพึงจะได้รับ” ธร กล่าวสรุป

เรียกได้ว่าค่าจ้างมากน้อยไม่ใช่สาระ เท่ากับชีวิตการทำงานในฐานะลูกจ้างที่ได้รับการดูแล มีวันหยุด มีค่ารักษาพยาบาล และมีสวัสดิการที่เหมาะสม

และเป็นทางออกที่นักวิเคราะห์ต่างเห็นตรงกันว่า ดีและเหมาะสมสำหรับทุกฝ่าย

แต่น่าใจหายตรงที่ว่า เมื่อหวนกลับมามองนโยบายแรงงานของบรรดาผู้นำประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน จีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม หรือแม้กระทั่งไทย

อนาคตของแรงงานในเอเชียที่จะสามารถลืมตาอ้าปากได้ ก็ยังคงเป็นแค่ความฝันอีกยาวไกล

 

วิกฤตหนี้อียูยังอยู่ครบ รัดเข็มขัดไม่ใช่ทางออก 2012/05/05

วิกฤตหนี้อียูยังอยู่ครบ รัดเข็มขัดไม่ใช่ทางออก

  • 02 พฤษภาคม 2555 เวลา 06:56 น.

โดย…นงลักษณ์ อัจนปัญญา

แม้จะมีข่าวดีให้นักลงทุนทั่วโลกพอจะตั้งความหวังได้บ้าง หลังจากที่ได้เห็นความพยายามของสหภาพยุโรป (อียู) ในการแก้ปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะในภูมิภาค ทั้งความคืบหน้าในแผนปฏิรูปสหภาพการคลัง (Fiscal Union) การบังคับใช้แผนรัดเข็มขัดเพื่อลดการขาดดุลงบประมาณ หรือแม้กระทั่งนโยบายปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำระยะยาวให้กับธนาคารพาณิชย์ทั่วยุโรปของธนาคารกลางยุโรป(อีซีบี) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

แต่จนแล้วจนรอด สถานการณ์เศรษฐกิจของยุโรปกลับไม่ได้ดีขึ้นตามเป้าหมายที่วาดหวังกันไว้ แถมยังมีทีท่าว่าจะร่อแร่หนักมากกว่าเดิม

หลักฐานบ่งชี้ล่าสุดก็คือ สเปน ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ของภูมิภาค ซึ่งใช้มาตรการแก้ปัญหามาแล้วทุกทาง กำลังปวดหัวกับวิกฤตที่แผลงฤทธิ์หนักข้อขึ้นทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขการว่างงานที่พุ่งสูงถึง 24.4% ปริมาณหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ที่สูงถึง 80% ผลตอบแทนพันธบัตร ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจประเทศ ถ้ายิ่งสูงมากแสดงว่าความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ ก็จะต่ำมาก ปรับเพิ่มขึ้นถึง 5.6%

และความอ่อนแอล่าสุดของภาคธนาคารสเปนก็แสดงออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนอีกครั้ง เมื่อสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ (เอสแอนด์พี) สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลกจากสหรัฐลงดาบปรับลดอันดับเครดิต 11 ธนาคารในสเปนเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

เมฆทะมึนของวิกฤตที่ตั้งเค้าปกคลุมภูมิภาคยุโรปอีกระลอกเรียกกระแสวิพากษ์วิจารณ์มากมายจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก โดยในขณะที่ฝ่ายหนึ่งมองว่าปัญหาที่แก้ไม่ตกนี้เกิดจากการที่บรรดาผู้นำประเทศต่างๆ ไม่นำกลยุทธ์ที่มีอยู่ เช่น แผนรัดเข็มขัดมาบังคับใช้อย่างเข้มงวดดีพอ

นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งดูจะเป็นส่วนที่ได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนทั่วภูมิภาคยุโรป กลับมองว่า สถานการณ์เลวร้ายในปัจจุบันเป็นผลมาจากมาตรการที่ใช้กันอยู่ในขณะนี้เสียมากกว่า และถึงเวลาแล้วที่บรรดาผู้นำประเทศในอียูจะต้องพิจารณาหามาตรการอื่นมาใช้แทน

ลอว์เรนซ์ ซัมเมอร์ส นักวิเคราะห์เศรษฐกิจ กล่าวว่า กลยุทธ์ที่ใช้กันอยู่ขณะนี้ ซึ่งเน้นไปที่การประหยัดและตัดลดค่าใช้จ่าย ไม่ใช่แค่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอเท่านั้น แต่ยังไม่สามารถบรรเทาเยียวยาและฟื้นฟูภาคการเงิน ตลอดจนกระตุ้นตลาดของประเทศให้กลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งขึ้นอีกครั้ง

ทั้งนี้ แม้บรรดาผู้นำในอียูต่างยอมรับและเห็นตรงกันว่าปัญหาของภูมิภาคมาจากปริมาณหนี้สาธารณะจำนวนมหาศาล จนทำให้ประเทศขาดความแข็งแกร่งในการแข่งขันในตลาด ขณะที่มูลค่าหนี้ที่ท่วมท้นยังส่งผลกระทบต่อภาคการเงิน เนื่องจากรัฐบาลต้องปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นเพื่อที่จะได้สามารถจูงใจเหล่าเจ้าหนี้ยอมปล่อยกู้ให้

แต่เป็นที่น่าเสียใจและเสียดายว่า อียูได้มองข้ามต้นตอของปัญหาที่แท้จริงของหนี้สาธารณะ ทำให้วางกลยุทธ์แก้ผิดพลาด จนส่งผลให้ภูมิภาคยุโรปตกอยู่ในสภาพหมิ่นเหม่บนปากเหวเช่นเดิม

ในมุมมองของนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ปัญหาการเงินของยุโรปในปัจจุบันก็คือการที่เศรษฐกิจไม่สามารถเดินหน้าเติบโตต่อไปได้ โดยเมื่อมองย้อนกลับไปก่อนช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2551 ทั้งโปรตุเกส ไอร์แลนด์ อิตาลี หรือสเปน ต่างเดินหน้าใช้จ่ายอย่างมหาศาล โดยที่ไม่เกิดปัญหาแต่อย่างใด เนื่องจากเศรษฐกิจของแต่ละประเทศในขณะนั้นมีแรงขับเคลื่อนและมีการเติบโตดีอยู่ จนไม่เป็นปัญหาต่อดุลงบประมาณ

พูดให้เข้าใจง่ายก็คือมีรายรับเพียงพอกับรายจ่าย

แต่วิกฤตเมื่อปี 2551 ทำให้เศรษฐกิจของยุโรปหยุดชะงัก การเติบโตสะดุด จนรัฐบาลประเทศต่างๆ เผชิญหน้ากับการขาดดุลอย่างต่อเนื่องสั่งสมกลายเป็นหนี้ก้อนใหญ่ท่วมตัวในที่สุด

ทั้งนี้ ในสถานการณ์ที่อัตราดอกเบี้ยพุ่งสูงเกินอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจนปริมาณหนี้บานปลายเกินควบคุม หนทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุดก็คือการมุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีการเติบโตให้ได้

ดังนั้น การมุ่งสู่แผนรัดเข็มขัดที่บรรดาประเทศต่างๆ ในภูมิภาคยุโรปเดินหน้าใช้กันอยู่จึงอาจถือได้ว่าเป็นความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง

ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์อธิบายว่า เมื่อความต้องการในตลาดลดลง ขณะที่อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นอยู่ในระดับใกล้ศูนย์หรือเป็นศูนย์ หากยิ่งเดินหน้าใช้นโยบายรัดเข็มขัดเพื่อตัดลดการขาดดุลงบประมาณลง ก็จะยิ่งส่งผลหนักต่อการเติบโต

เรียกได้ว่า แม้จะสามารถลดการขาดดุลลงได้ 1% แต่การเติบโตของจีดีพีก็จะหดตามลงไปด้วยถึง 1% หรือ 1.5%

พูดให้เข้าใจง่ายก็คือว่า มาตรการรัดเข็มขัดทั้งหลายคือหนทางแก้ปัญหาที่ไม่สร้างสรรค์และจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างรุนแรง เนื่องจากการตัดลดรายจ่ายของรัฐบาลคือการลดหนทางสร้างรายได้ จนทำให้ความสามารถในการหาเงินใช้หนี้ลดลง ขณะที่ผลลัพธ์ที่ได้จากแผนรัดเข็มขัดมีเพียงการขาดดุลน้อยลงในระดับหนึ่งเท่านั้น

นอกจากนี้ แผนรัดเข็มขัดยังส่งผลระยะยาวต่อการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลและกระเทือนต่อการเติบโตของประเทศในอนาคต เพราะบรรดาผู้ประกอบการหรือนักลงทุนเลือกที่จะชะลอหรือลดการลงทุน และทำให้จำนวนคนตกงานเพิ่มขึ้นในที่สุด

ยิ่งไปกว่านั้น นักเศรษฐศาสตร์ส่วนหนึ่งต่างเห็นตรงกันว่าแผนรัดเข็มขัดของแต่ละประเทศยังส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจโดยรวมของภูมิภาคยุโรปที่มีการแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าระหว่างกัน เพราะเมื่อประเทศหนึ่งเลือกที่จะประหยัดและลดปริมาณความต้องการสินค้าลง การส่งออกของอีกประเทศหนึ่งก็ย่อมต้องลดลงตามไปด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ หลายฝ่ายอาจข้องใจว่าการที่ประเทศที่มีหนี้ติดตัวมหาศาลจะใช้เงินมากขึ้นไปอีกจะไม่เป็นอันตรายต่อสถานะทางการเงินหรืออย่างไร

คำตอบก็คือ ไม่ เนื่องจากรายได้ของประเทศส่วนหนึ่งพิจารณาจากรายจ่าย หรืออาจพูดได้ว่าการใช้จ่ายของประเทศก็คือการลงทุนในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าการมุ่งใช้แผนรัดเข็มขัดจะทำให้การลงทุนหายไปและเศรษฐกิจจะเริ่มถดถอยซึมเซา

แน่นอนว่า สถานการณ์ของภูมิภาคยุโรปในขณะนี้ยังจำเป็นต้องพูดคุยถึงเรื่องการประหยัดมัธยัสถ์ อย่างการเพิ่มระยะเวลาเกษียณอายุ การปฏิรูปกฎข้อบังคับ และการปรับโครงสร้างสวัสดิการรัฐบาล เพื่อให้การใช้จ่ายเงินมีระเบียบวินัยมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่นในแง่ที่ว่ายุโรปจะไม่ก่อปัญหาหนี้สาธารณะมากวนใจอีกต่อไป

แต่เงื่อนไขเหล่านี้จะสามารถหารือโดยไม่สร้างความขุ่นเคืองให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ก็ต่อเมื่อ เศรษฐกิจของภูมิภาคมีสัญญาณการเติบโต โดยอียูต้องหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน

เพราะสถานการณ์ของยุโรปในขณะนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะพิสูจน์ได้ว่า มาตรการรัดเข็มขัดเป็นทางออกที่ “ใช่” สำหรับอียูหรือไม่

 

ศก.ซึม-หนี้เยอะ-ประหยัดหนัก ส่งแรงงานโลกจ่อวิกฤต 2012/05/05

ศก.ซึม-หนี้เยอะ-ประหยัดหนัก ส่งแรงงานโลกจ่อวิกฤต

  • 01 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:43 น.

โดย…นงลักษณ์ อัจนปัญญา

นับเป็นข่าวที่ไม่โสภารับวันแรงงานสากล เมื่อองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) เผยรายงานประจำปีปรับลดการคาดการณ์ภาวะการจ้างงานทั่วโลกในช่วงปี 2555 และปี 2556 ลงอีกอย่างต่อเนื่องจากที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือน ก.ย.ปีที่ผ่านมา

พูดให้เข้าใจง่ายก็คือว่า แรงงานทั่วโลกต่างตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะกลายเป็นคนว่างงานเพิ่มขึ้น โดยเลขคนตกงานในปีนี้จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 6.1% หรือคิดเป็นจำนวนคนว่างงานถึง 202 ล้านคน ขณะที่ปีหน้าตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นมาอีกอยู่ที่ 6.2% หรือเท่ากับว่าจะมีคนตกงานเพิ่มขึ้นมาอีก 5 ล้านคนทั่วโลก

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ไอแอลโอได้บทสรุปที่น่าหวาดหวั่นต่อวงการแรงงานทั่วโลกในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังคงซึมเซา โดยเฉพาะบรรดาประเทศพัฒนาแล้วในภูมิภาคยุโรปและสหรัฐที่การเติบโตไม่เป็นไปตามการคาดการณ์ จนล่าสุดกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ต้องออกมาปรับลดการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยวัดจากผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ทั่วโลกจาก 4% เหลือ 3.5% ในปีนี้ และจาก 4.5% เหลือ 4.1% ในปี 2556

เรียกได้ว่า เป็นภาพสะท้อนความเป็นจริงของสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ที่ถึงแม้จะมีข่าวดีไม่ว่าจะเป็นตัวเลขผลผลิตอุตสาหกรรมที่ปรับเพิ่ม การลดลงของตัวเลขขาดดุล หรือตัวเลขจีดีพีที่มีการขยับขึ้น แต่สัญญาณดีดังกล่าวเป็นเพียงแค่ภาพลวงตาที่พอจะทำให้ใจกระชุ่มกระชวยเป็นครั้งคราวเท่านั้น

เพราะถ้าเศรษฐกิจดีจริง บรรดาบริษัทหรือผู้ประกอบการทั้งหลายน่าจะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นเพื่อขยับขยายรองรับการเติบโตของตนเอง

สำหรับตลาดแรงงานที่มีแนวโน้มจะบอบช้ำมากที่สุดก็คือ บรรดาลูกจ้างในประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย หรือก็คือสหรัฐและเกือบทุกประเทศในยุโรป อันเป็นผลมาจากนโยบายรัดเข็มขัดที่มุ่งมั่นจะลดรายจ่าย เพื่อลดการขาดดุลงบประมาณ ซึ่งหนึ่งในแนวทางลดค่าใช้จ่ายที่นิยมใช้กันก็คือ การปลดลูกจ้างออก โดยไอแอลโอคาดว่าอัตราการว่างงานของประเทศเหล่านั้นจะเพิ่มขึ้นจาก 8.5% ในปีที่แล้วเป็น 9.1% ในปีนี้ และ 9.4% ในปีหน้า

ขณะที่สถานการณ์แรงงานในประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ทั้งหลาย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในแถบเอเชียแปซิฟิกและละตินอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นจีน อินเดีย บราซิล เกาหลีใต้ และไทย ยังคงยิ้มได้ เพราะเมื่อพิจารณาเฉพาะรายประเทศหรือรายภูมิภาคแล้ว ประเทศเหล่านี้ยังได้อานิสงส์ของเศรษฐกิจที่ยังคงเดินหน้าขยายตัวช่วยให้ตลาดแรงงานคึกคักด้วยอัตราการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การจ้างงานข้างต้นก็ไม่ได้หมายความว่าประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายเหล่านั้นจะวางใจได้ เพราะเมื่อพลิกดูรายละเอียดการคาดการณ์การว่างงานของไอแอลโอในอีก 2 ปีข้างหน้า ตัวเลขว่างงานของเอเชียตะวันออกเพิ่มขึ้นจาก 4.2% มาอยู่ที่ 4.4% เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จาก 4.7% อยู่ที่ 4.8% เอเชียใต้จาก 3.8% อยู่ที่ 3.9% ละตินอเมริกาจาก 7.1% อยู่ที่ 7.2% และตะวันออกกลางจาก 10.2% อยู่ที่ 10.5%

หรืออาจกล่าวได้ว่า อนาคตของแรงงานทั่วโลกมีแนวโน้มที่จะตกอยู่ในภาวะไม่มีงานทำเท่าเทียมกัน เนื่องจากทุกประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับสัญญาณลบทางเศรษฐกิจไม่ต่างกัน

สัญญาณแรกก็คือ แนวโน้มการใช้จ่ายของประชาชนในแต่ละประเทศที่มุ่งจะประหยัดกันมากขึ้น เพราะเศรษฐกิจที่ฟื้นได้ช้าทำให้คนเริ่มไม่มั่นใจในอนาคต ยิ่งเมื่อบวกกับรายได้ของครัวเรือนลดลงทั้งจากมูลค่าทรัพย์สินที่ถือครองและเงินค่าจ้าง ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดก็คือ การเก็บออมเพื่อชดเชยกับรายได้ที่หายไป

สัญญาณที่สองก็คือ สถานการณ์ของบริษัทเอกชนส่วนใหญ่ทั่วโลกที่เลือกจะชะลอแผนการลงทุน แม้จะมีแรงจูงใจดีๆ ให้น่าลงทุนมากมาย ทั้งอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำ หรือโครงการเพิ่มสภาพคล่อง เช่น มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หรือการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำระยะยาวของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) แต่ตัวเลขผลผลิตของธุรกิจเหล่านี้ยังคงอยู่ในระดับต่ำหรือปรับตัวลดลง และเลือกที่จะเก็บตุนเงินสดไว้มากขึ้น

สำหรับสัญญาณลบที่สาม คือ เหล่าธนาคารและสถาบันทางการเงินทั่วโลกยังคงถือครองพันธบัตรที่มาพร้อมหนี้มหาศาล และสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เช่น บ้าน อยู่เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ธนาคารยังคงมีข้อจำกัดที่จะให้บริษัทหยิบยืมกู้เงิน

ส่วนสัญญาณที่สี่ก็คือ ปริมาณหนี้สาธารณะและตัวเลขการขาดดุลงบประมาณอย่างมหาศาลของรัฐบาลแต่ละประเทศ ส่งผลให้รัฐมีต้นทุนในการใช้จ่ายสูงขึ้น เพราะรัฐต้องเพิ่มผลตอบแทนเพื่อแลกกับการกู้เงินมาใช้บริหารประเทศ จนเมื่อไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้อีกต่อไป รัฐก็จำต้องใช้นโยบายรัดเข็มขัดอย่างเข้มงวด ซึ่งรวมถึงการปลดคนออก ซึ่งจะทำให้ความต้องการบริโภคสินค้าของประชาชนลดลงด้วยในที่สุด

นอกจากนี้ เมื่อใดก็ตามที่เริ่มมีการใช้มาตรการรัดเข็มขัด บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กมีแนวโน้มจะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาสภาพคล่องทันที เนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ จนต้องเลิกกิจการหรือเลิกการจ้างงาน

ขณะที่สัญญาณลบตัวสุดท้าย ซึ่งสืบเนื่องจากปัญหาข้างต้นในแง่ที่ว่าเมื่อคนหันหน้าลดการใช้จ่ายไม่ว่าจะด้วยการตกงาน หรือรายได้น้อยลง ย่อมจะส่งผลกระเทือนต่อการเติบโตของภาคการส่งออกไม่ได้ ซึ่งภาระหนักที่เกิดขึ้นจะโดนผลักให้บรรดาแรงงานแบกรับอีกทอดหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย เช่น การตัดลดพนักงานออก เพื่อรักษาสถานะของบริษัท

ยังไม่นับรวมความเสี่ยงอื่นๆ อย่าง ราคาน้ำมันและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นปัจจัยซ้ำเติมรายได้ของครัวเรือนเข้าไปอีก

เรย์มอนด์ ทอร์เรส ผู้อำนวยการสถาบันศึกษาแรงงานระหว่างประเทศของไอแอลโอ ระบุว่า สัญญาณลบทั้งหมดนอกจากจะส่งผลให้แรงงานเสี่ยงตกงานอย่างมากแล้ว ยังส่งผลต่อสถานการณ์การจ้างงานโดยรวมในแง่ที่ว่า แรงงานอาจต้องจำยอมรับการปรับลดค่าจ้างเพื่อให้มีงานทำ

ทั้งนี้ ไอแอลโอระบุไว้อย่างชัดเจนว่า สิ่งที่บรรดาผู้นำในแต่ละประเทศสมควรลงมือทำให้เร็วที่สุดก็คือ การหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือถ้าจะต้องตัดลดการใช้จ่าย ก็ต้องทำให้แน่ใจว่าเป็นการตัดลดที่ไม่ส่งผลกระเทือนต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น มาตรการชดเชย หรือมาตรการภาษี มากกว่าการปลดคนงาน

เพราะสิ่งที่น่ากลัวที่สุดของวิกฤตการว่างงานก็คือ การลุกฮือของประชาชนในแต่ละประเทศเนื่องจากความหิว ไม่ใช่ความสามารถที่สิ่งมีชีวิตจะฝืนทนอยู่ได้นาน