ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน ปุ๋ย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

สุเทพเปิดศึกธาริตเบรกเกมรับใช้การเมือง 2012/05/28

สุเทพเปิดศึกธาริตเบรกเกมรับใช้การเมือง

  • 28 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:13 น.

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

เปิดหน้าชกเต็มตัวสำหรับคู่มวยระหว่าง สุเทพ เทือกสุบรรณ ในบทบาทอดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เจ้านายเก่า ธาริต เพ็งดิษฐ์ ข้าราชการเก้าอี้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ในฐานะลูกน้องที่เคยเป็นแขนขาสำคัญในยุครัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่เวลานี้ต่างฝ่ายต่างแลกกันคนละหมัด

ทว่า เมื่อขั้วอำนาจการเมืองเปลี่ยนมือจากพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นพรรคเพื่อไทย ท่าทีของดีเอสไอเริ่มเปลี่ยนไปด้วยตามทิศทางการเมืองจนเห็นได้ชัด เมื่อคดีที่เกี่ยวกับคนเสื้อแดง รวมไปถึงคดีผังล้มเจ้ามีภาพของการ “เกี้ยเซี้ย” กับซีกรัฐบาลอยู่ลางๆ

สอดคล้องกันอย่างน่าแปลกใจ เมื่อมีกระแส จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนเสื้อแดง รอนั่งเก้าอี้เป็น รมว.มหาดไทย แม้จะถูกศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดให้ตกจากเก้าอี้ สส.แล้วก็ตาม แต่เส้นทางของ จตุพร กลับสดใสขึ้นมาทันทีที่ ธาริต ไม่สั่งฟ้อง จตุพร ในฐานความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยอ้างว่าเมื่อพิจารณาจากข้อความที่ จตุพร กล่าวบนเวทีปราศรัยไม่เข้าข่ายหมิ่นเบื้องสูง แต่เป็นเพียงพุ่งเป้าโจมตี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และสุเทพ เท่านั้น

กลายเป็นเรื่องที่สร้างความขุ่นมัวให้ สุเทพ แสดงอาการเลือดเข้าตา ทนไม่ไหวซัดหมัดแรกเข้าใส่ ธาริต และ พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข รองอธิบดีดีเอสไอ ในฐานะเจ้าของสำนวนคดีหมิ่นสถาบัน ด้วยการยื่นเรื่องถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ข้อหาเป็นเจ้าพนักงานกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่และความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่าพนักงานสอบสวนคดีนี้ไม่พยายามค้นหาหลักฐานเท่าที่ควร และแปลกใจว่าทำไมดีเอสไอถึงเปลี่ยนไปได้เพียงนี้

นัยว่าต่างฝ่ายต่างก็รู้ไส้รู้พุงกันเองอยู่แล้ว เพราะท่าทีตอบโต้ของอธิบดีดีเอสไอ ที่แม้จะปากหวาน เล่นบทนิ่มนวลไม่ตอบโต้ “ยังเคารพรักท่านสุเทพเหมือนเดิม” แต่การรับเรื่องร้องเรียนจาก เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต สว.สรรหา กรณีเงินบริจาคจากบริษัทจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก หรือ อีสต์ วอเตอร์ ผนวกกับอีกฟากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาไต่สวนเรื่องนี้ จึงเป็นการสร้างความกังวลใจให้พรรคประชาธิปัตย์ อาจต้องเดินขึ้นศาลรัฐธรรมนูญรอลุ้นคดียุบพรรคกันอีกรอบ

ยิ่งจะทำให้ สุเทพ ร้อนรุ่มใจมากขึ้นอีกระดับ เมื่อคดีบุกรุกที่เขาแพง ต.แม่น้ำ และ ต.อ่างทอง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ของบุตรชายตระกูลเทือกสุบรรณ พบเอกสารสิทธิที่ดินจำนวน 113 ไร่ มีการออกโฉนดที่ดินไม่ตรงกับเอกสารสิทธิ สค.1 อยู่ในมือดีเอสไอ และยิ่งงานเข้า “เทพเทือก” เต็มๆ เพราะหัวหน้าพนักงานสอบสวน คือ พ.ต.อ.ประเวศน์ ที่ขณะนี้ก้มหน้าก้มตาหาหลักฐาน ทั้งบินสำรวจเขาแพงถ่ายภาพทางอากาศ สอบปากคำพยานแวดล้อม เรียกได้ว่ายิ่งหาหลักฐานมากเท่าไหร่ ความผิดปกติก็มากเท่านั้น

เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ เกมตอบโต้กันไปมาไม่จบลงง่ายๆ อย่างแน่นอน เพราะปมที่ดินเขาแพงแม้จะเกี่ยวกับบุตรชาย แต่จะกลายเป็นจุดอ่อนให้ขุนพลเพื่อไทยที่รอจังหวะเสียบอยู่แล้ว เดินหน้ายื่นเรื่องร้องเรียนคดีที่มีความเกี่ยวโยงกับประชาธิปัตย์ บั่นทอนกำลังหัวหอกสำคัญอย่าง สุเทพ ให้ร้อนรน ออกมานั่งโต๊ะแถลงข่าวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ห้วงเวลานี้จึงกลายเป็นทีใครทีมัน เพราะทุกอย่างกำลังเข้าทางพรรคเพื่อไทย เตรียมประเคนคดีที่เกี่ยวกับพรรคประชาธิปัตย์ให้ดีเอสไอตะลุยตรวจสอบอีกเพียบ เริ่มด้วยคดีกล้องวงจรปิด (ซีซีทีวี) ทั่วกรุงเทพมหานคร (กทม.) และล่าสุดกรณีที่ กทม.ขยายสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าบีทีเอสให้ผู้ประกอบการรายเดิมจากที่เหลือ 17 ปี เพิ่มเป็นเวลา 30 ปี ซึ่งอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้เอกชน เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.ร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน

ความน่าสนใจของคดีบีทีเอส ดูจะส่อเค้าว่า กทม.ทำนิติกรรมเป็นโมฆะตั้งแต่ต้น ซึ่งในวันที่ 29 พ.ค. จะรู้คำตอบจาก ยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ถ้าคำตอบยังคงเป็นอำนาจของกระทรวงมหาดไทย จะเท่ากับงานเข้าถึงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. แรงกระเพื่อมนี้มีผลต่อฐานเสียงของประชาธิปัตย์ใน กทม.

กลายเป็นเกมการเมืองเพื่อช่วงชิงอำนาจ เปิดประตูสู่เป้าหมายลงชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ที่มี คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ สมาชิกบ้านเลขที่ 111 วางแบบแปลนนโยบายไปรอท่านานหลายปี จึงนับว่าเป็นสองเด้งที่เพื่อไทยจะได้รับ ทั้งได้พื้นที่ฐานเสียงใน กทม.กลับมาอีกครั้ง และยุบพรรคประชาธิปัตย์ได้อีกด้วย

แม้ว่า ธาริต เองรู้ดีอยู่แก่ใจว่าวันดีคืนดีจะถูกสั่งย้ายไปดองที่ไหนได้ทุกเมื่อ แต่บทบาทของดีเอสไอขณะนี้ตอบสนองแนวทางรัฐบาลอย่างแข็งขัน ทำให้สถานภาพของเก้าอี้อธิบดีดีเอสไอเหนียวแน่นไม่น้อย ทั้งที่เคยถูกหมายหัวจากร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แต่การให้ ธาริต อยู่ในตำแหน่งต่อไป โดยไม่โยก พ.ต.ท.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย อธิบดีกรมราชทัณฑ์ คนจากซีกเพื่อไทยเข้ามาแทน ย่อมทำให้กลุ่มก๊วนการเมืองฝั่งตรงข้ามรัฐบาลไม่เพิ่มจำนวนมากขึ้น

ถึงกระนั้น การก่อตั้งดีเอสไอมีจุดมุ่งหมายให้เป็นอิสระจากการแทรกแซงจากฝั่งการเมือง โดยแยกออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย และงบประมาณจำนวนมาก อีกทั้งมีสิทธิเต็มที่ในการสืบสวนสอบสวนคดีที่มีความซับซ้อน และต้องใช้เทคโนโลยีทันสมัย แต่เวลานี้ถูกตราหน้าว่าใช้เป็นเครื่องมือให้ฝ่ายการเมืองทำลายกันเอง ท้ายที่สุดก็กลับมาสู่วังวนเดิมๆ เท่านั้น

 

มาร์คอัดสนธิเร่งชงร่างกม.ปรองดอง 2012/05/26

มาร์คอัดสนธิเร่งชงร่างกม.ปรองดอง

  • 25 พฤษภาคม 2555 เวลา 17:27 น.

มาร์คอัดสนธิเร่งชงร่างกม.ปรองดองทำลายประเพณีสภา คำนูณชี้ไม่น่าเชื่อคนทำรัฐประหารล้างผิดให้ทักษิณ

วันนี้ (25พ.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า หากพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ จะรีบเร่งนำเสนอพรบ.ปรองดอง เข้าสู่สภา จะเป็นการเขียนด้วยมือ ลบด้วยเท้าอีกหรือไม่ และการเลื่อนวาระการพิจารณาเรื่องนี้ให้เร็วขึ้นก็เป็นที่ชัดว่า กฎกติกาประเพณีต่างๆ ถูกโยนทิ้งหมด พอเห็นเป็นเรื่องของผลประโยชน์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

นอกจากนี้ยังเห็นว่า รัฐบาลคงไม่เป็นเจ้าภาพเองแต่ให้พล.อ.สนธิ เป็นคนขับเคลื่อน ตั้งแต่ตอนที่มีคณะกรรมาธิการปรองดองแล้ว จากนั้นก็มีการซุบซิบถึงการตั้งกรรมาธิการฯ งบประมาณ ในสัดส่วนพรรคการเมืองขนาดเล็ก ซึ่งที่สุด พล.อ.สนธิ ก็ได้เป็นกรรมาธิการงบประมาณ คงต้องดูเนื้อหาของกฎหมาย ถ้าเป็นเรื่องการพาพ.ต.ท.ทักษิณ กลับบ้าน มีการล้างผิด ก็ไม่ใช่เป็นกฎหมายปรองดอง แต่เสียงข้างมากในสภาก็สามารถผ่านกฎหมายฉบับนี้ได้ เพียงแต่ว่า จะถูกต้องหรือไม่ และมีปัญหาในเชิงกฎหมายหรือไม่

“ขอบอกว่าการออก พรบ.ปรองดอง ไม่ต้องมาอ้างผมและคุณสุเทพ (เทือกสุบรรณ) ว่าจะได้รับประโยชน์ด้วย เพราะพวกผมไม่ได้เรียกร้องให้มีเรื่องเหล่านี้ เราต้องการให้มีการค้นหาข้อเท็จจริง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ขณะที่นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา โพสในทวิตเตอร์ @Kamnoon ถึง พ.ร.บ.ปรองดองว่า “ร่างพ.ร.บ.ปรองดองฯที่จะมีผลล้างผิดให้ทักษิณ เสนอโดยคนที่รัฐประหารล้มทักษิณ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ” ทั้งยังแนบเอกสารประกอบในชิ้นแรก นายคำนูณ ทวิตอีกข้อความว่า “สาระสำคัญของพ.ร.บ.ปรองดองฯมาตรา 5 และ 4 ที่จะมีผลทำให้คำพิพากษาศาลฎีกาถึงที่สุดในคดีที่ดินรัชดาและคดียึดทรัพย์สิ้นผล” และแนบเอกสารอันที่ 2 มาด้วย

 

พท.งัดทุกกลยุทธ์หวั่นแพ้ซ้ำซาก เลือกตั้งอบจ.เชียงราย 2012/05/25

พท.งัดทุกกลยุทธ์หวั่นแพ้ซ้ำซาก เลือกตั้งอบจ.เชียงราย

  • 25 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:30 น.

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

ศึกช้างชนช้างชิงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย วันอาทิตย์ที่ 27 พ.ค.นี้ ไม่ใช่แค่การวัดบารมี 2 ตระกูลใหญ่ในพื้นที่ระหว่าง “จงสุทธนามณี” และ “ติยะไพรัช” เท่านั้น แต่จะเป็น “ดัชนี” ชี้วัดอนาคตการเมืองที่สำคัญ

โดยเฉพาะต่อพรรคเพื่อไทยที่เดิมพันเลือกตั้งสนามนี้สูงเสียจนแพ้ไม่ได้…

ทั้งเพื่อกู้ขวัญและกำลังใจหลังความพ่ายแพ้ต่อเนื่องในสนามเลือกตั้งทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่นแบบติดๆ ตลอดช่วงเดือนกว่าที่ผ่านมา ท่ามกลางบรรยากาศระหองระแหงระหว่าง “เพื่อไทย” และ “เสื้อแดง” จนสะท้อนผ่านผลการเลือกตั้งท้องถิ่นหลายแห่ง

บทเรียนตั้งแต่ “ปทุมธานีโมเดล” ที่ประชาธิปัตย์ฝ่ากระแสคนเสื้อแดงเข้าไปปักธงในพื้นที่ผูกขาดมายาวนาน ยังเป็นโจทย์ที่เพื่อไทยแก้ไม่ตก ซ้ำยังลุกลามบานปลายขยายวงไปพื้นที่อื่นๆ

สัปดาห์ที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยพ่ายแพ้แบบยกทีม 24 ที่นั่ง ในการชิงตำแหน่งนายกเทศบาลนครอุดรธานี และสมาชิกสภาเทศบาลนครอุดรธานี ทั้งที่เป็นพื้นที่เมืองหลวงเสื้อแดงในภาคอีสาน

ไม่ต่างจากสมาชิกสภาเทศบาลนครนคร สวรรค์ ไปจนถึงตำแหน่งนายก อบจ.กาญจนบุรี ฯลฯ มีแต่ฉุดให้ “เพื่อไทย” จมปลักอยู่กับความพ่ายแพ้ แถมยังซ้ำเติมสถานการณ์ให้รัฐบาลที่กำลังเผชิญกับมรสุมหนักอยู่แล้ว ยังต้องสั่นคลอนหนักขึ้น

ความพ่ายแพ้ของเพื่อไทยจึงเหมือน “โดมิโน” ที่กำลังล้มต่อๆ กันไปเป็นทอดๆ ด้วยเหตุผลทางด้านขวัญและกำลังใจ และมีแรงหนุนด้วยความไร้ประสิทธิภาพบริหารงานของรัฐบาล

ทางเดียวที่จะหยุดสถานการณ์นี้ไว้ได้ คือ ต้องตัดตอนการล้มของโดมิโนไม่ให้ลุกลามไปยังจังหวัดอื่นๆ โดยเฉพาะในช่วงที่สนามเลือกตั้งท้องถิ่นหลายจังหวัดทยอยเปิดคูหา

ในเชิงยุทธศาสตร์ “เพื่อไทย” จึงไม่อาจเสียเก้าอี้นายก อบจ.เชียงรายได้

เหตุผลแรก พื้นที่เชียงรายถือเป็นฐานที่มั่นของพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดง การปล่อยให้กลุ่มอื่นที่ไม่ใช่ทั้ง “เพื่อไทย” และ “เสื้อแดง” ชนะเลือกตั้งเข้ามา ย่อมส่งผลต่อฐานเสียงในระยะยาว และกระทบถึงการเลือกตั้งในสนามใหญ่อย่างเลี่ยงไม่ได้

เหตุผลที่ 2 ไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ “วันชัย จงสุทธนามณี” ในเสื้อพรรคภูมิใจไทย เอาชนะ “สมพงษ์ กูลวงศ์” จากพรรคเพื่อไทย ในสนามเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองเชียงรายไปหมาดๆ การเสียแชมป์ในเก้าอี้นายก อบจ.อีกครั้ง ย่อมสะเทือนขวัญพรรคเพื่อไทยอย่างรุนแรง และอาจลุกลามไปยังพื้นที่อื่นๆ อีกด้วย

เหตุผลที่ 3 เลือกตั้งครั้งนี้ยังเป็นการวัดบารมี “ยงยุทธ ติยะไพรัช” อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ที่มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และถือเป็นขุนพลสำคัญในพื้นที่ภาคเหนือ การเลือกตั้งครั้งนี้จึงต้องสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ หากพ่ายแพ้ในสนามบ้านเกิดของตัวเอง ย่อมกระทบกับตำแหน่งแห่งหนในอนาคตหลังพ้นโทษแบนจากสมาชิกบ้านเลขที่ 109

ที่สำคัญ เลือกตั้งเที่ยวนี้ “เพื่อไทย” ส่ง “สลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช” ภรรยา “ยงยุทธ” มาลงสนามด้วยตัวเอง หากพ่ายแพ้ย่อมส่งผลเสียหายหลายเท่าตัว

ทว่า ไม่ใช่งานง่ายนัก เพราะเลือกตั้งรอบนี้ “สลักจฤฎดิ์” ต้องท้าชิงตำแหน่งกับแชมป์ 2 สมัยอย่าง “รัตนา จงสุทธนามณี” ที่ฐานเสียงแน่นปั้กในพื้นที่

งานนี้เพื่อไทยจึงต้องทุ่มหมดหน้าตักเพื่อชิงแชมป์ให้ได้ เริ่มตั้งแต่การจัดทัพหลวง ขนรัฐมนตรี สส. ลงพื้นที่แบบไม่มีขาด สัปดาห์ที่ผ่านมา “สามารถ แก้วมีชัย และพิเชษฐ์ เชื้อเมือง” สส.เชียงราย ยุรนันท์ ภมรมนตรี สุนัย จุลพงศธร สส.บัญชีรายชื่อ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ขึ้นเวทีปราศรัย

ยิ่งเข้าใกล้โค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง บรรยากาศหาเสียงยิ่งเริ่มดุเดือด!!!

ไม่ว่าจะเป็นกระสุนดินดำที่ว่ากันว่าทุ่มไม่อั้น จัดหนัก จัดเต็มแล้ว แว่วว่าแรงบีบจากฝ่ายการเมืองผ่านไปยังข้าราชการหน่วยงานต่างๆ ยังหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ บางส่วนมีการสลับสับเปลี่ยนตัวข้าราชการในหน่วยงานสำคัญที่เกี่ยวข้องโยงใยกับการเลือกตั้ง

เสียงสะท้อนจากหัวคะแนนของฝ่ายแชมป์เก่าเริ่มอึดอัด หลังถูกประกบติดจนยากจะเคลื่อนไหว แม้เช็กเสียงเวลานี้จะดูเป็นต่อจากการลงพื้นที่ต่อเนื่อง แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าหากสถานการณ์แรงบีบยังเป็นเช่นนี้ หรือหนักข้อขึ้นในช่วงสุดท้าย ย่อมส่งผลต่อการลงคะแนนได้

สถานการณ์ของ “เพื่อไทย” เวลานี้หนักหน่วงขึ้น เพราะไม่ใช่แค่การล้มแชมป์เก่าเท่านั้น แต่ต้องมาขอแบ่งคะแนนกับ “สฤษฎ์ อึ้งอภินันท์” อดีต สส.ไทยรักไทยและพลังประชาชน ที่มาลงสนามท้องถิ่นเที่ยวนี้ด้วยเรื่องบาดหมางกันเองภายในพรรค

ทว่า วงในแล้วเหมือนจะมีการเคลียร์กันลงตัว “สฤษฎ์” แทบไม่ออกแอ็กชันลงพื้นที่หาเสียงเอาจริง ปัญหาเรื่องการแบ่งคะแนนกันเองระหว่างคนของเพื่อไทยจึงไม่น่ามีปัญหา

ส่วนจะทำได้มากน้อยแค่ไหน ผลการเลือกตั้งรอบนี้จะเป็นบทพิสูจน์ที่สำคัญของ “ยงยุทธ ติยะไพรัช” และพรรคเพื่อไทยกับอนาคตการ เมืองต่อไป

 

ปลด’ปิยสวัสดิ์’สะเทิอนรัฐปราบโกง 2012/05/24

ปลด’ปิยสวัสดิ์’สะเทิอนรัฐปราบโกง

  • 24 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:12 น.

โดย…ปริญญา ชูเลขา

การปลด “ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์” ออกจากตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) บริษัท การบินไทย กลายเป็นประเด็นความขัดแย้งบานปลายทางการเมืองทั้งภายในองค์กรการบินไทย ที่เป็นรัฐวิสาหกิจที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของประเทศ ยังกระทบไปถึงความเชื่อมั่นของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ด้วย เพราะเกิดคำถามมากมายตามมาท่ามกลางความเคลือบแคลงสงสัยในข้ออ้าง “มีปัญหาการสื่อสาร” จึงสั่งปลดฟ้าผ่าครั้งนี้ ว่าการเมืองเข้าไปแทรกแซง หรือมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่

ณ เวลานี้ ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้รับคำตอบ และเรื่องดังกล่าวยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงอย่างไร ยิ่งเกิดการเคลื่อนไหวจากสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยที่ถือว่าเป็นสหภาพฯ ที่มีความเข้มแข็งและกล้าชนฝ่ายการเมืองออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านหัวชนฝา และเดินสายทวงถามคำตอบด้วยการยื่นหนังสือสอบถามตั้งแต่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.คมนาค ผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือแม้แต่นายกฯ ยิ่งลักษณ์

อีกทั้งยังไล่บี้ให้ อำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) การบินไทย เร่งชี้แจงเหตุผลที่แท้จริงในการเลิกจ้างปิยสวัสดิ์ ทั้งยังเรียกร้องให้รัฐบาลปลดอำพนพ้นจากประธานบอร์ดการบินไทย นับเป็นการตอกย้ำถึงความแตกแยกขัดแย้งภายในองค์กรอย่างรุนแรง เนื่องจากทางสหภาพฯ เห็นว่าตั้งแต่ปิยสวัสดิ์เข้ามารับตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2552 โดยบัญชีทางการเงินที่มีการแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รายงานว่า งบการเงินเมื่อปี 2551 ก่อนหน้าที่ปิยสวัสดิ์จะเข้ารับตำแหน่งนั้น การบินไทยขาดทุนถึง 21,379.45 ล้านบาท

ต่อมาปี 2552 ซึ่งปิยสวัสดิ์เริ่มเข้ารับตำแหน่ง กลับมาได้กำไร 7,343.58 ล้านบาท ปี 2553 ได้กำไร 15,349.69 ล้านบาท ขณะที่ปี 2554 ขาดทุน 10,196.97 ล้านบาท และไตรมาสแรกของปี 2555 ได้กำไร 3,644.77 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของสหภาพฯ ที่เกิดขึ้นเพราะความเคลือบแคลงสงสัยว่าใครอยู่เบื้องหลังหรือการเมืองแทรกแซง เพราะต้องการสิ่งใดจากการบินไทยจากการปลดปิยสวัสดิ์ออกจากตำแหน่งในครั้งหรือไม่

หากการปลดครั้งนี้เป็นเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน หรือทำงานไม่มีประสิทธิภาพสอบตก ย่อมเป็นที่ยอมรับได้ แต่สิ่งที่เป็นอยู่กลับสวนทาง เพราะผลการประเมินการทำงานปิยสวัสดิ์ ทั้งสอบผ่านและสร้างผลงานให้กับองค์กรที่อยู่ในเกณฑ์ดี อย่างไรก็ตามเป็นที่รับรู้กันมาโดยทั่วไปว่า 2 คนนี้ ทั้งปิยสวัสดิ์และอำพน มีความแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว กล่าวคือ ปิยสวัสดิ์เป็นคนที่มีบุคลิกชนิด “ยอมหักไม่ยอมงอ” คงจำกันได้ในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เรืองอำนาจ ปิยสวัสดิ์เคยขัดแย้งกับ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช อดีตรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านพลังงาน เกี่ยวกับเรื่องโครงสร้างค่าไฟฟ้าและนโยบายการแปรรูป ปตท.และ กฟผ. จึงลาออกจากราชการเมื่อปี 2545 เพื่อไปดำรงตำแหน่งในบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย

ขณะที่อำพน บุคลิกท่าทางคล่องแคล่วว่องไว สไตล์การทำงานที่เป็นที่ยอมรับ และขึ้นชื่อ คือ “ปรับตัวเก่ง” ทำงานได้กับทุกรัฐมนตรีจากทุกพรรคทุกกระทรวง หรือทุกขั้วการเมือง มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดและเติบโตตั้งแต่สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ สมัคร สุนทรเวช สมชาย วงศ์สวัสดิ์ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในขณะที่ปิยสวัสดิ์กลับถูกตราหน้าว่าอยู่ฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ เข้ามาทำงานสมัยพรรคประชาธิปัตย์เรืองอำนาจ และภรรยา คือ อานิก อัมระนันทน์ ยังเป็น สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อีกด้วย

เมื่อคนสองคนที่มีความต่างกันสุดขั้วมาเจอกัน คงไม่ต้องบรรยายว่าจะเกิดอะไรขึ้น และแม้แต่แนวคิดในการทำงานระหว่างอำพนกับปิยสวัสดิ์ มีปัญหากันมาโดยตลอด เช่น การจัดตั้งสายการบินต้นทุนประหยัดของการบินไทย ที่ต่างฝ่ายต่างมีแนวคิดเป็นของตัวเองอีกทั้งที่ผ่านมาเป็นที่น่าสังเกตว่า ผลงานงานดีเด่นต่างๆ ที่เกิดขึ้นในบริษัท การบินไทย ต่างพากันยกความดีความชอบให้กับปิยสวัสดิ์แต่เพียงผู้เดียว แต่กลับไม่มีการกล่าวถึงคุณงามความดีของอำพน ทั้งที่เป็นประธานบอร์ดการบินไทยแท้ๆ

แต่ประเด็นที่น่าฉงนและสงสัยเข้าไปอีก และสะเทือนต่อนโยบายประกาศสงครามการทุจริตคอร์รัปชันของรัฐบาลอย่างยิ่ง เมื่อปิยสวัสดิ์ทิ้งระเบิดการเมืองลูกใหญ่ฝากไว้ก่อนอำลาว่า มีบางฝ่ายต้องการเข้ามาฮุบโครงการจัดซื้อจัดจ้างฝูงบินล็อตใหญ่ ในโครงการจัดหาเครื่องบินในเฟสที่ 2 (ปี 2561-2565) จำนวน 38 ลำ มูลค่า 2.4 แสนล้านบาท ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา

ทุกฝ่ายยังประทับใจถ้อยคำรัฐบาลที่ประกาศเป็นเจ้าภาพทำสงครามต่อต้านการทุจริต ในการประชุมเชิงปฏิบัติการยุทธศาสตร์ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ในวันที่ 18 พ.ค.นี้ ณ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธ.ค. 2550 ที่ผ่านมาต่อหน้าประชาชนทั่วประเทศ

ดังนั้น ประเด็นเกี่ยวกับการปลดปิยสวัสดิ์ ฝ่ายการเมืองต้องสร้างความชัดเจนและทำให้เกิดความโปร่งใส ว่าไม่เกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมืองที่เข้าไปเพื่อหวังผลประโยชน์จากการเขี่ยปิยสวัสดิ์ให้พ้นทาง เพื่อส่งคนของตัวเองเข้าไปแทน ซึ่งต้องไม่ให้เกิดเรื่องซ้ำรอยกรณีโยกย้าย พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้ไปดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แทน ถวิล เปลี่ยนศรี เพื่อปูทางให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ได้ขึ้นเป็น ผบ.ตร.

และหากฝ่ายการเมืองต้องการเข้ามาเพื่อเป้าหมายอย่างที่ปิยสวัสดิ์ออกมาเปิดโปงจริง ย่อมส่งผลสะเทือนต่อภาพลักษณ์การบินไทยที่เป็นรัฐวิสาหกิจชั้นดี ย่อมได้รับผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือที่มีผู้ถือหุ้นอยู่จำนวนมาก และยังส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการบินไทย

ที่สำคัญความเชื่อมั่นศรัทธาของรัฐบาลต่อการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันมีอันต้องเสื่อมไม่น่าเชื่อถือในที่สุด m
8…ปริญญา ชูเลขา

การปลด “ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์” ออกจากตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) บริษัท การบินไทย กลายเป็นประเด็นความขัดแย้งบานปลายทางการเมืองทั้งภายในองค์กรการบินไทย ที่เป็นรัฐวิสาหกิจที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของประเทศ ยังกระทบไปถึงความเชื่อมั่นของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ด้วย เพราะเกิดคำถามมากมายตามมาท่ามกลางความเคลือบแคลงสงสัยในข้ออ้าง “มีปัญหาการสื่อสาร” จึงสั่งปลดฟ้าผ่าครั้งนี้ ว่าการเมืองเข้าไปแทรกแซง หรือมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่

ณ เวลานี้ ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้รับคำตอบ และเรื่องดังกล่าวยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงอย่างไร ยิ่งเกิดการเคลื่อนไหวจากสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยที่ถือว่าเป็นสหภาพฯ ที่มีความเข้มแข็งและกล้าชนฝ่ายการเมืองออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านหัวชนฝา และเดินสายทวงถามคำตอบด้วยการยื่นหนังสือสอบถามตั้งแต่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.คมนาค ผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือแม้แต่นายกฯ ยิ่งลักษณ์

อีกทั้งยังไล่บี้ให้ อำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) การบินไทย เร่งชี้แจงเหตุผลที่แท้จริงในการเลิกจ้างปิยสวัสดิ์ ทั้งยังเรียกร้องให้รัฐบาลปลดอำพนพ้นจากประธานบอร์ดการบินไทย นับเป็นการตอกย้ำถึงความแตกแยกขัดแย้งภายในองค์กรอย่างรุนแรง เนื่องจากทางสหภาพฯ เห็นว่าตั้งแต่ปิยสวัสดิ์เข้ามารับตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2552 โดยบัญชีทางการเงินที่มีการแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รายงานว่า งบการเงินเมื่อปี 2551 ก่อนหน้าที่ปิยสวัสดิ์จะเข้ารับตำแหน่งนั้น การบินไทยขาดทุนถึง 21,379.45 ล้านบาท

ต่อมาปี 2552 ซึ่งปิยสวัสดิ์เริ่มเข้ารับตำแหน่ง กลับมาได้กำไร 7,343.58 ล้านบาท ปี 2553 ได้กำไร 15,349.69 ล้านบาท ขณะที่ปี 2554 ขาดทุน 10,196.97 ล้านบาท และไตรมาสแรกของปี 2555 ได้กำไร 3,644.77 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของสหภาพฯ ที่เกิดขึ้นเพราะความเคลือบแคลงสงสัยว่าใครอยู่เบื้องหลังหรือการเมืองแทรกแซง เพราะต้องการสิ่งใดจากการบินไทยจากการปลดปิยสวัสดิ์ออกจากตำแหน่งในครั้งหรือไม่

หากการปลดครั้งนี้เป็นเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน หรือทำงานไม่มีประสิทธิภาพสอบตก ย่อมเป็นที่ยอมรับได้ แต่สิ่งที่เป็นอยู่กลับสวนทาง เพราะผลการประเมินการทำงานปิยสวัสดิ์ ทั้งสอบผ่านและสร้างผลงานให้กับองค์กรที่อยู่ในเกณฑ์ดี อย่างไรก็ตามเป็นที่รับรู้กันมาโดยทั่วไปว่า 2 คนนี้ ทั้งปิยสวัสดิ์และอำพน มีความแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว กล่าวคือ ปิยสวัสดิ์เป็นคนที่มีบุคลิกชนิด “ยอมหักไม่ยอมงอ” คงจำกันได้ในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เรืองอำนาจ ปิยสวัสดิ์เคยขัดแย้งกับ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช อดีตรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านพลังงาน เกี่ยวกับเรื่องโครงสร้างค่าไฟฟ้าและนโยบายการแปรรูป ปตท.และ กฟผ. จึงลาออกจากราชการเมื่อปี 2545 เพื่อไปดำรงตำแหน่งในบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย

ขณะที่อำพน บุคลิกท่าทางคล่องแคล่วว่องไว สไตล์การทำงานที่เป็นที่ยอมรับ และขึ้นชื่อ คือ “ปรับตัวเก่ง” ทำงานได้กับทุกรัฐมนตรีจากทุกพรรคทุกกระทรวง หรือทุกขั้วการเมือง มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดและเติบโตตั้งแต่สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ สมัคร สุนทรเวช สมชาย วงศ์สวัสดิ์ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในขณะที่ปิยสวัสดิ์กลับถูกตราหน้าว่าอยู่ฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ เข้ามาทำงานสมัยพรรคประชาธิปัตย์เรืองอำนาจ และภรรยา คือ อานิก อัมระนันทน์ ยังเป็น สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อีกด้วย

เมื่อคนสองคนที่มีความต่างกันสุดขั้วมาเจอกัน คงไม่ต้องบรรยายว่าจะเกิดอะไรขึ้น และแม้แต่แนวคิดในการทำงานระหว่างอำพนกับปิยสวัสดิ์ มีปัญหากันมาโดยตลอด เช่น การจัดตั้งสายการบินต้นทุนประหยัดของการบินไทย ที่ต่างฝ่ายต่างมีแนวคิดเป็นของตัวเองอีกทั้งที่ผ่านมาเป็นที่น่าสังเกตว่า ผลงานงานดีเด่นต่างๆ ที่เกิดขึ้นในบริษัท การบินไทย ต่างพากันยกความดีความชอบให้กับปิยสวัสดิ์แต่เพียงผู้เดียว แต่กลับไม่มีการกล่าวถึงคุณงามความดีของอำพน ทั้งที่เป็นประธานบอร์ดการบินไทยแท้ๆ

แต่ประเด็นที่น่าฉงนและสงสัยเข้าไปอีก และสะเทือนต่อนโยบายประกาศสงครามการทุจริตคอร์รัปชันของรัฐบาลอย่างยิ่ง เมื่อปิยสวัสดิ์ทิ้งระเบิดการเมืองลูกใหญ่ฝากไว้ก่อนอำลาว่า มีบางฝ่ายต้องการเข้ามาฮุบโครงการจัดซื้อจัดจ้างฝูงบินล็อตใหญ่ ในโครงการจัดหาเครื่องบินในเฟสที่ 2 (ปี 2561-2565) จำนวน 38 ลำ มูลค่า 2.4 แสนล้านบาท ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา

ทุกฝ่ายยังประทับใจถ้อยคำรัฐบาลที่ประกาศเป็นเจ้าภาพทำสงครามต่อต้านการทุจริต ในการประชุมเชิงปฏิบัติการยุทธศาสตร์ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ในวันที่ 18 พ.ค.นี้ ณ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธ.ค. 2550 ที่ผ่านมาต่อหน้าประชาชนทั่วประเทศ

ดังนั้น ประเด็นเกี่ยวกับการปลดปิยสวัสดิ์ ฝ่ายการเมืองต้องสร้างความชัดเจนและทำให้เกิดความโปร่งใส ว่าไม่เกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมืองที่เข้าไปเพื่อหวังผลประโยชน์จากการเขี่ยปิยสวัสดิ์ให้พ้นทาง เพื่อส่งคนของตัวเองเข้าไปแทน ซึ่งต้องไม่ให้เกิดเรื่องซ้ำรอยกรณีโยกย้าย พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้ไปดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แทน ถวิล เปลี่ยนศรี เพื่อปูทางให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ได้ขึ้นเป็น ผบ.ตร.

และหากฝ่ายการเมืองต้องการเข้ามาเพื่อเป้าหมายอย่างที่ปิยสวัสดิ์ออกมาเปิดโปงจริง ย่อมส่งผลสะเทือนต่อภาพลักษณ์การบินไทยที่เป็นรัฐวิสาหกิจชั้นดี ย่อมได้รับผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือที่มีผู้ถือหุ้นอยู่จำนวนมาก และยังส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการบินไทย

ที่สำคัญความเชื่อมั่นศรัทธาของรัฐบาลต่อการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันมีอันต้องเสื่อมไม่น่าเชื่อถือในที่สุด

 

ปลุกผี ยุบพรรค สองพรรคแก้เกี้ยว 2012/05/24

ปลุกผี ยุบพรรค สองพรรคแก้เกี้ยว

  • 23 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:56 น.

โดย…ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

การต่อสู้ด้วยเกมยุบพรรค ถูกปลุกขึ้นมาอีกรอบจากฝ่ายการเมืองจากเพื่อไทยและประชาธิปัตย์

ล่าสุดฝ่ายเพื่อไทยใช้คดีเงินบริจาคของ อีสท์ วอเตอร์ ยื่นยุบพรรคประชาธิปัตย์

ขณะที่ประชาธิปัตย์ขู่จะยื่นยุบพรรคเพื่อไทยบ้างจากผลสืบเนื่องที่ จตุพร พรหมพันธุ์ ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้พ้นจาก สส.

ทั้งที่ ในวันที่ 30 พ.ค.นี้ กลุ่มบ้านเลขที่ 111 จากพรรคไทยรักไทย จำเลยยุบพรรครุ่นแรก กำลังจะได้สิทธิกลับมาเล่นการเมือง หลังถูกสั่งเว้นวรรคมานาน 5 ปี อันเป็นผลจากคดีพรรคไทยรักไทยจ้างวานพรรคเล็กลงเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2549 ซึ่งคณะรัฐประหารได้แต่งตั้งตุลาการรัฐธรรมนูญมาพิจารณาคดีนี้ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สอบสวนเสร็จ จนนำไปสู่การตัดสินยุบพรรคไทยรักไทย และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคทั้งคณะ 111 คน

ในยุค คมช.มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ที่ใช้ในปัจจุบัน โดยใส่ “ยาแรง” มาจัดการกับนักการเมืองที่ทำผิดกฎหมาย มาตรการหนึ่ง คือ หากกรรมการบริหารพรรคทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง จะมีความผิดถึงขั้นยุบพรรคและให้ตัดสิทธิคณะกรรมการบริหารพรรคยกเข่ง 5 ปี

ผ่านมา 5 ปี คดียุบพรรคไม่เพียงทำให้การเมืองอ่อนแอ ขาดความต่อเนื่อง ยังเป็นอาวุธที่ต่างฝ่ายใช้เป็นหอกทิ่มคู่แข่งในปัจจุบัน

ข้อมูลจาก กกต.ที่เผยแพร่ในสื่อมวลชนล่าสุด สะท้อนชัดว่า นับแต่ปี 2551 ที่เริ่มเพิ่มโทษความผิดยุบพรรค มีคำร้องให้มีการยุบพรรคทั้งหมด 29 เรื่อง กกต.มีมติเห็นชอบให้ยกคำร้องไปแล้ว 15 เรื่อง ยังคงเหลือ 14 เรื่อง

ในจำนวนนี้มีคำร้องเดียวกัน 7 เรื่อง ซึ่ง กกต.รวมเป็นสำนวนเดียวกัน คือ ให้ยุบพรรคเพื่อไทย จากประเด็น “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง โดยคดีอยู่ระหว่างการสอบสวนของ กกต.

อีก 6 สำนวนที่อยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมการไต่สวน ประกอบด้วย

1.กรณีคำร้องให้ยุบพรรคเพื่อไทย เนื่องจากหัวหน้าพรรคได้รับรองผู้ที่ขาดคุณสมบัติในการลงสมัครรับเลือกตั้ง คือ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ก่อแก้ว พิกุลทอง ลงสมัครรับเลือกตั้ง

2.กรณีเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติ ร้องให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคภูมิใจไทย พรรคพลังชล และพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน เนื่องจากหาเสียงโดยสัญญาว่าจะให้

3.กรณี นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ร้องให้ยุบพรรคเพื่อไทย เนื่องจากหัวหน้าพรรคได้รับรองผู้ที่ขาดคุณสมบัติในการลงสมัครรับเลือกตั้ง คือ จตุพร ลงสมัครรับเลือกตั้ง

4.กรณีทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทยร้องขอให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากกระทำการเป็นภัยต่อความมั่นคง โดยโฆษณาเชิญชวนให้ประชาชนต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และปลุกระดมให้ประชาชนเกลียดชังรัฐบาล

5.พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ร้องขอให้ยุบพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน พรรคพลังชล และขอให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง สส. สว. และคณะรัฐมนตรี ทั้ง 416 คน ที่เห็นชอบในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นการกระทำล้มล้างรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

และ 6.กรณี เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต สว. ร้องขอให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากรับเงินบริจาคน้ำท่วมจากบริษัท อีสท์ วอเตอร์ ที่เข้าข่ายเป็นบริษัทต้องห้ามมิให้พรรคการเมืองรับเงินบริจาค ตามมาตรา 71 ของ พ.ร.บ.พรรคการเมือง จำนวน 1 ล้านบาท

เห็นได้ว่าไม่เฉพาะฝ่ายพันธมิตร หรือประชาธิปัตย์ยื่นให้ยุบพรรคทักษิณ แต่พรรคเพื่อไทยก็ใช้เกมยุบพรรคยื่นจัดการกับพรรคประชาธิปัตย์

ทั้ง 6 สำนวนจึงเป็นเผือกร้อนที่อยู่ในมือ กกต.ขณะนี้

ทว่า ผลของคดียุบพรรคที่มีบทลงโทษรุนแรง พิสูจน์แล้วกับพรรคที่ถูกยุบซึ่งมีบทบาททางการเมืองในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ อภิมหาพรรคไทยรักไทย ตามด้วย พรรคพลังประชาชนรุ่นสอง พรรคชาติไทย ของ บรรหาร ศิลปอาชา และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ที่มี อนงค์วรรณ เทพสุทิน เป็นหัวหน้าพรรค ไม่สามารถดัดนิสัยนักการเมืองหรือแก้ปัญหาการทำผิดกฎหมายได้ เพราะที่สุดก็ส่งนอมินี ลูกหลาน คนสวน คนขับรถ มาลงสนามรักษา “พื้นที่ตำแหน่ง” แทน และยังอยู่เบื้องหลัง คอยชักใยสั่งการอยู่

ตรงกันข้าม ยิ่งยุบก็ยิ่งเพิ่มอุณหภูมิความขัดแย้งทางการเมือง แม้แต่นักวิชาการฝ่ายเหลืองก็ไม่เห็นด้วยกับบทลงโทษยุบพรรคและเสนอให้แก้ไขประเด็นนี้

การนำประเด็นยุบพรรคล่าสุดกับปม อีสท์ วอเตอร์ ที่ดีเอสไอกำลังสอบสวนและลากไปถึงการยุบพรรคประชาธิปัตย์ หรือกรณีพรรคเพื่อไทยรับรอง จตุพร เป็นสมาชิกพรรคโดยผิดกฎหมาย ที่พรรคประชาธิปัตย์เตรียมยื่นคำร้อง ตามขั้นตอน กว่าจะยุบพรรคได้ กกต.ต้องชี้มูลว่าผิดก่อนและส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญลงมติยุบพรรค

แต่สถานการณ์การเมืองขณะนี้เชื่อว่าการยุบพรรคมีแนวโน้มเกิดขึ้นยาก

หนึ่ง เป็นบรรยากาศที่เข้าสู่การปรองดอง ที่กำลังมีการออก พ.ร.บ.ปรองดอง นิรโทษกรรมความผิดคดีความการเมืองต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหาร ซึ่งก็รวมถึงคดียุบพรรคที่ยังมี 3 พรรครอล้างผิดอยู่ หรือรุ่นกรรมการบริหารพรรค 109 คน จากพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย

สอง จะมีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แน่นอนว่าจะมีการลบทิ้งความผิดยุบพรรคในประเด็นทำผิดกฎหมายเลือกตั้งที่ปรากฏในมาตรา 68 และมาตรา 237 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งทุกพรรค ไม่ว่าพรรคเพื่อไทย หรือพรรคประชาธิปัตย์ ตลอดจนนักวิชาการ ต่างเห็นด้วยให้ยกเลิกบทลงโทษนี้ แต่หาก กกต.สอบสวนคดียุบพรรคและส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ คาดว่าจะใช้เวลานานร่วมปี เมื่อถึงเวลานั้นคงได้รัฐธรรมนูญใหม่ที่จะไม่มีบทบัญญัติเรื่องการยุบพรรคแล้ว เพราะตามปฏิทินกำหนดให้สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดทำรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายใน 240 วัน หรือกลางปี 2556 ที่พรรคเพื่อไทยจะได้เฉลิมฉลองรัฐธรรมนูญใหม่

การปลุกผีโดยใช้คดียุบพรรคมาต่อสู้อีกครั้ง ในบรรยากาศที่ช้ำกับการยุบพรรคมาหลายรอบ จึงไม่น่าบังเกิดขึ้นอีก

 

แพ้ต่อเนื่องสัญญาณร้าวพท.-เสื้อแดง 2012/05/22

แพ้ต่อเนื่องสัญญาณร้าวพท.-เสื้อแดง

  • 22 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:48 น.

ความพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้งชิงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเทศบาลนครอุดรธานี และสมาชิกสภาเทศบาลนครอุดรธานีแบบยกแผง 24 ที่นั่ง เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา กำลังตอกย้ำ “สัญญาณอันตราย” ของพรรคเพื่อไทย ที่พ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้งท้องถิ่นต่อเนื่อง

วันเดียวกันในการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลนครนครสวรรค์ “จิตตเกษมณ์ นิโรจน์ธนรัฐ” อดีตนายกเทศมนตรีนครนครสวรรค์สมัยที่แล้วยังสามารถรักษาแชมป์ เอาชนะ “วีระโชติ โสภาวตานนท์” ที่มีอดีตผู้สมัคร สส.จากพรรคเพื่อไทยหนุนหลัง แบบไม่เห็นฝุ่น 25,572 ต่อ 3,314 คะแนน

ไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ สนามเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครเชียงราย “วันชัย จงสุทธนามณี” จากพรรคภูมิใจไทย เอาชนะ “สมพงษ์ กูลวงค์” จากพรรคเพื่อไทย ทั้งที่หลายคนประเมินว่าสนามนี้เพื่อไทยจะได้แรงหนุนจากฐานเสียงแดงที่เหนียวแน่นในพื้นที่

ย้อนไปไกลกว่านั้นอีกนิด “พล.ท.มะโพธิ์งาม” อดีต สส.พรรคเพื่อไทย ที่ผันตัวมาลงชิงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) กาญจนบุรี แต่สุดท้ายต้องเสียเก้าอี้ให้กับ “รังสรรค์ รัศมีฤกษ์เศรษฐ์” ผู้สมัครฝั่งประชาธิปัตย์

ไม่เว้นแม้แต่สนามใหญ่เลือกตั้งซ่อม จ.ปทุมธานี “เกียรติศักดิ์ ส่องแสง” ผู้สมัครจากประชาธิปัตย์ สร้างปรากฏการณ์สามารถฝ่ากระแสแดงเอาชนะ “สมชาย รังสิวัฒนศักดิ์” ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย แบบพลิกความคาดหมาย

ความพ่ายแพ้สะสมที่ลากยาวมาจนถึงสนามเทศบาลนครอุดรธานีรอบนี้ ยิ่งเพิ่มแรงเสียดทานบั่นทอนขวัญและกำลังใจพรรคเพื่อไทยที่ยังต้องเผชิญกับศึกเลือกตั้งท้องถิ่นอีกหลายสนามเร็วๆ นี้

น่าสนใจตรงพื้นที่ จ.อุดรธานี อีกหนึ่งในพื้นที่ซึ่งจัดเป็นเมืองหลวงคนเสื้อแดงในพื้นที่ภาคอีสาน การพลาดท่าเสียเชิงในรอบนี้ย่อมเพิ่มแรงสั่นสะเทือนให้กับพรรคเพื่อไทยอีกหลายเท่าตัว

ถอดรหัสความพ่ายแพ้แล้ว ยังไม่ต่างจากในสนามอื่นๆ

ปัจจัยแรก สะท้อนความเบื่อหน่ายในการบริหารงานของรัฐบาล นอกจากจะไม่สามารถทำผลงานให้เข้าตา โดยเฉพาะนโยบายหาเสียงที่เคยโฆษณาหวือหวา จนถึงทุกวันนี้ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง หนำซ้ำยังมาติดหล่ม “ของแพง” ที่มีแต่จะฉุดให้รัฐบาลดำดิ่งลงเรื่อยๆ

ปัจจัยที่สอง อยู่ที่ความแตกแยกของกลุ่มเสื้อแดง ที่กำลังขาดเอกภาพอย่างหนัก แตกแยกออกเป็นกลุ่มก๊วนแบบคุมกันไม่อยู่ การหวังจะให้มาเทคะแนนให้ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยแบบไม่มีแตกแถวจึงยากยิ่งกว่าจับปูใส่กระด้ง

เจาะดูรายละเอียดสนามเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครอุดรธานี “กลุ่มนครหมากแข้ง” นำทีมโดย “อิทธิพนธ์ ตรีวัฒน์สุวรรณ” แชมป์หลายสมัย เอาชนะแบบทิ้งห่าง “สมพลศรีปัตติวงศ์” จาก “กลุ่มนครอุดรธานี” เกือบหมื่นคะแนน ถือเป็นโจทย์สำคัญที่เพื่อไทยต้องเร่งแก้ไข

แม้คำชี้แจงจาก “ศราวุธ เพชรพนมพร”สส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ลูกเขย พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก จะอธิบายว่า การพ่ายแพ้เที่ยวนี้เพราะธรรมชาติของการเลือกตั้งท้องถิ่นประชาชนจะมองที่ตัวบุคคลมากกว่าพรรคการเมือง

พร้อมอธิบายว่า “สมพล” เข้ามาสังกัดพรรคเพื่อไทยได้ไม่นาน โดยเป็นคนมาขอใช้ชื่อพรรคเพื่อไทยในการลงรับสมัครเอง พร้อมอุบไต๋ว่าเหตุผลบางประการที่ต้องส่ง “สมพล” ลงสมัครนั้นไม่สามารถเปิดเผยได้

ไล่ดูสายสัมพันธ์แล้ว “อิทธิพนธ์” ถือเป็นเครือญาติกับ “ขวัญชัย ไพรพนา” แกนนำแดงคนสำคัญในพื้นที่ จึงไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายแต่อย่างไรที่จะเอาชนะคู่แข่งหน้าใหม่ที่แม้จะได้ใบเบิกทางจากพรรคเพื่อไทยก็ตาม

ที่ผ่านมารอยร้าวระหว่างชมรมคนรักอุดรของ “ขวัญชัย” กับแดง นปช. อย่าง “จตุพร พรหมพันธุ์” อดีต สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ก็มีให้เห็นต่อเนื่องกับการออกมาเหน็บแนมกระทบกระเทียบกันไปมา

งานนี้จึงถือเป็นเพียงแค่น้ำจิ้ม เพราะไม่ได้สะท้อนสภาพความขัดแย้งที่แท้จริงในพื้นที่ เพราะดัชนีชี้วัดต้องจับตามองต่อไปยังศึกล้างตา นัดชิงตำแหน่งนายก อบจ.อุดรธานี ที่จะได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร

ที่ผ่านมาแค่หาคนสวมเสื้อพรรคเพื่อไทยไปลงชิงนายก อบจ. ยังเป็นเรื่องเป็นราว เมื่อ “ประสพ บุษราคัม” เตรียมจะลงสนาม แต่ พ.ต.ท.สุรทิน พิมานเมฆินทร์ เตรียมส่งลูกชายลงสมัคร “กิตติศักดิ์ หัตถสงเคราะห์” สส.บัญชีรายชื่อ เตรียมส่งลูกสาว

สุดท้ายพรรคต้องตัดสินใจส่ง “วิเชียรขาวขำ” ให้ทิ้งเก้าอี้บัญชีรายชื่อไปลงสนามท้องถิ่นสยบสถานการณ์ความขัดแย้ง

เรื่องราวบานปลายหนักขึ้นเมื่อ พ.ต.ท.สุรทิน เปิดแถลงข่าวด้วยใบหน้าฟกช้ำว่า ถูกทำร้ายด้วยสาเหตุที่เจ้าตัวปักใจเชื่อว่ามาจากการเมืองท้องถิ่น

ผลการเลือกตั้งรอบหน้านี้จึงจะสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาความขัดแย้งระหว่างเสื้อแดงกันเอง เสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทย จะบานปลายขนาดไหน

ที่สำคัญไม่ใช่แค่ จ.อุดรธานี แต่รูปแบบความสัมพันธ์ของเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยในพื้นที่ยังมีอีกหลายจังหวัดที่หากไม่สามารถคลี่คลายก็จะบานปลายร้าวหนักจนกระทบต่อเสถียรภาพทั้งพรรคเพื่อไทยและความเข้มแข็งของเสื้อแดง ที่สำคัญจะเปิดโอกาสให้คู่แข่งไม่ว่าจะเป็นภูมิใจไทย หรือประชาธิปัตย์ ฉวยโอกาสนี้แทรกตัวขึ้นมาเป็นตาอยู่

ลำพังแค่ความเหนียวแน่นของเสื้อแดงด้วยกันเองเวลานี้ก็ชักจะแตกแยกกระเส็นกระสาย ทั้งกลุ่มแดงที่เคยเคลื่อนไหวแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ต้องสะบั้นกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่ยืนยันค้านแก้ไขมาตรา 112

ไปจนถึงท่าทีล่าสุดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ประกาศชัดกลางโฟนอินชุมนุมราชประสงค์ เดินหน้าเต็มติวเข้าสู่กระบวนการปรองดองเพื่อชาติ ยุติความขัดแย้งทุกอย่าง

แน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อขบวนการเสื้อแดงที่ต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริง ซึ่งเวลานี้สัญญาณทุกอย่างดูจะพุ่งเป้าไปที่การนิรโทษกรรมทุกคดีของทุกฝ่าย ทุกสี

เหล่านี้ล้วนแต่ตอกย้ำรอยร้าวความสัมพันธ์ระหว่าง “เสื้อแดง” และ “เพื่อไทย” ที่นับวันจะขยายวงลุกลามมากขึ้น และหากยังไม่สามารถสกัดรอยร้าวประสานความแตกแยกได้สำเร็จสิ่งที่เคยต่อสู้ฟันฝ่าร่วมกันมาก็อาจจะพังทลายลงไปในพริบตา

 

กดปุ่มกลับบ้านสั่งแดงกลืนเลือด 2012/05/22

กดปุ่มกลับบ้านสั่งแดงกลืนเลือด

  • 21 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:49 น.

โดย…ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

ถึงแม้แกนนำ นปช.จะกลับมาแสดงบทด้วยท่าทีแข็งกร้าว ว่าจะเดินหน้าจัดการระบอบอำมาตย์ชำระแค้นทรราชเอาฆาตกร 91 ศพ มารับกรรมให้ได้

กระทั่งคำพูดที่ขึงขังของ นพ.เหวง โตจิราการ ที่ว่า “จะลากคอสุเทพกับอภิสิทธิ์มาลงโทษ เพราะมีหลักฐานคำลงนามสั่งการอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ความรุนแรงและจะเอาผิดไปยังศาลอาญาระหว่างประเทศ”

หรืออารมณ์บนเวทีรำลึก 2 ปี ที่สื่อสารใช้ภาษาสัญลักษณ์ไปถึง “ฟ้า” เพราะกลัวเสียแนวร่วมจากแดงกลุ่มอื่น ที่พรรคเพื่อไทยถูกโจมตีหลังได้เป็นรัฐบาลว่า ลืมจุดยืนตัวเองเพียงเพื่อรักษาอำนาจและผลประโยชน์

ทว่า สาระสำคัญของการจัดงานชุมนุมรำลึกของคนเสื้อแดงในวาระครบรอบ 2 ปี ที่ราชประสงค์ เมื่อวันเสาร์ที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา อยู่ที่คำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่วิดีโอลิงก์จากจีนเกือบชั่วโมง ซึ่งครั้งนี้ไม่ใช่แค่ขอร้อง แต่เหมือนประกาศิตเด็ดขาดให้คนเสื้อแดงต้องเห็นแก่การปรองดอง มิฉะนั้นบ้านเมืองเดินต่อไปไม่ได้ และถ้าการปรองดองยังไม่เกิด ก็ยังไม่ได้กลับประเทศไทยไปรับใช้พี่น้อง

“วันนี้ถามว่าเราทะเลาะกันมานานหรือยัง ถามว่าใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ ที่แน่ๆ เราทำลายตัวเองเยอะ ทำลายระบบที่มีอยู่ ท่ามกลางความขัดแย้ง

ถามว่า ถ้าไม่อยากปรองดองก็ไม่เป็นไร ผมก็อยู่เมืองนอกต่อไป ถามว่าคิดถึงพี่น้องไหม คิดถึงมาก โดยเฉพาะพี่น้องที่ยากจน ผมอยากตอบแทน ด้วยการให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องดีขึ้น อยากให้อนาคตลูกหลานของท่านดี ถ้ามีการปรองดองเมื่อไร ผมก็มีโอกาสไปตอบแทน

ถ้าพี่น้องบอกว่าไม่เป็นไร ไม่ต้องตอบแทน ไปเถอะ อยู่ไปเถอะ ผมก็ไม่ว่าอะไรจริงๆ แต่ว่า พี่น้องหยุดคิดว่า ใครได้ ใครเสีย อย่างที่บอก รบกันต่อไป พ่อค้าอาวุธเท่านั้นที่รวย

แต่วันนี้ เรื่องส่วนตัวต้องเอาไว้ทีหลัง ต้องเอาบ้านเมืองไว้ก่อนดีกว่า บ้านเมืองหมดเวลาทะเลาะกันแล้ว วางอดีตมองไปข้างหน้า จึงอยากให้คนเสื้อแดงยอมให้รัฐบาลเดินหน้าเพื่อความปรองดอง”

และอีกหลายประโยคที่ย้ำว่า ต้องเดินหน้าต้องปรองดอง ลืมอดีต และเชื่อมั่นว่า จะได้กลับไทยในปีนี้ พร้อมแสดงความหวังลึกๆ ว่า นี่จะเป็นการวิดีโอลิงก์จากต่างประเทศครั้งสุดท้าย

กระนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ประเมินออกว่า การขอให้ปรองดองเลิกแล้วต่อกัน จะถูกฝ่ายสนับสนุนจากกลุ่มแดงก้าวหน้าไม่พอใจ ไม่ต่างจากก่อนหน้าที่ พ.ต.ท.ทักษิณ–พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. ถูกวิจารณ์รุนแรงว่า เล่นละครเอาฆาตกรมาลงโทษ

ซึ่งก็เดาไม่ผิดนัก หลัง พ.ต.ท.ทักษิณ วิดีโอลิงก์กล่อมมวลชนหลายหมื่นคนแน่นราชประสงค์เสร็จ ฝ่ายแดง 112 ที่สนับสนุนแก้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ออกมาโจมตีในโลกออนไลน์ทันทีว่า เห็นแก่ตัว ทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ตัวเอง โดยเอาวาระปรองดองบังหน้า

ยิ่งเป็นวาระรอบ 2 ปีที่เกิดเหตุการณ์ ความรุนแรง มีผู้เสียชีวิตทั้งประชาชน ทหาร ตำรวจ รวม 91 ศพ แทนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะใช้เวทีนี้ เร่งล่าเอาผิดกับ “ผู้ฆ่า” กลับให้เลิกเอาผิดต่อกัน

คำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณเหล่านี้ ต้องขีดเส้นใต้สองเส้น เพราะได้ตอกย้ำทิศทางของรัฐบาล พรรคเพื่อไทย และ นปช. ชัดเจนอีกครั้ง ว่า ได้กลับลำการต่อสู้ มาเดินแนวปรองดองแทน ถ้าแกนนำบอกมวลชนให้สู้ นั่นคือ สู้เพื่อออกกฎหมายปรองดองเปิดประตูให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับไทย

อีกกลไกคือ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณหวังไว้ ซึ่งมีผลต่อการนิรโทษกรรมล้างผิดในอนาคต โดยพรรคเพื่อไทยผลักดันได้ตามเป้า รอลงมติเห็นชอบวาระ 3 ในต้นเดือนหน้าวันที่ 5 มิ.ย. เพื่อเริ่มทำคลอดสภาร่างรัฐธรรมนูญ

การปรองดองได้เดินหน้าประนีประนอมกับชนชั้นนำ ทั้งคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ชื่นชม พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ส่วนรัฐบาลน้องสาวได้แสดงให้สังคมเห็นตลอดที่เป็นรัฐบาล ด้วยการเข้าไปพบปะ พล.อ.เปรม

รวมถึงการประกาศจุดยืนของพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลว่า จะไม่สนับสนุนการแก้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเด็ดขาด แม้ว่ากลุ่มแดง 112 จะออกมากดดันรัฐบาลและทวงบุญคุณที่ร่วมรบแค่ไหนก็ตาม

ถ้าให้ชัดเจนอีกครั้ง “ปรองดองฉบับทักษิณ” ที่จะได้กันทุกฝ่าย คือ การตอบคำถามของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในรายการ Hot Topic ทางวอยซ์ทีวี มี จอม เพชรประดับ เป็นพิธีกรสัมภาษณ์ วันที่ 17 เม.ย. 2555 เมื่อพิธีกรถามว่า มีเสียงวิจารณ์ว่า กระบวนการปรองดองที่กำลังจะทำก็เพื่อให้ท่านพ้นผิด เพื่อให้ท่านเข้าประเทศไทยได้? พ.ต.ท.ทักษิณ ตอบว่า คงไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ ทำให้คนฆ่าคน 91 คนไม่ต้องเข้าคุกด้วยนะ เพราะถือว่ามันเกิดจากความต่อเนื่อง เป็นผลพวงของความขัดแย้งต่อเนื่อง

ไม่ต้องแปลความอื่นใด!!

ดังนั้น สิ่งที่แกนนำเสื้อแดงกล่าวหาว่า “อภิสิทธิ์-สุเทพ” อยู่เบื้องหลังการใช้ความรุนแรง ถ้ามีการปรองดองทุกฝ่ายก็ต้องหลุดคดีหมด ในหลักการที่ว่า ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับนิรโทษกรรมจากคดีทุจริต ฝ่ายที่ถูกโจมตีว่า ทำให้ม็อบเสียชีวิตก็ต้องหลุดด้วย

ยื่นข้อต่อรองมีเดิมพันที่ยกมาอ้าง คือ ประเทศชาติและ พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะที่ฝ่าย “อภิสิทธิ์–สุเทพ” บอกว่า ไม่ขอนิรโทษกรรมและพร้อมต่อสู้ในชั้นศาล

สถานการณ์ของพรรคเพื่อไทยนปช. ณ เวลานี้ จึงค่อยๆ หารันเวย์ลงเพื่อการปรองดองนิรโทษกรรม หากคนนอกฟังการปราศรัยของแกนนำจึงมึนงงเพราะขัดแย้งกันเอง ด้านหนึ่ง แข็งกร้าวจะเอาสมุนเผด็จการมาลงโทษ อีกด้านให้ปรองดองเพื่อให้ประเทศเดินได้ด้วยการ “เยียวยา-หาความจริง-คืนความยุติธรรม-หันหน้าเข้าหากัน-ลืมอดีต-มองไปข้างหน้า”

แต่ที่สุดจะแข็งกร้าวด่าอำมาตย์ฆาตกรอย่างไร จุดหมายปลายทางที่ พ.ต.ท.ทักษิณ กดปุ่มแล้ว คือ การปรองดองนิรโทษกรรม เพื่อให้ผมกลับไทยไปรับใช้พี่น้อง

 

กวาดล้างนักการเมืองโกง จุดเริ่มต้นชนะคอร์รัปชัน 2012/05/18

กวาดล้างนักการเมืองโกง จุดเริ่มต้นชนะคอร์รัปชัน

  • 18 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:14 น.

โดย…ปริญญา ชูเลขา

ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทย เป็นปัญหาที่ท้าทายความจริงใจทุกรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศ ที่ผ่านมาแนวโน้มดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันของประเทศไทยในช่วง 17 ปีที่ผ่านมา จัดทำโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสสากล สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์การทุจริตคอร์รัปชันของประเทศไทยที่ยังไม่ดีขึ้น

โดยในปี 2550-2555 ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันของไทยอยู่ในช่วง 3.3-3.5 จากคะแนนเต็ม 10 ซึ่งต่ำกว่าประเทศสิงคโปร์และมาเลเซียที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน และมีแนวโน้มแย่ลงอย่างต่อเนื่อง

รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทราบปัญหาเหล่านี้ดี และกำลังจะลงมาเป็นเจ้าภาพปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันในภาครัฐ และกำหนดเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล เพื่อเป็นการประกาศยุทธศาสตร์ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันและแผนงานเชิงรุกของรัฐบาล โดยจัดประชุมเชิงปฏิบัติการยุทธศาสตร์ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ในวันที่ 18 พ.ค.นี้ ณ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธ.ค. 2550 มีคณะรัฐมนตรี (ครม.) หัวหน้าส่วนราชการระดับกรม ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บริหารการเปลี่ยนแปลงระดับกรมและจังหวัด ผู้แทนภาคเอกชน คณะผู้แทนทางการทูตในประเทศไทย ผู้แทนองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศ และผู้แทนหอการค้าต่างประเทศในประเทศไทย เข้าร่วม ทั้งนี้เพื่อประกาศสงครามต่อต้านการทุจริตให้ประชาคมโลกเห็น

รัฐบาลกำหนดวาระและภารกิจมากมาย เพื่อโชว์ว่าได้ป้องปรามและปราบคอร์รัปชัน ไม่ว่าการเตรียมเปิดศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน (วอร์รูม) ที่สายตรงมายังตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ที่นายกรัฐมนตรีสามารถโทรศัพท์สั่งการได้ทันที และยังมอบหมายให้แต่ละกระทรวงทบวงกรมทั้ง 17 กระทรวง 66 หน่วยงานภาครัฐทั้งหมด นำเสนอโครงการป้องกันความเสี่ยงต่อการเกิดทุจริตคอร์รัปชันขึ้นในองค์กร ตั้งเป้าต้องทำให้ได้ภายใน 6 เดือน หรือ 1 ปี พร้อมกับต้องรายงานตรงต่อนายกรัฐมนตรี นับเป็นการประกาศสงครามต่อต้านการคอร์รัปชันครั้งแรกในรอบรัฐบาลได้ทำงานบริหารประเทศครบ 1 ปี

อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาแล้ว ช่องทางในการทุจริตคอร์รัปชันในภาครัฐมีได้ 3 ทาง ที่มักพบเป็นประจำคือ 1.โกงงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งแต่ละปีเป็นจำนวนนับล้านล้านบาท เช่น ในปี 2555 ที่ผ่านมา รัฐบาลจัดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2.3 ล้านล้านบาท ซึ่งงบประมาณได้รั่วไหลจากการประมูลงานในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ หรือสัญญาสัมปทานระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนที่เรียกกันว่า ฮั้ว

2.โกงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่า ภูเขา หรือทะเล เพราะทรัพยากรเหล่านี้อยู่ในอำนาจและหน้าที่ของฝ่ายข้าราชการที่จะคอยปกป้องดูแล เนื่องจากเป็นสมบัติของชาติ

และ 3.โกงภาษี ซึ่งเป็นเงินที่เรียกเก็บจากพี่น้องประชาชน เพื่อนำไปใช้บริหารประเทศ

ในขณะที่ขบวนการโกงทั้งสามช่องทางไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐเพียงลำพัง แต่เป็นการร่วมมือหรือสมคบคิดกันในการทุจริต โดยมีการตกลงผลประโยชน์กันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ ฝ่ายการเมือง และภาคเอกชน

ความเคลื่อนไหวต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันที่รัฐบาลกำลังตื่นตัวโหมโรงเรื่องดังกล่าวไม่ใช่ของใหม่ เพราะก่อนหน้านี้ภาคเอกชนรวมกลุ่มกันจัดตั้งเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชัน โดยในการแถลงเปิดตัวเครือข่ายดังกล่าว ได้ชี้ให้เห็นว่าขบวนการทุจริตมีฝ่ายการเมืองเป็นตัวละครสำคัญ ผ่านการให้ข้อมูลต่อสาธารณชนว่า ในปี 2553 พบว่า มีการจ่ายเงินใต้โต๊ะให้กับนักการเมืองและข้าราชการเป็นจำนวนเงินสูงถึง 2 แสนล้านบาท จึงเป็นที่มาของการรวมตัวกันเพื่อต่อต้านการจ่ายค่าน้ำร้อนน้ำชาให้กับทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมือง

ดังนั้น ต้นตอการทุจริตคอร์รัปชันจึงไม่ได้เกิดเฉพาะฝ่ายข้าราชการเท่านั้น แต่รวมถึงฝ่ายการเมืองด้วย ในขณะที่รัฐบาลกำลังประกาศนโยบายต่อต้านการทุจริต โดยคาดหวังจะโชว์เป็นผลงานชิ้นโบแดง เหมือนกับนโยบายปราบปรามยาเสพติด แต่ใช่ว่ารัฐบาลจะมุ่งเน้นแต่การปราบปรามการทุจริตในภาครัฐเพียงลำพังจะประสบผลสำคัญ เพราะแท้จริงแล้วรัฐบาลในฐานะฝ่ายการเมืองเป็นผู้บังคับบัญชาฝ่ายข้าราชการประจำด้วยซ้ำ จึงสมควร “ปัดกวาด” บ้านตัวเองให้สะอาดเรียบร้อยก่อนเช่นกัน แล้วค่อยออกมา “ปัดกวาด” บ้านของคนอื่น ด้วยการเอาจริงเอาจังกับการดำเนินคดีทุจริตที่มีนักการเมืองทั้งระดับชาติและท้องถิ่นเข้าไปพัวพัน

รัฐบาลยิ่งลักษณ์ถูกกล่าวหาว่าช่วยเหลือคดีความภาษีของญาติพี่น้อง ซึ่งทำให้รัฐสูญเงินงบประมาณแผ่นดินหลายหมื่นล้านบาท อีกทั้งนโยบายประชานิยมของรัฐบาลบางประเภทก็เอื้อประโยชน์กับกลุ่มทุนของรัฐบาล เช่น โครงการบ้านหลังแรก หรือโครงการรับจำนำข้าวที่พบว่ามีการทุจริตมหาศาล แต่ก็ไม่สามารถหาคนผิดมาลงโทษให้เป็นแบบอย่างในการปราบโกง

รัฐบาลทราบดีว่า ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ทุกรัฐบาลจอดก่อนถึงฝั่ง คือ การทุจริต ซึ่งเป็นตัวบั่นทอนความเชื่อมั่นและทำลายภาพลักษณ์รัฐบาล ซึ่งรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่พ้นจากอำนาจก็เพราะปัญหาการคอร์รัปชัน แม้ว่า 9 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลนี้จะยังไม่มีข่าวเรื่องการทุจริตใหญ่โต แต่ในอนาคตระบบคอร์รัปชันที่ทำงานอยู่ในฝ่ายการเมือง ข้าราชการ และพ่อค้าเอกชน จะปูดออกมาเรื่อยๆ หากเกิดขึ้นกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์เมื่อใด หรือหากฝ่ายการเมืองเข้าไปทุจริตหนักจนเป็นข่าว เมื่อนั้นก็ทำให้รัฐบาลสั่นคลอนได้

การจัดกิจกรรมสร้างภาพปราบโกงครั้งนี้ แม้จะเป็นเชิงรุกเพื่อกระตุ้นเตือนข้าราชการและได้ภาพกับประชาชน แต่ลำพังเพียงการเปิดแถลงข่าว จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ หรือตั้งวอร์รูมสายตรงมายังตึกไทยคู่ฟ้า คงไม่สามารถป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันได้ ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะกล้าเชือดโชว์คดีนักการเมืองทุจริตได้หรือไม่ต่างหาก

และหากทำได้จริงจะเป็นการเริ่มต้นสร้างบรรยากาศความน่าเชื่อถือในการปราบปรามการทุจริตให้เกิดขึ้นในสังคมไทย

และจะทำให้รัฐบาลอยู่อย่างมั่นคง…

 

สนิมแดงกินรัฐบาล คุมไม่อยู่ กระทบปรองดอง 2012/05/18

สนิมแดงกินรัฐบาล คุมไม่อยู่ กระทบปรองดอง

  • 17 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:12 น.

โดย…ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว

ไม่เพียงแต่สถานการณ์สินค้าอุปโภคบริโภคปรับราคาแพงทั้งแผ่นดินจนยากที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะกระชากลงมาแล้ว ความเคลื่อนไหวมวลชนคนเสื้อแดงกระจายตัวออกมากำหนดข้อเรียกร้องทางการเมืองด้านต่างๆ ก็กำลังล้มทับรัฐบาล

ห้วงเวลาไม่กี่วันเกิดปรากฏการณ์กลุ่มคนเสื้อแดงเคลื่อนไหวทางการเมืองในลักษณะที่มิใช่ได้รับการเป่านกหวีดจากแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่สามารถเรียกแขกได้ครั้งละจำนวนมากๆ

หรือถ้าให้มองเป็นการวอร์มอัพเช็กความพร้อมก่อนชุมนุมใหญ่ร่วมรำลึก 2 ปี สี่แยกราชประสงค์ ตามที่แกนนำทางการเมืองอย่าง จตุพร พรหมพันธุ์ และคนอื่นๆ ตั้งเป้าให้มากันมากๆ ก็มิใช่ประเด็นนี้อีก

หากแต่หลายสถานการณ์ผุดขึ้นจากแกนนำธรรมชาติมากกว่าแกนนำทางการเมืองออกมาเคลื่อนไหว

ดังกรณีกลุ่มคนเสื้อแดงก้าวหน้า ที่สนับสนุนแนวคิดของนักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ และคณะกรรมการรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก.) ให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เกี่ยวกับความผิดหมิ่นสถาบัน ซึ่งภายหลัง “อากง” อำพล ตั้งนพคุณ เสียชีวิตในเรือนจำ นักวิชาการที่รับบทเป็นนักเคลื่อนไหวด้วย หยิบโยงการเสียชีวิตของอากง ขอให้รัฐบาลแก้ไขมาตรา 112 อีกครั้ง ทั้งที่รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยประกาศท่าทีไปแล้วไม่ขอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

ถ้ารัฐบาลตอบรับแก้ไขมาตรา 112 ทำให้เกิดความแตกแยกในบ้านเมืองทันที เพราะจะมีกลุ่มคนที่ต้องการพิทักษ์รักษาสถาบันออกมาต่อต้าน เมื่อเป็นเช่นนี้จึงมีผลย้อนกลับไปยังกลุ่มคนเสื้อแดงหัวก้าวหน้าบ่มเพาะความไม่พอใจต่อท่าทีรัฐบาลมากขึ้น

เช่นเดียวกับกลุ่ม แดงธรรมชาติ ที่ออกมาแสดงตนเคลื่อนไหวต่อฝ่ายเห็นต่าง เช่น กรณีกลุ่มคนเสื้อแดงพัทยาขับมอเตอร์ไซค์ล้อมรถดาราสาว ตั๊ก บงกช ด้วยความไม่พอใจที่ดาราสาวโพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กต่อต้านการกระทำของเสื้อแดงก้าวหน้าแห่ศพอากง แม้เหตุการณ์จะไม่เกิดการกระทบกระทั่ง แต่นั่นเป็นสัญญาณไม่สู้ดีนักที่กำลังนำไปสู่การละเมิดสิทธิเสรีภาพผู้เห็นต่างในไม่ช้าหากรัฐบาลควบคุมไม่ได้

ขณะที่กลุ่มแดงก้าวหน้าไม่พอใจรัฐบาลก็เกิดการสุมไฟความขัดแย้งลุกโชน จากกรณีการขยายหมู่บ้านเสื้อแดง ที่ลงไปปักเสาเข็มในพื้นที่ภาคใต้ จนชาวภูเก็ตออกมารวมตัวต่อต้าน ลุกลามถึงขั้นมีการเผาหมู่บ้านเสื้อแดงที่ อ.จะนะ จ.สงขลา ถึงแม้แกนนำคนเสื้อแดงออกมาให้เหตุผลการตั้งหมู่บ้านเสื้อแดงในพื้นที่ภาคใต้เป็นการสนองนโยบายรัฐบาลต่อต้านยาเสพติด

แต่ผู้คนในพื้นที่ได้รับอีกชุดความคิด ผ่านหน่วยความมั่นคง กอ.รมน. ถึงเป้าหมายหมู่บ้านเสื้อแดงเพื่อต้องการสลายอุดมการณ์ประชาธิปไตยปรับเปลี่ยนโครงสร้างประเทศด้วยการสร้างรัฐไทยใหม่ เมื่อข้อมูลไม่ตรงกัน ความขัดแย้งย่อมเกิดขึ้น อีกทั้งพื้นที่ภาคใต้เป็นฐานเสียงขนาดใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้ถูกจับโยงไปถึงพรรคเพื่อไทยเข้ามาขยายพื้นที่หาเสียงทางการเมือง ย่อมส่งผลกระทบถึงการหาเสียงในทุกพื้นที่

เมื่อการตั้งหมู่บ้านเสื้อแดงสร้างตัวอย่างต่อต้าน แล้วยังเดินหน้าขยายหมู่บ้านแดงต่อไปอีก โดยเฉพาะโซนบลูสกาย ยิ่งจะนำไปสู่การเผชิญหน้ารุนแรง หากรัฐบาลไม่ตัดไฟแต่ต้นลมแต่เป็นไปในลักษณะให้ท้ายสนับสนุน ก็ยิ่งจะทำให้แนวทางปรองดองด้วยการสลายสีสลายกลุ่มไม่มีทางสำเร็จ

จังหวะเดียวกันก็มีกลุ่มเสื้อแดงที่ออกมาเคลื่อนไหวในลักษณะรักษาผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นกรณีการตั้งตัวขึ้นมาเป็นแดงสุวรรณภูมิ ชุมนุมกดดันรัฐบาล หลังคนเสื้อแดงถูกเจ้าหน้าที่การท่าอากาศยานสุวรรณภูมิข่มขู่และกล่าวหาว่าเป็นมาเฟียเก็บค่าจอดรถ รวมถึงกรณีเหยื่อแดงกดดันกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ให้เร่งจ่ายค่าเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง และยังมีความพยายามตั้งกลุ่มแดงอิสระออกมาหลายกลุ่มเพื่อกดดันรัฐบาลให้ทำตามข้อเรียกร้อง ซึ่งการเคลื่อนไหวทั้งหมดล้วนถ่ายทอดออกมาถึงความน้อยเนื้อต่ำใจพาดพิงถึงแกนนำ นปช.ได้ดี แต่ลืมบุญคุณพวกเขา

นอกจากมรสุมคนเสื้อแดงก่อตัวรุมรัฐบาลจากภายนอก สภาพภายในพรรคเพื่อไทย ที่ต้องเกาะเกี่ยวกับแกนนำเสื้อแดงก็เกิดความไม่ลงรอยในหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นโรคปทุมธานี ที่คนเสื้อแดงลงโทษพรรคเพื่อไทยพ่ายแพ้สนามเลือกตั้งนายก อบจ. และเลือกตั้งซ่อม สส.ปทุมธานี เขต 5 มาถึงการแย่งชิงส่งผู้สมัครนายก อบจ.อุดรธานี ที่ทำให้เห็นถึงการแตกเหล่าแตกกอของคนเสื้อแดง

เช่นเดียวกับกรณีเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงราย ก็มีความขัดแย้งระหว่างพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดง

ภาวะการแย่งชิงการนำย่อมสะท้อนให้เห็นถึงความไม่เป็นเอกภาพภายในพรรคเพื่อไทย ตรงนี้เหมือนพรรคเพื่อไทยรับสัญญาณได้ ล่าสุดจึงมีความพยายามปรับโครงสร้างพรรค กำหนดโซนวางตัวคนดูแลพื้นที่ให้ชัดเจน ทั้งเขต กทม. ต่างจังหวัด เหตุผลส่วนหนึ่งเพื่อลดบทบาทกลุ่มเสื้อแดงการเมืองที่เริ่มมีอิทธิพลเหนือพรรค

ตระกูล มีชัย อาจารย์รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สะท้อนว่า “การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงที่เห็นอยู่ ณ ปัจจุบันได้ถูกติดอาวุธทางปัญญาจากแกนนำ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องอันตรายหากไม่สามารถควบคุมได้ เพราะแต่ละกลุ่มต่างหวังผลประโยชน์ทางการเมืองให้กับตัวเอง ดังนั้นต้องจับตาไปที่ผู้กำหนดยุทธศาสตร์ของพรรค ว่าจะจัดการกับปัญหาอย่างไร ซึ่งอย่าลืมว่ากลุ่มคนเสื้อแดงเคารพผู้บังคับบัญชาในระดับหนึ่ง หากผลประโยชน์ที่เสื้อแดงต้องการไม่ได้ ก็อาจเป็นเรื่องที่ย้อนกลับมาหาตัวเองได้เช่นกัน”

นั่นเป็นความเห็นของอาจารย์รัฐศาสตร์ ซึ่งเอาเข้าจริงแล้ว การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงภายนอกและเสื้อแดงภายในพรรคกลายเป็นสนิมเกาะกินใจรัฐบาล จากสภาพที่เคยเป็นผนังแดงกำแพงเหล็ก แต่การแตกตัวเป็นอิสระเติบโตถึงขั้นสร้างบ้านเป็นของตัวเอง พร้อมที่จะปลดแอกแยกย้ายทางใครทางมัน

เมื่อเป็นเช่นนี้มีผลต่อการคอนโทรลถึงขั้นเอาไม่อยู่ และกระเทือนถึงเป้าหมายสร้างความปรองดอง ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กำลังประนีประนอมกับชนชั้นนำเพื่อเป้าหมายแลกกับนิรโทษกรรม จะได้กลับบ้าน เพราะเมื่อคุมเสื้อแดงไม่ได้ ก็ไม่สามารถรับประกันท่าทีของกลุ่มต่างๆ ได้ โดยเฉพาะกลุ่มแดงอุดมการณ์ที่สนับสนุนแก้มาตรา 112 ที่เริ่มออกมาตรวจสอบแกนนำ นปช. และรุกแก้มาตรา 112 หนักหน่วงขึ้น 

 

ขยับเข้ามาอีกนิด พท.เตรียมพิชิตสสร. 2012/05/18

ขยับเข้ามาอีกนิด พท.เตรียมพิชิตสสร.

  • 16 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:00 น.

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

ปิดฉากประชุมมาราธอน 15 วันกับการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญของที่ประชุมร่วมรัฐสภา ในวาระ 2 โดยสุดท้ายเสียงข้างมากยังยืนยันตามร่างแก้ไขของกรรมาธิการ พร้อมนับถอยหลังรอเงื่อนเวลาอีก 15 วันตามรัฐธรรมนูญ ก่อนจะเคาะลงมติในวาระที่ 3

กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ “ยกแรก” ตามปฏิทินที่วางไว้น่าจะเสร็จสิ้นได้ประมาณต้นเดือน มิ.ย. เมื่อเสียงข้างมากในที่ประชุมร่วมรัฐสภายืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เปิดทางตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ขึ้นมารับไม้ต่อลุยยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับต่อไป

จากนี้จึงเป็นช่วงพักยกให้หายใจหายคออีกอย่างน้อย 15 วัน ก่อนบรรยากาศการเมืองจะดุเดือดขึ้นอีกรอบ กับความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นในขั้นตอนการสรรหา ส.ส.ร. เมื่อฝ่ายการเมืองต้องดันคนของตัวเองเข้าไปให้อยู่ใน 99 ส.ส.ร.ให้มากที่สุดเพื่อกำหนดทิศทางรัฐธรรมนูญ

เพราะอย่าลืมว่า “อำนาจ” ของ ส.ส.ร. ตามที่บัญญัติไว้ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีมากเสียจนถูกเปรียบเปรยว่ารัฐสภาเซ็น “เช็คเปล่า” ให้ ส.ส.ร.มีอิสระยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เต็มที่ ห้ามเพียงแค่การแตะต้องเนื้อหาในหมวดสถาบันพระมหา กษัตริย์เท่านั้น

ท่ามกลางข้อสังเกตกระบวนการสรรหา ส.ส.ร.ครั้งนี้ถูกล็อกไว้แล้วหลายชั้น

โดยเฉพาะมาตรา 4 ที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ …) พ.ศ. … ด้วยการเพิ่มเนื้อหาในมาตรา 291/1 ถึง 291/17 ที่กำหนดรายละเอียดคุณสมบัติของ ส.ส.ร.

ไล่ดูตั้งแต่ 291/1 จำนวนและสัดส่วน ส.ส.ร. สุดท้ายลงตัวที่ 99 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนจังหวัดละ 1 คน และมาจากการสรรหา 22 คน จากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย 6 คน รัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ 6 คน ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การ บริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือการร่างรัฐธรรมนูญ 10 คน

แม้ครั้งหนึ่งในชั้นที่ประชุมกรรมาธิการ เสียงข้างมากจากพรรคเพื่อไทยจะเพลี่ยงพล้ำ ถูกกรรมาธิการเสียงข้างน้อยอย่างพรรคประชาธิปัตย์พลิกชนะโหวต ส.ส.ร. ให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง จำนวน 200 คน ในรูปแบบของการเลือกตั้งวุฒิสภาปี 2543 ตามรัฐธรรมนูญ 2540 ก่อนจะมีการใช้เสียงข้างมากมาเปลี่ยนกลับเป็นแบบเดิม

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหากกำหนดเป็นสัดส่วนอื่นที่ไม่ใช่ 99 คน การคุมทิศทาง ส.ส.ร.ของฝ่ายการเมืองที่ต้องการเข้าไปแทรกแซงย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคำนวณคร่าวๆ ฐานเสียงในพื้นที่ภาคเหนือและอีสานของพรรคเพื่อไทยอยู่ที่ประมาณ 54 จังหวัด เมื่อรวมกับ 22 เสียง จากสัดส่วนการสรรหา รวมเป็น 76 เสียง ซึ่งคิดเป็นเสียง 3 ใน 4 ของจำนวน ส.ส.ร.ทั้งหมด 99 คน

ตอกย้ำด้วยมาตรา 291/6 ที่กำหนดให้สภาของสถาบันอุดมศึกษา องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชนแต่ละแห่ง คัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติมาเป็น ส.ส.ร. ในสัดส่วนประเภทละไม่เกิน 22 คน ซึ่งมาตรานี้ในที่ประชุมมีการอภิปรายเป็นห่วงการให้อำนาจประธานรัฐสภาในขั้นตอนการเลือก ส.ส.ร.ส่วนนี้

ตั้งแต่ให้อำนาจประธานรัฐสภาเป็นผู้กำหนด องค์กรภาคเศรษฐกิจ และองค์กรภาคเอกชน ว่าจะเป็นองค์กรใดบ้าง นอกจากนี้ยังให้อำนาจประธานรัฐสภาแต่งตั้งคณะกรรมการ 15 คน ตรวจสอบคุณสมบัติ ก่อนจะส่งกลับมาให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภาภายใน 15 วัน เพื่อลงมติคัดเลือก ดังนั้น ถึงแม้ขั้นตอนสุดท้ายจะเป็นการลงมติในชั้นรัฐสภา แต่ทว่าตั้งแต่ขั้นต้นกระบวนการสรรหา กระบวนการคัดเลือก ทุกอย่างล้วนแต่มี “ต้นทาง” มาจากประธานรัฐสภา ซึ่งชัดเจนเป็นคนจากฝั่งรัฐบาล ย่อมกลั่นกรองบุคคลที่จะมาเป็น ส.ส.ร.ชั้นแรก และปิดเกมด้วยเสียงข้างมากในรัฐสภา

อำนาจประธานรัฐสภาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังมีมากกว่านั้น เมื่อในมาตรา 291/13 ระบุให้อำนาจประธานรัฐสภา “วินิจฉัย” ว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ ส.ส.ร.ร่างนั้น ไม่เป็นไปตามข้อห้ามตามมาตรา 291/11 วรรค 5 ที่ระบุว่า “ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็น การเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐจะกระทำไม่ได้” หรือไม่

แม้ในมาตรานี้สมาชิกรัฐสภาจะสงวนคำแปรญัตติและอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง ทั้งเสนอให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ หรือใช้ที่เสียงประชุมรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาแทนประธานรัฐสภา แต่สุดท้ายเสียงข้างมายังยืนยันตามร่างกรรมาธิการให้เป็นดุลพินิจของประธานรัฐสภา

อีกประเด็นสำคัญคือระยะเวลาในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญของ ส.ส.ร. ตามมาตรา 291/11 ที่กำหนดให้แล้วเสร็จใน 180 วัน ขณะที่มีเสียงทักท้วงว่าอาจน้อยเกินไปสำหรับพิจารณากฎหมายสูงสุดของประเทศ พร้อมขยายเวลาออกไป แต่สุดท้ายเสียงส่วนใหญ่ยังยืนยันที่ 180 วัน

มาจนถึงที่ไม่ปิดช่องสำหรับการร่างรัฐธรรมนูญรอบใหม่หากร่างรัฐธรรมนูญรอบนี้ต้องสะดุด เพราะในมาตรา 291/16 ระบุว่า หากทำร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จ ครม. หรือ สส. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือ สส.และ สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 สามารถเสนอญัตติต่อรัฐสภาเพื่อให้มีมติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกได้

ที่น่าสนใจคือประเด็นความเป็นห่วงของสังคมที่กลัวว่า ส.ส.ร.จะไปจับในเรื่องล่อแหลม ทั้งการรื้อองค์กรอิสระ ตุลาการ หรือองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ หรือการหมกเม็ด เพิ่มเนื้อหาให้มีผลลบล้างคดีให้ใครบางคนในช่วงที่ผ่านมา อย่างที่เคยมีสัญญาณ จากคนในฝั่งพรรคเพื่อไทย

สมาชิกรัฐสภาส่วนหนึ่งจึงเสนอแปรญัตติเพิ่มหลายมาตรา ให้บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนในร่างรัฐธรรมนูญ ปิดทางไม่ให้ ส.ส.ร.ทำเรื่องเหล่านี้ แต่แน่นอนสุดท้ายก็แพ้โหวตจนตกไป

หากลองแงะเนื้อหาการอภิปรายตลอด 15 วันที่ผ่านมา ออกจากการประท้วงไร้สาระ ประชดประชัน เสียด สี เหน็บแนม ด่าทอกันหยาบคายกลางสภา ก็จะพบปมเงื่อนงำที่ซ่อนอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

ไม่ว่าจะเป็นการเปิดช่องให้การเมืองเข้าไปแทรกแซง ท่ามกลางกระแสข่าวว่ามีการกำหนดกรอบล็อกสเปก ส.ส.ร.บางคนไว้แล้ว ไปจนถึงประเด็นร้อนที่เปิดช่องให้ ส.ส.ร.จะเข้าไปรื้อองค์กรอิสระ ตุลาการ หรือลบล้างความผิดให้ใครบางคนที่ผ่านมา

กระบวนการการคัดเลือก ส.ส.ร. ซึ่งจะเป็นคนรับลูกจากรัฐสภาเพื่อไปเดินหน้าสานต่อภารกิจให้สำเร็จลุล่วง จึงเป็นห้วงเวลาที่เปราะบางทางการเมืองที่สำคัญ

 

พฤษภารำลึก…แต่รัฐบาลระทึก 2012/05/15

พฤษภารำลึก…แต่รัฐบาลระทึก

  • 15 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:09 น.

โดย…ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว

ไม่จำเป็นต้องรอคำทำนายจากเด็กชายปลาบู่ หรือโหรการเมืองระดับตัวพ่อสำนักไหน ในการออกมาพยากรณ์ความเคลื่อนไหวการเมืองช่วงเดือน พ.ค.นี้ ว่าจะมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่พี่น้องประชาชน เป็นไปในลักษณะออกหัวหรือก้อย

เพราะที่เห็นและเป็นอยู่มีเสียงฆ้องแจ้งเตือนผ่านแกนนำมวลชนให้ประชาชนเตรียมตัวรับมือตั้งแต่เนิ่นๆ อาจไม่ได้รับสะดวกเส้นทางจราจร การทำมาค้าขาย หรือแม้แต่ไม่รับประกันความปลอดภัยหากรัฐบาลดูแลไม่ทั่วถึง เนื่องจากจะมีการชุมนุมทั้งริมถนนไปจนถึงใจกลางสี่แยกราชประสงค์อันเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ด้วยเหตุผล “ร่วมรำลึกเรียกร้องสิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย จนเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต”

หลายเครือข่ายนัดหมายรำลึกเดือน พ.ค.ตรงกันโดยบังเอิญ แต่แท้ที่จริงแล้วเหมือนร่วมกันเซตอย่างตั้งใจ เริ่มจากอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ประกาศจัดงานรำลึกครบ 20 ปีพฤษภา ตั้งแต่วันที่ 17-20 พ.ค. ที่สวนสันติพร อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม

ส่องกล้องดูกิจกรรม จากที่คึกคักในช่วงแรกหลังเหตุการณ์จบลงใหม่ๆ เคยเรียกร้องทวงสิทธิผู้บาดเจ็บ คนตาย และสูญหาย แต่เมื่อระยะล่วงเลย จึงลดโทนเป็นการสร้างชุดความคิดให้ประชาชนตระหนักในสิทธิและเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย เจียระไนแบบผิวๆ ไม่สร้างความระทึกถึงขนาดรัฐบาลต้องติดตามเฝ้าระวังการเคลื่อนไหว แต่หากดูกิจกรรมที่เตรียมจัดขึ้นสอดรับแนวทางรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการเชิญแกนนำหลายสี ทั้ง สุริยะใส กตะศิลา แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นักวิชาการอย่างปริญญา เทวานฤมิตรกุล อดีตเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) มาพบปะฉายภาพสร้างความปรองดองตามแนวนโยบายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่ต้องการให้ทุกสีทุกกลุ่มไหลรวมเป็นปึกแผ่น ขณะเดียวกันเตรียมชงข้อเสนอรัฐบาลให้ประกาศถนนราชดำเนินเป็นเขตปลอดกระสุน มุ่งสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศสู่สายตาชาวโลกให้รับรู้ว่าไทยไม่รุนแรง ก็ดูจะตรงตามความต้องการรัฐบาลเพื่อไทยอีกเช่นกัน

เฉพาะอย่างยิ่งกับบทบาทใหม่ของแกนนำเครือข่ายพฤษภา 35 ออกมาสนับสนุน จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำเสื้อแดงให้เป็นรัฐมนตรี

เพราะอย่าลืมว่า วันที่ 18 พ.ค. ได้ฤกษ์จตุพรขึ้นสู่ศาลรัฐธรรมนูญรับฟังคำพิพากษาพ้นสภาพความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ หากผลพ้นสภาพ ตำแหน่งฝ่ายบริหารเปิดทางรออยู่ตามที่อดีตนายกฯ ทักษิณให้สัญญาไว้ จะขอเคลียร์หนี้บุญคุณแกนนำรายนี้ อีกทั้งการเคลื่อนไหวของแกนนำพฤษภา 35 ลีลาใหม่ ก็ขยับตัวก่อนจัดงาน นปช.รำลึก 20 ปี สี่แยกราชประสงค์ไม่กี่วัน โดยเฉพาะกับการแถลงชัดเจน จะเว้นวรรคงดจัดงานพฤษภา 35 ในวันที่ 19 พ.ค. เพื่อเปิดทางให้ นปช. ได้จัดงานรำลึกครบ 2 ปี การชุมนุมแยกราชประสงค์อย่างเต็มที่

ย่อมตอกย้ำถึงความเชื่อมโยงระหว่างแกนนำเครือข่ายญาติวีรชนพฤษภา 35 บางส่วนหลอมเป็นเนื้อเดียวกับกลุ่มคนเสื้อแดง ทำให้การสตาร์ตจัดงานรำลึก 20 ปี ตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค. ไม่ต่างกับกิจกรรมโหมโรงทดสอบความพร้อมมวลชนให้ตื่นตัวก่อนถึงงานรำลึกใหญ่ 2 ปี สี่แยกราชประสงค์ที่กำลังตามมา

เมื่อการโหมโรงผ่านเครือข่ายญาติวีรชนพฤษภา 35 ได้ที่ วาระจัดหนักจึงตามมากับการจัดงานรำลึกคนเสื้อแดงครบ 2 ปี สี่แยกราชประสงค์ ที่บรรดาศิษย์เก่าผู้ปลุกระดมราชประสงค์ นัดหมายมารวมตัวกัน

แม้แต่กลุ่มคนหลากสี นำโดย นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ เครือข่ายภาคประชาชน ก็จะจัดงานรำลึก 2 ปี ที่บริเวณลานสวนลุมพินีฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ด้วยจุดประสงค์นำเสนอความจริงอีกด้าน ใครกันแน่ที่เผาเมือง

อย่างไรก็ตาม ศูนย์กลางการจัดงานสำคัญคงอยู่ที่ นปช.ยึดหัวหาดแยกราชประสงค์ ซึ่งไม่ใช่แค่การทำพิธีรำลึกเรียกร้องสิทธิเสรีภาพการชุมนุม แต่เป็นการใช้โอกาสครบ 2 ปีปลุกเร้าข้อเรียกร้องทางการเมืองอื่นตามมาด้วย พิจารณาจากคำแถลงของธิดา ถาวรเศรษฐ์ ประธาน นปช. “การจัดงาน 2 ปีที่จะถึง นอกจากเรียกร้องสิทธิเยียวยาเป็นตัวเงินแล้วต้องเยียวยาในเรื่องการกอบกู้ชื่อเสียงและเกียรติภูมิของผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมด้วย จะเน้นทำความจริงให้ปรากฏโดยเร็วที่สุดและนำคนผิดมาลงโทษด้วย

แปลกันตามตรง ต้องการใช้จังหวะนี้ฟอกพฤติกรรมมวลชนช่วงการชุมนุม 2 ปี ไม่ได้ทำอะไรผิด เช่นเดียวกับการเปิดเวทีให้ โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯปราศรัยถึงความคืบหน้าคดีฟ้องรัฐบาลอภิสิทธิ์สังหารประชาชนขึ้นสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศ นั่นหมายความว่า ยังมีความต้องการเอาคนผิดจากรัฐบาลอภิสิทธิ์มาลงโทษ ซึ่งสวนกับนโยบายปรองดองรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ต้องการให้ลืมๆ เหตุการณ์ในอดีต และเข้าสู่โหมดการนิรโทษกรรม ไม่เพียงเท่านั้น อีกโอกาสของแกนนำ นปช. ที่จัดงานครั้งนี้ คือการนำกรณีอากงเสียชีวิตออกมาเรียกร้องให้ดำเนินการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ทั้งที่รัฐบาลเพื่อไทยประกาศจุดยืนไม่ขอแก้ไขมาตรา 112 หลายต่อหลายครั้งแล้ว การใช้งานรำลึกครั้งนี้จึงไม่ต่างกับการทวงการบ้านรัฐบาลที่ยากจะตอบโจทย์กลุ่มคนเสื้อแดงได้ทั้งหมด

กรณีการเสียชีวิตของอากงและมีการปลุกระดมแห่ศพจุดชนวนเรียกร้องแก้ไขมาตรา 112 ขึ้นมาอีกรอบ แม้จะสร้างความฮึกเหิมให้กับคณะที่ต้องการแก้ไขกฎหมายมาตรานี้ แต่ในทางตรงกันข้ามก็มีกลุ่มที่คัดค้านออกมาประณามการแห่ศพ

ขณะเดียวกันประเด็นร้อนที่เกือบปะทุเป็นความรุนแรง เมื่อกลุ่มเสื้อแดงพากันขับไล่ “ตั๊ก บงกช” เพราะไม่พอใจที่ตั๊กแสดงความเห็นต่อกรณีอากง สะท้อนให้เห็นว่า อารมณ์คุกรุ่นของเสื้อแดงก็อาจอยู่เหนือการควบคุม แม้จะอ้างว่าเคลื่อนไหวภายใต้สิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย

อย่าได้แปลกใจภายหลังกรณีล้อมรถตั๊ก บงกช ผู้ที่กำหนดนโยบายบ้านเมือง อย่างยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯ ออกมาให้สัมภาษณ์ทำนองปกป้องคนเสื้อแดงที่ล้อมรถดาราสาว ด้วยคำพูด “ขอยืนยันว่าไม่ได้ไปสร้างความแตกแยกให้ใคร เป็นการไปส่งเสริมในเรื่องประชาธิปไตย ต่อต้านยาเสพติด และเรื่องสิ่งแวดล้อม ไม่ได้กระด้างกระเดื่องต่อรัฐ หรือไม่ได้ทำผิดกฎหมาย อยากให้มองในแง่ดีบ้าง”

ในสถานการณ์ที่กลุ่มคนเสื้อแดงแตกหน่อ แตกความคิดเป็นหลายแนวทาง โดยเฉพาะอย่างกรณีกลุ่มแดงก้าวหน้าแก้ไข 112 ที่ต้องจับตาผ่านกรณีวอร์มอัพล้อมรถดาราสาว มะรุมมะตุ้มกลุ่มคัดค้านมาตรา 211 ผสมกับกลุ่มที่ต้องการนำเสนอความจริงเหตุการณ์พฤษภาก็ยังดำรงอยู่ มีการออกมาต่อต้านการนิรโทษกรรม ต่อต้านพฤติกรรมความรุนแรงจากการกระทำของคนเสื้อแดงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา การรำลึกด้วยการใช้โอกาสอ้างถึงวาระต่างๆ จึงไม่มีวันจูนความคิดให้ตรงกัน

เมื่อเป็นเช่นนี้ ยิ่งนำไปสู่ความยากลำบากต่อรัฐบาลเองในการควบคุมสถานการณ์การชุมนุมเรียกร้องทั้งที่กำลังจะมาถึง

 

ดีเอสไอเปลี่ยนไป”ธาริต”เก้าอี้เหนียว 2012/05/15

ดีเอสไอเปลี่ยนไป”ธาริต”เก้าอี้เหนียว

  • 14 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:52 น.

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

เวลานี้ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่ท่าทีของ ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) หลังจากออกอาการแปลกๆ จนน่าสงสัย นับตั้งแต่เข้ามารับผิดชอบคดีอาญาการเมืองหลายคดีหลายเรื่องคาบเกี่ยวรอยต่อรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์มาจนถึงพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะคดีของคนเสื้อแดง

ครั้งหนึ่งในสมัยรัฐบาลที่ผ่านมา ดีเอสไอได้สร้างวางบทบาทตัวเองด้วยการแสดงท่าทีขึงขังเอาจริงกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง พร้อมกับประกาศว่าจะเอาคนผิดมาลงโทษให้ได้

ทว่า เมื่อการกลับมาเป็นรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย ดีเอสไอก็เป็นอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

ทั้งนี้ ธาริตนับว่าเป็นหนึ่งในข้าราชการระดับสูงคนแรกๆ ที่เข้าข่ายได้ไปนั่งตบยุงในสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะทำตัวเป็นไม้เบื่อไม้เมากับคนเสื้อแดงมาหลายกรรมหลายวาระ

สร้างความขุ่นมัวให้กับมวลชนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นับไม่ถ้วน เคยถูกชี้หน้าว่าเป็นแขนขาของ“สุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตรองนายกรัฐมนตรี เมื่อครั้งรบกับคนเสื้อแดงกลางเมือง

ด้วยเหตุผลเพียงเท่านี้ก็สามารถทำให้ธาริตเข้าไปมีตำแหน่งสุดยอดที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีได้อย่างไม่ต้องสงสัย แต่เมื่อการเมืองเปลี่ยนขั้วตั้งแต่ปีที่แล้ว บางอย่างกลับไม่เปลี่ยนไปด้วย เพราะธาริตยังสามารถรักษาเก้าอี้เอาได้อย่างเหนียวแน่น

สวนทางกลับ “ถวิล เปลี่ยนศรี” ซึ่งไม่ได้อยู่ในข่ายถูกเด้งเร่งด่วนหากเทียบกับธาริต กลับต้องพ้นจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไปก่อนใครเพื่อน

ทันทีที่ได้นั่งเก้าอี้อธิบดีดีเอสไอต่อไป การทำงานก็เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยกับรัฐบาล ตั้งแต่การสนองนโยบายปราบปรามยาเสพติด โดยเฉพาะการล้างบางสารซูโดอีเฟดรีน ช่วยให้นโยบายนี้กลายเป็นนโยบายรัฐบาลที่ถูกใจประชาชนมากที่สุดจากการสำรวจของโพลหลายสำนัก

เป็นอันว่าความบาดหมางในอดีตที่ดีเอสไอเคยฝากเอาไว้ได้ถูกลบออกจากความทรงจำเป็นที่เรียบร้อย

นอกจากนี้ ความปรองดองระหว่าง “ธาริต-เพื่อไทย” สะท้อนให้เห็นได้จากสถิติคดีการเมืองตั้งแต่ปี 2553-2555 พบว่าปี 2553 เคยมี 281 คดี ถัดมาปี 2554 เหลือ 48 คดี จนมาเหลือ 4 คดี ในยุครัฐบาลเพื่อไทย

ความแน่นแฟ้นของทั้งสองฝ่ายยิ่งได้รับตอกย้ำมากขึ้นไปอีก ทันทีที่ดีเอสไอมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีการเมืองที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทยทั้งทางตรงและทางอ้อมหลายกรณี เช่น คดีการปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นบริษัท ชินคอร์ป ดีเอสไอก็รูดม่านปิดฉากยกคำร้องแบบคาใจสังคม เพราะคดีนี้มีชื่อ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”นายกรัฐมนตรี เป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา

กระทั่งมาถึงคดีล่าสุด คือ ผังล้มเจ้า ดีเอสไอมีความเห็นสั่งยุติการตรวจสอบดื้อๆ ให้เหตุผลว่า “ไม่มีพยานยืนยันชัดเจนการกระทำผิด ทั้ง 39 คน… หากอนาคตพบการกระทำผิด จะนำสำนวนกลับมาสอบสวนต่อได้”

ไม่ต่างอะไรกับการยกฟ้อง “จตุพร พรหมพันธุ์” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำเสื้อแดง ในคดีความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากการปราศรัยเมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553

คดีดังกล่าวถึงดีเอสไอจะเปิดช่องว่าพนักงานอัยการจะมีความเห็นแย้ง รวมไปถึงมีหลักฐานใหม่ก็อาจทำให้กลับมารื้อฟื้นคดีใหม่ แต่สำหรับในทางการเมือง การส่งสัญญาณแบบนี้เท่ากับว่าทุกอย่างได้จบลงแล้ว

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ที่เคยออกมาปกป้องดีเอสไอเมื่อครั้งเป็นรัฐบาล กลับเจอสถานการณ์ภาวะ “งานเข้า” เข้าอย่างจัง ภายหลังดีเอสไอได้มีคำสั่งสืบสวนคดีเกี่ยวกับการจัดซื้อถุงยังชีพน้ำท่วมย้อนหลังไปจนถึงสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ภาพของดีเอสไอที่ปรากฏลักษณะนี้คงไม่ได้แปลกอะไรหากจะถูกเสียดสีว่า “ธาริต เปลี่ยนไป”

ใช่ว่าปัญหานี้เจ้ากรมดีเอสไอจะไม่รู้สึกอะไร เพราะอย่างน้อยก็เป็นข้าราชการคนหนึ่งที่เจนจัดเรื่องทิศทางลมการ เมืองพอสมควรเช่นกัน โดยใช้ข้ออ้างว่า การทำงานเป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย

อย่าได้แปลกใจว่าเหตุใด “ธาริต” ถึงรอดจากปากเหยี่ยวปาก กาได้อยู่ทุกวันนี้ ทั้งๆ ที่เคยถูกหมายหัวจาก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี และคนในรัฐบาลอีกว่า “ไม่มีที่ว่างสำหรับธาริต”

จากคนที่ไม่เคยเกือบไม่อยู่ในสายตาของรัฐบาล มาวันนี้กำลังจะกลายเป็น “มือที่ขาดไม่ได้” ส่งผลให้นับจากนี้ต้องจับตาการทำงานของดีเอสไอห้ามคลาดสายตา เนื่องจากพรรคเพื่อไทยเตรียมประเคนคดีเกี่ยวกับความไม่ชอบมากลในหลายๆ เรื่องของพรรคประชาธิปัตย์ให้ดีเอสไอตรวจสอบ

โดยเฉพาะกรณีกรุงเทพมหานคร (กทม.) ขยายสิทธิโครงการรถไฟฟ้าบีทีเอสให้ผู้ประกอบการรายเดิมจากที่เหลือ 17 ปี ไปอีกเป็นเวลา 30 ปี ซึ่งอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้เอกชนเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.ร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน

เกมนี้พรรคเพื่อไทยหวังผล 2 เด้ง กล่าวคือ เด้งแรก ทำลายความน่าเชื่อถือของฝ่ายค้านและ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ก่อนจะมีการเลือกตั้งพ่อเมือง กทม.ใหม่ในปี 2556 โดยหากถ้าดีเอสไอมีผลสอบสวนเป็นลบต่อประชาธิปัตย์ ย่อมหมายความว่าเพื่อไทยแทบจะมีอาวุธในการหาเสียงอีกมาก และ เด้งที่สอง หวังใช้ประเด็นนี้กลบปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นของรัฐบาล

วันนี้ของดีเอสไอจะเปลี่ยนไปตามที่สังคมตั้งข้อสงสัยหรือไม่ มีเพียง “ธาริต เพ็งดิษฐ์” คนเดียวที่รู้ดีอยู่แก่ใจมากที่สุด

 

สงครามตัวแทน พท.สยบเสื้อแดง 2012/05/12

สงครามตัวแทน พท.สยบเสื้อแดง

  • 11 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:12 น.

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

“ศึกนอกว่าหนักแล้ว ศึกในหนักยิ่งกว่า”

ประโยคนี้กำลังเข้ากับสถานการณ์ของพรรคเพื่อไทยได้เป็นอย่างดี เมื่อรัฐบาลกำลังเผชิญกับศึกนอกจากปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพของประชาชนที่สูงขึ้นสวนทางกับรายได้ที่ลดลง จนทำให้ความเชื่อมั่นของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถูกสั่นคลอน

ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยต้องมารบกันเองภายใน ซึ่งดูแล้วศึกหลังทำท่าจะบานปลายอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ความขัดแย้งรอบใหม่ในพรรคเพื่อไทยครั้งล่าสุดเป็นการรบกันระหว่าง “ฉลอง เรี่ยวแรง” สส.นนทบุรี กับ “จตุพร พรหมพันธุ์” สส.บัญชีรายชื่อ และแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ภายหลังฝ่ายแรกได้เปิดศึกคัดค้านไม่ให้จตุพรมานั่งเก้าอี้ รมช.มหาดไทย

“อยากให้ไปเคลียร์เรื่องคดีให้เสร็จสิ้นก่อน เมื่อชนะคดีแล้วจึงค่อยมาเป็นรัฐมนตรีอย่างสง่างาม…ผมไม่ได้มีอคติกับคุณจตุพร เพราะเขาเป็นคนมีความรู้ความสามารถเป็นรัฐมนตรีได้ แต่เป็นห่วงภาพพจน์ของพรรคที่จะเสียไป และกลุ่มเสื้อแดงอย่าสำคัญตัวผิด ที่พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง เพราะกระแสคนอยากได้นายกฯ หญิง”

ระเบิดของ “เฮียหลอง” เล่นเอาบรรดาแกนนำเสื้อแดง ทั้ง “ก่อแก้ว พิกุลทอง” “เหวง โตจิราการ” “วิภูแถลง พัฒนภูมิไท” “สุพร อัตถาวงศ์” เรียงหน้าตอบโต้ทันควันก่อนทิ้งประโยคเด็ดว่า “งานนี้ต้องมีเบื้องหลังแน่”

แน่นอนว่าเรื่องนี้ต้องมีเบื้องหลัง ไม่ใช่อยู่ดีๆ ฉลอง เรี่ยวแรง สส.อาวุโสคนหนึ่งในพรรคจะกล้าออกมาถล่มแกนนำเสื้อแดงฝีปากกร้าวอย่างจตุพรแบบไร้เหตุผลรองรับ สังเกตได้จากการหยิบจุดอ่อนที่สุดจุดหนึ่งของจตุพรอย่างคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาโจมตี

เป้าหมายของการเตะตัดขาจตุพรอยู่ที่การสยบความยิ่งใหญ่เสื้อแดงในพรรคเพื่อไทย

สำหรับ “ฉลอง” เป็น สส.สายนักเลือกตั้งที่มักแสดงออกถึงความไม่พอใจแกนนำ นปช.ที่อยู่ร่วมชายคาเดียวกันในพรรคเพื่อไทยอยู่บ่อยครั้ง

ก่อนหน้านี้เคยออกมาฟาดงวงฟาดงาถล่มเสื้อแดงในช่วงเหตุการณ์น้ำท่วมว่าเข้ามายุ่มย่ามในศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) จนทำให้ของบริจาคน้ำท่วมของชาวบ้านไม่กระจายถึงมือประชาชน ถึงกับประชดประชันออกมาว่า “ตกลงผมเป็น สส.เพื่อไทย หรือนี่เป็นพรรคเสื้อแดงกันแน่”

ใช่ว่าภายในพรรคจะมีแต่ฉลองคนเดียวเท่านั้นที่ไม่พอใจภาวะใหญ่คับพรรคของเสื้อแดง แต่ความกระอักกระอ่วนใจของนักเลือกตั้งต่อคนเสื้อแดงมีมานานแล้ว นับตั้งแต่พรรคเพื่อไทยได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2554

ชัยชนะของพรรคเพื่อไทยไม่ต่างอะไรกับการมีชัยบนความขัดแย้งกันเอง ซึ่งหลังจากนั้นเป็นต้นมาเครือข่ายเสื้อแดงในพรรคได้แสดงบทบาทที่ต้องการครอบงำพรรคให้กลายเป็นลักษณะ “แดงนำพรรค” ไม่ใช่ “พรรคนำแดง” อาศัยข้ออ้างว่าคนเสื้อแดงเป็นฐานคะแนนของพรรคที่มีส่วนสำคัญต่อการปูทางให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี

เมื่อเสื้อแดงได้คืบคลานเข้ามากินส่วนแบ่งทางอำนาจในพรรคเพื่อไทยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งรัฐมนตรี เลขานุการรัฐมนตรี สส.บัญชีรายชื่อ นอกจากนั้นไม่พอยังลามไปถึงฐานการเมืองท้องถิ่นด้วย โดยเริ่มอ้างความเป็นคนเสื้อแดงเพื่อขอลงสมัครรับเลือกตั้งท้องถิ่น สร้างความอึดอัดให้กับหัวคะแนนในพื้นที่เป็นอย่างมาก การล้ำเส้นแบบนี้มีผลให้นักเลือกตั้งอาชีพของพรรคที่กุมส่วนแบ่งอยู่เดิมเกิดความไม่พอใจมากขึ้น

การปะฉะดะจตุพรของฉลอง ได้เสียงเชียร์ทั้งทางตรงและทางอ้อมอยู่มาก เพราะมีเป้าหมายต้องการกดเสื้อแดงไม่ให้เหิมเกริมไปมากกว่านี้ ควบคู่กับการช่วงชิงเก้าอี้รักษาโควตาตำแหน่งทางการเมืองต่างๆ เอาไว้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่ง มท.2 ซึ่งเดิมเป็นโควตาภาคกลาง แต่หากให้จตุพรมาดำรงตำแหน่งนี้ ส่งผลให้เสื้อแดงจะมีสัมปทานรัฐมนตรีถึง 2 คน หลังจาก ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เพิ่งได้เป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์มาหมาดๆ ซึ่งในส่วนของแกนนำภาคกลางยอมไม่ได้ที่จะให้ตำแหน่งเพิ่มอีก

ขืนถ้าปล่อยเก้าอี้หลุดมือไป เท่ากับว่าเปิดโอกาสให้เสื้อแดงสยายปีกมากขึ้น โดยอาศัยอานิสงส์ของเก้าอี้ รมช.มหาดไทยทางอ้อม

จึงจำเป็นต้องเตะสกัดจตุพรตั้งแต่หัววัน เพื่อไม่ให้เสื้อแดงมีอำนาจต่อรอง

ที่สำคัญดูเหมือนว่าจะได้ผลเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ส่งสัญญาณผ่าน นพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายส่วนตัว แล้วว่าจะยังไม่ปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเร็วๆ นี้

เช่นเดียวกับกลุ่มบ้านเลขที่ 111 ซึ่งใกล้คืนสู่สนามการเมืองเพื่อเข้ามาเป็นผู้คุมพรรคเพื่อไทยตัวจริงในนามนายใหญ่ยังได้เตรียมรื้อโครงสร้างพรรคโดยมีเป้าหมายลดอำนาจเสื้อแดงเช่นกัน

“กลุ่ม 111 จะเข้าไปช่วยดูการปรับโครงสร้างพรรคเพื่อไทยให้ทันสมัย ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในพรรคมากขึ้น ไม่ใช่จำกัดเฉพาะกลุ่มเสื้อแดง” ท่าทีจาก วิชิต ปลั่งศรีสกุล แกนนำ 111 ไทยรักไทย

กล่าวได้ว่าศึกนี้ระหว่าง “ฉลอง-จตุพร” เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น เพราะลึกลงไปคือสงครามตัวแทนที่จะเพิ่มอุณหภูมิให้พรรคเพื่อไทยทวีความร้อนมากขึ้นไปเรื่อยๆ

 

นปช.กระอัก ระเบิด112ย้อนศร 2012/05/12

นปช.กระอัก ระเบิด112ย้อนศร

  • 10 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:49 น.

ดย…ทีมข่าวการเมือง

การเสียชีวิตของ “อากง SMS” นอกจากช่วยฟื้นกระแสการแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (มาตรา 112) กลับมาอีกครั้ง

ยังกระเทือนถึงขบวนการเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยที่กำลังถูกกลุ่มแดงก้าวหน้าตรวจสอบแดงเพื่อไทยอย่างหนัก

ตรวจสอบต่อจุดยืนที่แกนนำ นปช.เคยประกาศเมื่อครั้งเป็นม็อบแดงต่อสู้กับฝ่ายชนชั้นนำว่าจะผลักดันให้ประเทศปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอย่างแท้จริง และพร้อมจะแก้มาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา แต่เมื่อได้อำนาจมา กลับมุ่งแต่ผลประโยชน์ทางการเมือง จน “แดงก้าวหน้า” ที่เสียงดังในโลกออนไลน์ทวงถามจุดยืนแดง นปช.ว่า เหตุใดถึง “เงียบทั้งแผ่นดิน” !!!

กล่าวเฉพาะประเด็นข้อเสนอแก้มาตรา 112 ที่กลับมาสร้างแรงกดดันอีกรอบ เนื่องจาก “คดีอากง” ผู้ต้องขังคดีหมิ่นเบื้องสูง เป็นกรณีที่กลุ่ม “แดงก้าวหน้า” หรือ “แดง 112” ได้ใช้เป็นประเด็นเคลื่อนไหวใหญ่ทั้งในและนอกประเทศโดยเรียกร้องให้สังคมแก้ไขมาตรา 112 ลดโทษความผิดลง ที่ปัจจุบันค่อนข้างรุนแรง เพื่อให้วิจารณ์สถาบันได้ง่ายขึ้น เพราะเห็นว่าศาลตัดสินอากงรุนแรงไปด้วยโทษจำคุกสูงถึง 20 ปี

สำหรับอากง หรือ อำพล ตั้งนพกุล อายุ 61 ปี ถูกศาลอาญาพิพากษาจำคุกในความผิดหมิ่นประมาท แสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ด้วยข้อกล่าวหาส่งเอสเอ็มเอสที่มีข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไปยังโทรศัพท์มือถือของเลขานุการส่วนตัวของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี

ต่อมาศาลพิพากษาว่าอากงกระทำความผิดจริงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ลงโทษจำคุกรวมทั้งหมด 20 ปี

ระหว่างที่อากงถูกคุมขังตามคำพิพากษา ทนายจำเลยได้ยื่นขอถอนอุทธรณ์เพื่อยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ จนมาเสียชีวิตในคุกด้วยโรคมะเร็ง เมื่อวันที่ 4 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ในการควบคุมของราชทัณฑ์

แน่นอนว่าแรงกดดันของกลุ่มแดงก้าวหน้าจากในประเทศและต่างประเทศ ประกอบด้วย นักวิชาการจากเครือข่าย กลุ่มนิติราษฎร์ จักรภพ เพ็ญแข ใจ อึ๊งภากรณ์ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะเคลื่อนไหวให้แก้มาตรา 112 ขึ้นมาอีกรอบ ประกอบกับเป็นช่วงใกล้ถึงกำหนดที่ คณะกรรมการรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก. 112) เตรียมเสนอรายชื่อประชาชน 1 หมื่นคน ยื่นร่างแก้ไขกฎหมายนี้ต่อรัฐสภาในวันที่ 27 พ.ค. หลังใช้เวลาล่าชื่อครบ 112 วัน

แต่การขับเคลื่อนของแดงก้าวหน้าด้วยประเด็นที่ล่อแหลม ทำให้พรรคเพื่อไทยและแดง นปช. ต้องตัดขบวนนี้ทิ้งเพราะเกรงจะเปิดทางให้ฝ่ายตรงข้ามมาซ้ำจุดอ่อนเดิมกับภาพไม่จงรักภักดีได้ และจะกระทบกับพรรคเพื่อไทย ที่ขณะนี้เดินเกมปรองดองกับฝ่ายชนชั้นนำเพื่อเป้าหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับไทย นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ กระทั่งแกนนำ นปช. จึงประกาศว่ารัฐบาลจะไม่แก้มาตรา 112 แน่นอน

แดงก้าวหน้าผิดหวังกับพรรคเพื่อไทยและแดง นปช. มาต่อเนื่อง ซ้ำอีกทีเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้เครือข่ายเดินเกมปรองดอง คืนดีกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่แกนนำเคยออกมาขับไล่ เล่นเอาคนเสื้อแดงบาดตากับภาพชื่นมื่นที่เกิดขึ้น

ที่เจ็บปวดที่สุด คือ คำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เรียกร้องให้ พะเยาว์ อัคฮาด แม่น้องเกด พยาบาลอาสาที่เสียชีวิตที่วัดปทุมวนาราม ต้องเสียสละ ก้าวความขัดแย้ง ยอมให้มีการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม

ปฏิกิริยาจาก “แดงก้าวหน้า” ได้สะท้อนผ่านเว็บเสื้อแดง และเฟซบุ๊ก ที่ออกมาโจมตี พ.ต.ท.ทักษิณพรรคเพื่อไทย และแดง นปช. รุนแรงว่า เสวยสุขในอำนาจ สู้แล้วรวย มีตำแหน่งแล้วลืมจุดยืน ปรองดองไม่สนใจแก้มาตรา 112 ทั้งที่แต่ก่อน นปช.ยังสนับสนุนนิติราษฎร์

ที่ชัดก็จากเฟซบุ๊กของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ที่วิพากษ์แดง นปช.อย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะหลังอากงเสียชีวิต โดยขึ้นข้อความว่า

“อ.ธิดา หมอเหวง คุณตู่ คุณเต้น คุณก่อแก้ว ฯลฯ ไปอยู่ที่ไหนกันหมด เมื่อไรจะออกมาคัดค้านการตัดสินคดีอากง?”

เนื้อหาในกระทู้ของสมศักดิ์ยังระบุตอนหนึ่งว่า

1.นปช.ใช้เวลา 2-3 สัปดาห์ กว่าที่จะกล้าแค่เอ่ยถึงกรณีอากงอย่างเป็นทางการ ขณะที่ชาวโลก แม้แต่รอยัลลิสต์บางคน ยังช็อกกับการตัดสินนั้น

2.ไม่ยอมแม้แต่จะเอาข้อเสนอ คอป.มาพูดถึง และเรียกร้องต่อสังคมให้ใช้สติ ศึกษาเรื่องนี้อย่างมีเหตุมีผล

3.รัฐมนตรีบางคนออกมาช่วย “อัด” นิติราษฎร์-ครก. ตอนเสนอเรื่องแก้มาตรา 112

4.ไม่นำเสนอประเด็นเรื่องความไม่ชอบมาพากลของระบบและมาตรฐานการตัดสินของศาล ให้สังคมร่วมกันพิจารณา

5.ออกมาพูดโกหกเรื่อง พล.อ.เปรม “อยู่เหนือการเมือง”

6.ออกมาเรียกร้องให้ญาติคนตายในเหตุการณ์พฤษภาฯ 53 “เสียสละ” หรือเสนอว่า การดำเนินการเรื่องรัฐฆ่าประชาชน เป็นเพียง “เรื่องส่วนตัว” หรือ “เรื่องของคนส่วนน้อย”

7.ไม่ลองแม้แต่พยายามจะผลักดันให้มีการนิรโทษกรรมคนเสื้อแดงธรรมดาๆ ที่ติดคุก

8.สนับสนุนอย่างท่วมท้น ไม่วิพากษ์วิจารณ์ต่อรายงาน กมธ.ปรองดอง-สถาบันพระปกเกล้า ที่พร้อมจะยกโทษการรัฐประหาร แต่กลับให้คดีมาตรา 112 อยู่ใน “กระบวนการยุติธรรม”

ผมยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ-เพื่อไทย-นปช. จะใช้ท่าทีประเภท “ยัดเยียดให้คนธรรมดา เป็นผู้เสียสละตลอดกาล” ไม่ได้ กล่าวคือ ถึงเวลาต่อสู้เรียกร้องให้คนธรรมดา เสียสละ กล้าหาญ ออกมาเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย (และตาย-บาดเจ็บ จำนวนมากจริงๆ)

พอได้ตำแหน่งเป็นรัฐบาล ก็เรียกร้องให้คนธรรมดาๆ เสียสละ “อดทนรอ” ทุกๆ เรื่องบ้าง “ลืม” เรื่องต่างๆ ไปบ้าง เสียสละ อย่าวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทุกๆ เรื่องบ้าง ใครวิจารณ์ก็โยนข้อหา “เสี้ยม” เข้าใส่ทันทีบ้าง

การ “เอาแต่ได้” เรียกร้องฝ่ายเดียวแบบนี้ ไม่ถูกต้องด้วยประการทั้งปวง “ให้มีการนิรโทษกรรมคดีความหลังการรัฐประหาร”

การตรวจสอบ พ.ต.ท.ทักษิณ และแดง นปช. จากแดง 112 ที่เข้มข้นหนักหน่วง จากสายแดงก้าวหน้าเช่นนี้ ทำให้ นปช.กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

แต่วันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่จำเป็นต้องใช้ “แดงก้าวหน้า” เพื่อเดินยุทธวิธี ลดทอนอำนาจสถาบัน เหมือนช่วงขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่ต้องระดมแดงทุกสายพันธุ์ ทั้งแดง นปช. แดงก้าวหน้า แดงฮาร์ดคอร์ เข้าร่วม

นั้นเพราะบรรลุเป้าหมายได้เป็นรัฐบาลแล้ว แต่ยังเหลือสิ่งที่ต้องการสูงสุด คือ การนิรโทษกรรมเพื่อให้เจ้าตัวได้กลับไทย

เมื่อได้ในสิ่งที่ต้องการ จึงจำเป็นต้องขจัดปัจจัยที่ขวางการปรองดอง จึงไม่แปลกที่พรรคเพื่อไทยไม่แก้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะจะเป็นอุปสรรคต่อการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับไทย

แต่ใน เกมหลายหน้า ยังต้องจับตาท่าทีของพรรคเพื่อไทยที่อาจหลิ่วตาสนับสนุนแดงก้าวหน้าเพื่อใช้เป็นเครื่องมือต่อรองกับชนชั้นนำที่เชื่อว่ายังมีบทบาทสำคัญต่อการให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับไทย เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังมีอิทธิพลและกุมมวลชนแดงทั้งแผ่นดินได้อยู่

 

เลือกตั้งซ่อม…เชียงใหม่ พท.เสียวสันหลัง 2012/05/12

เลือกตั้งซ่อม…เชียงใหม่ พท.เสียวสันหลัง

  • 09 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:39 น.

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

เลือกตั้งซ่อมเขต 3 จ.เชียงใหม่ แทน“ชินณิชา วงศ์สวัสดิ์” ซึ่งถูกตัดสิทธิการเมือง 5 ปี ด้วยปมปัญหาการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ ถือเป็นอีกเดิมพันสำคัญของ “เพื่อไทย” หรือยิ่งกว่านั้น อาจถือเป็นเดิมพันสำคัญของตระกูลชินวัตร

แน่นอนว่าการรักษาแชมป์ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นฐานที่มั่นของทั้งพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงแทบไม่ใช่เรื่องยากเย็น โดยเฉพาะในวันที่คู่แข่งสำคัญอย่างประชาธิปัตย์ยังไม่อาจพลิกตำราหากลยุทธ์เข้าไปเจาะฐานเพื่อไทยได้

ส่องดูผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2554 “ชินณิชา” หลานสาวแท้ๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ลงสนามในฐานะ “นอมินี” เจ๊แดง เยาวภา และสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ สามารถเอาชนะ “วีระวุฒิ เทพเรือง” ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ ไปแบบไม่เห็นฝุ่นทิ้งห่างเกือบ 4 เท่าตัว 81,863 ต่อ 21,987 คะแนน สอดรับกับคะแนนบัญชีรายชื่อในพื้นที่ 81,284 ต่อ 20,302 คะแนน

แต่การเลือกตั้งซ่อม เขต 5 จ.ปทุมธานี ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้

จากพื้นที่สีแดงเหนียวแน่น แต่ “เกียรติศักดิ์ ส่องแสง” ผู้สมัคร จากประชาธิปัตย์ สามารถเอาชนะ “สมชาย รังสิวัฒนศักดิ์” ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย แบบพลิกความคาดหมาย

วิเคราะห์ผลหลังการเลือกตั้ง เหตุผลสำคัญทั้งคุณสมบัติส่วนตัวที่ “เกียรติศักดิ์” ทำคะแนนต่อเนื่องในพื้นที่ โดยเฉพาะช่วงน้ำท่วมที่สร้างผลงานโดนใจชาวบ้าน หรือจะเป็นเหตุผลของการแตกกันเองของเสื้อแดงเพื่อไทย จนคะแนนเสียงจากเสื้อแดงในพื้นที่ไม่ได้เทไปยังพรรคเพื่อไทยอย่างที่ควรจะเป็น

ไปจนถึงปมปัญหาเรื่อง “ของแพง” ที่สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านต่อเนื่อง โดยที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่ได้แสดงออกถึงความตั้งใจถึงการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง จนฉุดกระชากให้คะแนนนิยมตกต่ำกลายเป็นบทเรียนสั่งสอนพรรคเพื่อไทยผ่านการเลือกตั้งพรรค

ไม่ต่างจากสนามเลือกตั้งท้องถิ่น เมื่อผู้สมัครฝั่งเพื่อไทยต้องพ่ายแพ้ไปหลายสนาม ทั้ง “สุเมธ ฤทธาคนี” ซึ่งทิ้งเก้าอี้ สส.ไปลงแข่งชิงเก้าอี้นายก อบจ.ปทุมธานี แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับแชมป์เก่า “ชาญ พวงเพ็ชร์” แบบหลุดลุ่ย

ถัดมาที่การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครเชียงราย “วันชัย จงสุทธนามณี” จากฝั่งภูมิใจไทย ตอกย้ำความพ่ายแพ้ให้กับ“สมพงษ์ กูลวงศ์” จากพรรคเพื่อไทยไปอีกดอก ทั้งที่เชียงรายเองก็จัดเป็นอีกพื้นที่สีแดงที่เหนียวแน่น

ไม่เว้นแม้แต่ “พล.ท.มะ โพธิ์งาม” ที่ต้องแพ้ให้กับ “รังสรรค์ รัศมีฤกษ์เศรษฐ์” ผู้สมัครฝั่งประชาธิปัตย์ ในสนามเลือกตั้งนายก อบจ.กาญจนบุรี

ความพ่ายแพ้ในหลายสนามเลือกตั้งที่ผ่านมา ทำให้ “เพื่อไทย” สูญเสียความมั่นใจไปไม่น้อย หลังจากได้รับชัยชนะถล่มทลายในการเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมา สนามเลือกตั้งซ่อม “เชียงใหม่” เที่ยวนี้จึงเป็นนัดล้างตา ที่เพื่อไทยจะต้องใช้โอกาสนี้ สร้างขวัญกำลังใจและความฮึกเหิมให้พรรค

ดังนั้น เลือกตั้งเที่ยวนี้ จึงย่อมหวังมากกว่า “ชัยชนะ” แต่ต้องมองไปถึงคะแนนเสียงที่มากกว่าเดิม เพื่อ “ฟื้นความมั่นใจ” และสกัดความฮึกเหิมประชาธิปัตย์ ซึ่งหวังใช้โอกาสนี้แซะฐานแดง

เป้าหมาย “ประชาธิปัตย์” จึงอาจไม่ต้องหวังถึงขั้นคว้าชัยชนะปักธงกลางเมืองหลวงแดง เพราะแค่ทำคะแนนให้ได้มากกว่าฐานเดิม 21,987 คะแนน ก็ถือเป็นชัยชนะยกแรกแล้ว หรือหากพรรคเพื่อไทยได้คะแนนน้อยกว่าเดิม 81,863 คะแนน ก็ถือเป็นความพ่ายแพ้ทางการเมือง

“ปทุมธานีโมเดล” จึงยังเป็นปมปัญหาที่ตามหลอกหลอนเพื่อไทย

ยิ่งการเลือกตั้งซ่อมรอบนี้ รอยร้าวระหว่างเสื้อแดงและเพื่อไทย เริ่มก่อตัวในช่วงคัดตัวคนลงสมัคร เมื่อเสื้อแดงเชียงใหม่ออกมาผลักดันคนของตัวเองลงสมัครเลือกตั้งซ่อม จนถึงขั้นหยิบยกประเด็น “ไพรมารีโหวต” ให้พื้นที่มีส่วนเลือกผู้สมัคร

แต่สุดท้าย “เจ๊แดง เยาวภา” ก็ผลักดันคนของตัวเองเสียบลงสมัครเลือกตั้งซ่อมรักษาเก้าอี้ของ “ชินณิชา” ท่ามกลางเป็นที่จับจ้องว่าจะทำให้กระทบกับฐานคะแนนเสื้อแดงบางส่วน

ทว่าหลังเพื่อไทยมีมติส่ง “เกษม” ลงชิงตำแหน่งนี้ “พิชิต ตามูล” แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เชียงใหม่ ก็ออกมาส่งสัญญาณสงบศึก เคารพมติพรรคเพื่อไทยและยุติเรื่องราวความเคลื่อนไหว พร้อมให้การสนับสนุน “เกษม” และรณรงค์ประชาชนมาให้สิทธิเลือกตั้งมากที่สุด เพราะถือเป็นตัวแทนพรรคที่ทุกฝ่ายเห็นชอบแล้ว

ทางฝั่งประชาธิปัตย์เที่ยวนี้ เฟ้นหาตัวว่าที่ผู้สมัครหน้าใหม่ “วีระวุฒิ” แทนผู้สมัครเดิม ซึ่งมีสองรายชื่อสุดท้ายอยู่ระหว่างรอเคาะจากส่วนกลาง ซึ่งทั้งคู่ล้วนแต่เป็นหน้าใหม่ที่มีฐานในพื้นที่ค่อนข้างดี

ทั้ง “จีรพัฒน์ ธาตุอินทร์จันทร์” รองประธานเครือข่ายองค์กรชุมชน จ.เชียงใหม่ และรองประธานลูกเสือชาวบ้าน จ.เชียงใหม่ และ “กัลยกรณ์ เจียมกิจวัฒนา” นักจัดรายการวิทยุชุมชน ภรรยา “เทอดศักดิ์ เจียมกิจวัฒนา” แกนนำกลุ่มทหารเสือพระราชา (เสื้อเหลือง)

ขณะที่ประชาธิปัตย์ เทอดพงษ์ ไชยนันท์ แกนนำภาคเหนือเปรยว่าแค่คะแนนกระเตื้องก็ถือว่าประสบความสำเร็จ

งานนี้ “เพื่อไทย” ไม่อาจนิ่งนอนใจปล่อยให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนเลือกตั้งอื่นๆ ที่ผ่านมา ทั้งทัพใหญ่ ทัพย่อย ล้วนแต่เดินหน้าช่วยหาเสียงในพื้นที่ โดยเฉพาะวันที่ 12 พ.ค. ที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ จะนำทัพไปช่วยหาเสียงในพื้นที่ รวมทั้งจัดทีมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และ สส.หมุนเวียนลงไปพบปะชาวบ้าน ในช่วงวันหยุดราชการและวันที่ไม่มีการประชุมสภาทุกสัปดาห์

จากนี้จึงต้องรอลุ้นผลเลือกตั้งซ่อมสนามนี้ที่เดิมพันด้วยศักดิ์ศรี ต้องพิสูจน์กันในวันที่ 2 มิ.ย. 55

 

เลือกตั้งท้องถิ่น จุดเพิ่มรอยร้าว ‘แดง-เพื่อไทย’ 2012/05/08

เลือกตั้งท้องถิ่น จุดเพิ่มรอยร้าว ‘แดง-เพื่อไทย’

  • 08 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:05 น.

โดย…สุภชาติ เล็บนาค

ผลการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองเชียงราย ที่ สมพงษ์ กูลวงศ์ จากพรรคเพื่อไทยพ่ายให้กับ วันชัย จงสุทธนามณีจากพรรคภูมิใจไทยถือเป็นการหักหน้าทั้งพรรคเพื่อไทย และกลุ่มคนเสื้อแดง เพราะ จ.เชียงราย ถือเป็นฐานเสียงใหญ่ ทำให้ถูกวิเคราะห์ว่ากระแสเพื่อไทยแผ่วลงหรือไม่ แม้ว่าตระกูลสุทธนามณีจะเป็นหน้าเก่า แต่ชื่อชั้นของ สมพงษ์ อดีตนายกเทศมนตรีสมัยที่ผ่านมา ซึ่งได้รับแรงหนุนจาก สามารถแก้วมีชัย สส.เชียงราย และ สส.เพื่อไทยส่วนใหญ่ ก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน

เมื่อนำผลเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองเชียงรายไปเทียบเคียงกับผลการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) หลายแห่งก่อนหน้านี้ ย่อมสะท้อนนัยสำคัญที่กระทบกับพรรคเพื่อไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะที่ จ.ปทุมธานี สุเมธ ฤทธาคนี อดีต สส.พื้นที่พรรคเพื่อไทย ซึ่งลาออกจาก สส.ไปลงสมัครแข่งกับชาญ พวงเพ็ชร์ นายก อบจ.คนเก่าจากพรรคภูมิใจไทย ก็พ่ายแพ้ไปอย่างหลุดลุ่ยเช่นเดียวกับที่ จ.กาญจนบุรีซึ่ง รังสรรค์ รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ เอาชนะ พล.ท.มะ โพธิ์งาม จากพรรคเพื่อไทยไปกว่า 4 หมื่นคะแนน

แต่ตลอดทั้งปีนี้ไม่ได้มีเลือกตั้งท้องถิ่นแค่ 3 สนาม เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศว่าเฉพาะสนามนายก อบจ. ปีนี้มีเลือกตั้งทั้งหมดใน 76 จังหวัด เนื่องจากครบวาระ4 ปีพอดี เมื่อรวมกับสนามนายกองค์การบริหารส่วนตำบล และนายกเทศบาล นายกเทศมนตรี ที่ครบวาระเช่นกัน ปีนี้จะมีเลือกตั้งท้องถิ่นรวมกว่า 3,118 แห่งเลยทีเดียว

แม้จะเป็นเจ้าแห่งสนามใหญ่ที่มี สส. มากกว่า 265 คน และได้รับคะแนนในระบบบัญชีรายชื่อ 15 ล้านเสียง แต่ต้องยอมรับว่าพรรคเพื่อไทยเองไม่ได้มีฐานที่มั่นคงในสนามท้องถิ่นเสมอไป แม้แต่ในภูมิภาคที่มีความเชี่ยวชาญมากที่สุดอย่างภาคอีสาน และภาคเหนือนั้น หลายจุดยังคงวุ่นไม่รู้จบ เนื่องจากธรรมชาติการบริหารงานในพรรค ซึ่งเป็นลักษณะร้อยพ่อพันธุ์แม่ รวมศูนย์จากกลุ่มก๊วนการเมืองที่แตกต่างกัน พร้อมกับมีมวลชนจากกลุ่มเสื้อแดงที่เติบโตขึ้นในระยะหลัง เข้ามาขอแบ่งเค้กด้วย ก็ยิ่งทำให้พรรคเพื่อไทยต้องพบกับความยากลำบากในการเลือกตั้งท้องถิ่นมากขึ้น

ถึงขั้นที่ว่าตัวแทนและผู้สมัครนายก อบจ.แต่ละคนต้องเดินทางไปหา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อขอรับการสนับสนุน และคำยืนยันว่านายใหญ่เอาด้วย ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อครั้งที่ สมคิด บาลไธสง พาบุตรสาว มัณฑนา บาลไธสง ไปฝากเนื้อฝากตัวต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ลาว ให้เป็นตัวแทนลงสมัครนายก อบจ.หนองคาย

แม้ก่อนหน้านี้พรรคเพื่อไทยจะประกาศชัดแล้วว่าไม่ขอเข้าไปเกี่ยวข้องกับสนามท้องถิ่นเพื่อลดความขัดแย้งภายในสมาชิกพรรคด้วยกันแต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้ง สส.ในพรรค กลุ่มคนเสื้อแดง รวมถึงกลุ่มหัวคะแนนต่างก็อ้างความเป็นพรรคเพื่อไทย และอ้างว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยอมรับให้เป็นตัวแทน ทำให้สุดท้ายก็หนีไม่พ้นความขัดแย้งในพื้นที่อยู่ดี

ที่เห็นได้ชัดก็จากสนามการเลือกตั้งนายก อบจ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 18 มี.ค. ซึ่ง “หมอแหยง” นพ.สำเริง แหยงกระโทก ผู้สมัครที่สุภรณ์ อัตถาวงศ์ แกนนำ นปช. วิรัช รัตนเศรษฐ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย และอุบล เอื้อศรี ประธานกลุ่ม นปช.โคราชสนับสนุน กลายเป็นว่าต้องแข่งขันกันอย่างรุนแรงกับ ว่าที่ ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี อดีต รมว.ไอซีที ที่มีแกนนำและ สส.เพื่อไทยอีกปีกสนับสนุน นำโดย นพดล ปัทมะ รวมถึงเจ้าของพื้นที่เดิมอย่าง สุวัจน์ ลิปตพัลลภ หนุนอยู่ด้วย ดุเดือดถึงขั้นติดป้ายว่า “ระวังพวกแกนนำแดงอันธพาล เราไม่เอาแดงเทียม”จนสุดท้าย ว่าที่ ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ ก็เอาชนะหมอแหยงไปอย่างขาดลอย

ตัวอย่างการอ้างเป็นตัวจริงของ พ.ต.ท.ทักษิณ สายตรง นปช. รวมถึงสายตรงพรรคเพื่อไทย ยังเกิดขึ้นอีกหลายแห่ง ทั้งที่จ.ลำปาง ที่ สุนี สมมี อดีตนายก อบจ. ซึ่งลาออกจากตำแหน่งมาสมัครเลือกตั้งอีกครั้ง อ้างว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ให้การสนับสนุนมาตั้งแต่เริ่มเป็นนายก อบจ.เมื่อ 2 สมัยที่แล้ว และยังสนิทสนมกับนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นอย่างดี ขณะที่คู่แข่งอย่าง ดาชัย อุชุโกศลการ อดีตสมาชิก อบจ.ลำปาง ประธานกลุ่มเสื้อแดงพลังลำปาง ก็อ้างว่าได้รับไฟเขียวจากดูไบเช่นเดียวกัน

ไม่ต่างกับที่ จ.เชียงราย ซึ่ง สลักจฤฎดิ์ติยะไพรัช ภรรยา ยงยุทธ ติยะไพรัช ที่สมัครเป็นนายก อบจ.นั้น ได้รับการสนับสนุนอย่างล้นหลามจากพรรคเพื่อไทยและกลุ่มคนเสื้อแดงถึงขั้นที่ว่า ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.ลงไปร่วมหาเสียง ก็ต้องมาขัดแย้งกับ สฤษฏ์อึ้งอภินันท์ คู่แข่งอดีต สส.เชียงราย พรรคไทยรักไทยและพลังประชาชน ซึ่งใช้ชื่อกลุ่มว่า “เพื่อไทยเชียงราย” และอ้างว่าได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มคนเสื้อแดงเช่นเดียวกัน จนคนเสื้อแดงบางกลุ่มยังไม่พอใจแกนนำถึงตอนนี้

ข้ามไปที่เมืองหลวงคนเสื้อแดงที่ จ.อุดรธานี แม้จะมีข่าวว่าได้ตัวผู้ท้าชิงอย่างเป็นทางการชื่อ ประสพ บุษราคัม แล้ว แต่ล่าสุดก็เกิดความขัดแย้งขึ้นในกลุ่มเสื้อแดงอุดรฯ ด้วยกัน โดยเฉพาะระหว่าง กิตติศักดิ์ หัตถสงเคราะห์ อดีต รมช.คมนาคม ในรัฐบาล ปู 1 ที่ต้องการส่งโอปอล์ หัตถสงเคราะห์ ลูกสาวข้าม จ.หนองบัวลำภู มาลงแทน เช่นเดียวกับ พ.ต.ท.สุรทินพิมานเมฆินทร์ สส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทยที่อยากให้ลูกสาวลง ทำให้ สส.อุดรธานี ต้องโทร.หา พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อเคลียร์ด้วยตัวเอง จนได้ข้อสรุปจะให้ วิเชียร ขาวขำ สส.บัญชีรายชื่อลาออกมาลงสนาม อบจ. เพื่อบีบบังคับให้ทุกฝ่ายต้องยอมรับโดยดุษณี ทำให้ประสพต้องถอนตัวโดยปริยาย

ปัญหาการช่วงชิงอำนาจในสถานการณ์ที่เสื้อแดงโต และเข้ามากินทับพรรคเพื่อไทย ล่าสุดพรรคเพื่อไทยแก้ไขโดยเสนอให้ สส.แต่ละจังหวัดสร้างระบบไพรมารีโหวตเพื่อคัดเลือกผู้สมัครนายก อบจ. นัยว่าเอาใจเสื้อแดง เพราะเปิดกว้างรับฟังเสียงจากข้างล่างคือเสื้อแดง มากกว่าใช้อำนาจของพรรค และ สส.ในพื้นที่ตัดสินใจเอง แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังวุ่นไม่รู้จบ เพราะทุกกลุ่มต่างก็วิ่งหา พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อเป็นยันต์กันเหนียว

ที่น่าสนใจคือหลังจากนี้พรรคเพื่อไทยจะจัดการอย่างไรกับคู่ขัดแย้งที่เป็นลูกหม้อพรรคและมวลชน ท่ามกลางการแบ่งสรรผลประโยชน์ให้ครบทุกฝ่าย เพราะหากปล่อยเป็นเช่นนี้ต่อไป จากสองขาที่เคยร่วมกันตี ย่อมลงสมัครตัดคะแนนเสียงกันเอง จนคู่แข่งอย่างพรรคภูมิใจไทย หรือพรรคประชาธิปัตย์ คว้าชิ้นปลามันไปครองอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

นี่คือบทพิสูจน์กึ๋นการแก้ปัญหาของพรรคว่า ความขัดแย้งระหว่างมวลชนกับแกนนำพรรคจะจัดการกับมวลชนอย่างไรให้ลงตัว แบ่งสรรผลประโยชน์ อำนาจ กันให้ครบในช่วง “แดงขาขึ้น”

หรือจะต้อง ตอนเสื้อแดงบางส่วนทิ้ง ไม่ก็ให้กลับมาอยู่ในระบบเพื่อไทยให้เร็วที่สุด 

 

ของแพง…รัฐบาลอยู่ได้ “ยิ่งลักษณ์” อย่าคิดไปเอง 2012/05/08

ของแพง…รัฐบาลอยู่ได้ “ยิ่งลักษณ์” อย่าคิดไปเอง

  • 07 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:40 น.

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

“หากได้เป็นรัฐบาลจะไม่ทำให้ผิดหวัง และสิ่งแรกที่จะทำคือ กระชากค่าครองชีพคืนมา ทำให้ราคาน้ำมันลดลง เบนซิน 95 ลดลง 7.5 บาทต่อลิตร เบนซิน 91 ลดลง 6.7 บาทต่อลิตร น้ำมันดีเซลลดลง 2.2 บาทต่อลิตร”

เป็นวรรคทองออกจากปากของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2554 ณ ราชมังคลากีฬาสถาน เพื่อเรียกคะแนนความเห็นใจโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งวันที่ 3 ก.ค. จนนำมาสู่การเป็นผู้บริหารสูงสุดของประเทศในปีเดียวกัน

ยุทธศาสตร์คำพูดของยิ่งลักษณ์ดังกล่าว มีจุดประสงค์เพื่อต้องการเกทับพรรคประชาธิปัตย์คู่แข่งสำคัญ พร้อมกับตอกย้ำว่าประเทศไทยในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่สามารถแก้ปัญหาค่าครองชีพได้ ต้องให้พรรคเพื่อไทยเท่านั้น ถึงจะมียาดีรักษาโรคของแพงได้

จนแล้วจนรอดผ่านมาจะครบขวบปีจากการสร้างวาทกรรม “กระชากค่าครองชีพลงมา” กลายเป็น “ปล่อยค่าครองชีพขึ้นไป”

ไล่มาตั้งแต่ราคาน้ำมัน แม้ว่าการลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในระยะแรกของการเป็นรัฐบาล จะช่วยให้ราคาน้ำมันลดลงอย่างฮวบฮาบ แต่กลับทำได้เพียงช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น สุดท้ายต้องกลับมาจัดเก็บเงินเข้ากองทุนฯ และราคาน้ำมันก็ยังคงแพงเหมือนเดิม

เมื่อราคาน้ำมันมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง แน่นอนว่าได้สร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ เพราะราคาพลังงานถือเป็นต้นทุนของสินค้าอุปโภคและบริโภคของประชาชนทุกระดับ ทั้งมหาเศรษฐีหรือคนหาเช้ากินค่ำ เมื่อน้ำมันขึ้นหนีไม่ได้ที่ค่าขนส่งและราคาสินค้าต้องดีดตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

การแก้ปัญหาพลังงานจากรัฐบาล คือ การปรับ “พิชัย นริพทะพันธุ์” ออกจากตำแหน่ง รมว.พลังงาน พ้นวงโคจรคณะรัฐมนตรี

ขณะที่การส่งสัญญาณจากรัฐบาลให้ประชาชนเห็นถึงความเอาใจใส่ต่อการแก้ปัญหาเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าไร้ซึ่งรูปธรรมที่จับต้องได้

เริ่มมาตั้งแต่ “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง แถมควบตำแหน่งเป็นแม่ทัพให้รัฐบาล ประกาศว่า “ราคาสินค้าและอัตราเงินเฟ้อในขณะนี้มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น…แต่ถือเป็นสภาวะความเป็นจริงที่ประชาชนต้องปรับตัวรับให้ได้…เพราะประเทศไทยเป็นประเทศเศรษฐกิจเปิด”

กระทั่งมาถึงท่าทีล่าสุดของ “ยิ่งลักษณ์” เมื่อวันที่ 3 พ.ค.ต่อปัญหานี้ ปรากฏว่าถือเป็นสัญญาณอันตรายต่อรัฐบาลอย่างคาดไม่ถึง

“สินค้าราคาแพงสาเหตุมาจาก 2 ส่วน คือข้อมูลที่เก็บจากข้อเท็จจริง และส่วนหนึ่งเกิดจากความรู้สึกของประชาชน… ผลพวงอุทกภัยน้ำท่วมที่ผ่านมา ประกอบกับช่วงเดือน เม.ย.อากาศร้อน และเป็นเดือนที่มีค่าใช้จ่ายมาก เช่น ลูกต้องเรียนหนังสือ”

ไม่ต่างอะไรกับการบอกให้ประชาชนต้องทำใจภายใต้มาตรการทางเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยไม่มีหลักประกันว่าการจ่ายยาของรัฐบาลจะรักษาถูกโรคทางเศรษฐกิจหรือไม่

การสื่อสารกับสังคมลักษณะนี้ ไม่ต่างอะไรกับการทำให้ประชาชนตั้งคำถามมายังรัฐบาล 2 ข้อใหญ่ ได้แก่ “ลอยตัวกับปัญหาหรือไม่” และ “ปัดความรับผิดชอบหรือไม่”

ปฏิเสธไม่ได้ว่าแทนที่จะช่วยแก้ปัญหาแต่เป็นการซ้ำเติมสถานการณ์หนักขึ้นไปอีก ยิ่งตอกย้ำไม่สามารถทำได้ในสิ่งที่หาเสียงกับประชาชนไว้ เปรียบได้กับ “ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง” หลังจากครั้งหนึ่งเคยบอกว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์ของแพง แต่เมื่อพรรคเพื่อไทยมาเป็นรัฐบาลก็เป็นลักษณะ “ดีแต่พูด” เหมือนกัน

ชี้วัดได้จากผลสำรวจของศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) เรื่อง “ประเมินผลงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลในรอบ 9 เดือน” พบว่า นักเศรษฐศาสตร์ประเมินผลงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลได้แค่ 3.83 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10

การเลือกบริหารภาพลักษณ์มากกว่าการบริหารสถานการณ์ของนายกฯ กำลังเป็นจุดอ่อนสำคัญที่กัดกินความมั่นคงของรัฐบาลเอง หลังจากได้สื่อสารกับประชาชนแบบผิดๆ ถูกๆ มาแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่วิกฤตมหาอุทกภัยเรื่อยมาจนถึงปัญหาเศรษฐกิจ

ถึงนายกฯ จะมีจุดแข็งตรงที่ไม่ลงมาตอบโต้กับฝ่ายค้าน และเล่นบทนางเอกผู้แสนดีแทนนางเอกนักบู๊ ใช่ว่าจะเรียกคะแนนความสงสารได้ตลอดไป ยิ่งปัญหาของแพงที่เป็นเรื่องใกล้ตัวประชาชนยังไม่ได้รับการเยียวยาเร็วเท่าไหร่ ความเชื่อมั่นที่มีต่อนายกฯ ย่อมลดลงมากขึ้นเท่านั้น

ที่สำคัญ “เวทีนิติบัญญัติ” ซึ่งรัฐบาลควรใช้ให้เป็นประโยชน์ด้วยการชี้แจงให้ประชาชนรับทราบถึงมาตรการของรัฐบาลผ่านการเปิดโอกาสให้ สส.รัฐบาล หรือฝ่ายค้านตั้งกระทู้ถามสด พบว่าใช้เวลาหมดไปกับเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เวลาที่หมดไปกว่า 10 วัน ฝ่ายค้านได้ฉวยโอกาสใช้เป็นเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เรื่องของแพงแบบออกอากาศให้ประชาชนติดตามแบบข้ามวันข้ามคืน จากคนที่ไม่เชื่อก็กำลังจะเชื่อและคนจากกำลังจะเชื่อก็ได้เชื่อฝ่ายค้าน เพราะค่าครองชีพเป็นความอ่อนไหวและสัมผัสได้ จับต้องได้ของคนทั้งประเทศ

ไม่เพียงเท่านี้ ภาพของการใช้รัฐสภาเพื่อแก้รัฐธรรมนูญหลายวันที่ผ่านมา ย่อมสร้างให้สังคมมองการทำงานของรัฐบาลว่า “การแก้ปัญหาการเมืองสำคัญกว่าการแก้ปัญหาประเทศ”

เท่ากับว่าการขยายเวลาปิดสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติออกไปจากวันที่ 18 เม.ย.แบบไม่มีกำหนด เพื่อตอบสนองเกมการเมืองของพรรคเพื่อไทยเท่านั้น

ความบกพร่องเหล่านี้ อาจจะยังไม่มีผลกระเทือนมายังรัฐบาลโดยตรงในระยะนี้ทันที เนื่องจากรัฐบาลอาจคิดไปเองว่ามีเสียงข้างมากในรัฐสภา ผนวกกับมีคนเสื้อแดงเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็ก ยังไงรัฐบาลก็ไม่มีวันล้ม

อย่างไรก็ตาม เชื่อได้เลยว่านานวันไปจะสะสมพอกพูนจนเป็นภูเขาน้ำแข็ง ที่รัฐนาวายิ่งลักษณ์พุ่งเข้าชนโดยไม่รู้ตัว โดยมีบทเรียนให้เห็นแล้วจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งกุมเสียงในรัฐสภามากกว่า 300 เสียง แต่ก็อยู่ไม่ได้จนต้องประกาศยุบสภา

ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่รัฐบาลต้องเลิกคิดไปเองว่าจะอยู่ได้ท่ามกลางปัญหาของประชาชน

 

ดึงภท.ร่วมรัฐบาลเกมที่ไม่ง่ายของทักษิณ 2012/05/05

ดึงภท.ร่วมรัฐบาลเกมที่ไม่ง่ายของทักษิณ

  • 04 พฤษภาคม 2555 เวลา 09:45 น.

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

สถานการณ์ทางการเมืองเวลานี้ ทุกฝ่ายกำลังหันไปสนใจการได้รับอิสรภาพทางการเมืองของกลุ่ม 111 ว่า จะเข้ามามีบทบาททางการเมืองหลังจากนี้ไปอย่างไร ซึ่งแน่นอนว่าเป้าหมายทั้งหลายคงอยู่ที่การก้าวขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีกันอีกครั้ง

ถึงนาทีนี้ 111 จากพรรคเพื่อไทย กลับสู่เก้าอี้รัฐมนตรีไม่น่าจะเกิน 5 ตำแหน่ง ซึ่งกว่าจะมีการปรับ ครม.คงต้องรอเปิดสภาสมัยสามัญในระหว่างเดือน ส.ค.พ.ย. ซึ่งช่วงนั้นเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ฉะนั้น แผนการปรับ ครม. จึงถูกวางไว้ในช่วงนี้ ถ้าไม่มีปัจจัยอะไรมาเร่งเร้า ทั้งหมดเพื่อให้ ปชป.เตรียมข้อมูลเก้อ

ทว่า ที่สนใจไปกว่านั้นคือ “พรรคภูมิใจไทย” ซึ่ง 3 แกนนำหลักอย่าง เนวิน ชิดชอบ อนุทิน ชาญวีรกูล และสมศักดิ์ เทพสุทิน ซึ่งเป็นสมาชิกบ้าน 111 ก็ได้อิสรภาพด้วย จะเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่

หากดูทิศทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทยจากการโหวต เรื่องสำคัญในสภาชัดเจน สส.พรรคภูมิใจไทยยืนอยู่ฟากรัฐบาลแทบทั้งสิ้น อาทิ เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องปรองดอง

ที่ลึกไปกว่านั้นคือ 2 กลุ่มพรรคภูมิใจไทย คือ “สมศักดิ์” กลุ่มมัชฌิมา และ “อนุทิน” ต่างวิ่งเข้าหานายใหญ่ และแกนนำพรรคเพื่อไทย เพื่อขอเข้าร่วมรัฐบาลแล้ว โดย “อนุทิน” บินตรงไปพบ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ หลายครั้ง เพื่อเจรจาผูกมิตรขอกลับเข้าร่วมงานการเมืองกับพรรคเพื่อไทย

ขณะที่ “สมศักดิ์” ติดต่อขอนำ สส.กลุ่มมัชฌิมาเข้าร่วมรัฐบาล หลังเลือกตั้งใหม่ๆ และโดยเฉพาะช่วงที่พรรคภูมิใจไทยโดนคดียุบพรรค แต่ทางนายใหญ่ไม่ต้องการภาพ “งูเห่า” มาเขย่ารัฐบาล จึงทำให้ “สมศักดิ์” ยังดิ้นอยู่ทุกวัน

ทั้งนี้ “สมศักดิ์” ไม่ละความพยายามเดินสายเจรจากับ “สมชาย-เยาวภา” น้องเขยน้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ มาตลอด และล่าสุดรีบบึ่งมาเตะบอลสี่เส้าของกลุ่ม 111 และ 109 ทันที เพื่อส่งสัญญาณให้ชัดเจนว่าพร้อมเข้าร่วมรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม การเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทยไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด แม้ “ยงยุทธ วิชัยดิษฐ” รองนายกฯ ฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ออกมาพูดเปิดทางให้ “เนวิน-สมศักดิ์-อนุทิน” กลับคืนสู่อ้อมอก

ทั้งหมดเพื่อโดดเดี่ยวประชาธิปัตย์ ซึ่งเปรียบเสมือนหอกข้างแคร่ทางการเมืองตามที่นายใหญ่ต้องการ รวมถึงการดึงศัตรูมาเป็นมิตร เพื่อร่วมกันยึดเสียงข้างมากในสภา เพื่อนำไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญและกฎหมายนิรโทษกรรม

ทั้งนี้ เนื่องจาก “ภูมิใจไทย” เป็นศัตรูคู่อาฆาตของเสื้อแดง และตลอดเวลาที่ผ่านมา “เนวิน” ถูกตีตราขึ้นชื่อว่า เป็นคนทรยศ “พ.ต.ท.ทักษิณ” ซึ่งครั้งหนึ่งเคยแถลงข่าวประกาศชัดเจนที่โรงแรมสยามซิตี ด้วยวลีเด็ดว่า “มันจบแล้วครับนาย” พร้อมหันไปสนับสนุนประชาธิปัตย์ฐานะศัตรู ขึ้นแท่นรัฐบาลภายหลังการยุบพลังประชาชน

เรื่องนี้ทำให้พรรคภูมิใจไทยถูกโจมตีอย่างหนักจากกลุ่มคนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทย ถึงขั้นประกาศชัดเจนว่า ไม่มีวันร่วมงานทางการเมืองกันอย่างแน่นอน

ฉะนั้น การดึงพรรคภูมิใจไทยทั้งพรรคมาร่วมรัฐบาล แน่นอนจะเกิดกระแสต้านภายในพรรคเพื่อไทยเองและคนเสื้อแดงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้ เนวิน เก็บตัวเงียบ ขอทุ่มเทอยู่กับฟุตบอลไทยลีก โดยวางให้ “อนุทิน” ขึ้นมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคคนต่อไป เพื่อไม่ให้ถูกต่อต้าน แต่ทว่าทุกอย่างก็ยังยากอยู่ดี โดยเฉพาะ สส.พรรคเพื่อไทย ที่เกรงตัวเองจะต้องสูญเสียโอกาสจากการเข้ามาของพรรคภูมิใจไทยเตรียมต้านกันสุดฤทธิ์

“หากมีการปรับ ครม.รอบหน้า ชื่อ เนวินและอนุทิน ที่จะร่วมรัฐบาลด้วยคงเป็นเรื่องยาก แต่หาก สมศักดิ์ อาจต้องใช้เวลาอีกระยะ และการปรับ ครม.เป็นเพียงการปรับเล็กเท่านั้น” วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ที่มีข่าวว่าอาจต้องถูกปรับออกเพื่อรองรับ 111 กล่าว

ฉะนั้น “พ.ต.ท.ทักษิณ” คงไม่กล้าปรับอะไรผลีผลาม เพราะต้องรักษาฐานมวลชนไว้ให้นานที่สุด

ขณะที่พรรคภูมิใจไทยเองทั้ง “เนวินสมศักดิ์อนุทิน” ไม่มีทางเลือกมากนักในการเดินเกมทางการเมือง เนื่องจากพรรคเพื่อไทยและ พ.ต.ท.ทักษิณ คุมกลไกไว้ทั้งหมด ขืนไปยืนตรงกันข้ามมีหวังต้องพังครืน

หลากหลายปัจจัยที่ทำให้แกนนำพรรคภูมิใจไทยยอมจำนน ไล่เรียงไปตั้งแต่ “เนวิน” ซึ่งแน่นอนว่า ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ และคนเสื้อแดงคิดบัญชีคงต้องสาหัสสากรรจ์ ทั้งทีมฟุตบอลและธุรกิจ ซึ่งไม่ต่างจาก “อนุทิน” ที่มีสายสัมพันธ์กับบริษัท ซิโน-ไทย ซึ่งได้รับสัมปทานรถไฟฟ้าหลายสาย

ขณะที่ “สมศักดิ์” มีฐานคะแนนอยู่ จ.สุโขทัย หากถูกล้อมกรอบนานมีหวังหงายเก๋ง

ฉะนั้น หนทางเดียวที่พวกเขาอยู่รอดคือ การสวามิภักดิ์ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะการอยู่ร่วมหัวจมท้ายในบทบาทฝ่ายค้านกับพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้พวกเขาลำบากยิ่งเข้าไปอีก เพราะพรรคประชาธิปัตย์เองก็ไม่ได้ไว้วางใจนัก

“แม้พรรคภูมิใจไทยจะยืนยันชัด ไม่ได้มีความอยากในการเข้าร่วมเป็นรัฐบาล เพราะการทำหน้าที่ในสภา โดยเฉพาะการเป็นฝ่ายค้านก็สามารถทำประโยชน์ให้ประชาชนได้ แต่ทั้งหมดก็ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ซึ่งไม่มีใครตอบได้ อีกทั้งการตัดสินใจของพรรคทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับการปรึกษาหารือ และเพื่อประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง” เป็นคำยืนยันของ “ศุภชัย ใจสมุทร” โฆษกพรรคภูมิใจไทย ที่ตอกย้ำว่าพรรคภูมิใจไทยพร้อมร่วมรัฐบาล

ฉะนั้น จากนี้ต้องตามติดว่า “พ.ต.ท.ทักษิณ” จะบริหารจัดการอย่างไร เพื่อให้คนเสื้อแดง พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย มีนายใหญ่คนเดียวกัน ตามทฤษฎีที่ว่า “การเมืองไม่มีมิตรแท้ และศัตรูถาวร”

 

111…เพิ่มความแข็งแกร่ง เพิ่มแรงกระเพื่อม 2012/05/05

111…เพิ่มความแข็งแกร่ง เพิ่มแรงกระเพื่อม

  • 03 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:20 น.

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

มองข้ามช็อตไปหลังสมาชิกบ้านเลขที่ 111 พ้นโทษแบนทางการเมือง !!!

การปรับ “ครม.ปู 3” เป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญกับการ “ยกเครื่อง” ดึงอดีตรัฐมนตรีมือดียุคไทยรักไทยมา “เสริมกระดองปู” ดึงคะแนนให้รัฐบาลที่เวลานี้กำลังสะบักสะบอมกับปัญหาของแพง และนโยบายเศรษฐกิจที่ตุปัดตุเป๋ ไร้เสถียรภาพ

แม้แต่บทวิเคราะห์ล่าสุดจากบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ ยังมองว่าการกลับมาร่วมงานกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทยของสมาชิก 111 ที่จะพ้นโทษแบนสิ้นเดือน พ.ค.นี้ จะทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพมากขึ้น และหลายคนจะได้เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลนี้

ดังนั้น ภาพการปรากฏตัวของบ้านเลขที่ 111 ในงานฟุตบอลกระชับมิตร 4 เส้า ที่สนามเทพหัสดิน เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนที่พวกเขาจะพ้นพันธนาการทางการเมืองในอีกไม่กี่สัปดาห์ จึงคล้ายเป็นสัญญาณของการออกมา “อุ่นเครื่อง” ข้างสนามคอยจังหวะเปลี่ยนตัว

สอดรับกับเงื่อนเวลาตาม “สัญญาใจ” ที่หล่อเลี้ยงความหวังบรรดา “แคนดิเดต” ซึ่งมีคิวยาวเป็นหางว่าว ว่าจะมีการหมุนเวียนผลัดเปลี่ยน “เก้าอี้ดนตรี” กันทุกๆ 6 เดือน

หากนับจากการปรับ “ครม.ปู 2” เมื่อวันที่ 18 ม.ค.ที่ผ่านมา การปรับ ครม.รอบต่อไปน่าจะเป็นช่วง พ.ค.-มิ.ย. ซึ่งเป็นไปตามกระแสข่าวที่ว่ากันว่าจะเป็นการปรับเล็ก 2-3 ตำแหน่ง

ลึกๆ แล้ว ประเมินกันว่าการปรับ ครม.รอบใหม่นี้ จะดึงเวลาเพื่อรอดูท่าที “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” ที่ฝ่ายค้านเตรียมจ้องถล่มตั้งแต่เปิดสมัยประชุมสมัยทั่วไป 1 ส.ค. เนื่องจากติดเงื่อนไขไม่สามารถยื่นอภิปรายได้ในสมัยประชุมนิติบัญญัติที่ผ่านมา

การปรับ ครม.หนีการอภิปรายเป็นเทคนิคที่รัฐบาลนิยมใช้ในการลดแรงเสียดทานจากศึกซักฟอก จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รัฐบาลต้องรอดูให้รอบคอบจะได้ประเมินออกว่าจะเป็นใหญ่ทีเดียว หรือปรับเล็กไปพลางๆ ก่อน

เวลานี้กลุ่มก๊วนต่างๆ จึงเริ่มวิ่งกันฝุ่นตลบ !!!

ไหนจะต้องออกมาปกป้องโควตากลุ่มตัวเอง ไหนจะต้องตีกันกลุ่มก๊วนอื่นๆ ไหนจะต้องมาแบ่งโควตาที่มีอยู่น้อยแล้ว ให้กับสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ที่จะฟื้นคืนชีพอีก ยิ่งทำให้เก้าอี้รัฐมนตรีทีมบี ทีมซี ลดน้อยลงไป

จับอาการจาก “สุนัย จุลพงศธร” มองว่าการปรับทัพดึงรัฐมนตรีทีมเอกลับมาทำหน้าที่ต้องรอดูจังหวะว่าช่วงไหน จำเป็นจะเผด็จศึกหรือไม่ โดยเห็นว่าควรรอ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556 ผ่านการพิจารณาของสภาก่อนค่อยเปลี่ยนตัวกัน

ไม่ต่างจากหลายเสียงสะท้อนเวลานี้ ที่อยากให้ปรับ ครม.อีกรอบในกลุ่มแคนดิเดตที่มีอยู่ ก่อนสมาชิกบ้านเลขที่ 111 จะออกมาแบ่งโควตา

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร “เก้าอี้” ที่มีจำกัด ไม่เพียงพอต่อแคนดิเดตว่าที่รัฐมนตรีที่คิวยาวเป็นหางว่าว ย่อมสะเทือนก่อเป็นคลื่นใต้น้ำที่รุมเร้ารัฐบาลรอวันปะทุอีกระลอก

ส่องดูรายชื่ออดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน ยังมีหลายกลุ่ม หลายเกรด แม้หลายคนจะมีความรู้ความสามารถ แต่กลุ่มตัวเต็งที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีรอบต่อไป ถูกตีวงไว้ที่สมาชิกภาพที่เสมอต้นเสมอปลาย ไม่คิดตีชิ่งในยุคพรรคตกระกำลำบากหลังรัฐประหาร รวมทั้งจะต้องเป็นกลุ่มที่ไม่มีเสียงต้านเสียงค้านจากภายในพรรค

ตัวเก็งอันดับแรกๆ อาทิ พงศ์เทพ เทพกาญจนา ภูมิธรรม เวชยชัย พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล โภคิน พลกุล นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช จาตุรนต์ ฉายแสง กระทั่งน้องรัก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ จึงน่าจะเป็นล็อตแรกที่ได้เข้ามาเสริมทีมรัฐบาลหากมีการปรับ ครม.

แน่นอนว่าระดับอดีตรัฐมนตรีจากพรรคไทยรักไทยที่เคยบริหารรับผิดชอบกระทรวงเกรดเอมาโดยตลอด หากจะเข้ามาร่วมรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ย่อมไม่อาจไปนั่งกระทรวงเกรดบี เกรดซี ได้ ขณะที่เก้าอี้ในกระทรวงเกรดเอ ปัจจุบันก็ยังเหนียวแน่นไม่น้อย

ทางออกที่เป็นไปได้เวลานี้จึงอาจค่อยๆ ผ่องถ่ายด้วยการดันไปเป็นที่ปรึกษานายกฯ หรือดำรงตำแหน่งอื่นๆ รอจังหวะไปก่อน

ถัดมาที่กลุ่มซึ่งมีแรงต้านประปรายในพรรคด้วยข้อหาไม่ได้ฟันฝ่าอุปสรรคกับพรรคมาตั้งแต่ต้นอย่าง คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ สุรนันทน์ เวชชาชีวะ เป็นตัวเลือกรองตามมา

ทว่าที่ถูกจับตามากที่สุด อนุทิน ชาญวีรกูล-เนวิน ชิดชอบ อดีตตัวแปรสำคัญที่แยกตัวไปร่วมกับประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาล ซึ่งแม้ ยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯ จะเปิดทางไว้ แต่หลายเสียงยังออกมาดักคอด้วยข้อครหาเรื่องทรยศหักหลังที่ทำให้การกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งเป็นไปได้ยาก

ย้อนดูรัฐมนตรีเวลานี้หลายตำแหน่งก็รู้ตัวดีว่าไม่อาจต้านทานกระแสปรับ ครม.ได้ ไม่ว่าจะเป็น จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ที่เข้ามาคุมเก้าอี้ รมว.คมนาคม แบบไม่คาดคิดเพราะต้องการสยบปมปัญหาขัดแย้งภายในของ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต หรือเก้าอี้ รมว.ศึกษาธิการ ของ สุชาติ ธาดาธำรงเวช หรือเก้าอี้ มท.1 ของ ยงยุทธ วิชัยดิษฐ ล้วนแต่มีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ง่าย โดยเฉพาะกับผลงานที่ไม่เข้าตาในช่วงเวลาที่ผ่านมา

ปรับ ครม.รอบนี้นอกจากสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจากบ้านเลขที่ 111 อีกส่วนหนึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องใช้หนี้ให้กับ “เสื้อแดง” โดยเฉพาะ “จตุพร พรหมพันธุ์” ซึ่งตกค้างจากปรับ ครม.รอบที่แล้ว

แรงกระเพื่อมที่เริ่มก่อตัวจากกลุ่มก๊วนต่างๆ ในพรรคเพื่อไทยเวลานี้ จึงเป็นอีกปัจจัยอันตรายที่ พ.ต.ท.ทักษิณ มองข้ามไม่ได้

 

หักเหลี่ยมเฉือนคม เกมมาราธอน’รธน.’ 2012/05/05

หักเหลี่ยมเฉือนคม เกมมาราธอน’รธน.’

  • 02 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:00 น.

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

คงไม่มีใครคาดคิดว่าการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 2 จะดำเนินไปแบบหนังชีวิต หาตอนจบไม่ได้ขนาดนี้ นับไปนับมาตั้งแต่ก่อนเทศกาลสงกรานต์มาจนถึงวันนี้ก็เข้าสู่วันที่ 10 เข้าไปแล้ว โดยงานนี้ต้องยอมรับว่าพรรคเพื่อไทยมีเพดานความอดทนค่อนข้างสูง ส่งผลให้การประชุมที่เดิมคาดจะดุเดือดเหมือนหนังสงครามกลับกลายเป็นตรงกันข้ามไป

หมากเกมนี้พรรคเพื่อไทยต้องการวางบทบาทให้ตัวเองเป็น “พระเอก” แสดงความใจดีเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านถล่มรัฐบาลแบบอากาศสดผ่านทางช่อง 11 ได้อย่างเต็มที่ ด้านหนึ่งเพื่อลบคำครหาว่ารัฐบาลไม่ได้รวบรัดรัฐสภาเร่งผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีทางการเมืองให้กับรัฐบาล

ที่สำคัญในระยะยาว ภายหลังร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านรัฐสภา จะได้ไม่ต้องกล่าวหารัฐบาลอีก เนื่องจากให้โอกาสทุกฝ่ายนำเสนอความคิดเห็นอย่างเต็มที่

ประเด็นสำคัญที่ทำให้พรรคเพื่อไทยต้องสวมบท “ศรีทนได้” มาจากการสามารถกุมหัวใจสำคัญของการร่างรัฐธรรมนูญในอนาคตได้แล้ว ภายหลังรัฐสภาผ่านมาตรา 291/1 ว่าด้วยการให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละคน รวม 77 คน และจากการคัดเลือกของรัฐสภาอีก 22 คน รวมทั้งหมดเป็น 99 คน

โครงสร้างของ ส.ส.ร.ในลักษณะนี้ เท่ากับบีบให้ผู้สมัคร ส.ส.ร.ต้องแอบอิงฐานคะแนนพรรคการเมืองในพื้นที่ที่ตนเองลงสมัคร ซึ่งหมายความว่าพรรคเพื่อไทยในฐานะเสียงข้างมาก ย่อมมีอิทธิพลทั้งทางตรงและทางอ้อมนั่นเอง

เมื่อพรรคเพื่อไทยได้ชิ้นปลามันแล้ว ที่เหลือก็ดูไม่มีความหมายและไม่ได้เป็นประเด็นสั่นคลอนโครงสร้าง ส.ส.ร.ของพรรคเพื่อไทยแต่อย่างใด ทำให้ประเด็นไหนในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่คิดว่าพอยอมฝ่ายค้านให้ได้บ้างก็ยอมกันไป เพื่อให้บรรยากาศการประชุมไม่ตึงเครียดจนเกินไป

นำมาสู่การมีความเห็นร่วมจากที่ประชุม 4 ฝ่าย คือ วิปรัฐบาล วิปฝ่ายค้าน วิปวุฒิสภา และคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้แก้ไขมาตรา291/5

ทั้งนี้ เดิมกำหนดว่า “ให้นำกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นมาบังคับใช้กับการเลือกตั้ง ส.ส.ร.โดยอนุโลม และให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้วินิจฉัยคดีเลือกตั้ง ส.ส.ร. ภายใน 30 วัน” มาเป็น “ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นำ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2550 เฉพาะส่วนการเลือกตั้ง สว.มาใช้กับการเลือกตั้ง ส.ส.ร. และให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเป็นผู้วินิจฉัยคดีโดยไม่จำกัดระยะเวลา”

บทพระเอกของพรรคเพื่อไทยรอบนี้ ไม่ต่างอะไรกับการถอยเพื่อรุกควบคู่ไปกับการเก็บรักษาภาพให้รัฐบาล

อย่างไรก็ตาม หากประเมินเกมในรัฐสภาณ วันนี้ จากที่พรรคเพื่อไทยเคยได้กลับไม่ได้เปรียบอย่างที่คิดเอาไว้แล้ว

ปัจจัยสำคัญหนีไม่พ้นการปล่อยให้การประชุมรัฐสภาลากยาวจนเกินไป กำลังนำพาปัญหามาให้กับรัฐบาลอย่างคาดไม่ถึง เพราะจะเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านใช้จังหวะนี้อภิปรายการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลเพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญ มากกว่าการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพที่เป็นปัญหาเร่งด่วนในขณะนี้

เปรียบได้กับการซ้อมอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ประชาชนได้เห็น ทั้งผู้ใช้แรงงานและภาคธุรกิจ ซึ่งรับผลกระทบถ้วนหน้าจากการขึ้นค่าจ้าง 300 บาท รายได้ลดต่ำลงสวนทางกับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น

ครั้นคณะรัฐมนตรีจะลุกขึ้นชี้แจงในรัฐสภาก็ทำไม่ได้ เพราะติดตรงที่ข้อบังคับการประชุมรัฐสภากำหนดให้การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญวาระ 2 เป็นหน้าที่ของกรรมาธิการต้องทำการชี้แจงต่อรัฐสภา ซึ่งกรรมาธิการในซีกพรรคเพื่อไทยที่เห็นตัวอยู่ก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ เรียกได้ว่าต้องนั่งใบ้กิน ปล่อยให้ฝ่ายค้านเก็บแต้มกัดเซาะรัฐบาลไปเรื่อยๆ

ใช่ว่าพรรคเพื่อไทยจะไม่หาทางแก้ไขสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ในฐานะผู้คุมเกม พยายามใช้บังคับอย่างเคร่งครัดและขอให้ฝ่ายค้านอภิปรายเฉพาะในประเด็น รวมทั้งการกำหนดกรอบเวลาการอภิปราย ถึงพูดกลางที่ประชุมก่อนหน้านี้ว่า “ถ้ามีการอภิปรายซ้ำประเด็น ผมจะขออนุญาตเสียมารยาทต่อสมาชิกรัฐสภาที่จะขอกำชับให้อภิปรายไม่ซ้ำประเด็นจนเกินไป”

ไม่เว้นแม้แต่การตั้งทีมประท้วงฝ่ายค้านนำโดย จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สส.สุรินทร์ จิรายุ ห่วงทรัพย์ สส.กทม. วรชัย เหมะ สส.สมุทรปราการ แต่เหมือนกระดูกจะยังไม่แข็งพอสำหรับจะต่อปากต่อคำกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งอุดมไปด้วยความเคี่ยวกรำในงานสภา

มาจนถึงแผนล่าสุด การเริ่มใช้ไม้แข็งด้วยการพยายามไม่ให้ช่อง 11 ถ่ายทอดสด และการขอเพิ่มวันประชุมจาก 2 วัน เป็น 3 วันต่อสัปดาห์ แต่ทั้งหมดดูจะยังไม่ได้ประสิทธิภาพมากนัก

ไม่ว่าจะเป็นการปิดฟ้าไม่ให้ถ่ายทอดสดสุดท้ายก็ทำไม่ได้ ต้องปล่อยให้ออกอากาศต่อไปเพราะกลัวคำครหา หรือการขอเพิ่มวันแม้สัปดาห์นี้จะได้ประชุม 3 วันตามข้อตกลงของวิป 3 ฝ่าย แต่ก็ไม่ได้เป็นการการันตีจะประชุมได้ 3 วันทุกสัปดาห์ เนื่องจากติดตรงที่ สว.ยังต้องประชุมวุฒิสภาวันจันทร์ หากต้องมาประชุมรัฐสภาเพิ่มอีก 3 วัน เท่ากับว่า สว.ต้องแบกสังขารมาประชุมทั้งงานหลวงและงานราษฎร์ถึง 4 วัน

สถานการณ์เวลานี้สร้างความปวดหัวให้กับวิปรัฐบาลพอสมควร สภาพย่ำแย่ขนาดที่ “อุดมเดช รัตนเสถียร” ประธานวิปรัฐบาล ยอมรับแบบลูกผู้ชายเลยว่า “ไม่รู้จะจบเมื่อไหร่” พร้อมกับประเมินว่าที่เหลืออีกกว่า 10 มาตรา อย่างเร็วคงผ่านได้วันละ 1 มาตราเท่านั้น

ทำได้ดีที่สุดเพียงแค่การปล่อยให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าฝ่ายค้านได้กระทำในสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่แทน ซึ่งวิธีการหารูปธรรมไม่ได้ว่าประชาชนจะไม่พอใจฝ่ายค้านผ่านรูปแบบไหน

สรุปแล้วเกมลากยาวรัฐธรรมนูญครั้งนี้ รัฐบาลและฝ่ายค้านได้ต่างหักเหลี่ยมเฉือนคมและช่วงชิงความได้เปรียบเสียเปรียบกันทั้งคู่ เพียงแต่ว่ารัฐบาลอาจเสียเปรียบเล็กน้อยจากการยอมเปิดหน้าให้ฝ่ายค้านกระหน่ำออกโทรทัศน์ แต่ต้องทนเพื่อให้งานใหญ่เดินหน้าไปและรักษาภาพลักษณ์ไม่ให้ถูกมองว่าเป็นผู้ร้ายรื้อรัฐธรรมนูญ

จากนี้ไปน่าสนใจว่าพรรคเพื่อไทยจะทนไม่ใช้ “เสียงข้างมากปิดปากฝ่ายค้าน” ได้อีกนานแค่ไหน